The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร ปีที่ 38 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by raemju, 2022-02-09 23:25:42

ปีที่ 38 ฉบับที่ 2 (Vol.38 No.2)

วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร ปีที่ 38 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2564

Keywords: journal,Maejo

วารสารวจิ ยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(2): 46-56

เน้ือเย่ือเก่ียวพันหรือส่วนท่ีให้ความยืดหยุ่นกับผิวที่ อุปกรณแ์ ละวิธกี าร
เรียกว่าอีซีเอ็ม (Extracellular matrix, ECM) ซ่ึงได้แก่
คอลลาเจน และอิลาสติน เป็นต้น (Limtrakul et al., การสกัดตัวอยา่ งดอกเกก๊ ฮวยอนิ ทรยี ์
2016; Zakiah et al., 2018) ส่งผลเกิดการเส่ือมสภาพ ตัวอย่างดอกเก๊กฮวยอินทรีย์ทาการรับซื้อจาก
ของเซลล์ต่างๆ เกิดร้ิวรอย ผิวแห้ง และขาดความชุ่มช้ืน
(Kanlayavattanakul, 2016) นอกจากนี้การสัมผัสกับ โครงการส่งเสริมการผลิตเก๊กฮวยอินทรีย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้
รังสียูวียังเป็นเป็นสาเหตุทาให้เกิดการสังเคราะห์เม็ดสีเม จังหวัดเชียงใหม่ โดยนาดอกเก๊กฮวยอินทรีย์แห้งปริมาณ
ลานินเพื่อป้องกันอันตรายจากรังสียูวี อีกนัยหนึ่งสภาวะ 100 g มาทาการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในน้ากลั่น
ที่มีการผลิตเม็ดสีเมลานินเป็นจานวนมากมักส่งผลทาให้ ปริมาตร 4,000 ml ที่อุณ หภูมิ 90°ซ. นาน 60 นาที
เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผิว หรืออาจเกิดกระ−ฝ้า จากน้ันปั่นเหวี่ยงที่ความเร็ว 4,000 รอบต่อนาที นาน 5
(D’Orazio et al., 2013) โดยเอนไซม์ที่ทาหน้าที่ในการ นาที และกรองผ่านกระดาษกรอง Whatman No.1 ทา
สังเคราะห์เมลานิน คือ เอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) การแยกตัวทาละลายออกด้วยเครื่องกล่ันระเหยสาร
ทาหน้าที่เปลี่ยน L-tyrosine ให้กลายเป็น L-DOPA แบบหมนุ และทาให้แหง้ ด้วยวธิ แี ชเ่ ยือกแขง็
(L-3,4-dihydroxyphenylalanine) จากน้ันออกซิเดชัน
L-DOPA เป็น DOPA-quinone จนกระทั่งกลายเป็นเมลานิน การทดสอบพฤกษเคมี
(Zolghadri et al., 2019) ดังน้ันสารท่ีสามารถยับยั้งการ 1. ส า ร ป ร ะ ก อ บ ฟี น อ ลิ ก ท้ั ง ห ม ด
ทางานของกระบวนการดังกล่าวจึงมีความสาคัญในการ
เป็นสารผสมในเครื่องสาอางบารุงผิวเพื่อช่วยลดเลือน (Hammerschmidt and Pratt, 1 9 7 8 ) วิ เค ร า ะ ห์
ริ้วรอย ปรับสภาพผิวให้กระจ่างใส รวมถึงลดภาวการณ์ สารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด โดยนาตัวอย่างสารสกัด
แก่ของผวิ หรอื ผวิ หนังเส่อื มสภาพกอ่ นวยั อนั ควรได้ 200 µL ผสมร่วมกับ 10% Folin-Ciocalteu’s reagent
ปริมาตร 1,000 µL และ 7.5% Na2CO3 ปริมาตร 800
ด้วยสาเหตุดังกล่าวงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ µL จากนั้นเขย่าและต้ังท้ิงไว้นาน 60 นาที เมื่อครบ
ในการเพิม่ มูลค่าดอกเก๊กฮวยอินทรียม์ าใช้เปน็ สารชีวภาพ ระยะเวลาทาการวัดค่ากลืนดูดกลืนแสง (Optical
ในเครื่องสาอางบารุงผิว โดยทาการประเมินปริมาณ Density, OD) ท่ี 765 nm ผ ล ก า ร ท ด ล อ ง ท า ก า ร
สารสาคัญและฤทธทิ์ างชีวภาพท่ีเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เปรียบเทียบกับค่าการดูดกลืนแสงของสารมาตรฐาน
ผิวของสารสกัดดอกเก๊กฮวยอินทรีย์ ซึ่งผลจากการศึกษา กรดแกลลิก และรายงานในรูปของ mg gallic acid
ในคร้ังน้ีจะช่วยเพิ่มมูลค่าดอกเก๊กฮวยอินทรีย์ที่มีผลผลิต equivalent/g extract (mg GAE/g extract)
เกินความต้องการของตลาดหรือคุณภาพตกเกรดให้มี
มูล ค่าเพ่ิ ม จาก การแ ป รรูป เป็ น สารส กัด ท่ี น าม าใช้ เป็ น 2. ส า ร ป ร ะ ก อ บ ฟ ล า โว น อ ย ด์ ท้ั ง ห ม ด
ส่วนผสมในเครอ่ื งสาอางบารุงผวิ (Stanković, 2011) นาตัวอย่างสารสกัดที่ละลายด้วย
เมทานอลปริมาตร 1,000 µL ผสมร่วมกับ 2% AlCl3
ปริมาตร 1,000 µL จากน้ันเขย่าและตั้งทิ้งไว้นาน 60 นาที

48

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 46-56

และวัดค่า OD ท่ี 415 nm ผลการท ด ลองท าการ แกลลิกโดยรายงานในรูปของ mg gallic acid equivalent
เปรียบเทียบกับค่า OD ของสารมาตรฐานเคอร์ซิตินและ antioxidant capacity (mg GEAC/g extract)
รายงานในรูปของ mg quercitin equivalent/g extract
(mg QE/g extract) ฤทธ์ิการขจดั อนุมลู ซปุ เปอร์ออกไซด์ (Nishikimi et al., 1972)
วิเคราะห์ฤทธิ์การขจัดอนุมูลซุปเปอร์ออกไซด์
3. สารเคอร์ซิติน ทาการตรวจวัดเคอร์ซิติน
โดยการส่งตรวจวิเคราะห์ ณ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง โดยทาการเตรียมสารละลายท้ังหมดใน 100 mM
(ประเทศไทย) จากัด จังหวัดเชียงใหม่ ด้วย Liquid Phosphate buffer (pH 8) โดยนาตวั อยา่ งสารสกดั 100
chromatography–mass spectrometry (LC-MS) ตามวิ ธี µL (ชุดควบคุมใช้ Phosphate buffer) ผสมร่วมกับ 156
การอ้างอิงของ Peñarrieta et al. (2007) โดยผลปริมาณ µM Nitrotetrazolium blue chloride (NBT) ปริมาตร
เคอรซ์ ิตนิ รายงานในคา่ ของ mg/kg ของน้าหนกั สารสกดั แหง้ 1,000 µL สารละลาย 468 µM NADH ปริมาตร 1,000
µL และ 60 µM Phenazine methosulphate (PMS)
การทดสอบฤทธ์กิ ารขจัดอนุมลู อสิ ระ ปริมาตร 100 µL จากน้ันเขย่าให้เข้ากันและต้ังท้ิงไว้นาน
ฤทธ์กิ ารขจัดอนมุ ูลเอบที เี อส (Re et al., 1999) 5 นาที ทาการวัดค่า OD ท่ี 560 nm ผลการทดลอง
เปรียบเทียบกับสารมาตรฐานกรดแกลลิกเช่นเดียวกับ
วิเคราะห์ฤทธ์ิการขจัดอนุมูลเอบีทีเอส โดย อนุมูลดีพีพีเอช
เตรียมสารละลายอนุมูลด้วยการผสม ABTS (2, 2’-
azino-bis (3-ethylbenzthiazoline-6-sulfonic acid)) การทดสอบฤทธ์กิ ารยบั ยัง้ เอนไซม์
ความเข้มข้น 7 mM กับ 2.45 mM K2S2O8 ในอัตราส่วน ฤทธก์ิ ารยับย้งั เอนไซม์คอลลาจเิ นส (Zakiah et al., 2018)
1:0.5 โดยปริมาตร จากน้ันตง้ั ท้ิงไวใ้ นท่มี ดื นาน 12 ช่วั โมง
และเจือจางให้มีค่า OD ที่ 734 nm เท่ากับ 0.7±0.5 ทาการวิเคราะห์ใน 96-well plate โดยเติม
ก่อนนาไปใช้งาน ในการทดลองนาตัวอย่างสารสกัด 200 ตัวอย่างสารสกดั ท่ี 50 µL (ชดุ ควบคมุ ใช้ Tricine buffer)
µL (ชุดควบคมุ ใช้น้ากลั่น) ผสมกบั สารละลายอนุมูลเอบีที ร่วมกับ 50 mM Tricine buffer (pH 7.5) และเอนไซม์
เอส 1,800 µL และต้งั ท้ิงไว้นาน 6 นาที ทาการวดั ค่า OD คอลลาจิเนสจาก Clostridium histolyticum (type I)
ท่ี 743 nm เปรียบเทียบผลการทดลองกับสารมาตรฐาน ความเข้มข้น 125 U/mL จากนั้นต้ังทิ้งไว้นาน 15 นาที
โทรลอกซ์ โดยรายงานในรปู ของ mg trolox equivalent และเติมซับสเตรท 0.5 mM FALGPA (N-[3-(2-Furyl)
antioxidant capacity/g extract (mg TEAC/g extract) acryloyl]-L-Leu-Gly-L-Pro-L-Ala) ป ริ ม า ต ร 50 µL
จากน้ันทาการวัดค่า OD ทันที ที่ 340 nm นาน 20 นาที
ฤทธกิ์ ารขจดั อนมุ ลู ดีพพี เี อช (Mensor et al., 2001) แล ะใช้ Epigallocatechin gallate (EGCG) เป็ น สาร
ทาการวิเคราะห์ฤทธ์ิการขจัดอนุมูลดีพีพีเอช มาตรฐาน

(2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl; DPPH•) โดยนา ฤทธิ์การยับยัง้ เอนไซม์ไทโรซเิ นส (Masuda et al., 2005)
ตัวอย่างสารสกัด 400 µL (ชุดควบคุมใช้เมทานอล) การทดสอบฤทธ์ิการยับเอนไซม์ไทโรซิเนสด้วย
ผสมร่วมกับสารละลายดีพีพีเอช (ความเข้มข้น 0.3 mM
ในเมทานอล) ปริมาตร 2,000 µL จากน้ันเขย่าและตั้งทิ้ง วิธี Dopachrome โดยเตรียมเอนไซม์ไทโรซิเนสจากเห็ด
ไว้ในที่มืดนาน 20 นาที ทาการวัดค่า OD ท่ี 517 nm 200 U/mL และซับสเตรท L-DOPA (3,4-Dihydroxy-L-
และเปรียบเทียบผลการทดลองกับสารมาตรฐานกรด phenylalanine) ความเข้มข้น 2.5 mM ใน 20 mM

49

วารสารวิจัยและสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(2): 46-56

Phosphate buffer (pH 6.8) ทาการทดสอบใน 96- ท่ีปราศจากสารสกัด และ Abssample คือ คา่ การดูดกลนื แสง
well plate โดยแต่ละหลมุ ประกอบด้วยตัวอยา่ งสารสกัด ชุดทดลองที่เตมิ สารสกัด
20 µL (ชุดควบ คุมใช้ Phosphate buffer) ผสมกับ
สารละลายเอนไซม์ไทโรซิเนส 40 µL และ phosphate buffer ผลการวจิ ัย
140 µL จากนั้นบ่มไว้นาน 10 นาที และเติมซับสเตรท
L-DOPA ปรมิ าตร 40 µL เพื่อเรมิ่ ปฏกิ ิริยา จากนัน้ บ่มอีก การทดสอบทางพฤกษเคมีของสารสกัดเกก๊ ฮวย
คร้ังนาน 20 นาที ท่ีอุณหภูมิห้อง ผลการทดลองทาการ ดอกเกก๊ ฮวยอนิ ทรีย์อบแห้งถูกนามาสกดั ดว้ ยน้า
วัดค่า OD ท่ี 492 nm ด้วยเคร่ือง Microplate reader
และใช้กรดโคจิกเป็นสารมาตรฐานประสิทธิภาพการขจัด และทาให้แห้งด้วยวิธีแช่เยือกแข็ง พบว่าให้ปริมาณ
อนุมูลอสิ ระและฤทธิก์ ารยบั ยง้ั เอนไซม์ (%Inhibition) ทา ผลผลิตของสารสกัดเก๊กฮวยมีค่าอยู่ในช่วง 33.00-45.00%
การคานวณดังสมการ เมื่อนามาวิเคราะห์สารพฤกษเคมีในสารสกัดดอกเก๊กฮวย
Inhibition activity (%) พบวา่ สารสกัดดอกเกก๊ ฮวย 1 กรมั มสี ารประกอบฟนี อลิก
= [(Abscontrol – Abssample) / (Abscontrol)] x 100 และสารประกอบฟลาโวนอยด์ทั้งหมดมีค่าเท่ากับ 72.28
โดยที่ Abscontrol คือ คา่ การดดู กลนื แสงของชดุ ควบคมุ mg GAE และ 16.54 mg QE ตามลาดับ โดยมีปริมาณ
เคอรซ์ ติ ินเท่ากับ 402.47 mg/kg (Table 1)

Table 1 Phytochemical contents of organic C. indicum extract

Content Total phenolic content Total flavonoid content Quercetin
C. indicum (mg GAE/g extract) (mg QE/g extract) (mg/kg)

72.28 ± 2.00 16.54 ± 0.12 402.47

Values were expressed as means ± standard deviation (n = 3).

ฤทธิ์การขจัดอนมุ ลู อสิ ระ ฤทธ์ิการขจดั อนมุ ลู ดีพีพีเอช
ฤทธ์ิการขจดั อนุมูลเอบที เี อส การทดสอบฤทธ์ิการขจัดอนุมูลดีพีพีเอชอาศัย

การทดสอบฤทธิ์การขจัดอนุมูลเอบีทีเอส อาศัย หลกั การของสารสกดั มีการใหอ้ ะตอมของไฮโดรเจน ซงึ่ จะ
หลักการของสารสกัดมีการรีดักชันอนุมูลผ่านการให้ ทาให้อนุมูลดังกล่าวเปล่ียนสีจากสีม่วงกลายเป็นสีเหลือง
อิเลก็ ตรอนทาให้อนุมูลที่มีสเี ขียวปนน้าเงนิ จางลง ผลการ พบว่าสารสกัดดอกเก๊กฮวยสามารถขจัดอนุมูลดีพีพีเอช
ทดลองพบว่า สารสกัดดอกเก๊กฮวยความเข้มข้น 0.10- โดยสารสกัดดอกเก๊กฮวยความเข้มข้น 0.10–0.50 mg/ml มี
0.50 mg/ml สามารถขจัดอนุมูลโดยมีค่า %Inhibition คา่ %Inhibition อยใู่ นชว่ ง 17.16-68.04 % (Figure 1B)
อยู่ในช่วง 26.92-97.61% (Figure 1A) เมื่อเปรียบเทียบ เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับกรดแกลลิกพบว่า
ประสทิ ธิภาพกบั โทรลอกซ์ (อนุพันธ์ของวติ ามิน E) พบว่า มีค่าเท่ากับ 15.97 mg GEAC/g extract และเม่ือพิจารณา
มีค่าเท่ากับ 156.41 mg TEAC/g extract และเม่ือ ค่า IC50 พบวา่ มคี า่ เท่ากบั 0.32 mg/ml (Table 2)
พิจารณาค่า IC50 (ปริมาณสารสกัดดอกเก๊กฮวยในการ
ยับย้ังอนุมูลดังกล่าวได้ 50%) พบว่ามีเท่ากับ 0.22 mg/ml 50
(Table 2)

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 46-56

ฤทธ์กิ ารขจดั อนุมูลซุปเปอร์ออกไซด์ ชวี โมเลกุลต่างๆ ชนิดน้ี โดยพบว่าสารสกัดท่ีความเข้มข้น
ผ ล ก า ร ท ด ล อ ง พ บ ว่ า ส า ร ส กั ด ด อ ก เก๊ ก ฮ ว ย 1.00-9.00 mg/ml มีค่า %Inhibition เท่ากับ 5.82-
45.99 (Figure 1C) เมื่อทาการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ
มปี ระสิทธภิ าพในการขจัดอนุมูลซุปเปอรอ์ อกไซด์ ซึ่งเป็น กับสารมาตรฐานกรดแกลลิกพบว่ามีค่าเท่ากับ 138.28
อ นุ มู ล อิ ส ร ะ ใน ก ลุ่ ม ที่ มี อ อ ก ซิ เจ น เป็ น อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ mg GEAC/g extract และพบว่ามีค่า IC50 เท่ากับ 9.39
(Reactive Oxygen Species; ROS) มี ผ ล ท า ให้ เกิ ด mg/ml (Table 2)
ความเสียหายต่อโครงสร้างของผิวผ่านการทาลายสาร

Table 2 Antioxidant capacities of organic C. indicum extract

Substance ABTS assay DPPH assay Superoxide assay

IC50 mg TEAC/g IC50 mg GEAC/g IC50 mg GEAC/g
(mg/ml) extract (mg/ml) extract (mg/ml) extract

C. indicum 0.22 ± 0.00 156.41 ± 1.95 0.32 ± 0.00 15.97 ± 0.22 9.39 ± 0.98 138.28 ± 15.08
Trolox 0.04 ± 0.00 - - -
Gallic acid - - --
- 0.05 ± 0.00
1.37 ± 0.05 -

Values were expressed as means ± standard deviation (n = 3).

100 โทรTลrอoกloซx์ (A) 100 กรดGแaกllลicลaิกcid (B)
80 ดอกCเ.กin๊กdฮวicยuดmอกบาน 80 ดอกCเ.กinก๊ dฮiวcยuดmอกบาน
%inhibition (ABTS)60 60
%inhibition (Superoxide)40-2 -1.5 -1 -0.50 40 -2.5 -1.5 -0.5 0.5
20 20
%inhibition (DPPH)0Log concentration (mg/ml)0Log concentration (mg/ml)

-2.5 -3.5

100 กรดGแaกllลicลิกacid (C)
80 ดอกCเ.กiก๊nฮdวicยuดmอกบาน
60
40 -0.5 0 0.5 1 1.5
20
0 Log concentration (mg/ml)

-1

Figure 1 Antioxidant activity: ABTS (A), DPPH (B), and superoxide (C) radical scavenging activities
organic C. indicum extract
Values were expressed as means ± standard deviation (n = 3).

51

วารสารวิจยั และสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 46-56

ฤทธิก์ ารยบั ยง้ั เอนไซม์ ฤทธ์กิ ารยบั ยั้งเอนไซม์ไทโรซเิ นส
ฤทธิก์ ารยบั ยง้ั เอนไซมค์ อลลาจเิ นส สารสกัดดอกเก๊กฮวยสามารถยับย้ังเอนไซม์

สารสกัดดอกเก๊กฮวยมีประสิทธิภาพสูงในการ ไทโรซิเนสได้โดยท่ีความเข้มข้น 100.00 mg/ml มี
ยับย้ังเอนไซม์คอลลาจิเนส โดยสารสกัดดอกเก๊กฮวย ประสิทธิภาพในการยับยั้งสูงที่สุดเท่ากับ 48.23±0.37%
ความเข้มข้น 1.00 mg/ml มปี ระสิทธภิ าพในการยับย้งั ได้ ส่วนสารมาตรฐานกรดโคจกิ ท่ีความเข้มข้น 1.00 สามารถ
เท่ากับ 43.27±2.05% ส่วนสารมาตรฐาน EGCG ความ ยับยั้งได้ 79.33±0.69% (Figure 2B) และเมื่อพิจารณา
เข้ ม ข้ น 0.01 mg/ml ส า ม า ร ถ ยั บ ยั้ ง ได้ เท่ า กั บ ค่า IC50 ของสารสกัดดอกเก๊กฮวยพบว่ามีค่าเท่ากับ
48.00±1.73% (Figure 2A) ส่วนค่า IC50 ของสารสกัด 102.11±0.05 mg/ml
ดอกเก๊กฮวยพบวา่ มคี า่ เทา่ กับ 2.33±0.45 mg/ml

100 Collagenase inhibition (%) (A) 100 (B)
80 Tyrosinase inhibition (%) 80
60 0.5 1.00 EGGECGG(C0.01 60 80 100 KoKjiocjicacaicdid(1
40 (0m.01g/mmg/Lm) l) 40 (m1 mg/gm/mL)l)
20 20
0 37.43 43.27 48.00 0 31.47 48.23 79.33168317

%Inhibชiดุtiขo้อnมูล1 %Inhibชiุดtขioอ้ nมลู 1

Concentration (mg/ml) Concentration (mg/ml)

Figure 2 Effect of organic C. indicum on collagenase (A), and tyrosinase inhibition activities (B)
Values were expressed as means ± standard deviation (n = 3).

