The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สุรศักดิ์ จำนงค์สาร,พรพรรณ โปร่งจิตร,วรพจน์ วิเศษศิริ. (2561). ภิรมย์รตี 72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ. จัดพิมพ์เนื่องในวาระโอกาสฉลองอายุครบ 6 รอบ อายุครบ 72 ปี ผศ.ดร.พลับพลึง คงชนะ. กรุงเทพ ฯ : สันติศิริการพิมพ์. (จำนวน 289 หน้า)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by raphind, 2022-01-26 09:19:40

ภิรมย์รตี 72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ

สุรศักดิ์ จำนงค์สาร,พรพรรณ โปร่งจิตร,วรพจน์ วิเศษศิริ. (2561). ภิรมย์รตี 72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ. จัดพิมพ์เนื่องในวาระโอกาสฉลองอายุครบ 6 รอบ อายุครบ 72 ปี ผศ.ดร.พลับพลึง คงชนะ. กรุงเทพ ฯ : สันติศิริการพิมพ์. (จำนวน 289 หน้า)

250 ภิ ร ม ย์รตี
เวียดนามใตจ้ ัดตำ� แหน่งขา้ ราชการไวร้ องรบั ให้คนไทขาวโดยเฉพาะ ดังนนั้ คนไทขาว
(บางคน) จงึ ความภาคภมู ใิ จเปน็ พเิ ศษวา่ ตนไดร้ บั อภสิ ทิ ธม์ิ ากกวา่ ชนเผา่ อน่ื นบั ตงั้ แต่
การเดินทางอพยพด้วยเคร่ืองบินแล้ว อีกทั้งทางการเวียดนามใต้ในขณะน้ันได้เลือก
พนื้ ทบ่ี รเิ วณบา้ นไทขาว หรอื เอบ้ิ ทา้ ย เปน็ ศนู ยก์ ลางบรหิ ารระดบั ตำ� บลตงุ่ เหงยี ะ แต่
อยา่ งไรกต็ ามผทู้ อ่ี ยใู่ นชมุ ชนใหมแ่ ละทางการเองยงั คงใหเ้ กยี รตกิ ลมุ่ ชาตพิ นั ธอ์ุ นื่ ๆ ท่ี
เข้ามาอยู่ในพื้นท่ีจัดสรรใหม่ โดยเฉพาะ คนไต นุง ที่อพยพมาจาก พ้ืนท่ี กาวบั่ง บั้
กกาน หลากเซนิ โดยการตั้งชื่อพนื้ ท่จี ดั สรร “กาว บั้ก หลาง” เพื่อเป็นการใหเ้ กียรติ
และการระลึกถึงดินแดนที่คนไต คนนุง เป็นชนส่วนใหญ่ในพ้ืนที่จัดสรรใหม่ในขณะ
นั้นไม่ใหด้ ้อยไปกวา่ กล่มุ คนไท โดยเฉพาะคนไทขาว
พนื้ เพอาชพี เดมิ ของผอู้ พยพจากภาคเหนอื เวยี ดนามมผี ลตอ่ การตงั้ ถน่ิ ฐาน
และการประกอบอาชพี ใหม่ แรกเรมิ่ ทดี่ นิ จดั สรรใหมใ่ หม้ าครอบครวั ละ 1,000 ตาราง
เมตรนน้ั เพยี งพอตอ่ การสรา้ งบา้ นเรอื น มพี นื้ ทเ่ี หลอื ไวป้ ลกู ผกั เลยี้ งสตั วไ์ วบ้ รโิ ภคกนั
ในครวั เรอื นเทา่ นั้น แตไ่ มเ่ พียงพอต่อการทำ� นา ทำ� ไร่ ดังนน้ั พ้นื ท่ีทำ� นาทำ� ไรน่ น้ั ต้อง
บกุ เบกิ หกั รา้ งถางพงเอาเอง หากเลอื กตงั้ บา้ นเรอื นใกลใ้ จกลางทที่ างการเตรยี มไวใ้ ห้
ยอ่ มไมส่ ะดวกออกไปออกไปหกั รา้ งถางพงและทำ� ไรท่ ำ� นาบนทดี่ นิ แปลงใหม่ ผอู้ พยพ
ทชี่ อบทำ� ไรท่ ำ� นาจงึ เลอื กทดี่ นิ ตามชายขอบในเขตพน้ื ทจ่ี ดั สรรนนั้ จะสะดวกมากกวา่
อยู่ในใจกลางชุมชน ดังนั้นคนไต นุง และโถ จะตั้งบ้านเรือนกระจายไปทั่วเขตพ้ืนท่ี
จัดสรรกาวบ้ักหลางแล้วบางส่วนแยกไปต้ังชุมชนใหม่ท่ีอยู่ถัดออกไปจากเขตจัดสรร
กาวบ้กั หลาง ได้แก่ ชุมชนเลียนเหงยี บ (Liên Nghiệp) ทางทิศเหนือของเขตกาวบ้ัก
หลาง ชุมชนนามเซนิ หมด (Nam Sơn 1) ชุมชนนามเซนิ ฮาย (Nam Sơn 2) ทางทศิ
ตะวันตกของเขตกาวบ้ักหลาง (ปัจจุบันชุมชนเลียนเหงียบและนามเซินได้รวมมาอยู่
ในเขตเทศบาลเลยี นเหงยี ) ชมุ ชนฟโู้ หย่ หมด (Phú Hội 1) ชมุ ชนฟโู้ หย่ ฮาย (Phú Hội
2) นอกเขตกาวบ้ักหลางทางทิศใต้27 ปัจจุบันฟู้โห่ยไม่รวมอยู่เขตเทศบาลเลียนเหงี
ยะแลว้ แยกไปตั้งเปน็ ต�ำบลใหม่เป็นตำ� บลฟู้โห่ย

27 Trần Sỹ Thứ. (1999). ĐỊA BÀN CƯ TRÚ CỦA MỘT SỐ DÂN TỘC THIỂU SỐ THEO ĐƠN VỊ
HÀNH CHÍNH TỈNH LÂM ĐỒNG 01 - 10 - 1997. Dân tộc, dân cư lâm Đồng.

72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 251

อาชพี ของคนนงุ่ และไตชอบทำ� นา ครนั้ เมอื่ อพยพเขา้ มาทก่ี าว บกั้ หลางตง้ั
เป็นชุมชนท่ีอยู่อาศัยแล้วก็ได้เลือกท่ีท�ำนาโดยบุกเบิกทุ่งหญ้าริมน้�ำทั้งสองฝั่งแม่น้�ำ
ดายีมที่มีพ้ืนที่เป็นท่ีลุ่มมีน�้ำท่วมขังในฤดูฝนและบริเวณที่ลุ่มนอกเขตชุมชนกาวบั้ก
หลางทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ ส่วนที่น้�ำท่วมไม่ถึงแต่ใกล้แหล่งน�้ำเลือกเป็น
พนื้ ทปี่ ลกู ผกั ซงึ่ เปน็ อาชพี ทน่ี ยิ มกนั ชว่ งทศวรรษท่ี 1950 บรเิ วณดาลตั และพนื้ ทรี่ อบๆ
ดังนั้นบ้านเรือนกับพ้ืนท่ีท�ำการเกษตรแยกออกจากกัน ผู้เฒ่าไทขาวให้ข้อมูลอีกว่า
“สำ� หรบั คนทที่ ำ� นานนั้ ออกไปทำ� งาน ทำ� ตงั้ แตเ่ ชา้ กลบั เยน็ เขาขยนั กนั มาก...” สว่ น
พ้ืนเป็นเนินถัดออกไปจากที่นาก็จะพื้นท่ีท�ำไร่ข้าวโพดซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างหน่ึง
ทนี่ ยิ มปลกู กนั ตามพนื้ ทเี่ นนิ ในเขตทรี่ าบสงู ตยั เงยี น นอกเหนอื จากปลกู ชาและกาแฟ
กล่มุ ชาติพนั ธท์ุ ีน่ ยิ มทำ� ไร่นน้ั ส่วนใหญเ่ ป็นกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุโถ
อาชีพของคนไทขาวอพยพมาจากเมืองไล เมืองแต้ เมืองสอ และไทด�ำท่ี
อพยพมาจากเมอื งแถนหรือเมืองเดียนเบยี นฟู และเมอื งอนื่ ๆ ในเขตสบิ สองจุไทเป็น
ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างดีกว่ากลุ่มอ่ืนๆ เพราะอดีตเป็นชนช้ันผู้
ปกครองหรือเปน็ เจา้ ไทขาว สว่ นใหญ่เปน็ เครือญาตสิ ายตระกลู แด่ว เจ้าเมอื งไล เจ้า
เมืองแต้ เจ้าเมืองสอ รวมทั้งตระกูลค�ำจากเมืองแถนและเมืองอื่นๆ ในเขตลุ่มน�้ำด�ำ
อดตี คนเหลา่ นท้ี ีส่ บิ สองจไุ ทเคยเปน็ เจา้ หน้าที่และทหารของฝร่ังเศส คร้นั กล่มุ คนไท
ขาวและไทดำ� ทอ่ี พยพมาตง้ั ถน่ิ ฐานในเขตจดั สรรกาว บกั้ หลางนน้ั สว่ นใหญป่ ระกอบ
อาชพี เปน็ เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั บาลเวยี ดนามใต้ โดยมกี ารปรบั เปลย่ี นตำ� แหนง่ หนา้ ทก่ี าร
งานใหเ้ หมาะสมกบั งานทอ่ี ยใู่ หม่ ทงั้ นเี้ พราะฝรงั่ เศสไดใ้ หค้ ำ� สญั ญากนั คนไททอี่ ยฝู่ า่ ย
ฝร่ังเศสว่าจะให้วิถีของคนไทที่อพยพไปท่ีใหม่ต้องเหมือนเดิมในดินแดนแห่งใหม่
นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทด�ำบางครอบครัวมีพ้ืนเพเดิมท�ำนาเม่ือมาอยู่ท่ีจัดสรรแห่ง
ใหม่ก็ยังคงท�ำนาเชน่ เดิม

“เกยี่ วกบั การอาชพี ของพวกเราเมอื่ มาอยทู่ นี่ ก่ี ไ็ ดท้ ำ� งาน
ให้ฝรั่งเศสแล้ว ตอนท่ีฝรั่งเศสถ่ายโอนอ�ำนาจให้กับรัฐบาล
เวียดนามใต้ บางส่วนกโ็ อนงานไปท�ำเปน็ ขา้ ราชการ นายทหาร
ทหาร บางสว่ นกไ็ ปทำ� การเกษตร คนไททำ� การคา้ ขายไมเ่ ปน็ ดงั

252 ภิ ร ม ย์รตี

นั้นจึงท�ำเป็นอาชีพเพียงสามอย่างคือ เป็นเกษตรกร เป็น
ข้าราชการ โดยเข้าร่วมกับกองทัพเป็นทหาร ให้กับกองทัพ
เวยี ดนามใต้ สว่ นทำ� อาชพี การเลยี้ งสตั วก์ ม็ แี ตน่ อ้ ย เลย้ี งหมู เปด็
ไก่ ควาย” 28
สว่ นคนจนี ทอี่ พยพมาจากจงั หวดั กวา๋ งนนิ หซ์ ง่ึ ตดิ กบั ชายแดนจนี นน้ั มพี นื้ เพ
เดมิ ทำ� การเกษตรบา้ งคา้ ขายบา้ งแตเ่ มอื่ มาอยใู่ นพน้ื จดั สรรกไ็ ดเ้ ปลย่ี นอาชพี มาคา้ ขาย
เปน็ สว่ นใหญ่ คนจนี หนั ไปจบั จองทด่ี นิ ในพน้ื ทร่ี มิ ทางหลวงสาย 20 ถงึ แมท้ ดี่ นิ รมิ ถนน
จะมจี ำ� นวนจำ� กดั จบั จองทดี่ นิ ไดจ้ ำ� นวนไมม่ ากนกั แตก่ เ็ พยี งพอกบั การสรา้ งเรอื นหอ้ ง
แถวไมไ้ ว้ประกอบอาชีพคา้ ขายและเปน็ ทพี่ กั อาศัยไดอ้ ีกด้วย
ช่วงย่ีสิบปีแรกท่ีคนไทมาต้ังถิ่นฐานที่เลียนเหงียะ ค.ศ. 1955 - 1975 หรือ
ก่อนเวียดนามรวมประเทศนั้น คนไทขาวท่ีเลียนเหงียะจึงได้เข้ารับราชการให้กับ
รัฐบาลเวียดนามใต้ บ้างก็ท�ำงานในเขตพ้ืนที่เลียนเหงียะหรือท�ำงานตามสถานที่
ราชการในตัวอ�ำเภอด๊ึกจรอง หรือท้องที่อ่ืนๆ ท่ีใกล้เคียงกับเลียนเหงียะ ส่วนคนไท
ขาวทเ่ี คยเปน็ ทหารของฝรง่ั เศสและทหารสมาพนั ธร์ ฐั ไททเ่ี คยผา่ นศกึ รบกบั เวยี ดมนิ ห์
ได้เปล่ียนมาเป็นทหารเวียดนามใต้อยู่ในค่ายทหารกองบินเลียนเคืองต้ังอยู่ในเขต
สนามบินเลียนเคอื งหา่ งจากเลยี นเหงียะเพยี ง 2 กโิ ลเมตร และค่ายทหารดึก๊ จรองถัด
ออกไปจากกองบินเลียนเคืองไปทางทศิ เหนอื อีก 300 เมตร
การด�ำรงชีพของไทขาวท่ีเลียนเหงียะต้ังแต่แรกเริ่ม 1955 จนกระทั้งถึง
ปจั จุบนั ได้เปล่ยี นไปเป็นสามช่วงระยะเวลาดว้ ยกนั ไดแ้ ก่
ชว่ งแรกตง้ั ชมุ ชน ระหวา่ ง ค.ศ. 1955 - 1975
ระหว่าง ค.ศ. 1955 - 1975 ช่วง 20 ปีแรกต้ังชุมชน รัฐบาลเวียดนามใต้
ปกครองเวียดนามใต้และอยู่ในห้วงเวลาของสงครามเวียดนาม ชุมชนเลียนเหงียะ
ขยายตวั อยา่ งรวดเรว็ ตง้ั แตป่ แี รกๆ ทเี่ รม่ิ ตง้ั ชมุ ชน โดยตงั้ ชมุ ชน มบี า้ นเรอื นเรยี งราย
อย่างเป็นระเบียบตามพ้ืนที่จัดสรรให้สร้างบ้านพร้อมมีบริเวณรอบๆ บ้านเรือนส่วน

28 Điều Chính Quốc Tín. แหล่งเดมิ .

72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 253
ใหญเ่ ปน็ บา้ นไมช้ นั้ เดยี วหลงั คามงุ หญา้ คา ตวั บา้ นไมค่ อ่ ยแขง็ แรงมน่ั คง สว่ นครอบครวั
ที่มีฐานะดีได้สร้างบ้านเรือนไม้ชั้นเดียวหรือสองช้ันบ้างหลังคามุงสังกะสีหรือหลังคา
กระเบอื้ งตามฐานะทางเศรษฐกจิ เมอื่ อยไู่ ดส้ กั ระยะหนงึ่ แตล่ ะครอบครวั กข็ ยบั ขยาย
สร้างเรือนไม้หลังคามุงสังกะสีหรือกระเบื้องมีความแข็งแรงม่ันคงกว่าบ้านหลังเดิม
จากการสอบถามผเู้ ฒา่ ในเลยี นเหงยี ะและคนดาลตั ทเ่ี คยอยหู่ รอื เคยลงมาทำ� งานหรอื
เท่ียวเล่นที่เลียนเหงียะให้ข้อมูลว่า พื้นท่ีรอบๆ บ้านเรือนในเลียนเหงียะก่อนรวม
ประเทศ 1975 น้ันแต่ละครัวเรือนต่างๆ ก็ใช้พ้ืนที่ในการปลูกผักสวนครัวไว้ในครัว
เรือน หรือปลูกพืชอื่นใช้กินและใช้ประโยชน์อื่นๆ ภายในครัวเรือนเท่าน้ัน ตัวอย่าง
พืชท่ีนิยมปลูกในพื้นที่รอบบ้านได้แก่ พืชสวนครัว มะพร้าว หมาก พลู อ้อย กล้วย
เผือก มนั ขา้ วโพด สปั ปะรด น้�ำเต้า ฟักเขียว ฝกั ทอง ฝ้าย นุ่น เปน็ ต้น สว่ นสตั ว์เล้ยี ง
ทน่ี ิยมเล้ยี งกนั ไดแ้ ก่ ไก่ เปด็ หา่ น วัว ควาย เปน็ ตน้ เลย้ี งเพ่ือใช้บริโภคในครัวเรอื น
จ�ำหน่าย หรือใชเ้ ป็นแรงงานในการท�ำนา
สว่ นการปกครองหรอื การดแู ลสมาชกิ ในชมุ ชนไทขาวในยคุ แรกเรมิ่ ตงั้ ชมุ ชน
นนั้ บรรดาผเู้ ฒา่ ทอี่ ายมุ ากในหมบู่ า้ นกจ็ ะมสี ทิ ธใิ นการปกครอง ผปู้ กครองสมยั แรกตง้ั
ชมุ ชน ไดแ้ ก่ แดว่ วันเอนิ (Đèo Văn Ân) ตำ� แหนง่ กอ่ นหนา้ อพยพมาท่ีเลยี นเหงียะมี
ต�ำแหน่งถึง “เจ้าแผ่นค�ำทางเหนือ” ของสหพันธ์รัฐไทและเป็นเจ้าเมืองฟองโถ เม่ือ
อพยพมาเลยี นเหงยี ะไดท้ ำ� หนา้ ทเี่ ปน็ หวั หนา้ ปกครองคนไทขาวจนกระทงั้ เสยี ชวี ติ ใน
ค.ศ. 1969 ขณะทม่ี อี ายไุ ด้ 85 ปี หลงั จากนน้ั แดว่ วนั มว่ น29 (Đèo Văn Muôn) อดตี
เจา้ เมอื งลายเจวิ ผเู้ ปน็ นอ้ งชายของแดว่ วนั ลองประธานาธบิ ดสี หพนั ธร์ ฐั ไท ไดส้ บื สทิ ธิ
ดแู ลคนไทตอ่ จากแดว่ วนั เอนิ และอำ� นาจของผเู้ ฒา่ ตามระบบจารตี ไดค้ อ่ ยลดบทบาท
ลงตามเวลาและถกู แทนที่ดว้ ยระบบกฎหมายของบ้านเมอื ง สว่ นปัจจุบนั ผเู้ ฒา่ อยูใ่ น
ฐานะเปน็ บคุ คลทคี่ นในชมุ ชนใหก้ ารเคารพ เมอื่ เกดิ กรณพี พิ าทกนั ในชมุ ชนผเู้ ฒา่ ไมม่ ี
สิทธติ ดั สนิ ถูกผิดใต้ตามแบบกอ่ นหนา้ ไดอ้ ีก

29 แดว่ วนั มว่ น (Đèo Văn Muôn) เอกสารทางการไทยสมยั นัน้ ใชค้ ำ� ว่า “เดยี ว วัน มนู ”

254 ภิ ร ม ย์รตี

รูป : เครอื ญาตไิ ทขาวท่ีเลียนเหงียะโดยมีแดว่ วนั เอนิ (ผชู้ ายไว้หนวดนั่งอุมเดก็ เลก็ กลางภาพ)
เป็นผูน้ ำ� ไทขาวที่เลียนเหงยี ะระหวา่ งปี 1955 - 1969

