The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนวิชา GE.123=GEN402LAW for Daily Life
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Napaphat Nathakitphaisal, 2020-10-30 22:59:17

เอกสารประกอบการสอนวิชา GE.123=GEN402 LAW for Daily Life

เอกสารประกอบการสอนวิชา GE.123=GEN402LAW for Daily Life
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

เอกสารประกอบการสอน

GE.123 = GEN402 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ติ

จัดทำโดย
อาจารย์ณปภัช นธกจิ ไพศาล และคณะ
คณะนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษมบัณฑิต

บทที่ 1
ความรเู้ บื้องต้นเกยี่ วกบั กฎหมาย (INTRODUCTION TO LAW)

มนษุ ย์เปน็ สงิ่ มชี ีวติ ท่ตี ้องรวมกันอยูเ่ ป็นกลุ่มต้องอาศยั พึ่งพากันในการดำรงชวี ิตเพ่ือความอยรู่ อด การอยู่
รวมกันจึงก่อเกิดเป็นสังคมมนุษย์และเมื่ออยู่กันเป็นสังคมการติดต่อสมาคมเพื่อสนองความต้องการซึ่งกันและ
กันก็มีขึ้น ดังนั้น แต่ละสังคมจึงจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ (Rules and Regulations) เพื่อควบคุมความประพฤติ
ของสมาชิกให้เป็นไปในทำนองเดียวกนั เพอื่ รักษาไวซ้ ึ่งความสงบสขุ ของสงั คมนนั้

กฎหมาย (Law) เป็นเครือ่ งมือประการหนึ่งที่ใช้ควบคุมความประพฤติและพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม
ที่ พัฒนาขึ้นมาจากศาสนา (Religion) ศีลธรรม (Moral) ขนบธรรมเนียม (Tradition) และจารีตประเพณี
(Customs) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อธำรงความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสมาชิกในสังคม เพื่อให้การ
อยู่ร่วมกันในสังคมนั้นเป็นไปโดยปกติสุข ดังสุภาษิตภาษาลาตินที่กล่าวว่า “ที่ใดมสี ังคม ที่นั่นมกี ฎหมาย” (Ubi
Societas, Ibi Jus)

1. ความหมายของกฎหมาย (Definition of Law)
การให้ความหมายของคำว่า “กฎหมาย” ในแต่ละยุคสมัยอาจมีความแตกต่างกัน ตามความเชื่อและ

แนวคิดที่แตกต่างกัน ความหมายของกฎหมายเป็นผลสะท้อนจากแนวคิดที่หลากหลาย โดยมีแนวคิดเกี่ยวกับ
ความหมายของกฎหมายทีส่ ำคญั ดังนี้

1.1 ความหมายของกฎหมายในทางปรชั ญา
เป็นการให้ความหมายตามแนวคิดหรือทฤษฎีทางกฎหมายของนักคิด นักปราชญ์ (Philosopher)

ที่มีในแต่ละยุคสมัย ซึ่งมีทั้งความเหมือนและความต่างจนก่อให้เกิดเป็นสำนักความคิดทางกฎหมายที่สำคัญ
หลายสำนัก อาทิ สำนักความคิดในทางกฎหมายฝ่ายธรรมชาติ สำนักความคิดในทางกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง
สำนกั ความคิดในทางกฎหมายฝา่ ยคอมมิวนิสต์ สำนักความคิดในทางกฎหมายฝา่ ยประวัติศาสตร์

ทัง้ นจี้ ะกลา่ วถึงแนวคิดของสำนักความคิดในทางกฎหมายที่สำคญั ดังน้ี
ก. สำนกั ความคดิ ทางกฎหมายฝ่ายธรรมชาติ (School of Natural Law)

กฎหมายธรรมชาติ หมายถึง กฎหมายซึ่งบุคคลอ้างว่ามีอยู่ตามธรรมชาติ คือ เกิดมีมาเองโดย
มนษุ ย์ไมไ่ ด้ทำขึ้น เปน็ กฎหมายอยูเ่ หนอื รฐั และใชไ้ ดโ้ ดยไมจ่ ำกดั กาลเทศะ

กฎหมายธรรมชาตมิ ีลกั ษณะอยู่ 3 ประการ คือ
(1) ใช้ได้โดยไม่จำกัดเวลา กล่าวคือ กฎหมายธรรมชาตยิ ่อมใชไ้ ด้เสมอไปไมม่ ีเวลาล่วงพ้นสมยั
ไม่มเี วลาท่จี ะถกู ยกเลิก
(2) ใช้ไดโ้ ดยไมจ่ ำกัดสถานที่ กล่าวคอื กฎหมายธรรมชาติใช้ไดท้ ุกแหง่ เพราะเหมาะสมแกก่ าร
นำมาใช้ไดท้ กุ สถานท่ี ไม่จำกดั วา่ จะต้องใชใ้ นรัฐใดหรือในท้องทีใ่ ด
(3) อยู่เหนือกฎหมายของรัฐ กล่าวคือ รัฐจะออกกฎหมายให้ขัดหรือแย้งกับกฎหมายธรรมชาติ
ไม่ได้ ถา้ รัฐออกกฎหมายขดั แยง้ กบั กฎหมายธรรมชาตแิ ลว้ กฎหมายน้นั กใ็ ช้บงั คับไม่ได้

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ิต 2

แนวคิดเรื่องกฎหมายธรรมชาติเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยกรีก และได้รับอิทธิพลต่อมาในหลายยุค แม้
ในปจั จบุ นั แนวคิดเรือ่ งกฎหมายธรรมชาติยงั มอี ทิ ธิพลตอ่ การยกร่างกฎหมายในหลายประเทศ รวมทงั้ ประเทศ
ไทย นักปราชญ์ที่สำคญั ไดแ้ ก่ เพลโต อริสโตเตลิ ซเิ ซโร และนักบุญโธมสั อไควนัส

ประเทศไทยกไ็ ดน้ ำแนวคดิ ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาตมิ าบงั คับใช้ เชน่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560 มาตรา 4 “ศักดิ์ศรคี วามเป็นมนษุ ย์ สทิ ธิ
เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตาม
รัฐธรรมนูญเสมอกนั ”
CONSTITUTION OF THE KINGDOM OF THAILAND (B.E. 2560 (2017) Section 4 “ Human
dignity, rights, liberties and equality of the people shall be protected. The Thai people shall
enjoy equal protection under the Constitution”1

ข. สำนักความคดิ ทางกฎหมายฝ่ายบา้ นเมือง (School of Positive Law)
แนวความคิดของสำนักนี้มีความเห็นว่า กฎหมายที่แท้จริงที่จะบังคับใช้กับประชาชนต้องเป็น

กฎหมายท่รี ัฐตราข้ึนเองโดยใช้อำนาจรัฐ
จอห์น ออสติน (John Austin) นักปราชญ์ชาวอังกฤษ ได้อธิบายว่า กฎหมายที่เที่ยงแท้และมี

ค่าทางนิติศาสตร์ที่สุด คือ กฎหมายฝ่ายบ้านเมืองแต่เพียงประการเดียว ซึ่งออสตินได้ให้คำจำกัดความคำว่า
“กฎหมาย” หมายความว่า คำสัง่ คำบัญชาของรัฏฐาธปิ ตั ย์ (Sovereignty) ซ่ึงบังคบั ใช้กับกฎหมายท้ังหลาย ถ้า
ผูใ้ ดไม่ปฏบิ ัตติ าม โดยปกติแลว้ ผู้นัน้ ต้องรบั โทษ

1.2 ความหมายตามแนวคิดของนกั กฎหมาย
ความหมายของกฎหมายตามแนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลความคิดจากสำนักกฎหมายฝ่ายบ้านเมือง

(Legal Positivism) มีนักกฎหมายหลายทา่ นอธิบายความหมายของกฎหมายไว้ เช่น
พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์) ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็น

บิดาแห่งกฎหมายไทย (Father of Thai Modern Law) ทรงให้คำจำกัดความของกฎหมายวา่ “กฎหมายนั้น คือ
คำส่งั ทง้ั หลายของผ้ปู กครองว่าการแผ่นดนิ ต่อราษฎรทัง้ หลาย เม่ือไมท่ ำตามแลว้ ตามธรรมดาต้องได้รบั โทษ”

ศาสตราจารย์หลวงจำรูญ เนติศาสตร์ อธิบายว่า “กฎหมาย ได้แก่ กฎข้อบังคับว่าด้วยการปฏิบัติ
ซ่ึงผมู้ ีอำนาจของประเทศไดบ้ ญั ญตั ิขน้ึ และบงั คับให้ผู้ทอี่ ย่ใู นสังกัดของประเทศน้ันถือปฏบิ ตั ิตาม”

ศาสตราจารย์หยุด แสงอุทัย ให้ความหมายว่า “กฎหมาย ได้แก่ ข้อบังคับของรัฐซึ่งกำหนดความ
ประพฤติของมนษุ ย์ ถ้าฝา่ ฝนื จะได้รับผลร้ายหรอื ถกู ลงโทษ”

1 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ, CONSTITUTION OF THE KINGDOM OF THAILAND (B.E. 2560 (2017)
[ออนไลน์]. 2561. เข้าถึงได้จาก: https://cdc.parliament.go.th/draftconstitution2/more_news.php?cid=128 [20
พฤษภาคม 2562].

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชีวติ 3

จอห์น ออสติน (John Austin) นักปราชญช์ าวองั กฤษ ไดอ้ ธิบายว่า “กฎหมาย คือ คำส่งั คำบัญชา
ของรฏั ฐาธปิ ัตย์ ซงึ่ บังคบั ใชก้ ับราษฎรทงั้ หลาย ถา้ ผ้ใู ดไม่ปฏบิ ตั ติ ามโดยปกติแลว้ ผนู้ นั้ ต้องรับโทษ”

จากคำนิยามของกฎหมายขา้ งต้น พอสรปุ ความหมายของกฎหมายตามแนวคิดน้ไี ด้ ดังนี้
“กฎหมาย คือ คำสั่งหรือข้อบังคับของรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งได้บัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดความประพฤติของ
พลเมอื งซ่ึงอยู่ในรฐั หากผู้ใดฝา่ ฝืนคำสัง่ หรอื ข้อบังคบั ดังกลา่ ว กจ็ ะมคี วามผิดและต้องถกู รับโทษ”

2. ลักษณะสำคัญของกฎหมาย (Characteristics of Law)
จากความหมายของกฎหมายที่ว่า “กฎหมาย คือ คำสั่งหรือข้อบังคับของรัฎฐาธิปัตย์ ซึ่งได้บัญญัติข้ึน

เพื่อกำหนดความประพฤติของพลเมืองซึ่งอยู่ในรัฐ หากผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งหรือข้อบังคับดังกล่าว ก็จะมีความผิด
และต้องถูกรับโทษ” สามารถแยกลักษณะสำคัญของกฎหมายได้ ดังน้ี

2.1 กฎหมายตอ้ งเป็นคำส่งั หรอื ข้อบงั คบั
หมายความว่า กฎหมายต้องมีลักษณะเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับให้ประชาชนต้องปฏิบัติตามหรือ

งดเว้นกระทำการบางอย่าง มิใช่เพียงการประกาศเชิญชวน เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (The
Civil and Commercial Code) มาตรา 1563 บัญญัติว่า “บุตรจำต้องเลี้ยงดูบิดามารดา หรือมาตรา 1564
บญั ญตั ิวา่ บดิ ามารดาจำตอ้ งอปุ การะเล้ยี งดูบตุ ร...” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 “ผูใ้ ดเอาทรัพยข์ อง
ผ้อู ื่นหรอื ท่ีผอู้ นื่ เป็นเจา้ ของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจรติ ผนู้ ัน้ มคี วามผดิ ฐานลกั ทรัพย.์ ...”

2.2 กฎหมายเปน็ คำสง่ั หรอื ขอ้ บงั คับของรัฏฐาธปิ ตั ย์
คำว่า “รัฏฐาธปิ ตั ย์” มาจากคำว่า รัฐ+อธิปัตย์ แปลว่า ผู้มีอำนาจสูงสดุ ในประเทศ กฎหมายตอ้ ง

มาจากผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองในระบบใดก็ตาม ถ้าเป็นการปกครองในระบบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) พระบรมราชโองการหรือคำสั่งของพระมหากษัตริย์จะเป็น
กฎหมาย เพราะมาจากอำนาจสูงสุด ถ้าเป็นการปกครองในระบบเผด็จการที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร มีคณะ
ปฏิวัติเข้ามาปกครองประเทศ คำสั่งของคณะปฏิวัติก็ถือว่าเป็นกฎหมาย เพราะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในขณะนั้น
ถ้าเป็นการปกครองในระบบประชาธิปไตย (Democracy) ซึ่งถือว่าอำนาจสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตย
(Sovereignty Power) มาจากประชาชน มีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็น อำนาจนิติบัญญัติ
(Legislation Power) อำนาจบริหาร (Executive Power) และอำนาจตุลาการ (Judicial Power) และ
ประชาชนก็ใช้อำนาจนิติบัญญตั ิผ่านทางสภา ดังนน้ั กฎหมายทอี่ อกมาจากฝา่ ยนิตบิ ัญญัติก็ถอื วา่ เป็นกฎหมาย
ทีอ่ อกมาจากผมู้ ีอำนาจสงู สดุ ของประเทศ กค็ ือ ประชาชน

2.3 กฎหมายเปน็ คำส่ังหรือข้อบังคับท่ีใช้ได้ท่ัวไป
หมายความว่า เมื่อกฎหมายประกาศใช้ออกมาแล้วจะมีผลบังคับเป็นการทั่วไป ไม่ระบุ

เฉพาะเจาะจงว่าเพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น หรือกำหนดให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งต้องปฏิบัติ
ตามเท่านั้น แต่กฎหมายจะใช้บังคบั แกบ่ ุคคลทุกคนเสมอภาค บุคคลทุกคนจะต้องอยภู่ ายใต้บงั คบั ของกฎหมาย
โดยเท่าเทียมกัน แต่อาจจะมีข้อยกเว้นในบางกรณี แม้กฎหมายบางฉบับมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์หรือ
ความรบั ผิดชอบแก่บคุ คลบางกลมุ่ แตก่ ็ยงั อยูใ่ นความหมายท่ีว่าใชบ้ ังคับทว่ั ไป เพราะคนท่ัวไปทเี่ ข้ามาเกีย่ วข้อง

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 4

ในกฎหมายนั้นจะต้องปฏิบัติตามอยู่เสมอ แม้จะมีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะเรื่อง เช่น การเกณฑ์ทหาร ซ่ึง
พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 กำหนดให้ชายที่มีสัญชาติเป็นไทย มีหน้าที่รับราชการทหารด้วย
ตนเองทุกคน โดยเมื่ออายุย่างเข้า 18 ปี บริบูรณ์ในพุทธศักราชใด ต้องไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกิน
ภายในพทุ ธศกั ราชนั้น ทีอ่ ำเภอท้องทท่ี ม่ี ีภมู ลิ ำเนาอยู่ และเมือ่ ทหารกองเกนิ อายยุ า่ งเขา้ 21 ปี ในพุทธศกั ราช
ใด ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกที่อำเภอท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาทหารของตนภายในพุทธศักราชนั้น เพ่ือ
เข้ารบั ราชการเป็นทหารกองประจำการนน้ั ตอ้ งมอี ายตุ ้งั แต่ 21 ปขี น้ึ ไป

2.4 กฎหมายเปน็ คำส่งั หรือข้อบังคบั ท่ใี ชไ้ ดเ้ สมอไป
หมายความว่า เมื่อได้มีการประกาศใช้กฎหมายเรื่องใดฉบับใดแล้ว กฎหมายนั้นจะมีผลบังคับ

ใช้ได้ตลอดไป จนกว่าจะถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกโดยกระบวนการที่ถูกต้องตามขั้นตอนในภายหลัง
กฎหมายจึงยังคงเป็นกฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายจะเก่า ล้าสมัย หรือไม่ได้นำมาใช้นานเพียงใดก็ตาม ดังสุภาษิต
ทว่ี า่ “กฎหมายนอนหลับบางคราว แตไ่ ม่ตาย” (The laws sometimes sleep, never die) อาทิ พระราชบัญญัติ
กฎอยั การศกึ พทุ ธศักราช 2457 พระราชบัญญตั ริ กั ษาคลอง รตั นโกสินทรศก 121 (พ.ศ. 2445)

2.5 กฎหมายจะต้องมสี ภาพบงั คบั (Sanction)
เพื่อให้บุคคลปฏิบัติตามกฎหมาย ก็จำเป็นต้องมีสภาพบังคับ ถ้ากฎหมายไม่มีสภาพบังคับ

ประชาชนก็อาจจะไม่เกรงกลัวและไม่ปฏิบัติตาม แต่คำว่าสภาพบังคับนั้นมีอยู่หลายประการ ทั้งในทางอาญา
และในทางแพ่ง ดังน้ี

1) สภาพบังคับทางอาญา (Criminal sanctions)
สภาพบังคับทางอาญามีขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม หากเกิดภัยต่อชีวิต

รา่ งกาย ทรพั ยส์ นิ อันเกิดจากการกระทำของบุคคลอ่ืนแลว้ จำเปน็ ต้องมีมาตรการท่ีจะใช้จัดการกบั การกระทำ
ผิดดังกลา่ ว ประมวลกฎหมายอาญา (Penal Code, Criminal Code) มาตรา 18 ไดก้ ำหนดสภาพบงั คบั ในทาง
อาญา หรือเรียกว่า “โทษทางอาญา” ที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดไว้ 5 สถานตามลำดับความร้ายแรงของการ
กระทำความผดิ ดังน้ี

(1) ประหารชีวิต (Capital Punishment, Execution) ในปัจจบุ ันการประหารชีวิตใช้วิธีฉีด
ยาหรือสารพิษให้ตาย ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วย
หลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ. 2546 กำหนด ทั้งนี้ ในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มี
อายุต่ำกว่า 18 ปี ได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษ
ดงั กล่าวได้เปล่ียนเป็นระวางโทษจำคุก 50 ปี

(2) จำคุก (Imprisonment) คือ การเอาตัวผู้กระทำความผิดไปคุมขังไว้ในเรือนจำตาม
กำหนดเวลาที่ศาลพิพากษา ในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มี
ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต (life imprisonment) ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุก
ห้าสิบปี อย่างไรก็ตาม หากผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสาม
เดือน ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชีวิต 5

ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ (misdemeanor, Light Punishment) ศาลจะ
พพิ ากษาให้ลงโทษกักขังไมเ่ กินสามเดอื นแทนโทษจำคุกน้นั ก็ได้

(3) กกั ขงั (Confinement, Detain) คือ การลงโทษทางอาญาท่ีมุ่งบังคับเอากับเสรีภาพของ
ผู้กระทำความผิด โดยการกักตัวผู้กระทำความผิดไว้ในสถานที่กักขังซึ่งกำหนดไว้อันมิใช่เรือนจำ สถานีตำรวจ
หรือสถานที่ควบคุมผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน ถ้าศาลเห็นเป็นการสมควร จะสั่งในคําพิพากษาให้กักขัง
ผู้กระทําความผิดไว้ในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือของผู้อื่นที่ยินยอมรับผู้นั้นไว้หรือสถานที่อื่นที่อาจกักขังได้
เพ่อื ให้เหมาะสมกับประเภทหรอื สภาพของผูถ้ กู กักขงั ก็ได้

(4) ปรับ (Fine) คือ โทษท่ีมุ่งบังคับเอากับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิด ซึ่งการชำระ
คา่ ปรบั นน้ั มที ้งั กรณชี ำระคา่ ปรับก่อนทจ่ี ะมีการฟอ้ งผู้กระทำความผิดต่อศาล และหลังจากทีศ่ าลมคี ำพิพากษา

การชำระคา่ ปรับก่อนท่ีจะมีการฟอ้ งผู้กระทำความผิดตอ่ ศาลน้ัน จะเป็นการชำระคา่ ปรับ
ตามทเ่ี จา้ พนักงานกำหนด หรือตามคณะกรรมการเปรียบเทยี บปรับกำหนด ซงึ่ จะมีปรากฏอยูใ่ นกฎหมายหลาย
ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ผลของการชำระ
ค่าปรับทำให้คดีอาญาเลิกกัน และทำให้สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปด้วย แต่ต้องเป็นคดีอาญาที่มีโทษ
ปรับสถานเดียวและผกู้ ระทำความผดิ ยนิ ยอมชำระค่าปรบั ในอัตราอย่างสงู สำหรับความผดิ น้ันต่อเจา้ พนกั งาน

ส่วนการชำระค่าปรับหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว คือ กรณีที่มีการฟ้องผู้กระทำ
ความผดิ ตอ่ ศาล และศาลมีคำพพิ ากษาใหล้ งโทษปรับแก่ผ้ใู ดแล้ว ผู้นนั้ จะต้องชำระค่าปรับเป็นเงนิ ตามจำนวนที่
กำหนดไวใ้ นคำพพิ ากษาภายใน 30 วนั นบั แตศ่ าลพพิ ากษา หากผู้ตอ้ งโทษปรับไม่ชำระค่าปรับภายในระยะเวลา
ดังกล่าว จะต้องถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขัง
แทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะ
สั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้ ทั้งนี้ โดยถืออัตรา 500 บาทต่อหนึ่งวัน ซึ่งในการกักขังแทน
ค่าปรับนั้น ห้ามมิให้มีการกักขังเกินกำหนด 1 ปี เว้นแต่ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้น
ไป ศาลสามารถสั่งกักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปีได้ และเมื่อมีการกักขังแทนค่าปรับครบ
กำหนดแลว้ ก็ใหป้ ลอ่ ยตัวผนู้ ัน้ ในวันถัดจากวนั ทค่ี รบกำหนด

นอกจากนี้ ในกรณีท่ีศาลมีคำพิพากษาลงโทษปรับ ผู้ต้องโทษปรับเป็นบุคคลธรรมดาและ
ไม่มีเงินชำระค่าปรับ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดีเพื่อขอทำงานบริการสังคมหรือทำงาน
สาธารณประโยชน์แทนค่าปรบั ได้

ในกรณีเด็กหรือเยาวชนต้องโทษปรับ ถ้าเด็กหรือเยาวชนไม่ชำระค่าปรับจะกักขังแทน
ค่าปรับไมไ่ ด้ แต่ใหส้ ่งตวั ไปเพ่อื ควบคมุ และอบรม เช่น ในสถานพินิจ ตามทีศ่ าลกำหนดแต่ต้องไมเ่ กนิ 1 ปี

(5) ริบทรัพย์สิน (Forfeiture of Property) หมายถึง กระบวนการของรัฐที่บังคับต่อบุคคล
ในการบังคับเอาทรัพย์สิน เพื่อเป็นการลงโทษบุคคลผู้กระทำผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา ทรัพย์สินท่ี
จะรบิ ได้ แบ่งไดเ้ ป็น 3 กรณี ดังนี้

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 6

ก. ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด เช่น ยาเสพติด ส่ือ
ลามกอนาจาร อาวุธสงคราม ศาลต้องริบทรัพย์สินทั้งหมด ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิด และมีผู้ถูกลงโทษ
ตามคำพิพากษาหรือไม่

ข. ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด เช่น ปืนมีทะเบียนแต่
เอาไปยิงคนตาย หรอื รถบรรทกุ ทีบ่ รรทกุ นำ้ หนกั เกินท่กี ฎหมายกำหนด

