งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 46
การพฒั นาการแก้ปญั หาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน
โดยใช้วธิ ีการจัดการเรยี นการสอนแบบเปดิ (Open Approach)
นางสาวขวัญเมือง ชาตชิ ำนิ
การศกึ ษาครัง้ นมี้ ีจุดมุง่ หมายเพ่ือ 1) เปรียบเทยี บผลการเรยี นรวู้ ิชาคณิตศาสตร์ เรอื่ ง เซต ของนกั เรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้วธิ ีการจดั การเรยี นการสอนแบบเปิด (Open Approach) กอ่ นและหลังการจัดการเรียนรู้
และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเปิด (Open
Approach) กลุม่ ตวั อย่างทีใ่ ช้ คอื นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4/14 จำนวน 42 คน ทก่ี ำลังศกึ ษาอยู่ในภาคเรียนที่
1 ปีการศกึ ษา 2565 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสนี) เครื่องมอื ที่ใช้ในการศกึ ษาครงั้ นี้ คือ 1) แผนการจดั การ
เรียนรู้ เรื่อง เซต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนการสอนแบบเปิด (Open Approach)
2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ เรื่อง เซต และ 3) แบบสำรวจความพึงพอใจของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4 ที่มีต่อการจดั การเรียนการสอนแบบเปดิ (Open Approach) วิเคราะหข์ อ้ มูลโดยใช้
สถติ ิเชงิ พรรณนา จากการหาคา่ เฉล่ีย ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน คา่ T ของคะแนนเฉลยี่
ผลการศึกษา พบวา่ นกั เรียนมกี ารพัฒนาการแก้ปัญหาทางคณติ ศาสตรใ์ นเรื่อง เซต เพิ่มข้ึน โดยก่อนเรียน
มีคะแนนเฉลี่ย 8.26 คะแนน มีค่า T เฉลี่ย 42.46 หลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ย 14.83 คะแนน มีค่า T เฉลี่ย 57.54
และพบว่าค่า T เฉลี่ยก่อนและหลังเรยี นเพิ่มขึ้น 15.08 คิดเป็นร้อยละ 35.51 และนักเรียนมีความพึงพอใจในการ
จัดการเรียนการสอนแบบเปิด ทั้งด้านเนื้อหาหลักสูตร 4.700 คะแนน ด้านครูผู้สอน 4.795 คะแนน ด้านวิธีการ
สอนและกิจกรรมการเรียนการสอนแบบเปิด 4.686 คะแนน ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนการสอน 4.741
คะแนน และด้านสภาพแวดล้อมในการเรยี น 4.686 คะแนน โดยชว่ งคะแนนเฉล่ียอยู่ในระดับพงึ พอใจมากที่สดุ
งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 47
การพฒั นาทกั ษะการแก้ปญั หาทางคณิตศาสตร์
โดยใชว้ ิธกี ารจดั การเรียนการสอนแบบ SSCS ร่วมกับการกระต้นุ โดยใช้คำถาม
นางสาวอัสมาร์ โตะ๊ เอยี ด
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเลขยกกำลัง ของ
นักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 5 โดยใช้วิธกี ารจัดการเรยี นการสอนแบบ SSCS ร่วมกับการกระต้นุ โดยใช้คำถาม ก่อน
และหลังการจัดการเรียนรู้ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียน
การสอนแบบ SSCS รว่ มกบั การกระตุ้นโดยใช้คำถากลุ่มตัวอยา่ งทใี่ ช้ คือ นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5/13 จำนวน
44 คน ทกี่ ำลงั ศกึ ษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสนี) เคร่ืองมือที่ใช้ใน
การศึกษาครั้งนี้ คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง เลขยกกำลัง ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียน
การสอนแบบ SSCS ร่วมกับการกระตุ้นโดยใช้คำถาม 2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการจัดการ
เรียนรู้ เรื่อง เลขยกกำลัง และ 3) แบบสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการ
เรียนการสอนแบบ SSCS ร่วมกับการกระตุ้นโดยใช้คำถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา จากการหา
ค่าเฉล่ยี สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน คา่ T ของคะแนนเฉล่ีย
ผลการศึกษา พบว่านักเรียนมีการพัฒนาการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ในเรื่อง เลขยกกำลัง เพิ่มขึ้น โดย
ก่อนเรียน มีคะแนนเฉลี่ย 8.39 คะแนน มีค่า T เฉลี่ย 42.47 หลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ย 14.95 คะแนน มีค่า T
เฉลีย่ 57.53 และพบว่าค่า T เฉล่ียก่อนและหลังเรียนเพิ่มขนึ้ 15.07 คดิ เป็นร้อยละ 35.49 และนักเรียนมีความพึง
พอใจในการจัดการเรียนการสอนแบบเปิด ทั้งด้านเนื้อหาหลักสูตร 4.700 คะแนน ด้านครูผู้สอน 4.795 คะแนน
ด้านวิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนแบบเปิด 4.686 คะแนน ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนการ
สอน 4.741 คะแนน และด้านสภาพแวดล้อมในการเรียน 4.686 คะแนน โดยชว่ งคะแนนเฉลยี่ อยู่ในระดับพึงพอใจ
มากท่สี ุด
งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจดั การศึกษา 48
การศกึ ษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นในการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนคณติ ศาสตร์ แบบ Active learning
โดยใช้แบบฝกึ เสริมทกั ษะ เรื่อง การแกโ้ จทย์ปญั หาเรอ่ื งสถิติ รายวิชาคณิตศาสตร์ 3 รหสั วิชา ค22121
ของนกั เรียนระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 2
นางสาวจิตติมา ไกรทอง
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิผลทางการเรียนรู้ของผู้เรียน ในการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนคณิตศาสตร์ แบบ Active learning โดยใชแ้ บบฝกึ เสริมทักษะ เรือ่ ง การแก้โจทย์ปญั หาเร่ืองสถติ ิ รายวิชา
คณิตศาสตร์ 3 รหัสวิชา ค22121 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนระดับชน้ั
มัธยมศึกษาปีที่ 2/5 และ 2/10 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้อง นักเรียน 88 คน ที่ผู้วิจัยเป็น
ผ้สู อน เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ในการศึกษาคร้ังน้ี คือ 1. แผนการจดั การเรยี นรู้ เรื่อง สถติ ิ ในรายวชิ าคณิตศาสตร์ 3 รหสั วชิ า
ค22121 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 2. แบบฝกึ เสริมทักษะ เรือ่ ง การแก้โจทย์ปัญหาเร่ืองสถิติ และ 3. แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี น เร่อื ง การแก้โจทย์ปญั หาเรื่องสถิติ ขอ้ สอบแบบอัตนัย จำนวน 4 ขอ้ วิเคราะห์ข้อมูลโดย
ใช้สถติ ิ คะแนนเฉลยี่ ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน และร้อยละ
ผลการศกึ ษา พบวา่ ผลการวิเคราะหห์ าประสิทธผิ ลทางการเรยี นรู้ของผเู้ รียน โดยใชแ้ ผนการจัดการเรียนรู้
Epost − Epre เรื่อง สถิติ รายวิชาคณิตศาสตร์ 3 รหัสวิชา ค22121 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า ค่าประสิทธิผล
เท่ากับ 72.56 แสดงวา่ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน คณิตศาสตร์ แบบ Active learning โดยใชแ้ บบฝกึ เสรมิ
ทักษะ เรื่อง สถิติ รายวิชาคณิตศาสตร์ 3 รหัสวิชา ค22121 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทำให้เกิด ประสิทธิผลทาง
การเรียนรู้ ถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ควรมีค่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และจากการสังเกต พบว่า การจัด
การเรียนการสอนแบบ Active learning เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ผู้สอนจัดกิจกรรมให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้ และสร้าง
ความรู้จากสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติในระหว่างการเรียนการสอนโดยผ่านการพูด การฟัง การเขียน การอ่าน และ
การสะท้อนความคิด นักเรียนที่เรียนมีความตั้งใจและสนใจในการเรียนและให้ความ ร่วมมือในการเรียนการสอน
เป็นอย่างดี นอกจากนี้ข้อดีที่พบอีกประการหนึง่ คือผู้เรียนสามารถที่ฝึกฝนการทำโจทย์ปัญหาต่าง ๆ จนเกิดความ
เข้าใจ ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ แบบ Active learning โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
จงึ เปน็ วธิ ที ่ีช่วยให้นักเรียนมคี วามรคู้ วามเข้าใจเน้อื หาการเรียนได้ดีย่ิงขึ้น และสง่ ผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรียนสูงขน้ึ
งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา 49
การพฒั นาความสามารถในการแก้ปญั หาทางคณิตศาสตร์
ด้วยชุดการเรียนการสอนเร่ืองจำนวนเตม็ ของนักเรียนระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1
นางมัลลิกา ภาพรี นนท์
การศึกษาครัง้ น้ีมจี ุดมุ่งหมายเพื่อพฒั นาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตรโ์ ดยใช้ชุดการเรียน
การสอน เรื่องจำนวนเต็มและศึกษความพึงพอใจที่มีต่อการใช้ชุดการเรียนการสอน เรื่อง จำนวนเต็ม โดยมีกลุ่ม
ตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 13 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่ได้มาจากการ
วิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ชุดการเรียนการสอน เรื่อง จำนวนเต็ม
แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจํานวน 10 ข้อ 10 คะแนน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วน
เบ่ยี งเบนมาตรฐาน และรอ้ ยละ และประสิทธภิ าพของชดุ การเรยี นการสอน 1/ 2
ผลการศกึ ษา พบว่านกั เรียนจำนวน 34 คน มคี ะแนนทา้ ยหนว่ ยตัง้ แตร่ อ้ ยละ 70 ข้นึ ไป คิดเป็นร้อยละ 85
ของจำนวนนักเรียนท้ังหมด ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้และความพึงพอใจที่มีตอ่ การใช้ชุดการเรียนการสอน เร่ือง
จำนวนเตม็ มคี ่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.74 และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51 ซง่ึ มคี วามพึงพอใจอยู่ในระดับ
มากทส่ี ุด
งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 50
การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใชแ้ บบฝกึ เสริมทักษะเรอื่ งเลขยกกำลงั
ของนักเรียนระดับช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1
นายนิตินยั ศรใี ส
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเรื่องเลขยก
กำลัง ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1/12 โรงเรียน
บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบฝึกเสริมทักษะเรื่องเลขยกกาลังของ
นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใชส้ ถิติ คา่ เฉลย่ี เลขคณิต
ผลการศึกษา พบว่าการสอนคณิตศาสตร์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ทักษะของนักเรียน
ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่าในการใช้แบบฝึกดังกล่าวทาให้ผู้เรียนได้ทบทวนและเสริมทักษะและนักเรียนมี
ความ สนใจ ไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนมีความเข้าใจในบทเรียน และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
สูงขึ้นจากการทดสอบก่อนเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคิดเปน็ ร้อยละ 32.73 หลังจากที่นักเรยี นได้ ใช้
แบบฝกึ เสริมทักษะนกั เรียนมที ักษะการคิดคานวณมากขนึ้ เม่ือมาถึงทดสอบหลงั เรียน ซ่งึ เปน็ คร้งั สดุ ท้าย นักเรยี นมี
ผลสมั ฤทธิ์ รอ้ ยละ 56.97 ซง่ึ เป็นผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นท่ีสูงข้นึ
งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 51
การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรยี นโดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ
นางสาวจรรจิรา ฤทธิชยั
ในการวิจยั คร้ังนี้มจี ุดมุ่งหมาย เพือ่ พัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5/2 โดย
ใช้แบบฝึกทักษะทีเ่ น้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ระยะเวลาที่ใช้ในการทำวจิ ัยทั้งส้ิน โดยเริม่ ทำการวิจัยตัง้ แต่ 1 มิถุนายน
2565 – 1 กันยายน 2565
ผลการศึกษา พบว่านักเรียนจำนวนหนึ่งมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มมากขึ้นโดยใช้แบบฝึก
ทักษะตา่ งๆ และใชเ้ วลาในการทำงานพอสมควรจงึ จะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนดีขน้ึ และยังสามารถ
เขา้ ใจในเนือ้ หามากยิ่งข้นึ
งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 52
กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
“การวิจัยในช้ันเรียนเป็นกระบวนการในการแก้ปัญหา
กระบวนการจัดการเรียนรู้อยา่ งเปน็ ระบบ
และช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน
ใหม้ ีคุณภาพตามเป้าหมายที่กำหนดไว้”
งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 53
การพัฒนาผลสัมฤทธ์กิ ารเรยี นร้วู ิชาเคมีพนื้ ฐาน 2 เรอ่ื ง ความหมายของปฏิกิรยิ ารีดอกซ์
โดยการเรยี นแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ข้นั ตอน (The 5Es of Inquiry-Based Learning)
ของนักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสน)ี
นางสภุ าพร ขาวพิมพ์
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเคมีพื้นฐาน 2 เรื่อง
ความหมายของปฏกิ ิริยารดี อกซ์ โดยการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5Es of Inquiry-Based Learning)
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพ่ือ
ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการวิชาเคมีพื้นฐาน 2 เรื่อง ความหมายของปฏิกิริยารี
ดอกซ์ โดยการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5Es of Inquiry-Based Learning) ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนโดยใช้ชุด
กิจกรรมการเรียนรู้วิชาเคมีพื้นฐาน 2 เรื่อง ความหมายของปฏิกิริยารีดอกซ์ โดยการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5
ขัน้ ตอน (The 5Es of Inquiry-Based Learning) ของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสนี)
กลุ่มตัวอยา่ ง ท่ีใช้ในการวจิ ัยคร้ังนี้ คอื เปน็ นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษา ปที ่ี 5..โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี สำนกั งาน
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 กรุงเทพมหานคร ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2
ห้องเรียน จำนวน 66 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในเก็บ
รวบรวมข้อมลู ในครั้งนี้ คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมนิ วัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ
การเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ
ทดสอบสมมติฐานโดย t-test แบบ Dependent samples
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล พบว่า
1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเคมีพื้นฐาน 2 เรื่อง ความหมายของปฏิกิริยารีดอกซ์ ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการเรียนแบบสืบเสาะด้วยรูปแบบ 5Es (Inquiry Cycle) ที่สร้างข้ึนตามเกณฑ์มาตรฐาน
82.73/84.17 ซงึ่ สงู กว่าเกณฑ์ท่ีกำหนด คอื 80/80 ซ่งึ เปน็ ไปตามทีก่ ำหนดไว้ในสมมตฐิ าน
2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเคมีพื้นฐาน 2 เรื่อง ความหมายของปฏิกิริยารีดอกซ์ของ
นักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี) โดยการเรียนแบบสบื เสาะหาความรู้ ดว้ ยรปู แบบ 5Es
(Inquiry Cycle) มีผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น หลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรยี นอยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .05
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเคมีพื้นฐาน 2 เรื่อง ความหมายของปฏิกิริยารีดอกซ์
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โดยการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ด้วยรูปแบบ
5Es (Inquiry Cycle) มีความพึงพอใจ โดยภาพรวมอยใู่ นระดับมากท่ีสุด (คา่ เฉลีย่ เท่ากับ 4.50 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เทา่ กบั 0.75)
งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 54
การพฒั นาผลการเรียนรู้ เรื่อง การเคลื่อนที่ ของนกั เรยี นชน้ั ม.2/4
ดว้ ยกลวิธกี ารสอนแบบ STEM Education
นายพิทยา ทองเงนิ
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่อง การเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้น ม.2/ 4 ด้วย
กลวิธีการสอนแบบ STEM Education กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 4 ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จำนวน 36 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนและกิจกรรม
การเรียนรู้ เรื่อง การเคลอ่ื นท่ี วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใช้สถิตคิ ่าเฉล่ียเลขคณิต
ผลการศึกษา พบว่าจำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน เป็นจำนวน 36 คน จาก
ทั้งหมด 36 คนคิดเป็นร้อยละ 100 จากผลการวิจัยจะสังเกตเห็นได้ว่า นักเรียนชั้น ม. 2/4 ทุกคน คิดเป็นร้อยละ
100 มีผลการพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง การเคลื่อนที่ นั่นแสดงว่ากลวิธีการสอนแบบ STEM Education สามารถ
พัฒนาการเรยี นรู้ เรือ่ ง การเคลือ่ นที่ ของนักเรยี นชน้ั ม. 2/4 ปีการศึกษา 2565 ได้ ซงึ่ ตรงตามจุดประสงค์
งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 55
การสง่ เสรมิ เจตคติในการสง่ งานของนกั เรียนระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1/9 โดยการเสรมิ แรง
นางมนวิภา อ่อนศรี
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมเจตคติในการส่งงานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดย
การเสริมแรง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1/9 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2565 ของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จำนวน 45 คนเครื่องมือที่ใช้ในการส่งเสริมเจตคติคือ การใช้
คำพูดเสริมแรง การเขียนชื่นชมในสมุดจดการบ้านให้ผู้ปกครองรับทราบ ทำตารางจดบันทึกพฤติกรรมความ
รับผิดชอบของนักเรยี นแตล่ ะคน วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใช้คา่ เฉล่ียรอ้ ยละ
ผลการวิจัยสรปุ ได้ดงั นี้ คา่ เฉลย่ี ของการสง่ งานในวิชาวิชาวิทยาศาสตร์หลังจากการส่งเสรมิ เจตคติโดยการ
เสริมแรงพบว่าการส่งงานสูงขึ้นกว่าก่อนได้รับการส่งเสริมเจตคติโดยการเสริมแรง นั่นหมายความว่านักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/9 ควรได้รับการส่งเสริมเจตคติโดยการเสริมแรงเพื่อช่วยใหน้ ักเรียนมีความรับผิดชอบ
ในการส่งงาน
งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 56
ผลของการจัดการเรยี นรโู้ ดยใชส้ มองเปน็ ฐาน (BBL) ท่ีมีตอ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นและความพึงพอใจของ
นักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3/15 ท่ีมตี ่อการเรียน ว23181 วิชาวิทยาศาสตร์ 5 โดยการลดการบ้าน
นางจิตฐพิ ร ณ ศรีโต
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็น
ฐาน (BBL) และความพึงพอใจของนักเรียน ม. 3/15 ที่มีต่อการเรียน ว23181 วิชาวิทยาศาสตร์ 5 โดยการลด
การบ้าน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/15 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คลื่นและแสง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานและสถิติในการ
ทดสอบสมมติฐาน
ผลการศึกษา พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/15 มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียน
และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนว23181 วิชา
วทิ ยาศาสตร์ 5 โดยการลดการบา้ น อยูใ่ นระดบั ดมี าก
งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 57
การศกึ ษาผลการใช้ชดุ กิจกรรมทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ในการเรยี นการสอนวชิ าฟสิ กิ ส์
ที่มตี ่อกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และความสนใจทางวิทยาศาสตร์ของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสน)ี ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
นางสาวสพุ ัตรา เฉลมิ เผ่า
การศึกษาคร้ังน้มี จี ุดมุง่ หมายเพือ่ เปรยี บเทยี บความสามารถดา้ นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และ
ความสนใจทางวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นท่ไี ดร้ ับการสอน โดยใช้ชดุ กจิ กรรมทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กบั การสอนโดยครูเปน็ ผสู้ อน กล่มุ ตัวอยา่ งทใ่ี ช้ คือ เปน็ นกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์
สงิ หเสนี) กรุงเทพมหานคร ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 หอ้ งเรยี น แผนการเรยี นวิทยาศาสตร์-
คณติ ศาสตร์ รวมจำนวน 59 คน โดยการสุ่มอยา่ งเฉพาะเจาะจง แยกเป็น 2 กลุม่ ตามการจัดชั้นเรียน ได้แก่
นักเรียนระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4/16 นกั เรยี นโครงการห้องเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยแี ละ
สง่ิ แวดลอ้ ม เปน็ กลุม่ ทดลองที่ 1 ได้รบั การสอนตามปกติ และนักเรยี นระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 4/17 นักเรียน
โครงการพฒั นาส่งเสรมิ ผ้มู ีความสามารถพิเศษทางวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และเทคโนโลยี เปน็ กลุ่มทดลองท่ี 2
ซ่ึงได้รับการสอนโดยครูใช้ชดุ กิจกรรมทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ
แผนการจดั การเรียนรู้ ชุดกจิ กรรมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดความสนใจทางวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน คา่ ความแปรปรวน และค่า t-test แบบกลมุ่ ตัวอย่างที่เป็นอสิ ระต่อกนั
ผลการศึกษา พบว่าความสามารถด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มทดลอง
ที่ 1 ที่ได้รบั การสอนโดยครเู ปน็ ผ้สู อนกับกล่มุ ทดลองท่ี 2 ท่ีได้รบั การสอนโดยใชช้ ุดกจิ กรรมทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ แตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติทีร่ ะดับ .05 และความสนใจทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนกลุ่ม
ทดลองที่1 ที่ได้รับการสอนโดยการสอนตามปกติกับกลุ่มทดลองที่ 2 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แตกต่างกันอยา่ งไมม่ นี ยั สำคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05
งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจดั การศึกษา 58
การศกึ ษาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 6
โดยใชช้ ุดกิจกรรมการสอนรายวิชาเคมี เรอื่ ง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน
นางสาวขนษิ ฐา ญาสิทธ์ิ
การศึกษาคร้ังนี้มีจุดมุ่งหมาย เพอ่ื สร้างชุดกจิ กรรมในการสอนวิชาเคมี และศึกษาผลสัมฤทธ์ิของการเรียน
โดยการใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้
คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/12 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
จำนวน 40 คน เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ี คือ แผนการสอนวชิ าเคมเี พิ่มเตมิ เรอ่ื งสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน แบบบันทึกความพึงพอใจของ
นักเรียน และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ( X ) , ค่าร้อยละ (%)
ของคะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นจากการทดสอบหลงั เรยี น
ผลการศึกษา พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/12 มีคะแนนจากการใช้แบบทดสอบหลังเรียนโดยใช้
ชุดกิจกรรมซ่ึงได้คะแนนเฉล่ีย เท่ากับ 15.85 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน และมีนักเรยี นที่มีคะแนน
ผา่ นเกณฑร์ อ้ ยละ 75 จำนวนทัง้ สิน้ 33 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 82.50 ของนกั เรยี นกลมุ่ ตวั อย่าง
งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจดั การศึกษา 59