ระบบอาวุโสเองน้ันก็น�ำใช้แก้ไขปํญหาในชุมชน เช่น เม่ือสมาชิกในชุมชน
ไดส้ รา้ งบา้ นเรอื นไมถ่ กู ตอ้ งตามประเพณดี งั้ เดมิ คอื สรา้ งไมถ่ กู ทศิ ถกู ทางตามประเพณี
ของไทขาว เชน่ หนั หนา้ เรอื นไมเ่ ปน็ ระเบยี บตา่ งกบั บา้ นเรอื นหลงั อน่ื ๆ ทเี่ ปน็ ระเบยี บ
เรียบร้อยหรือไม่ท�ำตามมติของหมู่บ้าน ผู้เฒ่าจะมาขอให้ลูกบ้านดังกล่าวแก้ไข
เปลย่ี นแปลงตามทผี่ เู้ ฒา่ ตอ้ งการ ผเู้ ฒา่ เสมอื นเปน็ ผปู้ กครองบา้ นเมอื งเสยี เอง ปจั จบุ นั
ผู้เฒ่าไม่มีสิทธิสั่งให้ร้ือถอนแก้ไขบ้านเรือนถึงแม้จะสร้างบ้านไม่เป็นระเบียบตาม
ประเพณี เพราะสทิ ธใิ นการอนมุ ตั สิ รา้ งบา้ นเรอื นหรอื รอ้ื ถอนขน้ึ อยกู่ บั กองโยธาธกิ าร
เทศบาลเลียนเหงียะ

“สถานะผู้เฒา่ ในปัจจบุ นั เปรียบเสมือน “พ่อใหญ่” ท้งั นี้
ไมใ่ ชเ่ ปน็ ตำ� แหนง่ เจา้ หนา้ ทปี่ กครอง แตด่ ว้ ยประเพณคี นไทขาว
ต้องมีความเคารพผู้อาวุโสกว่าตน ดังน้ันสมาชิกในชุมชนยัง
“ตอ้ งฟงั ไมก่ ล้าเถยี ง ทุกสงิ่ ไดจ้ ดั ให้ไว้แล้ว” บรรดาผเู้ ฒ่าหรือผู้
สงู อายจุ งึ เปน็ ทย่ี ำ� เกรงและมอี ทิ ธพิ ลในชมุ ชน ดงั นน้ั ใครกต็ ามท่ี

72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 255

จะสร้างบ้านต้องบอกให้คนเขารู้โดยเฉพาะผู้เฒ่าเพราะเป็นผู้ท่ี
เข้าใจธรรมเนียมตา่ งๆ เก่ียวกับการสรา้ งบ้านเรือน ผู้เฒา่ จะมา
ช่วยตัดสินใจให้ว่าจะต้องท�ำอย่างไรบ้าง ไม่ให้สร้างบ้านตามใจ
ชอบตรงไหนก็สร้างได้ได้ ล้�ำหน้าถอยหลังก็ไม่ได้ ดังนั้น “บา้ น
ของคนสมัยก่อนก็บ้านไม้สร้างเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก” ซึ่ง
ต่างกับบ้านในปัจจุบันท่ีสร้างตามกฎหมายบ้านเมืองแต่ไม่มี
ความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย ขาดเอกภาพเพราะตา่ งคนตา่ งสรา้ ง
ตามทตี่ นชอบเทา่ นน้ั โดยไมค่ ำ� นงึ ถงึ บา้ นทจ่ี ะสรา้ งใหมน่ น้ั ตา่ งกบั
บา้ นเรอื นเพอ่ื นบ้าน” 30
ชีวิตประจ�ำวันสมาชิกไทขาวในชุมชนเอิ้บท้ายหรือบ้านไทเป็นชุมชนเมือง
มากกว่าสังคมเกษตรกรรม คนไทขาวท่ีประกอบอาชีพรับราชการโดยจะไปท�ำงาน
ตามเวลาราชการ เชา้ ไปเย็นกลบั บ้านตามปกติ สว่ นคนจีนทีอ่ ยู่ริมทางสายที่ 20 นัน้
จะท�ำเปิดร้านค้าขาย ส่วนคนท่ีประกอบอาชีพชาวนาน้ันออกไปท�ำงานท�ำต้ังแต่เช้า
กลับเย็น
ในชว่ งระหวา่ งสงครามเวยี ดนามนน้ั ชมุ ชนเลยี นเหงยี ไมไ่ ดเ้ ปน็ สมรภมู สิ รู้ บ
เพราะในขณะน้ันมคี ่ายทหารดึ๊กจรอง (The Duc Trong base camp) ของกองทพั
เวียดนามใต้ต้ังอยู่ที่เขตดึกจรองห่างจากเลียนเคืองไปทางทิศเหนือประมาณสอง
กิโลเมตร พ้นื ที่รอบค่ายทหารจึงมคี วามปลอดภัยสูง ชมุ ชนเลยี นเหงยี ะและดก๊ึ จรอง
รวมทั้งชุมชนอ่ืนๆ ท่ีใกล้กับค่ายแห่งน้ีนั้นได้รับอานิสงค์ความปลอดภัยจากการสู้รบ
ในสงคราม ดงั นนั้ ในขณะนน้ั ชมุ ชนขยายตวั เปน็ ชมุ ชนเมอื งอยา่ งรวดรวดและปลอดภยั
จากการสู้รบโดยเฉพาะในเขตเทศบาลดึ๊กจรองและต�ำบลเลียนเหงียะ ส่งผลให้ชาว
บา้ นทอี่ ยใู่ นเขตชนบทหา่ งไกลทอ่ี ยใู่ นพนื้ ทสี่ มรภมู กิ จ็ ะหนสี งครามมาอาศยั หรอื รกั ษา
ตัวอยูใ่ นเขตชมุ ชนเมืองท่มี ีความปลอดภัยกวา่
ดา้ นเศรษฐกจิ กอ่ น ค.ศ. 1975 เวยี ดนามใตม้ เี ศรษฐกจิ ทดี่ เี พราะไดร้ บั การ
สนับสนุนช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา เศรษฐกิจยุคสงครามเวียดนามเป็นท่ีช่ืนชอบ

30 Điều Chính Quốc Tín. แหล่งเดมิ .

256 ภิ ร ม ย์รตี

ของคนท้องถิ่นแห่งน้ีรวมท้ังคนเวียดนามใต้ท่ีฝักใฝ่สหรัฐอเมริกา ทหารในค่ายที่ดึ๊ก
จรองและกองบนิ เลยี นเคอื งเป็นทหารเวียดนามใต้ ทหารอเมรกิ นั และพนั ธมิตรจาก
ประเทศต่างรวมท้ังทหารไทย ตา่ งออกมาจับจา่ ยใชส้ อยทำ� ใหเ้ งนิ เดินสะพดั ในชมุ ชน
อกี ทง้ั ชมุ ชนเลยี นเหงยี ะยงั ไดร้ บั อานสิ งคจ์ ากการตง้ั คา่ ยทหารดก๊ึ จรองโดยเฉพาะเสน้
ทางคมนาคมรอบคา่ ยและเสน้ ทางหลกั ทง้ั ทางหลวงท่ี 20 ทตี่ ดั ผา่ นเลยี นเคอื งไดม้ ที ง้ั
มีหน่วยทหารช่างของเวียดนามและสหรัฐอเมริกาหลายหน่วยงาน เช่น หน่วยทหาร
ช่างที่ 577 และ 815 ของกองทพั สหรฐั อเมริกาและทหารชา่ งเวยี ดนามใต้มาปฏบิ ัติ
งานท่ีตามจุดยุทธศาสตร์ตามพื้นที่ริมชายทะเลเช่ือมกับที่ราบสูงตัยเงียน รวมทั้งเข
ตดก๊ึ จรองและทอ้ งทเ่ี ขตใกลเ้ คยี ง สง่ ผลใหเ้ สน้ ทางคมนาคมขนสง่ ไดร้ บั การพฒั นารวม
ทงั้ มเี ส้นทางใหมเ่ กดิ ขน้ึ หลายสาย ตวั อย่างภารกจิ ของหน่วยทหารชา่ งท่ี 577 ได้มา
ซ่อมแซมถนนท่ีเกิดจากปะทะกันระหว่างทหารสหรัฐอเมริกากับ เวียดกง รวมทั้งได้
ตัดถนนสายตา่ งๆ ระหวา่ งชมุ ชนต่างๆ ให้กวา้ งและราบเรยี บกวา่ เดมิ ซ่อมบำ� รงุ ถนน
สาย 20 สรา้ งสะพานขา้ มแมน่ ำ�้ ดายมี หลายแหง่ ดว้ ยกนั 31 การประกอบอาชพี ในชมุ ชน
เลยี นเหงียะจงึ เป็นไปอยา่ งปกตสิ ุขมากกวา่ หลายทอ้ งท่ีทีต่ อ้ งเผชิญภยั สงคราม
การดำ� รงชวี ติ ยุคหลังรวมประเทศ ระหวา่ ง ค.ศ. 1975 - 1986
หลงั จากเวยี ดนามรวมประเทศเมือ่ ค.ศ 1975 แล้วในปีถดั มา เลยี นเหงยี ะ
ได้เปลี่ยนสถานะจากต�ำบลเปลี่ยนสถานะมาต้ังตัวอ�ำเภอด๊ึกจรอง เลียนเหงียะเร่ิมมี
คนเวียดนามเข้ามาอยู่มากขึ้นเรื่อยทั้งที่เป็นเจ้าหน้าท่ีรัฐและคนเวียดนามท่ีเป็น
ประชาชนท่ัวไปท่อี พยพมาจากภาคเหนอื คนเลยี นเหงยี ะเรยี กคนเวยี ดนามจากภาค
เหนือว่า “คนฮานอย” เดิมทีคนฮานอยเข้ามานั้นเป็นท้ังอดีตทหารผ่านศึกและ
ครอบครวั เจา้ หนา้ ทรี่ ฐั ประชาชนทว่ั ไป คนฮานอยเหลา่ นอี้ พยพมาในโครงการ “เขต
เศรษฐกิจใหม”่ (Vùng Kinh Tế mới) และคนเวยี ดนามทวั่ ไปท่ีขออพยพมาเองเพือ่
มาบุกเบิกที่ดินท�ำกินแห่งใหม่บนเขตท่ีราบสูงตัยเงียน ส่วนใหญ่อพยพมาแล้วได้
บกุ เบกิ ปา่ ทร่ี กรา้ งทีเ่ รียกวา่ “เดิด้ บ๋อฮวาง” (Đất Bỏ Hoang) หกั ล้างถางพงเพอ่ื ท�ำ
ไรก่ าแฟ

31 Charles Hendricks. (1987). A HISTORY OF THE 577TH ENGINEER BATTALION.

72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 257
นโนบายการบุกเบิกท่ีป่าหักร้างถางพงเป็นที่สนับสนุนต่อเนื่องมาต้ังแต่
รัฐบาลคอมมิวนิสต์เวยี ดนามเหนือ ตอ่ มาหลงั รวมประเทศหลังรัฐบาลคอมมิวนิสต์ยัง
คงสนบั สนนุ ใหค้ นเวยี ดนามโดยเฉพาะภาคเหนอื ซงึ่ มคี า่ นยิ มใหมจ่ ากเดมิ บกุ เบกิ ทดี่ นิ
ในเขตที่ราบลุ่มปากแม่น�้ำโขงหันมาสู่การบุกเบิกท่ีดินเขตที่สูงโดยเฉพาะที่ราบสูง
ตยั เงยี นจนกลายเปน็ ทมี่ าของสำ� นวนของคนดาลตั และใกลเ้ คยี งรวมทงั้ เลยี นเหงยี ะวา่
“Rừng hoang lùi bước” (รึ่งฮวางหลยุ่ เบื้อก) หมายความว่า “ทีป่ ่าจงกา้ วถอยไป”
รฐั บาลเวยี ดนามไดจ้ ดั โครงการเขตเศรษฐกจิ ใหมบ่ กุ เบกิ ทดี่ นิ ไปทวั่ ดนิ แดน
ทีร่ าบสูงตยั เงียน นน้ั สง่ ผลโดยตรงตอ่ ชมุ ชนเลียนเหงยี ะ กล่าวคือ มีคนเวยี ดนามเข้า
มาที่เลียนเหงียะเพ่ือเลือกพื้นที่ป่ารอบๆ เลียนเหงียะไว้ส�ำหรับปลูกกาแฟ และบาง
สว่ นเขา้ มาอยใู่ นชมุ ชนเลยี นเหงยี ะสง่ ผลใหช้ มุ ชนเลยี นเหงยี ะมคี นฮานอยเปน็ สมาชกิ
ใหม่ของชุมชน ชุนชนจึงขยายตัวข้ึนตามเส้นทางคมนาคมท่ีตัดใหม่โดยเฉพาะถนน
เลี่ยงเมืองทางหลวงสายที่ 20 ตัดใหม่ทางด้านตะวันตกของเลียนเหงียะ ตลอดเส้น
ทางเลยี่ งเมอื งตดั ใหม่ 8 กโิ ลเมตรนน้ั มคี นฮานอยเขา้ มาตงั้ บา้ นเรอื นสองขา้ งทาง เมอ่ื
คนฮานอยเข้ามาอยู่มากข้ึนแล้วแยกตั้งชุมชนใหม่ออกไป รวมทั้งเข้าไปแทรกอาศัย
อยู่ในพื้นที่ของกลุ่มคนที่มาอยู่ก่อนหน้าจนกระทั้งเลียนเหงียะเปล่ียนไปกลายเป็น
สงั คมทมี่ ชี าตพิ นั ธก์ุ งิ ญห์ รอื คนเวยี ดนามกลายเปน็ ชนสว่ นใหญข่ องชมุ ชนเลยี นเหงยี ะ
ไปโดยปริยาย สว่ นคนทมี่ ีบุกเบกิ กอ่ นหน้ากลายเป็นชนกลุ่มน้อย
วถิ ชี ีวติ ของคนเลียนเหงยี ะเปล่ียนไปเปน็ อย่างมากหลังรวมประเทศ 1975
นอกจากคนเวยี ดนามกลายเปน็ ชนสว่ นใหญแ่ ลว้ เลยี นเหงยี ะมคี วามเปน็ เมอื งมากขนึ้
เลยี นเหงยี ะกลายเปน็ ศนู ยก์ ลางราชการทมี่ คี นฮานอยมาเปน็ เจา้ หนา้ ทรี่ ฐั ปกครองคน
ทม่ี าอยกู่ อ่ นหนา้ จำ� นวนประชากรเองมากขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ มากขนึ้ เลยี นเหงยี ะจงึ เปน็
ศนู ยก์ ลางการคา้ ของอำ� เภอดกึ๊ จรอง แตส่ ำ� หรบั คนทอี่ ยมู่ ากอ่ นหนา้ รสู้ กึ วา่ ทำ� มาหากนิ
ไม่สะดวกเหมือนเช่นเดิมเพราะรฐั บาลคอมมวิ นสิ ต์ควบคุมการผลิต การซอ้ื ขายแลก
เปล่ียนสินค้า โดยเฉพาะการใช้ท่ีดินอย่างเคร่งครัด มีการแบ่งประเภทท่ีดินตาม
ลักษณะการใช้ท่ีดินซึ่งแบ่งเป็นสองประเภทคือ พื้นที่อยู่อาศัย และพ้ืนท่ีการเกษตร
ห้ามใช้พื้นท่ีท�ำการเกษตรสร้างบ้านเรือนอาศัยซ่ึงยังคงบังคับใช้ถึงปัจจุบัน รวมท้ัง
ควบคุมไม่ให้มีการซื้อขายท่ีดินส่งผลกระทบต่อเกษตรกรเลียนเหงียะโดยตรงซ่ึงไม่

258 ภิ ร ม ย์รตี

สามารถซอ้ื ขายทด่ี นิ เพอื่ ขยายกจิ การไดห้ รอื บกุ เบกิ ทดี่ นิ ไดต้ ามอธั ยาศยั ซงึ่ ตา่ งกบั ใน
อดตี ก่อนรวมประเทศ
การดำ� รงชวี ติ ยคุ หลงั นโยบายเปดิ ประเทศระหวา่ ง ค.ศ. 1986 - ปจั จบุ นั
ระหว่าง ค.ศ. 1986 - ปัจจุบัน เป็นยุคสมัยท่ีเวียดนามเปิดประเทศ ปรับ
เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเสรีภาคใต้การควบคุมของรัฐ รัฐเข้าควบคุมการผลิตทาง
เศรษฐกิจน้อยลง ประชาชนมีกรรมสิทธ์ในที่ดินท่ีตนยึดครอง รวมทั้งมีการซ้ือขาย
ท่ีดินอย่างเสรีเป็นไปตามกลไกของตลาด ประกอบกับประชากรเพิ่มมากขึ้นมีความ
ตอ้ งการทด่ี นิ เพอ่ื อยอู่ าศยั มากขน้ึ สง่ ผลใหม้ กี ารซอ้ื ขายทด่ี นิ มากขนึ้ ตามไปดว้ ย ทด่ี นิ
มคี ่าและขึ้นราคาทุกวันๆ ในชุมชนเลียนเหงยี ะมีคนเดมิ ท่ีมาตง้ั แต่ปี 1955 ได้ครอบ
ครองที่ดินครอบครัวละ 1,000 ตารางเมตรก็ได้แบ่งขายไปเรื่อยๆ จนกระทั้งเหลือ
พนื้ ทไี่ มก่ ต่ี ารางเมตรซง่ึ พนื้ ทบี่ า้ นเดมิ ทคี่ งเหลอื ไว้ ทดี่ นิ การเกษตรไรน่ าไดถ้ กู แบง่ ขาย
เปล่ียนกรรมสิทธิ์ใช้เป็นพ้ืนที่สร้างบ้านหรือท�ำการเกษตร ส่วนที่ดินที่แบ่งขายไปนั้น
ส่วนใหญ่เจา้ ของทด่ี นิ นำ� ไปแบ่งขายเป็นแปลงเลก็ ๆ สำ� หรบั สร้างบา้ นเปน็ ทอ่ี ยูอ่ าศัย
บา้ นทส่ี รา้ งมาใหมเ่ ปน็ บา้ นปนู มรี ปู แบบตามสมยั นยิ มทเี่ รยี กวา่ “หญา่ โฟ”้ (Nhà phố)
เปน็ บา้ นทมี่ ผี นงั บา้ นตดิ กนั บา้ นขา้ งเคยี งแตจ่ ะไมใ่ ชผ้ นงั รว่ มกนั บา้ นทสี่ รา้ งขนึ้ นน้ั ใช้
พนื้ ทที่ งั้ แปลงเปน็ พน้ื ทข่ี องตวั บา้ นโดยสรา้ งเปน็ บา้ นชน้ั เดย่ี วหรอื หลายชนั้ ตามฐานะ
หรอื จดุ ประสงคก์ ารใชง้ าน ปจั จบุ นั ภายในชมุ เลยี นเหงยี ะจะเหลอื บา้ นไมเ้ หลอื อยตู่ าม
ตรอกซอยน้อยลงทุกวันๆ แต่ยังพบเห็นได้บ้างท่ีแทรกอยู่ระหว่าบ้านหญ่าโฟ้ ส่วนที่
บา้ นไมเ้ หลอื อยมู่ ากคอื บา้ นหอ้ งแถวไมร้ มิ ถนนในยา่ นคนจนี บางสว่ นในชมุ ชนไท และ
ตามชานเมอื งของเลยี นเหงยี ะเรมิ่ จากถนนถง้ เญต้ิ (Thống Nhất) ทางตอนใตซ้ งึ่ เปน็
ย่านคนจีนถึงต�ำบลฟู้โห่ย แต่อย่างไรก็ตามพ้ืนท่ีริมถนนถ้งเญ้ิตทางตอนหนือท่ีเป็น
ทางหลวงสาย 20 เดมิ สว่ นทางหลวงสาย 20 ตดั ใหม่เลย่ี งเมืองและตรอกซอยที่ตดั
ใหม่นั้นมีแต่บ้านหญ่าโฟ้คล้ายอาคารพานิชย์ที่เมืองไทย แต่มีรูปแบบต่างกันเพราะ
คนเลียนเหงียะนิยมสร้างบ้านเองมากกว่าซ้ือบ้านจากโครงการบ้านจัดสรร บ้าน
หญ่าโฟ้ท่ีสร้างขึ้นใหม่นั้นใช้เป็นที่อยู่อาศัย ประกอบกิจการค้าขาย ท�ำธุรกิจ บริษัท
หา้ ง รา้ น ภตั ตาคาร รา้ นอาหาร โรงแรม อาคารใหเ้ ชา่ เปน็ สำ� นกั งานหรอื ใหเ้ ชา่ อาศยั
ฯลฯ

