วารสารวิจัยและสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 144-156
พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่ทา มีความสูง แสดงขอบเขตต าบลแม่ทา อ าเภอแม่ออน จังหวัด
จากระดับน้าทะเล โดยเฉลี่ยประมาณ 500-1,200 เมตร เชยี งใหม่ (มาตราสว่ น 1:20,000)
มีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบ
หมู่บ้านตั้งไปตามลาแม่น้า มีพ้ืนที่ราบเพื่อการท า การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเกษตรที่จากัด ประชาชนส่วนใหญ่มีจิตสานึกในการ การเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ แบ่ง
อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน (Utis, 2016)
ประชาชนควรมีโอกาสเข้าร่วมตั้งแต่เริ่มต้นจนกระท่ัง ออกเปน็ 2 สว่ น ดงั นี้
สิ้นสุด แต่ในทางปฏิบัติประชาชนอาจไม่สามารถ 1. ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ศึกษาข้อมูล
มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เนื่องจากข้อจากัดของการ
มสี ว่ นรว่ ม (Parichat, 2003) ดงั นัน้ เพอ่ื ให้เกิดการมีส่วนร่วม ของประชาชนโดยใช้แบบสอบถาม สอบถามประชาชน
ที่มีประสิทธิภาพ จึงควรพิจารณาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการ ในพื้นท่ีตาบลแม่ทา อาเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็น
มีส่วนร่วม และแนวทางการพัฒนาการจัดการทรัพยากร ข้นั ตอนการเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยการนาแบบสอบถาม
ป่าไม้เพื่อเป็นการรักษาป่า โดยเน้นการมีส่วนร่วมของ ที่สร้างขึ้นและผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงจากพ้นื ที่
ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ป่าเป็นหลัก ซึ่งมนุษย์เป็นปัจจยั ตาบลทาเหนือ อาเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ จานวน
หนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรป่าไม้ 30 คน ได้คา่ สมั ประสทิ ธ์ิแอลฟา 0.949 จากน้ันเก็บข้อมลู
และเสริมสร้างให้องค์กรชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถ กับประชากรตัวอย่างในพื้นที่ศึกษา จานวน 368 คน
ท่จี ะจดั การทรัพยากรปา่ ไม้ โดยเก็บข้อมูลหัวหน้าครัวเรือนหรือตัวแทนบุคคลใน
ครวั เรือน ซ่ึงกาหนดขนาดกลมุ่ ตัวอย่างโดยใชว้ ิธีการเลือก
จากสาเหตุความสาคัญของทรัพยากรป่าไม้ และ การกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling)
การจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประชาชนตาบลแม่ทา เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยมีรายชื่อของทุกหน่วยประชากร
ผู้วิจัยจึงให้ความสาคัญกับปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วม มาเรียงเป็นระบบตามบัญชีเรียกชื่อ การสุ่มจะแบ่ง
ของประชาชน ศึกษาถึงสภาพปัญหาและแนวคิดของ ประชากรออกเป็นช่วงๆ ที่เท่ากัน อาจใช้ช่วงจากสัดส่วน
ประชาชนในชมุ ชน เพื่อนาขอ้ มลู ไปใช้เปน็ แนวทางจัดการ ของขนาดกลุ่มตัวอย่างและประชากร แล้วสุ่มประชากร
ทรัพยากรป่าไม้ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ หน่วยแรก ส่วนหน่วยต่อๆ ไปนับจากช่วงสัดส่วนท่ี
ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่ทา ตาบลแม่ทา อาเภอแม่ออน ค านวณไว้ (Prachoom, 1998) ส าหรับขนาดกลุ่ม
จังหวดั เชยี งใหม่ อย่างยง่ั ยืน โดยคาดวา่ การจดั การอยา่ งมี ตัวอย่าง (Sample size) นั้นได้คิดคานวณจากสูตรของ