วิจารณผ์ ลการวิจยั สลายของคอลลาเจน เป็นต้น (Malinowska, 2013)
นอกจากน้ียังตรวจพบเคอร์ซิตินในสารสกัดดอกเก๊กฮวย
สารออกฤท ธ์ิท างชีวภ าพ ท่ี ได้รับ จากพื ช ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยปรับสภาพผิวให้กระจ่างใสโดย
ธรรมชาติส่วนใหญ่ เป็นสารเมแทบอไลท์ทุติยภูมิ ยับย้ังกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Choi and Shin,
โดยเฉพาะสารประกอบกลุ่มฟีนอลิกซึ่งมีประสิทธิภาพสูง 2015) โดยพบว่าความเข้มข้น 5-50 µM สามารถยับย้ัง
ในการใช้เป็นสารช่วยบารุงผวิ ในเครื่องสาอาง เน่ืองจากมี การสังเคราะห์เมลานินได้ดีในเซล B16F10 Melanoma
คุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งเอนไซม์ไทโร cells (Kim, 2012)
ซเิ นส ยบั ย้งั เช้อื จุลนิ ทรยี ์ ชว่ ยปอ้ งกันผวิ หนงั จากอนั ตราย
ของรังสียูวี เป็นต้น (Ribeiro et al., 2015; Anitha, จากการศึกษาด้านฤทธิ์ชีวภาพที่เป็นประโยชน์
2012) ผลการทดลองพบว่าสารสกัดดอกเก๊กฮวยอินทรีย์ ต่อผิวในครั้งน้ีพบว่า สารสกัดดอกเก๊กฮวยอินทรีย์มี
ตรวจพบสารสาคัญกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ ซ่ึงมี คุณสมบัติที่ดีในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากการ
รายงานว่ามีฤทธิ์ทางด้านเภสัชวิทยาในการต้านการ ทดสอบฤทธิ์การขจัดอนุมูลเอบีทีเอส ดีพีพีเอช และ
อกั เสบ ปอ้ งกันผิวจากรงั สียวู ี (Tungmunnithum et al., ซุปเปอร์ออกไซด์ โดยที่อนุมูลซุปเปอร์ออกไซด์จัดเป็น
2018) ปอ้ งกันการเกดิ Lipid oxidation ป้องกนั การยอ่ ย อนุมูลชนดิ แรกในรา่ งกายท่ีมีบทบาทสาคัญในการทาลาย
เซลล์และเนื้อเย่ือต่างๆ อย่างรุนแรง โดยการสร้างอนุมูล

52

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 46-56

ใน กลุ่ม ROS ชนิดอ่ืน ๆ เช่น Singlet oxygen และ เอทานอลมีฤทธ์ิชีวภาพท่ีเป็นประโยชน์ต่อผิว ช่วยลดเลือน
อนุมูลไฮดรอกซิล (Sasikumar and Kalaisezhiyen, ริว้ รอย และเพิ่มความกระจ่างใสใหผ้ วิ อย่างไรก็ตามควรมี
2014) ซึ่งเก่ียวข้องกับการแก่ของผิวหนังที่มีสาเหตุหลัก การศึกษาเพ่ิมเติมด้านประสิทธิภาพการชะลอวัยของสาร
มาจากภาวะความเครียดออกซิเดชัน ซ่ึงเก่ียวข้องกับ สกัดดอกเก๊กฮวยในเซลล์เพาะเล้ียงของผิวหนัง หรือใน
อนุมูลอิสระกลุ่มที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ โดยสาร อาสาสมคั รเพิ่มเตมิ เพื่อยนื ยนั ประสิทธิภาพดังกล่าว
ต้านอนุมูลอิสระมีรายงานว่ามีประสิทธิภาพในการช่วย
ป้องกันเซลล์จากภาวะดังกล่าว เช่น ยับยั้งการเกิดอนุมูล สรุปผลการวจิ ัย
อิสระ ขัดขวางปฏิกิริยาลูกโซ่ของออโตออกซิเดชัน ซึ่งทา
ให้ช่วยชะลอหรือป้องกันการแก่ของผิวหนัง หรือการ การศึกษาครั้งน้ีแสดงให้เห็นว่าสารสกัดด้วยน้า
เสื่อมสภาพของผิวหนังได้ (Costa and Santos, 2017) จากดอกเก๊กฮวยอินทรีย์ เป็นแหล่งของสารออกฤทธิ์ทาง
ส่วนการทดสอบฤทธ์ิในการยับย้ังเอนไซม์พบว่าสารสกัด ชีวภาพท่ีสาคัญในการเป็นสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วย
ดอกเก๊กฮวยมีฤทธ์ิการยับยั้งเอนไซม์คอลลาจิเนสที่จัดอยู่ ยั บ ยั้ ง เอ น ไ ซ ม์ ค อ ล ล า จิ เน ส ท่ี เป็ น ส า เห ตุ ท่ี ท า ใ ห้ ผิ ว
ในกลุ่ม MMPs ท่ีสามารถย่อยสลายคอลลาเจนทาให้ เส่ือมสภาพหรือเกิดร้ิวรอย นอกจากน้ียังสามารถปรับ
ผวิ หนังขาดความยดื หยุ่นและเกดิ ริ้วรอยได้ และพบวา่ สาร สภาพผิวให้กระจ่างใสโดยยับย้ังการทางานของเอนไซม์
สกัดดอกเก๊กฮวยมีประสิทธิภาพสูงในยับย้ังเอนไซม์ ไทโรซเิ นสที่ทาใหเ้ กิดการสังเคราะห์เมด็ สเี มลานนิ ผลจาก
ดังกล่าว ซ่ึงสอดคล้องกับ Kim (2016) ท่ีพบว่าดอก งานวิจัยน้ีสามารถใช้เป็นแนวทางในการเพ่ิมมูลค่าให้กับ
เก๊กฮวยท่ีทาการสกัดด้วยเอทานอลสามารถลดการ ดอกเก๊กฮวยอินทรีย์ เป็นสารประกอบเชิงหน้าท่ีที่นาไป
แสดงออกของยีน MMP1 ซ่ึงเก่ียวข้องกับการสลายของ เป็นสารผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสาอาง (Cosmetic
คอลลาเจนท่ีถูกกระตุ้นด้วยภาวะความเครียดออกซิเดชัน ingredient) ซ่ึงจะช่วยเพิ่มทางเลือกและรายได้ให้แก่
และยังมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสที่ เกษตรกรผู้เพาะปลูกเก๊กฮวย รวมท้ังผู้ประกอบการด้าน
เป็นเอนไซม์สาคัญในการสงั เคราะห์เมลานนิ ซึ่งสอดคลอ้ ง เครื่องสาอางอีกทางหน่ึง นอกเหนือจากการนาไปทา
กับ Choi et al. (2016) ที่พบว่าเคร่ืองสาอางที่ผสมสาร ผลติ ภัณฑเ์ คร่ืองด่ืมสมนุ ไพรแบบเดมิ ๆ
สกัดจากเก๊กฮวยท่ีความเข้มข้น 0.5% สามารถลด
เมลานนิ ในอาสาสมคั รได้ กติ ตกิ รรมประกาศ

สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากพืชสมุนไพรกาลัง ผู้ วิ จั ย ข อ ข อ บ คุ ณ ทุ น ส นั บ ส นุ น จ า ก โค ร ง ก า ร
ได้รับความนิยมในการใช้เป็นส่วนผสมในเคร่ืองสาอาง พั ฒ น า ห น่ ว ย วิ จั ย ร ะ ดั บ บั ณ ฑิ ต ศึ ก ษ า เพ่ื อ ก า ร ส ร้ า ง
บารุงผิวเพื่อช่วยลดเลือนร้ิวรอย และปรับสภาพผิวให้ นวัตกรรมด้านการเกษตร ประจาปีงบประมาณ พ.ศ.
กระจ่างใส เช่น ดอกและใบดาหลา (Whangsomnuek 2561 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สาหรับทุน
et al., 2019) หญ้ าทะเล Thalassia hempricii (Zakiah สนับสนุนในการทาวิจัยในครั้งน้ี ขอขอบคุณ คณ ะ
et al., 2018) ดอกดาวเรือง (Leelapornpisid et al., เทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้า และศูนย์
2014) ดอกราชพฤกษ์ (Limtrakul et al., 2016) เปน็ ตน้ ความเป็นเลิศทางด้านนวัตกรรมทางการเกษตรสาหรับ
และยังพบว่าสารออกฤทธ์ิทางชีวภาพจากพืชสมุนไพร บัณฑิตผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ให้การ
ยงั มีความอ่อนโยน ปลอดภัย และเปน็ มติ รกบั สิ่งแวดล้อม สนบั สนนุ ดา้ นสถานที่และอปุ กรณท์ ใี่ ช้ในการวิจัย
(Soto et al., 2015) จากผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้น
พบว่า สารสกัดจากดอกเก๊กฮวยด้วยตัวทาละลายน้าและ

53

วารสารวจิ ยั และส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 46-56

เอกสารอ้างอิง Kim, Y.J. 2012. Hyperin and quercetin
modulate oxidative stress−induced
Anitha, T. 2012. Medicinal plants used in skin melanogenesis. Biol Pharm Bull.
protection. Asian J Pharm Clin Res. 35(11): 2023-2027.
5(2): 35-38. . 2016. Extracts of Chrysanthemum
indicum Linne mediated regulation
Cheng, W., J. Li, T. You and C. Hu. 2005. Anti- of MMP1 via JNK−AP1 pathway.
inflammatory and immunomodulatory Asian J Beauty Cosmetol
activities of the extracts from the 14(4): 399-405.
inflorescence of Chrysanthemum
indicum Linné. J Ethnopharmacol Leelapornpisid, P., S. Chansakaow,
101(1-3): 334-337. S. Na-Boonlong and P. Jantrawut.
2014. Development of cream containing
Choi, M.H. and H.J. Shin. 2015. Anti- nanostructured lipid carriers loaded
melanogenesis effect of quercetin. marigold (Tagetes erecta Linn) flowers
Cosmetics 3(2): 18. extract for anti-wrinkles application.
Int J Pharm Pharm Sci 6(5): 309-313.
Choi, K.T., J.H. Kim, H.T. Cho, S.S. Lim, S.S. Kwak
and Y.J. Kim. 2016. Dermatologic Limtrakul, P., S. Yodkeeree, P. Thippraphan,
evaluation of cosmetic formulations W. Punfa and J. Srisomboon. 2016.
containing Chrysanthemum indicum Anti-aging and tyrosinase inhibition
extract. J Cosmet Dermatol. effects of Cassia fistula flower butanolic
15(2): 162-168. extract. BMC Complement Altern
Med. 16: 497.
Costa, R. and L. Santos. 2017. Delivery systems
for cosmetics−from manufacturing to the Malinowska, P. 2013. Effect of flavonoids
skin of natural antioxidants. content on antioxidant activity of
Powder Technol 322: 402-416. commercial cosmetic plant extracts.
Herba Pol. 59(3): 63-75.
D’Orazio, J., S. Jarrett, A. Amaro-Ortiz and
T. Scott. 2013. UV radiation and the Masuda, T., D. Yamashita, Y. Takeda and
skin. Int J Mol Sci 14: 12222-12248. S. Yonemori. 2005. Screening for
tyrosinase inhibitors among extracts
Hammerschmidt, P.A. and D.E. Pratt. 1978. of seashore plants and identification
Phenolic antioxidants of dried soybeans. of potent inhibitors from Garcinia
J Food Sci 43(2): 556-559. subelliptica. Biosci Biotechnol
Biochem. 69(1): 197-201.
Kanlayavattanakul, M. 2016. Herbs for
Cosmetics: Anti-Wrinkle. Bangkok:
Protexts Press. 118 p. [in Thai]

54

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 46-56

Mensor, L.L., F.S. Menezes, G.G. Leitão, A.S. Reis, Ribeiro, A.S., M. Estanqueiro, M.B. Oliveira and
T.C.D. Santos, C.S. Coube and J.M.S. Lobo. 2015. Main benefits and
S.G. Leitão. 2001. Screening of Brazilian applicability of plant extracts in skin care
plant extracts for antioxidant activity by products. Cosmetics 2(2): 48-65.
the use of DPPH free radical method.
Phytother Res 15(2): 127-130. Sasikumar, V. and P. Kalaisezhiyen. 2014.
Evaluation of free radical scavenging
Nishikimi, M., N.A. Rao, K. Yagi. 1972. activity of various leaf extracts from
The occurrence of superoxide anion Kedrostis foetidissima (Jacq.) Cogn.
in the reaction of reduced phenazine Biochem Anal Biochem 3(2): 7.
methosulfate and molecular oxygen.
Biochem Biophy. Res Commun Soto, M., E. Falqué and H. Domínguez. 2015.
46(2): 849-854. Relevance of natural phenolics from
grape and derivative products in the
Peñarrieta, J.M., J.A. Alvarado, B. Akesson and formulation of cosmetics. Cosmetics
B. Bergenståhl. 2007. Separation of 2(3): 259-276.
phenolic compounds from foods by
reversed-phase high performance liquid Stanković, M.S. 2011. Total phenolic content,
chromatography. Revista Boliviana de flavonoid concentration and antioxidant
Química 24(1): 1-4. activity of Marrubium peregrinum L.
extracts. Kragujevac J. Sci 33: 63-72.
Rawdkhao, T. 2017. Production promotion of
organic Chrysanthemum indicum L. Tungmunnithum, D., A. Thongboonyou,
7 p. In Research Report. Chiang Mai: A. Pholboon and A. Yangsabai. 2018.
Maejo University. [in Thai] Flavonoids and other phenolic
compounds from medicinal plants for
Re, R., N. Pellegrini, A. Proteggente, A. Pannala, pharmaceutical and medical aspects:
M. Yang and C. Rice-Evans. 1999. an overview. Medicines 5(3): 93.
Antioxidant activity applying an
improved ABTS radical cation Whangsomnuek, N., L. Mungmai,
decolorization assay. Free Radic Biol K. Mengamphan and D. Amornlerdpison.
Med 26(9-10): 1231-1237. 2019. Efficiency of skin whitening cream
containing Etlingera elatior flower and
leaf extracts in volunteers. Cosmetics
6(3): 39.

55

วารสารวจิ ยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(2): 46-56

Zakiah, K., E. Anwar and T. Nurhayat. 2018. Zolghadri, S., A. Bahrami, M.T.H. Khan, J. Munoz-
In-vitro evaluation of antioxidant activity Munoz, F. Garcia-Molina, F. Garcia-
and anti-collagenase activity of Canovas and A.A. Saboury. 2019.
Thalassia hempricii as a potent A comprehesive review on tyrosinase
ingredients for anti-wrinkle cosmetics. inhibitors. Enzyme Inhib Med.
Pharmacogn J 10(4): 778-782. Chem 34(1): 279-309.

56

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 57-67

ประสิทธิภาพของด้วงเต่า Serangium japonicum และแตนเบยี น Eretmocerus sp.
ในการควบคุมแมลงหวขี่ าวยาสูบ Bemisia tabaci ในพริก

Efficacy of Predatory Beetles, Serangium japonicum and Parasitoid
Eretmocerus sp. to Control Tobacco Whitefly, Bemisia tabaci in Chili

สายฝน ทดทะศรี
Saiphon Thodthasri

สาขาเกษตรศาสตร์ คณะเกษตรและอตุ สาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั สรุ ินทร์ สุรินทร์ 32000
Agriculture section, Faculty of Agriculture and Agricultural Industry, Surin Rajabhat University, Surin, Thailand 32000

*Corresponding author: [email protected]

Abstract Received: January 25, 2020
Revised: August 05, 2020
Accepted: October 09, 2020

Tobacco whitefly, Bemisia tabaci is a serious pest of chili because of their begomovirus
transmissions (Pepper yellow leaf curl virus; PeYLCV). The objective of this study was to determine the
efficacy to control tobacco whitefly in chili plant with predatory beetles, Serangium japonicum and

parasitoid, Eretmocerus sp. The experimental design was Completely Randomized Design (CRD) with
6 replication into 4 treatments include the following: no release (T1), released of S. japonicum
(3 pairs/plant, T2), released Eretmocerus sp. (6 individual/m2, T3) and released Eretmocerus sp. after
releasing Serangium japonicum Chapin 1 week (T4). After 8 weeks, the highest whitefly population
reduction was found in T3 with 27.67 individual/plant (17.39 fold). There was significant different in T2
(48.67 individual/plant, 9.89 fold) and T4 (49.33 individual/plant, 9.75 fold). The highest Eretmocerus sp.
was in T3 (59.33 individual/m2) and following by T4 (12.00 individual/m2) that was not significantly. The
result revealed that number of Serangium japonicum was not significantly every week.

Keywords: predatory beetle; Serangium japonicum Chapin, parasitoid; Eretmocerus sp., predation,
parasitization

57

วารสารวิจัยและส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 57-67

บทคัดย่อ คานา

แมลงหวี่ขาวยาสูบ Bemisia tabaci เป็นแมลง พริกเป็นพืชที่มีความสาคัญทางด้านเศรษฐกิจ
ศัตรูพืชท่ีสาคัญในพริก เนื่องจากเป็นแมลงท่ีเป็นพาหะ ชนิดหนึ่งของประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกทั้งประเทศจานวน
นาโรคใบหงิกเหลืองพริก (Pepper yellow leaf curl 193,123 ไร่ โดยมีปรมิ าณการสง่ ออก 68,375.31 ตัน คิด
virus; PeYLCV) การศึกษาคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือทราบ เป็นมูลค่า 3,994.86 ล้านบาท (Office of Agricultural
ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ก า ร ค ว บ คุ ม แ ม ล ง ห ว่ี ข า ว ย า สู บ ใน พ ริ ก Economics, 2019) ปัญหาในการปลูกพริกท่ีสาคัญคือ
ด้วยด้วงเต่า Serangium japonicum และแตนเบียน การระบาดของศัตรูพืช พริกมีศัตรูพืชท่ีสาคัญ 293 ชนิด
Eretmocerus sp. วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Asian Vegetable Research and Development
(Completely Randomized Design; CRD) 4 กรรมวิธี Centre, 1987) เช่ น แ ม ล งห วี่ข าว ย าสู บ (Bemisia
6 ซ้า กรรมวิธีท่ี 1 ไม่ปล่อยศัตรูธรรมชาติ กรรมวิธีท่ี 2 tabaci) เพลี้ยไฟพริก (Scirtothrips dorsalis) ไรขาว
ปล่อยด้วงเต่า Serangium japonicum 3 คู่/ต้น กรรมวิธี (Polyphagotarsonemus latus) ด้ วงเจาะสม อฝ้าย
ที่ 3 ปล่อยแตนเบียน Eretmocerus sp. 6 ตัว/ตร.ม. และ (Helicoverpa armigera) แ ล ะ ห น อ น ก ร ะ ทู้ ผั ก
กรรมวิธีที่ 4 ปล่อยแตนเบียน Eretmocerus sp. 6 ตัว/ตร.ม. (Spodoptera litura) (Reddy and Puttaswamy,
ร่วมกับด้วงเต่า Serangium japonicum 3 คู่/ต้น (ปล่อย 1983) เป็นต้น โดยเฉพาะแมลงหว่ีขาวยาสูบสามารถ
หลัง 1 สัปดาห์) พบว่าในสัปดาห์ที่ 8 กรรมวิธีที่ 3 พบ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยการ
จานวนแมลงหว่ีขาวยาสูบน้อยท่ีสุด คือ 27.67 ตัว/ต้น ดูดกินน้าเลี้ยงจากใบพริก และเป็นพาหะของเช้ือไวรัส
(ลดลง 17.39 เท่า) ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญ สาเหตุโรคใบหงิกเหลือง (Pepper yellow leaf curl virus;
ทางสถิติกับกรรมวิธที ี่ 2 และ 4 ที่พบแมลงหวี่ขาวจานวน PeYLCV) ซ่ึงเป็นโรคท่ีพบระบาดในแหลง่ ปลูกพรกิ ท่ัวไป
48.67 ตัว/ต้น (ลดลง 9.89 เท่า) และ 49.33 ตัว/ต้น ของประเทศ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ สร้าง
(ลดลง 9.75 เท่า) ตามลาดับ พบจานวนแตนเบียน ความเสียหายต่อการปลูกพริกอย่างรุนแรงหากเชื้อเข้า
Eretmocerus sp. มากที่สุดในกรรมวิธีท่ี 3 คือ 59.33 ทาลายต้ังแต่ระยะกล้า โดยพริกแสดงอาการใบด่าง หงิก
ตัว/ตร.ม. ซ่ึงมีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับ เหลือง ต้นแคระแกร็น และผลผลิตลดลงถึง 80%
กรรมวิธีท่ี 4 ที่พบ 12.00 ตัว/ตร.ม. ส่วนจานวนด้วงเต่า (Kittipakon and Srithongchai, 2011)
ท่ีพ บ ใน วิธีการปล่อ ยด้วงเต่าช นิดเดียวและการป ล่อ ย
แตนเบียนร่วมกับด้วงเต่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ แมลงหว่ีขาวยาสูบสามารถเพ่ิมประชากรได้
ทางสถิตใิ นทกุ สัปดาห์ท่ที ดสอบ อย่างรวดเร็ว เนื่องจากวงจรชีวิตสั้นจึงมีวงจรชีวิต 11-15
รุ่น/ปี (Yukselbaba, 2011) เกษตรกรและบริษัทผู้ผลิต
คาสาคัญ: ดว้ งเตา่ Serangium japonicum แตนเบียน เมล็ดพันธุ์ป้องกันกาจัดแมลงหว่ีขาวยาสูบโดยการใช้
Eretmocerus sp. การห้า การเบียน สารเคมี คาร์โบซัลแฟน อิมิดาโคลพริด และฟิโปรนิล ซึ่ง
เป็นวิธีการท่ีอันตรายตอ่ ส่งิ แวดล้อม สตั ว์ และมนษุ ย์ และ

58

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 57-67

ทาให้เกิดปัญหาการต้านทานสารฆ่าแมลงของแมลงหว่ีขาว วางในกรงผ้าขาวบางขนาด 60x60x90 ซม. และปล่อยตัว
ยาสูบได้ และท่ีสาคัญคือ การถูกกีดกันทางการค้าเม่ือมี เต็มวัยแมลงหวี่ขาวยาสูบจานวน 500 ตัว/กรง เพื่อให้
การส่งออกดา้ นการตกค้างของสารเคมีในผลผลิต ปัจจุบัน แมลงหวี่ขาวยาสูบวางไข่บนใบมะเขือเปราะ นาน 3 วัน
มีข้อแนะนาในการป้องกันกาจัด คือ การใช้พันธุ์ต้านทาน ย้ายต้นมะเขือเปราะที่มีไข่แมลงหวี่ขาวยาสูบวางในกรง
การพ่นสารกาจัดแมลง เช่น คาร์โบซัลแฟน เพ่ือลด ให ม่ เพ่ื อ ให้ ไ ข่ แ ม ล ง ห ว่ี ข า ว ย า สู บ ฟั ก แ ล ะ พั ฒ น า ก า ร
จานวนประชากรแมลงหว่ีขาวซงึ่ เป็นพาหะนาโรค การขุด เจริญเติบโตนาน 14 วัน (ตัวอ่อนวัย 3) ทาเช่นนี้เพื่อให้
ต้นพริกที่เป็นโรคไปเผาทาลาย การกาจัดวัชพืชที่เป็นพืช ไดแ้ มลงหว่ขี าวยาสูบท่ีอายุใกล้เคียงกันและสามารถนาไป
อาศัย และการไม่ปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นพืชอาศัยของ เลี้ ย งแ ต น เบี ย น (Eretmocerus sp.) แ ล ะ ด้ วงเต่ า
เชื้อไวรัส (Department of Agriculture, 2014) และอีก (Serangium japonicum) ต่อไป (Figure 1a-1b และ 1c-1d)
วิ ธี ท่ี ส า ม า ร ถ ค ว บ คุ ม แ ม ล ง ห วี่ ข า ว ย า สู บ ไ ด้ อ ย่ า ง มี
ประสิทธิภาพและไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมและมนุษย์คือ การเลย้ี งเพม่ิ ปริมาณศัตรูธรรมชาติ
การควบคุมโดยชีววิธี โดยใช้แมลงศัตรูธรรมชาติ ซึ่งแมลง 1. การเล้ียงเพิ่มปริมาณด้วงเต่า (Serangium
ศตั รูธรรมชาติที่สาคัญของแมลงหว่ขี าวยาสูบ เช่น แตนเบียน
(Eretmocerus sp.) ด้วงเต่า (Serangium japonicum) japonicum)
มวน (Orius sp.) แมลงช้างปีกใส (Mallada basalis) เลี้ยงด้วงเต่ า (Serangium japonicum) ใน
แตนเบียน (Encarsia formosa) แตนเบียน (Encarsia
sophia) และด้วงเต่า (Delphastus catalinae) เป็นต้น กล่องพลาสติกกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 ซม. สูง 7
โดยเฉพ าะแตน เบี ยน (Eretmocerus sp.) ด้วงเต่ า ซม. ส่วนฝากล่องเจาะช่องระบายอากาศและปิดด้วยผ้า
(Serangium japonicum) ซึ่งเป็นแมลงศัตรูธรรมชาติ ขาวบางขนาด 5x5 ซม. เร่ิมเลี้ยงจากการเก็บตัวเต็มวัย
ท้องถิ่นของประเทศไทย ดังน้ันการศึกษาคร้ังนี้จึงมี จากสภาพแปลงจานวน 50 ตัว ใส่ในกล่องที่เตรียมไว้
วัตถุประสงค์เพื่อทราบประสิทธิภาพและวิธีการควบคุม จากนั้นให้อาหารทุก 3 วัน ด้วยแมลงหวี่ขาว เมื่อตัวเต็มวัย
แมลงหว่ีขาวยาสูบ โดยการใช้แมลงศัตรูพืชท้องถิ่น ด้วงเต่าผสมพันธ์ุและวางไข่นาน 3 วัน ย้ายตัวเต็มวัยไป
แตนเบียน (Eretmocerus sp.) และด้วงเต่า (Serangium เล้ียงในกล่องใหม่ เพื่อให้กล่องเดิมท่ีมีไข่ของด้วงเต่าฟัก
japonicum) เพ่ือควบคุมแมลงหว่ีขาวยาสูบในพริก เป็นตัวอ่อน และพัฒนาการเจริญเติบโตจนถึงวัยท่ีสามารถ
อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ นาไปใชใ้ นการทดลองต่อไป

