The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สุรศักดิ์ จำนงค์สาร,พรพรรณ โปร่งจิตร,วรพจน์ วิเศษศิริ. (2561). ภิรมย์รตี 72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ. จัดพิมพ์เนื่องในวาระโอกาสฉลองอายุครบ 6 รอบ อายุครบ 72 ปี ผศ.ดร.พลับพลึง คงชนะ. กรุงเทพ ฯ : สันติศิริการพิมพ์. (จำนวน 289 หน้า)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by raphind, 2022-01-26 09:19:40

ภิรมย์รตี 72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ

สุรศักดิ์ จำนงค์สาร,พรพรรณ โปร่งจิตร,วรพจน์ วิเศษศิริ. (2561). ภิรมย์รตี 72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ. จัดพิมพ์เนื่องในวาระโอกาสฉลองอายุครบ 6 รอบ อายุครบ 72 ปี ผศ.ดร.พลับพลึง คงชนะ. กรุงเทพ ฯ : สันติศิริการพิมพ์. (จำนวน 289 หน้า)

50 ภิ ร ม ย์รตี
ได้รับรางวัลมาจ�ำนวนหนึ่ง DVD ของหนังกระจายไปทั่วประเทศ ท�ำให้เกิดกระแส
การสร้างสารคดีข้ึนมาในเมียนมาร์ แม้จะมีเสรีภาพในการแสดงออกมากข้ึน นักท�ำ
หนงั สารคดขี องเมยี นมารย์ งั ตอ้ งตอ่ รองกบั รฐั บาลอยา่ งมากในการผลติ ผลงานออกมา
เน่ืองจากสารคดีเป็นการแสดงภาพชีวิตจริงของคนในสังคมท�ำให้รัฐบาลเพ่งเล็งถึง
อนั ตรายของมนั และมนั กจ็ บั ใจคนรนุ่ ใหมท่ ไ่ี มช่ อบดหู นงั เมยี นมารเ์ นอื่ งจากคณุ ภาพ
ทีต่ �ำ่ ของหนัง วงการหนงั สารคดีเมยี นมาร์มศี นู ย์กลางอยู่ทเ่ี ทศกาล The Wathann
Film Festival (เทศกาลหนังฤดูฝน) ที่จัดข้ึนทุกเดือนกันยายนเน่ืองจากฤดูฝนเป็น
ชว่ งทยี่ ากลำ� บากตอ่ การถา่ ยทำ� จงึ เหมาะทจ่ี ะเอาหนงั มาดกู นั แทน ความสนใจในหนงั
สารคดีเป็นแนวโน้มที่ก�ำลังขยายตัว มีเทศกาลเฉพาะของสารคดีเกย์ และเลสเบ้ียน
เทศกาลสารคดีที่ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายท�ำ ปัจจุบันหัวเร่ืองของสารคดีมีหลากหลาย
อย่าง สภาพย่�ำแย่ของคนที่ไร้สิทธิ ผลกระทบทางสภาพแวดล้อมจากการท�ำเหมือง
ผลกระทบของการเวนคืนท่ีดินท่ีมีต่อชาวนา ชีวิตประจ�ำวันของคนธรรมดาสามัญ
ความคลัง่ ไคล้ในฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของชาวเมยี นมาร์
หนังเวียดนาม (Wikipedia, 2016,1 ; Frater, Patrick, 2014) เข้าสูก่ ลไก
ตลาดหลงั จากปี 1986 ในชว่ งแรกๆ ผสู้ รา้ งหนงั ยงั สรา้ งหนงั แบบซเี รยี สอยา่ ง Siblings
(1986) The Retired Genera (2001)ฯลฯ จำ� นวนหนงั ท่สี รา้ งลดลงอยา่ งรวดเร็วเม่อื
เทียบกับช่วงท่ีรฐั เป็นผ้สู ร้าง หนังท่ีท�ำใหเ้ วียดนามเปน็ ที่ร้จู กั หลงั การเปิดประเทศเป็น
หนงั ตา่ งประเทศอยา่ ง Three Seasons (1998) หนงั อเมรกิ นั เรื่องแรกที่เข้ามาถ่ายใน
เวียดนาม โดยผู้ก�ำกับอเมริกันเช้ือสายเวียดนาม Tony Bui หนังฝรั่งเศสอย่าง The
Lover (1992) Indochine (1992) และหนังของผู้ก�ำกับชาวเวียดนามท่ีอพยพไปอยู่
ในฝร่ังเศส (ต้ังแต่อายุ 12) Tran Anh Hungเขาท�ำหนังเล่าเร่ืองชีวิตคนเวียดนามอย่
าง The Scent of the Green Papaya (1993), Cyclo (1995) และ Vertical Ray
of the Sun (2000) โดยใช้ทนุ และทีมงานฝรัง่ เศส จากปี 2000 เวียดนามเป็นประเทศ
ที่เศรษฐกิจโตอย่างรวดเร็วระดับต้นๆ ของโลก วัฒนธรรมการดูหนังขยายตัวอย่าง
รวดเร็ว ปัจจุบันสองในสามของหนังที่ฉายในเวียดนามเป็นหนังจากเกาหลีใต้ บริษัทผู้
สรา้ งหนงั เกาหลใี ตไ้ ดล้ งทนุ สรา้ งหนงั เวยี ดนามอยา่ ง Muoi: the Legend of a Portrait
(2007) หนงั สยองขวญั ทมี่ ฉี ากเปน็ ชว่ งเวลาหลงั ไซงอ่ นแตก ขณะทผ่ี สู้ รา้ งหนงั เวยี ดนาม

72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 51
หันมาสร้างหนังแนวตลาดท่ีประสบความส�ำเร็จอย่าง Bar Girls (2002) หนังท่ีมีฉาก
เปลอื ยอกครง้ั แรกของเวยี ดนาม และหนงั ตลกอยา่ ง When Men Get Pregnan (2004)
การสรา้ งหนังในกัมพูชา (Wikipedia, 2018.1 ; Brzeski, Patrick, 2016)
กลับคืนมาหลังยุคเขมรแดง ภายใต้รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาที่มีเวียดนาม
หนุนหลัง การฉายหนังกลับมาโดยมีหนังจากเวียดนาม โซเวียต ซึ่งเป็นแนวสัจจนิยม
เล่าเรื่องความขัดแย้งทางชนชั้น กลายเป็นหนงั ที่น่าเบ่ือสำ� หรบั ประชาชน ขณะท่หี นงั
ท่ีเน้นความบนั เทงิ จากฮ่องกงถกู หา้ มฉาย หนังเรื่องแรกท่ผี ู้สรา้ งชาวกมั พูชากลับมาส
รา้ งคอื My Mother is Arb (1980 กระสือ) หนงั ผีทสี่ รา้ งจากนทิ านพืน้ บา้ นทป่ี ระสบ
ความส�ำเร็จท่ามกลางวิกฤตการณ์ของประเทศ และกลายเป็นแนวหนังที่มีการสร้าง
กนั ตอ่ ๆ มาเปน็ รปู แบบของความบนั เทงิ ของประชาชนทไ่ี มท่ ำ� ใหร้ ฐั บาลไมพ่ อใจ มกี าร
สร้างหนังท่ีพูดเรื่องความโหดร้ายของเขมรแดงอย่าง Reminding the Mind และ
Nine Levels of Hell หลังจากการจัดการเลือกต้ังโดย UNTAC ในปี 1992 - 93
สนั ตภิ าพและการแพรห่ ลายของกลอ้ งถา่ ยวดิ โิ อ ทำ� ใหม้ กี ารสรา้ งหนงั กนั มากขนึ้ ขณะ
ท่ีโรงฉายมีอยู่เพียง 30 โรงในพนมเปญ แต่ผลงานดีเด่นเป็นของผู้ก�ำกับจากต่าง
ประเทศอย่าง Rithy Panh ผู้ซึ่งหนีออกจากประเทศหลังจากได้เห็นครอบครัวถูก
สงั หารโดยเขมรแดง Rice People (1994) หนงั กง่ึ สารคดที ไ่ี ดเ้ ขา้ ประกวดทคี่ านส์ เขา
ยังมีผลงานสารคดีอย่าง The Land of the Wandering Souls เกย่ี วกับครอบครัว
คนใช้แรงงานของกัมพูชายุคใหม่ที่ท�ำงานขุดดินไปท่ัวประเทศในโครงการฝังoptical
fiber cable เรอ่ื ง S - 21: The Khmer Rouge Killing Machine เกย่ี วกบั คกุ ตวนสเลง
ที่เขมรแดงใช้สอบสวนและฆ่านักโทษ The Missing Picture หนังเล่าเรื่องราวของ
คา่ ยแรงงานเขมรแดง นอกจากจะใช้ภาพถา่ ย หนงั เกา่ ๆ แลว้ หนงั ยงั ใชห้ นุ่ ดินน้ำ� มัน
มาประกอบการเลา่ เรอื่ ง หนงั ไดร้ างวลั จากคานส์ และเขา้ ประกวดรางวลั ออส การห์ นงั
ภาษาตา่ งประเทศยอดเยย่ี ม ขณะทห่ี นงั คณุ ภาพจากผกู้ ำ� กบั ในประเทศกม็ ใี หเ้ หน็ อยา่ ง
Golden Slumbers (2011) ของ Davy Chou, Lost Loves (2013) ของ Chhay
Bora ส่วนหนังแนวตลาดท่นี ยิ มสร้างกันมากคือหนงั สยองขวญั ท้งั จากเรอื่ งจากนิทาน
พ้ืนบ้าน เร่ืองวิญญานที่กลับมาแก้แค้น เรื่องสัตว์ประหลาด มักจะเป็นหนังทุนต�่ำท่ีมี
ฉากรุนแรง และเป็นทนี่ ยิ มในหมูว่ ัยรุน่ ส่วนมากผลิตเพ่อื ขายเป็น VCD - DVD

52 ภิ ร ม ย์รตี

หนังลาว (Author, 2012 ; Lloyd, Cristyn, 2018) กลับมาเริ่มต้นใหม่
อย่างช้าๆ ในปี 2008 โดยหนงั ทีร่ ่วมทนุ กับไทย สะบายดี หลวงพระบาง ก�ำกบั โดย
ศกั ด์ิชัย ดนี าน ผกู้ ำ� กบั ชาวไทย เป็นหนังทีส่ รา้ งโดยเอกชนในตลาดเสรเี ร่อื งแรกของ
ลาว ในแนวโรแมนติคซ่ึงไม่ยากท่ีจะผ่านการเซนเซอร์ของรัฐ หลังจากผ่านไปสิบปีมี
หนงั สรา้ งขน้ึ 13 เรอื่ ง 4 เรอ่ื งกำ� กบั โดยศกั ดช์ิ ยั ดนี าน (เปน็ หนงั รกั 3 เรอื่ ง และสยอง
ขวญั 1 เรอ่ื ง) ผสู้ รา้ งหนงั ลาวนอกจากจะเผชญิ กบั ปญั หาทนุ การสรา้ งทม่ี นี อ้ ยแลว้ ยงั
ต้องเจอกับการเซนเซอร์ท่ีเข้มงวดของรัฐบาลด้วย อย่างไรก็ตามมีความคาดหวังว่า
วงการหนังจะขยายตวั ขนึ้ ปจั จบุ ันมีบรษิ ัทหนัง 3 รายที่สร้างหนงั อยู่ในลาว
สง่ ทา้ ย
หนังของอุษาคเนย์แสดงให้เห็นความหลากหลายของภูมิภาค ตั้งแต่ภาษา
วัฒนธรรม การเมอื ง สงั คม เศรษฐกจิ สะท้อนถึงอัตลักษณ์ท้ังความเหมอื น และต่าง
ของผคู้ นทอี่ ยรู่ ว่ มกนั ในภมู ภิ าคนี้ ขณะทกี่ ารดหู นงั จากอเมรกิ า ยโุ รป เกาหลใี ต้ ญป่ี นุ่
และอนิ เดยี อาจเปน็ เรอื่ งท่คี ุน้ เคยส�ำหรบั คนไทยสว่ นใหญ่ แต่เรามีโอกาสไม่มากนกั
ทจี่ ะดหู นงั จากประเทศเพอ่ื นบา้ น ทม่ี ผี คู้ นทเ่ี ขา้ มาอาศยั ใชช้ วี ติ ทำ� งาน อยทู่ า่ มกลาง
คนไทยเปน็ จำ� นวนมาก ยง่ิ การเคลอ่ื นยา้ ยของประชากรของอษุ าคเนยเ์ ปน็ แนวโนม้ ท่ี
จะเพิ่มมากข้ึนในอนาคต การเรียนรทู้ ่ีจะอยู่ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนกนั เพือ่ สร้างชวี ติ
ท่ดี ีกว่า จะท�ำใหช้ ว่ งเวลานี้น่าสนใจสำ� หรับพวกเราทีอ่ าศยั อยู่ในภมู ภิ าคนี้

72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 53

เอกสารอา้ งองิ

ปยิ วรรณ จนั ทรศร.ี “บวั แดง: คำ� แถลงการณพ์ รรคสงั คมนยิ มลาวฉบบั กรมรปู เงา” วารสาร
รูสะมีแล (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปตั ตานี), ปีที่ 34 ฉบบั ที่ 1
(มกราคม - มนี าคม 2556) : 51 - 66.

วิกิพีเดีย. (2556). ภาพยนตร์ลาว. Retrieved February 23, 2018, from https://
th.wikipedia.org/wiki/ภาพยนตร์ลาว

Author. (2012).คน (ไทย) ทำ� หนงั ลาว : ศกั ดช์ิ าย ดนี าน. Retrieved February 23, 2018,
from http://news.smestuff.com/life - style/คนไทยท�ำหนังลาว - ศักดิ์
ชยั  - ดีนาน.hmtl

Brzeski, Patrick. (2016). Cannes: Southeast Asia, “The Next Global Growth
Story” Retrieved February 23, 2018, from https://www.
hollywoodreporter.com/lists/cannes - southeast - asia - next - 
global - 893052

Dan, Lee. (2002). “Sunny Side Up” in Vasudav, Aruna; Padgaonkar, Latika;&
Doraiswamy, Rashmi ed. The Cinemas of Asia. New Delhi :
Macmillan. pp 507 - 514.

Francia, Luis H. (2002). “Side - Stepping History - Beginnings to 1980s” in
Vasudav, Aruna; Padgaonkar, Latika;& Doraiswamy, Rashmi ed. The
Cinemas of Asia. New Delhi : Macmillan. pp. 346 - 364.

Frater, Patrick. (2014). Southeast Asian Cinema: A Seedling Straining to Thrive.
collapsed Retrieved February 26, 2018, from http://variety.
com/2014/film/asia/southeast - asian - cinema - creativity - 
problems - and - contradictions - 1201317795/

Lloyd, Cristyn (2018). Lao film industry finding its feet on international stage.
Retrieved February 23, 2018, from http://sea - globe.com/
lao - film - industry - finding - its - feet - on - international - stage/

Lee, Maggie. (2017).World Notices Indonesian Film Resurgence Retrieved
February 1, 2018, from http://variety.com/2017/film/asia/
indonesia - film - industry - recognized - at - cannes - 1202437479/

54 ภิ ร ม ย์รตี

Magnier, Mark. (2013). Myanmar’s once - proud film industry a flicker of its
former self. Retrieved February 1, 2018, from http://www.latimes.
com/world/la - fg - myanmar - film - 20130402 - dto - htmlstory.html

Muthalib, Hassan and Tuck Cheong, Wong. “Gentle Winds of Change” in
Vasudav, Aruna; Padgaonkar, Latika;& Doraiswamy, Rashmi ed. The
Cinemas of Asia. New Delhi : Macmillan. pp.301 - 325.

Phung Lan, Ngo. (2002). “A Time to Die, A Time to Live” in Vasudav, Aruna;
Padgaonkar, Latika;& Doraiswamy, Rashmi ed. The Cinemas of
Asia. New Delhi : Macmillan. pp.484 - 506

Slow, Oliver. (2015). Myanmar’s film industry: ‘Like an old house that has
nearly collapsed’ Retrieved February 26, 2018, from https://
frontiermyanmar.net/en/myanmars - film - industry - like - an - old - 
house - that - has - nearly - collapsed

Sumarno, Marseth and Achnas, Nan Triveni (2002) “In Two World” in Vasudav,
Aruna; Padgaonkar, Latika;& Doraiswamy, Rashmi ed. The Cinemas
of Asia. New Delhi : Macmillan. pp.152 - 170.

The Museum of Modern Art. (2017). A New Golden Age:Contemporary
Philippine Cinema. Retrieved February 18, 2018, from https://www.
moma.org/calendar/exhibitions/3843

Wikipedia. (2016.1).Cinema of Vietnam. Retrieved February 22, 2018, from
https://en.wikipedia.org/wiki/Cinema_of_Vietnam

Wikipedia. (2016.2). Som Ock Southiponh. Retrieved February 22, 2018, from
https://en.wikipedia.org/wiki/Som_Ock_Southiponh

Wikipedia. (2017.1). Cinema of Indonesia. Retrieved February 1, 2018, from
https://en.wikipedia.org/wiki/Cinema_of_Indonesia

Wikipedia. (2017.2).Cinema of Myanmar. Retrieved February 18, 2018, from
https://en.wikipedia.org/wiki/Cinema_of_Myanmar

Wikipedia. (2017.3). Cinema of Singapore. Retrieved February 9, 2018, from
https://en.wikipedia.org/wiki/Cinema_of_Singapore

72 ปี ครูพลบั พลงึ คงชนะ 55

Wikipedia. (2018.1).Cinema of Cambodia. Retrieved February 20, 2018 from
https://en.wikipedia.org/wiki/Cinema_of_Cambodia

Wikipedia. (2018.2).Cinema of Malaysia. . Retrieved February 8, 2018 from
https://en.wikipedia.org/wiki/Cinema_of_Malaysia

Wikipedia. (2018.3). Cinema of Philippines. Retrieved February 1, 2018 from
https://en.wikipedia.org/wiki/Cinema_of_the_Philippines

Wikipedia. (2018.4). Noli Me Tángere. Retrieved February 1, 2018 from https://
en.wikipedia.org/wiki/Noli_me_tangere

56 ภิ ร ม ย์รตี

ฐานและทุนเศรษฐกิจในอ�ำเภอชยั บุรตี ามทัศนะ
ปแิ ยร์ บรู ์ดเิ ยอร์*

Base and Capital of Economic in Chai Buri
District on Pierre Bourdieu

กฤษณะ ทองแก้ว1

บทนำ�
ปแิ ยร์ บรู ด์ เิ ยอ (Pierre Bourdieu) เตบิ โตมาจากครอบครวั ชนชน้ั กระฎมุ พี
ในสังคมชาวนา เขาส�ำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาปรัชญา โดยมิได้เขียน
ดษุ ฎนี ิพนธ์จาก Ecole Normale Superieure ตอ่ มาในชว่ ง ค.ศ. 1956 ในสงคราม
ฝรงั่ เศส - อลั จีเรยี เขาถูกเกณฑ์ให้ไปรบในอลั จีเรยี ด้วย ผลจากครั้งน้นั ทำ� ใหบ้ รู ์ดิเยอ
หันกลับมาผลิตงานท่ีเก่ียวกับสังคมอัลจีเรีย อาทิ พิธีกรรม ระบบเครือญาติ การจัด
องค์กรสังคม จนเขาสรุปได้ว่าในสังคมอัลจีเรียน้ันเกียรติยศศักด์ิศรีเป็นสิ่งท่ีส�ำคัญ
มากกวา่ เงนิ ทอง ซง่ึ นบั เปน็ ทนุ ทางวฒั นธรรมอยา่ งหนงึ่ (กาญจนา แกว้ เทพและสมสขุ
หนิ วมิ าน, 2551: 536) ภายหลงั จากสงครามเขากไ็ ดก้ ลบั มาทำ� งานเปน็ อาจารยท์ ม่ี หา

* บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหน่ึงของโครงการวิจัยฐานเศรษฐกิจและทุนทางวัฒนธรรมชุมชน อ�ำเภอชัยบุรี
จังหวัดสรุ าษฎรธ์ าน.ี

1 อาจารย์ประจ�ำสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สรุ าษฎรธ์ านี

58 ภิ ร ม ย์รตี
วทิ ยาลยั ซอรบ์ อนนใ์ นชว่ ง ค.ศ. 1961 - 1962 และไปเปน็ อาจารยท์ ม่ี หาวทิ ยาลยั เมอื ง
ลิลล์ Lille ใน ค.ศ. 1964 และในปเี ดยี วกัน เขาได้ดำ� รงตำ� แหนง่ ผู้อ�ำนวยการสถาบัน
การศกึ ษาชั้นสูงดา้ นสงั คมศาสตรม์ ากท่ีสดุ ของฝร่ังเศสคือ Ecole des Haustes en
Sciences Sociales = EHESS บรู ์ดิเยอได้ทำ� งานวิจัยโดยการสำ� รวจปฏิบัติการของ
ผบู้ รโิ ภคชาวฝรง่ั เศส Consumer Practices รสนยิ มทางวฒั นธรรม Cultural tastes
และลลี าชีวติ (Lifestyles) ท่กี ล่นั ออกมาเปน็ หนังสอื ส�ำคัญ 2 เลม่ คือ Distinction:
A Social Critique of the Judgments of taste (1979) The Logic of Practice
(1980) ซ่ึงผลงานสองเล่มนี้ท�ำให้เขาได้รับต�ำแหน่งวิชาการด้านสังคมวิทยา (Chair
of Sociology) จาก College de France จากนน้ั บูร์ดเิ ยอกร็ วบรวมนกั วชิ าการและ
สรา้ งวารสาร Actes dela Recherche en Sciences Sociales เพ่ือเพมิ่ ช่องทางใน
การเผยแพรค่ วามคดิ ตอ่ มาบรู ด์ เิ ยอไดร้ บั ตำ� แหนง่ ศาสตราจารยป์ ระจำ� วทิ ยาลยั แหง่
ฝร่ังเศส และตามมาด้วยเหรียญทองของสภาวิจัยแห่งชาติฝร่ังเศส CRNS เขาได้น�ำ
เอาทนุ ทางวฒั นธรรมเหลา่ นี้ มาเคลอื่ นไหวทางวชิ าการ ในชว่ งทศวรรษ 1980 - 1990
เขาได้เปล่ียนจากนักเขียนมาเป็นผู้บรรยายท่ีส่งผลในแวดวงกว้างกว่าการเขียน
(Kenneth Allan,2006) ในชว่ งหลังของชีวิต บรู ์ดเิ ยอไดห้ นั มาใหค้ วามสนใจเร่อื งรูป
แบบการบรโิ ภคของผคู้ นในยคุ ปจั จบุ นั ในขน้ั สดุ ทา้ ยนน้ั เขาไดก้ ระโดดเขา้ มาสกู่ ระแส
Postmodern สงั คมวทิ ยาแหง่ สนิ คา้ เชงิ สญั ลกั ษณ์ Sociology of Symbolic goods
ทป่ี รากฏในทุกๆ สงั คม อาทิ ศาสนา วทิ ยาศาสตร์ วรรณกรรม ภาพยนตร์ และสิง่ ท่ี
เขามอบไว้ให้สังคมอีกอย่างก็คือ บูร์ดิเยอเข้าร่วมกับประเด็นทางการเมืองอยู่ตลอด
เวลา โดยพยายามสร้างเส้นทางให้ปัญญาชนสามารถเข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวทาง
สงั คม เพือ่ สรา้ งความยุติธรรมและจรยิ ธรรมของพลเมือง (Civie Ethics) ดงั เช่นที่นัก
เศรษฐศาสตร์การเมืองรุ่นเก่ากระท�ำไว้ (John Girling, 2004) อน่ึงแนวคิดเรื่องทุน
ซงึ่ เปน็ แนวคดิ ทบ่ี รู ด์ เิ ยอขยายความออกไป อาทิ ทนุ เศรษฐกจิ ทนุ ทางวฒั นธรรม ทนุ
เชิงสัญลักษณ์ และทุนทางสังคม ซ่ึงจักน�ำมาอธิบายทัศนะที่สอดคล้องต้องกันกับ
อ�ำเภอชยั บุรี จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี

