The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัยโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by research, 2022-11-09 05:55:42

รายงานสรุปผลการดำเนินงานวิจัยในชั้นเรียน ประจำปี 2565

งานวิจัยโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

Keywords: วิจัยในชั้นเรียน

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 96

การส่งเสริมเจตคติในการส่งงานของนกั เรยี นระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4
ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2565 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี)

นายพีรพันธ์ นมิ่ ลบ

การศึกษาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมาย เพื่อส่งเสริมเจตคติในการส่งงานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนในรายวิชาพระพุทธศาสนา-1 ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2565 ของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จำนวน 687 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ
การส่งเสริมเจตคติโดยการใช้คำพูดในการเสริมแรง การให้คะแนนในการส่งงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ
คอื ค่าเฉลี่ยรอ้ ยละ

ผลการศึกษา พบว่าค่าเฉลี่ยในการส่งงาน ในรายวิชาพระพุทธศาสนา-1 ภายหลังจากการส่งเสริมเจตคติ
พบว่า นักเรียนส่งงานสูงขึ้นกว่าก่อนที่จะได้รับการส่งเสริมเจตคติ จากร้อยละ 84.43 คือ 580 คน เป็นร้อยละ
92.14 คือ 633 คน ซึ่งหมายถึง นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ควรได้รับการส่งเสริมเจตคติจากครูผู้สอน
เพื่อชว่ ยให้นกั เรียนมีความรบั ผดิ ชอบในการสง่ งานสงู ข้นึ นัน่ เอง

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 97

การศกึ ษาความตอ้ งการคุณลักษณะของครทู ่ีพึงประสงค์
ตามทัศนะของนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสน)ี

นายคณาวุฒิ อาษาชำนาญ

การศกึ ษาครง้ั นม้ี ีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) ศกึ ษาระดับและจัดลำดับทข่ี องคุณลักษณะของครทู ่ีพงึ ประสงค์ทงั้ 8
ด้าน ตามทัศนะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (2) ศึกษาระดับและจัดลำดับที่ของคุณลักษณะของครูที่พึง
ประสงค์ เป็นรายข้อในแต่ละด้านทั้ง 8 ด้าน ตามทัศนะของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ คือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยสุ่มเพียง 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่แบบสอบถามมาตราส่วน
ประมาณค่า มี 3 ระดับ ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง ลักษณะของแบบสอบถามจะถามความต้องการของนักเรียนต่อ
คุณลักษณะของครูที่พึงประสงค์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าคะแนนเฉลี่ย (mean) และค่าความเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (Standard deviation)

ผลการศึกษา พบว่าคุณลักษณะของครูที่พึงประสงค์ตามทัศนะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ตามคุณลักษณะทั้ง 8 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับสูง 3 ด้าน ระดับปานกลาง 5 ด้าน สามารถเรียงลำดับจากมากไปหา
น้อย โดยนับจากค่าเฉลี่ยสูงสุดไปยังต่ำสุด คือ ด้านการเป็นพลเมืองดี ในสังคมประชาธิปไตย (x̄ = 2.51,
S.D. = 0.55) ด้านคุณธรรมและความประพฤติ (x̄ = 2.50, S.D. = 0.54) ดา้ นสุขภาพกายและจติ (x̄ = 2.50, S.D.
= 0.55) ด ้ า น ม น ุ ษ ย ส ั ม พ ั น ธ ์ ( x̄ = 2 . 49, S.D. = 0.61) ด ้ า น ก า ร ส อ น ( x̄ = 2 . 41, S.D. = 0.53)
ด้านบุคลิกลักษณะ (x̄ = 2.39, S.D. = 0.58) ด้านการอบรมและการปกครอง (x̄ = 2.36, S.D. = 0.68)
ด้านวชิ าการ (x̄ = 2.17, S.D. = 0.54)

งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจดั การศึกษา 98

รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของนกั เรยี นระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 ห้อง 2
โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสนี ) ดว้ ยสื่อมลั ติมเี ดีย MP 4 (MPEG-4 Video File)

รายวชิ าประวตั ศิ าสตรส์ ากล รหัสวิชา ส 33161

วา่ ที่รอ้ ยตรณี ัฐธรเดชน์ พมิ พ์แสง

การศึกษาครั้งนี้เป็นแบบ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นของนกั เรียนระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 ห้อง 2 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ดว้ ยส่อื มัลติมีเดยี MP 4
(MPEG-4 Video File) รายวิชา ประวัติศาสตร์สากล รหัสวิชา ส 33161 โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 2 โรงเรียนบดินทรเดชา ( สิงห์ สิงหเสนี ) จำนวน 49 คนซึ่งเป็นนักเรียนชาย 23 คน
และนักเรียนหญิงจำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ สื่อมัลติมีเดีย MP 4 (MPEG-4 Video File)
และ วิเคราะหข์ ้อมลู โดยใชส้ ถิติ การทดสอบคา่ t – test กรณขี อ้ มลู ไม่เปน็ อสิ ระตอ่ กัน ( Dependent )

ผลการศึกษา พบวา่ นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 หอ้ ง 2 ท่เี ป็นกลุ่มตวั อยา่ งมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
ประวัติศาสตรส์ ากล ส 33161 อยใู่ นระดบั ทด่ี ี อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถิติทีร่ ะดบั .05

งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 99

การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาประวตั ศิ าสตร์ ด้วยวธิ ีการจดั การเรียนรู้
โดยใชแ้ บบฝึกทักษะการเรยี นร้เู พือ่ แกไ้ ขปัญหาการเรยี นของนักเรยี นระดับช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 1

นางสาวกรรณิการ์ พรมวงษ์

การวจิ ัยน้มี ีวตั ถุประสงค์เพ่ือ 1) เพอื่ สร้างแบบฝกึ ทักษะการเรยี นรู้ รายวิชาประวตั ิศาสตร์ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพ 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือแบบฝึกทักษะการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์ระดับชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 สถิติทใี่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู ได้แก่ ค่ารอ้ ยละ และคา่ เฉลยี่

ผลการวิจัย พบว่า 1) แบบฝึกทักษะการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์ รหัสวิชา ส 21161 ระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยจัดทำและค้นคว้า มีประสิทธิภาพ 75.11/71.11 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 70/70
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรยี นระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 กลมุ่ สาระการ
เรียนรสู้ ังคมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม สงู ขง้ึ รอ้ ยละ 81.83 ซ่ึงสงู กวา่ เกณฑท์ ตี่ ้ังไว้

งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 100

การแก้ปญั หาการสง่ งานในรายวชิ าหนา้ ที่พลเมืองฯ รหัสวิชา ส31121
โดยใช้วิธีการสง่ งานผ่าน ระบบห้องเรียนออนไลน์ (Google Classroom)

ของนกั เรียนระดับช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4/13

นางสาวพมิ พ์ปรินทร์ มณสี วาท

การศึกษาคร้ังน้ีมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาการส่งงานในหน้าที่พลเมืองฯ รหสั วชิ า ส31121 โดยใช้วิธีการ
ส่งงานผ่านระบบห้องเรียนออนไลน์ (Google Classroom) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่4/13 จำนวน 44 คน ซึ่งใช้ระยะเวลาในการทำวิจัย 1 ภาคเรียน คือ ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 เครื่องมือ
ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเครื่องมือที่ผู้จัดทำได้สรา้ งข้ึนไดแ้ ก่ แบบประเมินความพึงพอใจต่อการส่งงานผ่านระบบ
google classroom และระบบ google classroom ที่เป็นเครือข่ายของ website google เครื่องมือของแบบ
ประเมินความพึงพอใจเป็นแบบมาตราการประเมิน (Rating Scale) 5 ระดับตามแนวคิดของลิเคิร์ท ข้อคำถาม
จำนวน 6 ข้อ โดยใช้เกณฑ์น้ำหนักคะแนนประเมินค่าจัดอันดับความสำคัญ และสำหรับการแปลความหมายใช้
ค่าเฉลี่ยของค่าที่วัดได้และยึดแนวคิดของเบสท์ (Best, 1986 : 195) การวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้สถิติที่ใช้วิเคราะห์
ปรมิ าณการส่งงานของนักเรยี น คอื ค่าเฉลย่ี (µ) และร้อยละ(%) ส่วนการวเิ คราะห์ข้อมลู ด้านความพงึ พอใจใช้สถิติ
ที่ใช้วิเคราะหข์ ้อมลู คอื คา่ เฉลย่ี (µ) รอ้ ยละ (%) และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (σ)

ผลการศึกษา พบว่านักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/13 มีความพึงพอใจในการใช้ระบบ google
classroom ในการส่งงานคิดเป็น ค่าเฉลี่ย (µ =4.98) และ (σ = 0.12) ซึ่งอยู่ในระดับคุณภาพมากที่สุด
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้วพิจารณาจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านประหยัดเวลาในการส่งงานลดขั้นตอนและ
อปุ สรรคในการสง่ งาน ด้านใช้ไดเ้ หมาะสมกับวชิ าทเี่ รียน และดา้ นนำไปใช้ในวชิ าอน่ื ๆ ได้มคี วามพงึ พอใจมากที่สุด
มีค่าเฉลี่ย (µ =5.00) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ = 0.00) ด้านมีความต้องการที่ใชร้ ะบบ google classroom ใน
การส่งงานต่อไป มีค่าเฉลี่ย(µ =4.98) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ = 0.15) มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
ส า ม า ร ถ ส ่ ง ง า น ไ ด ้ ต ร ง ต า ม เ ว ล า ท ี ่ ก ำ ห น ด ม ี ค ่ า เ ฉ ล ี ่ ย ( µ =4.97) ส ่ ว น เ บ ี ่ ย ง เ บ น ม า ต ร ฐ า น
(σ = 0.17) มีความ พึงพอใจในระดับมากที่สุด และด้านความเข้าใจในการใช้ระบบ google classroom
มคี ่าเฉลี่ย(µ =4.92) สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (σ = 0.28) มคี วามพึงพอใจในระดับมากที่สดุ ตามลำดบั

งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 101

การพัฒนาทักษะการทำงานเปน็ ทมี ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps รายวิชาพระพุทธศาสนา
ของนกั เรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี

นางสาวสุกัญญา รอดระกำ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps
รายวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กลุ่ม
ตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 248 คน เครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นก่อนเรียนและหลังเรยี น แบบประเมนิ การทำงานเปน็ ทีม และแบบประเมินความพงึ พอใจ วเิ คราะหข์ ้อมูลโดย
ใชส้ ถิติ คอื ค่าสถติ พิ ื้นฐาน ได้แก่ ค่ารอ้ ยละ ค่าเฉล่ีย (X̅) ค่าความเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และ สถิติท่ีใช้ในการ
ทดสอบข้อมลู กลมุ่ ตัวอย่างในกล่มุ เดียวกนั t (t – test for dependent Samples)

ผลการศกึ ษา พบว่าผลการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนกั เรยี น รายวิชาพระพทุ ธศาสนาของ
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่ได้รับกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ
GPAS 5 Steps พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอน GPAS 5
Steps หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวมก่อนเรียน ( X̅)
เท่ากับ 1.72 คะแนน มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.12 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (X̅) เท่ากับ
3.84 คะแนน มีค่าสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากบั 0.30 ผลพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทมี ด้วยกระบวนการ
GPAS 5 Steps รายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์
สิงหเสนี) พบว่าคะแนนทักษะกระบวนการทำงานเป็นทีมของนักเรียนด้วยเทคนิคการสอน GPAS 5 Steps หลัง
เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวมก่อนเรียน (X̅) เท่ากับ 1.93
คะแนน มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.12 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (X̅) เท่ากับ 3.68 คะแนน
มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.30 และความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียน รายวิชา
พระพุทธศาสนาของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่ได้รับ
กระบวนการจัดการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Stepsอยู่ในระดับมากทีส่ ุด โดยมีค่าเฉลี่ยรวม (X̅) เท่ากับ 4.81 คะแนน
และมีค่าส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.07

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 102

การพฒั นาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น เรอ่ื งพุทธประวตั ิ สำหรบั นกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1โดยใชส้ อ่ื

