บทที่ 11
การดำเนินคดีแพ่งและการดำเนนิ คดีอาญา
เมื่อบคุ คลใดกระทำความผิดกฎหมายหรือไปกระทำการอย่างหนึง่ อย่างใดอันเปน็ การกระทบกระเทือน
สิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอื่นอย่างร้ายแรงจนถึงขั้นผิดกฎหมายแล้ว บุคคลนั้นจะต้องถูกบังคับตาม
กระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย เนื่องจากบุคคลที่ได้รับความเสียหายไม่มีอำนาจจะตอบโต้ต่อผู้กระทำ
ความผิดนั้นโดยตรงและทันทีได้ เว้นแต่บางกรณีที่กฎหมายให้กระทำการได้โดยตรง เช่น การป้องกันโดยชอบ
ดว้ ยกฎหมายตามกฎหมายอาญา หรอื เรอ่ื งนิรโทษกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
การที่บุคคลที่เสียหายจะดำเนินการกับบุคคลที่กระทำผิดหรือก่อความเสียหายขึ้นนั้นต้องดำเนินการ
ตามกฎหมายทเี่ รยี กวา่ “กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความ”
1. การดำเนนิ คดีแพง่
ในกรณที ่ีมีขอ้ พิพาทหรอื การโต้แย้งสิทธหิ น้าที่ตามกฎหมายแพ่ง ก็ต้องดำเนนิ การฟอ้ งหรอื เรยี กร้องกัน
เป็นคดีแพ่งตามกระบวนการของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยระเบียบวิธีการ
ดำเนินการฟ้องร้อง ดำเนนิ คดี และบงั คับคดีในกรณีท่มี ขี อ้ พิพาทโต้แยง้ สิทธิในทางแพ่ง
1.1 ประเภทของการดำเนนิ คดแี พ่ง
การดำเนนิ คดแี พ่งตามกฎหมายมี 2 กรณี คอื
(1) การดำเนินคดีมีข้อพิพาท ได้แก่ การดำเนินคดีในกรณีที่เกิดมีการโต้แย้งสิทธิกันระหว่าง
โจทก์กบั จำเลย เป็นข้อโต้แย้งเกยี่ วกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง เช่น การฟอ้ งให้ผู้กู้ชำระเงิน
ตามสัญญากู้ การฟอ้ งเรียกใหผ้ ูล้ ะเมิดชดใช้คา่ สนิ ไหมทดแทน การฟ้องให้รบั ผดิ ตามสัญญาต่าง ๆ
(2) การดำเนินคดีไม่มีข้อพิพาท ไดแ้ ก่ การดำเนนิ คดีในกรณที ี่ไม่มีการโต้แย้งสิทธิ ไม่มีโจทก์ ไม่
มีจำเลย แต่เป็นกรณีที่มีความจำเป็นที่ต้องการใช้สิทธิทางศาลเพื่อรับรองคุ้มครองสิทธิของตน เช่น การร้อง
ขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธ์ิในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก การร้องขอ
เลิกนิติบุคคล การร้องขอให้ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือคนสาบสูญ
เป็นต้น
1.2 ขัน้ ตอนการดำเนนิ คดแี พง่
1) การยน่ื ฟอ้ งคดีตอ่ ศาล
คดีแพ่งต้องเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลและศาลโดยผู้พิพากษาจะเป็นผู้พิจารณา
พิพากษาคดีกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง โดยแบ่งศาลออกเป็น 3 ชั้นศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และ
ศาลฎีกา ซึ่งการที่จะเสนอเรื่องพิพาทต่อศาลเป็นคดีแพ่ง ต้องเริ่มเสนอคดีแพ่งนั้นๆ ต่อศาลชั้นต้นที่มีเขต
อำนาจ ดังตอ่ ไปนี้
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 157
การเสนอคดีตอ่ ศาล เขตอำนาจศาล ตวั อย่าง
คำฟ้องท่ัวไป ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ นายเอกมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครนายกได้กู้ยืมเงิน
ในเขตอำนาจศาล หรือศาล นายเหน่งที่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วต่อมานายเอกผิด
ท่ีมูลคดีเกิดข้ึนในเขตศาล นดั ชำระหน้ี เชน่ นี้ นายเหน่งสามารถฟอ้ งนายเอกต่อ
ศาลจงั หวดั นครนายก หรือศาลจงั หวัดเชียงใหม่กไ็ ด้
คำฟ้องเกย่ี วกับ ศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้น นางส้มทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่จังหวัดชุมพร
อสงั หาริมทรัพย์ ตั้งอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่ จากนายแสงซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดกระบี่ ต่อมา
จำเลยมภี มู ิลำเนา นายแสงผดิ สญั ญาไม่โอนทด่ี ินให้นางส้ม ดังน้ี นางส้ม
จะฟ้องนายแสงต่อศาลจังหวัดชุมพรหรือศาลจังหวัด
กระบี่ก็ได้
คำร้องขอท่วั ไป ศาลที่มีมูลคดีเกิดขึ้นในเขต นายเป็ดเป็นบุคคลวิกลจริตอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนนาย
ศาล หรือศาลที่ผู้ร้องมี ไก่บุตรของนายเป็ดมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปาง
ภมู ลิ ำเนาอย่ใู นเขตศาล ดังนี้ นายเป็ดอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาล
จงั หวดั ลำพนู กไ็ ด้
คำรอ้ งขอแต่งตั้ง ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนา นายหนึง่ รอ้ งขอเปน็ ผจู้ ดั การมรดกของนายใหญ่ซึ่งถึง
ผจู้ ดั การมรดก อยูใ่ นเขตศาลในขณะทีต่ าย แก่ความตายที่จังหวัดชลบุรี ดังนั้น นายหนึ่งต้องยื่น
คำรอ้ งขอต่อศาลจังหวัดชลบรุ ี
2) การเสยี ค่าธรรมเนยี มศาลในการดำเนินคดี
ในการดำเนินคดีทางแพ่ง โจทก์หรือผู้ร้องขอต้องชำระค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดีให้แก่
ศาล ท่ีเรียกวา่ “คา่ ธรรมเนียมศาล” หรือ “คา่ ข้นึ ศาล” ตามประเภทของคดีแพ่งดงั น้ี
1) คดีมีทุนทรัพย์ ได้แก่ คดีที่โจทก์เรียกร้องโดยมีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็น
ราคาเงินได้ โดยจำนวนเงินหรือราคาทรัพย์ที่เรียกร้องนั้นถือเป็นทุนทรัพย์คดีทั่วไป เช่น คดีเงินกู้ ผิดสัญญา
จา้ งทำของ เป็นต้น โดยมอี ัตราค่าธรรมเนียมศาลดังนี้
ทนุ ทรพั ยท์ ่เี รียกร้องเกิน 300,000 แต่ไม่เกนิ 50 ลา้ นบาท ใหเ้ สียอัตรารอ้ ยละ 2 บาท แต่
ไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนทุนทรัพย์ที่เรยี กร้องในส่วนท่ีเกิน 50 ล้านบาทแรก ใหเ้ สยี ในอัตรารอ้ ยละ 0.1 บาท
ทุนทรัพยท์ เี่ รยี กรอ้ งไม่เกนิ 300,000 บาท ให้เสยี อัตรารอ้ ยละ 2 แต่ไม่เกิน 1,000 บาท
2) คดีไม่มีทุนทรัพย์ ได้แก่ คดีที่โจทก์มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงิน
ได้ เช่น การร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก การร้องขอเป็นบคุ คลสาบสญู การรอ้ งขอครอบครองปรปักษ์ ฯลฯ โจทก์
ต้องเสียค่าธรรมเนยี มศาลในอัตราเร่ืองละ 200 บาท
3) การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล คือ กรณีที่โจทก์หรือจำเลยเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สิน
พอจะเสยี ค่าธรรมเนียมศาล โจทก์หรือจำเลยอาจยื่นคำร้องขออนุญาตยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้ เรียกว่าการ
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 158
ฟ้องคดีหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถา ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลจะอนุญาตให้ฟ้องคดีหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถา
ท้ังหมดหรอื เพียงบางส่วนก็ได้
3) การส่งสำเนาคำฟอ้ งให้จำเลย
โจทก์มีหน้าท่ีต้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตามอัตราที่ศาล
กำหนดให้เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลนำไปส่งให้จำเลย หรือศาลอาจสั่งปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาหรือที่
ทำงานของจำเลยหรอื อาจใหป้ ระกาศหนังสือพิมพแ์ ทนการส่งตามปกติก็ได้
ในกรณีเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ผู้ร้องขอต้องวางเงินค่าประกาศหนังสือพิมพ์และค่านำประกาศ
เก่ยี วกบั คำรอ้ งขอ ไปปดิ ไว้ที่ชุมชนต่อศาลตามระเบยี บเพ่ือเปดิ โอกาสใหผ้ มู้ สี ่วนไดเ้ สยี คัดค้านเสยี ก่อน
หากโจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าทีเ่ พ่ือสง่ หมายเรียกใหจ้ ำเลยและไมแ่ จ้งเหตุให้
ศาลทราบ ศาลจะถือวา่ โจทก์ทิง้ ฟ้องและจำหนา่ ยคดีเสียจากสารบบความ (โจทก์ยื่นฟอ้ งใหม่ไดภ้ ายในอายุความ)
4) จำเลยย่ืนคำให้การ
เม่ือจำเลยไดร้ บั สำเนาคำฟ้อง จำเลยตอ้ งย่ืนคำให้การเป็นหนังสือตอ่ ศาลภายใน 15 วนั นับแต่
วันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง คำให้การของจำเลยต้องแสดงให้ชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้าง
ของโจทก์ทง้ั ส้ินหรือแตบ่ างสว่ นรวมทัง้ เหตแุ หง่ การนน้ั
5) การพจิ ารณาคดี (การสบื พยาน)
เมื่อโจทกไ์ ด้ฟอ้ งและจำเลยไดย้ ื่นคำใหก้ ารต่อสูค้ ดี หรือกรณีที่จำเลยขาดนดั ยื่นคำให้การแลว้
ศาลจะนัดสืบพยานโจทก์หรือจำเลยแล้วแต่กรณี การสืบพยานนี้คู่ความจะนำพยานบุคคลเข้าสาบานตัวและ
เบิกความตอ่ ศาล และในระหวา่ งการสบื พยานคู่ความสามารถอ้างเอกสารประกอบการซักถาม หรือถามค้านได้
เม่ือการสบื พยานของค่คู วามท้งั สองฝา่ ยเสร็จสน้ิ แล้ว ศาลจะนัดฟังคำพพิ ากษาต่อไป
6) การพพิ ากษาคดี
ศาลจะตัดสินชี้ขาดคดีตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ศาลจะไม่พิพากษาหรือทำคำสั่งนอกคำ
ฟอ้ ง เชน่ โจทก์ฟ้องวา่ จำเลยทำละเมิดขอใหช้ ดใช้คา่ สินไหมทดแทนเปน็ เงนิ 100,000 บาท เม่ือสืบพยานพบว่า
มีความเสียหาย 200,000 บาท ศาลก็จะพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียได้เพียง 100,000 บาท เว้นแต่ตามท่ี
กฎหมายให้อำนาจ เชน่ การฟ้องขบั ไล่จำเลย ศาลมอี ำนาจขบั ไลร่ วมถึงบรวิ ารของจำเลยด้วย หรือศาลอาจยก
ข้อกฎหมายอนั เกี่ยวดว้ ยความสงบเรยี บรอ้ ยของประชาชนข้นึ วนิ จิ ฉยั ได้
ท้ังนี้ หากคู่ความอาจตกลงกนั และทำสญั ญาประนปี ระนอมยอมความกันได้ แตต่ อ้ งก่อนคดีถึง
ทส่ี ุด ซง่ึ ศาลจะตัดสินตามท่ีคู่ความตกลงกัน เรียกวา่ “การพิพากษาตามยอม” การทำสัญญาประนีประนอมยอม
ความกันมี 2 วิธี คือ การทำสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาล หรือการทำสัญญาประนีประนอมยอม
ความในศาล
7) การอุทธรณ์
คู่ความไม่พอใจในคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อาจยื่นอุทธรณ์โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาล
ชั้นต้นภายใน 1 เดือนนับแต่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น โดยผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมท่ี
ต้องใช้แกค่ คู่ วามอีกฝ่ายมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณน์ ้ันด้วย และหากเปน็ การอทุ ธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้อง
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ติ 159
เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์เกิน 50,000 บาท (ศาลชั้นต้นจะส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา
พพิ ากษาต่อไป)
8) การฎกี า
หากคู่ความไม่พอใจในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ อาจยื่นฎีกาโดยทำเป็นหนังสือยืน่ ตอ่ ศาล
ช้นั ต้นภายใน 1 เดือน นบั แต่ศาลอทุ ธรณ์อ่านคำพิพากษาหรือคำสัง่ นนั้ ซ่ึงปัจจุบนั จะต้องยื่นคำร้องขออนุญาต
ฎีกาก่อนโดยทำเป็นคำร้องขออนุญาตฎกี าและคำฟ้องฎกี าย่ืนไปพร้อมกัน
9) การบังคับคดี
การบังคบั คดี หมายถงึ วิธกี ารทคี่ ู่ความฝ่ายท่ีชนะคดี หรอื เรียกว่า “เจา้ หนี้ตามคำพิพากษา” จะ
ดำเนนิ การเอาแก่ผแู้ พค้ ดีเพื่อให้ได้ผลตามคำพิพากษา เนือ่ งจากฝา่ ยแพค้ ดีไม่ยอมปฏบิ ัติตามคำพพิ ากษาโดยได้
ทราบคำบังคับและระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้เพื่อการปฏิบัติตามคำพิพากษา หรือคำสั่งนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว
เจา้ หน้ตี ามคำพพิ ากษามีอำนาจทีจ่ ะดำเนินการขอให้ศาลบงั คับคดีได้
อย่างไรก็ตาม คู่ความฝ่ายชนะคดจี ะต้องร้องขอให้มีการบังคับคดภี ายใน 10 ปี นับแต่วันศาล
มคี ำพพิ ากษาหรือคำสงั่ แตถ่ ้าผชู้ นะคดไี ม่ดำเนินกระบวนการขอบังคบั คดีภายใน 10 ปี การบังคับคดีย่อมส้นิ สุดลง
ทรัพย์สินที่ไมอ่ ยู่ในความรับผิดแหง่ การบงั คับคดีและเงินหรือสิทธเิ รยี กร้องเป็นเงินของลกู หน้ี
ตามคำพิพากษาทีไ่ ม่อยู่ในความรับผดิ แหง่ การบงั คบั คดี
1. ทรัพยส์ ินทไ่ี ม่อยู่ในความรับผดิ แห่งการบงั คบั คดี
ทรัพย์สนิ ของลูกหนตี้ ามคำพพิ ากษาต่อไปนี้ ย่อมไม่อยใู่ นความรับผิดแหง่ การบังคับคดี
(1) เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัว โดยประมาณ
รวมกันราคาไม่เกินประเภทละสองหมื่นบาท แต่ในกรณีที่เจ้าพนักงานบงั คับคดีเห็นสมควร เจ้าพนักงานบังคับ
คดีจะกำหนดให้ทรัพย์สินแต่ละประเภทดังกล่าวที่มีราคารวมกันเกินสองหมื่นบาทเป็นทรัพยส์ ินที่ไม่ต้องอยู่ใน
ความรบั ผิดแห่งการบังคับคดีกไ็ ด้ ทั้งน้ี โดยคำนึงถงึ ความจำเป็นตามฐานะของลูกหนี้ตามคำพพิ ากษา
(2) สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพเท่าที่
จำเป็นในการเลี้ยงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ราคารวมกันโดยประมาณไม่เกินหนึ่งแสนบาท แต่ถ้าลูกหนี้
ตามคำพิพากษามีความจำเป็นในการเลี้ยงชีพก็อาจร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขออนุญาตใช้สัตว์ สิ่งของ
เครื่องมือ เครื่องใช้เท่าที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพในกิจการดังกล่าวของลูกหน้ีตามคำ
พพิ ากษาอันมีราคารวมกันเกินกวา่ จำนวนราคาที่กำหนดน้ัน ในกรณีเช่นน้ี ใหเ้ จ้าพนกั งานบังคับคดีมีอำนาจใช้
ดลุ พินจิ ไม่อนุญาตหรอื อนญุ าตได้เทา่ ทจ่ี ำเปน็ ภายในบังคับแห่งเง่ือนไขตามที่เจ้าพนักงานบงั คบั คดีเหน็ สมควร
(3) สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่ช่วยหรือแทนอวัยวะของ
ลูกหนีต้ ามคำพพิ ากษา
(4) ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่น หนังสือ
สำหรบั วงศต์ ระกูลโดยเฉพาะ จดหมาย หรือสมุดบัญชตี า่ ง ๆ
(5) ทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับ
ผดิ แห่งการบังคับคดี
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ติ 160
2. เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการ
บังคบั คดี
เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิด
แหง่ การบังคบั คดี
(1) เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ ส่วนเงินรายได้เป็นคราว ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกได้
ยกให้เพื่อเลี้ยงชีพนั้น ให้มีจำนวนไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดี
เหน็ สมควร
(2) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของ
ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลกู จา้ งในหน่วยราชการ และเงนิ สงเคราะห์ บำนาญ หรือบำเหน็จที่หนว่ ยราชการได้
จา่ ยให้แก่คสู่ มรสหรือญาติที่ยงั มีชีวติ ของบุคคลเหลา่ นัน้
(3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกนั
ของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (2) ที่นายจ้างหรือบุคคลอื่นใดได้จ่ายให้แก่บุคคล
เหล่านั้น หรือคู่สมรส หรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาท
หรอื ตามจำนวนทเ่ี จา้ พนักงานบังคบั คดีเหน็ สมควร
(4) บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม (3) เป็น
จำนวนไม่เกนิ สามแสนบาทหรอื ตามจำนวนท่ีเจ้าพนกั งานบังคบั คดเี ห็นสมควร
(5) เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับอันเนื่องมาแต่ความตายของ
บุคคลอื่นเป็นจำนวนตามที่จำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตายที่เจ้าพนักงานบังคับคดี
เห็นสมควร
โดยหลักแล้วการบังคับคดีในทรัพย์สินที่กล่าวมาข้างต้นจะไม่สามารถกระทำได้ แต่ในกรณีท่ี
หนี้เป็นหนี้จากการกู้ยมื ของ “กองทุนเงินให้กูยืมเพื่อการศึกษา” (กยศ.) อาจจะถูกหักโดยผู้มีหน้าที่จ่ายเงินได้
พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร หน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่ตนทำงาน เพื่อชำระเงิน
กูย้ มื คืนกองทนุ เงนิ ใหก้ ู้ยืมเพือ่ การศึกษา (กยศ.) ได้ โดยไมต่ ้องฟอ้ งคดี
ทั้งนี้ ในการบังคับคดีนั้นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิและหน้าที่
ดังตอ่ ไปน้ี
สิทธแิ ละหน้าทข่ี องเจา้ หนีต้ ามคำพพิ ากษา สิทธิและหน้าทข่ี องลูกหนี้ตามคำพพิ ากษา
1. ขอให้บังคับตามคำพิพากษาหรือคำสัง่ ภายใน 10 1. เม่อื มกี ารบงั คบั คดี เจ้าพนกั งานบังคับคดีมีหน้าท่ี
ปี นับแตว่ นั ท่ศี าลมคี ำพพิ ากษาหรือคำส่งั ถงึ ท่ีสุด ต้องแสดงหมายบังคับคดีนั้นต่อลูกหนี้ หรือผู้ท่ี
2. ขอให้ศาลออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษา พบภายในบรเิ วณน้นั กอ่ นการยึดทรัพย์สิน
ศาล เพ่ือให้ศาลทำการไต่สวนเกี่ยวกบั ทรพั ยส์ ิน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 161
สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนต้ี ามคำพพิ ากษา สิทธิและหน้าท่ขี องลูกหนต้ี ามคำพพิ ากษา
3. ช่วยเหลือให้ความสะดวกจัดยานพาหนะรับและ 2. มีสิทธิอยู่ด้วยและดูแลในเวลาที่เจ้าพนักงาน
ส่งเจ้าพนักงานบังคับคดี ตลอดจนการขนย้าย บังคับคดียึดทรัพย์ แต่ต้องไม่ทำการป้องกันหรือ
และการเกบ็ รกั ษาทรัพย์ ออกเงินทดรองค่าใช้จ่าย ขัดขวางแกก่ ารบงั คบั คดี
4. อยใู่ นสถานท่ียดึ เพื่อช้ีทรัพย์ให้เจา้ พนักงานบังคับ 3. มีสิทธิขอสำเนารายงานการยึด และบัญชียึด
คดีกระทำการยึด และช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ทรพั ย์ท่ีเจา้ พนกั งานบงั คบั คดีทำข้นึ ได้
บังคบั คดเี พ่อื ให้การยดึ สำเรจ็ ไปโดยไมช่ กั ชา้ 4. มีสทิ ธทิ ราบราคาประเมินของทรพั ย์สินท่ยี ดึ
5. ดแู ลรักษาทรพั ย์ทีย่ ดึ โดยความยนิ ยอมของเจ้าหนี้
ตามคำพิพากษา และชอบที่จะใช้ทรัพย์สินเช่นว่า
นั้นไดต้ ามสมควร ฯลฯ
6. มาดูแลการขายทอดตลาดทรัพยแ์ ละคัดค้านราคา
ได้ ซึ่งตามกฎหมายจะเลื่อนการขายได้ครั้งหนึ่ง
เพื่อให้หาผู้มาสู้ราคาตามที่ลูกหนี้ ตามคำ
พิพากษาตอ้ งการในนดั ตอ่ ไป ฯลฯ
2. การดำเนินคดีอาญา
เมื่อบุคคลใดกระทำความผิดทางอาญา จึงต้องดำเนินการเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตาม
กระบวนการของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติของเจ้าพนักงานของรัฐ
โดยจะบัญญัติหลักเกณฑ์ในการจับกุมผู้กระทำความผิดการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา การฟ้องคดีอาญา การ
พจิ ารณาและพิพากษาคดีอาญา และการบังคับคดอี าญา
2.1 นิยามศพั ท์
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ให้ความหมายถ้อยคำต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี
อาญาไว้ดงั น้ี
“ผู้ตอ้ งหา” หมายความถงึ บุคคลผถู้ กู หาว่าได้กระทำความผดิ แตย่ ังมิได้ถกู ฟ้องต่อศาล
“จำเลย” หมายความถึง บคุ คลซ่งึ ถกู ฟ้องยงั ศาลแล้วโดยขอ้ หาวา่ ได้กระทำความผิด