72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ 59

ประวตั ศิ าสตรท์ ้องถ่ินอ�ำเภอชยั บุรี
ต�ำนานการเล่าขานที่เก่ียวกับอ�ำเภอชัยบุรีน้ันเกี่ยวโยงกับบ้านโตรมท่ี
สามารถย้อนหลังไปได้ประมาณ พ.ศ. 2441 ซ่ึงอยู่ในสมัยรัชกาลท่ี 5 ( พ.ศ. 
2411 - 2453) ชอื่ บา้ นโตรมนนั้ มตี ำ� นานเลา่ วา่ ครอบครวั ของลงุ โสมกบั พรรคพวกรวม
4 ครัวเรือนได้อพยพเข้ามาต้ังถ่ินฐานท�ำมาหากิน ลุงโสมและพรรคพวกนั้นมีพื้นเพ
เป็นชาวนครศรีธรรมราช การเดนิ ทางเขา้ มาคือการเดินเทา้ และล่องเรือ ตอ่ มา พ.ศ. 
2521 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศจัดตั้งต�ำบลชัยบุรี เพ่ือเป็นเกียรติแก่ “ขุนชัย
บุรี” ซึ่งเคยด�ำรงต�ำแหน่งนายอ�ำเภอพระแสงคนแรก ต่อมาเม่ือวันท่ี 14 กันยายน
พ.ศ. 2524 เปดิ ทำ� การกง่ิ อำ� เภอชยั บรุ คี รงั้ แรก แบง่ เขตการปกครองออกเปน็ 2 ตำ� บล
คือ ตำ� บลสองแพรก และตำ� บลชัยบุรี มหี มู่บา้ น จ�ำนวน 11 หม่บู า้ น ประชากรท้ังสิ้น
จ�ำนวน 9,000 คน ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 กระทรวงมหาดไทยได้
ประกาศยกฐานะกงิ่ อำ� เภอชยั บรุ เี ปน็ “อำ� เภอชยั บรุ ”ี โดยมนี ายนพิ นธ์ ชลวทิ ย์ ดำ� รง
ตำ� แหนง่ นายอำ� เภอชยั บรุ เี ปน็ คนแรก และมกี ารแบง่ การปกครองอำ� เภอชยั บรุ ตี ามพ
ระราชบัญญตั ิลักษณะปกครองท้องท่ี พ.ศ. 2457 ออกเป็น 4 ต�ำบล 36 หมูบ่ า้ น คอื
ต�ำบลคลองน้อย ต�ำบลชัยบุรี ต�ำบลไทรทอง และต�ำบลสองแพรก และในปี 2551
ประชากรทง้ั อำ� เภอชัยบุรีมีจ�ำนวน 24,848 คน และมีครัวเรอื น จำ� นวน 8,141 ครวั
เรอื น (สาคร รกั บำ� รุง และคนอ่ืนๆ, 2553)
อ�ำเภอชัยบุรีมีพ้ืนท่ีประมาณ 430 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขต ทิศเหนือ
ตดิ ตอ่ เขตอำ� เภอพระแสง จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ทศิ ใตต้ ดิ ตอ่ เขตอำ� เภอเขาพนม จงั หวดั
กระบ่ี ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ตอ่ เขตอำ� เภอพระแสง จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี และทศิ ตะวนั ตก
ติดตอ่ เขตอ�ำเภอปลายพระยา จงั หวัดกระบี่ ลักษณะภูมิประเทศสว่ นใหญ่เปน็ ทรี่ าบ
จากทิศเหนือไปทางทิศใต้ ทิศตะวันออกตลอดแนวมีเทือกเขาค่ายทอดยาวเป็นแนว
เขตกับอ�ำเภอพระแสง ส่วนทศิ ตะวันตกมีเทือกเขาหนา้ แดง ทอดตัวยาวเป็นแนวเขต
กบั อำ� เภอปลายพระยา จังหวดั กระบี่ ทัง้ เขาคา่ ยและและเขาหน้าแดงนน้ั เตม็ ไปดว้ ย
ป่าทึบ ลักษณะภูมิอากาศได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดผ่าน
อ่าวไทย และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดผ่านทะเลอันดามันท�ำให้ฝนตกเกือบ
ตลอดปี มี 2 ฤดูคือ ฤดูร้อนและฤดูฝน สภาพทางชีวภาพในอดีตมีความอุดสมบูรณ์

60 ภิ ร ม ย์รตี

และหลากหลายท้ังพนั ธุพ์ ชื และพนั ธ์ุสัตว์ในป่าเบญจพรรณทีป่ า่ คลองสนิ ปูน ป่าบ้าน
หมาก - ปากพัง ป่าใสท้อน ป่าโซ่ง รวมเนื้อท่ีประมาณ 21,000 ไร่ มีสัตว์ป่า เช่น
กระรอก กระแต กระจง หมูป่า เก้ง ตะกรวด ไก่ป่า ลิง นกชนิดต่างๆ และพันธุ์ไม้
นานาชนดิ เช่น ไม้นนท์ ไมส้ กั ไม้ตะเคียน เปน็ ตน้ อนึ่งคำ� ขวญั ของอ�ำเภอชยั บรุ ี คอื
“เมอื งชายแดน แผ่นดินปาล์ม งามถ้ำ� หอม แวดล้อมคุณธรรม” (สาคร รักบ�ำรงุ และ
คนอืน่ ๆ, 2553)
แนวคดิ เรือ่ งทนุ ของปิแยร์ บรู ์ดเิ ยอ
ปแิ ยร์ บรู ด์ เิ ยอร์ (Pierre Bourdieu) ไดน้ ำ� เสนอแนวคดิ เรอื่ งทนุ (Concept
of capital) ในส่วนของทุนทางเศรษฐกิจ (Economic Capital) บูร์ดิเยอได้ขยาย
ความไว้ว่าคือ ทรัพย์สินท่ีสะสมเอาไว้ในรูปของ เงินทอง สิ่งของที่มีราคา เช่น ท่ีดิน
อาคารบา้ นเรอื น เครอ่ื งเพชร รถยนต์ หนุ้ เปน็ ตน้ รปู แบบของทนุ ประเภทนจี้ ะดำ� เนนิ
งานอยใู่ นแวดวงเศรษฐกจิ ทส่ี ามารถโยกยา้ ยไป แวดวงอนื่ ๆ ได้ ทนุ ประเภทนเี้ ปน็ รปู
แบบของทุนท่ีมีเหตผุ ล สามารถคิดค�ำนวณเป็นปรมิ าณทแี่ นน่ อนได้ สามารถระบุรูป
แบบได้อย่างตายตัว ซ่ึงสอดคล้องกับฐานทางเศรษฐกิจในอ�ำเภอชัยบุรี จังหวัด
สุราษฎร์ธานีที่จักยกระดับเป็นทุนเศรษฐกิจต่อไปได้ ซ่ึงแนวคิดน้ีจักท�ำให้เข้าใจองค์
ประกอบและวิวฒั นาการของทุนทีม่ ีตอ่ สงั คม ดังน้นั ผวู้ ิจัยจงึ ไดน้ �ำแนวคิดเร่อื งทนุ ขอ
งบรู ด์ เิ ยอมาทำ� ความเขา้ ใจสถานภาพเรอื่ งฐานและทางเศรษฐกจิ ทนุ ของอำ� เภอชยั บรุ ี
ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพ่ือจ�ำแนกทุนต่างๆ อันน�ำไปสู่การวิเคราะห์สังเคราะห์
โครงสรา้ งของทนุ (Structure of capital) ต่างๆ ที่ปฏิบตั กิ ารทางสงั คม อนั เป็นผล
ตอ่ พฒั นาการของพน้ื ทชี่ ายขอบแหง่ น้ี ทนุ เศรษฐกจิ เปน็ ทนุ ประเภทนเ้ี ปน็ รปู แบบของ
ทุนท่ีมีเหตุผล สามารถคิดค�ำนวณเป็นปริมาณที่แน่นอนได้ สามารถระบุรูปแบบได้
อย่างตายตัว และปรากฏให้เห็นถึงการสะสมทุนเพ่ือพร้อมน�ำไปใช้ได้ (Michael
Haralambos, 2004: 65 - 66) ระบบเศรษฐกจิ ในอ�ำเภอชยั บุรมี าจากโครงสร้างทาง
เศรษฐกิจ (Structure of Economic) 2 ประการ คือ เส้นการค้าทางน้�ำ และเส้น
การคา้ ทางบก ประการแรกคอื การคา้ ทางนำ้� ของชมุ ชนชยั บรุ นี น้ั มคี ลองโตรมเปรยี บ
เสมอื นเสน้ เลอื ดใหญข่ องชาวชยั บรุ ี นอกจากนน้ั ยงั คงใชเ้ ปน็ เสน้ ทางในการสญั จรและ

72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ 61

ติดต่อโลกภายนอก โดยจากท่าเรือโตรมและล่องผ่านท่าเรือต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ
ท่าเรือหูเช่ียว บ้านหมาก ปากพัง สะพานไทร ยวนปลา ควนสูงบางปาน บ้านสอง
แพรก ตลาดโตรมทงุ่ เหวด็ บา้ นปากคลองอปิ นั บา้ นขอนพอ บา้ นวดั สามพนั บา้ นโคน่
หลาหาดกรวด บางใหญ่ บางหยด บา้ นควนมหาชยั บ้านอาพาธ และทา่ เรอื พระแสง
เส้นทางน้�ำถือเป็นเส้นทางหลักที่หน่วยงานราชการได้ใช้ในการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับ
ชาวบา้ น ประการทสี่ องการคา้ ทางบก นนั้ เกดิ จากการคา้ ขายสกุ รจนกลายเปน็ “เสน้
ทางคาราวานหมู” คือเส้นทางที่คาราวานใช้ต้อนหมูผ่านหมู่บ้านต่างๆ ได้แก่ บ้าน
คลองพงั บ้านยวนปลา บา้ นปาน บ้านสองแพรก บา้ นคอตง บ้านชา้ งตาย บา้ นหว้ ย
เสียด บ้านน�้ำแดงคลองบ้านเหนือ ห้วยคราม ห้วยยูง สู่ตลาดเหนือคลองในจังหวัด
กระบ่ี และหลังปี 2510 มีถนนทางหลวงแผ่นดินเช่ือมต่อจังหวัดกระบ่ีและจังหวัด
สุราษฎร์ธานีท�ำให้เกิดความสะดวกในการคมนาคม ชาวบ้าน หน่วยงานราชการจึง
หันมาใช้รถยนต์ จักรยานยนต์ แทนการน่ังเรือและเดินเท้า จึงส่งผลให้ฐานทาง
เศรษฐกิจของชาวชัยบุรีย้ายจากริมน�้ำและเส้นทางคาราวานมาตั้งอยู่ริมทางหลวง
แผ่นดิน เพราะเป็นการผันเปล่ียนของโครงสร้างทางสังคมไปแล้ว การสะสมทุนทาง
เศรษฐกจิ ของชาวชยั บรุ ใี นเชงิ การคา้ พาณชิ ยจ์ งึ เตบิ โตคขู่ นานไปกบั ทางหลวงแผน่ ดนิ
เป็นตน้ ปรากฏการณ์ดงั กลา่ วทำ� ให้กลมุ่ ทุนทางเศรษฐกจิ ของอำ� เภอชยั บรุ ถี ูกแบง่ ได้
เปน็ 2 กลมุ่ คือ กลุ่มทุนเก่าที่มีฐานตดิ กับรมิ น้�ำโตรม และริมเส้นทางคาราวานค้าหมู
ซึ่งเปน็ กลมุ่ ทุนของชาวชยั บรุ กี ับกลุม่ ทุนใหมท่ ีเ่ กิดใหมพ่ รอ้ มกับทางหลวงแผน่ ดินซงึ่
สว่ นใหญเ่ ปน็ กลมุ่ ทนุ ทางเศรษฐกจิ ของชาวชยั บรุ ที ขี่ ยบั ขยายกจิ การหรอื เปดิ กจิ กรรม
ใหม่ อาทิ รา้ นซอ่ มรถ รา้ นคา้ อปุ กรณก์ ารเกษตร รา้ นอาหาร หอพกั รายวนั รายเดอื น
และตลาดนดั เป็นตน้ แตอ่ ย่างไรกต็ ามทุนทางเศรษฐกจิ จากภายนอก ก็ทะลักเขา้ มา
พรอ้ มกบั การมงี านทำ� ของชาวบา้ น อาทิ โรงงานปาลม์ บรษิ ทั ตวั แทนจำ� หนา่ ยรถยนต์
ธนาคาร หนว่ ยงานราชการ เป็นต้น
ทรัพยากรธรรมชาติ
ทรัพยากรธรรมชาติของอ�ำเภอชัยบุรี ประกอบด้วยทรัพยากรรวม 6
ประการ ประการแรกทรพั ยากรดนิ ดนิ เปน็ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ม่ี สี ำ� คญั ตอ่ การเจรญิ

62 ภิ ร ม ย์รตี
เติบโตของพืช ภูมิประเทศของอ�ำเภอชัยบุรีส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาและที่ราบสูง
ประกอบดว้ ยภเู ขาเตยี้ ขนาบทางดา้ นทศิ ตะวนั ออกและทศิ ตะวนั ตก พนื้ ทเี่ ปน็ ลอนลกู
คลน่ื มที ร่ี าบเพยี งเลก็ นอ้ ย (กรมทดี่ นิ , 2551) ลกั ษณะดนิ โดยทว่ั ไปสว่ นใหญข่ องพนื้ ที่
เป็นกลุ่มชุดดนิ ท่ี 32 ซง่ึ เปน็ กล่มุ ชดุ ดนิ ทีม่ เี นอื้ ดินเปน็ พวกดนิ รว่ น ดินรว่ นเหนียวปน
ทราย บางแห่งอาจมีช้ันดินทรายละเอียดสลับช้ันอยู่ ลักษณะสีดินเป็นสีน�้ำตาลหรือ
สเี หลอื งปนนำ�้ ตาล เกดิ จากตะกอนดนิ ทนี่ ำ้� พดั มาทบั ถมบรเิ วณสนั ดนิ รมิ นำ้� ซง่ึ มสี ภาพ
พน้ื ทีค่ ่อนขา้ งราบเรียบถึงเปน็ ลกู คลื่นลอนลาดเปน็ ดนิ ลกึ มากมีการระบายนำ้� ดี มีค่า
ความเป็นกรดเป็นด่าง ประมาณ 4.5 - 5.5 นอกจากนี้มีบางพ้ืนที่ของอ�ำเภอชัยบุรี

m34

M27

ภาพประกอบท่ี 1 แสดงแผนทีด่ นิ ตามลักษณะเด่นและข้อจ�ำกดั ดินอำ� เภอชยั บรุ ี
คำ� อธบิ ายภาพ อำ� เภอชยั บรุ พี น้ื ทส่ี ว่ นใหญ่เปน็ ดินรว่ นฝัง่ แมน่ ำ้� (m27) ส่วนพ้ืนที่มีความลาดชนั

สงู มาจะเปน็ พ้ืนทต่ี ำ� บลคลองนอ้ ย และต�ำบลสองแพรกบางส่วน

72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 63
อยา่ งในตำ� บลคลองนอ้ ยมกี ลมุ่ ชดุ ดนิ ที่ 62 มลี กั ษณะเปน็ พนื้ ทล่ี าดชนั สงู มาก เกดิ การ
ชะล้างพงั ทลายไดง้ า่ ย มีเศษหิน ก้อนหนิ กระจดั กระจายทผี่ วิ หน้าดนิ มาก ไมเ่ หมาะ
สมส�ำหรับการปลูกพืชเศรษฐกิจ ควรอนุรักษ์ไว้เป็นพ้ืนที่ป่าตามธรรมชาติ เป็นท่ีอยู่
อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งต้นน�้ำล�ำธาร ซึ่งสามารถแสดงลักษณะเด่นและข้อจ�ำกัดดิน
อำ� เภอชัยบุรตี ามรูปภาพประกอบที่ 1
ทรพั ยากรนำ�้ ทรพั ยากรนำ้� ในพนื้ ทอ่ี ำ� เภอชยั บรุ ี มแี หลง่ ทสี่ ำ� คญั เปน็ แหลง่
น�้ำตามธรรมชาติไม่ว่าเป็นแหล่งน้�ำจากแม่น�้ำตาปีท่ีไหลผ่านในพ้ืนท่ีและคลองโตรม
ท่เี ป็นสายน้�ำหลกั อำ� เภอชยั บุรี รวมถึงล�ำนำ้� ลำ� ห้วย บงึ หนอง และแหล่งนำ�้ ที่สร้าง
ขน้ึ ได้แก่ ประปาหมูบ่ า้ น บ่อนำ�้ ตื้น ถงั เก็บน�ำ้ บอ่ น�้ำบาดาล สระน้�ำ โอง่ ใส่นำ�้ ฝาย
น�้ำล้น เป็นต้น ล้วนมีความส�ำคัญต่อการด�ำรงอยู่ของคนอ�ำเภอชัยบุรีแทบท้ังสิ้น ใน
ชมุ ชนต�ำบลคลองน้อย มีทรพั ยากรนำ้� ท่ีเปน็ แหลง่ น�ำ้ ธรรมชาติ ประกอบดว้ ย ลำ� น้�ำ
ล�ำห้วย ลำ� คลองต่างๆ ประมาณ 9 สาย ล�ำคลองท่สี �ำคญั มี 3 สาย ดังนี้ ล�ำคลองศอก
เกิดจากเทือกเขาหน้าแดง ไหลสู่คลองโตรม ในพื้นท่ีหมู่ที่ 2 ต�ำบลสองแพรก รวม
ระยะทาง 9 กิโลเมตร ล�ำคลองท่าข้าม เกิดจากเทือกเขาหน้าแดง ไหลลงสู่คลองโต
รมบ้านทางข้าม หมู่ท่ี 3 ต�ำบลสองแพรก รวมระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร
ลำ� คลองพงั เกิดจากเทอื กเขาหนา้ แดง ไหลลงสคู่ ลองโตรม ท่บี ้านคลองพงั คลาง หมู่
ท่ี 1 ต�ำบลชัยบุรี รวมระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร (องค์การบริหารส่วนต�ำบล
คลองนอ้ ย,2551) ในตำ� บลชยั บรุ มี ที รพั ยากรนำ�้ ทเ่ี ปน็ ลำ� นำ้� ลำ� หว้ ย บงึ หนอง จำ� นวน
14 แหง่ (พัฒนาชมุ ชนอำ� เภอชยั บุร,ี 2551) มีน้�ำตกทส่ี วยงาม อยทู่ บ่ี ้านควนพุน หมู่
ท่ี 7 คือ น้�ำตกแอง่ อโศก ยงั คงระบบนิเวศวทิ ยา ตำ� บลไทรทอง มที รพั ยากรน้ำ� ท่ีเปน็
แหล่งน้�ำผิวดินประกอบด้วย ล�ำคลองต่างๆ ที่ส�ำคัญ เช่น คลองโตรม คลองน้�ำแดง
คลองพอถอก คลองบางปาน นอกจากนั้นเป็นหนองน้�ำและล�ำห้วยต่างๆ แหล่งน้�ำ
ใตด้ นิ ยงั มอี ปุ สรรคในการนำ� มาใชป้ ระโยชน์ โดยสว่ นมากใชป้ ระโยชนใ์ นลกั ษณะของ
การขดุ บอ่ นำ้� ตน้ื (พฒั นาชมุ ชนอำ� เภอชยั บรุ ,ี 2551) ตำ� บลไทรสองแพรก มที รพั ยากร
น้ำ� ท่ีเปน็ แหลง่ นำ้� ธรรมชาติ ดงั น้ี คลองโตรม ต้นน�้ำก�ำเนิดจากเขาพนม จงั หวัดกระบี่
เป็นสายน้�ำขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 50 กิโลเมตร เร่ิมต้นที่บ้านสองแพรก
ตำ� บลไทรทอง ไหลไปทางทศิ เหนอื ผา่ นตำ� บลไทรทอง ตำ� บลชยั บรุ ี สตู่ ำ� บลสองแพรก