ค. ทรพั ย์สินซึ่งบคุ คลได้มาโดยไดก้ ระทำความผดิ เช่น ทรัพย์สนิ ท่ไี ด้จากการรบั สนิ บน
กรณีที่เป็นทรัพย์สินตามข้อ 2-3 ศาลจะไม่ริบทรัพย์ดังกล่าวก็ได้ หากทรัพย์สินเหล่าน้ี
เป็นทรพั ยส์ ินของผ้อู น่ื ซ่งึ มิได้รเู้ ห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผดิ
เมื่อศาลมีคำพิพากษา (Judgment, Verdict) ให้ริบทรัพย์สินแล้ว ทรัพย์สินนั้นย่อมตก
เปน็ ของแผน่ ดนิ หรือหากศาลเหน็ วา่ ทรพั ย์สินนนั้ ควรถูกทำใหใ้ ช้ไมไ่ ด้หรอื ควรถูกทำลาย ศาลจะต้องมคี ำพิพากษา
ให้ทำให้ทรัพย์สินน้ันใช้ไมไ่ ด้ หรอื ทำลายทรพั ย์สนิ น้ันเสยี เวน้ แตเ่ จ้าของทรัพยส์ ินที่แทจ้ ริงมิได้รู้เห็นเปน็ ใจด้วย
ในการกระทำความผดิ และทรพั ย์สนิ นนั้ ยังอยู่ในการครอบครองของเจา้ พนกั งาน ศาลตอ้ งมคี ำสั่งใหค้ ืนทรพั ยส์ ิน
แกเ่ จ้าของท่แี ทจ้ ริง
2) สภาพบังคบั ทางแพ่ง (Civil Sanctions)
สภาพบังคับในทางแพ่งเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชนบังคับกันโดยมีองค์กรของรัฐ คือ
ศาลเปน็ ผบู้ ังคับใหเ้ พ่อื ประโยชน์ของเอกชน สภาพบังคับทางแพ่งจึงไมม่ ีวัตถุประสงค์ของการบังคับเพอ่ื แก้แค้น
หรือโต้ตอบให้สาสมกับความชั่วร้ายเหมือนสภาพบังคับทางอาญา หากแต่เป็นสภาพบังคับเพื่อจะเป็นลักษณะ
ของการชดใช้เยียวยาความเสยี หาย ในปจั จุบันสภาพบังคับทางแพ่งของไทยปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์และกฎหมายอื่นอีกหลายฉบับ ซึ่งมีลักษณะของการบังคับให้ชดใช้หรือชดเชยต่อผู้เสียหายโดยมุ่ง
เอากบั ทรพั ยเ์ ปน็ สำคญั แบง่ ไดเ้ ป็น 2 กรณี ดงั น้ี
1) การบังคับให้ชำระหน้ี (Compulsory Performance) สามารถบงั คับได้ 3 กรณี ไดแ้ ก่
ก. บงั คับใหก้ ระทำการ
ข. บงั คบั ใหง้ ดเว้นการกระทำการ
ค. บงั คบั ใหส้ ง่ มอบทรพั ยส์ ินก็ได้
เช่น นายสุดหลอ่ เป็นนักแสดงท่มี ชี อ่ื เสียง ไดท้ ำสญั ญากบั บรษิ ัท ตองหนง่ึ จำกัด เพ่ือถ่าย
โฆษณาสินค้าให้กับบริษัท โดยมีข้อตกลงว่า นายสุดหล่อจะต้องไม่รับงานถ่ายโฆษณาสินค้าประเภทเดียวกัน
ภายในระหว่าง 1 ปี ดังนี้ หนี้ที่บริษทั ต้องชำระแก่นายสุดหล่อ คือ เงินค่าจ้างตามสัญญา ส่วนหนี้ที่นายสุดหลอ่
ตอ้ งชำระแก่บริษัท คือ การงดเว้นที่จะไมก่ ระทำการคือไม่รับงานถา่ ยโฆษณาสินคา้ ประเภทเดียวกันในระหวา่ ง 1 ปี
2) การใช้ค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทน (Damages, Compensation) เนื่องจาก
กฎหมายต้องคุ้มครองสิทธิบุคคลผู้เสียหายคืนสู่ฐานะเดิมให้ได้ใกล้เคียงที่สุด ผู้กระทำความผิดจะต้องถูกบังคับ
ให้ชดใช้คา่ เสียหาย หรือคา่ สนิ ไหมทดแทนในเมือ่ ตนไดท้ ำให้ผ้อู นื่ เสียหาย เชน่ นายสดุ หลอ่ ขบั รถยนตด์ ้วยความ
ประมาทชนรถยนต์ของนางสุดสวยทีจ่ อดอยู่ขา้ งถนนไดร้ ับความเสยี หาย ดังน้ี นายสุดหล่อ ตอ้ งชดใช้ค่าสินไหม

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชีวิต 7

ทดแทนใหก้ บั นางสุดสวย หรือกรณขี บั รถชนรว้ั บ้านคนอนื่ พังจะต้องซอ่ มแซมรั้วบา้ นให้เหมือนเดิม หรือหากทำ
ไมไ่ ดต้ ้องจะชดใช้ค่าเสียหายให้

ตารางท่ี 1 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างความรับผดิ ทางอาญากับทางแพง่

ความรับผดิ ทางอาญา ความรบั ผดิ ทางแพ่ง

1. เป็นการกระทำความเดือดร้อนแก่แผ่นดิน หรือ 1. เป็นเรื่องความเสียหายระหว่างเอกชนต่อเอกชน

ก่อให้เกิดความหวั่นเกรงหวาดกลัวแก่ประชาชน ดว้ ยกันเอง ไมเ่ กยี่ วกบั ประชาชนทวั่ ไป

ทัว่ ไป

2. เมื่อผู้กระทำผิดตายลง การฟ้องร้องคดีจะถูก 2. ความตายไมท่ ำใหค้ วามรับผิดทางแพ่งสน้ิ สดุ การ

ระงับไปด้วย โทษระงับไปด้วยความตายของ ชดใช้ค่าเสียหายเมื่อลกู หนี้ตาย อาจฟ้องเรียกร้อง

ผูก้ ระทำความผดิ เอาจากกองมรดกของลกู หน้ไี ด้

3. ความผิดทางอาญาถือเอาเจตนาเป็นสำคัญ 3. ความผิดทางแพ่งถือเอาความผิดตามตัวบท

(เว้นแต่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้ กฎหมาย จะมีเจตนาหรือไม่ไม่สำคัญ เพราะให้

กระทำโดยประมาท) ความสำคัญกับการชดใชค้ า่ เสยี หาย

4. ตคี วามโดยเคร่งครัด (ไมม่ คี วามผิด และไมม่ โี ทษ 4. การตีความไม่เคร่งครัด ถือตามเจตนาของคู่กรณี

ถา้ ไมม่ ีกฎหมาย) เปน็ สำคญั เพราะเปน็ เรอื่ งชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

5. เป็นโทษที่จะลงแก่เนื้อตัวของผู้กระทำความผิด 5. ถูกบังคับให้ใช้ค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทน

เชน่ ประหารชวี ติ จำคุก หรือกักขัง เป็นต้น เท่านนั้ เนน้ ทต่ี วั ทรัพย์สนิ

6. ความผิดอาญาไม่อาจยอมความได้ เว้นแต่ 6. ผู้เสียหายจะยกเว้นความรับผิดให้คู่กรณีเมื่อใดก็

ความผดิ ต่อสว่ นตวั ได้ แมจ้ ะมคี ำพิพากษาของศาลแลว้ ก็ตาม

7. บุคคลที่เข้าร่วมกระทำ อาจมีความรับผิดมาก 7. ความรับผิดขึ้นอยู่กับมูลเหตุที่ก่อให้เกิดหนี้ ซึ่ง

น้อยแตกต่างกัน เช่น ในฐานะตัวการหรือ อาจเป็นหน้ีรว่ มอนั จะตอ้ งรับผดิ ร่วมกันทัง้ หมด

ผู้สนบั สนุน เป็นต้น

8. วัตถุประสงค์ของการลงโทษผู้กระทำผิดเพื่อที่จะ 8. บำบัดความเสียหายที่เกิดข้ึนแกเ่ อกชนคนหนึง่ คน

บำบัดความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สังคมเป็น ใดโดยเฉพาะที่ไดร้ บั ความเสียหาย

ส่วนรวม

3. ทมี่ าของกฎหมาย (Origins of Law)
ที่มาของกฎหมาย หมายถึง จุดกำเนิดของกฎหมาย กล่าวคือ กฎหมายนั้นมาจากไหน เกิดขึ้นจากสิ่งใด

ท่ีมาของกฎหมายอนั เปน็ บ่อเกิดของกฎหมายนน้ั มไี ด้อยา่ งดว้ ยกัน คอื

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชีวิต 8

3.1 จารีตประเพณี (Custom)
จารีตประเพณี หมายถึง ระเบียบแบบแผนของความประพฤติที่มนุษย์ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยมุ่ง

ถึงสงิ่ ที่เปน็ การกระทำภายนอกของมนุษย์ เหมอื นกนั กับกฎหมาย แต่แตกต่างกันในเรือ่ งที่มาและสภาพบังคบั
จารตี ประเพณอี าจเกิดจากความประพฤตขิ องประชาชนเพียงชนช้ันใดชนชน้ั หน่ึง ที่ประพฤติปฏิบัติ

สืบต่อกันมาจนเป็นที่ยอมรับในสังคม แต่กฎหมายเกิดจากผู้มีอำนาจในรัฐบัญญัติขึ้นเพื่อให้ประชาชนปฏิบัติ
ตาม การฝ่าฝืนจารีตประเพณีผลร้ายที่ได้รับ คือ การถูกติเตียนจากสังคม ซึ่งเป็นสภาพบังคับที่ไม่ชัดเจนและ
เด็ดขาด แต่การฝ่าฝืนกฎหมายหมายผลร้ายที่ได้รับ คือ การถูกลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ซึ่งมีความ
ชดั เจนแน่นนอนกว่า

อย่างไรก็ตาม จารีตประเพณีกับกฎหมายก็มีความสัมพันธ์กันมาก เพราะจารีตประเพณีเป็นที่มา
ของกฎหมาย และในบางกรณอี าจใช้จารีตประเพณีบงั คบั เป็นกฎหมาย เช่น ป.พ.พ. มาตรา 4 บัญญัติวา่

“กฎหมายน้ัน ต้องใช้ในบรรดากรณซี ง่ึ ตอ้ งดว้ ยบทบัญญตั ใิ ดๆ แห่งกฎหมายตามตวั อักษร หรือตาม
ความม่งุ หมายของบทบญั ญตั นิ ้ันๆ

เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มี
จารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็
ไม่มีด้วย ให้วนิ ิจฉัยตามหลกั กฎหมายท่ัวไป”

3.2 ศาสนา (Religion)
ศาสนา คอื กฎหรือข้อบงั คบั ทศ่ี าสดาของแตล่ ะศาสนากำหนดข้นึ เพอ่ื ใหม้ นษุ ยท์ ี่นบั ถือหรือศรัทธา

ในศาสนานั้นมคี วามเช่อื และบังคับตนเองให้ประพฤติปฏิบัตแิ ตใ่ นสิง่ ที่ดแี ละละเว้นไมป่ ฏบิ ัตใิ นสงิ่ ทเ่ี ป็นความชวั่
การไม่ประพฤติปฏิบตั ิตามคำสอนของศาสดาในแตล่ ะศาสนา ผลรา้ ยทีไ่ ด้รับไมไ่ ด้เกิดข้ึนในทันทีแต่

เป็นเรื่องที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในภายหน้าตามความเชื่อในแต่ละศาสนาซึ่งต่างจากกฎหมายที่เมื่อฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติ
ตามยอ่ มได้รบั ผลร้ายในทันที

กฎหมายกับศาสนาก็มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะศาสนาถือว่าเป็นที่มาของกฎหมาย และ
ในบางประเทศอาจใช้ศาสนาเป็นกฎหมาย เช่น ประเทศซาอุดิอารเบีย อิรัก อิหร่าน ใช้คำสอนของศาสดาเป็น
กฎหมาย คือ กฎหมายศาสนาอิสลาม ซึ่งประเทศไทยก็นำกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้กับผู้ที่นับถือศาสนา
อิสลามใน 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี แต่ใช้บังคับเฉพาะกฎหมายครอบครัว
และกฎหมายมรดกเท่านัน้

3.3 คำพพิ ากษาของศาล (Judicial decision)
ในบางประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี เช่น ประเทศอังกฤษ ได้มีการนำเอาคำพิพากษา

ที่ได้ตัดสินคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้แล้วมาใช้เป็นกฎหมายด้วย โดยในลำดับแรกก็มีจารีตประเพณีที่ใช้บังคับเปน็
กฎหมายก่อน แต่ตอนหลังเพื่อให้เกิดความแน่นอนชัดเจน ก็มีการจัดตั้งศาลขึ้นมา และศาลนั้นก็ได้นำจารีต
ประเพณีมาตัดสิน คำพิพากษาที่ได้ตัดสินแล้วต้องมีการบันทึกไว้ และมีผลผูกพันถือว่าเป็นบรรทัดฐานหรือ
แบบอย่าง ถ้าหากมีคดีคล้าย ๆ กัน หรือมีข้อเท็จจริงเหมือนกัน ก็จะตัดสินเป็นอย่างเดียวกัน ถือได้ว่าคำ
พพิ ากษาของศาลก็คือที่มาของกฎหมาย

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชีวิต 9

ส่วนประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี ไทย ฯลฯ แม้เราไม่ถือว่า
คำพิพากษาของศาลจะเป็นบ่อเกิดหรือเป็นที่มาของกฎหมายก็ตาม ในระบบนี้ถือว่าคำพิพากษาของศาลเป็น
เพียงการนำเอาตัวบทกฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงกับคดีที่เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันศาลอื่นที่จะต้อง
พพิ ากษาเปน็ อย่างเดียวกัน แมจ้ ะถือเปน็ การนำเอากฎหมายมาปรับกบั ข้อเท็จจริงท่เี กิดข้ึน แต่คำพิพากษาของ
ศาลสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลฎีกา ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายที่ดี ที่ถูกต้องยุติธรรม ดังนั้นแม้จะ
ไม่ใช่เป็นที่มาของกฎหมาย แต่ก็ได้รับการยอมรับในเรื่องของการที่จะมีคำวินิจฉัยไปในลักษณะเดียวกัน
กล่าวคอื ศาลอทุ ธรณ์ ศาลช้นั ต้น กอ็ าจจะยึดถอื แนวคำพิพากษาของศาลสูงนั้นมาเปน็ แนวในการตัดสินคดีของ
ตนหรือในการศึกษากฎหมายที่จะมีการนำเอาแนวคำพิพากษาของศาลสูงเหล่านั้น เป็นตัวอย่างในการใช้
กฎหมายหรอื เปน็ บรรทัดฐานในการศึกษากฎหมาย เพื่อท่ีจะเข้าใจกฎหมายพัฒนากฎหมายใหด้ ีขน้ึ ต่อไป

3.4 หลกั ความยุตธิ รรม (Equity)
ในทางนิติปรัชญา กฎหมายจะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความยุติธรรม หรือความถูกต้องเป็น

ธรรม การออกกฎหมายจึงต้องสอดคล้องกับความยุติธรรมอยู่ด้วยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบกฎหมาย
จารีตประเพณี มีการนำเอาหลักความยุตธิ รรม หรือที่เรียกว่า “อิควิตี้” (Equity) มาใช้ในการแก้ไขเยียวยาและ
อุดช่องว่างในกรณีที่ไม่สามารถนำเอาจารีตประเพณีหรือคำพิพากษาในคดีก่อน ๆ มาตัดสินให้เกิดความเป็น
ธรรมได้

3.5 ความคิดเห็นของนักปราชญ์ (Commentaries)
นักปราชญ์กฎหมายคือผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนิติศาสตร์ ซึ่งอาจจะเป็นนักทฤษฎี นักวิชาการ หรือ

อาจจะเป็นอาจารย์ที่สอนกฎหมายอยู่ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ท่านเหล่านี้เป็นผู้ที่สนใจค้นคว้าวิจัย หรือได้คิด
ทฤษฎีต่าง ๆ ขึ้นมา ได้มีการแสดงความคิดเห็นโต้แย้งเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายหรือคำวินิจฉัยของศาลซึ่งได้เคย
ตดั สินเอาไว้ กอ็ าจจะมกี ารนำเอาความคดิ เหน็ เหล่านีใ้ ช้เป็นหลักกฎหมายก็ได้

4. ระบบของกฎหมาย (Legal System)
“ระบบของกฎหมาย” หรือ “สกุลของกฎหมาย” เป็นการแบ่งกลุ่มของกฎหมายที่ใช้อยู่ในประเทศ

ต่าง ๆ ในโลกที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งในปัจจุบัน ระบบกฎหมายอาจแบ่งออกได้เป็น 4 ระบบ
ดังนี้

4.1 ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) กฎหมายระบบนี้ให้ความสำคัญกับกฎหมายที่มีการ
บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร การศึกษากฎหมายต้องเริ่มจากตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญ คำพิพากษาของศาล
ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นบรรทัดฐาน แบบอย่างในการตีความกฎหมาย ปัจจุบันประเทศที่ใช้ระบบกฎหมาย ลาย
ลักษณ์อกั ษร ได้แก่ ฝรง่ั เศส อติ าลี เยอรมนั สวิตเซอรแ์ ลนด์ สเปน ญปี่ นุ่ และไทย

4.2 ระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณอ์ ักษร (Common Law) หรือกฎหมายจารีตประเพณี กำเนิดขึ้น
ในประเทศอังกฤษ กฎหมายระบบนี้ให้ความสำคัญกับจารีตประเพณี โดยใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดี
ความต่าง ๆ ท่เี กดิ ขึ้น เมอ่ื ตดั สนิ ช้ขี าดแลว้ กก็ ลายเป็นหลกั การ เมอื่ มีคดีความท่ีมลี ักษณะคล้ายกันเกิดข้ึนก็ต้อง

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 10

ใช้หลักของคดีแรกเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินชี้ขาด ปัจจุบันประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์
อักษร ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศในเครือจกั รภพ

4.3 ระบบกฎหมายประเทศสังคมนิยม (Socialist Law) เกิดขึ้นและใช้อยู่ในสหภาพโซเวียตและกลุ่ม
ประเทศบริวาร เกิดจากความต้องการของนักกฎหมายของประเทศสังคมนิยม ตามปรัชญาของลัทธิมาร์กซ์ ซึ่ง
ความจริงก็คือกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั่นเอง แต่ก็มีส่วนที่แตกต่างกันก็คือ กฎหมายระบบนี้ต้องการสร้าง
ความเท่าเทียมกันใหเ้ กิดขึ้นในสังคม ให้ความสำคญั เรื่องกรรมสทิ ธิ์ในทรัพย์สิน โดยรัฐมีอำนาจเข้าไปจัดการถอื
กรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ินของประชาชนได้ และรฐั เปน็ ผูจ้ ัดสวสั ดิการให้ ประชาชนไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ ท้ังสิน้

4.4 ระบบกฎหมายศาสนา (Religion Law) เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่ใช้หลักทางศาสนาเป็นแม่บทใน
การปกครอง เช่น กฎหมายศาสนาอิสลามซึ่งใช้อยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง กฎหมายระบบนี้ให้
ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ ข้อบัญญัติศาสนา การพิจารณาตดั สินคดคี วามก็จะใช้กฎแหง่ ศาสนาเป็นหลัก

สำหรับประเทศไทย ในระยะแรกกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์) ทรงสำเร็จ
การศึกษาวิชากฎหมายจากประเทศอังกฤษ ทรงตั้งโรงเรียนกฎหมาย และนำเอาหลักกฎหมายไม่เป็นลาย
ลักษณ์อักษรมาใช้ ต่อมาได้มีการปรับปรุงการศาลยุติธรรมและเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมาย โดยมีการจัดทำ
ประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 เป็นฉบับแรก จากนั้นก็มีการจัดทำประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ และประมวลกฎหมายอื่น ๆ จึงถือได้ว่าประเทศไทยใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร หรือระบบ
ประมวลกฎหมาย

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชีวิต 11

แบบฝึกหดั

ข้อ 1 “กฎหมาย คือ คำสั่งหรือคำบัญชาของรัฎฐาธิปัตย์ ซึ่งได้บัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดความประพฤติของ
พลเมืองในรัฐ หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอมประพฤติตามจะมีความผิดและถูกลงโทษ” เป็นแนวความคิดของ
สำนักกฎหมายใด
__________________________________________________________________________

ข้อ 2 ลกั ษณะสำคัญของกฎหมาย มี 5 ประการ คอื
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________

ขอ้ 3 องคป์ ระกอบของ “รัฐ” ได้แก่
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________

ข้อ 4 ประเทศไทยยินยอมให้ใช้กฎหมายอิสลาม บังคับกับบุคคลที่นับถือศาสนาอิสลามที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน
จังหวดั สตูล นราธวิ าส ยะลา ปัตตานี เฉพาะกฎหมายเรอ่ื งใด
___________________________________________________________________________

ขอ้ 5 พระบิดาแห่งกฎหมายไทย คอื
___________________________________________________________________________

ข้อ 6 วนั “รพี” มีความสำคญั คือ ______________________________________________________
ตรงกบั วนั ____________________________________________________________________

ข้อ 7 สภาพบงั คับในทางอาญาเรยี กวา่ โทษ ซ่ึงมี 5 สถาน เรียงลำดบั จากหนักไปเบาได้ ดงั นี้
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ติ 12

ข้อ 8 ปัจจุบันประเทศไทยใชร้ ะบบกฎหมายแบบใด
___________________________________________________________________________

ข้อ 9 กฎระเบียบมหาวิทยาลัย (University Regulations) เช่น ระเบียบว่าด้วยการแต่งกายของนักศึกษา
ระเบยี บการสอบปลายภาค เป็นกฎหมายหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________

บทที่ 2
กฎหมายลกั ษณะบคุ คล (Law of Persons)

บุคคล หมายถึง สิ่งซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่เรยี กว่า “บุคคลธรรมดา” และมิได้หมายความ
ถึงมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่กฎหมายได้บัญญัติรับรองคณะบุคคลหรือกิจการและทรัพย์สินบางอย่างตามท่ี
กฎหมายกำหนดไว้ใหเ้ ปน็ บุคคลดว้ ย ทเ่ี รียกวา่ “นิติบคุ คล” เช่น ห้างห้นุ ส่วนสามัญนิตบิ คุ คล หา้ งหนุ้ สว่ นจำกัด
บริษัทจำกดั สมาคม และมูลนธิ ิ

1. บคุ คลธรรมดา (An Ordinary Person)
บคุ คลธรรมดา คือ สงิ่ ท่ีมชี ีวิตสามารถมสี ิทธแิ ละหน้าที่ไดต้ ามกฎหมาย คอื “มนษุ ย”์ โดยบุคคลธรรมดา

มสี าระสำคญั ทางกฎหมาย ดังน้ี
1.1 การเริ่มตน้ สภาพบุคคล (Personality)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ มาตรา 15 วรรคแรก บัญญัตวิ ่า “สภาพบคุ คลเริ่มต้นเม่ือ

คลอดแลว้ อยู่รอดเปน็ ทารก...” หมายความวา่ การเริ่มต้นสภพบคุ คลน้ันตอ้ งมอี งคป์ ระกอบ 2 ประการ ดังน้ี
(1) คลอด หมายถึง การท่ีทารกพน้ จากครรภม์ ารดาแลว้ ทงั้ ตวั โดยไม่มอี วยั วะส่วนใดสว่ นหนึ่งของ

ทารติดคา้ งอยู่ แม้จะยงั มไิ ดต้ ัดสายทารกของมารดาหรอื สายสะดือกต็ าม
(2) อยูร่ อดเป็นทารก หมายถึง การมีชวี ติ อยู่ ซึง่ การมีชีวติ อยู่หรือไมเ่ ปน็ เร่ืองทางการแพทย์ หาก

ทารกที่คลอดออกมานั้นมีการหายใจ การเต้นของหัวใจหรือกล้ามเนื้อ ตลอดจนอาการประการอื่นประกอบ
เชน่ ส่งเสียงร้อง เคล่ือนไหวร่างกาย กถ็ ือว่าเรมิ่ ตน้ สภาพบุคคลแลว้ ดังน้ัน ไม่วา่ เดก็ น้ันอ่อนแอหรือพิการ จะ
มีชีวิตอยู่กนี่ าทหี รอื กีว่ ินาที กถ็ อื ว่าเรม่ิ ต้นสภาพบุคคลแล้ว ก็ยอ่ มได้รบั สทิ ธิใด ๆ ตามกฎหมายทันที

ตัวอย่าง นายเอกแต่งงานกับนางฟ้า ต่อมาขณะนางฟ้าตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน นายเอกและนางฟ้า
ขับรถไปเที่ยวทะเล แล้วเกิดอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง นายเอกได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนนางฟ้าบาดเจ็บ
เล็กน้อย แต่เกิดเจ็บท้องใกล้คลอดพอดี พลเมืองดีจึงนำทั้งคู่ส่งโรงพยาบาล เมื่อไปถึงโรงพยาบาลนางฟ้าก็
คลอดพอดี ทารกมีชีวิตรอด แต่นายเอกเสียชีวิต เช่นนี้ถือว่าทารกนั้นถือว่ามีสภาพบุคคลตามมาตรา 15 แห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ย่อมมีสิทธิได้รับมรดกของนายเอกซึ่งเป็นบิดาที่เสียชีวิต แต่หาก
อบุ ัตเิ หตดุ ังกล่าวมีผลทำให้ทารกในทอ้ งเกดิ เสียชวี ติ ลงหรือคลอดออกมาแล้วแต่ไม่มีการหายใจ (ไมม่ ชี วี ติ ) หรือ
ก็คือนางฟ้าแท้งลูกนั่นเอง เช่นนี้ก็ถือว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ทารกนั้นไม่มีสภาพบุคคลตามกฎหมาย
จึงไมอ่ าจรับมรดกจากบดิ าได้

