เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 206
(2) การผลิตผลิตภัณฑ์หรือใช้กรรมวิธีดังที่ผู้ทรงสิทธิบัตรได้จดทะเบียนไว้ซึ่งผู้ผลิตผลิตภัณฑ์
หรอื ผู้ใชก้ รรมวิธีดงั กล่าวได้ประกอบกจิ การหรือมีเคร่ืองมือ เคร่ืองใชเ้ พื่อประกอบกิจการดังกล่าวโดยสุจริตก่อน
วันยื่นขอรับสิทธิบัตรในราชอาณาจักร โดยผู้ผลิตหรือผู้ใช้กรรมวิธีไม่รู้หรือไม่มีเหตุอันควรรู้ถึงการจดทะเบียน
นัน้ ทั้งนี้ โดยไมอ่ ยู่ภายใตบ้ งั คับแหง่ มาตรา 19 ทวิ
(3) การเตรียมยาเฉพาะรายตามใบสั่งแพทย์ โดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผู้ประกอบ
โรคศลิ ปะ รวมทั้งการกระทำต่อผลิตภณั ฑย์ าดังกลา่ ว
(4) การกระทำใด ๆ เกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนยา โดยผู้ขอมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิต จำหน่าย
หรอื นำเข้าซ่งึ ผลติ ภณั ฑย์ าตามสทิ ธบิ ตั รหลงั จากสิทธิบตั รดงั กล่าวสน้ิ อายุลง
(5) การใช้อุปกรณ์ซึ่งเป็นการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับตัวเรือ เครื่องจักร หรือ
อุปกรณ์อื่นของเรือของประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครอง
สิทธิบัตรซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ในกรณีที่เรือดังกล่าวได้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวหรือ
โดยอบุ ัตเิ หตุ และจำเป็นตอ้ งใชอ้ ุปกรณ์ดังกลา่ วกบั เรอื น้ัน
(6) การใช้อุปกรณ์ซึ่งเป็นการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับการสร้างการทำงานหรือ
อุปกรณ์อื่นของอากาศยาน หรือยานพาหนะของประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่าง
ประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิบัตรซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ในกรณีที่อากาศยานหรือยานพาหนะ
ดังกล่าวได้เขา้ มาในราชอาณาจกั รเป็นการชั่วคราวหรอื โดยอุบัตเิ หตุ
(7) การใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งผลิตภัณฑ์ตาม
สทิ ธบิ ตั ร หากผูท้ รงสิทธิบตั รไดอ้ นญุ าต หรอื ยนิ ยอมให้ผลติ หรอื ขายผลติ ภณั ฑด์ ังกล่าวแล้ว
3) สทิ ธิของผทู้ รงสทิ ธิบัตรแบบผลิตภณั ฑ์
ผู้ทรงสิทธิบัตรเท่านั้นมีสิทธิใช้แบบผลิตภัณฑ์กับผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร หรือขาย หรือมีไว้
เพื่อขายหรือเสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้แบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เว้นแต่การใช้
แบบผลิตภัณฑ์เพ่อื ประโยชนใ์ นการศึกษาหรือวจิ ยั
5. เครอ่ื งหมายการคา้
5.1 ความเปน็ มาของกฎหมายเครือ่ งหมายการคา้
เคร่ืองหมายการค้าเกดิ ข้นึ เม่ือมนุษย์เร่ิมรจู้ ักการค้าขาย การใช้เครือ่ งหมายการค้าในระยะเริ่มแรกใช้
เพื่อแสดงถึงแหล่งกำเนิดของสินคา้ และแสดงถึงความเป็นเจ้าของสินค้านั้น เครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สิน
ทางอุตสาหกรรมอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญและมีบทบาทอย่างมากในระบบเศรษฐกิจและการค้า ท้ัง
ภายในประเทศและระหว่างประเทศ
ประเทศไทยมวี ิวัฒนาการและความเป็นมาเกี่ยวกบั กฎหมายการค้า ดงั น้ี
1) กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2450 ซึ่งต่อมาถูกยกเลิกในปี พ.ศ.
2500 และมปี ระมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคบั แทน แตย่ งั คงให้ความคุ้มครองเคร่อื งหมายการค้า
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ติ 207
2) พระราชบัญญัติลักษณะเครื่องหมายการค้าและยี่ห้อการค้าขาย พ.ศ. 2457 เป็นกฎหมาย
เครื่องหมายการค้าฉบับแรกของไทยทีม่ ีบทบัญญัตเิ ก่ียวกับการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
3) พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ใช้บังคับแทน พระราชบัญญัติเครื่องหมาย
การค้าและยี่ห้อการค้าขาย พ.ศ. 2457 ที่ถูกยกเลิกไป มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2474 ในสมัย
รัชกาลที่ 7 มกี ารปรับปรุงแก้ไข 2 ครัง้ ในปี พ.ศ. 2476 และ พ.ศ. 2504
4) พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ใช้บังคับแทน พระราชบัญญัติเครื่องหมาย
การค้า พ.ศ. 2474 ท่ียกเลิกไป เนื่องจากบังคับใช้มานานมาก กฎหมายทีใ่ ช้ไม่ทันต่อสภาวะเศรษฐกิจของโลกท่ี
มกี ารเปล่ียนแปลงอย่างรวดเรว็ ทำให้ไม่สามารถค้มุ ครองผบู้ ริโภคและบริโภคในสภาวะปจั จบุ ันไดอ้ ยา่ งเพียงพอ
จึงได้ทำการยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้น คือ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ได้ประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 มีผลใช้บังคับใช้ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2535 จนถึง
ปัจจบุ ัน กฎหมายฉบบั นไ้ี ด้บัญญัติเพ่ิมเติมเครื่องหมายบริการ เคร่อื งหมายรับรอง เครื่องหมายรว่ ม และสัญญา
อนญุ าตให้ใช้เครือ่ งหมายการคา้ เพม่ิ เข้ามาใหเ้ ปน็ กฎหมายฉบับที่มีความทันสมัย
5.2 ความหมายและประเภทของเคร่อื งหมาย
“เคร่ืองหมาย” หมายถงึ ภาพถา่ ย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชอื่ คำ ขอ้ ความ ตัวหนงั สือ ตวั เลข
ลายมอื ชอื่ กลุม่ ของสี รปู ร่างหรอื รูปทรงของวตั ถหุ รือส่ิงเหลา่ น้ี อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงหรือหลายอย่างรวมกนั
เครื่องหมายทไี่ ด้รบั การคมุ้ ครอง มี 4 ประเภท ดังนี้
1) เครื่องหมายการค้า หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า
เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใชเ้ คร่ืองหมายของเจ้าของเครื่องหมายการคา้ น้ันแตกต่างกับสินคา้ ทีใ่ ช้เครื่องหมายการค้า
ของบคุ คลอืน่
2) เครื่องหมายบริการ หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใชเ้ ปน็ ที่หมายหรือเก่ียวข้องกับบริการ
เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมาย
บรกิ ารของบุคคลอื่น กล่าวโดยสรปุ เครอ่ื งหมายบรกิ าร กค็ ือ เครื่องหมายท่ีใช้เกยี่ วกับการบริการซ่งึ อาจจะเป็น
การเสนอขายบรกิ ารหรือเสนอใหบ้ รกิ ารก็ได้ เช่น บริการสง่ ของ ธนาคาร
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ติ 208
3) เครอื่ งหมายรับรอง หมายความวา่ เคร่อื งหมายที่เจา้ ของเครอ่ื งหมายรบั รอง ใช้หรอื จะใช้เป็น
ที่หมายหรือเกี่ยวขอ้ งกับสนิ ค้าหรือบริการของบคุ คลอื่น เพื่อเป็นการรับรองเก่ียวกับแหล่งกำเนิดส่วนประกอบ
วิธีการผลิต คุณภาพ หรือคุณลักษณะอื่นใดของสินค้านั้น หรือเพื่อรับรองเกี่ยวกับสภาพ คุณภาพ ชนิด หรือ
คุณลักษณะอื่นใดของบริการนัน้ กล่าวโดยสรุป คือ เครื่องหมายที่จะใช้รับรองสินค้าหรือบริการของบุคคลอ่นื
ซงึ่ มลี กั ษณะเป็นเคร่ืองหมายเสริม จะใชใ้ นทางการคา้ เพื่อท่จี ะช่วยให้ผบู้ รโิ ภคมีความมน่ั ใจวา่ สินค้าหรือบริการ
นั้นมีลักษณะที่ดีตามที่กำหนดไว้ ดังนั้น คุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของผู้ขอจดทะเบียนจะต้อง เป็นผู้ที่มี
ความเช่ียวชาญท่ีจะให้การรบั รองผลติ ภณั ฑ์หรือบรกิ ารนัน้ ๆ ได้
4) เครื่องหมายร่วม หมายความวา่ เคร่อื งหมายการคา้ หรอื เคร่ืองหมายบริการท่ีใชห้ รอื จะใช้โดย
บริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม สหกรณ์สหภาพ สมาพันธ์ กลุ่มบุคคล หรือ
องค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน กล่าวอีกนัยหนึ่ง เครื่องหมายร่วม คือ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมาย
บริการที่มีเจ้าของร่วมกัน ทั้งนี้ เจ้าของเครื่องหมายร่วมมักจะเป็นสมาคม ซึ่งมิได้ใช้เครื่องหมายโดยตรงแต่ให้
สมาชิกเป็นผู้ใช้เครื่องหมายดังกล่าวแทน และมักจะตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์จะควบคุมให้สมาชิกปฏิบัติตาม
มาตรฐาน หรือรักษาไว้ซึ่งคุณภาพตามที่สมาคมได้กำหนดขึ้น ตัวอย่างของการใช้เครื่องหมายร่วม เช่น นม
หนองโพ เครอื ซีเมนต์ไทย เครอื เจริญโภคภัณฑ์
เครอื่ งหมายรว่ มจะมุ่งเนน้ ถงึ ความเป็นสมาชิกในกลุ่มเดยี วกันจึงมลี ักษณะของการรับรองโดย
ใช้เครื่องหมายเดียวกัน ต่างจากเครื่องหมายรับรองที่มุ่งเน้นถึงมาตรฐานของสินค้า หรือบริการ ว่าเป็นไปตาม
เกณฑ์ที่เจ้าของเคร่ืองหมายรับรองกำหนดโดยไมม่ ลี กั ษณะของการเป็นกลุม่ สมาชิก
5.3 ประโยชน์ของเครอ่ื งหมายการค้า
(1) แสดงความแตกตา่ งของสินค้า
(2) แสดงแหลง่ ทม่ี าของสินคา้
(3) แสดงคณุ ภาพของสนิ ค้า
(4) ประชาสมั พันธส์ นิ ค้า
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ติ 209
5.4 ลักษณะเคร่อื งหมายการค้าทจี่ ดทะเบียนได้
เคร่อื งหมายการค้าอนั พึงรบั จดทะเบยี นได้ ต้องมีลกั ษณะครบ 3 ประการ ดงั ต่อไปน้ี
1) เป็นเครอื่ งหมายการค้าทีม่ ีลกั ษณะบ่งเฉพาะ
คุณสมบัติข้อนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากหน้าที่หลักของเครื่องหมายการค้า คือ แยกแยะความ
แตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์หรือการบริการของผู้ประกอบการรายหนึ่งจากผลิตภัณฑ์หรือบริการของ
ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ในข้อแยกแยะความแตกต่าง ดังนั้น เครื่องหมายการค้าจะต้องเป็นเครื่องหมายทีเ่ หน็
ได้วา่ แตกตา่ งจากตวั ผลิตภณั ฑ์นนั้ เอง และแตกต่างจากช่อื ของผลติ ภณั ฑ์ด้วย
เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ได้แก่ เครื่องหมายการค้าอันมีลักษณะที่ทำให้
ประชาชนหรือผ้ใู ชส้ นิ คา้ น้ัน ทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าทใ่ี ชเ้ ครอ่ื งหมายการคา้ นั้นแตกต่างไปจากสนิ ค้าอื่น
เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นสาระสำคัญ
ดังตอ่ ไปนี้ ให้ถอื ว่ามลี กั ษณะบง่ เฉพาะ
(1) ชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา
ชื่อเต็มนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรือชื่อในทางการค้าที่แสดงโดยลักษณะพิเศษและไม่เล็งถึง
ลักษณะหรอื คุณสมบัติของสนิ ค้าโดยตรง
(2) คำหรือข้อความอันไม่ได้เลง็ ถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินคา้ นั้นโดยตรง และไม่เป็นชอื่
ทางภมู ิศาสตรท์ ี่รฐั มนตรีประกาศกำหนด
(3 กล่มุ ของสที ่แี สดงโดยลกั ษณะพเิ ศษ หรือตัวหนังสือ ตวั เลข หรอื คำทป่ี ระดิษฐข์ น้ึ
(4) ลายมือชื่อของผู้ขอจดทะเบียนหรือของเจ้าของเดิมของกิจการของผู้ขอจดทะเบียน หรือ
ลายมอื ชื่อของบคุ คลอน่ื โดยไดร้ บั อนญุ าตจากบคุ คลนนั้ แลว้
(5) ภาพของผู้ขอจดทะเบยี นหรือของบุคคลอ่นื โดยไดร้ ับอนญุ าตจากบุคคลนั้นแล้วหรือในกรณี
ทบี่ ุคคลนน้ั ตายแล้ว โดยได้รบั อนญุ าตจากบุพการี ผสู้ บื สนั ดาน และคสู่ มรสของบุคคลนัน้ (ถ้ามี) แล้ว
(6) ภาพที่ประดิษฐข์ น้ึ
ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะตาม (1) หรือ (2) หากได้มีการจำหน่ายเผยแพร่หรือ
โฆษณาสนิ ค้าที่ใชเ้ ครื่องหมายการค้าน้ันจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ทีร่ ัฐมนตรีประกาศกำหนดและพิสูจน์
ได้วา่ ได้ปฏบิ ัติถูกตอ้ งตามหลกั เกณฑน์ ้นั แลว้ ก็ให้ถอื วา่ มลี กั ษณะบง่ เฉพาะ
2) เปน็ เครอื่ งหมายการคา้ ทีไ่ ม่มีลักษณะตอ้ งห้ามตามกฎหมาย
เคร่อื งหมายการค้าทีม่ ีหรือประกอบด้วยลักษณะหนึง่ อย่างใดดงั ต่อไปน้ี ห้ามมิให้รับจดทะเบียน
(1) ตราแผ่นดิน พระราชลัญจกร ลัญจกรในราชการเครื่องหมาย ราชการ ตราจักรี ตรา
เคร่ืองราชอสิ ริยาภรณ์ ตราประจำตำแหนง่ ตราประจำกระทรวง ทบวง กรม หรอื ตราประจำจังหวดั
(2) ธงชาติของประเทศไทย ธงพระอิสรยิ ยศ หรือธงราชการ
(3) พระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย พระปรมาภิไธยย่อ หรือ พระนามาภิไธยย่อ หรือ
นามพระราชวงศ์
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 210
(4) พระบรมฉายาลักษณ์ หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ของ พระมหากษัตริย์ พระราชินีหรือ
รัชทายาท
(5) ชื่อ คำ ข้อความ หรือเครื่องหมายใด อันแสดงถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท
หรอื พระราชวงศ์
(6) ธงชาติหรือเครื่องหมายประจำชาติของรัฐต่างประเทศ ธงหรือ เครื่องหมายขององค์การ
ระหว่างประเทศ ตราประมุขของรัฐต่างประเทศ เครื่องหมายราชการและเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพ
สินค้าของรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ หรือชอื่ และช่ือย่อของรฐั ต่างประเทศหรือองค์การระหว่าง
ประเทศ เว้นแตจ่ ะไดร้ บั อนุญาตจากผซู้ ่ึงมอี ำนาจหน้าทข่ี องรฐั ตา่ งประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศนัน้
(7) เครอื่ งหมายราชการ เครอื่ งหมายกาชาด นามกาชาด หรอื กาเจนีวา
(8) เครือ่ งหมายท่ีเหมือนหรือคลา้ ยกับเหรียญ ใบสำคญั หนงั สือรับรอง ประกาศนยี บัตรหรือ
เครื่องหมายอื่นใดอันได้รับเปน็ รางวลั ในการแสดงหรือประกวดสินคา้ ที่รฐั บาลไทย สว่ นราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
หรือหน่วยงานอน่ื ของรัฐของประเทศไทย รฐั บาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศได้จดั ให้มีข้ึน เว้นแต่
ผู้ขอจดทะเบียนจะได้รับเหรียญ ใบสำคัญ หนังสือรับรอง ประกาศนียบัตร หรือเครื่องหมาย เช่นว่านั้น เป็น
รางวลั สำหรับสินคา้ น้นั และใชเ้ ปน็ สว่ นหนึง่ ของเคร่ืองหมายการคา้ น้ัน แตท่ งั้ น้ตี อ้ งระบปุ ปี ฏทิ นิ ท่ีไดร้ ับรางวัลด้วย
(9) เครือ่ งหมายทีข่ ดั ต่อความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ศีลธรรมอนั ดีของประชาชนหรือรฐั ประศาสโนบาย
(10) เครื่องหมายที่เหมือนกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามหลักเกณฑ์ท่ี
รัฐมนตรีประกาศกำหนดหรือคล้ายกับเครื่องหมายดังกล่าวจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเปน็
เจา้ ของหรือแหล่งกำเนิดของสนิ ค้าไม่ว่าจะไดจ้ ดทะเบยี นไวแ้ ล้วหรือไมก่ ็ตาม
(11) เคร่ืองหมายที่คล้ายกบั (1) (2) (3) (4) (5) (6) หรอื (7)
(12) ส่งิ บง่ ชี้ทางภมู ิศาสตรท์ ไี่ ด้รบั ความคุ้มครองตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการนั้น
(13) เครื่องหมายอื่นทีร่ ฐั มนตรีประการกำหนด
การพจิ ารณาวา่ เครื่องหมายการคา้ นัน้ มชี ื่อเสยี งแพร่หลายทว่ั ไปหรือไม่นนั้ มหี ลกั เกณฑด์ งั นี้
1. การจำหน่ายจำนวนมากหรือมีการใช้หรือโฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชน
ทวั่ ไปหรือสาธารณชนในสาขาทเ่ี ก่ยี วข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอยา่ งดี
2. เครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภคแพร่หลายจนทำให้
สาธารณชนท่ัวไป หรือสาธารณชนในสาขาท่เี กีย่ วข้องในประเทศไทยรจู้ ักเป็นอยา่ งดี
3) เครือ่ งหมายการคา้ ต้องไมเ่ หมอื นหรือคลา้ ยกบั เครือ่ งหมายการคา้ ของบคุ คลอ่ืน
ในกรณที ีเ่ คร่อื งหมายการคา้ ท่ีขอจดทะเบยี นน้ันนายทะเบียนเห็นวา่
(1) เปน็ เครอ่ื งหมายการคา้ ทีเ่ หมอื นกบั เคร่ืองหมายการค้าของบุคคลอื่นท่ีได้จดทะเบียนไว้แล้ว
หรอื
(2) เป็นเครื่องหมายการค้าท่ีคลา้ ยกบั เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบยี นไว้แลว้
จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรอื หลงผิดในความเปน็ เจ้าของของสนิ ค้าหรือแหลง่ กำเนดิ ของสนิ ค้า
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 211
ถ้าเป็นการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสนิ ค้าจำพวกเดียวกันหรอื ต่างจำพวกกัน
ท่ีนายทะเบยี นเหน็ ว่ามีลักษณะอย่างเดยี วกนั ห้ามมิใหน้ ายทะเบยี นรับจดทะเบยี น
5.5 อายุการจดทะเบียน
เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วจะมีอายุสิบปีนับแต่วันที่จดทะเบียนและสามารถต่ออายุได้
โดยไม่จำกัดจำนวนครง้ั เจา้ ของเคร่อื งหมายการคา้ ยื่นคำขอต่ออายตุ ่อนายทะเบียนภายใน 90 วันกอ่ นวนั สิ้นอายุ
5.6 สิทธิของเจ้าของเครือ่ งหมายการค้า
ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย เครื่องหมายการค้าจะได้รับการ
คุม้ ครอง ทง้ั ในกรณที ่ีเป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน และเคร่อื งหมายการคา้ ทีไ่ มจ่ ดทะเบยี น ดังนี้
1) กรณีเครือ่ งหมายการค้าท่ไี ด้จดทะเบยี นแลว้
(1) สทิ ธิแตผ่ ู้เดียวในการใชเ้ ครอื่ งหมายการค้าสำหรบั สินคา้ ทีไ่ ดจ้ ดทะเบียนไว้
(2) สิทธฟิ อ้ งคดเี พื่อปอ้ งกนั การละเมิดสทิ ธิของตน
(3) สิทธิฟ้องบคุ คลที่ปลอมเครอ่ื งหมายการคา้ ของตน
“ปลอม” หมายถงึ การทำใหเ้ หมือนของจริงที่มอี ยู่แล้วเพ่ือให้ผูอ้ นื่ หลงเช่ือว่าเปน็ ของแท้
(4) สิทธฟิ ้องบุคคลท่เี ลียนเครอ่ื งหมายการค้าของตน
“เลียน” มิได้เป็นการทำให้เหมือนกับเครื่องหมายการค้าที่แท้จริง แต่เป็นการทำให้
คล้ายคลึงกับเครื่องหมายการค้าที่แท้จริง โดยมีมูลเหตุจูงใจ คือ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมาย
ของบคุ คลอืน่ ซง่ึ ไดจ้ ดทะเบียนไว้แลว้
(5) สทิ ธไิ ดร้ บั การคมุ้ ครองในกรณีท่ีมกี ารนำเข้า จำหน่าย เสนอจำหนา่ ย ซึง่ สนิ ค้าปลอมหรือเลยี น
(6) สิทธิขอใหศ้ าลสง่ั ระงับการกระทำบางประการได้
2) สิทธขิ องเจา้ ของเครอ่ื งหมายการค้าท่ไี ม่ได้จดทะเบียน
มาตรา 46 บัญญตั ิว่า “บุคคลใดจะฟ้องคดีเพื่อป้องกนั การละเมดิ สิทธิในเครื่องหมายการค้าที่
ไมไ่ ดจ้ ดทะเบียน หรือเรยี กรอ้ งค่าสนิ ไหมทดแทนเพื่อการละเมดิ สทิ ธิดงั กลา่ วไม่ได้
บทบัญญัตมิ าตรานี้ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน
ในอนั ทจ่ี ะฟอ้ งคดีบุคคลอนื่ ซ่งึ เอาสนิ คา้ ของตนไปลวงขายวา่ เปน็ สนิ ค้าของเจา้ ของเครอื่ งหมายการค้าน้ัน
แม้กฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนเป็นหลัก แต่มีข้อยกเว้นที่
กฎหมายหมายจะคุ้มครองเครื่องหมายการค้าไม่จดทะเบียนในกรณีที่มี บุคคลใดนำเครื่องหมายการค้าไม่จด
ทะเบียนไปกระทำหรือแสดงซึ่งข้อความอันเป็นเท็จอันเป็นการก่อหรืออาจก่อให้เกิดความสับสนหลงผิด หรือ
ลวงสาธารณชนในเรื่องของแหล่งกำเนิด (Origin) หรือคุณภาพ (Quality) ของสินค้าหรือบริการว่าเป็นของ
เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริง ซึ่งได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นมาก่อนจนเป็นที่ทราบกันดีหรือเป็นที่
แพร่หลายแล้ว หรือที่เรียกว่า “ลวงขาย” (passing off) โดยเจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิฟ้องคดีเพื่อ
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 212
ป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น และมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดสิทธิใน
เครือ่ งหมายการค้า
5.7 การละเมิดเคร่อื งหมายการคา้
ลักษณะการละเมดิ สทิ ธใิ นเคร่อื งหมายการค้า มีดังน้ี
1) การใช้เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายจนอาจทำให้เกิดความสับสนกับเครื่องหมาย
การค้าจดทะเบียนของผู้อื่นกบั สินคา้ จำพวกเดียวกนั
2) การใช้เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายจนอาจทำให้เกิดความสับสนกับเครื่องหมาย
การคา้ จดทะเบยี นของผู้อน่ื กบั สินค้าต่างจำพวกหรอื ต่างประเภทกัน ลักษณะตามกรณนี ี้เปน็ เรอ่ื งลวงขาย
3) การใช้เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายจนอาจทำให้เกิดความสับสนกับเครื่องหมาย
การค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนของผู้อื่นกับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกัน ลักษณะตามกรณีนี้เป็นกรณีท่ี
เจ้าของเครือ่ งหมายการค้าที่แทจ้ รงิ ไม่ไดจ้ ดทะเบยี นเครื่องหมายการคา้ ประเทศไทย
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ติ 213
แบบฝึกหัด
ข้อ 1 งานใดได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธ์ิ 2. ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
1. ขา่ วประจำวนั เก่ยี วกบั เศรษฐกจิ 4. รายงานของกระทรวงมหาดไทย
3. หนงั สอื นทิ านก่อนนอน
5. คำแปลของคำพิพากษา
ข้อ 2 ทรัพย์สินทางปัญญาประเภทใดที่กฎหมายจะคุ้มครองทันทีเมื่อสร้างสรรค์งานสำเร็จโดยไม่ต้องจด
ทะเบียน
1. ลิขสิทธิ์ 2. อนสุ ทิ ธบิ ัตรการประดิษฐ์
3. สทิ ธิบตั รการประดษิ ฐ์ 4. สทิ ธิบัตรการออกแบบผลติ ภณั ฑ์
5. เครอื่ งหมายการค้า
ขอ้ 3 ขอ้ ใดต่อไปน้ไี ม่เป็นการละเมดิ ลิขสิทธิ์
1. นายสมชายนำซดี ีภาพยนตรท์ ีต่ นซื้อมา ไปทำซำ้ แลว้ นำออกขายท่ตี ลาดนดั
2. นายสมหวังนำเขา้ กระเปา๋ ยีห่ อ้ ชาแนลปลอมจากประเทศจีนมาขายในประเทศไทย
3. นายสมศกั ดน์ิ ำดวี ีดภี าพยนตรท์ ีต่ นซอื้ เกบ็ สะสมไวอ้ อกให้เช่าโดยไม่ได้ขออนญุ าตเจ้าของลขิ สิทธ์ิ
4. อาจารย์ผู้สอนทำสำเนาบทความจากจุลสารไปแจกจ่ายให้แก่นักศึกษาเพื่อใช้ในการเรียนโดยไม่ได้
หากำไร
5. นายเอกดาวน์โหลดเพลงมาจากยทู ูปแล้วนำมาบันทึกลงแผ่นซดี ี เพื่อนำออกขายให้แก่เพื่อน ๆ ใน
มหาวทิ ยาลยั
ข้อ 4 ข้อใดไมใ่ ช่หน้าทข่ี องเคร่ืองหมายการคา้ 2. แสดงคณุ ภาพของสินค้า
1. สรา้ งความนิยมของสินคา้ 4. แสดงความแตกตา่ งของสินค้า
3. บอกแหลง่ ทม่ี าของสนิ ค้า
5. ประชาสมั พนั ธ์สนิ ค้า
ข้อ 5 ขอ้ ใดเป็นเครอื่ งหมายการคา้
1. 2.