“ผูเ้ สยี หาย” หมายความถึง บุคคลผไู้ ด้รับความเสียหายเน่ืองจากการกระทำผิดฐานใดฐานหน่ึง
รวมทง้ั บคุ คลอน่ื ท่ีมีอำนาจจัดการแทนได้ เช่น พ่อแม่ หรือคูส่ มรส
“พนักงานอัยการ” หมายความถึง เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลทั้งนี้จะเป็น
ข้าราชการในกรมอยั การหรือเจ้าพนักงานอื่นผู้มีอำนาจเชน่ นนั้ ก็ได้
“พนกั งานสอบสวน” หมายความถึง เจา้ พนกั งานซึง่ กฎหมายใหม้ ีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน
“การไต่สวนมูลฟ้อง” หมายความถงึ กระบวนไต่สวนของศาลเพ่ือวนิ ิจฉัยถึงมูลคดซี ึ่งจำเลยต้องหา
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 162
“คำร้องทุกข์” หมายความถึง การที่ผู้เสียหาย ได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่ง
ประมวลกฎหมายนี้ ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตามซึ่งกระทำให้เกิดความ
เสียหายแก่ผเู้ สยี หาย และการกล่าวหาเช่นนนั้ ไดก้ ล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผกู้ ระทำความผดิ ไดร้ บั โทษ
“คำกล่าวโทษ” หมายความถึง การที่บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่ามี
บุคคลรูต้ ัวหรือไมก่ ด็ ี ไดก้ ระทำความผิดอย่างหนึง่ ขึน้ (เฉพาะความผดิ อาญาแผน่ ดิน)
“การสืบสวน” หมายความถึง การแสวงหาข้อเท็จจริง และหลักฐานซึ่งพนักงานฝ่ายปกครอง
หรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อท่ีจะทราบ
รายละเอยี ดแห่งความผิด
“การสอบสวน” หมายความถึง การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตาม
บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบ
ขอ้ เท็จจรงิ หรือพิสจู นค์ วามผดิ และเพ่ือจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟอ้ งลงโทษ
2.2 บุคคลท่ีเก่ียวขอ้ งในการดำเนินคดอี าญา
ฝา่ ยต่างๆ ทเ่ี กีย่ วขอ้ งในการดำเนินคดอี าญามดี งั นี้
1) ผู้ต้องหา
ผ้ตู ้องหา หมายความถงึ บคุ คลผถู้ ูกหาว่าได้กระทำความผดิ แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล การที่จะ
ตกเป็นผู้ต้องหาอาจเกิดขึ้นจากการถูกบุคคลใดกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานว่าได้กระทำความผิดอาญาขึ้นโดยคำ
ร้องทุกข์ของผู้เสียหายหรือโดยคำกล่าวโทษของบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้เสียหายหรือเกิดขึ้นจากการถูกเจ้าพนักงาน
กล่าวหาวา่ ไดก้ ระทำความผดิ เอง
ทั้งนี้ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีหน้าที่แจ้งให้ผู้
ถูกจับหรอื ผู้ต้องหานนั้ ทราบในโอกาสแรกถึงสทิ ธิของผูต้ อ้ งหา ดังต่อไปนี้
(1) พบและปรึกษาผซู้ ่ึงจะเป็นทนายความเปน็ การเฉพาะตวั
(2) ใหท้ นายความหรอื ผซู้ ึง่ ตนไว้วางใจเขา้ ฟงั การสอบปากคำตนได้ในช้ันสอบสวน
(3) ไดร้ บั การเยย่ี มหรอื ตดิ ต่อกบั ญาติไดต้ ามสมควร
(4) ไดร้ บั การรักษาพยาบาลโดยเร็วเมอ่ื เกดิ การเจ็บป่วย
2) จำเลย
จำเลย หมายความถึง บุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด บุคคลที่ถูก
ฟอ้ งยงั ศาลโดยขอ้ หาว่าได้กระทำความผดิ อาญาจะมฐี านะเปน็ จำเลยทันทหี รือไมน่ น้ั จะต้องพจิ ารณาจาก กรณี
พนกั งานอัยการเป็นโจทก์ฟอ้ งผู้ต้องหาต่อศาล ฐานะความเปน็ จำเลยจะเกิดข้ึนทนั ทที ี่ถูกอัยการฟ้องคดีต่อศาล
แต่หากราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา ผู้ถูกฟ้องยังไม่มีฐานะเป็นจำเลยจนกว่าศาลจะมีคำสั่งประทับฟ้องของ
โจทกท์ ี่เป็นราษฎรแลว้
ท้ังนี้ จำเลยย่อมมสี ทิ ธิตามกฎหมายดงั ต่อไปนี้
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 163
(1) ได้รบั การพจิ ารณาคดดี ้วยความรวดเรว็ ต่อเน่ือง และเป็นธรรม
(2) แต่งทนายความแก้ต่างในช้ันไต่สวนมลู ฟ้อง หรือพจิ ารณาในศาล
(3) ปรึกษาทนายความหรอื ผู้ซง่ึ จะเปน็ ทนายความเปน็ การเฉพาะตวั
(4) ตรวจดูส่งิ ที่ย่นื เปน็ พยานหลกั ฐาน และคดั สำเนาหรือถ่ายรปู สิ่งน้ัน ๆ
(5) ตรวจดูสำนวนการไตส่ วนมลู ฟ้องหรือพิจารณาของศาล และคดั สำเนาท่ีรบั รองวา่ ถูกต้อง
(6) ตรวจหรือคดั สำเนาคำให้การของตนในช้ันสอบสวนหรือเอกสารประกอบคำให้การของตน
แต่สิทธิของจำเลยดังกล่าวมิได้บังคับว่าเจ้าพนักงานต้องแจ้งให้จำเลยทราบ ซึ่งต่างกับสิทธิ
ของผู้ต้องหาทก่ี ฎหมายบงั คับเจา้ พนักงานต้องแจง้ ให้ทราบเสมอ
3) ผูเ้ สียหาย
ผู้เสียหาย หมายความถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหน่ึง
ซึ่งมี 2 ประเภท คอื
(1) ผู้เสยี หายทแ่ี ท้จรงิ หรอื ผเู้ สียหายโดยตรง หมายถึง ผู้ทไ่ี ดร้ ับความเสียหายจากการกระทำ
ผิดโดยตรง ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ คือ มีการกระทำผิดทางอาญาฐานใดฐานหนึ่งเกิดขึ้น ผู้นั้นยังมีสภาพ
บุคคลและได้รบั ความเสียหายจากการกระทำผดิ อาญา และผูน้ ัน้ ต้องเป็นผเู้ สยี หายโดยนติ นิ ยั
ผูเ้ สยี หายโดยนิตินัย หมายความว่า
ก. ตอ้ งไมม่ ีส่วนร่วมในการกระทำความผดิ เชน่ ผู้สนับสนุน หรอื มีสว่ นประมาท
ข. มใิ ชก่ รณีท่ีสมัครใจเข้าววิ าทต่อสู้ทำร้ายซง่ึ กนั และกัน
ค. ไมย่ อมให้ผอู้ ่นื กระทำผิดตอ่ ตน เช่น ยอมใหค้ นอ่นื ทำให้ตนแทง้ ลกู
ง. ผู้ท่กี ระทำการโดยมวี ตั ถุประสงค์ไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย
(2) ผมู้ ีอำนาจจดั การแทนผูเ้ สียหาย เมอ่ื มีการกระทำความผิดเกิดขึน้ บางครั้งผู้เสียหายอาจ
แจ้งความร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเองไม่ได้เพราะเปน็ บุคคลวกิ ลจริตหรือเพราะเป็นผู้เยาว์หรือเพราะผู้เสียหายถกู
ทำรา้ ยถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถแจ้งความหรือฟ้องคดเี องได้ กฎหมายจึงกำหนดให้บุคคลต่อไปนี้เป็นผู้
มอี ำนาจจดั การแทน
ก. สามมี สี ิทธิฟอ้ งคดอี าญาแทนภรยิ าไดก้ ็ต่อเมื่อไดร้ บั อนญุ าตจากภรยิ าก่อน
ข. ผูแ้ ทนโดยชอบธรรมหรอื ผอู้ นุบาลมอี ำนาจจัดการแทนผเู้ ยาว์หรือคนไร้ความสามารถ
ค. บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา มีอำนาจจัดการคดีอาญาแทนผู้เสยี หายท่ีถูกทำ
รา้ ยถงึ ตายหรือบาดเจบ็ จนไมส่ ามารถจัดการเองได้)
ง. ผู้จดั การหรอื ผแู้ ทนอ่ืน ๆ ของนิติบุคคล
ท้งั น้ี ไมว่ ่าจะเปน็ ผู้เสยี หายที่แท้จริงหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน ยอ่ มมีอำนาจและสิทธิ ดงั น้ี
1. รอ้ งทุกข์
2. เปน็ โจทก์ฟอ้ งคดอี าญา หรอื เขา้ รว่ มเปน็ โจทก์กบั พนกั งานอยั การ
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ติ 164
3. เปน็ โจทกฟ์ ้องคดแี พง่ ท่ีเกี่ยวเนอื่ งกับคดอี าญา
4. ถอนฟ้องคดีอาญาหรอื คดีแพง่ ทเ่ี ก่ียวเน่อื งกบั คดีอาญา
5. ยอมความในคดคี วามผิดตอ่ ส่วนตวั
2.3 ข้ันตอนการดำเนนิ คดีอาญา
2.3.1 ชัน้ พนกั งานสอบสวน
1) อำนาจของพนกั งานสอบสวน
พนักงานสอบสวน หมายความถึง เจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำ
การสอบสวน เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวล วิธี
พิจารณาความอาญาเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอา
ตัวผ้กู ระทำผดิ มาฟอ้ งลงโทษ พนักงานสอบสวนจงึ มอี ำนาจ ดงั นี้
(1) สืบสวนหาตวั ผู้กระทำผดิ และพยานหลกั ฐาน
(2) ตรวจค้นตวั บุคคลและสถานที่ตา่ ง ๆ เพ่ือหาพยานหลักฐานในคดี
(3) จับกุมผตู้ ้องหามาดำเนินคดี
(4) ออกหมายเรยี กพยาน และผู้ต้องหามาสอบสวนเพื่อเป็นหลกั ฐานในการฟอ้ งคดี
(5) ยดึ วตั ถพุ ยานไวเ้ ป็นหลกั ฐาน
(6) ควบคุมตัวผ้ตู อ้ งหาไวส้ อบสวน
(7) ใหป้ ระกันตัวผูต้ อ้ งหาระหวา่ งการสอบสวน
2) อำนาจการควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหา
ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะ
ควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่ได้ โดยพนักงานสอบสวนมีอำนาจควบคุมตัว
ผู้ต้องหาไว้เพียง 48 ช่ัวโมง นับแต่มาถึงสถานีตำรวจ หากไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว หรือหากมี
ความจำเป็นท่ีจะควบคุมผู้ถูกจับเกินกว่า 3 วัน เพ่ือให้การสอบสวนเสร็จส้ิน พนักงานสอบสวนหรืออัยการ
ต้องยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาล ขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่าจะมีข้อคัดค้าน
ประการใดหรือไม่ และศาลอาจเรียกพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมาชี้แจงเหตุจำเป็น หรืออาจ
เรียกพยานหลักฐานมาเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้
กำหนดระยะเวลาคุมขัง ดังน้ี
(1) ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่
เกิน 500 บาท หรือท้ังจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้คร้ังเดียว มีกำหนดไม่เกิน 7 วัน
(2) ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 6 เดือน แต่ไม่ถึง
10 ปี หรือปรับเกินกว่า 500 บาท หรือท้ังจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจส่ังขังหลายคร้ังติดๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่ง
ต้องไม่เกิน 12 วัน และรวมกัน ทั้งหมดต้องไม่เกิน 48 วัน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 165
(3) ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะมีโทษ
ปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ศาลมีอำนาจส่ังขังหลายคร้ังติดๆ กันได้ แต่ครั้งหน่ึงต้องไม่เกิน 12 วัน และรวมกัน
ทั้งหมดต้องไม่เกิน 84 วัน
เมื่อศาลสั่งขังครบ 48 วันแล้ว หากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนยื่นคำ
ร้องต่อศาลเพื่อขอขังต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะสั่งขังต่อไปได้ก็ต่อเมื่อพนักงานอัยการหรือ
พนักงานสอบสวนได้แสดงถึงเหตุจำเป็น และนำพยานหลักฐานมาให้ศาลไต่สวน
3) การทำความเหน็ ของพนกั งานสอบสวน
เมอื่ พนกั งานสอบสวนรวมพยานหลกั ฐานเสรจ็ แลว้ กจ็ ะสรุปสำนวนการสอบสวน และมี
ความเห็นคดไี ด้ 3 ทาง ดังนี้
(1) เห็นควรงดการสอบสวน เมื่อไม่ปรากฏวา่ ผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด
(2) เห็นควรสั่งฟ้อง โดยส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหาไปยังพนักงาน
อยั การเพื่อให้พนักงานอยั การดำเนนิ การต่อไป
(3) เห็นควรสง่ั ไม่ฟ้อง โดยส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ สว่ นตวั ผู้ตอ้ งหา
หากอยู่ในความควบคุมของพนักงานสอบสวนจะปล่อยตัวไป หากอยู่ในความควบคุมของศาล ให้ยื่นคำร้องขอ
ปลอ่ ยตัวผ้ตู ้องหาต่อศาล
4) สิทธิในการยืน่ คำร้องขอประกนั ตวั
การประกันตัว คือ การอนุญาตให้ผู้ต้องหาเป็นอิสระ พ้นจากการถูกควบคุมของ
เจ้าหน้าท่ีในระยะเวลาหนึ่ง โดยผมู้ สี ทิ ธยิ ืน่ คำร้องคือตัวผู้ต้องหาเองหรือผมู้ ผี ลประโยชน์เกี่ยวข้อง อาจเป็นพ่อ
แมญ่ าตพิ ่ีนอ้ งก็ได้ ทง้ั น้ีผ้ขู อประกนั ตอ้ งเปน็ ผู้มคี วามสามารทำนติ ิกรรมได้
การดำเนินการขอประกันตัว ผู้ประกันจะต้องเขียนคำร้องขอประกันต่อพนักงาน
สอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนรับคำร้องแล้ว ให้ขอหลักฐานการรับสัญญาประกันซึ่งต้องลงเวลารับคำร้องไว้
เจ้าพนักงานจะพจิ ารณาแจ้งผลการสงั่ คำรอ้ งใหเ้ สรจ็ ภายใน 24 ช่วั โมง
โดยมีหลักเกณฑก์ ารพจิ ารณาใหป้ ระกันตวั ผูต้ ้องหา ดังนี้
1. ความหนกั เบาของขอ้ หา
2. พยานหลกั ฐานที่นำมาสบื แล้วมีเพยี งใด
3. พฤตกิ ารณต์ ่าง ๆ ในคดเี ปน็ อยา่ งไร
4. ผรู้ ้องขอประกนั หรือหลักประกนั มคี วามน่าเชื่อถือเพียงใด
5. ผู้ตอ้ งหาหรอื จำเลยนา่ จะหลบหนีหรือไม่
6. ภยั อนั ตรายหรือความเสียหายทเ่ี กดิ จากการปล่อยตวั ช่วั คราวมีหรอื ไม่เพยี งใด
การขอประกันตวั มี 3 ประเภท
1. การประกันตวั โดยไมม่ ีประกัน เปน็ การทจี่ ำเลยสาบานต่อศาลหรือปฏญิ าณตนว่าจะ
มาศาลตามกำหนดนัดหรือหมายเรียก
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 166
2. การประกันตัวโดยมีประกัน เป็นการทำสัญญาประกันต่อศาลว่าจะมาศาลตาม
กำหนดนดั หรือหมายเรยี ก หากไม่มาผทู้ ำสญั ญาประกันจะต้องถูกปรับตามสัญญาประกนั ทท่ี ำไว้ต่อศาล
3. การประกันตัวโดยมีประกันและหลักประกัน เหมือนข้อ 2. แต่เพิ่มการวาง
หลักประกันเขา้ มาในเรอื่ งน้ี
หลกั ประกันทจ่ี ะใช้ในการยน่ื ขอประกันตัว ไดแ้ ก่
1. เงินสด
2. หลักทรัพย์อื่น ๆ เช่น โฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งพนักงาน
ที่ดินได้ประเมินราคาไว้แล้ว พันธบัตรรัฐบาล สลากออมสิน สมุดเงินฝากออมสินประเภทประจำใบรับเงินฝาก
ประจำของธนาคาร ตวั๋ แลกเงิน เช็ค ฯลฯ
3. ประกนั ด้วยบุคคล ตอ้ งเปน็ ผูด้ ำรงตำแหน่งมหี นา้ ท่ีการงานหรือมรี ายได้แน่นอน อีก
ทง้ั ต้องเป็นผู้มีความสัมพนั ธก์ ับผู้ตอ้ งหาหรอื จำเลย หรอื เปน็ บคุ คลทม่ี คี วามใกลช้ ดิ
หากมีเหตอุ ันควรเชือ่ เหตุใดเหตุหนง่ึ ดงั ต่อไปน้ี อาจส่ังไม่ให้ปลอ่ ยตัวชั่วคราวกไ็ ด้
1. ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี
2. ผูต้ อ้ งหาหรอื จำเลยจะไปยุ่งเหยงิ กับพยานหลกั ฐาน
3. ผ้ตู ้องหาหรือจำเลยจะไปกอ่ เหตุอันตรายประการอ่นื
4. ผูร้ ้องขอประกนั หรอื หลักประกนั ไม่น่าเช่อื ถือ
5. การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของ
เจ้าพนักงานหรือการดำเนนิ คดใี นศาล
2.3.2 ชั้นพนักงานอยั การ
เมื่อพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนคดีแล้วจะส่งสำนวนมาให้พนักงานอัยการโดยพนักงาน
อยั การจะพิจารณาและมอี ำนาจดำเนินการได้ดงั นี้
1) อำนาจสงั่ สอบสวนเพ่ิมเตมิ โดยใหพ้ นกั งานสอบสวนทำการสอบสวนเพิม่ เติม
2) อำนาจสั่งฟ้อง โดยจะนำตัวผู้ต้องหา (ที่อยู่ในความควบคุมหรือประกันตัวไป) ยื่นฟ้อง
ต่อศาล เม่ือศาลรบั ฟอ้ งก็จะให้เจา้ หนา้ ท่รี าชทณั ฑ์ควบคมุ ไว้ตามอำนาจศาล
3) อำนาจสง่ั ไมฟ่ ้อง โดยจะยน่ื คำรอ้ งต่อศาลขอปลอ่ ยตวั ผู้ตอ้ งหา กรณีทถ่ี กู ควบคุมอยู่ ถ้า
ผูต้ อ้ งหามปี ระกนั ตัวกจ็ ะปล่อยตัวและคืนหลักทรพั ย์ในการประกนั ตัวช้ันพนักงานอัยการ ให้กบั นายประกันไป
โดยพนักงานอัยการจะเป็นโจทก์ฟ้องคดีได้เมื่อได้มีการสอบสวนโดยชอบเท่านั้น ซ่ึง
หลกั การพจิ ารณาว่าการสอบสวนชอบดว้ ยกฎหมายหรอื ไม่ มีดงั นี้
1. สอบสวนโดยพนักงานสอบสวน
2. เปน็ พนักงานสอบสวนทมี่ อี ำนาจ
3. สรปุ สำนวนโดยพนกั งานสอบสวนผูร้ ับผิดชอบ
4. ถา้ เปน็ ความผดิ ตอ่ ส่วนตัวตอ้ งมกี ารรอ้ งทกุ ขต์ ามระเบียบ
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 167
5. ไมฝ่ า่ ฝนื บทบญั ญตั ริ ฐั ธรรมนูญ
6. การสอบสวนเด็กต้องมบี คุ คลร่วมการสอบสวนตามกฎหมาย
7. การสอบสวนต้องมกี ารแจง้ ข้อกล่าวหาต่อผตู้ ้องหา
2.3.3 ชั้นศาล
เมอ่ื ศาลอาญาได้รับคำฟ้องที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จะดำเนินการดงั ตอ่ ไปน้ี
1. คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลจะต้องไต่สวนมูลฟ้องเสมอ แต่ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการได้
ฟ้องจำเลยเป็นข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้ว ศาลจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนหรือไม่ก็ได้ ในการไต่สวนมูลฟ้อง
ศาลมอี ำนาจไต่สวนมูลฟอ้ งลบั หลงั จำเลย จำเลยจะมาฟังการไตส่ วนมลู ฟ้อง โดยต้งั ทนายความให้ซกั คา้ นพยาน
โจทก์ด้วยหรอื ไม่กไ็ ด้ หรือจำเลยจะไมม่ าแต่ต้ังทนายความมาซักคา้ นพยานก็ได้เมื่อไต่สวนมลู ฟ้องแล้วศาลอาจ
มีคำส่ังอย่างใดอย่างหนงึ่ ดังนี้
ถ้าไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ศาลจะประทับฟ้องไว้พิจารณาและจะนัด
สืบพยานโจทก์และออกหมายเรียกจำเลยเพื่อให้การเมื่อจำเลยมาศาลแล้ว คดีจะดำเนินการไปตามขั้นตอน
เดียวกับการพิจารณาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่ถ้าคดีไม่มี
มูล ศาลจะพิพากษายกฟ้อง โจทกม์ ีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ภายใน 1 เดือน
2. คดีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ศาลไม่จำต้องไต่สวนมลู ฟอ้ ง แต่ถ้าศาลเห็นสมควรจะสง่ั
ใหไ้ ต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ได้ เมอ่ื ศาลสงั่ ประทับรับฟ้องแล้ว ศาลจะสอบคำใหก้ ารจำเลย
กรณีจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาได้ทันทีหรือสั่งให้พนักงานคุมประพฤติ
สืบเสาะประวัติของจำเลยแล้ว จะพิพากษาก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำ 5 ปี ขึ้นไป ศาลจะมีคำ
พิพากษาทันทียังไม่ได้ โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบ จนปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีความผิดจริงตามฟ้อง
หากโจทกส์ บื ไม่สม ศาลอาจยกฟอ้ ง
กรณีจำเลยปฏิเสธ ศาลจะนัดสืบพยานโจทก์แล้ว จึงจะสืบพยานจำเลยเมื่อสืบพยาน
เสร็จแล้วศาลจะมคี ำพพิ ากษา
2.4 สทิ ธินำคดีอาญามาฟอ้ งระงับ
เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น รัฐมีหน้าที่ในการที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตาม
กฎหมาย ผ่านกระบวนการที่รัฐสร้างขึ้นมา แต่การดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดนั้นอาจจะต้องยุติลง
ด้วยสาเหตบุ างประการ ซึ่งมีผลทำให้สิทธนิ ำคดีอาญามาฟอ้ งย่อมระงบั ไป ดงั ต่อไปนี้
1) โดยความตายของผู้กระทำผิด
กระบวนยุติธรรมทางอาญามีขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
ตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าบุคคลที่จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายถึงแก่ความตายไปเสียแล้ว ไม่ว่าคดี
นั้นจะอยู่ในชั้นใดก็ตาม สิทธินำคดีอาญาก็เป็นอันระงับไป แต่ในกรณีที่มีผู้กระทำความผิดหลายคน การระงับ
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 168
ไปของคดีอาญาคงหมายถึงเฉพาะกรณีผู้กระทำความผิดที่ตายเท่านั้น บุคคลอื่นที่เป็นผู้กระทำความผิดหาได้
ระงบั ไปด้วยไม่
2) ในคดีความผดิ ตอ่ ส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำรอ้ งทุกข์ ถอนฟอ้ งหรือยอมความกนั โดยชอบ
คดีความผิดต่อส่วนตัว คือ คดีที่ประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอาญาอื่นบัญญัติไว้ให้
เป็นความผดิ อันยอมความได้ ซงึ่ ส่วนใหญค่ ดีอาญาคามผิดต่อส่วนตวั จะเปน็ เรอ่ื งท่ีกระทบต่อผลประโยชน์ของ