64 ภิ ร ม ย์รตี
ลงสู่คลองอิปันที่ต�ำบลไทรขึง อ�ำเภอพระแสง คลองท่าข้าม ต้นน�้ำก�ำเนิดจากเทือก
เขาหนา้ แดง ตำ� บลคลองนอ้ ย ไหลไปทางทศิ ตะวนั ออก ลงสคู่ ลองโตรมทบ่ี า้ นทางขา้ ม
หมทู่ ี่ 3 ตำ� บลสองแพรก มคี วามยาว 11 กโิ ลเมตร คลองศอก ตน้ กำ� เนดิ จากเทอื กเขา
หนา้ แดง ตำ� บลคลองนอ้ ย ไหลไปทางทศิ ตะวนั ออก ลงสคู่ ลองโตรม ทบ่ี า้ นคลองศอก
หมู่ท่ี 2 ต�ำบลสองแพรก มีความยาวประมาณ 9 กิโลเมตร (แผนชุมชนต�ำบลสอง
แพรก, 2551) ทรัพยากรน้�ำธรรมชาติทัง้ น�้ำผวิ ดินและน�้ำใต้ดินทก่ี ล่าวในพืน้ ท่อี �ำเภอ
ชยั บรุ จี ากอดีตถงึ ปจั จบุ ันมีการเปลี่ยนแปลงเน่อื งจากปรมิ าณนำ�้ ผวิ ดินในพน้ื ทลี่ ุม่ น�้ำ
ต่างๆ มปี รมิ าณนำ้� ลดลง เกดิ ปรมิ าณน�้ำนองและตะกอนมากเพิ่มข้ึน เพราะปรมิ าณ
น�้ำฝนและการเกิดอุทกภัยบ่อยคร้ังท�ำให้เกิดการชะล้างหน้าดินในปริมาณมาก ส่วน
น้�ำใต้ดินตามธรรมชาติและเกิดจากการขุดเจาะแหล่งน้�ำบาล มีผลท�ำให้หินใต้ดินมี
รอยแตกรอยแยก เปน็ โพรงหรอื ถำ้� ในชน้ั หนิ และชอ่ งวา่ งของชนั้ หนิ ผุ ปรมิ าณนำ้� ทไี่ ด้
โดยทั่วไปมีการตกตะกอนและโทรมคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ต่�ำ ปัญหาท่ีเกิดข้ึนด้าน
ทรัพยากรน�้ำในพ้ืนท่ีอ�ำเภอชัยบุรีและบริเวณอ่ืนๆ โดยรอบ ได้แก่ ปัญหาการ
ขาดแคลนน้�ำและภัยแล้ง ปัญหาน�้ำท่วม ปัญหาคุณภาพน�้ำและสิ่งแวดล้อม ปัญหา
ดา้ นการอนรุ กั ษพ์ น้ื ทต่ี น้ นำ้� และปญั หาดา้ นการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรนำ�้ สง่ิ ทเ่ี ปน็
แนวทางเพอื่ แกไ้ ขปญั หานน้ั อำ� เภอชยั บรุ ที กุ หนว่ ยงานและภาคสว่ นมคี วามตระหนกั
ไมว่ า่ จะเปน็ การรเิ รม่ิ โครงการพฒั นาแหลง่ นำ�้ ขนาดตา่ งๆ ไดแ้ ก่ โครงการขดุ ลอกหนอง
น�้ำ สระน้�ำ และคลองธรรมชาติฯลฯ นอกจากน้ีสิ่งที่จะเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟู
ทรัพยากรน�้ำน้ัน จะต้องมีการเผยแพร่ให้ความรู้และสร้างจิตส�ำนึก จัดกิจกรรมวัน
อนุรักษแ์ ละพัฒนา แม่นำ�้ คู คลอง สนับสนนุ เครอื ขา่ ยการจดั น้�ำ ทไ่ี ด้รบั การพัฒนา
ดา้ นการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรนำ�้ ประการทส่ี องทรพั ยากรปา่ ไม้ ปจั จบุ นั ทรพั ยากรปา่
ไมใ้ นพ้ืนทข่ี องอำ� เภอชัยบุรี จากขอ้ มูลส�ำนกั งานสถติ ิจังหวัดสุราษฎรธ์ านีพบว่า เม่ือ
ปี พ.ศ. 2548 - 2549 มพี นื้ ที่ปา่ ไม้ทีเ่ ปน็ ปา่ ชมุ ชน 6 แหง่ ในพ้นื ที่ 399 ไร่ และในปี
พ.ศ. 2552 เหลอื 1 แหง่ ปกคลมุ พน้ื ที่ 472 ไร่ ซง่ึ พบวา่ ทรพั ยากรปา่ ไมแ้ ละปา่ ชมุ ชน
ท่ีเป็นปา่ แหล่งนำ้� ป่าธรรมชาติ อยูใ่ นเขตพ้นื ที่ หมทู่ ่ี 9 บา้ นคลองปราบ ต�ำบลคลอง
นอ้ ย มเี นอ้ื ที่ 80 ไร่ เปน็ ป่าธรรมชาติทอี่ ุดมสมบูรณ์ไปดว้ ยต้นไมข้ นาดใหญ่ มีสตั วป์ า่
อาศัยอยูห่ ลายชนดิ เปน็ ป่าแหล่งตน้ น้ำ� ธรรมชาติหลายสาย ด้วยกัน และมนี ้ำ� ตกเขา

72 ปี ครูพลบั พลงึ คงชนะ 65
ห้ายอดบนเนื้อทีป่ ระมาณ 200 ไร่ เปน็ น้ำ� ตกขนาดเลก็ มพี ้ืนทปี่ า่ ทอี่ ดุ มสมบูรณ์ เปน็
แหล่งพกั ผอ่ นหยอ่ นใจของประชาชนในพ้ืนทีแ่ ละตำ� บลใกลเ้ คยี ง สามารถพฒั นาเปน็
แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วเชงิ อนรุ กั ษไ์ ด้ (องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลคลองนอ้ ย, 2551) ตำ� บลชยั
บรุ มี เี ขตปา่ สงวนแหง่ ชาติ จำ� นวน 39,727 ไร่ เขตอนรุ กั ษพ์ นั ธส์ ตั วป์ า่ จำ� นวน 10,435
ไร่ และเป็นพ้ืนที่ป่าชุมชน จ�ำนวน 600 ไร่ ป่าธรรมชาติสระแก้ว ต้ังอยู่ในท่ีบ้าน
สระแกว้ หมทู่ ่ี 8 และถำ้� หอม ตง้ั อยทู่ บี่ า้ นควนสระ หมทู่ ่ี 4 ซงึ่ กำ� ลงั ดำ� เนนิ การพฒั นา
เป็นแหล่งท่องเท่ียว (พัฒนาชุมชนอ�ำเภอชัยบุรี, 2551) ซ่ึงมีพ้ืนท่ีดังนี้ ป่าธรรมชาติ
สระแก้ว ป่าสระน�้ำ พื้นท่ี 472 ไร่ ถ้�ำหอม ป่าไม้พ้ืนที่ 126 ไร่ป่าพรุ หมู่ท่ี 5 พ้ืนที่
198 ไร่ นำ�้ ตกโตน หมูท่ ่ี 5 น�้ำตกทุ่งฟา้ หมู่ท่ี 8 ป่าชุมชนบา้ นสระแก้วเปน็ ป่าดงดบิ
ท่มี ีความอุดมสมบูรณม์ าก โดยมชี าวบ้านหมู่ท่ี 8 บ้านสระแกว้ ต�ำบลไทรทอง เปน็ ผู้
ดแู ล จ�ำนวน 400 ไร่ และเปน็ แหลง่ ทอ่ งเทีย่ วเชิงอนรุ ักษ์ ในต�ำบลสองแพรกมีพน้ื ที่
ป่าสงวนแหง่ ชาตมิ ากทีส่ ดุ จำ� นวน 10,526 ไร่ รองลงมา เปน็ เขตอนรุ กั ษพ์ นั ธส์ุ ตั วป์ า่
2 แห่ง 1,415 ไร่ ป่าอนรุ กั ษ์ 1,412 ไร่ ท่ดี ินสาธารณะ 121 ไร่ และปา่ ชุมชน จำ� นวน
12 ไร่ (แผนชมุ ชนตำ� บลสองแพรก, 2551) จากขอ้ มลู เบอื้ งตน้ สรปุ ไดว้ า่ ในพน้ื ทอี่ ำ� เภอ
ชัยบุรีมีป่าไม้ธรรมชาติ 798 ไร่ มีพื้นท่ีอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า 11,847 ไร่ พื้นที่เขตป่า
สงวนแห่งชาติ 50,303 ไร่ มีพืน้ ท่ปี ่าชุมชน 1,012 ไร่ พ้นื ท่ีป่าพรุ 198 ไร่ และทีด่ ิน
สาธารณะ 121 ไร่ ขอ้ มูลทรพั ยากรป่าไม้ทกี่ ลา่ วมาในปจั จุบันมจี ำ� นวนลดลงเปน็ อัน
มาก สาเหตุส�ำคัญท่ีท�ำให้ทรัพยากรป่าไม้ในปัจจุบันลดลงนั้น เกิดความเส่ือมโทรม
เป็นอย่างมากอันเนื่องมาจากการพัฒนาท่ีต้องอาศัยทรัพยากรธรรมธรรมชาติเป็น
ปัจจัยพื้นฐานในการสร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและบรรเทาความยากจนใน
เขตพนื้ ทอ่ี ยหู่ า่ งไกลชมุ ชนเมอื งหรอื ศนู ยก์ ลางอำ� เภอชยั บรุ ี การใชท้ รพั ยากรธรรมชาติ
เป็นไปอย่างฟุ่มเฟือย และขาดความระมัดระวังในด้านการอนุรักษ์ จึงมีผลท�ำให้
ทรพั ยากรปา่ ไมเ้ กดิ ความเสอ่ื มโทรมและสน้ิ สภาพไปอยา่ งรวดเรว็ กอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี
หายต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศเป็นอย่างมาก ประการที่สามทรัพยากรสัตว์
ป่า ปัจจุบันในพ้ืนท่ีอ�ำเภอชัยบุรีได้มีการก�ำหนดเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งการ
อนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าเป็นเร่ืองส�ำคัญต่อการด�ำรงอยู่ของคนในพ้ืนที่อ�ำเภอชัยบุรี
ซ่ึงการป้องกันให้สัตว์ป่าคงอยู่นับว่าเป็นส่ิงส�ำคัญอันดับแรกของการจัดการสัตว์ป่า

66 ภิ ร ม ย์รตี
และปฏบิ ตั ติ ามพระราชบญั ญตั สิ งวนและคมุ้ ครองสตั วป์ า่ เพราะถา้ หากสามารถทจี่ ะ
คมุ้ ครองรกั ษาสตั วป์ า่ ชนดิ ตา่ งๆ ไวไ้ ดแ้ ลว้ การดำ� เนนิ งานในเรอ่ื งอน่ื ๆ ทจี่ ำ� เปน็ ตอ่ การ
จัดการสัตว์ป่าย่อมกระท�ำได้ การช่วยกันอนุรักษ์ปรับปรุงแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งน�้ำ
และอาหารของสัตว์ป่าให้อยู่ในสภาพท่ีดีและไม่ให้ถูกท�ำลายหรือสูญหายไป การ
จัดการให้สัตว์ป่ามีจ�ำนวนเพ่ิมมากข้ึนในระดับท่ีพอเหมาะกับปริมาณอาหารและท่ี
หลบภัยในพื้นที่ในอนาคตอีกด้วย ประการที่ส่ีทรัพยากรอากาศ สภาพอากาศโดย
ท่ัวไปในพ้ืนที่อ�ำเภอชัยบุรีมีสภาพอากาศแบบมรสุมเขตร้อน อยู่ภายใต้อิทธิพลของ
ลมมรสมุ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ มาจากมหาสมทุ รอนิ เดยี และลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
ที่พดั ผา่ นอ่าวไทย ท�ำให้อ�ำเภอชยั บรุ ีไดร้ ับอิทธพิ ลดังกลา่ ว มีลักษณะภูมอิ ากาศเปน็
แบบมรสมุ มี 2 ฤดกู าล คอื ฤดรู อ้ นเรมิ่ ตงั้ แตเ่ ดอื นกมุ ภาพนั ธถ์ งึ เดอื นเมษายน ฤดฝู น
เร่ิมตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมกราคม ประกอบสภาพภูมิประเทศของพ้ืนที่
เหมาะแก่การท�ำการเกษตร ท�ำให้อ�ำเภอชัยบุรีมีรายได้จากการปลูกพืชเศรษฐกิจได้
ตลอดเกือบท้ังปี ประการที่ห้าทรัพยากรพืชและสัตว์เศรษฐกิจ อ�ำเภอชัยบุรีมีพืช
เศรษฐกจิ ทสี่ ำ� คญั ไดแ้ ก่ ยางพารา ปาลม์ นำ้� มนั เงาะ ทเุ รยี น มงั คดุ ลองกอง ซงึ่ อำ� เภอ
ชัยบุรีมีการเพาะปลูกยางพารามากกว่าพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ในปี พ.ศ. 2550 มีพื้นที่
เพาะปลูก 110,421 ไร่ โดยมีจ�ำนวนครัวเรือนที่ปลูกรวม 3,800 ครัวเรือน (เกษตร
จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ าน,ี 2550) พชื เศรษฐกจิ เกดิ การจา้ งงานเพมิ่ ขน้ึ ในอำ� เภอชยั บรุ ี อาทิ
แรงงานที่เขา้ มากรดี ยาง ซึ่งมีทั้งคนนอกและคนในพนื้ ท่ี แต่เจ้าของสวนมักจะวา่ จ้าง
คนนอกหรือแรงงานต่างด้าวเพราะว่ามีค่าว่าจ้างถูกกว่าคนในพื้นที และมีความขยัน
ขันแขง็ อดทน มากกวา่ แรงงานในพน้ื ท่ี โดยคา่ ว่าจ้างแรงงานงานตา่ งดา้ วทีเ่ ปน็ ชาว
พม่า น้ันจะตกลงราคาท่ี 70: 30 แรงงานชาวไทยอีสาน 60 : 40 สว่ นคนไทยในพ้นื ที่
55: 45 ซึ่งส่งผลให้ในปัจจุบันอ�ำเภอชัยบุรีมีจ�ำนวนแรงงานย้ายถ่ินเข้ามาขับเคล่ือน
ระบบเศรษฐกิจท่ีมียางพาราและปาล์มน�้ำมัน เป็นจ�ำนวนมาก (สัมภาษณ์สมเกียรติ
จิตตพ์ ินิจไมตรี,2553) สำ� หรบั สัตวเ์ ศรษฐกจิ ในอ�ำเภอชัยบุรสี ัตว์เศรษฐกจิ พบว่า ไก่
เป็นสัตว์เศรษฐกิจท่ีส�ำคัญมากที่สุด มีจ�ำนวน18,492 ตัว รองลงมาเป็นสุกร 1,343
ตัว โค 1,963 ตัว เป็ด 270 ตัว หาร 23 ตวั กระบือ 18 ตวั และแพะ 16 ตัว สว่ น
สัตว์อื่นๆ เป็นสัตว์เล้ียง ได้แก่ สุนัข 5,130 ตัว แมว 2,176 ตัว ม้า 3 ตัว (เกษตร

72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 67
จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ าน,ี 2550) ประการสดุ ทา้ ยทรพั ยากรบคุ คล ประชากรในพนื้ ทอ่ี ำ� เภอ
บุรีเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีการเปลี่ยนแปลงเม่ือมีการส�ำรวจของหน่วยงานต่างๆ ท่ี
เกย่ี วขอ้ ง ณ วนั ท่ี 1 กรกฎาคม 2551 พบวา่ อำ� เภอชยั บรุ มี ปี ระชากรทงั้ หมด 24,848
คน เพศชาย 12,654 คน เพศหญิง 12,194 คน ความหนาแน่นของประชากรโดย
เฉลี่ย 57.79 คนตอ่ ตารางกิโลเมตร อัตราเพ่ิมของประชากร ร้อยละ 0.71 ซงึ่ มีกลุม่
บคุ คลแบง่ ไดเ้ ปน็ สามกลมุ่ กลมุ่ แรกคอื ผคู้ นกลมุ่ กำ� ลงั ผลติ (ทำ� งาน) กลมุ่ คนกำ� ลงั
ผลิตนั้นหมายถึงแรงงานท่ีมอี ายตุ ัง้ แต่ 20 - 60 ปี มจี ำ� นวน 14,437 คน หรอื คิดเปน็
รอ้ ยละ 58.17 กล่มุ นีเ้ ปน็ กลุ่มทอ่ี ยู่กระจัดกระจายตามแหลง่ แรงงานต่างๆ ตามสวน
ยางพารา สวนปาลม์ นำ�้ มนั โรงงานอตุ สาหกรรม กลมุ่ มกี ำ� ลงั ผลติ นเ้ี ปน็ กลมุ่ ทดี่ แู ลรบั
ผดิ ชอบคนในครอบครวั หลายคนมหี นสี น้ิ ตดิ ตวั จนตอ้ งเขา้ ชำ� ระหนซ้ี งึ่ มหี ลกั ฐานชถ้ี งึ
ความยากลำ� บากของชนกลมุ่ นี้ เพราะชนกลมุ่ นเี้ ปน็ ชนกลมุ่ ทอี่ ยใู่ นวยั แรงงาน ซงึ่ เปน็ ก
ลุ่มท่ีมีหนี้สินมากที่สุด ซึ่งสามารถพิจารณาตารางแสดงข้อมูลการพักช�ำระหน้ีของ
เกษตรกร กลุ่มที่สองผ้คู นวัยพ่งึ พิงผู้อน่ื คอื ผคู้ นที่มอี ายรุ ะหว่าง 0 - 20 ปี และ 60
ปขี ้ึนไปมีจำ� นวนรวม 10,411 คน คิดเปน็ ร้อยละ 41.89 ผ้คู นในวัยพง่ึ พิงทั้งเดก็ และ
คนชรานั้นมักใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เพราะคนชราในอ�ำเภอชัยบุรีช่วยเล้ียงหลานให้กับ
ลกู ๆ ดว้ ย ถอื เปน็ การสานความรกั ของสมาชกิ ในครอบครวั ใหแ้ นน่ แฟน้ ยงิ่ ขนึ้ คนชรา
สว่ นใหญม่ สี วนยางพารา สวนปาลม์ นำ้� มนั เปน็ ของตนเอง ซงึ่ บางคนมรี ายไดด้ โี ดยไม่
จำ� เปน็ ตอ้ งขอเงนิ จากลกู ๆ และกลมุ่ สดุ ทา้ ยผคู้ นกลมุ่ ศกึ ษาเลา่ เรยี นคอื ผคู้ นทม่ี อี ายุ
ระหว่าง 6 - 25 ปี มจี �ำนวน 8,999 คน คดิ เป็นอัตราส่วนร้อยละ 36 จากสดั ส่วนของ
อตั ราผคู้ นกลมุ่ กำ� ลงั ผลติ มอี ตั ราสว่ นทสี่ งู กวา่ ผคู้ นในกลมุ่ พงึ่ พงิ ผอู้ นื่ และวยั ศกึ ษาเลา่
เรยี นไมห่ า่ งกนั มากนกั เทา่ กบั วา่ ผคู้ นในกลมุ่ กำ� ลงั ผลติ ตอ้ งแบกรบั ภาระการเลย้ี ง จงึ
ท�ำใหต้ ัวเลขของผคู้ นในกล่มุ การผลิตจงึ ไดม้ หี น้ีสินมากดังปรากฏตามมาน้นั เอง

68 ภิ ร ม ย์รตี

ตารางที่ 1 แสดงจำ� นวนประชากร

ประชากรของอ�ำเภอชัยบุรี

กลุ่มอายุ ชาย หญิง รวม

จ�ำนวน รอ้ ยละ จำ� นวน รอ้ ยละ จำ� นวน รอ้ ยละ
0 - 4 1,037 4.17 958 3.86 1,995 8.03

5 - 9 1,105 4.45 1,008 4.06 2,113 8.5

10 - 14 1,196 4.81 1,067 4.29 2,263 9.11

15 - 19 1,137 4.58 1,160 4.67 2,297 9.24

20 - 24 1,192 4.8 1,134 4.56 2,326 9.36

25 - 29 1,160 4.67 1,158 4.66 2,318 9.33

30 - 34 1,126 4.53 1,149 4.62 2,275 9.16

35 - 39 1,213 4.88 1,167 4.7 2,380 9.58
40 - 44 1,095 4.41 928 3.73 2,023 8.14
45 - 49 698 2.81 711 2.86 1,409 5.67
50 - 54 505 2.03 481 1.94 986 3.97

55 - 59 349 1.4 371 1.49 720 2.9

60 - 64 226 0.91 257 1.03 483 1.94

65 - 69 210 0.85 213 0.86 423 1.7

70 - 74 193 0.78 186 0.75 379 1.53

75 ปีข้ึนไป 212 0.85 246 0.99 458 1.84

รวม 12,654 50.93 12,194 49.07 24,848 100

ที่มา : ขอ้ มูลจากทะเบยี นราษฎร์ ณ วนั ท่ี 1 กรกฎาคม 2551

72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 69

ตารางที่ 2 แสดงขอ้ มลู พักชำ� ระหน้ีของเกษตรกร

ตำ� บล เกษตรกรท่พี กั ชำ� ระหนี้ จำ� นวนเงินทพี่ ักชำ� ระหน้ี
ชัยบรุ ี 196 11,944,624
118 6,869,406
สองแพรก 157 9,885918
273 18,342,747
ไทรทอง 744 47,042,695

คลองน้อย
รวม

ภมู ปิ ญั ญาชาวบ้านและศาสตรช์ าวบา้ น
ในพ้ืนท่ีอ�ำเภอชัยบุรีความรู้ความสามารถของชาวบ้านที่เกิดจาก
ประสบการณท์ เี่ รยี นร้มู าเปน็ เวลา ซงึ่ มี 3 ประการ ประการแรก ภมู ปิ ญั ญาทพ่ี น้ สมยั
ไดแ้ ก่ แพทย์แผนไทยรักษาโรคตาลและซาง แพทย์แผนไทย (หมองู) แพทยแ์ ผนไทย
และสมุนไพร แพทย์ไทย (ต้มยาเด็ก) และลิเกป่าฯลฯ ยกตัวอย่างกรณีสมุนไพรพ้ืน
บ้านอ�ำเภอชยั บรุ ี เป็นภูมิปญั ญาพน้ สมยั ทม่ี หี มอยาพ้ืนบ้านใช้องค์ความรขู้ องตนเอง
ในเรอื่ งยาสมนุ ไพรพนื้ บา้ น ทเ่ี กดิ จากกระบวนการเรยี นรผู้ า่ นประสบการณ์ การฝกึ ฝน
จนสามารถได้องค์ความรู้ท่ีน�ำมาใช้ในการรักษาผู้คนให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ประการที่สอง ภูมิปัญญาที่ยังสมสมัย ได้แก่ การเลี้ยงสัตว์บก สัตว์น�้ำ สัตว์ปีกฯลฯ
ซง่ึ การเลย้ี งสตั วน์ เี้ ปน็ ภมู ปิ ญั ญาทยี่ งั สมสมยั อยู่ เนอ่ื งจากความผกู พนั ของคนในพน้ื ท่ี
อำ� เภอชยั บรุ ี เพราะเมอ่ื กอ่ นคนใชส้ ตั วเ์ ปน็ อาหารใชแ้ รงงานจากสตั วใ์ นการเพาะปลกู
การใช้แรงงานสัตว์ในการไถพรวน การเก็บเกี่ยวและการคมนาคมขนส่ง ตลอดจน
เล้ียงสัตว์เป็นเพ่ือนผ่อนคลายความตึงเครียด และ ป้องกันภัยจากโจรผู้ร้าย ซึ่งการ
เล้ียงสัตว์มีประโยชน์ และมีความส�ำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ในด้านต่างๆ นอกจาก
น้ันการเลี้ยงสัตว์ยังช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมลูกโซ่ กล่าวคือ เม่ือมีการเล้ียงสัตว์ก็จะ
เกิดอุตสาหกรรมที่เก่ียวข้องขึ้นมากมาย เช่น โรงงานผลิตอาหารสัตว์ โรงฆ่าสัตว์
โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ฯลฯ รวมไปถึงอุตสาหกรรม
การขนสง่ และ ธรุ กจิ บรกิ ารอน่ื ๆ ซง่ึ ชว่ ยใหเ้ กดิ ผลดตี อ่ เศรษฐกจิ ของประเทศ ซง่ึ สตั ว์

