The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ดนุพล สมบัติศรี, 2024-01-11 06:58:17

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน

ผลของใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ดนุพล สมบัติศรี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ผลของใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ดนุพล สมบัติศรี รหัสนักศึกษา 62100189121 วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ก ชื่อเรื่อง ผลของใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ใน กีฬาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัย นายดนุพล สมบัติศรี อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์วันวิสา ป้อมประสิทธิ์ อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม นายเจนณรงค์ พรมหลวง ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ รายงานนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคล่องแคล่วว่องไว ในการเล่น ลูกข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานีได้ จากการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนจัดการเรียนรู้วิชาพล ศึกษาจัดรูปแบบการสอนโดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬา เซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 แผนแผนละ 1 ชั่วโมง รวม 10 ชั่วโมง ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยโดยหาค่า IOC ของแบบฝึกและแบบทดสอบ มีการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและร้อยละ ดังนี้ 1. ความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง เมื่อเปรียบเทียบก่อนฝึกและหลังฝึกนักเรียนชายมีค่าเฉลี่ยผลต่าง ของเวลาลดลงอยู่ที่ 0.30 วินาที และนักเรียนหญิงมีค่าเฉลี่ยผลต่างของเวลาลดลงอยู่ที่ 0.76 วินาที ผลต่างค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกและหลังฝึกนักเรียนชายเท่ากับ 0.12 และผลต่างค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกและหลังฝึกนักเรียนหญิงเท่ากับ 0.29 และเมื่อนำไปเปรียบเทียบเกณฑ์ นักเรียนชายอยู่ในเกณฑ์ดี คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 100 เปอร์เซ็นต์ และนักเรียนหญิงอยู่ในเกณฑ์ดี คิดเป็น เปอร์เซ็นต์ 46.7 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 53.3 เปอร์เซ็นต์และมีความ คล่องแคล่วว่องไวในการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน 2. ความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นลูกข้างเท้า ในกีฬาเซปักตะกร้อของกลุ่มนักเรียนที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้ที่ใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


ข กิตติกรรมประกาศ วิจัยนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความกรุณา คำแนะนำและความช่วยเหลืออย่างยิ่งจาก อาจารย์ วันวิสา ป้อมประสิทธิ์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือในการทดลองและเครื่องมือ ในการ เก็บรวบรวมข้อมูล จนสามารถได้เครื่องมือที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังเป็นอาจารย์ที่ให้คำปรึกษาให้ คำแนะนำ ให้ข้อคิดในการทำวิจัยตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ มาโดยตลอด ผู้จัดทำขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ นายปานเพชร พรมพิมพ์,นายเจนณรงค์ พรมหลวง,นายศรัณยู ศรีบุญ ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย ตลอดจนให้คำแนะนำแก้ไขข้อบกพร่อง ต่างๆ ในการสร้างเครื่องมือ และผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหมากแข้ง คณะ ครูและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีส่วนช่วยเหลือให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใน การจัดการเรียนการสอนในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือ ชี้แนะ สนับสนุนและ ให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยเสมอมา คุณค่าและคุณประโยชน์ที่ได้จากวิจัยเล่มนี้ ผู้วิจัยขอมอบกตัญญุตาบูชาแด่ บิดา มารดา และ บูรพาจารย์ที่ให้การศึกษาอบรมสั่งสอนให้สติปัญญาความรู้ความสามารถและคุณธรรมเสมอมา นายดนุพล สมบัติศรี


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย................................................................................................................... ........ ก กิตติกรรมประกาศ.................................................................................................................... ........ ข สารบัญ............................................................................................................................. ................ ค สารบัญตาราง............................................................................................................................. ...... จ สารบัญภาพ.................................................................................................................... .................. ฉ บทที่ 1 บทนำ.......................................................................................................................... ......... 1 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา........................................................................ 1 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................... 3 3. สมมติฐานของการวิจัย................................................................................................... 3 4. ขอบเขตของการวิจัย.............................................................................................. ........ 4 5. นิยามศัพท์เฉพาะ................................................................................................... ........ 5 6. ประโยชน์ที่จะได้รับ........................................................................................................ 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง........................................................................................... 7 1. กีฬาตะกร้อ............................................................................................................. ....... 7 1.1 ความรู้ทั่วไปของกีฬาตะกร้อ................................................................................... 7 1.2 ประโยชน์ของกีฬาตะกร้อ........................................................................................ 8 1.3 ประเภทของกีฬาตะกร้อ.......................................................................................... 10 2. การเรียนรู้ทักษะ (Skills Learning)............................................................................... 15 3. การพัฒนาการประสานงานการเคลื่อนไหว.................................................................... 17 3.1 ความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทกับกล้ามเนื้อ................................................... 17 3.2 ทักษะกลไกการเคลื่อนไหว...................................................................................... 18 3.3 เวลาปฏิกิริยาตอบสนอง........................................................................................... 19 4. ตารางเก้าช่อง......................................................................................................... ........ 20 4.1 ความรู้ทั่วไปของตารางเก้าช่อง................................................................................ 20 4.2 ประโยชน์ของตารางเก้าช่อง.................................................................................... 21 4.3 ตารางเก้าช่องกับการพัฒนาทักษะกีฬาตะกร้อ........................................................ 22 5. แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกหลังเท้าในกีฬาเซปักตะกร้อ......................... 23 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง......................................................................................................... 36 7. กรอบแนวคิดการวิจัย..................................................................................................... 37 บทที่ 3 วิธีดำเนินงานวิจัย................................................................................................................ 38 1. ประชากรกลุ่มตัวอย่าง................................................................................................... 38 2. แบบแผนการทดลอง...................................................................................................... 38 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................................. 38


ง สารบัญ (ต่อ) หน้า 4. วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ............................................................... 39 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................................... 40 6. การวิเคราะห์ข้อมูล......................................................................................................... 40 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์................................................................................................. 40 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................................... 42 บทที่ 5สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ...................................................................................... 50 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................... 50 2. สมมติฐานการวิจัย.......................................................................................................... 50 3. วิธีดำเนินการวิจัย........................................................................................................... 50 4. สรุปผลการวิจัย.............................................................................................................. 51 5. การอภิปรายผล.............................................................................................................. 51 6. ข้อเสนอแนะ................................................................................................................... 54 6.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้.......................................................... 54 6.2 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป.................................................................. 54 รายการอ้างอิง................................................................................................................ .................. 56 ภาคผนวก...................................................................................................................... ................... 58 ภาคผนวก กรายนามผู้เชี่ยวชาญ........................................................................................ 59 ภาคผนวก ขเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง............................................................................ 61 ภาคผนวก คผลการหาประสิทธิภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย............................................ 80 ภาคผนวก ง แผนการจัดการเรียนรู้ (เซปักตะกร้อ) โดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง............... 86 ภาคผนวก จ ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ (เซปักตะกร้อ) สอนแบบปกติ........................ 198 ภาคผนวก ฉ รูปภาพกิจกรรม............................................................................................. 212 ภาคผนวก ช ประวัติย่อผู้วิจัย.............................................................................................. 222


จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 2.1 โปรแกรมแบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ................................................... 23 2.2 แผนการทดสอบ............................................................................................................ 23 2.3 แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ...... 24 2.4 ลำดับในการฝึกแบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ.......................................... 25 2.5 แบบบันทึกทักษะกีฬาเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน.................................................. 35 3.1 แบบแผนการทดลอง..................................................................................................... 38 4.1 ตารางที่ 1 ผลของการใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง (นักเรียนชาย)..................................... 42 4.2 ตารางที่ 2 ตารางเปรียบเทียบเวลาในการวิ่ง หลังฝึกของนักเรียนชายกลุ่มทดลอง....... 43 4.3 ตารางที่ 3 ตารางเปรียบเทียบเวลาในการวิ่ง หลังฝึกของนักเรียนชายกลุ่มควบคุม....... 44 4.4 ตารางที่ 4 ผลของการใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง (นักเรียนหญิง).................................... 45 4.5 ตารางที่ 5 ตารางเปรียบเทียบเวลาในการวิ่ง หลังฝึกของนักเรียนหญิงกลุ่มทดลอง...... 46 4.6 ตารางที่ 6 ตารางเปรียบเทียบเวลาในการวิ่ง หลังฝึกของนักเรียนหญิงกลุ่มควบคุม...... 47 4.7 ตารางที่ 7 การเปรียบเทียบความคล่องแคล่วว่องไวโดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง......... 48


ฉ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 ท่าที่ 1 ก้าวชิด – ก้าวชิด............................................................................................... 27 2.2 ท่าที่ 2 แยกชิด.............................................................................................................. 28 2.3 ท่าที่ 3 เดินหน้า – ถอยหลัง.......................................................................................... 28 2.4 ท่าที่ 4 ตัวอักษร V......................................................................................................... 29 2.5 ท่าที่ 5 ตัวอักษร X......................................................................................................... 29 2.6 ท่าที่ 6 ส้นเท้าแตะ (ด้านหน้า)....................................................................................... 30 2.7 ท่าที่ 7 ปลายเท้าแตะ (ด้านหลัง)................................................................................... 30 2.8 ท่าที่ 8 ก้าวไขว้ด้านหน้า (แบบเล็ก)............................................................................... 31 2.9 ท่าที่ 9 ย้ำเท้า(ข้างหน้า-ถอยหลัง)................................................................................. 32 2.10 ท่าที่ 10 กระโดดเท้าแยกชิด (ข้างหน้า-หลัง)................................................................ 33 2.11 แบบทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน............................................... 34 2.12 กรอบแนวคิดการวิจัย.................................................................................................... 37 2.13 รูปภาพกิจกรรม............................................................................................................. 213


1 บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีวิสัยทัศน์มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุก คนซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกใน ความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเชื่อว่าทุกคนมี ความสามารถในการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552) การมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มี ความสุขและมีศักยภาพในการศึกษาต่อและ ประกอบอาชีพนั้น คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียนได้รู้จัก รักษาสุขภาพอนามัยของตนเอง ดังข้อที่ 3 มี สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัยและรักการออก กำลังกาย จะเห็นได้ว่าการเรียนวิชาพลศึกษามีส่วนช่วยในการสร้างสรรค์ผู้เรียนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ในสังคม มีสุขภาพกายดีมีจิตใจดี ใส่ใจในการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกาย ซึ่งสอดคล้องกับ จุดมุ่งหมายข้อที่ 3 ทำให้การเรียนรู้วิชาพลศึกษามีจุดมุ่งเน้นให้ผู้เรียนรู้จักเคลื่อนไหว หลักการฝึกออก กำลังกาย และการเข้าร่วมเล่นกีฬา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย ด้านอารมณ์และ จิตใจ ด้านสังคม รวมทั้งด้านสติปัญญา เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีวิต หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐานได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาที่เกี่ยวข้อง กับการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทยและกีฬาสากล ในสาระที่ 3 ให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้การเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน หลักของการออกกำลังกาย รู้จักและเข้าใจบริบท ในการร่วมเล่น เกมกีฬาทั้งไทยและสากล การปฏิบัติตามกฎ กติกา ระเบียบและข้อตกลงในการแข่งขัน รวมถึงความ มีน้ าใจนักกีฬาในการเป็นผู้เล่นและผู้ชมที่ดีวิชาพลศึกษามีการจัดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาอย่าง หลากหลาย อาทิ กีฬาไทย กีฬาสากล ทั้งประเภทบุคคลและประเภททีม เช่น ตะกร้อ มวยไทย กระบี่ กระบอง หมากรุกไทย กีฬาพื้นบ้าน เป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนได้สามารถนำแนวคิด หลักการและ ความสามารถในการแสดงทักษะที่ถูกต้องจากกีฬาไทยไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองด้วยความ ภาคภูมิใจ การร่วมเล่นกีฬาด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต มีความสามัคคีในทีม มีวินัยในการฝึกซ้อม มี มารยาทที่ดีในการเล่น และการชมกีฬา มีน้ำใจนักกีฬา รักความเป็นไทยและภูมิใจในกีฬาท้องถิ่นของ ตนเอง ซึ่งสอดคล้องับงานวิจัยของ (สุภาภรณ์ ศรีเกียรติ 2551) ได้ศึกษาความคิดเห็นที่มีต่อการเรียน กีฬาไทยของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี ปี การศึกษา 2550 พบว่า การเรียนกีฬาไทยส่งเสริมให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา เสริมสร้างและพัฒนา บุคลิกภาพ มีการพัฒนาสุขภาพทางกายและจิตใจ มีทักษะในการเล่นกีฬาไทย และทำให้นักเรียนได้ ตระหนักในความเป็นไทย


2 รังสฤษฎิ์ บุญชะลอ (2558) ได้กล่าวไว้ว่า ตะกร้อเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ถูกบรรจุไว้ในวิชาพล ศึกษา จึงทำให้โรงเรียนหลาย ๆ แห่ง มีการจัดการเรียนการสอนตะกร้อขึ้น ซึ่งเป็นกีฬาที่อยู่ในกลุ่ม ของกีฬาไทย เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กีฬาที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตสอดคล้องกับวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น ตลอดจนเห็นคุณค่าในการอนุรักษ์กีฬาไทยให้คงอยู่ต่อไป การจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับกีฬานั้นมีสิ่งสำคัญ ที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ ได้แก่ การมีทักษะพื้นฐานที่ดี ตลอดจนมีการฝึกฝนทักษะพื้นฐานจน ชำนาญและอาศัยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กล่าวได้ว่า ทักษะพื้นฐานมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้การเล่นกีฬา ทุกชนิดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หากผู้เล่นไม่มีทักษะพื้นฐานอาจเกิดความรู้สึกไม่พึงพอใจใน ความสามารถของตนเอง ส่งผลให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีขึ้นได้ ตะกร้อเป็นกีฬาที่มีความสนุกสนานใช้ ทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายหลากหลายส่วนประสานสัมพันธ์กัน ใช้พื้นที่ในการเล่นไม่มากสามารถ เล่นได้ทุกเพศทุกวัย การเล่นตะกร้อผู้เล่นจะต้องมีปฏิภาณไหวพริบ การตัดสินใจและการแก้ไขปัญหา ตลอดเวลาที่เล่น เพราะการเล่นลูกในแต่ละครั้งนั้นจะต้องอาศัยจังหวะความสัมพันธ์ระหว่างประสาท และกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะส่วนต่าง ๆ เพื่อท ให้การเตะหรือการเล่นตะกร้อเป็นไปอย่างราบรื่น ทักษะพื้นฐานที่มีความจำเป็นสำหรับผู้เริ่มฝึกกีฬาตะกร้อประกอบด้วย การยืน การเคลื่อนไหว การ เดาะ การตั้ง การโหม่ง หากผู้เล่นมีทักษะพื้นฐานที่ดีการพัฒนาไปสู่ทักษะขั้นสูง หรือทักษะอื่น ๆ ใน การเล่นกีฬาตะกร้อจะสามารถทำได้ง่ายขึ้น ช่วยให้มีความได้เปรียบและรู้สึกสนุกสนานไปกับการเล่น การมีทักษะพื้นฐานที่ดีจึงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเล่นกีฬา วัชรินทร์ เลิศนอก (2560) พบว่า ตาราง 9 ช่อง สามารถ ช่วยในการพัฒนาสมองและการ เคลื่อนไหวของนักกีฬา รวมทั้งการฝึกปฏิกิริยารับรู้และตอบสนองต่อ การเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นหนึ่งใน หลักการพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวที่สำคัญสำหรับนักกีฬาเพื่อใช้ในการแข่งขันที่ต้องใช้ความ รวดเร็วแม่นยำในการเคลื่อนไหวและทักษะการกีฬา ตลอดจนการคิด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา โดยนำการฝึกการเคลื่อนไหวแบบตาราง 9 ช่องมาประยุกต์ใช้ในการฝึก ความคล่องแคล่วว่องไวของ การกีฬา สุรศักดิ์ เกิดจันทึก (2560) ได้กล่าวไว้ว่า ความแคล่วคล่องว่องไวเป็นความสามารถในการลด ความเร็ว ความเร่งและการเปลี่ยนทิศทาง อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันพยายามรักษาการควบคุม ร่างกายที่ดีโดยไม่สูญเสียความเร็วในการวิ่ง ความแคล่วคล่องว่องไวมีความใกล้เคียงกับการทรงตัว เนื่องจากนักกีฬาต้องใช้การปรับเปลี่ยนควบคุม จุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย ในขณะที่มีการเบี่ยงเบนท่า ไป โดยทั่วไปในบางกีฬามักจะไม่เป็นการเคลื่อนที่ ตรงไปข้างหน้า แต่มักจะเป็นการเปลี่ยนทิศทางไป ด้านข้าง ๆ ซึ่งต้องใช้ระนาบของการเคลื่อนไหว หลายด้านควบคู่กันไป โกสินทร์วิสุทธิ์ศรี(2553) การเล่นกีฬานั้นเป็นสิ่งสำคัญอันพึงควรกระทำ เพราะการเล่นกีฬา เป็นการบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรง ผู้ที่เล่นกีฬาอยู่เสมอจะมีอายุยืนนาน ไม่เจ็บป่วยบ่อยๆ สำหรับ นักเรียนเองก็จะมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนโดยสม่ำเสมอ เมื่อออกกำลังกายย่อมทำให้สมองดีไปด้วยอัน เป็นเหตุให้การศึกษาเล่าเรียนมีหวังว่าจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนอกจากนั้นการกีฬายังเป็นการอบรม จิตใจของผู้เล่นให้เป็นผู้มีน้ำใจ อดทน กล้าหาญ ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน และเป็นผู้มีขวัญดี อยู่เสมอ ดังที่กล่าวกันว่าเป็นผู้มีน้ำใจนักกีฬาเมื่อทุกคนพยายามเล่นกีฬา ร่างกายและจิตใจก็จะ