เอกชน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อส่วนรวมมาก เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
ความผดิ ฐานยกั ยอกทรพั ย์ ฉ้อโกง เปน็ ต้น
หากคดีใดเป็นคดีมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความของ
ผูเ้ สยี หายหามผี ลตอ่ การดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการไม่ เพราะพนักงานอัยการไม่ได้ดำเนนิ คดีอาญาน้ัน
เพอื่ ผเู้ สียหาย แตเ่ ปน็ การกระทำเพื่อส่วนร่วม
การถอนคำร้องทุกข์ การถอนฟ้อง หรือยอมความกันจะต้องทำโดยถูกต้องตามกฎหมายด้วย
หากทำโดยไมช่ อบด้วยกฎหมาย คดอี าญาความผดิ ตอ่ ส่วนตวั น้ันกไ็ ม่ระงบั ไป
การถอนคำรอ้ งทุกขโ์ ดยชอบที่ทำให้คดีอาญาระงับไปพจิ ารณาดงั ต่อไปน้ี
(1) ถอนคำรอ้ งทุกขใ์ นความผิดตอ่ สว่ นตัว
(2) ถอนคำรอ้ งทุกขโ์ ดยผูเ้ สยี หาย (หมายถงึ ท้งั ผ้เู สยี หายที่แท้จรงิ หรอื ผู้มอี ำนาจจัดการแทน)
แต่ถ้าหากปรากฏว่าผู้เสียหายตาย ก่อนที่จะถอนคำร้องทุกข์ หากคดีนั้นเป็นความผิด
เกี่ยวกบั ทรพั ย์สนิ สิทธดิ งั กล่าวตกทอดสทู่ ายาทดว้ ย
(3) ถอนคำร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน อัยการ หรือศาลก็ได้ (แม้คดีนั้นอยู่ในชั้นศาลก็
ถอนคำรอ้ งทุกข์ตอ่ พนักงานสอบสวนที่เคยร้องทุกข์ไว้กไ็ ด้)
(4) ต้องถอนคำร้องทุกข์โดยมีเจตนาไม่ให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ และหากการถอนคำร้อง
ทุกข์มีเงื่อนไข เช่น กำหนดให้จำเลยต้องชำระหนี้เป็นงวด ๆ เสียก่อน จึงจะถอนคำร้องทุกข์ ไม่ใช่การถอนคำ
รอ้ งทุกข์หรอื ยอมความกนั ทท่ี ำให้คดอี าญาระงับ
(5) ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เมื่อใดก็ได้จะเห็นว่าแม้คดีอยู่ในศาลสูงแล้วผู้เสียหายก็ยัง
ถอนฟอ้ งคำร้องทกุ ข์ได้ และทำให้คดีอาญาระงบั ลง
3) เมอ่ื คดเี ลิกกนั ตามมาตรา 37
คดีอาญาระงับเมื่อคดีเลิกกันตามมาตรา 37 หมายถึง กรณีมีการเปรียบเทียบปรับตาม
หลักเกณฑ์และวิธีการของมาตรา 37 เป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารโดยองค์กรตำรวจ ในการลงโทษ
ผู้กระทำผดิ โดยการปรับ ซ่งึ โดยหลักแลว้ การจะลงโทษผู้กระทำผิดได้นั้นต้องเป็นองค์กรตุลาการเท่านั้น แต่การ
ทก่ี ฎหมายให้อำนาจฝ่ายบริหารลงโทษได้เพราะเห็นว่า เป็นโทษสถานเบาเพยี งแคป่ รับ และการดำเนนิ คดีไปจะ
เปน็ ผลเสียมากกว่าผลดี (มีต้นทนุ ในการดำเนินคดี) และจะทำให้คดีอาญาตอ้ งเขา้ สู่ศาลเป็นจำนวนมาก
มาตรา 37 คดีอาญาเลิกกันได้ ดังตอ่ ไปน้ี
(1) ในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อผู้กระทำผิด ยินยอมเสียค่าปรับในอัตราอย่างสูงสำหรับ
ความผิดน้ันแกพ่ นักงานเจา้ หน้าทีก่ อ่ นศาลพจิ ารณา
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 169
(2) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มี อัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือ
คดี อื่นที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่ง มี
โทษปรับอย่างสงู ไม่เกนิ หน่งึ หมื่นบาท เมื่อผูต้ อ้ งหาชำระคา่ ปรับตามทพี่ นกั งานสอบสวนได้เปรยี บ เทยี บแลว้
(3) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มี อัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือ
คดีที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งเกิดในกรุงเทพมหานคร เมื่อผู้ต้องหา ชำระค่าปรับ
ตามท่นี ายตำรวจประจำท้องท่ีตัง้ แตต่ ำแหน่งสารวตั รข้ึนไป หรือนายตำรวจช้นั สญั ญาบัตร ผทู้ ำการในตำแหน่ง
นัน้ ๆ ไดเ้ ปรียบเทียบแล้ว
(4) ในคดีซึ่งเปรียบเทียบได้ตามกฎหมายอื่น เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามคำเปรียบ
เทยี บของพนกั งานเจ้าหน้าทแ่ี ล้ว"
4) เมอ่ื มคี ำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผดิ ซ่ึงไดฟ้ ้อง
เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด หมายความว่า ศาลได้ตัดสินแล้วว่าจำเลยมีความผิดหรือไม่
คดีเสร็จเด็ดขาดไม่ใช่กรณีคดีถึงที่สุด เพราะคู่ความยังอาจอุทธรณ์ หรือฎีกาต่อไปได้ เช่น ศาลชั้นต้นได้ตัดสิน
แล้ว แต่ยงั อยใู่ นระยะเวลาในการอทุ ธรณ์ ฎกี า
5) เมอ่ื มีกฎหมายออกใชภ้ ายหลังการกระทำผดิ ยกเลิกความผดิ นัน้
กฎหมายอาญามีหลักประกนั สิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยู่วา่ เมอ่ื มีกฎหมายที่บัญญัติใน
ภายหลังยกเลิกความผิดน้ัน ให้ผู้กระทำความผิดผิดนั้นพ้นจากการเป็นผูก้ ระทำความผิด และหากรับโทษอยู่ก็
ใหก้ ารลงโทษนน้ั สิ้นสุดลง ดงั นั้น เมื่อมกี ฎหมายท่ีออกใช้ภายหลักมีการยกเลิกความผิดคดีอาญาก็ระงับไปด้วย
การกระทำของบุคคลในช่วงเวลาหนึ่งสังคมเห็นว่าเป็นความผิด ไม่อาจทำได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสังคมเห็นว่า
การกระทำน้นั ไมเ่ ป็นความผิดทางอาญา ก็มกี ารแกไ้ ขหรอื เปลย่ี นแปลงกฎหมาย โดยยกเลกิ ความผดิ เดมิ ได้
6) เม่ือคดขี าดอายคุ วาม
อายุความคดีอาญา เป็นระยะเวลาท่ีทำให้รัฐต้องดำเนินคดีภายในกำหนดอายุความ หากไม่มี
การดำเนินคดีภายในระยะเวลาดังกล่าว คดีย่อมขาดอายุความ ผลของการขาดอายุความในคดีอาญานั้น
แตกต่างจากการขาดอายุความในคดีแพ่ง เพราะคดีแพ่งการขาดอายุความเป็นเพียงข้อต่อสู้ที่อาจทำให้ศาลยก
ฟ้องได้เท่านั้น แต่ในคดีอาญาการขาดอายุความทำให้สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ซึ่งปัญหาการขาด
อายุความในคดีอาญายังความในคดีอาญายังเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาล
สามารถหยิบยกวินจิ ฉยั เองได้
อายุความของคดีอาญานั้นพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัว
ผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดงั ต่อไปนี้นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ จะเห็นได้
ว่าอายุความของคดีอาญานั้นจะเริ่มนับก็ต่อเมื่อได้มีการกระทำความผิด เช่นเดียวกับการฟ้องคดีแพ่งที่อายุ
ความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ทำละเมิด วันที่ผิดสัญญา ในคดีอาญาอายุความตามกฎหมายเริ่มนับตั้งแต่วันที่ได้
กระทำความผิด ซึ่งจะนับไปจนครบตามกำหนดระยะเวลาของกฎหมาย หากมิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำ
ความผิดมายังศาลภายในกำหนดก็เป็นอันขาดอายุความ มีข้อสังเกตว่าในคดีอาญานั้นไม่ว่าคดีที่เกิดขึ้นจะมี
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 170
ความร้ายแรงเพียงใด เช่น คดีฆ่าคนตายโดยเจตนาซึ่งมโี ทษถึงขั้นประหารชีวิตก็มีอายุความเพียงยี่สิบปีเท่าน้ัน
หากผู้กระทำความผดิ ได้หนีไปพน้ ระยะเวลา 20 ปแี ลว้ ก็ถือวา่ คดขี าดอายุความ
7) เมอ่ื มีกฎหมายยกเว้นโทษ
กฎหมายยกเวน้ โทษ คอื กรณที ก่ี ฎหมายเหน็ วา่ การกระทำน้ันเปน็ ความผิดอยู่ แต่กฎหมายไม่
ลงโทษเพราะมีเหตุยกเว้นโทษ ซึ่งเหตุยกเว้นโทษมีอยู่ตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่น เช่น การ
กระทำความผดิ ดว้ ยความจำเปน็ การกระทำความผดิ ของคนวิกลจริต เปน็ ต้น
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 171
แบบฝกึ หดั
ข้อ 1 บิดาของนายสุชาติถึงแก่ความตายมีมรดกเป็นที่ดินอยู่ 1 แปลงราคา 10 ล้านบาท ถ้าหากนายสุชาติ
ต้องการแบง่ ท่ดี นิ ทรพั ยม์ รดกใหก้ บั ทายาท นายสุชาตติ ้องทำอย่างไร
1. นำทด่ี ินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบง่ กนั
2. นำใบมรณะของบิดาไปแสดงตอ่ เจ้าหน้าท่กี รมท่ีดินเพื่อขอเปลี่ยนชอื่ ผู้ถือกรรมสิทธิ์
3. รอ้ งขอใหศ้ าลเปลีย่ นชื่อผู้ถอื กรรมสิทธ์ิ
4. ร้องขอต่อศาลที่ภูมิลำเนาของบดิ าอยู่ในเขตอำนาจเพ่อื ตั้งผจู้ ัดการมรดกใหท้ ำหน้าท่ีแบ่งมรดก
5. พาทายาททกุ คนไปแสดงตนต่อเจา้ หน้าท่ีกรมทีด่ ินเพ่ือขอเปลีย่ นชอ่ื ผ้ถู ือกรรมสิทธิ์
ข้อ 2 ในคดีอาญาการสอบสวนเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีต้องมีบุคคลร่วมการสอบสวนตามที่กฎหมายกำหนด
บุคคลทก่ี ฎหมายบงั คบั ให้ต้องมี ไดแ้ ก่ บุคคลตามข้อใด
1. บุคคลใดก็ไดท้ เ่ี ด็กร้องขอ และพนักงานอยั การ
2. บุคคลใดกไ็ ด้ท่ีเด็กร้องขอ และนักจติ วิทยา
3. บุคคลใดก็ไดท้ เี่ ด็กร้องขอ นักจติ วิทยาหรอื นกั สงั คมสงเคราะห์ และพนักงานอยั การ
4. บุคคลใดกไ็ ดท้ เี่ ดก็ รอ้ งขอ นักจิตวทิ ยา ทนายความ และพนักงานอยั การ
5. บุคคลใดก็ไดท้ ี่เดก็ รอ้ งขอ และนกั สังคมสงเคราะห์
ข้อ 3 การกระทำในขอ้ ใดท่ีนายจนั ตอ้ งรับผิดในทางอาญา
1. นายจันถูกสะกดจติ ให้ใชค้ ้อนทุบรถยนต์นายพธุ
2. นายจันหกล้มค้อนในมือหล่นไปถูกรถยนต์นายพธุ
3. นายจนั ตงั้ ใจขวา้ งค้อนใสร่ ถยนต์นายศกุ รแ์ ต่พลาดไปถูกรถยนต์นายพธุ
4. นายอังคารเดนิ ชนนายจนั ค้อนท่ีนายจนั ถอื หลดุ มอื ไปกระแทกรถนายพธุ
5. นายจันเกิดอาการโรคลมชัก คอ้ นจงึ หลดุ มอื หลน่ ถกู รถยนตน์ ายพุธ
ข้อ 4 ในคดอี าญาที่เปน็ คดีความผิดต่อส่วนตวั (หรอื ความผดิ อันยอมความได้) ผ้เู สียหายจะตอ้ งร้องทุกข์หรือ
ฟ้องคดีภายในระยะเวลาเท่าใดนับแต่รู้ถึงการกระทำความผดิ และรูต้ ัวผู้กระทำความผิดมิฉะนั้นคดีจะ
ขาดอายุความ
1. 1 เดอื น 2. 3 เดอื น
3. 6 เดือน 4. 1 ปี
5. 10 ปี
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 172
ขอ้ 5 อำนาจตามกฎหมายในการสง่ั ฟ้องในคดีอาญาเปน็ ของผ้ใู ด
1. ตำรวจทกุ ชนั้ ยศ 2. ศาล
3. พนกั งานสอบสวน 4. พนักงานอัยการ
5. ทนายความ
ข้อ 6 ขอ้ ใดต่อไปนไี้ ม่เปน็ เหตุให้สทิ ธินำคดีอาญามาฟอ้ งระงับไป
1. โดยความตายของผูก้ ระทำความผดิ 2. คดีขาดอายุความ
3. มีกฎหมายยกเว้นโทษ 4. มีคำพิพากษาเสรจ็ เด็ดขาดในความผิดซ่ึงได้ฟ้อง
5. ผูก้ ระทำความผดิ ถกู ศาลพพิ ากษาใหเ้ ปน็ บุคคลลม้ ละลาย
ขอ้ 7 ความผดิ ในขอ้ ใดเปน็ ความผิดอาญาแผ่นดิน
1. ความผดิ ฐานยักยอกทรพั ย์ 2. ความผิดฐานลกั ทรัพย์
3. ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ 4. ความผดิ ฐานหมิ่นประมาท
5. ความผิดฐานเปิดเผยความลบั
ข้อ 8 บุคคลใดมีอำนาจในการยึดหรืออายัดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อนำมาชำระหนี้แก่
เจ้าหน้ีตามคำพิพากษา
1. ทนายความ 2. ผู้พิพากษา
3. พนกั งานอัยการ 4. นายจ้าง
5. เจา้ พนักงานบังคับคดี
ขอ้ 9 หากนักศึกษาเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายอาญา และต้องการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเอาตัวผู้กระทำ
ความผิดมาลงโทษ นกั ศกึ ษาจะดำเนินการอยา่ งไร
1. กลา่ วโทษตอ่ เจา้ พนักงานตำรวจ 2. ร้องทุกขต์ ่อพนักงานสอบสวน
3. กลา่ วโทษต่อพนักงานอยั การ 4. จับกุมตัวแลว้ นำตัวส่งใหเ้ จา้ พนักงานตำรวจ
5. นง่ิ เฉยเนอ่ื งจากไม่มีอำนาจหนา้ ที่ตามกฎหมาย
บทท่ี 12
กฎหมายรัฐธรรมนญู
1. ความหมายของกฎหมายรฐั ธรรมนญู
รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายสูงสุดในการจัดการปกครองประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ
หรอื ข้อบังคบั หรอื การกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบญั ญตั หิ รือการกระทำนนั้ เปน็ อันใชบ้ ังคับมไิ ด้
2. ความสำคัญของรัฐธรรมนญู
รัฐธรรมนูญนับว่ามีความสำคัญต่อประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่มีไว้
รับรองสิทธิเสรีภาพ ผลประโยชน์ประชาชนและเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ
ผลประโยชน์ของประชาชนด้วย นอกจากนั้นรฐั ธรรมนญู ยังกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าท่ีของผู้ปกครอง ซึ่งเป็น
หลักประกันไม่ให้ผู้ปกครองล่วงละเมิดในสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน รัฐธรรมนูญยังเป็นเครื่องกำหนด
ทิศทางในการดำเนินการบริหารประเทศของรัฐบาล ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถที่จะดำเนินงาน ให้บรรลุ
เป้าหมายทีว่ างไวเ้ พ่อื สนองความต้องการของประชาชน ฉะนนั้ จงึ พอสรุปประเด็นสำคญั รัฐธรรมนญู ไดด้ งั น้ี
1) มีความสำคัญต่อผู้ปกครอง คือ รัฐธรรมนูญจะเป็นหลัก เป็นโครงสร้างการบริหารประเทศอันเป็น
แนวที่จะให้ผู้ปกตรองนั้นได้ยึดเป็นแนวในการบริหารประเทศตามวิธีการ หลักการ นโยบายและวัตถุประสงค์
ของรัฐธรรมนูญน้นั ๆ
2) มีความสำคัญต่อประชาชน คือ รัฐธรรมนูญจะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการให้สิทธิเสรีภาพมากน้อย
อย่างไร รัฐธรรมนญู จะกำหนดไว้ นอกจากน้ันรฐั ธรรมนญู ยงั จะมบี ทบญั ญตั ิออกมาเพื่อป้องกนั สิทธิเสรภี าพของ
ประชาชนแต่ละคน มิให้ใครคนอื่นมาละเมิดสิทธิที่มีอยู่นั้น รวมไปถึงการป้องกันผลประโยชน์อันจะเกิดแก่
ประชาชน
อย่างไรก็ตามถ้าผู้ปกครองยังนึกถึงประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ของพรรคพวกอยู่ แม้จะตรากฎหมาย
รัฐธรรมนญู ไว้ดีอยา่ งไร หาเกิดประโยชนไ์ ม่ และการมรี ัฐธรรมนญู เปน็ เคร่ืองมือทร่ี ฐั บาลในระบอบการปกครอง
แบบประชาธิปไตยก็มิได้เป็นเครื่องประกันว่า การปกครองจะเป็นประชาธิปไตยตามคำพูด ถ้าผู้ปกครองขาด
คณุ ธรรมและยงั เห็นผลประโยชน์สว่ นตนอย่ฝู ่ายเดยี ว ฉะนั้นรฐั ธรรมนูญจะดีหรือเลวข้ึนอยู่กับผู้ปกครองจะเป็น
ผ้กู ำหนดและนำมาปฏิบตั ิ
3. รฐั ธรรมนูญฉบบั แรกของโลก
เมอื่ วนั ท่ี 15 มถิ นุ ายน ค.ศ. 1215 ขนุ นางและพระราชาคณะจำนวน 25 คน ไดบ้ ังคับใหพ้ ระเจ้าจอห์น
ลงนามในเอกสารที่เรียกว่า "มหากฎบัตร" (The Great Charter, Magna Carta) ซึ่งเป็นสัญญาระหว่าง
พระมหากษัตริย์กับขนุ นางและพระสงฆ์ โดยในมหากฎบตั รไดก้ ำหนด ถึงการจัดองค์กรและการบริหารอำนาจ
ของสภาสูง (Magnum Concillium) และกำหนดว่าพระมหากษัตรยิ ์จะเก็บภาษีบางอยา่ งตามทีก่ ำหนดไว้โดย
มิไดร้ ับความเห็นชอบจากสภาสูงมิได้ จะจบั กุมคุมขังบุคคลได้ก็ต่อเมื่อ มีคำพิพากษาทช่ี อบดว้ ยกฎหมาย ในปี
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 174
ค.ศ. 1628 อังกฤษได้พัฒนาหลักนิติธรรมใน Petition of Right โดยไดม้ ีการจำกัดกรอบการดำเนนิ งานของรัฐ
รวมทั้งการดำเนินการทางการเมือง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เสรีภาพของประชาชนได้รับการประกันและมี
เง่ือนไขในการดำเนินการของรัฐ โดยมีศาลเปน็ ผใู้ ห้ความคุ้มครองเสรีภาพของประชาชน ตอ่ มาในปี ค.ศ. 1688
มีการพัฒนากฎหมายอีก 2 ฉบับ คือ Petition of Right (ฉบับที่ 2) ในปี ค.ศ. 1689 ซึ่งกำหนดหลักการให้
กษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และ Act of Settlement ในปี ค.ศ. 1701 ที่กำหนดเรื่องความเป็นอิสระ
ของผู้พิพากษา ทำให้ Petition of Right ฉบับปี ค.ศ. 1628 ที่มีลักษณะเป็นเพียงคำประกาศมีสภาพเป็น
เสมือนกฎหมายที่มีผลผูกพันในทางปฏิบัติมากขึ้น นักกฎหมายบางท่านเห็นว่า "มหากฎบัตร" (The Great
Charter, Magna Carta) เปน็ รัฐธรรมนญู ฉบบั แรก
4. รัฐธรรมนญู ของไทย
ประเทศไทยได้มีการเปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นการปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475
นับแต่มกี ารประกาศใชร้ ัฐธรรมนูญฉบับแรกจนถึงปัจจุบนั (พ.ศ. 2563) ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดังน้ี
ฉบับที่ 1 พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผน่ ดินสยามช่วั คราว พทุ ธศักราช 2475
ฉบับท่ี 2 รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรสยาม พทุ ธศกั ราช 2475
ฉบบั ที่ 3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2489
ฉบับที่ 4 รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ช่วั คราว) พุทธศักราช 2490
ฉบับที่ 5 รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2492
ฉบับที่ 6 รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2475 แก้ไขเพิม่ เตมิ พทุ ธศกั ราช 2495
ฉบับที่ 7 ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พุทธศกั ราช 2502
ฉบับท่ี 8 รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2511
ฉบบั ท่ี 9 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช 2515
ฉบบั ที่ 10 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2517
ฉบบั ที่ 11 รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2519
ฉบบั ที่ 12 ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช 2520
ฉบบั ที่ 13 รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2521
ฉบบั ที่ 14 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศักราช 2534
ฉบบั ที่ 15 รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2534
ฉบบั ท่ี 16 รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2540
ฉบับที่ 17 รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชั่วคราว) พทุ ธศกั ราช 2549
ฉบับที่ 18 รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2550
ฉบับท่ี 19 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ช่ัวคราว) พุทธศักราช 2557
ฉบับที่ 20 รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2560
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ติ 175
5. สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560
5.1 บททวั่ ไป
1) ประเทศไทยเปน็ ราชอาณาจักรอันหน่ึงอันเดียว จะแบ่งแยกมไิ ด้
2) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมขุ
3) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจน้ัน
ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัตแิ ห่งรัฐธรรมนูญน้ี
4) ศกั ด์ิศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคของบคุ คลย่อมไดร้ บั ความคมุ้ ครอง
5) ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่ง
รฐั ธรรมนญู น้ีเสมอกัน
6) รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับขัด
หรือแยง้ ต่อรฐั ธรรมนญู นี้ บทบญั ญัติน้ันเปน็ อนั ใชบ้ ังคับมไิ ด้
5.2 พระมหากษตั ริย์
1) องค์พระมหากษตั รยิ ์ทรงดำรงอยใู่ นฐานะอันเป็นทเ่ี คารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
2) ผูใ้ ดจะกล่าวหาหรอื ฟอ้ งร้องพระมหากษัตรยิ ์ในทางใด ๆ มิได้
3) พระมหากษัตริยท์ รงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
4) พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งต้ัง ประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีอื่น อีกไม่
