100 ภิ ร ม ย์รตี
กฎหมายการจดั การความขดั แย้งของไทยในอดีต1
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ภมู ิ มูลศิลป์
บทนำ�
สถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองท่ีเกิดขึ้นในประเทศไทยมีสาเหตุมา
จากปญั หาหลายประการไมว่ า่ จะเป็นเร่ืองการแกง่ แย่งอ�ำนาจ การคอร์รปั ชน่ั ความ
รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม การถูกเลือกปฏิบัติ ช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม
ระหวา่ งคนจนกบั คนรวย โดยเฉพาะสถานการณค์ วามขดั แยง้ ทางการเมอื งทมี่ กั จะจบ
ลงด้วยการปะทะกันจนถึงมีผู้บาดเจ็บรุนแรง เสียชีวิต และน�ำไปสู่เงื่อนไขในการ
รัฐประหาร ส่งผลให้ต่างชาตขิ าดความเชอื่ มั่นในการลงทุน เกดิ ภาพลกั ษณเ์ ชิงลบต่อ
อตุ สาหกรรมอยา่ งตอ่ เนื่อง และสร้างความเสยี หายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ2
เหตุการณ์ความขัดแย้งใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย โดย
เหตกุ ารณท์ ีเ่ กิดขนึ้ สามารถแบ่งออกเปน็ 3 ระยะ ได้แก่
1 ระยะความขดั แยง้ รนุ แรง
2 ระยะการยตุ ิความรุนแรง/การเกิดข้อตกลง และ
3 ระยะการสรา้ งความปรองดอง
1 เรียบเรียงจากรายงานความก้าวหน้าการวิจัยหัวข้อ “การรวบรวมแนวทางกระบวนการสร้างความ
ปรองดองในสังคมไทย” ส่งสภาพัฒนาการเมอื ง (สพม.) ร่วมกับนายอนั นวุ า อิสอ (เคยตพี มิ พ์ในหนังสอื
รพี 56 ของคณะกรรมการเนติบัณฑติ สมยั ที่ 65)
2 รายงานความคืบหน้าคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพ่ือการปรองดองแห่งชาติ
(คอป.) ครงั้ ที่ 1, 2554 หนา้ 3
102 ภิ ร ม ย์รตี
ในความเป็นจริง ปรากฏการณ์ท้ัง 3 ระยะดังกล่าวมีความเป็นพลวัต ไม่
หยุดน่ิง และไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรง (Non - linear) กล่าวคือ เมื่อเกิดข้อตกลง
ทางการเมืองขึ้นแล้ว ความรุนแรงจะไม่กลับมาเกิดข้ึนอีก หรือในบางช่วงของ
สถานการณ์อาจจะดคู ลา้ ยกบั ว่าความสงบเรยี บรอ้ ยไดเ้ กิดขึน้ แลว้ แต่ความรุนแรงก็
อาจจะหวนกลบั คืนได้อกี ขึ้นอยกู่ ับเหตปุ จั จัยต่างๆ
ด้วยเหตุนี้ กระบวนการจัดการความขัดแย้งจึงมีความเปราะบางซึ่งต้อง
อาศยั เวลาและความอดทนจากทกุ ฝา่ ย เปน็ กระบวนการทมี่ คี วามเกย่ี วขอ้ งทงั้ ในสว่ น
ของการยุตคิ วามรนุ แรง และการหาข้อตกลงซ่ึงตัง้ อยบู่ นฐานคดิ ที่ว่า ความรนุ แรงไม่
อาจนำ� มาซงึ่ เปา้ หมายและทางออกทย่ี งั่ ยนื โดยการจดั การความขดั แยง้ ของสงั คมนน้ั
ควรตั้งอย่บู นฐานคิดของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผา่ น (Transitional Justice)
และการอยรู่ ว่ มกันบนความแตกตา่ ง
บทความน้ีจะได้กล่าวถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยใน
อดีต โดยเฉพาะในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับการใช้กฎหมายในฐานะเป็นเคร่ืองมือในการ
จัดการความขัดแย้ง ซ่งึ มเี หตกุ ารณ์และกฎหมายทสี่ �ำคญั ดงั นี้
เหตกุ ารณท์ างการเมอื งไทยในอดตี
นบั แตม่ กี ารเปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยม์ า
เปน็ ระบอบประชาธปิ ไตย ประเทศไทยไดผ้ า่ นชว่ งเวลาของความขดั แยง้ ทางการเมอื ง
ดังน้ี
1) การเมืองช่วง พ.ศ. 2475 - 2481
ความขัดแย้งในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นความขัดแย้งภายในกลุ่มคณะราษฎร
เพ่ือชิงอ�ำนาจทางการเมืองโดยมีจุดเร่ิมต้นมาจากความขัดแย้งในเรื่องเค้าโครง
เศรษฐกจิ ของนายปรีดี พนมยงค์ ทถ่ี กู ขดั ขวางโดยกลมุ่ คณะราษฎรสายอนุรักษ์นยิ ม
ซ่ึงต่อมาพระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้เข้ามาแก้ไขปัญหาโดยการปรับคณะรัฐมนตรี
และขอใหน้ ายปรีดี พนมยงค์ เดนิ ทางออกนอกประเทศเพอื่ ลดความขดั แยง้
ในช่วงเวลาดังกล่าว กลุ่มอ�ำนาจเก่าได้ท�ำการก่อกบฏขึ้นสองคร้ัง ได้แก่
กบฏบวรเดชเม่อื วันที่ 11 ตลุ าคม พ.ศ. 2476 และกบฏนายสิบเมื่อวันท่ี 3 สิงหาคม
72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 103
พ.ศ. 2478 โดยมีวัตถุประสงค์ท่ีจะเปลี่ยนแปลงการปกครองกลับไปเป็นระบอบ
สมบูรณาญาสิทธริ าชย์
ความขัดแย้งท่ีเด่นชัดในการเมืองช่วงน้ี ได้แก่ การท่ีคณะทหารน�ำโดย
พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ท�ำการยึดอ�ำนาจพระยามโนปกรณ์นิติธาดาใน
วันท่ี 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 โดยพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้รับเลือกจากคณะ
ทหารให้ด�ำรงต�ำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถึงแม้วา่ ต่อมา นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับการ
ยนิ ยอมใหก้ ลบั เขา้ ประเทศและมบี ทบาททางการเมอื งเปน็ อยา่ งมากแตก่ ย็ งั ถกู ทา้ ทาย
จากกลุ่มทหารท่ีน�ำโดยพันเอกหลวงพิบูลสงคราม จุดเปลี่ยนส�ำคัญในช่วงเวลาน้ีคือ
เม่ือเดือนธันวาคม พ.ศ. 2481 พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ลาออกจากต�ำแหน่ง
เนื่องจากสุขภาพไม่ดี และจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ด�ำรงต�ำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ตอ่ มา3
2) การเมอื งช่วง พ.ศ. 2481 - 2490
ความขดั แยง้ ในชว่ งเวลานเี้ ปน็ ความขดั แยง้ ระหวา่ งรฐั บาลทหารกบั รฐั บาล
เสรีนยิ ม โดยจดุ เปลยี่ นสำ� คญั คอื การทีจ่ อมพล ป. พบิ ลู สงคราม ตัดสินใจเข้าร่วมกับ
ญปี่ นุ่ ประกาศสงครามกบั สหรฐั อเมรกิ าและ สหราชอาณาจกั รในสมยั สงครามโลกครงั้
ท่ีสอง ซึ่งต่อมา เมื่อสหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณูท่ีเมืองฮิโรชิมากับนางาซากิ
ญปี่ นุ่ จงึ ประกาศยอมแพส้ ง่ ผลใหป้ ระเทศไทยทเี่ ปน็ พนั ธมติ รของญป่ี นุ่ ตอ้ งแพส้ งคราม
ไปดว้ ย
อย่างไรก็ตาม ขบวนการเสรีไทยที่ก่อต้ังโดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช
ร่วมกับนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นผู้ส�ำเร็จราชการในขณะน้ันได้ด�ำเนินการให้ความ
ช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงคราม ส่งผลให้ประเทศไทยไม่ตกเป็นประเทศผู้
แพ้สงคราม ทำ� ใหจ้ อมพล ป. พิบลู สงคราม สญู เสียความน่าเช่ือถอื และสุดท้ายเกิด
รฐั บาลพลเรอื นโดยกลุ่มเสรนี ิยมในทสี่ ดุ
เหตุการณ์ส�ำคัญในช่วงเวลาน้ีคือการเสด็จสวรรคตของพระบาสมเด็จพระ
เจ้าอยู่ห้วอานันทมหิดลในวันท่ี 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ซ่ึงกลายมาเป็นประเด็น
3 ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิ ,วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย, พิมพ์คร้ังท่ี 10 ส�ำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ 2550 หนา้ 136
104 ภิ ร ม ย์รตี
ทางการเมือง และถูกน�ำไปใช้เป็นเคร่ืองมือในการต่อต้านนายปรีดี พนมยงค์ และ
พรรคพวก ท�ำใหน้ ายปรีดี พนมยงค์ ตอ้ งหนอี อกไปนอกประเทศ
ในความวนุ่ วายขณะนนั้ กลมุ่ ทหารนำ� โดยจอมพลผณิ ชณุ หะวณั ไดท้ ำ� การ
รฐั ประหารและสลายการถว่ งดลุ ระหวา่ งกลมุ่ อำ� นาจฝา่ ยเสรนี ยิ มกบั ฝา่ ยทหารในทส่ี ดุ 4
3) การเมืองชว่ ง พ.ศ. 2490 - 2501
ความขดั แยง้ ทางการเมอื งในช่วงนแี้ บ่งออกเปน็ สองระยะ ไดแ้ ก่
ระยะแรกเป็นความขัดแย้งของกลุ่มเสรีนิยมที่ต้องการเรียกร้องอ�ำนาจคืน
จากรัฐบาลทหาร นายปรีดี พนมยงค์ ลักลอบเดินทางกลับเข้ามาในประเทศ และ
พยายามทำ� การรฐั ประหารโดยความสนบั สนนุ ของกองทพั เรอื หรอื ทเ่ี รยี กกนั วา่ กบฏ
แมนฮตั ตนั ซงึ่ จากความลม้ เหลวดังกลา่ ว ทำ� ใหก้ ลุ่มเสรนี ยิ มสิ้นอ�ำนาจลง
ส่วนระยะท่ีสองน้ัน เป็นความขัดแย้งภายในกลุ่มทหารซ่ึงแบ่งออกเป็น 3
กล่มุ ได้แก่ กลมุ่ พลต�ำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ กลมุ่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต์ และกลมุ่
จอมพล ป. พบิ ูลสงคราม โดยความขัดแยง้ กันเองดังกลา่ วท�ำให้จอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั
ต์ ได้ทำ� การรัฐประหารในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 เพอื่ รกั ษาอ�ำนาจของตนไว5้
4) การเมืองชว่ ง พ.ศ. 2500 - 2516
จากความเอือมระอาที่คณะทหารยกเลิกรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ตลอดจน
การไม่มีรัฐธรรมนูญอย่างถาวรมาต้ังแต่การยึดอ�ำนาจของจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์
ทำ� ให้นสิ ติ นกั ศึกษา นักวชิ าการ และประชาชนเกดิ ความไม่พอใจ ส่งผลให้เกิดความ
รนุ แรงระหว่างวันที่ 9 - 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มกี ารปะทะกนั ระหว่างตำ� รวจและผู้
ประท้วง มีการเผาอาคารสถานท่ี มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตหลายคน จนพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งทางโทรทัศน์ว่า วันนี้เป็นวันมหาวิปโยค และรับสั่งให้ทุก
ฝา่ ยกลบั ไปสคู่ วามสงบ จอมพลประภาส จารเุ สถยี ร จอมพลถนอม กติ ตขิ จร และพนั
เอกณรงค์ กติ ตขิ จร ยนิ ยอมเดนิ ทางออกนอกประเทศ สว่ นประชาชนเรมิ่ เดนิ ทางกลบั
สู่เคหะสถาน
4 เพิ่งอา้ ง หน้า 140
5 ศ.ดร อมร รกั ษาสตั ย,์ การเมอื งการปกครองไทยตามรฐั ธรรมนญู ฉบบั ประชาชน, พมิ พค์ รงั้ ที่ 1 โรงพมิ พ์
วี.เจ.พริ้นตง้ิ กรุงเทพ 2544 หนา้ 77
72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ 105
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดชไดท้ รงพระกรณุ าโปรดเกลา้
โปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และต่อมารัฐสภา
ไดต้ รากฎหมายในรปู พระราชบญั ญตั เิ พอื่ เปน็ เครอ่ื งมอื ในการจดั การความขดั แยง้ โดย
ใช้ชื่อว่าพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ซึ่ง
การกระทำ� ผิดเก่ียวเน่อื งกับการเดินขบวน เมอ่ื 13 ตลุ าคม พทุ ธศักราช 2516 พ.ศ.