3 เข้มแข็งบึกบึน เพื่อจะได้ต่อสู้ในการหา เลี้ยงชีพตลอดจนการร่วมกันต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองให้ เจริญรุ่งเรืองเยี่ยงอารยะประเทศ ทำให้ตระหนักว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการกีฬาสำหรับ ผู้เรียนเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการกีฬาเป็นสาระหนึ่งที่ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะของ คนไทยที่พึงปรารถนาคือ ดีเก่ง และมีความสุขโดยใช้กิจกรรมทางกายเป็นสื่อการเรียนรู้ และมิได้ พัฒนาผู้เรียนเฉพาะทางด้านร่างกายแต่เพียงอย่างเดียวแต่ยังได้สอดแทรกส่งเสริมอบรม และปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีงามควบคู่ไปด้วยกัน ดังจะเห็นได้จากการที่สาระพลศึกษาเป็นวิชา หนึ่งซึ่งถูกบรรจุอยู่ในมาตรฐานการเรียนรู้ของทุกช่วงชั้นแสดงให้เห็นว่าสภาพสังคมในปัจจุบันนั้น ต้องการให้ผู้ที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ปราศจากโรคภัยมี สุขภาพจิตที่ดีเพื่อเป็นพื้นฐานที่จะพัฒนาด้านวิชาการต่อไป การเล่นตะกร้อจะเป็นการฝึกให้เกิดความ แคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว เพราะต้องระมัดระวัง ตัวเตรียมพร้อมที่จะเข้าเล่นในลักษณะต่าง ๆ อยู่ตลอด เวลา และการเคลื่อนไหวก็ต้องกระทำด้วยความรวดเร็ว ท่าทางต้องกระฉับกระเฉงเพื่อให้ ทันกับจังหวะของลูก การเคลื่อนไหว ก็เป็นไปทุกทิศทางจะช้าหรือเร็วก็แล้วแต่จังหวะของลูกและลีลา ของผู้เล่นและยังเป็นการฝึกให้เป็นผู้ที่มีอารมณ์เยือกเย็นสุขุม รอบคอบ เพราะการเล่นหรือการเตะลูก แต่ละครั้งจะต้องอาศัยความตั้งใจอย่าง แน่วแน่สารวมจิตใจไปสู่การกระทำอย่างดีถ้าหากใจร้อน หรือ ลุกลี้ลุกลน การเล่นแต่ละครั้งก็จะเสียไป นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกให้มีการตัดสินใจก่อนการเล่นทุก ครั้ง เช่น การตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทาง ความเร็วความแรง และด้วยลักษณะการหมุนของลูกจะเป็น เครื่องช่วยให้ตัดสินใจว่าจะเล่นลูกด้วยกระบวนท่าใดส่งไปยังทิศทางใดเหล่านี้เป็นต้น การฝึกซ้อมและ การมีประสบการณ์ในการเล่นจะช่วยให้การตัดสินได้อย่างถูกต้อง จากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นผู้วิจัยในฐานะครูพล ศึกษา จึงได้ทำการวิจัยผลของการใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อความคล่องแคล่วว่องไว ในการ เล่นลูกข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ว่าจะทำให้นักเรียนมี ทักษะการเล่นลูกข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 หรือไม่ 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ - เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคล่องแคล่วว่องไว ในการเล่นลูกข้างเท้าด้านใน ในกีฬา เซปักตะกร้อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกตารางเก้า ช่อง 3. สมมติฐานของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ - นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง มี ความคล่องแคล่วว่องไว ในการรับลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ ไม่น้อยกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75


4 4. ขอบเขตของการวิจัย 4.1 กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 1 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 33 คน 4.2 ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น คือ - กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกตาราง 9 ช่อง 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ - ความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬา เซปักตะกร้อ 4.3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือ แบบฝึกตารางเก้า ช่อง ผู้วิจัยใช้เนื้อหาตามหลักสูตรสถานศึกษา เรื่องกีฬาเซปักตะกร้อ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีรายละเอียดดังนี้ 4.3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องท่าที่ 1 ก้าวชิด – ก้าวชิด จำนวน 1 ชั่วโมง 4.3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องท่าที่ 2 แยกชิด จำนวน 1 ชั่วโมง 4.3.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องท่าที่ 3 เดินหน้า – ถอยหลัง จำนวน 1 ชั่วโมง 4.3.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องท่าที่ 4 ตัวอักษร V จำนวน 1 ชั่วโมง 4.3.5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่องท่าที่ 5 ตัวอักษร X จำนวน 1 ชั่วโมง 4.3.6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่องท่าที่ 6 ส้นเท้าแตะ(ด้านหน้า) จำนวน 1 ชั่วโมง 4.3.7 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่องท่าที่ 7 ปลายเท้าแตะ(หลัง) จำนวน 1 ชั่วโมง 4.3.8 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่องท่าที่ 8 ก้าวไขว้ด้านหน้า(แบบเล็ก) จำนวน 1 ชั่วโมง 4.3.9 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 เรื่องท่าที่ 9 ย้ำเท้า(ข้างหน้า-ถอยหลัง) จำนวน 1 ชั่วโมง 4.3.10 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรื่องท่าที่ 10 กระโดดเท้าแยกชิด (ข้างหน้าหลัง) จำนวน 1 ชั่วโมง 4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในปีการศึกษา 2566 วิชาพลศึกษาเรื่อง ผลของการใช้แบบ ฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปัก ตะกร้อ ตามแผนการจัดการเรียนรู้ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จำนวน 10 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง


5 5. นิยามศัพท์เฉพาะ นิยามศัพท์เฉพาะ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นลูก ด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ หมายถึง การดำเนินการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสังเคราะห์แบบ ฝึกทักษะ โดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องในการฝึกความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้าน ใน ซึ่งประกอบด้วย กีฬาเซปักตะกร้อ เป็นกีฬาพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เซปักตะกร้อแตกต่างจาก กีฬาที่คล้ายกันของฟุตวอลเลย์โดยใช้ลูกที่ทำจากหวายและอนุญาตให้ผู้เล่นใช้เท้า, เข่า, หน้าอก และ ศีรษะเพื่อสัมผัสลูก เซปักตะกร้อ มาจากคำสองคำ คำแรก "เซปัก" (มลายู: sepak) เป็นคำมลายู แปลว่า "เตะ" กับคำว่า "ตะกร้อ" เป็นคำไทยแปลว่า "ของเล่นสานด้วยหวาย ใช้เตะเล่น" ส.พลายน้อย อธิบายที่มาของคำว่า "ตะกร้อ" ว่าอาจเป็นคำจีนเก่าคือคำว่า "ทาก้อ" ใช้เรียกกีฬาที่คล้ายกัน ใน ภาษาไทยถิ่นเหนือเรียก "มะต้อ" ถิ่นอีสานเรียก "กะต้อ" และถิ่นใต้เรียก "ตร่อ" และอธิบายอีกว่า ต้อ ตร่อ และกร้อ เป็นคำเดียวกันแต่เพี้ยนเสียง ส่วนขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ให้ความเห็น ว่า แต่เดิมคงเรียก "ตากล้อ" แปลว่า "ของที่สานเป็นตากลม ๆ" กรณีเดียวกันกับคำว่า "ผมหยิกหน้า กล้อคอสั้นฟันขาว" ซึ่งคำว่า "กล้อ" แปลว่า "กลม" ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) คือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ สูญเสียทิศทางของการควบคุมความเร็ว, การทรงตัวหรือร่างกาย เช่นเดียวกับองค์ประกอบของการ ออกกำลังกายอื่น ๆ ความคล่องตัวจะระบุเฉพาะเจาะจงรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เฉพาะเจาะจง หนึ่ง ปัญหากับการฝึกอบรมความคล่องตัวเป็นที่นักกีฬาสามารถเรียนรู้ที่คาดว่าจะมีการเคลื่อนไหวต่อไป ดังนั้นนักกีฬาควรจะต้องตอบสนองต่อ คำสั่งเปลี่ยนแปลงทิศทาง การพัฒนาความสามารถของ สมรรถภาพทางกายของนักกีฬา ด้านความคล่องแคล่วว่องไวนั้นจะเป็นผลให้นักกีฬามีความคล่องตัว ในการเคลื่อนที่ เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว และรักษาสมดุลของร่างกายได้เป็นอย่างดี และจะ สามารถประสบผลสำเร็จในการแข่งขันได้ ตารางเก้าช่อง เป็นเครื่องมือในการพัฒนาปฏิกิริยาความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวของมือ และเท้า รวมทั้งพัฒนาทักษะความสัมพันธ์ ตลอดจนการทรงตัวในการเคลื่อนไหวร่างกายให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งช่วยพัฒนาระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจ เล่นลูกข้างเท้าด้านใน หมายถึง การยืนอยู่ในท่าตรง เท้าแยกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ยกเท้าข้างที่ ถนัดขึ้นมาในลักษณะปลายเท้างอพับเข้าด้านใน บิดปลายเท้าให้หงายขึ้นเล็กน้อย เป็นแนวขนานกับ พื้น สูงจากพื้นระดับเข่า งุ้มปลายเท้าเล็กน้อย เพื่อให้บริเวณเท้าด้านในเป็น “แอ่ง” ขนาดเล็ก (เป็น จุดสัมผัสลูกตะกร้อ) แขนทั้งสองข้างกางออกห่างลำตัว เพื่อความสมดุลของร่างกาย เท้าที่เป็นหลักย่อ ลงเล็กน้อย น้ำหนักตัวค่อนมาด้านหน้า สายตามองที่ลูกตะกร้อและจุดกระทบบน “แอ่ง” บริเวณข้าง เท้าด้านใน ใช้ในการส่งลูก รับลูก และพักลูก


6 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ การวิจัยครั้งนี้เป็นการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง ประโยชน์ที่คาดได้รับจาก การวิจัย มีดังนี้ 1. ได้พัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นลูกข้างเท้า ในกีฬาเซปักตะกร้อของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ร้อยละ 75/75 2. นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง ที่เรียนด้วยกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง เกิดความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ใน กีฬาเซปักตะกร้อ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน วิชาพลศึกษา ที่ใช้ แนวความคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง ที่มีผลต่อความคล่องแคล่ว ว่องไวในการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษา เอกสารตำรา งานวิจัยและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย มีรายละเอียดดังนี้ 1. กีฬาตะกร้อ 1.1 ความรู้ทั่วไปของกีฬาตะกร้อ 1.2 ประโยชน์ของกีฬาตะกร้อ 1.3 ประเภทของกีฬาตะกร้อ 2. การเรียนรู้ทักษะ (Skills Learning) 3. การพัฒนาการประสานงานการเคลื่อนไหว 3.1 ความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทกับกล้ามเนื้อ 3.2 ทักษะกลไกการเคลื่อนไหว 3.3 เวลาปฏิกิริยาตอบสนอง 4. ตารางเก้าช่อง 4.1 ความรู้ทั่วไปของตารางเก้าช่อง 4.2 ประโยชน์ของตารางเก้าช่อง 4.3 ตารางเก้าช่องกับการพัฒนาทักษะกีฬาตะกร้อ 5. แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกหลังเท้าในกีฬาเซปักตะกร้อ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7. กรอบแนวคิดการวิจัย 1. กีฬาตะกร้อ 1.1 ความรู้ทั่วไปของกีฬาตะกร้อ ราชบัณฑิตยสถาน (2530: 212) ให้คำนิยาม “ตะกร้อ” ไว้ว่า “ลูกกลมสานด้วยหวาย เป็นตาๆสำหรับเตะ” เฉลียว บุญยงค์ (2519: 1) ได้ให้ความหมายของคำว่า “ตะกร้อ หมายถึง ของเล่น ชนิด หนึ่งมีลักษณะเป็นลูกกลมๆ สานด้วยหวายสำหรับการเตะเล่น” ปี พ.ศ.2533 ตะกร้อใช้วัสดุประเภทใยสังเคราะห์หรือพลาสติก และไม่ได้สานด้วยมือ แต่ใช้เครื่องจักรและกรรมวิธีอื่นแทนหวาย เพราะหวายนั้นค่อนข้างหายาก มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติบุญยงค์ เกศเทศ (2547: 1-2) กล่าวถึงตะกร้อว่า “เป็น กีฬาไทยที่เล่นกันแพร่หลายมานานนับศตวรรษไม่ว่าจะเป็นตามชนบทในวัด ชานเมือง ตามหัวเมือง หรือแม้กระทั่งในวัง จะพบเห็นการเล่นตะกร้อได้เสมอ ด้วยตะกร้อไม่ต้องใช้บริเวณกว้างเหมือนกับ


8 กีฬาชนิดอื่นๆ อุปกรณ์ก็หาได้ง่าย ทั้งไม่จำกัดรูปร่าง เพศ หรือวัย ตลอดจนไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น ตายตัว ทั้งนี้อาจยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม ดังนั้นการเล่นตะกร้อจึงได้รับความนิยมตลอดมา” สันติวัฒน์ พันทา (2548: 14) กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันกีฬาเซปักตะกร้อเป็นที่นิยมของคนไทย มีหน่วยงานจัดการแข่งขันทั้งในระดับโรงเรียน ระดับอุดมศึกษา และระดับสโมสร รวมทั้งการแข่งขัน ระดับชาติในกีฬาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความสำคัญของกีฬานี้ จึงได้บรรจุไว้ใน หลักสูตรการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ในที่นี้ขอสรุปว่ากีฬาตะกร้อเป็นกีฬาที่นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายทั่วไป มีการเรียนการ สอนในหลักสูตรระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยราช ภัฏนครปฐม ตะกร้อเป็นกีฬาที่ใช้ในการเรียนการสอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อสุขภาพของ นักศึกษาที่เลือกเรียน 1.2 ประโยชน์ของกีฬาตะกร้อ กีฬาทุกชนิดทุกประเภทล้วนแต่คิดค้นขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเสริมสร้างสุขภาพ ให้พัฒนาขึ้นทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม กีฬาตะกร้อก็เช่นเดียวกันเป็นกีฬาที่ให้คุณค่า ตามจุดมุ่งหมายของกีฬาอย่างครบถ้วน สันติวัฒน์ พันทา (2548: 22-25) กล่าวไว้ว่า กีฬาตะกร้อนอกจากผู้เล่นจะได้รับความ สนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว ยังมีประโยชน์และคุณค่าต่อผู้เล่นในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1.2.1 ประโยชน์ทางด้านร่างกาย ผู้ที่เล่นกีฬาตะกร้อเป็นประจำและใช้เวลาในการเล่น แต่ละครั้งนานพอสมควร รับประทานอาหารที่มีคุณค่าและมีการพักผ่อนที่เพียงพอ จะท ำให้ สมรรถภาพ ทางกายดีมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงสามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ ประโยชน์ที่ได้รับจาก การเล่นกีฬา ตะกร้อทางด้านร่างกายสามารถแยกอออกเป็น 2 ทาง คือ 1) การพัฒนาสมรรถภาพทางกาย การออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬาตะกร้อ จะทำ ให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่าง สม่ำเสมอ ระบบไหลเวียนโลหิตจะสามารถสูบฉีดโลหิตให้หมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้ที่ ไม่ได้เล่นกีฬา ระบบหายใจ ปอดจะสามารถขยายตัวได้มากกว่าปกติ ทำให้สามารถฟอกโลหิตดำให้ เป็น โลหิตแดงได้ปริมาณเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ระบบต่างๆ ในร่างกายยังสามารถทำงานประสาน สัมพันธ์กันได้อย่างดี โดยเฉพาะระบบกล้ามเนื้อกับระบบประสาท จะเห็นได้ว่าขณะที่เรากำลังเตะ ตะกร้ออยู่ สายตาจะต้องคอยจับจ้องที่ลูกตะกร้ออยู่ตลอดเวลา มือ แขน ลำตัว ขา และเท้าต้อง เคลื่อนไหวไปตาม ทิศทางที่ประสาทสั่งการอยู่ตลอด ความสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆ ดังกล่าวทำให้ สามารถเล่นตะกร้อได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้การเล่นตะกร้อจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เล่นมี สมรรถภาพร่างกายดีคือ มีความอดทน มีความแข็งแรง มีกำลัง และมีความคล่องแคล่วว่องไวสามารถ ทำงานได้มาก ได้นาน เหนื่อยช้า และหายเหนื่อยเร็ว 2) การพัฒนาบุคลิกภาพ ผู้ที่เป็นนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายจะมีทรวดทรง ที่ได้ สัดส่วน มีบุคลิกลักษณะ กระฉับกระเฉง โดยเฉพาะการเล่นตะกร้อจะต้องใช้ความว่องไวเป็นพิเศษ ช่วยให้ผู้เล่นมีความคล่องตัวเป็นการพัฒนาบุคลิกภาพได้เป็นอย่างดี กล่าวคือผู้เล่นกีฬาตะกร้อจะ ได้รับประโยชน์ทางด้านร่างกายเป็นอย่างดีดังนี้ 2.1) ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง สามารถทำงานได้มาก