ตวั อย่าง นายไก่กบั นางกกุ๊ อยู่กนิ ฉันสามีภริยา ตอ่ มามีบุตรดว้ ยกนั 1 คน คือ เด็กชายกอ๊ ก แต่นาย
ไก่คิดวา่ เด็กชายก๊อกไม่ใชบ่ ุตรของตน จึงฆ่าเดก็ ชายก๊อก ดงั น้ัน นายไก่ย่อมมคี วามผดิ ฐานฆา่ คนตายโดยเจตนา
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 14

1.2 ทารกในครรภม์ ารดา (a Child in En Venter Sa Mere)
โดยหลักทั่วไป บุคคลจะมีสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีสภาพบุคคลตามกฎหมาย

ทารกในครรภ์มารดาปกติจึงยังไม่ถือว่ามีสภาพบุคคลจึงยังไม่มีสิทธิใด ๆ ในทางกฎหมาย ดังนั้น ประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติว่า “ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้
หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก” กล่าวคือ กฎหมายได้รับรองสิทธิของทารก แม้ยังอยู่ในครรภ์
มารดา เพยี งแต่ทารกในครรภ์มารดาน้นั จะมีสิทธหิ รือใช้สิทธิต่าง ๆ ได้ก็ตอ่ เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดมีสภาพบุคคล
แล้ว เหมอื นกฎหมายรับรองสิทธติ ่าง ๆ ย้อนหลังไปถงึ เวลาทอ่ี ยู่ในครรภ์

ตวั อยา่ ง
สิทธิในการรบั มรดก เชน่ นายเก่งกับนางเอ็ม ได้ทำการสมรสกนั นางเอม็ กำลังต้งั ครรภ์ได้ 4 เดือน
ต่อมานายเก่งสามขี องนางเอ็มประสบอบุ ัตเิ หตุจนถึงแกค่ วามตาย ซึ่งตามกฎหมายมรดกน้นั เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่
ความตายผู้สืบสันดานย่อมมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม แต่บุตรของนายเก่งนั้นยังเป็นทารกใน
ครรภม์ ารดา ยงั ไมม่ สี ภาพบุคคล จึงไมอ่ าจมีสทิ ธแิ ละหน้าทตี่ ามกฎหมายได้ ถ้าไม่มีกฎหมายบญั ญตั ริ องรับเร่ือง
นี้ไว้ บุตรนายเก่งไม่มีสิทธิรบั มรดกของนายเก่ง แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 วรรคสองได้
รับรองสิทธิของทารกในครรภ์ไว้ ดังนั้น หากบุตรของนายเก่งคลอดออกมาแล้วมีชีวิตอยู่รอดได้ภายใน 310 วัน
นบั แต่วนั ท่ีนายเก่งถงึ แก่ความตาย บตุ รของนายเกง่ กย็ อ่ มเขา้ ถอื เอาสิทธิในการรบั มรดกนี้ได้
สิทธิตามกฎหมายละเมิด เช่น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น หากนายเก่งถึงแก่ความตาย
เนื่องจากถูกนายเอกทำละเมิด ตามกฎหมายนั้นกำหนดให้บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร เมื่อบิดาถูกทำ
ละเมิดจนถึงแก่ความตายกฎหมายจึงให้สิทธิแก่บุตรในการเลี้ยงร้องคา่ ขาดไร้อุปการะเล้ียงดูจากผู้ทำละเมดิ ได้
หากต่อมาบุตรของนายเก่งคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกภายใน 310 วันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง ก็ย่อมมี
สทิ ธิฟอ้ งเรียกคา่ ขาดไร้อุปการะเลี้ยงดจู ากนายเอกได้

1.3 การแจง้ การเกดิ ของบุคคล (Report of Birth)
เมื่อมีคนเกิดต้องแจ้งชื่อคนเกิด ผู้แจ้งเกิดต้องเตรียมหลกั ฐานการแจ้งการเกิดและดำเนินการแจ้ง

เกดิ ตอ่ เจา้ หน้าที่ ดังน้ี
1) สำเนาทะเบียนบ้านฉบบั เจา้ บ้าน
2) บัตรประจำตัวประชาชนผแู้ จง้
3) หนังสือรบั รองการเกดิ จากโรงพยาบาล (ถา้ มี)
กรณีเกิดในบ้าน หมายถึง มีการคลอดลูกในบ้านของตนเอง ให้เจ้าบ้านหรือบิดาหรือมารดาแจ้ง

ต่อนายทะเบียนผู้รบั แจง้ แหง่ ทอ้ งท่ที ี่มคี นเกดิ ในบา้ น ภายใน 15 วนั นบั แตว่ นั เกดิ
กรณเี กิดนอกบา้ น หมายถงึ เดก็ ท่ีเกิดท่ใี ด ๆ ก็ตามท่ไี มใ่ ชบ่ า้ นของตนเอง เช่น เกดิ ทีบ่ า้ นญาติ ให้

บิดาหรือมารดาแจ้งตอ่ นายทะเบยี นผู้รบั แจ้งแห่งท้องท่ีท่ีมีคนเกิดนอกบา้ นหรือแห่งท้องทีท่ จี่ ะพึงแจ้งได้ ภายใน
สิบห้าวันนับแต่วันเกิด ในกรณีจำเป็นไม่อาจแจ้งได้ตามกำหนด ให้แจ้งภายหลังได้แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่
วันเกดิ

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 15

กรณเี กิดทโ่ี รงพยาบาล ให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือผู้ใดกต็ ามที่มีชื่อเป็นเจ้าบ้านโรงพยาบาล
นั้นเป็นผู้แจ้งการเกิดของเด็กในโรงพยาบาลเมื่อนายทะเบียนรับแจ้งการเกิดและเพิ่มชื่อเด็กที่เกิดในทะเบียน
บ้านของโรงพยาบาลแล้ว เจ้าบ้านโรงพยาบาลจะแจ้งการยา้ ยที่อยูข่ องเด็กท่ีเกิดออกจากโรงพยาบาลแล้วมอบ
สตู บิ ตั รและใบแจง้ การย้ายท่ีอยู่ใหแ้ ก่บดิ ามารดาเด็กเพ่ือนำไปแจง้ ย้ายเขา้ ทะเบียนบ้านที่ประสงค์จะย้ายเข้าต่อไป

กรณีเกิดในต่างประเทศ คนไทยเกิดในต่างประเทศ บิดา-มารดาจะต้องแจ้งการเกิดของบุตรต่อ
กงสุลไทยหรือเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยซึ่งกระทรวงการต่างประเทศแต่งตั้งให้เป็นนายทะเบียนผู้รับแจ้ง ณ
ประเทศน้ัน ๆ ภายใน 15 วนั นับแตว่ ันเกิดเมอื่ ได้รับการแจ้งเกิดแลว้ เจ้าหน้าท่ีสถานกงสลุ หรือสถานทูตไทยจะ
ออกสูติบัตรให้บิดา-มารดาเด็กเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานในการทำหนังสือเดินทางสำหรับเด็กเพื่อเดินทางกลับ
ประเทศไทยในกรณีที่ประเทศนั้นไม่มีกงสุลไทยหรือสถานทูตไทยประจำอยู่ให้ใช้หลักฐานการเกิดที่ออกโดย
รัฐบาลประเทศนน้ั ซง่ึ กระทรวงการตา่ งประเทศไดแ้ ปลและรบั รองวา่ ถูกต้องเป็นหลกั ฐานสตู ิบัตร

1.4 วันเกิด (Birthdate)

วนั เกิดของบุคคลเปน็ ส่งิ ที่มคี วามสำคญั เนื่องจากสทิ ธหิ นา้ ท่ตี ามกฎหมายในบางประการนั้นมีการ

กำหนดเรื่องอายุของบุคคลไว้ เช่น การบรรลุนิติภาวะ การทำพินัยกรรม การรับราชการทหาร การขอลดโทษ

หรือยกเว้นโทษตามกฎหมายอาญา เป็นต้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 16 จึงกำหนด

หลักเกณฑ์เก่ยี วกับการนับอายขุ องบคุ คลไว้ ดังน้ี

กรณีที่ 1 กรณีรู้วัน เดือน ปีเกิด ให้เริ่มนับตั้งแต่วันเกิด เช่น นายสมหวังเกิดวันที่ 9 กันยายน

2540 ตามกฎหมายให้เร่ิมรับวันท่ี 9 กันยายน 2540 เปน็ วันเกิด

กรณที ่ี 2 กรณีรู้เดือนเกิด ปีเกิด แต่ไม่รู้วันเกิด ให้ถือว่าวันที่ 1 แห่งเดือนนั้นเป็นวันเกิด เช่น

นายสมชายทราบว่าตนเองเกิดเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2520 แต่ไม่ทราบว่าวันที่เกิด ดังน้ี ตามกฎหมายจะถือว่า

นายสมชายเกดิ วนั ที่ 1 สงิ หาคม 2520

กรณที ี่ 3 กรณีไม่รู้วันเกิด เดือนเกิด แต่รู้ปีเกิด กฎหมายให้นับอายุตั้งแต่วันต้นแห่งปีปฏิทินซึ่ง

เป็นปีที่บุคคลนั้นเกิด คือ วันที่ 1 มกราคม เช่น นางสมหญิงทราบว่าตนเองเกิด ปี พ.ศ. 2535 แต่ไม่ทราบว่า

เกดิ วันใด เดือนใด ดังนี้ ตามกฎหมายจะถอื ว่านางสมหญงิ เกิดวันท่ี 1 มกราคม 2535

ตัวอยา่ งสทิ ธิหน้าทตี่ ามกฎหมายท่ีมีการกำหนดเร่อื งอายุไว้

1. ทำบตั รประจำตวั ประชาชน อายุ 7 ปี

2. ทำใบขบั ขี่รถยนต์ อายุ 17 ปี

3. ทำการหม้นั อายุ 17 ปี

5. มีสทิ ธิเลอื กตงั้ สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร อายุ 18 ปี

6. มีสิทธไิ ดเ้ งินชราภาพตามรัฐธรรมนญู อายุ 60 ปี

7. ซื้อเครื่องด่มื แอลกอฮอล์ อายุ 20 ปี

8. ทำพินัยกรรม อายุ 15 ปี

9. เดก็ อายไุ ม่เกิน 10 ปกี ระทำความผิดอาญาไม่ต้องรับโทษ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 16

1.5 การสิ้นสุดสภาพบุคคล (End of Person)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “สภาพบุคคลสิ้นสุดลง

เมื่อตาย” การสน้ิ สุดสภาพบุคคลของบุคคลธรรมดา มอี ยู่ 2 กรณี คอื
1) การตายแบบธรรมดา (Death)
การตายแบบธรรมดาเป็นการส้ินสภาพบุคคลโดยธรรมชาติ ซึ่งทางการแพทย์ปัจจุบันถือว่า

เมื่อแกนสมองตาย ถือว่าบุคคลนั้นสิ้นสุดสภาพบุคคลหรือตายแล้ว เพราะเมื่อแกนสมองตายทุกระบบที่สำคัญ
ของมนษุ ยจ์ ะคอ่ ย ๆ หยดุ ทำงานไปด้วย เมอ่ื ถึงแกค่ วามตายแล้ว สิทธิและหน้าทแ่ี ละความรับผิดชอบท่ีเป็นการ
เฉพาะตวั ของบคุ คลนัน้ ย่อมระงับลงไปดว้ ย เชน่ ในทางแพง่ การตายทำใหส้ ้นิ สุดสภาพบุคคล หากมีคู่สมรสการ
สมรสย่อมสิ้นสุดลง การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินสิ้นสุดลงและตกทอดแก่ทายาท หรือในทางอาญา
คดอี าญาเปน็ อันเลกิ กันเมอ่ื ผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย

เมอื่ มีบุคคลตาย ผู้ทเี่ ก่ียวขอ้ งต้องดำเนินการแจ้งการตาย โดยเตรยี มเอกสารท่ีใช้ในการติดต่อ
ดงั นี้

1. สำเนาทะเบยี นบ้านฉบับเจา้ บ้านท่คี นตายมีชอ่ื และรายการบุคคล (ถา้ มี)
2. หนังสอื รบั รองการตายจากโรงพยาบาล (ถ้าม)ี
3. บัตรประจำตัวประชาชนของผ้แู จง้
กรณีคนตายในบ้าน ให้เจ้าบ้านหรือผู้พบศพแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่มีคน
ตายภายในย่ีสิบสี่ช่วั โมง นบั แต่เวลาตายหรอื พบศพ
กรณีคนตายนอกบ้าน ให้คนที่ไปกับผู้ตายหรือผู้พบศพแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่ง
ท้องที่ที่มีการตายหรอื พบศพ หรือแห่งท้องที่ที่จะพึงแจ้งได้ภายในยี่สิบสี่ชัว่ โมงนับแต่เวลาตายหรอื เวลาพบศพ
กรณีเช่นนี้จะแจง้ ตอ่ พนักงานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจก็ได้
ถ้าท้องที่ใดการคมนาคมไม่สะดวกผู้อำนวยการทะเบียน กลางอาจขยายเวลาออกไปตามท่ี
เหน็ สมควร แต่ต้องไมเ่ กนิ เจ็ดวนั นบั แตเ่ วลาตายหรอื เวลาพบศพ
2) การสาบสญู (Disappearance)
สาบสูญ คือ การสิ้นสุดสภาพบุคคลโดยผลของกฎหมาย บุคคลใดที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคน
สาบสูญแล้วนนั้ กฎหมายถอื ว่าถึงแก่ความตาย ท้ัง ๆ ทคี่ วามเปน็ จริงบุคคลน้นั อาจจะยังไม่ตายกไ็ ด้
หลักเกณฑ์ของการเปน็ บุคคลสาบสญู มีดังนี้
1. บคุ คลน้นั หายตัวไปจากภมู ลิ ำเนาหรอื ถิ่นทอ่ี ยู่
2. ไมม่ ีใครรู้แน่วา่ บคุ คลน้ันยงั มชี วี ติ อยู่หรือไม่
3. เป็นระยะเวลานานตดิ ตอ่ กัน 5 ปีสำหรบั กรณีธรรมดา หรือ 2 ปีในกรณีพเิ ศษ

การหายไปในกรณพี เิ ศษ ไดแ้ ก่
3.1 นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุด ถ้าบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือ สงครามและ
หายไปในการรบหรอื สงครามดังกล่าว
3.2 นับแตว่ นั ทยี่ านพาหนะท่ีบุคคลนนั้ เดินทางอบั ปาง ถูกทำลาย หรือสูญหาย

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 17

3.3 นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน 3.1 หรือ 3.2 ได้ผ่านพ้นไปถ้า
บคุ คลนั้นตกอยใู่ นอันตรายเชน่ วา่ น้นั )

4. พนกั งานอัยการหรือผู้มีสว่ นได้เสยี ไดแ้ ก่ ผทู้ ีจ่ ะได้รบั ประโยชน์หรือเสยี ประโยชน์หากศาล
สั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสญู เช่น คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ปกครอง ผู้พิทักษ์ ผู้ซึ่งปกครองดูแลบคุ คล
นัน้ อยู่ ยื่นคำรอ้ งขอตอ่ ศาล ให้มคี ำส่ังใหบ้ ุคคลนัน้ เปน็ คนสาบสญู

5. ศาลมีคำสั่งให้บคุ คลดงั กล่าวเปน็ คนสาบสญู
โดยระยะเวลาที่บุคคลนั้นหายไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครทราบข่าวคราวของ
บุคคลนั้น ในระหว่างที่หายไปจนถึงวันก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้น กฎหมายให้สันนิษฐานว่า
บุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเรียกว่า “ผู้ไม่อยู่” เมื่อบุคคลนั้นหายไปจนครบกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมาย
กำหนด ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี หรอื พนกั งานอัยการยน่ื คำร้องขอตอ่ ศาล และศาลสั่งใหเ้ ป็นคนสาบสญู ถอื เสมือนหนึ่งว่า
บคุ คลน้ันตายโดยผลของกฎหมายแล้ว
ตวั อย่างกรณสี าบสูญธรรมดา นายเกง่ เดนิ ทางไปพักผ่อนทีจ่ งั หวดั เชียงใหม่มกี ำหนด 5 วนั คือ
วันที่ 1 – 5 มกราคม 2545 ในวันที่ 1 มกราคม นายเก่งเดินทางถึงที่พักและได้ออกจากที่พักเพือ่ ไปซื้ออาหาร
นับแต่นัน้ ไมม่ ใี ครได้ทราบข่าวนายเก่งอกี เลย เป็นระยะเวลา 5 ปี ผู้มีส่วนได้เสยี หรือพนกั งานอัยการมีสิทธิร้อง
ขอใหศ้ าลสั่งให้นายเก่งเปน็ คนสาบสูญไดต้ ้ังแตว่ นั ที่ 2 มกราคม 2550
ตัวอย่างสาบสูญกรณีพิเศษ นายเก่งเดินทางไปเที่ยวทะเลกับเพื่อน 10 คน ในวันที่ 1
มกราคม 2545 ขณะเดนิ ทางเรือเกดิ อับปางมีคนตาย 8 คนรอด 1 คน แตไ่ มพ่ บนายเกง่ เจา้ หนา้ ทคี่ ้นหาอยู่ 3
วันแตไ่ มพ่ บนายเกง่ ผู้มสี ่วนไดเ้ สยี หรอื พนักงานอยั การรอ้ งขอสิทธิร้องขอให้ศาลสง่ั ให้นายเกง่ เปน็ คนสาบสูญได้
ตงั้ แตว่ นั ที่ 2 มกราคม 2547

1.6 การถอนคำสัง่ ศาลท่แี สดงความสาบสูญ (Revocation)
เหตแุ หง่ การรอ้ งขอถอนคำสัง่ การเปน็ บคุ คลสาบสญู มี 2 กรณี ได้แก่
1) บคุ คลทถี่ ูกศาลสง่ั ใหเ้ ปน็ บคุ คลสาบสญู ยงั มชี วี ติ อยู่ หรอื
2) บุคคลท่ีสาบสูญตายในเวลาอ่นื ผิดจากเวลาดงั ทร่ี ะบไุ ว้ในมาตรา 62
ทั้งนี้ ผลของการถอนคำสั่งการเป็นบุคคลสาบสูญนั้น ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์

แห่งการ ทั้งหลายที่ได้ทำไปโดยสุจริตในเวลาที่ศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ และหากต้องมีการคืนทรัพย์สินให้นำ
กฎหมายเรอื่ งลาภมคิ วรไดม้ าใช้บังคบั

1.7 ความสามารถของบคุ คล (Capacity)
ความสามารถของบุคคลมี 2 ชนิด คอื
1) ความสามารถในการมี หมายความว่า บุคคลทุกคนสามารถได้มาซึ่งสิทธิตามหลักทั่วไป ไม่ว่า

เด็กหรือผูใ้ หญ่ ชายหรือหญิง ก็ยอ่ มมีสทิ ธแิ ละหนา้ ทีเ่ ทา่ เทยี มกันตามทีก่ ฎหมายกำหนดไว้

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ติ 18

2) ความสามารถในการใช้ หมายความว่า การที่บุคคลอาจใช้สิทธิที่ตนมีอยู่กระทำการอย่างหนึ่ง
อย่างใด เพ่อื ใหไ้ ด้รบั ประโยชนอ์ ันสทิ ธิน้ันสามารถจะใหไ้ ด้ หรือทำใหส้ ทิ ธนิ ั้นเปลี่ยนแปลงไป

โดยปกติทั่วไปบุคคลทุกคนมีความสามารถที่จะมีสิทธิต่าง ๆ แต่จะมีความสามารถในการใช้สิทธิ
ของตนหรือไม่น้ัน เป็นเรอ่ื งทก่ี ฎหมายกำหนดไว้เพื่อประโยชน์แก่ตวั ผูม้ ีสิทธิเอง และเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอก
จึงมีบุคคลบางประเภทที่ถูกกฎหมายจำกัดความสามารถในการใช้สิทธิ เรียกว่า “ผู้ไร้ความสามารถ” (an
incompetent person)

ผู้ไร้ความสามารถหรือผ้หู ยอ่ นความสามารถ ตามกฎหมายมี 4 ประเภท คอื
(1) ผูเ้ ยาว์ (a Minor)

ผู้เยาว์ หมายถึง บุคคลท่ยี งั ไมบ่ รรลนุ ติ ิภาวะ
ผู้เยาว์เป็นบุคคลที่กฎหมายเห็นว่ายังอ่อนอายุ อ่อนประสบการณ์ และขาดการควบคุมสภาพ
จิตใจ จึงถือเป็นผู้หย่อนความสามารถ ไม่อาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนได้ กฎหมายจึงต้องคุ้มครอง
ช่วยเหลอื จนกว่าบุคคลนัน้ จะบรรลนุ ติ ภิ าวะ (Become his legal age) บุคคลจะบรรลุนติ ภิ าวะได้ 2 กรณี คือ
ก. บรรลุนติ ิภาวะโดยอายุ กล่าวคือ บคุ คลยอ่ มบรรลุนติ ิภาวะเม่ืออายุครบ 20 ปบี ริบรู ณ์
ข. บรรลุนิตภิ าวะโดยการสมรส กล่าวคอื บคุ คลจะบรรลุนิตภิ าวะก่อนอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
ก็ได้ โดยต้องเป็นการจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย คือ เป็นการจดทะเบียนสมรสระหว่างชายและ
หญิงท่ีมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม และต้องจดทะเบียนสมรสต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีชายหรือหญิงอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์แต่มีเหตุสมควรให้สมรส จะสมรสได้ก็
ต่อเม่อื ศาลอนญุ าต เชน่ หญิงอายไุ มถ่ งึ 17 ปเี กดิ ต้ังครรภ์ ก็อาจขออนุญาตศาลให้ทำการสมรสกับชายได้ เชน่ น้ี
ถอื ว่าบรรลุนติ ภิ าวะโดยการสมรสเช่นกัน
สำหรับการบรรลุนิติภาวะโดยการสมรสนั้น หากการสมรสสิ้นสุดลงก่อนอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
บุคคลน้ันจะกลับมาเป็นผู้เยาว์อีกไม่ได้ เชน่ นายนก อายุ 25 ปีจดทะเบียนสมรสกับนางปลา อายุ 17 ปี ต่อมาอีก
2 ปี นายนกกับนางปลาหยา่ ขาดจากกัน ดงั นี้ นางปลาจะกลับมาเป็นผเู้ ยาว์อกี ไมไ่ ด้
เมื่อผูเ้ ยาว์บรรลุนิตภิ าวะแลว้ สามารถทำนติ ิกรรมใด ๆ ไดโ้ ดยลำพัง แต่ถ้ายงั ไม่บรรลุนิติภาวะ
ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ ได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม หากผู้เยาว์ฝ่าฝืนไปทำนิติ
กรรมใด ๆ โดยมิได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมและมิใช่นิติกรรมท่ีผู้เยาว์สามารถทำเองได้โดย
ลำพงั นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆียะ
ผู้แทนโดยชอบธรรม (Legal Representative) หมายถึง บุคคลซึ่งจะทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์
หรือให้ความยินยอมแกผ่ เู้ ยาวใ์ นการท่ีผู้เยาว์จะทำนติ ิกรรม ผแู้ ทนโดยชอบธรรม มี 2 ประเภท คือ
ก. ผใู้ ช้อำนาจปกครอง ได้แก่ บดิ ามารดาท่ีชอบด้วยกฎหมาย
ข. ผู้ปกครอง บุคคลที่ศาลตั้งขึ้นเพื่อให้มีอำนาจปกครองดแู ลผูเ้ ยาว์ ในกรณีที่ผู้เยาว์ไม่มีบดิ า
มารดา หรือบิดามารดาถกู ถอนอำนาจการปกครอง