ส่วนร่วมของประชาชนจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตใน Yamane (1973) ทร่ี ะดบั ความเชอื่ มัน่ รอ้ ยละ 95 จากสตู ร
ชมุ ชนทไ่ี ด้จากการมีส่วนร่วมในการจดั การทรพั ยากรปา่ ไม้
ต่อไป =
1+ 2
วิธีดาเนนิ การวจิ ยั
กาหนดให้ คอื จานวนหรอื ขนาดของตวั อย่าง
เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจยั คอื จานวนประชากรทง้ั หมด
เ ค ร ื ่ อ ง ม ื อ ท ี ่ ใ ช ้ ใ น ก า ร ศ ึ ก ษ า ว ิ จ ั ย ค ร ั ้ ง นี้ คือ ความน่าจะเป็นของความผิดพลาด
ประกอบด้วยแบบสอบถาม อุปกรณ์เครื่องเขียน กล้อง ที่ยอมให้เกิดข้นึ ได้ (ในทนี่ ้ีใช้ 0.05)
ถ่ายรูปดิจิตอล อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แผนที่ภูมิศาสตร์ ดงั นั้น จานวนกลมุ่ ตวั อย่างท่ีเหมาะสมสาหรับใช้
ในการวจิ ยั ครั้งนี้ คอื 368 คน
146
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 144-156
ผู้วิจัยศึกษาแนวคิด ทฤษฏี เอกสาร และ การวิเคราะห์ข้อมลู
ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนามาสร้างแบบสอบถามให้ การวจิ ัยคร้ังนี้มกี ารวิเคราะหข์ อ้ มูลใน 2 ส่วน
สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย และนา
แบบสอบถาม จานวน 30 ชุด ไปทดสอบ (Pre-test) กับ 1) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา
ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 3 บ้านห้วยบง ตาบล (Content analysis) เพื่อการตีความ และท าการจัด
ทาเหนือ อาเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นตาบล ระเบียบข้อมูลเพื่ออธิบายถึงแนวทางในการจัดการ
ที่มีบริบทใกล้เคียงกัน ทาการทดสอบค่าความเชื่อม่ัน ทรัพยากรป่าไม้ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่ทา
(Reliabiliry) ของเครื่องมือตามวิธีของครอนบาค ตาบลแม่ทา อาเภอแม่ออน จงั หวัดเชียงใหม่ อยา่ งยั่งยนื
(Cronbach, 1970) ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟารวม
( Cronbach’s alpha coefficient; α-coefficient) ค่ า 2) ศึกษาปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมของ
ความเชอื่ มน่ั ของคาถามเทา่ กับ 0.949 ประชาชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ในพื้นที่ป่าสงวน
แห่งชาติป่าขุนแม่ทา ตาบลแม่ทา อาเภอแม่ออน จังหวัด
2. ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) โดยการ เชียงใหม่ วิเคราะห์โดยใช้สถิติการถดถอยพหุคูณ
ค้นหาข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่การศึกษา ซึ่งใช้วิธีการ (Multiple regression analysis) ด้วยโปรแกรมทางสถิติ
รวบรวมข้อมูลจากเอกสารสิ่งพิมพ์ แผนท่ีระบบ หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป
สารสนเทศภูมิศาส ตร์ (Geographic Information ได้แก่ ลักษณะทั่วไปของประชาชน เพศ อายุ ระดับ
System, GIS) บทความและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อ การศกึ ษา สถานภาพ ดา้ นเศรษฐกิจ อาชีพ ระดับรายได้
นามาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวิจัยข้อมูลที่ได้จากการ ต่อปีของครัวเรือน จานวนพื้นที่การถือครอง ด้านสังคม
ตรวจสอบเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการ การได้รับการฝึกอบรมและดูงาน การติดต่อกับเจ้าหน้าท่ี
มีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ของรัฐ การเขา้ รว่ มกิจกรรมในชมุ ชน การมสี ถานภาพหรอื