9 2.2) ทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น 2.3) ทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายเจริญเติบโตและแข็งแรง 2.4) ช่วยในการขับถ่ายได้ดี และช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายได้ดี 2.5) ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้ดีขึ้น 2.6) ช่วยฝึกความสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้ดีขึ้น 1.2.2 ประโยชน์ทางด้านจิตใจและอารมณ์การเล่นตะกร้อนอกจากจะได้ประโยชน์ ทางด้านร่างกายตามที่ได้กล่าวมาแล้วยังก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านจิตใจเป็นอย่างมากคือไม่ว่าจะ เป็นการเล่นหรือชมการแข่งขันจะทำให้ผู้เล่น และผู้ชมตื่นเต้นสนุกสนานมีความเร้าใจเท่ากับการ พักผ่อนทางด้านจิตใจไปในตัวการเล่นตะกร้อมีคุณค่าทางด้านจิตใจ ดังนี้ 1) ทำให้เกิดความพึงพอใจในความสามารถของตนเอง 2) ทำให้เกิดความรักความสามัคคีในหมู่คณะ 3) ทำให้มีความสนุกสนานร่าเริง เป็นการพักผ่อนคลายความตึงเครียด 4) ทำให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย 5) รู้จักการควบคุมอารมณ์ มีความสุขุมเยือกเย็นมีจิตใจหนักแน่นมั่นคง 6) ฝึกให้รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และส่งเสริมให้มีไหวพริบที่ดี 7) ฝึกให้เป็นคนมีเหตุผลและกล้าตัดสินใจ 1.2.3 ประโยชน์ทางด้านสังคม ถ้าผู้เล่นได้ฝึกและเล่นกีฬาตะกร้อจนเป็นนักกีฬาที่ดี และเป็นผู้เล่นที่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา นับว่าผู้นั้นเป็นบุคคลที่สังคมประชาธิปไตยพึงปรารถนา ทั้งนี้เป็น เพราะเหตุว่าการเล่นกีฬาทุกชนิดทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกีฬาในร่ม กีฬากลางแจ้ง เป็นประเภท บุคคล หรือประเภททีมก็ตาม ผู้เล่นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและกติกาของกีฬานั้นๆ อย่างเคร่งคัด เท่ากับเป็นการฝึกให้บุคคลอยู่ในกรอบอยู่ในระเบียบวินัยอันดี เป็นพื้นฐานแห่งคุณภาพที่ประเทศชาติ ต้องการ การเล่นกีฬาตะกร้อจะทำให้ผู้เล่นมีความเสียสละ มีความกล้าหาญ และมีความอดทนมากขึ้น อีกด้วย ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อสังคมทั้งสิ้น นอกจากนี้กีฬาตะกร้อยังทำให้ผู้เล่นเป็นคนมีสังคม กว้างขวางรู้จัก บุคคลอื่นมากขึ้นอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งขัน เพื่อนร่วมทีม ผู้ฝึกสอน เจ้าหน้าทีทีม และผู้ตัดสิน กล่าวคือ ประโยชน์ทางด้านสังคมมีดังนี้ 1) เป็นการพบปะสังสรรค์กันในหมู่เพื่อนฝูง และบุคคลอื่นๆ 2) ช่วยให้เกิดมนุษยสัมพันธ์ที่ดี 3) ฝึกฝนให้รู้จักเสียสละ 4) ให้รู้จักการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 1.2.4 ประโยชน์ทางด้านทัศนคติการได้ร่วมเล่นตะกร้อกับบุคคลอื่นๆ ทำให้เกิดการ เข้าใจซึ่งกันและกันร่วมมือร่วมใจประคับประคองลูกตะกร้อไม่ให้ตกพื้น ไล่ลูก โต้ลูกด้วยความตั้งใจ เพื่อจุดประสงค์อันเดียวกันซึ่งนอกจากจะเป็นเครื่องมือก่อให้เกิดสังคม และมิตรภาพความสามัคคี กลมเกลียวแล้วยังก่อให้เกิดการปลูกฝังทัศนคติในเรื่องความรัก มีน้ำใจเป็นนักกีฬา กล่าวคือ ประโยชน์ทางด้านทัศนคติมีดังนี้ 1) ส่งเสริมให้รู้จักเคารพสิทธิผู้อื่น 2) กฎกติกาการเล่นจะส่งเสริมให้มีความยุติธรรม


10 3) ทักษะการเล่นหรือการฝึกซ้อมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ 4) เป็นการส่งเสริมการแสดงออก กีฬาตะกร้อเป็นกีฬาที่มีประโยชน์ต่อผู้เล่นและต่อสังคมเป็นอย่างมากเพราะผู้เล่นกีฬา ตะกร้อนอกจากจะยังได้รับการพัฒนาทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคมแล้วยังได้รับการปลูกฝังทัศนคติที่ดี ต่อการออกกำลังกายโดยการเล่นกีฬาเป็นประจำซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วยจึงได้สรุป ประโยชน์ของกีฬาตะกร้อเป็นข้อๆ ดังนี้ 1. เล่นง่าย ไม่เลือกเวลาและไม่เปลืองสถานที่ 2. ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย 3. มีความปลอดภัยในการเล่น 4. ทำให้ผู้เล่น 4.1 มีบุคลิกภาพ มีความคล่องแคล่วว่องไว 4.2 เยือกเย็นสุขุมรอบคอบ 4.3 ตัดสินใจรวดเร็ว แน่นอน 4.4 มีความประพฤติเรียบร้อย ซื่อตรง มีศีลธรรม 4.5 ระบบประสาทดี 4.6 สุขภาพพลานามัยแข็งแรง 4.7 ปฏิภาณไหวพริบดี 4.8 พักผ่อนตามอารมณ์ มีความเพลิดเพลิน 4.9 มีความสามัคคี 4.10 เข้าสังคมได้ดีไม่ประหม่า 5. กีฬาตะกร้อเป็นพื้นฐานในการนำไปสู่กีฬาประเภทอื่นๆ 5.1 ทรงตัวดี 5.2 สายตาดี 5.3 ความแม่นยำดี 5.4 การใช้เท้าดี สรุปได้ว่ากีฬาตะกร้อมีประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายช่วยพัฒนา สมรรถภาพทางกาย พัฒนาบุคลิกภาพ ด้านจิตใจและอารมณ์ ด้านสังคม ด้านทัศนคติที่ดีต่อการออก กำลังกายต่อผู้ร่วมเล่นด้วยกัน 1.3 ประเภทของกีฬาตะกร้อ สันติวัฒน์ พันทา (2548: 15-21) การเล่นกีฬาตะกร้อในประเทศไทยเท่าที่ปรากฏมาแต่ เดิมจนถึงปัจจุบันมีอยู่ 7 ประเภท ได้แก่ 1.3.1 ตะกร้อวงเพื่อการออกกำลังกายเป็นการเล่นตะกร้อเพื่อความสนุกสนาน และ เป็นการออกกำลังกายจะไม่กำหนดจำนวน อาจจะมีเพียงสองคนก็สามารถเล่นได้ ปัจจุบันมีหน่วยงาน ในท้องถิ่นได้จัดให้มีการแข่งขันตะกร้อวงกันเป็นทีม ซึ่งการเล่นนั้นไม่มีการกำหนดกติกาการแข่งขัน เป็นที่แน่นอนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสนามแข่งขัน จำนวนผู้เล่นและเวลาในการเล่นโดยให้ขึ้นอยู่กับฝ่าย จัดการแข่งขัน เช่น บางที่กำหนดผู้เล่นทีมละไม่เกิน 7 คน และไม่น้อยกว่า 5 คน ใช้แข่งขันจับเวลาทีม


11 ละ 10 นาที ให้ช่วยกันเตะตะกร้อให้ลอยโดยจะใช้อวัยวะส่วนต่างๆ เช่น เท้า เข่า ศอก ศีรษะ ห้ามตก พื้น นับจำนวนครั้งที่ทีมทำคะแนนได้ ภายในเวลาที่กำหนด 1.3.2 ตะกร้อเตะทน 1) ตะกร้อเตะทนวงใหญ่ 1.1) ลักษณะของสนามแข่งขัน สนามเป็นพื้นราบกว้างยาวไม่น้อยกว่า 16 เมตร อยู่ในร่มหรือกลางแจ้งก็ได้จากพื้นสนามขึ้นไปสูงอย่างน้อย 8 เมตร ต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง และ ที่พื้นสนามเขียนวงกลมซ้อนกัน 2 วง ด้วยเส้นสีดำหรือเส้นสีขาว หรือสีอื่นที่เห็นได้ชัด เส้น หนา 1.5 นิ้ว วงกลมในรัศมี 3 เมตร วงกลมนอกรัศมี6 เมตร ระหว่างเส้นขอบวงกลมในกับ วงกลมนอกมีเส้นแบ่งแดน วงกลมทั้งสองโดยแบ่งเป็น 6 แดน เท่าๆ กัน 1.2) จำนวนผู้เล่น แข่งขันคราวละ 1 ชุด ๆ หนึ่งมีผู้เล่น 6 คน ถ้าไม่ครบแข่งขัน ไม่ได้ ระหว่างแข่งขันจะเปลี่ยนตัว และเปลี่ยนตำแหน่งผู้เล่นไม่ได้ ผู้เล่นต้องแต่งกายสุภาพ เหมือนกันทั้งชุด เสื้อต้องติดหมายเลขเป็นคู่ๆ คือ คู่ที่ 1 หมายเลข 1 คู่ที่ 2 หมายเลข 2 คู่ที่ 3 หมายเลข 3 1.3) การกำหนดเวลาและจำนวนโยน ให้แต่ละชุดเล่นไม่เกิน 9 โยน ภายใน เวลา 30 นาที โดยแบ่งโยนและเวลาแข่งขัน ดังนี้ คู่หนึ่งเล่นได้ไม่เกิน 3 โยน ภายในเวลา 10 นาที ถ้า หมดโยนและหมดเวลาดังกล่าวแล้วต้องเปลี่ยนให้คู่อื่นต่อไป 1.4) วิธีเล่น ก่อนเริ่มเล่นผู้เข้าร่วมแข่งขันอยู่ในแดนของตนตามคู่ เมื่อมีสัญญาณ เริ่มการแข่งขัน คนใดคนหนึ่งในคู่ที่ 1 เริ่มโยน ผู้รับลูกโยนเตะโต้กลับแล้วเตะโต้กันไปมา จนกว่าลูกจะตายหรือเสีย เมื่อลูกตายหรือเสียถือว่าหมด 1 โยน ต้องโยนใหม่จนครบ 3 โยน (ภายใน 10 นาที) ในการโยนใหม่ทุกครั้งคนใดคนหนึ่งในคู่ของตนจะเป็นผู้โยนก็ได้ 1.5) แต่ละคู่เมื่อเล่นครบ 3 โยน หรือครบ 10 นาที ต้องเปลี่ยนคู่โยน (ไม่มีการโอน โยน) โดยกรรมการจะให้สัญญาณหยุดการแข่งขัน 1.6) ผู้เล่นแต่ละคนพักลูกได้ไม่เกิน 1 ครั้ง พักลูกแล้วโต้ลูกไปยังคู่โดยไม่ผิด กติกา คือไม่ผิดแดนไม่เหยียบเส้น ล้ำเส้น นับให้ 1 คะแนน 1.7) ผู้เล่นที่เตะโต้ลูกเพื่อทำคะแนน มีสิทธินับได้ 1 คะแนน ถ้าอยู่ในแดนที่ ถูกต้องไม่เหยียบเส้นล้ำเส้น และลูกโต้ส่งไปยังคู่ในแดนที่ถูกต้อง 1.8) ลูกเตะโต้จากลูกโยน ถ้าเตะโต้โดยไม่ผิดกติกาเริ่มนับ 1 ทันที 1.9) ลูกครูดถือว่าพักเกิน 1 ครั้ง (ลูกโต้ทีเดียวแต่เป็นลูกครูดนับให้) 1.10) ลูกตายหรือเสียมี 5 ประการ คือ 1.10.1) ลูกตกถึงพื้นสนาม 1.10.2) ผู้เล่นเอามือถูกลูก 1.10.3) พักลูกเกินกว่า 1 ครั้ง 1.10.4) เล่นลูกครูด 1.10.5) มีสัญญาณหมดเวลาการแข่งขัน 1.11) ลูกที่ไม่นับคะแนน 1.11.1) ผู้ร่วมเล่นที่ยังไม่มีสิทธิการเล่น เล่นลูกนั้น


12 1.11.2) ผู้เล่นเป็นคู่ของผู้เล่นที่มีสิทธิการเล่นเข้าไปในวงกลม และเตะลูก ย่ามแล้วเล่นลูกอีกครั้ง 1.11.3) เมื่อผู้เล่นรับลูกจากผู้เล่นที่ยังไม่มีสิทธิการเล่น หรือส่งไปให้ผู้อื่นรับ 1.11.4) ผู้เล่นเข้าไปในแดนของผู้อื่น 1.11.5) เหยียบเส้น หรือล้ำแดนเล่นลูก 1.11.6) เล่นลูกหลังจากหมดสิทธิการเล่น หรือลูกตายแล้ว 1.12) ผลการแข่งขัน 1.12.1) ชุดใดทำจำนวนลูกได้มากที่สุด ชุดนั้นชนะ 1.12.2) ถ้าได้จำนวนลูกเท่ากัน ชุดใดเล่นน้อยโยนกว่าชุดนั้นชนะ 1.12.3) ถ้าจำนวนลูกและจำนวนโยนเท่ากัน ชุดใดใช้เวลาน้อยที่สุดชนะ 1.12.4) ถ้ายังเสมอกันให้ชุดที่เสมอกันนั้นเล่นต่อไปชุดละ 1 โยน ภายใน เวลา 5 นาที จนกว่าจะแพ้ชนะกัน 2) ตะกร้อเตะทนวงเล็ก 2.1) สนามแข่งขันและจำนวนผู้เล่นนั้นเช่นเดียวกับตะกร้อเตะทนวงใหญ่ แต่ แตกต่างกันที่วงกลมคือวงกลมในรัศมี 2 เมตร วงกลมนอกรัศมี6 เมตร 2.2) การแข่งขัน แต่ละทีมแข่งขันไม่เกิน 9 โยน ภายในเวลาไม่เกิน 30 นาทีโดย แต่ละคู่เล่นไม่เกิน 3 โยน หรือภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที คู่ใดใช้เวลา 10 นาทีแล้วแต่เล่นไม่ ครบ 3 โยน ต้องเปลี่ยนคู่ ส่วนจำนวนโยนที่เหลือให้โอนให้แก่คู่ต่อไปได้ 2.3) เริ่มด้วยคู่ที่1 ก่อนแล้วคู่ที่2 และคู่ที่3 ตามลำดับ 2.4) ในการเปลี่ยนคู่ไม่ทดเวลาให้และในการเปลี่ยนคู่ต้องไม่ให้ลูกตายถ้าลูกตาย ถือว่าหมดไปหนึ่งโยน 2.5) ในการเปลี่ยนคู่ก่อนหมดเวลา 30 วินาทีผู้จับเวลาจะให้สัญญาณเปลี่ยนคู่ พอครบเวลาจะให้สัญญาณ "เปลี่ยนคู่" 2.6) เริ่มแข่งขันผู้เล่นยืนตามแดนของตน เมื่อไล่ลูกหรือย่ามลูกนอกแดนแล้ว ต้องกลับเข้าแดน 2.7) ในระหว่างแข่งขันผู้เล่นเปลี่ยนแดนได้เมื่อลูกตาย 2.8) ในการโต้ลูกห้ามใช้มือ (ถูกแขนก็ไม่ได้) 2.9) ผู้เล่นลูกจะเล่นลูกกี่ครั้งก็ได้ แต่นับให้เพียง 1 ลูก 2.10) ลูกที่ถือว่าเป็นลูกตายต้องโยนใหม่มี 2 ประการ คือ ลูกตกถูกพื้น และ ผู้ เล่นเอามือหรือแขนถูกลูก ทั้งเจตนาและไม่เจตนา 2.11) ลูกที่ไม่นับคะแนน มี 4 ประการ คือ 2.11.1) ผู้เล่นเหยียบล้ำเข้าไปในวงกลมเล็ก หรือนอกวงกลมใหญ่ 2.11.2) ผู้เล่นเหยียบล้ำ หรือเหยียบเส้นแบ่งแดน หรือเส้นรอบวง 2.11.3) ในกรณีตามข้อข้างบนสองข้อนี้ ถึงแม้ผู้เล่นจะนำลูกมาส่งในแดน ของตนได้ 2.11.4) เตะลูกไม่ตรงคู่ของตนเอง


