The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัยโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by research, 2022-11-09 05:55:42

รายงานสรุปผลการดำเนินงานวิจัยในชั้นเรียน ประจำปี 2565

งานวิจัยโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

Keywords: วิจัยในชั้นเรียน

โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห สิงหเสนี)

ภาคเรยี นที 1

ปก2า5รศ6ึก5ษา

รายงานสรปุ ผลการดําเนินงาน

การวิจยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา
และการวิจยั ในชนั เรียน

งานวิจยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศึกษา
โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

สาํ นกั งานเขตพนื ทีการศกึ ษามัธยมศกึ ษา กรุงเทพมหานคร เขต 2

รายงานสรปุ ผลการดำเนนิ งาน

การวิจยั พัฒนาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษาและการวิจยั ในชั้นเรียน
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

งานวิจัยพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษา กลมุ่ บรหิ ารวิชาการ
โรงเรยี นบดินทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสน)ี

สำนกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษา กรงุ เทพมหานคร เขต 2
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ

คำนำ

การวิจัยและพัฒนาคุณภาพการศึกษา มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพท่ีด้านการศึกษา ประสิทธิภาพการจัดการเรียน
การสอน ซึ่งในพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3)
พ.ศ. 2553 ได้กล่าวถึงการวิจัยการเรียนการสอนไว้ในมาตรา 30 ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มี
ประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับ
การศึกษา โดยงานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนถือเป็นงานที่ช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้เกิด
กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ ความจรงิ แนวคิดวธิ ีการหรือนวัตกรรม เพือ่ นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
และได้ดำเนินการภายใต้คณะกรรมการงานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
สรุปเป็นรายงานฉบับผลการดำเนินงานของงานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา มีจุดประสงค์ เพื่อรวบรวมองค์
ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งมีความเกี่ยวข้องตั้งแต่การกำหนดนโยบายและแนวทางการ
ดำเนินงาน สู่การปฏิบัติงานสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเนื้อหาภายในประกอบด้วยผลการดำเนินการ 3
ส่วนคือ 1.) การดำเนินการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน 2.) การดำเนินการรวบรวมผลงานวิชาการของครูวิทยฐานะ
ชำนาญการพิเศษ (คศ.3), เชี่ยวชาญ (คศ.4), วิทยานิพนธ์ ระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต และ 3.) วิเคราะห์และ
วจิ ัยการจัดการเรยี นรูด้ ้านวิชาการในภาพรวม

งานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา หวังว่า รายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์เป็นข้อมูลและแนวทางการ
พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใด คณะผจู้ ัดทำขอน้อมรบั ไว้และขออภัยมา
ณ ท่นี ้ีด้วย

คณะกรรมการงานวิจัยพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา

สารบญั หนา้
1
เรือ่ ง 2
Executive Summary 3
บทสรปุ ผบู้ ริหาร 5
นโยบายการดำเนนิ การงานวิจยั พฒั นาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 7
มุมมองผูบ้ รหิ ารปจั จัยแหง่ ความสำเรจ็ ในการพฒั นางานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 8
การสรา้ งกลไกการดำเนนิ การพฒั นางานวิจยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 10
แนวทางการดำเนนิ งานวิจัยพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา 11
กรอบแนวทางวิธีการปฏิบัติงานวิจยั พัฒนาคณุ ภาพการศึกษา 12
บทบาทหนา้ ท่ีงานวิจัยพัฒนาคุณภาพการศึกษา 13
ผลการดำเนนิ การ ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 14
15
1.) ผลการดำเนนิ การส่งเสรมิ การวจิ ยั ในชนั้ เรยี น 27
1.1) รายงานวจิ ัยในชัน้ เรียนฉบบั สมบรู ณ์ 52
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย 93
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 105
กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 117
กลุ่มสาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 128
กลุ่มสาระการเรียนรู้สขุ ศึกษาและพลศึกษา 136
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ศลิ ปะ 160
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ 165
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ 168
กลมุ่ งานแนะแนว 170
1.2) โครงรา่ งการวจิ ัยในชน้ั เรียน
1.3) กรอบแนวคดิ การทำวจิ ยั ในชัน้ เรียน 180

2.) ผลการดำเนินการรวบรวมผลงานวชิ าการของครวู ทิ ยฐานะชำนาญการพิเศษ (คศ.3),
เชยี่ วชาญ (คศ.4), วิทยานิพนธ์ ระดับมหาบณั ฑิตและดุษฎีบัณฑติ

3.) วิเคราะห์และวิจัยการจดั การเรียนรู้ดา้ นวิชาการในภาพรวม

สารบญั (ตอ่ ) หนา้
181
เร่อื ง 182
ภาคผนวก 184
ภาคผนวก ก : คำสัง่ คณะกรรมการงานวิจัยพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 188
ภาคผนวก ข : บทบาทหน้าท่ีของคณะกรรมการงานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา 193
ภาคผนวก ค : คำส่ังผู้เช่ียวชาญตรวจวิจัยในชนั้ เรียน ปีการศกึ ษา 2565
ภาคผนวก ง : สรปุ รายชื่องานวิจยั ในชน้ั เรียน ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 221
225
จำแนกตามประเภทผลงาน (ฉบับสมบูรณ์ โครงร่างวิจัย กรอบแนวคิด) 230
ภาคผนวก จ : แบบฟอรม์ กรอบแนวคดิ วิจัยในชัน้ เรยี น 236
ภาคผนวก ฉ : แบบฟอรม์ โครงรา่ งการวจิ ัยในช้ันเรยี น 238
ภาคผนวก ช: แบบฟอรม์ รายงานการวจิ ัยในชนั้ เรยี น 240
ภาคผนวก ซ: ภาพกิจกรรมการดำเนินการ
ภาคผนวก ฌ : การประชาสัมพนั ธ์สง่ เสริมการทำวจิ ัยในชัน้ เรยี น
ภาคผนวก ญ : ช่องทางการส่งวจิ ัยในชนั้ เรยี นและการสรปุ ผลการดำเนนิ การ

งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 1

Executive Summary

The academic department of Bodindecha (Sing Singhaseni) School's mission is to promote and support
the process of discovering knowledge, truths, concepts, methodologies, or innovations to improve the quality
of education by setting up a research committee team to improve the management of education quality. The
research committee team has established a framework that supports education management related to school
policy. The following are 2 strategies that have been defined as research guidelines to enhance the quality of
education management:
Strategy 1: Promote Classroom Research

The school has created a framework that enables teachers to construct knowledge management while
also carrying out classroom research on at least one topic for an academic year and submitting their research
once it has been completed from the two semesters. When a teacher is unable to submit a completed research
work for the semester, they may provide a research conceptual framework or outline. Of 176 teachers, 174
(98.86%) submitted their classroom research on time (by September 30, 2022). From all submissions, it was
discovered that completed classroom research was sent in 81.61 percent, research proposals made up 10.92
percent of the total, and conceptual frameworks composed 7.47%.

According to the results of the study submission, teachers prioritized and planned for the completion of
classroom research at the same time that the teaching and learning process progressed. It is the procedure for
turning into qualified teachers.
Strategy 2: Increase explicit knowledge of Learning Management.

The school's explicit knowledge, dispersed among several individuals or documents, has been gathered
into a system so everyone inside the organization can access that knowledge. They can become knowledgeable.
Two strategies are used for the data collection system.

2.1 Collecting the Academic Works of School Teachers
Academic documents were received as a result of scholarly work submitted to Bodindecha (Sing
Singhaseni) School as publications to be disseminated to educational institutions for the benefit of research to
improve the quality of education management. The research committee team collects the academic works of
school teachers, including the theoretical work of senior professional level teachers and expert professional
level teachers, master's theses, and doctoral dissertations. The research team's committee considers valuable
and high-quality academic work a management guideline for educational institutions. Therefore, by compiling
the 43 scholarly works produced in the first semester of the academic year 2022, the team has disseminated
the literary work to executives, heads of subject departments, supervisors, and staff members within the school.
2.2 Analyzing and Researching Overall Academic Learning.
The research committee designated research in the first semester as a survey and questionnaire about
educational quality with authorized professionals and a study of students and parents by gathering data at the
end of the academic year 2022. The research team aimed to discover the opinions and degree of satisfaction
with the overall study administration during the previous academic year as a basis for a suggestion to elevate
the standard of teaching. As a result, the total educational learning management was analyzed and researched
once every academic year.

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 2

บทสรปุ ผบู้ รหิ าร

งานวิจัยพัฒนาคุณภาพการศึกษา เป็นภารกิจหนึ่งภายใตก้ ลุ่มงานบริหารวิชาการ ซึ่งมีหน้าท่ีช่วยส่งเสริม
สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ ความจริง แนวคิด วิธีการหรือนวัตกรรม เพื่อนำไปใช้ในการ
พัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยการดำเนินงานในรูปแบบคณะกรรมการงานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา
มีการวางแผนกรอบการทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายของโรงเรียนและสนับสนนุ การจัดการศึกษา มแี นวทางการ
ดำเนนิ งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 2 กลยทุ ธ์ ดังนี้

กลยุทธ์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน : มุ่งเน้นส่งเสริมครูทำวิจัยในชั้นเรียนได้กำหนดกรอบการ
ดำเนินการ โดยให้ครูผู้สอนพัฒนาการจัดการเรียนรู้ควบคู่การทำวิจัยอย่างน้อยปีการศึกษาละ 1 เล่ม และส่งเล่ม
รายงานวิจัยในชั้นเรียนให้ดำเนินการส่งตามภาคเรยี นทีท่ ำวิจัยเสรจ็ ส้ิน ซึ่งในภาคเรียนที่ไม่ได้สง่ รายงานวิจัยฉบบั
สมบูรณ์ในปีการศึกษานั้น ให้สง่ โครงร่างการวิจยั หรอื กรอบแนวคดิ การทำวิจัยท่ีวางแผนจะทีจ่ ะดำเนนิ การ โดยผล
การดำเนินการการส่งวิจัยในชั้นเรียนตรงตามกำหนดเวลา (ภายในวันที่ 30 กันยายน 2565) ทั้งหมดจำนวน 174
คน จากทงั้ หมด 176 คนคดิ เปน็ ร้อยละ 98.86 จากผู้ทสี่ ่งทงั้ หมดพบวา่ 1.) สง่ รายงานฉบบั สมบรู ณ์ คดิ เปน็ ร้อยละ
81.61 2.) ส่งโครงร่างการวิจัย คิดเป็นร้อยละ 10.92 และ 3.) ส่งกรอบแนวคิดการวิจัย คิดเป็นร้อยละ 7.47
พบว่าครูให้ความสำคัญและเล็งเห็นถึงการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนควบคู่การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนสอน สู่
การเป็นครูมืออาชพี

กลยุทธ์ที่ 2 ส่งเสริมให้เกิดองค์ความรู้ในการจัดการเรียนรู้ : รวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์การ
ซ่งึ กระจัดกระจายอยู่ในตวั บุคคลหรือเอกสารมาพฒั นาให้เปน็ ระบบ เพื่อให้ทกุ คนในองค์การสามารถเข้าถึงความรู้
และพฒั นาตนเองใหเ้ ป็นผู้รู้ แบ่งออกได้ 2 แนวทาง

1.) รวบรวมผลงานวิชาการของครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ (คศ.3), เชี่ยวชาญ (คศ.4),
วทิ ยานพิ นธ์ ระดบั มหาบณั ฑิตและดษุ ฎีบณั ฑติ สบื เนอื่ งจากมีการสง่ ผลงานวชิ าการท่ีเกี่ยวข้องกบั การพัฒนาการ
จัดการศึกษาในรูปแบบเอกสารมายังโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เพื่อเผยแพร่ให้สถานศึกษาได้ใช้เพ่ือ
ประโยชน์ งานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้รับเอกสารทางวิชาการดังกล่าวและพิจารณาเห็นว่าเป็น
ผลงานทางวิชาการที่มีประโยชน์และมีคุณภาพ สำหรับเป็นแนวทางในการบริหารสถานศึกษาและพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาให้เกิดประสทิ ธิผลและประสิทธภิ าพได้เปน็ อย่างดี ดำเนินการเผยแพรใ่ หผ้ บู้ ริหาร หัวหนา้ กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ หัวหน้างานของโรงเรียน และบุคลากรภายในโรงเรียน โดยมีการรวบรวมทั้งผลงานวิชาการที่มีเผยแพร่ใน
โรงเรียนของ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 มจี ำนวนท้งั หมด 43 รายการ

