The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารใช้ประเมินการสอน MSE1201 รายวิชาทักษะการสอนเครื่องดีดไทย ( ราชันย์ เจริญแก่นทราย) สาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Rachun Charoenkaensai, 2023-10-21 03:51:55

เอกสารใช้ประเมินการสอน MSE1201

เอกสารใช้ประเมินการสอน MSE1201 รายวิชาทักษะการสอนเครื่องดีดไทย ( ราชันย์ เจริญแก่นทราย) สาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2564

เอกสารที่ใช้ในการประเมินผลการสอน รายวิชา การสอนทักษะเครื่องดีดไทย MSE1201 ราชันย์ เจริญแก่นทราย ศป.ม (ดุริยางคศิลป์) สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2564


ก คำนำ เอกสารประกอบการสอนวิชา MSE1201 การสอนทักษะเครื่องดีดไทย (Teaching of Thai Plucked string skills) เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนสำหรับนักศึกษา ชั้นปีที่ 1 ภาคต้น หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง 2562) คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด กลุ่มรายวิชาเอกเลือกปฏิบัติ โดยมีคำอธิบายรายวิชา ดังนี้ “ประวัติความ เป็นมา ลักษณะทางกายภาพ การซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องดนตรี บุคลิกภาพของนักดนตรี ศัพท์สังคีต การปฏิบัติทักษะเครื่องดนตรี การฝึกเทคนิคพื้นฐาน การศึกษาแนวคิดและผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียง การปฏิบัติทักษะพิจารณาเพลงจากเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทย การผลิตสื่อการสอนทางดนตรีและบูรณา การรายวิชาสู่การจัดการเรียนการสอนได้” รายวิชาดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายสำคัญให้นักศึกษามีเข้าใจใน หลักวิชาทฤษฎีและกระบวนการด้านปฏิบัติเป็นหลัก โดยผู้สอนได้กำหนดขอบเขตเนื้อหาของวิชา ดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 9 บท ใช้เวลาสอนประมาณ 16 สัดาห์แยกเนื้อหาได้ดังนี้ประวัติความเป็นมาของ เครื่องดนตรี และลักษณะทางกายภาพของเครื่องดีดไทย บุคลิกภาพของนักดนตรี และการเตรียมความ พร้อม เทคนิคพื้นฐานในการดีดจะเข้และศัพท์สังคีต การปฏิบัติจะเข้ จากเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้น ที่ 1 - 3 การซ่อมบำรุงรักษาเครื่องดีดไทย การศึกษาแนวคิดและผลงานของศิลปินจะเข้ และการผลิตสื่อ การสอนดนตรีไทย ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารประกอบการสอนวิชาการสอนทักษะเครื่องดีดไทย (Teaching of Thai Plucked string skills) เล่มนี้ จะช่วยให้การเรียนการสอนรายวิชากลุ่มวิชาเอก ให้มีความสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น และช่วยเผยแพร่ส่งเสริมความรู้ทางด้านดนตรีไทยให้แก่ผู้สนใจ หากมี ข้อบกพร่องผิดพลาดประการใดที่เกิดขึ้นจากเอกสารประกอบการสอนเล่มนี้ ผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ และจะนำข้อผิดพลาดไปปรับปรุงแก้ไขในโอกาสต่อไป ราชันย์ เจริญแก่นทราย มิถุนายน 2564


ข สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญตาราง สารบัญภาพ ฉ ซ แผนการสอนประจำวิชา ญ แผนการสอนประจำบทที่ 1 บทที่ 1 ประวัติความเป็นมาของเครื่องดนตรี และลักษณะทางกายภาพของเครื่องดีดไทย 1.1 การกำเนิดดนตรีไทย 1.2 ประวัติศาสตร์ดนตรีไทย 1.3 เครื่องดีดไทย 1.4 ลักษณะทางกายภาพเครื่องดีดไทย สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 1 2 2 4 15 21 27 30 30 แผนการสอนประจำบทที่ 2 บทที่ 2 บุคลิกภาพของนักดนตรี และการเตรียมความพร้อม 2.1 ความหมายของบุคลิกภาพ 2.2 บุคลิกภาพของนักดนตรีไทย 2.3 หลักสำคัญในการฝึกซ้อมดนตรีเพื่อประสิทธิภาพ 2.4 ท่านั่งบรรเลง การวางมือ และตำแหน่งในการกดนิ้วพิณน้ำเต้า 2.5 ท่านั่งบรรเลง การวางมือ และตำแหน่งในการกดนิ้วกระจับปี่ 2.6 ท่านั่งบรรเลง การวางมือ และตำแหน่งในการกดนิ้วจะเข้ 2.7 การพันไม้ดีดจะเข้ 2.8 ตำแหน่งเสียงของจะเข้ 2.9 การเทียบเสียง สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 31 33 33 34 35 38 41 44 46 47 47 48 48 49 แผนการสอนประจำบทที่ 3 บทที่ 3 เทคนิคพื้นฐานในการดีดจะเข้และศัพท์สังคีต 3.1 การดีดไม้ออก ไม้เข้า 3.2 การเลือกใช้นิ้วในการดำเนินทำนอง 3.3 การดีดทิงนอย 3.4 การดีดรัว 3.5 การดีดเก็บ 50 52 53 55 57 57 57


ค สารบัญ (ต่อ) 3.6 การดีดรูด 3.7 การดีดกระทบเสียง 3.8 การดีดสะบัดเสียง 3.9 การดีดเสียงปริบ 3.10 การดีดเสียงตบสาย 3.11 การดีดขยี้ 3.12 ศัพท์สังคีตดนตรีไทย สรุป คำถามถ้ายบท เอกสารอ้างอิง หน้า 58 59 60 60 61 62 66 67 69 69 แผนการสอนประจำบทที่ 4 บทที่ 4 การปฏิบัติจะเข้ จากเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทย ระดับขั้นที่ 1 4.1 เกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยเครื่องสายไทย 4.2 เกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นที่ 1 4.3 ประวัติเพลงเพลงขั้นที่ 1 4.3.1 เพลงพม่าเขว 4.3.2 เพลงโยสลัม 4.3.3 เพลงลาวจ้อย 4.3.4 เพลงสร้อยสนตัด 4.3.5 เพลงลาวครวญ 4.3.6 เพลงลาวต่อนก 4.3.7 เพลงสร้องลำปางเล็ก 4.3.8 เพลงลาวสมเด็จ 4.4 จังหวะหน้าทับและจังหวะฉิ่ง สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 70 72 72 73 73 73 76 77 79 80 82 83 85 87 88 88 89 แผนการสอนประจำบทที่ 5 บทที่ 5 การปฏิบัติจะเข้ จากเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นที่ 2 5.1 เกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นที่ 2 5.2 ประวัติเพลงเพลงขั้นที่ 2 5.2.1 เพลงคลื่นกระทบฝั่ง 5.2.2 เพลงบังใบ 5.2.3 เพลงลมพัดชายเขา 5.2.4 เพลงแขกบรเทศ 5.2.5 เพลงนางนาค 90 92 92 92 92 95 97 99 101


ง สารบัญ (ต่อ) 5.2.6 เพลงพัดชา 5.2.7 เพลงลีลากระทุ่ม 5.3 จังหวะหน้าทับและจังหวะฉิ่ง สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง หน้า 104 106 108 109 109 110 แผนการสอนประจำบทที่ 6 บทที่ 6 การปฏิบัติจะเข้ จากเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นที่ 3 6.1 เกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นที่ 2 6.2 ประวัติเพลงเพลงขั้นที่ 2 6.2.1 เพลงสามเส้า 6.2.2 เพลงจีนขิมเล็ก 6.2.3 เพลงลาวดวงเดือน 6.2.4 เพลงแขกสาหร่าย 6.2.5 เพลงต้นบรเทศ 6.2.6 เพลงเขมรโพธิสัตว์ 6.3 จังหวะหน้าทับและจังหวะฉิ่ง สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 111 113 113 113 113 116 118 123 127 130 134 135 135 136 แผนการสอนประจำบทที่ 7 บทที่ 7 การซ่อมบำรุงรักษาเครื่องดีดไทย 7.1 การเก็บรักษาเครื่องดนตรี 7.2 การซ่อมบำรุงจะเข้ 7.3 ปัญหาที่พบ และแนวทางการแก้ไขปัญหาเสียงจะเข้ 7.4 การปรับแต่งคุณภาพเสียง สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 137 138 138 139 143 145 148 149 149 แผนการสอนประจำบทที่ 8 บทที่ 8 การศึกษาแนวคิดและผลงานของศิลปินจะเข้ 8.1 ประวัติ และผลงานครูทางด้านการดีดจะเข้ 1) ครูหลวงว่องจะเข้รับ (โต กมลวาทิน) 2) ครูชุ่ม กมลวาทิน 3) ครูสังวาลย์ กุลวัลกี 4) ครูจ่าง แสงดาวเด่น 150 152 152 152 152 153 154


จ สารบัญ (ต่อ) 5) ครูแสวง อภัยวงศ์ 6) ครูแอบ ยุวนวณิช 7) ครูระตี วิเศษสุรการ 8) ครูทองดี สุจริตกุล 9) ครูละเมียด จิตตะเสวี 10) ครูทิพย์ ปิยะมาน 11) ครูประคอง ประไพรัตน์ 12) ครูประคอง พุ่มทองสุก (นิภา อภัยวงศ์) 13) ครูบรรเลง สาคริก (นางกษัตริย์เทพสมุห) 14) ครูปกรณ์ รอดช้างเผื่อน 15) ครูระวีวรรณ ทับทิมศรี 16) ครูขำคม พรประสิทธิ์ สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง แผนการสอนประจำบทที่ 9 บทที่ 9 การผลิตสื่อการสอนดนตรีไทย 9.1 ความหมายของสื่อการสอน 9.2 คุณค่าและประโยชน์ของสื่อการสอน 9.3 ประเภทของสื่อการเรียนการสอน 9.4 แนวทางการผลิตสื่อการสอน 9.5 สื่อการสอนทำมือ 9.6 สื่อการสอนแอปพลิเคชั่นดนตรี สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง หน้า 154 156 157 158 159 160 161 161 163 164 165 166 168 168 168 169 170 170 171 172 173 174 175 178 178 178 บรรณานุกรม ภาคผนวก ภาคผนวก ก ประวัติผู้เขียน 179 182 183 185


ฉ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1.1 แผนภูมิภาพการสันนิษฐานสรุปที่มาของกระจับปี่ 18 2.1 ตารางตำแหน่งเสียงจะเข้ 47


ช สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1. ภาพกลองสัมฤทธิ์ (กลองมโหระทึก) 3 2. ภาพเขียนสี ถ้ำตาด้วง จังหวัดกาญจนบุรี 4 3. ภาพจำหลักนักดนตรีหญิง 5 คน 4 4. ภาพหน้าบันพระธาตุนารายณ์เจงเวง 6 5. ภาพทับหลังจากปราสาทศรีขรภูมิ 6 6. ภาพทับทิศตะวันตกปราสาทหินพิมาย 7 7. ภาพการบรรเลงพิณ 8 8. ภาพวงขับไม้ 8 9. ภาพวงปี่พาทย์เครื่อง 5 อย่างเบา 9 10. ภาพวงมโหรีเครื่อง 4 9 11. ภาพวงมโหรีเครื่อง 6 10 12. ภาพวงเครื่องสายไทย 11 13. ภาพวงมหาดุริยางค์ 14 14. ภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดนตรีไทย 15 15. ภาพสลักนักดนตรีฐานันดรศักดิ์ บรรเลงวีณาในวงดนตรีศิลปะชวากลาง 16 16. ภาพปติมากรรมปูนปั้นสมัยทวารวดี รูปกินนรดีดวีณา 17 17. ภาพกระจับปี่ 18 18. ภาพมกระวีณา 20 19. ภาพ Mi - gyaung จะเข้จากประเทศเมียนมาร์ 20 20. ภาพจยาม จะเข้มอญ ในศูนย์วัฒนธรรมอญ เมืองเมาะละแม่ง 20 21. ภาพจะเข้ 20 22. ภาพส่วนประกอบของพิณน้ำเต้า 22 23. ภาพไม้ดีดกระจับปี่ 23 24. ภาพส่วนประกอบของกระจับปี่ 23 25. ภาพหลัก, โต๊ะจะเข้, แหน 24 26. ภาพส่วนประกอบของจะเข้ 26 27. ภาพไม้ดีดจะเข้ 26 28. ภาพการนั่งบรรเลงพิณน้ำเต้า 39 29. ภาพตำแหน่งเสียงของพิณน้ำเต้าสายเปล่า 39 30. ภาพตำแหน่งการดีดสายในตำแหน่งเสียงโด 40 31. ภาพตำแหน่งการดีดสายในตำแหน่งเสียงซอล 40 32. ภาพตำแหน่งการดีดสายในตำแหน่งเสียงโดสูง 40 33. ภาพการวางมือขวาสำหรับดีดกระจับปี่ 41 34. ภาพตำแหน่งการวางมือซ้ายการกดสาย 41


