The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนวิชา GE.123=GEN402LAW for Daily Life
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Napaphat Nathakitphaisal, 2020-10-30 22:59:17

เอกสารประกอบการสอนวิชา GE.123=GEN402 LAW for Daily Life

เอกสารประกอบการสอนวิชา GE.123=GEN402LAW for Daily Life
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 50

แบบฝึกหัด

ขอ้ 1 องคป์ ระกอบของหนี้ ไดแ้ ก่
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________

ข้อ 2 การกู้ยืมเงินกี่บาทขึ้นไป หากจะฟ้องร้องบังคับคดีจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลง
ลายมือชอ่ื ฝา่ ยทีต่ อ้ งรบั ผดิ
___________________________________________________________________________

ข้อ 3 นายจิรายุให้นายทีฆายุยืมเงิน 5,000 บาท นายจิรายุจะเรียกดอกเบี้ยจากนายทีฆายุได้ในอัตราสูงสุด
เทา่ ใดตามที่กฎหมายกำหนดไว้
___________________________________________________________________________

ข้อ 4 ในการกู้ยมื เงนิ หากมไิ ดก้ ำหนดอัตราดอกเบ้ียในระหวา่ งผิดนัดไว้ เจ้าหน้จี ะสามารถคิดดอกเบยี้ ได้หรือไม่
อย่างไร
___________________________________________________________________________

ขอ้ 5 บอ่ เกิดแห่งหน้ี ไดแ้ ก่
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________
___________________________________________________________________________

บทท่ี 5
กฎหมายลกั ษณะละเมิด (TORT LAW)

ละเมิดเป็นเรื่องความรับผิดในทางกฎหมายแพ่ง (Civil Liability) เพราะมีบัญญัติไว้ในประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้ว่าละเมิดจะเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่บุคคลจะเรียกร้องต่อกันได้ตามกฎหมาย แต่
ละเมิดมิใช่นิติกรรมสัญญา เพราะละเมิดมิได้เกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาตกลงกัน แต่ก็ทำให้เกิดมีความผูกพัน
ในกฎหมาย โดยเมื่อเกิดละเมิดขึ้นบุคคลผู้ทำละเมิดก็จะมีความผูกพันในอันที่จะต้องชดใช้ค่าความเสียหาย
ใหแ้ ก่อกี ฝา่ ยหนงึ่ อนั เป็นลกั ษณะของบ่อเกดิ แห่งหน้โี ดยผลของกฎหมาย

1. ความหมายของละเมดิ (Definition of Tort, Wrongful Acts)
การกระทำละเมิด หมายถึง การกระทำโดยจงใจ (Willfully) หรอื ประมาทเลินเล่อ (Negligently) ทำ

ต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย (in Violation of Law, illegal) ให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี
อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรพั ยส์ นิ หรอื สิทธอิ ย่างหนึ่งอยา่ งใด

2. ลกั ษณะการกระทำละเมิด (Characteristics of Tort)
1) มีการกระทำ การกระทำละเมิดต้องมีการกระทำ หมายความรวมถึงการงดเว้นกระทำการอันเป็น

ผลให้เกดิ ความเสยี หายด้วย
2) เป็นการกระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ
การกระทำโดยจงใจ คอื กระทำโดยรสู้ ำนกึ ถึงการกระทำวา่ จะเปน็ ผลเสียหายตอ่ บคุ คลอ่นื
การกระทำโดยประมาทเลินเล่อ คือ การกระทำโดยไม่จงใจ แต่กระทำโดยขาดความระมัดระวังซ่ึง

บุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวสิ ัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเท่ากับบคุ คลทีอ่ ยู่
ในภาวะอยา่ งเดยี วกันกับผกู้ ระทำได้ แต่ผ้กู ระทำหาไดใ้ ช้ไม่

3) เป็นการกระทำโดยผิดกฎหมาย หมายความว่า การกระทำโดยจงใจหรือประเลินเล่อนั้นเป็นการ
กระทำลงโดยไมม่ อี ำนาจ หรือไม่มสี ทิ ธหิ รอื ทำโดยมิชอบดว้ ยกฎหมาย ไมว่ ่าจะเปน็ กฎหมายใดก็ตาม

4) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เมื่อมีการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยผิด
กฎหมายแล้ว ต้องปรากฏว่าเกิดความเสียหายด้วย ซึ่งความเสียหายนี้ได้แก่ ความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย
อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้ ความเสียหายดังกล่าวต้องเป็นความเสียหายที่
แนน่ อน คอื เปน็ ความเสียหายที่ย่อมจะเกดิ ข้ึนแก่ผู้เสียหายอนั เน่ืองจากการกระทำละเมิด

อย่างไรก็ตาม หากผเู้ สียหายยนิ ยอมใหก้ ระทำหรือยอมต่อการกระทำหรือเข้าเสย่ี งรับความเสียหาย
การใหค้ วามยินยอมน้ีไม่ถือว่ามีความเสยี หาย แม้วา่ ความตกลงหรือยนิ ยอมจะมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายทั่วไปว่า “ความ
ยินยอมของผเู้ สียหายทำใหไ้ มเ่ ปน็ ละเมิด” (Volunti Non Fit Injuria) ทง้ั น้ี การให้ความยนิ ยอมตอ้ งมีกอ่ นหรือ

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ติ 52

ขณะกระทำ อีกทั้งต้องเป็นความยินยอมโดยความสมัครใจ เช่น การสมัครใจทะเลาะวิวาท การยินยอมให้ทำ
รา้ ยร่างกาย

5) ความเสยี หายนนั้ เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้กระทำละเมิด กล่าวคือ ผลของความเสียหาย
ที่เกิดขนึ้ ตอ้ งเปน็ ผลมาจากการกระทำของผกู้ ระทำละเมิดดว้ ย

3. ความรับผิดทางละเมดิ (Tort Liability)
ความรับผิดทางละเมิดที่ก่อให้เกิดความผูกพันในทางกฎหมายจะต้องชดใช้เยียวยาความเสียหายที่

เกดิ ขนึ้ แบ่งออกเปน็ 3 กรณี ดงั นี้
3.1 ความรับผิดอันเกดิ จากการกระทำของตน
ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิต แก่

ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหม
ทดแทนเพื่อการนั้น เช่น นายดำรีบวิ่งไปขึน้ รถจึงชนนายแดง ทำให้โทรศัพท์มือถือของนายแดงหล่นแตก ดังน้ี
ถือว่านายดำประมาทเลินเล่อทำให้นายแดงได้รับความเสียหาย นายดำต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน (ค่า
โทรศัพทม์ ือถือ)

3.2 ความรับผดิ อันเกิดจากการกระทำของบุคคลอืน่
ความรับผิดเพื่อละเมิดมิได้มีแต่เฉพาะกรณีกระทำละเมิดโดยตนเองเท่านั้น หากแต่กฎหมายยัง

บัญญตั ิถงึ กรณีท่ีบุคคลตอ้ งรับผิดในผลเสยี หายทีเ่ กดิ ขนึ้ จากการกระทำละเมดิ ของบุคคลอนื่ ด้วย ดังนี้
1) นายจ้างตอ้ งร่วมกันรับผดิ ในละเมดิ กบั ลกู จ้าง
ความรบั ผิดในการทำละเมิดที่นายจ้างต้องร่วมรบั ผิดในละเมิดกบั ลูกจา้ ง มีหลกั เกณฑ์ดงั น้ี
1. ต้องเป็นนายจ้าง (Employer) ลกู จ้าง (Employee) กันตามสญั ญาจา้ งแรงงาน
2. การกระทำของลูกจ้างเปน็ การละเมิดในทางการทจ่ี ้าง
เมื่อหากนายจ้างได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลที่ลูกจ้างไปกระทำละเมิดในทางการที่

จ้างแล้ว นายจ้างชอบสามารถไล่เบี้ยค่าสินไหมทดแทนที่ตนจ่ายไปจากลูกจ้างของตนได้ เช่น นายกุ๊กเป็น
ลูกจ้างซ่อมเครื่องยนต์มีหน้าที่ในการลองรถที่ซ่อมว่าเครื่องยนต์ดีหรือไม่ นายกุ๊กได้นำรถยนต์ไปลอง
เครือ่ งยนตท์ ซี่ ่อม ปรากฏว่านายกุ๊กขบั รถยนตไ์ ปชนรถของนายโชค ถือว่านายกกุ๊ กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง
ดังนั้น นายจ้างของนายกุ๊กจึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายโชคด้วย และหากนายจ้างได้ชดใช้ค่า
สนิ ไหมให้นายโชคไปแล้วกม็ ีสทิ ธิไลเ่ บ้ียคืนจากนายกกุ๊ ในภายหลังได้

2) ผ้วู า่ จ้างทำของต้องรบั ผดิ เพื่อความเสียหายทผ่ี รู้ ับจ้างได้กอ่ ให้เกิดขึ้น
โดยหลัก ผู้ว่าจ้างทำของ (Employer) ไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ ผู้รับจ้าง

(Contractor) ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดใน
ส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง เช่น นายเอว่าจ้างบริษัทเอกราช
จำกัดให้สร้างอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น บริษัทได้ทำการตอกเสาเข็มเป็นเหตุให้บ้านนายบีซึ่งปลูกอยู่ข้างๆมีรอย
แตกรา้ ว ดงั นีน้ ายเอไม่ตอ้ งรับผดิ แตบ่ ริษัทตอ้ งรบั ผิด ยกเวน้ นายเอจะเป็นผเู้ ลอื กให้บริษัทใช้วธิ ีตอกเสาเข็มเอง

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 53

3) บดิ ามารดาหรอื ผอู้ นุบาลของคนไรค้ วามสามารถต้องรับผิดร่วมกนั กับผ้ทู ำละเมิด
คนไร้ความสามารถในกรณีนี้ หมายถึง ผู้เยาว์และบุคคลวิกลจริต โดยคนวิกลจริตนั้นให้

หมายความรวมถึงบคุ คลที่ศาลส่งั ให้เป็นคนไรค้ วามสามารถด้วย
เมื่อผูเ้ ยาว์หรือบุคคลวกิ ลจริตทำละเมิด สง่ ผลใหบ้ ดิ ามารดของผเู้ ยาว์ หรอื ผอู้ นุบาลต้องร่วม

รับผิดด้วย แต่ทั้งนี้ หากบิดามารดาหรือผู้อนุบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่
หน้าที่ดูแลซงึ่ ทำอยู่นั้นแลว้ ก็ได้รับยกเวน้ ไม่ต้องร่วมรับผิดดว้ ย เช่น นางแดงเปน็ มารดาของนายสม้ อายุ 16 ปี
นางแดงซอ้ื รถจักรยานยนต์ใหล้ ูกชายข่ีไปเรียนหนังสือ แตใ่ นช่วงดกึ ของทุกวันนายส้มจะขร่ี ถแข่งกับเพื่อนๆ ซึ่ง
นางแดงไมเ่ คยห้ามปรามอย่างจรงิ จัง หากนายส้มขี่รถชนคนอื่นด้วยความประมาท นางแดงต้องร่วมรับผิดด้วย
หรือนายเมฆเห็นบุตรถือปืนจึงว่ากล่าวตักเตือน แต่บุตรไม่เชื่อฟังกลับเอาปืนไปซ่อน พอลับหลังมารดา บุตรก็
นำปืนออกมาเล่นอีก และเกิดปืนลั่นมีคนตาย ต้องถือว่านายเมฆบิดามิได้ใช้ความระมัดระวังในการทำหน้าที่
ดูแลยงั ไม่เพียงพอ นายเมฆจงึ ต้องร่วมรับผิดดว้ ย

4) ครบู าอาจารย์ นายจา้ ง หรือบุคคลอน่ื ซง่ึ รบั ดแู ลบุคคลผไู้ ร้ความสามารถ
บุคคลทีถ่ กู กำหนดใหร้ ับผิดเพ่ือการทำละเมิดของผู้ไรค้ วามสามารถ (ผูเ้ ยาว์ บุคคลวิกลจริต)

นอกจากบดิ ามารดาหรือผู้อนบุ าล คือ ครบู าอาจารย์ นายจ้าง ผูร้ บั ดูแล ทัง้ นี้เน่ืองจากผ้เู ยาว์หรือบุคคลวิกลจริต
ที่อยู่ในความดูแล หรือทำงานให้กับนายจ้างไปทำละเมิดบุคคลอื่นในระหว่างที่อยู่ในความดูแล โดยผู้ที่ได้รับ
ความเสียหายจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าครูบาอาจารย์ นายจ้าง ผู้รับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถนั้นมิได้ใช้ความ
ระมัดระวังตามสมควร หากพิสูจน์ไม่ได้ครูบาอาจารย์ นายจ้าง ผู้รับดูแล ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย เช่น นายจ้าง
จ้างเด็กมาทำงานให้ นายจ้างต้องดูแลระหว่างท่ีเด็กทำงานหรือฝึกงาน หากเด็กที่อยู่ในระหว่างที่อยู่ความดูแล
ไปทำละเมดิ นายจา้ งตอ้ งรับผดิ ในการทำละเมดิ ดว้ ย เช่น ระหวา่ งฝึกงานเด็กไปชกต่อยบุคคลภายนอก

3.3 ความรบั ผดิ ในความเสยี หายอันเกดิ จากทรพั ย์
1) ความเสยี หายทีเ่ กดิ ขึ้นจากสตั วข์ องตนหรอื อย่ใู นความดูแลของตน
สำหรบั ความเสียหายเกดิ ขึ้นจากสตั ว์น้ัน ต้องเกิดขนึ้ จากสตั ว์ท่ีมเี จ้าของ โดยเจ้าของอาจเลี้ยง

โดยปล่อยอิสระหรือขังไว้ก็ได้ เมื่อสัตว์ไปก่อให้เกิดความเสียหาย เจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้
แทนเจ้าของ จำต้องใช้คา่ สินไหมทดแทนให้แก่ฝา่ ยที่ตอ้ งเสยี หายเพ่ือความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่สัตว์น้ัน
เช่น นายยอดชายเลี้ยงสุนัขไว้ 1 ตัวซึ่งมีนิสัยดุร้าย นายยอดชายชอบปล่อยให้สุนัขวิ่งเล่นในบริเวณสวนหน้า
บ้าน อยู่มาวันหนึง่ นายยอดชายลืมปิดประตหู น้าบา้ น สนุ ขั จงึ ว่งิ ออกมากัดเด็กชายน้อยขณะกำลังเดินผ่านหน้า
บ้านนายยอดชาย ดังน้ีนายยอดชายตอ้ งรบั ผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เด็กชายน้อย

อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของสัตว์หรือผูร้ ับเลีย้ งรับรักษาจะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวัง
อันสมควรแก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์ หรือตามพฤติการณอ์ ย่างอื่น หรือพิสูจน์ได้ว่าความ
เสยี หายนั้นยอ่ มจะตอ้ งเกดิ มีขึน้ ท้งั ทไ่ี ด้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนัน้

แต่หากความเสียหายเพราะสัตว์เกิดขึ้นจากบุคคลอื่นมาเร้าหรือยั่วสัตว์ เจ้าของสัตว์หรือผ้รู บั
เลี้ยงรับรักษาที่ใชค้ ่าสินไหมทดแทนไปแล้วมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บคุ คลผู้ท่ีเร้าหรือยั่วสัตว์นั้นโดยละเมิด หรือเอา

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ติ 54

แก่เจา้ ของสตั ว์อ่ืนอันมาเร้าหรือยวั่ สัตว์นน้ั ๆ กไ็ ด้ เช่น นายเอกใช้ไมแ้ หย่สุนัขของนายเก้า ทำให้สุนัขหลุดมากัด
นายเก่งบาดเจ็บ หากนายเก้าใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายเก่งไปแล้ว นายเก้ามีสิทธิไล่เบี้ยเอากับนายเอก
เพราะนายเอกมาเร้าหรือย่วั สัตว์

2) ความเสยี หายทีเ่ กิดจากโรงเรอื น สงิ่ ปลูกสรา้ ง และตน้ ไม้
ในกรณีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะเหตุที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก่อสร้างไว้ชำรุด

บกพร่อง หรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอ เช่น ป้ายโฆษณาบนดาดฟ้าติดตั้งไม่ถูกต้องตามแบบแปลนจึงถูกพายุพัด
ตกลงมาทำให้ผู้อื่นเสียหาย บา้ นพังเพราะก่อสร้างไม่ถูกแบบหรือบำรงุ รักษาไม่เพียงพอ ผคู้ รองโรงเรือนหรือส่ิง
ปลูกสร้างนั้นๆ จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ถ้าผู้ครอบครองได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อปัดป้องมิ
ให้เกิดเสียหายฉะนั้นแล้ว ผเู้ ป็นเจ้าของจำตอ้ งใช้คา่ สนิ ไหมทดแทน

ความรับผดิ ในความเสียหายดงั กล่าวยังใหใ้ ช้บงั คับถึงความเสยี หายท่ีเกิดขน้ึ จากต้นไม้หรือกอ
ไผท่ เี่ กดิ จากการปลูกหรือค้ำจุนต้นไมห้ รือบกพร่องด้วย เช่น ปลกู ต้นไม้ริมรว้ั แล้วรากตน้ ไม้หรือกิ่งก้านสาขาแผ่
ขยายไปในที่ดินของผู้อื่นถูกอาคารบ้านเรือนถือว่าเกิดความเสียหายแล้ว หรือต้นไม้ขึ้นเองโดยไม่ปลู ก แล้วแผ่
กิ่งก้านสาขาหรือเอนจะล้ม เช่นนี้ผู้ครองที่ดินต้องค้ำจุนหรือบอกเจ้าของที่ดินให้มาค้ำจนหรือตัด มิฉะนั้นหาก
เกดิ ความเสียหายผูค้ รองหรอื เจ้าของต้องรับผิด

ถ้ายังมีผู้อ่ืนอีกท่ีตอ้ งรับผิดชอบในการกอ่ ให้เกิดเสียหายน้ันด้วยผูค้ รองหรือเจ้าของจะใช้สิทธิ
ไล่เบ้ยี เอาแก่ผู้นนั้ กไ็ ด้

3) ความเสยี หายท่ีเกดิ จากของตกหลน่ หรอื ทงิ้ ขวา้ งจากโรงเรือน
สำหรบั ความเสียหายทเ่ี กดิ ขึน้ จากของตกหล่นจากโรงเรอื นนัน้ อาจตกหล่นโดยธรรมชาติหรือ

โดยคนหรือสัตว์ทำให้ตกหล่นก็ได้ เช่น นายสินขึ้นไปซ่อมหลังคาแล้วโดนกระเบื้องหลุดตกลงมา หรือนายกล้า
นั่งเล่นอยู่ทีข่ อบหนา้ ตา่ งแล้วโดนกระถางต้นไม้หล่นลงมา หรือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทิ้งขว้างของ
จากโรงเรือนไปตกในที่อันมิควร เช่น โยนของทิ้งผ่านหน้าต่างไปที่ริมถนนหรือไปในที่ดินของผู้อื่น ในกรณี
ดังกล่าว บุคคลผู้อยู่ในโรงเรือนซึ่งอาจเป็นผู้ครองหรือเจ้าของโรงเรือนแล้วแต่กรณี ต้องรับผิดชอบในความ
เสยี หายอนั เกิดเพราะของตกหล่นจากโรงเรือนน้นั หรอื เพราะทง้ิ ขว้างของไปตกในท่ีอันมิควรน้ัน

4) ความเสียหายเกิดจากยานพาหนะอนั เดนิ ดว้ ยกำลงั เครือ่ งจักรกล
ความเสียหายเกิดจากยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลนี้ถือเป็นความรับผิดโดย

เด็ดขาด หากมีความเสียหายขึ้นโดยพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรแล้ว ผู้ครอบครองหรือควบคุม
ยานพาหนะนั้นต้องถูกสันนิษฐานแลว้ ว่ากระทำละเมิด บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่าง
ใดๆ อันเดินด้วยกำลังเคร่ืองจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรบั ผิดชอบเพือ่ การเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะน้ัน เว้น
แต่จะพิสจู นไ์ ดว้ า่ การเสียหายน้นั เกดิ แตเ่ หตสุ ุดวสิ ยั หรือเกดิ เพราะความผดิ ของผตู้ ้องเสียหายนนั้ เอง

ความข้อนี้ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงผู้มไี ว้ในครอบครองของตนซึ่งทรัพยอ์ ันเป็นของเกิดอันตราย
ไม่ว่าจะเป็นอันตรายโดยสภาพ เช่น น้ำมัน ไฟฟ้า ลูกระเบิด ดินปืน หรือโดยความมุ่งหมายที่จะใช้ เช่น อาวุธ
ปืนที่การบรรจุกระสุนและมีการใช้การพกพาไป มีดดาบ ท่อนเหล็ก หรือโดยกลไกของทรัพย์ เช่น มอเตอร์
ไฟฟ้า เครื่องสบู น้ำ เครื่องจกั รกลในโรงงาน

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 55

4. การละเมิดโดยหมนิ่ ประมาท (Slander, Defamation)
ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 423 วางหลักไวว้ ่า “ผใู้ ดกล่าวหรอื รับขา่ วแพร่หลายซ่ึง

ข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่
ทางทำมาหากนิ ได้ หรอื ทางเจริญของเขาโดยประการอน่ื ก็ดี ทา่ นว่าผ้นู น้ั จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขา
เพื่อความเสียหายอยา่ งใด ๆ อนั เกิดแตก่ ารนั้น แม้ท้ังเมือ่ ตนมไิ ด้รู้ว่าข้อความนัน้ ไมจ่ ริงแตห่ ากควรจะร้ไู ด้”

การกระทำในลักษณะดังกล่าว เรียกว่า “หมิ่นประมาทในทางแพ่ง” ด้วยการกล่าวไขข่าว โดย
ข้อความที่ไขข่าวนั้นต้องฝ่าฝืนความจริง กล่าวคือ ผู้ไขข่าวนั้นควรจะรู้ว่าข้อความที่ตนกล่าวหรือไขข่าวนั้นไม่
เปน็ ความจริง และตอ้ งเปน็ การยืนยันข้อเทจ็ จริง มใิ ช่เปน็ เพียงคำด่า คำเปรียบเปรย คำคาดคะเน คำขู่ ล้อเล่น
หยอกล้อหรือล้อเลียน และการกล่าวหรือไขข่าวนั้นต้องเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียง เกียรติคุณ ทางทำมาหาได้
ทางเจริญของบุคคลอื่น เช่น ใส่ความว่าประพฤติชั่ว ใส่ความว่าประพฤติเสื่อมเสียในทางประเวณี ใส่ความว่า
ประพฤติเสื่อมเสียในตำแหน่งหน้าที่หรืออาชีพ ใส่ความว่าเสื่อมเสียในฐานะทางการเงิน ใส่ความว่าเป็นโรค
สังคมรังเกียจ ซึ่งต่างจากความผิดฐานหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญา ซึ่งการกระทำจะผิดอาญาฐานหม่ิน
ประมาทน้ันไม่ว่าข้อความนัน้ จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่กต็ าม ขอเพียงทำให้บุคคลอนื่ ได้รบั ความเสียหาย ก็ถือว่าผู้
น้ันกระทำความผิดอาญาแล้ว

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นที่ผู้ไขข่าวแพร่หลายไม่ต้องรับผิด คือ ต้องเป็นกรณีส่งข่าวสารเท่านั้น
กลา่ วคือ การแสดงข้อความใหป้ รากฏโดยวธิ ใี ดๆ กต็ ามระหวา่ งผสู้ ง่ ไปยงั ผู้รบั โดยผู้สง่ ไมไ่ ด้รู้ว่าข้อความทีส่ ่งน้ัน
เป็นความไม่จริง ทงั้ นี้ ผู้รับและผ้สู ง่ ข่าวตอ้ งมีทางได้เสยี โดยชอบในการส่งและรับข่าวนั้น เชน่ บิดาบอกบุตรสาว
ของตนถึงความประพฤติของชายคนรัก ผู้จัดการสาขารายงานถึงผู้จัดการสำนักงานใหญ่ถึงฐานะการเงินของ
ลกู คา้ เป็นต้น

ตารางท่ี 3 ข้อแตกต่างระหวา่ งหมนิ่ ประมาททางแพ่งและหมิ่นประมาททางอาญา

หม่ินประมาททางแพ่ง หมิ่นประมาททางอาญา

1. ผู้กระทำอาจจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่อ ก็ได้ 1. ผู้กระทำต้องกระทำโดยเจตนา

2. ข้อความทห่ี มน่ิ ประมาทตอ้ งฝ่าฝนื ตอ่ ความจริง 2. แม้เป็นขอ้ ความจริง ผ้กู ระทำกผ็ ิด

3. นอกจากจะทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายแก่ 3. จำกัดเฉพาะความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือถูกดู

ชื่อเสียง เกียรติคุณ ยังรวมถึงทางทำมาหาได้และ หมน่ิ ถูกเกลยี ดชัง

ทางเจริญด้วย

5. คา่ สินไหมทดแทนเพอื่ ละเมิด (Compensation for Tort)
เมื่อเกดิ การกระทำละเมดิ มีความเสยี หายเกิดขึ้น ก็ต้องมีการชดใช้ค่าสนิ ไหมทดแทนกนั ถ้าหากคู่กรณี

คือ ผู้ทำละเมิดกับผู้ถูกละเมดิ ตกลงค่าสินไหมทดแทนกันได้ ก็เป็นไปตามที่ตกลงกัน แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ต้อง

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ติ 56

ฟ้องเป็นคดี ทั้งนี้ ศาลจะเป็นผู้กำหนดความค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่ง
ละเมิด