25166 โดยกฎหมายฉบบั นมี้ วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ การนริ โทษกรรมการกระทำ� ผดิ อนั เกย่ี ว
เนอ่ื งกบั การเดนิ ขบวนทม่ี กี ารกระทำ� ผดิ ทเี่ ปน็ อนั ตรายตอ่ ชวี ติ รา่ งกาย และทรพั ยส์ นิ
ของบคุ คลที่เกดิ จากความไมเ่ ขา้ ใจซึง่ กันและกนั ระหวา่ งนักเรยี น นสิ ติ นกั ศึกษาและ
ประชาชน กบั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั โดยใหถ้ อื วา่ การกระทำ� ดงั กลา่ วไมม่ คี วามผดิ สง่ ผลให้
เหตุการณ์ความขัดแย้งดีข้ึนเป็นล�ำดับ ต่อมา ได้มีการเลือกต้ังทั่วไปเม่ือวันท่ี 26
มกราคม พ.ศ. 2518 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้รบั เลอื กใหเ้ ป็นนายกรัฐมนตร7ี
5) เหตุการณก์ ารปราบปรามคอมมวิ นสิ ต์ภายใตค้ ำ� สง่ั 66/23
ปัญหาเกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยเริ่มมาตั้งแต่ปลายสมัย
รชั กาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีการเผยแพรท่ ฤษฎีการเมอื ง
และเศรษฐกจิ เพอื่ ใหเ้ กดิ ความเกลยี ดชงั ดหู มนิ่ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั รวมทงั้
ก่อให้เกดิ ความเกลยี ดชังระหว่างชนชัน้ ในขณะเดยี วกัน ภาครฐั ได้อาศัยอำ� นาจทาง
กฎหมายและเอาภัยคุกคามต่างๆ มาเป็นเหตุในการกดข่ีข่มเหง รวมทั้งปราบปราม
ประชาชนในหลายกรณี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เห็นวา่ ปญั หาดังกลา่ วเป็นปัญหา
สำ� คญั ทท่ี ำ� ใหร้ ฐั ตอ้ งสญู เสยี กำ� ลงั พลและงบประมาณเปน็ จำ� นวนมาก จงึ ไดล้ งนามใน
คำ� สงั่ สำ� นกั นายกรฐั มนตรที ี่ 66/2523 เรอื่ งนโยบายการตอ่ สเู้ พอ่ื เอาชนะคอมมวิ นสิ ต์
โดยค�ำส่ังดังกล่าวมีสาระส�ำคัญ คือ การใช้การเมืองน�ำการทหารในการต่อสู้กับการ
แพรข่ ยายของลัทธคิ อมมวิ นสิ ต์
6 พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนซึ่งกระท�ำผิดเก่ียวกับการเดิน
ขบวน เมื่อ 13 ตุลาคม 2516 พ.ศ. 2516
7 ศ.ดร.สมบตั ิ ธำ� รงธญั วงศ์ ,การเมอื งการปกครองไทยยุคเผดจ็ การ – ยุคปฏริ ูป, พมิ พค์ ร้ังที่ 1 สำ� นกั พิมพ์
เสมาธรรม กรงุ เทพ 2548 หน้า 249
106 ภิ ร ม ย์รตี
คำ� สง่ั ดงั กลา่ วไดร้ ะบถุ งึ สาเหตขุ องการกอ่ การรา้ ยคอมมวิ นสิ ตเ์ ปน็ เรอื่ งความ
ไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยระบุว่าความไม่เท่าเทียมกัน
ทางการเมืองคือสภาพการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและประชาชนไม่ได้ใช้อ�ำนาจ
อธิปไตย ผู้ที่ใช้อ�ำนาจกลับเป็นคนกลุ่มน้อยที่มีอ�ำนาจทางเศรษฐกิจ สนใจแต่ผล
ประโยชนส์ ่วนตัว และผูกขาดทางเศรษฐกจิ ส่วนข้าราชการก็เอาเปรยี บประชาชน
ต่อมา ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติอาวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุ
ระเบดิ ดอกไมเ้ พลงิ และสงิ่ เทียมอาวุธปืน (ฉบบั ท่ี 8) พ.ศ. 2530 ยกเว้นโทษแกผ่ ู้ท่ี
น�ำอาวุธดังกล่าวมามอบแก่นายทะเบียนท้องที่ภายในเวลาที่ก�ำหนด และมีพระราช
บญั ญตั นิ ริ โทษกรรมแกผ่ กู้ ระทำ� การอนั เปน็ ความผดิ ตอ่ ความมน่ั คงของรฐั ภายในราช
อาณาจกั รตามประมวลกฎหมายอาญาและความผดิ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั
การกระทำ� อนั เปน็ คอมมวิ นสิ ต์ พ.ศ. 2532 อนั เปน็ จดุ เปลย่ี นสำ� คญั ใหก้ ลมุ่ คนทไี่ ดร้ บั
นริ โทษกรรมกลบั เขา้ สสู่ งั คมในฐานะผรู้ ว่ มพฒั นาชาตไิ ทย และในสมยั นายชวน หลกี
ภัย ก็ได้มีการประกาศยกเลิกความผิดเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ส่งผลให้การกระท�ำเกี่ยว
กบั คอมมิวนสิ ต์ไม่เป็นความผดิ ในประเทศไทย8อีกตอ่ ไป
6) เหตุการณพ์ ฤษภาคม พ.ศ. 2535
เหตกุ ารณค์ วามขดั แยง้ นเ้ี กดิ ขน้ึ จากการตอ่ ตา้ นการสบื ทอดอำ� นาจของพล
เอกสุจินดา คราประยูร และการเรยี กร้องใหน้ ายกรฐั มนตรีมาจากสมาชกิ สภาผูแ้ ทน
ราษฎร โดยการชุมนมุ ดังกลา่ วมขี ึ้นตลอดชว่ งเดอื นเมษายนถงึ กลางเดือนพฤษภาคม
พ.ศ. 2535 จนกระทั่งรัฐบาลไดใ้ ช้ก�ำลงั ปราบปรามผชู้ ุมนมุ อยา่ งรนุ แรง
ท้ายท่ีสุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชโปรดเกล้าฯ ให้
เชญิ พลเอกสจุ นิ ดา คราประยรู และพลตรจี ำ� ลอง ศรเี มอื ง แกนนำ� ผชู้ มุ นมุ เขา้ เฝา้ จน
กระทงั้ นำ� ไปสกู่ ารลาออกของพลเอกสจุ นิ ดา คราประยรู ในวนั ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.
2535 โดยกอ่ นทจี่ ะมกี ารลาออก ไดม้ กี ารออกกฎหมายเพอ่ื ใชใ้ นการจดั การความขดั
แย้งมีชื่อว่า พระราชก�ำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระท�ำความผิดเน่ืองในการชุมนุมกัน
ระหวา่ งวนั ที่ 17 พฤษภาคม พุทธศักราช 2535 ถงึ วันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศกั ราช
8 สถาบันพระปกเกล้า, รายงานวิจยั การสรา้ งความปรองดองแหง่ ชาต,ิ 2555 หนา้ 78
72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 107
2535 พ.ศ. 2535 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้นิรโทษกรรมบรรดาการกระท�ำความผิดทั้ง
หลายของบุคคลท่ีเก่ียวเนื่องกับการชุมนุมให้ถือว่าไม่มีความผิด เน่ืองจากเห็นว่า
เหตุการณ์การกระท�ำผิดต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน รวมถึงการปะทะกันระหว่างผู้
ชุมนมุ กบั เจา้ หนา้ ท่ีของรฐั เกิดข้ึนจากความปราถนาที่จะให้เกดิ การแก้ไขรฐั ธรรมนญู
อันเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงกระท�ำได้ และเพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีของ
คนในชาติ
หลังการลาออกของพลเอกสุจินดา คราประยูร รัฐสภาไดเ้ รง่ แก้ไขเพิม่ เตมิ
รัฐธรรมนญู ส่งผลใหเ้ หตกุ ารณค์ วามขดั แยง้ ทางการเมืองดขี นึ้ เปน็ ล�ำดบั 9
“นริ โทษกรรม” การจดั การความขดั แย้งดว้ ยกฎหมาย
การจดั การความขดั แยง้ โดยกฎหมายเปน็ หนงึ่ ในวธิ กี ารทห่ี ลายประเทศนำ�
มาใช้ โดยกฎหมายทปี่ ระเทศไทยเคยใชใ้ นการจดั การความขดั แยง้ ในอดตี ไดแ้ ก่ การ
นิรโทษกรรมดังทไี่ ด้กล่าวมาแล้วในตอนตน้
การนิรโทษกรรมมีความหมายถึง การที่กฎหมายไม่ถือว่าการกระท�ำบาง
ประการน้ันเป็นความผิด และโทษ ซึ่งเป็นผลส�ำหรับการน้ันโดยไม่จ�ำเป็นต้องถูกน�ำ
มาบังคับใช้ ซึ่งตามปกติการกระท�ำดังกล่าวเป็นความผิด หรือเป็นการยกโทษให้
ทัง้ หมด ใหถ้ ือเสมือนหน่งึ วา่ มไิ ด้เคยต้องโทษนน้ั มาเลย คือให้ลมื ความผดิ นัน้ เสีย ผล
ของการนิรโทษกรรมนั้นเป็นการกระท�ำโดยฝ่ายนิติบัญญัติ คือ รัฐสภาจะต้องออก
เป็น “พระราชบัญญัติ” ทั้งนี้ เพราะว่าเม่ือการนิรโทษกรรมเป็นการถือเสมือนหนึ่ง
ว่า ผู้กระท�ำผิดน้ันๆ มิได้กระท�ำความผิดเลยก็เท่ากับเป็นการลบล้างกฎหมายฉบับ
กอ่ นๆ เปน็ การออกกฎหมายย้อนหลังแต่เปน็ การย้อนหลงั ทีใ่ หค้ ณุ แกผ่ ู้กระทำ� ความ
ผิด จึงสามารถบังคับใช้ได้ ดงั น้นั จึงควรให้เป็นหน้าท่ีของฝา่ ยนติ ิบัญญตั ิ คือ รฐั สภา
เปน็ ผูอ้ อกกฎหมายประเภทของการนริ โทษกรรม10
9 อ้างแล้ว หนา้ 675
10 ศ.ดร อมร รกั ษาสตั ย,์ การเมอื งการปกครองไทยตามรฐั ธรรมนญู ฉบบั ประชาชน, พมิ พค์ รงั้ ที่ 1 โรงพมิ พ์
วี.เจ.พร้นิ ติ้ง กรงุ เทพ 2544 หนา้ 77
108 ภิ ร ม ย์รตี
การนิรโทษกรรมสามารถกระท�ำได้ทั้งก่อนและหลังมีค�ำพิพากษาและอาจ
มกี ารตรากฎหมายนริ โทษกรรมขนึ้ มาไดโ้ ดยทไี่ มม่ ผี รู้ อ้ งขอ โดยปกตแิ ลว้ เงอ่ื นไขทวั่ ไป
ของกฎหมายนริ โทษกรรมมีอยู่ 3 ประเด็น คอื ระยะเวลาในการกระท�ำความผิด การ
ก�ำหนดตัวผู้กระท�ำความผิด และประเภทของความผิดท่ีจะได้รับการนิรโทกรรม ซ่ึง
เราสามารถแบง่ ประเภทของกฎหมายนิรโทษกรรมได้เป็นสองประเภทดังน้ี11
1. การนริ โทษกรรมเปน็ การทว่ั ไป หรอื การนริ โทษกรรมโดยเฉพาะเจาะจง
เชน่ การนริ โทษกรรมใหแ้ กผ่ กู้ ระทำ� ความผดิ ทางการเมอื งทกุ ประเภท หรอื ใหเ้ ฉพาะ
แกผ่ กู้ ระทำ� ความผดิ กลมุ่ ใดกลมุ่ หนงึ่ เปน็ พเิ ศษโดยกำ� หนดไวช้ ดั เจน การนริ โทษกรรม
ความผิดทางการเมืองน้ีอีกนัยหน่ึงถูกมองว่าเป็นการแสดงออกให้มีผลเป็นกฎหมาย
ของการกระท�ำทางการเมืองเพื่อส่งเสริม หรือคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และในหลาย
กรณเี กีย่ วข้องกับการกลบั คนื สู่ หรือสรา้ งเสถยี รภาพใหแ้ กป่ ระชาธปิ ไตย
2. การนิรโทษกรรมโดยมีเง่ือนไขหรือโดยไม่มีเง่ือนไข กล่าวคือ เป็นการ
นิรโทษกรรมท่ีเด็ดขาดหรือไม่นั่นเอง การนิรโทษกรรมโดยเด็ดขาดน้ันเป็นการออก
กฎหมายมาแล้วเพยี งแต่มอี งค์ประกอบครบถว้ นตามหลกั เกณฑท์ ่กี ฎหมายกำ� หนดก็
ถอื วา่ บคุ คลผนู้ น้ั ไมไ่ ดเ้ ปน็ ผกู้ ระทำ� ความผดิ แตห่ ากนริ โทษกรรมนน้ั เปน็ นริ โทษกรรม
โดยมีเง่ือนไข ผู้กระท�ำความผิดจะได้รับผลของการนิรโทษกรรมต่อเม่ือตนได้ปฏิบัติ
การอย่างใดอย่างหน่งึ ตามที่กฎหมายกำ� หนดไว้เรยี บรอ้ ยแลว้
สำ� หรบั ผลของการนริ โทษกรรมกค็ อื การถอื เสมอื นวา่ ไมเ่ คยมกี ารกระทำ� ผดิ
นั้นๆ ข้ึนมาเลย หากผู้ที่ได้รับนิรโทษกรรมยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล พนักงานสอบสวน
หรืออัยการตอ้ งระงบั การสอบสวนหรอื ฟอ้ งร้องนนั้
หากถูกฟ้องร้องต่อศาลแล้ว พนักงานอัยการต้องด�ำเนินการถอนฟ้อง ถ้า
พนักงานอัยการไม่ถอนฟ้อง เม่ือจ�ำเลยร้องขอหรือศาลเห็นเอง ศาลจะพิพากษา
ยกฟอ้ งหรือจำ� หน่ายคดไี ป และสทิ ธใิ นการน�ำคดอี าญามาฟ้องยอ่ มระงับไปด้วย
หากคดเี ขา้ สู่กระบวนการพิจารณาในศาลแลว้ ผกู้ ระทำ� ความผดิ ไมต่ อ้ งรับ
โทษส�ำหรับความผิดที่ได้กระท�ำ หรือหากผู้กระท�ำความผิดก�ำลังรับการลงโทษก็
ใหก้ ารลงโทษนน้ั สนิ้ สดุ ลง และใหถ้ อื เสมอื นวา่ ผนู้ นั้ ไมเ่ คยตอ้ งคำ� พพิ ากษาวา่ ไดก้ ระทำ�
11 สราวธุ เบญจกลุ , เพงิ่ อ้าง
72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 109
ความผิดมาก่อนเลย ศาลจะพิพากษาเพ่ิมโทษโดยอ้างว่าเป็นการกระท�ำความผิดซ้�ำ
ไมไ่ ด้ จะไมร่ อการลงโทษหรอื ไมร่ อลงอาญากไ็ มไ่ ดเ้ ชน่ เดยี วกนั เพราะกฎหมายนริ โทษ
กรรมถือวา่ ผนู้ ั้นไม่เคยกระทำ� ความผิดใดๆ มาก่อน
การนิรโทษกรรมน้ันไม่ได้ลบล้างข้อเท็จจริงว่าได้กระท�ำผิดจริงหรือไม่ แต่
ถอื เปน็ การลบลา้ งองคป์ ระกอบของกฎหมายเพอื่ ไมต่ อ้ งรบั ผดิ ทางอาญาเทา่ นน้ั หาก
ผใู้ ดไดร้ บั ความเสยี หายจากการกระทำ� ผดิ ทางอาญาและการกระทำ� ความผดิ นน้ั ไดร้ บั
การนิรโทษกรรม ผู้ท่ีได้รับความเสียหายยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอัน
เกดิ จากการกระท�ำความผดิ ทางแพ่ง เช่น ความผิดในมลู ละเมดิ สว่ นสทิ ธอิ ืน่ ๆ ทเ่ี คย
สูญเสียไปโดยผลของค�ำพิพากษาก็จะได้รับคืนกลับมา เช่น สิทธิในการลงสมัครรับ
เลือกต้ัง สิทธิที่จะกลับเข้ารับราชการ ท้ังนี้การนิรโทษกรรมเป็นอ�ำนาจของฝ่าย
นติ บิ ญั ญตั จิ งึ ตอ้ งกระทำ� โดยการตราขน้ึ เปน็ พระราชบญั ญตั ิ เวน้ แตใ่ นกรณเี รง่ ดว่ นที่
รฐั บาลอาจตราเปน็ พระราชกำ� หนดนริ โทษกรรมขนึ้ บงั คบั ใชไ้ ดโ้ ดยตอ้ งผา่ นความเหน็
ชอบของฝา่ ยนติ ิบญั ญัติในภายหลัง
บทสรปุ
ประเทศไทยเคยออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ
จัดการความขัดแย้งทางการเมืองมาแลว้ อย่างนอ้ ย 3 ฉบบั ไดแ้ ก่
1.พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน
ซ่ึงกระท�ำความผิดเก่ียวกับการเดินขบวนเมื่อ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2516 พ.ศ.