ซ หน้า ภาพที่ 35. ภาพท่านั่งดีดกระจับปี่ 42 36. ภาพท่านั่งดีดจะเข้กับพื้นราบ 44 37. ภาพท่านั่งดีดจะเข้บนเก้าอี้ 44 38. ภาพตำแหน่งการไม้ดีดมือขวา 45 39. ภาพการวางนิ้วกดเสียงมือซ้าย 45 40. ภาพลักษณะการพันไม้ดีดไว้ระหว่างข้อนิ้วที่ 1ของนิ้วชี้มือขวา 46 41. ภาพการพันเชือกไขว้สลับกันไปมาประมาณ 2 รอบ 46 42. ภาพขมวดเชือกเป็นบ่วงคล้องไปที่หัวไม้ดีดให้กระชับ 47 43. ภาพการอุ้มจะเข้ 138 44. ภาพผ้าคลุมจะเข้ 139 45. ภาพขั้นตอนที่ 1 สอดเส้นเอ็นลอดใต้หลักจะเข้ 140 46. ภาพขั้นตอนที่ 2 สอดปลายสายเอ็นไขว้ทับด้านล่าง 140 47. ภาพขั้นตอนที่ 3 สอดย้อนกลับไปที่หลักจะเข้ 140 48. ภาพขั้นตอนที่ 4 สอดวนเข้าไปด้านให้เป็นลักษณะบ่วงแล้วดึง 141 49. ภาพขั้นตอนที่ 5 บีบ หรือกด สายที่สอดให้เป็นลักษณะห่วง 141 50. ภาพขั้นตอนที่ 6 นำห่วงทั้งสองห่วงชิดกัน 141 51. ภาพขั้นตอนที่ 7 ดึงรูดจากเส้นยาว 142 52. ภาพขั้นตอนที่ 8 โยงสายพาดไปยังรางไหม 142 53. ภาพสายจะเข้ที่ผูกสมบูรณ์ 142 54. ภาพนมจะเข้ 144 55. ภาพโต๊ะจะเข้ยุบตัว 145 56. ภาพโต๊ะจะเข้ทองเหลือง และโต๊ะแสตนเลส 146 57. ภาพการปรับแต่งแหนจะเข้ 146 58. ภาพตำแหน่งซุ้มจะเข้ 147 59. ภาพการฝังเหล็กที่สาบนมจะเข้ 147 60. ภาพขนาดสายจะเข้ 148 61. ภาพครูสังวาลย์ กุลวัลกี 153 62. ภาพครูจ่าง แสงดาวเด่น 154 63. ภาพครูแสวง อภัยวงศ์ 155 64. ภาพครูแอบ ยุวนวณิชย์ 156 65. ภาพครูระตี วิเศษสุรการ 158 66. ภาพครูทองดี สุจริตกุล 159 67. ภาพครูละเมียด จิตตะเสวี 160 68. ภาพครูทิพย์ ปิยะมาน 160 69. ภาพครูประคอง ประไพรัตน์ 161


ฌ หน้า ภาพที่ 70. ภาพครูประคอง พุ่มทองสุก (นิภา อภัยวงค์) 163 71. ภาพครูบรรเลง สาคริก 164 72. ภาพครูปกรณ์ รอดช้างเผื่อน 165 73. ภาพครูรวิวรรณ ทับทิมศรี 166 74. ภาพศาสตราจารย์ ดร.ขำคม พรประสิทธิ์ 167 75. ภาพสื่อทำมือเรื่องเครื่องดนตรีไทย 175 76. ภาพสื่อทำมือเรื่องวงดนตรีไทย 175 77. ภาพแอปพลิเคชั่น garageband 176 78. ภาพแอปพลิเคชั่น Thai Tuner 177 79. ภาพเครื่องดีดในการเทียบเสียง โปรแกรมThai Tuner 177


ญ แผนการสอนประจำวิชา หมวดที่ 1 ข้อมูลทั่วไป รหัสวิชา MSE1201 3 (2-2-5) หน่วยกิต รายวิชา การสอนทักษะเครื่องดีดไทย (Teaching of Thai Plucked string skills) เวลาเรียน 60 ชั่วโมง หลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) สาขาวิชาดนตรีศึกษา หมวดวิชา การศึกษาทั่วไป เฉพาะ วิชาแกน วิชาเอกบังคับ วิชาเอกเลือก เลือกเสรี อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผู้สอน อาจารย์ ราชันย์ เจริญแก่นทราย ภาคการศึกษาที่ 2/2564 ชั้นปีที่1 รายวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Pre-requisite) - สถานที่เรียน ห้องเครื่องสายไทย อาคารดนตรีและนาฏศิลป์ สาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ ร้อยเอ็ด วันที่จัดทำหรือปรับปรุงรายละเอียดของรายวิชาครั้งล่าสุด 25 มีนาคม 2564 หมวดที่ 2 จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ จุดมุ่งหมายของรายวิชา 1) เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการการเตรียมความพร้อมในการบรรเลง เครื่องดีดไทย 2) เพื่อให้นักศึกษาสามารถปฏิบัติเทคนิค และการบรรเลงขั้นพื้นฐาน 3) รายวิชาดังกล่าวได้มีการทำสื่อประกอบการสอนปฏิบัติเครื่องดีด เพื่อให้นักศึกษาสามารถ เรียนรู้ด้านประวัติ เทคนิคการบรรเลงทักษะเครื่องดีดตามเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทย


ฎ หมวดที่ 3 ลักษณะและการดำเนินการ คำอธิบายรายวิชา ประวัติความเป็นมา ลักษณะทางกายภาพ การซ่อมและบำรุงรักษาเครื่องดนตรี บุคลิกภาพของ นักดนตรี ศัพท์สังคีต การปฏิบัติทักษะเครื่องดนตรี การฝึกเทคนิคพื้นฐาน การศึกษาแนวคิดและผลงาน ของศิลปินที่มีชื่อเสียง การปฏิบัติทักษะพิจารณาเพลงจากเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทย การผลิตสื่อการ สอนทางดนตรีและบูรณาการรายวิชาสู่การจัดการเรียนการสอนได้ เนื้อหารายวิชา เป็นรายวิชาที่มีการจัดการเรียนการสอนประวัติความเป็นมา พัฒนาบุคลิกภาพและการเตรียม ความพร้อมในการบรรเลงเครื่องดีด ฝึกเทคนิคพื้นฐานในการบรรเลงจะเข้ขั้นพื้นฐาน นักศึกษาได้เรีบนรู้ และฝึกปฏิบัติเพลงตามเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยในระดับขั้นพื้นฐาน เรียนรู้จากผลงาน ประวัติศิลปิน จะเข้ที่มีชื่อเสียง และสามารถเลือกผลิตสื่อการสอนที่เหมาะสม ในการบูรณาการไปสู่การจัดการชั้นเรียน ต่อไป จำนวนชั่วโมงที่ใช้/ภาคการศึกษา บรรยาย 30 ชม./ภาค การฝึกปฏิบัติ 30 ชม. /ภาค สอนเสริม - การศึกษาด้วยตนเอง 20 ชั่วโมง/ภาค จำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่อาจารย์จะให้คำปรึกษาและแนะนำทางวิชาการแก่นักศึกษาเป็นรายบุคล 1. อาจารย์จัดเวลาให้คำปรึกษา (Office hours) 2 ชม./สัปดาห์ ได้แก่ วันอังคาร เวลา11.00 - 12.00 น. 2. นักศึกษาสามารถปรึกษาช่องทางออนไลน์กลุ่ม Facebook หมวดที่ 4 การพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักศึกษา 1 คุณธรรม จริยธรรม 1.1 คุณธรรม จริยธรรมที่ต้องพัฒนา (1) ความตรงต่อเวลา (2) การให้เกียรติตนเองและผู้อื่น (3) การซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น 1.2 วิธีการสอน (1) ผู้สอนเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่นักศึกษาโดยการเข้าสอนตรงเวลา (2) ผู้สอนเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่นักศึกษาโดยการให้เกียรติตนเองและผู้อื่น (3) เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่นักศึกษาโดยการซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น


ฏ (4) ชื่นชมให้รางวัลผู้ที่มีคุณธรรมและ จริยธรรม 1.3 วิธีการวัดและประเมินผล (1) สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน 1.1 ความตรงต่อเวลาในการเข้าชั้นเรียน 1.2 นักศึกษามีความสนใจ ให้เกียรติครูผู้สอน เพื่อนร่วมชั้นเรียน 1.3 การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น (2) การประเมินผลงานที่ได้รับมอบหมาย และการปฏิบัติเครื่องดนตรี 2.1 ประเมินจากการทำแบบฝึกหัด 2.2 ประเมินจากการช่วยเหลือเพื่อนในการฝึกซ้อม 2 ความรู้ 2.1 ความรู้ที่ต้องได้รับ ความรู้ที่จะได้รับจากวิชานี้ประกอบด้วยด้านต่างๆ ดังนี้ (1) ประวัติศาตร์ดนตรีไทย ลักษณะกายภาพทางเครื่องดนตรี (2) บุคลิกภาพในการบรรเลงเครื่องดีด (3) เทคนิคการบรรเลงจะเข้เบื้องต้น (4) การบรรเลงเพลงตามเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นพื้นฐาน (5) ศัพท์สังคีต และผลงานและประวัติศิลปินจะเข้ (6) การพัฒนาสื่อการสอน 2.2 วิธีการสอน (1) อธิบาย เนื้อหาพร้อมเชื่อมโยงกับวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ (2) สาธิตเทคนิค และการบรรเลงเพลงตามเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทย ตัวอย่าง ประกอบเนื้อหา (3) เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ซักถามและร่วมกันอภิปราย (4) ให้นักศึกษาทดลองทำแบบฝึกหัด และฝึกทักษะปฏิบัติ (5) ให้นักศึกษาออกมานำเสนอแนวความคิดในการทำแบบฝึกหัดและให้เพื่อนๆได้ ซักถามและร่วมอภิปราย (6) สรุปเนื้อหาและมอบหมายงาน 2.3 วิธีการประเมินผล (1) ประเมินความรู้และความเข้าใจจากการสังเกตขณะมีการอภิปรายในชั้นเรียน (2) ประเมินจากการตรวจแบบฝึกหัดจากงานที่มอบหมาย (3) ประเมินจากทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรี มีเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ การเตรียมความพร้อมก่อนการบรรเลง 1) สำรวจความพร้อมเครื่องดนตรีและการเทียบเสียง 2) ท่านั่งในการบรรเลงจะเข้ 3) การพันไม้ดีด


ฐ การปฏิบัติเครื่องดนตรี 1) ลักษะณะการบรรเลงจะเข้ 2) ความถูกต้องของทำนองเพลง 3) ความแม่นยำของจังหวะ 4) คุณภาพเสียงในการบรรเลง 5) ความสมบูรณ์ของการใช้เทคนิคการบรรเลง 6) ความสามารถในการจดจำทำนองดนตรี และความสามารถในการใช้โน้ต 3 ทักษะทางปัญญา 3.1 ทักษะทางปัญญาที่ต้องพัฒนา (1) สามารถคิดวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็นต่อปัญหาทั้งในและนอกชั้นเรียน (2) สามารถบูรณาการความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม (3) สามารถสืบค้นและประเมินข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย (4) สามารถคิดวิเคราะห์ รู้เท่าทันสถานการณ์และแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (5) สามารถนำความรู้ ไปเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อทำความเข้าใจและ สร้างสรรค์สังคม 3.2 วิธีการสอน (1) จัดกระบวนการเรียนการสอนที่ฝึกทักษะการคิด ทั้งในระดับบุคคลและกลุ่ม เช่น สะท้อนคิด อภิปรายกลุ่ม ฯลฯ (2) ฝึกตอบปัญหาในชั้นเรียนและการแสดงความคิดเห็นต่อปัญหา และระดมสมองใน การแก้ไขปัญหา จากกรณีศึกษาตามประเด็นปัญหาที่กำหนดไว้แล้ว โดยแบ่งนักศึกษาเป็นกลุ่ม ภายใน กลุ่มจะต้อง กำหนดแนวทางไปสู่การแก้ปัญหาหรือเสนอแนวทางปฏิบัติที่มีความน่าเชื่อถือและความ เป็นไปได้ (3) จัดกิจกรรมให้นักศึกษามีโอกาสลงมือปฏิบัติทักษะจริง 3.3 วิธีการประเมินผล (1) ประเมินจากการตอบปัญหาและการแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน ทั้งรายบุคคล และกลุ่ม (2) การทดสอบย่อย สอบกลางภาคและปลายภาค 4 ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 4.1 ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบที่ต้องพัฒนา (1) มีความรับผิดชอบในการทำงานที่ได้รับมอบหมายทั้งรายบุคคลและงานกลุ่ม (2) สามารถปรับตัวในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ในทุกสถานภาพ (3) วางตัวและร่วมแสดงความคิดเห็นในกลุ่มได้อย่างเหมาะสม 4.2 วิธีการสอน (1) จัดกิจกรรมเสริมในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียนที่นักศึกษามีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับ นักศึกษาอื่นและบุคคลภายนอก


ฑ (2) มอบหมายงานกลุ่มและมีการเปลี่ยนกลุ่มทำงานตามกิจกรรมที่มอบหมาย เพื่อให้ นักศึกษาทำงานได้กับผู้อื่น โดยไม่ยึดติดกับเฉพาะเพื่อนที่ใกล้ชิด (3) กำหนดความรับผิดชอบของนักศึกษาแต่ละคนในการทำงานกลุ่ม อย่างชัดเจน 4.3 วิธีการประเมินผล (1) ประเมินการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน (2) ประเมินความรับผิดชอบจากรายงานกลุ่มของนักศึกษา (3) ให้นักศึกษาประเมินสมาชิกในกลุ่ม ทั้งด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและ ด้านความรับผิดชอบ (4) ให้นักศึกษาประเมินนักศึกษาอื่นๆในรายวิชา ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคล 5 ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.1 ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้องพัฒนา (1) สามารถคำนวณระดับเสียง บอก และอธิบายคุณลักษณะและคุณสมบัติของระดับ เสียงโดยอิงข้อมูลการวิเคราะห์เชิงตัวเลขตามหลักการทฤษฎีดนตรีตะวันตก (2) สามารถสืบค้นข้อมูลเสียงตัวอย่างประกอบเนื้อหาที่ใช้เรียนผ่านอินเตอร์เน็ต และรู้จักคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง (3) สามารถนำเสนอแนวความคิดในการประสานโดยเลือกใช้ภาษาที่ถูกต้องและ เหมาะสมตามหลักวิชาการ 5.2 วิธีการสอน (1) อธิบายและยกตัวอย่างการคำนวณระดับเสียงโดยการวิเคราะห์เชิงตัวเลขตาม หลักการทฤษฎีดนตรีตะวันตกและมอบหมายงาน (2) แนะนำแนวทางและมอบหมายงานสืบค้นข้อมูลเสียงตัวอย่างประกอบเนื้อหาที่ใช้ เรียนผ่านอินเตอร์เน็ต (3) มอบหมายให้มีการนำเสนอแนวคิดในการเรียบเรียงเสียงประสานของแต่ละคนหน้า ชั้นเรียน 5.3 วิธีการประเมินผล (1) ประเมินทักษะการคำนวณระดับเสียง พร้อมบอกและอธิบายคุณลักษณะและ คุณสมบัติของระดับเสียง (2) ประเมินรายงานการสืบค้นข้อมูลด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศประเมินทักษะการใช้ สื่อ และการใช้ภาษาพูดจากการนำเสนอรายงานหน้าชั้นเรียน