การศึกษาการใชโ้ ครงการสอนออนไลนด์ ว้ ย Project 14 เพอ่ื พัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
ของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 6
นางณฐั ธยา วิเศษวงษา
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการใช้โครงการสอนออนไลน์ด้วย Project 14 เพื่อพัฒนา
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 6 ทีม่ ีต่อรายวชิ าฟิสกิ ส์เพิ่มเตมิ 5 รหัสวชิ า ว33211 เพื่อ
เป็นแนวทางในการพัฒนาการเรยี นการสอนรายวชิ าฟสิ ิกส์เพ่ิมเตมิ 5 รหสั วชิ า ว33211 ที่สอนออนไลนผ์ ่านระบบ
Google Meet ให้ดียิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 45 คน โดยการสุ่มอย่าง
ง่าย เครื่องมือท่ีใชใ้ นการศกึ ษาครั้งน้ี ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง แม่เหล็กและไฟฟ้า
และแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี นกอ่ นและหลงั เรยี น สถติ ิทใ่ี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่า
ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ สถิตทิ ดสอบคา่ ที (t-test)
ผลการศึกษา พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
เร่ืองแม่เหลก็ และไฟฟ้า โดยใช้โครงการสอนออนไลน์ดว้ ย Project 14 มีคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ก่อนเรียนและหลังเรียน เท่ากับ ( ̅ = 9.91 , S.D. = 1.46) และ ( ̅ = 19.23 , S.D. = 1.53) ตามลำดับ อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิตทิ ่รี ะดับ .01
งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 60
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรือ่ ง รูปรา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์
รายวิชาเคมเี พ่ิมเตมิ 1 ว31231 ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4/16
ท่ไี ด้รับการสอนดว้ ยวธิ ีการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
นายชยตุ ม์ พรายนำ้
การศึกษาครั้งนี้เป็นแบบแผนการทดลอง One Group Pretest-Posttest Design มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเคมี เรื่อง รูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 4/16 ก่อนและหลังการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน 2. หลังการสอนด้วยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหา
ความรู้ (5E) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/16 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเคมี เรื่อง รูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์
หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/16 ในภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2565 ของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่เรียนวิชาเคมี จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ใน
การศกึ ษาได้แก่ 1. ใบความรู้ท่ี 1 เรื่อง รปู ร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์ 2. ใบกจิ กรรมท่ี 1 เรอ่ื ง รูปรา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์
3. ใบงานที่ 1 เรื่อง รูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์ 4. แบบประเมินแผนผังความคิด 5. แบบประเมินคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ 6. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเคมี เรื่อง รูปร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์ วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใช้
สถิติ สถิตพิ ้นื ฐาน
1. ค่าเฉลย่ี เลขคณิต (Mean) โดยคำนวณจากสตู ร
สตู ร x = x
n
เมื่อ x แทน คะแนนเฉลีย่
x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
n แทน จำนวนนักเรยี นในกลุม่ ตวั อย่าง
2. สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ของคะแนนของแบบทดสอบ (Standard Deviation) คำนวณจากสตู ร
สูตร S.D. = n x 2 − ( x) 2
n(n −1)
เมอ่ื S.D. แทน ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานของคะแนน
x2 แทน ผลรวมทัง้ หมดของคะแนนแตล่ ะตัวยกกำลงั 2
( x )2 แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมดยกกำลงั 2
n แทน จำนวนนักเรยี นในกล่มุ ตวั อย่าง
n - 1 แทน จำนวนนักเรยี นตัวแปรอสิ ระ
ผลการศึกษา พบว่านักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
และมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรอ่ื ง รปู ร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์ สงู กว่าเกณฑร์ ้อยละ 80
งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 61
การแกป้ ัญหาการส่งงานในรายวิชา วิทยาศาสตร์ 5 (ว23181)
โดยใช้วิธกี ารส่งงานผ่านระบบหอ้ งเรยี นออนไลน์ (google classroom)
ของ นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ห้อง 1 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสนี)
นางสุทิศา ทินกร รุง่ เรือง
การวิจยั นมี้ ีวตั ถปุ ระสงคเ์ พ่อื 1) แกไ้ ขปญั หาการสง่ งานรายวิชา ว23181 วิชาวิทยาศาสตร์ 5 ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3/1 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และ 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชนั้
มัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ต่อการจัดการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ด้วย Google Classroom กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ
นกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3/1 ทีล่ งทะเบยี นเรยี นรายวชิ า ว23181 วิชาวทิ ยาศาสตร์ 5 จำนวน 36 คน เครอ่ื งมือ
ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบประเมินความพึงพอใจต่อการส่งงานผ่าน Google Classroom สถิติที่ใช้ในการ
วิเคราะห์ขอ้ มลู ได้แก่ คา่ เฉลย่ี ประชากร และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานประชากร
ผลการวิจัย พบว่า (1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1จำนวน 36 คน เข้าร่วมชั้นเรียนและส่งงานผ่าน
Google Classroom ท้ังหมด และ (2) นักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3/1 จำนวน 36 คน มคี วามพงึ พอใจในการเข้า
รว่ มช้นั เรยี นและส่งงานผา่ น Google Classroom ในระดับดีมาก
งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 62
การศึกษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นรายวชิ าเคมเี พิ่มเติม 3 รหสั วชิ า ว32231
เรอื่ ง อตั ราการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5/7
ทไี่ ด้รับการสอนโดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน (Problem-based Learning)
นางสาวเอกอนงค์ แกว้ ดี
การศึกษาครัง้ นเี้ ป็นแบบ แผนการทดลอง One Group Pretest-Posttest Design มีจดุ ม่งุ หมายเพอ่ื
1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าเคมี เร่ือง อตั ราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 5/7 ก่อนและ
หลังการสอนโดยเทคนิคการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) 2. หลังการใช้แบบฝึกทักษะการคิด
คำนวณ นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7 มีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน วชิ าเคมี เรอ่ื ง อัตราการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี หลัง
เรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7 ในภาคเรียนท่ี 1 ปี
การศึกษา 2565 ของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่เรียนวิชาเคมี จำนวน 45 คนเครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษา ได้แก่ 1. แบบฝึกทักษะ เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 2. แบบทดสอบ เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกริ ิยา
เคมี วเิ คราะหข์ อ้ มูลโดยใชส้ ถิติ คา่ เฉลย่ี ค่าสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ผลการศกึ ษา พบวา่ นักเรียนท่ีได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทกั ษะการคิดคำนวณมผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาเคมี เรื่องอัตราการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี หลังเรียนสูงข้ึนกว่าก่อนเรียนและมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าเคมี เรื่อง
อัตราการเกดิ ปฏกิ ิริยา สูงกวา่ เกณฑร์ อ้ ยละ 70
งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 63
การศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าเคมี เรอ่ื ง พลังงานกับการเกดิ สารประกอบไอออนิก
รายวิชา เคมีเพ่ิมเตมิ 1 รหสั วิชา ว 31231 ของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4/17
โดยใช้การจดั การเรียนการสอนแบบ 5E
นางสาวนิสา วิรยิ าสิตาภรณ์
การศกึ ษาครั้งน้ีมจี ุดมงุ่ หมายเพื่อ 1. เปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาเคมี เร่อื ง พลังงานกับการ
เกดิ สารประกอบไอออนิก ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4/17 ก่อนและหลังการสอนโดยใช้การจัดการเรียนการสอนแบบ 5E
2. หลังการใช้การจัดการเรยี นการสอนแบบ 5E นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเคมี
เรื่อง พลังงานกับการเกิดสารประกอบไอออนิก สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนและนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อย
ละ 80 ของจำนวนนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 17 ในภาคเรียนท่ี 1 ปี
การศึกษา 2565 ของโรงเรยี นบดินทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสนี) ท่เี รยี นวิชาเคมี เครื่องมือทใี่ ช้ในการศึกษาคร้ังนี้ คือ 1.
แผนการจดั การเรยี นรู้แบบ 5E 2.แบบทดสอบ 3.ใบกจิ กรรม วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใชส้ ถิติ คา่ เฉลี่ย รอ้ ยละ
ผลการศึกษา พบวา่ นักเรยี นท่ีไดร้ ับการสอนโดยใช้การจัดการเรยี นการสอนแบบ 5E มีผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนวิชาเคมี เรื่อง พลังงานกับการเกิดสารประกอบไอออนิก หลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนและมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่อง พลังงานกับการเกิดสารประกอบไอออนิก สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนและ
นักเรยี นผ่านเกณฑร์ อ้ ยละ 80 ของจำนวนนกั เรียน
งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 64
การแก้ไขปญั หาทกั ษะการสื่อสารดา้ นการเขยี นขั้นตอนการทดลอง
เร่ือง การตอบสนองของพชื ต่อแรงโนม้ ถว่ งของโลก โดยใช้แบบฝึกทักษะ
ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 5 รายวิชาชีววทิ ยา 3 รหสั วชิ า ว32251
นางสาวหฤทย์ อันไธสง
การแก้ไขปัญหาทักษะการสื่อสารด้านการเขียนขั้นตอนการทดลอง เรื่อง การตอบสนองของพืชต่อแรงโน้ม
ถ่วงของโลก โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 รายวิชาชีววิทยา 3 รหัสวิชา ว32251 มี
วตั ถปุ ระสงค์เพ่อื แก้ปัญหาการขาดสมรรถนะการสื่อสารด้านการเขียน และพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน ง เรอ่ื ง การ
ตอบสนองของพืช โดยใช้แบบฝึกทักษะประยุกต์จากหลักการเขียนสตอรี่บอร์ด (storyboard) ที่ให้นักเรียนใช้
ภาพประกอบและเขียนบรรยายขั้นตอนการทำงาน และจัดการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) ใช้กระบวนการ
สืบเสาะความรู้ (5E) โดยการทำแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/14, และ 5/17
จำนวน 66 คน วเิ คราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียน-หลังเรยี นโดยใช้คะแนนทีเฉล่ีย (Average T-score)
และการทดสอบที (t - test) และวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน โดยใช้
คา่ เฉลีย่ (mean) สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และสมั ประสทิ ธ์กิ ารกระจาย (C.V.)