2516 โดยระบวุ ่า บรรดาการกระทำ� ทั้งหลายทง้ั ส้นิ ของนกั เรียน นสิ ิต นกั ศกึ ษา และ
ประชาชนทเ่ี กย่ี วเนอ่ื งกบั การเดนิ ขบวนเมอื่ วนั ที่ 13 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 และไดก้ ระทำ�
ในระหว่างวันท่ี 8 - 15 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ไม่ว่าในฐานะเปน็ ตัวการ ผูส้ นบั สนุน ผู้ใช้
ให้กระท�ำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระท�ำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระท�ำพ้นจากความ
รบั ผดิ โดยสน้ิ เชงิ โดยพระราชบญั ญตั ฉิ บบั นน้ี ริ โทษกรรมใหก้ บั นกั เรยี น นสิ ติ นกั ศกึ ษา
และประชาชนท่ีเข้าร่วมการชุมนุมเท่าน้ันโดยไม่นิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าท่ีของรัฐ
ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การเสยี ชวี ติ ของผชู้ มุ นมุ โดยเฉพาะทหาร และตำ� รวจทเ่ี ขา้ ปราบปราม
นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน
110 ภิ ร ม ย์รตี
2.พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระท�ำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ
ภายในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วย
การป้องกันการกระท�ำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2532 ซึ่งส่งผลให้ผู้กระท�ำความผิด
ฐานคอมมวิ นสิ ตไ์ มม่ คี วามผดิ และเปน็ จดุ เปลยี่ นสำ� คญั ทที่ ำ� ใหผ้ ไู้ ดร้ บั การนริ โทษกรรม
กลบั เขา้ สู่สังคมในฐานะผ้รู ว่ มพัฒนาชาติไทย
3.พระราชกำ� หนดนริ โทษกรรมแกผ่ กู้ ระทำ� ความผดิ เนอื่ งจากการชมุ นมุ กนั
ระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม พทุ ธศักราช 2535 ถึงวันท่ี 21 พฤษภาคม พทุ ธศักราช
2535 พ.ศ. 2535 โดยระบวุ า่ บรรดาการกระทำ� ทงั้ หลายทงั้ สน้ิ ของบคุ คลทเ่ี กย่ี วเนอ่ื ง
กบั การชุมนมุ ดังกล่าว ไม่วา่ ในฐานะเป็นตัวการ ผสู้ นบั สนุน ผใู้ ช้ใหก้ ระท�ำ หรอื ผู้ถกู
ใช้ หากการกระท�ำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระท�ำพ้นจากความผิด ทั้งนี้รวมถึงเจ้า
หนา้ ที่ของรัฐซ่ึงสร้างข้อกังขาให้กับหลายฝา่ ยท่ีเห็นว่าเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ท่ี
ใช้กำ� ลังปราบปรามผชู้ มุ นมุ
ปจั จบุ นั สงั คมไทยมศี กั ยภาพในการกา้ วสคู่ วามปรองดองโดยอาศยั กฎหมาย
เปน็ เครอ่ื งมอื ในการจดั การความขดั แยง้ ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากการทหี่ ลายฝา่ ยไดเ้ สนอและ
ผลกั ดนั รา่ งพระราชบญั ญตั เิ กย่ี วกบั การปรองดองและนริ โทษกรรม อยา่ งไรกต็ าม การ
สนับสนุนให้เกิดการพูดคุยและยอมรับฟังกันนั้นยังมีอยู่ไม่มาก ท�ำให้เกิดความไม่ไว้
วางใจซ่ึงกนั และกนั รฐั บาลอ�ำนาจพเิ ศษยังคงท�ำหนา้ ทขี่ องตนเองบนความคิดเห็นที่
แตกต่างโดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในกระบวนการจดั การความขดั แยง้ ทมี่ ีหลากรปู แบบ วธิ ี
การ ท�ำให้การปรองดองถูกร้องหาโดยไม่จบสิ้น ดังน้ัน หากจะสร้างความปรองดอง
ให้เกิดข้ึนสังคมไทยต้องมีความพร้อมท่ีจะก้าวไปสู่อนาคต พร้อมท่ีจะเปิดใจรับฟัง
ความคิดเห็นท่ีแตกต่างโดยค�ำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก อันจะท�ำให้
กฎหมายนน้ั เปน็ เครอ่ื งมอื ในการจดั การความขดั แยง้ ของสงั คมทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพอยา่ ง
แท้จรงิ
72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 111
บรรณานุกรม
หนังสอื
ฤกย์ ศุกศริ ,ิ ประวัติศาสตร์ย่อการเมอื งไทยในรอบทศวรรษ, บริษัท โพสต์ พบั ลิชลงิ จำ� กดั
(มหาชน) 2553
ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน, วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย, พิมพ์คร้ังที่ 10 ส�ำนักพิมพ์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ 2550
ศ.ดร.สมบตั ิ ธำ� รงธัญวงศ,์ การเมอื งการปกครองไทยยคุ เผดจ็ การ - ยคุ ปฏริ ูป, พิมพ์ครง้ั ท่ี 1
สำ� นักพิมพ์เสมาธรรม กรุงเทพ 2548
ศ.นพ.วนั ชยั วัฒนศัพท์, ความขดั แยง้ ทางออกดว้ ยสันตวิ ธิ ,ี พิมพ์คร้งั ที่ 1 โรงพิมพศ์ ริ ิภณั ฑ์
ออฟเซท็ 2549
ศ.ดร อมร รกั ษาสัตย,์ การเมืองการปกครองไทยตามรฐั ธรรมนญู ฉบบั ประชาชน, พิมพค์ ร้ัง
ที่ 1 โรงพิมพ์ วี.เจ.พร้นิ ติ้ง กรงุ เทพ 2544
สถาบนั พระปกเกลา้ , รายงานวจิ ยั การสรา้ งความปรองดองแหง่ ชาต,ิ 2555
website
โชติ อัศวลาภสกลุ , ความศักดสิ์ ิทธข์ิ องกฎหมายกับการปรองดอง, www.pub - law.net
รายงานสรุปของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพ่ือการปรองดองแห่ง
ชาติ http://www.thaitruthcommission.org
กฎหมาย
พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนซ่ึงกระท�ำความผิด
เก่ียวกับการเดินขบวนเมื่อ 13 ตลุ าคม พทุ ธศกั ราช 2516 พ.ศ. 2516
พระราชบญั ญตั นิ ริ โทษกรรมแกผ่ กู้ ระทำ� ความผดิ ตอ่ ความมนั่ คงของรฐั ภายในราชอาณาจกั ร
ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผดิ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั การก
ระทำ� อนั เป็นคอมมวิ นิสต์ พ.ศ. 2532
พระราชก�ำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระท�ำความผิดเนื่องจากการชุมนุมกันระหว่างวันท่ี 17
พฤษภาคม พทุ ธศกั ราช 2535 ถงึ วันท่ี 21 พฤษภาคม พุทธศักราช 2535 พ.ศ.
2535
ร่างพระราชบญั ญัตปิ รองดอง ของ พล.อ.สนธิ บุญยรตั กลนิ หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
112 ภิ ร ม ย์รตี
ร่างพระราชบญั ญัตปิ รองดองของนายสามารถ แก้วมีชัยและคณะ
รา่ งพระราชบญั ญัตปิ รองดองของนายนิยม วรปญั ญา
รา่ งพระราชบัญญตั ิปรองดองของนายณัฐวุฒิ ใสยเกือ้
ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระท�ำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง
การแสดงออกทางการเมอื งของประชาชนของ นายวรชยั เหมะ
รา่ งพระราชบญั ญตั ิการปรองดองแหง่ ชาตขิ อง ร.ต.อ.เฉลมิ อยบู่ �ำรุง
รา่ งรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยนริ โทษกรรมและการขจัดความขัดแย้งของกลุ่มนติ ิราษฎร์
รา่ งพระราชบญั ญตั นิ ริ โทษกรรมแกผ่ ซู้ ง่ึ กระทำ� ความผดิ เนอ่ื งในการชมุ นมุ ทางการเมอื งของ
ประชาชน ระหวา่ งวนั ท่ี 19 กนั ยายน พทุ ธศกั ราช 2549 ถงึ วนั ท่ี 10 พฤษภาคม
พุทธศักราช 2554 ของ นายอกุ ฤษ มงคลนาวิน
ร่างพระราชก�ำหนดนิรโทษกรรมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
นปช.
“อาชูรอ”
บนจิตรกรรมฝาผนังวัดโพธ์ปิ ฐมาวาส สงขลา
ผศ.ดร.มนสั สวาส กลุ วงศ์*
พิธแี ห่รำ� ลกึ วนั อาชรู อ บนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดโพธิป์ ฐมาวาส สงขลา
ทม่ี า: มนสั สวาส กุลวงศ์. ถา่ ยภาพ : กรกฎาคม 2555
* อาจารยป์ ระจ�ำคณะศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรวี ิชัย สงขลา
114 ภิ ร ม ย์รตี
ภาพจติ รกรรมฝาผนงั ของไทย เปน็ เสมอื นภาพตวั แทนความคดิ ของผคู้ นใน
แต่ละยุคสมัยของสังคมน้ันๆ โดยส่งผ่านความรู้สึกนึกคิดให้จิตรกรเป็นผู้ส่ือเรื่องราว
ความหมายเชิงสัญลักษณ์ โลกทัศน์ และพลวัตวัฒนธรรมของสังคมแต่ละสมัย ผ่าน
พ้ืนท่ีที่ได้รับความนิยมในอดีตคือ บริเวณผนังพระอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ
ของวัด วัดจึงเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ศูนย์กลางข้อมูลข่าวสาร และศูนย์กลางการ
เชอ่ื มความสัมพนั ธข์ องคนกลมุ่ ต่างๆ ท่ีคนในสังคมใหก้ ารยอมรบั นบั ถือ1
ภาพพิธแี ห่รำ� ลึกวันอาชรู อ ทปี่ รากฏอย่บู นจิตรกรรมฝาผนงั วดั โพธ์ปิ ฐมา
วาส ตำ� บลบอ่ ยาง อำ� เภอเมอื งสงขลา จงั หวดั สงขลา จงึ เปน็ ภาพหนงึ่ ทผี่ เู้ ขยี นมคี วาม
สนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับภาพพิธีแห่ร�ำลึกวันอาชูรอท่ีเกิดข้ึนในปัจจุบัน มีความ
คล้ายคลึงกันหรือแตกต่างกันอย่างไร ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหน่ึงคือ เนื้อหา
หลกั ในการเขยี นภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั โพธป์ิ ฐมาวาส สงขลา คอื การเขยี นเรอื่ งพระ
มาลัยค�ำหลวง เนื้อหาหลักแสดงแนวคิดเก่ียวกับนรกสวรรค์ บาปบุญ กฎแห่งกรรม
ท�ำดีได้ดีท�ำช่ัวได้ชั่ว การเวียนว่ายตายเกิดและในเรื่องราวของความตาย จิตรกรได้
วาดภาพตัวแทนความตายของ ชาวพุทธ จีน และอิสลาม ในส่วนของภาพตัวแทน
ความตายของมสุ ลมิ เพราะเหตใุ ดจติ รกรจงึ เลอื กภาพพธิ แี หร่ ำ� ลกึ วนั อาชรู อ (เจา้ เซน็ )
เป็นภาพตัวแทน2 ภาพพิธีแห่ร�ำลึก วันอาชูรอดังกล่าวได้สะท้อนถึงสังคมสงขลาใน
ชว่ งตน้ รัตนโกสนิ ทรอ์ ยา่ งไร
1 มนัสสวาส กุลวงศ.์ (2553). “ ขอ้ สังเกตบางประการเกย่ี วกบั จิตรกรรมฝาผนงั วดั คเู ต่า สงขลา ในฐานะ
หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ” . ใน เอกสารประกอบการ
จดั งานสมั มนาดสุ ติ าวชิ าการครง้ั ท่ี 5 มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนดสุ ติ พ.ศ.2553. กรงุ เทพฯ. มหาวทิ ยาลยั
ราชภฏั สวนดสุ ิต.
2 กาญจนา แกว้ เทพ ไดใ้ หค้ วามเหน็ เรอ่ื ง “ภาพ ” วา่ “...ภาพ สำ� นกั ปรากฏการณน์ ยิ ม (Phenomenol-
ogy) กลา่ วว่า ภาพนนั้ มใิ ชก่ ารเลยี นแบบและการคน้ พบ หากแตภ่ าพหรอื ภาพตวั แทนเปน็ เรอื่ งของการ
สรา้ ง หรอื ประกอบสรา้ ง สว่ นเสยี้ วหนงึ่ ของโลกทเ่ี ปน็ จรงิ ตา่ งหาก สำ� นกั วฒั นธรรมศกึ ษาไดย้ ดึ แนวทาง
ของสำ� นกั ปรากฏการณน์ ยิ ม โดยเฉพาะในแนวคดิ เรอื่ ง “การประกอบสรา้ งความเปน็ จรงิ ทางสงั คม” มา
อธบิ ายวา่ “ ภาพตวั แทน” มิใชส่ ิ่ง/ผลผลติ ท่ีเคยเปน็ อย/ู่ มีอยู่ หากแต่เป็นผลผลติ ทีม่ ีการประกอบสร้าง
ขน้ึ มาใหม่อยู่ตลอดเวลา ไมว่ ่าจะเปน็ รูปภาพ ข้อเขียน หลกั ฐานซึ่งภาพตวั แทนนัน้ จะออกมาอยา่ งไร ก็
ย่อมแลว้ แต่วา่ ภาพตัวแทนนั้นจะถูกน�ำเสนออย่างไร…” อา้ งถงึ ใน กาญจนา แกว้ เทพ. (2549). “สตรี
นิยมและวัฒนธรรมศกึ ษา ” ใน อยชู่ ายขอบมองลอดความรู้.กรงุ เทพฯ. ศลิ ปวัฒนธรรม. หน้า 127.
72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 115
อยา่ งไรกต็ ามในการศกึ ษาภาพจติ รกรรมฝาผนงั นน้ั ผเู้ ขยี นไมส่ ามารถตคี วาม
อย่างเลื่อนลอยโดยปราศจากหลักฐานอ่ืนประกอบได้ จึงต้องอาศัยวิธีการและหลัก
ฐานทางประวัติศาสตร์ร่วมด้วยเช่น เอกสารประวัติศาสตร์ หนังสืองานวิจัย แผนที่
เปน็ ต้น มาช่วยประกอบค�ำอธิบายและการตีความเพอื่ อธบิ ายภาพปรากฏการณข์ อง
ภาพพิธีแห่ร�ำลึกวันอาชูรอบนจิตรกรรมฝาผนังวัดโพธิ์ปฐมาวาส ให้มีความชัดเจน
ย่ิงข้นึ
1. จิตรกรรมฝาผนังวัดโพธิ์ปฐมาวาส : ในบริบทสังคมเมืองสงขลาช่วงต้น
รัตนโกสินทร์ ( พ.ศ. 2325 - พ.ศ. 2411)
วดั โพธิป์ ฐมาวาส ตง้ั อยู่ ณ ต�ำบลบ่อยาง อำ� เภอเมอื งสงขลา จังหวัดสงขลา
เป็นวัดเก่าแก่สร้างในสมัยอยุธยา ประมาณปี พ.ศ. 2220 ตรงกับสมัยสมเด็จพระ
นารายณ์3 อยู่ในเขตชุมชนท่ีเกิดจากการขยายตัวของการกัลปนาวัดในบริเวณรอบ
ทะเลสาบสงขลาสมัยอยุธยา4ต่อมา ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองสงขลาได้ย้าย
เมอื งจากฝง่ั แหลมสน มาตงั้ เมอื งใหมย่ งั ฝง่ั บอ่ ยาง (อำ� เภอเมอื งสงขลาปจั จบุ นั ) กลา่ ว
คือในปี
พ.ศ. 2379 พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ( พ.ศ. 2367 - พ.ศ. 2394)
โปรดเกลา้ ฯ ใหม้ ที อ้ งตราออกมาถงึ พระยาวเิ ชยี รครี ี (เถย้ี นเสง้ ) ผสู้ ำ� เรจ็ ราชการเมอื ง
สงขลาคนท่ี 4 ใหก้ อ่ กำ� แพงเมอื งสงขลาขน้ึ การวางผังเมอื งขนานเป็นแนวยาวไปกับ
ทะเลสาบสงขลา และฝงั หลกั เมอื งในปี พ.ศ. 2385 (ศักราช 1204) ดว้ ย5
3 กรมการศาสนา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2527). ประวตั วิ ดั ทวั่ ราชอาณาจกั ร เลม่ 3. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์
การศาสนา. หน้า 565.
