คมู ือครรู ายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 2 แรงและพลังงาน
เขยา กลอ งใสเมล็ดถั่วเขยี วดวยขนาดของแรงท่ีตา งกัน โดยเมือ่ เขยากลองดว ย
แรงนอย จะเกดิ เสยี งคอย แตเ มอื่ เขยา กลอ งดวยแรงมาก จะเกดิ เสียงดัง
เพราะใชพ ลังงานในการเขยากลองตางกัน โดยเมือ่ เขยา กลองดวยแรงนอย
จะทาํ ใหพลังงานในการสัน่ ของแหลงกาํ เนดิ เสยี งนอย แตเม่ือเขยากลอ งดว ย
แรงมากข้นึ จะทําใหพลังงานในการส่นั ของแหลงกําเนิดเสียงมากข้นึ เสยี งท่ี
เกิดขนึ้ จงึ ดัง คอ ยแตกตางกัน
เสยี งดงั เสียงคอ ยมีความสัมพันธกับพลังงานที่ทําใหเ กดิ การสัน่ ของ
แหลง กําเนิดเสียง ถา แหลงกําเนิดเสียงสัน่ ดว ยพลงั งานมาก จะเกดิ เสยี งดัง
แตถ าแหลง กาํ เนิดเสยี งส่นั ดว ยพลังงานนอ ย จะเกิดเสียงคอ ย
160 สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู ือครรู ายวิชาพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 2 แรงและพลังงาน
1. ฟงเสยี งวิทยุท่ีระยะหางตางกัน
2. ปรบั ปมุ ปรับความดังของวทิ ยุ
1. การฟงเสยี งทีร่ ะยะหางจากวิทยุตางกนั ทาํ ใหพ ลังงานในการส่นั ของวิทยุท่ี
มาถงึ หูผูฟงตางกัน
2. การปรับปมุ ปรับความดังของวทิ ยุ ทําใหพลังงานในการสั่นของวทิ ยุตางกัน
เราจะไดยนิ เสียงดังเมื่ออยใู กลว ิทยุ หรือปรับปุม ปรับความดังของวิทยุใหเสียงดังขน้ึ
แตเ มอื่ ถอยหา งจากวทิ ยุ หรือปรบั ปมุ ปรับความดังของวิทยุใหเสียงคอ ยลง เสียงท่ี
ไดย นิ จะคอ ยลง
การเกิดเสียงดงั เสียงคอ ยขึ้นอยูกับพลงั งานในการสนั่ ของแหลง กาํ เนดิ เสยี ง
สวนการไดย ินเสยี งดงั เสียงคอยขน้ึ อยกู บั พลังงานในการสัน่ ของแหลงกาํ เนดิ เสยี ง
และระยะหา งระหวา งแหลงกําเนิดเสียงกับผูฟง
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 161
คูมอื ครูรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยท่ี 2 แรงและพลังงาน
คําถามของนกั เรียนที่ตัง้ ตามความอยากรูของตนเอง
162 สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู ือครูรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 2 แรงและพลงั งาน
แนวการประเมินการเรียนรู
การประเมนิ การเรยี นรูของนักเรียนทําได ดงั น้ี
1. ประเมินความรเู ดิมจากการอภิปรายในชนั้ เรียน
2. ประเมินการเรยี นรจู ากคาํ ตอบของนักเรยี นระหวางการจดั การเรยี นรูและจากแบบบันทึกกิจกรรม
3. ประเมินทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรและทกั ษะแหงศตวรรษที่ 21 จากการทํากจิ กรรมของนักเรียน
การประเมินจากการทาํ กจิ กรรมที่ 1.3 เสยี งดงั เสียงคอ ย ขึ้นอยูกับอะไร
ระดับคะแนน 1 คะแนน หมายถึง ควรปรับปรุง
3 คะแนน หมายถงึ ดี 2 คะแนน หมายถึง พอใช
รหัส สงิ่ ที่ประเมนิ ระดบั คะแนน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร
S1 การสงั เกต
S8 การลงความเหน็ จากขอมลู
S9 การตัง้ สมมติฐาน
S11 การกาํ หนดและควบคมุ ตวั แปร
S12 การทดลอง
S13 การตีความหมายขอ มลู และลงขอ สรปุ
ทักษะแหงศตวรรษที่ 21
C4 การสอื่ สาร
C5 ความรวมมือ
รวมคะแนน
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 163
คูมอื ครรู ายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 2 แรงและพลงั งาน
ตาราง แสดงการวเิ คราะหทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรตามระดบั ความสามารถของนักเรยี น
โดยอาจใชเกณฑก ารประเมิน ดงั น้ี
ทักษะกระบวนการ รายการประเมนิ ดี (3) ระดบั ความสามารถ ควรปรบั ปรุง (1)
ทางวิทยาศาสตร พอใช (2)
S1 การสงั เกต การบรรยาย สามารถใชป ระสาท สามารถใชประสาทสัมผัส สามารถใชป ระสาทสัมผัส
รายละเอยี ดเกยี่ วกับ สัมผัสเก็บรายละเอียด เก็บรายละเอียดขอมูลและ เก็บรายละเอียดขอมูลและ
การไดยินเสยี งดัง ขอมลู และบรรยาย บรรยายเก่ยี วกบั การไดย ิน บรรยายเกยี่ วกบั การไดย นิ
เสียงคอยเม่ือทาํ ให เก่ยี วกบั การไดยนิ เสียง เสยี งดัง เสยี งคอยเมื่อออก เสียงดัง เสียงคอยเม่ือออก
กลองท่ีใสเ มล็ดถ่วั ดงั เสยี งคอยเม่อื ออก แรงกระทาํ ตอกลอ งท่ีใส แรงกระทําตอกลอ งที่ใส
เขยี วเกดิ เสยี งตาม แรงกระทาํ ตอกลองท่ีใส เมลด็ ถ่ัวเขยี วดวยวิธที ่ี เมล็ดถวั่ เขียวดว ยวิธที ่ี
วธิ ีการท่ีออกแบบ เมล็ดถั่วเขียวดว ยวิธที ี่ แตกตางกัน และการไดย นิ แตกตา งกัน และการไดยนิ
และการไดย นิ เสียงดัง แตกตา งกัน และการ เสยี งดัง เสียงคอยจากวิทยุ เสียงดัง เสยี งคอยจากวิทยุ
เสยี งคอ ยจากวิทยุ ไดย นิ เสียงดงั เสยี งคอย ตามวิธีการที่ออกแบบ ได ตามวธิ กี ารท่ีออกแบบได
ตามวิธกี ารท่ีออกแบบ จากวทิ ยุตามวิธีการท่ี ถกู ตอ งแตไ มค รบถว น จาก ถูกตอ งเพียงบางสว น แมว า
ออกแบบ ไดถูกตอง การชแ้ี นะจากครูหรือผูอ่ืน จะไดร บั คําช้ีแนะจากครู
และครบถว นดวย หรือผูอนื่
ตนเอง
S8 การลงความเห็น การลงความเห็นจาก สามารถลงความเหน็ สามารถลงความเหน็ จาก สามารถลงความเห็นจาก
จากขอมูล ขอ มูลเก่ยี วกับการ จากขอมลู ไดถูกตอ ง ขอมูลจากการชแ้ี นะของครู ขอมลู ไดถ ูกตองเพียง
ไดย ินเสยี งดงั เสยี ง ท้ังหมดดวยตนเอง หรอื ผูอ่ืน เกยี่ วกับการได บางสว น แมวา จะไดร บั คํา
คอ ยท่ีขน้ึ อยกู ับ เก่ียวกับการไดย นิ ยนิ เสยี งดงั เสยี งคอยวา ชแ้ี นะจากครหู รือผอู ่ืน
พลังงานในการสั่น เสียงดัง เสยี งคอยวา ข้ึนอยูก ับพลังงานในการสั่น เกยี่ วกับการไดย ินเสียงดัง
ของแหลงกําเนิดเสียง ขึน้ อยกู ับพลังงานใน ของวิทยุและระยะหางจาก เสียงคอยวา ข้ึนอยกู ับ
และระยะหาง การส่นั ของวิทยุและ วิทยถุ งึ ผูฟง โดยเราจะได พลงั งานในการส่ันของวิทยุ
ระหวางแหลงกาํ เนิด ระยะหางจากวทิ ยุถงึ ยนิ เสยี งดงั เม่ืออยูใกล และระยะหางจากวทิ ยถุ ึง
เสยี งกบั หูผฟู ง ผูฟ ง โดยเราจะไดยนิ วทิ ยุหรือเม่ือปรับปุมปรับ ผูฟง โดยเราจะไดย ินเสียง
เสยี งดังเม่ืออยูใกลว ทิ ยุ ความดังของวิทยุใหเสยี งดัง ดังเมื่ออยูใกลว ทิ ยหุ รือเมื่อ
หรือเม่ือปรับปมุ ปรบั ขนึ้ แตเ ม่ือถอยหางจาก ปรบั ปมุ ปรับความดังของ
ความดังของวิทยใุ ห วทิ ยุ หรือปรับปุมปรบั วิทยใุ หเสยี งดังขึน้ แตเมอ่ื
เสียงดังขึน้ แตเมื่อถอย ความดังของวิทยุใหเสยี ง ถอยหา งจากวิทยุ หรอื ปรบั
หางจากวิทยุ หรอื ปรับ คอ ยลง เสียงท่ีไดย ินจะ ปุมปรบั ความดังของวิทยุให
ปมุ ปรบั ความดงั ของ คอ ยลง เสียงคอยลง เสียงท่ีไดย นิ
วทิ ยใุ หเสยี งคอย จะคอ ยลง
164 สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู ือครรู ายวิชาพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยที่ 2 แรงและพลงั งาน
ทักษะกระบวนการ รายการประเมิน ดี (3) ระดับความสามารถ ควรปรบั ปรุง (1)
ทางวิทยาศาสตร พอใช (2)
ลง เสยี งที่ไดยินจะคอย
ลง
S9 การ การต้ังสมมติฐานเพ่ือ สามารถตั้งสมมตฐิ าน สามารถตง้ั สมมติฐานเพ่ือ สามารถต้งั สมมติฐานเพ่ือ
ตง้ั สมมตฐิ าน บอกความสัมพันธ เพ่ือบอกความสมั พันธ บอกความสมั พนั ธร ะหวาง บอกความสัมพนั ธร ะหวา ง
ระหวางแรงที่กระทํา ระหวางแรงที่กระทําตอ แรงท่ีกระทําตอ แรงท่ีกระทําตอ
ตอแหลงกาํ เนิดเสียง แหลง กําเนิดเสียงกับ แหลง กาํ เนิดเสยี งกับการ แหลง กําเนิดเสยี งกบั การ
กบั การเกิดเสยี งดงั การเกิดเสยี งดัง เสยี ง เกิดเสยี งดงั เสียงคอ ยได เกิดเสียงดัง เสยี งคอ ยได
เสยี งคอยที่ไดย ิน คอ ยไดอยางถูกตองและ อยางถูกตองและมีเหตผุ ล อยา งถูกตองแตไมม ีเหตุผล
มเี หตผุ ลประกอบดว ย ประกอบ จากการชี้แนะ ประกอบ แมว า จะไดร ับคาํ
ตนเอง ของครูหรือผอู ่ืน ชี้แนะจากครูหรือผอู ื่น
S11 การกาํ หนด การกําหนดตวั แปรตน สามารถกําหนดตัวแปร สามารถกําหนดตวั แปรของ สามารถกําหนดตัวแปรของ
และควบคมุ ตวั แปร ตวั แปรตาม และ ของการทดลองเร่ือง การทดลองเร่ืองการเกดิ การทดลองเรื่องการเกิด
ตัวแปรทีต่ องควบคมุ การเกิดเสยี งดัง เสยี ง เสยี งดัง เสียงคอยไดว า เสยี งดัง เสยี งคอยไดว า
ใหคงที่ของการ คอยไดวา ตัวแปรตน ตวั แปรตน คือ การเขยา ตัวแปรตน คือ การเขยา
ทดลองเรื่องการเกดิ คือ การเขยา กลอ งใส กลองใสเมล็ดถั่วเขียวดวย กลองใสเ มลด็ ถัว่ เขียวดวย
เสียงดัง เสียงคอยของ เมล็ดถัว่ เขยี วดว ยแรงท่ี แรงท่ีแตกตางกัน ตัวแปร แรงทแี่ ตกตางกัน ตัวแปร
กลองใสเมล็ดถวั่ เขียว แตกตางกัน ตัวแปรตาม ตาม คือ เสียงดัง เสียงคอย ตาม คือ เสียงดัง เสียงคอย
(สมมติฐานที่ตงั้ ขน้ึ อยู คอื เสยี งดัง เสยี งคอยท่ี ที่ไดยิน และตวั แปรทต่ี อ ง ทไี่ ดยนิ และตวั แปรทต่ี อง
กับการออกแบบการ ไดย นิ และตวั แปรทต่ี อง ควบคมุ ใหคงท่ี คือ กลองใส ควบคุมใหคงที่ คอื กลองใส
ทดลองของนักเรยี น) ควบคมุ ใหคงที่ คือ เมลด็ ถวั่ เขียว กลองเดิม เมลด็ ถ่ัวเขียวกลองเดิม
กลองใสเ มล็ดถ่ัวเขยี ว จํานวนเมลด็ ถ่ัวเขียวเทา จาํ นวนเมล็ดถั่วเขยี วเทา
กลองเดิม จํานวนเมลด็ เดมิ วธิ เี ขยา แบบเดิมได เดมิ วิธีเขยาแบบเดิม ได
ถว่ั เขียวเทาเดมิ วธิ เี ขยา ถกู ตอ ง ครบถวนจากการ ถกู ตอ งเปนบางสวน แมว า
แบบเดมิ ไดถ ูกตอ งและ ชแี้ นะของครูหรือผูอื่น จะไดร ับคําช้ีแนะจากครู
ครบถว นดวยตนเอง หรือผูอื่น
S12 การทดลอง การออกแบบและทํา สามารถออกแบบและ สามารถออกแบบและทาํ สามารถออกแบบและทํา
การทดลองเรื่องการ ทาํ การทดลองเร่ืองการ การทดลองเรื่องการเกิด การทดลองเร่ืองการเกิด
เกิดเสยี งดัง เสียงคอย เกิดเสียงดงั เสียงคอยท่ี เสียงดัง เสยี งคอยที่ เสยี งดัง เสยี งคอยท่ี
ทีส่ อดคลอ งกับ สอดคลองกับสมมตฐิ าน สอดคลองกบั สมมติฐาน สอดคลองกับสมมตฐิ าน
สมมติฐานของการ ของการทดลองและตัว ของการทดลองและตัวแปร ของการทดลองและตวั แปร
ท่กี ําหนดได ถูกตอง ทีก่ าํ หนดไดถูกตองเปน
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 165
คูมือครูรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 2 แรงและพลังงาน
ทักษะกระบวนการ รายการประเมิน ดี (3) ระดบั ความสามารถ ควรปรบั ปรุง (1)
ทางวิทยาศาสตร พอใช (2)