72 ปี ครพู ลับพลงึ คงชนะ 259
ลักษณะการใช้ที่ดินเพื่อการสร้างบ้านอาคารบ้านเรือนในชุมชนเปล่ียนไป
ส่งผลให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป คือ การแบ่งท่ีดินขายออกเป็นแปลงเหลือพอสร้างบ้าน
เท่าน้ัน บ้านท่ีสร้างรุ่นใหม่ไม่มีพื้นท่ีรอบๆ บ้านไว้ปลูกผักสวนครัวหรือเลี้ยงสัตว์น้ัน
ส่งผลกระทบตอ่ อาหารท่บี ริโภคในครอบครัวท่เี คยผลิตได้เองในครวั เรยี นนั้นต้องหัน
ไปพึ่งพิงจากตลาดเลียนเหงียะและตลาดตามตรอกซอกซอยที่เรียกว่า “เจอะก๊อก”
(Chợ cóc) หรือ “ตลาดหัวมุมถนน” ที่ใกล้กบั บา้ นเรอื นของตน
สว่ นพนื้ ทำ� การเกษตรไดร้ บั ผลกระทบกลา่ วคอื พนื้ ทำ� การเกษตรลดนอ้ ยลง
ไปเพราะมกี ารผา่ นฝนื กฎระเบยี บการใชท้ ดี่ นิ โดยนำ� ทด่ี นิ การเกษตรทมี่ ี “โซดอ๋ ” (Sổ
đỏ) หรอื “โฉนดแดง” ซง่ึ เปน็ โฉนดกรรมสิทธ์เฉพาะการถอื ครองทดี่ นิ ทำ� การเกษตร
เท่านั้นแต่กลับน�ำไปสร้างบ้านเรือนอาศัย บ้านเรือนที่สร้างในท่ีดินการเกษตรน้ัน
ส�ำนักงานท่ีดินของเทศบาลจะไม่ออกกรรมสิทธ์โฉนดเป็น “โซ้ห่ง” (Sổ
hồng - โฉนดชมพู) ซึ่งเป็นโฉนดกรรมสิทธ์ิที่ดินพร้อมอสังหาริมทรัพย์ในแปลงน้ันๆ
เพราะใชท้ ด่ี นิ ผดิ ประเภท ละเมดิ ใชท้ ด่ี นิ การเกษตรไปสรา้ งอาคารบา้ นเรอื นทอ่ี ยอู่ าศยั
น้ันเสี่ยงต่อการถูกร้ือถอนและถ้าหากทางการเวนคืนท่ีดินตัดถนนหรือท�ำการใดๆ
เจา้ ของบา้ นทสี่ รา้ งบา้ นเรอื นในทดี่ นิ ทำ� การเกษตรจะไมไ่ ดร้ บั คา่ ชดเชยแตอ่ ยา่ งใด แต่
อย่างไรความต้องการซื้อขายที่ดินพร้อมส่ิงปลูกสร้างที่ไม่มีกรรมสิทธิ์โซ้ห่งอยู่เสมอ
เพราะทดี่ ินมจี ำ� นวนจ�ำกัดและความต้องการของคนในชุมชนโดยเฉพาะคนกิงญ์ (คน
เวียดนาม) ท่ีต้องการอาศัยในชุมชนเมืองเพราะคนเวียดนามมีค่านิยมว่า “ยอมอยู่
บา้ นแคบๆ ในเมอื งดกี วา่ มอี ยนู่ อกเมอื งถงึ แมจ้ ะพรอ้ มไปดว้ ยบา้ นและทดี่ นิ กวา้ งๆ แต่
หา่ งไกลบา้ นเรอื นและผคู้ น” ดว้ ยความเชอื่ ดงั กลา่ วทำ� ใหก้ ารใชท้ ด่ี นิ ทำ� การเกษตรไป
ปลกู สรา้ งบา้ นจนมบี า้ นเรอื นตง้ั อยหู่ นาแนน่ จนกลายเปน็ เมอื งจนทางการมกี ารอนโุ ลม
ใหใ้ ชท้ ดี่ นิ สรา้ งบา้ นไดแ้ ละบางโอกาสกย็ อมออกโฉนดโซห้ ง่ ใหก้ บั เจา้ ของบา้ นอกี ดว้ ย
ในชุนชนบ้านไทซึ่งกลายเป็นเขตเทศบาลเลียนเหงียะแล้วนั้น คนไทที่เป็น
เจ้าของที่ดินบ้านที่ต้ังอยู่เดิมได้แบ่งที่ดินขายไปเกือบหมดแล้ว ยังคงเหลือบ้านไม่กี่
หลังส่วนใหญ่เจ้าของบ้านที่มีฐานะดี เท่าท่ีพบเห็นมีอยู่เพียงบ้านเลขท่ี 38 ถนนโต
เห่ยี ว (Tô Hiệu) ทีม่ ที ี่ดนิ รอบๆ บ้านกวา้ งกว่าบา้ นคนไทหลังอืน่ ๆ ตวั บ้านเป็นบา้ น
ปนู ชน้ั เดยี วแบบฝรง่ั เศสพรอ้ มมสี วนหยอ่ มหนา้ บา้ น สว่ นพนื้ ทขี่ า้ งบา้ นไวส้ ำ� หรบั เลยี้ ง

260 ภิ ร ม ย์รตี
ไก่แจ้ไว้ดูเล่น และพ้ืนที่หลังบ้านได้สร้างบ้านเพิ่มอีกหน่ึงหลังหน่ึงให้ลูกหลานได้อยู่
รวมกันในท่ีดินแปลงเดียวกัน สาเหตุท่ีบ้านหลังนี้มีพ้ืนที่กว้างเพราะเจ้าของบ้านเอง
เปน็ ทายาทตระกลู แดว่ ทสี่ บื ทอดหงิ้ บชู าประจำ� ตระกลู แดว่ ซง่ึ ตอ้ งการเวน้ ทด่ี นิ รอบๆ
บา้ นไวส้ ำ� หรบั ชมุ ชนุ ลกู หลานและเครอื ญาตเิ พอ่ื ทำ� พธิ ไี หวบ้ รรพบรุ ษุ ของตระกลู ทจ่ี ดั
ข้นึ ทุกๆ หลงั ตรุษปีใหม่เวยี ดนามได้ 16 วนั ซ่ึงมีลกู หลานในเครอื ตระกูลแดว่ เขา้ รว่ ม
หลายสบิ คนจากที่ตา่ งทั่วโลกเขา้ รวมพิธีไหว้บรรพบรุ ษุ ท่บี ้านหลงั น้ี
สว่ นทดี่ นิ ชานเมอื งเดมิ เปน็ ทดี่ นิ สำ� หรบั ทำ� นาปลกู ขา้ วเรมิ่ นอ้ ยลดลงเพราะ
คนนิยมหัดไปท�ำนาผักบุ้งแทนปลูกข้าวซึ่งผักบุ้งน้ันเป็นที่ต้องการมากเพราะเป็น
อาหารผักจานหลักของคนฮานอยท่ีอพยพมาหลังรวมประเทศ ผักบุ้งสามารถเพาะ
ปลูกได้ง่ายและเกบ็ เกยี่ วไดท้ กุ ฤดกู าล นอกจากนีย้ งั มีการปรบั เปล่ยี นพ้ืนที่ทำ� นา ทำ�
ไร่ เช่น เปล่ยี นพน้ื ทีป่ ลูกกาแฟที่ใกล้กบั แหลง่ น�ำ้ หรือเขตพืน้ ทีช่ ลประทานหนั เปลยี่ น
มาปลูกผักแทนท่ีปลูกกาแฟเพราะว่ารายได้ดีกว่าท�ำไร่ท�ำนาหรือปลูกกาแฟ อาชีพ
เกษตรกรรมปลกู ผกั จงึ เปน็ นยิ มปลกู กนั มาตลอดตงั้ แตแ่ รกเรมิ่ ตง้ั ชมุ ชนแตไ่ มม่ ากเทา่
ปัจจุบัน ส่วนที่ดินส�ำหรับท�ำนายังคงเหลืออยู่บางท่ีบริเวณเก่ิวท้าย (Cầu
Thái - สะพานไท) ขา้ มแมน่ ้�ำดายมี ท้ายหม่บู า้ นคนไท
สว่ นภายในชมุ ชนเลยี นเหงยี ะจงึ มธี รุ กจิ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การปลกู ผกั มากมาย
เชน่ ธรุ กจิ อปุ กรณโ์ รงเรอื น อปุ กรณก์ ารเกษตร ทอ่ นำ�้ เครอื่ งสบู นำ้� อะไหลย่ นต์ นำ�้ มนั
เมลด็ พนั ธ์ุ ปยุ๋ และเคมภี ณั ฑ์ รถไถ รถบรรทกุ ธรุ กจิ บรกิ ารขนสง่ ผกั ทางรถยนต์ ธรุ กจิ
ขนสง่ ทางอากาศ ธรุ กจิ รบั เหมากอ่ สรา้ งโรงเรอื นปลกู ผกั กางมงุ้ ธรุ กจิ ชลประทานและ
การจดั การนำ้� รวมทง้ั ธุรกจิ ขุดลอกดินตะกอนใต้พืน้ ก้นอ่างเก็บน�ำ้ ตามไรช่ ากาแฟใน
ทอ้ งทอ่ี ำ� เภอยลี งิ และอำ� เภอใกลเ้ คยี ง โดยนำ� ดนิ ตะกอนทต่ี กั ขน้ึ นน้ั ไปขายใหเ้ กษตรกร
ที่ปลูกผกั ทวั่ ทั้งดาลัตและบรเิ วณใกลเ้ คยี ง
ปจั จบุ นั ผกั ทปี่ ลกู ในดาลตั รวมทงั้ พน้ื ทรี่ อบดาลตั ไมน่ ยิ มใชย้ า่ ฆา่ แมลงเพราะ
อากาศที่ดาลัตค่อนข้างเย็นท�ำให้มีแมลงรบกวนน้อย ประกอบกับเกษตรกรได้ใช้
เทคโนโลยขี น้ั สงู ในการผลติ พชื ผกั ผลไม้ เชน่ นยิ มปลกู ในโรงเรอื นกางมงุ้ ระบบใหน้ ำ�้
แบบหยดเพื่อลดต้นทุน ใช้ดินตะกอนท่ีตักมาจากตามอ่างเก็บน้�ำต่างๆ ทดแทนปุ๋ย
เคมี ผกั ทดี่ าลตั จงึ มตี น้ ทนุ ถกู และมคี ณุ ภาพดซี งึ่ แตกตา่ งกบั ผกั ทป่ี ลกู ในทรี่ าบลมุ่ แมน่ ำ�้

72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 261

โขงและแม่น้�ำแดงซ่ึงป็นเขตร้อนมีแมลงมากเกษตรกรจึงนิยมฉีดย่าฆ่าแมลงท�ำให้
ต้นทนุ สงู กว่าผักดาลัต ผกั ท่ผี ลติ ได้ในพื้นที่ลมุ่ แมน่ ้�ำโขงและแม่นำ�้ แดงจงึ มีราคาแพง
อกี ทง้ั มสี ารพษิ ตกคา้ งคอ่ นขา้ งสงู ซง่ึ เปน็ อนั ตรายตอ่ ผบู้ รโิ ภค ดงั นน้ั พชื ผกั ผลไมท้ ป่ี ลกู
ผลติ ทดี่ าลตั จงึ เปน็ ทน่ี ยิ มบรโิ ภคของคนเวยี ดนามมายาวนานหลายสบิ ปี การปลกู ผกั
และธรุ กจิ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งจงึ กลายเปน็ วถิ ชี วี ติ ทค่ี นุ้ เคยของเลยี นเหงยี ะโดยทใ่ี นสว่ นทเี่ ปน็
ชมุ ชมเมอื งเลียนเหงียะเป็นทป่ี ระกอบการธุรกจิ ท่ีเกี่ยวข้องกบั การปลกู ผัก สว่ นพนื้ ท่ี
รอบๆ เมอื งเปน็ พน้ื ทปี่ ลกู ผกั จงึ ถอื ไดว้ า่ การปลกู ผกั และธรุ กจิ เกยี่ วกบั การปลกู ผกั เปน็
อาชีพหลักอีกอาชพี หนึ่งของเลยี นเหงียะในปัจจุบัน
ภาษาและการสืบทอดวิถีชีวติ ไทขาว
วถิ ชี วี ติ ไทขาวทเี่ ลยี นเหงยี ะในอดตี นนั้ ผเู้ ฒา่ ไทขาวเลา่ ใหฟ้ งั วา่ หลงั จากเลกิ
ภาระกิจการงานตกเย็นพลบค�่ำผู้เฒ่าผู้แก่ตามเรือนต่างๆ เล่านิทานให้ลูกหลานฟัง
พวกผ้ชู ายกนิยมดม่ื เหล้าขาวกันมาก แต่เปน็ การดืม่ กันเลก็ ๆ น้อยๆ ไมห่ นกั มาก ตก
เยน็ สมาชกิ ในหมบู่ า้ นไปพบปะกนั เพอ่ื พดู คยุ กนั สารพดั เรอ่ื งราวกนั หลงั เลกิ งาน ภาษา
ท่ีใช้พูดคุยกันภายในครอบครัวด้วยเพียงภาษาไทขาวเท่านั้น เด็กๆ ก็ยังไม่รู้ภาษา
เวยี ดนามเลยเพราะกอ่ นเวยี ดนามรวมประเทศ ค.ศ. 1975 มคี นกงิ ญห์ รอื คนเวยี ดนาม
อยใู่ นหมบู่ า้ นมจี ำ� นวนนอ้ ยมากๆ คนไทขาวพดู ภาษาไทขาวดว้ ยกนั ทงั้ หมด สว่ นกลมุ่
ชาติพนั ธ์อุ น่ื กพ็ ดู ภาษาของตนเอง แมก้ ระท้ังโรงภาพยนตรท์ ีม่ ีอยู่ในย่านคนจนี กฉ็ าย
ภาพยนตรจ์ นี ทเ่ี ปน็ ภาษาจนี เทา่ นน้ั ไมฉ่ ายหนงั ทพ่ี ากยเ์ สยี งเวยี ดนามหรอื ภาษาอนื่ ๆ
เลย ถึงแม้ภาษาเวียดนามเป็นราชการและเป็นภาษาคนส่วนใหญ่ของประเทศ
เวยี ดนามใต้ในขณะน้นั ก็ตาม
ปัจจบุ ันบรรดาผทู้ ี่มอี ายุรนุ่ ราว 50 ปขี ึ้นไป ได้เลา่ ถงึ การศึกษาในอดตี สมัย
ยังเป็นเด็ก ชั้นประถมเรียนที่เลียนเหงียะและส่วนช้ันมัธยมต้องไปเรียนท่ีเมืองยีลิง
ภาษาท่ีใช้การเรียนการสอนคือภาษาเวียดนาม แต่เม่ือกลับมาถึงชุมชน หรือพบปะ
กันในชุมชนคนไทรุ่นน้ีก็จะพูดภาษาไทด้วยกันจะไม่พูดภาษาเวียดนามด้วยกันเลย
ส่วนกลุม่ ชาตพิ ันธ์กุ ลุ่มอื่นๆ ก็เช่นเดียวกนั จะพูดกนั แตภ่ าษาของตนในชุมชนของตน
ผเู้ ฒา่ ไทขาวใหข้ อ้ มลู ตวั อยา่ งเกยี่ วกบั คนจนี ในชมุ ชนเลยี นเหงยี ะวา่ มคี วาม
เข้มแขง็ ทางวฒั นธรรม ภาษา การศึกษา มากกวา่ กลุ่มชาติพันธไุ์ ทขาวและชาติพันธุ์

262 ภิ ร ม ย์รตี

อนื่ ๆ เพราะ คนจนี ไดร้ ว่ มกนั เปดิ โรงเรยี นเอกชนขน้ึ เปน็ โรงเรยี นจนี 2 โรงดว้ ยกนั คอื
โรงเรียนเอกชนกิมด่ง (Trường dân lập Kim Đồng) และโรงเรียนเอกชนจุงเซิน
(Trường dân lập Trung Sơn) ทำ� การเรยี นการสอนใชท้ ง้ั ภาษาเวยี ดนามและภาษา
จีน ปัจจุบันโรงเรียนท้ังสองยังท�ำการเปิดการสอนให้บริการลูกหลานคนจีนในเลียน
เหงยี ะได้เรยี นภาษาและวฒั นธรรมจนี อยตู่ ่อเน่อื งมาตลอด ดงั นน้ั คนจนี ทกุ รนุ่ ทุกวัย
ในเลียนเหงียะตั้งแต่รุ่นผู้เฒ่าจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานคนจีนนั้นยังคงพูดและอ่านภาษา
จนี ได้ ถงึ แม้เดก็ ร่นุ ใหม่จะใช้ภาษาเวยี ดนามเปน็ หลกั ก็ตามแตย่ ังคงฟัง พดู อ่านเขียน
ภาษาจีนได้อย่างดี ซึ่งแตกต่างกบั คนไทขาวอย่างส้นิ เชงิ กลา่ วคือ คนไทขาวทมี่ ีอายุ
น้อยกว่า 50 ปีลงมาพูดภาษาไทได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนเด็กรุ่นใหม่ในรุ่นช้ันหลานพูด
ภาษาไทกันแทบไม่ได้เลยเป็นเพราะสมาชิกรุ่นที่สองเมื่อมีครอบครัวนิยมพูดภาษา
เวียดนามกบั ลกู ๆ และถ้าหากออกเรือนแตง่ กับคนเวยี ดนามด้วยแลว้ กจ็ ะไมใ่ ชภ้ าษา
ไทขาวในครอบครวั ใหมเ่ ลย เดก็ ไทขาวรนุ่ ใหมจ่ งึ พดู ไดเ้ พยี งภาษาเวยี ดนาม แตอ่ ยา่ งไร
กอ้ ตามบางครอบครวั เดก็ ไทขาวไดแ้ ตฟ่ งั เขา้ ใจภาษาไทขาวเขา้ ใจบา้ งเพราะเคยไดย้ นิ
ผูเ้ ฒา่ ผู้แกใ่ นบา้ นพูดกนั
ผู้เฒ่าไทขาวกล่าวถึงสาเหตุท่ีเด็กไทขาวในปัจจุบันไม่พูดไทขาวเป็นเพราะ
เด็กส่วนใหญ่เม่ือถึงเวลาเข้าเรียนในโรงเรียนใช้ภาษาเวียดนามในการเรียนการสอน
และคนเวยี ดนามเขา้ มาอยมู่ ากกลายเปน็ ชนสว่ นใหญซ่ งึ่ ตา่ งกบั กอ่ นหนา้ ปี 1975 แทบ
ไม่มีคนเวียดนามอยู่เลย ปัจจุบันลูกหลานคนไทขาวพูดภาษาเวียดนามกันหมด เด็ก
รนุ่ ใหมไ่ มย่ อมเรยี นรภู้ าษาไทเพราะเหน็ วา่ ภาษาไทไมไ่ ดช้ ว่ ยใหป้ ระโยชนอ์ ะไรกบั เขา
เลย เดก็ ๆ มคี วามรสู้ กึ วา่ ตนเปน็ ชนกลมุ่ นอ้ ยในกลมุ่ คนสว่ นใหญซ่ งึ่ เปน็ ชาวเวยี ดนาม
เดก็ ๆ ชนกลมุ่ นอ้ ยอยากกลมกลนื กบั ชนสว่ นใหญน่ น้ั ตอ้ งเรยี นภาษาของคนสว่ นใหญ่
ให้เก่ง มีทัศนคติว่าอยู่ในเวียดนามต้องเรียนภาษาเวียดนามให้เก่ง ส่วนคนท่ีสนใจ
ภาษาไทมแี ตบ่ รรดาคนทช่ี อบศกึ ษาทำ� วจิ ยั เกย่ี วกบั ไท เขาตอ้ งเรยี นตวั ไท เรยี นความ
เปน็ ไทกนั นอกจากนก้ี ข็ น้ึ อยกู่ บั ความสำ� นกึ ถงึ พนื้ เพเดมิ ของครอบครวั ดว้ ย กลา่ วคอื

