The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร ปีที่ 38 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by raemju, 2022-02-09 23:25:42

ปีที่ 38 ฉบับที่ 2 (Vol.38 No.2)

วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร ปีที่ 38 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2564

Keywords: journal,Maejo

วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 89-97

Barry, T.P. and A.W. Fast. 1988. Natural History Musikasung, W., A. Assava-aree, V. Tongsaksa and
of the Spotted Scat (Scatophagus argus). S. Prasertsom. 2014. Feeding of
pp 4-32. In Arlo, W.F. (ed.). Spawning Scatophagus argus (Linnaeus, 1766)
Induction Pond Culture of the in the Outer Songkhla Lake. pp. 106-113
Spotted Scat (Scatophagus argus, In Proceedings of 52nd Kasetsart
Linnaeus). Hawaii: The Philippines University Annual Conference:
Mariculture Research and Fisheries, Agricultural Extension and
Training Center. Home Economics. Bangkok:
Kasetsart University. [in Thai]
Hemachadra, W. 1997. Fish Biology.
Bangkok: Chulalongkorn University Nikolsky, G.V. 1963. The Ecology of Fishes.
Press. 318 p. [in Thai] London: Academic Press. 352 p.

Jiménez-Prada, P., I. Hachero-Cruzado, Olsen, R.J. 1982. Feeding and Energetic Studies
I. Giráldez, C. Fernández-Diaz, C. Vilas, of Yellowfin Tuna: Food for Ecological
J.P. Cañavate and J.M. Guerra-García. throught. pp. 444-457. In Symposium
2018. Crustacean amphipods from of Inter-American Tropical Tuna
marsh ponds: a nutritious feed resource Commission. 1981/003, Col. Vol. Sci.
with potential for application in Pap. ICCAT. Berlin: Springer Science &
integrated multi-trophic aquaculture. Business Media.
Peer-reviewed Journal 21(1): 1-27.
Ruensirikul, J., M. Assavaaree, Y. Danayadol
Lagler, K.F. 1970. Freshwater Fishery Biology. and L. Chusrirat. 2008. Successful in
Iowa: W.M.C Brown Company. 421 p. artificial insemination of spotted scat,
(Scatophagus argus linnaeus, 1766)
Musikasung, W., Y. Danayadol and using LHRHa. 20 p. In Technical Paper
P. Songsangjinda. 2006. Stomach No. 32/2008. Songkhla: Coastal Fisheries
content and ecological feature Research and Development Bureau,
of Scatophagus argus (Linnaeus) Department of Fisheries. [in Thai]
in Songkhla lake. 30 p. In Technical
Paper No. 47/2006. Songkhla: Coastal Rodcharoen, E., N.L. Bruce and P. Pholpunthin.
Fisheries Research and Development 2017. Cirolana phuketensis, a new
Bureau, Department of Fisheries. species of marine isopod (Crustacea,
[in Thai] Isopoda, Cirolanidae) from the
Andaman sea coast of Thailand.
ZooKeys 695(2): 1-17.
DOI: 10.3897/zookeys.695.13771.

96

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 89-97
Wongchinawit, S. and N. Paphawasit. 2009.

Ontogenetic niche shift in the spotted
scat, Scatophagus argus, in Pak Phanang
estuary, Nakhon Si Thammarat province,
Thailand. The National History Journal
of Chulalongkorn University
9(2): 143-169.

97

วารสารวจิ ัยและส่งเสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 98-106

ผลของวิธีการตอนต่อสมรรถภาพการเจรญิ เติบโตและสว่ นประกอบซาก
ของแพะลูกผสม (แบลค็ เบงกอล x ซาเนน) เพศผู้

Effect of Castration Methods on Growth Performance and Carcass Composition
of Crossbred (Black Bengal x Saanen) Male Goats

อภิชาติ หม่นั วิชา* ไพโรจน์ ศิลมน่ั และสมปอง สรวมศิริ
Apichart Manwicha*, Pirote Silman and Sompong Sruamsiri

คณะสัตวศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่ 50290
Faculty of Animal science and technology, Maejo University, Chiang Mai, Thailand 50290

*Coresponding author: [email protected]

Abstract Received: April 20, 2020
Revised: October 22, 2020
Accepted: October 22, 2020

The aim of this experiment was to study effect of castration methods on growth performance
and carcass composition of 20 male crossbred (Black Bengal x Saanen) goats. They were randomly
divided into 4 groups with 5 replications each according to completely randomized design. The
experimental groups were intact male (control; treatment 1), injected progesterone hormone (treatment
2), castrated with Burdizzo (treatment 3) and surgical castration (treatment 4). The experimental period
was 16 weeks. The results revealed that the castrated with various methods groups had average daily
gain (P<0.01), dry matter feed intake (P<0.01), feed cost/1 kg gain (P<0.01), feed intake/1 kg gain (P<0.05),
and feed cost/1 kg gain (P<0.05) significantly better than the intact male group. The castrated goats had
significant higher visceral fat than intact male group (P<0.01). However, there were no significant
difference among intact (non-castrated) and castrated male goats on slaughter weight, hot carcass
weight, dressing percentage, meat and bone percentages.

Keywords: goat, castration, hormone, growth, carcass

บทคัดย่อ ทดลองประกอบด้วย กลุ่มไม่ตอน (ควบคุม; กลุ่มที่ 1)
กลุ่มฉีดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Medroxyprogesterone
การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ acetate 50 มก.; กลุ่มที่ 2) กลุ่มตอนด้วยคีมเบอร์ดิซโซ
ว ิ ธี ก า ร ต อ น ต ่ อ ส ม ร ร ถ ภ า พ ก า ร เ จ ร ิ ญ เ ต ิ บ โ ต แ ล ะ (Burdizzo; กลุ่มที่ 3) และกลุ่มผ่าเอาอัณฑะออก
ส่วนประกอบซากของแพะลูกผสม (แบล็คเบงกอล x (Castration; กลมุ่ ท่ี 4) ระยะเวลาทดลอง 16 สัปดาห์ ผล
ซาเนน) โดยใช้แพะรุ่นเพศผู้ จานวน 20 ตัว แบ่งออกเป็น การทดลองพบว่า แพะกลุ่มที่ตอนด้วยวิธีต่างๆ มีค่าเฉล่ีย
4 กลุ่ม วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) กลุ่ม อัตราการเจริญเติบโต (P<0.01) ปริมาณการกินได้

98

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 98-106

(P<0.01) ต้นทุนค่าอาหาร (P<0.01) อัตราการเปลี่ยน ที่ทาหน้าที่ควบคุมระดับฮอร์โมนเพศด้วยการฉีดฮอร์โมน
อาหารเป็นน ้าหนักตัว 1 กก. (P<0.05) และต้นทุน โปรเจสเตอโรน (พบในสุนัขเพศเมีย) รวมถึงการใช้สาร
ค่าอาหารต่อนา้ หนักเพิ่ม 1 กก. (P<0.05) ดีกว่าแพะกลุ่ม กระตุ้นภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นแอนติเจนสังเคราะห์ มีลักษณะ
ที่ไม่ตอนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (P<0.05) แพะกลุ่มที่ คล้าย Gonadotrophin Releasing Hormone (GnRH)
ตอนมีค่าเฉลี่ยของไขมันรวมสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ตอนอย่างมี ซึ่ง ท า หน ้า ท ี่คว บ คุมฮ อร์โ มน จ า กไ ฮ โ ป ท า ล า มัส เพื่อ
นัยสาคัญยิ่งทางสถติ ิ (P<0.01) อย่างไรก็ตามไมพ่ บความ แก้ปัญหาในการจัดการฝูง (พบในสุกรเพศผู้) โดยการฉีด
แตกต่างระหว่างแพะเพศผู้ที่ไม่ตอนและการตอนต่อ เข้าใต้ผิวหนัง สามารถทาให้ระดับฮอร์โมนเพศลดลงได้
นา้ หนักมชี วี ติ เมอ่ื นาไปฆา่ น้าหนกั ซากอุ่น เปอร์เซน็ ต์ซาก การแสดงพฤติกรรมทางเพศจึงลดลง ทั้งนี้การใช้
เปอร์เซ็นต์เนื้อแดง และเปอรเ์ ซน็ ตก์ ระดกู แอนติเจนสังเคราะห์สามารถช่วยลดกลิ่นสาบในเนื้อแดง
และไขมันลงได้ (Sricharoen et al., 2013) การศึกษา
คาสาคญั : แพะ การตอน ฮอร์โมน การเจรญิ เตบิ โต ซาก ครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของวิธีการตอนต่อ
สมรรถภาพการเจริญเติบโตและส่วนประกอบของซาก
คานา แพะลูกผสม (แบล็คเบงกอล x ซาเนน) เพศผู้ สาหรับใช้
ประโยชน์ในการพฒั นาการเลี้ยงแพะของเกษตรกรต่อไป
เนื้อแพะนับว่าเป็นผลผลิตจากแพะซึ่งเป็นแหลง่
โปรตีนท่ีสาคญั สามารถนามาใช้ประกอบอาหาร และแปรรปู อุปกรณแ์ ละวธิ ีการ
ทาผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร (Rhee and
Myers, 2004) โดยทั่วไปแพะเพศผู้ถูกน ามาบริโภค แพะรุ่นเพศผู้ อายุ 10 เดือน ลูกผสม 50%
มากกว่าแพะเพศเมีย เนื่องจากมีการเจริญเติบโตดีกว่า แบล็คเบงกอล x 50% ซาเนน น้าหนัก 24.40±6.90 กก.
และแพะเพศเมียมักถูกเก็บไว้ขยายพันธุ์ แต่การเลี้ยงแพะ จานวน 20 ตัว แพะทดลองนามาจากโครงการเล้ียงแพะพันธ์ุ
เพศผู้ที่ยังไม่ได้ตอนรวมอยู่ในฝูงเดียวกันมักเกิดปัญหา แบล็คเบงกอล อาเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ถูกสุ่ม
ในการจัดการ เนื่องจากการชนกัน จากพฤติกรรมข่ม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มการทดลอง การทดลองละ 5 ตัว
กันเองภายในฝูงจนทาให้เกิดการบาดเจ็บ การตอนเป็น โดยใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely
วธิ ีการหน่งึ ในการลดความตอ้ งการทางเพศและพฤติกรรม Randomized Design; CRD) กล่าวคือ กลุ่มที่ 1 เป็น
ของแพะ และสามารถลดปัญหาการบาดเจ็บจากการ กลุ่มแพะปรกติที่ไม่ถูกตอน (กลุ่มควบคุม) กลุ่มที่ 2
ชนกันได้ (Sangworakhan et al., 2008) สอดคล้องกับ เป็นกลุ่มแพะที่ถูกฉีดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
Chevaisarakul (2003) ท่ีรายงานว่า การตอนแพะเป็น (Medroxyprogesterone acetate 50 มก.) กลุ่มท่ี 3
วิธีการหนึ่งที่เกษตรกรนิยมใช้ในการจัดการฝูง เกษตรกร เป็นกลุ่มแพะที่ถูกตอนด้วยคีมเบอร์ดิซโซ (Burdizzo)
มักคัดเลือกแพะเพศผู้ที่มีลักษณะดีเท่านั้นไว้เป็นพ่อพันธุ์ และกลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มแพะที่ตอนโดยการผ่าเอาอัณฑะ
และขายแพะเพศผู้ที่ไม่ต้องการออกโดยการตอน เพ่ือ ออก (Castration) เลี้ยงแพะทดลองในคอกแบบขังรวม
น าไปขุนขายเป็นแพะเนื้อตั้งแต่อายุ 2-8 สัปดาห์ ขนาด 2x3 เมตร (กว้างxยาว)/กลุ่มทดลอง มีที่ให้อาหาร
โดยทั่วไปวิธีการตอนแพะสามารถทาได้ 3 วิธี คือ การ และน้าแยกจากกันอิสระ น้าสะอาดมีให้กินตลอดเวลา
ตอนด้วยคีมเบอร์ดิซโซ การตอนโดยการรัดด้วยยาง และ แพะทุกกลุ่มการทดลองได้รบั อาหารแบบแยกส่วน โดยให้
การตอนโดยผ่าเอาลูกอัณฑะออก อย่างไรก็ตามการตอน อาหารข้นผสมเองโปรตีนเฉลี่ย 16.50 เปอร์เซ็นต์ ให้กิน
โดยการควบคมุ ระดับฮอรโ์ มนจากสมองส่วนไฮโปทาลามสั วัตถุแห้งจากอาหารข้น 1 เปอร์เซ็นต์ของน้าหนักตัว และ

99

วารสารวิจยั และส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 98-106

ให้อาหารหยาบ (หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1) กินอย่างเต็มที่ ทดลองมีระยะเวลาปรับตัวให้เข้ากับสภาพการเลี้ยงและ
(ad libitum) หลังจากให้อาหารข้น โดยให้อาหารวันละ การจัดการ 2 สัปดาห์ ระยะเวลาบันทึกข้อมูลการทดลอง
2 เวลา คือ 8.00 และ 16.00 น. ทง้ั สน้ิ 16 สัปดาห์ (120 วนั ) อดอาหารเย็นกอ่ นชั่งนา้ หนกั
แพะในตอนเช้า (ช่วงก่อนให้อาหาร) โดยใช้เครื่องชั่ง
บันทึกน้าหนักเริ่มต้น น้าหนักสิ้นสุด และการ นา้ หนกั แบบดจิ ิตอลขนาด 150 กก. บันทึกปริมาณอาหาร
เปลี่ยนแปลงน้าหนักทุก 2 สัปดาห์ ก่อนเข้าทดลองถ่าย ที่กิน อาหารที่เหลือทุกวัน สุ่มเก็บตัวอย่างอาหารข้นและ
พยาธิและฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยให้กับ อาหารหยาบ 2 ครั้ง/1 สัปดาห์ เพื่อนาไปวิเคราะห์คุณค่า
แพะทุกตัว แพะกลุ่มที่ 2 ทาการตอนโดยฉีดฮอร์โมน ทางอาหารที่ห้องปฏิบัติการอาหารสัตว์ ตามวิธี
โปรเจสเตอโรนเข้าใต้ผิวหนังที่คอ 1 มล. และฉีดซ้า Proximate analysis (AOAC, 1998) ค่าเยื่อใยในพืช
หลังจากเริ่มการทดลองครบ 8 สัปดาห์ (ใช้ยาคุมกาเนิด อาหารสัตว์ตามวิธี Goering and Van Soest (1970)
สุนัข Medevet®) กลุ่มที่ 3 (ตอนด้วยคีมเบอร์ดิซโซ) ผลวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของอาหารข้นและ
และกลุ่มที่ 4 (ผ่าเอาอัณฑะออก) แพะเหล่านี้ (กลุ่มที่ 2, อาหารหยาบ ดงั แสดงใน Table 1
3 และ 4) ถูกตอนก่อนนาเข้าทดลอง 2 สัปดาห์ การ

Table 1 Ingredients and chemical composition of the experimental diet

Items Concentrate diet (%) Napier Pakchong 1

Soybean meal 20 18.50
11.30
Corn meal 42
-
Palm kernel meal 31 -
9.14
Salt 1 35.25
45.50
Bone meal 2 4,172

Molasses 4

Chemical composition (% of dry matter)

DM 89.0

CP 16.50

CF 5.34

EE 2.03

Ash 6.54

ADF -

NDF -

GE (kcal/g DM) 3,863

100

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 98-106

การทดลองการเลี้ยงแพะเกิดขึ้นระหว่างเดือน ผลการวิจยั และวิจารณ์
พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ถึงเดือนมีนาคม 2562 ที่ฟาร์ม
โคนมและโคเนื้อ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี สมรรถภาพในการผลติ
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อครบระยะเวลา แพะกลมุ่ ที่ถกู ตอนด้วยวิธีการต่างๆ (กล่มุ ที่ 2, 3
ทดลองจึงส่มุ แพะทดลองกลมุ่ ละ 2 ตัว มาแปรสภาพ (ฆ่า)
เพื่อศึกษาซากตามวิธีการของ Jaturasitha (2004) และ 4) มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน (54.67±4.39
ข้อมูลที่จัดเก็บได้จากการศึกษาถูกน ามาวิเคราะห์ ถึง 61.00±6.78 กรัม/ตัว/วัน กับ 25.08±5.14 กรัม/ตัว/วัน)
ความแปรปรวนตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ และค่าเฉลี่ยปริมาณการกินได้ของวัตถุแห้งในอาหาร
และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลองตามวิธี (0.84±0.00 ถึง 0.90±0.01 กก./วนั กบั 0.82±0.00 กก./
Duncan’ New Multiple Range Test (Steel and Torrie, วนั ) สงู กวา่ แพะกลมุ่ ที่ไม่ตอน (กลมุ่ ที่ 1) อยา่ งมีนัยสาคัญ
1984) โดยใช้โปรแกรมสาเรจ็ รปู SAS (SAS, 1990) ยิ่งทางสถิติ (P<0.01) และมีประสิทธิภาพการเปลี่ยน
อาหารเป็นน้าหนักตัวสูงกว่าแพะกลุ่มที่ไม่ตอน (Table 2)
Table 2 Growth performance อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติ (P<0.05)

Items Control Treatment Castration SEM P-value

Experimental period (d) 120 Hormone Burdizzo 120 0.55 0.844
Initial weight (kg) 25.46±0.79 24.38±1.65 0.75 0.249
Final weight (kg) 28.47±1.08 120 120 31.70±2.05 4.32 0.002
Average daily gain (g/d) 25.08±5.14A 25.62±0.81 24.64±1.19 61.00±6.78B 4.55 0.030
Feed intake gain 42.51±14.34a 32.60±0.51 31.20±1.66 15.85±2.45b 0.01 0.000
Dry matter feed intake (kg/d) 0.82±0.00A 58.17±7.42B 54.67±4.39B 0.90±0.01D 0.00 1.000
0.30±0.00 16.08±2.59b 15.77±1.19b 0.30±0.00 0.03 0.000
- Concentrate 0.53±0.00A 0.86±0.00C 0.84±0.00B 0.61±0.01D 0.08 0.588
- Roughage 3.06±0.11 0.30±0.00 0.30±0.00 3.27±0.23 0.26 0.000
Dry matter feed intake (%BW) 21.67±0.03A 0.57±0.00C 0.55±0.00B 24.90±0.46D 14.22 0.026
Feed cost (Baht/d) 141.80±45.07a 2.96±0.05 3.04±0.15 49.39±7.11b
Feed cost gain 23.21±0.00C 22.42±0.00B
51.99±8.37b 51.80±3.92b

A-D means with different superscripts in the same row highly significant differ (P<0.01)
a-b means with different super script are significant difference (P<0.05).

101

วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 98-106

ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยอัตราการเจริญเตบิ โต สว่ นหน้า คอื เอฟ-เอสเฮช (FSH หรือ Follicle Stimulating
และค่าเฉลีย่ ปริมาณการกนิ ได้ของวตั ถุแหง้ ในอาหาร เป็น Hormone) แ ล ะ แ อ ล เ อ ช ( LH ห รื อ Luteinizing
ผลจากการตอนด้วยวิธีการต่างๆ ท าให้การแสดง Hormone) ซึ่งมีผลต่อการผลิตและหลั่งฮอร์โมน
พฤติกรรมทางเพศลดลง (Sangworakhan et al., 2008) เทสโทสเตอโรนจากลูกอัณฑะ (Sruamsiri, 2014) สอดคล้อง
จากการสังเกตพฤติกรรมของแพะขณะทดลอง พบว่า กับ Roadchanasakun (1989) รายงานว่าฮอร์โมน
แพะกลุ่มที่ไม่ตอนมักขึ้นขี่กันตลอดเวลา เวลาพักผ่อน โปรเจสเตอโรนมีฤทธิ์ในการยับยั้งการหล่ังโกนาโดโทรฟิน
นอนหลับและความสนใจในการกินอาหารจึงลดลง อีกทั้ง คือ เอฟเอสเอช และแอลเอช
พลังงานที่ได้จากอาหารบางส่วนสูญเสียไปกับการแสดง
พฤติกรรมทางเพศ การเจริญเติบโตต่อวัน และปริมาณการ ปริมาณการกินได้ของวัตถุแห้งในอาหาร และ
กินอาหารจึงลดลง สอดคล้องกับรายงานของ Dunshea ต้นทุนค่าอาหารของแพะกลุ่มที่ตอนมีค่าสูงกว่ากลุ่มท่ี
et al. (2001) และ Orankanok and Kwunon (2013) ไม่ตอนอย่างมีนัยสาคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) ตัวแปรน้ีมี
พบว่าสุกรที่ได้รับสารกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน Anti- ความสัมพันธ์กับอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ กับ
GnRH (Anti-Gonadotrophin Releasing Hormone) ต้นทุนราคาอาหารแพะ ผลตอบสนองจึงเป็นไปในทิศทาง
และตอนโดยผ่าเอาอัณฑะออก มีอัตราการเจรญิ เตบิ โตต่อ เดียวกัน สอดคล้องกับรายงานของ Dunshea et al.
วันสูงกว่าสุกรเพศผู้ที่ไม่ตอนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (2001) ที่รายงานว่า สุกรที่ได้รับสารกระตุ้นการสร้าง
(P<0.05) ภูมิคุ้มกัน Anti-GnRH (Anti-Gonadotropin Releasing
Hormone) กินอาหารได้มากกว่าสุกรที่ไม่ตอนอย่างมี
ผลการทดลองครั้งนี้แตกต่างกับรายงานของ นัยสาคัญทางสถิติ (P<0.05) ดังนั้นการตอนด้วยวิธีการ
Sangworakhan et al. (2008) ที่รายงานจากการทดลอง ต่างๆ จึงมีผลให้ความต้องการทางเพศและความก้าวร้าว
ในแพะลูกผสมสายพันธุ์บอร์ อายุประมาณ 6 เดือน เลี้ยง ของสัตว์ลดลง ทาให้สัตว์มกี ารเจริญเติบโตดีข้ึน ซง่ึ Klein
ในสภาพการขุนโดยให้อาหารผสมสาเร็จ (TMR หรือ (2013) และ Sruamsiri (2014) รายงานว่าต่อมใต้สมอง
Total Mixed Ration) และใช้ระบบการเล้ียงแบบขังคอก ส่วนหน้าผลิตฮอร์โมนเอฟเอสเอช (FSH, Follicle
(Intensive system) พบว่าค่าเฉลี่ยอตั ราการเจริญเติบโต Stimulating Hormone) และแอลเอช (LH, Luteinizing
แพะเพศผู้ท่ีตอนกับไม่ตอนแตกตา่ งกันอย่างไม่มีนัยสาคัญ Hormone) โดยแอลเอชจะกระตุ้นการหลั่งเทสโทสเตอโรน
ทางสถิติ (P>0.05) ความแตกต่างน่าจะเป็นผลจากพันธ์ุ จากเลย์ดิกเซลล์ และเอฟเอสเอชจะกระตุ้นการพัฒนา
อายุ และการจัดการเป็นสาคัญ เนื่องจากปัจจัยที่ศึกษา ของเซลล์สืบพันธ์ุเพศผู้ในลูกอัณฑะ จึงทาให้ไม่มีการ
เปรียบเทียบ คือ การตอน และระดับสายเลือด 3 ระดับ สังเคราะห์ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน และไม่มีการ
คอื ลกู ผสมบอร์ 50, 62.5 และ 75 เปอร์เซ็นต์ เจริญเติบโตของเซลล์อสุจิในท่อสร้างอสุจิ เนื่องจาก
ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้น
การตอนด้วยวิธีการฉีดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน การพัฒนาของอวัยวะสบื พันธุเ์ พศผู้ เช่น การเจริญเตบิ โต
(Medroxyprogesterone acetate 50 มก. ซึ่งเป็นฮอร์โมน ขององคชาต (Penis) อัณฑะ (Testis) และการสรา้ งเซลล์
ที่นิยมใช้ในการฉีดเพื่อทาหมันหรือตอนสุนัขเพศเมยี โดย อสุจิ (Spermatogenesis) รวมทั้งการแสดงออกของ
ฉดี จานวน 2 ครง้ั เป็นอีกวิธีการหน่งึ ทีส่ ามารถลดปริมาณ ลกั ษณะของสตั ว์เพศผู้และการแสดงพฤติกรรมทางเพศ
การสร้างฮอร์โมนเพศผู้ หรือเทสโทสเตอโรนในแพะ
ทดลองได้เช่นกัน ทั้งนี้เป็นผลจากระดับโปรเจสเตอโรน จาก Table 3 กลุ่มแพะที่ไม่ตอน กลุ่มแพะท่ี
ที่เพิ่มขึ้นในเลือดนั้นมีผลไปยับยั้งย้อนกลับ (Negative ไดร้ ับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน กลุม่ แพะที่ใชค้ ีมหนีบท่อนา
feedback) ต่อการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง น้าเชื้อ และกลุ่มแพะที่ตอนด้วยการผ่าเอาอัณฑะออก มี

102

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 98-106

ปริมาณเนื้อแดงเมื่อคานวณบนฐานของน้าหนักซากเฉลี่ย เจริญเติบโตดีกว่า สอดคล้องกับ Sricharoen et al.
ร้อยละ 38.31, 34.84, 36.09 และ 35.80 ตามล าดับ (2013) ที่รายงานเปอร์เซ็นต์เนื้อแดงและพื้นที่หน้าตัด
(P>0.05) โดยมีแนวโน้มว่ากลุ่มแพะที่ไม่ตอนมีปริมาณ เนื้อสันของสุกรกลุ่มที่ไม่ตอน มีค่าสูงกว่ากลุ่มที่ได้รบั สาร
เนื้อแดงสูงกว่าแพะกลุ่มที่ตอน ทั้งนี้อาจเป็นผลจากกลุ่ม กระตุ้นภมู ิคุม้ กนั (Immunogen; Improvac®) และกลุ่ม
แพะที่ไม่ตอนยังมฮี อร์โมนเทสโทสเตอโรน ซึ่งมีผลต่อการ ที่ตอนโดยผ่าเอาอัณฑะออก อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
สะสมไนโตรเจนในเซลล์ กลุ่มแพะที่ไม่ตอนจึงมีการสร้าง (P<0.05)
กล้ามเนื้อมากกว่า ทาให้กล้ามเนื้อมีการพัฒนาและ

Table 3 Slaughter weight, carcass weight, dressing percentage and Body component (% slaughter weight)

