วารสารวิจยั และส่งเสริมวิชาการเกษตร
สานักวิจยั และส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลยั แม่โจ้
ปที ี่ 38 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 E-ISSN 2630-0206
ผลของอณุ หภมู ิและระยะเวลาในระหวา่ งการเตรียมพร้อมเมล็ดพนั ธด์ุ ้วยน้าตอ่ ความงอก 1-9
และความแข็งแรงของเมล็ดพนั ธบุ์ ักวตี
พิจิตรา แกว้ สอน ปวณี แสงสรุ ศลิ ป์ และปรยิ านชุ จุลกะ
การสะสมธาตุอาหารในดินและใบของตน้ กลา้ ปาลม์ น้ามนั ระยะอนบุ าลหลกั ภายใตก้ ารจดั การปยุ๋ 10-24 gri.
ผา่ นระบบน้าหยดและปยุ๋ เม็ด
อธวิ ฒั น์ ขาวสวี ธนญั ชนก ไชยรินทร์ และจักรัตน์ อโณทยั
ผลของวสั ดปุ รบั ปรงุ ดินต่อการเปลีย่ นแปลงสมบตั ทิ างเคมีดินบางประการในชุดดนิ สระบรุ ี 25-35
จรี าภรณ์ อนิ ทสาร ฉตั รปวณี ์ เดชจริ รตั นสริ ิ ประวิทย์ บญุ มี และกมลลกั ษณ์ แกว้ ปรดี าภรณ์
ประสิทธภิ าพของสารสกัดหยาบจากเช้ือรา Chaetomium globosum ในการยบั ยง้ั เช้ือรา Bipolaris maydis 36-45
สาเหตโุ รคใบไหมแ้ ผลเลก็ ในขา้ วโพด
ธราดร อ้งึ ประสิทธิ์ สริ วชิ ญ์ สว่างแจง้ ธัชวรรธน์ ปัญญาวุฒเิ ลศิ และอรวรรณ ปยิ ะบญุ
ฤทธท์ิ างชวี ภาพของสารสกดั จากดอกเกก๊ ฮวยอนิ ทรียเ์ พื่อใช้ในเครอื่ งสาอาง 46-56
สินนี าฏ ภรู่ ะยบั ลภสั รดา มงุ่ หมาย เกรยี งศักดิ์ เม่งอาํ พนั ณฐั วฒุ ิ หวังสมนึก
และดวงพร อมรเลิศพิศาล
ประสิทธภิ าพของด้วงเต่า Serangium japonicum และแตนเบยี น Eretmocerus sp. 57-67
ในการควบคมุ แมลงหวีข่ าวยาสบู Bemisia tabaci ในพรกิ
สายฝน ทดทะศรี
การใชป้ ระโยชนจ์ ากวสั ดุเหลอื ใช้ทางการเกษตรทมี่ ใี นท้องถน่ิ สาหรบั เพาะเหด็ ฟาง 68-78
ครุปกรณ์ ละเอยี ดออ่ น และเทพพร โลมารกั ษ์
การใช้ประโยชน์วัสดเุ หลอื ใชท้ างการเกษตรของเกษตรกรในเทศบาลตาบลขเี้ หล็ก อาเภอแม่ริม จังหวดั เชยี งใหม่ 79-88
สามารถ ใจเตยี้
การวเิ คราะห์องคป์ ระกอบอาหารชนิดหลักในกระเพาะอาหารปลาตะกรับในทะเลสาบสงขลา ด้วยการใช้ดชั นีความสาคัญ 89-97
เอกนรินทร์ รอดเจริญ บงกช วิชาชูเชดิ วรวัช เขยี ดนอ้ ย วชั ริศ ตนั่ ไพโรจน์ และสพุ ตั รา สมดวง
ผลของวธิ ีการตอนต่อสมรรถภาพการเจริญเตบิ โตและสว่ นประกอบซากของแพะลกู ผสม (แบลค็ เบงกอล x ซาเนน) เพศผู้
อภชิ าติ หมนั่ วิชา ไพโรจน์ ศิลมั่น และสมปอง สรวมศิริ 98-106
การศกึ ษาและวเิ คราะห์ต้นทนุ ฐานกจิ กรรมในกระบวนการผลิตขา้ วหอมมะลิอนิ ทรียเ์ พอ่ื หาแนวทางในการกาหนดราคา 107-118
กลุม่ วสิ าหกิจชมุ ชนเกษตรผ่านศกึ ตาบลตลุกกลางท่งุ อาเภอเมือง จงั หวัดตาก
ภาคภมู ิ ใจชมภู และปรดิ า จวิ๋ ปญั ญา
กลยุทธ์สว่ นประสมทางการตลาดขา้ วอินทรยี ์ ตาบลลวงเหนอื อาเภอดอยสะเก็ด จังหวดั เชียงใหม่ 119-129
เกศสดุ า สิทธิสนั ตกิ ลุ บัญจรตั น์ โจลานนั ท์ กญั ชลกิ า คงยอ่ ง ขนษิ ฐา เสถยี รพีระกุล น้ําเพ็ชร วนิ ิจฉยั กลุ
นันทพรรดิ์ นติ ยพงศ์ชัย พรศกั ด์ิ โพธอิ โุ มงค์ พมิ พช์ นก สงั ขแ์ กว้ และปรารถนา ยศสขุ
การพยากรณป์ ริมาณการส่งออกยางพาราในประเทศไทย 130-143
วรางคณา เรียนสทุ ธิ์
ปัจจัยท่ีมีผลตอ่ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในการจดั การทรัพยากรป่าไมใ้ นพ้นื ที่ปา่ สงวนแหง่ ชาติปา่ ขุนแม่ทา 144-156
ตาบลแมท่ า อาเภอแม่ออน จงั หวดั เชยี งใหม่
ณรงค์ เป็งเส้า สายสกลุ ฟองมูล พหล ศกั ด์ิคะทัศน์ และพฒุ สิ รรค์ เครือคาํ
บทบาทของสถาบนั อุดมศึกษาทมี่ ตี อ่ การสง่ เสรมิ สมรรถนะการขบั เคลือ่ นเกษตรอนิ ทรีย์ในชุมชน 157-168
กณั ณพนต์ ภกั ดเี ศรษฐกลุ โศภติ นาสบื และสุลัดดา พงษอ์ ษุ ธา
วารสารวิจยั และสง่ เสรมิ วชิ าการเกษตร
JOURNAL OF AGRICULTURAL RESEARCH AND EXTENSION
ท่ปี รึกษา ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. จาเนยี ร ยศราช
ผู้ช่วยศาสตราจารยพ์ าวิน มะโนชยั
บรรณาธกิ ารอานวยการ รองศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ ขา้ มสี่ รองศาสตราจารย์ ดร. จาเนียร บุญมาก
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. จรี าภรณ์ อนิ ทสาร ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. สรุ ยี ว์ ลั ย์ เมฆกมล
บรรณาธิการ รองศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศกั ดิ์ ศรเี งินยวง
กองบรรณาธกิ าร ศาสตราจารยเ์ ฉลมิ พล แซมเพชร มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่
ศาสตราจารยเ์ กยี รติคณุ ดร. อนุรกั ษ์ ปัญญานวุ ัฒน์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
ศาสตราจารย์ ดร. ทนงเกียรติ เกยี รติศิริโรจน์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
ศาสตราจารย์ ดร. สญั ชัย จตรุ สิทธา มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
ศาสตราจารย์ ดร. ไพศาล สิทธิกรกุล มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ
ศาสตราจารย์ ดร. ประนอม จนั ทรโณทยั มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
ศาสตราจารย์ ดร. อทุ ัยรตั น์ ณ นคร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร. สริ วิ ัฒน์ วงษศ์ ริ ิ มหาวิทยาลยั แม่โจ้
รองศาสตราจารย์ ดร. วรทศั น์ อินทรัคคัมพร มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
รองศาสตราจารย์ ดร. วนั ดี วฒั นชยั ย่ิงเจรญิ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
รองศาสตราจารย์ ดร. อุบลลกั ษณ์ รตั นศักด์ิ มหาวทิ ยาลยั บรู พา
รองศาสตราจารย์ ดร. ปราโมช ศีตะโกเศศ มหาวิทยาลยั แมโ่ จ้
รองศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ จรรยาสุภาพ มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้
รองศาสตราจารย์ ดร. นพมณี โทปญุ ญานนท์ มหาวทิ ยาลัยแมโ่ จ้
รองศาสตราจารย์ออ้ มทิพย์ เมฆรกั ษาวนชิ แคมป์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
รองศาสตราจารยป์ ระวิตร พทุ ธานนท์ มหาวทิ ยาลัยแม่โจ้
ผู้ชว่ ยศาสตราจารยธ์ ีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้
คณะกรรมการดาเนินงาน นางสาววารี ระหงษ์ นางธัญรศั ม์ิ ธวัชมงคลศักด์ิ
นางสาวรงั สมิ า อัมพวัน นางทิพย์สุดา ปุกมณี
นายสมยศ มีสุข นางสาวอัมภา สันทราย
นางจิรนันท์ เสนานาญ นางสาวรัญรณา ขยนั
ฝา่ ยประชาสัมพนั ธ์และเผยแพร่ นายปรญิ ญา เพยี รอตุ ส่าห์ นายประสิทธ์ิ ใจคา
นางประไพศรี ทองแจ้ง
จดั ทาโดย กองบริหารงานบริการวชิ าการ สานักวิจยั และส่งเสรมิ วิชาการการเกษตร
มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ อาเภอสันทราย จังหวดั เชียงใหม่ 50290
โทรศพั ท์ 0-5387-3411 โทรสาร 0-5387-3418
E-mail: [email protected]
Web site: www.jare.mju.ac.th
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร เป็นวารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพ่ือ
เผยแพร่งานวิจัยและบทความทางวิชาการด้านการเกษตร เป็นวารสารราย 4 เดือน กาหนดออกปีละ 3 ฉบับ โดยมีการเผยแพร่
ออนไลน์ (Journal Online) ในรูปวารสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-ISSN 2630-0206) สาหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการ
พัฒนาการเกษตร
บทบรรณาธิการ
วารสารวิจัยและส่งเสริมวชิ าการเกษตร ปที ่ี 38 ฉบบั ที่ 2 เดอื น พฤษภาคม ถึง สิงหาคม พ.ศ. 2564 ฉบับ
น้ีได้บรรจุเนื้อหาสาระอัดแน่นทางวิชาการให้ท่านผู้อ่านได้เลือกอ่านเพื่อประโยชน์ด้านต่างๆ จานวน 14 เรื่อง
ด้วยกัน มีความหลากหลายในหัวข้อท่ีน่าสนใจ เพราะทางกองบรรณาธิการมีความเชื่อมั่นว่า ในความหลากหลาย
ของเน้ือหาสาระจะยังประโยชน์ให้กับท่านผู้อ่าน ได้รับความรู้ทางด้านวิชาการในหลากหลายมุมมอง เพื่อจะนา
ความรู้ที่หลากหลายไปใช้ และ/หรือประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พ่ีน้องเกษตรกรของเราได้ กินดี อยู่ดี
มีสขุ
ผมเขียนบทบรรณาธิการ ฉบับน้ีด้วยความรู้สึกท่ี หดหู่ และ เป็นห่วงพ่ีน้องร่วมชาติ ที่ยังอยู่ภายใต้
สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID 19) ที่มีการแพร่กระจายไปท่ัวประเทศ มีผู้ติดเช้ือ
เกือบสองหม่ืนคนต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตเกือบ 300 คน ต่อวัน สถานการณ์ดังกล่าวกระทบอย่างรุนแรงทางด้าน
เศรษฐกจิ ปากทอ้ ง พขี่ องน้องประชาชนทัว่ ประเทศ หวังวา่ ทุกอยา่ งจะดขี ้ึนในเร็ววนั น้ี เพอ่ื ความสขุ ความสงบ จะ
ได้กลับคืนมาสู่พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน และขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านแคล้วคลาดจากโรคภัย มีสุขภาพกาย
และจิตท่ีเข้มแข็ง สมบูรณ์ ฟันฝ่าเหตุการณ์วิกฤติน้ีไปได้ทุกท่านนะครับ เราจะอดทน ให้กาลังใจซึ่งกันและกัน
ฟา้ หลังฝนยอ่ มสดใสและมคี วามหวงั เสมอ เดี๋ยวมนั กผ็ า่ นไปครับ
ดว้ ยรักและเคารพ
รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศกั ด์ิ ศรเี งินยวง
บรรณาธิการวารสารวจิ ยั ฯ
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 1-9
ผลของอุณหภมู แิ ละระยะเวลาในระหว่างการเตรียมพรอ้ มเมล็ดพนั ธ์ุด้วยนา้
ตอ่ ความงอกและความแขง็ แรงของเมล็ดพนั ธ์บุ กั วตี
Effects of Temperature and Duration during Hydropriming on Germination
and Vigor of Buckwheat (Fagopyrum esculentum Moench) Seeds
พจิ ติ รา แกว้ สอน* ปวีณ แสงสรุ ศลิ ป์ และปริยานชุ จลุ กะ
Pichittra Kaewsorn*, Paween Saengsurasin and Pariyanuj Chulaka
ภาควชิ าพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10900
Department of Horticulture, Faculty of Agriculture, Kasetsart University, Bangkok, Thailand 10900
*Corresponding author: [email protected]
Received: March 02, 2020
Abstract Revised: September 02, 2020
Accepted: September 29, 2020
Buckwheat seed is often found the problems with low germination, delayed germination and
non-uniformity in the field. Thus, the objective of this research was to study the effects of temperature
and soaking duration during hydropriming on germination and vigor of buckwheat seeds in order to
enhance seed germination. Seeds were soaked in reverse osmosis (RO) water at different temperatures
and soaking durations and seeds were then decreased moisture content until 8% at Seed Technology
Laboratory, Department of Horticulture, Faculty of Agriculture, Kasetsart University during September
to October, 2017. The experiment was designed in 2×3 factorial in completely randomized design with
non-primed seeds (control). Factor A was the temperature at 2 0 °C and 3 0 °C. Factor B was soaking
duration for 6, 12 and 18 hrs. The results showed that hydroprimed seeds at 30°C for 18 hrs had high
germination (90.50%), speed of days to emergence (1.33 days) and speed of mean germination time
(4.50 days) when compared with non-primed seeds (82.50%, 1.48 days and 5.04 days, respectively). It
is useful for growing buckwheat seeds in the field in order to enhance germination and rapid seedling
growth with weed competition.
Keywords: speed of germination, days to emergence, mean germination time,
germination enhancement, seed quality
1
วารสารวจิ ยั และส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 1-9
บทคดั ยอ่ คานา
เมล็ดบักวีตมักมีปัญหาความงอกต่า งอกได้ช้า บักวีต (Buckwheat) มีชื่อวิทยาศาสตร์
และไม่สม่าเสมอในสภาพแปลง ดังนั้นวัตถุประสงค์ของ ว่า Fagopyrum esculentum Moench อยู่ในวงศ์
งานวิจัยนี้เพื่อศึกษาผลของอุณหภูมิและระยะเวลาใน Polygonaceae เป็นพืชที่ใช้ประโยชน์จากเมล็ด โดย
ระหว่างการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้าต่อความงอก น ามาโม่เป็นแป้งใช้ท าอาหารได้หลากหลาย เช่น
และความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์บักวีตเพื่อกระตุ้นการ เส้นโซบะ แพนเค้ก เกี๊ยว โจ๊ก เค้ก และขนมปัง
งอกของเมล็ด โดยนาเมล็ดมาแช่ในน้า Reverse Osmosis (Holasova et al., 2002) ในประเทศไทยได้นาแป้งของ
(RO) ที่อุณหภูมิและระยะเวลาแตกต่างกัน จากนั้นลด บักวีตมาใช้แทนแป้งสาลีในการทาขนมปัง และคุกกี้
ความชื้นลงให้เหลือประมาณ 8% ท าการทดลอง (Jaisanti, 1993) ซึ่งกรมการข้าวได้ส่งเสริมให้กลุ่ม
ณ ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ ภาควิชาพืชสวน เกษตรกรหมู่บ้านนากอก ตาบลภูฟ้า อาเภอบ่อเกลือ
คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่างเดือน จังหวัดน่าน ปลูกบักวีตเป็นพชื หลังนาเพื่อการแปรรูปต่างๆ
กันยายนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 โดยจัดสิ่งทดลอง (Rice Department, 2017) นอกจากนี้ยอดอ่อนของ
แบบ 2×3 แฟคทอเรียลในแผนการทดลองแบบสุ่ม บักวีตสามารถรับประทานเป็นผักได้ มีสารฟลาโวนอยด์
สมบูรณ์ โดยเมล็ดที่ไม่ผ่านการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธ์ุ (Flavonoids) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
เป็นวิธีควบคุม (Control) ทาการทดลอง 2 ปัจจัย ได้แก่ (Oomah and Mazza, 1996) พืชในวงศ์ Polygonaceae
ปัจจัย A คือ อุณหภูมิ มี 2 ระดับ ได้แก่ 20 และ 30°ซ. มีประมาณ 800 ชนิด (Species) แบ่งเป็น 30 สกุล
ปัจจัย B คือ ระยะเวลาในการแช่เมล็ด มี 3 ระดับ ได้แก่ (Genus) และแพร่กระจายไปทั่วโลก (Stastn et al.,
6 , 1 2 แ ล ะ 1 8 ช ม . จ า ก ผ ล ก า ร ท ด ล อง พ บ ว่ า 2010) ผล (Fruit) ของพืชในวงศ์นี้เป็นแบบผลแห้ง
การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้าที่อุณหภูมิ 30°ซ. เมล็ดเดี่ยว (Single-seeded achene) ที่มีเปลือกผล
เป็นเวลา 18 ชม. ทาให้เมล็ดมีความงอกสูง (90.50%) (Pericarp) ติดกับเปลือกเมล็ด ( Testa) แน่นสนิท
มีจานวนวันที่มีรากงอก (1.33 วัน) และมีเวลาเฉลี่ย โดยทั่วไปผลประเภทนี้เรียกว่า เมล็ด เมล็ดที่เก็บเกี่ยวมา
ในการงอกเร็ว (4.50 วัน) เมื่อเปรียบเทียบกับเมล็ดท่ี ใหม่ๆ มีระดับการพักตัวแตกต่างกันซึ่งเป็นปัญหาทาให้
ไม่ผ่านการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธ์ุ (82.50%, 1.48 วัน และ เมล็ดงอกได้ต่า เช่น เมล็ด Polygonum pensylvanicum
5.04 วัน ตามลาดับ) ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปลูกเมล็ด และ Rumex obtusifolius มีสาเหตุการพักตัวเกิดจาก
พันธุ์บักวีตในสภาพแปลงให้งอกและเจริญเป็นต้นกล้า เปลือกเมล็ดไม่ยอมให้น้าซึมผ่านได้ (Sepeher and
ไดเ้ ร็ว เพือ่ แขง่ ขนั กบั วชั พืช Ghorbanli, 2011) การท าลายการพักตัวของเมล็ด
มีหลายวิธี เช่น การแช่ในน้า หรือสารเคมีที่ส่งเสริมการงอก
คาสาคัญ: ความเร็วในการงอก จานวนวันทเี่ มล็ดมรี ากงอก เช่น GA3 หรือ KNO3 (ISTA, 2018) แต่วิธีการดังกล่าว
เวลาเฉล่ียในการงอก การกระตนุ้ ความงอก ต้องนาเมล็ดไปปลูกโดยทันที ไม่สามารถเก็บรักษาเมล็ดได้
คุณภาพเมลด็ พันธ์ุ
2
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 1-9
ดังนั้น การกระตุ้นความงอกด้วยวิธีการเตรียมพร้อม McDonald, 2001) มีการศึกษาการเตรียมพร้อมเมล็ด
เมล็ดพันธุ์ (Seed priming) จะช่วยทาให้เมล็ดสามารถ พันธุ์บักวีตค่อนข้างน้อยเพียง 1 เรื่อง และยังไม่ประสบ
เก็บรักษาได้เป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนนาไปปลูก (Bewley ผลสาเร็จ โดยวิธีการดังกล่าวยังไม่ทาให้เมล็ดงอกเพิม่ ขนึ้
and Black, 1982) ได้แก่ Gairhe et al. (2015) รายงานการเตรียมพร้อม
เมล็ดพันธุ์บักวีตด้วยนา้ เป็นเวลา 18 และ 36 ชม. ทาให้
การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์เปน็ การกระตุ้นความ เมล็ดมีความงอกสูงที่สุดแต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญ
งอกของเมล็ด โดยนาเมล็ดไปแช่ในน้าหรือสารเคมี ทางสถิติ (45.6 และ 48.4% ตามลาดบั ) เมื่อเปรยี บเทียบ
ที่อุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกิด กบั เมล็ดท่ีไม่ผ่านการเตรียมพร้อมเมลด็ พนั ธุ์ (22.5%)
กระบวนการเมแทบอลิซึมต่างๆ ภายในเมล็ด แล้วนา
เมล็ดไปลดความชื้นลงเพื่อยับยั้งกระบวนการงอกก่อนที่ นอกจากนี้มีการศึกษาผลของอุณหภูมิและ
รากจะปรากฏ (Brocklehurst et al., 1987) โดยทาให้ ระยะเวลาในการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธ์ุด้วยน้าของพืช
เมล็ดดูดน้าจนมีความชืน้ เพียงพอในกระบวนการงอก แต่ ชนิดอื่นๆ เช่น การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้าของ
ไม่เพียงพอต่อการงอกของราก (Bewley and Black, เมลด็ พันธุ์ขา้ วสาลี 2 พนั ธ์ุ ไดแ้ ก่ ‘Azar-2’ และ ‘Sardari
1982) ซึ่งเมล็ดจะงอกได้อย่างสม่าเสมอและงอกได้เร็ว 101’ โดยแช่เมล็ดในน้าที่อุณหภูมิ 20, 23 และ 28°ซ.
เมื่อเมล็ดดูดน้าอีกครั้ง (Heydecker and Coolbear, เป็นเวลา 12, 24 และ 36 ชม. ทาให้เมล็ดมีดัชนีการงอก
1977) การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์มีหลายวิธี ได้แก่ การ (Germination index) สูงที่สุด แสดงว่าเมล็ดงอกได้เร็ว
เตรียมพรอ้ มเมลด็ พันธด์ุ ว้ ยน้า (Hydropriming) และการ นอกจากนี้การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ ข้าวสาลีด้วยน ้า
เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยสารควบคุมแรงดันออสโมซิส ที่อุณหภูมิ 20°ซ. ทาให้เมล็ดมีดัชนีความแข็งแรง (Vigor
( Osmopriming) (Akers and Holley, 1986) ซ ึ ่ ง ก า ร index) ความยาวของลาต้นและราก และน้าหนักสดของ
เ ต ร ี ย ม พ ร ้ อ ม เ ม ล ็ ด พ ั น ธ์ุ ม ี ห ล า ย ป ั จ จ ั ย ท ี ่ เ ก ี ่ ย ว ข ้ อ ง ต้นกล้าสูงกว่าการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน ้า
ต่อคุณภาพเมล็ด เช่น อุณหภูมิ และระยะเวลาในการ ที่อุณหภูมิ 23 และ 28°ซ. ส่วนการเตรียมพร้อมเมล็ด
แช่เมล็ด (Parera and Cantliffe, 1994) อุณหภูมิมี พันธ์ุข้าวสาลีด้วยน้า เป็นเวลา 24 ชม. ทาให้ต้นกล้า
ความสมั พนั ธ์กับการดดู น้าและกระบวนการงอกของเมลด็ มีความยาวรากและลาต้น และน้าหนักสดสูงที่สุดเมื่อ
ในระหว่างการดูดน้า หากอุณหภูมิสูงจะมีผลกระตุ้น เ ป ร ี ย บ เ ท ี ย บ ก ั บ ต ้ น ก ล ้ า ท ี ่ ไ ด้ จ า ก เ ม ล ็ ด ท ี ่ ผ ่ า น ก า ร
กระบวนการงอก (Metabolic events) ของเมล็ด โดย เตรยี มพรอ้ มเมลด็ พันธุด์ ้วยนา้ เป็นเวลา 12 และ 48 ชม.