13 2.12) ผลการแข่งขัน 2.12.1) ชุดที่ทำจำนวนลูกได้มากที่สุดชุดนั้นชนะ 2.12.2) ถ้าจำนวนลูกเท่ากัน ชุดที่ใช้โยนน้อยกว่าชุดนั้นชนะ 2.12.3) ถ้าลูกและโยนเท่ากัน ชุดที่ใช้เวลาน้อยกว่าชุดนั้นชนะ 2.12.4) ถ้ายังเท่ากันอยู่ให้แข่งใหม่ชุดละ 1 โยน ในเวลาไม่เกิน 5 นาที 1.3.3 ตะกร้อพลิกแพลง เป็นการเตะตะกร้อในกระบวนท่าทางต่างๆ เพื่อบังคับให้ลูก ตะกร้อขึ้นไปติดตามส่วนต่างๆ ของร่างกายตามที่ผู้เล่นต้องการ และสามารถปล่อยให้ตะกร้อลื่นไหล (ครูด) ไปติดอยู่ที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายหรือตกลงมารับท่าอื่นๆ โดยลูกตะกร้อไม่ตกถึงพื้น เช่น ผู้เล่นก้มตัวลงต่ำจนลำตัวท่อนบนเกือบขนานกับพื้นเพื่อให้บริเวณคอพับที่ติดกับแผ่นหลังท่อนบนรับ ลูกตะกร้อที่ส่งมาจากคู่ ลูกตะกร้อจะติดค้างอยู่บริเวณลำคอด้านหลัง ต่อจากนั้นผู้เล่นจะใช้ ความสามารถ ในการเอียงไหล่ ทำให้ลูกตะกร้อลื่นไหลหรือครูดไปตามไหล่จนไปติดค้างที่หัวไหล่ เรียกว่า การติดตะกร้อ หรือตะกร้อพลิกแพลง ผู้เล่นยังสามารถเล่นท่าพลิกแพลงต่อไปโดยทำให้ลูก ตะกร้อที่ติดอยู่ที่หัวไหล่ ไหลไปตามแขน แล้วไปติดค้างอยู่ที่ส่วนอื่นๆ ได้อีกตามต้องการท่าที่นิยมเล่น ได้แก่ การติดตะกร้อที่ข้อพับต่างๆ หรือลูกครูดต่างๆ เช่น เข่าครูด แข้งครูด และหลังครูด 1.3.4 ตะกร้อชิงธง เป็นการแข่งขันตะกร้ออีกวิธีหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการแข่งขัน วิ่งวัวสนาม แข่งขันใช้ปูนขาวโรยเป็นช่องๆ แต่ละช่องกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร จำนวนช่องเท่ากับจำนวนผู้เข้าแข่งขัน แล้วให้ผู้เข้าแข่งขันเลี้ยงลูกตะกร้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ศีรษะ ไหล่ เข่าและเท้า ห้ามใช้มือ ไปตามช่องทางวิ่ง ซึ่งปลายทางเส้นชัยจะปักธงไว้ ผู้เล่นต้อง ไม่ออกจากช่องและลูกไม่ตกพื้น ใครถึงเส้นชัยก่อนจะเป็นผู้ชนะ 1.3.5 ตะกร้อข้ามตาข่าย เป็นการเล่นตะกร้อที่มีการเล่นเป็นทีม โดยมีกติกาได้รับการ ดัดแปลงมาจากกีฬาแบดมินตัน ซึ่งอาจเล่นได้ตั้งแต่ข้างละ 1 คน เรียกว่าประเภทเดี่ยว เกมละ 11 คะแนน ข้างละ 2 คน เรียกว่าประเภทคู่ เกมละ 15 คะแนน และข้าง 3 คน เรียกว่าประเภททีม เกม 21 คะแนน มีตาข่ายขึงกั้นแดนระหว่างผู้เล่นแต่ละฝ่ายและเล่นตามกติกาที่กำหนดไว้ แข่งขันแพ้ชนะ กัน 2 ใน 3 เซต ทีมใดทำคะแนนตามที่กำหนดได้ก่อนจะเป็นฝ่ายชนะ การเริ่มเล่นโดยการเสิร์ฟข้าม ตาข่าย ไปยังเขตรับลูกเสิร์ฟของฝ่ายตรงข้ามซึ่งอยู่ทแยงมุมกัน มีการเปลี่ยนเสิร์ฟไปตามที่กติกา กำหนด ผู้เล่น แต่ละคนต้องพยายามโต้ลูกตะกร้อให้ข้ามตาข่ายไปยังแดนฝั่งตรงข้ามด้วย การเล่นของ ตัวเองจะช่วยกันไม่ได้สามารถพักลูกหรือตั้งลูกได้ 1 ครั้ง 1.3.6 ตะกร้อลอดห่วง เป็นการเล่นตะกร้อที่มีการแข่งขันเป็นทีม มีการจัดการแข่งขัน 2 ประเภท ดังนี้ 1) ตะกร้อลอดห่วง (ไทยเดิม) สนามเป็นพื้นราบ จะอยู่ในร่มหรือกลางแจ้งก็ได้จะมี ห่วงชัยประกอบด้วยวงกลม 3 ช่อง มีขนาดเท่ากัน โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางวัดจากภายในกว้าง 45 เซนติเมตร ห่วงทั้ง 3 นี้ จะทำด้วย โลหะ หวายหรือไม้ก็ได้ แต่ต้องผูกหรือบัดกรีติดกันแน่นเป็นรูปสาม เส้า วงห่วงแต่ละห่วงตั้งตรง และหุ้มด้วยวัสดุที่มีความนุ่มแล้ววัดโดยรอบไม่เกิน 10 เซนติเมตร และมี ถุง ตาข่ายทำด้วยด้ายสีขาวผูกรอบห่วงทุกห่วง ห่วงชัยต้องแขวนกลางสนาม ขอบล่างของห่วงชัยต้อง ได้ระดับสูงจากพื้นสนามดังนี้ 1.1) เยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี และหญิง ความสูงของห่วง 5.50 เมตร


14 1.2) ประเภทประชาชน ความสูงของห่วงชัย 5.70 เมตร ผู้เล่นทีมละ 6–7 คน ยืนเป็นวงกลมในสนามมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 เมตร มีห่วงแขวนอยู่เหนือผู้เล่น เวลาแข่งขัน 40 นาที การแพ้ชนะอยู่ที่ทีมใดเตะตะกร้อเข้าห่วงได้คะแนนมากเป็นผู้ชนะ คะแนนในการเตะเข้าห่วงแต่ละท่า ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแต่ละท่าในการเตะซึ่งมีทั้งหมด 27 ท่า 2) ตะกร้อลอดห่วงสากล สนามแข่งขันเป็นพื้นราบจะอยู่ในร่มหรือกลางแจ้งก็ได้ ต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ และให้มีวงกลมรัศมี 2 เมตร จากจุดศูนย์กลางสนาม ความกว้างของเส้น วงกลม มีขนาด 4 เซนติเมตร มีห่วงชัยแขวนอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของวงกลมกลางสนาม โดยเชือกที่ แขวนห่วง มีความยาวจากรอกประมาณ 50 เซนติเมตร ทำด้วยโลหะต้องผูกติดกันแน่นเป็นรูปสามเส้า วงห่าง ตั้งตรงและหุ้มด้วยวัสดุที่มีความนุ่มซึ่งวัดโดยรอบไม่เกิน 10 เซนติเมตร โดยมีถุงตาข่ายทำด้วย ด้ายสีขาวผูกรอบห่วงทุกห่วง ขอบล่างของห่วงชัยต้องสูงจากพื้นสนาม 4.75 เมตร สำหรับผู้ชาย และ 4.50 เมตร สำหรับผู้หญิง ทีมที่เข้าแข่งขันให้ส่งรายชื่อนักกีฬาได้ไม่เกิน 6 คน มีผู้เล่นเข้าแข่งขัน 5 คน สำรอง 1 คน แต่ละทีมมีเวลาแข่งขัน 30 นาที ผู้ตัดสินให้สัญญาณเริ่มการแข่งขันนักกีฬาจะต้องโยน ลูกตะกร้อให้กับ นักกีฬาฝั่งตรงข้าม และเริ่มเล่นจนกระทั่งลูกเข้าห่วงชัยโดยใช้ท่าการเล่นที่กำหนดไว้ ทำให้ลูกตะกร้อ เข้าห่วงชัยจะได้ 10 คะแนน มีท่า 8 ท่า คือ 2.1) ลูกศีรษะ (โหม่ง) 2.2) ลูกข้างเท้าด้านใน (แป) 2.3) ลูกไหล่ 2.4) ลูกเข่า 2.5) ลูกข้างเท้าด้านนอก (ลูกข้าง) 2.6) ลูกกระโดดไขว้(ขึ้นม้า) 2.7) ลูกเตะด้านหลัง (โค้งหลัง) 2.8) ลูกเตะด้านหน้า (โค้งหน้า) โดยทำลูกเข้าห่วงได้ท่าละไม่เกิน 3 ครั้ง ในกรณี ที่ลูกตกลงพื้น (ลูกตาย) หรือ ลูกเข้าห่วงชัยแล้ว นักกีฬาที่ทำลูกตายหรือทำเข้าห่วง ชัยจะต้องเป็นผู้โยนลูกตะกร้อให้คนอื่นเพื่อทำการเล่นต่อไป ในขณะโยนลูกตะกร้อ นักกีฬาทั้งหมดต้องยืนอยู่นอกวงกลม หลังจากนั้นสามารถยืนอยู่ใน ตำแหน่งใดก็ได้ เมื่อเวลาการแข่งขันผ่านไปครึ่งเวลา (15 นาที) กรรมการต้องประกาศให้ทราบทั้ง เวลา และคะแนนที่ทำได้ ทีมไหนทำคะแนนได้สูงสุดเป็นผู้ชนะ ถ้าหากคะแนน เท่ากันต้องทำการแข่งขันใหม่อีก 5 นาทีตะกร้อลอดห่วงสากลมีการแข่งขันระดับ นานาชาติ 1.3.7 กีฬาเซปักตะกร้อ เป็นการแข่งขันของผู้เล่น 2 ทีมๆ ละ 3 คน ทำการโต้ตะกร้อ ข้ามตาข่ายเพื่อให้ลูกตกลงในแดนของคู่ต่อสู้ หรือทำให้คู่ต่อสู้รับไม่ได้ สำหรับผู้เล่น 3 คน จะมี ตำแหน่ง และหน้าที่ของตนเองในการเล่นคือตำแหน่งตัวทำ ตำแหน่งตัวตั้งและตำแหน่งหลัง การ แข่งขันจะเริ่มด้วยการเสิร์ฟลูก ผู้เล่นฝ่ายเสิร์ฟจะต้องเข้าไปยืนในวงกลมและเสี้ยววงกลมที่กำหนด แต่ ละทีมสามารถสัมผัสลูกได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ต้องทำให้ลูกนั้นข้ามไปยังฝ่ายตรงข้าม ทีมใดสามารถทำลูก ตกในแดนของฝ่ายตรงข้ามได้จะได้ 1 คะแนน ทำการแข่งขัน 2 ใน 3 เกมๆ ละ 21 คะแนน สนามแข่ง ขันเซปักตะกร้อมีรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาว 13.4 เมตร กว้าง 6.1 เมตร เพดานหรือสิ่งกีดขวาง


15 อื่นใดต้องอยู่สูงกว่าสนามไม่น้อยกว่า 8 เมตร จากพื้นสนาม (ไม่เป็นพื้นหญ้าหรือพื้นทราย) ต้องไม่มี สิ่งกีดขวางอื่นใดในระยะ 3 เมตร จากขอบสนามโดยรอบ ความกว้างของเส้นขอบทั้งหมดวัดจากด้าน นอกเข้ามาไม่เกิน 4 เซนติเมตร ส่วนเส้นแบ่งแดนความกว้างไม่เกิน 2 เซนติเมตร โดยลากเส้นแบ่ง แดนทั้ง 2 ข้างออกตามแนวขวาง แนวเส้นทับพื้นที่ของแต่ละแดนเท่าๆ กัน เส้นขอบทั้งหมดนับรวม เป็นส่วนหนึ่งของสนามสำหรับผู้เล่น แต่ละฝ่าย ปลายของเส้นแบ่งแดนใช้เป็นจุดศูนย์กลางลากเส้น โค้งวงกลมความกว้างเส้น 4 เซนติเมตร โดยขอบในของเส้นดังกล่าวมีรัศมี 90 เซนติเมตร กำหนดไว้ เป็นตำแหน่งยืนของผู้เล่นหน้าซ้ายและหน้าขวา ในขณะที่เป็นฝ่ายเสิร์ฟลูก ในแดนทั้งสองมีวงกลมซึ่ง กำหนดเป็นจุดยืนสำหรับผู้เล่นตำแหน่งหลัง โดย เส้นที่วาดวงกลมขอบในมีรัศมี 30 เซนติเมตร ความ กว้างของเส้นคือ 4 เซนติเมตร จุดศูนย์กลางอยู่ที่ ระยะ 2.45 เมตร จากเส้นหลังของแต่ละแดน และ วงกลมอยู่กึ่งกลางตามแนวกว้างของสนาม ตาข่าย จะถูกขึงกั้นแบ่งแดนทั้งสองออกจากกัน ทำจาก วัสดุจำพวกเชือกหรือไนลอน ความสูงของตาข่ายวัด บริเวณกึ่งกลางคือ 1.52 เมตร สำหรับนักกีฬา ชาย (1.42 เมตร สำหรับนักกีฬาหญิง) ส่วนความสูงบริเวณ เสายึดตาข่ายคือ 1.55 เมตร สำหรับ นักกีฬาชาย (1.45 เมตร สำหรับนักกีฬาหญิง) กีฬาเซปักตะกร้อปัจจุบันมีการแข่งขันหลายประเภทคือ 1) ประเภททีมเดี่ยว มีผู้เล่น 1 ทีม นักกีฬา 3 คน มีสำรองได้ 2 คน ทำการ แข่งขัน แพ้ชนะกัน 2 ใน 3 เซตๆละ 21 คะแนน สามารถเปลี่ยนตัวนักกีฬาได้เกมละ 2 ครั้ง 2) ประเภททีมชุด มีผู้เล่นจำนวน 3 ทีมๆ ละ 3 คน มีสำรองได้ 3 คน รวม นักกีฬา 9-12 คน ผลการแข่งขันแพ้ชนะกันที่ 2 ใน 3 ทีม 3) ประเภทคู่ มีนักกีฬา 2 คน สำรอง 1 คน วิธีการแข่งขันเช่นเดียวกับประเภท ทีม เดี่ยว ยกเว้นการเสิร์ฟ นักกีฬาที่ท าการเสิร์ฟลูกจะต้องยืนอยู่นอกสนามด้านเส้นหลัง 4) ประเภทคู่ทีมชุด มีนักกีฬา 3 ทีมเดี่ยว จำนวน 6 คน มีสำรองได้ 3 คน ผลการ แข่งขันแพ้ชนะกันที่ 2 ใน 3 ทีม ทีมหนึ่งจะแข่งขัน 2 ใน 3 เซต 5) ประเภทชายหาดทีมเดี่ยว สนามต้องเป็นพื้นทราย ขนาดเท่ากับสนามในร่ม จำนวนนักกีฬาทีมละ 4 คน มีนักกีฬาสำรองได้อีก 2 คน การเสิร์ฟและการเล่นเช่นเดียวกับ ประเภทคู่ผลแพ้ชนะ 3 ใน 5 เซตๆละ 21 คะแนน 6) ประเภทชายหาดทีมชุด มีนักกีฬา 8 คน สำรอง 4 คน แต่ละทีมแข่งขัน 2 ใน 3 เซต 21 คะแนน หากผลัดกันชนะและแพ้ 1:1 ทีม จะต้องทำการแข่งขันในทีมที่ 3 โดยทีมที่ 3 จะต้องคัดนักกีฬาจาก 2 ทีมแรก มาทำการแข่งขันจำนวน 4 คน และสำรองอีก 2 คน สรุปในที่นี้เน้นทักษะในการเล่นกีฬาตะกร้อทุกชนิดที่ใช้ส่วนของข้างเท้าด้านใน สัมผัสลูกไม่ว่าจะเป็นตะกร้อวง ตะกร้อเตะทน ตะกร้อลอดห่วง และเซปักตะกร้อ 2. การเรียนรู้ทักษะ (Skills Learning) การเรียนรู้ทักษะ เป็นขบวนการทางกลไกของระบบประสาทที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา แต่เราสามารถสังเกตความก้าวหน้าได้จากทักษะการเคลื่อนไหวและความสามารถที่ได้รับการพัฒนา จากการเรียนรู้ทักษะนั้น เนื่องจากขบวนการเรียนรู้รับรู้จะเกิดขึ้นภายในร่างกายและจิตใจ ซึ่งรวมไป ถึง การทำงานระบบประสาท สมอง และหน่วยความจำ เมื่อไรก็ตามที่เราทำการฝึกหรือปฏิบัติทักษะ