“ลูกหลานรับรู้ว่าปู่ย่าตายายพ่อแม่ตนเป็นคนไทก็รู้แต่
เพยี งแคน่ น้ั เพราะไมม่ อี ทิ ธพิ ลอะไรตอ่ เขา เฉพาะครอบครวั ของ
เราทมี่ าจากชนชนั้ ผปู้ กครองจงึ ใหค้ วามสนใจเปน็ พเิ ศษ ลกู หลาน

72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 263

ฟังเร่ืองราวเข้าก็รู้สึกได้ถึงความส�ำคัญ ความภูมิใจในบรรพบุรุษ
ของตนเป็นถึงชนชั้นปกครอง แต่ก็เป็นเพียงรู้เข้าใจถึงท่ีมาของ
ตนเท่าน้ัน แต่ก็ไม่สามารถกลับไปท�ำให้คนไทปกครองตนเองได้
อีก...เราพูดได้ว่า เรื่องราวของบรรพบุรุษได้ถูกบันทึกลงใน
ประวัติศาสตร์ของลาว บรรพบุรุษเราก็เคยร่วมรบกับลาว ได้ท�ำ
สงครามกบั ลาวและชอื่ เรอ่ื งราวตา่ งๆ กย็ งั ไดถ้ กู บนั ทกึ อกี ดว้ ย” 32
ความทรงจ�ำเกี่ยวกับบรรพบุรุษไทขาวที่สะท้อนออกมาจากความเช่ือ
และพธิ ีกรรม
คนไทขาวท่ีเลียนเหงียะให้ความส�ำคัญกับบรรพบุรุษโดยเฉพาะคนในสาย
ตระกูลแด่ว เพราะว่ามีความภูมิใจในชาติพันธุ์ไทขาวว่า ครั้นอดีตคนไทสมัยปลาย
ศตวรรษท่ี 19 คอ่ นขา้ งเขม้ แขง็ คนไทเจา้ ตา่ งๆ ตอ้ งการตง้ั รฐั ไทขนึ้ เปน็ ของคนไทเอง
มกี ลมุ่ คนไทกลมุ่ ต่างๆ ไปรวมอยูก่ บั ลาว (ภายใต้สยาม) มีพวกเจา้ ไทในเขตเวยี ดนาม
กไ็ ปขน้ึ อยกู่ บั หลวงพระบางเชน่ กนั แตไ่ ทขาวภายใตก้ ารนำ� ของแดว่ วนั จริ (Đèo Văn
Trị) ไม่ยอมอยภู่ ายใตส้ ยามรวมท้ังได้เข้าร่วมขบวนการเก่ินเวอื ง (Cần Vương) เพ่อื
โจมตีฝรงั่ เศสทเ่ี ขา้ มายึดดนิ แดนสิบสองจุไท เร่อื งราวของตระกลู แด่วไดถ้ ูกจดบนั ทึก
ไวใ้ นประวตั ศิ าสตรล์ าว เวยี ดนาม ฝรง่ั เศส และยงั มกี ลา่ วถงึ ในประวตั ศิ าสตรไ์ ทยเรอื่ ง
เกยี่ วกบั การปราบฮอ่ คนไทขาวภมู ใิ จวรี กรรมของตระกลู แดว่ ทไ่ี ดร้ ว่ มกบั ฮอ่ ธงดำ� ตอ่
ตา้ นฝร่ังเศส อกี ทั้งในปี ค.ศ. 1948 แด่ววันลองผู้น�ำไทขาวเมืองลายเจิวสามารถรวม
สิบสองจุไทต้ังเป็นแผ่นดินไทเจ้า (Pen Din Thai Chiao) หรือสมาพันธ์รัฐไท
(Federation Thai) หรือ หรือเรียกส้ันๆ ว่า ประเทศไท (Pays Thai) ภายใต้การ
คมุ้ ครองของฝรง่ั เศสมศี นู ยก์ ลางทเ่ี มอื งลายเจวิ แดว่ วนั ลองเปน็ ประธานธบิ ดขี องสมา
พันธร์ ัฐไท
คนไทขาวที่เลียนเหงียะเองและท่ีอพยพออกจากเลียนเหงียะไปอยู่ท่ีเมือ
งดาลัตและเมืองอ่ืนๆ ถือว่าเป็นตระกูลแด่วเป็นผู้น�ำของไทขาวและให้ความเคารพ
ศรทั ธาตอ่ ตระกลู อยเู่ สมอดงั ทสี่ ะทอ้ นไดจ้ ากลกู หลานในสายตระกลู แดว่ ไดน้ กึ ถงึ บญุ
คณุ บรรพบรุ ษุ โดยแสดงออกมาในรปู แบบพธิ ไี หวผ้ บี รรพบรุ ษุ ตระกลู แดว่ ซงึ่ จดั ขนึ้ ทกุ

32 Điều Chính Quốc Tín. แหล่งเดมิ .

264 ภิ ร ม ย์รตี
ปี โดยจะจัดในแรม 1 ค�่ำเดือนอ้ายหรือวันที่ 16 เดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติ
เวยี ดนาม ราวปลายเดือนมกราคมหรอื ต้นเดอื นกมุ ภาพนั ธ์ของทุกปี ทงั้ นีญ้ าตพิ ่นี ้อง
ลูกหลานในสายตระกูแด่วทั้งหมดที่เลียนเหงียะ รวมท้ังลูกหลานท่ีแยกย้ายออกจาก
เลียนเหงียะไปอยู่ตามที่ต่างๆ ในเวียดนามและท่ีฝร่ังเศส จะรวมตัวพบปะกันท่ีบ้าน
เลขท่ี 38 ถนนโตเฮยี ว เทศบาลเมอื งเลยี นเหงยี ะ ในวนั พธิ ไี หวผ้ บี รรพบรุ ษุ คนไทขาว
ทง้ั ชายและหญงิ แตง่ ชดุ ชาตพิ นั ธไ์ุ ทขาว พธิ เี รม่ิ ตงั้ แตเ่ ชา้ ลงทะเบยี น ทกุ คนทยอยมา
ไหว้ผีบรรพบุรุษที่หิ้งตระกูล เครื่องคาวบวงสรวงท่ีส�ำคัญคือหมูหัน และการเต้นร�ำ
บวงสรวง เช่น แสดงเชิดสงิ โต รำ� พดั หลงั จากเสรจ็ พธิ จี ะเป็นการจดั เลี้ยงอาหารสวน
หนา้ บา้ น ลกู หลานจากทตี่ า่ งๆ พดู คยุ พบปะกนั อยา่ งสนกุ สนาน พธิ จี ะทำ� ภายในหนง่ึ
วันเท่านั้น ส่วนอาหารไทขาวที่นิยมท�ำรับประทานกันในวันพธิ บี วงสรวงผบี รรพบรุ ุษ
รวมท้ังพิธีกรรมต่างๆ รายการอาหารประเภท (ห่อ) หมก ลาบ ขา้ วเหนียว ข้าวหลาม
ข้าวเหนยี วมะมว่ ง อาหารป้ิงยา่ ง เครอ่ื งดม่ื ตามสมยั นยิ ม เหล้าขาว หรือเหล้าทน่ี ิยม
ดื่มตามสมัยนิยม ตกค่�ำคนไทขาวท่ีเลียนเหงียะและท่ีมาจากที่ต่างๆ จะรวมตัวกันท่ี
เรอื นวฒั นธรรมเลยี นเหงยี ะ โดยจดั กจิ กรรมการแสดงตา่ งๆ โดยมเี จา้ ภาพคอื สโมสร
อตั ลักษณ์วัฒนธรรมชาตพิ นั ธ์ุไท (Câu lạc bộ Bản sắc văn hoá dân tộc Thái)
มกี ารแสดงชดุ ตา่ งๆ หลายชดุ การแสดงดว้ ยกนั ผเู้ ขา้ รว่ มงานมที กุ เพศทกุ วยั สว่ นใหญ่
จะเปน็ ผสู้ ูงอายุ

ภาพ รูปหงิ้ บรรพบุรษุ ตระกลู แด่ว
ท่มี า : ถา่ ยโดยผวู้ ิจัย ณ บ้านเลขท่ี 38 ถนนโตเห่ียว เลียนเหงียะ วนั ท่ี 29 ธันวาคม 2012

72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 265
นอกจากพิธีไหว้ผีบรรพบุรุษตระกูแด่วแล้วแต่ละครอบครัวก็จะมีวันไหว้ผี
บรรพบรุ ษุ ของตนอกี โดยก�ำหนดวนั พิธีกันเองบ้างเลือกเป็นวนั เกดิ หรือวันตายของ
พ่อแม่หรือคนในครอบครัว แต่พิธีไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าพิธีไหว้ผีบรรพบุรุษตระกูแด่ว
สำ� หรบั ครอบครวั ไทขาวฝา่ ยชายกจ็ ะทำ� หงิ้ บชู าบรรพบรุ ษุ ไวใ้ นบา้ น ไหวผ้ บี รรพบรุ ษุ
ของตน ส่วนผ้หู ญงิ เมื่อแตง่ งานแลว้ ไปอยเู่ รือนฝา่ ยชายแล้วก็จะตั้งห้งิ บูชาเล็กๆ ฝา่ ย
หญิงของตนไว้ด้านหลังบ้านฝ่ายชายเพ่ือไหว้ผีบรรพบุรุษฝ่ายหญิง ท้ังน้ีไม่สามารถ
ไหว้ในบ้านฝา่ ยชายไดเ้ พราะในบ้านมีห้ิงฝา่ ยชายเป็นหลกั อยูแ่ ล้ว
วนั ไหวผ้ บี รรพบรุ ษุ ฝา่ ยชายนน้ั จะมฝี า่ ยหญงิ รว่ มกท็ ำ� ดว้ ย ผเู้ ขา้ รว่ มพธิ เี ปน็
บรรดาลกู หลานฝา่ ยชาย กอ่ นถงึ วนั งานผชู้ ายแขกรบั เชญิ เปน็ ดองฝา่ ยหญงิ มารว่ มพธิ ี
ด้วยด้วย แขกฝ่ายหญงิ ประกอบไปดว้ ย พเ่ี มีย น้องเมยี (ญาต)ิ พี่น้องฝา่ ยหญิง หลงั
จากทำ� พธิ ไี หว้เสรจ็ สิ้นต่อด้วยการกินเลี้ยงรวมกนั ทง้ั ฝา่ ยชายและฝ่ายหญงิ
ในอดตี พธิ เี รยี กขวญั นบั วา่ เปน็ พธิ หี นง่ึ ทค่ี นไทขาวทเ่ี ลยี นเหงยี ะนยิ มทำ� กนั
ในอดีตแต่ปัจจุบันยังคงมีคนท�ำกันบ้างแต่น้อยลงมาก ส่วนท่ีภาคเหนือเวียดนามคน
ไทยงั นยิ มท�ำกันมากกวา่ ท่ภี าคใต้ ผเู้ ฒ่าไทขาวทีเ่ ลยี นเหงยี ะเชือ่ ว่าขวญั เป็นผปี ระจ�ำ
ตน เวลาเจ็บไข้ไดป้ ว่ ยยังคงคดิ วา่ มีผีทำ� หรอื ถา้ ท�ำอะไรผิดผี ขวัญจะหนอี อกจากตัว
ดังนั้นต้องเรียกผีขวัญกลับมาโดยเฉพาะเวลาที่เจ็บป่วยไม่สบายซึ่งคนไทมีความเช่ือ
ว่าขวัญของตนน้ันได้ออกจากร่าง ออกไปเร่ร่อน ต้องมีคนเรียกมาเรียกขวัญกลับมา
ปจั จบุ นั ผเู้ ฒา่ ไทขาวบางคนยงั คงเชอ่ื เชน่ นี้ โดยเฉพาะเวลาทผี่ เู้ ฒา่ เจบ็ ปว่ ยจะเชอื่ เรอ่ื ง
นี้มากเป็นพิเศษ ผู้เฒ่ายังเช่ืออีกว่าถ้าหากไม่เรียกขวัญก็จะไม่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ
คนท่ีท�ำพธิ ใี ห้เรยี กว่า “หมอขวญั ” เป็นคนแก่เฒา่ เชน่ กนั
ปัจจุบันรุ่นลูกรุ่นหลานเชื่อเร่ืองขวัญลดน้อยลงมากเพราะรับอิทธิพลของ
คอมมิวนิสต์ห้ามไม่ให้เช่ือเรื่องผี ผีกลับกลายเป็นสิ่งที่งมงายในสังคมเด็กรุ่นใหม่ของ
เวยี ดนาม เดก็ ไทขาวรนุ่ ใหมจ่ งึ ไมท่ ำ� พธิ เี รยี กขวญั ถงึ แมจ้ ะมผี ใู้ หญจ่ ดั หาหมอขวญั มา
ทำ� พิธีแตเ่ ด็กๆ ไม่ยอมทำ� ปจั จบุ ันคงหลงเหลือเฉพาะผูเ้ ฒ่าทแ่ี ก่ชราเทา่ นน้ั ส่วนคน
ไทขาวทมี่ อี ายปุ ระมาณ 60 ปยี งั คงมที งั้ ทำ� และไมท่ ำ� พธิ เี รยี กขวญั คนทยี่ งั ทำ� พธิ เี รยี ก
ขวญั นนั้ เพราะวา่ ใหเ้ กยี รตผิ เู้ ฒา่ ทงั้ ทต่ี นเชอื่ บา้ งไมเ่ ชอื่ บา้ ง ผเู้ ฒา่ ไทขาวคาดการวา่ ถา้
หากหมอขวัญที่เหลืออยู่ตายไปส่งผลต่อการด�ำรงอยู่ของพิธีเรียกขวัญ กล่าวคือพิธี

266 ภิ ร ม ย์รตี

เรยี กขวญั นา่ จะตายตามไปกบั หมอขวญั เพราะขาดคนทำ� พธิ ี คนไทขาวทเี่ ลยี นเหงยี ะ
หลายๆ คนไมร่ ูส้ กึ เสียดายถา้ หากไมม่ พี ธิ ีเรียกขวญั อกี เพราะคนไทขาวท่เี ลียนเหงยี ะ
รู้สกึ ว่าความสำ� คญั ของพธิ ีน้ันคอ่ ยๆ หมดลงมาตงั้ นานแล้ว ดังคำ� กลา่ วของผ้เู ฒา่ วา่

“ตอนปู่ย่ายังอยู่ ในบ้านก็พูดกันด้วยภาษาไท แล้ววันปี
ใหม่ก็ไดท้ �ำพธิ ีอย่างครบถ้วนตามธรรมเนยี มประเพณี แต่คนแก่
กค็ อ่ ยตายจากกนั ไป ของไหวก้ น็ อ้ ยลงนอ้ ยลง เรารสู้ กึ ไดว้ า่ เรอื่ ง
ในอดีตค่อยๆ เลือนลางหมดลงไป ตอนนั้นมีพิธีของหมอขวัญ
พวกเรายินดีซาบซ้ึงกันมากเพราะตอนนั้นเขาพิธีจัดกันทั้งคืน
ผู้ชายผู้หญิงได้นั่งด้วยกันทั้งคืน ดึกๆ ฝ่ายชายก็จะมีโอกาส
ท�ำความสนิทสนมกับฝ่ายหญิง จีบกันหรือท�ำความรู้จักกัน วัน
ถัดไปเมื่อท�ำพิธีเสร็จแล้วก็จะกินข้าวด้วยกัน ผู้ชายผู้หญิงกิน
เหลา้ สนกุ สนานกนั มาก...ตอนนพี้ ธิ เี หลา่ นท้ี ำ� กนั เฉพาะหง้ิ ทบี่ า้ น
ยังเห็นท�ำกันบ้าง ส่วนงานแต่งงานก็ไปกินเลี้ยงกันท่ีร้านอาหาร
เท่าน้ัน ส่วนสมัยก่อนเราก็จะล้มหมู ท�ำหมูท�ำไก่กินกัน เมื่อไป
สู่ขอจะมีต้นกล้วย ต้นอ้อย บนหิ้งก็จะมีต้นอ้อย ใช้ท�ำพิธีเซ่น
ไหว”้ 33
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งไทขาวกบั แผน่ ดนิ แม่ และกลมุ่ ตา่ งๆ ในเลยี นเหงยี ะ
จากการสอบถามถึงความระลึกถงึ ลายเจิวทเี่ ปน็ แผน่ ดินแมท่ ่จี ากมา ผู้เฒา่
ไทขาวเลียนเหงียะได้กล่าวถึงคนไทท่ีภาคเหนือเวียดนามไม่เหมือนกับในอดีตยุคสิบ
สองจไุ ทแลว้ แตไ่ ดเ้ ปลยี่ นแปลงไปตามสงั คมเวยี ดนาม กลา่ วคอื ในสมยั กอ่ นปกครอง
กันเอง สมัยนี้ตามรูปแบบการปกครองเป็นแบบของเวียดนาม คิดแบบคนเวียดนาม
และถา้ หากคนไทขาวกลบั ไปทลี่ ายเจวิ แลว้ จะถกู มองวา่ คนไทขาวทเี่ ลยี นเหงยี ะไมใ่ ช้
พวกเดียวกบั ไทขาวท่ลี ายเจิว ดังค�ำกลา่ วของผูเ้ ฒ่าวา่

33 Điều Chính Quốc Tín. แหลง่ เดมิ .