สำหรับค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่ การคืนทรัพย์สินที่ผู้เสียหายต้องเสียไปจากการละเมิด หรือใช้
ราคาทรัพยน์ นั้ รวมทัง้ คา่ เสยี หายอันจะพึงบังคบั ใหใ้ ช้เพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันได้กอ่ ขนึ้ นน้ั ด้วย

กรณีทำละเมิดจนผู้ถูกละเมิดตาย ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ ค่าปลงศพ (Expenses for Cremation)
รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ อีกด้วย ถ้ามิได้ตายทันที ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล
(Medical Treatment) รวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ (Damages for the Loss of
Earnings) เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย นอกจากนั้น ถ้าเหตุที่ตายลงนั้นทำให้บุคคลหนึ่งคนใด
ต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย บุคคลนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นที่ขาดไร้อุปการะน้ัน
ดว้ ย

ตารางที่ 4 เปรยี บเทียบข้อแตกตา่ งระหว่างละเมดิ กับสัญญา

หวั ข้อ ละเมิด สญั ญา

การเกิดขนึ้ เป็นเรื่องที่เกิดหนี้ขึ้นโดยกฎหมาย เป็นเรื่องที่เกิดหนี้ขึ้นจากความตกลง

บงั คบั กนั ระหว่างบุคคล

หนา้ ทีต่ อ่ กัน ผู้ทำละเมดิ มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหม กอ่ ใหเ้ กิดหน้าท่ีแก่คู่กรณีท้ังสองใยต้อง

ทดแทนอย่างเดียว ฝ่ายถูกละเมิดไม่มี ปฏบิ ตั ิต่อกันโดยเฉพาะ

หน้าท่ีต้องปฏบิ ัติตอ่ อกี ฝา่ ย

ความสามารถของบคุ คล บ ุ ค ค ล บ า ง ป ร ะ เ ภ ท ถ ู ก จ ำ กั ด ไม่ได้จำกัดเรื่องความสามารถของ

ความสามารถ บคุ คล

นิตสิ มั พันธต์ อ่ กัน สัญญาก่อใหเ้ กดิ ความรบั ผิดตามสญั ญา ละเมดิ เป็นบ่อเกิดแหง่ หน้ี

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ติ 57

แบบฝึกหัด

ข้อ 1 ข้อใดกล่าวถงึ ค่าสินไหมทดแทนเพ่ือการละเมดิ ไดถ้ กู ต้องทสี่ ดุ
1. การชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน
2. การชดใช้ค่ารักษาพยาบาลของผู้เสียหายทง้ั หมด
3. การใช้ราคาทรัพย์ในกรณที ไี่ ม่อาจซ่อมแซมกลบั คนื สภาพเดมิ ได้
4. การนำทรัพย์สินทีเ่ สียหายไปซอ่ มแซมใหม้ สี ภาพเดิมกอ่ นกระทำละเมดิ
5. การคืนทรัพยส์ ิน หรือใช้ราคาทรัพย์น้นั รวมถงึ คา่ เสียหายอนื่ ๆท่ีเกิดขน้ึ

ข้อ 2 ข้อใดไมถ่ กู ตอ้ งเก่ียวกับกฎหมายแพ่งลักษณะละเมดิ
1. นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจา้ งในผลแหง่ ละเมิดที่ลูกจ้างกระทำไปในทางการที่จ้าง
2. ผู้ว่าจ้างทำของต้องรับผิดในความเสียหายที่ผู้รับจ้างได้ก่อขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการ
งานทวี่ ่าจ้างน้ันโดยไม่มขี ้อยกเว้น
3. ถ้าความเสยี หายเกดิ เพราะสตั วเ์ จ้าของสตั วต์ ้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแกผ่ ตู้ ้องเสียหาย
4. ถา้ ผู้เยาว์ทำละเมิด บดิ ามารดาต้องร่วมรบั ผดิ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผตู้ ้องเสียหายน้ันดว้ ย
5. บคุ คลผอู้ ย่ใู นโรงเรอื นตอ้ งรับผดิ ชอบในความเสยี หายอนั เกดิ เพราะของตกหล่นจากโรงเรือน

ขอ้ 3 นางแดงเป็นแม่ค้าขายขนม มรี ายได้วนั ละ 500 บาท นายเอกขับรถประมาทชนนางแดงได้รับอันตราย
สาหัสรักษาตัว 10 วันก็ถึงแก่ความตาย จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลไป 200,000 บาท ดังนี้ เด็กชายดำ
บตุ รของนางแดงจะเรยี กค่าสนิ ไหมทดแทนใดจากการทำละเมิดของนายเอกไดบ้ ้าง
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________

ข้อ 4 นางจ้างต้องรว่ มรับผิดเม่ือลูกจา้ งทำละเมิด หรอื ไมอ่ ยา่ งไร
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________

ขอ้ 5 หลักในการพิจารณาความรับผิดของบิดามารดาหรือผู้อนุบาลในเหตุละเมิดที่เกิดจากผู้เยาว์หรือคนไร้
ความสามารถ คอื
__________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________

บทที่ 6
กฎหมายลกั ษณะทรัพย์ (PROPERTY LAW)

บุคคลตามกฎหมายแล้วย่อมมีสิทธิในบรรดาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่กฎหมายรับรองให้ ทรัพย์และ
ทรพั ย์สินกเ็ ปน็ วตั ถทุ ่มี ีเพือ่ รับรองสทิ ธขิ องบุคคลเป็นสงิ่ ทีใ่ ช้ประโยชนใ์ นดา้ นตา่ ง ๆ ของการดำรงชวี ติ มนษุ ย์

1. ความหมายของทรพั ยแ์ ละทรัพยส์ ิน (Definition of Property)
ทรพั ย์ (Thing) หมายถึง วตั ถุมรี ูปร่าง
ทรัพย์สนิ (Property) หมายถึง ทรัพย์และวตั ถไุ มม่ ีรูปรา่ ง ซง่ึ อาจมรี าคาและอาจถอื เอาได้
ดังนี้ จากความหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่า “ทรัพย์” ทุกอย่างเป็น “ทรัพย์สิน” เนื่องจากทรัพย์สินมี

ขอบเขตกวา้ งกวา่ ทรพั ย์ แตท่ รัพยส์ ินบางอย่างก็ไม่ใช่ทรัพย์ เชน่ ลขิ สิทธ์ิ สทิ ธบิ ัตร เคร่อื งหมายการค้า เป็นต้น
จากความหมายขา้ งตน้ ทรพั ยแ์ ละทรัพยส์ ินมสี าระสำคญั ดังนี้
1) วัตถุมีรูปร่าง หมายถึง สิ่งที่สามารถมองเห็นด้วยตา จับต้องสัมผัสได้ แต่จะเป็นทรัพย์หรือไม่น้ัน

ตอ้ งพิจารณาว่าอาจมรี าคาหรอื อาจถือเอาได้หรอื ไม่ เช่น
บ้านเปน็ วตั ถุมีรปู รา่ ง อาจมีราคาและอาจถือเอาได้ บ้านจึงเปน็ ทรัพย์
มนษุ ยเ์ ป็นวัตถมุ ีรูปรา่ ง แต่มนุษยไ์ มอ่ าจมรี าคาและไม่อาจถอื เอาได้ มนุษยจ์ ึงไม่ใชท่ รพั ย์
ศพของมนษุ ย์เป็นวัตถมุ ีรปู ร่าง หากศพน้นั บรจิ าคให้โรงพยาบาลหรอื นักศึกษาแพทย์เรียนหรือญาติ

ยังหวงกันอยู่ เช่นนี้ถือวา่ ศพของมนุษย์เปน็ ทรพั ย์ แต่ถ้าเปน็ ศพที่ไม่มใี ครสนใจ เช่น ศพไร้ญาติ กรณีเช่นน้อี าจ
ถือว่าศพไม่ใช่ทรพั ย์

อวัยวะร่างกายของมนุษย์เป็นทรัพย์หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าเป็นวัตถุที่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและ
อาจถือเอาได้หรือไม่ เช่น เลือดที่บริจาคให้สภากาชาด ผมของสตรีที่ตัดเพื่อนำไปทำวิก ไตที่บริจาคให้ผู้ป่วย
หรือดวงตาที่บริจาคให้สภากาชาด อวัยวะเหล่าน้ีเมื่อแยกออกมาจากร่างกายของมนุษย์ที่มีชีวิตแล้ว ย่อมเป็น
สิง่ มีรูปร่างซ่ึงอาจมรี าคาและอาจถือเอาได้ จึงเปน็ ทรัพย์

2) วตั ถุไมม่ ีรปู ร่าง หมายถึง ส่งิ ที่ไมส่ ามารถมองเห็นได้ดว้ ยตา จบั ต้องสัมผสั ไมไ่ ด้ เชน่ สิทธิ เปน็ สิ่งท่ี
ไมร่ ูปร่าง แต่เน่อื งจากมีราคาและอาจถือเอาได้ สทิ ธจิ ึงเป็นทรัพยส์ ิน เชน่ กรรมสทิ ธ์ิ สิทธิครอบครอง ภาระจำ
ยอม สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิจำนำ สิทธิจำนอง ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า
เปน็ ตน้

3) อาจมีราคา หมายถึง มีคุณค่า มีราคาในตัวเอง สิ่งของบางอย่างไม่อาจซือ้ ขายด้วยราคาไม่ได้ เชน่
ของสะสม รูปถ่ายครอบครัว แม้จะไม่มีราคาที่จะซื้อขายกัน ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นทรัพย์ เพราะมูลค่าอยู่ในตัวของ
มนั เอง ดงั น้ัน คำว่า “อาจมีราคา” จงึ หมายความถึง สง่ิ ซึง่ อาจมปี ระโยชนใ์ นการใชส้ อยทางเศรษฐกิจหรอื จิตใจ
ดว้ ย

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 59

4) อาจถือเอาได้ หมายถึง สามารถที่จะเข้าถือเอาเป็นของตนได้หรือเข้าหวงกันเปน็ ของตน แต่
ไมต่ ้องถึงขนาดเข้ายึดถือจับต้องกไ็ ด้ เช่น ปลาท่ีติดราวอวนถือว่าปลานั้นเปน็ ทรัพย์ท่ีอาจถือเอาได้ แม้เจ้าของ
อวนจะยังไมม่ ากู้อวนกต็ าม หากใครมาเอาปลาไป กม็ คี วามผดิ ฐานลักทรัพยไ์ ด้

2. การแบ่งประเภทของทรัพยส์ ิน (Classification of Property)
การแบ่งประเภทของทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีการแบ่งทรัพย์ออกเป็น 5

ประเภท ดังนี้
2.1 อสงั หารมิ ทรัพย์ (Immovable Property)
อสงั หาริมทรัพย์ หมายถงึ
(1) ทดี่ ิน หมายถงึ พืน้ ทท่ี วั่ ไป และใหห้ มายความรวมถงึ ภูเขา หว้ ย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ

เกาะ และทีช่ ายตลิ่งด้วย
(2) ทรัพย์ทตี่ ดิ อยู่กับท่ดี ินมลี กั ษณะถาวร แบ่งออกเป็น
(ก) ทรัพย์ที่อยู่กับที่ดินอันมีลักษณะถาวรโดยธรรมชาติ เช่น ไม้ยืนต้น (ไม้ยืนต้นมีอายุ

มากกว่า 3 ปีข้ึนไป เป็นไมเ้ นื้อแขง็ ) เช่น ตน้ มะมว่ ง ต้นสัก ต้นขุน ตน้ พลู
(ข) ทรพั ย์ทต่ี ิดกับทดี่ ินมลี ักษณะถาวรโดยมีผู้นำมาติด เชน่ บ้าน ตกึ แถว สะพาน เปน็ ต้น

(3) ทรัพย์ที่ประกอบเป็นอันเดยี วกับที่ดนิ หมายถึง สิ่งที่ประกอบเปน็ อันเดียวหรือรวมเป็นทีด่ ิน
ไมวา่ จะเกิดขน้ึ โดยธรรมชาติ เชน่ แรธ่ าตุ กรวด ทราย หรือเกิดข้ึนโดยมนุษย์ เช่น เจ้าของที่ดินนำดินจากท่ีอ่ืน
มาถมทดี่ นิ ของตนเอง ดนิ ทีน่ ำมาถมกป็ ระกอบเปน็ อันเดยี วกบั ที่ดนิ แปลงเดิม

(4) ทรัพยสิทธิ (Real Rights) อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น กรรมสิทธ์ิ (Ownership) สิทธิ
ครอบครอง (Possession) ภาระจำยอม (Servitude) สิทธิเก็บกิน (Usufruct) สิทธอิ าศัย (Habitation) เปน็ ตน้

2.2 สังหาริมทรัพย์ (Movable Property)
สังหาริมทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์สินอืน่ นอกจากอสังหาริมทรพั ย์ และหมายความรวมถึงสิทธิอัน

เกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย เช่น รถยนต์ แพ สัตว์พาหนะ ไม้ล้มลุก ส่วนสทิ ธิอันเก่ียวกบั สังหาริมทรัพย์นั้น เช่น
กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในสังหาริมทรัพย์ สิทธิยึดหน่วง สิทธิในสัญญาเช่าซ้ือ สิทธิในการเป็นลูกวงใน
การเลน่ แชร์ สทิ ธใิ นการเช่า สิทธิในเคร่ืองหมายการคา้ สทิ ธิในลิขสิทธิ์ เปน็ ตน้

2.3 ทรัพยแ์ บง่ ได้ (Divisible Things)
ทรัพย์แบ่งได้ หมายถึง ทรัพย์อันอาจแยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ ได้ โดยไม่เสียรูปทรงหรือเสีย

สภาพ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ เมื่อแบ่งแยกออกจากกันแล้วแต่ละส่วนจะได้รูป
บริบูรณ์ลำพังตวั เอง เช่น ผ้า น้ำตาล น้ำมนั ขา้ วสาร ทด่ี นิ เปน็ ต้น

2.4 ทรัพยแ์ บ่งไม่ได้ (Indivisible Things)
ทรัพย์แบ่งไมไ่ ด้ แบ่งออกเป็น 2 กรณีดงั น้ี
(1) แบ่งไม่ได้โดยสภาพของตัวทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่เมื่อแบ่งแยกจากกันแล้ว ทำให้ทรัพย์นั้นต้อง

เปลี่ยนแปลงภาพหรอื รูปลักษณ์แตกต่างไปจากเดมิ เช่น นาฬกิ า บา้ นเรอื น เสอื้ กางเกง ธนบตั ร เกา้ อี้ เป็นตน้

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ติ 60

(2) แบ่งไม่ได้โดยกฎหมาย คือ ทรัพย์ซึ่งโดยสภาพแม้จะแบ่งแยกได้ แต่มีกฎหมายบัญญัติให้
ทรัพย์น้นั แบง่ จากกนั ไม่ได้ เชน่ หุ้นของบรษิ ัทจำกัด ภาระจำยอม สิทธิจำนอง เปน็ ต้น

2.5 ทรัพย์นอกพาณิชย์ (Things Outside of Commerce)
ทรัพย์นอกพาณิชย์ หมายถึง ทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาได้ และทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบ

ด้วยกฎหมาย
ทรัพย์ทไ่ี มส่ ามารถถือเอาได้ เชน่ ดวงดาว พระจันทร์ อากาศ
ทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ที่วัด (สถานที่ทางศาสนา ที่มีโบสถ์ วิหาร

และที่อยู่ของสงฆ์) ที่ธรณีสงฆ์ (ที่ดินอันเป็นสมบัติของวัด) ศาสนสมบัติกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์ที่พระราชบัญญัติ
คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ห้ามโอนให้แก่กัน ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บญั ญตั ิห้ามโอนใหแ้ ก่กัน เว้นแตจ่ ะออกกฎหมายพเิ ศษเพื่อโอนได้ เชน่ ท่ดี ินรกร้างว่างเปลา่ ทด่ี นิ ซึง่ มีผูเ้ วนคืน
หรือทอดทิง้ หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดนิ ทรพั ยส์ นิ สำหรบั พลเมืองใช้ร่วมกัน
เช่น ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เช่น อาคาร
สำนกั ราชการบา้ นเมอื ง เรอื รบ อาวธุ ยทุ ธภัณฑ์ เปน็ ต้น

3. สว่ นประกอบของทรัพย์ (Elements of Things)
ทรพั ย์จะประกอบดว้ ยส่วนทตี่ ่อเนอ่ื งกบั ตวั ทรัพย์อีก 3 ส่วน ซึง่ ทำให้เกิดผลในทางกฎหมาย คือ
3.1 ส่วนควบ (Component Parts)
ส่วนควบ หมายถงึ ส่วนซ่งึ โดยสภาพแห่งทรพั ยห์ รอื โดยจารีต ประเพณีแหง่ ทอ้ งถิ่นเป็นสาระสำคัญ

ในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจานได้นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้น
เปลี่ยนแปลงรปู ทรงหรือสภาพของทรพั ยน์ นั้ ไป เจา้ ของทรัพยย์ อ่ มมีกรรมสิทธใิ์ นส่วนควบของทรพั ยส์ นิ

จากความหมายดังกล่าวข้างตน้ สว่ นควบจงึ มลี กั ษณะดงั น้ี
1. ส่วนควบต้องมลี กั ษณะของทรัพย์ตั้งแตส่ องสิ่งขึ้นไปแลว้ นำมารวมกัน เช่น นำเพชรมาติดเข้า
กับตัวแหวนประกอบกันเป็นแหวนเพชร นำกรอบแว่นตามาประกอบรวมกับกระจกแว่นตามาประกอบกันเป็น
แว่นตา นำเก้าอีก้ ับพืน้ ไม้ทรี่ องเขียนมาประกอบกนั เปน็ เกา้ อีเ้ ลคเชอร์
2. ส่วนควบจะเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ก็ได้ เช่น บ้านที่ปลูกลงบนที่ดิน บ้านจึง
เป็นส่วนควบของท่ีดนิ ไม้ยืนต้นท่ีปลกู ลงในที่ดินเป็นส่วนควบของท่ีดิน หลังคาบ้านเปน็ ส่วนควบของบ้าน ล้อ
รถยนตเ์ ป็นส่วนควบของรถยนต์
3. ส่วนควบจะเป็นทรัพย์ที่มีเจ้าของคนเดียวหรือต่างเจ้าของกันก็ได้ และจะมีทรัพย์ประธาน
หรือไม่ก็ได้ เช่น รถยนต์เป็นทรัพย์ประธาน เครื่องยนต์และล้อรถยนต์เป็นส่วนควบ หรือเก้าอี้ไม่มีทรัพย์
ประธาน เพราะประกอบด้วยขาเก้าอี้ ทรี่ องนั่ง แต่ละส่วนรวมกนั เปน็ เก้าอมี้ ีความสำคัญเท่ากันถือว่าแต่ละส่วน
ต่างเป็นสว่ นควบของกัน

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 61

ทั้งนี้ ส่วนควบของทรพั ย์จะต้องมีหลกั เกณฑ์ทสี่ ำคญั 2 ประการ ได้แก่
1. ตอ้ งเปน็ สาระสำคญั ในความเป็นอยขู่ องตวั ทรพั ย์ และ
2. แยกจากกันไมไ่ ด้ หากแยกจากกันก็จะเปลย่ี นสภาพของทรพั ย์ไป
เช่น บ้านประกอบด้วย เสาบ้าน หลังคาบ้าน ผนังบ้าน ย่อมเป็นสาระสำคัญในความเป็นบ้าน จึง
เป็นส่วนควบของบ้าน หากแยกหลังคาบ้าน เสาบ้าน หรือผนังบ้านออกไปก็ไม่เรียกว่าบ้าน หรือรถยนต์
ประกอบด้วยเครื่องยนต์และล้อรถยนต์ 4 ล้อ หากแยกเครื่องยนต์หรือล้อรถยนต์ออกไปก็ไม่เรียกว่ารถยนต์
เพราะเครอื่ งยนตแ์ ละลอ้ รถยนตเ์ ป็นสาระสำคัญของรถยนต์
อย่างไรก็ตาม มีทรพั ย์บางประเภทหรือบางลักษณะท่ีกฎหมายกำหนดว่ามิใช่สว่ นควบของทรัพย์
ไดแ้ ก่
1. ไม้ล้มลกุ หรือธญั ชาติ เช่น ต้นอ้อย ตน้ กลว้ ย ข้าว ข้าวโพด พรกิ พืชผกั สวนครวั
2. ทรัพย์ติดกบั ท่ีดินหรอื โรงเรือนเพียงชั่วคราว เช่น เวทีการแสดงชั่วคราว ปลูกอาคารในท่ดี นิ
เพ่อื แสดงมหกรรมสินค้าเม่ือเสร็จงานกร็ ้ือถอนออกไป
3. โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสรา้ งทผี่ ู้มสี ทิ ธิในท่ีดนิ ของผู้อื่นใช้สิทธิปลูกสรา้ งไว้ในที่ดินน้ัน เช่น นายเอ
เช่าที่ดินของนายบีเพือ่ สร้างบ้านทีอ่ ยู่อาศัย บ้านของนายเอมิใช่ส่วนควบของที่ดนิ นายบี ดังนั้น หากสัญญาเช่า
สิน้ สุดลงนายเอสามารถร้ือถอนบ้านออกไปได้ เพราะบา้ นมิใช่สว่ นควบของท่ดี นิ
สำหรับทรัพย์ใดที่ประกอบกันเป็นส่วนควบของทรัพย์แล้ว หากใครเป็นเจ้าของทรัพย์ประธาน
ยอ่ มเปน็ เจ้าของในบรรดาสว่ นควบของทรัพย์นนั้ ๆ ด้วย เช่น นายดำเป็นเจ้าของท่ีดนิ นายดำย่อมเป็นเจ้าของ
บา้ นและไม้ยืนต้นซึง่ ปลกู อยบู่ นที่ดนิ น้ันดว้ ย
3.2 อุปกรณ์ (Accessories)
อุปกรณ์ หมายถึง สังหาริมทรัพย์ซึ่งเจ้าของทรัพย์ที่เป็นประธานใช้ประจำอยู่กับทรัพย์ที่เป็น
ประธานเป็นอาจิณ เพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธาน และเจ้าของทรัพย์ได้
นำมาสู่ทรัพย์ที่เป็นประธานโดยการนำมาติดต่อหรือปรับเข้าไว้ หรือทำโดยประการอื่นใดในฐานะเป็นของใช้
ประกอบกบั ทรพั ย์ทเี่ ปน็ ประธานน้นั
อุปกรณ์ที่แยกออกจากทรัพย์ประธานเป็นการชั่วคราวก็ยังไม่ขาดจากเป็นอุปกรณ์ของทรัพย์ที่
เป็นประธานน้ัน อปุ กรณย์ ่อมตกติดไปกบั ทรัพยท์ ่ีเป็นประธาน เวน้ แต่จะมีการกำหนดไว้เป็นอยา่ งอื่น
อปุ กรณเ์ ปน็ สว่ นประกอบของทรัพย์ มสี าระสำคญั ดงั นี้
1) อุปกรณ์ต้องเป็นสังหาริมทรัพย์เสมอ เช่น รถยนต์เป็นทรัพย์ประธาน นำยางอะไหล่มาติด
รถยนต์เพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแลและใช้สอยรถยนต์ ยางอะไหล่จึงเป็นอุปกรณ์ของรถยนต์ หรือบ้านเป็น
ทรัพย์ประธาน เจ้าของบ้านนำเหล็กดัดมาติดหน้าต่างเพื่อประโยชน์ในการจัดดูแลบ้าน เหล็กดัดเป็นอุปกรณ์
ของบา้ น
2) อุปกรณ์ตอ้ งมีทรพั ย์ที่เป็นทรัพยป์ ระธานเสมอ เชน่ รถยนตเ์ ป็นทรพั ย์ประธาน วิทยตุ ิดรถยนต์
หรือเครื่องปรบั อากาศเป็นอุปกรณ์ของรถยนต์ หรือบ้านเป็นทรัพย์ประธาน มุ้งลวด เหล็กดัดเป็นอุปกรณ์ของ
บา้ น โทรศพั ท์มอื ถอื เปน็ ทรัพย์ประธาน เคสใสโ่ ทรศพั ทเ์ ปน็ อปุ กรณ์

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 62

3) อุปกรณ์ต้องเป็นทรัพย์ท่ีใช้ประจำอยู่กับทรัพย์ประธานเป็นอาจิณ กรณีน้ีมิได้หมายความว่า
ต้องใช้ด้วยตลอดเวลา แต่หมายถึงใช้เป็นอาจิณตามสภาพของทรัพย์ เช่น แม่กุญแจมีลูกกุญแจเป็นอุปกรณ์ท่ี
มิไดต้ ดิ กับแมก่ ญุ แจเสมอ

4) อุปกรณ์ต้องเป็นทรัพย์ของเจ้าของคนเดียวกันที่นำมาใช้กับทรัพย์ที่เป็นประธาน กล่าวคือ
เจ้าของทรัพย์ประธานกับเจ้าของอุปกรณ์ต้องเป็นบุคคลเดียวกัน เช่น เรือพาย หากซื้อพายมาใช้กับเรือพาย
พายจึงเป็นอุปกรณ์ของเรือนั้น แต่หากมีเรือพายแต่ไปยืมพายจากอีกคนหนึ่งมาใช้ชั่วคราว พายนั้นไม่ใช่
อปุ กรณข์ องเรือ