16 ใด ทักษะหนึ่ง หน่วยความจำจะพยายามเรียนรู้การปฏิบัติทักษะนั้น ยิ่งลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติ ทักษะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องและสมบูรณ์ถูกต้องมากเท่าใด หน่วยความจำจะจดจำลำดับขั้นตอนของ การเคลื่อนไหวของทักษะนั้นหน่วยความจำของสมองที่ทำหน้าที่จดจำและควบคุมเทคนิคการ เคลื่อนไหว เฉพาะด้านทักษะนี้เรียกว่า โปรแกรมการเคลื่อนไหว (Motor Programs) ซึ่งสามารถ พัฒนาได้ด้วยการคิดและระบบการสอนที่ดี เจริญ กระบวนรัตน์ (2557: 32-33 ) กล่าวไว้ว่า ขั้นตอนที่เป็นพื้นฐานสำคัญของหลักการ ฝึกซ้อม ที่ผู้ฝึกสอนกีฬาและนักกีฬาควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องเพื่อประสิทธิภาพในการฝึกนั้น แบ่ง ออกได้เป็น 3 ขั้นตอน คือ 2.1 การฝึกขั้นพื้นฐาน (Basic Training) การฝึกในขั้นนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการฝึกซ้อม ที่มุ่งเน้นการวางรากฐานทักษะ พื้นฐานการเคลื่อนไหว (Basic Movement) และทักษะกีฬา (Basic Skill) ที่ถูกต้องให้กับนักกีฬา ควบคู่ ไปกับการพัฒนาสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายโดยทั่วไป อาทิเช่น ความแข็งแรง ความเร็ว ความอดทน การประสานของระบบประสาทกล้ามเนื้อ และความอ่อนตัวเป็นต้น เป็นการเตรียมสภาพ ร่างกายและทักษะพื้นฐานการเคลื่อนไหว ตลอดจนทักษะกีฬาโดยทั่วไปที่จำเป็นต่อนักกีฬาให้พร้อมที่ จะรับการฝึกหนัก หรือการฝึกที่มีรายละเอียดซับซ้อนในขั้นต่อไปให้ได้ผลดีและมีคุณภาพ 2.2 การฝึกขั้นก้าวหน้า (Advanced Training) การฝึกในขั้นนี้จะมุ่งเน้นในการพัฒนาสร้างเสริมความสามารถทางกลไกการเคลื่อนไหว (Motor Ability) สมรรถภาพทางกายและเทคนิคทักษะความสามารถในการเคลื่อนไหวเฉพาะ ประเภท กีฬาหรือเฉพาะด้านที่จำเป็น และต้องการพัฒนาในนักกีฬาแต่ละบุคคล ภายหลังจากที่ได้ ผ่านการฝึกขั้นพื้นฐานมาเป็นอย่างดีแล้ว โดยพิจารณาองค์ประกอบที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนา ทักษะ และความสามารถในการเคลื่อนไหวของกีฬาแต่ละประเภท โดยเฉพาะด้านความแข็งแรง กำลัง ของกล้ามเนื้อ ความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไวเป็นต้น เพื่อมุ่งเน้นรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนของ การฝึกทางด้านทักษะและเทคนิคเฉพาะประเภทกีฬา ให้นักกีฬามีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้น 2.3 การฝึกขั้นพัฒนาความสามารถสูงสุด (Training to Build up Performance) การฝึกในขั้นนี้มุ่งพัฒนาขีดความสามารถของนักกีฬาแต่ละบุคคล แต่ละประเภทกีฬา ให้ พัฒนาก้าวหน้าไปจนถึงระดับความสามารถสูงสุด (Maximum Capacity) เป็นลักษณะของการฝึก ที่ มุ่งเน้นข้อมูลรายละเอียดเฉพาะเป็นรายบุคคลในทุกขั้นตอนของการฝึกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน เทคนิค ทักษะหรือแทกติก ตลอดจนความสามารถเฉพาะตัวให้มีการพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศ หรือ ความ ชำนาญถึงขั้นเชี่ยวชาญสูงสุด โดยมีการนำรูปแบบของการเคลื่อนไหวที่เป็นความถนัด หรือ ความสามารถ เฉพาะตัวของนักกีฬาแต่ละคนที่มีความโดดเด่น พัฒนาไปสู่ความเป็นรูปแบบหรือ เอกลักษณ์ตนเอง (Style) สรุป การเรียนรู้ทักษะเป็นกระบวนการกลไกลของระบบประสาท ที่ไม่สามารถมองเห็น ได้ด้วยตา แต่รับรู้ได้ด้วยการสังเกตความก้าวหน้าจากทักษะการเคลื่อนไหว และความสามารถที่ได้รับ การพัฒนาจากการเรียนรู้ทักษะนั้น


17 3. การพัฒนาการประสานงานการเคลื่อนไหว เจริญ กระบวนรัตน์ (2557: 109 ) กล่าวไว้ว่า การพัฒนาการประสานงานการเคลื่อนไหว เป็นสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับนักกีฬาเกือบทุกประเภท และสามารถฝึกหรือพัฒนาให้ดีขึ้น ได้การสอนหรือฝึกให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้พื้นฐานของการประสานงานเบื้องต้น อย่างถูกต้องเป็น ลำดับเป็นขั้นตอนจึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะกลไกการ เคลื่อนไหว และการประสานงานการเคลื่อนไหวเฉพาะประเภทกีฬาต่อไป 3.1 ความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทกับกล้ามเนื้อ เจริญ กระบวนรัตน์ (2557: 3) กล่าวถึง การศึกษาวิจัยทางด้านสรีรวิทยาการกีฬา ส่วน ใหญ่มุ่งเน้นการวัดหรือการทดสอบสมรรถภาพทางด้านความแข็งแรง ความอดทน ความเร็วและ ความสามารถของนักกีฬาเป็นหลัก ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสรีรวิทยาการกีฬาอีกส่วนหนึ่งให้ ความสำคัญกับการศึกษาทางด้านผลของการออกกำลังกายและการฝึกซ้อมกีฬา ที่มีต่อระบบการ ทำงานของ อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายเป็นสำคัญ อาทิเช่น ระบบไหลเวียนเลือด (Cardiovascular System) ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular System) ระบบประสาท (Nervous System) ระบบหายใจ (Respiratory System) ระบบพลังงาน (Energy System) เป็นต้น สนธยา สีละมาด (2555: 32) กล่าวถึง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำหน้าที่ของกล้ามเนื้อ ไว้ว่า การหดตัวคลายตัวของกล้ามเนื้อเป็นผลทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกาย การทำงานของ กล้ามเนื้อจึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดระดับความสามารถในการเคลื่อนไหวของนักกีฬา อย่างไร ก็ตามการทำงานของกล้ามเนื้อให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ แต่ปัจจัยที่ถือว่ามีความสำคัญมากก็คือ ปัจจัยทางด้านการกระตุ้นของระบบประสาท (Neural Stimulus) ความสามารถในการตอบสนองของกล้ามเนื้อ (Muscle Activation) ต่อสัญญาณ ประสาท และระดับพลังงานที่มีอยู่ (Energy) ภายในกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ระดับการตอบสนองของกล้ามเนื้อ จะขึ้นอยู่กับระดับ ความแรงจากการกระตุ้นของระบบประสาทมากที่สุด การทำงานของกล้ามเนื้อจะ ถูกควบคุมโดยระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System ชื่อย่อ C.N.S.) โดยสัญญาณ ประสาทจากสมองและไขสันหลังจะถูกส่งผ่านมาตามเซลล์ประสาท (Neuron) ซึ่งโดยปกติกล้ามเนื้อ ภายในร่างกาย จะมีเซลล์ประสาทมาควบคุม 2 ชนิด คือ 1. ประสาทสั่งการ (Motor Nerves) ประสาทสั่งการจะรับสัญญาณประสาทจากระบบ ประสาทส่วนกลางไปสิ้นสุดที่เส้นใยกล้ามเนื้อ ซึ่งจะเป็นผลให้กล้ามเนื้อหดตัวและคลายตัว 2. ประสาทรับความรู้สึก (Sensory Nerves) เป็นประสาทที่รับและถ่ายทอดรายละเอียด เกี่ยวกับความรู้สึกเจ็บปวด และการเปลี่ยนตำแหน่งของร่างกายจากอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่งกลับไปยังระบบประสาทส่วนกลาง การหดตัวของกล้ามเนื้อจะเป็นผลมาจากสัญญาณประสาทที่ส่งมาจากระบบประสาท ส่วนกลาง การหดตัวคลายตัวของกล้ามเนื้อช้าหรือเร็วจะขึ้นอยู่กับสัญญาณประสาทที่มาควบคุมการที่ นักกีฬาจะมีความเร็วขึ้นได้นักกีฬาจึงควรฝึกสมองหรือระบบประสาทให้เร็วก่อน นักกีฬาจะต้องฝึก ระบบประสาทให้มีการทำงานด้วยความรวดเร็วบ่อยๆ โปรแกรมความคิดช้า (Slow-thinking Program) ต้องถูกแทนที่ด้วยโปรแกรมกลไกที่มีความรวดเร็ว (Faster Motor Program) กล่าวคือ


18 การทำงานจะต้อง เป็นไปอย่างอัตโนมัติทั้งระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อ การทำงานของระบบ ประสาทมีความสัมพันธ์กับระบบกล้ามเนื้อ ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ (Agonist) จะต้องมี การหดตัวคลายตัวที่สัมพันธ์กับการการหดตัวคลายตัวของกล้ามเนื้อมัดตรงข้าม (Antagonist) ประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อร่างกายได้รับ คลื่นสัญญาณ (Sensory Impulse) จากเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับความรู้สึก (Sensory Neurons) ส่งกระแสประสาท หรือคลื่นสัญญาณไปยังสมองหรือเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่สั่งงาน (Motor Neurons) ทำให้เกิดการตอบสนองต่อสัญญาณนั้นๆ ด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายและข้อต่อในรูปแบบ ใดรูปแบบหนึ่งตามสัญชาตญาณหรือประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกหรือการปฏิบัติจนเกิดเป็นทักษะ โดยคลื่นสัญญาณหรือกระแสประสาทนี้จะถูกส่งไปยังเซลล์ประสาท หรือสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุม การเคลื่อนไหวของร่างกาย (Motor Neurons : Efferent Neurons) ส่วนใดส่วนหนึ่งใน 3 ส่วน คือ 1. ประสาทไขสันหลัง (Spinal Cord) 2. สมองส่วนล่าง (Lower Region of Brain) 3. สมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว (Motor Area of the Cerebral Cortex) จากนั้น ประสาทหรือสมองส่วนที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมการเคลื่อนไหว ร่างกาย จะส่ง คลื่นสัญญาณสั่งการผ่านไปยังเซลล์ประสาทสั่งงาน (Motor Neurons) ให้กล้ามเนื้อและข้อต่อเกิด การเคลื่อนไหวหรือทำงาน ขณะเดียวกันการตอบสนองของกล้ามเนื้อหรือการเคลื่อนไหว จะหยุดลง เมื่อไม่ได้รับคลื่นสัญญาณจากเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับความรู้สึก (Sensory Neurons) สำหรับ รูปแบบการเคลื่อนไหวของร่างกายมีหลายระดับและมีหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว อย่าง ง่ายและการเคลื่อนไหวที่ยากหรือสลับซับซ้อน ซึ่งจะต้องใช้กระบวนการคิดพิจารณา และการ ตัดสินใจที่ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ เข้ามาประกอบร่วมด้วย การเคลื่อนไหวร่างกายที่มีรูปแบบซับซ้อน หรือมีการเคลื่อนไหวหลายขั้นตอนนี้ (Complex Movement Patterns) จะได้รับคลื่นสัญญาณสั่ง การจากสมองส่วนที่มีบทบาทหรือส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว (Motor Area of the Cerebral Cortex) สั่งงานให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกาย ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ผ่านเข้ามาทางเซลล์ ประสาทรับความรู้สึก (เจริญ กระบวนรัตน์. 2552: 43) 3.2 ทักษะกลไกการเคลื่อนไหว การช่วยพัฒนาสร้างสรรค์ทักษะกลไกการเคลื่อนไหว และความสามารถให้กับนักกีฬา คือสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของการฝึกสอนกีฬา การที่นักกีฬาจะประสบความสำเร็จในการปฏิบัติทักษะ และการปฏิบัติทักษะในกีฬาแต่ละประเภทแต่ละชนิด สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรกคือต้องให้นักกีฬารู้ และต้องเข้าใจในรายละเอียดพื้นฐานของการปฏิบัติ จะช่วยให้ได้มาซึ่งการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหว ที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบนั้นได้อย่างไร สิ่งที่เป็นคำตอบคือทักษะเกิดจากการฝึกปฏิบัติเท่านั้น และการ ปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวแต่ละขั้นตอนนั้นจะต้องกระทำอย่างถูกต้อง จึงจะทำให้เกิดเป็นทักษะที่ สมบูรณ์แบบอย่างไรก็ตามกระบวนการในการสร้างหรือทำให้เกิดทักษะการเคลื่อนไหวยังขึ้นอยู่กับ ธรรมชาติที่แตกต่างกันระหว่างนักกีฬาที่มีประสบการณ์ความชำนาญ หรือนักกีฬาอาชีพกับนักกีฬาที่ ฝึกหัดใหม่ หรือนักกีฬาสมัครเล่น ดังนั้น ความรู้ (Knowledge) คือ สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความ เข้าใจในเหตุผลและตระหนักในความสำคัญว่าทักษะที่ดีที่สุดสามารถสร้างและพัฒนาให้ก้าวหน้าได้ ด้วยการเรียนรู้ขั้นตอนของการฝึกหรือการปฏิบัติอย่างถูกต้อง มิใช่เป็นการลอกเลียนแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่