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 19

ทั้งนี้ แม้โดยหลักผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ ได้ก็ต่อเมือ่ ได้รับความยนิ ยอมจากผูแ้ ทนโดยชอบ
ธรรม แต่ก็มีนิติกรรมบาประเภทที่ผู้เยาว์สามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดย
ชอบธรรม ไดแ้ ก่

1) นิติกรรมทเ่ี ป็นประโยชน์แก่ผูเ้ ยาวฝ์ า่ ยเดียว
ตามกฎหมายผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หากเป็นนิติกรรมที่เป็นคุณประโยชน์แก่

ผู้เยาว์ฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นนิติกรรมที่ได้มาซึ่งสิทธิอันหนึ่งอันใด เช่น การรับทรัพย์สินที่เขาให้โดยที่ไม่มี
เงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน นิติกรรมเช่นนี้มีแต่ให้ประโยชน์แก่ผู้เยาว์ แต่หากเป็นการให้ที่มีเงื่อนไข เช่น นาย
ช่ืนให้ทุนการศึกษาแก่นายสิงห์ผู้เยาว์ จำนวน 10,000 บาท โดยนายสิงห์จะต้องทำงานตอบแทนให้แก่นายชน่ื
ทุกวันเสาร์อาทิตย์เป็นเวลา 1 ปี นายสิงห์จะรับการให้ดังกล่าวโดยลำพังไม่ได้ เนื่องจากเป็นการได้มาซึ่งสิทธิ
อันมีภาระติดพัน หรือเป็นนิติกรรมที่ทำให้ผู้เยาว์หลุดพ้นหน้าที่อันใดอันหนึ่ง เช่น ผู้เยาว์เป็นหนี้นายชอบ
5,000 บาท นายชอบทำสัญญาปลดหนใี้ ห้แกผ่ ู้เยาว์

2) นิติกรรมทีผ่ เู้ ยาวต์ ้องทำเองเป็นการเฉพาะตัว
นิติกรรมที่ผู้เยาว์ต้องทำเองเฉพาะตัว หมายความว่า เป็นนิติกรรมที่ไม่อาจให้ผู้อื่นทำแทน

ได้ ผูเ้ ยาว์ตอ้ งทำด้วยตนเอง เช่น การทำพนิ ัยกรรม การรบั รองบุตร
3) นติ ิกรรมทีจ่ ำเปน็ เพ่ือการการดำรงชพี ของผเู้ ยาว์
นิติกรรมที่จะได้รับการยกเว้นตามกรณีนี้ ต้องเป็นนิติกรรมที่จำเป็นแก่ดำรงชีพของผ้เู ยาว์

จริง ๆ อันขาดเสียไม่ได้ และต้องสมควรแก่ฐานานุรูป เช่น ผู้เยาว์เจ็บป่วยจำเป็นต้องซื้อยา ผู้เยาว์ซื้ออาหาร
รับประทาน ซอื้ เสื้อผ้า ของใชส้ ่วนตัว เปน็ ต้น

(2) คนวิกลจรติ (a Person of Unsound Mind)
คนวิกลจริต คือ บุคคลที่มีอาการวิกลจริต ซึ่งศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ คน

วกิ ลจรติ ยอ่ มอยู่ในฐานะเปน็ ผู้มีความสามารถตามกฎหมายเหมือนดังบุคคลธรรมดาทวั่ ไป ดังนัน้ นิติกรรมท่ีคน
วิกลจรติ ได้ทำลงยอ่ มสมบูรณ์ แตน่ ิตกิ รรมน้ันอาจตกเป็นโมฆียะได้ หากพสิ จู น์ไดว้ า่

ก. นิติกรรมได้ทำในขณะท่ีวิกลจรติ อยู่ กลา่ วคือ ต้องแสดงใหเ้ หน็ ว่าผู้น้นั ไดท้ ำนิตกิ รรมขณะท่ี
ไม่ร้สู ึกผดิ ชอบ และ

ข. คูก่ รณีอีกฝ่ายหนง่ึ ได้รู้อยู่ว่าผ้นู ั้นเป็นคนวิกลจริต
นอกจากน้ี ในการทำพินยั กรรมของบุคคลวิกลจรติ น้นั พินยั กรรมจะเป็นอนั เสียเปล่าก็แต่เม่ือ
พิสูจนไ์ ด้วา่ ในเวลาทท่ี ำพินยั กรรมนนั้ ผทู้ ำพินยั กรรมวิกลจริตอยู่

(3) คนไรค้ วามสามารถ (an Incompetent person)
คนไร้ความสามารถ คือ บุคคลวิกลจริตซึง่ ถูกศาลสั่งให้เปน็ คนไร้ความสามารถแล้ว บุคคลใดก็

ตามหากมีอาการผิดปกติทางจิตจนถึงขนาดและมีอาการอยู่เป็นประจำ ในกรณีนี้บุคคลนั้นอาจมีอาการทาง
สมองพิการคือคนบ้า นอกจากนี้หากมีอาการไม่ปกติเพราะขาดสติสัมปชัญญะ ขาดความรำลึก ขาดความรู้

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 20

สำนึกและขาดความรับผิดชอบ จนไม่สามารถประกอบกิจการงานของตนได้ และยังหมายความรวมถึงคน
เจ็บปว่ ยท่ีมกี ิรยิ าอาการผิดปกติจนถงึ ขนาดที่ไม่มคี วามรูส้ กึ ผดิ ชอบใด ๆ คนชราท่มี อี าการหลง ด้วย

คนวิกลจริตจะเป็นคนไร้ความสามารถก็ต่อเมื่อบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ คู่สมรส
บุพการี ผู้สืบสันดานผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ ผู้ซึ่งปกครองดูแลผู้นั้นอยู่ หรือพนักงานอัยการ ร้องขอต่อศาลให้
พิจารณาส่ังให้เปน็ คนไร้ความสามารถ เมื่อศาลสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ความสามารถแล้ว ศาลจะจัดให้มีผูด้ แู ล
ซง่ึ ตามกฎหมายเรียกวา่ “ผูอ้ นุบาล” (a Guardian)

การทำนิติกรรมของคนไร้ความสามารถไม่มีกฎหมายใดให้คนไร้ความสามารถทำนิติ กรรมได้
แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้อนุบาลก็ตาม ดังนั้น หากคนไร้ความสามารถฝ่าฝืนไปทำนิติกรรมใด ๆ ด้วย
ตนเอง หรือไดร้ ับความยนิ ยอมจากผู้อนบุ าลก็ตาม นิตกิ รรมน้นั ยอ่ มเป็นโมฆยี ะ

หากคนไร้ความสามารถไปทำพินัยกรรม พินัยกรรมที่ทำขน้ึ น้ันเปน็ โมฆะ

(4) คนเสมอื นไรค้ วามสามารถ (a Quasi-Incompetent Person)
คนเสมือนไร้ความสามารถ คือ บุคคลที่มีเหตุบกพร่องบางประการ ทำให้ไม่สามารถจัดการ

งานของตนเองได้ หรือจัดกิจการไปในทางที่เสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว อาจถูกศาลสั่งให้
เปน็ คนเสมือนไรค้ วามสามารถก็ได้

บุคคลใดจะเปน็ คนเสมือนไร้ความสามารถ ตอ้ งประกอบด้วย
(1) ต้องมเี หตุบกพรอ่ งอยา่ งหนงึ่ อยา่ งใดดงั ต่อไปนี้

(ก) กายพกิ าร
(ข) จติ ฟนั่ เฟอื นไม่สมประกอบ
(ค) ประพฤตสิ รุ ยุ่ สุรา่ ยเสเพลเปน็ อาจิณ
(ง) ตดิ สุรายาเมา
(จ) มีเหตุอ่นื ในทำนองเดียวกัน เชน่ มีโรคประจำตวั
(2) บุคคลนั้นไม่สามารถไม่สามารถจัดการงานของตนเองได้ หรือจัดกิจการไปในทางท่ีเสื่อม
เสยี แกท่ รพั ยส์ นิ ของตนเองหรอื ครอบครัว และ
(3) ศาลมีคำส่งั ใหเ้ ปน็ คนเสมอื นไรค้ วามสามารถ
เมื่อศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว ศาลจะแต่งตั้งบุคคลหนึ่งทำ
หนา้ ทดี่ ูแล เรียกว่า “ผ้พู ทิ ักษ์” (a Curator)
โดยหลักแล้ว คนเสมือนไร้ความสามารถทำนิติกรรมได้ด้วยตนเองและมีผลสมบูรณ์ เว้นแต่
เป็นนิติกรรมบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน มิฉะนั้น นิติกรรมนั้น
เปน็ โมฆียะ ได้แก่
1) นำทรพั ยส์ ินไปลงทนุ
2) รับคืนทรพั ยส์ นิ ที่ไปลงทนุ ตน้ เงนิ หรือทนุ อย่างอื่น
3) กูย้ ืมหรือให้กยู้ ืมเงิน ยืมหรอื ใหย้ ืมสังหารมิ ทรัพย์อันมีคา่

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 21

4) รับประกนั โดยประการใด ๆ อันมีผลใหต้ นตอ้ งถูกบงั คับชำระหน้ี
5) เช่าหรือใหเ้ ช่าสงั หาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าหกเดือนหรืออสังหารมิ ทรพั ย์
มกี ำหนดระยะเวลาเกนิ กว่าสามปี
6) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูป เพื่อการกุศล การสังคม หรือตาม
หน้าทธี่ รรมจรรยา
7) รับการใหโ้ ดยเสน่หาทีม่ เี งื่อนไขหรือค่าภาระตดิ พัน หรอื ไมร่ ับการให้โดยเสนห่ า
8) ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือใน
สงั หาริมทรพั ยอ์ ันมีคา่
9) ก่อสรา้ งหรอื ดัดแปลงโรงเรอื นหรอื สง่ิ ปลูกสร้างอย่างอื่น หรือซ่อมแซมอยา่ งใหญ่
10) เสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ เว้นแต่การร้องขอตามมาตรา 35
หรือการร้องขอถอนผู้พทิ ักษ์
11) ประนีประนอมยอมความหรือมอบข้อพิพาทให้อนญุ าโตตลุ าการวินิจฉัย

ตารางที่ 2 สรปุ ความสามารถของผู้หย่อนความสามารถ

ผูห้ ยอ่ น เหตุ ผดู้ ูแล ความสามารถ ข้อยกเวน้
ความสามารถ ยังไม่บรรลนุ ิติภาวะ ผแู้ ทน ในการทำนิติกรรม ในการทำนิตกิ รรม
โดยชอบธรรม ต้องได้รับความยินยอมจาก
ผเู้ ยาว์ บุคคลที่มีอาการวิกลจริต ซ่ึง ผู้แทนโดยชอบธรรม ฝ่าฝืน - เป็นคุณประโยชน์แก่
ศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ - เป็นโมฆยี ะ
คนวกิ ลจรติ ความสามารถ ผู้เยาว์ฝา่ ยเดียว
ผู้อนบุ าล มีความสามารถตาม
คนไร้ คนวิกลจริตที่ศาลมีคำสั่งให้ กฎหมายเหมือนบุคคล - เป็นเรื่องเฉพาะตัว
ความสามารถ เป็นคนไรค้ วามสามารถแล้ว ธรรมดาทว่ั ไป - จำเป็นแก่การดำรงชีพ

คนไร้ความสามารถฝ่าฝืนไป และสมควรแก่ฐานานรุ ปู
ทำนติ ิกรรมใด ๆ ด้วยตนเอง
หรือได้รับความยินยอมจาก - นิติกรรมได้ทำในขณะท่ี
ผู้อนุบาลก็ตาม นิติกรรมน้ัน
ยอ่ มเป็นโมฆียะ วิกลจรติ อยู่

- คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้

รู้อยู่ว่าผู้นั้นเป็นคน
วิกลจรติ (โมฆยี ะ)

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ิต 22

ตารางที่ 2 สรุปความสามารถของผู้หย่อนความสามารถ (ตอ่ )

ผหู้ ย่อน เหตุ ผดู้ ูแล ความสามารถ ขอ้ ยกเว้น
ความสามารถ ผู้พทิ กั ษ์
ในการทำนิตกิ รรม ในการทำนติ กิ รรม

คนเสมอื นไร้ บุคคลที่มีเหตุบกพร่องบาง ทำนิติกรรมได้ด้วยตนเอง นิติกรรมตามมาตรา 34

ความสามารถ ประการ ทำให้ไม่สามารถ และมีผลสมบรู ณ์ ต้องได้รับความยินยอม

จัดการงานของตนเองได้ หรือ จากผู้พิทักษ์ก่อน ฝ่าฝืน

จัดกจิ การไปในทางทเ่ี สื่อมเสีย เป็นโมฆียะ

แก่ทรัพย์สินของตนเองหรือ

ครอบครัว และศาลสั่งให้เป็น

คนเสมือนไร้ความสามารถ

2. นิตบิ คุ คล (a Juristic Person)
นิติบุคคล คือ บุคคลตามกฎหมายที่สมมติขึ้นมา และรับรองให้มีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคล

ธรรมดา กล่าวคือ นิติบุคคลสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้ จำหน่ายจ่ายโอน
ทรพั ยส์ ินได้ เปน็ ลกู หนห้ี รือเจา้ หน้ีได้ เปน็ โจทก์เปน็ จำเลยได้ ฯลฯ โดยนติ ิบุคคลมสี าระสำคัญ ดังนี้

2.1 สภาพบุคคลของนิตบิ คุ คล
เนื่องจากนิติบุคคลเป็นบุคคลตามกฎหมาย ดังนั้นนิติบุคคลจะมีขึ้นได้จึงต้องอาศัยกฎหมายที่ให้

อำนาจไว้ตามบทบญั ญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 68 ไดว้ างหลักไว้ว่า “นติ ิบุคคลจะมีขึ้นได้ก็
แตด่ ้วยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์หรอื กฎหมายอื่น”

1) ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ยจ์ ะมีบทบัญญตั ใิ หเ้ ปน็ นิตบิ ุคคล ดงั น้ี
(1) ห้างหุน้ ส่วนท่ีได้จดทะเบยี นแลว้ (Registered Partnership) คือ คณะบคุ คลต้ังแต่สองคน

ขน้ึ ไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกจิ การรว่ มกนั ดว้ ยประสงคจ์ ะแบง่ กำไรอนั จะพึงไดแ้ ต่กิจการท่ีทำน้ัน ห้างหุ้นส่วน
แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คอื หา้ งหุน้ ส่วนสามญั และห้างหนุ้ สว่ นจำกดั ซึ่งห้างห้นุ ส่วนทไ่ี ด้จดทะเบยี นแลว้ เท่านั้นจะ
มีผลเป็นนิติบุคคล

(2) บริษัทจำกัด (Limited Company) คือ บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยการแบ่งทุนเป็นหุ้นมี
มลู คา่ เทา่ ๆ กัน โดยผูถ้ ือหนุ้ ต่างรับผิดจำกัดเพยี งไมเ่ กนิ จำนวนเงนิ ทต่ี นยังสง่ ใชไ้ ม่ครบมลู ค่าของหนุ้ ที่ตนถือ

(3) สมาคม (Association) คือ การรวมกันเพื่อกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะต่อเนื่อง และไม่
เปน็ การหากำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกนั การทีจ่ ะเป็นสมาคมได้น้ันต้องจดทะเบียน ซึ่งสมาคมที่ได้จดทะเบียน
แลว้ มฐี านะเป็นนิตบิ คุ คล

(4) มูลนิธิที่ได้จดทะเบียนแล้ว (Registered Foundation) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 110 บัญญัตวิ า่ “มูลนธิ ิ ได้แก่ ทรัพย์สนิ ทจ่ี ดั สรรไว้โดยเฉพาะสำหรับวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อการกุศล
สาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วทิ ยาศาสตร์ วรรณคดี การศกึ ษาหรอื เพ่ือสาธารณประโยชน์อยา่ งอื่น โดยมิได้มุ่ง

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 23

หมายผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน และได้จดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ การจัดการ
ทรัพย์สินของมลู นิธติ ้องมิใช่เปน็ การหาผลประโยชน์เพือ่ บุคคลใดนอกจากเพือ่ ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของ
มูลนธิ นิ ั้นเอง”

2) นิติบุคคลตามประมวลกฎหมายอื่น เช่น สหกรณ์ ทบวงการเมือง วัดและสำนักสงฆ์ วัด
บาทหลวงโรมนั คาทอลกิ มสั ยดิ ราชบณั ฑิตยสถาน จงั หวัด กรุงเทพมหานคร พทั ยา ฯลฯ

2.2 สทิ ธหิ น้าทขี่ องนิตบิ ุคคล
โดยเหตทุ น่ี ติ ิบคุ คลเป็นบุคคลประเภทหนึง่ ตามกฎหมาย ฉะนัน้ นิตบิ ุคคลจึงมสี ิทธแิ ละหน้าที่และมี

สิ่งประกอบสภาพบุคคล เช่น ชื่อ สัญชาติ และภูมิลำเนาได้อย่างบุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตาม นิติบุคคลเป็น
เพียงบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้นเพื่อประกอบกิจการอันใดตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้น ทั้งเป็นสิ่งที่ไม่มี
ชีวติ จติ ใจอยา่ งมนษุ ย์ กฎหมายจึงจำกัดสิทธิและหนา้ ทขี่ องนิตบิ คุ คลแยกเปน็ สาระสำคัญได้ 2 ประการ คอื

1) สิทธิและหนา้ ท่ภี ายในขอบวตั ถุประสงค์
นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือ

วัตถุประสงคด์ ังได้บัญญัติหรือกำหนดไวใ้ นกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง กล่าวคือ นิติบุคคลทีไ่ ด้ระบุ
ไว้ในข้อบงั คบั หรือตราสารจัดตั้งว่ามวี ตั ถปุ ระสงค์เพื่อการใด กฎหมายจำกัดใหม้ ีสิทธิและหน้าท่ีเก่ียวกับการนั้น
เท่านั้นจะทำการอน่ื นอกขอบวัตถปุ ระสงคท์ ่ีกำหนดไว้ไม่ได้

2) สิทธแิ ละหน้าที่ซงึ่ วา่ โดยสภาพจะพงึ มีพึงเปน็ ไดเ้ ฉพาะแก่บคุ คลธรรมดา
นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เว้นแต่สิทธิและหน้าที่ซึ่งโดยสภาพ

จะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดาเท่านั้น เหตุที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้ก็เพราะเหตุว่านิติบุคคลเป็น
บุคคลที่กฎหมายสมมติขน้ึ ไมม่ ชี วี ิตจิตใจ จงึ ไม่สามารถมสี ทิ ธแิ ละหน้าท่ีซ่งึ โดยสภาพจะพึงมีพึงจะเป็นได้เฉพาะ
แกบ่ ุคคลธรรมดา เชน่ ไมอ่ าจจะทำการสมรส ไม่มีหนา้ ท่รี บั ราชการทหาร ไม่มีสทิ ธทิ างการเมอื ง ฯลฯ

2.3 การจัดการนติ บิ คุ คล
นิติบุคคลเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจจึงไม่สามารถที่จะแสดงเจตนาหรือทำการใดโดยตนเองได้ ดังนั้น

ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล กิจการของนิติบุคคลจึงจำเป็นตอ้ งมีบุคคล
ธรรมดาเป็นผู้แทนในการดำเนินงาน

2.4 ภูมิลำเนาของนติ ิบุคคล
ภมู ลิ ำเนาของนติ บิ ุคคล ไดแ้ ก่
1) ถิ่นทีส่ ำนักงานแห่งใหญ่ตง้ั อยู่ หรอื ทต่ี ้งั ที่ทำการอยู่
2) ถ่นิ ที่เลอื กเอาเป็นภูมลิ ำเนาเฉพาะการตามข้อบังคบั หรือตราสารจัดตัง้
3) ถิ่นทม่ี ีสาขาสำนักงานอันควรจดั เป็นภูมลิ ำเนาเฉพาะในส่วนกิจการอันไดก้ ระทำ ณ ท่ีน้ัน

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ิต 24

2.5 การสิน้ สดุ ของนิตบิ คุ คล
นิตบิ คุ คลอาจสิน้ สุดสภาพบุคคล ดว้ ยเหตุใดเหตหุ นึ่ง ดงั น้ี
1) สิ้นสภาพตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง เช่น มูลนิธิ ส. ได้กำหนดไว้ในตราสาร

จัดตง้ั ว่าจะดำเนนิ การจนกว่าจะครบ 20 ปี ดงั นี้ เมอ่ื ครบ 20 ปีแลว้ มูลนธิ ิก็ย่อมส้นิ สภาพไป
2) โดยสมาชิกตกลงเลิกกัน เมอ่ื ผู้เปน็ ห้นุ สว่ นด้วยกนั ไมส่ มัครใจจะดำเนินการกนั ต่อไป ก็ย่อมท่ีจะ

แสดงเจตนาเลิกกันได้
3) เลกิ กันโดยผลของกฎหมาย เช่น หา้ งหุ้นส่วนสามัญย่อมเลิกกัน เมอ่ื ผู้เปน็ หุ้นส่วนคนใดคนหนึ่ง

ตาย หรอื ลม้ ละลาย
4) โดยคำส่ังศาลใหเ้ ลิก เชน่ ศาลอาจสัง่ ให้เลิกห้างหุ้นสว่ นสามัญได้ ถ้าผ้เู ปน็ ห้นุ ส่วนคนใดคนหน่ึง

ร้องขอ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ติ 25

แบบฝกึ หดั

ขอ้ 1 สภาพบคุ คลธรรมดาเรมิ่ เมอื่ ใด
___________________________________________________________________________
ทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา ถือว่ามีสภาพบุคคลหรือไม่ และทารกดังกล่าวมีสิทธิตามกฎหมายหรือไม่
อย่างไร
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________

ข้อ 2 หากมคี นเกิดในบา้ นเป็นหนา้ ทข่ี องผู้ใดท่ตี อ้ งแจง้ การเกดิ แกน่ ายทะเบียน และตอ้ งแจ้งภายในก่ีวนั
___________________________________________________________________________

ข้อ 3 นายก้านทราบว่าตนเองเกิดในปี พ.ศ. 2527 แต่ไม่ทราบว่าเกิดเดือนและวันใด ดังนี้ นายก้านจะมีสิทธิ
รับเงินชราภาพตามรฐั ธรรมนญู เมื่อใด
___________________________________________________________________________

ข้อ 4 นายฝันดหี นีออกจากบา้ นไปทำงานตา่ งประเทศตั้งแต่วนั ที่ 1 มกราคม 2548 โดยไมม่ ีใครทราบข่าวคราว
ของนายฝันดเี ลย บดิ าของนายฝันดีจะร้องขอให้ศาลสง่ั ให้นายฝันดเี ปน็ คนสาบสูญไดต้ ง้ั แตเ่ ม่ือไหร่
___________________________________________________________________________

ข้อ 5 ยกตัวอยา่ งเหตทุ ี่จะรอ้ งขอตอ่ ศาลใหเ้ ป็นบุคคลสาบสูญในกรณีพเิ ศษ มา 3 ตัวอย่าง
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________

ข้อ 6 นายชาติคนไร้ความสามารถให้นายสัญญาซึ่งเป็นญาติสนิทยืมเงิน จำนวน 5,000 บาท โดยที่นางชื่นผู้
อนบุ าลใหค้ วามยนิ ยอมแล้ว ดงั นี้ การให้กู้ยมื เงนิ ระหวา่ งนายชาติกับนายสัญญาจะมผี ลอย่างไร
___________________________________________________________________________

ขอ้ 7 นางสาวโม อายุ 19 ปี ได้จดทะเบียนสมรสกับนายโต อายุ 20 ปี โดยได้รบั ความยินยอมจากบิดามารดา
หากหลังจากแต่งงานนางสาวโมได้ซื้อจักรยานยนต์ราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจาก
บิดามารดา นิตกิ รรมซื้อขายรถจกั รยานยนต์จะมผี ลอย่างไร
___________________________________________________________________________

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 26

ขอ้ 8 นักศึกษาอายุ 18 ปี ต้องการซื้อแหวนทองคำ จึงนำเงินที่ไดจ้ ากการทำงานพิเศษจำนวน 10,000 บาท
ไปซื้อแหวนทองคำ โดยไม่ได้ขออนุญาตพ่อและแม่ก่อน ดังนี้ การซื้อแหวนทองคำของนักศึกษาครั้งน้ี
จะมีผลอย่างไร
_________________________________________________________________________