นายศภุ โชค สงั ขศรี

การศกึ ษาครง้ั นม้ี จี ุดม่งุ หมายเพื่อ 1.เพ่ือพฒั นาชดุ สื่อ เร่ือง พุทธประวตั ิ ให้มีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ และ
2.เพื่อศึกษาพัฒนาการผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โดยใช้ชุดสื่อประสม เรื่อง พุทธ
ประวัติ โดยมีกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ คือ นักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา( สิงห์ สิงหเสนี) ซึ่งมีนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี
1 จำนวน 30 คน 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม วิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง พุทธประวัติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิเคราะห์
ข้อมูลโดยใช้สถิติ คะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ข้อสอบโดยหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อ โดยใช้วิธีของ Brennan และทำ
การเลือกข้อสอบท่ีมีค่าอำนาจจำแนก (B) อยรู่ ะหวา่ ง 0.20 – 0.80 โดยคดั เลอื กขอ้ ท่เี ขา้ เกณฑ์ไว้

ผลการศกึ ษา พบว่าการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน โดยใช้ชดุ สื่อประสม ของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปี
ท่ี 1เรื่อง พทุ ธประวัติ โดยทดลองกบั นักเรยี นโรงเรยี นบดนิ ทรเดชา( สิงห์ สิงหเสนี) ซึ่งมนี กั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี
1 จำนวน 30 คน 1 ห้องเรียน สามารถสรุปผลการพัฒนาได้ดังนี้ 1.) ชุดสื่อประสม เรื่อง พุทธประวัติ มี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ โดยเฉลี่ยเท่ากับ 83.96/84.43 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนด และ 2. )
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที1่ หลังจากได้รับการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้ชุดสื่อประสม สูง
กวา่ เกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .05

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 103

การพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนรายวชิ าประวัติศาสตร์
ของนักเรยี นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3/3 ด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้

นางสาวธัญญาเรศ ชวิ ปรีชา

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อแก้ปัญหาการขาดความรู้ ความเข้าใจในรายวิชาประวัติศาสตร์ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โดยใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ 2) เพ่ือ
ศึกษาความพึงพอใจต่อวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3
โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 ที่ลงทะเบียนเรียน
รายวชิ า ส23161 ประวัตศิ าสตร์ 5 จำนวน 36 คน เครือ่ งมือท่ใี ช้ในการวจิ ัยครง้ั น้ีคอื แบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการ
วิเคราะห์ขอ้ มูลไดแ้ ก่ ค่าเฉลย่ี ประชากร และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานประชากร

ผลการวิจัย พบว่า (1) นักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3/3 จำนวน 36 คน มีความสนใจ และให้ความร่วมมอื
ในการทำแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ และส่งแบบฝึกทักษะครบทุกคน และ (2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีท่ี 3/3 จำนวน 36 คน มีความพึงพอใจตอ่ วธิ ีการจัดการเรียนร้โู ดยใชแ้ บบฝึกทักษะการเรียนรู้ ในระดับมาก

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 104

การศกึ ษาเปรยี บเทียบการส่งเสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรม ในรายวชิ าพระพุทธศาสนา
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสนี)

นายสภุ กจิ แกว้ ดวงดี

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษาเรื่องการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม ของนักเรียนโรงเรียน
บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี มวี ตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษาการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนบดินทร
เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมโรงเรียนบดินทรเดชา
(สิงห์ สิงหเสนี) และเพื่อเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมนักเรียนโรงเรียน
บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ คือ นักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่กําลัง
ศึกษาอยู่ ในระดับ ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล คือ การหาค่าความถี่และค่าร้อยละ
(Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สถิติทดสอบค่าที (T-test)
และสถติ ิการวิเคราะหค์ วามแปรปรวนทางเดยี ว (One-Way Analysis of Variance : F-test)

ผลการศึกษา พบว่าข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม นักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา
(สิงห์สิงหเสนี) โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ̅ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) พบว่า การส่งเสริมคุณธรรมและ
จริยธรรม นักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์สิงหเสนี) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( ̅ = 3.90)
เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ด้านความมีนํ้าใจ ( ̅ = 3.88) ด้านความ
ประหยัด ( ̅ = 3.66) ด้านความขยัน ( ̅ = 3.58) ด้านความมีวินัย ( ̅ = 3.25) และด้านความซื่อสัตย์
( ̅ = 3.15) ตามลําดบั

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 105

กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ ขุ ศึกษาและพละศกึ ษา

“การสง่ เสรมิ ให้ผูเ้ รยี นมีการพฒั นาทงั้ ร่างกาย จิตใจ อารมณแ์ ละสงั คม
อาศยั การพฒั นาและตอ่ ยอดกิจกรรมสุขศกึ ษาและพลศกึ ษา
บนพ้นื ฐานการวจิ ยั ในช้ันเรียนเป็นสอื่ กลางของการเรียนรู้”

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 106

การพฒั นาทกั ษะการตบ โดยใช้ ชุดวดี ิทศั นแ์ บบฝกึ การตบ(Spike)
ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา(สิงห์ สิงหเสน)ี

นายนิพน แจ่มแจง้

การศึกษาครั้งนี้เป็นแบบทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการการพัฒนาทักษะการตบ(Spike) โดยใช้
วีดิทัศน์แบบฝึกการตบ(Spike) มีต่อทักษะการตบ (Spike) โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนช้ัน
มัธยมปีที่ 6/9 ท่ผี ่านการเรยี น รหัสวชิ า พ33211 รายวชิ า วอลเลย์บอล มาแล้ว จากโรงเรียนบดินทรเดชา(สงิ ห์ สิง
หเสนี) กรุงเทพมหานคร จำนวน 42 คน ได้มาโดยใช้วิธีการแบบเฉพาะเจาะจง( Purposive sampling ) มีการ
วิเคราะหข์ อ้ มลู โดยใช้สถติ ิคา่ เฉลีย่

ผลการวิจัย พบว่า 1.) ผลการทดสอบความสามารถในการการตบ (Spike) ก่อนการฝึก มีค่าเฉลี่ย ( ̅ )
เท่ากับ 6.21 และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.64592 2.) ผลการทดสอบความสามารถในการตบ
(Spike) ใชช้ ดุ วดี ิทศั นแ์ บบฝึกทักษะการตบ (Spike) หลังการฝกึ มีคา่ เฉลีย่ หลัง ( ̅ ) เทา่ กับ 8.57 มีค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.01556 และ 3.) ความสามารถในการตบ (Spike) ก่อนการฝึก กับหลังการฝึก
แตกต่างกันอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .05 ผลการพัฒนาทักษะการตบ (Spike) โดยใช้ วีดิทัศน์ชุดฝึกทักษะ
การตบ (Spike) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/9 ก่อนและหลังการฝึกทักษะการตบ (Spike) มีความแตกต่าง
กัน โดยคะแนนความสามารถในการตบหลังการฝึกจะมากกว่าก่อนการฝึก แสดงว่าวีดิทัศน์ชุดฝึกทักษะการตบ
(Spike) ท่คี รูสรา้ งขนึ้ สามารถท่จี ะนำไปใชพ้ ัฒนาทกั ษะการตบในนักเรียนกลมุ่ อนื่ ๆได้

งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 107

ความพงึ พอใจในการใช้สอ่ื การสอนผา่ นระบบ QR code
ในการเรียนการสอนวิชาสวัสดภิ าพและความปลอดภยั ทางน้ำ ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1

นายกิตติรัชต์ วรัญญานนท์

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ สำรวจความ ความพึงพอใจในการใช้สื่อการสอนผ่านระบบ QR code
ในการเรียนการสอนวิชาสวัสดิภาพและความปลอดภยั ทางน้ำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบดินทร
เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรียนที่1 ประจำปีการศึกษา 2565 ในการเรียนการสอนที่โรงเรียนและชว่ งสถานการณ์
โรคระบาด Covid-19 ที่ต้องทำการศึกษาอยู่ที่บ้าน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี ภาคเรยี นท่ี1 ประจำปีการศกึ ษา 2565 จำนวน 240 คน และเครือ่ งมอื ที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้ คือ แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้สื่อการสอนผ่านระบบQR code วิชาสวัสดิภาพและ
ความปลอดภัยทางน้ำ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ
สถติ ิ ที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานได้แก่ T-test ทร่ี ะดบั ค่า ความเช่อื ม่ันเทา่ กบั 95%

ผลการศึกษา พบว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยของความพึง พอใจ และการใช้สื่อการสอนผ่านระบบ
QR code ในการเรียนการสอน วิชาการสวัสดิภาพและความปลอดภัยทางน้ำ อยู่ในระดับ ความพึงพอใจมาก
ถงึ มากท่สี ดุ

งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจดั การศึกษา 108

การพฒั นาความสามารถในการคดิ อย่างมีวิจารณญาณ โดยการจดั การเรยี นรู้แบบใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (PBL)
ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสน)ี

นางอไุ รวรรณ สวุ รรณ์ศิลป์

การศึกษาครัง้ นม้ี จี ดุ ม่งุ หมาย เพอ่ื สังเคราะหก์ ระบวนการในการจดั การเรยี นรู้แบบปัญหาเปน็ ฐานประเมิน
ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังไดร้ บั การจดั การเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน และศึกษาความ พึงพอใจของ
นักเรยี นทีม่ ตี ่อการจัดการเรยี นรแู้ บบปญั หาเป็นฐาน โดยมกี ลุ่มตัวอยา่ งที่ใช้ คือ นกั เรียนในระดับช้นั มัธยมศึกษาปี
ที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ได้จากการสุ่ม
แบบกลุ่ม (Cluster Random Sample) จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ
แบบวัดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้
แบบปัญหาเป็นฐานวิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้ สถิติ ค่าเฉล่ีย รอ้ ยละ และคา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา พบว่าผลการประเมนิ ทกั ษะการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณและการแก้ปญั หาของนักเรยี นท้ัง 42
คน มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับ สูง (มากกว่า 3.67) ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความพึง
พอใจของนักเรียนต่อ การพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน
ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ในภาพรวมผตู้ อบแบบสอบถามมีความพึง
พอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการส่งเสริมการคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ โดยการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (PBL)
อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.52, S.D.= 0.53) เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็นพบว่า ประเด็นที่มีความพึงพอใจมาก
ที่สุด คือการจัดการเรียนรู้ทำให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง (วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า
วิจารณญาณ) อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.75, S.D.= 0.49) รองลงมาคือการชี้แจงการวัดและประเมินผลชัดเจน
อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.71, S.D.= 0.42) และนักเรียนสามารถอธิบายสิง่ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาได้ อยู่ใน
ระดับมากท่สี ดุ (X=4.67, S.D.= 0.31) ตามลำดบั

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 109

การใชบ้ ทบาทผูน้ ำนนั ทนาการเพอ่ื พฒั นาพฤตกิ รรมการกล้าแสดงออกของนักเรียนที่เรียนวชิ านนั ทนาการ
ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี ปีการศกึ ษา 2565

นายภมู พิ จน์ ศุภรภิญโญภาพกลุ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ พัฒนาพฤติกรรมการแสดงออกของนักเรียนในวิชานันทนาการกลุ่ม
ตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/10 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 42 คน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนร้วู ิชาพลศึกษา ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 จำนวน 2 แผน คือ แผนการจัดการ
เรียนรูเ้ รอ่ื งการสรา้ งสัมพนั ธภ์ าพ และแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องเกมกลุ่มย่อย ส่วนเครอ่ื งมือท่ีใช้ในการเก็บข้อมูล
ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบประเมินการแสดงบทบาทสมมติ และแบบบันทึกหลังสอน วิเคราะห์ข้อมูลโดย
ใชส้ ถิติ ร้อยละ