Items Control Hormone Burdizzo Castration SEM P-value
22
N (head) 22 0.79 0.882
31.75±3.80 31.30±0.10 0.38 0.785
Slaughter weight (kg) 30.02±0.68 30.00±0.10 15.15±1.63 14.79±0.49 0.40 0.572
47.77±0.60 47.23±1.40
Hot carcass weight (kg) 14.41±0.46 13.90±0.22 0.76 0.557
0.32 0.282
Dressing percentage (%) 47.99±0.46 46.33±0.58
0.04 0.976
% Carcass 0.33 0.230
0.18 0.918
Meat 38.21±3.10 34.84±0.49 36.09±0.31 35.80±0.50 0.07 0.229
23.78±0.61 24.76±0.35 0.02 0.548
Bone 22.96±0.86 24.14±0.02 0.11 0.829
0.03 0.898
% Slaughter weight

Blood 3.25±0.03 3.24±0.02 3.26±0.17 3.31±0.16
8.68±0.16 8.71±0.63
Head + tail 9.60±0.87 10.35±0.08 7.66±0.35 7.32±0.04
2.09±0.21 1.90±0.11
Shanks 7.29±0.37 7.32±0.73 0.33±0.03 0.39±0.09
0.87±0.13 1.08±0.31
Thoracic organs 1.67±0.04 1.84±0.01 2.78±0.02 2.79±0.08

Heart 0.37±0.01 0.29±0.03

Lung + trachea organs 1.14±0.38 0.87±0.12

Compound stomach 2.83±0.10 2.75±0.09

103

วารสารวิจยั และสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 98-106

Table 3 (Continued)

Items Control Hormone Burdizzo Castration SEM P-value

% In compound stomach

- Rumen 61.39±2.40 65.35±0.80 63.86±2.07 67.07±1.21 1.03 0.260

- Reticulum 11.93±1.59 9.09±0.16 9.90±0.69 9.06±0.09 0.58 0.172

- Omasum 11.81±0.03 11.16±0.09 10.87±0.67 10.55±0.46 0.23 0.303

- Abomasum 14.65±0.57 13.95±0.54 15.21±0.31 14.11±2.79 0.58 0.923

Liver + gall bladder 1.26±0.01 1.37±0.24 1.42±0.02 1.37±0.05 0.05 0.833

Spleen 0.12±0.02 0.14±0.00 0.12±0.01 0.14±0.02 0.01 0.526

Kidney 0.26±0.00 0.25±0.04 0.25±0.01 0.26±0.02 0.01 0.976

Visceral fat 3.86±0.48A 6.90±0.03CD 7.04±0.19D 5.93±0.03B 0.49 0.003

A-D means with different superscripts in the same row highly significant differ (P<0.01)

ปริมาณไขมัน (Table 3) พบว่ากลุ่มแพะที่ไม่ (1984) ที่พบว่าลักษณะการสะสมไขมันในร่างกายของ
ตอน (กลุ่มที่ 1) และกลุ่มแพะที่ตอนด้วยวิธีการต่างๆ สตั วจ์ ะแตกต่างกันไปตามชนดิ เพศ อายุ และอาหารท่ีกิน
(กลมุ่ ที่ 2, 3 และ 4) มีปรมิ าณไขมันรวมแตกตา่ งกันอย่าง โดยในแพะส่วนใหญ่การสะสมไขมันจะพบในช่องท้อง
มีนัยส าคัญยิ่งทางสถิติ ( P<0.01) สอดคล้องกับ มากกวา่ ส่วนอ่ืนของร่างกาย
Wattanachant (2018) รายงานว่าการสะสมไขมันของ
แพะเพศผู้ที่ตอนมีค่าสูงกว่าไขมันแพะเพศผู้ที่ไม่ตอน สรุปผลการวิจัย
ขณะท่ีแพะเพศเมียจะมีการสะสมไขมันในร่างกายสูงกว่า
เพศผู้ เป็นผลจากอิทธิพลของฮอร์โมนเอสโตรเจนจาก การตอนแพะด้วยวิธีการต่างๆ มีผลให้สมรรถภาพ
รังไข่ โดยกลุ่มที่ไม่ตอน (กลุ่มที่ 1) มีปริมาณไขมันรวม การเจริญเติบโตสูงขึ้น แต่ไม่มีผลต่อเปอร์เซ็นต์ซากและ
น้อยกว่ากลุ่มที่ตอน (กลุ่มท่ี 2, 3 และ 4) สอดคล้องกับ ส่วนประกอบของซาก โดยวิธีการใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
Sricharoen et al. (2013) ที่รายงานเปอร์เซ็นต์ไขมัน ฉีดเข้าใต้ผิวหนังเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกเมื่อเปรียบเทยี บ
รวมถึงความหนาของไขมันที่สันหลังสุกรที่ได้รับสาร กับวิธีการตอนอย่างอื่น ดังนั้นจึงควรจะมีการศึกษาถึง
กระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immunogen; Improvac®) ดีกว่า ความเหมาะสมของการตอนโดยใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
กลุ่มที่ไม่ตอน แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ และระดบั ของฮอรโ์ มนในร่างกายอกี คร้งั
(P<0.05) เนื่องจากไม่ได้รับอิทธิพลของฮอร์โมนเทสโทส
เตอโรน จึงทาให้กลุ่มที่ได้รับสารกระตุ้น Improvac® กิตติกรรมประกาศ
มีการสะสมไขมันเพิ่มขึ้น จากการทดลองน้ีพบว่าการ
สะสมไขมันในแพะส่วนใหญ่พบในช่องท้องมากกว่าการ คณะผู้วิจัยขอขอบคุณ คณะสัตวศาสตร์และ
สะสมไขมันรอบซากและมดั กล้ามเนื้อ ซึ่งแตกต่างกับการ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ให้ความอนุเคราะห์ด้าน
สะสมไขมันในสุกร สอดคล้องกับรายงานของ Wiseman งบประมาณและสถานทใี่ นการทางานวจิ ยั ในครงั้ นี้

104

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 98-106

เอกสารอา้ งองิ Rhee, K.S. and C.E. Myers. 2004. Sensory
properties and lipid oxidation in
AOAC. 1998. Official Methods of Analysis, aerobically refrigerated cooked ground
16th ed. Gaithersburg, Maryland: goat meat. Meat Sci 66: 189-194
Association of Official Analytical
Chemists. 122 p. Roadchanasakun, A. 1989. Drug Therapy
in Gynecologic Endocrinology.
Chevaisarakul. 2003. Goat Management. Bangkok: Kgawfung Press. 444 p.
Chiangmai: Thanaban Publishing. [in Thai]
145 p. [in Thai]
Sangworakhan, P., S. Intachinda and
Dunshea, F.R., C. Colantoni, K. Howard, A. Putaranang. 2008. Study on carcass
I. McCauley, P. Jackson, K.A. Long, characteristic of 50, 62.5 and 75%
S. Lopaticki, E.A. Nugent, J.A. Simons, boer crossbred goat under feedlot
J. Walker and D.P. Hennessy. 2001. condition by castrated and
Vaccination of boars with a GnRH intact male. [Online]. Available
vaccine (Improvac) eliminates boar taint http://e-journal.dld.go.th/?p=594.
and increase growth performance. (3 April 2020). [in Thai]
J. Anim. Sci 79: 2524-2535.
SAS. 1990. SAS/STATTM User’s Guide
Goering, H.K. and P.J. Van Soest. 1970. Forage (Release 6.03). Cary, NC: SAS Inst., Inc.
Fiber Analysis. Washington D.C.:
Agriculture, Handbook No.379. 128 p. Sricharoen, S., P. Kwunon and S. Orankanok.
2013. Effect of immunological castration
Jaturasitha, S. 2004. Meat Management. on productive performance of male pigs.
Chiangmai: Mingmuang Press. 170 p. Agri. Sci. J 44(1): 223-226. [in Thai]
[in Thai]
Sruamsiri, S. 2014. Anatomy and Physiology
Klein, B.G. 2013. Veterinary Physiology. of Farm Animals. Chiangmai:
5th ed. St. Louis, Missouri: An Imprint Maejo University Press. 330 p.
of Elsevier Inc. 608 p. [in Thai]

Orankanok, S. and P. Kwunon. 2013. Effect Steel, R.G.D. and J.H. Torrie. 1984. Principle
of immunological castration on and Procedures of Statistics. 2nd ed.
productive performance of male New York: Mc Graw Hill Book Co. Inc.
market hogs. 20 p. In Research Report. 633 p.
Chonburi: Rajamangala University of
Technology Tawan-ok. [in Thai]

105

วารสารวิจัยและสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 98-106

Wattanachant, C. 2018. Goat meat: some Wiseman, J. 1984. Fats in Animal Nutrition.
factors affecting fat deposition and 1st ed. London: An Imprint of
fatty acid composition. Songklanakarin Butterworth-Heinemann. 536 p.
J. Sci. Technol 40(5): 1152-1157.

106

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 107-118

การศึกษาและวิเคราะหต์ ้นทุนฐานกิจกรรมในกระบวนการผลติ ขา้ วหอมมะลิอินทรีย์
เพอ่ื หาแนวทางในการกาหนดราคา กลมุ่ วสิ าหกจิ ชมุ ชนเกษตรผ่านศกึ
ตาบลตลกุ กลางทงุ่ อาเภอเมอื ง จงั หวัดตาก

The Study and Analysis of the Organic Jasmine Rice Production Process
for Pricing in the Gasayt Paan Suek Agricultural Community Enterprise

Taluk Klang Thung Sub-district, Muang Tak District, Tak Province

ภาคภมู ิ ใจชมภู และปรดิ า จว๋ิ ปัญญา*
Pakpoom Jaichomphu and Parida Jewpanya*

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลล้านนา ตาก 63000
Faculty of Engineering, Rajamangala University of Technology Lanna Tak, Thailand 63000

*Corresponding author: [email protected]

Abstract Received: April 07, 2020
Revised: January 06, 2021
Accepted: March 08, 2021

This research aimed to study and analyze production process of the 105-organic jasmine rice of
the farmers of Paan Suek Agricultural Community Enterprise, Taluk Klang Tung Sub- district, Muang Tak
District, Tak Province. This research adapted the use of an activity- based cost analysis followed by
analyzing the total cost, the revenue and the break even point of its production in order to define
selling price for the farmers. The purposive sampling approach was applied to 26 members of Paan
Suek Agricultural Community Enterprise. The production field area is 205 rais producing jasmine rice of
260 kilograms per rai. The farmers planted once a year and sold jasmine rice at 30-50 Baht per kilogram.
The study showed that planting 105 jasmine rice consists of 13 activity bases. The analysis of total cost,
revenue and break even point showed that the break even point was 33 Baht per kilogram which
properly correspond to the defined rate of 40 and 50 Baht with no loss and earn profit point in contrary,
defining selling price at 30 Baht per kilogram was lower than the break even point and the farmers were
unable to gain profit from planting rice.

Keywords: cost analysis, activity-based costing, organic jasmine rice

107

วารสารวจิ ยั และสง่ เสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 107-118

บทคัดย่อ ภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศ
ในแถบเอเชียมีศักยภาพในการผลิตข้าวที่สูงขึ้นทั้งด้าน
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและ ปรมิ าณและคุณภาพ ทง้ั น้ีเนื่องมาจากตน้ ทุนการผลิตท่ีต่า
วิเคราะห์กระบวนการผลิตขา้ วหอมมะลิอินทรีย์พันธ์ุ 105 กว่าประเทศไทย (Thongkham, 2012) จึงทาให้สามารถ
ของเกษตรกรในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรผ่านศึก ส่งออกข้าวได้ในราคาที่ต่ากว่าประเทศไทยแต่มีระดับ
ตาบลตลุกกลางทุ่ง อาเภอเมือง จังหวัดตาก โดยใช้การ คณุ ภาพใกลเ้ คยี งกัน
วิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรม จากนั้นทาการวิเคราะห์
ต้นทุนโดยรวม กาไร และจุดคุ้มทุนของการผลิตสาหรับ ดังนั้นเพื่อเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของ
หาแนวทางในการกาหนดราคาขายให้แก่เกษตรกร ประเทศไทย การพัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตข้าวและ
การศึกษาข้อมูลได้กาหนดกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือ เทคโนโลยี จึงมีส่วนสาคัญในการช่วยเพิ่มคุณภาพ
เกษตรกรจานวน 26 คน ซึ่งเป็นสมาชกิ ของกลุ่มวิสาหกจิ ผลิตภณั ฑ์และลดตน้ ทนุ ในการผลิต (Thipbharos et al.,
ชุมชนเกษตรผ่านศึก โดยมีพื้นที่การเพาะปลูกทั้งหมด 2018) และปัจจุบันความก้าวหน้าของโลกดิจิทัลทาให้
205 ไร่ ให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิ 260 กิโลกรัมต่อไร่ ผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกร ก้าวเข้าสู่การเป็น Smart
เกษตรกรท าการผลิตข้าวจานวน 1 ครั้งต่อปี และ farmer หรือเกษตรกรอัจฉริยะ ด้วยการใช้เทคโนโลยีต่างๆ
เกษตรกรขายข้าวสารหอมมะลิราคา 30-50 บาทต่อ ทั้งนี้สิ่งที่สาคัญนอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีมาช่วย
กิโลกรัม จากการศึกษาพบว่า การปลูกข้าวหอมมะลิ ในการผลิตเพื่อลดเวลาและอานวยความสะดวกแล้วน้ัน
พันธ์ุ 105 มีกิจกรรมในกระบวนการผลิตท้ังหมด 13 ฐาน เกษตรกรจาเป็นต้องคานึงถึงต้นทุนและผลตอบแทน
กิจกรรม จากการวิเคราะห์ต้นทุนโดยรวม กาไร และ เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด (Pokpong and
จุดคุ้มทุน พบว่าราคาขายที่จุดคุ้มทุนอยู่ที่ 33 บาทต่อ Kaoaeant, 2015) โดยมีนักวิจัยหลายท่านศึกษาและ
กิโลกรัม ซึ่งจากราคาท่ีเกษตรกรตั้งไว้ 40 และ 50 บาท วิเคราะห์ต้นทุนทางด้านการเกษตร เช่น Boonkamon
เป็นราคาที่เหมาะสม ไม่มีการขาดทุนและอยู่ในจุดที่ได้ et al. (2017) ทาการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน
กาไร แต่ถา้ กาหนดราคา 30 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเปน็ ราคา การลงทุนปลูกข้าวพันธุ์ กข31 ของเกษตรกรในพื้นที่
ท ี่ต ่ากว่าราคา จ ุด คุ้มทุนจะท าให้เกษต รกรไม่ได้ก าไร องค์การบริหารส่วนตาบลบึงทองหลาง อาเภอลาลูกกา
จากการปลกู ขา้ ว จังหวัดปทุมธานี เพื่อกาหนดมาตรการในการส่งเสริม
และสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ทั้งในด้านงบประมาณ
คาสาคัญ: วเิ คราะหต์ ้นทุน ตน้ ทุนฐานกิจกรรม และด้านความรู้แก่เกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้
ขา้ วหอมมะลอิ ินทรยี ์ อย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับ Yawichai et al. (2018) ที่ทาการ
ศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนจากการปลูกข้าวพันธุ์ กข15
คานา ของเกษตรกรในเขตหมู่บ้านโป่งศรีนคร ตาบลโรงช้าง
อาเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นข้อมูลสาหรับ
ข้าวเป็นพืชอาหารและเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก เกษตรกรในการนาข้อมูลจากการวิจัยไปหาแนวทาง
ที่ทารายได้ในอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะ ในการลดต้นทุนท่ไี ม่จาเปน็ Srisurin et al. (2017) ศกึ ษา
อย่างยิ่งข้าวหอมมะลิไทย (Thai Hom Mali Rice) เป็นท่ี ต้นทุนและผลตอบแทนการปลูกข้าวนาปรัง กรณีศึกษา
รู้จักไปทั่วโลก (Karakret, 2009) แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน บ้านฮี หมู่ 3 ตาบลคาเจรญิ อาเภอตระการพชื ผล จังหวัด
การส่งออกข้าวมีภาวการณ์แข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งตลาด อุบลราชธานี เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการตัดสินใจ
ในการทานาปรัง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ผลิต

108

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 107-118

Saelim (2018) ทาการวิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรม ข้าวพันธุ์ดี วิธีการปลูกและดูแลรักษาดี มีการป้องกัน
โดยใช้กรณีศึกษาโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก จาก กาจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว มีการกาจัดวัชพืช มีการใส่
การศึกษาการวิเคราะห์ต้นทุนของธุรกิจ ทาให้มีการ ปุ๋ยในนาข้าว มีการรักษาระดับน้าในนา ข้าวพันธุ์ดีจะให้
กาหนดราคาขายที่ถูกต้อง Panyayingyong (2010) ทา ผลผลิตสูงเมื่อได้มีวิธีการปลูกและการดูแลรักษาท่ีดี
การวิเคราะห์ระบบต้นทุนฐานกิจกรรมของผู้ให้บริการ เนื่องจากการผลิตข้าวอินทรีย์มีขั้นตอนการปฏิบัติหลาย
รับจ้างขนส่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากิจกรรม กิจกรรม และต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์
ที่เกิดขึ้นและวิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรมครอบคลุม ในทุกขั้นตอนการผลิต ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนที่ใช้ในกิจกรรม
ทุกกิจกรรม ผลจากการกระจายต้นทุนค่าใช้จ่ายเข้าศูนย์ ต่างๆ ของการผลิตข้าวอินทรีย์แตกต่างจากการผลิตข้าว
กิจกรรม พบว่าศูนย์กิจกรรมการขนส่งสินค้ามีต้นทุน โดยวิธีการแบบเดิม ดังนั้นกลุ่มเกษตรกรจึงจาเป็นต้องมี
ค่าใช้จ่ายสูงท่ีสุดคิดเป็น 86.26 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับ การวิเคราะห์ต้นทุนของการผลิตข้าวอินทรีย์อย่างรอบคอบ
Dungtripop and Lakkanawanit (2018) ได้ทาการประยุกต์ และถูกต้อง เนื่องจากในปัจจุบันทางกลุ่มเกษตรกรได้ทา
ใช้แนวคิดต้นทุนฐานกิจกรรมเพื่อศึกษาต้นทุนการปลูก การกาหนดราคาขายเบื้องต้น และไม่ได้พิจารณาต้นทุน
ปาล์มน้ามันในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยแบ่งขั้นตอน อย่างละเอียดในทุกกิจกรรม ดังนั้นผู้วิจัยจึงทาการศึกษา
การปลูกปาล์มน้ามันเป็น 5 กิจกรรม ซึ่งสามารถให้ และวิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรมในกระบวนการผลิตขา้ ว
คาแนะนาเกษตรกรในการดาเนินกิจกรรมอย่างเหมาะสม หอมมะลอิ นิ ทรีย์พนั ธ์ุ 105 ซงึ่ เป็นผลติ ภัณฑห์ ลักของกลุ่ม
ส า ม า ร ถ บ ร ิ ห า ร จ ั ด ก า ร ต ้ น ท ุ น ก า ร ป ล ู ก ป า ล ์ ม ใ ห ้ มี วิสาหกิจชุมชนเกษตรผา่ นศึก ซึ่งการศึกษานจ้ี ะเป็นประโยชน์
ประสิทธิภาพสูงที่สุด และ Baokhin and Tulasombat ของกลุ่มเกษตรกร เพื่อนาไปใช้ในการกาหนดราคาขาย
(2019) ได้ทาการวิเคราะห์ต้นทุนกิจกรรมของเกษตรกร ขา้ วหอมมะลอิ ินทรยี ์ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถสรา้ งกาไร
ผู้ปลูกอ้อยอาเภอภูเขยี ว จังหวัดชัยภูมิ ส่งผลให้เกษตรกร ใหเ้ ป็นไปตามเปา้ หมายได้
สามารถทราบได้ว่ากิจกรรมที่ทาให้เกิดต้นทุนมากที่สุด
เพ่อื นาไปใช้ในการหาวธิ ีลดตน้ ทุนต่อไป ทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ยี วข้อง
การผลติ ขา้ วอนิ ทรีย์
ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีพื้นท่ี
ในการปลกู ข้าวประมาณ 59.980 ถงึ 60.110 ล้านไร่ โดย คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติให้
การทาการเกษตรมีทั้งเพื่อบริโภคภายในประเทศและการ คาจากัดความว่า เกษตรอินทรีย์เป็นการเกษตรที่ใช้
สง่ ออก จังหวดั ตากเป็นจงั หวดั ทางภาคเหนือตอนล่างของ หลักการพึ่งพิงความสมดุลตามธรรมชาติอย่างเป็นองค์
ประเทศไทย มพี ื้นทป่ี ระมาณ 10.3 ล้านไร่ โดยมีพนื้ ทที่ าง รวม และปฏิเสธการใช้ปัจจัยที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์
การเกษตรในการปลูกข้าวประมาณ 293,900 ไร่ การปลูก รวมทั้งพันธุ์ที่ผ่านการปรับเปลี่ยนทางพันธุกรรม เพ่ือ
ข้าวส่วนใหญ่เป็นการปลูกโดยการพึ่งพาปุ๋ยและสารเคมี สร้างสรรค์ให้เกิดระบบนิเวศการเกษตรที่ยั่งยืน สามารถ
เป็นตัวเร่งผลผลิต กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรผ่านศึก เป็น ให้ผลผลิตทด่ี ี เพอ่ื ผลติ อาหาร และปัจจยั พ้ืนฐานการดารงชีพ
กลุ่มที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยเกษตรกรที่มีแนวคิดในการ ที่มีความปลอดภยั ตอ่ ผู้บรโิ ภค
ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตข้าวจากการพึ่งพาสารเคมีไปสู่
เกษตรอินทรีย์ ตั้งอยู่ที่บ้านชบา หมู่ท่ี 2 ตาบลตลุกกลางทงุ่ การผลิตข้าวอินทรีย์ คือ การผลิตภายใต้ระบบ
อาเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เป็นกลุ่มทาเกษตรอินทรีย์ การจัดการที่เกื้อกูลต่อระบบนิเวศ รวมถึงความ
ที่มีแนวคดิ วา่ การปลูกขา้ วอินทรียท์ ด่ี ีและไดผ้ ลติ ผลสงู นน้ั หลากหลายทางชีวภาพ เน้นใช้วัสดุธรรมชาติ ไม่มีการใช้
ประกอบด้วยปัจจัยสาคัญหลายอย่าง เช่น การปลูกด้วย วัตถุดิบสังเคราะห์ ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด
เช่น ปุ๋ยเคมี สารควบคมุ การเจริญเติบโต สารควบคุมและ

109

วารสารวิจยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(2): 107-118

กาจัดวัชพืช สารกาจัดโรคแมลงและสัตว์ศัตรูข้าว 2) การวิเคราะห์และระบุกิจกรรม (Activity
ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมเพื่อป้องกันกาจัดแมลงศัตรูข้าว analysis) เป็นขั้นตอนการแบ่งการดาเนินงานทางธุรกิจ
ในโรงเก็บ ทาให้การผลิตข้าวอินทรีย์จะได้ผลผลิตข้าว ขององค์กรเพ่ือใหส้ ามารถระบุกิจกรรมท่ีเก่ียวข้องได้ เช่น
ทมี่ ีคุณภาพสูง และปลอดสารพิษ การดาเนินธุรกิจด้านการผลิต จะประกอบด้วยกิจกรรม
การสัง่ ซื้อวตั ถดุ บิ ต่างๆ การเคล่ือนยา้ ยวตั ถดุ ิบ การจดั เตรยี ม
ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตข้าวอินทรีย์ การผลิต การประกอบชิ้นส่วน และการตรวจสอบคุณภาพ
สูงมาก เพราะมพี ื้นที่นา ทรัพยากรนา้ และปจั จัยแวดล้อม เปน็ ตน้
ทั่วไปเหมาะสมสาหรับการทานา มีความหลากหลายของ
พันธุ์ข้าวที่ปลูก เกษตรกรไทยคุ้นเคยกับการผลิตข้าวมา 3) การระบุต้นทุนกิจกรรม ต้นทุนกิจกรรม
หลายศตวรรษ พื้นที่ทานาที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติ หมายถึง ต้นทุนของทรัพยากรที่ใช้ในกิจกรรมต่างๆ
มีการใช้สารเคมีเกษตรนอ้ ย ง่ายต่อการปลูกข้าวแบบเกษตร ได้แก่ วัตถุดิบแรงงาน ค่าล่วงเวลา ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร
อินทรีย์ ความหลากหลายของพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ การ ค่าบรกิ าร และส่งิ อานวยความสะดวก
เกื้อกูลและพึ่งพากันระหว่างสิ่งมีชีวิตในนา ปัจจัย
สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออานวย ความพร้อมในด้านทรัพยากร 4) การกาหนดตัวผลักดันต้นทุน (Cost driver)
บุคคล และเทคโนโลยีที่เหมาะสมสาหรับการผลิตข้าว คือ ปัจจัยที่ทาให้ต้นทุนรวมของกิจกรรมเปลี่ยนแปลงไป
อนิ ทรีย์ (Muangkeaw, 2018) กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ปัจจัยหรือสาเหตุที่ทาให้เกิดต้นทุน
และการปฏิบัตกิ ิจกรรมต่างๆ ตามมา
หลักการต้นทุนฐานกจิ กรรม
หลักการต้นทุนฐานกิจกรรม (Activity−Based 5) การคานวณต้นทนุ เข้าสู่ผลติ ภัณฑ์ ตามระบบ
ต้นทุนกิจกรรมถือว่ากิจกรรมเป็นสิ่งที่ทาให้เกิดต้นทุน
Costing; ABC) หมายถึง การวัดค่าต้นทุน และผลการ ส่วนผลิตภัณฑ์หรือบริการเป็นผลที่ได้รับจากการกระทา
ปฏิบัติงานอันเกิดจากการใช้ทรัพยากรไปในกิจกรรมต่างๆ กิจกรรม การคานวณต้นทุนผลิตภัณฑ์หรือต้นทุนการ
ของธุรกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในรูปของสิ่งที่ต้องการคิด ให้บริการจึงต้องทราบว่าผ่านกิจกรรมใดบ้าง แล้วจึง
ต้นทนุ กาหนดตัวผลักดันต้นทุนกิจกรรม และคานวณอัตรา
ตน้ ทนุ กจิ กรรม
ขั้นตอนการวางระบบต้นทุนกิจกรรม (Step in
ABC system design) แนวทางการประยุกต์ต้นทุน แนวคิดเร่อื งตน้ ทนุ
กิจกรรม สรุปได้เป็น 5 ขั้นตอน ตาม Tummanon and ในการประกอบกิจการมีความต้องการข้อมูลต้นทุน
Wattanasupachock (2001) ดงั น้ี
เพื่อเป็นการประกอบการวางแผนการควบคุม การตัดสินใจ
1) การกาหนดวัตถุประสงค์ในการประยุกต์ต้นทุน ข้อมูลต้นทุนที่ละเอียด และมีความสาคัญต่อการดาเนินงาน
กิจกรรม (Activity−Based Costing objective) การวาง จะช่วยให้การบริหารงานของฝ่ายบริหารนั้นมีประสิทธิภาพ
ระบบบัญชีต้นทุนกิจกรรมมีความซับซ้อนเพียงใดขึ้นอยู่ เพ่มิ มากย่ิงขึน้ (Rijirawanit and Ploymeekar, 1994)
กั บ กา รก า หน ด ว ั ต ถุ ป ระ ส ง ค์ ของ กา รป ระ ย ุ กต ์ ต ้ น ทุ น
กิจกรรม ถ้าวัตถปุ ระสงค์ของการประยุกต์ต้นทุนกิจกรรม ต้นทุน (Cost) คือ มูลค่าของทรัพยากรที่สูญเสยี
เพื่อต้องการข้อมูลต้นทุนผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับ ไปเพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการ โดยมูลค่านั้นต้อง
กิจกรรมการผลิตของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เป็นแนวทางใน สามารถวัดได้เป็นหน่วยเงินตรา ซึ่งเป็นลักษณะของการ
การลดต้นทุนของกิจการ การปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดลงในสินทรัพย์หรือเพิ่มขึ้นในหนี้สิน ต้นทุนที่เกิดข้ึน
การลดตน้ ทุนการผลติ อาจให้ประโยชน์ในปัจจุบันหรอื ในอนาคตก็ได้ เมื่อต้นทุน
ใดทเี่ กดิ ข้ึนแลว้ กิจการได้ใชป้ ระโยชนไ์ ปทง้ั สน้ิ ต้นทุนนนั้ ก็

