127 สายเอก - - - - - - - ท - - - รํ - มํ - ซํ - - - ซํ - - -มํ - รํ - ท - ล ท รํ สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก ล ท รํ มํ รํ ดํ ท ล รํ ท ล ซ ท ล ซ ม - ร - ซ - ล - ท รํ มํ รํ ท - ล - ซ สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - กลับต้น 6.2.5 เพลงต้นบรเทศ เพลงต้นบรเทศ 2 ชั้นและชั้นเดียว เป็นเพลงสองไม้และเพลงเร็ว ซึ่งมีมาแต่โบราณ จัดอยู่ จำพวกเพลงสองไม้และเพลงเร็ว นายกล้อย ณ บางช้าง ได้แต่งขึ้นเป็น 3 ชั้น ให้มีเชิงสำนวนเป็นประโยค คู่ตลอดเพลง ต่อมาจึงมีผู้ถอดสำนวนทำนองลงตามแบบ 3 ชั้นของนายกล้อย ณ บางช้าง ตัดลงเป็น 2 ชั้น และชั้นเดียวเสียใหม่ ผิดจากที่มีมาแล้วแต่โบราณ เป็นเพลงที่มีความหมายไปในเชิงพลอดรักอย่าง สัพยอก (มนตรี ตราโมท และวิเชียร กุลตัน. 2523: 347) บทร้องเพลงต้นบรเทศ เถา (อิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒) ๓ ชั้น สวมสอดกอดประทับไว้กับทรวง เจ้าดวงยิหวาอย่าโหยไห้ ครั้งนี้เป็นกรรมจะจาไกล ถึงพี่ไปไม่ช้านานนัก พระอุ้มน้องประคองขึ้นบนเพลา พี่แสนทุกข์ด้วยเจ้าเพียงอกหัก แต่อาวรณ์ถอนจิตแล้วพิศพักตร์ เหมือนจะไกลน้องรักสักร้อยปี ๒ ชั้น มิไปเล่าเขาจะเห็นแยบคาย จะอุบายมิให้สงสัยพี่ โฉมเฉลาเจ้าค่อยอยู่จงดี อย่าทวีเทวษโศกา จึงเรียกสองกัลยาเข้ามาสั่ง พี่อยู่หลังระวังขนิษฐา สั่งเสร็จเสด็จไคลคลา แล้วผันพักตรามาดูน้อง ชั้นเดียว กลับมาสวมสอดกอดนางไว้ โอ้กรรมจำใจจะไกลห้อง พี่พาเจ้ามาไว้ในถ้ำทอง แล้วสลัดซัดน้องไว้เดียวดาย พระลูบหลังสั่งความทรามสวาท จะนิราศฉันใดน่าใจหาย คิดถวิลหวาดหวั่นถึงฝันร้าย พระโฉมฉายสะท้อนถอนใจ
128 ทำนองหลักเพลงต้นบรเทศ อัตราจังหวะ 2 ชั้น (หน้าทับต้นบรเทศ) ท่อน 1 มือขวา - ดํ - มํ รํ ดํ - ล - - - ซ - - - ม - - - - - ล - ดํ - ล - ซ - - - - มือซ้าย - ด - ม ร ด - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ - - - - - ลฺ - ด - ลฺ - ซฺ - - - - มือขวา - ดํ - มํ รํ ดํ - ล - - - ซ - - - ม - - - - ซ ม - - - ร - - - - - - มือซ้าย - ด - ม ร ด - ลฺ - - - ซฺ - - - ทฺ - - - - - - ร ด - - - ดฺ - - - - กลับต้น ท่อน 2 มือขวา - ซ - - - ซ - มํ - - - รํ - ดํ รํ มํ - - - - มํ มํ รํ ดํ - รํ - มํ - - - - มือซ้าย - ร - - ร - - ม - - - ร - ด ร ม - - - - ซ ม ร ด - ร - ม - - - - มือขวา - ซ - - - ซ - มํ - - - รํ - ดํ รํ มํ - - - - มํ มํ รํ ดํ - รํ - ดํ - - - - มือซ้าย - ร - - ร - - ม - - - ร - ด ร ม - - - - ซ ม ร ด - ร - ด - - - - กลับต้น ท่อน 3 มือขวา - - ฟ ฟ - ซ - ฟ - - - ม - - - ร - - - - - ล - ดํ - ล - ซ - - - - มือซ้าย - ฟฺ - - - ซฺ - ฟฺ - - - ทฺ - - - ลฺ - - - - - ลฺ - ด - ลฺ - ซฺ - - - - มือขวา - - ฟ ฟ - ซ - ฟ - - - ม - - - ร - - - - ซ ม - - - ร - - - - - - มือซ้าย - ฟฺ - - - ซฺ - ฟฺ - - - ทฺ - - - ลฺ - - - - - - ร ด - - - ด - - - - กลับต้น ท่อน 4 มือขวา - - ดํ ดํ - ล - ดํ - มํ รํ ดํ - ล - ซ - - - - - ล - ซ - ฟ - ม - - - - มือซ้าย - ด - - - ม - ด - ม ร ด - ม - ร - - - - - ม - ร - ด - ทฺ - - - - มือขวา - - ดํ ดํ - ล - ดํ - มํ รํ ดํ - ล - ซ - - - - - ล - ซ - ล - ซ - - - - มือซ้าย - ด - - - ม - ด - ม ร ด - ม - ร - - - - - ม - ร - ม - ร - - - - กลับต้น
129 ทำนองจะเข้เพลงต้นบรเทศ อัตราจังหวะ 2 ชั้น (หน้าทับต้นบรเทศ) ท่อน 1 สายเอก - ดํ - มํ รํ ดํ - ล - - - ซ - - - ม - - - - - ล - ดํ - ล - ซ - - - - สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก - ดํ - มํ รํ ดํ - ล - - - ซ - - - ม - - - - ซ ม ร ด - ร - ด - - - - สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - กลับต้น ท่อน 2 สายเอก - - - - - - - ม - - ซ ร ม ด ร ม - - - - ซ ม ร ด - ร - ม - - - - สายทุ้ม - ซ ซซซ - ซ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - ร - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก - - - - - - - ม - - ซ ร ม ด ร ม - - - - ซ ม ร ด - ร - ด - - - - สายทุ้ม - ซ ซซซ - ซ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - ร - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - กลับต้น ท่อน 3 สายเอก ฟ ฟ ฟ ฟ - ม - ฟ ซ ล ซ ฟ - ม - ร - - - - ซ ล ดํ รํ ดํ ล ดํซ - - - - สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก ฟ ฟ ฟ ฟ - ม - ฟ ซ ล ซ ฟ - ม - ร - - - - ซ ม ร ด - ร - ด - - - - สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - กลับต้น
130 ท่อน 4 สายเอก ดํ ดํ ดํ ดํ - ล - ดํ รํมํ รํ ดํ - ล - ซ - - - - ร ม ฟ ซ ล ซ ฟ ม - - - - สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก ดํ ดํ ดํ ดํ - ล - ดํ รํมํ รํ ดํ - ล - ซ - - - - ดํ ล - ซ - ล - ซ - - - - สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - กลับต้น 6.2.6 เพลงเขมรโพธิสัตว์ เพลงเขมรโพธิสัตว์ 2 ชั้น เป็นเพลงของเก่า สำเนียงเขมร ซึ่งท่านโบราณาจารย์ได้จำทำนอง มาจากเมืองโพธิสัตว์ หรือว่าแต่งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์เมื่อเมืองนี้เข้ามาร่วมเป็นผืนแผ่นดินใน ราชอาณาจักรไทย ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่ที่มาเกิดเป็นเพลงเถาขึ้นก็ด้วยครูช้อย สุนทรวาทิน ได้แต่งเพลงนี้ขึ้นเป็น 3 ชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียว เมื่อสมัยต้นรัชกาลที่ 5 (มนตรี ตราโมท และวิเชียร กุลตัน. 2523: 246) บทร้องเพลงเขมรโพธิสัตว์ เถา (หน้าทับปรบไก่) (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนที่ 8 พลายแก้วถูกเกณฑ์ทัพ) ๓ ชั้น โอ้พ่อพลายสายสวาทของน้องเอ๋ย ไม่เคยเลยจะห่างเหเสน่หา มานอนหอด้วยน้องสองเวลา พ่อเคยพาพิมพูดพิไรวอน นั่นนี่ซี้ซิกสัพยอก เย้าหยอกมิให้ไกลไปจากหมอน แขนซ้ายพ่อเคยให้เมียหนุนนอน เห็นเมียร้อนพ่อก็พัดกระพือลม ๒ ชั้น พร่าพลอดกอดจูบมิใคร่นอน ช้อนคางเมียเชยแล้วเสยผม จนรุ่งรางส่างสายไม่วายชม แสนภิรมย์รักน้องไม่นอนไกล ไม่พลิกกายบ่ายหน้าออกไปจาก จะออกปากว่าเหนื่อยนิดหามีไม่ แนบนางข้างเดียวด้วยเจือใจ พ่อไปใครจะกอดให้พิมนอน ชั้นเดียว จะกินข้าวนั่งเคล้าอยู่คอยท่า ให้พิมมานั่งกินด้วยกันก่อน ครั้นเมียไม่กินพร้อมพ่อย่อมวอน ปั้นป้อนปลอบปลื้มประโลมใจ เห็นเขาเป็นผัวเมียกันมาหนัก ใครจะรักเหมือนพ่อรักพิมหามีไม่ พ่อมาต้องเด็ดรักหักไป ทำไมจะได้ของรักไปเชยชม ฯ
131 ทำนองหลักเพลงเขมรโพธิสัตว์ อัตราจังหวะ 2 ชั้น (หน้าทับปรบไก่) ท่อน 1 มือขวา - - - ฟ ซ ล ท ดํ - - - รํ - - ดํ ดํ - รํ - ดํ - ล - รํ - รํ รํ รํ - ดํ - ล มือซ้าย - - ดฺ - - - - ดฺ - - - รฺ - ดฺ - - - รฺ - ดฺ - ม - รฺ - ซ ฟ ร - ด - ลฺ มือขวา - - - - - ฟ ซ ล - ดํ - ล - ซ - ฟ - ซ ฟ ร - ด - - ฟ ฟ - - ซ ซ - ล มือซ้าย - - - - ฟฺ - - ลฺ - ด - ลฺ - ซฺ - ฟฺ - ซฺ ฟฺ ลฺ - ซฺ - ฟฺ - - - ซฺ - - - ลฺ มือขวา - - - - - - ซ ล - ดํ - รํ - ดํ - รํ - - - รํ - ดํ - รํ - - - รํ - ดํ - ล มือซ้าย - - - - ซ ฟ - - - ด - ร - ด - ฟ - - - ร - ด - ฟ - - - ร - ด - ลฺ มือขวา - - - - - ล - ล - ดํ - - - ซ - ซ ล ซ - - ฟ ซ - - ล - ดํ ดํ - ดํ - ดํ มือซ้าย - - - ลฺ - - - - - ด - ซฺ - - - - - - ฟ ร - - - - - ซ - ล - ซ - ฟ กลับต้น ท่อน 2 มือขวา - - - - ร ม ฟ ซ - - - ล - - ซ ซ - ร - - ร ด - ร - ซ - - ฟ ฟ - ซ มือซ้าย - - - ด - - - ซฺ - - - ลฺ - ซฺ - - - ด - ลฺ - ซฺ - ลฺ - ซฺ - ฟฺ - - - ซฺ มือขวา - - - - - ฟ - ล - - - ซ - ฟ - ร - - - - - - ด ร - - ฟ - ฟ ฟ - ฟ มือซ้าย - - - - - ฟฺ - ลฺ - - - ซฺ - ฟฺ - ลฺ - - - - ซ ล - - - รฺ - ร - ด - ร มือขวา - - - ลฺ - - - ด - - - ฟ - - - ร - ร - - ร ด - ร - ซ - - ฟ ฟ - ซ มือซ้าย - - - มฺ - - - ซฺ - - - ฟฺ - - - ลฺ - ด - ลฺ - ซฺ - ลฺ - ซฺ - ฟฺ - - - ซฺ มือขวา - - - - - ซ ล ดํ - รํ - ดํ - ล - ซ ล ซ - - ฟ ซ - - ล - ดํ ดํ - ดํ - ดํ มือซ้าย - - - - ฟ - - ด - ร - ด - ลฺ - ซฺ - - ฟ ร - - - - - ซ - ล - ซ - ฟ กลับต้น ท่อน 3 มือขวา - - - ฟ ซ ล ท ดํ - - - รํ - - ดํ ดํ - รํ - ดํ - ล - ดํ - ล - - - ดํ - ดํ มือซ้าย - - ด - - - - ด - - - ร - ด - - - ร - ด - ม - ด - ม - ด - - - - มือขวา - - - รํ - - - ดํ - - - ล - ดํ - - - รํ - ดํ - ล - ดํ - - - - - รํ - - มือซ้าย - - - ฟ - - - ด - - - ม - ด - - - ร - ด - ม - ด - - - ร - - - -
132 มือขวา - ฟ - ร - ด - ร - ด - - - ฟ - - - ล ซ ฟ - ด - ฟ - - - ซ - ล - - มือซ้าย - ฟฺ - ลฺ - ซฺ - ลฺ - ซฺ - ฟฺ - - - - - ลฺ ซฺ ฟฺ - ซฺ - ฟฺ - - - ซฺ - ลฺ - - มือขวา - ดํ - ล - ซ - ล - ซ - - - ดํ - - - รํ - ดํ - ล - ดํ - - รํ - ดํ รํ - รํ มือซ้าย - ด - ลฺ - ซฺ - ลฺ - ร - ด - - - - - ร - ด - ม - ด - - ร - ด ร - ฟ มือขวา - - - - - - - รํ - รํ รํ รํ - รํ - รํ - รํ - รํ - ดํ - รํ - - - รํ ดํ ล - ดํ มือซ้าย - - - - - - - ฟ - ฟ ฟ ฟ - ฟ - ฟ - ฟ - ร - ด - ฟ - - - ร ด ม - ด มือขวา - - - - - - - ดํ - ดํ ดํ ดํ - ดํ - ดํ - รํ - รํ - ดํ - รํ - - - รํ - ดํ - ล มือซ้าย - - - - - - - ด - ด ด ด - ด - ด - ฟ - ร - ด - ฟ - - - ร - ด - ม มือขวา - - ดํ ดํ - ล - ดํ - รํ - ดํ - - ล ล - ซ - - - ฟ - - - - - ดํ - ดํ - ดํ มือซ้าย - ด - - - ม - ด - ร - ด - ลฺ - - - - -ฟ ร - - - ร - ด - - - ซ - ล มือขวา - - - - - - - ล - ล ล ล - ล - ล - ซ - - - ฟ - - - - - ดํ - ดํ - ดํ มือซ้าย - - - - - - - ลฺ - ลฺ ลฺ ลฺ - ลฺ - ลฺ - - -ฟ ร - - - ร - ด - - - ซ - ล มือขวา - - - - ดํ ล - - - - ซ ล - ล ดํ - - - - - ฟ ซ - - ล - ดํ ดํ - ดํ - ดํ มือซ้าย - - - - - - ซ ฟ - ฟ - - ซ - - ซ - - ด ร - - - - - ซ - ล - ซ - ฟ กลับต้น ทำนองจะเข้เพลงเขมรโพธิสัตว์ อัตราจังหวะ 2 ชั้น (หน้าทับปรบไก่) ท่อน 1 สายเอก - - ด ฟ ซ ล ท ดํ - - - รํ ดํ ดํดํ ดํ - รํ - ดํ - ล - ฟํ - ซํ ฟํ รํ - ดํ - ล สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก - - - - ซ ฟ ซ ล ดํ รํ ดํ ล - ซ - ฟ ล ซ ฟ ร - ด - ฟ - - ซซซ ฟ ซ - ล สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก - - - - ซ ฟ ซ ล - ดํ - รํ - ดํ- ฟํ - - - รํ - ดํ- ฟํ - - - รํ - ดํ - ล สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
133 สายเอก - - - - - ล ล ล ซ ล ดํ- - ซ ซซซ ล ซ ฟ ร ฟ ซ - - ล ซ ดํ ล - ซ - ฟ สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - ล - - - - - - - ซ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - กลับต้น ท่อน 2 สายเอก - - - ด ร ม ฟ ซ - - - ล ซ ซ ซ ซ ฟ ด ดดด - - - ร ซ ฟ ร ฟ ด ร ฟ ซ สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ซ ล ด - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก ซ ฟ ซ ซ ลซฟ ซ ล ลลล ดํ ซ ล ซ ฟ ร - - - ร - - - ร รรร ฟ ร ฟ ด - ร สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ซ ล ด - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - ร - - - - - - - - - - - - - - สายเอก - - - - - ด - ด ฟฟฟ ฟฟ - - - ร ฟ ร ด - - - - ร ซ ฟ ร ฟ ด ร ฟ ซ สายทุ้ม ลลล ลล - ด - - - - - - - - - - - - ล ซ ล ด - - - - - - - - - สายลวด - - - - - ด - - - - - - - ร - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก ซซซ ลซ ฟ ซ ล ดํ รํ ดํ ฟํ รํ ดํ ล ดํ ซ ล ซ ฟ ร ฟ ซ - - ล ซ ดํ ล - ซ - ฟ สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - กลับต้น ท่อน3 สายเอก - - ด ฟ ซ ล ท ดํ - - - รํ ดํ ดํดํ ดํ - รํ - ดํ - ล - ดํ - ล - รํ ดํ ดํ ดํ ดํ สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก - ฟํ- ฟํ - - - ดํ ฟํ รํ ดํล - ดํ - - - รํ - ดํ - ล - ดํ - ฟํ - รํ รํ - รํรํรํ สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - รํ- - สายเอก ฟ ซ ฟ ร - ด - ร - ด - - - ฟ ฟ ฟ ซ ล ซ ฟ - ด - ฟ - - ล ซ ฟ ซ - ล สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - ฟ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
134 สายเอก ดํ รํ ดํล - ซ - ล - ซ - - - ดํ ดํดํ - รํ - ดํ - ล - ดํ - - รํรํรํ ดํ รํ - ฟํ สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - ดํ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก - - - - - - - - - ฟํ ฟํ ฟํ - - - ฟํ ฟํซํ ฟํรํ - ดํ- ฟํ ฟํ ซํ ฟํ รํ ดํ ล - ดํ สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - ฟํ - - - - - ฟํ- - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก - - - - - - - - - ดํ ดํ ดํ - - - ดํ ฟํซํ ฟํรํ - ดํ- ฟํ ฟํ ซํ ฟํ รํ ฟํ รํ ดํ ล สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - ดํ - - - - - ดํ- - - - - - - - - - - - - - - - - - สายเอก - ดํ ดํ ดํ - ล - ดํ ล รํ - ดํ - ล ล ล ล ซ ฟ ร - ฟ - ร - - ดํดํดํ ฟํ รํ ดํ ล สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ดํ- - - - - - สายเอก - - - - - - - - - ล ล ล - - - ล ล ซ ฟ ร - ฟ - ร - - ดํดํดํ ฟํ รํ ดํ ล สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - ล - - - - - ล - - - - - - - - - - - ดํ- - - - - - สายเอก - - - - ดํ ล ซ ฟ ซ ฟ ร ฟ ซ ล ดํ ซ ล ซ ฟ ร ฟ ซ - - ล ซ ดํ ล - ซ - ฟ สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - กลับต้น 6.3 จังหวะหน้าทับ และจังหวะฉิ่ง เพลงจีนขิมเล็กสองชั้น กำกับจังหวะด้วยหน้าทับสองไม้จังหวะฉิ่งอัตราสองชั้น รายละเอียดมี ดังนี้ หน้าทับสองไม้ (ติง) - โจ๊ะ จ๊ะ ติง ติง - ติง - โจ๊ะ -จ๊ะ ติง ติง - ทั่ง (ติง) - โจ๊ะ จ๊ะ ติง ติง - ติง - โจ๊ะ -จ๊ะ ติง ติง - ทั่ง หมายเหตุ เสียงติงในวงเล็บจะบรรเลงในรอบที่มีการตีวนของหน้าทับ ถ้าเป็นการขึ้นหน้าทับ แรกจะเว้น จังหวะฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ
135 เพลงสามเส้า เพลงแขกสาหร่าย เพลงเขมรโพธิ์สัตว์ สองชั้น กำกับจังหวะด้วยหน้าทับปรบไก่ จังหวะฉิ่งอัตราสองชั้น มีรายละเอียดดังนี้ หน้าทับปรบไก่ สองชั้น -ทั่ง - ติง - โจ๊ะ -จ๊ะ - โจ๊ะ -จ๊ะ -โจ๊ะ - จ๊ะ - ติง - ทั่ง - ติง - ติง - ทั่ง - ติง -ติง - ทั่ง จังหวะฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ เพลงลาวดวงเดือนสองชั้น กำกับจังหวะด้วยหน้าทับลาว สองชั้น จังหวะฉิ่งอัตราสองชั้น รายละเอียดมีดังนี้ หน้าทับลาว -ติง - โจ๊ะ - ติง - ติง - - - ทั่ง - ติง - ทั่ง -ติง - โจ๊ะ - ติง - ติง - - - ทั่ง - ติง - ทั่ง จังหวะฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ เพลงต้นบรเทศสองชั้น กำกับด้วยหน้าทับต้นบรเทศ จังหวะฉิ่งอัตราจังหวะสองชั้น รายละเอียด ดังนี้ หน้าทับต้นบรเทศ - - - - - โจ๊ะ-จ๊ะ - โจ๊ะ-จ๊ะ -ติง - ทั่ง - โจ๊ะ-จ๊ะ -ติง - ทั่ง - โจ๊ะ-จ๊ะ - - - - - - - - - โจ๊ะ-จ๊ะ - โจ๊ะ-จ๊ะ -ติง - ทั่ง - โจ๊ะ-จ๊ะ -ติง - ทั่ง -ติง - ทั่ง - - - - จังหวะฉิ่ง - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉับ สรุป แบบฝึกทักษะการบรรเลงจะเข้ในขั้นพัฒนา ตามเกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทยขั้นที่ 3 นั้น เป็นบท เพลงในการฝึกทักษะความคล่องแคล่วในการดำเนินนิ้ว และการบังคับจังหวะของการบรรเลงจะเข้ รวมถึงความแม่นยำโดยคำนึงถึงคุณภาพของเสียงจะเข้ มีความหลากหลายของการบรรเลงเป็นรูปแบบ เพลงที่มีความยาวตั้งแต่ 2 จังหวะหน้าทับ ไปจนถึง 9 จังหวะหน้าทับ ปรากฏหน้าทับหลายหน้าทับ ได้แก่ หน้าทับสองไม้ หน้าทับลาว หน้าทับปรบไก่ และหน้าทับต้นบรเทศ จึงเป็นเพลงที่เหมาะกับการ พัฒนาทักษะสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา ตอนปลายต่อเนื่องจากเพลงในขั้นที่ 2 ตามเป้าหมาย ของบทเพลงตามเกณฑ์มาตรฐานและเกณฑ์การประเมินดนตรีไทย การฝึกให้ผู้บรรเลงเข้าใจอารมณ์ และสำเนียงของเพลง ถือเป็นขั้นที่พัฒนาทักษะการบรรเลงต่อเนื่องได้ดี
136 คำถามท้ายบท 1. จงอธิบายความเป็นมา “เพลงจีนขิม” และเชื่อมโยง “เพลงจีนขิมเล็ก” อย่างไร 2. เพลงลาวดวงเดือน มีต้นกำเนิดมาจากเพลงใด จงอภิปราย 3. จงเขียนอธิบายไม้ดีดและนิ้วในการดำเนินทำนอง ให้ถูกต้อง สายเอก ล ท ลลล ท รํ ททท รํ มํ รํรํรํ มํ ซํ มํมํมํ รํ ท ล ซ ท ล ซ ม ล ซ ม ร ซ ม ร - สายทุ้ม - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ท สายลวด - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ไม้ดีด นิ้วกด 4. ให้นักศึกษาแปรทำนองหลัก เป็นทำนองจะเข้ให้เหมาะสม อย่างน้อยสองทำนองหลัก มือขวา - ล - - ซ ม - - ดํ ดํ - - รํ รํ - มํ - มํ - มํ - รํ - ดํ - ล - - ดํ รํ - ดํ มือซ้าย - - ซ ม - - ร ดฺ - - - ร - - - ม - ซ - ม - ร - ด - ม - - - ร - ด 5. ให้นักศึกษาแปรทำนองจากทำนองหลัก เป็นทำนองจะเข้ให้เหมาะสม อย่างน้อยสองทำนอง มือขวา - ดํ - รํ - ดํ - - ล ล - - ซ ซ - ฟ - ด - ฟ - - ซ ล - ซ - - ล ล - ซ มือซ้าย - ด - ร - ด - ลฺ - - - ซฺ - - - ฟฺ - ซฺ - ฟฺ - - - ลฺ - ซฺ - ลฺ - - - ซฺ อ้างอิง ณรงค์ชัย ปิฎกรัชต์. (ม.ป.ป). สารานุกรมเพลงไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์. มนตรี ตราโมท และวิเชียร กุลตัน. (2523). ฟังและเข้าใจเพลงไทย. อนุสรณ์ ในงาน พระราชทานเพลิงศพ ขุนทรงสุขภาพ (นายแพทย์ทรง บุณยะรัตเวช). 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 สำนักงานคณกรรมการอุดมศึกษา และกรมศิลปากร. (2553). เกณฑ์มาตรฐานดนตรีไทย พุทธศักราช 2553. ห้างหุ้นส่วนภาพพิมพ์. กรุงเทพฯ พิมพ์ครั้งที่ 2
137 แผนการสอนประจำบทที่ 7 การซ่อมบำรุงรักษาเครื่องดีดไทย หัวข้อเนื้อหาประจำบท บทที่ 7 การซ่อมบำรุงรักษาเครื่องดีดไทย 1. การเก็บรักษาเครื่องดนตรี 2. การซ่อมบำรุงจะเข้ 3. ปัญหาที่พบ และแนวทางการแก้ไขปัญหาเสียงจะเข้ 4. การปรับแต่งคุณภาพเสียง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เมื่อนักศึกษาได้เรียนจบในบทที่ 7 นักศึกษาจะมีความสามารถดังนี้ 1. มีความรู้และอธิบายวิธีการเก็บรักษาเครื่องดนตรี 2. มีความรู้และอธิบายวิธีการซ่อมบำรุงจะเข้ 3. มีความรู้และอธิบายแนวทางการแก้ไขปัญหาเสียงจะเข้ 4. มีความรู้และปรับแต่งคุณภาพเสียง กิจกรรมการเรียนการสอน มีรายละเอียดดังนี้ 1. แนะนำเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องดีดไทย 2. ให้ผู้เรียนได้ศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาของบทเรียน หากมีข้อสงสัยให้ซักถาม ผู้สอน 3. อาจารย์บรรยายเนื้อหา โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์นำเสนอ 4. ปฏิบัติการซ่อมบำรุงเครื่องดนตรี 5. ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดท้ายบท 6. อาจารย์และนักศึกษา ร่วมกันสรุปประเด็นสำคัญของการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องดนตรี สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน รายวิชาการสอนทักษะเครื่องดีดไทย 2. ใช้โปรแกรมการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ 3. ปฏิบัติการซ่อมเครื่องดนตรี การวัดผล และการประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน 1.1 ความตรงต่อเวลาในการเข้าชั้นเรียน 1.2 นักศึกษามีความสนใจ ตอบสนองในชั้นเรียน 1.3 การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น 2. การประเมินผลงานที่ได้รับมอบหมาย และการปฏิบัติซ่อมเครื่องดนตรี 2.1 ประเมินจากการทำแบบฝึกหัด 2.2 ประเมินจากการปฏิบัติการซ่อมบำรุงเครื่องดนตรี
138 บทที่ 7 การซ่อมบำรุงรักษาเครื่องดีดไทย เครื่องดนตรีไทยมีหลายประเภท หลายชนิด แต่ละชนิดจะมีลักษณะและส่วนประกอบที่แตกต่าง กันไป ดังนั้นผู้ใช้เครื่องดนตรีจึงควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับการใช้และการเก็บรักษาให้มาก ปฏิบัติให้ ถูกต้องตามวิธีการต่าง ๆ การใช้เครื่องดนตรี ก่อนใช้จะต้องตรวจดูแลความเรียบร้อยของส่วนประกอบ หลักกลไกต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดเสียง ว่าเครื่องดนตรีชนิดนั้นมีความพร้อมหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องของเสียง เครื่องดนตรี ผู้เล่นจะต้องตรวจดูแลเป็นอย่างดี เพื่อให้การบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเหล่านี้มีคุณภาพ มีความไพเราะน่าฟัง และสามารถใช้งานได้ตลอดไป ไม่เกิดชำรุดเสียหายก่อนงานจะเลิก โดยเฉพาะ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย ซึ่งมีส่วนประกอบละเอียดอ่อนชำรุดเสียหายง่าย จึงต้องระวังเป็นพิเศษ ในขณะที่ใช้งานหรือเวลาบรรเลง 7.1 การเก็บรักษาเครื่องดนตรี การเก็บรักษาเครื่องดนตรี นับว่ามีความสำคัญไม่น้อยกว่าการบรรเลงดนตรี การดูแลความพร้อม ใช้ก่อนการบรรเลงเช่นกัน ดังได้กล่าวมาแล้วว่า เครื่องดนตรีมีหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีส่วนประกอบ และหลักกลไกที่แตกต่างกัน การเก็บรักษาให้ถูกวีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เล่นดนตรีจะต้องตระหนักอยู่เสมอ และต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการ จึงจะทำให้เครื่องดนตรีมีความคงทนสามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่า โดยปฏิบัติดังนี้ 7.1.1 การอุ้มจะเข้ควรอุ้มให้ขนานกับพื้น โดยนำกระพุ้งแนบด้านข้างลำตัวผู้ถือจะเข้ และควร หันด้านลูกบิดหันไปทางด้านหน้า เพื่อมิให้ไปกระทบหรือเกี่ยวส่งผลให้ลูกบิดแตก หรือหักได้ ภาพที่ 43 ภาพการอุ้มจะเข้ ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย
139 7.1.2 การคลุมผ้าเมื่อบรรเลงจะเข้เสร็จ ควรเก็บเข้าชิดข้างฝาผนัง หรือทำราวติดกับผนัง หรือ วางชิดด้านในของเวทีเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ป้องกันความเสียหาย ผ้าคลุมจะเข้ด้วยผ้าเพื่อ ป้องกันฝุ่นละออง ภาพที่ 44 ภาพผ้าคลุมจะเข้ ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย 7.1.3 การทำความสะอาดจะเข้ควรใช้ผ้าที่มีความนุ่มชุบน้ำหมาดๆ เช็ดตัวจะเข้แล้วใช้ผ้าแห้ง เช็ดให้สะอาด ก่อนที่จะนำผ้า หรือถุงมาคลุม 7.1.4.การลดสายจะเข้เมื่อใช้บรรเลงเสร็จ ไม่ควรลดสาย เพราะสายจะเข้กับหย่องจะเสียดสีกัน ทำให้หย่องสึก 7.1.5 ควรรีบประกอบอุปกรณ์หากเกิดการชำรุด หากนมจะเข้หลุด ให้ใช้กาวลาเท็กซ์ติดไว้ใน ตำแหน่งเดิม 7.2 การซ่อมบำรุงจะเข้ 7.2.1. การเปลี่ยนสาย การใช้เครื่องดนตรีบรรเลงเป็นเวลานาน อาจจะทำให้สายขาด ผู้บรรเลงควรหมั่นตรวจสอบ สาย โดยเอานิ้วรูดตลอดสาย เมื่อพบความไม่สม่ำเสมอ หรือมีรอยคอดบริเวณที่ดีด ควรทำการเปลี่ยน สาย ลักษณะการเลือกสายขนาดสายจะเข้เหมาะสมกับจะเข้แต่ละตัว ถ้าจะเข้มีขนาดปกติกระพุ้งแก้ม ค่อนข้างเล็กหรือเป็นปกติสายเอกใช้เอ็นเบอร์ 120 สายทุ้มใช้เอ็นเบอร์ 150 แต่สำหรับจะเข้ขนาดใหญ่ กระพุ้งแก้มใหญ่ควรใช้สายจะเข้ขนาดใหญ่กว่าปกติเป็นเบอร์ 130 กับ 160 ส่วนสายลวดทองเหลืองใช้ เบอร์ 12 ขั้นตอนเปลี่ยนสายดังต่อไปนี้
140 ขั้นตอนที่ 1 ใช้มือที่ถนัด สอดเส้นเอ็นที่ต้องการเปลี่ยน ลอดใต้หลักยึดบริเวณหัวจะเข้ ดังภาพประกอบ ภาพที่ 45 ภาพขั้นตอนที่ 1 สอดเส้นเอ็นลอดใต้หลักจะเข้ ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย ขั้นตอนที่ 2 สอดปลายสายเอ็นไขว้ทับด้านล่าง ใช้นิ้วหัวแม่มือกดเอ็นทั้งสองไว้ ดังภาพประกอบ ภาพที่ 46 ภาพขั้นตอนที่ 2 สอดปลายสายเอ็นไขว้ทับด้านล่าง ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย ขั้นตอนที่ 3 ใช้ปลายเส้นเอ็นสอดย้อนกลับไปที่หลักจะเข้ ดังภาพประกอบ ภาพที่ 47 ภาพขั้นตอนที่ 3 สอดย้อนกลับไปที่หลักจะเข้ ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย
141 ขั้นตอนที่ 4 ใช้ปลายสายเอ็นสอดวนเข้าไปด้านให้เป็นลักษณะบ่วงแล้วดึง บีบรอยที่สอด เป็นห่วง ดังภาพประกอบ ภาพที่ 48 ภาพขั้นตอนที่ 4 สอดวนเข้าไปด้านให้เป็นลักษณะบ่วงแล้วดึง ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย ขั้นตอนที่ 5 บีบ หรือกดสายเส้นที่สอดให้เป็นลักษณะห่วง ดังภาพประกอบ ภาพที่ 49 ภาพขั้นตอนที่ 5 บีบ หรือกด สายที่สอดให้เป็นลักษณะห่วง ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย ขั้นตอนที่ 6 ให้นำห่วงทั้งสองห่วงชิดกันแล้วค่อย ๆ รูดเส้นที่ยาว มือด้านที่จับเส้นสั้นดึงไว้ ให้แน่น ดังภาพประกอบ ภาพที่ 50 ภาพขั้นตอนที่ 6 นำห่วงทั้งสองห่วงชิดกัน ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย
142 ขั้นตอนที่ 7 ดึงรูดจากเส้นยาว และมืออีกด้านยึดเส้นสั้นให้แน่น ปมของเส้นเอ็นจะผูกกับ หลัก ดังภาพประกอบ ภาพที่ 51 ภาพขั้นตอนที่ 7 ดึงรูดจากเส้นยาว ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย ขั้นตอนที่ 8 โยงสายพาดไปยังรางไหม เชื่อมต่อกับลูกบิดทำให้ครบทั้งสามสายที่ละเส้น ดังภาพประกอบ ภาพที่ 52 ภาพขั้นตอนที่ 8 โยงสายพาดไปยังรางไหม ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย ภาพที่ 53 ภาพสายจะเข้ที่ผูกสมบูรณ์ ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย
143 7.3 ปัญหาที่พบ และแนวทางการแก้ไขปัญหาเสียงจะเข้ เครื่องดนตรีเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้การบรรเลงเกิดความสมบูรณ์และเป็นที่พอใจของนัก ดนตรี และผู้ฟัง สำหรับจะเข้เป็นเครื่องดนตรีที่นักดนตรีไทยมักพบปัญหาเมื่อใช้งานได้สักระยะหนึ่งด้วย จะเกิดเสียงที่ด้อยคุณภาพลงจากเดิม “จะเข้ที่มีคุณภาพเสียงดีหมายถึงจะแค่ตัวนั้นๆต้องมีเสียงที่ดีดออกมาแล้วได้ เสียงดังชัดเจนโปร่งใสไม่มีเสียงอื่นๆที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาเจือปนเช่นมีเสียงของไม้ที่ ต่อกันไม่สนิทหรือบางครั้งจะเครียดร้าวแต่ย่อมส่งผลต่อคุณภาพเสียงทั้งสิ้นลักษณะ ของจะเข้ที่ดีจึงต้องมาจากความสมบูรณ์ในทุกชิ้นส่วนของเครื่องดนตรี” (ขำคม พรประสิทธิ์. 2560: 201) 7.3.1 อุปกรณ์ไม่สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ของจะเข้ ได้แก่ โต๊ะจะเข้ แหนจะเข้ สายจะเข้ นม จะเข้และซุ้มหรือหย่อง ที่มีปัจจัยมาจากกระบวนการการประดิษฐ์จะเข้ที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งต้องอาศัย ช่างผู้ออกแบบและควบคุมการประดิษฐ์จะเข้ในทุกขั้นตอน ไปจนถึงการปรับแต่งเสียงให้มีคุณภาพที่ดี กระบวนการการประดิษฐ์จะเข้ที่ไม่ได้มาตรฐานนั้น ส่งผลให้ส่วนต่างๆไม่สมบูรณ์ ไม่ได้สัดส่วน ทำให้ คุณภาพของเสียงจะเข้ไม่ดีตามไปด้วย 7.3.2 การจัดเก็บรักษา ในที่อุณหภูมิร้อนจัด ชื้นจัด ทำหล่น ชิ้นส่วนแตกหัก หรือไม่ได้ดีดเป็น เวลานาน 7.3.3 ขาดความรู้ความเข้าใจในวิธีการปรับแต่งเสียงจะเข้การใช้งานและการปรับแต่งเสียง จะเข้โดยขาดความรู้ของผู้ใช้งานได้แก่ครูผู้เรียนและศิลปินผู้ใช้จะเข้ซึ่งส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความ เข้าใจในวิธีการปรับแต่งเสียงจะเข้ให้มีความดังกังวานด้วยตนเองรวมทั้งการใช้งานและการดูแลรักษา เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับจะเข้หรือวิธีการยืดอายุการใช้งานส่วนประกอบต่างๆที่มีผลต่อเสียงปัญหา เสียงจะเข้พบได้ 4 ลักษณะได้แก่ 1) ปัญหาจะเข้เสียงเบา จะเข้ที่มีลักษณะเช่นนี้เมื่อนำมาบรรเลงรวมวงจะมีปัญหาคือถูกเสียง ของเครื่องดนตรีอื่นที่ดังกว่ากลบจนหมด ไม่ได้ยินเสียงของจะเข้ ทำให้ไม่เกิดความกลมกลืนในการรวม วง สาเหตุ - ประการแรกมาจากส่วนประกอบที่ทำหน้าที่กล่องเสียง ได้แก่ตัวจะเข้ทั้งในส่วนตัวและ ท้องอาจจะมีความหนาเกิน - ประการที่สอง เกิดจากโต๊ะของจะเข้หากวัสดุที่ทำโต๊ะจะเข้มีความหนามากเกินไปจะทำ ให้จะเข้มีเสียงที่ดังไม่เท่าที่ควรนอกจากนี้ขนาดและความกลมของสายจะเข้ก็มีผลต่อความดังของเสียง เช่นกัน หากใช้สายจะเข้ที่มีขนาดเหมาะสมกับจะเข้ และมีหน้าตัดกลมไม่แบน ทำให้เสียงจะเข้มีความดัง สมบูรณ์ยิ่งขึ้นดังนั้นหากพบจะคิดที่มีปัญหาปริมาณเสียงเบาควรต้องพิจารณาจากความหนาของตัวจะเข้ ก่อนเป็นอันดับแรกและพิจารณาความหนาของโต๊ะจะเข้และสายจะเข้ตามลำดับ
