150 ภิ ร ม ย์รตี
ภมู ริ ฐั ศาสตร์อนั เกิดจากชัยภูมิของเมือง
การทเ่ี มอื งฉะเชงิ เทรามที ตี่ งั้ ทางภมู ศิ าสตรอ์ ยใู่ นลมุ่ นำ้� บางปะกง ซงึ่ เปน็ ลมุ่
นำ้� ทอี่ ยรู่ ะหวา่ งแนวทวิ เขา 2 แนวคอื ทวิ เขาสนั กำ� แพงทางตอนบนกบั ทวิ เขาจนั ทบรุ ี
และทิวเขาบรรทัดทางตอนล่าง แต่เดิมบริเวณนี้อาจเป็นแนวภูเขาต่อเน่ืองกัน แต่
เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยาแผ่นดินยุบตัวลง จึงเกิดเป็นที่ราบแคบๆ
เรยี กวา่ ฉนวนไทย (Thai Corridor) ซงึ่ เชอ่ื มโยงเขา้ ไปยงั ทร่ี าบในดนิ แดนกมั พชู า นบั
เปน็ ทางเชอ่ื มทเี่ กดิ ขนึ้ ตามธรรมชาตเิ พยี งทางเดยี วระหวา่ งบรเิ วณลมุ่ แมน่ ำ้� เจา้ พระยา
กับลุ่มแม่น�้ำโขงตอนล่าง ส่งผลให้พื้นที่ของเมืองฉะเชิงเทรากลายเป็นศูนย์กลางการ
คมนาคมติดต่อกับดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื (อสี าน) และประเทศกมั พูชา
ตอ่ เนอื่ งไปถงึ ลาวและเวยี ดนาม ทง้ั ยงั เปน็ เสน้ ทางการคา้ เสน้ ทางการเดนิ ทพั และการ
ตดิ ตอ่ ราชการไปยงั พน้ื ทต่ี อนใน ดว้ ยสภาพของ “ชยั ภมู ”ิ ทต่ี งั้ ทางภมู ศิ าสตรด์ งั กลา่ ว
ทำ� ใหฉ้ ะเชงิ เทราเหมาะสมตอ่ การเปน็ เมอื งสำ� คญั ทางเศรษฐกจิ และความมนั่ คง ดงั น้ี
1. ชยั ภูมิทางยทุ ธศาสตร์
เมืองฉะเชิงเทราแบ่งการปกครองออกเป็น 11 อ�ำเภอ คือ อ�ำเภอเมือง
อำ� เภอบางปะกง อำ� เภอบา้ นโพธิ์ อำ� เภอบางน�้ำเปรี้ยว อ�ำเภอบางคลา้ อ�ำเภอแปลง
ยาว อ�ำเภอราชสาส์น อ�ำเภอพนมสารคาม อ�ำเภอสนามชัยเขต อ�ำเภอท่าตะเกียบ
และอ�ำเภอคลองเขอ่ื น ซ่งึ มอี าณาเขตตดิ ตอ่ กับเมอื งใกลเ้ คยี ง ดงั น้ี
ทิศเหนอื ติดต่อกบั เมืองนครนายก (อ�ำเภอองครักษ์) และเมือง
ปราจีนบุรี (อ�ำเภอศรีมโหสถ อ�ำเภอ
บ้านสรา้ ง)
ทศิ ตะวันออก ติดต่อกบั เมอื งปราจนี บรุ ี (อำ� เภอกบนิ ทรบ์ รุ )ี และเมอื ง
สระแก้ว (อ�ำเภอวงั น้ำ� เยน็ )
ทิศใต้ ติดตอ่ กับ เมืองชลบุรี (อำ� เภอพนัสนิคม อำ� เภอบอ่ ทอง
อ�ำเภอพานทอง อ�ำเภอเกาะจันทร์ อ�ำเภอ
เมอื ง) เมอื งจนั ทบรุ ี (อำ� เภอแกง่ หางแมว) และ
อ่าวไทย
72 ปี ครูพลบั พลงึ คงชนะ 151
ทศิ ตะวนั ตก ติดต่อกับ เมืองปทุมธานี (อ�ำเภอล�ำลูกกา) กรุงเทพฯ
(เขตหนองจอก เขตลาดกระบัง) และเมือง
สมทุ รปราการ (อ�ำเภอบางบอ่ )
โดยเขตเมอื งอยหู่ า่ งจากกรงุ เทพฯ ทางทศิ ตะวนั ออก ประมาณ 75 กโิ ลเมตร
ตามทางหลวงหมายเลข 304 (สวุ นิ ทวงศ)์ และประมาณ 100 กโิ ลเมตร ตามทางหลวง
หมายเลข 3 หรอื ประมาณ 90 กโิ ลเมตรตามทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข 34 (บางนา -
ตราด) แยกเขา้ หมายเลข 314 (บางปะกง - ฉะเชิงเทรา) และประมาณ 61 กโิ ลเมตร
ตามเส้นทางรถไฟสายตะวันออก ฉะเชิงเทราจึงเป็นเมืองท่ีมีพ้ืนที่ติดกับเมืองหลวง
และทต่ี ง้ั ทางภมู ศิ าสตรอ์ ยตู่ ดิ อา่ วไทยและมที างออกทะเล ทำ� ใหส้ ามารถตดิ ตอ่ คา้ ขาย
กับตา่ งประเทศทางทะเลได้ โดยมีแม่นำ�้ บางปะกงเปน็ ล�ำน้ำ� สายหลกั และคลองสาขา
เชื่อมเส้นทางคมนาคมทางบกกับทางน�้ำ สัญจรไปมาติดต่อกับกรุงเทพฯ และเมือ
งอ่ืนๆ รวมท้ังประเทศกัมพูชาและเวียดนามที่อยู่ห่างไกลออกไป ท้ังยังสามารถเดิน
ทางบกตอ่ ไปยังอสี านและประเทศลาวได้
จากสภาพท่ีตัง้ ของฉะเชิงเทราดังกล่าวน้นั ส่งผลให้เมอื งนอ้ี ยู่ในชัยภูมทิ าง
ยุทธศาสตรค์ อื มสี ภาพเปน็ เมืองหน้าด่านดา้ นตะวนั ออกของกรงุ เทพฯ และบทบาท
ดังกลา่ วยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อพระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกล้าเจา้ อยหู่ วั (รชั กาลท่ี 3) ทรงมีน
โยบายย้ายท่ีต้ังเมืองจากปากน�้ำเจ้าโล้ อ�ำเภอบางคล้า ลงมาต้ังที่เขตอ�ำเภอเมืองใน
ปจั จบุ ัน โดยโปรดเกล้าฯ ใหก้ รมหลวงรักษ์รณเรศร์เป็นแม่กองออกมาสร้างป้อม เชิง
เทินและก�ำแพงเมืองใหม่ โดยต้ังชิดฝั่งขวาของแม่น้�ำบางปะกง เพ่ือเป็นปราการใน
การปอ้ งกนั ภยั ใหเ้ มอื งหลวง (สยาม คา้ สวุ รรณ, 2549) เพราะเปน็ ชว่ งเวลาทไ่ี ทยกำ� ลงั
ทำ� สงครามอานามสยามยทุ ธกบั ญวนในเขมร ( พ.ศ. 2376 - 2390) ซง่ึ ยดื เยอื้ ยาวนาน
ถึง 14 ปี ฉะเชิงเทราเป็นเมืองอยู่ใกล้กับชายแดนไทยด้านตะวันออก จึงต้องมีการ
เสริมความเขม้ แขง็ ให้กับเมอื งนเี้ พ่ือเตรียมรับศกึ ญวน ด้วยการกวาดตอ้ นและอพยพ
ผคู้ นจากหวั เมอื งปตั ตานี หวั เมอื งลาว และหวั เมอื งเขมรเขา้ มาตง้ั ถนิ่ ฐานในพนื้ ทเี่ มอื ง
ฉะเชงิ เทรา (พมิ พอ์ มุ า โตสนิ ธพ, 2548 และ สดุ ใจ พงศก์ ลำ่� , 2528) รวมทงั้ การจดั หา
อาวุธปืนใหญ่และกระสุนดินด�ำไว้ส�ำหรับป้องกันข้าศึกศัตรู ดังพระบรมราชโองการ
152 ภิ ร ม ย์รตี
โปรดเกล้าฯ ด�ำรัสส่ัง ท่ีว่า “...ให้พระยาพิไชยสงคราม และหลวงนายสิทธิ์ ออกไป
ดูแลจดั แจงตักเตอื น เรง่ รัดให้นายดา่ นท�ำแทน่ ปนื ใหญท่ ่คี า้ งอยู่กบั โรงปืนอีก 3 หลงั
ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมท้ังให้วัดแม่น�้ำหน้าเมืองฉะเชิงเทราและปากน้�ำบางปะกง
วา่ มคี วามกวา้ งและแคบสักเท่าใด หยง่ั นำ้� ว่าจะลกึ หรือตื้นสกั เทา่ ใด ตามริมฝัง่ แมน่ �ำ้
มีที่เป็นคุ้งเป็นแหลมอยู่ตรงไหน ท้องท่ีต�ำบลใด เพื่อจะซุ่มซ่อนวางไพร่พลและปืน
ใหญ่ไว้รบั รองยงิ ข้าศึกได้...” (หอสมุดแห่งชาติ. เลขที่ 223. จดหมายเหตรุ ัชกาลที่ 3.
จ.ศ. 1207) สภาพการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงบทบาทของการเป็นเมืองหน้าด่าน
ใกลร้ าชธานขี องฉะเชงิ เทรา และปจั จบุ นั ความสำ� คญั กย็ งั คงอยู่ เหน็ ไดจ้ ากเมอื งนเี้ ปน็
ที่ตั้งของค่ายทหารศรีโสธร ค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้า (อ�ำเภอเมือง) ส�ำนักงานทหาร
พฒั นา หนว่ ยบญั ชาการทหารพฒั นา กองบญั ชาการกองทพั ไทย (อำ� เภอพนมสารคาม)
และคา่ ยพระยาสรุ สีห์ (อำ� เภอแปลงยาว) น่ันเอง
2. ชยั ภูมิเส้นทางการค้า
ฉะเชิงเทราเป็นเมืองท่ีมีพ้ืนท่ีบางส่วนติดต่อกับปากอ่าวไทย และชายฝั่ง
ทะเลแถบนเี้ ปน็ ทำ� เลทอ่ี ยลู่ กึ เขา้ มาในชว่ งโคง้ ทะเลตอนบนของกน้ อา่ วไทย ซง่ึ มเี กาะ
เลก็ เกาะนอ้ ยเปน็ จุดกำ� บงั ลมท�ำให้กลายเปน็ ทห่ี ลบคลืน่ ลมทะเลได้อยา่ งดี จงึ เหมาะ
ทจี่ ะสรา้ งเปน็ ทา่ เรอื สำ� หรบั ใหเ้ รอื เขา้ มาจอดพกั และขนถา่ ยสนิ คา้ ในทส่ี ดุ ฉะเชงิ เทรา
จงึ ไดก้ ลายเปน็ เมอื งทา่ และศนู ยก์ ลางการแลกเปลยี่ นสนิ คา้ (วทิ วสั กงิ่ สวุ รรณ, 2553)
เน่ืองจากเมืองนี้อยู่บนเส้นทางการค้าทางทะเลโดยมีเรือสินค้าเดินทางไปมาค้าขาย
จากกรุงเทพฯ ไปยังบางปะกง บางปลาสร้อย บางพระ บางละมุง ระยอง ประแสร์
จันทบุรี ตราด และข้ามไปยังเกาะกงของกัมพูชา (เขมร) ไปสู่ฮาเตียน ไซ่ง่อนใน
เวียดนาม (ญวน หรือ โคชินไชน่า) จนถึงเมืองท่าชายฝั่งทะเลของจีน หรือจากปาก
แม่น้�ำเจ้าพระยาผ่านบางปะกง เมืองฉะเชิงเทราไปเกาะสีชัง ระยอง จันทบุรี และ
ตราด แลว้ ตดั ขา้ มอา่ วไทยทเ่ี กาะชา้ งไปยงั บรเิ วณปากนำ�้ เมอื งนครศรธี รรมราช สงขลา
ปัตตานี ไปยังประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย จึงเห็นได้ว่าภาพรวมของ
ฉะเชงิ เทราเปน็ เมืองท่ีต้งั อยบู่ นเสน้ ทางการค้า การคมนาคมขนส่งระหวา่ งลมุ่ น้ำ� โขง
ลุ่มน�้ำบางปะกง ลุ่มน้�ำเจ้าพระยา อ่าวไทย และอ่าวเมาะตะมะ ซึ่งสามารถส่งต่อไป
ถงึ ประเทศอนิ เดียและกลุ่มประเทศอน่ื ๆ ในดนิ แดนแถบเอเชยี ตะวนั ตกเฉยี งใต้ได้
72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 153
การต้ังอยู่ในเส้นทางการคา้ ทส่ี ำ� คญั (Trading Network) ดังกลา่ ว ท�ำให้
เมอื งฉะเชงิ เทรากลายเปน็ จดุ เชอื่ มโยงระหวา่ งดนิ แดนดา้ นตะวนั ออกกบั ตะวนั ตกของ
ด้ามขวานไทย ส่งผลให้ฉะเชิงเทราเป็นเมืองศูนย์กลางการค้า (entrepot) ท่ีเชื่อม
ตลาดหลายแหลง่ เขา้ ดว้ ยกนั ทง้ั ประเทศจนี ทางดา้ นทศิ ตะวนั ออกกบั ประเทศอนิ เดยี
และกลุ่มอาหรับ เปอร์เซียด้านทิศตะวันตก ตลอดจนหมู่เกาะมลายูทางด้านทิศใต้
(ศรญั ญา คนั ธาชพี , 2540) ทำ� ใหม้ ลี กู คา้ จากตา่ งประเทศเขา้ มาตดิ ตอ่ คา้ ขายอยตู่ ลอด
เวลา เมอื งนจ้ี งึ เปรียบเสมือนพ่อค้าคนกลางท่ีใชร้ ะบบสง่ ผ่าน (Transit System) ส่ง
ของจากภูมิภาคหน่ึงไปยังอีกภูมิภาคหน่ึง ส่วนการค้ากับดินแดนภายในของ
ฉะเชงิ เทรา เนอ่ื งจากพนื้ ทรี่ าบฉนวนไทย (Thai Corridor) ตดิ ตอ่ กบั เขตเมอื งสระแกว้
เชอื่ มโยงเขา้ ไปยงั ประเทศกมั พชู าและดนิ แดนในหวั เมอื งอสี าน ตอ่ เนอื่ งไปถงึ ประเทศ
ลาว ด้วยลักษณะที่เป็นเสมือนสะพานเช่ือมระหว่างหัวเมืองเหล่าน้ี ท�ำให้เกิดการ
ค้าขายระหว่างกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าของเมือง
ฉะเชิงเทรา และการท่ีเมืองนี้ตั้งอยู่ในลุ่มน�้ำบางปะกง ท�ำให้ปลูกข้าวได้เพียงพอ
สำ� หรบั เลี้ยงผคู้ น ทง้ั ยังเหลอื ส่งขายออกไปยงั ตา่ งเมืองและตา่ งประเทศ โดยมีแม่นำ�้
บางปะกงเปน็ สายนำ้� หลกั และเปน็ เสน้ ทางลำ� เลยี งออกสทู่ ะเล ทงั้ ยงั เปน็ ประตเู ปดิ ไป
สแู่ หลง่ วตั ถดุ บิ ทอ่ี ดุ มสมบรู ณใ์ นพน้ื ทต่ี อนในและหวั เมอื งตา่ งๆ ทอ่ี ยโู่ ดยรอบ นอกจาก
นั้นยงั เปน็ ทางผา่ นไปยังตลาดการคา้ ต่างประเทศได้งา่ ย
ปัจจัยต่างๆ ท่ีกล่าวถึงข้างต้น ส่งผลให้ฉะเชิงเทราเป็นเมืองเปิด เมืองชุม
ทางการคมนาคมท้ังทางน้�ำและทางบก เมืองในเส้นทางยุทธศาสตร์และความมั่นคง
ท้ังในแง่การเมือง การปกครอง กล่าวคือ เป็นเมืองทางผา่ นเส้นทางเดนิ ทพั เส้นทาง
ลำ� เลยี งกำ� ลงั พล เสบยี งอาหาร อาวธุ ยทุ โธปกรณ์ และในแงเ่ ศรษฐกิจ คอื เป็นเมือง
เส้นทางสว่ ย เสน้ ทางนายฮอ้ ย เมืองในเสน้ ทางการคา้ ทสี่ �ำคัญ (Trading Network)
ทำ� ให้ฉะเชิงเทราสามารถพัฒนาจากเมอื งเลก็ ๆ กระทง่ั กลายเปน็ เมอื งศูนยก์ ลางการ
คา้ (entrepot) ทส่ี ำ� คญั แหง่ หนงึ่ ของภมู ภิ าค ดว้ ยเหตนุ ้ี การคา้ ขายในเมอื งฉะเชงิ เทรา
จึงคกึ คักและเจรญิ รงุ่ เรอื ง สง่ ผลใหเ้ ศรษฐกิจสามารถเติบโตไดอ้ ย่างตอ่ เน่อื ง “ความ
ม่ังคั่ง” ท่ีสั่งสมมาจากการค้าจึงมีผลต่อเนื่องถึง “ภูมิรัฐศาสตร์” (GEOPOLITIC) ท่ี
ลมุ่ ลกึ และยาวนาน (ผาสกุ พงษไ์ พจติ รและครสิ เบเคอร,์ 2546) รฐั จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งดแู ล
154 ภิ ร ม ย์รตี
และควบคมุ จดุ ยทุ ธศาสตรท์ างการคา้ และการเมอื ง การปกครองของเมอื งฉะเชงิ เทรา
ไว้ให้ได้มากที่สุด และฉะเชิงเทราเป็นเมืองท่าท่ีใช้ระบบส่งผ่าน (Transit System)
มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันความส�ำคัญในเรื่องดังกล่าวก็ยังคงอยู่และทวีความ
สำ� คญั มากขนึ้ โดยเฉพาะในแงเ่ ศรษฐกจิ เพราะชยั ภมู ทิ ต่ี ง้ั ของเมอื งเปน็ เสมอื นสะพาน
เชอื่ ม ทีท่ ำ� ให้กลายเป็นเมอื งที่มีจดุ แขง็ ในการเขา้ สูอ่ าเซียน คอื เป็นเมอื งท่ีอยใู่ นเสน้
ทางเซาท์เทิร์นอีโคโนมิคคอร์ริดอร์ (Southern Economic Corridor) หรือเส้น
ระเบยี งเศรษฐกิจใต้ (เศรษฐรตั น์ ต๊นั งาม, 2556) หากเสน้ ทางการคมนาคมไดร้ ับการ
พัฒนาอย่างสมบูรณ์และเต็มรูปแบบแล้ว จะเชื่อมทะเลอันดามันกับทะเลจีนใต้เข้า
ด้วยกัน โดยเร่ิมจากเมืองทวาย ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ผ่านเมืองกาญจนบุรี
นครปฐม กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม และ
สุดท้ายปลายทางทีป่ ระเทศจีน
ภมู นิ ิเวศเมอื งท่ีอุดมสมบรู ณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
พื้นท่ที วั่ ไปของเมอื งฉะเชิงเทรามีลักษณะภูมิประเทศทีม่ คี วามหลากหลาย
ทางกายภาพ สว่ นใหญเ่ ปน็ ทร่ี าบลมุ่ มบี างสว่ นทเ่ี ปน็ ทรี่ าบลกู ฟกู และทด่ี อน ประกอบ
ดว้ ยภเู ขาเตยี้ ๆ หลายลกู พนื้ ทรี่ าบลมุ่ อดุ มสมบรู ณ์ สว่ นบรเิ วณเทอื กเขาปกคลมุ ดว้ ย
ปา่ ไมท้ งั้ ทเี่ ปน็ ปา่ ดงดบิ ชนื้ ปา่ ดบิ แลง้ ปา่ เตง็ รงั สลบั ปา่ ดงดบิ แลง้ ปา่ เบญจพรรณหรอื
ป่าแดง ซึ่งเต็มไปด้วยไม้มีค่าทางเศรษฐกิจและสัตว์ป่าหายากนานาชนิด ท้ังยังเป็น
แหลง่ ตน้ นำ้� ลำ� ธารของแมน่ ำ�้ บางปะกงทไี่ หลลงสเู่ บอื้ งลา่ งเพอ่ื หลอ่ เลย้ี งและใหค้ วาม
อุดมสมบูรณ์กับผืนดินก่อนไหลลงสู่ทะเล ด้วยท่ีต้ังทางภูมิศาสตร์อยู่ติดทะเล ท�ำให้
เมืองน้ีได้รับอิทธิพลจากลมบกและลมทะเลอย่างเต็มที่ ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากลม
มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ จึงมีภูมิอากาศแบบมรสุมเขตเมือง
ร้อนหรืออากาศร้อนช้ืนแถบเส้นศูนย์สูตร ส่งผลให้อากาศของเมืองน้ีค่อนข้างสบาย
ไม่รอ้ นหรือหนาวเกินไป และมีฤดูกาลที่แตกต่างกัน 3 ฤดู คอื ฤดหู นาว ฤดูรอ้ น และ
ฤดูฝน โดยเฉพาะฤดูฝนฉะเชิงเทราจะมีสภาพภูมิอากาศแบบฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู
(Tropical Savanna Climate) ลักษณะเด่นคือ มีระยะเวลาแห้งแล้งกับระยะเวลา
ชุ่มช้ืนสลับกันปีละประมาณ 6 เดือน โดยมีปริมาณน้�ำฝนเฉลี่ยต่อปีประมาณ
1,200 - 2,000 มลิ ลเิ มตร (วิบลู ย์ เขม็ เฉลมิ และคณะ, 2548)
72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 155
จะเห็นได้ว่า ฉะเชิงเทราเป็นเมืองท่ีมีระบบนิเวศท่ีหลากหลาย มีความ
สัมพันธ์และเก้ือกูลซึ่งกันและกันท้ังท่ีราบลุ่มน้�ำ ที่ราบ ที่ดอน ท่ีราบสูง ภูเขา และ
ท่ีราบชายฝั่งทะเล มีภูมิอากาศท่ีเหมาะสม เมืองนี้จึงเป็นเขตนิเวศวิทยา (Ecology)
ท่มี คี วามหลากหลายทางชวี ภาพ ท้งั พนื้ ทช่ี ุ่มน้ำ� (Wetland) ขนาดใหญใ่ นตอนกลาง
จนถึงระบบนิเวศป่าชายเลน ปากแม่น้�ำ และชายฝั่งทะเล ท�ำให้เมืองฉะเชิงเทรามี
ทรัพยากรธรรมชาตทิ ่ีอุดมสมบูรณท์ ั้งน�้ำ ป่าไม้ สัตวป์ า่ สตั วน์ ้ำ� แร่ธาตุ และของป่า
โดยเฉพาะดินซ่ึงเป็นดินร่วนคุณสมบัติเหมาะกับการเพาะปลูกมากท่ีสุด พ้ืนท่ีส่วน
ใหญข่ องเมอื งจงึ เปน็ ลกั ษณะของ “ดนิ ดำ� นำ้� ชมุ่ ” เหมาะแกก่ ารทำ� มาหากนิ ทางดา้ น
เกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำ� นา สง่ ผลใหเ้ ปน็ แหลง่ ผลติ ขา้ วทส่ี ำ� คญั ทำ� ใหฉ้ ะเชงิ เทรา
เป็นเมือง “อู่ข้าวอู่น�้ำ” มาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว และยังเป็นแหล่งก�ำเนิดของข้าว
หอมมะลิ ซงึ่ เคยสง่ เขา้ ประกวดได้รับรางวัลขา้ วชัน้ ดีระดับโลกมาแลว้ หลายครง้ั นบั