ขอ้ 9 ผู้เยาวท์ ำนติ กิ รรมทฝ่ี ่าฝนื มไิ ดร้ ับความยนิ ยอมจากผูแ้ ทนโดยชอบธรรมจะมีผลทางกฎหมายอยา่ งไร
__________________________________________________________________________
นิตกิ รรมท่ีผู้เยาว์ทำได้ดว้ ยตนเอง โดยมติ ้องไดร้ ับความยนิ ยอมจากผแู้ ทนโดยชอบธรรมไดแ้ กอ่ ะไรบ้าง
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________

ข้อ 10 นติ บิ ุคคลเกดิ ขนึ้ ไดอ้ ยา่ งไร และแบ่งออกเป็นกป่ี ระเภท
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________

บทท่ี 3
กฎหมายลกั ษณะนติ ิกรรม (Juristic Acts)

1. ความหมายของนิตกิ รรม (Definition of Juristic Acts)
นิติกรรม หมายถึง การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมาย และด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการ

ผูกนติ ิสมั พนั ธ์ขนึ้ ระหว่างบคุ คล เพ่ือก่อ เปล่ยี นแปลง โอน สงวน หรอื ระงับซ่งึ สิทธิ

2. องคป์ ระกอบของนติ กิ รรม (Elements of Juristic Acts)
จากความหมายของ “นติ ิกรรม” สามารถแยกองค์ประกอบของนติ ิกรรมไดด้ ังน้ี
1) ตอ้ งมกี ารแสดงเจตนาของบุคคล
การแสดงเจตนา (Declaration of Intention) คือ การทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏออกมา

เป็นที่เข้าใจได้ถึงเจตนาภายในอนั ตอ้ งการของบุคคล โดยที่เจตนาภายในของผู้ต้องการกระทำนิติกรรมเป็นสิ่ง
ซึ่งไม่อาจมีผู้ใดล่วงรู้ได้ ดังนั้นการมีเจตนาอยู่ในจิตใจของบุคคลใด ๆ จึงไม่เกิดผลในกฎหมายแต่อย่างใด ถ้า
ประสงคจ์ ะให้เกดิ ผลในกฎหมาย บคุ คลนัน้ ต้องแสดงเจตนาให้ปรากฏออกมา

การแสดงเจตนาทำนติ ิกรรมมี 3 วิธี คือ
(ก) การแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง เช่น การแสดงเจตนา อาจกระทำโดยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร
หรอื โดยการแสดงอากปั กริ ยิ าอาการอ่ืนใด ซง่ึ ทำใหป้ รากฏออกมาใหเ้ ปน็ ทเ่ี ข้าใจไดถ้ ึงเจตนาภายในของบุคคลท่ี
แสดงนนั้
(ข) การแสดงเจตนาโดยปริยาย เป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายเป็นการแสดงออกซึ่งพฤติการณ์
ไมช่ ัดแจง้ โดยตรงฟังคาดหมายไดว้ ่าบุคคลนนั้ ต้องการให้เป็นนิติกรรม เช่น การทเี่ จ้าหนเี้ งินก้ฉู ีกสัญญากู้ทิ้งหรือ
คืนสัญญากูใ้ หแ้ กล่ ูกหนี้
(ค) การแสดงเจตนาโดยการนิ่ง โดยทั่วไปการนิ่งไม่ถือเป็นการแสดงเจตนา แต่มีข้อยกเว้นถ้ามี
กฎหมายรับว่าการนิ่งเป็นการแสดงเจตนา เช่น ในเรื่องสัญญาเช่าเมื่อครบกำหนดแล้วสัญญาเช่าย่อมระงับลง
แต่ถ้าผู้เช่ายังไม่ยอมออกจากที่เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าอยู่ต่อไป ผู้ให้เช่าทราบแต่นิ่งเฉยไม่ทักท้วง
ถือวา่ เปน็ การแสดงเจตนาทำสัญญาเชา่ โดยไมม่ ีกำหนดเวลา
2) ตอ้ งกระทำดว้ ยความสมคั รใจ
นิติกรรมเป็นเรื่องที่กฎหมายยอมรับรองผลแห่งเจตนาที่บุคคลแสดงออกมา การแสดงเจตนาจึง
ต้องเป็นเจตนาที่บุคคลนั้นสมัครใจ (Voluntary) แสดงออกด้วย ถ้าผู้นั้นไม่ได้แสดงเจตนาด้วยความสมัครใจ
เช่น กำลังเพ้อคลั่งเพราะพิษไข้ หรือมีคนจับพิมพ์ลายนิ้วมือในพินัยกรรมขณะป่วยหมดสติ หรือแสดงเจตนา
เพราะสำคัญผดิ หรือถูกข่มขู่ เกดิ จากความสมัครใจไมม่ ีบุคคลใดมาหลอกลวงหรือข่มขู่ หรอื แสดงเจตนาเพราะ
สำคญั ผิด หากการแสดงเจตนามใิ ชเ่ จตนาทแี่ ทจ้ รงิ ของบุคคลน้นั มผี ลทำให้นติ กิ รรมท่ที ำลงน้นั เส่ือมเสยี ไปได้

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 28

3) ตอ้ งเปน็ การกระทำทชี่ อบดว้ ยกฎหมาย
การแสดงเจตนาที่เกดิ ขึ้นจากความสมัครใจ อันจะทำให้บงั คับได้ตามกฎหมาย ต้องเป็นการแสดง

เจตนาที่จะกระทำการอันชอบด้วยกฎหมาย หากกระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็มิอาจบังคับได้ เช่น นาย
ดำทำสัญญาจ้างนายแดงให้ไปลักรถยนต์ของนายขาว สัญญาจ้างดังกล่าวแม้จะเกิดจากการแสดงเจตนาเป็น
ลายลักษณอ์ ักษรและเกดิ จากความสมัครใจของท้ังนายดำและนายแดง แตเ่ มอ่ื เป็นการกระทำที่ผดิ กฎหมายจึง
ไมเ่ ปน็ นติ ิกรรมทมี่ ผี ลบังคับไดต้ ามกฎหมาย

4) ต้องมงุ่ ที่จะใหเ้ กดิ ความเคลือ่ นไหวในสทิ ธิ (ผูกพันกนั ตามกฎหมาย)
การแสดงเจตนาทีเ่ กดิ ขึ้นโดยสมัครต้องเป็นการกระทำท่ีมุ่งโดยตรงทีจ่ ะให้เกิดผลในทางกฎหมาย

ขนึ้ ระหวา่ งบุคคล ดงั นน้ั การพูดจาลอ้ เลน่ การแสดงอธั ยาศัยไมตรที างสังคมคำปรารภ หรือการเช้ือเชญิ ไมถ่ ือเป็น
นิตกิ รรมเพราะผู้แสดงเจตนาไม่ไดต้ ้องการทจ่ี ะก่อให้เกิดความผูกพนั ตามกฎหมาย เชน่ นายเหลืองบอกกับนาย
ดำเพื่อนสนิทว่าหากนายดำของเบอร์โทรศัพท์ของนางแดงได้จะพาไปเที่ยวทะเล หรือ มารดาบอกกับบุตรว่า
หากสอบได้ที่ 1 ของห้อง จะซื้อโทรศัพท์มือถือให้ก็ไม่เป็นนิติกรรม เพราะผู้แสดงเจตนาไม่ได้มุ่งจะให้เกิดผล
ผูกพันตามกฎหมาย

นิติกรรมต้องเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้เกิดผลตามกฎหมายในสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดใน 5
ประการ ไดแ้ ก่

1) ก่อสิทธิ หมายถึง การทำให้เกิดสิทธิระหว่างคู่กรณี เช่น นายเอกขอยืมเงินนายหนึ่ง จำนวน
5,000 บาท นายเอกตกลงให้ยืม ก่อใหเ้ กิดสทิ ธิตามสญั ญากู้ยมื

2) เปลี่ยนแปลงสิทธิ หมายถึง มีสิทธิอยู่แล้วแต่ต้องการเปลี่ยนแปลงสิทธิให้เป็นอย่างอื่น เช่น
นายเอกทำสัญญาก้ยู ืมเงนิ นายหนึ่ง พอถึงกำหนดนายเอกและนายหน่ึงตกลงกันว่ายอมรับชำระหนี้ด้วยสิ่งอ่ืนที่
มใิ ชเ่ งนิ

3) โอนสทิ ธิ หมายถึง การโอนสทิ ธเิ รียกร้อง เชน่ นายหนง่ึ ทำสัญญาโอนสิทธิทตี่ นเป็นเจ้าหนี้ของ
นายเอกไปให้แก่นายก้อง

4) สงวนสิทธิ หมายถึง การรักษาสิทธิที่กำลังจะหมดไปให้คงอยู่ เช่น นายก้องซึ่งได้รับโอนสิทธิ
ความเป็นเจ้าหนี้ของนายเอกมาจากนายหนึ่ง นายเอกผิดนัดไม่ชำระหน้ีจนหนี้ใกล้ขาดอายุความ นายกอ้ งจึง
ขอให้นายเอกทำหนังสอื รับสภาพหน้ี

5) ระงับสิทธิ หมายถึง การทำให้สิทธิระหว่างคู่กรณีหมดสิ้นไป เช่น นายเอกนำเงินต้นและ
ดอกเบี้ยไปชำระหนี้คืนแก่นายก้อง เมื่อนายก้องได้รับชำระหนี้แล้ว หนี้เงินกู้เป็นอันระงับสิ้นไป นายก้องจะ
เรียกใหน้ ายเอกชำระหนีเ้ งินกู้ยืมอกี ไม่ได้

3. ความสมบรู ณ์ของนิติกรรม (Integrity of juristic acts)
การท่ีจะพิจารณาว่านิติกรรมจะมผี ลบงั คับได้โดยสมบูรณ์หรือไม่นั้น นอกจากจะต้องพิจารณาเก่ียวกับ

องคป์ ระกอบของนติ ิกรรมแลว้ ยังตอ้ งพิจารณาหลกั เกณฑ์ท่วั ไปเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของนิติกรรมดงั ต่อไปน้ี

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 29

3.1 ความสามารถของผู้ทำนติ กิ รรม
ความสามารถของผู้ทำนิติกรรมนั้น นับว่าเป็นข้อสำคัญเบื้องต้นที่จะต้องคำนึงเป็นประการแรก

ทั้งนี้เพราะหากผู้ทำนิติกรรมมีความสามารถบกพร่องกจ็ ะเป็นผลใหน้ ิติกรรมท่ีแสดงออกมานั้นมีผลเป็นโมฆียะ
ได้ บคุ คลท่ีถอื วา่ หยอ่ นความสามารถ ได้แก่ ผเู้ ยาว์ คนวิกลจรติ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไรค้ วามสามารถ (ดู
รายละเอยี ดเก่ยี วกับการทำนิติกรรมในเร่อื งความสามารถของบุคคล)

3.2 วัตถุประสงคข์ องนิตกิ รรม
วัตถุประสงค์ของนิติกรรม หมายถึง ประโยชน์อันเป็นผลสุดท้ายที่ผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรม

ประสงคจ์ ะให้เกิดหรอื ใหเ้ ปน็ ผลข้ึนมา
บุคคลย่อมแสดงเจตนาทำนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ในเรื่องใดๆ ก็ได้ ตามหลักการเรื่องการให้

เสรีภาพในการแสดงเจตนา เพียงแตม่ กี ารจำกัดขอบเขตของวตั ถปุ ระสงค์ไว้ 3 กรณี ท่ีจะทำใหน้ ิติกรรมตกเป็น
โมฆะ ได้แก่

1) วัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย กล่าวคือ มีกฎหมายห้ามไว้ไม่ให้กระทำ
เช่น การซื้อขายยาเสพติด การทำพินัยกรรมในกรณีที่อายุยังไม่ครบ 15 ปี การซื้อขายสิ่งซึ่งเป็นสาธารณสมบัติ
ของแผ่นดนิ การทบ่ี ุคคลกยู้ ืมเงนิ กนั แลว้ คิดดอกเบ้ยี เกนิ ร้อยละ 15 ต่อปี

2) วัตถปุ ระสงค์เปน็ การพน้ วิสยั กล่าวคอื สง่ิ ที่เป็นไปไม่ไดโ้ ดยแนแ่ ท้ เชน่ ทำสัญญาซื้อขายบ้าน
โดยคูส่ ัญญาทง้ั สองฝ่ายต่างก็รู้ว่าบ้านหลังนั้นไฟไหมห้ มดแล้ว

3) วัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น ทำ
สัญญาจ้างให้หญิงมาเป็นภริยาตนเอง การตกลงฮ้วั ประมลู งานของรฐั

3.3 แบบของนติ กิ รรม
แบบของนิติกรรม (a Form Prescribed by Law) เป็นเรื่องที่กฎหมายเห็นวา่ นติ ิกรรมบางอย่าง

สำคัญจึงต้องมีการควบคุม โดยรัฐเป็นผู้กำหนดให้ผู้ทำนิติกรรมรายนั้นต้องทำตามแบบที่กำหนด ดังนั้น
กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ทุกนิติกรรมต้องมีแบบ กฎหมายจะบังคับให้ทำตามแบบเฉพาะนิติกรรมที่เห็นว่ามี
ความสำคัญท่ตี ้องทำ และแบบของนติ กิ รรมกม็ หี ลายวิธีตามแตค่ วามเหมาะของสญั ญานนั้ ๆ

แบบของนิติกรรม หมายถึง พิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้และบังคับให้ผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรม
ต้องปฏิบัติเพ่ือความสมบูรณ์ของนิติกรรม หากผู้กระทำนิติกรรมไม่ทำตามพิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ นิติ
กรรมกต็ อ้ งตกเป็นโมฆะ

แบบของนิติกรรม แบง่ ได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่
1) แบบท่ีต้องทำเปน็ หนงั สอื และจดทะเบยี นตอ่ พนักงานเจา้ หน้าท่ี

เป็นแบบของนิติกรรมที่สำคัญที่สุดจึงต้องมีการบันทึกไว้ให้มีหลักฐานแน่ชัด นิติกรรมที่ต้อง
ทำแบบนี้ เช่น ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้ จำนอง อสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์พิเศษ ได้แก่ แพที่อยู่อาศัย
เรือกำปั่น หรือเรือที่มีระวางตั้งแต่ 6 ตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์มีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป สัตว์พาหนะ

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 30

ไดแ้ ก่ ช้าง มา้ วัว ควาย ลา ล่อ ซง่ึ หากทำเปน็ เพียงหนังสือต่อกันหรือทำสัญญาปากเปล่าทำให้นิติกรรมเหล่าน้ี
เป็นโมฆะ

2) แบบที่ตอ้ งจดทะเบยี นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
กฎหมายมิได้กำหนดว่านิติกรรมนี้จะต้องทำเป็นหนังสือ แต่กำหนดแบบไว้ว่าจะต้องไปจด

ทะเบยี นต่อพนักงานเจา้ หน้าที่ สว่ นมากจะเป็นเรื่องนิติกรรมฝ่ายเดียว เชน่ การจัดต้ังห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
การจดทะเบียนสมรส การจดทะเบียนหย่า การจดทะเบียนรับรองบุตร การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม การ
จดทะเบยี นเลิกรบั บตุ รบุญธรรม เปน็ ต้น

3) แบบท่ีตอ้ งทำเป็นหนังสอื
นิติกรรมนี้ไม่จำต้องจดทะเบียน แต่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ ซึ่งการทำเป็น

หนังสืออาจทำเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น การทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง หรือทำเป็นหนังสือ
กันเองโดยไม่ต้องทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้ เช่น การโอนหนี้ การเช่าซื้อ การตั้งตัวแทน การโอนหุ้น การ
ทำสญั ญากอ่ นสมรส

4) แบบอ่ืน ๆ ท่กี ฎหมายบัญญตั ไิ วโ้ ดยเฉพาะ
นิติกรรมบางชนิดที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้ต้องทำตามแบบพิเศษบางอย่าง เช่น ตั๋วแลกเงิน

ต๋วั สัญญาใชเ้ งนิ เช็ค

ในกรณที กี่ ฎหมายมิได้กำหนดแบบของนิตกิ รรมไว้ คู่สัญญาสามารถทำนิติกรรมโดยวิธีการใดก็ได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีนิติกรรมบางประเภทที่กฎหมายมิได้กำหนดแบบ แต่กำหนดเงื่อนไขของการฟ้องร้องบังคับ
คดีไว้ (Prosecution, Litigation) กล่าวคือ เป็นนิติกรรมที่กฎหมายกำหนดว่าหากคู่กรณีจะฟ้องร้องบังคับคดี
ต้องมีหลกั ฐานเปน็ หนังสือลงลายมือชือ่ ของฝา่ ยท่ีต้องรบั ผิด มิฉะนั้นจะฟอ้ งร้องบังคับคดีกันมิได้ การมหี ลักฐาน
เป็นหนังสอื ดังกล่าวจึงมิใชแ่ บบ หากมิได้ทำไวก้ ็ไมท่ ำใหน้ ิติกรรมเป็นโมฆะ และการมีหลักฐานเปน็ หนังสือน้ันไม่
ต้องทำในขณะทำนิติกรรมก็ได้ แต่ขอให้มีก่อนที่จะฟ้องรอ้ งบังคับคดี เช่น การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้น
ไป ต้องมีหลักฐานเปน็ หนังสือลงลายมอื ชื่อของผู้กู้ หากไม่มีก็ฟ้องผู้กูไ้ ม่ได้ การซื้อขายสังหาริมทรพั ย์ท่ีมีราคา
ตงั้ แต่ 500 บาทขน้ึ ไป สญั ญาคำ้ ประกัน สัญญาประกันภยั เป็นตน้

3.4 การแสดงเจตนาทำนติ กิ รรม
จากลักษณะสำคัญของนิติกรรมประการหนึ่ง คือ การแสดงเจตนาจะมีผลสมบูรณ์เมื่อการแสดง

เจตนาออกโดยสมัครใจตรงกับเจตนาที่แท้จรงิ หากการแสดงเจตนาไม่ตรงกบั เจตนาท่ีแท้จริง การแสดงเจตนา
ทอี่ าจทำให้นิติกรรมนนั้ มผี ลเปน็ โมฆะหรอื โมฆยี ะได้ มดี งั นี้

1) การแสดงเจตนาซอ่ นเร้น
หมายถึง การแสดงเจตนาออกให้เห็นว่ามุ่งที่จะผูกนิติสัมพันธ์ตามเจตนาที่แสดงออก แต่

แท้จริงแล้วภายในจิตใจของผู้แสดงมิได้ประสงค์จะผูกพันตามเจตนาที่ได้แสดงออกแต่ประการใด มีผลทำให้
นิติกรรมที่แสดงออกมีผลสมบูรณ์ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายจะรู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงเจตนานั้น จึง

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 31

จะทำให้นิติกรรมที่แสดงออกมานั้นตกเป็นโมฆะ เช่น นายดำเสนอจะขายรถให้แก่นายขาวในราคา 1,000,000 บาท
แตจ่ ริง ๆ แลว้ นายดำไม่มีเจตนาที่จะขายรถ แตเ่ จตนาเพยี งจะยืมเงินแลว้ จะใช้คืนในภายหลัง แตน่ ายขาวไม่ทราบ
เจตนานั้น นายขาวมีเจตนาแท้จริงที่จะซื้อรถกับนายดำ ภายหลังนายดำจะค้านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆะ โดยอ้าง
เหตุว่าตนไม่เจตนาที่แท้จริงที่จะขายรถไม่ได้ แต่หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไป นายขาวรู้หรือควรรู้ว่านายดำมี
เจตนาจะยมื เงนิ และการซอื้ ขายรถน้ันทำข้นึ เพอื่ หลอกเทา่ นัน้ กจ็ ะมผี ลใหส้ ญั ญาซอ้ื ขายรถเป็นโมฆะ

2) การแสดงเจตนาลวง
หมายถึง การที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายสมคบกันแล้วแสดงเจตนาทำนิติกรรมระหว่างกัน ซึ่งความ

จริงแล้วคู่กรณีไม่ได้ตั้งใจจะผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างกัน เพียงต้องการหลอกลวงบุคคลอื่น นิติกรรมที่เกิดจาก
เจตนาลวง (Fictitious Intention) ตกเป็นโมฆะ เช่น นายก่อลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้ฟ้องให้ชำระหนี้ แต่นายก่อไม่
อยากให้เจ้าหนี้บังคับคดียึดรถยนต์ของตนไปชำระหนี้ นายก่อจึงทำสัญญาขายรถยนต์คันนั้นให้นาย ตั้ม โดยรู้
กันว่าไม่ได้มีเจตนาจะซื้อขายกัน ดังนี้ สัญญาซื้อขายระหว่างนายก่อกับนายตั้มเป็นการแสดงเจตนาลวง มีผล
เปน็ โมฆะ

อย่างไรก็ตาม แม้นิติกรรมที่เกิดจากเจตนาลวงจะมีผลเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้
บุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต (Acting in Good Faith) และต้องเสียหาย (Be injured) จากการแสดง
เจตนาลวงนั้นไม่ได้ เช่น จากตัวอย่างข้างต้น นายตั้มขายรถยนต์คันดังกล่าวให้กับนายตู่ นายตู่เป็น
บุคคลภายนอก (Third Party) ที่ไม่รู้ถึงการแสดงเจตนาลวงระหว่างนายก่อกับนายตั้ม และต้องเสีย
ค่าตอบแทนจากการซื้อรถยนตน์ ้ัน นายตู่จึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย นายก่อจะมาเรียกรถยนต์คืนโดย
อ้างว่าสัญญาระหว่างตนกับนายตั้มเป็นโมฆะ กรรมสิทธิ์ในรถยังเป็นของนายกอ่ นายตม้ั ไมม่ ีสิทธขิ ายรถไมไ่ ด้

3) นติ กิ รรมอำพราง
หมายถึง คู่กรณีมีเจตนาทีจ่ ะทำนิติกรรมอย่างหนึ่ง และได้ทำนิติกรรมน้ันแล้ว แต่นิติกรรมที่

ทำกนั นัน้ มไิ ด้แสดงออกมาให้ปรากฎ กลบั แสดงเจตนาทำนติ ิกรรมอีกอย่างหนง่ึ ให้ปรากฏออกมา คู่กรณีไม่ต้อง
ผูกพันตามนิติกรรมที่ปรากฎเพียงแต่หลอกบุคคลภายนอกว่าคู่กรณีทำนิติกรรมนั้น เป็นการแสดงเจตนาลวง
โดยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี ดังนน้ั นิตกิ รรมทป่ี รากฎแก่บุคคลภายนอกเป็นโมฆะ ส่วนนิติกรรมท่ีแท้จริงหรือท่ีถูก
อำพรางใชบ้ ังคบั ต่อกันได้ เชน่ บิดาตอ้ งการให้แหวนเพชรแกบ่ ุตรสาวคนโต แต่เกรงว่าบุตรสาวคนเล็กจะเสียใจ
บิดาและบุตรสาวคนโตจึงทำเป็นสัญญาซื้อขายแหวนเพชร กรณีมีนิติกรรมซ้อนกันอยู่สองนิติกรรม คือ นิติ
กรรมที่มิได้แสดงออกให้ปรากฎคือสัญญาให้โดยเสน่หา ส่วนนิติกรรมที่แสดงออกมาคือสัญญาซื้อขาย สัญญา
ซื้อขายเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาลวงระหว่างคู่กรณีตกเป็นโมฆะ นิติกรรมที่แท้จริง คือ สัญญาให้ซึ่งถูกอำ
พรางไวใ้ ชบ้ งั คบั ต่อกนั ได้

4) การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด
การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด (Mistake) เป็นกรณีที่มีการแสดงเจตนาออกของบุคคลผู้แสดง

เจตนาทไี่ มต่ รงกบั เจตนาอันแทจ้ รงิ แต่ผู้แสดงเจตนานัน้ มิได้ต้ังใจทีจ่ ะแสดงออกมา แตเ่ พราะเข้าใจผิดหรือหลง
ผิดไปจงึ ทำให้มีการแสดงเจตนาออกมาเช่นนั้น การแสดงเจตนาโดยสำคญั ผิดมีอยหู่ ลายประเภท ดงั น้ี

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 32

4.1) การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ได้แก่ การแสดงเจตนา
สำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม สำคัญผิดในลักษณะแห่งนิติกรรม สำคัญผิดในวัตถุแห่ง
นิติกรรม ทั้งนี้ต้องเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม กล่าวคือ การสำคัญผิดนั้น ถ้าไม่มีการสำคัญผิดก็จะไม่เกิด
นติ กิ รรมข้ึน ผลของการแสดงเจตนาโดยสำคัญผดิ ในสาระสำคญั แหง่ นิติกรรม ทำใหน้ ิตกิ รรมตกเป็นโมฆะ

การแสดงเจตนาสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแหง่ นติ ิกรรม หมายถงึ ผแู้ สดงเจตนา
ไดต้ ัง้ ใจจะแสดงเจตนาทำนิติกรรมกบั อีกคนหนึ่ง เพราะความเข้าใจผิดหรือหลงผิดว่าเปน็ คนๆ เดียวกับที่ตนจะ
ทำนิติกรรมด้วย เช่น นายดำต้องการให้นายขาวมาถ่ายรูปให้ จึงไปพบนายขาวที่บ้าน แต่เมื่อไปที่บ้านได้พบ
กับนายเขียวพี่น้องฝาแฝดของนายขาว นายดำได้ว่าจ้างนายเขียวมาถ่ายรูปในงานรับปริญญาให้โดยเข้าใจว่า
นายเขยี วเป็นนายขาว ดงั น้ี ถอื ว่าสัญญาจา้ งเกิดจากการสำคญั ผิดในตัวบคุ คลมผี ลเปน็ โมฆะ

การแสดงเจตนาสำคัญผดิ ในลักษณะแห่งนติ ิกรรม หมายถงึ การท่ีผู้แสดงเจตนาประสงค์
จะแสดงเจตนาทำนติ ิกรรมอย่างหน่ึง แต่เวลาแสดงเจตนาออกมาแล้วกลบั ปรากฎวา่ เป็นการแสดงเจตนาทำนิติ
กรรมอกี อนั หนึ่ง โดยเข้าใจวา่ เปน็ นติ ิกรรมที่ตนประสงคจ์ ะแสดงเจตนานนั้ เช่น ประสงค์จะทำสัญญาเช่าทรัพย์
แต่สำคญั ผดิ ไปทำสัญญาเชา่ ซอื้

การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในวัตถุแห่งนิติกรรม หมายถึง การสำคัญผิดที่ตกเป็นพ้น
วิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนี้ต้องรับผิดในตัวทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินที่จะต้องส่งมอบหรือข้อ
ปฏิบัติ อันเป็นการกระทำหรืองดเว้นที่พึงปฏิบัติ เช่น นายดำต้องการซื้อที่ดินแปลง A ซึ่งอยู่ติดถนน แต่ไปลง
ชื่อซื้อที่ดินแปลง B ซึ่งอยู่ติดคลอง จึงเป็นกรณีที่นายดำสำคัญผิดในทรัพย์สนิ ซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม สัญญา
ซ้ือขายเปน็ โมฆะ

4.2) การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นความสำคัญ
ผิดว่าบุคคลหรือทรัพย์ทีจ่ ะทำนิติกรรมนัน้ มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ แต่แท้จริงไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว ซึ่งหาก
เปน็ การสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพยน์ นั้ เป็นสาระสำคัญ จะทำให้การแสดงเจตนาน้ันเป็นโมฆียะ
เช่น นายดำต้องการจ้างนายขาวถ่ายรูปงานรับปริญญาให้ เพราะทราบว่านายขาวได้รางวัลการถ่ายภาพ แต่
ความจริงนายขาวถ่ายภาพไม่เก่ง โดยภาพที่ไดร้ างวัลเป็นฝีมือนายเขียว ดังน้ี ถอื วา่ นายดำสำคัญผิดในคุณสมบัติ
ของนายขาว มผี ลให้สัญญาจ้างเป็นโมฆียะ

5) การแสดงเจตนาเพราะถกู กลฉอ้ ฉล
หมายถึง การแสดงเจตนาเพราะถูกหลอกลวงให้เข้าใจผิด (Fraud) อาจโดยการกล่าวเท็จหรือ

แกล้งปกปิดข้อความจริง เพื่อให้คู่กรณีหลงเชื่อในข้อความนั้นว่าเป็นความจริง และเข้าทำนิติกรรมตามที่ถูก
หลอกลวง ซึ่งการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลจะตกเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อเป็นกลฉ้อฉลที่ถึงขนาด กล่าวคือ
หากคู่กรณีอีกฝ่ายได้ทราบข้อความจริงที่ถูกหลอกลวงหรือถูกปกปิดไว้จะไม่เข้าทำนิติกรรมด้วยแน่นอน เช่น
นายดำเป็นพ่อค้ารถมอื สองซือ้ รถเกา่ ซ่ึงถูกชนอย่างหนกั มาทำสีใหม่ แล้วขายรถใหแ้ ก่นายขาวโดยบอกวา่ เปน็ รถ
เกา่ ทสี่ ภาพดีมากไมเ่ คยชนกับอะไรเลย นายขาวดูรถไม่เปน็ หลงเชอื่ จงึ ซ้ือ ซ่งึ หากนายขาวรวู้ า่ รถเคยถกู ชนอย่าง
หนกั จะไมซ่ ้อื แนน่ อน แตท่ ี่ซอื้ เพราะถกู กลฉอ้ ฉลจากนายดำ และการแสดงเจตนาของนายขาวจงึ เปน็ โมฆยี ะ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 33

6) การแสดงเจตนาเพราะถกู ข่มขู่
หมายถึง การแสดงเจตนาที่เกิดขึ้นอันมีลักษณะข่มขู่ว่าจะก่อให้เกิดภัย (Be Under Duress)

ซึ่งเป็นภัยที่ใกล้จะถึง โดยบุคคลผู้ถูกข่มขู่กลัวว่าจะเกิดภัยอันใดอันหนึ่งขึ้นกับตนหรือบุคคลใกล้ชิด จึงยอม
แสดงเจตนาตามที่ถูกข่มขู่นั้น การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ เช่น นายดำต้องการซื้อที่ดินของนาย
ขาว แต่นายขาวไม่ยอมขาย นายดำจึงขู่ว่าหากไม่ขายจะให้กนิ ลูกปืนแทนนายขาวกลัวเพราะทราบดีว่านายดำ
เป็นผู้มีอิทธิพลจึงจำใจยอมขายที่ดินให้ ผลของการแสดงเจตนาเพราะเหตุข่มขู่มีผลเป็นโมฆียะ ดังนั้นสัญญา
ซื้อขายที่ดินจึงเป็นโมฆียะ แต่หากการข่มขู่นั้นทำให้อีกฝ่ายหนึ่งกลัวเพราะเป็นสิทธิตามกฎหมาย หรือเพราะ
ความนับถือยำเกรงไม่ถือเป็นการข่มขู่ เช่น ขู่ว่าจะฟ้องคดี ขู่ว่าจะบอกเลิกสัญญาหรือเป็นความสัมพันธ์ที่ต้อง
เคารพยำเกรง เชน่ ลกู กบั พอ่ ศษิ ย์กับอาจารย์ กรณเี หล่านีไ้ มใ่ ช่การขม่ ขู่

4. โมฆะกรรมและโมฆียกรรม (Void and Voidable)
4.1 โมฆะกรรม (Void)
หมายถึง นิติกรรมใดหรือการกระทำใดที่กระทำลงไปนั้นเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลตามกฎหมาย

กฎหมายถือว่าไม่ได้ทำกิจการนั้นเลย แม้จะแสดงเจตนาผูกพันกันประการใดก็ตาม สิทธิและหน้าที่ ที่ผู้กระทำ
นติ ิกรรมหรือกจิ การดงั กล่าวประสงคใ์ หเ้ กิดผลตามกฎหมายกไ็ มเ่ กิดความผูกพนั ตามกฎหมาย การเสียเปล่านี้มี
มาแตเ่ ริ่มแรกท่ีกระทำนิติกรรมต่อกัน กลา่ วโดยสรุป “โมฆะกรรม” หมายถึง นิติกรรมทเ่ี สยี เปล่าไม่เคยเกิดข้ึน
เลยไมม่ ีผลตามกฎหมาย และไม่สามารถใหส้ ัตยาบัน เพอื่ ใหน้ ติ กิ รรมนัน้ สมบูรณไ์ ด้

เหตุที่ทำให้นิตกิ รรมเป็นโมฆะ ได้แก่ นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็น
การพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบรอ้ ยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นิติกรรมที่มิได้ทำถูกต้อง
ตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ นิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาซ่อนเร้นโดยคู่กรณีรู้ถึงเจตนาที่แท้จริง
ของผู้แสดงเจตนา การแสดงเจตนาลวง การแสดงเจตนานิติกรรมอำพราง การสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่ง
นิติกรรม นิติกรรมที่เป็นโมฆียะกรรมแล้วถูกบอกล้างในภายหลัง นิติกรรมเป็นโมฆะเพราะเหตุอืน่ ๆ ที่บัญญัติ
ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เชน่ การทำพนิ ัยกรรมของผู้เยาว์ท่ีอายุไม่ครบ 15 ปีบริบูรณ์ การสมรสที่
ฝ่าฝืนเง่อื นไขบางอย่างตามที่กฎหมายกำหนด

นิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ โดยผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดยกความ
เสียเปลา่ แห่งโมฆะกรรมข้ึนกล่าวอ้างได้ ทั้งนี้ หากคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึง่ ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากการแสดงเจตนา
จะตอ้ งคนื ทรัพย์สนิ อันเกดิ จากนิติกรรมท่ีเปน็ โมฆะตามบทบัญญตั ิว่าด้วยลาภมคิ วรได้

4.2 โมฆียกรรม (Voidable)
หมายถึง นิติกรรมที่มีผลบังคับได้ แต่ยังมีความบกพร่องอยู่ จึงอาจถูกบอกล้าง ได้ ซึ่งเมื่อบอก

ล้างจะทำให้เป็นโมฆะแต่เริ่มแรก นอกจากโมฆียะกรรมอาจถูกบอกล้างให้เป็นโมฆะแต่เริ่มแรกได้แล้ว
โมฆียะกรรมอาจได้รับสัตยาบัน ทำให้นิติกรรมนั้นสมบูรณ์แต่เริ่มแรกได้เช่นกัน กล่าวโดยสรุป “โมฆียะ”
หมายถึง นติ กิ รรมที่มีผลบงั คับจนกว่าจะถกู บอกล้างโดยผมู้ อี ำนาจบอกลา้ งตามกฎหมาย

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 34

เหตุที่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ ได้แก่ นิติกรรมที่เกิดจากบุคคลที่มีความบกพร่องในด้าน
ความสามารถ นิตกิ รรมท่ีเกิดจากการสำคัญผดิ ในคุณสมบัติของคู่กรณหี รือทรัพย์ท่เี ปน็ วัตถแุ หง่ สัญญา นิติกรรมที่
เกิดจากกลฉ้อฉล นิติกรรมทเ่ี กิดจากการขม่ ขู่

การบอกล้างโมฆียะกรรม (Make the Avoidance) คือ การไม่ยอมรับนิติกรรม กฎหมายไม่ได้
กำหนดวธิ ีการบอกลา้ งไว้ ดงั นผ้ี ู้มีสิทธิบอกล้างจึงกระทำดว้ ยวธิ ีใดก็ได้เพ่ือให้คู่กรณีอกี ฝ่ายได้ทราบแน่ชัดว่าตน
ต้องการบอกล้างนติ ิกรรมน้ัน โดยต้องบอกล้างภายในระยะเวลาท่ีกฎหมายกำหนด คอื ภายใน 1 ปีนับแต่เวลา
ที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือภายในกำหนด 10 ปีนับแต่ทำนิติกรรมนั้น เมื่อบอกล้างแล้วให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่
เริ่มแรก โดยผู้เป็นคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม หากเป็นการพ้นวิสัยจะกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ก็ให้ชดใช้
ค่าเสียหาย

การให้สัตยาบัน (Ratify) คือ การรับรองนิติกรรมที่เป็นโมฆียะให้มีผลสมบูรณ์ ซึ่งมีผลให้นิติ
กรรมนั้นสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก เช่น นายดำอายุ 16 ปีซื้อรถจักรยานยนต์ ราคา 30,000 บาทโดยไม่ได้รับ
ความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม นิติกรรมเป็นโมฆียะ แต่บิดามารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมเห็นว่า
ราคาถูกกวา่ ราคาท้องตลาด จึงไมไ่ ดว้ า่ กล่าวอะไรดังนถ้ี ือไดว้ ่าเป็นการรบั รองนติ ิกรรมทีเ่ ป็นโมฆยี ะ ถือเป็นการ
ใหส้ ัตยาบนั ทำให้นติ ิกรรมน้นั มีผลสมบูรณ์ต้ังแตเ่ ร่ิมแรก (การใหส้ ตั ยาบันอาจทำไดโ้ ดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย
กไ็ ด)้

ขอ้ แตกต่างระหว่างโมฆะกรรมและโมฆียะกรรม

โมฆะกรรม โมฆียะกรรม

1. โมฆะกรรมเป็นการทำเสียเปล่ามาแต่ต้นไม่มีผล 1. โมฆียะกรรมเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ในตอนต้น

อยา่ งใด จนกวา่ จะถูกบอกล้าง

2. โมฆะกรรมเป็นการทำเสียเปล่าโดยไม่ต้องมีการ 2. โมฆียะกรรมเสียเปล่าต่อเมื่อมีการบอกล้างให้

บอกล้าง อย่างหนึ่งอยา่ งใดเป็นโมฆะ

3. โมฆะกรรมผู้มีส่วนได้เสียทุกคนมีสิทธิกล่าวอ้าง 3. โมฆียะกรรมต้องเป็นบุคคลที่กฎหมายบัญญัติไว้

ความเสียเปลา่ น้ันได้ โดยเฉพาะเทา่ นัน้

4. โมฆะกรรมไม่อาจให้สตั ยาบนั ได้ 4. โมฆียะกรรมอาจให้สัตยาบันได้ทั้งโดยชัดแจ้ง

หรือโดยปริยายทำให้นิติกรรมมีผลสมบูรณ์

ตลอดไป

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 35

แบบฝึกหดั

ขอ้ 1 ข้อใดมใิ ชน่ ติ ิกรรม
1. นายหนงึ่ วิ่งชนนายเอไดร้ บั บาดเจบ็
2. นางสาวก้อยคนวกิ ลจรติ ซื้อเสื้อจากนายตูน
3. นายเอกขอยมื เงิน จำนวน 10 บาทจากเพื่อน
4. เดก็ ชายฟลิ ์ม อายุ 5 ปี ซอื้ ขนมในรา้ นค้าสะดวกซื้อ
5. นายชาตคิ นเสมือนไรค้ วามสามารถเปิดบัญชีธนาคาร

ขอ้ 2 การทำสัญญากู้ยืมเงินกรณีใดที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้เป็น

สำคัญ มฉิ ะนนั้ จะฟอ้ งรอ้ งบังคบั คดีไม่ได้

1. การกยู้ ืมเงินกวา่ 500 บาทข้ึนไป 2. การกยู้ ืมเงนิ กวา่ 1,000 บาทข้นึ ไป

3. การกู้ยมื เงนิ กว่า 2,000 บาทข้นึ ไป 4. การกยู้ ืมเงนิ กวา่ 5,000 บาทขึ้นไป

5. การกู้ยืมเงินกวา่ 20,000 บาทขนึ้ ไป

ขอ้ 3 การทำนิติกรรมใดที่กฎหมายกำหนดให้ทำเปน็ หนงั สอื จงึ จะมผี ลสมบรู ณใ์ นทางกฎหมาย

1. การหยา่ 2. การรบั รองบุตร

3. การซ้อื รถยนต์ 4. การจำนองท่ีดิน

5. การเช่าซ้อื รถจกั รยานต์

ข้อ 4 การทำนติ กิ รรมใดที่กฎหมายกำหนดใหจ้ ดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ีก็มผี ลสมบรู ณ์ในทางกฎหมาย

1. การหยา่ 2. การรบั รองบุตร

3. การจำนำทรพั ย์สนิ 4. การซ้ือขายรถยนต์

5. การจำนองท่ีดิน

ข้อ 5 การทำนิติกรรมของบุคคลผู้หย่อนความสามารถตามกฎหมาย บุคคลใดบ้างที่โดยหลักแล้วไม่สามารถ

ทำนิติกรรมไดเ้ องโดยลำพงั

1. ผู้เยาวแ์ ละคนเสมือนไร้ความสามารถ 2. คนวกิ ลจริต และผเู้ ยาว์

3. คนวิกลจริตและคนไร้ความสามารถ 4. คนไรค้ วามสามารถ และผู้เยาว์

5. คนเสมอื นไรค้ วามสามารถ และคนไรค้ วามสามารถ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 36

ขอ้ 6 นางสาวเอ อายุ 18 ปี ไดจ้ ดทะเบียนสมรสกับนายบี อายุ 20 ปี โดยได้รับความยนิ ยอมจากบดิ ามารดา

หากหลังจากแต่งงานนางสาวเอได้ทำการซื้อรถยนต์ราคา 1 ล้านบาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจาก

บิดามารดา สัญญาซ้อื ขายดงั กล่าวจะมีผลอย่างไร

1. เปน็ โมฆะ 2. เป็นโมฆยี ะ

3. สมบูรณ์ 4. บังคับได้เฉพาะคู่กรณี

5. เปน็ ดุจพนิ ิจของศาล

ขอ้ 7 นายโจ้ใหน้ ายเอกกู้ยืมเงิน 100,000 บาท นายโจ้จะคดิ ดอกเบย้ี นายเอกไดใ้ นอตั ราสงู สดุ เท่าใด

1. ร้อยละ 5 ตอ่ ปี 2. ร้อยละ 10 ต่อปี

3. รอ้ ยละ 15 ต่อปี 4. รอ้ ยละ 18 ต่อปี

5. รอ้ ยละ 20 ต่อปี

บทท่ี 4
กฎหมายลกั ษณะหน้ี (LAW OF OBLIGATIONS)

กฎหมายลักษณะหนี้มีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ถือว่าเป็นหลักทั่วไปอัน
สามารถนำไปใช้ได้กับสัญญาทุกประเภทในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายลักษณะหนี้จึงมี
ความสำคญั เปน็ อย่างมาก

1. ความหมายของหนี้ (Definition of Obligations)
หนี้ หมายถึง นิติสมั พนั ธ์ระหวา่ งบุคคลสองฝ่าย ซึ่งฝา่ ยท่ีเรียกว่า “เจ้าหนี้” (Creditor) ชอบที่จะได้รับ

ชำระหนี้ (Claim Performance) โดยการส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการอย่างใด จาก
บุคคลอีกฝา่ ยหนึ่ง ซึง่ เรียกวา่ “ลูกหน้ี”(Debtor)

2. ลกั ษณะสำคัญของหน้ี (Characteristice of Obligations)
1) ต้องมีเจ้าหนี้และลูกหนี้ เมื่อเกิดหนี้ขึ้นแล้ว จะมีคู่กรณีสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเรียกว่าเจ้าหนี้ อีกฝ่าย

เรียกว่าลูกหนี้ เจ้าหนี้เป็นฝ่ายที่มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ทำการชำระหนี้ ส่วนลูกหนี้เป็นฝ่ายที่มีหน้าที่จะต้อง
ปฏิบัตกิ ารชำระหน้ีต่อเจา้ หนี้ตามท่เี จา้ หน้เี รยี กร้อง เช่น นายแดงทำสญั ญากูย้ ืมเงนิ จากนายดำ จำนวน 50,000
บาท นายดำย่อมอยู่ในฐานะเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องและบังคับให้นายแดงชำระหนี้ จำนวน 50,000 บาทให้แก่
ตน และนายแดงซ่งึ อยู่ในฐานะลกู หน้ีกม็ ีหนา้ ทีจ่ ะต้องชำระหน้ี จำนวน 50,000 บาทให้แกน่ ายดำ

2) ต้องมีนิติสัมพันธ์อันก่อให้เกิดสทิ ธิและหน้าที่ตอ่ กันตามกฎหมาย กล่าวคือ การที่บุคคลสองฝ่าย
จะเปน็ เจ้าหนีแ้ ละลกู หน้ีต่อกนั ในทางใดทางหนึ่ง ซง่ึ ความสมั พันธ์ดังกลา่ วน้ันก่อให้เกิดสทิ ธิแกฝ่ ่ายเจ้าหน้ี และ
ก่อให้เกิดหน้าที่แก่ลูกหนี้ในอันที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้นั้น เพราะหากสองฝ่ายมิได้มีความ
เกยี่ วขอ้ งตอ่ กนั แล้ว ก็ไมก่ อ่ ให้เกดิ สทิ ธิ (Rights) หรือหน้าท่ี (Duties) ตอ่ กัน บุคคลจะเกดิ สิทธหิ รือหน้าที่ต่อกัน
กต็ อ่ เมอ่ื ต่างฝ่ายตา่ งเข้าผูกนิตสิ ัมพันธ์ (Legal Relations) ซงึ่ กนั และกัน จะก่อใหเ้ กิดหนต้ี ่อกันตามกฎหมายที่
จะบังคับในทางแพ่งได้ เช่น นายกฤษณ์ขายรถยนต์ให้นายภูมิ 1 คัน ราคา 200,000 บาท นายกฤษณ์เป็น
เจ้าหนี้ที่จะเรียกร้องให้นายภูมิชำระราคารถยนต์ได้ แต่ในขณะเดียวกันนายกฤษณ์ก็ตกเป็นลูกหนี้ที่จะต้องส่ง
มอบรถยนตใ์ ห้นายภูมไิ ดใ้ ช้ประโยชน์

3) ต้องมีวัตถุแห่งหนี้ เป็นข้อกำหนดว่าลูกหนี้จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ด้วยวิธีการใด
โดยจำแนกออกไดเ้ ปน็ 3 ประการ คือ

ก) การกระทำการ เชน่ สัญญาจา้ งสร้างบ้าน ลกู หนี้มหี น้าทต่ี ้องสร้างบา้ นให้เสรจ็
ข) การงดเว้นกระทำการ เช่น สัญญาที่ตกลงจะไม่สร้างอาคารสูงเกิน 5 ชั้น ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องงด
เวน้ ไมส่ รา้ งอาคารสงู เกนิ 5 ช้นั
ค) ส่งมอบทรพั ย์สนิ เช่น สัญญาซอ้ื ขายรถ ลูกหนีม้ หี นา้ ทต่ี ้องส่งมอบรถ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 38

3. บ่อเกดิ แหง่ หน้ี (Sources of Debt)
หนี้อันเป็นผลผูกพันที่บังคับได้ทางกฎหมายน้ันอาจเกิดจากมูลเหตุหลายกรณี แต่อาจแบ่งออกได้เป็น

2 ประเภทใหญ่ๆ คอื
3.1 หนี้ทเ่ี กดิ จากนติ ิกรรม
นิติกรรมเป็นการแสดงเจตนาของบุคคลที่จะก่อการเคลื่อนไหวแห่งสิทธิ สัญญาอันเป็นนิติกรรม

อยา่ งหนึง่ เป็นบอ่ เกดิ ของหนีท้ สี่ ำคญั
สัญญา (Contract) คือ ความตกลงกันของบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่าย (Parties) ขึ้นไปที่ได้แสดงเจตนา

เสนอสนองถูกต้องตรงกัน กอ่ ให้เกิดสัญญาขึ้น เช่น นายเอกขอยืมเงนิ นายโท จำนวน 5,000 บาท จึงได้ทำสัญญา
ก้ยู มื ไวต้ อ่ กัน

3.2 หน้ีท่ีเกดิ จากนิตเิ หตุ
นิติเหตุเป็นเหตุการณ์ที่กฎหมายบังคับให้บุคคลต้องมีความผูกพันโดยที่บุคคลนั้นไม่สมัครใจ

นิติเหตุนมี้ ีอยู่ 4 กรณี คอื
1) จัดการงานนอกสั่ง (Management of Affairs Without Mandate)
จัดการงานนอกสั่ง คือ การที่บุคคลหนึ่งเข้าจดั ทำกิจการงานของผูอ้ ืน่ โดยเขามิได้วานขานใช้