144 2) เสียงจะเข้อับ ปัญหาจะเข้เสียงอับเสียงไม่โปร่งใส จะเข้ที่มีลักษณะเช่นนี้หากเปรียบเทียบ กับเสียงของคนคงใกล้เคียงเสียงของคนที่เป็นหวัดเสียง คลุมเครือไม่ชัดเจนแจ่มใส จะเข้ที่มีเสียงอับไม่ โปร่งใสมีสาเหตุมาจากส่วนประกอบที่ไม่ได้สัดส่วนหรือชำรุด ได้แก่ ท้องจะเข้ที่มีความบางเกินไป โต๊ะ จะเข้มีลักษณะหลังโต๊ะแบนเกินไป แหนจะเข้หนาหรือบางเกินไป ตำแหน่งของแหนจะเข้อยู่ที่ไม่ เหมาะสม ร่องพาดสายในซุ้มเล็กเกินไปหรือลึกเกินไป และสายก่อนจากการใช้งานเป็นเวลานาน ส่งผล ให้จะเข้มีเสียงอับหรือไม่โปร่งใส 3) เสียงจะเข้เพี้ยน ปัญหาจะเข้เสียงเพี้ยน คำว่า “เพี้ยน” ในที่นี้คือเสียงมีความคลาดเคลื่อน ไปจากระดับเสียงที่ใช้ในดนตรีไทยแบ่งออกเป็น 7 เสียงซึ่งมีความห่างกันเป็นระบบเสียงเต็ม หรือระบบ 7 เสียงเท่า จะเข้ที่มีปัญหาเสียงเพี้ยนส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก - การติดนมจะเข้โดยผู้ที่ไม่เข้าใจระบบ 7 เสียงเท่า หรือคุ้นชินกับระบบเสียงแบบตะวันตก เมื่อบรรเลงเป็นเพลงไทยโดยเฉพาะการรวมวงปี่พาทย์ที่เทียบเสียงตามระบบ 7 เสียงเต็มจะทำให้เพี้ยน ไม่กลมกลืน - สาเหตุเกิดจากนมจะเข้ที่มีลักษณะเอียงโย้ ไม่ได้สัดส่วน เมื่อติดนมจะเข้แล้วจะมีจุดสัมผัสที่ สายคาดเคลื่อนไปจากจุดที่ต้องการทำให้เกิดเสียงเพี้ยนต่ำหรือเพี้ยนสูง และเกิดจากปัญหานมหลุดเมื่อ ติดนมแล้วไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมจึงมีเสียงเพี้ยน ภาพที่ 54 ภาพนมจะเข้ ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย - โต๊ะจะเข้ยุบตัว เกิดจากวัสดุในการทำไม่ได้มาตรฐานทำให้ส่วนความยาวตั้งแต่หลังจะเข้มา จนถึงหย่องจะเข้เปลี่ยนไปส่งผลให้ระยะห่างของการติดนมจะเข้จะต้องเคลื่อนไปตามด้วยดังนั้นการทำ ให้เกิดปัญหาเสียงเพี้ยนเมื่อโต๊ะจะเข้ยุบ
145 ภาพที่ 55 ภาพโต๊ะจะเข้ยุบตัว ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย 4) จะเข้เสียงแปร่ง คำว่า “แปร่ง” คือมีเสียงผิดเพี้ยนไปจากปกติ หรือมีเสียงที่ไม่พึงประสงค์ แทรกอยู่ เกิดเสียง “แป๊ด” หรือ “แซก” จะเข้ที่มีเสียงแปร่งมีสาเหตุมาจาก - ความสูงตั้งแต่ซุ้มมายังนมจะเข้และโต๊ะจะเข้ไม่ลดหลั่นไล่เรียงตามลำดับ เมื่อโต๊ะยุบหรือ ร่องพาดสายยุบจนสายจะเข้ลดระดับลงไปเวลาดีดสายเปล่าจะมีเสียงแทรก - การติดนมไม่ได้ระดับตั้งแต่หย่องเป็นต้นมาหรือเฉพาะบางนมรู้สึกเป็นหลุม นมหลุดแล้ว ทากาวโดยไม่ฝนกาวเดิมออก ทำให้นมจะเข้สูงขึ้นไม่เรียงลำดับกับนมที่ติดกัน หรือติดนมนานแล้วกาว เสื่อมสภาพจึงหดหรือขยายตัวปัญหา เสียงจะแปร่ง จึงมีสาเหตุจากส่วนใดส่วนหนึ่งตั้งแต่สูงนมโต๊ะจะเข้ ลดหลั่นไม่ได้ระดับกันยกตัวหรือสูงกว่าระดับเดิมซึ่งส่งผลให้จุดสัมผัสของสายเปลี่ยนไปกระทบส่วนอื่นที่ ไม่ต้องการให้ไปกระทบจึงทำให้จะเข้เสียงแปร่ง 7.4 การปรับแต่งคุณภาพเสียง การปรับแต่งคุณภาพเสียงจากตัวจะเข้ เพื่อแก้ไขปัญหาจะเข้ที่มีประมาณเสียงเบาให้ดังขึ้น และ แก้ไขปัญหาเสียงจะเข้ที่มีเสียงสั้น ให้พิจารณาจากความหนาของตัวจะเข้ก่อนเป็นอันดับแรกเนื่องจากทำ หน้าที่เป็นกล่องเสียงมีผลต่อปริมาณของเสียงจะเข้โดยตรงหากจะเข้มีน้ำหนักมากแสดงว่าจะไม้ภายใน ท้องจะเข้มีความหนาเกินไป วิธีการตรวจสอบความหนาทำได้โดยการเคาะฟังเสียงบริเวณกระพุ้งแก้ม จะเข้หากมีเสียงต่ำแสดงว่าหนาเกินไปจะส่งผลให้จะเข้มีเสียงปริมาณเบาเล็กแหลม ไม่ดัง ไม่โต ถ้าเคาะ บริเวณกระพุ้งแก้มแล้วมีเสียงสูงแสดงว่าบางเกินไป จะส่งผลให้จะเข้นั้นมีเสียงสั้น วิธีการปรับแต่งเสียง จะเข้ที่มีเนื้อไม้บริเวณกระพุ้งแก้มหนาเกินไป ทำได้โดยการเจียรเนื้อไม้บริเวณกระพุ้งแก้มออกให้บางลง เริ่มจากการใช้ไขควงเปิดท้องจะเข้แล้วใช้เครื่องเจียรไฟฟ้าเจียเนื้อไม้บริเวณกระพุ้งแก้มแล้วก็ฟังเสียง เป็นระยะ กรณีที่กระพุ้งแก้มจะเข้บางไปจะใช้แผ่นไม้ทาปูนแปะลงไปตรงกลางตรงแก้ม ใช้ปูนหรือ ซีเมนต์ทา เพื่อเพิ่มความหนาส่วนตรงกลางบริเวณใต้โต๊ะ ถ้าบางไปใช้แผ่นไม้แปะลงความยาวประมาณ 10 - 20 เซนติเมตรตรงระหว่างใต้ท้องโต๊ะตั้งแต่โต๊ะจะเข้มาจนเกือบถึงนมสุดท้าย
146 7.4.1 ขั้นตอนการปรับแต่งเสียงจะเข้ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่มีรายละเอียดมากที่สุดเนื่องจากเป็นการปรับแต่งเสียงที่เกี่ยวข้องกับ ส่วนประกอบต่างๆ ที่มีผลต่อเสียง นอกเหนือจากตัวจะเข้แล้ว ได้แก่ 1) โต๊ะจะเข้ใช้วัสดุที่นำมาทำโต๊ะจะเข้ส่วนใหญ่จะใช้ทองเหลืองทำให้เสียงทุ้ม นุ่มนวล และ มีการทดลองนำสแตนเลสมาประดิษฐ์โต๊ะจะเข้ทำให้เสียงจะเข้ดังขึ้นและแหลมใสมากยิ่งขึ้น ภาพที่ 56 ภาพโต๊ะจะเข้ทองเหลือง และโต๊ะแสตนเลส ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย 2) แหนจะเข้แหนจะเข้เป็นชิ้นไม้ไผ่เล็กๆที่มีความสำคัญต่อคุณภาพเสียงจะเข้ เป็นอย่างยิ่ง หัวใจสำคัญของการปรับแต่งแหน อยู่ที่ความหนาบาง และตำแหน่งที่วางแหน หากอยู่ในตำแหน่งที่ เหมาะสมจะส่งผลให้เสียงจะเข้มีความกังวาลหรือนักจะเข้เรียกว่า “กินแหน” ภาพที่ 57 ภาพการปรับแต่งแหนจะเข้ ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย
147 3) ซุ้มจะเข้การปรับแต่งซุ้มจะเข้จะต้องตรวจสอบดูร่องพาดสายทั้ง 3 ไม่ให้ร่องลึกหรือเล็ก เกินไปเพื่อให้มีจุดสัมผัสกับสายน้อยที่สุด และเมื่อพาดสายแล้วจะต้องมีจุดพาดสายสูงกว่านมจะเข้นม แรกพอสมควรเพื่อไม่ให้สายไปกระทบนมเเรกและเกิดเสียงแปร่งเวลาดีดสายเปล่า ภาพที่ 58 ภาพตำแหน่งซุ้มจะเข้ ที่มา : ราชันย์ เจริญแก่นทราย 4) นมจะเข้การปรับแต่งนมจะเข้จะต้องพิจารณาที่สาบนมก่อน หากมีความสมบูรณ์สามารถ ใช้งานได้ตามปกติไม่ต้องแก้ไขปรับแต่งใด ๆ หากจะเข้เก่าที่ใช้งานมาเป็นเวลานานจะมีปัญหาตรงสาบ นม ที่ถูกแรงกดกับสายเรียกว่า “นมสึก” มีลักษณะผิวหลุมไม่เรียบทำให้เสียงแกร่งไม่เหมือนเดิมวิธีการ แก้ไขปัญหา คือการเปลี่ยนสาบนม สองวิธีการฝังเหล็กที่สาบนม การติดนมจะเข้ไม่ได้ขัดกาวออกจาก ฐานของนมจะเข้อาจจะส่งผลให้จะเข้เกิดเสียงแปร่ง ปัญหานมหลุดเมื่อติดนมแล้วไม่อยู่ในตำแหน่งเดิม จึงทำให้เสียงเพี้ยน ภาพที่ 59 ภาพการฝังเหล็กที่สาบนมจะเข้ ที่มา : (ศิวศิษฏ์ นิลสุวรรณ. 2554: 113) ขั้นตอนการติดนมจะเข้ควรใส่สายจะเข้แล้วบิดให้ตึงเต็มที่ ล่วงหน้าก่อนติดนมประมาณ 1- 2 วัน การติดนมจะต้องทำทีละนมให้ความสูงของนมลดหลั่นไล่เรียงลำดับกันจากสูงลงมาต่ำ และระยะห่างแต่ ละนมก็ลดหลั่นจากห่างมาชิดกันตามลำดับ การติดนมที่ดีต้องเอื้อให้ผู้ดีจะเข้ดีดได้สบาย ไม่หนักหรือเบา จนเกินไปไม่มีเสียงแทรก และเสียงต้องไม่เพี้ยน (ศิวศิษฏ์ นิลสุวรรณ. 2554: 115)
148 5) สายจะเข้ส่วนประกอบสำคัญที่มีผลต่อความดังกังวานของเสียง หากสายจะเข้มีคุณภาพไม่ดี จะส่งผลให้เสียงจะเข้ไม่ดังเท่าที่ควร วิธีการเลือกสายจะเข้ตามแนวทางจะมีพิจารณา - สายเอ็นต้องเป็นหน้าตัดกรม (ไม่แบน) สามารถตรวจสอบได้โดยการใช้นิ้วมือรูดไปกับสายที่ ลมจะไม่มีคลื่นสะดุดมือ - ขนาดสายจะเข้เหมาะสมกับจะเข้แต่ละตัว ถ้าจะเข้มีขนาดปกติกระพุ้งแก้มค่อนข้างเล็กหรือ เป็นปกติสายเอกใช้เอ็นเบอร์ 120 สายทุ้มใช้สายเอ็นเบอร์ 150 แต่สำหรับจะเข้ขนาดใหญ่กระพุ้งแก้ม ใหญ่ควรใช้สายจะเข้ขนาดใหญ่กว่าปกติเป็นเบอร์ 130 กับ 160 ส่วนสายลวดทองเหลืองใช้เบอร์ 12 (ศิวศิษฏ์ นิลสุวรรณ. 2554: 125) ภาพที่ 60 ภาพขนาดสายจะเข้ ที่มา : https://www.facebook.com/photo?fbid=599658440136479&set=pcb.599658826803107 6) ลูกบิด ลูกบิดเป็นส่วนประกอบที่ส่งผลให้เกิดเสียงที่มีประสิทธิภาพ หรือทำให้เสียงเพี้ยนได้ ปัญหาที่พบเมื่อผู้ดีดจะเข้ใช้งานไประยะหนึ่ง สาเหตุมาจากไม้ที่นำมาทำลูกบิดไม่แห้ง เนื้อไม่มีความอ่อน เกินไปทำให้การบิดสายหรือขันสายให้ได้เสียงตามที่ต้องการไม่ได้ วิธีการแก้ไขปัญหาลูกบิดหลวม คือ การเอาสายออกจากลูกบิด แล้วนำออกจากตัวจะเข้ หลังจากนั้นเอากาวร้อนทาลงบนส่วนของลูกบิดที่ฝัง ในตัวจะเข้ (ห้ามทาออกมาใส่ส่วนที่อยู่นอกรูของลูกบิด) แล้วเอาผงไม้ ที่มีลักษณะเป็นผงละเอียดที่ได้ จากการขัดไม้มาโรยตามลงไป ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาทีแล้วให้ทดลองใส่ที่รูลูกบิดหากยังหลวมอยู่ก็ ให้นำลูกบิดดังกล่าวออกมาทำด้วยวิธีการเดิม แต่หากลูกบิดคับเกินไปให้ใช้ตะไบ หรือกระดาษทรายขัด ผงไม้ออกปรับให้พอดีกับรูของลูกบิด (ศิวศิษฏ์ นิลสุวรรณ. 2554: 133) สรุป การซ่อมแซมตกแต่งเสียงจะเข้ ให้เกิดคุณลักษณะเสียงดังกังวาน ใส และการตกแต่งคุณภาพเสียง ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ต้องพิจารณาตั้งแต่การประดิษฐ์ การเลือกเนื้อไม้ที่เหมาะสม สัดส่วนขององค์ประกอบ จะเข้ในแต่ละส่วนเป็นไปตามมาตรฐาน รวมถึงเทคนิคในการตกแต่งคุณภาพของกายภาพเครื่องดนตรี และคุณภาพของเสียง รวมถึงการแก้ไขปัญหาในการซ่อมแซมในส่วนที่สามารถดูแลรักษาได้ ในการ เปลี่ยนสาย ติดนมจะเข้ รวมถึงการปรับแต่งจะเข้เบื้องต้น การบำรุงรักษาเครื่องดนตรีก็สิ่งที่นักดนตรี ควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับการใช้และการเก็บรักษาให้มาก ปฏิบัติให้ถูกต้องตามวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ การบรรเลงเครื่องดนตรีเหล่านี้มีคุณภาพ มีความไพเราะ
149 คำถามท้ายบท 1. การถือจะเข้ที่ถูกต้องควรทำอย่างไร 2. ข้อพึงระวังในการทำความสะอาดจะเข้ภายหลังจากการใช้งานแล้วคือประเด็นใด 3. ให้นักศึกษาอธิบายวิธีการแก้ไข เสียงจะเข้อับเกิดจากสาเหตุใด และมีขั้นตอนในการแก้ไขอย่างไร 4. ให้นักศึกษาอธิบายวิธีการแก้ไข เสียงจะเข้เพี้ยนเกิดจากสาเหตุใด และมีขั้นตอนในการแก้ไข อย่างไร 5.เมื่อลูกบิดจะเข้หลวมไม่สามารถขึงให้ได้เสียงที่มีคุณภาพ ควรแก้ไขอย่างไร เอกสารอ้างอิง ขำคม พรประสิทธิ์ (2560). การดีดจะเข้ขั้นพัฒนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ศิวศิษฏ์ นิลสุวรรณ. (2554). วิธีการประดิษฐ์จะเข้ ให้มีคุณลักษณะเสียงดัง กังวาน ใส และ การตกแต่งคุณภาพเสียง. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
150 แผนการสอนประจำบทที่ 8 ประวัติและผลงานของครูจะเข้ หัวข้อเนื้อหาประจำบท บทที่ 8 ประวัติและผลงานของครูจะเข้ 1. ประวัติ และผลงานครูทางด้านการดีดจะเข้ - ครูหลวงว่องจะเข้รับ (โต กมลวาทิน) - ครูชุ่ม กมลวาทิน - ครูสังวาลย์ กุลวัลกี - ครูจ่าง แสงดาวเด่น - ครูแสวง อภัยวงศ์ - ครูแอบ ยุวนวณิช - ครูระตี วิเศษสุรการ - ครูทองดี สุจริตกุล - ครูละเมียด จิตตะเสวี - ครูทิพย์ ปิยะมาน - ครูประคอง ประไพรัตน์ - ครูประคอง พุ่มทองสุก (นิภา อภัยวงศ์) - ครูบรรเลง สาคริก (นางกษัตริย์เทพสมุห) - คุณครูปกรณ์ รอดช้างเผื่อน - ครูระวีวรรณ ทับทิมศรี - คุณครูขำคม พรประสิทธิ์ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เมื่อนักศึกษาได้เรียนจบในบทที่ 8 นักศึกษาจะมีความสามารถดังนี้ 1. มีความรู้และประวัติครูด้านการดีดจะเข้ 2. มีความรู้และอธิบายผลงานที่โดดเด่นของครูจะเข้ 3. มีความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีของการเป็นนักจะเข้ กิจกรรมการเรียนการสอน มีรายละเอียดดังนี้ 1. แนะนำเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติ และผลงานครูทางด้านการดีดจะเข้ 2. ให้ผู้เรียนได้ศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาของบทเรียน หากมีข้อสงสัยให้ซักถาม ผู้สอน 3. อาจารย์บรรยายเนื้อหา โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์นำเสนอ 4. ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดท้ายบท 5. อาจารย์และนักศึกษา ร่วมกันสรุปประเด็นสำคัญของประวัติ และผลงานครูทางด้านการ ดีดจะเข้ สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน รายวิชาการสอนทักษะเครื่องดีดไทย 2. ใช้โปรแกรมการสอนด้วยคอมพิวเตอร์
151 การวัดผล และการประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน 1.1 ความตรงต่อเวลาในการเข้าชั้นเรียน 1.2 นักศึกษามีความสนใจ ตอบสนองในชั้นเรียน 1.3 การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น 2. การประเมินผลงานที่ได้รับมอบหมาย 2.1 ประเมินจากการทำแบบฝึกหัด 2.2 ประเมินจากการนำเสนอรายงาน