ได้ว่าฉะเชิงเทรามีความส�ำคัญทางเศรษฐกิจเมืองหนึ่งของประเทศ จึงเป็นปัจจัยท่ี
ดึงดดู ให้ผคู้ นเข้ามาอยู่อาศัยต้งั หลักปกั ฐานท�ำมาหากนิ เปน็ ชมุ ชนตา่ งๆ ภายในเมือง
นีม้ าช้านานแล้ว
ภูมิสังคมหลากชาติพันธ์ุ
ฉะเชงิ เทราเปน็ เมอื งทม่ี คี วามสำ� คญั ดา้ นภมู ริ ฐั ศาสตรท์ ง้ั ทางดา้ นการเมอื ง
การปกครองและเศรษฐกิจ ท�ำให้รฐั ไทยทกุ ยุคทุกสมัยใหค้ วามสำ� คญั พรอ้ มทง้ั มีนโย
บายมุ่งกระชับอ�ำนาจและรักษาผลประโยชน์อย่างเข้มงวด ดังน้ันการเพิ่มจ�ำนวน
ประชากรส�ำหรับเมืองน้ีจึงมีความจ�ำเป็นในด้านการเมืองคือเป็นก�ำลังส�ำคัญส�ำหรับ
กองทพั ในยามมศี กึ สงคราม และเปน็ ทม่ี าของสว่ ยสาอากรผลประโยชนท์ างเศรษฐกจิ
ดังท่ี จอห์น ครอว์ฟอร์ด ทูตอังกฤษที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย สมัยพระบาท
สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) กล่าวถึงเร่ืองน้ีไว้ว่า “...วัตถุประสงค์
ของการศึกสงครามก็เพียงเพือ่ ไดม้ โี อกาสกวาดตอ้ นผคู้ นและเชลยศึก ในการนี้ก�ำลัง
พลของสยามจึงมิได้กระท�ำกับพวกทหารที่ถือศาสตราวุธเท่าน้ัน แต่ยังได้ท�ำการ
กวาดต้อนพวกชาวบ้านท้ังชายและหญิงอีกด้วย รัฐบาลสยามออกค�ำส่ังห้ามไม่ให้
พลเมืองอพยพไปนอกประเทศโดยเด็ดขาด เพราะการเสียคนไปแต่ละคนเท่ากับ
รัฐบาลเสียรายได้ท่คี วรจะตกอยกู่ บั รัฐไป...” (จอหน์ ครอว์ฟอรด์ , 2515, หน้า 26)
156 ภิ ร ม ย์รตี
ด้วยเหตุน้ี กำ� ลงั คนจงึ มีความสำ� คญั เพราะฉะเชิงเทราเป็นเมอื งท่ีตงั้ อยบู่ น
เส้นทางยุทธศาสตร์และ เส้นทางการค้า ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์เม่ือไทยยกกองทัพ
ไปทำ� สงครามชนะอาณาจกั รใกลเ้ คยี งแลว้ จงึ ทำ� การยดึ ทรพั ยส์ นิ และกวาดตอ้ นเชลย
ศึกกลับมาด้วย เพ่ือเป็นการตัดก�ำลังของฝ่ายข้าศึก ท้ังยังเป็นการทดแทนจ�ำนวน
ไพรพ่ ลของไทยทต่ี อ้ งสญู เสยี ไปในการรบแตล่ ะครง้ั ดว้ ย บางสว่ นของเชลยศกึ รวมทงั้
ผทู้ อ่ี พยพเขา้ มาพงึ่ พระบรมโพธสิ มภารเหลา่ นไ้ี ดเ้ ขา้ มาตง้ั หลกั ปกั ฐานทำ� มาหากนิ ใน
พ้ืนที่ของเมืองฉะเชิงเทรา จึงมีทั้งชาวมลายู อินเดีย ปากีสถาน (ปาทาน) ชาวเขมร
ชาวลาว ชาวชอง ชาวตองสู้ (ไทใหญ่) ชาวมอญ ชาวจีน (มีท้ังจีนแต้จ๋ิว (Teachiu)
จีนกวางตุ้ง (Cantonese) จีนไหหล�ำ (Hainanese) จีนแคะ (Hakka) จีนฮกเก้ียน
(Fukienese) แตล่ ะชาตพิ นั ธล์ุ ว้ นมปี ระสบการณ์ ความสามารถ ความถนดั ในการทำ�
มาหากินแตกตา่ งกนั ไป (แผนทีส่ งิ่ แวดลอ้ มมรดกทางวฒั นธรรม, 2550) ผลที่ตามมา
ก็คือเกิดการบุกเบิกในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า เกิดชุมชน หมู่บ้านใหม่ๆ ในเมือง
ฉะเชงิ เทรา ซงึ่ เท่ากับว่าผู้คนเหลา่ นไี้ ด้เข้ามาช่วยสรา้ งบา้ นแปงเมอื ง ชว่ ยทำ� นาผลิต
ข้าวปลาอาหาร เกดิ การผสมผสานกนั ในทางชาตพิ ันธุ์ และเพม่ิ จ�ำนวนผูค้ นทีจ่ ะตอ้ ง
ถูกเกณฑแ์ รงงาน (วรรณี แพลกู อนิ ทร,์ 2538)
จากข้อมูลข้างต้นน้ัน อาจกล่าวได้ว่าฉะเชิงเทราเป็นเมืองท่ีมีลักษณะเป็น
สากล คือราษฎรประกอบด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ที่เข้ามาต้ังหลักปักฐานท�ำ
มาหากนิ อยใู่ นเมอื งนต้ี งั้ แตค่ รงั้ อดตี ปจั จบุ นั หลายพน้ื ทข่ี องเมอื งฉะเชงิ เทรากย็ งั คงมี
ราษฎรชาตพิ ันธเุ์ หลา่ นี้อยู่ ซึง่ สว่ นใหญไ่ ด้กลายเป็นคนไทยไปเกอื บหมดแลว้ ยกเว้น
สิง่ ทแี่ ตล่ ะชาตพิ นั ธุพ์ ยายามรกั ษาไว้คอื ขนบธรรมเนียมประเพณี เอกลกั ษณ์ และอัต
ลักษณ์ตามความเชอ่ื ของบรรพบรุ ุษตนเอาไวเ้ ป็นอย่างดี
ภมู วิ ฒั นธรรมแหง่ เมอื งลุ่มน�้ำ
ข้อมูลทางสถิติท่ีได้จากการส�ำรวจเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 เมือง
ฉะเชิงเทรามีประชากรรวมทั้งสิ้น 709,889 คน เป็นชาย 347,984 คน และหญิง
361,905 คน (สถิติจังหวัดฉะเชิงเทรา, 2560) ผู้คนส่วนใหญ่ท�ำมาหากินทาง
เกษตรกรรมเป็นหลักทงั้ ทำ� นา ทำ� สวนไม้ผล ท�ำไร่ และปลกู ผกั สว่ นอาชพี รองลงมา
72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 157
คือ รับจ้างท้ังในภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่เมืองฉะเชิงเทรา
และนอกพน้ื ท่ี นอกจากนแ้ี ลว้ ยงั ประกอบอาชพี คา้ ขายและรบั ราชการ รวมถงึ ลกู จา้ ง
ชว่ั คราวในหน่วยงานของรัฐ ราษฎรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพทุ ธ รองลงไปคือศาสนา
อสิ ลาม ศาสนาครสิ ต์ และมกี ารนบั ถอื ผี การนบั ถอื เทพเจา้ ของพราหมณ์ การทร่ี าษฎร
เมอื งนม้ี คี วามเชอื่ การนบั ถอื ศาสนาทคี่ อ่ นขา้ งจะหลากหลาย สง่ ผลใหฉ้ ะเชงิ เทราเปน็
เมืองที่มีภูมิวัฒนธรรม (Cultural Landscape) แบบเมืองลุ่มน้�ำที่ผสมผสานกันใน
ความเช่ือ ก่อเกิดวัฒนธรรมประเพณีท่ีหลากหลายและหลอมรวมกัน เช่น ประเพณี
งานบญุ เดอื น 3 ขนึ้ 3 คำ่� (เจ้าพ่อเขากา) พิธเี ซน่ ผีและการเลีย้ งผีตาร็อต ภาษาพวน
ฮบี า้ น บญุ ขา้ วหลาม และงานบญุ บ้งั ไฟ เป็นตน้
จะเห็นได้ว่าสังคมของเมืองฉะเชิงเทรา ชาวบ้านมีวิถีชีวิตของการอยู่ร่วม
บุญร่วมกุศลตามประเพณีต่างๆ กันอย่างสม่�ำเสมอ จากการสัมภาษณ์คนเฒ่าคนแก่
ตามหมบู่ ้านตา่ งๆ มักเล่าให้ฟงั ว่า “เมื่อมงี านบญุ งานกศุ ลทวี่ ดั ในหมูบ่ ้านเมือ่ ไหร่ คน
จะเตม็ วดั ไปหมดไมว่ า่ เขมร เจก๊ ไทย จะมาทำ� บญุ รว่ มกนั เตม็ ศาลา” (อารยะ ภสู าหสั ,
2531, หน้า 71) วฒั นธรรมท่หี ลอมรวมระหว่างชาติพันธตุ์ ่างๆ นี้มีอย่อู ยา่ งต่อเน่ือง
และทรงคณุ คา่ สง่ ผลใหฉ้ ะเชงิ เทรากลายเปน็ เมอื งสำ� คญั ทางดา้ นวฒั นธรรมเมอื งหนงึ่
ของไทย ซ่งึ เปน็ ตน้ ทุนทสี่ ามารถสง่ ผลไปยงั เศรษฐกิจได้ เพราะเมือ่ สงั คมสงบสขุ ชาว
บ้านก็สามารถท�ำมาหากินกันอย่างปกติ โดยเฉพาะวิถีท�ำกินทางด้านพาณิชยกรรม
และบริการ อันเน่ืองจากอุตสาหกรรมการทอ่ งเทีย่ วไดเ้ ช่นกัน
ภมู ริ ูส้ ภู่ ูมปิ ัญญาที่สะทอ้ นถึงคุณภาพของชาวเมืองฉะเชิงเทรา
ในอดตี การศกึ ษาเลา่ เรยี นของคนไทยเนน้ การเรยี นรทู้ บ่ี า้ นและวดั ครผู สู้ อน
คอื พอ่ แม่ พระสงฆ์ ช่างสาขาตา่ งๆ จนถงึ นักปราชญ์ ราชบัณฑติ โดยใช้ตำ� ราเกีย่ ว
กับการอ่านและเขยี นภาษาไทยท้งั ในดา้ นโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เรยี นโหราศาสตร์
ไสยศาสตร์ เรยี นคมั ภรี ท์ างพทุ ธศาสนา จนกระทง่ั ในสมยั สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช
จงึ เรม่ิ ใชห้ นงั สอื “จนิ ดามณ”ี เปน็ แบบเรยี นเลม่ แรกและใชต้ อ่ เนอื่ งกนั มา จนกระทง่ั
ถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 5) จึงได้ใช้แบบเรียน
สอนอ่านภาษาไทย ซ่ึงแต่งโดยพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) หนังสือ
158 ภิ ร ม ย์รตี
เหลา่ นถ้ี อื เปน็ แบบเรยี นหลวงชดุ แรกทใี่ ชใ้ นโรงเรยี นสบื ตอ่ จากหนงั สอื จนิ ดามณี และ
ใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. 2431 จึงมีค�ำส่ังยกเลิกแล้วให้ใช้แบบเรียนเร็วของกรม
ศึกษาธิการแทน
พระยาศรสี นุ ทรโวหาร (นอ้ ย อาจารยางกรู ) ผแู้ ตง่ แบบเรยี นหลวง พนื้ เพ
เปน็ ลกู หลานชาวเมืองฉะเชงิ เทราเกิดท่ีบ้านในคลองโสธร เมอ่ื ปี พ.ศ. 2365 ตรงกบั
ปลายสมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั (รชั กาลท่ี 2) เปน็ นกั ปราชญร์ าช
บณั ฑติ ทางดา้ นภาษาศาสตรม์ คี วามรเู้ ชย่ี วชาญทง้ั ภาษาไทย ภาษาขอม บาลสี นั สฤต
และการแตง่ คำ� ประพนั ธฉ์ นั ทลกั ษณเ์ ปน็ อยา่ งดี ผลงานมคี ณุ อเนกอนนั ตต์ อ่ การศกึ ษา
ของชาติ ไดร้ บั ใชเ้ บอ้ื งพระยคุ ลบาทพระมหากษตั รยิ ถ์ งึ 3 พระองคค์ อื พระบาทสมเดจ็
พระน่ังเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว (รัชกาลที่ 3) พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอย่หู วั (รชั กาล
ท่ี 4) และเปน็ นักปราชญ์คูพ่ ระบารมีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั
(รัชกาลที่ 5) (รำ� ลึก 100 ปี พระพทุ ธเจ้าหลวงเสด็จฯ เมืองแปดร้ิว, 2551) ในปี พ.ศ.
2414 ไดค้ ดิ แบบสอนอา่ นหนงั สอื ไทยขน้ึ ทลู เกลา้ ฯ ถวาย จงึ นบั ไดว้ า่ พระยาศรสี นุ ทร
โวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เป็นครูของพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ทั้งหลาย เป็นผู้บุกเบิกการ
ศกึ ษาไทยและเปน็ ปราชญภ์ าษาไทยของคนไทยทง้ั แผน่ ดนิ ดง่ั วลที ป่ี รากฏในคำ� ขวญั
ประจำ� เมืองฉะเชงิ เทรา ว่า “พระยาศรีสนุ ทรปราชญ์ภาษาไทย”
ฉะเชงิ เทราเปรยี บเสมอื นเมอื งตกั ศลิ าดา้ นการศกึ ษาของไทย ปรชั ญาการ
ศึกษาของไทยแต่เดิมมีพื้นฐานมาจากศาสนาพุทธและวัฒนธรรมประเพณีไทย เพ่ือ
การด�ำเนินชีวิตอย่างสงบสุขในสังคมและมีปัญญาท�ำมาหากินเลี้ยงชีวิตได้ ต่อมาจึง
ค่อยๆ พัฒนาการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและส่ิงแวดล้อมมากข้ึน
จนมาเป็นการศึกษาอย่างมีระบบ ซึ่งมีใช้เป็นคร้ังแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั (รชั กาลท่ี 5) ถอื ไดว้ า่ ยคุ นเี้ ปน็ ยคุ ของการปฏริ ปู การศกึ ษาของ
ไทยต่อมา ทรงมีพระราชประสงค์ท่ีจะจัดการศึกษาให้เป็นแบบแผนเดียวกันท่ัวทั้ง
ประเทศ จึงทรงมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการด�ำเนินการจัดการศึกษาตาม
“โครงการจดั การศกึ ษาตามแบบอยา่ งอังกฤษ พ.ศ. 2441” คอื แบง่ การศกึ ษาเปน็ 4
ระดับ ได้แก่ ช้ันมูล ช้นั ประถม ช้ันมธั ยม และชั้นอดุ มศึกษา โดยให้จัดการศกึ ษาใน
โรงเรียนเพื่อเป็นแบบอย่างเฉพาะในเมืองท่ีเป็นท่ีตั้งมณฑลข้ึนก่อน (มนัส ต๊ันงาม,
บรรณาธิการ, 2556)
72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 159
ดงั นน้ั การพฒั นาการศกึ ษาจงึ เปน็ ภารกจิ หลกั อยา่ งหนงึ่ ของเมอื งศนู ยก์ ลาง
มณฑลอย่างฉะเชิงเทรา เน่ืองจากเมืองน้ีเป็นท่ีต้ังของศาลาว่าการมณฑลปราจีนบุรี
อยู่ใกล้การควบคุมของข้าหลวงเทศาภิบาล จึงสามารถจัดการศึกษาได้ดีกว่าท่ีอ่ืนๆ
ดังค�ำปรารภของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์สมุหเทศาภิบาลที่ว่า
“จงั หวดั นกี้ เ็ ปน็ ทต่ี งั้ ศาลามณฑล หากมสี ถานศกึ ษาทก่ี วา้ งขวางและมนั่ คงแลว้ กลุ บตุ ร
กุลธิดา ก็จะได้รับการอบรมสั่งสอนแพร่หลายออกไป คู่ควรกับความเจริญของบ้าน
เมอื ง” (รำ� ลกึ 100 ปี พระพทุ ธเจา้ หลวงเสดจ็ ฯ เมอื งแปดรว้ิ , 2551, หนา้ 55) ประกอบ
กับเปน็ เมืองศูนย์กลางการค้าขายและอยู่ใกล้กรุงเทพฯ จงึ อาจไดร้ ับอทิ ธิพลของการ
มองเห็นความส�ำคัญของการศึกษาจากผู้คนในกรุงเทพฯ ด้วย ดังนั้นกระทรวง
ธรรมการจงึ ไดส้ ่งขนุ วธิ านดรณุ กจิ มาจัดการการศึกษาทเี่ มืองฉะเชงิ เทรา ในภายหลัง
ไดก้ ลายเป็นตัวอยา่ งของการจัดการศึกษาแก่เมืองใกลเ้ คียงดว้ ย
ต่อมา ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การยูเนสโกตั้งแต่วันที่ 1
มกราคม พ.ศ. 2492 และยเู นสโกไดเ้ สนอโครงการใหค้ วามชว่ ยเหลอื ปรบั ปรงุ สง่ เสรมิ
การศึกษาแก่ประเทศไทย 2 โครงการ หนึ่งในนั้นคือ โครงการปรับปรุงส่งเสริมการ
ศกึ ษาฉะเชิงเทรา (Chachoengsao Education pilot project) โครงการดังกลา่ ว
ถือว่าเป็นโครงการน�ำร่องเพ่ือทดลองหาวิธีการท่ีดีท่ีสุดในการปรับปรุงคุณภาพการ
ศึกษาระดบั ต่างๆ มกี ำ� หนดเวลาถึง 10 ปี โดยเรมิ่ โครงการเมือ่ ต้นปี พ.ศ. 2494 หาก
ทำ� ไดผ้ ลดกี จ็ ะนำ� เอาไปเผยแพรแ่ ละเปน็ แนวทางการปรบั ปรงุ การศกึ ษาในพนื้ ทสี่ ว่ น
อน่ื ๆ ของประเทศ ซ่ึง มล. ป่ิน มาลากุล รับผดิ ชอบการจัดการและพฒั นาการศึกษา
ในขณะนน้ั ไดเ้ ลา่ ถงึ ความเปน็ มาทกี่ ระทรวงศกึ ษาธกิ ารเจาะจงเลอื กเมอื งฉะเชงิ เทรา
เป็นพ้ืนท่ีทดลองโครงการระบบการศึกษาที่ท�ำร่วมกับองค์การยูเนสโกไว้ด้วยว่า “...
เมอื่ คำ� นงึ ถงึ การปรบั ปรงุ หรอื ทดลองเพอื่ ขยายงานขา้ งหนา้ จงั หวดั ฉะเชงิ เทราเหมาะ
มากเพราะเปน็ จงั หวดั ขนาดปานกลางในเรอ่ื งอาณาเขตและจำ� นวนพลเมอื ง และมที ง้ั
แม่น้�ำล�ำคลอง ถนน รถไฟ ไร่ นา สวน ชายทะเล ป่า และภูเขา ประชาชนมีอาชีพ
ตา่ งๆ กนั มาก ซำ้� มโี รงเรยี นฝกึ หดั ครอู ยทู่ นี่ น่ั ดว้ ย...” (ววิ ฒั น์ พนั ธวฒุ ยิ านนท,์ 2556,
หน้า 64) จะเหน็ ไดว้ า่ การทฉ่ี ะเชงิ เทราเปน็ เมอื งทไี่ ดร้ บั การคดั เลอื ก เพราะเปน็ เมอื ง
ทมี่ สี ภาพภมู ศิ าสตรแ์ ละนเิ วศหลากหลาย ชาวบา้ นมสี ภาพความเปน็ อยมู่ วี ถิ ชี วี ติ การ
160 ภิ ร ม ย์รตี
ทำ� มาหากนิ คอ่ นขา้ งสงบสขุ ทง้ั ยงั เปน็ เมอื งทอ่ี ยใู่ กลก้ รงุ เทพฯ มกี ารคมนาคมสะดวก
ทำ� ใหผ้ เู้ ชยี่ วชาญในสาขาวชิ าตา่ งๆ จากสว่ นกลางสามารถเดนิ ทางไปมาไดส้ ะดวก สง่
ผลใหฉ้ ะเชิงเทราเป็นเสมือนเมอื งตักศิลาด้านการศกึ ษาของไทยในยุคนนั้
ปจั จบุ นั ฉะเชงิ เทรามสี ถานศกึ ษาเกอื บ 400 แหง่ และครบถว้ นในทกุ ระดบั
ตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษาไปจนถึงอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาคือ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรานครินทร์ นอกจากน้ี ยังมีโรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ที่เมืองน้ีด้วย ในวันนี้ฉะเชิงเทรายังคงเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ท่ียังคง
“ผลิต” คนท่มี คี ณุ ภาพเขา้ มารว่ มสรา้ งสรรค์สังคมอย่างต่อเน่ือง จงึ เปน็ เมอื งท่พี รอ้ ม
พร่ังไปด้วย “ทรัพยากรบุคคล” ท่ีจะช่วยกันผลักดันให้เมืองนี้และประเทศชาติไปสู่
ความเจรญิ กา้ วหนา้ ตามท่ีคาดหวงั ไวใ้ นอนาคตต่อไป
ภูมกิ ารเมอื งเร่ืองนโยบายน�ำสู่ภูมทิ ัศน์ของเมืองแห่งการพัฒนา
รฐั มนี โยบายกระชบั อำ� นาจพรอ้ มๆ กบั พฒั นาเมอื งฉะเชงิ เทราอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
ตั้งแต่อดตี จนถึงปัจจบุ ัน ด้วยนโยบายดงั ต่อไปนี้
1. นโยบายขุดคลองและขยายพื้นทีก่ ารเพาะปลูก
ในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ประเทศราชของไทยท้ังลาว และเขมรต่าง
กระด้างกระเดือ่ งและก่อความวนุ่ วายหลายครัง้ โดยมเี หตกุ ารณ์ส�ำคัญคือ เหตกุ ารณ์
กบฏเจ้าอนุวงศ์ ( พ.ศ. 2373) เร่ือยมาจนถึงสงครามอานามสยามยุทธ ( พ.ศ.