วธิ ดี าเนินการวิจัย 2. ก า ร เลี้ ย ง เพิ่ ม ป ริ ม า ณ แ ต น เบี ย น
(Eretmocerus sp.)
การเล้ยี งเพ่ิมปริมาณแมลงหว่ขี าวยาสบู
เลี้ยงแมลงหว่ีขาวบนต้นมะเขือเปราะ เริ่มจาก เล้ียงแตนเบียน (Eretmocerus sp.) ด้วยตัวอ่อน
แ ม ล ง ห วี่ ข า ว ย า สู บ ท่ี ได้ จ า ก ก า ร เล้ี ย ง เพ่ิ ม ป ริ ม า ณ ใน
เพาะกล้าโดยกรอกวัสดุเพาะ (Peat moss) ลงในกระบะ หอ้ งปฏิบัติการวยั 2-3 โดยนากระถางต้นมะเขือเปราะที่มี
เพาะขนาด 30x55 ซม. จากนั้นหยอดเมล็ดพันธ์ุมะเขือ ตัวอ่อนแมลงหว่ีขาวยาสูบวัย 2-3 วางในกรงผ้าขาวบาง
เปราะลงกระบะเพาะจานวน 1 เมล็ด/หลุม เม่ือกล้าอายุ ขนาด 100x100x100 ซม. ปล่อยตัวเต็มวัยแตนเบียน
30 วัน ย้ายปลูกลงกระถางขนาด 8 น้ิว จานวน 1 ต้น/ (Eretmocerus sp.) เบียนแมลงหวี่ขาวยาสูบนาน 5 วัน
กระถาง หลังย้ายปลูก 1 เดือน สามารถนามาใช้ในการ จากน้ันย้ายต้นมะเขือเปราะที่มีแมลงหว่ีขาวยาสูบถูก
เลี้ยงแมลงหว่ีขาวยาสูบ โดยนากระถางต้นมะเขือเปราะ เบียน วางในกรงใหม่เพื่อให้ได้แตนเบียนท่ีมีอายุใกล้เคียง
กนั และหลังจากเบยี นนาน 10-11 วัน แตนเบียนจะเขา้ สู่
ระยะดกั แด้พร้อมนาไปใชใ้ นการทดลองต่อไป

59

วารสารวิจยั และส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 57-67 (b)
(a)

(c) (d)

Figure 1. Serangium japonicum; pupa stage (a), adult stage (b) and Eretmocerus sp;
whitefly nymph parasitism (c) and adult stage (d)

3. ก า ร ป ล ด ป ล่ อ ย ด้ ว ง เต่ า (Serangium กรรมวธิ ีท่ี 3 ปล่อยแตนเบยี น (Eretmocerus sp.)
japonicum) และแตนเบียน (Eretmocerus sp.) ในการ อัตรา 6 ตัว/ตร.ม. (ปล่อย 1 ครงั้ /สัปดาห)์
ควบคมุ แมลงหวี่ขาวยาสูบในพริก
กรรมวิธที ่ี 4 ปล่อยแตนเบียน (Eretmocerus sp.)
ว า ง แ ผ น ก า ร ท ด ล อ ง แ บ บ Completely อัตรา 6 ตัว/ตร.ม. หลังจาก 1 สัปดาห์ ปล่อยด้วงเต่า
Randomize Design (CRD) โด ย น า ก ล้ า พ ริ ก พั น ธ์ุ (Serangium japonicum) อตั รา 3 คู/่ ต้น (ปลอ่ ยสลบั กนั
ซุปเปอร์ฮอท อายุ 30 วัน สูง 15 ซม. ปลูกลงกระถาง จนครบ 8 สปั ดาห)์ โดยทดสอบกรรมวธิ ีละ 6 ซา้
ขนาด 8 นวิ้ (จานวน 1 ต้น/กระถาง) วางในกรงมงุ้ ตาขา่ ย
ขนาด 100x100x100 ซม. จานวน 5 ต้น/กรง จากน้ัน บั น ทึ ก อุ ณ ห ภู มิ แ ล ะ ค ว า ม ชื้ น ใน โร งเรื อ น โด ย
ปล่อยตัวเต็มวัยแมลงหวี่ขาวยาสูบเพศเมียหลังได้รับการ เทอร์โมมิเตอร์ บันทึกจานวนแมลงหว่ีขาวยาสูบ ด้วงเต่า
ผสมพันธุ์ 24 ชั่วโมง จานวน 20 ตัว/ต้น (100 ตัว/กรง) (Serangium japonicum) และแตนเบียน (Eretmocerus sp.)
เมื่อแมลงหว่ีขาวยาสูบระบาดนาน 1 สัปดาห์ ปล่อยแตนเบียน บนต้นพรกิ ทุกต้นทุกสัปดาห์ด้วย Hand lens ดาเนินการ
Eretmocerus sp. ท่ีได้รับการผสมพันธุ์นาน 24ชั่วโมง และ ทดลองช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดอื นกรกฎาคม พ.ศ. 2561
ด้วงเต่า (Serangium japonicum) เปรียบเทียบกับกรง
ท่ีไมม่ กี ารปลอ่ ย ตามวิธกี ารตอ่ ไปนี้ 4. การวิเคราะห์ขอ้ มลู
วิเคราะห์ ความแป รป รวน (ANOVA) และ
กรรมวธิ ีที่ 1 ไม่ปล่อยศัตรธู รรมชาติ เปรียบเทยี บความแตกต่างค่าเฉล่ียของแต่ละกรรมวิธีด้วย
กรรมวิธที ี่ 2 ปล่อยด้วงเตา่ (Serangium วิธีการ Duncan’s New Multiple Range Test ท่ีระดับ
japonicum) อตั รา 3 คู่/ต้น (ปลอ่ ย 1 ครั้ง/สปั ดาห์) ความเชื่อมั่น 95% (P≤0.05) โดยโปรแกรมสาเร็จรูปทาง
สถิติ

60

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 57-67

ผลการวจิ ัยและวจิ ารณ์ โดยจานวนแมลงหวี่ขาวลดลงมากกว่ากรรมวิธีท่ีไม่ปล่อย
ศัตรธู รรมชาติจานวน 17.39 เทา่ ซึง่ มีความแตกต่างอย่าง
การปล่อยด้วงเต่า (Serangium japonicum) มีนัยสาคัญทางสถิติกับการปล่อยในวิธีการอ่ืน (Table 1)
และแตนเบียนแมลงหว่ีขาว (Eretmocerus sp.) ควบคุม รองลงมา ได้แก่ กรรมวิธีการปล่อยด้วงเต่า (Serangium
แมลงหว่ีขาวยาสูบในพริกนาน 1-8 สัปดาห์ พบจานวน japonicum) และกรรมวิธีการปล่อยด้วงเต่า (Serangium
แมลงหวี่ขาวแตกต่างกันไปตามกรรมวิธีการปล่อยศัตรู japonicum) ร่วมกับแตนเบียน (Eretmocerus sp.)
ธรรมชาติท้ัง 2 ชนิด โดยพบว่ากรรมวิธีทีไม่มีการปล่อย ท่ีพบแมลงหวี่ขาวยาสูบในสัปดาห์ที่ 8 จานวน 48.67
ศัตรูธรรมชาตทิ ั้ง 2 ชนิด แมลงหว่ีขาวยาสูบมีจานวนมาก และ 49.33 ตัว/ต้น ตามลาดับ เมื่อเปรียบเทียบจานวนเท่า
ท่ีสุด โดยมีจานวนเพ่ิมข้ึนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สัปดาห์ท่ี 1-8 ที่ลดลงของแมลงหวี่ขาวยาสูบระหว่างกรรมวิธีการปล่อย
โดยพบมากท่ีสุดในสัปดาห์ท่ี 8 จานวน 481.17 ตัว/ต้น ด้วงเต่าและแตนเบียนวิธีการต่างๆ พบว่ากรรมวิธีการ
ซึง่ มีความแตกต่างอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ กิ บั กรรมวิธีอื่น ปล่อยแตนเบียน (Eretmocerus sp.) เพียงชนิดเดียว
ส่วนกรรมวิธีการปล่อยแตนเบียน (Eretmocerus sp.) แมลงหวี่ขาวยาสูบมีจานวนลดลงมากท่ีสุด คือ 1.31,
เพยี งชนิดเดยี วพบแมลงหวีข่ าวลดจานวนลงอยา่ งต่อเน่อื ง 1.82, 2.92, 4.27, 5.97, 8.19 และ 17.39 เท่า ในสัปดาห์
โดยพบน้อยที่สุดในสัปดาห์ที่ 8 จานวน 27.67 ตัว/ต้น ที่ 2, 3, 4, 5, 6, 7 และ 8 ตามลาดับ (Figure 1)

61

Table 1 Total number of tobacco whitefly, Bemisia tabaci at 1st- 8th we
and predatory beetle, Serangium japonicum on chili plant

Release rate Total number of tob

No release week 1st week 2nd week 3rd w
Serangium japonicum 119.50(0.85) 1/
Eretmocerus sp. 119.67(1.12) 130.50(1.31)a 157.00(5.95)a 20
Serangium japonicum+ 120.37(0.72)
Eretmocerus sp. 119.33(0.67) 110.50(1.91)b 103.01(1.88)b 9
CV (%)
f-test 1.74 99.67(1.05)c 86.50(2.13)c 7
ns
102.00(2.19)c 98.83(1.67)b 8

2.98 7.47
**

1/Means in a column followed by the same lower case letter did not differ significantly by DMRT

6262

eek after different number releasing of the parasitoid, Eretmocerus sp. วารสารวจิ ยั และสง่ เสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 57-67

bacco whitefly (individual/plant)(mean(SE))

week 4th week 5th week 6th week 7th week 8th
481.17(7.53)a
07.17(2.65)a 260.33(4.75)a 324.50(4.38)a 386.33(6.21)a 48.67(3.05)b
27.67(2.38)c
91.83(0.48)b 80.83(4.46)b 73.17(4.46)b 66.33(2.46)b 49.33(2.24)b

71.00(3.56)d 61.00(2.88)c 54.33(3.26)c 47.17(3.75)c

83.50(2.51)c 80.83(6.66)b 71.83(4.59)b 65.33(2.64)b

5.53 9.90 7.05 7.95 8.01
* * ** *

(P>0.05).

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 57-67

Serangium japonicum
Eretmocerus sp.
Serangium japonicum + Eretmocerus sp.

Figure 1 Decreasing fold of total tobacco whitefly at 1st- 8th week after different number releasing of
the parasitoid, Eretmocerus sp. and predatory beetle, Serangium japonicum

ส่วนจานวนแมลงหว่ีขาวยาสูบที่ถูกเบียนโดย เมื่อภายในมแี ตนเบียนวัย 2−ระยะดักแด้ ในแตนเบียนท้ัง
แตนเบียน (Eretmocerus sp.) ในกรรมวิธีการปล่อย 2 ชนิด นอกจากน้ันยังพบว่า ด้วงเต่าวัย 4 และตัวเต็มวัย
แตนเบียน 6 ตัว/ตร.ม. พบแมลงหว่ีขาวท่ีถูกเบียนเพ่ิม ส า ม า ร ถ กิ น แ ม ล ง ห ว่ี ข า ว ท่ี ถู ก เบี ย น โ ด ย แ ต น เบี ย น
จานวนต่อเน่ืองตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1-8 โดยในสัปดาห์ที่ 6-8 (Eretmocerus sp.) ได้มากกว่าแมลงหว่ีขาวท่ีถูกเบียน
พบมากท่ีสุดจานวน 39.83, 47.00 และ 59.33 ตัว/ตร.ม โดยแตนเบียน (Encarsia Sophia) ซึ่งสอดคล้องกับ
ตามลาดับ ส่วนกรรมวิธีการปล่อยแตนเบียนร่วมกับ Zang and Liu (2007) รายงานว่าเมื่อปล่อยแตนเบียน
ด้วงเต่า พบว่าแมลงหวี่ขาวยาสูบถูกเบียนจานวน 9.00, (Encarsia Sophia) ชนิดเดยี ว เปรียบเทยี บกบั การปลอ่ ย
9.17 และ 12.00 ตัว/ตร.ม ตามลาดับ (Table 2) จากการ ร่วมกับด้วงเต่า (Delphastus catalinae) ควบคุมแมลง
ท ด ส อ บ ท่ี พ บ จ า น ว น แ ต น เบี ย น ใน ก ร ร ม วิ ธี ท่ี ป ล่ อ ย หว่ีขาวยาสูบ พบแมลงหว่ีขาวยาสูบถูกเบียนมากท่ีสุด
แตนเบียนเพียงชนิดเดียวมากกว่าการปล่อยแตนเบียน ในวิธกี ารปล่อยแตนเบยี น (Encarsia Sophia) ชนิดเดียว
ร่วมกับด้วงเต่า (Serangium japonicum) เน่ืองจาก โดยพบการเบียนเพิ่มข้ึน 2, 4 และ 6 เท่า หลังการปล่อย
ดว้ งเตา่ สามารถกนิ แตนเบยี นทถี่ ูกเบยี นได้ ดงั รายงานของ นาน 15, 25 และ 30 วัน ตามลาดับ ซ่ึงมากกว่าวิธีการ
Thodthasri and Siri (2017) ที่ทดสอบการกินของด้วงเต่า ปล่อยร่วมกับดว้ งเต่า (Delphastus catalinae) อย่างมี
(Serangium japonicum) วัย 3 วัย 4 และตัวเต็มวัย นัยสาคัญทางสถิติ เน่ืองจากด้วงเต่า (Delphastus
ต่ อแม ล งห ว่ี ขาวยาสู บ ที่ ถู ก เบี ย น แ ล ะ ไ ม่ ถู ก เบี ย น โ ด ย catalinae) จะกินแมลงหวี่ขาวยาสูบท่ีถูกเบียนโดย
แตนเบียน Encarsia sophia และแตนเบียน Eretmocerus แตนเบียน (Encarsia Sophia) และด้วงเต่า (Delphastus
sp. ซ่ึงพบว่าด้วงเต่าสามารถกินแมลงหว่ีขาวที่ถูกเบียนได้ catalinae) ยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเบียน
โดยชอบกินแมลงหวี่ขาวยาสูบหลังถูกเบียนท่ีระยะเวลา โดยการรบกวนและขัดขวางการค้นหาแมลงอาศัยของ
1-3 วัน และภายในลาตัวมีแตนเบียนระยะไข่−หนอนวัย 1 แตนเบยี น (Encarsia Sophia)
มากกว่าแมลงหวี่ขาวยาสูบหลังถูกเบียนท่ีระยะ 5-12 วัน

63

วารสารวจิ ยั และสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 57-67

นอกจากน้ัน Labbe (2005) ได้รายงานว่าการ ในการควบคุมแมลงหว่ีขาวยาสูบ (Bemisai tabaci)
ปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาตมิ ากกว่า 1 ชนิด มีวัตถุประสงค์ ลดล งได้ (Fazal and Xiang, 2004) ซ่ึง Collier and
เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมแมลงหวี่ขาวยาสูบ ซ่ึง Hunter (2001) พบว่าการใช้แตนเบียน (Eretmocerus
บางคร้ังการปล่อยร่วมกันอาจทาให้แมลงศัตรูธรรมชาติ eremicus) ร่วมกับแตนเบียน (Encarsia sophia) ทาให้
ชนิดหนึ่งลดประสทิ ธภิ าพของแมลงศัตรูธรรมชาติอีกชนิด จ า น ว น แ ม ล ง ห ว่ี ข า ว ย า สู บ ท่ี ถู ก เบี ย น โ ด ย แ ต น เบี ย น
ได้โดยการกิน การขัดขวาง หรือรบกวน โดยเฉพาะอย่าง (Eretmocerus eremicus) ลดลง เนื่องจาก (Encarsia
ย่งิ ในการปล่อยแมลงห้าร่วมกบั แตนเบียน เนอื่ งจากแมลง Sophia) มพี ฤติกรรมการกนิ แมลงหวข่ี าวยาสูบท่ีถูกเบยี น
ห้าเป็นแมลงที่ไม่มีความเฉพาะเจาะจงกับเหย่ือและมี โดยแตนเบียน (Eretmocerus eremicus) ซึ่งสอดคล้องกับ
วงจรชีวิตที่ยาวนาน แมลงห้าหลายชนดิ สามารถกินแมลง Kutuk et al. (2008) ท่ีทดสอบการปล่อยศัตรูธรรมชาติ
ที่ถูกเบียนแล้วได้ เนื่องด้วยไม่สามารถแยกความแตกต่าง ร่วมกันของด้วงเต่า (Serangium parcesetosum) และ
ระหว่างแมลงที่ถูกเบียนและไม่ถูกเบียนได้ (Mcgregor แตนเบี ยน (Eretmocerus mundus) ที่ พ บ ว่ าด้ วงเต่ า
and Gillespie, 2005) ดังรายงานของ Hoelmer et al. (Serangium parcesetosum) สามารถกินแมลงหวี่ขาวท่ี
(1994) ที่พบว่าด้วงเต่า (Delphastus pusillus) สามารถ ถู ก เบี ย น โด ย แ ต น เบี ย น (Eretmocerus mundus)
กนิ แมลงหว่ีขาวยาสบู ที่ภายในลาตัวมีตัวหนอนแตนเบียน ในระยะท่ีด้านในลาตัวแมลงหวี่ขาวมีแตนเบียนวัยหนอน
วัย 1 ได้มากที่สุด แต่ไม่สามารถกินแมลงหว่ีขาวยาสูบ แต่ ไม่ ส าม ารถ กิน แม ล งห ว่ีข าวใน ระ ย ะที่ ด้ าน ใน มี แ ต น
ที่ภายในลาตัวมีตัวหนอนแตนเบียนวัย 3 และดักแด้ได้ เบียนระยะดักแด้ได้ ซ่ึงสอดคล้องกับรายงานของ
Labbe (2005) รายงานว่าเม่ือทดสอบการกินของมวนตัวห้า Thodthasri and Siri (2017) ที่ทดสอบความสามารถใน
(Dicyphus Hesperus) วัย 2 และตัวเต็มวัย ต่อแมลงหวี่ การกินของด้วงเต่า (Serangium japonicum) ต่อแมลง
ขาวโรงเรือน ท่ี ถู กเบี ยน โด ยแตน เบี ยน (Encarsia หวี่ขาวยาสบู ท่ีถกู เบียนโดยแตนเบยี น (Encarsia Sophia)
Formosa) นาน 2, 6 และ 12 วนั พบว่า มวนตวั ห้า (Dicyphus แ ล ะ แ ต น เบี ย น (Eretmocerus sp.) พ บ ว่ า ด้ วงเต่ า
hesperus) สามารถกินแมลง หว่ีขาวโรงเรือนที่ถูกเบียน (Serangium japonicum) ทุกวัยสามารถกินแมลงหวี่ขาว
ได้ทุกระยะไม่มคี วามแตกต่างกันทางสถิติกับแมลงหว่ีขาว ยาสูบที่ถูกเบียนได้ โดยกินแมลงหวี่ขาวยาสูบที่ถูกเบียน
โรงเรือนท่ีไม่ถูกเบียน ส่วน Castane et al. (2000) โดยแตนเบียน (Eretmocerus sp.) ได้มากกว่าแมลงหว่ีขาว
รายงานว่า มวนตัวห้า (Dicyphus tamaninii) และ ท่ถี กู เบียนด้วยแตนเบยี น (Encarsia Sophia)
(Macrolophus caliginosus) สามารถกินแมลงหวี่ขาว
โรงเรือนท่ีถูกเบียนโดยแตนเบียน (Encarsia Formosa) ส่วนจานวนด้วงเต่า (Serangium japonicum) ที่
ในระยะดกั แดไ้ ด้ พบหลังปล่อยควบคมุ แมลงหว่ีขาวยาสบู นาน 1-8 สปั ดาห์
พบว่าการปลอ่ ยด้วงเตา่ (Serangium japonicum) เพียง
นอกจากนั้นการเพ่ิมประสิทธิภาพการควบคุม ช นิ ด เดี ย ว แ ล ะ ก า ร ป ล่ อ ย ร่ ว ม กั บ ก า ร ป ล่ อ ย ด้ ว ง เต่ า
แมลงหว่ีขาวยาสูบด้วยศัตรูธรรมชาติหลายชนิดร่วมกัน (Serangium japonicum) พ บ จ า น ว น ด้ ว ง เต่ า
ควรคานึงถึงชนิดของศัตรูธรรมชาติ และระยะเวลาที่ใช้ (Serangium japonicum) ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมี
เนื่องจากบางคร้ังการใช้ร่วมอาจทาให้ประสิทธิภาพ นยั สาคัญทางสถติ ิในทุกสปั ดาห์ที่ทดสอบ (Table 3)

64

Table 2. Number of Eretmocerus sp. on tobacco whitefly at 1st- 8th week aft
together with Serangium japonicum on chili plant

Release rate week 1st week 2nd week 3rd
2.17(0.33) 1/ 5.00(0.58)a 13.83(1.57)a
Eretmocerus sp. 2.00(0.26) 2.83(0.31)b 3.83(0.31)b
Eretmocerus sp.
+Serangium japonicum 33.37 28.92 31.52
CV(%) ns * *
f-test

1/Means in a column followed by the same lower case letter did not differ significantly by DMRT

Table 3 Number of Serangium japonicum at 1st- 8th week after releasing Ser
together with Serangium japonicum non chili plant

Release rate week 1st week 2nd Num
week 3rd
Serangium japonicum 5.67(0.21) 1/ 5.64(0.21) 4.83(0.31)
Eretmocerus sp. 5.33(0.26) 5.50(0.34) 5.83(0.31)
+Serangium japonicum
CV(%) 9.97 12.45 14.11
f-test ns ns ns

1/Means in a column followed by the same lower case letter did not differ significantly by DMRT

6565

ter releasing Eretmocerus sp. and Eretmocerus sp.