2.) วิเคราะห์และวจิ ัยการจดั การเรียนรู้ดา้ นวิชาการในภาพรวม ดำเนินการศึกษา 1 คร้งั ตอ่ ปีการศึกษา
มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบความคิดเห็นและความพึงพอใจในการจัดการศึกษาในภาพรวมของปีการศึกษาที่ผ่านมา
และเป็นแนวทางสำหรับเป็นข้อเสนอการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 คณะ
กรรมการฯ ได้กำหนดเป็นการวิจัยในรูปแบบการสำรวจ และการสอบถามเชื่อมโยงกับคุณภาพการศึกษากับ
บคุ ลากรทางการศึกษา ผเู้ รียน และ ผู้ปกครอง โดยดำเนนิ การเกบ็ ขอ้ มูลเมอ่ื ส้นิ ปกี ารศึกษา 2565

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 3

นโยบายการดำเนินการงานวิจยั พฒั นาคุณภาพการจดั การศึกษา

ดร.สมพร สังวาระ
ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสน)ี

งานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาเป็นงานหลักที่สำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษา โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพของผู้เรียน ผ่าน
กระบวนการวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งการขับเคลื่อนการดำเนินการยึดแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายการดำเนินการ
ของโรงเรียน ในด้านการจัดการเรยี นการสอนโดยเน้นผู้เรยี นเป็นสำคัญเพื่อมุ่งสู่สากล การพัฒนาศักยภาพครูและ
บุคลากร มแี นวทางดังน้ี

- ส่งเสริมการใชง้ านวิจัยในชนั้ เรยี นเป็นฐานคิด ในการพฒั นาจัดกระบวนการเรยี นการสอนท่เี น้นผู้เรียน
เปน็ สำคัญ การจัดกจิ กรรม การวดั และประเมนิ ผลท่มี คี ุณภาพเพอ่ื คุณภาพการจัดการเรียนรู้

- ส่งเสริมครูใช้งานวิจัยในชั้นเป็นเครื่องมือในการพัฒนาให้สามารถจัดการเรียนการสอนให้มี
ประสิทธิภาพการในการจัดการเรียนรู้ มีคุณภาพสู่มาตรฐานสากลในโลกแห่งศตวรรษที่ 21 และ
รองรบั การเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยดี ิจิทัล ก้าวทันการเปลีย่ นแปลงในสงั คมวิถใี หม่

- ส่งเสริมให้งานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา ดำเนินการการจัดกระบวนการจัดการความรู้
อย่างเป็นระบบ เป็นหน่วยที่รวบรวมความรู้ด้านการจัดการเรียนท่ีสำคัญพร้อมใช้ มีการรวบรวม
จัดเก็บ ถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้ เพื่อให้บุคลากรสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน ให้เกิด
ประโยชน์ต่อสถานศกึ ษา รวมทั้งสนบั สนนุ การบรรลวุ ิสัยทศั น์ พนั ธกจิ และเปา้ หมายของสถานศึกษา

ดังนั้นรายงานการวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาและการวิจัยในชั้นเรียนเป็นคลังความรู้ที่รวบรวม
จากการวิจัยในชนั้ เรยี น และงานวิจัยท่นี ำมาเผยแพร่ภายในโรงเรียน เพอื่ แลกเปล่ียนสำหรับคณุ ครูทกุ ท่านและเป็น
อีกหนึง่ มติ ิของการพฒั นาโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี สกู่ ารเปน็ องค์การแหง่ การเรยี นรู้ นำไปสู่การพฒั นา
และจดั การความรู้ทางการศึกษาอยา่ งเปน็ ระบบต่อเนือ่ ง

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 4

นโยบายการดำเนินการงานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษา

นายยตศวรรธน์ เลิศกิตติภักดิ์
รองผู้อำนวยการโรงเรยี น กลมุ่ บรหิ ารวิชาการ

ในปีการศึกษา 2565 นี้ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) มีนโยบายให้ครูทุกคนได้ดำเนินการ
แก้ปัญหา หรือพัฒนาคุณภาพผู้เรียนผ่านกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งจะสอดคล้องกับหน้าที่ของครูตาม
มาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยครูแตล่ ะคนจะต้องศึกษาปัญหาที่พบระหว่างการ
จัดการเรียนการสอน สภาพการเรยี นรู้ของนักเรียน และปจั จัยตา่ ง ๆ ท่เี กดิ ข้ึนในห้องเรยี น หรอื เรียกได้ว่าเป็นการ
วิจยั โดยใชห้ อ้ งเรยี นเปน็ ฐานซึ่งจะนำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานหรือตวั ตั้งต้นท่ีครจู ะตอ้ งแก้ปญั หาหรือพัฒนาด้วยการ
ใช้หลักการ วิธีการ ทฤษฎี และองค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อดำเนินการให้ผู้เรียนมีคุณภาพยิ่งขึ้นด้วยกระบวนการที่เป็น
วิทยาศาสตร์ การวจิ ัยจงึ เป็นเคร่ืองมือสำคัญย่ิงที่จะช่วยให้กระบวนการพัฒนาคุณภาพผเู้ รียนบรรลุตามที่หลักสูตร
สถานศึกษามุ่งหมายให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน นอกจากนี้ครูที่ได้ดำเนินการวิจัยยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนผลการวิจัย
ระหว่างกันในรูปแบบการเผยแพร่ตามที่งานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษากำหนดขึ้น ซึ่งการรวบรวม
งานวิจัยของครูในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นเอกสารทางวิชาการที่สำคัญที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งใน
ด้านผู้เรียน ปัจจัยเกื้อหนุน รูปแบบวิธีการสอนใหม่ ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่คนทั้งโลกได้ปรับตัวกลับ
เข้าสู่สภาพปกตวิ ิถใี หม่หลงั การแพร่ระบาดของไวรสั โคโรนา 2019 ไดค้ ล่คี ลาย การเรียนการสอนปรับจากรูปแบบ
ออนไลน์เข้าสู่การเรียนการสอนในห้องเรียน จึงถือได้ว่าการรวบรวมงานวิจัยในปีการศึกษา 2565 นี้ เป็นเอกสาร
ทางวิชาการที่น่าสนใจและครูบดินทรเดชาทุกคนควรศึกษาและสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการ
จัดการเรียนการสอนใหผ้ ้เู รียนต่อไป

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 5

มุมมองผู้บริหาร
ปัจจัยแหง่ ความสำเรจ็ ในการพัฒนางานวิจยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา

นายสพุ ัฒน์ อตั จรติ
รองผู้อำนวยการโรงเรียน กล่มุ บรหิ ารงานบคุ คล

โรงเรียนที่มีคุณภาพจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกฝ่ายและดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน
การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาต้องรู้จักและทำความเข้าใจในมาตรฐานการศึกษา 1.) คุณภาพผู้เรียน
2.) กระบวนการบรหิ ารและการจัดการ และ 3.) กระบวนการจัดการเรียนการสอนท่ีเนน้ ผู้เรียนเป็นสำคญั

ดังนั้นปัจจัยความสำเร็จในการบริหารงานวิจัยให้ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน ภายใต้พื้นฐานข้อมูลที่เป็นจริง
น่าเชื่อถือ ผู้บริหารต้องมีภาวะผู้นำ สร้างความตระหนักความรู้ความเข้าใจ วางแผน กำกับดูแล กำหนด
ผู้รับผิดชอบ การมีส่วนร่วมและทำงานเป็นทีม นำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยมาปรับปรุงพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง
จะกอ่ ให้เกดิ ความสำเร็จและเปน็ ท่ียอมรับในองค์กร

นางสาวเพ็ญวดี มากเกตุ
รองผู้อำนวยการโรงเรียน กลุ่มบริหารงบประมาณ

1. ด้านผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ มีการกำหนดกลยุทธ์
ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และเป็นผู้นำทางวิชาการ มีการส่งเสริมครูและบุคลากรในการพัฒนาด้านต่าง ๆ
สง่ เสริมการทำวิจยั เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา

2. ดา้ นครูผสู้ อน ได้แก่ คุณภาพดา้ นการจดั การเรยี นการสอนของครู มีความรู้ความเขา้ ใจในสาขาวิชาของ
ตนเองอย่างถอ่ งแท้ มจี ิตวญิ ญาณของความเป็นครู ในการจะพัฒนานกั เรยี น

3. ด้านนักเรียน เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาโรงเรียน เป็นเป้าหมายในการพัฒนาโรงเรยี น การให้ความ
ร่วมมือในการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมต่าง ๆ ภายในโรงเรียน

4. ด้านชุมชน ผู้ปกครอง การมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของ
โรงเรียน เป็นผู้สนับสนุนการเรียนของนักเรียน และการเรียนการสอนของครู เป็นผู้สนับสนุนด้าน เทคโนโลยีของ
โรงเรียน มีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นเกี่ยวกับบรรยากาศการเรียนรู้และกิจกรรมภายใน โรงเรียน ทั้งยังให้
ความร่วมมอื กบั โรงเรยี น สนับสนุนการพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษา เปน็ แหลง่ เรียนรู้ และให้ความรู้เพ่ิมเติมแก่
นักเรยี น

งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจดั การศึกษา 6

มุมมองผบู้ ริหาร
ปัจจัยแหง่ ความสำเร็จในการพัฒนางานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจดั การศึกษา

นางสาวฐติ ิภทั ร ทองมา
รองผู้อำนวยการโรงเรยี น กลมุ่ บรหิ ารท่ัวไป

การวิจัยได้รับการยอมรับว่าเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาองค์ความรู้ และนวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การ
เปลี่ยนแปลง โดยใช้กระบวนการในการศึกษาคน้ คว้า ทดลอง สืบค้นหาความจรงิ หรือองค์ความรู้ใหม่ ด้วยวธิ ีการ
ที่เป็นระบบ แบบแผนที่เชื่อถือได้ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เพือ่ การพัฒนาการจัดการศึกษาหรือพัฒนาคุณภาพ
การศกึ ษา

ดังนั้นการวิจัยจึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งของกระบวนการพัฒนาคุณภาพทางด้านการศึกษา ดังจะเห็นจาก
การทโ่ี รงเรยี นเริ่มใหค้ วามสำคัญกับงานวิจัย ใช้กระบวนการสำคัญของการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ครู
ไดน้ ำการวจิ ยั เขา้ มาเป็นเครื่องมือในการช่วยพฒั นาในดา้ นกระบวนการจัดการเรยี นการสอนดว้ ย และพัฒนาและ
คณุ ภาพการศึกษา

นางวณติ า ประภัศร
หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผน

การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยใช้กระบวนการวิจัยนั้น คุณค่าของผลลัพธ์เป็นที่ยอมรับและ
น่าเชื่อถือในด้านวิชาการ ปัจจัยสำคัญในการพัฒนางานวิจัยในโรงเรียน ผู้บริหารมีความสำคั ญอย่างยิ่งในการ
ผลกั ดนั ขบั เคลอ่ื นให้นำงานวจิ ยั ไปพฒั นาคุณภาพการเรียนการสอนได้จริง มกี ารนำองค์ความร้ทู ไ่ี ดจ้ ากงานวิจัยมา
ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของครู ซ่งึ เปน็ ปจั จัยตรงทจี่ ะทำให้เกิดงานวิจัยท่ีมคี ุณภาพ ครจู ะเป็นนักวิจัยได้
ดีนั้น จะต้องทำตนให้เป็นคนช่างสงสัย ช่างสังเกต ชอบแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ มีการทำงานเชิงระบบ มีความ
อยากรู้อยากเหน็ สิ่งใดไม่รู้หรือไมเ่ ขา้ ใจ จะค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อให้ได้คำตอบเป็นความรูใ้ หม่ ๆ แก่ตนเองเสมอ ไม่
หยดุ นิง่ อาจเริ่มจากงานวจิ ัยงา่ ย ๆ ในชนั้ เรียนเม่อื เกดิ ความเข้าใจแลว้ จงึ พฒั นาไปสู่งานวิจัยเต็มรปู (๕ บท) เพอื่ ให้
ผลลพั ธห์ รอื องค์ความรู้นั้นมคี วามนา่ เชือ่ ถอื จะได้เผยแพร่ให้เพอื่ นรว่ มงานหรอื บคุ คลอื่นนำไปใช้ประโยชนต์ ่อไป

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 7

การสรา้ งกลไกการดำเนินการพฒั นางานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา

นายคเณศ สมั พุทธานนท์
หวั หนา้ งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา

การวางแผน : งานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้ศึกษานโยบายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการพัฒนา
คุณภาพการจัดการศึกษาและรับนโยบายจากผู้อำนวยการโรงเรียนในการกำหนดกรอบทิศทางการดำเนินงาน
โดยมีรองผ้อู ำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการกำกบั ดแู ล และนำปจั จยั แห่งความสำเร็จจากมุมมองของผบู้ ริหารมาร่วม
ในพัฒนางาน กำหนดเป็นปัจจยั นำเขา้ ในการสรา้ งกลไกและระบบการทำงาน