ส่งผลทาให้อัตราการดูดน้าของเมล็ดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ (Yari et al., 2010) นอกจากนี้มีการศึกษาผลของ
การแชเ่ มลด็ ในน้าเปน็ ระยะเวลานานจะสง่ ผลให้เมล็ดงอก อุณหภูมิและระยะเวลาในการเตรียมพรอ้ มเมลด็ พันธุ์ข้าว
ได้เร็วขึ้น เนื่องจากผ่านการดูดน้าในระยะแรกทาให้เกิด 3 พันธุ์ ได้แก่ ‘FajerI’ ‘Sherodi’ และ ‘Taram’ โดยแช่
กระบวนการเมแทบอลิซึมต่างๆ และมีการสร้าง mRNA เมล็ดในน้าที่อุณหภูมิ 20, 25 และ 30°ซ. เป็นเวลา 12,
ทาให้เกิดการสลาย (Break down) อาหารสะสมโดย 24 และ 36 ชม. พบว่าการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์
เอนไซม์ จนเข้าสู่ระยะที่สอง (Lag phase) ซึ่งเกิดปฏิกิริยา ที่อุณหภูมิ 25°ซ. เป็นเวลา 24 ชม. ทาให้เมล็ดมีความงอก
ทางชีวเคมีภายในเมล็ด มีการย่อยสลายสารอาหารเป็น สูงที่สุด และมีเวลาเฉลี่ยในการงอกเร็วที่สุด (Yari et al.,
โมเลกุลเล็กเพื่อเตรียมพร้อมสาหรับการงอก และ 2012)
เคลื่อนย้ายอาหารสะสมไปยังจุดเจริญ หากแช่เมล็ดเป็น
ระยะเวลาที่นานเกินไปจะทาให้เข้าสู่ระยะที่สามของการ กา รป ล ูกบ ักว ีต จ า เป ็น ต ้อง ใช ้เมล ็ด พ ัน ธ ุ์ท ี่มี
ดูดน้า ทาให้เกิดการงอกของรากได้ (Copeland and คุณภาพดี เพื่อให้เมล็ดงอกได้อย่างสม่าเสมอและงอก
ได้เร็ว เพื่อแข่งขันกับศัตรูพืชต่างๆ ในแปลงได้ แต่เมล็ด
3
วารสารวิจยั และส่งเสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 1-9
บักวีตยังมีปัญหาความงอกต่า งอกได้ช้า และงอกไม่ ในตู้เพาะเมล็ด (Germinator cabinet) ที่อุณหภูมิสลับ
สม่าเสมอ การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้าจึงเป็น 20°ซ.⇔30°ซ. โดยใช้อุณหภูมิ 20°ซ. นาน 16 ชม. ในที่มืด
วิธีการหนึ่งที่ทาให้เมล็ดอยู่ในสภาพพร้อมงอกได้ทันที สลับกับอุณหภูมิ 30°ซ. นาน 8 ชม. ในที่มีแสง นับคร้ัง
เมื่อเมล็ดได้รับนา้ ดังนั้น การทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพือ่ แรก (First count) ท่ี 4 วันหลงั เพาะเมล็ด โดยนบั เฉพาะ
ศึกษาผลของอุณหภูมิและระยะเวลาในการเตรียมพร้อม ต้นอ่อนปกติที่มีระบบรากสมบูรณ์ ลาต้นตั้งตรง และ
เมลด็ พันธุ์บักวีตดว้ ยนา้ เพ่ือให้เมล็ดงอกได้เร็วข้นึ ใบเลี้ยงมีสีเขยี ว 2 ใบ และนับครั้งสุดทา้ ย (Final count)
ที่ 7 วันหลังเพาะเมล็ด โดยนับต้นอ่อนปกติ ต้นอ่อน
อปุ กรณแ์ ละวิธีการ ผิดปกติ ได้แก่ ต้นอ่อนท่ีมีใบเล้ียงรูปร่างบิดเบี้ยว เปลือก
เมล็ดติดกับใบเลี้ยง ลาต้นม้วนงอ ลาต้นสั้น และรากกุด
การเตรียมพร้อมเมลด็ พันธุ์ เมล็ดสดไม่งอกเป็นเมล็ดที่ดูดน้าได้ มีขนาดใหญ่ขึ้น
นาเมล็ดพันธุบ์ ักวีตจากตาบลภูฟ้า อาเภอบ่อเกลือ เล็กน้อยแต่ยังไม่งอก เมล็ดแข็งเป็นเมล็ดที่ไม่ดูดน้า และ
เมล็ดตาย ได้แก่ เมล็ดที่ถูกเชื้อราหรือแบคทีเรียเข้า
จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพันธุ์ผสมเปิดที่เก็บเกี่ยวใหม่และ ทาลาย (ISTA, 2018) จากนั้นนาข้อมูลมาคานวณความ
ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์แล้วเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560 งอกของเมล็ดพันธุเ์ ป็น % จากสตู ร
มาทดลอง ณ ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีเมล็ดพันธ์ุ
ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความงอก (%) = จานวนตน้ ออ่ นปกติ x 100
ระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 โดย จานวนเมลด็ ทง้ั หมด
แช่เมล็ดในน้า Reverse Osmosis (RO) ปริมาตร 50
มลิ ลลิ ิตร ที่อุณหภมู ิ 20 และ 30°ซ. เป็นเวลา 6, 12 และ จานวนวันทเ่ี มลด็ มีรากงอก (Days to Emergence; DTE)
18 ชม. จากนัน้ นาเมล็ดมาล้างนา้ RO ไหลใหส้ ะอาด และ เพาะเมล็ดบักวีตตามวิธีการทดสอบความงอก
ลดความชื้นลงให้ใกล้เคียงกับความชื้นเริ่มต้นประมาณ
8% ด้วยตู้ลดความชื้นไฟฟ้า (Electric desiccator) เป็น นบั เมลด็ ที่มรี ากงอกยาวประมาณ 2 มม. ทกุ วัน เป็นเวลา
เวลา 72 ชม. จัดสิ่งทดลองแบบ 2×3 แฟคทอเรียลใน 7 วันหลังเพาะเมล็ด จากนั้นนาข้อมูลมาคานวณหา
แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ โดยเมล็ดที่ไม่ผ่านการ จานวนวนั ท่เี มล็ดมรี ากงอก จากสูตร (Dhillon, 1995)
เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์เป็นวิธีควบคุม (Control) ทาการ
ทดลอง 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัย A อุณหภูมิ มี 2 ระดับ DTE = ∑(n T)/∑n
คือ 20 และ 30°ซ. ปัจจัย B ระยะเวลาในการแช่เมล็ด โดย n คือ จานวนเมลด็ ทแ่ี ทงรากยาว 2 มม.
มี 3 ระดับ คือ 6, 12 และ 18 ชม. แล้วนาเมล็ดที่ผ่าน
และไมผ่ า่ นการเตรียมพรอ้ มเมลด็ พันธ์ุมาทดสอบคุณภาพ T คือ จานวนวันท่ีเมลด็ แทงราก
เมลด็ พนั ธ์ุ
เวลาเฉลย่ี ในการงอก (Mean Germination Time; MGT)
การบนั ทกึ ขอ้ มูล เพาะเมล็ดบักวีตตามวิธีการทดสอบความงอก
ความงอก (Germination)
นับจานวนต้นอ่อนปกติทุกวัน เป็นเวลา 7 วันหลังเพาะ
นาเมล็ดบักวีตท่ีผ่านและไม่ผา่ นการเตรียมพร้อม เมลด็ จากนนั้ นาข้อมูลมาคานวณหาเวลาเฉล่ียในการงอก
เมลด็ พนั ธมุ์ าทดสอบความงอกในห้องปฏิบัติการ โดยการ จากสตู ร (Ellis and Roberts, 1980)
เพาะเมล็ดบนกระดาษชื้นด้วยวิธี Top of Paper (TP)
จานวน 4 ซ้า ซ้าละ 50 เมล็ด วางกล่องเพาะเมล็ด MGT = ∑(n T)/∑n
โดย n คือ จานวนต้นออ่ นปกตใิ นแต่ละวัน
T คือ จานวนวันที่เมลด็ งอกเปน็ ตน้ ออ่ นปกติ
4
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 1-9
การวเิ คราะห์ผลทางสถติ ิ การเตรียมสารประกอบต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อม
การวิเคราะห์ความแปรปรวนข้อมูลทางสถิติ สาหรับการงอกของเมล็ด และเคลื่อนย้ายอาหารสะสมไป
ยังจุดเจริญ ซึ่งจาเป็นต่อการงอกของต้นอ่อน เมล็ดจึงมี
(Analysis of Variance) ของลักษณะที่ศึกษา ด้วยวิธี ความงอกเพมิ่ ขึ้น (Bewley and Black, 1985) ซ่ึงผลการ
Duncan’s Multiple Range Test (DMRT) ทีร่ ะดบั ความ ทดลองน้ีไม่สอดคล้องกับ Gairh et al. (2015) รายงาน
เชอ่ื ม่นั 95% ด้วยโปรแกรม R ว่าการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์บักวีตด้วยน้า เป็นเวลา 18
และ 36 ชม. ทาให้เมล็ดมีความงอกสูงที่สุดและไม่
ผลการวิจยั และวจิ ารณ์ แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (45.6 และ 48.4%
ตามลาดับ) เมื่อเปรียบเทียบกับเมล็ดที่ไม่ผ่านการ
ความงอก เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ (22.5%) อาจเป็นเพราะเมล็ด
อณุ หภมู แิ ละระยะเวลาในการเตรยี มพรอ้ มเมล็ด บักวีตต่างพันธุห์ รือตา่ งล็อตกัน มีคุณภาพเร่ิมตน้ แตกตา่ งกนั
โดยเมลด็ บักวตี ในงานวจิ ยั นมี้ คี วามงอกเรมิ่ ต้นคอ่ นข้างสูง
พันธุ์บักวีตด้วยน้าต่อความงอกพบว่า มีอิทธิพลร่วมกัน คือ 82.50% มีต้นอ่อนผิดปกติท่ีมีล าต้นใต้ใบเลี้ยง
โดยการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้าที่อุณหภูมิ 30°ซ. (Hypocotyl) สั้น รากสั้น เปลือกติดใบเลี้ยง เนื่องจาก
เป็นเวลา 18 ชม. มีความงอกสูงที่สุด คือ 90.50% ซึ่งไม่ เมล็ดงอกช้า 5.50% เมล็ดสดที่ยังไม่งอก 3.00% และ
แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับการเตรียมพร้อม เมล็ดตาย 9.00% (Data not shown) ดังนั้น การแช่
เมลด็ พันธุด์ ้วยน้าท่อี ุณหภูมิ 30°ซ. เป็นเวลา 12 ชม. และ เมล็ดในน้าที่อุณหภูมิ 20 หรือ 30°ซ. ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่
การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้าที่อุณหภูมิ 20°ซ. เป็น เหมาะสม น้าซึมผ่านเปลือกเมล็ดเข้าสู่ภายในเมล็ดได้ดี
เวลา 18 ชม. ทาให้เมล็ดมีความงอกสูง 86.89 และ จงึ ทาให้เมลด็ มีความงอกสงู ขึน้
85.00% ตามลาดับ (Table 1) ส่วนทรีตเมนต์อื่นๆ มี
ความงอกตา่ ที่สุด และไม่แตกตา่ งอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ นอกจากน้ีการแชเ่ มล็ดบักวีตในนา้ ที่อุณหภูมติ ่า
คือ 79.00-83.75% ซึ่งการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์บักวีต 20°ซ. ใช้ระยะเวลาในการดูดน้านานถึง 18 ชม. ส่วนการ
ด้วยน้าที่อุณหภูมิ 20 หรือ 30°ซ. เป็นเวลา 18 ชม. หรือ แช่เมล็ดในน้าที่อุณหภูมิสูง 30°ซ. ใช้เวลาเพียง 12 ชม.
การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้าที่อุณหภูมิ 30°ซ. (Table 1) เพียงพอสาหรับกระบวนการงอกของเมลด็ ซ่ึง
เป็นเวลา 12 ชม. ทาให้เมล็ดมีความงอกสงู กว่าเมลด็ ที่ไม่ อยู่ในช่วงระยะที่ 2 หรือระยะงัน (Lag phase) ของ
ผ่านการเตรยี มพร้อมเมล็ดพนั ธ์ุ เพราะการแช่เมล็ดบักวีต รูปแบบการดูดน ้าของเมล็ด (Triphasic pattern of
ในน้าที่อุณหภูมิดังกล่าวเป็นเวลานานเพียงพอที่จะทาให้ water uptake) แสดงว่าเมล็ดทีแ่ ช่ในน้าที่อุณหภูมติ ่าจะ
กระบวนการงอกภายในเมล็ดเกิดได้สมบูรณ์ โดยเมล็ด ดูดน้าอย่างช้าๆ ส่วนเมล็ดที่แช่ในน้าที่อุณหภูมิสูงใช้
เกิดกระบวนการเมแทบอลิซึมต่างๆ เช่น การสังเคราะห์ ระยะเวลาส้ันกว่า (Bewley and Black, 1982)
RNA และโปรตีน เกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีภายในเมล็ด
5
วารสารวิจยั และส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 1-9
Table 1 Germination, days to emergence (DTE) and mean germination time (MGT) of buckwheat seeds
after hydropriming in different temperatures and soaking durations
Seed quality Temperature Control Soaking duration (B) Mean AxB C.V.
Germination (A) 82.50 bc 6 hrs 12 hrs 18 hrs (%)
(%) Control 82.50 AB1/ 79.00 c 83.75 bc 85.00 a 82.50 * 6.35
20°C 1.48 a 83.00 bc 86.89 a 90.50 a 82.67
DTE (days) 30°C 81.00 B 85.32 AB 87.75 A 86.80
Mean 1.48 A
MGT (days) Control 5.04 a 1.23 b 1.21 b 1.23 b 1.48 a2/ * 10.98
20°C 1.30 b 1.27 b 1.33 b 1.22 b
30°C 5.04 A 1.26 B 1.24 B 1.28 B 1.30 b
Mean
Control 4.70 b 4.46 c 4.50 c 5.04 a * 5.17
20°C 4.57 b 4.40 c 4.50 c 4.55 b
30°C 4.63 B 4.43 C 4.50 BC 4.48 b
Mean
1/Mean values in each row followed by the same uppercase letter are not significantly different at the p<0.05 by DMRT.
2/Mean values in each column followed by the same lowercase letter are not significantly different at the p<0.05 by DMRT.
*=Significant at p<0.05
จานวนวันท่ีเมลด็ มีรากงอก ต่างๆ อาหารสะสมในเมล็ด เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต
อณุ หภมู แิ ละระยะเวลาในการเตรียมพรอ้ มเมล็ด และไขมันถูกย่อยโมเลกุลให้เล็กลง และเคลื่อนย้ายไปยัง
จดุ เจรญิ เมอื่ นาเมลด็ ท่ีผา่ นการเตรยี มพร้อมเมล็ดพันธุ์ไป
พันธุ์บักวีตด้วยน้าต่อจานวนวันที่เมล็ดมีรากงอก พบว่า ปลูกหรือได้รับน้าอีกครั้ง เมล็ดจะดูดน้าและเข้าสู่ระยะที่ 2
มีอิทธิพลร่วมกัน โดยการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธ์ุด้วยน้า (Lag phase) ของรปู แบบการดูดน้าเร็ว และใช้ระยะเวลา
ที่อุณหภูมิ 20 และ 30°ซ. เป็นเวลา 6, 12 และ 18 ชม. สั้นก่อนเข้าสู่ระยะที่ 3 ของรูปแบบการดูดน้า จึงทาให้
ทาให้เมล็ดมีจานวนวันทีม่ ีรากงอกเร็วทส่ี ุดและไมแ่ ตกตา่ ง เมล็ดแทงรากแรกเกิดหรือรากอ่อน (Radicle) ออกมาได้
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (1.21-1.33 วัน) ส่วนเมลด็ ที่ไม่ เร็วกว่าเมล็ดที่ไม่ผ่านการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์
ผ่านการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ มีจานวนวันที่มีรากงอก (Copeland and McDonald, 2001) เช่นเดียวกับการ
ช้าที่สุด คือ 1.48 วัน (Table 1) แสดงว่าเมล็ดทีผ่ ่านการ เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดด้วยน้าที่อุณหภูมิ 20
เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุส์ ามารถแทงรากได้เร็วกว่าเมล็ดที่ และ 30°ซ. ทาใหเ้ มลด็ มดี ัชนกี ารงอกสงู หรอื เมลด็ งอกได้
ไมผ่ า่ นการเตรยี มพรอ้ มเมลด็ พนั ธ์ุ เพราะการเตรียมพรอ้ ม เร็วกว่าเมล็ดที่ไม่ผ่านการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ (Imran
เมล็ดพันธุ์ที่อุณหภูมิและระยะเวลาดังกล่าว เหมาะสมที่ et al., 2013)
ทาให้เกิดกระบวนการเมแทบอลิซึมต่างๆ ภายในเมล็ด
เช่น กระตุ้นการสร้างเอนไซม์ เกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมี
6
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 1-9
เวลาเฉลย่ี ในการงอก ตามลาดับ) และมีเวลาเฉลี่ยในการงอก (4.50 และ 4.50 วนั
อุณหภูมแิ ละระยะเวลาในการเตรยี มพรอ้ มเมล็ด ตามลาดับ) เร็วกว่าเมล็ดที่ไม่ผ่านการเตรียมพร้อมเมล็ด
พันธ์ุ (82.50%, 1.48 วัน และ 5.04 วัน ตามลาดับ) ซึ่ง
พันธุ์บักวีตด้วยน ้าต่อเวลาเฉลี่ยในการงอกพบว่า ควรเลือกวิธีการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์บักวีตด้วยน้า
มีอิทธิพลร่วมกัน โดยการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้า ที่อุณหภูมิ 30°ซ. เป็นเวลา 18 ชม. เพราะเป็นวิธีการ
ที่อุณหภูมิ 20 และ 30°ซ. เป็นเวลา 12 และ 18 ชม. ทา ท่ีปฏิบัติได้ง่ายและสะดวกกว่าการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธ์ุ
ให้เมล็ดมีเวลาเฉลี่ยในการงอกเร็วที่สุดและไม่แตกต่าง ทีอ่ ุณหภมู ิ 20°ซ.
ทางสถติ ิ (4.40-4.50 วนั ) (Table 1) แสดงว่าเมล็ดท่ีผ่าน
การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ที่อุณหภูมิและระยะเวลา สรุปผลการวิจัย
ดังกล่าว สามารถแทงรากและพัฒนาเป็นต้นอ่อนปกติ
ได้เร็วกว่าเมล็ดที่ไม่ผ่านการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์บักวีตด้วยน้า
เพราะการแช่เมล็ดที่อุณหภูมิ 20 และ 30°ซ. เป็นอุณหภูมิ ที่อุณหภูมิ 20°ซ. เป็นเวลา 18 ชม. และการเตรยี มพร้อม
ที่เหมาะสมต่อการเกิดกระบวนการเมแทบอลิซึมต่างๆ เมล็ดพนั ธุ์ที่อณุ หภมู ิ 30°ซ. เป็นเวลา 12 และ 18 ชม. ทา
รวมถึงการแช่เมล็ดในน้าเป็นเวลา 12 หรือ 18 ชม. นาน ให้เมล็ดมีความงอกสูงที่สุด นอกจากนี้ยังมีจานวนวัน
เพียงพอต่อการเกิดกระบวนการเมแทบอลิซึมต่างๆ ที่เมล็ดมรี ากงอก และมเี วลาเฉลยี่ ในการงอกเรว็ กว่าเมล็ด
ภายในเมล็ดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการงอก ทาให้เกิด ท่ีไมผ่ ่านการเตรยี มพร้อมเมล็ดพนั ธุ์
การสลายอาหารสะสมในเมล็ดถูกย่อยโมเลกุลให้เล็กลง
โดยเอนไซม์ต่าง ๆ และเคลื่อนย้ายอาหารสะสมไปยังจุด กิตตกิ รรมประกาศ
เจริญ (Copeland and McDonald, 2001) เช่นเดียวกบั
Basra et al. (2002) รายงานการเตรียมพรอ้ มเมล็ดพนั ธุ์ ข อ ข อ บ ค ุ ณ ห ล ั ก ส ู ต ร ว ิ ท ย า ศ า ส ต ร บ ั ณ ฑิ ต
ขา้ วสาลดี ้วยน้า เป็นเวลา 48 ชม. ทาให้เมล็ดมีเวลาเฉลี่ย สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร์เกษตร ที่สนบั สนุนทุนวจิ ัยในการนี้
ในการงอกเร็วที่สุดและเมล็ดมีความแข็งแรงสูงที่สุด งอก
ได้เร็วเมื่อเปรียบเทียบกับการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ เอกสารอา้ งอิง
ด้วยน้า เป็นเวลา 2, 12 และ 24 ชม. เช่นเดียวกับ
Dastanpoor et al. (2013) รายงานการเตรียมพร้อม Akers, S.W. and K.E. Holley. 1986. SPS:
เมล็ดพันธุ์เสจ (Sage) ด้วยน้าที่อุณหภูมิ 10, 20 หรือ a system for priming seeds using aerated
30°ซ. เป็นเวลา 12, 24 หรือ 48 ชม. ทาให้เมล็ดมีเวลา polyethylene glycol or salt solutions.
เฉลี่ยในการงอกเร็วกว่าเมล็ดที่ไม่ผ่านการเตรียมพร้อม HortScience 21(1): 529-531.
เมลด็ พันธุ์
Basra, S.M.A, M.N. Zia, T. Mehmood, I. Afzal and
จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการ A. Khaliq. 2002. Comparison of
เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์บักวีตด้วยน้าที่อุณหภูมิ 20 หรือ different invigoration techniques in
30°ซ. เป็นเวลา 18 ชม. เป็นวธิ กี ารท่ีเหมาะสม โดยทาให้ wheat (Triticum aestivum L.) seeds.
เมล็ดมีความงอกสูง (85.00 และ 90.50% ตามลาดับ) มี Pak. J. Arid Agric 5(2): 11-16.
จานวนวันที่เมล็ดมีรากงอกเร็ว (1.23 และ 1.33 วัน
7
วารสารวิจยั และส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 1-9
Bewley, J.D. and M. Black. 1982. Physiology Gairhe, J.J., T.N. Bhusal and H. Neupane. 2015.
and Biochemistry of Seeds in Relation Influence of priming and nitrogen
to Germination. Volume 2: Viability, on growth behavior of buckwheat
Dormancy, and Environmental (Fagopyrum esculentum) in rainfed
Control. New York: Springer-Verlag. condition of midhill in Nepal.
375 p. J. Inst. Agric. Anim. Sci 33-34: 47-54.
Bewley, J.D. and M. Black. 1985. Seed: Heydecker, W. and P. Coolbear. 1977. Seed
Physiology of Development and treatments for improve performance-
Germination. New York: Plenum Press. survey and attempted prognosis.
367 p. Seed Sci. Technol 5(1): 353-425.
Brocklehurst, P.A., J. Dearman and R.L.K. Drew. Holasova, M., V. Fiedlerova, H. Smrcinova,
1987. Recent developments in osmotic M. Orsak, J. Lachman and S. Vavreinova.
treatment of vegetable seeds. 2002. Buckwheat-the source of
Acta Hortic 215(26): 193-200. antioxidant activity in functional foods.
Food Res. Int 35(2-3): 207-211.
Copeland, L.O. and M.B. McDonald. 2001.
Principles of Seed Science and Imran, S., I. Afzal, S.M.A. Basra and M. Saqib.
Technology. 4th edition. 2013. Integrated seed priming with
Massachusetts: Kluwer Academic growth promoting substances enhances
Publishers. 467 p. germination and seedling vigour of
spring maize at low temperature.
Dastanpoor, N., H. Fahimi, M. Shariati, Int. J. Agric. Biol. 15(6): 1251-1257.
S. Davazdahemami and S.M.M. Hashemi.
2013. Effects of hydropriming on seed ISTA (International Seed Testing Association).
germination and seedling growth in sage 2018. International Rules for Seed
(Salvia officinalis L.). Afr. J. Biotechnol. Testing. Switzerland: Bassersdolf.
12(11): 1223-1228. 298 p.
Dhillon, N.P.S. 1995. Seed priming of male Jaisanti, P. 1993. Utilization of buckwheat flour
sterile muskmelon (Cucumis melo L.) for making cookies. Int. Syst. Agric. Sci.
for low temperature germination. Technol 9(3): 204-212.
Seed Sci. Technol 23(3): 881-884.
Oomah, B.D. and G. Mazza. 1996. Flavonoids
Ellis, R.H. and E.H. Roberts. 1980. Improved and antioxidative activities in
equation for the prediction of seed buckwheat. J. Agric. Food. Chem.
longevity. Ann. Bot 5(1): 13-30. 44(7): 1746-1750.
8
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 1-9
Parera, C.A. and D.J. Cantliffe. 1994. Presowing Stastn, P., L. Klime and J. Klimesov. 2010.
seed priming. pp. 109-141. In Janick, J. Biological flora of Central Europe:
(ed.). Horticultural Reviews, Volume Rumex alpinus L. Perspec. Plant Ecol.
16. Florida: Department of Horticultural 12(1): 67-79.
Sciences, University of Florida.
Yari, L., M. Aghaalikani and F. Khazaei. 2010.
Rice Department. 2017. King and rice. [Online]. Effect of seed priming duration and
Available http://www.ricethailand.go.th temperature on seed germination
/web/index.php/2016-06-28-07-29- behavior of bread wheat (Triticum
12/724-2017-03-10-08-03-33 aestivum L.). J. Agric. Biol. Sci.
(7 September 2020). [in Thai] 5(1): 1-6.
Sepeher, M.F. and M. Ghorbanli. 2011. Breaking Yari, L., S. Sheidaie, H. Sadeghi and F. Khazaei.
of dormancy in Rhubarb (Rheum ribes L.). 2012. Evalation of temperature and
Iranian J. Plant Physiol. 1(2): 118-124. seed priming duration on seed
germination behavior of rice (Oryza
sativa L.). Int. J. Agric. 2(1): 7-11.
9
วารสารวิจยั และสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 10-24
การสะสมธาตุอาหารในดินและใบของต้นกลา้ ปาลม์ น้ามันระยะอนุบาลหลกั
ภายใตก้ ารจัดการปยุ๋ ผ่านระบบนา้ หยดและปยุ๋ เมด็
Nutrient Accumulation in Soil and Leaf of Oil Palm Main–nursery Seedling
under Drip Fertigation and Granular Fertilizer
อธิวฒั น์ ขาวสวี1 ธนญั ชนก ไชยรินทร2์ และจกั รัตน์ อโณทยั 1*
Atiwat Khaosawi1, Thanunchanok Chairin2 and Jakarat Anothai1*
1สาขาวิชานวตั กรรมการเกษตรและการจัดการ (พชื ศาสตร)์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ สงขลา 90110
2สาขาวิชานวัตกรรมการเกษตรและการจัดการ (การจัดการศตั รพู ชื ) คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ สงขลา 90110
1Agricultural Innovation and Management Division (Plant Science), Faculty of Natural Resources
Prince of Songkla University, Songkhla, Thailand 90110
2Agricultural Innovation and Management Division (Pest Management), Faculty of Natural Resources
Prince of Songkla University, Songkhla, Thailand 90110
*Corresponding author: [email protected] Received: May 15, 2020
Abstract Revised: November 07, 2020
Accepted: December 08, 2020
Precision nutrient management of oil palm main–nursery seedling is a crucial factor in achieving
seedling with optimum growth and development. The objective of this study was to evaluate nutrient
accumulation in soil and leaf as well as internal utilization efficiency (IE) of oil palm main–nursery
seedling under drip fertigation and granular fertilizer applications. A hybrid tenera oil palm cv. CPI Hybrid
was planted under two different fields. A completely randomize design with two treatments and four
replications was used for each experimental site. Nutrient concentration in soil and leaf, IE value and
weather data were recorded. The results at Trang experimental site revealed granular fertilizer gave
significantly greater total nitrogen (N) and available phosphorus concentration (P) in soil than drip
fertigation. However, no statistically significant difference (p>0.05) for nutrient contents in leaf. Values
of IE obtained from drip fertigation had trend to be greater than granular fertilizer. For the second
experimental site at Nakhon Si Thammarat showed significantly higher nutrient contents of N, P, Calcium
(Ca) and exchangeable magnesium (Mg) of drip fertigation than granular fertilizer. However, there were
no significant difference (p>0.05) of nutrient contents in leaf between treatments. Also, IE values of
macronutrient (N, P and K) of drip fertigation provided significantly greater than granular fertilizer. The
results indicated the potential of using drip fertilizer for oil palm main–nursery seedling management
instead of granular fertilizer as it consumes less time and labour.