2376 - 2390) รัฐประสบปัญหาในการล�ำเลียงเสบียงอาหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และ
กำ� ลงั ไพรพ่ ลเขา้ ไปในเขมรลำ� บากและเสยี เวลามาก เพราะตอ้ งใชเ้ สน้ ทางคลองสำ� โรง
ซง่ึ ตน้ื เขินและเปน็ เสน้ ทางอ้อมต้องพายเรอื ทวนน้�ำข้ึนไปยงั ตน้ น�้ำ แลว้ เดนิ บกต่อไป
ยงั เขมร สว่ นการใชเ้ สน้ ทางเลยี บชายฝง่ั ทะเลกเ็ ตม็ ไปดว้ ยอนั ตรายจากคลนื่ ลม รฐั จงึ
ตอ้ งเลอื กจดุ เชอ่ื มระหวา่ งคลองทมี่ อี ยแู่ ตเ่ ดมิ ใหต้ ดิ ตอ่ ถงึ กนั ได้ โดยการขดุ คลองแสน
แสบข้ึนในปี พ.ศ. 2380 เริ่มตั้งแต่หัวหมากไปจนถึงบางขนากออกแม่น้�ำบางปะกง
เมอื งฉะเชิงเทรา ขดุ เสร็จในปี พ.ศ. 2383 (วรรณี แพลกู อนิ ทร,์ 2538) ชาวบา้ นเรียก
ตอนตน้ คลองสายนว้ี า่ “คลองแสนแสบ” สว่ นปลายคลองทอี่ ยใู่ นพนื้ ทเี่ มอื งฉะเชงิ เทรา
ว่า “คลองบางขนาก” ดังนั้น คลองสายนี้จึงถูกขุดข้ึนโดยมีจุดประสงค์ด้าน
72 ปี ครูพลบั พลงึ คงชนะ 161
ยุทธศาสตร์ ท�ำให้การเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองฉะเชิงเทรา
พนมสารคาม นครนายก และปราจีนบุรีสะดวกรวดเร็วย่ิงข้ึน แต่ผลพลอยได้เป็น
ประโยชน์ตอ่ การเพาะปลกู ท�ำให้ชาวบ้านชาตพิ นั ธุต์ ่างๆ พากันเข้าไปตัง้ หลักปักฐาน
ท�ำมาหากินเกิดเป็นชุมชนสองฟากฝั่งคลอง ดังนั้น สองฝั่งคลองบางขนากจึงกลาย
เป็นเรือกสวนไรน่ าอันอดุ มสมบูรณ์ ภายหลังคลองสายนีไ้ ดก้ ลายเปน็ เสน้ ทางเดินเรอื
ไปมาค้าขายที่ส�ำคัญ เป็นเส้นทางล�ำเลียงสินค้าข้าว อ้อย อีกทั้งในล�ำคลองยังกลาย
เป็นแหล่งเพาะพนั ธ์ปุ ลานำ�้ จดื โดยเฉพาะปลาชอ่ น อนั เล่อื งชอ่ื ของฉะเชิงเทรา อาจ
กลา่ วได้วา่ คลองบางขนากเปน็ “คลองชลประทาน” แหง่ แรก (ศรญั ญา คนั ธาชีพ,
2540) และเป็นต้นแบบของระบบชลประทานในสมยั ต่อมา
หลงั การทำ� สนธสิ ญั ญาบาวรงิ่ แลว้ เกดิ ผลทางดา้ นเศรษฐกจิ คอื เกดิ การผลติ
เพื่อการค้าเข้ามาทดแทนการผลิตแบบพอยังชีพโดยเฉพาะการผลิตข้าว แต่ทว่าการ
ผลิตเพ่ือการค้าเกิดขึ้นในเมืองนี้ก่อนการท�ำสนธิสัญญาบาวริ่งแล้ว ด้วยเหตุน้ี รัฐจึง
มีนโยบายให้ความส�ำคัญกับการขยายพ้ืนท่ีเพาะปลูกเข้ามายังเมืองฉะเชิงเทรา
เพราะในชว่ งเวลานน้ั ไทยยงั ไมส่ ามารถคน้ พบเทคนคิ การผลติ ใหมๆ่ ได้ ดงั นนั้ การขดุ
คลองจึงเป็นวิธีการที่ดีท่ีสุดส�ำหรับขยายพื้นท่ีในการเพาะปลูกเพื่อเพ่ิมผลผลิตข้าว
คลองที่ขุดในเขตพ้ืนที่เมืองฉะเชิงเทรารุ่นแรกๆ เป็นการขุดเพื่อการคมนาคมและ
การเกษตรควบคู่กันไปคือ คลองนครเน่ืองเขต แต่ชาวบ้านเรียกว่า “คลองท่าไข่”
คลองประเวศบรุ รี มย์ ชาวบา้ นเรยี ก “คลองทา่ ถว่ั ” คลองเปรง็ คลองหลวงแพง่ คลอง
อดุ มชลจร รวมถงึ คลองแยกอีกหลายคลอง (สทุ ธาดา เลขไวฑรู ย์, 2536)
การขุดคลองเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่ดินของราษฎรในเขต
พื้นที่เมืองฉะเชิงเทราว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นเร่ือยๆ ส่งผลให้พื้นท่ีของเมืองน้ีกลายเป็น
แหลง่ เกษตรกรรมขนาดใหญ่ และคลองขดุ กม็ สี ว่ นเชอ่ื มการคมนาคมระหวา่ งลมุ่ แมน่ ำ้�
เจ้าพระยากับลุ่มแม่น้�ำบางปะกง ซ่ึงเป็นแหล่งการผลิตเพ่ือการค้าท�ำให้ฉะเชิงเทรา
กลายเป็นเมอื งศูนยก์ ลางทางการคา้ ทส่ี �ำคัญ
162 ภิ ร ม ย์รตี
2. นโยบายการสร้างประตูน�ำ้ และอ่างเกบ็ น้�ำ
รฐั ยงั มนี โยบายเกยี่ วกบั การพฒั นาระบบชลประทานในเมอื งฉะเชงิ เทราอกี
เหน็ ไดจ้ ากการอนมุ ัตใิ หท้ �ำ “ประตสู �ำหรบั ทดน้ำ� ” จำ� นวน 4 แห่งในเมืองฉะเชงิ เทรา
คอื ประตูนำ�้ บางขนาก ประตูนำ้� ท่าถั่ว ประตูน้�ำทา่ ไข่ และประตูน�ำ้ ปากตะคลอง ใน
ชว่ งปี พ.ศ. 2448 ถงึ ปี พ.ศ. 2449 ประตนู ำ�้ เหลา่ นเี้ มอ่ื สรา้ งเสรจ็ แลว้ มบี ทบาทในการ
ทดน้�ำ ระบายน้�ำจากแม่น้�ำบางปะกงเข้ามากักเก็บไว้ในคลอง เป็นประโยชน์ต่อการ
ท�ำนาปลูกข้าวรวมท้ังเรือบรรทุกข้าวและเรือกลไฟสามารถเดินได้ตลอดปี (มนัส ตั๊
นงาม, 2554)
นอกจากนี้ยังมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้�ำคลองระบมสร้างก้ันคลองระบมที่
บรเิ วณเทือกเขาชำ� ระก�ำ บา้ นช�ำปา่ งาม ต�ำบลท่ากระดาน อ�ำเภอสนามชัยเขต และ
อา่ งเกบ็ นำ�้ คลองสยี ดั สรา้ งทบี่ รเิ วณบา้ นทา่ คาน ตำ� บลทา่ ตะเกยี บ อำ� เภอทา่ ตะเกยี บ
โดยท�ำการก่อสร้างเข่ือนดินปิดช่องเขาขาดก้ันคลองสียัด เพื่อส่งน้�ำให้พื้นที่
เกษตรกรรม (จะ๊ จา๋ , 2551) รวมทง้ั อา่ งเกบ็ นำ้� หว้ ยนำ้� โจนอยทู่ ห่ี มบู่ า้ นชำ� ปา่ งาม ตำ� บล
เขาหนิ ซอ้ น อำ� เภอพนมสารคาม อา่ งเกบ็ นำ�้ เหลา่ นจ้ี งึ เปน็ แหลง่ เกบ็ กกั นำ้� ไวเ้ ปน็ แหลง่
น้�ำต้นทุน เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของเมือง
ฉะเชงิ เทรากบั เมอื งชลบรุ ี รวมทงั้ กจิ การประปาเพอื่ การอปุ โภคบรโิ ภคของชมุ ชน และ
ในช่วงหน้าแล้งหากปล่อยน�้ำในอ่างออกมา ยังช่วยผลักดันน้�ำเค็มที่รุกล้�ำเข้ามาใน
แม่น้�ำบางปะกงและคลองท่าลาดได้ด้วย ในหน้าฝนอ่างนี้ช่วยระบายน�้ำเพื่อบรรเทา
อทุ กภยั ในพนื้ ท่เี มอื งฉะเชิงเทรา เปน็ แหล่งเพาะพนั ธุ์และเพาะเลีย้ งสตั ว์น�้ำ ชาวบ้าน
สามารถเขา้ มาจบั สตั วน์ ำ�้ ในพน้ื ทอี่ า่ งเกบ็ นำ�้ สำ� หรบั การเลย้ี งชพี ได้ และผลพลอยไดท้ ี่
ส�ำคัญคืออ่างเก็บน�้ำกลายเป็นแหล่งท่องเท่ียวพักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ของเมือง
ฉะเชงิ เทราดว้ ย
3. ฉะเชิงเทราเมอื งหลวงของมณฑลปราจนี บุรี
ในยคุ จกั รวรรดนิ ยิ ม มหาอำ� นาจตะวนั ตกโดยเฉพาะองั กฤษและฝรง่ั เศสเขา้
มามีอิทธิพลล่าอาณานิคมแถบเอเชีย เพื่อให้ปลอดภัยจากอิทธิพลของมหาอ�ำนาจ
ตะวนั ตก พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยูห่ วั (รัชกาลท่ี 5) จึงทรงใช้นโยบาย
72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 163
“การเมือง” น�ำหน้า “การทหาร” คือด้วยวิธีทางการทูตมากกว่าจะใช้ก�ำลังทหาร
เพราะทรงเล็งเห็นแล้วว่ากำ� ลงั ทหารและอาวุธของไทยไมส่ ามารถเทยี บกบั ชาตเิ หล่า
นนั้ ได้ และในขณะเดยี วกนั กเ็ รง่ พฒั นาบา้ นเมอื งใหท้ นั สมยั ไปพรอ้ มๆ กบั การปรบั ปรงุ
คุณภาพชีวิตของราษฎร ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงพยายามด�ำเนินนโยบายกระชับอ�ำนาจเข้า
สู่ศูนย์กลาง (Centralizaiton) โดยการเข้าไปควบคุมรายได้ ภาษี งบประมาณ การ
ศึกษา ระบบตุลาการ และกลไกบริหารอ่ืนๆ ผ่านข้าหลวงที่ได้รับการแต่งต้ังจาก
กรุงเทพฯ ออกไปคุมการบริหารตามหัวเมือง เพ่ือสร้างความเป็นเอกภาพของชาติ
(National Unity) และเอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command) ให้มี
ระเบยี บแบบแผนเดยี วกนั ในการจดั การปกครองสว่ นภมู ภิ าค โดยใหอ้ ยใู่ นรปู แบบของ
“เทศาภบิ าล” ทำ� ใหร้ ฐั บาลสามารถบงั คบั บญั ชาทกุ ระดบั ไดโ้ ดยตรงสามารถควบคมุ
ได้ทกุ ท้องที่ในประเทศ (ธงชัย วนิ ิจจะกลู , 2556)
จากแนวพระบรมราโชบายในการปฏริ ปู การปกครองนน้ั ทำ� ใหพ้ ระเจา้ บรม
วงศเ์ ธอ กรมพระยาดำ� รง ราชานภุ าพทรงคดิ วธิ กี ารจดั ตงั้ “มณฑล” ดงั นน้ั ในปี พ.ศ.
2435 การปกครองในระบบเทศาภบิ าลจงึ ไดเ้ รมิ่ เตรยี มการขนึ้ ที่ “มณฑลปราจนี บรุ ”ี
ดว้ ยการรวมหวั เมอื งตามลำ� นำ�้ บางปะกงคอื เมอื งปราจนี บรุ ี นครนายก พนมสารคาม
และเมอื งฉะเชงิ เทรา ภายใตร้ ะบบมณฑลเทศาภบิ าล (พมิ พอ์ มุ า โตสนิ ธพ, 2548) แต่
ยงั ไม่ได้กำ� หนดรูปแบบการปกครองหรือตราออกเปน็ พระราชบัญญตั ิบงั คบั ใช้ ไทยก็
ต้องประสบกับการรุกรานของฝร่ังเศสในปี พ.ศ. 2436 ที่เรียกเหตุการณ์นี้ว่า
“วกิ ฤตการณ์ ร.ศ. 112” เน่อื งจากฝรงั่ เศสรุกรานเขตแดนไทยทางฝั่งซ้ายแม่น�ำ้ โขง
เพราะต้องการผนวกดินแดนลาวเข้าเป็นอาณานิคม และฝรั่งเศสยังได้แผ่อ�ำนาจเข้า
มาในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย ด้วยการส่งกองก�ำลังทหารเข้ามายึดเมืองจันทบุรี
ไว้ เหตุการณ์นี้เป็นตัวเร่งส�ำคัญท�ำให้รัฐต้องจัดต้ังมณฑลปราจีนบุรีข้ึนอย่างรีบด่วน
เมอื่ วนั ที่ 2 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2436 ทำ� ใหม้ ณฑลปราจนี บรุ มี อี าณาเขตตดิ ตอ่ กบั ดนิ แดน
ภายใต้การยึดครองของฝรั่งเศส อยู่ในภาวะต้องระมัดระวังเป็นอย่างย่ิงมิให้กระทบ
กระทงั่ กบั ทหารของฝรงั่ เศสทป่ี ระจำ� อยทู่ เี่ มอื งจนั ทบรุ ี และตอ้ งพยายามปรบั ปรงุ การ
ปกครองในมณฑลนใ้ี หด้ กี วา่ เดมิ เพื่อมิใหเ้ กิดการเปรยี บเทยี บได้
ด้วยเหตนุ ี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั (รัชกาลที่ 5) จงึ ทรง
164 ภิ ร ม ย์รตี
มพี ระราชปรารภวา่ “เมอื งฉะเชิงเทรามรี าชการมากกวา่ เมืองอนื่ ๆ ท้ังยงั มีทางรถไฟ
และเป็นเมืองในท่ามกลางมณฑล สมควรย้ายท่ีว่าการมณฑลมาตั้งท่ีเมือง
ฉะเชิงเทราจะเป็นการสะดวกแก่การปกครองและการบังคับบัญชา” (ร�ำลึก 100 ปี
พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ เมืองแปดร้ิว, 2551, หน้า 53) จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายที่
ว่าการมณฑลมาตั้งที่เมืองฉะเชิงเทราตั้งแต่วันท่ี 8 มกราคม พ.ศ. 2445 ท�ำให้
ฉะเชิงเทรากลายเป็นเมืองศูนย์กลางของมณฑลปราจีนบุรี (ภายหลังรวมเมือง
พนสั นคิ ม ชลบรุ ี และบางละมุงเพ่มิ เขา้ มาดว้ ย) สง่ ผลให้สภาพสังคม และเศรษฐกจิ
ของเมืองน้ีเปล่ียนแปลงไป การที่รัฐหันไปให้ความส�ำคัญกับเมืองฉะเชิงเทราในการ
เปน็ ศนู ยก์ ลางของมณฑล สถานภาพและบทบาทในความคดิ ของผเู้ ขยี นคอื เปน็ เมอื ง
หลวงของมณฑลปราจีนบรุ ี นนั่ เอง
สอดคลอ้ งกบั ความคดิ ของ ผาสกุ พงษไ์ พจติ ร ทวี่ า่ เมอื งทจ่ี ะเปน็ ศนู ยก์ ลาง
ของอ�ำนาจครอบคลุมภมู ภิ าคไดน้ ้นั ต้องมีปัจจยั ส�ำคัญสองประการ ปัจจยั แรกคอื จะ
ต้องเป็นเขตที่ราบลุ่มแม่น�้ำกว้างใหญ่ พอจะผลิตข้าวเพื่อเล้ียงประชากรจ�ำนวนมาก
ได้ ซ่ึงจ�ำเป็นต่อการมีกองทัพขนาดใหญ่และเพื่อการสร้างเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งเมือง
ฉะเชิงเทรามีชัยภูมิที่ต้ังอยู่ในลุ่มน้�ำบางปะกง และยังเป็นแหล่งผลิตข้าวขนาดใหญ่
ปัจจัยที่สองคือ จะต้องอยู่บนเส้นทางการค้าส�ำคัญของภูมิภาค (ผาสุก พงษ์ไพจิตร
และคริส เบเคอร์, 2546) เมอื งฉะเชงิ เทราตงั้ อย่บู นเสน้ ทางการคา้ ท่สี �ำคญั (Trading
Network) และสามารถพฒั นาการคา้ จากเมอื งเลก็ ๆ จนกลายเปน็ เมอื งศนู ยก์ ลางการ
ค้า (entrepot) ที่ส�ำคัญของภูมิภาค ท้ังยังเป็นเมืองท่าท่ีใช้ระบบส่งผ่าน (Transit
System) และเปน็ เมอื งทีม่ ีความพรอ้ มในการเข้าสอู่ าเซยี นดว้ ย เน่ืองจากเป็นเมืองที่
อยใู่ นเสน้ ทางเซาทเ์ ทริ น์ อโี คโนมคิ คอรร์ ดิ อร์ (Southern Economic Corridor) หรอื
เส้นระเบียงเศรษฐกิจใต้ อันเป็นเส้นทางเช่ือมทะเลอันดามันกับทะเลจีนใต้เข้าด้วย
กนั โดยเรมิ่ จากเมืองทวายผ่านเมอื งฉะเชิงเทราไปสู่ปลายทางทที่ ะเลจีนใต้
จะเห็นได้ว่าฉะเชิงเทราเป็นเมืองที่มีปัจจัยทั้งสองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์
ดว้ ยเหตนุ ้ี เมอื งนจี้ งึ กลายมาเปน็ ศนู ยก์ ลางของมณฑลปราจนี บรุ ที ม่ี อี ำ� นาจครอบคลมุ
เมืองอ่นื ๆ ในมณฑลน้ี ตลอดจนเมอื งในภูมภิ าคตะวันออกและภมู ิภาคอื่นๆ ทเี่ ข้ามา
มคี วามสมั พนั ธโ์ ดยเฉพาะทางดา้ นเศรษฐกจิ เหน็ ไดจ้ ากสมยั ตน้ กรงุ รตั นโกสนิ ทรส์ นิ คา้
72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 165
ของป่าหลายชนิดท่ีส่งลงเรือส�ำเภาไปขายยังประเทศจีนและประเทศอ่ืนๆ บางส่วน
เป็นผลผลิตท่ีได้ไปจากป่าของเมืองน้ี ดังนั้น การควบคุมการจัดหา “สินค้าของป่า”
จึงเป็นกุญแจน�ำไปสู่อ�ำนาจทางการเมือง และอ�ำนาจทางเศรษฐกิจของฉะเชิงเทรา
สืบเนอื่ งมาจนถงึ ทุกวนั น้ี
4. นโยบายดา้ นการคมนาคม
นอกจากรัฐจะมีนโยบายพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางน�้ำด้วยการขุดคลอง
แลว้ ยงั มนี โยบายพฒั นาเสน้ ทางคมนาคมทางบกมายงั เมอื งฉะเชงิ เทราดว้ ยการสรา้ ง
ทางรถไฟสายตะวนั ออก ซง่ึ ในระยะแรกเรม่ิ มเี อกชนหลายรายสนใจทจี่ ะขอสมั ปทาน
เสน้ ทางสายน้ี เพราะเปน็ เสน้ ทางระยะสนั้ และตามรายทางมผี คู้ นอาศยั อยมู่ าก ตลอด
จนเป็นชุมทางการค้าขายทเ่ี ช่อื มไปถึงกัมพชู าได้ แต่รฐั ไมอ่ นุญาต เหตุผลน่าจะเนื่อง
มาจากเส้นทางนเี้ ปน็ เสน้ ทางยุทธศาสตร์ต่อเนือ่ งไปยงั อาณานคิ มของฝร่งั เศสน่ันเอง
แตใ่ นปี พ.ศ. 2443 รัฐจึงเร่มิ พิจารณาโครงการน้ีใหม่ ในทส่ี ุดปี พ.ศ. 2448 จึงไดเ้ ร่ิม
การกอ่ สรา้ งทางรถไฟสายตะวนั ออก (กรงุ เทพฯ - ฉะเชงิ เทรา) และหยดุ การกอ่ สรา้ ง
ไวแ้ คเ่ มอื งฉะเชงิ เทรา อาจเนอื่ งมาจากสถานการณท์ างตะวนั ออกทเี่ ปน็ เขตตดิ ตอ่ กบั
อินโดจนี ของฝรั่งเศส และเพอื่ ปอ้ งกนั ความขัดแย้งกับฝรงั่ เศสน่ันเอง (ร�ำลึก 100 ปี
พระพทุ ธเจา้ หลวงเสด็จฯ เมอื งแปดรว้ิ , 2551)
ต่อมาปี พ.ศ. 2462 รัฐมีนโยบายท่ีจะสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเส้นนี้
ตอ่ ไปจนถงึ ถงึ อรญั ประเทศ ทางรถไฟสายนท้ี ำ� ใหก้ ารคมนาคมขนสง่ มสี งู ขน้ึ รฐั ยงั มนี
โยบายพัฒนาเส้นทางรถไฟสายนี้โดยมีโครงการรถไฟรางคู่เส้นทางหัวหมาก -
ฉะเชิงเทรา - ศรีราชา เป็นระบบทางคู่ขนานตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพ้ืนที่
บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับปริมาณความ
ต้องการด้านการขนส่งในอนาคต อันเน่ืองมาจากการขยายท่าเรือแหลมฉบังข้ัน 2
ระยะเวลาด�ำเนนิ การระหว่างปี พ.ศ. 2539 - 2543 แล้วเสรจ็ และสามารถเปิดบริการ
ได้ในปี พ.ศ. 2543 จึงเป็นผลพลอยได้ให้ฉะเชิงเทราซึ่งอยู่ระหว่างกลางกลายเป็น
เมอื งศนู ยก์ ลางเชอ่ื มโยงกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ทง้ั ยงั เปน็ ผลใหเ้ มอื งขยายตวั ขน้ึ ดว้ ย
และล่าสุดรัฐมีนโยบายในการพัฒนาระบบรางของรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก
166 ภิ ร ม ย์รตี
(เสน้ ทางรถไฟสายแก่งคอย - คลอง 19 - บางนำ้� เปรี้ยว) หากเส้นทางสายน้ีสรา้ งเสร็จ
เรยี บรอ้ ยแลว้ เปดิ ใชง้ าน จะสง่ ผลใหอ้ ำ� เภอบางนำ้� เปรย้ี วกลายเปน็ ยา่ นอตุ สาหกรรม
และเมืองฉะเชิงเทราจะกลายเป็นเมืองหน้าด่านหรือประตูเศรษฐกิจในการขนส่ง
ผลผลิตท้ังทางด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม จากพ้ืนท่ีตอนในของประเทศ โดย
เฉพาะอยา่ งยิง่ บริเวณภาคกลางตอนบนและภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื (อีสาน) ไปยงั
นคิ มอตุ สาหกรรมในบรเิ วณชายฝง่ั ทะเลภาคตะวนั ออก และขนถา่ ยสนิ คา้ ทผ่ี ลติ ไดส้ ง่
ออกไปสทู่ ่าเรือพาณิชย์แหลมฉบงั เพอื่ ทำ� การคา้ กบั นานาชาตไิ ด้โดยตรง โดยไมต่ ้อง
ผา่ นกรงุ เทพฯ อกี ต่อไป