4 สทุ ธิวงศ์ พงศไ์ พบูลย.์ (2523). รายงานการวจิ ยั พทุ ธศาสนาแถบล่มุ ทะเลสาบสงขลาฝัง่ ตะวันออกสมัย
กรงุ ศรอี ยธุ ยา. สงขลา : สถาบนั ทักษณิ คดศี ึกษา.มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ สงขลา. หนา้ 64
5 วเิ ชียรครี ี (ชม), พระยา .(2482). พงศาวดารเมืองสงขลา.กรงุ เทพฯ: กรมศิลปากร.หน้า 36.
116 ภิ ร ม ย์รตี
ท่ีมา: http://gimyong.com/talung/index.php/topic,17507.0.html
สืบค้นเมอื่ วนั ที่ 18 ตลุ าคม 2555.
วดั โพธปิ์ ฐมาวาส สงขลา จงึ กลายเปน็ วดั ทอ่ี ยใู่ นเขตกำ� แพงเมอื งสงขลา โดย
มชี มุ ชนอยรู่ ายรอบทง้ั ชมุ ชนไทย จนี และมสุ ลมิ ชมุ ชนไทยจะตงั้ บา้ นกระจายอยรู่ าย
รอบเมอื ง ชมุ ชนจีนตั้งบา้ นยา่ นริมทะเลสาบสงขลาเพอ่ื ความสะดวกในการประกอบ
ธุรกจิ การคา้ คอื บริเวณถนนนครนอก นครใน และชมุ ชนมุสลิมตัง้ บ้านอยบู่ รเิ วณทศิ
ใต้ของก�ำแพงเมอื ง เรียกวา่ บา้ นบน ใกลเ้ คยี งกบั วดั โพธิ์ปฐมาวาส เป็นชมุ ชนมุสลิม
เพียงชุมชนเดียวท่ีต้ังอยู่ในเขตก�ำแพงเมือง ซึ่งอพยพโยกย้ายจากชุมชนหัวเขาแดง
และเขาเขียวอันเป็นชุมชนมุสลิมเก่าแก่ต้ังแต่สมัยอยุธยา มีมัสยิดประจ�ำหมู่บ้านคือ
มสั ยิดบา้ นบน (มัสยดิ อุสาสนอิสลาม)
72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 117
มสั ยิดอสุ าสนอสิ ลาม (บา้ นบน)
ท่มี า: มนสั สวาส กุลวงศ.์ ถ่ายภาพ :สิงหาคม 2555
ในยุคต้นรัตนโกสินทร์เมืองสงขลามีผู้น�ำท้องถิ่นท่ีเปลี่ยนจากคนมุสลิมมา
เป็นคนจนี คอื ตระกูล ณ สงขลา และไดพ้ ฒั นาเมอื งสงขลาให้เจริญเตบิ โตขน้ึ ตามการ
ด�ำเนินนโยบายบริหารหัวเมืองชายแดนอันเป็นขอบขัณฑสีมาของราชธานีกรุงเทพฯ
ทง้ั ดา้ นการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสงั คมตามลำ� ดบั 6
วดั โพธิ์ปฐมาวาส สงขลา
ทมี่ า: มนัสสวาส กุลวงศ์. ถา่ ยภาพ :กรกฎาคม 2555
6 สงบ ส่งเมือง.(2523). การพัฒนาหัวเมืองสงขลาในสมัยกรุงธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ 2310-2444.
สงขลา.มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ สงขลา.
118 ภิ ร ม ย์รตี
วดั โพธปิ์ ฐมาวาส เปน็ สง่ิ บง่ ชท้ี แ่ี สดงถงึ ความมน่ั คงของราชอาณาจกั รสยาม
ท่ีพัฒนาตามรูปแบบงานศิลปะผสมผสานระหว่างกรุงเทพฯ และแบบจีนท้องถ่ิน
สงขลา โดยพจิ ารณาไดจ้ ากงานศลิ ปกรรมของวดั อาทิ อโุ บสถ จติ รกรรมฝาผนงั วหิ าร
ท่ีได้รบั การบรู ณะแลว้ ทั้งนอ้ี าจเกดิ ด้วยปัจจัยสำ� คัญ 2 ประการคือ
ประการแรก วัดในหัวเมืองสงขลา - พัทลุงได้ถูกก�ำหนดให้เป็นศูนย์กลาง
พทุ ธศาสนาแบบลงั กาวงศม์ าตง้ั แตส่ มยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา ไดร้ บั การสนบั สนนุ หรอื อปุ ถมั ภ์
จากพระมหากษัตริย์แหง่ กรงุ ศรอี ยุธยาหลายพระองค์ โดยโปรดเกล้าฯ ใหว้ ัด 2 แห่ง
ในบริเวณรอบลุ่มทะเลสาบสงขลาคือวัดพะโคะและวัดเขียนบางแก้วเป็นศูนย์กลาง
การปกครองคณะสงฆ์ โดยวดั พะโคะเปน็ ศูนยก์ ลางการปกครองคณะสงฆ์คณะลังกา
ชาติ วัดเขียนบางแก้วศูนย์กลางการปกครองคณะสงฆ์คณะลังกาป่าแก้ว พระมหา
กษตั ริย์ไดโ้ ปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชทานพระบรมราชทู ิศเพอ่ื กัลปนาให้แกว่ ัด
ตา่ งๆ ในบรเิ วณรอบลมุ่ ทะเลสาบสงขลา มอี ำ� นาจในการควบคมุ การใชท้ ด่ี นิ
ผลประโยชน์ในท่ีดินและควบคุมก�ำลังคน เพ่ือเป็นก�ำลังส�ำคัญในการท�ำนุบ�ำรุงพุทธ
ศาสนา วัดต่างๆ เหล่านี้สามารถด�ำเนินบทบาทอย่างต่อเนื่องมาจนถึงสมัย
รตั นโกสนิ ทร์ ในสมยั ตน้ รตั นโกสนิ ทรเ์ จา้ เมอื งและกรมการเมอื งพทั ลงุ และเมอื งสงขลา
มีบทบาทส�ำคัญในการสนับสนุนส่งเสริมพุทธศาสนา มีการสร้างวัดวาอารามข้ึนใหม่
และบรู ณะวัดเกา่ หลายแห่ง เชน่ วัดวงั เมือพทั ลุง วัดสวุ รรณคีรี วดั มชั ฌิมาวาส วดั
โพธปิ์ ฐมาวาส เมอื งสงขลา เปน็ ตน้ 7 โดยใหส้ รา้ งพระอโุ บสถและวาดจติ รกรรมฝาผนงั
ตามอยา่ งพระราชประเพณนี ยิ ม การพฒั นาตามตน้ แบบราชธานจี งึ เปน็ การตอกยำ�้ ถงึ
ความมอี ำ� นาจและการยอมรบั ในอำ� นาจของราชธานกี รงุ เทพฯ เหนอื หวั เมอื งปกั ษใ์ ต้
ชายแดน รวมถึงเสถียรภาพความม่ันคงของราชวงศ์จักรีกับการการสถาปนาราช
อาณาจกั รใหมด่ ว้ ย
ประการที่สอง เมื่อพิจารณาจากงานศิลปกรรมของวัด อาทิ อุโบสถ
จิตรกรรมฝาผนัง วิหาร งานศิลปกรรมเหล่าน้ีถูกสร้างตามแบบงานศิลปกรรมสกุล
ชา่ งรตั นโกสนิ ทรผ์ สมผสานกบั สกลุ ชา่ งทอ้ งถน่ิ สงขลา โดยมเี จา้ เมอื งและกรมการเมอื ง
7 ชัยวุฒิ พิยะกูล.(2546). พัฒนาการของพุทธศาสนาบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา พ.ศ 2442 – 2542 .
กรงุ เทพฯ: ส�ำนักงานกองทนุ สนบั สนนุ การวิจยั .
72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 119
จากตระกลู ณ สงขลา8 เปน็ ผมู้ อี ำ� นาจกำ� หนดรปู แบบและเปน็ ผอู้ ปุ ถมั ภใ์ นการกอ่ สรา้ ง
เจา้ เมอื งและกรมการเมอื งเหลา่ นโี้ ดยมากมกั ไดร้ บั การศกึ ษาอบรมและรบั ราชการอยู่
ในเมืองหลวงมาก่อน มีความใกล้ชิดกับราชส�ำนักได้รับความดีความชอบแต่งต้ังให้
มาปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ มีความคุ้นเคยและนิยมชมชอบในขนบธรรมเนียมต่างๆ
อยา่ งกรงุ เทพฯ จงึ ไดน้ ำ� แบบอยา่ งการสรา้ งงานศลิ ปกรรมมาเปน็ แบบในการสรา้ งพระ
อโุ บสถและภาพจติ รกรรมฝาผนงั ของวดั เชน่ วดั มชั ฌมิ าวาส วดั โพธป์ิ ฐมาวาส วดั แจง้
เป็นต้น
พระอุโบสถวัดโพธป์ิ ฐมาวาส สงขลา ภายในมภี าพจิตรกรรมไทย
ท่ีมา: มนัสสวาส กลุ วงศ.์ ถ่ายภาพ : กรกฎาคม 2555
งานจติ รกรรมวดั โพธป์ิ ฐมาวาส มลี กั ษณะการเขยี นภาพจติ รกรรมฝาผนงั
เขยี นตามอยา่ งงานสกลุ ชา่ งรตั นโกสนิ ทรผ์ สมผสานกบั ลกั ษณะของชา่ งทอ้ งถน่ิ สงขลา
จากประวตั กิ ารสรา้ งพระ อโุ บสถวดั โพธป์ิ ฐมาวาส ถกู สรา้ งขน้ึ ในสมยั พระบาทสมเดจ็
พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลยั ( พ.ศ. 2352 - 2367) โดยพระยาศรสี มบัตจิ างวาง (บุญชิน้
ณ สงขลา) ผู้ตรวจราชการพิเศษเมืองสงขลา ต่อมา ในสมัยพระบาทสมเด็จ
8 สงบ สง่ เมือง.(2523). เล่มเดมิ .หนา้ 173.
120 ภิ ร ม ย์รตี
พระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั ( พ.ศ. 2394 - พ.ศ. 2411) รชั กาลท่ี 4 แหง่ กรุงรัตนโกสินทร์
ประมาณ พ.ศ. 2395 พระยาสงขลา (บญุ สังข์ ณ สงขลา) เจา้ เมืองสงขลาคนที่ 5 ได้
ท�ำการบูรณะปฏิสังขรณ์พร้อมกับให้ช่างเขียนวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังข้ึนทั้งที่วัด
มัชฌิมาวาส สงขลา และวัดโพธ์ิปฐมาวาส สงขลา9 โดยวัดมัชฌิมาวาสนั้นเขียนโดย
ชา่ งหลวง มรี ปู แบบการเขยี นงานแบบจติ รกรรมไทยประเพณแี ละเขยี นเสรจ็ สน้ิ ลงใน
ปี พ.ศ. 2405 ตามที่บันทึกปีศักราชไว้บนจิตรกรรมฝาผนังของวัด10 ในส่วนงาน
จติ รกรรมฝาผนงั วดั โพธป์ิ ฐมาวาสนนั้ ไมป่ รากฏวา่ มบี นั ทกึ ของวดั บอกวา่ ชา่ งจากทใ่ี ด
หรอื ใครเปน็ ผู้เขยี น
ภาพจติ รกรรมฝาผนังวดั โพธปิ์ ฐมาวาส สงขลา : ภาพสตรแี ตง่ กายมนุ ผมไว้กลางศรษี ะ
ท่มี า: มนัสสวาส กุลวงศ.์ ถา่ ยภาพ : กรกฎาคม 2555
9 อมรา ศรีสุชาติ . (2540). “สงขลา” ใน ท่รี ะลกึ ในพิธเี ปิดหอสมุดแห่งชาตกิ าญจนาภเิ ษกสงขลา.วนั พธุ
ท่ี 19 มีนาคม 2540. หน้า 148.
10 มนัสสวาส กุลวงศ์.(2539). ภาพสะท้อนสังคมไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรณี
ศึกษา จิตรกรรมฝาผนังวัดมัชฌิมาวาส สงขลา. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต.กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒประสานมิตร
72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 121
ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั โพธปิ์ ฐมาวาส สงขลา ถกู สรา้ งขนึ้ ในสมยั พระบาท
สมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั ( พ.ศ. 2394 - พ.ศ. 2411) หลังจากพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้มีการบูรณะพระอุโบสถวัดมัชฌิมาวาส สงขลา พร้อมทั้งให้เขียนภาพ
จติ รกรรมฝาผนงั โดยใชช้ า่ งเขยี น จากกรงุ เทพฯ ทง้ั ชา่ งหลวงทเ่ี ขยี นจติ รกรรมฝาผนงั
วัดมัชฌิมาวาส สงขลา และช่างท้องถิ่นที่เป็นไทยพุทธ มุสลิม และจีนมาเขียนที่วัด
โพธปิ์ ฐมาวาส ดว้ ย เมอื่ พจิ ารณาจากภาพบางภาพทเี่ ขยี นคลา้ ยตวั หนงั ตะลงุ โดยชา่ ง
ท้องถิ่น ภาพเขียนสตรีแต่งกายมุนผมไว้กลางศรีษะคล้ายสตรีมอญชายพกเหน็บ
ตะบนั หมาก ภาพเหลา่ นเ้ี ราเรยี กวา่ ภาพกาก11 ซง่ึ ชา่ งหลวงกรงุ เทพฯ นยิ มเขยี น และ
จากประวัติของมุสลิมอุสาสนอิสลาม (บ้านบน)12 ซึ่งเป็นหมู่บ้านมุสลิมเพียงหมู่บ้าน
เดียวในกำ� แพงเมือง กล่าวถงึ การสรา้ งมสั ยดิ (มสั ยดิ อสุ าสนอสิ ลาม) ว่า
“...นายช่างผู้สร้างมัสยิด เป็นนายช่างที่ถูกเกณฑ์มาสร้างโบสถ์วัดมัชฌิมา
วาส…นายช่างท่ีสร้างโบสถ์ท่ีวัดมัชฌิมาวาสท่ีเป็นไทยมุสลิมก็มี...นายช่างที่เป็นหัว
เรีย่ วหวั แรงในการสร้างมัสยิดอุสาสนอิสลามนี้ จำ� ได้เพียง 2 คนคอื โตะ๊ หมดั ฯ และ
โตะ๊ หมะฯ นายชา่ งดงั กลา่ วไดแ้ ตง่ งานกบั ชาวสงขลา เลยตง้ั หลกั แหลง่ อยทู่ สี่ งขลา ไม่
กลับกรงุ เทพฯ ...”13
11 ภาพกาก หมายถงึ ภาพบคุ คลทไี่ มใ่ ชต่ วั เอก(ตวั นาฏลกั ษณ)์ ของเรอ่ื งราว หรอื อาจไมเ่ กย่ี วขอ้ งกบั เนอื้ หา
ของเรอ่ื งราวในจติ รกรรมตอนหนง่ึ ตอนใดเลย มกั เปน็ บคุ คลสามญั ชาวบา้ นธรรมดา ๆ ทง้ั เดยี่ วหรอื กลมุ่
ก�ำลังแสดงท่าทางอากัปกริ ิยา หรือทำ� กิจกรรมบางอยา่ ง รวมไปถงึ ภาพบคุ คลทเ่ี ปน็ พวกหยาบช้า ดดุ ัน
กกั ขฬะ นา่ กลวั หรอื ภาพบคุ คลทแี่ สดงอาการนา่ ขนั อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ มที ว่ งทา่ ไมส่ เู้ รยี บรอ้ ยนกั ซงึ่ ภาพ
มกั มลี กั ษณะหา่ งไกลจากภาพแบบประเพณนี ยิ มหรอื อดุ มคติ บคุ คลทเ่ี ปน็ ภาพกากมกั ถกู เขยี นในลกั ษณะ
เหมอื นจรงิ ถา่ ยทอดความเปน็ อยขู่ องผคู้ น โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ พวกชาวบา้ นอยา่ งตรงไปตรงมา โดยเขยี น
แทรกอยใู่ นภาพแบบอดุ มคติ แต่ก็มีความกลมกลืนกันอย่างงดงาม
12 อดลุ ย์ วัชรดิลก ประวัติยอ่ มสั ยิดอสุ าสนอสิ ลาม ต�ำบลบอ่ ยาง อ�ำเภอเมือง จังหวัดสงขลา. มปท. มปป.