Keywords: oil palms seedling, fertilizer management, fertigation, internal utilization efficiency
10
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 10-24
บทคดั ย่อ คาสาคญั : ตน้ กล้าปาลม์ น้ามัน การจัดการปยุ๋ การให้ปุ๋ย
ผ่านระบบน้า ประสทิ ธภิ าพการใชธ้ าตอุ าหาร
การจัดการปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม
โดยเฉพาะน้าและปุ๋ยมีความสาคัญยิ่งสาหรับการดูแล คานา
รักษาต้นกล้าปาล์มน้ามันระยะอนุบาลหลัก วัตถุประสงค์
ของการทดลองเพื่อศึกษาผลของการใส่ปุ๋ยทางระบบ การจัดการแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ามันและ
น้าหยดและการใส่ปุ๋ยเม็ดแบบโรยในถุงต่อปริมาณ กาหนดปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมแก่ต้นกล้า โดยเฉพาะ
ธาตุอาหารในดินและใบ รวมทั้งประสิทธิภาพการนาใช้ เร่อื งความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารมีความสาคัญยิง่ ซง่ึ
ธาตุอาหารสาหรับสร้างมวลชีวภาพของต้นกล้าปาล์มน้ามัน สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการเจริญเติบโต
ระยะอนุบาลหลัก ดาเนินการในแปลงเพาะกล้าปาล์ม และคุณภาพของต้นกล้าปาล์มน้ามัน การให้ผลผลิตของ
น้ามันซีพีไอ ไฮบริด สาขาตรัง และสาขานครศรีธรรมราช ปาล์มน้ามันมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายปัจจัย โดยปัจจัย
วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ประกอบด้วย 2 เริ่มต้นที่สาคัญ คือ คุณภาพของต้นกล้าที่ได้จากการผสม
ทรีตเมนต์ 4 ซ้า ได้แก่ 1) โรยปุ๋ยเม็ดในถุงตามวิธีปฏิบัติ ระหว่างพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่มีการควบคุมการผสม
ของเกษตรกร และ 2) ให้ปุ๋ยทางระบบน้าหยด บันทึก (Muhamad et al., 2014) โดยปกติต้นกล้าปาล์มน้ามัน
ข้อมูลปริมาณธาตุอาหารในดิน ใบ และ ประเมิน ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในแปลงเพาะช า
ประสิทธภิ าพการใช้ธาตอุ าหารทกุ ๆ 4 สัปดาห์ ผลการศึกษา เป็นระยะเวลา 10-14 เดือน ก่อนที่จะนาไปปลูกในแปลง
ของแปลงสาขาตรัง พบว่าการใส่ปุ๋ยเม็ดทาให้ไนโตรเจน ปลูกได้ หากแปลงเพาะชาต้นกล้าปาล์มน้ามันมีการ
ทั้งหมด (N) และฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (P) ในดิน จัดการที่ดี โอกาสที่จะพบต้นกล้าปาล์มน้ามันในระยะ
สงู กว่าการใส่ปุ๋ยทางระบบน้า แตป่ รมิ าณธาตอุ าหารในใบ อนุบาลหลักที่มีลักษณะผิดปกติและต้องคัดทิ้งน้อยกว่า
ส ่ วนใหญ่ ไม ่ มี ความแตกต ่ างอย่ างมี นั ยส าค ัญทางสถิติ 20% การคัดทิ้งต้นกล้าที่มีลักษณะผิดปกตินั้นย่อมมี
(p>0.05) ส่วนความสามารถของพืชในการเปลี่ยนธาตุ ผลกระทบด้านลบต่อผู้ผลิตต้นกล้าปาล์มน้ามัน กล่าวคือ
อาหารแต่ละธาตุที่ได้รับเป็นน้าหนักมวลชีวภาพ พบว่า จานวนต้นกล้าที่สามารถจาหน่ายได้ลดลง แต่กลับมี
การใสป่ ุย๋ ทางระบบน้ามแี นวโนม้ ให้คา่ ส่วนใหญ่สงู กวา่ การ ต้นทุนการจัดการโดยเฉพาะแรงงานคนเพื่อการ
ให้ปุ๋ยเม็ด ส่วนผลการศึกษาของแปลงสาขานครศรีธรรมราช คัดทิ้งต้นกล้าผิดปกติเพิ่มขึ้น ต้นกล้าปาล์มน้ามันท่ี
พบว่า การใสป่ ยุ๋ ทางระบบนา้ ส่งผลให้ธาตุ N, P แคลเซียม ผลิตได้ต้องเป็นต้นท่ีสมบูรณ์ แข็งแรงและไม่มีลักษณะ
(Ca) และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ (Mg) ในดิน สูงกว่า ผิดปกติ เช่น ต้นเล็กแคระแกร็น ใบย่อยไม่คลี่ เป็นต้น
การให้ปุ๋ยแบบเม็ด อย่างไรก็ตามปรมิ าณธาตุอาหารในใบ (Eksomtramage, 2011) การผลิตต้นกล้าปาล์มน้ามัน
ส่วนใหญ่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยทั่วไปเกษตรกรมีวิธีการใส่ปุ๋ยเพื่อเสริมสร้างการ
(p>0.05) เช่นเดียวกับแปลงสาขาตรัง ประสิทธิภาพการ เจริญเติบโตของต้นกล้าโดยใส่แบบเม็ดด้วยการโรยลงใน
ใช้ธาตุอาหารของการใส่ปุ๋ยทางระบบน้าทาให้ประสิทธิภาพ ถุงบริเวณโคนต้นกล้า เป็นเหตุให้ต้องอาศัยแรงงาน
การใช้ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ N, P และ K สูงกว่าการใส่ ค่อนข้างมาก สิ้นเปลืองเวลา ขาดความสม่าเสมอของปุ๋ย
ปุ๋ยเม็ด การศึกษาชีใ้ ห้เห็นวา่ การใสป่ ุย๋ ทางระบบนา้ เปน็ วธิ ี ที่ต้นกล้าปาล์มได้รับ อีกทั้งเกษตรกรส่วนหนึ่งอาศัย
ที่มีประสิทธภิ าพเหมาะสาหรับการจัดการแปลงเพาะกลา้ ความรู้สึกในการกาหนดปริมาณปุ๋ย โดยไม่ได้คานึงถึง
ปาลม์ นา้ มันทดแทนการใส่ปยุ๋ เมด็ แบบดั้งเดมิ ความอุดมสมบูรณ์ของดินที่มีอยู่ ส่งผลให้ธาตุอาหารบางตัว
11
วารสารวิจยั และส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 10-24
อาจเกินความต้องการของพืชทาให้สน้ิ เปลอื งค่าปยุ๋ และมี กระจายของรากฝอย ความลึกและน้าหนักแห้งของราก
ผลตกค้างในดิน รวมทั้งการเกิดปญั หาดนิ เค็มหรอื ความไม่ ข ้ า ว โ พ ด ใ น ร ะ บ บ ก า ร ป ล ู ก พ ื ช ร ่ ว ม ใ ห้ เ พ ิ ่ ม ข ึ ้ น อ ย ่ า ง
สมดุลของธาตุอาหารพืช นอกจากน้ีที่ระยะต้นกล้าปาลม์ มนี ัยสาคญั ทางสถติ ิเมือ่ เปรียบเทียบกับการให้ปยุ๋ เม็ดทางดิน
น้ามนั มอี ายุมากขึ้นและมีทรงพุ่มแผ่เต็มพน้ื ที่แล้ว การเข้า (Raj et al., 2013) สาหรับการอนุบาลต้นกล้าปาล์มน้ามัน
ไปปฏิบัติงานในแปลงเพาะชาทาได้ค่อนข้างยาก โดยรวม ระยะอนุบาลหลักตลอดระยะเวลา 10-14 เดือน
แล้วนับเป็นวิธีการใส่ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพต่าและเป็น และต้องให้ปุ๋ยแก่ต้นกล้าทุก 2-4 สัปดาห์ ส่งผลให้มี
ขนั้ ตอนการผลติ ที่ขาดความยัง่ ยืน ค่าใช้จ่ายที่สูงมากโดยเฉพาะค่าจ้างแรงงานที่อาจสูงถึง
60% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด (Rankine and Fairhurst,
รูปแบบการจัดการปุ๋ยที่สอดคล้องและตรงตาม 1998) ดว้ ยเหตนุ เ้ี กษตรกรจาเปน็ ต้องปรบั เปลี่ยนรูปแบบ
ความต้องการของปาล์มน้ามัน คือ ปัจจัยความสาเร็จใน การจัดการและน าเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้มากขึ้น
การได้มาซึ่งต้นกล้าปาล์มน้ามันคุณภาพดี วิธีการให้ปุ๋ย นอกจากเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลติ และลดตน้ ทนุ
ผ่านระบบการให้น้าที่มีประสิทธิภาพ เช่น การให้ปุ๋ย แล้ว ยังลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมได้
ร่วมกบั ระบบน้าแบบหยด เป็นทางเลือกหนง่ึ ของวธิ ีการให้ ดังนั้นการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการ
ปุ๋ยอย่างแม่นยา ทั้งปริมาณและช่วงเวลาที่พืชต้องการ ใส่ปุ๋ยทางระบบน้าหยดและการใส่ปุ๋ยเม็ดแบบโรยในถุง
เนือ่ งจากปุ๋ยอยูใ่ นรปู ของสารละลายท่ีพชื สามารถนาไปใช้ ต่อปริมาณธาตุอาหารในดินและใบ รวมทั้งประสิทธิภาพ
ได้ทันที นอกจากน้ยี งั สามารถกาหนดสดั สว่ นปยุ๋ ทีแ่ น่นอน การนาธาตุอาหารไปใช้ในการสร้างมวลชีวภาพของต้นกล้า
ความสม่าเสมอที่พืชแต่ละต้นได้รับ รวมถึงสามารถ ปาลม์ น้ามนั ระยะอนุบาลหลัก
กาหนดตาแหน่งการให้ปุ๋ยตรงกับบริเวณที่มีรากพืชอยู่
เป็นจานวนมากได้ ดังนั้นจึงช่วยให้การดูดใช้ธาตุอาหาร วธิ ดี าเนินการวิจยั
ของพชื เป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพมากกว่าการใส่ปุ๋ยแบบ
เม็ดบริเวณโคนต้นกล้า (Jat et al., 2011; Raina et al., พน้ื ทีศ่ ึกษาและแผนการทดลอง
2011) โดยมีการเปรียบเทียบการใหป้ ุ๋ยธาตอุ าหารหลักแก่ ด าเน ินการศึกษาในแปลงเพาะ ต ้นกล ้าปาล์ม
ต้นเชอร์รี่ พบว่าการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้าหยดส่งผลให้
ผลผลิตมีปริมาณสูงกว่าวิธีการให้ปุ๋ยเม็ดบริเวณโคนต้น น้ามันเชิงพาณิชย์ของเกษตรกร จานวน 2 สถานท่ี ได้แก่
32.7% นอกจากนี้การแตกของผล เชอร์รี่มีค่าน้อยกว่า แปลงเพาะกล้าปาล์มน้ามันซีพีไอ ไฮบริด–สาขาตรัง และ
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ เท่ากับ 2.83 และ 9.64% แปลงเพาะกล้าปาล์มน ้ามันซีพีไอ ไฮบริ ด–สาขา
ตามลาดับ (Ahmad et al., 2010) เช่นเดยี วกับการศกึ ษา นครศรีธรรมราช โดยนาต้นกล้าปาล์มน้ามันลูกผสม
รูปแบบการให้ปุ๋ยแก่สตรอว์เบอร์รี่ พบว่าการให้ปุ๋ยตาม เทเนอราพันธุ์ซีพีไอ ไฮบริด อายุ 3 เดือน ย้ายลงถุงปลูก
อัตราคาแนะนาผ่านระบบน้าหยดสง่ เสริมการเจริญเติบโต ขนาดกว้าง 17.8 และสูง 35.6 ซม. ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์
ได้ดีกว่าการใช้ปุ๋ยเม็ด ได้แก่ ความสูง พื้นที่ใบ ผลผลิต พ.ศ. 2561 สาหรับแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ามัน–สาขาตรัง
และคุณภาพของผลผลิต (Kachwaya and Chandel, และวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561 สาหรับแปลงเพาะกล้า
2015) นอกจากน้ีการให้ปุ๋ยผ่านทางระบบน้ามีบทบาท ปาล์มน้ามัน–สาขานครศรีธรรมราช วางแผนการทดลอง
ในการเพิ่มปริมาณผลผลิตและคุณภาพในพืชอื่นๆ ได้แก่ แบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design)
อัลมอนด์ กีวี ข้าวโพด และมะพร้าว (Chauhan and ประกอบด้วย 2 กรรมวิธี ได้แก่ 1) การโรยปุ๋ยเม็ดในถุง
Chandel, 2008; Lekakis et al., 2011; Khan et al., 2012; บริเวณโคนต้นกล้า ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติทั่วไปของเกษตรกร
Subramanian et al., 2012) รวมถึงส่งเสริมการแผ่ และ 2) การใส่ปุ๋ยทางระบบน้าหยด ดาเนินการทดลอง
12
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 10-24
4 ซา้ ต้นกลา้ ที่ใช้ในแตล่ ะสถานทที่ ดลองจานวน 4,500 ตน้ น้าฝน รังสีดวงอาทติ ย์ ความชื้นสัมพทั ธ์ ความเร็วลม และ
วัสดุปลูกที่ใช้บรรจุถุงปลูกได้จากเศษวัสดุยางพาราจาก อตั ราการคายระเหยน้า
โรงเลื่อยและผสมกับหน้าดิน อัตราส่วน 1:1 สาหรับแปลง
เพาะกล้าปาล์มน้ามัน–สาขาตรัง และใช้วัสดุปลูกผสม ข้อมูลพืชและดิน สุ่มเก็บตัวอย่างพืชและดินของ
ระหว่างขุยมะพร้าวกับหน้าดิน อัตราส่วน 1:1 สาหรับ แต่ละกรรมวิธีจากถุงเพาะชาเดียวกัน จานวน 4 ซ้า ซ้าละ
แปลงเพาะกล้าปาล์มน้ามนั –สาขานครศรีธรรมราช จัดวาง 2 ตัวอย่างย่อย โดยสุ่มเก็บครั้งที่ 1 หลังการย้ายปลูกและ
ถุงเพาะชาในแปลงเพาะให้มีระยะระหว่างถุง 40 ซม. ก่อนเริ่มการทดลอง หลังจากนั้นสุ่มเก็บทุก 4 สัปดาห์ นาไป
ระหว่างแถว 60 ซม. รองก้นหลุมด้วยร็อคฟอสเฟต 0-3-0 วิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหาร ประกอบด้วย 1) ปริมาณธาตุ
อตั รา 20 กรัม/ต้น อาหารในดินและสมบัติทางเคมี ได้แก่ ไนโตรเจนทั้งหมด
(N) ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (P) โพแทสเซียม (K)
การใส่ป๋ยุ และวิธกี ารใหน้ า้ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ (Mg) ความ
กรรมวิธีใส่ปุ๋ยเคมีตามเกษตรกรปฏิบัติทั่วไป เป็นกรดด่างของดิน (pH) และค่าการนาไฟฟ้า (EC)
ณ ศนู ย์ปฏิบัตกิ ารวิเคราะหก์ ลาง คณะทรัพยากรธรรมชาติ
โดยการใส่ปุ๋ยเม็ดแบบโรยในถุงบริเวณรอบโคนต้นกล้าที่มี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ 2) ปริมาณธาตุอาหาร
สัดส่วนธาตุอาหารจากปุ๋ยเคมีสูตรที่ได้จากการวิจัยของ ในใบ ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม
บรษิ ัท ซีพไี อ อะโกรเทค จากัด โดยแบ่งใสท่ ุก 21 วัน และ แมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ และโบรอนที่สกัดได้ (B)
วางระบบการให้น้าแบบสปริงเกลอร์ให้มีระยะห่างระหว่าง ณ หอ้ งปฏิบัตกิ ารวเิ คราะห์ดนิ และพชื ภาควชิ าธรณีศาสตร์
หัวสปริงเกลอร์ 8×8 เมตร ขณะที่กรรมวิธีการใส่ปุ๋ยพร้อม คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์
กับการใหน้ ้า ทาการติดต้งั ระบบนา้ หยดและอปุ กรณก์ ารให้
ปุ๋ยผ่านระบบน้าแบบเวนจูรี่ โดยใช้ปุ๋ยเกล็ดออคิเดนซ์ ข้อมูลป ระสิทธิภา พกา ร น า ธา ต ุอา หา ร ไ ป ใ ช้
พรีเมี่ยม (Y.V.P Intertrade) และปั๊มจ่ายไปพร้อมกับ หรือความสามารถของต้นกล้าในการสร้างมวลชีวภาพ
การให้นา้ ต้นกล้าปาลม์ นา้ มนั ในชว่ งเวลาเช้าของทุกวัน โดย (Internal Utilization Efficiency; IE) ถูกใช้เพื่อเปรียบเทียบ
คานวณให้ปริมาณธาตุอาหารรวมที่ต้นกล้าปาล์มน้ามัน ความสามารถของพืชในการเปลี่ยนธาตุอาหารแต่ละธาตุ
ได้รับจากวิธีการใส่ปุ๋ยเม็ดแบบโรยในถุงและการใส่ปุ๋ยทาง ที่ได้รับเป็นน้าหนักมวลชีวภาพ (Moll et al., 1982)
ระบบน้าให้มีปรมิ าณธาตอุ าหารเทา่ กนั ส่วนการดูแลกาจัด โดยประเมินจากสัดส่วนน้าหนักแห้งของส่วนที่อยู่เหนือ
วัชพืชและป้องกนั ศัตรูพืชได้ปฏิบัติตามคาแนะนาและตาม พื้นดินทั้งหมดต่อปริมาณธาตุอาหารแต่ละธาตุในพืช
ความเหมาะสมตลอดระยะเวลาการทดลอง จ า กน ั้น ข้อมูลท ี่ได้ ท ั้งหมดท าการว ิเคราะห์ค่าค วาม
แปรปรวนทางสถิติและเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกรรมวิธี
การบนั ทกึ และการวเิ คราะห์ข้อมลู ด้วย Independent Sample t–test โดยใช้โปรแกรม R
ข้อมูลสภาพภูมิอากาศของทั้ง 2 พื้นท่ีทดลอง เวอรช์ นั 3.5
ถูกบันทึกตลอดช่วงการทดลองด้วยอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพ ผลการวจิ ยั
อากาศจากโครงการวจิ ัย “การพฒั นาระบบสารสนเทศกาล
อากาศและการบารุงรักษาสถานีตรวจวัดอากาศแบบไรส้ าย สภาพภูมิอากาศ
และเว็บเซิร์ฟเวอร์เพื่อการเกษตรแบบแม่นยา” ที่ได้ติดต้ัง สภาพภูมิอากาศระหว่างการศึกษาของแปลง
ในแต่ละสถานที่ทดลอง ข้อมูลบันทึกมีทั้งแบบรายชั่วโมง
และรายวนั ประกอบดว้ ยอุณหภมู ติ า่ สุดและสงู สุด ปริมาณ เพาะกล้าปาล์มน้ามัน–สาขาตรัง พบว่าอุณหภูมิมีค่า
ระหว่าง 19.90-37.92ซ. โดยอุณหภูมิต่าสุดและสูงสุด
13
วารสารวจิ ัยและส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 10-24
มีค่าระหว่าง 19.90-26.37 และ 25.64-37.92ซ. การเปลี่ยนแปลงธาตุอาหารในดินและใบพืชของแปลง
ตามลาดับ (Figure 1a) ส่วนความช้นื สัมพัทธ์มีค่าเฉล่ียสูง เพาะกลา้ ปาลม์ น้ามนั –สาขาตรัง
77.76% ทั้งนี้ความชื้นสัมพัทธ์มีค่าต่าในช่วงต้นฤดูการ
ผลิตและค่อยๆ สูงขึ้นตามช่วงเวลาการศึกษา ซ่ึง ไนโตรเจน วิธีการให้ปุ๋ยเม็ดส่งผลให้ธาตุ
สอดคล้องกับปริมาณน้าฝนที่ช่วงแรกมีปริมาณน้อยและ ไนโตรเจนในดินมปี ริมาณสูงกว่าอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิ
เพิ่มปริมาณมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม (p≤0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้า
ปริมาณน้าฝนรวม 1,462.95 มม. และมีจานวนฝนตก (Figure 2a) การสะสมของไนโตรเจนในดินจากการให้
ทั้งสิ้น 119 วัน (Figure 1a) ส่วนสภาพภูมิอากาศของ ปุ๋ยเม็ดมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะแรก
แปลงเพาะกล้าปาลม์ น้ามนั –สาขานครศรีธรรมราช พบว่า จนกระทั่งต้นกล้าอายุ 139 วันหลังย้ายปลูก จากนั้นมี
อุณหภูมิต่าสุดและสูงสุด รวมทั้งความชื้นสัมพัทธ์มีค่า แนวโน้มลดลง โดยไนโตรเจนที่พบมีค่าสงู กว่าระดับความ
ใกล้เคียงกบั แปลงเพาะกลา้ น้ามนั –สาขาตรงั โดยอุณหภูมิ เหมาะสมสาหรับปาล์มน้ามันที่ควรมีค่าระหว่าง 1.80-
ต ่าสุดมีค่าระหว่าง 20.77–25.18ซ. และมีค่าเฉล่ีย 2.00 กรัม/กก. (Rankine and Fairhurst, 1998) ขณะที่
23.33ซ. (Figure 1b) อุณหภูมิสูงสุดและความชื้น ปริมาณธาตุไนโตรเจนในดนิ ภายใตก้ ารให้ปุ๋ยผ่านระบบนา้
สัมพัทธ์มีค่าเฉลี่ย 33.75ซ. และ 77.94% ตามลาดับ มีค่าไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยมีค่าระหว่าง 3.00-3.70
ส่วนปริมาณน้าฝนรวมสูงกว่าแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ามนั กรัม/กก. และมคี ่าอยใู่ กล้ช่วงความเหมาะสมมากกว่าการ
−สาขาตรังเล็กน้อย มีค่า 1,574.56 มม. และมีจานวน ให้ปุ๋ยเม็ด ส่วนผลการวิเคราะห์ปริมาณธาตุไนโตรเจน
วันทม่ี ีฝนตก 146 วนั (Figure 1b) ในใบของทั้งสองวิธีการให้ปุ๋ยไม่พบความแตกต่างอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติ (p>0.05) โดยมีค่าระหว่าง 22.89-32.61
และ 21.94-32.04 กรัม/กก. สาหรับวิธีการให้ปุ๋ยผ่าน
ระบบนา้ และการใหป้ ุ๋ยเม็ด ตามลาดับ (Figure 2a)
45 a) Trang 100 45 b) Nakhon Si Thammarat 100
80 80
40 40
Temperature (oC)
Precipitation (mm) & RH (%)
Temperature (oC)
Precipitation (mm) & RH (%)
35 60 35 60
30 40 30 40
25 20 25 20
20 0 20 0
0 25 50 75 100 125 150 175 200 225 250 0 25 50 75 100 125 150 175 200 225 250
Days after planting Days after planting
Tmin Tmax RH Precipitation
Figure 1 Minimum and maximum temperatures, relative humidity (RH) and precipitation
at the experimental sites, i.e., Trang (a) and Nakhon Si Thammarat (b)
14
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 10-24
ฟอสฟอรัส ปุ๋ยเม็ดส่งผลให้การสะสมฟอสฟอรสั นัยสาคัญทางสถิติ (p>0.05) ของทั้งสองวธิ ีการให้ปุย๋ ปริมาณ
ในดนิ สูงกวา่ การให้ปุ๋ยทางระบบน้าตลอดชว่ งเวลาทดลอง แมกนีเซียม จากการให้ปุ๋ยผ่านระบบน ้าและปุ๋ยเม็ด ท่ี
โดยฟอสฟอรัสในดินสูงที่สุดเท่ากับ 2.40 กรัม/กก. และมี ต้นฤดู เท่ากับ 0.89 และ 0.91 กรัม/กก. ตามลาดับ ส่วนที่
ความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p≤0.05) เมื่อ ระยะต้นกล้าพร้อมจาหน่าย มีค่าเท่ากับ 0.38 และ 0.36
ต้นกล้าอายุ 139 วันหลังย้ายปลูกเป็นต้นไป (Figure 2b) กรัม/กก. ตามล าดับ (Figure 2d) ขณะที่ปริมาณ
จากน้ันมีแนวโนม้ ลดลงอยา่ งช้าๆ ขณะทกี่ ารเปลี่ยนแปลง แมกนเี ซียมในใบของตน้ กลา้ จากท้ังสองวิธีการให้ป๋ยุ ไมพ่ บ
ฟอสฟอรัสในดินของการใส่ปุ๋ยทางระบบน้าค่อนข้างคงที่ ความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p>0.05) และมี
ระหว่าง 1.00-1.56 กรัม/กก. ส่วนปริมาณการสะสมธาตุ แนวโน้มลดลงตามอายุของต้นกล้าเช่นกัน โดยมีค่า
ฟอสฟอรัส ในใบไม่พบความแตกต่าง อย่างมีนัยส า คัญ ระหว่าง 2.28-3.88 และ 2.60-4.32 กรัม/กก. สาหรับ
ทางสถิติ (p>0.05) ระหวา่ งวิธีการให้ปุ๋ยทอี่ ายุ 78 วันหลงั การให้ปุ๋ยผ่านระบบน้าและการให้ปยุ๋ เม็ด ตามลาดับ
ย้ายปลูกเป็นต้นไป ซึ่งมีค่าระหว่าง 1.46-2.74 กรัม/กก.