Number of Eretmocerus sp. (individual/m2)(mean(SE)) Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 57-67

week 4th week 5th week 6th week 7th week 8th
59.33(2.28)a
23.33(1.91)a 32.17(3.77)a 39.83(1.79)a 47.00(3.58)a 12.00(1.26)b

4.00(0.52)b 7.17(1.35)b 9.00(0.86)b 9.17(1.56)b

25.06 35.29 14.12 24.07 12.64
*****

(P>0.05).

rangium japonicum and Eretmocerus sp.

mber of Serangium japonicum (individual/plant)(mean(SE))

week 4th week 5th week 6th week 7th week 8th
6.00(0.97)
7.17(0.31) 6.86(0.48) 7.83(0.48) 7.50(0.45) 7.33(0.56)
6.33(0.33) 8.16(0.98) 6.83(0.60) 7.83(0.31)
23.98
11.63 25.18 18.12 11.91 ns
ns ns ns ns

(P>0.05).

วารสารวิจยั และส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 57-67

สรุปผลการทดลอง เอกสารอ้างอิง

การปล่อยด้วงเต่า (Serangium japonicum) Asian Vegetable Research and Development
และแตนเบียนแมลงหวี่ขาว (Eretmocerus sp.) ควบคุม Centre. 1987. Integrated Pest
แมลงหวี่ขาวยาสูบในพริกนาน 1-8 สัปดาห์ พบจานวน Management in Chilli. pp. 77-79.
แมลงหว่ีขาวยาสูบมีจานวนลดลงในทุกกรรมวิธี ที่ปล่อย In Progress Report Asian Vegetable
ศตั รูธรรมชาติทั้ง 2 ชนิด โดยกรรมวิธีท่ีมีจานวนแมลงหวี่ Research and Development Centre.
ยาสูบลดลงมากที่สุด คือ กรรมวิธีปล่อยแตนเบียน Tainan: Asian Vegetable Research and
(Eretmocerus sp.) เพียงชนิดเดียวโดยพบ แมลงหวี่ขาว Development Centre.
ยาสูบจานวนน้อยท่ีสุดในสัปดาห์ท่ี 8 พบ 27.67 ตัว/ต้น
โดยปริมาณแมลงหว่ีขาวลดลงมากกวา่ กรรมวิธีท่ีไม่ปล่อย Castane, C., O. Alomar, M. Goula and
ศัตรูธรรมชาติถึง 17.39 เท่า ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมี R. Gabarra. 2000. Natural population
นัยสาคัญทางสถิติกับการปล่อยในวิธีการอ่ืนๆ และพบ of Macrolophus caliginosus and
จานวนแตนเบียน Eretmocerus sp. หลังปล่อยควบคุม Dicyphus tamaninii in the control
แมลงหวี่ขาวยาสูบนาน 1-8 สัปดาห์ มากที่สุด ในกรรมวิธี of the greenhouses whitefly in tomato
ปล่อยแตนเบียน Eretmocerus sp. เพียงชนดิ เดียวโดยพบ crop. IOBC/WPRS Bulletin
จานวน 59.33 ตัว/ตร.ม. ในสัปดาห์ท่ี 8 ซึ่งมีความ 23(1): 221-224.
แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติกับกรรมวิธีอื่น ส่วน
จานวนด้วงเต่า (Serangium japonicum) ที่พบหลัง Collier, T.R. and M.S. Hunter. 2001. Lethal
ปล่อยศัตรูธรรมชาติควบคุมแมลงหวี่ขาวยาสูบนาน 1-8 interference competition in the
สปั ดาห์ ไมม่ ีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติใน whitefly parasitoids Eretmocerus
ทกุ สัปดาหท์ ่ีทดสอบ eremicus and Encarsia sophia.
Oecologia 129(2): 147-154.
กิตติกรรมประกาศ
Department of Agriculture. 2014. Pest of
ขอขอบคุณคณะเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร Chili. Nonthaburi: Plant Protection
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่สนับสนุนงบประมาณ Research and Development office, The
ประจาปี พ.ศ. 2560 ในการทาวิจัย และสถานที่ในการ Agricultural Cooperative Federation of
ทางานวิจยั ในคร้ังน้ี Thailand Limited. 87 p. [in Thai]

Fazal, S., and R.S. Xiang. 2004. Interaction of
S. japonicum Chapin (Coleoptera:
Coccinellidae), an obligate predator of
whitefly with immature stages
of Eretmocerus sp. (Hymenoptera:
Aphelinidae) with in whitefly host
(Homoptera: Aleyrodidae). Asian
Journal of Plant Sciences
3(2): 243-246.

66

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 57-67

Hoelmer, K.A., L.S. Osborne and R.K. Yokomi. Office of Agricultural Economics. 2019.
1994. Interactions of the whitefly Situation of chili. [Online]. Available
predator Delphastus pusillus http://impexp.oae.go.th/service/
(Coleoptera: Coccinellidae) with (11 March 2019).
parasitized sweet potato whitefly
(Homoptera: Aleyrodidae). Biological Reddy, D.N.R. and K.P. Puttaswamy. 1983.
Control Journal 23(1): 136-139. Pest infesting chilli (Capsicum annuum L.)
−in the nursery. Mysore Journal of
Kittipakon, K. and W. Srithongchai. 2011. Agricultural Sciences 17: 246-251.
Important of Viral Diseases to
Vegetables and Oil Plants. Thodthasri, S. and N. Siri. 2017. Effect of
Bangkok: Department of Agriculture. parasitized tobacco whitefly nymph
88 p. [in Thai] by two aphelinid parasitoid species on
consumption rate of Coccinellid
Kutuk, H., A. Yigit and O. Alaoglu. 2008. predator, Serangium japonicum.
The effect of season on the levels Khon Kaen Agr. J 45(1): 113-120.
of predation by the ladybird [in Thai]
Serangium par-cesetosum Sicard
(Col., Coccinellidae) on the cotton Yukselbaba, U. 2011. Dispersal of the broad
whitefly Bemisia tabaci (Genn.) (Hom., mite Polyphagotarsonemus latus (Banks)
Aleyrodidae), a serious pest of eggplants. (Acari: Tarsonemidae) by greenhouse
Journal of Plant Sciences 81: 207-212. pests. Journal of Food Agriculture &
Environment
Labbe, R.M. 2005. Intraguild interactions 9(2 Part 2): 593-594.
of the greenhouse whitefly natural
enemies, predator Dicyphus Zang, L.S. and T.X. Liu. 2007. Interaction
hesperus, Pathogen Beauveria between an Oligophagous predator,
bassiana and parasitoid Encarsia Delphastus catalinae (Coleoptera:
formosa. [Online]. Available Coccinellidae), and a parasitoid,
https://www.theses.ulaval.ca.2005 Encarsia sophia (Hymenoptera:
(20 July 2016). Aphelinidae), of Bemisia tabaci
(Hymenoptera: Aleyrodidae).
Mcgregor, R.R. and D.R. Gillespie. 2005. Biological Control Journal 41: 142-150
Intraguild predation by Anthocoris
nemorum (Heteroptera: Anthocoridae) on
the aphid parasitoid Aphidius colemani
(Hymenoptera: Braconidae). Biocontrol
Science and Technology
15(2): 219-227.

67

วารสารวจิ ยั และส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 68-78

การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใชท้ างการเกษตรที่มใี นทอ้ งถน่ิ สาหรับเพาะเหด็ ฟาง
Utilization from Agricultural Waste Material in Local
for Straw Mushroom Cultivation Material

ครปุ กรณ์ ละเอยี ดออ่ น* และเทพพร โลมารกั ษ์
Karupakorn Laead-on* and Tepporn Lomarak

สาขาวิทยาศาสตรท์ วั่ ไป คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บุรรี ัมย์ บรุ ีรมั ย์ 31000
General Science Program, Faculty of Education, Rajabhat Buriram University, Buriram, Thailand 31000

*Corresponding author: [email protected]

Abstract Received: November 06, 2019
Revised: July 15, 2020
Accepted: August 25, 2020

This research aimed to study the utilization of local agricultural waste materials as straw
mushroom cultivation materials. An experiment was arranged in a completely random design (CRD) with
6 treatments and 4 replications, 100% were 1) rice straw, 2) 100% banana leaves, 3) 50% rice straw +
50% water hyacinth, 4) 50% banana leaves + 50% water hyacinth, 5) 50% rice straw + 50% spent mushroom
sawdust, 6) 50% rice straw + 50% bagasses and was conducted during March−May. The experiment
found that 50% rice straw material mixed with 50% water hyacinth was a very good density of fiber
growth. The width of the mushroom was significantly different (p<0.05), 50% rice straw material + 50%
water hyacinth with the highest average of 3. 38 cm, the length of the mushroom was significantly
different (p<0.05), 50% rice straw + 50% water hyacinth had the highest mean of 5.49 cm, the fresh
weight of straw mushroom was significantly different (p<0. 05) , 50% rice straw material + 50% water
hyacinth with an average maximum of 2,105±0.86 g and the biological efficiency (B.E.) was significantly
different (p<0.05), 50% rice straw + 50% water hyacinth the highest average 14.88%. The suitable cultivation
material, followed by 50% rice straw + 50% water hyacinth with an average fresh weight of 1,842.00 g and
an average biological efficiency of 12.89%

Keywords: straw mushroom, substrate material, agricultural waste material

68

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 68-78

บทคัดย่อ คานา

การวิจัยในคร้ังนี้มวี ัตถปุ ระสงค์เพอื่ ศึกษาหาวัสดุ เห็ดฟาง (Straw mushroom) ได้รับความนิยม
เหลือใช้ทางการเกษตรที่มีในท้องถิ่นสาหรับนามาเพาะ บริโภคกันมาก เพราะมีรสชาติดีและมีสรรพคุณทางยา
เพาะเห็ดฟาง ทาการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Apetorgbor and Obodai, 2003) ตลอดจนมีคุณค่า
(CRD) จานวน 4 ซ้า ประกอบด้วยวัสดุเพาะ 6 สิ่งทดลอง ทางอาหารสูง เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ฟอสฟอรัส
ไดแ้ ก่ 1) ฟางข้าว 100% (ชุดควบคุม) 2) ใบกลว้ ย 100% โพแทสเซียม เหล็ก และกรดฟิลิค แต่มีแป้งและไขมัน
3) ฟางข้าว 50% ผสมผักตบชวา 50% 4) ใบกล้วย 50% เพียงเล็กน้อย (Kaushik et al., 2018) ซึ่งสามารถ
ผสมผักตบชวา 50% 5) ฟางข้าว 50% ผสมก้อนเห็ดเก่า ทดแทนเนื้อสัตว์และปลาได้ นอกจากน้ียังประกอบด้วย
ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 50% และ 6) ฟางข้าว 50% ผสม สารตอ่ ตา้ นการเกดิ โรคมะเร็ง ตา้ นทานเช้อื ไวรสั และช่วย
ชานอ้อย 50% ทาการทดลองในช่วงเดือนมีนาคมถึง ลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย (Villares et al.,2012;
พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ผลการทดลองพบว่า น้าหนักสด Brinda et al., 2017) ทาให้เห็ดฟางสามารถแปรรูปเป็น
ของดอกเห็ด ความกว้างและความยาวของดอกเห็ด และ อาหารได้หลากหลายและมีราคาไม่แพง ส่วนใหญ่เฉลี่ย
ประสิทธิภาพทางชีววิทยา มีความแตกต่างกันอย่างมี ประมาณ 50-100 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นการเพาะเหด็ ฟาง
นัยสาคัญทางสถิติ โดยวัสดุเพาะ 3) ฟางข้าว 50% ผสม จึงเหมาะสมสาหรับเป็นอาหารและอาชีพเสริมให้แก่
ผักตบชวา 50% มีค่าสูงที่สุดเฉล่ียเท่ากับ 2,105±0.86 กรัม เกษตรกรที่มีเวลาว่างหลังจากฤดูกาลทานา โดยใช้วัสดุ
3.68 ซม. 5.49 ซม. และ 14.88% ตามลาดับ และยัง ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ ทาให้การเพาะเห็ดฟางได้รับ
พบว่าอายุในการเกิดเส้นใย อายุการเกิดตุ่มดอก และ ความสนใจจากเกษตรกร และคนทวั่ ไปบริโภคในครัวเรอื น
การเกิดดอกตูม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทาง เห็ดฟางเป็นเห็ดที่เพาะง่ายใช้ระยะเวลาไม่นาน ก็ทาการ
สถิติ โดยวัสดุเพาะ 3) ฟางข้าว 50% ผสมผักตบชวา เกบ็ ดอกได้ จึงมคี วามตอ้ งการของตลาดสูง ทาให้มีราคาดี
50% มีอายุสั้นที่สุด เฉลี่ยเท่ากับ 7.25, 9.75 และ 9.25 ตลอดปี โดยรูปแบบในการเพาะมีทั้งแบบง่ายๆ และการ
วัน ตามลาดับ และยังพบว่าวัสดุเพาะดังกล่าว มีความ สร้างเป็นโรงเรือนท่ีใช้เฉพาะเป็นกิจลักษณะ จนทาให้
หนาแน่นของเส้นใยอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ส่วนน้าหนักแห้ง ได้ผลผลติ จานวนมากขึ้น
ของวัสดุเพาะ ค่าความเป็นกรด−ด่างของวัสดุเพาะ ท้ัง
กอ่ นเพาะและหลังเพาะ พบว่าไมม่ คี วามแตกต่างกันอย่าง ปัจจุบันได้มีการทดลองนาวัสดุอินทรีย์ชนิดต่างๆ
มีนัยสาคัญทางสถิติ ดังนั้นวัสดุเพาะ 3) ฟางข้าว 50% มาประยุกตใ์ ชใ้ นการเพาะเห็ด เช่น ฟางขา้ ว (Onuoha et al.,
ผสมผักตบชวา 50% จึงมีความเหมาะสมในการเพาะ 2009) ผักตบชวา เปลือกถั่วเขียว เปลือกมันสาปะหลัง
เห็ดฟางในการทดลองครั้งนี้ ทะลายปาล์ม (Apetorgbor et al., 2015) ขี้ฝ้าย และใบ
กล้วย (Rajapakse, 2011; Zikriyani et al., 2018) โดย
คาสาคัญ: เห็ดฟาง วัสดเุ พาะ วัสดุเหลอื ใช้ทางการ เกษตรกรที่เพาะเห็ดในโรงเรือน ได้แก่ เห็ดนางฟ้า
เกษตร เห็ดนางรม และเห็ดขอนขาว ใช้วัสดุเพาะจากขี้เลื่อย
ไม้ยางพารา เมอ่ื ก้อนเช้ือเพาะเห็ดหมดอายุการใช้งานจะถูก

69

วารสารวิจยั และสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 68-78

นาไปทิ้งหรือนาไปทาปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากนี้ Somsuk การเตรียมแปลงเพาะและวสั ดเุ พาะเห็ดแบบกองเต้ยี
(2010) ได้นาวัสดุจากขี้เลื่อยไม้ยางพาราไปผสมกับ 1. เตรียมพื้นท่ีวางวัสดุเพาะในสภาพที่เป็นรม่ ไม้
ผักตบชวาเป็นวัสดุในการเพาะเห็ดสามารถให้ผลผลิตดี
เทยี บเท่ากบั การใช้ฟางข้าว ดงั น้นั ถา้ มีการนาเอาก้อนเชื้อ โดยปรับพื้นที่ให้สม่าเสมอ ขนาดกว้าง 1.2 เมตร ยาว 3 เมตร
เพาะเห็ดเก่าท่ีหมดอายุการใช้งานซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทาง แล้วตากแดดไว้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยก่อนทาการเพาะ
การเกษตรมาประยุกต์ใช้ในการเพาะเห็ดฟาง จะช่วยลด ตอ้ งรดน้าให้ชุ่ม
ต้นทุนการผลิตเห็ดฟาง และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม
ได้ด้วย (Onuoha, 2008) 2. เตรียมบล็อกไม้แบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด
12x20x40 ซม. ตีตะปูให้แน่น พร้อมกับทาฝาปดิ วัสดเุ พาะ
ขณะทีป่ ัจจุบนั ฟางขา้ วทน่ี ามาเป็นวัสดเุ พาะเรมิ่ หา ใช้เทา้ เหยียบอัดวสั ดเุ พาะให้แน่น
ยากและไม่มีคุณภาพเพียงพอ เนื่องจากเกษตรกรประสบ
กับปัญหาภัยแล้ง ฟางข้าวถูกนาไปเป็นอาหารสัตว์ใน 3. การเตรียมน้าเพื่อแช่วัสดุเพาะโดยการตวง
ฟาร์ม ดังนั้นการนาเอาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มี น้าหมักชวี ภาพที่หมกั จากเศษพืชผัก ผลไม้ และกากน้าตาล
อยู่ในชุมชนท้องถิ่นมาใช้เป็นวัสดุเพาะ จึงมีวัตถุประสงค์ อัตราส่วน 3:1 ทาการหมักเป็นเวลา 30 วัน ผสมน้าหมัก
เพื่อสร้างทางเลือกในการเพาะเห็ดฟางให้แก่เกษตรกร 1 ลิตรต่อนา้ 20 ลิตร ในถงั พลาสติกขนาด 200 ลิตร
ให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเป็นการใช้ประโยชน์จาก
วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรใหเ้ กิดประโยชน์สงู สุด การเตรยี มวัสดุเพาะตามแผนการทดลอง
1. กรรมวิธีท่ี 1 และ 2 นาฟางข้าวและใบกลว้ ย
อปุ กรณ์และวธิ ีการ
แห้งแช่น้าหมักชีวภาพในภาชนะถังพลาสติกเป็นเวลา 12
การวางแผนการทดลอง ชั่วโมง แล้วนาออกมาผึ่งลมด้านนอกเป็นเวลา 30 นาที
วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely กรรมวิธีท่ี 3 นาฟางข้าวผสมกับผักตบชวาแห้งที่ผ่านการ
บดให้มีขนาดเล็ก อัตราส่วนอย่างละ 50% กรรมวิธีท่ี 4
Randomized Design; CRD) จานวน 6 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้า นาใบกล้วยผสมกับผักตบชวาแห้งที่ผ่านการสับบด
โดยใช้วัสดุเพาะที่ต่างกันประกอบดว้ ย ใบกล้วยแห้ง ก้อน อัตราส่วนอย่างละ 50% กรรมวิธีที่ 5 นาฟางข้าวผสมกับ
เห็ดเก่าขี้เลอื่ ยไม้ยางพารา ฟางข้าว ชานอ้อย และผกั ตบชวา ก้อนเห็ดเก่าขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่ตีบดละเอียดอย่างละ
มาเป็นสิ่งทดลองจานวน 6 กรรมวิธี ได้แก่ 1) ฟางข้าว 50% กรรมวิธีที่ 6 นาฟางข้าวผสมกับชานอ้อย อัตราส่วน
100% (ชุดควบคุม) 2) ใบกล้วย 100% 3) ฟางข้าว อย่างละ 50% แล้วนาไปใส่ในบล็อกไม้แบบที่เตรียมไว้ โดย
50% ผสมผักตบชวา 50% 4) ใบกล้วย 50% ผสม ทา 2 ชั้น ระหว่างชั้นให้โรยเชื้อเห็ดฟางตามขอบแล้วอัด
ผักตบชวา 50% 5) ฟางข้าว 50% ผสมก้อนเห็ดเก่า ใหแ้ นน่ จดั วางเรียงต่อกนั ไปจนครบ 6 ก้อน
ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 50% และ 6) ฟางข้าว 50% ผสม
ชานอ้อย 50% ด าเนินการทดลองภายนอกอาคาร 2. เตรียมอาหารเสริมโดยผสมมูลวัวแห้ง 0.5
ณ สวนเห็ดลุงหยัด 99 หมู่ 10 ตาบลกระสัง อาเภอเมือง กิโลกรัม และอาหารเสริมเห็ดฟางสาเร็จรูป 20 กรัม
บุรีรมั ย์ จังหวดั บรุ ีรมั ย์ ราอ่อน 20 กรัม และแร่โดโลไมท์ 20 กรัม โรยให้ทั่วทั้ง
ก้อนเพาะเห็ดในแตล่ ะแปลง

3. ขยี้ก้อนเชอื้ เหด็ ฟางผสมแปง้ ขา้ วเหนยี วอตั รา
1 ก้อนต่อ 20 กรัมต่อแปลง แล้วนาไปโรยให้ทั่วบริเวณ
ก้อนเพาะเห็ดฟางในแต่ละแปลง หลังจากนั้นจึงรดน้า
ให้ช่มุ ทัว่ ทัง้ แปลง

70

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 68-78

4. การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นโดยการใช้ ตัดเส้นใยเห็ดฟาง จากนั้นนาโครงไม้ไผ่ยาว 1.30 เมตร
พลาสติกใสคลุมแปลง แล้วใช้ฟางข้าวแห้งมาปิดทับ มาปักแล้วคลุมด้วยพลาสติกไว้เหมือนเดิม หลังจากนั้นใช้
บางๆ เพื่อพรางแสงแดด รักษาอุณหภูมิในแปลงให้อยู่ มีดกรีดพลาสติกด้านบนความยาว 5 นิ้ว เพื่อระบาย
ระหว่าง 32-38ºซ. ระดับความชืน้ สัมพัทธ์ประมาณ 80% อากาศให้อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 28-32ºซ. เป็นระยะเวลา
เป็นระยะเวลา 4 วัน จึงเปิดพลาสติกออก แล้วรดน้าเพ่ือ 5-7 วนั

Figure 1 Preparing substrate cultivation

การบนั ทึกผลการทดลองและการวเิ คราะห์ขอ้ มลู และท าการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยวิธี Duncan’s
การเกบ็ บันทกึ ข้อมูล ได้แก่ ขนาดความกว้างของ New Multiple Range Test (DMRT) ที่ระดับความ
เชื่อมั่น 95% และคานวณค่าประสิทธิภาพทางชีววิทยา
ดอก ความยาวของดอก น้าหนักสด ตลอดระยะเวลาการ (Biological Efficiency) (Biswas and Layak, 2014)
ให้ผลผลิตของเหด็ ฟาง ในระยะเวลาดอกตูมรปู ทรงกระดุม
และนาค่าสังเกตได้ของผลการทดลอง ไปวิเคราะห์ค่าความ ค่าประสทิ ธิภาพทางชีววทิ ยา = นา้ หนักสดของเห็ด × 100
แปรปรวนทางสถิติตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ น้าหนักแหง้ ของวสั ดุเพาะ

Figure 2 Mushroom data measurement

71

วารสารวจิ ยั และสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 68-78

ผลการวจิ ยั 7.50 วัน ตามลาดับ ส่วนฟางข้าว 100% และฟางข้าว
50% ผสมผักตบชวา 50% มีค่าต่าที่สุดเท่ากัน เฉลี่ย
ความหนาแน่นของเส้นใย ขนาดความกว้างของดอก เท่ากับ 7.25 วัน
และความยาวของดอก
ระยะเวลาในการเกิดตุ่มดอก (Day to pin head
ลกั ษณะความกว้างของดอกเห็ดฟาง (Diameter formation) พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ
of pileus) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยวัสดุเพาะจาก
ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยวัสดุเพาะฟางข้าว 50% ใบกล้วย 100% มีค่าสูงสุดเท่ากันกับฟางข้าว 50% ผสม
ผสมผักตบชวา 50% มีค่าสูงที่สุดเฉลี่ย 3.38 ซม. ส่วน ชานอ้อย 50% เฉลี่ยเท่ากับ 11.50 และ 11.25 วัน ตามลาดับ
วัสดุเพาะใบกล้วย 100% ฟางข้าว 50% ผสมชานอ้อย รองลงมา ได้แก่ ฟางข้าว 50% ผสมก้อนเห็ดเก่าขี้เลื่อย
50% ฟางข้าว 50% ผสมก้อนเห็ดเก่าขี้เลื่อยไม้ยางพารา ไม้ยางพารา 50% ฟางข้าว 50% ผสมผักตบชวา 50%
50% ฟางข้าว 100% และใบกล้วย 50% ผสมกับ และใบกล้วย 50% ผสมผักตบชวา 50% มีค่าเท่ากับ
ผักตบชวา 50% มีค่าต่าที่สุด เฉลี่ยเท่ากับ 2.93, 2.93, 10.75, 9.75 และ 9.00 วัน ตามลาดับ ส่วนฟางข้าว
2.90, 2.89 และ 2.85 ซม. ตามลาดบั 100% มีค่าตา่ ทีส่ ุด เฉลย่ี 8.50 วนั