แนวความคิดด้านการส่งเสริมการมีส่วนรว่ ม การสอบถาม ตาแหนง่ ทางสังคม การรับรขู้ อ้ มลู ข่าวสารดา้ นสิ่งแวดล้อม
ข้อมลู จากผู้นาท้องถ่นิ และปราชญ์ชาวบ้าน ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในชุมชน กับตัวแปรตามด้านการ
มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ด้านการมีส่วนร่วมในการ
3. การสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) ดาเนินการ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์
เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยนักวิจัยจะป้อนคาถาม ด้านการมสี ่วนร่วมในการประเมนิ ผลดว้ ยโปรแกรมทางสถติ ิ
ให้แก่ที่ประชุมกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสาคัญ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย
ที่เข้ารว่ มการสนทนากลุ่ม ได้แก่ ผู้บรหิ ารองค์กรปกครอง ผลการวจิ ยั
ส่วนท้องถ่ิน ผูน้ าหมบู่ ้าน และผูอ้ าวุโสในชมุ ชน จานวน 9
คน โดยพิจารณาจากบทบาทหน้าที่ องค์ความรู้ และ ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ต่อการ
ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรป่าไม้ เพื่อให้ จัดการทรัพยากรป่าไม้ ในพื้นที่ป่าสงวนแหง่ ชาติป่าขนุ
ทีป่ ระชุมได้ร่วมกันให้ข้อมูล ขอ้ คดิ เหน็ และร่วมกันอภิปราย แม่ทา ตาบลแมท่ า อาเภอแมอ่ อน จงั หวัดเชียงใหม่
ในประเด็นสาคัญที่นักวิจัยได้ป้อนเข้าสู่ที่ประชุม เพื่อ
ค้นหาแนวทางในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ในพื้นที่ป่า การวิเคราะห์เพื่อหาปัจจัยที่ส่งผลต่อกา รมี
สงวนแหง่ ชาติป่าขนุ แม่ทา ส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้
ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่ทา โดยการใช้สถิติ
147
วารสารวิจัยและส่งเสรมิ วชิ าการเกษตร 38(2): 144-156
ว ิ เ ค ร า ะ ห ์ ก า ร ถ ด ถ อ ย พ ห ุ ค ู ณ แ บ บ ค ั ด เ ล ื อ ก เ ข้ า แสดงให้เหน็ วา่ ประชาชนตาบลแม่ทาทเ่ี ปน็ เพศชายเข้ามา
(Enter multiple regression analysis) ซึ่งเป็นการหา มีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากเพศชายมีความรับผิดชอบ
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามกับตัวแปรอิสระ ตั้งแต่ และดาเนินการจัดการทรัพยากรป่าไม้ในการตัดสินใจ
1 ตัวขึ้นไป (Phengsawat, 2010) ว่าตัวแปรอิสระใด ดาเนินกิจกรรมของตาบล การรับผลประโยชน์ และการ
มีความสัมพันธ์เชิงบวกหรือเชิงลบกับตัวแปรตาม และมี ประเมินผล ซึ่งโดยทั่วไปเป็นความเชื่อสภาพสังคม
ระดับความสัมพันธ์มากน้อยเพียงใด โดยการวิเคราะห์ใน ในท้องถิ่นโดยส่วนใหญ่ท่ียึดถือวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม
ครั้งนี้คณะผู้วิจัยได้คัดเลือกตัวแปรอิสระจากการทบทวน จึงมีความเชื่อว่าผู้ชายเป็นผู้นาครอบครัว มีโอกาสในการ
วรรณกรรม ทั้งหมด 13 ตัวแปร ได้แก่ เพศ อายุ ระดับ เป็นผู้นาที่จะช่วยขับเคลื่อนการทางานของส่วนรวมให้
การศึกษา สถานภาพ อาชีพ รายได้ต่อปีของครัวเรือน เกดิ ผลตามทีต่ ้งั ไว้
จานวนพื้นที่การถือครอง การได้รับการฝึกอบรมและ
ดูงาน การตดิ ตอ่ กับเจา้ หน้าท่ีของรฐั การเข้าร่วมกิจกรรม การรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการจัดการทรัพยากร
ในชุมชน การมสี ถานภาพหรือตาแหน่งทางสังคม การรบั รู้ ป่าไม้ การวิเคราะห์พบว่า การรับข้อมูลข่าวสารด้านการ
ข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อม ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ใน จัดการทรัพยากรป่าไม้ ทาให้ประชาชนมีความสนใจและ