ผลการศึกษา พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การตอบสนองของพืช มีคะแนนทีเฉล่ีย
(Average T-score) ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน คือ 44.80 คะแนนทีเฉลี่ย (Average T-score) ของ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน คือ 55.20 และสรุปผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.22 และการ
วิเคราะหผ์ ลการทดสอบที (t - test) พบว่า การทดสอบคะแนนของนักเรียน มีคะแนนก่อนเรยี นเฉลีย่ เท่ากับ 2.79
คะแนน และมคี ะแนนหลังเรยี นเฉล่ยี เท่ากับ 4.14 คะแนน เมอ่ื เปรียบเทียบระหวา่ งคะแนนสอบท้ังสองคร้ัง พบว่า
คะแนนสอบหลงั เรยี นสงู กว่าก่อนเรยี นอย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการจดั การเรียนการสอนรายข้อของแบบสอบถาม
ที่ใช้เกณฑ์ค่าคะแนน 5 ระดับ พบว่าคำถามข้อที่มีระดับความคิดเห็น มากที่สุด คือ ข้อ 6 แบบฝึกทักษะนี้ช่วยให้
นักเรียนเรียนรู้ทักษะการสื่อสารด้านการเขียนได้มากขึ้น ข้อ 7 แบบฝึกทักษะนี้ทำให้นักเรียนมสามารถลำดับ
ขั้นตอนการทำงานได้ดีขึ้น ข้อ 4 ขั้นตอนของกิจกรรมในแบบฝึกทักษะนี้นักเรียนสามารถปฏิบัติได้ ข้อ 3 แบบฝึก
ทักษะน้ีมีวธิ ีการเรียนรู้เหมาะสมกับนักเรยี น และขอ้ 8 แบบฝึกทกั ษะใชว้ ธิ วี ัดประเมนิ ผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง
มีค่าเฉลี่ย (mean) คือ 4.62, 4.61, 4.60, 4.59, และ 4.50 ตามลำดับ และจากผลการวิเคราะห์ภาพรวมของ
แบบสอบถามที่ใช้เกณฑ์ค่าคะแนน 5 ระดับ พบว่าค่าเฉลี่ย (mean) คือ 4.14 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คือ
0.40 และสมั ประสิทธก์ิ ารกระจาย (C.V.) คอื 9.54 และสรุปภาพรวมมรี ะดับความคิดเหน็ มาก
งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 65
การแก้ปัญหานกั เรยี นทมี่ ีผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนต่ำกว่าเกณฑใ์ นรายวชิ า เคมีเพ่ิมเติม 5
เรอ่ื ง สารประกอบอินทรีย์ที่มีธาตุออกซิเจนเปน็ องค์ประกอบ
ดว้ ยวธิ กี ารเรียนแบบกลุ่มเพื่อนชว่ ยเพอ่ื น ของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 6/11
นางสาวณัฏฐณี ศริ โิ ชติ
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาพัฒนาการทางการเรียนในรายวิชา เคมีเพิ่มเติม 5 เรื่อง
สารประกอบอินทรียท์ ่ีมธี าตุออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ สำหรบั ผเู้ รยี นที่ได้รับการพัฒนาดว้ ยวิธีการเรียนแบบกลุ่ม
เพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้วิธีการเรียนแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนว่าสูงขน้ึ
จาก การเรียนแบบปกติหรือไม่ ประชากรทีใ่ ช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6/11 ภาคเรียนท่ี
1 ปกี ารศึกษา 2565 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสนี) จำนวน 44 คน
ผลจากการทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น พบวา่ นกั เรียนมีคะแนนทดสอบหลงั เรยี นสงู ข้นึ คิด
เป็นคา่ เฉล่ยี ( x = 2.50 ) การใชก้ ระบวนการกลุ่มชว่ ยให้นักเรียนไมเ่ กดิ ความเบือ่ หนา่ ย เกดิ การแลกเปลี่ยนความ
คดิ เหน็ และช่วยเหลือกนั ระหวา่ งเพอ่ื นร่วมชน้ั เรียน ซ่ึงผูว้ ิจยั ไดท้ ำการแบง่ กลุ่มอยา่ งง่ายด้วยการจับฉลาก โดยแบ่ง
ใหม้ สี มาชกิ ในกลุ่ม กลุ่มละ 3 - 4 คน ท่ีมคี วามสามารถคละกัน นกั เรียนทีม่ คี วามสามารถในการเรียนสูงกว่าเพื่อน
สมาชกิ ในกลุ่มจะทำการชว่ ยเหลือเพ่ือนทเ่ี รยี นอ่อนกว่า เพือ่ ช่วยแก้ไขปัญหาที่พบจากการทำแบบฝึกหัดไม่ถูกต้อง
ผลจากการทำวจิ ัยพบว่า หลังเรียนจบเนื้อหาตามแผนการจดั การเรียนรูน้ ี้ นักเรียนมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขน้ึ
กวา่ การเรยี นแบบปกติ
งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 66
การสรา้ งความเขา้ ใจและพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นรายวิชาเคมีของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5
โดยใช้กจิ กรรมการทดลองเป็นฐานรว่ มกับการสรา้ งช้นิ งาน
นางสาวเพ็ญนภา ศรโี ฉม
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเคมีของ
นักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ คือ นักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5 ห้อง 6 10 12 และ 15เคร่ืองมือ
ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี แบบทดสอบ
วเิ คราะหข์ อ้ มูลโดยใช้สถิติ t-test dependent
ผลการศกึ ษา พบว่านกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 ที่ไดร้ บั การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการทดลองเป็น
ฐาน ร่วมกับการสร้างชิ้นงานเข้าใจในบทเรียนมากขึ้นซ่ึงพิจารณาได้จากคะแนนหลงั เรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน
อย่างมนี ัยสำคัญที่ระดบั 0.05
งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 67
การพฒั นาแนวคิด เรอื่ งพันธะโคเวเลนต์ ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใชแ้ บบจำลองเป็นฐาน
ที่เน้นกระบวนการโตแ้ ย้งของนักเรยี นระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 สายการเรยี นคณติ -วิทย์
นายไพศาล วงษร์ ะหงส์
การศึกษาครงั้ นี้มจี ดุ มุ่งหมายเพอ่ื พฒั นาแนวคดิ เรื่องพนั ธะโคเวเลนต์ ด้วยกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้
แบบจำลองเปน็ ฐานท่ีเนน้ กระบวนการโตแ้ ยง้ ของนักเรยี นระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 สายการเรยี นคณติ -วทิ ย์
กลุ่มตัวอย่างทีใ่ ช้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4/15 สายการเรียนคณติ -วิทย์ เครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษา
คร้งั น้ี คือ แบบวดั แนวคิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใชส้ ถติ ิ รอ้ ยละ
ผลการศกึ ษา พบว่ากลมุ่ นักเรียนท่ีผา่ นเกณฑค์ ิดเป็นร้อยละ 73.94 ซ่งึ มากกว่ากลุ่มของนกั เรียนซึ่งไม่ผ่าน
เกณฑ์ที่กำหนดคิดเป็นร้อยละ 26.06 โดยแนวคิดที่กลุ่มนักเรียนผ่านเกณฑ์มากที่สุด คือ แนวคิดเรื่อง เกิดพันธะ
โคเลนต์ คิดเป็นร้อยละ 100.00 รองลงมาคือแนวคิด เรื่อง สูตรโมเลกุลและชื่อของสารโคเวเลนต์ คิดเป็นร้อยละ
90.25 แนวคิดเรื่อง ความยาวพันธะและพลังงานพันธะของสารโคเวเลนต์คิดเป็นร้อยละ 90.24 แนวคิดเรื่อง
รปู ร่างโมเลกุลโคเวเลนต์ คิดเปน็ รอ้ ยละ 85.37 แนวคดิ เร่ือง สภาพขั้วของโมเลกลุ โคเวเลนต์ คิดเป็นร้อยละ 70.73
แนวคิดเรื่อง แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลและสมบัติของสารโคเวเลนต์ คิดเป็นร้อยละ 46.34 และ แนวคิดเรื่อง
สารโคเวเลนต์โครงรา่ งตาขา่ ย คิดเป็นร้อยละ 21.95 ตามลำดบั
งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 68
การจัดการเรียนรโู้ ดยใชน้ วตั กรรม บอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ Cell Transport
โดยยึดแนวคิดการเรยี นรู้ผา่ นเกม (Game Based Learning : GBL)
นายวิวัฒน์ สภุ พทิ กั ษ์กุล
การวิจัยคร้ังนี้ เปน็ การวจิ ยั เชงิ ทดลอง มีวตั ถปุ ระสงค์เพอื่ ศึกษาเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
ชีววิทยา เรื่องการลำลียงสารผ่านเซลล์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้
นวัตกรรม บอร์ดจากการใช้บอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ Cell Transport กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/16 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 และภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เขตวังทองหลาง จำนวน 30 คน ซึ่งได้จากวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย นวัตกรรม บอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ Cell Transport และ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาชีววิทยาก่อนเรียนและหลงั เรยี น เรื่องการลำลยี งสารผา่ นเซลล์ ซึ่งนำ
ผ ล ก า ร ท ด ส อ บ ม า เ ท ี ย บ ก ั บ เ ก ณ ฑ ์ ค ะ แ น น ข ั ้ น ต ่ ำ ร ้ อ ย ล ะ 80 ห า ค ่ า เ ฉ ล ี ่ ย เ ล ข ค ณ ิ ต ( x )
ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.) และทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยค่า
t-test
ผลการศึกษา พบว่าจากการวิเคราะห์ข้อมูล ปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่องการ
ลำเลียงสารผ่านเซลล์ ของนักเรียนโดยใช้นวัตกรรม บอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ Cell Transport หลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียน และผ่าน เกณฑ์คะแนนขั้นต่ำที่ร้อยละ 80 ค่า t-test ปรากฏค่าที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงกล่าวได้ว่า คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน โดยที่คะแนนหลังเรียนมี
ค่ามากกว่า ก่อนเรียน แสดงว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม บอร์ดเกมเพื่อการ
เรียนรู้ Cell Transport โดยยึดแนวคิดการเรียนรู้ผ่านเกม (Game Based Learning : GBL) สามารถเพ่ิม
ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี นของกลมุ่ เปา้ หมายได้จริง
งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 69
การพฒั นาแบบฝึกทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ัญหาทางพันธศุ าสตร์ รายวชิ าวิทยาศาสตร์ 5
เรอ่ื ง การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม สำหรับนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3
โรงเรยี นบดินทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสน)ี
นายภัคพล อนรุ กั ษเ์ ลขา
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและ
หลังเรียน (One group pretest - posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทยป์ ัญหา
ทางพันธศุ าสตร์ เรอื่ ง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ี
เรียนด้วยการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางพันธุศาสตร์ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรมระหว่างก่อนและหลังเรียน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 จำนวน 7
คน , นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/10 จำนวน 15 คน , นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/12 จำนวน 15 คน และ
นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3/14 จำนวน 20 คน รวมทั้งสิน้ 57 คน และเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ไดแ้ ก่ แบบฝึก
ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางพันธุศาสตร์ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และ แบบทดสอบวัด
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เร่ือง การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
ผลการศึกษา พบว่าแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางพันธุศาสตร์ ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ
82.12/80.22 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ .05
งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจดั การศึกษา 70
การสรา้ งองค์ความรู้ทางฟสิ ิกส์ เร่อื ง ความดนั ในของเหลว โดยอาศยั กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
นายธนกานต์ ภพู่ งศช์ นางกรู
การศกึ ษาครัง้ นีม้ จี ดุ มุ่งหมายเพื่อ ส่งเสริมกระบวนการคิด แก้ไขปัญหาโดยใช้ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียน โดยให้นักเรียนค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ
นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 6 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครัง้ นี้ คือ บันทึกปฏิบัติการการทดลอง เรื่องความ
ดนั ในของเหลว วิเคราะห์ข้อมลู โดยใช้สถิติ เชิงพรรณา ได้แก่ รอ้ ยละ
ผลการศึกษา พบว่าร้อยละ 90 ของนักเรียนเป็นอย่างน้อยในภาพรวมสามารถอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อ
ความดันในของเหลวได้อย่างถูกต้อง โดยคิดเป็นร้อยละ 100 ในประเด็นเก่ียวกับปจั จัยความลึกที่มีผลต่อความดัน
ในของเหลว, ร้อยละ 90 สามารอธิบายความดันของของเหลว ณ ระดับความลึกเดยี วกันได้อย่างถูกต้อง และร้อย
ละ 80 ของนักเรียนเป็นอย่างน้อยมีความพึงพอใจในภาพรวมต่อการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 71
การศกึ ษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4/6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี)
โดยการใช้กจิ กรรมการเขยี นแผนภาพวัตถอุ สิ ระ free body diagram และ Worksheet
เรื่อง แรงและการเคลือ่ นทแี่ ละสภาพสมดลุ ในการจดั การเรยี นรู้
นายธนชาติ เอยี สกุล
การศึกษาครั้งนี้เป็นแบบการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
ฟสิ ิกส์ เรอ่ื ง แรงและการเคลื่อนทแี่ ละสภาพสมดุล กอ่ นและหลงั การใช้ กิจกรรมการเขียนแผนภาพวัตถอุ สิ ระ free
body diagram และ Worksheet เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่และสภาพสมดุล ในการจัดการเรียนรู้ ประกอบการ
จัดการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6 โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 4/6 โรงเรียนบดินทรเดชา(สงิ ห์ สิงหเสนี) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 แผนวิทยาศาสตร์ –
คณิตศาสตร์ จำนวนนักเรียน 42 คน โดยทำการเลือกแบบเจาะจงแบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบ One-Short
case study สถติ ทิ ี่ใชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมลู ครง้ั นี้คือการหาคา่ เฉลีย่ ( x)
ผลการศึกษา พบวา่ การศกึ ษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิวชิ าฟสิ ิกส์เพิ่มเติม 1 ของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่
4/6 โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) โดยการใช้ กิจกรรมการเขียนแผนภาพวัตถุอิสระ free body diagram
และ Worksheet เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่และสภาพสมดุล ในการจัดการเรียนรู้ พบว่า โดยส่วนใหญ่นักเรียนมี
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนหลังเรยี นสูงกวา่ ก่อนเรยี น
งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา 72
ผลของการใช้ Vectary ในการจดั การเรียนการสอนรายวิชา เคมีเพม่ิ เติม 5
สำหรบั นกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี
นางสาวปณั ณิดา ประสานสอน
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี) โดยใช้ Vectary ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชา เคมี
เพิ่มเติม 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/8 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาค
เรียนที่ 1/2565 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบออนไลน์
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี (ก่อนเรียนและหลังเรียน) เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา และ
แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนด้วย Vectary วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ สถิติพื้นฐาน , ค่าดัชนี
คว ามสอดคล้อง ( IOC : Index of Item Object Congruence), Average Normalized Gain และ t-test
Dependent Sample
ผลการศึกษา พบว่าภายหลังการศึกษาและเก็บข้อมูลผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ
ออนไลน์ เพื่อการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี และความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้
Vectary เรื่อง เคมีอินทรีย์ ในช่วงสถานการณ์โควิด – 19 ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6 ผลการวิจัย พบว่า 1)
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาเคมเี พิ่มเติม 5 ของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 6 ท่ไี ด้รับการสอนโดยใช้ Vectary หลัง
เรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี นอย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05 2) ผลการประเมินความกา้ วหน้าทางการเรียน นักเรยี น
มีก้าวหน้าทางการเรียนในระดับสูงคิดเป็นร้อยละ 73.33 และนักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนในระดับปาน
กลางคิดเปน็ ร้อยละ 26.67 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา
(สิงห์ สงิ หเสน)ี ท่ไี ดร้ ับการสอนโดยใช้ Vectary โดยภาพรวมมคี วามพงึ พอใจอยู่ในระดบั มาก (Mean = 4.48)
งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 73
การพัฒนาแนวคดิ เรอื่ ง โครงสรา้ งและการเจรญิ เตบิ โตของพืชดอกของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ทไ่ี ด้รับการจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ 5 ข้ัน (5E) ร่วมกบั เทคนคิ การจัดการเรยี นร้แู บบร่วมมือ
นางสาวชลิตตา เจรญิ สุข
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายศึกษาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เรื่องโครงสร้างและการเจริญเติบโตของพืช
ดอกของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 จากการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขนั้ (5E) ร่วมกับเทคนิคการ
จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
จำนวน 1 ห้องเรียน โดยครอบคลุมทั้งหมด 4 แนวคิด ได้แก่ 1) เนื้อเยื่อพชื 2) โครงสร้างและการเจรญิ เติบโตของ
ราก 3) โครงสร้างและการเจริญเติบโตของลำต้น 4) โครงสร้างและการเจริญเติบโตของใบ เครื่องมือที่ใช้เก็บ
รวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดแนวคิดหลังเรียน
โครงสร้างและการเจริญเติบโตของพืชดอก ซึ่งมีลักษณะเป็นข้อสอบอัตนัย จำนวน 10 ข้อ โดยวัดหลังการจัดการ
เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยจดั กลุม่
คำตอบของนักเรียน หาคา่ ร้อยละของจำนวนนกั เรียนที่แสดงระดบั ความเข้าใจในแตล่ ะแนวคดิ
ผลการศึกษา พบว่าการพัฒนาแนวคิดเรื่อง โครงสร้างและการเจริญเติบโตของพืชดอก ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5 จากการจัดการเรียนรู้แบบแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือ พบวา่ หลังจากจดั การเรียนรู้นกั เรยี นมีแนวคดิ ท่จี ัดอยู่ในกลมุ่ ทม่ี ีแนวคดิ ท่ีถูกต้องเกนิ ร้อยละ 80 ในแต่
ละแนวคิด แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมอื ชว่ ยการพัฒนาแนวคิดเรื่อง โครงสรา้ งและการเจริญเติบโตของพชื ดอก ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี
5 ได้
งานวจิ ัยพฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 74
การพฒั นารปู แบบการจัดการเรยี นร้ดู ้วยการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้
เรอื่ ง การแบ่งเซลล์ ในรายวิชาชวี วิทยาเพิ่มเติม 1 ของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
นางสาวจฑุ าพร เขียวแก้ว
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยการเรียนแบบสืบเสาะ หาความรู้
เร่ือง การแบง่ เซลล์ ในรายวิชาชีววิทยาเพม่ิ เตมิ 1 ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 กลุ่มตวั อยา่ งทใี่ ช้ คือ นักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ปีการศึกษา 2565 กลุ่มการเรียนคณิตศาสตร์
และวิทยาศาสตร์ท่ีได้จากการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) โดยการเลือกห้องเรยี นมา 2 ห้องเรียนท่ี
ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการแบ่งเซลล์ จากการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
จำนวนนักเรยี น 70 คน เครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการศึกษาคร้ังน้ี คือ แผนการจดั การเรียนรู้โดยใชร้ ปู แบบการจดั การเรียนรู้
แบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง การแบ่งเซลล์ ในรายวิชาชีววิทยาเพิม่ เติม 1 และแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการ
เรยี น เรื่อง การแบง่ เซลล์ วเิ คราะหข์ ้อมูลโดยใชส้ ถิติ t-test dependent
ผลการศึกษา พบว่าคะแนนแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น จากการเรียนด้วยรปู แบบการจัดการ
เรียนรู้ด้วยการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง การแบ่งเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียน
มากกว่าก่อนเรียนที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 นักเรียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนมากขึ้น และจากการ
เลือกสื่อที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างหลากหลาย มีส่วนช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้มากข้ึน
เช่น PowerPointประกอบการเรียนรู้ คลิปวิดีโอที่ช่วยให้นักเรียนสามารถเห็นภาพตามจนนำไปสู่ความเข้าใจใน
เนื้อหาที่เรียน การเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงซึ่งสามารถช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้เก่ี ยวกับการใช้กล้อง
จุลทรรศน์ซึ่งมคี วามสำคัญในทางชีววิทยาและสามารถเรียนรู้ได้ตามจดุ ประสงค์การเรียนรูใ้ นเน้ือหาเรือ่ ง การแบ่ง
เซลล์ เห็นได้จากการเขียนรายงานผลการศึกษาและเลือกบนั ทึกภาพได้ค่อนข้างตรงกับช่ือระยะของการแบ่งเซลล์
รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการเรียนการสอนที่นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ทั้งใช้เพื่อการทบทวนบทเรียน
และศึกษาความรู้เพิม่ เตมิ
งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 75
การประดิษฐ์เคร่อื งมือเร่ืองคล่ืนและแสงอย่างงา่ ยด้วยตนเอง เพือ่ ส่งเสริมการเรยี นรู้ของนกั เรียน
ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3 บนพื้นฐานกิจกรรมการลงมือปฏบิ ัตจิ ริง
วา่ ท่รี ้อยตรี หญิง ณฐั ปภสั ร์ เกดิ แกว้
การศกึ ษาคร้ังนี้มีจุดมุ่งหมายเพ่ือ ส่งเสรมิ การเรียนรู้ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 เร่ืองคลื่นและแสง
โดยประดษิ ฐ์เคร่อื งมอื เรอ่ื งคลื่นและแสงอย่างงา่ ยดว้ ยตนเองบนพ้ืนฐานกจิ กรรมการลงมือปฏิบตั ิจริง กลุม่ ตวั อย่าง
ที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการจัดการ
เรียนรู้ด้วยการสืบเสาะหาความรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย 4ตัวเลือก วิเคราะห์ข้อมูล
โดยใช้สถิติ การหาค่าเฉล่ยี รอ้ ยละ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 16.61 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เท่ากับ 1.39) สูงกว่าก่อนเรียน (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 12.22 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.98) หลังจากการ
เรยี นโดยประดษิ ฐ์เคร่อื งมือเรือ่ งคล่ืนและแสงอย่างงา่ ยด้วยตนเองบนพืน้ ฐานกิจกรรมการลงมือปฏิบัตจิ รงิ นักเรียน
ส่วนมากมคี วามเข้าใจเรื่องคลื่นและแสงถูกต้องเพ่ิมขึ้น ผลการวิจัยแสดงให้เห็นวา่ กจิ กรรมการเรียนการสอนท่ีเน้น
ให้นักเรยี นไดล้ งมือปฏบิ ัติจริง สามารถส่งเสริมการเรียนรูข้ องนกั เรียนให้ดยี ่ิงข้นึ
งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 76
การศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าชวี วิทยาของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 4
ทไ่ี ด้รบั การจดั การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ 5 ข้นั ตอน (The 5 Es of Inquiry-Based Learning)
นายกติ ติศกั ดิ์ มโนพฒั นกร
การศึกษาครั้งนี้เป็นแบบการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา
ชีววิทยาเพิ่มเติม 1 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
5 ขั้นตอน (The 5 Es of Inquiry-Based Learning) เทียบกับเกณฑ์ประเมินผลร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ห้องเรียน (42 คน) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) แผนการจัดการ
เรียนรู้ จำนวน 2 หน่วยการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลการเรียน จำนวน 1 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ
คา่ เฉลีย่ เลขคณติ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และ one sample t-test
ผลการศกึ ษา พบว่านักเรยี นกลมุ่ ตัวอยา่ งที่ไดร้ บั การจัดการเรยี นร้แู บบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขน้ั ตอน (The
5 Es of Inquiry-Based Learning) มีคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลการเรียนเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 50
( x = 14.33, S.D. = 2.78) เมื่อทดสอบค่าเฉลี่ยของคะแนนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ประเมินผลร้อยละ 70 พบว่า
คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างไม่แตกต่างกับเกณฑ์ประเมินผลที่กำหนดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
แสดงว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5 Es of Inquiry-Based Learning) สามารถ
ส่งเสริมใหน้ กั เรียนมผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นตามเกณฑ์ทีก่ ำหนด
งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 77
การพัฒนาผลสมั ฤทธิ์และความคงทนทางการเรยี น เรือ่ ง ฮอร์โมน รายวชิ าชีววิทยาเพิ่มเตมิ 5
ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 ด้วยการจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์
นายณัฐพงศ์ มนต์อ่อน
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพือ่ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลงั
เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ
หลังเรยี นภายในกล่มุ ของนักเรยี นกลุ่มเกง่ กลุ่มปานกลาง และกล่มุ ออ่ น ทีเ่ รียนด้วยการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะ
ทางวิทยาศาสตร์ โดยจำแนกตามเนื้อหาย่อย เร่ือง ฮอร์โมน และระดบั พฤติกรรมในแบบทดสอบ 3) ศึกษาคะแนน
ความก้าวหนา้ ของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในแต่ละกลุ่มของนักเรียนกลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และกล่มุ อ่อน ท่ีเรียน
ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ เรือ่ ง ฮอร์โมน 4) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียน
ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ฮอร์โมน และ 5)ศึกษาความพึงพอใจของ
นักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ฮอร์โมน มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 โรงเรียน บดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี เขตวังทองหลาง จังหวัด
กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 3 ห้องเรียน รวม 120 คน
โดยแต่ละห้องจัดนักเรียนเข้าเรียนแบบคละความสามารถ ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (cluster random
sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ
สบื เสาะทางวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง ฮอรโ์ มน จำนวน 5 แผนการเรยี นรู้ 2) แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธก์ิ อ่ นเรยี นและหลัง
เรียน และวัดความคงทนของความรู้ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การ
จัดการเรียนร้แู บบสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ วเิ คราะห์ข้อมลู โดยใชส้ ถิติคา่ เฉล่ยี และร้อยละ
ผลการศึกษา พบว่านักเรียนมีผลการทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 60.33 และผลการทดสอบ
หลังเรียนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 90.56 นักเรียนมีความพึงพอใจหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะทาง
วทิ ยาศาสตร์ เฉล่ยี 4.62 อยู่ในระดบั ดีมาก และนกั เรยี นมีผลการทดสอบหลงั เรียนเฉลี่ยหลังผา่ นไปแล้ว 2 สปั ดาห์
คดิ เปน็ ร้อยละ 85.42
งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจดั การศึกษา 78
การแก้ปัญหาการคดิ อย่างมีวิจารณญาณของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6
ดว้ ยการจดั การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (problem-based learning)
นางสาวนราวดี จอ้ ยรุง่
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ี
ไดร้ ับการจดั การเรียนรูแ้ บบใชป้ ัญหาเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 6 จำนวน 1 ห้องเรียน
ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มตัวอย่างดังกล่าวได้จาก การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง
(purposive sampling) โดยห้องเรียนดังกล่าวเป็นห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและ
สิ่งแวดล้อม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยาเพิ่มเติม ด้วยวิธีการจัดการ
เรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (problem-based learning) จำนวน 5 แผน และใบกิจกรรมเพื่อวัดความสามารถ
ในการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ วิเคราะหข์ ้อมลู โดยใช้สถติ ิ คา่ เฉล่ียและคะแนนพัฒนาการสัมพทั ธ์
ผลการศึกษา พบว่านกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 รอ้ ยละ 92 มีพัฒนาการดา้ นการคดิ อย่างมีวิจารณญาณ
สงู ขึ้น หลงั จากไดร้ บั การจดั การเรยี นร้แู บบใช้ปัญหาเปน็ ฐาน เร่ือง ระบบต่อมไร้ทอ่ ในรายวิชาชวี วิทยาเพิม่ เตมิ 5
งานวจิ ัยพัฒนาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 79
การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน รายวิชาชีววิทยาเพิ่มเตมิ 1
ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน
นางสาวสวัญญา ประจำเรอื
การศกึ ษาครั้งนม้ี ีจดุ มุ่งหมายเพื่อพัฒนาแนวคิดเรื่อง การหายใจระดบั เซลล์ โดยใช้การจดั การเรียนรูโ้ ดยใช้
ปัญหาเป็นฐาน รายวิชาชีววทิ ยาเพิ่มเติม 1 ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยมีกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ คือ นักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4 สายการเรียนวทิ ยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จำนวน
2 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปญั หาเปน็
ฐานแบบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การหายใจระดับเซลล์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติหาค่าเฉล่ีย และความ
เบ่ยี งเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา พบว่าคะแนนเฉลี่ยและความเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนก่อนได้รับการ
จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เท่ากับ 8.65 คะแนน และ 3.01 ตามลำดับ และหลังได้รับการจัดการเรียนรู้
โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีค่าเฉลี่ยและความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 14.27 คะแนน และ 2.23 ตามลำดับ จาก
การเปรยี บเทยี บ นกั เรียนท่ีไดร้ ับการจัดการเรียนรูโ้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน มคี ะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา
ชีววทิ ยาเพ่มิ เตมิ 1 เรือ่ ง การหายใจระดบั เซลลเ์ ฉล่ยี สงู ขึ้นอย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั 0.05
งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 80
การจัดการเรียนรเู้ พอื่ พฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาชวี วิทยาโดยวิธกี ารจัดการเรียนรู้ 5 ข้นั ตอน (5E)
นางสาวชลธิชา จติ ตส์ คุ นธ์
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนรายวิชา
ชวี วิทยา 3 เรอื่ งเน้ือเยือ่ พืช วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใชส้ ถติ ิ t-test Dependent Samples
ผลการศึกษา พบว่าผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวชิ าชีววทิ ยา เร่ืองเนอ้ื เยือ่ พชื ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่
5 โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ท่ี .01
งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 81
การแก้ปญั หาการส่งงานในรายวิชา ว30171 วิชา โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
โดยใช้วธิ กี ารสง่ งานระบบห้องเรียนออนไลน์ (Google Classroom)
ของนกั เรยี นระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4/10
นายณฐั นนั ท์ บญุ ไชย
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) แก้ไขปัญหาการส่งงานรายวิชา ว30171 วิชาวิทยาศาสตร์โลก ดารา
ศาสตร์ และอวกาศ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4/10 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และ 2) ศึกษา
ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/10 ต่อการจัดการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ด้วย Google
Classroom กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/10 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา ว30171 วิชา
วิทยาศาสตร์ โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบประเมิน
ความพึงพอใจต่อการส่งงานผ่าน Google Classroom สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ยประชากร
และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานประชากร
ผลการวิจัย พบว่า (1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/10 จำนวน 36 คน เข้าร่วมชั้นเรียนและส่งงานผ่าน
Google Classroom ทั้งหมด และ (2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/10 จำนวน 36 คน มีความพึงพอใจในการ
เข้าร่วมช้ันเรยี นและสง่ งานผา่ น Google Classroom ในระดบั ดมี าก
งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษา 82
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นรายวชิ าวิทยาศาสตร์ 3 (ว22181) เรือ่ ง สารละลาย
ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2/3 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี)
โดยจดั กิจกรรมการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es)
นางสาววิไลลกั ษณ์ อานิน
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ 3 (ว22181) เรื่อง
สารละลาย โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้
ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(Inquiry Cycles: 5Es) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน เกมตอบถามคำ สื่อนำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ (PowerPoint slides) เรื่อง สารละลาย วิเคราะห์
ข้อมูลโดยใช้สถิติ t-test Dependent Samples
ผลการศึกษา พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 3 โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) จังหวัด
กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 นักเรียน 36 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบจำเพาะเจาะจง
(Purposive Sampling) ระยะเวลาที่ใช้ในการทำวิจัยในครั้งนี้คือ 1 ภาคเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา
วิทยาศาสตร์ 3 เรื่อง สารละลาย ของนักเรียนพบว่าหลังเรียนโดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
(Inquiry Cycles: 5Es) มากกวา่ กอ่ นเรยี นอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ี่ .01
งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา 83
ผลการจดั การเรยี นรูแ้ บบร่วมมือดว้ ยเทคนิคจิ๊กซอว์ เร่อื ง โครงสร้างของเซลล์
ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ 1
นางวนั วสิ า ดา่ นสกุล
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง โครงสร้างของเซลล์ เพื่อแก้ปัญหาเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 เป็นการนำจุดเด่นของการ
จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือมาผสมผสานด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยเฉพาะในโครงสร้างของ
เซลล์ ซึ่งเป็นเนื้อหาชีววิทยาที่ต้องใช้ความจำ การวิจัยครั้งน้ีมีจุดประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจดั การเรียนรู้
แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง โครงสร้างของเซลล์ให้มีประสิทธภิ าพ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่อง โครงสร้างของเซลล์ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ 3) เพ่ือ
ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรแู้ บบร่วมมือดว้ ยเทคนิคจิก๊ ซอว์ เรือ่ ง โครงสรา้ งของเซลล์ กลุ่มตวั อย่าง
ที่ใช้ในการวจิ ัย คือ นกั เรยี นระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาชัน้ ปีที่ 1 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ปีการศึกษา 2565
ไดจ้ ากการเลือกแบบเจาะจง โดยการเลือกห้องเรยี นมา 5 หอ้ งเรียน และจดั เปน็ กลุ่มหาประสิทธภิ าพของแผนการ
จัดการเรียนรู้ 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 41 คน และกลุ่มทดลองที่ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง
โครงสร้างของเซลล์ จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ จำนวน 4 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน
160 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง
โครงสรา้ งของเซลล์ 2) แบบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เร่ือง โครงสรา้ งของเซลล์ 3) แบบประเมินความพึงพอใจท่ี
มีต่อการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื ด้วยเทคนคิ จิ๊กซอว์ เรื่อง โครงสร้างของเซลล์ วิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้สูตร E1/E2
t-test dependent คา่ เฉลีย่ และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยสรุปไดด้ งั นี้
1) ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง โครงสร้างของเซลล์ มีค่า
เท่ากบั 80.24/83.66 ซ่ึงเปน็ ไปตามเกณฑ์ 80/80
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โครงสร้างของเซลล์ จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจ๊ิก
ซอวห์ ลังเรยี นมากกวา่ กอ่ นเรียนท่รี ะดบั นัยสำคญั ทางสถติ ิ 0.01
3) ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจในภาพรวมอยู่ในระดบั มากท่สี ดุ (X = 4.81, SD = 0.41)
งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 84
การศกึ ษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น รายวิชาวิทยาการคำนวณ 2 เร่ืองการวเิ คราะห์ข้อมูล
โดยการเรยี นแบบสบื เสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5Es of Inquiry-Based Learning)
ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี)
นายพชิ ญเมธี แสงดี
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาวิทยาการคำนวณ 2 เรื่องการ
วิเคราะห์ข้อมูล โดยการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5Es of Inquiry-Based Learning) ของ
นักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสน)ี กล่มุ ตวั อยา่ งท่ีใช้ คอื นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ คือ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใช้สถิติ หาค่า