72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ 267

“พดู ตามตรง คนไททภ่ี าคเหนอื เวยี ดนามไมเ่ หมอื นกบั ใน
อดีตยุคสิบสองจุไทแล้ว แต่ได้เปล่ียนแปลงไปตามเวียดนามกัน
แลว้ ในสมยั กอ่ นปกครองกนั เอง สมยั นป้ี กครองตามรปู แบบของ
เวยี ดนาม พเิ ศษคือคนไททนี่ ถี่ ้ากลับไปทเี่ ก่ากไ็ มส่ ามารถรบั รู้ถงึ
ความเห็นอกเห็นใจและยังคงถูกสงสัยระแวงไม่ใช่เพียงแต่พวก
เรา พวกคนเวยี ดนามท่เี พงิ่ ขึ้นไปอยใู่ หมท่ ลี่ ายเจิวก็โดนดว้ ยเชน่
กนั เพราะบรรดาคนไททอ่ี ยฝู่ า่ ยปฏวิ ตั คิ อมมวิ นสิ ตใ์ นขณะนเ้ี ขา
มีสถานะและบทบาทในสังคมต่างไปแล้ว นอกจากคนท่ีมีความ
จรงิ ใจ คนจรงิ ใจเทา่ นน้ั กจ็ ะคยุ กนั ได้ สว่ นคนเกา่ ในภาคเหนอื นน้ั
ไมไ่ วว้ างใจคนไทอพยพมาอยทู่ นี่ ่ี เราคนุ้ เคยกบั ทอี่ ยใู่ หมแ่ ลว้ เรา
ไม่กลับไปอยู่ท่ีลายเจิวเป็นอันขาด...อีกท้ังแผ่นดินลายเจิวเดิมที่
เราจากมาถูกน�ำ้ ทว่ มหมดแลว้ ” 34
คนไทขาวที่เลียนเหงียะและคนไทขาวท่ีลายเจิวจะเหินห่างกันเพราะ
อดุ มการณท์ างการเมอื งทแี่ ตกตา่ งๆ กนั เปน็ สาเหตสุ ำ� คญั ทที่ ำ� ใหค้ นไทขาวและคนเผา่
อืน่ ๆ รวมทงั้ เวียดนามท่อี ยู่ฝา่ ยฝรั่งเศสต้องอพยพออกจากภาคเหนอื เวียดนามไปยงั
ภาคใต้เวียดนาม ซ่ึงขณะนน้ั เปน็ คนละประเทศกัน รวมท้งั อพยพไปประเทศอนื่ เชน่
ลาว ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เปน็ ตน้
ความสัมพันธ์กับแผ่นดินแม่ลายเจิว ผู้เฒ่าไทขาวให้ข้อมูลว่าไม่ได้สัมพันธ์
กันเลย นอกจากบางคนเคยไดเ้ ยยี่ มชมเมืองลายเจวิ ครั้นเมื่อกอ่ นน้�ำท่วมเมืองเพราะ
การสร้างเข่ือนเซินลาท�ำให้เมืองลายเจิวเดิมต้องจมอยู่ได้น�้ำแล้วเมืองลายเจิวที่สร้าง
ข้ึนใหม่ก็ไม่ใชเ่ มอื งเดิมที่ตนจากมาแลว้
นอกจากนค้ี นไทขาวทเ่ี ลยี นเหงยี ะกลา่ วถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคนไทขาว
กับคนไทยจากประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีมากเสียกว่าคนไทขาวที่ลายเจิวเสีย
อกี ทง้ั นสี้ มยั สงครามเวยี ดนามทเ่ี ลยี นเหงยี ะมคี า่ ยทหารดก๊ึ จรองมที หารไทยมาประจำ�
การ ทหารไทยจะสนิทสนมกับทหารกองทัพเวียดนามใต้ท่ีเป็นคนไทขาวท่ีเลียนเหงี

34 Điều Chính Quốc Tín. แหล่งเดมิ .

268 ภิ ร ม ย์รตี
ยะเพราะพูดคุยกันรู้เรื่องมีภาษาที่ใกล้เคียงกัน อีกท้ังบรรดาทหารจากประเทศไทย
ในคา่ ยทหารดงั กลา่ วยงั ไดเ้ รย่ี ไรเงนิ ทองสรา้ งวดั ไทยสำ� หรบั ทหารไทยทำ� พธิ ที างพทุ ธ
ศาสนาและหวงั วา่ คนไทขาวรวมทง้ั ไทเผา่ อนื่ ๆ จะสนใจหนั มานบั ถอื พทุ ธศาสนาตาม
แบบคนไทยบา้ ง ทหารไทยจงึ เลอื กทใี่ นชมุ ชนไทดำ� อยทู่ างตอนเหนอื ของเลยี นเหงยี ะ
สรา้ งวดั ไทยพรอ้ มนมิ นตพ์ ระจากประเทศไทยมาจำ� พรรษา หลงั จากสรา้ งเสรจ็ วดั เสรจ็
คนไทขาว ไทด�ำหรือคนไต นุ่ง จีน ไม่ได้หันมานับถือพุทธแบบไทยเลย แต่อย่างไร
ก็ตามคนไทขาวเองและคนกลุ่มอ่ืนๆ ท่ีเลียนเหงียะยังคงให้การสนับสนุนวัดไทยอยู่
เพราะว่าจะได้มีโอกาสคบค้ากับคนไทยเพราะคุยกันรู้เร่ือง ภาษาคล้ายๆ กัน นิสัย
ใจคอคล้ายกัน หลังจากทหารไทยกลับประเทศไทยยังคงเหลือพระไทยหนึ่งรูปจ�ำ
พรรษาเพอ่ื แพรศ่ าสนาตอ่ ไป คนไทขาวยงั คงใหก้ ารอปุ ถมั ภโ์ ดยเขา้ มาเยยี่ มเยอื นเปน็
ประจำ� เชน่ เดมิ แตเ่ มอ่ื เวยี ดนามรวมประเทศ ค.ศ. 1975 ทางการเปน็ ฝา่ ยคอมมวิ นสิ ต์
ได้ไลพ่ ระไทยกลบั ประเทศ35 รวมทั้งบาทหลวงลนี า (Cha Lena) ช่ือภาษาเวียดนาม
ว่าโด๋มิญเล๋ (Đỗ Minh Lễ) ชาวฝรั่งเศสที่ประจ�ำท่ีศาสนสถานตุ่งเหงียะ ต้องกลับ
ฝร่ังเศสด้วยเชน่ กนั 36
ปจั จบุ นั วดั ไทยทสี่ รา้ งขน้ึ โดยทหารไทยในสมยั สงครามเวยี ดนามทเ่ี ลยี นเหงี
ยะนน้ั ยงั คงมอี ยโู่ ดยไดเ้ ปลยี่ นเปน็ วดั พทุ ธศาสนาฝา่ ยมหายานตามแบบเวยี ดนาม มชี อ่ื
เรยี กวดั นว่ี า่ “จว่ั กวนิ ฟา้ บ” (Chuà Quân Pháp) โดยยงั คงมโี บสถแ์ ละพระประธาน
ตามแบบศิลปะไทยอยู่เช่นเดิม มีคนเวียดนามเข้ามาแวะเวียนท�ำบุญในวัดอยู่อย่าง
สม่�ำเสมอ ถึงแม้จะเปล่ียนช่ือวัดทางการเป็น “จั่วเกวินฟ้าบ” แต่คนในชุมชนเลียน
เหงียะ เขตเทศบาลด๊ึกจรองยังคงเรียกด้วยความคุ้นเคยว่า “จ่ัวท้ายลาน” (Chuà
Thái Lan) หรือวัดไทยแลนด์

35 แหล่งเดิม.
36 Đỗ Hùng Tiến. (2012). GIÁO XỨ TÙNG NGHĨA.

72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 269

สถาปัตยกรรมอโุ บสถ จว่ั กวินฟ้าบ พระพทุ ธรูปจากเมอื งไทย
ภายในอโุ บสถจวั่ กวนิ ฟา้ บ

“ถึงแม้การเผยแผ่พุทธศาสนาของพระและทหารไทยไม่ประสบผลส�ำเร็จ
แต่คนท่ีเลียนเหงียะทุกวันนี้ยังคงระลึกถึงความสัมพันธ์อันดีท่ีเกิดข้ึนในอดีตระหว่าง
คนไทขาวกบั คนไทย โดยเฉพาะหนมุ่ สาวมกี ารแตง่ งานขา้ มกลมุ่ ชาตพิ นั ธร์ุ ะหวา่ งหญงิ
ไทขาวกับทหารไทย ปัจจุบนั ครอบครวั น้ีได้ยา้ ยอยทู่ ่เี มอื งไทยแลว้ ” 37

ความสมั พนั ธใ์ นเครอื ข่ายไทขาวอพยพยคุ 4.0
สว่ นความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคนไทขาวอพยพดว้ ยกนั เอง คนไทขาวทเ่ี ลยี นเหงี
ยะมีความรู้สึกและความทรงจ�ำร่วมกับคนไทขาวอพยพด้วยกันเองโดยมีการติดต่อ
สร้างชุมชนของคนไทขาวพลัดถิ่นในสังคมออนไลน์ที่เรียกกันว่า “Social Media”
โดยเฉพาะลกู หลานสายตระกลู แดว่ ทฝ่ี รงั่ เศสและเลยี นเหงยี ะ (ตอ่ มาทก่ี ระจายไปทว่ั
ภาคใต้เวียดนาม) โดยมีการติดต่อกันทางอินเตอร์เน็ต ในรูปแบบอีเมล์ Facebook
Youtube Blog โดยเฉพาะBlog ตระกูลแด่ว ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลของลูกหลานสาย
ตระกลู แดว่ นยิ มเขา้ มาเยยี่ มชม38เชน่ http://olivier.ezquerra.free.fr/wordpress/
http://deovanlong.org
http://deovanlong.forumactif.org/
http://thai - blancs.info/

37 Điều Chính Quốc Tín. แหล่งเดมิ .
38 ปัจจุบันบางเวปไซด์ไดป้ ิดตวั ไปแลว้ เช่น http://thai - blancs.info/

270 ภิ ร ม ย์รตี

อินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในการส่งข่าวสารคนในตระกูลแด่วได้แลก
เปล่ียนข้อมูลเกี่ยวกับอดีตไทขาว ข้อมูลการสืบสายตระกูลแด่ว การสืบทอดผี
บรรพบรุ ษุ ไทขาว คลปิ วดิ โี อพธิ ไี หวบ้ รรพบรุ ษุ ทเ่ี ลยี นเหงยี ะ เปน็ ตน้ สว่ นความสมั พนั ธ์
กับชาติพันธุ์อื่นๆ ภายในเลียนเหงียะต้ังแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผู้เฒ่าในเลียนเหงียะให้
ขอ้ มลู ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งชาติพันธภ์ุ ายในเลียนเหงียะดงั น้ี

“ที่เลียนเหงียะมีคนชนเผ่าต่างๆ รวมอยู่กันมากมีทั้งไท
จีน คนไต คนนุ่ง กิงญ์ เป็นสังคมหลายวัฒนธรรม คนในชุมชน
ต้องรู้จักการเคารพต่อกัน ถ้าอาศัยอยู่ในสังคมท่ีมีความหลาก
หลายมีหลายชาติพันธุ์รวมอยู่กัน มีวัฒนธรรมต่างกันแล้วต้อง
รจู้ กั การใหเ้ กยี รตติ อ่ วฒั นธรรมของคนอนื่ ใหค้ วามสำ� คญั กบั การ
อิสรภาพของกันและกัน อยู่ดว้ ยกนั นน้ั ต้องไม่ขนุ่ เคืองกัน ไม่ขัด
แย้งกัน คนไทขาวรู้ว่าคนจีนค้าขายกันแบบน้ันก็รับรู้ไว้ เพราะ
ตอนนั้นหลังจากพวกเรามาถึงแล้วได้ช่วงเวลาหนึ่งคนจีนเขา
กต็ ามมา สี่หา้ ปีหลงั จากนน้ั ก็กลายเปน็ บา้ นเมอื งของคนจีนแล้ว
คนจนี ตอนน้นั เข้มแข็งที่สุด เขาเก่งในการคา้ ขาย” 39
ปจั จบุ นั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกลมุ่ ชาตพิ นั ธค์ุ อ่ นขา้ งหา่ งเหนิ กนั เมอ่ื เปรยี บ
เทยี บกบั อดตี เพราะมคี นเขา้ มาอยใู่ หมเ่ รอ่ื ยโดยเฉพาะคนกงิ ญห์ รอื คนเวยี ดนาม สว่ น
คนดงั้ เดมิ กก็ ลายเปน็ ชนกลมุ่ นอ้ ย อกี ทงั้ ไมไ่ ดด้ ำ� รงรกั ษาภาษาไวโ้ ดยเฉพาะคนไทขาว
ชัน้ รนุ่ หลานไมส่ ามารถพูดภาษาไทไดแ้ ลว้ อีกทั้งมีการสมรสขา้ มชาติพนั ธโ์ุ ดยเฉพาะ
คนไทขาวกับคนกิงญ์เพราะคนกิงญ์ยอมรับวัฒนธรรมคนไทว่ามีความเสมอเย่ียงตน
ซ่ึงแตกต่างกับคนจีนไม่ยอมรับคนกิงญ์หรือชนกลุ่มอื่นๆ เพราะคนจีนคิดว่าเช้ือชาติ
จีนเป็นคนท่มี อี ารยธรรมยาวนานกว่าชาตอิ ่ืนๆ ภมู ิใจในภาษาวฒั นธรรมของตนและ
มีท่ัวทุกจังหวัดในภาคใต้ของเวียดนาม คนจีนนิยมแต่งงานกับคนจีนด้วยกันเอง ไม่
นยิ มแตง่ งานกบั เผ่าพนั ธ์อุ นื่ ทีด่ ้อยไปกวา่ ตน

39 Điều Chính Quốc Tín. แหล่งเดิม.

72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 271

ความสัมพันธ์ระหว่างไทขาวท่ีมาจากแผ่นดินแม่เมืองลายเจิวเดียวกันนั้น
ไดพ้ ฒั นาความสมั พนั ธแ์ นบแนน่ ขนึ้ ดว้ ยภายใตร้ ะบบเครอื ญาตติ ระกลู แดว่ โดยมกี าร
สอื่ สารดว้ ยระบบอนิ เตอรเ์ นต็ ทใ่ี หค้ นไทขาวตระกลู แดว่ ทอี่ าศยั อยทู่ วั่ โลกไดต้ ดิ ตอ่ กนั
ถึงแม้ภาษาท่ีใช้ติดต่อระหว่างกับเปล่ียนจากภาษาไทขาวไปเป็นภาษาที่ใช้ภาษา
เวียดนามในระหว่างคนไทขาวด้วยกันทั้งท่ีในเลียนเหงียะและในภาคใต้เวียดนาม
เพราะไทขาวรนุ่ ใหมท่ เ่ี วยี ดนามภาคใตพ้ ดู ภาษาไทไมไ่ ดแ้ ลว้ การตดิ ตอ่ ระหวา่ งไทขาว
ท่ีเวียดนามและไทขาวท่ีประเทศอื่นๆ ใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาฝร่ังเศสเป็นภาษา
กลาง หรอื ภาษาเวียดนามเปน็ ทค่ี วามเขา้ ใจกนั มากกว่าภาษาไทเสยี อีก แต่ส่ิงท่ยี ังคง
หลงเหลอื และยดึ มน่ั ความเปน็ ไทขาวเลยี นเหงยี ะไวด้ ว้ ยกนั ไมใ่ ชภ่ าษาไทขาวแตก่ ลบั
เปน็ ความภาคภมู ใิ จในตระกลู แดว่ อนั ถอื ไดว้ า่ เปน็ ความทรงจำ� รว่ มของไทขาวทเ่ี ลยี น
เหงยี ะทย่ี งั คงเหลอื อยู่ปัจจุบัน

บรรณานกุ รม

ภาษาไทย
เดยี ว วนั มนู . (2498) “บันทกึ ถ้อยค�ำปรับทุกขข์ องนายเดยี ว วนั มนู หัวหน้าใหญ่ไทย (คน

เดิม) แห่งแคว้นไล่เจ้า” ใน (3) สร.0201.9 กล่อง 5. แคว้นไล่เจ้าหรือรัฐไทย
อสิ ระของเวียดมินห์. หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ
ชนัญชิดา ศิริจันโท. (2550). บทบาทของชนเผ่าไทในเวียดนามในศึกเดียนเบียนฟู (ค.ศ. 
1946 - 1954). สารนิพนธ์ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์เอเชีย)
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.
โซฟ. (2544). สัมพันธภาพของประเทศฝร่ังเศสกับประเทศสยาม พ.ศ. 2223 - 2450.
กรุงเทพฯ : กรมศลิ ปากร.
เผา่ ศรยี านนท์. (2498). “เอกสารลบั  - ดว่ นมากกรมประมวลราชการแผ่นดิน เรอื่ ง แควน้
“ไล่เจ้า” หรือรัฐไทยอิสระของเวียดมนิ ญ”์ , ใน (3) สร.0201.9 กลอ่ ง 5 แคว้น
ไลเ่ จา้ หรอื รัฐไทยอสิ ระของเวยี ดมินห.์ หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาต.ิ
ภทั ทิยา ยิมเรวัต. (2544). ประวัติศาสตร์สิบสองจไุ ท. กรงุ เทพฯ : ส�ำนกั พมิ พ์สร้างสรรค์
แมคคอย, อลั เฟรด ดับเบิลยู. (2537). การเมอื งและเฮโรอีน : บนถนนสู่อ�ำนาจสายเดียวกัน
= The politics of heroin in Southeast Asia. by Alfred W. McCoy ;
พสิ ฐิ วงศ์วฒั นะ แปล. กรงุ เทพฯ : ผ้จู ัดการ.

272 ภิ ร ม ย์รตี

ภาษาอังกฤษและฝรง่ั เศส
Biggs, David. (2010). Quagmire: Nation - Building and Nature in the Mekong

Delta. Chiang Mai : Silkworm Books.
Deo family seigneurs. http://deovanlong.forumactif.org/
Deo Seigneurs official site. http://deovanlong.org
Famille Đeo. ORDRE DU MERITE CIVIL THAÏ. http://olivier.ezquerra.free.fr/

wordpress/?cat=10
Famille Đeo. ĐÈO VĂN LONG Et autres Seigneurs de Laichau. http://olivier.

ezquerra.free.fr/wordpress/
Frankum, Ronald Bruce. (2007). Operation Passage to Freedom: The United

States Navy in Vietnam, 1954 - 1955. Texas : Texas Tech University
Press.
Hardy, Andrew. (2003). Red Hills : Migrants and the State in the Highlands of
Vietnam. Hawaii : University of Hawaii Press.
Hendricks, Charles. Office of History, U.S. Army Corps of Engineers (30 June
1987). A HISTORY OF THE 577TH ENGINEER BATTALION. http://www.
angelfire.com/ok3/cecilH/5.html
McLeod. Mark W. “Indigenous Peoples and the Vietnamese Revolution,
1930 - 1975” . Journal of World History 10.2 (1999). p.p.353 - 389.
Michaud, Jean., ed. (2000). Turbulent Times and Enduring Peoples : Mountain
Minorities in the Southeast - Asian Massif. Jean Michaud, ed.
Richmond, UK : Curazon Press.
Sherwood, John Darrell. “Operation Passage to Freedom”, U.S. Naval Historical
Center International Journal of Naval History. August 2007 Volume
6 Number 2 http://www.ijnhonline.org/wp - content/
uploads/2012/01/Operation_Passage_to_Freedom.pdf

72 ปี ครูพลับพลงึ คงชนะ 273

U.S. Congress, Senate, Committee on Foreign Relations, 90th Congress, 1st
Session. (1967). “Geneva Accords AGREEMENT ON THE CESSATION
OF HOSTILITIES IN VIET - NAM, JULY 20, 1954” pp. 50 - 62.
Background Information Relating to Southeast Asia and Vietnam.
(3d Revised Edition) Washington, DC : U.S. Government Printing
Office.