(2) การพฒั นาเสน้ ทางรถยนต์
แม้จะมีการพฒั นาเสน้ ทางคมนาคมทางนำ้� และทางรถไฟอย่างตอ่ เนือ่ ง แต่
ก็ไมส่ ามารถขยายตัวตอบสนองชุมชนต่างๆ ภายในเมืองฉะเชงิ เทราไดอ้ ยา่ งเพยี งพอ
เพราะมีข้อจ�ำกัดหลายประการท้ังความล่าช้าในการเดินทาง ต้องพึ่งพิงฤดูกาลและ
ปริมาณน�้ำในคลอง เส้นทางน�้ำไม่ทั่วถึง ขนาดของเรือก็เป็นอุปสรรคท�ำให้บรรทุก
สินค้าได้น้อย และการขุดคลองต้องลงทุนสูงจึงไม่สามารถขยายเส้นทางให้ทันกับ
ปรมิ าณของเรอื ทมี่ ากขน้ึ สว่ นทางรถไฟกไ็ มค่ รอบคลมุ ทกุ พนื้ ทท่ี ำ� ใหต้ อ้ งขนถา่ ยสนิ คา้
หลายเท่ียวในคราวเดียวกัน ต่างจากทางรถยนต์ซึ่งทวีความส�ำคัญมากขึ้น เพราะ
สามารถขนสง่ สนิ คา้ จากแหลง่ ผลติ สง่ ถงึ ตลาดไดใ้ นคราวเดยี ว โดยไมต่ อ้ งขนถา่ ยหลาย
เทย่ี วอนั อาจทำ� ใหส้ นิ คา้ เสยี หายได้ และดกี วา่ การบรรทกุ ดว้ ยรถไฟทตี่ อ้ งรอเวลาและ
ขนผลผลิตมายังสถานีรถไฟ รัฐจึงหันมาให้ความสนใจในการสร้างถนน เชื่อมต่อไป
ยงั เมอื งฉะเชงิ เทรา เนอ่ื งจากเมอื งนม้ี สี ภาพภมู ศิ าสตรเ์ ปน็ เสมอื นหนง่ึ สะพานทเ่ี ชอื่ ม
ระหวา่ งกรุงเทพฯ กบั หัวเมอื งทางอีสาน และเช่ือมไปยงั ประเทศกัมพชู าได้ ดงั นน้ั จงึ
มกี ารสรา้ งถนนเข้ามายังพื้นทเ่ี มืองฉะเชิงเทรา (พิมพ์อุมา โตสนิ ธพ, 2548)
แมใ้ นระยะแรกของโครงการสรา้ งถนนจะมจี ดุ มงุ่ หมายเพอื่ การทำ� สงคราม
เน่ืองจากในระหว่างปี พ.ศ. 2488 - 2493 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลาย
เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สงครามเย็น สหรัฐอเมริกาต้องการสร้างเสถียรภาพให้
เกดิ ขนึ้ ในภมู ภิ าคนโี้ ดยใชป้ ระเทศไทยเปน็ ฐานปฏบิ ตั กิ ารทางทหารของสหรฐั อเมรกิ า
72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 167
ในสงครามอนิ โดจนี แตค่ นไทยมกั เรยี กกนั วา่ “สงครามเวยี ดนาม” ตอ่ มาปี พ.ศ. 2497
สหรัฐอเมริกาจัดต้ังองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(SEATO) ขนึ้ หลงั จากนนั้ กเ็ ขา้ มาชว่ ยสรา้ งถนนเขา้ สภู่ าคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื (อสี าน)
และเช่ือมไปยังสนามบินที่เป็นฐานทัพอากาศของสหรัฐอเมริกา (สุมาลี พันธุ์ยุรา,
2543) คือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 331 (สายสามแยกหนองปลาตะเพียน -
บางคล้า - สัตหีบ) เริ่มต้นจากอ�ำเภอบางคล้าผ่านอ�ำเภอแปลงยาว เมืองฉะเชิงเทรา
ไปยังสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาและท่าเรือของกองทัพเรือที่อ�ำเภอสัตหีบ เมือง
ชลบรุ ี และทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข 304 เรม่ิ ตน้ จากกรงุ เทพฯ ผา่ นเมอื งฉะเชงิ เทรา
ไปเชอ่ื มตอ่ กบั ทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข 331 ทส่ี ามแยกหนองปลาตะเพยี น อำ� เภอ
พนมสารคาม ไปอ�ำเภอกบินทร์บุรี เมืองนครราชสีมา (โคราช) ไปจนถึงเมือง
อบุ ลราชธานี ปจั จบุ นั กำ� ลงั กอ่ สรา้ งขยายเสน้ ทางเปน็ 8 เลน ถนนสายนกี้ ลายเปน็ เสน้
ทางล�ำเลียงสินค้าจากภูมิภาคต่างๆ มุ่งตรงไปสู่ท่าเรือน้�ำลึกแหลมฉบัง เมืองชลบุรี
และท่าเรือมาบตาพุด เมืองระยอง (รักษ์เมืองพนมสารคาม, 2550, มนัส ตั๊นงาม,
2552) ถนนเสน้ นจี้ งึ เปน็ ถนนสายยทุ ธศาสตรท์ สี่ ำ� คญั ในดา้ นเศรษฐกจิ เสน้ หนงึ่ ทเ่ี ชอื่ ม
โยงระหว่างพื้นที่อุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลตะวันออกกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
(อสี าน)
การพฒั นาโครงขา่ ยการคมนาคมทำ� ใหฉ้ ะเชงิ เทราเชอื่ มโยงเขา้ กบั กรงุ เทพฯ
และภมู ภิ าคตา่ งๆ ของประเทศ ปจั จบุ นั เมอื งนมี้ คี วามยาวของถนนทเ่ี ปน็ ถนนลาดยาง
และคอนกรตี หลายเสน้ ทาง สง่ ผลใหก้ ารคมนาคมสะดวกยง่ิ ขนึ้ ซงึ่ ประชาชนสามารถ
ใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการเดินทาง และการขนส่งไปยังเมืองฉะเชิงเทราหรือเดิน
ทางเข้ากรุงเทพฯ มีหลายเส้นทางให้เลือกแล้วแต่ว่าจะเร่ิมต้นจากท่ีไหน ทั้งเส้นทาง
สายสุขุมวิท สวุ ินทวงศ์ และทางหลวงพเิ ศษ (มอเตอรเ์ วย์) ถนนบางนา - ตราด ถนน
อ่อนนุช - ลาดกระบัง หรือเดินทางไปภาคตะวันออกโดยใช้ทางหลวงสาย 331
ทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) และถนนสายสุขุมวิท หรือหากจะเดินทางไปยังภาค
ตะวนั ตกและภาคใตโ้ ดยใชเ้ สน้ ทางวงแหวนรอบนอก สว่ นการเดนิ ทางไปสภู่ าคเหนอื
หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) โดยใช้ถนนสายพนมสารคาม - กบินทร์บุรี -
นครราชสีมา หรือพนมสารคาม - สระแก้ว - บุรีรัมย์ไปยังเมืองอื่นๆ หรืออีกเส้นทาง
168 ภิ ร ม ย์รตี
หนงึ่ ไปทางเมอื งปราจนี บรุ ี - ผา่ นอำ� เภอบา้ นนา - เมอื งนครนายก - สระบรุ ี - ปากชอ่ ง -
สู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) (เศรษฐรัตน์ ตั๊นงาม, 2551) ในขณะเดียวกัน
ระบบโครงขา่ ยคมนาคมใหมๆ่ ทสี่ รา้ งเสรจ็ เรยี บรอ้ ยแลว้ ในเมอื งฉะเชงิ เทราและพน้ื ท่ี
ใกลเ้ คยี งอนั ไดแ้ ก่ รถไฟรางคบู่ างโครงการไมไ่ ดเ้ กดิ ขนึ้ ภายในตวั เมอื งฉะเชงิ เทรา แต่
เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างแหล่งความเจริญคือกรุงเทพฯ และชายฝั่งทะเลภาค
ตะวนั ออก ซงึ่ ไดอ้ ำ� นวยประโยชนใ์ หแ้ กฉ่ ะเชงิ เทราซงึ่ เปน็ เมอื งทอ่ี ยรู่ ะหวา่ งกลางอยา่ ง
เตม็ ที่ เช่น ท่าอากาศยานนานาชาตสิ ุวรรณภูมิ เมอื งสมุทรปราการซงึ่ เป็นเขตตดิ ต่อ
กับฉะเชิงเทรา และฉะเชิงเทรายังเป็นเมืองท่ีอยู่ในโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาค
ตะวนั ออก อยใู่ กลก้ บั ทา่ เรอื พาณชิ ยแ์ หลมฉบงั เมอื งชลบรุ ี กบั มาบตาพดุ เมอื งระยอง
จงึ กลายเปน็ เมอื งอตุ สาหกรรมสมยั ใหมข่ องประเทศ แมก้ ระทงั่ เมอื งจนั ทบรุ แี ละตราด
ซงึ่ อยสู่ ดุ แผน่ ดนิ ภาคตะวนั ออกนนั้ ยงั สามารถเชอ่ื มมายงั เมอื งฉะเชงิ เทราไดต้ ามเสน้
ทางสายสุขุมวิท และอีกเส้นทางหน่ึงคือเส้นทางสายความม่ันคงท่าตะเกียบ -
วงั น�้ำเยน็ - จนั ทบุรี ท�ำให้ฉะเชงิ เทรามีศักยภาพเป็นศูนยก์ ลางการคมนาคม และโลจิ
สติกส์ของภมู ภิ าคได้
ส�ำหรับนโยบายการพัฒนาเส้นทางถนนที่เป็นความร่วมมือขององค์การ
ระหว่างประเทศ ซ่ึงมีเป้าหมายเชื่อมโยงไปถึงประเทศเพ่ือนบ้านใกล้เคียงของไทย
ได้แก่ โครงการทางหลวงเชื่อมโยงพ้ืนที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก - ฉะเชิงเทรา -
สระแก้ว - มุกดาหาร ซึ่งเป็นโครงการศึกษาขององค์การให้ความร่วมมือระหว่างชาติ
แหง่ ประเทศญปี่ นุ่ (JICA) มงุ่ หมายเพอื่ ใชร้ องรบั การพฒั นาเสน้ ทางไปยงั ประเทศลาว
และเวียดนาม และโครงการทางหลวงเชื่อมโยงกรุงเทพฯ - ฉะเชิงเทรา - สระแก้ว -
พนมเปญ - โฮจิมินต์ซิต้ี - วังเตา ซ่ึงเป็นโครงการศึกษาของ Asian Development
Bank (ADB) ซง่ึ สว่ นหนงึ่ เปน็ โครงการทก่ี รมทางหลวงขยายไวเ้ ดมิ และมแี ผนจะขยาย
เป็นเส้นทาง 4 ช่องจราจรในช่วงกรุงเทพฯ - ฉะเชิงเทรา - สระแก้ว - อรัญประเทศ
ขณะน้ีได้ด�ำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วและเปิดใช้ในส่วนเส้นทางใหม่จาก
พนมสารคาม - สระแก้ว ซง่ึ เช่ือมต่อกบั เส้นทางในประเทศกมั พูชาด้วย นอกจากน้ยี งั
มีโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ - สนามบินสุวรรณภูมิ - ระยอง ซึ่งเป็น
โครงการขนส่งขนาดใหญท่ ี่สนับสนนุ ใหภ้ าคเอกชนเขา้ มารว่ มลงทนุ ในรปู แบบ BOT
72 ปี ครูพลบั พลงึ คงชนะ 169
(Built - Operate - Transfer) เปน็ ระบบรถไฟทข่ี บั เคลอ่ื นดว้ ยไฟฟา้ ความเรว็ ประมาณ
160 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง เริ่มจากสนามบินสุวรรณภูมิผ่านอ�ำเภอบางปะกง เมือง
ฉะเชิงเทรา ไปยงั ชลบุรี พัทยา สตั หบี มาบตาพดุ และสนิ้ สดุ ทีเ่ มอื งระยอง
จะเหน็ วา่ การพัฒนาระบบขนส่งและโครงสร้างพืน้ ฐาน (infrastructure)
ระหว่างเมืองฉะเชิงเทรากับกรุงเทพฯ และเมืองต่างๆ ที่อยู่โดยรอบ ทั้งยังสามารถ
เชอ่ื มโยงไปยงั ภมู ภิ าคตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ทำ� ใหล้ ดตน้ ทนุ คา่ ขนสง่ สนิ คา้ คา่
ใชจ้ า่ ยในการเคลอ่ื นยา้ ยทนุ และแรงงาน จงึ มผี ลตอ่ ภาพรวมในเชงิ เศรษฐกจิ ของเมอื ง
นี้ด้วย การท่ีเมืองฉะเชิงเทรามีท�ำเลท่ีตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และมีการเข้าถึงได้
สะดวกท้ังทางเรือ รถยนต์และรถไฟ ปัจจัยดังกล่าวนับเป็นตัวเร่ง (catalyst of
change) ใหเ้ มอื งนม้ี ศี กั ยภาพในการพฒั นาทางดา้ นเศรษฐกจิ (กนกวรรณพร ภคั มาน,
2551) รวมทัง้ บทบาทของการเปน็ เมอื งรองรับการพัฒนาจากกรุงเทพฯ ด้วย
5. นโยบายดา้ นการสาธารณปู โภค
ฉะเชงิ เทราเปน็ เมอื งทรี่ องรบั การพฒั นาจากกรงุ เทพฯ ในหลายๆ ดา้ น เหน็
ได้จากนโยบายต่างๆ ทีก่ ลา่ วถงึ แลว้ ขา้ งต้นนั้น รวมท้ังการพฒั นาดา้ นการไปรษณยี ์
โทรเลข โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 5) ได้ทรงจัดต้ัง
กรมไปรษณยี ข์ ้ึนโดยมีพิธีเปิดอยา่ งเป็นทางการ เม่ือวนั ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 ต่อ
มาบรกิ ารไปรษณยี ไ์ ดข้ ยายออกไปสเู่ มอื งฉะเชงิ เทรา และมกี ารสรา้ งทท่ี ำ� การไปรษณยี ์
ฉะเชิงเทราข้นึ เปิดทำ� การคร้ังแรกเม่อื วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2429 (“ร�ำลึก 100 ปี
พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ เมืองแปดร้ิว”, 2551) ปัจจุบัน การไปรษณีย์โทรเลขใน
ฉะเชิงเทรามีที่ท�ำการไปรษณีย์ในทุกอ�ำเภอ รวมท้ังภายในห้างสรรพสินค้า เพื่อให้
บริการด้านการส่ือสารไปรษณยี ท์ ง้ั ภายในประเทศและตา่ งประเทศ
โทรศัพท์เป็นสาธารณปู โภคอีกอย่างหนึ่งท ี่ ถกู นำ� มาใชเ้ พอื่ การสอ่ื สารในเมอื ง
ฉะเชงิ เทรา เพราะมคี วามสำ� คญั ทางเศรษฐกจิ ทต่ี อ้ งมกี ารตดิ ตอ่ ธรุ กจิ ภายในตวั เมอื ง
ระหว่างเมือง และกับพ่อค้าชาวต่างประเทศซ่ึงต้องมีความคล่องตัวเป็นพิเศษ โดย
ขยายจนครบทกุ หมบู่ า้ นในปี พ.ศ. 2541 (จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา, 2539, หนา้ 173) จนถงึ
ปี พ.ศ. 2549 มกี ารบรกิ ารดา้ นโทรศพั ทโ์ ดย บรษิ ทั ทศท คอรป์ อเรชน่ั จำ� กดั (มหาชน)
170 ภิ ร ม ย์รตี
ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือทั้งค่ายดีแทค ทรูมูฟ และเอไอเอส ต่างก็เข้ามาตั้งเสาส่ง
สญั ญาณและศนู ยบ์ ริการหลายแห่งภายในเมอื งนี้
การบริการด้านกระแสไฟฟ้า อยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าส่วน
ภูมิภาคเมืองฉะเชิงเทรา โดยได้รับกระแสไฟฟ้าจากสถานีจ่ายไฟย่อยบ้านท่าถั่ว มี
กำ� ลงั การผลติ ขนาด 80 เมกกะวตั ต์ และสถานไี ฟฟา้ คลองขวางมกี ำ� ลงั การผลติ ขนาด
100 เมกกะวัตต์ ซ่ึงจ�ำหน่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนในเขตเทศบาลได้อย่างเพียงพอ
และในปี พ.ศ. 2548 เมอื งฉะเชงิ เทรามกี ารไฟฟา้ สำ� นกั งานบรกิ ารผใู้ ชไ้ ฟ จำ� นวน 14
แหง่ สถานีไฟฟา้ จำ� นวน 12 แห่ง ประชาชนมไี ฟฟ้าใชค้ รบทุกหมู่บา้ น
ในช่วงปี พ.ศ. 2524 สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายก
รัฐมนตรี ได้ก�ำหนดแนวทางนโยบายให้ภาคตะวันออกเป็นเขตพัฒนาอุตสาหกรรม
ตามโครงการพัฒนาพ้ืนท่ีชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ที่ต้องการ
กระจายความเจริญทางเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง
ใต้มเี มืองฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยองเปน็ พ้นื ท่ียทุ ธศาสตร์ของการพัฒนา ต่อเน่ือง
ด้วยการค้นพบกา๊ ซธรรมชาติในอ่าวไทยเม่อื ปี พ.ศ. 2525 ท�ำใหภ้ าคตะวันออกเขา้ สู่
ยคุ ทเ่ี รยี กวา่ “โชตชิ ว่ งชชั วาล” โดยภาครฐั พฒั นาโครงขา่ ยคมนาคมขนสง่ และบรกิ าร
พน้ื ฐานด้านสาธารณูปโภคตา่ งๆ เพอ่ื รองรบั การพฒั นาภาคอุตสาหกรรมในเขตเมือง
เหลา่ น้ี ฉะเชงิ เทราเปน็ เมอื งทเ่ี ชอ่ื มไปภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื (อสี าน) และเปน็ เมอื ง
หน่ึงท่ีอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จึงถูกวางบทบาทไว้เป็นแหล่งสาธารณูปโภคในการ
จัดหาน�้ำต้นทุนป้อนแก่ภาคอุตสาหกรรม (บุษบงก์ ชาวกัณหา, 2549) การประปา
ส่วนภูมิภาคเมืองฉะเชิงเทราจึงได้จ้างบริษัทประปาฉะเชิงเทรา จ�ำกัด เป็นผู้รับผิด
ชอบให้บริการน�้ำประปาในเขตเทศบาลโดยอาศัยแหล่งน�้ำดิบจากคลองชลประทาน
ท่าไข่ สามารถใหบ้ รกิ ารนำ้� ประปาใหแ้ กป่ ระชาชนในเขตเทศบาลได้อยา่ งทัว่ ถงึ ส่วน
แหล่งน�้ำดิบขนาดใหญ่ที่น�ำมาผลิตน้�ำประปาเพ่ือแจกจ่ายไปนอกเขตเทศบาลได้มา
จากคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต (คลองเจ้า) ปัจจุบัน เมืองฉะเชิงเทรามีส�ำนักการ
ประปาทอี่ ยใู่ นพนื้ ทจี่ ำ� นวน 4 แหง่ คอื สำ� นกั งานประปาฉะเชงิ เทรา สำ� นกั งานประปา
บางปะกง ส�ำนักงานประปาบางคล้า และส�ำนักงานประปาพนมสารคาม
72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ 171
สรปุ
การทฉี่ ะเชงิ เทราตอ้ งเปน็ เมอื งในนโยบาย “โครงการระเบยี งเศรษฐกจิ ภาค
ตะวนั ออก (Eastern Economic Corridor หรอื EEC)” เนื่องจากมีปัจจยั สง่ เสรมิ ใน
หลายๆ ด้าน ท้ังการมีท่ีต้ังทางภูมิศาสตร์อยู่ในพ้ืนที่ลุ่มน�้ำบางปะกง ชัยภูมิที่ต้ังของ
เมืองซงึ่ เป็นภูมิรฐั ศาสตรส์ ำ� คัญทางด้านยุทธศาสตร์ เส้นทางการคา้ เป็นเมอื งทม่ี ีภมู ิ
นิเวศอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิสังคมหลากหลายชาติพันธุ์ มีภูมิ
วัฒนธรรมของเมืองล่มุ นำ�้ ชาวเมอื งมคี ุณภาพเต็มไปดว้ ยภูมิรู้ ภูมปิ ัญญา เป็นเมอื งที่
มีภูมิทัศน์แห่งการพัฒนาท้ังการขุดคลอง การสร้างอ่างเก็บน้�ำ การคมนาคม การ
สาธารณูปโภค ล้วนเป็นภูมิการเมืองเรื่องนโยบาย กระท่ังครั้งหนึ่งในอดีตเมือง
ฉะเชิงเทราเคยเป็นที่ตั้งของท่ีว่าการมณฑล จนต้องขนานนามว่า “เมืองหลวงของ
มณฑลปราจนี บรุ ”ี มาแลว้ และในวนั นฉ้ี ะเชงิ เทราตอ้ งเปน็ เมอื งในนโยบาย “โครงการ
ระเบียงเศรษฐกจิ ภาคตะวนั ออก” (EEC) โดยฉะเชิงเทราจะไดร้ บั การพัฒนาท่ีจะเออ้ื
ต่อการรองรับความเจริญและการขยายตัวของกรุงเทพฯ เพื่อรองรับการพัฒนา
เศรษฐกจิ และอตุ สาหกรรมตอ่ ไปในอนาคต
บรรณานุกรม
กนกวรรณพร ภัคมาน. (2551). การศึกษาเพ่ือเสนอแนะและการอนุรักษ์ และฟื้นฟูย่าน
พาณิชยกรรมเก่าชุมชนเมืองฉะเชิงเทรา บนพ้ืนฐานการมีส่วนร่วมของ
ประชาชน. การคน้ คว้าอสิ ระการวางแผนชมุ ชนเมอื ง และสภาพแวดลอ้ ม, มหา
บัณฑิต, สาขาการวางแผนชุมชนเมืองและสภาพแวดล้อม, ภาควิชาการ
ออกแบบและวางผงั เมือง, มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.