19 ผู้ฝึกสอนกีฬา (Coach) สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยพัฒนาและสร้างเสริมหรือยกระดับ ความสามารถทางการกีฬาให้เกิดกับนักกีฬาได้เป็นอย่างดี เจริญ กระบวนรัตน์ (2557: 406-407) กล่าวว่า ทักษะกลไกการเคลื่อนไหวร่างกาย (Motor Skill) หมายถึง องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวร่างกายโดยรวมหรือการ เคลื่อนไหวร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อต้องการให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย (Goal) จะ ประสบความ สำเร็จได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับคุณภาพของการเคลื่อนไหว (Quality of Movement) ที่เกิดจากการทำหน้าที่ของทักษะกลไกการเคลื่อนไหวร่างกายขณะเดียวกันทักษะกลไก การเคลื่อนไหวร่างกาย (Motor Skill) จะแตกต่างจากทักษะการเรียนรู้ทางปัญญา (Cognitive Skill) เช่น การอ่าน การเขียน การพูด การฟัง การเล่นครอสเวิร์ด การเล่นหมากรุก แม้จะมีการเคลื่อนไหว ร่างกายบางส่วนรวมอยู่ด้วย แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่มีความเกี่ยวข้องและแตกต่างกับทักษะกลไก การเคลื่อนไหวร่างกาย 3.3 เวลาปฏิกิริยาตอบสนอง สุวัตร หลวงตระกูล (2550: 24-25) กล่าวว่า การออกกำลังกายจำเป็นต้องใช้อวัยวะ หลายส่วนเคลื่อนไหวและทำงานประสานร่วมกัน พฤติกรรมการเคลื่อนไหวนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถ ในการทำงานของระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อ ดังนั้นในการเคลื่อนไหวร่างกายใดๆ ก็ตามจะถูก จำกัดด้วยคุณสมบัติและประสิทธิภาพของระบบประสาท และความพร้อมของระบบกล้ามเนื้อที่ทำ หน้าที่ เกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวนั้นๆ โดยกระบวนการของความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวนั้นเริ่ม ตั้งแต่ได้รับสัญญาณให้เคลื่อนไหวจนกระทั่งได้ทำงานหรือเคลื่อนไหวสิ้นสุดลง ถ้าจะมีการนับ ระยะเวลาตั้งแต่เริ่ม ได้รับสัญญาณให้เริ่มเคลื่อนไหวจนกระทั่งเคลื่อนไหวแล้วนั้นมีองค์ประกอบที่ เกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ 1. เวลาปฏิกิริยา (Reaction time) คือช่วงเวลาที่ตั้งแต่สิ่งเร้ามากระตุ้น และเริ่ม มีการ สั่งให้ร่างกายเคลื่อนไหว 2. เวลาเคลื่อนไหว (Movement time) คือการที่ร่างกายเริ่มมีการเคลื่อนไหวจน กระทำ ต่อสิ่งเร้าเสร็จสิ้น 3. เวลาตอบสนอง (Response time) คือผลรวมระหว่างเวลาปฏิกิริยากับเวลา การ เคลื่อนไหว เวลาปฏิกิริยานั้นต้องอาศัยทางเดินที่นำผ่านระบบประสาทจากตัวรับ (Receptors) ขึ้น ไปสู่สมองส่วนที่อยู่ใต้อำนาจจิตใจ โดยผ่านเซลล์ประสาทหลายตัวแล้วจึงส่งลงมายังกล้ามเนื้อให้ ทำงาน เวลาปฏิกิริยาแบ่งออกได้ 3 ระยะ คือ 1. เวลารับความรู้สึก (Sense time, Receiving of time) เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น ระบบสัมผัสของร่างกาย เช่น ตา หู จมูก รับสิ่งเร้านั้นส่งกระแสประสาทไปยังสมองส่วนที่อยู่ ใต้ อำนาจจิตใจ 2. เวลาตัดสินใจ (Decision) เกิดขึ้นหลังจากเวลารับความรู้สึก โดยสมองจะประมวลผล และตัดสินใจว่าจะเป็นอะไรและจะทำอย่างไร 3. เวลาสั่งให้เริ่มเคลื่อนไหว (Inertia of movement time) หลังจากสมองรับรู้สมองจะ ส่งคำสั่งผ่านเซลล์ประสาทมาที่อวัยวะเป้าหมาย ให้เริ่มเคลื่อนไหวกระทำต่อสิ่งเร้านั้น


20 สรุป การประสานงานการเคลื่อนไหวเฉพาะประเภทกีฬา ประกอบด้วยความสัมพันธ์ ระหว่างระบบประสาทกับกล้ามเนื้อ ทักษะกลไกการเคลื่อนไหว และเวลาปฏิกิริยาตอบสนอง 4. ตารางเก้าช่อง 4.1 ความรู้ทั่วไปของตารางเก้าช่อง เจริญ กระบวนรัตน์ (2552: 21, 56) กล่าวถึง การทำอุปกรณ์ฝึกปฏิกิริยาความเร็วแบบ ง่ายๆ โดยใช้ท่อพีวีซีขนาดครึ่งนิ้วตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 40-60 เซนติเมตร เจาะรูที่ปลายทั้งสอง ข้างสำหรับใช้ร้อยเชือกคล้องต่อกัน เพื่อนำไปประกอบใช้ในการฝึกให้กับนักกีฬาได้ทุกสถานที่สำหรับ รูปแบบของการฝึกสามารถประยุกต์ได้หลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น การฝึกการเคลื่อนไหวเท้า กับ อุปกรณ์รูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เส้นสนาม ฯลฯ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง “ทำอะไรง่ายๆ ให้ เกิดประโยชน์สูงสุด” ต่อจากนั้นจึงเกิดแนวคิดในการวางกรอบ หรือกำหนดพื้นที่ขนาดย่อมแบ่งเป็น สัดส่วน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหรือสนามในการฝึกสมองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงได้จัดแบ่งพื้นที่ ขนาดย่อมออกเป็นช่องตาราง และการที่ตัดสินใจกำหนดพื้นที่เป็น 9 ช่อง เพราะถือว่าเลข 9 เป็นเลข สิริมหามงคล ที่เชื่อว่าคนไทยที่เกิดและอาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้ ต่างมีความภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาภายใต้ ร่ม พระบารมีในรัชสมัยของพระองค์ท่าน และเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ซึ่งท่านเป็นผู้สร้าง “จัตุรัส 9 ช่อง” ให้กับผู้สูงอายุได้ใช้เป็นเครื่องมือในการ ออกกำลังกาย ชื่อของตาราง 9 ช่อง จึงถูกใช้เรียกขานนับแต่นั้นเป็นต้นมา โดยถูกนำมาใช้เป็น เครื่องมือในการสร้างเงื่อนไขการฝึก เพื่อพัฒนาปฏิกิริยาความเร็วและการรับรู้สั่งงานของสมองในการ ควบคุมทักษะการเคลื่อนไหวของมือและเท้าให้กับนักกีฬา รวมทั้งพัฒนาทักษะความสัมพันธ์ในการ เคลื่อนไหวปฏิกิริยา ตอบสนอง การคิด การตัดสินใจ ตลอดจนการทรงตัวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนรูปแบบการ เคลื่อนไหวที่นำมาใช้เป็นกิจกรรมในการฝึกให้กับนักกีฬาบนตารางเก้าช่อง ซึ่งมี มากมายกว่า100 รูปแบบ นั้น ได้มาจากการศึกษาวิเคราะห์การเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติของกีฬาแต่ ละชนิด จากนั้นนำมาประยุกต์ใช้เป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวให้นักกีฬาฝึกเพื่อพัฒนาปฏิกิริยาความเร็ว ของมือและเท้าบนตารางเก้าช่อง ซึ่งมีขนาดของช่องตารางที่ใช้ในการฝึกปฏิกิริยาความเร็วของเท้าแต่ ละช่องใหญ่สุดประมาณ 30x30 เซนติเมตร และเล็กสุดของช่องตารางไม่ควรต่ำากว่า 20x20 เซนติเมตร ทั้งนี้สามารถปรับย่อและขยาย ขนาดของช่องตารางเก้าช่องให้มีความเหมาะสมกับ ลักษณะรูปร่างของเด็กหรือนักกีฬา และจุดประสงค์ของการฝึกหรือการใช้งาน โดยช่องตารางไม่ จำเป็นต้องเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเสมอไปในกรณีที่นำไปใช้ฝึกเพื่อพัฒนาปฏิกิริยาความเร็วในการ เคลื่อนไหวของมือบนโต๊ะเขียนหนังสือ หรือโต๊ะเรียนของนักเรียนรวมไปถึงการนำไปประยุกต์ใช้ฝึก ตามฝาผนังของห้องเรียน ขนาดของช่องตารางแต่ละช่องควรมีขนาดกะทัดรัด ไม่ควรเล็กหรือใหญ่ เกินไป โดยปกติที่นำไปใช้ฝึกโดยทั่วไปมีขนาดเล็กสุดประมาณ 15x15 เซนติเมตร และขนาดใหญ่สุด 20x20 เซนติเมตร ตารางเก้าช่อง คือ เครื่องมือเพื่อใช้นำไปสู่การพัฒนาปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ และการ รับรู้สั่งงานของสมอง ช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เพื่อกระตุ้นและ พัฒนาปฏิกิริยาความเร็วในการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหว ความเร็วในการคิด และการตัดสินใจ ให้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาควบคู่กันไป ด้วยการ


21 พัฒนามาจากรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้นของมนุษย์ นำไปสู่การกำหนดวิธีการโดยใช้ หลักการทำงานของสมองมาควบคุมการปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนเป็นลำดับอย่างต่อเนื่องเพื่อการ กำหนด โครงสร้างของสมองในการรับรู้เรียนรู้ และการพัฒนาการควบคุมการทำงานของสมองให้ เป็นไปอย่างมีแบบแผนเป็นขั้นเป็นตอนตามรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ถูกสร้างขึ้นหรือวางแผนไว้อย่าง เป็นระบบโดย เริ่มจากรูปแบบและขั้นตอนการเคลื่อนไหวที่ง่ายไปสู่การเคลื่อนไหวที่ยาก และ พัฒนาการในการเคลื่อนไหวจากช้าไปสู่การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ซับซ้อน หลากหลายรูปแบบ และ หลากหลายทิศทาง มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สมองได้รับการกระตุ้น และพัฒนาสู่การรับรู้เรียนรู้ รวมทั้งการ เชื่อมโยงข้อมูลที่ถูก จัดลำดับความสัมพันธ์ได้อย่างถูกต้อง ตามแบบแผนของรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ กำหนดไว้ เท่ากับเป็น การสร้างแผนที่หรือกำหนดรูปแบบขั้นตอนการทำงานให้สมอง (Brain Mapping) เพื่อนำไปสู่กระบวนการ รับรู้ เรียนรู้ สั่งงาน และการพัฒนาปฏิสัมพันธ์ทางด้านความคิด และทักษะกลไกการเคลื่อนไหวของ ร่างกายอย่างเป็นระบบ การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีจุดมุ่งหมาย มีรูปแบบวิธีการและขั้นตอนที่ถูกต้องชัดเจน เป็นระบบ คือ การกำหนดเงื่อนไขให้สมองทำงานอย่างมี ทิศทางและมีเป้าหมาย ซึ่งแตกต่าง จากการปล่อยให้เด็กหรือร่างกายเคลื่อนไหวไปตามพัฒนาการที่ เป็นธรรมชาติ ภาพสะท้อนหรือผลย้อนกลับของการเคลื่อนไหว (Feedback) จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็น ถึงการรับรู้เรียนรู้และพัฒนาการ ของสมองโดยตรงที่ก้าวหน้าขึ้นจากการฝึกหรือการเรียนรู้อย่าง แท้จริง และเป็นการประเมินผลที่มีความ เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด ดังรูปแบบพื้นฐานของการ เคลื่อนไหวในตารางเก้าช่องที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็น แนวทางให้การกำหนดโครงสร้างการทำงานให้กับ สมองจะช่วยพัฒนาทักษ ความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี 4.2 ประโยชน์ของตารางเก้าช่อง เจริญ กระบวนรัตน์ (2552: 58) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของตารางเก้าช่องไว้ดังนี้ตาราง เก้าช่องสามารถนำไปบูรณาการสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนการสอน และรูปแบบการเคลื่อนไหวได้ หลากหลาย ดังนั้น ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่สนใจ หากศึกษาและเข้าใจวิธีการจะสามารถคิด และจัดรูปแบบกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปประยุกต์ใช้ ใน ด้านการเรียนการสอนเนื้อหาในแต่ละกลุ่มสาระวิชา หรือฝึกทักษะกลไกลการเคลื่อนไหวบนตาราง เก้าช่อง ให้กับเด็ก นักกีฬา บุคคลทั่วไป ผู้สูงอายุ หรือผู้มีปัญหาทางด้านการเคลื่อนไหวและสมอง รวมทั้งการนำไปใช้เคลื่อนไหวประกอบกับจังหวะดนตรี ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิก รำเซิ้ง รำ ฟ้อน ลีลาศ และเต้นรำเพื่อสุขภาพ ประโยชน์ที่ได้จากการนำตารางเก้าช่องไปใช้อาจแตกต่างกันไป ตามวัตถุประสงค์รูปแบบ วิธีการ กิจกรรมและความสม่ำเสมอในการฝึกปฏิบัติของแต่ละบุคคล ซึ่ง พอจะสรุปประโยชน์ของตารางเก้าช่องโดยรวมได้ดังนี้ 1. ช่วยพัฒนาการรับรู้ เรียนรู้ และการสั่งงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ 2. ช่วยพัฒนาทักษะการใช้มือและเท้าในการเคลื่อนไหวและการทรงตัว 3. ช่วยพัฒนาระบบไหลเวียนเลือด และระบบหายใจ 4. ช่วยพัฒนาความแข็งแรงและความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหว 5. การพัฒนาระบบพลังงานและการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย 6. ช่วยปรับความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย 7. ช่วยพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายได้คุณภาพ


22 8. ช่วยพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างมีเหตุผล 9. ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพ ความมั่นใจ ความภาคภูมิใจในตนเอง 10. ช่วยพัฒนาและเสริมสร้างสมาธิในการรับรู้ เรียนรู้ 11. ช่วยสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ให้รู้สึกสนุก ผ่อนคลาย ไม่เครียด 12. ช่วยสร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์ EQ วุฒิภาวะทางสังคม SDQ และวุฒิภาวะทางด้าน สติปัญญา IQ 13. ช่วยพัฒนาการรับรู้ เรียนรู้ ของสมองซีกซ้ายและซึกขวา 14. ช่วยให้สามารถประเมินผลการรับรู้เรียนรู้ได้อย่างถูกต้องตามรูปธรรม 15. ช่วยส่งเสริมทักษะ พัฒนาความคิด จินตนาการ และความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติในการ เรียนรู้ ลักษณะเด่นของตารางเก้าช่อง 1. สะดวก ปลอดภัย ใช้พื้นที่น้อย 2. ควบคุมดูแลง่าย 3. ประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้หลากหลายรูปแบบ 4. ส่งเสริมให้เกิดการรับรู้เรียนรู้และความเข้าใจโดยง่าย 5. ประยุกต์ใช้ในการออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ 6. สนุก ผ่อนคลาย ได้สาระเนื้อหาการเรียนรู้ จดจำ และเข้าใจได้ง่าย 7. เป็นรูปธรรม สามารถสัมผัสได้ ประเมินได้ 8. พัฒนากายและจิต ความคิด สติปัญญาและสุขภาพ 9. ช่วยให้เด็กมีสมาธิ และจิตใจจดจ่ออยู่กับการเรียนรู้ โดยไม่รู้ตัว 4.3 ตารางเก้าช่องกับการพัฒนาทักษะกีฬาตะกร้อ พฤติกรรมของมนุษย์เป็นสื่อที่แสดงออกถึงการทำงานของสมองหรือระบบประสาท ซึ่ง แยกออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ พฤติกรรมที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ เช่น อาการสะดุ้ง หรือ ตกใจ เป็นต้น และพฤติกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจ เช่น การอ่าน การเขียน การฟัง การพูด ตลอดจนการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างเป็นขั้นตอน หรือเป็นระบบตามที่สมองเคยได้รับ การกระตุ้นด้วยการรับรู้หรือการฝึกทักษะนั้น ด้วยเหตุนี้พฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์โดยปกติ ทั่วไป จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการในการรับรู้เรียนรู้ของสมองที่ถูกถ่ายโยงไปสู่ความรู้สึก นึกคิดและบ่งบอกถึงระดับความเข้าใจ โดยแปลความหมายออกมาเป็นพฤติกรรมหรือเป็นอากัปกิริยา การเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นการพยายามกระตุ้นให้ร่างกายได้มีโอกาสปฏิบัติกิจกรรม หรือเข้าร่วมการปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือหลายรูปแบบอย่างเป็น ระบบ ตามลำดับขั้นตอน จะช่วยนำไปสู่การปรับตัวและการพัฒนาสมองด้วยการเรียนรู้ทักษะกลไก การเคลื่อนไหว (Motor Skill Learning) ซึ่งจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมอง การฝึกปฏิกิริยาการรับรู้และตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว เป็นหนึ่งในหลักการฝึก ความเร็วที่สำคัญ เพื่อพัฒนาการทำงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อของนักกีฬาที่มุ่งไปสู่ความเป็น เลิศ ในการแข่งขัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความแน่นอนแม่นยำในการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหว และ