(Figure 2b) ความเป็นกรดด่างของดิน ค่าความเป็นกรดด่าง
ของดินก่อนเริ่มต้นศึกษามีค่าใกล้เคียงกันและเป็นช่วง
โพแทสเซียม การสะสมโพแทสเซียมในดินและ ค่าที่เหมาะสม ซึ่งมีค่าเท่ากับ 7.66 สาหรับการให้ปุ๋ยผา่ น
การดูดใช้ของพืชในใบไม่พบความแตกต่างอย่างมี ระบบน้า และ 7.92 ของการให้ปุ๋ยแบบเม็ด เมื่อทาการ
นัยสาคัญทางสถิติ (p>0.05) ยกเว้นที่ 245 วัน โดยการ ทดลองผ่านไปพบว่าความเป็นกรดด่างของดินที่ให้ปุ๋ย
เปลี่ยนแปลงของโพแทสเซียมในดินของการให้ปุ๋ยทาง แบบเมด็ มีการเปลยี่ นแปลงและลดต่ากว่าอย่างมนี ัยสาคญั
ระบบน้ามีค่าน้อยกว่า (0.39-0.54 กรัม/กก.) ส่วนการให้ ยิ่งทางสถิติ (p≤0.01) โดยที่ต้นกล้าอายุ 245 วัน มีค่า
ปุ๋ยเม็ดมีค่าระหว่าง 0.28-0.65 กรัม/กก. ขณะท่ีปริมาณ เทา่ กับ 5.97 ส่วนดนิ ทใ่ี ส่ปุ๋ยผ่านระบบน้ามีการเปลี่ยนแปลง
โพแทสเซียมในใบของการใหป้ ุ๋ยผ่านระบบนา้ มแี นวโนม้ ให้ น้อยมาก พบว่ามีค่าความเป็นกรดด่างของดิน เท่ากับ
ค่าสูงกว่าเล็กน้อย แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญ 7.47 ที่ระยะต้นกล้าพร้อมจาหน่ายที่อายุ 245 วัน
ทางสถิติ (p>0.05) โดยมีค่าระหว่าง 14.63-18.62 กรัม/ (Figure 2e)
กก. และการให้ปุ๋ยเม็ดมีค่าระหว่าง 13.13-17.78 กรัม/
กก. (Figure 2c) ค่าการนาไฟฟ้า ค่าการนาไฟฟ้าของดินตลอด
ช่วงการศึกษาของวิธีการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้าพบการ
แคลเซียม การใสป่ ๋ยุ เม็ดและการใสป่ ยุ๋ ทางระบบ เปลี่ยนแปลงน้อย โดยมีค่าระหว่าง 190.80-233.50
น้าไม่ส่งผลต่อปริมาณแคลเซียมในดินและในใบอย่างมี ไมโครซีเมนต์/ซม. ซึ่งเป็นช่วงค่าที่เหมาะสม (Ebere et
นัยสาคัญ (p>0.05) ซึ่งทั้งสองวิธีการให้ปุ๋ยมีค่าระหว่าง al., 2017) ขณะที่ค่าการนาไฟฟ้าของดินสาหรับการให้
3.02-4.15 กรัม/กก. ขณะที่ปริมาณที่พบในใบมีค่า ปยุ๋ แบบเม็ดมคี วามแปรปรวนสูงกว่าการให้ป๋ยุ ผ่านระบบน้า
ใกล้เคียงกันระหว่าง 7.07-10.06 กรัม/กก. (ไม่แสดง อย่างมีนยั สาคัญยิ่งทางสถติ ิ (p≤0.01) ที่ 139 วัน เป็นตน้ ไป
ขอ้ มูล) โดยมีค่าสูงสุด 1,862.50 ไมโครซีเมนต์/ซม. ที่ 174 วัน
ซึ่งเป็นค่าที่มากกว่าช่วงค่าความเหมาะสมและอาจเป็น
แมกนีเซียม ปริมาณแมกนีเซียมในดินมีค่าลดลง อันตรายตอ่ ตน้ กลา้ ได้ (Figure 2f)
เมื่อต้นกล้ามีอายุมากขึ้น แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมี
15
วารสารวิจยั และสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 10-24
Soil total N content (g kg-1) 8 35 Leaf total N content (g kg-1) 4.0 b) P 3.5 Leaf P content (g kg-1)
30 Soil P content (g kg-1) 3.5 3.0
7 a) Total N 25 2.5
20 3.0 2.0
6 15 1.5
5 10 2.5 1.0
4 5 0.5
3 025 2.0 50.0
2
1 20 1.5 4
1.00
1.0 3
c) K
0.5 2
0.8
Soil K content (g kg-1) Leaf K content (g kg-1) 10..20 1 Leaf Mg content (g kg-1)
Soil Mg content (g kg-1)
1.0 d) Mg 0
0.6 15 0.8
0.4 10 0.6
0.4
0.2 5 0.2
0.09 0 2500.00 f) EC
8
e) pH 2000
7 Soil EC ( S cm-1)
Soil pH 6 1500
5
4 1000
3
2 500
1
0 0
0 25 50 75 100 125 150 175 200 225 250 0 25 50 75 100 125 150 175 200 225 250
Days after planting Days after planting
Drip fertigation (soil) Soil application (soil) Drip fertigation (leaf) Soil application (leaf)
Figure 2 Accumulation of N (a), P (b), K (c) and Mg (d) in soil and leaf of oil palm as well as soil pH (e)
and EC (f) derived from Trang experimental site
การเปลี่ยนแปลงธาตุอาหารในดินและใบพืชของแปลง ใกลเ้ คียงกันที่ต้นกล้าอายุ 43-207 วันหลงั ยา้ ยปลูก โดยมี
เพาะกล้าปาล์มน้ามนั –สาขานครศรธี รรมราช คา่ ระหว่าง 22.21–33.04 กรมั /กก. อยา่ งไรกต็ าม ท่ี 236
วันหลังย้ายปลูก พบว่าการใส่ปุ๋ยเม็ดส่งผลให้ไนโตรเจน
ไนโตรเจน การให้ปุ๋ยทางระบบน้าส่งผลให้ ในใบสูงกวา่ การใสป่ ุ๋ยทางระบบน้าอย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติ
ไนโตรเจนในดินมีปริมาณสูงกว่าการให้ปุ๋ยเม็ด โดยพบ (p≤0.05) มีค่า 25.01 และ 20.39 กรัม/กก. ตามลาดับ
ความแตกต่างอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (p≤0.05) ที่ 171 (Figure 3a) จากการใสป่ ยุ๋ ทางระบบน้าส่งเสรมิ ใหต้ ้นกล้า
และ 207 วันหลังย้ายปลูก ขณะที่ต้นกล้าอายุ 236 วัน เจริญเติบโตได้ดีและเร็วกว่าการใส่ปุ๋ยเม็ด ดังนั้นต้นกล้า
ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p>0.05) จึงมีความพร้อมที่จะจาหน่ายให้กับเกษตรกร จึงมีการ
โดยมีค่าเท่ากับ 3.10 และ 2.77 กรัม/กก. ตามลาดับ ทยอยนาต้นกล้าออกจากแปลง ทาให้ต้นกล้าที่เหลือของ
(Figure 3a) ส่วนการเปลย่ี นแปลงของไนโตรเจนในใบของ การใส่ปุย๋ ทางระบบนา้ มีการจดั การปุ๋ยผิดไปจากเดมิ
ทั้ง 2 กรรมวิธี การให้ปุ๋ยไม่ส่งผลให้ไนโตรเจนในใบมีความ
แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p>0.05) และมีค่า 16
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 10-24
ฟอสฟอรัส ปริมาณฟอสฟอรัสในดินมีแนวโน้ม ตามลาดบั และเม่ือเปรยี บเทียบปริมาณแคลเซียมท่ีพืชดูด
ลดลงตามระยะเวลาที่ทาการศึกษา ซึ่งมีปริมาณท่ี ไปใช้พบว่าการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ามีค่าที่สูงกว่าอย่างมี
ใกล้เคียงกันระหว่างวิธีการให้ปุ๋ยในช่วงต้นของการศึกษา นยั สาคัญทางสถติ ิ (p≤0.05) ทตี่ น้ กล้าอายุ 207 และ 236
และที่อายุ 236 วันหลังย้ายปลูก โดยพบความแตกต่าง วันหลงั ย้ายปลูก (ไม่แสดงข้อมลู )
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p≤0.05) เฉพาะที่ 171 และ
207 วันหลังย้ายปลูก (Figure 3b) ในขณะที่การสะสม แมกนีเซียม การใส่ปุ๋ยทางระบบน้าส่งผลให้
ของฟอสฟอรัสในใบไม่พบความแตกต่างอยา่ งมีนัยสาคัญ แมกนีเซียมในดินสูงกว่ากรรมวิธีใส่ปุ๋ยเม็ด และพบความ
ทางสถิติ (p>0.05) และมีค่าระหว่าง 2.43-3.09 และ แตกต่างอย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติ (p≤0.05) ที่ 171 และ
2.55-2.99 กรัม/กก. สาหรับการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้าและ 207 วัน (Figure 3d) ขณะที่ต้นกล้าอายุ 236 วัน ไม่มี
การใหป้ ยุ๋ เม็ด ตามลาดับ (Figure 3b) ความแตกต่างอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติ (p≤0.05) ระหวา่ ง
วิธีการให้ปุ๋ย เท่ากับ 0.36 และ 0.26 กรัม/กก. ตามลาดับ
โพแทสเซียม ผลวิเคราะห์ปริมาณโพแทสเซียม ในส่วนของการสะสมแมกนีเซียมในใบ พบว่าการใส่ปุ๋ย
ใน ด ิ น ของ กา รให้ ปุ๋ ย ผ ่ า น ระ บ บ น ้ า แ ล ะกา รให้ ป ุ ๋ ย เม็ด ทางระบบน้าทาให้แมกนีเซยี มสูงกวา่ การใสป่ ุ๋ยเม็ดอย่างมี
มีรูปแบบการตอบสนองที่แตกต่างจากธาตุอื่น กล่าวคือ นัยสาคัญทางสถิติ (p≤0.05) ที่ 207 และ 236 วัน โดยมี
ปริมาณโพแทสเซียมในดินของการให้ปุ๋ยเม็ดสูงกว่า ค่าระหว่าง 0.36-0.82 และ 0.26-0.85 กรัม/กก.
กรรมวิธีใส่ปุ๋ยทางระบบน้าอย่างมีนัยสาคัญยิ่งทางสถิติ ตามลาดบั (Figure 3d)
(p≤0.01) ยกเว้นท่ี 236 วนั หลังยา้ ยปลกู โดยมีค่าระหว่าง
0.22-0.52 และ 0.10-0.35 กรัม/กก. ตามลาดับ (Figure ความเป็นกรดด่างของดิน ค่าความเป็นกรดด่าง
3c) สว่ นการสะสมของโพแทสเซียมในใบของวธิ ีการใส่ปุ๋ย ของดินที่ใส่ปุ๋ยทางระบบน้ามีการเปล่ียนแปลงไปจากช่วง
ท า ง ร ะ บบน ้ าแ ละปุ ๋ย เม ็ด ไม่ พ บ คว าม แต ก ต่ างอย่างมี ต้นฤดูการผลิตเล็กน้อย โดยค่าเริ่มต้น 7.06 และมีค่า
นัยสาคัญทางสถิติ (p>0.05) ที่ต้นกล้าอายุ 42 และ 171 สิ้นสุดการทดลองที่ 6.62 เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการ
วันหลังยา้ ยปลกู แต่ขณะทตี่ ้นกลา้ อายุ 207 และ 236 วัน ให้ปุ๋ยแบบเมด็ ค่าในช่วงตน้ และสิ้นสุดงานทดลองเท่ากับ
หลังย้ายปลูก พบว่าการใส่ปุ๋ยเม็ดทาให้การสะสมของ 6.77-5.57 ซง่ึ มีความแตกตา่ งอย่างมนี ยั สาคัญยง่ิ ทางสถิติ
โพแทสเซียมในใบสูงกว่าการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้าอย่างมี (p≤0.01) จากการใหป้ ๋ยุ ผ่านระบบน้า (Figure 3e)
นยั สาคัญทางสถิติ (p≤0.05) (Figure 3c)
ค่าการนาไฟฟ้า แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของค่า
แคลเซียม ปริมาณแคลเซียมในดินมีความ การนาไฟฟ้าของดินของวิธีการให้ปุ๋ยแบบเม็ดจะไม่สูง
แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p≤0.05) ที่อายุ 171 เท่ากับการศึกษาของแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ามัน−สาขา
วันหลังย้ายปลูกเป็นต้นไป โดยปริมาณแคลเซียมในดิน ตรัง แต่มคี ่าสงู หากเปรยี บเทียบคา่ ท่ไี ดจ้ ากการให้ปุ๋ยผ่าน
ของการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ามีค่ามากกว่าวิธีการให้ปุ๋ยเมด็ ระบบน้า โดยมีค่า 715.50 ไมโครซีเมนต์/ซม. ในระยะแรก
ซึ่งมีค่าระหว่าง 2.70-3.03 และ 1.81-2.08 กรัม/กก. และมีแนวโน้มค่อยๆ ลดลง เท่ากับ 305.73 ไมโครซีเมนต์
/ซม. ส่วนค่าที่ได้จากวิธีการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ามีค่า
ระหวา่ ง 114.87-365.00 ไมโครซีเมนต์/ซม. (Figure 3f)
17
วารสารวจิ ัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 10-24
Soil K content (g kg-1) Soil total N content (g kg-1) 8 a) Total N 35 Leaf total N content (g kg-1) 4.0 3.5 Leaf P content (g kg-1)
7 30 Soil P content (g kg-1) 3.0
25 3.5 b) P 2.5
6 20 2.0
15 3.0 1.5
5 10 2.5 1.0
5 2.0 0.5
4 025 1.5 05.0
1.0
3 20 0.5 4
01..20
2 3
1.0 d) Mg
1 2
0.8
1.00 c) K Leaf K content (g kg-1) 1 Leaf Mg content (g kg-1)
0.8 Soil Mg content (g kg-1) 0.6
0
0.6 15 0.4
0.4 10 0.2
0.2 5 2500.00
0.08 0 f) EC
7
e) pH 2000
6 Soil EC ( S cm-1)
Soil pH 5 1500
4 1000
3
2 500
1
0 0
0 25 50 75 100 125 150 175 200 225 250 0 25 50 75 100 125 150 175 200 225 250
Days after planting Days after planting
Drip fertigation (soil) Soil application (soil) Drip fertigation (leaf) Soil application (leaf)
Figure 3 Accumulation of N (a), P (b), K (c) and Mg (d) in soil and leaf of oil palm as well as soil pH (e)
and EC (f) derived from Nakhon Si Thammarat experimental site
ประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหารของต้นกล้าปาล์ม เปรียบเทียบกับกรรมวิธีให้ปุ๋ยเม็ด ได้แก่ 4.85 และ 3.30
น้ามนั กรัม/กรัม ตามลาดับ ในขณะที่มีค่าน้อยกว่าอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติ (p≤0.05) สาหรับค่าการดูดใช้ธาตุ
การศึกษาของแปลงเพาะกลา้ ปาล์มน้ามัน–สาขา อาหารแมกนเี ซยี ม ทอ่ี ายุ 78 วันหลังย้ายปลูก (1.01 และ
ตรัง พบว่าข้อมูลประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหารมีค่า 2.14 กรัม/กรัม ตามลาดับ) และการดูดใช้ธาตุโพแทสเซียม
น้อยในช่วงเริ่มต้นของการศึกษาและมีค่าเพิ่มขึ้นอย่าง ทอี่ ายุ 245 วนั หลงั ยา้ ยปลกู (9.65 และ 15.31 กรัม/กรัม
รวดเร็วที่อายุ 139 วัน ถึงแม้ค่าการดูดใช้ธาตุอาหาร ตามลาดับ) ผลการศึกษาของแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ามนั
ระหว่างวิธีการใส่ปุ๋ยผ่านระบบน้าและการใส่ปุ๋ยแบบเมด็ –สาขานครศรีธรรมราช ให้ผลสอดคล้องกัน กล่าวคือ
ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p>0.05) ข้อมูลการดูดใช้ธาตุอาหารมีแนวโน้มมากกว่าสาหรับ
อย่างไรก็ตามสังเกตว่าการใส่ปุ๋ยผ่านระบบน้ามีแนวโน้ม วิธีการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้าเมื่อเปรียบเทียบกับการให้
ของค่าที่สูงกว่า เช่น ที่ 78, 174 และ 209 วันหลังย้าย ปุ๋ยเม็ด โดยพบความแตกต่างอย่างมีนัยสาคญั ย่งิ ทางสถติ ิ
ปลูก (Table 1) การใหป้ ยุ๋ ผ่านระบบน้าสง่ ผลใหก้ ารดดู ใช้ (p≤0.01) ของธาตุแมกนีเซียมและอย่างมีนัยสาคัญทาง
ธาตอุ าหารฟอสฟอรสั สูงทอ่ี ายุ 78 วนั หลังยา้ ยปลกู และมี สถติ ิ (p≤0.05) ของธาตแุ คลเซียมที่ 171 วนั หลงั ยา้ ยปลกู
ความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p≤0.05) เม่ือ
18
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 10-24
มีค่าเท่ากบั 20.17 และ 7.25 กรัม/กรัม สาหรับวธิ กี ารให้ แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p≤0.05) ของธาตุ
ปยุ๋ ผ่านระบบน้า และวิธกี ารให้ปยุ๋ เม็ด มีคา่ เทา่ กับ 12.82 โพแทสเซียม โดยมีค่าเท่ากับ 8.26, 67.76 และ 8.45
และ 4.86 กรัม/กรัม นอกจากนี้พบความแตกต่างอย่างมี กรัม/กรัม สาหรับกรรมวิธีให้ปุ๋ยผ่านระบบน้า และ
นัยสาคัญยิ่งทางสถิติ (p≤0.01) ที่ 236 วันหลังย้ายปลูก กรรมวิธีการให้ปุ๋ยเม็ด มีค่าเท่ากับ 4.12, 40.25 และ
ของธาตุอาหารหลักไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และความ 4.34 กรมั /กรัม (Table 1)
Table 1 Internal Utilization Efficiency (IE) values of N, P, K, Mg and Ca of oil palm for drip fertigation
and granular fertilizer derived from the experimental sites at Trang and Nakhon Si Thammarat
province
Treatment Day after Internal Utilization Efficiency (g g-1)
planting NP K Mg Ca
Experimental site at Trang province
Granular 19 0.13 1.92 0.16 0.79 0.28
0.10 1.19 0.15 0.64 0.27
Fertigation ns ns ns ns ns
0.29 3.30 0.54 2.14 1.01
t-test 0.35 4.85 0.62 1.01 1.23
ns * ns * ns
Granular 78 1.00 14.17 1.99 8.22 3.63
0.65 8.35 1.18 7.04 2.50
Fertigation ns ns ns ns ns
1.66 19.47 2.69 15.15 5.46
t-test 2.44 28.87 3.56 20.53 7.38
ns ns ns ns ns
Granular 139 3.74 39.40 7.19 31.45 12.29
4.12 43.98 7.48 42.52 13.21
Fertigation ns ns ns ns ns
7.63 81.07 15.31 76.51 27.10
t-test 7.19 72.69 9.65 79.58 25.50
ns ns * ns ns
Granular 174
Fertigation
t-test
Granular 209
Fertigation
t-test
Granular 245
Fertigation
t-test
19
วารสารวิจยั และส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 10-24
Table 1 (Continued)
Treatment Day after Internal Utilization Efficiency (g g-1)
planting N P K Mg Ca
Experimental site at Nakhon Si Thammarat province 0.44
0.44
Granular 43 0.14 1.74 0.29 1.04 ns
4.86
Fertigation 0.12 1.58 0.25 0.86 7.25
*
t-test ns ns ns ns 24.00
24.41
Granular 171 1.39 13.02 4.34 12.82 ns
15.64
Fertigation 2.16 19.72 2.47 20.17 20.29
ns
t-test ns ns * **
Granular 207 5.65 51.93 7.81 60.19
Fertigation 8.84 74.14 14.60 61.16
t-test ns ns ns ns
Granular 236 4.12 40.25 4.34 38.60
Fertigation 8.26 67.76 8.45 49.02
t-test ** ** * ns
ns = not significant different, * = significant different at p≤0.05, ** = significant different at p≤0.01
วจิ ารณ์ผลการวจิ ัย สูงกวา่ เนอ่ื งจากปยุ๋ ฟอสฟอรัสทางดนิ อาจถูกเปลยี่ นไปอยู่
ในรูปที่ไม่ละลายด้วยกระบวนการตรึงฟอสฟอรัสทางเคมี
การเปลี่ยนแปลงปริมาณธาตุอาหารในดิน (Chemical fixation of phosphate) ป๋ยุ ฟอสเฟตที่ใส่ลง
สาหรับแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ามัน–สาขาตรัง พบว่าการ ในดินนั้นพชื ไมส่ ามารถดูดไปใช้ไดเ้ นื่องจากจะถูกตรึงโดย
ใส่ปุ๋ยเม็ดโรยในถุงทาให้ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในดิน องคป์ ระกอบหรอื อนภุ าคต่างๆ ในดิน (Prabu et al., 2016)
สูงกว่าการให้ปุ๋ยทางระบบน้าหยด แต่หากพิจารณา
ปรมิ าณธาตุอาหารในใบพบวา่ ส่วนใหญ่ไม่มีความแตกต่าง นอกจากนก้ี ารใสป่ ยุ๋ เมด็ ซง่ึ อย่ใู นรูปของแข็ง ธาตุ
กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ แสดงว่าการใส่ปุ๋ยเม็ดทาให้ อาหารทั้งหมดที่มีอยู่ในดินนั้นมีเพียงส่วนน้อยเท่าน้ัน
ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ตกค้างในดินสูงกว่าใส่ปุ๋ยทาง ที่ละลายได้ จึงต้องการน้าเป็นตัวทาละลายธาตุอาหาร
ระบบน้า โดยทั่วไปเมื่อใส่ปุ๋ยไนโตรเจนลงในดินโดยตรง เพื่อให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์กับพืช การใส่ปุ๋ยเม็ด
พืชสามารถนาไปใช้ได้ประมาณ 50-60% ของปุ๋ยที่ใส่ ภายใตร้ ะบบการใหน้ า้ แบบสปรงิ เกลอรน์ ับไดว้ า่ เปน็ วธิ ที ่ีมี
เท่าน้ัน ส่วนที่เหลือถูกยึดไว้ในดินหรือเปลี่ยนเป็นรปู ท่พี ชื ประสิทธิภาพต่ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ปุ๋ยในรูป
ใช้ประโยชน์ไม่ได้ หรือสูญหายไปโดยการละลายรวมท้ัง ของสารละลายภายใตร้ ะบบการให้นา้ หยด นอกจากนี้เมื่อ
สูญหายไปในอากาศ (Troeh and Thompson, 2005) พิจารณาความสม่าเสมอของต้นกล้าพบว่า การใส่ปุ๋ยเม็ด
เชน่ เดยี วกบั การใส่ปุย๋ เม็ดในถุงเปน็ ผลให้ฟอสฟอรัสในดิน ภายใต้ระบบการให้น้าแบบสปริงเกลอร์มีความแปรปรวน
ของขนาดต้นกล้ามากกว่าการใส่ปุ๋ยผ่านระบบการให้น้า
20
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 10-24
แบบหยด ที่แต่ละครั้งของการให้ปุ๋ยเกษตรกรกาหนด ตกค้างของความเป็นกรดเกิดขึ้นกับดินนั้นโดยเฉพาะปุ๋ย
ปริมาณที่เท่ากันทุกต้น ต้นกล้าที่มีขนาดเล็กกว่าได้รับ ที่มีเกลือของแอมโมเนียมรูปต่างๆ เป็นองค์ประกอบอยู่
ผลกระทบจากความเป็นพิษของปุ๋ยทาให้มีอาการใบไหม้ ดว้ ย ท้งั นี้แอมโมเนยี มเมื่ออยใู่ นดินท่ีมกี ารถ่ายเทอากาศดี
และรากไหม้ การเจริญเติบโตชะงัก ขณะที่การใส่ปุ๋ยทาง จะถูกออกซิไดซ์ให้กลายเป็นไนเตรท และจะปลดปล่อย
ระบบนา้ เปน็ การใสป่ ยุ๋ ในรปู ของสารละลายไปในระบบน้า ไฮโดรเจนไอออนออกมาซึ่งเปน็ สาเหตุทาให้ดินมีปฏิกริ ิยา
ธาตุอาหารอยูใ่ นรูปไอออนท่รี ากพืชพร้อมทจ่ี ะดูดขึ้นไปใช้ กรดมากข้นึ (Bryla and Machado, 2011)
มีการแพร่กระจายของปุ๋ยอย่างสม่าเสมอบริเวณรากพืช
ทาให้ต้นกล้าสามารถดูดธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ การให้ปุ๋ยทางระบบน้าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ
ดังน้ันตน้ กลา้ จงึ มขี นาดทใี่ กล้เคียงกันมากกว่า การใช้ปุ๋ยและน้าได้ เนื่องจากการจัดการให้น้าและปุ๋ย
อย่างแม่นยาสามารถลดความเข้มข้นของปุ๋ยส่วนเกิน
อย่างไรก็ตามการจัดการปุ๋ยสาหรับแปลงเพาะ ในดนิ ลดการชะล้าง สามารถประหยดั ปยุ๋ และนา้ ได้ 75%
กล้าปาล์มน้ามัน–สาขานครศรีธรรมราช มีผลการศึกษา และ 60% ตามลาดับ (Khan et al., 2012) จากรายงาน
ตรงกันข้ามกล่าวคือ การใส่ปุ๋ยทางระบบน้ามีแนวโน้ม ของ Sandal and Kapoor (2015) อธิบายข้อดีของการ
ทาให้ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ให้ปุ๋ยทางระบบน้าว่าเป็นการให้ปุ๋ยเฉพาะบริเวณที่ดิน
ในดินสูงกว่าการใส่ปุ๋ยแบบเม็ดทางดิน อาจมีสาเหตุจาก เปียกชื้นเนื่องจากบริเวณนี้เป็นบริเวณที่รากเจริญเติบโต
ความคลาดเคลื่อนของการใส่ปุ๋ยเม็ดโรยในถุงที่ถูกจากัด ดีที่สุดและพร้อมที่จะดูดใช้ธาตุอาหารอยู่ตลอดเวลา
ด้วย ป ัจจัยด้า น แรง ง า น ท า ให้ไ ม่ส า มา รถใส ่ป ุ๋ย ต า มท่ี จึงส่งผลต่อค่า IE เพิ่มขึ้น ส่วน Rahnama et al. (2017)
กาหนดได้ตรงเวลา ขณะที่การให้ปุ๋ยทางระบบน้ายังคงมี ศกึ ษาการเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการใช้ปุ๋ยตน้ กล้าปาล์มภายใต้
การให้ตามปกติในทุกๆ วัน จึงทาให้ปริมาณธาตุอาหาร สภาพโรงเรือน โดยเปรียบเทียบการให้ปุ๋ยรูปแบบต่างๆ
ในดินของการใส่ปุ๋ยเม็ดต่ากว่าการใส่ปุ๋ยทางระบบน้า ทั้งไม่ให้ปุ๋ย ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยทางระบบน้า ปุ๋ยทางใบ และปุ๋ย
ชี้ให้เห็นว่าการใส่ปุ๋ยทางระบบน้าหยดสามารถแก้ปัญหา เม็ดร่วมกับปุ๋ยทางใบ พบว่าการให้ปุ๋ยทางระบบน้าส่งผล
การขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตรทเี่ กดิ ขน้ึ ได้ เปน็ การ ใหข้ นาดโคนตน้ ความสงู ความกว้างและความยาวใบของ
นาเทคโนโลยีด้านการผลิตเข้ามาอานวยความสะดวก ตน้ กล้าปาลม์ สงู ที่สุด
ให้กับเกษตรกรเพื่อประหยัดแรงงานและเวลา ซ่ึงจาก
วิธีการใส่ปุ๋ยเม็ดแบบดั้งเดิมของเกษตรกรนั้นใช้แรงงาน อย่างไรก็ตามผลการศึกษาครั้งนี้พบว่าการให้ปยุ๋
3-5 คนต่อต้นกล้าจานวน 4,500 ต้น ใช้ระยะเวลาการ ผ่านระบบน้าไม่ได้ทาให้ IE ของธาตุส่วนใหญ่เพิ่มข้ึน
ใส่ปุ๋ยแต่ละครั้ง 2-3 ชั่วโมง ขณะที่การใส่ปุ๋ยทางระบบ สาหรับแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ามัน–สาขาตรัง ทั้งน้ีอาจ
น้าหยดใช้แรงงานเพียงคนเดียวและใช้ระยะเวลาทางาน เกิดจากอิทธิพลของวิธีการให้น้าที่ต่างกัน แล้วส่งผลต่อ
แต่ละครงั้ ไม่เกนิ 10 นาที การเจริญเติบโตของต้นกล้า สอดคล้องกับ Yingjajaval
(2010) รายงานอทิ ธิพลของสภาพอากาศจลุ ภาค (Micro–
ในส่วนของค่าความเป็นกรดด่างของดินและค่า climate) เชน่ ความชื้นสัมพัทธต์ อ่ การควบคุมการเปิด−ปิด
การนาไฟฟ้าของดินของพ้ืนที่แปลงทดลองทั้งสองสถานท่ี ปากใบ โดยเมือ่ ความชนื้ สัมพทั ธล์ ดลงอาจชักนาใหป้ ากใบ
โดยรวมแลว้ การใสป่ ุ๋ยทางระบบนา้ มีระดับคงท่ีกว่าการใส่ ปิดแคบลง เมื่อพิจารณาการศึกษานี้ที่ใช้ระบบน้าแบบ
ปุ๋ยเม็ดโรยในถุงสอดคล้องกับที่มีรายงานว่าต้นกล้าปาล์ม หยดและสปริงเกลอร์ ระบบน้าหยดเป็นการให้น้าเฉพาะจุด
น้ามันหลังจากปลูกเป็นเวลา 5 เดือน ค่าความเป็นกรด ความชื้นสัมพัทธ์บริเวณทรงพุ่มจึงน้อยกว่าระบบ
ด่างของดินลดลงโดยมีแนวโน้มลดลงตามอัตราปุ๋ยเคมี สปริงเกลอร์ที่เม่ือใหน้ ้าจะเปียกไปทั่วบริเวณพื้นที่ ซ่ึงอาจ
ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากปุ๋ยที่ใส่เป็นระยะเวลานานจะให้ผล มีผลต่อระยะเวลาการปิดเปิดปากใบที่แตกต่างกัน ส่วน
21
วารสารวจิ ัยและส่งเสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 10-24
ความแตกต่างของ IE สาหรับการศึกษาของแปลงเพาะ กติ ตกิ รรมประกาศ
กล้าปาล์มน้ามัน–สาขานครศรีธรรมราช ที่มีความชัดเจน
มากกว่าแปลงสาขาตรัง เนอ่ื งจากมปี จั จยั การขาดแรงงาน การศึกษานี้ได้รับทนุ อดุ หนุนการค้นคว้าวิจัยจาก
ตามทีไ่ ด้อธบิ ายแล้วขา้ งต้นเขา้ มาเกย่ี วขอ้ ง สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ชุดโครงการ
“วิจัยพัฒนาและนาใช้เกษตรแม่นยา” บัณฑิตวิทยาลัย
สรปุ ผลการวิจัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถานวิจัยพืชกรรม
ปาล์มน ้ามัน ระยะที่ 2 คณะทรัพยากรธรรมชาติ
การใส่ปุ๋ยทางระบบน้าและการใส่ปุ๋ยเม็ดโรยใน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขอขอบคุณบริษัทซีพีไอ
ถุงไม่ส่งผลต่อปริมาณการสะสมธาตุอาหารในใบของ ไฮบริด–สาขาตรัง และสาขานครศรีธรรมราช ที่ให้ความ
ต้นกล้าปาล์มน้ามันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติของทั้งสอง อน ุ เค ร า ะ ห์ แ ปล งเพ าะก ล ้าป าล์ มน ้ าม ั น แ ละ แรงงาน
สถานที่ ส่วนปริมาณธาตุอาหารในดินมีความแตกต่าง รวมทั้งบริษัทเนต้าฟิม และบริษัท วาย. วี. พี อินเตอร์เทรด
อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิระหว่างสถานทีศ่ ึกษา โดยการให้ ท่ีสนับสนุนอุปกรณ์ระบบน้าหยด และปุ๋ยเกล็ดละลายน้า
ป ุ๋ยทา งระ บ บ น ้า มีป ริมา ณ ส ะ ส มธา ตุ ไ น โ ต รเ จ น แ ล ะ ออคเิ ดนซ์ พลสั
ฟอสฟอรัสในดินน้อยกว่าในแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ามัน–
สาขาตรัง และการสะสมของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส เอกสารอา้ งองิ
แคลเซียม และแมกนีเซียมสูงกว่าในแปลงเพาะกล้าปาลม์
น้ามัน–สาขานครศรีธรรมราช อย่างไรก็ตามเม่ือพิจารณา Ahmad, M.F., A. Samanta and A. Jabeen. 2010.