ทดลองและตัวแปรที่ แปรทก่ี ําหนดไดถูกตอ ง ครบถวน จากการชีแ้ นะ บางสวน แมว า จะไดคาํ
กําหนด ครบถว นดวยตนเอง ของครูหรอื ผอู ื่น ชีแ้ นะจากครหู รือผูอื่น
S13 การ การตคี วามหมาย สามารถตคี วามหมาย สามารถตคี วามหมายขอมลู สามารถตีความหมายขอมูล
ตีความหมายขอมลู ขอมลู จากการทํา ขอมลู จากการทํา จากการทํากิจกรรมและลง จากการทํากิจกรรมและลง
และลงขอสรุป กจิ กรรมและลง กจิ กรรมและลงขอสรุป ขอ สรุปเก่ยี วกับการเกิด ขอสรุปเกี่ยวกับการเกิด
ขอ สรุปเก่ียวกับการ เกีย่ วกับการเกิดเสียงดัง เสียงดัง เสียงคอยวา ข้ึนอยู เสยี งดัง เสยี งคอยวา ขึ้นอยู
เกิดเสยี งดงั เสยี งคอ ย เสยี งคอยวา ขึ้นอยูกับ กับพลงั งานในการสั่นของ กับพลงั งานในการสน่ั ของ
วาขึน้ อยูกับพลังงาน พลงั งานในการสน่ั ของ แหลงกําเนดิ เสียง และการ แหลง กําเนดิ เสยี ง และการ
ในการสั่นของ แหลงกําเนิดเสียง และ ไดย นิ เสยี งดงั เสียงคอย ไดย นิ เสียงดัง เสยี งคอ ย
แหลง กําเนิดเสียง การไดยนิ เสยี งดัง เสียง ขึ้นอยูก ับพลังงานในการส่ัน ข้นึ อยูก ับพลังงานในการส่นั
และการไดยนิ เสียงดัง คอ ยขนึ้ อยูกบั พลังงาน ของแหลงกาํ เนดิ เสยี ง ของแหลง กาํ เนดิ เสยี ง
เสียงคอ ยข้นึ อยูกบั ในการส่ันของ และระยะหางจาก และระยะหางจาก
พลังงานในการสนั่ ของ แหลง กาํ เนิดเสียง แหลงกําเนดิ เสยี งถงึ ผฟู ง แหลง กาํ เนิดเสียงถึงผูฟง
แหลงกําเนดิ เสยี ง และระยะหางจาก ไดถูกตอง จากการช้ีแนะ ไดถ ูกตอ งเพียงบางสว น
และระยะหางจาก แหลงกําเนิดเสยี งถึง จากครหู รอื ผอู น่ื แมว าจะไดรับคําช้แี นะจาก
แหลงกาํ เนดิ เสียงถึง ผูฟง ไดถูกตองท้ังหมด ครหู รือผูอ่ืน
ผูฟง ดวยตนเอง
166 สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คูม ือครูรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 2 แรงและพลังงาน
ตาราง แสดงการวเิ คราะหท ักษะแหงศตวรรษที่ 21 ตามระดบั ความสามารถของนกั เรียน
โดยอาจใชเกณฑการประเมนิ ดงั นี้
ทักษะแหง รายการประเมิน ดี (3) ระดับความสามารถ ควรปรับปรงุ (1)
ศตวรรษที่ 21 พอใช (2)
C4 การสื่อสาร การนาํ เสนอเก่ียวกับ สามารถนาํ เสนอการ สามารถนาํ เสนอการ สามารถนําเสนอการ
การออกแบบการ ออกแบบการทดลอง ออกแบบการทดลองและ ออกแบบการทดลอง
ทดลองและการ และอธิบายเกย่ี วกบั อธบิ ายเก่ียวกับการเกดิ และอธบิ ายเก่ียวกบั
อธบิ ายเก่ยี วกบั การ การเกดิ และการไดยนิ และการไดย นิ เสียงดงั การเกดิ และการไดยนิ
เกดิ และการไดยนิ เสียงดงั เสียงคอ ย โดย เสียงคอ ย โดยการพูด เสียงดัง เสียงคอ ย โดย
เสียงดงั เสียงคอ ย การพดู เพ่ือใหผูอ น่ื เพอ่ื ใหผอู ่ืนเขา ใจได การพดู เพื่อใหผูอื่น
โดยการพดู เพ่ือให เขาใจไดถูกตอง ชดั เจน ถกู ตองจากการช้แี นะจาก เขาใจไดเพียงบางสว น
ผอู ่นื เขา ใจ ดวยตนเอง ครูหรือผอู ่ืน แมว าจะไดรับคําชแ้ี นะ
จากครหู รอื ผอู ่นื
C5 ความ การทาํ งานรว มกบั สามารถทาํ งานรวมกับ สามารถทาํ งานรวมกบั สามารถทาํ งานรว มกบั
รวมมือ ผูอนื่ ในการทาํ การ ผูอน่ื ในการทําการ ผูอืน่ ในการทาํ การทดลอง ผูอ่นื เปน บางชว งเวลาที่
ทดลอง และรว มกนั ทดลอง และรว มกนั และรวมกนั อภิปราย ทาํ กิจกรรม ทง้ั น้ีตอ ง
อภปิ รายเกยี่ วกบั การ อภิปรายเก่ียวกบั การ เกี่ยวกบั การเกิดและการ อาศยั การกระตุนจาก
เกดิ และการไดย ิน เกดิ และการไดยินเสียง ไดยนิ เสยี งดงั เสียงคอย ครหู รอื ผูอืน่
เสียงดงั เสยี งคอ ย ดัง เสียงคอ ย รวมทงั้ รวมท้งั ยอมรับความ
รวมท้ังยอมรบั ความ ยอมรบั ความคิดเหน็ คดิ เหน็ ของผอู ื่นบาง
คดิ เหน็ ของผอู ืน่ ของผูอืน่ ตงั้ แตเ ร่ิมตน ชวงเวลาท่ีทาํ กจิ กรรม
จนสาํ เรจ็
สถาบันสงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 167
คูมือครรู ายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 2 แรงและพลงั งาน
กจิ กรรมที่ 1.4 มลพิษทางเสยี งเปนอยางไร
กิจกรรมนี้นักเรียนจะไดเรียนรูวาเสียงท่ีมีความดังมากหรือ
เสียงที่กอใหเกิดความรําคาญเปนมลพิษทางเสียง การวัดระดับ
เสียงทําไดโดยใชเครื่องมือวัดระดับเสียง รวมท้ังการรวบรวม
ขอมูลและนําเสนอแนวทางในการหลีกเล่ียงและลดมลพิษทาง
เสียง
เวลา 2 ชวั่ โมง
จุดประสงคก ารเรียนรู
1. วดั ระดบั เสยี งโดยใชเ ครื่องวดั ระดับเสยี ง
2. รวบรวมขอมลู และนําเสนอแนวทางในการหลกี เล่ียง
และลดมลพิษทางเสยี ง
วัสดุ อุปกรณสําหรับทาํ กจิ กรรม
สิ่งทค่ี รูตองเตรยี ม/หอง
1. วิทยุ 1 เครื่อง ทักษะแหง ศตวรรษท่ี 21
2. เคร่ืองมอื วดั ระดับเสียง C4 การส่อื สาร
C5 ความรวมมือ
หรอื โทรศพั ทที่ดาวนโ หลด C6 การใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
แอปพลเิ คชันเคร่อื งมอื
วัดระดับเสยี งแลว
ส่ิงที่ครูตอ งเตรียม/กลุม สือ่ การเรยี นรูและแหลงเรียนรู หนา 65-68
1. หนงั สอื เรยี น ป.5 เลม 1
กระดาษโปสเตอร 1 แผน 2. แบบบันทึกกิจกรรม ป.5 เลม 1 หนา 73-76
ส่งิ ทีน่ กั เรียนตองเตรียม/กลุม 3. แอปพลเิ คชนั เคร่อื งมือวดั ระดับเสยี ง
ปากกาเคมีคละสี 1 กลอ ง
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
S2 การวดั
S8 การลงความเห็นจากขอมูล
S13 การตีความหมายขอมลู และลงขอสรุป
168 สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู อื ครรู ายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยที่ 2 แรงและพลงั งาน
แนวการจดั การเรียนรู ใ น ก า ร ต ร ว จ ส อ บ ค ว า ม รู
ครูเพียงรับฟงเหตุผลของนักเรียน
1. ครตู รวจสอบความรูเดิมของนักเรียนโดยอาจใชคาํ ถาม ดังน้ี และยังไมเฉลยคําตอบใด ๆ แต
1.1 จงเรียงลําดับความดังของเสียงจากแหลงกําเนิดเสียงตอไปนี้ ชักชวนใหน กั เรียนไปหาคําตอบดว ย
เสียงลมหายใจปกติ เสียงจากลําโพง เสียงเคร่ืองบินกําลังข้ึน ตนเองจากการอานเนอ้ื เร่ือง
เสียงกระซิบแผวเบา (นักเรียนตอบตามความคิดของตนเอง เชน
เสียงหายใจปกติ เสียงกระซิบแผวเบา เสียงจากลําโพง เสียง
เคร่ืองบินกาํ ลังขน้ึ )
1.2 นักเรียนทราบหรือไมวา เรามีวิธีวัดความดังของเสียงอยางไร
(นักเรยี นตอบตามความเขาใจของตนเอง)
1.3 ถานักเรียนจําเปนตองอยูในสถานท่ีท่ีมีเสียงดังมาก ๆ นักเรียนจะมี
วิธีปอ งกนั หรือไม อยา งไร (นักเรยี นตอบตามความเขา ใจของตนเอง)
2. นักเรียนอานชื่อกิจกรรม และ ทําเปนคิดเปน ในหนังสือเรียนหนา 65
จากนั้นครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายเพื่อตรวจสอบความเขาใจ
จุดประสงคใ นการทาํ กิจกรรม โดยครใู ชคําถามดังน้ี
2.1 กิจกรรมนีน้ ักเรียนจะไดเ รียนรูเร่ืองอะไร (มลพิษทางเสยี ง)
2.2 นักเรียนจะไดเรียนรูเร่ืองนี้ดวยวิธีใด (การวัดระดับเสียง
การรวบรวมขอมลู )
2.3 เมื่อเรยี นแลวนกั เรยี นจะทําอะไรได (วดั ระดับเสียงโดยใชเครื่องมือ
วัดระดบั เสียง นําเสนอแนวทางในการหลีกเลี่ยงและลดมลพิษทาง
เสียง)
3. นักเรยี นบนั ทึกจุดประสงคล งในแบบบันทกึ กิจกรรมหนา 73 และอาน
ส่ิงท่ีตองใชใ นการทาํ กิจกรรม
4. นกั เรยี นอา นทาํ อยา งไร โดยครใู ชวิธฝี ก การอานตามความสามารถของ
นักเรียน แลว รวมกนั อภปิ รายเพื่อสรปุ ลาํ ดบั ขนั้ ตอนของกจิ กรรมตาม
ความเขาใจ โดยครูใชค ําถามดงั ตอ ไปน้ี
4.1 ในข้ันตอนแรก นักเรียนตองทําอะไร (ฟงเสียงจากวิทยุ โดยเปด
เสียงวิทยุใหดงั คอ ยแตกตางกัน)
4.2 ในข้ันตอนตอมา นักเรียนตองทําอะไร (ฝกการใชเคร่ืองวัดระดับ
เสียง เชน มิเตอรวัดระดับเสียง แอปพลิเคชันวัดระดับเสียง
โดยวดั ระดบั เสียงทไ่ี ดยิน นําเสนอผลและรว มกันอภิปรายเกี่ยวกับ
การวัดระดับเสียง)
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 169
คูมอื ครรู ายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยที่ 2 แรงและพลงั งาน
4.3 หลังจากฝกใชเครื่องมือวัดระดับเสียงแลว นักเรียนตองทําอะไร ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ ละ
ตอ ไป (วัดระดบั เสียงในสถานท่ที แ่ี ตกตา งกัน 3 แหง บันทกึ ผล) ทักษะแหงศตวรรษที่ 21 ทีน่ ักเรยี นจะได
4.4 นักเรยี นตอ งรวบรวมขอมูลโดยการสืบคนขอมูลและอานใบความรู ฝก จากการทาํ กิจกรรม
เก่ียวกับเรอ่ื งอะไร (ระดับเสยี งและมลพษิ ทางเสียง)
S2 การใชเคร่ืองมือวัดระดับเสียงวัด
4.5 หลังจากศึกษาเก่ียวกับระดับเสียงและมลพิษทางเสียงแลว ความดังของเสยี งในสถานทต่ี า ง ๆ
นักเรียนตองทําอะไรตอไป (ทําโปสเตอรนําเสนอแนวทางในการ
หลกี เล่ียงและลดมลพิษทางเสยี ง) S8 การลงความเห็นจากขอมลู วาเสียง
ครอู าจใหน กั เรียนแบงหัวขอ การสืบคน ขอ มูล ดงั นี้ ที่ดังเกินไปหรือเสียงท่ีกอใหเกิด
- ความหมายของระดบั เสียง หนว ยวดั ระดับเสียง ความราํ คาญเปน มลพษิ ทางเสยี ง
- ระดบั เสยี งของกจิ กรรมทเี่ กิดขน้ึ ในชมุ ชน
- ความหมายของมลพิษทางเสยี ง C4 กา รสื่ อสารดว ยกา รนํ าเสน อ
- วธิ ปี องกนั หรอื หลีกเลีย่ งมลพษิ ทางเสียง แนวทางในการหลีกเลี่ยงและลด
มลพิษทางเสียงดวยวิธี การที่
5. หลังจากทํากิจกรรมแลว ครูนําอภิปรายผลการทํากิจกรรม โดยใช นา สนใจ
คาํ ถามดังน้ี
5.1 เราสามารถบอกความดังของเสียงไดอยางไร (เราบอกความดังของ C5 ความรวมมือในการทํากิจกรรม
เสยี งดว ยระดบั เสยี ง มีหนว ยวดั เปน เดซิเบล) สืบคนขอมูล และนาํ เสนอ
5.2 กิจกรรมในชมุ ชนแตละอยางมีระดับเสยี งอยางไรบาง จงยกตวั อยาง
(เสียงกระซิบแผวเบา มรี ะดับเสียงประมาณ 20 เดซิเบล ถือวาเปน
เสียงเบามาก เสียงจากเคร่ืองเจาะถนน มีระดับเสียงประมาณ 100
เดซิเบลถือวา เปนเสียงดงั )
5.3 มลพิษทางเสียงคืออะไร (เสียงที่ดังมากจนทําใหเกิดอันตรายตอ
อวัยวะภายในหู หรือเสียงที่กอใหเ กิดความรําคาญแกผูฟง )
5.4 มลพิษทางเสียงมีผลขางเคียงตอสุขภาพ หรือไม อยางไร (มีผลตอ
สุขภาพ คือ ทําใหเกิดความเครียด ปวดหัว โรคความดันโลหิตสูง
ออนเพลยี โรคหัวใจ)
5.5 ถาไดยินเสียงดงั กวาปกติตอเน่ืองกันเปนเวลานาน จะทําใหเกิดผล
อยา งไร (ทาํ ใหค วามสามารถในการไดยินลดลง อาจทําใหเ กิดอาการ
หตู งึ หรือหูหนวกได)