ลักษณะความยาวของดอกเห็ดฟาง (Length of ระยะเวลาในการเกิดดอกตูม (Day to pin
fruiting body) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทาง bottom formation) พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมี
สถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยฟางข้าว 50% ผสม นยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดบั ความเช่อื มน่ั 95% โดยใบกล้วย
ผักตบชวา 50% ใบกล้วย 50% ผสมผักตบชวา 50% 100% ฟางขา้ ว 50% ผสมกอ้ นเห็ดเกา่ ขเี้ ลอ่ื ยไม้ยางพารา
ฟางข้าว 50% ผสมก้อนเห็ดเก่าขี้เลื่อยไม้ยางพารา 50% 50% และฟางข้าว 50% ผสมชานอ้อย 50% มีค่าสูงที่สดุ
มีค่าสูงที่สุด เฉลี่ยเท่ากับ 5.49, 5.07 และ 4.94 ซม. เฉลี่ยเท่ากับ 11.25, 11.25 และ 11.00 วัน ตามลาดับ
ตามลาดับ ส่วนใบกล้วย 100% ฟางข้าว 50% ผสมกับ ส่วนฟางข้าว 50% ผสมผักตบชวา 50% และใบกล้วย
ชานอ้อย 50% และฟางข้าว 100% มีค่าต่าที่สุด เฉลี่ย 50% ผสมผักตบชวา 50% มีค่าต่าที่สุด เฉลี่ยเท่ากับ
เท่ากับ 4.23, 3.89 และ 3.85 ซม. ตามลาดบั 9.25, 9.00 และ 8.50 วนั ตามลาดบั

ระยะเวลาในการเกิดเส้นใย (Day to spawn คา่ ความเป็นกรด−ดา่ งของวัสดเุ พาะเหด็ ฟาง
run) พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ผลการทดลองพบว่า ค่าความเป็นกรด−ด่างของ
ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยวัสดุเพาะจากฟางข้าว
100% และฟางข้าว 50% ผสมตบชวา 50% มีค่าสูงท่สี ุด วัสดุเพาะก่อนและหลังจากเพาะเห็ดฟางทุกกรรมวิธี
เฉลี่ยเท่ากับ 8.25 วัน รองลงมา ได้แก่ ฟางข้าว 50% ทดลองไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ผสมก้อนเห็ดเก่าขี้เลื่อยไม้ยางพารา 50% และใบกล้วย ซึ่งแต่ละชุดการทดลองมีค่าเฉลี่ยที่ใกล้เคียงกันอยู่ในช่วง
50% ผสมผักตบชวา 50% มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.00 และ 6.82-7.25 และ 7.32-7.51 ตามลาดับ (Table 1)

72

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 68-78

Table 1 Result of the pH substrates before and after cultivation

Treatment pH
Initial Final
100% rice straw 6.97 7.32
100% banana leaves 6.82 7.32
50% rice straw + 50% water hyacinth 7.25 7.51
50% banana leaves + 50% water hyacinth 7.05 7.35
50% rice straw + 50% spent mushroom sawdust 7.17 7.35
50% rice straw + 50% bagasses 7.05 7.42

F-test ns ns
C.V. (%) 4.27 2.46

ns = non-significant

Table 2 Result of the analysis of variance and mean comparison in mycelial density, diameter of
the pileus and length of fruiting body

Treatment Mycelial Diameter of Length of
density the pileus fruiting body
100% rice straw
100% banana leaves ++ (cm) (cm)
50% rice straw + 50% water hyacinth ++ 2.89b 3.85b
50% banana leaves + 50% water hyacinth +++ 2.93b 4.23b
50% rice straw + 50% spent mushroom sawdust +++ 3.38a 5.49a
50% rice straw + 50% bagasses ++ 2.85b 5.07a
++ 2.90b 4.94a
F-test 2.93b 3.89b
C.V. (%)
* *
5.08 10.00

Mean in the same vertical column followed by the same letter were not significant different at 95% level by DMRT.
+++ very good running growth of mycelia; ++ good running growth of mycelia; + poor running growth of mycelia

73

วารสารวจิ ัยและสง่ เสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 68-78

ผลการทดลองน้าหนักสด น้าหนักแห้ง และประสิทธิภาพ ความแตกต่างกนั อย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติ มีค่าอยู่ระหวา่ ง
ทางชีววิทยา 13,975-14,512 กรัม โดยใบกล้วย 100% มนี ้าหนักแห้งมาก
ที่สุดเฉลี่ย 14,512 กรัม ส่วนประสิทธิภาพทางชีววิทยา
น ้าหนักสด (Weight of fruiting body) พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยมีค่าเฉลี่ย
มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดับความ อยู่ระหว่าง 9.65-14.88% คือ ประสิทธิภาพทางชีววิทยา
เชื่อมั่น 95% โดยฟางข้าว 50% ผสมผักตบชวา 50% จากฟางข้าว 50% ผสมผักตบชวา 50% มคี า่ สูงทสี่ ดุ เฉลี่ย
มีค่าสูงที่สุดเฉลี่ย 2,105 กรัม รองลงมา ได้แก่ ใบกล้วย เท่ากับ 14.88% และวัสดุเพาะที่มีค่าประสิทธิภาพทาง
50% ผสมผกั ตบชวา 50% มีนา้ หนักสดเฉลย่ี 1,842 กรัม ชีววิทยาน้อยที่สุด คือ ใบกล้วย 100% มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
และใบกล้วย 100 % มีน ้าหนักสดน้อยที่สุดเฉลี่ย 9.65% (Table 4)
1,397.25 กรมั สว่ นนา้ หนักแหง้ ของวสั ดเุ พาะทง้ั หมดไม่มี

Table 3 Result of the analysis of variance and mean comparison in day to spawn run, day to pin
head formation and day to bottom formation

Treatment Day to Day to pin Day to
spawn run head bottom
100% rice straw formation
100% banana leaves (day) formation (day)
50% rice straw + 50% water hyacinth 7.25b (day)
50% banana leaves + 50% water hyacinth 8.25a 8.50d 9.00b
50% rice straw + 50% spent mushroom sawdust 7.25b 11.50a 11.25a
50% rice straw + 50% bagasses 7.50ab 9.75bc 9.25b
8.00ab 9.00cd 8.50b
F-test 8.25a 10.75ab 11.25a
C.V. (%) 11.25a 11.00a
* *
6.07 6.68 *
9.74

Mean in the same vertical column followed by the same letter were not significant different at 95% level by DMRT.

74

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 68-78

Table 4 Result of the analysis of variance and mean comparison in weight of fruiting body,
dry weight of substrates and biological efficiency

Treatment Weight of Dry weight Biological
fruiting body of substrates efficiency
100% rice straw
100% banana leaves (g) (g) (%)
50% rice straw + 50% water hyacinth 1,558.50d 14,100 11.10cd
50%banana leaves + 50% water hyacinth 1,397.25e 14,512 9.65d
50% rice straw + 50% spent mushroom sawdust 2,105.00a 14,225 14.88a
50% rice straw + 50% bagasses 1,842.00b 14,350 12.89b
1,655.50c 13,975 11.88bc
F-test 1,660.50c 14,225 11.72bc
C.V. (%)
* ns *
3.05 7.24 9.11

ns = non-significant
Mean in the same vertical column followed by the same letter were not significant different at 95% level by DMRT.

วจิ ารณผ์ ลการวจิ ยั ทดลอง ท้งั นเี้ พราะวสั ดเุ พาะทีม่ ีสภาพเปน็ กลางจะช่วยให้
เห็ดฟางเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งสภาพความเป็นกรดด่างของ
จากการทดลองได้ทาการเพาะเห็ดฟางแบบกอง วัสดุเพาะเห็ดฟางควรอยู่ระหว่าง 7.7-7.9 และยังส่งผล
เตี้ยในช่วงเดอื นมีนาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มี ให้มีประสิทธิภาพทางชีววิทยาสูงสุดได้อีกด้วย
สภาพอากาศร้อน ส่วนความชื้นใช้การพ่นน้าในโรงเห็ด (Apetorgbore et al., 2015)
เพื่อเพิ่มความชืน้ สัมพัทธ์ ซึ่งช่วยให้เห็ดฟางสามารถสร้าง
เส้นใยและเจริญเติบโตได้ดี โดยทั่วไประดับอุณหภูมิที่สูง ระยะเวลาในการเกิดเส้นใย ระยะเวลาในการ
ระหว่าง 30-40ºซ. จะทาให้เห็ดฟางมีผลผลิตมาก โดย เกิดตุ่มดอก และระยะเวลาในการเกิดดอกตูม มีความ
ช่วงเวลาในระหวา่ งเดอื นมนี าคมถึงเมษายน ซึ่งมีอุณหภมู ิ แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยพบว่าวสั ดุเพาะ
เฉลี่ยประมาณ 34.1-37.9ºซ. ความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง ที่เป็นฟางข้าว 100% และฟางข้าว 50% ผสมผักตบชวา
80.2-89.9% และประสิทธิภาพทางชีววิทยาสูงสุดเทา่ กับ 50% จะใช้ระยะเวลาน้อยที่สุด เฉลี่ย 7.25 วัน แสดงว่า
21.80% (Rajapakse, 2011; Thiribhuvanamala et al., 2012) ฟางข้าวเป็นวัสดุที่สามารถให้สารอาหารที่เหมาะสมต่อ
การเจริญของเชื้อเห็ดฟาง ซึ่งในการทดลองนั้นได้นาฟาง
เมื่อนาวัสดุเพาะเห็ดฟางทั้งหมดไปตรวจวัดค่า ไปแช่น้าเป็นเวลา 12 ชั่วโมง เพื่อเป็นแหล่งเซลลูโลส
ความเปน็ กรดดา่ งพบว่า วัสดุก่อนเพาะเห็ดมคี า่ ความเปน็ ที่ช่วยให้เห็ดฟางสร้างเอนไซมอ์ อกมาย่อยทาให้ได้รับธาตุ
กรดด่างระหว่าง 6.82-7.25 หลังการทดสอบการเพาะ อาหารที่เพียงพอ (Somsuk, 2010) และเมื่อนาฟางข้าว
เห็ดฟางมีค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 7.32-7.51 ซึ่งใน ไปผสมกับผักตบชวายิ่งช่วยกระตุ้นให้เห็ดฟางสามารถ
การทดลองได้เติมแร่โดโลไมท์ (Dolomite) ผสมลงไปใน สร้างเอนไซม์ได้ดียิ่งขึ้น เพราะผักตบชวาเป็นวัสดุประเภท
วัสดุเพาะเพื่อช่วยรักษาสภาพเป็นกลางทั้งก่อนและหลัง Lignocellulose ที่ประกอบไปด้วย Crystalline cellulose

75

วารสารวจิ ัยและสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(2): 68-78

และ Arabinoxylan ซงึ่ เป็น Hemicellulose จะถูกยอ่ ยด้วย ประโยชนใ์ นการเพาะเหด็ ฟางจึงควรแช่น้าหมักชีวภาพให้
เอนไซม์ Cellulose และ Xylanase ตามลาดับ หลังจาก ระยะเวลานานกว่า 12 ชั่วโมง (Zikriyani et al., 2018)
นั้นจะเปลี่ยนน้าตาลให้อยู่ในรูปที่เห็ดสามารถนาไปใช้ได้ ส่วนวัสดุเพาะจากก้อนเห็ดเก่าขี้เลื่อยไม้ยางพารา เป็นวัสดุ
นอกจากนี้ผกั ตบชวายังเป็นแหล่ง Organic nitrogen ที่มี ที่น่าสนใจสาหรับเกษตรกร แต่มีปัญหา คือ เมื่อนามาใช้
ปริมาณ 1.5-1.7% และมี Crude protein ระหว่าง 7.8- โดยไม่ได้ผ่านการแช่ในน้าหมักชีวภาพ ทาให้จุลินทรีย์
18.1% ของน้าหนักแห้ง ซึ่งพืชที่มีอายุน้อยจะมีปริมาณ ไม่ได้ช่วยย่อยสารลิกนินและสารประกอบโพลิฟีนอลที่
โปรตีนสงู กว่าพืชอายุมาก (Kihumu et al., 2008) อยู่ในเนื้อไม้ จึงทาให้เห็ดดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ได้น้อย
(Belewu and Belewu, 2005) ดังนน้ั กอ้ นเหด็ เก่าขเี้ ลอ่ื ย
ผลผลิตของเห็ดฟาง และประสิทธิภาพทาง ไม้ยางพาราที่นามาใช้ควรหมักด้วยจุลินทรีย์ให้สมบูรณ์
ชีววิทยามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ หรอื หมักใหน้ านขึ้น (Somsuk, 2010) ซึ่งถือว่าเป็นวัสดุท่ี
กล่าวคือ วัสดุเพาะจากฟางข้าว 50% ผสมผักตบชวา สามารถหาได้ง่ายเพราะเป็นวัสดุท่ีได้ผสมสารอาหารเสริม
50% ให้น ้าหนักสดสูงสุดเฉลี่ย 2,105 กรัม และมี สาหรับเห็ดไว้แล้ว แต่เมื่อผ่านการใช้งานแล้วอาจจะมี
ประสทิ ธภิ าพทางชวี วิทยา 14.88% เน่อื งจากก่อนทจ่ี ะนา ปรมิ าณธาตอุ าหารลดลงไดบ้ ้าง ดังน้ัน ในการนามาใช้ควร
วัสดุเพาะจากฟางข้าวมาใช้นั้นได้ผ่านการแช่ในน้าหมัก เพ่มิ อาหารเสริมเพ่ือให้เพยี งพอต่อการเจรญิ ของเห็ด แต่มี
ชีวภาพเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ซึ่งมีจุลินทรีย์ช่วยในการย่อย ข้อควรระวัง คือ การติดเชื้อราดาและราเขียว ซึ่งทาให้มี
สลายเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลสที่จาเป็นต่อการปล่อย ผลตอ่ การเจรญิ ของเห็ดฟางได้
เอนไซม์ของเห็ดออกมาย่อยแล้วดดู ซึมสารอาหารไปใช้ใน
การเจริญ ในขณะเดียวกันได้มีการนาผักตบชวาที่มีใน สรปุ ผลการวจิ ัย
ท้องถิ่นมาบดผสมกับฟางข้าว เนื่องจากผักตบชวาเป็น
วัชพืชนา้ ทย่ี ่อยสลายได้ง่ายและมธี าตไุ นโตรเจนสงู จึงชว่ ย การศึกษาวัสดเุ พาะเหด็ ฟางจากวัสดเุ หลือใช้ทาง
ให้เห็ดฟางมีการเจริญได้ดี และมีประสิทธิภาพทางชีววิทยา การเกษตรที่มีในทอ้ งถนิ่ คร้ังน้ไี ด้เลือกใชฟ้ างข้าว ใบกล้วย
ทสี่ งู ตามไปด้วย (Biswas and Layak, 2014) ผักตบชวา ก้อนเห็ดเก่าขี้เลื่อยไม้ยางพารา และชานอ้อย
พบว่าความเป็นกรดด่างของวัสดุเพาะก่อนเพาะมีค่าอยู่
จากการวิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมีของ ระหว่าง 6.82-7.25 และหลังจากเพาะเห็ดมีค่าระหว่าง
ผักตบชวา พบว่ามี Crude protein 10.5 กรัม/100 กรัม 7.32-7.51 มีสภาพเป็นกลาง ส่วนผลผลิตพบว่าวัสดุ
น้าหนักแห้ง มี Nitrogen free extracts 48.7 กรัม/100 เพาะจากฟางข้าว 50% ผสมผักตบชวา 50% มีผลทาให้
กรัมน้าหนักแห้ง และ Total ash 12.40 กรัม/100 กรัม การเจริญของเส้นใยที่มีความหนาแน่นดีมาก และความ
น้าหนักแห้ง (Hossian et al., 2015) แสดงให้เห็นว่า กว้างของดอกเห็ดมีความแตกต่างกนั อยา่ งมีนัยสาคญั ทาง
ผักตบชวามโี ปรตนี สงู หรอื มกี รดอะมิโนหรือธาตุอาหารอ่ืน สถิติ สูงที่สุดเฉลี่ย 3.38 ซม. ความยาวของดอกเห็ดมี
ที่จาเป็นต่อการเจริญของเห็ดฟาง และยังพบว่าใน ความแตกต่างกันอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ สงู ทีส่ ุดเฉลี่ย 5.49
ผักตบชวามโี ปรตีน ไลซีน แครอทนี และแคลเซยี ม สว่ นวสั ดุ ซม. นอกจากน้ียงั มีผลทาใหน้ า้ หนกั สดของเหด็ ฟางมีความ
เพาะจากใบกล้วยให้น้าหนักสดน้อยที่สุดเฉลี่ย 1,397.25 แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ สูงท่ีสุดเฉล่ีย
กรัม ประสิทธิภาพทางชีววิทยาเฉลี่ย เท่ากับ 9.65% 2,105±0.86 กรัม และค่าประสิทธิภาพทางชีววิทยา
เนื่องจากใบกล้วยที่ผ่านการแช่น้าหมักชีวภาพ 12 ชั่วโมง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับความ
ยังนอ้ ยเกนิ ไปไมเ่ พียงพอต่อการย่อยสลายสารลิกนนิ และ เชื่อมั่น 95% สูงที่สุดเฉลี่ย 14.88% ส่วนวัสดุเพาะที่
เซลลูโลส (Lopez et al., 1981) นอกจากนี้ที่ยังมีสาร
ประเภทไขมันเคลือบที่ผิวใบ ดังนั้นในการนามาใช้

76

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 68-78

เหมาะสมรองลงมา คือ ใบกล้วย 50% ผสมผักตบชวา Hossain, M.E., H. Sikder, M.H. Kabir and
50% มีคา่ นา้ หนักสดเฉลย่ี 1,842.00 กรมั และคา่ ประสิทธิภาพ S.M. Sarma. 2015. Nutritive of water
ทางชีววทิ ยาเฉล่ีย 12.89% hyacinth (Eichhornia crassipes).
Journal of Animal and Feed Research
เอกสารอ้างองิ 5(2): 40-44.

Apetorgbor, A.K. and M. Obodai. 2003. Kaushik, S., D. Ipsita and S. Kumar. 2018.
Mushroom Consumption in Southern Paddy straw mushroom (Volvariella sp.):
Ghana. pp. 20-34. In Proceedings a natural scavengers who help in
of the 21th Biennial Conference malnutrition and environment
of Ghana Science Association. protection. International Journal
Kumasi Ghana: n.p. of Microbiology 10(5): 1183-1185.

Apetorgbor, A.K., M.M. Apetorgbor and Kihumu, A., G. Shitandi and A. Anakolo. 2008.
N.S.A. Derkyi. 2015. Comparation Nutritional composition of Pleurotus
studies on growth and yield of oil palm Sajor-caju grown on water hyacinth,
mushroom, Volvariella volvacea wheat straw and corncob substrates.
(Bull.Ex.Fr.) Sing. on different substrates. Research Journal of Agriculture and
Greener Journal of Agricultural Biological Science 4(4): 321-326.
Science 5(5): 177-189.
Lopez, P.L., R.P. Mania and M.D. Beldia. 1981.
Belewu, M.A. and K.Y. Belewu. 2005. The potential of leaf protein
Cultivation of mushroom (Volvariella concentrate and supplement in
volvacea) on banana leaves. broiler ration in The Philippines.
African Journal of Biotechnology Journal of Veterinary and Animal
4(12): 1401-1403. Sciences 7(1): 38.

Biswas, M.K. and M. Layak. 2014. Techniques Onuoha, C.I. 2008. Cultivation of mushroom
for increasing the biological efficiency (Pleurotus tuber-regium) using some
of paddy straw mushroom in Eastern local substrates. Life Science Journal
India. Food Science and Technology 4(4): 58-61.
2(4): 52-57.
Onuoha, C.I., G. Oyibo and J. Ebibila. 2009.
Brinda, G.B., S.T. Sasha and S. Divaka. 2017. Cultivation of straw mushroom
Nutritional analysis and organoleptic (Volvariella volvacea) using some
evaluation of paddy straw mushroom Agro-waste material. Journal of
(Volvariella sp.). Food Science Journal American Science 5(5): 135-138.
8(2): 230-234.

77

วารสารวิจยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(2): 68-78

Rajapakse, P. 2011. New Cultivation Villares, A., L.M. Vivaracho and E. Guillamon.
Technology for Paddy Straw Mushroom 2012. Structural features and healthy
(Volvariella volvacea). pp. 446-451. properties of polysaccharides occurring
In Proceedings of the International in mushroom. Journal of Agriculture
Conference on Mushroom Biology and 2(4): 451-471.
Mushroom Product 7th. Gonawila: n.p.
Zikriyani, H., I. Saskiawan and W. Mangunwadoyo.
Somsuk, S. 2010. Effect of cultivation 2018. Utilization of agricultural waste
substrates and supplemented materials for cultivation of paddy straw mushroom
treated with some microorganism and (Volvariella volvacea (Bull). Sing 1951)
bioextractes on production yield of International Journal of Agricultural
straw mushroom (Volvariella volvacea Technology 14(5): 805-814.
(Bull.) Ex Fr.) grown in plastic basket.
Journal Science and Technology
18(2): 17-36. [in Thai]

Thiribhuvanamala, G., S. Karishnamoorthy,
K. Manoranjitham, V. Praksasm and
S. Krishnan. 2012. Improved techniques
to enhance the yield of paddy straw
mushroom (Volvariella volvacea) for
commercial cultivation. African Journal
of Biotechnology 11(64): 12740-12748.

78

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 79-88

การใชป้ ระโยชน์วสั ดเุ หลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกรในเทศบาลตาบลขีเ้ หล็ก
อาเภอแม่รมิ จังหวัดเชียงใหม่

Agricultural Residues Utilization among Farmers in Keelek Sub-district Municipality
Mae Rim District, Chiang Mai

สามารถ ใจเต้ีย
Samart Jaitae

ศนู ย์ความเป็นเลศิ ด้านนวัตกรรมสาธารณสขุ ศาสตรแ์ ละสงิ่ แวดลอ้ มชุมชน คณะวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม่ เชยี งใหม่ 50300

Center of Excellence in Public Health Innovation and Community Environment, Faculty of Science and Technology
Chiang Mai Rajabhat University, Chiang Mai, Thailand 50300
*Corresponding author: [email protected]

Abstract Received: January 14, 2020
Revised: July 01, 2020
Accepted: August 06, 2020

The purposes of this research were to 1 ) study the utilization of agricultural residues, 2 )
predicting factors affecting farmer utilization of agricultural residues and 3 ) developed guideline of
growing media production from agricultural residues. Sample size was 159 farmers and 18 stakeholders
in the area of Keelek sub−district municipality, Maerim district, Chiang Mai. Data were collected by
questionnaires and focus group discussion. Data were analyzed by descriptive statistics, regression
analysis and content analysis. The results indicated that the utilization of agricultural residues was in a
moderate level with mean score of 1.94. Factors including the amount of collected agricultural residues
significantly predict utilization of agricultural residues (p–value=0.024). The developing guideline of
growing media production in value−added of agricultural residues, the administration organization
should provide budget support and develop community learning center for the utilization of agricultural
residues.