กิจจา วัฒนสินธุ์. (2521). อนุญาโตตลุ าการการค้าภายในและระหว่างประเทศ. กรุงเทพฯ :
คณะวชิ าบรหิ ารธรุ กิจ วิทยาลัยการคา้ .
กิตติ ตันไทย. (2520). คลองกับระบบเศรษฐกิจของไทย ( พ.ศ. 2367 - 2453). ปริญญา
อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, แผนกวิชาประวัติศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย,
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
โคลงนริ าศฉะเชงิ เทราและเสดจ็ ประพาสคลองแสนแสบ. (2544). งานพระราชทานเพลงิ ศพ
นายโกวิท วรพิพัฒน.์ กรุงเทพฯ : พฆิ เณศ พรนิ๊ ท์ติ้ง เซ็นเตอร.์
172 ภิ ร ม ย์รตี
ครอว์ฟอร์ด, จอห์น. (2515). เอกสารของครอว์ฟอร์ด แปลจาก Granfurd papers.
กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร.
จดหมายเหตุรชั กาลที่ 3. จ.ศ. 1207. เลขท่ี 223. ม.ป.ท.
จารึกแผน่ เงนิ , วัดพยัคฆอนิ ทาราม. (ม.ป.ป.). ม.ป.ท.
จังหวดั ฉะเชงิ เทรา. (2539). ฉะเชิงเทราเมืองแหง่ อนาคต. กรงุ เทพฯ : ที ซี จี พรนิ้ ตงิ้ .
จ๊ะจ๋า. (2551, เมษายน). สัมผัสอันน่าอัศจรรย์ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน. ที่นี่...
แปดริ้ว, 1 (9), 16 - 19.
ธงชยั วนิ จิ จะกลู . (2556). กำ� เนดิ สยามจากแผนทปี่ ระวตั ศิ าสตรภ์ มู กิ ายาของชาต.ิ กรงุ เทพฯ
: ภาพพมิ พ์.
บุษบงก์ ชาวกัณหา. (2549). ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรน้�ำ ลุ่มน้�ำบางปะกง -
ปราจนี บรุ .ี วทิ ยานพิ นธ์ ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ , สาขาวชิ าผนู้ ำ� ทางสงั คมธรุ กจิ
และการเมอื ง, วทิ ยาลยั นวัตกรรมสังคม, มหาวทิ ยาลัยรังสิต.
ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเคอร์. (2546). เศรษฐกิจการเมืองไทย สมัยกรุงเทพฯ .
กรงุ เทพฯ : โอ.เอส. พริน้ ติง้ เฮา้ ส.์
แผนทส่ี ง่ิ แวดลอ้ มมรดกทางวัฒนธรรมเทศบาลเมอื งฉะเชงิ เทรา. (2550). กรุงเทพฯ :
พระกฐินพระราชทาน ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร พระอารามหลวง อ�ำเภอเมือง จังหวัด
ฉะเชิงเทรา. (2552). กรงุ เทพฯ : เรอื นแก้วการพมิ พ์.
พิมพ์อุมา โตสินธพ. (2548). คลองเช่ือมกับพัฒนาการของชุมชนในลุ่มแม่น�้ำบางปะกง
ระหว่าง พ.ศ. 2420 - 2500. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, สาขา
ประวตั ศิ าสตรเ์ อเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต,้ บณั ฑติ วทิ ยาลยั , มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.
มนสั ตั๊นงาม. (2552, กรกฎาคม). พนมสารคาม - ทา่ ลาด - ตลาดท่าเกวยี น. ท่ีน.่ี ..8 ร้ิว, 2
(24), 13 - 17.
มนัส ตน๊ั งาม. (2554, กรกฎาคม - สงิ หาคม). “ฟารโ์ ก”้ บัสบ้านโพธิค์ นั แรก ต้นก�ำเนดิ “หนู
บริการ” ท่ีน่.ี ..8 รวิ้ , 5 (42), 38 - 39.
มนัส ต๊นั งาม. (2555, มกราคม - กมุ ภาพนั ธ์). เริงศักดิ์ มหาวินิจฉยั มนตรี “ผู้วา่ สกุลขุนนาง
เกา่ เทา้ ตดิ ดนิ ”. ทีน่ ี.่ ..8 ร้ิว, 5 (45), 4 - 9.
มนัส ตัน๊ งาม. (2556, พฤษภาคม - มถิ ุนายน). ยอ้ นประวัติ 121 ปี ยคุ ก่อตง้ั โรงเรยี นเบญจม
ราชรงั สฤษฎ,์ิ 6 (53), 16 - 17
72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 173
รักษเ์ มอื งพนมสารคาม. (2550). หนงั สือสามญั ประจ�ำบ้านของชาวพนมสารคาม.
“รำ� ลกึ 100 ปี พระพทุ ธเจ้าหลวงเสดจ็ ฯ เมืองแปดรว้ิ ” . (2551). สมาคมชาวฉะเชิงเทรา.
ฉะเชิงเทรา: เอ็น เอ็น คอมพิวออฟเซท.
วรรณี แพลูกอินทร์. (2538). ความส�ำคัญของการผลิตเพ่ือการค้าของเมืองฉะเชิงเทรา ใน
สมัยรัตนโกสินทร์ ก่อนสนธิสัญญาบาวริง. ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต,
สาขาวชิ าเอกประวตั ศิ าสตร์, มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ.
วทิ วสั กง่ิ สุวรรณ. (2553). การเปลย่ี นแปลงเชิงพน้ื ทใี่ นเขตเทศบาลต�ำบลบางปะกง อำ� เภอ
บางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา. วิทยานิพนธ์การวางแผนภาคและเมืองมหา
บัณฑิต, สาขาวิชาการวางผังเมือง, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั .
วบิ ลู ย์ เขม็ เฉลมิ และคณะ. (2548). ประวตั ศิ าสตรท์ อ้ งถนิ่ วถิ คี นบนปา่ ตะวนั ออกผนื สดุ ทา้ ย.
กรงุ เทพฯ : สำ� นักงานกองทุนสนบั สนุนการวจิ ัย.
วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์. (2556). ฉะเชิงเทราโมเดลรอยต่อที่สูญหายในวงการศึกษาไทย.
กรงุ เทพฯ : ภาพพมิ พ.์
ศรญั ญา คนั ธาชพี . (2540). พฒั นาการทางเศรษฐกจิ ลมุ่ แมน่ ำ้� บางปะกง พ.ศ. 2419 - 2475.
สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ภาควิชาประวัติศาสตร์,
บณั ฑิตวิทยาลยั , มหาวทิ ยาลัย ศิลปากร.
เศรษฐรตั น์ ตนั๊ งาม. (2551, มนี าคม). ปลกุ กระแสเทยี่ วแปดรวิ้ ดว้ ย “ตลาด” และ “มะมว่ ง”
. ทีน่ ่ี...8 รวิ้ , 1 (8), 16 - 21.
เศรษฐรตั น์ ตน๊ั งาม. (2556, มกราคม - กมุ ภาพนั ธ)์ . 5 ผูน้ �ำภาครัฐ - เอกชน ฉะเชงิ เทรา เผย
มุมมองจากการท่องอาเซยี น เตรยี มพรอ้ มสู่ AEC. ทีน่ ี่...8 ริ้ว, 6 (51), 5.
สยาม ค้าสุวรรณ. (2549). การพัฒนาพื้นที่เขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา. ปริญญาการ
วางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการวางผังเมือง, ภาควิชาการ
วางแผนภาคและเมอื ง, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์,จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
สำ� นกั งานสถติ ิจังหวดั ฉะเชงิ เทรา. (2561). สำ� มะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2560 จงั หวดั
ฉะเชงิ เทรา. กรุงเทพฯ : ส�ำนักงานสถติ แิ หง่ ชาต.ิ
สดุ ใจ พงศก์ ลำ�่ . (2528). มณฑลปราจนี บรุ ี สมยั เรม่ิ แรกถงึ สมยั พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมขนุ
มรุพงศ์ศิริพัฒน์ (พ.ศ. 2436 - 2458). ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต,
มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
174 ภิ ร ม ย์รตี
สุทธาดา เลขไวฑูรย์. (2536). ฉะเชิงเทรากับนโยบายการชลประทานในรัชสมัยพระบาท
สมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ( พ.ศ. 2411 - 2453). ภาควชิ าประวตั ศิ าสตร,์
คณะวชิ ามนุษย์ศาสตร์และสงั คมศาสตร,์ สถาบนั ราชภฏั ฉะเชิงเทรา.
สุมาลี พันธุ์ยุรา. (2543). พัฒนาการของอ�ำนาจท้องถ่ินในบริเวณลุ่มแม่น�้ำบางปะกงและ
ชายฝัง่ ทะเลตะวนั ออก พ.ศ. 2440 - 2516. ปรญิ ญาอกั ษรศาสตรมหาบัณฑิต,
สาขาวิชาประวัติศาสตร์, ภาควิชาประวัติศาสตร์,คณะอักษรศาสตร์,
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
อารยะ ภสู าหสั . (2531). เง่อื นไขทางสังคมและเศรษฐกจิ และทางเลือกของชาวนาไร้ท่ดี ิน
ในการหารายได้ส�ำหรับครัวเรือนในบ้านคลอง ฉะเชิงเทรา. วิทยานิพนธ์
สังคมวิทยามหาบัณฑิต, ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย.
องิ ตะวัน แพลกู อนิ ทร์. (2549). วถิ ชี วี ิตของมุสลิมในฉะเชิงเทรา. ส�ำนกั งานคณะกรรมการ
วัฒนธรรมแห่งชาติ, กระทรวงวัฒนธรรม.
ธรรมยุติกนกิ ายในกมั พชู า :
ความสมั พนั ธ์ทางศาสนาและการเมอื ง
ระหว่างไทยกมั พูชา
พระระพิน พทุ ฺธิสาโร (ด้วงลอย)1
บทน�ำ
ความขัดแย้งทางการเมืองและศาสนา เกิดขึ้นในวงกว้างโดยมีนัยเกาะ
เกยี่ วกนั ทง้ั ศาสนาและการเมอื ง ซงึ่ ครงั้ หนง่ึ ในกมั พชู า เปน็ ประธานทน่ี บั ถอื พระพทุ ธ
ศาสนาเหมอื นประเทศไทย และถกู กลา่ วอา้ งถงึ ในกรณคี วามขดั แยง้ อนั วา่ สงั ฆราชใน
ประเทศไทย และให้มีการแยกสังฆราชปกครองโดยมีแบบจากประเทศกัมพูชา ซ่ึงมี
สังฆราชฝ่ายมหานิกาย และธรรมยุติกนิกาย จึงเกิดค�ำถามต่อไปว่า “ธรรมยุติก
นิกาย” อันมีฐานเกิดจากประเทศไทย มีพัฒนาการทางการเมือง ศาสนา และการ
นับถืออย่างไรที่เกิดข้ึนในกัมพูชา โดยการนับถือพระพุทธศาสนานิกายดังกล่าวเกิด
ข้ึนภายใต้บริบททางการเมือง ประวัติศาสตร์ที่เกาะเก่ียวกับอดีตกระทั่งปัจจุบัน ท้ัง
ผสมผสานกลายเปน็ สว่ นหนง่ึ ของสงั คมกมั พชู าไปดว้ ย ดงั กรณเี คยเกดิ ขน้ึ ในสมยั พระ
เจ้าชัยวรมันที่ 7 (Jayavarman VII/ครองราชย์/ ค.ศ. 1181 - 1218/ พ.ศ.
1724 - 1761) กับแนวคิดในเรื่อง “พทุ ธราชา - Buddha Raja” กับสถานะกษัตรย์
ทเ่ี ปน็ ประหนงึ่ พระพทุ ธเจา้ (เดวดิ แชนเลอร,์ 2546 : 82) หรอื ลว่ งมาในสมยั พระเจา้
1 หลกั สตู รบณั ฑติ ศกึ ษา ภาควชิ ารฐั ศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
176 ภิ ร ม ย์รตี
นโรดม สหี นุ (Norodom Sihanouk/ ค.ศ. 1922 - 2012 2012/ พ.ศ. 2465 - 2555)
กบั แนวคดิ ในเรอ่ื ง “พทุ ธสงั คมนยิ ม - Buddhist Socialism” ทผ่ี สมผสานระหวา่ ง
แนวคิดทางการเมืองในระบบสังคมนิยมกับพระพุทธศาสนา (ชุมพล เลิศรัฐกาล.
2536,นภดล ชาตปิ ระเสรฐิ ,2540) ทมี่ คี วามหมายถงึ พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งเปน็
สว่ นเกอ้ื หนนุ กนั และกนั กมั พชู าในฐานะรฐั โบราณทเี่ คยเปน็ ทร่ี จู้ กั กนั ในประวตั ศิ าสตร์
ไทยคืออาณาจักรขอมโบราณที่เคยมีอิทธิพลเหนือแผ่นดินไทย ลาว กัมพูชา และ
เวยี ดนาม เปน็ เจา้ ของแหลง่ วฒั นธรรมแหง่ นใ้ี นภมู ภิ าคน้ี กาลเวลาผนั เปลย่ี นไดท้ ำ� ให้
สถานะทางการเมืองเข้มแข็ง อ่อนแอ จากรัฐใหญ่กลายเป็นรัฐเล็ก และได้ส่งผ่าน
อิทธิพลทางพระพุทธศาสนามหายาน หรือเถรวาทในแบบกัมพูชา และกลับกันใน
ฐานะประเทศทไ่ี ดร้ บั อทิ ธพิ ลทางพระพทุ ธศาสนาจากประเทศชดิ ขา้ งอยา่ งเวยี ดนาม
หรือไทยในช่วงสมัยหลัง โดยเฉพาะพุทธศาสนานิกายธรรมยุติ ที่มีจุดก�ำเนิดจาก
ประเทศไทย นกิ ายธรรมยตุ เิ ขา้ มามอี ทิ ธพิ ลในกมั พชู า ซงึ่ มาพรอ้ มกบั อทิ ธพิ ลทางการ
เมืองราชสำ� นกั สยาม ทผ่ี สมผสานระหวา่ งรัฐ “องคป์ ระกันแห่งบางกอก” และหรอื
การท�ำให้เป็นไทย (Thai - Ization) ที่เกิดข้ึนในยุคสมัยน้ัน การเกิดขึ้นของหรือ
การเมอื งผสมผสานดว้ ยศาสนาซงึ่ ถอื วา่ เปน็ มรดกรว่ มของสงั คมทเี่ นอ่ื งดว้ ยศาสนา ใน
ส่วนของธรรมยุติกนิกายเคยเป็นกลไกลทางการเมืองระหว่างรัฐแบบราชาธิปไตย
ระหวา่ งรฐั สยามกบั เขมร ระหวา่ งฝรงั่ เศสเจา้ อาณานคิ มกบั การปอ้ งกนั รฐั ผา่ นมติ ทิ าง
ศาสนาซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ซ่ึงในบทความน้ีจะได้น�ำเสนอถึงประวัติ
พฒั นาการและการมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งในมติ ขิ องศาสนาและการเมอื งอนั เปน็ ความ
สัมพนั ธ์ระหวา่ งรฐั สยามกบั กมั พชู าในแตล่ ะช่วงเวลา
สยามกับธรรมยุติกนิกายในกัมพชู า
การปฏริ ปู พทุ ธศาสนาโดยแยกเปน็ “ธรรมยตุ กิ นกิ าย” และ “มหานกิ าย”
เกย่ี วขอ้ งกบั การเมอื งเรอ่ื งขนึ้ ครองราชยร์ ะหว่าง ร.3 กบั ร.4 ท่ีเกดิ ข้นึ โดยวชิรญาณ
ภิกขุ ( พ.ศ. 2367 - 2394/ ค.ศ. 1824 - 1851) ท่ีควรได้สิทธิ์ในการสืบสันติวงศ์เป็น
รัชกาลท่ี 3 แต่ด้วยเหตุผลในการเมือง จึงต้องบวชประหนึ่งล้ีภัยทางการเมือง เป็น
สามเณรและพระภกิ ษใุ นพระพทุ ธศาสนา ในระหว่างท่ีบวช “วชิรญาณภิกข”ุ ได้กอ่
72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 177
ต้งั ธรรมยุตินกิ ายขนึ้ ภายใต้การดแู ลสนับสนุนโดยพระองคท์ า่ น ตลอดระยะเวลา 27
ปี (พระไพศาล วิสาโล,2552 : 28) กระทั่งไดล้ าสกิ ขาออกมาครองราชย์เป็นพระเจ้า
แผน่ ดินเป็นรัชกาลที่ 4 ในนาม “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย่หู วั ” ( พ.ศ.
2394 - 2411/ ค.ศ. 1851 - 1868) (พระอธกิ ารเกยี รตศิ กั ดิ์ กติ ตฺ เิ มโธ,2553,91) พรอ้ ม
กับความเจริญเติบโตของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายผ่านการสนับสนุนในทางตรงใน
ฐานะผู้ก่อต้ังขณะเป็นพระภิกษุ และในฐานะสถาบันกษัตริย์ที่ต้องให้การอุปถัมภ์
สนบั สนนุ ศาสนาในฐานะ “อปุ ถมั ภก” ความเปน็ ธรรมยตุ ใิ นสงั คมไทยจงึ เปน็ เหมอื น
คณะปฏริ ปู กจิ การพระศาสนาทม่ี คี วามกา้ วหนา้ ในเชงิ กายภาพผา่ นการจดั การศกึ ษา
อาทิ การพมิ พต์ ำ� ราคมั ภรี เ์ ทศน์ การจดั พมิ พห์ นงั สอื ตำ� รา ทเี่ กย่ี วกบั พระพทุ ธศาสนา
ผา่ นเทคโนโลยกี ารพมิ พส์ มยั ใหม่ ซง่ึ ไมเ่ คยปรากฏในสยามประเทศมากอ่ นภาพความ
เจรญิ ทนั สมยั ทมี่ าพรอ้ มกบั พระพทุ ธศาสนาจงึ ปรากฏในสงั คมไทยในชว่ งเวลานน้ั นยั
หนึ่งจึงเป็นเหมือนความก้าวหน้า และเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองระหว่างนิกาย
เนื่องจากนิกายที่ต้ังใหม่ถูกให้ความส�ำคัญจากรัฐในระบอบราชาธิปไตยมากกว่า แต่
นยั ยะทส่ี ำ� คญั คอื พระพทุ ธศาสนาแบบธรรมยตุ นิ กิ ายคอื ความกา้ วหนา้ และพฒั นาไป
พรอ้ มกบั ความเปน็ รฐั ไทยภายใตก้ ารสนบั สนุนของสถาบันกษัตริย์ในชว่ งเวลาน้ัน
พระพุทธศาสนาในแบบธรรมยุติกนิกายของสยามถูกส่งออกไปยังกัมพูชา
นัยหนึ่งเพราะความต้องการท�ำให้ทันสมัย (Modernization) ท้ังความเป็น
วทิ ยาศาสตร์ ความกา้ วหนา้ แบบตะวนั ตกทเี่ คยปรากฏและนบั เปน็ พฒั นาการในสงั คม
สยามในช่วงเวลานั้น จงึ ถูกชื้อเชญิ จาก “องคด์ ้วง” หรอื พระบาทสมเด็จพระนโรดม
หรริ กั ษร์ ามาธบิ ดี (นกั องคด์ ว้ ง/ พ.ศ. 2339 - 2403/ ค.ศ. 1796 - 1860) กษตั รยิ ท์ เ่ี คย
ใชช้ วี ติ อยใู่ นประเทศไทย 27 ปี และใหโ้ อรสนกั องคส์ สี วุ ตั ถ์ิ ( พ.ศ. 2383 - 2470/ ค.ศ.
1840 - 1927 ครองราชย์ พ.ศ. 2447 - 2470/ ค.ศ. 1904 - 1927) ท่เี คยบวชเปน็ พระ
ภกิ ษใุ นคณะธรรมยตุ กิ นกิ ายทว่ี ดั บวรนเิ วศ 1 พรรษา เมอื่ ประมาณ พ.ศ. 2407/1864
ขณะมพี ระชนมายุ 24 พรรษา ดงั นนั้ การสง่ ตอ่ อทิ ธพิ ลของราชสำ� นกั สยามสรู่ าชสำ� นกั
กัมพูชา จึงเป็นส่ิงที่ง่ายผ่านความคุ้นชินในฐานะองค์ประกันของกรุงเทพที่เคยมี
ปฏิสมั พนั ธก์ นั ในอดตี และไดร้ บั การสานตอ่ ในฐานะเป็นมรดกของบรรพบุรษุ “พระ
บิดา” ดังน้ันการเข้าไปของธรรมยุติในกัมพูชา จึงมีนัยยะของชนช้ันปกครองท่ีเช่ือม
178 ภิ ร ม ย์รตี
ระหวา่ งราชสำ� นกั และราชสำ� นกั โดยมเี จตนาเปน็ การหวงั ผลเลศิ เพอ่ื เปน็ การยกระดบั
การศกึ ษาของคณะสงฆ์ภายในกัมพชู า แต่ในส่วนของรัฐสยามเองนยั หน่งึ เป็นการสง่
ออกอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศราชผ่านวัฒนธรรมทางศาสนาในส่วนของ
คณะธรรมยุติกนิกาย ดังปรากฏหลักฐานว่า
“...ธรรมยุติกนิกาย เป็นพุทธศาสนาท่ีพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งข้ึนเม่ือพระองค์ยังทรงผนวชใน
รัชกาลที่ 3 ต่อมาสมเด็จพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดี (พระองค์
ดว้ ง) ไดข้ อพระราชทานธรรมยตุ กิ นกิ ายไปเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสน
ในประเทศกัมพูชา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึง
โปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระอมรภริ กั ขติ (เกดิ ) และพระมหาปาน (ตอ่ มา
ได้เป็นสมเด็จพระสุคนธาธิบดี พระสังฆราชฝ่ายธรรมยุติ)...”