3. 4.
5.
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 214
ข้อ 6 เครือ่ งหมาย เปน็ เครอื่ งหมายอะไร 2. เครอ่ื งหมายรับรอง
1. เคร่ืองหมายการคา้
3. เคร่ืองหมายบริการ
5. เครอ่ื งหมายการผลติ 4. เครื่องหมายรว่ ม
ข้อ 7 การที่มีเครื่องหมายการค้าของธนาคารไทยพาณิชย์ติดอยู่บนผลิตภัณฑ์เช่นร่ม หรือกระเป๋า แสดงว่า
เครอ่ื งหมายธนาคารไทยพาณิชย์น้นั จัดอยู่ในเคร่ืองหมายการค้าประเภทใด
1. เคร่ืองหมายการคา้ 2. เคร่อื งหมายรบั รอง
3. เครื่องหมายบริการ 4. เครื่องหมายรว่ ม
5. เครอ่ื งหมายการผลิต
ข้อ 8 กงั หนั น้ำชยั พฒั นาไดร้ บั การคุ้มครองตามกฎหมายทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญาเร่ืองใด
__________________________________________________________________________
ข้อ 9 การประดิษฐ์ขอบัตรรบั สทิ ธิบัตรได้
__________________________________________________________________________
ข้อ 10 ลักษณะเคร่อื งหมายทจี่ ดทะเบียนได้
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
บทท่ี 14
กฎหมายแรงงาน
1. ความหมายของกฎหมายแรงงาน
กฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างลูกจ้าง องค์การของนายจ้าง และองค์การของลูกจ้าง
รวมทงั้ มาตรการท่ีกำหนดให้นายจา้ ง ลกู จ้าง และองค์การดังกลา่ วตอ้ งปฏบิ ัตติ อ่ กันและปฏบิ ตั ติ อ่ รัฐทั้งนี้เพื่อให้
การจ้างงาน การให้แรงงาน การประกอบกิจการ และความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเป็นไปอย่างเหมาะสม
โดยต่างได้รับประโยชน์ที่พอเพียงอันจะมีผลทำให้เกิดความสงบสุขความเจริญ ความมั่นคงแก่ทั้งนายจ้า ง
ลูกจ้างสังคม และเศรษฐกจิ ของประเทศเป็นสำคัญ
กฎหมายแรงงานมีดงั น้ี
1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 6 ว่าดว้ ยเร่อื งสญั ญาจา้ งแรงงาน
2) พระราชบญั ญัติคุม้ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพ่ิมเติม พ.ศ. 2560)
3) พระราชบัญญตั ิแรงงานสมั พันธ์ พ.ศ. 2518 (แกไ้ ขเพิม่ เตมิ พ.ศ. 2544)
4) พระราชบญั ญัติประกันสงั คม พ.ศ. 2533 (แกไ้ ขเพม่ิ เติม พ.ศ. 2558)
5) พระราชบญั ญัติเงนิ ทดแทน พ.ศ. 2537
6) พระราชบญั ญตั ิจัดตง้ั ศาลแรงงานและวธิ พี ิจารณาคดแี รงงาน พ.ศ. 2522 (แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ พ.ศ. 2558)
2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยว์ ่าด้วยสญั ญาจา้ งแรงงาน
2.1 ความหมายของสัญญาจา้ งแรงงาน
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “สัญญาจ้างแรงงาน” คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่า
“ลูกจ้าง” ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึง่ เรียกว่า “นายจ้าง” และนายจา้ งตกลงให้สินจา้ งตลอดเวลาที่
ลกู จา้ งทำงานให้
2.2 ลกั ษณะสำคญั ของสัญญาจา้ งแรงงาน
สัญญาจา้ งแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องมีลักษณะสำคัญดังน้ี
1) เป็นสัญญาสองฝา่ ย เปน็ นิติกรรมสองฝา่ ยระหว่างฝ่ายนายจา้ งและฝา่ ยลูกจา้ ง
2) เป็นสญั ญาต่างตอบแทน สญั ญาตา่ งตอบแทนที่ก่อหนใ้ี หแ้ ก่คกู่ รณีท้ังสองฝ่ายโดยฝ่ายลูกจ้างมี
หนี้ที่จะต้องทำงานให้แก่นายจ้าง และนายจ้างมีหนี้ที่จะต้องจ่ายสินจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ทำงาน ซึ่งผล
ตามกฎหมายหากคสู่ ัญญาฝา่ ยหนง่ึ ไมช่ ำระหนี้อีกฝ่ายยอ่ มมสี ิทธิทจ่ี ะไม่ชำระหนีไ้ ดเ้ ชน่ กนั แตอ่ ย่างไรก็ตามการ
จา้ งแรงงานสว่ นใหญจ่ ะใชก้ ฎหมายเกีย่ วกบั แรงงานทบี่ ญั ญัติไวโ้ ดยเฉพาะ
3) เป็นสัญญาไม่มีแบบ กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องทำตามแบบหรือทำเป็นหนังสือ ฉะน้ัน
เพยี งแต่เจตนาของทัง้ สองฝา่ ตรงกนั กถ็ อื วา่ สญั ญาจ้างแรงงานเกดิ ข้นึ แล้ว
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ติ 216
4) เป็นสัญญาเฉพาะตัว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานให้ผู้อื่น
ไม่ได้ นอกจากอีกฝ่ายหนึ่งจะยินยอม ในกรณีเมื่อลูกจ้างตายสัญญาจ้างแรงงานย่อมระงับ ทายาทจะสวมสิทธิ
และหนา้ ท่ีตามสญั ญาไมไ่ ด้ แต่สำหรับกรณีนายจา้ งนนั้ หากสัญญาจ้างแรงงานมสี าระสำคัญอยูท่ ่ีตัวบุคคลผู้เป็น
นายจา้ ง สญั ญาจ้างยอ่ มระงับไปเชน่ กนั
2.3 หนา้ ทข่ี องนายจ้าง
1) จ่ายสินจ้างหรือค่าจ้างให้ลูกจ้างตลอดระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ โดยนายจ้างต้องจ่าย
สนิ จ้างใหล้ ูกจ้างตามกำหนดเวลาในสัญญาจ้างหรือตามจารตี ประเพณี ถา้ ไมไ่ ดก้ ำหนดเวลาไว้ ให้จา่ ยเมื่อสิ้นสุด
ระยะเวลาทีก่ ำหนดจา่ ยสินจ้าง
2) บอกกล่าวล่วงหน้าในการเลิกสัญญาจ้าง ถ้าสัญญาจ้างแรงงานมิได้กำหนดระยะเวลาการจ้าง
ไว้ นายจ้างจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบก่อนจะเลิกสัญญาหรือเลิกจ้าง และระยะเวลาในการบอก
กล่าวล่วงหน้าให้ถือกำหนดเวลาจ่ายสินจ้างแต่ละคราวเป็นสำคัญ โดยจะต้องบอกให้ลูกจ้างทราบในวันจ่าย
สินจ้างหรือก่อนวันจ่ายสินจ้างคราวนี้เพื่อให้ผลเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้า ดังน้ัน
ระยะเวลาการบอกกล่าวล่วงหน้าจะยาวนานเท่าใด ก็จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจ่ายสินจ้างของนายจ้าง แต่
ถ้าระยะเวลาจ่ายสินจ้างมากกว่า 3 เดือน ก็ให้บอกกล่าวล่วงหน้าเพียง 3 เดือน แต่ถ้าสัญญาจ้างแรงงาน
กำหนดระยะเวลาการจ้างไวแ้ นน่ อนแล้วนายจา้ งไมต่ ้องแจ้งหรอื บอกกลา่ วล่วงหน้าแต่อยา่ งใด
3) ต้องออกใบสำคัญแสดงการทำงาน เมื่อการจ้างแรงงานสิ้นสุดลงไม่ว่าจะสิ้นสุดลงเพราะ
นายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้าง หรือลูกจ้างออกจากงานเองนายจ้างต้องออกใบสำคัญ หรือใบรับรองแสดงการทำงาน
ให้แก่ลูกจ้างนั้น ซึ่งใบสำคัญแสดงการทำงานต้องมีข้อความระบุเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกจ้างได้ทำงานมานานเท่าไร
(วัน เดือน ปี ที่เริ่มทำงาน และออกจากงานเมื่อใด) รวมทั้งงานที่ทำนั้นเป็นอย่างไร (ลักษณะงานของลูกจ้าง
เปน็ งานอะไร)
4) ใช้ค่าเดินทางขากลับให้ลูกจ้างถ้านายจ้างไปว่าจ้างลูกจ้างมาจากต่างถิ่น (ต่างจังหวัดหรือ
ต่างประเทศ) และในการเดินทางเข้ามานายจ้างต้องออกค่าเดินทางให้ เมื่อการจ้างแรงงานสิ้นสุดลงนายจ้าง
ต้องใช้เงินค่าเดินทางขากลับให้ เว้นแต่การจ้างแรงงานสิ้นสุดลงเพราะการกระทำของลูกจ้าง หรือเพราะ
ความผดิ ของลูกจา้ ง
ทั้งนี้ ถ้านายจ้างไม่ปฏิบัติต่อลูกจ้างให้ถูกต้องตามหน้าที่ดังที่กล่าวข้างต้น ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิก
สัญญาแลว้ เรยี กคา่ สนิ ไหมทดแทนหากมีความเสียหายอยา่ งใดๆ เกดิ ขึน้ จากการกระทำของนายจ้าง
2.4 หนา้ ทขี่ องลกู จ้าง
1) ลกู จา้ งตอ้ งทำงานใหน้ ายจา้ งด้วยตนเอง โดยจะใหค้ นอ่นื ทำงานแทนไมไ่ ด้ถา้ นายจ้างไม่ยินยอม
2) ลูกจา้ งตอ้ งทำงานให้ปรากฏฝมี ือพิเศษตามท่ีได้รับรองไว้กับนายจา้ ง
3) ลกู จา้ งตอ้ งไมข่ าดงานโดยไม่มเี หตุอันสมควร
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชีวติ 217
4) ลูกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้นายจ้างทราบก่อนถึงวันที่ตนจะออกจากงาน หรือไม่ทำงาน
กับนายจ้างอกี ตอ่ ไป
5) ลูกจา้ งต้องไมข่ ดั คำสัง่ อนั ชอบดว้ ยกฎหมายของนายจ้าง
6) ลูกจ้างต้องไม่ละเลยคำสง่ั นายจา้ งเป็นอาจณิ
7) ลกู จา้ งต้องไม่ละทิ้งการทำงานไปเสีย
8) ลูกจ้างตอ้ งไม่กระทำความผดิ อย่างร้ายแรง
9) ลกู จา้ งตอ้ งปฏบิ ัตหิ น้าที่ของตนให้ลลุ ่วงไปโดยถกู ตอ้ งและสจุ ริต
2.5 ความระงบั ของสัญญาจา้ งแรงงาน
สัญญาจา้ งแรงงานระงับไปดว้ ยสาเหตตุ ่างๆ ดงั น้ี
1) เมือ่ คู่สญั ญาตกลงเลิกสญั ญาหรือคสู่ ัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญา
2) นายจา้ งตายในกรณีท่ีสาระสำคญั ของสญั ญาอยู่ที่นายจา้ ง
3) ลกู จา้ งตาย
4) สัญญาจา้ งแรงงานระงับเม่อื ส้ินสุดระยะเวลาตามสัญญาจา้ ง
3. พระราชบญั ญัติคมุ้ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541
3.1 ความหมายของกฎหมายค้มุ ครองแรงงาน
กฎหมายคุ้มครองแรงงาน เป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง โดย
กำหนดกฎเกณฑ์หรือมาตรฐานขั้นต่ำ ให้นายจ้างปฏิบัติตามเกี่ยวกับการใช้แรงงานทั่วไป การใช้แรงงานหญิง
และเด็ก ค่าตอบแทนในการทำงาน ตลอดจนสวัสดิการและความปลอดภัยในการทำงานเพื่อความเป็นธรรม
และความสงบเรียบร้อยของสงั คม
กฎหมายคมุ้ ครองแรงงานจงึ มีลักษณะเฉพาะดังน้ี
(1) เปน็ กฎหมายที่กำหนดมาตรฐานขน้ั ตำ่ ในการใหค้ วามคุ้มครองแกล่ กู จ้าง
(2) เปน็ กฎหมายทเ่ี กย่ี วกบั ความสงบเรียบร้อยของประชาชน
(3) เป็นกฎหมายสวสั ดิการสังคม มุ่งใหห้ ลกั ประกนั แก่ลกู จ้าง
(4) เป็นกฎหมายที่ใหอ้ ำนาจรฐั ในการลงโทษเมอ่ื มผี ฝู้ ่าฝืนกฎหมาย
3.2 กิจการท่ีไม่อยใู่ นบังคบั ของพระราชบญั ญัติคมุ้ ครองแรงงาน พ.ศ.2541
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้บังคับกับนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป
ยกเว้นนายจ้างในกิจการดังต่อไปนี้ ไม่วา่ จะเปน็ ข้าราชการ พนกั งาน ลกู จา้ งประจำ หรือลกู จ้างชัว่ คราวกต็ าม
1) ราชการส่วนกลาง ราชการสว่ นภมู ภิ าค และราชการส่วนทอ้ งถ่ิน
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผน่ ดิน พ.ศ. 2534 มดี งั น้ี
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชีวติ 218
1.1) ราชการส่วนกลาง ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเทา่
กระทรวง ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมี
ฐานะเปน็ กรม ซึง่ สังกัดหรือไม่สังกดั สำนกั นายกรัฐมนตรี กระทรวงหรอื ทบวง
1.2) ราชการสว่ นภูมิภาค ได้แก่ จังหวดั และอำเภอ
1.3) ราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริการส่วน
ตำบล กรุงเทพมหานคร เมอื งพัทยา
2) รฐั วสิ าหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรฐั วิสาหกจิ สัมพนั ธ์
รฐั วสิ าหกิจตามพระราชบัญญตั ิแรงงานรฐั วิสาหกจิ สัมพนั ธ์ พ.ศ. 2543 หมายความว่า
2.1) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือกิจการของ
รฐั ตามกฎหมายทีจ่ ดั ตงั้ กจิ การนั้น และใหห้ มายความรวมถึงหนว่ ยงานธรุ กจิ ท่รี ฐั เปน็ เจา้ ของ
2.2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะ
เทียบเทา่ หรือรัฐวสิ าหกจิ ตาม (1) มที นุ รวมอยู่ดว้ ยเกินร้อยละห้าสบิ
3) กิจการงานอ่ืนตามที่กฎกระทรวงกำหนด
หากต้องการยกเว้นมิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่
นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็สามารถกระทำได้โดยการออกกฎกระทรวง ซึ่งมีกฎกระทรวง (พ.ศ. 2541)
ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้กำหนดข้อยกเว้นแก่นายจ้างในกิจการตาม
หลกั เกณฑ์ที่กำหนด ดังต่อไปน้ี
3.1) นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ทั้งนี้
เฉพาะในสว่ นท่ีเกี่ยวกบั ครใู หญ่และครู
3.2) นายจ้างซ่ึงจา้ งลกู จ้างทำงานเกยี่ วกบั งานบ้านอันมิไดม้ กี ารประกอบธุรกิจรวมอยู่ดว้ ย
3.3) นายจา้ งซงึ่ จ้างลกู จา้ งทำงานทมี่ ิไดแ้ สวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ
3.3 สาระสำคญั ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
กฎหมายคมุ้ ครองแรงงานมสี าระสำคัญ ดังนี้
3.3.1 เวลาทำงานปกติ
โดยทั่วไปนายจ้างต้องประกาศกำหนดเวลาทำงานปกติ โดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลา
สิ้นสุดการทำงานในแต่ละวัน ในทุกประเภทงานวันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งรวมแล้วไม่เกิน 48
ชั่วโมง เช่น บริษัทโชคดี จำกัด กำหนดเวลาทำงานปกติของบริษัทฯ ระหว่าง 8.00 นาฬิกา ถึง 17.00 นาฬิกา
พักระหว่าง 12.00 นาฬกิ า และ 13.00 นาฬิกา เป็นต้น
สำหรับงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง ได้แก่ งานที่ต้อง
ทำใตด้ นิ ใตน้ ำ้ ในถำ้ ในอโุ มงค์ หรอื ในทอ่ี ับอากาศ งานเก่ียวกับกมั มนั ตภาพรงั สี งานเช่ือมโลหะ งานขนสง่ วัตถุ
อันตราย งานผลิตสารเคมีอันตราย งานที่ต้องทำด้วยเครื่องมือ หรือเครื่องจักร ซึ่งผู้ทำได้รับความสั่นสะเทือน
อันอาจเป็นอนั ตราย และงานที่ต้องทำเก่ียวกับความร้อนจัดหรือความเย็นจัดอันอาจเป็นอันตราย ซึ่งโดยสภาพ
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชีวติ 219
ของงานมีความเสี่ยงอันตรายสูงหรือมีภาวะแวดล้อมในการทำงานเกิน มาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ซึ่ง
ไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขที่แหล่งกำเนิดได้ และต้องจัดให้มีการป้องกันที่ตัวบุคคล ต้องมีเวลาทำงานปกติวัน
หนง่ึ ไมเ่ กิน 7 ชั่วโมง และสปั ดาหห์ นง่ึ รวมแล้วตอ้ งไมเ่ กนิ 42 ช่วั โมง
3.3.2 การทำงานลว่ งเวลาและการทำงานในวันหยดุ
นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น ก็ต่อเม่ือ
ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป เว้นแต่ถ้าลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้า
หยุดจะเสียหายแกง่ าน หรือเปน็ งานฉกุ เฉนิ
อย่างไรก็ตาม สำหรับกิจการโรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่ง ร้านขายอาหาร ร้านขาย
เครอ่ื งดม่ื สโมสร สมาคม และสถานพยาบาลได้ นายจ้างอาจใหล้ ูกจ้างทำงานในวนั หยุด โดยไม่จำเป็นต้องได้รับ