Keywords: agricultural residues, utilization, farmer

79

วารสารวจิ ัยและสง่ เสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 79-88

บทคดั ยอ่ พิจารณาปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
ประกอบ ซึ่งในประเทศเอธิโอเปียพบว่า ระดับการศึกษา
การวิจัยคร้งั นม้ี วี ัตถุประสงค์เพอ่ื 1) ศกึ ษาการใช้ ขนาดของพื้นที่การเกษตร ระยะเวลาการถือครองที่ดิน
ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกร 2) และการเข้าถึงบริการภาครัฐ มีความความผกผันใน
คาดการณ์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้ประโยชน์วัสดุ ทิศทางตรงข้ามกับการใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทาง
เหลือใช้ทางการเกษตรในครัวเรือนของเกษตรกร และ 3) การเกษตรเพ่ือการปรบั ปรุงดิน (Nigussie et al., 2015)
พัฒนาแนวทางการผลิตวัสดปุ ลูกพืชจากวัสดุเหลือใช้ทาง
การเกษตร กลุ่มตัวอย่างเป็นเกษตรกร จานวน 159 ราย ในประเทศไทย วัสดุเหลือใช้ทางการเ ก ษ ต ร มี
และผมู้ สี ว่ นได้สว่ นเสยี กบั กจิ กรรมการเกษตร จานวน 18 กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิต
ราย ในชุมชนสะลวง–ขี้เหล็ก อาเภอแม่ริม จังหวัด ทางการเกษตรของแต่ละพื้นที่ โดยมีปริมาณวัสดุเหลือใช้
เชยี งใหม่ เครือ่ งมือเปน็ แบบสอบถามและการสนทนากลมุ่ ทางการเกษตรจานวนถึง 43 ลา้ นตนั ต่อปี ทไ่ี ม่ได้นามาใช้
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิตเิ ชิงพรรณนา การวิเคราะห์การ ประโยชน์ (Tengkaew and Wiwattanadate, 2014)
ถดถอยพหุคณู และการวิเคราะห์เชงิ เนื้อหา ผลการศึกษา นอกจากนี้ยังมีการประมาณการว่ามีวัสดุเหลือใช้จากการ
พบว่า เกษตรกรใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ปลูกข้าวที่ค้างอยู่ในพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 2.5 ล้านตัน
โดยรวมอยูใ่ นระดับปานกลาง (คา่ เฉล่ยี 1.94) จานวนการ ต่อปี ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะเผาทาลายเพื่อเตรียมพื้นท่ี
จ ั ด เ ก ็ บ ว ั ส ด ุ เ ห ล ื อ ใ ช ้ ท า ง ก า ร เ ก ษ ต ร พ ย า ก ร ณ์ ก า ร ใ ช้ ในการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป (Center of Fuels and
ประโยชน์วสั ดเุ หลอื ใช้ทางการเกษตรของเกษตรกรอย่างมี Energy from Biomass, 2017) เช่นเดียวกับการผลิต
นัยสาคญั ทางสถติ ิ (p-value=0.024) ท้ังนผี้ มู้ ีส่วนได้สว่ น ทางการเกษตรในชุมชนเขตเทศบาลตาบลขี้เหล็ก อาเภอ
เสียเสนอแนะแนวทางการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทาง แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่เกษตรกรมีการใช้พื้นที่เพื่อการ
การเกษตร โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรให้การ เพาะปลูกอย่างเข้มข้นตลอดปี ทั้งการปลูกพืชไร่และ
สนับสนนุ งบประมาณ และพฒั นาแหลง่ เรยี นรู้ในชมุ ชนด้าน พืชสวน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่มีความเหมาะสมในการ
การใชป้ ระโยชนว์ ัสดเุ หลอื ใชท้ างการเกษตร ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งมีความพร้อมด้านน้าเพ่ือ
การเกษตรอย่างสมบูรณ์ โดยมีแม่น ้าปิงและคลอง
คาสาคัญ: วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การใชป้ ระโยชน์ ชลประทานจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลไหลผ่านตลอดปี
เกษตรกร เกษตรกรได้นาน้าจากทั้งสองแหล่งมาใช้ประโยชน์ในการ
ทาการเกษตร โดยปลูกข้าวทั้งข้าวนาปีและนาปรัง
คานา รวมถึงพืชไร่เศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งนี้การทาการเกษตรของ
เกษตรกรยังขาดข้อมูลและความรู้ทางวิชาการจึงทาให้
ระบบการผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะการผลติ ได้ผลผลิตในปริมาณต ่า คุณภาพของผลผลิตไม่ได้
พืชก่อให้เกิดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่ม มาตรฐานตามความตอ้ งการของตลาด จาหนา่ ยไม่ไดร้ าคา
ขึ้นทั่วโลก แต่ด้วยความไม่เข้าใจและการเข้าถึงข้อมูลการ และมผี ลผลติ ออกสู่ตลาดไม่ต่อเนื่อง อกี ท้ังยังมีต้นทุนการ
ใช้ประโยชน์ที่ไม่เพียงพอในประเทศกาลังพัฒนา ทาให้ ผลติ สงู ในส่วนของการจัดการวสั ดุเหลือใชท้ างการเกษตร
เกษตรกรส่วนใหญ่เลือกวิธีการเผาในพื้นที่เพาะปลูกเป็น ในพื้นที่ชุมชนสะลวง−ขี้เหล็ก เกษตรกรทาการเผาวัสดุ
ทางเลือกหลักในการจัดการ (Oladipo et al., 2017) เหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูก ส่วนการ
ทั้งน้ีการใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอาจต้อง ใช้ประโยชน์มีเกษตรกรบางส่วนเห็นว่าการผลิตปุ๋ยหมัก
หรือน าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้โดยตรงมี

80

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 79-88

กระบวนการที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน และยังขาดการ 156 ราย จากนั้นทาการสุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่ม
สนับสนุนทั้งการให้ความรู้ที่เหมาะสม และมีงบประมาณ อย่างง่าย (Simple random sampling) ส่วนการศึกษา
สนับสนุนที่เพียงพอ (Jaitia, 2013) อย่างไรก็ตามมี เชิงคุณภาพคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive
รูปแบบการใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทางเกษตรท่ี sampling) จานวน 18 คน จากผมู้ ีส่วนได้สว่ นเสียกับการ
หลากหลาย ทงั้ การนาไปใช้ในการผลิตเป็นปัจจัยการผลิต ใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่ ศึ กษา
ในการเพาะปลูกพืช ทั้งการนาไปทาปุ๋ยหมัก การลดการ ซึ่งการศึกษานี้ได้คัดเลือกตัวแทนจากประชาชนทั่วไป
พังทะลายของดิน การนาไปเป็นอาหารสัตว์ รวมถึงการ จานวน 4 คน ตัวแทนเกษตรกร จานวน 12 คน และ
นาไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในชีวิตประจาวัน โดยมี ตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จานวน 2 คน
การศึกษา กล่าวคือ เกษตรกรในลุ่มน้าแม่ริม จังหวัด ทั้งนี้ตัวแทนเหล่านี้เป็นผู้ให้ข้อมูลที่สะท้อนสถานการณ์
เชียงใหม่ มีความสามารถในการพึ่งตนเองด้านปัจจัยการ การใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่ได้
ผลิตค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ซึ่ง อยา่ งแท้จริง
เป็นรูปแบบการผลิตที่มีการผสมผสานกิจกรรมการผลิต
ทั้งพืชและสัตว์ (Hangsoongnern et al., 2014) โดย เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการวิจยั
แนวทางดังกล่าวเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการ เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถามการใช้
จัดการวัสดุเหลอื ใชท้ างการเกษตรท่ีเหมาะสม และยงั เป็น
แนวทางการพึง่ พาตนเองในดา้ นปจั จัยการผลิตการเกษตร ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ประกอบด้วย 2
ส่วน โดยส่วนที่ 1 ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลและข้อมูล
การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสารวจระดับ การผลิตทางการเกษตร เป็นแบบสอบถามชนิดเติมคา และ
การใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใชท้ างการเกษตรของเกษตรกร เลือกคาตอบ ส่วนที่ 2 การใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้
คาดการณ์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้ประโยชน์วัสดุ ทางการเกษตร ครอบคลุมการใช้ประโยชน์ด้านการ
เหลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกร และพัฒนาแนวทาง เพาะปลูกพืช การเลี้ยงสตั ว์ และการใช้ประโยชน์ด้านการ
การนาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตวัสดุปลูกพืช พัฒนาผลิตภัณฑ์ ลักษณะแบบสอบถามเป็นมาตราส่วน
เชิงการค้า ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและหน่วยงาน ประมาณค่า (Rating scale) ตามแบบของ Likert scale
ที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางเพื่อการจัดการวัสดุเหลือใช้ แบบสอบถามแต่ละข้อมีคะแนนตั้งแต่ 1-3 คะแนน
ทางการเกษตรอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ (Anderson, 1988) มีค่าความเที่ยงด้วยวิธีการหา Alpha
coefficient (Cronbach, 1951) เท่ากับ 0.86 สาหรับ
วิธีดาเนนิ การวิจยั เครื่องมือเชิงคุณภาพ (ประเด็นในการสนทนากลุ่ม
ครอบคลุมประเด็นการใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทาง
ขอบเขตการศึกษา การเกษตร และแนวทางการพัฒนาวัสดุปลูกพืชจากวัสดุ
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสารวจชนิดการ เหลือใช้ทางการเกษตรเชิงการค้า) ใช้การตรวจสอบ 3 ด้าน
คือ วิธีรวบรวมข้อมูล (Methodological triangulation)
สารวจภาคตัดขวาง (Cross sectional survey) ใชว้ ิธีการ โดยการใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลจากการให้ข้อเสนอแนะ
เก็บรวบรวมขอ้ มลู แบบผสานวธิ ี โดยการศกึ ษาเชิงปริมาณ ของผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่ม วิธีการสังเกตควบคู่กับการ
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นเกษตรกรในพื้นที่เทศบาล ซักถาม รวมถึงศึกษาข้อมูลจากแหล่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ตาบลขี้เหล็ก อาเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จานวน การใชป้ ระโยชนว์ สั ดเุ หลือใช้ทางการเกษตรในชุมชน
2,360 ราย ผู้วิจัยได้เลือกใช้การคานวณขนาดตัวอย่าง
จากสตู รของ Daniel (2010) ได้ขนาดกล่มุ ตวั อยา่ งจานวน

81

วารสารวิจยั และสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(2): 79-88

การเก็บรวบรวมข้อมลู ผลการวจิ ยั
ผ ู ้ เ ก ็ บ ร ว บ ร ว ม ข ้ อ ม ู ล ใ น ก า ร ศ ึ ก ษ า ค ร ั ้ ง น้ี
ปจั จัยส่วนบุคคลและการผลติ ทางการเกษตร
ประกอบด้วย ผู้วิจัยและผู้ช่วยนักวิจัยในพื้นที่ ทั้งนี้ผู้วิจยั ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็น
ได้ทาการอบรมชี้แจงรายละเอียดของข้อคาถาม และ
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกัน เพศชาย ร้อยละ 69.2 สถานภาพสมรส ร้อยละ 91.0
เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อ ระดับการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 73.7 อายุ
คาถาม และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้การ เฉลี่ย 48.90 ปี มีสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3.66 คน
ดาเนนิ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลไปในทางเดยี วกัน ระยะเวลาการอยู่อาศัยในชุมชนเฉลี่ย 46.78 ปี พืชหลัก
ที่ปลูกในรอบปีการผลิต พ.ศ. 2561−2562 ได้แก่ ข้าว
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ขา้ วโพด แตงกวา กะหล่าปลี พรกิ ถ่วั เหลือง มนั ฝร่งั และ
ข ้ อ ม ู ล เ ช ิ ง ป ริ ม า ณ ว ิ เ ค ร า ะ ห ์ ข ้ อ ม ู ล โ ด ย ใ ช้ พืชผักสวนครัวทั่วไป ระยะเวลาการทาการเกษตรเฉล่ีย
19.22 ปี จานวนพน้ื ทีใ่ นการทาการเกษตรในรอบการผลิต
โปรแกรมการวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ข้อมูล ที่ผ่านมา เฉลี่ย 7.07 ไร่ เช่าที่ดินเพื่อการเกษตร เฉลี่ย
ปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง และการใช้ประโยชน์ 4.03 ไร่ ปริมาณรวมของผลผลิตพืชหลักในรอบการผลิตท่ี
ของเหลือใช้ทางการเกษตร วิเคราะห์โดยสถิติเชิงพรรณนา ผา่ นมาเฉลี่ย 1,219.23 กิโลกรัมตอ่ ไร่ ในรอบการผลิตท่ีผา่ น
ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาเกษตรกรมีหนี้สินจากการทาการเกษตรเฉลี่ย 9,042.86
มาตรฐาน ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้ประโยชน์วัสดุ บาท ขาดทุนจากการผลิตการเกษตรในรอบการผลิตที่ผ่าน
เหลือใช้ทางการเกษตร ใช้สถิติอนุมานโดยการวิเคราะห์ มาเฉลีย่ 3,747.83 บาท เขา้ รว่ มกจิ กรรมชุมชนในระยะเวลา
การถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) 3 เดือนที่ผา่ นมาเฉลี่ย 4.19 ครงั้ จานวนการทงิ้ ขยะมูลฝอย
ท ั ้ ง น ี ้ ก า ร ค ั ด เล ื อก ต ั ว แ ป ร พ ยา ก ร ณ ์ ท า ก าร ว ิ เ ค ราะห์ จากครวั เรือนเฉลยี่ 3.96 ครั้งต่อเดือน และเกษตรกรจัดเก็บ
จากการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการปัจจัยการผลิต เศษวัสดเุ หลอื ใช้ทางการเกษตรได้ เฉลย่ี 2.68 คร้ังต่อปี
การเกษตรในพ้นื ทีศ่ กึ ษา (Jaitia, 2015) ส่วนแนวทางการ
น า วัส ดุเหล ือใช ้ท า ง กา รเกษ ตรมา ผ ล ิตวัส ดุป ล ู ก พื ช การใช้ประโยชนว์ สั ดเุ หลอื ใชท้ างการเกษตร
เชิงการค้าใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา โดยการจาแนกและ ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรใช้ประโยชน์
จัดระบบข้อมูล การสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย การ
เปรียบเทียบข้อมูลและการตีความข้อมูล โดยดัดแปลง วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง
ขั้นตอนการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยา (Matthew (ค่าเฉลี่ย 1.94) โดยใช้ประโยชน์ด้านการเพาะปลูกพืช
and Huberman, 1994) ระดับปานกลาง (คา่ เฉล่ีย 2.32) รองลงมาดา้ นการเลี้ยงสัตว์
ระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 1.79) และใช้ประโยชน์
วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้านการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์
ระดบั นอ้ ย (ค่าเฉล่ยี 1.62) (Table 1)

82

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 79-88

Table 1 Agricultural residues utilization among farmer (n=156)

Utilization WMS S.D. Level of utilization
Planting 2.32 0.68 Moderate
Feeds for livestock 1.79 0.72 Moderate
Product development 1.62 0.83 Low
1.94 0.76 Moderate
Total average

การใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร X7 จานวนการทง้ิ ขยะมูลฝอยจากครวั เรอื น
ของเกษตรกรจากการสนทนากลุ่มสรปุ ได้ว่า ในพ้นื ทม่ี ีการ (ครั้งต่อเดือน)
ปลูกพืชไร่หลากหลายชนิดโดยเฉพาะข้าวและพืชผัก ทาให้
ในรอบการผลิตแต่ละปีมีปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้ X8 จานวนการจดั เก็บวัสดุเหลอื ใชท้ าง
ทางการเกษตรจานวนมากที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เกษตรกร การเกษตร (ครั้งตอ่ ป)ี
บางรายได้เผาเศษวัสดุเหล่านี้ร่วมกับเศษวัชพืชในพื้นที่
เพาะปลูก เกษตรกรบางรายขายฟางข้าว และเศษต้น ทั้งนี้เมื่อนาตัวแปรทั้ง 8 ตัวเข้าสมการแล้ว
ข้าวโพดให้กับเกษตรกรนอกพื้นท่ี เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ คานวณด้วยวิธี Stepwise (Brian, 2009) ผลการวิเคราะห์
ในการปลูกพชื หรอื เลีย้ งโค ทั้งนใ้ี นชมุ ชนยงั มสี ถาบันการศึกษา ได้ค่า F เท่ากับ 5.870 P-value เท่ากับ 0.024 และเมื่อ
ระดับอุดมศึกษาในพื้นที่ เข้ามาสนับสนุนกิจกรรมการใช้ พิจารณาค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจเชิงพหุ (R2) พบว่า
ประโยชนเ์ ศษวสั ดุเหลอื ใชท้ างการเกษตร มีค่าเท่ากับ 0.211 ซึ่งหมายความว่า ตัวแปรทั้งหมด 8
ตัวแปร อธิบายการเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์
การคาดการณป์ จั จยั ท่ีมีอทิ ธพิ ลต่อการใชป้ ระโยชน์ วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกรได้ ร้อยละ 21.10
วสั ดเุ หลือใช้ทางการเกษตร เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ที่ระดับนัยสาคัญทางสถิติ
ที่ระดับ 0.05 พบว่ามีตัวแปร 1 ตัวแปร คือ X8 จานวน
การคาดการณ์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้ การจัดเก็บวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (ครั้งต่อปี) มี
ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกร ใน ความสมั พันธ์กับการใชป้ ระโยชน์วสั ดุเหลอื ใช้ทางการเกษตร
การศึกษาน้ีใช้รูปแบบสมการคาดการณ์ ดังน้ี ของเกษตรกร อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่ง
เขยี นเป็นสมการคาดการณ์ ได้ดงั นี้
y = a + b1x1 + b2x2 + b3x3 +……+ b8x8
โดย X1 จานวนสมาชิกในครัวเรือน (คน) สมการคาดการณ์ในรูปคะแนนดบิ
Yi (การใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
X2 รายไดค้ รัวเรอื นต่อปี (บาทต่อปี) ของเกษตรกร) = 2.207 + 0.059 (จานวนการจัดเก็บ
X3 ระยะเวลาการทาการเกษตร (ปี) วัสดเุ หลือใช้ทางการเกษตร)
X4 จานวนพน้ื ทีใ่ นการทาการเกษตรในรอบการ จากสมการข้างต้นเห็นได้ว่า การใช้ประโยชน์
วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกรเพิ่มขึ้น 0.059 หน่วย
ผลิตทผี่ า่ นมา (ไร)่ ต่อการเพิ่มขึ้นของจานวนการจัดเก็บเศษวัสดุเหลอื ใชท้ าง
X5 จานวนหนส้ี นิ จากการทาการเกษตรในรอบ การเกษตรเฉลี่ย 1 หน่วย เมื่อทดสอบความมีนัยสาคัญ
พบว่าปจั จัยพยากรณ์น้ีมคี วามสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์
การผลิตท่ผี า่ นมา (บาท) วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของเกษตรกรอย่างมีนัยสาคัญ
X6 ปริมาณรวมของผลผลิตพืชหลักในรอบปีการ ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั 0.05 (p–value=0.024) (Table 2)

ผลติ ท่ีผ่านมาเฉล่ีย (กิโลกรมั ต่อไร)่ 83

วารสารวจิ ยั และส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 79-88

Table 2 Multiple regression analysis for factors affecting of farmers in agricultural residues utilization

Variables b Bata t p–value*

Constant 2.207 17.810 0.000

The amount collected 0.059 0.495 2.423 0.024

of agricultural residues (year)

R2 = 0.211, R square change = 0.175, SEE = 0.262, F = 5.870, p–value = 0.024

แนวทางการพฒั นาวสั ดปุ ลกู พืชเชิงการค้าจากวสั ดุ พื้นที่กว้างซึ่งในชุมชนไม่มีสถานที่ที่เหมาะสม ต้นทุนใน
เหลอื ใช้ทางการเกษตรในชมุ ชน การผลิตค่อนข้างสูงในระยะเริ่มต้น ทั้งค่าเครื่องจักรและ
อุปกรณ์ประกอบต่างๆ และไม่มีแหล่งเงินทุนสนับสนุน
จากการสนทนากลมุ่ สรปุ ไดด้ ังน้ี อย่างไรก็ตามในชุมชนยังมีแหล่งเรียนรู้จากเกษตรกร
1. แนวทางการแสวงหาวัตถุดิบ พบว่าในชุมชน บางส่วนที่มีประสบการณ์ และด าเนินการผลิต
ยังคงมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถแสวงได้ตาม สารชีวภาพใช้ในการเกษตรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมี
พื้นที่การเกษตรทั่วไป ทั้งนี้ในช่วงฤดูฝนจะมีความ สถาบันการศึกษาเข้ามาบริการวิชาการในส่วนทีเ่ กี่ยวข้อง
หลากหลายของการเพาะปลูกพืช ทาให้ปริมาณเศษวัสดุ กับการใช้ประโยชน์วัสดุอินทรีย์ ซึ่งมีส่วนสาคัญในการ
เหลือใช้ทางการเกษตรมีปริมาณมากและมีความ สร้างองค์ความรู้และแนวทางในการใช้ประโยชน์เศษวัสดุ
หลากหลาย ในส่วนของครัวเรือนเศษวัสดุอินทรีย์ เหลือใชท้ างการเกษตรไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ส่วนใหญ่จะเปน็ เศษผักและผลไม้ท่ีเหลือทิง้ จากการประกอบ
อาหารซึ่งมีปริมาณน้อย ประชาชนจะนาไปเป็นอาหาร 3. แนวทางการจาหน่ายผลิตภัณฑ์ พบว่าการ
สัตว์ เช่น ไก่ เป็ด แต่ยังมีครัวเรือนบางครัวเรือนที่ยังเผา ผลิตสินค้าในชุมชนส่วนใหญ่จะจาหน่ายในร้านค้าทั่วไป
เศษใบไมแ้ ละเศษวัชพืช รวมถึงเกษตรกรบางสว่ นกย็ งั เผา ในชุมชน เช่น น้าหมักชีวภาพ จาหน่ายลิตรละประมาณ
ฟางขา้ วและวัสดเุ หลอื ใชท้ างการเกษตรชนดิ อน่ื เนื่องจาก 80-100 บาท วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรบางชนิด เช่น
ม ี ค ว า ม เ ช ื่ อ ว ่า ข ี ้ เ ถ ้า จ า ก ก า ร เ ผ า จ ะ เ ป ็ น อ า ห า ร ให ้กับ ฟางขา้ ว เปลือกถ่ัวเหลอื ง ตน้ ข้าวโพด จะมพี อ่ ค้ามารบั ซื้อ
จุลินทรีย์ในดิน ทั้งนี้การแสวงหาวัตถุดิบเพื่อนามาผลิต ในพื้นที่ ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์วัสดุปลูกถ้าสามารถผลิตได้ใน
วัสดุปลูกพืชเชิงการค้าน่าจะหาได้ง่าย และมีปริมาณ ปริมาณมากอาจต้องหาช่องทางการจาหน่ายผ่านตลาด
เพียงพอ ออนไลน์ หรือการสร้างแนวทางจาหน่ายนอกพื้นที่ชุมชน
2. แนวทางเกี่ยวกับกระบวนการผลิต พบว่าใน โดยหาตัวแทนจาหน่าย ทั้งนี้ต้องสร้างคุณภาพของ
พื้นที่มีกระบวนการผลิตสารชีวภาพจากเศษวัสดุอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ในชุมชนก่อนนา
ที่หลากหลาย ทั้งการผลิตน้าหมักชีวภาพจากเศษผัก การ ออกจาหน่าย
ทาปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้ รวมทั้งมีการใช้ประโยชน์เศษ
วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยเฉพาะฟางข้าวจะนามา การผลิตวัสดุปลูกจากเศษวัสดุเหลือทิ้งในชุมชน
คลุมแปลงปลูกผัก นามาอัดเป็นก้อนเพื่อใช้ในการเพาะ เชิงการค้ายังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคุณภาพของ
เหด็ ฟาง และนามาเปน็ อาหารโค ในสว่ นของการผลิตวัสดุ วัสดุปลูกที่ต้องมีการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งน้ี
ปลูกพืช ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไดส้ ะท้อนกระบวนการในการ ต้องนาตัวอย่างวสั ดปุ ลกู ทีผ่ ลติ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติทาง
ผลิตว่ามีขั้นตอนที่ซับซ้อน ยุ่งยาก ต้องใช้สถานที่ผลิตที่มี เคมีและปริมาณธาตุอาหารพืชทางห้องปฏิบัติการ และ
ระบุข้อมูลส่วนประกอบต่างๆ พร้อมข้อมูลจากการตรวจ