5.6 เรามวี ิธีปอ งกันหรือหลกี เลีย่ งอนั ตรายจากมลพษิ ทางเสียงไดอยางไร
(สวมท่ีครอบหู หรอื ไมฟง เสียงดังเปนเวลานานเกนิ ไป)
170 สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูมอื ครรู ายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยท่ี 2 แรงและพลงั งาน
6. ครูมอบหมายใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันออกแบบวิธีการนําเสนอ
แนวทางในการหลีกเล่ียงและลดมลพิษทางเสียง เชน ทําโปสเตอร
ระหวางนีค้ รูควรเดินสํารวจการทาํ กจิ กรรมและใหคําแนะนาํ แกนกั เรยี น
7. นักเรียนแตละกลุมติดแสดงผลงานของกลุมบริเวณผนังหองโดยมี
ตัวแทนของกลุมยืนประจําคอยใหความรูแกนักเรยี นกลุมอ่ืนท่ีมาศึกษา
นักเรียนที่มาชมผลงานอาจเขียนขอเสนอแนะ หรือคําถามท่ีสงสัยบน
กระดาษโนต และติดบนโปสเตอรข องเจาของผลงาน
8. ครแู ละนักเรียนรว มกนั อภิปรายเกีย่ วกับขอ เสนอแนะและคาํ ถามที่สงสัย
ซง่ึ รวบรวมจากแผนกระดาษโนต
9. ครูชักชวนนักเรียนรวมกันใหคะแนนใหกับผลงานแตละกลุมพรอมทั้ง
คัดเลอื กผลงานของกลุมท่ีนาํ เสนอไดย อดเยีย่ ม
10. ครูและนกั เรียนรวมกันอภิปรายสรุปผลการทํากิจกรรมซ่ึงควรสรุปไดวา
การวัดระดบั เสียง หรอื เสียงดัง เสียงคอยทไ่ี ดยิน ทําไดโดยใชเครื่องมือ
วัดระดับเสียง มีหนวยเปนเดซิเบล มลพิษทางเสียงเปนเสียงดังที่ทําให
เกิดอันตรายตอหู ซ่ึงขึ้นอยูกับระดับเสียงท่ีไดยนิ และระยะเวลาที่ไดยิน
เสียง นอกจากนี้มลพิษทางเสียงก็เปนเสียงท่ีกอใหเกิดความรําคาญได
เราควรหลีกเลี่ยงมลพิษทางเสียง หรือใชเครื่องปองกันหากหลีกเลี่ยง
ไมได เชน การใชทอี่ ดุ หู (S13)
11.นักเรียนรวมกันอภิปรายเพ่ือตอบคําถามในฉันรูอะไร โดยครูอาจใช
คาํ ถามเพิม่ เตมิ ในการอภิปรายเพอ่ื ใหไดแนวคําตอบทถี่ ูกตอ ง
12.นักเรยี นรว มกนั สรปุ สง่ิ ทีไ่ ดเ รียนรูใ นกจิ กรรมนี้ จากนั้นนักเรยี นอานสง่ิ ที่
ไดเ รียนรู และเปรียบเทียบกับขอ สรุปของตนเอง
13.ครูกระตุนใหนักเรียนฝกต้ังคําถามเก่ียวกับเรื่องที่สงสัยหรืออยากรู
เพ่ิมเติมใน อยากรูอีกวา จากน้ันครูอาจสุมนักเรียน 2 -3 คน นาํ เสนอ
คาํ ถามของตนเองหนา ช้นั เรยี น และใหน ักเรียนรว มกันอภิปรายเกี่ยวกับ
คําถามท่นี าํ เสนอ
14.ครูนําอภิปรายเพื่อใหนักเรียนทบทวนวาไดฝกทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรและทักษะแหงศตวรรษที่ 21 อะไรบางและในขั้นตอน
ใดบา ง
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 171
คูม อื ครูรายวิชาพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 2 แรงและพลงั งาน
15. นักเรียนรวมกันอานรูอะไรในเร่ืองน้ี ในหนังสือเรียนหนา 69 ครูนํา
อภิปรายเพ่ือนําไปสูขอสรุปเกี่ยวกับส่ิงที่ไดเรียนรูในเร่ืองนี้ จากนน้ั ครู
กระตนุ ใหนักเรียนตอบคําถามในชวงทายของเนื้อเรื่อง ดังนี้ “ลองคิดดู
สิวา ในชุมชนของเรามีบริเวณใดบางที่มีมลพิษทางเสียง และเราใน
ฐานะท่ีเปนสมาชิกของชุมชน จะมีสวนชวยลดมลพิษทางเสียงได
อยางไรบาง” นักเรียนตอบคาํ ถามตามความคิดของตนเอง นอกจากน้ี
ครูอาจใชคําถามเพื่อเช่ือมโยงความรูไปยังบทตอไป ดังนี้ ในชวง
เทศกาลเฉลิมฉลองมีการจุดประทัดหรือพลุซ่ึงทําใหเกิดเสียงดัง
นับเปนมลพิษทางเสียง นอกจากจะเปนอันตรายตออวัยวะในการรับ
เสียง คือ หูของเราแลว เราอาจจะไดรับอันตรายจากการระเบิดหรือ
ไดรับสารพิษดวย รูหรือไมวา ขณะจุดประทัดหรือพลุ มีการ
เปล่ียนแปลงทางเคมีอยางไร นักเรียนสามารถหาคําตอบไดจากการ
เรยี นในบทตอ ไป
172 สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู ือครรู ายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 2 แรงและพลังงาน
แนวคําตอบในแบบบนั ทกึ กจิ กรรม
1. วัดระดบั เสยี งโดยใชเ คร่อื งมือวดั ระดบั เสียง
2. รวบรวมขอมลู และนาํ เสนอแนวทางในการหลีกเล่ียง
และลดมลพิษทางเสยี ง
ผลท่ไี ดจากการทํากจิ กรรมของนักเรยี นในสถานท่จี ริง เชน ในโรงอาหาร หองเรยี น สนามกีฬา
โรงอาหาร นกั เรียนรบั ประทานอาหาร 86.20
และพูดคยุ
หองเรียน มีการเรยี นการสอน ทํา 91.85
กิจกรรม
สนามกีฬา นักเรียนทํากจิ กรรม เลนกีฬา 104.95
หมายเหต:ุ ผลการวดั ระดับเสียงของนกั เรยี นอาจแตกตา งจากตวั อยา งในตาราง
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 173
คมู อื ครูรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 2 แรงและพลังงาน
ผลการสืบคนขอมูลและการอา นใบความรูตามท่ีนักเรียนไดศึกษามาจริง เชน เสียงดัง
เสียงคอย บอกไดดว ยระดับเสียง มีหนว ยเปน เดซิเบล มลพษิ ทางเสียงอาจเปนเสียงดงั
มากจนทาํ ใหเกดิ อนั ตรายตอหู หรืออาจเปน เสยี งที่ทาํ ใหเกดิ ความรําคาญ ระดบั เสียงท่ี
เปนอนั ตรายตอมนุษย คอื ระดับเสียงท่ีสูงกวา 120 เดซิเบล การฟง เสียงดงั ติดตอกัน
เปนเวลานาน ก็เปน อันตรายเชนกัน เชน ฟง เสียงทีม่ ีระดับเสียงตงั้ แต 90 เดซเิ บล โดย
ฟงติดตอกันเปนเวลานานเกินกวา 8 ชั่วโมง หรือการฟงเสียงที่ระดับเสียงตั้งแต 70
เดซิเบล* อยางตอเน่ือง 24 ช่ัวโมง เปนเวลานาน วิธีการปองกันอันตรายจากเสียง
ทําไดโดยการหลีกเล่ียงบริเวณท่ีมีเสียงดังมากและหลีกเลี่ยงการฟงเสียงดังติดตอกัน
เปนเวลานาน ๆ หรือสวมทอ่ี ดุ หู หรือทค่ี รอบหู เปนตน
(*อางอิงขอ มูลจาก กรมควบคุมมลพิษ)
ระดบั เสยี ง เปน ปรมิ าณที่บอกถึงเสยี งดัง คอ ยที่ไดย นิ
เครอ่ื งมอื วัดระดับเสยี ง เปน เครอ่ื งมือท่บี อกใหร ูวาบรเิ วณนน้ั มเี สยี งดัง เสียงคอยในระดบั ใด
ถาเสียงดังเกนิ ไป อาจเกดิ อนั ตรายตอหขู องเรา เราควรหลกี เลี่ยงบรเิ วณดังกลา ว
174 สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู ือครรู ายวิชาพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 2 แรงและพลังงาน
ระดับเสยี งที่เปน อนั ตรายตอมนษุ ย คอื ระดบั เสียงที่สงู กวา 120 เดซิเบล หรอื
ระดับเสยี งตั้งแต 90 เดซิเบล โดยฟงตดิ ตอกันเปนเวลานานเกินกวา 8 ช่ัวโมง
หรือฟง เสียงท่มี ีระดบั เสียงต้ังแต 70 เดซิเบล* อยางตอเนื่อง 24 ชั่วโมง การปอ งกัน
อนั ตรายจากเสียงทําไดโ ดยการหลีกเล่ยี งการไดยินเสยี งดังตดิ ตอกันเปนเวลานาน ๆ
หรอื สวมท่อี ดุ หูหรือท่คี รอบหู เปนตน
(*อา งองิ ขอมลู จาก กรมควบคุมมลพษิ )
มลพิษทางเสียงคือเสียงทีด่ ังมากจนเปนอนั ตรายตอหู หรือเสียงท่กี อใหเกดิ
ความราํ คาญตอผฟู ง
เสยี งดัง เสียงคอ ย บอกไดดว ยระดับเสยี ง มหี นวยเปน เดซิเบล มลพิษทางเสยี ง
อาจเปน เสยี งดงั มากจนทาํ ใหเ กดิ อนั ตรายตอ หู หรืออาจเปนเสยี งท่ีทาํ ใหเกิด
ความราํ คาญ วิธีปอ งกนั มลพิษทางเสียงทาํ ไดหลายวธิ ี เชน การสวมท่ีครอบหู
หรอื การหลกี เลี่ยงบริเวณทีม่ ีเสียงดังมาก
มลพิษทางเสียงเปนเสียงดังท่ที ําใหเกดิ อันตรายตอหู หรือเสียงทก่ี อ ใหเ กดิ ความ
รําคาญ เราควรหลีกเลีย่ งมลพษิ ทางเสียง หรอื ใชเครอ่ื งปอ งกัน การวดั ระดบั เสยี ง
ทําไดโดยใชเครอื่ งมือวดั ระดับเสยี ง มหี นวยเปนเดซิเบล
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 175
คมู ือครรู ายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 2 แรงและพลังงาน
คาํ ถามของนักเรียนท่ีตั้งตามความอยากรูของตนเอง
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
176
คูมอื ครรู ายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยที่ 2 แรงและพลงั งาน
แนวการประเมินการเรียนรู
การประเมินการเรียนรูของนกั เรียนทําได ดงั นี้
1. ประเมนิ ความรเู ดมิ จากการอภิปรายในชน้ั เรียน
2. ประเมินการเรยี นรูจากคําตอบของนกั เรียนระหวางการจัดการเรียนรูและจากแบบบันทึกกจิ กรรม
3. ประเมินทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ ละทักษะแหงศตวรรษที่ 21 จากการทํากิจกรรมของนักเรยี น
การประเมินจากการทํากจิ กรรมท่ี 1.4 มลพษิ ทางเสยี งเปนอยา งไร
ระดบั คะแนน 1 คะแนน หมายถงึ ควรปรับปรุง
3 คะแนน หมายถงึ ดี 2 คะแนน หมายถึง พอใช
รหัส สงิ่ ทปี่ ระเมนิ ระดบั คะแนน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร
S2 การวดั
S8 การลงความเห็นจากขอมูล
S13 การตคี วามหมายขอมูลและลงขอ สรุป
ทกั ษะแหงศตวรรษท่ี 21
C4 การส่อื สาร
C5 ความรว มมอื
C6 การใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร
รวมคะแนน
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 177
คมู อื ครรู ายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 2 แรงและพลงั งาน
ตาราง แสดงการวเิ คราะหทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรตามระดับความสามารถของนักเรียน
โดยอาจใชเ กณฑการประเมนิ ดังน้ี
ทกั ษะกระบวนการ รายการประเมิน ดี (3) ระดบั ความสามารถ ควรปรบั ปรุง (1)
ทางวิทยาศาสตร พอใช (2)
S2 การวัด การวดั ระดบั เสยี งโดย สามารถวัดระดบั เสยี งโดย สามารถวดั ระดับเสียงโดย สามารถระบหุ นวยของระดับ
ใชเครือ่ งมอื วดั ระดับ ใชเ ครอ่ื งมือวดั ระดับเสียง ใชเ คร่ืองมือวดั ระดบั เสียง เสียงไดอยางถูกตองดวย
เสียง และระบุหนวย และระบุหนว ยของระดับ และระบุหนวยของระดับ ตนเองแตไมสามารถวัดระดบั
ของระดับเสียง เสยี งไดถ ูกตองดว ยตนเอง เสยี งไดถ ูกตอง จากการ เสียงโดยใชเ ครื่องมือวดั ระดับ
ชแ้ี นะของครูหรือผูอนื่ เสยี งไดแมจะไดร ับการช้แี นะ
จากครหู รือผูอนื่
S8 การลงความเหน็ การลงความเห็นจาก สามารถลงความเหน็ จาก สามารถลงความเหน็ จาก สามารถลงความเห็นจาก
จากขอมลู ขอ มูลเกย่ี วกับเสยี งที่ ขอ มลู วา เสียงท่ีดังเกินไป ขอมูลวาเสียงท่ีดังเกินไป ขอมลู วา เสียงท่ีดังเกินไปหรือ
ดงั เกนิ ไปหรือเสยี งท่ี หรอื เสยี งทีก่ อใหเกิดความ หรอื เสยี งที่กอใหเกิดความ เสยี งท่ีกอใหเกิดความรําคาญ
กอใหเกิดความ รําคาญจัดเปนมลพิษทาง ราํ คาญจัดเปนมลพิษทาง จดั เปน มลพษิ ทางเสียงได
ราํ คาญจัดเปนมลพิษ เสียงไดถูกตองทั้งหมดดวย เสยี งไดถูกตองท้ังหมด จาก ถูกตองเพยี งบางสว น แมว าจะ