Wikipedia. Operation Passage to Freedom. https://en.wikipedia.org/wiki/
Operation_Passage_to_Freedom

Wikipedia. Khu tự trị Tây Bắc. https://vi.wikipedia.org/wiki/Khu tự trị Tây Bắc
ภาษาเวยี ดนาม
Ban Chỉ đạo Tổng điều tra đân số và nhà ở Trung ương. (2010). Tổng điều tra

đân số và nhà ở Việt Nam năm 2009 : Kết quả toàn bộ. = The
2009 Vietnam Population and Housing Census : Completed Results.
Hà Nội : NXB Thống kê.
Bộ Xây Dựng. (2009). Số: 716/QĐ - BXD QUYẾT ĐỊNH VỀ VIỆC CÔNG NHẬN THỊ
TRẤN LIÊN NGHĨA, HUYỆN ĐỨC TRỌNG, TỈNH LÂM ĐỒNG LÀ ĐÔ THỊ
LOẠI IV. http://thuvienphapluat.vn/archive/Quyet - dinh/
Quyet - dinh - 716 - QD - BXD - cong - nhan - thi - tran - Lien - Nghia - 
Duc - Trong - Lam - Dong - do - thi - loai - 4 - vb90929t17.aspx
Điều kiện tự nhiên Duc trong Portal. http://www.lamdong.gov.vn/vi - VN/a/
ductrong/Pages/dieu - kien - tu - nhien.aspx
Đỗ Hùng Tiến. (2012). GIÁO XỨ TÙNG NGHĨA. http://giaoxutungnghia.com/
showthread.php?t=102&page=1
Đồng Nai Thượng. http://vi.wikipedia.org/wiki/ Đồng_Nai_Thượng
Đức Trọng. http://vi.wikipedia.org/wiki/ Đức_Trọng
Tổng cục Thống kê Việt Nam. Phần I BIỂU TỔNG HỢP Kết quả toàn bộ Tổng
điều tra Dân số và Nhà ở Việt Nam năm 2009. Tổng cục Thống
kê Việt Nam. http://www.gso.gov.vn/Modules/Doc_Download.
aspx?DocID=12724

274 ภิ ร ม ย์รตี

Khu tự trị Thái. http://vi.wikipedia.org/wiki/ Khu_tự_trị_Thái
Lâm Đồng. http://vi.wikipedia.org/wiki/ Lâm_Đồng
Liên Nghĩa (thị trấn). http://vi.wikipedia.org/wiki/ Liên_Nghĩa_ (thị_trấn)
Nguyễn Khôi. Cách dùng họ và tên của các dân tộc Việt Nam. http://chimviet.

free.fr/dantochoc/nguyenkhoi/ngkhoin063_HoVaDatTen.htm#thai
Nguyễn Quang Ngọc. (2003). Tiến trình lịch sử Việt Nam. Hà Nội : NXB Giáo

Dục.
Nhà thờ Giáo xứ Tùng Nghĩa. (2013). Lược sử Giáo xứ Tùng Nghĩa. http://www.

giaoxugiaohovietnam.com/DaLat/01 - Giao - Phan - DaLat - 
TungNghia.htm
Nhà xuất bản Bản Đồ. (2006). Tập bản đồ giao thông đường bộ Việt Nam. Ha
Noi : NXB. Bản Đồ.
QUY ĐỊNH VIỆC THÀNH LẬP KHU TỰ TRỊ THÁI - MÈO. Do sắc lệnh số 230 - SL
ngày 29 - 4 - 1955 của Chủ tịchnước Việt Nam dân chủ cộng hoà
b a n h à n h . h t t p s : / / t h u v i e n p h a p l u a t . v n / v a n  -  b a n /
Bo - may - hanh - chinh/Sac - lenh - 230 - SL - quy - dinh - thanh - 
lap - Khu - tu - tri - Thai - Meo/36755/noi -  dung.aspx
Sơn Nam. (2007). Lịch sử khẩn hoang miền Nam. TP. HCM. : NXB. Trẻ
Tam Thái. (2007). Ngày xưa Langbian...Đà Lạt. TP.HCM. : NXB Văn hóa Thông
tin.
Trần Sỹ Thứ. (1999). “DÂN TỘC NÙNG” Dân tộc, dân cư lâm Đồng. http://
www.lamdong.gov.vn/vi - VN/a/book/Pages/books/dantocldong/
bai/C27.htm
Trần Sỹ Thứ. (1999). “DÂN TỘC TÀY” Dân tộc, dân cư lâm Đồng. http://www.
lamdong.gov.vn/vi - VN/a/book/Pages/books/dantocldong/bai/C28.
htm
Trần Sỹ Thứ. (1999). “DÂN TỘC THÁI” Dân tộc, dân cư lâm Đồng. http://www.
lamdong.gov.vn/vi - VN/a/book/Pages/books/dantocldong/bai/
C210.htm

72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 275

Trần Sỹ Thứ. (1999). “SỰ THIÊN CƯ QUI MÔ LỚN CỦA NGƯỜI KINH” Dân tộc,
dân cư lâm Đồng. http://www.lamdong.gov.vn/vi - VN/a/book/
Pages/books/dantocldong/bai/C301a.htm

Trần Sỹ Thứ. (1999). “ĐỊA BÀN CƯ TRÚ CỦA MỘT SỐ DÂN TỘC THIỂU SỐ THEO
ĐƠN VỊ HÀNH CHÍNH TỈNH LÂM ĐỒNG 01 - 10 - 1997” Dân tộc, dân
cư lâm Đồng. http://www.lamdong.gov.vn/vi - VN/a/book/Pages/
books/dantocldong/bai/C215.htm

สัมภาษณ์
Điều Chính Quốc Tín, 29 - 30 ธนั วาคม 2012 สมั ภาษณท์ ่ี 450 Nguyễn Tư Lực, Đà

Lạt, Việt Nam.
Vỗ Đức Trung. 29 ธันวาคม 2012 สมั ภาษณ์ที่ 450 Đường Nguyễn Tư Lực, Đà Lạt,

Việt Nam.

กลมุ่ ชาตพิ นั ธใ์ุ นศรสี ะเกษ
กรณศี กึ ษาชาวเยอ ในอ�ำเภอราษีไศล

ตัง้ แต่อดีตจนถึงปจั จุบัน

ขรพรรษ สุรนารถ1
บทน�ำ

จงั หวดั ศรสี ะเกษ เปน็ จงั หวดั หนงึ่ ทม่ี เี อกลกั ษณเ์ ปน็ ของตนเองไมว่ า่ จะเปน็
เอกลักษณ์ทางธรรมชาติ รวมท้ังเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม นอกจากน้ันจังหวัด
ศรสี ะเกษยงั มคี วามหลากลว้ นวฒั นธรรม มวี ถิ วี ฒั นธรรมของชาวศรสี ะเกษ มลี กั ษณะ
พิเศษท่ีมีความหลากหลายของชนเผ่าต่างๆ ในพ้ืนท่ี ได้แก่ ส่วย เขมร ลาว เยอ จึง
เรียกอกี ช่อื หนงึ่ วา่ “ดินแดนส่ีเผ่าไทย” (ส�ำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ, 2549 หน้า ซ)
ปจั จบุ นั สงั คมศรสี ะเกษไดม้ กี ารเปลย่ี นแปลงอยา่ งรวดเรว็ ทงั้ ดา้ นเศรษฐกจิ
สังคม การเมือง เทคโนโลยีและอน่ื ๆ อีกมากมายตามการเปลี่ยนแปลงของโลก การ
เปลย่ี นแปลงเหลา่ นส้ี ง่ ผลใหว้ ถิ ชี วี ติ ของประชาชนในทอ้ งถน่ิ ศรสี ะเกษทไี่ ดช้ อื่ วา่ ไทย
4 เผา่ คือ ลาว เขมร ส่วย เยอ ต้องเปลีย่ นแปลงไปดว้ ย โดยเฉพาะเผ่าพนั ธ์ุเยอ ท่ีมี
ประชากรประมาณร้อยละ 1 ของประชากรทั้งจังหวัด ประมาณ 100,000 คน - 
150,000 คน ซึ่งปัจจุบันมีถ่ินฐานหลักอยู่ที่อ�ำเภอราษีไศล คือ อยู่ที่บ้านใหญ่ บ้าน
โนน บ้านกลาง บา้ นรอ่ งโศก และบ้านหลุบโมก ต�ำบลเมืองคง ที่บา้ นกลางและบา้ น

1 ครูชำ� นาญการพเิ ศษ โรงเรยี นศรีสะเกษวิทยาลัย

72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 277
จกิ ตำ� บลจิกสงั ข์ทอง ในอ�ำเภอศลิ าลาด ท่บี ้านกุง บา้ นขาม และบา้ นโพไฮ ตำ� บลกุง
อ�ำเภอไพรบึงที่บ้านปราสาทเยอ บ้านพิทักษ์ ต�ำบลปราสาทเยอ และบ้านโพนปลัด
ต�ำบลสุขสวัสด์ิ อ�ำเภอเมืองศรีสะเกษที่บ้านค้อ บ้านส้างจันโท บ้านเวียง และบ้าน
ขมิน้ อำ� เภอพยหุ ์ท่บี ้านสำ� โรงโคเฒา่ ตำ� บลพรหมสวัสดิ์ และอาจยงั มีหมู่บ้านอน่ื ๆ ท่ี
ยงั ไมไ่ ดท้ ำ� การศกึ ษาเกย่ี วกบั เผา่ พนั ธช์ าวเยอ ซงึ่ นบั วา่ มจี ำ� นวนนอ้ ยทส่ี ดุ ของจงั หวดั
ศรีสะเกษเมื่อเปรยี บเทยี บกับชนเผา่ อ่นื (ประดิษฐ ศลิ าบตุ ร,2550 หนา้ 1)
จากการศกึ ษาของสมศกั ดิ์ ศรสี ันตสิ ุข (2530:87 - 89) พบวา่ ชาวเยอเปน็ ก
ลุ่มชาติพันธุ์ท่ีพบในแถบอีสานใต้และอีสานเหนือบางส่วน รวมท้ังฝั่งซ้ายของแม่น�้ำ
โขง ในครงั้ ทนี่ ครจำ� ปาศกั ดถ์ิ กู ปกครองโดยกษตั รยิ ข์ อมนนั้ ชาวขา่ เปน็ ชนอกี กลมุ่ หนงึ่
ท่ีอยู่ในแถบน้ี ชาวข่าเรียกตัวเองหลายอย่าง เช่น จะ ระแด บรู กูยฯลฯ ข่ามีอยู่ 2
กลมุ่ คอื กลมุ่ ทอ่ี ยทู่ างฝง่ั ซา้ ยแมน่ ำ�้ โขง อยกู่ ระจดั กระจายตามเมอื งขนึ้ ของจำ� ปาศกั ด์ิ
เนอื่ งจากในสมยั ทจ่ี ำ� ปาศกั ดต์ิ ง้ั เปน็ รฐั อสิ ระหนง่ึ ในสามอาณาจกั รของลาว มเี จา้ สรอ้ ย
ศรีสมุทรพทุ ธางกรู ปกครองราว พ.ศ. 2251 - 2275 (ประชมุ พงศาวดาร ภาค 4 เลม่
3 : 190) ได้ขยายอ�ำนาจเข้าครอบคลุมเขตพ้ืนเมืองอีสาน ได้อพยพชนชาวข่า ลาว
มาตงั้ ถิน่ ฐานอยู่ฝั่งซา้ ยและฝ่งั ขวาของแม่น�้ำโขง ข่าที่อยฝู่ ่งั ซ้ายแมน่ ้�ำโขง ไดแ้ ก่ พวก
ข่าจะ ระแด ขา่ วะ ข่าบรู ข่ากยู (กวย) ส่วนพวกทีอ่ ยฝู่ ง่ั ขวาของแมน่ ำ้� โขงแบง่ เปน็ 2
กลมุ่ คอื กยู เดมิ กยู นอ้ี ยเู่ ขตเมอื งอตั ปอื แสนปาง สารวนั อพยพมาอยใู่ นประเทศไทย
เมอ่ื ใดไมป่ รากฏ สมยั รชั กาลที่ 3 แหง่ รัตนโกสนิ ทร์ มกี ารสกั เลกเพอื่ จัดระบบไพรใ่ น
เขตอีสาน และให้มีการส่งส่วย จึงเรียกพวกนี้ว่า ส่วย ซ่ึงมีท้ังส่วยท่ีอยู่ติดเขตแดน
เขมรและส่วยที่อยู่ติดเขตแดนลาว ส่วยท่ีอยู่ใกล้เขมรบางพวกยังคงรักษาวัฒนธรรม
ภาษาของตัวเองไว้ เรียกว่า เยอ ส�ำหรับข่ากูยหรือกวย พจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน 2542 ให้ความหมายว่า กวย คือ ชาติข่าในตระกูลมอญ - เขมร
(พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน 2542 : 82) และจากการศกึ ษาชนกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ
ในประเทศไทยของหนว่ ยทหารสหรฐั อเมรกิ า ไดจ้ ดั ชนชาตพิ นั ธช์ุ าวเยอเปน็ สว่ นหนง่ึ
ของกวยหรอื กุย ซง่ึ ก็คือ กวยเยอ
นับจากการส�ำรวจเม่ือ พ.ศ. 2523 พบว่ามีประชากรที่มาจาก ลาว เขมร
สว่ ย เยอ พบวา่ โดยเฉลยี่ คนลาวมีประมาณรอ้ ยละ 60 คนเขมร มปี ระมาณ ร้อยละ

278 ภิ ร ม ย์รตี

20 คนส่วยมีเฉล่ีย ประมาณ รอ้ ยละ 10 ชาวเยอมปี ระมาณรอ้ ยละ 1 จากประชากร
ชาวจังหวัดศรีสะเกษ จ�ำนวน1,458,969 คน จึงสามารถคาดคะเนผู้ที่มีเชื้อสายชาว
เยอว่ามีประมาณ 14,589 คน ว่าเยอเป็นคนส่วนน้อย มีวัฒนธรรมท่ีค่อนข้างอ่อน
และปรบั เปลยี่ นวฒั นธรรมใหเ้ ขา้ กบั สภาพแวดลอ้ มทต่ี ง้ั ถน่ิ ฐานจนกระทงั่ บางคนไมร่ ู้
ดว้ ยซำ�้ วา่ ตนเองมสี ายเลอื ดหรอื เชอื้ สายของชาวเยอ (ประดษิ ฐ ศลิ าบตุ ร, 2550 หนา้
2 - 3)
นอกจากนที้ ่ีผ่านมาพบวา่ ข้อมลู เกีย่ วกบั ชนเผ่าเยอในจงั หวดั ศรีสะเกษ ยัง
มีข้อมูลน้อย และมีข้อมูลไม่ตรงกัน จึงควรมีการศึกษาชนเผ่าเยอ เพื่อจะได้ทราบ
ประวัติความเป็นมา วัฒนธรรม และแนวทางในการอนุรักษ์ ชนเผ่าเยอเพื่อเผยแพร่
ให้สังคมภายนอกได้รบั ทราบ เพือ่ สรา้ งความภาคภูมิใจรว่ มกนั
กลุม่ ชาตพิ ันธุใ์ นจงั หวดั ศรสี ะเกษ
ความหมายของกลมุ่ ชาติพันธุ์
ชาติพันธห์ุ รือกลมุ่ ชาติพันธุ์ หมายถงึ กลุ่มชนท่มี ลี ักษณะรปู พรรณ เหมอื น
หรอื คลา้ ยคลงึ กนั มวี ฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณี และภาษาพดู เดยี วกนั ตลอด
จนมีความรู้สึกในเผ่าพันธุ์เดียวกัน ตัวอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ ได้แก่ กลุ่ม
คนไทย กลุ่มคนจีน กลุม่ คนพมา่ กลุ่มคนลาว กล่มุ คนเขมร กลุ่มคนอินเดยี เป็นต้น
จะเหน็ ไดว้ า่ การจำ� แนกหรอื แบง่ แยกชาตพิ นั ธ์ุ สามารถทำ� ไดโ้ ดยการเปรยี บเทยี บดา้ น
เช้อื ชาติ ไดแ้ ก่ รปู ลักษณ์ หรอื ลักษณะทางชีวภาพ เชน่ สผี วิ สผี ม สนี ยั น์ตา และดา้ น
สัญชาติ คือ การเป็นสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งตามกฎหมาย ปัจจัยทางด้าน
ภาษาอย่างเดียวไม่สามารถจ�ำแนกหรือก�ำหนดชาติพันธุ์ได้ ขนบธรรมเนียมและ
วัฒนธรรมเป็นตัวจ�ำแนกและก�ำหนดท่ีส�ำคัญกวา่ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มคนจีน หรือ
กลมุ่ คนอนิ เดยี มสี ำ� นกึ ในความเปน็ คนจนี หรอื ความเปน็ คนอนิ เดยี โดยคนทงั้ 3 กลมุ่
น้ีต่างรวมกันโดยเชื้อชาติ สัญชาติ และชาติพันธุ์ ทั้งๆ ที่มีภาษาพูดหลายภาษา คน
จนี ท่ีพดู ภาษาไหหลำ� กวางตงุ้ และฮกเก้ยี น ต่างก็เรียกตวั เองวา่ เป็นคนจีน คนอินเดีย
ทพ่ี ดู ภาษาฮนิ ดี เบงกาลี และทมฬิ ตา่ งกเ็ รยี กตวั เองวา่ เปน็ คนอนิ เดยี ดงั ทพ่ี จนานกุ รม
ศพั ทส์ งั คมวทิ ยาใหค้ วามหมายของชาตพิ นั ธ์ุ ไวว้ า่ หมายถงึ “กลมุ่ ทม่ี พี นั ธะเกยี่ วขอ้ ง

72 ปี ครูพลบั พลึง คงชนะ 279

กนั และทแี่ สดงเอกลกั ษณอ์ อกมา โดยการผกู พนั ลกั ษณาการของเชอ้ื ชาตแิ ละสญั ชาติ
เข้าด้วยกัน... ทั้งนี้ยังเชื่อกันว่า กลุ่มชาติพันธุ์ สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษกลุ่ม
เดยี วกนั ซงึ่ บรรพบรุ ษุ ในทน่ี ห้ี มายรวมถงึ บรรพบรุ ษุ ทางสายเลอื ด และบรรพบรุ ษุ ทาง
วฒั นธรรมดว้ ย โดยธรรมชาตขิ องผทู้ อ่ี ยใู่ นกลมุ่ ชาตพิ นั ธเ์ุ ดยี วกนั จะมคี วามรสู้ กึ ผกู พนั
ทางสายเลอื ด และทางวฒั นธรรมไปพรอ้ มๆ กนั นบั เปน็ การชว่ ยเสรมิ สรา้ งอตั ลกั ษณ์
ของบุคคลและของชาติพันธ์ใุ หเ้ ด่นชดั จนเกิดความเป็นอนั หนึง่ อันเดยี วกนั (http://
www.thaiethnicity.com)
กล่มุ ชาตพิ ันธุใ์ นศรสี ะเกษ
ประชากรชาวศรีสะเกษประกอบ ไปด้วยผู้คนหลายชาติพันธุ์ ได้แก่ ลาว
เขมร ส่วย เยอ ไทย จนี แขก แตส่ ว่ นใหญ่เปน็ ชมุ ชนกลมุ่ ตา่ งๆ ทีส่ ำ� คัญทีเ่ ปน็ ชนพนื้
เมืองมาแต่ดั้งเดิมจะประกอบด้วย ลาว เขมร ส่วย เยอ พัฒนาของชาติพันธุ์ในอดีต
ชุมชนโบราณท่ีพบร่องรอยมักเป็นเนินดินท่ีมีท้ังคูน้�ำล้อมรอบและไม่มีคูน�้ำล้อมรอบ
กระจายอยทู่ วั่ ไป แสดงใหเ้ หน็ ถงึ การอยสู่ บื เนอื่ งของผคู้ นมาหลายยคุ หลายสมยั ชมุ ชน
ก่อนประวตั ิศาสตร์ของศรสี ะเกษคือ ชุมชนในยุค เหล็ก ประมาณ 2,500 - 1,500 ปี
มาแลว้
ประวตั ิศาสตร์ชาวเยอ
ชาวเยอ เป็นชาวพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งท่ีอยู่ในกลุ่มภาษามอญ - เขมร เรียก
ตนเองว่า กวย มีความหมายว่า คน ชาวเยอจัดอยู่ในกลุ่มของชาวกูย มีภาษาพูด
เดยี วกัน มีบางคำ� เทา่ นัน้ ทแ่ี ตกต่างกนั ชาวเยอท่ัวไป จะสงู ประมาณ 165 เซนติเมตร
ผวิ ดำ� แดง การตง้ั หมบู่ า้ นสว่ นใหญจ่ ะตง้ั ในเขตใกลล้ ำ� นำ้� หรอื ลำ� หว้ ย ชาวเยอในแตล่ ะ
หมู่บ้านมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติ ปกติชาวเยอมีอาชีพท�ำนา แต่บางส่วน
มคี วามชำ� นาญดา้ นการชา่ ง เยอ ปจั จบุ นั นช้ี นกลมุ่ นอี้ าศยั อยใู่ นอำ� เภอเมอื งศรสี ะเกษ
อำ� เภอไพรบงึ อำ� เภอราษไี ศล อำ� เภอพยหุ ์ และบางสว่ นของอำ� เภอศิลาลาด ลกั ษณะ
การแตง่ กาย ชาย นงุ่ โสรง่ หรอื ผา้ สตี า่ งๆ เปน็ โจงกระเบนมผี า้ ขาวมา้ คาดเอวหรอื คลอ้ ง
ไหล่ เครื่องประดับมีสร้อยคอ หญิง เส้ือแขนกระบอก คอกลมหรือคอต้ังสีสันต่างๆ