การปฏิบัติ : การดำเนินงานผ่านการประชุมระดมความคิดเห็นและการวางแผนร่วมกันในรูปแบบ
คณะกรรมการงานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการทำงานได้กำหนดกลยุทธ์ในการ
ทำงาน 1) ส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน และ 2) ส่งเสริมให้เกิดองค์ความรู้ในการจัดการเรยี นรู้ และการสร้างความ
ร่วมจากคุณครูจากทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยตัวแทนกลุ่มสาระการเรียนรู้ร่วมเป็นทีมคณะทำงาน ในการ
ดำเนนิ การมกี ารประชาสัมพนั ธ์และแจง้ ขอ้ มูลทเี่ ก่ยี วขอ้ งอยา่ งต่อเน่ือง

นางสาวขวัญเมือง ชาติชำนิ
รองหัวหนา้ งานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา

การตรวจสอบ : การตรวจสอบผลงานวิจัย เป็นกระบวนการก่อนการเผยแพร่ โดยผ่านการประชุมระดม
ความคิดเห็นจากคณะกรรมการงานวจิ ัยในกำหนดแบบฟอร์มและรายการการตรวจสอบเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัด
การศึกษา เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบงานวิจัยให้สอดคล้องกับรูปแบบของโรงเรียน และเป็นการ
ตรวจสอบการคัดลอกงานวิชาการและวรรณกรรม ซึ่งต้องคำนึงในหลักจริยธรรมเป็นสำคัญ ทั้งนี้ได้ผ่านการ
ตรวจสอบคณุ ภาพจากผ้เู ชีย่ วชาญจากคณุ ครูทกุ กลุม่ สาระการเรยี นรู้ และแจง้ ผลการตรวจสอบเพื่อเป็นแนวทางใน
การพัฒนาและปรบั ปรงุ งานวจิ ยั ใหก้ บั คุณครูผู้วจิ ัย

การปรับปรุง : การประชุมระดมความคิดเห็นจากคณะกรรมการงานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัด
การศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายที่ตั้งไว้ จากการตรวจสอบและสรุปผลการดำเนินการวิจัย รวมทั้ง
ค้นหาสาเหตุของปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น นำไปสู่การแก้ปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเดิม การ
ปรับปรุงคุณภาพงานวิจัยจะนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานของงานวิจัยในอนาคต และช่วยให้การดำเนินการตาม
แผนการปฏิบตั ิงานมคี วามสมบูรณ์และมีคณุ ภาพมากยิ่งขนึ้ เป็นการกลไกการทำงานอยา่ งเปน็ ระบบและย่ังยืน

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 8

แนวทางการดำเนนิ งานวิจยั พัฒนาคุณภาพการศึกษา

การวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา เป็นการวิจัยแบบหนึ่งที่ประยุกต์หลักการวจิ ัยและพัฒนา (R&D) มาใช้
ทางการศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมหรือประดิษฐกรรมทางการศึกษา ที่สามารถเผยแพร่ และนำไปใช้ประโยชน์ใน
การพัฒนาการศึกษาไทย ทั้งระบบการบริหารจัดการศึกษา หลักสูตรและการสอน การจัดกิจกรรมและการเรียนรู้
ส่ือการสอนและเทคโนโลยีการศกึ ษา และ การวดั และประเมินผลการศึกษา

คำสั่งโรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่ 145/2565 เรื่องแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการ
ศกึ ษาปฏิบัตหิ นา้ ทตี่ ามโครงสร้างบริหารราชการโรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้กำหนดงาน 107 งานวิจัย
พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา และแต่งตั้งคณะกรรมการงานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาทั้งหมด 17
ทา่ น เพือ่ ดำเนนิ งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษาและดำเนนิ งานให้เปน็ ไปตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้ใน
ภาระงาน และคณะกรรมการฯ รว่ มกบั รองผู้อำนวยการได้มีการดำเนินและวางแผนกรอบการทำงานให้สอดคล้อง
กับนโยบายของโรงเรียนและสนับสนนุ การจัดการศึกษา โดยงานวิจัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้กำหนด 2
กลยทุ ธ์ ดงั น้ี

กลยุทธ์ที่ 1 : ส่งเสริมการวจิ ัยในชัน้ เรียน
การทำวิจัยในชัน้ เรียนมีประโยชน์ในการช่วยแก้ปัญหาหรือนำมาใช้พัฒนาการเรียนการสอนให้มี

คุณภาพ ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545 ได้ระบุไว้ กำหนดให้
การทำวิจยั ในชนั้ รียนเปน็ สง่ิ ทคี่ รผู สู้ อนดำเนินการ จากนโยบายของผู้บรหิ ารท่ีมุ่งเนน้ สง่ เสรมิ ครูทำวิจัยในช้นั เรยี น
จึงได้กำหนดกรอบการดำเนินการ โดยให้ครผู ู้สอนพัฒนาการจดั การเรียนรูค้ วบคู่การทำวิจัยอย่างน้อยปีการศึกษา
ละ 1 เล่ม และส่งเลม่ รายงานวจิ ยั ในชั้นเรยี นใหด้ ำเนินการส่งตามภาคเรียนทีท่ ำวจิ ัยเสร็จสิน้ ซึ่งในภาคเรียนท่ีไม่ได้
ส่งรายงานวิจัยฉบับสมบูรณในปีการศึกษานั้น ให้ส่งโครงร่างการวิจัยหรือกรอบแนวคิดการทำวิจัยที่วางแผนจะท่ี
จะดำเนนิ การ

กรอบแนวคดิ การวิจัยในช้นั เรยี น รายงานวจิ ัยในชนั้ เรียน
โครงร่างการวจิ ัยในชน้ั เรียน
สง่ ปีการศึกษาละ 1 เลม่
ตามภาคเรยี นที่ดำเนินการเสรจ็ สน้ิ
ส่งภาคเรยี นที่ 1 ภายในวันที่ 30 กันยายน
สง่ ภาคเรยี นท่ี 2 ภายในวันท่ี 31 มีนาคม

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 9

กลยุทธท์ ี่ 2 : ส่งเสรมิ ใหเ้ กิดองค์ความรูใ้ นการจดั การเรียนรู้
การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์การ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เปน็
ระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด สำหรับการรวบรวมและส่งเสริมองค์
ความร้ใู นการจดั การเรียนรู้ของโรงเรียนสามารถจดั กลมุ่ ได้ 2 แนวทาง
2.1 รวบรวมผลงานวิชาการของครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ (คศ.3), เชี่ยวชาญ (คศ.4),
วิทยานิพนธ์ ระดับมหาบณั ฑติ และดุษฎีบณั ฑติ
การรวบรวมทั้งผลงานวิชาการจากภายนอกที่มีเผยแพร่ในโรงเรียน รับเอกสารทางวิชาการและพิจารณา
เห็นวา่ เป็นผลงานทางวิชาการที่มีประโยชน์และคุณภาพ สำหรบั เป็นแนวทางในการบริหารสถานศึกษาและพัฒนา
คุณภาพการศึกษาให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี ได้ดำเนินการเผยแพร่ให้ผู้บริหาร หัวหน้า
กลุ่มสาระการเรียนรู้ หัวหน้างานของโรงเรียนและครูภายในโรงเรียนได้รับทราบ สำหรับในด้านในโรงเรียนได้มี
การรวบรวมผลงานวิชาการที่ครไู ด้รับเล่อื นวทิ ยฐานะเป็นครูวทิ ยฐานะชำนาญการพเิ ศษ (คศ.3), เช่ยี วชาญ (คศ.4),
วทิ ยานพิ นธ์ ระดับมหาบณั ฑติ และดษุ ฎีบณั ฑติ
2.2 วเิ คราะหแ์ ละวจิ ัยการจัดการเรยี นรดู้ ้านวชิ าการในภาพรวม
ในการพัฒนางานวิชาการของโรงเรียน เป็นหลักสำคัญในการบริหารงานโรงเรียน คุณภาพการศึกษาของ
โรงเรียนพิจารณาได้จากความสำเร็จของงานวิชาการ ดังนั้นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะเป็นเครื่องมือในการพัฒนา
คอื ข้อเสนอแนะและความคิดเหน็ ของผู้ทีเ่ กย่ี วข้องในระบบการจัดการศึกษา ประกอบด้วย
1.) ครูเป็นองค์ประกอบที่สำคัญท่ีจะนำพาการขับเคลื่อนการจัดการศกึ ษาขององค์การบรรลุตามพันธกจิ

และวิสัยทัศน์ ดังนั้นการสอบถามความพึงพอใจในการทำงานได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนอย่าง
จรงิ จัง การบริหารงานวชิ าการ
2.) นักเรียน เป็นส่วนประกอบสำคัญในการจัดการเรยี นการสอน โดยทิศทางการจัดการเรียนการสอนให้
ตอบสนองการสร้างสมรรรถนะและการทำงานในอนาคต ดงั น้นั ความคดิ เห็นจงึ ถือวา่ เป็นปจั จัยนำเข้า
ในการเตรียมการและสนับสนุนในดา้ นวชิ าการ
3.) ผู้ปกครอง มีความคาดหวังในด้านการจัดการเรียนรู้ที่ได้มาตรฐานและตอบสนองโลกของการ
เปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการก้าวสู่ ศตรวรรษที่ 21 ดังนั้นข้อเสนอที่ได้จากส่วนนี้เป็นสิ่งที่จะ
เตมิ เตม็ ในการสนับสนุนการจัดการเรยี นรู้จากภายนอกสู่การมีมาตรฐานการศกึ ษาท่ีดี
การวิเคราะห์และวิจัยการจัดการเรียนรู้ด้านวิชาการในภาพรวม ดำเนินศึกษา 1 ครั้งต่อปีการศึกษาเพื่อ
ทราบความคิดเห็นและความพึงพอใจในการจัดการศึกษาในภาพรวมของปีการศึกษาที่ผ่านมา โดยการศึกษาได้
กำหนดแนวทางเป็นการวิจัยในรูปแบบการสำรวจ สอบถามความคิดเห็นและข้อเสนอจากผู้ท่ีเกี่ยวข้อง รวมทั้งการ
สงั เคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการ การดำเนินการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research) เพื่อสรปุ และสะท้อน
สภาพสถานะปจั จบุ ัน สภาพปัญหา/ความต้องการ/ข้อเสนอแนะเกยี่ วกับการจัดการเรยี นการสอน เพอ่ื พฒั นาสู่การ
จดั การเชิงระบบทเี่ หมาะสมและสอดคล้องกบั บริบททม่ี ีการเปล่ยี นแปลง

งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 10

กรอบแนวทางวิธกี ารปฏิบัติงานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการศึกษา

แตง่ ตั้งคณะกรรมการดำเนินงานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพ
การศกึ ษา

ส่งเสรมิ การวจิ ัยในชัน้ เรียน สง่ เสรมิ ให้เกดิ องค์ความรูใ้ นการจดั การเรียนรู้

กำหนดโครงสรา้ งงานวจิ ัย รวบรวมผลงานวิชาการ วเิ คราะหแ์ ละวิจัย
คศ.3,คศ.4, การจดั การเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมเสริมความรู้ ด้านวิชาการในภาพรวม
ดา้ นงานวิจัยกบั ครู วทิ ยานิพนธ์, ป.โท/เอก
ในภาพรวม
และสร้างความตระหนกั
ให้ความรู้ ประสบการณ์

ด้านงานวิจยั กับครู

ดำเนนิ การวิจัยในช้ันเรยี น
กำกบั นิเทศ ติดตาม

ตรวจประเมนิ ผลงานวิจัยในชนั้ เรยี น ไมผ่ า่ น

แลกเปลีย่ นเรียนรู้
สรา้ งเครอื ข่ายและเผยแพร่
รายงานผลการดำเนนิ งาน

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 11

บทบาทหนา้ ทง่ี านวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการศกึ ษา

งานวิจัยพัฒนาคุณภาพการศึกษา เป็นงานที่ช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเสาะแสวงหา
ความรู้ ความจริง แนวคิดวธิ ีการหรือนวตั กรรม เพอ่ื นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษามีบทบาทหน้าที่ ดงั นี้
1. จัดทำโครงสร้างงานวิจยั พฒั นาคุณภาพการศึกษา
2. แต่งตัง้ คณะกรรมการดำเนินการประกอบด้วยครูชำนาญการพเิ ศษ ครเู ช่ยี วชาญจากทุกกล่มุ สาระการเรยี นรู้
3. วิเคราะห์สภาพปัญหาทคี่ วรพฒั นา วิเคราะห์และวิจยั การจดั การเรยี นรู้ดา้ นวชิ าการในภาพรวม
4. กำกับ นเิ ทศ ติดตามการจัดทำงานวิจยั ในชัน้ เรยี น
5. จดั เตรียมเอกสารและขอ้ มลู เอกสารด้านงานวจิ ยั ประชาสมั พันธก์ ารอบรมและสมั มนาเกยี่ วกับวิจัย
6. จัดหาอุปกรณ์ทางเทคโนโลยี สื่อ รวบรวมบทความและวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทางการศึกษา ผลงานทางวิชาการ