ทางเสยี ง ตนเอง การช้แี นะของครูหรือผูอ่นื ไดรับคําชแี้ นะจากครูหรือผูอ่ืน
S13 การ การตคี วามหมาย สามารถตคี วามหมาย สามารถตีความหมาย สามารถตีความหมายขอมูล
ตคี วามหมายขอมูล ขอมูลจากการทํา ขอมูลจากการทํากิจกรรม ขอมูลจากการทํากจิ กรรม จากการทํากิจกรรมและลง
และลงขอสรุป กจิ กรรมและลง และลงขอสรุปไดว ามลพิษ และลงขอสรปุ ไดวา มลพิษ ขอสรุปไดวา มลพิษทางเสยี ง
ขอ สรุปเกี่ยวกับ ทางเสยี งเปนเสยี งดงั ทท่ี ํา ทางเสยี งเปนเสยี งดังที่ทาํ เปนเสยี งดังท่ีทําใหเกิด
ลักษณะของมลพิษ ใหเกิดอันตรายตอหู ซึ่ง ใหเกิดอันตรายตอหู ซึ่ง อนั ตรายตอหู ซึ่งขึ้นอยูกบั
ทางเสยี งและขอควร ข้ึนอยกู ับระดับเสียงและ ขึ้นอยูกับระดบั เสยี งและ ระดับเสยี งและระยะเวลาท่ีได
ปฏิบัตใิ นการปอ งกัน ระยะเวลาทีไ่ ดยนิ เสียง ระยะเวลาที่ไดย นิ เสียง ยินเสียง หรือเสียงท่ีกอใหเ กิด
และหลีกเลยี่ งมลพิษ หรอื เสยี งที่กอใหเ กิดความ หรอื เสยี งทก่ี อใหเกิดความ ความรําคาญ เราควร
ทางเสียง การวัด รําคาญ เราควรหลีกเลีย่ ง ราํ คาญ เราควรหลีกเลีย่ ง หลกี เล่ยี งมลพิษทางเสยี ง
ระดบั เสียงซึ่งมีหนวย มลพิษทางเสียง หรือใช มลพิษทางเสยี ง หรือใช หรอื ใชเ คร่อื งปองกนั หาก
เปนเดซเิ บล เครอ่ื งปองกันหาก เครือ่ งปองกันหาก หลกี เลี่ยงไมได การวดั ระดบั
หลกี เลีย่ งไมได การวัด หลีกเลยี่ งไมได การวดั เสยี งทําไดโดยใชเ คร่ืองมือวัด
ระดับเสยี งทําไดโ ดยใช ระดบั เสียงทําไดโ ดยใช ระดับเสยี ง มีหนว ยเปน
เครอ่ื งมอื วดั ระดับเสยี ง มี เครือ่ งมือวัดระดับเสยี ง มี เดซิเบลไดถ ูกตองเพียง
หนว ยเปน เดซิเบลได หนวยเปน เดซิเบลได บางสว น แมว าจะไดร ับคํา
ถูกตองทั้งหมดดวยตนเอง ถูกตอ งทั้งหมด จากการ ช้ีแนะจากครูหรือผอู ื่น
ช้ีแนะจากครูหรือผอู ่ืน
178 สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คูมอื ครูรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยท่ี 2 แรงและพลังงาน
ตาราง แสดงการวเิ คราะหท ักษะแหง ศตวรรษท่ี 21 ตามระดับความสามารถของนกั เรียน
โดยอาจใชเ กณฑก ารประเมิน ดงั นี้
ทกั ษะแหง รายการประเมิน ดี (3) ระดับความสามารถ ควรปรบั ปรุง (1)
ศตวรรษที่ 21 พอใช (2)
C4 การสื่อสาร การนาํ เสนอเกี่ยวกบั สามารถนาํ เสนอ สามารถนําเสนอเกยี่ วกบั สามารถนาํ เสนอ
แนวทางในการ เกยี่ วกับแนวทางในการ แนวทางในการหลีกเลีย่ ง เกี่ยวกบั แนวทางในการ
หลีกเล่ียงและลด หลกี เลย่ี งและลดมลพิษ และลดมลพิษทางเสียง หลีกเลีย่ งและลดมลพิษ
มลพิษทางเสียง ทางเสยี งเพื่อใหผ ูอ่นื เพอื่ ใหผ อู ่ืนเขา ใจดว ย ทางเสยี งเพื่อใหผ ูอ่ืน
เพือ่ ใหผอู ื่นเขาใจดวย เขาใจดว ยวธิ กี ารที่ วธิ ีการท่ีนาสนใจ จากการ เขาใจดวยวธิ ีการท่ี
วิธีการท่นี า สนใจ นา สนใจ ไดดว ยตนเอง ช้แี นะจากครูหรือผอู ่นื ชดั เจนและไมนาสนใจ
แมว าจะไดร ับคําชแี้ นะ
จากครหู รือผูอ นื่
C5 ความ การทํางานรว มกับ สามารถทํางานรวมกับ สามารถทาํ งานรว มกับ สามารถทํางานรว มกบั
รว มมือ ผูอ่นื ในการทาํ ผูอน่ื ในการทาํ กิจกรรม ผอู ่ืนในการทาํ กิจกรรม ผูอน่ื ในการทํากิจกรรม
กจิ กรรมและรวมกัน และรวมกันนาํ เสนอ และรวมกันนําเสนอ และรวมนาํ เสนอ
นาํ เสนอแนวทางใน แนวทางในการ แนวทางในการหลีกเลี่ยง แนวทางในการ
การหลีกเล่ียงและลด หลีกเลี่ยงและลดมลพษิ และลดมลพิษทางเสียง หลีกเล่ยี งมลพษิ ทาง
มลพิษทางเสยี งดวย ทางเสียงดว ยวธิ กี ารท่ี ดว ยวิธกี ารท่นี าสนใจ เสยี งไดเ ปน บาง
วิธกี ารทน่ี า สนใจ นาสนใจ รวมทงั้ รวมทงั้ ยอมรบั ความ ชวงเวลาท่ที าํ กิจกรรม
ยอมรบั ความคดิ เห็น คิดเห็นของผอู ื่นเปนบาง ท้งั น้ตี อ งอาศัยการ
ของผูอน่ื ตัง้ แตเ ร่ิมตน ชว งเวลาท่ที าํ กจิ กรรม กระตนุ จากครหู รือผูอน่ื
จนสําเร็จ
C6 การใช การสืบคนขอมลู สามารถสืบคน ขอมูล สามารถสบื คน ขอมูล สามารถสืบคน ขอมลู
เทคโนโลยี เกีย่ วกบั ระดับเสียง เกี่ยวกบั ระดับเสียงและ เกยี่ วกบั ระดบั เสยี งและ เกีย่ วกบั ระดับเสียงและ
สารสนเทศ และมลพิษทางเสยี ง มลพิษทางเสยี งจาก มลพิษทางเสยี งจากแหลง มลพษิ ทางเสียงจาก
และการสื่อสาร จากแหลง เรียนรตู า งๆ แหลง เรียนรูตาง ๆ ท่ี เรยี นรตู า ง ๆ ทนี่ าเชื่อถือ แหลงเรยี นรูตา ง ๆ ที่
ท่ีนาเช่อื ถอื นา เชอ่ื ถือไดด ว ยตนเอง ได จากการชแี้ นะจากครู ไมนาเชือ่ ถือ แมว า จะ
หรอื ผูอ่ืน ไดร ับการชี้แนะจากครู
หรอื ผูอ นื่
สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 179
คมู อื ครรู ายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 2 แรงและพลงั งาน
กิจกรรมทายบทที่ 2 เสยี ง (1 ชว่ั โมง)
1. ครูใหนักเรียนวาดรูปหรือเขียนสรุปสิ่งท่ีไดเรียนรูจากบทน้ี ในแบบบันทึก
กจิ กรรมหนา 77
2. นักเรียนตรวจสอบการสรุปสิ่งท่ีไดเรียนรูของตนเองโดยเปรียบเทียบกับ
ผังมโนทศั นในหัวขอ รอู ะไรในบทนี้ ในหนงั สอื เรียนหนา 71
3. นักเรียนกลับไปตรวจสอบคําตอบของตนเองในสํารวจความรูกอนเรียน
ในแบบบันทึกกิจกรรม หนา 50-51 อีกครั้ง ถาคําตอบของนักเรียนไมถูกตองให
ขีดเสนทับขอความเหลาน้ัน แลวแกไขใหถูกตอง หรืออาจแกไขคําตอบดวย
ปากกาทม่ี สี ตี างจากเดิม นอกจากน้ีครูอาจนําคําถามในรปู นําบทในหนงั สอื เรียน
หนา 48 มารวมกันอภปิ รายคาํ ตอบอกี ครง้ั
4. นักเรียนทํา แบบฝกหัดทายบทที่ 2 เสียง ในแบบบันทึกกิจกรรมหนา 78-79
จากนั้นนําเสนอคําตอบหนาช้ันเรียน ถาคําตอบยงั ไมถูกตองครคู วรนําอภิปราย
หรอื ใหส ถานการณเ พิม่ เตมิ เพ่ือแกไขแนวคิดคลาดเคลอื่ นใหถูกตอง
5. นักเรียนรวมกันทํากิจกรรม รวมคิด รวมทํา โดยรวมกันคิดประดิษฐ
เครือ่ งดนตรจี ากวสั ดุเหลือใชใหเครื่องดนตรีน้ันสามารถเลน ใหมีเสียงสูง เสยี งตาํ่
ตา งกันได นกั เรยี นจะออกแบบประดษิ ฐเครือ่ งดนตรีน้นั อยางไร
6. นักเรียนอานและอภิปรายเน้ือเรื่องในหัวขอวิทยใกลตัว ในหนังสือเรียน หนา
73 โดยครูกระตุนใหนักเรียนเห็นความสําคัญของความรูจากสิ่งท่ีไดเรียนรูใน
หนวยนี้วาสามารถนําไปใชประโยชนใ นชีวิตประจําวันไดอยางไรบาง เชน เสียง
จากสายกีตารที่มีเสียงสูง เสียงตํ่า เกิดจากขนาดและความยาวของสายกีตาร
สวนเสียงดัง เสียงคอย เกิดจากแรงในการดีดสายกีตาร ครูแนะนําใหนักเรียน
สังเกตเคร่ืองดนตรีที่ไมมีสาย เชน ขลุย นักดนตรีจะทําใหขลุยเกิดเสียงสูง
เสียงตํา่ เสียงดัง เสียงคอย ที่แตกตางกันไดหรือไม อยา งไร (นักเรยี นตอบตาม
ความเขาใจของตนเอง โดยใชความรจู ากเร่ืองท่ีไดเรียนมา เชน การทําใหขลุย
เกิดเสียงสูง เสียงตํ่า ท่ีแตกตางกัน ทําไดโดยการปดที่บริเวณรูตาง ๆ ท่ีอยูที่
ลําขลุย เพ่ือกําหนดมวลของอากาศท่ีนักดนตรีเปาลมเขาไปในลําขลุย โดยถา
กําหนดใหมวลของอากาศมาก เสียงของขลุยท่ีไดยินจะเปนเสียงตํ่า แตถา
กําหนดใหมวลของอากาศนอย เสียงของขลุยท่ีไดยินจะเปนเสียงสูง สว นการทํา
ใหขลุยเกิดเสียงดัง เสียงคอยนั้น ข้ึนอยูกับพลังงานท่ีนักดนตรีเปาลมเขาไปใน
ขลุย ถาเปาโดยใชพลังงานมาก เสียงท่ีเกิดขึ้นจะเปนเสียงดัง แตถาเปาโดยใช
พลงั งานนอ ย เสยี งที่เกดิ ขน้ึ จะเปน เสียงคอ ย)
180 สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู อื ครูรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยที่ 2 แรงและพลงั งาน
สรุปผลการเรยี นรูข องตนเอง
รูปหรือขอความสรปุ สงิ่ ที่ไดเรยี นรจู ากบทนีต้ ามความเขาใจของนกั เรยี น
สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 181
คูมอื ครรู ายวิชาพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยท่ี 2 แรงและพลังงาน
แนวคําตอบในแบบฝกหดั ทายบท
เสียงจากโลมาตัวหน่ึงเคลื่อนทผ่ี านตวั กลางของเสียง คอื น้าํ
ไปยงั อวัยวะรบั เสียงของโลมาอกี ตวั หนึ่ง
การเติมน้ําลงไปในขวดทลี ะนอ ยเปนการเพม่ิ มวลรวมของขวดแกว
เมอื่ เราใชไ มเ คาะขวดบริเวณเดิม จะทาํ ใหเ สียงที่ไดยินต่ําลง ๆ เพราะ
ความถ่ีในการส่นั ของวัตถุนอ ยลงเรื่อย ๆ
182 สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู ือครรู ายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 2 แรงและพลังงาน
นักเรียนอาจตอบขอ ค เพราะในสถานทก่ี อสรางท่ีมกี ารขุดเจาะพืน้
จะมีเสียงดังมากท่สี ดุ ซึง่ อาจเปน อันตรายตอหู แตอยา งไรก็ตาม
นักเรียนอาจตอบขอ อน่ื ทง้ั น้ีข้นึ อยกู ับเหตผุ ลประกอบ
สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี 183
คูมอื ครูรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยท่ี 3 การเปลย่ี นแปลงของสาร
หนวยที่ 3 การเปลยี่ นแปลงของสาร
ภาพรวมการจดั การเรียนรูประจาํ หนว ยที่ 3 การเปลย่ี นแปลงของสาร
บท เรอ่ื ง กจิ กรรม ลาํ ดบั การจัดการเรยี นรู ตวั ช้วี ัด
บทที่ 1 การ เรื่องท่ี 1 การเปลยี่ น ว 2.1 ป.5/1
เปล่ยี นแปลงทาง สถานะ • การเปลยี่ นสถานะเปนการเปลี่ยนแปลง อธิบายการเปล่ียน
กายภาพ ทางกายภาพเพราะสารหลัง สถานะของสสารเม่ือ
การเปลีย่ นแปลงยังเปนสารเดิม ทําใหสสารรอนข้ึน
กิจกรรมที่ 1.1 การเปลี่ยนสถานะเกิดขึ้นเม่ือสารไดร ับ ห รื อ เ ย็ น ล ง โ ด ย ใ ช
นํ้าแขง็ มีการ ความรอนและรอนขึน้ หรอื สารสญู เสยี ห ลั ก ฐ า น เ ชิ ง
เปลีย่ นสถานะ ความรอ นและเย็นลง ประจกั ษ
อยางไร
• การเปลย่ี นแปลงท่ีของแข็งไดรับ
กจิ กรรมที่ 1.2 ความรอ นจนเปลย่ี นสถานะเปน
นํา้ ผลไมเปน เกล็ด ของเหลวเรียกวา การหลอมเหลว และ
น้ําแขง็ ไดอยางไร ของเหลวเปลย่ี นสถานะเปน แกส
เรยี กวา การกลายเปนไอ โดยเกิดขึ้นได
2 ลกั ษณะ คือ การระเหยและ
การเดือด เม่ือลดความรอ นลงจนแกส
เปลยี่ นสถานะเปนของเหลวเรียกวา
การควบแนน
• การเปลี่ยนแปลงท่ีของเหลวสูญเสีย
ความรอนจนเปลี่ยนสถานะเปน
ของแขง็ เรียกวา การแข็งตัว
กิจกรรมที่ 1.3 • การเปลี่ยนแปลงที่ของแข็งเปล่ยี น
พิมเสนมีการ สถานะเปนแกสโดยไมเ ปล่ียนสถานะ
เปลย่ี นสถานะ เปน ของเหลวกอนเรยี กวา การระเหิด
อยา งไร และแกส เปลย่ี นสถานะเปน ของแข็งโดย
ไมเปลี่ยนสถานะเปนของเหลวกอ น
เรยี กวา การระเหิดกลับ