110

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 107-118

จะถือเป็น “ค่าใช้จ่าย” (Expenses) ดังนั้น ค่าใช้จ่ายจึง สาหรับในเชิงการบริหารแล้วต้นทุนคงที่ส่วนใหญ่มักจะ
หมายถึง ต้นทุนท่ีได้ให้ประโยชน์กบั กิจการในส่วนสาหรบั ควบคมุ ได้ด้วยผูบ้ ริหารระดบั สงู เท่านนั้
ต้นทุนท่ีกิจการสูญเสยี ไป แต่จะให้ประโยชน์แก่กจิ การใน
อนาคต เรยี กว่า “สนิ ทรพั ย์” (Assets) 3) ต้นทุนผสม (Mixed costs) หมายถึง ต้นทุน
ที่มีลักษณะของต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรรวมอยู่
การจาแนกต้นทุนตามความสัมพันธ์กับระดับ ด้วยกัน ในช่วงของการดาเนินกิจกรรมที่มีความหมายต่อ
ของกิจกรรม บางครั้งเรียกว่า “การจาแนกต้นทุนตาม การตัดสินใจ
พฤติกรรมของต้นทุน (Cost behavior)” ซึ่งมีลักษณะ
ท่สี าคญั คือ เป็นการวเิ คราะห์จานวนของต้นทุนที่จะมีการ การวเิ คราะห์หาจดุ คมุ้ ทุน
เปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณการผลิต หรือระดับของ
กิจกรรมที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดต้นทุน (Cost driver) ใน การวิเคราะห์ตัดสินใจเลือกลงทุนในโครงการ
การผลิตทั้งที่เกี่ยวกับการวางแผน การควบคุม การ
ประเมิน และวัดผลการดาเนนิ งาน การจาแนกต้นทุนตาม ต่างๆ บางครั้งต้องการทราบว่าจานวนผลผลิตที่จะผลิต
ความสัมพันธ์กับระดับของกิจกรรม ซึ่งสามารถที่จะ
จาแนกต้นทุนได้ 3 ชนิด คือ ต้นทุนผันแปร ต้นทุนคงท่ี คุ้มทุนควรเป็นเท่าไร เพื่อเป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจ
ต้นทุนผสม อย่างไรก็ตามแนวคิดในการจาแนกต้นทุน
ทั้ง 3 ชนิดนี้ เป็นการจาแนกตน้ ทนุ ท่ีอยู่ในชว่ งของต้นทุน จุดคุ้มทุน (Break−even analysis) คือ จุดที่รายได้กับ
ที่มีความหมายต่อการตัดสินใจ (Relevant range)
(Panyayingyong, 2010) ดังนี้ รายจ่ายเท่ากัน นั่นคือกาไรเป็นศูนย์ การวิเคราะห์

1) ต้นทุนผันแปร (Variable costs) หมายถึง จุดคุ้มทุนเป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ต้นทุนรายได้
ต้นทุนท่ีมีต้นทุนรวมเปลี่ยนแปลงไปตามสัดส่วนของการ
เปลี่ยนแปลงในระดับกิจกรรมหรือปริมาณการผลิต และผลกาไรที่ปริมาณการผลิตต่างๆ การวิเคราะห์
ในขณะท่ีต้นทนุ ต่อหน่วยจะคงทเี่ ทา่ กันทกุ ๆ หนว่ ย
จุดคุ้มทุนเหมาะสมกับโครงการระยะสั้นที่มีเงื่อนไขต่างๆ
2) ต้นทุนคงที่ (Fixed costs) หมายถึง ต้นทุนท่ี
มีพฤติกรรมคงที่ รวมถึงต้นทุนรวมที่มิได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดโครงการ เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลง
ตามระดับของการผลิตในช่วงของการผลิตระดับหนึ่ง แต่
ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยจะเปลี่ยนแปลงในทางลดลงถ้า จะมีผลทาให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน บางครั้งใช้การ
ปริมาณการผลิตเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ต้นทุนคงที่
ยังแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ต้นทุนคงที่ระยะยาว พยากรณก์ ารผลิตในอนาคต เพื่อใหผ้ ศู้ กึ ษาใช้เป็นแนวทาง
(Committed fixed cost) เป็นต้นทุนคงที่ที่ไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้ในระยะสั้น เช่น สัญญาเช่าระยะยาว ในการวเิ คราะหต์ ้นทนุ (Yampean, 2006)
ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น และต้นทุนคงที่ระยะส้ัน
(Discretionary fixed cost) จัดเป็นต้นทุนคงที่ที่เกิดข้ึน การคานวณหาจุดคุ้มทุนโครงการเดี่ยวสามารถ
เป็นครั้งคราวจากการประชุมหรือตัดสินใจของผู้บริหาร
เช่น ค่าโฆษณา ค่าใช้จ่ายในการค้นคว้าและวิจัย เป็นต้น วิเคราะห์โดยสมการที่ใช้ในการวิเคราะห์ ดังตอ่ ไปนี้

ตน้ ทุนรวมในการผลติ C = F + vN (1)

รายได้ R = pN (2)

กาไร P = pN – (F + vN) (3)
F
ปรมิ าณทจี่ ุดคมุ้ ทนุ พอดี N*= p–v (4)

โดยที่
C คอื ต้นทนุ รวมในการผลติ (Total cost)
F คอื ต้นทุนคงที่ (Fixed cost)
V คือ ตน้ ทุนแปรผนั (Variable cost)
N* คอื จานวนทผ่ี ลติ ที่จดุ คุม้ พอดี
N คือ จานวนการผลติ ทีจ่ ุดใดๆ
v คือ ตน้ ทุนแปรผนั ตอ่ หน่วย

111

วารสารวิจยั และส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 107-118

R คอื รายได้ การรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลกระบวนการผลิต
P คอื กาไร และตน้ ทุน
p คอื ราคาขายตอ่ หน่วย
การรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์และข้อมูล
วิธดี าเนินการวจิ ยั การศึกษาตน้ ทุนจากเกษตรกรเสร็จสิ้นแลว้ ขั้นตอนต่อไป
คือ การวิเคราะห์ข้อมูลกระบวนการผลิตและต้นทุนจาก
การเก็บข้อมลู การเกบ็ ขอ้ มูล โดยสามารถวเิ คราะห์กิจกรรมการปลูกข้าว
1. การกาหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกร หอมมะลอิ ินทรียท์ ้งั หมด 13 ฐานกิจกรรม ประกอบดว้ ย

ผปู้ ลูกขา้ วหอมมะลอิ นิ ทรยี ์พนั ธ์ุ 105 จานวน 26 คน และ กิจกรรมที่ 1 การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ เป็นเมล็ด
เป็นสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชมเกษตรผ่านศึก ตาบล พันธุ์ที่มาจากกลุ่มพัฒนาเมล็ดพันธุ์ของกลุ่มวิสาหกิจ
ตลุกกลางทุ่ง อาเภอเมืองตาก จังหวัดตาก โดยเป็นการ ชุมชนเกษตรผ่านศึก เมล็ดพันธุ์เป็นข้าวหอมมะลิพันธ์ุ
กาหนดกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ประชากร คือ เกษตรกร 105 ใช้ปริมาณ 10 กโิ ลกรัมต่อไร่
ผูป้ ลกู ขา้ วหอมมะลิอินทรียใ์ นจังหวดั ตาก
กิจกรรมที่ 2 การเตรียมเมล็ดพันธุ์ คือ การนา
2. การออกแบบเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ เมลด็ พนั ธุไ์ ปเตรียมการกอ่ นการปลูก
รวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
ประกอบไปด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนข้อมูล คือ ข้อมูล กิจกรรมท่ี 3 การเตรยี มดิน คอื การไถปรับหน้า
ทั่วไปของผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ การริเริ่มทาเกษตรอินทรีย์ ดินจานวน 2 ครงั้ และการสบู นา้ เข้านา
ประโยชน์ของการทาเกษตรอินทรีย์ จานวนไร่ในการทา
เกษตรอินทรีย์ เป็นต้น และส่วนข้อมูลการศึกษาต้นทุน กิจกรรมที่ 4 การปลูก เป็นการนาต้นกล้าที่ได้
คอื กระบวนการผลิตสินค้า ส่วนขอ้ มลู ตน้ ทนุ ประกอบด้วย จากฐานกิจกรรมที่ 2 มาทาการปักดา ค่าใช้จ่ายที่เกิดข้ึน
ต้นทุนของรูปแบบกระบวนการผลิตข้าวขาวหอมมะลิ คือ ค่าจา้ งคนมาดานา หรอื มาปลูก (คิดเป็นการเหมาจา่ ย)
พนั ธุ์ 105 เป็นตน้
กิจกรรมที่ 5 การจัดการควบคุมความอุดม
3. การตรวจสอบคณุ ภาพของแบบสมั ภาษณ์ ได้ สมบูรณ์ของดิน ในขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบคุณภาพ
การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ การตรวจสอบเครื่องมือ ของดนิ โดยผา่ นกรมท่ดี ิน ถ้าดินไม่เปน็ ไปตามมาตรฐานจะ
ที่ใช้ในการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญและวิเคราะห์คุณภาพของ มีการใส่ปุ๋ยสามกษัตริย์ ซึ่งประกอบไปด้วย มูลหมู มูลวัว
เคร่ืองมือโดยการวเิ คราะหค์ วามตรงเชงิ เนือ้ หา (Content มูลไก่ ต้นทุนที่เกิดขึน้ คือ ต้นทุนของปุ๋ยสามกษตั ริย์ และ
validity) โดยใชค้ ่าดชั นคี วามสอดคลอ้ งระหวา่ งข้อคาถาม ค่าใช้จา่ ยในการใส่ป๋ยุ
กบั นิยามศัพท์ (Index of Item Objective Congruence; IOC)
กิจกรรมที่ 6 การควบคุมวัชพืช เนื่องจากเป็น
4. การลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลในงานวิจัย ผู้วิจัย นาดาสามารถช่วยควบคุมวัชพืชได้ดีอยู่แล้ว เพราะมีการ
ได้เดินทางเก็บรวบรวมข้อมูล และสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย เตรียมดิน ที่เหมา ะ ส ม จึงไม่มีค่าใช ้จ่ายในกา รด าเนิน
ในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2562 ถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 กิจกรรมน้ี
ลักษณะการสัมภาษณ์เป็นแบบทางการ ผู้สัมภาษณ์
ใช้แบบสัมภาษณ์ที่ครอบคลุมวัตถุประสงค์ไว้ล่วงหน้า กิจกรรมที่ 7 การป้องกัน การกาจัด โรคแมลง
แต่ไม่มีการจากดั คาตอบ โดยผู้ให้สัมภาษณ์มีอิสระในการ และศัตรูพืช ในขั้นตอนนี้ทาการฉีดพ่นเชื้อราบิเวอเรียลง
ตอบคาถาม ในนา ซึ่งมีค่าแรงงานสาหรับฉีดเชื้อราบิวเวอเรีย แต่เช้ือ
ราบิวเวอเรยี ไม่มคี ่าใชจ้ ่าย

กิจกรรมที่ 8 การจัดการน้า เป็นการสูบน้าเข้า
ในนาเพ่ือหล่อเลยี้ งข้าวให้มีความอดุ มสมบูรณ์ มตี ้นทุนค่า
นา้ มนั ในการสูบนา้ เขา้ นา (คดิ เป็นการเหมาจา่ ย)

112

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 107-118

กิจกรรมที่ 9 การเก็บเก่ยี ว โดยใช้รถดดู ข้าว (คดิ ซึ่งจากการสอบถามพบว่าผลผลิตของข้าวขาว
เปน็ การเหมาจา่ ย) หอมมะลิของเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชมเกษตรผ่านศึก
มีจานวน 260 กิโลกรัมต่อไร่ และมีพื้นที่ในการปลูกข้าว
กจิ กรรมท่ี 10 การจดั การหลังการเกบ็ เก่ยี ว เป็น ท้งั หมด 205 ไร่
การนาข้าวไปตากเพื่อลดความชื้น โดยใช้เวลาประมาณ
1-2 วัน และทาความสะอาดข้าวโดยการคัดเศษกรวดหิน การวเิ คราะห์ตน้ ทนุ ฐานกิจกรรม
ออก จากนนั้ นาข้าวเปลอื กไปสแี ละขดั สที ี่โรงสีข้าว การวิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรมของการผลิต

กจิ กรรมท่ี 11 การเกบ็ รกั ษาผลผลิต นาข้าวเก็บ ข้าวขาวหอมมะลิพันธุ์ 105 จาแนกออกเป็น 13 ฐาน
ไว้ทย่ี ุ้งฉางไม่มีค่าใชจ้ ่าย กิจกรรมดังแสดงในส่วนของการรวบรวมข้อมูล โดยใช้
หลักการวิเคราะห์จาแนกต้นทุนตามความสัมพันธ์กับ
กิจกรรมที่ 12 การบรรจุภัณฑ์ บรรจุข้าวใส่ถงุ ๆ ระดับของกิจกรรมซึ่งพิจารณาต้นทุนใน 2 ประเภท คือ
ละ 1 กิโลกรมั ต้นทุนผันแปร (Variable costs) และต้นทุนคงที่ (Fixed
costs) ซง่ึ ตน้ ทนุ ฐานกิจกรรมดังแสดงใน Table 1
กิจกรรมที่ 13 การจาหนา่ ย เปน็ การจ้าง
แรงงานรายวนั สาหรับนาสนิ คา้ ขา้ วไปจาหนา่ ยทกุ วนั

Table 1 Analysis of activity costs

Activity Fixed cost Activity cost Unit cost
- Variable cost
1 - 250 Baht per rai
2 - 15 Baht per rai
3 - 900 Baht per rai
4 - 1,400 Baht per rai
5 - 390.08 Baht per rai
6 - - Baht per rai
7 - 100 Baht per rai
8 - 100 Baht per rai
9 - 600 Baht per rai
10 - 2,875 Baht per rai
11 - - Baht per rai
12 1,248 Baht per rai
13 99,000 - Baht per year
Total 99,000 7,878.08

113

วารสารวจิ ยั และส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 107-118

โดยจากการวิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรมพบว่า ราคาขาย 30 บาทต่อกิโลกรัม ได้ราคาขายต่อไร่
ก ิ จ ก ร ร ม ท ี ่ใ ช้ต ้นท ุน ผ ันแ ปร ในก าร ด าเ นิ นการสูง ท่ีสุด
คือ กิจกรรมที่ 10 การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งมีต้นทุน p1 = 30×260 = 7,800 บาทตอ่ ไร่
สูงที่สุดถึง 2,875 บาทต่อไร่ รองลงมา คือ กิจกรรมที่ 4
กิจกรรมการปลูก ซึ่งเป็นค่าแรงงานสาหรับการปลูก ราคาขาย 40 บาทต่อกิโลกรัม ได้ราคาขายต่อไร่
ต้นกล้าจานวน 1,400 บาทต่อไร่ ทั้งนี้จากการวิเคราะห์
พบว่ากิจกรรมที่ 13 คือ กิจกรรมการจาหน่าย เป็นการจ้าง p2 = 40×260 = 10,400 บาทตอ่ ไร่
แรงงานรายวันสาหรับนาสินค้าข้าวไปจาหน่ายทุกวัน ซ่ึง
เป ็น ต้ น ท ุน คง ท่ี เมื่อด า เน ิน กา รว ิเครา ะ ห์ต ้น ท ุน ของ ราคาขาย 50 บาทต่อกิโลกรัม ได้ราคาขายต่อไร่
กิจกรรมต่างๆ จนครบถ้วนแล้ว นาผลที่ได้ไปวิเคราะห์
ตน้ ทุน กาไร และจดุ คุ้มทนุ ในลาดบั ต่อไป p3 = 50×260 = 13,000 บาทตอ่ ไร่

การวิเคราะห์ต้นทนุ โดยรวม กาไร และจดุ คุ้มทุน จากค่าพารามิเตอร์ข้างต้นสามารถทาการ
การวิเคราะหต์ น้ ทุนโดยรวม กาไร และจุดคมุ้ ทุน
วิเคราะห์ต้นทุนโดยรวม รายได้ และกาไรต่อปีได้ดังน้ี
เพ่อื เปน็ แนวทางในการกาหนดราคาขายของผลติ ข้าวหอม
มะลิอินทรีย์พันธุ์ 105 ของเกษตรกรในกลุ่มวิสาหกิจ (Yampean, 2006)
ชุมชมเกษตรผ่านศึก ได้เริ่มจากการวิเคราะห์ต้นทุนและ
กาไรที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยวิเคราะห์จากราคาขายปลกี ต้นทนุ โดยรวมในการผลติ C = F + vN (1)
ของข้าวหอมมะลิต่อกิโลกรัมของเกษตรกรในปัจจุบัน คือ
30, 40 และ 50 บาท และจากนั้นทาการวิเคราะห์จุดคุ้มทนุ C = 1,714,006.40 บาทต่อปี
เพื่อนามาซึ่งการกาหนดราคาขายใหม่ในอนาคต ดงั น้ี
การวิเคราะหต์ ้นทนุ โดยรวมและกาไร ดังนั้นต้นทุนรวมในการผลิตข้าวหอมมะลิที่

การวิเคราะห์จากราคาขายในปัจจุบันของ จานวนการปลูก 205 ไร่ คือ 1,714,006.40 บาทตอ่ ปี
เกษตรกรที่ 30, 40 และ 50 บาทต่อกิโลกรัม สามารถ
คานวณได้ดังน้ี รายได้ R = pN (2)
กาหนดให้
F ต้นทุนคงทีข่ องการผลิต เท่ากับ 99,000 บาทตอ่ ปี รายได้ท่ีราคาขาย 30 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ
v ต้นทุนแปรผันต่อหน่วยของการผลิตข้าว เท่ากับ
1,599,000 บาทตอ่ ปี
7,878.08 บาทต่อไร่
N จานวนการผลิตข้าวหอมมะลติ ่อปี เทา่ กบั 205 ไร่ต่อปี รายได้ที่ราคาขาย 40 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ
p ราคาขายตอ่ หนว่ ยของขา้ วหอมมะลิอินทรีย์ เทา่ กบั 30,
2,132,000 บาทตอ่ ปี
40 และ 50 บาทต่อกโิ ลกรมั
ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้ 260 กิโลกรัม รายได้ที่ราคาขาย 50 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ

ต่อไร่ ดังน้ันราคาขายตอ่ ไร่สามารถคานวณได้ดังนี้ 2,665,000 บาทต่อปี

ดังนั้นรายได้ต่อปีในการผลิตข้าวหอมมะลิท่ี

จานวนการปลูก 205 ไร่ เมื่อขายที่ราคา 30, 40 และ 50

บาทต่อกิโลกรัม คือ 1,599,000, 2,132,000 และ

2,665,000 บาทตอ่ ปี ตามลาดบั

จากนั้นนาต้นทุนโดยรวมและรายได้ที่เกิดขึ้นมา

วิเคราะหห์ ากาไรดังตอ่ ไปน้ี

กาไร P = pN – (F + vN) (3)

กาไรที่ราคาขาย 30 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ

115,006 บาทตอ่ ปี

กาไรที่ราคาขาย 40 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ

417,994 บาทต่อปี

กาไรที่ราคาขาย 50 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ

950,994 บาทต่อปี

114

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 107-118

ดังนั้นเกษตรกรมีกาไรในการผลิตข้าวหอมมะลิ ตาก โดยการศึกษาได้กาหนดกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง
คือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์พันธุ์ 105
เมื่อขายที่ราคา 40 และ 50 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ จานวน 26 คน และเป็นสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชม
เกษตรผ่านศึก การศึกษาข้อมูลใช้แบบสัมภาษณ์แบบมี
417,994 และ 950,993.60 บาทต่อปี ตามลาดับ แต่เม่ือ โครงสร้าง ซึ่งจากการศึกษาพบว่า เกษตรกรจานวน 26 คน
ใช้พื้นที่ในการปลูกข้าวหอมมะลิทั้งสิ้น 205 ไร่ต่อปี ได้
กาหนดราคาขายที่ 30 บาทต่อกิโลกรัม ทาให้ขาดทุน ผลผลิตข้าวหอมมะลิ 260 กิโลกรัมต่อไร่ โดยราคาขาย
ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ 30-50 บาทต่อกิโลกรัม การปลูกข้าว
115,006 บาทต่อปี ซึง่ เกษตรกรไม่ควรกาหนดราคาขายท่ี หอมมะลิอนิ ทรยี ์พันธุ์ 105 มกี ิจกรรมในกระบวนการผลิต
ทั้งหมด 13 ฐานกิจกรรม ในแต่ละกิจกรรมมีต้นทุน
30 บาทต่อกโิ ลกรัม ทเ่ี กิดข้ึนแตกตา่ งกัน โดยกิจกรรมที่ใช้ตน้ ทุนมากที่สุด คือ
กิจกรรมการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นกิจกรรม
การวเิ คราะห์จุดคมุ้ ทุน ที่ดาเนินการจากการรักษาข้าวเปลือกไปจนถึงการขัดสี เม่ือ
ทราบต้นทุนของแต่ละกิจกรรมจากนั้นทาการวิเคราะห์
การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนเพื่อช่วยในการตัดสินใจ ต้นทุนโดยรวม พบว่าต้นทุนรวมในการผลิตข้าวหอมมะลิ
ที่จานวนการปลูก 205 ไร่ต่อปี คือ 1,714,006.40 บาท
เลือกจานวนผลผลิตท่ีผลิตแล้วคุ้มทุนและเป็นประโยชน์ รายได้ต่อปีเมื่อขายที่ราคา 30, 40 และ 50 บาทต่อ
กิโลกรัม คือ 1,599,000, 2,132,000 และ 2,665,000
ต่อเกษตรกร ในที่นี้จะคานวณจุดคุ้มทุนเมื่อกาหนดราคา บาทต่อปี ตามลาดับ ส่งผลให้ได้กาไรในการขายข้าวหอม
มะลิที่ราคา 40 และ 50 บาทต่อกิโลกรัมคือ 417,994
ขายที่ 40 และ 50 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น (Yampean, และ 950,993.60 บาทต่อปี ตามลาดับ แต่เมื่อกาหนด
ราคาขายที่ 30 บาทต่อกิโลกรัม ทาให้ขาดทุนเท่ากับ
2006) F 115,006 บาทตอ่ ปี ซ่ึงเกษตรกรไม่ควรกาหนดราคาท่ี 30
– บาทต่อกิโลกรัม จากการวิเคราะห์จุดคุ้มทุนพบว่า
ปริมาณท่ีจุดคุม้ ทนุ พอดี N* = p v (4) จุดคุ้มทุนของการผลิตข้าวที่ 205 ไร่ อยู่ที่ราคาขาย 33
บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งส่งผลให้การกาหนดราคาในครั้งถัดไป
จุดคุ้มทุนที่ราคาขาย 40 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ จาเป็นต้องกาหนดให้ราคาสูงกว่า 33 บาทต่อกิโลกรัม
39.26 ไร่ เพ่ือให้เกษตรกรไดก้ าไรจากการผลติ

จุดคุ้มทุนที่ราคาขาย 50 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ
19.33 ไร่

จากการวิเคราะห์จุดคุ้มทุนพบว่า เมื่อกาหนด
ราคาขายที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะสามารถคืน
ทุนทั้งหมดที่การปลูกข้าว 39.26 ไร่ และเมื่อกาหนดราคา
ขายท่ี 50 บาท จุดคมุ้ ทนุ อยู่ที่ 19.33 ไร่

เมื่อคานวณราคาขาย ณ จุดคุ้มทุนที่ 205 ไร่
จะได้ เทา่ กบั 8,362 บาทต่อไร่

เน่อื งจาก 1 ไรผ่ ลิตได้ 260 กโิ ลกรมั ดังน้ันราคา
ณ จดุ ค้มุ ทนุ คือ 33 บาทต่อกิโลกรัม

ผลการวิจัย

การศึกษาและวิเคราะห์ต้นทุนกระบวนการผลิต วิจารณผ์ ลการวิจัย
โดยใช้หลักการหาต้นทุนฐานกิจกรรม จากนั้นทาการ
วิเคราะห์ต้นทุนโดยรวม กาไร และจุดคุม้ ทุนของการผลติ จากผลการวิจัยพบว่า สอดคล้องกับงานวิจัยของ
ข้าวหอมมะลิอินทรีย์พันธุ์ 105 สาหรับหาแนวทางในการ Dungtripop and Lakkanawanit (2018) ซึ่งได้ท าการ
กาหนดราคาขายให้แก่เกษตรกรในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ประยุกตใ์ ช้แนวคิดตน้ ทนุ ฐานกจิ กรรมเพือ่ ศกึ ษาต้นทนุ การ
เกษตรผ่านศึก ตาบลตลุกกลางทุ่ง อาเภอเมือง จังหวัด ปลูกปาล์มน้ามันในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยแบ่ง