ความยินยอมจากลกู จา้ งกอ่ น
3.3.3 เวลาพัก
ระหว่างการทำงานปกติ หลังจากลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกิน 5 ชั่วโมงติดต่อกัน ต้องมี
เวลาพักไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน หรืออาจตกลงกันพักเป็นช่วง ๆ ก็ได้แต่รวมแล้วต้องไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
ต่อวัน แต่หากเป็นงานในร้านขายอาหารหรือร้านขายเครื่องดื่มซึ่งเปิดจำหน่ายหรือให้บริการในแต่ละวันไม่
ติดต่อกัน อาจพักเกิน 2 ชั่วโมงต่อวันก็ได้ นายจ้างอาจจะไม่จัดเวลาพักได้กรณีเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพ
ของงานตอ้ งทำ ตดิ ตอ่ กนั ไปโดยไดร้ ับความยินยอมจากลกู จา้ งหรือเป็นงานฉุกเฉนิ
ก่อนการทำงานล่วงเวลา กรณีให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อย
กว่า 2 ชว่ั โมง ต้องจดั ใหล้ ูกจา้ งพักกอ่ นเริม่ ทำงานลว่ งเวลาไมน่ อ้ ยกวา่ 20 นาที
3.3.4 วันหยุด
1) วันหยุดประจำสัปดาห์ นายจ้างต้องให้ลูกจ้างมีวันหยุดไม่น้อยกว่า 1 วันต่อสัปดาห์
โดยให้มีระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน สำหรับงานโรงแรม งานขนส่ง งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร หรืองานอ่ืน
ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงอาจตกลงกันสะสมและเลื่อนวันหยุดประจำ สัปดาห์ไปหยุดเมื่อใดก็ได้ภายใน
ระยะเวลา 4 สัปดาห์ตดิ ต่อกัน
2) วันหยุดตามประเพณี นายจ้างต้องให้ลูกจ้างมีวันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน
ต่อปี โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติ โดยพิจารณาจากวันหยุดราชการประจำปี วันหยุดทางศาสนาหรือ
ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ให้หยุดชดเชย
วันหยุดตาม ประเพณีในวันทำงานถัดไป สำหรับงานในกิจการโรงแรม สถานมหรสพ ร้านขายอาหาร ร้านขาย
เครอ่ื งดมื่ ฯลฯ อาจตกลงกนั หยดุ วนั อนื่ ชดเชยวนั หยุดตามประเพณี หรือจา่ ยค่าทำงานในวนั หยดุ ใหก้ ไ็ ด้
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชีวิต 220
3) วันหยุดพักผอ่ นประจำปี นายจ้างต้องให้ลกู จ้างมวี ันหยุดพักผ่อนประจำปีไมน่ ้อยกว่า 6
วันทำงานต่อปี สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี อาจตกลงกันล่วงหน้าสะสมและเลื่อนวันหยุด
พักผ่อนประจำปี ไปรวมหยุดในปีตอ่ ๆ ไปได้
3.3.5 วันลา
1) วันลาป่วย ลูกจ้างสามารถลาป่วยไดเ้ ท่าทีป่ ่วยจริง การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป
นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือของสถานพยาบาลของทางราชการได้
หากลูกจ้างไม่อาจแสดงได้ให้ลูกจ้างชี้แจงให้นายจ้างทราบ วันที่ลูกจ้างไม่อาจทำงานได้เนื่องจากประส บ
อนั ตรายหรอื เจ็บป่วยซึง่ เกดิ จากการทำงานหรอื วนั ลาเพ่ือคลอดบตุ รไมถ่ อื เป็นวนั ลาปว่ ย
2) วันลากิจ ลูกจ้างลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน โดย
ลกู จ้างสามารถลาได้ปีละไมน่ อ้ ยกว่า 3 วนั ทำงาน โดยทย่ี งั ได้รบั คา่ จา้ งตามปกติ
3) วนั ลาทำหมนั ลูกจ้างลาเพอ่ื ทำหมนั และเน่ืองจากการทำหมนั ได้ตามระยะเวลาที่แพทย์
แผนปจั จุบันชั้นหนึ่งกำหนดและออกใบรบั รอง
4) วันลารบั ราชการทหาร ลูกจา้ งลาเพ่อื รับราชการทหารในการเรียกพล เพอื่ ตรวจสอบฝึก
วิชาทหาร หรือทดลองความพร้อมตามกฎหมายว่าด้วยการรบั ราชการทหารได้
5) วันลาคลอดบุตร ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ลาเพื่อคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 98 วัน โดย
วนั ลาเพ่อื คลอดบุตรให้หมายความรวมถึงวันลาเพ่ือตรวจครรภ์ก่อนคลอดบตุ รด้วย ทง้ั นใ้ี ห้นับรวมวนั หยุดที่มีใน
ระหว่างวันลาด้วย (ส่วนการจ่ายค่าจ้างในวันลาคลอดนั้น ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในช่วงวันที่ลา 45 วัน
เช่นเดิม)
6) วันลาฝึกอบรม ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถเพ่ือ
ประโยชน์ต่อการแรงงานและสวัสดิการสังคมหรือการเพิ่มทักษะความชำนาญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ
ทำงานของลกู จา้ งตามโครงการหรือหลกั สตู ร ซ่ึงมกี ำหนดช่วงเวลาท่ีแนน่ อนและชัดเจน และเพ่อื การสอบวดั ผล
ทางการศึกษาที่ทางราชการจัดหรืออนุญาตให้จัดขึ้น ลูกจ้างต้องแจ้งเหตุในการลาโดยชัดแจ้ง พร้อมทั้งแสดง
หลักฐานที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) ให้นายจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันลา นายจ้างอาจไม่อนุญาตให้ลา
หากในปีที่ลาลูกจ้างเคยได้รับอนุญาตให้ลามาแล้วไม่น้อยกว่า 30 วัน หรือ 3 ครั้งหรือแสดงได้ว่าการลาของ
ลกู จ้างอาจก่อให้เกดิ ความเสียหายหรอื กระทบต่อการประกอบธรุ กจิ ของนายจ้าง
3.3.6 ค่าตอบแทนในการทำงาน
ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง คือ เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็น
ค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันล าท่ี
ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตรา
คา่ จ้างข้นั ตำ่ ถา้ ไม่มีการกำหนดอตั ราคา่ จ้างขัน้ ต่ำในทอ้ งที่ใดให้ถอื ว่าอัตราคา่ จา้ งขน้ั ต่ำพ้ืนฐานเปน็ อัตราค่าจ้าง
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชีวติ 221
ขั้นต่ำของท้องที่นัน้ (อัตราคา่ จ้างขัน้ ต่ำพื้นฐาน หมายถึง อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดเพือ่ ใชเ้ ปน็
พ้ืนฐานในการกำหนดอัตรา ค่าจา้ งขัน้ ตำ่ ) สำหรบั ค่าตอบแทนในการทำงานมีดังน้ี
1) ค่าจ้างในวันทำงานปกติ หมายถึง ค่าจ้างที่จ่ายนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างตามที่ตกลงกันไว้
สำหรับการทำงานเต็มเวลาสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ ไม่ว่าจะเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ หรือ
ระยะเวลาอื่น
2) ค่าจ้างในวันหยดุ ถ้าทำงานในวันหยดุ ในเวลาทำงานปกติ นายจ้างตอ้ งจ่ายค่าทำงานใน
วันหยุดให้แก่ลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด (ลูกจ้างประจำ) เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของค่าจ้าง ในวันทำงาน
ตามชั่วโมงท่ีทำงานในวนั หยดุ หรือตามจำนวนผลงานท่ที ำได้
สำหรบั ลกู จา้ งทีไ่ ดร้ ับคา่ จ้างตามผลงานโดยคำนวณเปน็ หนว่ ย สำหรับลกู จ้างทไ่ี ม่มีสิทธิ
ได้รับค่าจ้างในวันหยุด (ลูกจ้างไม่ประจำ เช่น ลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมง) ต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าจ้าง
ในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุดหรือตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับ ลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตาม
ผลงานโดยคำนวณเปน็ หน่วย
3) ค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติ นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของ
อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำหรือไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยใน
วนั ทำงานตามจำนวนผลงานทท่ี ำไดส้ ำหรับลกู จา้ งทไ่ี ด้รับค่าจ้างตามผลงาน
4) ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ถ้าทำงานในวนั หยดุ เกินเวลาทำงานปกตขิ องวันทำงาน นายจ้าง
ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตรา 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวน
ชวั่ โมงทีท่ ำ หรอื ตามจำนวนผลงานทที่ ำไดส้ ำหรบั ลกู จ้างทไี่ ด้รบั ค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
3.3.7 ค่าชดเชย
ค่าชดเชย หมายถึง เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างนอกเหนือจากเงินประเภท
อื่นซึง่ นายจา้ งตกลงจ่ายใหแ้ กล่ ูกจ้าง
หากนายจา้ งเลกิ จา้ งโดยลกู จ้างไม่มคี วามผดิ ลกู จา้ งมสี ิทธไิ ดร้ ับคา่ ชดเชยดังนี้
ระยะเวลาการทำงาน อตั ราคา่ ชดเชย
ทำงานติดต่อกันครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1 ปี ไม่นอ้ ยกว่าค่าจา้ งอตั ราสดุ ทา้ ย 30 วัน
ทำงานตดิ ตอ่ กันครบ 1 ปีแต่ไมค่ รบ 3 ปี ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอตั ราสุดท้าย 90 วนั
ทำงานติดต่อกนั ครบ 3 ปแี ต่ไม่ครบ 6 ปี ไมน่ ้อยกว่าค่าจา้ งอัตราสุดทา้ ย 180 วัน
ทำงานตดิ ต่อกนั ครบ 6 ปีแตไ่ ม่ครบ 10 ปี ไม่นอ้ ยกวา่ คา่ จ้างอตั ราสดุ ท้าย 240 วัน
ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีแตไ่ ม่ครบ 20 ปี ไม่น้อยกวา่ คา่ จ้างอตั ราสดุ ทา้ ย 300 วนั
ทำงานติดตอ่ กันครบ 20 ปีข้นึ ไป ไมน่ ้อยกว่าค่าจา้ งอตั ราสุดทา้ ย 400 วนั
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชีวิต 222
ทั้งนี้ การที่ลูกจ้างทำงานกับนายจ้างจนเกษียณอายุตามที่เกณฑ์ที่นายจ้างกำหนด หรือ
หากนายจ้างมิได้กำหนดอายุเกษียณไว้หรือกำหนดไว้เกิน 60 ปี ให้ลูกจ้างสามารถขอเกษียณอายุเมื่ออายุครบ
60 ปีก็ได้ โดยการเกษยี ณอายเุ ท่ากับเปน็ การเลกิ จ้าง ลูกจา้ งจึงมีสทิ ธไิ ด้รับคา่ ชดเชยตามระยะเวลาการทำงานได้
แตห่ ากมีเหตใุ นกรณใี ดกรณหี น่งึ ดงั ต่อไปนนี้ ายจ้างไมต่ ้องจ่ายคา่ ชดเชยแกล่ กู จา้ ง
1) ลูกจา้ งทำงานไม่ครบ 120 วนั ตดิ ตอ่ กนั
2) กรณีเลกิ จา้ งตามสญั ญาทม่ี กี ำหนดเวลาจ้างแน่นอน
3) กรณนี ายจา้ งไล่ลูกจา้ งออกตาม ป.พ.พ. มาตรา 583
3.1) ลกู จา้ งจงใจขัดคำสง่ั ของนายจา้ งอันชอบด้วยกฎหมาย
3.2) ลูกจ้างละเลยไม่นำพาต่อคำสงั่ อันชอบดว้ ยกฎหมายของนายจ้างเปน็ อาจิณ
3.3) ลูกจ้างละทิ้งการงานหรือกระทำความผิดอย่างร้ายแรงหรือกระทำประการอื่นใด
อันไม่สมแก่การปฏิบตั หิ น้าทีข่ องตนใหล้ ลุ ่วงไปโดยถูกตอ้ งและสุจรติ
4) ลกู จ้างถูกเลิกจ้างเพราะกระทำตามมาตรา 119 คือ
4.1) ทจุ ริตตอ่ หน้าที่หรอื กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแกน่ ายจ้าง
4.2) จงใจทำให้นายจ้างไดร้ ับความเสียหาย
4.3) ประมาทเลนิ เลอ่ เป็นเหตุใหน้ ายจ้างได้รบั ความเสยี หายอยา่ งรา้ ยแรง
4.4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบ
ด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ทั้งนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้อง
ตักเตอื น ซง่ึ หนงั สอื เตือนมผี ลบังคบั ได้ไมเ่ กิน 1 ปี นับแตว่ นั ท่ีลูกจ้างได้กระทำผดิ
5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาทำงาน 3 วันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม
โดยไมม่ เี หตุอันสมควร
6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่
กระทำโดยประมาทหรอื ความผดิ ลหุโทษ
3.3.8 การใชแ้ รงงานหญงิ
กฎหมายคุ้มครองแรงงานมสี าระสำคญั เกี่ยวกับการใช้แรงงานหญงิ ดงั นี้
1) หา้ มนายจ้างให้ลูกจา้ งหญงิ ทำงานต่อไปน้ี
ก. งานเหมืองแร่หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือปล่องใน
ภูเขา เวน้ แต่ลักษณะของงานไมเ่ ปน็ อนั ตรายต่อสุขภาพหรือรา่ งกายของลกู จ้างหญิงน้ัน
ข. งานทต่ี ้องทำบนนัง่ ร้านที่สงู กวา่ พ้ืนดนิ ตง้ั แต่ 10 เมตรขน้ึ ไป
ค. งานผลิตหรอื ขนสง่ วัตถรุ ะเบิดหรือวตั ถุไวไฟ
ง. งานอนื่ ตามท่กี ำหนดในกฎกระทรวง
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชีวิต 223
2) ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงที่มีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น. - 06.00 น.
ทำงานล่วงเวลาทำงานในวนั หยุดหรือทำงานอย่างหนง่ึ อยา่ งใด ดังตอ่ ไปน้ี
ก. งานเหมืองแร่หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือปล่องใน
ภเู ขาเวน้ แตล่ ักษณะของงาน ไมเ่ ป็นอนั ตรายต่อสขุ ภาพหรือ รา่ งกายของลูกจา้ งหญิงนัน้
ข. งานเกยี่ วกับเครอ่ื งจักรหรือเครือ่ งยนตท์ ่มี คี วามสั่นสะเทือน
ค. งานขับเคล่ือนหรือตดิ ไปกับยานพาหนะ
ง. งานยก แบก หาม หาบ ทนู ลาก หรือเข็นของหนักเกนิ 15 กโิ ลกรมั
จ. งานทที่ ำในเรอื
ฉ. งานอ่ืนตามทีก่ ำหนดในกฎกระทรวง
3) พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างเปลี่ยนเวลาทำงานหรือชั่วโมงทำงานของ
ลูกจ้างหญิงที่ทำงานในระหว่างเวลา 24.00 น.- 06.00 น. ได้ตามที่เห็นสมควรถ้าพนักงานตรวจแรงงานเห็นว่า
งานน้นั อาจเป็นอนั ตรายต่อสุขภาพและความปลอดภยั ของลกู จ้างหญงิ นนั้
4) ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมเป็นการชั่วคราวก่อน
หรือหลังคลอดได้ กรณที ่มี ีใบรบั รองแพทยแ์ ผนปัจจุบันช้นั หนง่ึ มาแสดงวา่ ไมอ่ าจทำงานในหนา้ ทเ่ี ดมิ ต่อไปได้
5) หา้ มนายจ้างเลิกจา้ งลกู จา้ งหญงิ เพราะเหตมุ ีครรภ์
3.3.9 การใช้แรงงานเด็ก
กฎหมายคมุ้ ครองแรงงานมสี าระสำคัญเก่ยี วกบั การใช้แรงงานเดก็ ดงั น้ี
1) ห้ามนายจา้ งจ้างเดก็ อายตุ ่ำกวา่ 15 ปี เป็นลกู จ้าง
2) กรณีที่มีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นลูกจ้าง นายจ้างต้องแจ้งต่อพนักงานตรวจ
แรงงานภายใน 15 วันนับแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน และแจ้งการสิ้นสุดการจ้างเด็กนั้นต่อพนักงานตรวจแรงงาน
ภายใน 7 วันนับแต่วันที่เด็กออกจากงาน นายจ้างต้องจัดให้มีเวลาพัก 1 ชั่วโมงต่อวันภายใน 4 ชั่วโมงแรกของ
การทำงาน และใหม้ ีเวลาพักยอ่ ยได้ตามท่นี ายจา้ งกำหนด
3) นายจ้างใช้ลูกจ้างเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 - 06.00 น.