ชุมชน และตัวแปรอิสระทั้งหมด 13 ตัวแปร ไม่มีตัวแปร ตดิ ตามขา่ วสารทางดา้ นการจัดการทรัพยากรปา่ ไม้อยู่เป็น
อิสระใดที่มีความสัมพันธ์กันสูงเกิน 0.80 ที่จะทาให้เกิด ประจา ส่งผลให้เกิดการรับรู้แลกเปลี่ยนข่าวสารในกลุ่ม
ปัญหา ความสัมพันธ์ร่วมระหว่างตัวแปรต้นไม่ควรเกิน อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นประชาชนที่ได้รับข้อมูล
กวา่ 0.80 ซง่ึ ถ้าเกนิ ใหส้ ันนษิ ฐานวา่ อาจเกดิ ภาวะทตี่ วั แปร ข่าวสารด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้ มีแนวโน้มของ
อิสระมีความสัมพันธ์กันสูงเกินไป (Multicollinearity) การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในการดาเนินการ
อันเป็นการละเมิดข้อกาหนดของการวิเคราะห์การถดถอย ในขั้นตอนต่างๆ เพราะการสื่อสารภายในตาบล ทีมงาน
พหคุ ณู (Prasit, 2002) การจัดการทรัพยากรป่าไม้ เป็นการสร้างความรู้ ช่วยให้
การดาเนินการจัดการทรัพยากรป่าไม้มีความผสมกลมกลืน
ผลการศึกษาพบว่า ค่า R2=0.2580 (25.80%) ไปในทิศทางเดียวกนั มีความสอดคล้องกัน และสนับสนุน
ค่าสัมประสิทธิ์ตัวกาหนด ค่าความผันแปรของตัวแปร ซึ่งกันและกัน นอกจากนี้แล้วยังช่วยป้องกันมิให้เกิดการ
ตอบสนองที่สามารถอธิบายได้มีอยู่ในตัวแบบเชิงเส้นน้ี ปฏิบัติงานจัดการทรัพยากรป่าไม้มีความซ้าซ้อนกัน และ
ร้อยละ 25 และอีกร้อยละ 74.20 อาจมาจากปัจจัยอื่น ความขัดแยง้ กนั ในบางพน้ื ท่ี
ที่น่าจะมีผลต่อการมีส่วนร่วม ได้แก่ การทาระบบวนเกษตร
เพื่อนบ้านชักชวน สุขภาพของประชาชน ช่วงเวลาในการ ในส่วนของการได้รับการฝึกอบรมและดูงาน ผล
ดารงชีพหรือการเข้าไปในพื้นที่ป่า เป้าหมายเพื่อการค้า การวิเคราะห์พบว่า เมื่อประชาชนตาบลแม่ทาได้รับ
หรือนามาใช้ในครัวเรือนหรือการทาการเกษตร และเมื่อ ประสบการณ์การในการฝึกอบรมหรือการดูงานเพิ่มขึ้น
พิจารณาตัวแปรอิสระที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของ ส่งผลให้ประชาชนที่มีประสบการณ์การฝึกอบรมหรือการ
ประชาชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ในพื้นที่ป่าสงวน ด ู ง า น จ ะ ใ ห้ ค ว า ม ส น ใ จ แ ล ะ เ ข ้ า ร ่ ว ม ก ิ จ ก ร ร ม ต ่ า ง ๆ
แห่งชาติป่าขุนแม่ทาอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ พบว่ามี และเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชน ได้ทราบถึงประโยชน์
ทั้งหมด 3 ตัวแปร เป็นตัวแปรที่มีผลทางบวก คือ เพศ และคุณค่าของทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งวิธีการอนุรักษ์
การรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ดิน น้า และป่าไม้ เพราะประชาชนได้รับการพัฒนา
การได้รับการฝึกอบรมและดูงาน มีความสัมพันธ์อย่าง เพิ่มพูนความรู้ทักษะ ทัศนคติ ทาให้เกิดการเรียนรู้
มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จากผลการวิเคราะห์ มีความสามารถ และเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพของทรัพยากรบุคคล
148
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 144-156
Table 1 Factors affecting people participation in forest resources in Pa Khun Mae Tha national
reserved forest area management, Mae Tha sub-district, Mae on district, Chiang Mai,
Thailand using multiple regression analysis
(n=368)
Independent variable Dependent variable
b t Sig.