ปริมาณธาตุอาหารในดิน รวมทั้งค่าความเป็นกรด−ด่าง Response of sweet cherry (Prunus avium)
และค่าการนาไฟฟ้าในดินที่ช่วงเวลาต่างๆ ระหว่าง to fertigation of nitrogen, phosphorus and
การศึกษาของวิธีการให้ปุ๋ยทางระบบน ้าพบการ potassium under Kerawa land of Kashmir
เปลี่ยนแปลงน้อยกว่าและอยู่ในช่วงความเหมาะสม valley. Indian Journal of Agricultural
มากกว่าการใส่ปุ๋ยเม็ด ส่วนประสิทธิภาพการใช้ธาตุ Sciences 80(6): 512-516.
อาหารในการสร้างน้าหนักมวลชีวภาพ พบว่าการใส่ปุ๋ย
ทางระบบน้ามีแนวโน้มทาให้ประสิทธิภาพการใช้ธาตุ Bryla, D.R. and M.A. Machado. 2011. Comparative
อาหารหลักสูงกว่าการใส่ปุ๋ยเม็ดโรยในถุง ดังนั้นวิธีการ effects of nitrogen fertigation and granular
ใส่ปุ๋ยทางระบบน้าจึงเป็นวิธีการใส่ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพ fertilizer application on growth and
เหมาะสาหรับการจดั การแปลงเพาะกล้าปาลม์ น้ามนั ระยะ availability of soil nitrogen during
อนุบาลหลักแทนวิธีการให้ปุ๋ยเม็ดแบบดั้งเดิม ที่ปัจจุบันมี establishment of highbush blueberry.
ข้อจากัดเรื่องการขาดแคลนแรงงานและต้นทุนการจัดการสูง Frontiers in Plant Science 46(2): 1-8.
รวมทง้ั ลดผลกระทบท่จี ะเกดิ ขึ้นกบั สภาพแวดล้อมได้
Chauhan, N. and J.S. Chandel. 2008. Effect of
fertigation on growth, yield, fruit quality and
fertilizer–use efficiency of kiwifruit (Actinidia
deliciosa). Indian Journal of Agricultural
Sciences 78(5): 389-393.
22
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 10-24
Ebere, E.C., I.E. Amarachukwu, V.A. Wirnkor and Moll, R.H., E.J. Kamprath and W.A. Jackson. 1982.
E.P. Ngozi. 2017. Physicochemical Analysis and interpretation of factors which
parameter of palm oil and soil from Ihube contribute to efficiency of nitrogen
community, Okigwe, Imo State Nigeria. utilization. Agronomy Journal 74(3): 562-564.
International Letters of Natural Sciences
62(1): 35-43. Muhamad, H., V. Subramaniam, Z. Hashim,
N.S.K. Khairuddin and C.Y. May. 2014.
Eksomtramage, T. 2011. Oil Palm Breeding. Water footprint: part 1–production of oil
Bangkok: O.S. Printing House. 463 p. palm seedlings in Peninsular Malaysia.
[in Thai] Journal of Oil Palm Research 26(4): 273-281.
Jat, R.A., S.P. Wani, K.L. Sahrawat, P. Singh and Prabu, M., S. Natarajan, L. Pugalendhi and
B.L. Dhaka. 2011. Fertigation in vegetable R. Murugesan. 2016. Impact of drip
crops for higher productivity and resource fertigation on leaf nutrient status and yield
use efficiency. Indian Journal of attributes in chilli (Capsicum annuum L.)
Fertilizers 7(3): 22-37. Hybrid CCH1. The Asian Journal
of Horticulture 11(1): 47-51.
Kachwaya, D.S. and J.S. Chandel. 2015. Effect of
fertigation on growth, yield, fruit quality and Rahnama, A.A., A.H. Mohebi and M. Khayat. 2017.
leaf nutrients content of strawberry (Fragaria Study of different fertilization methods on
× ananassa) cv Chandler. Indian Journal of oil palm (Elaeis guineensis) vegetative
Agricultural Sciences 85(10): 1319-1323. factors. Journal of Crop Nutrition Science
3(1): 37-47.
Khan, I.A., M. Swani, M.A. Mir, N. Ahmed,
K. Mushtaq and G.I. Hassan. 2012. Raina, J.N., T. Sharma and S. Suman. 2011. Effect
Response of almond (Prunus dulcis) of drip fertigation with different fertilizers
to different drip irrigation levels vis-a-vis on nutrient distribution in soil, leaf nutrient
various phenological stages on flowering content and yield of apricot (Prunus
and yield of almond cv. Shalimar. Indian armeniaca L.). Journal of the Indian
Journal of Agricultural Sciences Society of Soil Science 59(3): 268-277.
82(7): 624-628.
Raj, A.F.S., P. Muthukrishnan and P. Ayyadurai.
Lekakis, E.H., P.E. Georgiou, A. Pavlatou–Ve and 2013. Root characters of maize as
V.Z. Antonopoulos. 2011. Effects of fixed influenced by drip fertigation levels.
partial root–zone drying irrigation and soil American Journal of Plant Sciences
texture on water and solute dynamics in 4(1): 340-348.
calcareous soils and corn yield.
Agricultural Water Management Rankine, I. and T.H. Fairhurst. 1998. Field
101(1): 71-80. Handbook: Oil Palm Series Vol.1–
Nursery. Singapore: Potash and Phosphate
Institute. 108 p.
23
วารสารวจิ ยั และสง่ เสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 10-24
Sandal, S.K. and R. Kapoor. 2015. Fertigation Troeh, F.R. and L.M. Thompson. 2005. Soils and
technology for enhancing nutrient use and Soil Fertility. New Delhi: Blackwell
crop productivity: An overview. Himachal Publishing. 498 p.
Journal of Agricultural Research
41(2): 114-121. Yingjajaval, S. 2010. Understanding crop
irrigation. AG–BIO Newsletter
Subramanian, P., R. Dhanapal, A.C. Mathew, 2(1): 14-17. [in Thai]
C. Palaniswami, A.K. Upadhyaya, S. Naresh
Kumar and D.V.S. Reddy. 2012. Effect of
fertilizer application through micro-irrigation
technique on nutrient availability and
coconut productivity. Journal of
Plantation Crops 40(3): 168-173.
24
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 25-35
ผลของวสั ดุปรบั ปรงุ ดินตอ่ การเปลี่ยนแปลงสมบตั ทิ างเคมดี นิ บางประการในชุดดินสระบุรี
Effect of Soil Amendments on some Soil Chemical Properties in Saraburi Soil Series
จรี าภรณ์ อินทสาร1* ฉตั รปวีณ์ เดชจริ รตั นสริ ิ1 ประวิทย์ บญุ มี2 และกมลลักษณ์ แกว้ ปรดี าภรณ์1
Jiraporn Inthasan1*, Chatprawee Dechjiraratthanasiri1, Pravit Boonmee2
and Kamonluck Kaewpreedaporn1
1สาขาวิชาทรพั ยากรดินและสงิ่ แวดล้อม คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ เชียงใหม่ 50290
2ศูนย์พัฒนาพนั ธพ์ุ ชื จักรพันธเ์ พ็ญศิริ เชยี งราย 57130
1Division of Soil Resources and Environment, Faculty of Agricultural Production, Maejo University
Chiang Mai, Thailand 50290
2Prince Chakraband Pensiri Center for Plant Development, Chiang Rai, Thailand 57130
*Corresponding: [email protected]
Abstract Received: February 05, 2020
Revised: April 27, 2020
Accepted: May 28, 2020
Studying the effect of soil amendments on soil chemical properties in Saraburi soil series was
collected under tillage farm of CKP, Saraburi province from March to August 2019. All soil samples were
incubated with organic and inorganic amendments by using completely randomized design (CRD) with
6 treatments, 3 replications as followed: 1) control 2) ground coffee 3) pulp coffee 4) filter cake 5)
pumice sulfate and 6) powder sulfur. The result showed that organic amendments had more influence
on some soil chemical properties than inorganic amendments. Especially, coffee ground could reduce
the level of soil pH from 7. 73 to 7. 01 in 12 weeks after incubation ( p<0. 01) and provided the highest
percent of organic matter at 4.4%. In addition, filter cake caused the highest extractable P and Ca after
incubation at 22 mgP/kg and 9,997 mgCa/kg, respectively. Clearly, pulp coffee gave the higher
extractable K comparing with soil before incubation at 1,652 mgK/kg and ground coffee could increase
the extractable Mg to 1,078 mgMg/ kg, Moreover, incubated soil by filter cake showed the highest
amount of extractable trace elements such as Fe, Mn, Cu and Zn. Furthermore, using coffee ground as
soil amendment could inform for improving soil pH and increasing plant nutrition more than other
amendments.
Keywords: soil amendments, soil properties, soil pH, calculus soil, incubation
25
วารสารวจิ ยั และส่งเสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 25-35
บทคดั ย่อ คานา
ก า ร ศ ึ ก ษ า ผ ล ข อ ง ว ั ส ดุ ป ร ั บ ป ร ุ ง ด ิ น ต ่ อ ก า ร ชุดดินสระบุรีเป็นหนึ่งในชุดดินเนื้อปูนที่พบใน
เปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีดินบางประการในชุดดิน ประเทศไทย ในปัจจุบันพบว่ามีการแพร่กระจายของดิน
สระบุรี โดยทาการเก็บตัวอย่างดินในแปลงไถพรวนของ เนื้อปูนเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เนื่องจากประเทศไทยจัดอยู่ใน
ศูนย์พัฒนาพนั ธ์ุพืชจกั รพันธเ์ พ็ญศิริ จังหวดั สระบุรี ตั้งแต่ ภูมิอากาศเขตร้อน ชุดดินที่พบว่ามีลักษณะเป็นดินด่าง
เดอื นมนี าคม-สิงหาคม พ.ศ. 2562 ทาการบม่ ดนิ ดว้ ยวสั ดุ นอกจากชุดดนิ สระบุรแี ล้วยงั รวมไปถึงชุดดินลพบรุ ี ชดุ ดิน
ปรับปรุงดินทั้งวัสดุอินทรีย์และวัสดุอนินทรีย์ โดยวาง บ้านหม่ีอีกด้วย โดยส่วนมากจะพบอยู่ในพื้นที่จังหวัด
แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ประกอบด้วย 6 ตารับ สระบุรี ลพบุรี และนครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณ
การทดลอง 3 ซ้า ดังนี้ 1) ควบคุม 2) กากกาแฟ 3) น้าฝนเฉลี่ยต่อปีค่อนข้างต่าประกอบกับมีภูมิอากาศ
เปลือกเชอร์รี่กาแฟ 4) กากตะกอนอ้อย 5) ภูไมท์ซัลเฟต ท่ีแห้งแล้งยาวนานกว่าที่อื่น (Staff of Soil Science
และ 6) ผงกามะถัน ผลการศึกษาพบว่าการใช้วัสดุ Department, 2005) ปัญหาทางด้านการเกษตรของ
ปรับปรุงดินในรูปของวสั ดุอินทรยี ต์ อบสนองต่อคณุ สมบตั ิ ดินด่างนั้นมีสาเหตุหลักจากกรณีที่ดินด่างเกิดจากการท่ีมี
ทางเคมีดินบางประการมากกว่าวัสดุอนินทรีย์โดยเฉพาะ ปริมาณการสะสมของปูนที่มาจากวัตถุต้นกาเนิดหลาย
กากกาแฟทาให้มีค่าความเป็นกรดด่างลดลงมากที่สุด คือ ชนิด เช่น หินปูน หินปูนมารล์ การสะสมเมด็ ปูนในชั้นดนิ
7.01 จากเดิม 7.73 หลังจากทาการทดลองในระยะเวลา ซึ่งองค์ประกอบในดินด่างจะมีแคลเซียมคาร์บอเนต
12 สัปดาห์ (p<0.01) และทาให้ปริมาณอินทรยี วัตถุในดนิ (CaCO3) ในปริมาณเล็กน้อยหรือสูงถึง 95% (Marschner,
จากการใส่กากกาแฟสูงที่สุด คือ 4.4% ส่วนตารับกาก 1995; Land Development Department, 2013) การท่ีมี
ตะกอนอ้อยทาให้ปริมาณฟอสฟอรัสและแคลเซียมทีส่ กดั ปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนตที่สูงจะมีผลกระทบต่อ
ได้ในดินสูงที่สุดหลังการบ่ม (22 มก./กก. และ 9,997 ความสัมพันธ์ของน้าในดิน และความเป็นประโยชน์ของ
มก./กก.) ตามลาดับ การใช้เปลือกเชอร์รี่กาแฟส่งผลให้ ธาตุอาหาร ส่งผลไปสูก่ ารใช้ประโยชน์ที่ดินในการผลิตพืช
ปริมาณโพแทสเซียมที่สกัดได้ในดินสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกด้วย (Elgabaly, 1973) โดยทั่วไปแล้วดินด่างจะมีผล
เมื่อเทียบกับดินก่อนการทดลอง คือ 1,652 มก./กก. การใช้ ต่อความสามารถของการกักเก็บน ้าในดิน (Water
กากกาแฟพบปริมาณแมกนีเซียมที่สกัดได้ในดินสูงที่สุด holding capacity) ความสามารถในการซาบซึมน้าของ
คือ 1,078 มก./กก. การบ่มดนิ ด้วยกากตะกอนออ้ ยทาให้ ดินสูง (High infiltration rate) โครงสร้างดินต่า ปริมาณ
ปริมาณธาตุอาหารเสริมที่สกัดได้มีปริมาณเหล็ก อนิ ทรียวัตถุน้อย มีความเป็นกรด-ด่างสูง ส่งผลกระทบให้
แมงกานีส ทองแดง และสังกะสีสูงที่สุด โดยการใช้กาก ดิ น ข า ด ธ า ต ุ อ า ห า ร ห ล ั ก โ ด ย เ ฉ พ า ะ ฟ อ ส ฟ อ ร ั ส แ ล ะ
กาแฟซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้สามารถนามาปรับปรุงค่าความ ไนโตรเจน ซึ่งเป็นผลมาจากการตกตะกอนที่เกิดจากการ
เป็นกรด-ดา่ ง และเพม่ิ ปรมิ าณธาตุอาหารในดนิ ไดม้ ากกวา่ รวมตัวของธาตุแคลเซียมในดินด่างกับฟอสฟอรัสที่อยู่ใน
วัสดุปรบั ปรงุ ดินชนดิ อื่น รูปที่ไม่สามารถละลายน้าได้ (Inthasan, 2014) ขณะที่
การละลายของธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมบางตัว
คาสาคัญ: วสั ดุปรบั ปรุงดิน สมบัติของดิน คา่ ความ อาจขาดหรือละลายออกมามากจนเปน็ พิษ เช่น กามะถัน
เป็นกรด-ดา่ ง ดนิ เนอื้ ปนู การบม่ ดนิ เหล็ก แมงกานีส แมกนีเซียม โบรอน โมลิบดินั่ม
26
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 25-35
(El-Hady and Abo-Sedera, 2006) สาหรับพื้นที่ดินด่าง อปุ กรณ์และวธิ ีการ
ในบริเวณจังหวัดสระบุรีและลพบุรีนั้น มักจะมีการ
เพาะปลูกเศรษฐกิจกลุ่มพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืช การศึกษาวัสดุปรับปรุงดินต่อการเปลี่ยนแปลง
ตระกูลถั่ว หรืออ้อยเป็นหลัก ซึ่งมักจะพบปัญหาของการ สมบัติทางเคมีดนิ บางประการในชุดดนิ สระบุรี โดยทาการ
ขาดธาตฟุ อสฟอรสั สังกะสี และเหลก็ (Takrattanasaran เก็บตัวอย่างดินจากแปลงของทดลอง ในพื้นท่ีศูนย์พัฒนา
et al., 2013; Chittamart et al., 2016) พันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จังหวัดสระบุรี โดยทาการเก็บ
ตัวอย่างดินรวม (Composite sampling) จานวน 20 จดุ
ในการแก้ไขปัญหาดินด่างเพื่อทาให้เหมาะสม จากนั้นนาตัวอย่างดินมารวมกัน เพื่อทาการบ่มดินด้วย
สาหรบั การเพาะปลกู พืชอาจทาไดโ้ ดยการใชว้ สั ดุปรับปรุง วัสดุปรับปรุงดินชนิดต่างๆ ในห้องปฏิบัติการ ณ อาคาร
ดินควบคู่กับการจัดการปุ๋ยที่เหมาะสม เพื่อทาให้สมบัติ ปฏิบัติการและฝึกอบรมทางดินและปุ๋ยชั้นสูง มหาวิทยาลัย
ทางกายภาพและคุณสมบัติทางเคมีของดินให้อยู่ในระดับ แมโ่ จ้ ตัง้ แต่เดือนมนี าคม-สงิ หาคม พ.ศ. 2562
ท่เี หมาะสมกบั การผลิตพชื เช่น การปรับปรงุ ค่าความเป็น
กรด-ด่าง หรอื การทาใหร้ ะดับธาตุอาหารของพืชอยู่ในรูป การทดสอบประสิทธภิ าพของวัสดปุ รบั ปรุงดินในการลด
ที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ปัจจุบันมีการใช้วัสดุอินทรีย์และ ความเปน็ กรดด่างในดนิ ของชุดดินสระบุรี
ว ั ส ด ุ อ น ิ น ท ร ี ย ์ ห ล า ย ช น ิ ด ใ น ก า ร ป ร ั บ ป ร ุ ง ด ิ น เ พ ื ่ อ ใ ห้
เหมาะสมกับการเพาะปลูก เช่น ปุ๋ยหมักและมูลสัตว์ ก า ร ว า ง แ ผ น ก า ร ท ด ล อ ง แ บ บ ส ุ ่ ม ส ม บ ู ร ณ์
ชนิดต่างๆ กับพืชตระกูลสลัด รวมทั้งการใช้ไบโอชาร์ (Completely Randomized Design; CRD) จานวน 3 ซ้า
ในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย (Gronthal, 1999; ประกอบด้วยสิ่งที่ทดลอง 6 ตารับ ดังนี้ 1) ควบคุม 2)
Cooperband, 2002; Duangpatra, 2010; Bouajila กากกาแฟ อัตรา 50 กก./ไร่ 3) เปลือกกาแฟ อัตรา 50
and Sanaa, 2011) แนวคิดในการศึกษาครั้งนี้จึงให้ กก./ไร่ 4) กากตะกอนอ้อย อัตรา 50 กก./ไร่ 5) ภูไมท์
ความสาคัญกับการคัดเลือกวัสดุปรับปรุงดินที่สามารถ ซัลเฟต อัตรา 50 กก./ไร่ และ 6) ผงกามะถัน อัตรา 50
หาได้ง่ายในประเทศและเป็นวัสดุที่เหลือทิ้งทั้งจากภาค กก./ไร่ และปรับระดับความช้ืนของดินในการบม่ ให้อยู่ใน
การผลิตอาหารและอุตสาหกรรม เช่น กากกาแฟที่ผ่านการ ระดับความชื้นความจุสนาม โดยวัสดุปรับปรุงดินชนิด
ชงดว้ ยเครื่องชงกาแฟทวั่ ไป เปลือกเชอร์ร่ีกาแฟท่ีเหลือทิ้ง ตา่ งๆ มปี ริมาณธาตุอาหารดัง Table 1
จากกระบวนการแปรรูปกาแฟ และกากตะกอนอ้อย
ที่เหลอื ท้ิงจากโรงงานน้าตาล เพอื่ นามาศึกษาการปรับปรงุ
ค่าความเป็นกรด-ด่างในดิน และปริมาณธาตุอาหารที่
ปลดปล่อยออกมาหลังจากทใี่ ชว้ ัสดปุ รับปรุงดินชนิดต่างๆ
27
วารสารวจิ ัยและสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 25-35
Table 1 The nutrient contents of soil amendments
Treatment N P K Ca Mg Fe Mn Cu Zn
(%) (mg/kg)
Coffee ground 10.4
Coffee pulp 2.13 0.12 2.33 1.39 0.85 87 29 16.1 6.0
Filter cake 1.87 0.19 2.74 1.83 0.65 78 71 13.5 110
Pumice sulfate 0.46 0.45 0.85 0.71 0.28 4,291 1,861 741 10.0
Powder sulfur ND 0.04 0.60 15.12 1.85 191 13 0.2 12.4
0.51 0.00 0.41 1.53 0.51 1,379 32 7.0
*ND=not detected
การเกบ็ ตัวอยา่ งดินและการวิเคราะหด์ ินทางเคมี การวเิ คราะห์ข้อมูล
ท าการเก็บตัวอย่างดินในแปลงท่ีไถพรวน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางส ถ ิติ
ระดับความลึก 0-30 ซม. โดยเก็บตัวอย่างดินแบบรวม (Aanalysis of variance) ตามแผนการทดลองแบบสุ่ม
(Composite sample) จากนั้นนาตัวอย่างดินมาทาให้ สมบูรณ์ ( Completely Randomized Desig; CRD)
แห้งโดยตากไว้ในที่ร่ม (Air-dried) และนาไปบด ผ่าน เมื่อพบความแตกต่างกันในทางสถิติจึงทาการ
ตะแกรงร่อนดินขนาด 0.5 และ 2.0 มล. เพื่อนาตัวอย่าง เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉล่ียโดยวิธีจัดกลมุ่
ดินมาวิเคราะห์หาสมบัตทิ างเคมีของดินบางประการ โดย ของสง่ิ ทดลอง (Least Significant Difference; LSD)
ตรวจวัดความเป็นกรดด่างก่อนทาการทดลอง และทุกๆ
2 สัปดาห์ หลังจากทาการทดลองตลอด 3 เดือน โดยใช้ ผลการวิจัยและวิจารณ์
ดิน 10 กรัมต่อน้ากลั่น 10 มล. (1:1) นาไปวัดค่าความ
เป็นกรด−ด่างโดยใช้เครื่องมือ pH-meter (Wayne, สมบตั ิทางเคมขี องดนิ กอ่ นทาการทดลอง
1980) หาปริมาณอินทรียวัตถุในดิน (Soil organic สมบัติทางเคมีของดินก่อนทาการทดลองพบว่า
matter) โดยนามาวิเคราะห์โดยวิธี Walkley and Black
(1947) หาปริมาณฟอสฟอรัสที่สกัดได้ (Extractable ดินตัวอย่างมีค่าความเป็นกรด−ด่างเท่ากับ 7.73 ปริมาณ
phosphorous) โดยวิธี Bray II ตามหลักวิธีการของ อินทรียวัตถุในดินมีค่าเท่ากับ 4.13% ปริมาณฟอสฟอรัส
Watanabe and Olsen (1962) หาปริมาณโพแทสเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ที่สกัดได้ในดิน
แคลเซียม และแมกนีเซียมที่สกัดได้ (Extractable ตัวอยา่ งมคี ่าเทา่ กบั 17, 260, 10,401 และ 804 มก./กก.