ผลการศึกษา พบว่าผลการใชบ้ ทบาทผนู้ ำนนั ทนาการเพื่อพฒั นาพฤตกิ รรมการกล้าแสดงออกของนกั เรียน
ที่เรียนวิชาเกม และการเล่นไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 10 ในการใช้บทบาทผู้นำนันทนาการเพื่อพัฒนา
พฤติกรรมการ กล้าแสดงออกของนกั เรียนโดยการเรียนการสอนแบบผู้นำกจิ กรรม พบวา่ ในการสอนโดยการแสดง
บทบาทผู้นำกิจกรรม ครงั้ แรก นกั เรียนมกี ารกล้าแสดงออกในทางทีด่ ี แต่ในบา้ งกลุ่มยังไม่กล้าแสดงออกเท่าท่ีควร
ทำให้การแสดง บทบาทผู้นำกิจกรรมไม่ลื่นไหล ส่งผลให้การเรียนการสอนนั้น ไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
ส่วนการสอนโดยการใช้บทบาทผูน้ ำกิจกรรมในครั้งที่สอง ผลปรากฏว่านักเรียนให้ความร่วมมือในการแสดงดีมาก
มีการ เตรียมบทในการแสดง แต่ก็ยงั มบี างกลมุ่ ทไี่ มไ่ ดเ้ ตรียมพร้อมและยังไม่ค่อยกล้าแสดงออก

งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา 110

ผลการใชว้ ิธีการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps ทม่ี ีผลตอ่ ทักษะการทำงานกลุ่ม
และความพึงพอใจต่อการจดั การเรยี นรู้รายวชิ าสุขศึกษาและพลศกึ ษา

ของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

นายเกรยี งไกร เทียมแสน

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ(1) เปรียบเทียบทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียนก่อนและหลังการใช้
รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps และ (2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มตี ่อการจัดการเรียนรู้
แบบ GPAS 5 Steps กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ใน
การศกึ ษาครัง้ น้ี คือ (1) แผนการจดั การเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps (2) แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มและ
แบบทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps
วเิ คราะหข์ ้อมลู โดยใช้สถิติ ไดแ้ ก่ ค่าเฉลี่ย สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบคา่ ที

ผลการศึกษา พบว่า (1) ทักษะการทำงานกลุ่มและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่ี
ได้รบั การจัดการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps หลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรยี น อยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติท่รี ะดับ .01 และ
นักเรยี นมีความพึงพอใจในการจัดการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps อยู่ในระดับมาก ไดค้ ่าความเชอื่ ม่นั เท่ากบั 0.82

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 111

สมรรถภาพทางกายของนกั เรยี นระดบั มธั ยมศึกษาชนั้ ปีท่ี 5 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี

นายดนัย นาเมือง

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพื่อศึกษาข้อมูลด้านสมรรถภาพทางกายของนักเรียนระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี
5/5 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ คือ เกณฑ์การทดสอบสมรรถภาพทางกายของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์
สิงหเสนี) 4 รายการ 1 วิ่งระยะไกล -ผู้ชาย 1000 เมตร -ผู้หญิง 800 เมตร 2 ลุก-นั่ง (Sit- Up) 3 วัดความอ่อน
ตัว (Sit and Reach) 4 ค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) หรือ (BMI) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ
ใช้เกณฑ์อา้ งองิ มาตรฐานสมรรถภาพทางกายของโรงเรยี นบดนิ ทรเดชา(สงิ ห์ สงิ หเสนี)เป็นฐานขอ้ มูล

ผลการศึกษา พบว่านักเรียนชันมัธยมศึกษาปีที่ 5/5 มีสมรรถภาพทางกายอยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็น
ร้อยละ 55.00 00 และเมื่อพิจารณา โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยไดด้ ังนี้ มีสมรรถภาพทางกายโดยรวมอย่ใู น
ระดับปานกลางคิดเป็น ร้อยละ 55.00 สมรรถภาพทางกายโดยรวมอยู่ในระดับดีมากคิดเป็น ร้อยละ 19.00
สมรรถภาพทางกายโดยรวมอยูใ่ นระดับดีคดิ เปน็ รอ้ ยละ 17.00 สมรรถภาพทางกายโดยรวมอย่ใู นระดบั ต่ำคิดเป็น
รอ้ ยละ 5.00 สมรรถภาพทางกายโดยรวมอยใู่ นระดับตำ่ มากคดิ เป็น รอ้ ยละ 4.00 ตามลำดับ

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 112

ผลการจดั กิจกรรมการเรียนรูเ้ รื่อง การช่วยฟื้นคนื ชพี โดยใชก้ ระบวนการ Active Learning
ของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี) ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565

นายวัชรพงศ์ หอมนาน

การศึกษาครั้งนี้มีจดุ มุง่ หมายเพื่อพัฒนารูปแบบการจดั การเรียนรู้โดยใช้ ฝึกปฏิบัติ และพัฒนาทักษะการ
ช่วยฟื้นคืนชีพผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติ โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
จำนวน 674 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เนื้อหาในการทำวิจัยในครั้งนี้ คือ เนื้อหาที่ใช้ในการ
จัดการเรียนรู้ เรื่อง การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 Save a life ตรงตามมาตรฐาน พ5.1
ป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ อุบัติเหตุ การใช้ยา สารเสพติด และความรุน แรง
ตัวชี้วัด พ5.1 ม.4-6/7 แสดงวิธีการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างถูกวิธี และใช้รูปแบบการสอนที่เน้นการฝึกปฏิบัติ ผ่าน
กระบวนการเรียนรู้ 5 ขน้ั ตอน (GPAS 5 Steps) โดยดำเนนิ การตามโครงการสอนวิชา สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 ในเดอื น สงิ หาคม-กันยายน 2565

ผลการศึกษา พบวา่ ตอนที่ 1) ผลการวิเคราะห์ผลการพัฒนาทกั ษะการช่วยฟน้ื คนื ชีพ โดยใชก้ ระบวนการ
ฝึกปฏิบัติ ที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 17 ห้องเรียน 674 คน ที่เรียนรู้โดยใช้กระบวนการ Active Learning
โดยเป็นการทดสอบการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ทั้งหมด 6 ขั้นตอน พบว่า นักเรียนมีความรู้และทักษะการ
ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ได้คะแนนร้อยละ 80 ขึ้นไป จำนวน 674 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ตอนที่ 2)
ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี ภาคเรียนท่ี 1
ปีการศกึ ษา 2565 ท่ีมตี อ่ การจัดกจิ กรรมการเรยี นร้โู ดยใช้กระบวนการ Active Learning พบว่า ค่าเฉลี่ยรวมมีค่า
เท่ากับ 4.03 ตามเกณฑ์การแปลผลรวมอยู่ในระดับมีความพึงพอใจมาก โดยรายการที่ 9 นักเรียนคิดว่าผู้สอน
สามารถจัดการเรียนรู้รูปแบบนี้ได้ดีมคี ่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 4.50 รองลงมาคือ รายการที่ 10 นักเรียนสามารถ
ความรู้ไปใชใ้ นอนาคตได้ ไดม้ คี า่ เฉล่ีย เทา่ กับ 4.35 และ รายการท่ี 6 นักเรยี นคิดวา่ นกั เรียนคิดวา่ กจิ กรรมท่ีผู้สอน
ใช้มีความเหมาะสมกับเนื้อหาสาระ มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.25 ตามลำดับ และ ตอนที่ 3) ผลการศึกษาพฤติกรรม
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ที่มีต่อ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการฝึกปฏบิ ัติ พบว่า จากการประเมนิ พฤติกรรมด้วยครูผู้สอนได้คา่ เฉล่ยี
รวมมีค่าเท่ากับ 2.78 ตามเกณฑ์การแปลผลรวม มีพฤติกรรมสนใจระดับดีมาก โดยรายการลำดับที่ 2 ความ
กระตอื รอื ร้นในการทำกิจกรรม มคี า่ เฉลี่ยมากท่สี ุด เทา่ กับ 2.85 รองลงมาคอื รายการลำดับที่ 1 และ 5 มคี ่าเฉลี่ย
เท่ากนั เทา่ กับ 2.80 คอื การมสี ว่ นร่วมในการทำกิจกรรมและมคี วามสุขในการเข้าร่วมกิจกรรม

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 113

การแก้ปญั หาทกั ษะการทำงานเปน็ ทีมด้วยเทคนคิ การสอน GPAS 5 Steps
รายวชิ าสุขศึกษาและพลศึกษาของนกั เรยี นระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี

นายดนนั ท์ แยม้ ชนื่

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการแก้ปัญหาทักษะการทำงานเป็นทีมด้วยเทคนิคการสอน GPAS
5 Steps รายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบดินทรเดชา
(สิงห์ สิงหเสนี) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 252 คน เครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้ คือ แบบวิเคราะห์กระบวนการทำงานเป็นทีม และแบบประเมินความพึงพอใจในการเรียน ของ
นักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( X ) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติที่ใช้ใน
การทดสอบขอ้ มลู กลุม่ ตัวอยา่ งในกล่มุ เดยี วกนั t (t – test for dependent Samples)

ผลการศึกษา พบว่าการแก้ปัญหาทักษะการทำงานเป็นทีมด้วยเทคนิคการสอน GPAS 5 Steps รายวิชา
สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรยี นระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา(สิงห์ สงิ หเสนี) ก่อนเรียนและ
หลังเรียน ด้วยค่าทดสอบสถิติ t (t – test for dependent Samples) (ที่ระดับนัยสำคัญ .05) คะแนนทักษะ
กระบวนการทำงานเป็นทีมของนักเรียนด้วยเทคนิคการสอน GPAS 5 Steps หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบดินทรเดชา
(สิงห์ สิงหเสน)ี ที่ได้รับกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps มีระดับคะแนนความพึงพอใจ อยู่ในระดับ
มากทีส่ ุด โดยมีคา่ เฉลีย่ รวม ( X )เท่ากบั 4.66 คะแนน และมคี ่าสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากบั 0.07

งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 114

การแก้ไขปัญหาสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพด้านความอ่อนตัวของนักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1
โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสน)ี

วา่ ท่ี ร.ต.อานันท์ เชยสวุ รรณ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการฝึกการพัฒนาสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพด้านความ
อ่อนตัวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อเปรียบเทียบผลการฝึกการพัฒนาสมรรถภาพทางกายเพ่ือ
สุขภาพด้านความอ่อนตัวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ใน
ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1/14 ปีการศึกษา 2565 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสนี) จำนวนทงั้ สนิ้ 42 คน เป็น
นักเรียนชาย จำนวน 20 คน นักเรียนหญิง จำนวน 22 คน โดยสมุ่ ตวั อยา่ งแบบเจาะจง เครือ่ งมือที่ใช้ในการศึกษา
ครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพด้านอ่อนตัว โดยใช้แบบฝึกปฏิบัติ โดย
วิธีการสอนแบบพลศึกษา 5 ขั้นตอน และแบบประเมินผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพด้านความ
ออ่ นตัว วิเคราะหข์ อ้ มลู โดยใช้สถติ ิ 1 หาค่าเฉลี่ย ( X ) และคา่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) และสร้างเกณฑ์ปกติ
สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของนักเรียนหญิงและนักเรียนชายในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยพิจารณาจาก
คะแนนดบิ (raw scores) แบ่งระดบั สมรรถภาพทางกายเปน็ 5 ระดับ

ผลการศึกษา พบว่าเมื่อนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพด้านความอ่อนตัวโดยใช้
แผนการจดั การเรยี นรู้ เรอ่ื ง สมรรถภาพทางกายเพื่อสขุ ภาพดา้ นอ่อนตวั โดยใชแ้ บบฝึกปฏบิ ตั ิ โดยวิธีการสอนแบบ
พลศึกษา 5 ขั้นตอน และแบบประเมินผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพด้านความอ่อนตัว นักเรียน
ชายและนักเรียนหญงิ มผี ลการทดสอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสขุ ภาพดา้ นความอ่อนตัวสงู กวา่ ก่อนเรยี น

งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 115

การแกไ้ ขพฤตกิ รรมการไม่ต้งั ใจเรยี นโดยใช้ Qr code และ Online quiz
ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสน)ี