ให้ทำ หรือโดยมไิ ด้มีสทิ ธิท่ีจะทำการงานนั้นแทนผู้อนื่ ถ้าบุคคลผเู้ ข้าไปจดั การงานแทนน้ันจัดการไปในทางท่ีสม
ประโยชน์ของตัวการ ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการ หรือตามที่จะพึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นความ
ประสงค์ของตัวการ ผู้ที่เข้าจัดการนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าใช้จ่ายที่ตนเสียไปจากเจ้าของกิจการ คือ ตัวการ
นั้นคืนได้ เช่น นายสขุ เปน็ คนระยองมสี วนติดกับสวนของนายสันต์ซง่ึ เป็นคนกรงุ เทพ โดยทีน่ ายสนั ต์ไมม่ ีเวลาไป
ดูสวน เมื่อฝนตกหนักนำ้ ทว่ ม นายสขุ จงึ เขา้ ไปเก็บผลไม้เพ่ือเอาไปขายให้นายสันต์ ลักษณะดังกล่าวจึงเป็นการ
จัดการงานนอกสงั่

2) ลาภมคิ วรได้ (Unjust Enrichment)
ลาภมิควรได้ คือ การที่บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่บุคคลคนหนึ่งทำการเพื่อ

ชำระหนี้ หรือได้มาด้วยประการอื่นโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่ง
เสยี เปรยี บ บุคคลนน้ั จำต้องคืนทรพั ยส์ ินนนั้ ใหแ้ ก่เขา เช่น นายไกส่ ่งมอบนาฬกิ าให้นายเข้ม โดยเขา้ ใจผดิ คิดว่า
เป็นของนายเข้ม แท้จริงนาฬิกาเป็นของนายคม ดังนั้น นายไก่มีสิทธิเรียกร้องนาฬิกาคืนจากนายเข้มได้ ซึ่งถือ
ว่านาฬิกานั้นเป็นลาภมิควรได้แก่นายเข้ม เพราะเป็นทรัพย์ที่นายเข้มได้มาโดยปราศจากข้ออ้างตามกฎหมาย
นายเขม้ จงึ ต้องคนื นาฬิกาให้แกน่ ายไก่

3) ละเมิด (Tort)
ละเมิด คือ การท่ีบุคคลใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายเป็น

เหตุให้ผู้อนื่ เสียหายถงึ แกช่ ีวติ ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรพั ย์สนิ หรอื สิทธอิ ย่างใดอย่างหนึง่
ละเมิดเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้โดยผลของกฎหมาย มิได้เกิดจากความสมัครใจของลูกหนี้ แต่เป็น

หน้ที ่เี กิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลนิ เล่อของลูกหน้ีกระทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายอันเกิด

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 39

จากการกระทำของลูกหน้ี ซงึ่ หนีท้ ่ลี กู หนจ้ี ะชำระให้แก่เจ้าหน้ีคือคา่ สินไหมทดแทน เช่น นายหนึ่งขับรถแซงเข้า
ไปในชอ่ งทางถนนในดา้ นตรงข้าม รถของนายหน่ึงจึงชนรถนายเอเสียหาย ถือว่านายหนึ่งขับรถโดยประมาททำ
ให้รถของนายเอไดร้ บั ความเสียหาย นายหน่ึงตอ้ งรับผดิ ในฐานะเป็นผทู้ ำละเมิดนายเอ

4) บทบัญญัตขิ องกฎหมาย (Legal Provisions)
เป็นกรณีที่กฎหมายไว้โดยเฉพาะว่าให้ตกเป็นหน้าที่ของบคุ คลบางประเภทต้องชำระหนี้ เช่น

ผทู้ ่เี กบ็ ทรัพย์สนิ หายได้มสี ิทธิไดร้ ับรางวัลจากเจ้าของทรัพย์ในอตั ราร้อยละ 10 ของราคาทรัพย์ หน้ีค่าอุปการะ
เลยี้ งดูตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ลกั ษณะครอบครัว หนต้ี ามกฎหมายแรงงาน หน้คี า่ ภาษอี ากร

4. ความระงบั แห่งหน้ี (Extinguish of Obligations)
หนี้อาจจะระงับสิน้ ลง กล่าวคอื ความผกู พันซึง่ เจ้าหน้ีกับลูกหนีท้ ม่ี ีอยู่ต่อกนั ไดร้ ะงบั ลงและเจ้าหนี้หมด

สิทธิทจ่ี ะบังคบั ชำระหนี้เอาแกล่ กู หน้ีอกี ตอ่ ไป ดว้ ยเหตุดงั ต่อไปนี้
1) การชำระหนี้ คือ การที่ลูกหนี้จะต้องปฏิบัติต่อเจ้าหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ การงดเว้นกระทำ

การ หรอื การโอนกรรมสิทธส์ิ ่งมอบทรัพย์สนิ และเมอ่ื เจา้ หน้ีได้ชำระหนี้ไว้โดยถูกตอ้ งตรงตามความประสงค์อัน
แท้จริงแห่งมูลหนี้แล้ว ย่อมมีผลทำให้หนี้นั้นเป็นอันระงับไป เช่น นายเอทำสัญญากู้ยืมเงิน 10,000 บาท จาก
นายบี เมื่อครบกำหนดเวลาชำระหน้ี นายเอไดช้ ำระหน้ีเงินกู้คืนให้แกน่ ายบคี รบถ้วน หนเ้ี งนิ กู้ยืมระหว่างนายเอ
กบั นายบเี ปน็ อันระงับสิ้นลง

2) การปลดหน้ี คือ การที่เจ้าหน้ีแสดงเจตนาฝ่ายเดียวต่อลกู หนี้วา่ เจ้าหนีย้ อมสละสิทธิเรียกร้องอันมี
ต่อลูกหนี้ โดยมิได้หวังผลตอบแทน ดังนั้น เพียงแต่เจ้าหนี้แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ หนี้นั้นก็เป็น
อันระงับสิ้นไป ไม่ว่าลูกหนี้จะยินยอมหรือไม่ยินยอมก็ตาม เช่น นายเอเป็นหนี้นายบี จำนวน 10,000 บาท
ต่อมานายบีได้แสดงเจตนาต่อนายเอว่าจะปลดหนี้ให้นายเอ จำนวน 8,000 บาท ดังนี้ หนี้ระหว่างนายเอกับ
นายบเี ป็นอนั ระงับสนิ้ ไปตามจำนวนทป่ี ลดหนี้ คือ 8,000 บาท

การแสดงเจตนาปลดหนี้น้ัน กฎหมายมิได้บังคับว่าจะต้องทำตามแบบหรือวิธกี ารอย่างไร กล่าวคอื
เจ้าหนี้จะปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ เจ้าหนี้เพียงแสดงเจตนาด้วยวาจา หรือด้วยกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาว่า
เจา้ หน้ีจะยอมปลดหรือยกหนี้สินให้ทง้ั หมดหรือแต่บางสว่ นก็เป็นอนั ใช้ได้ และมผี ลทำให้หน้ีระงับสิ้นลง เว้นแต่
ว่าเป็นหนี้ที่มีหนังสือเป็นหลักฐาน เจ้าหนี้จะแสดงเจตนาปลดหนี้โดยทำเป็นหนังสือด้วย หรือต้องเวนคืน
เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหน้ีใหแ้ ก่ลูกหน้ี หรอื ขีดฆ่าเอกสารนน้ั เสยี

3) การหักกลบลบหนี้ กรณีที่บุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมีมูลหนี้อันเป็นวัตถุ
อย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดชำระแล้ว ดังนี้ กฎหมายให้สิทธิแก่ลูกหนีฝ้ ่ายใดฝ่ายหนึง่ ระงับ
หนล้ี งโดยการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กันได้ ทัง้ นี้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ ฝ่ายหน่ึงจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบ
หนี้กันได้ เช่น เช่น ฟ้ากู้เงินแพร 15,000 บาท ต่อมาแพรมาซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมจากร้านของฟ้า ราคา
15,000 บาท ดังน้ี ฟ้าหรือแพรอาจแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่งว่ามีความประสงค์ที่จะหักกลบลบหนี้ เพื่อให้
หน้สี นิ ระหว่างกันระงับสิน้ ลงได้

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 40

แตห่ ากหนส้ี องรายหน้จี ำนวนไมเ่ ทา่ กัน หน้ีจะหลุดพ้นไปกแ็ ตเ่ ฉพาะจำนวนหนท้ี ่ตี รงกนั เทา่ นนั้ เชน่
ฟ้ากู้เงินแพร 50,000 บาท ต่อมาแพรมาซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมจากร้านของฟ้า ราคา 15,000 บาท เมื่อหัก
กลบกันแล้ว จำนวนหนี้ที่ตรงกันในหนี้ทั้งสองรายคือ 15,000 บาท ย่อมหลุดพ้นไปเพียงเท่านี้ ส่วนฟ้ายังเป็น
หนี้แพรอยอู่ กี 35,000 บาท

4) การแปลงหนี้ใหม่ คือ การทำสัญญาระหว่างคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ
แหง่ หน้ี คือ เปล่ยี นข้อมูลหน้ี เปลยี่ นตัวเจา้ หน้ีลกู หนี้ เปลย่ี นวัตถุแหง่ หน้ี เปลี่ยนทรัพยอ์ ันเปน็ วัตถุแห่งหนี้ และ
เปล่ยี นเงื่อนไขแห่งหน้ี โดยมีวัตถปุ ระสงค์ใหห้ น้ีเดิมระงับเกดิ เปน็ หน้ีใหม่ เช่น การทเี่ ราจะตอ้ งชดใช้เป็นเงินแต่
เจ้าหนีใ้ ห้มาทำงานเพื่อใชห้ น้ีแทนหรือการที่เจ้าหน้ีได้เปล่ยี นจากเงนิ โดยการท่ีใหซ้ ้ือของที่มรี าคาเท่ากับหนี้ท่ีได้
ตดิ ไว้มา

5) หนี้เกลือ่ นกลืนกัน คอื การที่สทิ ธแิ ละความรบั ผิดในหนี้รายใดตกแกบ่ ุคคลคนเดียวกัน หนี้น่ันย่อม
ระงับสิ้นไป เช่น นายเอกเป็นหนี้เงินกู้นายโท จำนวน 5,000 บาท ต่อมาปรากฏว่านายโทถึงแก่ความตายโดย
ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้แก่นายเอก ดังนี้ นายเอกเป็นลูกหนี้เงินกู้นายโท จำนวน 5,00 0
บาท และเป็นเจ้าหน้ีตนเองในหนี้เงินกู้ 5,000 บาท ดังน้ี สิทธแิ ละความรับผิดในหนี้เงินกูจ้ ำนวนดังกล่าวตกอยู่
กบั นายเอกคนเดียว หน้ดี ังกลา่ วย่อมระงับสน้ิ ไปด้วยการเกลอ่ื นกลนื กัน

5. หลักฐานแหง่ การกยู้ ืมเงนิ (Written Evidence of Loan)
การกู้ยืมเงิน (Loan) เป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองประเภทหนึ่ง ซึ่งผู้ให้กูย้ ืม (Lender) โอนกรรมสิทธิ์ใน

เงินท่ียืมนนั้ ตามจำนวนท่กี ำหนดใหแ้ กผ่ ูย้ มื (Borrower) และได้ตกลงกันวา่ จะคนื เงนิ จำนวนเดียวกับท่ียืมพร้อม
ดอกเบ้ีย (Interest) ตามทคี่ สู่ ญั ญาตกลงกนั หรอื ตามทกี่ ฎหมายกำหนด

ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา 653 บัญญตั ิวา่ “การกยู้ ืมเงนิ กวา่ สองพันบาทขึ้นไปน้ัน
ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้
บงั คบั คดีหาไดไ้ ม่

ในการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือนัน้ ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสอื
อยา่ งใดอย่างหนงึ่ ลงลายมือชอ่ื ผู้ให้ยืมมาแสดง หรอื เอกสารอนั เป็นหลักฐานแหง่ การกู้ยืมน้ันไดเ้ วนคืนแลว้ หรือ
ไดแ้ ทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว”

จากบทบัญญัตดิ ังกล่าว จะเหน็ ได้วา่ หลกั ฐานการกูย้ ืมเงนิ มี 2 กรณี คอื
1) กรณีจำนวนเงินกู้ยืมไม่เกิน 2,000 บาท กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องทำสัญญากู้ยืมเงินต่อกัน แต่
ถา้ ผิดสญั ญาก็สามารถฟอ้ งร้องตามกฎหมายได้
2) กรณจี ำนวนทีก่ ยู้ มื เกนิ 2,000 บาทข้ึนไป กฎหมายกำหนดให้การกยู้ ืมเงินจะต้องมหี ลกั ฐานแห่งการ
กู้ยืมเงิน มิเช่นนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีต่อกันมิได้ หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินจะอยู่ในรูปแบบใดก็ได้แต่ต้อง
เป็นลายลกั ษณ์อักษร มขี ้อความชดั แจ้งวา่ มีการกยู้ ืมเงินกนั เกดิ ข้ึน เป็นจำนวนเทา่ ใด ตกลงจะใชค้ ืนเมือ่ ใด และ
สิ่งสำคัญคือต้องมีลายมือชื่อของผู้กู้ยืมในหนังสือนั้น (Written Evidence of Loan signed by the
borrower)

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 41

ทั้งนี้ ในการกู้ยืมเงินนั้น คู่สัญญาจะตกลงคิดดอกเบี้ยหรือไม่ก็ได้ ถ้าหากมีการคิดดอกเบี้ย ห้ามคิด
อัตราดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 หากคิดอัตรา
ดอกเบย้ี เกนิ รอ้ ยละ 15 ต่อปี ให้ดอกเบี้ยตกเปน็ โมฆะ แต่เงนิ ต้นยงั มผี ลสมบรู ณ์

ข้นั ตอนการทำหลักฐานแห่งการกูย้ ืมเงิน
หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินหรือสัญญากู้เงินนั้น คู่สัญญาสามารถเขียนขึ้นเองได้ โดยต้องมีรายละเอียด
ต่าง ๆ ดังนี้
1. วนั ที่ทำสัญญาก้เู งนิ
2. ช่ือของผูก้ ้เู งินและผู้ใหก้ ูเ้ งิน
3. จำนวนเงินทีก่ ู้
4. กำหนดชำระ (จะมีหรอื ไม่มีก็ได)้
5. ดอกเบยี้ (จะมหี รอื ไม่มีกไ็ ด)้
6. ลายมือช่ือของผู้กู้
7. ลายมอื ชือ่ ของผูใ้ ห้กู้ (จะมีหรือไม่มกี ็ได้)

ตัวอยา่ งสญั ญากูย้ ืมเงิน

สญั ญากยู้ ืมเงิน

ทำท.่ี ..............................................
วนั ท.่ี ..............................................

สัญญานี้ทำข้ึนระหว่าง.................................. อายุ...... ปี อยู่บ้านเลขที่.......................................... ซึ่งต่อไปนี้สัญญาน้จี ะเรียกว่า
“ผใู้ ห้ก”ู้ ฝ่ายหน่ึง กบั ............................. อายุ...... ปี อย่บู า้ นเลขที่.................................. ซง่ึ ตอ่ ไปนี้สญั ญานี้จะเรียกว่า “ผู้กู้” อีกฝ่ายหน่ึง
โดยทง้ั สองฝ่ายได้ตกลงกนั ดังตอ่ ไปนี้

1. ผกู้ ูต้ กลงกเู้ งนิ จากผใู้ หก้ แู้ ละผู้ให้กตู้ กลงให้ผู้กู้กูเ้ งิน เปน็ เงนิ ................บาท (.........................) โดยผู้กไู้ ด้รับเงินจำนวนดังกล่าว
จากผู้ให้กู้ถกู ตอ้ งครบถ้วนในวันทท่ี ำสัญญานีเ้ รียบร้อยแล้ว

2. ผู้ก้ตู กลงจะชำระดอกเบย้ี ใหแ้ กผ่ ู้ใหก้ ้ใู นอัตรารอ้ ยละ............ตอ่ ปีของเงินตน้ ท่ีค้างชำระ
3. ผู้ก้ตู กลงชำระเงนิ ตน้ พรอ้ มดอกเบีย้ ดงั กลา่ วในข้อ 1 และขอ้ 2 ให้แก่ผู้ใหก้ ู้จนครบถ้วนภายในวนั ท่ี.........
4. หากผู้กู้ไมป่ ฏบิ ตั ิตามสญั ญาขอ้ ใดขอ้ หนง่ึ ให้ถอื ว่าผ้กู ผู้ ิดสญั ญาและยนิ ยอมชำระหนี้เงนิ กตู้ ามสัญญานพี้ รอ้ มดอกเบยี้ คนื ให้แก่
ผใู้ ห้กทู้ ันที และผู้ก้ยู นิ ยอมชดใชค้ า่ เสยี หายทงั้ ปวงท่ผี ู้ให้กู้ตอ้ งเสยี ไปในการบงั คบั ใหผ้ ้กู ชู้ ำระหนตี้ ามสญั ญาน้ี

สญั ญานไี้ ด้ทำขึน้ สองฉบบั มขี อ้ ความถูกตอ้ งตรงกนั โดยคูส่ ญั ญาท้ังสองฝา่ ยได้ลงชอื่ ไวเ้ ป็นหลกั ฐานและแต่ละฝ่ายต่างยึดถือไว้คน
ละฉบับ

ลงชือ่ ....................................................ผู้กู้
ลงช่อื ................................................ผู้ให้กู้

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ติ 42

6. ความรับผดิ ตามพระราชบัญญตั กิ องทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพือ่ การศึกษา (กยศ.) และเงนิ กู้เพือ่ การศกึ ษาท่ี
ผกู พันกับรายไดใ้ นอนาคต (กรอ.)
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2539

อาศยั อํานาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญตั เิ งินคงคลัง พ.ศ. 2491 โดยรัฐบาลจดั สรรงบประมาณให้
กระทรวงการคลังดําเนินการในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน และในปี พ.ศ. 2541 พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้
กู้ยืม โดยกองทุนฯ มีฐานะเป็นองค์กรของรัฐบาลในกํากับดูแลของกระทรวงการคลัง จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทนุ ทรพั ย์กู้ยืมเงนิ เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกีย่ วเนื่องกับการศึกษา
และคา่ ใชจ้ ่ายทจี่ ําเป็นในการครองชีพระหวา่ งศึกษาทมี่ าจากครอบครวั ที่มีรายได้น้อย อนั เปน็ แนวทางการแก้ไข
ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในสังคม ด้วยการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นให้แก่นักเรียน
นักศึกษา ซึ่งเป็นการช่วยยกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น และช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบ
การศึกษาทางด้านอุปสงค์โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของประชาชน
โดยเงินที่นํามาให้กู้ยืมทั้งหมดมาจากงบประมาณแผ่นดินซึ่งเป็นเงินภาษีอากรของคนไทยทั้งประเทศ ความ
เขม้ แขง็ และม่นั คงของกองทุนจงึ เป็นปัจจยั ที่สำคญั ย่ิงต่อการดำรงอยู่ของกองทนุ ผไู้ ด้รับเงินกยู้ ืมจากกองทุนถือ
ว่าเป็นผู้ซึ่งได้รับและมีโอกาสที่ดีทางการศึกษา แต่โอกาสที่ดีดังว่านี้ จะไม่อาจตกทอดสู่นักเรียนหรือนักศึกษา
รุ่นต่อ ๆ ไปได้เลย หากปราศจากซึ่งการชำระเงินคืนกองทุน ปัจจุบันพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อ
การศกึ ษา พ.ศ. 2560 จึงเปน็ ระบบและกลไกอนั นำไปส่คู วามเข้มแข็งและม่ันคงของกองทุน สำหรบั สร้างโอกาส
ที่ดีทางการศึกษาให้แก่น้อง ๆ เยาวชนผู้ซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของชาติในอนาคต พระราชบัญญัติ
กองทนุ เงนิ ให้กู้ยมื เพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มีสาระสำคญั ดังน้ี

6.1 หน้าท่ขี องผู้กู้ยืม
สำหรับผู้ที่เป็นลูกหนี้ของกองทุนเงินให้กูย้ ืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หรือผู้กู้ยืมเงินของกองทุนเงิน

กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) นั้น มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญากู้ยืมเงินโดยเคร่งครัด
ดงั ต่อไปน้ี

1) ให้ความยินยอมในขณะทําสัญญากู้ยืมเงิน เพื่อให้ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา
40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร หักเงินได้พงึ ประเมนิ ของตนตามจํานวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ เพื่อชําระเงินก้ยู ืม
เพือ่ การศกึ ษาคืนกองทุน

2) แจ้งสถานะการเป็นผู้กู้ยืมเงินต่อหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่ตนทํางานด้วย ภายใน
30 วนั นบั แต่วันทีเ่ ร่ิมปฏบิ ัติงาน และยนิ ยอมให้หกั เงนิ ได้พึงประเมนิ ของตนเพอื่ ดําเนินการตามมาตรา 51

3) ยินยอมให้กองทุนเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของตนที่อยู่ในครอบครองของบุคคลอ่ืน รวมท้ัง
ยนิ ยอมให้กองทนุ เปิดเผยขอ้ มลู เก่ียวกับการก้ยู มื เงิน และการชาํ ระเงนิ คนื กองทนุ

6.2 หน้าทขี่ องนายจา้ ง
ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 51 ได้กำหนดให้บุคคล

คณะบุคคล หรือนิติบุคคลทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวล

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 43

รัษฎารกร มีหน้าที่หักเงินได้พึงประเมินของผู้กู้ยืม ซึ่งเป็นพนักงาน หรือลูกจ้างของผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน
ดังกล่าว เพื่อชำระเงินกู้ยืมคืนตามจำนวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ โดยให้นำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนด
ระยะเวลานำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศ
กำหนด

การหักเงินเดือนของนายจ้าง ให้หักเงินเดือนเพื่อจ่ายภาษีอากรก่อนเป็นอันดับแรก หักเงินจ่าย
กองทุน กยศ. เป็นอันดับที่สอง ถือเป็นความสำคัญที่มาก่อนการหักเงินเดือนไปจ่ายกองทุนบำเน็จบำนาญ
ข้าราชการ กองทุนสำรองเลย้ี งชพี ประกันสงั คม หรือการหักเงนิ ตามกฎหมายอืน่

เมื่อกรมสรรพากรได้รับเงินจากผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินแล้ว ให้นําส่งกองทุนตามหลักเกณฑ์
วธิ กี าร และเงอื่ นไขท่กี รมสรรพากรกาํ หนด โดยความเหน็ ชอบของกระทรวงการคลงั

ถ้าผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินไม่ได้หักเงินได้พึงประเมนิ หักและไม่ได้นําส่ง หรือนําส่งแต่ไม่ครบตาม
จํานวนทก่ี องทนุ แจ้งให้ทราบ หรือหักและนําสง่ เกนิ กําหนดระยะเวลา ใหผ้ ู้จา่ ยเงินได้พงึ ประเมนิ รบั ผดิ ชดใช้เงิน
ที่ต้องนําส่งในส่วนของผู้กู้ยืมเงินตามจํานวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ และต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อ
เดือนของจํานวนเงินที่ผูจ้ ่ายเงนิ ได้พึงประเมินยังไม่ได้นําส่ง หรือตามจํานวนที่ยังขาดไป แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ นับ
แตว่ ันถดั จากวนั ทคี่ รบกําหนดต้องนําสง่

ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินได้หักเงินได้พึงประเมินของผู้กู้ยืมเงินไว้แลว้ ให้ถือว่าผู้กู้ยืมเงิน
ไดช้ ําระเงินกู้ยืมเพื่อการศกึ ษาตามจํานวนทไ่ี ดใ้ ห้ไว้แล้ว

6.3 การชำระหน้ี
1) เมื่อผู้กู้ยืมเงินสําเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้ว มีหน้าที่ต้องชําระเงินกู้ยืม เพื่อ

การศกึ ษาที่ได้รับไปตามสัญญากยู้ ืมเงินคืนให้กองทุน โดยต้องคนื ให้กองทุนให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี นับแต่วันที่
ต้องเริ่มชำระหน้ี

2) ในกรณีจําเป็น ผู้จัดการอาจผ่อนผันให้ผู้กู้ยืมเงินชําระเงินคืนกองทุนแตกต่างไปจากจํานวน
ระยะเวลา หรือวธิ ีการท่ีกําหนดไว้ก็ได้ หรือลดหย่อนหนี้ หรอื ระงับการชาํ ระเงินคนื กองทุนตามที่ผู้กู้ยืมเงินร้อง
ขอเปน็ รายบุคคลหรือเป็นการทัว่ ไปก็ได้