เกิน 18 คน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี (คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระ
ราชกรณียกิจทง้ั ปวงทีพ่ ระมหากษตั ริย์ทรงปรึกษา)
5) การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราช
อัธยาศยั
5.3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
5.3.1 เงือ่ นไขการใช้สทิ ธิและเสรภี าพ
การใช้สทิ ธแิ ละเสรภี าพของแต่ละบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้
(1) ไมก่ ระทบกระเทือนหรือเปน็ อันตรายต่อความมัน่ คงของรฐั
(2) ไมก่ ระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศลี ธรรมอันดีของประชาชน
(3) ไม่ละเมดิ สิทธิเสรภี าพของบุคคลอน่ื
การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนต้องเป็นไปตาม
เงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หากไม่ได้บัญญัติไว้กฎหมายนั้นต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือ
จำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล และต้อง
ระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วยกฎหมายดังกล่าวต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป
ไมม่ ุ่งหมายให้ใช้บังคับแกก่ รณีใดกรณีหน่ึงหรอื แก่บคุ คลใดบุคคลหนึง่ เป็นการเจาะจง
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ติ 176
5.3.2 สทิ ธแิ ละเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
1) สทิ ธขิ องประชาชน
ก. สิทธแิ ละเสรีภาพในชวี ติ และร่างกาย
ข. สทิ ธใิ นกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญา
ค. สิทธใิ นการไมถ่ กู เกณฑแ์ รงงาน
ง. สทิ ธใิ นความเปน็ อยู่สว่ นตวั เกยี รตยิ ศ ช่อื เสียง และครอบครัว
จ. สทิ ธิในทรัพยส์ ินและการสบื มรดก
ฉ. สิทธิของผู้บริโภคในการรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์
สทิ ธขิ องผ้บู รโิ ภค
ช. สิทธใิ นการได้รับบริการสาธารณสุข
ซ. สิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐของผู้เป็นมารดา บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปี
และไมม่ ีรายไดเ้ พยี งพอแก่การยงั ชพี และบุคคลผยู้ ากไร้
2) เสรีภาพของประชาชน
ก. การนับถือศาสนา การปฏบิ ัตหิ รอื ประกอบพธิ ีกรรมตามหลักศาสนา
ข. เคหสถาน
ค. การแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการส่ือ
ความหมายโดยวิธีอ่ืน และเสรภี าพในทางวิชาการ
ง. การตดิ ตอ่ สอื่ สาร
จ. การเดินทางและการเลอื กถิ่นท่ีอยู่
ฉ. การประกอบอาชีพ
ช. การรวมตัวกันในรปู แบบตา่ ง ๆ
ซ. การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ
ฌ. การจัดตั้งพรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ
3) สิทธิของบคุ คลและชุมชน
ก. สทิ ธเิ ก่ียวกับการดาเนนิ การของหนว่ ยงานของรัฐ
ข. สิทธิเกี่ยวกับการอนุรักษ์ภูมิปัญญา ทรัพยากรธรรมชาติ ความเป็นอยู่ของชุมชน
และการจัดระบบสวัสดกิ ารของชุมชน
ค. เสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชพี สื่อมวลชน
การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรง
เป็นประมุข บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุขไมไ่ ด้ ผู้ที่ทราบว่ามีการกระทำดงั กล่าวมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสดุ เพื่อรอ้ งขอให้ศาลรัฐธรรมนญู
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 177
วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดงั กล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสดุ มีคำสั่งไม่รับดำเนนิ การตามท่ีรอ้ งขอ หรือไม่
ดำเนินการภายใน 15 วันนับแต่วันท่ีได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ การ
ดำเนินการทัง้ หมดนี้ไม่กระทบต่อการดำเนนิ คดีอาญาต่อผู้กระทำการที่เป็นใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการ
ปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมุข
6. หน้าท่ขี องชนชาวไทย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560 ได้กำหนดใหป้ ระชาชนมีหน้าทด่ี งั ตอ่ ไปนี้
1) พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข
2) ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
รวมท้งั ให้ความรว่ มมอื ในการป้องกนั และบรรเทาสาธารณภยั
3) ปฏิบัติตามกฎหมายอยา่ งเครง่ ครดั
4) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ
5) รับราชการทหารตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ
6) เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทาการใดที่อาจก่อให้เกิดความ
แตกแยกหรือเกลยี ดชงั ในสังคม
7) ไปใช้สิทธิเลือกต้ังหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็น
สำคญั
8) ร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความ
หลากหลายทางชีวภาพ รวมทงั้ มรดกทางวฒั นธรรม
9) เสยี ภาษอี ากรตามท่ีกฎหมายบัญญัติ
10) ไมร่ ว่ มมอื หรือสนบั สนุนการทุจรติ และประพฤติมชิ อบทุกรปู แบบ
7. สภาผู้แทนราษฎร
ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย
สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด 500 คน และแบ่งการได้มาออกเป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
เลือกตั้งในแต่ละจงั หวัด จำนวน 350 คน และแบบบัญชรี ายชื่อของพรรคการเมือง โดยให้เขตประเทศเป็นเขต
เลือกตั้ง จำนวน 150 คน ทั้งนี้อายุของสภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้งจำนวน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในระหว่างอายขุ องสภาผูแ้ ทนราษฎรจะมีการควบรวมพรรคการเมืองที่มีสมาชิก
เป็นสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรไมไ่ ด้
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 178
ผู้มสี ิทธิสมคั รรับเลือกตัง้ เป็นสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรตอ้ งมคี ุณสมบัติดงั ต่อไปน้ี
1. มสี ัญชาติไทยโดยการเกดิ
2. มอี ายุไมต่ ำ่ กวา่ ยี่สบิ หา้ ปีนับถงึ วนั เลือกต้ัง
3. เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแตเ่ พียงพรรคการเมืองเดียวเปน็ เวลาติดต่อกันไม่
น้อยกวา่ เก้าสิบวนั นับถงึ วันเลือกตั้ง เว้นแตใ่ นกรณีที่มกี ารเลือกตั้งทวั่ ไปเพราะเหตยุ ุบสภา ระยะเวลาเก้าสิบวัน
ดงั กลา่ วใหล้ ดลงเหลอื สามสิบวนั
4. ผสู้ มัครรบั เลอื กต้งั แบบแบง่ เขตเลือกต้ัง ต้องมลี กั ษณะอย่างใดอย่างหนง่ึ ดังต่อไปนีด้ ว้ ย
(1) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
นบั ถึงวนั สมคั รรับเลือกตงั้
(2) เป็นบคุ คลซงึ่ เกดิ ในจงั หวัดทสี่ มคั รรับเลือกตง้ั
(3) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดทสี่ มัครรับเลือกต้งั เป็นเวลาตดิ ต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
การศกึ ษา
(4) เคยรับราชการหรือปฏิบัติหน้าทีใ่ นหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจงั หวดั
ท่ีสมคั รรบั เลอื กตั้ง แล้วแตก่ รณี เป็นเวลาติดตอ่ กันไม่น้อยกวา่ ห้าปี
สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรยอ่ มเป็นผแู้ ทนปวงชนชาวไทยไม่อยู่ในความผูกมดั แหง่ อาณัตมิ อบหมาย หรอื
ความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซือ่ สัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและ
ความผาสกุ ของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ สภาผ้แู ทนราษฎรมหี น้าที่โดยตรง
ในทางนิติบัญญัติ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จะตราขึ้นเป็นกฎหมาย
ได้ก็ด้วยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และยังมีอำนาจควบคุม
การบริหารราชการแผ่นดินด้วย เช่น การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รบั แต่งตัง้ เปน็ นายกรัฐมนตรี การตั้ง
กระทู้ถาม และการเสนอญัตติขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ทั้งน้ี
เป็นไปตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบรฐั สภา
8. วฒุ ิสภา
ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในวาระเริ่มแรกให้วุฒิสภา
ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 250 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวาย
คำแนะนำ นอกจากจะมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ให้วุฒิสภามีหน้าที่และอำนาจ
ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรดั การปฏริ ูปประเทศ เพอ่ื ให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด 16 การปฏิรปู ประเทศ และ
การจดั ทำและดำเนนิ การตามยทุ ธศาสตร์ชาติ ในการนี้ ใหค้ ณะรฐั มนตรแี จ้งความคบื หนา้ ในการดำเนนิ การตาม
แผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทราบทุกสามเดือน โดยวุฒิสภาชุดแรกมีกําหนดอายุ 5 ปีนับแต่วันที่มี
พระบรมราชโองการแตง่ ตง้ั
หลังจากวุฒสิ ภาชดุ แรกหมดวาระ ให้วฒุ ิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 200 คน ซ่งึ มาจากการเลือก
กันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์อาชีพ ลักษณะหรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงาน
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 179
หรอื เคยทำงานดา้ นตา่ ง ๆ ทห่ี ลากหลายของสังคมโดยในการแบง่ กล่มุ ต้องแบ่งในลักษณะท่ีทำให้ประชาชนซึ่งมี
สิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถอยใู่ นกลุ่มใดกลุ่มหนง่ึ ได้
สมาชกิ วฒุ สิ ภาตอ้ งมีคุณสมบัตแิ ละไมม่ ีลักษณะตอ้ งหา้ ม ดังต่อไปน้ี
ก. คุณสมบัติ
(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกดิ
(2) มีอายไุ ม่ตำ่ กวา่ ส่สี บิ ปใี นวันสมัครรับเลือก
(3) มคี วามรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรอื ทำงานในดา้ นที่สมคั รไมน่ ้อยกวา่ สบิ ปีหรือเป็น
ผู้มีลักษณะตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซ่ึง
สมาชกิ วุฒสิ ภา
(4) เกิด มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ทำงาน หรือมีความเกี่ยวพันกับพื้นที่ที่สมัครตามหลักเกณฑ์และ
เงอื่ นไขทบี่ ญั ญัติไว้ในพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยการได้มาซง่ึ สมาชกิ วฒุ สิ ภา
ข. ลกั ษณะต้องหา้ ม
(1) เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 98 (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8)
(9) (10) (11) (15) (16) (17) หรอื (18)
(2) เป็นข้าราชการ
(3) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
มาแลว้ ไมน่ อ้ ยกว่าห้าปีนบั ถงึ วนั สมคั รรบั เลอื ก
(4) เปน็ สมาชกิ พรรคการเมือง
(5) เป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง เว้นแต่ได้พ้นจากการดำรงตำแหน่งใน
พรรคการเมืองมาแลว้ ไมน่ ้อยกว่าหา้ ปีนับถึงวนั สมัครรับเลือก
(6) เป็นหรือเคยเป็นรัฐมนตรี เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นรัฐมนตรีมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวัน
สมคั รรบั เลอื ก
(7) เปน็ หรือเคยเปน็ สมาชิกสภาท้องถนิ่ หรือผ้บู ริหารท้องถน่ิ เว้นแต่ไดพ้ น้ จากการเป็นสมาชิกสภา
ท้องถน่ิ หรือผูบ้ ริหารท้องถิน่ มาแลว้ ไมน่ ้อยกว่าห้าปนี บั ถงึ วันสมัครรับเลือก
(8) เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกวุฒิสภา
ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในคราว
เดียวกัน หรอื ผู้ดำรงตำแหนง่ ในศาลรัฐธรรมนญู หรือในองค์กรอิสระ
(9) เคยดำรงตำแหน่งสมาชกิ วฒุ ิสภาตามรัฐธรรมนญู น้ี
ทงั้ นี้ วฒุ ิสภามีกำหนดคราวละ 5 ปนี บั แต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง เม่อื อายขุ องวฒุ ิสภาส้ินสุดลง ให้
มกี ารเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหม่ โดยให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และภายใน 5 วนั นับแต่วันท่ีพระราชกฤษฎีกา
มผี ลใชบ้ ังคบั ใหค้ ณะกรรมการการเลือกต้ังกำหนดวนั เริ่มดำเนนิ การเพ่ือเลือกไม่ช้ากวา่ 30 วันนับแต่วันท่ีพระ
ราชกฤษฎีกาดังกลา่ วมผี ลใช้บงั คบั การกำหนดดังกลา่ วใหป้ ระกาศในราชกิจจานเุ บกษา
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 180
9. การป้องกนั และปราบปรามการทุจริต
การป้องกันการทุจริต ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น นับเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
สังคม และ ความมั่นคงของประเทศ กระบวนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สัมฤทธิ์ผลอย่างมีประสิทธิภาพ จึง
จำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังและ
ต่อเนือ่ ง ส่งเสริมการมีสว่ นร่วมของภาคประชาชนในการติดตาม ตรวจสอบ การทุจรติ หรอื ประพฤตมิ ิชอบ โดย
ให้ความรู้กับภาคประชาชน รวมถึงส่งเสริมสิทธิในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพื่อให้มีส่วนร่วมในการ
ป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ
ปัจจบุ ันหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องกับการป้องกนั และปราบปรามการทุจริต ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการ
ป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจริต
ในภาครัฐ (ป.ป.ท.) โดยมขี อ้ แตกต่างกันดงั นี้
ป.ป.ช. ป.ป.ท.
เป็นองคก์ รอิสระตามรัฐธรรมนญู เปน็ หน่วยงานพเิ ศษของฝ่ายบรหิ ารหรอื รฐั บาล
สงั กัดกระทรวงยตุ ธิ รรม
จดั ตั้งขึน้ ตามพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญ จัดตั้งข้ึนตามพระราชบญั ญัติ
9.1 คำนยิ ามทีส่ ำคัญ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) “โดยทุจริต” หมายถึง เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มคิ วรไดโ้ ดย
ชอบดว้ ยกฎหมายสาหรบั ตนเองหรือผู้อื่น
นอกจากนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าดว้ ยการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ พ.ศ.
2561 ยังไดบ้ ญั ญตั บิ ทนิยามศัพท์ท่ีสำคญั ไว้ดงั นี้
“เจ้าพนักงานของรัฐ” หมายความวา่ เจา้ หนา้ ทีข่ องรัฐ ผู้ดำรงตำแหนง่ ทางการเมือง ตุลาการ ศาล
รัฐธรรมนญู ผดู้ ำรงตำแหนง่ ในองคก์ รอสิ ระ และคณะกรรมการ ป.ป.ช.
“เจา้ หนา้ ที่ของรัฐ” หมายความว่า ข้าราชการหรือพนักงานสว่ นท้องถิ่นซ่ึงมตี ำแหนง่ หรือ เงนิ เดือน
ประจำ ผปู้ ฏบิ ัติงานในหนว่ ยงานของรฐั หรอื ในรัฐวสิ าหกิจ ผู้บรหิ ารท้องถิ่น รองผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ ผชู้ ่วยผู้บริหาร
ท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าพนักงานตามกฎหมาย ว่าด้วยลักษณะ
ปกครองท้องที่ หรือเจ้าพนักงานอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ และให้หมายความรวมถึงกรรมการ อนุกรรมการ
ลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ และบุคคลหรือคณะบุคคล บรรดาซึ่งมีกฎหมาย
กำหนดใหใ้ ช้อำนาจหรือไดร้ บั มอบใหใ้ ช้อำนาจทางปกครองทจี่ ัดต้ังขน้ึ ในระบบราชการ รฐั วสิ าหกจิ หรือกิจการ
อื่นของรัฐด้วย แต่ไม่รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กร
อิสระ และคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ติ 181
“ผดู้ ำรงตำแหน่งทางการเมอื ง” หมายความวา่
(1) นายกรฐั มนตรี
(2) รัฐมนตรี
(3) สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร
(4) สมาชกิ วฒุ สิ ภา
(5) ขา้ ราชการการเมืองอื่นนอกจาก (1) และ (2) ตามกฎหมายว่าดว้ ยระเบียบขา้ ราชการการเมอื ง
(6) ข้าราชการรัฐสภาฝา่ ยการเมืองตามกฎหมายว่าดว้ ยระเบยี บขา้ ราชการรฐั สภา
“ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่า ปฏิบัติหรอื ละเว้นการปฏิบัตอิ ย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือ
ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าท่ี ทั้งที่ตนมิได้มี
ตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ ที่มิควรได้โดยชอบ
สำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือกระทำการอันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือ ความผิดต่อตำแหน่ง
หนา้ ที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญาหรือตามกฎหมายอื่น
“ร่ำรวยผิดปกติ” หมายความว่า การมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ
หรอื การมีหนีส้ นิ ลดลงมากผิดปกติ หรือไดท้ รพั ยส์ นิ มาโดยไม่มีมูลอนั จะอา้ งได้ตามกฎหมายสบื เน่ืองมาจากการ
ปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมทั้งกรณีมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติสืบเนื่องจาก การ
เปรียบเทยี บบญั ชแี สดงรายการทรัพย์สนิ และหนี้สินดว้ ย
นอกจากนี้ คำว่า “ทุจริต” ยังได้มีการบัญญัติให้ความหมายเอาไว้ในพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 โดยระบุไวว้ ่า “ทุจริต” หมายถงึ ความประพฤตชิ ่ัว คดโกง ฉอ้ โกง
“ประพฤติมิชอบ” หมายความว่า ใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
ระเบียบ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่มุ่งหมายจะควบคุมดูแลการรับ การเก็บรักษา หรือการใช้เงินหรือ
ทรัพยส์ ินของแผ่นดิน
9.2 ข้อแตกต่างของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ
คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
ขอ้ แตกต่าง ป.ป.ช. ป.ป.ท.
เขตอำนาจ
1. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง ใน 1. เจ้าหนา้ ท่ีของรัฐที่ดำรงตำแหน่งต่ำ
ระดับชาตแิ ละระดบั ทอ้ งถน่ิ กวา่ ผู้บรหิ ารระดบั สูง หรือ
2. เจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหาร 2. ข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งต่ำกว่า
ระดับสูงหรอื ผู้อำนวยการกองลงมา
3. ข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ (ข้าราช การพลเรือนสามัญทุก
ผู้อำนวยการกองข้นึ ไป กระทรวง ทบวง กรม ข้าราชการตำรวจ
ข้าราชการทหาร ขา้ ราชการครู พนกั งาน
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 182
ขอ้ แตกต่าง ป.ป.ช. ป.ป.ท.