280 ภิ ร ม ย์รตี

นุ่งผ้าถุงโจงกระเบนมีเส้ืออยู่ด้านในสีสันต่างๆ แต่ไม่มีลวดลาย มีตุ้มหูเป็นเคร่ือง
ประดับ
บา้ นเรอื น
บา้ นเรอื นของเยอเปน็ บา้ นหลงั เลก็ ๆ ไมถ่ าวรมากนกั ทำ� หลงั คาสงู มงุ หลงั คา
ด้วยหญ้า บางบ้านที่มีฐานะดีจะก้ันฝาบ้านด้วยไม้ไผ่หรือใบตาล มีการกั้นห้องเป็น
สัดส่วน แต่ไม่ ชัดเจนในการใช้ประโยชน์มากนัก โดยเร่ิมแรกจะกั้นเป็นห้องยาวๆ
ตลอดตัวบ้านห้องเดียว ห้องน้ีเป็นห้องที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของผีเรือน ได้แก่ ผีปู่ย่าตา
ยายหรอื ผบี รรพบรุ ุษ โดยเช่อื ว่าจะอยู่ทีเ่ สาเรอื น ซึง่ เป็นเสาแฮก (เสาเอก) เสาแฮกนี้
จะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของบ้าน ห้องนี้ชาวบ้านเรยี กวา่ “ห้องเปิง” ใชเ้ ป็นห้อง
นอนของลกู สาว และใชเ้ ปน็ ทเี่ กบ็ สมั ภาระตา่ งๆ ดา้ นหนา้ ของหอ้ งเปงิ จะเปน็ หอ้ งนอน
ของพอ่ แม่ สว่ นหอ้ งชานหลงั บา้ นจะเปน็ หอ้ งนอนลกู ชาย ตลอดจนเปน็ ทร่ี บั แขกทมี่ า
เยย่ี มเยยี น หรอื แมแ่ ตเ่ ปน็ ทพี่ กั อาศยั ของบรรดาญาตทิ ม่ี าจากตา่ งถนิ่ นอกจากนก้ี จ็ ะ
มีทย่ี ื่นออกไปดา้ นหลังใชเ้ ปน็ ทท่ี �ำครวั
การแต่งกาย
ผู้ชายจะนุ่งโสร่งหรือผ้าสีต่างๆ เป็นโจงกระเบน มีผ้าขาวม้าคาดเอวหรือ
คลอ้ งไหล่ เครอ่ื งประดับมสี รอ้ ยคอรปู แบบต่างๆ สว่ นผ้หู ญงิ จะแตง่ กายดว้ ยเสื้อแขน
กระบอกคอกลมหรือคอกลมหรือคอตั้งสีสันต่างๆ นุ่งผ้าถุงโจงกระเบน มีเส้ือสีสัน
ต่างๆ แต่ไม่มลี วดลายอยดู่ ้านใน มีตุ้มหเู ปน็ เครอ่ื งประดบั ทสี่ ำ� คญั
เยอในอดีต
ประวตั คิ วามเป็นมาของชาวเยอในอดีต
ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี 13 ( พ.ศ. 1300) มีผู้นำ� 2 ทา่ น คอื พระยาไกร
และพระยากตะศลิ า ได้พาญามติ ร บรวิ าร ประมาณ 250 คน อพยพจากเมืองหลวง
พระบาง โดยใชเ้ รอื สว่ ง (เรอื ยาวทใ่ี ชพ้ ายแขง่ ขนั กนั ) 5 ลำ� เปน็ พาหนะลอ่ งตามลำ� นำ้�
โขง หนคี วามเดอื ดรอ้ น และเพอื่ แสวงหาทส่ี รา้ งบา้ นเมอื งใหม่ เมอ่ื ลอ่ งเรอื มาถงึ อำ� เภอ
โขงเจียม ได้เลี้ยวขวาทวนกระแสแม่น้�ำมูลขึ้นมาเร่ือยๆ จนกระทั่งมาถึงห้วยส�ำราญ
ไดแ้ วะพัก และประชุมปรึกษาหารอื กนั ในทสี่ ุดกไ็ ด้ตกลงแยกกนั เป็น 2 กล่มุ หรอื 2

72 ปี ครูพลับพลึง คงชนะ 281

สาย คือ สายพระยาไกร กบั สายพระยากตะศิลา สายพระยาไกรเดินทางไปทศิ ตะวนั
ออกเฉยี งใตแ้ ละไดต้ ั้งถ่นิ ฐานอยู่ท่บี ้านปราสาทเยอ อ�ำเภอไพรบงึ และในเขตอ�ำเภอ
เมืองศรีสะเกษ อยู่ท่ีบ้านโพนค้อ บ้านขม้ิน ส่วนพระยากตะศิลาได้ลงเรือพายทวน
กระแสนำ้� มูลขึน้ มาเร่ือยๆ ได้พกั อยูบ่ รเิ วณบ้านกุดเมืองฮามระยะหนงึ่ จากน้นั ได้เดิน
ทางตามลำ� นำ�้ มูลตอ่ ข้ึนมาอีก จนในทีส่ ดุ ได้พาพวกพอ้ ง บรวิ ารขน้ึ มาตง้ั บา้ นเมอื งอยู่
บรเิ วณโบราณสถานเมอื งคงโคกในปจั จบุ นั สมยั นน้ั เรยี กวา่ “เมอื งกตะศลิ า” ปจั จบุ นั
คอื บรเิ วณโบราณสถานเมอื งคงโคก และเปน็ ทต่ี ง้ั วดั เมอื งคง อยหู่ า่ งจากตวั เมอื งอำ� เภอ
ราศไี ศลไปทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื 2 กิโลเมตร เมืองกตะศิลาเจรญิ รงุ่ เรอื งอยไู่ ด้
ประมาณ 100 ปี ก็ได้เกดิ โรคระบาด สนั นิษฐานว่า เปน็ อหิวาตกโรค คนลม้ ตายเป็น
จ�ำนวนมาก ที่เหลือจึงอพยพแยกย้ายกันบ้านไปต้ังบ้านเรือนตามท่ีต่างๆ ตามความ
พอใจของตนเองดังที่เห็นในปัจจุบันคือ ในต�ำบลเมืองคง มีบ้านโนน บ้านใหญ่ บ้าน
ปา่ มว่ ง บา้ นกลาง บา้ นหนองหวา้ บา้ นหลบุ โมก บา้ นบากเรอื และบา้ นรอ่ งอโศก ตำ� บล
จกิ สังข์ทอง บ้านเชอื กกลาง ในอ�ำเภอศิลาลาด มบี ้านกุง บ้านขาม (สัมภาษณ์ นาย
วิทติ กตะศิลา เมือ่ วันที่ 13 มถิ นุ ายน 2558)
ประวตั ปิ เู่ ยอ ยา่ เยอ
มีเรื่องเลา่ สบื ตอ่ กนั มาวา่ สมัยนัน้ แบง่ เขตการปกครองเป็น 2 เขต คอื เขต
บกกบั เขตนำ�้ เขตบกมสี งิ หเ์ ปน็ ใหญ่ เขตนำ�้ มชี า้ งเปน็ ใหญ่ ชา้ งสมยั นน้ั มมี ากและดรุ า้ ย
มาก ท�ำร้ายและกินแม้กระท่ังคน ชาวบ้านชาวเมืองหวาดกลัวมาก แต่ท�ำอะไรช้าง
เหล่าน้นั ไม่ได้ จงึ รอ้ นถึงพระอินทร์ จอมเทพสวรรค์ชนั้ ดาวดงึ ส์ ด้วยความกรณุ าทา่ น
จึงไดส้ ่งเทพ 2 องค์ ลงมาเกิดในโลกมนษุ ย์ เพอื่ ช่วยปราบชา้ งดรุ า้ ยโขลงน้นั ท้งั สอง
ได้บ�ำเพ็ญตนเปน็ ฤษีอยู่ทภี่ ูสี ซงึ่ ปจั จบุ ัน คอื พระธาตภุ สู ี สูง 150 เมตร มบี ันไดขนึ้
328 ข้ัน นับเป็นจดุ ชมวิวเมอื งหลวงพระบางเป็นอย่างดี ต้งั อยู่หนา้ พระราชวงั หลวง
พระบาง หา่ งกนั แคเ่ สน้ ถนนผา่ น ฤษี 2 ตนนเ้ี ปน็ ทเ่ี คารพ ศรทั ธาเลอ่ื มใสของชาวบา้ น
ชาวเมืองในสมัยน้ันเป็นอย่างมาก และพากันเรียกว่า “ปู่เฒ่า เจ้าหลวง” มีสิงห์ตัว
หน่ึงเป็นคู่บารมี คอยป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ตลอดเวลา ชาวบ้านชาวเมืองมีท่าน
เปน็ ทพี่ ง่ึ และไดพ้ ากนั ไปขอรอ้ งใหท้ า่ นชว่ ยปราบชา้ งรา้ ยให้ เพราะถา้ ปลอ่ ยไวค้ นจะ
ต้องตายกันมาก ด้วยความกรุณาและเป็นพระบัญชาจากพระอินทร์ ฤษีทั้งสองจึง

282 ภิ ร ม ย์รตี
รบั ปากจะปราบชา้ งให้ แตม่ ขี อ้ แมว้ า่ เมอ่ื ปราบชา้ งไดแ้ ลว้ ทา่ นทง้ั สองตอ้ งตายภายใน
7 วัน ก่อนตายท่านได้อธิษฐานจิตและบอกกับคนท้ังหลายว่า “ขอให้ประชาชนคิด
ฮอดถงึ และเอย่ ถงึ ทา่ นอยเู่ นอื งนติ ย”์ ดว้ ยเหตนุ ้ี เมอ่ื ถงึ เวลาครอบรอบวนั จากไปของ
ท่าน (ฤษที ้งั สองอาจตายในวนั สงกรานต์กเ็ ป็นไปได)้ ดงั นั้นเมอ่ื ถงึ วันสงกรานต์ ชาว
เมอื งหลวงพระบางจงึ พากนั นำ� หนุ่ จำ� รองของทา่ นมาทำ� พธิ กี รรมบวงสรวง และแหไ่ ป
ทั่วเมืองหลวงพระบาง ค�ำบวงสรวงหรือค�ำเชิญท่านจะมีค�ำว่า” เยอ “เช่น มา เยอ
เจา เยอ อย่ดู ้วยทกุ ครงั้ (สัมภาษณ์ นายวิทิต กตะศลิ า เมือ่ วนั ที่ 13 มถิ นุ ายน 2558)
คำ� เรยี กขานสำ� หรบั ทา่ น ชาวบา้ น ชาวเมอื ง และประชาชนทวั่ ไป นยิ มเรยี ก
วา่ “ปู่เฒ่า เจ้าหลวง, ปูเ่ ยอ, ย่าเยอ,เทวดาหลวง, หรอื ป่สู งั กะสา ย่าสังกะสี”
จากต�ำนานเรื่อง ปู่เยอ ย่าเยอ ที่น�ำมาอ้างนี้ เป็นอีกหลักฐานหน่ึงที่ท�ำให้
เชื่อได้ว่า ชนเผ่าเยอมีที่มาจากประเทศลาว และบรรพบุรุษของชาวเยอ ก็เป็นผู้มี
ปญั ญา กล้าหาญ เสียสละเหน็ ประโยชนส์ ่วนรวมมากกวา่ สว่ นตวั เชน่ เดียวกบั ปู่เยอ
ย่าเยอ หรือฤษีสองพี่น้อง หรือปู่เฒ่าเจ้าหลวงที่ได้สละชีวิตเพ่ือความสงบสุขของชน
หมู่มามากแล้ว
อกี หลกั ฐานหนงึ่ ทพี่ อจะเชอ่ื ไดว้ า่ ชนเผา่ เยอดงั กลา่ วอพยพมาจากประเทศ
ลาวก็คือ หนังสือเรียนภาษาไทย หนังสือเรียนภาษาไทย ชุดพ้ืนฐานภาษาของช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 เลม่ 2 ของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2533 เร่ือง
เบง่ิ บท่ นั เบิง่ บ่หมด (หน้า145 - 159) เร่อื งนีม้ ีทม่ี าจากการที่สมเด็จพระเทพรตั นราช
สดุ า สยามบรมราชกมุ ารี เมอื่ ครงั้ เสดจ็ เยอื นสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนชาว
ระหวา่ งวนั ที่ 15 - 22 มนี าคม 2533 ความม่งุ หมายในการเสดจ็ ครงั้ นี้นน้ั เพ่ือเพ่มิ พูน
ความรู้เร่ืองศิลปวัฒนธรรมในประเทศลาว ในช่วงเวลาที่พระองค์เสด็จน้ัน พระองค์
ไดป้ ระทบั ทเ่ี มอื งหลวงพระบาง ไดเ้ สดจ็ ชมพระธาตจุ อมภสู ี และพระราชวงั เมอื งหลวง
พระบาง สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าสยามบรมราชกุมารี ไดเ้ สดจ็ ข้นึ ภูเขาอันเปน็ ที่
ต้งั ของพระธาตุจอมภูสี ซ่ึงมีความสูงประมาณ 150 เมตร มบี ันไดข้นึ ถงึ 328 ขั้นซงึ่
เจ้าหน้าที่ผู้น�ำเท่ียวได้เล่าให้พระองค์ฟังว่า ท่ีภูสีหรือพระธาตุภูสีมีนิทานเก่ียวกับปู่
เยอ ยา่ เยอ ดงั ไดก้ ลา่ วมาขา้ งตน้ ดงั นนั้ จงึ เชอื่ ไดว้ า่ คนเผา่ เยออพยพมาจากลาวเพราะ
มหี ลกั ฐานยนื ยนั (วิทติ กตะศลิ า, 2555 หนา้ 2)

72 ปี ครพู ลบั พลึง คงชนะ 283

วิถีชีวติ ของชาวเยอในอดตี
ชาวเยอจะมรี ูปรา่ งเหมือนคนไทยท่วั ไป ผิวพรรณส่วนมากด�ำแดง
บ้านเรือน บ้านของชาวเยอในอดีตจะเป็นบ้านหลังเล็กๆ ไม่ถาวรมากนัก
ท�ำหลังคาสูง มุงหลังคาด้วยหญ้า บางบ้านที่มีฐานะดีจะกั้นฝาบ้านด้วยไม้ไผ่หรือ
ใบตาล มีการกั้นห้องเป็นสัดส่วน แต่ไม่ ชัดเจนในการใช้ประโยชน์มากนัก โดยเร่ิม
แรกจะกนั้ เปน็ หอ้ งยาวๆ ตลอดตวั บา้ นหอ้ งเดยี ว หอ้ งนเี้ ปน็ หอ้ งทเ่ี ชอ่ื วา่ เปน็ ทอี่ ยขู่ อง
ผีเรือน ได้แก่ ผีปู่ย่าตายายหรือผีบรรพบุรุษ โดยเชื่อว่าจะอยู่ที่เสาเรือน ซึ่งเป็นเสา
แฮก (เสาเอก) เสาแฮกนจี้ ะอยทู่ างดา้ นทศิ ตะวนั ออกของบา้ น หอ้ งนช้ี าวบา้ นเรยี กวา่
“หอ้ งเปงิ ” ใชเ้ ปน็ หอ้ งนอนของลกู สาว และใชเ้ ปน็ ทเี่ กบ็ สมั ภาระตา่ งๆ ดา้ นหนา้ ของ
ห้องเปิงจะเป็นห้องนอนของพ่อแม่ ส่วนห้องชานหลังบ้านจะเป็นห้องนอนลูกชาย
ตลอดจนเปน็ ทรี่ บั แขกทมี่ าเยยี่ มเยยี น หรอื แมแ่ ตเ่ ปน็ ทพี่ กั อาศยั ของบรรดาญาตทิ มี่ า
จากต่างถ่ิน นอกจากนีก้ จ็ ะมีทยี่ ่นื ออกไปดา้ นหลังใชเ้ ป็นทท่ี �ำครวั
การแตง่ กาย
ผหู้ ญงิ นงุ่ ผา้ ถงุ ไหมมเี ชงิ สวมเสอื้ ไหมดำ� ยอ้ มมะเกลอื จะสวมเครอ่ื งประดบั
คือ เงนิ ต้มุ หูลายดอกจันทร์
ผชู้ าย เวลาอยบู่ า้ นมกั นงุ่ โสรง่ ไมช่ อบสวมเสอ้ื ถา้ ออกไปนอกบา้ นจะสวมเสอื้
ภาษา มีแตภ่ าษาพดู ไม่มตี วั อักษรใช้
อาหาร เก็บผัก ทม่ี อี ยทู่ ว่ั ไป กนิ ปลา ปู หอย อาหารตามธรรมชาติ ที่มอี ดุ ม
สมบรู ณต์ ามลำ� นำ้� มูล หงุ ขา้ วหมอ้ ดนิ  - แกงหมอ้ ดิน ชอ้ นไมม่ ตี กั แกง
การเกดิ จะมหี มอตำ� แยเปน็ ผทู้ ำ� คลอดให้ เดก็ ทารกจะถกู ตดั สายสะดอื โดย
ใช้ไม้ไผ่แหลม แล้วมีการแห่ท�ำพิธีเรียกขวัญ โดยหมอต�ำแยหรือไม่ก็ผู้เฒ่าผู้แก่ แห่
ออ้ มบา้ นแลว้ จะพดู วา่ “ลูกผ้นู ีเ้ ป็นลกู ผใู้ ด๋ ถา้ ผา่ นม้ือนไ้ี ปเป็นลกู ของกู “
การตาย ถา้ มีการตาย กน็ ิยมพระมาสวดอภธิ รรม แล้วน�ำไปเผาตามป่าชา้
หรือทงุ่ นา หรอื นำ� ไปฝัง
การแตง่ งาน สมยั กอ่ นนยิ มแตง่ กบั เยอดว้ ยกนั มคี วามเชอ่ื เรอื่ งความสามคั คี
ในหม่เู ยอ มกี ารสู่ขอกนั แล้วจงึ มาอยู่