ฒ แผนการสอนและเนื้อหารายวิชา สัปดาห์ที่ บทที่ / รายการสอน จำนวนชั่วโมง 1 บทที่ 1 ประวัติความเป็นมาของเครื่องดนตรี และลักษณะทาง กายภาพของเครื่องดีดไทย - การกำเนิดดนตรีไทย - ประวัติศาสตร์ดนตรีไทย - เครื่องดีดไทย - ลักษณะทางกายภาพเครื่องดีดไทย สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 4 2 - 3 บทที่ 2 บุคลิกภาพของนักดนตรี และการเตรียมความพร้อม - ความหมายของบุคลิกภาพ - บุคลิกภาพของนักดนตรีไทย - หลักสำคัญในการฝึกซ้อมดนตรีเพื่อประสิทธิภาพ - ท่านั่งบรรเลง การวางมือในการบรรเลงพิณน้ำเต้า - ท่านั่งบรรเลง การวางมือในการบรรเลงกระจับปี่ - ท่านั่งบรรเลง การวางมือในการบรรเลงจะเข้ - การพันไม้ดีดจะเข้ - ตำแหน่งเสียงของจะเข้ - การเทียบเสียง สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 8 4 - 5 บทที่ 3 เทคนิคพื้นฐานในการดีดจะเข้และศัพท์สังคีต - การดีดไม้ออก ไม้เข้า - การเลือกใช้นิ้วในการดำเนินทำนอง - การดีดทิงนอย - การดีดรัว - การดีดเก็บ - การดีดรูด - การดีดกระทบเสียง - การดีดสะบัดเสียง - การดีดเสียงปริบ - การดีดเสียงตบสาย - การดีดขยี้ 8


ณ สัปดาห์ที่ บทที่ / รายการสอน จำนวนชั่วโมง - ศัพท์สังคีตดนตรีไทย สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 6 - 7 บทที่ 4 การปฏิบัติจะเข้ จากเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นที่ 1 - เกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยเครื่องสายไทย - เกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นที่ 1 - ประวัติเพลงขั้นที่ 1 - เพลงพม่าเขว - เพลงโยสลัม - เพลงลาวจ้อย - เพลงสร้อยสนตัด - เพลงลาวครวญ - เพลงพม่าเขว - เพลงลาวต่อนก - เพลงสร้องลำปางเล็ก - เพลงลาวสมเด็จ - จังหวะหน้าทับและจังหวะฉิ่ง สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 8 สอบกลางภาค - 8 – 9 บทที่ 5 การปฏิบัติจะเข้ จากเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นที่ 2 - เกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นที่ 2 - ประวัติเพลงขั้นที่ 2 - เพลงคลื่นกระทบฝั่ง - เพลงบังใบ - เพลงลมพัดชายเขา - เพลงแขกบรเทศ - เพลงนางนาค - เพลงพัดชา - เพลงลีลากระทุ่ม - จังหวะหน้าทับและจังหวะฉิ่ง สรุป คำถามท้ายบท 8


ด สัปดาห์ที่ บทที่ / รายการสอน จำนวนชั่วโมง เอกสารอ้างอิง 10 - 11 บทที่ 6 การปฏิบัติจะเข้ จากเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นที่ 3 - เกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นที่ 3 - ประวัติเพลงขั้นที่ 3 - เพลงสามเส้า - เพลงจีนขิมเล็ก - เพลงลาวดวงเดือน - เพลงแขกสาหร่าย - เพลงต้นบรเทศ - เพลงเขมรโพธิสัตว์ - จังหวะหน้าทับและจังหวะฉิ่ง สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 8 12 -13 บทที่ 7 การซ่อมบำรุงรักษาเครื่องดีดไทย - การเก็บรักษาเครื่องดนตรี - การซ่อมบำรุงจะเข้ - ปัญหาที่พบ และแนวทางการแก้ไขปัญหาเสียงจะเข้ - การปรับแต่งคุณภาพเสียง สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 8 14 บทที่ 8 การศึกษาแนวคิดและผลงานของศิลปินจะเข้ - ประวัติ และผลงานครูทางด้านการดีดจะเข้ - ครูหลวงว่องจะเข้รับ (โต กมลวาทิน) - ครูชุ่ม กมลวาทิน - ครูสังวาลย์ กุลวัลกี - ครูจ่าง แสงดาวเด่น - ครูแสวง อภัยวงศ์ - ครูแอบ ยุวนวณิช - ครูระตี วิเศษสุรการ - ครูทองดี สุจริตกุล - ครูละเมียด จิตตะเสวี - ครูทิพย์ ปิยะมาน - ครูประคอง ประไพรัตน์ 4


ต สัปดาห์ที่ บทที่ / รายการสอน จำนวนชั่วโมง - ครูประคอง พุ่มทองสุก (นิภา อภัยวงศ์) - ครูบรรเลง สาคริก (นางกษัตริย์เทพสมุห) - คุณครูปกรณ์ รอดช้างเผื่อน - ครูระวีวรรณ ทับทิมศรี - ครูขำคม พรประสิทธิ์ สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 15 บทที่ 9 การผลิตสื่อการสอนดนตรีไทย - ความหมายของสื่อการสอน - คุณค่าและประโยชน์ของสื่อการสอน - ประเภทของสื่อการเรียนการสอน - แนวทางการผลิตสื่อการสอน - สื่อการสอนทำมือ - สื่อการสอนแอปพลิเคชั่นดนตรี สรุป คำถามท้ายบท เอกสารอ้างอิง 4 16 สอบปลายภาคเรียน - รวม 60 วิธีการสอน รายวิชาการสอนทักษะเครื่องดีดไทย มีวิธีการสอนดังต่อไปนี้ 1. การบรรยาย อภิปราย และถามตอบข้อซักถาม 2. การสาธิตการปฏิบัติประกอบการบรรยาย 3. ใช้สื่อในการประกอบการสอน 4. การปฏิบัติเครื่องดนตรี 5. การทำงานรายบุคคล / รายงานกลุ่ม สื่อการเรียนการสอน รายวิชาการสอนทักษะเครื่องดีดไทย มีสื่อการเรียนการสอนดังต่อไปนี้ 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาการสอนทักษะเครื่องดีดไทย 2. เครื่องดนตรีไทย 3. สื่อเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับดนตรีไทย 4. โปรแกรมนำเสนอประกอบการสอน 5. กิจกรรมประกอบการสอน


ถ การวัดผลและประเมินผล รายวิชาการสอนทักษะเครื่องดีดไทย มีการวัดและประเมินผลดังต่อไปนี้ 1. การวัดผล 1.1 คะแนนระหว่างภาคเรียน 70 คะแนน 1.1.1 เข้าชั้นเรียน 10 คะแนน 1.1.2 แบบทดสอบรายบุคคล 30 คะแนน 1.1.3 สอบกลางภาค 30 คะแนน 1.2 คะแนนปลายภาคเรียน 30 คะแนน รวม 100 คะแนน 2. เกณฑ์การประเมินระดับผลการเรียน ระดับ ได้คะแนนร้อยละ A 80 - 100 B+ 75 - 79 B 70 - 74 C+ 65 - 69 C 60 - 64 D+ 55 - 59 D 50 - 54 F 0 - 49


1 แผนการสอนประจำบทที่ 1 ประวัติความเป็นมาของเครื่องดนตรีไทย และลักษณะทางกายภาพของเครื่องดีดไทย หัวข้อเนื้อหาประจำบท บทที่ 1 ประวัติความเป็นมาของเครื่องดนตรี และลักษณะทางกายภาพของเครื่องดีดไทย 1. การกำเนิดดนตรีไทย 2. ประวัติศาสตร์ดนตรีไทย 3. เครื่องดีดไทย 4. ลักษณะทางกายภาพเครื่องดีดไทย วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เมื่อนักศึกษาได้เรียนจบในบทที่ 1 นักศึกษาจะมีความสามารถดังนี้ 1 มีความรู้และอธิบายประวัติดนตรีไทยได้อย่างถูกต้อง 2. อธิบายวิวัฒนาการดนตรีไทยแต่ละยุคสมัยได้อย่างถูกต้อง 3. อธิบายทางกายภาพของเครื่องดีดไทยได้อย่างถูกต้อง กิจกรรมการเรียนการสอน มีรายละเอียดดังนี้ 1. แนะนำเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติดนตรีไทย 2. ให้ผู้เรียนได้ศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาของบทเรียน หากมีข้อสงสัยให้ ซักถามผู้สอน 3. อาจารย์บรรยายเนื้อหา โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์นำเสนอประกอบคำอธิบาย 4. ปฏิบัติเครื่องดนตรีประกอบเนื้อหา 5. ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดท้าย 6. อาจารย์และนักศึกษา ร่วมกันสรุปประเด็นสำคัญของประวัติความเป็นมาของเครื่อง ดนตรี และลักษณะทางกายภาพของเครื่องดีดไทย สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน รายวิชาการสอนทักษะเครื่องดีดไทย 2. ใช้โปรแกรมการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ 3. ปฏิบัติเครื่องดนตรีประกอบการนำเสนอ 4. Youtube Link การวัดผล และการประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน 1.1 ความตรงต่อเวลาในการเข้าชั้นเรียน 1.2 นักศึกษามีความสนใจ ตอบสนองในชั้นเรียน 1.3 การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น 2. การประเมินผลงานที่ได้รับมอบหมาย 2.1 ประเมินจากการทำแบบฝึกหัด


2 บทที่ 1 ประวัติความเป็นมาของเครื่องดนตรีไทย และลักษณะทางกายภาพของเครื่องดีดไทย ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะวัฒนธรรม เพลงร้อง เพลงบรรเลง ขนบวิธีการการบรรเลง กระทั้ง เครื่องดนตรีที่ถูกผลิตขึ้นตามบริบทของสังคมและวัฒนธรรม ที่แสดงออกให้เห็นถึงความเจริญทางด้าน การปกครอง สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ วัสดุที่นำมาสร้างเครื่องดนตรีนั้นจึงเป็นวัสดุที่หาได้จากรอบตัว จำแนกออกเป็นสีประเภทตามวิธีการทำให้เกิดเสียง คือ ตี ดีด สี เป่า โดยมีพัฒนาการของเครื่องดนตรี ตั้งแต่ยุคอดีต จนมาถึงปัจจุบันที่เป็นแบบแผนการบรรเลง เครื่องดีดที่ปรากฎในสยามประเทศก็ได้รับ การพัฒนามาจากเครื่องดนตรีประเภทพิณ จนมาถึงพัฒนาการของเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงรวมวง และ การบรรเลงเดี่ยวเพื่อประชันฝีมือมาจนถึงปัจจุบัน ในบทที่ 1 เนื้อหาประกอบไปด้วยประวัติความเป็นมา ของเครื่องดนตรีไทย และลักษณะทางกายภาพของเครื่องดีดไทย 1.1 การกำเนิดดนตรีไทย นับตั้งแต่ไทยได้มาตั้งถิ่นฐานในแหลมอินโดจีน และได้ก่อตั้งอาณาจักรไทยขึ้น จึงเป็นการเริ่มต้น ยุคแห่งประวัติศาสตร์ไทย ที่ปรากฎ หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร กล่าวคือ เมื่อไทยได้สถาปนา อาณาจักรสุโขทัยขึ้น และหลังจากที่ พ่อขุนรามคำแหง มหาราช ได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้แล้ว นับตั้งแต่นั้นมาจึงปรากฎหลักฐานด้าน ดนตรีไทย ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งในหลักศิลาจารึก หนังสือ วรรณคดี และเอกสารทางประวัติศาสตร์ ในแต่ละยุค ซึ่งสามารถนำมาเป็นหลักฐานในการพิจารณา ถึง ความเจริญและวิวัฒนาการของ ดนตรีไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นต้นมา จนกระทั่งเป็นแบบแผนดัง ปรากฎ ในปัจจุบัน ได้มีผู้เสนอแนวทัศนะในเรื่องนี้ไว้ 2 ทัศนะในการกำเนิดดนตรีไทยที่แตกต่างกันคือ ทัศนะที่ 1 สันนิษฐานว่า ดนตรีไทย ได้แบบอย่างมาจากอินเดีย เนื่องจาก อินเดียเป็นแหล่งอารย ธรรมโบราณ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก อารยธรรมต่าง ๆ ของอินเดียได้เข้ามามีอิทธิพล ต่อประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียอย่างมาก ทั้งในด้าน ศาสนา ประเพณีความเชื่อ ตลอดจน ศิลป แขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะ ทางด้านดนตรี ปรากฎรูปร่างลักษณะ เครื่องดนตรี ของประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชีย เช่น จีน เขมร พม่า อินโดนิเซีย และ มาเลเซีย มีลักษณะ คล้ายคลึงกัน เป็นส่วนมาก ทั้งนี้เนื่องมาจาก ประเทศ เหล่านั้นต่างก็ยึดแบบฉบับ ดนตรี ของอินเดีย เป็นบรรทัดฐาน รวมทั้งไทยเราด้วย เหตุผลสำคัญที่ท่าน ผู้รู้ได้เสนอทัศนะนี้ก็คือ ลักษณะของ เครื่องดนตรีไทย สามารถจำแนกเป็น 4 ประเภท คือ ส่วนการแบ่งประเภทของเครื่องดนตรีอินเดียตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ “สังคีตรัตนากร” ของอินเดีย ซึ่งจำแนกเป็น 4 ประเภท เช่นกันคือ ตะตะ คือ เครื่องดนตรี ประเภทมีสาย สุษิระ คือ เครื่องเป่า อะวะนัทธะ หรือ อาตตะ คือ เครื่องหุ้มหนัง หรือ กลอง ต่าง ๆ ฆะนะ คือ เครื่องตี หรือ เครื่องกระทบ เครื่องตี เครื่องดีด เครื่องสี เครื่องเป่า