potassium, calcium, magnesium) โดยนาไปสกัดด้วย ตามลาดับ ส่วนปรมิ าณธาตุอาหารเสรมิ ในดินก่อนทาการ
NH4OAc pH 7.0 (Wayne, 1980) และหาปริมาณเหล็ก ทดลองพบว่า มีปริมาณเหล็ก แมงกานีส ทองแดง และ
แมงกานีส สงั กะสี ทองแดงท่ีสกดั ไดด้ ว้ ยน้ายาสกดั DTPA สังกะสีที่สกัดได้ในดินมีค่าเท่ากับ 56, 17, 12 และ 3.0
( Diethylene Triamine Penta Acetic acid) ( Wayne, มก./กก. ตามลาดบั (Table 2)
1980) แล้วนาไปอา่ นคา่ ด้วยเครอ่ื ง Atomic Absorption
Spectrophotometer (AAS)
28
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 25-35
Table 2 Soil chemical properties before incubation Mg Fe Mn Cu Zn
(mg/kg) 17 12 3.0
pH OM P K Ca 804 56
(1:1) (%)
Soil samples 7.73 4.13 17 260 10,401
ก า ร เ ป ล ี ่ ย น แ ป ล ง ค ่ า ค ว า ม เ ป ็ น ก ร ด - ด ่ า ง ใ น ดิ น ตารับควบคุมและภูไมท์ซัลเฟต ส่วนการบ่มดินด้วยกาก
หลังการบม่ ดินด้วยวัสดุปรับปรงุ ดินชนิดต่างๆ กาแฟยังคงทาให้ความเป็นกรด-ด่างต่าที่สุด คือ 7.06
(p<0.01)
ค่าความเป็นกรด-ด่างในดินหลังจากได้ทาการ
บ่มดินกับวัสดุปรับปรุงดินชนิดต่างๆ ในระยะเวลา 2 ในสัปดาหท์ ่ี 10 หลงั บ่มดินน้ันตารับควบคุมมีค่า
สปั ดาห์หลังการบ่มดิน พบว่ากากกาแฟทาให้ค่าความเป็น ความเป็นกรด-ด่างสูงที่สุด คือ 7.51 แต่ไม่มีความแตกต่าง
กรด-ด่างลดลงต่าที่สุด คือ 6.97 (p<0.01) ขณะที่ตารับ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับกากตะกอนอ้อย ส่วนกาก
ควบคมุ มคี วามความเป็นกรด-ด่างสงู ทสี่ ดุ คอื 7.58 แตไ่ ม่ กาแฟ ยังคงส่งผลใ ห้ ควา ม เป็น ก รด - ด ่างต ่าท ี่ส ุ ด เ ม่ื อ
มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับการบ่มดิน เปรียบเทียบกับตารับอื่นๆ คือ 7.06 (p<0.01) ในสัปดาห์
ด้วยเปลือกกาแฟ ภูไมท์ซัลเฟต ผงกามะถัน และกาก ที่ 12 หลังการบ่มดินพบว่า ตารับควบคุมมีค่าความเป็น
ตะกอนอ้อย ในระยะเวลา 4 สัปดาห์หลังการบ่มดิน กาก กรด-ด่างสูงที่สุด คือ 7.61 แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมี
กาแฟยังคงทาให้ค่าความเป็นกรด-ด่างต่าที่สุด คือ 6.90 นัยสาคัญทางสถิติกับภูไมท์ซัลเฟต ผงกามะถัน และกาก
แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับการบ่ม ตะกอนอ้อย (p<0.01) ส่วนกากกาแฟทาให้มีความเป็น
ดินด้วยเปลือกกาแฟ ภูไมท์ซัลเฟต ผงกามะถัน และกาก กรด-ด่างต่าที่สุด คือ 7.01 (Table 3) ซึ่งการทดลองใน
ตะกอนอ้อย (p<0.01) สอดคล้องกับการทดลองของ ครั้งนี้พบว่ามีความแตกต่างกับงานทดลองของ Kasongo
Kumlung et al. (2012) ทดสอบการใช้น้าหมักกาก et al. (2011) ที่น าเอาส่วนเปลือกเชอร์ร่ีของกาแฟ
กาแฟในดินเนื้อปูนต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของ (Coffee pulp) และเปลือกหุ้มเมล็ดกาแฟ (Coffee
แตงกวา โดยค่าความเป็นกรด-ด่างจะลดลงในช่วงแรก husk) มาผสมกันก่อนนามาปรับปรุงดินทรายด้วยการ
และช่วงหลงั จะเพิ่มขึน้ เล็กน้อย ทุกตารับมีการปรับลดค่า บ่มดินที่อัตราต่างกันตั้งแต่ 5-20 ตัน/เฮกตาร์ ของดินใน
ความเปน็ กรด-ดา่ งทกุ ตารบั สภาพแวดล้อมเขตร้อนชื้นเป็นเวลา 24 เดือน พบว่าค่า
ความเป็นกรด-ด่างเพิ่มสูงขึ้นจาก 5.5 เป็น 6.2 หลังการ
ภายหลังการบ่มดิน 6 สัปดาห์ พบว่าตารับ บ่มดินในระยะเวลา 3 เดือน และเพิ่มขึน้ เล็กนอ้ ยในเดอื น
ควบคุมและกากตะกอนอ้อยทาให้ความเป็นกรด−ด่างสูง ท่ี 12 แล้วลดลงเมื่อบ่มดินครบ 24 เดือน ทั้งนี้อาจเป็น
ที่สุด คือ 7.58 รองลงมา คือ ตารับผงกามะถันมีค่าความ ชดุ ดินทีม่ คี วามแตกตา่ งกัน
เป็นกรด-ด่างเท่ากับ 7.34 แต่ไม่มีความแตกอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติกับการบ่มดินด้วยเปลือกกาแฟและ งานทดลองครั้งนี้ ทาการบ่มดินกับดินด่างที่มีค่า
ภูไมท์ซัลเฟต ซึ่งในระยะ 6 สัปดาห์นี้การบ่มดินด้วยกาก ความเป็นกรด-ด่างเริ่มต้นที่ 7.73 ทาให้หลังจากการบ่ม
กาแฟมีความเป็นกรด-ด่างต่าที่สุด คือ 7.16 (p<0.01) ดินกับเปลือกเชอร์ร่ีกาแฟและกากกาแฟ ในการทดลองนี้
สาหรับในระยะเวลา 8 สัปดาห์หลังการบ่มดิน กาก สามารถทาให้ค่าความเป็นกรด-ด่างในดินปรับค่าลดลง
ตะกอนอ้อยกลับทาให้มีค่าความเปน็ กรด-ดา่ งสงู ที่สดุ คือ อย่างเห็นไดช้ ดั ท้ังนอ้ี าจเป็นเพราะคา่ ความเป็นกรด-ด่าง
7.55 แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับ ส่วนมากมีความเป็นกรดสูง คือ 5.48 (Hardgrove and
29
วารสารวจิ ยั และส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 25-35
Livesley, 2016) จึงลดความเป็นกรด-ด่างในดินเนื้อปูน 120 สว่ นการใช้กามะถนั ผง (S) พบว่ามีคา่ ความเป็นกรด-ด่าง
ได้ดีกว่าวัสดุปรับปรุงดินชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตามการใช้ ในดินต่ากว่าในตารับควบคุม เฉพาะในช่วงวันที่ 15-30
วัสดุอนินทรีย์ในการทดลองครั้งนี้สอดคล้องกับงานของ ของการทดลองเท่านั้น อย่างไรก็ตามพบว่าการใช้กาก
Chooaiem et al. (2018) ทที่ ดสอบผลของวสั ดุกามะถัน ตะกอนอ้อย ผงกามะถัน และภูไมท์ซัลเฟต เพื่อลดระดับ
ต่อสภาพการละลายจุลธาตุอาหารพืชในดินเนื้อปูน และ ค่าความเป็นกรด-ด่างในระยะเวลา 12 สัปดาห์ ไม่มีความ
การสะสมจุลธาตุอาหารพืชในข้าว การใช้วัสดุกามะถัน แตกตา่ งกนั มากนกั อาจเปน็ เพราะปรมิ าณทใี่ ชย้ ังไมส่ งู พอ
ไม่มีผลตอ่ การลดค่าความเป็นกรด-ด่างในดินอยา่ งชัดเจน และปฏิกิริยาเคมีที่เกิดในดินด่างจะเป็นไปค่อนข้างช้า
โดยพบวา่ การใช้กรดกามะถัน (H2SO4) ทาให้คา่ ความเป็น (Kalbas et al., 1988; Modaihsh et al., 1989; Nekir
กรด-ด่างในดินลดต่ากว่าในตารับควบคุมในช่วงแรกของ et al., 2019)
การทดลอง และต่ากว่าในตารับควบคุมเล็กน้อยในวันที่
Table 3 Soil reaction (pH) after incubation with organic and inorganic amendments at various weeks
Treatment 2 weeks 4 weeks 6 weeks 8 weeks 10 weeks 12 weeks
Control 7.58a 7.52a 7.54a 7.50ab 7.51a 7.61a
Coffee ground 6.97b 6.90b 7.16c 7.06c 7.06c 7.01c
Coffee pulp 7.55a 7.48ab 7.39b 7.36b 7.33b 7.26b
Filter cake 7.50a 7.42ab 7.54a 7.55a 7.46ab 7.54a
Pumice sulfate 7.49a 7.29ab 7.39b 7.41ab 7.35b 7.47a
Powder sulfur 7.48a 7.27b 7.34b 7.34b 7.34b 7.48a
Grand Mean 7.43 7.31 7.39 7.37 7.34 7.40
1.28 1.37 0.77 1.07 0.82 0.92
C.V. (%) ** ** ** ** ** **
F-test
Mean in the same column followed by different letters were different significantly by LSD **=0.01.
สมบตั ทิ างเคมีบางประการของดินหลงั การบ่มดิน (p<0.01) ซึ่งเป็นผลมาจากองค์ประกอบของกากตะกอน
สมบัติทางเคมีของดินบางประการหลังจากทา อ้อยที่มีปริมาณฟอสฟอรัสทั้งหมดสูงถึง 0.45% ทั้งนี้
พบว่าการบ่มดินด้วยวัสดุต่างๆ ในดินด่างนั้นไม่ส่งผลต่อ
การบม่ ดนิ ด้วยวสั ดอุ ินทรยี แ์ ละวัสดุอนินทรยี ใ์ นระยะเวลา ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์มากนักทั้งนี้อาจเกิด
3 เดือน พบว่ากากกาแฟทาให้ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน จากความสามารถในการละลายฟอสฟอรัสต่า และพืช
สูงที่สุด คือ 4.4% มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญย่งิ ไม่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ (Zhang et al., 2014)
ทางสถิติ (p<0.01) สาหรับปริมาณฟอสฟอรสั ที่สกัดได้ใน ส่วนตารับควบคุมมีปริมาณฟอสฟอรัสน้อยที่สุดโดยมีค่า
ดินหลังการทดลองพบวา่ การบ่มดินด้วยกากตะกอนอ้อย อยู่ที่ 12 มก./กก. ส่งผลให้ปริมาณฟอสฟอรัสที่สกัดไดใ้ น
มปี ริมาณฟอสฟอรัสที่สกัดได้ในดินสงู ท่ีสดุ อยทู่ ี่ 22 มก./กก. ดนิ มีความแตกต่างกนั อยา่ งมนี ัยสาคญั ย่งิ ทางสถิติ (p<0.01)
แล ะ มีควา มแตกต่า ง กัน อย่า ง มีน ัยส าคัญ ยิ่ง ท าง ส ถิติ
30
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 25-35
ปริมาณโพแทสเซียมที่สกัดได้ในดินตารับที่มี ที่สกัดได้มากที่สุด โดยมีค่าอยู่ที่ 9,997 มก./กก. แต่ไม่มี
ปริมาณโพแทสเซียมที่สกัดได้มากที่สุด คือ ตารับเปลือก ความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับตารับควบคุม
กาแฟ โดยมคี า่ อยทู่ ี่ 1,652 มก./กก. (p<0.01) ซง่ึ ปรมิ าณ ตารับภูไมท์และตารบั ผงกามะถัน ส่วนตารบั เปลือกกาแฟ
โพแทสเซียมที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากองค์ประกอบท่ีสะสม มีปริมาณแคลเซียมที่สกัดได้น้อยที่สุดมีค่าอยู่ที่ 6,674
อยู่ในส่วนของเปลือกกาแฟ (2.74%K) (Table 1) ส่วน มก./กก. (p<0.01) ขณะที่ตารับกากกาแฟมีปริมาณ
ตารับผงกามะถันมีปรมิ าณโพแทสเซียมท่สี กัดได้น้อยท่ีสุด แมกนีเซียมทีส่ กดั ไดใ้ นดินมากท่ีสุดมีค่าอยู่ที่ 1,078 มก./
มีค่าอยู่ที่ 244 มก./กก. แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมี กก. แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับ
นยั สาคัญทางสถิตกิ ับตารบั ภไู มทซ์ ัลเฟตและตารับควบคุม ตารับควบคุม ตารับเปลือกกาแฟ และตารับกากตะกอน
ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ Braham and Bressani อ้อย (Table 4) การใช้วัสดุปรับปรุงดินทุกตารับแม้จะมี
(1979) กลา่ วว่าเปลือกเชอรร์ ่ีกาแฟมีปรมิ าณโพแทสเซียม ผลต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารหลักและธาตุ
ท ี ่ ส ก ั ด ไ ด้ ใ นป ร ิม าณ ม าก สาม าร ถ ใ ช ้ใ นก า ร น าไปเพิ่ม อาหารรองไมม่ ากนัก แต่จะเหน็ ได้ชดั จากผลการวเิ คราะห์
ปริมาณโพแทสเซียมในดิน และคล้ายงานทดลองของ ปริมาณธาตุอาหารในวัสดุแต่ละชนิดดัง Table 1 โดย
Cervera-Mata et al. (2017) ที่พบว่าการใช้กากกาแฟ อัตราการใส่วัสดุปรับปรุงดินจากงานทดลองนี้ค่อนข้างต่า
เป็นวัสดุอินทรีย์ในการปลูกผักสลัดของดิน Calsisaol เม่อื เปรยี บเทยี บกับงานทดลองอน่ื เชน่ การใชก้ ากตะกอน
และ Luvisol ในประเทศสเปน มีผลทาให้ปริมาณ อ้อยของ Gonfa et al. (2018) ท่ใี สก่ ากตะกอนอ้อยสูงถงึ
ไนโตรเจนทั้งหมด ปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมใน 100 ตัน/เฮกตาร์ ขณะที่งานทดลองครั้งนี้ใช้เพียง 50
ดินสูงกว่าตารับควบคมุ สาหรบั ปรมิ าณแคลเซยี มท่ีสกัดได้ กก./ไร่ หรอื 0.312 ตัน/เฮกตารเ์ ท่านนั้
ในดินพบว่า ตารับกากตะกอนอ้อยมีปริมาณแคลเซียม
Table 4 Soil chemical properties after 3 months incubation
Treatment OM P K Ca Mg
(%) (mg/kg) 801c
1,078a
Control 4.2c 12d 254c 9,653ab 905bc
1,028ab
Ground coffee 4.4a 14c 582b 8,895b 927abc
827bc
Pulp coffee 4.3b 15c 1,652a 6,674c 928
8.88
Filter cake 4.2c 22a 500b 9,997a
**
Pumice sulfate 4.2c 19b 255c 9,835ab
Powder sulfur 4.2c 19b 244c 9,802ab
Grand Mean 4.24 16.9 581 9,143
C.V.(%) 0.56 5.55 3.22 4.34
F-test ** ** * **
Mean in the same column followed by different letters were different significantly by LSD **=0.01 and *=0.05
31
วารสารวิจัยและสง่ เสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 25-35
สมบตั ิทางเคมีของธาตอุ าหารเสริมในดนิ หลังทาการบม่ ดนิ มากที่สุดมีค่าอยู่ที่ 11.2 มก./กก. แต่ไม่มีความแตกต่าง
สมบัติทางเคมีของธาตุอาหารเสริมในดิน อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิกับตารับเปลือกกาแฟ สว่ นตารับ
ควบคุมมปี ริมาณทองแดงท่ีสกัดได้น้อยที่สุดมีค่าอยู่ที่ 6.5
หลังจากทาการหมักดินด้วยวัสดุปรับปรุงดิน พบว่าตารบั มก./กก. (p<0.01) ขณะที่ปริมาณสังกะสีที่สกัดได้ในดิน
ที่มีปริมาณเหล็กที่สกัดได้ในดินมากที่สุด คือ ตารับที่ใส่ มากที่สุด คือ ตารับกากตะกอนอ้อยมีค่าอยู่ที่ 3.4 มก./กก.
กากตะกอนอ้อย โดยมีค่าอยู่ที่ 304 มก./กก. ซึ่งมีความ ส่งผลให้ปริมาณสังกะสีที่สกัดได้ในดินมีความแตกต่าง
แตกต่างอยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติกบั ทกุ ตารบั ทดลอง จาก อย่างมีนัยสาคัญยิ่งทางสถิติ ส่วนตารับควบคุมและตารบั
งานทดลองของ Morikawa and Saigusa (2018) ท่ี ผงกามะถันมีปริมาณสังกะสีที่สกัดได้น้อยที่สุดมีค่าอยู่ที่
พบว่าการใช้กากกาแฟบ่มกับดินด่างที่ระยะเวลา 60 วัน 2.4 มก./กก. แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทาง
เพิ่มความเป็นประโยชน์ของเหล็กได้สูงกว่าตารับควบคุม สถิติกับตารับเปลือกกาแฟ กากกาแฟ และตารับภูไมท์
และมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการใช้เฟอร์รัสซัลเฟต ซัลเฟต (p<0.01) (Table 5) การที่ปริมาณเหล็ก
(Ferrous sulfate) เพียงอย่างเดียว ซึ่งมีความสอดคล้อง แมงกานีส และสังกะสีจากตารับที่มีการเติมผงกามะถัน
กับงานทดลองในครั้งนี้ในส่วนของตารับที่ใส่กากกาแฟ ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับตารับควบคุม
ส่วนตารบั ควบคุมพบปริมาณเหลก็ ที่สกดั ไดน้ ้อยท่สี ุดมีค่า ในดินด่าง น่าจะเก่ียวกับอัตราที่ใช้อยู่ในปริมาณที่ต่าเมื่อ
อยู่ที่ 44 มก./กก. (p<0.05) สาหรับปริมาณแมงกานีส เปรียบเทียบกับงานทดลองของ Kalbas et al. (1988) ที่ทดสอบ
ที่สกัดได้ในดิน พบว่าตารับกากตะกอนอ้อยมีปริมาณ การเติมผงกามะถันกับการปลูก ข้าวโพด ข้าวฟ่าง และ
แมงกานีสที่สกัดได้มากที่สุดโดยมีค่าอยู่ที่ 23 มก./กก. ถั่วเหลืองในดินด่างที่ประเทศอิหร่าน ซึ่งพบว่าปริมาณ
ทาให้ปริมาณแมงกานีสที่สกัดได้ในดินมีความแตกต่างอย่าง เหล็ก แมงกานีส และสังกะสี เพิ่มขึ้นตามอัตราของ
มีนัยสาคัญทางสถิติ สาหรับปริมาณทองแดงที่สกัดได้ในดิน ผงกามะถันทใี่ สล่ งไป
ตารับกากตะกอนอ้อยมีปริมาณทองแดงที่สกัดได้ในดิน
Table 5 Soil trace elements extractable forms (mg/kg) after 3 months incubation
Treatment Fe Mn Cu Zn
Control 44d 11b 6.5c 2.4b
Ground coffee 71bc 12b 7.9bc 2.7b
Pulp coffee 63c 16ab 9.1ab 2.5b
Filter cake 304a 23a 11.2a 3.4a
Pumice sulfate 122b 12b 7.0bc 2.5b
Powder sulfur 83bc 12b 7.3bc 2.4b
22 123 8.2 2.7
Grand Mean 24.46 9.60 12.20 5.39
C.V. (%) * ** ** **
F-test
Mean in the same column followed by different letters were different significantly by LSD **=0.01 and *=0.05.
32
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 25-35
สรุปผลการวจิ ัย เอกสารอา้ งอิง
การใช้วัสดุปรับปรุงดินในรูปของวัสดุอินทรีย์ Bouajila, K. and M. Sanaa. 2011. Effects of
มีแนวโน้มทาให้ค่าความเป็นกรด-ด่างลดต่าลงมากที่สุด organic amendments on soil physico-
หลังจากท าการทดลองในระยะเวลา 12 สัปดาห์ chemical and biological. Journal of
โดยเฉพาะการใช้กากกาแฟทาให้มีค่าความเป็นกรด-ด่าง Materials and Environmental Science
ลดลงมากทีส่ ุดเหลือเพยี ง 7.01 จากเดิม 7.73 ขณะที่การ 2(S1): 485-490.
บ่มดินด้วยภูไมท์ซัลเฟตและผงกามะถัน ให้ทามีการ
เปลี่ยนแปลงค่าความเป็นกรดด่างโดยลดลงเพียงเล็กน้อย Braham, J.E. and R. Bressani. 1979. Coffee
เทา่ นน้ั สาหรบั การเปล่ียนแปลงของสมบตั ทิ างเคมีดินหลงั Pulp: Composition, Technology, and
การบม่ พบวา่ การใส่วสั ดุปรบั ปรงุ ดินทกุ ชนดิ ทาใหป้ ริมาณ Utilization. Ottawa: Ont. IDRC. 95 p.
อินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นทุกตารับ โดยเฉพาะกากกาแฟทาให้
ปริมาณอินทรยี วัตถุสงู กวา่ วสั ดปุ รับปรงุ ดนิ ชนิดอืน่ ๆ ส่วน Cervera-Mata, A., S. Pastoriza, J.Á. Rufián-
กากตะกอนอ้อยกลับทาให้ปริมาณฟอสฟอรัสที่สกัดได้ Henares, J. Párraga, J.M. Martín-García
ของดินสูงที่สุดหลังการบ่ม ทั้งนี้ยังพบว่าการใช้เปลือก and G. Delgado. 2017. Impact of spent
เชอรร์ ีก่ าแฟสามารถทาให้ปริมาณโพแทสเซียมท่ีสกดั ไดใ้ น coffee grounds as organic amendment
ดินสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ปริมาณธาตุ on soil fertility and lettuce growth in two
อาหารเสริมท่ีสกัดของดินหลังการบ่ม 12 สัปดาห์ พบการ Mediterranean agricultural soils.
เพิ่มขึ้นของปริมาณธาตุอาหารเสริมตามองค์ประกอบของ Archives of Agronomy and Soil Science.
วัสดปุ รับปรุงดนิ แตล่ ะชนิด DOI: 10.1080/03650340.2017.1387651.
จากงานทดลองคร้ังนนี้ ่าจะนาไปส่กู ารทดสอบใน Chittamart, N., J. Inkam, D. Ketrot and
สภาพไร่นาในอนาคตต่อไปโดยเฉพาะการนาเศษวัสดุ T. Darunsontaya. 2016. Geochemical
อินทรีย์เหลือใช้ในการเกษตร เช่น เปลือกเชอร์รี่กาแฟ fractionation and adsorption
กากกาแฟ ที่สามารถลดความเป็นด่างของดิน และกาก characteristics of zinc in Thai major
ตะกอนอ้อยที่สามารถทาให้ธาตุอาหารที่จาเป็นอยู่ในรูป calcareous soils. Communications
ที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ซึ่งเป็นการนาวัสดุที่เหลือใช้ in Soil Science and Plant Analysis
จากภาคการผลิตอืน่ ๆ มาประยุกตใ์ ชใ้ นภาคการเกษตรนน้ั 47(20): 2348-2363.