184 สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คูมือครูรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยท่ี 3 การเปล่ยี นแปลงของสาร
บท เรือ่ ง กจิ กรรม ลาํ ดับการจดั การเรียนรู ตัวช้วี ัด
เรื่องที่ 2 การละลาย กิจกรรมที่ 2 การ • เม่อื นําสารในสถานะใดๆ อยา งนอย 2 ว 2.1 ป.5/2
ละลายเปน ชนิดผสมกนั สารที่ไดเ ปนสารผสม อธิบายการละลาย
อยา งไร สารผสมบางชนดิ มองเหน็ กลมกลืนเปน
เนอ้ื เดยี วกันหมดทุกสวนจัดเปน สาร ของสารในนํ้าโดยใช
เนื้อเดียว แตถ า มองเห็นไมเปน ห ลั ก ฐ า น เ ชิ ง
ประจกั ษ
เนื้อเดียวกันจดั เปน สารเนื้อผสม
• การละลายเปนการเปล่ยี นแปลงทาง
กายภาพเกิดจากการนาํ สารอยา งนอย
2 ชนิดผสมเปนเน้อื เดียวกันโดยไม
เปลย่ี นเปน สารใหม สารเนอื้ เดยี วที่ได
จากการละลายเรียกวา สารละลาย
บทที่ 2 การ เร่ืองท่ี 1 การ กจิ กรรมที่ 1.1 • การเปลี่ยนแปลงทางเคมเี ปน การ ว.2.1 ป.5/3
เปลย่ี นแปลงทาง เปลี่ยนแปลงทาง การเปล่ยี นแปลง เปลีย่ นแปลงที่มีสารใหมเกิดข้ึน สาร วิ เ ค ร า ะ ห ก า ร
เคมี เคมี ทางเคมีคอื อะไร ใหมม สี มบัติบางประการแตกตางจาก เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ข อ ง
สารเดมิ การเปล่ยี นแปลงทางเคมี ส า ร เ มื่ อ เ กิ ด ก า ร
กจิ กรรมที่ 1.2 รู สังเกตไดจากการเปลี่ยนสี กลนิ่ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ท า ง
ไดอ ยางไรวา เกิด การเกิดฟองแกส การเกดิ ตะกอน เคมีโดยใชหลักฐาน
การเปลย่ี นแปลง นอกจากนัน้ ยงั มีการเพ่ิมหรอื ลดความ เชงิ ประจักษ
ทางเคมี รอ น
กจิ กรรมี่ 1 ผนั
บทท่ี 3 การ เรื่องท่ี 1 การ กลับไดและผนั • สารบางชนิดเกดิ การเปลย่ี นแปลงแลว ว 2.1 ป.5/4
เปล่ยี นแปลงทผ่ี นั เปลี่ยนแปลงท่ผี ัน กลบั ไมไดเ ปน สามารถทาํ ใหกลบั มาเปนสารเดมิ ได วิเคราะหและระบุ
กลบั ไดแ ละผัน กลับไดแ ละผนั กลับ อยางไร เปนการเปลี่ยนแปลงทผี่ ันกลับได แต การเปลี่ยนแปลงท่ี
กลับไมได ไมไ ด การเปลี่ยนแปลงของสารบางชนิดเมอ่ื
เปล่ียนแปลงแลวไมสามารถทําให ผันกลับไดและการ
กลบั มาเปนสารเดิมได เปน การ
เปล่ียนแปลงทผ่ี นั กลบั ไมไ ด เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ท่ี ผั น
กลบั ไมได
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 185
คมู อื ครูรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 3 การเปลยี่ นแปลงของสาร
บทท่ี 1 การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ
จดุ ประสงคการเรียนรูป ระจําบท
เมอ่ื เรียนจบบทน้ี นักเรยี นสามารถ
1. อธิบายการเปล่ยี นสถานะของสสาร
2. อธบิ ายการละลายของสารในนาํ้
3. อธบิ ายการเปลีย่ นแปลงทางกายภาพ
เวลา 7 ชัว่ โมง
แนวคิดสําคัญ
สสารเปลี่ยนจากสถานะหน่ึงไปเปนอีกสถานะ
หนึ่งเมื่อไดรับหรือสูญเสียความรอน การเปลี่ยนแปลงนี้
เรียกวา การเปล่ียนสถานะ สารหลายชนิดเม่ือใสล งในนํ้า
จะเกิดการเปล่ียนแปลงโดยแตกออกเปนอนุภาคเล็ก ๆ
และรวมเปนเนื้อเดียวกันกับนํ้า การเปลี่ยนแปลงน้ี
เรียกวา การละลาย
สารที่เปล่ยี นสถานะและสารท่ีละลายอยูในนา้ํ เรอ่ื งท่ี 1 การเปลย่ี นสถานะ
ยังคงเปน สารเดมิ ไมเ ปลี่ยนเปนสารใหม การเปลีย่ น กิจกรรมท่ี 1.1 น้ําแข็งมีการเปลี่ยนสถานะ
สถานะและการละลายจงึ เปน การเปลยี่ นแปลงทาง
กายภาพ กจิ กรรมท่ี 1.2 อยา งไร
นํ้าผลไมเปนเกล็ดนํ้าแข็งได
ส่ือการเรยี นรแู ละแหลง เรียนรู กิจกรรมท่ี 1.3
อยางไร
1. หนังสอื เรียน ป. 5 เลม 1 หนา 74-103 เรอื่ งที่ 2
กจิ กรรมที่ 2 พิมเสนมีการเปล่ียนสถานะ
2. แบบบันทึกกิจกรรม ป. 5 เลม 1 หนา 80-110 อยางไร
การละลาย
การละลายเปน อยางไร
186 สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูมือครูรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 3 การเปลย่ี นแปลงของสาร
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรและทกั ษะแหงศตวรรษท่ี 21
กิจกรรมที่
รหสั ทักษะ 1.1 1.2 1.3 2
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร
S1 การสังเกต
S2 การวดั
S3 การใชจํานวน
S4 การจาํ แนกประเภท
S5 การหาความสัมพนั ธร ะหวา ง
สเปซกบั สเปซ
สเปซกับเวลา
S6 การจดั กระทําและส่ือความหมายขอมูล
S7 การพยากรณ
S8 การลงความเหน็ จากขอมลู
S9 การต้งั สมมติฐาน
S10 การกําหนดนิยามเชิงปฏบิ ัตกิ าร
S11 การกาํ หนดและควบคุมตวั แปร
S12 การทดลอง
S13 การตีความหมายขอมลู และลงขอสรปุ
S14 การสรางแบบจาํ ลอง
ทกั ษะแหงศตวรรษที่ 21
C1 การสรางสรรค
C2 การคดิ อยา งมวี ิจารณญาณ
C3 การแกปญหา
C4 การส่อื สาร
C5 ความรวมมอื
C6 การใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สาร
หมายเหตุ: รหสั ทักษะทปี่ รากฏนี้ ใชเ ฉพาะหนงั สือคมู ือครูเลมน้ี
สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 187
คมู อื ครูรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 3 การเปล่ยี นแปลงของสาร
แนวคดิ คลาดเคลือ่ น
แนวคิดคลาดเคล่ือนที่อาจพบและแนวคดิ ที่ถูกตอ งในบทที่ 1 การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ มีดงั ตอไปนี้
แนวคิดคลาดเคลอ่ื น แนวคดิ ทถี่ กู ตอ ง
เม่ือตมน้ําจนเดือดเกิดฟองแกส สารท่ีอยูในฟองแกสคือ เมื่อตมน้ําจนเดือดเกิดฟองแกส สารที่อยูในฟองแกสคือไอน้ํา
อากาศหรือแกสไฮโดรเจน หรือแกสออกซิเจน (Osborne ( Osborne & Cosgrove, 1983; Stein, Larrabee , and
& Cosgrove, 1983; Stein, Larrabee , and Barman, Barman, 2008)
2008)
เมื่อน้ําตาลละลายในนํ้า นํ้าตาลจะเหลือไวแตเพียงรสชาติ เมื่อนํ้าตาลละลายในน้ํา นํ้าตาลไมไดหายไปไหนเพียงแตมี
เทา นน้ั (Driver, 2010) ขนาดเล็กลงจนตาเรามองไมเห็นและแทรกอยูระหวางโมเลกุล
ของน้ํา สังเกตไดจากสารละลายน้ําตาลมีรสหวานของนํ้าตาล
การละลายและการหลอมเหลวมีความหมายอยางเดียวกัน อยู (Driver, 2010)
คือสารเปล่ียนจากของแข็งเปนของเหลว เชน น้ําแข็ง การละลายและการหลอมเหลวมคี วามหมายตา งกนั การละลาย
กลายเปนนา้ํ เรียกวา ละลาย (ธิดารตั น ทองดี และ ปฐ คือการท่ีสารอยางนอย 1 ชนิดรวมกันเปนเนื้อเดียวกับสารอีก
มาภรณ พิมพท อง, 2554) ชนิด สวนการหลอมเหลวเปนการเปลี่ยนสถานะจากของแข็ง
เปนของเหลว (ธิดารัตน ทองดี และปฐมาภรณ พิมพทอง,
เม่อื วางของแข็ง เชน ลกู เหมน็ ไวแ ลวมีขนาดเลก็ ลง เรยี กวา 2554)
ของแข็งนั้นเกิดการหลอมละลาย (ธิดารัตน ทองดี และ ของแข็ง เชน ลูกเหม็น เมื่อวางไวแลวมีขนาดเล็กลง เพราะ
ปฐ มาภรณ พิมพทอง, 2554) เกิดการเปลี่ยนสถานะเปนแกสโดยไมผานการเปล่ียนสถานะ
เปนของเหลวกอน เรียกการเปลี่ยนสถานะนี้วา การระเหิด
(ธิดารัตน ทองดี และปฐมาภรณ พมิ พทอง, 2554)
ถาครพู บวา มแี นวคิดคลาดเคลอื่ นใดที่ยังไมไดแ กไขจากการทาํ กจิ กรรมการเรียนรู ครูควรจดั การเรยี นรเู พ่ิมเติมเพือ่ แกไขแนวคิด
คลาดเคลอื่ นใหถูกตอง
188 สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คูมือครรู ายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 3 การเปลย่ี นแปลงของสาร
บทนเ้ี ริ่มตนอยา งไร (0.5 ชวั่ โมง) ในการตรวจสอบความรู ครูรับฟง
เหตุผลของนักเรียนเปนสําคัญ ครูยังไม
1. ครูทบทวนความรูพ้ืนฐานของนักเรียนเก่ียวกับสถานะของสสารโดย เฉลยคําตอบใด ๆ แตชักชวนใหหาคําตอบ
อาจใชคําถามวาจากการเรียนในช้ันประถมศึกษาปท่ี 4 สสารมี ทถี่ ูกตอ งจากกิจกรรมตาง ๆ ในบทเรียนน้ี
สถานะอะไรบาง (นักเรียนควรตอบไดวา สสารมีสถานะของแข็ง
ของเหลวและแกส)
2. ครแู ละนักเรยี นรว มกันอภปิ รายเกย่ี วกับสสารและสารโดยใชคําถาม
ดังนี้
2.1 สสารคืออะไร (สสารคือส่ิงตาง ๆ รอบตัวท่ีมีมวลและตองการ
ที่อยู สสารอาจเปนของแขง็ ของเหลวหรือแกส)
2.2 สารคอื อะไร (สารคอื เน้อื ของสสาร)
ครูใหความรูเพ่ิมเติมวา สารคือเนื้อของสสาร เชน กอน
นํ้าตาลทรายเปนสสารท่ีมีสถานะเปนของแข็งซึ่งมีมวลและ
ตองการที่อยู กอนน้ําตาลทรายมีอนุภาคเล็ก ๆ ที่มาประกอบ
กันเปนกอนน้ําตาลทราย เราจะเรียกอนุภาคเหลานั้นวา
อนุภาคของนํ้าตาลทรายซ่ึงจัดเปนสารอยางหนึ่ง หรือกอน
น้ําแข็ง เปนสสารท่ีมีสถานะเปนของแข็งซ่ึงมีมวลและตองการ
ที่อยู ประกอบดวยอนุภาคเล็ก ๆ ซ่ึงก็คืออนุภาคของนํ้ามา
ประกอบกันเปนกอนน้ําแข็ง อนุภาคของนํ้าก็จัดเปนสารอยาง
หนงึ่
3. ครูเตรียมบัตรภาพสารที่มีสถานะตาง ๆ เชน แปงมัน นํ้าแข็ง น้ํา
นมสด อากาศในลูกโปง น้ําตาลทราย เกลือแกง เอทานอล
แกสออกซิเจน และแกสคารบอนไดออกไซด และสุมบัตรภาพเพ่ือ
แจกนักเรียนคนละ 1 ใบ นักเรียนวิเคราะหสถานะของสารใน
บัตรภาพแลวนําไปเขียนใหตรงกับกลุมของสถานะท่ีครูเขียนไวบน
กระดานดาํ
4. ครูนําอภิปรายเพ่ือตรวจสอบคําตอบบนกระดาน และหากพบวา
บางบัตรภาพจําแนกไวผิดกลุมใหครูแกไขใหถูกตอง (นักเรียนควร
ตอบไดวาแปงมัน นํ้าแข็ง นํ้าตาลทราย เกลือแกงเปนของแข็ง นํ้า
เอทานอล นมสดเปนของเหลว อากาศในลูกโปง แกสออกซิเจน
แกสคารบอนไดออกไซด เปน แกส)
5. ครนู ําอภิปรายโดยใชคาํ ถามวาสสารสามารถเปล่ยี นจากสถานะหนึ่ง
ไปเปนอีกสถานะหน่ึงไดหรือไม อยางไร นอกจากสสารจะเปล่ียน
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 189
คมู อื ครรู ายวิชาพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 3 การเปลี่ยนแปลงของสาร
สถานะไดแลว ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบใดไดอีก นักเรียนจะได การเตรยี มตวั ลว งหนาสําหรบั ครู
เรียนรูในหนว ยท่ี 3 เพ่อื จดั การเรียนรใู นครงั้ ถัดไป
6. ครูชักชวนนักเรียนศึกษาเร่ืองการเปลี่ยนแปลงของสารโดยอานชื่อ
หนว ย และอา นคาํ ถามสําคญั ประจาํ หนวยในหนงั สือเรียนหนา 74 ในครั้งถัดไป นักเรียนจะไดเรียน
ดงั น้ี เร่ืองท่ี 1 การเปลี่ยนสถานะ ครูเตรียมคลิป
6.1 การเปลีย่ นแปลงของสารมีอะไรบา ง และเปลี่ยนอยางไร สน้ั ๆ เก่ยี วกบั การอนุ อาหารแชแข็ง (สืบคน
6.2 การเปล่ียนแปลงของสารเกี่ยวของกับการดํารงชีวติ ของมนุษย ไดจาก www.youtube.com คําคนหาคือ