นางสาวบษุ บา ห้าวหาญ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1. เพื่อแก้ไขปัญหาการไม่ตั้งใจเรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ Qr code
และ Online quiz ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2. เพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ผ่านเกณฑ์ร้อยละ
70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/11 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือแบบสอบถาม
พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียน , แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน , แบบทดสอบความรู้หลังเรียน ,
แบบประเมินความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ , ค่าเฉลี่ย , ค่า
เบ่ยี งเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา พบว่านักเรียนมีพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ที่ดีมากขึ้น จากตารางพบว่า ในการตอบ
แบบสอบถาม ครั้งที่ 2 นักเรียนมีพฤติกรรมที่ดีขึ้นมากกว่าครั้งที่ 1 หากพิจารณาในภาพรวมสิ่งที่เห็นชัดเจนมาก
ยง่ิ ข้ึน คอื ใชโ้ ทรศัพทม์ ือถือในการเขา้ ดสู ื่อตา่ งๆท่ีไมเ่ กีย่ วข้องกับเน้ือหาของครูผู้สอนน้อยลง นำโทรศพั ท์ขึน้ มาเล่น
เกมในขณะที่ครูสอน้อยลง ให้ความสนใจโทรศัพท์เมื่อมีการแจ้งเตือนน้อยลง กระวนกระวายเมื่อไม่ใช้ในโทรศัพท์
น้อยลง และจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน พบว่า ขณะที่มีการใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ Qr code และ
Online quiz นักเรียนให้ความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอน นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ และไม่มีพฤติกรรม
รบกวนชั้นเรียน เนื่องจากนักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ตลิดเวลา และห้องเรียนมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้มาก
ยิ่งขึ้น แต่อาจจะยังมีนักเรียนบางส่วนที่ยังมีการพูดคุยกันในชั้นเรียน และอาจจะมีปัญหาในด้านของสัญญาณ
อินเตอร์เน็ต ในด้านของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พบว่า จากนักเรียน 44 คน นักเรียนผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ ทีต่ ัง้ ไว้ร้อยละ 70 จำนวน 41 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 93.18 และไมผ่ า่ นเกณฑ์การประเมิน จำนวน 3 คน คิด
เป็นร้อยละ 6.82 และจากการจัดการเรียนการสอนนักเรียนมีความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอน อยู่ใน
ระดบั มากท่ีสุด ( X̅ = 4.71 และ S.D. = 0.53 )

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 116

การพัฒนาสมรรถภาพทางกายเพือ่ สุขภาพดา้ นความอ่อนตัว
โดยใชโ้ ปรแกรมการยดื เหยียดกล้ามเนอ้ื แบบ Passive Stretching
ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2/1 โรงเรียนบดินทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสน)ี

นายอภิรกั ษ์ เรืองนคร

การศกึ ษาครั้งน้ีมจี ุดมุง่ หมายเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกายดา้ นความอ่อนตัวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 โดยการนำโปรแกรมการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบ Passive Stretching มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้น ม.2/1 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบทดสอบนั่งงอ
ตัวไปด้านหน้า (Sit and Reach) และโปรแกรมการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบ Passive Stretching วิเคราะห์
ข้อมูลโดยใชส้ ถติ คิ ่าเฉล่ีย x และ คา่ ร้อยละ (%)

ผลการศกึ ษา พบวา่ นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 2/1 ซึ่งไดร้ ับการพัฒนาความอ่อนตัวด้วยโปรแกรมการยดื
เหยยี ดกลา้ มเนื้อแบบ Passive Stretching ท่สี รา้ งมาใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอนชว่ งคลายอุ่นท้ายคาบเรยี น มี
ผลการทดสอบสมรรถภาพด้านความอ่อนตัวอยใู่ นเกณฑด์ ีขึ้นไป จำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 72.22 จากนักเรียน
ทงั้ หมด แสดงใหเ้ หน็ ว่าโปรแกรมการพัฒนาความอ่อนตัวที่นำมาใช้ สง่ ผลให้นักเรยี นมสี มรรถภาพทางกายด้าน
ความอ่อนตัวของนักเรียนท่ีดี

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 117

กลุ่มสาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ

“การพฒั นาการเรยี นรดู้ า้ นศิลปะ
บนพื้นฐานสำคญั

ท่ีมาจากการวจิ ัยทางการศกึ ษา”

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 118

การพฒั นาทักษะการวาดภาพทัศนียภาพของนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1
โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะการวาดภาพทัศนยี ภาพ

นายธชั ชา เทศนธ์ รรม

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1)พัฒนาแบบฝึกทักษะการวาดภาพทัศนียภาพ สำหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1 2)เปรียบเทียบทักษะการวาดภาพทัศนียภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและ
หลังเรียน กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ คือ นักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครัง้ น้ี คือ แบบฝึกทักษะ
การวาดภาพทศั นียภาพ สำหรบั นักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 วิเคราะหข์ ้อมลู โดยใชส้ ถติ คิ ่ารอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย การหา
คา่ ประสทิ ธภิ าพ (E1/E2)

ผลการศกึ ษา พบวา่ ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการวาดภาพทัศนียภาพของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี
ที่ 1 มีประสิทธิภาพท้ ่ากับ 88.5/81.33 ซง่ึ สงู กว่าเกณฑท์ ีก่ ำหนดไว้คอื 80/80 ทักษะการวาดภาพทัศนียภาพ ของ
นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี หลงั ใช้แบบฝกึ สูงกว่ากอ่ นการใชแ้ บบฝกึ

งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจดั การศึกษา 119

การพัฒนาบทเรยี นออนไลน์เพือ่ พัฒนาทกั ษะการฟัง โดยใช้การจดั การเรยี นร้แู บบคน้ พบ

นายศริ ิธญั ญา ตนั สกลุ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1)สร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์เรื่องการฟังและ
วเิ คราะห์องค์ประกอบของดนตรี ทใ่ี ชร้ ูปแบบการจัดการเรยี นร้แู บบค้นพบ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพ่ือเปรียบเทียบ
ทักษะการฟังก่อนเรียนและหลังเรียนดว้ ยบทเรียนออนไลนท์ ่ีใช้การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ โดยมี กลุ่มตัวอย่างท่ี
ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่เรียนรายวิชาศิลปะ รหัสวิชา ศ
30103 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน ได้มาจากการสุ่มแบบยกกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้ คือ บทเรียนออนไลน์ที่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วน
เบย่ี งเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลมุ่ ทส่ี มั พันธก์ ัน (t-test Dependent)

ผลการศึกษา พบว่า 1.) ผลการหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์เรื่องการฟังและวิเคราะห์
องค์ประกอบของดนตรีโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ พบว่ามีประสิทธิภาพของบทเรียน (E1/E2) เท่ากับ
84.90/83.76 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 และ 2.) ผลการเปรยี บเทียบคะแนนระหว่างแบบทดสอบก่อน
เรียนกับแบบทดสอบหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่องการฟังและวิเคราะห์องค์ประกอบของดนตรีพบว่า
คะแนนจากแบบทดสอบหลังเรยี นสูงกว่าคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .01

งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 120

การพฒั นาทักษะการปฏิบตั ิท่ารำ โดยใช้การเรยี นรแู้ บบห้องเรยี นกลับด้าน (Flipped classroom)
ผ่านโปรแกรม Google Classroom ของระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2
โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสนี)

นางสาวนฌกร ผทู้ รงธรรม

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพนวัตกรรมห้องเรียนกลับด้าน ( Flipped
classroom) ผ่านโปรแกรม Google Classroom ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อประเมินทักษะการ
ปฏิบัติท่ารำของผู้เรยี น เรื่องรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย โดยการใช้การเรียนรู้แบบห้องเรยี นกลับดา้ น (Flipped
classroom) ผ่านโปรแกรม Google Classroom 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped classroom) ผ่านโปรแกรม Google Classroom กลุ่มตัวอย่างที่ใช้
คือ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2565 จำนวน 36 คน โดยใช้การสมุ่ อย่างงา่ ยด้วยวิธีการจบั ฉลาก เคร่ืองมอื ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คอื 1) แผนการ
จัดการเรียนรู้ รายวิชาศิลปะ 2 (สาระนาฏศิลป์) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 2) แบบประเมินทักษะการ
ปฏิบัติท่ารำ เรื่องรำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย 3) นวัตกรรมห้องเรียนกลับด้าน (Flipped classroom) ผ่าน
โปรแกรม Google Classroom 4) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียน
กลบั ดา้ น (Flipped classroom) ผ่านโปรแกรม Google Classroom วิเคราะห์ข้อมลู ด้วยสถติ ิพ้ืนฐาน ได้แก่ การ
แจกแจงความถ่ี คา่ เฉลี่ยรอ้ ยละ

ผลการศึกษา พบว่า 1) แผนการเรียนรู้ รายวิชาศิลปะ 2 (สาระนาฏศิลป์) ด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบ
ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped classroom) ผ่านโปรแกรม Google Classroom มีผลค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .90
ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มีความเชื่อมั่นสูง 2) ค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน
(Flipped classroom) ผ่านโปรแกรม Google Classroom เรื่อง รำวงมาตรฐาน มีค่า E1/E2 = 80.14/87.22 มี
ประสทิ ธภิ าพสูงกว่าเกณฑท์ ีก่ ำหนด 80/80 3) ผลการประเมินทกั ษะการปฏิบัติท่ารำ รำวงมาตรฐาน เพลงชาวไทย
ของกลุ่มตัวอย่าง ผู้เรียนมีผลการประเมินทักษะการปฏิบัติท่ารำ คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
ร้อยละ 80 4) ความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาศลิ ปะ 2 (สาระนาฏศิลป์)
ผา่ นโปรแกรม Google Classroom ผู้เรียนมคี วามพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก มคี ่าเฉลย่ี ความพึงพอใจเท่ากับ ( ̅ =
4.64)

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 121

การพฒั นาทกั ษะการระบายสีโปสเตอร์ วชิ าเขียนภาพระบายสี 1 ศ 33223 โดยใชแ้ บบฝึกทักษะ
การระบายสโี ปสเตอร์ ของผู้เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

นางสาวกนกพิชญ์ วนั นำ

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการระบายสีโปสเตอร์ วิชาเขียนภาพระบายสี 1 ศ 33223
โดยใช้แบบฝึกทักษะการระบายสีโปสเตอร์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี
และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใชชุดแบบฝกทักษะการระบายสีโปสเตอร์ กลุมตัวอย่างที่ใชใน
การวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 จำนวน 20 คน เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจาก
เป็นกลุมที่มีปญหาเกี่ยวกับทักษะการระบายสีโปสเตอร์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการสอน และ
แบบฝกึ ทกั ษะการระบายสีโปสเตอร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถติ ริ ้อยละ และ t – test

ผลการศึกษา พบว่า 1. ผลการพัฒนาทักษะการระบายสีโปสเตอร์ วิชาเขียนภาพระบายสี 1 ศ 33223
โดยใช้แบบฝึกทักษะการระบายสีโปสเตอร์ ของผู้เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
หลังจากฝกทักษะโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการระบายสีโปสเตอร์ หลงั เรียนนกั เรยี นมีทักษะความสามารถในการระบาย
สีโปสเตอร์ดีกวาก่อนเรียนเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับดี 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใชชุดแบบฝึก
ทักษะการระบายสโี ปสเตอร์สูงขน้ึ เฉลย่ี รวมอยใู่ นระดับดี ทำใหน้ ักเรียนมีทักษะท่ีพัฒนาขึ้น โดยมีทกั ษะการระบาย
สโี ปสเตอร์หลัง เรียนสงู กว่าก่อนเรยี น จากผลการทดสอบแสดงใหเห็นวานักเรียนมีความเขาในกระบวนการทำงาน
เกิดทักษะ ในการระบายสีโปสเตอร์ เช่น วิธีการระบายเรียบ การไล่น้ำหนักสี หรือการระบายสีในรูปทรงต างๆ
เปน็ ไปตามรปู แบบทช่ี ัดเจนตามทจ่ี ดั การเรียนการสอน

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 122

การพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ การปฏบิ ัตกิ ารรำตีบท ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1/3

นางสาวภัทรี ชุมช่วย

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การฝึกปฏิบัติการรำตีบท ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกปฏิบัติการรำตีบท กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ที่เรียนในรายวิชาศิลปะ 1 (นาฏศิลป์) จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ
แบบฝึกทักษะการปฏิบัติการรำตีบท และแบบทดสอบทักษะการปฏิบัติการรำตีบท วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ
รอ้ ยละ