(ศานติ ภักดคี �ำ,2555 : 3 - 19)
ดังนัน้ ความสัมพนั ธ์ระหว่างสยามกบั กมั พูชา จึงเปน็ ความสัมพันธร์ ะหว่าง
รัฐต่อรัฐ ท่ีมีมิติทางการเมืองผ่านราชส�ำนักและศาสนาเป็นส่วนส�ำคัญ รวมทั้งการ
ปกปอ้ งผลประโยชน์ของสยามภายใตก้ ารสนับสนุนฝ่ายนำ� ในกัมพูชาท่ีเอื้อประโยชน์
และสนบั สนนุ รฐั สยาม ดังกรณีรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยหู่ ัว เมอื่ นกั
องด้วงมีพระชนมายุ 43 พรรษา หลังจากทีท่ รงพ�ำนกั อยู่ในประเทศไทยเป็นเวลา 27
ปี จึงเดินทางกลับเขมรพร้อมกับกองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี/
Bodindecha, พ.ศ. 2320 - 2392/ ค.ศ. 1777 - 1849) เพื่อรบกับญวนท่ีก�ำลังแผ่
อ�ำนาจเข้าสู่เขมรในช่วงนั้น โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรม
ราชโองการว่า “หากเขมรสงบเรียบร้อยเม่ือใดให้อภิเษกพระองค์ด้วงข้ึนครอง
เขมร” เมื่อกองทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สามารถจัดการ
เหตกุ ารณใ์ นเขมรเปน็ ทเ่ี รยี บรอ้ ยแลว้ จงึ มกี ารอภเิ ษกนกั องคด์ ว้ งขนึ้ ครองราชยส์ มบตั ิ
ที่เขมรเมื่อพระชนมายุ 51 พรรษา มีพระนามว่า “สมเด็จพระหริรักษ์รามาอิศราธิ
บด”ี ต้งั แตป่ ระมาณ พ.ศ. 2390/1847 สมเด็จพระหริรกั ษ์รามาธิบดี เสด็จสวรรคต
เมื่อวนั ท่ี 19 ตลุ าคม พ.ศ. 2403/1860 ท่ีกรุงอดุ งค์ โดยสรุปความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรฐั
72 ปี ครูพลบั พลงึ คงชนะ 179
จึงเป็นความสัมพันธ์ภายใต้อ�ำนาจทางทหารและการเมืองเหนืออ�ำนาจรัฐที่น้อยกว่า
รวมไปถึงปฏิสัมพันธ์ทางศาสนาท่ีเกิดขึ้นในภายหลังการปกครองของกษัตริย์ท่ี
สนับสนนุ โดยสยามน่นั เอง
ภาพประกอบ 1 นกั องคร์ าชาวดี หรือทต่ี อ่ มาครองราชยเ์ ป็น พระบาทสมเดจ็ พระนโรดม พรหม
บริรักษ์ (Norodom/នរ�ោត្តម/ พ.ศ. 2403 - 2447/ ค.ศ. 1860 - 1904) และนกั องค์
สสี วุ ตั ถ์ิ หรอื ครองราชย์ในนาม พระบาทสมเดจ็ พระนโรดม สีสุวัตถิ์ (Sisowath/ พ.ศ.
2447 - 2470/ ค.ศ. 1904 - 1927) ที่มปี ระวัติวา่ เคยบวชเป็นพระภิกษใุ นคณะสงฆธ์ รรมยตุ กิ
นกิ ายทวี่ ัดบวรนิเวศในช่วงทพี่ ำ� นกั รบั ราชการอยู่ในกรุงเทพมหานคร
แรงจงู ใจในการน�ำธรรมยตุ กิ นกิ ายไปยังกัมพชู า
ความทันสมัยในสยาม เป็นปรากฏการณ์ท่ีชนชั้นน�ำของกัมพูชาเคยเห็น
และประสบดว้ ยตนเอง การสง่ การรบั “ธรรมยตุ กิ นกิ าย” ไปสกู่ มั พชู าจงึ เปน็ ประหนงึ่
“กา้ วหนา้ ” หรอื กระบวนการทำ� ใหท้ นั สมยั และในความทนั สมยั นน้ั พระพทุ ธศาสนา
180 ภิ ร ม ย์รตี
แบบอยา่ งของ “ธรรมยตุ กิ นกิ าย” คอื ความสำ� เรจ็ ทเี่ คยปรากฏในสยามทงั้ นกองคด์ ว้ ง
ผู้กลับมาเป็นกษัติรย์ในกัมพูชา ก็เหตุและประสบด้วยพระองค์เอง ด้วยเหตุผลว่า
พระองคด์ ว้ งเคยใชช้ วี ติ ในฐานะ “องคป์ ระกนั แหง่ บางกอก” หรอื “หนรี าชภยั ” เปน็
เวลา 27 ปีในแผ่นดินสยาม เคยไดบ้ วชและใชธ้ รรมเนยี มและวิถปี ฏบิ ัติอยา่ งธรรมยตุ ิ
และงา่ ยตอ่ การทจ่ี ะนำ� พทุ ธศาสนาเขา้ ไปปฏบิ ตั ใิ นราชสำ� นกั หรอื การปฏบิ ตั ใิ นกมั พชู า
แตด่ ว้ ยเงอื่ นไขและบรบิ ทของการเกดิ ขน้ึ ธรรมยตุ กิ นกิ ายในประเทศไทยเกดิ ขน้ึ ดว้ ย
เง่ือนไขทางการเมืองของราชบัลลังค์ การสร้าง “นวัตกรรม” ทางศาสนาท่ีเชื่อว่า
“ธรรมยตุ นิ กิ าย” นยั หนงึ่ เปน็ การตอ่ สใู่ นเชงิ สญั ลกั ษณข์ อง “ยวุ กษตั รยิ ”์ ทไี่ ร้ “บลั
ลงั ค”์ และในความไรจ้ งึ เปน็ ทมี่ าของการแสดงออกผา่ นมติ ทิ างศาสนาท่ี “วชริ ญาณ
ภกิ ขุ” ไดบ้ วชอยู่ในขณะน้นั พรอ้ มย่างก้าวของการเจรญิ เติบโตของธรรมยตุ ิกนกิ าย
จงึ เปน็ ภาพจำ� และแบบทคี่ วรเอาอยา่ งอาทิ การปรบั ปรงุ ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ขิ องพระภกิ ษุ
สงฆใ์ หส้ อดคลอ้ งตามพระธรรมวนิ ยั และพทุ ธวจั นะ พระพทุ ธศาสนาเปน็ แบบเหตผุ ล
นิยมมากข้ึนอันเป็นไปตามหลักเหตุผลและตีความแบบประจักษ์นิยมตามตะวันตก
รวมไปถงึ การใชเ้ ทคโนโลยกี ารพมิ พ์ ดงั ปรากฏผลเปน็ ความรงุ่ เรอื งสดุ ในการจดั พมิ พ์
ผลงานนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ( พ.ศ.
2403 - 2464/ ค.ศ. 1860 - 1921) ทที่ รงเปน็ ประมขุ สงฆส์ งั ฆราช ( พ.ศ. 2453 - 2464/)
และคณะธรรมยตุ กิ นกิ าย หลกั สตู รนกั ธรรมชน้ั ตรี โท เอก และตำ� ราอธบิ ายพระธรรม
วนิ ัยรวมกวา่ 20 เลม่ รวมทง้ั พระธรรมเทศนากวา่ 80 เรอ่ื ง คำ� อธบิ ายพระสตู ร 25
เร่อื ง และพระโอวาทธรรมคดี 70 เรอื่ ง ปัจจัยเหล่านีท้ �ำใหอ้ ิทธิพลทางความคดิ ของ
พระองค์ ในนามธรรมยตุ กิ นกิ าย (พระไพศาล วสิ าโล,2552 : 30 - 31) ไดแ้ พรก่ ระจาย
ไปในวงกว้าง และนับเป็นพัฒนาการของพระพุทธศาสนาแบบธรรมยุติกนิกาย ที่ได้
รบั การสนบั สนนุ จนแพรก่ ระจายไปในวงกวา้ ง รวมทงั้ ไดร้ บั การสนบั สนนุ จากพระบาท
สมเด็จพระเจ้าจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (Chulalongkorn/ พ.ศ. 2396 - 2453/ ค.ศ.
1853 - 1910) ซึ่งเป็นพระเชษฐาธิราชอยา่ งเตม็ พระองค์ และจดั เปน็ ความทันสมยั ที่
พระพุทธศาสนาอย่างไทยมี เม่ือกัมพูชาโดยชนช้ันน�ำประสงค์เช่นเดียวกับสยาม ที่
เหน็ พฒั นการในแตล่ ะชว่ งเวลาอยา่ งจดั เจน ประสงคน์ ำ� เขา้ ธรรมยตุ กิ นกิ ายจงึ เกดิ ขนึ้
พรอ้ มกบั อทิ ธพิ ลของราชสำ� นกั สยามทมี่ ตี อ่ ราชสำ� นกั กมั พชู าและอทิ ธพิ ลทางศาสนา
72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 181
ไปในคราวเดียวกัน แม้ผลที่คาดหวังกับความเป็นจริงจะไม่ได้เป็นไปในทางทิศทาง
เดียวกันก็ตาม “แนวคิดการท่ีจะท�ำให้ทันสมัยผ่านศาสนาไม่ประสบผลส�ำเร็จใน
กัมพูชา” (เดวดิ แชนเลอร,์ 2546)
การเขา้ มาของธรรมยุตกิ นิกายในกมั พูชา
ธรรมยุติกนิกายเป็นพุทธศาสนาท่ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงตั้งขึ้นเมอื่ พระองค์ยังทรงผนวชในรชั กาลที่ 3 ตอ่ มาในปี ค.ศ. 1864/ พ.ศ. 2407
สมเด็จพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) ท่ีเคยใช้ชีวิตในกรุงเทพ พร้อมให้
ราชโอรสนักองค์สสี วุ ตั ถ์ บวชทีว่ ัดบวรนิเวศ 1 พรรษา เมื่อกลับไปปกครองบา้ นเมือง
เขมร จึงได้ขอพระราชทานธรรมยุติกนิกายไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศ
กัมพูชา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระอมรภิรักขิต
(เกดิ ) พระมหาปาน ปญญฺ าสโี ล ซงึ่ ตอ่ มาไดเ้ ปน็ สมเดจ็ พระสคุ นธาธบิ ดี ดำ� รงตำ� แหนง่
เปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราชฝา่ ยธรรมยตุ ริ ปู แรกในประเทศกมั พชู า (ศานติ ภกั ดคี ำ� ,2555
: 3 - 19) ได้เดนิ ทางจากประเทศไทยพร้อมพระสงฆ์ 8 รูป อบุ าสก 4 คน เดินทางไป
กอ่ ตั้งพระพุทธศาสนาในแบบธรรมยตุ ิกนิกายในประเทศกมั พชู า สมเด็จพระหรริ กั ษ์
รามาอศิ ราธบิ ดไี ดท้ รงอาราธนาพระมหาปานใหจ้ ำ� พรรษาอยทู่ วี่ ดั อำ� พลิ ปี (วดั อพ์ ลิ ป)ี
กรุงอุดงค์มีชัย พุทธศาสนาแบบธรรมยุติกนิกายจึงเริ่มมีข้ึนในประเทศกัมพูชาต้ังแต่
คร้งั นนั้
ส�ำหรับสมเด็จพระสังฆราชปาน มีประวัติว่าเกิดท่ีจังหวัดพระตะบอง เม่ือ
อายุได้ 12 ปี จึงบวชเปน็ สามเณรทวี่ ัดโพธ์ิ ต�ำบลสงั แก จังหวดั พระตะบอง ในคณะ
มหานกิ าย แล้วไดเ้ ข้ามากรุงเทพ อยทู่ ่วี ัดสระเกศคณะมหานกิ าย จ�ำพรรษาท่ีวดั สระ
เกศได้ 4 พรรษา เวลานั้นได้ถวายตัวเป็นศิษย์พระวชิรญาณเถระ (พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ) โปรดใหศ้ กึ ษาพระวนิ ยั ในสำ� นกั เจา้ คณุ พระญาณรกั ขติ (สดุ )
เจ้าอธิการวัดบรมนิวาส คณะธรรมยุตินิกาย จนกระท่ังอายุ 24 ปี ใน พ.ศ. 2393/
ค.ศ. 1849 จึงบวชแปลงเป็นพระธรรมยุตินิกาย โดยมีพระวชิรญาณเถระเป็นพระ
อุปชั ฌาย์ พระญาณรักขิต (สดุ ) เปน็ กรรมวาจารย์ และอมราภิรักขิต (เกดิ ) เป็นอนุ
สาวนาจารย์ มีฉายาว่า “ปัญญาสีโล” จนกระท่ังเรียนบาลีและสอบได้เป็นเปรียญ
182 ภิ ร ม ย์รตี
ธรรม ในนาม “พระมหาปาน” สมเด็จพระหริรักษ์รามา (พระองค์ด้วง) ขอ
พระราชทานธรรมยุตินิกายเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาธรรมยุตินิกายในกัมพูชา
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั จึงโปรดใหพ้ ระมหาปานพร้อมดว้ ย พระอม
ราภริ กั ขติ (เกดิ ) และพระสงฆ์ 8 รปู อบุ าสก 4 คน เดนิ ทางไปสบื ศาสนายงั กรงุ กมั พชู า
สมเดจ็ พระหรริ กั ษร์ ามาอศิ ราธบิ ดี ทรงนมิ นตพ์ ระมหาปานใหจ้ ำ� พรรษาอยทู่ ว่ี ดั ศาลา
คู่ (วัดอ์พลิ ปี) กรงุ อดุ งคม์ ชี ัย พระมหาปาน ไดเ้ ลอ่ื นสมณศักดิ์ เปน็ พระอริยวงศ์ พระ
วิมลธรรม พระมหาวิมลธรรม ตามลำ� ดบั ภายเปน็ หลังเป็นสมเดจ็ พระสคุ นธาธิบดี
สมเดจ็ พระสุคนธาธิบดี (ปาน) เป็นกวีและปราชญ์ในราชสำ� นักสมเดจ็ พระหรริ ักษรา
มาธิศราธิบดี กับสมเด็จพระนโรดม ผลงานนิพนธ์ของท่านหลายเร่ืองตกทอดมาถึง
ปัจจบุ ัน เช่น รบากษัตริย์ (พระราชพงศาวดารกรุงกมั พูชา) ทแี่ ต่งรว่ มกบั ออกญาสุน
ธรโวหาร (มุก) และลเบกิ อังกอรว์ ดั แบบเกา่ (เลบฺ ีกองคฺ รวตตฺ แบบจาส่) สมเด็จพระสุ
คนธาธบิ ดี (ปาน) สน้ิ พระชนมใ์ นปี พ.ศ. 2437 พระชนมไ์ ด้ 68 พรรษา ตรงกบั รชั กาล
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั ของไทยและสมเดจ็ พระนโรดม (พระองค์
ราชาวด)ี ของกัมพูชา
ผลจากการที่คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย (ซึง่ ถูกทำ� ให้เช่ือวา่ บริสทุ ธติ ามพระ
ธรรมวินยั มากกว่า) จากสยามเข้ามาเผยแพร่ ได้ทำ� ใหพ้ ุทธศาสนาเถรวาทในกมั พชู า
เกดิ การแบ่งแยกเปน็ 2 คณะ โดยคณะสงฆเ์ ถรวาทเดิมได้ช่อื วา่ คณะมหานกิ าย เช่น
เดยี วทเ่ี กดิ ขน้ึ ในประเทศสยาม คณะธรรมยตุ กิ นกิ ายในกมั พชู ามคี วามสมั พนั ธใ์ กลช้ ดิ
กบั พระราชวงศ์เชน่ เดียวกับที่เปน็ ในสยาม แต่คณะธรรมยุตกิ นิกายในกัมพชู ากลับมี
ส่วนน�ำความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยมาสู่ชาวกัมพูชาท่ีไม่ใช่เจ้านายและชนช้ันสูง อีก
ทั้งไม่ได้มีบทบาทในการน�ำความทันสมัยมาสู่สังคมกัมพูชาดังเช่นท่ีเป็นในสยาม ใน
ขณะท่ีมหานิกายซึ่งเป็นนิกายด้ังเดิมซ่ึงมีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยน้อยกว่า
กลบั มบี ทบาททโ่ี ดดเดน่ กวา่ คณะธรรมยตุ กิ นกิ าย (ธบิ ดี บวั คำ� ศร,ี 2555) ในสว่ นคณะ
สงฆธ์ รรมยตุ ิ เมอ่ื เขา้ มาแลว้ มกี ารตง้ั โรงเรยี นบาลรี ะดบั มธั ยมขนึ้ ณ กรงุ พนมเปญ ใน
ค.ศ. 1914 ผลคือกระตุ้นให้มีการศึกษาศาสนาในรูปแบบใหม่ อันน�ำมาซึ่งความ
แตกแยกของคณะมหานิกายในทศวรรษที่ 19 - 20 ระหว่างพระสงฆ์ตามแบบจารีต
กับพระสงฆ์หัวสมัยใหม่ซ่ึงได้รับอิทธิพลจากวิทยาศาสตร์ตะวันตกและนิยมการ
72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 183
วิพากษว์ ิจารณ์ รวมทัง้ ต้องการให้มกี ารท�ำความเข้าใจคมั ภีร์ทางศาสนากันใหม่ กลมุ่
หัวสมัยใหม่รู้จักกันในภายหลังว่า คณะธรรมยุตินิกาย ซึ่งก้าวขึ้นมามีบทบาทอย่าง
มากในการต่อต้านฝร่ังเศสร่วมกับปัญญาชนคนกลุ่มใหม่ของกัมพูชา หากเม่ือเทียบ
กบั ลาวและกมั พชู าการเผยแผน่ กิ ายธรรมยตุ เิ ขา้ ไปเพยี งภาคอสี าน (สพุ ตั รา ทองกลม,
2556) และในจ�ำปาศักดิ์เท่าน้ัน แต่ในภายหลังก็ได้รับการวมเป็นนิกายเดียวเป็น
“คณะสงฆล์ าว” (พระศรธี าตุ สงิ หป์ ระทมุ ,มณมี ยั ทองอย,ู่ ดารารตั น์ เมตตารกิ านนท,์
2553:73 - 96) และหายไปในช่วงเปล่ียนแปลงการปกครองในช่วงเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองใน ค.ศ. 1975/ พ.ศ. 2518
ดังนัน้ พัฒนาของธรรมยุติกนกิ ายท่ีเข้าไปสู่กัมพชู าจึงมคี วามเข้มแข็งและมี
อทิ ธพิ ลตอ่ สงั คมในวงกวา้ ง รวมทง้ั มรี าชสำ� นกั เปน็ ฐานในการสนบั สนนุ จงึ ทำ� ใหธ้ รรม
ยตุ นิ กิ ายเจรญิ เตบิ โตและมอี ทิ ธพิ ลตอ่ สงั คมกมั พชู าในชว่ งเวลานน้ั แมจ้ ะหายไปในชว่ ง
เวลาหนงึ่ แตก่ ไ็ ดร้ บั การฟน้ื กลบั มาอกี ครงั้ และเขา้ มาเปน็ สว่ นหนง่ึ ของกมั พชู าในชว่ ง
เวลาปจั จบุ นั
ภาพประกอบ 2 เมืองอดุ งคจ์ ดุ เร่มิ ต้นของพระพุทธศาสนานิกายธรรมยุติกนกิ ายในกัมพชู า
184 ภิ ร ม ย์รตี
หายไปจากกัมพูชา
การแข่งขันทางการเมือง ในทางการเมืองนับแต่ไทยสูญเสียกัมพูชาใน
สถานะประเทศราช ไทยกไ็ มไ่ ดห้ ลงเหลืออทิ ธพิ ลใดๆ ในกมั พูชาอกี และในสว่ นของ
ฝรั่งเศสที่มีบาทบาทในฐานเจ้าประเทศอาณานิคมก็มองเห็นว่าการเข้ามาของสยาม
ผา่ นศาสนามนี ยั ยะของแทรกแซง การก่อต้ังพุทธศาสนบัณฑติ ขึน้ มาในปี ค.ศ. 1921
จึงมีนัยยะของการย้อนแย้งต่อประเด็นทางศาสนาท่ีสยามใช้เป็นกลและเครื่องมือใน
การเชือ่ มระหว่างรัฐทางการเมอื งกบั รฐั ศาสนาร่วมกนั
ในช่วงสงครามกลางเมือง และสถานการณ์ทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อ
พระพุทธศาสนาโดยตรงกล่าวคือมีพระสงฆ์เข้าไปสนับสนุนการเมืองภายใต้แนวคิด
คอมมวิ นสิ ตม์ าพระพทุ ธศาสนาจะหมดไป หรอื แนวคดิ ทพี่ ระสงฆต์ อ้ งเขา้ ไปสนบั สนนุ
การปฏวิ ตั ดิ ว้ ยเหตผุ ลในเรอื่ งของการตคี วามวา่ พระพทุ ธเจา้ เปน็ นกั ปฏวิ ตั ิ ไดส้ ะทอ้ น
ใหเ้ หน็ วา่ พระพทุ ธศาสนาในประเทศกมั พชู าไดร้ บั ผลกระทบอยา่ งรนุ แรง และในเวลา
เดยี วกนั ไดส้ ง่ ผลเปน็ ความเปลยี่ นแปลงภายในตอ่ องคก์ รพระพทุ ธศาสนาเอง ซง่ึ ไดร้ บั
ผลกระทบตอ่ สิ่งที่เกดิ ขน้ึ อยา่ งตอ่ เนื่องจนกระทงั่ ปัจจบุ ัน พร้อมกันนน้ั การทส่ี มเดจ็
พระสังฆราชนงิ เตยี ง มรณภาพ (ค.ศ. 1973) และมจี ำ� นวนจำ� กดั รวมไปถึงการท�ำให้
คณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย หายไปจากแผ่นดินกัมพูชาในช่วงระยะเวลาสั้น แม้กระทั่ง
เปลี่ยนแปลงการปกครองธรรมยุตินิกายก็ไม่ได้รับการฟื้นกลับมา ยังคงมีเพียงคณะ
สงฆน์ กิ ายหลกั ซง่ึ อาจเรยี กวา่ มหานกิ ายกไ็ ด้ หรอื นกิ ายดง้ั เดมิ แตก่ อ่ นการมขี องคณะ
ธรรมยุติก็ได้ ยังเป็นนิกายท่ีสถิตม่ันคงอยู่ในประเทศกัมพูชา ธรรมยุตินิกายอาจ
สูญหายไปและไม่ได้กลับมาอีกเลยในประเทศกมั พชู า
พฒั นาและการก้าวย่างต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างใหม?่
คณะสงฆธ์ รรมยตุ กิ นกิ ายเกดิ ขนึ้ ภายใตส้ ถานการณท์ เี่ ปลยี่ นแปลงขนึ้ ภาย
หลังมีการเลือกตั้ง สถานการณ์ทางการเมืองภายในน่ิงเพียงพอกับการเลือกต้ังในปี
พ.ศ. ๒๕๓๕ หลังจากที่มีสงครามกลางเมืองมาอย่างยาวนาน มีการเลือกตั้งตาม
ระบอบประชาธปิ ไตย มกี ารรอ้ื ฟน้ื สถาบนั กษตั รยิ ภ์ ายใตร้ ฐั ธรรมนญู หลงั จากทถ่ี กู ยก
เลกไปในช่วง พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๒๕๓๕ ท่ีมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบ
72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 185
สาธารณรัฐ มีการปกครองเป็นระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในแบบเขมรแดง เขมร
เฮง สัมรนิ ภายใต้การสนับสนนุ ของเวยี ดนามท่ใี ชแ้ นวทางสังคมนิยมในการปกครอง
ประเทศ สถาบันกษัตริย์หายไป ในส่วนของพระพุทธศาสนาก็เป็นแบบตกเป็นผู้ถูก
กระทำ� ในสมยั เขมรแดงคอมมวิ นสิ ต์ พระพทุ ธศาสนาและพระภกิ ษหุ ายไปจากระบบ
ด้วยเหตุผลในเรื่องของอุดมคติทางการเมืองกับแนวคิดทางการเมืองคนละแนวกัน
มาสมยั หลังรัฐบาลเฮง สัมริน พระพุทธศาสนาและพระสงฆ์อยภู่ ายใตเ้ งอ่ื นไขของรัฐ
มีเพียงนิกายเดียวคือนิกายของรัฐ ที่ต้องสนับสนุนการปฏิวัติของรัฐ ผู้มีอายุ ๕๐ ปี
เท่าน้ันถึงจะบวชได้ และเคยบวชในช่วงก่อนรัฐบาลเขมรแดง หรืออาจเรียกว่าได้ว่า
เป็นนกิ ายใหญ่ จนกระทงั่ มกี ารเปดิ ใหบ้ วชเสรี
ภาพประกอบ 3 สมเดจ็ พระสงั ฆราชสุคนธาธบิ ดี (บวั คลี)่
สมเด็จพระสังฆราชฝา่ ยธรรมยุตนิ ิกาย แหง่ พระราชอาณาจกั รกัมพชู ารูปปจั จบุ ัน
186 ภิ ร ม ย์รตี
คณะสงฆ์ธรรมยุติมีการฟื้นคืนกลับมาอีกคร้ัง มีการบวชที่วัดปทุมวดี ที่มี
การกอ่ ตง้ั และมกี ารบวชเปน็ คณะธรรมยตุ ิ นมิ นตพ์ ระจากประเทศไทย วดั บวรนเิ วศ
มาร่วมอุปสมบทจนกระทั่งปัจจุบัน มีการบวชเป็นคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย และฟื้น
คนื คณะธรรมยุตกิ ลับมาอกี ครงั้ และในเวลาเดียวกนั ได้ขอวัดปทมุ วดี ซ่ึงเป็นวัด
ภาพประกอบ 4 วัดปทุมวดี กลางกรุงพนมเปญ
ศนู ยก์ ลางการบริหารกจิ การพระพุทธศาสนาของคณะสงฆธ์ รรมยุตกิ นิกายในปัจจุบัน
สรปุ
ธรรมยุติกนิกายได้เคยเข้าไปมีอิทธิพลเหนือราชส�ำนักกัมพูชา รวมทั้งเป็น
ช่องทางในการเข้าไปมีอิทธิพลของสยามที่มีต่อราชส�ำนักกัมพูชาในอดีต จนกระทั่ง
ฝรั่งเศสได้ก่อต้ังพุทธศาสนบัณฑิต (Buddhist Institute) เพื่อป้องกันอิทธิพลของ
สยามทม่ี าพรอ้ มกบั พระพทุ ธศาสนาโดยเฉพาะธรรมยตุ นิ กาย ซงึ่ นยั หนงึ่ เปน็ การสรา้ ง
การมีส่วนร่วมทางการเมืองกับราชส�ำนักสยามกับราชส�ำนักกัมพูชา ซ่ึงได้มีอิทธิพล
เหนอื ราชสำ� นกั และมพี ฒั นาการรว่ มกบั สงั คมกมั พชู ามาตลอดระยะเวลาในชว่ งแรก
และถูกเรื้อฟื้นยกกลับมาในสังคมกัมพูชาภายหลังสถานการณ์ทางการ ในช่วงหลัง
พ.ศ. ๒๕๓๕ - ปัจจุบัน (๒๕๖๐) โดยมีรูปแบบการปกครองคล้ายกันภายใต้กฎหมาย
คณะสงฆ์ และใช้การปกครองคณะสงฆ์เป็นฐานในการบริหารจัดการและพัฒนาจน
กระท่งั ปจั จบุ นั
72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 187
เอกสารอ้างองิ
เดวดิ พี แชนด์เลอร.์ ประวตั ศิ าสตร์กัมพชู า. แปลโดย พรรณงาม เงา่ ธรรมสาร สดใส ขัน
ติวรพงศ์ และวงเดือน นาราสัจจ์. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโครงการต�ำรา
สังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์, 2546.