152 บทที่ 8 ประวัติและผลงานของครูจะเข้ การถ่ายทอดถือว่ามีบทบาทที่สำคัญมากในกระบวนการจัดการเรียนรู้ทางด้านดนตรีไทย การเรียนการสอนดนตรีไทยนับแต่โบราณมานั้นจัดได้ว่าเริ่มมาจากการเรียนการสอนที่บ้านโดยมี บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งเป็นนักดนตรีไทย นอกจากจะมีการเรียนการสอนในบ้านแล้ว วัด ยังเป็นที่หนึ่ง ที่มีการนำดนตรีไทยเข้ามามีบทบาททางสังคมเป็นสิ่งหนึ่งทำให้เกิดแรงจูงใจให้แก่ผู้ที่มี ความสนใจ มาก ขึ้น ครูจะเข้ที่มีชื่อเสียงทั้งในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสืบทอดวิชาการบรรเลง จากโบราณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญการบรรเลง ตามวิธีการสอนของครูที่ถ่ายทอดให้ ถือเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ลูกศิษย์ การศึกษาประวัติศาสตร์หรือภูมิหลัง ผลงาน ของศิลปินแต่ละท่าน ในบทนี้จะประกอบไปด้วยเนื้อหา เกี่ยวกับประวัติ และผลงานของครูทางด้านการดีดจะเข้ทีได้รวบรวมมาจากอดีต จนถึงปัจจุบัน 8.1 ประวัติและผลงานครูทางด้านการดีดจะเข้ ครูจะเข้ที่มีชื่อเสียง มีการรวบรวมประวัติครูทางด้านการดีดจะเข้ไว้หลายท่าน เขียนถึงนักจะเข้ ฝีมือดีในอดีตที่มีชื่อเสียง โดยเป็นครูจะเข้สายตรงกับสายรอง โดยสายตรงหมายถึงครูที่ต่อจะเข้มา โดยตรงกับครูจะเข้สมัยโบราณ ซึ่ง มี8 ท่าน และสายรองคือ ครูที่มีความสามารถและมาจากครูที่มี ความสามารถ และต่อจะเข้มา จากครูปี่พาทย์โบราณมี 5 ท่าน (ศักรินทร์ สู่บุญ. 2533: 43) 8.1.1 ครูจะเข้สายตรง 1) ครูหลวงว่องจะเข้รับ (โต กมลวาทิน) เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในรัชกาลที่ 6 ซึ่งได้รับราชการในวงพิณพาทย์หลวง ประจำอยู่ในวง ข้าหลวงเดิม มีความสามารถมากจนได้รับบรรดาศักดิ์และราชทินนามว่า “หลวงว่องจะเข้” มีลูกศิษย์ที่มี ความสามารถต่อมาคือ ครูจ่าง แสงดาวเด่น 2) ครูชุ่ม กมลวาทิน เป็นพี่น้องของครูหลวงว่องจะเข้รับ และพระสรรเพลงสรวงได้เข้าไปสอนในวังของพระสุจริต สุดา เป็นผู้ที่ดีดจะเข้ได้หวานไพเราะ และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ได้เป็ นอย่างดี โดยดูจาก เชาว์ปัญญาที่ลูกศิษย์ทำได้และคิดทางเพลงต่อให้ ศิษย์ได้เหมาะสมกับเทคนิคและฝีมือที่ศิษย์มี ทำให้ ลูกศิษย์แต่ละคนมีลักษณะเด่นต่างกันไปคนละอย่างท่านมีลูกศิษย์ที่มีชื่อในปัจจุบันคือ ครูระตี วิเศษสุร การ และครูทองดี สุจริตกุล 3) ครูสังวาลย์ กุลวัลกี นายสังวาลย์ กุลวัลกี เป็นนักดนตรีอยู่วังบูรพาภิรมย์มาตั้งแต่รุ่นหนุ่ม มีฝีมือทางเครื่องสาย เป็นเลิศ โดยเฉพาะดีดจะเข้ได้คล่องแคล่วชำนาญมาก อยู่ในวังบูรพามาก่อนหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นครูเครื่องสายที่ได้รับการยกย่องมาก ถึงมีการขอตัวเข้าไปสอนเครื่องสายที่ พระตำหนักของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในวังหลวงสมัยรัชกาลที่ 5 พระราชชายาก็ทรงต่อจะเข้จาก ครูสังวาลย์ และโปรดฯ ให้เจ้าบัวชุม เจ้าเทพกัญญา เจ้าบุญปัน เรียนจะเข้ด้วยในครั้งนั้นจนเก่งทุกคน ต่อมาเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมหลวงพระนครสวรรค์วรพินิต ทรางสร้างวังบาง ขุนพรหมแล้ว ได้ขอตัวครูสังวาลย์มาสอนเครื่องสายถวายพระธิดาทั้ง 5 พระองค์ ที่วังบางขุนพรหม จนทรงดนตรีได้ดีทุกพระองค์ ทูนกระหม่อมบริพัตรทรงยกย่อง เรียก “ครูสังวาลย์” และทรงนิยมว่าเป็น
153 คนจะเข้ฝีมือดีแม่นเพลงมาก จนทรงหารือเรื่องเพลงการต่าง ๆ ด้วยเป็นประจำ ครูสังวาลย์นั้นได้ชื่อว่า ต่อทางเพลงให้ศิษย์ทุกคนสีไม่เหมือนกัน แต่เวลามาบรรเลงรวมกันแล้วเกิดเสียงประสานไพเราะนัก วงเครื่องสายวังบางขุนพรหมที่ครูสังวาลย์สอนนั้นมีนักดนตรี คือพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์ เจ้าศิริรัตนบุษบง ทรงซอด้วง พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสุทธวงษ์วิจิตร ทรงซออู้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพิสิฐสบสมัย ทรงจะเข้ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาน ทรงซออู้ พระเจ้าว รวงศ์เธอพระองค์เจ้าจันทรกานต์มณี ทรงซอด้วงหรือซอสามสาย คุณหญิงแฉล้ม เดชปฏิยุทธ ตีโทน รำมะนา คุณสุดา (สยุ้น) จาตุรงคกุล เป่าขลุ่ย คุณสว่าง (วิเชียรปัญญา) คงลายทอง เป็นคนร้อง บางทีก็ มีคนชื่อ หอม สุนทรวาทิน และเทียม กรานต์เลิศ เป็นคนร้องอีกด้วย ในสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เสด็จกลับไปประทับที่เชียงใหม่แล้ว ทรง ส่งหลาน อาทิเช่น เจ้าโสภา เจ้าเครือแก้ว ให้มาเรียนจะเข้กับครูสังวาลย์อีกด้วย ทรงนับถือว่าเป็นครูดี ครูสังวาลย์ยังได้สอนจะเข้ให้แก่พระราชวงศ์อีกหลายพระองค์ ท่านมีลูกศิษย์ที่ชื่อเสียงมากคือ ครูแสวง อภัยวงศ์ และครูแอบ ยุวนวณิช ครูระตี วิเศษสุรการ ก็เคยเป็นศิษย์ท่านตอนที่ท่านสอนอยู่ที่ สโมสรของกระทรวงกลาโหม ครูสังวาลย์ มีภรรยาชื่อใดยังค้นไม่ได้ ทราบว่ามีบุตรีเป็นนักดนตรีสีซอไพเราะชื่อ สาย กุลวัลกี ต่อมาคุณสายได้แต่งงานกับ หลวงบุญมานพมานิตย์ (นักเขียนซึ่งใช้นามปากกาว่า แสงทอง) ครูสังวาลย์ ถึงแก่กรรมในสมัยรัชกาลปัจจุบัน ยังค้นหาหลักฐานเดือนปีที่ถึงแก่กรรมไม่ได้ (พูนพิศ อมาตยกุล และคณะ. 2526: 275) ภาพที่ 61 ภาพครูสังวาลย์ กุลวัลกี ที่มา : https://sirindhornmusiclibrary.li.mahidol.ac.th/hall_of_fame/thai-musicians187/
154 4) ครูจ่าง แสงดาวเด่น นายจ่าง แสงดาวเด่น เป็นนักดีดจะเข้ ฝีมือดีมากที่สุดคนหนึ่งของวงเครื่องสายหลวงในสมัย รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 เป็นศิษย์ของหลวงว่องจะเข้รับ (โต กมล วาทิน) เป็นผู้มีความมุมานะ อดทน และขยันซ้อมเพลง ต่อเพลงอยู่เสมอ ปกติจะตื่นตั้งแต่ตี 4 แล้วท่องเพลงที่ต่อมาจนสายทุกวัน ได้ชื่อว่า เป็นนักดนตรีดีดจะเข้ยอดเยี่ยมเพราะความขยันเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่สู้จะมีความคิดพลิกแพลงเป็น ส่วนตัว แต่เป็นคนแม่นเพลงมาก ความสามารถของท่านได้รับการยกย่องให้เข้าไปสอนจะเข้ให้แก่วง มโหรีหญิง ในรัชกาลที่ 7 นายจ่างมีความเชื่อมั่นว่า การดีดจะเข้ที่ดีจะต้องดีดด้วยความแรงและได้เสียงชัดจะแจ้งทุก เสียงไป ไม่ใช่ดีดเบาๆ เอาแต่ความเร็วอย่างเดียว ดังนั้นจะเข้คู่มือของท่านจึงหนักและใช้สายโต เหนียว ต้องกำลังมากเวลาดีด ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งการวางมือดีดและการใช้นิ้ว ท่านพิถีพิถันเอาจริงเอาจังมาก จึงเป็นผู้ได้รับคำชมเชยว่า ท่าสวยเวลาดีดจะเข้ ได้เพลงเดี่ยวจะเข้หมดทุกเพลง ในตอนท้ายกล่าวกันว่า ฝีมือและกำลังดีกว่าหลวงว่องจะเข้รับผู้เป็นครู นายจ่างซ้อมเพลงหนักหามรุ่งหามค่ำ เนื่องจากเป็นคน ผอมบางอยู่แล้ว จึงเชื่อกันว่า ซ้อมหักโหมมากจนเป็นฝีในท้อง ท่านถึงแก่กรรมด้วยวัณโรคปอด เมื่ออายุ ได้ ๓๐ ปีเศษ และเป็นโสดมาตลอดชีวิต ศิษย์ของนายจ่าง แสงดาวเด่น คนสำคัญคือ ครูระตี วิเศษสุรการ และคุณเทพี เศวตนาถ (ธิดาของพระยาทรงสุรเดช) ได้ต่อเพลงเดี่ยว แขกมอญ มุล่ง กราวใน และเพลงเดี่ยวอื่นๆ ไว้มาก (พูนพิศ อมาตยกุล และคณะ. 2526: 55) ภาพที่ 62 ภาพครูจ่าง แสงดาวเด่น ที่มา : https://sirindhornmusiclibrary.li.mahidol.ac.th/hall_of_fame/thai-musicians16/ 5) ครูแสวง อภัยวงศ์ นายแสวง เป็นบุตรของ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) และหม่อมถนอม เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453 ที่จังหวัดปราจีนบุรี มีพี่น้องท้องเดียวกัน 3 คน คือ เพียร อภัยวงศ์ (กัลยาณมิตร) และจิตรเสน อภัยวงศ์ ได้เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนอภัยพิทยาคาร วัดแก้วพิจิตร จังหวัด ปราจีนบุรี จนอายุ 10 ปี จึงได้เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพมหานครที่โรงเรียนอัสสัมชัญ จนจบชั้นมัธยม ปีที่ 2 จึงย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนเทพศิรินทร์
155 เริ่มเรียนดนตรีไทยกับพระเพลงดุริยางค์แล้วมาเรียนต่อจากหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ชำนาญในการเล่นเครื่องสายมาก และดีดจะเข้ได้ไหวเรียบมาก จนมีชื่อเสียงในวงการ ดนตรีไทย ทั้งยังเป็นจิตรกรสมัครเล่นที่มีฝีมือดีมากคนหนึ่ง เริ่มรับราชการในกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง แล้วย้ายไปทำหน้าที่ด้านการเงิน ที่สำนักงานข้าว แล้วลาออกมารับราชการในกรมศิลปากรเป็นครูสอนดนตรีอยู่หลายปี แล้วจึงลาออกมา ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินโรงงานยาสูบจนถึงแก่กรรม นายแสวงเป็นหัวหน้าวงดนตรี คณะ ส.สุรางคศิลป์ เป็นวงเครื่องสายที่บรรเลงออกอากาศทาง วิทยุกระจายเสียงเป็นประจำ ฝีมือจะเข้ของท่านได้รับความนิยมและยกย่องว่าเป็นฝีมือชั้นครู สอนตั้งแต่ นักเรียนในกรมศิลปากรไปจนถึงสอนชาวต่างชาติ เช่น ชาวเขมรที่มาจากพระตะบอง ชีวิตสมรสได้ แต่งงานกับ นางสาวประคอง พุ่มทองสุข ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นนิภา อภัยวงศ์ ทั้งสองสามีภรรยาเป็น นักดนตรี ครูสอนดนตรีและนักร้องของวิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร แต่ไม่มีบุตรสืบสกุล งานอดิเรกอีกอย่างของครูแสวง คือการวาดภาพลายไทยลายวิจิตร เป็นภาพรามเกียรติ์ ตอนหนุมานหักคอช้างเอราวัณ และตอนหนุมานยึดรถพระอาทิตย์เป็นต้น นับเป็นภาพเขียนลายวิจิตร แบบไทยแท้ที่จัดได้ว่าฝีมือดีเป็นเยี่ยม ครูแสวงถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2514 อายุ 62 ปี ได้ทำการฌาปนกิจศพที่วัดธาตุทองเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 เป็นศิษย์ของครูสังวาลโดยตรง และได้ต่อเพลงเพิ่มเติมจางครูฟุ้ง ศรีวิจารณ์ ปละคุณครูหลวง ประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นครูจะเข้ที่มีไหว้พริบและดีดจะเข้ได้ไหวมาก มีทางเพลงที่พิศดาร ไพเราะและโลดโผน ท่านเป็นคนที่มีความมุมานะพยายามในการฝึกซ้อม โดยคุณครูนิภา อภัยวงศ์ ภรรยาของท่านกล่าวไว้ว่า ครูแสวงจะไล่จะเข้ทุกเช้าโดยจุดเทียนไว้ ถ้าเทียนยังไม่หมด 2 องคุลีท่านจะ ไม่เลิกดีดเด็ดขาด ท่านมีลูกศิษย์ที่สำคัญคือ ครูระตีวิเศษสุรการ (พูนพิศ อมาตยกุล และคณะ. 2526: 299) ภาพที่ 63 ภาพครูแสวง อภัยวงศ์ ที่มา : https://sirindhornmusiclibrary.li.mahidol.ac.th/hall_of_fame/thai-musicians209/
156 6) ครูแอบ ยุวนวณิช ประวัติครูแอบ ยุวนวณิชย์ เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2443 ณ ตำบลบางช่อน อำเภอ พระนคร กรุงเทพฯ บิดาชื่อ นายอาจ รับราชดารกองดุริยางค์ทหารเรือ มารดาชื่อ นางจันทร์ พนักงาน ห้องเครื่อง ตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวสาอัยยิกาเจ้า ประวัติเรียนจะเข้ 1. คุณยายละมัย บุญนาค ซึ่งเป็นคนจะเข้ประจำวงพระราชวังเดิม ในสมเด็จพระเจ้าบรม วงเธอเจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี 2. ครูเจริญ บุนนาค ข้าราชการกองดุริยางค์ทหารเรือ 3. ครูสังวาล กุลวัลกี นักดนตรีวงวังบูรพาภิรมย์ ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงเธอเจ้าฟ้า ภานุพันธ์วงวรเดช และครูเครื่องสายพระตำหนักพระราชชายา เจ้าดารารัศมี 4. ครูจางวางทั่ว พาทยโกศล ครูผู้ควบคุมวงของวังบางขุนพรหม ในสมเด็จพระเจ้าบริพัตร สุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต 5. ขุนเจริญดนตรีการ (นายดาบเจริญ โรหิตะโยธิน) ครูสอนเครื่องสาย ณ สโมสรบันเทิง สามัคยาจารย์สมาคม 6. ครูเฉลิม บัวทั่ง ครูผู้ควบคุมวงดนตรีไทยกรมตำรวจ ท่านเป็นคนดีดจะเข้ที่ไหวและมี13 ทางเพลงโบราณที่น่าฟัง ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ของท่านจะเคยเรียนที่โรงเรียนสอนกุลาบวิทยาลัย เพราะ ท่านเคยเป็นครูสอนอยู่ที่นั่นจนตลอดชีวิตของท่าน (สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. 2565) ภาพที่ 64 ภาพครูแอบ ยุวนวณิชย์ ที่มา : (สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2565)