อำนาจการไตส่ วน
4. ผู้ที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรง องค์กรมหาชน พนักงานรัฐวิสาหกิจ
ตำแหน่ง 1-3 ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ตลอดจนข้าราชการ และพนักงาน
หน่วยงานของรัฐที่จัดต้ังในรูปแบบพิเศษ
อื่น
แต่ต้องไม่ใช่เจ้าหน้าท่ีของรัฐตาม
พระราชบัญญัติวว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ
1. พฤตกิ ารณร์ ำ่ รวยผิดปกติ 1. ทจุ ริตต่อหนา้ ที่ หรอื
2. ทุจรติ ตอ่ หนา้ ท่ี หรือ 2. ประพฤติมิชอบ
3. จงใจปฏิบัติหน้าที่หรืออำนาจขัดต่อ
บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
หรือ
4. ฝ่าฝืนหรอื ไม่ปฏิบตั ติ ามมาตรฐานทาง
จรยิ ธรรมอย่างร้ายแรง หรือ
5. ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน
คู่สมรส และบุตรทย่ี งั ไมบ่ รรลุนิตภิ าวะ
9.3 รปู แบบการทุจรติ
รปู แบบการทุจริตที่เกดิ ขน้ึ สามารถแบ่งได้ 5 ลกั ษณะ ดังน้ี
1) แบ่งตามผู้ที่เกีย่ วข้อง เป็นรูปแบบการทุจริตในเรื่องของอำนาจและความสมั พันธ์แบบอุปถัมภ์
ระหว่างผู้ที่ให้การอุปถัมภ์ (ผู้ให้การช่วยเหลือ) กับผู้ถูกอุปถัมภ์ (ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ) โดยในกระบวนการ
การทจุ ริตจะมี 2 ประเภทคอื
1.1) การทุจริตโดยข้าราชการ หมายถึง การกระทำที่มีการใช้หน่วยงานราชการเพื่อมุ่งแสวงหา
ผลประโยชน์จากการปฏิบัติงานของหน่วยงานนั้น ๆ มากกว่าประโยชน์ส่วนรวมของสังคมหรือประเทศ โดย
ลกั ษณะของการทุจริตโดยข้าราชการสามารถแบ่งออกเปน็ 2 ประเภทยอ่ ย ดงั น้ี
(1) การคอรร์ ัปชันตามน้ำ (corruption without theft) จะปรากฏขนึ้ เมื่อเจ้าหน้าท่ีของรัฐ
ต้องการสินบนโดยให้มีการจ่ายตามช่องทางปกติของทางราชการ แต่ให้เพิ่มสินบนรวมเข้าไว้กับการจ่ายคา่ บริการ
ของหน่วยงานนั้น ๆ โดยที่เงินค่าบริการปกติที่หน่วยงานนั้นจะต้องได้รับก็ยังคงได้รับต่อไป เช่น การจ่ายเงิน
พิเศษให้แก่เจ้าหน้าท่ีในการออกเอกสารต่าง ๆ นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมปกติที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว
เปน็ ต้น
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ิต 183
(2) การคอร์รัปชันทวนน้ำ (corruption with theft) เป็นการคอร์รัปชันในลักษณะที่
เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเรียกร้องเงินจากผู้ขอรับบริการโดยตรง โดยที่หน่วยงานนั้นไม่ได้มีการเรียกเก็บเงินค่าบริการ
แต่อย่างใดเช่น ในการออกเอกสารของหน่วยงานราชการไม่ได้มีการกำหนดให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการ
ดำเนินการ แตก่ รณนี ม้ี กี ารเรยี กเก็บคา่ ใช้จา่ ยจากผู้ท่ีมาใช้บรกิ ารของหน่วยงานของรัฐ
2.2) การทุจริตโดยนักการเมือง (political corruption) เป็นการใช้หน่วยงานของทางราชการ
โดยบรรดานักการเมืองเพื่อมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ในทางการเงินมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมของสังคมหรือ
ประเทศเช่นเดียวกนั โดยรูปแบบหรอื วิธีการทั่วไปจะมลี ักษณะเช่นเดยี วกบั การทุจริตโดยข้าราชการ แต่จะเป็น
ในระดับที่สูงกว่า เช่น การทุจริตในการประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และมีการเรียกรับ หรือยอมจะรับ
ทรัพยส์ นิ หรือประโยชน์ตา่ ง ๆ จากภาคเอกชน เปน็ ต้น
2) แบง่ ตามกระบวนการทใ่ี ช้ มี 2 ประเภท คอื
2.1) เกิดจากการใช้อำนาจในการกำหนด กฎ กติกาพื้นฐาน เช่น การออกกฎหมาย และ
กฎระเบยี บต่าง ๆ เพ่อื อำนวยประโยชนต์ อ่ กล่มุ ธรุ กจิ ของตนหรอื พวกพ้อง
2.2) เกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากกฎ และระเบียบที่ดำรงอยู่ ซ่ึง
มกั เกิดจากความไม่ชัดเจนของกฎและระเบียบเหลา่ น้ันท่ที ำให้เจา้ หน้าที่สามารถใชค้ วามคิดเห็นของตนได้ และ
การใช้ ความคิดเห็นน้นั อาจไม่ถูกตอ้ งหากมีการใช้ไปในทางที่ผดิ หรอื ไมย่ ุตธิ รรมได้
3) แบง่ ตามลักษณะรปู ธรรม มที ง้ั หมด 4 รูปแบบคือ
3.1) คอร์รัปชันจากการจัดซื้อจัดหา (Procurement Corruption) เช่น การจัดซื้อสิ่งของใน
หน่วยงาน โดยมีการคดิ ราคาเพ่ิมหรือลดคณุ สมบตั ิแต่กำหนดราคาซือ้ ไวเ้ ทา่ เดิม
3.2) คอร์รัปชันจากการให้สัมปทานและสิทธิพิเศษ (Concessionaire Corruption) เช่น การ
ให้เอกชนรายใดรายหน่ึงเข้ามามีสทิ ธิในการจดั ทำสมั ปทานเป็นกรณพี ิเศษตา่ งกับเอกชนรายอืน่
3.3) คอร์รัปชันจากการขายสาธารณสมบัติ (Privatization Corruption) เช่น การขายกิจการ
ของรัฐวสิ าหกจิ หรือการยกเอาทีด่ ิน ทรัพย์สินไปเป็นสิทธกิ ารครอบครองของต่างชาติ เป็นตน้
3.4) คอร์รัปชันจากการกำกับดูแล (Regulatory Corruption) เช่น การกำกับดูแลในหน่วยงาน
แลว้ ทำการทุจรติ ตา่ ง เป็นต้น
4) แบ่งตามความคิดเหน็ ของนักวิชาการ นักวิชาการที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับปญั หาการทจุ ริต ได้มีการ
กำหนดหรือแบ่งประเภทของการทุจริตเป็นรูปแบบต่าง ๆ ไว้ เช่น การวิจัยของรองศาสตราจารย์ ดร.นวลน้อย
ตรรี ัตน์ และคณะ ได้แบง่ การทจุ รติ คอรร์ ัปชันออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
4.1) การใช้อำนาจในการอนุญาตให้ละเว้นจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐเพื่อลดต้นทุน
การทำธรุ กจิ
4.2) การใช้อำนาจในการจัดสรรผลประโยชน์ในรปู ของสิง่ ของ และบริการ หรือสทิ ธิให้แกเ่ อกชน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ติ 184
4.3) การใช้อำนาจในการสร้างอุปสรรคในการให้บริการแก่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจ
เนือ่ งจากเงนิ เดือนและผลตอบแทนในระบบราชการต่ำเกนิ ไปจนขาดแรงจงู ใจในการทำงาน
5) แบ่งตามผลการสอบสวนและศึกษาเรื่องการทจุ รติ ของคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาสอบสวน
และศึกษาเรอ่ื งเกี่ยวกบั การทจุ รติ ของวฒุ ิสภามีการแบ่งรปู แบบการทุจริตคอรร์ ัปชั่นออกเป็น 5 ประเภท ไดแ้ ก่
5.1) การทุจริตเชิงนโยบาย เป็นรูปแบบใหม่ของการทุจริตที่แยบยล โดยอาศัยรูปแบบของ
กฎหมายหรือมติของคณะรัฐมนตรี หรือมติของคณะกรรมการเปน็ เครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ ทำให้
ประชาชนสว่ นใหญเ่ ข้าใจผดิ วา่ เปน็ การกระทำทถี่ กู ต้องชอบธรรม
5.2) การทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เป็นการใช้อำนาจและหน้าที่ในความรับผิดชอบของ
ตนในฐานะของเจ้าหน้าที่ของรัฐเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือบุค คลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหน่ึง
ปัจจุบันมกั เกดิ จากความรว่ มมือกนั ระหว่างนกั การเมือง พ่อคา้ และข้าราชการประจำ
5.3) การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง การทุจริตประเภทนี้จะพบได้ทั้งรูปแบบของการสมยอม
ราคา ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ กำหนดรายละเอียดหรือสเป็กงาน กำหนดเง่ือนไข คำนวณราคากลางออก
ประกาศประกวดราคา การขายแบบ การรบั และเปดิ ซอง การประกาศผล การอนมุ ัติ การทำสัญญาทุกขั้นตอน
ของกระบวนการจัดซือ้ จัดจ้างล้วนมชี ่องโหว่ให้มีการทุจริตกนั ไดอ้ ย่างงา่ ยๆ นอกจากน้ี ยงั มกี ารทจุ ริตที่มาเหนือ
เมฆคือการอาศัยความเป็นหน่วยงานราชการด้วยกัน จึงได้รับการยกเว้นและการไม่ถูกเพ่งเล็ง แต่ความจริง
ผลประโยชน์จากการรับงานและเงินที่ได้จากการรับงานไม่ได้นำส่งกระทรวงการคลัง แต่เป็นผลประโยชน์ของ
กลมุ่ บุคคล ซง่ึ ไม่แตกต่างอะไรกับการจ้างบรษิ ทั เอกชน
5.4) การทุจริตในการให้สัมปทาน เป็นการแสวงหาหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบจากโครงการ
หรือกิจการของรัฐ ซึ่งรัฐได้อนุญาตหรือมอบให้เอกชนดำเนินการแทนให้ลักษณะสัมปทานผูกขาดในกิจการใด
กจิ การหนึง่ เช่น การทำสญั ญาสมั ปทานโรงงานสรุ า การทำสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม เปน็ ตน้
5.5) การทุจริตโดยการทำลายระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เป็นการพยายามดำเนินการให้
ได้บุคคลซึ่งมีสายสัมพันธ์กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอันที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตาม
รัฐธรรมนูญซง่ึ มีอำนาจหน้าทีใ่ นการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เชน่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นต้น ทำให้องค์กรเหล่านี้มีความอ่อนแอ ไม่สามารถตรวจสอบ
การให้อำนาจรัฐไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ
9.4 ระดับการทุจริตในประเทศไทย การทุจริตในแต่ละระดับมักจะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน สามารถ
แบ่งออกได้เปน็ 2 ระดบั คือ
1) การทุจริตระดับชาติ เป็นรูปแบบการทุจริตของนักการเมืองที่ใช้อำนาจในการบริหารราชการ
รวมถึงอำนาจนิติบัญญัติ เป็นเครื่องมือในการออกกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย การออกนโยบายต่าง ๆ โดยการ
อาศัยชอ่ งว่างทางกฎหมาย เพ่อื ผลประโยชนต์ า่ ง ๆ เชน่ การจัดซื้อจดั จ้าง การประมูล การซอื้ ขายตำแหนง่
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 185
2) การทุจริตในระดับท้องถิ่น การบริหารราชการในรูปแบบท้องถิ่นเป็นการกระจายอำนาจเพ่ือ
ให้บริการต่าง ๆ ของรัฐสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น แต่การดำเนินการใน
รูปแบบของท้องถิ่นก็ก่อให้เกิดปัญหาการทุจริตเป็นจำนวนมาก ผู้บริหารท้องถิ่นจะเป็นนักการเมืองที่อยู่ใน
ท้องถิ่นนั้น หรือนักธุรกิจที่ปรับบทบาทตนเองมาเป็นนักการเมือง และเมื่อเป็นนักการเมือง เป็นผู้บริหาร
ท้องถิ่นแล้วก็เป็นโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเองและพวกพ้องได้ นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่นอีก
ได้แก่ ผูบ้ ริหารท้องถิ่นเรยี กรับผลประโยชนใ์ นการปรบั เปลยี่ นตำแหนง่ หรอื เลอื่ นตำแหนง่
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ิต 186
แบบฝกึ หัด
ข้อ 1 ข้อใดกลา่ วได้ถูกต้องทส่ี ุดเก่ียวกบั รฐั ธรรมนญู
1. รฐั ธรรมนูญเป็นกฎหมายเอกชน
2. รัฐธรรมนูญของไทยมีลักษณะเป็นกฎหมายจารตี ประเพณี
3. รัฐธรรมนญู เปน็ กฎหมายสูงสดุ ซึ่งเปน็ ได้ท้ังกฎหมายแพง่ และกฎหมายอาญา
4. รฐั ธรรมนูญเปน็ กฎหมายสูงสดุ ซ่ึงเป็นได้ทัง้ กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน
5. รฐั ธรรมนญู เปน็ บทบญั ญตั ิท่ีไมว่ ่ากฎหมายใดๆในประเทศก็ไมส่ ามารถขัดหรอื แยง้ ได้เลย
ข้อ 2 การประกาศกฎหมายในราชกจิ จานเุ บกษามีผลต่อประชาชนอย่างไร
1. สามารถบงั คับใชไ้ ดเ้ ฉพาะกฎหมายท่ีเปน็ คุณ
2. ถือวา่ ประชาชนได้ทราบความมอี ยู่ของกฎหมายแลว้
3. สามารถบงั คบั ใช้ได้เม่อื ประกาศแลว้ ไมน่ ้อยกวา่ 180 วนั
4. จะใช้บังคบั ได้กต็ ่อเม่ือประชาชนได้ทราบข้อความในกฎหมายนั้น
5. สามารถอา้ งความไม่รกู้ ฎหมายไดจ้ นกว่าจะทราบข้อความในกฎหมาย
ข้อ 3 บคุ คลผู้มสี ิทธเิ ลอื กตั้งตอ้ งมีช่อื อยใู่ นทะเบยี นบา้ นในเขตเลือกต้ังมาแลว้ เปน็ เวลาไม่น้อยกว่าก่ีวันนับถึง
วนั เลือกตงั้
1. 30 วนั 2. 60 วนั
3. 90 วนั 4. 150 วนั
5. 180 วัน
ขอ้ 4 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้มีสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วย
สมาชกิ ซง่ึ มาจากการเลอื กต้งั แบบแบง่ เขตเลือกตง้ั จำนวนก่ีคน
1. 500 คน 2. 450 คน
3. 350 คน 4. 250 คน
5. 150 คน
ขอ้ 5 รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560 กำหนดใหป้ ระชาชนผมู้ สี ิทธเิ ลือกต้ังไม่น้อยกว่า
กี่คนเข้าชอื่ เสนอรา่ งพระราชบัญญัติเกย่ี วกับสิทธเิ สรภี าพของปวงชนชาวไทยต่อสภาผแู้ ทนราษฎรได้
1. 5,000 คน 2. 10,000 คน
3. 20,000 คน 4. 50,000 คน
5. 100,000 คน
บทท่ี 13
กฎหมายทรัพย์สินทางปญั ญา
1. ความหมายของ “ทรัพยส์ นิ ทางปญั ญา”
ผลงานอันเกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ซึ่งอาจแสดงออกในรูปแบบต่าง โดยไม่คำนึงถึงชนิดของ
การสร้างสรรค์หรือวิธีในการแสดงออก อาจเป็นการประดิษฐ์ คิดค้น หรืองานสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งเน้นท่ี
ผลผลิตของสติปัญญาและความชำนาญ ทรัพย์สินทางปัญญาอาจแสดงออกในรูปแบบของสิ่งท่ีจับต้องได้ เช่น
การประดิษฐ์ การออกแบบผลิตภณั ฑ์ งานวรรณกรรม เป็นต้น
2. กฎหมายทรพั ยส์ ินทางปัญญาของไทย
1) พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (แก้ไขเพม่ิ เตมิ พ.ศ. 2558)
2) พระราชบัญญตั สิ ิทธิบตั ร พ.ศ. 2522 (แก้ไขเพ่ิมเติม พ.ศ. 2542)
3) พระราชบญั ญตั เิ ครอื่ งหมายการค้า พ.ศ. 2534 (แก้ไขเติม พ.ศ. 2559)
4) พระราชบญั ญัติคมุ้ ครองพนั ธพุ์ ืช พ.ศ. 2542
5) พระราชบญั ญัติคมุ้ ครองแบบผงั ภูมขิ องวงจรรวม พ.ศ. 2543
6) พระราชบญั ญัตคิ วามลับทางการค้า พ.ศ. 2545 (แกไ้ ขเพมิ่ เติม พ.ศ. 2558)
7) พระราชบัญญตั ิค้มุ ครองสงิ่ บง่ ชที้ างภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546
3. ลขิ สทิ ธิ์
3.1 ความหมายของคำวา่ ลิขสิทธ์ิ
ตามพระราชบัญญัติลขิ สิทธิ์ พ.ศ. 2537 “ลิขสทิ ธ์ิ” หมายความว่า สิทธิแต่เพยี งผเู้ ดียวทจ่ี ะทำการ
ใด ๆ ตามพระราชบัญญตั เิ กีย่ วกบั งานที่ผสู้ รา้ งสรรคไ์ ดท้ ำขนึ้
คำว่า “สิทธิแต่เพียงผู้เดียว” (exclusive right) มีลักษณะเป็นสิทธิเด็ดขาดของเจ้าของลิขสิทธิ์
ที่จะใชป้ ระโยชน์ในเชิงพาณิชยจ์ ากงานอันมีลขิ สิทธทิ์ ่ีสร้างสรรค์ข้นึ ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนดรองรับไว้
เท่านน้ั คือ พระราชบัญญัตลิ ขิ สทิ ธิ์ พ.ศ. 2537 ซึง่ ได้บัญญตั ริ ับรองสทิ ธิแตเ่ พยี งผ้เู ดยี วไว้ใน มาตรา 15 ได้แก่
1) ทำซำ้ หรอื ดดั แปลง
2) เผยแพรต่ อ่ สาธารณชน
3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และส่ิง
บนั ทกึ เสยี ง
4) ใหป้ ระโยชนอ์ นั เกิดจากลขิ สทิ ธแิ์ กผ่ ู้อื่น
5) อนญุ าตให้ผู้อื่นใช้สิทธิตาม 1) 2) หรอื 3) โดยจะกำหนดเงือ่ นไขอย่างใดหรอื ไม่ก็ได้
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ติ 188
3.2 ลักษณะของงานที่ไดร้ บั การค้มุ ครอง
งานทจ่ี ะไดร้ บั การค้มุ ครองตามพระราชบญั ญตั ิลขิ สิทธ์ิ พ.ศ. 2537 มลี ักษณะ 4 ประการ ดงั น้ี
1) เป็นงานท่ีมีรปู ร่างปรากฏ
หมายความว่า มีการแสดงออกซึ่งความคิดให้ปรากฏเป็นรปู ร่าง การแสดงออกนั้นจะกระทำ
โดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใดกไ็ ด้ เชน่ เป็นรปู ภาพ ตวั หนงั สอื หรอื เสียงก็ได้ ขึน้ อยู่กับประเภทของงานนัน้ ๆ การ
คุ้มครองลิขสิทธิ์จะไมค่ ลุมถึงความคิดหรือข้ันตอน กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคดิ
หลกั การ การค้นพบ หรอื ทฤษฎที างวิทยาศาสตร์หรือคณติ ศาสตร์
2) เป็นงานทก่ี ฎหมายรับรอง
งานท่ีจะได้รบั การคุ้มครองตามกฎหมาย นอกจากจะต้องเปน็ งานสร้างสรรค์แล้ว ต้องเป็นงาน
ทีก่ ฎหมายระบไุ วเ้ ทา่ นั้น พระราชบัญญตั ิลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคแรก บญั ญตั วิ า่ “งานอันมีลิขสิทธิ์
ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม
โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนก
วิทยาศาสตร์ หรอื แผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ไมว่ า่ งานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรอื รปู แบบอยา่ งใด”
ดังนั้น หากเป็นงานอื่นนอกจากทีร่ ะบุไว้ในมาตรา 6 แม้จะเป็นงานสร้างสรรคท์ ี่เป็นทรัพยส์ ิน
ทางปัญญาก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ เช่น นายหนึ่งประดิษฐ์เครื่องปอกเปลือกมะพร้าว
จะไมไ่ ด้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสทิ ธิ์ แต่อาจจะไดร้ บั การคุม้ ครองตามกฎหมายสิทธิบตั ร
3) เปน็ งานทีส่ รา้ งสรรค์ด้วยตนเอง
หมายความว่า งานที่จะมีลิขสิทธิ์ได้จะต้องเป็นงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ด้วยตัวผู้
สร้างสรรค์นั้นเอง โดยผู้สร้างสรรค์จะต้องให้ความรู้ความสามารถตลอดจนความวิริยะอุตสาหะในการ
สรา้ งสรรค์งานนั้นขนึ้ มาไมใ่ ชล่ อกเลยี นจากงานอ่นื
4) เป็นงานที่ไมข่ ัดต่อกฎหมาย
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่างานที่มีลักษณะต้องห้ามตาม
กฎหมายหรือขดั ตอ่ ความสงบเรยี บร้อยหรือศีลธรรมอันดจี ะไม่ได้รับความคุ้มครอง แตไ่ ดม้ ีคำพิพากษาที่วินิจฉัย
วา่ เทปวิดีโอซึง่ มีบทแสดงการรว่ มเพศระหว่างหญิงชายบางตอนเป็นภาพลามกอนาจารไม่ใชง่ านสร้างสรรค์ตาม
ความหมายของกฎหมายจึงไมอ่ าจมีลขิ สทิ ธ์ิได้
3.3 ประเภทงานท่มี ลี ิขสทิ ธิ์
งานสร้างสรรค์ที่จะมีลิขสิทธิ์ได้ต้องเป็นงานที่กฎหมายกำหนดไว้ ได้แก่ งานสร้างสรรค์ประเภท
วรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรกี รรม โสตทศั นวสั ดุ ภาพยนตร์ ส่ิงบันทึกเสยี ง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ
หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ไม่ว่างานดังกล่าวจะ
แสดงออกโดยวธิ หี รอื รปู แบบอยา่ งใด
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ิต 189
มาตรา 4 ได้ใหค้ ำนิยามของงานสร้างสรรค์ประเภทต่าง ๆ ไว้ดงั น้ี
1) วรรณกรรม หมายความว่า งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทกุ ชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์
ปาฐกถา เทศนา คำปราศรยั สุนทรพจน์ และใหห้ มายความรวมถงึ โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ดว้ ย
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายความว่า คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับเครื่อง
คอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานหรือเพื่อให้ได้รับผลอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา
โปรแกรมคอมพวิ เตอรใ์ นลกั ษณะใด
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ไม่ได้บัญญัติถึงงานโปรมแกรมคอมพิวเตอร์อย่างชัดเจน
แต่เพื่อให้สอดคล้องกับความตกลง TRIPs ที่จะออกมาใช้บังคับในขณะนั้น พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
จงึ บัญญตั ิการให้ความคมุ้ ครองแกโ่ ปรแกรมคอมพิวเตอร์ในฐานะงานวรรณกรรมอยา่ งชัดเจน
2) นาฏกรรม หมายความวา่ งานเก่ยี วกบั การรำ การเต้น การทำท่า หรอื การแสดงท่ปี ระกอบขึ้น
เปน็ เรื่องราว และให้หมายความรวมถึงการแสดงโดยวธิ ีใบ้ดว้ ย เชน่ การเตน้ บัลเลย์ การทำท่าแสดงของโขนใน
เรอื่ งรามเกยี รติ์
3) ศิลปกรรม หมายความว่า งานอนั มีลกั ษณะอย่างหนง่ึ อย่างใดหรอื หลายอย่างดังน้ี