84

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 79-88

ทางห้องปฏิบัติการลงในกระสอบบรรจุ ซึ่งจะเป็นการ กากตะกอนปาล์มมีผลทาให้ข้าวหอมกระดังงามีการ
ยนื ยันคุณภาพของวัสดปุ ลูกได้ ในสว่ นขององค์กรปกครอง เจริญเติบโตและผลผลิตเพิ่มขึ้น การใช้ขี้เลื่อยให้ผลผลิต
ส่วนท้องถิ่นควรสนับสนุนงบประมาณและพัฒนาแหล่ง ต่ากว่าการไม่ใส่วัสดุอินทรีย์ ส่วนตารับการทดลองที่ใส่
เรียนรู้ชุมชนด้านการใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทาง แกลบและทะลายปาล์มให้จานวนเมล็ดรวมสูงกว่าการ
การเกษตร ซึ่งจะส่งผลต่อแนวทางการใช้ประโยชน์ ไมใ่ สว่ ัสดุอนิ ทรยี ์ (Ratneetoo and Wongkrachang, 2018)
ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักวิชาการและความ
ต้องการท่ีแท้จริงของเกษตรกรและชุมชน จานวนการจัดเก็บวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
เป็นปัจจัยท่ีมอี ิทธิพลต่อการใช้ประโยชน์วัสดเุ หลอื ใชท้ าง
วจิ ารณแ์ ละสรปุ ผลการวิจัย การเกษตรของเกษตรกร อาจเป็นไปได้ว่าชนิดพืชหลัก
ที่ปลูกในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพืชไร่ ที่ในแต่ละปีมีการผลิต
เ ก ษ ต ร ก ร ใ ช ้ ป ร ะ โ ย ช น์ ว ั ส ด ุ เ ห ล ื อ ใ ช ้ ท า ง อย่างต่อเนื่อง แต่ระบบการจัดการวัสดุเหล่านี้ไม่เป็น
การเกษตรระดับปานกลาง โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ ระบบมากนัก บางส่วนจะเผาในพื้นที่เพาะปลูก บางส่วน
ด้านการเพาะปลูกพืช อาจเป็นไปได้ว่าเกษตรกรได้ กระจัดกระจายในพื้นทีเ่ พาะปลกู ทาให้ปรมิ าณวัสดเุ หลอื ใช้
สะท้อนคุณค่าและประโยชน์ของเศษวัสดุเหลือใช้ทาง ท า ง ก า ร เ ก ษ ต ร อ า จ จ ะ ม ี ข ั ้ น ต อ น ท ี ่ ย ุ ่ ง ย า ก ต ่ อ ก า ร ใ ช้
การเกษตรที่สามารถนามาใช้เป็นปัจจัยการผลิตในระบบ ประโยชน์ นอกจากนี้พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่จะถูกใช้
การเพาะปลูกพืช รวมถึงพ้ืนทีก่ ารเกษตรในชมุ ชนมีการใช้ ตลอดปี ทาใหพ้ นื้ ที่การจัดเก็บวัสดุเหลือใชท้ างการเกษตร
ประโยชน์อย่างเข้มขน้ โดยเฉพาะการปลูกพชื ไร่ที่สามารถ มีจากัด รวมถึงการขนส่งจากพื้นที่การเกษตรมาเก็บไว้ใน
ปลูกได้ตลอดทั้งปี ทาให้เกษตรกรต้องการปรับปรุง พื้นที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่อื่นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่ง
ค ุ ณ ภ า พ ด ิ น ใ ห ้ ม ี ค ว า ม ส ม บ ู ร ณ์ ท ี ่ จ ะ มี ผ ล ต ่ อ ผ ล ผ ลิ ต ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่คุ้มกับการใช้ประโยชน์ และรูปแบบ
การเกษตรทเ่ี พ่ิมขนึ้ ซ่ึงทางเลอื กในการปรบั ปรุงดินโดยใช้ การจัดเก็บซึ่งมักจะกองรวมกันทิ้งไว้กลางแจ้งอาจจะ
เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอาจเป็นทางเลือกหน่ึง ส่งผลต่อคุณภาพของเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เม่ือ
ที่มีต้นทุนต่า และแสวงหาวัตถุดิบได้ง่าย โดยเฉพาะวัสดุ จะใช้ประโยชน์ปรากฏการณ์เหล่านี้อาจทาให้เกษตรกร
เหลือใช้จากการผลิตพืชไร่ เช่น ฟางข้าว และตอซัง ต้องจัดเก็บวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรบ่อยครั้ง ท้ังนี้
ข้าวโพด สอดคล้องกับการศึกษาของ En (2011) พบว่า วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่าเม่ือ
เ ศ ษ เ ห ล ื อ ใ ช ้ แ ล ะ ผ ล พ ล อ ย ไ ด ้ จ า ก ก า ร เ ก ษ ต ร เ ป็ น เปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการเก็บรวบรวม การขนส่ง
สารอินทรีย์ซึ่งส่วนใหญ่ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่จาเป็น และกระบวนการการใชป้ ระโยชน์ (Obi et al., 2016)
สาหรับดิน มีรายงานการศึกษาพบว่า ในมณฑลเหอนาน
ประเทศจีน มีการใช้ฟางข้าวและตอซังข้าวโพดในการ ใ น ส ่ ว น ข อ ง แ น ว ท า ง ก า ร ผ ล ิ ต ว ั ส ด ุ ป ล ู ก พื ช
เพาะปลูกพืชทั้งการทาเป็นปุ๋ยพืชสด การใช้เพื่อการคลุม เชิงการค้า ได้สะท้อนความต้องการของเกษตรกรและ
ดิน และการผลิตปุ๋ยหมักถึง 15.4 และ 9.7 เมตริกตัน ชุมชนในการเพิ่มมูลค่าวัสดุอินทรีย์ที่หาได้ง่ายในชุมชน
ต่อปี (Wang et al., 2012) เช่นเดียวกับการศึกษาการ อย่างไรก็ตามการนาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิต
ใช้วัสดุอินทรีย์เหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อปรับปรุงดินต่อ วัสดุปลูกพืชเชิงการค้าต้องพิจารณาถึงคุณภาพของ
การเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวหอมกระดังงา โดยการ ผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่แล้ว ปริมาณวัสดุเหลือใช้ทาง
ใช้แกลบ ทะลายปาล์ม กากตะกอนปาล์ม และขี้เลื่อย การเกษตรที่ต้องเก็บรวบรวมให้เพียงพอต่อการผลิตเชิง
โดยเปรียบเทียบกับการไม่ใส่วัสดุอินทรีย์ พบว่าการใช้ การค้าที่ต้องมีปริมาณเพียงพอต่อการลงทุน อีกทั้งความ
นิยมของผู้บรโิ ภคต่อวสั ดุปลกู พชื ชนดิ นัน้ จึงจาเปน็ ต้องใช้
การออกแบบและความสะดวกในการใช้มาสร้างแรงจูงใจ

85

วารสารวิจยั และส่งเสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 79-88

และความโดดเด่น รวมถึงการพิจารณาวสั ดปุ ลูกพืชทีผ่ ลิต มีความต้องการ แต่กระบวนการในการผลิตว่ามีขั้นตอน
จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ที่ต้องมีปริมาณธาตุอาหาร ที่ซับซ้อน ยุ่งยาก ต้องใช้สถานที่ผลิตที่มีพื้นที่กว้างซึ่งใน
พืชและคุณสมบัติทางกายภาพเพียงพอต่อการ ชุมชนไม่มีสถานที่ที่เหมาะสม ต้นทุนในการผลิตค่อนข้าง
เจริญเติบโตของพืช โดย Tuyharn et al. (2013) พบว่า สูงในระยะเริ่มต้นทั้งค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ประกอบ
การปลูกคะน้าที่ปลูกในวัสดุปลูกที่มีส่วนผสมของใบไม้ ต่างๆ และไมม่ ีแหลง่ เงินทุนสนับสนุน ทงั้ นี้องคก์ รปกครอง
หมัก กาบมะพร้าวสับ แกลบเผา และปุ๋ยคอก มีผลทาให้ ส่วนท้องถิ่นควรสนับสนุนด้านงบประมาณ ส่วน
การเจริญเติบโตและผลผลิต ได้แก่ ความสูง จานวนใบ มหาวิทยาลัยในพื้นที่ควรจัดทาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
ความกว้างใบ น้าหนักต้นสด และน้าหนักต้นแห้งของ ทั้งปริมาณธาตุอาหารพืชในวัสดุแต่ละประเภท
ผักคะน้าสูงกว่าการปลูกในวัสดุปลูกชนิดอื่นๆ แต่การท่ี คุณลักษณะทางกายภาพ และรูปแบบการเก็บรวบรวม
ต้องใช้เงินทนุ สูงในการพฒั นาวสั ดุปลูกพชื ในระยะเริ่มแรก ที่เหมาะสมต่อการนาไปใช้ประโยชน์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้
เป็นปัจจัยที่หน่วยงานภาครัฐต้องให้ความสาคัญ และ มีผลต่อประสทิ ธภิ าพของผลติ ภัณฑ์
แสวงหาแนวทางในการสนับสนุน ที่จะช่วยสร้างเสริม
รายได้ให้กับเกษตรกรโดยสอดคล้องกับฐานทรัพยากร กิตติกรรมประกาศ
ในชุมชน เช่นเดียวกับกลุ่มสตรีแม่บ้านตาบลหนองตาด
อาเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่เสนอให้ทีมงานวิจัยช่วย ในการศึกษาวิจัยนี้สาเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์
พัฒนาตารับวัสดุปลูกพืชที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ทาง ในการทาวิจัย นักวิจัยขอขอบคุณเกษตรกรเขตเทศบาล
การเกษตรสตู รอ่นื ๆ และช่วยหาชอ่ งทางการจาหน่าย โดย ตาบลขี้เหล็กที่ได้ให้ข้อมูลการวิจัย และขอขอบคุณ
กลุ่มแม่บ้านพึงพอใจในระดับมากที่สุดที่ได้เรียนรู้วิธีการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่สนับสนุนทุนวิจัยจาก
ทาปุ๋ยหมัก และการผลิตวัสดุปลูกพืชจากวัสดุในชุมชน กองทุนวิจัย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ท้ายสุดผู้วิจัย
ของตนเอง (Laeadon, 2019) ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ส่งเสริมและสนับสนุนแก่
ผวู้ จิ ยั มาโดยตลอด ประโยชน์ใดท่ีพึงมจี ากการศกึ ษาคร้ังนี้
ขอ้ เสนอแนะการประยกุ ต์ใชผ้ ลการวจิ ยั ขอมอบแด่ผู้มพี ระคุณทุกทา่ น
1. เกษตรกรมีการใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทาง
เอกสารอา้ งอิง
การเกษตรด้านการพัฒนาเปน็ ผลิตภัณฑ์ระดบั น้อย โดยมี
ปัจจัยจานวนการจัดเก็บเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร Anderson, L.W. 1988. Education Research
เป็นปัจจัยที่มีอทิ ธิพลต่อการใช้ประโยชนเ์ ศษวัสดุเหลือใช้ Methodology and Measurement:
ทางการเกษตรของเกษตรกร ดังนั้นหน่วยงานด้าน An International Handbook.
การเกษตรและสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วน Victoria: Pergamon. 964 p.
ท้องถิ่นและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ควรจัดทา
แหล่งข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเภท ปริมาณ และ Brian, S.E. 2009. Mulitivariable Modeling
แหล่งวัสดเุ หลอื ใช้ทางการเกษตรในชุมชนแต่ละชุมชน and Mulitivariate Analysis for the
Behavioral Sciences. Boca Raton: CRC.
2. แนวทางการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือใช้ทาง 320 p.
การเกษตร การผลิตวัสดุปลูกพืชเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชุมชน

86

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 79-88

Center of Fuels and Energy from Biomass. Jaitia, S. 2015. The production factors in
2017. Biomass Potential in Thailand. pesticide–free vegetables management
[Online]. Available http://www.iscisaraburee.sc. at Saluang -Keelek community, Mae Rim
chula.ac.th/2017/index.php/2016/06/06/i district, Chiang Mai. Journal of Agri.
-sink-under-the-weight-of-the-splendour/. Research & Extension 30(1): 51-58.
(14 November 2019). [in Thai] [in Thai]

Cronbach, L.J. 1951. Coefficient alpha Laeadon, K. 2019. Production and formulation
and the internal structure of tests. development of soil based from
Psychometrika 16: 297-334. agricultural waste material for
distribution, Case study of housewife
Daniel, W.W. 2010. Biostatistics: Basic group’s Nongtad subdistrict
Concepts and Methodology Maungburiram district, Buririam province.
for the Health Sciences. 9thed. Journal of Agri. Research & Extension
New York: John Wiley & Sons. 956 p. 36(3): 66-77. [in Thai]

En, S. 2011. Utilising agricultural waste to Matthew, B.M. and A.M. Huberman. 1994.
enhance food security and conserve Qualitative Data Analysis:
the environment. The African Journal An Expanded Sourcebook. 2nded.
of Food, Agriculture, Nutrition and London: SAGE publications. 338 p.
Development 11: 1-9.
Nigussie, A., T.W. Kuyper and A. Neergaard.
Hangsoongnern, T., P. Angkasith, 2015. Agricultural waste utilization
A. Opatpatanakit and R. Sirisunyluck. strategies and demand for urban waste
2014. Organic farming system in the compost: evidence from smallholder
context of sufficiency economy: case farmers in Ethiopia. Waste Management
study of organic farmers in Mae Rim 44: 82-93.
Watershed, Chiang Mai Province.
Journal of Agriculture 30(1): 61-69. Obi, F.O., B.O. Ugwuishiwu and J.N. Nwakaire.
[in Thai] 2016. Agricultural wastes concept,
generation, utilization and management.
Jaitia, S. 2013. Development of healthy home Nigerian Journal of Technology
garden vegetable production at Saluang 35(4): 957-964.
-Keelek community, Maerim district,
Chiang Mai province. Rajabhat
Chang Mai Research Journal
14(2): 15-22. [in Thai]

87

วารสารวจิ ยั และส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 79-88

Oladipo, F.O., O.D. Olorunfemi, O.D. Adetoro Tengkaew, S. and D. Wiwattanadate. 2014.
and T.O. Oladele. 2017. Farm waste Study of source and potential of
utilization among farmers in Irepodun biomass from field corn in Thailand.
local government area, Kwara State, Prince of Naradhiwas University
Nigeria: implication for extension Journal 6(3): 103-111. [in Thai]
education service delivery. Ruhuna
Journal of Science 8: 1-11. Tuyharn, S., K. Praiwan, R. Jantasri and
S. Pimratch. 2013. Study of the suitable
Ratneetoo, B. and S. Wongkrachang. 2018. soil-based growing media for chinese
Effects of organic agriculture wastes for kale (Brassica alboglabra). Pawarun
soil improvement on growth and yield Agriculture Journal 10(2): 117-124.
of Hom Kradungnga rice (Southern local [in Thai]
rice varieties). Khon Kaen Agricultural
Journal 46(SUPPL.1): 463-467. Wang, Z.W., T.Z. Lei, X.Y. Yan, Y.L. Li, X.F. He
[in Thai] and J.L. Zhu. 2012. Assessment and
utilization of agricultural residue
resources in Henan province.
China. Bio Resource 7(3): 3847-3861.

88

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 89-97

การวเิ คราะห์องค์ประกอบอาหารชนิดหลักในกระเพาะอาหารปลาตะกรบั ในทะเลสาบสงขลา
ดว้ ยการใช้ดชั นคี วามสาคัญ

Dietary Identification from Stomach Contents of Scatophagus argus (Linnaeus, 1766)
in Songkhla Lagoon Based on Index of Relative Importance

เอกนรนิ ทร์ รอดเจริญ1,2* บงกช วชิ าชูเชิด3 วรวัช เขียดน้อย1,2 วชั รศิ ตน่ั ไพโรจน์1,2 และสพุ ตั รา สมดวง1,2
Eknarin Rodcharoen1,2*, Bongkot Wichachucherd3, Worawach Kiednoi1,2,
Watcharit Tunpairoj1,2 and Supattra Somduang1

1สาขาวชิ าวาริชศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ สงขลา 90110
2สาขาความเปน็ เลิศการเพาะเลีย้ งสัตวน์ า้ อยา่ งยง่ั ยืน คณะทรพั ยากรธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตหาดใหญ่ สงขลา 90110

3ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศลิ ปศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ วทิ ยาเขตกาแพงแสน นครปฐม 73140
1Aquatic Science and Innovative Management Division, Faculty of Natural Resources, Prince of Songkla University

Hat Yai, Songkhla, Thailand 90110
2Discipline of Excellence for Sustainable Aquaculture, Faculty of Natural Resources, Prince of Songkla University

Hat Yai, Songkhla, Thailand 90110
3Department of Science, Faculty of Liberal Arts and Science, Kasetsart University, Kamphae Saen, Nakhon Pathom, Thailand 73140

*Corresponding author: [email protected]

Abstract Received: April 27, 2020
Revised: September 14, 2020
Accepted: September 29, 2020

Spotted scat (Scatophagus argus Linnaeus, 1766) is an economic fish for the local fishermen
in Songkhla lagoon. The aim of this study would like to identify food and analyze the index of relative
important (IRI) from stomach content, in order to food development in future. Fish were collected
form the culture trap in the outer Songkhla lagoon during January to March 2018. There were 34
stomachs from fish with average of body length 15.96±0.93 cm. The result revealed that crustacean,
polychaete, mollusk, algae and fish egg were found in the fish stomach. IRI analysis indicated that
mollusk showed the highest IRI value (IRI=7,305.59) followed by crustacean (IRI=4,473.26) and polychaete
( IRI=166.46), respectively. Bivalve was more important than gastropod (IRI=5,955.60 and 451.33,
respectively) for the mollusk. Bradleycypis oblique (ostracod) was the most important for the crustacean
(IRI=507.01) and then G. magnae (IRI=282.58) and Cheirriphotis sp. (IRI=277.61), respectively for the amphipod
group. Also, Neanthes sp. had higher important than Phyllodace sp. (IRI=17.75, 3.29) for the polychaete group.