157 7) ครูระตี วิเศษสุรการ นางระตี (วิเศษสุรการ) จุลพล เกิดที่บ้านถนนเดโช อำเภอบางรัก กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2466 เป็นบุตรีของพันโทพระวิเศษสุรการ (ต่วน ไชยสุต) และนางแจ่ม วิเศษสุรการ เป็นหลานปู่ของ พระภักดีจุมพล (สกุลเดิม ไชยสุต) และเป็นหลานตาของ นายหลี เสถียรโกเศศ พระวิเศษสุรการนั้นเป็นทหาร เป็นผู้ที่รักและเล่นดนตรีไทยได้ ส่วนมารดาเป็นครูที่โรงเรียนสตรี มหาพฤฒาราม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาอีก 5 คน เป็นชายสามชื่อ จำเนียร กลศ และ สุรเดช เป็นหญิง อีกสองคนชื่อ ลักษณีย์ และสัญฉวี ที่เล่นดนตรีไทยมีนายกลศ (ซอด้วง) และนายสุรเดช (ขลุ่ย) เริ่มต้นเรียนหนังสือที่โรงเรียนสายปัญญา โรงเรียนสวนสุนันทา แล้วย้ายมาเรียนที่โรงเรียน เซ็น ฟรังซิสซาเวียร์ จนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 จากนั้นไปเรียนต่อที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสรณ์ เป็นนักเรียน เตรียมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รุ่นที่ 6 เรียนจบได้ประกาศนียบัตรจากเตรียมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มเรียนดนตรีไทยตั้งแต่อายุ 8 ขวบ โดยเรียนที่บ้าน แล้วเริ่มต่อจะเข้กับครูเป็นงานเป็นการ เมื่ออายุได้ 12 ปี โดยต่อเพลงจระเข้หางยาวเป็นเพลงแรกกับครูชุ่ม กมลวาทิน จากนั้นก็ต่อเพลงแป๊ะ พม่าห้าท่อน และลาวแพน ต่อมาได้หัดจะเข้เพิ่มเติมจากครูจ่าง แสงดาวเด่น (ศิษย์ของหลวงว่องจะเข้ รับ) นอกจากจะเรียนเพลงธรรมดาแล้วได้ต่อเดี่ยวจะเข้ เพลงมู่ล่ง แขกมอญ 3 ชั้น และกราวใน ต่อมา เมื่อครูจ่างถึงแก่กรรมแล้วจึงได้ต่อเพลงเพิ่มเติมจาก ครูแสวง อภัยวงศ์ ได้ทางเดี่ยวสารถี แขกอาหวัง และจีนขิมใหญ่ ได้แสดงฝีมือเดี่ยวจะเข้ออกอากาศทางวิทยุศาลาแดงเป็นครั้งแรกด้วยเพลงลาวแพน เมื่ออายุ 15 ปี ต่อมาได้สมัครเข้าทำงานที่กรมประชาสัมพันธ์ สมัย พล.ท.ม.ล.ขาบ กุญชร เป็นอธิบดี ได้ร่วมงานกับครูพุ่ม บาปุยะวาส และนักดนตรีคนสำคัญอีกหลายคน อาทิ ครูฉลวย จิยะจันทน์ครูสมาน ทองสุโชติ ครูบุญยงค์ เกตุคง ครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์ ครูประสงค์ พิณพาทย์ ครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต ฯลฯ ครูสมาน ทองสุโชติ ได้ประดิษฐ์ทางเดี่ยวจะเข้ให้เป็นพิเศษอีก 4 เพลง คือ สุดสงวน สุรินทราหู นกขมิ้น และอาถรรพ์ อันเป็นทางเฉพาะสำหรับผู้ที่เดี่ยวจะเข้ “ไหว”เป็นพิเศษจริง ๆ ครูระตีได้ชื่อว่า เป็นนักจะเข้ฝีมือยอดเยี่ยมในระดับแนวหน้าคนหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ที่ ยากจะหาผู้ใดเหมือน ท่านดีดแรง ทั้งไหว ทั้งเรียบ และชัดเจนแจ่มแจ้งทุกตัวโน้ต เคยบันทึกเสียงเพลง เดี่ยวต่าง ๆ ไว้มาก นับเป็นนักดนตรีที่มีผู้นิยมชมชื่นในฝีมือมากที่สุดคนหนึ่ง เคยได้รับรางวัลชนะเลิศใน การเดี่ยวจะเข้ เมื่อมีการประกวดทางสถานีวิทยุสื่อสาร ในด้านการสอน ได้สอนจะเข้ให้นักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียน พันธะวัฒนา คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล ศิษย์ที่มีฝีมือดี ได้แก่ สุรพล พงษ์สุวรรณ สักรินทร์ สู่บุญ ภัทร เครือสุวรรณ และกมล ชิดช่าง ชีวิตครอบครัว แต่งงานกับ นายพนิต จุลพล เมื่อ พ.ศ. 2488 มีบุตรสองคน คือ พ.ต.ต. พนิน จุลพล และคุณพนิตา สวัสดิโรจน์ ทั้งสองคน มิได้เล่นดนตรีไทย ครูระตีได้รับตำแหน่งหัวหน้าวงดนตรีไทย กรมประชาสัมพันธ์ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2516 จนเกษียณในปี พ.ศ. 2526 และถึงแก่กรรมในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2531 รวมอายุได้65 ปี (พูนพิศ อมาตยกุล และคณะ. 2526: 233)
158 ภาพที่ 65 ภาพครูระตี วิเศษสุรการ ที่มา : https://www.facebook.com/rateewisedsurakarn/ 8) ครูทองดี สุจริตกุล ครูทองดี สุจริตกุล เกิดเมื่อวันพุธ แรม 8 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด ตรงกับวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2455 ที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี บิดาชื่อบุญชัย มารดาชื่อเก็บ มีอาชีพทำสวน ท่านกำพร้า มารดา ตั้งแต่อายุได้ 9 ปี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันหลายคน ชื่อ ทองใบ ทองอยู่ และกิมเช็ง ไม่มี ใครเป็นนักดนตรี เมื่อมารดาถึงแก่กรรมแล้ว ครูทองดีได้เข้ามาอยู่ในอุปถัมภ์ของพระสุจริตสุดา พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ปี จึงได้หัดเครื่องสาย มาพร้อม ๆ กับนักดนตรีหญิงของพระสุจริตสุดา อาทิ ประคอง พุ่มทองสุก (นิภา อภัยวงค์) ทองสุก สุทธิพิณฑุ แนบ เนตรานนท์ สุมิตรา สิงหลกะ (สุมิตรา สุจริตกุล) ลมหวล สุจริตกุล อำไพ สุจริตกุล ฉลวย รัตนจันทร์ (ฉลวย จิยะจันทน์) โดยเริ่มทำหน้าที่เป็นผู้ตีโทนรำมะนา ประจำวงเครื่องสาย ต่อมาได้ เป็นผู้เล่นจะเข้ ประจำวง โดยมีครูชุ่ม กมลวาทิน พระสรรเพลงสรวง (บัว กมลวาทิน) และพระประณีต วรศัพท์ (เขียน จักรวาทิน) เป็นครูผู้ฝึกสอน นับเป็นนักดนตรีของวงเครื่องสาย คณะนารีศรีสุมิตรมาแต่ ดั้งเดิม นอกจากจะเรียนดนตรีแล้ว ยังมีฝีมือในการเย็บปักถักร้อย และฝีมือในการจัดดอกไม้สด ดอกไม้ประดับต่าง ๆ เคยเดี่ยวจะเข้ถวายหน้าพระที่นั่งและเคยอัดแผ่นเสียงพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับคณะนารีศรีสุมิตร ครูทองดี สมรสกับ นายเอนก สุจริตกุล ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องชั้นเดียวกันกับพระสุจริตสุดา เมื่อ พ.ศ. 2477 มีบุตรเพียงคนเดียวชื่อ สุดาวดี เรียนอยู่ที่วิทยาลัยนาฎศิลป พ.ศ. 2498 เริ่มเป็นครูสอนในวิทยาลัยนาฎศิลป กรมศิลปากร ทำหน้าที่สอนจะเข้ และได้ ร่วมมือกับครูประสิทธิ์ ถาวร ควบคุมฝึกซ้อมนักเรียนวิทยาลัยนาฎศิลป จัดแสดงมหาดุริยางค์ไทย ประสบผลสำเร็จอย่างดี ครูทองดี สุจริตกุล ถึงแก่กรรมด้วยโรคปอดอักเสบติดเชื้อ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2550 รวมอายุได้ 95 ปี(พูนพิศ อมาตยกุล และคณะ. 2526: 111)
159 ภาพที่ 66 ภาพครูทองดี สุจริตกุล ที่มา : https://www.facebook.com/profile.php?id=100063186162389&locale=th_TH 8.1.2 ครูสายรอง 1) ครูละเมียด จิตตะเสวี ครูละเมียด จิตตเสวี เป็นบุตรีของนายเปรม และนางจีบ สวนรัตน์ เกิดที่ตำบลบางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2447 เนื่องจากบิดาเป็นครูเครื่องสาย ทำจะเข้และซอ ขายที่บ้าน จึงได้เริ่มเรียนเครื่องสายกับบิดาและหัดจะเข้เป็นพิเศษ เล่นดนตรีได้ตั้งแต่อายุ 8 ปี เมื่ออายุได้ 9 ปี (พ.ศ. 2456) ได้เริ่มเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนราษฎร์แห่งหนึ่ง ใกล้บ้าน จนอ่านออกเขียนได้ บิดาจึงให้ออกจากโรงเรียนมาช่วยสอนดนตรี และส่งตัวไปเรียนจะเข้กับ หลวงว่องจะเข้รับ (โต กมลวาทิน) ระหว่างนั้นก็เล่นเครื่องสายเป็นอาชีพตลอดมาจนมีชื่อเสียงว่าเป็นนัก ดีดจะเข้ฝีมือดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย พ.ศ. 2482 ได้เข้ารับราชการเป็นศิลปินจัตวาในแผนกดนตรีไทย กองดุริยางคศิลป์ กรมศิลปากร ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นกองการสังคีต กรมศิลปากร เริ่มตั้งแต่ได้รับเงินเดือน เดือนละ 20 บาท จนถึง พ.ศ. 2507 เป็นเวลาถึง 25 ปี จึงได้เลื่อนเป็นศิลปินตรี รับเงินเดือน เดือนละ 900 บาท ขณะนั้นท่านอายุ 60 ปี พอดี จึงออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา เกี่ยวกับความสามารถ เป็นที่ยอมรับกันในวงการดนตรีไทยว่า ฝีมือจะเข้ดีเป็นเลิศ เมื่อเข้าวง เครื่องสายปี่ชวาร่วมกับอาจารย์มนตรี ตราโมท ครูเทียบ คงลายทอง ครูละม่อม ดูริยชีวิน หลวงไพเราะ เสียงซอ (อุ่น ดูริยชีวิน) ครูประเวช กุมุท ครูพริ้ง ดนตรีรส แล้วไม่ปรากฏว่าวงเครื่องสายปี่ชวาวงใด จะบรรเลงได้ดีเท่าวงนี้เลย เพราะทุกคนมีฝีมือดีเท่าเทียมกันและชำนาญยิ่งในแนวทางของแต่ละคน ครูละเมียดเคยเดี่ยวจะเข้อัดเสียงไว้กับห้าง ต. เง็กชวน เพลงลาวแพน เขมรปี่แก้วทางสักวา กราวใน เป็นต้น ปัจจุบันคงเหลือแต่เพียงเพลงลาวแพน ที่ยังพอจะหาฟังได้ ครูละเมียด สมรสกับ ขุนสนิทบรรเลงการ (จง จิตตเสวี) มีบุตรชายคนเดียว ชื่อ เจริญ แต่มิได้ เป็นนักดนตรีตามบิดามารดา ท่านถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2516
160 ภาพที่ 67 ภาพครูละเมียด จิตตะเสวี ที่มา : https://sirindhornmusiclibrary.li.mahidol.ac.th/hall_of_fame/thai-musicians172/ 2) ครูทิพย์ ปิยะมาน ครูทิพย์เป็นครูเครื่องสายของสโมสรข้าราชการ มธ. ตั้งแต่ปี 2501 จนกระทั่ง ปี 2506 จึงได้ ตั้ง "ชุมนุมดนตรีไทย ส.ม.ธ." ขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ ชุมนุมดนตรีไทย มธ. ในปัจจุบัน ฉะนั้น "ครูทิพย์" จึงนับได้ว่าเป็นครูดนตรีไทยท่านแรกของชุมนุม ครูทิพย์ สกุลเดิม "ไม้กลัด" มีนิวาศน์สถานเดิมอยู่ที่วัด สารอด ภายหลังท่านสมรสกับ ครูบรรจง ปิยะมาน ท่านจึงใช้สกุล ปิยะมาน ท่านเป็นผู้มีความสามารถ ด้านดนตรีไทยอย่างสูง สามารถ เล่นเครื่องสายไทยได้คล่องแคล่วทุกชิ้น ออร์แกน ไวโอลิน ก็สามารถ เล่นได้ดีเยี่ยม ท่านเป็นคนจะเข้ในวงเตชนะเสนีย์ ของ ครูเจือ เสนีย์วงศ์ และท่านเป็นเจ้าของ วงเครื่องสายขนาดใหญ่ ชื่อคณะดุริยางคเศรณี ท่านสอนอยู่ที่ชุมนุมดนตรีไทย มธ. จนกระทั่งวาระ สุดท้าย ท่านถึงแก่กรรมที่ รพ.ศิริราช ด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2517 ด้วยอายุ ประมาณ 70 ปี ภาพที่ 68 ภาพครูทิพย์ ปิยะมาน (ที่มา : https://www.facebook.com/TUtcmc/posts/454838032575409/)
161 3) ครูประคอง ประไพรัตน์ ครูประคอง เป็นคนดีดจะเข้ได้ไหว ไม่ทราบว่าเป็นศิษย์ของครูท่านใด แต่เคยอัดแผ่นเสียงไว้ หลายเพลง เช่น กราวใน ลาวแพน จีนขิมเล็ก โป๊ยกังเหล็ง ท่านเคยรับราชการอยู่กับครุระตีวิเศษสุรการ ที่กรมประชาสัมพันธ์ ภาพที่ 69 ภาพครูประคอง ประไพรัตน์ (ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=G7l9hldbzes) 4) ครูประคอง พุ่มทองสุก (เปลี่ยนชื่อเป็นนิภา อภัยวงศ์) ครูนิภา เป็นบุตรคนที่ 2 ของครูหรั่ง และนางเจียม พุ่มทองสุก เกิดที่บ้านคลองบางแวก ธนบุรี เมื่อวันอังคาร แรม 10 ค่ำ เดือน 11 ปีวอก ตรงกับวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2451 ปลายแผ่นดินรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก 12 คน เฉพาะที่เป็นนัก ดนตรีไทย มีน้องสาว 3 คน ชื่อ แฉล้ม สุวรรณเกศ เฉลา และเฉลียว เคยประจำวงเครื่องสายหญิงของ พระสุจริตสุดาพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและมีน้องชายเป็นนักดนตรีอีก 2 คน ชื่อ ราศี ชำนาญทางปี่พาทย์ เคยสังกัดอยู่วงดนตรีไทย กรมประชาสัมพันธ์ น้องชายคนเล็ก ชื่อ สะอาด ชำนาญทางปี่พาทย์ ซึ่งได้ภรรยาเป็นนักแสดงจากบ้าน “นราศิลป์” เมื่อแรกเกิด บิดาให้ชื่อว่า ”ทองคำ” และเนื่องจากบิดาเป็นนักดนตรี เคยใกล้ชิดกับพระยา ราชภัคดี (โค สุจริตกุล) มาตั้งแต่ยังหนุ่ม พระยาราชภัคดี นี้มีวงเครื่องสายและตัวท่านเองชำนาญการสี ซอด้วง พระยาราชภัคดีมีบุตรชื่อ ปลื้ม ซึ่งต่อมารับราชการเป็นอธิบดีศาลยุติธรรม มีบรรดาศักดิ์ เป็นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีได้ชวนครูหรั่งให้มาอยู่ด้วยที่บ้านปากน้ำภาษีเจริญ ครูนิภา จึงย้ายตามบิดามาอยู่ที่บ้านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีตั้งแต่อายุน้อยมาก เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี มีบุตรี คนใหญ่กับท่านผู้หญิงไล้ ชื่อ เปรื่อง ซึ่งชำนาญการขับร้องเพลง ไทย คุณเปรื่อง ได้เห็นครูนิภามาตั้งแต่เริ่มหัดร้องเพลงซึ่งครูหรั่งหัดให้ตั้งแต่อายุได้ 5 ขวบ ก็มีความ เมตตา จึงขอต่อครูหรั่ง ให้ ด.ญ.ทองคำ มาเป็นลูกเลี้ยง เมื่อผูกข้อมือรับเลี้ยงเป็นลูกแล้ว ก็เปลี่ยนชื่อให้ ใหม่ว่า “ประคอง” (ส่วนชื่อนิภา นี้ มาเปลี่ยนหลังจาก พ.ศ. 2475 เมื่อมีการปฏิวัติทางวัฒนธรรมไทย) ต่อมา คุณเปรื่องได้รับราชการฝ่ายในเป็นที่พระสุจริตสุดา พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว ครูนิภาจึงย้ายเข้าไปอยู่ในวังด้วย ได้เริ่มเรียนหนังสือเรียนดนตรีไทยจากครูผู้ทรงคุณวุฒิ หลายท่าน อาทิเช่น เรียนขับร้องจาก คุณแม่เจริญ พาทยโกศล เรียนเพลง ละคร และโขนจาก หม่อมจันทร์ กุญชร ณ อยุธยา เรียนขับร้องเพลงตับและเพลงเถาต่าง ๆ จากหลวงเสียงเสนาะกรรณ
162 (พัน มุกตวาภัย) ทางด้านดนตรีเรียนซออู้ ซอด้วง และจะเข้ จากครูหลายท่าน คือ พระประณีตวรศัพท์ (เขียน กมลวาทิน) ครูชุ่ม กมลวาทิน หลวงชาญเชิงระนาด (เงิน ผลารักษ์) พระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตเส วี) พระสรรเสริญเพลงสรวง (บัว กมลวาทิน) จนสามารถเล่นเครื่องสายได้รอบวง และร้องเพลงได้เป็น อย่างดี การเป็นนักดนตรีหญิง (ฝ่ายใน) ในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้น นอกจากจะมีหน้าที่บรรเลง เพลงถวาย เวลาทรงว่างจากราชภารกิจแล้ว บางครั้งต้องตามเสด็จไปยังต่างจังหวัดด้วย เช่น ที่มฤคทายวัน หาดเจ้า สำราญ และนครปฐม เป็นต้น นักดนตรีชุดนี้มีหลายคนด้วยกัน คือ สุมิตรา (สิงหลกะ) สุจริตกุล เล่น เปียโน ลมหวล สุจริตกุล (ซอและเปียโน) ทองสุก สุทธิพิณทุ (ซอ) ศรีสะอาด (จะเข้) เฉลย พุ่มทองสุก (ขลุ่ย) แฉล้ม พุ่มทองสุก (ซอด้วง) เฉลียว พุ่มทองสุก (ฉิ่ง) ฉลวย (รัตนจันทร์) จิยะจันทร์ (ซออู้) แนบ เนตรานนท์ (นักร้อง) ประเทือง ณ หนองหาร (นักร้อง) ประคอง พุ่มทองสุก (นักร้อง) จำรัส (ซออู้) ทอง ดี สุจริตกุล (โทน รำมะนา) อำไพ สุจริตกุล (ซอด้วง) เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับที่วังพญาไท เวลาเสวยพระกระยา หารค่ำ พระสุจริตสุดา จะจัดให้ คุณสุมิตรา สุจริตกุล บรรเลงเปียโน ครูนิภา เป็นผู้ขับร้องถวาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ทรงชมเชยว่าร้องเพลงแสนเสนาะได้ไพเราะต้องพระราชหฤทัยนัก และบางครั้งก็ทรงร่วมกับข้าราชบริพารขับร้องเพลง ตับวิวาห์พระสมุทรบ้าง เพลงจากเรื่องพญาราชวัง สันบ้าง ฯลฯ เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสุจริตสุดา ยังคงอยู่ในวังสวนสุนันทา วงดนตรีของท่านก็รับงานบรรเลงตามสถานที่ต่าง ๆ ใช้ชื่อวงว่า “คณะนารีศรีสุมิตร” มีครูนิภาเป็น นักร้องประจำวง ได้ชื่อว่า เป็นนักร้องเสียงดี ชัดเจน กำลังดี และที่สำคัญคือ เป็นคนสวยประจำวง ได้อัด แผ่นเสียงกับบริษัท Deutsche Grammophone ซึ่งห้าง ต.เง็กชวน ติดต่อมาเพลงที่บันทึกมี เพลงจาก เรื่องวิวาห์พระสมุทรและพระราชวังสัน เป็นส่วนมาก และได้อัดแผ่นเสียง เพลงพญาโศก โดยมีสุมิตรา เดี่ยวเปียโน นับเป็นแผ่นเสียงเดี่ยวเปียโน เพลงพญาโศกเป็นแผ่นแรกของประเทศไทย ขายดีมากจน แม้แต่เจ้าของเองก็ไม่มีฟัง นอกจากเพลงพญาโศกแล้ว แผ่นเสียงเพลงที่ครูนิภาร้องไว้ และได้รับความ นิยมมากได้แก่ เพลงสุดาสวรรค์เถา ตับวิวาห์พระสมุทร และเพลงพระอาทิตย์ชิงดวง เป็นต้น หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แล้ว หลวงวิจิตรวาทการได้ก่อตั้งโรงเรียนนาฏ ดุริยางค์ขึ้น ครูนิภาได้รับราชการเป็นครูอยู่โรงเรียนนี้ด้วย จึงมีโอกาสต่อเพลงจากหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เพิ่มขึ้นอีก นักเรียนที่ครูเคยสอน ได้แก่ ครูประเวช กุมุท ครูประกอบ สุกัณหเกตุ เป็นต้น ระยะนี้ หลวงวิจิตรวาทการ ได้แต่งบทละครปลุกใจหลายเรื่อง ครูนิภาได้ทำหน้าที่นักร้องต้น เสียงในเรื่องเลือดสุพรรณ มหาเทวี น่านเจ้า ศึกถลาง เจ้าหญิงแสนหวี ได้ร้องเพลง คลื่นถลางคู่กับ ครู แนบ เนตรานนท์ ทั้งยังได้ร่วมงานกับนักร้องที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นคือ บุญทรง เหราบัติย์ ประภา เป้า ประเสริฐ อัมพร ชัชกุล สวง เชยประทุม การุณ พันธุมสุต เป็นต้น ประวัติการขับร้องเพลงของครูนิภา จึงครบถ้วนทั้งไทยแท้และไทยสากล เมื่อมารับราชการในกรมศิลปากรได้ไม่นาน ก็สมรสกับครูแสวง อภัยวงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2479 ไม่มี บุตรธิดา ด้วยกัน มีบุตรบุญธรรม 1 คน ชื่อ มยุรี ได้ก่อตั้งวงดนตรีบรรเลงออกอากาศทางสถานี วิทยุกระจายเสียงเป็นประจำ คือ วง ส. สุรางคศิลป์ และได้ร่วมวงบรรเลงกับวงอื่น ๆ เสมอ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งโรงเรียนจิตรลดา ขึ้น ครูนิภาได้เข้าไปถวายการสอนดนตรีไทยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ และยังช่วยสอน