จากครชู ำนาญการพิเศษ ครเู ช่ียวชาญ และงานวจิ ัยทางการศึกษาในระดบั บัณฑติ ศกึ ษา เพ่ือใหค้ รูได้ศึกษาและ
พฒั นางานวจิ ยั
7. ตรวจประเมินผลงานวิจัยในชั้นเรียนโดยผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้ ให้ข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุง ให้งานวิจัยมี
ประสทิ ธิภาพ
8. จดั ทำข้อมลู ผลงานวิจัยในช้ันเรียนของครทู ุกคน เพอ่ื แลกเปลย่ี นเรียนรู้ และเผยแพรในผลงาน วชิ าการของของ
ครแู ละบุคลากรของโรงเรียน
9. สนับสนุนให้ครูทำงานวิจัย และส่งผลงานเข้าร่วมแข่งขันงานวิจัยในระดับต่างๆพร้อมทั้งสนับสนุนให้ครูส่ง
ผลงานเพือ่ ขอเลื่อนวิทยฐานะตามลำดบั ขั้น
10. จดั ทำรายงานสรปุ ประเมนิ ผลการดำเนินงาน
11. งานอืน่ ๆ ท่ไี ดร้ บั มอบหมาย

งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 12

ผลการดำเนินงาน
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 13

1) ผลการดำเนินการสง่ เสรมิ การวจิ ยั ในชัน้ เรยี น
วิจัยในชั้นเรียนมีความสําคัญต่อพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

ผู้เรียน สภาพสังคมและเทคโนโลยีที่เข้ามีบทบาททางด้านการศึกษา ดังนั้น ครูมีความจําเป็นตองพัฒนาหลักสูตร
วิธีการเรียนการสอน การพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียน การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รวมทั้งการสร้างบรรยากาศ
การเรียนรู้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ การสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ ส่งเสริมการจัดการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อสนับสนุนการพัฒนากระบวนการวิจัยในชั้นเรียนจึงได้กำหนดให้ครู
ดำเนินการวิจัยในชั้นเรียนอย่างน้อยปีการศึกษาละ 1 เรื่อง ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 มีผลการ
ดำเนินการดงั ตอ่ ไปน้ี

การส่งวิจัยในชั้นเรียนตรงตามกำหนดเวลา (ภายในวันที่ 30 กันยายน 2565) ทั้งหมดจำนวน 174 คน
คดิ เป็นรอ้ ยละ 98.86 มีรายละเอียดจำนวนผ้สู ่งแยกตามประเภทและกล่มุ สาระการเรยี นรู้ ดงั ตาราง ตอ่ ไปน้ี

ตาราง 1 : สรุปการดำเนินการส่งงานวจิ ยั ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 จำแนกตามประเภทการสง่

กลุ่มสาระการเรียนรู/้ กลุม่ งาน กรอบแนวคิด โครงรา่ งการวิจัย รายงานวจิ ยั ใน รวมทั้งหมด
(จำนวนบคุ ลากรท้งั หมด 176 คน) การทำวิจยั ใน ในชัน้ เรียน ชั้นเรยี น

ชัน้ เรยี น ฉบับสมบูรณ์

ภาษาไทย (17) - 5 12 17

คณติ ศาสตร์ (28) 4 - 24 28

วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (49) 8 1 40 49

สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม (19) - 8 11 19

สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา (13) - 2 11 13

ศลิ ปะ (13) - 1 10 11

การงานอาชีพ (8) - 1 78

ภาษาตา่ งประเทศ (25) 1 1 23 25

แนะแนว (4) -- 44

รวมจำนวนผสู้ ่งตามประเภท 13 19 142 174

คดิ เปน็ รอ้ ยละ 7.47 10.92 81.61 100.00

จากการสง่ วิจัยในช้ันเรยี นภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 พบว่า สว่ นใหญ่ครดู ำเนินการส่งรายงานฉบับ

สมบูรณ์ แล้วเสร็จในภาคเรียนท่ี 1 มีจำนวนท้ังหมด 142 คน คิดเป็นร้อยละ 81.61 โดยเฉพาะกลุ่มงานแนะแนว

ส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ครบทุกคนคิดเป็นร้อยละ 100.00 ในส่วนที่ดำเนนิ การพัฒนากรอบแนวคิดการวิจัยในชัน้

เรียน การจัดทำโครงร่างการวิจัย ระหว่างดำเนินการศึกษาและวิจัย มีจำนวนทั้งหมด 32 คน คิดเป็นร้อยละ

18.39. ในภาพรวมข้อมูลการส่งวิจัยในชั้นเรียน พบว่าครูให้ความสำคัญและเล็งเห็นถึงการจัดทำวิจัยในชั้นเรียน

ควบคกู่ ารพฒั นาการกระบวนการจดั การเรียนสอนเปน็ การพฒั นาการสู่การเป็นครูมืออาชีพ

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 14

1.1) รายงานวิจัยในชัน้ เรียนฉบบั สมบูรณ์ จำนวนท้งั หมด 142 ฉบบั

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 15

กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย

“ผู้เรียนแมแ้ ตกตา่ ง ครูชว่ ยสรา้ งเสรมิ ความรู้

วิเคราะห์วจิ ัยดู เพอ่ื ปรบั ปรุงพัฒนา

สรา้ งสรรคน์ วัตกรรม อา่ นเขียนคำไขภาษา

ผลลัพธ์เกินพรรณนา คลายปัญหาเพือ่ ผเู้ รียน”

งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 16

การศึกษาเปรยี บเทียบผลประเมินการอ่านออกเสียงวรรณยุกตข์ องนักเรียนระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 ห้อง 6
โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสนี) ปีการศึกษา 2565 ระหว่างก่อนและหลงั ใช้แบบประเมนิ

การอ่านออกเสียงจากหนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ ชุดฝึกอจั ฉริยภาพหมอภาษา ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6
หนา้ ท่ี 16 – 18 (เลม่ ท่ี 1 ปีการศึกษา 2564)

นางสาวสวุ ดี นาสวสั ดิ์

การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการอ่านออกเสียงวรรณยุกต์ของ

นักเรยี นระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี ปีการศึกษา 2565 กล่มุ ตัวอย่างที่ใช้คือ

นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ปีการศึกษา 2565 จำนวน 41

คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกห้องเรียนที่ผู้วิจัยเป็นครูที่ปรึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบ

ประเมินการอ่านออกเสียง จากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ชุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

หน้าท่ี 16 – 18 (เลม่ ท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564) และ ไฟล์ตัวอย่างเสยี งอ่าน จำนวน 7 เสียง ซง่ึ อา่ นโดยวิทยากรจาก

กรมประชาสัมพันธ์ ไดแ้ ก่

1. โรค ร ล ลักปดิ ลกั เปดิ (เสียง ร) 2. โรค ร ล ลักปดิ ลักเปิด (เสยี ง ล)

3. โรคมะเรง็ ในหลอดเสียง ฉ ช 4. โรค ซ ส (ศ ษ) อกั เสบ

5. โรค ถ ท ทรพษิ 6. โรควรรณยุกต์เคลื่อนเร้ือรงั

7. บทอ่านสำหรับประเมินการอา่ นออกเสยี ง กาพย์เหเ่ รอื เจ้าฟา้ ธรรมธิเบศร ตอน เหช่ มเรอื

โดยนำผลการอ่านของนกั เรียนกล่มุ ตวั อย่างมาวิเคราะหข์ ้อมูลโดยใชส้ ถิตเิ ชิงบรรยายคือ รอ้ ยละ

ผลการวิจัยพบว่า ผลประเมินการอ่านออกเสียงวรรณยุกต์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

ห้อง 6 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสน)ี ปีการศึกษา 2565 หลงั ใช้แบบประเมนิ การอา่ นออกเสยี ง จากหนังสอื

อิเล็กทรอนิกส์ ชุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน้าที่ 16 – 18 (เล่มที่ 1 ปีการศึกษา

2564) และ ไฟล์ตัวอย่างเสียงอ่าน จำนวน 7 เสียง อยู่ในระดับสูงกว่าก่อนใชแ้ บบประเมินการอ่านออกเสยี ง จาก

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ชุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน้าที่ 16 – 18 (เล่มที่ 1 ปี

การศึกษา 2564) และ ไฟล์ตัวอย่างเสียงอ่าน จำนวน 7 เสียง โดยก่อนใช้แบบประเมินการอ่านออกเสียง จาก

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ชุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน้าที่ 16 – 18 (เล่มที่ 1 ปี

การศึกษา 2564) และ ไฟล์ตัวอย่างเสียงอ่าน จำนวน 7 เสียง มีนักเรียนอ่านออกเสียงวรรณยุกต์ถูกต้องทั้งหมด

15 คน คิดเป็น ร้อยละ 36.63 แต่หลังใช้แบบประเมินการอ่านออกเสียง จากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ชุดฝึก

อัจฉริยภาพหมอภาษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน้าที่ 16 – 18 (เล่มที่ 1 ปีการศึกษา 2564) และ ไฟล์

ตัวอย่างเสียงอ่าน จำนวน 7 เสียง แล้วมีนักเรียนอ่านออกเสียงวรรณยุกต์ถูกต้องทั้งหมดจำนวน 38 คน คิดเป็น

ร้อยละ 92.68 แสดงให้เหน็ วา่ มนี ักเรียนอ่านออกเสียงวรรณยุกต์ถูกต้องท้ังหมดเพ่ิมขน้ึ จำนวน 23 คน คดิ เปน็ ร้อย

ละ 56.09

งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจดั การศึกษา 17

การศึกษาความสนใจการเรยี นวิชาภาษาไทย
เรอ่ื ง การแต่งอนิ ทรวิเชยี รฉันท์ 11 ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4

นายคมเดช พรมนาค

การศกึ ษาคร้ังนม้ี ีจุดมงุ่ หมาย 1. เพ่อื ศึกษาความสนใจการเรยี นวิชาภาษาไทย เรอื่ ง การแตง่ อนิ ทรวิเชียร
ฉันท์ 11 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพมหานคร 2. เพื่อ
เปรียบเทียบความสนใจการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การแต่งอินทรวิเชียรฉันท์ 11 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีท่ี 4 กล่มุ แผนการเรยี น 3 กลมุ่ คอื แผนการเรยี นวิทยาศาสตร์ – คณติ ศาสตร์ แผนการเรยี นศิลป์ – คำนวณ
แผนการเรียนศิลป์ – ภาษา โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2565
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบสอบถามวัดความสนใจการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การแต่งอินทร
วิเชียรฉันท์ 11 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ 1. คำนวณหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน เพื่อใช้วิเคราะห์สมบัติพื้นฐานของประชากรที่ศึกษา 2. เปรียบเทียบความสนใจการเรียนวิชา
ภาษาไทย เร่อื ง การแตง่ อนิ ทรวเิ ชยี รฉนั ท์ 11 ระหวา่ งกลมุ่ แผนการเรยี น โดยใช้ F - test

ผลการศึกษา พบว่านักเรียนที่เรียนในแผนการเรียนศิลป์ - คำนวณ แผนการเรียนศิลป์ - ภาษา และ
แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ มีความสนใจการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การแต่งอินทรวิเชียรฉันท์
11 ไม่แตกต่างกนั อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .05

งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา 18

การศกึ ษาเปรยี บเทียบผลประเมินการอา่ นออกเสยี งร้อยแกว้ และรอ้ ยกรอง
ของนกั เรยี นระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 2 ห้อง 10 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี ) ปกี ารศึกษา 2565

ระหว่างก่อนและหลงั ใช้ชดุ ฝึกอจั ฉริยภาพหมอภาษา (E-book) ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2

นางสาวอรวรรณ รุ่งเพ็ง

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลประเมินการอ่านออกเสียงร้อยแก้วและร้อยกรอง
ของนักเรยี นระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 หอ้ ง 10 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี ) ปกี ารศกึ ษา 2565 ระหวา่ ง
ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา (E-book) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ
นักเรยี นระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 10 เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการศึกษาคร้ังนี้ คือ ชดุ ฝกึ อจั ฉริยภาพหมอภาษา ม.2
(E-Book) วเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยใช้สถติ ิรอ้ ยละ (%)