70 ภิ ร ม ย์รตี

ที่เป็นภูมิปัญญายังสมสมัย ประการที่สุดท้าย ภูมิปัญญาท่ีควรต่อยอด/บูรณาการ/
สรา้ งภมู ปิ ญั ญาใหม่ ไดแ้ ก่ หตั ถกรรมตเี หลก็ หตั ถกรรมเครอ่ื งมอื จบั สตั วน์ ำ้� หตั ถกรรม
ช่างไม้ หัตถกรรมไม้กวาดดอกหญ้า หัตถกรรมสานกระสอบ เสื่อ เป็นต้น เพราะใน
ชุมชนชัยบุรียังมีกิจกรรมทางเกษตรกรรมที่ต้องพ่ึงพาหัตถกรรมจากการตีเหล็ก ซ่ึง
การปรบั ปรุงเครอ่ื งไม้เครื่องมอื จะส่งผลใหม้ ีการเพมิ่ ผลผลติ ทางการเกษตรได้ ซึง่ ถอื
เปน็ การเสริมพลงั ฐานทางเศรษฐกิจอำ� เภอชัยบุรดี ้วย
ศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีจากภายนอก
เปน็ ระบบความรู้ ทักษะ เทคนคิ วิธีทางวทิ ยาศาสตรท์ ่ีไดร้ บั อทิ ธิพลมาจาก
ภายนอก นำ� มาใชป้ ระโยชนใ์ นการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ของคนในชมุ ชน ดงั น้ี ประการ
แรก มิติท่ีเป็นคุณูปการ ศาสตร์และเทคโนโลยีจากภายนอกในมิติท่ีเป็นคุณูปการ
ได้แก่ บอ่ น้�ำบาดาล ถังเก็บน�้ำ และประปาหม่บู ้าน ส่งผลให้ชาวบา้ นมีน้�ำบรโิ ภคและ
อุปโภค ทั้งในการทำ� เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม กลุม่ เล้ียงไก่ ถอื เปน็ อาชีพเสรมิ ที่
มรี ายไดด้ ี กลมุ่ เลยี้ งปลา ถอื เปน็ อาชพี เสรมิ ทมี่ รี ายไดด้ ี กลมุ่ ปยุ๋ หมกั ชวี ภาพ ชว่ ยชาว
บ้านลดค่าใช้จ่ายและรักษาสภาพดิน ส�ำหรับศาสตร์และเทคโนโลยีท่ีมีมิติทางด้าน
คณุ ปู การสำ� หรบั ทางวดั ไดแ้ ก่ การนำ� เครอื่ งขยายเสยี ง สถานวี ทิ ยชุ มุ ชน โดยไปใชใ้ น
การสอ่ื สารขอ้ มูล ขา่ วสาร ในสถานที่ท่ตี ้ังอยู่รอบๆ วัด โดยเจา้ อาวาสจะพดู ทส่ี ถานี
วทิ ยุ ทีบ่ า้ นนายแดง ผา่ นคลื่นวทิ ยุ 104 เอม็ ทวี นี ิว หรอื วิทยชุ ุมชน โดยเน้นใหค้ วาม
รู้จากพระพุทธศาสนา (สมั ภาษณ์ พระสมุ ประสิทธ์ิ บุปผคนโธ, 26 มีนาคม 2553)
ประการทสี่ องมติ ทิ เ่ี ปน็ โทษ ไดแ้ ก่ เครอื่ งเลอื่ ยไม้ ถอื เปน็ อปุ กรณท์ ช่ี ว่ ยตดั ไมท้ ำ� ลาย
ป่าไม้ได้อย่างรวดเร็ว รถแทรกเตอร์ เป็นยานยนต์ที่มีส่วนในการเปล่ียนแปลง
ภูมิศาสตร์ในอ�ำเภอชัยบุรีมาตั้งแต่ทศวรรษ 2510 ซ่ึงถือเป็นยุคสมัยที่รัฐปิดป่า
ประชาชนแลว้ เปดิ ปา่ ใหน้ ายทนุ สมั ปทาน ซง่ึ สง่ ผลใหเ้ กดิ การลกั ลอบตดั ไมท้ ำ� ลายปา่
ในวงกว้าง เพราะชาวบ้านจะเอาเคร่ืองเล่ือยไปรับจ้างลักลอบแปรรูปไม้ตามการว่า
จ้างของกลุ่มผู้ว่าจ้างหรือกลุ่มนายทุนต่างๆ โดยชาวบ้านก็กระท�ำไปบนพ้ืนฐานของ
การเลย้ี งชพี และประมาณ 5 - 10 ปีท่ผี า่ นมา อ�ำเภอชยั บรุ เี ริม่ มรี ้านเกมสเ์ กิดขึ้นใน
ชุมชน โดยสิ่งเหล่าน้ีเกิดจากผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนขาดความรับผิดชอบไม่ท�ำหน้าท่ี

72 ปี ครูพลบั พลงึ คงชนะ 71

ปกป้องดูแล เมินเฉยต่อการเกิดขึ้นของร้านเกมส์ หรือหน่วยงานที่อนุญาตให้มีการ
ลงทุนเปิดกินการร้านเกมส์ ซึ่งเป็นการบ่อนท�ำลายสังคมไปด้วย ส่ิงท่ีเกิดข้ึนตามมา
คอื เยาวชนใชเ้ วลาวา่ งหมดไปกบั การเลน่ เกมสเ์ ดก็ ไมเ่ คารพผใู้ หญ่ นยิ มใชค้ วามรนุ แรง
อันดเู กมสเ์ ป็นตวั อยา่ งและนำ� มาใช้กับชวี ิตจริง และไมม่ ผี ปู้ กครองคอยใหค้ ำ� แนะน�ำ
แก่เยาวชน เพราะต้องทำ� มาหากนิ ตัวเปน็ เกลยี ว หรือ ผปู้ กครองเองก็มพี ฤติกรรมไม่
นา่ นบั ถอื ประการสดุ ทา้ ยมติ ทิ เ่ี ปน็ ปจั จยั เสยี่ ชมุ ชนชนั บรุ มี มี ติ ทิ เี่ ปน็ ความเสย่ี ง อาทิ
บตั รเครดติ เปน็ บตั รทสี่ ามารถจบั จา่ ยใชส้ อยแทนเงนิ สด ดงั นน้ั เจา้ ของบตั รไมส่ ามารถ
มองเห็นจ�ำนวนเงินสดจริงๆ รถสิบล้อ หรือรถบรรทุกแร่ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ใน
ชมุ ชนชยั บรุ ี เพราะวา่ ปรากฏการณน์ เี้ พง่ิ เกดิ ขน้ึ ในชว่ ง พ.ศ. 2552 ซง่ึ กอ่ นหนา้ นนั้ รถ
สิบล้อพ่วงบรรทุกแร่จะใช้เส้นทางอื่นในการขนส่งแร่เพ่ือไปส่งท่ีกระบ่ี ความเสี่ยงก็
คือ คนขับรถสิบล้อพ่วงเหล่าน้ีขับข่ีด้วยความรวดเร็ว ไม่มีมารยาท ไม่ให้เกียรติชาว
บา้ นและพระท่ีเดนิ อยู่ขา้ งถนน จนเกดิ อบุ ตั ิเหตุหลายคร้งั แลว้ ชาวบ้านกม็ อี าการไม่
พอใจ แต่ไม่สามารถทำ� อะไรได้ ดงั นั้นจึงนับเป็นความเสย่ี งหน่งึ ดว้ ย (สัมภาษณน์ าย
ถวลั ย์ ฉมิ ภักดีม 2553)
สขุ ภาวะของผ้คู นและชุมชน
ประกอบดว้ ยสองประการ คอื ประการแรกสภาวะและภาวะแวดลอ้ ม ดว้ ย
ภูมิศาสตร์ของอ�ำเภอชัยบุรีนั้นมีพื้นท่ีส่วนใหญ่ลาดระหว่างเทือกเขา ประกอบกับ
ภมู ริ ฐั ศาสตรข์ องอำ� เภอชยั บรุ นี น้ั เปน็ เมอื งชายขอบของจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านซี ง่ึ อำ� นาจ
ในการบริหารจัดการของรัฐนั้นมีเบาบางกว่าอ�ำเภอท่ีอยู่ใกล้กับศาลากลางจังหวัด
ผู้คนในอ�ำเภอชัยบุรีจึงมีความเป็นตัวตนตามเอกลักษณ์หรือ “วัฒนธรรมชาวบ้าน”
ผสมผสานกบั วฒั นธรรมการทำ� งานในโรงงานประการทสี่ องสภาพทางโภชนาการและ
เวชการ ชาวชัยบุรีส่วนใหญ่พึ่งพาอาหารจากตลาดนัดที่เรียงรายนัดไปตามจุดต่างๆ
ในทกุ วนั โดยพชื ผกั ทางการเกษตรทพี่ อ่ คา้ และแมค่ า้ นำ� เขา้ มาขายในตลาดนดั อำ� เภอ
ชยั บุรีนนั้ รอ้ ยละ 90 % ถูกซือ้ มาจากตลาดหวั อิฐ จังหวัดนครศรธี รรมราช ซึ่งที่น้ันมี
พืชผักให้เลือกเยอะและมีก�ำไรจากการท�ำการค้าดี (สัมภาษณ์ รุ่น ศรีวิเศษ, 29
พฤศจกิ ายน 2551) สว่ นความรทู้ างดา้ นเวชการกต็ กอยกู่ บั คนเฒา่ คนแกใ่ นชมุ ชน อาทิ

72 ภิ ร ม ย์รตี

แพทย์แผนไทยรักษาโรคตาลและโรคซาง แพทยแ์ ผนไทยหมองู แพทย์แผนไทยและ
สมนุ ไพร และ แพทย์ไทยต้มยาเด็กและจากหนว่ ยงานของรฐั อย่างพอเพียง
ปจั จยั เสยี่ ง
ดว้ ยอำ� เภอชยั บรุ เี ปน็ เมอื งทม่ี เี ศรษฐกจิ ดี การเงนิ เฟอ่ื งฟจู ากการทำ� เกษตร
เชิงเด่ียว และแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งปัจจัยเหล่านี้น�ำมาสู่ความเสี่ยงคือ
ประการแรก คือ การปล่อยมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งทางอากาศและลงสู่
แมน่ ำ�้ ลำ� คลอง ซง่ึ มแี ตจ่ ะสง่ ผลใหเ้ กดิ มลภาวะเปน็ พษิ ในอนาคต สว่ นประการทส่ี อง
คือ ธุรกิจรา้ นอาหารกลางคืน หรือร้านคาเฟ่ที่เปิดบริการในเวลากลางคืน ที่ตั้งเรียง
รายตามถนนสายหลักของอ�ำเภอชัยบุรี มีจ�ำนวนประมาณ 37 ร้าน ( พ.ศ. 2551)
สาเหตุหนึ่งเพราะร้านเหล่านี้มีผู้หญิงบริการ เพราะแรงงานต่างถิ่นและต่างด้าวไม่
สามารถเดินทางออกไปเทย่ี วไกลๆ ได้ ดงั นนั้ ธรุ กจิ กลางคนื ของอำ� เภอชยั บุรีจึงเปน็ ก
ลมุ่ ธรุ กิจทีม่ ีเมด็ เงินไหลเข้าไปเยอะ และสง่ ผลใหธ้ รุ กิจนี้ยังคงสภาพอยู่ตอ่ ไป ซึ่งผลก
ระทบจากการมธี ุรกจิ กลางคนื กค็ ือ แหล่งแพรโ่ รคตดิ ต่อ อุบตั ิเหตุ สขุ ภาพและนำ� ไป
สู่ปัญหาครอบครวั ตอ่ ไป
สรปุ
ฐานทางเศรษฐกจิ ในมติ ติ า่ งๆ ของ อำ� เภอชยั บรุ ี ทปี่ ระกอบดว้ ย ทรพั ยากร
อาทิ ดนิ นำ�้ ป่าไม้ สตั วป์ ่า อากาศ พชื และสตั วเ์ ศรษฐกจิ ทรัพยากรบุคคล ผู้คนใน
วัยท�ำงาน ผู้คนวันพึ่งพิง และผู้คนในวันเล่าเรียนภูมิปัญญาชาวบ้านและศาสตร์ชาว
บา้ น ทมี่ ี ภมู ปิ ญั ญาทที่ นั สมยั ภมู ปิ ญั ญาทย่ี งั สมสมยั และภมู ปิ ญั ญาทตี่ อ่ ยอด ศาสตร์
และเทคโนโลยีจากภายนอก ในมิตทิ ีเ่ ปน็ คุณปู การ มติ ิท่ีเปน็ โทษ และมิตทิ ่เี สยี่ ง สุข
ภาวะของผู้คนและชุมชน สภาวะและภาวะแวดล้อม สภาพทางโภชนาการและเวช
การ ปจั จยั เสยี่ ง ปัจจัยและขอ้ จ�ำกัดอ่นื ๆ
ฐานเศรษฐกิจเบ้ืองต้นของอ�ำเภอชัยบุรี คือรากฐานท่ีส�ำคัญของระบบ
เศรษฐกิจเพราะว่า ทรัพยากรเหล่าน้ีได้ยกระดับคุณสมบัติด้วยองค์ความรู้อย่าง
ภมู ปิ ญั ญาศาสตรข์ องชาวบา้ นและเทคโนโลยจี ากภายนอก เพราะความรนู้ นั้ มอี ำ� นาจ

72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 73
ในการเปลย่ี นคณุ สมบตั ขิ องทรพั ยากรใหม้ คี วามสำ� คญั (อานนั ท์ กาญจนาพนั ธ,์ุ 2552)
นคี่ อื การมอี ำ� นาจเหนอื ทรพั ยากรตา่ งๆ ขา้ งตน้ โดยผา่ นกระบวนการแลกเปลยี่ น แบง่
ปั่น ซึ่งจักน�ำมาสู่การจัดสรรของทรัพยากร แรงงาน ผลผลิต และบริการทุกอย่าง
(George Dalton, 1968) จากนั้นฐานทางเศรษฐกิจเหล่าน้ีก็จักถูกเปลี่ยนแปลงมา
เพอ่ื การสะสม ซงึ่ คอื กระบวนการกลายเปน็ ทนุ เพราะ ทนุ นนั้ จำ� ตอ้ งมกี ารสะสมและ
ขยายความไปถึงการมีสิทธิในการน�ำมาใช้อย่างท่ีใจต้องการ (Karl Polanyi, 1980)
รวมถึงการเปลี่ยนรูป (Transformation) หรือโยกย้ายได้ตามความต้องการของผู้
ครอบครองทุนเหล่านั้น ตามแนวคิดท่ีมีว่า ทุน อุดมการณ์ ผู้คน และเทคโนโลยี
สามารถเคล่ือนย้ายถ่ายเทไปให้ผู้คนในสังคมเข้าถึงและใช้ผลประโยชน์โดยข้ามผ่าน
เสน้ แดนรัฐอีกดว้ ย (Arjun Appadurai, 1996) การเข้าถงึ ฐานทางเศรษฐกจิ ในดา้ น
ทรัพยากร ศาสตร์ และส่งิ แวดล้อม แสดงใหเ้ ห็นไดช้ ัดเจนอยา่ งหนึง่ ว่าเครือข่ายทาง
สังคม (Social network) ได้เข้ามามีบทบาทที่จะน�ำไปสู่การจัดสรรปั่นสรรปั่นส่วน
การแลกเปลยี่ นทางสงั คม (Social Exchange) เปน็ ทสี่ ำ� เรจ็ แลว้ นนั้ เพราะในทา้ ยทสี่ ดุ
แลว้ ไมว่ า่ กระบวนการแลกเปลยี่ นของชาวชยั บรุ จี ะผกู โยงเขา้ กบั ระบบตลาด สถาบนั
การเงินของรัฐ หรือของกลุ่มทุนจากภายนอกแล้วน้ัน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่บ่งแล้ว
ว่า ชาวชัยบุรีได้เข้าถึงฐานทางเศรษฐกิจ และมีอ�ำนาจในการใช้ทุนทางเศรษฐกิจใน
สงั คมชยั บรุ รี ะดบั หนงึ่ ตามแนวคดิ ของบรู ด์ เิ ยอแลว้ นน้ั ความสำ� คญั ทสี่ ดุ ของทนุ กค็ อื
การทช่ี าวชยั บรุ ไี ดป้ ระยกุ ตฐ์ านทางเศรษฐกจิ กลายทนุ เพอ่ื การดำ� รงชพี อยใู่ นปจั จบุ นั
จรงิ แลว้ จากนนั้ บรู ด์ เิ ยอไดอ้ ธบิ ายการบรโิ ภคนยิ มของผคู้ นดว้ ยวา่ มรี สนยิ มควบคมุ อยู่
ซึ่งจักถูกพัฒนาให้กลายเป็นทุนทางสังคมต่อไป (สุนีย์ ประสงค์บัณฑิต, 2553) หรือ
มองอีกมิติหน่ึงก็คือ รสนิยม ท�ำหน้าท่ีในการเช่ือมโยงความสัมพันธ์ของ ฐานทาง
เศรษฐกจิ กบั ทนุ ทางสงั คมเขา้ ดว้ ยกนั ฉะนนั้ ฐานเศรษฐกจิ ทไ่ี ดร้ บั การยกระดบั กลาย
เป็นทุน จึงมีความส�ำคัญการด�ำรงชีวิตในปัจจุบันของชาวชัยบุรี ในบริบทของความ
เปล่ยี นแปลงท่มี าจากรัฐ เศรษฐกิจ และกระแสโลกาภิวฒั นใ์ นสงั คมปจั จบุ ันด้วย

74 ภิ ร ม ย์รตี

เอกสารอ้างอิง
กาญจนา แก้วเทพ และสมมขุ หนิ วิมาน. (2551). สายธารแหง่ นกั คิดทฤษฎเี ศรษฐศาสตร์

การเมืองกบั ส่ือสารศึกษา. กรงุ เทพฯ : ภาพพมิ พ์
โคเซอร,์ ลวิ อิส เอ. (2547). นกั ปราชญ์ระดบั โลก. แปลโดย กาญจพรรษ (องั กาบ) กอศรี

พรและคณะ. กรงุ เทพฯ : สถานบันวิถีทรรศน์.
ชลิดา บณุ ฑวุ งศ์ และอนสุ รณ์ อุณโณ. (2546). พลวตั เศรษฐกจิ ชมุ ชนหมู่บ้านภาคใตต้ อน

บนฝ่งั ตะวนั ออก : กรณีศึกษา 4 พ้นื ท่ี. กรงุ เทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน.์
ชยั บรุ ,ี อำ� เภอ. (2549). ทรี่ ะลกึ งานฉลอง 25 ปี “เมอื งชยั บรุ ”ี ระหวา่ งวนั ท่ี 30 ตลุ าคม - 

7 พฤศจกิ ายน 2549. สุราษฎรธ์ านี. (อดั ส�ำเนา)
_______________ . (2551). แบบสำ� รวจขอ้ มลู ผปู้ ระกอบการปรบั ปรงุ การจดั ชน้ั อำ� เภอ.

ม.ป.ท.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2549). พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาอังกฤษ - ไทย ฉบับ

ราชบณั ฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบณั ฑติ ยสถาน.
พัฒนาท่ดี ิน,กรม. (2550). ค่มู ือการจดั การดินจงั หวดั สุราษฎรธ์ านี. ม.ป.ท.
แผนชมุ ชนตำ� บลสองแพรก, คณะทำ� งาน. (2551). แผนชมุ ชนระดบั ตำ� บลตามแนวทางพอ

เพียงอยดู่ ี มีสขุ พ.ศ. 2551 - 2552. ม.ป.ท.
บวรศกั ด์ิ อวุ รรโณ. (2542). ประชาธปิ ไตยแบบมสี ว่ นรว่ ม. กรงุ เทพฯ : สถาบนั พระปกเกลา้ .
ปัญญา เพ็งเคียน. (2545). การประเมินโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง : กรณี

ศกึ ษากองทนุ หม่บู า้ น หม่ทู ่ี 6 บา้ นหินคุ้งค้ัง ตำ� บลคลองนอ้ ย อำ� เภอชัยบุรี
จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ าน.ี สารนพิ นธป์ ระกาศนยี บตั รบณั ฑติ สาขาการจดั การและ
ประเมินโครงการ.สุราษฎรธ์ านี : มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสุราษฎร์ธานี.
พูนศักดิ์ ชนิกรประดิษฐ์. (2537). ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชุมชนของหมู่บ้านภาคใต้ฝั่ง
ตะวนั ออกของไทย (นครศรธี รรมราช) พ.ศ. 2435 - 2504. ม.ป.ท.
ศกึ ษาธกิ าร, กระทรวง. (2542). วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลกั ษณแ์ ละ
ภมู ปิ ัญญา จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ าน.ี กรุงเทพฯ : ครุ ุสภาลาดพรา้ ว.
สาคร รักบ�ำรุง มาโนชย์ เช่ียวชาญ และกฤษณะ ทองแก้ว. (2553). โครงการวิจัยฐาน
เศรษฐกจิ และทุนทาง
วฒั นธรรมชมุ ชน อำ� เภอชยั บรุ ี จังหวัดสรุ าษฎรธ์ านี. สรุ าษฎรธ์ านี: มหาวิทยาลัยราชภฏั
สรุ าษฎรธ์ าน.ี

72 ปี ครูพลบั พลงึ คงชนะ 75

สงบ ส่งเมือง. (2546). เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านภาคใต้ในรอบห้าทศวรรษที่ผ่านมา.
กรุงเทพฯ :สถาบันวถิ ีทรรศน.์

สัญญา สัญญาวิวัฒน์. (2550). ทฤษฎีสังคมวิทยา: เนื้อหาและแนวการใช้เบื้องต้น.
กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

สุภางค์ จนั ทวานชิ . (2551). ทฤษฎีสังคมวิทยา. กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
สุนีย์ ประสงค์บัณฑิต. (2553). แนวคิดฮาบิทัสของปิแยร์ บูดิเยอร์กับทฤษฎีทาง

มานษุ ยวทิ ยา.
กรงุ เทพฯ : ศนู ย์มานุษยวทิ ยาสิรนิ ธร.
สมนึก ทับพันธุ์ และฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ. (2535). ประเด็นปัญหาที่ดินภาคใต้. 1

[Online]. เข้าถึงได้จาก : http://www.oknation.net/blog
สมพร คำ� ขาว. (2545). การประเมนิ โครงการกองทนุ หมบู่ า้ นและชมุ ชนเมอื ง : กรณศี กึ ษา

กองทุนหมู่บ้านไทรงาม หมู่ท่ี 3 ต�ำบลไทรทอง อ�ำเภอชัยบุรี จังหวัด
สรุ าษฎรธ์ าน.ี สารนพิ นธ์ สาขาการจดั การและประเมนิ โครงการ. สรุ าษฎรธ์ าน:ี
มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สมพล ศลั ยประดษิ ฐ. (2548). การพฒั นาการวางแผนปฏบิ ตั กิ ารปา่ ชมุ ชนแบบมสี ว่ นรว่ ม
ของชุมชนบ้านสระแก้ว หมู่ท่ี 8 ต�ำบลไทรทอง อ�ำเภอชัยบุรี จังหวัด
สุราษฎร์ธานี. วิทยานิพนธ์สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา. สุราษฎร์ธานี:
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี.
สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์. (2545).โครงสร้างและพลวัตวัฒนธรรมภาคใต้กับการพัฒนา.
กรุงเทพฯ : สกว.
สรุ าษฎร์ธาน,ี จังหวัด. (2527). สรุ าษฎร์ธาน.ี กรงุ เทพฯ : กรงุ สยามการพิมพ.์
พฒั นาชมุ ชนอำ� เภอชยั บรุ ,ี สำ� นกั งาน. (2551). แผนชมุ ชนตำ� บลชยั บรุ ี ตำ� บลไทรทอง สอง
แพรกและคลองน้อย. จังหวัดสรุ าษฎร์ธานี.
บริหารส่วนต�ำบลคลองน้อย, องค์การ. (2551). แผนชุมชนระดับต�ำบลตามแนวทาง
เศรษฐกิจ. ม.ป.ท.
อานันท์ กาญจนาพันธุ.์ (2552). คิดอย่างมเิ ชล ฟูโกต์ คิดอย่างวพิ ากษ์ จากวาทกรรมอตั
บุคคลถึงจุดเปลี่ยนของอัตตา. เชยี งใหม่: มหาวิทยาลยั เชียงใหม่.
อานนั ท์ กาญจนพนั ธ.์ (2548). ทฤษฎแี ละวธิ วี ทิ ยาของการวจิ ยั วฒั นธรรม:การทะลกุ รอบ
และกบั ดักของความคดิ แบบคู่ตรงขา้ ม. ส�ำนักพิมพอ์ มรนิ ทร์ : กรุงเทพฯ .