(เอกสารอัดสำ� เนา)
13 อดุลย์ วชั รดิลก แหลง่ เดิม . หนา้ 2 อดลุ ย์ วชั รดลิ ก อ้างถงึ การเขียนประวัติยอ่ มัสยดิ อสุ าสนอสิ ลาม ว่า
ไดส้ อบถามและบันทกึ จากปากคำ� ของนายหมัด ตะทวี อายุ 88 ปี 11 เดือน มสุ ลิมที่อายุมากทีส่ ุด ณ
ขณะนน้ั .(ผเู้ ขยี น ไดเ้ อกสารฉบบั น้ี มาจากการสมั ภาษณ์ อหิ มา่ ม สมศกั ด์ิ หวนั หละเบะ๊ เมอื่ 30 กนั ยายน
2554.)
122 ภิ ร ม ย์รตี
ภาพคนคลา้ ยตวั หนังตะลงุ แสดงผคู้ นที่เขา้ รว่ มในพธิ ีแหร่ �ำลึกวนั อาชรู อ
ทม่ี า: มนสั สวาส กุลวงศ.์ ถา่ ยภาพ : กรกฎาคม 2555
ภาพจิตรกร
ที่มา: มนัสสวาส กลุ วงศ.์ ถ่ายภาพ : กรกฎาคม 2555
72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 123
ธรี นันท์ ช่วงพชิ ติ 14 ได้ใหค้ วามเหน็ กับผู้เขียนวา่ “ภาพนจ้ี ิตรกรผู้วาดภาพ
พิธีแห่ร�ำลึกวันอาชูรอต้องการบันทึกภาพของตนเอง (จิตรกร) ท่ีเข้ามามีส่วนร่วม
สังเกตการณ์ในพิธีแห่ร�ำลึกวันอาชูรอโดยปกติพิธีกรรมศักด์ิสิทธ์ิดังกล่าวไม่อนุญาต
ให้คนต่างศาสนิกเข้าร่วมในพิธี เว้นแต่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากดูจากภาพจิตรกรผู้
นมี้ สี ถานะทางสงั คมชนชนั้ ขนุ นาง โดยสงั เกตจากมผี กู้ างรม่ ให้ รม่ เปน็ สญั ลกั ษณห์ นงึ่
ของขนุ นางสยาม”
อยา่ งไรกต็ ามในความเหน็ ของผเู้ ขยี นพจิ ารณาวา่ เมอ่ื เทยี บเคยี งภาพพธิ แี ห่
ร�ำลึกวันอาชูรอทั้งในด้าน การประกอบพิธีกรรม เครื่องประกอบพิธีกรรม และผู้คน
ท่ีมีส่วนร่วมในการประกอบพิธีกรรมการแห่ร�ำลึกวันอาชูรอ แสดงให้เห็นว่า การที่
จิตรกรสามารถวาดภาพได้อย่างละเอียดครบถ้วน ผู้วาดย่อมมีประสบการณ์ตรง มี
สว่ นรว่ มในพธิ กี รรมนใ้ี นสถานะใดสถานะหนงึ่ เนอ่ื งจากเครอ่ื งประกอบพธิ กี รรมการ
แห่ร�ำลึกวันอาชูรอนั้นมีความวิจิตรอย่างมาก ยากท่ีผู้ไม่มีประสบการณ์ หรือไม่เคย
ลงมอื ประดษิ ฐเ์ ครอื่ งประกอบพธิ กี รรมเหลา่ นจ้ี ะสามารถถา่ ยทอดออกมาเปน็ ภาพได้
ผเู้ ขยี นจงึ เชอื่ วา่ จติ รกรผวู้ าดภาพจติ รกรรมฝาผนงั ภาพพธิ แี หร่ ำ� ลกึ วนั อาชรู อ บนฝา
ผนงั วดั โพธปิ์ ฐมาวาส สงขลานน้ั ตอ้ งเปน็ ชา่ งมสุ ลมิ ทเี่ ปน็ เจา้ เซน็ จากสามกฎุ สี สี่ เุ หรา่
ตรงกบั คำ� บอกเล่าของชาวมสุ ลิมบ้านบน สงขลา อยา่ งแน่นอน
ผู้เขยี น : เม่อื ครัง้ สัมภาษณ์ อิหม่าม สมศกั ด์ิ หวนั หละเบะ๊ 30 กันยายน 2554
ณ มสั ยิดอุสาสนอสิ ลาม
14 ธีรนันท์ ช่วงพชิ ิต นกั วชิ าการแห่งศูนยข์ ้อมลู ประวตั ศิ าสตร์ชมุ ชนธนบรุ ี.
124 ภิ ร ม ย์รตี
ประเด็นหลักของการเขียนเล่าเร่ืองในภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดโพธิ์ปฐมา
วาส สงขลา คือเรอ่ื งพระมาลัยค�ำหลวง เปน็ วรรณกรรมทีม่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ ความคดิ ความ
เชือ่ ของคนปักษ์ใต้ สะทอ้ นปรัชญาพทุ ธศานาเรือ่ งกฏแห่งกรรม ผลแห่งการท�ำดี ทำ�
ชว่ั เนน้ บาป บุญ นรก สรรค์ นอกจากน้ีในส่วนของภาพกาก ยังมีความสอดคลอ้ งกบั
เน้ือหาหลักของการเขียนเล่าเร่ืองบนจิตรกรรมฝาผนังวัดโพธ์ิปฐมาวาส คือการ
พจิ ารณาถึงเรื่องความตายอนั เปน็ สจั ธรรมของทุกศาสนกิ แสดงถึงเจตนาของผู้สรา้ ง
หรอื ผู้อปุ ถมั ภท์ ่ีตอ้ งการสอดแทรกค�ำสอนเรื่องกฏไตรลกั ษณ์ เพ่ือเตือนสตใิ ห้ผู้คนใน
สังคมสงขลา ทุกกลุ่มชนชั้น ทุกศาสนา และทุกชาติพันธุ์ ให้เร่งสร้างความ ละเว้น
ความชั่ว เพื่อความไม่ประมาทในการใช้ชีวติ ดงั ปรากฏภาพเกีย่ วกับพิธกี รรมงานศพ
ของทกุ ศาสนิก
พระมาลยั ถอื พดั ใบตาลที่นยิ มใชใ้ นท้องถิน่
ทม่ี า: มนสั สวาส กลุ วงศ์. ถ่ายภาพ : กรกฎาคม 2555
72 ปี ครูพลบั พลงึ คงชนะ 125
พระมาลัยในจติ รกรรมฝาผนงั วดั โพธ์ิ ปฐมาวาส พระมาลยั กับการเพง่ อสภุ ะ
ภาพแทนความตายในพทุ ธศาสนา
ที่มา: มนสั สวาส กลุ วงศ.์ ถา่ ยภาพ : กรกฎาคม 2555
ฮวงซุ้ย : ภาพแทนความตายของกลมุ่ ชาตพิ ันธุจ์ ีน
ทม่ี า: มนสั สวาส กลุ วงศ์. ถา่ ยภาพ : กรกฎาคม 2555
126 ภิ ร ม ย์รตี
พิธีแหร่ ำ� ลกึ วันอาชูรอ พธิ ีกรรมทีม่ ุสลมิ นิกายชอี ะฮรฺ �ำลึกถึง
การสนิ้ ชวี ิตของท่านอิหม่ามอลั ฮซุ ยั น์ (ร.ฎ.)
ทีม่ า: มนสั สวาส กลุ วงศ.์ ถ่ายภาพ : กรกฎาคม 2555
2. “อาชูรอ” บนจติ รกรรมฝาผนังวัดโพธ์ปิ ฐมาวาส สงขลา
พธิ แี หร่ ำ� ลกึ วนั อาชรู อ เปน็ พธิ กี รรมของมสุ ลมิ ชอี ะฮฺ นกิ ายสบิ สองอหิ มา่ ม
(อษิ นาอะชารยี )์ ถอื วา่ ทา่ นอหิ มา่ มฮเุ ซน็ เปน็ อหิ มา่ มลำ� ดบั ทสี่ าม และเมอื่ ถงึ วนั ท่ี 12
เดอื นมฮุ รั รอมของทกุ ปตี าม (ปฏิทินฮจิ ญเ์ ราะฮ์)15 มุสลมิ ชีอะฮฺ จะจดั พธิ ีร�ำลึกถงึ การ
มรณกรรมของทา่ นฮเุ ซน บุตรของอะลี ตลอดจนญาตคิ นอ่นื ๆ ท่ถี ูกลอบสงั หารอย่าง
เหย้ี มโหดทเ่ี มอื งกัรบะลาอ์ (ปจั จุบนั อยใู่ นประเทศอิรัก)
ในสงั คมไทยพธิ แี หร่ ำ� ลกึ อาชรู อเขา้ มาพรอ้ มกบั มสุ ลมิ ชอี ะฮช์ าวเปอรเ์ ซยี ท่ี
เขา้ มาตง้ั ถนิ่ ฐานตงั้ แตส่ มยั อยธุ ยา ผคู้ นกลมุ่ นม้ี บี ทบาทสำ� คญั ตอ่ ราชสำ� นกั ไทยทงั้ ดา้ น
15 อาลี เสอื สมงิ . ประชาคมมุสลิมในกรงุ ศรีอยธุ ยา. สบื คน้ เมือ่ 5 พฤศจิกายน 2555 จาก http://www.
alisuasaming.com/index.php/historyofislaminthailand/1208-historyofislaminthailand04
72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 127
การคา้ การปกครอง และวฒั นธรรม ในฐานะขนุ นางผมู้ สี ายสมั พนั ธก์ บั สถาบนั กษตั รยิ ์
อยา่ งใกลช้ ดิ 16 ภายหลงั การเสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยา ชาวเปอรเ์ ซยี กลมุ่ นไี้ ดอ้ พยพมาตง้ั ชมุ ชน
ใหม่ยังฝั่งธนบุรี บริเวณริมแม่น�้ำเจ้าพระยาและคลองบางหลวงและยังคงรักษาความ
เป็นกลุ่มเครือญาติที่เรียกตนเองว่า “เจ้าเซ็น” ไว้อย่างเหนียวแน่น ดั่งค�ำท่ีว่า สาม
กะดี สสี่ เุ หรา่ 17 อกี ทงั้ ยงั คงรกั ษาอัตลกั ษณข์ องตนไว้ไดอ้ ย่างเข้มแข็งทา่ มกลางสงั คม
พุทธศาสนา โดยสง่ิ ท่ีแสดงถงึ ตวั ตน คอื การจดั พิธยี าวต่อเนอ่ื ง 10 คนื คืนท่ี 10 เรียก
วา่ "คนื อาชรู อ" (อาชรู อ ภาษาอาหรบั แปลวา่ สบิ ) ในพธิ แี หแ่ สดงความเศรา้ อาลยั อยา่ ง
สุดซ้งึ ด้วยการรอ้ งไห้พร้อมกับใช้มือตบทอ่ี กซ้าย รอ้ งวา่ "ยา ฮูเซน..ยา ฮเู ซน.." ซ่ึงชาว
สยามฟงั เพย้ี นไปเปน็ คำ� วา่ "เจา้ เซน็ " จงึ เปน็ ทม่ี าของชอ่ื เรยี กพธิ นี วี้ า่ "พธิ แี หเ่ จา้ เซน็ "18
ภาพจิตรกรรมฝาผนงั วดั โพธป์ิ ฐมาวาส สงขลาแสดงพธิ แี หร่ �ำลกึ วนั อาชูรอบนผนังบานแผละ
(ผนังด้านหลงั ประตูทางเข้า) พระอโุ บสถ
ทีม่ า: มนสั สวาส กุลวงศ์. ถา่ ยภาพ : กรกฎาคม 2555
16 พลบั พลงึ คงชนะ. “อหิ รา่ น:พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตรช์ มุ ชนทก่ี รงุ ศรอี ยธุ ยา”. ใน พระอาทติ ยช์ งิ ดวง
รวมบทความทางวิชาการและบทคัดย่อปริญญานิพนธ์ที่ระลึกในวาระ ๖๐ ปีและเกษียณอายุราชการ
พลบั พลงึ คงชนะ.กรงุ เทพฯ: สนั ตศิ ริ กิ ารพิมพ.์ 2549
17 อ่านรายละเอียดเพ่ิมเติมใน ธีรนันท์ ช่วงพิชิต (2551).พิธีเจ้าเซน(อาชูรอ):อัตลักษณ์และการธ�ำรง
ชาติพันธุ์ของมุสลิมนิกายชีอะห์ในสังคมไทย. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต.กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.