115

วารสารวจิ ยั และส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 107-118

ขั้นตอนการปลูกปาล์มน้ามันเป็น 5 ศูนย์กิจกรรม พบว่า ทั้งหมด 13 ฐานกิจกรรม ซึ่งเป็นฐานกิจกรรมที่เกิดข้ึน
กิจกรรมการปลูกซ่อม และกิจกรรมการกาจัดแมลงเป็น หลังจากกระบวนการเลือกพื้นที่ปลูก โดยในบางกิจกรรม
กิจกรรมที่ไม่เพิ่มคุณค่า (Non-value-added activities) พบว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เช่น การควบคุมวัชพืช
เนื่องจากเปน็ กิจกรรมทีไ่ ม่มผี ลต่อปริมาณผลผลิต หากตัด เน่อื งจากเป็นนาดาสามารถควบคมุ วัชพืชได้ดีอยู่แล้ว การ
กิจกรรมดังกล่าวจะทาให้สามารถลดต้นทุนและเวลาใน ผลิตเชื้อราบิเวอเรียที่กลุ่มผลิตขึ้นมาเอง หรือการเก็บ
การทางานลงได้ ซึ่งสัมพันธ์กับวิธีดาเนินงานวิจัย การ รักษาผลผลิตโดยนาข้าวเก็บไว้ที่ยุ้งฉาง ซึ่งข้อมูลดังกล่าว
รวบรวมข้อมูล ในกิจกรรมที่ 6 การควบคุมวัชพืช และ อาจแปรผันกับพื้นที่อื่นๆ ในเรื่องต้นทุนการผลิตขึ้นได้
กิจกรรมที่ 7 การป้องกัน การกาจัดโรคแมลงและศัตรพู ชื และปัจจัยอีกอย่างหนึ่ง คือ ข้อจากัดของน้า ซึ่งในพื้นท่ี
และสอดคล้องกับ Baokhin and Tulasombat (2019) การเพาะปลกู เป็นพื้นทขี่ าดแคลนน้าจึงไดป้ รมิ าณผลผลติ ต่า
ซึ่งทาการวิเคราะห์ต้นทุนกิจกรรมของเกษตรกรผู้ปลูก
อ้อยอาเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ผลวิจัยพบว่าต้นทุน จากการศึกษารูปแบบกระบวนการผลิตข้าว
กิจกรรมในการผลิตอ้อย แบ่งเป็น 5 กิจกรรม คือ 1) หอมมะลิพันธุ์ 105 โดยการวิเคราะห์ต้นทุนฐานกิจกรรม
ต้นทุนการเก็บเกี่ยว 2) ต้นทุนการดูแลรักษา 3) ต้นทุน พบว่าในการผลิตข้าวมีกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด 13 ฐาน
การเตรียมพื้นที่และการเตรียมดิน 4) ต้นทุนการปลูก กิจกรรม มีต้นทุนคงที่ 99,000 บาทต่อไร่ ต้นทุนแปรผัน
และการปลกู ซ่อม และ 5) ต้นทุนการเตรยี มท่อนพันธปุ์ ลกู ทั้งหมด 7,878 บาทต่อไร่ และมีต้นทุนแฝงซึ่งได้รับการ
โดยมีต้นทุนการผลิตอ้อยรวม 26,370.79 บาทต่อไร่ สนับสนุนจากรัฐบาลและเกษตรกรด้วยกัน ในเบื้องต้น
จะเห็นได้ว่ากิจกรรมที่ทาให้เกิดต้นทุนมากที่สุด ได้แก่ เกษตรกรทาการจาหน่ายข้าวหอมมะลิในราคาประมาณ
กิจกรรมการเตรียมดิน กิจกรรมการปลูก และกิจกรรม 30-50 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาขายที่ 40 บาทต่อ
การเก็บเกี่ยว เพราะเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เครื่องจักรกล กิโลกรัม เกษตรกรสามารถคืนทุนทั้งหมดที่การปลูกข้าว
ขนาดใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับผลการวิจัยเนื่องจากเกษตรกร ท้ังหมด 39.26 ไร่ และเมื่อกาหนดราคาขายที่ 50 บาท
ไมม่ ีเคร่ืองจักรกลทางการเกษตร จุดคุม้ ทุนอยูท่ ี่ 19.33 ไร่

สรปุ ผลการวิจัย โดยสรุปจากการวิเคราะห์ต้นทุนของ
กระบวนการผลิตข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 ของเกษตรกร
การวิเคราะห์ข้อมูลกระบวนการผลิตข้าวเพื่อหา พบว่าราคาขายมีจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 33 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่ง
จุดคุ้มทุนและกาหนดราคาขายข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 ราคาขายที่ผู้ผลิตได้ตั้งไว้ ณ ปัจจุบัน คือ 30-50 บาทต่อ
ของกลมุ่ วสิ าหกจิ ชุมชมเกษตรผ่านศึก ตาบลตลกุ กลางทุ่ง กิโลกรัม จากราคาที่ผู้ผลิตตั้งไว้ ราคา 40 และ 50 เป็น
อาเภอเมืองตาก จังหวัดตาก จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ ราคาที่เหมาะสม ไม่มีการขาดทุนและอยู่ในจุดที่ได้กาไร
โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเพื่อเก็บข้อมูลที่มี ทั้งนี้เนื่องจากข้อจากัดทางด้านน้าของเกษตรกร จึงทาให้
ความสาคัญต่อการศึกษาต้นทุน อาทิ กระบวนการผลิต สามารถปลูกข้าวได้เพียงปีละ 1 ครั้ง รายได้ที่ได้จากการ
สินค้า ส่วนข้อมูลต้นทุน ต้นทุนของกระบวนการผลิตข้าว ท าการเกษตรดังกล่าวจึงเป็นรายได้ต่อปีของกลุ่ม
ขาวหอมมะลิพันธุ์ 105 เป็นต้น จากการเก็บข้อมูล เกษตรกร ดังนั้นเพื่อให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มมากข้ึน
สามารถวิเคราะห์กิจกรรมการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ จึงควรมีการส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ในกระบวนการผลิต
เพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนต่อไร่ นามาซึ่งการ
เพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มเกษตร

116

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 107-118

เอกสารอ้างอิง Muangkeaw, T. 2018. Thailand Ministry of
Agriculture and Cooperatives. [Online].
Baokhin, P. and S. Tulasombat. 2019. Analysis Available https://www.moac.go.th/news-
of Activity Based Costing of Sugar Cane preview (20 June 2018).
Farmers Phu Khiao District Chaiyaphum
Province. pp. 704-720. In The 6th Panyayingyong, S. 2010. Activity-Based
National Sustainability in Business Costing: A Case Study of a Logistics
Conference and Journal 2019. Provider. Master Thesis. Srinakharinwirot
Chiang Mai: The Empress Chiang Mai University. 121 p. [in Thai]
Hotel. [in Thai]
Pokpong, A. and S. Kaoaeant. 2015. The
Boonkamon, T., S. Naknok and W. chaosukhum. comparison between costs and returns
2017. Cost and Return Investment on the production of rice breeder seeds
Analysis of the Rice Farming RD31 Variety and paddies in Amphoe Lat Bua Luang,
of Farmers in the Area Buengthonglang Phra Nakhon Si Ayutthaya.
Subdistrict Administrative Organization King Mongkut’s Agricultural Journal
Lam Luk Ka District, Pathum Thani 33(3): 1-8. [in Thai]
Province. pp. 816-826. In Proceedings
of the 4th Phetchabun Rajabhat Rijirawanit, W. and C. Ploymeekar. 1994.
University National Conference. Engineering Economy. Bangkok:
Phetchabun: Phetchabun Rajabhat Chulalongkorn University Press. 357 p.
University. [in Thai]
Saelim, C. 2018. Activity Based Cost Analysis:
Dungtripop, W. and P. Lakkanawanit. 2018. A Case Study of a Plastic Packaging
Application of concept of activity-based Factory. Master Thesis. Siam University.
costing (ABC) in oil palm plantation 51 p. [in Thai]
costing in Nakhon Si Thammarat
province. WMS Journal of Management Srisurin, K., S. Boonguson and T. Chaikratok.
Walailak University 7(Special issue): 2017. Cost and Return of Off-season
54-73. [in Thai] Rice: A Case Study of Baan Hee, Moo.3,
Kham Charoen Sub-district, Trakan Phuet
Karakret, N. 2009. A Study on the future Phon District, Ubonratchathani Province.
image of mass media in the role to pp. 1201-1210. In Proceedings of the
promote the value of Thai Jasmine 2th Ratchathani University National
rice. 93 p. In Research Report. Conference. Ubon Ratchathani: Ubon
Pathum Thani: Rajamangala University Ratchathani University. [in Thai]
of Technology Thanyaburi. [in Thai]

117

วารสารวจิ ยั และสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 107-118

Thipbharos, P., P. Siripanich and W. Phuangsap. Yampean, P. 2006. Engineering Economy.
2018. Costs, returns, and household Bangkok: SE-EDUCATION. 311 p.
commercialization index of certified [in Thai]
organic rice in Thailand. Suthiparithat
Journal 32(104): 128-142. [in Thai] Yawichai, P., J. Wongkeaw, T. Thongkhum and
T. Satchaeathee. 2018. Cost and return
Thongkham, N. 2012. Production Economic on rice RD15 farming by the farmers
and Marketing of Paddy Rice in Pong Srinakron village, Rong Chang
in Phattalung. Master thesis. Prince sub-district, Pa Daet district, Chiang Rai
of Songkla University. 90 p. [in Thai] province. Business Review 10(1): 7-24.
[in Thai]
Tummanon, W. and T. Wattanasupachock. 2001.
Activity-based Costing. Bangkok: Ionic
Press. 302 p.

118

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 119-129

กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดขา้ วอนิ ทรีย์ ตาบลลวงเหนือ อาเภอดอยสะเกด็ จงั หวัดเชียงใหม่
Marketing Mix Strategy of Organic Rice in Luang Neua Sub-district
Doi Sa Ket District, Chiang Mai

เกศสดุ า สทิ ธสิ ันตกิ ลุ 1* บัญจรตั น์ โจลานนั ท์2 กญั ชลิกา คงย่อง1 ขนิษฐา เสถยี รพีระกุล1 น้าเพช็ ร วนิ จิ ฉัยกลุ 1
นนั ทพรรด์ิ นติ ยพงศช์ ัย1 พรศักดิ์ โพธอิ โุ มงค์1 พมิ พ์ชนก สังข์แกว้ 1 และปรารถนา ยศสุข3

Katesuda Sitthisuntikul1*, Banjarat Jolanun2, Kanchalika Kongyong1, Kanitta Satienpeerakul1
Numpet Vinichaikul1, Nantapat Nittayapongchai1, Pornsak Phothiumong1
Pimchanok Sangkaew1 and Pradtana Yossuck3

1คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลยั แมโ่ จ้ เชยี งใหม่ 50290
2คณะวิศวกรรมสิง่ แวดล้อม มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลลา้ นนาเชยี งใหม่ เชยี งใหม่ 50300

3วิทยาลยั บรหิ ารศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ เชยี งใหม่ 50290
1Faculty of Economics, Maejo University, Chiang Mai, Thailand 50290
2Faculty of Engineering, Rajamangala University of Technology Lanna, Chiang Mai, Thailand 50300
3School of Administrative Studies, Maejo University, Chiang Mai, Thailand 50290

*Corresponding author: [email protected]

Abstract Received: January 21, 2020
Revised: August 03, 2020
Accepted: August 25, 2020

This study aimed to investigate marketing type and analyze marketing mix strategy of organic
rice at Luang Neua sub-district, Doi Sa Ket district, Chiang Mai. Data were derived by interview, focus
group and participatory observation. The result indicated four types of marketing; producer marketing
which producers and producers exchanged production materials and products, consumer marketing
which retailed organic rice for consumers, mediator marketing which mediators bought organic rice form
producers for further selling, and learning marketing which customers wanted to learn how to produce
organic rice. In addition, under the elements of marketing mix strategy of organic rice, products consisted
of production materials, paddy rice, and milled rice. Place included producer’s house, market fair inside
and outside community, participating in exhibition, direct sell, online media, and private or government
mediators. Price was determined by product types, heredity of milled rice, selling types of milled rice,

119

วารสารวจิ ยั และส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 118-129

package of milled rice, and selling distance of milled rice. Promotion was also used by face to face
selling, giving business card, online selling, organizing learning activities, free distribution, and telling
experience.

Keywords: marketing, organic rice, marketing mix strategy

บทคดั ยอ่ คานา

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสารวจลักษณะ นานาประเทศให้ความสาคัญกับการส่งเสริมการ
ตลาดข้าวอินทรีย์และวิเคราะห์กลยุทธ์ส่วนประสมทาง ปลูกข้าวอินทรีย์ ด้วยเชื่อว่าเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะนาไปสู่
การตลาดข้าวอินทรีย์ ตาบลลวงเหนือ อาเภอดอยสะเก็ด การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
จังหวัดเชียงใหม่ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการ ขณ ะ ท ี ่ ม ี โ อกา สใน การขย าย การส่ ง ออกข้ าว อิ นท รีย์ สู่
สัมภาษณ์ การประชุมกลุม่ ยอ่ ย และการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม ตลาดโลกโดยเฉพาะในทวีปเอเชีย (Hossain et al.,
ผลการวิจัยพบลักษณะตลาด 4 ลักษณะ ได้แก่ ตลาด 2007) อีกทั้งรัฐบาลไทยให้การส่งเสริมและสนับสนุน
ผู้ผลิตซึ่งเป็นการซื้อขายปัจจัยการผลิตและผลผลิต การตลาดข้าวอินทรีย์ โดยกาหนดไว้ในยุทธศาสตร์การ
ระหว่างผู้ผลิตกับผู้ผลิต ตลาดผู้บริโภคซึ่งเป็นตลาดขาย พัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2559−2564 โดยมี
ปลีกของผู้ขายและผู้บริโภค ตลาดคนกลางซึ่งผู้ผลิตขาย กลยุทธ์สาคัญ คือ การผลักดันให้ผลผลิตอินทรีย์ผ่านการ
ข้าวให้กับคนกลางเพื่อไปจาหน่ายต่อ และตลาดการ รับรองมาตรฐาน การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเกษตร
เรียนรู้ซึ่งเกิดจากลูกค้าที่ต้องการเรียนรู้การผลิตข้าว อินทรีย์แก่ผู้บริโภค และส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตร
อินทรีย์ ส่วนกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด ด้าน อินทรีย์ และบริการที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ
ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ปัจจัยการผลิต ข้าวเปลือก ข้าวสีแล้ว แนวทางนี้มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเสริมสร้าง
ด้านการจัดจาหน่าย ได้แก่ บ้านผู้ผลิต ตลาดนัดในชุมชน ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และการแข่งขนั ไดอ้ ย่างยั่งยืน
และนอกชุมชน การออกบูธ การขายตรง การสื่อสารผ่าน ในแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาตฉิ บบั ท่ี 12 พ.ศ.
โทรศัพท์และส่ือออนไลน์ และการจาหน่ายใหห้ น่วยรับซื้อ 2560−2564 ซึ่งระบุถึงการยกระดับมาตรฐานของสินค้า
กลาง ด้านราคา ได้แก่ การกาหนดราคาตามลักษณะ การเกษตรและอาหาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการ
ผลิตภัณฑ์ ตามพันธุ์ข้าว ตามลักษณะการขายข้าวสาร แข่งขัน ทั้งน้ีประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวอินทรีย์ได้
ตามบรรจุภัณฑ์ข้าวสาร และตามระยะทางการขาย มากกว่าข้าวสารทั่วไปร้อยละ 25-30 โดยเฉพาะข้าวขาว
ข้าวสาร และด้านการส่งเสริมการตลาด ได้แก่ การเสนอ ดอกมะลิ 105 อินทรีย์ ตลาดสาคัญอยู่ในยุโรป รองลงมา
ขายแบบเผชิญหน้า การแจกนามบัตร การเสนอขายบน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ขณะท่ี
ส่อื ออนไลน์ การจดั กจิ กรรมเรยี นรู้ การแจกหรอื แถม และ สัดส่วนตลาดขา้ วอินทรีย์ในประเทศมีเพียงร้อยละ 4 ของ
การบอกเลา่ ประสบการณต์ รง ปริมาณการผลิตข้าวอินทรีย์ทั้งหมด โดยจาหน่ายผ่าน
ตลาดโมเดริ ์นเทรดและช่องทางขายตรง ซึ่งมีราคาสงู ตาม
คาสาคัญ: การตลาด ขา้ วอนิ ทรีย์ กลยุทธ์สว่ นประสม มาตรฐานการสง่ ออก และตลาดในชมุ ชนซงึ่ เปน็ แหล่งผลติ
ทางการตลาด และจาหนา่ ยในราคาที่ยอ่ มเยา (Yotkaew, 2017)

120

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 119-129

เนื่องด้วยตลาดมีความสาคัญต่อการแลกเปลี่ยน ข้าวอินทรีย์ และวิเคราะห์กลยุทธ์ส่วนประสมทาง
สินค้า และบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของ การตลาดข้าวอินทรีย์ในตาบลลวงเหนือ ซึ่งประกอบไปด้วย
ผู้บริโภคและการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงจาเป็นต้องมีการ ผลติ ภณั ฑ์ (Product) การจดั จาหนา่ ย (Place) ราคา (Price)
พัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าและ และการส่งเสริมการขาย (Promotion) ผลการวิจัย
บริการ ทั้งนี้ส่วนประสมทางการตลาดเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ จะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้ประกอบการ
สามารถนามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ศึกษา และในพื้นที่อื่นที่ประสบกับ
ทางการตลาดข้าวอินทรีย์ (Santiwong, 2013) โดยมี ปัญหาด้านการตลาดข้าวอินทรีย์ รวมทั้งเป็นแนวทาง
การศึกษากลยุทธ์การตลาดข้าวอินทรีย์ของกลุ่มวิสาหกิจ การส่งเสริมตลาดข้าวอินทรีย์แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ชุมชนรว่ มใจโนนคอ้ ทงุ่ จังหวัดอานาจเจรญิ ประกอบด้วย อันเป็นความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตร
การกาหนดราคาจากต้นทุนการผลิตที่มีความใกลเ้ คียงกับ อนิ ทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2559−2564
ราคาของเครือข่าย ส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้น มีข้าว
กล้อง 10 รูปแบบ และข้าวกล้องอินทรีย์ 4 ชนิด ท่ีผ่าน วิธดี าเนินการวิจยั
การรบั รองมาตรฐานข้าวอนิ ทรีย์และเปน็ สนิ คา้ โอทอประดับ
4 ดาว สาหรับช่องทางการจัดจาหน่ายนั้นสามารถจัด ขอบเขตเน้อื หา
จาหน่ายให้กับลูกค้ารายใหญ่โดยการสนับสนุนของรัฐ การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพท่ีมุ่งเน้น
และมีการส่งเสริมการตลาดโดยการประชาสัมพันธ์สินค้า
ผ่านหน่วยงานรัฐ บริษัท ลูกค้า และการจัดนิทรรศการท่ี คน้ หาในสองประเด็น ประเดน็ แรก คอื ลกั ษณะตลาดของ
ภาครัฐใหก้ ารสนบั สนนุ (Klarnkleung, 2013) นอกจากนี้ ข้าวอินทรีย์ ภายใต้แนวคิดการตลาดซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้ซ้ือ
Sutthiyotin (2015) ยังพบวา่ ประสิทธภิ าพการตลาดข้าว และผู้ขายได้มาพบปะกันเพื่อตกลงแลกเปลี่ยนสินค้าและ
อินทรีย์ของเกษตรกรในเขตภาคเหนือตอนบนขึ้นอยู่กับ บริการ (Rungreaungphon, 2009) โดยผู้ซื้อ หมายถึง
อายุ ระดับการศึกษา อาชีพเสริม ระยะเวลาการเป็น ผู้บริโภคทั่วไป พ่อค้าหรือแม่ค้าคนกลาง นักธุรกิจเอกชน
สมาชิกกลุ่มเกษตรกร การได้รับการอบรมเกษตรอินทรีย์ และองค์กรกลางรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร รวมทั้งผู้ที่
การได้รับการรับรองมาตรฐาน การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สนใจเรียนรู้ดา้ นการผลิตข้าวอนิ ทรีย์ ส่วนผูข้ าย หมายถึง
ออนไลน์ การมีตาแหน่งในชุมชน และประสบการณ์การ ผู้ผลติ หรือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรยี ์ หรือผูป้ ระกอบการ
ปลูกข้าวอินทรีย์ สาหรับรูปแบบการตลาดควรคานึงถึง ข้าวอินทรีย์ที่นาข้าวอินทรีย์ไปแปรรูป อีกประเด็นหนึ่ง
การสร้างความแตกต่าง การสร้างค่านิยม การสร้างความ คือ กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดข้าวอินทรีย์ตาม
เชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค การสร้างความสัมพันธ์ และกลยุทธ์ องค์ประกอบหลักของส่วนประสมทางการตลาด 4 Ps
ตลาดข้าวอินทรีย์ท่ีครอบคลุมกลยุทธ์เกี่ยวกับเกษตรกร ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (Product) การจัดจาหน่าย (Place)
ผลิตภัณฑ์ การส่อื สาร และการบริโภค ราคา (Price) และการส่งเสริมการตลาด (Promotion)
(Etzel et al., 2004)
ในพื้นท่ีตาบลลวงเหนือ อาเภอดอยสะเก็ด
จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งผลิตข้าวอินทรีย์ที่สาคัญแห่ง ขอบเขตพนื้ ที่และกลุ่มเปา้ หมาย
หนึ่งในจังหวัด และมีการจัดจาหน่ายข้าวอินทรีย์ผ่าน คณ ะ ผ ู้ว ิจ ัย ด า เน ิน กา รว ิจ ัย ใน พ ื้น ท ี่ของ ก ลุ่ ม
ตลาดชุมชนเป็นหลัก โดยกลุ่มเกษตรกร แม้จะมีโอกาส
ของการพัฒนาตลาดข้าวอินทรีย์จากการขยายตัวของ เกษตรกรอินทรีย์ ตาบลลวงเหนือ อาเภอดอยสะเก็ด
เมือง แต่ยังมีข้อจากัดของการขยายตลาดข้าวอินทรีย์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวอินทรีย์หนึ่งที่
ดังน้ันการวิจัยน้ีจึงมีวตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื สารวจลกั ษณะตลาด สาคัญของจังหวัดเชียงใหม่ และมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว
อินทรีย์ทีม่ ีประสบการณ์ปลูกและจัดจาหน่ายข้าวอินทรีย์

121

วารสารวิจัยและสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(2): 118-129

มากว่า 10 ปี กลุ่มเป้าหมายของการดาเนินงานประกอบ กาหนดรหสั การจดั กลมุ่ และเปรยี บเทยี บข้อมูล แลว้ เรียบ
ไปด้วยเกษตรกรผ้ปู ลูกขา้ วอนิ ทรีย์และสมาชิกในครัวเรอื น เรียงเปน็ เนอ้ื หาเชิงบรรยายเกี่ยวกับลกั ษณะการตลาดขา้ ว
จานวน 12 คน ผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์และผู้เกี่ยวข้อง อนิ ทรีย์ และกลยทุ ธ์ส่วนประสมทางการตลาดข้าวอินทรีย์
กับการผลิตหรือการแปรรูป จานวน 9 คน ผู้ซื้อและ (Juntawanich, 2003)
ผู้บริโภคข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์แปรรูปในชุมชน
จานวน 30 คน และผูบ้ ริหารและเจา้ หน้าท่ีเทศบาลตาบล ผลการวจิ ัย
ลวงเหนือ จานวน 3 คน
ลกั ษณะตลาดข้าวอนิ ทรยี ์
ขอบเขตระยะเวลา ผลการสารวจตลาดข้าวอินทรีย์พบตลาด 4
การดาเนินงานวิจัยอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม
ลักษณะ ดงั ตอ่ ไปนี้
พ.ศ. 2561 ถงึ กนั ยายน พ.ศ. 2562 ลกั ษณะตลาดผู้ผลติ หรือผปู้ ระกอบการ

การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ตลาดลักษณะนี้เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดข้ึน
ทาการเก็บรวบรวมข้อมูลตามระเบียบวิธีการ ระหว่างผู้ผลิตกับผู้ผลิต หรือผู้ประกอบการที่อยู่ในชุมชน
ตาบลลวงเหนือ ผู้ผลิตมีความหมายครอบคลุมถึงผู้เป็น
วิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีการสัมภาษณ์ และมีการเลือกผู้ที่ เจ้าของปัจจัยการผลิตข้าวอินทรีย์ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว
สามารถให้ข้อมูลได้อย่างเฉพาะเจาะจงผ่านการสุ่มอย่าง อินทรยี ์ และผู้แปรรปู ขา้ วอนิ ทรีย์ ความตอ้ งการท่แี ตกตา่ ง
เฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ได้แก่ เกษตรกร กันของผู้ผลิตนามาซึ่งตลาดปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นตลาด
ผู้ปลูกข้าวอินทรยี ์และสมาชิกในครัวเรือน ผู้ประกอบการ ของเจ้าของปัจจัยการผลิตรายใหญ่ซึ่งอยู่ที่ศูนย์เรียนรู้
ข้าวอินทรีย์และผู้เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการแปรรูป เกษตรอินทรีย์บ้านเย็นตา หมู่ 6 บ้านสันทราย เจ้าของ
ผู้ซื้อหรือผูบ้ ริโภคข้าวอินทรีย์ และผู้บริหารและเจ้าหน้าท่ี ศูนย์ฯ เป็นหัวหน้ากลุ่มเกษตรอินทรีย์ หมู่ 6 ที่พยายาม
เทศบาลตาบลลวงเหนือ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับลักษณะ ส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์เพื่อให้คนในตาบลลวงเหนือ
การตลาดและกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดข้าว ได้บรโิ ภคข้าวที่มปี ระโยชนต์ ่อสขุ ภาพ รวมท้ังรวบรวมและ
อินทรีย์ด้วยแบบสมั ภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structure รบั ซ้อื ผลผลิตอินทรยี ส์ ู่ตลาดผูซ้ อื้ การสนับสนนุ เมล็ดพันธ์ุ
interview) นอกจากนี้ยังมีการจัดประชุม กลุ่มย่อย และปุ๋ยชีวภาพแก่สมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์ฯ และ
(Focus group) กับกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์และหน่วยงาน เกษตรกรท่ัวไปในชุมชนทต่ี อ้ งการปลูกข้าวอินทรยี ์ ซ่ึงเปน็
ที่เกี่ยวข้องครั้งละ 5-10 คน จานวน 5 ครั้ง เพื่อเก็บ ผู้ผลิตรายย่อย โดยการแลกเปลี่ยนกับผลผลิตที่เป็น
รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะการตลาดข้าวอินทรีย์และ ข้าวเปลือกตามที่จะตกลงกัน เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมนิล
กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดข้าวอินทรีย์ รวมทั้งใช้ 1 กระสอบแลกข้าวเปลือก 1 กระสอบ เป็นต้น อีกตลาด
ว ิ ธี ก า ร ส ั ง เ ก ต อ ย ่ า ง ม ี ส ่ ว น ร ่ ว ม ( Participatory ทเ่ี กิดข้ึน คือ ตลาดผลผลติ อนิ ทรยี ์ ซง่ึ เป็นตลาดของผู้ผลติ
observation) เช่น การเยี่ยมชมตลาดข้าวอนิ ทรีย์ เปน็ ตน้ ข้าวอินทรีย์ที่ต้องการผลผลิตอินทรีย์เพิ่มเติมจากที่มีอยู่
โดยเฉพาะข้าวเปลือกอินทรีย์เพื่อรองรับความต้องการ
การวิเคราะหข์ ้อมลู ของผู้ซื้อของตนเองในตลาด ผู้ผลิตที่มีข้าวสารหรือ
คณะผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ข้าวเปลือกอินทรีย์ไม่เพียงพอสาหรับการจาหน่าย จะไป
ขอซื้อข้าวเปลือกจากผู้ผลิตข้าวรายอื่นในชุมชนตาบล
(Content analysis) โดยการถอดเทปข้อมูลที่ได้จากการ ลวงเหนือ เพื่อนาไปสีเป็นข้าวสารและนาเข้าสู่ตลาดผู้ซ้ือ
สัมภาษณ์ การจัดประชุมกลุ่มย่อย จากนั้นจึงนาข้อมูล ทั้งนี้ ผู้ผลิตจะเลือกซื้อจากผู้ปลูกข้าวที่ตนเองมั่นใจว่า
ที่ได้มาวิเคราะห์ร่วมกับการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม โดยการ
122