ตารางท่ี 5 เปรยี บเทยี บข้อแตกต่างระหว่างทรพั ย์สว่ นควบกบั ทรัพย์อุปกรณ์

ขอ้ แตกต่าง สว่ นควบ อปุ กรณ์

1. ประเภทของทรพั ย์ อ า จ เ ป ็ น ส ั ง ห า ร ิ ม ท ร ั พ ย ์ ห รื อ ต้องเปน็ สังหาริมทรัพย์เท่านนั้

อสังหาริมทรพั ย์ก็ได้

2. ทรพั ยป์ ระธาน จะมีทรัพยป์ ระธานหรอื ไมก่ ไ็ ด้ ตอ้ งมีทรพั ยป์ ระธาน

3. การแยกออกจากทรัพย์ แยกไม่ได้ หากแยกออกจากทรัพย์ แยกออกจากกันได้โดยไม่ทำให้

ประธาน ประธาน จะทำให้ทรัพย์ประธานบุบ ทรัพย์ประธานบุบสลายหรือเสีย

สลายหรือเปลี่ยนรูปร่างหรือแปร สภาพไป

สภาพไป

3.3 ดอกผล (Fruits of Thing)
ดอกผล หมายถึง ทรัพย์ที่เกิดขึ้นหรือได้มาเพราะการใช้ตัวแม่ทรัพย์ เป็นการงอกเงยเพิ่มเติม

จากตัวแม่ทรัพย์ อาจจะเป็นการงอกเงยหรือก่อเกิดขึ้นตามธรรมชาติของทรัพย์หรือได้มาโดยผลของกฎหมาย
ทรัพย์ท่เี ป็นดอกผลแม้จะแยกออกจากแม่ทรัพยก์ ็ไม่ได้กระทบกระเทือนหรือมีผลต่อความดำรงอยู่ของแม่ทรัพย์
แต่อยา่ งใด โดยเจ้าของแมท่ รพั ย์มีสิทธใิ นดอกผลของทรัพยน์ ั้น

ดอกผลแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) ดอกผลธรรมดา (Natural Fruit)

ดอกผลธรรมดา หมายถึง ส่ิงทเี่ กิดข้นึ ตามธรรมชาติของทรัพย์ซึ่งได้มาจากตวั ทรัพย์ โดยการมี
หรอื ใชท้ รัพย์นั้นตามปกตนิ ิยม และสามารถถอื เอาได้เม่ือขาดจากทรัพยน์ ั้น

ดงั นน้ั ดอกผลธรรมดาจงึ เป็นทรัพย์ทเ่ี กดิ ขึน้ มาจากตัวแม่ทรัพยโ์ ดยธรรมชาตแิ ละขาดตกหลุด
จากตัวแม่ทรัพย์โดยไม่ทำให้ตัวแม่ทรัพย์เสียสภาพเสียรูปทรงไป เช่น ผลมะม่วงถือเป็นดอกผลของต้นมะม่วง
ลกู ของววั ถือเปน็ ดอกผลของแมว่ ัว ขนแกะที่ตัดออกมาขายถือเป็นดอกผลธรรมดาของแกะ เพราะขนของแกะ
จะออกมาภายหลงั อีก แต่ถา้ หากเปน็ สว่ นหน่ึงของแมท่ รัพย์ไม่ถือว่าเปน็ ดอกผล เชน่ งาชา้ งไม่ถือวา่ เป็นดอกผล
ธรรมดาของช้าง เพราะงาชา้ งเปน็ อวยั วะของช้าง

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ติ 63

2) ดอกผลนติ นิ ัย (Legal Fruit)
ดอกผลนิตินัย หมายถึง ทรัพย์หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้มาเป็นครั้งคราวแก่เจ้าของทรัพย์

จากผ้อู ืน่ เพอื่ การที่ได้ใชท้ รัพยน์ ้นั และสามารถคำนวณและถอื เอาได้เปน็ รายวนั หรือตามระยะเวลาทกี่ ำหนดไว้
ดอกผลนิตินัยไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติของตัวแม่ทรัพย์ แต่เกิดจากบุคคลอื่นนำแม่ทรัพย์ไปใช้

แล้วเอาทรัพย์มาให้แก่เจ้าของแม่ทรัพย์เป็นการตอบแทนที่ได้ใช้ตวั แม่ทรัพย์นั้น เช่น ค่าเช่าบ้าน เงินปันผล
ดอกเบี้ยเงนิ ฝาก กำไร

โดยหลักท่ัวไป ผูเ้ ปน็ เจ้าของกรรมสิทธ์ิในทรพั ย์หรือเจา้ ของแม่ทรัพย์ย่อมได้ไปซึ่งดอกผลนั้น เช่น
นายหนึ่งเป็นเจ้าของบ้าน แล้วนำบ้านไปให้นายเอกเช่า ค่าเช่าเป็นดอกผลนิตินัย ตกเป็นของนายหนึ่งเจ้าของ
บ้าน หรือนายชอบเลี้ยงสุกรไว้ ต่อมาสุกรออกลูก ลูกสัตว์เป็นดอกผลธรรมดาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายชอบ
เจา้ ของสกุ ร

4. ทรพั ยสิทธิและบุคคลสิทธิ
สทิ ธิในทรัพยเ์ ปน็ เรื่องสำคัญอีกเร่อื งหน่ึงทท่ี ำให้ทราบวา่ ใครมสี ทิ ธิอย่างไรในทรัพย์นั้นๆ และให้บุคคล

อน่ื เคารพในสทิ ธิของทรพั ยซ์ ง่ึ กันและกนั สิทธิในทรพั ย์แบ่งไดด้ ังนี้
ทรัพยสิทธิ หมายถึง สิทธิที่มีอยู่เหนือตัวทรัพย์สินหรือสิทธิที่บังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรง เช่น

กรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง ภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน สิทธิเหนือพื้นดิน ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ สทิ ธยิ ดึ หนว่ ง ลขิ สิทธ์ิ สิทธใิ นเครอ่ื งหมายการค้า

ทรัพยสิทธิย่อมใช้บังคับได้แก่บุคคลทั่วไป เช่น เรามีกรรมสิทธิ์ในหนังสือ เราจะขีดเขียน ฉีก หรือ
ทำลายหนังสืออยา่ งไรก็ได้ แมห้ นงั สอื นั้นจะตกไปอย่ทู ี่ผู้ใด เรากม็ ีสิทธิตดิ ตามเอาคนื ได้

การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในทรัพย์หรือทรัพย์สิน อาจเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรม เช่น การซื้อขาย
แลกเปลี่ยน ให้ เป็นต้น หรือเป็นการได้มาโดยทางอื่น ได้แก่ การได้มาโดยที่กฎหมายบัญญัติไว้ เช่น การ
ครอบครองปรปกษ์ หรอื เปน็ การได้มาโดยการรับมรดก หรือการไดม้ าโดยคำพิพากษา

บุคคลสิทธิ หมายถึง สิทธิที่มีอยู่เหนือบุคคลในอันที่จะบังคับเอาแก่บุคคลบุคคลซึ่งเป็นคู่สัญญาหรือ
เป็นลูกหนี้ให้กระทำการ งดเว้นมิให้กระทำการ หรือให้ส่งมอบทรัพย์ให้ เช่น สิทธิของเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ซึ่ง
สามารถบงั คับใหล้ กู หนีช้ ำระเงินตามสัญญากู้ได้ สิทธติ ามสญั ญาเชา่ ซง่ึ ผใู้ หเ้ ชา่ มสี ิทธิบังคบั ผูเ้ ช่าให้ชำระค่าตาม
สัญญาเชา่ ได้ และผเู้ ชา่ ก็มีสทิ ธบิ งั คับผ้ใู ห้เชา่ ใหส้ ง่ มอบทรัพยท์ ่เี ช่าได้ หรอื สทิ ธติ ามสญั ญาจา้ งทำของซ่ึงผู้ว่าจ้าง
มีสทิ ธิบงั คบั ใหผ้ ู้รบั จ้างทำการใด ๆ ตามสัญญาจ้างทำของได้ และผูร้ บั จา้ งก็มีสิทธิบังคับให้ผู้ว่าจ้างชำระค่าจ้าง
ได้ หรือสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในทางละเมิด ซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิบังคับผู้ทำละเมิดให้ชดใช้ค่าสินไหม
ทดแทนให้แก่ตนได้ เปน็ ตน้ บคุ คลสทิ ธนิ ี้เปน็ สิทธิท่ีจะบังคับเอาแก่คู่สัญญา ผูส้ บื สิทธขิ องคู่สัญญา หรือลูกหนี้
เท่านั้น จะใช้บังคับหรอื ใช้ยันต่อบุคคลอื่นทั่วไปมิไดเ้ ลย และหากคู่สัญญาผูส้ ืบสิทธิของคู่สัญญา หรือลูกหนี้ไม่
ปฏบิ ตั ิตามสิทธนิ ้ัน ๆ ผูท้ ่มี สี ิทธคิ วามสญั ญาหรอื เจ้าหน้ตี ้องฟ้องร้องบงั คับคดียังศาล จะบงั คับกันเองมไิ ด้ บุคคล
สทิ ธนิ ีอ้ าจเกิดขนึ้ ไดโ้ ดยนิตกิ รรม เช่น สญั ญา หรอื นติ เิ หตุ เช่นละเมิดก็ได้

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 64

ตารางที่ 6 เปรยี บเทียบข้อแตกต่างระหว่างทรพั ยสิทธกิ ับบคุ คลสทิ ธิ

ข้อแตกต่าง ทรัพยสิทธิ บุคคลสิทธิ

1. วัตถแุ หง่ สทิ ธิ มีวัตถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สินโดยตรง เป็นสิทธิที่มีอยู่เหนือตัวบุคคล ใช้

เชน่ กรรมสทิ ธใิ์ นทรัพย์สินใด บุคคลผู้ บังคับได้แต่เฉพาะตัวบุคคลที่เป็น

เป็นเจ้าของทรัพย์ย่อมมีสิทธิจำหน่าย คู่กรณีและผสู้ ืบสิทธิของคู่กรณีเท่านั้น

จ่าย โอน ติดตามเอาทรัพย์นั้น และมี ลักษณะของบุคคลสิทธิเป็นเรื่องให้

สิทธิไม่ให้ผู้ใดเข้ามายุ่งเกี่ยวโดยไม่ กระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือส่ง

ชอบด้วยกฎหมาย มอบทรัพยส์ ิน

2. การเกดิ ขนึ้ ของสทิ ธิ ทรัพยสิทธิเกิดขึ้นได้โดยอาศัยอำนาจ บุคคลสิทธิเกิดขึ้นโดยนิติกรรมหรือนิติ

ตามกฎหมายเท่านั้น เช่น กรรมสิทธ์ิ เหตุ เช่น การทำสัญญาต่าง ๆ การทำ

สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน ภาระจำยอม ละเมิดต่อบุคคลอื่นผู้ถูกทำละเมิดมี

ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ เป็น สทิ ธิเรียกรอ้ งค่าสินไหมทดแทนได้

ตน้

3. หน้าท่ที ี่เกดิ ขึ้นจากสิทธิ ทรัพย์สิทธิก่อให้เกิดหน้าที่แก่บุคคล ส่วนบุคคลสิทธิใช้บังคับได้แต่เฉพาะ

ทั่วไปที่จะต้องเคารพต่อเจ้าของ คู่กรณีหรือผสู้ ืบสทิ ธขิ องคกู่ รณเี ทา่ นัน้

ทรพั ยสทิ ธหิ รอื ผู้ทรงทรพั ยสิทธินนั้ ๆ

4. อายุของสทิ ธิ ทรัพยสิทธิเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ยังคงใช้ บุคคลสิทธิต้องใช้ภายในระยะเวลาท่ี

หรือคงมีอยู่ตลอดไป ถึงแม้ว่าจะมิได้ กฎหมายกำหนดไว้ หากมไิ ดใ้ ช้ภายใน

ใชท้ รัพยสทิ ธนิ ้นั ก็ตาม เวลาที่กฎหมายกำหนดก็จะบังคับใช้

ไมไ่ ด้ ซ่งึ เราเรยี กว่าอายุความ

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 65

แบบฝกึ หัด

ข้อ 1 ส่ิงใดต่อไปน้ีไมใ่ ช่ทรพั ย์ 2. ตน้ กุหลาบ
1. ศพทต่ี งั้ ไว้ในงานสวดศพ 4. เงิน
3. ทด่ี ินรกรา้ ง
5. สทิ ธิบตั ร

ขอ้ 2 หากนางอว้ นขายรถยนต์ของตนเอง ทรัพย์ใดที่ต้องโอนกรรมสทิ ธ์ไิ ปยงั ผูซ้ ื้อพร้อมรถยนต์

1. ยางอะไหล่ 2. แอร์รถยนต์

3. วิทยตุ ดิ รถยนต์ 4. กระจกมองขา้ ง

5. ผา้ คลุมรถยนต์

ขอ้ 3 ข้อใดไม่ใช่ทรัพย์อปุ กรณ์ของบ้าน 2. หลงั คาบา้ น
1. ม้งุ ลวด 4. หลอดไฟทต่ี ิดอยู่ในบา้ น
3. เหล็กดัดทตี่ ิดอยู่ในบ้าน
5. สายไฟทต่ี ดิ อย่ใู นบา้ น

ข้อ 4 ขอ้ ใดไม่ใช่ดอกผลธรรมดา 2. ขนแกะ
1. นมแพะ 4. หน่อไม้
3. เขากวาง
5. ลูกแมว

ขอ้ 5 ข้อใดไม่ใช่ดอกผลนิตินยั 2. เงินปนั ผลสหกรณ์
1. ดอกเบย้ี เงนิ กู้ 4. คา่ เช่าท่ดี นิ
3. โบนสั
5. กำไรจากร้านกาแฟ

ขอ้ 6 ขอ้ ใดไม่ใช่สิทธิเหนือทรัพยส์ ินหรือทรัพยสิทธิ 2. ภาระจำยอม
1. สิทธิอาศยั 4. สิทธิเหนอื พืน้ ดนิ
2. การครอบครองปรปักษ์
3. สทิ ธใิ นสญั ญาเช่า

บทที่ 7
กฎหมายครอบครวั (FAMILY LAW)

ครอบครัวเป็นสถาบันขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งในทุกสังคม กฎหมายครอบครัวแต่เดิมท่ีได้ใช้มา
ตั้งแต่ พ.ศ. 1904 (สมัยกรุงศรีอยุธยา) เรียกว่า พระไอยการลักษณะผัวเมีย อิงหลักจารีตประเพณีที่ปฏิบัติสืบ
ต่อกันมา โดยใช้บังคับเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
(รัชกาลที่ 1) ทรงโปรดให้รวบรวมไว้ในกฎหมายตราสามดวง (Three Seals Law) เรียกว่า กฎหมายลักษณะ
ผัวเมีย ต่อมามีการชำระประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในปี พ.ศ. 2478 กฎหมายครอบครัวได้รับการ
ปรับเปลี่ยนแก้ไข และบัญญัติไว้ในบรรพ 5 จากนั้นในปี พ.ศ. 2519 มีการยกเลิกบรรพ 5 เดิม และใช้บรรพ 5
ใหม่ และแก้ไขครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2533 กฎหมายครอบครัวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์อัน
ละเอียดอ่อนระหว่างสมาชิกในครอบครัว ซึ่งไม่ใช่แค่สามีภรรยา หรือ บิดามารดาและบุตรเท่านั้น แต่รวมถึง
เครือญาติด้วย กฎหมายครอบครัวจึงเป็นกฎหมายที่ไดร้ ับการบัญญัตขิ ึ้นองิ หลักขนบธรรมเนยี มจารีตประเพณี
และหลกั ศีลธรรม ไมส่ ามารถนำหลักกฎหมายทว่ั ไปมาใช้บงั คับ

1. การหม้ัน (Betrothal, Engagement)
การหมนั้ เปน็ ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทยที่ถือปฏิบัติกันมาชา้ นาน โดยชายและหญิงสัญญาว่า

จะสมรสกันในอนาคต ทั้งนี้ กฎหมายมิได้บังคับว่าต้องมีการหมั้นก่อนการสมรส ดังนั้น ชายหญิงจะสมรสกัน
ทนั ทีโดยไมต่ ้องหมัน้ กอ่ นก็ได้ เนื่องจากการหม้ันไมใ่ ชเ่ งอ่ื นไขแห่งการสมรส

1.1 เงอ่ื นไขการหม้ัน
การหม้ันจะมีผลสมบรู ณ์หรือไมจ่ ะตอ้ งพจิ ารณาเงื่อนไขตา่ งๆ ดังน้ี
1) อายุของคู่หม้นั
การทช่ี ายและหญงิ จะหมั้นได้ ชายและหญิงนนั้ ต้องมีอายุ 17 ปบี ริบูรณ์ หากชายและหญิงฝา่

ฝืนทำการหมั้นก่อนอายุ 17 ปีบริบูรณ์ ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ การหมั้นมีผลเป็นโมฆะ แม้ผู้แทนโดยชอบธรรมจะ
ให้ความยินยอมในการหม้ันก็ตาม ดังนั้น หากมีการให้ของหมั้นและสินสอดแก่ฝ่ายหญิงถือวา่ ปราศจากมูลอนั
จะอ้างได้ตามกฎหมาย ฝ่ายชายย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาของหมั้นและสินสอดคืนได้ตามกฎหมายว่าด้วยลาภมิ
ควรได้

2) ความยนิ ยอมของผ้แู ทนโดยชอบธรรม
บุคคลที่เป็นผู้เยาว์ แม้กฎหมายจะให้ทำการหมั้นได้ แต่หากมิได้รับความยินยอมจากผู้แทน

โดยชอบธรรมแล้วการหม้นั ยอ่ มตกเป็นโมฆียะ
1.2 แบบของสญั ญาหมัน้
การหม้นั เป็นสญั ญาอย่างหนึง่ สญั ญาหม้นั จะสมบูรณเ์ มื่อฝา่ ยชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอัน

เป็นของหมัน้ (Betrothal Gift) ให้แกห่ ญิง เพอ่ื เป็นหลักฐานวา่ จะสมรสกบั ฝ่ายหญิง ดังน้นั ของหมั้นจึงตกเป็น
กรรมสทิ ธิ์แกห่ ญงิ ทันทีเม่ือมีการส่งมอบหรอื โอนให้ในวนั หม้นั และใหถ้ ือว่าเปน็ สนิ สว่ นตัวของหญิงคหู่ มัน้ กรณี

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 67

ของหมน้ั เปน็ สงั หาริมทรัพย์ ฝ่ายชายต้องสง่ มอบใหฝ้ ่ายหญงิ ทันที กรณขี องหม้นั เป็นอสงั หาริมทรัพย์ ฝ่ายชาย
ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ฝ่ายหญิงด้วย ในกรณีมีการมอบให้ในวันหมั้นบางส่วน ส่วนที่ยังมิได้มอบให้
โดยอาจสัญญาว่าจะนำมามอบให้ในวันหน้าจึงไม่เป็นของหมั้น ถ้าหากชายไม่ยอมให้อีกส่วนหนึ่งแล้วหญิงจะ
เรียกส่วนท่ียงั ไมไ่ ดน้ ำมาใหไ้ มไ่ ด้

ของหมนั้ มลี ักษณะสำคัญดงั น้ี
1) ต้องเป็นทรพั ย์สนิ
2) ต้องเปน็ ของทีฝ่ า่ ยชายใหไ้ ว้แก่ฝา่ ยหญิง
3) ต้องให้ไว้ในวนั หมัน้ และหญงิ คู่หมั้นตอ้ งรับไว้แลว้
4) ตอ้ งใหไ้ วเ้ พ่ือเปน็ หลกั ฐานวา่ จะสมรสกบั หญิงนัน้ และต้องให้ไวก้ ่อนสมรส
1.3 การผดิ สญั ญาหมั้น
การผิดสัญญาหมั้น หมายถึง การที่คู่หมั้นฝ่ายหนึ่งปฏิเสธไม่ยอมทำการสมรสกับคู่หมั้นอีกฝ่าย
หนึ่ง เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาหมั้น อีกฝ่ายที่มิได้ผิดสัญญาหมั้นมีสิทธิเรียกค่าทดแทนที่เกิดจากการผิด
สญั ญาหม้นั ได้ แตจ่ ะบงั คบั ให้สมรสตามสัญญาหม้ันไม่ได้ เพราะการหมน้ั ไมเ่ ป็นเหตทุ ่จี ะร้องขอให้ศาลบังคับให้
สมรสได้
ดงั นนั้ หากฝา่ ยใดฝ่ายหน่งึ ผดิ สญั ญาหมนั้ อีกฝา่ ยหน่ึงย่อมมีสทิ ธิ ดังนี้
1) สทิ ธิเรยี กค่าทดแทนจากการผดิ สญั ญาหมัน้

เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาหมั้น คู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนการผิด
สัญญาหม้ันได้ดงั นี้

(1) ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น เช่น ในระหว่างที่มี
การหมัน้ หญิงอาจถูกชายลว่ งเกินทางชสู้ าว สว่ นชายอาจเสียหายต่อชอื่ เสยี งจากกรณที ีห่ ญงิ คูห่ มน้ั ไม่ยอมสมรส
ด้วย ทั้งนี้ การพิสูจน์เรื่องความเสียหายนั้น ฝ่ายผู้เสียหายมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ศาลเห็น ซึ่งศาลจะกำหนดให้
ฝา่ ยท่ผี ดิ สัญญาหมนั้ ชดใช้ค่าทดแทนตอ่ ไป

(2) ค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือ บุคคลผู้กระทำการใน
ฐานะเช่นบิดามารดาได้ ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร
กล่าวคือ เป็นความเสยี หายที่เก่ียวกับคา่ ใชจ้ ่ายในการเตรยี มการสมรส หากฝ่ายใดต้องใช้จ่ายในการเตรียมการ
สมรสโดยตรงและตอ้ งเป็นค่าใช้จา่ ยที่ได้กระทำไปโดยสจุ ริตและตามสมควร เช่น ค่าใชจ้ ่ายในการซ่อมแซมบ้าน
ของคสู่ มรส คา่ ใชจ้ า่ ยในการซอ้ื เครอ่ื งเรือนสำหรบั เรือนหอ คา่ เสอื้ ผ้าชุดแต่งงาน เปน็ ตน้

(3) คา่ ทดแทนความเสยี หายเนื่องจากการท่คี ู่หมน้ั ได้จัดการทรัพยส์ ินหรือการอื่นอนั เกี่ยวแก่
อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส เช่น หญิงคู่หมั้นต้อง
ลาออกจากงานที่ทำอยู่เพอื่ มาช่วยงานบา้ นของฝา่ ยชาย แต่ตอ่ มาชายไม่ยอมสมรสกบั หญิง หรือหญงิ คหู่ ม้นั ตอ้ ง
รบี ขายบา้ นในราคาถูก เพราะต้องเดนิ ทางไปอยตู่ า่ งประเทศกบั ฝ่ายชายหลังการสมรส แตช่ ายผิดสัญญาหม้ัน

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 68

2) สิทธิเกยี่ วกับของหม้นั
ของหมั้นเมื่อมีการส่งมอบให้แก่หญิงแล้ว ก็ตกเป็นกรรมสิทธ์ิของหญิงคู่หมั้น หญิงคู่หมั้นไม่

ต้องคืนให้ชาย แต่ถ้าหญิงคู่หมั้นผิดสัญญาหมั้น หญิงจะต้องคืนของหมั้นให้แก่ชาย แต่หากชายผิดสัญญาหมั้น
หญงิ ไมต่ อ้ งคนื ของหม้ัน

1.4 การเลกิ สญั ญาหมนั้
สัญญาหมน้ั อาจเลกิ ได้ 3 กรณี ดงั น้ี
1) คู่หมั้นทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมเลิกสัญญา การตกลงยินยอมอาจจะแสดงด้วยวาจาก็ได้ เมื่อ

ตกลงยินยอมเลิกสัญญาหมั้นกันแล้วหญิงต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่ชาย และไม่สามารถเรียกค่า
ทดแทนได้

2) ชายหรือหญิงคู่หมั้นถึงแก่ความตาย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายก่อนจะได้ทำการ
สมรสกัน สัญญาหมั้นระงับลง อีกฝ่ายเรียกค่าทดแทนไม่ได้ ส่วนของหมั้นและสินสอดนั้นไม่ต้องคืนเพราะมิใช่
การผดิ สญั ญาหมัน้ ทัง้ นห้ี มายถงึ เฉพาะการตายโดยธรรมชาตไิ ม่รวมถงึ การสาบสญู

3) การเลิกสัญญาหมัน้ เพราะมีเหตุสำคัญ เช่น การท่ีคู่หมน้ั ฝ่ายหนง่ึ ประพฤติตนไมเ่ หมาะสมหรือ
เกิดความบกพร่องทางรา่ งกายหรอื จิตใจ คูห่ มัน้ อีกฝ่ายมสี ิทธบิ อกเลิกสัญญาหมั้นได้ หรอื มเี หตุอันสำคัญเกิดแก่
หญิงคู่หมั้นหรือชายคหู่ ม้นั อีกฝา่ ยสามารถบอกเลิกสญั ญาหมนั้ ได้ เชน่ หญิงคูห่ มนั้ ยอมให้ชายอ่ืนร่วมประเวณี
ในระหว่างการหม้ัน หญงิ คู่หมั้นเปน็ บคุ คลวิกลจริต เป็นโรคตดิ ต่อร้ายแรง ต้องโทษจำคุก เป็นตน้

1.5 สนิ สอด (Marriage Gift)
สินสอดเป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง

แลว้ แตก่ รณี เพ่ือตอบแทนการทห่ี ญงิ ยอมสมรส ดังน้นั ต้องมกี ารตกลงใหส้ นิ สอดก่อนสมรส ส่วนจะส่งมอบกนั
กอ่ นสมรสหรอื หลงั สมรสก็ได้ เนือ่ งจากสินสอดมิใชส่ าระสำคญั ของการหม้นั หรือการสมรส ชายหญิงจึงหม้ันกัน
โดยไมต่ ้องมีสนิ สอดกไ็ ด้

ทรัพย์สนิ ทีเ่ ป็นสินสอดน้ัน เม่ือฝ่ายชายได้มอบไปแล้วจะตกเปน็ กรรมสิทธเ์ิ ด็ดขาดแก่บิดามารดา
หรือผู้ปกครองหญงิ โดยทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีการสมรสกนั ก่อน แต่ทั้งนีต้ ้องเป็นการให้โดยมีเจตนาท่ีชายและ
หญิงจะจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ฉะนั้น การที่ฝ่ายชายมอบเงินให้แก่มารดาหญิงเพื่อขอขมาในการท่ี
ฝา่ ยหญงิ ตามไปอยกู่ ินกบั ฝา่ ยชาย โดยชายหญงิ ไม่มีเจตนาสมรสกนั ตามกฎหมายนนั้ ไมใ่ ช่สินสอดหรอื ของหม้ัน
เมอื่ ตอ่ มาฝ่ายหญิงไมย่ อมอยู่กินกับฝ่ายชาย ฝ่ายชายจึงเรียกเงนิ คืนไมไ่ ด้

อย่างไรก็ตาม ในกรณีท่ีไม่มีการสมรสเกิดขึ้นเนื่องจากมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง หรือโดยมี
พฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายมีสิทธิเรียก
สนิ สอดคืนจากฝ่ายหญิงได้

2. การสมรส (Marriage)
การสมรส หรือที่เรียกกันว่า “การแต่งงาน” คือ การที่ชายหญิงตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันฉัน

สามีภริยา ซึ่งตามกฏหมายปัจจุบันนั้น กำหนดว่าการสมรสต้องมีการจดทะเบียนสมรส (Registration of the

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 69

Marriage) จึงจะมีผลตามกฏหมาย ถ้าไม่มีการจดทะเบียนสมรส แม้จะมีการจัดงานพิธีมงคลสมรสใหญ่โต
เพยี งใด กฏหมายกไ็ มถ่ อื ว่าชายหญิงคูน่ ้ันไดท้ ำการสมรสกันเลย

การสมรสเป็นสญั ญาอยา่ งหน่งึ การทช่ี ายและหญิงจะทำการสมรสกันนั้น กฎหมายกำหนดเงอ่ื นไขของ
การสมรสไว้ดงั น้ี

1) ชายและหญงิ ต้องมีอายุ 17 ปบี รบิ รู ณ์ หากฝา่ ยใดฝา่ ยหนงึ่ มีฝ่าฝนื ทำการสมรสก่อนอายคุ รบ 17 ปี
บริบูรณ์ การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่ในกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้
เช่น ฝ่ายหญงิ ตั้งครรภ์

2) ชายหรือหญิงต้องไม่เป็นคนวิกลจริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ในกรณีท่ี
ฝ่าฝนื เงือ่ นไขดังกลา่ วมผี ลใหก้ ารสมรสเปน็ โมฆะ

3) ชายและหญิงไม่เป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงต่อกันหรือเป็นพี่น้องกัน การสมรสที่ฝ่าฝืนเงื่อนไข
ดงั กลา่ วมผี ลให้การสมรสเป็นโมฆะ

4) ผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้ การสมรสท่ีฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าวมีผลให้การ
รับบุตรบญุ ธรรมเปน็ อนั ยกเลกิ โดยบทบัญญัตขิ องกฎหมาย

5) ชายหรือหญิงมิได้เป็นคู่สมรสของบุคคลอื่นอยู่ หากมีการสมรสในขณะที่ชายหรือหญิงมีคู่สมรสอยู่
แล้ว หรือที่เรียกว่าการสมรสซ้อน (Bigamy) การสมรสซ้อนนั้นเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือ
ศีลธรรมอันดขี องประชาชน

6) ชายและหญงิ ยนิ ยอมเปน็ สามีภริยากนั การสมรสที่ชายหญิงมิได้ให้ความยินยอมหรือมเี จตนาสมรส
กัน การสมรสนัน้ เป็นโมฆะ

7) หญิงหม้าย (Widow) จะทำการสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อขาดจากการสมรสเดิมแล้วไม่น้อยกว่า 310 วนั
เหตผุ ลเนอื่ งจากเกรงว่าหญิงหม้ายท่สี มรสใหมเ่ กดิ มบี ตุ รก็อาจไม่ทราบว่าเป็นบตุ รของสามเี ก่าหรอื สามใี หม่

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเวน้ ที่หญงิ หม้ายสามารถสมรสไดก้ ่อน 310 วัน คือ
(1) หญิงน้นั ได้คลอดบุตรแลว้
(2) หญงิ นนั้ สมรสกับค่สู มรสเดมิ
(3) มใี บรับรองแพทย์วา่ หญิงน้นั มไิ ด้ตง้ั ครรภ์
(4) มีคำสัง่ ศาลให้หญิงนน้ั ทำการสมรสได้
8) หากชายหรอื หญิงเปน็ ผเู้ ยาว์จะสมรสไดก้ ็ต่อเมือ่ ไดร้ ับความยินยอม

3. ความสัมพนั ธ์ระหว่างสามีภรยิ า (Relationship between Husband and Wife)
ความสัมพันธ์ของชายและหญิงที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายแล้ว ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่าง

สามีภริยาเพ่ือความผาสุกของครอบครัว ดงั นี้
3.1 ความสัมพันธ์ในทางสว่ นตัว
(1) การอยกู่ นิ ดว้ ยกนั ฉันสามีภริยา หมายถงึ การอยรู่ ว่ มบ้านเดยี วกัน รว่ มชวี ติ ในการครองเรือน

และรว่ มประเวณีต่อกันด้วย

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ติ 70

(2) การอุปการะเลี้ยงดูกัน กล่าวคือ สามีภริยาต้องให้การช่วยเหลืออุปการะซึ่งกันและกัน
เพื่อให้ครอบครัวดำรงอยูได้ด้วยความสุข เช่น การดูแลบ้าน ดูแลบุตร ให้สิ่งทีจ่ ำเปน็ แก่การดำรงชีวิต หากฝ่าย
ใดไมอ่ ุปการะเล้ยี งดู อีกฝ่ายหน่งึ มีสิทธเิ รยี กค่าอุปการะเล้ยี งดไู ด้

3.2 ความสัมพนั ธ์ในทางทรพั ย์สิน
ทรพั ยส์ นิ ระหว่างสามภี รยิ า แบง่ ได้เปน็ 2 ประเภท คอื
1) สนิ สว่ นตวั (Personal Properties)
สินส่วนตัว คือ ทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ

สนิ ส่วนตัวมี 4 ประเภท ไดแ้ ก่
1.1) ทรัพยส์ ินที่ฝา่ ยใดฝ่ายหน่ึงมอี ยกู่ อ่ นสมรส
1.2) ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่

ฐานะ หรือเครอื่ งมือเคร่ืองใช้ท่ีจำเป็นในการประกอบอาชพี หรือวิชาชพี ของคสู่ มรสฝา่ ยใดฝา่ ยหน่ึง
1.3) ทรัพยส์ ินท่ีฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงไดม้ าโดยการรบั มรดกหรอื โดยการให้โดยเสน่หา
1.4) ทรพั ยส์ ินทเี่ ปน็ ของหมั้น (เป็นสินสว่ นตวั ของฝ่ายหญิง)
ในกรณีท่ีนำสินสว่ นตวั ไปแลกเปลี่ยนเปน็ ทรัพย์สินอ่ืน หรอื นำไปซ้ือทรัพย์สินอ่ืนมาหรือนำไป

ขายได้เงินมา ทรัพย์สินอืน่ หรือเงินที่ไดม้ านั้นเป็นสินส่วนตัว สำหรับการจัดการสินส่วนตัวนั้น สินส่วนตัวของคู่
สมรสฝา่ ยใด คู่สมรสฝ่ายน้ันกเ็ ป็นผูจ้ ดั การ

2) สนิ สมรส (Marriage Properties)
สินสมรส คือ ทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของสามีและภริยาทั้งสองฝ่าย สินสมรสมี 3

ประเภท ได้แก่
2.1) ทรัพย์สินทีค่ สู่ มรสได้มาระหวา่ งสมรส
2.2) ทรัพย์สินทีฝ่ ่ายใดฝ่ายหนึง่ ได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรอื โดยการให้เป็นหนังสอื

ทรี่ ะบุวา่ ใหเ้ ป็นสินสมรส
2.3) ทรัพยส์ นิ ท่เี ป็นดอกผลของสินสว่ นตวั
ในกรณีเป็นทส่ี งสัยวา่ ทรัพยส์ ินอย่างหน่ึงเป็นสินสมรสหรือมิใช่สินสมรส ให้สันนิษฐานไว้ก่อน

วา่ เปน็ สินสมรส
หากชายและหญิงที่อยู่กินด้วยกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ทรัพย์ที่ชายหญิงทำมาหาได้มา

ด้วยกันถอื วา่ มีสว่ นคนละครึง่ เท่ากันในฐานะถือกรรมสทิ ธร์ิ ่วมกนั

4. การส้ินสดุ แหง่ การสมรส (Termination of Marriage)
เหตุทที่ ำให้การสมรสสน้ิ สุดลงตามกฎหมาย มี 3 กรณี ได้แก่
1) ค่สู มรสฝา่ ยใดฝา่ ยหนึ่งถงึ แก่ความตาย
เหตุที่ทำให้การสมรสส้ินสุดลงกรณีนี้ หมายถึง การตายแบบธรรมดาเท่านัน้ ส่วนการสาบสูญไม่ทำ

ให้การสมรสสน้ิ สุดลงเปน็ เพยี งเหตใุ นการฟ้องหย่า

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ติ 71

2) ศาลพพิ ากษาให้เพกิ ถอนการสมรสที่เปน็ โมฆยี ะ
การสมรสที่เป็นโมฆียะนั้นถือว่าสมบูรณ์จนกว่าจะถูกศาลพิพากษาให้เพิกถอนถึงจะสิ้นสุด อาทิ

การสมรสที่ชายและหญิงอายุยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์ หรือการสมรสของผู้เยาว์ที่ไม่ได้รับความยินยอมจาก
ผู้แทนโดยชอบธรรม เมื่อศาลเพิกถอนแล้วต้องมีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากัน ต่างจากโมฆียะใน
นิตกิ รรมทว่ั ไปท่ีไมต่ อ้ งฟอ้ งศาลแต่สามารถแสดงเจตนาบอกลา้ งนิติกรรมน้ันได้เอง

3) การหยา่ (Divorce)
การหยา่ อาจทำได้ 2 กรณี คือ
(1) การหย่าโดยความยินยอม
เมื่อสามีภรยิ ายินยอมหยา่ ขาดจากกันต้องทำเป็นหนงั สือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย 2

คน และต้องนำไปหนงั สอื หย่าไปจดทะเบยี นหยา่ ณ ทีว่ ่าการอำเภอหรอื ท่วี ่าการเขต การหย่าจงึ จะสมบูรณ์
ในกรณีที่ทำหนังสือหย่าไว้แล้ว แต่สามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่าก็ฟ้อง

ศาลบงั คับให้ไปจดทะเบียนหย่าได้
(2) การฟ้องหย่า
หากคสู่ มรสไม่สามารถตกลงหยา่ โดยความยนิ ยอมได้ คู่สมรสอกี ฝ่ายจะฟอ้ งหยา่ อกี ฝ่ายหนึ่งได้

ก็ต่อเม่ือมเี หตหุ ยา่ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ได้แก่
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วม

ประเวณีกบั ผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหน่ึงฟ้องหยา่ ได้
(2) สามหี รอื ภรยิ าประพฤตชิ ่ัว ไม่ว่าความประพฤติชวั่ นั้นจะเปน็ ความผดิ อาญาหรือไม่ ถ้าเป็น

เหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็น
สามีหรือภริยาของฝ่าย ท่ปี ระพฤตชิ ั่วอยู่ต่อไป หรือได้รบั ความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ
ฐานะ และความเปน็ อยูร่ ว่ มกันฉันสามีภรยิ ามาคำนึงประกอบอีกฝา่ ยหนึ่งน้ันฟ้องหยา่ ได้

(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่น ประมาทหรือเหยยี ดหยาม
อกี ฝ่ายหนง่ึ หรือบพุ การขี องอกี ฝ่ายหนงึ่ ทง้ั นี้ ถา้ เป็นการรา้ ยแรง อีกฝา่ ยหนึ่งนั้นฟ้องหยา่ ได้

(4) สามหี รอื ภรยิ าจงใจละทิ้งรา้ งอีกฝา่ ยหน่ึงไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่ง นัน้ ฟ้องหย่าได้
(4/1) สามีหรือภรยิ าต้องคำพิพากษาถึงท่ีสุดให้จำคกุ และได้ถูกจำคุก เกินหนึ่งปใี นความผดิ ท่ี
อีกฝา่ ยหน่ึงมไิ ด้มสี ว่ นก่อใหเ้ กดิ การกระทำความผดิ หรอื ยนิ ยอมหรือร้เู หน็ เปน็ ใจในการกระทำความผิดน้ันด้วย
และการเป็นสามี ภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกิน ควร อีกฝ่าย
หน่งึ น้นั ฟอ้ งหย่าได้
(4/2) สามแี ละภริยาสมัครใจแยกกันอยเู่ พราะเหตุทีไ่ ม่อาจอยู่รว่ มกัน ฉนั สามภี รยิ าได้โดยปกติ
สุขตลอดมาเกินสามปี หรอื แยกกันอยูต่ ามคำสงั่ ของ ศาลเปน็ เวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝา่ ยหน่งึ ฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลา
เกนิ สามปี โดยไมม่ ีใครทราบแน่ว่าเปน็ ตายรา้ ยดีอยา่ ง ไร อกี ฝา่ ยหน่ึงฟ้องหยา่ ได้

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 72

(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตาม สมควร หรือทำการ
เปน็ ปฏิปกั ษ์ต่อการที่เปน็ สามีหรือภรยิ ากนั อยา่ งรา้ ยแรง ทงั้ น้ี ถ้าการกระทำนน้ั ถงึ ขนาดท่ีอีกฝา่ ยหนงึ่ เดือดร้อน
เกินควรในเมื่อเอา สภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่าย หนึ่งนั้นฟ้อง
หยา่ ได้

(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมี ลักษณะยากจะหาย
ได้ กบั ทั้งความวิกลจริตถึงขนาดท่ีจะทนอยู่ร่วมกนั ฉนั สามภี รยิ าต่อไปไมไ่ ด้ อกี ฝ่ายหนง่ึ ฟอ้ งหย่าได้

(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความ ประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้อง
หย่าได้

(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย หนึ่งและโรคมี
ลกั ษณะเรือ้ รงั ไมม่ ที างที่จะหายได้ อกี ฝ่ายหนึ่งนัน้ ฟอ้ งหย่าได้

(10) สามีหรือภรยิ ามสี ภาพแหง่ กายทำให้สามหี รือภรยิ านัน้ ไม่อาจร่วม ประเวณีได้ตลอดกาล
อกี ฝา่ ยหนงึ่ ฟอ้ งหย่าได้

5. บิดามารดากบั บตุ ร (Parent and Child)
5.1 การเปน็ บตุ รที่ชอบดว้ ยกฎหมายของบดิ ามารดา
เดก็ จะเปน็ บุตรท่ีชอบด้วยกฎหมายของบดิ ามารดา ในกรณีดังตอ่ ไปน้ี
1) เด็กที่เกิดระหว่างสมรส
เด็กที่เกิดในขณะที่หญิงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1536 ให้สันนิษฐานว่า

เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีและยังใช้กรณีที่เด็กเกิดแก่หญิงหม้ายภายใน 310 วัน หลังจาก
ชายผู้เป็นสามตี าย หย่า หรอื ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรสกบั หญิงดว้ ย

2) เดก็ ทเี่ กิดจากการสมรสเปน็ โมฆะ
2.1) กรณีการสมรสซ้อน
ก. หญิงทำการสมรสซอ้ น
(1) สันนษิ ฐานไวก้ อ่ นว่าเปน็ บตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของสามีทสี่ มรสซอ้ น
(2) ถ้าศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเด็กไม่ใช่บุตรชอบดว้ ยกฎหมายของสามีคนท่ี

สอง ใหส้ นั นิษฐานวา่ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีคนท่ีหนง่ึ
ข. ชายสมรสซอ้ น
(1) สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรที่เกิดกับหญิงที่สมรสซ้อนเป็นบุตรชอบด้วย

กฎหมายของสามีท่ีจดทะเบยี นสมรสซ้อน
(2) ถา้ ศาลได้มีคำพิพากษาถึงทีส่ ุดวา่ เด็กไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของสามี บุตร

น้นั เป็นบตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของภรยิ าทีค่ ลอดบุตรนนั้

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 73

2.2) กรณอี ่นื นอกจากการสมรสซ้อน
(1) ข้อสนั นิษฐานว่าเด็กท่ีเกิดจากการสมรสท่เี ป็นโมฆะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ

ชายผเู้ ป็นสามี
(2) ขอ้ สนั นิษฐานวา่ เด็กเป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายของชายผูเ้ ปน็ สามีนี้ ใช้ได้ตลอดมา

จนกระท่ังระยะเวลา 310 วนั นับแต่วนั ท่มี ีคำพิพากษาถงึ ที่สดุ แสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ
3) เด็กทีเ่ กิดจากการสมรสเป็นโมฆยี ะ
เดก็ ทีเ่ กดิ จากการสมรสทเ่ี ปน็ โมฆียะเพราะสำคัญผดิ ถกู กลฉอ้ ฉล หรอื ถกู ขม่ ขู่ หากภายหลัง

ศาลมีคำพิพากษาใหเ้ พิกถอนการสมรส ย่อมไมม่ ีผลกระทบต่อการเปน็ บุตรชอบดว้ ยกฎหมายของชายและหญิง
ทส่ี มรสอนั เปน็ โมฆยี ะน้ัน

4) เด็กที่เกิดจากหญิงหมา้ ยซึง่ ทำการสมรสใหม่ในเวลาไม่เกนิ 310 วัน นับแต่วันที่ขาดจากการ
สมรสเดิม

ตามกฎหมายให้สันนิษฐานว่าเด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีใหม่ ซึ่ง
สามีใหมอ่ าจฟ้องคดไี ม่รบั เด็กเป็นบุตรของตนได้ หากตนมใิ ชบ่ ดิ าทีแ่ ท้จรงิ

5) เด็กทีเ่ กิดจากหญงิ ที่มิได้สมรสกบั ชาย
ให้ถือวา่ เด็กนัน้ เป็นบตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของหญงิ แต่เพียงผู้เดียวเท่านน้ั

5.2 การทำใหบ้ ุตรทีเ่ กดิ นอกสมรสกลายเปน็ บตุ รทช่ี อบด้วยกฎหมายของบิดา
1) บิดามารดาสมรสกนั ในภายหลงั
เม่ือบดิ ามารดมสมรสกันภายหลงั น้ัน สง่ ผลให้บตุ รนัน้ เป็นบุตรท่ชี อบด้วยกฎหมายของบิดา

ตง้ั แตว่ นั ทบี่ ตุ รเกิด
2) บดิ าจดทะเบียนรับรองเดก็ เป็นบตุ ร
การจดทะเบียนรับรองเด็กเป็นบุตรนั้นต้องได้รับความยินยอมจากเด็กและมารดาเด็ก โดย

ทั้งสองจะต้องให้ความยินยอมด้วยตนเองต่อหน้านายทะเบียน หากเด็กหรือมารดาคัดค้านว่าไม่ใช่บิดา หรือ
ไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรจะต้องมีคำพิพากษาของศาลให้
จดทะเบียนได้ ดังนั้น การไปแจ้งในสูติบัตรหรือทะเบียนสำมะโนครัวว่าเด็กเป็นบุตรของตนจึงมิใช่การจด
ทะเบยี นรบั เดก็ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากภายหลังจดทะเบยี นปรากฏว่ามิใช่เป็นบิดาที่
แทจ้ ริงกส็ ามารถเพกิ ถอนการจดทะเบียนรบั เด็กเปน็ บุตรได้

3) การฟอ้ งคดีขอใหร้ บั เด็กเปน็ บุตรชอบด้วยกฎหมาย
การฟ้องขอรับเด็กเป็นบุตร เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้

สนั นษิ ฐานไว้ก่อนว่าเปน็ บตุ รชอบดว้ ยกฎหมายของชาย
(1) เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงมารดาโดยมิชอบ

ด้วยกฎหมายในระยะเวลาซ่งึ หญิงนัน้ อาจตัง้ ครรภ์ได้

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ติ 74

(2) เมื่อมีการลักพาหญิงมารดาไปในทางชู้สาวหรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิง
มารดาในระยะเวลาซง่ึ หญิงนัน้ อาจต้ังครรภไ์ ด้

(3) เมื่อมีเอกสารของบดิ าแสดงวา่ เดก็ นั้นเป็นบตุ รของตน
(4) เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดว่าเด็กเป็นบุตรโดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิด
หรือรูเ้ หน็ ยินยอมในการแจ้งนัน้
(5) เม่อื บดิ ามารดาได้อย่กู ินดว้ ยกนั อย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจต้ังครรภไ์ ด้
(6) เมือ่ ได้มีการรว่ มประเวณีกบั หญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนน้ั อาจตัง้ ครรภ์ได้ และมี
เหตุอนั ควรเช่อื ได้ว่าเดก็ น้ันมิได้เปน็ บตุ รของชายอนื่
(7) เม่อื มพี ฤตกิ ารณ์ที่รู้กนั ทวั่ ไปตลอดมาว่าเป็นบุตร

5.3 สิทธแิ ละหน้าที่ระหว่างบิดามารดากบั บุตร
กฎหมายกำหนดสิทธิและหนา้ ท่ีระหว่างบดิ ามารดากับบุตรไวด้ ังน้ี
1) บตุ รมสี ทิ ธิใชช้ อ่ื สกุลของบดิ าหรือมารดา
2) สทิ ธขิ องบุตรในสญั ชาติไทยตามบดิ ามารดา
3) บุตรจะฟ้องบุพการีของตนไม่ได้ ไม่ว่าจะเปน็ คดีแพ่งหรือคดีอาญา (คดีอุทลุม) ถ้าจะฟ้องต้อง

รอ้ งขอให้พนกั งานอยั การฟ้องคดีแทน
4) บุตรและบิดามารดาตา่ งมีหน้าท่อี ปุ การะเล้ยี งดกู ัน
5) บุตรที่ยังเป็นผู้เยาว์ต้องอยู่ในอำนาจการปกครองของบิดามารดาทั้งสอง บิดามารดามีสิทธิ

กำหนดท่อี ยู่ของบตุ ร ทำโทษบุตรไดต้ ามสมควร
6) บิดามารดามีสิทธิจดั การทรัพย์สินของบุตรผ้เู ยาวไ์ ด้

5.4 การจัดการทรัพย์สนิ ของผเู้ ยาว์
บิดามารดาต้องจดั การทรพั ย์สินของบุตรด้วยความระมัดระวังเชน่ วญิ ญูชนจะพึงกระทำ นอกจาก

การจัดการทรัพย์สินแล้วยังรวมถึงอำนาจในการจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อให้เกิดภาระติดพันในทรัพย์สิน และ
อำนาจฟ้องหรือต่อสู้คดีเก่ียวแก่ทรัพย์สินของบุตรดว้ ย หากบตุ รมีเงินได้ให้ใช้เงินน้ันเป็นค่าอุปการะเล้ียงดูและ
การศกึ ษากอ่ น ส่วนท่เี หลอื ผ้ใู ชอ้ ำนาจปกครองต้องเก็บรักษาไว้เพ่ือส่งมอบแก่บุตร แตถ่ ้าผใู้ ช้อำนาจปกครองไม่
มเี งินได้เพียงพอแก่การครองชีพตามสมควรแก่ฐานะ ผใู้ ชอ้ ำนาจปกครองจะใชเ้ งินนัน้ ตามสมควรกไ็ ด้ เวน้ แต่จะ
เป็นเงินได้ที่เกิดจากทรัพย์สินโดยการให้โดยเสน่หาหรือพินัยกรรมซึ่งมีเงื่อนไขว่ามิให้ผู้ใช้อำนาจปกครองได้
ประโยชนจ์ ากทรัพยส์ นิ น้นั ๆ

ทั้งนี้ มีนิติกรรมบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้บิดามารดาไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของ
ผเู้ ยาวไ์ ด้ เว้นแต่จะไดร้ ับอนญุ าตจากศาลก่อน หากฝา่ ฝืนนิตกิ รรมนั้นไมผ่ ูกพันผูเ้ ยาว์ เพราะถือว่าเป็นนิติกรรม
ที่กระทำไปโดยปราศจากอำนาจ แต่นิติกรรมดังกล่าวไม่เป็นโมฆะหรือโมฆียะ จึงมีผลผูกพันบิดามารดาผู้ใช้
อำนาจปกครองเปน็ การสว่ นตัว

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 75

นิติกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ซึ่งผู้ใช้อำนาจปกครองจะต้องขออนุญาตศาลก่อนจึงจะ
สามารถทำไดน้ นั้ มดี งั นี้

1. ขาย แลกเปล่ียน ขายฝาก ใหเ้ ชา่ ซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรอื โอนสทิ ธจิ ำนอง อสังหารมิ ทรัพย์
สังหาริมทรพั ย์ที่อาจจำนองได้