การอุน อาหารแชแข็ง)
อยา งไร
นักเรียนตอบคําถาม โดยครูยังไมตองเฉลยคําตอบท่ีถูกตอง แตจะ
ใหนักเรียนยอนกลับมาตรวจคําตอบอีกคร้ังหลังเรียนจบหนวยน้ี
แลว
7. นักเรียนอาน ชื่อบท และอานจุดประสงคการเรียนรูประจําบท ใน
หนังสือเรียนหนา 75 จากน้ันครูใชคําถามเพื่อตรวจสอบความเขาใจ
เก่ียวกับจดุ ประสงคก ารเรียนรู ดงั น้ี
7.1 บทน้ีจะเรียนเรอ่ื งอะไร (การเปลยี่ นแปลงทางกายภาพ)
7.2 จากจุดประสงคการเรียนรู เม่ือจบบทเรียนนักเรียนสามารถทํา
อะไรไดบาง (สามารถอธิบายการเปล่ียนสถานะของสสาร
อธิบายการละลายของสารในน้ํา และอธิบายการเปล่ียนแปลง
ทางกายภาพของสาร)
8. นักเรียนอานช่ือบทและแนวคิดสําคัญ ในหนังสือเรียนหนา 76
จากน้ันครูใชคําถามวา จากการอานแนวคิดสําคัญ นักเรียนคิดวาจะ
ไดเรียนเก่ียวกับเรื่องอะไรบาง (ในบทน้ีนักเรียนจะไดเรียนเรื่อง การ
เปลี่ยนสถานะ การละลาย และการเปล่ียนแปลงทางกายภาพของ
สาร)
9. ครูชักชวนใหนักเรียนสังเกตรูป และอานเนื้อเร่ืองในหนา 76 โดยครู
ฝกทักษะการอานตามวิธีการท่ีเหมาะสมกับความสามารถของ
นักเรียน ครูตรวจสอบความเขาใจในการอานของนักเรียน โดยใช
คําถามตอ ไปน้ี
9.1 เรอ่ื งนก้ี ลาวถึงอะไร (ไอศกรมี และการทําไอศกรีม)
9.2 ไอศกรีมมสี วนประกอบอะไรบา ง (นม น้าํ ตาล และสารแตงกลน่ิ )
9.3 เราตองทําอยางไรเพ่ือใหสวนผสมตาง ๆ ของไอศกรีมแข็งตัว
เปน แทง (นาํ สวนผสมไปแชในตูท ี่มอี ุณหภมู ติ าํ่ )
190 สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู ือครรู ายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยท่ี 3 การเปลย่ี นแปลงของสาร
9.4 นักเรียนคิดวา การทําใหไอศกรีมแข็งตัว ไอศกรีมไดรับหรือ
สูญเสยี ความรอ น (นักเรียนตอบตามความเขา ใจ)
10. ครูนําอภิปรายโดยใชคําถามวาในการทําไอศกรีมเกี่ยวของกับ
การเปลี่ยนสถานะและการละลายซึ่งเปนการเปล่ียนแปลงทาง
กายภาพอยางไร (นักเรียนตอบตามความเขาใจโดยครูยังไมตอง
เฉลยคําตอบที่ถูกตอง) จากนั้นชักชวนนักเรียนทําสํารวจความรู
กอนเรยี น
11. นักเรียนทํากิจกรรมสํารวจความรูกอนเรียน ในแบบบันทึกกิจกรรม
หนา 82-84 โดยนักเรียนอานคําถามแตละขอ ครูตรวจสอบ
ความเขาใจของนักเรียน จนแนใจวานักเรียนสามารถทําไดดวย
ตนเอง จึงใหนักเรียนตอบคําถามลงในแบบบันทึกหนา 82 โดย
คําตอบของแตละคนอาจแตกตางกัน และคําตอบอาจถูกหรือผิดก็
ได
12. ครูสังเกตการตอบคําถามของนักเรียนเพ่ือตรวจสอบวานักเรียนมี
แนวคิดเก่ียวกับการเปลี่ยนสถานะและการละลายอยางไรบาง อาจ
สมุ นักเรียน 2–3 คน นาํ เสนอคําตอบของตนเองหนาชน้ั เรยี นโดยครู
ยังไมตองเฉลยคําตอบ แตจะใหนักเรียนยอนกลับมาตรวจสอบอีก
คร้ังหลังเรียนจบบทน้ีแลว ทั้งน้ีครูอาจบันทึกแนวคิดคลาดเคลื่อน
หรือแนวคิดที่นาสนใจของนักเรียน แลวนํามาออกแบบการจัดการ
เรียนรูเพื่อแกไขแนวคิดคลาดเคล่ือนใหถูกตอง และตอยอดแนวคิด
ท่ีนา สนใจของนักเรยี น
ความรูเพิ่มเติมสําหรับครู
พลาสมา
สสารในสถานะของแขง็ ของเหลว และแกสประกอบไปดว ยอนภุ าคท่มี ีประจุไฟฟารวมเปนกลาง
เพราะมจี ํานวนโปรตอนซึ่งมปี ระจไุ ฟฟาเปนบวกเทากบั อเิ ล็กตรอนซ่ึงมีประจุไฟฟา เปนลบ เมือ่ แกส ไดร บั
พลังงานสงู จนทาํ ใหอิเล็กตรอนบางสวนหรือทัง้ หมดหลุดออกจากอะตอม ทําใหอ นภุ าคท่ีเหลอื อยมู ีประจุบวก
หรอื เรียกวา ไอออนบวก อนุภาคซึง่ อเิ ล็กตรอนไมห ลุดรวมกับอิเล็กตรอนทห่ี ลดุ ออกมาเปน สสารในสถานะ
พลาสมาซง่ึ นาํ ไฟฟา ได จึงนาํ มาใชป ระโยชนไดห ลากหลาย เชน ทาํ เปนสวนประกอบของจอโทรทศั น
สว นประกอบของหลอดไฟฟา (PSFC, 2021)
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 191
คมู ือครรู ายวิชาพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 3 การเปลี่ยนแปลงของสาร
แนวคาํ ตอบในแบบบันทกึ กจิ กรรม
การสาํ รวจความรูก อนเรียน นกั เรียนอาจตอบคําถามถกู หรือผดิ ก็ไดข ้ึนอยกู ับความรูเ ดิมของนักเรยี น
แตเมื่อเรยี นจบบทเรยี นแลว ใหนกั เรยี นกลบั มาตรวจสอบคําตอบอีกครั้งและแกไขใหถกู ตอง ดงั ตวั อยาง
การบรู แกส
ของแข็ง
การระเหิด
192 สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู อื ครรู ายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 3 การเปล่ียนแปลงของสาร
น้ํา (ไอนํา้ ) ของเหลว
แกส
การควบแนน
นาํ้ (น้ําแข็ง) ของเหลว
ของแข็ง
การหลอมเหลว
สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 193
คมู ือครูรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยท่ี 3 การเปล่ียนแปลงของสาร
แอลกอฮอล แกส
ของเหลว
การกลายเปน ไอ
194 สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คูม อื ครูรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยที่ 3 การเปลย่ี นแปลงของสาร
เรือ่ งที่ 1 การเปล่ียนสถานะ
เรื่องน้ีนักเรียนจะไดเรียนรูเกี่ยวกับการเปล่ียนสถานะของ สือ่ การเรยี นรแู ละแหลงเรียนรู
สสารซ่งึ เปน การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ การเปลยี่ นสถานะของ
สสารเกิดขน้ึ เมอ่ื สสารไดร ับหรือสูญเสยี ความรอ น 1. หนังสือเรียน ป.5 เลม 1 หนา 78-94
2. แบบบนั ทึกกจิ กรรม ป.5 เลม 1 หนา 85-100
ของแขง็ เม่ือไดรับความรอนจนเปลี่ยนสถานะเปนของเหลว 3. รปู หรือวดี ิทัศนเ ก่ยี วกบั การอุนอาหารแชแขง็
เรียกวา การหลอมเหลว ของเหลวเมื่อไดรับความรอนจนเปลี่ยน
สถานะเปนแกสเรียกวา การกลายเปนไอซ่ึงมี 2 ลักษณะ ไดแก
การระเหยและการเดือด
แกสเม่ือสูญเสียความรอนจนเปล่ียนสถานะเปนของเหลว
เรียกวา การควบแนน และเมื่อของเหลวสูญเสียความรอนจน
เปล่ียนสถานะเปนของแข็งเรียกวา การแข็งตัว ของแข็งบางชนิด
ไดรับความรอนสามารถเปล่ียนสถานะเปนแกสโดยไมเปล่ียน
สถานะเปนของเหลวกอนเรียกวา การระเหิด และแกสบางชนิด
สญู เสยี ความรอนสามารถเปลี่ยนสถานะเปน ของแข็งโดยไมเปล่ียน
สถานะเปน ของเหลวกอ นเรียกวา การระเหิดกลบั
จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
1. สังเกตและอธิบายการเปลีย่ นสถานะของสสาร
2. อธิบายการเปลีย่ นแปลงทางกายภาพ
เวลา 3.5 ชัว่ โมง
วัสดุ อุปกรณส ําหรับทํากจิ กรรม
น้ําแข็งกอนเล็ก ๆ ไมขีดไฟ ชุดตะเกียงแอลกอฮอล
ถุงพลาสติกใส ยางรัดของ กระปองทรายสําหรับดับไฟ
ขวดรูปกรวย นํ้าผลไม นํ้าแข็งปน เกลือแกง อางพลาสติก
แกวพลาสติกใสหรือขวดพลาสติก ชอน บีกเกอรขนาด 250 cm3
แผน กระดาษแข็งเจาะรู ชอ นตักสารเบอร 2 พิมเสน
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 195
คมู อื ครูรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 3 การเปล่ียนแปลงของสาร
แนวการจัดการเรียนรู (30 นาที)
ข้ันตรวจสอบความรู (5 นาที)
1. ครูตรวจสอบความรูเดิมเก่ียวกับการเปลย่ี นสถานะของสสารโดยใหนักเรียน ในการตรวจสอบความรู ครู
สังเกตสารท่ีสามารถเปลี่ยนสถานะได เชน นํ้า และนําอภิปรายโดยใช เพียงรับฟงเหตุผลของนักเรียน
คาํ ถามดงั น้ี และยังไมเฉลยคําตอบใด ๆ แต
1.1 นักเรียนคดิ วาเม่ือนํานํ้าไปแชในชองแชแข็งในตเู ย็นเปนเวลา 1 คืน นาํ้ ชักชวนใหนักเรียนไปหาคําตอบ
จะเกิดการเปล่ยี นแปลงอยางไร (นักเรียนตอบตามความเขา ใจ) ดว ยตนเองจากการอานเน้ือเรอื่ ง
1.2 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนเปนการเปล่ียนสถานะหรือไม อยางไร และ
เรียกการเปล่ยี นแปลงน้ันวา อะไร (นักเรยี นตอบตามความเขาใจ) หากนักเรียนไมสามารถตอบ
1.3 ถานํานํ้าที่เคยอยูในชองแชแข็งของตูเย็นออกมาไวนอกตูเย็น นักเรียน คําถามหรืออภิปรายไดตามแนว
คิดวาจะมีการเปล่ียนแปลงอยางไร มีการเปล่ียนสถานะเกิดขึ้นหรือไม คําตอบ ครูควรใหเวลานักเรียนคดิ
และเรียกการเปลย่ี นแปลงนัน้ วาอะไร (นกั เรียนตอบตามความเขาใจ) อยางเหมาะสม รอคอยอยาง
อดทน และรับฟง แนวความคิดของ
2. ครูสรุปคําตอบของนักเรียนวา นํ้าท่ีนําไปไวชองแชแข็งและท่ีนําออกจาก นักเรยี น
ชองแชแข็งมาไวนอกตูเย็นจะมีการเปล่ียนแปลงเกิดขึ้นแลวเชื่อมโยงสู
การเรียนเรื่องการเปลี่ยนสถานะวาสารอ่ืน ๆ จะเกิดการเปล่ียนสถานะ
หรือไม อยางไร ซ่ึงจะไดเรียนรูจากการอานเร่ืองการเปลี่ยนสถานะหนา
78-79 และจากการทาํ กจิ กรรม
ข้ันฝก ทักษะจากการอาน (20 นาที)
3. นักเรยี นอา นช่ือเรอ่ื ง และคิดกอ นอาน ในหนงั สือเรยี นหนา 78 แลว รวมกัน
อภิปรายในกลุมเพื่อตอบคําถามคิดกอนอานตามความเขาใจของกลุม ครู
บันทึกคําตอบของนักเรียนบนกระดานเพื่อใชเปรียบเทียบคําตอบหลังจาก
การอานเน้ือเรอื่ ง
4. นักเรียนอานคําสําคัญ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (หากนักเรียนอาน
ไมได ครูควรสอนอานใหถูกตอง) จากนั้นนักเรียนรวมกันอภิปราย
ความหมายของคําสําคัญตามความเขาใจ ครูชักชวนใหนักเรียนหา
ความหมายของคําจากการอานเน้อื เร่ือง
5. นักเรียนอานเน้ือเรื่องในหนังสือเรียนหนา 79 โดยครูฝกทักษะการอานตาม
วิธีการอานท่ีเหมาะสมกับความสามารถของนักเรียน ครูใชคําถามเพ่ือ
ตรวจสอบความเขาใจจากการอา น ดังน้ี
5.1 สสารมีสถานะอะไรบา ง (สสารมีสถานะของแขง็ ของเหลว และแกส )
196 สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คูม อื ครรู ายวิชาพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยที่ 3 การเปล่ียนแปลงของสาร
5.2 การเปล่ียนแปลงใดบางเปนการเปลี่ยนสถานะของสสารและเกิดขึ้นได การเตรียมตวั ลว งหนาสาํ หรับครู
อยางไร (ของเหลวในอาหารเปล่ียนเปนของแข็ง เกิดข้ึนเมื่อทําให เพอ่ื จดั การเรียนรูใ นครง้ั ถัดไป
ของเหลวน้ันเยน็ ลงหรือสูญเสียความรอน ของแขง็ ในอาหารเปลี่ยนเปน
ของเหลวเกิดขน้ึ เม่ือทาํ ใหรอ นขน้ึ หรือไดรับความรอน) ในคร้ังถัดไป นักเรียนจะไดทํา
กิจกรรมท่ี 1.1 นํ้าแข็งมีการเปล่ียน
5.3 การเปลี่ยนสถานะเปนการเปลย่ี นแปลงทางกายภาพหรือไม เพราะเหตุ สถานะอยา งไร ครตู องเตรยี มชุดอุปกรณ
ใด (เปนการเปล่ียนแปลงทางกายภาพเพราะเปนการเปลี่ยนแปลงท่ีไม ตอนักเรียน 1 กลุม ดังตอไปน้ี น้ําแข็ง