ธบิ ดี บัวค�ำศรี. ประวตั ิศาสตรก์ ัมพชู า. กรุงเทพมหานคร : เมืองโบราณ, 2555.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ ัว. พระนคร : ครุ สุ ภา,2516.
พระเจ้าทิพากรวงศ์, พระราชพงศาวดารกรุงรตั นโกสนิ ทร์ เล่ม 1 (รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4),
พระนคร : กรมศลิ ปากร,2505.
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั , พระราชหตั ถเลขาพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้
เจา้ อยู่หวั ,
ศานติ ภักดีค�ำ,ความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างสยามสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับกรุงกัมพูชา”, ในวารสาร สงขลานครินทร์ ฉบับ
สงั คมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศ์ าสตร์ ปที ่ี 18 ฉบบั ที่ 3 ก.ค. - ก.ย. 2555 หนา้ 3 - 19]
ธิบดี บัวค�ำศร.ี ประวัติศาสตรก์ ัมพูชา. กรงุ เทพมหานคร : เมืองโบราณ, 2555.
พระอธกิ ารเกียรติศักดิ์ กติ ฺตเิ มโธ (2553), การศึกษาวเิ คราะห์บทบาทของพระบาทสมเด็จ
พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวในการท�ำนุบ�ำรุงพระพุทะศาสนา. วิทยานิพนธ์พุทธ
ศาสตรมหาบณั ฑติ (พระพทุ ธศาสนา). บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราช
วิทยาลัย.
พระศรธี าตุ สงิ่ หป์ ระทมุ ,มณมี ยั ทองอย,ู่ ดารารตั น์ เมตตารกิ านนท.์ (2553) การเปลย่ี นแปลง
ทาการเมอื งและพระพทุ ธศาสนาสมยั สงั คมนยิ มในลาว วารสารลมุ่ แมน่ ำ�้ โขง 6
(3) : 73 - 96 http://mekongjournal.kku.ac.th/Vol06/Issue03/04.pdf
สพุ ตั รา ทองกลม. (2556). การศกึ ษาวดั ธรรมยตุ กิ นกิ ายในจงั หวดั อบุ าลราชธาน.ี วทิ ยานพิ นธ์
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม). บัณฑิต
วิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปากร.http://www.thapra.lib.su.ac.th/
objects/thesis/fulltext/thapra/Supattra_Tongklom/Supattra_
Tongklom_abstract.pdf
ชุมพล เลิศรัฐกาล. (2536). กัมพูชาในการเมืองโลกบทบาทเจ้าสีหนุกับสังครามและ
สันตภิ าพ. กรงุ เทพฯ : ธญั ญาพับลิเคช่นั .
188 ภิ ร ม ย์รตี
นภดล ชาติประเสริฐ. (2540). เจ้านโรดมสีหนุกับนโยบายความเป็นกลางของกัมพูชา.
ปทมุ ธานี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
พระไพศาล วิสาโล. (2552). พทุ ธศาสนาไทยในอนาคต : แนวโนม้ และทางออกจากวิกฤต.
กรงุ เทพฯ : มลู นิธิโกมลคมี ทอง.
โรงเรยี นสงฆล์ าว :
มองผา่ นการศกึ ษาและการแสวงหาโอกาสในชีวติ
สามเณร จากเมืองแก่นท้าวถึงหลวงพระบาง
ธชั วรรธน์ หนแู ก้ว1
เกริ่นคำ�
“เขาบอกวา่ ในอเมรกิ า ถา้ พยายามกจ็ ะประสบความสำ� เรจ็ กน็ า่ จะจรงิ แต่
คงไม่เสมอไป เณรอยากถามว่า ถา้ เป็นท่ีลาวแล้ว จะจรงิ เหมอื นกนั หรือเปล่า...” (มติ
ชนออนไลน์) ค�ำถามน้ีเป็นค�ำพูดของสามเณรแสงดาว อุดมสิน สามเณรวัย 18 ปี
บุคคลเป็นที่รู้จักกันดีในสังคมลาวในปีที่โอบามามาเยือนลาวอย่างเป็นทางการ ใน
เดอื นกนั ยายน พ.ศ. 2559 อา้ ยจวั 2 หรอื สามเณรแหง่ หลวงพระบาง หลงั พลาดโอกาส
ไดพ้ บกบั ผนู้ ำ� สงู สดุ ของอเมรกิ าผทู้ เ่ี ปน็ แรงบนั ดาลใจในการเรยี นภาษาองั กฤษตลอด
สองปีที่ผ่านมา จึงได้เขียนจดหมายไปถึงโอบามา จนได้รับตอบกลับมาจาก
ประธานาธิบดีโอบามา กลายเป็นท่ีโด่งดังในหน้าข่าวของลาว โดยโอบามาตอบ
จดหมายใหก้ ำ� ลงั ใจใหส้ ามเณรมงุ่ มนั่ ทำ� ความฝนั ใหเ้ ปน็ จรงิ ตอ่ ไป และไมล่ มื การอทุ ศิ
ตนเพื่อปรับปรุงชีวิตท้ังของตนเองและผู้อื่นให้ดีขึ้นในอนาคต ดังนั้น จดหมายถึงโอ
บามาของจัวลาวท่านน้ี นับเป็นการสะท้อนสังคมแห่งการเรียนรู้และการแสวงหา
1 อาจารยป์ ระจ�ำสำ� นกั วชิ าศึกษาทั่วไป มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี
2 จวั เป็นการเรยี กสามเณรในสงั คมลาวมอี ายุระหว่าง 10-20 ปี ส่วน “จัวน้อย” หมายถงึ เณรตวั เล็กอายุ
ประมาณ 6-14 ปี “สว่ นอ้ายจัว” หมายถงึ สามเณรใหญ่อายุประมาณ 15 ปขี ึ้นไป
190 ภิ ร ม ย์รตี
โอกาสของพลเมอื งลาวทต่ี อ้ งตอ่ สเู้ พอื่ ใหไ้ ดช้ วี ติ ทด่ี ขี น้ึ กระตนุ้ เตอื นใหส้ ามเณรทถ่ี อื วา่
เป็นคนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ได้มีทางเลือกให้ตนเองได้มีความฝันที่จะต่อสู้
แสวงหาทางกา้ วหน้าเหมอื นสามเณรแสงดาวที่มีโอบามาเปน็ แรงบนั ดาลใจ
การอาศัยศาสนาพทุ ธในลาว เพอื่ การปฏิบตั ธิ รรมและการศกึ ษาเปน็ จารตี
ทมี่ มี านาน เหมอื นกบั พระสงฆแ์ ละสามเณรในสงั คมไทย เพราะเปน็ พทุ ธศาสนาแบบ
เถรวาทคล้ายกัน ศาสนาพุทธมีการปลูกฝังให้เช่ือเรื่องบุญบาปและการสร้างวัดวา
อาราม ทำ� ใหเ้ กดิ มปี ระเพณกี ารบวชเรยี นจำ� นวนมากเหมอื นเชน่ ในประเทศไทย การ
นิยมสร้างวัดในอดีต โดยเฉพาะในเมืองหลวงพระบางมีวัดจ�ำนวนมาก กล่าวกันว่า
กอ่ นการถกู ทำ� ลายจากพวกฮอ้ ครงั้ หลงั สดุ มกี ารกลา่ วถงึ วดั ในหลวงพระบางมากกวา่
200 แห่ง ซึ่งเป็นจ�ำนวนมากเม่ือเทียบกับพื้นที่และจ�ำนวนคนที่จะอุปถัมภ์ศาสนา
พทุ ธศาสนาในลาวมคี วามเขม้ แขง็ ทางวฒั นธรรมและมอี ทิ ธพิ ลตอ่ คนสว่ นใหญใ่ นชวี ติ
ประจ�ำวันของชาวลาว มาเป็นเวลาอันยาวนานหลายศตวรรษ ชาวลาวมีประเพณี
ตักบาตรในตอนเช้าแล้วจึงน�ำอาหารตามไปที่วัด เป็นภาพลักษณ์ท่ีแสดงออกของ
ประเพณพี ธิ กี รรมแบบพทุ ธศาสนาของชาวบา้ นทส่ี ำ� คญั นบั เปน็ มรดกอนั สบื เนอื่ งแหง่
วิถีวัฒนธรรมที่งดงามของเมืองลาว
ในเน้ือหาหลักของบทความนี้ต้องการน�ำเสนอเร่ืองราวชีวิตของสามเณร
หรือจัวลาว เป็นบุคลากรทางศาสนากลุ่มหนึ่งท่ีมีความส�ำคัญจากการได้พบระหว่าง
การส�ำรวจเส้นทางการท่องเท่ยี ว “โครงการการวจิ ยั เร่อื ง “ศักยภาพทรัพยากรการ
ท่องเท่ียวพื้นท่ี ท่าลี่ - หลวงพระบาง” ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 ในความรับ
ผิดชอบของศูนย์การเรียนรู้พุทธศิลป์ถิ่นอีสาน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี การ
ส�ำรวจนอกจากได้พบผู้คน สายน้�ำ วัดวาอารามแล้ว สิ่งท่ีขาดไม่ได้ในสังคมลาวคือ
พระสงฆ์และสามเณรน้อย เป็นภาพจ�ำท่ีเห็นตลอดเส้นทางของการเดินทาง ผู้เขียน
จงึ เลอื กศกึ ษาโรงเรยี นสงฆล์ าวผา่ นชวี ติ ของสามเณรลาวโดยใหน้ ำ�้ หนกั กบั การดนิ้ รน
ผา่ นการศกึ ษาเลา่ เรยี นของเหลา่ สามเณรทถี่ อื วา่ เปน็ กลมุ่ ทดี่ อ้ ยโอกาสทางการศกึ ษา
โดยรฐั จดั สวสั ดกิ ารใหไ้ มท่ ว่ั ถงึ จงึ ตอ้ งแสวงหาทางเลอื กหรอื โอกาสในการยกระดบั ทาง
สังคมให้กับตนเองผ่านการศึกษาเล่าเรียนในรูปแบบโรงเรียนสงฆ์ซ่ึงถือว่ามีความ
พรอ้ มในการจัดการศกึ ษานอ้ ยกวา่ โรงเรยี นปกตทิ ี่รฐั จดั ให้
72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 191
บทความนไ้ี ดแ้ บง่ ออกเปน็ 3 หวั ขอ้ ใหญๆ่ คอื 1) ความเปน็ มาและโครงการ
สรา้ งการบรหิ ารของพระสงฆล์ าวในปจั จบุ นั 2) ระบบการศกึ ษาของโรงเรยี นสงฆล์ าว
และ 3) รูปแบบและชีวติ การเปน็ อยู่ของเหลา่ สามเณรลาว
1. ความเป็นมาและโครงสร้างการปกครองของคณะสงฆ์ลาว
พทุ ธศาสนาเถรวาทแพรเ่ ขา้ สอู่ าณาจกั รลาวลา้ นชา้ ง (ประเทศลาว) ในสมยั
เจ้าฟา้ งมุ่ (ครองราชย์ ค.ศ. 1353 - 1373) พระองคท์ รงเป็นเอกอคั รศาสนูปถมั ภกได้
ยกยอพระพุทธศาสนาให้เป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวของประชาชน พุทธศาสนาได้เป็น
ศาสนาประจำ� ชาตแิ ละมอี ทิ ธิพลต่อสถาบันทางการเมอื ง วถิ ชี วี ติ ทางเศรษฐกิจสังคม
และวฒั นธรรมประเพณขี องประชาชนลาวตอ่ มาหลายศตวรรษ (หอมหวล บวั ระภา,
วารสารสังคมลุ่มน�้ำโขง, 2553 : 76) อทิ ธพิ ลของพทุ ธศาสนาจากบทบันทึกของออง
รี มโู อต์ เมอ่ื เดินทางไปถงึ เมืองหลวงพระบางใน พ.ศ. 2404 เม่อื ได้เห็นพระสงฆ์ลาว
เขาได้กล่าวว่า พระสงฆ์ลาวพร�่ำสวดมนต์อยู่ในวัด ตั้งแต่เช้าจนค่�ำอย่างต่อเนื่อง ส่ง
เสียงดังน่ากลัว นีเ่ ปน็ หลกั ประกันอยา่ งแนน่ อนวา่ พวกเขาควรจะไดต้ รงไปสสู่ วรรค”์
(แม่น�้ำโขง ณ นครพนม,2552: 196) นับว่าเป็นภาพลักษณ์ของศาสนาที่มีความ
เคร่งครัดต่อการปฏิบัติธรรมทางศาสนาต่อสายตาชาวต่างชาติต่างศาสนาเป็นที่
ประจักษ์ เกี่ยวกับพทุ ธศาสนาทีม่ ีคณุ ค่าอยู่ในสังคมลาว
ก่อนเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองราชอาณาจักรลาวเป็น สปป. ลาว
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 โครงสร้างคณะสงฆ์ลาวด�ำเนินการปกครองโดยมีสมเด็จพระ
สงั ฆราชเป็นองคป์ ระมขุ ผูบ้ ริหารมสี ังฆนายกและสงั ฆมนตรวี ่าการองคก์ ารปกครอง
องค์การศกึ ษา องค์การเผยแผ่ และองค์การปฏิสงั ขรณ์ ต่อมาปี ค.ศ. 1959 ได้ยุบเลกิ
องค์การสงฆ์แบบนี้แล้วตั้งที่ปรึกษาสงฆ์ 4 องค์แทน นอกจากนั้นก็มีเจ้าคณะแขวง
เจา้ คณะเมอื งเจา้ คณะตาแสง และเจา้ อธกิ ารวดั และกำ� หนดขนั้ ยศ (สมณะศกั ด)ิ์ ของ
พระภกิ ษเุ ปน็ 6 ชน้ั คอื 1. พระยอดแกว้ (สมเดจ็ พระสงั ฆราช) 2. พระลกู แกว้ (สมเดจ็
พระราชาคณะ) 3. พระหลักคำ� (พระราชาคณะ) 4. พระครู (มีพรรษาครบ 10 แลว้ )
5. พระซา (มพี รรษา 5 ขึ้นไป) และ 6. พระสมเดจ็ (มพี รรษา 3 ขึน้ ไป) (หอมหวล บวั
ระภา, 2553:76)
192 ภิ ร ม ย์รตี
ในชว่ งการเปลย่ี นแปลงเปน็ คอมมวิ นสิ ต์ รฐั บาลลาวพยามควบคมุ พระสงฆ์
สามเณรให้อยู่ในกรอบอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในการสร้างชาติสังคมนิยมโดยเฉพาะ
ช่วงสี่ปแี รก มีการปฏิรูปองค์กรสงฆ์ใหม่ ตงั้ แต่ 2 ธนั วาคม 2518 การปฏริ ปู ในสว่ น
ของบา้ นเมอื ง มกี ารปรบั เปลยี่ นองคก์ รอสิ ระอนื่ ใหม้ าเปน็ แบบสหกรณเ์ พอ่ื ทรี่ ฐั จะได้
ควบคุมได้และมีการเก็บส่วนเกินเข้ามาสู่รัฐโดยไม่มีต่อต้าน นอกจากด้านการเมือง
การปกครองและวิถีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เฉพาะองค์กรทางด้านสถาบัน
ศาสนากไ็ ดร้ บั การปรบั ปรงุ โครงสรา้ งการบรหิ าร ปกครองของคณะสงฆด์ ว้ ย ดงั นี้ 1).
ได้ปฏิรูปยกเลิกโครงสร้างการบริหาร การปกครองของคณะสงฆ์ในแบบเก่า องค์กร
สูงสุดในดา้ นการบริหารและผนู้ �ำของคณะสงฆ์ลาว ได้แกม่ หาเถรสมาคมซง่ึ ประกอบ
ด้วย สมเด็จพระสังฆราช และพระราชาคณะอาวุโสจ�ำนวนหนึ่งได้รับถูกแทนท่ีด้วย
คณะกรรมการชดุ หนงึ่ ซง่ึ มหี นา้ ทด่ี แู ล และดำ� เนนิ การจดั ตง้ั ปกครองและบรหิ ารสงฆ์
ในรปู แบบใหม่ โดยรวมเอาธรรมยตุ นิ กิ ายและมหานกิ ายเขา้ ดว้ ยกนั เรยี กวา่ พระสงฆ์
ลาว 2).พรรคประชาชนปฏวิ ตั ลิ าวจดั ใหม้ กี ารประชมุ อบรมสงั่ สอนทางการเมอื งสำ� รบั
พระภิกษุสามเณรอย่างสม่ําเสมอ เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์สังคมนิยม พระสงฆ์ควรจะ
ได้รับรู้แนวคิดมาร์กซ - เลนิน เพ่ิมเติม เพื่อน�ำไปใช้ในการเทศน์แก่ประชาชนให้รับรู้
แนวความคิด และนโยบายของรัฐบาลด้วย 3). การใชว้ ิธกี ารประนปี ระนอมในการใช้
พทุ ธศาสนาเพอื่ สรา้ งความชอบธรรมใหก้ บั รฐั บาล สปป. ลาว โดยรฐั บาลใหมจ่ งึ มอบ
หมายงานด้านการพฒั นาประเทศให้กับพระสงฆ์เพ่อื ไปปฏิบตั ิ รัฐได้ต้งั โรงเรยี น และ
วิทยาลัยเทคนิคส�ำหรับพระสงฆ์ เพื่อฝึกอบรมความรู้ด้านยาสมุนไพรพ้ืนบ้าน ด้าน
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ตลอดจนดา้ นวทิ ยาศาสตรส์ งั คม (ธติ วิ ฒุ ิ หมน่ั ม.ี ออนไลน์
.11 กรกฎาคม 2561.)
สำ� หรบั โครงสรา้ งการจดั ตงั้ ของพระสงฆต์ ามธรรมนญู ปกครองสงฆล์ าว ค.ศ.
2004 ( พ.ศ. 2547) ได้มีองค์กรเป็นของตนเองชื่อว่า “องค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์
ลาว” (อ.พ.ส.) มีพระมหางอน ด�ำรงบุน เป็นประธานสงฆ์ลาว เข้าพิธีฮดสง3เป็น
3 พิธีมหาเถราภิเษก หรือพิธีฮดสง เป็นพิธีกรรมแต่โบราณด้ังเดิม ของชาวพุทธลาว โดยมหาชนไม่ว่าจะ
ชนชั้นฐานะใด จะน�ำเคร่อื งสกั การะบชู ามาถวายแดพ่ ระภิกษทุ เ่ี ป็นท่ีนับถอื สูงสดุ ของบา้ นเมือง แลว้ รด
สรงน�ำ้ แสดงความเคารพและถือว่าไดต้ ัง้ พระภกิ ษอุ าวโุ สรปู น้ันใหเ้ ปน็ ท่ีมหาเถระผ้ใู หญใ่ นบ้านเมอื ง
72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 193
สงั ฆนายกปกครองสงฆล์ าวอย่างเปน็ ทางการ ในเดอื นกุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2560 ทผี่ ่าน
มา โดยพระมหางอน ด�ำรงบนุ เป็นเจ้าอาวาสวดั ไซยะพมุ แขวนสะหวนั นะเขต เป็น
มหาเถระลำ� ดับทส่ี องตามล�ำดบั อาวโุ สพรรษา สภาสงฆ์แห่ง สปป.ลาว จงึ มมี ตเิ ลือก
ตงั้ ตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ ใหม้ อี ำ� นาจก�ำกับดูแลและประสานงานสงฆ์ทงั้ ปวง
บนแผ่นดินลาวตงั้ แต่เดือนมกราคม 2559 พระมหางอน เปน็ ประธาน อ.พ.ส. ล�ำดบั
ท่ี 5 แห่งการปกครองระบบใหม่ มีวาระด�ำรงต�ำแหน่งครั้งละ 5 ปี แต่ถ้ากองการ
ประชุมประจ�ำปีของคณะสงฆ์ท่ัวประเทศเห็นสมควร ก็สามารถด�ำรงต�ำแหน่งไปได้
เรอื่ ยๆ ซง่ึ แตกตา่ งจากระบอบสงั ฆราชแหง่ ราชอาณาจกั รลา้ นชา้ งรม่ ขาวเดมิ ตามคำ�
ปรารภในกฎหมายคณะสงฆ์ลาว ว่า “พุทธศาสนาจะแยกออกจากชาติมิได้ พุทธ
ศาสนาต้องยังประโยชน์ให้แก่ชาติและประชาชนบรรดาเผ่า” (ธีรภัทร เจริญสุข.