76 ภิ ร ม ย์รตี

Arjun Appadurai. (1996). Modernity at Large: Culture dimensions
globalization. Minnesota: Public Work.

George Dalton. (1968). Primitive, Archaic and modern economies; Essays
of Karl Polanyi. Boston : BEACON.

George Ritzer and Jeffrey Stepnisky, edited. (2011). The Wiley - Blackwell
companion to majorsocial theorists. Malden, MA : Wiley - Blackwell.

John Girling. (2004). Social movements & symbolic power: radicalism,
reform and the trial of democracy in France. New York: Palgrave
Macmillan.

Karl Polanyi. (1980). The great transformation. New York: Octagon book.
Kenneth Allan. (2006). Contemporary social and sociological theory:

visualizing social worlds California: Pine Forge Press.
Michael Haralambos. (2004) . Sociology: themes and perspectives.

London:HarperCollinsPublishers.

บุคลานุกรม

สมั ภาษณ์ นายถวัลย์ ฉมิ ภกั ดี นกั วิชาการวฒั นธรรมอำ� เภอชัยบรุ ี ณ อ�ำเภอชัยบรุ ี จังหวดั
สรุ าษฎรธ์ านี เม่ือวันท่ี 26 มีนาคม 2553

สัมภาษณ์พระสมุ ประสิทธ์ิ บุปผคนโธ ณ อ�ำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 26
มีนาคม 2553

สัมภาษณน์ ายรุ่น ศรวี เิ ศษ ณ อ�ำเภอชัยบรุ ี จงั หวัดสรุ าษฎร์ธานี เมอ่ื วนั ท่ี 29 พฤศจิกายน
2551

อา่ น “งานประจำ� ปี เดือนสบิ ” :
มองพืน้ ฐานความคดิ และพืน้ ทป่ี ฏบิ ตั ิการของรฐั ใน
ชวี ติ ประจำ� วัน “คนนครฯ” ทศวรรษ 2460 - 2490

พรชยั นาคสที อง

บทคดั ยอ่
บทความชิ้นน้ีต้องการศึกษา “หนังสือที่ระลึกงานประจ�ำปีเดือนสิบ เมือง
นครฯ” เพือ่ เผยให้เห็นถึงพืน้ ท่ีปฏบิ ตั กิ ารของรัฐ (ราชการ) และปฏกิ ริ ิยาของผ้คู นท่ี
กระทำ� ผา่ นงานเทศกาลประจำ� ปเี ดอื นสบิ เมอื งนครศรธี รรมราช จนสง่ ผลตอ่ พน้ื ฐาน
ความคดิ และชีวิตประจำ� วันของคนเมอื งนครฯ ช่วงทศวรรษ 2460 - 2490
การศกึ ษาพบวา่ ความเปลยี่ นแปลงของกจิ กรรมงานประเพณเี ดอื นสบิ ทเี่ กดิ จากความ
เชื่อและวิถีปฏิบัติของคนท้องถิ่นจนกลายเป็นเทศกาลงานประจ�ำปีของเมือง
นครศรีธรรมราช เริ่มปรากฏเด่นชัดต้ังแต่ พ.ศ. 2466 เมื่อกลุ่มนักปกครองและ
ขา้ ราชการในฐานะคณะกรรมการจดั งานไดเ้ ขา้ ไปมบี ทบาทในการก�ำหนด กำ� กบั และ
ดำ� เนนิ การจดั ใหม้ กี จิ กรรมภายในงานประจำ� ปเี ดอื นสบิ นบั ตง้ั แตก่ ารปรบั เปลย่ี นสถาน
ที่การจัดกิจกรรมจากลานวัดสู่สนามหน้าเมือง และต่อมาเห็นได้ชัดว่ารัฐได้ใช้งาน
ประจ�ำปเี ดอื นสบิ เปน็ พื้นท่แี ละเครื่องมือในการเผยแพร่อดุ มการณ์ แนวนโยบายและ
วถิ ปี ฏบิ ตั ติ า่ งๆ ของรฐั โดยกระทำ� ผา่ นกจิ กรรมตา่ งๆ ทค่ี ณะกรรมการจดั งานไดก้ ำ� หนด
ข้ึน และท�ำงานผ่านเน้ือหาที่ปรากฏใน “หนังสือที่ระลึกงานประจ�ำปีเดือนสิบ” เช่น

78 ภิ ร ม ย์รตี

กจิ กรรมการแสดง การออกรา้ น การประกวด การประชนั แขง่ ขนั การเผยแพรแ่ นวคดิ
ประชาธิปไตยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แนวนโยบายรัฐนิยมใน
ทศวรรษ 2480 อุดมการณ์ต่อต้านลัทธคิ อมมิวนิสตใ์ นทศวรรษ 2490 เป็นตน้ “งาน
ประจ�ำปีเดือนสิบ เมืองนครฯ” จึงเป็นพ้ืนที่ปฏิบัติการรูปแบบหน่ึงของรัฐ (ราชการ)
ท่ีท�ำให้อุดมการณ์ นโยบายและวิถีปฏิบัติต่างๆ ของรัฐแทรกซึมเข้าเป็นส่วนหนึ่งใน
ชวี ิตประจำ� วนั ของคนเมืองนครศรีธรรมราช และเป็นเครื่องมือชนิดหน่งึ ในการบูรณา
การคนและท้องถน่ิ ให้กลายเปน็ ส่วนหน่งึ ของพลเมอื งและรฐั ชาตสิ มัยใหม่
กอ่ นบทนำ� : “บันทึก - ระลกึ ” ถงึ “ครู”
“คร”ู เปน็ คำ� ๆ แรกท่ี ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. พลบั พลึง คงชนะ ใชแ้ ทน
ตวั เองในคราวทพี่ ดู คยุ กบั ผเู้ ขยี นในฐานะลกู ศษิ ยท์ ล่ี งเรยี นรายวชิ าประวตั ศิ าสตรท์ อ้ ง
ถนิ่ (เม่ือประมาณ พ.ศ. 2544) และนบั จากครง้ั น้นั เปน็ ตน้ มาถึงปจั จบุ ัน “คร”ู ทา่ น
นี้ก็กลายเป็นผคู้ ่อยให้การสนับสนุน สง่ เสรมิ และเคีย่ วเข็ญลกู ศิษยต์ ลอดมา
ในบรรดาลูกศิษย์คงทราบกันดีว่า ความสนใจของ “ครู” ท่านน้ีต่อวง
วชิ าการนน้ั ทา่ นโฟกสั อยกู่ บั “ประวตั ศิ าสตรอ์ ยธุ ยา” “ประวตั ศิ าสตรม์ สุ ลมิ /อสิ ลาม”
และ “ประวตั ศิ าสตร์ทอ้ งถิ่น/อาณาบริเวณศกึ ษา” เป็นสำ� คัญ
และหากนยิ ามของ “ประวตั ศิ าสตร”์ หมายถงึ “การถกั ทอ” เนอ่ื งในโอกาส
ท่ี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พลับพลึง คงชนะ “ครู” ผู้ค่อยส่งเสริม สนับสนุน และ
เค่ยี วเขญ็ ลูกศษิ ย์ มีอายคุ รบ 72 ปี ผูเ้ ขียนขอใชบ้ ทความ (บททดลองนำ� เสนอ) น้ี ให้
เป็นเสมือนภาพแทนแสดงความเคารพและแสดงความนับถือต่อ “ครู” “ครู” ผู้ซึ่ง
เน้นย้ำ� กบั บรรดาเหล่าลูกศษิ ยอ์ ยเู่ สมอๆ ว่า การแสวงหาความรูห้ รือการผลิตผลงาน
วชิ าการกเ็ ปรยี บเสมอื นการถกั ทอผนื ผา้ การทกั ทอผนื ผา้ ใหม้ คี วามยาวหรอื สน้ั แคไ่ หน
ขน้ึ อยกู่ บั เสน้ ดา้ ยในแนวตง้ั “คร”ู ทา่ นนจ้ี งึ มกั พดู ยำ�้ ตลอดวา่ ขอใหเ้ ราตอ้ งพงึ่ ตระหนกั
ให้ความส�ำคัญกับเส้นด้ายแนวต้ัง ต้องเป็นเส้นด้ายที่มีความยาว (ไกล) ส่วนความ
พยายามก็เหมือนเส้นด้ายแนวนอน การถักทอเส้นด้ายแนวนอนจึงต้องกระท�ำไป
เรอ่ื ยๆ เพ่อื เพมิ่ ขนาดของผืนผ้า
เพราะฉะนนั้ ในฐานะทไี่ ดร้ จู้ กั “คร”ู ทา่ นนผี้ า่ นรายวชิ าประวตั ศิ าสตรท์ อ้ ง
ถ่ิน และได้กลายเปน็ ลกู ศษิ ยค์ นหน่ึงท่ี “คร”ู ท่านใหค้ วามเมตตา กรณุ า เสนอแนะ

72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 79

ให้ศึกษาวิเคราะหเ์ อกสารเพ่อื เป็นหวั ขอ้ วทิ ยานิพนธ์ในระดับบณั ฑติ ศกึ ษา พรอ้ มทง้ั
ใหค้ วามกรณุ ารบั เปน็ อาจารยท์ ปี่ รกึ ษาวทิ ยานพิ นธด์ ว้ ยนนั้ จงึ ถอื โอกาสนน้ี ำ� เสนอภาพ
“ประวัตศิ าสตร์ท้องถนิ่ ” เมืองนครศรธี รรมราช จาก “เอกสาร” ที่เรียกวา่ “หนงั สอื
ท่รี ะลกึ งานประจ�ำปี เดอื นสบิ ” เพือ่ ระลกึ ถึงและตอบแทนพระคุณ “คร”ู
บทนำ� : เชญิ ชวนเท่ียว “งานประจำ� ปี เมอื งนครฯ”
“เกิดมาหน่ึงชาติ ต้องกราบพระธาตุเมืองนครฯ” เป็นวลีที่คนเมืองนครฯ
และใกล้เคียง ได้ยินจนกลายเป็นส�ำนึกของคนท้องถ่ิน และที่ส�ำคัญวลีดังกล่าวน้ีได้
กลายเปน็ วลที อี่ งคก์ รการทอ่ งเทยี่ วจงั หวดั นครศรธี รรมราชใชเ้ ปน็ สโลแกนในการเชอ้ื
เชญิ ใหผ้ คู้ นตา่ งถน่ิ เดนิ ทางเขา้ มาทอ่ งเทย่ี วในเมอื งนครศรธี รรมราช รวมทงั้ ยงั เปน็ วลี
ส�ำคัญทางการเมืองในการช่วงชิงมวลชนระหว่างการเลือกตั้งเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา
ด้วยเหตุน้ี หากพิจารณาจากวลีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าพระบรมธาตุเมืองนครฯ เป็น
สถานที่ส�ำคัญที่อยู่ควบคู่กับพ้ืนท่ีเมืองนครศรีธรรมราช แต่อย่างไรก็ตาม หากกล่าว
ถงึ “นครศรธี รรมราช” นอกจากพระบรมธาตเุ มอื งนครฯ แลว้ ดเู หมอื นวา่ วฒั นธรรม
ประเพณีก็เป็นจุดเด่นของพ้ืนท่ีนี้ โดยเฉพาะ “งานประจ�ำปีเดือนสิบ เมืองนครฯ”
เป็นอีกเทศกาลหน่ึงทอ่ี ยู่คกู่ บั สังคมและแสดงถึงอตั ลักษณข์ องเมืองนครฯ
การก�ำเนิดขึ้นของงานประจ�ำปี เมืองนครศรีธรรมราชที่เร่ิมต้นจากวัน
วิสาขบูชาเป็นช่วงเวลาของการจัดงาน ปรับเปล่ียนมาจัดให้ตรงกับประเพณีท�ำบุญ
เดอื นสบิ เปน็ ชว่ งเวลาของการจดั งานประจำ� ปนี นั้ หากมองภายใตม้ มุ คดิ ของนธิ ิ เอยี ว
ศรวี งศ์ (2555 : 30) ทอ่ี ธบิ ายการแสดงอำ� นาจของรฐั ทมี่ ผี คู้ นเปน็ ผเู้ ขา้ รว่ ม โดยเฉพาะ
การด�ำเนินการท่ีกระท�ำผ่านพิธีกรรมน้ัน นิธิสรุปว่า “...นาฏกรรมของรัฐต้องวางอยู่
บนความเช่ือบางอย่างท่ีประชาชนจ�ำนวนมากยอมรับ จะเป็นความเชื่อโบราณที่
สบื ทอดมาหรอื เปน็ ความเชอื่ ทป่ี ลกู ฝงั ลงไปใหมก่ ต็ าม แตต่ อ้ งเปน็ ความเชอ่ื ทบี่ รสิ ทุ ธิ์
ใจ...” ในแงน่ ้ี งานประจ�ำปีเดอื นสิบ ยอ่ มมีความผกู พนั หรอื แสดงถึงอารมณร์ ่วมของ
ผู้คนในพ้ืนทมี่ ากกวา่ งานประจำ� ปที จ่ี ดั ตรงกับวันวิสาขบูชา
งานประจ�ำปีเดือนสิบ เมืองนครศรีธรรมราช จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ทาง
ประเพณวี ฒั นธรรมของทอ้ งถน่ิ และทส่ี ำ� คญั งานดงั กลา่ วนไ้ี ดก้ ลายเปน็ ประเดน็ ใหน้ กั

80 ภิ ร ม ย์รตี
วิชาการสนใจและท�ำการศึกษาค้นคว้า รวมถึงการผลักดันเป็นมรดกโลก
(นครศรีธรรมราช : 2556, 11 - 14) แตถ่ ึงอยา่ งไร ความรู้ตอ่ ประเด็น “งานประจำ� ปี
เดือนสิบ” เท่าท่ีผ่านมามักมุ่งเน้นและน�ำเสนอในแง่ ประเพณีบุญสารทเดือนสิบ
ประวตั คิ วามเปน็ มา ลกั ษณะความเชอ่ื ทางวฒั นธรรมซง่ึ เปน็ แงม่ งุ่ เชงิ คตชิ นวทิ ยาเปน็
ส�ำคญั งานชน้ิ ส�ำคญั ๆ เชน่ “การศกึ ษาประเพณที �ำบุญเดือนสิบของชาวอำ� เภอเมือง
นครศรีธรรมราช จงั หวัดนครศรธี รรมราช” (พัชรยี ์ ฆงั คมณี : 2537) “งานเดอื นสบิ
68 ปี ทีส่ นามหนา้ เมอื ง” (สมพุทธ ธรุ ะเจน : 2557, 43 - 51) “สารทเดือนสิบ มรดก
ทางวัฒนธรรมของชาวนคร” (พระครูสิริธรรมาภิรัต : 2556, 32 - 42) รวมถึงการ
ศึกษาเรื่อง “งานสารทเดือนสิบ นครศรีธรรมราช : บทบาทและอิทธิพลของรัฐต่อ
พฒั นาการของงานในช่วง พ.ศ. 2520 - 2550” (ปรญิ ญา มงคลพาณิชย์ : 2560) ซึ่ง
เปน็ ความพยายามทจ่ี ะอธบิ ายพฒั นาการของงานเดอื นสบิ เพอ่ื ชใ้ี หเ้ หน็ ความสมั พนั ธ์
เชิงวัฒนธรรมระหว่างรัฐกับชุมชน แต่ช่วงท่ีศึกษานั้นเกิดข้ึนภายหลังจากที่ระบบ
ราชการและระเบยี บขอ้ บงั คบั ตา่ งๆ รวมถงึ คตเิ กยี่ วกบั ประเพณงี านเดอื นสบิ ไดต้ กผลกึ
และกลายเปน็ สว่ นหนงึ่ ในชวี ติ ประจำ� วนั ของผคู้ นเปน็ ทเ่ี รยี บรอ้ ยแลว้ ฉะนน้ั จงึ กลา่ ว
ได้ว่าท่ีผ่านมาไม่มีงานท่ีศึกษาประเด็น “งานประจ�ำปีเดือนสิบ เมืองนครฯ” ช่วง
ทศวรรษ 2460 - 2490 ในฐานะพน้ื ทข่ี องพนื้ ฐานความคดิ และพนื้ ทป่ี ฏบิ ตั กิ ารของรฐั
กบั ชวี ติ ประจำ� วนั ของคนเมอื งนครศรธี รรมราช ทง้ั น้ี ชว่ งเวลาดงั กลา่ วนบั เปน็ ชว่ งหวั
เลยี้ วหัวต่อท่ีสำ� คัญของความพยายามของหนว่ ยงานภาครัฐ (ราชการ) ทีพ่ ยายามกา
รบูรณาการท้องถ่ินให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสมัยใหม่ (ภายใต้เง่ือนไขของ
โครงสรา้ งรฐั สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ ภายใตร้ ฐั ราชการตามแนวคดิ ประชาธปิ ไตย และ
ภายใตร้ ฐั ราชการทด่ี ำ� เนนิ ตามนโยบายรฐั นยิ มทก่ี ระทำ� ผา่ นวฒั นธรรม) และทำ� ใหง้ าน
งานประจ�ำปีเดือนสิบ เมืองนครศรีธรรมราชกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทาง
วัฒนธรรมไทยดังทเ่ี ปน็ อยใู่ นปจั จบุ ัน
น่าสนใจว่า การจัดงานประจ�ำปีเดือนสิบ เมืองนครศรีธรรมราช นอกจาก
กิจกรรมเพ่ือนำ� เงินรายไดท้ ่ีเกิดจากกจิ กรรมและสร้างความรน่ื เริงบันเทงิ ใจแกค่ นใน
พนื้ ทเี่ มอื งนครศรธี รรมราชดงั จะไดก้ ลา่ วตอ่ ไปแลว้ งานประจำ� ปเี ดอื นสบิ เมอื งนครฯ
ยังอาจหมายถึงเครื่องมือในการบูรณาการท้องถ่ินให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติ

72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 81
สมัยใหม่ (รัฐราชการภายใต้โครงสร้างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงรัฐราชการภายใต้
แนวคดิ ประชาธปิ ไตย) เชน่ เดียวกับเทศกาลอ่นื ๆ เช่น เทศกาลสงกรานต์ ซึง่ นิธิ เอียว
ศรวี งศ์ (2557 : 32 - 38) ไดอ้ ธบิ ายและชใ้ี หเ้ หน็ วา่ รฐั ไดใ้ ชเ้ ทศกาลประเพณสี งกรานต์
เพ่ือเข้ามาสัมพันธ์กับสังคมและชุมชนท้องถิ่น ในลักษณะต่างๆ เป็นต้นว่า การ
ประกาศสงกรานต์ของหลวง ก�ำหนดวันเถลิงศก ก�ำหนดปีปฏิทิน เขียนรูปนาง
สงกรานต์และบรวิ าล พรอ้ มกบั ค�ำทำ� นายพยายามทางสังคมของประจ�ำปีนั้นๆ หรือ
กรณีงานกาชาดที่ถือเป็นกิจกรรมท่ีดึงเอาผู้คนมาสัมพันธ์กับรัฐ (ภิญญพันธุ์ พจนะ
ลาวณั ย์ : 2558) หรอื งานฉลองรฐั ธรรมนญู ทกี่ ลายเปน็ พนื้ ท/่ี เครอื่ งมอื ทางวฒั นธรรม
ทป่ี ลกู ฝงั ตอกยำ้� คา่ นยิ ม ตลอดจนความคดิ อา่ นของผทู้ เี่ กย่ี วขอ้ งในชว่ งเวลานน้ั (ปรดี ี
หงษส์ ต้น : 2556, ภรู ิ ฟูวงศ์เจรญิ : 2560)
หากมองว่างานประจ�ำปีเดือนสิบ เมืองนครฯ เป็นเครื่องมือในการบูรณา
การใหท้ อ้ งถน่ิ กลายเปน็ ส่วนหน่งึ ของรัฐชาตสิ มยั ใหม่ ค�ำถามสำ� คญั ก็คือ งานประจ�ำ
ปีเดือนสิบ ได้ปฏิบัติการกับความคิดของคนในพ้ืนท่ีและส่งผลต่อชีวิตประจ�ำวันของ
คนในสงั คมทอ้ งถนิ่ อยา่ งไร แตใ่ นขณะเดยี วกนั กต็ อ้ งไมล่ มื ดว้ ยวา่ กจิ กรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ ใน
งานประจ�ำปีเดือนสิบ เป็นการสมยอมของท้องถ่ินเองด้วยน้ัน ค�ำถามต่อมาคือผู้คน
ในพ้ืนที่ตอบสนองตอ่ งานประจ�ำปีและปฏบิ ตั ิการดังกลา่ วอยา่ งไร
ดว้ ยเหตุน้ี การศกึ ษา “งานประจำ� ปเี ดอื นสิบ เมอื งนครฯ” ในบทความชิน้
น้ีจะเผยให้เห็นถึงพื้นที่ปฏิบัติการของรัฐ (ราชการ) และปฏิกิริยาของผู้คนท่ีกระท�ำ
ผา่ นงานเทศกาลประจ�ำปีเดอื นสบิ เมอื งนครฯ จนสง่ ผลตอ่ พ้ืนฐานความคดิ และชีวิต
ประจำ� วนั ของคนเมอื งนครฯ ชว่ งทศวรรษ 2460 - 2490 ท้ังนี้ การศกึ ษาจะทำ� ความ
เข้าใจผ่านเอกสารทเ่ี รยี กว่า “หนงั สืองานประจ�ำปี” หรอื “หนังสือทร่ี ะลกึ งานเดือน
สิบ” ด้วยเหตุว่า เอกกสารช้ินน้ีแสดงให้เห็นร่องรอยทางความคิดจากการจัดงาน
ประจ�ำปี แต่ด้วยเง่อื นไขของข้อจำ� กดั ในการสืบค้นเอกสาร การศกึ ษาในบทความช้นิ
นี้จงึ หยบิ เอาหนังสอื “งานประจำ� ปนี ครศรธี รรมราช : หนงั สือบนั เทงิ คดีและสารคดี
ปี 2477” “สมุดท่ีระลึก งานเดอื น 10 ประจ�ำปี 2484 ของจังหวดั นครศรธี รรมราช”
และ “นครศรีธรรมราช : หนังสือที่ระลึกงานเดือนสิบ ประจ�ำปี 2495” มาใช้เป็น
เอกสารหลกั สำ� หรับศึกษา วิเคราะหแ์ ละตอบค�ำถามตามความมุง่ หมายข้างตน้