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 119-129

มีการทาอินทรีย์อย่างจริงจังโดยไม่ได้ลักลอบใช้สารเคมี ต่างจังหวัด ผู้ผลิตมักเผชิญกับคู่แข่งในตลาดนอกชุมชน
เจอื ปน บางรายไปขอซ้ือเครอื ขา่ ยเกษตรกรอินทรีย์ซ่งึ เป็น จากการให้ราคาท่ีย่อมเยากว่าจนเกิดการตดั ราคากนั เอง
คู่ค้านอกชุมชน เช่น เครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์อาเภอ ลกั ษณะตลาดคนกลาง
แม่แตง และเครือข่ายเกษตรกรอินทรยี ์อาเภอสันกาแพง
ต ล า ด ลั ก ษณ ะ นี้ เป็ นกา รท ี่ ผู้ ผลิ ตหรือ
นอกจากนี้ยังพบตลาดแปรรูป ซึ่งเป็นตลาดของ ผู้ประกอบการขายข้าวอินทรีย์กับคนกลางเพื่อนาไป
ผู้ประกอบการแปรรูปที่ต้องการข้าวอินทรีย์เป็นวัตถุดิบ จาหน่ายต่อ คนกลางมีความสาคัญในแง่ของการเปิดและ
จึงเกิดการซื้อขายข้าวอินทรีย์กับผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ ขยายตลาดข้าวอินทรยี ์ไปยังกลุ่มคนใหม่ๆ ที่ผู้ผลิตไม่ร้จู กั
ผู้ประกอบการแปรรูปรายใหญ่ กล่าวคือ กลุ่มแปรรูป หรือไม่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งช่วยลดข้าวอินทรีย์คงค้างใน
สมุนไพรซื้อข้าวอินทรีย์แท้ที่ไร้สิ่งเจือปน และผ่านการ ยุ้งฉางจากการกระจายสินค้าที่รวดเร็วและกว้างขวางมาก
รับรองมาตรฐานเป็นวัตถุดิบในการทาลูกประคบแปรรูป ขึน้ ประเภทของคนกลางท่ีพบในระบบตลาดประกอบดว้ ย
สมุนไพรเพื่อส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น และผู้ประกอบ พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ซึ่งมักสั่งซื้อไปจาหน่ายต่อให้กับ
ธุรกิจในตาบลลวงเหนือ เช่น ร้านนวดทิพย์ธารา เต๋า ผู้บริโภคครั้งละไมเ่ กิน 30 กิโลกรัม ในราคาที่ใกล้เคียงหรือ
การ์เดนท์ เฮลธ์ สปาแอนด์รีสอร์ท รวมไปถึงการนาข้าว เท่ากับราคาขายปลีก แล้วนาไปเพิ่มราคาเองตามต้นทุน
อินทรีย์ที่ปลูกเองไปทาขนมขาย เช่น ขนมข้าวต้ม ข้าว ในราคาขายปลีกแก่ผู้ซื้อ รวมทั้งนักธุรกิจเอกชนซึ่งเป็น
เหนยี วกล้วย ถ่ัวแปบ เป็นตน้ ผู้ซื้อข้าวเปลือกอินทรีย์จากผู้ผลิตเพื่อนาไปพัฒนาและ
ลักษณะตลาดผบู้ ริโภค จาหน่ายต่อ และการนาข้าวเปลือกไปขายให้กับโรงสีข้าว
เอกชนหรือห้างหุ้นส่วนจากัด (หจก.) เชียงใหม่อินเตอร์ไรซ์
ตลาดลักษณะนี้เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดข้ึน ในตาบลสันปูเลย อาเภอดอยสะเก็ด เป็นต้น คนกลาง
โดยตรงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายข้าวอินทรีย์ในรูปแบบการ อีกประเภทหนึ่ง คือ องค์กรกลางซึ่งได้รับการสนับสนุน
ขายปลีก ในที่น้ีผู้ซื้อหมายถึงผู้บริโภค และผู้ขายหมายถึง จากรัฐ เป็นแหล่งรับซื้อข้าวเปลือกอินทรีย์จากเกษตรกร
ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการ ตลาดเกิดขึ้นในชุมชนและนอก ทีต่ อ้ งการขายเหมาแม้จะไดร้ าคาค่อนข้างต่า เชน่ สหกรณ์
ชุมชนโดยไม่มีต้นทุนค่าสถานที่ ตลาดในชุมชนจาแนกได้ การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา จากัด ทั้งนี้มีการกาหนด
เป็นตลาดที่บ้านซึ่งผู้บริโภคเข้าไปซื้อข้าวอินทรีย์จาก ราคาตามราคาขายปลีก ราคาตลาด และตามแต่ตกลง
ผู้ผลิตโดยตรง การนาสินค้าไปส่งตามคาสั่งซื้อที่บ้านของ และมีรูปแบบการจัดส่งสินค้าโดยการเข้าไปรับสินค้าเอง
ผู้ซื้อหรือสถานที่ราชการใกล้บ้าน รวมทั้งตลาดนัดในตาบล การนัดรบั สนิ คา้ ในจดุ ทีใ่ กลบ้ า้ นผ้ผู ลิต และการส่งสนิ คา้ ถึงที่
ที่ได้รับการสนับสนุนโดยเทศบาลตาบลลวงเหนือ ได้แก่ ลกั ษณะตลาดการเรียนรู้
ตลาดไทลื้อ ตาบลลวงเหนือ ช่วงเย็นทุกวันพุธและศุกร์
ตลาดนัดหนา้ โรงยิมเทศบาลตาบลลวงเหนือช่วงเย็นทกุ วนั ตลาดลักษณะน้ีเกิดขึ้นบนความต้องการการ
พุธและวันศุกร์ ตลาดนัดช่วงบ่ายทุกวันจันทร์ในเทศบาล เรียนรู้ของลูกค้าด้านการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยที่ผู้ผลิตใช้
ตาบลลวงเหนือ นอกจากนี้ยังมีตลาดนอกชุมชนโดยการ นาข้าวอินทรีย์เป็นแหล่งเรียนรู้ ผู้ที่ต้องการเรียนรู้มาจาก
สนับสนุนของเครือข่ายและหน่วยงานรัฐ เช่น ตลาดนัด ทั้งในและนอกพื้นที่ เช่น ผู้นาชุมชน นักเรียน นักศึกษา
ช่วงเย็นทุกวันอังคารและศุกร์ หน้าสานักงานเกษตรอาเภอ คณาจารย์ และหน่วยงานราชการ เป็นต้น แหล่งเรียนรู้
ดอยสะเก็ดในตาบลสันปูเลย ตลาดนัดเครือข่ายเกษตร ที่มีชื่อเสียงคือ ศูนย์เรียนรู้บ้านเย็นตาเกษตรอินทรีย์ หมู่ 6
อินทรีย์จังหวัดเชียงใหม่ในอาเภอสันทรายและอาเภอ ต ล า ด แ บ บ น ี ้ ผ ู ้ ผ ล ิ ต ก ั บ ล ู ก ค ้ า จ ะ ร ่ ว ม ก ั น ป ฏิ บ ั ต ิ แ ล ะ
เมืองเชียงใหม่ การออกบูธตามที่ได้รับเชิญจากกรม แลกเปลี่ยนความรู้จากการเข้าไปเยี่ยมหรือศึกษาดูงาน
ส่งเสริมการเกษตรและสานักงานอุตสาหกรรม รวมไปถึง องค์ความรู้เปรียบเสมือนสินค้าท่ีนารายได้แก่เจ้าของ
การที่ผู้บริโภคตดิ ตอ่ ส่ังซือ้ จากตา่ งตาบล ต่างอาเภอ และ แหล่งเรียนรู้จากการเป็นวิทยากร การจัดเตรียมอาหาร

123

วารสารวิจยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(2): 118-129

สถานที่ และที่พัก นอกจากนี้ยังสามารถจาหน่ายข้าว กล้วย ขนมถั่วแปบ ขนมเทียน และขนมสอดไส้ เป็นต้น
อินทรีย์ให้กับลูกค้าที่จะนาไปบริโภคในครัวเรือนหรือ รวมทั้งการทาถุงผ้าประคบสมุนไพรผสมธัญพืชและข้าว
นาไปเป็นของฝาก อีกทั้งการตลาดแบบน้ียังสามารถสร้าง อนิ ทรยี ์เพ่อื ชว่ ยเพิม่ ความร้อนไดย้ าวนานขึ้น
ความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าต่อคุณภาพของข้าวอินทรีย์จาก การจัดจาหน่าย (Place)
การสัมผัสด้วยตาและการลงมือทา รวมไปถึงเป็นช่องทาง
หนึ่งของการประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ การขยาย ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์พันธุ์
เครือข่ายผู้ผลิตและผู้ซื้อข้าวอินทรีย์ให้กว้างขวางยิ่งข้ึน ต่างๆ ผ่านช่องทางการจัดจาหน่ายที่หลากหลาย
จากการพบปะพูดคุยและแลกเปล่ียนความรู้ซ่ึงกันและกัน โดยทั่วไปผู้ผลิตจะจัดจาหน่ายข้าวสารอินทรีย์ที่ไม่ได้
บรรจุถุงอัดสูญญากาศให้หมดภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนท่ี
สว่ นประสมการตลาดขา้ วอินทรยี ์ มอดจะขึ้น ส่วนข้าวสารอินทรีย์ที่มีการบรรจุถุงอัด
ผลการวิเคราะห์ส่วนประสมทางการตลาดข้าว สูญญากาศจะสามารถยืดอายุการจัดจาหน่ายได้นานข้ึน
กว่าเดิม ทั้งนี้ต้องจัดจาหน่ายให้หมดเร็วที่สุดก่อนจะ
อินทรยี ์ มีรายละเอียดดังน้ี กลายเป็นข้าวเก่าภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยมีช่อง
สนิ คา้ หรอื ผลิตภัณฑ์ (Product) ทางการจัดจาหนา่ ย ไดแ้ ก่

ผลิตภัณฑ์ท่ีน ามาจัดจ าหน่ายกันในตลาด - บ้านของผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ โดยมีผู้ผลิตด้วยกนั
ประกอบด้วย ปัจจัยการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยจาหน่าย และนักธุรกิจเอกชนเข้าไปรับซื้อข้าวเปลือกเอง มีผู้ซ้ือ
ใหก้ บั เกษตรกรท่ตี ้องการผลติ ขา้ วอินทรีย์ในตาบลลวงเหนือ ในชุมชนและคนกลางเข้าไปรับซื้อข้าวที่สีแล้วเพื่อบริโภค
ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าวหลากชนิด ปุ๋ยชีวภาพ และ และจดั จาหนา่ ยต่อ เป็นต้น
สารชีวภาพกาจัดศัตรูพืช ถัดมาเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท
ข้าวเปลือกอินทรีย์พันธุ์ต่างๆ ซึ่งผู้ผลิตจาหน่ายให้กับ - สถานที่จัดจาหนา่ ยสนิ คา้ แก่ผู้ซือ้ ทั่วไป ซึ่งแบง่
ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการ คนกลางหรือองค์กรกลางที่ ออกเป็นตลาดนัดในชุมชนตาบลลวงเหนือ โดยการ
ต้องการนาข้าวเปลือกอินทรีย์ไปแปรรูปหรือจัดจาหน่ายต่อ ส น ับ ส น ุน ของ เท ศบ า ล ต า บ ล ล ว ง เหน ื อบ ริ เว ณ โ ร ง ยิ ม
และสุดท้าย คือ ผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์พันธุ์ต่างๆ ที่ผ่าน เทศบาล หน้าสานักงานเทศบาล และใกล้วัดศรีมุงเมือง
การสีแล้ว เช่น ข้าวเหนียวดาดอยสะเก็ด ข้าวเหนียว หมู่ 4 บ้านไทลื้อ ตลาดนัดของอาเภอดอยสะเก็ด ตลาด
สันป่าตอง ข้าวกล้องหอมมะลิ 105 ข้าวหอมนิล ข้าวไรซ์ เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดเชียงใหม่ และการ
เบอรี ข้าว กข แม่โจ้ และข้าวทับทิมชุมแพ เป็นต้น โดย ออกบูธตามคาเชิญของหน่วยงานต่างๆ ทั้งในจังหวัด
พบว่ามีผลิตภัณฑ์ข้าวสารอินทรีย์หลายรูปแบบที่จัด เชียงใหม่และต่างจังหวัด เช่น ห้างสรรพสินค้า สานักงาน
จาหน่ายอยู่ในตลาด ได้แก่ การขายปลีกโดยการตักแบ่ง อุตสาหกรรมจงั หวดั เชียงใหม่ เป็นตน้
ขายเป็นกิโลกรัมตามความต้องการของผู้ซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่
จะนาไปบริโภค การบรรจุกระสอบๆ ละ 5 กิโลกรัม ซึ่ง - การขายตรงโดยการอธิบายหรือบอกเล่า
เหมาะสาหรับคนกลางท่ีนาสินค้าไปจาหน่ายต่อ การใส่ เรื่องราวการทานาอินทรีย์ให้กับผู้ซื้อโดยตรง ผู้ซื้อในที่น้ี
บรรจุภัณฑ์แบบอัดสูญญากาศและไม่อัดสูญญากาศใน มกั เป็นคนรูจ้ กั กันหรอื เพอื่ นในที่ทางาน ผผู้ ลติ จะนาสินค้า
ถุงพลาสติกใสถุงละ 1 กิโลกรัม พร้อมกับติดตราสินค้าและ ไปส่งให้เม่ือมีการส่งั ซอ้ื โดยตรงกับผู้ผลติ เท่าน้นั
ทอี่ ย่ตู ิดต่อ ซ่งึ เหมาะกบั ผู้บริโภคนอกชมุ ชนทม่ี ีกาลงั ซอ้ื สงู
และผซู้ ือ้ ท่ตี ้องการนาไปเปน็ ของฝาก รวมทั้งการทาสินค้า - การสื่อสารทางโทรศัพท์ และการส่งข้อความ
แปรรปู จากขา้ วอินทรยี ์ ทงั้ ท่เี ปน็ การแปรรูปสด เช่น ขนม ผ่านสื่อออนไลน์ (ไลน์ และเฟซบุ๊ก) เพื่อสั่งซื้อสินค้า
หลังจากไดร้ ับคาสง่ั ซอ้ื แลว้ ผผู้ ลิตจะจัดการสง่ สินคา้ ใหก้ ับ
ผู้ซื้อปลายทางโดยใช้บริการไปรษณีย์หรือบริษัทจัดส่ง
พัสดุ เช่น บริษัท Kerry Express อย่างไรก็ตามบริษัท

124

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 119-129

จัดส่งพัสดุเป็นที่นิยมมากกว่าเนื่องจากมีต้นทุนการขนสง่ 5-10 บาท เช่น ข้าวไรซ์เบอรีและหอมนิล ขายราคาส่ง
ต่าและอยู่ใกล้กว่าไปรษณีย์ บางรายมีการนัดหมายส่ง กิโลกรัมละ 40 บาท ราคาขายปลีกกิโลกรัมละ 50 บาท
สนิ ค้าในชมุ ชน เปน็ ต้น เปน็ ต้น

- การนาไปจาหน่ายให้กับหน่วยรับซื้อกลาง - การกาหนดราคาตามบรรจุภัณฑ์ของข้าวสาร
โดยตรง เชน่ โรงสีข้าวเอกชน โรงสขี ้าวของเทศบาลตาบล ข้าวสารที่ใส่บรรจุภัณฑ์สูญญากาศโดยไม่ติดแบรนด์
ลวงเหนือ และสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา สามารถจาหน่ายได้ที่ราคากิโลกรัมละ 60 บาท ขณะที่
จากดั เปน็ ต้น ข้าวสารใส่บรรจุภัณฑ์สูญญากาศและติดแบรนด์สามารถ
การกาหนดราคา (Pricing) จาหน่ายไดท้ ่ีราคากิโลกรัมละ 75 บาท

ผู้ผลิตข้าวอินทรีย์อาศัยการคานวณต้นทุนการ - การกาหนดราคาตามระยะทางการขายข้าวสาร
ผลติ เปน็ หลักในการกาหนดราคาทพี่ อจะมีกาไร ซ่งึ รวมค่า ราคาขายข้าวสารในชุมชนตาบลลวงเหนือ ที่มีระยะทาง
เมล็ดพันธุ์ ค่าสารชีวภาพ ค่าไถนา ค่าเก็บเกี่ยวข้าว ค่าสี ใกล้จะถูกกว่าการนาไปขายต่างอาเภอหรือต่างจังหวัด
ข้าว และค่าบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ขณะเดียวกันมีการ เนื่องจากจาเป็นต้องบวกค่าเดินทาง เช่น ข้าวไรซ์เบอรี
พิจารณาราคาขายในตลาด กาลงั ซอ้ื ของลกู ค้า และต้นทนุ แบ่งขายในตาบลลวงเหนือ ราคากิโลกรัมละ 50 บาท
การขนส่งร่วมด้วย โดยภาพรวมผลผลติ ข้าวอนิ ทรยี ์มรี าคา ขณะที่ราคาขายต่างอาเภอกิโลกรัมละ 65 บาท เป็นต้น
สูงกว่าข้าวทั่วไป ซึ่งเป็นมูลค่าเพิ่มจากความใส่ใจต่อการ นอกจากนี้ยังมีการบวกค่าขนส่งตามราคาค่าส่งของจริง
ผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และคุณค่าที่มีต่อสุขภาพ ให้กบั ผูส้ ่ังซอ้ื ทางไปรษณีย์หรอื บริษัทจัดส่งพสั ดุ
ที่ดีกว่าในการบริโภคข้าวไร้สารเคมี ในการกาหนดราคา การสง่ เสรมิ การตลาด (Promotion)
สนิ คา้ นนั้ มคี วามแตกตา่ งตามปจั จัยต่อไปน้ี
ผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ใช้วิธีการต่างๆ เพื่อสื่อสาร
- การก าหนดราคาตามลักษณะผลิตภัณฑ์ นาเสนอ กระตุ้น และเชิญชวนให้คนหันมาสนใจสินค้า
กล่าวคือ ข้าวเปลือกมรี าคาถูกกว่าข้าวสารเนื่องจากไม่ได้ ห ร ื อ ผ ล ิ ต ภ ั ณ ฑ ์ ข ้ า ว อ ิ น ท ร ี ย ์ สู่ ก า ร ต ั ด ส ิ น ใ จ เ ล ื อ ก ซื้ อ
รวมต้นทุนการสีข้าว การขายข้าวเปลือกให้กับผู้ผลิตใน ดังตอ่ ไปนี้
ชมุ ชนหรอื นักธรุ กิจเอกชนทตี่ อ้ งการนาข้าวไปจาหน่ายต่อ
มักจะอยู่ทีร่ าคา 12-16 บาท ขึ้นกับพันธ์ุข้าว การขายให้กับ - การนาเสนอขายสินค้าแบบเผชิญหน้า (Face
สหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ด จากัด อยู่ที่ราคาต่ากว่า to face) เป็นการสื่อสารและพูดคุยกับผู้ซื้อโดยตรง
10 บาท ส่วนข้าวสารจะมีราคาจาหน่ายต่าสุดอยู่ที่ ระหว่างที่มีการวางจาหน่ายผลิตภัณฑ์ในตลาด หรือการ
กิโลกรัมละ 25 บาท ขึ้นอยู่กับพันธุ์ข้าว ลักษณะการขาย นาผลติ ภณั ฑ์ไปออกบูธตามคาเชิญจากหนว่ ยงาน
บรรจุภัณฑ์ และระยะทาง
- การแจกนามบัตรเพื่อให้คนที่สนใจสามารถ
- การกาหนดราคาตามพันธุ์ข้าวสาร ข้าวจ้าว ตดิ ตอ่ สัง่ ซอ้ื ได้ในภายหลงั เมื่อมีการออกบูธตามงานตา่ งๆ
พันธ์ุไรซเ์ บอรี หอมนิล กล้องหอมมะลิ 105 ทับทิมชมุ แพ
และหอมมะลิแดง สามารถขายไดใ้ นราคาต่าสุดที่กิโลกรัม - การติดป้ายชื่อผู้ผลิตและช่องทางการติดต่อไว้
ละ 40 บาท ส่วนข้าวเหนียวดาพันธ์ุดอยสะเก็ด พันธุ์ บนผลิตภัณฑ์ เมื่อลูกค้าซื้อกลับไปแล้วและพอใจในตัว
สันป่าตอง และพันธุ์ กข แม่โจ้ 2 สามารถขายได้ในราคา ผลิตภัณฑ์ก็สามารถสั่งซื้อได้อีกและสามารถบอกต่อกับ
ต่าสุดที่กิโลกรัมละ 25 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการ ผอู้ ื่นได้
ขาย บรรจภุ ัณฑ์ และระยะทาง
- การโพสตภ์ าพผลิตภัณฑ์และข้อความเชิญชวน
- การกาหนดราคาตามลักษณะการขายข้าวสาร บนสือ่ ออนไลน์ (Social media) ได้แก่ เฟซบกุ๊ และไลน์
ราคาขายปลีกมักจะถูกกว่าขายส่งประมาณกิโลกรัมละ
- การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการเปิดให้คน
เข้าไปเยี่ยมชมนาอินทรีย์ และศึกษากระบวนการทานา
อินทรีย์ ซึ่งเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้การทาเกษตร

125

วารสารวจิ ัยและสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(2): 118-129

อินทรีย์ และกระตุ้นความตระหนักถึงคุณค่าของขา้ วอินทรีย์ สินค้าที่เป็นกิจกรรมการเรียนรู้การปลูกข้าวอินทรีย์ผ่าน
ที่มีต่อสุขภาพเกษตรกร สุขภาพผู้บริโภค ระบบนิเวศ และ การปฏิบตั ิ อีกท้งั ยังเปน็ ชอ่ งทางการตอบสนองการเรียนรู้
สงิ่ แวดลอ้ ม และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ เพื่อเพิ่มความ
เชื่อมั่นต่อผลผลิตและการขยายตลาดข้าวอินทรีย์ ดังนั้น
- การแจกหรือแถมให้กับเพื่อนบ้านหรือผู้ซื้อ จึงจาเป็นต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาตลาดการเรียนรู้
ในชุมชน เพื่อให้ลองนาไปชิมและกระตุ้นเตือนให้บริโภค โดยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม กาหนดเป้าหมาย
ข้าวอนิ ทรีย์ทมี่ ปี ระโยชน์ตอ่ สุขภาพตนเองและครอบครวั การจัดการเรียนรู้ และการประเมินผลส าเร็จ
(Parinyasatekul and Thaihiran, 2017) รวมทั้งใช้เทคนิค
- การบอกเล่าประสบการณข์ องตนเองในการทา การมสี ว่ นร่วมกับกล่มุ เปา้ หมายตั้งแต่การสร้างความคุ้นเคย
นาอินทรีย์เองและบริโภคเองอย่างไม่เป็นทางการให้กับ การกาหนดประเด็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดสนทนา
คนรู้จักและเพื่อนในที่ทางาน เพื่อโน้มน้าวให้คนเชื่อและ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการสรุปผล (Beungbua and
ลองส่งั ซ้อื ขา้ วอินทรยี ์ไปบริโภค Kimsawas, 2015)