เกดิ สารใหม) กอนเล็ก ๆ ชุดตะเกียงแอลกอฮอล
ขวดรูปกรวย ถุงพลาสติกใส ยางรัดของ
5.4 การเปลี่ยนสถานะของสสารหมายถึงอะไร (การเปล่ยี นสถานะของสสาร กระปองทรายสําหรับดับไฟ
หมายถึงการเปล่ียนแปลงของสสารท่ีเปล่ียนจากสถานะหนึ่งไปเปนอีก
สถานะหนง่ึ ) ครูเตรียมน้ําแข็งกอนเล็ก ๆ
ขนาดประมาณเทากับเมล็ดถั่วลิสงและ
ข้นั สรปุ จากการอา น (5 นาท)ี ใหน กั เรยี นแตล ะกลุมใชเพียง 1 กอน
6. นักเรียนรวมกันสรุปเรื่องที่อานซึ่งควรสรุปไดวา สสารรอบตัวเรามี 3
สถานะ สสารเปล่ียนจากสถานะหนึ่งไปเปนอีกสถานะหน่ึงเม่ือสสารไดรับ
หรือสูญเสียความรอน สสารที่เปลี่ยนสถานะแลวยังคงเปนสารเดิม
การเปล่ียนสถานะจึงจัดเปนการเปล่ยี นแปลงทางกายภาพ
7. นกั เรยี นตอบคาํ ถาม รหู รอื ยงั ในแบบบนั ทกึ กิจกรรม หนา 85
8. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายเพ่ือเปรียบเทียบคําตอบของนักเรียนใน
รูหรือยังกับคําตอบที่เคยตอบและบันทึกไวในคิดกอนอาน รวมท้ังแกไข
คาํ ตอบใหถกู ตอ ง
9. ครูชกั ชวนนักเรียนลองตอบคําถามทายเรอื่ งทอี่ า นวา
นอกจากของเหลวในอาหาร สารอื่น ๆ สามารถเปลี่ยนสถานะไดหรือไม
อยางไร ครูบันทึกคําตอบของนักเรียนบนกระดาน โดยยังไมเฉลยคําตอบ
แตช กั ชวนใหนกั เรียนหาคําตอบจากการทาํ กจิ กรรม
สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 197
คูมือครูรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 3 การเปลี่ยนแปลงของสาร
แนวคําตอบในแบบบนั ทกึ กิจกรรม
• ของเหลวในอาหารเปลี่ยนเปนของแข็ง เกิดข้ึนเมื่อของเหลวสูญเสีย
ความรอ นจากการทําใหของเหลวเยน็ ลง
• ของแข็งในอาหารเปลย่ี นเปนของเหลว เกดิ ขึน้ เม่ือของแข็งไดรับ
ความรอน
• ของเหลวในอาหารแหง แสดงวาของเหลวเปล่ียนเปนแกส เกิดขนึ้ เมือ่
ของเหลวไดรบั ความรอน
การเปลย่ี นสถานะเปนการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเพราะเปน
การเปลย่ี นแปลงท่ไี มม สี ารใหมเกดิ ขึ้น สารกอนและหลัง
การเปลย่ี นแปลงเปน สารเดมิ แตมีสถานะตา งกัน
198 สถาบนั สง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
คมู อื ครรู ายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยท่ี 3 การเปล่ยี นแปลงของสาร
กิจกรรมที่ 1.1 น้าํ แข็งมีการเปลีย่ นสถานะอยางไร
กิจกรรมน้ีนักเรียนจะไดสังเกตและอธิบายการเปลี่ยน
สถานะของน้าํ แข็ง
เวลา 1 ช่ัวโมง
จุดประสงคการเรียนรู
เพอ่ื สงั เกตและอธบิ ายการเปลี่ยนสถานะของนํ้าแข็ง
วสั ดุ อปุ กรณสาํ หรับทํากจิ กรรม
ส่ิงที่ครูตองเตรยี ม/กลุม
1. ขวดรูปกรวย ขนาด 250 cm3 2 ใบ
2. ยางรดั ของ 1 วง
3. ชุดตะเกียงแอลกอฮอล 1 ชดุ
4. ไมขดี ไฟ 1 กลกั
5. ถุงพลาสติกใส ขนาด 5 นว้ิ x 8 นิ้ว 1 ถุง
6. นาํ้ แข็งกอนเลก็ ๆ ประมาณเมลด็ ถ่วั ลสิ ง 1-2 กอน
7. กระปองทรายสําหรบั ดับไฟ 1 กระปอง
8. เวบ็ ไซตทเ่ี กี่ยวกบั การเปลี่ยนสถานะของสสาร
9. หนังสือท่มี เี นื้อหาเกี่ยวกบั การเปล่ยี นสถานะของสสาร สอ่ื การเรียนรูแ ละแหลงเรียนรู
10. แผนภาพการเปลยี่ นสถานะของสสาร 1. หนงั สอื เรียน ป.5 เลม 1 หนา 80-83
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร 2. แบบบันทกึ กจิ กรรม ป.5 เลม 1 หนา 86-89
S1 การสงั เกต 3. ตวั อยา งวีดิทัศนป ฏิบตั ิการวทิ ยาศาสตรส ําหรบั ครู
S5 การหาความสัมพันธร ะหวา งสเปซกบั สเปซ
เรอื่ งการหลอมเหลว การกลายเปนไอและ
S6 การจัดกระทําและสือ่ ความหมายขอ มูล
การควบแนนเปนอยา งไร
S8 การลงความเหน็ จากขอมลู
S13 การตคี วามหมายขอมูลและลงขอสรุป
ทักษะแหง ศตวรรษที่ 21
C4 การสอ่ื สาร http://ipst.me/8926
C5 ความรว มมอื
C6 การใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 199
คูม อื ครรู ายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยที่ 3 การเปล่ยี นแปลงของสาร
แนวการจดั การเรยี นรู ใ น ก า ร ต ร ว จ ส อ บ ค ว า ม รู
ครูรับฟงเหตุผลของนักเรียนเปน
1. ครูตั้งบกี เกอรท่ีใสนํ้าแข็งบนโตะแลว ถามนักเรียนวา นํ้าแข็งมีสถานะ สําคัญ ครูยังไมเฉลยคําตอบใด ๆ
แตชักชวนใหหาคําตอบที่ถูกตอง
อะไร และเม่ือวางนํ้าแข็งไวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม อยางไร จากกจิ กรรมตาง ๆ ในบทเรียนนี้
นักเรียนตอบตามความเขาใจของตนเอง ครูจดบันทึกคําตอบของ
นักเรียนแตยังไมเฉลยคําตอบที่ถูกตอง แลวชักชวนใหนักเรียนคนหา
คาํ ตอบจากการทาํ กจิ กรรมที่ 1.1
2. นักเรียนอานช่ือกิจกรรมและ ทําเปนคิดเปน จากนั้นครูตรวจสอบ
ความเขาใจของนกั เรยี น โดยอาจใชค าํ ถามดงั นี้
2.1 กิจกรรมน้ีนักเรียนจะไดเรียนเก่ียวกับเร่ืองอะไร (เรียนเก่ียวกับ
การเปลีย่ นสถานะของนํา้ แข็ง)
2.2 นักเรยี นจะเรยี นเรือ่ งน้ีดวยวิธีใด (การสังเกต)
2.3 เม่ือเรียนแลวนักเรียนจะทําอะไรได (อธิบายการเปลี่ยนสถานะ
ของน้าํ แขง็ )
3. นักเรียนบันทึกจุดประสงคของกิจกรรมในแบบบันทึกหนา 86 และ
อานส่ิงที่ตองใช ครูนําอุปกรณท่ีใชในกิจกรรมซ่ึงบางอยางนักเรียน
อาจไมรูจักมาแสดงใหนักเรียนดู เชน ขวดรูปกรวย โดยอธิบายและ
ทาํ ความเขา ใจเก่ยี วกบั อปุ กรณนั้น ๆ
4. นักเรียนอานทําอยางไร โดยครูฝกอานตามความเหมาะสมกับ
ความสามารถของนักเรียน จากนั้นรวมกันอภิปรายเพื่อสรุปข้ันตอน
การทาํ กจิ กรรม ครูตรวจสอบความเขา ใจขนั้ ตอนการทํากิจกรรมโดย
ใชคาํ ถามดงั น้ี
4.1 นักเรียนตองอภิปรายอะไรบาง (อภิปรายวาจะเกิดอะไรข้ึนกับ
นํ้าแข็งในขวดรูปกรวยเมื่อวางไวสักครู เม่ือนําไปใหความรอน
ดวยชุดตะเกียงแอลกอฮอลและหลังจากดับไฟแลววางไว
2 นาท)ี
4.2 หลังจากบันทึกผลการอภิปรายแลว นักเรียนตองทําอยางไร
ตอไป (ทํากิจกรรมเพื่อตรวจสอบการอภิปรายโดยนําน้ําแข็ง
กอนเล็ก ๆ 1-2 กอนบรรจุในขวดรูปกรวย และครอบปากขวด
ดวยถุงพลาสติกรัดใหแนนดวยยางรัดของ สังเกตส่ิงที่เกิดขึ้น
บนั ทึกผล)
200 สถาบนั สง เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คมู อื ครรู ายวิชาพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยที่ 3 การเปลย่ี นแปลงของสาร
4.3 เมื่อไมเห็นกอนน้ําแข็งเหลืออยูในขวดรูปกรวยตองทําอยางไร ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ ละทกั ษะแหง
ตอไป (นําขวดรูปกรวยไปใหความรอนโดยตั้งไฟออนๆ ศตวรรษที่ 21 ที่นักเรียนจะไดฝกจากการทํา
ประมาณ 3 นาที สงั เกตสิ่งที่เกิดขน้ึ อยางละเอยี ด บันทึกผล) กิจกรรม
4.4 หลังจากดับไฟแลว นักเรียนตองทําอยางไร (หลังจากดับไฟ S1 การสังเกตการเปลีย่ นแปลงของนํ้าแขง็ และ
สังเกตส่ิงท่ีเกิดข้ึนภายในขวดรูปกรวยและภายในถุงพลาสติก น้ํา
จนถงึ ประมาณ 2 นาที บันทึกผล)
S5 การหาความสัมพนั ธร ะหวางสเปซกบั สเปซ
4.5 นักเรียนตองทําอยางไรตอไป (อภิปรายการเปลี่ยนสถานะของ จากการสงั เกตการเปล่ยี นแปลงรปู รางสารใน
นํ้าแข็ง และสืบคนขอมูลเก่ียวกับการเปลี่ยนสถานะท่ีเกิดขึ้นใน ภาชนะ (1) การเปลย่ี นรูปรางของนา้ํ แขง็ กบั
แตละชวงเรียกวาอะไร) รูปรางของนํ้า (2) การเปลี่ยนรปู รางของนํ้า
กบั รปู รา งของไอนาํ้ ในภาชนะ
5. ครูเตือนใหนักเรียนระมัดระวังเร่ืองความปลอดภัยในการใช
ตะเกียงแอลกอฮอล และดับกานไมขีดไฟลงในกระปองทราย ไม S6 การจดั กระทําและสื่อความหมายขอมูลจาก
สัมผัสขวดรูปกรวยขณะยังรอนอยู พรอมทั้งกําชับนักเรียนใหดับ การบรรยายและวาดรูปลักษณะของน้าํ แข็ง
ตะเกยี งแอลกอฮอลท ันทีเม่ือสังเกตสารในภาชนะเสร็จแลว นา้ํ และไอน้ําในภาชนะ
6. ครูควรแสดงวิธีการระบุชื่อแหลงขอมูลที่สืบคนและยํ้าใหนักเรียน S8 การลงความเหน็ จากขอมูลจากการสงั เกต
บนั ทึกแหลงขอ มูลทกุ ครงั้ ลักษณะของสารขณะเกดิ การเปลีย่ นแปลง
เชน บอกไดวา มีไอนํา้ เกดิ ข้ึนในถงุ พลาสติกที่
7. ครูอาจชวยเขยี นสรปุ ข้ันตอนการทาํ กจิ กรรมขอ 4.1-4.5 บนกระดาน พองข้ึนและนําขอมลู มาระบสุ ถานะของสาร
ครูยํ้าแนวทางในการสังเกตส่ิงตาง ๆ ควรสังเกตใหละเอียดมากที่สุด ท่ีเปลี่ยนแปลง
เชน การสังเกตกอนนํ้าแข็ง ควรสังเกตใหไดขอมูลตาง ๆ ใหไดมาก
ท่ีสุด เชน สี ขนาด รูปรางของกอนน้ําแข็ง จํานวนกอนน้ําแข็ง C4 การสื่อสารจากการพูด เขียนบรรยาย
ระยะเวลาที่กอนน้ําแข็งเกิดการเปล่ียนแปลงจนหมด ขณะที่น้ําแข็ง เกยี่ วกับการเปลี่ยนสถานะของนาํ้ แข็ง
เลก็ ลง เกดิ อะไรข้ึนบา ง
C5 ความรวมมือจากการทาํ งานรว มกันในกลมุ
8. เมอ่ื ตรวจสอบนักเรยี นจนเขาใจวิธีการทํากิจกรรมในทาํ อยางไร แลว C6 การใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร
ครูแจกวสั ดอุ ุปกรณ และนกั เรยี นเริ่มทํากิจกรรมตามขนั้ ตอน
จากการใชอินเทอรเน็ตสืบคน การเปล่ยี น
9. หลังจากทํากิจกรรมแลว ครูสุมตัวแทนนักเรียนนําเสนอผลการทํา สถานะของสสาร
กิจกรรมโดยอาจบันทึกผลในตารางที่ครูเขียนไวบนกระดาน หรือใช
เครื่องฉายแผนทึบฉายแบบบันทึกของนักเรียนข้ึนจอใหนักเรียนรวม
ตรวจสอบผลการทํากิจกรรมวาไดผลท่ีถูกตองหรือไมและอภิปราย
สาเหตทุ ่ที าํ ใหผลการทํากิจกรรมคลาดเคลือ่ น
10.ครูนําอภิปรายผลการทํากิจกรรมท่ีนักเรียนนําเสนอ โดยใชคําถาม
ดงั นี้
สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 201
คมู ือครรู ายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 3 การเปลี่ยนแปลงของสาร
10.1 เกิดอะไรข้ึนเมื่อวางน้ําแข็งในขวดรูปกรวยไวสักครูและเรียก หากนักเรียนไมสามารถ
การเปล่ยี นแปลงทเี่ กดิ ขึ้นวา อะไร (เม่ือวางน้าํ แข็ง 1-2 กอ นไว ตอบคําถามหรืออภิปรายไดตาม
นํ้าแข็งมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ และมีน้ําท่ีกนภาชนะปริมาณ แนวคําตอบ ครูควรใหเวลา
มากขึ้นเร่ือย ๆ เม่ือเวลาผานไปประมาณ 5 นาที นํ้าแข็งจะ นักเรียนคิดอยางเหมาะสม รอ
เปลี่ยนเปนนํ้าทั้งหมด เรียกการเปล่ียนแปลงจากน้ําแข็งเปน คอยอยางอดทน และรับฟง
น้ํานวี้ า การหลอมเหลว) แนวความคดิ ของนักเรยี น
ถานักเรียนตอบไมได ครูใหความรูเพ่ิมเติมวาการเปลี่ยน
สถานะจากของแข็งเปนของเหลว เรียกวา การหลอมเหลว ขอเสนอแนะเพ่มิ เติม