2. กระทำใหส้ ุดส้นิ ลงทัง้ หมดหรอื บางสว่ นซ่งึ ทรัพยสิทธขิ องผ้เู ยาวอ์ ันเก่ยี วกบั อสังหาริมทรัพย์
3. ก่อตั้งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์
หรอื ทรัพยสิทธิอนื่ ใดในอสงั หาริมทรพั ย์
4. จำหน่ายไปทั้งหมดหรือบางสว่ นซงึ่ สิทธิเรยี กร้องท่จี ะให้ได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์
หรือสงั หาริมทรพั ยท์ อ่ี าจจำนองได้ หรือสทิ ธิเรียกรอ้ งที่จะใหท้ รพั ย์สนิ เช่นวา่ น้ันของผูเ้ ยาว์ปลอดจากทรัพยสิทธิ
ท่มี ีอยเู่ หนือทรัพยส์ ินน้นั
5. ใหเ้ ชา่ อสงั หาริมทรัพยเ์ กนิ สามปี
6. กอ่ ข้อผกู พันใด ๆ ที่มุง่ ใหเ้ กดิ ผลตาม (1) (2) หรือ (3)
7. ใหก้ ู้ยืมเงิน
8. ให้โดยเสน่หา เว้นแต่จะเอาเงินได้ของผู้เยาว์ให้แทนผู้เยาว์เพื่อการกุศลสาธารณะ เพื่อการ
สงั คม หรอื ตามหน้าทีธ่ รรมจรรยา ท้ังนี้ พอสมควรแก่ฐานานรุ ปู ของผูเ้ ยาว์
9. รับการใหโ้ ดยเสนห่ าท่มี ีเง่ือนไขหรอื ค่าภาระติดพัน หรอื ไม่รับการใหโ้ ดยเสนห่ า
10. ประกันโดยประการใด ๆ อันอาจมีผลให้ผู้เยาว์ต้องถูกบังคบั ชำระหน้ีหรือทำนิติกรรมอืน่ ท่มี ี
ผลใหผ้ เู้ ยาวต์ อ้ งรับเปน็ ผู้รับชำระหนี้ของบคุ คลอืน่ หรอื แทนบคุ คลอ่ืน
11. นำทรัพย์สินไปแสวงหาผลประโยชน์นอกจากในกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1598/4 (1) (2)
หรอื (3)
12. ประนปี ระนอมยอมความ
13. มอบขอ้ พิพาทใหอ้ นญุ าโตตุลาการวินิจฉยั

6. การรับบตุ รบญุ ธรรม (Adoption)
พระราชบญั ญัตกิ ารรับเดก็ เป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 (รวมฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับท่ี 3 พ.ศ. 2553)

การรับบุตรบุญธรรมเป็นการกระทำทางกฎหมายที่ก่อให้เกดิ ความสัมพันธ์ระหวา่ งบุคคลซ่ึงไม่มีความเกี่ยวข้อง
กนั ทางสายโลหิตให้มคี วามสัมพันธ์ฉนั บดิ ามารดากับบุตรต่อกนั ดังน้ัน บคุ คลใดไมว่ า่ จะมีคสู่ มรสแล้วหรือไม่มีก็
ตามก็มีสิทธิจดทะเบียนรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมของตนได้ โดยผู้รับบุตรบุญธรรม (Adopter) และบุตร
บุญธรรม (Adopted Child) จะต้องยื่นคำร้องขอต่อนายทะเบียน หากนายทะเบียนไม่ยอมรับจดทะเบียนให้
ผู้รบั บุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมจะยื่นคำร้องขอต่อศาลเพ่ือใหม้ ีคำสงั่ ให้รับจดทะเบยี นได้

6.1 คุณสมบตั ิของผ้รู บั บตุ รบุญธรรมและบุตรบุญธรรม
ผู้รับบตุ รบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี

ส่วนบุตรบุญธรรมกฎหมายมไิ ด้จำกดั อายเุ อาไว้

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ติ 76

6.2 เง่อื นไขในการรบั บุตรบุญธรรม
1) ความยนิ ยอมของบตุ รบญุ ธรรม
1.1) เด็กอายตุ ่ำกว่า 15 ปี ไม่ตอ้ งได้รับความยนิ ยอมจากเด็ก
1.2) เด็กอายุตั้งแต่ 15 ปขี นึ้ ไป ตอ้ งไดร้ บั ความยนิ ยอมจากเดก็
2) ความยนิ ยอมของบิดามารดา
2.1) บุตรผู้เยาว์จะไปเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา

ของผเู้ ยาว์ดว้ ย
2.2) บตุ รทีบ่ รรลนุ ิติภาวะแล้วไม่วา่ จะด้วยการสมรสหรืออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ไม่ต้องได้รับ

ความยินยอมจากบดิ ามารดา
2.3) ผปู้ กครองไมม่ ีอำนาจให้ความยินยอมในการรบั บุตรบุญธรรม ดงั นน้ั หากไม่มีบิดามารดา

เลยการรับบุตรบุญธรรมจะตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากศาล กลา่ วโดยสรปุ คอื
(1) ถ้าผู้เยาว์มบี ิดาและมารดาจะตอ้ งไดร้ ับความยินยอมจากทงั้ สองคน
(2) ถ้าผู้เยาว์มีบิดาหรือมารดาแต่เพียงคนเดียว (ตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง)

จะต้องได้รบั ความยินยอมของบดิ าหรือมารดาทมี่ ีอำนาจปกครองที่ยังมชี วี ิตอยู่
(3) ถ้าผเู้ ยาวม์ ผี ปู้ กครองจะตอ้ งขอให้ศาลมีคำส่ังอนุญาตให้มีการรับบตุ รบญุ ธรรม
(4) ถ้าผู้เยาว์มีผู้ปกครองโดยบิดาและมารดาสองคนถึงแก่ความตาย จะต้องให้ศาลมี

คำส่ังอนญุ าตใหม้ กี ารรับบุตรบุญธรรม
(5) ถ้าผ้เู ยาว์มีผมู้ ีผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้ว จะตอ้ งเลกิ การรับบุตรบุญธรรมเดิมเสียก่อน

แล้วจึงให้บดิ ามารดาให้ความยินยอมในการรบั บุตรบญุ ธรรมใหมต่ อ่ ไป
3) ความยนิ ยอมของผรู้ ับผิดชอบในสถานสงเคราะหเ์ ดก็ (Foster Home)
3.1) ถ้าผู้เยาว์ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กตามกฎหมายว่าด้วย

การสงเคราะห์เด็ก ต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับผิดชอบในสถานสงเคราะห์ดังกล่าว โดยไม่ต้องได้รับความ
ยินยอมจากบิดามารดา

3.2) ถ้าผเู้ ยาว์มิได้ถูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของสถานสงเคราะห์ตามกฎหมาย
วา่ ด้วยสถานสงเคราะหเ์ ปน็ ผู้ดูแล

ก. บิดามารดาผู้มีอำนาจจะตอ้ งใหค้ วามยินยอม
ข. บิดามารดาอาจทำหนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney) ให้สถานสงเคราะห์
เด็กดังกล่าวเป็นผู้มีอำนาจให้ความยนิ ยอมในการรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมแทนตนก็ได้ ในกรณีเช่นต้องได้รับ
ความยินยอมจากผู้รบั ผิดชอบในสถานสงเคราะห์ดังกล่าว
4) ความยินยอมของคสู่ มรสของผู้รบั บตุ รบญุ ธรรมและบตุ รบุญธรรม
ผ้รู บั บุตรบุญธรรมหรือผจู้ ะมาเป็นบตุ รบุญธรรม หากมีคู่สมรสกจ็ ะต้องไดร้ บั ความยินยอมจาก
คสู่ มรสนน้ั กอ่ น ไมเ่ ชน่ น้ันการรับบุตรบุญธรรมจะไม่สมบูรณ์ หากคสู่ มรสไม่อาจใหค้ วามยนิ ยอมได้ การรับบุตร
บญุ ธรรมต้องมคี ำสั่งศาลที่อนญุ าตให้มกี ารรบั บตุ รบญุ ธรรมแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนน้ั

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 77

6.3 สิทธิหน้าทีร่ ะหวา่ งบุตรบญุ ธรรมกบั ผรู้ บั บตุ รบญุ ธรรม
1) บุตรบุญธรรมมีฐานะเชน่ เดียวกบั บตุ รชอบด้วยกฎหมายของผรู้ บั บตุ รบุญธรรม
(1) บิดามารดาโดยกำเนดิ ของบุตรบุญธรรมหมดอำนาจปกครองต้งั แตเ่ วลาทเ่ี ป็นบุตรบญุ ธรรม
(2) บตุ รบญุ ธรรมไมส่ ูญสทิ ธิและหน้าท่ีในครอบครัวที่ตนกำเนิดมา
(3) บตุ รบญุ ธรรมถอื วา่ เปน็ ผสู้ ืบสันดานเหมอื นกับบุตรทชี่ อบด้วยกฎหมายของผรู้ ับบตุ รบุญธรรม
(4) บุตรของบุตรบุญธรรมมีสิทธริ บั มรดกแทนท่ีกันได้ตามสทิ ธิท่ีกฎหมายให้ไว้
(5) บุตรบญุ ธรรมไมม่ ีสิทธิรับมรดกแทนที่ผรู้ ับบุตรบุญธรรม
2) ผรู้ บั บุตรบญุ ธรรมไมม่ สี ทิ ธิรบั มรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาท
3) ผรู้ บั บตุ รบุญธรรมมีสิทธเิ รียกร้องเอาทรัพยส์ นิ ท่ีตนให้บตุ รบญุ ธรรมคืน ถา้ บุตรบุญธรรมถึงแก่

ความตายไปก่อนตน
6.4 การเลกิ รับบุตรบุญธรรม
1) การเลิกรับบตุ รบุญธรรมกันเอง
(ก) ถ้าบตุ รบุญธรรมบรรลนุ ิติภาวะแล้วจะเลกิ โดยความตกลงกันในระหว่างผรู้ บั บตุ รบุญธรรม

กบั บตุ รบุญธรรมเม่ือใดก็ได้
(ข) ถ้าบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความ

ยินยอมของบิดาและมารดา และถ้าผู้เป็นบุตรบุญธรรมมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี บุตรบุญธรรมนั้นต้องให้ความ
ยินยอมดว้ ย

(ค) ถา้ บตุ รบุญธรรมยังไมบ่ รรลนุ ติ ิภาวะและการรับบุตรบญุ ธรรมนนั้ ได้กระทำโดยคำส่ังศาลก็
ดี หรือเป็นการรับผเู้ ยาวท์ ี่ถูกทอดทิ้งหรืออย่ใู นความอปุ การะเลีย้ งดูของสถานสงเคราะห์เด็กโดยผู้รับผิดชอบใน
สถานสงเคราะห์เด็กเป็นผู้ให้ความยินยอมกด็ ี หรอื เปน็ การรับผู้เยาวซ์ ่ึงเปน็ บตุ รบุญธรรมของคู่สมรสตนอยู่แล้ว
เปน็ บตุ รบญุ ธรรมของตนกด็ ี การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะกระทำได้ก็ต่อเม่ือมีคำสั่งศาลอนญุ าตใหเ้ ลิกรับบุตรบุญ
ธรรม ผูร้ อ้ งขอใหศ้ าลมีคำส่ังศาลอนุญาตให้เลิกรบั บุตรบุญธรรม ได้แก่ ผู้รบั บุตรบุญธรรม บตุ รบุญธรรมทมี่ ีอายุ
ไม่ต่ำกว่า 15 ปี หรอื ผมู้ ีส่วนไดเ้ สยี อน่ื ๆ

2) เม่ือผรู้ บั บตุ รบุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรม
เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรม เป็นผลให้มกี ารเลกิ รบั บตุ รบุญธรรมโดยผลของ

กฎหมาย จงึ มผี ลทันทตี ัง้ แต่วนั ที่บุคคลทง้ั สองจดทะเบยี นสมรสกนั โดยไม่จำเป็นต้องมกี ารจดทะเบียนยกเลิกรับ
บุตรบญุ ธรรมกนั อีก

3) การฟอ้ งคดเี ลกิ การรบั บุตรบุญธรรม
เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการยกเลิกการรับบุตรบุญธรรม

แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมยกเลิก ก็จะต้องนำคดีมาสู่ศาล โดยจะต้องมีเหตุในการฟ้องคดีเลิกการรับบุตรบุญธรรม
ดังน้ี

(1) ฝ่ายหนึ่งทำการชั่วร้ายไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งอับอาย
ขายหนา้ อยา่ งรา้ ยแรง หรอื ถกู เกลยี ดชงั หรือไดร้ บั ความเสียหายหรือเดือดร้อนเกนิ ควร อกี ฝ่ายหน่งึ ฟอ้ งเลิกได้

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 78

(2) ฝ่ายหนึ่งหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งอันเป็น
การร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ ถ้าบุตรบุญธรรมกระทำการดังกล่าวต่อคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม ให้
ผูร้ ับบตุ รบุญธรรมฟ้องเลกิ ได้

(3) ฝ่ายหนึ่งกระทำการประทุษร้ายอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีหรือคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่งเป็น
เหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอย่างร้ายแรงและการกระทำนั้นเป็นความผิดที่มีโทษอาญา อีกฝ่ายหนึ่ง
ฟ้องเลิกได้

(4) ฝ่ายหน่ึงไม่อุปการะเลีย้ งดูอกี ฝ่ายหนึง่ อกี ฝา่ ยหน่งึ น้นั ฟอ้ งเลิกได้
(5) ฝ่ายหน่งึ จงใจละท้ิงอีกฝ่ายหนึง่ ไปเกนิ หนง่ึ ปี อกี ฝ่ายหนึ่งนน้ั ฟ้องเลิกได้
(6) ฝา่ ยหน่ึงตอ้ งคำพิพากษาถงึ ทีส่ ดุ ให้จำคุกเกินสามปี เวน้ แตค่ วามผิดทีก่ ระทำโดยประมาท
อีกฝ่ายหนึง่ ฟ้องเลกิ ได้
(7) ผู้รับบุตรบุญธรรมทำผิดหน้าที่บิดามารดา และการกระทำนั้นเป็นการละเมิด หรือไม่
ปฏิบัติหนา้ ทีใ่ นการให้ความอุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาแก่บุตรบุญธรรม หรือไม่จัดการทรัพย์สินของบุตรบุญ
ธรรมด้วยความระมัดระวังอย่างเช่นวิญญูชนจะพึงกระทำหรือเอาเงินได้ของบุตรบุญธรรมไปใช้จ่ายโดยมิชอบ
หรอื ทำนิตกิ รรมเกีย่ วกบั ทรพั ยส์ ินของผู้รับบตุ รบุญธรรมที่สำคัญ โดยไม่ขออนุญาตจากศาลก่อน หรือทำกิจการ
ที่ประโยชน์ของผู้รับบุตรบุญธรรมขัดกับประโยชน์ของบุตรบุญธรรมโดยไม่ขออนุญาตศาลก่อน ซึ่งการกระทำ
ดงั กลา่ วเปน็ เหตุใหเ้ กิดหรืออาจเกดิ ความเสยี หายอย่างรา้ ยแรงต่อบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้
(8) ผู้รับบุตรบุญธรรมผู้ใดถูกถอนอำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมดและเหตุที่ถูกถอน
อำนาจปกครองนั้นมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมต่อไป บุตรบุญธรรมฟ้อง
เลกิ ได้
6.5 ผลของการเลกิ รับบุตรบุญธรรม
1) บุตรบุญธรรมกลับคืนสคู่ รอบครัวเดมิ ของตน
2) กรณีบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ บิดามารดาโดยกำเนิดก็กลับมีอำนาจปกครองบุตร
นบั ตัง้ แตผ่ ู้รับบตุ รบญุ ธรรมตายหรอื เวลาท่มี กี ารจดทะเบียนเลกิ หรือเวลาที่คำพิพากษาถึงท่สี ดุ

7. พระราชบญั ญตั ิคมุ้ ครองเดก็ ทีเ่ กดิ ข้ึนโดยอาศยั เทคโนโลยีชว่ ยการเจรญิ พันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558
พระราชบัญญตั ิคมุ้ ครองเด็กทเี่ กิดขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยชี ่วยการเจรญิ พนั ธ์ุทางการแพทย์ พ.ศ. 2558

หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ. อุ้มบุญ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข
และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะช่วยคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียน
สมรสถูกต้องตามกฎหมายและมีบุตรยาก ให้มีบุตรได้โดยใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ท่ี
เหมาะสมเข้ามาช่วย ได้แก่ การตั้งครรภ์แทน หรืออุ้มบุญ (Surrogacy) รวมถึงการผสมเทียม (artificial
insemination) การทำกิฟ (GIFT Gamete intrafallopian transfer) การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF (In-vitro
Fertilization)) พ.ร.บ.ฉบับนี้ควบคุมป้องกันไม่ให้มีการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด อันอาจทำให้
เกิดปญั หาทางศลี ธรรมและมนุษยธรรม ท้ังการรบั จ้างตัง้ ครรภ์ การค้ามนุษย์ และการทอดท้งิ เด็ก

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ติ 79

“อุ้มบุญ” หมายถึง การที่สตรียอมรับการตั้งครรภ์ที่มีทารกในครรภ์ซึ่งเป็นของคู่สามีภรรยาอื่นท่ี
ภรรยาไมส่ ามารถตง้ั ครรภ์เองได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีชว่ ยการเจริญพันธุ์ทางการแพทยโ์ ดยนำตวั อ่อนที่เกิดจาก
ไขแ่ ละอสุจิของสามีภรยิ า หรือตวั อ่อนท่ีเกิดจากไข่หรืออสจุ ิของสามีภรยิ ากบั ไข่หรอื อสุจิของผู้อ่นื (แต่ห้ามใช้ไข่
ของหญิงท่ีรบั ตง้ั ครรภแ์ ทน) เขา้ ไปในอวยั วะสบื พันธข์ุ องตนเพือ่ ให้ต้ังครรภ์แทน

เดก็ หลอดแก้ว (In Vitro Fertilization, IVF) การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นเทคโนโลยีทีช่ ่วยในการปฎิ
สนธิระหว่างไข่และสเปิร์มภายนอกร่างกาย โดยการนำไข่ของของฝ่ายผู้หญิงและสเปิร์มของฝ่ายผู้ชาย มาทำ
การปฏิสนธิกันภายในภาชนะบรรจุของเหลว เสร็จแล้วจึงนำไข่ที่มีการปฏิสนธิแล้ว หรือ ตัวอ่อนเอ็มบริโอ
(Embryo) ใสเ่ ขา้ ไปยังมดลูกของฝ่ายผูห้ ญิงเพือ่ ให้ตง้ั ครรภ์

พระราชบัญญัติคมุ้ ครองเด็กท่เี กดิ ขึน้ โดยอาศยั เทคโนโลยีชว่ ยการเจริญพันธ์ุทางการแพทย์ พ.ศ. 2558
มีสาระสำคัญ ดงั นี้

1. การต้ังครรภแ์ ทนจะทำไดใ้ นค่สู มรสทเ่ี ป็นคนไทย และจดทะเบยี นสมรสตามกฎหมายไทย กรณีคน
ไทยที่แต่งงานกับคนต่างชาติ จะต้องจดทะเบียนสมรสไม่น้อยกว่า 3 ปี ต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าไม่
สามารถมีบตุ รได้หรอื มีบตุ รยาก สามภี รรยาท่ีไมไ่ ดจ้ ดทะเบียนสมรส คู่รกั ชายกับชาย หญิงกบั หญิง ไมส่ ามารถ
ขอใหม้ ีการอ้มุ บญุ ได้

2. ห้ามดําเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า รวมถึงห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ เสนอซื้อ
ขาย นําเขา้ หรือส่งออก นำไปใช้ในกิจการอื่นๆ ซึง่ อสจุ ิ ไข่ หรอื ตัวอ่อน หากฝา่ ฝนื มีระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบ
ปี หรอื ปรับไม่เกินสองแสนบาท หรอื ทงั้ จำทง้ั ปรบั

3. หญิงที่รับตั้งครรภ์แทน ต้องเป็นญาติสืบสายโลหติ ของสามหี รือภรรยา ต้องไม่ใช่ แม่หรือลูก หาก
ไมม่ ญี าตสิ ืบสายโลหิต สามารถให้หญิงอื่นทมี่ ีความสัมพนั ธ์ทางสงั คมเป็นแม่อุ้มบุญได้ หญิงนั้นต้องเคยมีบุตรมา
ก่อนแล้ว ถ้าหญิงนั้นมีสามีต้องได้รับความยินยอมจากสามีด้วย และหญิงนั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี แต่ไม่
เกนิ 40 ปี

4. หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องทำข้อตกลงเป็นหนังสือไว้กับสามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อน
ต้ังครรภว์ ่าจะใหท้ ารกในครรภ์เป็นบตุ รของสามีและภริยาทีช่ อบด้วยกฎหมายน้นั

5. เด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทน ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่ชอบด้วย
กฎหมายซึ่งประสงคจ์ ะมีบุตร แมว้ ่าสามีหรอื ภรยิ าทชี่ อบดว้ ยกฎหมายซงึ่ ประสงค์จะมีบุตรถึงแก่ความตายก่อน
เดก็ เกิด

6. ให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไม่ว่าจะมีข้อตกลงเป็นหนังสือ
หรอื ไม่ก็ตาม สามหี รือภรยิ าทีด่ าํ เนินการให้มีการต้ังครรภ์แทน หรอื พนกั งานอัยการมสี ิทธิย่ืนคาํ ร้องต่อศาลให้มี
คําสั่งให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามี
และภริยาที่ดําเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนนับแต่วันที่ผู้นั้นเกิด ไม่ว่าสามีและภริยาที่ดําเนินการให้มีการ
ตั้งครรภแ์ ทนจะเปน็ สามแี ละภรยิ าที่ชอบดว้ ยกฎหมายหรือไม่

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ติ 80

กรณศี ึกษา “คดี ด.ญ.คารเ์ มน” คดีบรรทัดฐานของสงั คมไทย
ก่อนหน้าท่ี“พ.ร.บ.อุ้มบุญ” จะใช้บังคับในปี พ.ศ. 2558 ไม่นาน ได้มีกรณีการโต้แย้งสิทธิในตัวเด็กที่
เกิดจากการจ้างให้ตั้งครรภ์ระหว่างคู่สมรสชายชาวอเมริกัน-สเปนกับหญิงไทย โดยคู่รักชายกับชายนั้นจด
ทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายของประเทศสเปนได้ว่าจ้างหญิงไทยให้ตั้งครรภ์แทน แต่เมื่อคลอดเด็กออก
มาแลว้ ปรากฎวา่ หญิงไทยคนดงั กล่าวเกิดความรู้สึกผกู พนั กบั เด็ก จึงไมย่ อมลงชอื่ ให้เด็กกลับต่างประเทศไปกับ
คู่รักผู้ว่าจ้าง คู่รักผู้ว่าจ้างจึงฟ้องร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในที่สุดศาลได้ตัดสินให้เด็กเป็นบุตร
โดยชอบด้วยกฎหมายของค่รู กั ผวู้ า่ จ้าง ดงั คำพิพากษาต่อไปนี้
“ศาลได้มีคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ พ.1239/2558 หมายเลขแดงที่ พ.716/2559 ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำร้อง
ขอให้เด็กหญงิ เป็นบตุ รโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามบทเฉพาะกาลในมาตรา 56 แหง่ พระราชบัญญตั ิคุ้มครองเด็ก
ทีเ่ กดิ โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจรญิ พันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558
ศาลพิเคราะห์แลว้ เห็นวา่ พระราชบัญญตั ิคุ้มครองเดก็ ท่ีเกดิ โดยอาศยั เทคโนโลยีช่วยการเจริญพนั ธ์ุทาง
การแพทย์ พ.ศ.2558 ในบทเฉพาะกาลมาตรา 56 มีเจตนารมณ์ให้ศาลใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้ผู้ที่เกิดจากการ
ตั้งครรภ์แทนก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่
ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนตามสมควรแก่กรณีของแต่ละคดี ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพและ
ประโยชนส์ งู สุดของผู้ท่ีเกดิ จากการต้ังครรภ์แทน ส่วนสามีหรือภริยาทีด่ ำเนินการให้มีการต้ังครรภ์แทนผู้มสี ทิ ธิ
ยืน่ คำรอ้ งก็ไม่จำเปน็ ตอ้ งเป็นสามภี ริยาทีช่ อบดว้ ยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ บรรพ 5
คดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นขอ้ ยุติว่า ผู้ร้องเปน็ ผูด้ ำเนินการให้มีการต้ังครรภแ์ ทนโดยการถ่ายโอนตวั
อ่อนทีเ่ กดิ จากการปฏิสนธิระหว่างอสุจิของผู้ร้องกับไข่ที่ไดร้ ับบริจาคจากหญิงอื่นเข้าสู่โพรงมดลูกของผู้คัดค้าน
ซึ่งเป็นหญิงผู้รับตัง้ ครรภ์แทน ต่อมาผู้คัดคา้ นให้กำเนิดเดก็ หญิงที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนครั้งน้ี จากนั้นผ้รู ้อง
รับเด็กหญิงคนดงั กลา่ วไปอุปการะเลยี้ งดูนับแต่แรกเกิดจนถงึ ปัจจุบัน อีกทงั้ พยานหลักฐานท่ีผรู้ ้องนำมาไต่สวน
ก็มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ผรู้ ้องอุปการะเล้ียงดูเดก็ หญิงดว้ ยความรักและเอาใจใส่ นอกจากน้ีในระหว่างพิจารณาผู้
คัดค้านยังแถลงไม่คัดค้านหากศาลจะมีคำสั่งให้เด็กหญิงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง จาก
พฤติการณ์ตามทีว่ นิ ิจฉัยมาจงึ สมควรทศี่ าลจะมีคำส่งั ให้เด็กหญิงเปน็ บตุ รโดยชอบด้วยกฎหมายของผรู้ อ้ ง
ปัญหาประเด็นสุดท้ายมีว่า สมควรกำหนดให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง
ร่วมกัน หรอื สมควรกำหนดให้ฝา่ ยหนงึ่ ฝ่ายใดเป็นผ้ใู ช้อำนาจดงั กล่าวเพียงฝา่ ยเดยี วเหน็ ว่า ผรู้ ้องรับเด็กหญิงไป
อุปการะเลี้ยงดูตลอดมานับแต่แรกเกิด ปัจจุบันเด็กหญิงมีอายุ 1 ปี 3 เดือนเศษ อยู่ในวัยที่พอจะรู้ความและมี
ความรู้สึกผูกพันกับผู้ที่ให้การอุปการะเลี้ยงดูอยู่เป็นประจำ หากเปลี่ยนผู้อุปการะเลี้ยงดูย่อมก่อผลกระทบต่อ
จิตใจและความรู้สึกของเด็กหญิง อีกทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการไต่สวนพยานผู้ร้องก็รับฟังได้ว่า ผู้ร้อง
อุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงด้วยความรักและเอาใจใส่ และถึงแม้ผู้ร้องเป็นคนรักร่วมเพศ แต่ความเป็นคนรักร่วม
เพศมใิ ช่อปุ สรรคท่จี ะทำให้ผรู้ อ้ งไม่สามารถอปุ การะเลย้ี งดเู ด็กหญิงใหไ้ ด้รบั ความสุขและความอบอนุ่ เท่ากับเด็ก
อื่นๆ ส่วนผู้คัดค้านมิใช่ภริยาผู้ร้องทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย อีกทั้งผู้ร้องกับผู้คัดค้านก็มีภูมิลำเนาอยู่คนละ
ประเทศ หากศาลมคี ำสั่งให้ท้ังผรู้ ้องและผู้คัดค้านใช้อำนาจปกครองเด็กหญงิ รว่ มกนั ย่อมเกิดอปุ สรรคในอำนาจ
ปกครองและการอปุ การะเลยี้ งดูซ่งึ จะไม่เปน็ ผลดีแก่เด็กหญิง