ดชั นปี ระสทิ ธิผล (Effectiveness Index : E.I)
ผลการศกึ ษา พบวา่ การศกึ ษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น รายวิชาวทิ ยาการคำนวณ 2 เร่ืองการวเิ คราะห์
ขอ้ มลู โดยการเรียนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5Es of Inquiry-Based Learning) ของนกั เรียนชน้ั
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 โรงเรยี นบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสนี) มีคา่ ดชั นปี ระสทิ ธผิ ลของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนมคี ่า
เท่ากับ 0.64 ซ่งึ สูงกว่าเกณฑ์ท่ีตัง้ ไวท้ ี่ 0.5 แสดงว่านักเรียนมคี วามร้แู ละพฒั นาการทางการเรียนมากย่งิ ข้นึ
งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 85
การใช้เกมคอมพวิ เตอรเ์ พื่อแก้ปญั หาทักษะการใชแ้ ป้นพมิ พข์ องนักเรียนระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1
นายพิสุทธ์ิ แซ่อ้งึ
การศกึ ษาคร้ังน้ีมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1. เพ่ือพฒั นาทักษะพ้ืนฐานของการปฏิบัตงิ านวิชาคอมพิวเตอร์ 2. เพื่อ
แก้ปัญหาให้กับนักเรียน 15 คน ที่ขาดทักษะพื้นฐานในการใช้แป้นพิมพ์ โดยใช้กระบวนการเสริมฝึกทักษะการใช้
แป้นพิมพ์ด้วยเกม 3. เพื่อศึกษาผลการแก้ปัญหานักเรียน 15 คน ที่ขาดทักษะพื้นฐานในการใช้แป้นพิมพ์ โดยใช้
กระบวนการเสริมฝึกทักษะการใช้แป้นพิมพ์ด้วยเกม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1/12 จำนวน 15 คน เครอ่ื งมอื ท่ใี ชใ้ นการศึกษาครั้งนี้ คอื เกมคอมพวิ เตอรส์ ำหรบั ทดสอบก่อนการฝึก – หลังฝึก
การใช้แป้นพิมพ์ วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใชส้ ถติ ิ ค่าเฉลีย่ ของคะแนนผลสัมฤทธ์ใิ นการฝึกแตล่ ะครง้ั
ผลการศึกษา พบว่านักเรียนที่ถูกคัดเลือกจากการทำคะแนนการใช้แป้นพิมพ์ต่ำสุด 15 คน ในจำนวน
ทั้งหมด 42 คน เมื่อได้รับการแก้ปัญหาโดยการนำเกมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการฝึกใช้แป้นพิมพ์ จากการ
เปรียบเทียบผลการบันทึกคะแนนจากเกณฑ์ที่วัดและหาค่าเฉลี่ยของความก้าวหน้าในการพัฒนาการใช้ แป้นพิมพ์
ของนกั เรยี นแตล่ ะครั้ง พบวา่ คะแนนเฉลยี่ ก่อนฝึกของนักเรียนเทา่ กับ 7.66 คะแนนเฉลย่ี หลงั ฝกึ เท่ากับ 14.53 จะ
เห็นว่ามีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ทั้งนี้จึงเห็นได้ว่าทักษะการใช้งานแปน้ พิมพ์ของนักเรียนทั้ง 15 คน มีผลสัมฤทธิ์ที่ดขี ึ้น มี
การพฒั นาทกั ษะเพ่ิมข้ึน และนักเรียนจะร้สู กึ สนกุ กบั การฝกึ ในแต่ละคร้ัง
งานวจิ ยั พฒั นาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 86
การจดั การเรยี นรแู้ บบใชป้ ัญหาเปน็ ฐานด้วยสถานการณ์ในชีวติ ประจำวัน
เรอ่ื ง การเขียนโปรแกรมเพอ่ื แก้ปัญหาเพอ่ื พัฒนาทกั ษะการคิดเชิงคำนวณ
นายลัทธพล ดา่ นสกุล
การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานด้วยสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน เรื่อง การเขียนโปรแกรมเพ่ือ
แก้ปัญหาเพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณ เป็นการนำจุดเด่นของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานใช้
บทเรียนออนไลน์เรื่องการเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหามาผสมผสานในการจัดกิจก รรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา
คุณภาพผูเ้ รยี นโดยเฉพาะในเร่อื งทกั ษะการคิดเชงิ คำนวณซง่ึ เป็นจุดมงุ่ หมายหลกั ในการจดั การเรยี นรู้วิชาวิทยาการ
คำนวณ การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานด้วยสถานการณ์ใน
ชวี ติ ประจำวัน เรื่องการเขียนโปรแกรมเพือ่ แกป้ ัญหา ให้มปี ระสิทธิภาพ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับทกั ษะการคิดเชิง
คำนวณระหว่างก่อนกับหลังการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานด้วยสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน เรื่องการ
เขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีท่ี 4 โรงเรียนบ
ดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี) ปกี ารศึกษา 2565 ได้จากการเลือกแบบเจาะจง โดยการเลือกห้องเรยี นมา 3 หอ้ งเรียน
และจัดเป็นกลมุ่ หาประสทิ ธิภาพของแผนการจดั การเรยี นรู้ 1 ห้องเรียน จำนวนนกั เรยี น 42 คน และกลุม่ ทดลองที่
ศึกษาระดับทักษะการคิดเชิงคำนวณ เรื่องการเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหา จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน
81 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานดว้ ยสถานการณใ์ น
ชีวิตประจำวัน เรื่อง การเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหา และ 2) แบบวัดทักษะการคิดเชิงคำนวณ วิเคราะห์ข้อมูล
โดยใช้สตู ร E1/E2 และ t-test dependent
ผลการวจิ ัยสรปุ ไดด้ ังน้ี
1) ประสทิ ธภิ าพของแผนการจดั การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานด้วยสถานการณ์ในชวี ติ ประจำวนั เร่ือง
การเขียนโปรแกรมเพ่ือแก้ปญั หา มีค่าเท่ากับ 84.59/80.95 ซง่ึ สงู กว่าเกณฑ์ 80/80
2) คะแนนทักษะการคิดเชิงคำนวณจากการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานด้วยสถานการณ์ใน
ชวี ิตประจำวนั เร่ืองการเขยี นโปรแกรมเพ่ือแก้ปญั หา หลงั เรยี นมากกว่ากอ่ นเรียนท่รี ะดับนยั สำคัญทางสถิติ 0.01
งานวจิ ัยพฒั นาคุณภาพการจัดการศกึ ษา 87
การพฒั นากจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบสะเต็มศึกษาท่ีสง่ เสริมความสามารถในการคดิ แกป้ ญั หา
สำหรบั นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1
นางสาวประภาพรรณ แก้วเหมือน
การศึกษาครั้งนีม้ ีจุดมุ่งหมายเพ่ือ 1) เพื่อสร้างและประเมนิ ประสิทธิภาพของกจิ กรรม การเรียนรูแ้ บบสะ
เต็มศึกษาที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาสำหรบั นกั เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธภิ าพตาม
เกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ดำเนินการวิจยั และพัฒนาใน 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 สร้างและประเมนิ ประสทิ ธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้
โดยให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน พิจารณาความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้แล้วนำไปทดลองใช้กับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จำนวน 36 คนตามลำดับ เครื่องมือที่ใช้ คือ กิจกรรม
การเรียนรู้และแบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าประสิทธิภาพ E1/E2 ขั้นตอนที่ 2 เปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหา
ก่อนเรียนและหลังเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
จำนวน 36 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย แบบแผนวิจัยที่ใช้ คือ One Group Pretest Posttest Only Design
เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วน
เบย่ี งเบนมาตรฐานและการทดสอบคา่ ที (t – test) แบบ dependent
ผลการศกึ ษา พบวา่ 1) กิจกรรมการเรียนรูม้ คี วามเหมาะสมอยู่ในระดับมาก เมื่อนำกจิ กรรมไปทดลองใช้มี
ประสิทธิภาพเท่ากับ 78.49/77.98 2) ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิติท่รี ะดับ .01
งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 88
ศกึ ษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นการเรยี นการสอนเร่อื ง การวิเคราะหส์ ถานการณ์ปัญหา
โดยการจัดการเรยี นรแู้ บบปัญหาเปน็ ฐาน เพ่อื ส่งเสรมิ กระบวนการคิดและแกป้ ญั หา
นักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี
นางสาวชลนิชา โคตรสหี า
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการเรียนการสอนเรื่อง การวิเคราะห์
สถานการณ์ปัญหา โดยการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ห้อง 1 ,ห้อง 2 ,ห้อง 3 ,ห้อง 4 ,ห้อง 6 และห้อง แผนการจัดการเรียนรู้วิชาการออกแบบและเทคโนโลยี2
(ว22184) วเิ คราะหข์ ้อมูลโดยใช้สถิติ คา่ เฉลี่ย(Mean) ค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา โดยการจัดการเรียนรู้
แบบปญั หาเป็นฐาน เพ่อื ส่งเสริมกระบวนการคดิ และแก้ปัญหา นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลงั เรียนมผี ลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนมากกว่าก่อนเรียน เนื่องจากการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากปัญหาจริง
และไดล้ องทำงานจากปัญหาท่ีตนมคี วามรู้ ความเขา้ ใจและสนใจ
งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 89
การแก้ปัญหาการจำคำศัพทโ์ ดยใชแ้ บบฝกึ เสริมทกั ษะ เรอื่ ง คำศพั ทใ์ นเว็บไซต์ Construct 3
สำหรบั นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5
นายสหสั สช์ ัย พุ่มบานเย็น
การวิจัยครั้งนี้เป็น มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อแก้ปัญหานักเรียนที่ไม่สามารถจำคำศัพท์ หรือชุดคำสั่งทีใ่ ช้ใน
การสร้างเกมในโปรแกรม Construct 3 ได้ ซึ่งเป็นผลทำให้นักเรียนไม่สามารถสร้างเกมออกมาได้ถูกต้อง
ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2565 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้องเรียนพิเศษคอมพิวเตอร์ โรงเรียนบดินทรเดชา
(สงิ ห์ สงิ หเสน)ี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 จำนวน 48 คน เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัย ไดแ้ ก่ 1) แบบฝึกเสริม
ทักษะเรอื่ ง คำศัพทใ์ นเว็บไซต์ Construct 3 สำหรบั นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 5 มสี ว่ นประกอบ 2 ส่วนคือ ส่วน
ท่ี 1 เน้อื หาคำศัพท์ ความหมายและส่วนท่ี 2 แบบฝึกเสรมิ ทักษะจำนวน 6 ชดุ 2) แบบทดสอบวดั ผลการเรียนรู้
เรื่องคำศัพท์ในเว็บไซต์ Construct3 เป็นแบบทดสอบปรนัยก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ 3) แบบ
ประเมินผลงานการเขียนโปรแกรมก่อนฝึกและหลังฝึก แบบรูบริค (scoring rubric) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติ
ค่าเฉล่ีย (x̄) คา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) และความแตกตา่ งของคะแนนก่อนฝกึ และหลังฝึก
(D = X post −test − X )pre−test
ผลการศึกษาพบว่า 1) คะแนนก่อนใช้และหลังการใช้ ชุดเรียนคำศัพท์ใน การสร้างเกมโดยใช้เว็บไซต์
Construct3 เพื่อแก้ไขการใชค้ ำศพั ท์เพือ่ สร้างเกม ในการเรียนสร้างเกมโดยใช้เว็บไซต์ Construct3 พบว่าผูเ้ รียน
มีคะแนนหลังฝึกสูงกว่าก่อนฝึก โดยที่คะแนนก่อนฝึกเฉลี่ยคือ 11.79 และคะแนนหลังฝึกเฉลี่ยคือ 18.55 มีค่า
ความตา่ งของคะแนนก่อนฝึกสงู กวา่ คะแนนหลังฝึกเท่ากับ 6.76
งานวจิ ยั พัฒนาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 90
แก้ปัญหาผู้เรยี นทีข่ าดทกั ษะในการเขยี นโปรแกรม ดว้ ยภาษา google app script
ของนกั เรียนระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 รายวิชาวิทยาการคำนวณ 1
รหัสวิชา ว30181 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
นางปยิ วดี โฆษติ ศิริทศั น์
การศึกษาครั้งน้ีมจี ดุ มุ่งหมายเพือ่ 2.1 เพือ่ ใหน้ กั เรียนสามารถเขยี นผังงาน และรหสั ลำลองได้ถูกตอ้ ง
2.2 เพื่อแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำในรายวิชาวิทยาการคำนวณ 1 รหัส ว30181 ภาคเรียนที่ 1/2565
โดยมีการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนผ่านเกณฑ์ 60 - 64 เกรด 2 คิดเป็นร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียน
ทั้งหมด 2.3 นักเรียนทั้งหมดมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเขียนโปรแกรมเพื่อแก้ปัญหา มี
ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ มากขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 3 ห้อง ม.4/7,
ม.4/9, ม.4/11 รวมจำนวนนักเรียนทั้งหมด 124 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ - Google Sheets
Google App Script Google classroom แบบสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ สถิติบรรยาย (Desciptive Statistic) เพื่อหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของ
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนและค่าความพึงพอใจของนักเรยี นท่ีมตี อ่ การจัดการเรียนรู้
ผลการศึกษา พบว่ากลุม่ ตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามมจี ำนวน 36 คน เป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4
ห้อง ม.4/7, ม.4/9, ม.4/11 คิดเป็นร้อยละ 28.8 ผลการวิเคราะห์นักเรียนมีความพึงพอใจที่ครูผู้สอนจัดการ
เรียนรู้ รายวิชา ว30181 วิทยาการคำนวณ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในระดับมาก รวมทุกด้าน คือ 4.13 และ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รายวิชา ว30181 วิทยาการคำนวณ 1 เป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง ม.