ออนไลน.์ 15 กุมภาพันธ์ 2560)
โครงสรา้ งคณะสงฆล์ าวตามการจัดตง้ั พ.ร.บ. คณะสงฆใ์ หม่
รูป 1: ทม่ี า แผนผัง หนงั สอื พระพุทธศาสนาในลาวของพระมหาดาวสยาม ปัญญาวชโิ ร
194 ภิ ร ม ย์รตี
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพระสงฆ์ดังกล่าว ท�ำให้สถิติจ�ำนวนพระสงฆ์
สามเณรลาวก่อนเปล่ียนแปลงการปกครอง คือในปี ค.ศ. 1972 มีพระภิกษุสามเณร
ทง้ั หมด 18,224 รปู มวี ดั 2,108 วดั และประชากรทงั้ หมด 3,450,000 คน เมอื่ เปรยี บ
เทยี บในปี ค.ศ. 1987 ภายหลงั เปลย่ี นแปลงการปกครอง มพี ระภกิ ษสุ ามเณรทง้ั หมด
15,000 รปู ซึง่ ลดลง 3,224 รปู แต่จ�ำนวนวัด และประชากรรวมเพิม่ ข้ึน เมื่อเปรียบ
เทียบในปี ค.ศ. 2008 มีจำ� นวนภกิ ษสุ ามเณรเพ่ิมขนึ้ เป็น19,759 พร้อมทั้งมวี ดั และ
ประชากร เพม่ิ ขน้ึ เปน็ จำ� นวนมาก4 ดงั นน้ั จะเหน็ ไดว้ า่ โครงสรา้ งองคก์ รปกครองสงฆ์
ลาวแมไ้ มไ่ ด้ถกู ทำ� ลายลงไปเหมอื นระบบกษัตริย์ แตไ่ ด้ถูกเปล่ียนแปลงให้อ่อนแอมา
ตง้ั แตส่ มยั ฝรง่ั เศสปกครอง และเมอื่ กลายเปน็ คอมมวิ นสิ ตจ์ งึ ถกู รอื้ สรา้ งใหมท่ ำ� ใหพ้ ระ
สงฆ์ต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทไปตามอุดมการณ์ทางการเมืองเพ่ือความอยู่รอด และ
ส่วนหนึ่งไดห้ นอี อกนอกประเทศ จงึ ท�ำให้จำ� นวนพระสงฆล์ าวได้ลดจำ� นวน
ในประเดน็ เรอ่ื งโครงสรา้ งของการปกครองคณะสงฆล์ าว ทำ� ใหเ้ หน็ วา่ คณะ
สงฆม์ ีจ�ำนวนค่อยๆ เพม่ิ จ�ำนวน การผ่านการปรบั เปลย่ี นรูปแบบในสมยั คอมมิวนิสต์
ในยุคเร่ิมต้นท�ำให้พระสงฆ์ลาวเป็นเอกภาพมากขึ้น และสามารถท�ำงานด้วยกันได้
อย่างราบร่ืนเพราะไม่ได้แบ่งเป็นนิกายย่อยเหมือนอย่างไทย ท้ังนี้การท�ำตามแนว
นโยบายอดุ มการณข์ องรฐั ทม่ี ลี กั ษณะผอ่ นคลายกบั การควบคมุ คณะสงฆล์ าว ทำ� ใหม้ ี
พระสงฆ์ลาวได้ต้ังใจท�ำงานเพื่อศาสนามากขึ้น และได้พระสงฆ์ท่ีมีคุณภาพ ตาม
นโยบายแนวลาวสรา้ งชาติ
2. ระบบการศึกษาของโรงเรียนสงฆ์ลาว และภายหลงั สำ� เร็จการศึกษา
โรงเรียนสงฆ์ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีความส�ำคัญต่อพุทธศาสนาในลาว
4 จากหนังสอื พระพทุ ธศาสนาในลาวของพระมหาดาวสยาม ปัญญาวชโิ ร ในปี พ.ศ. 2554 มีอพส.ทงั้ หมด
ทวั่ ประเทศ 4,559 รปู โดยเปน็ กรรมการศูนย์กลางอพส. 85 รปู ชน้ั แขวง นครหลวง 170รปู ชั้นเมอื ง
452 รปู ชัน้ วัด/บ้าน 3,860 รปู มีพระสงฆ์สามเณร ทง้ั หมด 24,253 รูป แบ่งเป็นพระสงฆ์ 9,582 รปู
สามเณร 14,671 รูป พ่อขาว (อุบาสกรกั ศีล 8) 13คน แม่ขาว (อบุ าสิการกั ษาศลิ 8) 478 คน สังกรีวัด
(ศษิ ย์วัด) 539 คน มวี ัดทัง้ หมด 4894 วดั วัดทม่ี ีพระสงฆ์อาศยั 3860 วดั วัดร้าง 1,038 วดั และในปี
พ.ศ. 2560 พระมหาเวท เมศนยั รองประธานศนู ยก์ ลางองคก์ ารพระพทุ ธศาสนาสมั พนั ธล์ าว ไดร้ ายงาน
จ�ำนวนวดั มี 4,884 วดั แบ่งเปน็ วัดท่มี พี ระสงฆจ์ �ำพรรษา 4,134 วัด และวัดรา้ ง 750 วัด มพี ระสงฆ์
สามเณรประมาณ 35,000 รูป (เดลินิวส์ ออนไลน์ จากhttps://www.dailynews.co.th/educa-
tion/622969 สืบค้น จันทร์ที่ 22 มกราคม 2561 )
72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 195
มายาวนาน เปน็ ทป่ี ลกู ฝงั อดุ มการณท์ างพทุ ธศาสนาและสรา้ งผลผลติ ทม่ี คี ณุ ภาพจาก
การศึกษาผ่านโรงเรียนสงฆ์ทั่วประเทศ สปป.ลาว จ�ำนวนมากนับแต่อดีตมาแล้ว
บทบาทของโรงเรยี นสงฆไ์ ดส้ รา้ งทง้ั บคุ ลากรใหก้ บั ศาสนาและเปน็ ทรพั ยากรบคุ คลที่
มีความรู้ให้กับสังคม เช่นบทบาทเป็นข้าราชการ นักการเมืองและประชาชนทีมี
คณุ ภาพ หลายคนมีเสน้ ทางผา่ นการศึกษาในระบบโรงเรยี นสงฆม์ ากอ่ น
รูป 2 : ครใู หญโ่ รงเรยี นสงฆ์มัธยมตอนต้น รูป 3 : ห้องเรยี นส�ำหรบั นกั เรยี น
เมืองแก่นท้าว มัธยมช้ันปที ี่ 3
การจดั การศกึ ษาของสงฆล์ าว จดั ตามการศกึ ษาในระบบสามญั ของรฐั หลงั
จากปฏวิ ตั คิ อมมวิ นสิ ต์ 2518 โรงเรยี นสงฆล์ าว มกี ารสอนทงั้ ระดบั ประถมศกึ ษา และ
มธั ยมศกึ ษา จนถงึ ระดบั มหาวทิ ยาลยั โดยมี 2 หลกั สตู รเคยี งคกู่ นั ไป คอื หลกั สตู รสาย
สามัญและสายพระปริยัติธรรม ซ่ึงสายสามัญได้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร
196 ภิ ร ม ย์รตี
การเรยี นตามทก่ี ระทรวงศกึ ษาธกิ ารกำ� หนด สว่ นสายพระปรยิ ตั ธิ รรม ไดจ้ ดั การเรยี น
การสอนตามหลกั สตู รการเรยี นตามทคี่ ณะศกึ ษาสงฆศ์ นู ยก์ ลางกำ� หนด ขณะเดยี วกนั
คณะศึกษาสงฆ์ศูนย์กลางยังได้ก�ำหนดให้วัดท่ีมีความพร้อมท้ังท้ังทุนทรัพย์และครู
อาจารยจ์ ดั การเรยี นการสอนโดยแยกการเรยี นการสอนจากสายสามญั ซง่ึ มหี ลกั สตู ร
การเรยี น 3 ขนั้ คอื นักธรรมข้ันปที ่ี 1 ขั้นปที ่ี 2 และขน้ั ปีท่ี 3ในข้นั แรกของระบบการ
ศึกษาสงฆ์ได้ก�ำหนดให้พระสงฆ์เรียนสวด เทศน์หนังสือลาวและหนังสือธรรมให้ได้
กอ่ น หลงั จากนน้ั จงึ อนญุ าตใหเ้ รยี นตามหลกั สตู รในปี ค.ศ. 2009 - 2010 (พระศรธี าตุ
ศรีประทุม และคณะ. วารสารสังคมล่มุ นํา้ โขง 2553 : 92) ข้อมูลจากศกึ ษาของหอม
หวล บวั ระภา ไดก้ ลา่ วถงึ การศึกษาของสงฆล์ าวไวว้ า่ โรงเรียนสงฆล์ าวไดอ้ นวุ ตั ติ าม
นโยบายการศึกษาของชาติ คือ โรงเรียนท่ัวประเทศลาวได้เข้าสู่ระบบใหม่ตามแผน
ปฏริ ปู การศกึ ษา กลา่ วคอื ตง้ั ปี 2553 การสามญั ศกึ ษาลาวจะเขา้ หลกั สตู ร 12 ปี แทน
หลักสูตรท่ีเคยเรียนเพียง 10 ปี ด้วยระบบ 5 - 3 - 2 เปล่ียนเป็น 12 ปี ด้วยระบบ
5 - 4 - 3 ดังน้ัน คณะสงฆ์ลาวได้จัดให้สอดคล้องกับการศึกษาของชาติ คือ ประถม
ปลาย คอื ป.3 - ป.4 - ป.5 ระดบั มธั ยมตน้ 4 ระดบั คอื ม.1 - ม.2 - ม. 3 - ม.4 และระดบั
มธั ยมปลาย 3 ระดับคอื ม.5 - ม.6 - ม.7 (หอมหวล บัวระภา, สารมติ รภาพไทย - ลาว.
2552 : 50)
อยา่ งไรกต็ าม การเรยี นของสามเณรนน้ั บางพน้ื ทม่ี สี ามเณรสามารถไปเรยี น
ปะปนกับเด็กชาวบ้านด้วยทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาได้ จากสถิติวัดทั่ว
ประเทศมโี รงเรยี นสงฆท์ งั้ หมด 58 แห่ง ในน้ันมโี รงเรยี นประถมศึกษาสงฆ์ 11 แหง่
โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาสงฆต์ อนตน้ 34 แหง่ โรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาสงฆต์ อนปลาย 11 แหง่
และวิทยาลยั สงฆ์ 2 แห่ง มคี รอู าจารย์สอนทั้งหมด 657 รูป/คน มีครพู ระสงฆ์ 253
รูป และครูฆราวาส 404 คน และมีนักเรียนนักศึกษาสงฆ์ทั้งหมด 6,974 รูป (พระ
ศรีธาตุ ศรีประทุม และคณะ, วารสารสงั คมลุ่มนํ้าโขง. 2553 : 92)
ส่วนการเก็บค่าเล่าเรียนส�ำหรับโรงเรียนสงฆ์ เมื่อ 10 ปีก่อน ค่าเล่าเรียน
เพียง 3,5000 กบี หรอื ประมาณ 140 บาท ตอ่ ปี (ศุภชัย สงิ ห์ยะบศุ ย,์ 2549 .44) ซง่ึ
ปจั จบุ นั นก้ี ย็ งั อยรู่ ะหวา่ ง 50,000 - 100,000 กบี หรอื คดิ เปน็ เงนิ ไทยไมเ่ กนิ 400 บาท
ค่าเล่าเรียนดังกล่าวนับว่าเป็นค่าเรียนท่ีไม่สูงเลย แต่หากครอบครัวจากชนบทลาวก็
72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 197
ยังถือว่าเป็นจ�ำนวนท่ีหาได้ยาก อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายในการบริหารการศึกษาของ
โรงเรียนสงฆ์ต้องอาศัยการอุดหนุนจากรัฐเป็นส่วนใหญ่ และความจริงแล้วทางวัดก็
จะเปน็ ฝ่ายจ่ายใหก้ บั สามเณรในสว่ นของคา่ เลา่ เรยี นต่อปสี ว่ นน้ี เชน่ ทโี่ รงเรียนสงฆ์
วดั ผาโอ เมอื งหลวงพระบางทมี่ จี ำ� นวนมากถงึ 400 รปู วดั กจ็ า่ ยในสว่ นนใี้ ห้ (พระทอง
พรมมะลี, สัมภาษณ์) ดังน้ัน การจา่ ยค่าเทอมจำ� นวนนอ้ ยนจี้ งึ นบั เปน็ การเปดิ โอกาส
ใหเ้ ดก็ จากครอบครวั ยากจนตามชนบทหา่ งไกลมคี วามสามารถทจี่ ะจา่ ยไดด้ ว้ ยตนเอง
และเปน็ ปัจจัยหน่งึ ทที่ �ำให้พอ่ แมจ่ ากถิ่นหา่ งไกล ตัดสนิ ใจนำ� เอาลกู ชายตวั เองเขา้ มา
บวชเป็นจัวน้อย ด้วยต้องการให้ลูกตนเองมีการศึกษาในระบบท่ีสูงขึ้น ดังนั้นในลาว
จงึ เหน็ ภาพของสามเณรตวั นอ้ ยอายรุ ะหวา่ ง 12 - 16 ปจี ำ� นวนมากกวา่ พระสงฆอ์ ยา่ ง
ชดั เจน ซงึ่ ตา่ งจากประเทศไทยจะเหน็ จำ� นวนพระสงฆท์ ม่ี อี ายมุ ากแลว้ อยตู่ ามวดั เปน็
ส่วนมากกวา่ สามเณร หากไม่ใชส่ �ำนักเรยี นเฉพาะ
การลงสำ� รวจพน้ื ทผี่ เู้ ขยี นไดส้ มั ภาษณก์ บั อาจารยเ์ วยี งทอง ตำ� แหนง่ อาจารย์
ใหญโ่ รงเรยี นสงฆ์ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้นตั้งอยู่ท่ีวัดจอมแจง้ เมืองแก่นทา้ ว แขวง
ไซยะบุรี โรงเรียนแห่งนส้ี อนระดับมัธยมตอนต้น ม.1 - ม. 4 ทนี่ มี้ คี รูอยู่ 11 ทา่ น เปน็
ทง้ั ฆราวาสและพระสงฆ์ และมีนกั เรียนสามเณรประมาณ 90 รูป ถือว่าเปน็ โรงเรยี น
สงฆข์ นาดเลก็ ในเมอื งแกน่ ทา้ ว โรงเรยี นยงั ขาดแคลนอปุ กรณก์ ารเรยี น สภาพโรงเรยี น
เปน็ ตกึ หลงั เดยี ว สองชนั้ ปรบั ปรงุ จากกฏุ สิ งฆม์ าเปน็ โรงเรยี น จากการสงั เกตหอ้ งเรยี น
ช้ันล่างของช้ัน ม. 3 เป็นพ้ืนท่ีเก็บของท่ีใช้เป็นห้องเรียน การสอนของครูฆราวาสผู้
สอนใช้การบรรยายให้นักเรียนสามเณรจดไปตามที่ตนสอน โรงเรียนสงฆ์แห่งนี้เป็น
โรงเรยี นอยภู่ ายใตก้ ารดแู ลของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร เปน็ หลกั สตู รโรงเรยี นปรยิ ตั ธิ รรม
สามญั คอื การผสมผสานทงั้ เรยี นธรรมและเรยี นฝา่ ยสามญั ดว้ ย จบการศกึ ษาออกมา
สามารถไปเรียนต่อยังสถาบันที่สูงข้ึนทุกแห่งเหมือนการศึกษาของรัฐอ่ืนท่ัวไป ส่วน
ใหญ่ของสามเณรมาจากชนบทห่างไกลมาอาศัยตามวัดต่างๆ ในเมืองแก่นท้าวไม่ได้
ประจำ� อยวู่ ดั นแี้ หง่ เดยี ว เณรจะกระจายตามวดั ตา่ งๆ เพราะวดั ทมี่ โี รงเรยี นไมส่ ามารถ
รองรบั จ�ำนวนสามเณรไดท้ ้ังหมด
ส�ำหรับโรงเรียนสงฆ์หลวงพระบาง เป็นเมืองใหญ่และมีพระสงฆ์และ
สามเณรจ�ำนวนมากทีเ่ ลือกเส้นทางการเขา้ มาบวชเรียน การได้ส�ำรวจหลวงพระบาง
198 ภิ ร ม ย์รตี
และสัมภาษณ์พระทอง พรมมะลี ได้ข้อมูลเพิ่มเติมคือ แต่เดิมนครหลวงพระบางมี
โรงเรียนสงฆห์ ลวงพระบาง ๑ แห่ง แต่แยกทต่ี ั้งเปน็ ๓ วัด คอื โรงเรยี นวดั มะโน สอน
ในระดบั ประถมศกึ ษา ๒) โรงเรยี นวดั สบ ตงั้ อยฝู่ ง่ั ตะวนั ตกของถนนสกั กะรนิ ทร์ สอน
เฉพาะมธั ยมศึกษาตอนปลาย และ ๓). โรงเรียนวดั สีพทุ ธบาท เปน็ ทตี่ ัง้ ของหอ้ งการ
หรอื สำ� นกั งานใหญ่ จดั การบรหิ ารรวมกนั อยทู่ น่ี แ้ี หง่ เดยี ว สอนทงั้ ระดบั มธั ยมตน้ และ
มธั ยมปลาย (พระทอง พรมมะลี สมั ภาษณ)์ นอกจากนมี้ โี รงเรยี นมธั ยมสงฆข์ นาดใหญ่
อกี แหง่ คอื โรงเรียนมธั ยมสงฆ์ วดั ภคู วายหลวงพระบาง จดั การศกึ ษาแบบภาคปกติ
จนถงึ มธั ยม 7 มกี ารสอนรายวชิ าหลกั และวชิ าเฉพาะ เชน่ วจิ ติ รศลิ ป์ พระพทุ ธศาสนา
บาลเี บอื้ งต้น ปัจจบุ ัน พระและสามเณรมปี ระมาณ 800 รปู (พระระพิน พทุ ธิสาโร.
ผสู้ มั ภาษณ)์ และในชว่ ง ๑๐ ปที ผ่ี า่ นมา มโี รงเรยี นสงฆส์ รา้ งขนึ้ ใหมเ่ พมิ่ เปน็ โรงเรยี น
นอกเขตหลวงพระบาง และมีจ�ำนวนสามเณรจากเผ่าตา่ งๆ กันมาอย่รู ว่ มกนั มาก คือ
วัดผาโอ โรงเรียนสงฆ์วัดผาโอ มีนักเรยี น ระดบั มธั ยม 1 ถงึ มธั ยม 7 เปน็ โรงเรยี นสงฆ์
แบบกินนอน (ส�ำนกั เรยี นบาลี) มผี ู้เรียนประมาณ 500 รปู ครูประมาณ 20 คน ท่ไี ด้
รบั การบรรจุโดยรฐั บาล การจดั การศึกษาท่วี ัดผาโอ พระออ่ นแก้ว สทิ ธวิ งศ์ เจ้าคณะ
จังหวัดนครหลวงพระบาง เจ้าอาวาสวัดผาโอ เป็นพระท่ีเป็นหลักในการหาสามเณร
เผ่ามาเรียน ได้สร้างวัดผาโอประมาณ ปี 2008 รวม 11 ปี เพ่ือให้เป็นที่เรียนของ
นกั เรยี นสามเณรในถน่ิ หา่ งไกลเมอื ง เบอ้ื งตน้ ไดอ้ าศยั การสนบั สนนุ เงนิ จากการบรจิ าค
ของพุทธศาสนิกชนท่ีนับถือ ก่อนท่ีภายหลังรัฐบาลจึงเข้ามาช่วยเหลือในด้านการใช้
จา่ ยเงนิ เดอื นครู โดยแนวโนม้ นกั เรยี นยงั มสี ามเณรจากเผา่ หา่ งไกลยงั เพมิ่ ขนึ้ ตอ่ เนอื่ ง
(พระทอง พรมมะลี, สัมภาษณ์) ในส่วนนี้จะมีค่าใช้จ่ายเพ่ิมขึ้น ท�ำให้บางวันอาหาร
ไมเ่ พยี งพอ เพราะสามเณรจำ� นวนมาก จงึ ตอ้ งทดแทนคอื อาหารสำ� เรจ็ รปู อยา่ งมามา่
โดยการขอรบั บริจาคหรอื การแผ่เอาจากสงั คมออนไลน์ ส่วนผ้านุ่งห่ม บางทีก็ขาดไม่
เพียงพอ โดยสว่ นหนง่ึ เครอ่ื งน่งุ ห่มได้ความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยสงฆ์เมอื งไทยไป
ช่วยเหลือในแตล่ ะปี
72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 199
3. รปู แบบชวี ติ การเป็นอย่ขู องเหลา่ สามเณรลาว
สามเณรทม่ี าบวชถอื ว่ามาจากหลากหลายและมฐี านะไม่เท่ากนั อาจมบี าง
คนที่ฐานะไม่ได้ถือว่าขาดหรือยากจน ได้ใช้โอกาสน้ีในการศึกษาเล่าเรียนเพราะว่า
ประหยดั ไดเ้ ยอะกวา่ การเปน็ ฆราวาสไมไ่ ดอ้ ยวู่ ดั อยา่ งไรกต็ าม รฐั ไมไ่ ดห้ า้ มบวช หาก
แตเ่ ปดิ โอกาสให้บวชได้ เพราะรฐั ก็มองวา่ ผปู้ กครองรบั ผิดชอบไมไ่ ด้ หรอื ถา้ ไม่บวชก็
หยุดการศึกษาไปเลย น่ีจึงเป็นทางเลือกท่ีรัฐยังเห็นความส�ำคัญ ท้ังคณะสงฆ์ลาวได้