วิจารณ์ผลการวิจยั การวิจัยน้ียังพบการใช้กลยุทธ์ส่วนประสมทาง
การตลาดเพื่อเพิ่มยอดจัดจาหน่ายโดยนาเสนอผลิตภัณฑ์
ตลาดเป็นกลไกการกระจายผลผลิตทาง หลากหลาย การสร้างช่องทางจัดจาหน่ายให้หลากหลาย
การเกษตรจากผ้ผู ลิตถึงผู้ซอ้ื เชน่ เกษตรกรภาคใต้สง่ ผ่าน ตามความสะดวกของผู้ซื้อ การกาหนดราคาที่แตกต่าง
ข้าวเปลือกไปยงั พอ่ ค้าทอ้ งถิ่นและขาจร โรงสีข้าว ผู้ค้าส่ง ตามลักษณะผลิตภัณฑ์ พันธุ์ข้าว บรรจุภัณฑ์ และ
ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภคตามลาดับ โรงสีเป็นผู้แปรรูป ระยะทาง รวมทัง้ มีการสง่ เสรมิ การตลาดผา่ นการขายแบบ
ข้าวเปลือกไปยังลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ข้าวสารถูกส่งให้ร้าน เผชญิ หนา้ สื่อออนไลน์ การแจกนามบัตร การจดั กิจกรรม
ข้าวขายส่งและโรงงานแป้งก่อนถึงมือผู้บริโภค ปลายข้าว เรยี นรู้ การแจก การแถม และการบอกเลา่ การศึกษาคร้ัง
และราข้าวถูกส่งให้โรงงานอาหารสัตว์และผู้เลี้ยงสัตว์ นี้แตกต่างจากงานวิจัยของ Taweesuk (2015) ที่พบว่า
แกลบถูกส่งให้ฟาร์มไก่และโรงงานปูน (Kongrit and กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดของผู้ประกอบการข้าว
Petrat, 2016) ในทานองเดียวกัน เกษตรกรผู้ปลูกข้าว อินทรีย์ทั่วประเทศ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง
สกลนครส่งข้าวเปลือกให้กับเกษตรกร พ่อค้าที่รวบรวม มาตรฐานและให้ความสาคัญกับตราสินค้า การเน้นช่อง
ผลผลิต โรงสีข้าว กลุ่มผลิตข้าวไร่ สมาคมชาวไร่อ้อย ท า ง กา รจัดจ า หน ่า ยใน ซุป เป อร์มา ร์เกตแล ะ กา รเ ป็ น
พ่อค้าปลีก ผู้แปรรูป พ่อค้าปลี ก และผู้บริโภค สมาชิกในระบบสหกรณ์ การกาหนดราคาให้ใกล้เคียง
(Prasunluk and Apipanyakul, 2014) อย่างไรก็ตาม กับข้าวทั่วไป และการส่งเสริมการขายผ่านเว็บเพจและ
โดยทั่วไปลักษณะตลาดข้าวอินทรีย์แบ่งออกเป็นตลาด การจัดทาบัตรสมาชิก นอกจากนี้ผู้ประกอบการวิสาหกิจ
การค้าสมยั ใหมท่ ี่เนน้ การสง่ ออกตามมาตรฐาน และตลาด ขนาดกลางและขนาดย่อยในอาเภอบางกรวย จังหวัด
ในชุมชนที่เน้นการผลิตและจาหน่ายภายในชุมชน นนทบุรี ยังให้ความสาคัญกับราคาที่คุ้มกับคุณภาพและ
(Yotkaew, 2017) งานวิจัยนี้พบว่า ตลาดข้าวอินทรีย์ ถูกกว่าที่อื่น ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ใหม่ และหลากหลาย
ตาบลลวงเหนือเป็นลักษณะตลาดในชุมชน ซึ่งมีความ การจัดจาหน่ายที่มีสถานที่พอเพียงและสะดวกต่อการซือ้
คลา้ ยคลึงกับตลาดเกษตรและข้าวอนิ ทรีย์ท่ัวไปท่ีมีการซื้อ และการส่งเสริมการตลาดจากพนักงานที่สุภาพ (Srijunnin,
ขายปัจจัยการผลิต ข้าวเปลือกอินทรีย์ ข้าวสารอินทรีย์ 2010) ขณะเดียวกัน Srijam et al. (2015) พบว่า ผู้บริโภค
และสินค้าแปรรูป โดยมีการจัดจาหน่ายผ่านตลาดผู้ผลิต ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตัดสินใจซื้อข้าว
ตลาดผู้บริโภค และตลาดคนกลาง อย่างไรก็ตามตลาด อินทรีย์โดยให้ความสาคัญกับผลิตภัณฑ์ ราคา การจัด
ที่เป็นลักษณะเด่นของพื้นท่ีคือ ตลาดการเรียนรู้ ซึ่งเน้น
126

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 119-129

จาหน่าย และการส่งเสริมการตลาด ตามลาดับ ซ่ึง ข้าว ลักษณะการขาย บรรจุภัณฑ์ และระยะทางซื้อขาย
สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ และอาชีพ มีผล ตลอดจนมีการส่งเสริมการตลาดด้วยวิธีการต่างๆ ได้แก่
ต่อการให้ความสาคัญที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการพัฒนา การนาเสนอสนิ คา้ แบบเผชิญหน้า การให้นามบตั ร การติด
กลยุทธ์ส่วนประสมการตลาดจึงจาเป็นต้องคานึงถึงการ ฉลากผลิตภัณฑ์ การใช้สื่อออนไลน์ การจัดกิจกรรมการ
บริหารจัดการการผลิตที่มีคุณภาพและความหลากหลาย เรียนรู้การทานาข้าวอินทรีย์ การแจกหรือแถมเพื่อให้
การกาหนดราคาที่คุ้มกับต้นทุนการผลิตและใกล้เคียงกับ ทดลองชิม และการบอกเล่าประสบการณต์ รงตอ่ ผู้ซ้ือ
เครือข่าย การเชื่อมโยงช่องทางการจัดจาหน่ายกับลูกค้า
รายใหญ่ และการเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ท่ี ข้อเสนอแนะ
หลากหลาย โดยการสนับสนนุ ของรัฐ (Klarnkleung, 2013) ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การพัฒนาตลาดข้าวอินทรีย์

สรุปผลการวจิ ัย เกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ในตาบลลวงเหนือ
ควรส่งเสริมและพัฒนาตลาดการเรียนรู้อันเป็นจุดเด่น
ลักษณะตลาดข้าวอินทรีย์ที่ค้นพบเกี่ยวข้องกับ อย่างมีส่วนร่วมและเป็นระบบมากขึ้น ทั้งการกาหนด
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ พ่อค้าคนกลาง เป้าหมาย การจัดกิจกรรมเรียนรู้ การสรุปผลและ
ผู้บริโภค และผู้เรียนรู้ ซึ่งมีความต้องการสินค้าและการ ประเมินผล เพื่อการปรับปรุงแก้ไขอย่างสอดคล้องกับ
บริการจากการผลิตข้าวอินทรีย์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ สภาพแวดล้อมของพื้นที่ ในแง่กลยุทธ์ส่วนประสมทาง
ตลาดผู้ผลิตเกิดจากความต้องการปัจจัยการผลิตและ การตลาด ควรให้ความสาคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มี
ผลผลิตระหว่างผู้ผลิตกับผู้ผลิต หรือระหว่างผู้ผลิตกับ คุณภาพและผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรยี ์ การ
ผู้ประกอบการแปรรูป ตลาดผู้บริโภคเป็นตลาดขายปลีก ขยายช่องทางการจัดจาหน่ายใหม่ๆ ให้กับกลุ่มลูกค้าที่มี
ข้าวอินทรีย์ในและนอกชุมชนระหว่างผู้ผลิตหรือ กาลังซื้อสูง การกาหนดราคาที่คุ้มทุนและสอดคล้องกับ
ผู้ประกอบการแปรรูปกับผู้บริโภค ตลาดคนกลางเกิดจาก ราคาตลาดข้าวทั่วไป และการเพิ่มการประชาสัมพันธ์เพ่อื
ความต้องการของคนกลางในการนาข้าวอนิ ทรียจ์ ากผูผ้ ลติ สง่ เสรมิ การขาย ทง้ั นห้ี น่วยงานผูส้ นับสนนุ จาเป็นต้องชว่ ย
ไปจาหน่ายตอ่ ใหก้ ับผบู้ รโิ ภค และตลาดการเรียนรู้เกิดขึ้น ส่งเสริมการขยายตลาดข้าวอินทรีย์ให้สอดคล้องกับ
จากความต้องการของลูกค้าที่ต้องการเรียนรู้วิธีการปลูก ศักยภาพและความต้องการของผู้ผลิตและตลาด
ข้าวอินทรีย์จากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ผ่านการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตข้าวอินทรีย์ให้ได้ตาม
ปฏบิ ัติจรงิ ในแปลงนา มาตรฐาน และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์
ใหเ้ ป็นทรี่ ู้จกั ยงิ่ ข้นึ
นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์กลยุทธ์ส่วนประสม ข้อเสนอแนะเพอ่ื การวิจัย
ทางการตลาดยังพบว่า มีการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่
หลากหลาย ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ ปุ๋ยและ ควรศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการสร้างกระบวนการมี
สารชีวภาพ ข้าวเปลือก ข้าวสารอินทรีย์ การใส่บรรจุ ส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาตลาดข้าวอินทรีย์ผ่าน
ภัณฑ์ขายส่งและปลีก และข้าวแปรรูป มีการจัดจาหน่าย กิจกรรมการเรียนรู้การผลิตข้าวอินทรีย์และการจัดการ
หลายช่องทาง ได้แก่ ที่บ้านเกษตรกร ตลาดนัดในชุมชน ผลิตภัณฑ์ การขยายกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดข้าว
ตลาดนอกชมุ ชน การออกบูธ การขายตรง การใช้โทรศัพท์ อินทรีย์ในสื่อออนไลน์และระบบร้านค้าชุมชน การพัฒนา
และสื่อออนไลน์ และการขายให้หน่วยหรือองค์กรรับซื้อ มาตรฐานข้าวอินทรีย์และตราสินค้าเพื่อเพิ่มความเชื่อมนั่
มีการกาหนดราคาท่ีแตกตา่ งตามลักษณะผลิตภณั ฑ์ พันธุ์ ให้กับลูกค้า และการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและปัจจัย
การตัดสนิ ใจซ้ือขา้ วอนิ ทรยี ข์ องผูบ้ ริโภค

127

วารสารวิจยั และสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 118-129

กติ ตกิ รรมประกาศ Klarnkleung, M. 2013. Business Strategies for
Organic Rice of Nonkortung Community
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนา Bussiness Group, Amnatcharoen
กลยุทธ์ทางการตลาดข้าวอินทรีย์ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม Province. pp. 88-125. In Proceedings
ข้าวอนิ ทรยี ์ อาเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ สนบั สนนุ of the Third Symposium,
โดยสานักวจิ ัยและส่งเสริมวชิ าการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 9 September, 2011. Ubon Rachathani:
คณะผู้วิจัยจึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ รวมทั้งผู้ที่ Ubon Rachathani Rajabhat University.
เอื้อเฟื้อข้อมูลในตาบลลวงเหนือทุกท่านจนสาเร็จไปได้ [in Thai]
ด้วยดี
Kongrit, V. and S. Petrat. 2016. Cost of
เอกสารอา้ งองิ production and marketing way
of organic rice in Southern Thailand.
Beungbua, P. and C. Kimsawas. 2015. Hatyai Academic Journal
The marketing strategy of community 14(2): 185-200. [in Thai]
production with sharing process
under the philosophy of sufficiency Parinyasatekul, S. and A. Thaihiran. 2017.
economy. Journal of Behavioral The development of marketing learning
Science for Development management model for promoting
7(1): 281-294. [in Thai] community business: a case study of
earthenware at Khoa Kret community.
Etzel, J.M., B.J. Walker and W.J. Stanton. Journal of Information 16(1): 61-75.
2004. Marketing. 13 ed. Boston: [in Thai]
Mcgraw-Hill, Inc. 674 p.
Prasunluk, N. and T. Apipanyakul. 2014.
Hossain, S.T., H. Sugimoto, H. Ueno and Production management and marketing
S.M.R. Hugue. 2007. Adoption of Sakon Nakhon rice and Khon Kaen
of organic rice for sustainable black glultinious rice. Journal of Khon
development in Bangladesh. Kaen and Mahasarakam University
Journal of Organic Systems (Graduate Studies) 2(1): 51-59. [in Thai]
2(2): 27-37.
Rungreaungphon, W. 2009. Marketing
Juntawanich, S. 2003. Qualitative Research Principle. The 5th edition. Bangkok:
Methodology. 17 ed. Bangkok: Thammasat University Book Center.
Chulalogkorn University Press. 352 p. [In Thai]
233 p. [in Thai]
Santiwong, T. 2013. Consumer Behavior
in Marketing. Bangkok: PPC Publishing
Co. Ltd. 320 p. [in Thai]

128

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 119-129

Srijam, J., S. Koohasawanvate and N. Rojnirutikul. Sutthiyotin, N. 2015. Developing an organic rice
2015. Marketing mix in consumer
decision for buying organic rice in marketing model for farmers in upper
Bangkok and metropolitan area.
Journal of Industrial Education northern region. STOU Journal of
14(3): 697-704. [in Thai]
Agriculture 1(2): 31-47. [in Thai]
Srijunnin, S. 2010. Marketing strategy for Taweesuk, P. 2015. Thai entrepreneur’s
business of small and medium
enterprises, Bangkualy district, opinion on marketing mix strategy for
Nonthaburi province. 77 p. organic rice. Journal of Sithiparithat
In Research Report. Nonthaburi: 29(92): 166-181. [in Thai]
Rajapruk University. [in Thai] Yotkaew, P. 2017. Development of organic
rice marketing in Thai social.
Journal of MCU Peace Studies
5(Special Issue): 406-420. [in Thai]

129

วารสารวิจยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(2): 130-143

การพยากรณ์ปริมาณการสง่ ออกยางพาราในประเทศไทย
Forecasting the Export Quantity of Rubber in Thailand

วรางคณา เรียนสทุ ธ์ิ
Warangkhana Riansut

สาขาวชิ าคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ พัทลุง 93210
Department of Mathematics and Statistics, Faculty of Science, Thaksin University, Pattalung, Thailand 93210

Corresponding author: [email protected]

Abstract Received: March 12, 2020
Revised: September 13, 2020
Accepted: November 06, 2020

The objective of this study was to construct the appropriate forecasting model for the export
quantity of rubber in Thailand. The data gathered from the website of the Office of Agricultural
Economics from January 2011 to December 2019 of 108 values were used and divided into 2 sets.
The first set had 96 values from January 2011 to December 2018 for constructing the forecasting
models by Box-Jenkins method, simple seasonal exponential smoothing method, Winters’ additive
exponential smoothing method, Winters’ multiplicative exponential smoothing method, and combined
forecasting method. The second set had 12 values from January to December 2019 for comparing the
accuracy of the forecasts via the criteria of the lowest mean absolute percentage error and root mean
square error. Research findings indicated that for all forecasting methods that had been studied, the
most accurate method was combined forecasting method. The forecast of the export quantity of
rubber can be used as a guideline for enhancing the potential of export operators to be able to
compete with other countries, as well as a guideline for the government to issue a policy to support
rubber exports.

Keywords: rubber, export quantity, forecasting model

บทคัดย่อ พ.ศ. 2562 จานวน 108 ค่า โดยข้อมูลถูกแบ่งออกเป็น
2 ชุด คือ ชุดท่ี 1 ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2554 ถึงเดือน
วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งน้ี คือ การสร้าง ธันวาคม พ.ศ. 2561 จานวน 96 ค่า สาหรับการสร้าง
ตัวแบบพยากรณ์ที่เหมาะสมกับอนุกรมเวลาปริมาณการ ตัวแบบพยากรณ์ด้วยวิธีบ็อกซ์-เจนกนิ ส์ วิธีการปรบั เรียบ
ส่งออกยางพาราในประเทศไทย โดยใชข้ ้อมูลจากเว็บไซต์ ด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังที่มีฤดูกาลอย่างง่าย วิธีการปรับ
ของสานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและ เรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังของวินเทอร์แบบบวก วธิ ีการ
สหกรณ์ ต้ังแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2554 ถึงเดือนธันวาคม ปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังของวินเทอร์แบบคูณ

130

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 130-143

และวธิ ีการพยากรณร์ วม และชุดที่ 2 ตั้งแต่เดือนมกราคม ดังนั้นผู้ประกอบการการส่งออกยางพาราอาจประสบกับ
ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 จานวน 12 ค่า สาหรับการ ปัญหาการวางแผนการส่งออกได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าว
เปรียบเทียบความถูกต้องของค่าพยากรณ์ โดยใช้เกณฑ์ สามารถแก้ไขได้ด้วยการพยากรณ์ทางสถิติ เน่ืองจากการ
รอ้ ยละคา่ คลาดเคล่ือนสมั บูรณเ์ ฉลยี่ และเกณฑร์ ากของค่า พ ย า ก ร ณ์ จ ะ ท า ให้ ผู้ ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส า ม า ร ถ ท ร า บ ค่ า
คลาดเคล่ือนกาลังสองเฉลี่ยท่ีต่าท่ีสุด ผลการศึกษาพบว่า พยากรณ์ปริมาณการส่งออกยางพาราในอนาคต ด้วย
จ าก วิธี ก ารพ ย าก รณ์ ท้ั งห ม ด ที่ ได้ ศึ ก ษ า วิธี ที่ มี เหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงเริ่มสืบค้นงานวิจัยท่ีเก่ียวกับการ
ประสิทธิภาพสูงสุด คือ วิธีการพยากรณ์รวม ผลการ พยากรณ์ปรมิ าณการส่งออกยางพารา ซง่ึ พบว่ายังไมเ่ คยมี
พยากรณ์ปริมาณการส่งออกยางพาราสามารถนาไปใช้ นักวิจัยท่านใดได้ทาการพยากรณ์ปริมาณการส่งออก
เป็นแนวทางในการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ ยางพาราไว้โดยตรง แต่พบการศึกษาที่ใกล้เคียง คือ
การส่งออกให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ รวมถึง การศึ กษาของ Keerativibool and Kanjanasamranwong
ยังเป็นแนวทางให้รัฐบาลสามารถออกนโยบายในการ (2014) ได้ศึกษาการพยากรณ์ราคายางแผ่นรมควันช้ัน 3
สนบั สนุนการส่งออกยางพาราไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ด้วยวิธีบ็อกซ์−เจนกินส์ วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลข
ชี้กาลงั ท่ีมแี นวโน้มแบบแดม วิธีการปรับเรียบด้วยเสน้ โค้ง
คาสาคญั : ยางพารา ปรมิ าณการสง่ ออก เลขชกี้ าลงั ทม่ี ฤี ดกู าลอยา่ งง่าย วธิ ีการพยากรณ์รวมโดยใช้
ตวั แบบพยากรณ์ การถ่วงน้าหนักด้วยวิธีกาลังสองน้อยที่สุด และวิธีการ
พยากรณ์รวมโดยใช้การถ่วงน้าหนักด้วยสัดส่วนของค่า
คานา จากเวกเตอร์ลักษณะเฉพาะของการวเิ คราะห์ตัวประกอบ
หลัก ผลการศึกษาพบว่า วิธีท่ีมีความแม่นยาสูงท่ีสุดคือ
ยางพารา (Hevea brasiliensis) ซ่ึงมีต้นกาเนิด วิธีการพยากรณ์รวมโดยใช้การถ่วงน้าหนักด้วยวิธีกาลัง
จากลุ่มน้าอเมซอนในทวีปอเมริกาใต้ น้ายางสดที่กรีดได้ สองน้อยท่ีสุด การศึกษาของ Keerativibool (2014) ได้
จากต้นยางมีลักษณ ะสีขาวข้น และมีเนื้อยางแห้ง ศึกษาการพยากรณ์ปริมาณการส่งออกยางคอมปาวด์ด้วย
(Dry rubber) โดยประมาณร้อยละ 30 แขวนลอยอยู่ วิธีบ็อกซ์−เจนกินส์ วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลข
ในน้า ถ้านาน้ายางที่ได้น้ีไปผ่านกระบวนการปั่นเหวี่ยง ชี้กาลังของโฮลต์ และวิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลข
(Centrifuge) จนกระท่ังได้น้ายางที่มีปริมาณยางแห้ง ช้ีกาลังท่ีมีแนวโน้มแบบแดม ผลการศึกษาพบว่า
เพิ่มข้ึนเป็นร้อยละ 60 เรียกว่า น้ายางข้น (Concentrated วิธีบ็อกซ์−เจนกินส์เป็นวิธีท่ีมีความแม่นยาสูงท่ีสุด และ
latex) แต่เม่ือนาน้ายางสดที่กรีดได้มาเติมกรดเพื่อให้ การศึกษาของ Riansut (2019) ได้ศึกษาการพยากรณ์
อ นุ ภ า ค น้ า ย า ง จั บ ตั ว กั น เ ป็ น ข อ ง แ ข็ ง แ ย ก ตั ว จ า ก น้ า มลู คา่ การสง่ ออกยางพาราด้วยวิธีบ็อกซ์−เจนกินส์ วิธกี าร
จากนั้นรดี ยางใหเ้ ปน็ แผน่ ดว้ ยเคร่ืองรดี และนาไปตากแดด ปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังของโฮลต์ วิธีการปรับ
เพ่ื อ ไล่ ค ว า ม ช้ื น ก่ อ น จ ะ น า ไ ป อ บ ร ม ค วั น ที่ อุ ณ ห ภู มิ เรี ย บ ด้ ว ย เส้ น โค้ ง เล ข ชี้ ก า ลั ง ที่ มี แ น ว โน้ ม แ บ บ แ ด ม
ประมาณ 60-70๐ซ. เป็นเวลา 3 วนั จะไดย้ างแผน่ รมควัน และวิธีการพยากรณ์ รวม ผลการศึกษาพบว่าวิธีที่มี
(Rmutphysics, 2020) จากการศึกษาปริมาณการส่งออก ประสทิ ธิภาพสงู สดุ คอื วธิ กี ารพยากรณร์ วม
ยางพาราย้อนหลังต้ังแต่ปี พ.ศ. 2554 ถึงปัจจุบัน พบว่า
ปริมาณการส่งออกยางพารามีแนวโน้มทั้งเพ่ิมข้ึนและ จากผลการศึกษาปริมาณการส่งออกยางพารา
ลดลง รวมถึงมีความผันผวนเนื่องจากความผันแปร เฉ ลี่ ย ต่ อ เดื อ น จ า ก เว็ บ ไ ซ ต์ ข อ ง ส า นั ก ง า น เศ ร ษ ฐ กิ จ
ตามฤดูกาล (Office of Agricultural Economics, 2020) การเกษตรย้อนหลงั ตงั้ แต่ปี พ.ศ. 2554 ถึงปัจจุบัน พบว่า
ป ริ ม า ณ ก า ร ส่ ง อ อ ก ย า ง พ า ร า มี ทั้ ง แ น ว โน้ ม แ ล ะ ค ว า ม

131

วารสารวิจยั และส่งเสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 130-143

ผันแปรตามฤดูกาล (Office of Agricultural Economics, อุปกรณ์และวิธกี าร
2020) ดังนั้นวิธีการพยากรณ์ที่เหมาะสม คือ วิธีบ็อกซ์−
เจนกินส์ วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังของ การวิจัยคร้ังน้ีดาเนินการสร้างตัวแบบพยากรณ์
วินเทอร์แบบบวก วิธีการปรบั เรยี บดว้ ยเส้นโค้งเลขช้ีกาลัง ด้วยโปรแกรม SPSS (V17) โดยใช้อนุกรมเวลาปริมาณ
ของวินเทอร์แบบคูณ และวิธีการพยากรณ์รวม (Ket-iam, การสง่ ออกยางพารา (กิโลกรัม) เฉลี่ยตอ่ เดอื นจากเวบ็ ไซต์
2005) แต่จากผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ด้วยคาส่ังของโปรแกรม ของสานักงานเศรษฐกิจการเกษตร (Office of Agricultural
SPSS คือ Analyze  Forecasting  Create Models… Economics, 2020) ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2554 ถึง
และเลือกวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนของ Method: เดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 จานวน 108 ค่า ผู้วิจัยได้แบ่ง
เป็น Expert modeler พบว่าโปรแกรมได้แนะนาวิธีการ ข้อมูลออกเป็น 2 ชุด ชุดท่ี 1 คือ ข้อมูลตั้งแต่เดือน
พยากรณ์ที่มีความเหมาะสมมากที่สุด (Best-fitting) คือ มกราคม พ.ศ. 2554 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 จานวน
วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังที่มีฤดูกาลอย่าง 96 ค่า สาหรับการสร้างตัวแบบพยากรณ์ด้วยวิธีการทาง
ง่าย ซึ่งผู้วิจัยได้ตรวจสอบค่าร้อยละค่าคลาดเคลื่อน สถิติ 5 วิธี ได้แก่ วิธีบ็อกซ์−เจนกินส์ วิธีการปรับเรียบ
สัมบู รณ์ เฉล่ีย (Mean Absolute Percentage Error; ด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังที่มีฤดูกาลอย่างง่าย วิธีการปรับ
MAPE) และค่ารากของค่าคลาดเคลื่อนกาลังสองเฉล่ีย เรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังของวินเทอร์แบบบวก วิธีการ
(Root Mean Square Error; RMSE) ของวิธีการพยากรณ์น้ี ปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังของวินเทอร์แบบคูณ
พบว่ามีค่าต่าที่สุดจริง ดังน้ันการศึกษาครั้งน้ีจึงรวม และวิธีการพยากรณ์รวม ชุดท่ี 2 คือ ข้อมูลตั้งแต่เดือน
วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังที่มีฤดูกาลอย่าง มกราคมถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 จานวน 12 ค่า สาหรับ
ง่ายไว้ด้วย หลังจากท่ีได้ตัวแบบพยากรณ์แล้ว ผู้วิจัยจะ การเปรียบเทียบความถูกต้องของค่าพยากรณ์ โดยใช้
คัดเลือกตัวแบบพยากรณ์ท่ีมีประสิทธิภาพสูงสุด 1 ตัว เกณฑ์ MAPE และ RMSE ทตี่ ่าท่ีสดุ
แบบด้วยเกณฑ์ MAPE และ RMSE ที่ตา่ ท่ีสุด ด้วยเหตุผล
ของความผันผวนในปริมาณการส่งออกยางพาราดังกล่าว การตรวจสอบวา่ อนุกรมเวลาปริมาณการส่งออก
จึงเป็นประเด็นทีน่ ่าสนใจที่ควรมีการศึกษาถึงปริมาณการ ยางพารามีส่วนประกอบของแนวโน้มหรือไม่ ดาเนินการ
ส่งออกยางพาราในอนาคตด้วยการพยากรณ์ โดยการนา ตามรูปแบบของ Riansut (2018) ดังนี้
ค่าพยากรณ์ปริมาณการส่งออกท่ีได้ไปใช้เป็นแนวทางใน
การเพิ่มศักยภาพและขดี ความสามารถของผู้ประกอบการ 1. ตรวจสอบข้อสมมุติ (Assumption) ของ
การส่งออกยางพาราของประเทศไทยให้สามารถแข่งขัน อนุกรมเวลาในแต่ละปี คือ ตรวจสอบการแจกแจงปรกติ
กับประเทศอื่นๆ ได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้เป็นแนวทางให้ โด ย ใช้ ก า ร ท ด ส อ บ ค อ ล โม โก ร อ ฟ -ส มี ร์ น อ ฟ
รัฐบาลสามารถออกนโยบายในการสนับสนุนการส่งออก (Kolmogorov−Smirnov test) และตรวจสอบความ
ยางพาราได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะนารายได้มาสู่ประเทศ เท่ากันของความแปรปรวน โดยใช้การทดสอบของเลวีน
ไทยมากย่ิงขึ้น และทาให้เกิดการเจริญ เติบโตทาง ภายใตก้ ารใชม้ ัธยฐาน (Levene’s test based on Median)
เศรษฐกิจของประเทศตอ่ ไป
2. เลือกใช้สถิติสาหรับการทดสอบค่าเฉลี่ย
หรือมัธยฐานของอนุกรมเวลาในแต่ละปี โดยถ้าอนุกรม
เวลาในแตล่ ะปีมีการแจกแจงปรกติและมีความแปรปรวน