น่าจะเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสามารถเพิม่ ปรมิ าณ
ธาตอุ าหารในดินได้อีกทางหน่งึ Chooaiem, N., W. Wisawapipat, N. Chittamart
and S. Aramrak. 2018. Sulfur material
กิตตกิ รรมประกาศ impacts on micronutrient solubility
in a calcareous soil and micronutrient
ขอขอบคุณศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ accumulation in rice. Songklanakarin
จงั หวัดสระบุรี ท่ีให้การสนับสนุนงบประมาณวิจยั Journal of Plant Science 5(3): 87-100.
[in Thai]
33
วารสารวจิ ัยและส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 25-35
Cooperband, L. 2002. Building Soil Organic Gronthal, P. 1999. Tired soil: using inorganic
Matter with Organic Amendments: soil amendments to perk up your root
A Resource for Urban and Rural zone. Sports Turf Manager 12(2): 8-11.
Gardeners, Small Farmers, Turfgrass
Managers and Large-scale Producers. Hardgrove, S.J. and S.J. Livesley. 2016. Appling
Bangkok: Center for Integrated spent coffee grounds directly to urban
Agricultural Systems. 16 p. agriculture soils greatly reduces plant
growth. Urban Forestry and Urban
Duangpatra, P. 2010. Soil Conditioners. Greening 18: 1-8.
Bangkok: Kasetsart University Press.
256 p. [in Thai] Inthasan, J. 2014. Soil Fertility. Chiang Mai:
D Print Press. 325 p. [in Thai]
Elgabaly, M.M. 1973. Reclamation and
Management of the Calcareous Soils of Kalbas, M., F. Filsoof and Y. Rezai−Nejad. 1988.
Egypt. pp. 123-127. In FAO Soils Effect of sulfur treatments on yield
Bulletin 21, Calcareous Soils: Report of and uptake of Fe, Zn, and Mn by corn,
the FAO/UNDP Regional Seminar on sorghum, and soybeans. Journal
Reclamation and Management of of Plant Nutrition 11(6-11): 1353-1360.
Calcareous Soils 27 Nov - 2 Dec 1972.
Cairo: Food and Agriculture Organization Kasongo, R.K., A. Verdoodt, P. Kanyankagote,
of the United Nations. G. Baert and E.V. Ranst. 2011. Coffee
waste as an alternative fertilizer with soil
El-Hady, O.A. and S.A. Abo-Sedera. 2006. improving properties for sandy soils in
Conditioning effect of composts and humid tropical environments. Soil Use
acrylamide hydrogels on a sandy and Management 27: 94-102.
calcareous soil. II-Physico-bio-chemical
properties of the soil. International Kumlung, A., J. Verasan and B. Punyachon.
Journal of Agriculture and Biology 2012. Effect of Coffee Been Cake
8(6): 876-884. Fermented Water Applied to a
Calcareous Soil on Growth and Yield
Gonfa, A., B. Bedadi and A. Argaw. 2018. of Cucumber cv. Bussaba 2005.
Effect of bagasse ash and filter cake pp. 2277-2285. In Proceedings of
amendments on wheat (Triticum the 9th National Kasetsart University
turgidum L.var. durum) yield and yield Kamphaeng Saen Conference.
components in nitisol. International Nakhonpathom: Kasetsart University.
Journal of Recycling of Organic Waste [in Thai]
in Agriculture 7: 231-240.
34
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 25-35
Land Development Department. 2013. Takrattanasaran, N., J. Chanchareonsook,
Management of Saline soil and P.G. Johnson, S. Thongpae and
Alkaline soil. Bangkok: Ministry of E. Sarobol. 2013. Amelioration of zinc
Agriculture and Cooperatives Press. deficiency of corn in calcareous soils
40 p. [in Thai] of Thailand: zinc sources and application
methods. Journal of Plant Nutrition
Marschner, H. 1995. Mineral Nutrition of 36(8): 1275-1286.
Higher Plants. 2nd. London: Academic
Press. 889 p. Walkley, A. and I.A. Black. 1947. Chromic acid
titration method for determination of soil
Modaihsh, A.S., W.A. AL-Mustafa and organic matter. Soil Science Society
A.I. Metwally. 1989. Effect of elemental of America Journal 63: 257.
sulphur on chemical changes and
nutrient availability in calcareous soils. Watanabe, F.S. and S.R. Olsen. 1962.
Plant and Soil 116: 95-101. Calorimetric determination of phosphorus
in water extracts of soil. Soil Science
Morikawa, C.K and M. Saigusa. 2018. Recycling 93: 183-188.
coffee and tea wastes to increase plant
available Fe in alkaline soils. Plant and Wayne, E.S. 1980. Handbook on Reference
Soil 304(1-2): 249-235. Methods for Soil Testing. Council on
soil testing and plant Analysis ed.
Nekir, B., W. Lemma and S. Tamiru. 2019. Effect Athens: University of Georgia. 130 p.
of filter cake and bagasse on selected
physicochemical properties of calcareous Zhang, M., C.L. Li, Y.C. Li and W.G. Harris. 2014.
sodic soils at Amibara, Ethiopia. Phosphate minerals and solubility in
International Journal of Agronomy and native and agricultural calcareous soils.
Agricultural Research 14(5): 20-28. Geoderma 232-234: 164-171.
Staff of Soil Science Department. 2005. Basic
Agronomy. 10th. Bangkok: Kasetsart
University Press. 547 p. [in Thai]
35
วารสารวจิ ัยและส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 36-45
ประสทิ ธิภาพของสารสกัดหยาบจากเชือ้ รา Chaetomium globosum
ในการยบั ยัง้ เชอ้ื รา Bipolaris maydis สาเหตโุ รคใบไหมแ้ ผลเลก็ ในขา้ วโพด
Efficiency of Crude Extracts from Chaetomium globosum
to Inhibit Bipolaris maydis Caused of Maize Leaf Blight Disease in Corn
ธราดร อ้งึ ประสทิ ธ์ิ สริ วชิ ญ์ สวา่ งแจ้ง ธัชวรรธน์ ปัญญาวฒุ ิเลิศ และอรวรรณ ปยิ ะบญุ *
Tharadorn Ungprasit, Sirawitch Swangjang, Thatchawat Panyavuthilert and Orawan Piyaboon*
สาขาวิชาชีววทิ ยาและวิทยาศาสตร์สขุ ภาพ โรงเรยี นมหดิ ลวทิ ยานสุ รณ์ นครปฐม 73170
Department of Biology and Health Science, Mahidol Wittayanusorn School, Nakhon Pathom, Thailand 73170
*Corresponding author: [email protected]
Abstract Received: March 26, 2020
Revised: August 17, 2020
Accepted: September 22, 2020
Bipolaris is a pathogenic fungus causes of maize leaf blight disease in corn which reduce the
photosynthesis and production of corn in Thailand. The use of biological methods to control plant
diseases, especially the use of Chaetomium globosum, has the potential to control various
pathogenic fungi. This research was to study the efficiency of C. globosum inhibitory activity against
B. maydis and the crude extract of C. globosum inhibitory activity against B. maydis under laboratory
and greenhouse conditions. The first method was tested the efficiency of crude extract from
C. globosum for inhibiting B. maydis under laboratory condition using dual culture test. The result
showed that inhibition percentage of radial growth was 51.16%. In addition, fungal antagonist was
extracted by solvent extraction method using methanol and ethyl acetate and tested for growth
inhibition of B. maydis under laboratory and greenhouse conditions. Fungal crude extracts showed
growth inhibitory activity against B. maydis causing maize leaf blight disease in corn at a concentration
of 7,000, 3,500 and 1,750 micrograms per milliliter.
Keywords: crude extracts, dual culture test, percent inhibition of radial growth, leaf blight disease
บทคัดย่อ ใช้ชีววิธีในการควบคุมโรคพืชโดยเฉพาะการใช้เชื้อรา
Chaetomium globosum มีศักยภาพในการควบคุม
เช้ือรา Bipolaris เป็นเช้ือราท่ีก่อโรคใบไหม้ใน เชื้อราก่อโรคต่างๆ การศึกษาน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษา
ขา้ วโพดทาให้ลดการสงั เคราะห์ด้วยแสงของข้าวโพด และ ประสิทธิภาพการยับย้ังเชื้อรา B. maydis ด้วยเชื้อรา
สร้างความสูญเสียแก่ผลผลิตที่สาคัญในประเทศไทย การ C. globosum และประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบจาก
36
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 36-45
เชื้อรา C. globosum ในการยับยั้งเชื้อรา B. maydis ส่วนใหญ่จึงนิยมแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคด้วย
ภายใต้สภาพห้องปฏิบัตกิ ารและสภาพโรงเรือน วธิ ที ดลอง สารเคมีเพราะเป็นวิธีท่ีง่าย ประหยัด รวดเร็ว และมี
แรกเป็นการเล้ียงเช้ือรา B. maydis และ C. globosum ประสิทธิภาพ แต่มีอันตรายต่อส่ิงแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต
และทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบจากเช้ือรา ต่างๆ โดยเฉพาะตัวเกษตรกร เช่น สารพิษตกค้างในดิน
C. globosum ในการยับยั้งเช้ือรา B. maydis ภายใต้ และน้าบริเวณพื้นที่ทาการเกษตร และเข้าสู่ร่างกายด้วย
ห้องปฏิบัติการด้วยวิธีการเลี้ยงเช้ือร่วมกัน ผลการศึกษา วิธีต่างๆ การปฏิบัติด้วยชีววิธีเป็นวิธีการควบคุมที่มี
พบว่าเปอร์เซ็นต์การยับยั้งการเจริญของเส้นใยเชื้อรา ประสทิ ธภิ าพ และไม่ทาลายสภาพแวดล้อม ซง่ึ มคี ่าใช้จา่ ย
B. Maydis ของเชื้อรา C. globosum มีค่าเท่ากับ 51.16% ไม่สูงนัก โดยนาส่วนสารสกัดหยาบจากพืชหรือจุลินทรีย์
หลังจากน้ันนาเชื้อรา C. globosum มาสกัดด้วยตัวทา ปฏิปักษ์ซึง่ เป็นทางเลอื กหน่ึงของเกษตรกรที่จะใชท้ ดแทน
ละลายเมทานอลและเอทิลอะซิเตท และนาสารสกัด สารเคมีในการควบคุมเช้ือรา B. maydis ตัวอย่างเช่น
หยาบจากเช้ือรา C. globosum มาทดสอบการยับยั้ง การศึกษาการควบคุมเช้ือรา Bipolaris ด้วยชีววิธีโดยใช้
เช้ือรา B. maydis ภายใต้ห้องปฏิบัติการและสภาพ สารสกัดจากพืช เช่น หอม กระเทยี ม สะเดา (Rungprom
โรงเรือน โดยพบว่าสารสกัดหยาบจากเช้ือรา C. globosum et al., 2008) หรือการใช้ เชื้ อราปฏิ ปั กษ์ C. globosum
ความเข้มข้นที่ 7,000, 3,500 และ 1,750 ไมโครกรัมต่อ ที่สามารถยับยั้งเช้ือรา B. maydis สาเหตุโรคใบไหม้
มิลลิลิตร สามารถยับย้ังเช้ือรา B. maydis ที่เป็นเช้ือ แผลเล็กในข้าวโพด เนื่องจากเชื้อรา C. globosum มีกลไก
สาเหตุโรคใบไหม้แผลเล็กในขา้ วโพด การแข่งขัน กลไกการเป็นภาวะปรสิต และกลไกการ
สร้างสารปฏิชีวนะ เช่น Chaetomin, Chaetoglobosin,
คาสาคัญ: สารสกัดหยาบ วธิ กี ารเลย้ี งเชอื้ รว่ มกัน Cochliodinol, Chaetosin และ Prenisatin (Ashwini,
เปอร์เซน็ ต์การยบั ยง้ั การเจริญของเสน้ ใย 2019) หากสารสกัดหยาบจากเชื้อรา C. globosum
โรคใบไหม้ มีความสามารถนาไปใช้ในการยับย้ังหรือควบคุมเชื้อรา
B. maydis สาเหตุโรคใบไหม้ในข้าวโพด ได้อย่างมี
คานา ประสิทธิภาพ ในอนาคตอาจมีการนาสารสกัดหยาบ
จากเชื้อรา C. globosum มาทาชีวภัณฑ์ท่ีง่ายต่อการใช้
ข้าวโพดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สาคัญของประเทศ งานของเกษตรกรในไร่ข้าวโพด โดยการศึกษาครั้งน้ีมี
ไทย แต่ในปัจจุบันผลผลิตของข้าวโพดลดลง (Office of วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบ
the Permantent Secretary for Ministry of Agriculture จากเชื้อรา C. globosum ในการยบั ยงั้ เชื้อรา B. maydis
and Cooperatives, 2020) ปั ญ หาส าคั ญ ใน ก ารป ลู ก สาเหตุโรคใบไหมแ้ ผลเล็ก
ข้าวโพด คือ โรคพชื ซงึ่ ทาใหเ้ กิดความเสียหายตอ่ ปริมาณ
และคุณภาพชองผลผลิตข้าวโพด โดยเฉพาะโรคใบไหม้ วธิ ีดาเนนิ การวิจยั
แ ผ ล เล็ ก ใน ข้ าวโพ ด ท่ี เกิ ด จ าก เชื้ อ รา B. maydis
(Sleesman and Curt, 1976) โดยเช้ือรา B. maydis การเพาะเล้ียงเชื้อราปฏิปักษ์ C. globosum และเช้ือรา
ท า ใ ห้ เกิ ด อ า ก า ร ข อ บ แ ผ ล เป็ น สี น้ า ต า ล แ ด ง ไ ม่ เรี ย บ กอ่ โรค B. maydis
สม่าเสมอ และแผลเกิดติดต่อกันจนทาให้เกิดใบไหม้
หลังจากน้ันมีอาการรุนแรงทาให้ใบแห้งและต้นข้าวโพด เชื้อราปฏิปักษ์ C. globosum BCC 31359 ที่
ตายในที่สุด (Sun et al., 2020) ในปัจจุบันเกษตรกร แยกจากปะการังในทะเลของประเทศไทย ได้รับจาก
ห้องปฏิบัติการเก็บรวบรวมสายพันธ์ุจุลินทรีย์ ศูนย์พันธุ
37
วารสารวจิ ยั และส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 36-45
วศิ วกรรมและเทคโนโลยชี ีวภาพแหง่ ชาติ (ไบโอเทค) และเชื้อ 12 ชั่วโมง สลับมืด 12 ชั่วโมง โดยวางแผนการทดลอง
ราก่อโรค B. maydis แยกจากตัวอย่างโรคใบไหม้จากต้น แ บ บ CRD (Completely Randomized Design) ท าการ
ข้าวโพด อาเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อปี พ.ศ. ทดลองจานวน 5 ซ้า สังเกตการเจริญของเชื้อราทุกวัน
2560 นาเช้ือรามาเพาะเลี้ยงบนอาหารเลี้ยงเช้ือ PDA เป็นเวลา 14 วัน และเม่ือพบว่าเช้ือราก่อโรคมีการเจริญ
(Potato Dextrose Agar) แลว้ บ่มเชือ้ ราท่ีอุณหภมู ิ 28°ซ. เกินกว่าครึ่งหนึ่งของระยะ 5 ซม. แล้วจงึ นามาวัดรัศมีของ
ภายใต้แสงฟลูโอเรสเซนต์ 12 ช่ัวโมง สลับมืด 12 ช่ัวโมง เชื้อราก่อโรค และนาค่ารัศมีที่ได้คานวณหาเปอร์เซ็นต์
เป็นเวลา 7 วัน ศึกษาลักษณะโคโลนีของเชื้อรา และลักษณะ การยับย้ังการเจริญ ของเส้นใย เชื้อราก่อโรค โดย
ของเส้นใยและสปอร์ของเช้ือรา ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ค า น วณ ห า ค่ า เฉ ลี่ ย แ ล ะ ส่ ว น เบ่ี ย งเบ น ม า ต ร ฐ า น ข อ ง
แบบใชแ้ สง ยีห่ ้อ Olympus รุ่น CX22 เปอร์เซ็นต์การยับยั้งการเจริญของเส้นใยเช้ือราก่อโรค
พร้อมท้ังนาข้อมลู ทไี่ ด้มาวเิ คราะห์ความแปรปรวน (One-
การทดสอบเชื้อรา C. globosum ในการยับยั้งเชื้อรา way ANOVA) และความแตกต่างระหว่างกรรมวิธีทดลอง
ก่อโรค B. maydis ในหอ้ งปฏิบัติการ ด้วยวิธี Duncan’s Multiple Range Test
เช้ือรา C. globosum และเช้ือราก่อโรคพืช การสกดั สารสกดั หยาบจากเชอ้ื ราปฏิปกั ษ์ C. globosum
B. maydis ถูกเลี้ยงบนอาหารเล้ียงเชื้อ PDA บ่มเช้ือรา เตรียมการเพาะเล้ียงเชื้อรา C. globosum ใน
อุณหภูมิ 28°ซ. ภายใต้แสงฟลูโอเรสเซนต์ 12 ช่ัวโมง
สลับมืด 12 ช่ัวโมง เป็นเวลา 7 วัน นามาทดสอบ อาหารเล้ียงเช้ือเหลว PDB (Potato Dextrose Broth)
ความสามารถโดยใช้วิธีเพาะเล้ียงเชื้อร่วมกัน บนอาหาร บ่มด้วยเครื่อง Incubator shaker ที่อุณหภูมิ 28°ซ. ด้วย
PDA ท่ีปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ ทาสัญลักษณ์สองจุดบน ความเร็ว 150 รอบ/นาที เป็นเวลา 14 วัน และนาเช้ือรา
จานเพาะเล้ียงเช้ือ โดยให้จุดทั้งสองอยู่ในแนวเส้นผ่าศูนย์กลาง ในอาหารเล้ียงเชื้อ PDB ไปป่ันเหวยี่ งด้วยเครื่องปั่นเหว่ียง
ห่างกันประมาณ 5 ซม. และจุดทั้งสองห่างจากขอบของ ความเร็วสูงที่ความเร็ว 12,000 รอบต่อนาที เป็นเวลา 10 นาที
จานเพาะเล้ียงเช้ือประมาณ 1.5 ซม. หลงั จากนั้นใช้ Cork แ ย ก ส่ ว น เส้ น ใย แ ล ะ ส ป อ ร์ ข อ ง เชื้ อ ร า กั บ ส่ ว น
borer เจาะเส้นใยบริเวณ ของโคโลนีของเชื้อรา B. Supernatant ออกจากกัน จากน้ันนาส่วนเส้นใยและ
maydis ที่เพาะเลี้ยงไว้ นามาวางไว้บนจานอาหาร PDA สปอร์ของเช้ือรามาอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 60°ซ. เป็นเวลา
ท่ีตรงกับจุดที่ทาสัญลักษณ์ไว้หน่ึงจุด จากน้ันใช้ Cork 12 ช่ัวโมง จากน้ันนาเส้นใยและสปอร์ของเช้ือราแห้ง
borer เจาะเส้นใยบริเวณของโคโลนีของเชื้อราปฏิปักษ์ ไปบดเป็นผงและทาการสกัดด้วยตัวทาละลาย อัตราส่วน
C. globosum และวางเช้ือรา C. globosum ลงผิวหน้า เมทานอล : เอทิลอะซิเตต เท่ากับ 1 : 1 (v/v) โดยอัตราส่วน
ของ PDA ในด้านตรงกนั ขา้ มของแตล่ ะจานเพาะเช้อื ส่วน เส้นใยและสปอร์ของเช้ือราแห้งต่อตัวทาละลาย เท่ากับ
กรรมวิธีควบคุมเชิงบวก คือ สารเคมีไตรโฟรีน 20 (ซาพรอล) 1 : 100 (w/v) นาไปเขย่าด้วยเครื่อง Incubator shaker
ความเข้มข้น 1,000 ppm หยดลงในแผ่นกระดาษกรอง ท่ีความเร็วรอบ 150 รอบ/นาที ที่อุณหภูมิ 28°ซ. เป็น
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 มม. ปริมาตร 10 ไมโครลิตร เวลา 14 วัน จากนั้นนาสารสกัดหยาบแขวนลอยท่ีได้ไป
ส่วนด้านตรงกันข้ามในจานอาหารเลี้ยงเช้ือเดียวกันวาง กรองด้วยกระดาษกรองเบอร์ 1 และนาสารสกัดหยาบน้ี
เชื้อรา B. maydis นอกจากน้ี กรรมวิธีควบคุมเชิงลบ ไประเหยตัวทาละลายออกด้วยเคร่ือง Rotary evaporator
คือ เชื้อรา B. maydis เพียงชนิดเดียว หลังจากน้ันนา ภายใต้ความดันตา่ อุณหภมู ิ 50°ซ.
เชื้อราไปบ่มที่อุณหภูมิ 28°ซ. ภายใต้แสงฟลูโอเรสเซนต์
38
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 36-45
การทดสอบสารสกัดหยาบจากเช้ือรา C. globosum การทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบจากเช้ือรา
ในการยบั ย้งั เช้อื รา B. maydis ในห้องปฏบิ ัติการ C. globosum ในการควบคุมโรคใบไหม้ของข้าวโพด
ในสภาพโรงเรือน
การทดสอบสารสกัดหยาบของเช้ือรา C. globosum
ในการยับย้ังเชื้อราก่อโรค B. maydis โดยใช้วิธี Disc วางแผนการทดลองแบบ CRD โดยแต่ละ
diffusion (Pelo et al., 2020) ในการเพาะเล้ียงร่วมกัน กรรมวธิ ี มีจานวน 10 ซา้ กรรมวธิ ีควบคมุ ที่ 1 ใช้ Tween
บนอาหาร PDA ที่ปราศจากเช้ือจุลินทรีย์ ทาสัญลักษณ์ 20 ความเข้มข้น 0.1% อย่างเดียว กรรมวิธีควบคุมท่ี 2
สองจุดบนจานเพาะเลี้ยงเช้ือ โดยจุดทั้งสองอยู่ในแนว สป อ ร์แ ขวน ล อ ยข องเช้ื อ ราก่ อ โรคใบ ไห ม้ ความ เข้ม ข้ น
เส้นผ่าศูนย์กลางห่างกันประมาณ 5 ซม. และจุดทั้งสอง 1X108 สปอร์/มิลลิลิตร ผสมกับ Tween 20 ความ
ห่างจากขอบของจานเพาะเลี้ยงเชื้อประมาณ 1.5 ซม. เข้มข้น 0.1% กรรมวิธีควบคุมท่ี 3 สารเคมีไตรโฟรีน
วางแผนการทดลองแบบ CRD โดยทาการทดลองแต่ละ (ซาพรอล) ความเข้มข้น 1,000 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร
กรรมวิธี จานวน 3 ซ้า ส่วนกรรมวิธีควบคุมเชิงลบ คือ ผสมกับ Tween 20 ความเข้มข้น 0.1% และกรรมวิธี
2% DMSO (Dimethyl sulfoxide) ส่วนกรรมวิธีควบคุม ทดลองที่ 1 สารสกัดหยาบจากเชื้อรา C. globosum
เชิงบวก คือ สารเคมีไตรโฟรีน (ซาพรอล) ความเข้มข้น ความเข้มข้น 7,000 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และกรรมวิธี
1,000 ppm สาหรับกรรมวิธีทดลอง คือ สารสกัดหยาบ ทดลองท่ี 2 สารสกัดหยาบจากเช้ือราความเข้มข้น 3,500
จากเชื้อรา C. globosum ความเข้มข้นต่างๆ คือ 1,750, ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และกรรมวิธีทดลองท่ี 3 สารสกัด
3,500 และ 7,000 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ในตัวทาละลาย หยาบจากเช้ือราความเข้มข้น 1,500 ไมโครกรัมต่อ
2 % DMSO ห ย ด ตั ว อ ย่ า ง ส า ร ส กั ด จ า ก เชื้ อ ร า มิลลลิ ติ ร โดยในทุกกรรมวิธที ดลองเตมิ Tween 20 ความ
ความเข้มข้นต่างๆ ลงบนแผ่นกระดาษกรองขนาด เข้มข้น 0.1% พ่นสปอร์แขวนลอยของเช้ือราก่อโรค
เส้นผ่าศูนย์กลาง 6 มม. ปริมาตร 10 ไมโครลิตร แล้วใช้ ใบไหม้ความเข้มข้น 1X108 สปอร์/มิลลิลิตร ปริมาตร 10
Cork borer เจาะเส้นใยของเช้ือ B. maydis ลงผิวหน้า มิลลิลิตร ที่ใบหรือยอดต้นกล้าของข้าวโพดอายุประมาณ
ของ PDA ในด้านตรงกันข้ามของแต่ละจานเพาะเชื้อ บ่ม 7 วัน จากน้ันนาพลาสติกมาคลุมเพื่อรักษาความชื้น
ที่อุณหภูมิ 28°ซ. ภายใต้แสงฟลูโอเรสเซนต์ 12 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นเปิดถุงพลาสติกและสังเกตการ
สลับมืด 12 ช่ัวโมง ทาการสังเกตการเจริญของเช้ือรา เปล่ียนแปลงบนต้นข้าวโพดทุกวัน เพื่อประเมินความ
ทุกวัน จากน้ันจงึ นามาวัดรัศมีการเจริญของเชื้อราก่อโรค รุนแรงของการเกิดโรคในแต่ละกรรมวิธี โดยแบ่งระดับ
และนาค่ารัศมีการเจริญของเชื้อราท่ีได้มาคานวณหา ความรุนแรงของโรค ออกเป็น 5 ระดับคือ ระดับ 0=ใบท่ี
เปอร์เซ็นต์การยับยั้งการเจริญของเส้นใยเช้ือราก่อโรค ไม่เป็นโรค ระดับ 1=ใบท่ีเป็นโรค 1-25% ของพื้นท่ีใบ
และนามาหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของ ทั้งหมด ระดับ 2=ใบที่เป็นโรค 26-50% ของพ้ืนท่ีใบ
เปอร์เซ็นต์การยับย้ังการเจริญของเส้นใยเช้ือราก่อโรค ทั้งหมด ระดับ 3=ใบท่ีเป็นโรค 51-75% ของพื้นที่ใบ
พ ร้ อ ม ท้ั ง น า ข้ อ มู ล ท่ี ไ ด้ ม า วิ เค ร า ะ ห์ ค ว า ม แ ป ร ป ร ว น ท้ังหมด และระดับ 4=ใบที่เป็นโรค 76-100% ของพ้ืนที่
(One-way ANOVA) และความแตกต่างระหว่างกรรมวิธี ใบท้ังหมด (Piyaboon, 2016) ทาการประเมินระดับ
ทดลองดว้ ยวธิ ี Duncan’s Multiple Range Test ความรุนแรงของโรคในแต่ละกรรมวิธี แลว้ วเิ คราะห์ข้อมูล
ความแปรปรวน (One-way ANOVA) และความแตกต่าง
ระหว่างกรรมวิธีทดลองด้วยวิธี Duncan’s Multiple
Range Test
39
วารสารวจิ ยั และส่งเสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 36-45
ผลการวจิ ัย เส้ น ใย ข องเชื้ อรา ก่อโรค B. maydis เม่ื อค าน วณ
เปอร์เซ็นต์การยับยั้งการเจริญของเส้นใยเชื้อราก่อโรค
การทดสอบผลของเช้ือรา Chaetomium globosum ในวันที่ 14 ดัง Table 1 พบว่าเปอร์เซ็นต์การยับย้ังการ
ยบั ย้งั เชื้อรากอ่ โรค Bipolaris maydis ในสภาพ เจริญของเส้นใยเชื้อราก่อโรค B. maydis ด้วยเชื้อรา
ห้องปฏบิ ัตกิ าร C. globosum เทา่ กบั 56.29% และเปอร์เซน็ ต์การยับยั้ง
การเจริญ ของเส้นใยเช้ือราก่อโรค B. maydis ด้วย
เช้ือรา C. globosum สามารถยับย้ังเช้ือราก่อ สารเคมไี ตรโฟรนี โดยมีความแตกตา่ งกันอย่างมีนยั สาคัญ
โรคใบไหม้ของข้าวโพดในห้องปฏิบัติการเป็นเวลา 14 วัน ทางสถิติท่ีระดบั ความเชอื่ ม่นั 99%
กล่าวคือ เชื้อรา C. globosum สามารถยับย้ังการเจริญ
Table 1 The inhibition percentage of plant pathogenic fungus, B. maydis by C. globosum
Treatment Mean of the inhibition percentages of B. maydis
(%)±SD
Negative control 0.00±0.0c
Positive control
C. globosum 51.16±6.52b
56.29±3.99a
Values followed by the same letter in a column did not significantly difference (0·01 level) in Duncan’s Multiple Range Test.