ผลการศึกษา พบว่าผลสมั ฤทธกิ์ ารปฏิบตั ิการรำตบี ท ของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 1/3 หลังการใช้แบบ
ฝกึ ปฏิบตั ิการรำตบี ท สูงขึ้นกวา่ กอ่ นการใชแ้ บบฝกึ ทักษะ

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 123

การพัฒนาทักษะการระบายสีโปสเตอร์ รายวิชาศลิ ปะ 3 (ทศั นศลิ ป์)
โดยใชส้ ื่อวดี ิโอประกอบการสอนและฝึกปฏบิ ัติ

นางสาวจฑุ าภรณ์ ทิมธนสาร

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการระบายสีโปสเตอร์ โดยใช้การเรียนการสอนในรูปแบบ
สื่อวิดีโอและการฝึกปฏิบัติ ในรายวิชาศิลปะ3 (ทัศนศิลป์) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ปีการศึกษา 2565 ภาคเรียนที่ 1 ที่เรียนในรายวิชาศิลปะ 3 จำนวน 30 คน
โดยใช้วธิ ีการส่มุ แบบเฉพาะเจาะจง เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการศึกษาคร้งั นี้ คือ สอ่ื วีดโิ อ การระบายสีโปสเตอร์ วเิ คราะห์
ขอ้ มลู โดยใช้การเปรยี บเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน

ผลการศึกษาพบว่า หลังการใช้สื่อวีดีโอประกอบการสอนและฝึกปฏิบัติ นักเรียนมีการพัฒนาทักษะ
ทางการระบายสีโปสเตอร์ และผลสมั ฤทธิ์การทางการเรียนวิชาศิลปะ 3 (ทศั นศิลป)์ ดขี น้ึ นักเรียนสามารถระบาย
สีโปสเตอร์ตามวิธีที่ถูกต้องได้ และสามารถดูซ้ำในส่วนที่ยังไม่เข้าใจได้ ทำให้นักเรียนมีทักษะในการระบายสี
โปสเตอร์ที่ดีขึ้น มีความมั่นใจในการระบายสีมากขึ้น อีกทั้งสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนวิชาอื่นๆ
และในชีวิตประจำวันต่อไปได้

งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 124

การพฒั นาทักษะการอา่ นโนต้ ไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3
ด้วยแบบฝกึ ทกั ษะการอ่านโน้ตไทยขัน้ พืน้ ฐาน

นายเขม็ กลน่ั ใสสุก

การศึกษาครั้งน้ีมีจดุ มุง่ หมายเพื่อ 1.) พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านโน้ตไทยของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปี
ที่ 3 และ 2.) เปรยี บเทียบทักษะการอ่านโน้ตไทยของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ก่อนเรยี นและหลังเรียน โดย
มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบฝึกทักษะการอ่าน
โน้ตไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การหาค่าประสิทธิภาพ
(E1/E2)

ผลการศึกษา พบว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านโน้ตไทยของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 มี
ประสิทธิภาพเท่ากับ 88.5/81.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 ทักษะการอ่านโน้ตไทย
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) หลังใช้แบบฝึกสูงกว่าก่อนการใช้
แบบฝกึ

งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 125

การแกไ้ ขปญั หาผเู้ รียนทีเ่ คลื่อนไหวรา่ งกายไม่ตรงจังหวะ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3/2
โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิหเสน)ี ดว้ ยวิธีการสอนแบบเพ่ือนชว่ ยเพ่ือน

นางสาวเบญจวรรณ แก้วบุตรดี

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ผู้เรียนที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ตรงจังหวะ โดยการใช้
วิธกี ารสอนแบบเพ่ือนชว่ ยเพ่ือน กลุม่ ตัวอย่างที่ใช้ คอื ผเู้ รยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์
สิงหเสนี) ทีเ่ คล่อื นไหวรา่ งกายไม่ตรงจังหวะ จำนวน 35 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี คอื แบบประเมินการ
เคลื่อนไหวร่างกายและแผนการจัดการเรยี นรู้ รายวชิ าศลิ ปะ 3 (นาฏศิลป)์

ผลการศกึ ษา พบวา่ เมื่อดำเนินการแกป้ ัญหาผู้เรยี นที่เคล่ือนไหวรา่ งกายไม่ตรงจงั หวะดว้ ยวิธีการสอนแบบ
เพื่อนช่วยเพื่อนนั้น ผู้เรียนสามารถปฏิบัติท่าเคลื่อนไหวได้ตรงจังหวะถูกต้องและ สวยงามมากยิ่งขึ้นรวมไปถึงมี
ความมุ่งมัน่ ตัง้ ใจดยี ่ิงขึ้นอีกด้วยโดยคิดเป็นคา่ เฉลี่ยร้อยละ 100 ดังนั้น การสอนแบบเพื่อนช่วยเพ่ือน สามารถชว่ ย
ในการแก้ปัญหาของผู้เรียนได้ ครูผู้สอนควรที่จะจัดเวลาให้นักเรียนในการฝึกซ้อม ทบทวนท่ารำ และคอยให้
คำแนะนำอย่างใกล้ชิด กับผู้เรียนที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่ตรงจังหวะ จะทำให้ผู้เรียนมีทักษะมากขึ้นและทำให้
ผ้เู รียนมีพัฒนาการอยา่ งต่อเนอื่ ง

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 126

การพฒั นาผลสัมฤทธ์กิ ารอ่านโนต้ ดนตรสี ากลตามแนวคดิ ของ คารล์ ออล์ฟ
สำหรับนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2

นายธนาพพิ ฒั น์ สงิ ห์เฉลิม

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านโน้ตดนตรีสากล
ตามแนวคิดการสอนของ คาร์ล ออร์ฟ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมถุทธของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กับเกณฑ์การอ่านโน้ตดนตรีสากล 2)
หลังใช้กิจกรรมการเรียนรู้การอ่านโน้ตดนตรีสากล ตามแนวคิด การสอนของคาร์ล เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80
(E1/E2) 3) เ พ ื ่ อ ศ ึ ก ษ า ค ว า ม พ ึ ง พ อ ใ จ ข อ ง ผ ู ้ เ ร ี ย น ช ั ้ น ม ั ธ ย ม ศ ึ ก ษ า ป ี ท ี ่ 2 ท ี ่ ม ี ต ่ อ ก ิ จ ก ร ร ม
การเรียนรู้การอ่านโน้ตดนตรีสากลตามแนวคิดการสอนของคาร์ลออร์ฟ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1
หอ้ ง คือ ม.2/5 จำนวนนักเรยี น 44 คน โดยการเลือกแบบล่มุ อย่างงา่ ย (Sample Random Sampling) เคร่ืองมือ
ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยรูปแบบการเรียนรู้ การอ่านโน้ตดนตรีสากล
ตามแนวคิดการสอนของคาร์ล ออร์ฟ จำนวน 2 แผน รวม 2 ชั้วโมง 2) แบบประเมินการอ่านโน้ตสากล 3)
แ บ บ ท ด ส อ บ ว ั ด ผ ล ส ั ม ถ ุ ท ธ ก า ร เ ร ี ย น แ บ บ ป ร น ั ย 4 ต ั ว เ ล ื อ ก จ ำ น ว น 30 ข ้ อ 4)
แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ
ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent และ One Sample)

ผลการศึกษา พบว่า 1) การอ่านโน้ตดนตรีสากล ตามแนวคิดการสอนของคาร์ล ออร์ฟ
สำหรบั นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มปี ระสิทธิภาพ เท่ากบั 81.27/82.36 ซงึ่ เปน็ ไปตามเกณฑ์ 80/80 ท่ีตั้งไว้ 2)
ผลสัมถุทธี้ทางการเรียน เรื่องการการอ่านโน้ตดนตรี สากล ตามแนวคิด การสอนของคาร์ล ออร์ฟ
ข อ ง น ั ก เ ร ี ย น ห ล ั ง เ ร ี ย น ส ู ง ก ว ่ า ก ่ อ น เ ร ี ย น อ ย ่ า ง ม ี น ั ย ส ำ ค ั ญ ท า ง ส ถ ิ ต ิ ร ะ ด ั บ .05 แ ล ะ 3)
นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการอ่านโน้ตดนตรีสากล
ตามแนวคิดการสอนของคารล์ ออร์ฟ ในภาพรวมอยู่ในระดบั มากท่สี ดุ

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 127

การใช้ส่อื วิดโี อเพ่ือพัฒนาทักษะการวาดภาพโดยใชเ้ ทคนคิ สีโปสเตอร์
ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2/5 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

นางสาวจนั ทรรตั น์ เตชะรุ่งโรจน์

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการวาดภาพโดยใช้เทคนิคสีโปสเตอร์ของนักเรียน
ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 2/5 โดยใช้ส่ือวดี โิ อ โดยมีกล่มุ ตวั อยา่ งท่ีใช้ นกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2/5 โรงเรียนบดินทรเด
ชา (สิงห์ สิงหเสนี) จำนวน 44 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วัสดุ
อุปกรณ์ และเทคนิคในการวาดภาพที่หลากหลายในงานทัศนศิลป์ (2) สื่อวิดีโอเพื่อพัฒนาทักษะการวาดภาพโดย
ใชเ้ ทคนคิ สโี ปสเตอร์ วิเคราะหข์ ้อมลู โดยใชส้ ถิติการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ

ผลการศกึ ษา พบว่าคะแนนนักเรียน เรือ่ ง การวาดภาพโดยใชเ้ ทคนิคสโี ปสเตอรก์ ่อนใช้ส่ือวดิ โี อเพ่ือพัฒนา
ทักษะการวาดภาพโดยใช้เทคนิคสีโปสเตอร์ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
พบว่านกั เรยี นมีปัญหาด้านทักษะ การไลน่ ้ำหนักของสี ได้แก่ การไล่นำ้ หนักสี ออ่ น – แก่ การผสมสี และการเกล่ีย
สีให้ 2 สผี สมกลมกลนื กนั รวมถงึ เทคนิคต่างๆของสีโปสเตอร์ มีคา่ เฉลี่ยเท่ากับ 10.13 คดิ เป็นรอ้ ยละ 50.68 และ
คะแนนนักเรียน เรื่อง การวาดภาพโดยใช้เทคนิคสีโปสเตอร์หลังใช้สื่อวิดีโอเพื่อพัฒนาทักษะการวาดภาพ โดยใช้
เทคนิคสีโปสเตอรข์ องนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 2/5 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 พบว่านกั เรยี นมีทักษะการ
ไล่น้ำหนักของสี ได้แก่ การไล่น้ำหนักสี อ่อน – แก่ การผสมสี และการเกลี่ยสีให้ 2 สีผสมกลมกลืนกัน รวมถึง
เทคนิคต่างๆของสีโปสเตอร์เพิ่มมากขึ้น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.38 คิดเป็นร้อยละ 81.93 รวมถึงผลการวิเคราะห์
ข้อมูลคะแนนการเปรียบเทียบก่อนการใช้สื่อวิดโี อการวาดภาพโดยใช้เทคนิคสโี ปสเตอรข์ องนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2/5 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 โดยมีค่าเฉลี่ย10.13 คิดเป็นร้อยละ 50.68 และผลการเรียนรู้หลังใช้สอื่
วิดีโอการวาดภาพโดยใช้เทคนิคสโี ปสเตอรโ์ ดยมีค่าเฉลี่ย 16.38 คิดเป็นร้อยละ 81.93 ซึ่งผลการเรียนรู้หลังการใช้
สื่อวิดีโอการวาดภาพโดยใช้เทคนิคสีโปสเตอร์มีค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละผ่านเกณฑ์ จากที่ผู้วิจัยได้ตั้งไว้คือ ผลงาน
นกั เรยี นมกี ารพฒั นาไดม้ ากกว่า 10 คะแนนขนึ้ ไป

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 128

กลมุ่ สาระการเรียนรูก้ ารงานอาชีพ

“งานวจิ ัยในชน้ั เรียน ทำใหเ้ ข้าใจนักเรียนได้มากขึ้น
แกป้ ญั หาการเรยี นการสอนและพฒั นาตอ่ ยอด