(1) งานจิตรกรรม ได้แก่ งานสรา้ งสรรคร์ ูปทรงทป่ี ระกอบด้วยเสน้ แสง สี หรือสงิ่ อ่ืนอย่างใด
อยา่ งหนึ่งหรือหลายอยา่ งรวมกนั ลงบนวสั ดุอย่างเดยี วหรอื หลายอยา่ ง
(2) งานประติมากรรม ไดแ้ ก่ งานสร้างสรรค์รูปทรงทเี่ กย่ี วกบั ปริมาตรทีส่ ัมผัสและจบั ต้องได้
(3) งานการพิมพ์ ได้แก่ งานสร้างสรรค์ภาพด้วยกรรมวิธีทางการพิมพ์ และหมายความ
รวมถึงแมพ่ มิ พ์หรือแบบพมิ พท์ ี่ใช้ในการพิมพ์ด้วย
(4) งานสถาปัตยกรรม ได้แก่ งานออกแบบอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง งานออกแบบตกแต่ง
ภายในหรือภายนอก ตลอดจนบริเวณของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือการสร้างสรรค์หุ่นจำลองของอาคาร
หรือสง่ิ ปลูกสรา้ ง (ตวั บา้ น หรอื อาคาร หรอื สิง่ ปลูกสร้างท่ีทำข้นึ ตามแบบมใิ ชง่ านสถาปตั ยกรรม แตเ่ ป็นทรัพย์ที่
มีรูปร่าง งานสถาปัตยกรรม คือ ตัวงานออกแบบบ้านหรอื อาคาร ดังนั้น หากมีการถ่ายรูปบ้านหรืออาคารแล้ว
นำไปเปน็ แบบก็จะไม่ถือว่าเปน็ การทำซำ้ งานสถาปัตยกรรม )
(5) งานภาพถ่าย ไดแ้ ก่ งานสร้างสรรค์ภาพที่เกดิ จากการใช้เครื่องมือบันทึกภาพโดยให้แสง
ผ่านเลนซ์ไปยังฟิล์มหรือกระจกและล้างด้วยน้ำยาซึ่งมีสูตรเฉพาะ หรือด้วยกรรมวิธีใด ๆ อันทำให้เกิดภาพขึ้น
หรือการบนั ทกึ ภาพโดยเครอ่ื งมอื หรอื วิธีการอยา่ งอ่ืน
(6) งานภาพประกอบ แผนที่ โครงสร้าง หรืองานสร้างสรรค์รูปทรงสามมิติอันเกี่ยวกับ
ภูมศิ าสตร์ ภมู ิประเทศหรือวิทยาศาสตร์
(7) งานศิลปะประยุกต์ ได้แก่ งานทนี่ ำเอางานตาม (1) ถงึ (6) อยา่ งใดอย่างหน่ึงหรือหลาย
อย่างรวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานดังกล่าวนั้น เช่น นำไปใช้
สอย นำไปตกแตง่ วสั ดุหรอื ส่งิ ของอันเปน็ เครือ่ งใชห้ รือนำไปใชเ้ พื่อประโยชน์ทางการคา้
ทั้งนี้ ไม่ว่างานตาม (1) ถึง (7) จะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง
ภาพถา่ ยและแผนผังของงานดังกลา่ วด้วย เชน่ นำเอารปู วาดการต์ นู มาทำเป็นพวงกุญแจ
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ติ 190
4) ดนตรีกรรม หมายความว่า งานเกี่ยวกับเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อบรรเลงหรือขับร้องไม่ว่าจะมี
ทำนองและคำร้องหรือมีทำนองอย่างเดียว และให้หมายความรวมถึงโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยกและ
เรียบเรยี งเสยี งประสานแลว้
5) โสตทัศนวัสดุ หมายความว่า งานอันประกอบด้วยลำดับของภาพโดยบันทึกลงในวัสดุไม่ว่า
จะมีลักษณะอย่างใด อันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีก โดยใช้เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการใช้วัสดนุ ั้นและให้
หมายความรวมถึงเสยี งประกอบงานนั้นดว้ ย (ถ้ามี) เชน่ วดี โี อเทป วซี ีดี ดีวีดี
6) ภาพยนตร์ หมายความว่า โสตทัศนวัสดุอันประกอบด้วยลำดับของภาพซึ่งสามารถนำออก
ฉายต่อเนื่องได้อย่างภาพยนตร์ หรือสามารถบันทึกลงบนวัสดุอื่น เพื่อนำออกฉายต่อเนื่องได้อย่างภาพยนตร์
และให้หมายความรวมถงึ เสยี งประกอบภาพยนตรน์ ้ันด้วย (ถา้ มี)
การนำภาพสไลดแ์ ตล่ ะภาพมาจดั ลำดับในการฉายกย็ งั ไม่ถือวา่ เปน็ โสตทศั นวสั ดุเพราะยังไม่ได้
มกี ารบันทกึ ลงในวัสดอุ ย่างใดอย่างหนึง่ อันสามารถท่จี ะนำมาเล่นซำ้ ได้อีก
7) สิ่งบันทกึ เสยี ง หมายความว่า งานอนั ประกอบด้วยลำดับของเสยี งดนตรี เสยี งการแสดง หรือ
เสียงอื่นใด โดยบันทึกลงในวัสดุไม่ว่าจะมีลักษณะใด ๆ อันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีกโดยใช้เครื่องมือที่
จำเป็นสำหรับการใช้วัสดุนั้น เช่น แผ่นเสียง ซีดีเพลง เทปเพลง แต่ทั้งนี้มิให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบ
ภาพยนตรห์ รือเสียงประกอบโสตทัศน์วสั ดอุ ยา่ งอืน่
8) งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หมายความว่า งานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียงทาง
วิทยกุ ระจายเสียง การแพรเ่ สยี งและหรือภาพทางวิทยโุ ทรทศั น์ หรือโดยวิธีอยา่ งอืน่ อันคล้ายคลงึ กัน
9) งานอนื่ ใดในแผนกวรรณคดี แผนกวทิ ยาศาสตร์ หรอื แผนกศลิ ปะ
3.4 ประเภทงานทไ่ี มม่ ีลขิ สทิ ธ์ิ
ส่ิงต่อไปน้ีไม่ถอื ว่าเปน็ งานอันมีลิขสิทธิ์
1) ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมใิ ช่งานในแผนกวรรณคดี
แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศลิ ปะ
2) รฐั ธรรมนูญ และกฎหมาย
3) ระเบยี บ ข้อบงั คบั ประกาศ คำส่งั คำชแี้ จง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรอื
หนว่ ยงานอืน่ ใดของรัฐหรือของทอ้ งถ่ิน
4) คำพพิ ากษา คำส่งั คำวินิจฉยั และรายงานของทางราชการ
5) คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอ่ืน
ใดของรฐั หรือของท้องถิ่นจดั ทำขนึ้
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 191
3.5 การไดม้ าซึ่งลขิ สทิ ธ์ิ
การได้มาซ่ึงลขิ สทิ ธ์ติ ามพระราชบัญญตั ิลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 อาจแยกพิจารณาไดเ้ ป็น 2 วิธี ดงั นี้
1) ไดม้ าโดยการสร้างสรรค์ แยกไดเ้ ป็น 6 กรณี
1.1) การสร้างสรรค์งานโดยอสิ ระ
กฎหมายลขิ สทิ ธ์ิได้กำหนดใหบ้ ุคคลท่สี ร้างสรรค์งานใด ๆ ข้นึ มา เป็นผู้มีลิขสิทธ์ิในงานที่
ตนสร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งการสร้างสรรค์อาจจะทำเพียงแค่คนเดียวหรือร่วมกับคนอื่นก็ได้ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นผู้สร้าง
สรรคร์ ว่ ม หลกั เกณฑก์ ารไดม้ าในกรณนี ้ี บญั ญตั ิไว้ในมาตรา 8 ดงั นี้
ผ้สู รา้ งสรรคเ์ ปน็ ผมู้ ีลขิ สิทธ์ใิ นงานท่ตี นไดส้ ร้างสรรค์ขึน้ ภายใต้เงือ่ นไข ดงั ต่อไปนี้
(1) ในกรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางาน ผู้สร้างสรรค์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรืออยู่ใน
ราชอาณาจักร หรือเป็นผู้มีสัญชาติหรืออยู่ในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่ง
ประเทศไทยเปน็ ภาคอี ยดู่ ว้ ย ตลอดระยะเวลาหรอื เป็นสว่ นใหญ่ในการสร้างสรรคง์ านน้ัน
(2) ในกรณีที่ได้มีการโฆษณางานแล้ว การโฆษณางานนั้นในครั้งแรกได้กระทำขึ้นใน
ราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่
ด้วย หรือในกรณีที่การโฆษณาครั้งแรกได้กระทำนอกราชอาณาจักรหรือในประเทศอ่ืนที่ไม่เป็นภาคีแห่ง
อนุสัญญาว่าด้วย การคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย หากได้มีการโฆษณางานดังกล่าวใน
ราชอาณาจักรหรือในประเทศหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศ
ไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่ได้มีการโฆษณาครั้งแรก หรือผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีลักษณะ
ตามทกี่ ำหนดไวใ้ น (1) ในขณะท่ีมกี ารโฆษณาครง้ั แรก
ในกรณีท่ผี สู้ ร้างสรรค์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย ถา้ ผู้สรา้ งสรรคเ์ ป็นนิติบุคคล ต้องเป็น
นติ ิบคุ คลทจ่ี ดั ตัง้ ขึน้ ตามกฎหมายไทย
1.2) การสร้างสรรค์ในฐานะลกู จา้ งตามสญั ญาจา้ งแรงงาน
งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือ
ตกลงกันไว้เป็นอย่างอืน่ ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สรา้ งสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธ์ินำงานนั้นออกเผยแพรต่ อ่
สาธารณชนได้ตามทีเ่ ปน็ วตั ถปุ ระสงคแ์ ห่งการจา้ งแรงงานน้ัน
การสรา้ งสรรค์ในฐานะลกู จา้ งตามสัญญาจ้างแรงงานมหี ลกั เกณฑ์ ดงั น้ี
(1) เป็นนายจ้างและลกู จา้ งตามสัญญาจา้ งแรงงาน
(2) ลูกจ้างเป็นผู้สร้างสรรคง์ านในฐานะลูกจ้าง
(3) มไิ ด้มีการทำเป็นหนงั สือตกลงกนั ไวเ้ ป็นอยา่ งอ่นื
(4) ลูกจา้ งเปน็ เจา้ ของลขิ สิทธ์ใิ นงานท่สี รา้ งสรรค์
(5) นายจา้ งมีสิทธ์ินำงานนน้ั ออกเผยแพรต่ ่อสาธารณชนได้ตามวตั ถปุ ระสงค์ของการจ้างแรงงาน
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 192
ตวั อยา่ ง นายหนึ่งเปน็ ลูกจ้างของบริษัทสอง จำกดั นายหนงึ่ ในฐานะลูกจ้างได้สร้างสรรค์
งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในกิจการของบริษัทสอง จำกัด ลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ย่อมเป็น
ของนายหนึง่ แตบ่ ริษทั สอง จำกัด มสี ิทธิที่จะไดง้ านโปรแกรมคอมพวิ เตอรต์ ามวตั ถุประสงค์ของสญั ญาจา้ งได้
1.3) การสรา้ งสรรคใ์ นฐานะผู้ว่าจา้ งตามสญั ญาจ้างทำของ
งานท่ีผ้สู รา้ งสรรคไ์ ดส้ ร้างสรรคข์ ้ึนโดยการรับจ้างบุคคลอ่ืน ใหผ้ วู้ า่ จา้ งเป็นผู้มีลิขสิทธ์ิใน
งานนน้ั เวน้ แตผ่ สู้ รา้ งสรรค์และผวู้ ่าจา้ งจะได้ตกลงกนั ไวเ้ ปน็ อยา่ งอื่น
การสร้างสรรค์ในฐานะผู้ว่าจ้างตามสญั ญาจา้ งทำของมหี ลกั เกณฑ์ ดังนี้
(1) เป็นผู้วา่ จ้างและผู้รับจ้างตามสญั ญาจ้างทำของ
(2) ผู้รบั จ้างเปน็ ผู้สรา้ งสรรค์งานน้นั
(3) มไิ ดม้ ีการตกลงกันไวเ้ ป็นอย่างอน่ื (ไมว่ า่ จะเป็นหนังสือหรือดว้ ยวาจา)
(4) ผูว้ า่ จ้างเปน็ เจา้ ของลขิ สทิ ธิ์ในงานทสี่ รา้ งสรรค์
กล่าวโดยสรุป คือ การตกลงทำสัญญาว่าจ้างให้ผู้อื่นสร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ขึ้น ผู้ว่า
จ้างย่อมเปน็ ผไู้ ดล้ ขิ สทิ ธิ์ในงานนัน้ สว่ นผสู้ ร้างสรรค์ในฐานะผรู้ ับจา้ งจะไม่ไดล้ ขิ สทิ ธ์ิในงานทต่ี นสร้างสรรค์
1.4) การไดม้ าซึง่ ลขิ สทิ ธใิ์ นฐานะเป็นหนว่ ยงานของรัฐ
กระทรวง ทบวง กรม หรือหนว่ ยงานอื่นใด ของรฐั หรอื ของท้องถ่ิน ย่อมมลี ิขสทิ ธิ์ในงาน
ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการจ้าง หรือตามคำสั่งหรือในความควบคุมของตน เว้นแต่จะได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่น
เป็นลายลักษณ์อักษร กล่าวคือ ถ้าผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์งานตามสัญญาจ้างโดยหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะ
เป็นจ้างแรงงาน หรือจ้างทำของ หรือสร้างสรรค์ตามคำสั่งหรือการสร้างสรรค์นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของ
หน่วยงานรฐั หน่วยงานรัฐนนั้ ย่อมได้ลขิ สทิ ธิ์ เวน้ แตจ่ ะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอ่ืนซ่ึงต้องตกลงเป็นลายลักษณ์
อักษรด้วย แต่หากผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์นอกเวลางาน และการสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดจากคำสั่งหรือไม่อยู่
ภายใตก้ ารควบคุมของหนว่ ยงานรฐั ก็เปน็ การสรา้ งสรรค์โดยอิสระลขิ สทิ ธ์ิจึงตกเป็นของผสู้ ร้างสรรค์
1.5) การได้มาซ่ึงลขิ สทิ ธโ์ิ ดยการดัดแปลงงานอนั มีลขิ สิทธ์ิของผู้อ่ืน
งานใดมีลักษณะเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยได้รับ
อนญุ าตจากเจา้ ของลิขสิทธิ์ให้ผู้ที่ได้ดัดแปลงนน้ั มลี ิขสิทธ์ิในงานท่ีได้ดดั แปลงตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ทั้งน้ีไม่
กระทบกระเทือนสิทธิของเจา้ ของลขิ สทิ ธ์ทิ ีม่ ีอยู่ในงานของผสู้ ร้างสรรค์เดิมทีถ่ ูกดดั แปลง
การดัดแปลง หมายความว่า ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม หรือ
จำลองงานต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมด
หรอื บางสว่ น
(1) ในส่วนที่เกี่ยวกับวรรณกรรม ให้หมายความรวมถึง แปลวรรณกรรม เปลี่ยนรูป
วรรณกรรมหรือรวบรวมวรรณกรรมโดยคัดเลือกและจดั ลำดบั ใหม่
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ิต 193
(2) ในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้หมายความรวมถึง ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูป
ใหม่ ปรบั ปรงุ แก้ไขเพ่มิ เติมโปรแกรมคอมพวิ เตอรใ์ นส่วนอนั เปน็ สาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำขึ้นใหม่
(3) ในสว่ นท่เี ก่ยี วกับนาฏกรรม ให้หมายความรวมถึง เปลย่ี นงานทม่ี ใิ ช่นาฏกรรมให้เป็น
นาฏกรรมหรอื เปล่ียนงานนาฏกรรมให้เปน็ งานที่มใิ ชน่ าฏกรรม ท้งั นี้ ไมว่ า่ ในภาษาเดมิ หรือตา่ งภาษากนั
(4) ในส่วนที่เกี่ยวกับศิลปกรรม ให้หมายความรวมถึง เปลี่ยนงานที่เป็นรูปสองมิติหรือ
สามมิตใิ หเ้ ป็นรปู สามมติ ิหรอื สองมิติ หรือทำหนุ่ จำลองจากงานตน้ ฉบับ
(5) ในส่วนท่ีเกยี่ วกบั ดนตรีกรรม ใหห้ มายความถึง จดั ลำดับเรียบเรยี งเสียงประสานหรือ
เปลย่ี นคำร้อง หรือทำนองใหม่
การดัดแปลงงานที่มีลิขสิทธ์ิของคนอื่น เพื่อให้เกิดงานอันมลี ขิ สทิ ธิ์ข้ึนมาใหม่ ผู้ดัดแปลง
จะได้ลิขสิทธ์ิในงานท่ีตนดัดแปลงขึ้นใหม่นั้นจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน ถ้าไม่ได้รับอนุญาต
ผู้ดัดแปลงก็จะไม่ได้ลขิ สิทธใิ์ นงานนั้น และยงั จะมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธขิ์ องผู้อ่นื อีกด้วย
ตัวอย่าง นายหนึง่ นำนวนิยายของนายสองไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ หากดัดแปลงโดย
ได้รับความยินยอมจากนายสอง นายหนึ่งจะได้ลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์นั้น ส่วนนายสองก็ยังเป็นเจ้าของ
ลิขสิทธิ์ในนวนิยายซึ่งเป็นงานวรรณกรรมเหมือนเดิม แต่หากนายหนึ่งดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ โดยไม่ได้รับ
ความยินยอมจากนายสอง นายหนึ่งก็จะไม่ได้ลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์นั้น และยังถือว่าเป็นการทำละเมิด
ลขิ สทิ ธิ์ในงานวรรณกรรมของนายสองอีกดว้ ย
1.6) การได้มาซึง่ ลขิ สทิ ธิ์โดยการรวบรวมงานอนั มีลขิ สทิ ธข์ิ องผู้อืน่
งานใดมีลักษณะเป็นการนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มารวบรวมหรือ
ประกอบเขา้ กันโดยไดร้ บั อนญุ าตจากเจ้าของลิขสิทธ์ิ หรือเป็นการนำเอาข้อมลู หรือสิง่ อน่ื ใดซง่ึ สามารถอ่านหรือ
ถ่ายทอดได้โดยอาศัยเครื่องกลหรืออุปกรณ์อื่นใดมารวบรวมหรือประกอบเข้ากันหากผู้ที่ได้รวบรวมหรือ
ประกอบเข้ากันได้รวบรวมหรือประกอบเข้ากันซึ่งงานดังกล่าวขึ้นโดยการคัดเลือกหรือจัดลำดับในลักษณะซ่ึง
มิได้ลอกเลียนงานของบุคคลอื่น ให้ผู้ที่ได้รวบรวมหรือประกอบเข้ากันนั้นมีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้รวบรวมหรือ
ประกอบเข้ากันตามพระราชบัญญัติน้ี แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงาน หรือ
ขอ้ มูล หรือส่ิงอนื่ ใดของผู้สรา้ งสรรค์เดมิ ทถ่ี กู นำมารวบรวมหรอื ประกอบเข้ากนั
การรวบรวมงานหรือนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นมาประกอบเข้ากันเพื่อให้ได้งาน
สร้างสรรค์ใหม่ขึ้นมานั้นผู้รวบรวมจะได้ลิขสิทธิ์ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเดิม แต่หาก
เป็นกรณีการรวบรวมหรือประกอบเข้ากันจากงานที่ไม่ลิขสิทธิ์ เช่น หมดอายุการคุ้มครองแล้ว ก็ไม่ต้องได้รับ
อนุญาต หรือแม้งานนั้นจะยังมีลิขสิทธิ์อยู่ ก็อาจไม่ถือว่าเป็นการละเมิดหากการรวบรวมหรือประกอบเข้ากัน
ไม่ได้มีลักษณะการลอกเลียนงานของบุคคลอนื่
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 194
2) ไดม้ าโดยการรับโอนจากเจา้ ของลขิ สทิ ธิ์ แยกไดเ้ ป็น 2 กรณี
การสรา้ งสรรคข์ น้ึ โดยการจา้ งหรือตามคำส่งั หรือในความควบคุมของตน เว้นแต่จะได้ตกลงกัน
เปน็ อย่างอืน่ ลขิ สิทธ์เิ ป็นทรัพย์สนิ อยา่ งหนง่ึ ที่มีราคา ถอื เอาได้ และสามารถโอนให้แก่กันได้ ท้ังน้ี การรับโอน
ลิขสทิ ธ์มิ ไี ด้ 2 กรณี คอื
2.1) การรับโอนโดยนิตกิ รรม
ลิขสิทธิ์นั้นย่อมโอนให้แก่กันได้ เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่
บางสว่ นให้แกบ่ คุ คลอ่ืนได้ และจะโอนให้โดยมีกำหนดเวลาหรือตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลขิ สทิ ธิ์ก็ได้
การโอนลิขสิทธ์ิซึ่งมิใช่ทางมรดก เจ้าของลิขสิทธิ์อาจโอนลิขสิทธิ์ของตนทั้งหมดหรือแต่
บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นได้ โดยทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งผู้โอนและผู้รับโอนมิฉะนั้นการโอนจะเป็นโมฆะ
และต้องกำหนดเวลาไว้ว่าจะโอนให้กี่ปีหรือจะโอนตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เพราะหากไม่ระบุเวลา
การโอนไว้กฎหมายจะใหถ้ ือวา่ เป็นการโอนท่ีมกี ำหนดระยะเวลา 10 ปี
เมื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ได้โอนลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้รับโอน ผู้โอนจะไม่มีสิทธิใด ๆ ในงานอันมี
ลขิ สทิ ธนิ์ ้ันอกี ตอ่ ไป ผ้รู บั โอนจะเข้ามาเปน็ เจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์นน้ั แทน หากสญั ญาโอนสทิ ธทิ มี่ คี ่าตอบแทน
ก็คือสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่ง และหากเป็นการโอนสิทธิโดยไม่มีค่าตอบแทนอาจเข้าลักษณะของสัญญาให้
น่ันเอง
การพิจารณาว่าเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์หรือเป็นเพียงสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ต้อง
พิจารณาจากเน้อื หาของสัญญา และเจตนาของคู่กรณี เพราะแม้จะระบใุ นสญั ญาว่าเปน็ การโอนตามสัญญาซื้อ
ขาย แต่เน้อื หาสาระของสญั ญาเป็นเพยี งการอนุญาตใหใ้ ชล้ ิขสทิ ธ์ศิ าลกจ็ ะพจิ ารณาตามสาระของสญั ญา
2.2) การรบั โอนทางมรดก
ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิในทางทรัพย์สิน ดังนั้น หากเจ้าของลิขสิทธ์ิถึงแก่ความตายลิขสิทธิ์ของ
ผู้ตายย่อมตกทอดแก่ทายาท เพราะการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในบางกรณี ยังคุ้มครองต่อไปอีก 50 ปี นับแต่ผู้
สร้างสรรคต์ าย
3.6 สทิ ธขิ องเจ้าของลขิ สิทธิ์
เจ้าของลิขสทิ ธเิ์ ปน็ ผู้มีสทิ ธิแตเ่ พียงผู้เดยี วในงานอนั มลี ิขสิทธิ์ของตน ซงึ่ กฎหมายรบั รองสทิ ธิไว้ ดังน้ี
1) ทำซำ้ หรอื ดดั แปลง
2) เผยแพร่ตอ่ สาธารณชน
3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่ง
บนั ทกึ เสียง
4) ให้ประโยชนอ์ ันเกดิ จากลิขสทิ ธ์ิแก่ผอู้ ื่น
5) อนญุ าตให้ผ้อู น่ื ใช้สทิ ธิตาม 1) 2) หรือ 3) โดยจะกำหนดเงื่อนไขอยา่ งใดหรอื ไม่กไ็ ด้ แต่เงื่อนไข
ดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะทเ่ี ปน็ การจำกัดการแข่งขันโดยไมเ่ ป็นธรรมไม่ได้
การพิจารณาว่าเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง 5) จะเป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ให้
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ิต 195
เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วธิ กี าร และเงอ่ื นไขทกี่ ำหนดในกฎกระทรวง
คำว่า “ทำซ้ำ” หมายความรวมถึง คัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ เลียนแบบ ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์
บันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกเสียงและภาพจากต้นฉบับ จากสำเนาหรือจากการโฆษณาในส่วนอันเป็น
สาระสำคัญ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้หมายความ
รวมถึงการคัดลอกหรือทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากสื่อบันทึกใด ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ในส่วนอันเป็น
สาระสำคัญ โดยไมม่ ลี ักษณะเปน็ การจดั ทำงานขนึ้ ใหม่ ทัง้ นีไ้ มว่ ่าทงั้ หมดหรอื บางสว่ น
คำว่า “ดัดแปลง” หมายความวา่ ทำซ้ำโดยเปลย่ี นรปู ใหม่ ปรบั ปรงุ แกไ้ ขเพ่ิมเติมหรอื จำลองงาน
ตน้ ฉบับ ในสว่ นอนั เป็นสาระสำคญั โดยไม่มีลักษณะเปน็ การจัดทำงานขึ้นใหม่ ทั้งน้ี ไม่ว่าท้งั หมดหรอื บางสว่ น
คำว่า “เผยแพร่ต่อสาธารณชน” หมายความว่า ทำให้ปรากฏต่อสาธารณชน โดยการแสดงการ
บรรยาย การสวด การบรรเลง การทำให้ปรากฏด้วยเสียงและหรือภาพ การก่อสร้าง การจำหน่าย หรือโดยวิธี
อื่นใดซง่ึ งานท่ไี ดจ้ ดั ทำขึน้
3.7 สิทธิของผู้สร้างสรรค์งานอันมลี ิขสิทธ์ิ
งานอนั มีลขิ สิทธจ์ิ ะเกิดขน้ึ ได้ต้องมีผู้สร้างสรรค์ แต่ผ้ทู ่ีสร้างสรรคอ์ าจไมใ่ ชเ่ จา้ ของลขิ สิทธิ์ท่ีตนเอง
สร้างสรรค์ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองทั้งผู้ที่อยู่ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์และในฐานะผูส้ ร้างสรรค์
กล่าวคือ เจ้าของลขิ สิทธจ์ิ ะมสี ิทธิแต่เพยี งผูเ้ ดยี วตามมาตรา 15 ส่วนผู้สรา้ งสรรค์จะมีสิทธิตามมาตาม 18 หาก
ผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วยจะมีสิทธิตามมาตรา 15 และมาตรา 18 สิทธิของผู้สร้างสรรค์ตามมาตรา 18
เป็นสิทธิโดยชอบธรรมที่ผู้สร้างสรรค์พึงมี เรียกว่า “ธรรมสิทธิ” (moral right) เป็นสิทธิที่แยกจากลิขสิทธิ์ซ่ึง
เป็นสิทธทิ างเศรษฐกิจทีเ่ จา้ ของลิขสทิ ธ์ไิ ดร้ ับ
ธรรมสิทธิ หมายถึง สิทธิของผู้สร้างสรรค์ในการที่จะปกป้องชื่อเสียงเกียรติคุณอันเนื่องมาจาก
งานที่ตนได้สร้างสรรค์ขึ้น โดยการปกป้องชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์อาจมาจากก ารกระทำใน
ลักษณะต่าง ๆ ของบุคคลอื่น เช่น การดัดแปลง ตัดทอนงานให้เสียรูป หรือการที่บุคคลใดแอบอ้างว่าตน
เป็นผู้สรา้ งสรรคง์ านท้งั ๆ ทบ่ี ุคคลนัน้ มใิ ช่เปน็ ผู้สร้างสรรค์งานนน้ั
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้บัญญัติให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์เพิม่ เติมและ
ชดั เจนยิ่งข้ึนในมาตรา 18 บัญญัตวิ า่ “ผ้สู รา้ งสรรค์งานอนั มีลิขสทิ ธิต์ ามพระราชบัญญัตนิ ้มี ีสิทธิทจี่ ะแสดงว่าตน
เป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบื อน ตัดทอน
ดัดแปลง หรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์
และเม่ือผู้สรา้ งสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สรา้ งสรรคม์ ีสิทธิท่ีจะฟ้องร้องบังคบั ตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอด
อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร” จึงกล่าวได้ว่า
การคมุ้ ครองธรรมสิทธิตามกฎหมายนนั้ ผู้สร้างสรรค์มีสทิ ธิ 2 ประการ คอื
ประการแรก มีสิทธิที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งาน เช่น นายหนึ่งวาดภาพ แล้วเซ็นช่ือ
ตัวเองไวด้ า้ นลา่ งของภาพ นายสองเห็นว่าเป็นภาพทส่ี วยงามจึงของซ้ือลิขสิทธ์ิในภาพนั้นเพื่อนำไปทำเป็นบัตร
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ติ 196
อวยพรขาย ดังนี้ นายสองจะลบชื่อของนายหนึ่งออกแล้วเซ็นชื่อแทนไม่ได้แม้นายสองจะได้ลขิ สิทธิ์ตามสัญญา
ซอื้ ขายแลว้ ก็ตาม
ประการที่สอง มีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง
หรอื ทำโดยประการอ่นื ใดแก่งานนั้นจนเกดิ ความเสียหายต่อช่ือเสียงหรือเกียรติคณุ ของผสู้ รา้ งสรรค์ มีข้อสังเกต
วา่ สิทธปิ ระการน้ีจะมีไดต้ ่อเมอ่ื การบดิ เบือน ตดั ทอน ดัดแปลง หรอื ทำโดยประการอน่ื ใดแก่งานนั้นจะต้องเกิด
ความเสยี หายตอ่ ชื่อเสียงหรอื เกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ ผสู้ ร้างสรรค์จึงจะมีสทิ ธฟิ ้องร้องบังคบั ได้ ซ่ึงภาระการ
พิสจู นค์ วามเสยี หายจะตกแก่ผู้สร้างสรรค์เอง
อายุการคุ้มครองธรรมสิทธินั้นขึ้นอยู่กับประเภทของงานเช่นเดียวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ หรือ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การคุ้มครองลิขสิทธิ์และธรรมสิทธิมีระยะเวลาการคุ้มครองเท่ากัน แต่มีข้อสังเกตว่า
ระยะเวลาการคุ้มครองลิขสิทธิ์จะเป็นระยะเวลาที่ชัดเจนแน่นอน ไม่สามารถย่นหรือขยายเวลาได้ แต่ก รณี
ระยะเวลาการคุ้มครองธรรมสิทธิ อาจมีการตกลงเป็นอย่างอืน่ ได้ ซึ่งหมายถึงอาจมกี ารตกลงย่นระยะเวลาการ
คุ้มครองได้ระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์กับผู้สร้างสรรค์หรือทายาท ส่วนกรณีจะตกลงขยายระยะเวลาออกไปเกิน
กว่าอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์นั้นไม่น่าจะทำได้ เพราะเมื่อสิ้นอายุการคุ้มครองเจ้าของลิขสิทธิ์เองก็ไม่อาจมี
ลขิ สทิ ธ์ใิ นงานนั้นอีกตอ่ ไปจงึ ไม่น่าจะมีสทิ ธ์ิตกลงขยายระยะเวลาการคุ้มครองธรรมสทิ ธิต่อไปได้
3.8 อายกุ ารคุ้มครองลิขสทิ ธ์ิ
สิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามมาตรา 15 นั้น มีอายุการคุ้มครองแตกต่างกันทั้งน้ี
ข้ึนอยกู่ ับประเภทของงานสรา้ งสรรค์ และสถานะของผสู้ รา้ งสรรค์ ดังนี้
1) งานวรรณกรรม งานนาฏกรรม งานศิลปกรรม งานดนตรีกรรม หรอื งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี
แผนกวิทยาศาสตร์ หรือศลิ ปะอนั มีลิขสทิ ธิ์
กรณีสร้างสรรคค์ นเดียว ลิขสิทธจ์ิ ะมีอยูต่ ลอดอายุของผู้สร้างสรรคแ์ ละมีอยู่ต่อไปอีกเปน็ เวลา
50 ปีนับแต่ผูส้ รา้ งสรรค์ตาย
กรณีมีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์จะมีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วมและมีอยู่ต่อไปอีกเป็น
เวลา 50 ปี นบั แตผ่ สู้ ร้างสรรค์รว่ มคนสดุ ทา้ ยตาย
กรณีผสู้ รา้ งสรรค์ตายก่อนมีการโฆษณา ลขิ สทิ ธม์ิ ีอายุ 50 ปีนบั แต่มีการโฆษณาครง้ั แรก
2) งานภาพถ่าย โสตทศั นวัสดุ ภาพยนตร์ สง่ิ บันทึกเสียง และงานแพร่เสยี งแพรภ่ าพ
มีอายุการคุ้มครอง 50 ปีนบั แตไ่ ดส้ รา้ งสรรคง์ านนน้ั ข้ึน แตถ่ า้ ในช่วงระหว่างอายุการคุ้มครอง
น้นั ไดม้ ีการโฆษณางาน ใหอ้ ายุการคุม้ ครองเรมิ่ นบั เมือ่ มกี ารโฆษณางานคร้งั แรก
3) งานศลิ ปะประยุกต์
มอี ายกุ ารคุ้มครอง 25 ปีนับแต่ได้สรา้ งสรรคง์ านน้ันขึ้น แต่ถา้ ในชว่ งระหว่างอายุการคุ้มครอง
น้นั ได้มกี ารโฆษณางาน ให้อายกุ ารคุม้ ครองเรมิ่ นบั เมอื่ มกี ารโฆษณางานคร้ังแรก
งานศิลป ะประยุกต์เป็นงานที่เกิดจากการนำเอางานศิลปกรรมอื่นซึ่งอาจ เป็นศิลปกรรม
ประเภทใดประเภทหนึ่งหรือหลายอย่างมารวมกันไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่า
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ิต 197
ของตัวงานดังกล่าว เช่น การนำศิลปกรรมประเภทงานจิตรกรรมไปทำเป็นลวดลายของเสื้อผ้าหรือวอลล์เปเปอร์
เนอื่ งจากงานศิลปะประยุกตจ์ ึงเปน็ งานทเี่ ปลย่ี นแปลงรูปแบบได้ง่าย อายุการค้มุ ครองซง่ึ ส้ันกว่างานประเภทอน่ื ๆ
4) ผสู้ ร้างสรรคง์ านที่ได้สร้างสรรค์โดยการจ้างหรือตามคำสั่ง หรือในความควบคุมของหน่วยงาน
ของรัฐหรอื ของท้องถนิ่
มอี ายุการคุ้มครอง 50 ปนี บั แตไ่ ด้สร้างสรรค์งานน้นั ข้ึน แต่ถา้ ในช่วงระหว่างอายุการคุ้มครอง
น้นั ได้มกี ารโฆษณางาน ให้อายุการค้มุ ครองเรม่ิ นับเมอื่ มีการโฆษณางานครงั้ แรก
3.9 การละเมดิ ลิขสิทธิ์
การละเมดิ ลิขสทิ ธแ์ิ บ่งเปน็ 2 ลกั ษณะ ดังน้ี
1) การละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นต้นหรือการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง หมายถึง การกระทำอย่างเดียวกนั
กับส่ิงที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 15 โดยผู้กระทำไม่ได้รับ
อนุญาตจากเจ้าของลิขสทิ ธิ์ กฎหมายได้บัญญตั กิ ารกระทำที่เปน็ การละเมิดโดยแบ่งตามลักษณะงาน ดังน้ี
1.1) การละเมดิ ลิขสิทธิง์ านทั่วไป
มาตรา 27 บญั ญัติวา่ “การกระทำอยา่ งใดอย่างหน่งึ แกง่ านอนั มีลขิ สทิ ธ์ติ ามพระราชบัญญัตนิ ้ี
โดยไมไ่ ดร้ บั อนุญาตตามมาตรา 15 (5) ให้ถือว่าเป็นการละเมดิ ลิขสทิ ธิ์ ถา้ ได้กระทำดงั ต่อไปน้ี
(1) ทำซำ้ หรอื ดดั แปลง
(2) เผยแพรต่ อ่ สาธารณชน”
การทำละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 27 เป็นการกระทำต่องานวรรณกรรม (ไม่รวมงาน
โปรแกรมคอมพิวเตอร)์ งานนาฏกรรม งานศิลปกรรม งานดนตรกี รรม หรืองานอนื่ ใดในแผนกวรรณคดี แผนก
วิทยาศาสตร์หรือแผนกศิลปะอันมีลิขสิทธ์ิ การกระทำอันเป็นความผิดฐานดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อ่ืน
ตามพระราชบัญญัตลิ ิขสทิ ธ์ิ พ.ศ. 2537 มาตรา 27 (1) นนั้ ตอ้ งเป็นการกระทำโดยไม่ไดร้ ับอนุญาตจากเจ้าของ
ลขิ สทิ ธ์ิ ตามมาตรา 15 (5)
ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 คำว่า “ดัดแปลง” หมายความว่า
ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมหรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มี
ลักษณะเปน็ การจดั ทำงานขึน้ ใหมท่ ง้ั น้ี ไมว่ ่าท้งั หมดหรือบางสว่ น
ส่วนคำว่า “ทำซ้ำ” หมายความรวมถึงการคัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ดังนั้นการกระทำท่ี
เป็นความผิดฐานดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิข์ องผู้อื่น จึงเป็นการคัดลอกงานอันมลี ิขสิทธิข์ องผูอ้ ื่นโดยเปลี่ยนรูป
ใหม่หรือปรับปรุง หรือแก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนที่เป็นสาระสำคัญโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก
เจา้ ของลขิ สทิ ธ์ิ
1.2) การละเมิดลิขสิทธงิ์ านโสตทศั นวสั ดุ ภาพยนตร์ หรือส่ิงบนั ทึกเสยี ง
มาตรา 28 บัญญัตวิ ่า “การกระทำอยา่ งใดอย่างหนึ่งแก่โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ หรือสิ่ง
บันทึกเสียงอันมีลขิ สิทธิ์ตามพระราชบัญญัติน้ี โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5) ทั้งน้ี ไม่ว่าในส่วนที่เปน็
เสียงและหรือภาพ ให้ถือว่าเปน็ การละเมดิ ลขิ สิทธิ์ ถา้ ไดก้ ระทำดังตอ่ ไปนี้
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่ือการดำรงชวี ติ 198
(1) ทำซำ้ หรอื ดัดแปลง
(2) เผยแพรต่ ่อสาธารณชน
(3) ใหเ้ ชา่ ตน้ ฉบับหรอื สำเนางานดังกล่าว”
1.3) การละเมิดลขิ สิทธิ์งานแพร่เสียงแพรภ่ าพ
มาตรา 29 บัญญัติว่า “การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมี
ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5) ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้
กระทำดังตอ่ ไปนี้
(1) จัดทำโสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทกึ เสียง หรอื งานแพรเ่ สียงแพร่ภาพ ท้งั นี้ ไม่ว่า
ท้งั หมดหรอื บางส่วน
(2) แพรเ่ สยี งแพร่ภาพซ้ำ ท้งั น้ี ไม่ว่าทัง้ หมดหรือบางส่วน
(3) จัดให้ประชาชนฟังและหรือชมงานแพร่เสียงแพร่ภาพ โดยเรยี กเก็บเงินหรือผลประโยชน์
อย่างอ่นื ในทางการค้า”
1.4) การละเมิดลขิ สิทธิง์ านโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
การกระทำอยา่ งใดอยา่ งหนึ่งแก่โปรแกรมคอมพวิ เตอร์อนั มีลิขสิทธ์ติ ามพระราชบัญญัติน้ี
โดยไมไ่ ด้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5) ใหถ้ อื ว่าเป็นการละเมิดลิขสทิ ธ์ิ ถา้ ได้กระทำดังตอ่ ไปนี้
(1) ทำซำ้ หรอื ดัดแปลง
(2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
(3) ใหเ้ ชา่ ตน้ ฉบับหรือสำเนางานดังกลา่ ว
2) การละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นรองหรอื การละเมดิ ลิขสิทธิ์โดยอ้อม หมายความถงึ การกระทำที่ไม่ได้
กระทำตอ่ งานอนั มีลิขสิทธิ์โดยตรง แตเ่ ปน็ การกระทำตอ่ งานทีล่ ะเมิดลิขสิทธ์ิ ดงั นั้น การกระทำละเมดิ ในกรณีนี้
จะเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นต้นแล้ว ซึ่งจะเป็นการเพิ่มเติมความเสียหายให้กับเจ้าของ
ลิขสิทธิ์มากขึ้น เช่น นายหนึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมเรื่องหนึ่ง ต่อมานายสองได้ทำซ้ำงาน
วรรณกรรมนั้นจำนวน 1,000 เลม่ นายสามนำงานท่ีทำซำ้ นน้ั ไปขาย การกระทำของนายสองถือวา่ เป็นการทำ
ละเมดิ ขน้ั ตน้ ซงึ่ เปน็ การกระทำต่องานอนั มีลิขสิทธิ์โดยตรงเป็นความผิดตามมาตรา 27(1) การกระทำของนาย
สามเปน็ การทำละเมิดข้ันรอง ซ่งึ เปน็ การกระทำตอ่ งานอนั มีลขิ สิทธ์ิโดยอ้อมเปน็ ความผิดตามมาตรา 31(1)
ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสทิ ธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใด
อย่างหนงึ่ แก่งานนน้ั เพื่อหากำไร ให้ถือวา่ ผู้นัน้ กระทำการละเมิดลิขสทิ ธ์ิ ถ้าไดก้ ระทำดังต่อไปน้ี
(1) ขาย มไี วเ้ พอื่ ขาย เสนอขาย ให้เชา่ เสนอให้เชา่ ใหเ้ ช่าซ้อื หรอื เสนอใหเ้ ช่าซือ้
(2) เผยแพรต่ อ่ สาธารณชน
(3) แจกจา่ ยในลักษณะทอ่ี าจก่อใหเ้ กิดความเสยี หายแกเ่ จ้าของลขิ สิทธิ์
(4) นำหรอื ส่ังเขา้ มาในราชอาณาจักร
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 199
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3741/2549 โจทก์ฟอ้ งจำเลยข้อหาละเมิดลิขสิทธข์ิ ัน้ รองโดยนำงานที่
ทำขึ้นละเมิดลิขสิทธิ์ออกให้เช่าหรือเสนอให้เช่าตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) ซึ่งมี
องคป์ ระกอบความผิด คือ
(1) มีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 31 (1) ถึง (4) ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่า
จำเลยนำออกให้เชา่ หรือเสนอให้เช่า
(2) ต้องเป็นการกระทำต่องานท่ีทำข้ึนโดยละเมิดลิขสิทธ์ิ ซ่ึงโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยให้เช่า
หรือเสนอให้เช่าวีดีโอซีดีภาพยนตร์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ แม้โจทก์จะมิได้ระบุชื่อผู้ทำขึ้นก็ถือว่าครบ
องค์ประกอบแล้ว เพราะโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยทำซ่ึงวีดีโอซีดีภาพยนตร์ตามพระราชบัญญตั ิลิขสิทธ์ิฯ มาตรา
28 (1) แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 31
(3) ผกู้ ระทำรู้อยู่แล้วหรือมเี หตุอันควรร้วู ่าเป็นงานท่ีทำข้ึนโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อ่ืน ซึ่งโจทก์
บรรยายฟ้องแล้วว่า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแผ่นวีดีโอซีดีดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของ
ผู้เสียหาย ส่วนจำเลยจะรู้หรือไม่อย่างไรเป็นข้อเท็จจริงท่โี จทกน์ ำสบื ได้ในช้ันพจิ ารณา
(4) เป็นการกระทำเพื่อหากำไร ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า การนำออกให้เช่าหรือเสนอให้เช่า
เป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โจทก์จึงบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตาม
พระราชบัญญัติลิขสิทธฯ์ิ มาตรา 31 (1)
พระราชบัญญัติลิขสทิ ธิ์ฯ มาตรา 15 (3) บัญญัติให้สิทธิแต่ผูเ้ ดยี วของเจา้ ของลิขสิทธิ์ในการให้
เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานของโสตทัศนวัสดุและภาพยนตร์ และมาตรา 28 (3) บัญญัติว่า การให้เช่าต้นฉบับ
หรือสำเนางานดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการละเมิดลิขสิทธ์ิ เห็นได้ว่า บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติ
ให้การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานแม้จะเป็นของแท้หรือชอบด้วยกฎหมายยังต้องขออนุญาตจากเจ้าของ
ลิขสิทธิ์ก่อน ดังน้ัน เมื่อวีดีโอซีดีของกลางเป็นของท่ีทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธ์ิและจำเลยรู้อยู่แลว้ วา่ เป็นของ
ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ยังนำออกให้เช่าเพื่อหากำไรในทางการค้า จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ
มาตรา 31 (1)
3.10 ขอ้ ยกเวน้ การละเมดิ ลขิ สิทธิ์
วัตถุประสงค์ของการกำหนดข้อยกเว้นในการละเมิดลิขสิทธิ์ คือ การสร้างความสมดุลระหว่าง
ประโยชน์ของเจา้ ของลิขสิทธิ์กับสาธารณะ ทั้งนเี้ พราะกฎหมายคุ้มครองให้เจ้าของลิขสิทธ์มิ ีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว
ในการกระทำต่องานตามมาตรา 15 และมีระยะเวลาการคมุ้ ครองที่ยาวนาน ดังนนั้ หากไมบ่ ัญญตั ขิ ้อยกเว้นก็จะ
ทำให้สาธารณะไม่ได้รับประโยชน์จากงานสร้างสรรค์เท่าทีค่ วร ข้อยกเว้นการละเมดิ ลขิ สิทธิห์ รือที่ต่างประเทศ
เรียกวา่ Fair Use จึงเปน็ ทางออกท่ีจะกอ่ ให้เกิดความสมดลุ ระหวา่ งเจา้ ของลิขสทิ ธ์ิกบั สาธารณะ
พระราชบญั ญัตลิ ิขสทิ ธิ์ พ.ศ. 2537 บัญญัติเร่ืองข้อยกเว้นการละเมดิ ลิขสทิ ธไ์ิ ว้ ดังน้ี
มาตรา 32 วรรค 1 บญั ญัติวา่ “การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอ่นื ตามพระราชบัญญัตินี้
หากไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมลี ิขสิทธิต์ ามปกติของเจา้ ของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถงึ
สทิ ธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลขิ สิทธิ์เกนิ สมควร มิใหถ้ ือวา่ เปน็ การละเมดิ ลขิ สิทธ”ิ์
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพื่อการดำรงชวี ติ 200
หลักเกณฑ์ตามมาตรา 32 วรรค 1 เป็นเงื่อนไขสำคญั ทีใ่ ช้ในการพิจารณาการกระทำท่ีจะถือวา่
เป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะการกระทำตามมาตรา 32 วรรค 2 - มาตรา 43 ต้องอยู่ภายใต้
เงื่อนไขดงั กล่าว คอื การกระทำนน้ั ตอ้ งไมข่ ัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอนั มลี ขิ สทิ ธติ์ ามปกติของเจ้าของ
ลิขสทิ ธิ์และการกระทำนั้นไม่กระทบกระเทือนถึงสทิ ธิอันชอบดว้ ยกฎหมายของเจ้าของลขิ สิทธิ์เกนิ สมควร
ข้อยกเวน้ การละเมิดลิขสทิ ธติ์ อ้ งประกอบด้วยหลกั เกณฑ์ 3 ประการ ดงั น้ี
1. เป็นการกระทำต่าง ๆ ตามมาตรา 32 วรรค 2 ถึงมาตรา 43 และ
2. การกระทำนั้นตอ้ งไม่ขัดตอ่ การแสวงหาประโยชนจ์ ากงานอนั มีลิขสทิ ธ์ิตามปกติของเจ้าของ
ลิขสิทธ์ิ และ
3. การกระทำนั้นไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกิน
สมควร
มาตรา 32 วรรค 2 บญั ญตั วิ ่า “ภายใตบ้ งั คับบทบญั ญตั ิในวรรคหน่งึ การกระทำอย่างใดอย่าง
หน่ึงแกง่ านอันมลี ขิ สิทธติ์ ามวรรคหนง่ึ มใิ ห้ถือว่าเปน็ การละเมดิ ลิขสทิ ธิ์ ถ้าได้กระทำดงั ต่อไปนี้