132

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 130-143

เทา่ กนั จะใช้สถิติองิ พารามิเตอร์ (Parametric statistics) 3. เลือกใช้สถิติสาหรับการทดสอบค่าเฉลี่ยหรือ
คือ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One−way มัธยฐานของอนุกรมเวลาในแต่ละเดือนหลังจากกาจัด
Analysis of Variance; ANOVA) สาหรับการทดสอบ แนวโน้มออกแล้วเช่นเดียวกับข้อ 2 ของการตรวจสอบ
ค่าเฉลี่ยของอนุกรมเวลาในแต่ละปี แต่ถ้าอนุกรมเวลาใน แนวโน้ม โดยถ้าผลการทดสอบค่าเฉล่ียหรือมัธยฐานของ
แต่ละปีไม่มีการแจกแจงปรกติหรือมีความแปรปรวนไม่ อนกุ รมเวลาในแต่ละเดือนหลงั จากกาจัดแนวโนม้ ออกแลว้
เท่ากัน จะใช้สถิติไม่อิงพารามิเตอร์ (Nonparametric มนี ยั สาคัญ หมายความว่า ในแต่ละเดอื นอนุกรมเวลาท่ีไม่
statistics) คือ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว มีแนวโน้มมีค่าเฉล่ียหรือมัธยฐานแตกต่างกัน นั่นคือ
โดยลาดับที่ของครัสคอล−วอลลิส (Kruskal−Wallis’s อนุกรมเวลามสี ว่ นประกอบของความผนั แปรตามฤดกู าล
One−way Analysis of Variance by Rank) ส า ห รั บ
การทดสอบมธั ยฐานของอนกุ รมเวลาในแต่ละปี ถา้ ผลการ สัญลักษณ์ ที่ใช้สาหรับวิธีการสร้างตัวแบบ
ทดสอบค่าเฉล่ียหรือมัธยฐานของอนุกรมเวลาในแต่ละปี พยากรณ์ในหวั ขอ้ ท่ี 1–5 แสดงดังน้ี
มีนัยสาคัญ หมายความว่า ในแต่ละปีอนุกรมเวลามีค่าเฉล่ีย
หรือมัธยฐาน แตกต่างกัน น่ัน คือ อนุ กรม เวลามี Yt แทนอนกุ รมเวลา ณ เวลา t
ส่วนประกอบของแนวโนม้ t แทนอนุกรมเวลาของค่าคลาดเคลื่อนที่มีการ
แจกแจงปรกติ เป็นอสิ ระกัน มีค่าเฉล่ียเท่ากับศูนย์ และมี
การตรวจสอบว่าอนุกรมเวลาปริมาณการส่งออก ความแปรปรวนเทา่ กนั ทกุ ชว่ งเวลา
ยางพารามีส่วนประกอบของความผันแปรตามฤดูกาล Yˆ t และ Yˆtm แทนค่าพยากรณ์ ณ เวลา t และ
หรอื ไม่ ดาเนินการดังนี้ (Riansut, 2018) เวลา t + m ตามลาดับ โดยท่ี m แทนจานวนช่วงเวลาที่
ต้องการพยากรณ์ไปขา้ งหนา้
1. พิจารณาว่าอนุกรมเวลามีส่วนประกอบของ ,at bt และ Sˆt แทนค่าประมาณ ณ เวลา t
แนวโน้มหรือไม่ ถ้ามีต้องกาจัดแนวโน้มออกก่อนท่ีจะ แสดงระยะตัดแกน Y ความชนั ของแนวโน้ม และความผันแปร
ทดสอบค่าเฉลี่ยหรือมัธยฐานของอนุกรมเวลาในแต่ละ ตามฤดูกาล ตามลาดบั
เดือน ซึ่งวิธีการกาจัดแนวโน้มมี 2 วิธีคือ ถ้าพิจารณาท่ี  ,  และ  แทนคา่ คงตวั การปรบั เรยี บ โดยท่ี
กราฟของอนุกรมเวลาเทียบกับเวลาแล้วพบว่า อนุกรม ,0   1 0    1 และ 0   1
เวลามีการเคลื่อนไหวหรือมีการแกว่งตัวที่ค่อนข้างคงที่ t แทนช่วงเวลา ซึ่งมีค่าต้ังแต่ 1 ถึง n1 เมื่อ n1
เมื่อเวลาเปล่ียนแปลงไป กล่าวได้ว่าอนุกรมเวลามีความ แทนจานวนข้อมลู ในอนกุ รมเวลาชดุ ท่ี 1
เหมาะสมกับตัวแบบบวก ควรกาจัดแนวโน้มออกด้วยการ s แทนจานวนคาบของฤดูกาล
ลบ แต่ถ้าอนุกรมเวลามีการเคล่ือนไหวหรือมีการแกว่งตัว
ท่ีเพิ่มข้ึนหรือลดลงเมื่อเวลาเปล่ียนแปลงไป กล่าวได้ว่า การพยากรณโ์ ดยวธิ บี ็อกซ์−เจนกนิ ส์
อนุกรมเวลามีความเหมาะสมกับตัวแบบคูณ ควรกาจัด วิธีบ็อกซ์−เจนกินส์มีความเหมาะสมกับอนุกรม
แนวโน้มออกดว้ ยการหาร
เวลาที่มีท้ังส่วนประกอบของแนวโน้มและความผันแปร
2. ตรวจสอบข้อสมมุติ คือ อนกุ รมเวลาในแต่ละ ตามฤดูกาล มีตัวแบบในรูปทั่วไป (General model) คือ
เดือนหลังจากกาจดั แนวโน้มออกแล้วมีการแจกแจงปรกติ Seasonal Autoregressive Integrated Moving Average;
และมีความแปรปรวนเท่ากันหรือไม่ โดยใช้สถิติทดสอบ SARIMA(p, d, q)(P, D, Q)s แสดงดังนี้ (Box et al., 1994)
เช่นเดยี วกับข้อ 1 ของการตรวจสอบแนวโน้ม (1)     p BP Bs 1 Bd 1 Bs D Yt    q BQ Bs t

133

วารสารวจิ ยั และส่งเสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 130-143

เม่ือ    p BP Bs แทนคา่ คงตัว (Constant) ผันแปรตามฤดูกาล โดยท่ีอัตราส่วนของความผนั แปรตาม
โดยที่  แทนค่าเฉลย่ี ของอนกุ รมเวลาที่คงท่ี (Stationary)
ฤดูกาลต่อค่าแนวโน้มมีค่าคงท่ี กล่าวคืออัตราส่วนของ
…p B 1 1B  2B2  pBp แทนตัวดาเนินการ
สหสัมพันธ์ในตัวอันดับท่ี p กรณีไม่มีฤดูกาล (Non- ความผนั แปรตามฤดูกาลต่อค่าแนวโน้มมคี ่าไม่เพิม่ ขนึ้ และ
Seasonal Autoregressive Operator of Order p; AR(p))
ไม่ลดลงตามเวลาท่ีเปลี่ยนแปลงไป ตัวแบบพยากรณ์
  … แ ท น ตั วP Bs 1 1Bs  2B2s  PBPs
ดาเนินการสหสัมพันธ์ในตัวอันดับที่ P กรณีมีฤดูกาล แสดงดงั นี้ (Ket-iam, 2005)
(Seasonal Autoregressive Operator of Order P; SAR(P))
Yˆtm  at  btm  Sˆt (3)
…q B 1 1B  2B2  qBq แทนตวั ดาเนินการ
เฉลี่ยเคล่ือนท่ีอันดับที่ q กรณี ไม่มีฤดูกาล (Non- เมือ่   ,at   Yt Sˆts  1 at1  bt1
Seasonal Moving Average Operator of Order q; MA(q))
,bt   at  at1  1  bt1
…. แ ท น ตั ว Q Bs 1 1Bs  2B2s  QBQs
ดาเนินการเฉล่ียเคลื่อนท่ีอันดับท่ี Q กรณีมีฤดูกาล Sˆt  Yt  at   1 Sˆts
(Seasonal Moving Average Operator of Order Q; SMA(Q))
การพยากรณ์โดยวิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลัง
d และ D แทนลาดับท่ีของการหาผลต่างและ
ผลต่างฤดูกาล ตามลาดบั ของวินเทอร์แบบคณู

B แ ท น ตั ว ด าเนิ น ก า รถ อ ย ห ลั ง (Backward วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังของ
operator) โดยท่ี BsYt  Yts
วินเทอร์แบบคูณมีความเหมาะสมกับอนุกรมเวลาท่ีมี

ส่วนประกอบของแนวโน้มที่เป็นเส้นตรงและมีความ

ผนั แปรตามฤดูกาล โดยที่อัตราส่วนของความผนั แปรตาม

ฤดูกาลต่อค่าแนวโน้มมีค่าเพิ่มข้ึนหรือลดลงตามเวลา

ท่ีเปล่ียนแปลงไป ตัวแบบพยากรณ์แสดงดังน้ี (Ket-iam,

2005)

การพยากรณ์โดยวิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลัง Yˆ tm  at  btmSˆt (4)

ทม่ี ีฤดกู าลอย่างง่าย เมอื่ ,atYt  1  a t 1  bt 1 
,bt Sˆ ts   1 bt 1
วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังท่ีมี t 1  Sˆ t  Yt  1 Sˆ ts
 at a  at

ฤดูกาลอย่างง่ายมีความเหมาะสมกับอนุกรมเวลาท่ีไม่มี

ส่วนประกอบของแนวโน้ม แต่มีเพียงความผันแปรตาม การพยากรณ์โดยวิธกี ารพยากรณ์รวม
วิธีการพยากรณ์รวมเป็นวิธีการประยุกต์ท่ีมีการ
ฤดูกาล โดยความผันแปรตามฤดูกาลมีค่าเท่ากันทุก
รวมค่าพยากรณ์จากวิธีการพยากรณ์เด่ียวต้ังแต่ 2 วิธีข้ึนไป
ช่วงเวลา ตัวแบบพยากรณ์แสดงดังน้ี (Ket-iam, 2005) เพ่ือให้ได้ค่าพยากรณ์ใหม่ที่มีค่าคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด
สามารถใช้ได้ดีในกรณีท่ีวิธีการพยากรณ์เด่ียวมีความ
Yˆ t  at  Sˆ t (2) เหมาะสมกับอนุกรมเวลามากกว่า 1 วิธี (Manmin,
2006) ณ ท่ีน้ีได้พิจารณาวิธีการพยากรณ์เด่ียว 4 วิธี คือ
เม่อื  at   Yt Sˆts  1 at1 วิธีบ็อกซ์−เจนกินส์ วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลข
ช้ีกาลังที่มีฤดูกาลอย่างง่าย วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้ง
Sˆt  Yt  at   1 Sˆts เลขชี้กาลังของวินเทอร์แบบบวก และวิธีการปรับเรียบ
ด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังของวินเทอร์แบบคูณ โดยผู้วิจัยจะ
การพยากรณ์โดยวิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลัง คัดเลือกวิธีการพยากรณ์ เพียง 2 วิธีจาก 4 วิธีการ
ของวินเทอรแ์ บบบวก

วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังของ
วินเทอร์แบบบวกมีความเหมาะสมกับอนุกรมเวลาที่มี
ส่วนประกอบของแนวโน้มท่ีเป็นเส้นตรงและมีความ

134

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 130-143

พยากรณ์ดังกล่าวทม่ี คี ่า MAPE และ RMSE ของข้อมูลชุด แม่นยาสูง ในขณะท่ีเกณฑ์ RMSE มีหน่วยตามอนุกรม
ที่ 1 ต่าท่ีสุดเป็น 2 อันดับแรก ซ่ึงค่า MAPE และ RMSE เวลา ดังนั้นถ้าอนุกรมเวลามีค่าสูง จะส่งผลให้ RMSE
ของข้อมูลชุดที่ 1 จะคานวณจากการเปรียบเทียบค่าจริง มีค่าสูง และถ้าอนุกรมเวลามีค่าต่า จะส่งผลให้ RMSE
ของข้อมูลชุดที่ 1 หรือปริมาณการส่งออกยางพาราตั้งแต่ มีค่าต่า จึงอาจทาให้สรุปผลได้ยากกว่าวิธีการพยากรณ์
เดือนมกราคม พ.ศ. 2554 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 ทีพ่ ิจารณามีความแม่นยาในการพยากรณห์ รอื ไม่
จานวน 96 ค่า กับค่าพยากรณ์ เพ่ือคานวณค่า MAPE
และ RMSE ดงั สูตรตอ่ ไปนี้ (Ket-iam, 2005) การตรวจสอบความเหมาะสมของตัวแบบพยากรณ์
เม่ือได้ตัวแบบพยากรณ์ จากแต่ละวิธีการ
 และ MAPE  100 n1 et 1 n1
n1 t1 Yt n1 พยากรณ์แล้วจะดาเนินการตรวจสอบคุณลักษณะของค่า
RMSE  e2t คลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์ คือ มีการแจกแจงปรกติ
(ตรวจสอบโดยใช้การทดสอบคอลโมโกรอฟ-สมีร์นอฟ) มี
t 1 การเคล่ือนไหวเป็นอิสระกัน (ตรวจสอบโดยใช้การ
ท ด ส อ บ รัน ส์ ; Runs test) มี ค่ าเฉ ล่ี ย เท่ ากั บ ศู น ย์
เมอ่ื et  Yt  Yˆt แทนค่าคลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์ (ตรวจสอบโดยใช้การทดสอบที; t−Test) และมีความ
ณ เวลา t แปรปรวนเท่ากันทุกช่วงเวลา (ตรวจสอบโดยใช้การ
ทดสอบของเลวีนภายใตก้ ารใช้มัธยฐาน) (Riansut, 2019)
t = 1 แทนเดือนมกราคม พ.ศ. 2554
การเปรยี บเทยี บความถูกตอ้ งของค่าพยากรณ์
n1 = 96 ก า ร ว ิจ ัย ค รั้ง นี ้ไ ด ้ค ัด เ ล ือ ก ต ัว แ บ บ พ ย า ก ร ณ ์
จากนั้นดาเนินการสร้างตัวแบบพยากรณ์รวม
ที่เหมาะสมกับอนุกรมเวลาปริมาณการส่งออกยางพารา
โดยกาหนดให้ค่าพยากรณ์ของวิธีการพยากรณ์ทั้ง 2 วิธี โดยการเปรียบเทียบค่าจรงิ ของขอ้ มลู ชดุ ท่ี 2 หรือปริมาณ
การส่งออกยางพาราตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม
เป็นตัวแปรอิสระ และใช้ข้อมูลปริมาณการส่งออก พ.ศ. 2562 จานวน 12 ค่า กับค่าพยากรณ์จากวิธีการพยากรณ์
5 วิธี ได้แก่ วิธีบ็อกซ์−เจนกินส์ วิธีการปรับเรียบด้วยเส้น
ยางพาราตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2554 ถึงเดือน โค้งเลขช้ีกาลังท่ีมีฤดูกาลอย่างง่าย วิธีการปรับเรียบด้วย
เส้นโค้งเลขช้กี าลังของวนิ เทอรแ์ บบบวก วิธีการปรับเรียบ
ธันวาคม พ.ศ. 2561 จานวน 96 ค่า เป็นตัวแปรตาม ตัวแบบ ด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังของวินเทอร์แบบคูณ และวิธีการ
พยากรณ์รวม จากน้ันนาค่าความแตกต่างระหว่างค่าจริง
ของวิธีการพยากรณ์รวมท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้แสดงดังน้ี และค่าพยากรณ์มาคานวณค่า MAPE และ RMSE ตาม
สมการท่ี (5) แต่ t จะแทนช่วงเวลาของข้อมูลในอนุกรม
(Montgomery et al., 2006) เวลาชดุ ที่ 2 จานวน 12 คา่ วิธกี ารพยากรณท์ ่มี ีคา่ MAPE
และ RMSE ต่าท่สี ดุ จัดเป็นวธิ ที ี่มีประสิทธภิ าพสงู สดุ จงึ มี
Yˆ t  b1Yˆ1t  b2Yˆ 2t (6) ความเหมาะสมกบั อนกุ รมเวลาชดุ นี้มากท่ีสดุ

เมื่อ Yˆ1t และ Yˆ2t แทนคา่ พยากรณ์เดี่ยว ณ เวลา t จาก

วธิ ีท่ี 1 และวธิ ีที่ 2 ตามลาดับ ซ่ึงมีค่า MAPE และ RMSE

ของขอ้ มูลชดุ ท่ี 1 ตา่ ทส่ี ุดเป็น 2 อนั ดบั แรก

b1 และ b2 แทนค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยจากวิธี
กาลังสองนอ้ ยท่สี ดุ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีท่ีวิธีการพยากรณ์เด่ียว

มีค่าต่าสุดของเกณฑ์ MAPE และ RMSE แตกต่างกัน

ผู้วิจัยแนะนาให้พิจารณาเกณฑ์ MAPE เป็นอันดับแรก

เน่ืองจากเกณฑ์นี้ไม่มีหน่วย ค่าที่ได้จะอยู่ในรูปแบบของ

ร้อยละ เช่น ได้ค่า MAPE ไม่เกินร้อยละ 10 หมายความ

ว่า วิธีการพยากรณ์ท่ีพิจารณาให้ค่าพยากรณ์ที่มีความ

135

วารสารวจิ ยั และส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 130-143

ผลการวจิ ยั ปริมาณการส่งออกยางพาราในแต่ละปีมีการ
แจกแจงปรกติและมีความแปรปรวนเทา่ กนั ท่รี ะดบั นยั สาคญั
จากการพิจารณาลักษณะการเคล่ือนไหวของ 0.05 จึงตรวจสอบค่าเฉลี่ยในแต่ละปีโดยใช้การวิเคราะห์
อนุกรมเวลาชุดที่ 1 คือ ปริมาณการส่งออกยางพารา ความแปรปรวนทางเดียว พบว่าปริมาณการส่งออกใน
ตง้ั แต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2554 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. แต่ละปีมีค่าเฉล่ียแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ 0.05
2561 จานวน 96 ค่า (Figure 1) พบว่าปริมาณการ (ANOVA; F=5.975, p<0.0001) หมายความว่า อนุกรม
ส่งออกมีแนวโน้มทั้งเพ่ิมขึ้นและลดลง กล่าวคือเมื่อ เวลาชดุ นมี้ ีส่วนประกอบของแนวโนม้
พิจารณาปริมาณการส่งออกในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.
2554 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2556 พบว่าปริมาณการ ปริมาณการส่งออกยางพาราในแต่ละเดือนเม่ือ
ส่งออกมีแนวโน้มเพ่ิมขึ้น (t=4.894, p<0.0001) แต่เมื่อ ปรับแนวโน้มออกด้วยการหารมีการแจกแจงปรกติและ
พิจารณาปริมาณการส่งออกในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. มีความแปรปรวนเท่ากัน ที่ระดับนัยสาคัญ 0.05 จึง
2557 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 พบว่าปริมาณการ ตรวจสอบคา่ เฉลยี่ ในแตล่ ะเดือนโดยใช้การวิเคราะห์ความ
ส่งออกกลับมีแนวโน้มลดลง (t=-4.108, p=0.0001) โดย แปรปรวนทางเดียว พบว่าปริมาณการส่งออกในแต่ละ
ค า ด ว่ า ป ริม า ณ ก า รส่ ง อ อ ก น่ า จ ะ มี ค ว า ม ผั น แ ป ร ต า ม เดือนเม่ือปรับแนวโน้มออกด้วยการหาร มีค่าเฉล่ียแตกต่าง
ฤดูกาลรวมอยูด่ ้วย นอกเหนือจากการพิจารณากราฟของ กันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 (ANOVA;
อนุกรมเวลาเทียบกับเวลาแล้ว ผู้วิจัยยังได้ตรวจสอบว่า F=4.151, p-value<0.0001) หมายความวา่ อนุกรมเวลา
อนุกรมเวลาชุดนี้มีส่วนประกอบของแนวโน้มและความ ชดุ น้มี ีสว่ นประกอบของความผันแปรตามฤดูกาล
ผันแปรตามฤดูกาลจริงหรือไม่ โดยมีการตรวจสอบ
ดงั ตอ่ ไปนี้

Figure 1 Run plot for the export quantity of rubber during January 2011 to December 2018
136

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 130-143

ผลการพยากรณโ์ ดยวิธบี ็อกซ์−เจนกินส์ เท่ากันทุกช่วงเวลา (Levene statistic=0.534, p=0.874)

เนื่องจากอนุกรมเวลาชุดน้ีมที ้งั ส่วนประกอบของ ดังน้ันตัวแบบ SARIMA(1, 1, 0)(0, 1, 1)12 ไม่มีพจน์ค่า
แนวโน้มและความผันแปรตามฤดูกาล ผู้วิจัยจึงกาจัด คงตัว มีความเหมาะสม ซึ่งจากสมการท่ี (1) สามารถ

แนวโน้มออกโดยการหาผลต่างลาดับท่ี 1 (d=1) และ เขียนเปน็ ตวั แบบไดด้ ังนี้

กาจัดความผันแปรตามฤดูกาลออกโดยการหาผลต่าง    1 1B1 B 1 B12 Yt  1 1B12 t
ฤดูกาลลาดับที่ 1 (D=1) ได้กราฟ Autocorrelation   1 B  1B  1B2 1 B12 Yt  t  1t12
Function (ACF) แ ล ะ Partial Autocorrelation Function  1 B12  B  B13  1B  1B13  1B2  1B14 Yt  t  1t12
(PACF) หลังจากการแปลงข้อมูลแสดงดัง Figure 2 ซึ่ง
พบว่าอนุกรมเวลามีลักษณะคงท่ี จึงกาหนดตัวแบบ    Yt  1  1 Yt1  1Yt2  Yt12  1  1 Yt13  1Yt14  t  1t12
พยากรณ์ท่ีเป็นไปได้เร่ิมต้น คือ ตัวแบบ SARIMA(1, 1, 1)
    Yt  1  1 Yt1  Yt13  1 Yt2  Yt14  Yt12  t  1t12

(1, 1, 2)12 พร้อมกบั ประมาณค่าพารามิเตอร์ โดยตัวแบบ จากการแทนค่าประมาณพารามิเตอร์จะได้ตัวแบบ

พยากรณ์ท่ีมีพารามิเตอร์ทุกตัวมีนัยสาคัญท่ีระดับ พยากรณแ์ สดงดงั น้ี

0.05 คือ ตัวแบบ SARIMA(1, 1, 0)(0, 1, 1)12 ไม่มีพจน์    Yˆ t  0.66705 Yt1  Yt13  0.33295 Yt2  Yt14  Yt12  0.64019et12

ค่าคงตัว เมื่อตรวจสอบค0ุณ.6ล6ั7ก0ษ5ณYะtข1 องYคt่า13คลา0ด.3เ3ค2ล9่ือ5นYt2  Yt14  Yt12  0.64019et12 (7)

จากการพยากรณ์ ท่ีระดับนัยสาคัญ 0.05 พบว่าค่า เมอ่ื Yˆt แทนค่าพยากรณ์ ณ เวลา t

คลาด เคล่ื อน มี การแจกแจงป รกติ (Kolmogorov− Ytj แทนอนุกรมเวลา ณ เวลา t – j

Smirnov Z=0.610, p=0.850) มีการเคล่ือนไหวเป็ น etj แทนคา่ คลาดเคล่อื นจากการพยากรณ์ ณ เวลา

อิสระกัน (Runs test; Z=-1.435, p=0.151) มีค่าเฉล่ีย t–j

เท่ากับศูนย์ (t=-0.879, p=0.382) และมีความแปรปรวน t = 1 แทนเดือนมกราคม พ.ศ. 2554

Figure 2 ACF and PACF of the first difference, d=1, and the seasonal difference, D=1,
of the export quantity of rubber

137

วารสารวิจยั และส่งเสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 130-143

ผ ล ก า ร พ ย า ก รณ์ โด ย วิ ธี ก า ร ป รั บ เรี ย บ ด้ ว ย เส้ น โค้ ง statistic=0.785, p=0.654) ดังน้ันตัวแบบ พ ยากรณ์
เลขช้กี าลังทมี่ ฤี ดูกาลอยา่ งง่าย
ทีไ่ ด้มคี วามเหมาะสม ตวั แบบพยากรณแ์ สดงดังน้ี
จ า ก ก า รต ร ว จ ส อ บ คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ งค่ า
คลาดเคล่ือนจากการพยากรณ์โดยวิธีการปรับเรียบด้วย Yˆ t  243,087,315.96432  Sˆ t (8)
เส้นโค้งเลขชี้กาลังที่มีฤดูกาลอย่างง่าย ที่ระดับนัยสาคัญ
0.05 พ บว่าค่าคลาดเคลื่อนมีการแจกแจงปรกติ เม่ือ Yˆt แทนคา่ พยากรณ์ ณ เวลา t
(Kolmogorov−Smirnov; Z=0.809, p=0.529) มีการ
เค ลื่ อ น ไห ว เป็ น อิ ส ร ะ กั น (Runs test; Z=-1.436, Sˆt แทนดชั นีฤดกู าล ณ เวลา t รายละเอียดแสดงดัง
p=0.151) มีค่าเฉล่ียเท่ากับศูนย์ (t=-0.249, p=0.804)
และมีความแปรปรวนเท่ากันทุกช่วงเวลา (Levene Table 1 ซ่ึงสามารถอธิบายได้ว่า ปริมาณการส่งออก

ยางพาราของเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนของทุกปี

มีค่านอ้ ยกวา่ เดือนอ่นื ๆ เน่อื งจากมีค่าดัชนีฤดูกาลนอ้ ยกว่า 0

t = 1 แทนเดอื นมกราคม พ.ศ. 2554

Table 1 Seasonal index from simple seasonal exponential smoothing method

Month Seasonal Month Seasonal Month Seasonal
index index index
January May September
February 10,249,151 June -34,436,705 October -4,336,006
March 18,304,604 July -45,700,289 November 17,256,116
25,773,731 August -15,049,324 December 21,924,867
April -28,553,413 -1,894,961 36,461,787