23 ทักษะกีฬา ได้อย่างถูกต้องรวดเร็วในช่วงระยะเวลาสั้นๆ รวมไปถึงการใช้ความคิด การกล้าตัดสินใจ และการแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้า ในแต่ละสถานการณ์ของเกมการแข่งขันที่กำลังดำเนินอยู่ รูปแบบ ของการฝึกหรือการ ปฏิบัติทักษะ จะเน้นการกระตุ้นการทำงานของสมองหรือระบบประสาทที่ทำ หน้าที่ในการรับข้อมูล (Sensory Neuron) ส่งไปยังสมองส่วนกลาง (Central Nervous System) ซึ่ง ทำหน้าที่เก็บรวบรวม ข้อมูลเพื่อประเมิน วิเคราะห์ แปลความหมาย และตัดสินใจในข้อมูลที่ได้รับ จากนั้นกระแสประสาท จะถูกส่งไปยังเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่สั่งงานและควบคุมการเคลื่อนไหว (Motor Neuron) เพื่อให้การ ตอบสนองเป็นไปตามข้อมูลที่สมองส่วนกลางแปลความหมายส่งมา ช่วงระยะเวลาของการทำงานหรือ การฝึกระบบประสาทในลักษณะดังกล่าวนี้จะใช้เวลาเพียงช่วงสั้นๆ โดยเน้นความถูกต้องของลำดับขั้นตอน การปฏิบัติ ความแม่นยำ และความรวดเร็วในการเคลื่อนไหว เป็นสำคัญ ซึ่งโดยหลักการฝึกปฏิกิริยาการ รับรู้และตอบสนองของระบบประสาท ไม่จำเป็นต้องใช้ ระยะเวลา ระยะทาง หรือพื้นที่มากก็สามารถฝึกได้ในระยะแรกก่อนที่จะมาเป็นตารางเก้าช่องนั้นเส้น ของสนามกีฬาประเภทต่างๆ ได้ถูกนำมาดัดแปลง ใช้เป็นเงื่อนไขในการฝึกปฏิกิริยาความเร็วและความ คล่องตัวให้กับนักกีฬาแต่ละประเภท สรุปในที่นี้ ตารางเก้าช่อง หมายถึง ตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัส 9 ช่อง แต่ละแถวประกอบด้วย สี่เหลี่ยม 3 ช่อง จำนวน 3 แถว มีขนาด 90x90 เซนติเมตร 5. แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ 5.1 โปรแกรมแบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ แบบฝึกใช้ระยะเวลา 10 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง โดยกำหนดเวลาการฝึกไว้ดังนี้ รายการ สัปดาห์ ที่ 1 สัปดาห์ ที่ 2 สัปดาห์ ที่ 3 สัปดาห์ ที่ 4 สัปดาห์ ที่ 5 สัปดาห์ ที่ 6 สัปดาห์ ที่ 7 สัปดาห์ ที่ 8 สัปดาห์ ที่ 9 สัปดาห์ ที่ 10 แบบฝึก ตาราง เก้าช่อง ของกีฬา เซปัก ตะกร้อ 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง 1 ชั่วโมง แผนการทดสอบ รายการ สัปดาห์ที่ 1 สัปดาห์ที่ 2-9 สัปดาห์ที่ 10 แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬา เซปักตะกร้อ (Pretest) - (Posttest)


24 ผลของการใช้ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง แบบฝึกตารางเก้าช่อง ของกีฬาเซปักตะกร้อ ให้เกิดความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปัก ตะกร้อ แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ใน 1 สัปดาห์ ต่อการฝึก 1 ครั้ง โดยแต่ละสัปดาห์ใช้เวลาในการฝึก 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 สัปดาห์ 5.2 แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อนี้ใช้ระยะเวลา 10 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ลำดับที่ รายการปฏิบัติ เวลา (นาที) 1 อบอุ่นร่างกาย (Warm-up) 5 2 ฝึกด้วยตารางเก้าช่อง 50 3 คลูดาวน์ (Cooldown) 5 หมายเหตุ : วันแรกของสัปดาห์จะทำการบันทึกข้อมูลของให้นักเรียนโดยทดสอบก่อนฝึก ให้นักเรียน เคลื่อนที่ในทิศทางที่กำหนด และใช้ข้างเท้าด้านในรับลูกตะกร้อ และบันทึกลงในแบบบันทึกทักษะ กีฬาเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน (Pretest) สัปดาห์สุดท้ายจะทำการบันทึกข้อมูลของให้นักเรียน โดยให้นักเรียนเครื่องที่ในทิศทางที่ กำหนด และใช้ข้างเท้าด้านในรับลูกตะกร้อ และบันทึกลงในแบบบันทึกทักษะกีฬาเซปักตะกร้อด้วย ข้างเท้าด้านใน (Posttest) ช่วงที่ 1 อบอุ่นร่างกาย (Warm-up) เป็นการริหารกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อส่วนต่างๆของ ร่างกายก่อนเริ่มทำการฝึกประจำวันทุกครั้ง เพื่อให้ร่างกายเกิดการปรับสภาพ และพร้อมสำหรับการ ออกกำลังกายและการทำกิจกรรมทางกายต่างๆ ลดอาการบาดเจ็บ และป้องกันอันตรายที่อาจเกิด ขึ้นกับกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ช่วงที่ 2 เรื่องแบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านในในกีฬาเซปัก ตะกร้อ การพัฒนาปฏิกิริยาความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวของมือและเท้า ความคล่องแคล่วว่องไวใน การเคลื่อนที่ รวมทั้งพัฒนาทักษะความสัมพันธ์ ตลอดจนการทรงตัวในการเคลื่อนไหวร่างกายให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วงที่ 3 คลูดาวน์ (Cooldown) เป็นการริหารกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อส่วนต่างๆของ ร่างกายหลังทำการฝึกประจำวันทุกครั้งและยืดเหยียดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ


25 แบบฝึกใช้ระยะเวลา 10 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง โดยกำหนดเวลาการฝึกไว้ดังนี้ สัปดาห์ที่ แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ ระยะเวลา (นาที) 1 1. อบอุ่นร่างกาย (Warm-up) 2. แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ ท่าที่ 1 ก้าวชิด - ก้าวชิด 15 ครั้ง / 3 เซต 3. คลูดาวน์ (Cooldown) 5 50 5 2 1. อบอุ่นร่างกาย (Warm-up) 2. แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ ท่าที่ 2 แยกชิด 15 ครั้ง / 3 เซต 3. คลูดาวน์ (Cooldown) 5 50 5 3 1. อบอุ่นร่างกาย (Warm-up) 2. แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ ท่าที่ 3 เดินหน้า – ถอยหลัง 15 ครั้ง / 3 เซต 3. คลูดาวน์ (Cooldown) 5 50 5 4 1. อบอุ่นร่างกาย (Warm-up) 2. แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ ท่าที่ 4 ตัวอักษร V 15 ครั้ง / 3 เซต 3. คลูดาวน์ (Cooldown) 5 50 5 5 1. อบอุ่นร่างกาย (Warm-up) 2. แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ ท่าที่ 5 ตัวอักษร X 15 ครั้ง / 3 เซต 3. คลูดาวน์ (Cooldown) 5 50 5 6 1. อบอุ่นร่างกาย (Warm-up) 2. แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ ท่าที่ 6 ส้นเท้าแตะ (ด้านหน้า) 15 ครั้ง / 3 เซต 3. คลูดาวน์ (Cooldown) 5 50 5 7 1. อบอุ่นร่างกาย (Warm-up) 2. แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ ท่าที่ 7 ปลายเท้าแตะ (หลัง) 15 ครั้ง / 3 เซต 3. คลูดาวน์ (Cooldown) 5 50 5 8 1. อบอุ่นร่างกาย (Warm-up) 5


26 2. แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ ท่าที่ 8 ก้าวไขว้ด้านหน้า (แบบเล็ก) 15 ครั้ง / 3 เซต 3. คลูดาวน์ (Cooldown) 50 5 9 1. อบอุ่นร่างกาย (Warm-up) 2. แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ ท่าที่ 9 ย้ำเท้า(ข้างหน้า-ถอยหลัง) 15 ครั้ง / 3 เซต 3. คลูดาวน์ (Cooldown) 5 50 5 10 1. อบอุ่นร่างกาย (Warm-up) 2. แบบฝึกตารางเก้าช่องของกีฬาเซปักตะกร้อ ท่าที่ 10 กระโดดเท้าแยกชิด (ข้างหน้า-หลัง)15 ครั้ง / 3 เซต 3. คลูดาวน์ (Cooldown) 5 50 5


27 แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกหลังเท้าใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ วัตถุประสงค์ เกิดความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นลูกหลังเท้าในกีฬาเซปักตะกร้อ อุปกรณ์ 1. นาฬิกาจับเวลา 2. ตารางเก้าช่อง ท่าที่ใช้ในการฝึก ท่าที่ 1 ก้าวชิด - ก้าวชิด ท่าที่ 2 แยกชิด ท่าที่ 3 เดินหน้า – ถอยหลัง ท่าที่ 4 ตัวอักษร V ท่าที่ 5 ตัวอักษร X ท่าที่ 6 ส้นเท้าแตะ (ด้านหน้า) ท่าที่ 7 ปลายเท้าแตะ (หลัง) ท่าที่ 8 ก้าวไขว้ด้านหน้า (แบบเล็ก) ท่าที่ 9 ย้ำเท้า(ข้างหน้า-ถอยหลัง) ท่าที่ 10 กระโดดเท้าแยกชิด (ข้างหน้า-หลัง) วิธีการฝึกปฏิบัติ ท่าที่ 1 ก้าวชิด – ก้าวชิด ยืนท่าเตรียมโดยเท้าซ้ายและเท้าขวายืนบนช่องหมายเลข 3 ก้าว เท้าซ้ายไปช่องหมายเลข 1 และก้าวเท้าขวามาชิดกับเท้าซ้ายในช่องหมายเลข 1 ก้าวเท้าขวาไปช่อง หมายเลข 3 และเก้าเท้าซ้ายมาชิดกับเท้าขวาในช่องหมายเลข 3 ท่าที่ 2 แยกชิด ยืนท่าเตรียมบนช่องหมายเลข 2 ก้าวเท้าซ้ายไปช่องหมายเลข 1 ก้าวเท้าขวา ไปช่องหมายเลข 3 ก้าวเท้าซ้ายกลับมาช่องหมายเลข 2 และก้าวเท้าขวากลับมาช่องหมายเลข 2


28 . ท่าที่ 3 เดินหน้า – ถอยหลัง ด้วยการวางเท้าซ้ายที่ช่องหมายเลข 2 เท้าขวาอยู่ที่ช่อง หมายเลข 3 จากนั้นก้าวเท้าซ้ายขึ้นไปที่ช่องหมายเลข 5 ก้าวเท้าขวาขึ้นไปที่ช่องหมายเลข 6 ต่อด้วย ก้าวเท้าซ้ายต่อไปที่ช่องหมายเลข 8 ก้าวขวาก้าวต่อไปที่ช่องหมายเลข 9 จากนั้นถอยเท้าซ้ายลงไปที่ ช่องหมายเลข 5 ถอยเท้าขวาไปที่ช่องหมายเลข 6 ถอยเท้าซ้ายลงไปที่ช่องหมายเลข 2 สุดท้ายถอย เท้าขวาลงไปที่ช่องหมายเลข 3


29 ท่าที่ 4 ตัวอักษร V ท่าเตรียมยืนด้วยเท้าทั้งสองข้างอยู่ที่ช่องหมายเลข 2 เริ่มต้นด้วยก้าวเท้า ซ้ายขึ้นไปที่หมายเลข 7 ก้าวเท้าขวาขึ้นไปที่ช่องหมายเลข 9 ต่อด้วยก้าวเท้าซ้ายกลับมาที่ช่อง หมายเลข 2 และสุดท้ายก้าวเท้าขวากลับมาที่ช่องหมายเลข 2 ท่าที่ 5 ตัวอักษร X ท่าเตรียมวางเท้าซ้ายไว้ที่ช่องหมายเลข 1 เท้าขวาอยู่ที่ช่องหมายเลข 3 จากนั้นก้าวเท้าซ้ายขึ้นไปที่ช่องหมายเลข 5 พร้อมกับก้าวเท้าขวาต่อไปที่ช่องหมายเลข 5 ด้วย ก้าว เท้าซ้ายขึ้นไปที่ช่องหมายเลข 7 ก้าวเท้าขวาขึ้นไปที่ช่องหมายเลข 9 ต่อด้วยถอยเท้าซ้ายลงไปที่ช่อง หมายเลข 5 ถอยเท้าขวาลงไปที่ช่องหมายเลข 5 และถอยเท้าซ้ายลงไปที่ช่องหมายเลข 1 สุดท้ายถอย เท้าขวาลงไปที่ช่องหมายเลข 3


30 ท่าที่ 6 ส้นเท้าแตะ (ด้านหน้า) ยืนท่าเตรียมบนช่องหมายเลข 5 ก้าวเท้าซ้ายไปช่องหมายเลข 7 โดยใช้ส้นเท้าแตะ และถอยเท้าซ้ายลงไปที่ช่องหมายเลข 5 ก้าวเท้าขวาไปช่องหมายเลข 9 โดยใช้ ส้นเท้าแตะ และถอยเท้าขวาลงไปที่ช่องหมายเลข 5 ท่าที่ 7 ปลายเท้าแตะ (ด้านหลัง) ยืนท่าเตรียมบนช่องหมายเลข 5 ถอยเท้าซ้ายไปช่อง หมายเลข 1 โดยใช้ปลายเท้าแตะ และก้าวเท้าซ้ายไปที่ช่องหมายเลข 5 ถอยเท้าขวาไปช่องหมายเลข 3 โดยใช้ปลายเท้าแตะ และก้าวเท้าขวาไปที่ช่องหมายเลข 5


31 ท่าที่ 8 ก้าวไขว้ด้านหน้า (แบบเล็ก) เริ่มต้นท่าเตรียม ยืนอยู่ด้านนอกของตาราง โดยก้าวเท้า ซ้ายไว้ที่ช่องหมายเลข 1 ก้าวเท้าขวาวางไว้ที่ช่องหมายเลข 2 จากนั้นเริ่มด้วยก้าวเท้าซ้ายเฉียงขึ้นไปที่ ช่องหมายเลข 5 ก้าวเท้าขวาไขว้ข้ามไปที่ช่องหมายเลข 4 ต่อด้วยถอยเท้าซ้ายลงมาที่ช่องหมายเลข 1 และถอยเท้าขวาลงมาที่ช่องหมายเลข 2


32 ท่าที่ 9 ย้ำเท้า(ข้างหน้า-ถอยหลัง) ยืนท่าเตรียมนอกตารางด้านล่างช่องหมายเลข 2 โดยเริ่ม จากเท้าซ้ายย้ำบนช่องหมายเลข 2 หนึ่งครั้งตามด้วยเท้าขวาบนช่องหมายเลข 2 หนึ่งครั้ง ก้าวเท้าซ้าย ไปช่องหมายเลข 5 ก้าวเท้าขวาไปช่องหมายเลข 5 แล้วก้าวเท้าซ้ายไปช่องหมายเลข 8 และก้าวเท้า ขวาไปช่องหมายเลข 8 จากนั้นถอยเท้าซ้ายลงไปช่องหมายเลข 5 ถอยเท้าขวาลงไปช่องหมายเลข 5 แล้วถอยเท้าซ้ายลงไปช่องหมายเลข 2 และถอยเท้าขวาลงไปช่องหมายเลข 2 ทำต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ


33 ท่าที่ 10 กระโดดเท้าแยกชิด (ข้างหน้า-หลัง) ยืนท่าเตรียมนอกตารางเก้าช่องบริเวณด้านล่าง ของช่องหมายเลข 2 กระโดดไปข้างหน้าโดยเท้าซ้ายวางลงช่องหมายเลข 1 เท้าขวาวางลงช่อง หมายเลข 3 กระโดดอยู่กับที่โดยเท้าทั้งสองข้างวางลงช่องหมายเลข 2 แล้วกระโดดไปข้างหน้าโดย เท้าซ้ายวางลงช่องหมายเลข 4 เท้าขวาวางลงช่องหมายเลข 6 กระโดดอยู่กับที่โดยเท้าทั้งสองข้างวาง ลงช่องหมายเลข 5 แล้วกระโดดไปข้างหน้าโดยเท้าซ้ายวางลงช่องหมายเลข 7 เท้าขวาวางลงช่อง หมายเลข 9 กระโดดอยู่กับที่โดยเท้าทั้งสองข้างวางลงช่องหมายเลข 8 จากนั้นกระโดดถอยหลังโดย เท้าซ้ายวางลงช่องหมายเลข 4 เท้าขวาวางลงช่องหมายเลข 6 กระโดดอยู่กับที่โดยเท้าทั้งสองข้างวาง ลงช่องหมายเลข 5 แล้วกระโดดถอยหลังโดยเท้าซ้ายวางลงช่องหมายเลข 1 เท้าขวาวางลงช่อง หมายเลข 3 กระโดดอยู่กับที่โดยเท้าทั้งสองข้างวางลงช่องหมายเลข 2 แล้วกระโดดไปข้างหน้าโดย เท้าซ้ายวางลงช่องหมายเลข 4 เท้าขวาวางลงช่องหมายเลข 6 กระโดดอยู่กับที่โดยเท้าทั้งสองข้างวาง ลงช่องหมายเลข 5 ทำต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ


34 5.3 แบบทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ให้นักเรียนเครื่องที่ในทิศทางที่กำหนด และใช้ข้างเท้าด้านในรับลูกตะกร้อ วัตถุประสงค์ เกิดความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ อุปกรณ์ 1. นาฬิกาจับเวลา 2. สนามตะกร้อ 3. ลูกตะกร้อ วิธีการทดสอบ 1. ให้นักเรียนยืนบนจุดที่กำหนดให้ 2. ให้นักเรียนเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตามทิศทางที่กำหนดให้ เมื่อได้ยินเสียงสัญญาน 3. ให้นักเรียนใช้ข้างเท้าด้านในสัมผัสลูกตะกร้อให้ลอยขึ้นสูงกว่าหัวเข่า 4.ให้กลับมาที่จุดเริ่มต้น แผนผัง ตาข่าย } 4 เมตร จุดเริ่ม


35 5.4 แบบบันทึกทักษะกีฬาเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน เลขที่ ชื่อ - สกุล แบบบันทึกทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ ด้วยข้างเท้าด้านใน หมายเหตุ ก่อนฝึก หลังฝึก 1 .................วินาที .................วินาที 2 .................วินาที .................วินาที 3 .................วินาที .................วินาที 4 .................วินาที .................วินาที 5 .................วินาที .................วินาที 6 .................วินาที .................วินาที 7 .................วินาที .................วินาที 8 .................วินาที .................วินาที 9 .................วินาที .................วินาที 10 .................วินาที .................วินาที 11 .................วินาที .................วินาที 12 .................วินาที .................วินาที 13 .................วินาที .................วินาที 14 .................วินาที .................วินาที 15 .................วินาที .................วินาที 16 .................วินาที .................วินาที 17 .................วินาที .................วินาที 18 .................วินาที .................วินาที 19 .................วินาที .................วินาที 20 .................วินาที .................วินาที 21 .................วินาที .................วินาที 22 .................วินาที .................วินาที 23 .................วินาที .................วินาที 24 .................วินาที .................วินาที 25 .................วินาที .................วินาที 26 .................วินาที .................วินาที 27 .................วินาที .................วินาที 28 .................วินาที .................วินาที 29 .................วินาที .................วินาที 30 .................วินาที .................วินาที 31 .................วินาที .................วินาที 32 .................วินาที .................วินาที 33 .................วินาที .................วินาที


36 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ภวันพงศ์ สกุลชัยธนานันท์(2557)การวิจัยเรื่อง การพัฒนาและฝึกทักษะเซปักตะกร้อโดย การใช้แบบฝึกขั้นพื้นฐานของ นักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา อำเภอ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี จำนวน 40 คน โดยระยะเวลาในการทำวิจัย 10 สัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557 ถึง 24 ธันวาคม 2557 พบว่า นักเรียนชายร้อยละ 87 สามารถพัฒนาศักยภาพในการ เล่นตะกร้อของตนอยู่ในเกณฑ์ดีและสามารถ พัฒนาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาสีที่ทางโรงเรียนจัดให้ ได้และร้อยละ 13 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ดังนั้นแบบฝึกตะกร้อขั้นพื้นฐาน มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการ เรียนรู้ ทำให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ช่วยในการพัฒนาสมองและสติปัญญา และ ทักษะในการเล่นตะกร้อที่ดีขึ้น มีการเชื่อมโยงความรู้สู่การนำไปใช้ในกีฬาประเภททอื่น ชยกร พาลสิงห์ (2555) ที่ศึกษาความแม่นยำในการเสิร์ฟ ความเร็วในการเสิร์ฟและการทรง ตัวในนักกีฬาเซปักตะกร้อหญิง นั้นพบว่าเมื่อเปรียบเทียบก่อน หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 8 มีความแตกต่างกันจากก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 เนื่องจากโปรแกรมที่ใช้ ฝึกมีความแตกต่างกัน ความสามารถในการกระโดดจำแนกตามเพศ และระดับการศึกษาจากการ ทดลองผ่านไป 8 สัปดาห์ พบว่านักกีฬามีการกระโดดที่ดีขึ้น แต่ยังไม่มีความ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ณิชารีย์ อังกาบ (2559) เพื่อศึกษาผลของการฝึกการออกกำลังกายเพื่อการทรงตัวที่มีต่อ ความสามารถในการกระโดดและการทรงตัวในนักกีฬาวอลเลย์บอลเยาวชนหญิง กลุ่มตัวอย่างคือ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงโรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร อายุ 16-18 ปี จำนวน 18 คน ทำการสุ่ม ตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 9 คน ด้วยการสุ่มอย่างง่าย ทำ การฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 6 สัปดาห์ โดยกลุ่มทดลองทำการฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการฝึก การออกกำลังกายเพื่อการทรงตัว ก่อนการฝึกซ้อมตามปกติ ส่วนในกลุ่มควบคุมทำการฝึกซ้อม ตามปกติ ทำการทดสอบความสามารถในการกระโดด ในทั้ง 3 ท่าของการกระโดด คือ กระโดดตบ กระโดดสกัดกั้น และวิ่งสามก้าวกระโดดตบ และทดสอบการทรงตัวในขณะอยู่นิ่งในลักษณะของ ความสามารถในการทรงท่า ก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง 6 สัปดาห์ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มา วิเคราะห์ทางสถิติ โดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย ก่อนและหลังการทดลอง 6 สัปดาห์ โดยใช้สถิติ Pair t-test และสถิติ The Wilcoxon matched pairs signed-ranks test และการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มควบคุมและ กลุ่มทดลอง โดยใช้สถิติ Independent t-test และสถิติ The Kolmogorov-smirnov two-sample Test ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลอง 6 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีความสามารถในการกระโดด ทั้ง 3 ท่า มากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 และพบว่าการทรงตัวขณะอยู่นิ่งทั้งในขณะ ลืมตาและหลับตามีค่าที่ดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองแต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 หลังการทดลอง 6 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีความสามารถในการกระโดดทั้ง 3 ท่ามากกว่า กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าการทรงตัวขณะอยู่นิ่งทั้งในขณะลืมตา และหลับตาของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทวีศักดิ์หนูสุวรรณ (2557) การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกตาราง 9 ช่องที่ มีต่อความคล่องตัวของนักกีฬาเซปักตะกร้อชายโดย เปรียบเทียบความคล่องตัวของนักกีฬาเซปัก


37 ตะกร้อที่ฝึกโปรแกรมเซปักตะกร้อปกติเพียงอย่างเดียว และกลุ่มที่ฝึกโปรแกรมตาราง 9 ช่องร่วมกับ ฝึกโปรแกรมเซปักตะกร้อปกติก่อนและหลังการทดลอง และเปรียบเทียบความคล่องตัวของนักกีฬา เซปักตะกร้อระหว่างกลุ่มที่ฝึกโปรแกรมตาราง 9 ช่องร่วมกับฝึกโปรแกรมเซปักตะกร้อปกติกับกลุ่มที่ ฝึกโปรแกรมเซปักตะกร้อปกติเพียงอย่างเดียวกลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อชายโรงเรียนกีฬา จังหวัดนครศรีธรรมราชจำนวน 28 คนแบ่งกลุ่มด้วยวิธีสุ่ม (Random Assignment) แบ่งเป็น 2 กลุ่มๆละ 14 คนคือกลุ่มควบคุมฝึกโปรแกรมเซปักตะกร้อปกติและกลุ่มทดลองฝึกโปรแกรมตาราง 9 ช่องร่วมกับฝึกโปรแกรมเซปักตะกร้อปกติ ใช้เวลาฝึก 8 สัปดาห์ๆ ละ 3 วัน เครื่องมือในการวิจัยเป็น แบบทดสอบมาตรฐานของ Semo Agility Test ใช้ทดสอ บความคล่องตัว และโปรแกรมการฝึก ตาราง9ช่องที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ค่ามัธยฐาน (Med) ค่าควอไทล์ (Q) และส่วนเบี่ยงควอไทล์ (Q.D.) และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Wilcoxon Signed Ranks Test และ The Mann-Whitney U-Testผลการวิจัยพบว่านักกีฬาเซปักตะกร้อที่ฝึกโปรแกรมตาราง9 ช่องร่วมกับฝึกโปรแกรมเซปักตะกร้อปกติ มีความคล่องตัวสูงกว่ากลุ่มฝึกโปรแกรมเซปักตะกร้อปกติ เพียง อย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 7. กรอบแนวคิดการวิจัย แบบฝึกตารางเก้าช่อง ที่มีผลต่อการเล่นลูก ด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ การฝึกโดยใช้ตารางเก้า ช่องที่มีผลต่อการเล่น ลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ เกิดการเปลี่ยนแปลง ความคล่องแคล่วว่องไว ในการเล่นลูกด้วยข้าง เท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ


38 บทที่ 3 วิธีดำเนินงานวิจัย ผลของการใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้งผู้วิจัยได้นำเสนอวิธีการดำเนินการศึกษาตามหัวข้อ ต่อไปนี้ 1. ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ 1. ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง จำนวน 66 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง จำนวน 35 คน 2. แบบแผนการทดลอง การวิจัยในครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) สองกลุ่ม โดยใช้แบบฝึกตาราง เก้าช่องที่มีต่อการเล่นกีฬาตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน กลุ่ม แบบบันทึกข้อมูลก่อนฝึก โปรแกรมการฝึก แบบบันทึกข้อมูลหลังฝึก E T1 X T2 F T1 T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง F แทน กลุ่มควบคุม T1 แทน แบบบันทึกข้อมูลก่อนฝึก X แทน โปรแกรมการฝึก T2 แทน แบบบันทึกข้อมูลหลังฝึก 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ประกอบไปด้วย 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 3.1.1 แผนจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาจัดรูปแบบการสอนโดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผล ต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 แผนแผนละ 1 ชั่วโมง รวม 10 ชั่วโมง


39 3.1.2 แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 3.2.1 แบบบันทึกทักษะกีฬาเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน 3.2.1 แบบทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวในการใช้ทักษะการรับลูกด้วยข้างเท้าด้านใน 4. วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 4.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาจัดรูปแบบการสอนโดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อ การเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 10 ชั่วโมง 4.1.1 ศึกษาค้นคว้าหนังสือเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อ การเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ 4.1.2 สร้างแบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ 4.1.3 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 4.1.4 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้า ด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ โดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ที่ กำหนดไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 4.1.4.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องท่าที่ 1 ก้าวชิด – ก้าวชิด จำนวน 1 ชั่วโมง 4.1.4.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องท่าที่ 2 แยกชิด จำนวน 1 ชั่วโมง 4.1.4.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องท่าที่ 3 เดินหน้า–ถอยหลัง จำนวน 1 ชั่วโมง 4.1.4.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องท่าที่ 4 ตัวอักษร V จำนวน 1 ชั่วโมง 4.1.4.5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่องท่าที่ 5 ตัวอักษร X จำนวน 1 ชั่วโมง 4.1.4.6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่องท่าที่ 6 ส้นเท้าแตะ (ด้านหน้า)จำนวน 1 ชั่วโมง 4.1.4.7 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่องท่าที่ 7 ปลายเท้าแตะ (หลัง) จำนวน 1 ชั่วโมง 4.1.4.8 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่องท่าที่ 8 ก้าวไขว้ด้านหน้า (แบบเล็ก) จำนวน 1 ชั่วโมง 4.1.4.9 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 เรื่องท่าที่ 9 ย้ำเท้า(ข้างหน้า-ถอยหลัง) จำนวน 1 ชั่วโมง 4.1.4.10 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรื่องท่าที่ 10 กระโดดเท้าแยกชิด (ข้างหน้าหลัง) จำนวน 1 ชั่วโมง 4.1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนพลศึกษาจำนวน 3 คนพิจารณา ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง ระหว่างวัตถุประสงค์การทดสอบ รูปแบบการฝึก การวัดผลประเมินผลโดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง


40 ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of objective congruence: IOC) ระหว่างองค์ประกอบแบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ จะต้องได้ค่าดัชนีความสอดคล้องทุกองค์ประกอบตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป 4.1.6 ปรับปรุงและแก้ไขแผนการสอนโดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อการเล่นลูกด้วยข้าง เท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 4.1.7 นำแผนการสอนโดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ใน กีฬาเซปักตะกร้อ ที่ผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีค่าเท่ากับ 1.00 ไปทดลอง ใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ความเหมาะสมในการนำแบบฝึกตาราง เก้าช่องที่มีต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง และนำมา ปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อนำไปใช้จริงต่อไป 4.1.8 นำแผนการสอนโดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ใน กีฬาเซปักตะกร้อ ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์และอภิปราย ผลการวิจัยต่อไป 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5.1 ก่อนการทดลองให้นักเรียนทดสอบก่อน ฝึกโดยให้นักเรียนเคลื่อนที่ในทิศทางที่กำหนด และใช้ ข้างเท้าด้านใน รับลูกตะกร้อ และบันทึกลงในแบบบันทึกทักษะกีฬาเซปักตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน 5.2 ผู้รายงานดำเนินการฝึกกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วยข้าง เท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ ตามขั้นตอน 5.3 เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว ให้บันทึกผลการฝึกลงแบบบันทึกทักษะกีฬาเซปักตะกร้อด้วยข้าง เท้าด้านใน หลังจากใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นกีฬาตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน จากนั้น นำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป 6. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ในการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ สถิติพื้นฐาน ใช้ในการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 7.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Test Analysis Programs (TAP) 7.1.1 หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วยข้าง เท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 7.1.2 หาค่าที่ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วย ข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) = ∑ −


41 เมื่อ IOC เป็นดัชนีความสอดคล้อง ∑R เป็นผลรวมของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N เป็นจำนวนของผู้เชี่ยวชาญ 7.1.3 การหาค่าสถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล การหาค่าเฉลี่ย ซึ่งจะใช้สูตรดังนี้ x̅= ∑x N เมื่อ x̅แทน ค่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนข้อมูล 7.1.4 การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งจะใช้สูตรดังนี้ เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ค่าคะแนน n แทน จำนวนคะแนนในแต่ละกลุ่ม ∑ แทน ผลรวม


42 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้มุ่งพัฒนาทักษะการรับลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ โดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกตารางเก้าช่อง ตามหลักสูตรพลศึกษา ของโรงเรียนบ้านหมากแข้ง ผู้วิจัยได้ทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง ผลของการใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปัก ตะกร้อ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดสอบสมรรถภาพโดยใช้แบบทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวในการรับ ลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปักตะกร้อ มีรายละเอียดแสดงดังในตาราง ตารางที่ 1 ผลของการใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน ในกีฬาเซปัก ตะกร้อ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (นักเรียนชาย) ระหว่างก่อนการฝึกและหลังการฝึก ของนักเรียน กลุ่มทดลอง และนักเรียนกลุ่มควบคุม นักเรียน (คนที่) ผลของการใช้แบบฝึกตารางเก้าช่องที่มีผลต่อการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน (วินาที) นักเรียนกลุ่มทดลอง นักเรียนกลุ่มควบคุม ก่อนฝึก (วินาที) หลังฝึก (วินาที) ผลต่าง (วินาที) ก่อนฝึก (วินาที) หลังฝึก (วินาที) ผลต่าง (วินาที) 1 1.65 1.23 0.42 1.59 1.63 0.04 2 1.68 1.21 0.47 1.46 1.60 0.14 3 1.53 1.33 0.2 1.50 1.54 0.04 4 1.68 1.28 0.4 1.38 1.35 0.03 5 1.64 1.22 0.42 1.41 1.36 0.05 6 1.41 1.28 0.13 1.63 1.58 0.05 7 1.50 1.26 0.24 1.53 1.52 0.01 8 1.58 1.35 0.23 2.13 1.98 0.15 9 1.59 1.24 0.35 1.75 1.69 0.15 10 1.53 1.38 0.15 1.95 2.01 0.06 11 1.65 1.23 0.42 1.75 1.80 0.05 12 1.63 1.29 0.34 1.75 1.68 0.07 13 1.64 1.31 0.33 1.37 1.25 0.12 14 1.54 1.34 0.2 15 1.69 1.25 0.44 16 1.65 1.22 0.43 17 1.53 1.28 0.25


Click to View FlipBook Version