82 ภิ ร ม ย์รตี

“งานประจ�ำปี” และ “หนังสือท่ีระลึก” : คือ “แหล่งรายได้” และ
“จดหมายเหตุ” ของท้องถน่ิ เมืองนครฯ
ธรรมเนยี มการพมิ พห์ นงั สอื แจกเปน็ ทรี่ ะลกึ กบั สงั คมทอ้ งถนิ่ ภาคใตป้ รากฏ
ใหเ้ หน็ เนอื่ งในโอกาสตา่ งๆ เชน่ งานอปุ สมบท การเลอ่ื นตำ� แหนง่  - สมณะศกั ดิ์ ฉลอง
สมโภชโบสถ์ - วิหาร งานกฐิน - ทอดผ้าป่า งานผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิต โอกาสเดิน
ทางกลับมาภูมิล�ำเนาบ้านเกิด และแจกงานศพ รวมถึงกรณีจัดพิมพ์หนังสือเนื่องใน
โอกาสจดั งานเทศกาลรนื่ เรง่ิ ประจำ� ปกี เ็ ปน็ อกี หนง่ึ วาระ เพราะ “...เปน็ ทรี่ ะลกึ ในการ
จดั งานสำ� คญั อนั เปน็ ธรรมเนยี มนยิ มของการประกอบการใหญๆ่ ...” (นครศรธี รรมราช
: 2524, ค�ำน�ำ)
เทศกาลงานรื่นเริงประจ�ำปีของเมืองนครศรีธรรมราชมีหลายเทศกาลและ
มกั เก่ียวเน่ืองกบั ความเชื่อและศาสนา ทง้ั น้ี ขอ้ มูลจาก “ประวัติการจัดงานประจำ� ปี
2477” (งานประจำ� ปนี ครศรธี รรมราชฯ : 2477, 13 - 26) กลา่ วถงึ เทศกาลงานรน่ื เรงิ
ประจำ� ปขี องเมอื งนครศรธี รรมราช ไดแ้ ก่ จติ รมาส (เดอื นหา้ ) หรอื งานตรษุ สงกรานต์
วสิ าขมาส (เดอื นหก) งานวสิ าขบชู า อาสาฬหมาส (เดอื นแปด) งานอาสาหบชู า โปฏฐป
ทมาส (เดอื น 10) งานสารทเดือนสิบ กัตตมิ าส (เดือน 12) งานลอยกระทง ลักษณะ
ของการจัดกิจกรรมงานรื่นเริงของชาวเมืองนครฯ แต่เดิมกระท�ำตามประเพณีนิยม
กนั เอง เช่น การประกวดประชนั การออกร้านประเภทของกินของใช้ โดยใช้บริเวณ
ลานวัดเป็นศนู ย์กลางของการจัดกจิ กรรมดังกลา่ ว จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2465 ที่จะมี
การจดั งานวนั วสิ าขบชู าทวี่ ดั พระมหาธาตฯุ นครศรธี รรมราช และดว้ ยสภาพของพระ
วิหารภายในวัดทีช่ ำ� รุดทรดุ โทรม สมเด็จฯ กรมหลวงลพบุรีราเ มศว ร์ อุปราชมณฑล
ปักษ์ใต้ โปรดฯ ให้พระยารษั ฎานุประดิษฐ์ (สิน เทพหสั ดิน ณ อยุธยา) ซึง่ วา่ ราชการ
จังหวัดนครศรีธรรมราชในขณะน้ัน ด�ำเนินการจัดการซ่อมแซมพระวิหารภายในวัด
พระธาตฯุ แตต่ ดิ ดว้ ยเงอ่ื นไขเรอื่ งงบคา่ ใชจ้ า่ ยทจ่ี ะนำ� มาใชไ้ มเ่ พยี งพอ เปน็ เหตใุ หพ้ ระ
ยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (สิน เทพหัสดิน ณ อยุธยา) คิดวิธีการให้ได้มาซ่ึงงบประมาณ
สำ� หรบั ใชใ้ นกจิ การดงั กลา่ ว จงึ ใหม้ กี ารจดั งานในลกั ษณะของการประมลู รา้ นเพอื่ ออก
ร้านจ�ำหน่ายสินค้าและอนุญาตให้เล่นการพนันบางประเภทข้ึน โดยก�ำหนดการของ
การจัดงานในคร้ังนั้นเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ผลของการด�ำเนินการจัดงานในปีน้ัน

72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 83
สามารถนำ� เงนิ รายได้ไปใชส้ �ำหรบั การซอ่ มแซมพระวิหารในคร้ังนัน้ ได้เพียงพอ
ในปถี ดั มา พระภทั รนาวกิ ธรรมจำ� รญู (เออ้ื น ภทั รนาวกิ ) ผพู้ พิ ากษาหวั หนา้
ศาลจงั หวดั นครศรธี รรมราชและดำ� รงตำ� แหนง่ นายกศรธี รรมราชสโมสร (หรอื สโมสร
ข้าราชการ/เสือป่า) เห็นว่านครศรีธรรมราชสโมสรมีความช�ำรุดทรุดโทรม ควรท่ีจะ
ดำ� เนนิ การสรา้ งใหมใ่ หเ้ ปน็ ตึกถาวรท่สี ง่างาม แตด่ ้วยปัญหาเร่ืองงบประมาณท่จี ะใช้
ในการก่อสรา้ ง จงึ ไดป้ รึกษากับพระยารษั ฎานุประดิษฐฯ์ (สนิ เทพหัสดนิ ณ อยธุ ยา)
จึงน�ำไปสู่การจัดงานในลักษณะของการประมูลร้านเพื่อออกร้านจ�ำหน่ายสินค้าและ
อนญุ าตใหเ้ ลน่ การพนนั บางประเภท เฉกเชน่ การจดั งานวนั วสิ าขบชู าในปกี อ่ น ( พ.ศ. 
2465) เพราะเห็นว่ารูปแบบกิจกรรมและวิธีการท่ีน�ำมาซ่ึงรายได้รายรับจากการจัด
งานมีสงู แต่สำ� หรบั การด�ำเนินการในครัง้ น้ี ( พ.ศ. 2466) ได้เปลี่ยนชว่ งเวลาของการ
จัดกิจกรรมและปรับเปล่ียนสถานท่ีส�ำหรับใช้ในการจัดงาน โดยก�ำหนดเอาช่วงของ
การทำ� บญุ เดอื นสบิ ซงึ่ เปน็ ประเพณสี ำ� คญั ของทอ้ งถนิ่ มาเปน็ ชว่ งของการจดั งานและ
ใชส้ นามหนา้ เมอื งจงั หวดั นครศรธี รรมราชแทนบรเิ วณวดั พระมหาธาตฯุ และกจิ กรรม
คร้ังน้ีถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “งานเดือนสิบ” นับแต่นั้นเป็นต้นมา จึงมีการจัดงานใน
ลักษณะดังกล่าวต่อเนื่องจนนกลายเป็น “งานประจ�ำปี เมืองนครศรีธรรมราช”
ประกอบกบั ความเปลย่ี นแปลงและภาระทมี่ มี ากขน้ึ กจิ กรรมเทศกาลงานรน่ื เรงิ ประจำ�
ปขี องเมอื งนครฯ ค่อยๆ ลดลง “งานเดือนสบิ ” จึงกลายเป็นงานใหญ่ประจำ� ปีเพยี ง
งานเดยี ว
การเลือกเอาเทศกาลบุญเดือนสิบเป็นงานประจ�ำปีของจังหวัด
นครศรธี รรมราชนนั้ เปน็ เพราะ “เนอื่ งในการชมุ นมุ ของประชาชนทไี่ มจ่ ำ� ตอ้ งนดั หมาย
ในวันแรม 13 ค�ำ่ เดือนสบิ ที่เรยี กว่าวันจา่ ยตลาดน้ันมีประจ�ำอยทู่ ุกปแี ละมีจ�ำนวน
ผมู้ าชุมนุมร่วมกันมากขึน้ ทกุ ที คร้นั ในราวประมาณ 15 - 16 ปมี าแล้ว ไดม้ ผี ู้ด�ำรเิ ห็น
วา่ ถา้ จะจดั ใหม้ งี านเพมิ่ เตมิ ขน้ึ สมทบกบั งานประเพณนี จ้ี ะเพม่ิ ความครกึ ครนื้ นา่ เทยี่ ว
ขึ้นอีกไม่น้อย ฉะน้ันงานกีฬาชกมวยและการเล่นต่างๆ ตามพื้นบา้ นก็เกิดจัดให้มีขึ้น
ณ สนามหนา้ เมืองและจัดกนั เร่อื ยๆ มา เจริญขึน้ ทกุ ป”ี (สมดุ ทร่ี ะลกึ ฯ : 2484, 13)
เพราะฉะนนั้ จากขอ้ มลู เกยี่ วกบั จดุ เรม่ิ ตน้ ของงานประจำ� ปี เดอื นสบิ เมอื ง
นครฯ จึงอาจกล่าวได้ว่า นอกจากเป็นเทศกาลเพื่อความรื่นเริงบันเทิงใจดังจะกล่าว

84 ภิ ร ม ย์รตี
ต่อไปแล้ว การจัด “งานประจ�ำปี เดือนสิบ” ยังถือเป็นพ้ืนท่ีของ “รายได้” ส�ำหรับ
นำ� ไปใชใ้ นกจิ การสาธารณะประโยชนห์ รอื บำ� รงุ กจิ การของทอ้ งถนิ่ ทอ่ี ยนู่ อกเหนอื งบ
ประมาณแผน่ ดนิ จากรัฐ
และดังที่ปรากฏในค�ำปรารภของคณะกรรมจัดงานท่ีระบุว่า “...ต้องรักษา
ให้งานน้ีด�ำรงอยู่ได้และสนับสนุนให้เจริญก้าวหน้าสืบไป...ส่งเสริมให้งานมีคุณค่าแก่
ประชาชนให้มากที่สุด...จึงได้จัดพิมพ์หนังสือท่ีระลึกขึ้น...เป็นที่ระลึกในการจัดงาน
ส�ำคัญ อันเป็นธรรมเนียมนิยมของการประกอบการใหญๆ่ ...” (2524 : ค�ำน�ำ) เพราะ
ฉะนน้ั จงึ พบวา่ สง่ิ ทอ่ี ยคู่ วบคกู่ บั งานประจำ� ปี เดอื นสบิ เมอื งนครฯี คอื หนงั สอื ทร่ี ะลกึ ฯ
ทงั้ นี้ นับต้ังแตม่ งี านประจำ� ปี เดอื นสบิ ตั้งแต่ พ.ศ. 2466 พบว่ามีหนังสือท่รี ะลกึ เรยี ก
ชอ่ื แตกตา่ งกนั ไดแ้ ก่ “หนงั สอื งานประจำ� ป”ี “สมดุ ทร่ี ะลกึ งานเดอื นสบิ ” และ “เดอื น
สบิ ’… : ท่รี ะลึกในการจดั งานเทศกาลเดอื นสิบ...” และต่อทา้ ยด้วยปที ีม่ กี ารจดั งาน
อย่างไรกต็ าม เนอ่ื งจากงบประมาณในการจดั ทำ� หนังสือท่รี ะลกึ งานประจ�ำ
ปี เดือนสิบค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้น หนังสือท่ีระลึกจึงไม่ได้ด�ำเนินการจัดพิมพ์ทุกปี
จนกระท่ังการจัดงานประจ�ำปี เดือนสิบ ประจ�ำปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา ทางคณะ
กรรมการการจดั งานฯ ไดต้ ระหนกั ถงึ ความสำ� คญั ของการจดั พมิ พห์ นงั สอื ดว้ ยเหตผุ ล
ท่ีน่าสนใจคือ “...ให้เป็นบันทึกจดหมายเหตุของจังหวัดนครศรีธรรมราช...”
(นครศรธี รรมราช : 2524, คำ� นำ� ) “เปน็ เอกสารสำ� หรบั คน้ ควา้ อา้ งองิ ในเรอื่ งบา้ นเมอื ง
ของตนไดใ้ นกาลขา้ งหนา้ ” (นครศรธี รรมราช : 2525, คำ� นำ� ) ฉะนนั้ เนอื้ หาของหนงั สอื
ทร่ี ะลกึ จงึ เนน้ ขอ้ มลู และเรอื่ งราวทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั จงั หวดั นครศรธี รรมราช โดยนกั วชิ าการ
หรอื ผทู้ รงคุณวฒุ ิในจงั หวดั (นครศรีธรรมราช : 2527, คำ� น�ำ) ในฐานะ “เลือดแท้ของ
เมอื งนคร” เพราะฉะนั้น ข้อมูลในหนงั สือ “เดอื นสบิ ” แสดงให้วา่ ความมงุ่ หมายของ
งานในแต่ละปีมเี ป้าหมายหลักสอดรับกบั สภาพการณข์ องบ้านเมอื งในเวลาน้ันๆ เชน่
การจัดงานประจำ� ปี เดือนสบิ พ.ศ. 2477 ซงึ่ เปน็ ชว่ งหลงั การเปลี่ยนแปลง
การปกครองครองและเป็นปีที่มีงานฉลองรัฐธรรมนูญ วัตถุประสงค์ของการจัดงาน
นอกจากเพื่อน�ำเงินรายได้จากการจัดงานเพ่ือกิจการสาธารณะประโยชน์และความ
รนื่ เรงิ บนั เทงิ ใจแลว้ นา่ สนใจวา่ การจดั งานประจำ� ปนี ไี้ ดก้ ำ� หนด “...ใหม้ แี ผนกปาฐกถา
เผยแพรร่ ัฐธรรมนูญในงานดว้ ย...” ดงั จะกลา่ วในรายละเอียดตอ่ ไป

72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ 85

การจัดงานประจำ� ปี เดือนสบิ พ.ศ. 2484 เปน็ ชว่ งทร่ี ัฐบาลให้ความส�ำคัญ
กับความเป็นไทย นโยบายรัฐนิยม วัตถุประสงค์ของงานจึงเป็น “เพ่ือรื่นเริงในงาน
ท�ำบุญเดือน 10 รักษาประเพณอี นั ดงี านของจังหวัดนครศรีธรรมราช สง่ เสริมความรู้
อาชพี วัฒนธรรม รัฐนิยม ตลอดถึงความกา้ วหนา้ และความส�ำคัญของชาต”ิ (สมดุ ท่ี
ระลึกฯ : 2484, 16)
การจดั งานประจำ� ปีเดอื นสบิ พ.ศ. 2495 ซง่ึ เป็นชว่ งที่ “เลอื ดแทข้ องเมือง
นคร” ได้เข้าไปมีส่วนส�ำคัญในการก�ำหนดทิศทางการจัดงาน และในฐานะคณะ
กรรมการอำ� นวยการประสงคท์ ่จี ะใหม้ หี นังสอื ทร่ี ะลึกข้ึนสกั เล่มใหส้ มกับทีง่ านน้เี ป็น
งานประเพณปี ระจำ� ปขี องบา้ นเมอื งเพอื่ ชาวพนื้ เมอื งและตา่ งจงั หวดั ทมี่ านมสั การวดั
พระบรมธาตใุ นโอกาสเดยี วกนั จะไดจ้ ัดหาและมีไวเ้ ป็นทรี่ ะลกึ วัตถุประสงคข์ องงาน
จึงเป็น “เพ่ือร่ืนเริงในเทศกาลท�ำบุญสารทเดือนสิบ อันเป็นประเพณีของจังหวัด
นครศรธี รรมราช เปดิ โอกาสใหผ้ มู้ าเทยี่ วงานไดน้ มสั การพระบรมธาตุ ชมโบราณวตั ถุ
และพิพิธภัณฑ์ จัดสรรรายได้บ�ำรุงการสาธารณะในท้องถิ่น สร้างเรือนพยาบาลสุข
ศาลาเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช และสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลประจ�ำภาค
(นครศรีธรรมราช : 2495, คำ� นำ� )
ด้วยเหตุนี้ หากพจิ ารณาจากขอ้ มูลเบอ้ื งตน้ ดังกลา่ ว จึงกล่าวไดว้ ่าหนังสอื ที่
ระลกึ งานประจำ� ปเี ดอื นสบิ “...เปน็ บนั ทกึ จดหมายเหตขุ องจงั หวดั นครศรธี รรมราช...”
และนบั เปน็ หลกั ฐานชน้ิ สำ� คญั ทแ่ี สดงใหเ้ หน็ ถงึ ความเปลยี่ นแปลงทางสงั คมวฒั นธรรม
ของทอ้ งถ่นิ นครศรีธรรมราช
การออกร้าน การประกวดและบทความ : กิจกรรมความรื่นเริงตามวิถีท้อง
ถน่ิ และการแสดงออกถงึ ความเป็นพลเมอื ง
จากข้อมูลก่อนหน้านี้ท่ีกล่าวถึงความเป็นมาของเทศกาลงานบุญเดือนสิบ
ว่าเกดิ ขึ้นภายใต้เง่ือนไขและเปน็ ไปตามวิถปี ฏิบตั ใิ นชวี ิตประจ�ำวันของความเชื่อของ
คนทอ้ งถน่ิ แตเ่ มอื่ มเี จา้ หนา้ ทแี่ ละหนว่ ยงานของภาครฐั เขา้ ไปมบี ทบาท กจิ กรรมบาง
กิจกรรมจึงถูกสอดแทรกเข้าไป เพ่ือให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ นโยบายและแนว
ปฏิบัติของรัฐ วิถีวิธีปฏิบัติของท้องถ่ินก็ได้ถูกก�ำหนดและด�ำเนินไปภายใต้แบบแผน
ทีไ่ ดส้ ร้างข้นึ ใหม่

86 ภิ ร ม ย์รตี
เม่ือพิจารณาในรายละเอียดของกิจกรรมหรือก�ำหนดการของการจัดงาน
ซ่ึงได้จัดวางกิจกรรมและก�ำหนดการต่างๆ ไว้ค่อนข้างชัดเจน ท�ำให้เห็นถึงกิจกรรม
การออกรา้ นและกจิ กรรมความบนั เทงิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในแตล่ ะครง้ั ดงั รายละเอยี ด กลา่ วคอื
จากข้อมูลในหนังสือ “งานประจ�ำปีนครศรีธรรมราช : หนังสือบันเทิงคดี
และสารคดี ปี 2477” ที่แสดงถึงหน้าท่ีความรับผิดชอบในแต่ละส่วนของคณะ
กรรมการจัดงาน แสดงให้เห็นว่ามีกิจกรรมส�ำคัญๆ ได้แก่ การแข่งขันกีฬานักเรียน
และพลเมือง มวย โคชน มหรสพ และการประกวด
ข้อมูลของ “สมุดท่ีระลึกงานเดือนสิบ ประจ�ำปี 2484 ของจังหวัด
นครศรีธรรมราช” แสดงว่ากจิ กรรมและกำ� หนดการประจำ� วัน งานเดือนสิบ ประจำ�
ปี 2484 สำ� คญั ๆ ได้แก่ ตลาดนดั โคชน มวย การแข่งขนั แบดมินตนั มหรสพตา่ งๆ
การประกวดสัตว์ ประกวดนางงาม การประกวดพชื การประกวดหมวก และทส่ี ำ� คัญ
ของงานปนี ี้ คอื กำ� หนด “เชญิ ธงชาติข้ึนสูย่ อดเสา” และ “เลย้ี งในพระราชพิธเี ฉลิม
พระชนมพ์ รรษา”
และข้อมลู จาก “นครศรธี รรมราช : หนงั สือท่รี ะลึกงานเดอื นสบิ ประจ�ำปี
2495” แสดงใหเ้ หน็ ถงึ กจิ กรรมสำ� คญั ๆ ทจี่ ดั ใหม้ งี าน ประจำ� ปี 2495 ไดแ้ ก่ การออก
ร้าน ร้านค้าเอกชนและองค์การต่างๆ ท�ำบุญตักบาตรและตลาดนัดในวันเปิดงาน
มหรสพ ภาพยนตร์ ละคร โขน รำ� วง ง้ิว และอน่ื ๆ การประกวดแบบเสอื้ สตรแี ละเดก็
การประกวดนางงาม การประกวดสุขภาพเด็ก การประกวดพืชผักสวนครัวและสัตว์
เลี้ยง การประกวดการแต่งร้าน การประกวดการฝีมือนักเรียน การแสดงของหน่วย
อบรมประชาชน การแขง่ ขนั กฬี าประชาชน แบดมนิ ตนั บาสเกตบอล ชกมวย ชนโค
สะบ้าชดุ การแสดงและเผยแพรต่ า่ งๆ
จากขอ้ มลู ดงั กลา่ วพอจะสรปุ ไดว้ า่ กจิ กรรมการออกรา้ นและกจิ กรรมความ
บนั เทงิ ทถี่ กู กำ� หนดใหม้ ใี นงานประจำ� ปี เดอื นสบิ ชว่ งทศวรรษ 2460 - 2490 สามารถ
แบ่งอย่างกว้างๆ ออกได้เป็น 2 ส่วนตามที่ปรากฏในชีวิตประจ�ำวัน กล่าวคือ (1)
กจิ กรรมการละเลน่ กฬี า มหรสพ การประกวด อนั เปน็ วถิ ชี วี ติ ของคนเมอื งนครฯ เชน่
มวย โคชน สะบ้าชุด กับ (2) กิจกรรมการละเล่น กีฬา มหรสพสากล การประกวด
อันเป็นสิ่งท่ีมาพร้อมกับความเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเป็นส่ิงที่รัฐ