Keywords: Scatophagus argus, benthos, stomach content, IRI, Songkhla lagoon

89

วารสารวจิ ยั และส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 89-97

บทคัดยอ่ คานา

ปลาตะกรับ (Scatophagus argus Linnaeus, ปลาตะกรับ (Scatophagus argus Linnaeus,
1766) หรอื ปลาขี้ตัง เป็นปลาเศรษฐกิจท่ีมีการส่งเสริมให้ 1766) มีชื่อสามัญ Spotted scat หรือท่ีเรียกกันใน
เกษตรกรเล้ียงในทะเลสาบสงขลา การศึกษาครั้งน้ี ท้องถิ่นภาคใต้เรียกว่า ปลาข้ีตัง ปลาตะกรบั จัดอยู่ในวงศ์
มี วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ใน ก า ร จ า แ น ก ช นิ ด แ ล ะ ห า ค่ า ดั ช นี Scatophagidae เป็นปลาประจาถิ่นของทะเลสาบสงขลา
ความสาคัญของอาหารในกระเพาะอาหารปลาตะกรับ สามารถพบได้ตลอดทั้งปี (Arrunyagasemsak, 1975)
เพ่ือพัฒนาอาหารสาหรับการเลี้ยงปลาตะกรับในอนาคต ปลาตะกรับเป็นปลาท่ีมีความสาคัญทางเศรษฐกิจทั้งใน
ตัวอย่างปลาถูกสุ่มเก็บมาจากโพงพางบริเวณทะเลสาบ ตลาดปลาสวยงาม และตลาดปลาเนื้อ เนื่องจากเป็นปลา
สงขลาตอนนอก ในช่วงเดือนมกราคม−มีนาคม พ.ศ. 2561 เนื้อสีขาวที่มีรสชาติดี ได้รับความนิยมบริโภคในหลาย
พบว่าจากตัวอย่างปลาท้ังหมด สามารถวิเคราะห์ ประเทศโดยเฉพาะเขตอินโดแปซิฟิก (Barry and Fast,
องคป์ ระกอบชนดิ อาหารในกระเพาะอาหารปลาได้จานวน 1988) รวมถึงประเทศไทย ปัจจุบันปลาตะกรับมีราคา
34 ตัว โดยมีความยาวตัวเฉลี่ยเท่ากับ 15.96±0.93 ซม. ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะปลาท่ีมีไข่ จึงเป็นสาเหตุให้ปลา
ผลการศึกษาอาหารในกระเพาะอาหาร พบสัตว์หน้าดิน ตะกรับในทะเลสาบสงขลาถูกจับเป็นจานวนมาก ส่งผลให้
กลุ่มครัสตาเชียน ไส้เดือนทะเล หอย สาหร่าย และ ปลาในธรรมชาติลดน้อยลง (Musikasung et al.,
ไข่ปลา การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสาคัญของอาหาร (IRI) 2014) ดังน้ันกรมประมงจึงได้ทาการศึกษาการเพาะ
พบว่าสัตว์หน้าดินกลุ่มหอย มีค่าดัชนีความสาคัญของ ขยายพันธุ์และอนุบาลปลาชนิดน้ี (Ruensirikul et al.,
อาหารมากที่สุด (IRI=7,305.59) รองลงมาคือ ครัสตาเชียน 2008) จนสามารถขยายผลไปสู่การเล้ียงเพ่ือสร้างรายได้
(IRI=4,473.26) และไส้เดือนทะเล (IRI=166.46) ตามลาดับ ใหแ้ ก่เกษตรกร ส่งผลให้ปจั จบุ ันมีการเพาะเลี้ยงในกระชัง
การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสาคัญของอาหารภายในกลุ่ม มากขึ้นโดยเฉพาะในบรเิ วณทะเลสาบสงขลา
ของสัตว์หน้าดินพบว่า สัตว์หน้าดินกลุ่มหอยสองฝามีค่า
ดัชนคี วามสาคัญของอาหาร (IRI=5,955.60) มากกวา่ หอย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีอาหารสาหรับการ
ฝาเดียว (IRI=451.33) ส่วนสัตว์หน้าดินกลุ่มครัสตาเชียน เล้ียงปลาตะกรับ จึงใช้อาหารสาเร็จรูปของปลาดุกเป็น
พบออสตราคอด ชนิด Bradleycypis oblique มีค่าดัชนี หลัก ทาให้การเจริญเติบโตยังไม่ดีเท่าท่ีควร ในอดีต
ความสาคัญของอาหารมากที่สุด (IRI=507.01) รองลงมา ที่ผ่านมาการศึกษาพฤติกรรมการกินและองค์ประกอบ
คือ แอมฟิพอดชนิด G. magnae (IRI=282.58) และ ชนิดอาหารของปลาตะกรับในทะเลสาบสงขลามีน้อย
Cheirriphotis sp. (IRI=277.61) ตามลาดับ ในขณะท่ี ยก เว้น การศึ กษ าขอ ง Musikasung et al. (2014)
สัตว์หน้าดินกลุ่มไส้เดือนทะเล พบไส้เดือนทะเลชนิด ท่ี พ บ ว่ า อ ง ค์ ป ระ ก อ บ อ า ห า รใน ก ร ะ เพ า ะ อ า ห า ร ป ล า
Neanthes sp. มีดัชนีความสาคัญของอาหาร (IRI=17.75) ตะกรับบริเวณทะเลสาบสงขลาตอนนอกประกอบด้วย
มากกว่าไส้เดือนทะเลชนิด Phyllodace sp. (IRI=3.29) สาหร่าย อาร์โธพอด (แอมฟิพอด และโคพีพอด) ปลา
และแอนนีลิด แต่ในการศึกษาดังกล่าวมีการจาแนก
คาสาคัญ: ปลาตะกรับ สตั ว์หนา้ ดิน กระเพาะอาหาร อาหารในระดับกลุ่มใหญ่เท่าน้ัน ไม่เพียงพอต่อการต่อ
ดัชนีความสาคัญ ทะเลสาบสงขลา ยอดในการพัฒนาแหล่งอาหารเฉพาะของปลาชนิดนี้
การศึกษาครั้งน้ีจึงมุ่งเน้นศึกษาประเภทของอาหาร

90

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 89-97

ของปลาตะกรับในทะเลสาบสงขลา ด้วยการจาแนกใน V = อัตราร้อยละของน้าหนักของอาหารแต่ละชนดิ
ระดับสกุลและชนิด และวิเคราะห์องค์ประกอบอาหาร F = อัตราร้อยละของความถ่ีทีพ่ บอาหารแตล่ ะชนดิ
หลักด้วยค่าดัชนีความสาคัญ ของอาหาร (Index of
relative importance) ผ ล จ าก ก ารศึ ก ษ าใน ค รั้งนี้ ผลการวิจัย
นอกจากทราบถึงอาหารชนิดเด่นของปลาตะกรับแล้ว
ยังเป็นข้อมูลท่ีสาคัญท่ีจะนาไปสู่การคัดเลือกชนิดอาหาร ขนาดและนา้ หนกั ตวั ปลา
ที่เหมาะสม เพ่ือพัฒนาในการเลี้ยงอาหารที่มีชีวิต หรือ จากการสุ่มเก็บตวั อย่างทั้งหมด 132 ตัว พบว่ามี
การทาอาหารสาเร็จรูปสาหรับการเลี้ยงปลาตระกรับ
เชงิ เศรษฐกิจในอนาคต อาหารในกระเพาะอาหารที่สามารถวิเคราะห์ชนิดของ
อาหารได้จานวน 34 ตัว (25.76%) และกระเพาะอาหาร
วธิ ีดาเนนิ การวิจยั วา่ งจานวน 98 ตวั (74.24%) โดยปลาท่นี ามาศึกษาครั้งน้ี
มีขนาดความยาวตั้งแต่ 14.50-18.10 ซม. (เฉล่ีย 15.96
การเกบ็ ตัวอย่างปลาตะกรบั ±0.93 ซม.) และน้าหนักต้ังแต่ 65.50-148.50 กรัม
สุ่มเก็บตัวอย่างปลาตะกรับ (Scatophagus เฉลย่ี เท่ากับ 116.37±20.77 กรัม

argus) ในโพงพางบริเวณเกาะยอ (ทะเลสาบสงขลาตอน อตั ราส่วนของความยาวลาไส้ต่อความยาวลาตวั
นอก) จังหวัดสงขลา เก็บตัวอย่างในช่วงเดือนมกราคมถึง รูปร่างของกระเพาะอาหารปลาตะกรับ มี
เดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 บันทึกข้อมูลความยาวลาตัว
น้าหนักปลา ความยาวของกระเพาะอาหารและลาไส้ของปลา ลักษณะเป็นรูป J-Shape หรือ Caecal type รูปร่างของ
หลังจากนั้นทาการผ่าและเก็บสว่ นทางเดินอาหารท้ังหมด กระเพาะอาหารเป็นรูปตัว ง. คือ กระเพาะอาหารมีลักษณะ
ในน้ายาฟอร์มาลิน 10% เพื่อรักษาสภาพตัวอย่างสาหรับ งองุ้มเป็นมุมแหลม หรือไม่มีส่วนก้นถุงเด่นเหมือนกับ
การศึกษาสัณฐานวิทยาของสัตว์ตามวิธีของ Rodcharoen กระเพาะอาหารรูป U-Shape (Hemachadra, 1997)
et al. (2017) นาตัวอย่างท่ีรักษาสภาพมาศึกษาภายใต้ ความยาวของกระเพาะอาหาร (Stomach length) และ
กล้องจุลทรรศน์แบบ Stereo microscope ยี่ห้อ Nikon ลาไส้ (Intestine length) ของปลาตะกรับพบว่า ความ
รุ่น SMZ745 เพ่ือระบุชื่อวิทยาศาสตร์ (Identification) ยาวกระเพาะอาหารเฉล่ีย 6.22±0.87 ซม. และความยาว
โดยใชค้ ูม่ ือของ Angsupanich and Rodcharoen (2012) ลาไส้เฉลี่ย 46.99±11.58 ซม. โดยมีอัตราส่วนความยาว
และ Angsupanich and Himyi (2012) เปน็ หลกั เฉลี่ยของลาไส้ต่อลาตัวปลา (Standard length) เท่ากับ
3 ตอ่ 1

การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสาคัญของอาหาร (Index องคป์ ระกอบชนิดอาหารในกระเพาะอาหาร
of relative importance) อาหารท่ีพบในกระเพาะอาหารส่วนใหญ่เปน็ สัตว์

การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสาคัญของอาหาร หน้าดินในไฟลัม Mollusca ซ่ึงพบท้ังหอยสองฝาและ
(Index of relative importance) โดยวิธีของ Olson หอยฝาเดียว ไฟลัมอาร์โทรโพดา (Phylum Arthropoda)
(1982) เป็นวิธีการวิเคราะห์ในกลุ่มปลาท่ีใช้กันอย่าง คลาสครัสตาเชียน (Class Crustacea) ประกอบด้วย
แพรห่ ลาย (Baker et al., 2014) มีสตู รดงั น้ี แอมฟิ พอด (Amphipoda) 6 ชนิ ด คื อ Grandidierella
IRI (Index of relative importance) = (N + V) × F magnae, Apocorophium acutum, Cheiriphotis sp.,
N = อตั รารอ้ ยละของจานวนตัวของอาหารแตล่ ะชนดิ Dodophotis digitata, Melita latiflagella และ Gramaropsis sp.

91

วารสารวจิ ัยและสง่ เสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 89-97

ไอโซพอด (Isopoda) 1 ชนิด คือ Cirolana fluviastilis ดชั นคี วามสาคญั ของอาหารแต่ละชนิด
เดกาพอด (Decapoda) คอื กุ้ง (Shrimp) เคยสาลี 1 ชนิด ก ลุ่ ม อ า ห า ร ท่ี พ บ ใน ก ร ะ เพ า ะ อ า ห า ร
คือ Lucifer sp. และปู (Crab) ออสตราคอด 1 ชนิด คือ
Bradleycypis oblique และเพรียงหิน (Cirripedia) ส่วน ประกอบด้วย ครัสตาเชียน ไส้เดือนทะเล หอย สาหร่าย
ไฟลัมแอนนิลิดา (Phylum Annelida) พบไส้เดือนทะเล และไข่ปลา จากการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสาคัญของ
(Polychaeta) ที่สามารถจาแนกชนิดได้ 2 ชนิด คือ อาหาร (IRI) (Table 1) พบว่าสัตว์หน้าดินกลุ่มหอย มีค่า
Neanthes sp. และ Phyllodace sp. น อกจากนี้ ยังพ บ ดัชนีความสาคัญของอาหารมากที่สุด (IRI=7,305.59)
สาหร่ายและไข่ปลาอกี ด้วย รองลงมา คือ สัตว์หน้าดินกลุ่มครัสตาเชียน (IRI=4,473.26)
และไส้เดอื นทะเล (IRI=166.46) ตามลาดับ

Table 1 The index of important relative calculated based on food items from stomach
of Scatophagus argus distributed in Songkhla lagoon

Food items Frequency Numerical Volume IRI
of occurrence (F) composition (N) displacement (V)
Crustacea 4,473.76
Polychaeta (%) (%) (%) 166.46
Mollusca 58.82 55.19 20.86 7,305.59
Algae 29.41 4.75 0.91 0.00
Fish egg 61.76 40.06 78.23 0.00
26.47 nd 0.00
nd = no data 5.88 nd 0.00

การวิเคราะห์ค่าดัชนีความสาคัญของอาหาร ความสาคัญของอาหารมากท่ีสุด (IRI=507.01) รองลงมา
ภายในกลุ่มของสัตว์หน้าดินท่ีพบในกระเพาะอาหารปลา คือ แอมฟิพอด ชนิด G. magnae (IRI=282.58) และ
ตระกรับ (Table 2) พบว่าในกลุ่มหอย หอยสองฝามีค่า Cheirriphotis sp. (IRI=277.61) ตามลาดับ ในขณะท่ี
ดัชนคี วามสาคัญของอาหาร (IRI=5,955.60) มากกวา่ หอย สัตว์หน้าดินกลุ่มไส้เดือนทะเลพบว่า ไส้เดือนทะเลชนิด
ฝาเดียว (IRI=451.33) ส่วนสัตว์หน้าดินกลุ่มครัสตาเชียน Neanthes sp. มีดัชนีความสาคัญของอาหาร (IRI=17.75)
พบวา่ ออสตราคอดชนดิ Bradleycypis oblique มีค่าดชั นี มากกว่าไสเ้ ดือนทะเลชนิด Phyllodace sp. (IRI=3.29)

92

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 89-97

Table 2 The index of important relative calculated based on taxa related to the food group
from stomach of Scatophagus argus distributed in Songkhla lagoon

Food items Frequency of Numerical Volume IRI
occurrence (F) composition (N) displacement (V)
Crustacea 282.58
Order Amphipoda (%) (%) (%) 0.93
Grandidierella magnae
Apocorophium acutum 14.71 14.24 4.97 277.61
Cheiriphotis sp. 2.94 0.30 0.02 7.29
Dodophotis digitata 20.59 10.98 2.50 3.58
Melita latiflagella 5.88 1.19 0.05 2.71
Gramaropsis sp. 5.88 0.59 0.02
Order Isopoda 2.94 0.89 0.03 1.16
Cirolana fluviatilis
Order Decapoda 2.94 0.30 0.10 77.49
Shrimp 124.93
Lucifer sp. 5.88 0.89 12.28
Crab 20.59 5.34 0.73 0.87
Class Ostracoda 2.94 0.30 0.003
Bradleycypis oblique 507.01
Class Maxillopoda 29.41 17.21 0.03
Cirripedia 70.91
17.65 3.86 0.16
Phylum Annelida 17.75
Neanthes sp. 11.76 1.48 0.03 3.29
Phyllodace sp. 2.94 0.89 0.23 62.40
Unidentified 20.59 2.37 0.66
5,955.60
Phylum Mollusca 58.82 27.60 73.65 451.33
Bivalvia 26.47 12.46 4.59
Gastropoda 0.00
26.47 nd 0.00 0.00
Others 5.88 nd 0.00
Algae
Fish egg

nd = no data

93

วารสารวจิ ัยและส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 89-97

วจิ ารณ์ผลการวจิ ยั พบว่าสัตว์หน้าดินที่เป็นอาหารของปลาตะกรับมีแหล่งท่ีอยู่
แตกต่างกัน โดยสัตว์บางชนิดมักอาศัยอยูใ่ นตะกอนดนิ เช่น
ข น า ด ข อ ง ป ล า ต ะ ก รั บ ที่ ไ ด้ จ า ก ก า ร สุ่ ม เก็ บ หอย หรือไส้เดือนทะเล แต่ในสัตว์หน้าดินบางชนิดมัก
ตัวอย่างในครั้งนี้หากเปรียบเทียบกับการศึกษาของ อาศัยอยู่ตามผิวกระชัง หรือตาข่ายปีกไซน่ัง เช่น แอมฟิพอด
Assavaaree et al. (2004) ท่ีรายงานว่า ปลาตะกรับมี ช นิ ด Cheiriphotis sp., Gramaropsis sp. แ ล ะ Melita
ขนาด 5.8-22.0 ซม. และขนาดที่สามารถเริ่มสืบพันธ์ุได้ latiflagella (Angsupanich and Rodcharoen, 2012)
จะมีความยาวเหยียดเท่ากับ 13.95 ซม. ปลาตะกรับท่ีสุ่ม
ไดใ้ นการศกึ ษาครั้งนี้มีความยาวใกล้เคียงกัน และค่าเฉล่ีย จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าปลาตะกรับ
ท่ีได้มีค่ามากกว่าค่าความยาวเหยียดข้างต้น (15.96 ซม.) สามารถกนิ อาหารได้หลากหลายชนดิ และมีแนวโน้มชอบ
แสดงให้เห็นว่า ตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาเป็นปลาตะกรับ กินอาหารกลุม่ สัตวห์ นา้ ดนิ มากกวา่ ส่วนพฤติกรรมการกิน
ที่อยู่ในช่วงโตเต็มวัยแล้ว ในการศึกษาอัตราส่วนระหว่าง อาหารของปลาตะกรับขึ้นอยู่กับสภาพแหล่งที่อยู่อาศัย
ความยาวของลาไส้ต่อความยาวลาตัวปลา (Intestine ของเหยื่อ จึงทาให้ปลาตะกรับสามารถปรับตัวให้มี
length/standard length) ของปลาตะกรับ พบว่าความ พฤติกรรมการกินหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะกินตามพ้ืนท้องน้า
ยาวของลาไส้ยาวกว่าลาตัวของปลาค่อนข้างมาก (3:1) โดย หรือการกินแบบแทะเล็มตามผิวกระชังหรือตาข่ายของ
อั ต ราส่ ว น ดั งก ล่ า ว เป็ น อั ต รา ส่ ว น ที่ พ บ ใน ป ล า กิน พื ช เครื่องมือประมง เช่น ปีกไซนั่ง ซึ่งจากพฤติกรรมดังกล่าว
(Lagler, 1970) ในขณะท่ี Nikolsky (1963) อธิบายว่า อาจเป็นผลดีต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาตะกรับในกระชัง
อัตราส่วนระหว่างความยาวของลาไส้ต่อความยาวของ เน่ืองจากสามารถพัฒนารูปแบบกระชังเพื่อดึงดูดให้สัตว์
ลาตัวของปลา ท่ีอยู่ในช่วงข้างต้นว่าเป็นปลาที่กินอาหาร หน้าดินเข้ามาเกาะอยู่อาศัย โดยให้สัตว์หน้าดินที่มาเกาะ
ท้ังพืชและสัตว์ รวมถึงพวกอาหารที่ล่องลอยอยู่ในน้า ซ่ึง กระชังเหล่าน้ีเป็นอาหารธรรมชาติให้กับปลาตระกรับ
สอดคล้องกับการศึกษาพฤติกรรมการกินอาหารของปลา ท่ีเลี้ยงในกระชังบริเวณทะเลสาบสงขลาได้ นอกจากนี้
ตะกรับในบริเวณปากแม่น้า อาเภอปากพนัง จังหวัด การศึกษาค่าดัชนีความสาคัญของอาหาร (IRI) พบว่าสัตว์
นครศรีธรรมราช ที่พบว่าปลาตะกรับสามารถปรับตัวกิน หน้าดินกลุ่มหอยและครัสตาเชียน มีค่าดัชนีความสาคัญ
อาหารได้หลากหลายชนิด ทั้งสัตว์ สาหร่าย และแพลงก์ตอน ของอาหารมากกว่าอาหารกลุ่มอ่ืนๆ ดังน้ันผลจาก
พชื (Wongchinawit and Paphawasit, 2009) การศึกษาในคร้ังนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างย่ิงสาหรับ
การศึกษาต่อยอดเพื่อพัฒนาการเพาะเล้ียงสัตว์หน้าดิน
ก า ร ศึ ก ษ า อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ช นิ ด ข อ ง อ า ห า ร ใ น เหล่าน้ีให้เป็นอาหารมีชีวิต หรือพัฒนาเป็นอาหาร
กระเพาะอาหารปลาตะกรับบริเวณทะเลสาบสงขลา สาเร็จรูปสาหรับเล้ียงปลาตะกรับในอนาคต เนื่องจาก
ในครั้งนี้พบว่า อาหารกลุ่มหลักที่เจอในกระเพาะอาหาร การศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของสัตว์หน้าดินกลุ่ม
มีความคล้ายคลึงกับการศึกษาของ Musikasung et al. ครัสตาเชียนในต่างประเทศ เช่น สัตว์หน้าดินกลุ่มแอม
(2006) คือ พบสัตว์หน้าดินกลุ่มหอย ครัสตาเชียน ฟพิ อด พบวา่ มีคุณคา่ ทางโภชนาการสูง เหมาะสาหรบั การ
ไส้เดือนทะเล สาหร่าย และไข่ปลา และจากการจาแนก นามาเป็นอาหารสัตว์น้า (Appadoo and Saudagur,
ท า ง ด้ า น อ นุ ก ร ม วิ ธ า น อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ช นิ ด อ า ห า ร ใน 2007; Baeza-Rojano et al., 2014; Jiménez-Prada
กระเพาะอาหารปลาตะกรับในระดับชนิด พบว่าอาหาร et al., 2018) อย่ างไรก็ ต าม จ าก ก ลุ่ ม ตั วอย่ างใน
ส่วนใหญ่เป็นสัตว์หน้าดินซ่ึงแต่ละชนิดเป็นสัตว์หน้าดิน การศึกษาคร้ังน้ีได้ตัวอย่างปลาตะกรับตัวเต็มวัยเท่านั้น
ชนิดเด่นท่ีแพรก่ ระจายในบริเวณทะเลสาบสงขลาตอนนอก ดังนั้นในอนาคตควรมีการศึกษาองค์ประกอบอาหารของ
(Angsupanich and Kuwabara, 1999) น อ ก จ าก น้ี ยั ง ปลาตะกรับในช่วงอายอุ ืน่ ๆ ดว้ ย

94

Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 89-97

สรุปผลการวจิ ัย Angsupanich, S. and S. Himyi. 2012.
Macrobenthic Annelids: Polychaetes
จากการศึกษาองค์ประกอบอาหารในระดับชนิด in Songkhla Lagoon. Bangkok: Office
ด้วยการใช้ดัชนีความสาคัญ พบว่าอาหารสองกลุ่มหลัก of the National Research Council
ของปลาตะกรับในระยะตัวเต็มวัย คือ สัตว์หน้าดินกลุ่ม of Thailand. 270 p. [in Thai]
หอยและครัสตาเชียนขนาดเล็ก โดยในกลุ่มหอยพบหอย
สองฝาเป็นอาหารชนิดเด่น ในขณะที่กลุ่มครัสตาเชียน Appadoo, C. and R. Saudagur. 2007. A low cost
ขนาดเล็ก จะพบชนิด Bradleycypis oblique, Cheiriphotis sp. amphipod-based feed for rearing of
และ Grandidierella magnae เปน็ อาหารกล่มุ หลกั ornamental aquarium fish, Poecilia
reticulata (Peters). Mauritius Research
กิตตกิ รรมประกาศ Journal 13(1): 123-135.

ผู้วิจัยขอขอบคุณสาขาวิชาวาริชศาสตร์และ Arrunyagasemsak, W. 1975. Some Biological
นวัตกรรมการจัดการ คณ ะท รัพ ยากรธรรมชาติ Studies of the Spotted-butterfish,
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการสนับสนุนทุนวิจัย Scatophagus Argus (Linnaeus).
ในรายวิชาปัญหาพิเศษ ประจาปีการศึกษา 2560 และ Master Thesis. Chulalongkorn University.
ขอขอบคุณกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสาหรับข้อเสนอแนะ 84 p. [in Thai]
และแก้ไขให้บทความวิชาการฉบับน้ีมีความถูกต้อง
สมบรู ณย์ ง่ิ ข้นึ Assavaaree, M., T. Sritakon, L. Chusrirat and
S. Chotithammo. 2004. Spawning
เอกสารอ้างองิ season, maturity size, sex ratio and
fecundity of spotted scat
Angsupanich, S. and R. Kuwabara. 1999. (Scatophagus argus, Linnaeus) in the
Distribution of macrozoobenthos outer Songkhla lake. 19 p.
in Phawong and U-Thaphao Canals In Technical Paper No. 58/2006.
flowing into a lagoonal lake, Songkhla, Songkhla: Coastal Fisheries Research and
Thailand. Lakes and Reservoirs: Development Bureau, Department of
Research and Management Fisheries. [in Thai]
1999(4): 1-13.
Baeza-Rojano, E., I. Hachero-Cruzado and
Angsupanich, S. and E. Rodcharoen. 2012. J.M. Guerra-García. 2014. Nutritional
Macrobenthic Crustacean: Ostracod, analysis of freshwater and marine
Amphipod, Isopod, and Tanaidacea amphipods from the strait of Gibraltar
in Songkhla Lagoon. Bangkok: Office and potential aquaculture applications.
of the National Research Council Journal of Sea Research 85(1): 29-36.
of Thailand. 160 p. [in Thai]
Baker, R., A. Buckland and M. Sheaves. 2014.
Fish gut content analysis: robust
measures of diet composition.
Fish and Fisheries 15(1): 170-177.

95


Click to View FlipBook Version