การทดสอบสารสกัดหยาบจากเชื้อรา C. globosum เชื้อราก่อโรค B. maydis เมื่อคานวณเปอร์เซ็นต์การ
ในการยับยั้งเชอ้ื ราก่อโรค B. maydis ในหอ้ งปฏบิ ตั ิการ ยับยั้งเช้ือรา B. maydis ดัง Table 2 พบว่าเปอร์เซ็นต์
การยับยั้งเชื้อราก่อโรค B. maydis ของสารสกัดหยาบ
การทดสอบสารสกัดหยาบจากเช้ือรา C. globosum จากเชื้อราปฏิปักษ์ C. globosum ที่ความเข้มข้น 7,000
ในการยับย้ังเชื้อราก่อโรค B. maydis สภาพห้องปฏิบัติการ ไมโครกรัม/มิลลิลิตร แตกต่างกับสารสกัดหยาบท่ีระดับ
เป็นเวลา 7 วัน พบว่าสารสกัดหยาบจากเชื้อราปฏิปักษ์ ความเข้มขน้ อื่นๆ และสารไตรโฟรีน อย่างมีนัยสาคัญทาง
C. globosum ที่ความเข้มข้น 1,750, 3,500 และ 7,000 สถิตทิ รี่ ะดบั ความเชอ่ื มั่น 99%
ไมโครกรัม/มิลลิลิตร สามารถยับยั้งการเจริญเส้นใยของ
40
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 36-45
Table 2 The percentages of the growth inhibition of plant pathogenic fungus, B. maydis (%)
by crude extracts from C. globosum
Substances Mean of the inhibition percentages
of B. maydis (%)±SD
Negative control 0.00±0.0c*
Positive control 11.44±0.61b
7,000 mg/ml crude extracts of C. globosum 56.29±3.99a
3,500 mg/ml crude extracts of C. globosum 7.64±1.23c
1,750 mg/ml crude extracts of C. globosum 5.04±0.18c
Values followed by the same letter in a column did not significantly difference (0·01 level) in Duncan’s multiple range test.
ก า ร ต ร ว จ ส อ บ ฤ ท ธ์ิ ข อ ง ส า ร ส กั ด ห ย า บ จ า ก เ ชื้ อ ร า เชื้อรา C. globosum ท่ีความเข้มข้น 1,750, 3,500 และ
C. globosum ในการยับย้ังเช้ือรา B. maydis ที่เป็น 7,000 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร มีผลต่อระดับความรุนแรง
สาเหตุของโรคใบไหม้แผลเล็กในข้าวโพดในสภาพ การเกิดโรคในต้นข้าวโพดแตกต่างกับต้นข้าวโพดที่พ่น
โรงเรอื น ดว้ ยสปอร์เชื้อรา B. maydis อย่างเดียว อยา่ งมีนยั สาคัญ
ทางสถิติท่ีระดับความเช่ือม่ัน 99% แสดงว่าสารสกัด
การทดสอบสารสกัดหยาบจากเช้ือรา C. หยาบจากเชื้อรา C. globosum ท่ีความเข้มข้น 1,750,
globosum ในระดับความเข้มข้น 1,750, 3,500 และ 3,500 และ 7,000 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร สามารถยับย้ัง
7,000 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ต่อการยับยั้งเชื้อรา B. การเข้าทาลายข้าวโพดจากเช้ือราก่อโรค B. maydis ได้
maydis ท่ีก่อโรคใบไหม้แผลเล็กในข้าวโพดในสภาพ (Table 3 และ Figure 1)
โรงเรือน พบว่าต้นข้าวโพดพ่นด้วยสารสกัดหยาบจาก
Table 3 The disease severity on maize leaf blight by crude extracts of C. globosum
Treatment Disease severity*
0.1% Tween 20 0.0c**
B. maydis spore suspension + 0.1% Tween 20 1.6a
1,000 g/ml Triphorine + 0.1% Tween 20 1.0b
7,000 mg/ml crude extracts of C. globosum + 0.1% Tween 20 1.0b
3,500 mg/ml crude extracts of C. globosum + 0.1% Tween 20 1.0b
1,750 mg/ml crude extracts of C. globosum + 0.1% Tween 20 1.0b
*Disease severity was rated using the following scale: 0 = 0%, 1 = 1-25%, 2 = 26-50%, 3 = 51-75%, 4 = 76-100% leaf blight.
**Means in the same column followed by a common letter did not significantly difference by 0.01 level in Duncan’s
Multiple Range Test.
41
วารสารวิจัยและส่งเสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 36-45 (B) (C)
(A)
(D) (E) (F)
Figure 1 Evaluation of the crude extracts from C. globosum for controlling maize leaf blight
under greenhouse conditions in 7 days; 0.1% Tween 20 (A), B. maydis spore
suspension + 0.1% Tween 20 (B), 1,000 g/ml Triphorine + 0.1% Tween 20 (C), 7,000
mg/ml crude extracts of C. globosum +0.1% Tween 20 (D), 3,500 mg/ml crude extracts
of C. globosum + 0.1% Tween 20 (E), 1,750 mg/ml crude extracts of C. globosum + 0.1%
Tween 20 (F)
42
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 36-45
วิจารณ์ผลการวจิ ัย ก ารใช้ ส ป อ ร์ เชื้ อ รา C. globosum ใน ส ภ าพ ห้ อง
ปฏิบัติการ เน่ืองจากการใช้เส้นใยเช้ือรา C. globosum
เช้ือรา C. globosum สามารถยับยั้งการเจริญ สามารถยับย้ังเช้ือราก่อโรค B. maydis จากกลไกการ
เส้นใยของเช้ือรา B. maydis สาเหตุโรคใบไหม้แผลเล็ก แข่งขันและกลไกการเป็นปรสิต รวมถึงการสร้างสาร
ในข้าวโพด เนื่องจากเชื้อรา C. globosum มีกลไกการ ปฏิชีวนะ แต่สารสกัดหยาบจากเชื้อรา C. globosum
แข่งขันและกลไกการเป็นปรสิตด้วยเชื้อรา C. globosum สามารถใช้กลไกสร้างสารป ฏิชีวนะยั บย้ังเชื้อรา
มีผลต่อการทาลายกระบวนการเจริญภายในเซลล์ของเชื้อ B. maydis อย่างเดียว ผลการทดลองนี้สอดคล้องกับ
สาเหตุโรคพืช หลังจากท่ีเชื้อรา C. globosum เข้าพันรัด งาน วิจัยของ Chang and Kommedahl (1968) ซ่ึ ง
เส้นใยเชื้อสาเหตุโรคและปลดปล่อยสารดังกล่าวออกมาเพื่อ รายงานว่าเส้นใยของเชื้อรา C. globosum เจริญชนกับ
ท าลาย เช้ื อส าเห ตุ โรค (Prommate et al., 2019) เส้นใยกับเชื้อราก่อโรคใบจุด Curvularia lunata มีผล
นอกจากนี้เช้ือรา C. globosum มีกลไกการสร้างสาร ทาให้เซลล์ของเชื้อราก่อโรคพืชรูปร่างเซลล์ผิดปกติไป
ปฏิชีวนะ สอดคลอ้ งกบั งานวิจัยของ Amemiya et al. (1994) และเส้นใยของเชื้อรา C. globosum สร้างสารปฏิชีวนะ
ศึกษาว่า chaetoglobosin A จากเชื้อรา C. globosum A ออกมายบั ย้งั การเจริญของเชื้อรา Curvularia lunata
สามารถยับยง้ั การงอกของสปอร์ของเชือ้ รา Verticillium
dahlia สาเหตุโรคเหี่ยวในมะเขือเทศ และเชื้อรา ความสามารถของสารสกัดหยาบจากเชื้อรา
C. globosum สามารถสรา้ งเอนไซม์ Glucanase (Shanthiya C. globosum ในการยับย้งั เชื้อราก่อโรค B. maydis ใน
et al., 2013) Cellulose (Kamal and Mathur, 2005) สภาพโรงเรือนน้อยกว่าสภาพห้องปฏิบัติการ เนื่องจาก
และ Xylanase (Sorensen, 1952) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สามารถ ปัจจัยทางส่ิงแวดล้อมของสภาพโรงเรือน มีผลต่อ
ย่อยสลายองค์ประกอบหลักของผนงั เซลล์เชื้อราได้ ความสามารถของเชื้อราในการยับยั้งเช้ือราก่อโรค เช่น
อุณหภมู ิ ความชนื้ (Soytong et al., 2005)
สารสกัดหยาบจากเชื้อรา C. globosum ใช้
ตัวทาละลาย คือ เมทานอล : เอทิลอะซิเตต สามารถ สรปุ ผลการวจิ ัย
ยับย้ังเช้ือราก่อโรค B. maydis ในสภาพห้องปฏิบัติการ
แสดงว่าเมทานอล : เอทิลอะซิเตต เป็นตัวทาละลายที่มี เชื้ อรา C. globosum สามารถยั บยั้ งเชื้ อรา
สภาพข้ัวเหมาะสมกับการสกัดสารที่สามารถใช้ในการ B. maydis สาเหตุโรคใบไหม้แผลเล็กในข้าวโพด และสาร
ยบั ย้งั เช้อื ราก่อโรค ซ่งึ สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ Kumar สกัดหยาบจากเชื้อรา C. globosum ความเข้มข้น
et al. (2013) ศึกษาการสกัดสารจากเชื้อรา C. globosum 7,000 ไมโครกรัม/มิลลิตร มีเปอร์เซ็นต์การยับย้ังการ
ด้วยเมทานอลและเอทิลอะซิเตตมีประสิทธิภาพในการ เจริญของเส้นใยเชื้อรา B. maydis มากกว่าการใช้
ควบคุมเชื้อรา Sclerotinia sclerotiorum สูงกว่าการสกัด สารเคมีภายใต้สภาพห้องปฏิบัติการ และสารสกัดหยาบ
ด้วยเฮกเซน และสารสกัดหยาบจากเช้ือรา C. globosum จากเช้ือรา C. globosum ความเข้มข้น 7,000, 3,500
ถูกนามาวิเคราะห์พบ สาร chaetoglobosin A และ และ 1,750 ไมโครกรัม/มิลลิตร มีผลต่อการลดระดับ
chaetoglobosin E ซง่ึ เปน็ สารทใี่ ช้ในการควบคมุ เช้ือราก่อโรค ค ว า ม รุ น แ ร งก า ร เกิ ด โร ค ใบ ไ ห ม้ แ ผ ล เล็ ก ใน ข้ า ว โพ ด
สาเหตจุ ากเชือ้ รา B. maydis ภายใต้สภาพโรงเรือน
สารสกัดหยาบจากเชื้อรา C. globosum มี
เปอร์เซ็นต์การยับยั้งเชื้อราก่อโรค B. maydis น้อยกว่า
43
วารสารวจิ ยั และส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 36-45
กติ ติกรรมประกาศ Kumar, S., N. Kaushik and P. Proksch. 2013.
Identification of antifungal principle in
ขอขอบคุณ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ the solvent extract of an endophytic
คอมพิวเตอร์แห่งชาติ สานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ fungus Chaetomium globosum from
เทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Withania somnifera. SpringerPlus
ให้ทุนอุดหนุนโครงงานวิจัยพฒั นาและวศิ วกรรมโครงการ 2(37): 2-10.
“การประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งท่ี
22” และสาขาวิชาชีววิทยาและวิทยาศาสตร์สุขภาพ Office of the Permantent Secretary for Ministry
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ที่เอ้ือเฟ้ือสถานท่ี วัสดุอุปกรณ์ of Agriculture and Cooperatives. 2020.
ตา่ งๆ สาหรับทางานวจิ ัย Fodder corn. [Online]. Available
https://www.opsmoac.go.th/saraburi-
เอกสารอ้างอิง dwl-files-412791791798 (4 September
2020). [in Thai]
Amemiya, Y., A. Kondo, T. Hirukawa and
T. Kato. 1994. Antifungal bubstrances Piyaboon, O., R. Pawongrat, J. Unartngam,
produced by Chaetomium globosum. A. Chinawong and A. Unartngam. 2016.
Technical Bulletin of Faculty of Pathogenicity, host range and activities
Hortriculture, Chiba University of a secondary metabolite and enzyme
48: 13-18. from Myrothecium roridum
on water hyacinth from Thailand.
Ashwini, C. 2019. A review on Chaetomium Weed Biology and Management
globosum is versatile weapons for 16: 132-144.
various plant pathogens. Journal
of Pharmacognosy and Pelo, S., V. Mavumengwana and E. Green. 2020.
Phytochemistry 8(2): 946-949. Diversity and antimicrobial activity of
culturable fungal endophytes in
Chang, I. and T. Kommedahl. 1968. Biological Solanum mauritianum. International
control of seedling blight of corn Journal of Environmental Research
by coating kernels with antagonistic and Public Health 17(439): 2-11.
microorganisms. Phytopathology
58: 1395-1401. Prommate, A., S. Valyasevi, H. Arunothayanan,
R.J. McGovern, R. Cheewankoon and
Kamal, L. and S.N. Mathur. 2005. Cellulolytic C. To-anun. 2019. Antagonistic
activities of Chaetomium globosum activities of Chaetomium spp. on
on different cellulosic substrates. Phytophthora palmivora (P-05) from
World Journal of Microbiology durian root and stem rot. Khon Kaen
and Biotechnology 5(1): 23-26. Agriculture Journal 47(6): 1251-1264.
44
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 36-45
Rungprom, W., S. Sawatdikarn and Sorensen, H. 1952. On the specificity and
S. Siripornvisaln. 2008. Bioactive products of action of xylanase from
compounds from Garcinia xanthochymas Chaetomium globosum Kunze.
against Biopolaris oryzae the cause Physiologia Plantarum 5(2): 183-198.
of brown spot disease in rice.
Agricultural Science Journal Soytong, K., W. Srinon, K. Rattanacherdchai,
39(3): 512-515. S. Kanokmedhakul and K. Kanokmedhakul.
2005. Application of antagonistic fungi
Shanthiya, V., D. Saravanakumar, G. Rajendran, to control anthracnose disease of
G. Karthikeyan, K. Prabakar, grape. Journal of Agricultural
T. Raguchander. 2013. Use of Biotechnology 1: 33-41.
Chaetomium globosum for biocontrol
of potato late blight disease. Sun, X., X. Qi, W. Wang, X. Liu, H. Zhao, C. Wu,
Crop protection 52: 32-38. X. Chang, M. Zhang, H. Chen and
G. Gong. 2020. Etiology and symptoms
Sleesman, J.P. and L. Curt. 1976. Microbial of maize leaf spot caused by Bipolaris
antagonists of Bipolaris maydis. spp. in Sichuan, China. Pathogens
Phytopathology 66: 1214-1218. 9(3): 1-18.
45
วารสารวิจยั และสง่ เสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 46-56
ฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกดั จากดอกเก๊กฮวยอนิ ทรยี ์เพ่ือใช้ในเครื่องสาอาง
Biological Activity of Organic Flower Extract from Chrysanthemum indicum L.
for Cosmetic Application
สินีนาฏ ภู่ระยับ1 ลภัสรดา มงุ่ หมาย2 เกรียงศกั ด์ิ เมง่ อาพัน3,4 ณัฐวฒุ ิ หวังสมนึก1 และดวงพร อมรเลิศพิศาล3,4*
Sineenad Poorayab1, Lapatrada Mungmai2, Kriangsak Mengamphan3,4, Nattawut Whangsomnuek1
and Doungporn Amornlerdpison3,4*
1หลักสตู รสหวทิ ยาการเกษตร คณะวศิ วกรรมและอตุ สาหกรรมเกษตร มหาวทิ ยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่ 50290
2วิทยาศาสตรเ์ คร่ืองสาอาง คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวิทยาลยั พะเยา พะเยา 56000
3ศนู ย์ความเป็นเลศิ ทางดา้ นนวัตกรรมทางการเกษตรสาหรับบณั ฑิตผู้ประกอบการ มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ เชยี งใหม่ 50290
4คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้า มหาวทิ ยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่ 50290
1Interdisciplinary Agriculture Program, Faculty of Engineering and Agro-Industry, Maejo University, Chiang Mai, Thailand 50290
2Cosmetic Science, School of Pharmaceutical Sciences, University of Phayao, Phayao, Thailand 56000
3Center of Excellence in Agricultural Innovation for Graduate Entrepreneur, Maejo University, Chiang Mai, Thailand 50290
4Faculty of Fisheries Technology and Aquatic Resources, Maejo University, Chiang Mai, Thailand 50290
*Corresponding author: doungpornfi[email protected]
Abstract Received: September 03, 2019
Revised: November 21, 2019
Accepted: December 09, 2019
Chrysanthemum indicum L. contains bioactive compounds and widely produced as herbal
drink in Asia. The value added of C. indicum flowers as cosmetic product is still rarely studies. This
research aimed to evaluate the bioactive compound of organic C. indicum flower and their biological
activities for anti-aging. The dried C. indicum flower were extracted with water and examined for
content of biological compounds. The extract was evaluated anti-aging properties such as anti-
oxidant, collagenase and tyrosinase inhibition activities. The aqueous extract of C. indicum consisted
of total phenolic, flavonoid and quercetin contents which found to be 72.28 mgGAE, 16.54 mgQE and
402.47 mg/kg, respectively. The antioxidant activities showed that C. indicum can be used as a potent
antioxidant via ABTS, DPPH and superoxide scavenging activities. The half maximal inhibitory concentration
(IC50) were 0.22, 0.32 and 9.39 mg/ml, respectively. Furthermore, the extract inhibited collagenase and
tyrosinase activities which presented 2.33 and 102.11 mg/ ml, respectively. From this study showed
that aqueous extract of organic chrysanthemum flowers are bioactive substances asantioxidants and
protection of skin damage. In addition, value added of C. indicum flowers as a functional ingredient or
cosmetic ingredient are alternative products and income for farmers and cosmetics entrepreneurs.
Keywords: Chrysanthemum indicum, bioactive compound, antioxidant, cosmetic ingredient
46
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 46-56
บทคดั ย่อ คานา
ดอกเก๊กฮวยมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจึงได้รับ เก๊กฮวย (Chrysanthemum indicum L.) เป็น
ความนิยมนามาผลิตเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรในแถบเอเชีย ดอกไม้ตระกูลเดียวกบั เบญจมาศทีม่ ีรายงานวา่ มสี รรพคุณ
ส่ ว น ก า ร น า ด อ ก เก๊ ก ฮ ว ย ม า เพ่ิ ม มู ล ค่ า เป็ น ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ในการต้านการอักเสบ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย มีฤทธิ์ในการ
เคร่ืองสาอางยังพบอยู่น้อยมาก ดังน้ันงานวิจัยน้ีจึงมี ต้านอนุมูลอิสระและเอนไซม์ไทโรซิเนส เป็นต้น โดยสาร
วัตถุประสงค์เพื่อประเมนิ สารชีวภาพและฤทธ์ทิ างชีวภาพ สาคัญท่ีพบในดอกเก๊กฮวยมักเป็นสารประกอบฟีนอลิก
ของดอกเก๊กฮวยอินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อการชะลอวัย ในกลุ่มของฟลาโวนอยด์ และเทอรพ์ ีนอยด์ เป็นตน้ (Choi
โด ย ท า ก า ร ส กั ด ด อ ก เก๊ ก ฮ ว ย อิ น ท รี ย์ แ ห้ ง ด้ ว ย น้ า แ ล ะ et al., 2016; Cheng et al., 2005) น อกจากน้ี ท าง
ตรวจหาสารสาคัญ จากน้ันนาไปทดสอบฤทธ์ิชะลอวัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ จัดทาโครงการ
ได้แก่ ฤทธ์ิขจัดอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ยับย้ังเอนไซม์คอลลาจิเนส สง่ เสริมการผลิตเก๊กฮวยอินทรีย์ โดยการเกบ็ เกี่ยวผลผลิต
และไทโรซิเนส ผลการทดลองพบว่า สารสกดั ดอกเกก๊ ฮวย ดอกเก๊กฮวย แต่นาเฉพาะส่วนดอกมาอบแห้งและพัฒนา
อินทรีย์มีองค์ประกอบสาคัญของสารประกอบฟีนอลิก เป็นผลิตภัณฑ์เครอ่ื งด่ืมสมุนไพร (Rawdkhao, 2017) ซ่ึง
ฟลาโวนอยด์ และเคอร์ซิติน เท่ากับ 72.28 mgGAE, พบไดท้ วั่ ไปตามทอ้ งตลาด สว่ นการนาดอกเกก๊ ฮวยมาเพ่ิม
1 6 .5 4 mgQE แ ล ะ 4 0 2 .4 7 mg/kg ต า ม ล า ดั บ มลู ค่าเปน็ ผลิตภัณฑ์เครือ่ งสาอางยังพบอยูน่ ้อยมาก อกี ทั้ง
นอกจากน้ียังมีประสิทธิภาพในการขจัดอนุมูลอิสระเอบีที กระแสนิยมของชาวเอเชียเรื่องการมีผิวกระจ่างใส ดูอ่อน
เอส ดีพีพีเอช และซุปเปอร์ออกไซด์ โดยมีค่าการยับย้ัง กว่าวัยมีเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเน่ือง ดังนั้นผลิตภัณฑ์ท่ีตอบ
อนุมูลดังกล่าวได้ 50% (IC50) เท่ากับ 0.22, 0.32 และ โจทย์ดังกล่าวจึงเป็นท่ีต้องการของตลาด สารสกัดจากพืช
9.39 mg/ml ตามลาดับ รวมท้ังยังสามารถยับย้ังเอนไซม์ สมุนไพรที่มีฤทธ์ิทางชีวภาพในการเป็นสารต้านอนุมูล
คอลลาจิเนสและไทโรซิเนสได้ มีค่า IC50 เท่ากับ 2.33 และ อิสระ ลดการอักเสบ ช่วยยับย้ังการทางานของเอนไซม์
102.11 mg/ml ตามลาดับ คอลลาจิเนส อิลาสเทส และไทโรซิเนส (Ribeiro et al.,
2015) จึงถูกนามาพัฒนาในตารับผลิตภัณฑ์เครื่องสาอาง
ผลการศึกษาครั้งน้ีแสดงให้เห็นว่าสารสกัดด้วย เป็นจานวนมาก
น้าจากดอกเก๊กฮวยอินทรีย์เป็นสารออกฤทธ์ิทางชีวภาพ
ช่วยต้านอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันการเส่ือมสภาพของ การแก่ของผิวหนั ง (Skin aging) เป็ น การ
ผิวหนังได้ โดยการเพ่ิมมูลค่าให้กับดอกเก๊กฮวยอินทรีย์ เปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีท่ีมีผลมาจากทั้งปัจจัยภายนอก
เป็นสารประกอบเชิงหน้าที่ หรือใช้เป็นสารผสมใน และปัจจัยภายใน เช่น อายุ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ผลิตภัณฑ์เคร่ืองสาอางจะช่วยเพ่ิมทางเลือกและรายได้ หรือการสัมผัสรังสียูวี เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูก รวมท้ังผู้ประกอบการด้าน ส่งผลทาให้เกิดภาวะความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative
เคร่ืองสาอางอกี ทางหน่ึง stress) ซึ่งมีผลตอ่ การทางานของเอนไซม์ในกลุ่มเมทริกซ์
เม ทั ล โล โป ร ติ เน ส (Matrix metalloproteinases,
คาสาคัญ: เกก๊ ฮวย สารชีวภาพ สารต้านอนุมลู อิสระ MMPs) เช่น คอลลาจิเนส (Collagenase, MMP-1) หรือ
สารประกอบในเครือ่ งสาอาง เจลาติเนส (Gelatinase, MMP-9) ทาให้เกิดการทาลาย
47