1. SEX 0.409 4.598 0.000**
2. AGE 0.007 1.568 0.125
3. EDUCATION -0.162 -1.074 0.117
4. STATUS 0.156 1.172 0.177
5. JOB -0.071 -0.225 0.535
6. INCOME -8.830 E-7 0.673 0.209
7. LAND 0.008 0.161 0.569
8. TRAIN 0.479 5.611 0.000**
9. OFFCOUNT 0.019 0.947 0.474
10. ACTIV -0.009 -1.330 0.331
11. POST 0.057 1.347 0.187
12. INFORMATION PERCEPTION 0.027 3.480 0.001**
13. TIME 0.000 -0.132 0.954
Constant 2.627 11.251 0.000**
R2 = 0.258 (25.80%) F = 9.444 Sig of F = 0.000**
* statistically significant level at 0.05; ** statistically significant level at 0.01
แนวทางในการจดั การทรัพยากรป่าไม้ ในพนื้ ที่ป่าสงวน ให้ความสาคัญของความยั่งยืนของระบบนิเวศมนุษย์และ
แห่งชาติป่าขุนแม่ทา ตาบลแม่ทา อาเภอแม่ออน ปา่ ไมค้ วบคู่กนั ไป โดยเปน็ การจัดการทีต่ ้องคงไว้ซ่ึงคุณค่า
จงั หวัดเชียงใหม่ อยา่ งยง่ั ยืน ของระบบนิเวศ ที่สนับสนุนการดารงอยู่ของประชาชน
ทั้งในปัจจุบนั และในอนาคตเป็นหลัก สามารถแบ่งออกเป็น
ผลการศึกษาพบว่า ผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่มได้ 5 แนวทาง 1 ขอ้ เสนอแนะ รายละเอยี ดดัง Table 2
เสนอแนวทางการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน
149
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 38(2): 144-156 Under the forest law
(Office of the Council
Table 2 Guideline of forest resource management based on forest law
of State, 2020)
Guideline of forest
resource management
8th Forest Act, 2019
4thforest Act, 2016
Community
forestry Act, 2019
National Land
Policy Committee
1. Forest management for conservation. Promoting people
around the forest
- To promote bamboo section 11 section 6 area to have the right,
to exploit forest
growing and trees planting resource without
hindrance for
for forest succession livelihoods for
sustainable forest
- Divided utilization areas section 11 section 44 resource
- Promoting people to section 11 section 3 Promoting people to
participate in the
maintain conservation forest rehabilitation forest
area for suitable
- Tree layout must be section 43 environment
appropriated with the area
in the quality forest class
of basin 3 and 4.
- The forest committee in section 50
each village has guarded
to protect the forest area
in each village.