เว้นแตไ่ ด้รบั อนุญาตจากอธบิ ดี
4) ห้ามนายจ้างใชล้ ูกจ้างเดก็ ท่มี อี ายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานล่วงเวลา
5) หา้ มนายจ้างให้ลกู จ้างเดก็ ท่ีมีอายตุ ำ่ กวา่ 18 ปี ทำงานต่อไปนี้
ก. งานหลอม เป่า หลอ่ หรือรดี โลหะ
ข. งานปัม๊ โลหะ
ค. งานเกย่ี วกับความรอ้ น ความเย็น ความสนั่ สะเทือน เสียงและแสงท่ีมีระดบั แตกต่าง
จากปกติอนั อาจเป็นอนั ตรายตามทีก่ ำหนดในกฎกระทรวง
ง. งานเก่ยี วกบั สารเคมที ่ีเปน็ อันตรายตามท่ีกำหนดในกฎกระทรวง
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 224
จ. งานเกี่ยวกับจุลชีวันเป็นพิษซึ่งอาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือเชื้ออื่น ตามท่ี
กำหนดในกฎกระทรวง
ฉ. งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่งานในสถานีบริการที่เป็น
เชื้อเพลิงตามทีก่ ำหนดในกฎกระทรวง
ช. งานขบั หรือบงั คบั รถยกหรอื ปัน้ จั่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ซ. งานใชเ้ ลือ่ ยเดนิ ด้วยพลงั ไฟฟา้ หรอื เคร่อื งยนต์
ฌ. งานท่ตี ้องทำใต้ดนิ ใต้น้ำ ในถำ้ อุโมงค์ หรอื ปล่องในภเู ขา
ญ. งานเกย่ี วกบั กมั มนั ตภาพรังสตี ามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ฎ. งานทำความสะอาดเคร่อื งจกั รหรอื เคร่อื งยนตท์ ก่ี ำลังทำงาน
ฏ. งานที่ตอ้ งทำบนน่ังรา้ นทส่ี งู กว่าพน้ื ดนิ ตั้งแต่ 10 เมตรข้นึ ไป
ฐ. งานอน่ื ตามทก่ี ำหนดในกระทรวง
6) หา้ มนายจา้ งใหล้ กู จ้างเดก็ ที่มอี ายตุ ่ำกว่า 18 ปี ทำงานในสถานทีต่ ่อไปนี้
ก. โรงฆา่ สัตว์
ข. สถานทเ่ี ลน่ การพนนั
ค. สถานทีเ่ ตน้ รำ รำวง หรือ รองเงง็
ง. สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการ โดยมีผู้
บำเรอสำหรับปรนนบิ ตั ิลูกจา้ ง หรอื โดยมที ่ีสำหรับพักผ่อนหลับนอน หรอื มบี รกิ ารนวดใหแ้ กล่ กู ค้า
จ. สถานที่อืน่ ตามท่กี ำหนดในกฎกระทรวง
7) หา้ มนายจา้ งจา่ ยค่าจ้างของลูกจา้ งซ่ึงเปน็ เดก็ แก่บคุ คลอืน่
8) ห้ามนายจา้ งเรยี ก/หรอื รบั เงนิ ประกันจากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นเดก็
9) ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มีสิทธิลาเพื่อเข้าประชุมสัมมนา รับการอบรม รับ
การฝึก หรือลาเพื่อการอื่นซึ่งจัดโดยสถานศึกษา หรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่อธิบดีเห็นชอบ และให้
นายจา้ งจา่ ยค่าจ้างแกล่ ูกจ้างเดก็ เทา่ กับคา่ จ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาทีล่ า แต่ปีหนง่ึ ต้องไม่เกนิ 30 วนั
4. พระราชบัญญตั ปิ ระกันสงั คม
4.1 หลักการของการประกันสงั คม (Social Insurance)
กองทุนประกันสังคม คือ การรวบรวมเงินทุนและเฉลี่ยความเสี่ยงภัย หรือร่วมกันเสี่ยงภัยต่อ
เคราะห์ร้ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประชาชนผู้มีรายได้ในสังคม ด้วยการออกเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม
โดยมีนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐร่วมออกเงินสมทบ กองทุนประกันสังคมจะมอบประโยชน์ทดแทนให้แก่ผู้ส่งเงิน
สมทบ เมื่อเกิดความเดือดร้อนหรือความจำเป็นที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทางด้านการเงิน เช่น เจ็บป่วย คลอด
บุตร ว่างงาน ชราภาพ
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ติ 225
4.2 ประเภทของผู้ประกนั ตนตามกองทนุ ประกันสงั คม
กองทุนประกันสงั คม มผี ูป้ ระกันตนทั้งหมด 3 ประเภท ดงั นี้
1) ผ้ปู ระกนั ตนภาคบังคับ (มาตรา 33)
ผู้ประกันตนในกลุ่มนี้ คือ พนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป ซึ่งมีสถานะเป็นลูกจ้างที่ทำงานอยู่ใน
สถานประกอบการที่มีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และไม่เกิน 60 ปี โดยต้องส่งเงินสมทบ
เขา้ กองทุน คิดเปน็ สดั สว่ น ดงั น้ี ลกู จ้าง 5% นายจ้าง 5% และรฐั บาล 2.75% ของฐานเงินค่าจ้างข้ันต่ำตั้งแต่
1,650 บาท แต่ไม่เกิน 15,000 บาท สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนภาคบังคับจะได้รับความคุ้มครองกรณีเจ็บป่วย/
อบุ ตั ิเหตุ กรณที ุพพลภาพ กรณเี สียชวี ติ กรณคี ลอดบตุ ร กรณีสงเคราะหบ์ ตุ ร กรณชี ราภาพ และกรณวี ่างงาน
2) ผปู้ ระกนั ตนภาคสมคั รใจ (มาตรา 39)
ผู้ประกันตนตามมาตรานี้ คือ บุคคลที่เคยทำงานอยูใ่ นบริษัทเอกชนในมาตรา 33 มาก่อนแล้ว
ลาออก แต่ต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมไว้ จึงสมัครเข้าใช้สิทธิประกันสังคมในมาตรา 39 แทน การสมัคร
ประกันสังคมในกลุ่มนี้ มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 มาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน และลาออก
มาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน อีกทั้งต้องไม่เป็นผู้ทุพพลภาพ ผู้ประกันตนต้องส่งเงินเข้ากองทุน 432 บาทต่อเดือน
และรัฐบาลจะช่วยสมทบอีก 120 บาทต่อเดือน ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะได้รับความคุ้มครองกรณี
เจ็บป่วย/อุบัติเหตุ กรณีทุพพลภาพ กรณเี สียชีวิต กรณคี ลอดบตุ ร กรณสี งเคราะห์บตุ ร และกรณีชราภาพ
3) ผปู้ ระกนั ตนภาคสมัครใจ (มาตรา 40)
ผู้ประกันตนในมาตรา 40 นี้ คือ บุคคลที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างในบริษัทเอกชนตามมาตรา 33 และ
ไม่เคยสมัครเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 39 ผู้ที่จะสมัครประกันสังคมในมาตรา 40 ได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่ประกอบ
อาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี ผู้สมัครสามารถเลือกสิทธิประโยชน์
ได้ ซึง่ มใี ห้เลอื ก 2 ชดุ ดงั นี้
(1) ความคุ้มครอง 3 กรณี จ่าย 100 บาท ต่อเดือน (จ่ายเอง 70 บาท รัฐบาลสมทบ 30 บาท)
ผปู้ ระกันตนจะไดร้ บั ความคุ้มครอง คอื กรณีเจบ็ ป่วย กรณีทพุ พลภาพ และกรณีเสยี ชีวติ
(2)ความคุ้มครอง 4 กรณี จ่าย 150 บาท ต่อเดือน (จ่ายเอง 100 บาท รัฐบาลสมทบ 50 บาท)
ผปู้ ระกนั ตนจะไดร้ บั ความคุม้ ครอง คอื กรณีเจบ็ ป่วย กรณที ุพพลภาพ กรณีเสียชวี ติ และกรณชี ราภาพ
4.3 สิทธิประโยชนท์ ่ีได้รบั จากกองทนุ ประกนั สงั คม
4.3.1 กรณีเจบ็ ปว่ ยหรอื ประสบอุบัติเหตุ
สถานพยาบาลต่าง ๆ จะให้การตรวจวินิจฉัยและรักษาแก่ผู้ประกันตนตามมาตรฐานทาง
การแพทย์ รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในกรณีที่ทางโรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้และต้องมีการส่งตัวไป
รับการรักษายังสถานพยาบาลอื่นที่มีศักยภาพสูงกว่า ซึ่งผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลใน
สถานพยาบาลท่อี ยู่ในเครือข่ายของโรงพยาบาลตามบตั รรบั รองสทิ ธฯิ โดยไมเ่ สยี ค่าใชจ้ ่าย
ท้ังนี้ ผปู้ ระกันตนไม่มสี ทิ ธิไดร้ ับบรกิ ารทางการแพทยเ์ กี่ยวกบั โรคและบรกิ าร ดังนี้
1) โรคหรอื การประสบอันตรายอนั เน่ืองจากการใช้สารเสพตดิ ตามกฎหมายว่าดว้ ยยาเสพตดิ
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชีวิต 226
2) การบำบัดทดแทนไต กรณีไตวายเรื้อรัง ยกเว้นกรณีเจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะ
สุดท้าย ให้มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์โดยการบำบัดทดแทนไต ด้วยวิธีการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
ดว้ ยวธิ กี ารล้างช่องท้องด้วยน้ำยาอยา่ งถาวร และดว้ ยวธิ ีการปลูกถ่ายไต ตามหลกั เกณฑเ์ งื่อนไขและอตั ราท่ีกำหนด
3) การกระทำใด ๆ เพ่อื ความสวยงามโดยไมม่ ีข้อบง่ ช้ที างการแพทย์
4) การรกั ษาท่ียงั อยใู่ นระหว่างการคน้ ควา้ ทดลอง
5) การรกั ษาภาวะมีบตุ รยาก
6) การตรวจเนื้อเยื่อเพื่อการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ยกเว้นการตรวจเนื้อเยื่อเพื่อการปลูก
ถา่ ยอวัยวะหรือเซลลต์ น้ กำเนดิ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขทค่ี ณะกรรมการการแพทย์กำหนด
7) การตรวจใด ๆ ท่เี กินกว่าความจำเป็นในการรกั ษาโรคนน้ั
8) การผา่ ตดั เปลย่ี นอวยั วะ ยกเว้น
(ก) การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ให้จ่ายค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายในอัตรา
750,000 หรือ 1,300,000 บาทต่อราย แลว้ แต่กรณี ให้แก่สถานพยาบาลที่ใหบ้ ริการทางการแพทย์แก่ผปู้ ระกนั ตน
จนสิ้นสุดกระบวนการปลูกถ่ายเซลลต์ น้ กำเนิด โดยจะต้องเปน็ สถานพยาบาลที่คณะกรรมการการแพทย์รับรอง
และได้ทำความตกลงไว้กับสำนักงานในการให้บรกิ ารทางการแพทยแ์ ก่ผู้ประกนั ตน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข
ท่ีกำหนด
(ข) การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะกระจกตา โดยให้เหมาจ่ายค่าบริการทางการแพทย์แก่
สถานพยาบาล 35,000 บาทและให้ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย 15,000 บาท ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่
กำหนด
(ค) การปลกู ถ่ายตับ การปลกู ถ่ายปอด การปลกู ถา่ ยหวั ใจ การปลกู ถ่ายตบั อ่อน รวมถึง
การปลกู ถา่ ยเกนิ กวา่ หนึ่งอวยั วะข้นึ ไป
9. การเปลี่ยนเพศ
10. การผสมเทียม
11.การบรกิ ารระหวา่ งรักษาตวั แบบพกั ฟ้ืน
12. ทันตกรรม ยกเว้นการถอนฟัน การอุดฟัน การขูดหินปูนและผ่าฟันคุด ให้ผู้ประกันตน
มีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 900 บาทต่อปี กรณีใส่ฟันเทียม
ชนิดถอดไดม้ สี ิทธไิ ดร้ ับคา่ บรกิ ารทางการแพทย์เทา่ ทีจ่ ่ายจริงไมเ่ กนิ 1,300 – 4,400 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี
13. แวน่ ตา
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีเจ็บป่วยครบตาม
เงื่อนไขแล้วแต่ยังไม่มีบัตรรับรองสิทธิผู้ประกันตนก็สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลได้ หากประสบ
อันตรายจากอุบัติเหตุสามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์ตามอัตราเดียวกับการเจ็บป่วยกรณีอุบัติเหตุ ส่วน
การเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น ๆ สามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์ได้ในอัตราเดียวกับการเจ็บป่วยกรณีฉุกเฉิน
และหากผู้ประกันตนจำเป็นตอ้ งรับการรักษาตัวประเภทผ้ปู ว่ ยใน ใหผ้ ูป้ ระกันตนหรอื ผทู้ เ่ี ก่ียวข้องแจ้งสำนกั งาน
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 227
ประกันสังคมในท้องที่ที่เกิดเหตุทราบทันที เพื่อให้สำนักงานประกันสังคมดังกล่าว กำหนดสถานพยาบาลให้
ผู้ประกันตนใช้บรกิ ารทางการแพทย์ตอ่ ไป
4.3.2 กรณคี ลอดบุตร
ผู้ประกันตนจะขอรับสิทธิประโยชน์ในกรณีคลอดบุตรนั้น จะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่
นอ้ ยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดอื นกอ่ นเดอื นคลอดบตุ ร โดยกองทนุ ฯ จะจ่ายคา่ บริการทางการแพทย์เหมาจ่าย
กรณีคลอดบุตรให้แก่ผู้ประกันตนในอัตรา 13,000 บาทต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง สำหรับผู้ประกันตนหญิงมี
สิทธิรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็น
ระยะเวลา 90 วัน สำหรับการใช้สิทธิบุตรคนที่ 3 จะไม่ได้รับสิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร
เหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน หากกรณีสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตน
ท้งั คใู่ หใ้ ชส้ ิทธใิ นการเบกิ ค่าคลอดบตุ รฝ่ายใดฝ่ายหนึง่ ไม่จำกดั จำนวนบตุ ร/ครัง้
4.2.3 กรณีทุพพลภาพ
ทุพพลภาพ หมายความว่า การสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของ
ร่างกายหรือสญู เสียภาวะปกติของจิตใจ จนทำใหค้ วามสามารถในการทำงานลดลงถงึ ขนาดไมอ่ าจประกอบการ
งานตามปกติได้ ท้ังน้ีตามหลกั เกณฑ์ท่ีคณะกรรมการการแพทยก์ ำหนด
ผู้ประกันตนที่จะขอรับสิทธิประโยชน์ในกรณีทุพพลภาพนั้น ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงิน
สมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนทุพพลภาพ โดยประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนจะไดร้ บั
มดี งั นี้
1) เงนิ ทดแทนการขาดรายได้
ก. กรณที พุ พลภาพรนุ แรง ได้รับในอัตรารอ้ ยละ 50 ของคา่ จ้างเปน็ รายเดือน ตลอดชวี ติ
ข. กรณีทุพพลภาพไม่รุนแรง ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตามหลักเกณฑ์และ
ระยะเวลาตาม ประกาศฯ กำหนด
2) คา่ บรกิ ารทางการแพทย์ ดงั นี้
2.1) กรณเี ขา้ รบั บรกิ ารทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลของรฐั
ประเภทผูป้ ว่ ยนอก จา่ ยเทา่ ทจ่ี า่ ยจรงิ ตามความจำเป็น
ประเภทผู้ป่วยใน จ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่สถานพยาบาลคำนวณตาม
กลุ่มวนิ ิจฉัยโรค (DRGs)
2.2) กรณเี ขา้ รบั บรกิ ารทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลของเอกชน
ประเภทผูป้ ว่ ยนอก จา่ ยเท่าทจ่ี า่ ยจริงไม่เกนิ เดือนละ 2,000 บาท
ประเภทผูป้ ว่ ยใน จา่ ยเทา่ ทีจ่ า่ ยจริงไม่เกินเดอื นละ 4,000 บาท
2.3) คา่ รถพยาบาลหรอื ค่าพาหนะรบั ส่งผ้ทู พุ พลภาพ กรณเี ขา้ รบั บรกิ ารทางการแพทย์
เหมาจา่ ยไม่เกนิ เดือนละ 500 บาท
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ติ 228
2.4 ไดร้ ับเงนิ บำเหน็จชราภาพเม่อื มีมตใิ ห้เป็นผทู้ ุพพลภาพ
2.5 ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพและเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานของสำนักงาน
ประกนั สงั คมจะจ่ายคา่ ฟนื้ ฟสู มรรถภาพของผทู้ พุ พลภาพตามหลกั เกณฑ์ประกาศฯ กำหนด
2.6 ค่าทำศพ
ก. ผ้จู ัดการศพมีสทิ ธิไดร้ บั คา่ ทำศพ 40,000 บาท
ข. ผมู้ ีสิทธจิ ะได้รบั เงินสงเคราะห์ ดงั น้ี
• ผปู้ ระกันตนจ่ายเงินสมทบมาแลว้ ต้ังแต่ 3 ปขี นึ้ ไป แต่ไมถ่ งึ 10 ปี จะไดร้ บั
เงินสงเคราะห์เทา่ กับคา่ จ้างเฉล่ียสองเดือน
• ผู้ประกันตนจา่ ยเงินสมทบมาแล้วตง้ั แต่ 10 ปขี น้ึ ไป จะได้รบั เงนิ สงเคราะห์
เทา่ กับคา่ จา้ งเฉล่ยี หกเดอื น
4.2.4 กรณเี สยี ชีวิต
ผปู้ ระกนั ตนทจ่ี ะขอรบั สทิ ธปิ ระโยชนใ์ นกรณเี สยี ชีวติ มหี ลกั เกณฑ์และเงอื่ นไขดังน้ี
1) กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้ว
1 เดอื น ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเดือนถึงแกค่ วามตาย
2) สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนที่จงใจทำให้ตนเองบาดเจ็บ ทุพพลภาพและตาย หรือ
ยนิ ยอมใหผ้ ู้อน่ื กอ่ ใหเ้ กิดขึ้น
โดยจะได้รบั ประโยชน์ทดแทนกรณีตาย ดังนี้
1) คา่ ทำศพ 50,000 บาท โดยจ่ายใหแ้ กผ่ ูจ้ ดั การศพ ได้แก่
(ก) บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพและได้เป็นผู้จัดการศพ
ผปู้ ระกันตน
(ข) สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการ
ศพผูป้ ระกันตน
(ค) บคุ คลอืน่ ซง่ึ มหี ลกั ฐานแสดงว่าเป็นผ้จู ัดการศพผ้ปู ระกันตน
2) เงนิ สงเคราะห์กรณตี าย
เงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำ
หนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์นั้น แต่ถ้าผู้ประกันตนมิได้มีหนังสือระบุไว้ก็ให้นำมาเฉลี่ยจ่าย
ให้แก่ สามีหรอื ภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนทเ่ี ท่ากนั ดังนี้
ถ้าก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้วต้ังแต่ 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่
ถึง 120 เดือน ใหจ้ ่ายเงินสงเคราะห์เป็นจำนวนเทา่ กับค่าจา้ งเฉลีย่ 2 เดอื น
ถ้าก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป ให้
จ่ายเงินสงเคราะห์เท่ากับคา่ จา้ งเฉล่ีย 6 เดอื น
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชีวติ 229
ผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตาย ได้แก่ บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มี
สิทธิได้รับเงินสงเคราะห์นั้น แต่ถ้าผู้ประกันตนมิได้มีหนังสือระบุไว้ก็ให้นำมาเฉลี่ยจ่ายให้แก่สามีภริยา บิดา
มารดา หรือบุตรของผูป้ ระกนั ตนในจำนวนทเ่ี ทา่ กนั
กรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต ทายาทผู้มีสิทธิสามารถขอรับคืนเงินกรณีชราภาพคืนได้
ภายใน 2 ปี
4.2.5 กรณีสงเคราะหบ์ ตุ ร
ผู้ประกันตนที่จะขอรับสิทธิประโยชน์ในกรณีสงเคราะห์บุตร ต้องเป็นผู้ประกันตนตาม
มาตรา 33 หรือ มาตรา 39 ซึ่งได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อน
เดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน สิทธิที่ท่านจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 600 บาทต่อบุตร
หนึ่งคน และต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ยกเว้นบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของ
บุคคลอื่น โดยสามารถขอรับสิทธิประโยชน์ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 3 คน
เว้นแต่ผู้ประกันตนเป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตาย ในขณะที่บุตรมีอายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จะมี
สิทธไิ ดร้ บั ประโยชนท์ ดแทนตอ่ จนอายุ 6 ปบี ริบรู ณ์
4.2.6 กรณชี ราภาพ
1) เงอ่ื นไขการเกิดสทิ ธกิ รณบี ำนาญชราภาพ
หากผู้ประกันตนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180
เดือน ไม่ว่าระยะเวลา 180 เดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม เมื่อความเป็นผู้ประกันตนจะต้องสิ้นสุดแล้ว
ผู้ประกันตนจะได้รับประโยชนท์ ดแทนกรณีบำนาญชราภาพ ดงั นี้
(1) กรณีจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ
เป็นรายเดือนใน อัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อน
ความเป็นผปู้ ระกนั ตนสิ้นสดุ ลง
(2) กรณีที่มีการจ่ายเงินสมทบเกนิ 180 เดือน ใหป้ รับเพ่มิ อตั ราบำนาญชราภาพตามข้อ
1 ขึ้นอีกในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อ ระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือน สำหรับระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบ
เกินกวา่ 180 เดือน
2) เง่อื นไขการเกดิ สิทธิกรณีบำเหน็จชราภาพ
หากผู้ประกันตนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย
และจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน เมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์
ทดแทนกรณบี ำเหนจ็ ชราภาพ ดงั น้ี
(1) กรณีที่มีการจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพ มีจำนวน
เท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ กรณีที่มี
การจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพมีจำนวนเทา่ กับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกนั ตน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชีวิต 230
และนายจ้างจ่ายเงินสมทบ เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน ตามท่ี
สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด
(2) กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน นับแต่เดือนที่มีสิทธิ
ได้รับเงินบำนาญชราภาพให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับ
คราวสดุ ท้ายก่อนถึงแกค่ วามตาย
4.2.7 กรณวี ่างงาน
หลกั เกณฑแ์ ละเงื่อนไขการเกดิ สิทธใิ นการรับสิทธิประโยชน์ในกรณวี า่ งงานมีดงั นี้
1) จ่ายเงนิ สมทบมาแล้ว 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน กอ่ นการวา่ งงานกับนายจ้าง
รายสุดท้ายหรือกรณผี ้ปู ระกนั ตนว่างงานเน่อื งจากเหตสุ ดุ วสิ ยั
2) มรี ะยะเวลาการว่างงานตงั้ แต่ 8 วนั ข้ึนไป
3) ผู้ประกันตนต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของสำนักงานจัดหางาน
ของรัฐภายใน 30 วันนบั แต่วนั ท่ีลาออกหรือถูกเลิกจ้างหรือสิ้นสดุ สญั ญาจา้ งจึงจะมสี ทิ ธิได้รับประโยชน์ทดแทน
กรณวี ่างงานนบั แตว่ นั ที่ 8 ของการว่างงาน
4) ตอ้ งรายงานตัวตามกำหนดนัดผา่ นระบบของสำนกั งานจัดหางานไม่น้อยกว่าเดอื นละ 1 คร้งั
5) เป็นผ้มู ีความสามารถในการทำงาน และพร้อมท่ีจะทำงานทีเ่ หมาะสมตามที่จัดให้
6) ต้องไมป่ ฏเิ สธการฝึกงาน
7) ผทู้ ี่วา่ งงานต้องไม่ถูกเลกิ จ้างเนอ่ื งจากกรณี มดี ังน้ี
7.1) ทจุ ริตต่อหนา้ ที่กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจา้ ง
7.2) จงใจทำใหน้ ายจ้างไดร้ ับความเสียหาย
7.3) ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายใน
กรณีรา้ ยแรง
7.4) ละทิ้งหนา้ ท่เี ปน็ เวลา 7 วนั ทำงานติดตอ่ กันโดยไมม่ ีเหตอุ นั ควร
7.5) ประมาทเลินเลอ่ เปน็ เหตใุ ห้นายจา้ งได้รับความเสยี หายอย่างร้ายแรง
7.6) ได้รบั โทษจำคกุ ตามคำพพิ ากษา
7.7) ต้องมิใช่ผมู้ สี ิทธไิ ดร้ บั ประโยชนท์ ดแทนในกรณชี ราภาพ
สิทธิที่ผปู้ ระกนั ตนจะได้รับประโยชน์ทดแทน เงินทดแทนในระหวา่ งการวา่ งงาน มดี งั น้ี
1. กรณีถูกเลิกจ้าง ผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน
ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงิน
สมทบสูงสดุ ไมเ่ กิน 15,000 บาท เชน่ ผปู้ ระกันตนมีเงนิ เดอื นเฉลยี่ 10,000 บาท จะไดร้ บั เดอื นละ 5,000 บาท
2. กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลา ผู้ประกันตนจะได้รับเงิน
ทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงิน
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชีวิต 231
สมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท เช่น ผู้ประกันตนมีเงินเดือน
เฉลย่ี 10,000 บาท จะได้รบั เดือนละ 3,000 บาท
3. ในกรณียื่นคำขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงานเพราะเหตุถูกเลิกจ้างหรือเหตุถูกเลิกจ้าง
และลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างเกินกว่า 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีปฏิทิน ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนทุกครั้ง รวมกัน
ไม่เกนิ 180 วนั
ประโยชน์ทดแทนทุกกรณีเมื่อมีสิทธิต้องยื่นเรื่องรับเงินภายใน 2 ปี เว้นแต่กรณีว่างงาน
ผู้ประกันตนจะต้องยื่นขึ้นทะเบียนว่างงานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ ต้องยื่นสิทธิภายใน 30 วัน หลังจากถูก
เลิกจ้างหรือลาออกจากงาน หากยื่นสิทธิเกินกว่า 30 วัน จะไม่ได้รับสิทธิย้อนหลัง และหากยื่นสิทธิเกินวันที่จะ
ได้รบั สทิ ธไิ ปแล้ว จะไม่ได้รับสิทธิประโยชนท์ ดแทนกรณวี า่ งงาน
5. ศาลแรงงาน
ศาลแรงงานกลาง ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.