163 ดนตรีไทยแก่สถาบันต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมทั้งรับสอนที่บ้านด้วย เมื่อต้นปี พ.ศ. 2526 ครูได้ออกรายการโทรทัศน์ร่วมกับคุณสุมิตรา สุจริตกุล ในรายการหนึ่งในร้อย ซึ่งสนับสนุนโดย ธนาคาร กรุงเทพจำกัด เพื่อเล่าเรื่องราวและบรรเลงเพลงที่เคยขับร้องถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า เจ้าอยู่หัว ปรากฏว่ามีผู้สนใจมาก ครูนิภา อภัยวงค์ ถึงแก่กรรมลงเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2541 สิริรวมอายุได้ 89 ปี 10 เดือน ภาพที่ 70 ภาพครูประคอง พุ่มทองสุก (นิภา อภัยวงค์) ที่มา : https://sirindhornmusiclibrary.li.mahidol.ac.th/hall_of_fame/thai-musicians72/ 5. ครูบรรเลง สาคริก (นางกษัตริย์เทพสมุห) นางมหาเทพกษัตรสมุห มีนามเดิมว่า บรรเลง ศิลปบรรเลง เป็นบุตรีคนที่ 2 ของหลวง ประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และนางโชติ เกิดที่บ้านหน้าวังบูรพาภิรมย์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2451 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก 3 คน คือคุณหญิงชิ้น ไชยพรรค (พี่สาว) นายประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง (น้องชาย) และนางชัชวาลย์ รุ่งเรือง (น้องสาว) และมีน้องร่วมบิดาอันเกิดแต่ นางฟู อีก 4 คน ชื่อภัลลิกา ขวัญชัย สมชาย และสนั่น ศิลปบรรเลง เริ่มเรียนหนังสือสามัญชั้นต้นที่โรงเรียนศรีจิตรสง่า เมื่ออายุได้ 7 ปี แล้วมาเรียนต่อที่โรงเรียน ราชินี ปากคลองตลาด จนจบชั้นประโยคมัธยมบริบูรณ์ ในด้านดนตรีนั้น เริ่มเรียนเมื่ออายุได้ 12 ปี จาก ท่านครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ผู้เป็นบิดา เรียนได้ประมาณ 2 ปี ก็มีงานประชันวงปี่พาทย์ครั้งสำคัญ ณ วังบางขุนพรหม (งานสี่มะเส็ง พ.ศ. 2466) หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นหัวหน้าวงวัง บูรพาภิรมย์ นำวงปี่พาทย์เข้าประชันด้วย จึงได้ต่อร้องให้กับอาจารย์บรรเลง เพื่อเข้าขับร้องประชันวง ในงานดังกล่าวขณะนั้นอาจารย์บรรเลงอายุได้ 14 ปี ผลการประชัน ปรากฏว่านางเทียม กรานต์เลิศ ได้ที่ 1 อาจารย์บรรเลง ได้ที่ 2 และอาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน ได้ที่ 3 หลังจากงานนี้แล้ว อาจารย์ บรรเลงไม่เคยร้องเพลงออกงานที่ไหนอีกเลย แต่เป็นครูสอนขับร้องให้แก่ผู้อื่นมาตลอด ประวัติการทำงานเริ่มตั้งแต่ เรียนจบประโยคมัธยมบริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2468 ได้เข้ารับราชการ เป็นครูสอนขับร้องที่โรงเรียนเบญจมราชาลัย เป็นเวลา 6 ปี แล้วย้ายไปประจำที่โรงเรียนฝึกหัดครู เพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ในระยะนี้สอบวุฒิ พ.ม. (พิเศษมัธยม) ได้ และได้เข้าร่วมวงมโหรีหลวงในสมัย รัชกาล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่ระยะหนึ่ง สามารถบรรเลงดนตรีได้ทุกเครื่อง ยกเว้นปี่ จนถึง พ.ศ. 2480 ย้ายไปอยู่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา ในตำแหน่งหัวหน้าวิชาดนตรีและการละคร พ.ศ.
164 2500 ได้รับทุน ไอ.ซี.เอ.ไปศึกษาและดูงานการสอนชั้นประถมศึกษาด้านดนตรีและการละคร ณ ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นเวลา 1 ปี พ.ศ. 2504 ได้รับทุนยูเนสโกไปดูงานการแสดงละครแบบต่าง ๆ ณ ประเทศอินเดีย ทำให้อาจารย์บรรเลงมีประสบการณ์และความรู้ในด้านการดนตรี และละคร กว้างขวางยิ่งขึ้น ท่านจึงเป็นกำลังสำคัญทั้งในด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ เกี่ยวกับการดนตรีและละคร ตลอดเวลากว่า 30 ปี ที่ท่านรับราชการอยู่ ณ วิทยาลัยครูสวนสุนันทา ท่านได้ทำหน้าที่ควบคุมฝึกซ้อม ทำบทละคร ประพันธ์บทร้อง เป็นวิทยากรผู้ให้การอบรมแก่ครูทุกระดับชั้น เป็นกรรมการจัดบทเรียนขับ ร้องในระดับประถมศึกษา เป็นกรรมการตัดสินการประกวดขับร้องและบรรเลงดนตรีไทยในงาน ศิลปหัตถกรรมนักเรียนทุกปี ได้รับเชิญเป็นกรรมการตัดสินในการประกวดดนตรีไทยระดับชาติเกือบทุก ครั้ง ซึ่งผลงานของท่านเท่าที่กล่าวมานี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถในทางดนตรี และละครของ ท่านได้เป็นอย่างดีผลงานทางด้านดนตรีนอกเหนือจากที่ปรากฎอยู่ในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ก็มี เพลงลาวสวยรวยเถา ซึ่งแต่งจาก 2 ชั้นของเดิม คุณครูบรรเลง สมรสกับขุนตำรวจเอกพระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) มีบุตรธิดา ด้วยกัน 4 คน ชื่อ มาลินี นิคม เพียงเพ็ญ และชนก ซึ่งบุตรชายคนสุดท้องนี้ มีความสามารถในการ บรรเลงเครื่องสายทุกชนิด เป็นนักแต่งเพลง และเป็นผู้นำเครื่องดนตรีจีน ที่เรียกว่า เจ็ง มาบรรเลงเพลง ไทยเป็นคนแรก พ.ศ. ๒๕๒๖ อาจารย์บรรเลง ดำรงตำแหน่ง อุปนายก มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ถนนเศรษฐศิริ เป็นครูสอนดนตรีไทยที่มูลนิธิฯ สอนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตร และสอนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2545 อาจารย์บรรเลงถึงแก่กรรมลง ด้วยโรคชรา สิริรวมอายุได้ 94 ปี ภาพที่ 71 ภาพครูบรรเลง สาคริก ที่มา : https://www.youtube.com/watch?app=desktop&v=4gKqFmCuB0o 6) ครูปกรณ์ รอดช้างเผื่อน ประวัติการศึกษาดนตรีไทยได้เริ่มเรียนจะเข้ครั้งแรกจากคุณครูทองดีสุจริตกุล และครู ละเมียด จิตตเสวี(สนิทบรรเลงการ) เริ่มหัดซออู้และซอสามสาย จากครูไพเราะเสียงซอ (อุ่นดูริยชีวิน) เรียนพิณน้ำเต้า และกระจับปี่ จากครูกมล เกตุศิริท และสนใจในดนตรีพื้นบ้าน ภาคเหนือ - อีสานจาก
165 ครูท้องถิ่น ครูปกรณ์จบการศึกษาจากวิทยาลัยนาฏศิลป และได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สาขาดุริยางค์ไทย วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล) ต่อมาได้ศึกษาต่อในหลักสูตรบริหารการศึกษา ระดับปริญญาโท คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ประวัติการทำงาน คุณครูปกรณ์ รอดช้างเผื่อน ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีได้ทำงานวิจัย ทางด้านศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีไทย และทำหน้าที่เป็นผู้นำคณาจารย์และนิสิต ร่วมเดินทาง แลกเปลี่ยน เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมในหลาย ๆ ประเทศ และมีผลงานด้านการประพันธ์เพลงจำนวนมาก ที่โดดเด่น ได้แก่ประเภทเพลงโหมโรงเช่น โหมโรงฟ้าน่าน เพลงสกุณาเถา ประเภทเพลงเถาประพันธ์เนื้อ ร้อง (ทางร้องและทางเครื่อง) เพลงฟ้าน่าน เถา ประเภทเพลงระบำที่โดดเด่น ได้แก่ ระบำเก็บใบชา ระบำโบราณคดีจันเสน ประเภทเพลงเดี่ยวได้แก่ เพลงทยอยเดี่ยวสำหรับจะเข้เพลงเดี่ยวตวงพระธาตุ สำหรับกระจับปี่และจะเข้คุณครูปกรณ์ได้นำดนตรีไทยผสมดนตรีล้านนา บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ใน สมเด็จพระกนิษฐาธิราช เจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ ในงานดนตรีไทย อุดมศึกษาครั้งที่ 43 ณ มหาวิทยาลัยพะเยา ภาพที่ 72 ภาพครูปกรณ์ รอดช้างเผื่อน ที่มา : https://www.facebook.com/686345618180382/photos/pb.100063554323039.- 2207520000/1011454499002824/?type=3 7) ครูระวีวรรณ ทับทิมศรี ครูระวีวรรณ ทับทิมศรี ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนเดียวที่ ครูแสวงได้ถ่ายทอดเพลงเดี่ยวกราวใน จนครบเถา ในปัจจุบันครูระวีวรรณ เป็นบุคคลสำคัญผู้หนึ่งในด้านดนตรีไทย ซึ่งท่านเป็นศิษย์สายตรง ของครูขุนวิลาศ จรรยา หรือนายทองสุข สุขพรินทร์ ภายหลังได้เรียนกับครูแสวง อภัยวงศ์ และครูนิภา อภัยวงศ์ ท่านได้รับการถ่ายทอดความรู้ ด้านการขับร้องและจะเข้เบื้องต้น จากครูขุนวิลาศ จรรยา หรือ นายทองสุข สุขพรินทร์ หลังจากนั้น จึงได้เรียนจะเข้กับครูแสวง อภัยวงศ์ และเรียนร้องกับครูนิภา อภัยวงศ์ ทำให้ครูครูเป็นผู้มีความรู้และมีชื่อเสียงในปัจจุบัน ครูระวีวรรณมักจะได้ออกงานวิทยุกับ ครูแสวง อภัยวงศ์อยู่เป็นประจำ ซึ่งครูจะเล่นอยู่ในวง ส.สุรางคศิลป์ หลังจากนั้นรับราชการเป็นครูสอน ดนตรีและขับร้องที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย และได้ไปเผยแพร่ดนตรีไทยและขับร้องเพลงไทยใน
166 ต่างประเทศ ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น บรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ถือว่าท่านเป็นผู้อนุรักษ์และ เผยแพร่ดนตรีไทยอย่างสมบูรณ์แบบ ภาพที่ 73 ภาพครูรวิวรรณ ทับทิมศรี ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=484880333648561&set=pb.100063797963412.- 2207520000 8) ครูขำคม พรประสิทธิ์ ครูขำคม พรประสิทธิ์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2512 เกิดแต่นายสมปองและ นางลักขณา พรประสิทธิ์ (สกุลเดิม สว่างศรี) บิดาเป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี ส่วนมารดาเป็นชาวจังหวัด สุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 4 คน คือ 1.นายพัสกร พรประสิทธิ์ 2.นางสาวขำคม พรประสิทธิ์ 3.นางสาวชงโค พรประสิทธิ์ 4.นายปุณณลักขณ์ พรประสิทธิ์ วัยเด็ก เนื่องจากบิดารับราชการในกรมชลประทาน ครูขำคมจึงมีความจำเป็นต้องย้ายตาม ครอบครัวไปตามจังหวัดต่างๆ จนกระทั่งเมื่อเข้าศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 บิดาจึงตัดสินใจโอนย้ายมา ประจำการที่จังหวัดนนทบุรีเป็นการถาวร จุดเริ่มต้นที่ทำให้ครูขำคมได้มีโอกาสเรียนรู้ดนตรีไทย เพราะ ด้วยความที่คุณพ่อสมปองมีความคิดว่า “เกิดเป็นคนไทย ต้องฟังเพลงไทยเป็น และจะต้องเล่นเครื่อง ดนตรีไทยได้อย่างน้อย 1 ชิ้น”บุตรธิดาของท่านทุกคนจึงมีโอกาสเรียนดนตรีไทยตามที่ท่านได้ตั้งใจไว้ โดยฝากให้ครูขำคมเรียนขิมกับครูสว่าง นักดนตรีซึ่งเป็นข้าราชการที่อาศัยอยู่ที่บ้านพักราชการของกรม ชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี แต่เรียนได้เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น ครูสว่างได้แนะนำให้ครู ขำคมไปต่อยอดความรู้จากบ้านครูฟุ้ง และครูองุ่น บัวเอี่ยม สองสามีภรรยา บ้านของท่านมีวงเครื่องสาย ผสมออร์แกนและวงเครื่องสายผสมขิมเหล็ก ครูฟุ้งและครูองุ่นท่านเป็นลูกศิษย์โดยตรงของคุณครูหลวง ประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ครูฟุ้งท่านเป็นคนเครื่องหนัง ตีโทนรำมะนาได้สนุก และยังเป็น หัวหน้าแผนกกองดุริยางค์กรมตำรวจอีกด้วย ภายหลังครูฟุ้งสูญเสียการมองเห็นของดวงตาทั้งสองข้าง ส่วนครูองุ่นท่านเป็นนักร้องประจำวงบ้านบาตร ต่อมามีอาชีพเหลาอังกะลุงขาย อังกะลุงของท่านมี ชื่อเสียงมาก บ้านครูฟุ้งและครูองุ่น บัวเอี่ยม ถือได้ว่าเป็นที่ปลูกฝังความรู้และประสบการณ์ด้านดนตรี ไทยให้กับครูขำคมอย่างเข้มข้น เพราะในแต่ละวันจะมีนักดนตรีไทยอาชีพแวะเวียนมาเยี่ยมครูฟุ้งเป็น ประจำ ไม่ว่าจะเป็นครูประมวล อรรถชีพ ครูฉลาก โพธิ์สามต้น ครูสุบิน จันทร์แก้ว และศิษย์จากสาย สำนักครูสกล แก้วเพ็ญกาศ เช่น ครูสุรเดช กิ่มเปี่ยม ฯลฯ ครูขำคมจึงมีโอกาสต่อเพลง ซ้อมดนตรี และ