ผลการศึกษา พบว่าจากการวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 44 คน ก่อนที่นักเรียนจะใช้ชุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา
ม.2 (E-Book) การอา่ นออกเสียงร้อยแก้วและร้อยกรอง มีจำนวนของนักเรียนที่อ่านออกเสยี งได้ถูกต้องจำนวน 33
คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 75 แตห่ ลังจากท่ีไดใ้ ช้ชดุ ฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา การอ่านออกเสยี งรอยแก้วและร้อยกรอง
ของนักเรียน สามารถ อ่านออกเสียงร้อยแก้วและร้อยกรองได้ถูกต้องมากขึ้น คือจำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ
90.90 กล่าวคือนักเรียนมีพัฒนาการท่ีดีขึ้น หลังจากได้ใชช้ ุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2
(E-Book) สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ คือ สามารถแก้ปัญหาการอ่านออกเสียงร้อยแก้วและร้อยกรองของ
นักเรยี นได้

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 19

การศกึ ษาเปรียบเทยี บผลประเมนิ การอ่านออกเสียงร้อยแก้วและรอ้ ยกรอง
ของนกั เรยี นระดับช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 7 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี ) ปกี ารศึกษา 2565

ระหวา่ งก่อนและหลงั ใช้ชุดฝึกอจั ฉรยิ ภาพหมอภาษา (E-book) ระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2

นางสาวปวีณา ยอดยศ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลประเมินการอ่านออกเสียงร้อยแก้วและร้อยกรอง
ของนักเรยี นระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 2 หอ้ ง 7 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี ) ปีการศกึ ษา 2565 ระหว่าง
ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา (E-book) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ห้อง 7 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ชุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา ม.2
(E-Book) วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใช้สถิตริ ้อยละ (%)

ผลการศึกษา พบว่าจากการวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 44 คน ก่อนที่นักเรียนจะใช้ชุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา
ม.2 (E-Book) การอา่ นออกเสยี งร้อยแก้วและรอ้ ยกรอง มจี ำนวนของนักเรยี นที่อา่ นออกเสยี งได้ถูกต้องจำนวน 33
คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 75 แต่หลังจากท่ีได้ใช้ชดุ ฝึกอัจฉรยิ ภาพหมอภาษา การอ่านออกเสยี งรอยแก้วและร้อยกรอง
ของนักเรียน สามารถ อ่านออกเสียงร้อยแก้วและร้อยกรองได้ถูกต้องมากขึ้น คือจำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ
90.90 กล่าวคือนักเรียนมีพัฒนาการท่ีดีขึ้น หลังจากได้ใช้ชุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
(E-Book) สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ คือ สามารถแก้ปัญหาการอ่านออกเสียงร้อยแก้วและร้อยกรองของ
นักเรียนได้

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 20

การแก้ปญั หาการอา่ นออกเสียง ควบกลำ้ “ร ล” โดยใชช้ ุดฝกึ อจั ฉริยภาพหมอภาษา ม.3 (E-Book)
จากวรรณคดเี รื่องบทพากย์เอราวัณ ของนกั เรียนระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 3/5

นางมลวิ รรณ์ มูลพรม

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ การแก้ปัญหาการอ่านออกเสียง ควบกล้ำ “ร ล” โดยใช้ชุดฝึก
อัจฉริยภาพหมอภาษา ม.3 (E-Book) จากวรรณคดีเรื่องบทพากย์เอราวัณ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่
3/5 โดยมีกลุ่มตวั อยา่ งทใี่ ช้ คอื นักเรยี นระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3/5 เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการศึกษาครงั้ นี้ คือ ชดุ ฝึก
อัจฉรยิ ภาพหมอภาษา ม.3 (E-Book) วเิ คราะห์ข้อมลู โดยใช้สถิติ รอ้ ยละ (%)

ผลการศึกษา พบว่าจากการวิจัยกลุ่มตัวอย่าง 45 คน ก่อนที่นักเรียนจะใช้ชุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา
การอ่านออกเสียงควบกล้ำ ร ล มีจำนวนของนักเรียนที่อ่านออกเสียงได้ถูกต้องจำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ
44.44 แต่หลังจากที่ได้ใช้ชดุ ฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา การอ่านออกเสียงควบกล้ำ ร ล ของนักเรียน สามารถอ่าน
ออกเสียงได้ถูกต้องมากขึ้น คือจำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 93.33 กล่าวคือนักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นหลังจาก
ได้ใช้ชุดฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้คือ สามารถแก้ปัญหาการอ่านออกเสียงควบ
กลำ้ ร ล ของนกั เรยี นได้

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 21

การศกึ ษาเปรยี บเทียบผลประเมินการอ่านออกเสียงวรรณยกุ ต์ของนกั เรียน
ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 6 หอ้ ง 1 โรงเรียนบดินทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี) ปีการศึกษา 2565

ระหวา่ งก่อนและหลังใช้แบบประเมินการอ่านออกเสยี ง จากหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์
ชุดฝกึ อัจฉริยภาพหมอภาษา ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 6
หน้าที่ 16 – 18 (เล่มท่ี 1 ปีการศึกษา 2564)

นางสาวพนารัตน์ แซ่โลว้

การวจิ ัยครัง้ นี้เป็นแบบกง่ึ ทดลอง มวี ัตถุประสงคเ์ พ่ือแกไ้ ขปญั หาการอ่านออกเสยี งวรรณยุกต์ของนักเรยี น

ระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสนี) ปกี ารศึกษา 2565 กลุ่มตัวอยา่ งทใี่ ช้คือ นักเรียน

ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 6 หอ้ ง 1 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสน)ี ปีการศึกษา 2565 จำนวน 42 คน คัดเลอื ก

กลุม่ ตัวอยา่ งโดยการเลอื กห้องเรยี นทผี่ ู้วิจยั เปน็ ครทู ่ีปรกึ ษา เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการศึกษาคือ แบบประเมนิ การอ่าน

ออกเสียง จากหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ ชุดฝึกอัจฉรยิ ภาพหมอภาษา ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 6 หน้าที่ 16 – 18 (เล่ม

ท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564) และ ไฟล์ตวั อยา่ งเสียงอ่าน จำนวน 7 เสียง ซง่ึ อา่ นโดยวิทยากรจากกรมประชาสมั พันธ์

ไดแ้ ก่

1. โรค ร ล ลกั ปดิ ลักเปิด (เสยี ง ร) 2. โรค ร ล ลักปดิ ลักเปิด (เสยี ง ล)

3. โรคมะเร็งในหลอดเสียง ฉ ช 4. โรค ซ ส (ศ ษ) อกั เสบ

5. โรค ถ ท ทรพิษ 6. โรควรรณยกุ ต์เคลือ่ นที่เร้ือรัง

7. บทอ่านสำหรบั ประเมนิ การอา่ นออกเสยี ง กาพย์เห่เรือเจ้าฟา้ ธรรมธิเบศร ตอน เห่ชมเรอื

โดยนำผลการอ่านของนักเรยี นกลุ่มตัวอยา่ งมาวิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้สถติ เิ ชิงบรรยายคอื ร้อยละ

ผลการวิจยั พบวา่ ผลประเมินการอา่ นออกเสยี งวรรณยกุ ต์ของนักเรียนระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 หอ้ ง 1

โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสนี) ปีการศกึ ษา 2565 หลังใชแ้ บบประเมินการอ่านออกเสียง จากหนังสือ

อิเล็กทรอนกิ ส์ ชดุ ฝึกอัจฉริยภาพหมอภาษา ระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 หนา้ ท่ี 16 – 18 (เลม่ ที่ 1 ปกี ารศกึ ษา

2564) และ ไฟล์ตัวอยา่ งเสยี งอ่าน จำนวน 7 เสยี ง อย่ใู นระดบั สูงกว่าก่อนใช้แบบประเมินการอ่านออกเสียง จาก

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ชดุ ฝกึ อจั ฉรยิ ภาพหมอภาษา ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 หน้าที่ 16 – 18 (เลม่ ท่ี 1 ปี

การศึกษา 2564) และ ไฟล์ตัวอย่างเสยี งอ่าน จำนวน 7 เสียง โดยกอ่ นใชแ้ บบประเมนิ การอ่านออกเสยี ง จาก

หนังสอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ชดุ ฝกึ อจั ฉรยิ ภาพหมอภาษา ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 หนา้ ท่ี 16 – 18 (เลม่ ที่ 1 ปี

การศกึ ษา 2564) และ ไฟลต์ ัวอย่างเสยี งอ่าน จำนวน 7 เสียง มีนกั เรียนอา่ นออกเสียงวรรณยุกต์ถูกต้องทงั้ หมด

เพยี ง 11 คน คิดเปน็ ร้อยละ 28.21 แต่หลังใช้แบบประเมนิ การอ่านออกเสยี ง จากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ชุดฝกึ

อจั ฉรยิ ภาพหมอภาษา ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6 หนา้ ท่ี 16 – 18 (เลม่ ท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564) และ ไฟล์ตัวอย่าง

เสียงอา่ น จำนวน 7 เสยี ง แล้วมีนักเรยี นอา่ นออกเสยี งวรรณยุกตถ์ ูกตอ้ งทง้ั หมดมากถึง 36 คน คดิ เป็นร้อยละ

92.31 แสดงใหเ้ หน็ ว่า มีนกั เรียนอ่านออกเสยี งวรรณยุกต์ถูกต้องทงั้ หมดเพิ่มขนึ้ จำนวน 27 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ

64.10

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจดั การศึกษา 22

เรื่องการพัฒนาทักษะการอา่ นออกเสียงร้อยแก้ว
ดว้ ยชุดแบบฝกึ ทักษะการอ่านระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี

นางสาวโรสณีย์ วงศ์หมดั ทอง

การศึกษาคร้ังนี้มีจุดมงุ่ หมายเพื่อศกึ ษาการพัฒนาการอา่ นออกเสียงภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียน
ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 เคร่อื งมือท่ีใช้ในการศึกษาคร้งั นี้ คือ ชุดฝกึ อจั ฉรยิ ภาพหมอภาษาบดินทรเดชาพัฒนา
เยาวชน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยใช้โปรแกรม MS Excel ผลการศึกษาพบว่า การวิจัยในชน้ั
เรียน เพื่อศึกษาการพัฒนาการอ่านออกเสียงภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอา่ นของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่
5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โดยอ่านออกเสียงคำได้อย่างถูกต้อง แบบฝึกที่ใช้ฝึกทักษะ มีจำนวน 6
เสียง คือ เสียงควบกล้ำ ร เสียงควบกล้ำ ล เสียงควบกล้ำ ฉ ช เสียง ซ สเสียง ถ ท ธ และเสียงวรรณยุกต์ จาก
วรรณคดเี รอื่ ง กณั ฑ์มทั รี กลุม่ ตวั อยา่ ง ได้แก่ ผเู้ รยี นระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 5/1 5/3 5/6 5/9 5/12 5/14
ที่กำลังเรียนในรายวิชาภาษาไทย 3 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 258 คน ในการฝึกจะให้
นกั เรียนได้อ่านแบบฝึกละ 2 ครัง้ และนำผลการประเมินการอ่านมาเปรยี บเทยี บ ค่าสถติ เิ ปน็ รอ้ ยละ

ผลการศึกษา พบวา่ เมอ่ื ใชแ้ บบฝกึ ทักษะการอ่านชุดฝึกอัจฉรยิ ภาพหมอภาษาบดินทรเดชาพัฒนาเยาวชน
ทั้ง 6 เสียงจำนวน 258 คน มีทักษะการออกเสียงในภาษาไทยที่สูงขึ้น คือ ม. 5/1 ระดับยอดเยี่ยม จำนวน 45
คนคิดเป็นรอ้ ยละ 100 ม.5/3 ระดบั ยอดเยี่ยม จำนวน 41 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 100 ม.5/6 ระดบั ยอดเย่ียมจำนวน
45 คน คดิ เป็นร้อยละ 100 ม.5/9 ระดับยอดเยยี่ ม จำนวน 39 คน ดีเลศิ จำนวน 2 คนคดิ เปน็ ร้อยละ 95.12 ม.
5/12 ระดับยอดเยี่ยม จำนวน 42 คน ดีเลิศ 1 คน คิดเป็นร้อยละ 93.33 และม.5/14 ระดับยอดเยี่ยม จำนวน
41 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 100

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 23

การพัฒนาสมรรถนะการอ่านของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขน้ั
สคู่ วามสำเรจ็ ในการอา่ นจับใจความสำคญั (6 steps for how to find main idea)

นางสาววิลาวัลย์ วงศ์ทิพย์

การศึกษาคร้ังนี้มจี ุดมุ่งหมายเพ่ือพัฒนาสมรรถนะการอา่ นจับใจความสำคัญของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปี
ที่ 3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 (ดำเนินการวิจัย 1 ปีงบประมาณ)
กลุ่มตัวอยา่ งที่ใช้ คอื นกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ห้อง 8 และ12 จำนวน 90 คน เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการศกึ ษาคร้ังนี้
คือ แบบทดสอบหลังเรียน (post-test) และสมุดพัฒนาสมรรถนะการอ่านขั้นสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิง
บรรยาย (descriptive statistics) คอื ร้อยละ (percentage)

ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 90 คน มีคะแนนการทำแบบทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ
7.639 คิดเป็นร้อยละ 76.39 โดยจัดอยู่ในระดับดี มากที่สุด จำนวน 58 คน คิดเป็นร้อยละ 64.44 รองลงมาคือระดับดี
มาก จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 22.22 และอยู่ในระดับพอใช้ จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 13.33 ตามลำดับ
ทั้งน้ีกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการประเมินสมุดพัฒนาสมรรถนะการอ่านขั้นสูงเฉลี่ยเท่ากับ 7.065
คิดเป็นร้อยละ 70.65 โดยจัดอยู่ในกลุ่มที่มีคุณภาพอยู่ในระดับดี มากที่สุด คือ มีจำนวน 70 คน คิดเป็นร้อยละ
77.78 รองลงมา คือ จัดอยู่ในกลุ่มที่มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 12.22
จัดอยใู่ นกลมุ่ ท่ีมีคุณภาพอยู่ในระดบั พอใช้ จำนวน 6 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 6.67 และจดั อยูใ่ นกลุ่มท่ีมีคุณภาพอยู่ใน
ระดบั ตอ้ งพฒั นา จำนวน 3 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 3.33 ตามลำดับ

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 24

การพัฒนาสมรรถนะการอา่ นจบั ใจความสำคญั ในบทอ่านร้อยแก้วของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2
โดยใช้เทคนิคบันได 6 ข้ัน สคู่ วามสำเรจ็ ในการอ่านจับใจความสำคัญ

นางสาวนวลละออ ต้นเคน

การศกึ ษาครั้งนี้มจี ุดมุ่งหมายเพื่อพฒั นาสมรรถนะการอา่ นจบั ใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ 2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 (ดำเนินการวิจัย 1 ปีงบประมาณ)
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 7, 11 และ 15 จำนวน 135 คน เครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้ คือ แบบทดสอบก่อนเรียน (pre-test) แบบทดสอบหลังเรียน (post-test) และสมุดพัฒนา
สมรรถนะการอ่านขั้นสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย (descriptive statistics) คือ ร้อยละ (percentage)
และคะแนนพฒั นาการสัมพทั ธ์ (relative gain score)

ผลการศกึ ษา พบว่ากลุม่ ตัวอย่างทั้งหมด 135 คน มคี ะแนนการทำแบบทดสอบหลังเรียนสูงกวา่ คะแนน
การทำแบบทดสอบก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 100 โดยมีจำนวนอยใู่ นกลุ่มท่ีมีพัฒนาการอยูใ่ นระดับสงู มาก มากทส่ี ุด
คอื มีจำนวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 59.26 และกลุ่มตวั อยา่ งท้ังหมดยงั ผ่านเกณฑก์ ารประเมินสมุดพัฒนาสมรรถนะ
การอ่านขั้นสงู คิดเป็นร้อยละ 100 โดยมจี ำนวนอยู่ในกลุ่มท่ีมีคณุ ภาพอยูใ่ นระดับดี มากท่ีสดุ คือ มีจำนวน 120 คน
คิดเป็นร้อยละ 88.89

งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 25

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ภาพพจน์ ดว้ ยวิธสี อนแบบอุปนยั
ของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี

นางสาวกรกนก วารสี วุ รรณ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ภาพพจน์ ของนักเรียนชั้ น
มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบอุปนัย
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรียน
ที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 44 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้ คือแบบทดสอบเรื่อง ภาพพจน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และคะแนนพัฒนาการสัมพทั ธ์

ผลการศึกษา พบว่านักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้เรื่อง ภาพพจน์
ด้วยวิธีสอนแบบอุปนัย มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.70 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 14.70 เมื่อพิจารณา
คะแนนพัฒนาการสมั พัทธ์พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์อยูใ่ นระดับปานกลาง มีจำนวน 23
คน คิดเป็นร้อยละ 52.27 รองลงมาคือระดับสูง มีจำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 34.09 และอยู่ในระดับสูงมาก
และระดับต้นจำนวนเท่ากัน คือ 3 คน คิดเป็นร้อยละ 6.82 แสดงว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอน
แบบอุปนยั มผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น เรื่อง ภาพพจน์หลังเรยี นสูงกว่ากอ่ นเรยี น

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 26

การพฒั นาสมรรถนะการอ่านจับใจความสำคัญในบทอา่ นร้อยแกว้ ของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6
โดยใช้เทคนิคบนั ได 6 ขัน้ สคู่ วามสำเร็จในการอา่ นจับใจความสำคัญ

นายนิรรตั น์ อจลพล

การศกึ ษาคร้ังนี้มจี ุดมุ่งหมายเพ่ือพฒั นาสมรรถนะการอา่ นจบั ใจความสำคัญของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ 6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 (ดำเนินการวิจัย 1 ปีงบประมาณ)
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 3, 6, 9 และ 17 จำนวน 135 คน เครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้ คือ แบบทดสอบก่อนเรียน (pre-test) แบบทดสอบหลังเรียน (post-test) และสมุดพัฒนา
สมรรถนะการอ่านขั้นสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย (descriptive statistics) คือ ร้อยละ (percentage)
และคะแนนพัฒนาการสมั พัทธ์ (relative gain score)

ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 135 คน มีคะแนนการทำแบบทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนน
การทำแบบทดสอบก่อนเรยี น คดิ เปน็ ร้อยละ 100 โดยจัดอย่ใู นกลุม่ ที่มพี ัฒนาการอยู่ในระดับสูงมาก มากที่สุด คือ
มีจำนวน 66 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 48.89 รองลงมาคือ จัดอยใู่ นกลุ่มทีม่ ีพัฒนาการอยู่ในระดับสูงจำนวน 45 คน คิดเป็น
ร้อยละ 33.33 และจัดอยู่ในกลุ่มที่มีพัฒนาการอยู่ในระดับปานกลางจำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 17.78
ตามลำดับ นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดยังผ่านเกณฑ์การประเมินสมุดพัฒนาสมรรถนะการอ่านขั้นสูง คิดเป็น
ร้อยละ 100 โดยจัดอยู่ในกลุ่มที่มีคุณภาพอยู่ในระดับดี มากที่สุด คือ มีจำนวน 101 คน คิดเป็นร้อยละ 74.81
รองลงมา คือ จัดอยู่ในกลุ่มที่มีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 13.33 และจัดอยู่ในกลุ่มที่มี
คณุ ภาพอย่ใู นระดับดีมาก จำนวน 16 คน คิดเปน็ ร้อยละ 11.85 ตามลำดบั

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 27

กล่มุ สาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์

“การวิจยั ในชนั้ เรยี นช่วยพฒั นากระบวนการจดั การเรียนรู้
ยกระดบั คณุ ภาพและเสริมสรา้ งสมรรถะผู้เรียน
เกดิ การเรยี นรูค้ ณิตศาสตรอ์ ยา่ งมคี วามสขุ ”

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 28

การพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เรือ่ ง พหนุ ามเบ้ืองต้น โดยใชช้ ดุ กจิ กรรมการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา
ทางคณิตศาสตรโ์ ดยวธิ กี ารสอนแบบ SSCS ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1

นายชาครติ แจม่ ศรี

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ สร้างเอกสารประกอบการเรียนและศึกษาการใช้เอกสารประกอบการ
เรียน เรื่อง พหุนามเบื้องต้น ตลอดจนเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังการใช้เอกสาร
ประกอบการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กลุ่มตัวอย่างใน
การวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่กำลังศึกษาอยู่ใน
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิชา
คณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนามเบื้องต้น รายวิชาคณิตศาสตร์พัฒนาศักยภาพ 1 ค21291 สำหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวนคาบ 40 คาบ คาบละ 50 นาที โดยเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นวิธีการสอนแบบ
SSCS ที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนอย่างมีประสิทธิภาพ และเอกสารประกอบการเรยี น เรื่อง พหุนามเบ้ืองต้น สำหรับนกั เรียน
ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 4 ชุด ทผี่ ู้วจิ ยั สร้างข้นึ ใชเ้ ป็นสือ่ การเรยี นการสอน ตามแผนการจัดการเรียนรู้ในแต่
ละคาบ จำนวนคาบ 40 คาบ คาบละ 50 นาที วิเคราะห์ข้อมลู โดยใช้สถิติพ้ืนฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่า
เบยี่ งเบนมาตรฐาน มาวิเคราะหข์ ้อมลู ในการวิจัย

ผลการศึกษา พบว่า 1.) การสร้างเอกสารประกอบการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนามเบื้องต้น ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1/1 พบว่า ผู้วิจัยได้นำเนื้อหาสาระตามหนังสือตำราต่าง ๆ มารวบรวมไว้ ดังนั้นจึงมีเนื้อหา
หลากหลาย มีทั้งเนื้อหาสาระพื้นฐาน และโจทย์ที่ประยุกต์สำหรับฝึกฝนการคิดวิเคราะห์ 2.) การใช้เอกสาร
ประกอบการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนามเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 พบว่า 2.1 นักเรียนได้ฝึก
พัฒนาการเรียนรู้ ได้ฝึกฝนทำโจทย์ด้วยตนเองในชั้นเรียนและนอกช้ันเรียน และ 2.2 ผู้วิจัยประหยัดเวลาในการ
จัดการเรยี นการสอน มเี คร่ืองมอื เอกสารประกอบการสอนใช้ทำใหส้ ะดวก และวางแผนการสอนไดเ้ ป็นอยา่ งดี และ
3.) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนามเบื้องต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 พบว่า นักเรียนมีผล
การเรียนเฉลี่ย 3.74 จำแนกเป็น ระดับ 4 จำนวน 25 คน ระดับ 3.5 จำนวน 5 คน ระดับ 3 จำนวน 4 คน และ
ระดับ 2.5 จำนวน 2 คน ผ่านเกณฑ์การประเมิน 50 % ของจำนวนเต็ม จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของ
จำนวนนักเรยี นทั้งหมด

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 29

การพฒั นาทักษะกระบวนการแก้ปญั หาทางคณติ ศาสตร์ ของนกั เรียนระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1
โดยใช้เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาคณติ ศาสตร์ 1

นางวรารัตน์ เชษฐานนท์

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาคณิตศาสตร์ 1 และเพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนรายวชิ าคณิตศาสตร์ 1 โดยมีกลมุ่ เป้าหมายท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 1/4 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาจากการ
เลือกแบบเจาะจง และกำหนดเกณฑ์ค่าเฉลี่ยร้อยละ 70 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ 1. แบบทดสอบ
ผูว้ จิ ยั ออกข้อสอบโดยครอบคลุมเน้ือหาทง้ั หมดในการเรียนการสอนของวิชาคณิตศาสตร์ 1 รหัสวชิ า ค 21121 ใน
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 36 คน ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นแบบทดสอบประจำหน่วยการเรียนรู้
2. เอกสารประกอบการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์ 1 และวเิ คราะห์ข้อมูลโดยใชส้ ถติ ิ คือ คา่ เฉล่ยี

ผลการศึกษา พบว่าผลของการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาคณิตศาสตร์ 1 ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) พบว่า การพัฒนาทักษะกระบวนการแก้ปัญหาทาง
คณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาคณิตศาสตร์ 1
โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แสดงว่านักเรียนได้รับการ
พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ให้สูงขึ้น และค่าเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 94.58 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ให้สูงขึ้น และมีค่าเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 92.03 พบว่าคะแนน
โดยเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดมากกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด จึงสรุปผลได้ว่า การใช้เอกสาร
ประกอบการเรยี น มีประสทิ ธภิ าพในการเรยี นการสอนวิชาคณติ ศาสตร์ ระดบั คะแนนของนกั เรียนเปน็ ไปในทิศทาง
ทด่ี ซี ึ่งตรงกบั สมมตฐิ านที่ต้ังไว้

งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 30

การพฒั นาทักษะการแก้ปัญหาทางคณติ ศาสตร์ เร่อื งการหาระยะทางและความสูงโดยใช้ฟังก์ชันตรโี กณมติ ิ
ด้วยรปู แบบการจัดการเรียนรู้ SSCS ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสน)ี