72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 87

พยายามสอดแทรกเขา้ สชู่ วี ติ ประจำ� วนั ของคนเมอื งนครฯ เชน่ การแขง่ ขนั แบดมนิ ตนั
การแข่งขันบาสเกตบอล การประกวดสัตว์ การประกวดพืช การประกวดหมวกการ
ประกวดเส้อื ผา้ สตรี การประกวดสขุ ภาพเดก็ การประกวดนางงาม
กิจกรรมและวิถีปฏิบัติของคนนครฯ ในช่วงบุญประเพณีของท้องถิ่นและ
กลายเปน็ กิจกรรมประจ�ำปที ่ีมบี รรดาขา้ ราชการเขา้ มามีบทบาท กำ� หนด ก�ำกบั และ
ด�ำเนินการน้ัน ปรากฏให้เห็นมาต้ังแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2460 ดังข้อมูลจาก
“ประวัติการจัดงานประจ�ำปี 2477” ซึง่ กล่าวการจดั งานก่อนหน้านอ้ี ันเปน็ ท่มี าของ
งานในปนี ้วี ่า

“งานประจ�ำปเี มืองนครศรีธรรมราช ท่ีประชาชนราษฎร
นิยมเป็นงานใหญ่ และเป็นประเพณีกันมาตั้งแต่บุพชนนับเป็น
เวลาอันเน่ินนาน ชั้นแรกมิได้เคยปรากฏมีหัวหน้าหรือผู้จัดการ
ของงาน ราษฎรตา่ งนยิ มกำ� หนดนบั วนั งานตามจนั ทรคติ คอื ตอ้ ง
เป็นเดือน 10 แรม 13 และ 14 ค�่ำ รวม 2 วัน แล้วก็มีประชุม
สันนิบาต พร้อมกันในบริเวณตลาดท่าวังและตลาดในเมือง วัน
แรกเปน็ วันจบั จ่ายซ้อื เคร่ืองอุปโภคบรโิ ภคท้งั ของเลน่ จึงวันนัน้
พวกพ่อค้าแม่ค้าได้ออกร้านขายของต่างๆ ตลอดจนถึงขนม
ประจ�ำป.ี ..รงุ่ ข้ึนในวนั แรม 14 ค�่ำ นบั เปน็ วันสำ� คัญและเป็นวนั
สดุ ท้ายของงาน ปวงพุทธศาสนกิ ชนท้ังหลายต่างจัดสรรพของท่ี
จับจ่ายมาท้ังของดิบและของสุก รวมลงในภาชนะใหญ่ๆ ...
ตบแตง่ ด้วยดอกไมธ้ ปู เทยี นและภณั ฑะอน่ื ๆ อย่างสวยงาม แล้ว
น�ำไปวัดถวายสงฆ์...เพ่ืออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ท่ีล่วงลับไปแล้ว
ความส�ำคญั ของงานประจ�ำปีของเมืองนครฯ อยูท่ ่กี ารอุทิศสว่ น
กศุ ลเปน็ ปพุ พเปตพลนี เ้ี อง...ประมาณ 10 ปที ลี่ ว่ งมานี้ กรรมการ
ของศรีธรรมราชสโมสร ซ่ึงส่วนมากเป็นข้าราชการ เห็นว่าควร
จะสง่ เสรมิ ดดั แปลงงานประจำ� ปขี องจงั หวดั นครฯ ใหค้ รกึ ครนื้ ดี
ย่ิงข้ึน จ�ำด�ำริกะการใช้สถานสนามหน้าเมืองเป็นจุดศูนย์กลาง

88 ภิ ร ม ย์รตี

ของงานและให้มีรั้วรอบขอบชิด ภายในจัดให้มีการแสดงกีฬา
การแขง่ ขนั ชกมวย ชนววั ออกรา้ น และการพนนั ประเภท 2 วนั
งานก็ยืดเวลาจาก 2 วนั เปน็ 3 วันและภายหลังต่อมาเปน็ 5 วัน
ผู้ที่จะเข้าไปหาความสนุกร่ืนเริงในบริเวณน้ันต้องเสียค่าผ่าน
ประตูแตเ่ พยี ง คนละเล็กนอ้ ย...”
“หวั หน้าหรอื ผูจ้ ดั การของงาน” ในความหมายทก่ี ล่าวถงึ จากขอ้ ความขา้ ง
ต้นน้ี หากพิจารณาจากบทความเรื่อง “ความเป็นมาของงานเดือนสิบ จังหวัด
นครศรีธรรมราช” ท่ีเขียนโดยขุนอาเทศคดี (2504 : 1 - 7) ได้กล่าวถึงการเข้ามามี
บทบาทของหนว่ ยราชการในการจดั งานประจ�ำปเี ดือนสิบไว้ว่า
“...ปฐมเหตทุ ที่ างการบา้ นเมอื งจะไดเ้ ขา้ เกย่ี วขอ้ งรว่ มจดั
งานประจ�ำปี ในเทศกาลเดือนสิบน้ี เนื่องจากเมื่อ พ.ศ. 2465
คณะกรรมการจังหวัดและศรีธรรมราชสโมสร เห็นพร้อมกันว่า
ตัวอาคารสโมสร ซง่ึ สรา้ งในสมยั พระยาตรังคภมู าภบิ าล (ถนอม
บณุ ยะเกต) เปน็ ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ซงึ่ เปน็ โรงมงุ จาก กนั้ ฝากระ
ดาน พืน้ ปอู ิฐ ช�ำรดุ ทรดุ โทรมมาก เพราะสรา้ งมาแต่ พ.ศ. 2450
สมควรจะสร้างเสียใหม่ เป็นตึกถาวรม่ันคงสวยงาม แต่ขัดข้อง
ด้วยเงินจึงได้ตกลงกันว่า สมควรจะจัดให้มีงานประจ�ำปีขึ้นใน
เทศกาลเดอื นสบิ ซงึ่ เปน็ อภลิ กั ขติ สมยั มผี คู้ นเขา้ มาซอ้ื ขายทำ� บญุ
กนั มาก เวลานน้ั พระยารษั ฏานปุ ระดษิ ฐ์ (สนิ เทพหสั ดนิ ทร)์ เปน็
ผู้ว่าราชการจังหวัด พระยาภัทรนาวิก ธรรจ�ำรูฐ (เอ้ือน ภัทร
นาวกิ ) ซงึ่ เวลานนั้ ยงั เปน็ หลวงรามประชา เปน็ หวั หนา้ ผพู้ พิ ากษา
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชและเป็นนายกศรีธรรมราชสโมสร
จงึ ไดจ้ ดั ใหม้ กี ารออกรา้ นเกบ็ คา่ เชา่ โรงรา้ นและคา่ ผา่ นประตู ยงั
มกี ารอนญุ าตใหเ้ ลน่ การพนนั ประเภทสอง เชน่ ชนโค ตกเบด็ ยงิ
เป้า ปาหน้าคน ปิงโก สะบ้าชุด ตลอดถึงการเล่นมหรศพ กีฬา
ตา่ ง เป็นเวลา 3 วนั 3 คืน เก็บคา่ ผ่านประตู คนละ 10 สตางค์

72 ปี ครูพลบั พลงึ คงชนะ 89

เด็ก 5 สตางค์ ...กรรมการจดั งานปแี รกนี้ ...ผ้วู า่ ราชการจังหวัด
เปน็ ทีป่ รกึ ษา...ผู้พิพากษาจังหวัด...อยั การจังหวดั พร้อมด้วยข้า
ราชการทุกๆ แผนทกุ ๆ อำ� เภอ และกองต�ำรวจภูธร ข้าราชการ
บ�ำนาญ ตลอดถึงพ่อค้าคหบดีและกรมการพิเศษ...ได้ร่วมใจกัน
จัดงานอย่างพร้อมเพรียง...”
หรอื หากพจิ ารณาจากการจดั งานประจ�ำปี 2477 ท่รี ะบวุ า่ “การจดั งานใน
2477 มผี แู้ ทนฯ และนครสมาคมเปน็ ผดู้ ำ� เนนิ การหลกั คณะกรรมการจดั งานประกอบ
ด้วย พอ่ คา้ คหบดี กรมการพิเศษ ผู้แทนต�ำบล และทนายความ โดยมนี ักเรียนและ
ประชาชนท่ัวไปมาชว่ ยปลูกสร้างสถานที่” (นครศรธี รรมราช : 2504, 6)
เพราะฉะนน้ั จากทก่ี ลา่ วมาหากจะสรปุ วา่ การเขา้ มา “หวั หนา้ หรอื ผจู้ ดั การ
ของงาน” ซง่ึ ในท่ีนี้หมายถึงกลุ่มนกั ปกครอง กรมการเมือง ขา้ ราชการ เจา้ หนา้ ที่รฐั
ผู้แทนราษฎร คือเง่ือนไขส�ำคัญที่ท�ำให้งานเทศกาลร่ืนเริงของท้องถิ่นกลับกลายเป็น
กจิ กรรมทมี่ ีแบบแผน และเป็นกิจกรรมท่ตี อ้ งสอดคล้องกบั สถานการบา้ นเมอื ง และ
ทสี่ ำ� คญั คอื กอ่ ใหเ้ กดิ ความ “สมคั รสมานสามคั ครี ะหวา่ งพอ่ คา้ ขา้ ราชการและพลเมอื ง
ทงั้ รว่ มเมอื งและตา่ งถ่ิน ได้เปน็ โอกาสให้นกั เรียนลกู เสือ อนสุ มาชกิ แสดงคณุ คา่ ของ
การศกึ ษาและคุ้นเคยกับการสมาคมชมุ นมุ ชน ไดเ้ ป็นโอกาสให้พลเมือง โรงเรียน น�ำ
ศิลปหตั ถกรรมพื้นเมอื งออกแสดง...” (งานประจ�ำปนี ครศรธี รรมราชฯ : 2477, 13)
ขณะท่ีกิจกรรมการออกรา้ นจ�ำหน่ายสินคา้ ต่างๆ ประจ�ำปี 2484 เน้น “ทง้ั
ของพน้ื เมอื งและสนิ คา้ ไทยทท่ี ำ� ขนึ้ และมใี นประเทศไทย...” การมหรสพตา่ งๆ ใหค้ วาม
ส�ำคญั กับ จ�ำอวดลำ� ตดั แตรวงของคณะทหารมณฑลนครศรธี รรมราช และการแสดง
เผยแพรข่ องหนว่ ยราชการกจิ การ หา้ งรา้ น การกสกิ รรม อตุ สาหกรรม การสาธารณสขุ
การประกวดนางงาม คัดเลอื กนางสาวนครศรีธรรมราช ประกวดภาพเขียน ภาพถ่าย
การฝมี อื ทำ� หมวก ประกวดพชื ขา้ ว มะพรา้ ว ยางพารารบั เบอร์ ประกวดสตั ว์ โค กระบอื
ไก่ การละเล่นและกีฬา การชกมวย การชนโค การแข่งขันแบดมินตัน บาสเกตบอล
วอลเลย์บอล (สมุดทร่ี ะลึก งานเดอื นสิบฯ : 2484, 13, 17 - 18) พร้อมๆ กนั นนั้ การ
รณรงคท์ เ่ี กดิ ขนึ้ ในงานประจำ� ปเี ดอื นสบิ ยงั กลา่ วถงึ การแตง่ กายสำ� หรบั ผทู้ ม่ี ารว่ มงาน

90 ภิ ร ม ย์รตี
ด้วยวา่ “แตง่ กายตามค�ำขอรอ้ งของทา่ นจอมพล นายกรฐั มนตรี ท่านจะได้ชอื่ ว่าเปน็
อารยชนของชาติ (สมุดที่ระลกึ งานเดือนสบิ ฯ : 2484, 40)

ทม่ี า : งานประจำ� ปนี ครศรธี รรมราชฯ ปี 2477

กจิ กรรมตา่ งๆ ทจี่ ดั ใหม้ ใี นงานไดม้ สี ว่ นกบั ชวี ติ ประจำ� วนั ของคนเมอื งนครฯ
ดงั กรณกี ารจดั งานประจำ� ปเี ดอื นสบิ ใน พ.ศ. 2477 ไดก้ ำ� หนด “...ใหม้ แี ผนกปาฐกถา
เผยแพร่รัฐธรรมนูญในงานด้วย...” แต่อย่างไรก็ตาม ขุนอาเทศคดีกล่าวถึงเร่ืองราว
ดังกล่าวว่า “...รู้สึกว่าเสียฤกษ์ พอเริ่มงานวันแรก นายเทื้อม รัตโนภาพ ก�ำนัน ซ่ึง
เวลานน้ั เปน็ ผแู้ ทน ไดป้ ราศรยั กบั ประชาชนทม่ี าในงานวา่ เวลาน้ี อำ� นาจอธปิ ไตยเปน็
ของประชาชนแล้ว เราไม่ต้องกลัวใคร...เวลาน้นั มนี ายรอ้ ยตำ� รวจผ้หู นง่ึ ไดไปคอยจด
ถอ้ ยคำ� ทป่ี ราศรยั อยู่ พอปราศรยั เสรจ็ กเ็ ลยถกู ตำ� รวจจบั โดยหาวา่ พดู จายยุ งสง่ เสรมิ
ใหป้ ระชาชนกระดา้ งกระเดื่องและหมิน่ ประมาทใครด้วยจ�ำไมไ่ ด้ พนกั งานอยั การได้
ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้ว
พพิ ากษาวา่ จำ� เลยมคี วามผดิ ใหจ้ ำ� คกุ 3 เดอื น จำ� เลยอธุ ร ศาลอธุ รหรอื ศาลฎกี าจำ� ไม่
แน่ พพิ ากษายกฟอ้ ง โดยถอื วา่ จำ� เลยยงั ไมม่ คี วามผดิ ...” ขนุ อาเทศคดยี งั ไดเ้ ลา่ ถงึ ผล
พวกจากเหตกุ ารณด์ งั กลา่ วดว้ ยวา่ “...เมอื่ เสรจ็ งานแลว้ ไมส่ กั กเ่ี ดอื น พระอรรถนพิ นธ์

72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 91
ปรชี า ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ถกู ยา้ ยเขา้ กระทรวง หลวงสรรพนติ นิ พิ ทั ช์ ถกู สงั่ ยา้ ยไปเปน็
ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสระบุรี แต่หลวงสรรพด้ือเพ่งไม่ยอมไป กระทรวงยุติธรรมจึง
สง่ั ปลด...” (นครศรีธรรมราช : 2504, 7)
อย่างไรกด็ ี การจัดงานประจ�ำปใี นอีกแง่หนง่ึ ก็แสดงให้เหน็ ถึงความขัดแยง้
ทมี่ พี ้นื ฐานมาจากความแตกตา่ งเชงิ อุดมการณแ์ ละผลประโยชน์ ดังบทความที่ใชช้ อ่ื
ว่า “ประวัตขิ องงานปีนี้” (งานประจำ� ปีนครศรธี รรมราชฯ : 2477, 188 - 195) ที่น�ำ
เอาข่าวท่ีลงในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยฉบับวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2477 มาตี
พิมพ์แสดงให้เห็นถึงความไม่ลงรอยของการจัดงานปี 2477 (ระหว่างศรีธรรมราช
สโมสรกบั นครสมาคม) ดงั ขอ้ มลู ทว่ี า่ “งานนครศรธี รรมราชปน้ี จ้ี ะครกึ ครนื้ นกั ผแู้ ทน
เหน็ ใหจ้ ดั งานเกบ็ เงนิ ทำ� ประโยชน์ แตก่ รมการจงั หวดั และสโมสรฯ จะไมช่ ว่ ย...มกี รม
การจงั หวดั บางคนเลน่ คารมวา่ ไมเ่ หน็ มรี ะเบยี บแบบแผน กฎหมายบทใดทบ่ี ง่ ไวว้ า่ ให้
กรมการจังหวดั ตอ้ งมีหน้าท่ีร่วมงานกบั ประชาชน...”
หรือหากพิจารณาจากรายช่ือคณะกรรมการจัดงานและการแบ่งแผนก
กิจกรรมก็แสดงให้เห็นถึงการแย้งพ้ืนที่กันระหว่างบรรดากรมการเมือง ข้าราชการ
นักการเมืองและพ่อค้า โดยตั้งแต่กลางทศวรรษ 2460 - กลางทศวรรษ 2470 พ้ืนท่ี
ของงานเดือนสิบถูกก�ำกับโดยกรมการเมืองและข้าราชการในระบบเก่า คนกลุ่มน้ีมี
บทบาทส�ำคัญก่อนการเปล่ียนแปลง 2475 แต่พอถึงกลางทศวรรษ 2470 (หลัง
เปลย่ี นแปลงการปกครอง 2475) พนื้ ทขี่ องงานเดอื นสบิ ถกู กำ� กบั ดว้ ยนกั การเมอื งและ
ขา้ ราชการในระบบใหมใ่ นทอ้ งถนิ่ สว่ นทศวรรษ 2480 - 2490 พนื้ ทขี่ องงานเดอื นสบิ
ถกู กำ� กบั ดว้ ยขา้ ราชการเจา้ หนา้ ทร่ี ฐั ทอี่ ยภู่ ายใตอ้ ดุ มการณร์ ฐั สมยั ใหม่ ดงั การจดั งาน
เดอื นสบิ ประจำ� ปี 2484 ทค่ี ณะอำ� นวยการจดั งานประกอบดว้ ยคณะเทศมนตรี คณะ
กรมการจังหวัด ซ่ึงโดยหลักการของลักษณะงานจะกล่าวว่า “จะเป็นงานเพื่อท้อง
ถน่ิ  - เพอ่ื เทศบาล” แตใ่ นรายละเอยี ดของหลกั การโครงการการจดั งานเนน้ “หนกั ใน
ทางแสดง เผยแพร่และประกวด เพอื่ เปน็ การส่งเสริม การอาชีพ วัฒนธรรม รฐั นยิ ม
และความก้าวหน้าในสมัยสร้างชาติของประเทศไทย โดยเฉพาะเช่นกิจการเกี่ยวกับ
การประกวดนางงาม คดั เลือกนางสาวนครศรีธรรมราช การประกวดพชื และสัตว.์ ..”
(สมดุ ท่รี ะลึกงานเดือน:2484,1 - 2. เน้นเสน้ ใต้โดยผู้เขยี น)

92 ภิ ร ม ย์รตี
นอกจากกจิ กรรมแล้ว ในอกี ดา้ นหน่งึ “หนงั สือทรี่ ะลกึ งานประจ�ำปี เดือน
สบิ ” เองกน็ บั เปน็ อกี หนง่ึ เครอ่ื งมอื ทเี่ ขา้ ไปทำ� งานกบั ความคดิ ของคนนครศรธี รรมราช
โดยเฉพาะขอ้ เขยี นต่างๆ เชน่ บทความท่ใี ชช้ ื่อวา่ “ฝันเม่ือตนื่ ” เขยี นโดยเอ่ียม ทรง
นาคา (2477 : 88 - 157) กลา่ ววา่ “ชว่ ยกนั คดิ ชว่ ยกนั ทำ� จรงิ อยรู่ ฐั บาลของเรามหี นา้
คอยบำ� รงุ ชว่ ยเราเสมอ แตถ่ า้ เราพลอยชว่ ยสง่ เสรมิ ไปดว้ ยจะมดิ ยี ง่ิ ขนึ้ หรอื แมเ้ ราจะ
ชว่ ยอยา่ งอน่ื ไมไ่ ด้ กค็ วรชว่ ยคดิ ชว่ ยอา่ น คอื ชว่ ยในทางความคดิ การปกครองระบอบ
ปัจจุบันได้อ�ำนวยโอกาสให้เรา ดังเราจะเคยได้ยินผู้แทนปาฐกเสมอ ความตอนหน่ึง
วา่ ราษฎรทง้ั หลายมสี ่วนรับผิดชอบรว่ มกันในการปกครอง ถงึ เวลาแลว้ ทีเ่ ราจะชว่ ย
กนั คดิ ชว่ ยกนั ทำ� นำ� นครฯ ใหถ้ งึ ความเจรญิ รงุ่ เรอื ง...ยง่ิ กวา่ นนั้ เรามรี ฐั ธรรมนญู ฉบบั
เดียวกนั ...”
หรอื เนอ้ื หาและบทความทดี่ ำ� เนนิ การโดยกลมุ่ “เลอื ดแทข้ องนครฯ” ไดน้ ำ�
มาจัดพิมพใ์ นหนงั สอื ของงานประจำ� ปี 2495 กลมุ่ คนเหลา่ นี้ถือว่าเปน็ ผู้ท่ีมีหน้ามตี า
หรอื ตำ� แหนง่ แหง่ ทแ่ี ละบทบาทสำ� คญั ๆ ของสงั คมไทยในเวลานน้ั ดงั คำ� นำ� ทว่ี า่ “...ใน
หนงั สอื เลม่ นี้ ไดม้ นี กั เขยี นชนั้ นำ� ของเมอื งไทย มที า่ นผทู้ รงวทิ ยฐานะสงู ๆ และผเู้ จนจดั
ทผ่ี า่ นการประสพงานมานานทกุ ๆ คนแลว้ ได้กรณุ าให้บทประพนั ธ์และบทความ...”
เช่น ดร. สาโรช บัวศรี กุหลาบ สายประดิษฐ์ ยาขอบ รวมถึงบรรดาข้าราชการใน
ต�ำแหน่งต่างๆ ผู้พิพากษาศาลแพ่ง ปลัดจังหวัดฯ สาธารณสุขจังหวัด ผู้แทนราษฎร
อธบิ ดกี รมวทิ ยาศาสตร์ อธบิ ดกี รมสหประชาชาติ เจา้ หนา้ ทกี่ ระทรวงการตา่ งประเทศ
เจา้ หนา้ ทก่ี รมโลหะกจิ เปน็ ตน้ เพราะฉะนนั้ เนอ้ื หาจงึ มกั เกยี่ วของกบั ตำ� แหนง่ หนา้ ที่
การงานของตนเปน็ สำ� คญั เชน่ ความสำ� คญั ของการศกึ ษา งานในหนา้ ทป่ี กครองของ
กรมมหาดไทย การสาธารณสขุ เรอ่ื งของปลาเรอื่ งของไก่ นา่ สนใจและปฏเิ สธไมไ่ ดว้ า่
เน้ือหาที่ปรากฏในหนังสือที่ระลึกของงานปีนี้คงได้ท�ำงานกับความคิดของคนนครฯ
เปน็ ทเี่ รยี นรอ้ ยแล้ว
น่าสนใจว่าเมื่อล้วงเข้าสู่ทศวรรษ 2500 แม้โดยรูปแบบ ลักษณะและ
กจิ กรรมทป่ี รากฏในงานประจำ� ปขี องงานเดอื นสบิ นครศรธี รรมราชไมค่ อ่ ยแปรเปลยี่ น
ไปจากก่อนทศวรรษ 2500 มากนกั แตส่ ่ิงท่เี ปล่ียนแปลงอย่างเด่นชดั คืองานประจำ�
ปีเดือนสิบไม่ได้เป็นงานเทศกาลที่เกิดจากการด�ำเนินการโดยคนท้องถิ่นหรือคนใน