167 คลุกคลีกับครูดนตรีเหล่านั้นเป็นประจำ ต่อมาครูขำคมได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป กรุงเทพมหานคร ได้รับวิชาความรู้เรื่องการดีดจะเข้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจากครูทองดี สุจริตกุล โดยเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป ตั้งแต่ชั้นต้นปีที่ 1 (ม.1) จนกระทั่งถึงชั้นกลางปีที่ 3 (ม.6) ในขณะเดียวกันได้เรียนดนตรีที่บ้านครูฟุ้ง ควบคู่ไปด้วย เมื่ออายุ 14 ปี ครูขำคมได้มีโอกาสต่อเพลงเดี่ยวกราวในทางจะเข้กับครูบรรเลง สาคริก ต่อมาในภายหลังได้รับการชักชวนจากครูบุญช่วย โสวัตร ว่า “ถ้าอยากจะเรียนดนตรีอย่างจริงจัง ก็ให้มา สอบเข้าเรียนที่คณะศิลปกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เมื่อครูขำคมเรียนจบชั้นกลางปีที่ 3 ที่วิทยาลัยนาฏศิลปแล้ว จึงตัดสินใจสอบเข้าเรียนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามคำชักชวนของครูบุญช่วย โสวัตร และคณาจารย์จากสาขาวิชาดุริยางค์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทันที เมื่อเข้าสู่รั้วสถาบันการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ครูขำคม ได้รับการฝึกฝนด้านดนตรีไทยอย่างจริงจัง จากครูผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านดนตรีไทยหลายท่าน เช่น ครูประสิทธิ์ ถาวร ครูบุญช่วย โสวัตร ครูปกรณ์ รอดช้างเผื่อน ปี พ.ศ. 2534 เมื่อครูขำคมจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีแล้ว เดือนมกราคมปีถัดมา ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาดุริยางคศิลป์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2537 ครูขำคมได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้มีโอกาสเรียนจะเข้เพิ่มเติมกับครูนิภา อภัยวงศ์ ซึ่งครูขำคมเป็นนิสิต ปริญญาโทคนแรกที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรของสาขาวิชานี้ โดยใช้ระยะเวลาในการศึกษา 2 ปี นอกจากผลงานวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหนังสือ เขียนบทความด้านดนตรี และงานด้านวิจัย ครูขำ คมยังมีโอกาสไปบรรเลงดนตรีไทยเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมตามประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ ประเทศ ฟิลแลนด์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ฯลฯ (อ้างอิง: https://kotavaree.com/2014/02/03) ปี 2561 คุณครูขำคม พรประสิทธิ์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่ง "ศาสตราจารย์" และได้รับรางวัลอาจารย์ดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิชาศิลปกรรมศาสตร์ ประจำปี 2565 ภาพที่ 74 ภาพศาสตราจารย์ ดร.ขำคม พรประสิทธิ์ ที่มา : http://www.cetmcr.faa.chula.ac.th/about-us/committee-members/
168 สรุป ครูจะเข้ที่มีฝีมือและชื่อเสียงทั้งในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสืบทอดวิชาการบรรเลง จากโบราณา จารย์ผู้เชี่ยวชาญการบรรเลง ตามวิธีการสอนของครูที่ถ่ายทอดให้สู่ลูกศิษย์โดยแบ่งประเภทของครูจะเข้ สายตรงกับสายรอง โดยสายตรงหมายถึงครูที่ต่อจะเข้มาโดยตรงกับครูจะเข้สมัยโบราณ และสายรองคือ ครูที่มีความสามารถและมาจากครูที่มีความสามารถ และต่อจะเข้มาจากครูเครื่องดนตรีชิ้นอื่น ๆ นอกเหนือจากประวัติและผลงานของคุณครูจะเข้ที่ได้รวบรวมไว้ในบทนี่แล้วนั้น ยังมีคุณครูที่มีความรู้ ความสามารอีกหลากหลายท่านที่ยังไม่ได้รวบรวมประวัติ และผลงานของครูท่านนั้น ๆ การศึกษาประวัติศาสตร์หรือภูมิหลัง ผลงาน ของศิลปินแต่ละท่าน ช่วยให้ผู้เรียนรู้ลึกถึงขนบการ การดีดจะเข้เป็นสายสำนัก ทีได้สืบทอด และยังคงคุณค่าจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน คำถามท้ายบท 1. ให้นักศึกษาอธิบายการแบ่งประเภทของครูจะเข้สายใน และสายนอก 2. วงดนตรีไทยใดบ้างที่มีการเรียนการสอน และการให้ครูมาต่อเครื่องสาย 3. จาการศึกษาประวัติและผลงานครูจะเข้ ให้นักศึกษาอภิปรายบทเพลงที่มีชื่อเสียงของการบรรเลง เดี่ยวจะเข้ 4. ให้นักศึกษาแสดงแผนภูมิความเชื่อมโยง สายสืบทอดในการบรรเลงจะเข้ เอกสารอ้างอิง นริศรา พันธุ์ธาดาพร. (2564). กลวิธีพิเศษการเดี่ยวจะเข้เพลงกราวใน สองชั้น ทางครูแสวง อภัย วงศ์.วารสารวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2564. นครสวรรค์: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. ศักรินทร์สู่บุญ. (2533). ที่ระลึกการแสดงดนตรีไทยมัธยมศึกษา ครั้งที่ 14. กรุงเทพฯ: กลุ่ม โรงเรียน กรมสามัญศึกษากรุงเทพฯ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2563). 120ปี ชาตกาลครูแอบ ยุวนวณิชย์. สูจิบัตร งานจุฬาวาฑิต ครั้งที่ 219. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
169 แผนการสอนประจำบทที่ 9 การผลิตสื่อการสอนดนตรีไทย หัวข้อเนื้อหาประจำบท บทที่ 9 การผลิตสื่อการสอนดนตรีไทย 1 ความหมายของสื่อการสอน 2. คุณค่าและประโยชน์ของสื่อการสอน 3.ประเภทของสื่อการเรียนการสอน 4. แนวทางการผลิตสื่อการสอน 5. สื่อการสอนทำมือ 6. สื่อการสอนแอปพลิเคชั่นดนตรี วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เมื่อนักศึกษาได้เรียนจบในบทที่ 9 นักศึกษาจะมีความสามารถดังนี้ 1. มีความรู้ด้านการผลิตสื่อการสอนดนตรีไทย 2. มีความรู้และอธิบายแนวทางการผลิตสื่อการสอนดนตรีไทย 3. ผลิตสื่อการสอนดนตรีไทย กิจกรรมการเรียนการสอน มีรายละเอียดดังนี้ 1. แนะนำเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสื่อการสอนดนตรีไทย 2. ให้ผู้เรียนได้ศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาของบทเรียน หากมีข้อสงสัยให้ซักถาม ผู้สอน 3. อาจารย์บรรยายเนื้อหา โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์นำเสนอ 4. ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดท้ายบท 5. อาจารย์และนักศึกษา ร่วมกันสรุปประเด็นสำคัญของการผลิตสื่อการสอนดนตรีไทย สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน รายวิชาการสอนทักษะเครื่องดีดไทย 2. ใช้โปรแกรมการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ การวัดผล และการประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน 1.1 ความตรงต่อเวลาในการเข้าชั้นเรียน 1.2 นักศึกษามีความสนใจ ตอบสนองในชั้นเรียน 1.3 การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น 2. การประเมินผลงานที่ได้รับมอบหมาย 2.1 ประเมินจากการทำแบบฝึกหัด 2.2 ประเมินจากชิ้นงานการผลิตสื่อการสอนดนตรีไทย
170 บทที่ 9 การผลิตสื่อการสอนดนตรีไทย การจัดการศึกษาในปัจจุบันจะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูจะเป็นผู้คอยอำนวยความสะดวกใน การเรียนการสอน และใช้สื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย พร้อมทั้งจัดแหล่งเรียนรู้ให้เด็กได้ศึกษา ค้นคว้างานด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ฟังมาเป็นผู้ปฏิบัติ ฝึกใช้ความคิด เสนอความคิด ทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และมีความรับผิดชอบ (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2544) จากแนวคิดดังกล่าว จึงได้เกิดแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยผู้สอนและ ผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมร่วมกัน โดยอาศัยสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือการเรียนรู้ที่หลากหลาย รวมทั้งใช้เทคนิควิธีการในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ การนำเอาเทคนิค วิธีการ แนวความคิด และอุปกรณ์เครื่องมือใหม่ๆ ทางเทคโนโลยี การศึกษามาใช้ยังช่วยแก้ปัญหา และปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนอย่างมีระบบอีกด้วย 9.1 ความหมายของสื่อการสอน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของสื่อการสอน หมายถึงวิธีการ เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้เป็นสื่อในการศึกษา (ราชบัณฑิตยสถาน. 2542: 1200) กิดานันท์ มิลทอง กล่าวว่า สื่อการสอน (Instructional Media) หมายถึง สื่อชนิด ใดก็ตามไม่ ว่าจะเป็นเทปบันทึกเสียง สไลด์ วิทยุ โทรทัศน์ แผนภูมิ ภาพนิ่ง ฯลฯ ซึ่งบรรจุ เนื้อหาการเรียนการสอน สิ่งเหล่านี้เป็นวัสดุอุปกรณ์ทางกายภาพที่นํามาใช้ในเทคโนโลยีการศึกษา เป็นเครื่องมือหรือช่องทาง สําหรับทําให้การสอนของผู้สอนส่งไปถึงผู้เรียน ทําให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ หรือ จุดมุ่งหมายที่ผู้สอนวางไว้อย่างดี(กิดานันท์ มิลทอง. 2543: 89) คณะทํางานเผยแพร่สารสนเทศในระบบอินเทอร์เน็ต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2550: www.stou.ac.th) ได้สรุปว่า สื่อการเรียนการสอน หมายถึง ตัวกลางที่ใช้ถ่ายทอดความรู้ ความคิด ตลอดจนทักษะต่างๆ สื่อที่ใช้อาจเป็นวัตถุสิ่งของ มีตัวตน หรืออาจเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวก็ได้ สุวดี พิณประภัศร์ ได้ให้ความหมายของ สื่อการสอนว่า หมายถึง เครื่องช่วย อํานวยความ สะดวกในการถ่ายทอดความรู้ วิชาการที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน ระหว่างครูกับ นักเรียนซึ่งนักเรียน เป็นฝ่ายรับ ครูเป็นฝ่ายถ่ายทอด โดยผ่านสื่อชนิดต่างๆ (สุวดี พิณประภัศร์. 2543: 10) สํานักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ให้ความหมายของสื่อการเรียนการสอนว่า “สื่อชนิดใดก็ ตามที่มีสาระการเรียนรู้ ซึ่งผู้สอนและผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือ สําหรับการเรียนรู้เนื้อหา หรือสาระนั้นๆ” การสอนในภาพลักษณ์เดิมๆมักจะเป็นการถ่ายทอด สาระความรู้จากผู้สอนไปยังผู้เรียน โดยใช้สื่อเป็น ตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ทักษะและประสบการณ์ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยทั่วไปแล้ว ว่าการเรียนรู้ไม่ได้จํากัดอยู่เฉพาะ ในห้องเรียน หรือในโรงเรียน การเรียนจากสื่อต่างๆอย่างหลากหลาย สามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา และทุกสถานที่ สื่อที่นํามาใช้เพื่อการเรียนสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงเรียกว่า “สื่อการเรียนรู้” ซึ่งหมายถึงทุกสิ่ง ทุกอย่างที่มีอยู่รอบตัว ของจริง บุคคล สถานที่ เหตุการณ์ หรือความ คิดเห็นก็ ตาม ถือเป็น สื่อ การเรียนรู้ทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าเหตุการณ์นั้นๆหรือหรือนําสิ่งนั้นๆเข้ามาสู่การเรียนรู้ ของเราหรือไม่ (อ้างอิง : www.bmaeducation.in.th )
171 อํานวย เดชชัยศรี แสดงความคิดเห็นว่าสื่อการศึกษา (Education Media) หมายถึง และ วิธีการที่ใช้เป็นตัวกลางเพื่อช่วยให้การจัดกระบวนการเรียนการสอนบรรลุ จุดมุ่งหมายอย่างมี ประสิทธิภาพ (อํานวย เดชชัยศรี. 2545: 1) จากความหมายข้างต้นที่ได้จากการค้นคว้า พบว่า สื่อการสอน หมายถึง อะไรก็ตามที่เป็น ตัวกลางในการทําให้ผู้สอนสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียนได้สะดวกและโดยง่าย 9.2 คุณค่าและประโยชน์ของสื่อการสอน จําแนกประโยชน์ของสื่อต่อผู้เรียนและผู้สอนดังต่อไปนี้ 9.2.1 สื่อการสอนกับผู้เรียน 1.) เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความเข้าใจ เนื้อหาบทเรียนที่ยุ่งยากซับซ้อนได้ง่ายขึ้นในระยะเวลาอันสั้น รวดเร็ว และ สามารถช่วยให้เกิดความคิด รวบยอดในเรื่องนั้นได้อย่างถูกต้องและ 2.) สื่อจะช่วยกระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน ทําให้เกิดความ สนุกและไม่เกิดความ เบื่อหน่ายการเรียน 3.) การใช้สื่อจะทําให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตรงกันและเกิดประสบการณ์ ร่วมกันในวิชาที่เรียน 4.) ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้น ทําให้ เกิดมนุษยสัมพันธ์อัน ดีในระหว่างผู้เรียนด้วยกันเองและกับผู้สอนด้วย 5.) ช่วยเสริมสร้างลักษณะที่ดีในการศึกษาหาความรู้ ช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความความคิด สร้างสรรค์จากการใช้สื่อเหล่านั้น 6.) ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยการจัดให้มีการใช้ สื่อในการศึกษา รายบุคคล 9.2.2 สื่อการสอนกับผู้สอน 1.) การใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบการเรียนการสอน เป็นการช่วย ให้ บรรยกาศในการ สอนน่าสนใจยิ่งขึ้น ทําให้ผู้สอนมีความสนุกสนานในการ สอนมากกว่าวิธีการที่เคยใช้การบรรยายแต่ เพียงอย่างเดียว และเป็นการสร้าง ความเชื่อมั่นในตัวเองให้เพิ่มขึ้นด้วย 2.) สื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในด้านการเตรียมเนื้อหา เพราะบางครั้งอาจให้ผู้เรียน ศึกษาเนื้อหาจากสื่อได้เอง 3.) เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นสื่อการ สอนตลอดจนค้นคิดเทคนิควิธีการต่างเพื่อให้การเรียนรู้ น่าสนใจยิ่งขึ้น (กิดานันท์ มลิทอง. 2543: 98) 9.2.3 คุณค่าของสื่อการสอนที่มีต่อผู้เรียน 1.) ช่วยกระตุ้นและเร้าความสนใจของผู้เรียน สื่อการสอนช่วยให้ผู้เรียน เกิดความสนใจเนื้อหา ของบทเรียน ที่ถูกนําเสนอผ่านทางสื่อการสอน ความสนใจ ของผู้เรียนเป็นสิ่งที่สําคัญอย่างยิ่งใน กระบวนการเรียนรู้ เพราะอาจนับได้ว่า ความสนใจเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนําไปสู่การเรียนรู้ของผู้เรียนใน ที่สุด