นางองั คณารัตน์ หวังดี

การวิจยั ครงั้ นี้มจี ุดมุ่งหมาย เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องการ
หาระยะทางและความสูง โดยใช้ฟังก์ชันตรีโกณมิติ ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ SSCS กับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของ
นกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 โดยมีกล่มุ ตัวอยา่ งทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัยครั้งน้ีเป็นนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรียนท่ี
1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 ห้องเรียน ได้แก่
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 8 จำนวน 42 คน ห้อง 12 จำนวน 43 คน และห้อง 15 จำนวน 41 คน รวม
126 คน ซึ่งได้จากวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Cluster Random Sampling) โดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยของ
การสุ่ม ใชเ้ วลาทดลอง 5 คาบ คาบละ 50 นาที และ 1 คาบ สำหรับทดสอบ ระยะเวลา 50 นาที เครือ่ งมือทใ่ี ช้ใน
การวจิ ัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้คณติ ศาสตร์โดยใช้เทคนิค SSCS แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในการ
พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียน โดยใช้การวิจัยแบบ One – shot Case Study สถิติที่ใช้ใน
การวิเคราะหข์ ้อมลู คือ t - test for Dependent Samples

ผลการศึกษา พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการพัฒนาทักษะการ
แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค SSCS สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 7.62 คิดเป็นร้อยละ 76.2 ซึ่งเป็นไปตาม
สมมติฐานข้อที่ 1 ที่ว่า นักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 5 มีผลการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ด้วยการ
สอนเทคนิค SSCS เรื่อง การหาระยะทางและความสูงโดยใช้ฟังก์ชันตรีโกณมิติ หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60
อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั 0.05

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 31

การพฒั นาทกั ษะกระบวนการแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตร์ ของนกั เรยี นระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้
เอกสารประกอบการเรยี น ด้วยวิธีการสอนแบบ Active Learning รายวชิ าคณิตศาสตร์ 3

นายโกรบ มุทาพร

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ด้วยวิธีการสอนแบบ Active Learning รายวิชา
คณิตศาสตร์ 3 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์ 3 โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2/2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา
2565 จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และกำหนดเกณฑ์ค่าเฉลี่ยร้อยละ 70 เครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้ คือ 1. แบบทดสอบ ผู้วิจัยออกข้อสอบโดยครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดในการเรียนการสอนของวิชา
คณิตศาสตร์ 3 รหัสวิชา ค 22121 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 36 คน ในสัดส่วนที่เหมาะสมเปน็
แบบทดสอบประจำหน่วยการเรียนรู้ 2. เอกสารประกอบการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
สถติ ิ คอื ค่าเฉล่ีย

ผลการศึกษา พบว่าผลของการใช้เอกสารประกอบการเรียน ด้วยวิธีการสอนแบบ Active Learning
รายวิชาคณิตศาสตร์ 3 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) พบว่า
ผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning รายวิชาคณิตศาสตร์ 3
โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แสดงว่านักเรียนได้รับการ
พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ให้สูงขึ้น และค่าเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 79.72 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ให้สูงขึ้น และมีค่าเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 72.87 พบว่าคะแนน
โดยเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดมากกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด จึงสรุปผลได้ว่า การใช้เอกสาร
ประกอบการเรียน ด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning มีประสิทธิภาพมากในการเรียนการ
สอนวิชาคณิตศาสตร์ ระดบั คะแนนของนกั เรียนเป็นไปในทิศทางทด่ี ีซึง่ ตรงกับสมมตฐิ านที่ตั้งไว้

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 32

ผลการใช้แบบฝกึ ทกั ษะเสริมการเรียนรู้ เร่ือง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

นางสาวศนสิ า บญุ สงา่

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของ
นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะเสริมการเรียนรู้ การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง โดยมีกลุ่มตัวอย่าง
ที่ใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษา คือ แบบฝึกทักษะเสริมการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
สถติ ิ คา่ เฉลี่ยเลขคณติ ( x ) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.)

ผลการศึกษา พบว่าผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่
เรียนด้วย แบบฝึกทักษะเสริมการเรียนรู้ เรื่อง การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
หลังเรยี นสูงกวา่ กอ่ นเรียน

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 33

การศึกษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ เรอื่ ง ความคลา้ ย
โดยวธิ ีการสอนแบบกลุ่มรว่ มมือ LT (Learning Together) ของนักเรียนระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3

นางสาวนวรัตน์ ซุ่นเจา

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ความคล้าย
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การสอนแบบกลุ่มรว่ มมือ ก่อนและหลังเรียน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ
นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3/9 โรงเรียน บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรยี นท่1ี ปีการศกึ ษา 2565 จำนวน 1
หอ้ งเรยี น จำนวนนกั เรียน 45 คน เป็นกลุ่มทดลอง กลุม่ ตัวอยา่ งไดม้ าโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ใน
การศกึ ษาครง้ั น้ี คอื แบบทดสอบเร่ือง ความคล้าย วิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้สถิติ สถิติพืน้ ฐาน ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย
เลขคณติ (Mean) และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนของแบบทดสอบ (Standard Deviation)

ผลการศึกษา พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่ได้รับการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ
เรื่อง ความคล้าย สูงกว่า ก่อนเรียน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานและงานวิจัยของ โรจนา
บุญเรอื ง (2554)

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 34

การศกึ ษาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนคณิตศาสตร์ โดยการจดั การเรียนรู้ผ่านสอื่ ออนไลน์และ
การเรียนรแู้ บบรว่ มมือ เรื่องเลขยกกำลังของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 5/17

นางสาวนาฎลดั ดา บญุ สทุ ัศน์

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเพื่อพัฒนา
คุณภาพผู้เรียนโดยการจัดการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลนแ์ ละการเรียนรูแ้ บบรว่ มมือ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
5/17 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี) โดยมี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 5/17 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จำนวนนักเรียน
28 คน ซ่ึงได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการศึกษาวิจัย สอ่ื ออนไลน์ แบบทดสอบแบบปรนัยแบบ
เลือกตอบและอัตนัย แบบประเมินการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ( ̅),
ร้อยละ, ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)

ผลการศกึ ษา พบวา่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนโดยเฉล่ยี ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 5/17 โดยการจดั การ
เรยี นรูผ้ ่านสอื่ ออนไลนแ์ ละการเรียนรู้แบบรว่ มมือ เรอื่ ง เลขยกกำลงั สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมนี ัยสำคัญทาง
สถิตทิ ี่ระดับ .05

งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 35

การพฒั นามโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนกั เรยี น โดยการจัดกจิ กรรมการสอนคณิตศาสตร์
โดยการใช้โมเดลการสรา้ งมโนทศั น์ ของนักเรยี นระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 6

นางสาววันรวี ศกั ดเ์ิ มอื ง

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ การพัฒนามโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน โดยการจัดกิจกรรม
การสอนคณิตศาสตรโ์ ดยการใช้โมเดลการสรา้ งมโนทัศน์ ของนักเรียนระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่
ใช้ คือ นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 เครือ่ งมอื ท่ีใชใ้ นการศึกษาคร้ังนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้การสร้างมโนทัศน์
วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใช้สถิติ ค่าเฉลีย่ เลขคณติ

ผลการศึกษา พบว่า 1.) มโนทัศน์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ผา่ นเกณฑ์ทก่ี ำหนด จำนวนร้อยละ 70 ขน้ึ ไปจากจำนวนนักเรยี นทงั้ หมดที่ใช้การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนโดย
การใชโ้ มเดลการสรา้ งมโนทศั น์ และ 2.) นักเรยี นรอ้ ยละ 70 มีความพึงพอใจในการเรยี นการสอนโดยการใช้โมเดล
การสรา้ งมโนทัศน์

งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจดั การศึกษา 36

การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นเรอื่ งการบวกลบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1
โดยใช้แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะคณติ ศาสตร์

นางสาวนนั ทิภาคย์ ผางาม

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่
1 ก่อนการใช้และหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนเต็ม โดยมี
กลุ่มเป้าหมายคือนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1/14 โรงเรยี นบดินทรเดชา(สงิ ห์ สงิ หเสน)ี ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 42
คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการบวกและการลบจำนวนเต็มชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบ จำนวน
เต็ม ข้อสอบแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อน
และหลงั ใช้แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะ

ผลการศึกษา พบว่าผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนหลงั การสอนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เพื่อการซอ่ มเสริมสูงกว่า
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นก่อนการสอน โดยก่อนใชแ้ บบฝกึ เสริมทักษะมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 38.55 และหลงั ใช้แบบ
ฝึกเสริมทักษะมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 68.35 แสดงว่าการสอน โดยการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อการซ่อมเสริม
ทำใหน้ ักเรียนมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นหลงั การสอนด้วยแบบฝกึ เสรมิ ทักษะสงู กวา่ ก่อนการสอน

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 37

การพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นโดยใชแ้ บบฝกึ เสรมิ ทักษะ
เรอ่ื ง สถติ ิ ของนักเรยี นระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 2

นางสาวบงกช เหลก็ ผา

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ และให้
นักเรียนหาสถิติได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็วขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
2/15 ปีการศกึ ษา 2565 โรงเรียนบดินทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสน)ี จำนวน 44 คน เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการวิจัยคือแบบฝึก
เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้เรื่อง สถิติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 แล้วนำมาวิเคราะห์ขอ้ มูลโดยการหา
ค่าเฉล่ยี และค่าประสทิ ธิภาพ ของแบบฝึก เรื่อง สถิตขิ องนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2

ผลการศึกษา พบว่าในการใช้แบบฝึกดังกล่าวทำให้ผู้เรียนได้ทบทวนและเสรมิ ทักษะและนักเรียนมี ความ
สนใจ ไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนมีความเข้าใจในบทเรียน และมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนสูงขน้ึ
จากการทดสอบก่อนเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคิดเป็นร้อยละ 36.92 หลังจากที่ นักเรียนได้ใช้แบบ
ฝึกเสริมทักษะนักเรียนมีทักษะการคิดคำนวณมากขึ้นเมื่อมาถึงทดสอบหลังเรียน ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายนักเรียน
มผี ลสมั ฤทธ์ิ รอ้ ยละ 65.25 ซงึ่ เป็นผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นทสี่ งู ข้ึน

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 38

การพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ โดยใชแ้ บบฝกึ เสริมทกั ษะ
เรือ่ ง เลขยกกำลังของนกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1

นางสาวทิพยว์ ิมล เจริญสุข

การศกึ ษาครั้งนม้ี ีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ 1 เรอ่ื ง เลขยกกำลังและ
ให้นักเรียนหาเลขยกกำลังได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็วขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปที ่ี 1/2 ปีการศกึ ษา 2565 โรงเรียนบดินทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสน)ี จำนวน 36 คน เคร่ืองมอื ที่ใช้ในการ
วจิ ัยคือแบบฝึกเสรมิ ทักษะเพอ่ื พฒั นาทักษะการเรียนรู้เรอื่ ง เลขยกกำลงั สำหรบั นกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 แล้ว
นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และค่าประสิทธิภาพ ของแบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง เลขยกกำลังของ
นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1

ผลการศึกษา พบว่าในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะดังกล่าวทำให้ผู้เรียนได้ทบทวนและเสริมทักษะและ
นักเรียนมีความสนใจ ไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนมีความเข้าใจในบทเรียน และมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนสูงขึ้นจากการทดสอบก่อนเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคิดเป็นร้อยละ 42.73 หลังจากท่ี
นักเรียนได้ใช้แบบฝึกเสริมทักษะ นักเรียนมีทักษะการคิดคำนวณมากขึ้นเมื่อมาถึงทดสอบหลังเรียน ซึ่งเป็นคร้ัง
สดุ ทา้ ย นักเรียนมีผลสมั ฤทธ์ิ รอ้ ยละ 76.97 ซง่ึ เปน็ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนท่สี ูงขึ้น

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 39

การศึกษาความพงึ พอใจต่อการตดิ ตามคะแนนรายวิชาคณิตศาสตรโ์ ดยใช้ LINE OFFICIAL
ของนกั เรียนระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

นางสาวสุนิสา เถาจำปา

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการติดตามคะแนนรายวิชาคณิตศาสตร์
โดยใช้ LINE OFFICIAL ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 3 ห้อง ชั้น ม.5/4 จำนวน 42 คน ชั้น ม.5/10 จำนวน
44 คน และชั้น ม.5/16 จำนวน 30 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ
แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการติดตามคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้ LINE OFFICIAL
วิเคราะห์ข้อมลู โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาโดยวิเคราะหห์ ารอ้ ยละ คา่ เฉลีย่ เลขคณิต