3 การสันนิษฐานเกี่ยวกับ กำเนิดหรือที่มาของ ดนตรีไทยตามแนวทัศนะข้อนี้ เป็นทัศนะที่มีมาแต่ เดิม นับตั้งแต่ ได้มีผู้สนใจ และ ได้ทำการค้นคว้าหาหลักฐาน เกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้น และนับว่า เป็นทัศนะที่ ได้รับการนำมากล่าวอ้างกันมาก บุคคลสำคัญที่เป็นผู้เสนอแนะแนวทางนี้คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งวงการประวัติศาสตร์ของไทย (บุญธรรม ตราโมท. 2545: 25 - 26) ทัศนะคติที่ 2 สันนิษฐานว่า ดนตรีไทย เกิดจากความคิด และ สติปัญญา ของคนไทย เกิดขึ้นมา พร้อมกับคนไทย ตั้งแต่ สมัยที่ยังอยู่ทางตอนใต้ ของประเทศจีนมาแล้ว ทั้งนี้เนื่องจาก การดนตรีเป็นมรดกของมนุษยชาติ ทุกชาติทุกภาษาต่างก็มี ดนตรี ซึ่งเป็น เอกลักษณ์ ของตนด้วยกันทั้งนั้น ถึงแม้ว่าในภายหลัง จะมีการรับเอาแบบอย่าง ดนตรี ของต่างชาติเข้า มาก็ตาม แต่ก็เป็น การนำเข้ามาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสม กับ ลักษณะและนิสัยทางดนตรี ของ คนในชาตินั้น ๆ ประเทศไทยเมื่อสมัยที่ยังอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ก็คงจะมีวัฒนธรรมทางดนตรี เกิดขึ้นแล้ว โดยสามารถสังเกตเห็นได้ว่า เครื่องดนตรี ดั้งเดิมของไทย จะมีชื่อเรียกเป็นคำโดด ซึ่งเป็นลักษณะของคำ ไทยแท้ เช่นเกราะ, โกร่ง, กรับ, ฉาบ, ฉิ่ง, ปี่, ขลุ่ย, ฆ้อง, กลอง เป็นต้น คนไทยได้อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานในแถบแหลมอินโดจีน จึงได้มาพบวัฒนธรรมแบบอินเดีย โดยเฉพาะ เครื่องดนตรี อินเดีย ซึ่งชนชาติมอญ และ เขมร รับไว้ก่อนที่ไทยจะอพยพเข้ามา ด้วยเหตุนี้ ชนชาติไทย ซึ่งมีนิสัยทางดนตรีอยู่แล้ว จึงรับเอาวัฒนธรรมทางดนตรีแบบอินเดีย ผสมกับแบบมอญและ เขมร เข้ามาผสมกับดนตรีที่มีมาแต่เดิมของตน จึงเกิดเครื่องดนตรีเพิ่มขึ้นอีก ได้แก่ พิณ สังข์ ปี่ไฉน บัณเฑาะว์ กระจับปี่ และจะเข้ เป็นต้น ต่อมาเมื่อไทยได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในแหลมอินโดจีนอย่างมั่นคงแล้ว ได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับประเทศ เพื่อนบ้านในแหลมอินโดจีน หรือแม้แต่กับประเทศทางตะวันตกบางประเทศที่เข้ามา ติดต่อค้าขาย ทำให้ไทยรับเอาเครื่องดนตรีบางอย่าง ของประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นมาใช้ เล่นใน วงดนตรีไทย ด้วย เช่น กลองแขก ปี่ชวา ของชวา (อินโดนิเซีย) กลองมลายู ของมลายู (มาเลเซีย) เปิงมาง ตะโพนมอญ ปี่มอญ และฆ้องมอญ ของมอญ กลองยาวของพม่า ขิม ม้าล่อของจีน กลองมริกัน (กลองของชาวอเมริกัน) เปียโน ออร์แกน และ ไวโอลีน ของประเทศทางตะวันตก ภาพที่ 1 ภาพกลองสัมฤทธิ์ (กลองมโหระทึก) ที่มา:https://janthimablog.files.wordpress.com/2013/09/02.jpg


4 1.2 ประวัติศาสตร์ดนตรีไทย 1.2.1 การดนตรีก่อน 2,500 ปี การดนตรีสมัยก่อน 2,500 ปีพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย คือภาพเขียนสี บันทึกในถ้ำตาด้วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นภาพคล้ายขบวนแห่มีคนหามฆ้อง หรือกลอง และปรากฏ หลักฐานคือกลองสัมฤทธิ์หรือที่เรียกว่ากองมโหระทึกแพร่กระจายในดินแดนแถบลุ่มน้ำโขง ของวัฒนธรรมดองซอนมาสู่ประเทศไทย (อานันท์ นาคคง. 2550: 12) ภาพที่ 2 ภาพเขียนสี ถ้ำตาด้วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/local/central/2610543 1.2.2 การดนตรีสมัยทวารวดี จากการขุดแต่งโบราณวัตถุสถาน พบภาพปูนปั้นประดิษฐานพระเจดีย์ที่บ้านโขลง เมืองโบราณ บ้านคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี อายุสมัยประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นรูปนักดนตรีและนักร้อง ประกอบด้วยภาพผู้หญิงเกล้ามวยผม ผมทรงสูง พาดสไบ ไม่ใส่เสื้อ ใส่ต่างหู กำลังนั่งเล่นดนตรีอยู่ จำนวน 5 คน เรียงจากขวาไปซ้าย ดังนี้ ภาพที่ 3 ภาพจำหลักนักดนตรีหญิง 5 คน ที่มา: http://rb-old.blogspot.com/2010/08/blog-post_25.html.


5 คนที่ 1 อยู่ในท่านั่งพับเพียบเข่าชิดกัน เกล้าผมสูง มีผ้าพาดห้อยลงมาด้านหน้า นุ่งผ้าต่ำ ในมือ ถือเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับพิณน้ำเต้า กำลังทำท่าบรรเลง คนที่ 2 อยู่ในท่านั่งพับเพียบเข่าชิดกัน เกล้าผมสูง มีท่อนสไบพาดคล้องบ่าไว้เป็นวงโค้ง นุ่งผ้า ต่ำ มือแยกกันอยู่ระหว่างทรวงอก ในมือถือเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง สันนิษฐานว่าเป็นฉิ่ง เนื่องจาก มีลักษณะกลมป้อมเป็นฝา 2 ฝา แสดงท่ากำลังตีสันนิษฐานว่าคือ ฉิ่ง คนที่ 3 อยู่ในท่านั่งพับเพียบเข้าชิดกัน เกล้าผมสูง มีสไบพาดคล้องบ่าเป็นวงโค้ง นุ่งผ้าต่ำ มีเครื่องดนตรีซึ่งเป็นพิณมี 5 สาย อีกชนิดหนึ่งวางพาดอยู่บนตัก แสดงอาการบรรเลงโดยการดีด กล่าวคือ มือขวาพาดอยู่บนสายพิณ มือซ้ายจับอยู่บริเวณคอพิณ คนที่ 4 อยู่ในท่านั่งพับเพียบเข่าชิดกัน เกล้าผมสูง มีผ้าพาดห้อยลงมาด้านหน้า นุ่งผ้าต่ำ สวมตุ้มหูห้อยยาวแบบมีห่วง นั่งเท้าแขนขวา ใช้แขนซ้ายจับบริเวณข้อสอกขวา ไม่ปรากฏเครื่องดนตรี สันนิษฐานว่าเป็นนักร้อง คนที่ 5 อยู่ในท่านั่งพับเพียบเข่าชิดกัน เกล้าผมสูง มีผ้าพาดห้อยลงมาด้านหน้า นุ่งผ้าต่ำ สวมตุ้มหูห้อยยาวแบบมีห่วง มือซ้ายวางพาดหงายอยู่บนเข่าซ้าย มือขวายกขึ้นเสมอทรวงอก ถือเครื่อง ดนตรีชิ้นหนึ่ง สันนิษฐานว่าเป็นกรับ เนื่องจากการบรรเลงเครื่องดนตรีชิ้นนี้ คือการตีลงไปบนมืออีกข้าง ให้เกิดเสียง สำหรับภาพปูนปั้นรูปนักดนตรีหญิงทั้ง 5 คน ที่ปรากฏอยู่บนภาพปูนปั้นหรือประติมากรรมนูน ต่ำ สันนิษฐานว่าอยู่ในสังคมชั้นสูงของทวารวดี และอาจมีมหรสพดนตรีบรรเลงขับกล่อมในพิธีรื่นเริง เนื่องจากพบหลักฐานเครื่องดนตรีปรากฏอยู่ด้วย ภาพปูนปั้นชิ้นนี้นับเป็นภาพที่สมบูรณ์สวยงามที่สุด ภาพหนึ่ง นอกจากจะแสดงเรื่องเครื่องแต่งกายของชาวทวารดีและเครื่องดนตรีแล้ว ยังแสดงให้เห็นภาพ ของวงดนตรีที่เรียกในสมัยโบราณของไทยว่า วงขับไม้บรรเลงพิณซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และถือเป็น ความสมบูรณ์ของการค้นพบประติมากรรมชิ้นนี้ประเพณีขับไม้บรรเลงพิณนั้น อรรถาธิบายถึงภาพปูน ปั้นนักดนตรีหญิงทั้ง 5 คน ในการประสมวงเล่นดนตรีได้คือ “ขับไม้” เป็นแบบแผนดั้งเดิมของการเล่น ดนตรีประกอบจังหวะรื่นเริงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มชาวสยามใน ตระกูลไทย - ลาว ส่วน “บรรเลงพิณ” เป็นแบบแผนของศิลปะอินเดีย ซึ่งเป็นที่รู้จักและแพร่หลายทั่วไป ดังปรากฏในภาพจำหลักหินของศิลปะอินเดียสมัยแรกๆ การขับไม้บรรเลงพิณจึงเป็นประเพณีบรรเลง ดุริยดนตรีขับลำ บำเรอถวายในพิธีกรรมของราชสำนัก บ้านเมืองและแว่นแคว้นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ เจ้าพระยา อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12- 14 ประเพณีให้ผู้หญิงบรรเลงเครื่องมือบันลือเพลงนั้น เชื่อว่า หน้าที่บรรเลงบันลือดนตรีเป็นของผู้หญิงเท่านั้น ห้ามผู้ชายเป็นนักดนตรีซึ่งสอดคล้องกับภาพปูนปั้น นักดนตรีหญิง 5 คน ที่มีนักดนตรีขับไม้บรรเลงพิณเป็นผู้หญิงล้วน (อ้างอิง : https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/373/iid/208487)


6 1.2.3 การดนตรีสมัยลพบุรี หลักฐานในสมัยลพบุรีนี้ มักพบภาพสลักหินเกี่ยวกับเครื่องดนตรีแฝงอยู่ตามหน้าบันและ ทับหลังของโบราณสถานแบบอิทธิพลศิลปะเขมรที่เรียกกันว่า “ปราสาท” มีอายุในราวกลางพุทธ ศตวรรษที่ 16 -17 เท่าที่พบมีดังนี้ 1) หน้าบันด้านตะวันออก ของปราสาทหรือพระธาตุนารายณ์เจงเวง อำเภอเมือง จังหวัด สกลนครเป็นภาพพระศิวนาฏราช หรือพระอิศวรทรงฟ้อนรำอยู่ตรงกลาง ท่ามกลางเทพ 5 คือ พระอุมา หรือพระนางปารพตีมเหสีและพระคเณศ โอรส อีก 3 องค์คือ นักดนตรีกำลังดีดพิณ 1 องค์ตีฉิ่ง 1 องค์ และทำท่าคล้ายจะสีซออีกองค์เพราะภาพชำรุดไป ภาพที่ 4 ภาพหน้าบันพระธาตุนารายณ์เจงเวง ที่มา: https://www.finearts.go.th/ 2) ทับหลังจากปราสาทศรีขรภูมิอำเภอศรีขรภูมิจังหวัดสุรินทร์ เป็นภาพพระศิวนาฏราช พระอิศวรทรงยืนฟ้อนรำบนหลังหงส์เหนือหน้ากาลตรงกลาง ตอนล่างด้านขวาคือ พระนารายณ์กำลัง ทำท่าคล้ายตีฉิ่งและพระอุมาคล้ายถือบัณเฑาะว์ด้วยพระหัตถ์ข้างหนึ่ง ส่วนด้านซ้ายคือพระพรหมซึ่ง สองพระหัตถ์ล่างกำลังตีฉิ่ง และพระคเณศกำลังตีกลอง ภาพที่ 5 ภาพทับหลังจากปราสาทศรีขรภูมิ ที่มา:https://pantip.com/topic/30866403