2522 เปิดทำการเมื่อวนั ที่ 23 เมษายน 2523 โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์เพือ่ ให้เป็นศาลชำนญั พเิ ศษ พิจารณาพพิ ากษา
คดีแรงงาน ซึ่งมีความแตกต่างจากอรรถคดีทั่วไป การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลแรงงาน จะใช้วิธีไกล่
เกลี่ยและการระงับข้อพิพาทเป็นหลัก แต่หากคู่กรณี (นายจ้าง-ลูกจ้าง) ไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลก็จะ
พิจารณาตัดสินช้ีขาดตามบญั ญัติแหง่ กฎหมาย โดยคำนงึ ถึงความเปน็ ธรรมและความสงบเรยี บรอ้ ย
5.1 คดที ่อี ยใู่ นอำนาจพิจารณาพพิ ากษาหรอื มคี ำสั่งของศาลแรงงาน
คดที ีอ่ ย่ใู นอำนาจพจิ ารณาพพิ ากษาหรอื มีคำสงั่ ของศาลแรงงาน มี 3 ประเภท ได้แก่
1) คดีแรงงานทั่วไป ไดแ้ ก่
1.1) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับ
สภาพการจ้าง
1.2) คดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือ
เกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ทั้งนี้ให้รวมถึงมูลละเมิดระหว่างลูกจ้างกับลูกจ้างที่เกิดจากการ
ทำงานในทางการที่จ้าง
1.3) กรณีที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วย
แรงงานสมั พนั ธ์ หรอื กฎหมายวา่ ดว้ ยแรงงานรฐั วิสาหกิจสมั พันธ์
2) คดีเลิกจา้ งโดยไม่เป็นธรรมต่อลกู จ้าง
คดีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง หมายถึง คดีที่ลูกจ้างฟ้องนายจ้างว่านายจ้างเลิกจ้าง
ลกู จ้างโดยไม่เปน็ ธรรม และขอใหศ้ าลแรงงานสัง่ ให้นายจา้ งรับลกู จ้างเข้าทำงานตอ่ ไป ในอัตราค่าจ้างที่ได้รับใน
ขณะทเ่ี ลิกจ้าง หรอื ขอให้ศาลแรงงานกำหนดคา่ เสยี หายให้นายจา้ งชดใช้แทน
3) คดีแรงงานตามแนวคำวินิจฉยั ของอธบิ ดีผ้พู ิพากษาศาลแรงงานกลาง เชน่
3.1) คดีที่นายจ้างฟ้องผู้ค้ำประกันความเสียหายอันเกิดจากการทำงานของลูกจ้างเพื่อเรียก
ค่าเสยี หายตามสัญญาค้ำประกัน (คำวินิจฉัยของอธิบดผี พู้ พิ ากษาศาลแรงงานกลางที่ 16/2536)
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 232
3.2) คดีที่คนหางานฟ้องบริษัทประกอบกิจการจัดหางานในฐานะตัวแทนของนายจ้างซึ่งอยู่
ตา่ งประเทศ ตามสญั ญาท่ที ำขนึ้ ระหวา่ งคนหางานกบั บริษัทดังกลา่ วตามพระราชบัญญตั จิ ัดหางานและคุ้มครอง
คนหางาน พ.ศ. 2528 ให้รบั ผดิ จา่ ยคา่ จ้างหรือคา่ เสยี หายเนื่องจากนายจ้างเลกิ จ้างก่อนครบกำหนดตามสัญญา
จา้ ง (คำวนิ ิจฉัยของอธบิ ดผี ูพ้ พิ ากษาศาลแรงงานกลางที่ 95/2535)
5.2 กระบวนการพจิ ารณาคดีแรงงาน
กระบวนการพิจารณาคดีแรงงานของศาลแรงงาน มสี าระสำคัญดังน้ี
1) การดำเนินคดีแรงงาน มีลักษณะพิเศษ คือ โจทก์และจำเลยไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมใด ๆ
ทั้งสิ้น ไม่ว่าการฟ้อง การส่งหมาย การสืบพยาน หรือการบังคับคดี โดยเฉพาะการสืบพยานที่ศาลแรงงานเรียก
มาศาลจะเป็นผู้จา่ ยค่าป่วยการ คา่ พาหนะ และคา่ เช่าท่ีพักใหแ้ กพ่ ยานเอง
2) การพิจารณาคดีแรงงาน ศาลจะกระทำด้วยความรวดเร็ว ฉะนั้น โจทก์และจำเลยจึงควร
เตรียมพยานหลักฐาน (ถ้าม)ี ใหพ้ รอ้ มไวแ้ ละควรไปศาลตามกำหนดนดั ทุกคร้งั เพอ่ื ให้ศาลพิจารณาได้ทันที
3) การดำเนินคดีในศาลแรงงานนั้น ศาลจะพยายามไกล่เกลี่ยให้โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันหรอื
ประนีประนอมยอมความกันเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มีความเข้าใจอันดีกันต่อไป โดยไม่มีฝ่ายใดได้ชื่อวา่
เป็นฝ่ายแพ้หรือฝ่ายชนะ โจทก์และจำเลยจึงควรเข้าใจ และให้ความร่วมมือกับวิธีการของศาลเช่นว่านี้ โดยละ
เสียซง่ึ ทิฐิมานะและพรอ้ มท่ีจะรับข้อเสนอที่สมควรของอกี ฝา่ ยหนงึ่ หรือของศาลไดต้ ลอดเวลา
4) ย่นื ฟอ้ งโดยทำเปน็ หนังสือหรอื มาแถลงขอ้ หาดว้ ยวาจาตอ่ หนา้ ศาล
5) เมื่อศาลได้รับฟ้องไว้แล้ว จะกำหนดวันพิจารณา ออกหมายเรียกจำเลย และนัดโจทก์ให้มา
ศาลในวันดังกล่าว เมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องไว้แล้ว จะยื่นคำให้การก่อนวนั นัดพิจารณาหรือไปให้การในวนั
นดั ทีเดยี วก็ได้
6) ในวันนัดพิจารณา ทั้งสองฝ่ายต้องมาศาล ถ้าโจทก์ไม่มาศาลจะจำหน่ายคดี แต่ถ้าจำเลยไม่มา
ศาลจะพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียว ในกรณีที่โจทก์และจำเลยมาพร้อมกัน ศาลจะพยายาม
ไกล่เกลี่ยเพื่อให้โจทก์และจำเลยได้ตกลงกัน ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็จะกำหนดว่ามีประเด็นข้อพิพาทอย่างไรบ้าง
พรอ้ มท้งั กำหนดใหโ้ จทกแ์ ละจำเลยนำพยานหลกั ฐานมาสืบใหป้ รากฏข้อเท็จจริงต่อไป
7) การสืบพยาน ศาลจะดำเนนิ การติดต่อกันไปจนเสร็จคดี หากมีเหตุจำเป็นต้องเลื่อน ก็จะเล่อื น
ไดค้ รั้งหนึง่ ไมเ่ กนิ เจ็ดวนั
8) เมื่อสืบพยานเสร็จแล้ว โจทก์และจำเลยอาจแถลงการณ์ด้วยวาจาเพื่อให้ศาลทราบถึง
ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งได้นำสืบหรืออ้างอิงมา ศาลจะทำคำพิพากษาแล้วอ่านคำพิพากษาน้ัน
โดยเร็ว ท้งั นี้ ภายใน 3วันนบั แตว่ นั สืบพยานเสร็จ
9) การอุทธรณ์คดีแรงงาน คดีแรงงานนั้นอทุ ธรณ์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษา
หรือคำสั่ง จะอุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมาย ซึ่งได้แก่การคัดค้านว่าตัวบทกฎหมายที่ศาลแรงงานยกขึ้นอ้างอิง
ตคี วาม หรอื นำมาปรบั ใชก้ ับเรื่องทพ่ี ิพาทกันอยู่น้นั ไม่ถูกต้อง
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชีวิต 233
5.3 การดำเนินกระบวนพจิ ารณาคดแี รงงาน
ประหยดั ไมต่ ้องเสียคา่ ใชจ้ า่ ยในการดำเนนิ คดี
สะดวก ฟอ้ งดว้ ยวาจาและให้การดว้ ยวาจา
รวดเรว็ ศาลตอ้ งสืบพยานติดต่อกนั และพิพากษาภายใน 3 วันนบั จากสบื พยานเสร็จ
เท่ียงธรรม ผูพ้ พิ ากษามอี งค์คณะเปน็ ไตรภาคี
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 234
แบบฝึกหดั
ขอ้ 1 หากนักศึกษาทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง ได้ค่าจ้าง 12,000 บาทต่อเดือน นักศึกษาต้องการทำงาน
ล่วงเวลาในวันเสาร์ จำนวน 8 ชม. โดยบริษัทได้ให้ค่าจ้าง 3 เท่าของอัตราจ้างต่อชั่วโมงในวันทำการ
ดังนี้ นกั ศึกษาจะได้รับค่าจ้างในวนั ดงั กล่าวเป็นเงินเทา่ ใด
1. 400 บาท 2. 600 บาท
3. 800 บาท 4. 1,000 บาท
5. 1,200 บาท
ข้อ 2 หากนักศึกษาเข้าทำงานเป็นพนักงานในโรงงานแห่งหนึ่ง ต่อมาทางโรงงานมีปัญหาขาดทุนต้องการลด
จำนวนพนักงานลง นักศึกษาเป็นหนึ่งในพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง โดยในวันที่ถูกบอกเลิกจ้างนักศึกษา
ทำงานได้ 150 วัน และมีค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 บาทต่อวัน ดังนี้ นักศึกษาจะได้รับค่าชดเชยเมื่อถูก
บอกเลกิ จ้างเปน็ จำนวนเงินเท่าไร
1. 9,000 บาท 2. 12,000 บาท
3. 15,000 บาท 4. 18,000 บาท
5. 21,000 บาท
ขอ้ 3 นักศึกษาเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งได้เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 2 ปีคร่ึง วันหนึ่งบริษัทจำต้องปิด
กิจการเนื่องจากประสบปัญหาขาดทุน นักศึกษาจึงถูกเลิกจ้าง โดยอัตราเงินเดือนๆสุดท้ายของ
นักศึกษา ณ บริษัทแห่งนี้อยู่ที่ 28,000 บาท ดังนี้ นักศึกษาจะได้รับค่าชดเชยการถูกบอกเลิกจ้างเป็น
จำนวนเงินเทา่ ไร
1. 18,000 บาท 2. 24,000 บาท
3. 28,000 บาท 4. 48,000 บาท
5. 84,000 บาท
ข้อ 4 ตามกฎหมายแรงงานกฎหมายคมุ้ ครองแรงงานห้ามมิใหน้ ายจา้ งจ้างเด็กอายตุ ำ่ กวา่ เทา่ ใดเป็นลูกจา้ ง
1. 15 ปี 2. 17 ปี
3. 18 ปี 4. 19 ปี
5. 20 ปี
ข้อ 5 ตามกฎหมายแรงงานไดก้ ำหนดเวลาทำงานเมอ่ื รวมเวลาทำงานทง้ั ส้ินสปั ดาห์หนง่ึ ต้องไมเ่ กินกีช่ ่วั โมง
1. 35 ช่วั โมง 2. 40 ชั่วโมง
3. 42 ชัว่ โมง 4. 48 ชัว่ โมง
5. 50 ช่วั โมง
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 235
ข้อ 6 ข้อใดตอ่ ไปนไี้ มเ่ ปน็ กฎหมายแรงงาน
1. พระราชบญั ญตั ิประกันสังคม 2. พระราชบญั ญัติเงินทดแทน
3. พระราชบญั ญตั ิว่าดว้ ยสัญญาท่ีไม่เปน็ ธรรม 4. พระราชบญั ญัติแรงงานสมั พนั ธ์
5. พระราชบัญญตั ิจัดต้งั ศาลแรงงานและวธิ ีพิจารณาคดีแรงงาน
ข้อ 7 ปจั จุบันอตั ราค่าจา้ งขัน้ ตำ่ ในทอ้ งที่กรงุ เทพมหานคร คือ
__________________________________________________________________________
ข้อ 8 กฎหมายค้มุ ครองแรงงาน หมายถงึ
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
ขอ้ 9 งานทอ่ี าจเป็นอันตรายตอ่ สุขภาพและความปลอดภยั ตามกฎหมายค้มุ ครองแรงงาน ได้แก่
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
บทท่ี 15
กฎหมายว่าดว้ ยการกระทำผดิ เกย่ี วกบั คอมพวิ เตอร์
1. หลักการและความเป็นมา
เนอื่ งจากในปจั จุบนั ระบบคอมพวิ เตอรไ์ ดเ้ ป็นส่วนสำคัญของการประกอบกจิ การและการดำรงชีวิตของ
มนุษย์ หากมีผู้กระทำดว้ ยประการใด ๆ ใหร้ ะบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้หรือทำให้
การทำงานผิดพลาดไปจากคำส่ังท่ีกำหนดไว้ หรือใชว้ ิธกี ารใด ๆ เข้าลว่ งรขู้ ้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคล
อนื่ ในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเทจ็ หรือมี
ลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง
ของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและ
ปราบปรามการกระทำดังกล่าว จึงตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.