18 แหลง่ เดมิ . หน้า 4
128 ภิ ร ม ย์รตี
ภาพพธิ แี หร่ ำ� ลกึ วนั อาชรู อ ปรากฏอยบู่ นจติ รกรรมฝาผนงั วดั โพธป์ิ ฐมาวา
สบรเิ วณผนงั บานแผละ (ผนงั ดา้ นหลงั ประตทู างเขา้ ) โดยภาพทปี่ รากฏเมอ่ื เทยี บเคยี ง
กับการประกอบพิธีแห่ร�ำลึกวันอาชูรอในปัจจุบัน องค์ประกอบของพิธีกรรม เครื่อง
ประกอบพิธีกรรม ตลอดจนอากัปกริยาของผู้คนที่เข้าร่วมพิธีกรรม มีลักษณะ
คลา้ ยคลึงกนั มาก สามารถแยกมาเปรียบเทยี บในสว่ นต่างๆ ดังนี้
2.1 ภาพเปรียบเทียบ ขบวนแห่ร�ำลึกวันอาชูรอในปัจจุบัน กับขบวนแห่
ร�ำลกึ วันอาชูรอจากภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั โพธปิ์ ฐมาวาส สงขลา
ภาพขบวนแห่ร�ำลึกวันอาชูรอ เปรียบเสมือนการเดินทางของท่านอิหม่าม
ฮเุ ซน หรอื เปรยี บได้กับกระบวนทัพของท่านอิหม่ามฮเุ ซนทก่ี ำ� ลงั ไปออกศกึ
ภาพถา่ ยพิธีแห่ร�ำลึกวนั อาชูรอท่กี ุฎีเจรญิ พาศนเ์ มอ่ื พ.ศ. 2456
(สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลา้ เจา้ อยู่)
เจ้าของภาพ ชาตรี นนทเกษ ที่มา: ธีรนันท์ ชว่ งพิชิต
72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 129
ภาพพธิ ีแห่ร�ำลึกวันอาชูบนจิตรกรราฝาผนงั วดั โพธิ์ปฐมาวาส สงขลา
ทีม่ า: มนสั สวาส กลุ วงศ.์ ถ่ายภาพ : กรกฎาคม 2555
พธิ ีแหร่ ำ� ลึกวนั อาชรู อสมัย พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยูห่ ัว
ทมี่ า: มนัสสวาส กุลวงศ.์ ถา่ ยภาพ : กรกฎาคม 2555
130 ภิ ร ม ย์รตี
พิธแี ห่ร�ำลึกวันอาชรู อ มสั ยดิ ผดุงธรรมอสิ ลาม ธนบุรี
ทม่ี า : วสมน สาณะเสน ถา่ ยภาพ: ธนั วาคม 2554
2.2 เปรยี บเทยี บภาพเคร่อื งประกอบพธิ ีกรรมการแห่รำ� ลกึ วันอาชูรอ
2.2.1 โตร้ ะบตั ภาพสปั บรุ ษุ รว่ มแรงรว่ มใจกนั แบก "โตร้ ะบตั " โตร้ ะบตั เพยี้ น
มาจากภาษาฟาร์ซีคำ� ว่า "เตาบรู " แปลวา่ โลงศพ โตร้ ะบดั สัญลักษณก์ ารจ�ำลองพระ
ศพของอิหม่ามฮุสเซน เม่ือเทียบเคียงระหว่างภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดโพธิ์ปฐมาวา
สกบั ภาพโตร้ ะบตั ในพธิ ีกรรมปัจจุบนั มีลักษณะท่ีใกลเ้ คียงกันมาก
โตร้ ะบตั
ทม่ี า: มนัสสวาส กลุ วงศ.์ ถา่ ยภาพ : กรกฎาคม 2555
72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ 131
โตร้ ะบัต จากกฎุ หี ลวง ธนบุรี
ท่ีมา : ธรี นนั ท์ ชว่ งพชิ ิตวงศ.์ ถ่ายภาพ : 2551
2.2.2 ซนุ่ ดู่ สัญลกั ษณแ์ ทนโลงศพของอหิ ม่ามฮเุ ซน วางบนโตร้ ะบตั ในวัน
ที่เกา้ ของพิธีแห่ร�ำลึกวันอาชูรอด้านบนสีแดงคือหมวกผ้าของท่านซ้ายขวาเหน็บดาว
ส้ันและดาบยาว อาวุธคู่กายของท่าน และรูปคล้ายสับปะรดด้านล่างคือ"ชะ
ด่า"สญั ลักษณ์ของผูต้ ดิ ตามทีพ่ ลชี ีพเชน่ เดียวกนั
ซุน่ ดู่
ทม่ี า: มนัสสวาส กลุ วงศ์. ถ่ายภาพ : กรกฎาคม 2555
132 ภิ ร ม ย์รตี
ซุน่ ดู่จากมัสยดิ ผดงุ ธรรมอิสลาม ธนบุรี
ท่ีมา : วสมน สาณะเสน . ธนั วาคม 2554 : ถา่ ยภาพ
2.2.3 ซลั ฟะกาตหรอื ซลุ ฟกิ อรด์ สญั ลกั ษณแ์ ทนอหิ มา่ มฮเุ ซน คอื ดาบปลาย
สองแฉก เปน็ ดาบของทา่ นนบมี ะหะหมัดฺ มอบใหอ้ หิ มา่ มอาลี อหิ ม่ามอาลีไดม้ อบให้
บตุ รชายคอื อหิ มา่ มฮะซนั และฮเุ ซน ลกั ษณะดาบปลายสองแฉกคมดาบหนั หนา้ เขา้ หา
กัน หมายถึงการแสดงออกถึงความสงบสุขในศาสนาอิสลาม ที่ไม่มีการต่อสู้เพื่อต่อ
ตา้ นการกดขตี่ อ่ ไป19
19 มารสิ า พบิ ลู ศริ (ิ 2548). การจดั การการสอื่ สารสญั ญะผา่ นพธิ ”ี มฮุ รั รอม” เพอื่ สรา้ งเอกลกั ษณข์ องมสุ ลมิ
นิกายชีอะห.์ วทิ ยานพิ นธ์วารสารศาสตร์มหาบณั ฑติ .กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.หน้า 44.
72 ปี ครูพลบั พลงึ คงชนะ 133
ซุลฟกิ อร์ด (ดา้ นซ้ายของรปู มือ)
ทมี่ า: มนัสสวาส กุลวงศ.์ ถ่ายภาพ : กรกฎาคม 2555
ซลุ ฟิกอร์ด (ด้านซ้ายของรปู มือ) จากมสั ยิดผดุงธรรมอิสลาม
ทีม่ า : วสมน สาณะเสน. ถ่ายภาพ : ธันวาคม 2554
134 ภิ ร ม ย์รตี
2.2.4 ปั้นหย่า แผ่นเงินรูปมือท่ีมีพระนามของอัลลอฮ์อยู่ตรงกลาง หมาย
ถึงมือของอิหม่ามฮุเซน เปรียบเสมือนมือที่ปกป้องศาสนาอิสลาม และน้ิวท้ังห้ายัง
หมายถึง "ผู้บริสุทธิ์ทั้งห้า" (ภาษาฟาร์ซีใช้ค�ำว่า"ปันญะตันป๊าก") ตามความเช่ือของ
ชอี ะฮฺ ไดแ้ ก่ ศาสดามุฮมั มัด อิหมา่ มอะลี ฟะติมะฮ์ อหิ ม่ามฮะซัน และอิหมา่ มฮเุ ซน
ปั้นหยา่
ท่ีมา: มนัสสวาส กุลวงศ์. ถา่ ยภาพ : กรกฎาคม 2555
72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 135
ป้ันหย่าจากมสั ยดิ ผดุงธรรมอิสลาม ธนบุรี
ท่มี า : วสมน สาณะเสน. ถ่ายภาพ : ธันวาคม 2554
2.2.5 ม้าซุลญะนา หรือด้นยะหน่า แต่งด้วยสีแดงแทนเลือด หมายถึง
สญั ลกั ษณม์ า้ ของอหิ มา่ มฮเุ ซนทกี่ ำ� ลงั วง่ิ เปน็ การจำ� ลองการรบอนั ดเุ ดอื ดและตงึ เครยี ด
การต่อสู้ด�ำเนินไปจนกระท่ังแผ่นดินกัรบะลาอ์ นองไปด้วยเลือด ในท่ีสุดม้าก็วิ่งกลับ
มาที่กระโจม ทวา่ ไร้เงาของอหิ ม่ามฮุเซน จงึ รับรู้ได้ทนั ทีว่า อหิ มา่ มฮเุ ซนเสียชีวติ แล้ว
ม้าซุลญะนา ม้าที่แต่งด้วยสแี ดงเช่นกัน
ทมี่ า: มนัสสวาส กลุ วงศ์. ถ่ายภาพ : กรกฎาคม 2555
136 ภิ ร ม ย์รตี
ม้าซลุ ญะนา จากมัสยดิ ผดงุ ธรรมอิสลาม
ทีม่ า : วสมน สาณะเสน. ถ่ายภาพ : ธนั วาคม 2554
2.3 เปรียบเทยี บภาพผคู้ นท่ีมีสว่ นร่วมในพธิ ีกรรมการแห่ร�ำลกึ วนั อาชรู อ
2.3.1 การควนั่ ศรษี ะ ผรู้ ว่ มขบวนแหร่ ำ� ลกึ วนั อาชรู อ การควนั่ ศรษี ะเปน็ การ
ไวอ้ าลยั สงู สดุ เพอ่ื แสดงถงึ ความเจบ็ ปวดทส่ี ะเทอื นเขา้ ไปถงึ จติ ใจเพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจถงึ ความ
ทุกข์ทรมาน ความเจบ็ ปวดทง้ั กายใจของอิหมา่ มฮุเซน
การคว่นั ศรีษะในพธิ ีแห่ร�ำลกึ วนั อาชูรอ
ท่ีมา: มนัสสวาส กลุ วงศ.์ ถ่ายภาพ : กรกฎาคม 2555
72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ 137
การคว่ันศรีษะในพธิ แี หร่ ำ� ลึกวันอาชรู อจากมสั ยดิ ผดุงธรรมอสิ ลาม
ทม่ี า : ธีรนนั ท์ ชว่ งพชิ ติ วงศ.์ ถา่ ยภาพ : 2551
2.3.2 ภาพความโศกเศร้าของสตรมี สุ ลมิ ชีอะฮฺ ท่เี ขา้ ร่วมพิธกี รรมแห่รำ� ลกึ
วันอาชรู อ
ความโศกเศรา้ ของสตรมี สุ ลิมชอี ะฮฺ
ทม่ี า: มนสั สวาส กลุ วงศ์. ถ่ายภาพ : กรกฎาคม 2555
138 ภิ ร ม ย์รตี
ความโศกเศรา้ ของสตรีมุสลมิ ชอี ะฮฺ ในการเขา้ รว่ มพิธีแหร่ �ำลกึ
วนั อาชูรอจากมสั ยิดผดุงธรรมอิสลาม
ทม่ี า : วสมน สาณะเสน. ถ่ายภาพ : ธันวาคม 2554
2.3.3 การมะตำ� คอื การตบ หรอื ตที หี่ นา้ อก ในขบวนแห่ ผรู้ ว่ มพธิ จี ะสำ� รวม
จิตใจระลึกถึงความล�ำบากของท่าน ด้วยการขับบทโศลกพร้อมกับตบอกซ้ายอย่าง
พร้อมเพรยี งกันตามจังหวะเพลง ตลอดขบวนจึงได้ยินเสียงตบอกดงั ป้งั ๆ คลอไปกับ
ท�ำนองโศลกที่แสนเศร้าเพื่อสรรเสริญวีรกรรมความกล้าหาญของอิหม่ามฮุเซนและ
ไว้อาลัยใหผ้ ้พู ลีชีพ ทำ� ให้บรรยากาศมีทั้งความอาดรู และความศักดิส์ ิทธิ์20
20 วสมน สาณะเสน หน่ึงในผู้เขา้ ร่วมสังเกตการณ์ในงาน พิธีแห่รำ� ลกึ วันอาชรู อ แหเ่ จา้ เซน็ ) ของมุสลิมนิ
กายชอี ะฮ์ ณ มัสยดิ ผดุงธรรมอิสลามในเดือนมฮุ รั อม
72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 139
การมะต�ำ
ที่มา: มนัสสวาส กลุ วงศ.์ ถา่ ยภาพ : กรกฎาคม 2555
140 ภิ ร ม ย์รตี
การมะต�ำของสัปบุรุษในการเข้าร่วมพิธีแหร่ ำ� ลึกวันอาชรู อจากมัสยดิ ผดงุ ธรรมอิสลาม
ท่มี า : วสมน สาณะเสน. ถา่ ยภาพ : ธันวาคม 2554
จะเหน็ ไดว้ า่ เมอ่ื นำ� ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั โพธป์ิ ฐมาวาส สงขลา มาศกึ ษา
เปรยี บเทยี บกบั ภาพการประกอบพธิ แี หร่ ำ� ลกึ วนั อาชรู อของกลมุ่ มสุ ลมิ ชอี ะหห์ รอื กลมุ่
เจา้ เซน็ ธนบุรี ในสงั คมปัจจุบัน จะมีลักษณะคล้ายคลงึ กัน อาจมแี ตกต่างในส่วนของ
รายละเอียดปลีกย่อยท่ีภาพจิตรกรรมฝาผนังไม่สามารถแสดงได้อย่างชัดเจน ท้ังน้ี
อาจจะเกดิ จากความเกา่ แกข่ องภาพจงึ เกดิ การชำ� รดุ ตามกาลเวลา หากยงั คงสามารถ
สะทอ้ นเรอ่ื งราวของพธิ แี หร่ ำ� ลกึ วนั อาชรู อของมสุ ลมิ ชอี ะห์ (เจา้ เซน็ ) ไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์
ระดับหนง่ึ
3. พธิ แี หร่ �ำลึกวันอาชูรอ : ภาพตวั แทนบนพนื้ ท่ที างสังคมของจิตรกรรมฝา
ผนงั วดั โพธป์ิ ฐมาวาส สงขลา
การปรากฏภาพพธิ แี หร่ ำ� ลกึ วนั อาชรู อบนจติ รกรรมฝาผนงั วดั โพธป์ิ ฐมาวาส
สงขลา จากการส�ำรวจชุมชนโดยรอบวัด พบว่า ยังไม่ปรากฏว่ามีชุมชนมุสลิมชีอะฮฺ
จึงเป็นเร่ืองน่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ เพราะบริเวณเมืองสงขลามีเพียงชุมชน
มุสลิมบ้านบน ชุมชนมุสลิมเก้าเส้ง มุสลิมกลุ่มใหม่ท่ีย้ายจากปลายแหลมสนอ่อน
72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 141
ชุมชนมุสลิมฝั่งหัวเขาแดงและมุสลิมฝั่งเขาเขียว มุสลิมท้ังสี่ชุมชนนั้นส่วนใหญ่เป็น
มสุ ลมิ นกิ ายสนุ หน่ี โดยเฉพาะมสุ ลมิ ฝง่ั หวั เขาแดงและเขาเขยี วนนั้ นา่ จะมคี วามเกย่ี ว
พันกับมุสลิมชีอะฮฺมากที่สุดเพราะมีลักษณะของหน้าตาคล้ายชาวเปอร์เซียคือมี
ร่างกายสงู ใหญ่ ตากลมโต จมูกโดง่ ผิวขาว คนสงขลามักเรียกคนมสุ ลมิ หัวเขาแดงว่า
“โหมวแขกขาว”21 แตจ่ ากการศกึ ษาคน้ ควา้ เอกสารพบวา่ ประวตั ศิ าสตรเ์ มอื งสงขลา
เคยเป็นรัฐของอิสลามในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายใต้การน�ำของดาโต๊ะ โมกอลชาว
อาหรับเชื้อสายเปอร์เซียเป็นผู้สถาปนาเมืองสงขลาและได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งต้ังให้
เปน็ ขา้ หลวงใหญใ่ นสมยั สมเดจ็ พระเอกาทศรถ ใหว้ า่ ราชการเมอื งพทั ลงุ ทห่ี วั เขาแดง
แขวงเมอื งสงขลา ตอ่ มาลกู ผสู้ บื สายตระกลู คอื สลุ ตา่ น สลุ ยั มานชาร์ ขน้ึ เปน็ เจา้ เมอื ง
สงขลาหัวเขาแดงสืบต่อจากบิดาซ่ึงค�ำว่าชาร์แปลว่ากษัตริย์ในภาษาเปอร์เซีย22 ได้
ประกาศตนเป็นอิสระพร้อมกับสถาปนารัฐสุลต่านข้ึนท่ีเมืองสงขลาหัวเขาแดง ท้ังน้ี
ระบบสลุ ตา่ นไดถ้ อื กำ� เนดิ ขนึ้ จากระบบการปกครองของอาณาจกั รอษุ ามานยี ะฮ์ (ออต
โตมาน) แห่งตุรกี ซ่ึงเป็นการปกครองรัฐอิสลามนิกายสุนหน2ี่ 3 และจากประวัติสาย
ตระกูลสุลต่านสุลัยมาน ก็ระบุชัดเจนว่าสายตระกูล สุลต่านสุลัยมาน นับถือศาสนา
อิสลามนิกายสนุ หนี่24
การศกึ ษาภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั โพธป์ิ ฐมาวาส สงขลา ทง้ั พระอโุ บสถ จะ
พบว่าผู้สร้างงานจิตรกรรมฝาผนังน้ันมีเจตนาชัดเจนท่ีจะน�ำเสนอภาพตัวแทนที่
เกย่ี วขอ้ งกบั ความตายของชนทกุ ศาสนิก ในสว่ นของศาสนาอสิ ลามนนั้ เลอื กใหค้ วาม
ส�ำคัญมุสลิมนิกายชีอะฮฺ (เจ้าเซ็น) โดยเลือกน�ำเสนอภาพพิธีกรรมร�ำลึกถึงการ
มรณกรรมของทา่ นอหิ มา่ มฮเุ ซน บตุ รของอะลี ตลอดจนญาตคิ นอนื่ ๆ ถกู ลอบสงั หาร
ทเ่ี มืองกรั บะลาอ์
21 โหมวแขกขาว เป็นภาษาพืน้ เมืองปักษ์ใต้ หมายถึงพวกแขกผิวขาวหรือกลมุ่ มุสลมิ หวั เขาแดง มลี กั ษณะ
คลา้ ยแขกเปอรเ์ ซยี หรอื แขกนอก : ผเู้ ขยี น
22 ธานนิ ทร์ สาลาม.(2540 ). บทบาทของสายสกลุ สลุ ตา่ น สลุ ยั มาน ชาห์ ในการปกครองของไทยสมยั กรงุ
ศรอี ยธุ ยาตอนปลาย :ศกึ ษากรณเี มอื งไชยา วทิ ยานพิ นธศ์ กึ ษาศาสตรม์ หาบณั ฑติ . ปตั ตาน:ี มหาวทิ ยาลยั
สงขลานครนิ ทร.์ น 7,35.