7 3) ทับหลังที่ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมายจังหวัดนครราชสีมา มี2 ชิ้นได้แก่ ทับหลังทิศตะวันตก ประกอบด้วยภาพสลัก 2 แห่ง แนวบนคานเป็นภาพพระพุทธรูปทรงเครื่อง ยืนระหว่างต้นไม้คู่หนึ่ง มีพระยามารเฝ้าอยู่ข้างๆ พร้อมบริวารและมีขบวนราชยานคานหามกับเครื่องสูง อยู่ริมซ้ายแนวล่างเป็นรูปพนักงานชาวประโคมกับนักฟ้อนรำ สันนิษฐานว่าเป็นภาพพระพุทธประวัติ ตอนเทศนาโปรดพระยามาร ตามพุทธศาสนาฝ่ายมหายานซึ่งอนุญาตให้มีดนตรีประกอบเทศนาได้ สำหรับภาพพนักงานชาวประโคมที่ปรากฎในแนวล่าง ประกอบด้วย ผู้เป่าสังข์๑ ตีกลองหน้าเดียวโดย แขวนสะพายแล่งบ่า 1 เป่าแตร (น่าจะทำด้วยเขาสัตว์) 1 ตีกลองสองหน้าโดยแขวนสะพายแล่งบนบ่า 1 ผู้หามฆ้องขนาดใหญ่ 2 พร้อมคนตี1 และคนเป่าขลุ่ย 1 ตามลำดับ แต่ละคนเล่นดนตรีไปด้วยเต้นไป ด้วย ภาพที่ 6 ภาพทับทิศตะวันตกปราสาทหินพิมาย ที่มา:https://www.isangate.com/ ทับหลังทิศตะวันออก เป็นภาพเรื่องรามายณะ ตอนสุครีพครองเมือง ประกอบด้วยภาพ พระลักษมณ์ประทับบนราชยาน มีพลวานรเป็นพลแบกและพลบริวารเบื้องหน้า สุครีพประทัพบนคาน หามแบกโดยพลลิงทั้งสองข้างแวดล้อมด้วยเครื่องสูง รวมทั้งเครื่องดนตรีประกอบเกียรติยศตรงใต้ ราชยานของพระลักษมณ์โดยพลวานรเป็นผู้บรรเลง เครื่องดนตรีที่ปรากฎได้แก่ เครื่องเป่า คือขลุ่ยกับ แตรเขาสัตว์เครื่องตี2 ชนิด คือฆ้องแบกโดยพลวานร 2 ตน ตัวยืนข้างหลังเป็นผู้ตีกับกลองสองหน้าที่มี สายคล้องคอลงมาตีด้วยมือ (อ้างอิง : https://registrar.ku.ac.th/wp-content/uploads/2017/05) 1.2.4 ดนตรีไทยในสมัยสุโขทัย เมื่อไทยได้สถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้น และหลังจากที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ประดิษฐ์ อักษรไทยขึ้นใช้แล้ว นับตั้งแต่นั้นมาจึงปรากฎหลักฐานด้านดนตรีไทย ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งในหลัก ศิลาจารึก หนังสือวรรณคดี และเอกสารทางประวัติศาสตร์ ในแต่ละยุค ซึ่งสามารถนำมาเป็นหลักฐานใน การพิจารณาถึงความเจริญและวิวัฒนาการของ ดนตรีไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นต้นมา จนกระทั่งเป็น แบบแผนดังปรากฎ ในปัจจุบัน ดนตรีไทยในสุโขทัยมีลักษณะเป็นการขับลำนำ และร้องเล่นกันอย่างพื้นเมือง เกี่ยวกับ เครื่องดนตรีไทยในสมัยนี้ ปรากฎหลักฐานกล่าวถึงไว้ในหนังสือ ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นหนังสือวรรณคดี ที่แต่งในสมัยนี้ ได้แก่ แตร, สังข์, มโหระทึก, ฆ้อง, กลอง, ฉิ่ง, แฉ่ง (ฉาบ), บัณเฑาะว์ พิณ, ซอพุงตอ (สันนิษฐานว่าคือ ซอสามสาย) ปี่ไฉน, ระฆัง, และ กังสดาล เป็นต้นลักษณะการผสมวงดนตรี


8 ก็ปรากฎหลักฐานทั้งในศิลาจารึก และหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึง “เสียงพาทย์ เสียงพิณ” ซึ่งจาก หลักฐานที่กล่าวมานี้ สันนิษฐานว่ามีการบรรเลงวงดนตรีไทยในสมัยสุโขทัย มีดังนี้ คือ 1) บรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง 1 คน มีหน้าที่ดีดพิณและขับร้องไปด้วยเป็นลักษณะของการขับลำนำ ภาพที่ 7 ภาพการบรรเลงพิณ ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=Tf6uhw7f0Nc 2) วงขับไม้ประกอบด้วยผู้บรรเลง 3 คน คือ คนขับลำนำ 1 คน คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง 1 คน และ คนไกว บัณเฑาะว์ ให้จังหวะ 1 คน ภาพที่ 8 ภาพวงขับไม้ ที่มา: https://archive.clib.psu.ac.th/online-exhibition/Mahori/page%201.html


9 3) วงปี่พาทย์เป็นลักษณะของวงปี่พาทย์เครื่อง 5 มี 2 ชนิด คือ วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างเบา ประกอบด้วยเครื่องดนตรีชนิดเล็ก ๆ จำนวน 5 ชิ้น คือ 1) ปี่ 2) กลองชาตรี 3) ทับ (โทน) 4) ฆ้องคู่ และ 5) ฉิ่ง ใช้บรรเลงประกอบการแสดงโนราห์ และละครชาตรี ภาพที่ 9 ภาพวงปี่พาทย์เครื่อง 5 อย่างเบา ที่มา: https://www.silpa-mag.com/culture/article_241 4) วงมโหรีเป็นลักษณะของวงดนตรีอีกแบบหนึ่งที่นำเอาบรรเลงพิณ กับ วงขับไม้มาผสมกัน เป็นลักษณะของ วงมโหรีเครื่องสี่ เพราะประกอบด้วยผู้บรรเลง 4 คน คือ 1) คนขับลำนำ และตีกรับพวง ให้จังหวะ 2) คนสีซอสามสาย คลอเสียงร้อง 3) คนดีดพิณ และ 4) คนตีทับ (โทน) ควบคุมจังหวะ ภาพที่ 10 ภาพวงมโหรีเครื่อง 4 ที่มา: https://archive.clib.psu.ac.th/online-exhibition/Mahori/page2.html


10 1.2.5 การดนตรีไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา 1) วงปี่พาทย์ที่ยังคงรูปแบบปี่พาทย์เครื่องห้า เหมือนเช่นสมัยกรุงสุโขทัย แต่เพิ่มระนาดเอกเข้า ไป นับแต่นั้นวงปี่พาทย์จึงประกอบด้วย 1.ระนาดเอก 2. ปี่ใน 3. ฆ้องวง (ใหญ่) 4. กลองทัด 5. ตะโพน 6. ฉิ่ง 2) วงมโหรีในสมัยนี้พัฒนามาจาก วงมโหรีเครื่องสี่ ในสมัยสุโขทัยเป็น วงมโหรีเครื่องหก เพราะ ได้เพิ่มเครื่องดนตรี เข้าไปอีก 2 ชิ้น คือ ขลุ่ย และ รำมะนา ทำให้ วงมโหรี ในสมัยนี้ ประกอบด้วย เครื่องดนตรี จำนวน 6 ชิ้น คือ 1. ซอสามสาย 2. กระจับปี่ (แทนพิณ) 3. ทับ (โทน) 4. รำมะนา 5. ขลุ่ย 6. ฉิ่ง ภาพที่ 11 ภาพวงมโหรีเครื่อง 6 ที่มา: หนังสือศิลปวัฒนธรรมไทยเล่มที่ 7 นาฏดุริยางคศิลปไทย กรุงรัตนโกสินทร์ 3) วงเครื่องสายไทย ปรากฎหลักฐานเกี่ยวกับดนตรีไทย ในสมัยนี้ ในกฏมลเฑียรบาล ซึ่งระบุชื่อ เครื่องดนตรีไทย เพิ่มขึ้น จากที่เคยระบุไว้ ในหลักฐานสมัยสุโขทัย จึงน่าจะเป็น เครื่องดนตรี ที่เพิ่งเกิด ในสมัยนี้ ได้แก่ กระจับปี่ ขลุ่ย จะเข้ และ รำมะนา นอกจากนี้ในกฎมณเฑียรบาลสมัย สมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031) ปรากฎข้อห้ามตอนหนึ่งว่า “…ห้ามร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ ดีดจะเข้ ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน…” ซึ่งแสดงว่าสมัยนี้ ดนตรีไทย เป็นที่นิยมกันมาก


11 แม้ในเขตพระราชฐาน ก็มีคนไปร้องเพลงและเล่นดนตรีกันเป็นที่เอิกเกริกและเกินพอดี จนกระทั่ง พระมหากษัตริย์ต้องทรงออกกฎมลเฑียรบาล ดังกล่าวขึ้นไว้ ภาพที่ 12 ภาพวงเครื่องสายไทย ที่มา: https://www.bbc.com/thai/thailand-40397261 1.2.6 การดนตรีสมัยกรุงธนบุรี เนื่องจากในสมัยนี้เป็นช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่ 15 ปี และประกอบกับ เป็นสมัยแห่งการก่อ ร่างสร้างเมือง และการป้องกันประเทศเสียโดยมาก วงดนตรีไทย ในสมัยนี้จึงไม่ปรากฎหลักฐานไว้ว่า ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้น สันนิษฐานว่ายังคงเป็นลักษณะและรูปแบบของดนตรีไทยในสมัยกรุงศรี อยุธยานั่นเอง 1.2.7 การดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อบ้านเมืองได้ผ่านพ้นจากภาวะศึกสงคราม และได้มีการก่อสร้างเมืองให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น เกิดความสงบร่มเย็นโดยทั่วไปแล้ว ศิลปะวัฒนธรรมของชาติ ก็ได้รับการฟื้นฟูทะนุบำรุง และส่งเสริมให้ เจริญรุ่งเรืองขึ้น โดยเฉพาะทางด้านดนตรีไทย ในสมัยนี้ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเจริญขึ้นเป็นลำดับ 1) สมัยรัชกาลที่ 1 ดนตรีไทยส่วนใหญ่ ยังคงมีลักษณะ และรูปแบบตามที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรี อยุธยา ที่พัฒนาขึ้นบ้างในสมัยนี้ก็คือ การเพิ่ม กลองทัด ขึ้นอีก 1 ลูก ใน วงปี่พาทย์ ซึ่ง แต่เดิมมา มีแค่ 1 ลูก รวม มี กลองทัด 2 ลูก มีเสียงสูง (ตัวผู้) ลูกหนึ่ง และ เสียงต่ำ (ตัวเมีย) ลูกหนึ่ง และการใช้ กลอง ทัด 2 ลูก ในวงปี่พาทย์นี้ ก็เป็นที่นิยมกันมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้ 2) สมัยรัชกาลที่ 2 อาจกล่าวว่าในสมัยนี้ เป็นยุคทองของ ดนตรีไทย ยุคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะ องค์พระมหากษัตริย์ทรงสนพระทัยดนตรีไทย เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ ในทาง ดนตรีไทย ถึงขนาดที่ทรงดนตรีไทย คือ ซอสามสาย ได้ มีซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า “ซอสายฟ้าฟาด” พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ เพลงไทย ขึ้นเพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่ไพเราะ และอมตะมาจนบัดนี้ คือเพลง“บุหลันลอยเลื่อน” การพัฒนาเปลี่ยนแปลงของดนตรีไทย ในสมัยนี้ก็คือได้มีการนำเอา


12 วงปี่พาทย์มาบรรเลง ประกอบการขับเสภา เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีกลองชนิดหนึ่งเกิดขึ้น โดยดัดแปลงจาก “เปิงมาง” ของมอญ ต่อมาเรียกกลองชนิดนี้ว่า “สองหน้า” ใช้ตีกำกับจังหวะแทน เสียงตะโพนในวงปี่พาทย์ ประกอบการขับเสภา เนื่องจากเห็นว่าตะโพนดังเกินไป จนกระทั่งกลบเสียง ขับ กลองสองหน้านี้ ปัจจุบันนิยมใช้ตีกำกับจังหวะหน้าทับ ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง 3) สมัยรัชกาลที่ 3 วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ ระนาดทุ้มมาคู่กับระนาดเอก และประดิษฐ์ฆ้องวงเล็กมาคู่กับ ฆ้องวงใหญ่ 4) สมัยรัชกาลที่ 4 วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ เครื่องดนตรี เพิ่มขึ้นอีก 2 ชนิดเลียนแบบ ระนาดเอก และระนาดทุ้ม โดยใช้โลหะทำลูกระนาด และ ทำรางระนาดให้แตกต่างไปจากรางระนาดเอก และระนาดทุ้ม (ไม้) เรียกว่า ระนาดเอกเหล็ก และ ระนาดทุ้มเหล็ก นำมาบรรเลงเพิ่มในวงปี่พาทย์เครื่องคู่ ทำให้ ขนาดของ วงปี่พาทย์ขยายใหญ่ขึ้นจึง เรียกว่า วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ อนึ่งในสมัยนี้ วงการดนตรีไทย นิยมการร้องเพลงส่งให้ดนตรีรับ หรือที่ เรียกว่า “การร้องส่ง” กันมากจนกระทั่ง การขับเสภาซึ่งเคยนิยมกันมาก่อนค่อย ๆ หายไป และการร้อง ส่งก็เป็นแนวทางให้มีผู้คิดแต่งขยายเพลง 2 ชั้นของเดิมให้เป็นเพลง 3 ชั้น และตัดลง เป็นชั้นเดียว จนกระทั่งกลายเป็นเพลงเถาในที่สุด (นับว่าเพลงเถาเกิดขึ้นมากมายในสมัยนี้) นอกจากนี้ วงเครื่องสาย ก็เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลนี้เช่นกัน 5) สมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการปรับปรุงวงปี่พาทย์ขึ้นใหม่ชนิดหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่า “วงปี่พาทย์ดึก ดำบรรพ์” โดยสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สำหรับใช้บรรเลงประกอบการแสดง “ละครดึกดำ บรรพ์” ซึ่งเป็น ละครที่เพิ่งปรับปรุงขึ้นในสมัยรัชกาลนี้เช่นกัน หลักการปรับปรุงของท่านก็โดยการตัด เครื่องดนตรีชนิดเสียงเล็กแหลม หรือดังเกินไปออก คงไว้แต่เครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้ม นุ่มนวล กับเพิ่มเครื่องดนตรีบางอย่างเข้ามาใหม่ เครื่องดนตรี ในวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จึงประกอบด้วยระนาด เอก ฆ้องวงใหญ่ ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ขลุ่ย ซออู้ ฆ้องหุ่ย (ฆ้อง 7 ใบ) ตะโพน กลองตะโพน และ เครื่องกำกับจังหวะ 6) สมัยรัชกาลที่ 6 ได้การปรับปรุงวงปี่พาทย์ขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง โดยนำวงดนตรีของมอญมา ผสมกับวงปี่พาทย์ของไทย ต่อมาเรียกวงดนตรีผสมนี้ว่า “วงปี่พาทย์มอญ” โดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)เป็นผู้ปรับปรุงขึ้น วงปี่พาทย์มอญดังกล่าวนี้ ก็มีทั้งวงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า เครื่องคู่ และเครื่องใหญ่ เช่นเดียวกับวงปี่พาทย์ของไทย และกลายเป็นที่นิยมใช้บรรเลงประโคมในงานศพ มาจนกระทั่งบัดนี้ นอกจากนี้ยังได้มี การนำเครื่องดนตรีของต่างชาติ เข้ามาบรรเลงผสมกับ วงดนตรีไทย บางชนิดก็นำมาดัดแปลงเป็นเครื่องดนตรีของไทย ทำให้รูปแบบของ วงดนตรีไทย เปลี่ยนแปลงพัฒนา (ไพศาล อินทวง. 2544: 55-60)