ผลการศกึ ษา พบวา่ นกั เรียนพึงพอใจตอ่ การใช้งาน Line Official ในการติดตามคะแนน ด้านความถกู ต้อง
ของข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความปลอดภัยของข้อมูล, ด้านรายละเอียดของข้อมูล, ด้านความสะดวกใน
การใช้งาน, ด้านความสวยงามของฟีเจอร์ใน Line Official และด้านความรวดเร็วในการใช้งาน นักเรียนพึงพอใจ
เป็นอันดับสุดท้าย ทั้งนี้เนื่องจากด้านความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับความพุงพอใจมากที่สุดนั้นเพราะครูมีการ
เชื่อมโยงขอ้ มูลของนักเรยี นจาก google sheet โดยตรง และมีความปลอดภยั ของข้อมูลเพราะนักเรียนไม่สามารถ
แก้ไขข้อมูลได้ และสามารถรับทราบผลคะแนนได้จากรหัสประจำตัวของนักเรียนเท่านั้น ในด้านรายละเอียดของ
ขอ้ มลู น้ัน ครไู ด้ลงรายละเอยี ดไวอ้ ยา่ งครบถ้วนว่านักเรยี นขาดคะแนนในส่วนใดและได้คะแนนในสว่ นใด ด้านความ
สวยงามของฟีเจอร์นั้น ในการสร้างมีการใช้สีสันที่สวยงามและเมนูที่ใช้งานได้จริงไม่ว่าจะเป็นการติดต่อครูผู้สอน
โดยตรง การดูภาระงาน การเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ แต่ในด้านความรวดเร็วอยู่อันดับท้ายสุด อาจเป็นเพราะจำ
ชื่อ line official ที่สร้างขึน้ ไมไ่ ด้ เมื่อนักเรียนมีเพื่อนใน line ส่วนตัวของตนเองมากก็อาจทำให้หาไม่เจอ จึงสร้าง
ความลำบากในการหาเพื่อเข้าไปตรวจสอบคะแนนของตนเองได้ อย่างไรก็ตามในการปรับปรุงพัฒนาต่อไปอาจ
เพิม่ เปน็ ฟงั กช์ ันการใช้งานอ่ืน เชน่ การเช็คเวลาเรียน การเช็คคะแนนความประพฤติ สามารถตกแตง่ ความสวยงาม
ใหม้ ากข้ึนได้ เพื่อเพิ่มความนา่ สนใจ และผูว้ จิ ัยท่านอ่นื สามารถไปประยกุ ต์ใชก้ ับวิชาอน่ื ๆ ทส่ี อนไดท้ กุ วชิ า

งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจดั การศึกษา 40

การศกึ ษาการใชโ้ ปรแกรม GeoGebra ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวคดิ คอนสตรคั ติวิสต์
เพอ่ื พฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณติ ศาสตร์ เร่ือง พาราโบลา สำหรบั นักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3

นางสาวเสาวลักษณ์ จันศรี

การศึกษาคร้ังน้ีมีจุดมุ่งหมายเพ่ือ 1) ศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์ เรือ่ ง พาราโบลา ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้โปรแกรม GeoGebra ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดคอน
สตรัคติวิสต์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/16 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2565 จำนวน 44 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบทดสอบ วิเคราะห์
ข้อมูลโดยใช้สถติ ิ คา่ เฉลยี่ ร้อยละ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้โปรแกรม GeoGebra ประกอบการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง พาราโบลา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียน

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 41

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อแกป้ ัญหาการเรียนคณิตศาสตร์
เรอ่ื งอสมการ โดยใชเ้ อกสารประกอบการสอนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4

ด้วยการจดั กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบ Active Learning

นางสาวจรรยาลกั ษณ์ โขงอ้อม

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตามกระบวนการทางคณิตศาสตร์
ก่อนและหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการสอนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบดินทร
เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 43 คน
เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) เอกสารประกอบการสอนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตาม กระบวนการทาง
คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการ
เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
แบบ Active Learning สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูป สถิติใน
การวิเคราะห์ขอ้ มลู ไดแ้ ก่ ร้อยละ (%) คา่ เฉล่ยี ( x ) และหาสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ( S.D. )

ผลการศึกษา พบว่า 1.) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังการเรียน ของ
นักเรียนที่ เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 2
รหสั ค31122 เร่ือง การแกป้ ญั หาโดยใช้ความรู้ เร่อื งฟังก์ชันกำลงั สองและกราฟ พบว่า นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี
4 โรงเรียนบดินทรเดชา(สงิ ห์ สงิ หเสน)ี มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลงั เรยี นมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 16.72 คดิ เป็นร้อยละ
83.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7.42 คิดเป็นร้อยละ
37.1 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเท่ากับ 7.423 คิดเป็นร้อยละ 46.5
ซึง่ แสดงให้เห็นวา่ การใชร้ ูปแบบการจัดการเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการ Active Learning สามารถส่งผลให้ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการ เรยี นของผเู้ รียนสงู ข้ึน และ 2.) ผลการวเิ คราะห์ความพึงพอใจที่มตี ่อการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้หลังการใช้
รูปแบบการ จัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาคณิตศาสตร์ 1 รหัส ค31121 เรื่อง การ
แก้ปญั หา เร่อื งอสมการ พบว่า นกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบดินทรเดชา(สงิ ห์ สงิ หเสน)ี มคี วามพึงพอใจ
ต่อ การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาคณิตศาสตร์ 1 รหัส ค31121 เรื่อง การแก้ปัญหา
เรื่องอสมการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.35 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจาก มากไปหาน้อย
พบว่า มีโอกาสอธิบายหรืออภิปรายเนื้อหาในชั้นเรียนทำให้เข้าใจมากขึ้นโดยภาพรวมอยู่ ในระดับมากที่สุด
มีค่าเฉลี่ย 4.65 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.50 พึงพอใจ
และยอมรบั การประเมนิ ผลจากครูและเพ่ือนรว่ มชั้นเรียน โดยภาพรวมอยู่ ในระดับมาก มีคา่ เฉลี่ย 4.46

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 42

การพฒั นาการแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตรแ์ ละนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4
โดยใช้การจดั การแบบรว่ มมือเทคนิค STAD ประกอบเอกสารการเรียน

นางสาวมธุรดา ศรสี ุข

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยการใช้การเรียนรู้แบบ
ร่วมมอื ด้วยเทคนคิ Student Team – Achievement Division (STAD) ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 โดยใช้
วิธีสุ่มอย่างง่าย จากจำนวนห้องเรียน 3 ห้อง สุ่มมา 1 ห้อง มีจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 40 คน ซึ่งกำลังศึกษากำลัง
ศึกษาอยู่ในโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรูแ้ บบ
ร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 3 แผนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นได้ผลการวิจัย ดงั นี้

ผลการศึกษา พบว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มี
ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังการทดลองสงู กว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่รี ะดับ
0.05 และจากการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พบว่านักเรียนมีความคิดว่า
ตวั เองได้รบั ความรู้และทักษะทางคณติ ศาสตร์เพ่มิ ข้นึ จากการเรียนการสอนในรูปแบบกลุ่ม ทำให้นกั เรียนได้มีการ
แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นกันซึ่งกันและกัน ได้ฝึกคิดแก้โจทย์ปัญหารูปแบบใหม่ๆ นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน
กับเพอ่ื นในห้องเรยี น นกั เรยี นร้จู กั ทำงานรว่ มกนั ได้ช่วยเหลือกนั การทำงานเสรจ็ เร็วข้ึน สำหรับข้อเสนอแนะอ่ืนๆ
ในการจัดกิจกรรม คือ ตอ้ งคำนงึ ถึงเวลาในการจดั กจิ กรรมเพอ่ื ไม่ให้กินคาบเรยี นถัดไปด้วย

งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจดั การศึกษา 43

การพฒั นาความสามารถในการแก้ปญั หาทางคณติ ศาสตร์ ของนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3
โดยใชร้ ูปแบบ SSCS ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning

นางมัณฑนา เลิศเสรีพัฒนกุล

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โดยใชร้ ูปแบบ SSCS รว่ มกบั การจดั การเรยี นร้แู บบ Active Leaning โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้
คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จำนวน 1 ห้องเรียน
จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาคณิตศาสตร์ 5
ค23121 เรื่อง ความคล้าย ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ความคล้าย เป็นแบบ
อัตนัย จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน

ผลการศึกษา พบว่าความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ความคล้าย ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ SSCS ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Leaning สูง
กวา่ เกณฑร์ อ้ ยละ 70 อย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05

งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 44

การพัฒนาความสามารถในการแก้ปญั หาวชิ าคณติ ศาสตร์
เรื่อง การแกโ้ จทย์ปญั หาทีเ่ ก่ียวกับจำนวนสมาชกิ ของเซต ของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4

โดยใช้ชุดแบบฝกึ ทกั ษะ

นางสาวกรี ติ เอ้งฉ้วน

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1. เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง
การแก้โจทย์ปัญหาที่เกี่ยวกับจำนวนสมาชิกของเซต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบ
ฝึกกับเกณฑ์ 2. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/12 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
โรงเรียนบดินทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสน)ี จำนวน 42 คน ทีไ่ ด้มาจากการสมุ่ แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)
โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์
เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาที่เกี่ยวกับจำนวนสมาชิกของเซต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบวัดความสามารถใน
การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ เร่อื ง การแกโ้ จทย์ปญั หาที่เกีย่ วกับจำนวนสมาชิกของเซต ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4 แบบฝึก
ทักษะ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาทีเ่ กี่ยวกับจำนวนสมาชิกของเซต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และแบบสอบถามความพึง
พอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ
โดยใช้ค่า t-test One Samples วิเคราะห์คะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึก และใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานวิเคราะห์
แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การนำสมการกำลังสองไปใช้ในการแก้ปัญหา
โดยใช้แบบฝึกทกั ษะ

ผลการศึกษา พบวา่ 1.) ความสามารถในการแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่
4 หลังได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึก สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีคะแนน
เฉลี่ยเป็น ร้อยละ 71.75 และ 2.) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มตี อ่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง
การนำสมการกำลังสองไปใช้ในการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยใช้แบบฝึกทักษะ มีค่าเฉล่ีย
( x ) เท่ากบั 4.35 และคา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) เทา่ กบั 0.77 ซงึ่ อยูใ่ นระดับมาก

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 45

การพฒั นาทักษะกระบวนการแก้ปญั หาทางคณติ ศาสตรข์ องนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2
โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ดว้ ยวธิ กี ารจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning

นางสาวกฤษณา ยนื บรุ ี

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ด้วยวิธีการ
จัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ด้วยวิธีการ
จดั การเรียนการสอนแบบ Active Learning 3) เพอื่ ศึกษาระดบั ความพงึ พอใจของของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยใช้เอกสาร
ประกอบการเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี)
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาจากการเลอื กแบบเจาะจง เครือ่ งมือท่ีใช้ในการศึกษาคร้ัง
นี้ คือ 1) แบบทดสอบ ผวู้ ิจัยออกข้อสอบโดยครอบคลุมเนอ้ื หาทั้งหมดในการเรยี นการสอนของวิชาคณติ ศาสตร์ 3
รหัสวิชา ค 22121 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นแบบทดสอบประจำหน่วยการ
เรียนรู้ 2) เอกสารประกอบการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ 3 และวิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใช้สถิติ คือ คา่ เฉลีย่

ผลการศกึ ษา พบวา่ การพัฒนาทักษะกระบวนการแก้ปญั หาทางคณิตศาสตรข์ องนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี
ท่ี 2 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ดว้ ยวธิ ีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning พบว่า คะแนนเฉลี่ย
หลงั เรยี นสงู กว่าก่อนเรยี น แสดงวา่ นกั เรยี นได้รับการพัฒนาทักษะการแกป้ ัญหาคณิตศาสตร์ใหส้ ูงข้ึน และค่าเฉลี่ย
หลังเรยี นร้อยละ 88.33 ซึง่ สูงกวา่ เกณฑท์ ก่ี ำหนด นกั เรยี นมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ให้สงู ข้นึ และ
มีค่าเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 82.22 พบว่าคะแนนโดยเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดมากกว่าร้อยละ 70 ของจำนวน
นักเรียนทั้งหมด จึงสรุปผลได้ว่า การใช้เอกสารประกอบการเรียน ด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active
Learning มปี ระสิทธิภาพมากในการเรียนการสอนวชิ าคณิตศาสตร์ ระดบั คะแนนของนักเรยี นเป็นไปในทิศทางท่ีดี
ส่วนระดับความพงึ พอใจของท้งั นกั เรยี น 36 คน มคี ่าเฉลี่ย 4.69 จึงสรปุ ผลไดว้ ่า นักเรียนมีระดบั ความพงึ พอใจของ
การใช้เอกสารประกอบการเรียนในการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ
Active Learning อยใู่ นระดับมาก ซ่ึงตรงกบั สมมติฐานทต่ี ้ังไว้


Click to View FlipBook Version