23 แหลง่ เดมิ . น.48
24 สมบตั ิ เศวตครุฑมัต. ประวตั ิตระกลู สลุ ต่านสลุ ยั มาน. สบื คน้ เมอื่ 18 ตลุ าคม 2555 จาก http://www.
navy.mi.th/navic/document/840806a.html.
142 ภิ ร ม ย์รตี
บทสรปุ
ภาพพธิ แี หร่ ำ� ลกึ วนั อาชรู อวดั โพธปิ์ ฐมาวาส คอื การสรา้ งภาพตวั แทนมสุ ลมิ
ชอี ะฮฺ (เจา้ เซน็ ) ทถี่ กู นำ� เสนอผา่ นพน้ื ทที่ างสงั คมของจติ รกรรมฝาผนงั ของวดั โพธปิ์ ฐม
าวาส สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ศูนย์รวมจิตใจที่คนทุกชนชั้นในสังคมสามารถเข้าถึงได้ มี
การปฏบิ ัติการรว่ มกันผ่านงานพิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนา ภาพพธิ ีแห่ร�ำลกึ วันอาชูรอ
ซงึ่ เปน็ สว่ นเสย้ี วหนงึ่ ของปรากฏการณท์ างสงั คมไทยทเี่ กดิ ขนึ้ จรงิ ในสงั คมเมอื งหลวง
หรอื ในกลมุ่ ชนมสุ ลมิ ชอี ะฮฺ (เจา้ เซน็ ) ของสงั คมไทย ทวา่ ผคู้ นในสงั คมสงขลาสมยั ตน้
รัตนโกสนิ ทร์ที่มีความแตกตา่ งกนั ท้ังความเป็นชาตพิ นั ธุ์ท้ังไทย จนี มลายู และความ
ต่างกันในการนับถือศาสนาน้ันอาจไม่เคยมีโอกาสได้รับรู้ จนกระท่ังผู้มีอ�ำนาจหรือ
ชนชั้นนำ� ของสงั คมคือพระยาสงขลา (บญุ สงั ข์ ณ สงขลา) เจ้าเมอื งสงขลาคนท่ี 5 ได้
เลอื กพน้ื ทด่ี งั กลา่ ว ในฐานะผสู้ รา้ งและอปุ ถมั ภก์ ารบรู ณะปฏสิ งั ขรณพ์ รอ้ มใหช้ า่ งเขยี น
วาดภาพจติ รกรรมฝาผนงั และไดใ้ ชพ้ น้ื ทที่ างสงั คมเปน็ เครอื่ งมอื สอื่ ความคดิ โลกทศั น์
ของชนชน้ั ปกครองตอ่ ผใู้ ตก้ ารปกครอง ใหไ้ ดร้ บั รเู้ รอ่ื งราวตา่ งๆ ของสงั คมเมอื งหลวง
จนกลายเป็นค่านิยม “เห่อบางกอก” มาทกุ ยคุ ทกุ สมยั ในสังคมปักษใ์ ต้ นอกจากน้ียัง
แสดงถงึ การใชพ้ น้ื ทจี่ ติ รกรรมฝาผนงั ของวดั เปน็ เวทปี ระกาศเกยี รตยิ ศของตระกลู ณ
สงขลา ทแี่ สดงถงึ ความเปน็ ผมู้ อี ำ� นาจในฐานะผปู้ กครองเมอื งสงขลาไปพรอ้ มกนั ดว้ ย
ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั โพธิป์ ฐมาวาส สงขลา ยงั ได้สะทอ้ นให้เห็นถึงการ
แสดงอัตลักษณ์ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมใน
สังคมสงขลา จิตรกรรมฝาผนังวัดโพธ์ิปฐมาวาส จึงเป็นภาพสะท้อนความเป็นสังคม
พหุวัฒนธรรมของเมืองสงขลาที่ผู้คนต่างศาสนิก เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์และ
สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขเป็นเวลายาวนานจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งภาพพิธีแห่
รำ� ลกึ วนั อาชรู อ บนภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั โพธปิ์ ฐมาวาส สงขลา ไดท้ ำ� หนา้ ทบ่ี นั ทกึ
เรื่องราวในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของสังคมต้นรัตนโกสินทร์ แสดงให้เห็นว่า
จิตรกรรมฝาผนังน้ันเป็นหลักฐานส�ำคัญส�ำหรับการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ท่ีนัก
ประวตั ิศาสตร์มคิ วรละเลย
72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 143
บรรณานุกรม
กรมการศาสนา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2527). ประวตั วิ ดั ทวั่ ราชอาณาจกั ร เลม่ 3. กรงุ เทพฯ
: โรงพิมพ์การศาสนา.
กณกิ นนั ท์ อำ� ไพ. (2548). จติ รกรรมฝาผนงั ในพระอโุ บสถวัดโพธิ์ปฐมาวาส จังหวดั สงขลา
: ภาพสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมในชุมชนสงขลาสมัยต้นรัตนโกสินทร์.
วทิ ยานพิ นธ์ ศิลปศาสตรม์ หาบัณฑติ .กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.
กาญจนา แกว้ เทพ. (2549). “สตรนี ยิ มและวฒั นธรรมศกึ ษา” ใน อยชู่ ายขอบมองลอดความ
ร.ู้ กรงุ เทพฯ . ศลิ ปวฒั นธรรม.
ชยันต์ วรรธนภตู .ิ (2549). “คนเมอื ง : ตัวตนการผลติ ซ�้ำสร้างใหมแ่ ละพ้นื ทที่ างสังคมของ
คนเมือง” ใน อยู่ชายขอบมองลอดความรู้.กรุงเทพฯ . ศิลปวัฒนธรรม.
ชัยวุฒิ พิยะกูล. (2546). พัฒนาการของพุทธศาสนาบริเวณลุ่มทะเลสาบสงขลา พ.ศ
2442 - 2542 . กรุงเทพฯ :สำ� นักงานกองทนุ สนบั สนุนการวิจยั .
“ไตรลักษณ์” http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=ไตรลักษณ์
สืบคน้ เมอื่ 28 ตุลาคม 2555.
ธานินทร์ สาลาม. (2540). บทบาทของสายสกลุ สลุ ตา่ น สุลยั มาน ชาห์ ในการปกครองของ
ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย :ศึกษากรณีเมืองไชยา วิทยานิพนธ์ศึกษา
ศาสตรม์ หาบณั ฑิต. ปตั ตาน:ี มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร.์
ธีรนันท์ ช่วงพชิ ติ (2551).พิธีเจา้ เซน (อาชูรอ) :อตั ลกั ษณ์และการธำ� รงชาตพิ นั ธข์ุ องมสุ ลมิ
นิกายชีอะห์ในสังคมไทย. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต.กรุงเทพฯ :
มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร.
ปก แกว้ กาญจน.์ (2541). “การศกึ ษาและปรวิ รรตวรรณกรรมทอ้ งถนิ่ เรอื่ ง พระมาลยั ฉบบั
วัดจินตาวาส จังหวัดพัทลุง” วารสารมหาวิทยาลัยทักษิณ. ปีท่ี 1, ฉบับท่ี 2
(ก.ย. - ธ.ค. 2541).
ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล. (2536). “ภาษาของจิตรกรรมไทย: การศึกษารหัสของ
ภาพ และความหมายของสังคมวัฒนธรรมของจิตรกรรมพุทธศาสนาต้น
รัตนโกสนิ ทร์” . รายงานการวิจัยเสนอตอ่ สถาบนั ไทยคดศี กึ ษา มหาวทิ ยาลยั
ธรรมศาสตร.์ กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
“แผนทเี่ มอื งเกา่ สงขลา” http://gimyong.com/talung/index.php/topic,17507.0.html
สืบค้นเมอื่ วนั ที่ 18 ตุลาคม 2555.
144 ภิ ร ม ย์รตี
มนสั สวาส กลุ วงศ.์ (2553). “ขอ้ สงั เกตบางประการเกยี่ วกบั จติ รกรรมฝาผนงั วดั คเู ตา่ สงขลา
ในฐานะหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้
อยู่หัว” . ใน เอกสารประกอบการจัดงานสัมมนาดุสิตาวิชาการครั้งท่ี 5
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พ.ศ. 2553. กรุงเทพฯ . มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สวนดุสิต.
_______________. (2539). ภาพสะทอ้ นสงั คมไทยสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้
อยู่หัว กรณีศึกษา จิตรกรรมฝาผนังวัดมัชฌิมาวาส สงขลา. วิทยานิพนธ์
ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต.กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประสานมิตร.
มาริสา พิบูลศิริ (2548). การจัดการการส่ือสารสัญญะผ่านพิธี” มุฮัรรอม” เพื่อสร้าง
เอกลักษณ์ของมุสลิมนิกายชีอะห์. วิทยานิพนธ์วารสารศาสตร์มหาบัณฑิต.
กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
เลิศชาย ศิริชัย. (2553). “จะเข้าใจและจะท�ำอะไรกับประวัติศาสตร์ท้องถ่ินประสบการณ์
จากการศกึ ษาการใชท้ รพั ยากรของชมุ ชนรอบทะเลสาบสงขลา” ใน การสมั มนา
ทางวิชาการ ประวัติศาสตร์พัทลุง คร้ังท่ี 3 เรื่อง “100 ปี ทุนวัฒนธรรมลุ่ม
ทะเลสาบ” 9 - 11 กันยายน 2553 ณ โรงแรมชัยคณาธานี อ.เมอื ง จ.พัทลงุ .
วสมน สาณะเสน.พิธีแห่ร�ำลึกวันอาชูรอ2554 สืบค้นเมื่อ 10 ตุลาคม 2555 จากhttps://
www.facebook.com/media/set/?set=a.465792823463195.96681.1
00000974455069&type=3#!/media/set/?set=a.301564209883649.7
5465.100000902184215&type=3.
วเิ ชียรครี ี (ชม), พระยา . (2482). พงศาวดารเมืองสงขลา.กรงุ เทพฯ : กรมศิลปากร.
สงบ ส่งเมือง. (2523). การพัฒนาหัวเมืองสงขลาในสมัยกรุงธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์
2310 - 2444. สงขลา.มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ สงขลา.
สทุ ธวิ งศ์ พงศไ์ พบลู ย.์ (2523). รายงานการวจิ ยั พทุ ธศาสนาแถบลมุ่ ทะเลสาบสงขลาฝง่ั ตะวนั
ออกสมัยกรุงศรีอยุธยา. สงขลา : สถาบันทักษิณคดีศึกษา.มหาวิทยาลัย
ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ สงขลา.
อมรา ศรีสุชาติ . (2540). “สงขลา” ใน ที่ระลึกในพิธีเปิดหอสมุดแห่งชาติกาญจนาภิเษก
สงขลา.วนั พุธที่ 19 มนี าคม 2540.
อดลุ ย์ วชั รดิลก ประวัติยอ่ มสั ยดิ อสุ าสนอิสลาม ต�ำบลบอ่ ยาง อ�ำเภอเมือง จังหวดั สงขลา.
มปท. มปป. (เอกสารอัดสำ� เนา)
72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 145
อร่ามรศั ม์ิ ดว้ งชนะ. (2538). การศกึ ษาประเพณสี วดพระมาลยั ของชาวอำ� เภอไชยาจังหวดั
สุราษฎร์ธานี วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต.สงขลา : มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวโิ รฒ สงขลา.