ผ ล ก า ร พ ย า ก รณ์ โด ย วิ ธี ก า ร ป รั บ เรี ย บ ด้ ว ย เส้ น โค้ ง p=0.654) ดังนั้นตัวแบบพยากรณ์ท่ีได้มีความเหมาะสม
เลขชก้ี าลงั ของวินเทอร์แบบบวก ตัวแบบพยากรณแ์ สดงดังนี้
(9)Yˆtm  243,294,565.37244  37,615.83367m Sˆt
จ า ก ก า รต ร ว จ ส อ บ คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ งค่ า เมื่อ Yˆt แทนค่าพยากรณ์ ณ เวลา t + m โดยที่ m = 1
คลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์โดยวิธีการปรับเรียบด้วย แทนเดือนมกราคม พ.ศ. 2562
เสน้ โค้งเลขช้กี าลังของวนิ เทอร์แบบบวก ที่ระดบั นัยสาคัญ
0.05 พ บว่าค่าคลาดเคลื่อนมีการแจกแจงปรกติ Sˆt แทนดชั นฤี ดกู าล ณ เวลา t รายละเอียดแสดงดัง
(Kolmogorov−Smirnov Z=0.807, p=0.532) มี ก า ร Table 2 ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่า ปริมาณการส่งออก
เคล่ือนไหวเป็นอิสระกัน (Runs test; Z=-1.436, p=0.151) ยางพาราของเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนของทุกปี
มีค่าเฉล่ียเท่ากับศูนย์ (t=-0.271, p=0.787) และมีความ มีคา่ น้อยกวา่ เดือนอน่ื ๆ เนือ่ งจากมคี ่าดชั นีฤดกู าลน้อยกว่า 0
แปรปรวนเท่ากันทุกช่วงเวลา (Levene statistic=0.785,
t = 1 แทนเดือนมกราคม พ.ศ. 2554

138

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 130-143

Table 2 Seasonal index from Winters’ additive exponential smoothing method

Month Seasonal Month Seasonal Month Seasonal
index index index
January May September
February 10,458,375 June -34,379,657 October -4,431,084
March 18,475,765 July -45,681,274 November 17,123,006
25,906,848 August -15,068,339 December 21,753,723
April -28,458,332 -1,952,008 36,252,606

ผ ล ก า ร พ ย า ก รณ์ โด ย วิ ธี ก า ร ป รั บ เรี ย บ ด้ ว ย เส้ น โค้ ง เลขชี้กาลังของวินเทอร์แบบบวก และวิธีการปรับเรียบ
เลขช้ีกาลังของวนิ เทอร์แบบคณู ด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังของวินเทอร์แบบคูณ ได้ผลแสดง
ดัง Table 3 พบว่าวิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลข
จ า ก ก า รต ร ว จ ส อ บ คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ งค่ า ชี้กาลังท่ีมีฤดูกาลอย่างง่ายมีค่า MAPE และ RMSE
คลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์โดยวิธีการปรับเรียบด้วย ของข้ อมู ลชุ ดที่ 1 ต่ าท่ี สุ ด (MAPE=5.5951, RMSE=
เส้นโค้งเลขช้ีกาลังของวนิ เทอร์แบบคูณ ท่ีระดับนัยสาคัญ 23,983,116) และวธิ ีการปรบั เรยี บด้วยเส้นโค้งเลขชก้ี าลัง
0.05 พ บว่าค่าคลาดเคลื่อนมีการแจกแจงปรกติ ของวนิ เทอร์แบบบวกมีค่า MAPE และ RMSE ของข้อมูล
(Kolmogorov−Smirnov; Z=0.675, p=0.753) มีค่าเฉลี่ย ชุดที่ 1 ต่าเป็นอันดับที่ 2 (MAPE=5.6003, RMSE=
เท่ากับศูนย์ (t=-0.361, p=0.719) และมีความแปรปรวน 23,991,834) ดังน้ันผู้วิจัยจะใช้ค่าการพยากรณ์ของ
เท่ากันทุกช่วงเวลา (Levene statistic=0.785, p=0.654) วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังที่มีฤดูกาลอย่าง
แต่มีการเคล่ือนไหวไม่เป็นอิสระกัน (Runs test; Z= ง่าย และวิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังของ
-2.668, p=0.008) นั่นหมายความว่า ตัวแบบพยากรณ์ วินเทอร์แบบบวกในการสร้างตัวแบบพยากรณ์รวม โดย
โดยวิธีนี้ไม่มีความเหมาะสม จึงไม่นาเสนอตัวแบบไว้ ณ การประมาณค่าสัมประสิทธ์ิการถดถอยด้วยวิธีกาลังสอง
ทน่ี ้ี รวมถงึ จะไม่มีการนาตัวแบบไปพยากรณข์ ้อมลู ชุดท่ี 2 นอ้ ยที่สุด เม่ือกาหนดให้ค่าพยากรณ์ของวิธีการปรับเรียบ
เพื่อเปรยี บเทียบคา่ MAPE และ RMSE ด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังที่มีฤดูกาลอย่างง่าย และวิธีการปรับ
เรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังของวินเทอร์แบบบวกเป็น
ผลการพยากรณ์โดยวธิ ีการพยากรณร์ วม ตัวแปรอิสระ และใช้ข้อมูลปริมาณการส่งออกยางพารา
จากการคานวณค่า MAPE และ RMSE ของ ต้ังแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2554 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.
2561 จานวน 96 คา่ เปน็ ตัวแปรตาม
ข้อมูลชุดที่ 1 ของวิธีการพยากรณ ์เดี่ยว 4 วิธี คือ
วิธีบ็อกซ์−เจนกินส์ วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลข
ชี้กาลังที่มีฤดูกาลอย่างง่าย วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้ง

139

วารสารวจิ ัยและสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 130-143

Table 3 MAPE and RMSE of the first dataset

Criteria Box−Jenkins Simple Winters’ Winters’
seasonal additive multiplicative
MAPE 5.8913 5.5951 5.6003
RMSE 27,006,624 23,983,116 23,991,834 6.1167
25,767,761

เม่ือตรวจสอบคุณลักษณะของค่าคลาดเคล่ือน ผลการเปรยี บเทียบความถูกตอ้ งของคา่ พยากรณ์
จากการตรวจสอบข้อสมมุติของความคลาด
จากการพยากรณ์ ท่ีระดับนัยสาคัญ 0.05 พบว่าค่า
เคลื่อนที่ได้จากการพยากรณ์ ที่ระดับนัยสาคัญ 0.05
คลาดเคลื่ อน มี ก ารแจกแจงป รกติ (Kolmogorov− พบว่าตัวแบบพยากรณ์ของวิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้ง
เลขชกี้ าลงั ของวนิ เทอร์แบบคณู ไม่มคี วามเหมาะสม ดงั นั้น
Smirnov; Z=0.831, p=0.495) มีการเคลื่อนไหวเป็น จึ ง เป รี ย บ เที ย บ ค ว า ม ถู ก ต้ อ ง ข อ ง ค่ า พ ย า ก ร ณ์ จ า ก วิ ธี
บอ็ กซ−์ เจนกนิ ส์ ในสมการท่ี (7) วิธกี ารปรับเรยี บดว้ ยเส้น
อิสระกัน (Runs test; Z=-1.436, p=0.151) มีค่าเฉลี่ย โคง้ เลขชกี้ าลังท่ีมฤี ดกู าลอย่างง่าย ในสมการที่ (8) วิธีการ
ปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังของวินเทอร์แบบบวก
เท่ากับศูนย์ (t=0.164, p=0.870) และมีความแปรปรวน ในสมการท่ี (9) และวิธีการพยากรณร์ วม ในสมการที่ (10)
เท่าน้ัน โดยทาการพยากรณ์ข้อมูลชุดท่ี 2 หรือปริมาณ
เท่ ากั น ทุ ก ช่ ว งเว ล า (Levene statistic=0.785, p= การส่งออกยางพารา ต้ังแต่เดือนมกราคมถึงเดือน
ธันวาคม พ.ศ. 2562 จานวน 12 ค่า เพื่อคานวณค่า
0.654) ดังน้ันตัวแบบพยากรณ์รวมท่ีได้มีความเหมาะสม MAPE และ RMSE ไดผ้ ลแสดงดัง (Table 4)

ตวั แบบพยากรณ์รวมแสดงดังนี้

Yˆ t  10.43675Yˆ1t  9.43828Yˆ 2t (10)

เม่ือ Yˆt แทนค่าพยากรณ์รวม ณ เวลา t

Yˆ1t และ Yˆ2t แทนค่าพยากรณ์เดี่ยว ณ เวลา t จาก

วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังท่ีมีฤดูกาลอย่าง

ง่ายและวิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังของ

วนิ เทอรแ์ บบบวก ตามลาดับ

t = 1 แทนเดอื นมกราคม พ.ศ. 2554

Table 4 MAPE and RMSE of the second dataset

Criteria Box−Jenkins Simple Winters’ Combined
seasonal additive
MAPE 9.6755 7.9980 8.0972 7.9773
RMSE 29,103,148 24,630,683 24,749,247 23,854,350

140

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 130-143

จาก Table 4 พบวา่ วธิ ีการพยากรณร์ วมเป็นวธิ ี เนื่องมาจากอนุกรมเวลาปริมาณการส่งออกยางพารา
ท่ีมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากมีค่า MAPE และ RMSE มีแนวโน้มท้ังเพิ่มข้ึนและลดลง และอนุกรมเวลามีความ
ต่าที่สุด หรือให้ค่าพยากรณ์ที่มีความแตกต่างกับข้อมูล ผันแปรตามฤดูกาล กล่าวคือ เม่ือพิจารณาปริมาณการ
จริงน้อยท่ีสุด โดยมีความผิดพลาดจากการพยากรณ์ สง่ ออกในชว่ งเดือนมกราคม พ.ศ. 2554 ถึงเดือนธันวาคม
ปริมาณการส่งออกยางพาราร้อยละ 7.9773 (MAPE= พ.ศ. 2556 พบว่าปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มเพ่ิมขึ้น
7.9773) หรือมีความผิดพลาดจากการพยากรณ์ปริมาณ แต่เม่ือพิจารณาปริมาณการส่งออกในช่วงเดือนมกราคม
การส่งออกยางพารา 23,854,350 กิโลกรัม (RMSE= พ.ศ. 2557 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 พบว่าปริมาณ
23,854,350) ซึ่งทัง้ 2 เกณฑ์ท่ใี ช้ในการเปรยี บเทียบความ การส่งออกกลับมีแนวโน้มลดลง ซ่ึงหากพิจารณาใน
ถกู ต้องของค่าพยากรณ์ให้ผลเปน็ ไปในทิศทางเดยี วกัน จึง ภาพรวมของปริมาณการส่งออกในช่วงเดือนมกราคม
ทาให้นา่ เชอื่ ถือได้มากยง่ิ ขน้ึ วา่ วธิ ีการพยากรณ์รวมเป็นวธิ ี พ.ศ. 2554 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 อาจทาให้
ที่มีความเหมาะสมกับอนุกรมเวลาชุดนี้มากท่ีสุด สาหรับ แนวโน้มไม่ปรากฏชัดเจนนัก สาหรับความผันแปรตาม
วิธีการพยากรณ์ท่ีมีประสิทธิภาพรองลงมา คือ วิธีการ ฤดูกาล พบว่าปริมาณการส่งออกยางพาราของเดือน
ปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังที่มีฤดูกาลอย่างง่าย เมษายนถึงเดือนกันยายนของทุกปีจะต่ากว่าเดือนอ่ืนๆ
วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังของวินเทอร์แบบ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงอาจทาให้วิธีการปรับเรียบด้วยเส้น
บวก และวิธีบอ็ กซ์−เจนกนิ ส์ ตามลาดับ โค้งเลขช้ีกาลังท่ีมีฤดูกาลอย่างง่ายมีความเหมาะสม
มากกว่าวิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังของ
วจิ ารณ์ผลการวิจยั วินเทอร์แบบบวกและวิธีบ็อกซ์−เจนกินส์ ที่มีความ
เหมาะสมกบั อนุกรมเวลาทมี่ ที ้งั ส่วนประกอบของแนวโน้ม
จากการศึกษาคร้ังนี้พบว่า วิธีการพยากรณ์รวมมี และความผนั แปรตามฤดูกาล
ความเหมาะสมมากที่สุดในการพยากรณ์ปริมาณการ
ส่งออกยางพารา รองลงมาคือ วิธีการปรับเรียบด้วยเส้น ผลการศึกษาครั้งน้ีพบว่า วิธีการพยากรณ์รวม
โค้งเลขชี้กาลังท่ีมีฤดูกาลอย่างง่าย วิธีการปรับเรียบด้วย เป็นวิธีท่ีมีประสิทธิภาพสูงสุด อาจเนื่องมาจากวิธีการ
เส้นโค้งเลขชี้กาลังของวินเทอร์แบบบวก และวิธีบ็อกซ์− พยากรณ์รวมเป็นวิธีท่รี วมคา่ พยากรณ์เดยี่ วตง้ั แต่ 2 วธิ ีข้นึ ไป
เจนกินส์ ตามลาดับ เป็นทน่ี า่ สังเกตว่าวิธีการพยากรณ์ทีม่ ี เพ่ือให้ได้ค่าพยากรณ์ใหม่ที่มีค่าคลาดเคล่ือนน้อยท่ีสุด
ความเหมาะสมกับอนุกรมเวลาที่มีเพียงความผันแปรตาม โดยจะสามารถใช้ได้ดีในกรณีท่ีวิธีการพยากรณ์เด่ียวมี
ฤดูกาลเท่าน้ัน เช่น วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลข ความเหมาะสมกับอนุกรมเวลามากกว่า 1 วิธี (Manmin,
ชี้กาลังท่ีมีฤดูกาลอย่างง่ายกลับมีความเหมาะสมกับ 2006) สอดคล้องกับการศึกษาของ Keerativibool and
อนุกรมเวลาปริมาณการส่งออกยางพาราท่ีมีท้ังสว่ นประกอบ Kanjanasamranwong (2014) และ Riansut (2019) ท่ี
ของแนวโน้มและความผันแปรตามฤดูกาล ดังจะเห็นได้ พบว่า วิธกี ารพยากรณร์ วมมีความเหมาะสมมากท่ีสุด เม่ือ
จากค่า MAPE และ RMSE ของข้อมูลชุดที่ 1 ใน Table 3 ใช้วธิ ีการพยากรณ์รวมในการพยากรณ์ปรมิ าณการส่งออก
ท่ีพบว่า วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังที่มีฤดูกาล ยางพารา ต้ังแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563
อย่างง่ายมีค่า MAPE และ RMSE ของข้อมูลชุดที่ 1 ได้ผลแสดงดัง Table 5 และ Figure 3 ซ่ึงพบว่าปริมาณ
ต่าท่ีสุด อีกท้ังโปรแกรม SPSS เม่ือใช้ Expert Modeler การส่งออกยางพารามีแนวโน้มค่อนข้างคงตัว อย่างไร
ยังแนะนาว่าวิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังท่ีมี ก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของปริมาณการส่งออกยางพารา
ฤดูกาลอย่างง่ายมีความเหมาะสมมากท่ีสุด อาจ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น สถานการณ์ตลาด ปริมาณ
ความต้องการใช้ทั้งภายในและต่างประเทศ สภาวะ

141

วารสารวิจยั และส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 130-143

เศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา และราคาส่งออก เป็นต้น Montgomery et al. (2006) อีกทั้งเม่ือมีปริมาณการ
ดงั น้ันจงึ ควรพิจารณาตัวแปรเหล่าน้ีเพ่ือใช้ในการสรา้ งตัว ส่งออกยางพาราท่ีเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น หรือปริมาณ
แบบพยากรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น โดยการสร้าง การส่งออกมีความผันผวนเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยควรนาข้อมูลมา
เป็นตัวแบบถดถอย (Regression model) ซึ่งสามารถ ปรับปรุงตัวแบบ เพื่อให้ได้ตัวแบบพยากรณ์ท่ีมีความ
ศึกษาวิธีการสร้างตัวแบบลักษณะน้ีได้จากการศึกษาของ เหมาะสมสาหรับการพยากรณ์ค่าในอนาคตตอ่ ไป

Table 5 Forecast values of the export quantity of rubber from combined forecasting method

Time Forecast Time Forecast Time Forecast
values values values
JAN 2019 244,403,161 MAY 2019 199,801,752 SEP 2019 229,872,147
FEB 2019 252,450,523 JUN 2019 188,559,306 OCT 2019 251,435,209
MAR 2019 259,912,276 JUL 2019 219,167,358 NOV 2019 256,100,770
APR 2019 205,672,117 AUG 2019 232,305,545 DEC 2019 270,619,439

Figure 3 Comparison of the export quantity of rubber and its forecasts
from combined forecasting method

สรปุ ผลการวจิ ัย Yˆ t  10.43675Yˆ1t  9.43828Yˆ 2t

ก า ร วิ จั ย ค รั้ ง น้ี ไ ด้ น า เส น อ วิ ธี ก า ร ส ร้ า ง แ ล ะ เม่ือ Yˆ1t และ Yˆ2t แทนค่าพยากรณ์เด่ียว ณ เวลา t จาก
คัดเลือกตัวแบบพยากรณ์ท่ีเหมาะสมกับอนุกรมเวลา วิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขชี้กาลังท่ีมีฤดูกาลอย่าง
ปริมาณการส่งออกยางพารา ซ่ึงพบว่าวิธีการพยากรณ์รวม ง่ายและวิธีการปรับเรียบด้วยเส้นโค้งเลขช้ีกาลังของ
เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีตัวแบบพยากรณ์ดังน้ี วินเทอรแ์ บบบวก ตามลาดับ

142

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 130-143

กิตติกรรมประกาศ Montgomery, D.C., E.A. Peck and G.G. Vining.
2006. Introduction to Linear
ขอขอบคุณ สานักงานเศรษฐกิจการเกษตร Regression Analysis. 4th Ed.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่ีเอ้ือเฟื้อข้อมูลปริมาณการ New York: Wiley. 535 p.
ส่งออกยางพารา
Office of Agricultural Economics. 2020. Natural
เอกสารอ้างอิง rubber export statistics from 2011 to
2019. [Online]. Available http://impexp.oae.
Box, G.E.P., G.M. Jenkins and G.C. Reinsel. 1994. go.th/service/export.php?S_YEAR=2554&
Time Series Analysis: Forecasting and E_YEAR=2562&PRODUCT_GROUP=5265&
Control. 3rd Ed. New Jersey: Prentice PRODUCT_ID=&wf_search=&WF_SEARCH
Hall. 438 p. =Y#export (28 January 2020).

Keerativibool, W. 2014. Forecasting the export Riansut, W. 2018. Comparison of tangerine
quantity of rubber compound. prices forecast model by exponential
Srinakharinwirot Science Journal smoothing methods. Thai Journal
30(2): 41-56. [in Thai] of Science and Technology
7(5)(Suppl.): 460-470.
Keerativibool, W. and P. Kanjanasamranwong. [in Thai]
2014. Forecasting the prices of rubber
smoked sheets level 3. KKU Science . . 2019. Forecasting the value of
Journal 42(1): 235-247. [in Thai] natural rubber exports. Science
and Technology RMUTT Journal
Ket-iam, S. 2005. Forecasting Technique. 9(1): 115-127. [in Thai]
2nd Ed. Songkhla: Thaksin University.
328 p. [in Thai] Rmutphysics. 2020. Natural rubber.
[Online]. Available http://www.electron.
Manmin, M. 2006. Time Series and rmutphysics.com/sciencenews/index.php?o
Forecasting. Bangkok: Foreprinting. ption=com_content&task=view&id=141&
448 p. [in Thai] Itemid=0 (28 January 2020). [in Thai]

143

วารสารวิจยั และส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 144-156

ปจั จัยทีม่ ผี ลตอ่ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในการจดั การทรัพยากรปา่ ไม้
ในพ้ืนทป่ี ่าสงวนแห่งชาติป่าขนุ แม่ทา ตาบลแม่ทา อาเภอแมอ่ อน จังหวัดเชยี งใหม่
Factors Affecting People Participation in Forest Resource Management
in Pa Khun Mae Tha National Reserved Forest Area, Mae Tha Sub-district

Mae On District, Chiang Mai, Thailand

ณรงค์ เป็งเสา้ สายสกุล ฟองมูล* พหล ศกั ดค์ิ ะทศั น์ และพฒุ ิสรรค์ เครือคา
Narong Pangsao, Saisakul Fongmul*, Phahol Sakkatat and Phutthisun Kruekum

สาขาวชิ าพฒั นาทรพั ยากรและส่งเสรมิ การเกษตร คณะผลติ กรรมการเกษตร มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ เชียงใหม่ 50290
Department of Resources Development and Agricultural Extension, Faculty of Agricultural Production

Maejo University, Chiang Mai, Thailand 50290
*Corresponding author: [email protected]

Abstract Received: November 22, 2019
Revised: February 06, 2020
Accepted: June 11, 2020

The objectives of this qualitative and quantitative study were to explore factors affecting
people participation in the management of forest resource in Pa Khun Mae tha national reserved
forest, Mae Tha sub–district, Mae on district, Chiang Mai and find a guideline for sustainable management
of the forest resource. A sample group consisted of 368 out of 4,558 people in Mae Tha sub–district
and they were obtained by simple random sampling method. Data were collected through questionnaire
and focus group discussion conducted with executives of a local administrative organization, village
leaders on forest resource management and senior citizens in the village. Obtained data were analyzed
by using descriptive statistics and multiple regression analysis, the statistical significance level was
set at 95%.

The results showed that there was a statistically significant relationship at 99% between the
participation in the management of forest resource and the following: sex, training/education. And
perception of data on forest resource management. Regarding a guideline sustainable management of
the forest resource, there were 5 forms as follows: 1) forest management for conservation; 2) forest
management for and supporting the sub-district development; 3) forest management for economy
and society; 4) sustainable forest; 5) promotion of community, participation. For suggestions, the
government should agree with people in Mae Tha sub–district to take care of the forest resource for
their highest benefit and the Royal Forest Department.

Keywords: participation, forest resource management, national reserved forest

144

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 144-156

บทคดั ย่อ คาสาคัญ: การมสี ่วนรว่ ม การจดั การทรพั ยากรปา่ ไม้
ป่าสงวนแหง่ ชาติ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัย
ที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการ คานา
ทรัพยากรป่าไม้ และแนวทางในการจัดการทรัพยากร
ป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่ทา ตาบลแม่ทา ประเทศไทยเป็นประเทศหนง่ึ ในเอเชยี ตะวันออก
อาเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัย เฉียงใต้ท่ีมีพื้นที่ป่าไม้ขึ้นปกคลุมอยู่ในป่าเขตร้อนบริเวณ
เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณร่วมกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน เส้นศูนย์สูตร มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลาย และ
การวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ประชาชนตาบลแม่ทา จานวน เอื้ออานวยต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต เป็นแหล่งที่
ท้ังสิ้น 368 คน ซึ่งได้มาจากการสมุ่ ตัวอยา่ งแบบง่าย จาก อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและสัตว์นานาชนิด อย่างไรก็ตาม
จานวนประชากร 4,558 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยยังคงมีปริมาณลดลงอย่าง
ได้แก่ แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม (Focus group ต่อเนื่อง ในอดีตพื้นทีป่ ่าตามธรรมชาติเหล่านี้ เมื่อปี พ.ศ.
discussion) โดยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้บริหาร 2504 มีพื้นที่การปกคลุมมากถึงร้อยละ 53 ของพื้นที่
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นาหมู่บ้าน และผู้อาวุโส ประเทศ หรือประมาณ 171 ล้านไร่ (Santisuk, 2012)
ในชุมชน จานวน 9 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 การที่พื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่าง
เชิงปริมาณ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การถดถอยพหุคูณ ต่อเนื่อง ภาครัฐจึงได้กาหนดนโยบายป่าไม้แห่งชาติข้ึน
(Multiple regression analysis) กาหนดค่านัยสาคัญ เพื่อเป็นแนวทางในการคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้ของชาติ
ทางสถิติที่ระดับความเชื่อมันร้อยละ 95 และการ โดยนโยบายดังกล่าวกาหนดว่า ประเทศไทยควรมีพื้นที่
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เน้อื หา ป่าไม้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 128
ล้านไร่ จึงได้มีการจัดตั้งป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่ทาข้ึน
ผลการศึกษาพบว่า ปจั จัยทม่ี ีผลตอ่ การมีส่วนร่วม เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ป่าไม้มีปริมาณลดลง มีเนื้อท่ีจัดต้ัง
ของประชาชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ในพื้นท่ี เร่ิมแรกรวมทงั้ สนิ้ 236.24 ตารางกิโลเมตร หรอื 147,656
ศึกษา ได้แก่ เพศ การฝึกอบรมและดูงาน การรับรู้ข้อมูล ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 รัฐบาลได้ประกาศยกเลิก
ขา่ วสารดา้ นการจัดการทรพั ยากรป่าไม้มคี วามสัมพันธ์กับ สัมปทานทาไม้ในพื้นที่ป่าบกทั้งหมดทั่วประเทศ ในปัจจุบัน
การมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างมี เหลือพื้นที่ป่าคงสภาพ 218.07 ตารางกิโลเมตร หรือ
นัยสาคัญยิ่งทางสถิติที่ระดับความเชื่อมันร้อยละ 99 การ 136,295 ไร่ แบ่งออกเป็น ป่าอนุรักษ์ 0.22 ตาราง
สนทนากลุ่มสรุปได้ว่า แนวทางในการจัดการทรัพยากร กโิ ลเมตร หรอื 134.85 ไร่ ปา่ เพอ่ื เศรษฐกจิ 26.53 ตาราง
ป่าไม้อย่างยั่งยืน มี 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) การจัดการป่าไม้ กิโลเมตร หรือ 16,581 ไร่ ป่าเพื่อการอนุรักษ์ 209.72
เพื่อการอนุรักษ์ 2) การจัดการป่าไม้เพื่อสนับสนุนการ ตารางกิโลเมตร หรือ 131,075 ไร่ (Royal Forest Department,
พัฒนาตาบล 3) การจัดการป่าไมเ้ พื่อเศรษฐกจิ และสังคม 2016) ส่วนที่ส่งผลต่อการประกาศพื้นที่คุ้มครองป่าไม้
4) การปฏิรูปการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน 5) การ ทาให้ประชาชนตาบลแม่ทาทุกภาคส่วนได้รวมตัวกัน
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีข้อเสนอแนะว่า จัดการทรัพยากรปา่ ไม้แบบมสี ว่ นรว่ ม เพื่อลดปญั หาความ
ควรให้รัฐบาลยอมรับประชาชนตาบลแม่ทา อาเภอแม่ ขดั แยง้ ในการใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรปา่ ไม้ และพฒั นา
ออน จังหวัดเชียงใหม่ ให้ดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้เอง ทรพั ยากรป่าไม้ให้เกิดความยง่ั ยนื
เพอื่ ประโยชน์สงู สดุ ของประชาชนตาบลแม่ทาและกรมปา่ ไม้

145


Click to View FlipBook Version