172 2.) ช่วยให้การเรียนรู้ของผู้เรียนเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกและ รวดเร็ว สื่อการสอน ควรเป็นสิ่งที่ควรออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนรับรู้และทํา ความเข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้อย่างสะดวก ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น 3.) ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลในบริบทของการเรียนรู้บุคคลหรือผู้เรียน แต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ เช่น เพศ ระดับ สติปัญญา ความถนัด ความสนใจ สมรรถภาพ ทางกาย เป็นต้น 4.) ช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และระหว่างผู้สอนกับ ผู้เรียน สื่อการสอน ที่ถูกออกแบบมาให้ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมในการทํากิจกรรม การเรียนการสอน ตัวอย่างเช่น การใช้เกม ต่อภาพ (jigsaw) แข่งขันกันเป็นกลุ่ม เพื่อ หาคําตอบจากภาพที่ต่อเสร็จสมบูรณ์ การใช้เกมแขวนคอ (hang man) เพื่อทาย คําศัพท์เป็นต้น สื่อการสอนเหล่านี้ช่วยเอื้ออํานวยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ผู้เรียน ด้วยกัน หรือระหว่างผู้สอน ช่วยให้บรรยากาศของการเรียนการสอนมีชีวิตชีวา มีสังคมในห้องเรีน เกิดขึ้น นํามาซึ่งการช่วยเหลือกันในด้านการเรียนรู้ต่อไป 5.) ช่วยให้สามารถนําเนื้อหาที่มีข้อจํากัดมาสอนในชั้นเรียนได้ ตัวอย่าง ของเนื้อหาที่มี ข้อจํากัด เช่น การใช้ Flight Simulator เพื่อฝึกนักบิน 6.) ช่วยให้ผู้เรียนเรียนอย่างกระตือรือร้น และ มีส่วนร่วมกับการเรียน สภาพการเรียนการ สอนที่ดี ต้องจัดให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น (active learning) สื่อการสอนที่ได้รับการออกแบบ เป็นอย่างดี ต้องเป็นสื่อการสอนที่ สามารถกระตุ้นหรือเร้าให้ผู้เรียนทําการเรียนรู้ด้วยความกระตือรือร้น โดยให้ผู้เรียนต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน โดยควรเน้นที่ปฏิสัมพันธ์ด้านการใช้ความคิด หรือกิจกรรม ทางสมอง 7.) ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างเพลิดเพลิน สนุกสนาน และไม่เบื่อหน่ายต่อ การเรียน หากโดย ปกติแล้วผู้สอนใช้วิธีการสอนแบบบรรยายเป็นส่วนใหญ่ การใช้ สื่อการสอน จะเป็นการเปลี่ยน บรรยากาศในห้องเรียนให้แตกต่างไปจากสิ่งที่เคย ปฏิบัติเป็นประจําในชั้นเรียน เรียนรู้อย่างสนุกสนาน 9.2.4 คุณค่าของสื่อการสอนที่มีต่อผู้สอน ได้แก่ 1.) ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในด้านการเตรียมสอนหรือเนื้อหากสอนเมื่อใช้สื่อการสอน ผู้สอนไม่ต้องจดจําเนื้อหาบทเรียนทั้งบทเพื่อนํามาบรรยายด้วย ตนเอง เพราะรายละเอียดของเนื้อหา บทเรียนส่วนใหญ่จะถูกนําเสนอผ่านทางสื่อ การสอน ซึ่งช่วยลดงานในการเตรียมตัวสอนลงไปได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ต้องสอนซ้ําในเนื้อหาเดิม ก็สามารถนําสื่อการสอนที่เคยใช้สอนกลับมาใช้ได้ อีก การใช้สื่อการสอนยังสามารถลดภาระเรื่องเวลาในการสอนได้อีกเช่นกัน 2.) ช่วยสร้างบรรยากาศในการสอนให้น่าสนใจ ในการสอนด้วยการบรรยายอย่างเดียว มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สอนควรมีความสามารถเฉพาะตัวในการกระตุ้นและตรึงความสนใจของผู้เรียน ตลอดจนการสร้างบรรยากาศในการ เรียนให้มีความน่าสนใจ ซึ่งถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้วการใช้สื่อการสอน จะช่วยสร้างบรรยากาศในการเรียนให้มีความน่าสนใจในการสอนให้แก่ผู้สอน 3.) ช่วยสร้างความมั่นใจในการสอนให้แก่ผู้สอน ในกรณีที่เนื้อหาบทเรียน มีหลายขั้นตอน มีการเรียงลําดับ มีจํานวนมากหรือยากที่จะจดจํา การใช้สื่อการ สอนจะช่วยให้ผู้สอนมีความมั่นใจในการ สอนมากขึ้น เพราะเนื้อหาเหล่านั้น สามารถที่จะบันทึกไว้ได้ในสื่อการสอน
173 4.) กระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอ เมื่อผู้สอนเห็นคุณค่าของสื่อการสอน ผู้สอนก็จะนําสื่อการ สอนใช้ในการสอนของตนเอง ซึ่งในขั้นตอนการเตรียมผลิต สื่อการสอน การเลือกสื่อการสอน หรือการ จัดหาสื่อการสอน ตลอดจนการ 5.) แสวงหาเทคนิคใหม่ๆมาใช้ในการสอน จะทําให้ผู้สอนเป็นผู้มีความ ตื่นตัว และมีการ พิจารณาเพื่อทําให้การสอนบรรลุวัตถุประสงค์ และดําเนินการ อย่างมีประสิทธิภาพ ทําให้เกิดการ ปรับปรุงการสอนของตนเอง และทําให้การสอน มีความน่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้สื่อ การสอน ได้สรุปว่า สื่อการสอนมีคุณค่าต่อระบบการเรียนการสอนหรือการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ในหลาย ประการด้วยกัน ประเด็นสําคัญของคุณค่าของสื่อการสอน คือผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพจาก การพิจารณาถึงคุณค่า สื่อการสอนช่วยอํานวยความสะดวกให้และประโยชน์ของสื่อการสอนทําให้ ผู้เรียน เข้าใจได้ง่ายขึ้น เกิดความคิดรวบยอดในเรื่องที่ต้องการสื่อนั้นได้ ย่นระยะเวลาในการสอน ทั้งยัง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีให้แก่ ผู้เรียนและผู้สอน สื่อนั้นจึงมีประสิทธิภาพ 9.3 ประเภทของสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนแบ่งตามคุณลักษณะ ได้ 4 ประเภทคือ 9.3.1 สื่อประเภทวัสดุ (Software) หมายถึง สื่อที่เก็บความรู้อยู่ในตัวเองซึ่งจําแนกย่อยได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 1) วัสดุประเภทที่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตัวเองโดยไม่จําเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นช่วย เช่น แผนที่ ลูกโลก รูปภาพ หุ่นจําลอง ฯลฯ 2) วัสดุประเภทที่ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตัวเองอุปกรณ์อื่นช่วย เช่น แผ่นซีดี ฟิล์ม ภาพยนต์ สไลด์ ฯลฯ 9.3.2 สื่อประเภทอุปกรณ์ (Hardware) หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวกลางหรือตัวผ่านทําให้ข้อมูลหรือ ความรู้ที่บันทึกในวัสดุสามารถถ่ายทอดออกมาให้เห็นหรือได้ยินได้ เช่น เครื่องฉายแผ่นโปร่งใส เครื่อง ฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพยนต์ เครื่องเล่นแผ่นซีดี เป็นต้น 9.3.3 สื่อประเภทเทคนิคและวิธีการ (Techniques and Methods) หมายถึง สื่อที่มีลักษณะ เป็น แนวความคิดหรือรูปแบบขั้นตอนในการเรียนการสอน โดยสามารถนําวัสดุและอุปกรณ์มาใช้ช่วย ในการสอนได้ เช่น เกมและการจําลอง การสอนแบบจุลภาค การสาธิต เป็นต้น 9.3.4. สื่อประเภทคอมพิวเตอร์แอปพลิเคชั่น ได้แก่คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) การนำเสนอ ด้วยคอมพิวเตอร์(Computer presentation) 9.4 แนวทางการผลิตสื่อการสอน 1) แนวคิดในการผลิตสื่อการสอนของ ดิวอี้ (John Dewwy) 1.) สื่อนั้นต้องท้าทายมีปัญหาให้คิด 2.) สื่อนั้นต้องมีขั้นตอนเป็นได้ชัดเจน 3.) ผู้เรียนต้องสามารถใช้สื่อนั้นด้วยตนเองได้
174 2) แนวคิดในการผลิตสื่อการสอนของ มอนเตสซอรี (Maria Montessori) 1.) สื่อนั้นจะต้องตอบสนองความสามารถแต่ละบุคคลได้ 2.) สื่อจะต้องให้โอกาสผู้เรียนได้แสดงออกอย่างมากที่สุด 3.) กิจกรรมในการใช้สื่อการสอนนั้นต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน 3) แนวคิดในการผลิตสื่อการสอนของ ธอร์นไดค์ (Edward. L.Thorndike) 1.) คํานึงถึงผู้เรียนในด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้ผลิตสื่อจะต้อง คํานึงถึงความต้องการ ความถนัด และผู้เรียนเป็นสิ่งสําคัญ รวมถึงความแตกต่างใน ด้านอื่นๆอีกหลายประการ เช่น ความสามารถ สติปัญญา ความสนใจ ร่างกาย อารมณ์ และสังคม เป็นต้น 2.) การจัดประสบการณ์ในการเรียนรู้โดยการใช้สื่อ จะต้องนําสื่อการสอน หลายๆแบบมาใช้ และสื่อดังกล่าวอันประกอบขึ้นด้วย วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ จะต้องสามารถให้ผู้เรียนสามารถกระทํา กิจกรรมต่างๆ ได้ด้วยต ด้วยตนเอง โดยมีครูคอยแนะนําช่วยเหลือตามความเหมาะสม 3.) ลักษณะของสื่อที่ผลิตจะต้องได้ทราบผลย้อนกลับทันที ไม่ว่าสื่อการ สอนประเภทใดก็ตาม ถ้าสามารถสะท้อนผลการเรียนรู้ย้อนกลับไปยังผู้เรียนทันที จะทําให้ผลการเรียนรู้สูงขึ้น ทั้งนี้เพราะจะ ทําให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ 4.) ลักษณะของสื่อที่ผลิต ในหน่วยของเนื้อหานั้นๆ จะต้องสอดคล้อง สัมพันธ์กันและดําเนิน ไปด้วยกันได้ สรุปตามแนวความคิดในการผลิตสื่อดังกล่าวข้างต้น ทําให้เห็นว่าแนวทางในการผลิตสื่อ การสอนที่ดีนั้น สื่อการสอนต้องมีรูปธรรมชัดเจน จับต้องได้ สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด ความสนใจ อยากเรียนรู้ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนได้ มีขั้นตอนและวิธีการที่ ผู้เรียนสามารถใช้ได้ เองโดยง่าย และเรียนรู้เนื้อหาที่ต้องการสื่อได้ทีละขั้นทีละตอน จนท้ายที่สุด ผู้เรียนจะต้องสามารถสรุป บทเรียนทั้งหมดได้ 9.5 สื่อการสอนทำมือ การสร้างอุปกรณ์เพื่อช่วยสอนเป็นการสื่อ ที่เราสามารถสร้างขึ้นเองได้ สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะสื่อสาร บอกเล่าประสบการณ์สู่ผู้เรียน สื่อทำมือ มีเอกลักษณ์ ลักษณะที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวซึ่งจะเเตกต่าง กับสื่อท่ีมีตามท้องตลาด ทั้งด้านคุณภาพ คุณค่า ประโยชน์ เเละกลุ่มผู้ที่ต้องการใช้งาน ปัจจุบันสื่อทำ มือเป็นเรื่องที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจมากขึ้น เพราะมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม มีมูลค่าในตัวเอง ทำให้ได้รับ การยกย่องเป็นสิ่งประดิษฐ์เป็นงานศิลป์ที่ควรค่าเเก่การเรียนรู้ สื่อทำมือนั้น เป็นสื่อที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกที่ผู้ผลิตจะสามารถเเต่งเติมอย่างไรก็ได้ อาจเป็น เเนวสองมิติ สามมิติ หรือเพียงมิติเดียวก็สามารถทำให้ผลงานสวยเด่น เป็นเลิศได้ทั้งนี้ทั้งนั้น การสร้าง สื่อทำมือ ก่อนลงมือทำนั้น ผู้จัดทำจะต้องรู้จัก อุปกรณ์ เครื่องมือที่จะใช้อำนวยความสะดวกการสร้าง สื่ออย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อความปลอดภัย เเละสามารถต่อยอดผลงานของตนเองได้อย่างดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
175 ภาพที่ 75 ภาพสื่อทำมือเรื่องเครื่องดนตรีไทย ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1364642400393443&set=pcb.1364642580393425 ภาพที่ 76 ภาพสื่อทำมือเรื่องวงดนตรีไทย ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1364642400393443&set=pcb.1364642580393425 9.6 สื่อการสอนแอปพลิเคชั่นดนตรี (music applications) แอปพลิเคชั่น คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือซอร์ฟแวร์ที่ถูกออกแบบให้ผู้ใช้ทำกิจกรรมหรือ ทำงานให้สะดวกขึ้นตามความต้องการ เช่น โปรแกรมประมวลคำ (word processor), ตาราง (spreadsheet), แอปพลิเคชั่นบัญชี (accounting application), เว็บเบราว์เซอร์, โปรแกรมจาลองการ บิน (flight simulator), เกมคอนโซล, หรือ โปรแกรมตัดต่อภาพ เป็นต้น (Davis, n.d.) นอกจากนี้ ความหมายของแอปพลิเคชั่นอาจเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทต่าง ๆ เช่น แอปพลิเคชั่นในบริบทของการ บันเทิง (entertainment) หมายถึงเกม แอปพลิเคชั่นในบริบทของธุรกิจ (business) หมายถึงโปรแกรม คานวณค่าใช้จ่าย บันทึกระบบการบริหารงานขององค์กร เป็นต้น
176 ในด้านดนตรีแอปพลิเคชั่น หมายถึง ซอร์ฟแวร์ที่ใช้ในการประพันธ์เพลง บันทึกเสียง กำเนิด เสียงสังเคราะห์ รวมไปถึงใช้ในการสร้างดนตรีอิเล็คทรอนิกส์ และมีการใช้ในด้านดนตรีศึกษาเพื่อช่วย เสริมสร้างการเรียนรู้ดนตรีและความสร้างสรรค์ให้กับเด็ก นอกจากนี้แอปพลิเคชั่นดนตรียังเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเล่นดนตรีหรือสร้างสรรค์บทเพลง ในรูปแบบที่เครื่องดนตรีจริงไม่ สามารถทำได้อีก ด้วย (Brown, 2015) ภาพที่ 77 ภาพแอปพลิเคชั่น garageband ที่มา : https://support.apple.com/th-th/guide/garageband-ipad/welcome/ipados ประเภทการใช้งานของแอปพลิเคชั่นดนตรีออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1) แอปพลิเคชั่นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ คือ ซอร์ฟแวร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้ทางานหรือกิจกรรมได้สะดวก ขึ้นหรือง่ายขึ้น ช่วยเสริมสร้างทักษะเดิมให้ออกมาดียิ่งขึ้น หรือช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำสิ่งที่เกินขีดจำกัด ของตน เช่น การใช้ auto-tune ปรับแต่งเสียงร้องที่เพี้ยนเล็กน้อยกลับมาตรงคีย์ หรือการใช้ซอร์ฟแวร์ ปรับแต่งเสียงดนตรีให้เปลี่ยนไปตามต้องการ เป็นต้น 2) แอปพลิเคชั่นเพื่อใช้เป็นสื่อกลาง คือ ซอร์ฟแวร์ที่ทำหน้าที่รับสัญญาณ ชุดคำสั่ง หรือวัตถุดิบ มาประมวลผล (input) และส่งออกไปเป็นสัญญาณ หรือสิ่งใหม่ที่แตกต่างจากเดิม (output) 3) แอปพลิเคชั่นเพื่อใช้เป็นเครื่องดนตรี คือ ซอร์ฟแวร์จาลองเสียงเครื่องดนตรีที่ผู้ใช้สามารถ บรรเลงดนตรีผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ โดยไม่ต้องใช้เครื่องดนตรีจริงแต่ อย่างใด โดยลักษณะเด่นของแอปพลิเคชั่นเหล่านี้คือ สามารถปรับเปลี่ยนเสียงเครื่องดนตรีได้ หลากหลายชนิด เช่น เครื่องสาย หรือเครื่องเคาะจังหวะ เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถบรรเลงเครื่อง ดนตรีมากกว่าหนึ่งชิ้นพร้อมกันในการอุปกรณ์ชิ้นเดียว เช่น เสียงเปียโนพร้อมกับเครื่องสาย เสียงแซ็ก โซโฟนพร้อมกับกีตาร์โปร่ง เป็นต้น การใช้แอปพลิเคชั่นหรือซอร์ฟแวร์ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงตัวช่วยที่ทำให้งานของผู้ใช้นั้น ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ ของผู้ใช้เป็นหลักโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในการเรียนการสอนดนตรี ครูมีความจำเป็นต้องศึกษาวิธีการใช้ ข้อดี และข้อเสียของเทคโนโลยี เหล่านี้เป็นอย่างดี เพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุด (ธณัตชัย เหลือรักษ์. 2560 : 6)