2550 ข้ึน เริ่มมผี ลบงั คับใช้เมอื่ วันท่ี 18 กรกฎาคม 2550
แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมต่อการป้องกันและ
ปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ซึ่งมีรูปแบบการกระทําความผิดที่มีความ
ซับซ้อนมากขึ้น ตามพัฒนาการทางเทคโนโลยีซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และโดยที่มีการจัดตั้งกระทรวง
ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมซึ่งมีภารกิจในการกําหนดมาตรฐานและมาตรการในการรักษาความมั่นคง
ปลอดภัยไซเบอร์ รวมทั้งการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ จึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในส่วนทีเ่ กี่ยวกับผู้รกั ษาการตามกฎหมาย กําหนดฐานความผดิ ขึน้ ใหม่ และ
แก้ไขเพิ่มเติมฐานความผิดเดิม รวมทั้งบทกําหนดโทษของความผิดดังกล่าว การปรับปรุงกระบวนการและ
หลักเกณฑ์ ในการระงับการกระทําใหแ้ พร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตลอดจนกําหนดใหม้ ีคณะกรรมการ
เปรียบเทียบ และอํานาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการ
กระทาํ ความผดิ เกีย่ วกบั คอมพวิ เตอร์ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2560 เริม่ มีผลบงั คับใชเ้ มือ่ วันที่ 24 พฤษภาคม 2560
2. คำนยิ าม
พระราชบัญญัติวา่ ดว้ ยการกระทําความผดิ เก่ียวกับคอมพวิ เตอร์ได้กำหนดคำนยิ ามศัพท์ไว้ ดังน้ี
“ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้า
ด้วยกนั โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำส่งั หรอื สง่ิ อ่ืนใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำ
หนา้ ทปี่ ระมวลผลข้อมลู โดยอัตโนมตั ิ
“ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่อยู่ใน
ระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูล
อิเลก็ ทรอนกิ สต์ ามกฎหมายวา่ ดว้ ยธุรกรรมทางอเิ ลก็ ทรอนิกสด์ ว้ ย
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 237
“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์
ซ่งึ แสดงถงึ แหลง่ กำเนดิ ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วนั ที่ ปรมิ าณ ระยะเวลาชนดิ ของบรกิ าร หรอื อืน่ ๆ ที่
เกี่ยวข้องกับการตดิ ตอ่ สอื่ สารของระบบคอมพวิ เตอร์นน้ั
“ผ้ใู ห้บรกิ าร” หมายความวา่
(1) ผู้ให้บริการแกบ่ ุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอ่ืน โดย
ผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์
ของบคุ คลอ่ืน
(2) ผใู้ ห้บรกิ ารเก็บรักษาข้อมลู คอมพิวเตอร์เพ่ือประโยชนข์ องบคุ คลอ่นื
“ผ้ใู ช้บรกิ าร” หมายความวา่ ผู้ใช้บรกิ ารของผ้ใู ห้บรกิ ารไม่วา่ ต้องเสยี ค่าใช้บรกิ ารหรือไมก่ ็ตาม
“ผู้ดูแลระบบ” หมายความว่า ผูม้ สี ิทธเิ ขา้ ถงึ ระบบคอมพวิ เตอร์ท่ีใหบ้ ริการแกผ่ ้อู ่ืนในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต
หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเพ่ือ
ประโยชน์ของตนเองหรือเพอื่ ประโยชนข์ องบคุ คลอ่นื
3. ความผดิ เกย่ี วกบั คอมพวิ เตอร์
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติว่า
ด้วยการกระทำความผิดเกีย่ วกบั คอมพวิ เตอร์ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2560 มสี าระสำคัญท่เี ก่ียวข้องกับผใู้ ช้ มีดังนี้
3.1 การเขา้ ถงึ ระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ (มาตรา 5)
ผู้ใดเขา้ ถึงโดยมชิ อบซง่ึ ระบบคอมพิวเตอร์ทีม่ ีมาตรการป้องกันการเขา้ ถึงโดยเฉพาะและมาตรการ
นน้ั มิได้มไี ว้สําหรับตน เช่น มีการแอบเข้าระบบคอมพิวเตอร์ทม่ี ีพาสเวริ ด์ ป้องกนั การเข้าระบบคอมพวิ เตอร์ โดย
การเจาะระบบหรือกระทำการใดที่ได้พาสเวิร์ด เพื่อเข้าใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
หรือการใช้โปรแกรมสปายแวร์ (Spyware) ขโมยข้อมูลรหัสผ่านส่วนบุคคลของผู้อื่น เพื่อใช้บุกรุกเข้าไปใน
ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้น้นั ผา่ นชอ่ งโหว่ของระบบดงั กล่าวโดยไม่ไดร้ บั อนญุ าต
การเข้าถึงโดยมิชอบ หมายถึง การเข้าถึงไม่ได้รับความยินยอม การเข้าถึงซึ่งเกินจากขอบเขต
อำนาจหน้าทที่ ่ีตนเองได้รบั หรอื การเขา้ ถงึ โดยไมม่ ีกฎหมายใหอ้ ำนาจ
ผู้นั้นมีความผิดฐานเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหก
เดือน หรอื ปรบั ไม่เกินหน่ึงหม่ืนบาท หรอื ทัง้ จาํ ทั้งปรับ
3.2 การลว่ งรมู้ าตรการป้องกันการเข้าถงึ และนำไปเปดิ เผยโดยมิชอบ (มาตรา 6)
ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะ ถ้านำ
มาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เช่น การแอบรู้ข้อมูล
username และ password หรือมวี ธิ กี ารอ่ืนใดท่จี ัดขนึ้ เปน็ การเฉพาะในการเข้าระบบคอมพิวเตอร์ แล้วนำไป
เปิดเผยให้ผ้อู น่ื ทราบ ซง่ึ ก่อใหเ้ กิดความเสียหายต่อบุคคลทส่ี าม หรือใชโ้ ปรแกรม Keystroke แอบบันทึกการก
ดรหัสผ่านของผู้อื่น แล้วนำไปโพสต์ไว้ในเว็บบอร์ดต่าง ๆ เพื่อให้บุคคลที่สามใช้เป็นรหัสผ่านเข้าไปในระบบ
คอมพวิ เตอร์ของผู้เปน็ เหยอ่ื
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ติ 238
ผ้นู ัน้ มีความผิดฐานเปิดเผยมาตรการป้องกนั การเข้าถึงระบบคอมพวิ เตอรท์ ผี่ ู้อน่ื จัดทำขึ้นเป็นการ
เฉพาะโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคกุ ไมเ่ กนิ หนงึ่ ปี หรือปรับไมเ่ กนิ สองหมืน่ บาท หรอื ทั้งจำท้งั ปรบั
3.3 การเขา้ ถงึ ข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ (มาตรา 7)
ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และ
มาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน การเข้าไปดูข้อมูลหรือขโมยข้อมูลคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานออกไปโดยไม่ได้
รับอนุญาต การเข้าถึงแฟ้มข้อมูล(File) ที่เป็นความลับโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการกระทำความผิดฐานนี้ให้
หมายความถงึ เฉพาะขอ้ มลู ท่มี กี ารเก็บหรือส่งดวยวธิ ีการทางคอมพิวเตอร์หรือวธิ ีการทางอิเลก็ ทรอนกิ ส์เท่านนั้
ผู้นั้นมีความผิดฐานเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือ
ปรบั ไมเ่ กนิ ส่ีหมืน่ บาท หรอื ทัง้ จำทงั้ ปรบั
3.4 การดักรบั ขอมูลคอมพวิ เตอรโ์ ดยมชิ อบ (มาตรา 8)
ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อดักรับไว้ซึ่ง
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพ่ือ
ประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ผู้ไม่หวังดีแอบไปติดตั้งโปรแกรมเพื่อดักจับ
ขอ้ มูลการทำธุรกรรม เมอื่ ทา่ นไปใชง้ านคอมพิวเตอร์สาธารณะ เช่น ในห้องสมุด สนามบิน หรอื ร้านกาแฟ อาจ
โดนดกั รับข้อมลู
ผู้นั้นมีความผิดฐานดักรับขอมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ
ปรบั ไม่เกนิ หกหมนื่ บาท หรอื ทัง้ จำทง้ั ปรบั
3.5 การทำใหเ้ สยี หายหรอื ทำลายข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมชิ อบ (มาตรา 9)
ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซ่ึง
ข้อมลู คอมพวิ เตอรข์ องผู้อื่น โดยมชิ อบ เช่น การป้อนโปรแกรมท่มี ไี วรัสทำลายข้อมลู หรอื โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ที่ประสงค์ร้าย หรือเข้าไปในระบบเพื่อขโมยของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ เข้าไปลบ เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูล หรือ
กระทำการใด ๆ อันทำใหข้ อ้ มูลคอมพวิ เตอร์เสียหาย
ผู้นั้นมีความผิดฐานทําใหเสียหาย ทําลาย แกไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมขอมูลคอมพิวเตอร์โดยมิ
ชอบ ตอ้ งระวางโทษจำคุกไมเ่ กินหา้ ปี หรือปรบั ไมเ่ กินหน่ึงแสนบาท หรือทัง้ จำทง้ั ปรบั
3.6 การรบกวนระบบคอมพวิ เตอรโ์ ดยมิชอบ (มาตรา 10)
ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ
ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวน จนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ เช่น ผู้ที่แอบสร้างไวรัส เช่น ไวรัสประเภทที่
ติดต่อผ่านแฟลชไดร์ฟ เพื่อนำไปใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์รวน ทำงานช้าลงหรือทำให้
เกิดความรำคาญให้กับผู้ใช้จำนวนมากในประเทศไทย หรอื การใช้โปรแกรมไวรัสเพ่ือส่งอีเมล์ (E-mail) จำนวน
มหาศาลไปยังเครือ่ งคอมพวิ เตอร์ผอู้ ืน่ เพือ่ ทำใหค้ อมพวิ เตอรไ์ มส่ ามารถทำงานได้ตามปกติ
ผู้นั้นมีความผิดฐานการกระทำเพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นไม่สามารถทำงานได้
ตามปกติ ตอ้ งระวางโทษจำคกุ ไม่เกนิ หา้ ปี หรอื ปรบั ไมเ่ กินหนงึ่ แสนบาท หรอื ทั้งจำทง้ั ปรับ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 239
3.7 การสง่ สแปมเมล์ (Spam Mail) (มาตรา 11)
ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่น โดยปกปิดหรือปลอมแปลง
แหล่งทีม่ าของการสง่ ขอ้ มลู ดงั กลา่ ว อันเปน็ การรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอรข์ องบุคคลอ่ืนโดยปกติสุข เช่น
การส่งอีเมล์ที่โฆษณาภาพสินค้า โดยไม่ระบุแหล่งที่มา หรือปลอมแปลงแหล่งที่มา บางทีส่งมาจนเต็มที่เก็บ
อเี มล์ทำใหเ้ กิดความย่งุ ยากหรอื รบกวนการใช้งานคอมพิวเตอร์ (Spam Mail)
ผู้นั้นมีความผิดฐานสงขอมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์รบกวนการใช ระบบ
คอมพิวเตอรข์ องบคุ คลอ่นื โดยปกติสขุ ต้องระวางโทษปรับไมเ่ กนิ หนึ่งแสนบาท
แต่หากผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นอันมีลักษณะเป็น
การก่อให้เกิดความเดือดร้อนรําคาญแกผ่ ู้รบั ข้อมูลคอมพวิ เตอรห์ รือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่เปิดโอกาสให้
ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับไดโ้ ดยงา่ ย เช่น ส่ง SMS โฆษณา โดยไม่รับ
ความยินยอม ใหผ้ รู้ บั สามารถปฏเิ สธขอ้ มูลนัน้ ได้ บุคคลนั้นตองระวางโทษปรับไมเกินสองแสนบาท
3.8 บทลงโทษที่หนักขึ้นสำหรับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนหรือการรักษา
ความมัน่ คงของประเทศ (มาตรา 12)
ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 หรือมาตรา 11 เป็นการกระทํา
ต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความ
ปลอดภยั สาธารณะ ความม่ันคงในทางเศรษฐกจิ ของประเทศ หรือโครงสร้างพ้ืนฐานอันเปน็ ประโยชนส์ าธารณะ
ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท แต่ถ้ากระทํา
ความผดิ ดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอรห์ รือระบบคอมพิวเตอร์ดงั กลา่ ว ต้องระวาง
โทษจําคกุ ตงั้ แต่หนง่ึ ปีถงึ สบิ ปี และปรบั ตง้ั แตส่ องหม่ืนบาทถึงสองแสนบาท
ถา้ หากเป็นการกระทําความผดิ ตามมาตรา 9 หรอื มาตรา 10 เปน็ การกระทําต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์
หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความ
มั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะต้องระวางโทษจําคุก
ตง้ั แตส่ ามปถี ึงสิบห้าปี และปรบั ตงั้ แตห่ กหมน่ื บาทถึงสามแสนบาท
3.9 การนำเข้าสู่ เผยแพร่ หรือสง่ ตอ่ ข้อมลู คอมพวิ เตอร์ทมี่ เี น้อื หาอนั ไมเ่ หมาะสม (มาตรา 14)
ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสน
บาท หรือทง้ั จำทั้งปรับ
(1) โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือ
ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่
ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น การหลอกลวงหรือ
ชักชวนผู้อื่นหรือประชาชน ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ Facebook, LINE ฯลฯ ให้ร่วมเล่นแชร์ หรือลงทุนใน
ธุรกิจด้านตา่ งๆ โดยผู้ชักชวนมีเจตนาทุจริต หรือไม่มีเจตนาจะตั้งวงแชร์จรงิ ๆ หรือไม่มีเจตนาจะให้ร่วมลงทนุ
ดา้ นธรุ กิจจรงิ ๆ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 240
(2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความ
เสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ
ของประเทศ หรือโครงสร้างพืน้ ฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อใหเ้ กดิ ความตื่นตระหนกแก่
ประชาชน เชน่ นายเอกถ่ายรปู ตึกทมี่ ีลกั ษณะเอนๆ พร้อมโพสต์ข้อความประมาณว่าตกึ ทรุดตวั ลงบนเฟสบุ๊คอัน
เป็นข้อความเท็จกอ่ ใหเ้ กิดความตน่ื ตระหนกแก่ประชาชน
(3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
แห่งราชอาณาจกั รหรือความผดิ เก่ียวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและ
ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ เช่น อัพโหลดข้อความหรือภาพมีลักษณะอันลามกเข้า
ระบบคอมพวิ เตอร์ หรือโพสตข์ อ้ ความหรือภาพมีลักษณะอันลามกเข้าไปในเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดต่างๆ รวมท้ัง
การสง่ อเี มล หรือแนบไฟลข์ อ้ ความหรอื ภาพไปกับอเี มล
(5) เผยแพรห่ รอื สง่ ต่อซึง่ ขอ้ มลู คอมพิวเตอรโ์ ดยรู้อย่แู ล้ววา่ เปน็ ข้อมลู คอมพิวเตอรต์ าม (1) (2) (3)
หรือ (4) เช่น จัดให้มีการดาวน์โหลดข้อมูลหรือภาพดังกล่าวได้ หรือส่งต่ออีเมลที่มีข้อมูล หรือภาพดังกล่าว
ตอ่ ไปยงั ผ้อู ืน่
ถ้าการกระทำความผิดตาม (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคล
หนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวตอ้ งระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่
เกนิ หกหมื่นบาท หรือทัง้ จำทัง้ ปรับ และใหเ้ ป็นความผดิ อนั ยอมความได้
3.10 การเผยแพร่ภาพจากการตดั ต่อหรอื ดัดแปลง (มาตรา 16)
ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏ
เปน็ ภาพของผูอ้ ื่น กลา่ วคอื ไดมกี ารกระทําอนั เปนการนําขอมูลคอมพิวเตอรเขาสูระบบคอมพิวเตอรและระบบ
คอมพิวเตอรนน้ั เปนระบบทป่ี ระชาชนทั่วไปอาจเขาถึงได ถ้าเป็นระบบคอมพิวเตอร์ของตนเองก็ไมเป็นความผิด
และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการ
อื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย เชน่
การตกแตง่ ขอ้ มูลคอมพิวเตอร์ท่เี ปน็ ภาพบุคคลโดยเฉพาะผูม้ ชี ่ือเสยี ง อาทเิ ช่น ดารานักร้องนักแสดง โดยการใช้
เทคนิคตัดต่อตกแต่งภาพออกมาให้เป็นภาพโป๊ลามก แล้วไปเผยแพร่ในระบบคอมพิวเตอร์ โพสต์ในเว็บไซต์
เว็บบอร์ด สง่ ทางอีเมล ทำให้ผนู้ ัน้ เกิดความอับอายเสียชอ่ื เสียง
ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่
เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด ซึ่งความผิดนี้เปนความผิดอันยอมความได
เน่อื งจากความเสียหายทีเ่ กดิ ขนึ้ น้นั เปนความเสยี หายเฉพาะบคุ คล
โดยความผิดมาตรานเี้ ป็นความผดิ ท่ีมีความใกล้เคยี งกบั ความผิดฐานหมิ่นประมาทในประมวล
กฎหมายอาญา แต่มีการแพร่กระจายความเสียหายลักษณะดังกล่าวทางคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตนั้น
เป็นไปอย่างรวดเร็วและขยายวงกว้างมากกวา่
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ติ 241
แบบฝึกหัด
ข้อ 1 ขอ้ ใดไมใ่ ช่การกระทําความผดิ เกย่ี วกบั คอมพิวเตอร์
1. การปลอมแปลงขอ้ มลู คอมพิวเตอร์ 4. ความผดิ ฐานฉ้อโกง
2. ความผดิ ฐานหม่นิ ประมาท 5. ความผิดฐานเผยแพรส่ ่อื ลามกอนาจาร
3. ความผดิ ฐานการลักลอบเขา้ ถึงขอ้ โดยมไิ ดร้ บั อนุญาต
ขอ้ 2 การกระทำของบุคคลใดไม่ใช่การกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด
เก่ยี วกับคอมพวิ เตอร์
1. โอปอลโพสต์ขอ้ ความต่อวา่ ดาราทีไ่ ม่ชอบ
2. พลอยสง่ ขอ้ มลู สินค้าไปให้เพื่อนทกุ คนที่อยู่เฟสบุ๊กของตน
3. น่นุ เข้าสรู่ ะบบอนิ เทอร์เน็ตด้วย user ID และ password ของฝ้าย
4. น้ำชาตัดต่อภาพของน้ำพริกกบั ภาพสุนัขแล้วอัพโหลดลงสูร่ ะบบอนิ เตอรเ์ นต็
5. กวินหลอกลวงผูใ้ ชง้ านอนิ เตอร์เน็ตให้โอนเงินซอื้ ของผา่ นทางระบบออนไลน์แต่ไม่ส่งสินคา้ ไปให้
ข้อ 3 นางน้อยใชร้ หสั ผ่านที่แอบจำไว้มาเข้าระบบโทรศัพท์มือถอื ประเภทสมาร์ทโฟนของนายชัยซ่ึงเปน็ สามี
ของตนทตี่ งั้ ระบบปอ้ งกันไว้ เพื่อเขา้ ไปเช็คขอ้ มลู ในมือถือนนั้ ดงั นีน้ างนอ้ ยมคี วามผิดหรอื ไม่
_____________________________________________________________________
_____________________________________________________________________
ขอ้ 4 คำวา่ “ขอ้ มลู คอมพิวเตอร”์ หมายถึง
_____________________________________________________________________
_____________________________________________________________________
บทท่ี 16
กฎหมายคุ้มครองผู้บรโิ ภค
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค คือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของผู้คนในทุก ๆ สังคม โดยจะ
เกี่ยวข้องกับการใช้บริการและการใช้สินค้า เช่น มนุษย์มีความต้องการอาหาร ยารักษาโรค มนุษย์จำเป็นต้อง
ใช้บริการรถโดยสาร รถประจำทาง เครื่องบิน เป็นต้น เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่ตนเอง เช่น การใช้
โทรศัพท์มือถือติดต่อสื่อสาร การใชเ้ อทีเอ็ม ดงั น้ัน การใช้บริการต่าง ๆ หรือการบรโิ ภค จำเป็นต้องได้มีคุณภาพ
อย่างถูกต้อง และได้มาตรฐานตามที่ผู้ผลิตได้โฆษณาเอาไว้ จึงทำให้รัฐบาลซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้คุ้มครองดูแล
ประชาชน เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อนหรือความเสียหายจากการใช้สินค้าและบริการจะต้องรีบเข้ามา
คุ้มครองและแกไ้ ขเยียวยา ตลอดจนการชดเชยความเสยี หายให้แก่ประชาชน
กฎหมายคมุ้ ครองผูบ้ รโิ ภค สามารถแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ดงั น้ี
1. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคโดยตรง คือ พระราชบัญญัติ
คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2541 และแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2556 ได้
กำหนดให้ผบู้ ริโภคมสี ิทธิทจ่ี ะได้รับความคุม้ ครองตามกฎหมาย 5 ประการดงั น้ี
1) สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือ
บรกิ าร ได้แก่ สทิ ธิทจ่ี ะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเปน็ จริงและปราศจากพษิ ภัยแก่ผู้บริโภค
รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอที่จะไม่ หลงผิดใน
การซ้อื สนิ ค้าหรือรับบริการโดยไมเ่ ป็นธรรม
2) สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการ
โดยความสมคั รใจของผบู้ ริโภคและปราศจากการชกั จูงใจอันไมเ่ ป็นธรรม
3) สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือ
บริการที่ปลอดภัยมีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย
หรอื ทรพั ย์สิน ในกรณีใชต้ ามคำแนะนำหรือระมัดระวงั ตามสภาพของสินค้าหรือบรกิ ารนัน้ แล้ว
4) สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัด
เอาเปรยี บจากผู้ประกอบธรุ กจิ
5) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและ
ชดใชค้ า่ เสียหายเมอ่ื มีการละเมิดสทิ ธขิ องผูบ้ รโิ ภคตามขอ้ 1, 2, 3 และ 4 ดงั กลา่ ว
หลกั ทัว่ ไปของการบังคับใช้กฎหมาย คอื เมอ่ื มกี ฎหมายฉบบั ใดให้อำนาจในการคุ้มครองผู้บริโภคไว้
เป็นการเฉพาะแล้วก็ต้องบังคับตามกฎหมายฉบับนัน้ ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิเกี่ยวกับเรื่อง
อาหาร ผูบ้ ริโภคสามารถไปร้องเรยี นทีส่ ำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาซง่ึ เป็นหน่วยงานท่ีมีอำนาจหน้าที่
ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เฉพาะเรื่องสินค้าอาหารเท่านั้น แต่
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชีวติ 243
ถ้ากรณีไม่มีกฎหมายใดหรือหน่วยงานใดให้ความคุ้มครองผู้บริโภคเป็นการเฉพาะแล้วก็ต้องใช้พระราชบัญญัติ
คุ้มครองผูบ้ ริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งใหค้ วามคมุ้ ครองในผบู้ รโิ ภคดา้ นสินคา้ และบรกิ ารทัว่ ไป
2. กฎหมายคมุ้ ครองผู้บริโภคที่มหี นา้ ท่ีคุ้มครองผู้บรโิ ภค โดยการเขา้ ไปควบคุมตรวจสอบและกำกับ
ดูแลผู้ประกอบธุรกิจที่ผลิตสินค้าหรือบริการ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมและได้รับความปลอดภัยใน
การใช้สินคา้ และการรับบริการ โดยสามารถแบ่งออก เปน็ 2 ประเภท ดงั นี้
2.1 กฎหมายคมุ้ ครองเพอื่ ใหผ้ ู้บริโภคได้รับความปลอดภัยในการใช้สินคา้ และการรับบรกิ าร เช่น
1) กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคโดยกระทรวงสาธารณสุข เช่น พระราชบัญญัติหลักประกัน
สขุ ภาพแหง่ ชาติ พ.ศ. 2545 พระราชบญั ญัตอิ าหาร พ.ศ. 2522 พระราชบัญญตั ิยา พ.ศ. 2510
2) กฎหมายคมุ้ ครองผู้บริโภคโดยกระทรวงอตุ สาหกรรม เช่น พระราชบัญญัติมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 พระราชบัญญัตวิ ตั ถุอันตราย พ.ศ. 2535
2.2 กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมในการใช้สินค้าและการรับ
บริการ เช่น กฎหมายคมุ้ ครองผู้บริโภคโดยกระทรวงพาณิชย์ อาทิ พระราชบญั ญัติการแขง่ ขันทางการค้า พ.ศ.