13 7) สมัยรัชกาลที่ 7 เป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณ์อาญาสิทธิ ราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ในสมัยนี้เกิดเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกและประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบ นั้นด้วย พระองค์ทรงศึกษาดนตรีจนมีพระปรีชาสามารถในการเล่นดนตรีดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์ เพลงไทยไว้ 3 เพลง คือ เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงเขมรละออองค์เถา และเพลงโหมโรงคลื่น กระทบฝั่งสามชั้น นักดนตรีและนักประพันธ์เพลงในสมัยของพระองค์มีมากมายหลายท่านเช่น หลวงประดิษฐ์ ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ครูมนตรี ตราโมท เป็นต้น แต่เนื่องจากความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและ การเมืองไทย ทำให้การดนตรีและเพลงไทยได้รับผลกระทบและขาดความนิยมลง 8) สมัยรัชกาลที่ 8 เป็นระยะที่ดนตรีไทยซบเซาเนื่องจากการขาดการสนับสนุนจากหลายส่วนไป ถึงคนไทยที่นิยมหันไปเล่นดนตรีแบบตะวันตกด้วย ทำให้การประพันธ์เพลงในสมัยนี้มีการนำทำนอง เพลงของสากลเข้ามาผสมผสานโดยมีผู้นำทำนองเพลงไทยใส่เนื้อร้องเต็มตามทำนองบ้าง แต่งขึ้นเองบ้าง เพื่อประกอบละครพูด ละครประวัติศาสตร์และภาพยนต์ มีนักประพันธ์เพลงขึ้นหลายท่าน เช่น พราน บูรพ์ (จวงจันทร์ จันทร์คณา) หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) นายล้วน ควันธรรม เป็นต้น 9) สมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงโปรด การดนตรีทุกประเภท จนเป็นที่ยกย่องสรรเสริญจากชาวโลก พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ จำนวน 48 เพลง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงโปรดเพลงไทยและดนตรี ไทยเป็นอย่างยิ่ง ทรงบรรเลงดนตรีไทยได้ทุกชนิด ทรงใฝ่พระราชหฤทัยอย่างจริงจัง ดังที่ ครูเสรี หวังใน ธรรม กล่าวว่า “ดนตรีไทยไม่สิ้นแล้ว เพราะพระทูลกระหม่อมแก้วเอา ใจใส่” ดนตรีไทยในปัจจุบัน ขยายวงกว้างเข้าไปอยู่ในสถานศึกษา โดยบรรจุวิชาดนตรีไว้ในหลักสูตรทุกระดับ เกิดวงมหาดุริยางค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ ทรงให้วงดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงมาบรรเลง บันทึกเสียงออกอากาศผ่านทางสถานีวิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิตเป็นประจำ เช่น คณะศรทองของหลวง ประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) คณะพาทยโกศล วงของคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง และวงของครู มนตรี ตราโมท เป็นต้น พระองค์ทรงบันทึกเสียงกับวงดนตรีไทยด้วย เช่น วงของข้าราชบริพาร และวงเครื่องสายผสม ของคณะแพทย์สมาคม (แพทย์อาวุโส) เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากรจัดพิมพ์สมุดโน๊ตเพลงไทยออก เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2505 พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย วัดความถี่ของเสียงดนตรีไทยเพื่อให้เป็นมาตรฐาน


14 ภาพที่ 13 ภาพวงมหาดุริยางค์ ที่มา : https://www.naewna.com/local/721672 10) สมัยรัชกาลที่ 10 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์โปรดฟังการบรรเลง - ขับร้องดนตรีไทย ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปจะมิค่อยทราบ หากแต่เป็นที่ประจักษ์ด้วยการที่พระองค์ทรงขับร้องเพลงลาวดวง เดือนได้ และเป็นเพลงโปรดของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี หลวง ดังที่ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ พูนพิศ อมาตยกุล บรรยายถึงพระปรีชาสามารถของ ทูลกระหม่อมทั้ง 3 พระองค์ ไว้ว่า ในการเลี้ยงต้อนรับ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จ ฯ กลับจากศึกษาที่ ประเทศออสเตรเลีย วันนั้นตรงกับวันดนตรีไทยอุดมศึกษาที่เชียงใหม่ จะหานักดนตรีไม่ได้เพราะ นักเรียนและครูต่างก็ขึ้นไปเชียงใหม่กันหมด ต้องตามนักเรียนนายเรือมาบรรเลงแทน มีครูยรรยง แดงกูร ควบคุมวงนักเรียนมา และผู้เขียน (นพ. พูนพิศ) ก็ถูกตามตัวเข้าไปช่วยกะทันหัน สมเด็จพระบรมราชินีนาถ มีพระราชเสาวนีย์จะทรงฟังเพลงลาวดวงเดือนซึ่งเป็นเพลงที่โปรดมาก รับสั่งกับสมเด็จพระบรมฯ ว่า “ชายร้องเพลงลาวดวงเดือนให้แม่ฟังหน่อย ร้องแบบที่แม่ชอบนะ แม่น้อยบรรเลงเพลงเข้าแล้ว ให้น้องเล็กฟ้อนด้วยนะ” นอกจากนี้ หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินกลับจากทรงศึกษาที่ ประเทศออสเตรเลียแล้ว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดุริยางคศิลปินของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร เข้าไปถวายการบรรเลง - ขับร้องทุกวัน ในช่วงเวลาค่ำ หรือหลังจากว่างพระราชกรณียกิจ และบางครั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตามเสด็จพระราชดำเนิน ในกรณีที่เสด็จแปรพระราชฐานไป ทรงตรวจเยี่ยมประชาชน ดุริยางคศิลปินที่ได้ถวายงาน ให้สัมภาษณ์ว่า “บางครั้งพระองค์มีพระราชประสงค์ให้ร้องเพลงที่พระองค์ทรงจำเนื้อร้องได้”


15 ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงร้องทำนองเพลงให้นักดนตรีที่ถวายงานการบรรเลงฟังในวันนั้น นายพัฒน์ บัวทั่ง และนายไชยยะ ทางมีศรี ดุริยางคศิลปิน สำนักการสังคีต กรมศิลปากรได้อยู่ถวายงาน จึงนำ ทำนองเพลงที่พระองค์ร้องให้ฟังมาเรียบเรียงเป็นเพลงอัตรา 3 ชั้น ใช้หน้าทับสองไม้ และนำบรรเลง ถวายในเวลาต่อมา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อเพลงนี้ว่า “เพลงประวัติศาสตร์” (นิทรรศการและการแสดงเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563 จัดโดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม) ภาพที่ 14 ภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดนตรีไทย ที่มา: https://www.tnews.co.th/variety/217857 1.3 เครื่องดีดไทย เครื่องดีด ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า เป็นเครื่องบรรเลงซึ่งมี เสียงดังทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน หรือเกิดอารมณ์รัก โศก และรื่นเริงได้ตามทำนองเพลงเครื่องดนตรีที่เกิด เสียงด้วยการใช้มือหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งดีดที่สาย แล้วเกิดเสียงดังขึ้น เราจะรวมเรียกว่า “เครื่องดีด” เครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องดีด เป็นเครื่องดนตรีที่อยู่ในเครื่องดนตรีตระกูล “พิณ” มีสายสำหรับดีด มีทั้งที่ตั้งขึ้นดีดและวางราบดีด ในประเทศไทยมีหลายชนิด รูปร่างลักษณะ วิธีการดีด และชื่อเรียก ต่างกันออกไป เช่น จะเข้ พิณ ๕ สาย พิณเปี๊ยะหรือพิณเพี้ยะ พิณน้ำเต้า กระจับปี่ เป็นต้น 1.3.1 พิณ ๕ สาย เป็นเครื่องดนตรีที่ไม่พบว่ามีของจริงอยู่แล้ว นักโบราณคดีพบพิณชนิดนี้จาก ภาพจำหลักสมัยทวารวดี พิณชนิดนี้ไม่มีนมสำหรับกำหนดเสียงแน่นอน อาจารย์มนตรี ตราโมท เป็น ผู้พิจารณาจำลองแบบขึ้นใหม่ และกำหนดให้บรรเลงอยู่ในวงดนตรีประกอบการแสดงชุดระบำทวารวดี 1.3.2 พิณน้ำเต้า สันนิษฐานว่า พิณมีกำเนิดในประเทศ ทางตะวันออก พิณโบราณเรียนพิณ น้ำเต้า ซึ่งมีลักษณะเป็น พิณสายเดี่ยว สันนิษฐานว่าชาวอินเดียนำมาแพร่หลาย ในดินแดนสุวรรณภูมิ การที่เรียกว่าพิณน้ำเต้า เพราะใช้ เปลือกผลน้ำเต้ามาทำ คันพิณ ที่เรียกว่า ทวน ทำด้วยไม้เหลา ให้ปลายข้างหนึ่ง เรียวงอนโค้งขึ้นสำหรับผูกสาย ที่โคนทวน เจาะรูแล้วเอาไม้มาเหลาทำลูกบิด สำหรับ


16 บิดให้สายตึงหรือหย่อน เพื่อให้เสียงสูงต่ำ สายพิณมีสายเดียวเดิมทำด้วยเส้นหวาย ต่อมาใช้เส้นไหม และใช้ลวดทองเหลืองในปัจจุบัน การแพร่กระจายของวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดนตรีในตระกูลวีณาธรีศิวะจากวัฒนธรรม อินเดียโบราณสู่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวอ้างถึงเส้นทาง สำคัญทั้งทางบกและทางทะเล นักวิชาการบางท่านได้แสดงความเห็นว่าการเดินเรือจากมหาสมุทร อินเดียมาสู่ทะเลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญอย่างมาก ในเส้นทางนี้มีช่องแคบมะละกาเป็น จุดเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้และเกิดขึ้นในราวช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 มีเกาะสุมาตราซึ่งเป็น เกาะทางทิศตะวันตกของประเทศอินโดนีเซียตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าทางทะเล จึงปรากฏร่องรอย อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูในช่วงแรกอย่างชัดเจน โดยเกาะสำคัญทางตะวันออกเฉียงใต้ของ สุมาตราคือเกาะชวานั้น ก็มีหลักฐานในการรับอิทธิพลอารยธรรมพราหมณ์ - ฮินดูเช่นกัน ในระยะต่อมา ศาสนาพุทธ ก็มีบทบาทต่อความคิดความเชื่อของกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการเผยแผ่ ผ่านช่องทางการค้าทางทะเลเช่นเดียวกับศาสนาพราหมณ์ -ฮินดู นอกจากนี้ยังมีเส้นทางสายไหมระหว่าง จีนและอินเดียสู่กลุ่มประเทศและชนเผ่าต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ธิดา สาระยา, 2554 : 423 - 473) ด้วยเหตุนี้วัฒนธรรมอินเดียโบราณจึงเป็นศูนย์กลางที่ส่งอิทธิพลต่อประเทศในภาคพื้นเอเชีย ตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภายหลังกลุ่มรัฐโบราณต่างๆก็ได้พัฒนารูปแบบให้เป็น เอกลักษณ์ของตนในที่สุด (สุภัทรดิส ดิสกุล (หม่อมเจ้า). 2553: 129-300) การศึกษาเรื่องราวของเครื่องดนตรีในตระกูลวีณาธรีศิวะจากแนวคิดทางคติชนวิทยา อันแสดงถึง ความสัมพันธ์กับมิติแห่งเทพปกรณัม เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้เก็บข้อมูลสำรวจความแพร่หลายในอินเดียซึ่ง เป็นแหล่งวัฒนธรรมปฐมภูมิ และความแพร่หลายมาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอาศัยการ วิเคราะห์ทางประติมานวิทยาจากงานศิลปกรรมอันเนื่องมาจากศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู และพุทธศาสนา ดังปรากฏตัวอย่างความเชื่อมโยงของวีณาชนิดนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ภาพที่ 15 ภาพสลักนักดนตรีฐานันดรศักดิ์ บรรเลงวีณาในวงดนตรีศิลปะชวากลาง บุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย ที่มา : พิพัฒน์พงษ์ ศรีคีตกรหริทาส. 2559: 249