284 ภิ ร ม ย์รตี

การรกั ษาอาการเจบ็ ปว่ ย สมยั กอ่ นจะนยิ มรกั ษาดว้ ยยาพน้ื ฐาน เชน่ ถา้ ปวด
ทอ้ ง ถา่ ยมากๆ หรอื ทเ่ี รยี กวา่ เปน็ บดิ นน้ั จะรกั ษาดว้ ยการกนิ ยารากไมฝ้ นกบั นำ้� หรอื
แม้แต่ป่วยเป็นไข้รากสาดซ่ึงชาวบ้านเรียกท่ัวไปว่า ไข้หมากไม้ ตลอดจนการผิดกระ
บรู หรอื ผดิ สำ� แดง ทอ้ งอดื  - แนน่ จกุ เดก็ ตกตน้ ไม้ เปน็ ประดง (มอี าการปวดตามกลา้ ม
เนื้อ) จากค�ำบอกเล่าของชาวบ้าน การรักษา ก็จะรักษาด้วยยารากไม้ ซ่ึงในขณะนี้
การรักษาด้วยยารากไม้ก็ยังมีปรากฏอยู่แต่ไม่มากนักเพราะการติดต่อกับในเมือง
สะดวก ท�ำให้ชาวบ้านเข้าไปรักษาตัวในเมืองมีมากข้ึน ส�ำหรับอาการเจ็บป่วยท่ีเกิด
จากสตั วม์ ีพิษต่อย เช่น ถกู งูกัด ตะขาบต่อย แมลงป่องต่อย และสตั วม์ พี ิษอ่นื ๆ กดั  - 
ต่อย รวมท้ังอาการตาแดง ปวดตามตัว ปวดตามร่างกาย ปวดตามข้อกระดูก ข้อ
กระดูกเคลอ่ื น จะใช้การรักษาโดยการเป่ากับหมอเปา่ ขณะน้กี ารรักษากบั หมอเป่าก็
ยังมีอยู่มาก
สว่ นการเจบ็ ปว่ ยทไี่ มท่ ราบสาเหตวุ า่ เจบ็ ปว่ ยเปน็ โรคอะไรแลว้ มกั จะเชอื่ วา่
เปน็ “การผดิ ผ”ี ซง่ึ จะมวี ธิ ีปฏิบตั ิเพ่อื รกั ษาอาการดังกล่าวนนั้ ในทางไสยศาสตร์ โดย
อาจรักษากับ “หมอธรรม” หรือถา้ เปน็ ครอบครวั ของผฟี ้ากจ็ ะรักษาโดย “ผฟี า้ ”
ประเพณีวัฒนธรรม มี เดือน 3 บุญข้าวจี่, เดือน 4 บุญบ้าน (มีด้ายสาย
สิญจน์ทุกหลัง), เดือน5 บุญพระเวส (มีการก่อเจดีย์ทราย), เดือน6 เล้ียงปู่ตา เส่ียง
ฟา้ ฝน ถา้ หากค�ำเส่ียงทายไม่สดู้ นี ัก ก็จะมกี ารทำ� บ้งั ไฟเพอื่ ขอฝน, เดือน 6 บญุ บงั้ ไฟ
เป็นเดือนทที่ �ำการไถนา ท�ำนา, เดือน 8 ดูแลรักษานา เขา้ พรรษา, เดอื น 9 บุญขา้ ว
ประดับดิน (บุญข้าวสารทเพราะเช่ือว่านรกมีการปล่อยผี), เดือน10 มีการเป่าไสน
เชิดชูบูชานาค ถ้าใครเป่านอกฤดูกาลต้องมีการยกครูขออนุญาตพระแม่ธรณี, เดือน
11 ออกพรรษา (มีการแต่งหอปราสาทผ้ึง, ลอยแพเพียงบริจาคของให้เงือกน้�ำ คน
ยากไร้และยงั มเี รอื บชู าเจ้าแม่คงคา) และบญุ กฐิน
ความเชือ่ มีการนบั ถอื ปู่ตา เจ้าท่ี มคี นทรงนางเทยี ม
การละเล่น ด้านดนตรีมีการเป่าสไนเพ่ือใช้ในพิธีบวงสรวง ซึ่งสะไน ก็มา
พร้อมกับขบวนอพยพในสมัยน้ัน เนื่องจากเป็นเคร่ืองดนตรีเก่าแก่ของชนเผ่าเยอ
นอกจากเปน็ เครอ่ื งดนตรเี พอ่ื ความสนกุ สนานในยามบา้ นเมอื งสงบแลว้ ยงั ใชเ้ ปน็ เสยี ง

72 ปี ครพู ลบั พลงึ คงชนะ 285

สัญญาณเรียกหรือเตือนภัยและบอกเหตุต่างๆ ได้ด้วย เพราะสะไนมีลักษณะพกพา
ไปได้ง่าย แต่มเี สียงดังไปไกล
สะไนเปน็ เครอื่ งดนตรที ศี่ กั ดสิ์ ทิ ธติ์ ามหลกั ความเชอ่ื ของชาวเยอทอ่ี าศยั อยู่
ในเขตพนื้ ทอ่ี ำ� เภอราศไี ศล เนอื่ งจากมคี วามเชอ่ื วา่ สะไนมคี วามเกยี่ วขอ้ งและเกยี่ วโยง
กบั สงั ขท์ เี่ ปน็ เครอ่ื งเปา่ อนั ศกั ดส์ิ ทิ ธขิ์ องศาสนาฮนิ ดู เมอื่ ชาวเยอมคี วามเชอ่ื วา่ สไนกบั
สงั ขม์ คี วามเกย่ี วขอ้ งกนั จงึ มกี ารเปา่ สไนมาเปา่ เพอ่ื บชู าพระแมธ่ รณแี ละพระแมค่ งคา
ในประเพณกี ารแขง่ เรอื และใชเ้ ปา่ ในพธิ บี วงสรวงพญากตะศลิ าทเ่ี ชอื่ วา่ เปน็ เจา้ เมอื ง
ท่ีพาคนเยออพยพกลุ่มแรกอพยพเข้ามาอยู่ในพ้ืนที่จังหวัดศรีสะเกษ หรือเมื่อมีการ
เดินทางไกลก็จะมีการเป่าสะไนก่อนออกเดินทางเพ่ือให้เกิดโชค (เชิดศักดิ์ ฉายถวิล,
หน้า 29)
เยอในปจั จุบัน
จากการศกึ ษาพบวา่ ชาวเยอปจั จบุ นั มถี นิ่ ฐานหลกั อยทู่ อ่ี ำ� เภอราษไี ศล พบ
ที่ตำ� บลเมืองคง
คอื อยทู่ บี่ า้ นใหญ่ บา้ นบากเรอื บา้ นโนน บา้ นกลาง บา้ นรอ่ งโศก และบา้ น
หลบุ โมก พบทตี่ ำ� บลจกิ สงั ขท์ องคอื ทบ่ี า้ นกลางและบา้ นจกิ ในอำ� เภอศลิ าลาด ตำ� บล
กุง พบที่บ้านกงุ บา้ นขาม และบา้ นโพไฮ
โดยสรปุ แลว้ จะเหน็ ไดว้ า่ การตง้ั ถน่ิ ฐานบา้ นเรอื นของชนเผา่ เยอ สว่ นใหญ่
จะนยิ มต้ังในเขตใกล้ลำ� น้�ำ หรอื ล�ำหว้ ย เชน่ ตั้งรมิ ฝงั่ แมน่ �ำ้ มูล ได้แก่ บ้านใหญ่ บา้ น
โนน บ้านเวียงค�ำ บ้านร่องอโศก บ้านท่าโพธ์ิ บ้านกลาง ตั้งอยู่ริมล�ำน�้ำเสียว ได้แก่
ชนเผ่าเยอบา้ นกงุ บ้านสงยาง บ้านขาม
นามสกลุ ของชาวเยอ กะตะศลิ า, กลับสุข, พลิ ารัตน,์ นราวงษ,์ วรรณวงษ,์
คูค�ำ, อาจศรี, คำ� จนั ทร์
การเปลี่ยนแปลงวถิ ีชวี ติ ของชาวเยอ
สภาพสงั คม วัฒนธรรมของชาวเยอท่ี อำ� เภอราษไี ศล จังหวัด ศรีสะเกษ มี
การเปลย่ี นแปลงไปในเกอื บทกุ ดา้ น กลา่ วคอื ประชาชนเปลย่ี นอาชพี จาก เกษตรกรรม
เป็นรบั จ้าง และท�ำงานในเมอื งมากข้นึ สภาพบ้านเรือนเปลย่ี นแปลงไปเปน็ แบบ ทนั

286 ภิ ร ม ย์รตี

สมยั ขน้ึ เครอ่ื งมอื เครอื่ งใชใ้ นบา้ นหลายอยา่ งเลกิ ใชแ้ ลว้ มกี ารใชเ้ ครอื่ งอปุ กรณไ์ ฟฟา้
และ เทคโนโลยจี กั รกลมากข้นึ ดา้ นสถาบนั การศึกษานัน้ โรงเรียนมีบทบาทมากขึ้น
เด็กๆ มโี อกาสได้ เข้าโรงเรยี นเพม่ิ ข้นึ อตั ราการเรียนต่อหลังระดบั มธั ยมศึกษามเี พ่ิม
มากขึ้น ภาษา เยอ เดก็ ร่นุ หลัง จะไมค่ อ่ ยพดู เยอ ที่ยงั สามารถพดู เยอได้กจ็ ะเปน็ คน
เฒ่าคนแก่ ด้านการสาธารณสุข นั้น การรักษาพยาบาลแผนใหม่เป็นท่ียอมรับอย่าง
กว้างขวาง การคลอดส่วนใหญ่ไปทสี่ ถานพยาบาลของรัฐ ด้านสถาบนั ความเชือ่ และ
ประเพณีนั้นยังมีการนับถือ ปู่ตา เจ้าที่เหมือนเดิม ยังคงนับถือศาสนาพุทธ ในส่วน
ของ ประเพณีส�ำคัญในปัจจุบันน้ีชาวบ้านยังให้ความส�ำคัญ กล่าวคือยังคงท�ำกันอยู่
เชน่ ชว่ งวนั เพญ็ เดอื น 3 ชาวราษไี ศลและพนี่ อ้ งชาวเยอจะรว่ มกนั จดั งานรำ� ลกึ ถงึ พระ
ยากตะศิลา และบรรพบุรุษข้ึนที่ศาลพระยากตะศิลา ซึ่งในงานนี้จะมีการเป่าสะไน
เพอ่ื บวงสรวงพระยากตะศลิ า
ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐได้เข้ามากระตุ้นให้เกิดการเปล่ียนแปลงทาง
เศรษฐกจิ เชน่ การแนะนำ� อาชพี ตา่ งๆ ทเี่ หมาะสม แกช่ าวบา้ น การพฒั นาถนน แหลง่
นา้ และการอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาตเิ ป็นตน้ ท�ำใหช้ าวเยอมวี ถิ ชี ีวิตทีดขี ้นึ
แนวทางในการอนรุ กั ษ์ เผยแพรว่ ฒั นธรรมชนเผา่ เยอในศรสี ะเกษ
จากการสมั ภาษณ์ ชาวเยอ ทอ่ี าศัยอยใู่ นอำ� เภอราษีไศล พบวา่ แนวทางใน
การอนุรักษ์ เผยแพร่วฒั นธรรมชนเผ่าเยอในศรีสะเกษ มีดงั นี้
1. ควรจะมีการรณรงคก์ ารพูดภาษาเยอในหมู่บ้าน ในโรงเรียน อาจจะจัด
ประกวดการพูดสุนทรพจนภ์ าษาเยอ โดยจัดสรรงบประมาณ
2. การจัดทำ� พิพธิ ภณั ฑ์เกยี่ วกับชนเผา่ เยอ
3. ฟื้นฟวู ัฒนธรรมเยอ เชน่ เป่าสะไน ใหค้ นอืน่ ดู
4. ควรจะมกี ารตงั้ ศูนยเ์ ยอศกึ ษา ในมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
สรุปและอภิปรายผล
จากการศึกษาพบว่าชาวเยอ ซึง่ แมว้ ่าเปน็ ชนกล่มุ น้อยในจังหวดั ศรสี ะเกษ
ทีม่ ปี ระชากรประมาณร้อยละ 1 ของประชากรท้งั จงั หวัด ประมาณ 100,000 คน - 
150,000 คน นับว่ามีจ�ำนวนน้อยที่สุดของจังหวัดศรีสะเกษเม่ือเปรียบเทียบกับชน

72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 287

เผา่ อืน่ แต่มีความเกีย่ วข้องกบั ประวตั ิศาสตรท์ อ้ งถิน่ โดยท่คี นศรีสะเกษทวั่ ไปมไิ ด้รับ
รู้มากนกั ซึง่ ผศู้ ึกษาขอสรปุ ผลดงั น้ี
อดตี
ชาวเยอเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ท่ีพบในแถบอีสานใต้และอีสานเหนือ รวมท้ังฝั่ง
ซา้ ยของแม่น�้ำโขง โดยเช่อื ว่าเดิมมีถิน่ ฐานแถบหลวงพระบาง จากการศึกษาชนกลุม่
ชาตพิ นั ธใ์ุ นประเทศไทยของหนว่ ยทหารสหรฐั อเมรกิ า ไดจ้ ดั ชนชาตพิ นั ธช์ุ าวเยอเปน็
สว่ นหนง่ึ ของกวยหรอื กยุ ซง่ึ กค็ อื กวยเยอ ตอ่ มาจงึ เรยี กสน้ั ๆ วา่ เยอ พวกนตี้ งั้ ถน่ิ ฐาน
อยูแ่ ถบจังหวดั อบุ ลราชธานี ศรีสะเกษ มหาสารคาม ดงั นนั้ ชาวเยอกค็ ือ ชนชาติหนึ่ง
ของกวยหรือข่าที่อพยพมาอยู่ในประเทศไทยเน่ืองจากสาเหตุหลายอย่าง แต่สาเหตุ
หลักคือหนีภัยการสู้รบ คือราว พ.ศ. 2224 - 2225 ที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบใน
เวียงจันทน์ ชาวเยอผู้รักความสงบจึงอพยพหนีภัยมาตามล�ำน้�ำเข้ามาอยู่ใน
ประเทศไทย
การตง้ั ถนิ่ ฐานบา้ นเรอื นของชนเผา่ เยอ สว่ นใหญจ่ ะนยิ มตง้ั ในเขตใกลล้ ำ� นำ้�
หรอื ล�ำห้วย เชน่ ตัง้ รมิ ฝ่งั แม่น้�ำมลู ไดแ้ ก่ บา้ นใหญ่ บา้ นโนน บา้ นเวียงคำ� บ้านร่อง
อโศก บ้านท่าโพธ์ิ บ้านกลาง ตั้งอยู่ริมล�ำน�้ำเสียว ได้แก่ ชนเผ่าเยอบ้านกุง บ้านสง
ยาง บ้านขาม
ปัจจุบนั
ชาวเยอปัจจุบันมีถิ่นฐานหลักอยู่ที่อ�ำเภอราษีไศล พบท่ีต�ำบลเมืองคงคือ
อยทู่ ่ีบา้ นใหญ่ บ้านบากเรอื บ้านโนน บา้ นกลาง บ้านร่องโศก และบ้านหลุบโมก พบ
ที่ต�ำบลจิกสังข์ทองคือท่ีบ้านกลางและบา้ นจิก ในอ�ำเภอศิลาลาด ต�ำบลกุง พบท่ีบา้
นกงุ บา้ นขาม และบ้านโพไฮ
สภาพสังคมและวัฒนธรรมชาวเยอในอ�ำเภอราษีไศลมีการเปลยี่ นแปลงไป
ในทกุ ดา้ น กลา่ วคอื ประชาชนเปลยี่ นอาชพี จาก เกษตรกรรมเปน็ รบั จา้ ง และทำ� งาน
ในเมอื งมากขน้ึ สภาพบา้ นเรอื นเปลยี่ นแปลงไปเปน็ แบบ ทนั สมยั ขนึ้ เครอ่ื งมอื เครอ่ื ง
ใชใ้ นบา้ นหลายอยา่ งเลิกใช้แลว้ มีการใชเ้ ครือ่ งอปุ กรณ์ไฟฟ้าและ เทคโนโลยจี ักรกล

288 ภิ ร ม ย์รตี

มากข้ึน ด้านสถาบันการศึกษาน้ัน โรงเรียนมีบทบาทมากขึ้น เด็กๆ มีโอกาสได้ เข้า
โรงเรยี นเพม่ิ ขน้ึ อตั ราการเรยี นตอ่ หลงั ระดบั มธั ยมศกึ ษามเี พม่ิ มากขนึ้ ภาษา เยอ เดก็
รุ่นหลัง จะไม่ค่อยพูดเยอ ท่ียังสามารถพูดเยอได้ก็จะเป็นคนเฒ่าคนแก่ ด้านการ
สาธารณสขุ นน้ั การรกั ษาพยาบาลแผนใหมเ่ ปน็ ทย่ี อมรบั อยา่ งกวา้ งขวาง การคลอด
ส่วนใหญ่ไปที่สถานพยาบาลของรัฐ ด้านสถาบันความเชื่อและประเพณีน้ันยังมีการ
นับถอื ปู่ตา เจ้าทเ่ี หมอื นเดิม ยังคงนับถือศาสนาพทุ ธ ในสว่ นของ ประเพณีสำ� คัญใน
ปัจจบุ นั นี้ชาวบ้านยังให้ความส�ำคัญ กล่าวคอื ยังคงท�ำกันอยู่ เช่น ชว่ งวันเพ็ญเดือน 3
ชาวราษีไศลและพี่น้องชาวเยอจะร่วมกันจัดงานร�ำลึกถึงพระยากตะศิลา และ
บรรพบุรุษขึ้นที่ศาลพระยากตะศิลา ซึ่งในงานน้ีจะมีการเป่าสะไนเพ่ือบวงสรวงพระ
ยากตะศลิ า ซึง่ เป็นความเช่อื ดงั้ เดมิ ของชาวเยอกย็ งั คงมใี ห้เหน็ มาจนถงึ ปจั จุบนั

บรรณานุกรม

เชิดศกั ดิ์ ฉายถวิล . (มปป). สะไนงเ์ ครือ่ งดนตรีพนื้ บ้านของชาวเยอ. ศรีสะเกษ. ศรีสะเกษ
การพมิ พ.์

เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี,สมเด็จพระ, (2533). เบ่ิงบ่ทัน เบ่ิงบ่หมด/ พระ
ราชนพิ นธ์ ในสมเดจ็ พระเทพตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ าร.ี พมิ พค์ รง้ั ท่ี 1.
กรุงเทพฯ : ธนาคารไทยพาณิชย์

ประดษิ ฐ ศลิ าบตุ ร . (2550). วฒั นธรรมเยอ : อดตี ปจั จบุ นั และอนาคต. เอกสารอดั สำ� เนา.
วิทิต กตะศลิ า . (2555). ชนเผา่ เยอในอำ� เภอราษไี ศล. เอกสารอัดสำ� เนา.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ 2542. พิมพ์ครง้ั ที่ 1

กรุงเทพฯ : นานมีบ๊คุ ส์พับลิเคชนั ส์
สมศักด์ิ ศรีสันติสุข. (2530) .การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และ

วัฒนธรรมในหมู่บ้านอีสาน : ศกึ ษากรณีหม่บู า้ นชาวเยอ. ขอนแกน่ : คณะ
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.
ส�ำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ. (2549). ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถ่ิน.
ศรีสะเกษ. : ศรีสะเกษการพมิ พ์.
http://province.m - culture.go.th/sisaket/poithai.htm
http:// www.thaiethnicity.com

72 ปี ครพู ลับพลึง คงชนะ 289
รายชอ่ื ผูใ้ ห้สัมภาษณ์
1. ผูใ้ หส้ มั ภาษณ์ นายวทิ ิต กตะศลิ า อายุ 66 ปี ที่ บ้านเลขที่ 183 ตำ� บล
เมืองคง อ�ำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ผู้สัมภาษณ์ ขรพรรษ สุรนารถ วันท่ี
สัมภาษณ์ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558
2. ผู้ให้สัมภาษณ์ นายเสถียร พันธุ์งาน อายุ 55 ปี ท่ีบ้านเลขท่ี 36 / 1
ตำ� บลดู่ อำ� เภอเมือง ราศไี ศล จังหวดั ศรีสะเกษ ผ้สู มั ภาษณ์ ขรพรรษ สรุ นารถ วันท่ี
สมั ภาษณ์ 13 มถิ ุนายน พ.ศ. 2558
3. ผู้ให้สัมภาษณ์ นายบุญมี พะยอม อายุ 64 ปี ท่ี บ้านเลขที่ 56 หมู่ 8
บ้านร่องอโศก ตำ� บลเมอื งคง อำ� เภอราศีไศล จงั หวัดศรสี ะเกษ ผู้สมั ภาษณ์ ขรพรรษ
สรุ นารถ วันทีส่ มั ภาษณ์ 13 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2558


Click to View FlipBook Version