2542 พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคโดยกระทรวง
ยุตธิ รรม อาทิ พระราชบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยขอ้ สญั ญาไมเ่ ป็นธรรม พ.ศ. 2540
เมื่อผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ประกอบธุรกิจเนื่องจากการใช้สินค้า
หรือบริการ ผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยผู้บริโภคสามารถร้องเรียนได้ที่สำนักงาน
คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำ
จังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายฉบับเดียวที่มี
อำนาจในการดำเนินคดีแทนผู้บริโภค เพื่อฟ้องเรียกทรัพย์สินหรือค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ
จากการใชส้ นิ คา้ และการรับบรกิ ารโดยผบู้ ริโภคไม่ตอ้ งเสยี คา่ ใช้จ่ายใด ๆ ในการดำเนินคดแี ต่อย่างใด
1. พระราชบญั ญัติคมุ้ ครองผบู้ รโิ ภค พ.ศ. 2522
พระราชบญั ญัติคมุ้ ครองผู้บรโิ ภคมีสาระสำคญั ดงั น้ี
1.1 บทนยิ ามศัพทท์ ่เี กี่ยวข้อง
ตามพระราชบัญญตั คิ ุ้มครองผบู้ ริโภค พ.ศ. 2522
ซื้อ หมายความรวมถึง เช่า เช่าซื้อหรือได้มาไม่ว่าด้วยประการใด ๆ โดยให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน
หรือผลประโยชน์อย่างอน่ื
ขาย หมายถงึ ให้เช่า ให้เช่าซ้อื หรอื ให้ไปไมว่ า่ ดว้ ยประการใดๆโดยไดร้ บั ค่าตอบแทนเป็นเงินหรือ
เป็นประโยชน์อย่างอ่ืน
สินคา้ หมายถงึ สง่ิ ท่ีผลติ หรอื มีไวข้ าย
บริการ หมายถึง การรับจัดทำงาน การให้สิทธิใดๆ หรือการให้ใช้หรือให้ประโยชน์ในทรัพย์หรือ
กิจการใด ๆ โดยเรียกคา่ ตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์ แต่ไม่รวมถึงการจ้างแรงงานตามกฎหมายแรงงาน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชีวิต 244
ผลิต หมายถึง ทำ ผสม ปรุงแต่ง ประกอบ ประดิษฐ์ และความหมายรวมถึงการเปลี่ยนรูป
ดัดแปลง การคดั เลอื ก หรอื การแบง่ บรรจุ
ผู้ประกอบธรุ กิจ หมายถงึ ผู้ขาย ผผู้ ลิตเพอ่ื ขาย ผู้ส่ังหรือนำเขา้ มาในราชอาณาจักรเพ่ือขาย หรือ
ผูซ้ ือ้ เพ่ือขายต่อในสินค้าหรือผใู้ หบ้ ริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาดว้ ย
คณะกรรมการ หมายถงึ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
1.2 ประเภทการคุ้มครอง
พระราชบัญญตั คิ ุ้มครองผู้บรโิ ภค จำแนกการคมุ้ ครองเป็น 3 ด้านดงั นี้
1.2.1 การค้มุ ครองผบู้ ริโภคในด้านการโฆษณา
กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณาได้กำหนดว่า การโฆษณาสินค้าและ
บริการใด ๆ ก็ตาม จะต้องไม่ใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมเป็น
สว่ นรวม ได้แก่
1) ขอ้ ความท่เี ป็นเท็จหรือเกนิ ความจริง
2) ขอ้ ความท่ีจะก่อให้เกิดความเขา้ ใจผิดในสาระสำคัญเกย่ี วกับสนิ ค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะ
กระทำโดยใช้ หรืออ้างองิ รายงานทางวิชาการสถติ ิ หรอื สง่ิ ใดสง่ิ หนึง่ อันไม่เปน็ ความจริงหรอื เกนิ ความจรงิ
3) ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือ
ศลี ธรรม หรอื นำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ
4) ขอ้ ความท่ีจะทำใหเ้ กดิ ความแตกแยกหรอื เสื่อมเสยี ความสามัคคใี นหมูป่ ระชาชน
5) ข้อความอยา่ งอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ข้อความท่ใี ชใ้ นการโฆษณาที่บคุ คลทัว่ ไปสามารถรู้ไดว้ า่ เป็นข้อความที่ไม่อาจเป็นความจริง
ได้โดยแนแ่ ท้ ไมเ่ ปน็ ข้อความทต่ี อ้ งห้ามในการโฆษณา
การโฆษณาใดฝา่ ฝนื กฎหมาย คณะกรรมการวา่ ด้วยการโฆษณามีอำนาจดงั นี้
1) ให้แกไ้ ขขอ้ ความหรือวธิ กี ารในการโฆษณา
2) ห้ามการใช้ข้อความบางอยา่ งท่ปี รากฏในการโฆษณา
3) ห้ามการโฆษณาหรือห้ามใชว้ ธิ กี ารนน้ั ในการโฆษณา
4) ให้โฆษณาเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นแล้วตามหลักเกณฑ์และ
วธิ กี ารทค่ี ณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณากำหนด
ในการออกคำสัง่ ตาม 4) ให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณากำหนดหลกั เกณฑ์และวิธีการ
โดยคำนึงถงึ ประโยชน์ของผูบ้ ริโภคประกอบกบั ความสุจรติ ใจในการกระทำของผกู้ ระทำการโฆษณา
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชีวติ 245
1.2.2 การคุม้ ครองผูบ้ ริโภคในด้านฉลาก
เป็นการออกกฎหมายโดยรัฐเพ่ือคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค โดยกําหนดให้ผู้ประกอบธุรกจิ
ต้องให้ข้อเท็จจริงของสนิ ค้า ด้วยการกําหนดรายละเอยี ดลงในฉลากเพือ่ เป็นข้อมูลประกอบการตัดสนิ ใจเลือก
ซื้อสินค้าของผู้บริโภค
สินค้าที่ควบคุมฉลาก ได้แก่ สินค้าที่ผลิตเพื่อขายโดยโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน
และสินคา้ ทส่ี ัง่ หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย
ฉลากของสนิ ค้า ตอ้ งมลี กั ษณะดงั นี้
1. ใช้ข้อความที่ตรงต่อความจริงและไม่มีข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดใน
สาระสำคญั เกี่ยวกับสินค้า
2. ตอ้ งระบขุ อ้ ความดงั ต่อไปน้ี
ก. ชื่อ หรอื เคร่ืองหมายการค้าของผู้ผลิต หรอื ของผู้นำเข้าเพ่ือขาย
ข. สถานทีผ่ ลติ หรอื สถานทป่ี ระกอบธรุ กิจนำเขา้
ค. ระบุข้อความที่แสดงให้เข้าใจได้ว่าสินค้านั้นคืออะไร ในกรณีที่เป็นสินค้านำเข้าให้
ระบชุ ่อื ประเทศท่ผี ลติ ด้วย
3. ต้องระบุข้อความอันจำเป็น ได้แก่ ราคา ปริมาณ วิธีใช้ ข้อแนะนำ คำเตือน วัน เดือน
ปที ีห่ มดอายุในกรณีเปน็ สนิ คา้ ท่ีหมดอายุได้
เมื่อคณะกรรมการว่าด้วยฉลากเห็นว่าฉลากใดไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหน ด
คณะกรรมการวา่ ด้วยฉลากมีอำนาจ ดังนี้
1. ส่งั ให้ผู้ประกอบธุรกจิ เลกิ ใช้ฉลากดังกล่าว หรอื
2. ดำเนินการแก้ไขฉลากน้ันให้ถูกต้อง
กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดสงสัยว่าฉลากของตนจะเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่เป็นไปตาม
กฎหมาย ผ้ปู ระกอบธุรกจิ ผ้นู ัน้ อาจขอให้คณะกรรมการว่าดว้ ยฉลากพจิ ารณาให้ความเห็นในฉลากน้ันก่อนได้
1.2.3 การคุม้ ครองผู้บริโภคในด้านสญั ญา
การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญาได้ให้
อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาพจิ ารณาการประกอบธุรกจิ ขายสนิ ค้าหรือบริการที่พบว่ามีการใส่ข้อสัญญา
หรอื มีพฤตกิ รรมเอารัดเอาเปรียบผ้บู รโิ ภค โดยกำหนดให้เป็นธุรกจิ ที่ควบคุมสัญญาหรอื ควบคุมหลักฐานการรับ
เงินอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยการออกประกาศควบคุม ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจจะต้องใช้ข้อสัญญาตามที่กฎหมาย
กำหนด
สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา คือหนึ่งในสิทธิผู้บริโภคที่พึงได้รับการ
คุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้
ประกอบธุรกิจ เพราะปัจจุบันมีผู้บริโภคจำนวนมากได้ถูกละเมิดสิทธิสาเหตุมาจากไม่ทราบถึงสิทธิของตนเอง
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 246
ดงั น้นั เพื่อเปน็ การปกปอ้ งสิทธิของตวั เอง สำนักงานคณะกรรมการคมุ้ ครองผู้บรโิ ภคจงึ กำหนดประเภทธุรกิจท่ี
มีการควบคมุ สญั ญา เพื่อทผ่ี บู้ รโิ ภคจะได้ปกปอ้ งสิทธแิ ละไดร้ บั ความเปน็ ธรรมในการทำสญั ญา มีดงั น้ี
(1) ธุรกิจบัตรเครดิต เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค เช่น ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง
เงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องแจ้งให้ผูใ้ ช้บัตรเครดิตทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน การ
ยกเลกิ สญั ญาหรอื การใช้บัตรชว่ั คราวผูป้ ระกอบธรุ กจิ ต้องแจ้งเหตุผลใหท้ ราบ
(2) ธุรกิจให้เชา่ ซื้อรถยนตแ์ ละรถจักรยานยนต์ การยึดรถคืนได้ต่อเมื่อท่านผิดนัดชำระคา่
งวดติดตอ่ กัน 3 งวด และผู้ให้เช่าซือ้ มหี นังสอื บอกกล่าวให้นำเงินท่คี ้างไปชำระในเวลาอย่างน้อย 30 วนั
(3) ธุรกิจขายห้องชุด โดยกำหนดให้ระบุหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องชำระเงินตามสัญญา
และหนา้ ทีข่ องผู้ประกอบธุรกจิ ที่จะต้องทำการก่อสรา้ งให้แล้วเสรจ็ และโอนกรรมสิทธ์เิ มื่อใด นอกจากนี้ยังต้อง
ระบุวัสดุประเภทต่าง ๆ ที่นำมาก่อสร้าง รวมทั้งห้ามใช้ข้อความที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดชอบที่
เกดิ จากความผดิ ของผูป้ ระกอบธุรกิจ
(4) ธุรกจิ การใหบ้ รกิ ารโทรศัพท์เคล่ือน สาระสำคัญท่ีควบคุม เชน่ ผูป้ ระกอบธุรกิจจะต้อง
ส่งใบแจ้งการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันก่อนวันครบกำหนดชำระและ
ผูบ้ ริโภคมีสทิ ธิขอรบั ใบแจ้งรายการโทรศพั ทเ์ คลือ่ นที่ในพื้นที่เดียวกนั โดยไม่ตอ้ งเสยี ค่าใช้จา่ ย เปน็ ต้น
(5) ธุรกิจให้กู้ยืมเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงิน โดยกำหนดให้ข้อสัญญาต้องสามารถ
อ่านได้ชัดเจน ตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร หากมีเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบเป็น
หนังสอื ในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามสบิ วัน
(6) ธุรกิจใหเ้ ช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยกำหนดให้บอกรายละเอียดของสินคา้ รวมถึงสภาพ
ว่าเป็นสินค้าใหม่หรือใช้แล้ว ค่าธรรมเนยี มต่าง ๆ ที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระต้องมีหนังสือแจง้ ให้ผู้เช่าซื้อชำระภายใน
เจด็ วันนบั ตง้ั แตว่ นั ท่ีได้รับแจ้ง เปน็ ต้น
(7) ธุรกิจขายรถยนต์ที่มีการจอง โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้ข้อสัญญาที่ระบุยี่ห้อ รุ่น ปีท่ี
ผลิต อุปกรณ์ติดตั้งเพิ่มเติม สิทธิประโยชน์ จำนวนเงินหรือสิ่งที่ได้รับไว้เป็นมัดจำ ราคาจำหน่าย ฯลฯ
นอกจากนี้ผูบ้ ริโภคสามารถบอกเลิกสญั ญาเมือ่ ผู้ประกอบธุรกิจไมป่ ฏิบัติตามรายละเอียดที่ระบุไว้ และเมื่อเลิก
สัญญาแลว้ ผู้ประกอบธุรกจิ ตอ้ งคนื เงนิ จองหรือสิง่ ทีร่ ับไว้เปน็ มดั จำภายในสิบห้าวนั
(8) ธุรกิจให้เช่าที่พักอาศัย โดยกำหนดให้ข้อสัญญาต้องระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบ
ธุรกิจและผู้มอี ำนาจในการทำสัญญา ชื่อและที่อยู่ของผู้เช่า ชื่อและสถานที่ตั้งของอาคาร รายละเอียดเกี่ยวกับ
สภาพของอาคารและทรัพย์สินอุปกรณ์เครื่องใช้ กำหนดระยะเวลาเช่าอาคาร อัตราค่าเช่า อัตราค่าสาธารณูปโภค
อัตราค่าใช้จ่ายในการให้บริการ โดยแสดงวิธีการและกำหนดระยะเวลาชำระค่าใช้จ่ายดงั กลา่ ว อัตราค่าใช้จ่าย
อนื่ ๆ จำนวนเงนิ ประกนั
หากผู้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืนและละเมิดสิทธิของผู้บริโภคดังกล่าวข้างต้น เช่น ไม่ส่งมอบ
สัญญาท่มี ขี ้อสัญญาหรือมีข้อสัญญาและแบบถูกต้อง ผู้ประกอบธุรกิจมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี
หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิสามารถร้อง เรียนต่อ
สำนักงานคณะกรรมการคมุ้ ครองผูบ้ รโิ ภคได้
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชีวติ 247
2. พระราชบัญญัติว่าดว้ ยข้อสญั ญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
เนื่องจากในปัจจุบนั สภาพสังคมเปล่ียนแปลงไป ทำให้ผู้ซึ่งมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจเหนือกว่า ถือ
โอกาสเอาเปรียบคสู่ ญั ญาอีกฝ่ายหนึง่ ซ่ึงมอี ำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจด้อยกว่าอย่างมาก ทำใหเ้ กดิ ความไม่เป็น
ธรรมและไม่สงบในสังคม
ดังนั้น รัฐจึงกำหนดกรอบของการใช้หลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนาและเสรีภาพของบุคคล
เพื่อแก้ไขความไม่เป็นธรรมและความไม่สงบสุขในสังคมดังกล่าว โดยกำหนดแนวทางให้แก่ศาลเพื่อใช้ในการ
พจิ ารณาวา่ ข้อสัญญาหรือข้อตกลงใดท่ีไมเ่ ป็นธรรม และใหอ้ ำนาจแก่ศาลท่จี ะสั่งให้ข้อสัญญาหรือข้อตกลงท่ีไม่
เป็นธรรมน้ันมีผลใช้บังคบั เท่าทีเ่ ปน็ ธรรมและพอสมควรแก่กรณี
2.1 คำนยิ ามศัพท์
พระราชบญั ญตั ิว่าดว้ ยขอ้ สัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 กำหนดคำนิยามศัพท์ท่สี ำคัญไว้ ดงั น้ี
“ข้อสัญญา” หมายความว่า ข้อตกลง ความตกลง และความยินยอมรวมทั้งประกาศและคำแจ้ง
ความเพือ่ ยกเว้น หรือจำกัดความรับผิดด้วย
“สัญญาสำเร็จรูป” หมายความว่า สัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรโดยกำหนดข้อสัญญาที่เป็น
สาระสำคัญไว้ลว่ งหน้า ไมว่ ่าจะทำในรปู แบบใด ซึง่ คู่สัญญาฝา่ ยหนงึ่ ฝา่ ยใดนำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน
2.2 ข้อสญั ญาทีไ่ มเ่ ปน็ ธรรม
ขอ้ สัญญาทไ่ี ม่เป็นธรรมภายใต้พระราชบัญญตั ิ มีดังตอ่ ไปนี้
1) ข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูประหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพที่ทำให้ผู้
กำหนดสญั ญาสำเร็จรูปไดเ้ ปรียบคู่สญั ญาอีกฝ่ายเกนิ สมควร
2) ข้อตกลงในสญั ญาขายฝากระหว่างผูบ้ ริโภคกับผปู้ ระกอบธุรกิจการคา้ หรือวชิ าชพี ที่ทำให้ผู้
กำหนดสัญญาสำเรจ็ รปู ได้เปรยี บคสู่ ัญญาอีกฝา่ ยเกนิ สมควร
3) ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือนิติกรรมที่เกี่ยวกับการ
ประกอบธุรกจิ การค้าหรอื วิชาชีพที่ไม่เป็นโมฆะ แตเ่ ปน็ ข้อตกลงทที่ ำให้ผ้ถู ูกจำกัดสทิ ธหิ รือเสรภี าพต้องรับภาระ
มากกวา่ ทจี่ ะพึงคาดหมายไดต้ ามปกติ
4) สญั ญาระหวา่ งผบู้ รโิ ภคกบั ผูป้ ระกอบธุรกจิ การคา้ หรือวชิ าชพี ทมี่ ีการชำระหนี้ ด้วยการส่งมอบ
ทรัพย์สินให้แก่ผู้บริโภค จะมีข้อตกลงยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ
เพอ่ื ความชำรุดบกพร่องหรือเพ่ือการรอนสิทธิไม่ได้ เว้นแตผ่ ู้บริโภคได้รู้ถึงความชำรุดบกพร่องหรือเหตุแห่งการ
รอนสิทธิอยู่แลว้ ในขณะทำสัญญา
5) สญั ญาท่มี กี ารให้สง่ิ ใดไว้เปน็ มัดจำ และมัดจำนั้นสูงเกนิ สว่ น
6) ข้อตกลง ประกาศ หรือคำแจ้งความที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า เพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อ
ละเมิดหรือผิดสัญญาในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของผู้อื่น อันเกิดจากการกระทำโดยจงใจ
หรอื ประมาทเลินเล่อของผตู้ กลง ผูป้ ระกาศ ผู้แจง้ ความ หรือของบุคคลอน่ื
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 248
7) ความตกลงหรือความยินยอมของผู้เสียหายสำหรับการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย
หรอื ขัดตอ่ ความสงบเรียบร้อยหรอื ศีลธรรมอนั ดีของประชาชน
8) ข้อสัญญาที่มิให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไม่ว่าท้ังหมดหรือบางส่วน ข้อ
สญั ญานัน้ เป็นโมฆะ
หากข้อสัญญาใดไม่เข้าลักษณะ 1 – 8 ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์การ
ตคี วามขอ้ สญั ญาในกรณมี ีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางทเ่ี ป็นคณุ แกฝ่ ่ายซง่ึ มิไดก้ ำหนดสัญญาสำเร็จรปู นน้ั
การพิจารณาข้อสัญญา ให้อำนาจศาลพิจารณาพิพากษาให้ข้อสัญญาหรือข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม
น้นั มีผลใชบ้ งั คบั เพยี งเทา่ ที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
2.3 การพิจารณาของศาล
การพิจารณาข้อสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อำนาจศาลพิจารณาพิพากษาให้ข้อสัญญาหรือ
ขอ้ ตกลงที่ไมเ่ ป็นธรรมน้ันมีผลใช้บังคบั เพยี งเท่าท่ีเป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ซ่ึงการพิจารณาของศาลน้ัน
จะพเิ คราะห์ถงึ พฤติการณท์ ั้งปวง รวมท้งั
1) ความสุจริต อำนาจต่อรอง ฐานะทางเศรษฐกิจ ความรู้ความเข้าใจ ความสันทัดจัดเจน ความ
คาดหมาย แนวทางทเี่ คยปฏิบัติ ทางเลอื กอยา่ งอนื่ และทางได้เสียทกุ อยา่ งของคสู่ ญั ญาตามสภาพทีเ่ ป็นจริง
2) ปกตปิ ระเพณขี องสญั ญาชนิดน้นั
3) เวลาและสถานที่ในการทำสัญญาหรือในการปฏิบัติตามสัญญา
4) การรบั ภาระท่ีหนักกวา่ มากของคสู่ ัญญาฝา่ ยหน่งึ เม่ือเปรยี บเทียบกบั คสู่ ัญญาอีกฝา่ ยหนงึ่
ทั้งนี้ ศาลอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา
พพิ ากษาได้
3. พระราชบัญญัตคิ วามรบั ผดิ ตอ่ ความเสียหายทีเ่ กิดข้นึ จากสินคา้ ท่ีไมป่ ลอดภยั พ.ศ. 2551
พระราชบญั ญตั คิ วามรับผิดต่อความเสียหายทเ่ี กดิ ข้นึ จากสนิ ค้าที่ไม่ปลอดภยั พ.ศ. 2551 หรือเทียบได้
กับกฎหมายที่บังคบั ใช้ในนานาอารยะประเทศท่ีนักธุรกจิ รู้จักกันดีในนามของ “Product Liability Law” หรือ
มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า “PL Law” เพื่อให้นักธุรกิจและผู้ประกอบการของไทยได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะ
ปรบั ตัวรบั กบั กฎหมายฉบับนี้ โดยกฎหมายฉบับนีเ้ ร่ิมมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายเม่ือวนั ท่ี 21 กุมภาพันธ์ 2552
เป็นต้นไป
3.1 คำนิยามศัพท์
ในพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551
กำหนดคำนิยามศัพท์ท่ีเก่ยี วขอ้ ง ดังน้ี
“สินค้า” หมายความว่า สังหาริมทรัพย์ทุกชนิดที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อขาย รวมทั้งผลิตผล
เกษตรกรรม และให้หมายความรวมถงึ กระแสไฟฟ้า ยกเว้นสนิ ค้าตามทกี่ ำหนดในกฎกระทรวง
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชีวิต 249
“ผลิตผลเกษตรกรรม” หมายความว่า ผลิตผลอันเกิดจากเกษตรกรรมต่าง ๆ เช่น การทำนา ทำ
ไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เลย้ี งสัตวน์ ำ้ เลี้ยงไหม เลยี้ งครงั่ เพาะเหด็ แต่ไมร่ วมถงึ ผลติ ผลทเ่ี กดิ จากธรรมชาติ
“ผลิต” หมายความว่า ทำ ผสม ปรุง แต่ง ประกอบ ประดิษฐ์ แปรสภาพ เปลี่ยนรูป ดัดแปลง
คัดเลือก แบงบรรจุ แช่เยือกแข็ง หรอื ฉายรงั สี รวมถงึ การกระทำใด ๆ ท่มี ีลกั ษณะทำนองเดยี วกัน
“ผเู้ สยี หาย” หมายความวา่ ผู้ไดร้ บั ความเสยี หายอันเกดิ จากสนิ ค้าที่ไม่ปลอดภยั