4/7, ม.4/9, ม.4/11 จำนวน 125 คน มีระดบั ผลการเรียนเฉลี่ย 3.71
งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจดั การศกึ ษา 91
การใช้รางวลั เพื่อส่งเสริมเจตคตติ ่อวชิ า การออกแบบและเทคโนโลยี 2
นางสาววลิ าสินี ชอ้ ยชด
การศกึ ษาครั้งน้มี ีจดุ มงุ่ หมาย เพ่ือสง่ เสริมเจตคตใิ นการส่งงานของนักเรียนระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6กลุ่ม
ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
ของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จำนวน 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การส่งเสริมเจตคติ
โดยการใชร้ างวัล ในการสง่ เสริมเจตคติในการเรียนรายวิชา การออกแบบและเทคโนโลยี 2 วเิ คราะห์ข้อมูลโดยใช้
ค่าเฉล่ยี ร้อยละ
ผลการศกึ ษา พบว่าคา่ เฉล่ียของการส่งงานในรายวิชา การออกแบบและเทคโนโลยี 2 หลงั การส่งเสริมเจต
คติ พบว่าการส่งงานสูงขึ้นกว่าก่อนได้รับการส่งเสริมเจตคติ ซึ่งหมายถึง นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3
ควรได้รับการส่งเสริมเจตคติจากครูผู้สอน เพื่อช่วยใหน้ ักเรียนมคี วามรับผิดชอบในการส่งงานสงู ขึ้น ข้อเสนอแนะ
ควรมกี ารเสรมิ แรงและยกยอ่ งชมเชยใหก้ ำลังใจกับนกั เรียนอยา่ งสม่าํ เสมอ ในขณะที่ ทำการเรยี นการสอน
งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 92
การศกึ ษาผลสมั ฤทธิ์ของการจัดการเรียนรูโ้ ดยใชก้ ารนำเสนอและการต้ังคำถาม
รายวิชา วิทยาการคำนวณ 3 (ว30183) ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสน)ี
นายจตุพร ใจหาญ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Observational Descriptive Studies) มีวัตถุประสงค์เพ่ือ
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้การนำเสนอและการตั้งคำถาม รายวิชา วิทยาการคำนวณ 3 (ว
30183) ของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบดนิ ทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กล่มุ ตวั อยา่ งท่ีใช้ในการศึกษาคือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จำนวน 8 ห้องเรียน ในรายวิชา วิทยาการ
คำนวณ 3 (ว30183) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนจากการนำเสนอ
และการตั้งคำถาม 2) ผลการทดสอบวัดความรู้ระหว่างกลางภาคเรียนและปลายภาคเรียน รายวิชา วิทยาการ
คำนวณ 3 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(S.D.)
ผลการศึกษา พบว่าข้อมูลเปรียบเทียบผลการทดสอบวัดความรู้ระหว่างกลางภาคเรียนและปลายภาค
เรียน รายวิชา วทิ ยาการคำนวณ 3 ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสนี) พบว่า
ในด้านผลการทดสอบวัดความรู้ปลายภาคเรียนมีคะแนนมากกว่ากลางภาคเรียนมีค่าเฉลี่ย 4.65 (S.D.= 0.49) มี
ระดับผลสมั ฤทธ์ิ มาก ในด้านผลประเมนิ การนำเสนอมีค่าเฉล่ยี 4.55 (S.D.= 0.51) มีระดับผลสมั ฤทธ์ิ มาก ในด้าน
ผลประเมนิ การตง้ั คำถามมีคา่ เฉลีย่ 3.05 (S.D.= 0.69) มีระดบั ผลสมั ฤทธิ์ พอใช้ ในดา้ นผลประเมินการตอบคำถาม
มีค่าเฉลี่ย 3.90 (S.D.= 0.64) มีระดับผลสัมฤทธิ์ มาก ในด้านความรู้ความเข้าใจที่ได้จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้
การนำเสนอและการต้งั คำถามมคี ่าเฉลยี่ 4.05 (S.D.= 0.69) มรี ะดับผลสัมฤทธมิ์ าก
งานวจิ ัยพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา 93
กล่มุ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
“งานวิจยั ในชน้ั เรยี นสนบั สนุนการจดั การเรียนรู้
ก้าวทนั การเปล่ียนแปลง ส่งเสริมพัฒนาศกั ยภาพ
มงุ่ สรา้ งพลเมอื งคณุ ภาพรอบด้านทกุ มติ ิ”
งานวจิ ยั พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษา 94
การพัฒนารปู แบบการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลบั ด้าน
โดยใช้การเรยี นรู้แบบร่วมมือผา่ นเครอื ข่ายสงั คม นกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5
โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสนี)
นางวชริ า ศภุ รภญิ โญภาพกลุ
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านโดยใช้
การเรียนรู้แบบร่วมมือผ่านเครือข่ายสังคม และเพ่อื ศกึ ษาผลการใชร้ ปู แบบการจัดการเรยี นการสอนแบบห้องเรียน
กลับด้านโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือผ่านเครือข่ายสังคม โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ กลุ่มตัวอย่างที่ สุ่มด้วย
วธิ กี ารสุ่มอยา่ งง่ายโดยวิธีการจับสลาก เลอื กกลุ่มตวั อยา่ ง 1 หอ้ งเรยี น จำนวน 45 คน เคร่อื งมือท่ีใช้ในการศึกษา
ครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา พระพุทธศาสนา 3 (ส 32111) ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2565 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา พระพุทธศาสนา 3 (ส 32111) ภาค
เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ( x ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ t-
test
ผลการศึกษา พบว่าการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบหอ้ งเรียนกลบั ดา้ นโดยใช้การเรียนรู้แบบ
ร่วมมือผ่านเครือข่ายสังคม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ( x ก่อนเรียน = 33.76 และ x หลังเรียน = 68.89) ซึ่งเป็นรูปแบบการ
จัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง เป็นการจัดการเรียนการ
สอนที่ดําเนินกิจกรรมโดยใช้เครือข่ายสังคม (บน Google Classroom) ที่ผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้แนะนํา ผู้จัดการ
และผู้อํานวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในหอ้ งเรียน กระตุ้นผู้เรียนให้มีความสนใจ เกิดการ
ใฝ่รู้ เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหารว่ มกันแล้วนําไปสู่ข้อเท็จจรงิ ทีเ่ กดิ ขึน้ จากกรณีศึกษา ผู้เรียนสามารถเรียนรู้
และสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง การจัดการเรียนการสอนบน Google Classroom สามารถทําให้เกิดการ
เรียนร้รู ว่ มกนั ไดท้ ุกทีท่ ุกเวลาและทุกรปู แบบของเทคโนโลยที ่สี ามารถเช่อื ต่อเครือข่ายอนิ เทอร์เนต็ ได้
งานวจิ ยั พัฒนาคุณภาพการจดั การศึกษา 95
ความพึงพอใจที่มตี ่อแบบฝึกหดั เพือ่ พัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาประวัติศาสตร์สากล
ของนกั เรยี นชั้น ม.6/14 ปกี ารศกึ ษา 2565 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สงิ หเสน)ี
นายจิรชั ญ์กฤศ มีวรรณภาค
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ให้รู้ถึงความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนวิชาประวัติศาสตร์สากล ว่านักเรยี นมคี วามพึงพอใจมากนอ้ ยเพยี งใด โดยมีกลุ่มตัวอยา่ งท่ีใช้ คือ นักเรียนชั้น
ม.6/14 จำนวน 46 คน เครอื่ งมอื ท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี คือ แบบสอบถาม และวเิ คราะห์ขอ้ มูลโดยใช้สถติ ิ เปน็ ค่า
รอ้ ยละ
ผลการศกึ ษา พบวา่ นักเรยี นส่วนใหญ่มคี วามพึงพอใจกับการทำแบบฝึกหดั เป็นอย่างดี ทำให้ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียนสงู ขน้ึ เปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงคท์ ่ีตั้งไว้ แตก่ ็มีนักเรยี นบางคนทีไ่ มช่ อบส่งงาน หรอื ทำงานส่งลา่ ชา้ ซึง่ ก็
เป็นเรื่องที่ทงั้ นกั เรยี นและครูผสู้ อนต้องร่วมกนั แก้ไขปัญหานกี้ ันต่อไป