17 ภาพที่ 16 ภาพปติมากรรมปูนปั้นสมัยทวารวดี รูปกินนรดีดวีณา เดิมประดิษฐานที่ฐาน ประทักษิณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเจดีย์ จุลประโทน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ปัจจุบันจัดเก็บที่พิพิธภัณสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ที่มา: พิพัฒน์พงษ์ ศรีคีตกรหริทาส. 2559: 251 1.3.3 กระจับปี่ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายใช้ดีด ในสมัยสุโขทัยมีชื่อเรียกว่า “พิณ” เป็น เครื่องดนตรีประเภทดีดประกอบไปด้วย 4 สายตัวกะโหลกเป็นรูปกลมรีแบนทั้งหน้าหลังมีความหนา ประมาณ 7 เซนติเมตร คันทวนเรียวยาวประมาณ 138 เซนติเมตร ตอนปลายคันทวนมีลักษณะแบน และบานปลาย ผายโค้งออกไปมีลูกบิดสำหรับขึ้น 4 สาย อันมีนมรับ 11 นม หน้ากะโหลกมีแผ่นไม้บาง ๆ ทำเป็นหย่องค้ำสายให้ตรงขึ้น เวลาบรรเลงใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จับไม้ดีด ปัดสายให้เกิดเสียง ทำหน้าที่บรรเลงไปพร้อมกับการขับลำนำหรือการเล่าเรื่องอันเป็นลักษณะทางวัฒนธรรมร่วมของ ดินแดนสุวรรณภูมิสันนิษฐาน ยังปรากฎความนิยมบรรเลงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยามีกล่าวไว้ในกฎ มณเฑียรบาลว่า “ร้องเพลงเรือ เป่าปี่เป่าขลุ่ย สีซอดีดจะเข้กระจับปี่ตีโทนทับโห่ร้องที่นั่น” ต่อมาก็ นำมาใช้เป็นเครื่องดนตรีประกอบการบรรเลงในวงขับไม้สำหรับบรรเลงในพระราชพิธีและวงมโหรี จนกระทั่งเสื่อมความนิยมลงในสมัยรัชกาลที่ 5 และไม่มีการนำมาบรรเลงในวงมโหรีในยุคปัจจุบัน เนื่องจากกระจับปี่มีน้ำหนักมากและเสียงดังไม่มากพอที่จะเข้าร่วมกับวงดนตรีประเภทต่าง ๆ ได้


18 ภาพที่ 17 ภาพกระจับปี่ ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1522279391305583&set=pcb.1522279541305568 สิปปวิชญ์ กิ่งแก้ว กล่าวถึงในอุดม อรุณรัตน์สันนิษฐานสรุปที่มาของกระจับปี่ไว้ว่า พิณ (วีณา) คือ โคมุขะ หรือ กัจฉปะ ตามสันนิษฐานของพิณ ต่อมา กัจฉปะกลายเสียงเป็น กัจฉปิ (กัจฉปี) ในภาษา ชวา และแขสฺจาปี (แคสฺจาเป็ย) ในภาษาเขมร และกลายเสียงเป็นกระจับปี่ในภาษาไทยที่สุด ดังแผนภูมิ ภาพที่ 1 ตารางที่ 1.1 แผนภูมิภาพการสันนิษฐานสรุปที่มาของกระจับปี่ (สิปปวิชญ์ กิ่งแก้ว. 2558: 148) นักวิชาการทางดนตรีหลายๆท่านได้มุ่งความสนใจความเกี่ยวพันของกระจับปี่ ไปที่ชวาและเขมร เป็นหลัก แต่ร่องรอยความเป็นมาของกระจับปี่มีความชัดเจนว่ามีความเกี่ยวพันกับอินเดียอันเป็น ประเทศที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ที่เห็นได้จากภาษาสันสกฤตและบาลีที่เข้ามา เกี่ยวข้องกับชื่อกระจับปี่ ศ.ดร.เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรีได้กล่าวถึงเมื่อครั้งได้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ของอินเดีย เมืองกัลกัตตา รัฐเบงกอลตะวันตก ได้พบเครื่องดนตรีชื่อ “กัจฉปิ / Kacchapi” รูปร่าง หน้าตาของเครื่องดนตรีนี้ละม้ายคล้ายกระจับปี่อย่างที่สุด เครื่องดนตรีนี้เป็นเครื่องดนตรีโบราณชนิด หนึ่งของอินเดีย จัดอยู่ในกลุ่มวีณา (พิณ) มีสายสี่สาย เคยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอดีต ในแถบ รัฐเบงกอลไปจรดแถบภาคตะวันออกด้านติดกับประเทศพม่า ซึ่งในปัจจุบันได้หมดความนิยมไปแล้ว พิณ วีณา โคมุขะ กัจฉปะ กัจฉปิ แขสฺจาปี แคสฺจาเป็ย กระจับปี่


19 มีเครื่องดนตรีชื่อ “กัจฉภิ / Kacchabhi” ที่มีชื่ออยู่ในกลุ่มรายชื่อเครื่องดนตรีทั้ง 60 ชนิดที่กล่าวไว้ใน วรรณกรรมของเชน ที่เป็นศาสนาในร่วมสมัยกับพระพุทธศาสนา ทั้งสองศาสนานี้ปฏิเสธคำสอนที่ ปรากฏในคัมภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดูโดยเฉพาะการแบ่งชั้นวรรณะ ดังนั้นภาษา มคธและภาษาถิ่นต่างๆจึงถูกนำมาใช้เผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่ชนทุกชั้น เหตุนี้คำว่า “กัจฉปิ” ที่มีรูป ศัพท์เดิมมาจาก “กัจฉปะ” นั้น เกิดการผสมผสานกับภาษาของกลุ่มชนที่ไม่ใช่ภาษาสันสกฤตเป็นหลัก จึงทำให้เพี้ยนมาเป็นคำว่า “กัจฉภิ” ในวรรณกรรมของศาสนาเชนในที่สุดในคัมภีร์ “นาฏยศาสตร์” ของท่านภรตมุนี ในช่วงสมัย 500 ปี ก่อน ค.ศ. 200 ได้กล่าวถึงเตรื่องดนตรีที่ชื่อว่า “กัจฉปิ” และใน ภายหลังท่านศรางเทพผู้เขียนคัมภีร์สังคีตรัตนากรในช่วงประมาณปี ค.ศ 1210 – 1247 ได้กล่าวถึง เครื่องดนตรีชนิดนี้และยังได้อธิบายถึงสาเหตุที่เรียกชื่อเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า “กัจฉปิ” เป็นเพราะ กะโหลกของเครื่องดนตรีชนิดนี้มีรูปร่างคล้ายกระดองเต่า และในงานประติมากรรมสมัยอมราวตี ราวปี ค.ศ. 150 – 250 มีนักวิจัยหลายท่านแสดงความเห็นว่าเครื่องดนตรีที่พระนางสรัสวดีทรงถือนั้น ที่พบในช่วง 200 ปีก่อนปี ค.ศ. 6 มีลักษณะคล้ายคลึงกับกัจฉปิ(เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี, 2542 : 159) 1.3.4 จะเข้เป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทดีด ที่วางราบไปกับพื้น ใช้ไม้ดีดพันกับนิ้ว ดีดบนสาย มือซ้ายกดไปตามนมเพื่อทำให้เกิดเสียงตามต้องการ มีการนำมาบรรเลงแต่เดิมตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการนำมาประสมเป็นวงเครื่องสาย และวงมโหรี และเมื่อพิจารณา ความสัมพันธ์ด้านประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีความเกี่ยวข้องกับ ประวัติศาสตร์ สมมุติฐานเรื่องเครื่องดนตรีรูปร่างอย่างจะเข้ของไทย มีสมมุติฐานที่ว่าพบลักษณะเครื่อง ดนตรีในลักษณะแบบจะเข้อยู่ในตอนเหนือของประเทศอินเดีย มีการแพร่กระจายมาจากการค้าขาย และการเดินทางเผยแพร่ศาสนา จากประเทศอินเดียผ่านเส้นทางของการเดินทางในสุวรรณภูมิมาสู่ ดินแดนไทย ที่แสดงถึงวัฒนธรรมทางดนตรีที่มีความใกล้เคียงกัน ตามที่ปรากฏเครื่องดนตรีประเภทดีดที่ ประเทศอินเดีย “มกระวีณา” มีลักษณะเป็นพิณวางดีด (Zither) สร้างรูปทรงเป็นตัวจระเข้ ตามคติฮินดู-อารยัน ลัทธิพราหมณ์ของอินเดีย เกี่ยวกับการบูชาเทพเจ้า สำคัญทางน้ำคือ แม่คงคา และการบูชาเทวนารีสรัสวดี เครื่องดนตรีรูปร่าง จระเข้ที่พบ ได้แสดงสัญลักษณ์การบูชาพระผู้เป็นเจ้า เครื่องดนตรีได้ทำ หน้าที่ส่งเสียงประกอบบทสวด หรือการบรรเลงเป็นส่วนหนึ่งในการบูชา” (มนศักดิ์ มหิงษ. 2558: 218)


20 ภาพที่ 18 ภาพมกระวีณา ที่มา: มนศักดิ์ มหิงษ. 2558 : 218 ภาพที่ 19 ภาพ Mi - gyaung จะเข้จากประเทศเมียนมาร์ ที่มา :http://collections.nmmusd.org/EasternAsia/2618CrocodileZither/Zither2618.html ภาพที่ 20 ภาพจยาม จะเข้มอญ ในศูนย์วัฒนธรรมอญ เมืองเมาะละแม่ง ที่มา : พิศาล บุญผูก. 2558: 40 ภาพที่ 21 ภาพจะเข้ ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย


21 ภิชาติ เลณะสวัสดิ์. ได้ให้ข้อมูลของจะเข้ไว้ว่า “จะเข้ เป็นเครื่องดีดที่วางราบไปตามพื้น เข้าใจว่าแก้ไขมาจากพิณ เวลา นั่งดีดขวางกับตัวจะเข้เพื่อให้นั่งดีดได้อย่างสะดวกและไพเราะ โดยเหตุที่ตัวพิณ แต่เดิมทำเป็นรูปร่างอย่างจะเข้ แต่ขุดกลวงเป็นโพรงเพื่อช่วยให้เกิดเสียงก้อง กังวาน จึงเรียกเครื่องดนตรีชนิดนี้ตามรูปร่างว่า จะเข้” (ภิชาติ เลณะสวัสดิ์. 2543 : 109) การแพร่กระจายทางวัฒนธรรมของอินเดียสู่ดินแดนอาณาจักรมอญ พม่าล้านนา โยนก ล้านช้าง และไทย โดยอาศัยการเดินทางของผู้คนเพื่อทำการค้าและการเดินทางเผยแพร่ลัทธิ ศาสนา คติ ความเชื่อมีการถ่ายทอดมาสู่ดินแดนต่างๆ ไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีในอาณาจักรแห่งนี้จากการ บันทึกด้านโบราณคดีของการสร้างเครื่องดนตรี จะเข้แต่พบว่ามีเครื่องดนตรีลักษณะนี้ปรากฏอยู่ก่อน การอธิบายถึงจะเข้ และเครื่องดนตรีเป็นรูปสัตว์ จระเข้ ที่เทียบเคียงพัฒนาการและระยะเวลา ดังมี ระยะเวลาการ พัฒนาการของจะเข้ดังนี้ “จะเข้ เป็นเครื่องดนตรีของมอญ เรียกว่า “จยาม” แปลว่า จะเข้ เพราะจะเข้ ของมอญทำเป็นรูปจะเข้ทั้งตัว แบ่งเป็นสามส่วนคือส่วนหัว ลำตัว และหาง มีนม สำหรับทำทำนอง 12 อัน เป็นเครื่องดีดวที่วางราบไปกับพื้น ตรงส่วนลำตัวมี สาย 3 สาย การบรรเลงจะเข้มอญ จะใช้บรรเลงในวงเครื่องสายมอญ ที่เรียกว่า ทะแยมอญ” (พิศาล บุญผูก. 2558: 40) 1.4 ลักษณะทางกายภาพเครื่องดีดไทย 1.4.1 พิณน้ำเต้า พิณน้ำเต้าเป็นเครื่องดนตรีประเภทดีดที่มีสายเดียวชนิดนี้เข้าใจว่าชาวอินเดียนำมาแพร่หลายอยู่ ในดินแดนแหลมอินโดจีนก่อนแล้วขอมโบราณ หรือเขมรรับช่วงไว้ก่อนที่ชาวไทยจะอพยพลงมาถึงที่ เรียกพิณน้ำเต้าก็เพราะนำผลเปลือกน้ำเต้ามาทำเป็นกระพุ้ง ส่วนประกอบของพิณน้ำเต้ามีดังนี้ กะโหลก ทำด้วยผลเปลือกน้ำเต้า ตัดครึ่งลูก โดยเอาจุกหรือทางขั้วไว้ เจาะตรึงติดกับไม้คัน พิณ ซึ่งเรียกว่า “คันทวน” คันทวน ทำด้วยไม้ เหลาให้มีลักษณะกลมเรียวยาว หัวใหญ่ปลายโค้งงอ ยอดสุดกลึงเป็นรูป เม็ดสำหรับผูกสาย ส่วนตอนหัวกลึงเป็นรูปเม็ด แต่ใหญ่กว่าตอนยอด เพื่อสวยงาม ลูกบิด ทำด้วยไม้กลมเรียวเล็กตอนหัวกลึงเป็นเม็ดประกอบลูกแก้วตอนปลายเรียวเล็ก เพื่อ สอดใส่เข้าไปในคันทวน และให้ปลายโผล่เพื่อพันผูกสาย รัดอก ทำด้วยเชือกสำหรับโยงมัดสายกับคนทวนเหนือขั้วผลน้ำเต้าสูงพอประมาณเพื่อให้สาย ตึงได้เสียงที่ไพเราะ สาย แต่เดิมใช้เส้นหวาย ต่อมาใช้สายไหม ปัจจุบันใช้สายทองเหลือง โดยพันจากปลายลูกบิด ไปยังปลายคันทวนที่โค้งงอ