“ความเสียหาย” หมายความว่า ความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นความ
เสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จิตใจ หรือทรัพย์สิน ทั้งนี้ไม่รวมถึงความเสียหายต่อตัวสินค้าที่ไม่
ปลอดภัยนัน้
“ความเสยี หายต่อจติ ใจ” หมายความว่า ความเจบ็ ปวด ความทกุ ข์ทรมาน ความหวาดกลวั ความ
วิตกกังวล ความเศร้าโศกเสียใจ ความอบั อาย หรอื ความเสียหายต่อจิตใจอยา่ งอ่นื ท่มี ีลกั ษณะทำนองเดียวกัน
“สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” หมายความว่า สินค้าที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ไม่ว่าจะ
เป็นเพราะเหตุจากความบกพร่องในการผลิตหรือการออกแบบหรือไม่ได้กำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน
หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หรือกำหนดไว้แต่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ชัดเจนตามสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงสภาพของ
สนิ ค้า รวมทัง้ ลักษณะการใช้งานและการเก็บรักษาตามปกตธิ รรมดาของสนิ คา้ อันพึงคาดหมายได้
“ผู้ประกอบการ” หมายความว่า
1) ผู้ผลติ หรอื ผู้วา่ จา้ งให้ผลิต
2) ผนู้ ำเข้า
3) ผขู้ ายสินค้าทไ่ี มส่ ามารถระบุตัวผู้ผลติ ผูว้ ่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเขา้ ได้
4) ผซู้ ง่ึ ใชช้ อ่ื ชื่อทางการค้า เคร่อื งหมายการค้า เครอื่ งหมาย ข้อความหรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ อันมี
ลกั ษณะที่จะทำใหเ้ กิดความเขา้ ใจได้ว่าเปน็ ผผู้ ลิต ผู้วา่ จ้างใหผ้ ลติ หรอื ผู้นำเขา้
3.2 ความรบั ผดิ ของผ้ประกอบการ
ผู้ประกอบการต้องร่วมรับผิดต่อผู้เสียหายในความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และ
สินค้านั้นได้มีการขายให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาท
เลินเล่อของผู้ประกอบการหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้ผู้ประกอบการต้องรับผิด ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทน
ต้องพิสจู นว์ า่ ผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากสินค้าของผู้ประกอบการ และการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้านั้น
เป็นไปตามปกตธิ รรมดา แต่ไม่ต้องพสิ ูจนว์ ่าความเสียหายเกดิ จากการกระทำของผู้ประกอบการผู้ใด
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หาก
พสิ ูจนไ์ ดว้ า่
1) สินค้านน้ั มิได้เป็นสินค้าทีไ่ ม่ปลอดภยั
2) ผเู้ สยี หายได้รู้อยแู่ ล้วว่าสนิ คา้ นัน้ เป็นสินค้าทไ่ี มป่ ลอดภัย หรือ
3) ความเสียหายเกิดขึ้นจากการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้าไม่ถูกต้องตามวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำ
เตอื น หรอื ขอ้ มูลเกีย่ วกบั สินค้าทป่ี ระกอบการได้กำหนดไวอ้ ยา่ งถูกต้องและชัดเจนตามสมควรแล้ว
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชีวิต 250
4) ในกรณี “ผ้ผู ลติ ตามคำส่ังของผวู้ ่าจ้างใหผ้ ลิต” ไม่ต้องรับผิดหากพิสูจน์ได้ว่า ความไม่ปลอดภัย
ของสินค้านั้น เกิดจากการออกแบบของผู้ว่าจ้างให้ผลิตหรือจากการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าจ้างให้ผลิต ท้ัง
ผู้ผลิตไมไ่ ด้คาดเหน็ และไมค่ วรคาดเห็นถงึ ความไม่ปลอดภัยน้ัน
5) ในกรณี “ผผู้ ลิตส่วนประกอบของสินคา้ ” ไม่ตอ้ งรบั ผิดหากพสิ ูจน์ได้วา่ ความไม่ปลอดภัยของ
สินคา้ นนั้ เกิดจากการออกแบบหรือการกำหนดวธิ กี ารใช้ วิธีเก็บรกั ษา คำเตอื น หรือการใหข้ ้อมูลเก่ียวกับสินค้า
ของผ้ผู ลิตสนิ คา้ นน้ั
หากผู้ประกอบการได้ทำข้อตกลงกับผู้บริโภคไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหายและได้มีประกาศ
หรือคำแจ้งความเพือ่ ยกเว้นหรอื จำกดั ความรบั ผิดต่อความเสียหายอันเกิดขึน้ จากสินคา้ ท่ีไมป่ ลอดภัย จะนำมา
อ้างเป็นข้อยกเวน้ หรือจำกดั ความรบั ผิดไม่ได้
3.3 ค่าเสยี หายทีผ่ ู้เสยี หายจะไดร้ บั
เมอื่ มคี วามเสียหายทเ่ี กิดจากสนิ ค้าทไี่ มป่ ลอดภัยแล้ว ผู้เสยี หายจะไดร้ ับคา่ เสียหาย ดงั น้ี
1) คา่ เสยี หายทางแพ่ง หมายถึง คา่ เสยี หายสำหรับความเสยี หายทเ่ี กดิ จากสนิ ค้าที่ไม่ปลอดภัยไม่
ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวติ ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จิตใจ หรือทรัพย์สิน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงความเสียหายต่อ
ตวั สินคา้ ทไี่ ม่ปลอดภยั
2) ค่าเสยี หายสำหรับ “ความเสียหายทางจิตใจ” อนั เป็นผลเนอื่ งมาจากความเสียหายต่อร่างกาย
สุขภาพ หรืออนามยั ของผู้เสียหาย และหากผู้เสยี หายถงึ แก่ความตาย สามี ภรยิ า บพุ การี หรือผู้สืบสันดานของ
บุคคลน้ันชอบทีจ่ ะไดร้ บั ค่าเสยี หายสำหรบั ความเสียหายต่อจิตใจ
3) คา่ เสียหายเชงิ ลงโทษ สำหรบั กรณที ่ีผูป้ ระกอบการได้ผลติ นำเข้า หรือขายสนิ ค้าโดยรู้อยู่แล้ว
ว่าสินคา้ นั้นเป็นสินค้าทีไ่ ม่ปลอดภัย หรือมิได้รู้เพราะความประมาทเลินเล่ออยา่ งร้ายแรง หรือเมื่อรูว้ ่าสินค้าไม่
ปลอดภัยภายหลังการผลิต นำเข้า หรือขายสินค้านั้นแล้ว ไม่ดำเนินการใดๆ ตามสมควรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด
ความเสียหาย ศาลอาจสั่งลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้ตามที่ศาล
เห็นสมควร แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง และไม่ว่ากรณีใดๆ หากผู้เสียหายมีสิทธิตาม
กฎหมายอนื่ ท่จี ะเรยี กคา่ เสยี หายได้ ผ้เู สียหายกส็ ามารถเรียกร้องได้ ไม่ถูกตดั สทิ ธิโดยกฎหมายนี้
3.4 อายคุ วาม
ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทนมีสิทธิเรียกร้องภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงความ
เสียหายและรู้ตัวผู้ประกอบการที่ต้องรับผิด แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีการขายสินค้านั้น มิฉะนั้นคดีเป็นอัน
ขาดอายุความ และในกรณีที่ผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายหรือในกรณีที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ
ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทนมีสิทธิเรียกร้องภายในสามปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัว
ผู้ประกอบการที่ตอ้ งรบั ผิด แต่ไมเ่ กนิ สิบปีนับแต่วนั ที่ร้ถู งึ ความเสยี หาย
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชีวิต 251
พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 เป็น
กฎหมายที่มุ่งเยียวยาความเสยี หายแก่ผู้ที่ได้รบั ความเสียหายจากสินค้าทีแ่ ท้จริง เพราะความเสียหายนั้นไม่ได้
เกิดแก่ผู้ซือ้ หรอื ผู้ใชส้ นิ ค้าเทา่ น้ัน บุคคลภายนอกทไ่ี ม่ได้ใช้สินค้าก็อาจไดร้ ับความเสียหายจากสินค้าได้ซ่ึงบุคคล
เหล่านี้ไม่อาจใช้สิทธิตามสัญญาได้เพราะไม่ใช่คู่สัญญา ส่วนจะใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามหลักละเมิดก็มี
ภาระการพิสูจน์ที่ยุ่งยากโอกาสในการชนะคดีมีน้อย อีกทั้งยังเสียค่าใช้จ่ายสูง สำหรับมาตรการทางกฎหมาย
มหาชนนั้นก็มุ่งขัดขวางไม่ให้สินค้าบางประเภทที่มีความไม่ปลอดภัยเข้า สู่ท้องตลาดไม่ได้เป็นการเยียวยาต่อ
ความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่
ปลอดภัย พ.ศ. 2551 จึงกำหนดให้ผู้เสียหายได้แก่ ผู้ใช้สินค้าโดยตรงและบุคคลอื่นที่ได้รับความเสียหายจาก
สนิ ค้าทีไ่ ม่ปลอดภัยด้วย
อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่มีความบกพร่องในการ
ผลิต การออกแบบ หรือการให้คำเตือนเท่านั้นซึ่งกฎหมายถือว่าความบกพร่องเหล่านี้เป็นเหตุที่ทำให้สินค้าไม่
ปลอดภัยซงึ่ ไม่ใช่กรณีของความชำรุดบกพร่องในตัวสนิ คา้ เองหรือการผิดสัญญาและไม่เกี่ยวกับสภาพของสินค้า
เองว่าเป็นวัตถุอันตรายหรือไม่ และผู้ที่จะต้องรับผิดเป็นหลักคือผู้ผลิต เพราะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการ
ผลิตการออกแบบหรือการให้คำเตือนเกี่ยวกับสินคา้ และจะมีความรับผิดต่อเมื่อสินค้าได้มีการขายแลว้ เท่านน้ั
เพราะเป็นการรับผิดต่อผู้บริโภคซึ่งเปน็ ผูท้ ี่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครอง และเพื่อให้ความคุม้ ครองผู้เสียหายได้
อย่างแท้จริงจึงได้นำหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดมาใช้กับผู้ผลิต โดยให้ผู้ผลิตต้องรับผิดไม่ว่าจะประมาท
เลินเล่อหรือไม่ ผู้เสียหายจึงมีภาระการพิสูจน์แต่เพียงว่าตนมีความเสียหายและความเสียหายเป็นผลโดยตรง
จากสินค้าของผู้ผลิตเท่านั้นซ่ึงเป็นการลดภาระการพิสูจน์ลงจากการพิสูจน์ตามหลกั ละเมิดท่ัวไปท่ีใหผ้ ู้เสียหาย
เป็นผู้มภี าระการพิสูจน์ตามหลกั ผู้ใดกล่าวอา้ งผู้นน้ั มหี นา้ ท่ีนำสืบ
โดยรวมแล้วพระราชบัญญตั ิความรับผดิ ตอ่ ความเสียหายที่เกิดข้ึนจากสินค้าทีไ่ ม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551
ทำให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากสินค้าได้รับความคุ้มครองดีขึ้นโดยไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายลักษณะสัญญาและ
ละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบญั ญัตวิ ัตถุอนั ตราย พ.ศ. 2535
4. พระราชบัญญตั ิวิธพี ิจารณาคดผี บู้ รโิ ภค พ.ศ. 2551
ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีการนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในเรื่องของ
คุณภาพสินค้าหรือบริการ ตลอดจนเทคนคิ การตลาดของผู้ประกอบธุรกิจท้ังยังขาดอำนาจตอ่ รองในการเข้าทำ
สัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการ ทาให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอ และเมื่อเกิดข้อพิพาท
กระบวนการในการเรียกร้องค่าเสียหายต้องใช้เวลานานและสรา้ งความยุ่งยากให้แก่ผูบ้ ริโภคที่จะต้องพิสูจน์ถึง
ขอ้ เทจ็ จริงตา่ งๆ ซึ่งไม่อยูใ่ นความรู้เห็นของตนเองและต้องเสียค่าใชจ้ า่ ยในการดาเนินคดีสูง
ผู้บริโภคจึงตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบจนบางครั้งนำไปสู่การใช้วิธีการที่รุนแรง และก่อให้เกิดการ
เผชญิ หนา้ ระหว่างผปู้ ระกอบธุรกิจกับกลุ่มผบู้ ริโภคท่ีไม่ไดร้ ับความเป็นธรรมอันส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
โดยรวมของประเทศ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชีวิต 252
ดังนั้นจึงได้จัดให้มีระบบวิธีพิจารณาคดีที่เอื้อต่อการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคที่
ได้รับความเสียหายไดร้ ับการแก้ไขเยยี วยาดว้ ยความรวดเรว็ ประหยัด และ มีประสิทธิภาพอันเป็นการคุ้มครอง
สิทธิของผ้บู ริโภค
ขณะเดียวกันเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบกิจการค้าหันมาให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพขอ ง
สินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้นอันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรอีกทางหนึ่ง จึงจำเป็นต้องตรา
พระราชบญั ญัติวิธพี จิ ารณาคดีผูบ้ รโิ ภค พ.ศ. 2551 ขึ้นโดยมผี ลบังคับใช้ต้งั แต่วนั ที่ 24 สงิ หาคม 2551
4.1 คำนิยามศัพท์
“คดผี ูบ้ ริโภค” หมายความว่า
1) คดแี พง่ ระหวา่ งผู้บรโิ ภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา 19 หรอื ตามกฎหมาย
อื่นกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเน่ืองมาจากการบริโภคสินค้าหรอื
บรกิ าร
2) คดแี พง่ ตามกฎหมายเกี่ยวกับความรบั ผดิ ตอ่ ความเสยี หายท่ีเกิดข้ึนจากสินคา้ ท่ีไม่ปลอดภยั
3) คดีแพง่ ทเี่ กยี่ วพนั กันกับคดตี าม 1) หรอื 2)
4) คดแี พ่งทีม่ กี ฎหมายบัญญัติใหใ้ ช้วิธีพิจารณาตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี
4.2 การดำเนนิ คดผี บู้ ริโภค
ให้มีเจ้าพนักงานคดีทำหน้าท่ีช่วยเหลือศาลในการดำเนินคดีผู้บริโภค ตามที่ศาลมอบหมาย
ดังต่อไปนี้
1) ไกล่เกล่ียคดผี ู้บริโภค
2) ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน
3) บนั ทกึ คำพยาน
4) ดำเนินการให้มีการคุม้ ครองสทิ ธิของคู่ความท้ังก่อนและระหว่างการพิจารณา
5) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาในการทำ
หน้าทชี่ ่วยเหลือน้ัน
4.3 ข้นั ตอนการย่นื ฟอ้ งคดผี ู้บรโิ ภค
1) ผู้บริโภคหรือผู้เสียหาย มีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่หรือต่อศาลแห่งอื่นได้ แต่ผู้
ประกอบธุรกจิ จะฟ้องคดผี ูบ้ ริโภคไดเ้ ฉพาะเขตศาลทผ่ี ูบ้ รโิ ภคมภี มู ลิ ำเนาอยู่เทา่ นัน้
2) ให้ยื่นฟ้องต่อศาลที่แผนกคดีผู้บริโภค ภายในความ 3 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย หาก
เลยกำหนดนถ้ี อื ว่าขาดอายุความ
3) ความเสียหายไม่เกิน 300,000 บาท ให้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวง หากเกิน 300,000 บาทให้ยื่น
ฟอ้ งตอ่ ศาลจงั หวัด (เขตกรุงเทพมหานครฟ้องที่ศาลแพ่ง)
4) สามารถฟอ้ งด้วยวาจา หรือจะทำคำฟ้องเป็นหนังสือก็ได้
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชีวติ 253
- กรณียืน่ ฟอ้ งด้วยวาจา เจ้าพนักงานคดจี ะเปน็ ผ้บู ันทึกคำฟอ้ ง และให้โจทกล์ งลายมอื ช่อื ไว)้
- คำฟ้องต้องมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุที่ต้องมาฟ้องคดี รวมทั้งต้องมีคำขอบังคับให้จำเลย
ชดใชค้ วามเสยี หายทเ่ี กิดขึ้นชัดเจนพอทจ่ี ะใหเ้ ข้าใจได้
5. เม่อื ศาลรับคำฟ้องแล้ว ศาลจะกำหนดวนั นัดพจิ ารณาโดยเรว็ และออกหมายเรียกจำเลยให้มา
ศาลตามกำหนดนัดเพือ่ ไกลเ่ กลีย่ ให้การ และสบื พยานในวันเดียวกนั
4.4 ขอ้ ดขี องการมศี าลพิจารณาคดีผู้บรโิ ภค
1) ระบบวิธีพจิ ารณาคดีเอื้อตอ่ การใช้สทิ ธิของผ้บู รโิ ภค
2) การพิจารณาคดเี ป็นไปอยา่ งสะดวก รวดเร็ว และเท่ยี งธรรม
3) ส่งเสริมให้ผปู้ ระกอบการให้ความสำคัญตอ่ คณุ ภาพสนิ คา้ และบริการ
4) ภาระพิสูจน์เกีย่ วกบั สินค้าตกแก่ผู้ประกอบธรุ กจิ
5) กระบวนวธิ พี ิจารณาคดีรวดเรว็ ข้นึ และคำพพิ ากษาถอื เปน็ ทส่ี ้นิ สดุ ที่ศาลอุทธรณเ์ ท่าน้นั
6) ให้การคมุ้ ครองช่วั คราวกอ่ นมีคำพิพากษา
4.5 ศาลคดีผู้บรโิ ภคมีอำนาจส่งั ให้ผปู้ ระกอบกิจการทำอะไรได้บ้าง
1) เปลี่ยนสนิ ค้าใหใ้ หม่ แทนการแก้ไขซ่อมแซม
2) ใหท้ ำประกาศเรียกรับสนิ คา้ คืนจากผู้บริโภค
3) ห้ามจำหน่ายสินค้าที่เหลือ เรียกเก็บสินค้าที่ยังไม่ได้จำหน่าย หรือให้ทำลายสินค้าท่ี เหลือ
กรณที สี่ ินคา้ อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคโดยสว่ นรวม หากไม่ปฏิบตั ิตามคำส่งั ศาลมอี ำนาจสัง่ จับกุมและกักขัง
ผู้ประกอบธรุ กจิ ได้
4) จ่ายคา่ เสียหายเกินคำขอของผบู้ รโิ ภคได้หากเห็นว่าเกิดความเสียหายมากกวา่ ท่ไี ด้ขอไป
5) จา่ ยค่าเสยี หายเพือ่ การลงโทษเพ่ิมขึ้นจากคา่ เสยี หายท่ีแทจ้ ริง
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 254
แบบฝกึ หัด
ข้อ 1 ขอ้ ใดไม่ใช่กฎหมายเก่ยี วกับผบู้ รโิ ภค
1. พระราชบัญญตั ิวิธีพิจารณาคดผี ู้บรโิ ภค พ.ศ. 2551
2. พระราชบญั ญัตขิ ้อสญั ญาไมเ่ ป็นธรรม พ.ศ. 2540
3. พระราชบญั ญัติคมุ้ ครองแรงงานพ.ศ. 2541
4. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บรโิ ภค พ.ศ. 2522 (แกไ้ ข พ.ศ. 2541)
5. พระราชบญั ญัตคิ วามรับผิดต่อความเสียหายทเี่ กิดขึ้นจากสินค้าที่ไมป่ ลอดภยั พ.ศ. 2551
ขอ้ 2 ข้อใดไม่ใช่สทิ ธิของผู้บริโภคท่ีจะต้องไดร้ บั การค้มุ ครองตามกฎหมาย
1. สทิ ธิท่ีจะไดร้ บั ความเป็นธรรมในการทำสญั ญา
2. สทิ ธิทจ่ี ะมอี สิ ระในการเลอื กหาสนิ ค้าหรือบริการ
3. สทิ ธทิ ่จี ะไดร้ บั ความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรอื บริการ
4. สิทธทิ ีจ่ ะได้รบั การพิจารณาและชดเชยความเสียหาย
5. สิทธิท่ีจะได้รบั การโฆษณาสินคา้ รวมท้ังคำพรรณนาท่ีเกนิ จากความเปน็ จรงิ
ขอ้ 3 ข้อใดไม่ใช่ค่าเสียหายที่ผเู้ สียหายจะไดร้ ับกรณคี วามเสียหายเกดิ ข้นึ จากสินคา้ ท่ีไมป่ ลอดภัย
1. ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต
ร่างกาย สขุ ภาพ อนามัย จิตใจหรอื ทรัพยส์ ิน
2. ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายทางจิตใจอันเป็นผลเนื่องมาจากความเสียหายต่อร่างกาย สุขภาพ
หรืออนามยั ของผูเ้ สียหาย
3. ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายทางจติ ใจ ซึ่งสามีภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของผู้เสียหายซง่ึ
ถงึ แก่ความตายพงึ ไดร้ ับ
4. ค่าเสียหายทางแพ่ง สำหรับคา่ เสียหายกรณกี ระทำละเมดิ ซ่ึงมาจากไดร้ ับข้อมูลท่เี กนิ จากความเป็นจริง
5. ค่าเสียหายเชิงลงโทษสำหรับกรณีที่ผู้ประกอบการได้ผลิต นำเข้า หรือขายสินค้า โดยรู้อยู่แล้วว่า
สนิ คา้ น้นั เป็นสินคา้ ไมป่ ลอดภัยหรือมไิ ดร้ เู้ พราะความประมาทเลนิ เลอ่ อย่างร้ายแรง
ข้อ 4 นักศึกษาซื้อครีมมาใช้และเกิดอาการแพ้เครื่องสำอางอย่างรุนแรง หากนักศึกษาต้องการเรียกร้อง
ขอรับการชดเชยความเสยี หายควรร้องเรยี นที่หน่วยงานใด
1. สำนักนายกรฐั มนตรี 2. กระทรวงสาธารณสขุ
3. สำนักงานตำรวจแหง่ ชาติ 4. สำนกั งานคณะกรรมการอาหารและยา
5. สำนักงานคณะกรรมการคุม้ ครองผบู้ ริโภค
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 255
ขอ้ 5 นางสาวเตือนใจได้ไปซื้อรถยนต์ป้ายแดงจากบรษิ ัทรถยนต์แห่งหนึง่ เมื่อใช้ไปได้ 2 สัปดาห์ ปรากฏว่า
รถยนตเ์ สียตอ้ งซ่อมหลายคร้ัง และไดต้ ดิ ต่อบริษัทแต่ไมไ่ ดร้ บั การแก้ไข ดังน้ี นางสาวเตือนใจควรได้รับ
การค้มุ ครองผู้บริโภคในดา้ นใด
1. สทิ ธิในการเลอื กหาสนิ ค้าหรือบริการ
2. สทิ ธิท่จี ะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา
3. สิทธทิ ่จี ะไดร้ ับการพจิ ารณาและชดเชยความเสยี หาย
4. สทิ ธิท่จี ะไดร้ ับความปลอดภยั จากการใช้สินค้าหรอื บรกิ าร
5. สิทธิที่จะไดร้ ับข่าวสารรวมทัง้ คำพรรณนาคุณภาพทถ่ี ูกต้องและเพยี งพอเกยี่ วกบั สินค้าหรอื บริการ