อาลี เสือสมิง. ประชาคมมุสลิมในกรุงศรีอยุธยา. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2555 จาก
http://www.alisuasaming.com/index.php/historyofislamin
thailand/1208 - historyofislaminthailand04
ปจั จยั ทส่ี ่งผลให้ฉะเชิงเทราต้องเปน็ เมอื งในนโยบาย
“โครงการระเบียงเศรษฐกจิ ภาคตะวันออก”
อิงตะวนั แพลกู อินทร์
บทนำ�
ฉะเชิงเทราเป็นเมืองท่ีมีภูมิหลังไม่ชัดเจนว่าตั้งขึ้นเมื่อใด แต่เม่ือพิจารณา
ตามล�ำดับเวลาที่สัมพันธ์กับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น กฎหมายตราสามดวง
พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา พระราชพงศาวดารสยาม พระราช
พงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) หนังสือสยามและคณะมิชชันนารี
ฝรงั่ เศส จดหมายเหตุ จารกึ แผน่ เงนิ ทพ่ี บในเจดยี ว์ ดั พยคั ฆอนิ ทาราม (วดั เจดยี )์ ตำ� บล
บา้ นใหม่ อำ� เภอเมอื งฉะเชงิ เทรา และโคลงนริ าศฉะเชงิ เทรา หลกั ฐานเหลา่ นไ้ี ดบ้ นั ทกึ
ถึงเหตุการณ์และเรื่องราวที่กล่าวถึงเมืองฉะเชิงเทราไว้ สรุปได้ว่า ฉะเชิงเทราถูกต้ัง
ข้ึนเป็นเมืองแล้วในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ( พ.ศ. 1991 - 2031) แห่งกรุง
ศรีอยุธยา เมืองนี้ไดถ้ กู กลา่ วถึงอีกครั้ง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ า
โลกมหาราช (รัชกาลท่ี 1) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เม่ือทรงปรับปรุงการปกครองโดย
แบ่งเมืองต่างๆ ให้ขึ้นกับกรมพระกลาโหม กรมมหาดไทย และกรมท่า ส่วนเมือง
ฉะเชงิ เทรานน้ั เดมิ ขน้ึ อยกู่ บั กรมพระกลาโหม แตก่ ารปรบั ปรงุ ครง้ั ใหมน่ ถี้ กู กำ� หนดให้
ขน้ึ อย่กู ับกรมมหาดไทย
จนกระท่ังปี พ.ศ. 2377 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี
3) ทรงมีนโยบายย้ายที่ตั้งของตัวเมืองฉะเชิงเทราจากปากน้�ำเจ้าโล้ อ�ำเภอบางคล้า
72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 147
มาตั้งขึ้นใหม่ท่ีบ้านท่าไข่ อ�ำเภอเมือง ห่างจากปากอ่าวไทยประมาณ 24 กิโลเมตร
การสรา้ งเมอื งใหมน่ ี้ สอดคลอ้ งกบั ขอ้ ความทปี่ รากฏในจารกึ แผน่ เงนิ ทพ่ี บในเจดยี ว์ ดั
พยัคฆอินทาราม (วดั เจดยี ์) ดงั น้ี “...ข้าพเจ้าช่อื นายช้างเป็นพ่ี นายเสอื เปน็ น้องร่วม
บิดามารดาอุทรเดียวกัน เดิมเป็นเชื้อวงศ์พงษ์เจ้าเมือง กรมการ มาแต่ครั้งกรุง
ศรีอยุธยายังไม่เสียแก่พม่า ญาติวงศ์ท�ำราชการมาเนื่องๆ มาตั้งแต่เมืองฉะเชิงเทรา
ต้ังปากน้�ำเจ้าโล้แล้วยกมาตั้งแปดร้ิว แล้วยกไปต้ังโสธร ได้รับราชการไม่ขาดเชื้อ
วงศ.์ ..” (จารกึ แผ่นเงิน, วัดพยัคฆอินทาราม,ม.ป.ป) และยงั ปรากฏอยู่ในโคลงนิราศ
ฉะเชิงเทราซ่ึงแต่งโดยกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธ์ิ ที่ได้ร่วมขบวนทัพไปตีกรุง
เวียงจันทน์โดยใช้เส้นทางเรือ จากแม่น�้ำเจ้าพระยาเข้าสู่คลองส�ำโรงผ่านออกไปยัง
แม่น�้ำบางปะกง มีการระบุชอื่ ถงึ แปดริ้ว หมายถึงเมืองฉะเชิงเทราเกา่ ต้งั อยู่ท่ดี า้ นใต้
ของปากน�ำ้ เจ้าโล้ อ�ำเภอบางคล้า (โคลงนริ าศฉะเชงิ เทรา, 2544, หน้า 52 - 55)
ภูมิหลังของเมืองฉะเชิงเทราท่ีกล่าวถึงข้างต้นน้ัน จะเห็นได้ถึงการก่อเกิด
ภมู กิ ายา (geo - body) ของเมอื งนขี้ นึ้ แลว้ ในแผน่ ดนิ ภาคตะวนั ออกของประเทศไทย
โดยมที ีต่ ัง้ ทางภูมิศาสตร์อยู่ในพ้นื ที่ลมุ่ น�ำ้ บางปะกง และมีพัฒนาการตอ่ มา จนกลาย
เป็นเมืองส�ำคัญทางเศรษฐกิจแห่งลุ่มน�้ำบางปะกง จนกระท่ังถึงช่วงปี พ.ศ.
2540 - 2544 ซ่ึงอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และแผน
พัฒนาบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ฉะเชิงเทราเป็นเมืองรองรับการบริการที่อยู่
อาศยั เพอื่ อำ� นวยความสะดวกใหแ้ กแ่ รงงานและครอบครวั อกี ทงั้ การบรหิ ารราชการ
ที่เกิดจากการกระจายกิจกรรมของกรุงเทพฯ และเมืองต่างๆ ในแถบชายฝั่งทะเล
ตะวันออก การที่ฉะเชิงเทราเป็นเมือง “เป้าหมาย” แห่งหนึ่งในการพัฒนาเป็น
ศูนย์กลางความเจริญของภาคตะวันออก ในฐานะฐานอุตสาหกรรมหลักและประตู
เศรษฐกิจและการค้าของประเทศที่จะเปิดไปสู่ภูมิภาคใกล้เคียง พ้ืนที่ตอนในของ
ประเทศและผ่านทางเมืองท่าชายฝั่งทะเลออกไปสู่การค้าระหว่างประเทศ ท�ำให้ได้
รับการส่งเสรมิ ให้เกิดความรว่ มมอื ระหว่างภาครฐั และภาคเอกชนในการพัฒนาเมอื ง
นี้อย่างเต็มท่ี ในขณะท่ีรัฐบาลเป็นผู้น�ำแนวทางและให้การสนับสนุนในเร่ืองของ
นโยบาย หลายโครงการ หลายแผน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันดังท่ีกล่าวถึงแล้ว และ
ล่าสดุ คอื ฉะเชงิ เทราต้องเปน็ เมอื งในนโยบาย “โครงการระเบยี งเศรษฐกิจภาคตะวนั
ออก (Eastern Economic Corridor หรอื EEC)”
148 ภิ ร ม ย์รตี
ด้วยเหตุน้ี ผู้เขียนจึงต้องการศึกษาว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งเสริมให้
ฉะเชิงเทรากลายเป็นเมืองที่มีความส�ำคัญ กระทั่งต้องเป็นหนึ่งในสามเมืองคือ
ฉะเชงิ เทรา ชลบุรี และระยอง ท่ีรัฐเลอื กและถูกก�ำหนดให้ฉะเชงิ เทราต้องเป็นเมือง
ในนโยบาย “โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic
Corridor หรอื EEC)” ทีร่ องรบั ความเจริญและการขยายตวั ของกรงุ เทพฯ
ภมู ิศาสตรข์ องเมอื งล่มุ น�ำ้
ฉะเชิงเทราเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในพ้ืนท่ีลุ่มน�้ำบางปะกง อันเป็นลุ่มน�้ำขนาด
ใหญ่ท่ีส�ำคัญในภาคตะวันออก จากงานวิจัยของ โยชิคาชุ ทาคายา (Yoshikazu
Takaya) เรยี กบรเิ วณนว้ี า่ “บรเิ วณทงุ่ ราบลมุ่ นำ�้ ใหม”่ ซงึ่ อาจเกดิ จากเนนิ เกาะเกา่ ที่
ทับถมกันอยู่ในอ่าวไทย หรือแนวคันก้ันน้�ำธรรมชาติแถบใกล้ปากแม่น้�ำ เพราะเป็น
บรเิ วณทมี่ นี ำ�้ ทว่ มและสามารถระบายนำ้� ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ดว้ ยเหตนุ เ้ี มอื่ เกดิ เหตกุ ารณ์
นำ�้ ทว่ มใหญแ่ ทนทฉ่ี ะเชงิ เทราจะเปน็ มหาอทุ กภยั เหมอื นเมอื งอน่ื ๆ กลบั เปน็ การทว่ ม
อยา่ งปกตแิ ถมยงั ไดช้ ว่ ยเหลอื พน้ื ทใ่ี นกรงุ เทพฯ สบู นำ�้ ไปลงแมน่ ำ้� บางปะกงเพอื่ ระบาย
ลงสู่ทะเลด้วย (มนัส ต๊ันงาม, 2555) และสภาพท่ีต้ังของฉะเชิงเทราอยู่บน
ดินดอนสามเหล่ียมปากแม่น้�ำ ส่งผลให้พื้นท่ีส่วนใหญ่ของเมืองนี้เป็นที่ราบลุ่มอุดม
สมบรู ณ์ โดยมีแมน่ ้ำ� บางปะกงเป็นสายนำ้� หลกั เปรยี บเสมอื นเสน้ เลอื ดทีห่ ลอ่ เลย้ี งวถิ ี
ชีวิตของผูค้ นในเมืองน้ี ให้ด�ำรงชวี ิตและมวี ถิ กี ารท�ำมาหากินท่ตี ้องพงึ่ พงิ แมน่ ้�ำสายนี้
มาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน นอกจากแม่น�้ำบางปะกงแล้ว ยังมีคลองท่าลาดซึ่ง
เปน็ คลองธรรมชาตทิ เี่ ปน็ สาขาของแมน่ ำ้� สายน้ี รวมทงั้ คลองธรรมชาตอิ นื่ ๆ คลองขดุ
คู หว้ ย และลำ� ธาร ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากโครงการชลประทานฉะเชงิ เทรามถี งึ 500 กวา่ คลอง
อีกทัง้ ยังมีหนอง บงึ อกี จำ� นวน 167 แหง่ มนี ้ำ� ซับ 9 แหง่ และอนื่ ๆ อกี 179 แหง่ ดงั
น้ัน จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเรียกเมืองฉะเชิงเทราน้วี ่า “เวนิสของภาคตะวนั ออก” (อิง
ตะวนั แพลูกอินทร์, 2549)
ตามสภาพภมู ศิ าสตรแ์ มน่ ำ้� บางปะกงไหลผา่ กลางเมอื งฉะเชงิ เทรา โดยผา่ น
เขตท้องที่หลายอ�ำเภอของเมืองน้ี ท�ำให้ต้องมีสภาพเป็น “เมืองอกแตก” (เมืองที่มี
แมน่ ำ�้ หรอื ลำ� คลองขนาดใหญไ่ หลผา่ กลาง) (พระกฐนิ พระราชทาน, 2552) การทแี่ มน่ ำ้�
72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 149
บางปะกงไหลลงสู่ทะเลและมพี ้ืนทต่ี ามแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 15 กโิ ลเมตร ส่งผล
ให้มีพื้นท่ีแบบชายฝั่งทะเล (Coastal Zone) ดินบริเวณน้ีจึงมีลักษณะเป็นดินโคลน
เหนียวและเป็นดินเค็มก่อเกิดเป็นป่าชายเลน (Mangrove) ซ่ึงเต็มไปด้วย โกงกาง
แสม และป่าจาก อีกท้ังน�้ำทะเลยังมีอิทธิพลต่อการขึ้นลงของน้�ำในแม่น�้ำบางปะกง
วนั ละสองรอบ ในชว่ งหนา้ ฝนนำ�้ จากแมน่ ำ้� จะไหลเออ่ ขนึ้ ทว่ มพน้ื ดนิ สองฟากฝง่ั สว่ น
ช่วงหน้าแล้งน้ำ� จืดในพ้ืนที่ตอนในมีปรมิ าณนอ้ ยทำ� ให้น้ำ� ในแม่น้ำ� แหง้ ลง สง่ ผลให้น�้ำ
ทะเลหนนุ เขา้ มาในแผ่นดนิ (บุษบงก์ ชาวกัณหา, 2549) สภาพธรรมชาติเชน่ นท้ี �ำให้
แม่น้�ำบางปะกงมีระบบนิเวศทั้งน�้ำจืด น�้ำกร่อยและน้�ำเค็ม ฉะเชิงเทราจึงได้ชื่อว่า
“เมืองสามน้�ำ” ท่ีมีความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ย่ิง
แหง่ หนงึ่ ของประเทศไทย
การที่แม่น�้ำบางปะกงมีปริมาณน้�ำมากและไหลแรงตลอดปี มีลักษณะการ
วางตัวและการไหลของน�้ำจากแนวเหนือมาใต้ และแนวตะวันออกมาตะวันตก
ประกอบกับล�ำคลองสาขาต่างๆ ไหลมาบรรจบเป็นลักษณะแบบก่ิงไม้ (dendritic
pattern) อยทู่ ว่ั ไป ทงั้ ยงั มแี หลง่ นำ�้ จำ� นวนมากทง้ั คู คลอง หนอง บงึ หว้ ย ลำ� ธาร และ
น�้ำซับ ลักษณะเช่นน้ีท�ำให้เกิดเป็นพ้ืนที่ทางภูมิศาสตร์ท่ีเรียกว่า ดินดอนสามเหล่ียม
ปากแมน่ �ำ้ (Delta) รับน�้ำเหนอื ท่ไี หลลงสูท่ ะเล แม่นำ้� สายนี้และล�ำคลองสาขาพดั พา
ดนิ ตะกอน โคลนตมจากภเู ขาและปา่ ไมท้ างตอนบนมาทบั ถมอยตู่ ลอดเวลา ทำ� ใหด้ นิ
ตะกอนสงู หนาและเพม่ิ ขน้ึ อย่างรวดเรว็ โดยเฉพาะในฤดูฝนทมี่ นี ้�ำหลากมากลายเป็น
พนื้ ทรี่ าบกวา้ งใหญท่ มี่ คี วามอดุ มสมบรู ณ์ เตม็ ไปดว้ ยแรธ่ าตอุ นิ ทรยี วตั ถุ ทง้ั ยงั สามารถ
เกบ็ กกั น�้ำไดอ้ ยา่ งดีท�ำใหพ้ ้นื ดนิ เกิดความชมุ่ ชื้น (กติ ติ ตันไทย, 2520) ลุ่มน�้ำแหง่ นจ้ี งึ
เป็นพ้ืนที่ชุ่มน้�ำ (Wetland) ขนาดใหญ่ ดังน้ัน บางส่วนของเมืองฉะเชิงเทราจึงเป็น
พน้ื ทช่ี มุ่ นำ้� อา่ วไทย ประกอบดว้ ยพน้ื ทช่ี มุ่ นำ้� ชายฝง่ั ทะเลและพน้ื ทชี่ มุ่ นำ้� (นำ้� จดื ) มจี ดุ
เร่ิมต้นต้ังแต่บริเวณแม่น�้ำนครนายกและแม่น้�ำปราจีนบุรีมาบรรจบกันแล้วไหลไปลง
อา่ วไทย และพื้นท่ชี ุม่ นำ้� ในเขตรักษาพันธสุ์ ตั วป์ า่ เขาอ่างฤาไน ครอบคลุมพน้ื ทอ่ี �ำเภอ
สนามชยั เขตและอำ� เภอทา่ ตะเกยี บ ดว้ ยเหตนุ ี้ ฉะเชงิ เทราจงึ เปน็ เมอื งทเ่ี หมาะแกก่ าร
ต้ังถ่นิ ฐาน และการทำ� มาหากนิ ทางด้านเกษตรกรรม