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 81

จากพฤติการณ์ตามที่วินิจฉัยมา จึงสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง
เพยี งผ้เู ดยี ว ท้ังนเ้ี พือ่ ประโยชน์สงู สดุ แกเ่ ด็ก

จงึ มคี ำสง่ั ว่า เด็กหญงิ คนดังกล่าวเป็นบตุ รโดยชอบดว้ ยกฎหมายของผู้ร้อง และให้ผู้รอ้ งเปน็ ผู้ใช้อำนาจ
ปกครองเดก็ หญงิ เพยี งผเู้ ดยี ว”

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ติ 82

แบบฝึกหัด

ขอ้ 1 การฝ่าฝืนเง่ือนไขการสมรสประการใดทที่ ำให้การสมรสเป็นโมฆะ
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________

ข้อ 2 นายเชษฐ์ อายุ 18 ปี หมั้นกับนางสาวกิ๊ก อายุ 16 ปี โดยบิดาและมารดาของนางสาวกิ๊กให้ความ

ยินยอม เชน่ น้กี ารหมัน้ ของนางสาวกิก๊ กับนายเชษฐจ์ ะมีผลทางกฎหมายอย่างไร

1. สมบรู ณ์ 2. โมฆียะ

3. โมฆะ 4. เป็นดุลยพนิ ิจของศาล

5. แลว้ แตก่ ารตกลงระหว่างบิดามารดาของนางสาวกิ๊กและนายเชษฐ์

ข้อ 3 นายบญุ หมนั้ กบั นางสาวแหม่ม เมอ่ื ถงึ วนั แตง่ งานนายบญุ ไม่มาร่วมพิธี ดงั นี้ นางสาวแหมม่ จะเรียกร้อง
คา่ ทดแทนความเสียหายใดได้บา้ ง
1. ค่าทดแทนความเสียหายต่อกาย
2. ค่าทดแทนความเสยี หายต่อชือ่ เสียง
3. ค่าทดแทนความเสยี หายเนื่องในการเตรยี มการสมรส
4. คา่ ทดแทนความเสียหายต่อกาย และ คา่ ทดแทนความเสียหายเนือ่ งในการเตรยี มการสมรส
5. ค่าทดแทนความเสยี หายต่อชอ่ื เสียง และ คา่ ทดแทนความเสียหายเนื่องในการเตรียมการสมรส

ข้อ 4 ข้อใดมใิ ชเ่ งื่อนไขของการสมรส

1. ชายและหญงิ ไมเ่ ปน็ บคุ คลวิกลจริต 2. ชายและหญิงต้องมีอายุ 17 ปบี รบิ รู ณ์

3. ชายและหญิงไมเ่ ป็นญาตสิ บื สายโลหิต 4. ชายและหญิงต้องไม่มีคู่สมรสอยู่แล้ว

5. ฝ่ายชายต้องสง่ มอบสินสอดใหก้ บั บิดามารดาของหญิง

ข้อ 5 กรณใี ดทห่ี ญงิ หม้ายสามารถทำการสมรสใหม่ได้แมว้ า่ การสมรสเดิมจะสิ้นสุดไปยังไม่ถงึ 310 วนั

1. มีใบรับรองแพทยว์ ่ามิได้ต้ังครรภ์ 2. สมรสโดยได้รับความยินยอมจากคสู่ มรสเดมิ

3. การสมรสเดมิ สน้ิ สดุ ลงเพราะเหตคุ สู่ มรสเสยี ชวี ติ 4. คู่สมรสเดมิ ถูกศาลสัง่ ให้เป็นคนลม้ ละลาย

5. ฝ่ายหญิงไดม้ บี ตุ รแล้วก่อนการสมรสเดมิ จะสน้ิ สดุ ลง

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ติ 83

ข้อ 6 นายเชษฐ์ อายุ 18 ปี หมั้นกับนางสาวกิ๊ก อายุ 16 ปี โดยบิดาและมารดาของนางสาวก๊ิกให้ความ

ยนิ ยอม เชน่ น้ีการหมน้ั ของนางสาวก๊ิกกับนายเชษฐ์จะมีผลทางกฎหมายอยา่ งไร

1. สมบรู ณ์ 2. โมฆยี ะ

3. โมฆะ 4. ขึ้นนอยู่กบั ดุลยพินจิ ของศาล

5. แลว้ แตก่ ารตกลงระหว่างบิดามารดาของนางสาวกก๊ิ และนายเชษฐ์

ขอ้ 7 ข้อใดไมใ่ ช่สนิ สมรสตามกฎหมาย
1. เงินเดือนของสามีระหว่างสมรส
2. ทรพั ย์มรดกที่ภรรยาได้รับระหวา่ งสมรส
3. ดอกเบย้ี เงินฝากในธนาคารทไ่ี ดม้ าระหวา่ งสมรส
4. เงนิ ค่าเช่าบ้านที่ภริยานำบ้านซึง่ เปน็ สนิ สว่ นตัวออกใหเ้ ชา่ ระหวา่ งสมรส
5. เงนิ รางวัลสลากกินแบง่ รัฐบาลของสามรี ะหว่างสมรส

ขอ้ 8 ข้อใดเปน็ เหตุให้สามารถฟอ้ งหยา่ ไดต้ ามกฎหมาย
1. ภรรยาถูกข่มขนื จากชายอืน่
2. ภรรยาจงใจละทงิ้ ร้างสามไี ปเกนิ หกเดอื น สามจี งึ ขอฟอ้ งหย่าได้
3. ภรรยาวกิ ลจริตตลอดมาเกินหนึง่ ปี และมีลักษณะยากจะหายได้
4. สามีผดิ ทณั ฑบ์ นท่เี คยทำไว้เปน็ หนงั สือวา่ จะไมท่ ำรา้ ยรา่ งกายภรรยาอีก
5. ทงั้ สามแี ละภรรยาไม่อาจอยู่รว่ มกันได้ จึงสมคั รใจแยกกนั อยูม่ าเกนิ กวา่ หน่ึงปี

ข้อ 9 ขอ้ ใดไมใ่ ช่เง่ือนไขการรบั บุตรบญุ ธรรม
1. ผขู้ อรบั บุตรบุญธรรมตอ้ งมีอายไุ มต่ ำ่ กว่า 25 ปี
2. ผ้ขู อรับบุตรบุญธรรมตอ้ งมอี ายุแกก่ วา่ ผู้ท่จี ะเปน็ บุตรบญุ ธรรมอย่างน้อย 15 ปี
3. หากผู้ที่จะเป็นบตุ รบุญธรรมมีอายุ 15 ปีขึน้ ไป ผนู้ ้นั ตอ้ งใหค้ วามยินยอมดว้ ย
4. หากผทู้ ีจ่ ะเปน็ บตุ รบุญธรรมมีอายไุ ม่ถงึ 15 ปี ตอ้ งไดร้ ับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมดว้ ย
5. ผ้ขู อรับบตุ รบญุ ธรรมต้องมีคู่สมรสตามกฎหมาย

บทที่ 8
กฎหมายมรดก (SUCCESSION)

1. ความหมายของมรดก (Definition of Succession)
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่ง

ประมวลกฎหมายน้ี กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความ
รบั ผิดชอบต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือวา่ โดยสภาพแล้วเปน็ การเฉพาะตวั ของผู้ตายโดยแท้”

ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า มรดก (Estate) หรือกองมรดกของผู้ตาย (Deceased) นั้น มิได้
หมายความถงึ เฉพาะแต่ทรัพยส์ นิ ของผตู้ ายเท่านั้น แต่หมายรวมถึงสทิ ธิหน้าที่และความรบั ผิดชอบต่าง ๆ ของ
ผู้ตายที่ไม่ใช่ทรัพย์สินด้วย แต่อย่างไรก็ดี สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่าง ๆ ของผู้ตายอันสามารถตก
ทอดเป็นมรดกแกท่ ายาท (Devolve on Heirs) ได้นัน้ จะตอ้ งไมม่ ีสิทธิ หนา้ ท่ี และความรับผดิ ชอบอันเป็นการ
เฉพาะตวั ของผตู้ ายโดยแท้

ดังน้นั มรดกคอื อะไร มขี ้อพจิ ารณาดงั น้ี
1) ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่และความรบั ผิด เป็นของผู้ตายในขณะที่ถึงแกค่ วามตาย หรือผู้ตายมีสิทธิจะ
ไดร้ ับอย่แู ล้วก่อนถงึ แก่ความตาย
2) ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่และความรับผิด ซึ่งจะตกทอดเป็นมรดกนั้นจะต้องยังไม่มีการจำหน่าย จ่าย
โอน หรือระงบั ไปแล้วก่อนตาย
3) สิทธิ หนา้ ท่ี และความรบั ผดิ ตอ้ งมิใชก่ ารเฉพาะตวั ของผูต้ ายโดยแท้

2. การตกทอดแห่งทรพั ยม์ รดก (Devolution of Estate)
เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตาย ไม่ว่าจะถึงแก่ความตายโดยธรรมชาติ หรือโดยคำสั่งศาลให้เป็นคน

สาบสูญก็ตาม มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาทในทันที โดยทายาทของผู้ตายไม่จำต้องแสดงเจตนาที่จะ
รบั โอนมรดกนน้ั ทายาทยอ่ มเข้าใช้สิทธิในฐานะเปน็ ผูร้ บั มรดกได้ทันที โดยไมจ่ ำต้องทำพิธีโอนทรัพย์มรดกนั้น
เสียกอ่ น

ตามกฎหมายสามารถแบ่งทายาทท่มี สี ิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกได้ 2 ประเภท ได้แก่
1) ทายาทที่มีสิทธติ ามกฎหมาย เรยี กว่า “ทายาทโดยธรรม” (Statutory Heirs)

ทายาทโดยธรรม ได้แก่ บุคคลที่ได้รบั มรดกโดยผลของกฎหมาย เปน็ บุคคลทก่ี ฎหมายกำหนดไว้ว่า
หากบุคคลใดถงึ แกค่ วามตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกมรดกให้แก่บุคคลใด หรอื ทำพนิ ัยกรรมยกมรดกให้บุคคล
ใด แต่มีทรัพย์มรดกเหลอื อยู่ บุคคลที่กฎหมายกำหนดถือว่าเปน็ ทายาทโดยธรรมของผู้ตายย่อมมีสิทธริ ับมรดก
ของผูต้ ายได้

2) ทายาทท่ีมีสิทธติ ามพนิ ยั กรรม เรยี กว่า “ผูร้ ับพินัยกรรม” (Legatees)
ผู้รับพินัยกรรม ได้แก่ “บุคคลธรรมดา” หรือ “นิติบุคคล” ที่เจ้ามรดก (Testator, de cujus)

กำหนดไว้ในพนิ ยั กรรมใหเ้ ปน็ ผูร้ ับมรดก ผู้รับพินัยกรรมไม่จำเป็นต้องเปน็ ญาตหิ รือทายาทในกองมรดก เมอ่ื เจ้า

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 85

มรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกส่วนใดให้ผู้รับพินัยกรรมแล้ว ทายาทโดยธรรมย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก
ส่วนนั้น แต่ทายาทโดยธรรมทุกประเภทอาจเป็นผู้รับพินัยกรรมด้วยก็ได้ และการมีสิทธิได้รับทรัพย์ตาม
พินัยกรรมย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม เว้นแต่เจ้ามรดกจะแสดง
เจตนาไวเ้ ปน็ อยา่ งอืน่ ในพนิ ัยกรรม

3. สภาพและฐานะของบคุ คลทจี่ ะพึงรับมรดกได้
1) บคุ คลธรรมดา
การที่บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทในฐานะทายาทโดยธรรมและในฐานะผู้รับพินัยกรรม บุคคล

ธรรมดาจะต้องเปน็ ผมู้ คี วามสามารถเป็นทายาทได้อยู่ในขณะทีเจ้ามรดกตาย
ผู้ท่ีมีความสามารถเป็นทายาทได้ ได้แก่ ผู้ท่ีมีสภาพบุคคล หรือผู้ท่ีสามารถมีสิทธิได้ในเวลาที่เจ้า

มรดกตาย และเพื่อประโยชน์ในกรณีนี้ ให้ถือว่าเด็กที่เกิดมารอดอยู่ภายในสามร้อยสิบวันนับแต่เวลาที่เจ้า
มรดกถงึ แกค่ วามตายนัน้ เปน็ ทารกในครรภ์มารดาอยใู่ นเวลาท่ีเจา้ มรดกถึงแก่ความตาย

2) นิตบิ คุ คล
นิติบุคคลเป็นทายาทได้ก็แต่โดยเป็นผู้รับพินัยกรรม โดยจะต้องมีสภาพเป็นนิติบุคคลอยู่ในขณะที่

เจ้ามรดกถงึ แกค่ วามตาย ตัวอย่างนิตบิ คุ คล เช่น มูลนธิ ิ สมาคม บรษิ ทั วดั เป็นตน้

4. ผู้มสี ทิ ธิได้รบั มรดกและส่วนแบ่งของมรดก
4.1 ผรู้ ับพนิ ยั กรรม (Legatees)
ถ้าเจ้ามรดกทำพินัยกรรม (Will) ยกทรัพย์ให้แก่ผู้ใด และพินัยกรรมนั้นมีผลสมบูรณ์ ผู้นั้นเป็น

ผู้รับพินัยกรรม ผู้รับพินัยกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นญาติของเจ้ามรดก เพียงแต่มีสภาพบุคคลหรือเป็นผู้ที่มีสิทธิ
ตามกฎหมาย ผู้รบั พินัยกรรมจะเปน็ บคุ คลธรรมหรือนติ ิบคุ คลก็ได้

ในกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ ต้องแบ่งปันทรัพย์ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมก่อน แต่หาก
พินัยกรรมนั้นจำหน่ายทรัพย์หรือมีผลบังคับแต่เพียงบางส่วน ให้ปันทรัพย์มรดกส่วนที่เหลือให้แก่ทายาทโดย
ธรรม แต่หากผ้ตู ายไมไ่ ด้ทำพินัยกรรมไว้ หรือทำพินยั กรรมไว้แต่ไม่มผี ลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกท้ังหมดแก่
ทายาทโดยธรรมของผตู้ ายตามกฎหมาย

4.2 ทายาทโดยธรรม (Statutory Heirs)
ทายาทโดยธรรมมี 2 ประเภท คอื ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติ กบั ทายาทโดยธรรมทเ่ี ป็นคู่สมรส
1) ทายาทโดยธรรมทเี่ ปน็ ญาติ (Relatives)
ทายาทโดยธรรมทญ่ี าตมิ ี 6 ลำดบั ดว้ ยกนั โดยแต่ละลำดบั มสี ิทธิไดร้ ับมรดกก่อนหลังดังนี้
(1) ผู้สืบสันดาน (Descendants) หมายถึง ผู้สืบสายโลหิตโดยตรงลงมาทุกชั้นของเจ้า

มรดก เช่น บุตร หลาน เหลน ของเจ้ามรดก เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามมิได้หมายความว่าผู้สืบสันดานของเจ้า
มรดกจะมีสิทธิได้รับมรดกทุกคน เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1631 บัญญัติว่า “ใน

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 86

ระหว่างผ้สู ืบสนั ดานตา่ งช้ันกัน บตุ รของเจา้ มรดกอนั อยู่ในช้นั สนทิ ที่สดุ เท่าน้นั มีสทิ ธิรบั มรดก ผู้สืบสันดานท่ีอยู่
ในช้ันถัดลงไปจะรับมรดกได้กแ็ ตโ่ ดยอาศยั สิทธใิ นการรบั มรดกแทนที่”

ผ้สู บื สนั ดานของเจ้ามรดกท่จี ะมสี ิทธไิ ด้รับมรดกตามกฎหมาย แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คอื
ก. บุตรชอบดว้ ยกฎหมาย ไมว่ ่าจะเป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายต้งั แต่เกดิ หรือภายหลงั การเกดิ ก็ตาม
ข. บตุ รนอกกฎหมายทบี่ ิดารับรองแล้ว หมายถงึ การรับรองโดยพฤติการณ์อย่างใดอย่างหน่ึง
โดยเปดิ เผย เช่น การใหใ้ ชน้ ามสกลุ การสง่ เสียเล้ยี งดู เป็นตน้
ค. บตุ รบุญธรรม ตอ้ งเปน็ บุตรบญุ ธรรมที่มกี ารจดทะเบยี นถูกต้องตามกฎหมาย
เช่น นายดำมีบุตรชอบด้วยกฎหมาย 2 คน คือ นายเอกกับนายโท และมีบุตรบุญธรรม 1 คน
คือ นายตรี นายเอกมีบุตรชอบด้วยกฎหมาย 1 คน คือ เด็กชายเอ ถ้านายดำตายมีมรดก 3 ล้านบาท นายเอก
นายโท และนายตรี ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะผู้สืบสันดานจึงได้รับส่วนแบ่งมรดกคนละส่วนเท่า ๆ กัน
คอื คนละ 1 ล้านบาท สว่ นเดก็ ชายเอไมม่ สี ิทธิไดร้ ับมรดกของนายดำ แตถ่ า้ นายเอกตายก่อนนายดำ เด็กชายเอ
ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานในชั้นลำดับต่อจากนายเอกมีสิทธิได้รับมรดกของนายดำในฐานะผู้สืบสันดายโดยตรงของ
นายเอกโดยการรับมรดกแทนที่ มรดกของในส่วนของนายเอกจึงตกแก่เด็กชายเอ คือ 1 ลา้ นบาท
(2) บิดามารดา (Parents) บิดามารดาที่จะเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก ต้องเป็น
บิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ในกรณีที่บิดามีการรับรองบุตรนอกกฎหมายโดยพฤตินัยอย่างที่บิดาพึงมีต่อ
บุตรนั้น มีผลทำให้บุตรนอกกฎหมายที่บดิ ารบั รองนั้นมีสิทธิได้รับมรดกของบิดาในฐานะผู้สืบสันดาน แต่ไม่ทำ
ให้เป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตร ดังนั้น เมื่อบุตรตาย บิดาไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของบุตรซึ่งเป็นเจ้า
มรดก จึงไม่มีสิทธไิ ด้รับมรดกของบุตร ส่วนบิดามารดาบุตรธรรม หรือ ผู้รับบุตรบุญธรรม ไม่มีสิทธิได้รับมรดก
ของบตุ รบญุ ธรรมเมื่อบตุ รบญุ ธรรมตายไป
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (Brothers and sisters of full blood) พี่น้องร่วม
บิดามารดาเดียวกันทเี่ ป็นทายาทโดยธรรมถือความเป็นพ่นี ้องกนั ตามความเป็นจริง
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (Brother and sisters of half blood) พ่ี
นอ้ งรว่ มบดิ าหรอื มารดาเดยี วกันท่ีเป็นทายาทโดยธรรมถอื ความเปน็ พน่ี อ้ งกันตามความเปน็ จรงิ
(5) ปู่ ย่า ต า ยาย (Grandfathers and grandmothers) หมายถึง บุพการีโดยตรงข้ึน
ไปเท่านั้น ได้แก่ บิดามารดาของบิดา หรือของมารดา แต่ไม่หมายความรวมถึงพี่น้องร่วมบิดามารดาของปู่ ย่า
ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา (Uncles and Aunts) หมายถึง พี่ชาย พี่สาว น้องชาย น้องสาวของ
บิดาหรอื มารดาที่เกดิ จากบิดามารดาเดยี วกัน หรือเกดิ จากบิดาหรอื มารดาเดียวกัน
ส่วนญาติลำดบั อื่นนอกจาก 6 ลำดับข้างต้นน้ัน ไม่ถือเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก เช่น
ทวด ลูกเขย ลูกสะใภ้ เป็นตน้
ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติมี 6 ลำดับ ตามปกติทายาทเหล่านี้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลัง
ตามที่เรียงลำดับไว้ กล่าวคือ ตราบใดที่มีทายาทในลำดับก่อนยังมีชีวิตอยู่ ทายาทที่อยู่ในลำดับถัดไปไม่มีสิทธิ
ได้รับมรดกเลย เช่น ผู้ตายมีบิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน และมีปู่ ย่า ในกรณีนี้ พี่น้องร่ว มบิดา

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 87

มารดาเดียวกัน และปู่ ย่าจะไม่มีสิทธิเข้ารับมรดกของผู้ตาย เพราะผู้ตายมีบิดามารดาเป็นทายาทโดยธรรมใน
ลำดับที่ 2 ที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3 และปู่ย่า ทายาทโดย
ธรรมในลำดบั ที่ 5 เปน็ ทายาทโดยธรรมท่ีอยู่ในลำดบั ถดั จากบดิ ามารดา จงึ ไม่มสี ทิ ธิเขา้ รับมรดกของผตู้ ายนั่นเอง

เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ตายมีผู้สืบสันดานทีย่ ังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ และมีบิดามารดาที่
ยงั มชี ีวติ อยู่ ใหบ้ ิดามารดาได้รบั สว่ นแบ่งเสมอื นหนง่ึ ว่าเป็นทายาทช้ันบุตรของผู้ตาย กลา่ วคอื บดิ ามารดามสี ทิ ธิ
ได้รับส่วนแบ่งในมรดกเท่ากับบุตรของผู้ตาย เช่น ผู้ตายมีทรัพย์มรดก 3 ล้านบาท มีบุตรชอบด้วยกฎหมาย 1
คน และมีบิดามารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนี้ ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงตกแก่บุตร บิดา และมารดา คนละ 1 ล้าน
บาท เพราะบุตรชอบดว้ ยกฎหมายเปน็ ทายาทโดยธรรมในลำดบั ที่ 1 สว่ นบิดามารดาเปน็ ทายาทโดยธรรมลำดับ
ที่ 2 บดิ ามารดาจึงมีสทิ ธิได้รับมรดกเชน่ เดยี วกบั บตุ ร

2) ทายาทโดยธรรมท่เี ปน็ คู่สมรส (Spouses)
คู่สมรส ถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ต้องเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย คือ มีการ

จดทะเบียนสมรสแล้ว เมื่อคู่สมรสฝ่ายใดตายถือว่าการสมรสสิ้นสุดตามกฎหมาย และเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง
ต้องมีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา เมื่อมีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาแล้ว ทรัพย์สินส่วนใด
เป็นของผู้ตาย ทรัพย์สินนั้นจะเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของผู้ตายต่อไป และในการแบ่งแยกทรัพย์สิน
ระหวา่ งสามภี รรยาน้ันย่อมแยกจากกันโดยผลของกฎหมายทันที สว่ นของผู้ตายกเ็ ป็นทรัพย์มรดก ถา้ กองมรดก
ยงั ไม่ไดแ้ บง่ คสู่ มรสและทายาทอื่นยอ่ มมสี ่วนร่วมกนั ตามสัดส่วนท่ีกฎหมายกำหนด กลา่ วคือ เมอ่ื เจ้ามรดกตาย
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่จะได้รับสินสมรสไปส่วนหนึ่ง แล้วได้รับส่วนแบ่งในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายอีก
ฐานะหนึ่ง เช่น นายเอกจดทะเบียนสมรสกับนางกิง่ ระหว่างมชี ีวติ นายเอกมีเงนิ ฝากในบัญชีธนาคารซ่ึงเป็น
สินส่วนตัว 1 ล้านบาท และมีสินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกับนางกิ่ง 4 ล้านบาท เมื่อนายเอกถึงแก่ความตาย
สินสมรส 4 ลา้ น เปน็ สนิ ส่วนตวั ของนางก่งิ 2 ลา้ นบาท และสินส่วนตวั ของนายเอก 2 ลา้ นบาท ดงั นัน้ นายเอก
มีทรพั ย์มรดกรวมท้ังส้ิน 3 ลา้ นบาท