หมายเหตุ เวลาที่นํ้าแข็งใชในการเปล่ียนเปนนํ้าจนหมดท้ัง
กอ น ขึน้ อยูก ับขนาดของกอ นนา้ํ แข็ง ครูควรสืบคนขอมูลเกี่ยวกับการ
เปล่ียนสถานะของสสารจากเว็บไซตท่ี
10.2 เม่อื นาํ น้ําในขวดรูปกรวยไปใหค วามรอ น นาเช่ือถือไวลวงหนาประมาณ 3-4 เว็บไซต
- เกิดการเปล่ียนแปลงอยางไร (เม่ือใหความรอนแกน้ําใน และแนะนํานักเรียนใหสืบคนขอมูลจาก
ขวดรูปกรวย น้ํารอนข้ึน มีฟองแกสผุดข้ึนจากกนขวด นํ้า เว็บไซตทนี่ า เช่อื ถอื
ที่กนภาชนะ มีปริมาณนอยลงๆ จนหมดไป ถุงพลาสติก เชน www.scimath.org
พองขึน้ )
- นักเรียนคิดวาน้ําที่มีปริมาณนอยลงเปนเพราะน้ําหายไป
จากขวดรูปกรวยใชหรือไม รูไดอยางไร (ไมใช เพราะ
ขวดรูปกรวยมีถุงพลาสติกครอบอยูและรัดดวยยางรัดของ
ทําใหน ้ําออกจากขวดรูปกรวยไมไ ด)
- นักเรียนคิดวาเพราะเหตุใดนํ้าจึงมีปริมาณนอยลง (นํ้า
เปลย่ี นแปลงเปน สารที่มองไมเห็น)
- ถานํ้าไมหายไปจากขวดรูปกรวย แลวน้ําเปลี่ยนเปน
สถานะใด รูไดอยางไร (นํ้าเปลี่ยนสถานะเปนแกส สังเกต
ไดจากถุงพลาสติกท่ีครอบปากขวดรูปกรวยพองข้ึน การที่
ถุ ง พ ล า ส ติ ก พ อ ง ขึ้ น แ ส ด ง ว า น า จ ะ มี ส า ร อ ยู ภ า ย ใ น
ถงุ พลาสตกิ ที่พองนั้นซ่งึ นาจะเปน แกส)
- การท่ีน้ําเปลี่ยนไปเปนไอนํ้าเรียกวาอะไร (เรียกการ
เปลี่ยนแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ วา การกลายเปน ไอ)
ถานักเรียนตอบไมได ครูใหความรูเพ่ิมเติมวาการเปล่ียน
สถานะจากของเหลวเปนแกส เรียกวา การกลายเปนไอ ซึ่งมี
202 สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูมือครูรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยท่ี 3 การเปลีย่ นแปลงของสาร
2 ลกั ษณะคอื การระเหย และการเดือด การกลายเปนไอที่เปน
การระเหยจะเกิดบริเวณผิวของของเหลว สวนกลายเปนไอท่ี
เปนการเดือดจะเกดิ ไดทกุ สวนของของเหลว
- นักเรียนคิดวาขณะท่ีนํ้าเดือดเกิดเปนฟองแกส สารท่ีอยู
ในฟองแกสคืออะไร (นักเรียนตอบตามความเขาใจ)
ครูใหความรูเพ่ิมเติมวา สารท่ีอยูในฟองแกสมีสารเพียงชนิด
เดียวคือไอน้ําซ่ึงเปนนํ้าในสถานะแกส สารท่ีอยูในฟองแกส
ไมใชอ ากาศหรือแกส ออกซิเจน
- นํ้าเปลี่ยนเปนไอนํ้าเก่ียวของกับความรอนอยางไร (น้ํา
เปลี่ยนเปนไอน้ําเก่ียวของกับความรอน โดยน้ําจะไดรับ
ความรอนเพ่ิมข้นึ จนเปลย่ี นสถานะเปน ไอนาํ้ ได)
10.3 เมือ่ ดับตะเกยี งแอลกอฮอลและตง้ั ขวดรปู กรวยไวส กั ครู
- สารท่ีอยูในขวดรูปกรวย เกิดการเปล่ียนแปลงอยางไร
(สารที่อยูในขวดรูปกรวยเปล่ียนเปนฝาสีขาวอยูใน
ถุ ง พ ล า ส ติ ก แ ล ะ มี ห ย ด นํ้ า เ ก า ะ ท่ี ผิ ว ด า น ใ น ข อ ง
ถงุ พลาสตกิ ถงุ พลาสตกิ แฟบลง)
- ฝา สีขาวท่ีเกดิ ขึน้ คอื อะไร (น้ําในสถานะของเหลว)
- นา้ํ ในสถานะของเหลว เชน ละอองนํา้ และหยดน้ําเกิดข้ึน
ไดอยางไร (ไอนํ้าสูญเสียความรอนไปถึงระดับหนึ่ง
จนกระทั่งควบแนนเปนละอองนํ้า เมื่อละอองน้ํารวมตัว
กนั กจ็ ะกลายเปนหยดนาํ้ )
- การเปล่ียนแปลงนี้เรียกวาอะไร (การเปลี่ยนแปลงนี้
เรียกวา การควบแนน )
ถานักเรียนตอบไมได ครูใหความรูเพิ่มเติมวาการเปล่ียน
สถานะจากแกส เปน ของเหลว เรียกวา การควบแนน
10.4 สารเมื่อไดรับหรือสูญเสียความรอนมีผลตอการเปลี่ยน
สถานะหรือไม อยางไร ยกตัวอยาง (มีผลตอการเปลี่ยน
สถานะของสาร เชน น้ําแข็งเมื่อไดรับความรอนจะ
หลอมเหลวเปนน้ํา และน้ํา เม่ือไดรับความรอนจะระเหย
สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 203
คูม ือครูรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 3 การเปลี่ยนแปลงของสาร
และเดือดกลายเปนไอนํ้าเมื่อไอน้ําสูญเสียความรอนจะ การเตรยี มตวั ลวงหนาสําหรบั ครู
เพ่อื จดั การเรยี นรูในครั้งถัดไป
ควบแนน เปนละอองนา้ํ หรือหยดน้ํา)
ในคร้ังถัดไป นักเรียนจะไดทํา
10.5 เมื่อสารเกิดการเปลี่ยนสถานะแลวจะสามารถกลับมาเปน กิจกรรมที่ 1.2 น้ําผลไมเปนเกล็ดนํ้าแข็งได
อยางไร ครูเตรียมกระดาษหนังสือพิมพเพื่อ
สถานะเดิมไดหรือไม อยางไร (สารสามารถกลับมาเปน รองโตะ และผา เช็ดโตะ
สถานะเดิมได เมื่อทําใหสารไดรับหรือสูญเสียความรอน
ตัวอยางเชน น้ําแข็งเปล่ียนเปนนํ้าและน้ําเปลี่ยนเปนไอน้ํา
เม่ือไดรับความรอน และไอน้ําเปล่ียนเปนนํ้าเหมือนเดิมเม่ือ
สญู เสียความรอ น)
11. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายและลงขอสรุปวา สสาร เชน นํ้า
สามารถเปล่ียนจากสถานะหนึ่งไปเปนอีกสถานะหนึ่งไดเมื่อไดรับ
หรือสูญเสียความรอน การเปล่ียนแปลงนี้ เรียกวา การเปลี่ยน
สถานะ และเม่ือสสารเปลี่ยนสถานะแลวสามารถเปลี่ยนกลับสู
สถานะเดิมไดเมื่อสสารไดรับหรือสูญเสียความรอน โดยการทําให
สสารรอนขน้ึ หรือทําใหส สารเย็นลง (S13)
12. นักเรียนรวมกันอภิปรายคําตอบใน ฉันรูอะไร โดยครูอาจใชคําถาม
เพ่ิมเตมิ ในการอภิปรายเพ่อื ใหไ ดแ นวคาํ ตอบที่ถูกตอง
13. นักเรียนสรุปสิ่งท่ีไดเรียนรูในกิจกรรมนี้ จากนั้นครูใหนักเรียนอาน
สิง่ ที่ไดเรียนรู และเปรยี บเทียบกบั ขอสรุปของตนเอง
14. ครูกระตุนใหนักเรียนฝกตั้งคําถามเกี่ยวกับเรื่องท่ีสงสัยหรืออยากรู
เพ่ิมเติมใน อยากรูอีกวา จากน้ันครูอาจสุมนักเรียน 2 -3 คน
นําเสนอคําถามของตนเองหนาช้ันเรียน และใหนักเรียนรวมกัน
อภิปรายเกี่ยวกับคาํ ถามท่นี ําเสนอ
15. ครูนําอภิปรายเพื่อใหนักเรียนทบทวนวาไดฝกทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรและทักษะแหงศตวรรษท่ี 21 อะไรบางและใน
ขัน้ ตอนใด แลว บนั ทกึ ลงในแบบบันทกึ กิจกรรมหนา 89
204 สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
คูม ือครูรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยท่ี 3 การเปลย่ี นแปลงของสาร
แนวคําตอบในแบบนั ทึกกจิ กรรม
สังเกตและอธบิ ายการเปล่ยี นสถานะของนา้ํ แขง็
คําตอบข้ึนอยูก ับการ เม่ือวางนาํ้ แข็ง 1-2 กอ นไว
อภิปรายของนักเรยี น เชน นาํ้ แข็งแตละกอ นมขี นาดเลก็ ลง
นํา้ แข็งจะคอยๆ หายไป มี เรอ่ื ย ๆ และมีนํ้าท่ีกน ภาชนะ
ของเหลวใสเกิดขึน้ หรอื ปรมิ าณมากขน้ึ เรอื่ ย ๆ เมอ่ื
น้ําแข็งจะหลอมเหลว เวลาผา นไปประมาณ 5 นาที
นาํ้ แข็งทัง้ กอนจะเปล่ยี นเปนนาํ้
คําตอบขน้ึ อยูกับการ มีฟองแกส เกดิ ข้ึน นํา้ จะมี 205
อภิปรายของนักเรียน ปรมิ าณนอยลงๆ เมอ่ื เวลา
เชน นํา้ จะคอยๆ หายไป ผา นไปประมาณ 3 นาทีน้ํา
หายไปจนเกือบหมด และ
ถุงพลาสตกิ คอยๆ พองขึน้
หมายเหตุ
1.เวลาทนี่ ้ําแข็งเปล่ียนเปน นํา้ จนหมดท้ังกอนอาจแตกตา งไปจากแนวคําตอบในตาราง ขน้ึ อยูก บั
ขนาดของกอนนาํ้ แข็ง ใหนักเรยี นบนั ทกึ เวลาตามความเปนจรงิ
2. เวลาท่นี ้ําเปล่ยี นเปนไอนํ้าจนเกอื บหมดอาจแตกตา งไปจากแนวคําตอบในตาราง ขึ้นอยูกับ
ปริมาณของนา้ํ และปรมิ าณความรอ นจากไฟของตะเกียงแอลกอฮอล ใหนกั เรยี นบนั ทึกเวลาตาม
สถาบนั สง เสรมิ คกาวราสมอเนปวนิทจยารศิงาสตรและเทคโนโลยี
คมู อื ครรู ายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนวยที่ 3 การเปลีย่ นแปลงของสาร
คําตอบข้นึ อยูกับการ มีหยดน้ําเกาะท่ีขา งขวด มี
อภิปรายของนกั เรยี น ฝา สขี าวเกาะท่ีผิวดานใน
เชน มหี ยดน้ําเกาะขาง ถุงพลาสตกิ และถุงพลาสติก
ถงุ พลาสติก จะแฟบลง
ของแข็ง ของเหลว
การหลอมเหลว
ของเหลว แกส
การกลายเปนไอซงึ่ มที ้ังการระเหยกบั การเดอื ด
แกส ของเหลว
การควบแนน
206 สถาบันสงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
คูมือครรู ายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยที่ 3 การเปล่ียนแปลงของสาร
มีการเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเปน ของเหลว
มกี ารเปล่ยี นสถานะจากของเหลวเปน แกส
มีการเปลย่ี นสถานะจากแกสเปนของเหลว
การเปลีย่ นสถานะของนํ้าเปนสถานะตาง ๆ เกิดขน้ึ เมื่อนํา้ ไดรบั หรือสญู เสีย
ความรอน
นา้ํ แขง็ ซ่ึงมีสถานะเปนของแขง็ เปล่ยี นเปนน้ําซง่ึ มสี ถานะเปน ของเหลว
น้าํ ซึ่งมีสถานะเปน ของเหลวเปลยี่ นเปน ไอนา้ํ ซง่ึ มีสถานะเปนแกสเมอื่ ไดรบั
ความรอน และ ไอนา้ํ ซึ่งมีสถานะเปนแกสเปลย่ี นเปน หยดน้าํ ซง่ึ มีสถานะเปน
ของเหลว เมื่อสูญเสียความรอน
สสารสามารถเปล่ยี นสถานะไดเ ม่ือไดร ับหรอื สูญเสยี ความรอ น สสารเปลี่ยนสถานะจาก
ของแข็งเปน ของเหลวเรียกวา การหลอมเหลว เปลีย่ นสถานะจากของเหลวเปน แกส
เรียกวา การกลายเปนไอ และ เปลย่ี นสถานะจากแกสเปนของเหลวเรียกวา
การควบแนน
สถาบนั สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 207
คมู อื ครรู ายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยที่ 3 การเปลยี่ นแปลงของสาร
คาํ ถามของนกั เรยี นทต่ี ั้งตามความอยากรูของตนเอง
สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
208
คูมอื ครูรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ป.5 เลม 1 | หนว ยท่ี 3 การเปล่ยี นแปลงของสาร
แนวการประเมินการเรียนรู
การประเมนิ การเรยี นรขู องนกั เรยี นทาํ ได ดงั นี้
1. ประเมินความรูเ ดมิ จากการอภปิ รายในชั้นเรียน
2. ประเมนิ การเรยี นรูจากคําตอบของนกั เรยี นระหวางการจดั การเรยี นรแู ละจากแบบบนั ทึกกิจกรรม
3. ประเมนิ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรและทกั ษะแหง ศตวรรษที่ 21 จากการทํากิจกรรมของนักเรยี น
การประเมนิ จากการทาํ กิจกรรมที่ 1.1 น้ําแขง็ มกี ารเปลี่ยนสถานะอยา งไร
ระดบั คะแนน
3 คะแนน หมายถงึ ดี 2 คะแนน หมายถงึ พอใช 1 คะแนน หมายถึง ควรปรับปรงุ
รหสั สิง่ ทีป่ ระเมนิ ระดบั คะแนน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร
S1 การสังเกต
S5 การหาความสัมพนั ธระหวา งสเปซกบั สเปซ
S6 การจัดกระทาํ และสื่อความหมายขอมลู
S8 การลงความเหน็ จากขอ มูล
S13 การตีความหมายขอมูลและลงขอ สรปุ
ทกั ษะแหงศตวรรษท่ี 21
C4 การสื่อสาร
C5 ความรว มมือ
C6 การใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร
รวมคะแนน
สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 209