3) ผู้กู้ยืมเงินมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้ โดยผู้กู้ยืมเงินจะต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือให้
ผู้บริหารและจดั การเงินให้กู้ยมื และสถานศึกษาทราบ และผกู้ ้ยู ืมเงนิ จะต้องชำระหน้ีเงนิ กู้ท่ีไดร้ ับไปแล้วและยัง
มิไดช้ ำระคนื รวมทั้งดอกเบีย้ หรอื ประโยชนอ์ นื่ ใด (ถ้ามี) ให้แกผ่ ูใ้ หก้ ้ยู มื ภายใน 30 วัน นบั แตว่ ันท่ีผู้บริหารและ
จดั การเงนิ ใหก้ ยู้ มื ได้รบั แจง้ การบอกเลกิ สัญญาดังกล่าว

6.4 การคิดอัตราดอกเบ้ีย
คณะกรรมการจะกําหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กู้ยืมเงินนับแต่เวลาใด

ภายหลังที่สําเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้วก็ได้ แต่อัตราดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใดที่คิด ณ วันทํา
สัญญา ตอ้ งไมเ่ กนิ อตั รารอ้ ยละ 7.5 ต่อปี และห้ามมิใหค้ ดิ ดอกเบ้ยี ทบต้น

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 44

6.5 การผิดนัดชำระหนี้
ในกรณีทีผ่ ้กู ยู้ มื เงินผใู้ ดผดิ นัดการชาํ ระเงินคนื กองทนุ และไม่ได้รับอนญุ าตให้ผ่อนผันการชำระหน้ี

ผู้กูย้ ืมเงนิ มหี นา้ ทีแ่ ละความรับผดิ ดังน้ี
1) ชำระค่าปรับ หรอื ค่าธรรมเนียมจดั การกรณผี ดิ นัดชำระหน้ีตามอตั ราที่กองทุนกำหนด
2) ตอ้ งเสียเงนิ เพมิ่ อีกไมเ่ กนิ ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน โดยคดิ จากยอดเงนิ ท่ผี ู้กยู้ ืมค้างชำระในแตล่ ะปี

ดังนี้
2.1) ในกรณที ี่ค้างชำระไม่เกนิ 1 ปี อตั ราร้อยละ 12 ตอ่ ปี
2.2) ในกรณีที่คา้ งชำระเกนิ 1 ปีขึ้นไป อตั ราร้อยละ 18 ตอ่ ปี

6.6 การบงั คับชำระหนี้
1) เมอ่ื ผกู้ ู้ยมื ถูกฟอ้ งดำเนินคดตี ่อศาล และผู้กยู้ ืมจะให้ถอนฟอ้ ง ผ้กู ยู้ ืมต้องดำเนนิ การดังน้ี
(1) ชำระหนปี้ ดิ บญั ชี พรอ้ มชำระค่าทนายความใหเ้ สร็จสนิ้ ก่อนกำหนดวันท่ีศาลนดั ประมาณ

2 สัปดาห์ โดยหนี้เงินกู้ยืมให้ชำระที่ธนาคารกรุงไทยหรือธนาคารอิสลาม ส่วนค่าทนายความให้ชำระที่
ธนาคารกรงุ ไทยเทา่ นนั้

(2) กรณีเป็นผกู้ ยู้ มื กยศ. ให้ส่งหลักฐานใบเสร็จการชำระหน้ีปดิ บัญชี กยศ. และใบเสร็จการ
ชำระค่าทนายความ ให้แก่บริษัท กรุงไทยกฎหมาย จำกัด (KTB LAW) แต่หากเป็นผู้กูย้ ืม กรอ. ให้ส่งหลักฐาน
การชำระหน้ีและใบเสร็จคา่ ทนายความให้แก่ฝา่ ยคดีและบงั คับคดี

2) เม่ือผ้กู ยู้ มื ถกู ฟ้องดำเนินคดตี ่อศาลและไม่ขอใหถ้ อนฟ้อง ผูก้ ยู้ มื ตอ้ งดำเนินการ ดังน้ี
(1) ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันทุกคนต้องไปตามที่ศาลนัดหมาย เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยและทำ

สญั ญาประนปี ระนอมยอมความ เพอ่ื ความผ่อนชำระหน้เี ปน็ รายเดือน ให้เสรจ็ ส้นิ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 9 ปี
ในกรณีผูค้ ำ้ ประกันไมส่ ามารถไปศาลได้ให้ทำหนังสือมอบอำนาจพร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนผู้ค้ำประกันท่ี
ลงลายมอื ชอ่ื รับรองความถกู ตอ้ งให้บุคคลใดบุคคลหน่งึ ท่ีบรรลนุ ติ ภิ าวะเปน็ ผ้กู ระทำการแทนได้

(2) กรณีที่ผู้กูย้ ืมและผู้ค้ำประกันไม่ไปตามที่ศาลนัด "ศาลจะสั่งพิพากษาฝ่ายเดียว" โดยให้ผู้
กู้ยืมและผู้ค้ำประกันชำระหนี้ทั้งจำนวนภายใน 30 วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา ซึ่งหากผู้กู้ยมื และผู้ค้ำประกนั
ไมช่ ำระหน้ตี ามคำพิพากษา อาจถูกบงั คับคดีตามกฎหมาย

6.7 ความระงบั ของหน้ี
1) ชำระหนคี้ รบตามสญั ญา
2) ผกู้ ูย้ มื เงนิ ถงึ แกค่ วามตาย
2.1) กรณีที่ผู้กู้ยืมเงินถึงแก่ความตายให้หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นอันระงับไป (เฉพาะหนี้

ก่อนตาย) โดยตอ้ งสง่ สำเนาใบมรณบตั ร สำเนาทะเบยี นบ้านของผู้กยู้ ืมเงิน และสำเนาบตั รประชาชนของบุคคล
ท่ีนำมาแจ้งพร้อมทงั้ เซน็ รับรองสำเนาถูกต้องทุกฉบบั และเบอรโ์ ทรศัพท์ทส่ี ามารถติดต่อญาตขิ องผู้ก้ยู ืมเงิน ให้

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 45

ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมทราบ (สำเนาใบมรณบัตร หมายถึง ใบมรณบัตรที่รับรองโดยเขต/อำเภอที่ออก
ใบมรณบตั รนั้น)

2.2) กรณที ี่มีการโอนเงินค่าเล่าเรยี น และคา่ ใชจ้ ่ายทเี่ ก่ียวเนอ่ื งกบั การศึกษาของผู้กยู้ มื เงินเข้า
บัญชีสถานศึกษาหลังจากผู้กู้ยืมเงินถึงแก่ความตายให้สถานศึกษานำเงิน เฉพาะจำนวนเงินที่โอนหลังตายคืน
กองทนุ

2.3) กรณีมีการโอนเงินค่าครองชีพของผู้กู้ยืมเงินเข้าบัญชีผู้กู้ยืมเงินหลังจากผู้กู้ยืมเงินถึงแก่
ความตายใหท้ ายาทนำเงินคืนกองทนุ

6.8 การระงบั การเรยี กให้ชำระหนี้
ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินพิการหรือทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบการงานได้ ให้ผู้จัดการมีอํานาจ

พิจารณาสงั่ ระงบั การเรียกให้ชําระหนตี้ ามสัญญากู้ยืมเงินก็ได้

7. พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558
เนื่องจากการทวงถามหนี้มีการกระทําที่ไม่เหมาะสมต่อลูกหนี้ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถ้อยคําที่เป็นการ

ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างรุนแรง การคุกคาม โดยขู่เข็ญ การใช้กําลังประทุษร้าย หรือการทําให้เสียชื่อเสียง
รวมถึงการให้ข้อมูลเท็จและการสร้างความเดือดร้อนรําคาญให้แก่บุคคลอื่น ประกอบกับปัจจุบันยังไม่มี
กฎหมายทกี่ าํ หนดหลักเกณฑ์ วิธกี าร และเงือ่ นไขในการทวงถามหนี้และการควบคุมการทวงถามหน้ีไว้เป็นการ
เฉพาะ จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 2
กันยายน 2558 โดยพระราชบัญญตั ิฉบับนม้ี สี าระสำคัญดังน้ี

7.1 บทนิยามศพั ท์
“ผู้ทวงถามหน้ี” หมายความว่า เจ้าหน้ีซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วย

การคมุ้ ครองผู้บรโิ ภค ผู้จัดให้มกี ารเล่นการพนันเปน็ ปกตธิ ุระตามกฎหมายวา่ ด้วยการพนัน และเจ้าหน้ีอื่น ซึ่งมี
สิทธริ ับชาํ ระหนอี้ นั เกดิ จากการกระทาํ ทเี่ ปน็ ทางการค้าปกตหิ รือเป็นปกตธิ ุระของเจา้ หนี้ ท้งั นี้ ไมว่ า่ หนี้ดงั กล่าว
จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึง ผู้รับมอบอํานาจจากเจ้าหน้ี ดังกล่าว ผู้รับมอบ
อํานาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอํานาจจาก ผู้ประกอบธุรกิจทวงถาม
หนีด้ ว้ ย

“ผ้ใู หส้ นิ เชือ่ ” หมายความวา่
(1) บุคคลซงึ่ ใหส้ นิ เชือ่ เปน็ ทางการค้าปกติ หรอื
(2) บคุ คลซง่ึ รบั ซ้อื หรือรับโอนสินเช่อื ต่อไปทุกทอด
“สินเชื่อ” หมายความว่า สินเชื่อที่ให้แก่บุคคลธรรมดาโดยการให้กู้ยืมเงิน การให้บริการบัตร
เครดิต การใหเ้ ชา่ ซือ้ การใหเ้ ชา่ แบบลิสซิง่ และสินเชอื่ ในรูปแบบอน่ื ท่มี ลี กั ษณะทํานองเดยี วกนั
“ลูกหนี้” หมายความว่า ลูกหน้ีซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึงผู้ค้ำประกัน ซึ่ง
เป็นบคุ คลธรรมดาด้วย

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 46

“ธุรกิจทวงถามหนี้” หมายความว่า การรับจ้างทวงถามหนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมเป็นปกติ
ธุระ แตไ่ ม่รวมถงึ การทวงถามหนข้ี องทนายความซ่งึ กระทาํ แทนลูกความของตน

“ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหน้ี” หมายความว่า ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทํางานของลูกหน้ี
และใหห้ มายความรวมถึงหมายเลขโทรศัพทแ์ ละโทรสาร และสถานท่ีตดิ ต่อโดยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยส่ือ
อิเล็กทรอนิกส์ หรือโดยสือ่ เทคโนโลยสี ารสนเทศประเภทอื่น ที่สามารถติดต่อกบั ลูกหน้ีได้ด้วย

7.2 คณุ สมบัติของผ้ทู วงถามหน้ี
ผู้ทจ่ี ะสามารถทวงถามหน้ไี ด้น้นั จะต้องมีการจดทะเบียนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกระทรวง

เทา่ น้นั และมีหนังสอื มอบอำนาจจากเจ้าหนห้ี รอื สถาบันการเงินโดยต้องมีหลกั ฐานมาแสดง แม้แต่ผทู้ ่เี ป็นทนาย
ทไี่ ดร้ บั การว่าจ้างให้ไปทวงถามหน้ี กต็ ้องได้รบั การรับรองขึ้นทะเบยี นจากสภาทนายความดว้ ย โดยการทวงหน้ี
ไมว่ ่าจะในรปู แบบตวั ต่อตัวหรือทางโทรศัพท์ ก็ตอ้ งมีการแสดงตวั ตน แจ้งชื่อ-นามสกุล หน่วยงานต้นสังกัดด้วย
ทุกคร้งั หากเจา้ หนีฝ้ ่าฝนื มโี ทษจำคกุ 1 ปี ปรับไม่เกนิ 100,000 บาท หรอื ทง้ั จำทั้งปรับ

7.3 การติดตามทวงถามหนี้
1) ห้ามผู้ทวงถามหนี้ติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ลูกหนี้เพื่อการทวงถามหนี้เว้นแต่บุคคลซึ่งลูกหน้ี

ไดร้ ะบุไว้
2) การติดต่อกับบุคคลอื่น ให้กระทำได้เพื่อสอบถามหรือยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อ

ลูกหน้หี รอื บุคคลซึ่งลูกหนไ้ี ดร้ ะบไุ วเ้ พอื่ การทวงถามหนเ้ี ทา่ นั้น โดยผทู้ วงถามหนี้ต้องปฏบิ ัตดิ ังต่อไปน้ี
2.1) แจ้งให้ทราบชื่อตัว ชื่อสกุล และแสดงเจตนาว่าต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ

สถานทต่ี ดิ ตอ่ ลกู หนห้ี รอื บคุ คลซง่ึ ลูกหนี้ไดร้ ะบไุ ว้เพอ่ื การทวงถามหน้ี
2.2) ห้ามแจ้งถึงความเป็นหนี้ของลูกหนี้ เว้นแต่ในกรณีที่บุคคลอื่นนั้นเป็นสามีภริยา

บพุ การี หรือผูส้ บื สันดานของลูกหนี้ และบคุ คลอนื่ ดังกล่าวไดส้ อบถามผู้ทวงถามหน้ีถึงสาเหตุของการติดต่อ ให้
ผู้ทวงถามหนี้ชแ้ี จงข้อมูลเก่ยี วกับหนีไ้ ด้เทา่ ที่จำเปน็ และตามความเหมาะสม

2.3) ห้ามใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซอง
จดหมาย ในหนังสือ หรือในสื่ออื่นใดที่ใชใ้ นการตดิ ต่อสอบถาม ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อทวงถาม
หน้ีของลกู หน้ี

2.4) ห้ามตดิ ตอ่ หรือแสดงตนท่ที ำให้เข้าใจผิดเพื่อให้ได้ข้อมูลเก่ียวกับสถานท่ีติดต่อลูกหนี้
หรอื บุคคลซึ่งลกู หนีไ้ ดร้ ะบไุ วเ้ พอ่ื การทวงถามหน้ี

7.4 การปฏบิ ตั ิการทวงถามหนี้
1) สถานที่ติดต่อ ในกรณีที่ติดต่อโดยบุคคลหรอื ทางไปรษณีย์ ให้ติดต่อตามสถานที่ที่ลูกหนี้หรอื

บุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ได้แจ้งให้เป็นสถานที่ติดต่อ ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวไม่ได้แจ้งไว้
ล่วงหน้าหรือสถานที่ที่ได้แจ้งไว้ไม่สามารถติดต่อได้ โดยผู้ทวงถามหนี้ได้พยายามติดต่อตามสมควรแล้ว ให้

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 47

ติดต่อตามภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสถานที่ทำงานของบุคคลดังกล่าว หรือสถานที่อื่นตามที่คณะกรรมการ
ประกาศกำหนด

2) เวลาในการติดต่อ การติดต่อโดยบุคคล โทรศัพท์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยี
สารสนเทศประเภทอ่นื ดงั นี้

ในวนั จนั ทรถ์ งึ วนั ศกุ ร์ ให้ตดิ ต่อไดต้ ง้ั แตเ่ วลา 08.00 นาฬกิ า ถึงเวลา 20.00 น. และ
ในวันหยุดราชการ ให้ติดตอ่ ได้ตัง้ แตเ่ วลา 08.00 นาฬิกา ถึงเวลา 18.00 น.
หากไม่สามารถติดต่อตามเวลาดังกล่าวได้หรือช่วงเวลาดังกล่าวไม่เหมาะสม ให้ติดต่อได้ใน
ชว่ งเวลาอนื่ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเง่ือนไขท่ีคณะกรรมการประกาศกำหนด
3) จำนวนครั้งที่ติดต่อ ในช่วงเวลาตาม (4.2) ให้ติดต่อตามจำนวนครั้งที่เหมาะสมและ
คณะกรรมการอาจประกาศกำหนดจำนวนครัง้ ด้วยก็ได้
4) ในกรณีที่เป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงในการทวงถามหนี้ผู้ประกอบ
ธุรกิจทวงถามหนี้ หรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ให้ผู้ทวงถามหนี้แจ้งให้ทราบถึงชื่อตวั
และชื่อสกลุ หรือชื่อหนว่ ยงานของตนและของเจ้าหนี้ และจำนวนหน้ี และถ้าผู้รับมอบอำนาจดังกล่าวทวงถาม
หนต้ี ่อหนา้ ให้แสดงหลกั ฐานการมอบอำนาจใหท้ วงถามหนี้ดว้ ย
5) ในกรณีที่ผู้ทวงถามหนี้ขอรับชำระหนี้ ผู้ทวงถามหนี้ต้องแสดงหลักฐานการรับมอบอำนาจให้
รับชำระหน้ีจากเจ้าหน้ีตอ่ ลกู หนห้ี รอื บุคคลซึง่ ลูกหนี้ได้ระบไุ ว้เพ่ือการทวงถามหนดี้ ว้ ยและเมื่อลูกหน้ีได้ชำระหนี้
แก่ผู้ทวงถามหนี้แล้ว ให้ผู้ทวงถามหนี้ออกหลักฐานการชำระหนี้แก่ลูกหนี้ด้วยหากลูกหนี้ได้ชำระหนี้แก่ผู้ทวง
ถามหนี้โดยสุจริต ให้ถือว่าเป็นการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้โดยชอบ ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ทวงถามหนี้จะได้รับมอบอำนาจให้
รบั ชำระหนจ้ี ากเจา้ หนห้ี รือไมก่ ็ตาม

7.5 ข้อห้ามผู้ทวงถามหนีก้ ระทำการทวงถามหนี้
1) ผทู้ วงถามหน้หี ้ามกระทำการทวงถามหนี้ในลกั ษณะหนึ่งลักษณะใดดังต่อไปนี้
(1) การขม่ ขู่ การใชค้ วามรนุ แรง หรือการกระทำอื่นใดท่ีทำใหเ้ กิดความเสยี หายแก่ร่างกาย

ช่ือเสยี ง หรือทรพั ยส์ ินของลูกหนี้หรือผู้อื่น
(2) การใช้วาจาหรอื ภาษาทเ่ี ปน็ การดหู มนิ่ ลกู หนห้ี รอื ผอู้ ืน่
(3) การแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการ

ทวงถามหนี้ เวน้ แต่เป็นกรณีตามมาตรา 8 วรรคสอง (2)
(4) การตดิ ตอ่ ลกู หน้โี ดยไปรษณยี บตั ร เอกสารเปิดผนกึ โทรสาร หรือสิ่งอ่นื ใดทีส่ ่อื ให้ทราบ

ว่าเป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน เว้นแต่กรณีการบอกกล่าวบังคับจำนองด้วยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ ซ่ึง
เจา้ หน้ไี มส่ ามารถตดิ ตอ่ ลกู หน้ีโดยวิธกี ารอน่ื หรอื กรณอี ื่นใดตามทีค่ ณะกรรมการประกาศกำหนด

(5) การใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซอง
จดหมายในการติดต่อลูกหน้ีทท่ี ำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพ่ือการทวงถามหนี้ เวน้ แตช่ อ่ื ทางธุรกิจของผู้ทวง
ถามหนีไ้ มไ่ ดส้ อ่ื ใหท้ ราบไดว้ ่าเปน็ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหน้ี

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 48

(6) การทวงถามหน้ที ่ีไม่เหมาะสมในลกั ษณะอื่นตามท่ีคณะกรรมการประกาศกำหนดความ
ใน (5) มใิ หน้ ำมาใช้บงั คบั กับการทวงถามหน้ีเปน็ หนังสือเพ่ือจะใชส้ ทิ ธิฟ้องคดีต่อศาล

2) ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทำการทวงถามหนี้ในลักษณะที่เป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด
ดังต่อไปนี้

(1) การแสดงหรือการใช้ข้อความ เครอ่ื งหมาย สญั ลักษณ์ หรอื เคร่อื งแบบท่ที ำให้เข้าใจว่าเป็น
การกระทำของศาล เจ้าหนา้ ทข่ี องรฐั หรอื หน่วยงานของรัฐ

(2) การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าการทวงถามหนี้เป็นการกระทำโดยทนายความ
สำนกั งานทนายความ หรือสำนกั งานกฎหมาย

(3) การแสดงหรือมีข้อความที่ทำใหเ้ ช่ือว่าจะถูกดำเนินคดี หรือจะถูกยึดหรืออายัดทรัพย์หรือ
เงินเดือน

(4) การติดตอ่ หรอื การแสดงตนให้เช่ือวา่ ผู้ทวงถามหนี้ดำเนินการให้แกบ่ รษิ ัทข้อมูลเครดิตหรือ
รับจ้างบริษัทข้อมูลเครดิตมาตรา 13 ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทำการทวงถามหนี้ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม
ดังต่อไปน้ี

(ก) การเรียกเก็บคา่ ธรรมเนียมหรอื ค่าใชจ้ ่ายใด ๆ เกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการประกาศ
กำหนด

(ข) การเสนอหรือจูงใจให้ลูกหนี้ออกเช็คทั้งที่รู้อยู่ว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชำระ
หนี้ได้

3) หา้ มเจา้ หน้าที่ของรฐั กระทำการดังต่อไปน้ี
(1) ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้
(2) ทวงถามหนี้หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ซึ่งมิใช่ของตน เว้นแต่ในกรณีที่เป็นหนี้ของสามี

ภรยิ า บพุ การี หรอื ผู้สืบสนั ดานของตน หรือในกรณที เี่ จา้ หน้าทข่ี องรัฐนั้นมอี ำนาจกระทำไดต้ ามกฎหมาย

7.6 บทกำหนดโทษ
1) บุคคลใดใช้วาจาดูหมิ่น เปิดเผยหนี้ ติดต่อกับลูกหนี้ด้วยจดหมายเปิดผนึก ไปรษณียบัตร

โทรสาร หรือใช้สัญลักษณ์หรือชื่อทางธุรกิจบนซองจดหมาย ที่สื่อให้ทราบว่าเป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน
ต้องระวางโทษจำคกุ ไมเ่ กนิ หน่งึ ปี หรอื ปรบั ไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรอื ทั้งจำท้งั ปรับ

2) การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าการทวงถามหนี้เป็นการกระทำโดยทนายความ สำนักงาน
ทนายความ หรอื สำนักงานกฎหมายหรือมขี ้อความที่ทำให้เช่ือว่าจะถูกดำเนินคดี หรอื จะถูกยดึ หรอื อายัดทรัพย์
หรือเงินเดือน หรือการแสดงตนให้เชื่อว่าผู้ทวงถามหนี้ดำเนินการให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิตหรือ รับจ้างบริษัท
ข้อมลู เครดิต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปหี รือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทง้ั จำทง้ั ปรบั

3) บุคคลใดทำการข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทำอื่นใดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่
ร่างกาย ชือ่ เสียง หรือทรัพยส์ ินของลูกหน้ีหรือผู้อนื่ หรอื การแสดงหรอื การใช้ข้อความ เครอ่ื งหมาย สัญลักษณ์

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 49

หรือเครื่องแบบทีท่ ำให้เข้าใจวา่ เปน็ การกระทำของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐต้องระวางโทษ
จำคุกไมเ่ กินหา้ ปี หรอื ปรับไมเ่ กินห้าแสนบาท หรอื ท้งั จำทั้งปรับ

4) เจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ทวงถามหนี้หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ซึ่งมิใช่
ของตน ตอ้ งระวางโทษจำคกุ ไมเ่ กินห้าปหี รอื ปรบั ไมเ่ กินห้าแสนบาท หรือทัง้ จำทั้งปรับ

5) บุคคลใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการ มาให้ข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสารหรือหลักฐานที่
เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้มาเพื่อประกอบการพิจารณา หรือมาให้ถ้อยคำ แสดงข้อมูลหรือส่งสมุดบัญชี
เอกสาร ดวงตราหรือสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์ และหนี้สินของผู้ทวงถามหนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่
เกนิ สามเดอื น หรอื ปรับไม่เกนิ สามหมน่ื บาทหรือทง้ั จำทงั้ ปรับ

6) ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษอาญาตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล ถ้าการ
กระทำความผิดของนิตบิ ุคคลนนั้ เกิดจากการสั่งการหรือไม่สง่ั การ หรอื การกระทำการหรือไม่กระทำการอันเป็น
หน้าที่ที่ต้องกระทำของกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการแทนนิติบุคคลนั้น บุคคลดังกล่าวต้อง
รบั โทษตามทบ่ี ญั ญตั ไิ ว้สำหรบั ความผดิ น้ัน ๆ ดว้ ย

7) เมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบได้ทำการเปรียบเทียบกรณีใด และผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับ
ตามคำเปรียบเทียบภายในระยะเวลาทีค่ ณะกรรมการกำหนดแล้ว ให้ถอื ว่าคดีนนั้ เปน็ อนั เลิกกนั


Click to View FlipBook Version