4.3 สว่ นแบง่ ของมรดกระหวา่ งทายาทโดยธรรม
ทายาทโดยธรรมมีสว่ นแบง่ ในกองมรดก ดงั นี้
1) กรณเี ปน็ ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกนั
ให้ทายาทโดยธรรมทุกคนมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกเท่ากันทุกคน เช่น นายเอกมีบุตรชอบ

ด้วยกฎหมาย 2 คน คือ นายเอกับนายบี ต่อมานายเอกถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดก 1 ล้านบาท นายเอกับ
นายบีเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายเอกจึงเป็นทายาทโดยธรรมในฐานะผู้สืบสันดานของนายเอก ตาม
มาตรา 1629 (1) เมื่อนายเอกับนายบีเป็นทายาทโดยธรรมลำดับเดียว จึงชอบที่จะได้รับมรดกเท่ากัน คือ คน
ละ 5 แสนบาท

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 88

2) กรณีท่ีผ้ตู ายมีคสู่ มรสและมที ายาทโดยธรรมท่เี ป็ญาติ
ในกรณีท่ีผู้ตายมีคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่และมีทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติ คู่สมรสจะไม่ตัด

ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติ ไม่ว่าจะเป็นทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติในลำดับใดก็ตาม ทายาทโดยธรรมทีเ่ ป็นคู่
สมรสจะไดร้ ับมรดกรว่ มกบั ทายาททีเ่ ปน็ ญาตติ ามสัดสว่ นท่ีกฎหมายกำหนดไว้

ลำดบั และสว่ นแบ่งของคูส่ มรสทีย่ ังชวี ติ อยู่ในการรบั มรดกของผ้ตู ายน้ันเปน็ ไปดังต่อไปน้ี
(1) คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร
กลา่ วคอื คสู่ มรสไดส้ ว่ นแบง่ เทา่ กับผู้สืบสันดาน โดยได้รบั คนละสว่ นเทา่ ๆ กัน

ก. มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) คอื ผ้สู บื สันดานยงั มชี วี ติ อย่หู รือมีผู้รบั มรดกแทนที่
ข. มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) และมีทายาทตามมาตรา 1629 (2) คือ บดิ ามารดา
(2) คู่สมรสที่ยงั มีชีวติ อยนู่ น้ั มสี ทิ ธิได้รบั มรดกกึ่งหนึง่
ก. ไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) คือ ผสู้ ืบสนั ดาน แตม่ ีทายาทตามมาตรา 1629 (2)
คอื บิดามารดา หรอื
ข. ไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) และตามมาตรา 1629 (2) แต่มีทายาทตามมาตรา
1629 (3) คอื พน่ี อ้ งรว่ มบดิ ามารดาเดยี วกนั หรอื มผี ูร้ ับมรดกแทนที่
(3) คู่สมรสทย่ี ังมชี วี ติ อยู่มีสิทธิไดร้ บั มรดกสองในสาม
ก. ไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) (2) (3) หรือผู้รบั มรดกแทนท่ี (เวน้ แตท่ ายาทลำดับ
ท่ี 2) แต่มที ายาทตามมาตรา 1629 (4) คอื พ่ีน้องรว่ มบดิ าหรือมารดาเดียวกัน หรอื ผรู้ ับมรดกแทนที่
ข. ไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) (2) (3) (4) หรือผู้รับมรดกแทนที่ (เว้นแต่ทายาท
ลำดบั ที่ 2) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (5) คือ ปู่ ยา่ ตา ยาย
ค. ไม่มีทายาทตามมาตรา 1629 (1) (2) (3) (4) (5) หรือผู้รับมรดกแทนที่ (เว้นแต่
ทายาทลำดับท่ี 2 และ 5) แต่มีทายาทตามมาตรา 1629 (6) คอื ลงุ ป้า นา้ อา หรอื ผรู้ บั มรดกแทนท่ี
(4) คสู่ มรสทยี่ ังมีชีวติ อยมู่ ีสิทธิไดร้ บั มรดกท้ังหมด
ก. ไมม่ ีทายาทดังทร่ี ะบุไวใ้ นมาตรา 1629 (1) – (6)

ตวั อย่าง นายเอกจดทะเบียนสมรสกับนางก่ิง มีบุตรชอบด้วยกฎหมาย 2 คน คือ นายเอ กับ
นายบี และมีนางเอ๋น้องสาวร่วมบิดามารดา ในระหว่างมีชีวิตนายเอกมีเงินฝากในบัญชีธนาคารซึ่งเป็นสิน
ส่วนตัว 1 ล้านบาท และมีสินสมรสที่ทำมาหาได้ร่วมกับนางกิ่ง 4 ล้านบาท เมื่อนายเอกถึงแก่ความตาย
สินสมรส 4 ล้าน แบ่งให้นายเอกและนางกิ่ง คนละ 2 ล้านบาท ดังนั้น นายเอกมีทรัพย์มรดกรวม 3 ล้านบาท
ในขณะท่ีนายเอกถึงแก่ความตาย นายเอกมีนายเอกับนายบีเปน็ บุตรชอบดว้ ยกฎหมาย ซ่งึ เป็นทายาทโดยธรรม
ตามมาตรา 1629 (1) ที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีนางเอ๋ น้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกันซ่ึงเปน็ ทายาทโดยธรรมตาม
มาตรา 1629 (3) ทย่ี งั มีชีวิตอยู่ นางเอเ๋ ป็นทายาทโดยธรรมท่อี ยใู่ นลำดับถัดไปจึงไมม่ ีสิทธิเข้ารบั มรดกของนาย
เอก นอกจากนี้ นายเอกยังมีนางกิ่งซึ่งเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายที่ยังมีชีวิตอยู่ นางกิ่งจึงเป็นทายาทโดย

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 89

ธรรมในฐานะคู่สมรสของนายเอก จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ดังนั้น มรดกของนายเอก
3 ล้านจึงตกแกน่ ายเอ นายบี และนางกง่ิ คนละสว่ น คือ คนละ 1 ลา้ นบาท

5. การรบั มรดกแทนที่
การรับมรดกแทนที่ คือ การทบ่ี คุ คลผู้มีสิทธิรับมรดกถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รบั มรดกกอ่ นเจ้า

มรดกถึงแกค่ วามตาย ผู้สบื สนั ดานของบคุ คลดงั กล่าวจงึ เข้ารับมรดกแทนที่ในสว่ นของบคุ คลดังกล่าวน้ันมีสิทธิ
จะไดร้ บั ซง่ึ บุคคลซง่ึ จะถูกรับมรดกแทนที่ คือ บคุ คลซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ
(6) มีสิทธิจะได้รับมรดกจากเจ้ามรดก แต่บุคคลนั้นตายไปก่อนเจ้ามรดกตาย หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อน
เจ้ามรดกตาย หากบุคคลนัน้ มีผู้สืบสันดานโดยตรง (บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรอง
แลว้ ) เปน็ ผู้เขา้ มารับมรดกแทนท่ีในส่วนท่บี ุคคลนนั้ มสี ิทธจิ ะไดร้ บั เชน่ นายเอกมบี ุตรชอบดว้ ยกฎหมาย 2 คน
คือ นายเอกับนายบี นายเอมีบุตรชอบด้วยกฎหมาย 1 คน คือ เด็กชายหนึ่ง นายเอถึงแก่ความตายก่อนนาย
เอก ต่อมานายเอกถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดก 1 ล้านบาท ดังนี้ ทรัพย์มรดกของนายเอกตกแก่นายบี และ
เดก็ ชายหน่ึงโดยการเข้ารับมรดกแทนทนี่ ายเอ คนละส่วนเทา่ กนั คอื คนละ 5 แสนบาท

6. กรณีเก่ยี วกับพระภกิ ษุ
6.1 กรณีพระภิกษเุ ปน็ ทายาท
พระภิกษุสามารถเป็นทายาทได้ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นในฐานะทายาทโดยธรรมหรือผู้รับ

พินัยกรรม เว้นแต่กฎหมายกำหนดข้อห้ามไว้ว่า ถ้าพระภิกษุจะเป็นทายาทโดยธรรมในระหว่างสมณเพศ
ทายาทอื่นไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกให้ พระภิกษุจะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกไม่ได้ ถ้ามีการฟ้องร้องคดีเพื่อเอา
ทรพั ย์มรดก พระภกิ ษุจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อไดส้ กึ จากสมณเพศเสียก่อน การจำกดั สทิ ธิในการเรยี กร้องเอาทรัพย์
มรดกนั้น หมายถึง เฉพาะการฟ้องร้องหรือเสนอเป็นคดีต่อศาลเท่านั้น แต่กรณีที่พระภิกษุถูกฟ้องเป็นจำเลย
พระภิกษสุ ามารถยน่ื คำใหก้ ารต่อส้คู ดีโจทก์ได้

6.2 กรณพี ระภกิ ษเุ ป็นเจา้ มรดก
ทรพั ย์สนิ ของพระภิกษุ สามารถแยกได้ 2 ประเภท ดงั นี้
1) ทรัพย์สินทไี่ ด้มาในระหวา่ งทอี่ ยู่ในสมณเพศ
ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่

มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปใน
ระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม หมายความว่า ทรัพย์สินนั้นไม่ว่าพระภิกษุจะได้มาด้วยประการใด เช่น มีผู้
ถวายให้ด้วยความศรัทธา หรือได้มาโดยทางมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมหรือได้มาด้วย
ประการอื่นก็ตาม และไม่ว่าพระภิกษุจะนำทรัพยส์ นิ เหล่าน้ันมาไว้ทีว่ ัดที่จำพรรษาหรือไม่ก็ตาม ถ้าพระภิกษุยัง
ไม่มรณภาพย่อมมีสิทธจิ ำหนา่ ยจ่ายโอนใช้สอยหรือยกให้ใครในขณะยังมชี วี ติ หรอื จะทำพนิ ัยกรรมยกทรัพย์สิน
ให้บุคคลใดบุคคลหน่ึงก็สามารถทำได้ แต่ถ้าพะภิกษุยงั มที รพั ย์สินเหลอื อยู่ซึ่งเปน็ ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 90

อยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุถึงแก่มรณภาพให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภมู ิลำเนาของพระภิกษุ
นนั้

2) ทรัพยส์ ินทไ่ี ดม้ ากอ่ นอปุ สมบท
ทรพั ย์สินใดเปน็ ของบคุ คลกอ่ นอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรพั ย์สินน้ันหาตกเปน็ สมบตั ขิ องวัดไม่

และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตาม
กฎหมายก็ได้ หมายความว่า ทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ ถ้าบุคคลผู้น้ี
ไดม้ าก่อนอปุ สมบทเปน็ พระภิกษุ และทรพั ยส์ นิ เหลานัน้ ไม่ว่าจะนำเข้ามาไว้ในวดั หรือไมก่ ็ตาม เมื่อพระภิกษุถึง
แก่มรณภาพ ทรพั ยส์ นิ เหลา่ น้ันไมต่ กเป็นสมบตั ขิ องวัด แตใ่ ห้เปน็ มรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบคุ คลนนั้

7. การสญู เสยี สิทธิในการรับมรดก
การเสียไปซง่ึ สทิ ธใิ นมรดกโดยบทบัญญัติแหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ลกั ษณะมรดก มีดงั น้ี
7.1 การถกู กำจดั มิให้รบั มรดก
การถูกกำจัดมิให้รับมรดกเป็นผลจากบทบัญญัติของกฎหมายที่ทำให้ทายาทเสียสิทธิในการรับ

มรดก การถกู กำจัดมใิ หร้ ับมรดกมอี ยู่ 2 กรณี ดงั น้ี
1) การถูกกำจดั มิให้รับมรดกฐานยักยา้ ยหรอื ปิดบังทรัพย์มรดก
การเสียไปซึ่งสิทธิในมรดก เพราะทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์

มรดกนั้น เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติว่าเมื่อเจ้ามรดกตายแล้วทายาทได้ไปปิดบังหรือยักย้ายทรัพย์
มรดก โดยทำให้ทายาทคนอื่นเส่ือมประโยชน์ ทายาทผู้น้นั ถกู กำจดั มิใหร้ บั มรดก ซึ่งการถูกกำจดั มใิ ห้รับมรดกนี้
เปน็ การถูกกำจัดหลังเจา้ มรดกตาย

ผลของการถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานยกั ยา้ ยหรือปิดบังทรัพย์มรดก มี 2 ประการดังน้ี
(1) การยกั ย้ายหรอื ปิดบังเท่าส่วนทีต่ นจะได้ หรือมากกวา่ มีผลทำให้ทายาทผู้นนั้ ถกู กำจัดมิให้
รับมรดกเลย
(2) การยักย้ายหรือปิดบังน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ มีผลทำให้ทายาทผู้นั้นถูกกำจัดมิให้ได้
มรดกเฉพาะส่วนทไี่ ด้ยักย้ายหรือปิดบงั ไว้
อย่างไรกต็ าม การถูกกำจัดมิให้รับมรดกเพราะยักยา้ ยหรือปิดบงั ทรัพยม์ รดกน้ัน มิให้ใช้บังคับ
แก่ผู้รับพินัยกรรม ซึ่งผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง ในอันที่จะได้รับทรัพย์สินนั้น
เชน่ เจา้ มรดกยกรถยนต์หมายเลขทะเบยี น กก 1234 กรงุ เทพ ใหแ้ กผ่ รู้ ับพินัยกรรม แมผ้ ู้รับพนิ ยั กรรมจะได้ยัก
ย้ายปิดบังทรัพย์มรดกอย่างอื่นมากกว่าส่วนที่ตนจะได้ ผู้รับพินัยกรรมไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก คือ รถยนต์
หมายเลขทะเบยี น กก 1234 กรุงเทพ

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 91

2) การถกู กำจดั มิให้รับมรดกฐานเปน็ ผ้ไู มส่ มควร
การเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกเพราะทายาทถูกกำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควรนั้น เป็นบทบัญญัติของ

กฎหมายที่บัญญัตวิ ่าทายาทประพฤติตนไม่ดอี ย่างไรจึงจะถูกกำจัด การที่ทายาทประพฤติตนไม่ดีในสายตาของ
คนทั่วไปอาจไมถ่ กู กำจดั ก็ได้

บคุ คลทต่ี ้องถกู กำจัดมิใหร้ ับมรดกฐานเปน็ ผูไ้ ม่สมควร คือ
(1) ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ หรือพยายามกระทำให้เจ้ามรดกหรือผู้มี
สิทธิไดร้ ับมรดกกอ่ นตนถึงแกค่ วามตายโดยมิชอบดว้ ยกฎหมาย
(2) ผทู้ ีไ่ ดฟ้ อ้ งเจ้ามรดกหาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิตและตนเองกลับต้องคำพิพากษาถึง
ท่ีสดุ ว่ามีความผดิ ฐานฟ้องเท็จหรอื ทำพยานเทจ็
(3) ผู้ที่รู้แล้วว่า เจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิได้นำข้อความนั้นขึ้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางท่ี
จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ข้อนี้มิให้ใช้บังคับถ้าบุคคลนั้นมีอายุยังไม่ครบสิบหกปีบริบูรณ์ หรือเป็นคน
วิกลจริตไมส่ ามารถรผู้ ดิ ชอบ หรอื ถา้ ผู้ท่ีฆา่ นั้นเปน็ สามภี ริยาหรอื ผู้บพุ การีหรอื ผ้สู ืบสันดานของตนโดยตรง
(5) ผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจา้ มรดกทำ หรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วน
หรือทงั้ หมดซ่ึงเก่ยี วกับทรพั ยม์ รดก หรอื ไม่ให้กระทำการดงั กลา่ วนน้ั
(6) ผทู้ ีป่ ลอม ทำลาย หรือปดิ บงั พนิ ัยกรรมแตบ่ างสว่ นหรอื ท้ังหมด
ทั้งน้ี เจ้ามรดกอาจถอนข้อกำจัดฐานเป็นผู้ไมส่ มควรกไ็ ด้ โดยให้อภัยไวเ้ ป็นลายลกั ษณ์อกั ษร

7.2 การตดั มใิ หร้ ับมรดก
การตัดมิให้รับมรดก คือ การที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับ

มรดก การตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกมี 2 กรณี คอื
1) การตัดทายาทโดยธรรมมใิ ห้รบั มรดกโดยแสดงเจตนาชัดแจง้
การตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกโดยแสดงเจตนาชัดแจ้ง เจ้ามรดกต้องระบุตัวทายาทผู้

ถกู ตดั มใิ ห้รับมรดกใหช้ ดั เจน ซง่ึ การแสดงเจตนาตดั มใิ ห้รบั มรดก มี 2 วิธี คอื
(1) โดยพินัยกรรม คือ เจ้ามรดกกำหนดไว้ในพินัยกรรมโดยชัดแจ้งว่าจะไม่ให้ทายาทโดย

ธรรมคนใดได้รับมรดกของตน โดยผลของพนิ ัยกรรมตะมผี ลเม่ือผู้ทำถึงแก่ความตาย ดงั นัน้ หากผู้ทำยังไม่ถึงแก่
ความตายทายาทโดยธรรมทร่ี ะบุในพนิ ยั กรรมกจ็ ะยงั ไม่ถูกตดั เน่ืองจากพินยั กรรมยังไมม่ ีผลบงั คบั

(2) โดยทำเป็นหนังสือมอบไวแ้ ก่พนักงานเจ้าหนา้ ที่ วธิ นี ้เี พยี งแต่เจ้ามรดกทำหนังสือระบุตัว
ทายาทผู้ถูกตัดไปมอบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจการตัดก็ใช้บังคับได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจรับ
หนังสือการตัดจากเจ้ามรดกก็คือ นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต ซึ่งการตัดมิให้รับมรดกโดยวธิ ีการนี้จะมีผล
ทนั ทีแมเ้ จ้ามรดกจะยังไมถ่ งึ แก่ความตายก็ตาม

ตัวอย่าง นายอุ้มเจ้ามรดกมีบุตรสามคน คือ นายโอ นายเอ็ม และนายเอ็กซ์ นายอุ้มทำ
พินัยกรรมระบุตัดนายโอมิให้รบั มรดกของตน ดังนั้น เมื่อนายอุ้มตาย มรดก 6 ล้านบาท จึงตกแก่นายเอ็มและ
นายเอ็กซ์ คนละ 3 ล้านบาท แต่หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายเอ็มกับนายเอ็กซ์เกิดอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ติ 92

กอ่ นนายอุ้ม ตอ่ มานายอุ้มตาย มรดก 6 ล้านของนายอุ้มตกแก่แผน่ ดิน เนือ่ งจากนายโอถูกตัดมิให้รับมรดกโดย
ชัดแจง้ จึงไมม่ ีฐานะเปน็ ทายาทของนายอมุ้ แม้นายอมุ้ ไมม่ ที ายาทอนื่ นายโอก็ไมม่ ีสิทธิเข้ามารับมรดกได้

อยา่ งไรก็ตาม หากต่อมาเจา้ มรดกจะถอนการตัดมิให้รบั มรดกก็สามารถกระทำได้ ดังนี้

วิธีการตัดมใิ หร้ ับมรดก วิธีการถอนการตดั มิใหร้ บั มรดก
1. โดยพนิ ัยกรรม 1. โดยพินยั กรรม
2. โดยทำเปน็ หนงั สือมอบไว้แกพ่ นกั งานเจา้ หนา้ ที่ 2. โดยพินัยกรรมหรือโดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่

พนกั งานเจา้ หน้าทก่ี ไ็ ด้

2) การตัดมใิ ห้รบั มรดกโดยการแสดงเจตนาโดยปริยาย
การตัดมิให้รับมรดกโดยการแสดงเจตนาโดยปริยายนัน้ คือ เจ้ามรดกมิได้แสดงเจตนาโดยชดั

แจ้งว่าตัดทายาทโดยธรรม แต่โดยผลของกฎหมายทายาทโดยธรรมไม่มีสทิ ธิรับมรดก กล่าวคือ เป็นกรณีที่เจ้า
มรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมด ให้ถือว่าทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จาก
พินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก เช่น นายอุ้มเจ้ามรดกมีบุตรสามคน คือ นายโอ นายเอ็ม และนายเอ็กซ์
นายอุ้มทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกของตนท้ังหมดให้นายเอ็มและนายเอ็กซ์คนละครึ่ง เมื่อนายอุ้มตาย ทรัพย์
มรดกทง้ั หมดจึงตกแก่นายเอ็มและนายเอ็กซ์คนละส่วนตามข้อกำหนดพนิ ัยกรรม ส่วนนายโอซึ่งเปน็ ทายาทโดย
ธรรม ที่ไม่ไดร้ บั ประโยชนจ์ ากพินยั กรรมเลย จึงถอื วา่ นายโอเป็นผถู้ ูกตดั มิให้รับมรดกโดยปริยาย

แต่หากปรากฎข้อเท็จจริงว่า นายเอ็มเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ความตายก่อนนายอุ้ม ต่อมานายอุ้ม
ตาย มีทรัพย์มรดก 6 ล้านบาท ข้อกำหนดที่นายเอ็มจะได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง คือ 3 ล้านบาท เป็นอันตกไป
เนื่องจากนายเอ็มผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดก 3 ล้านบาทจึงตกทอดแก่ทายาทโดย
ธรรมมของนายอุ้ม คือ นายโอและนายเอ็กซ์ คนลละส่วนเท่าๆ กัน คือ คนละ 1.5 ล้านบาท ดังนั้น มรดก 6
ล้านบาท จึงตกแกน่ ายเอม็ 4.5 ลา้ นบาท และนายโอ 1.5 ลา้ นบาท

การที่จะพิจารณาว่าเจ้ามรดกจำหน่ายทรัพย์มรดกหมดหรือไม่นั้น ให้พิจารณาในขณะที่เข้า
มรดกถึงแก่ความตาย ถ้าเวลาที่เจ้ามรดกตายเจ้ามรดกจำหน่ายทรัพย์มรดกหมด ทายาทที่ไม่ได้รับประโยชน์
จากพินยั กรรมเป็นผถู้ กู ตัดมิใหร้ บั มรดก

7.3 การสละมรดก
การสละมรดก คอื การท่ที ายาทซง่ึ มสี ทิ ธิได้รับมรดกตามกฎหมาย ไมว่ ่าจะเป็นทาทยาทโดยธรรม

หรือผู้รับพินัยกรรมก็ตาม ได้แสดงเจตนาไม่ขอรับมรดกส่วนของตนภายหลังเจ้ามรดกตาย การสละมรดกมี
หลักเกณฑ์ดงั ตอ่ ไปน้ี

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ติ 93

1) การสละมรดกกระทำไดเ้ มอื่ เจ้ามรดกถงึ แกค่ วามตายแลว้
2) การสละมรดกต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าท่ี (นายอำเภอ
หรอื ผู้อำนวยการเขต) หรอื ทำเป็นสัญญาประนปี ระนอมยอมความระหวา่ งทายาทดว้ ยกัน
3) การสละมรดกจะทำแต่เพียงบางสว่ น หรอื ทำโดยมเี งือ่ นไข หรอื เง่อื นเวลาไม่ได้
4) เม่ือสละมรดกแล้ว จะถอนการสละมรดกไม่ได้
5) การทท่ี ายาทสละมรดกจะมผี ลย้อนหลังไปถึงเวลาท่ีเจ้ามรดกตาย
6) เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของ
ตนและชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดา
มารดา ผปู้ กครอง หรือผ้อู นบุ าลแลว้ แต่กรณี ไดบ้ อกสละมรดกโดยสมบรู ณ์ในนามของผู้สืบสนั ดานน้นั
7) ผ้รู บั พนิ ัยกรรมคนใดสละมรดก ผสู้ บื สนั ดานไม่มีสทิ ธิจะสืบมรดกในสว่ นท่ีไดส้ ละ
ตัวอย่าง นายไก่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 2 คน คือ นายกบและนางกุ้ง นายไก่ตายมี
ทรัพยม์ รดก 2 ล้านบาท ตกแก่นายกบและนางกงุ้ ทายาทโดยธรรมลำดับท่ี 3 คนละส่วนเทา่ ๆ กนั คือ คนละ 1
ล้านบาท ต่อมานางกุ้งแสดงเจตนาต่อนายกบขอสละมรดก ดังนี้ มรดกส่วนของนางกุ้ง 1 ล้านบาท จึงตกแก่
นายกบตอ่ ไป
แต่หากนางกุ้งมีบุตรชอบด้วยกฎหมาย คือ เด็กหญิงนก เด็กหญิงนกสามารถเข้าสืบสิทธิในการ
รบั มรดกในสว่ นที่นางกงุ้ มารดาสละมรดกได้ ดงั นัน้ มรดกในส่วนของนางกุ้ง 1 ล้านจึงตกแก่เด็กหญิงนก

8. พนิ ัยกรรม (Will)
พินัยกรรมเป็นการแสดงเจตนนาเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเองหรือหรือในการต่างๆ อันจะให้

เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้ การแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายนัน้ ย่อมทำได้ด้วย คำส่ัง
ครงั้ สดุ ท้ายกำหนดไว้ในพินยั กรรม

8.1 แบบของพินยั กรรม
พนิ ัยกรรมต้องทำตามแบบใดแบบหนึง่ ดังตอ่ ไปน้ี
1) พินยั กรรมแบบธรรมดา
ต้องทำเป็นหนงั สือลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไวต้ อ่

หนา้ พยานอย่างนอ้ ยสองคนพร้อมกัน ซ่งึ พยานสองคนนนั้ ต้องลงลายมอื ช่อื รับรองลายมือช่ือของผทู้ ำพินัยกรรม
ไวใ้ นขณะน้นั การขูดลบ ตก เตมิ หรอื การแกไ้ ขเปลีย่ นแปลงอยา่ งอนื่ ซ่งึ พนิ ัยกรรมน้นั ย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแตจ่ ะ
ได้ปฏบิ ัตติ ามแบบอย่างเดยี วกับการทำพินัยกรรมตามมาตรานี้ (ลงลายมือชอื่ และมพี ยานสองคน)

2) พินยั กรรมเขยี นเองท้ังฉบบั
ผ้ทู ำพนิ ยั กรรมต้องเขยี นดว้ ยมือตนเองซึ่งข้อความท้ังหมด วนั เดือน ปี และลายมือช่ือของตน

การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนัน้ ยอ่ มไม่สมบรู ณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม
จะไดท้ ำดว้ ยมือตนเอง และลงลายมือช่ือกำกับไว้

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ิต 94

3) พนิ ัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง
พินยั กรรมจะทำเป็นเอกสารฝ่ายเมอื งก็ได้ กลา่ วคือ
1. ผทู้ ำพินยั กรรมต้องไปแจ้งข้อความท่ีตนประสงคจ์ ะให้ใส่ไวใ้ นพินัยกรรมของตนแกกรมการ

อำเภอตอ่ หนา้ พยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน
2. กรมการอำเภอต้องจดข้อความท่ีผู้ทำพินยั กรรมแจง้ ให้ทราบนน้ั ลงไว้ และอา่ นข้อความนั้น

ใหผ้ ูท้ ำพินัยกรรมและพยานฟัง
3. เมื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานทราบแน่ชัดว่า ข้อความที่กรมการอำเภอจดนั้นเป็นการ

ถูกตอ้ งตรงกนั กบั ทีผ่ ทู้ ำพินยั กรรมแจง้ ไว้แลว้ ใหผ้ ูท้ ำพินัยกรรมและพยานลงลายมือช่ือไว้เปน็ สำคญั
4. ข้อความที่กรมการอำเภอจดไวน้ ั้น ให้กรมการอำเภอลงลายมือชื่อและลง วัน เดือน ปี ทั้ง

จดลงไวด้ ้วยตนเองเป็นสำคัญว่าพินัยกรรมนนั้ ได้ทำขึ้นถกู ต้องตาม 1 ถงึ 3 ข้างตน้ แล้วประทบั ตราตำแหน่งไว้
เป็นสำคัญ การขดู ลบ ตก เตมิ หรอื การแก้ไขเปลีย่ นแปลงอยา่ งอนื่ ซึง่ พินยั กรรมน้ันย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำ
พนิ ัยกรรม พยาน และกรมการอำเภอจะไดล้ งลายมือชื่อกำกับไว้

4) พนิ ัยกรรมทำเป็นเอกสารลับ
พินัยกรรมจะทำเป็นเอกสารลับกไ็ ด้ กลา่ วคอื
1. ผทู้ ำพินยั กรรมต้องลงลายมือชือ่ ในพนิ ยั กรรม
2. ผทู้ ำพินัยกรรมต้องผนกึ พินัยกรรมนนั้ แลว้ ลงลายมอื ชือ่ คาบรอยผนกึ น้ัน
3. ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกนั้นไปแสดงต่อกรมการอำเภอ และพยานอีกอย่าง

น้อยสองคน และให้ถ้อยคำต่อบุคคลทัง้ หมดเหล่านั้นวา่ เปน็ พินัยกรรมของตน ถ้าพินัยกรรมนั้นผู้ทำพินัยกรรม
มิได้เป็นผู้เขยี นเองโดยตลอด ผทู้ ำพินัยกรรมจะตอ้ งแจ้งนามและภูมลิ ำเนาของผ้เู ขียนให้ทราบดว้ ย

4. เมื่อกรมการอำเภอจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรมและวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมมาแสดง
ไวบ้ นซองน้นั และประทับตราตำแหน่งแล้ว ให้กรมการอำเภอผู้ทำพนิ ัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อบนซองน้ัน
การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบรู ณ์ เว้นแต่ผูท้ ำพินยั กรรม
จะไดล้ งลายมือชื่อกำกับไว้

5) พนิ ยั กรรมทำด้วยวาจา (กรณมี พี ฤตกิ ารณพ์ ิเศษ)
เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งบุคคลใดไม่สามารถจะทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่น

ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม บุคคลนั้นจะทำพินัยกรรมด้วยวาจาก็ได้
เพื่อการนี้ ผู้ทำพินัยกรรมต้องแสดงเจตนากำหนดข้อพินัยกรรมต่อหนา้ พยานอย่างน้อยสองคนซึ่งอยู่พร้อมกัน
ณ ที่นั้น พยานสองคนนั้นต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอโดยมิชักช้าและแจ้งข้อความที่ผูท้ ำพินัยกรรมได้สง่ั
ไว้ด้วยวาจานนั้ ทงั้ ตอ้ งแจง้ วนั เดอื น ปี สถานทีท่ ท่ี ำพินยั กรรมและพฤตกิ ารณ์พเิ ศษน้ันไวด้ ้วยให้กรมการอำเภอ
จดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อไว้ หรือมิฉะนั้น จะให้เสมอกับการลง
ลายมอื ชือ่ ไดก้ ็แตด่ ว้ ยลงลายพมิ พน์ ว้ิ มือโดยมีพยานลงลายมอื ชอ่ื รบั รองสองคน

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 95

8.2 ความสามารถของผ้ทู ำพินยั กรรม
ผู้ทำพินัยกรรมต้องมคี วามสามารถสมบูรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งความสามารพของผู้ทำพินัยกรรมนนั้

ให้พิจารณาแต่ในเวลาท่ที ำพินัยกรรมเทา่ นน้ั ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมแยกพจิ ารณาได้ดงั ต่อไปน้ี
(1) ผู้เยาว์ บุคคลสามารถทำพินัยกรรมได้เองเมื่อมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ โดยไม่ต้องขอความ

ยินยอมจากใคร แตห่ ากทำในขณะทอ่ี ายุยงั ไม่ครบ 15 ปบี รบิ ูรณ์ พนิ ยั กรรมเปน็ โมฆะ
(2) บุคคลวิกลจริต พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริตแต่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้

ความสามารถทำขน้ึ น้ันจะเปน็ อันเสยี เปลา่ ตอ่ เมอื่ พสิ ูจน์ไดว้ ่าในเวลาทีท่ ำพนิ ัยกรรมน้ันผู้ทำจรติ วกิ ลอยู่
(3) คนไรค้ วามสามารถ พินยั กรรมซ่ึงคนไรค้ วามสามารถทำขน้ึ เป็นโมฆะ
(4) คนเสมอื นไร้ความสามารถ สามารถทำพนิ ัยกรรมไดโ้ ดยลำพงั

8.3 บุคคลผูต้ อ้ งหา้ มมใิ หเ้ ป็นพยานในการทำพนิ ยั กรรม
บคุ คลดงั ตอ่ ไปน้จี ะเป็นพยานในการทำพนิ ัยกรรมไม่ได้
(1) ผซู้ ่ึงยังไมบ่ รรลุนิตภิ าวะ
(2) บุคคลวิกลจริตหรอื บคุ คลซึ่งศาลส่ังให้เปน็ ผ้เู สมอื นไรค้ วามสามารถ
(3) บุคคลท่ีหหู นวก เปน็ ใบ้ หรือจักษุบอดท้ังสองขา้ ง
คำว่า “พยานในการทำพินัยกรรม” หมายถึง ทั้งพยานพินัยกรรม และพยานรับรองลายพิมพ์น้ิว

มอื ของผู้ทำพนิ ัยกรรม
นอกจากบุคคลที่กฎหมายห้ามเป็นพยานแล้ว ยังมีบุคคลบางจำพวกที่เป็นพยานในการทำ

พินัยกรรมไม่ได้ เช่น คนแขนขาด มือด้วน เป็นต้น เพราะการเป็นพยานในการพินัยกรรมจะต้องลงลายมือชื่อ
หรอื พมิ พ์ลายนวิ้ มือเท่านนั้ บุคคลจำพวกน้จี งึ เปน็ พยานไม่ไดโ้ ดยสภาพแมก้ ฎหมายจะมไิ ด้บัญญัติไว้ก็ตาม

8.4 ผู้จัดการมรดก (Estates Administrator)
เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย หากผู้ตายไม่มีทรัพย์สินที่จะตกเป็นมรดกตกแก่ทายาทหรือมีแต่น้อย

และไม่มปี ญั หาทจ่ี ะแบง่ ปนั ทรัพยม์ รดกแก่ทายาท ทายาทเหลา่ นน้ั สามารถจดั การหรือแบ่งมรดกกันเองได้
แตห่ ากเจ้ามรดกมีทรัพย์สินหรือหน้ีสินและทายาทเป็นจำนวนมาก การแบง่ ปนั มรดกก็อาจจะเกิด

ปัญหาขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องมีบุคคลที่จะเข้ามาเป็นผู้รวบรวมทรัพย์สินของเจ้ามรดกเพื่อชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้
ของเจา้ มรดก หรือแบ่งปนั ทรพั ยส์ ินใหก้ บั ทายาท บุคคลนนั้ คอื “ผจู้ ัดการมรดก”

ผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกนั้น มีได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยผู้จัดการมรดกมีได้ 2 ทาง คือ
โดยพินัยกรรม หรอื โดยคำสัง่ ศาล ซึ่งบคุ คลต่อไปน้จี ะเป็นผูจ้ ดั การมรดกไม่ได้

1) ผซู้ ึ่งยังไมบ่ รรลนุ ิตภิ าวะ
2) บุคคลวกิ ลจริต หรอื บุคคลซ่ึงศาลสั่งใหเ้ ป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ
3) บคุ คลซึง่ ศาลส่ังให้เปน็ คนล้มละลาย

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 96

9. มรดกทีไ่ ม่มีผู้รบั
เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตาย โดยไม่มีทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมหรือการตั้งมูลนิธิตาม

พนิ ยั กรรม มรดกของบคุ คลนน้ั ตกทอดแกแ่ ผ่นดิน

10. ภาษีการรับมรดกตามพระราชบญั ญตั ภิ าษีการรบั มรดก พ.ศ. 2558
ภาษีการรับมรดก เป็นภาษีที่เก็บจากมูลค่ามรดกที่ทายาทแต่ละคนได้รับจากกองมรดก โดยที่ผู้รับ

มรดกเป็นผู้มีหน้าทีเ่ สียภาษี และมักจะมีการกำหนดค่าลดหย่อนและอัตราภาษีที่เป็นประโยชน์กบั ผู้รบั มรดกที่
มคี วามสัมพนั ธใ์ กล้ชดิ กับผ้ตู าย ทำให้ผู้รับมรดกทมี่ คี วามใกลช้ ิดกับผู้ตายมีภาระภาษีท่นี ้อยกวา่ ผูร้ บั มรดกแต่ละ
คนมากกว่า เพราะรับภาระภาษีตามสัดสว่ นมูลค่าของมรดกท่ีตนได้รับ

10.1 ผู้มหี นา้ ท่เี สียภาษกี ารรบั มรดก
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดก ได้แก่ ผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ว่าจะได้รับมาใน

คราวเดียวหรอื หลายคราว ถ้ามรดกทไ่ี ดร้ ับมาจากเจา้ มรดกแต่ละรายรวมกนั มมี ูลค่าของทรัพย์สินท้ังส้ินท่ีได้รับ
เป็นมรดก หกั ด้วยภาระหนี้สินอนั ตกทอดมาจากการรับมรดกเกิน 100 ลา้ นบาท ตอ้ งเสียภาษีเฉพาะส่วนท่ีเกิน
100 ล้านบาท สำหรบั ผรู้ ับมรดก ดังนี้

1) บคุ คลธรรมดา ไดแ้ ก่ บคุ คลดงั ต่อไปนี้
(1) บุคคลผูม้ สี ญั ชาติไทย
(2) บคุ คลธรรมดาผ้มู ไิ ด้มีสัญชาตไิ ทย แต่มถี ่ินทอี่ ย่ใู นราชอาณาจกั รตามกฎหมายว่าด้วยคน

เขา้ เมอื ง
(3) บุคคลธรรมดาผูม้ ิได้มีสัญชาติไทย แต่ได้รบั มรดกอนั เป็นทรัพยส์ ินท่อี ยู่ในประเทศไทย
บคุ คลธรรมดาตาม (1) (2) ให้เสยี ภาษีจากทรัพย์สนิ ทั้งท่ีอยู่ในประเทศไทยและนอกประเทศ
บุคคลตาม (3) ให้เสียภาษีจากทรัพย์สนิ ทอี่ ย่ใู นประเทศไทย

2) นิติบุคคลที่มีสัญชาติไทย ได้แก่ นิติบุคคลที่ถือว่าเป็นบุคคลมี่มีสัญชาติไทยตาม
พระราชบัญญตั ภิ าษีการรับมรดก พ.ศ. 2559 ดังต่อไปน้ี

(1) เปน็ นติ ิบคุ คลทีจ่ ดทะเบยี นในประเทศไทย หรือ
(2) นิติบคุ คลทีจ่ ดั ตง้ั ข้นึ ตามกฎหมายในประเทศไทย หรอื
(3) เป็นนิติบุคคลที่ผู้มีสัญชาติไทย ถือหุ้นเกินร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว
ในขณะมสี ทิ ธไิ ดร้ บั มรดก หรอื
(4) เปน็ นิติบคุ คลทผ่ี ู้มสี ญั ชาติไทย เป็นผูม้ อี ำนาจบรหิ ารกจิ การเกินก่ึงหนึ่งของคณะบุคคล
ซึง่ มีอำนาจบรหิ ารกิจการทง้ั หมด
นิติบุคคลตาม (1) – (4) ให้เสียภาษีการรับมรดกจากมรดกที่ได้รับเป็นทรัพย์สินทั้งที่อยู่ใน
ประเทศไทยและนอกประเทศ
3) กรณีผู้ที่ได้รับมรดกเป็นนิติบุคคลที่มิได้ถือว่าเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยตาม 2) แต่ได้รับ
มรดกอนั เป็นทรัพยส์ ินทีอ่ ยใู่ นประเทศไทย ใหเ้ สียภาษีจากทรัพยส์ นิ ที่อยูใ่ นประเทศไทย

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ติ 97

10.2 ทรัพย์สินที่ตอ้ งเสียภาษีการรับมรดก
1) อสังหารมิ ทรพั ย์
2) หลักทรพั ย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลกั ทรัพย์และตลาดหลกั ทรัพย์
3) เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะอย่างเดียวกันซึ่งอยู่ในประเทศไทย ที่เจ้ามรดกมีสิทธิเรียก

ถอนคืนหรือสทิ ธิเรยี กร้องจากสถาบันการเงนิ หรือบคุ คลท่ีไดร้ ับเงนิ นัน้ ไว้
4) ยานพาหนะทมี่ หี ลักฐานทางทะเบยี น
5) ทรัพย์สินทางการเงินทก่ี ำหนดเพิ่มขึน้ โดยพระราชกฤษฎีกา

10.3 การคำนวณมลู ค่าทรพั ย์วนั ทต่ี ้องเสียภาษกี ารรับมรดก
1. อสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ให้ถือเอาตามราคาประเมินทุนทรัพย์ของ

อสังหาริมทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน หักด้วย
ภาระที่ถูกรอนสทิ ธิ ตามหลกั เกณฑ์ท่กี ำหนดในกฎกระทรวง

2. อสังหาริมทรพั ยท์ ่ตี งั้ อยู่ในต่างประเทศ ใหค้ ำนวณมลู ค่า ดังน้ี
(1) กรณีอสังหาริมทรัพย์ต้ังอยู่ในประเทศซ่ึงมีราคาประเมนิ ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติ

กรรม ใหถ้ ือเอาตามราคาประเมินทนุ ทรัพย์ของอสังหาริมทรัพยเ์ พ่ือเรยี กเกบ็ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและ
นติ กิ รรมตามกฎหมายของประเทศน้ัน

(2) กรณีอสังหาริมทรัพย์ตั้งอยูใ่ นประเทศซึ่งไม่มีราคาประเมินในการจดทะเบยี นสิทธิและ
นิติกรรม ให้ใช้ราคาที่รับรองโดยหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับการรับรองหรือความเห็นชอบให้เป็นผู้มีสิทธิ
ประเมินราคาอสงั หาริมทรัพย์ในประเทศท่ีอสังหาริมทรพั ย์น้นั ตัง้ อยู่

(3) กรณีอืน่ ๆ ใหใ้ ช้ราคาตลาดในวนั ที่ไดร้ ับมรดก
3. หลกั ทรพั ยท์ จ่ี ดทะเบยี นในตลาดหลักทรัพย์แหง่ ประเทศไทย ให้ถือเอาราคาของหลักทรัพย์
น้นั ในเวลาสนิ้ สุดเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ในวันท่ีไดร้ ับมรดก (2) บุคคลธรรมดาผู้มิได้มีสัญชาติไทย แต่
มถี ่ินที่อยใู่ นราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเขา้ เมือง
4. หลักทรัพย์ที่ไมไ่ ดจ้ ดทะเบียนในตลาดหลักทรัพยแ์ หง่ ประเทศไทย ใหใ้ ช้มลู ค่าดงั ต่อไปน้ี

4.1 หุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ถือมูลค่าหุ้นเท่ากับมูลค่าทางบัญชีในรอบ
ระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้น เว้นแต่ ในกรณีทรัพย์มรดกที่เป็นหุ้นนั้นเป็น
หนุ้ ของบริษทั หรือหา้ งหุน้ ส่วนนิตบิ ุคคล ซ่ึงไปถือหนุ้ ในบรษิ ทั หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอ่ืน ใหถ้ ือมูลคา่ หนุ้ ดงั นี้

(1) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ง
ประเทศไทย ให้ถอื เอามลู ค่าทีส่ ูงกวา่ มาใช้ในการคำนวณมลู ค่าของทรัพย์มรดก ระหวา่ งมูลคา่ ดังต่อไปนี้

(ก) มลู ค่าทางบญั ชีในรอบระยะเวลาบัญชกี ่อนรอบระยะเวลาบัญชที ่ีได้รับกรรมสิทธิ์
ในหุน้ ของบริษัทหรือหา้ งหนุ้ ส่วนนิติบุคคล

(ข) มูลค่าทางบญั ชขี องบริษทั หรือห้างหุ้นส่วนนติ ิบุคคลอ่ืนในรอบระยะเวลาบัญชี
กอ่ นรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รบั กรรมสทิ ธใ์ิ นหุน้ ของบริษัทหรอื ห้างหุ้นสว่ นนิตบิ ุคคล

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 98

(2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ
ไทย หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของต่างประเทศ ใหถ้ ือเอาราคาหรือมูลค่าทีส่ ูงกว่ามาใชใ้ นการคำนวณ
มูลคา่ ของทรัพยม์ รดก ระหว่างราคาหรือมลู คา่ ดังต่อไปนี้

(ก) มูลค่าทางบัญชีในรอบระยะเวลาบัญชกี ่อนรอบระยะเวลาบัญชีท่ีได้รับกรรมสิทธิ์
ในหนุ้ ของบรษิ ัทหรอื ห้างหนุ้ ส่วนนิตบิ คุ คล

(ข) ราคาหุ้นของบริษทั หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นนัน้ ในเวลาสิน้ สุดเวลาทำการ
ของตลาดหลกั ทรพั ย์ในวนั ท่ไี ด้รบั มรดก

(3) กรณบี ริษทั หรือหา้ งห้นุ ส่วนนิติบุคคล ถือหนุ้ ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอ่ืน
เกนิ กวา่ 1 แหง่ ใหถ้ อื เอาราคาหรือมูลคา่ ทส่ี ูงกว่ามาใช้ในการคำนวณมูลค่าของทรัพย์มรดก ระหว่างราคาหรือ
มูลค่าดังต่อไปน้ี

(ก) ใหน้ ับรวมราคาหรือมูลคา่ หุ้นของบริษทั หรอื ห้างหุ้นสว่ นนติ บิ คุ คลอ่ืน ๆ
(ข) มลู ค่าทางบญั ชีในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับกรรมสิทธิ์
ในหนุ้ ของบริษัทหรอื ห้างหุ้นสว่ นนิตบิ คุ คล
4.2 ตั๋วเงนิ คลัง พันธบัตร ตว๋ั เงิน หนุ้ กู้ ใหใ้ ช้มลู คา่ ดังต่อไปน้ี
(1) กรณที ่ีมกี ารจำหนา่ ยครั้งแรกต่ำกว่าราคาไถ่ถอน ใหใ้ ช้ราคาที่จำหนา่ ยครั้งแรก
(2) กรณที ี่มกี ารจำหนา่ ยครง้ั แรกไมต่ ่ำกวา่ ราคาไถ่ถอน ใหใ้ ช้ราคาไถถ่ อน
4.3 หลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของต่างประเทศ ให้ถือเอาราคาของ
หลักทรัพยน์ ัน้ ในเวลาสน้ิ สุดเวลาทำการของตลาดหลกั ทรพั ย์ในวันท่ีได้รบั มรดก
4.4 หลกั ทรัพย์อืน่ ใหถ้ ือตามราคาหรอื มลู คา่ ในวนั ทไ่ี ดร้ บั มรดก
5. ยานพาหนะ
(1) รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนในประเทศไทย ให้ใช้ราคาประเมินราคารถ
สำหรับปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ในการโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายรถดังกล่าวที่กรมการขนส่งทางบก
กำหนด โดยให้คำนวณมูลค่าตามราคาเฉลี่ย ระหว่างราคาประเมินสูงสุด และราคาประเมินต่ำสุดของราคา
ประเมินรถ ในกรณีไม่มีมูลค่าตามราคาประเมินให้ใช้ราคาประเมินที่ประเมินโดยบุคคล หรือหน่วยงานที่เป็น
สมาชิกขององค์กรวิชาชีพเกย่ี วกับการประเมนิ ราคาทรัพยส์ นิ น้นั
สำหรับมูลค่าของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ให้ใช้ราคา
ประเมินที่ประเมินโดยบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพของประเทศนั้น ๆ เกี่ยวกับการ
ประเมนิ ราคาทรพั ยส์ ินนั้น
(2) เรอื หรือเครอื่ งบิน ให้ใช้ราคาประเมินท่ีประเมินโดยบุคคลหรือหนว่ ยงานท่ีเป็นสมาชิก
ขององคก์ รวิชาชีพของประเทศนัน้ ๆ เกีย่ วกับการประเมนิ ราคาทรพั ย์สินน้ัน
(3) กรณีนอกเหนอื จาก (1) และ (2) ให้ถือตามราคาตลาดในวันทไ่ี ด้รบั มรดก
6. เงนิ ฝาก หรอื เงนิ อนื่ ใดทม่ี ีลักษณะทำนองเดยี วกนั ทเี่ จ้ามรดกมีสทิ ธิเรียกถอนคืน หรือมีสิทธิ
เรียกร้องจากสถาบันการเงินหรือบุคคลทีไ่ ด้รับเงินนั้นไว้ การคำนวณมูลค่าให้ถือเอามูลค่าของเงินฝากหรือเงนิ

เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 99

อื่นใดที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน รวมทั้งดอกเบี้ย หรือผลประโยชน์อื่นใดที่จะได้รับจากเงินดังกล่าวในวันที่
ไดร้ ับมรดกนนั้

กรณีมูลค่ามรดกที่ได้รับเป็นเงินตราต่างประเทศ ต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตรา
ไทย โดยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ซื้อขายกับลูกค้า ซึ่งเป็นอัตราซื้อถัวเฉลี่ยท่ี
ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศและเผยแพร่เมื่อสิ้นวันทำการของแต่ละวัน ในเว็บไซต์ของธนาคารแห่ง
ประเทศไทย เป็นอัตราแลกเปลี่ยนในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย เพื่อคำนวณภาษีการรบั
มรดกสำหรับมรดกท่มี ีมูลคา่ เปน็ เงนิ ตราต่างประเทศ

การยกเว้นภาษีการรบั มรดกตามประเภทหรือรายช่อื ท่ีกำหนดในกฎกระทรวง มดี งั น้ี
1. บุคคลผู้ท่ีได้รับมรดกที่เจ้ามรดกแสดงเจตนา หรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้มรดกน้ัน
เพือ่ ประโยชน์ในกิจการศาสนา กจิ การศกึ ษา หรอื กจิ การสาธารณประโยชน์
2. หนว่ ยงานของรฐั และนิตบิ คุ คลที่มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื กิจการศาสนา กิจการศึกษา หรอื กิจการ
สาธารณประโยชน์
3. บุคคล หรือองค์การระหว่างประเทศ ตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีต่อองค์การสหประชาชาติ
หรอื ตามกฎหมายระหวา่ งประเทศ หรอื ตามสญั ญา หรือตามหลักถ้อยทีถอ้ ยปฏบิ ัติตอ่ กันกับนานาประเทศ


Click to View FlipBook Version