(1) วิจัยหรือศึกษางานนนั้ อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร
(2) ใชเ้ พื่อประโยชนข์ องตนเอง หรอื เพื่อประโยชนข์ องตนเองและบุคคลอนื่ ในครอบครัวหรือ
ญาตสิ นิท
(3) ตชิ ม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมกี ารรบั รู้ถงึ ความเปน็ เจา้ ของลิขสิทธ์ิ ในงานนน้ั
(4 เสนอรายงานขา่ วทางสอื่ สารมวลชนโดยมกี ารรับรู้ถงึ ความเป็นเจ้าของ ลขิ สิทธิ์ในงานนั้น
(5) ทำซ้ำ ดดั แปลง นำออกแสดง หรอื ทำใหป้ รากฏ เพื่อประโยชนใ์ นการ พิจารณาของศาลหรอื
เจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรอื ในการรายงานผลการ พจิ ารณาดังกล่าว
(6) ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏโดยผ้สู อน เพือ่ ประโยชน์ ในการสอนของตน
อนั มิใชก่ ารกระทำเพอื่ หากำไร
(7) ทำซำ้ ดัดแปลงบางสว่ นของงาน หรือตัดทอนหรอื ทำบทสรุปโดยผู้สอน หรอื สถาบนั ศึกษา
เพือ่ แจกจา่ ยหรือจำหนา่ ยแก่ผู้เรยี นในชั้นเรียนหรือในสถาบันศกึ ษา ท้ังนี้ ตอ้ งไม่เปน็ การกระทำเพื่อหากำไร
(8) นำงานนั้นมาใชเ้ ป็นสว่ นหนง่ึ ในการถามและตอบในการสอบ
(9) ทำซ้ำ หรือดัดแปลง เพื่อประโยชน์ของคนพิการที่ไม่สามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์อัน
เนื่องมาจากความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน สติปัญญา หรือการเรียนรู้ หรือความบกพร่องอื่นตามที่
กำหนดในกฎกระทวง โดยต้องไม่เป็นการกระทำเพื่อหากำไร ทั้งนี้ รูปแบบของการทำซ้ำหรือดัดแปลงตาม
ความจำเป็นของคนพิการ และองค์กรผู้จัดทำ รวมทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการเพื่อทำซ้ำหรือดัดแปลง
ใหเ้ ป็นไปตามท่รี ัฐมนตรปี ระกาศกำหนดในราชกิจจานเุ บกษา
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ติ 201
4. กฎหมายสทิ ธบิ ัตร
4.1 ความหมายและประเภทของสทิ ธิบตั ร
พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 3 บัญญัติว่า “สิทธิบัตร หมายความว่า หนังสือ
สำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ ตามที่กำหนดในหมวด 2 และ
หมวด 3 แห่งพระราชบญั ญัติ”
สิทธิบัตรเปน็ หนงั สอื สำคัญทรี่ ับรองสิทธิในการประดิษฐห์ รือการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพ่ือเป็นการ
คุ้มครองโดยให้สิทธิพิเศษแก่เจ้าของสิทธิบัตรเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว หรือสิทธิเด็ดขาดในการประดิษฐ์
คิดค้นหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ของตน ทั้งนี้ รัฐจะออกสิทธิบัตรให้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมาย
กำหนดไว้
4.2 ประเภทของสิทธิบตั ร
พระราชบญั ญตั สิ ทิ ธบิ ัตร พ.ศ. 2522 ให้ความคมุ้ ครองแกง่ าน 2 ประเภท คือ
1) การประดิษฐ์ หมายความว่า การคิดค้นหรือคิดทำขึ้น อันเป็นผลให้ ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์หรือ
กรรมวิธีใดขึ้นใหม่ หรือการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกรรมวิธี ซึ่งการประดิษฐ์ที่ได้รับการ
คุ้มครองตามกฎหมาย คือ ความคิด ความสามารถในการทำขึ้น ไม่ใช่ตัววัตถุ เพราะกฎหมายคุ้มครอง “การ
ประดิษฐ์” ไม่ได้คุ้มครอง “สิ่งประดิษฐ์” แต่ความคิดที่กฎหมายคุ้มครอง ต้องเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้
เกิดผลิตภัณฑ์ขึ้น หรือทำให้เกิดกระบวนการในการเก็บรักษาหรือปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น และ
ต้องไม่ใช่การค้นพบสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น กฎเกี่ยวกับแรงโน้นถ่วงของนิวตัน เป็นต้น การประดิษฐ์จึงเป็นการ
คดิ ค้นหรือทำข้นึ เพ่ือใหไ้ ด้มาซง่ึ ผลติ ภัณฑ์ใหมห่ รอื กรรมวิธใี หมท่ ี่ดีขนึ้ กวา่ เดิม
กฎหมายไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า “ผลิตภัณฑ์” ไว้ แต่สามารถอธิบายได้ว่าผลติ ภัณฑ์ใน
ที่นี้ หมายถึง วัตถุที่มีรูปร่าง สิทธิบัตรที่ออกให้จะเรียกว่า “สิทธิบัตรผลิตภัณฑ์” โดยจะคุ้มครองให้ผู้ทรง
สิทธิบัตรเทา่ นัน้ มีสิทธิในการผลติ ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภณั ฑ์
ตามสิทธิบตั ร บุคคลอื่นจะไม่มสี ิทธิผลติ หรือจำหน่ายผลิตภณั ฑน์ น้ั ไมว่ ่าจะผลติ โดยใชก้ รรมวิธีใด ๆ
ส่วนคำว่า “กรรมวิธี” ให้หมายความว่า วิธีการ กระบวนการ หรือกรรมวิธีในการผลิต หรือ
การเก็บรักษาให้คงสภาพหรือให้มีคุณภาพดีขึ้นหรือการปรับสภาพให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์ และรวมถึงการใช้
กรรมวิธนี นั้ ๆ ด้วย”
สิทธิบัตรที่ออกให้จะเรียกว่า “สิทธิบัตรกรรมวิธี” กฎหมายจะคุ้มครองโดยให้ผู้ทรงสิทธิบัตร
เท่านั้น มีสิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาใน
ราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร หากมีบุคคลอื่นประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกัน
แต่ใชก้ รรมวิธที ีต่ า่ งกัน ยอ่ มไมถ่ ือวา่ เป็นการละเมดิ
การได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ประเภทผลิตภัณฑ์ จะได้รับการคุ้มครองสูงกว่ากรรมวิธี เช่น
โจทก์ร่วมได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ลูกตะกร้อพลาสติก ดังนั้นไม่ว่าผู้ผลิตรายใดจะพัฒนาวิธีการสานตะกร้อ
พลาสตกิ ให้ดีกวา่ หรือตา่ งไปจากวิธีการสานของโจทก์รว่ มเพียงใดก็ตาม หากลูกตะกร้อพลาสติกท่ีผลิตออกมา
เอกสารประกอบการสอนรายวิชา GE.123 กฎหมายเพ่อื การดำรงชวี ิต 202
มีรูปทรงรูปร่างลักษณะเหมือนกับของโจทก์ร่วมแล้ว ถือว่าผลิตภัณฑ์นั้นผลิตโดยละเมิดข้อถือสิทธิบัตรของ
โจทกร์ ่วม จะเห็นได้วา่ กฎหมายดังกลา่ วไม่ได้บัญญัติถงึ การใหส้ ทิ ธิบัตรในส่วนของการใช้ใหม่ของการประดิษฐ์
ทร่ี ูจ้ กั อยู่แล้วไว้เป็นพเิ ศษต่างหากโดยชัดแจ้ง ทัง้ ไม่ได้บัญญตั ิถึงสิทธิของผู้ทรงสิทธิบตั รการใช้ในลักษณะดังกล่าว
แต่อย่างใด สิทธิบัตรของจำเลยจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการออกให้แก่การใช้ใหม่ (New Use Patent) เพราะไม่มีบท
กฎหมายรบั รอง
2) การออกแบบผลิตภณั ฑ์ พระราชบัญญัตสิ ิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ใหน้ ิยามคำว่า “แบบผลิตภัณฑ์”
หมายความว่า รูปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบ ของลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์ อันมีลักษณะพิเศษ
สำหรบั ผลิตภณั ฑซ์ ึง่ สามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลติ ภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมท้งั หตั ถกรรมได้
แบบผลิตภัณฑจ์ ึงหมายถึงรปู รา่ งลักษณะภายนอกของผลติ ภัณฑ์ คือ ลกั ษณะหรอื รูปทรงของ
ผลติ ภณั ฑซ์ ่ึงเป็นลักษณะ 3 มติ ิ คอื ความกว้าง ความยาว และความสงู ของผลติ ภัณฑท์ ่มี องเหน็ ไดจ้ ากภายนอก
เช่น รูปทรงของขวดน้ำหอม ซึ่งตัวขวดมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลมนาฬิกาข้อมือซึ่งมีหน้าปัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม
หรือรูปร่างภาชนะบรรจุสิ่งต่าง ๆ ไว้ข้าง และแบบผลิตภัณฑ์ยังรวมถึงลวดลายหรือสีของผลิตภัณฑ์ คือ
ลวดลายหรือสีท่ีทำให้เกิดขึ้นบนพื้นผิวภายนอกของผลิตภัณฑ์ เช่น ลวดลายของพรมปูพื้น ลวดลายของ ผ้า
มัดหม่ี ลวดลายของแกว้ นำ้ ลวดลายประตโู บสถ์ โดยการลงรักปิดทอง เป็นตน้
4.3 วัตถปุ ระสงค์ของการคมุ้ ครอง
1. เพือ่ จูงใจให้เกดิ การประดิษฐ์
ระบบสทิ ธบิ ัตรมวี ัตถปุ ระสงค์ในการให้รางวัลแกบ่ ุคคลผู้ไดเ้ สยี สละเวลา ความคิดและกำลังกาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินทุนในการคิดค้นการประดิษฐ์ใหม่ ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ เพราะการ
ประดิษฐ์ที่จะได้รับการคุ้มครองต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ๆ (novelty) ซึ่งจะต้องคำนึงถึงความก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยีและต้องมีความซับซ้อนทางวิชาการ ไม่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับ
สามัญสำหรับงานประเภทนัน้ ๆ ฉะนนั้ จงึ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่การประดิษฐจ์ ะต้องใชจ้ ำนวนผู้เชี่ยวชาญและ
เงนิ ทนุ อย่างมากสำหรบั การคิดคน้ เชน่ อุตสาหกรรมการรักษาโรค อตุ สาหกรรมการบนิ เป็นต้น
2. เพอื่ ใหเ้ กดิ ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยี
การประดิษฐ์ที่ได้รบั การคุม้ ครองตามกฎหมายต้องอาศยั ความรู้ ความสามารถจากผู้ที่มีความ
เชี่ยวชาญทางวิทยาการในเรื่องนั้น ๆ หากบุคคลเหล่านั้นได้รับการคุ้มครองในการประดิษฐ์ของตนย่อมเป็น
แรงจูงใจใหค้ ดิ ทำและพฒั นาสง่ิ ประดษิ ฐใ์ หม่ ๆ โดยไมต่ อ้ งกลัววา่ จะมีบคุ คลอนื่ มาลอกเลยี นงานของตน
3. เพ่ือให้เกดิ การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี
การคมุ้ ครองสทิ ธิบัตรทำใหเ้ กิดการถา่ ยทอดทางเทคโนโลยีแกส่ งั คมทด่ี ้อยโอกาสกว่าโดยกลไก
ทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ เมื่อมีผู้ประกอบการของประเทศที่เป็นเจ้าของวิทยาการใหม่ ๆ ไปลงทุนในประเทศใด
ย่อมต้องมีการถ่ายทอดความรทู้ างเทคโนโลยีนัน้ แมว้ า่ ในระยะเวลาท่ีกฎหมายคมุ้ ครองไม่สามารถทำการลอก
เลียนได้แต่เมื่อระยะเวลาแห่งการคุ้มครองสิทธิบัตรสิ้นสุดลง ประชาชนในประเทศนั้นก็สามารถใช้เทคโนโลยี
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอ่ื การดำรงชวี ติ 203
นัน้ ได้โดยเสรตี ลอดจนสามารถทราบข้อมูลและรายละเอียดของเทคโนโลยีได้ทั้งหมดจากการตรวจสอบเอกสาร
ทีร่ วบรายระเอยี ดการประดษิ ฐใ์ นการขอจดทะเบยี นสทิ ธบิ ัตร
4. เพอ่ื ใหเ้ กิดความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ
ประเทศที่มีระบบสิทธิบัตรย่อมสามารถใช้การประดิษฐ์ของผู้ประดิษฐ์ของผู้ประดิษฐ์ใน
ประเทศนั้นและขายต่างชาติที่มาลงทุนประกอบการเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ทั้งทางด้านสังคมและอนามัย
ตลอดจนทำให้มาตรฐานการครองชีพของประชาชนดีขึ้นซึ่งมีที่มาจากการจ่ายงานในการลงทุนของ
อุตสาหกรรมประเภทใหม่ ๆ อนั เป็นการพัฒนาทางเศรษฐกจิ
4.4 หลกั เกณฑ์การขอรับสทิ ธิบัตร
1) การขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ในลำดับแรกต้อง
พิจารณาก่อนว่าเป็นการประดิษฐต์ ามความหมาย ท่กี ฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ และการประดิษฐ์น้ันต้องไม่เป็น
กรณีตามมาตรา 9 จึงจะพจิ ารณาต่อไปวา่ การประดษิ ฐ์นัน้ ครบหลักเกณฑ์ 3 ประการ อันไดแ้ ก่
1.1) ต้องเปน็ การประดษิ ฐข์ ้ึนใหม่
การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ได้แก่ การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว งานที่ปรากฏอยู่
แลว้ ใหห้ มายความถึงการประดิษฐ์ ดังต่อไปนีด้ ้วย
(1) การประดิษฐ์ท่ีมหี รือใชแ้ พร่หลายอยู่แลว้ ในราชอาณาจักรก่อนวนั ขอรับสิทธิบัตร
(2) การประดษิ ฐ์ท่ีไดม้ ีการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสาร หรือสิ่งพิมพ์ท่ี
ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร ไม่ว่าการเปิดเผยนั้นจะกระทำโดย
เอกสาร ส่งิ พิมพ์ การนำออกแสดง หรือการเปดิ เผยตอ่ สาธารณชนดว้ ยประการใด ๆ
(3) การประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรแล้ว ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร
ก่อนวนั ขอรบั สิทธิบัตร
(4) การประดิษฐ์ท่ีมผี ู้ขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรไว้แลว้ นอกราชอาณาจักรเป็นเวลา
เกนิ สิบแปดเดือน กอ่ นวนั ขอรับสิทธิบัตรแตย่ ังมิไดม้ ีการออกสิทธบิ ัตรหรืออนสุ ทิ ธบิ ัตรให้
(5) การประดิษฐ์ท่ีมผี ู้ขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรไว้แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร
และไดป้ ระกาศโฆษณาแล้วก่อนวนั ขอรับสิทธิบตั รในราชอาณาจักร
การเปดิ เผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดที่เกิดขึน้ หรือเป็นผลมาจากการกระทำอันมิชอบ
ด้วยกฎหมาย หรือการเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดโดยผู้ประดิษฐ์ รวมทั้งการแสดงผลงานของผู้
ประดิษฐ์ในงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศ หรือในงานแสดงต่อสาธารณชนของทางราชการและการเปิดเผย
สาระสำคญั หรอื รายละเอยี ดดงั กล่าวได้กระทำภายในสิบสองเดือนก่อนท่ีจะมีการขอรับสิทธิบัตร มิให้ถือว่าเป็น
การเปดิ เผยสาระสำคญั หรอื รายละเอยี ดตาม (2)
1.2) มขี ั้นการประดษิ ฐ์สูงขนึ้
การประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น กล่าวคือ การประดิษฐ์นั้นจะต้องไม่เป็นท่ี
ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มี
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพือ่ การดำรงชวี ติ 204
ลักษณะที่เป็นการแก้ไขปัญหาทางเทคนิค ก่อให้เกิดความก้าวหน้าเมื่อเปรียบเทียบงานที่ปรากฏอยู่แลว้ ซึ่งไม่
อาจทำไดโ้ ดยง่ายสำหรบั ผมู้ คี วามรู้ในระดบั สามัญ
1.3) สามารถประยกุ ต์ในทางอุตสาหกรรม
การประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ นอกจากจะเป็นการประดิษฐ์ใหม่และจะต้องมีข้ัน
การประดิษฐ์สูงขึ้น การประดิษฐ์นั้นยังต้องสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ในทางใดทางหนึ่งอันเป็น
เจตนารมณ์ของกฎหมาย ทีต่ ้องการใหผ้ ลงานนัน้ สามารถนำไปใชใ้ หเ้ กดิ ผลไดอ้ ย่างแท้จริง
ดังนั้น หากการประดิษฐ์ใดที่จะขอรับสิทธิบัตรขาดหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งการประดิษฐ์จะ
ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้ หรือหากได้รับการจดทะเบียนไปแล้ว ต่อมาภายหลังพบว่าขาดหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง
สิทธบิ ัตรทอ่ี อกใหแ้ ลว้ อาจถกู เพิกถอนได้
อยา่ งไรก็ตาม การประดิษฐ์ดงั ต่อไปน้ีจะไมไ่ ดร้ ับความคุ้มครองตามพระราชบญั ญตั ิ
(1) จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือ
สารสกดั จากสัตวห์ รอื พชื
(2) กฎเกณฑ์และทฤษฎที างวทิ ยาศาสตรแ์ ละคณติ ศาสตร์
(3) ระบบข้อมลู สำหรับการทำงานของเครือ่ งคอมพวิ เตอร์
(4) วิธกี ารวนิ จิ ฉยั บำบดั หรือรักษาโรคมนุษย์ หรอื สตั ว์
(5) การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี อนามัยหรือสวัสดิภาพของ
ประชาชน
2) การขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ทีจ่ ะขอรับสิทธิบตั รตาม
พระราชบัญญตั นิ ี้ มหี ลกั เกณฑ์ 2 ประการ คอื
2.1) เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ หมายถึง เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เคยมีหรือ
ขายมากอ่ นหรือยงั ไม่เคยเปิดเผยในเอกสารส่งิ พิมพ์ใด ๆ ในโทรทัศน์หรือในวทิ ยุมากอ่ น
หลักเกณฑ์การพิจารณาความใหม่ของการออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบใหม่ต้อง
แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วในสาระสำคัญ ถ้าแตกต่างเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนวัสดุ เปลี่ยนสี เปลี่ยนขนาด
ดงั นไี้ มใ่ ชก่ ารออกแบบใหม่
การออกแบบผลติ ภัณฑ์ดังตอ่ ไปน้ีไม่ถือว่าเป็นการออกแบบใหม่
1) แบบผลิตภัณฑ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร
ซ่ึงมีหลักเกณฑ์เหมอื นกับมาตรา 6 (1)
2) แบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือส่ิง
ตพี ิมพท์ ีไ่ ดเ้ ผยแพรอ่ ยูแ่ ลว้ ไมว่ ่าในหรือนอกราชอาณาจกั รก่อนวันขอรับสทิ ธบิ ัตร ซงึ่ มีหลักเกณฑ์เหมอื นมาตรา 6 (2)
3) แบบผลติ ภัณฑท์ ีเ่ คยมกี ารประกาศโฆษณาตามมาตรา 65 มาแล้วก่อนขอรับสิทธิบัตร
ซง่ึ การดำเนินการ ถา้ ขนั้ ตอนการประกาศโฆษณาแล้วถือว่าได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญแลว้ จึงไม่ใช่การออกแบบ
ใหม่ ข้อสังเกตไม่มีข้อยกเว้น เร่ืองการเปดิ เผยที่ไม่ทำลายความใหม่เหมือนการประดษิ ฐ์ ตามมาตรา 6 วรรคท้าย
เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า GE.123 กฎหมายเพอื่ การดำรงชวี ิต 205
4) แบบผลิตภัณฑ์คล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วตาม (1) (2) (3) จนเห็นได้ว่าเป็น
การเลยี นแบบ ไม่ถอื วา่ เปน็ การออกแบบผลติ ภัณฑ์ใหม่
(2) สามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ในการผลิตทางอตุ สาหกรรมหรอื หตั ถกรรมได้
ดังต่อไปน้ี 3) การขอรับอนุสิทธิบัตร การประดิษฐ์ที่ขอรับอนุสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วยลักษณะ
(1) เปน็ การประดิษฐ์ขน้ึ ใหม่
(2) เป็นการประดษิ ฐ์ท่สี ามารถประยกุ ต์ในทางอุตสาหกรรม
4.5 อายุแหง่ การคมุ้ ครองสทิ ธบิ ัตร
1) สิทธิบตั รการประดษิ ฐ์ มอี ายกุ ารคมุ้ ครอง 20 ปี นับแตว่ นั ขอรบั สทิ ธบิ ัตรในราชอาณาจักร
2) สิทธิบัตรการออกแบบผลติ ภณั ฑ์ มอี ายุ 10 ปีนบั แต่วันขอรบั สิทธิบัตรในราชอาณาจักร
3) อนสุ ทิ ธบิ ตั ร มอี ายุ 6 ปีนับแต่วันขอรับอนุสทิ ธิบัตรในราชอาณาจักร ผู้ทรงอนุสทิ ธบิ ัตรอาจขอ
ตอ่ อายุอนสุ ทิ ธิบตั รได้ 2 คราว มกี ำหนดคราวละ 2 ปี
4.6 สทิ ธิของผ้ทู รงสิทธบิ ัตร
1) หลักเกณฑ์การใหส้ ทิ ธแิ ก่ผู้ขอรบั สทิ ธิบัตรกอ่ นวันออกสิทธิ
(1) สิทธิแตเ่ พยี งผู้เดียวตามมาตรา 36 จะได้การค้มุ ครองเมอื่ มกี ารออกสทิ ธบิ ตั รให้แลว้ ยกเวน้
กรณไี ด้มีการย่นื ขอรบั สิทธิบัตรไว้แล้ว
(2) มกี ารประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตรแล้ว
(3) ผูฝ้ า่ ฝนื สทิ ธริ ู้อยแู่ ล้วว่ามีการยนื่ ขอรับสทิ ธิบตั รแล้ว
(4) จะฟ้องเรยี กคา่ เสยี หายต่อศาลได้ก็ต่อเมื่อมีการออกสิทธบิ ตั รให้แกผ่ ้ขู อรบั สทิ ธิบตั รแลว้
2) สทิ ธิของผู้ทรงสิทธิบัตรการประดษิ ฐ์
ผูท้ รงสิทธิบตั รมสี ทิ ธดิ งั ตอ่ ไปน้ี
(1) ในกรณีสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ สิทธิในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขายหรือนำเข้ามา
ในราชอาณาจกั รซ่ึงผลิตภัณฑต์ ามสทิ ธิบัตร
(2) ในกรณีสิทธิบัตรกรรมวิธี สิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร ผลิตใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย
เสนอขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจกั รซ่งึ ผลติ ภัณฑท์ ีผ่ ลิตโดยใชก้ รรมวธิ ีตามสิทธิบตั ร
ความในวรรคหน่งึ ไมใ่ ช้บังคบั แก่
(1) การกระทำใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง หรือวิจัย ทั้งน้ี ต้องไม่ขัดต่อ
การใช้ประโยชน์ตามปกติของผู้ทรงสิทธิบัตร และไม่ทำให้เสื่อมเสียต่อประโยชน์อันชอบธรรมของผู้ทรง
สิทธิบัตรเกนิ สมควร