72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 93
พน้ื ทอ่ี กี ตอ่ ไป แตก่ ลบั กลายเปน็ หนา้ ทแ่ี ละความรบั ผดิ โดยตรงของหนว่ ยงานราชการ
โดยเฉพาะหากพจิ ารณาจากรายชอื่ คณะกรรมการอำ� นวยการของการจดั งานในแตล่ ะ
ปี ดงั กรณี งานประจำ� ปี 2504 ทพี่ บว่า คณะกรรมการอำ� นายการจัดงานลว้ นแล้วแต่
เป็นข้าราชการโดยต�ำแหน่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช (นครศรีธรรมราช : 2504,
25 - 39) ขณะเดยี วกนั นนั้ งานประจำ� ปซี ง่ึ โดยพน้ื ฐานเปน็ งานประเพณเี ทศกาลรนื่ เรงิ
ของคนทว่ั ไป กก็ ลบั กลายเปน็ แบบแผนมขี นั้ ตอนพธิ กี ารอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั ดงั ทรี่ ะบไุ วใ้ น
“กำ� หนดการเปดิ งาน” ประจำ� ปี 2504 ทเี่ นน้ ใหเ้ หน็ ถงึ ทร่ี ะบขุ นึ้ ขน้ั ตน้ ตา่ งๆ เชน่ “ทำ�
พธิ เี ชญิ ธงชาตสิ ยู่ อดเสา” “เลขานกุ ารจดั งานฯ อา่ นรายงานกจิ การเสนอผวู้ า่ ราชการ
จังหวัด จบแล้วผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวตอบ และท�ำพิธีเปิดงาน ทหารยิงปืนสลุต
เคร่ืองดุริยางค์ของทหาร ของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ โรงเรียนพรสวัสดิ์วิทยา โรง
เรียนจรัสพิชากร บรรเลงเพลงมหาฤกษ์...” ขณะเดียวกันนั้น ในหมายเหตุของ
กำ� หนดการของงานปนี ย้ี งั ระบวุ า่ “...ทหาร ตำ� รวจ แตง่ เครอ่ื งแบบปกติ ค. ขา้ ราชการ
พลเรือน พนักงานเทศบาล แตง่ เครอื่ งแบบตรวจราชการ นอกนนั้ แต่งสากลนิยม...”
(นครศรีธรรมราช : 2504, 25)
จากข้อมูลท่ีน�ำเสนอข้างต้น จึงสรุปได้ว่าลักษณะของงานประจ�ำปี เมือง
นครฯ เดิมเป็นกิจกรรมที่วางอยู่บนพ้ืนฐานของประเพณีคติความเช่ือสารทเดือนสิบ
ซงึ่ เปน็ คติความเช่อื ดงั เดิมของคนเมอื งนครศรธี รรมราช ในชว่ งเทศกาลดงั กลา่ วผคู้ น
ออกมาจับจ่าย มีกิจกรรมที่น�ำมาซ่ึงการพบปะสังสรรค์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบ
กับเง่ือนไขของความเปลยี่ นแปลงทางสังคม เศรษฐกจิ และการเขา้ มาของรฐั ราชการ
ทพ่ี ยายามน�ำเขา้ รปู แบบของการจัดงานเทศการบนั เทงิ การออกรา้ น การแสดงมหร
ศพ การประกวด การปรับเปลี่ยนและการก�ำหนดพื้นที่ของการจัดงานจากบริเวณ
“ลานวัด” สู่พ้ืนท่ีของหน่วยงานราชการอย่าง “สนามหน้าเมือง” และ “สนาม
โรงเรียน” พร้อมกับการเก็บเงินค่าผ่านประตูส�ำหรับผู้ท่ีจะเข้าร่วมงาน ซึ่งรูปแบบ
กิจกรรมในลักษณะดังกล่าวน้ีเป็นรูปแบบที่เกิดข้ึนในการจัดกิจกรรมความบันเทิงใน
สว่ นกลาง/กรงุ เทพฯ เพราะฉะนน้ั การเขา้ มามสี ว่ นกบั งานประจำ� ปจี งึ นบั เปน็ กลวธิ ที ่ี
รฐั ใช้เปน็ เครื่องมอื ในการบรู ณาการทอ้ งถ่ินเข้าเป็นสว่ นหนง่ึ ของรัฐชาติสมยั ใหม่

94 ภิ ร ม ย์รตี

สื่อ โฆษณา ประชาสัมพันธ์และผู้สนับสนุน : ปฏิบัติการในชีวิตประจำ� วัน
ของคนเมอื งนครศรีธรรมราช
ส่ิงที่น่าสนใจท่ีนอกเหนือจากกิจกรรมและเน้ือที่ปรากฏในหนังสือท่ีระลึก
งานประจำ� ปเี ดอื นสบิ เมอื งนครฯ แลว้ คอื สอ่ื โฆษณา ประชาสมั พนั ธแ์ ละผสู้ นบั สนนุ
ทปี่ รากฏและสอดแทรกอยใู่ นหนงั สอื ทรี่ ะลกึ ทงั้ น้ี อยา่ งทที่ ราบกนั วา่ การพมิ พห์ นงั สอื
ท่ีเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2460 - 2490 น้ันค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงจ�ำเป็นต้องใช้งบ
ประมาณในการจดั พมิ พเ์ ปน็ จำ� นวนมาก ในขณะเดยี วกนั การจดั งานประจำ� ปเี ดอื นสบิ
ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ เพราะฉะนั้น การจัดพิมพ์หนังสือที่
ระลกึ จงึ ตอ้ งอาศยั เงนิ หรอื รบั การสนบั สนนุ จากบรษิ ทั หา้ งรา้ น และบคุ คลตา่ งๆ และ
ดว้ ยแนวคดิ ทวี่ า่ ในฐานะของคนทอ้ งถน่ิ ทส่ี นบั สนนุ กจิ กรรมประเพณปี ระจำ� ปเี ทา่ กบั
การ “บ�ำรุงชาติ” การจัดพิมพ์หนังสือจึงได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วนทั้งท่ี
อยใู่ นพ้นื ทแี่ ละตา่ งจงั หวัด
ดว้ ยเหตนุ ี้ เนอ้ื หาทปี่ รากฏในหนงั สอื นอกจากรายละเอยี ดเกย่ี วกบั กจิ กรรม
และเนอ้ื หาทกี่ ล่าวมาขา้ งตน้ แลว้ สง่ิ ทนี่ ่าสนใจและท�ำใหเ้ หน็ ชวี ติ ประจ�ำวันหรอื ส่งิ นี้
ทำ� งานกบั ความคดิ และชวี ติ ประจำ� วนั ของคนเมอื งนครศรธี รรมราชอกี อยา่ ง คอื บรษิ ทั
หา้ งรา้ น และบคุ คลทส่ี นบั สนนุ การจดั งานประจำ� ปแี ละสนบั สนนุ การจดั พมิ พห์ นงั สอื
ซึ่งในการจัดพิมพ์หนังสือจะปรากฏ “ห้างร้านที่ช่วยเหลือในการลงแจ้งความพิมพ์
สมุด” อย่างกรณี “สมุดที่ระลึกงานเดือนสิบ ประจ�ำปี 2484” ที่ระบุห้างร้านและ
ขนาดของการโฆษณาไว้ เช่น “...เพลินตา 1/4 หน้า...เต็งเคี่ยว 1/2 หน้า...บริษัท
นครศรีธรรมราชจงั หวดั พาณิชย์ จำ� กดั 1 หนา้ ...” หรอื กรณีหนังสอื ทรี่ ะลึก 2495 ที่
ใหร้ ายละเอยี ดสนิ คา้ พรอ้ มรปู สนิ คา้

72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 95

ที่มา นครศรีธรรมราช : หนังสอื ทร่ี ะลึกงานเดือนสบิ ประจำ� ปี 2495

ข้อมูลเกี่ยวกับผู้สนับสนุนการจัดพิมพ์ท่ีปรากฏใน “หนังสือที่ระลึกงาน
ประจ�ำปี” แสดงให้เห็นว่ามีทั้งส่วนที่เป็นคนท้องถ่ินและต่างพื้นท่ี มีสินค้าทั้งที่เป็น
อุปโภคและบริโภค สินค้าเคร่ืองช�ำรวย สินค้าจ�ำเป็นในชีวิตประจ�ำวัน ตลอดจน
เทคโนโลยี เคร่ืองไม้เคร่ืองไม้ท้ังภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมเชิงพานิช พร้อม
กนั นนั้ สอ่ื โฆษณาและการประชาสมั พนั ธข์ องผสู้ นบั สนนุ ทถ่ี กู นำ� เสนอในรปู ของสนิ คา้
ประเภทต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลาก็มีความเปลี่ยนแปลงอันสัมพันธ์กับโครงสร้าง
เศรษฐกิจ การเมือง นั่นหมายความว่า ส่ือ โฆษณาและการประชาสัมพันธ์สินค้าดัง

96 ภิ ร ม ย์รตี
กล่าว สามารถเผยให้เห็นสภาพทางเศรษฐกิจและชีวิตประจ�ำวันของสังคมในช่วงดัง
กลา่ วด้วย เปน็ ตน้ ว่า
ในทศวรรษ 2470 เนอ่ื งจากหนงั สอื งานประจำ� ปที ห่ี ยบิ เอามาศกึ ษาเปน็ การ
จดั พมิ พเ์ พอ่ื ออกจำ� หนา่ ย จงึ ไมป่ รากฏชอ่ื ผสู้ นบั สนนุ แตใ่ นกรณขี องสอื่ โฆษณา แทรก
อยใู่ หเ้ หน็ ตลอดทงั้ เลม่ นา่ สงั เกตวา่ สนิ คา้ ทล่ี งโฆษณาสว่ นใหญม่ แี หลง่ ผลติ หรอื แหลง่
จ�ำหน่ายต้ังอยู่ในเขตพระนคร จะเป็นสินค้าประเภท ยาสามัญและยาบ�ำรุงร่างกาย
เชน่ ขผี้ ้งึ ตราห่าน ตราเสอื ยายแู วงซ์ ยาเทพกษตั รยี ์ ยาตรานกยูง ยาน�้ำเจริญสุข ยา
ฉดี ยูโฟชาล ยาขยนั สนิ คา้ ประเภทเหล้าเบยี ร์ เช่น สับโปโร สรุ าชนิดพิเศษ เบียรไ์ ทย
ตราสงิ ห์ สินคา้ ประเภทเครื่องจักรกล เครื่องยนต์ เชน่ ซิงเกอร์ โบลินเดอร์ นิลสนั ใน
ขณะท่ีสินค้าของท้องถิ่นเป็นห้างร้านประเภทร้านเส้ือผ้า แพร่พรรณ เคร่ืองถม ร้าน
อาหาร แม้จะดูว่าโฆษณาเหล่าน้ีเป็นการน�ำเสนอรูปแบบสินค้า แต่ในขณะเดียวกัน
สนิ คา้ บา้ งชนดิ เชน่ ขผ้ี งึ้ ตราเสอื โปรโมทสนิ คา้ ดว้ ยขอ้ ความทวี่ า่ “เราอยเู่ พอ่ื งาน งาน
ของชาติในแนววิถีทีจ่ ะจรรโลงไทยเขา้ สอู่ ารยะสมร”
ในทศวรรษ 2480 รัฐด�ำเนินนโยบายรัฐนิยม ส่ิงท่ีเห็นเด่นชัดนอกจาก
ขอ้ ความทป่ี รากฏในวตั ถปุ ระสงค์ของการจัดงานที่ว่า “...สินค้าไทยท่ีทำ� ข้นึ และมีใน
ประเทศไทย...” แล้ว ในกรณีของส่ือ โฆษณา ผสู้ นบั สนนุ ก็ไม่พบและไมป่ รากฏว่ามี
บริษัทห้างร้านต่างชาติและสินค้าจากต่างชาติปรากฏในหนังสือที่ระลึกเลย ขณะท่ี
สินค้าไทยท้ังพ้ืนเมืองและท�ำขึ้นในไทยก็ปรากฏเพียงรายช่ือร้านแล้วบอกเพียงท่ีตั้ง
ลกั ษณะของกจิ การ ตวั อยา่ งเชน่ “ไพศาล ถนนราชดำ� เนนิ ตรงขา้ มสำ� นกั งานเทศบาล
เมอื งนครศรธี รรมราช ทำ� เหมอื งแร่ รบั ซอ้ื แร่ แยกแร่ นายใหญ่ นนั ทาภวิ ฒั น์ เจา้ ของ”
“ตัดผมประณีต และทนทาน เชิญท่ี ‘เพลินตา’ ถนนราชด�ำเนิน คอนหน้าวัดวัง
นครศรธี รรมราช รบั ตดั เยบ็ เสอ้ื ผา้ และหมวกสภุ าพสตรี จำ� หนา่ ยเครอ่ื งสำ� อาง ตอ้ งการ
ความสะดวก อยา่ ลมื ‘เพลินตา’

72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 97

ที่มา นครศรธี รรมราช : หนงั สือท่รี ะลึกงานเดอื นสบิ ประจำ� ปี 2495

ในทศวรรษ 2490 รัฐเปิดความสัมพันธ์กับต่างประเทศและเกิดการขยาย
ตวั ของเศรษฐกจิ ในสว่ นภมู ภิ าค โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร ใน
กรณีของส่ือ โฆษณา ผู้สนับสนุนจึงพบว่ามีสินค้าโฆษณาท่ีหลากหลายประเภทและ
ในขณะเดียวกันสินค้าชนิดเดียวกันก็มีหลายห้างร้าน เป็นต้นว่า กรณีห้างร้านที่
จ�ำหน่ายเครอื่ งยนต์ เคร่ืองเรอื ยนต์ เคร่ืองสขี า้ ว กม็ สี ินคา้ ท่ีผลิตจากแหลง่ ต่างๆ ทั้ง
อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน สวีเดน กรณีห้างร้านท่ีจ�ำหน่ายโซดาก็มีหลายร้าน เช่น
บริษัทโซดาวิลเลียม บริษัท ทักษิณโซดา จ�ำกัด โรงงานน�้ำโซดา (น่�ำเด่า) บริษัท
สรุ าษฎรธ์ านจี งั หวดั พณชิ ย์ จำ� กดั กรณหี า้ งรา้ นทม่ี ธี รุ กจิ เกยี่ วกบั เหมอื งแร่ เชน่ บรษิ ทั
สหแรไ่ ทยภาคใต้ จ�ำกัด บริษทั ยบิ อนิ ซอย จำ� กัด บริษทั บนั เทงิ และบตุ ร จำ� กดั กรณี
ธนาคารและสนิ เช่อื เช่น สหกรณ์ นครฯ จ�ำกดั สนิ ใช้ ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคาร
ออมสนิ ธนาคารเกษตร จำ� กดั ธนาคารแหง่ เอเชยี รวมทง้ั กรณหี า้ งรา้ นเกย่ี วกบั สนิ คา้
สัมปทานประเภทเหล้า บุหร่ี และบริษัทประกันชีวิตประกันภัย ข้อมูลเก่ียวกับส่ือ
โฆษณาท่ีหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างในทศวรรษนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจ
และทรพั ยากรของเมอื งนครศรธี รรมราช พรอ้ มทง้ั เหน็ ไดช้ ดั วา่ ชวี ติ ประจำ� วนั ของคน
นครฯ ในชว่ งทศวรรษนีไ้ ปผกู พนั กับโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายนอกพ้นื ที่

98 ภิ ร ม ย์รตี

บทส่งทา้ ย : บทสรปุ ของงานประจำ� ปี
ภายใตภ้ าวะการณป์ จั จบุ นั ทผ่ี คู้ นในสงั คมกำ� ลงั อยใู่ นภาวะของ “โหยหาอดตี ”
กจิ กรรมเทศกาล งานรืน่ เรงิ ในลกั ษณะของ “งานวัด” และหรอื กิจกรรมงานย้อยยุค
“งานประจ�ำปี” จงึ มปี รากฏใหเ้ ห็นอยูม่ ากมาย หรืออาจกลา่ วไดว้ า่ กิจกรรมเทศกาล
ประจ�ำปีเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกได้จากชีวิตประจ�ำวันของผู้คนในสังคมไทย ด้วยเหตุน้ี
“งานประจำ� ป”ี จงึ ยงั คงเปน็ หนง่ึ ในเครอ่ื งมอื ทรี่ ฐั ใชเ้ ปน็ พน้ื ทป่ี ฏบิ ตั กิ ารกบั ชวี ติ ประจำ�
วนั ของผคู้ นในสงั คม และจะปรากฏใหเ้ หน็ ในลกั ษณะโจง่ แจง้ หรอื แนบเนยี นนน้ั คงจะ
มผี ลงานทีศ่ กึ ษาประเดน็ เหล่านีป้ รากฏใหเ้ หน็ ในโอกาสต่อไป
และทา้ ยสุดนี้ เนอื่ งในโอกาสท่ีอาจารยพ์ ลบั พลึง คงชนะ มีอายคุ รบ 72 ปี
ขอคณุ อ�ำนาจพระรัตนตรัยและคุณอำ� นาจพระบรมธาตเุ มืองนครศรธี รรมราช จงดล
บนั ดาลใหอ้ าจารยพ์ ลบั พลงึ จงมแี ตค่ วามสขุ ความเจรญิ และมสี ขุ ภาพพลานามยั แขง็
แรงตลอดกาล

บรรณานุกรม

งานประจ�ำปีนครศรีธรรมราช : หนังสือบันเทิงคดีและสารคดี. (2477). พระนคร : ไทย
เกษม.

นครศรธี รรมราช : หนงั สอื ทร่ี ะลกึ งานเดอื นสบิ ประจำ� ปี 2495. (2495). นครศรธี รรมราช
: ศริ ิสวสั ดิ.์

นครศรีธรรมราช, จงั หวัด. (2504). ทีร่ ะลกึ งานเดอื นสบิ จงั หวดั นครศรธี รรมราช 2504.
ม.ป.ท. : ม.ป.พ.

__________. (2513). งานเดือนสบิ นครศรีธรรมราช ปี 2513. นครศรีธรรมราช : ศิษย์
เพาะช่าง.

__________. (2522). เดือนสิบ’ 22 : ที่ระลึกในการจัดงานเทศกาลเดือนสิบประจ�ำปี
2522 ของจงั หวัดนครศรีธรรมราช. กรุงเทพฯ : กรงุ สยามการพมิ พ.์

__________. (2524). เดือนสิบ’ 24 : ที่ระลึกในการจัดงานเทศกาลเดือนสิบประจ�ำปี
2524 ของจังหวดั นครศรธี รรมราช. กรุงเทพฯ : กรงุ สยามการพิมพ์.

__________. (2525). เดือนสิบ’ 25 : ที่ระลึกในการจัดงานเทศกาลเดือนสิบประจ�ำปี
2525 ของจงั หวัดนครศรธี รรมราช. กรงุ เทพฯ : กรงุ สยามการพิมพ.์

72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 99

__________. (2527). เดือนสิบ’ 27 : ที่ระลึกในการจัดงานเทศกาลเดือนสิบประจ�ำปี
2527 ของจงั หวัดนครศรธี รรมราช. กรุงเทพฯ : กรุงสยามการพมิ พ์.

นครศรีธรรมราช, ท�ำการปกครองจังหวัด. (2556). “งานประเพณีเทศกาลบุญสารทเดือน
สิบ ฉลองพระบรมธาตุสู่มรดกโลกและงานกาชาดจังหวัดนครศรีธรรมราช
ประจ�ำปี 2556” ในสารนครศรธี รรมราช. 43 (พเิ ศษ - 2556) : 11 - 14.

นิธิ เอยี วศรีวงศ์. (2555, 10 - 16 สิงหาคม). “รัฐนาฏกรรมอีกที” ใน มตชิ นสดุ สปั ดาห.์ 32
(1669) : 30.

__________. (2557). “สงกรานต์ : วิถีชีวิตไทยที่เปล่ียนแปลง” ใน ผ้าขาวม้า, ผ้าซ่ิน,
กางเกงในและฯลฯ วา่ ดว้ ยประเพณี ความเปลย่ี นแปลงและเรอ่ื งสรรพสาระ.
กรงุ เทพฯ : มติชน. หน้า 32 - 48.

ปริญญา มงคลพาณิชย์. (2560). งานสารทเดือนสิบ นครศรีธรรมราช : พัฒนาการของ
ความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมระหว่างรัฐกับชุมชน ( พ.ศ. 2520 - 2550).
วทิ ยานิพนธ์ ศศ.ม. (ประวัตศิ าสตร)์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์

ปรีดี หงษ์สต้น. (2556). “มอง ‘งานฉลองรัฐธรรมนูญ’ ในแง่การเมืองวัฒนธรรมหลังการ
ปฏวิ ตั ิ 2475” ใน จลุ สารหอจดหมายเหตธุ รรมศาสตร.์ ฉบบั ท่ี 16 : 122 - 139

ปาฐกถาของผูแ้ ทนราษฎรและสภาพของจงั หวัดต่างๆ . (2478). พระนคร : ไทยเขษม.
พชั รยี ์ ฆงั คมณี. (2537). การศกึ ษาประเพณีท�ำบญุ เดือนสบิ ของชาวอำ� เภอ

เมอื งนครศรธี รรมราช จงั หวดั นครศรธี รรมราช. วทิ ยานพิ นธ์ (ศศ.ม. ไทยคด)ี
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ ภาคใต.้
ภิญญพนั ธุ์ พจนะลาวณั ย.์ (2558). ก�ำเนิด “ประเทศไทย” ภายใตเ้ ผดจ็ การ. กรุงเทพฯ :
มติชน.
ภูริ ฟูวงศ์เจริญ. (2560). งานฉลองรัฐธรรมนูญ : มหกรรมแห่งชาติของคณะราษฎร” ใน
ศิลปวัฒนธรรม. 38 (3) : 92 - 123.
สมพทุ ธ ธรุ ะเจน. (2557). “งานเดอื นสบิ 68 ปี ทสี่ นามหนา้ เมอื ง” ใน สารนครศรธี รรมราช.
44 (พิเศษ - 2557) : 43 - 51.
สมดุ ทรี่ ะลกึ งานเดอื น 10 ประจำ� ปี 2484 ของจงั หวดั นครศรธี รรมราช. (2484). พระนคร
: โรงพิมพบ์ ุญครองพานชิ .
สิริธรรมาภิรัต, พระครู. (2556). “สารทเดือนสิบ มรดกทางวัฒนธรรมของชาวนคร” ใน
สารนครศรีธรรมราช. 43 (พเิ ศษ - 2556) : 32 - 42.


Click to View FlipBook Version