มีแรงกระตุ้นใหเ้ กิดความสนใจดา้ นอาชีพของตนเองในอนาคต”

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 129

ศึกษาความคิดเห็นปีของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาที่ 2
ตอ่ การจดั การเรยี นการสอนรายวิชา ง22101 การงานอาชีพ 2

นางเพ็ญศรี เกดิ ด้วยทอง

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษาความคิดเห็นของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ต่อการจัดการ
เรียนการสอนรายวิชา ง22101 การงานอาชีพศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ต่อการจัดการ
เรียน การสอนรายวิชา ง22101 การงานอาชีพ 2 โดยมี 2 วัตถุประสงค์ 1.) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี2 ต่อการจัดการเรียนการสอน รายวิชา ง22101 การงานอาชีพ 2 ภาคเรียนที่ 1/2565 และ
2.) เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนการสอน รายวิชา ง22101การงานอาชีพ 2 ให้ดียิ่งขึ้น
และสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ สำหรับนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง
ไดแ้ ก่ นกั เรียนขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรยี นท1่ี ปีการศกึ ษา 2565 จำนวน 30 คน สถติ ทิ ใี่ ช้ในการวิเคราะห์
ข้อมลู ไดแ้ ก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน

ผลการศกึ ษา พบวา่ การศกึ ษาความคิดเห็นปีของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาที่ 2 ต่อการจัดการเรียน การสอน
รายวิชา ง22101 การงานอาชีพ 2 มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีมาก ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูง
กว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดอยา่ งมีนัยสำคัญโดยมีค่าเฉลี่ย ( ) = 3.97 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) =
0.81 และมีค่าความพึงพอใจสูงสุดในระดับมาก เรื่องความเหมาะสมของการฝึกทักษะบริหารจัดการงานอาชีพท่ี
ตลาดนัดพอเพียง ( B.D. Sufficiency Economy Point) ค่าเฉลี่ย( ) = 4.47 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.)
= 0.68 ส่วนระดับค่าความพึงพอใจต่ำสุดในระดับพึงพอใจมากเรื่องความเหมาะสมของวิธีการเรียนเรื่องการต่อ
วงจรไฟฟ้า ค่าเฉลี่ย ( ) = 3.93 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) = 0.97 โดยสรุปการศึกษาความคิดเห็นปี
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 2 ต่อการจัดการเรียน การสอนรายวิชา ง22101 การงานอาชีพ 2
เป็นการศึกษาความคิดเห็นตามขัน้ ตอนอยา่ งเป็นระบบเพื่อให้กจิ กรรมการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
มาตรฐาน ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาการงานอาชีพ 2 กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจ มีความคิดริเร่ิม
สร้างสรรค์ผลงานละตั้งใจปฏบิ ัตงิ านและการสรา้ งรายไดร้ ะหวา่ งเรียนในการเรยี นวชิ าการงานอาชพี 2

งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 130

การแกไ้ ขปญั หาทักษะการสื่อสารด้านการเขียนขนั้ ตอนการทำงานทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพ
เรอ่ื ง การเย็บกระดุมของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3

โดยใชแ้ บบฝึกทักษะและคลปิ วีดโิ อ รายวชิ าการงานอาชีพ3 รหัสวิชา ง23101

นางวณติ า ประภศั ร

การแก้ไขปัญหาทักษะการสื่อสารด้านการเขยี นขัน้ ตอนการทำงานทีม่ ีประสิทธภิ าพ เรื่อง การเย็บกระดมุ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 โดยใช้แบบฝึกทกั ษะและคลปิ วีดิโอ รายวิชาการงานอาชีพ3 รหัสวิชา ง23101 มี
วัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการขาดสมรรถนะการสื่อสารด้านการเขียนและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง
การเย็บกระดุม โดยใช้คลิปวีดิโอที่ครูสร้างขึ้นและแบบฝึกทักษะประยุกต์จากหลักการเขียนสตอรี่บอร์ด
(storyboard) ทใี่ ห้นักเรยี นใชภ้ าพประกอบและเขียนบรรยายข้นั ตอนการทำงาน และจัดการเรียนรู้เชงิ รุก (active
learning) ใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) โดยการทำแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน คือ นักเรียน
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3/11, 3/12, 3/13, 3/14, 3/15 และ 3/16 จำนวน 264 คน วิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธทิ์ างการ
เรียนก่อนเรียน-หลังเรียนโดยใช้การทดสอบที (t-test) และวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการ
จดั การเรยี นการสอน โดยใชค้ า่ เฉลีย่ (mean) สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และสมั ประสทิ ธก์ิ ารกระจาย (C.V.)

ผลการศึกษา พบว่าการทดสอบที (t - test) มีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 2.89 คะแนน และคะแนน
หลังเรยี นเฉลย่ี เท่ากับ 3.98 คะแนน เมอ่ื เปรียบเทียบระหว่างคะแนนสอบท้ังสองคร้ัง พบว่า คะแนนสอบหลังเรียน
สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของนักเรียนที่มี
ตอ่ การจดั การเรียนการสอนรายข้อของแบบสอบถามที่ใชเ้ กณฑ์คา่ คะแนน 5 ระดับ พบวา่ คำถามข้อที่มีระดับความ
คิดเห็น มากที่สุด คือ ข้อ 6 แบบฝึกทักษะนี้ช่วยให้นกั เรียนเรียนรู้ทักษะการสื่อสารด้านการเขียนไดม้ ากขึ้น ข้อ 7
แบบฝึกทักษะนี้ทำให้นักเรียนมสามารถลำดับขั้นตอนการทำงานได้ดีขึ้น ข้อ 4 ขั้นตอนของกิจกรรมในแบบฝึก
ทักษะนี้นักเรียนสามารถปฏิบัติได้ ข้อ 3 แบบฝึกทักษะนี้มีวิธีการเรียนรู้เหมาะสมกับนักเรียน และข้อ 8 แบบฝึก
ทักษะใช้วิธีวัดประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง มีค่าเฉลี่ย (mean) คือ 4.62, 4.61, 4.60, 4.59, และ 4.50
ตามลำดับ และจากผลการวิเคราะห์ภาพรวมของแบบสอบถามที่ใช้เกณฑ์ค่าคะแนน 5 ระดับ พบว่าค่าเฉล่ีย
(mean) คอื 4.14 สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) คือ 0.40 และสัมประสทิ ธิ์การกระจาย (C.V.) คือ 9.54 และสรุป
ภาพรวมมรี ะดบั ความคิดเห็น มาก

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 131

พฤตกิ รรมการใชโ้ ทรศัพท์มือถอื ของนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4

นางเตือนใจ มลแก้ว

การศึกษา เรื่องพฤติกรรมการใช้โทรศัพทม์ ือถือของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 มีวัตถุประสงคเ์ พื่อศึกษา
พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศกึ ษา
ครงั้ นี้ คือ แบบสอบถาม ทผี่ วู้ จิ ัยสรา้ งข้นึ เอง วเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยใชส้ ถิติ รอ้ ยละ และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา พบว่า 1.) ข้อมูลทั่วไปของผู้สอบถามกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง
จำนวน 16 คน คดิ เป็นร้อยละ 53.33 รองลงมาคือเพศชาย จำนวน 14 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 46.67 2.) ข้อมูลการ
ใช้โทรศัพท์มือถือระยะเวลาในการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยส่วนมากแล้วอยู่ใน
ระยะเวลา3-5 ชั่วโมงต่อวัน รองลงมาคือ 1-3 ชั่วโมงต่อวัน 0 -1 ชั่วโมงต่อวัน และมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน
ตามลำดับ และ 3.) พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ โดยมากแล้วกลุ่มตัวอย่างมักใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อความ
บนั เทงิ เพือ่ ความสนกุ สนาน มากกวา่ ที่จะนำไปทำให้เกดิ ประโยชนท์ ี่แท้จริง

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 132

การยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น รายวิชา ง 21101 การงานอาชีพ 1
เรอ่ื ง ทักษะกระบวนการทำงาน ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1

โดยใช้ Google Platform ตามแนวคิดหอ้ งเรียนกลบั ดา้ น (Flipped Classroom)

นายณฐาภพ ฟ้ากระจ่าง

การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ง 21101 การงานอาชีพ 1
เรื่อง ทักษะกระบวนการทำงาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ (2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนจากการเรียน
การสอนโดยใช้ Google Platform รายวิชา ง 21101 การงานอาชีพ 1 เร่ือง ทักษะกระบวนการทำงานที่ออกแบบ
และพัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนรายวิชา ง 21101 การงานอาชีพ 1
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 149 คน โดยคำนวณจำนวนตัวอย่างที่เหมาะสมโดยใช้สูตรของ
Taro-Yamane และวิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จากการสุ่มออนไลน์ผ่านเว็บไซต์
https://random.thaiware.com/ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยแบบทดสอบวัดความรู้
ก่อนเรียน-หลังเรียนรูปแบบออนไลน์ วีดิทัศน์ประกอบการจัดการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ เรื่อง ทักษะ
กระบวนการทำงาน สอ่ื ประกอบการจดั การเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์จากโปรแกรม Microsoft Power Point
และแบบสำรวจความพึงพอใจของผ้เู รยี นทมี่ ีต่อการจดั การเรียนการสอน และส่ือประกอบการเรียนการสอนออนไลน์
รายวิชา ง 21101 การงานอาชีพ 1 ผ่าน Google Platform วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติที ค่าเฉลี่ย และ
สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา พบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา ง 21101 การงานอาชีพ 1 เรื่อง ทักษะ
กระบวนการทำงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ศึกษาโดยใช้สื่อการเรียนการสอนออนไลน์หลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และ (2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ศึกษารายวิชา ง 21101
การงานอาชีพ 1 มีความพงึ พอใจตอ่ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและส่ือการเรียนการสอนออนไลน์บน Google
Platform ในระดบั มาก

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 133

การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนวชิ าการแปรรปู ผลผลิต(ง30224)
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5 โดยใช้โครงงานอาชีพ (Project-Based Learning)

นายทชั ชกร พวงพนั ธ์

การวิจยั เร่อื งการพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น วชิ า การแปรรปู ผลผลติ (ง 30224) ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5
ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบใช้เกมเป็นฐานนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.) เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
วิชา วิชา การแปรรูปผลผลิต (ง 30224) ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 โดยใช้โครงงานอาชีพ 2.) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นของผู้เรียนระหว่างการจัดการเรยี นรู้แบบปกติกับการจดั การเรียนร้โู ดยใช้โครงงาน และ 3.) วัดความ
พึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เลือกเรียนวิชาเพิ่มเติม จำนวน 26 คน ซึ่งได้มาจากการแบ่งกลุ่มโดยใช้
เครอื่ งมอื ในการทำวจิ ัย 3 สว่ น ประกอบดว้ ย (1) การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชโ้ ครงงานอาชีพเป็นฐาน (2) แบบประเมิน
ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรยี น โดยใช้โครงงานอาชีพ และ (3) แบบประเมนิ ผลความพึงพอใจของผู้เรียนที่ผ่านกระบวนการ
จัดการเรยี นรโู้ ดยใชโ้ ครงงานอาชพี เปน็ ฐาน

ผลการศึกษา พบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์จากการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยใช้โครงงานอาชีพ วิชา
วิชา การแปรรูปผลผลิต (ง 30224) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานอาชีพ
เป็นฐานเมื่อเปรียบเทียบกับผลสัมฤทธิ์จากการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ผ่านกระบวนกาจัดการเรียนรู้
แบบปกติพบวา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นท่ีผ่านกระบวนการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้โครงงาอาชีพเป็นฐานมี
ค่าคะแนนสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทีร่ ะดับ 0.05
(2) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานอยู่ในระดับมาก (S.D) เท่ากับ 3.13 และ
จำนวนนักเรียนทผี่ ่านเกณฑร์ ้อยละ 100

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 134

การปรับประยุกต์การใช้ชดุ กิจกรรมจดั การเรียนรายวชิ า ง21281 สนุกกับงานพิมพ์
เรอื่ ง สร้างสรรคผ์ ลงานด้วยมอื เรา ของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี

โดยใช้ Google Platform เพอ่ื พัฒนาทักษะการใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอร์
หรือโปรแกรมท่ีมลี กั ษณะการทำงานใกล้เคยี งกนั อยา่ ง Canva

นางสาวสมจินตน์ อารีศลิ ป

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงคเ์ พื่อสร้าง หาประสิทธิภาพ และปรับประยุกต์การใช้ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
วิชาสนุกกับงานพิมพ์ ง21281 เรื่อง การสร้างแผ่นพับด้วยโปรแกรม Microsoft Publisher และ Canva ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติการสร้างชิ้นงาน
แผ่นพับแนะนำตัวเองของนักเรียน เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เกี่ยวกับการใช้ชุด
กจิ กรรมการเรียนรู้ เร่ือง การสร้างแผ่นพบั ดว้ ยโปรแกรม Microsoft Publisher และ Canva โดยมีกล่มุ ตัวอย่างที่
ใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่ศึกษารายวิชา สนุกกับงานพิมพ์ ง
21281 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 332 คน จำนวนไม่น้อยกว่า 113 คน เครื่องมือที่ใช้ใน
การศกึ ษาได้แก่ แบบสำรวจการใชช้ ุดกจิ กรรมการเรียนรู้วิชาสนกุ กับงานพมิ พ์ ง21281 เร่ือง การสร้างแผ่นพับดว้ ย
โปรแกรม Microsoft Publisher และ Canva ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิง
หเสนี) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละและค่าเฉลี่ยของการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาสนุกกับงานพิมพ์ ง
21281 เรื่อง การสร้างแผ่นพับด้วยโปรแกรม Microsoft Publisher และ Canva ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
1 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี)

ผลการศกึ ษา พบวา่ การประเมนิ ความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรอื่ ง สำรวจการใช้ชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ วิชาสนุกกับงานพิมพ์ ง21281 เรื่อง การสร้างแผ่นพับด้วยโปรแกรม Microsoft Publisher
และ Canva นั้นมีผลการสำรวจเฉล่ียอยู่ที่ 3.79 อยู่ในระดบั มาก

งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 135

การพัฒนาส่อื นวตั กรรมการเรยี นการสอนโดยใช้ Google Classroom
รายวิชา ห้องสมดุ และแหล่งเรียนรู้ ง21201 ของนกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 1/10

ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565

นางสาวนิตยา ชัยมงคล

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1)พัฒนาสื่อ นวัตกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ Google Classroom
รายวิชา ห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้ ง21201 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2565 2) เพื่อความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนการสอนโดยใช้ Google Classroom และเป็นข้อมูลใน
การศึกษาและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1/10 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
สถติ ิ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ

ผลการศึกษา พบว่าความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อ นวัตกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ Google
Classroom รายวิชาห้องสมุดและแหล่งเรียนรูั ง21201 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศกึ ษา 2565 ค่าเฉลย่ี บรรลุเป้าหมายอยใู่ นระดับมาก ( x = 4.364 , SD = 0.080) เมอ่ื พิจารณารายขอ้ เรยี งจาก
ค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อยตามลำดับ ได้แก่ 1) ความสะดวก ในการเข้าใช้งานระบบ Google Classroom
( x = 4.558, SD = 0.950 ) 2) ช่วยส่งเสรมิ ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ( x = 4.529, SD = 0.507) และเอกสาร
ประกอบการสอน สื่อสอดคล้องกับบทเรียน ( x = 4.529, SD = 1.008) 4) ความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล
เนื้อหา ( x = 4.441 , SD= 1.055) 5) ช่วยให้เข้าใจบทเรียนและเชื่อมโยงเนื้อหาไปแหล่งอื่นๆ ( x = 4.411 ,
SD = 1.131) 6) ช่วยประหยัดเวลาในการเรียนรู้ ( x = 4.323 , SD = 1.113) 7) นักเรยี นเข้าใจในเน้อื หารายวิชา
( x = 4.323 , SD = 1.113) และ การเรียนการสอนบรรลุเป้าหมาย ( x = 4.323 , SD = 1.061) 9) ตดิ ตามทบทวน
เนื้อหาบางส่วนที่ขาดหายไประหว่างเรียน ( x = 4.205 , SD = 1.182) 10) นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการ
เรียนมากข้ึน ( x = 4.176, SD = 1.067)

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 136

กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ

“Education is the great engine to
personal development.”
— Nelson Mandela

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 137

การใชแ้ บบฝึกหดั Structure and Written Expression
เพือ่ พัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6

นางจรนิ พรรณ กล่ินหอม

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
2) เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์การใช้ภาษาให้กับนักเรียน และ 3) เพื่อสร้างเจตคติที่ดีในการเรียน
ภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 16 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบฝึกหัด Structure แบบฝึกหัด Written Expression แบบทดสอบก่อน
เรียน แบบทดสอบหลังเรียน แบบฝึกหัดการนำความรู้ไปใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วน
เบยี่ งเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 16
โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสนี) ดขี ้ึน และสามารถจำแนกนักเรียนเป็นกลุ่มเก่ง กลาง อ่อน สามารถนำความรู้
ที่ได้เรียนมาปรับใช้ในการเขียน อีกทั้งนักเรียนยังมีเจตคติที่ดีในการเรียนภาษาอังกฤษและนำไปใชไ้ ด้ในการศกึ ษา
ตอ่ และชวี ติ ประจำวนั ในอนาคต อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05

งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 138

การจดั การเรียนการสอนโดยใชโ้ ปรแกรมออนไลน์ Quizizz
เพื่อแกป้ ัญหาการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ 1-2รหสั วชิ า อ 21121 - อ21122 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

นายวัชเรนทร์ วิเศษวงษา

การศึกษาครง้ั น้มี วี ัตถุประสงค์ 1) เพ่ือพัฒนาทกั ษะภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1 โดยใช้
โปรแกรมออนไลน์ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้โปรแกรมออนไลน์ Quizizz ในรายวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งได้จาก
การสุ่มแบบรายบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 8 ห้องเรียน
จำนวนนักเรียน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) ระบบจัดการเรียนการสอนออนไลน์ด้วยโปรแกรม
Quizizz รายวชิ าภาษาอังกฤษ 2) แบบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ 3) แบบประเมินความพึง
พอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้โปรแกรม Quizizz ในรายวิชา
ภาษาองั กฤษ วเิ คราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ไดแ้ ก่ คา่ เฉลีย่ ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน คา่ เฉล่ียร้อยละ และค่าที (t-test)

ผลการศึกษา พบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
หลังการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใช้ระบบจัดการเรียนการสอนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Quizizz มีค่าคะแนนผ่าน
เกณฑป์ ระเมินทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100 ร้อยละของคะแนนทีเฉลี่ยท่เี พ่ิมข้นึ 55.95 2. ความพงึ พอใจของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนโดยใช้โปรแกรม Kahoot ในรายวิชาภาษาอังกฤษ
พบวา่ มคี วามพึงพอใจอยใู่ นระดับ มากท่สี ุด ( ̅= 4.57, S.D. = 0.55)

งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 139

การศกึ ษาความคดิ เหน็ ของผู้เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 5 ต่อบคุ ลกิ ลักษณะ
และการจัดการชนั้ เรยี นของครผู สู้ อนภาษาอังกฤษ ปีการศึกษา 2564-2565
เพอื่ ใช้แก้ปัญหาในการจดั การเรียนรรู้ ายวชิ าภาษาอังกฤษ 3-4 ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 5

นายจกั รพนั ธ์ หวงั วิวัฒนา

การศกึ ษาคร้ังนมี้ ีจุดมุ่งหมายเพ่ือศึกษาความคิดเห็นของนักเรยี นต่อบุคลิกลักษณะและการจัดการชั้นเรียน
ของครูผู้สอนภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนระดับชั้น
มธั ยมศกึ ษา จำนวน 100 คน โดยการสุ่มตวั อยา่ งแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมอื ท่ีใช้ในการศึกษา
ครั้งนี้ คือแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อการเรียนภาษาอังกฤษกับครูผู้สอนภาษาอังกฤษ และการ
สัมภาษณ์ความคิดเห็นของนักเรียนต่อการเรียนภาษาอังกฤษกับครูผู้สอนภาษาอังกฤษวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ
ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การกำหนดรหัสเพื่อจำแนกข้อมูลและการเชื่อมโยงข้อมูลที่ให้รหัสแล้ว
(open and axial coding)

ผลการศึกษา พบว่าครูผู้สอนรายวิชาภาษาอังกฤษมีจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุงของตนเองทั้งในด้าน
บุคลิกลกั ษณะของครูในหอ้ งเรยี นและการจัดการช้ันเรียนซ่ึงประกอบไปดว้ ย การจดั การดา้ นปฏิสมั พนั ธ์ในช้ันเรียน
การจัดการด้านเนื้อหาและกิจกรรมการเรียน การจัดการด้านความสัมพันธ์และพฤติกรรมในชั้นเรียน และการ
จดั การตัวครผู ู้สอนเอง

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 140

การใชส้ อ่ื การสอน Quizizz เพื่อเพ่มิ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นรายวิชาภาษาอังกฤษ 1
นกั เรียนระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1

นายโกศล มูลพรม

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในรายวิชา
ภาษาอังกฤษ 1 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 หลังการใช้ส่ือ Quizizz 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษ 1 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อน-หลังใช้สื่อ
Quizizz โดยมีกลุ่มตัวอย่างทีใ่ ช้ คือ นักเรียนที่เรียนวชิ าภาษาอังกฤษ 1 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1
ปีการศึกษา 2565จำนวน 78 คน โดยได้มาแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ 1) แผนการเรียนรู้
แบบสื่อการสอน Quizizz 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของ
นักเรียนต่อการใช้สื่อ Quizizz ซึ่งดำเนินการเก็บรวบรวมใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 วิเคราะห์ข้อมูลโดย
ใช้สถิติ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Arithmetic Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่ม
ตัวอยา่ ง (Sample Standard Deviation)

ผลการศึกษา พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยการใช้สื่อการสอน Quizizz ได้คะแนน เฉลี่ย
โดยรวมจากผลการวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนไดค้ ะแนนเฉลี่ยสูงและอยู่ในระดับ มาก ทำให้แสดงว่าการ
จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ควรมีการพัฒนาเทคนิคการเรียนการสอนให้มากยิ่งขึ้น การใช้
เทคโนโลยสี ื่อประสมมาพัฒนาการเรียน ทำให้ผเู้ รียนและครผู ู้สอนควรมีกระบวนการใช้การสอน ท่ีหลากหลายมาก
ยิ่งขึ้น หรือการใช้การจัดการเรียนการสอนแบบผสม เช่น การสอนแบบบรรยายควบคู่กับกิจกรรมการเรียนรู้โดย
การเล่นเกม การสอนแบบบรรยายควบคู่กับการสอนแบบอภิปราย การสอนแบบบรรยายควบคู่กับการสอนแบบ
สาธติ และปฏิบตั ิเปน็ ต้น ความพงึ พอใจในการใช้ส่ือการสอน Quizizz เพ่อื เพิ่มผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน
วิชาภาษาองั กฤษ1 ในภาพรวม มาก ( X= 4.75) และค่า SD เท่ากับ 0.56

งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 141

การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของผู้เรยี นรายวิชาภาษาจนี 5
ด้วยการวดั และประเมินผลท่ีหลากหลายจากการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์
และการเรยี นการสอนรปู แบบปกติ ระหว่างภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564 และปกี ารศกึ ษา 2565

นายรชต ทองสมบรู ณ์

ผู้เรียนกลุ่มที่ผา่ นการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 และผู้เรียนกลมุ่
ที่ผ่านการเรียนรูปแบบปกติ (on site) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 รายวิชาภาษาจีน 5 รหัสวิชา จ33211
ภายใตก้ ารวดั และการประเมนิ ผลท่ีหลากหลายแบบเดียวกัน หลกั สูตรเดียวกัน และครูผ้สู อนคนเดยี วกนั นน้ั กลับมี
ผลสัมฤทธ์ทิ ่แี ตกต่างกนั โดยใช้ค่าเฉลย่ี ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของผเู้ รียนสองกลมุ่ มาคิดเปน็ ร้อยละ