22 ภาพที่ 22 ภาพส่วนประกอบของพิณน้ำเต้า ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1482564145277108&set=pcb.1482564295277093 1.4.2 กระจับปี่ กระจับปี่เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด ในสมัยสุโขทัยมีชื่อเรียกว่า “พิณ” เป็นเครื่องดนตรี ประเภทดีดประกอบไปด้วย 4 สาย ใช้บรรเลงประกอบกับการขับลำนำ และการบรรเลงรวมวงดนตรี มี ส่วนประกอบของกระจับปี่ ดังนี้ ตัวกะโหลก ทำด้วยไม้แผ่นบางๆมีลักษณะ แบนกลมรีคล้ายกีต้าร์ฝรั่ง ภายในเป็นโพรงไม้แผ่น หน้าตรงกลางเจาะรูเป็นวงกลมเพื่อระบายเสียงส่วนด้านหลังมีแผ่นไม้บาง ๆ ปิดตลอด คันทวน ทำด้วยไม้ท่อน ยาวเรียวต่อจากกะโหลก ด้านหลังมน ด้านหน้าแบน เพื่อติดนม ตอนปลายทำให้แบนและบานปลายแบะผายออกไปก่อนถึงปลายคันทวน เจาะรู 4 รู เพื่อสอดใส่ลูกบิด ข้างละ 2 อัน รางลูกบิด ทำด้วยไม้ เป็นรูปยาว หัวโค้ง ปลายตัดตรงติดกับซุ้มหย่อง ตอนกลางเป็นร่องโปร่ง ให้สายผ่านไปยังลูกบิด ลูกบิด ทำด้วยไม้ ลักษณะเรียวยาว กลึง หัวเป็นลูกแก้วประดับเม็ดเจาะรูปลายเพื่อสอดใส่ที่ ปลายคันทวนด้านละ 2 ลูก ซุ้มหย่อง ทำด้วยไม้ลักษณะด้านล่างเป็นขา 2 ขา ด้านบนเป็นทรงแหลมตอนกลางโปร่งบาก เป็นช่องเล็กๆ 4 ช่อง เพื่อรับสายทั้ง 4 เส้นไม่ให้ชิดติดกัน ตัวซุ้มติดอยู่บริเวณปลายคันทวนต่อจากราง ลูกบิด นม ทำด้วยไม้เล็กๆ ติดนูนขึ้นมาบริเวณกลางคันทวนเรียงตามลำดับ 11 นม หลักผูกสาย ทำด้วยโลหะเป็นแผ่นยึดติด ที่หน้ากะโหลกด้านล่างมีรูสำหรับผูกสายทั้ง 4 กระโหลก ลูกบิด คันทวน สาย รัดอก


23 สาย ทำด้วยสายไหม มี 4 เส้นโดยผูกจากหลัก ขึงเป็นคู่ผ่านหย่อง นม ซุ้มหย่อง และรังลูกบิด ไปยังพันผูกที่ปลายลูกบิด ไม้ดีด ทำด้วยแผ่นไม้บางๆเช่นเดียวกับปิ๊กที่ดีดกีต้าร์ กระจับปี่บางตัวประดิษฐ์ให้สวยงามขึ้น โดยปลายคันทวนด้านหน้าที่ผายแบะออกจะแกะเป็นลวดลาย นอกจากนั้นที่รูระบายและไม้แผ่นหน้า โดยรอบอย่างสวยงาม ภาพที่ 23 ภาพไม้ดีดกระจับปี่ ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย ภาพที่ 24 ภาพส่วนประกอบของกระจับปี่ ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1522279391305583&set=pcb.1522279541305568 กระโหลก นม คันทวน ลูกบิด รางลูกบิด ซุ้มหย่อง หลักผูกสาย สาย


24 1.4.3 จะเข้ เป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทดีด ที่วางราบไปกับพื้น ใช้ไม้ดีดพันกับนิ้ว ดีดบนสาย มือซ้ายกดไป ตามนมเพื่อทำให้เกิดเสียงตามต้องการ มีส่วนประกอบดังนี้ ตัวจะเข้นิยมใช้ไม้แก่นขนุน เนื่องจากให้น้ำเสียงที่ไพเราะและลงน้ำมันชักเงาได้สวยงาม ไม้ที่นิยมใช้จะเป็นไม้ท่อนใหญ่ ขนาดกว้างประมาณ 0.40 เมตร ยาว 1.5 เมตร หนา 0.15 เมตร ไม้ที่จะ นำมาทำต้องทิ้งให้แห้งสนิท หากใช้ไม้ที่ยังไม่แห้งสนิท ภายหลังจะเข้จะบิดโก่งหรือเสียงเปลี่ยนไปได้ ฝาประกบล่าง นิยมใช้ไม้สนที่ได้จากลังบรรจุสินค้า เนื่องจากมีราคาถูกที่มีขนาดกว้าง พอเหมาะ นำมาเลื่อยและไสให้ได้ขนาดความหนาประมาณ 1.5 เซนติเมตร แล้วเจาะรูระบายเสียง ขัดแต่งด้วยบุ้ง และกระดาษทรายจนเรียบร้อยจึงนำไปติดกับตัวจะเข้ด้วยกาวหรือยึดบางจุดด้วยตะปู การเจาะรูระบายเสียงนี้แบ่งออกได้สองส่วน คือ ส่วนที่ตรงกับกระพุ้งจะเจาะคล้ายรังผึ้งเป็นรูกลม บ้างก็ เป็นรูปหยดน้ำค้าง หรือฉลุเป็นลวดลายให้สวยงาม อีกส่วนหนึ่งจะเป็นรูระบายเสียงที่เจาะตลอดช่วงตัว จะเข้ จำนวน 3 ช่อง รูระบายเสียงนี้ต้องทำให้มีขนาดพอดี เพื่อให้ได้เสียงจะเข้ที่กังวานและดังพอดี ขาจะเข้ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้ประดู่ หรืองาช้าง (จะเข้งา) บางทีก็ใช้ไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้โมก ไม้แก้ว มะนาวป่า ทำเช่นกันทั้งนี้เพื่อให้สีไม้เนื้ออ่อนที่คล้ายกับสีงาช้าง หรือต้องการให้สี ของขาจะเข้กับสีตัวจะเข้ให้ดูสวยงาม โดยใช้วิธีการกลึงให้ได้ขนาดที่ต้องการ แล้วจึงทาด้วยน้ำมันชักเงา ก่อนนำไปติดกับตัวจะเข้ หลัก ทำด้วยทองเหลืองแท่งนำมาเชื่อมต่อและแต่งด้วยตะไบให้สวยงามมีความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ด้านล่างทำเป็นขา 2 ขาสำหรับติดกับตัวจะเข้ โดยทำเป็นเกลียวแล้วขันน็อต ติดด้านล่าง โต๊ะทองเหลือง เป็นตัวรับการสั่นสะเทือนของสายไปยังกล่องเสียง หรือกระพุ้ง ตัวโต๊ะทำด้วย ทองเหลือง 4 แผ่นบัดกรีต่อกันเป็นกล่องเล็กๆ คล้ายกล้องไม้ขีดมีขนาดกว้างประมาณ 3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร สูง 2 เซนติเมตร ด้านหน้าฉลุเป็นลวดลายโปร่งให้สวยงาม ด้านบนเป็นแผ่น เรียบที่ดัดโค้งเล็กน้อยมาจากแผ่นหลัง บัดกรีติดกับแผ่นด้านหน้าที่ฉลุเป็นลาย แหน เป็นส่วนที่ทำให้เสียงจะเข้เกิดความกังวานโดยการผิวไม้ไผ่ชิ้นเล็กๆ สอดหนุนสายจะเข้ให้ ลอยแล้วปรับระยะให้จุดสัมผัสของสายจะเข้กับโต๊ะมีเพียงจุดเดียว เวลาดีดสายจะเข้จะเกิดการ สั่นสะเทือนและเสียดสีกับผิวโต๊ะทองเหลือง จึงทำให้เกิดเสียงที่กังวานไพเราะต่างจากเครื่องดนตรีชนิด อื่นๆ ภาพที่ 25 ภาพหลัก, โต๊ะจะเข้, แหน ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย


25 ลูกบิด ใช้ไม้หรือวัสดุเช่นเดียวกับที่ใช้ทำขาจะเข้ โดยนำมาเหลาขึ้นรูปกลมมีขนาดความยาว ประมาณ 23 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7 เซนติเมตร จากนั้นจึงนำไปกลึงเป็นรูปร่างแล้ว กรีดตกแต่งลายเส้น ขัดกระดาษทรายลงน้ำมันชักเงา นม มีอยู่ 11 นม มีขนาดจากสูงไปหาต่ำลดหลั่นกันตามลำดับ ทำจากไม้เนื้ออ่อนที่มีเนื้อไม้ ละเอียดมากๆ เช่น ไม้โมกมัน นำมาฉลุเป็นรูปขาหยั่งคล้ายตัว A ตัด ตกแต่งเท้าและส่วนโค้งด้วยสิ่วและ กระดาษทราย ด้านสันติดสาบนมทำด้วยผิวไม้ไผ่เพื่อช่วยให้แข็งแรงทนทานต่อการเสียดสี และให้เกิดจุด สัมผัสกับสายเพียงจุดเดียวทำให้เสียงแน่นขึ้น หย่อง, ซุ้ม ทำด้วยไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้โมกมัน ขนาดประมาณ 6.5 เซนติเมตร ด้านบนตกแต่ง ให้โค้งมน ตรงกลางเจาะเป็นรูตกแต่งให้โค้งรับกับขอบด้านนอก ด้านล่างทำเป็นเดือย 2 ข้าง สำหรับ เสียบติดกับตัวจะเข้ หย่องมีหน้าที่รองรับสายจะเข้ที่ขึงมาจากลูกบิดไปยังหลักสาย และยกระดับสายทั้ง สามสายของจะเข้ให้อยู่ในระดับเดียวกัน และสัมพันธ์กับความสูงของนมและโต๊ะจะเข้ สมัยก่อนนิยมทำ ด้วยงาหรือเขาสัตว์ รังไหม (รางไหม) นิยมทำด้วยไม้เนื้ออ่อน มักทำจากวัสดุชุดเดียวกันกับที่นำมาทำลูกบิดและ ขาในจะเข้ตัวเดียวกัน ทำหน้าที่เสริมขอบช่องรังไหม มีลักษณะแบนคล้ายกรอบช่อง ขนาดประมาณ 20 เซนติเมตร สายจะเข้จะเข้มีอยู่ 3 สาย ได้แก่ - สายเอก เป็นสายที่ตั้งเสียงสูง อยู่ในตำแหน่งที่ 1(สายนอกสุดจากตัวผู้เล่น) แต่เดิมเป็นสาย ไหมฟั่นเกลียว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.20 มิลลิเมตร จะเข้ที่ใช้สายไหมจะมีความไพเราะน่า ฟังมาก เนื่องจากสายไหมจะเป็นสายเกลียวกินแหนได้ดี ปัจจุบันใช้สายไนลอนแทน เนื่องจากสายไหมไม่ ทนทาน ขาดง่าย - สายทุ้ม เป็นสายที่อยู่ในตำแหน่งที่ 2(ถัดเข้ามาจากสายเอก) เดิมใช้สายไหมเช่นเดียวกับสาย เอก ปัจจุบันใช้สายไนลอนแทน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.50 มิลลิเมตร ตั้งเสียงไว้ต่ำกว่าสาย เอกอยู่ 3 ขั้นคู่ จึงมีเสียงที่ทุ้มและกังวาน - สายลวด หรือสายฉ่าง เป็นสายที่อยู่ในตำแหน่งที่ 3(สายในสุด) ใช้สายลวดทองเหลือขนาด ประมาณ 1.20 มิลลิเมตร เวลาดีดจะออกเสียงกินแหนเป็นเสียงโลหะกระทบดังฉ่างๆ (สายลวดกระทบ โต๊ะทองเหลือง) จึงเรียกว่า สายฉ่าง


26 ภาพที่ 26 ภาพส่วนประกอของจะเข้ ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย ไม้ดีด นิยมทำด้วยงา หรือเขาสัตว์หรือไม้เนื้อแข็ง ลักษณะของรูปทรงไม้ดีดจะเข้ มีหลายแบบ ด้วยกัน เช่น ไม้ดีดปลายแหลม ไม้ดีดทรงจำปี ซึ่งรูปทรงของไม้ดีดจะเข้ส่งผลต่อเสียงและการดีดด้วย รูปทรงไม้ดีดทรงจำปีส่วนตรงกลางจะป่อง หัวไม้ดีดมีลักษณะบานออก ส่วนที่พันจะเว้าเข้าไปเพื่อมัด เชือกได้กระชับมากขึ้น ส่วนไม้ดีดทรงปลายแหลมส่วนหัวไม้และตรงกลางมีขนาดเท่ากัน หางปลายไม้ ค่อยๆ เรียวลง ผู้บรรเลงสามารถเลือกไม้ดีดได้ตามความถนัด ส่วนเชือกพันไม้ดีด มักทำด้วยไหมพรม หรือด้าย ความยาวให้พอดีกับการพันนิ้ว คือไม่ยาวและไม่สั้นจนเกินไป ปลายของเชือกพันผู้บรรเลงนิยม ถักเป็นหางเปีย ทั้งนี้ให้สะดวกกับการขมวดปลายเชือก ภาพที่ 27 ภาพไม้ดีดจะเข้ ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย ลูกบิด รางไหม ซุ้ม นม ขาจะเข้ โต๊ะจะเข้


Click to View FlipBook Version