จากผลการศกึ ษา พบวา่ ผเู้ รยี นในรปู แบบการเรยี นแบบออนไลน์ในปีการศกึ ษา 2564 มคี ่าเฉลย่ี ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนสูงกว่าผู้เรียนรูปแบบปกติในปีการศึกษา 2565 ร้อยละ 29.17 มีผลอันเนื่องมาจากการเรียนใน
รูปแบบออนไลนส์ ามารถเขา้ เรยี น สง่ งานแบบออนไลนไ์ ด้ แม้ตัวของผเู้ รยี นจะอยูท่ ่ีไหนก็ตาม ในขณะทก่ี ารเรียนใน
รปู แบบปกติ การวดั และการประเมินถูกจำกัดอย่ภู ายในห้องเรียนเท่าน้ัน ครผู ู้สอนจึงควรปรับเปลยี่ นวธิ ีการวัดและ
การประเมนิ ทน่ี อกจากจะต้องมีความหลากหลายแล้ว ยังตอ้ งเหมาะสมกับรปู แบบการจัดการเรียนการสอนอีกดว้ ย

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 142

การใชแ้ บบฝกึ เพือ่ แกไ้ ขปัญหาการเรยี นรูค้ ำศพั ท์ของนกั เรียน
โดยใช้กลวธิ ีการเรยี นรู้ภาษาแบบการเดาความหมายของคำศัพท์โดยการวิเคราะห์จากบรบิ ทรายวิชา

ภาษาอังกฤษ 6 รหัสวิชา อ33112 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564
นางสาวธนาตา พีรกนั ทรากร

การศกึ ษาครง้ั นีม้ ีจดุ มุ่งหมายเพ่ือ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธขิ์ องการใช้แบบฝกึ เพือ่ แกไ้ ขปัญหาการเรยี นรู้คำศพั ท์
ของนักเรยี นโดยใชก้ ลวิธกี ารเรยี นรภู้ าษาแบบการเดาความหมายของคำศพั ท์โดยการวิเคราะหจ์ ากบรบิ ทก่อนและหลังการ
ใช้แบบฝกึ เพื่อแกไ้ ขปัญหาการเรียนรู้คำศัพท์ของนักเรยี นระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 และ 2) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของ
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการใช้แบบฝึกเพื่อแก้ไขปัญหาการเรียนรู้คำศัพท์ของนักเรียนโดยใช้กลวิธีการ
เรียนรูภ้ าษาแบบการเดาความหมายของคำศพั ทโ์ ดยการวิเคราะห์จากบริบท กลมุ่ ตัวอยา่ งท่ีใช้ คอื นักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษา
ปีที่ 6/12 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษ6 รหัสวิชา อ33112 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2564 จำนวน 31 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนทีไ่ ด้มาจากการสุม่ ตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) และเปน็
นักเรียนที่ประสงค์จะเข้าร่วมการทำแบบสอบถามด้วยความสมัครใจ เครื่องมือที่ใชใ้ นการศกึ ษาครั้งน้ี คือ 1) แบบฝึกเพ่ือ
แก้ไขปัญหาการเรียนรู้คำศัพท์ของนักเรียนโดยใช้กลวิธีการเรียนรู้ภาษาแบบการเดาความหมายของคำศัพท์โดยการ
วเิ คราะหจ์ ากบริบท 2) แบบทดสอบวัดความสามารถทางการใชก้ ลวธิ ีการเรยี นรภู้ าษาแบบการเดาความหมายของคำศัพท์
โดยการวเิ คราะหจ์ ากบริบทของนักเรียน ก่อนและหลังการใชแ้ บบฝึกเพ่ือแกไ้ ขปัญหาการเรียนรู้คำศัพท์ของนักเรียน และ
3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกเพื่อแก้ไขปญั หาการเรียนรู้คำศัพทข์ องนักเรียนท่ีแบ่งออกเปน็ 2 ส่วนคอื
ส่วนที่ 1 เป็นแบบวัดแรงจูงใจในสื่อการสอนของ Keller (1987) และส่วนที่ 2 เป็นแบบวัดแรงจูงใจในการเรียน
ภาษาอังกฤษของนักเรียนของ Gardner (2004) แปลเป็นไทยโดย Nuktong (2010) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ สถิติ t-
test แบบจับคู่ (Paired-Samples T-Test)

ผลการศึกษา พบว่า 1.) เชิงปริมาณ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/12 จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน
ทั้งหมด 31 คนได้รับการแก้ไขปัญหาในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ด้วยเอกสารชุดแบบฝึกแก้ไขปัญหาการเรียนรู้
คำศัพท์ของนักเรียน เรื่อง การใช้กลวิธีการเรียนรู้ภาษาแบบการเดาความหมายของคำศัพท์โดยการวิเคราะห์จากบริบท
รายวิชา รายวิชาภาษาอังกฤษ6 รหัสวิชา อ33112 โดยมีคะแนนทดสอบปลายภาคผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 70 ของ
จำนวนนักเรียนทั้งหมด และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดแบบฝึกแก้ไขปัญหาการเรียนรู้คำศัพท์
ของนักเรียน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับที่สูงขึ้น 2) เชิงคุณภาพ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/12 จำนวน 1 ห้อง
จำนวนนักเรียนทั้งหมด 31 คนได้รับการแก้ไขปัญหาในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยการใช้กลวิธีการเรียนร้ภู าษา
แบบการเดาความหมายของคำศพั ท์โดยการวิเคราะหจ์ ากบรบิ ท นกั เรยี นเขา้ ใจความหมายของคำศพั ท์ทย่ี ากหรอื ไม่คุ้นเคย
จดจำคําศัพท์ได้มากขึ้น มีความคงทนในการจำคำศัพท์ มีหลักการเดาความหมายของคําศัพท์จากบริบท ที่ส่งเสริม
ความสามารถในการอ่านของผู้เรียน สามารถทำข้อสอบได้ และสามารถนำคำศัพท์ไปใช้ในการติดต่อสื่อสารใน
ชีวติ ประจำวันได้

งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 143

การพฒั นาความสามารถภาษาองั กฤษ โดยใช้ส่อื การสอน Infographics
เพ่อื พฒั นาผลสัมฤทธข์ิ องผ้เู รยี นในระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3

นางสาวจนั ทมาศ ทิมโต
.

การศึกษาครั้งน้ีมีจุดมุง่ หมายเพือ่ พัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษ โดยใชส้ ือ่ การสอน Infographics
เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วยการเปรียบเทียบผลคะแนนก่อนเรียนและหลังเรยี น เมื่อได้เรียนรู้ผ่านวิธีการ
สอนโดยใช้สื่อ infographics ประกอบการจัดการเรียนการสอน และศึกษาความพึงพอใจต่อสื่อการสอน
Infographics ประกอบการจัดการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/14 รวม
ทั้งสิ้น 45 คน ซึ่งผู้วิจัยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
ครงั้ น้ี คือ ส่อื การสอน Infographics และใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ก่อนเรียน – หลงั เรียน 20 ข้อ
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้สื่อการสอน Infographics
ประกอบการจัดการเรยี นการสอน

ผลการศึกษา พบว่าความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักเรียน เมื่อใช้สื่อการสอน Infographics
ประกอบการจัดการเรียนการสอน พบว่าคะแนนการทำแบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียนโดยใช้สื่อการสอน
Infographics ประกอบการจดั การเรยี นการสอน นักเรยี นมคี ่าเฉลี่ยของคะแนนสูงขนึ้ กว่าก่อนเรียน โดยมีค่าเฉลี่ย
ของคะแนนหลังเรียน 15.96 ( ̅ = 15.96) และค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนเรียน 13.62 ( ̅ = 13.62 แสดงว่าการ
เรียนโดยใช้สื่อการสอน Infographics ประกอบการจัดการเรียนการสอน ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษของ
นักเรียนไปไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ คะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน มีความแตกต่างกันอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 2.33 ระดับคุณภาพ ปานกลาง และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้สื่อการสอน
Infographics ประกอบการจัดการเรียนการสอนโดยภาพรวมอยูใ่ นระดบั ดีมาก ( ̅ = 4.09) เมื่อพิจารณาเป็นราย
ด้านพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อสื่อการสอน Infographics สะดวก ง่ายต่อการเรียนรู้มากที่สุด ( ̅ = 4.51)
รองลงมาคือ สื่อการสอน Infographics เรา้ ความสนใจ ให้เกดิ การใฝ่รู้ในเรื่องราวที่ต้องเรยี น ( ̅ = 4.29) และสื่อ
การสอน Infographics ช่วยใหน้ กั เรียนมีความร้แู ละสามารถนำไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั ได้ ( ̅ = 4.13) ตามลำดับ

งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 144

การพฒั นาผสัมฤทธิท์ างการเรยี นตามค่าเปา้ หมายกลุ่มสาระ โดยใช้แบบฝกึ ออนไลน์
ของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1/8 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสน)ี

นางสาวสพุ พตั รา นวะศรี

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิซาภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1/ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และ 2. เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกออนไลน์กลุ่ม
ตวั อยา่ งทใ่ี ช้ คือ นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1/8 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เครอื่ งมือที่ใช้ในการศึกษา
คร้งั นี้ คือ 1. แบบทดสอบ pre-test และ post-test วดั ผลสัมฤทธิ์ แบบทดสอบปรนัยจำนวน 10 ข้อ 2. แบบเรียน
Worksheet และ 3. ใบความรแู้ ละใบงาน วิเคราะหข์ ้อมลู โดยใชส้ ถิติหาคา่ เฉล่ยี และคา่ ความเบีย่ งเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา พบว่าความสามารถด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึกออนไลน์ ก่อนและหลัง
ทดลองของผู้เรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ โดยหลังการทดลองความสามารถด้าน
ไวยากรณ์ ของผู้เรยี นสูงกวา่ กอ่ นการทดลอง ซง่ึ มคี ะแนนเฉล่ยี ก่อนการทดลอง 11.08 (คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน 3.67
และคะแนนเฉลยี่ หลงั การทดลอง 13.03 (ค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน 3.10)

งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 145

การพัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นเรอ่ื ง Passive Voice
โดยใช้กจิ กรรมเสรมิ แบบมุ่งปฏบิ ัติงาน (Task-Based Learning) สำหรับนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2/2

นางฐติ ิยา รตั นฉายา

การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเรื่อง Passive Voice
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2565 จำนวน 36 คน เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ
1) แผนการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้กิจกรรมแบบมงุ่ ปฏิบตั งิ าน (Task-Based Learning) 2) เอกสารประกอบการเรียน
การสอน 3) แบบฝกึ ท้ายบทเรียน วเิ คราะหข์ ้อมูลโดยใชส้ ถิติ ได้แก่ การวเิ คราะห์ข้อมลู ใช้คา่ สถิติ รอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย
และค่ามธั ยฐาน

ผลการศึกษา พบว่าคะแนนท้ายบทเรียน จากจำนวนเตม็ 10 คะแนน โดยมีนักเรียนได้ 6 คะแนนคิดเป็น
ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม จำนวน 3 คน นกั เรียนได้ 7 คะแนนคิดเป็นรอ้ ยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 11 คน
นักเรียนได้ 8 คะแนนคิดเป็นร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม จำนวน 11 คน นักเรียนได้ 9 คะแนนคิดเป็นร้อยละ 90
ของคะแนนเต็ม จำนวน 7 คน นักเรียนได้ 10 คะแนนคิดเป็นร้อยละ 100 ของคะแนนเต็ม จำนวน 3 คน จาก
นักเรียนทั้งหมด 36 คน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 91.67 และมี
นักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 8.33 จากผลคะแนนท้ายบทเรียน
คะแนนของนักเรียนมีค่าเฉลี่ย 7.67 คะแนน และมีค่ามัธยฐานอยู่ที่ 8 คะแนน ดังนั้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2/2 ทเ่ี รียนด้วยกิจกรรมแบบมุ่งปฏิบัติงาน (Task-based Learning)
พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ
91.67


Click to View FlipBook Version