2. Forest should be managed to support sub-district development.
- Growing ornamental plants
- Growing economic trees section 7
- Promoting tree growing in the section 11
quality forest class of basin 5,
4 and 3
150
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 144-156 Under the forest law
(Office of the Council
Table 2 (Continued)
of State, 2020)
Guideline of forest
resource management
8th Forest Act, 2019
4thforest Act, 2016
Community
forestry Act, 2019
National Land
Policy Committee
- Woody in economics forest section Increasing green space
were used for product. 18/1 area under forest law
- To promote organic farming Solution of
the cabinet
on 30 June,
1998
3. Forest management for economic and society Encourage people of
- Promoting non-timber forest section 3 forest resources value
product use and market section 50 based on participatory
chains process
- To promote organic Solution of
agricultural yields the cabinet
on 30 June,
1998
- Developing of forest local section 6
wisdom
- Encouragement people section 7
of sub- district to planting
economic trees
151
วารสารวจิ ัยและส่งเสรมิ วิชาการเกษตร 38(2): 144-156
แนวทางที่ 4 ควรปฏิรูปการบริหารจัดการป่าไม้ ข้อเสนอแนะ
อย่างยั่งยืน โดยการนากระบวนการบริหารจัดการที่ ผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่มได้เสนอแนะเกี่ยวกับ
ครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม
กฎหมาย และเทคโนโลยี มาบูรณาการแต่ละส่วนเข้า การจัดการทรพั ยากรป่าไม้ในพ้นื ทีป่ ่าสงวนแห่งชาติป่าขุน
ด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของ แม่ทา อย่างยั่งยืน ดังนี้ รัฐบาลควรยอมรับประชาชน
ประชาชนอย่างลงตัว มีการระดมพลังทุกภาคส่วนใน ตาบลแมท่ า อาเภอแมอ่ อน จงั หวัดเชียงใหม่ ใหด้ แู ลรกั ษา
ตาบลให้ช่วยกันในการทาแนวกันไฟป่าเพื่อป้องกันไม่ให้ ทรัพยากรป่าไม้เอง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
เขา้ มาทาลายพ้ืนที่ ป่าอนุรกั ษ์ ปา่ กนั ชน ป่าชุมชน รวมถึง ตาบลแม่ทาและป่าไม้ ให้ผู้มีอานาจรับฟังเสียงของ
พื้นที่ทากิน การควบคุมการใช้ไม้ในพื้นที่ป่าชุมชนมี ประชาชนตาบลแม่ทา อาเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
มาตรการปรับหากเกินขนาดท่ีกาหนดไว้ การสารวจพันธุ์ไม้ เพ่ือท่จี ะไดป้ รบั ปรุงกฎหมายไดอ้ ย่างถกู ต้อง
เศรษฐกิจในพื้นที่ป่าชุมชน ป่ากันชน โดยทาการวัดพิกัด
GPS ของต้นไม้ในแต่ละต้น นาข้อมูลมาประมวลผลแล้ว วจิ ารณผ์ ลการวิจัย
นามาบริหารจดั การให้เกดิ ความย่งั ยืนในอนาคตตอ่ ไป
จากการศึกษาปัจจยั ที่มีผลต่อการมีสว่ นรว่ มของ
แนวทางที่ 5 ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ประชาชนการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ในพื้นที่ป่าสงวน
ชุมชน กิจกรรม ส่งเสริมให้ประชาชนได้รู้ระเบียบ กฎหมาย แห่งชาติป่าขุนแม่ทา ตาบลแม่ทา อาเภอแม่ออน จังหวัด
พระราชบญั ญตั ิป่าไม้ พระราชบัญญตั ปิ ่าชมุ ชน และเข้าใจ เชียงใหม่ พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของ
ในบทบาทหน้าที่สมาชิกป่าชุมชนหมู่บ้าน โดยการอบรม ประชาชนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ คือ ปัจจัยด้าน เพศ
ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับระเบียบกฎหมาย การฝึกอบรมและดูงาน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสาคัญ
โครงการสร้างจิตสานึกจากพื้นฐานในการจัดการ ทางสถิติที่ระดับ 0.00 การรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการ
ทรัพยากรปา่ ไม้ โดยการสร้างกิจกรรมทีเ่ กี่ยวข้องกับป่าไม้ จัดการทรัพยากรป่าไม้ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสาคัญ
ในศนู ย์พัฒนาเดก็ เลก็ โรงเรียน ให้เกดิ พฤตกิ รรมจิตสานึก ทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนปัจจัยที่ไม่มีผลต่อการมี
รักษ์ทรัพยากรป่าไม้ การส่งเสริมป่าชุมชนเชิงวัฒนธรรม สว่ นรว่ มของประชาชนการจัดการทรพั ยากรป่าไม้ในพ้ืนท่ี
เป็นการน้อมนาหลักการทางพระพุทธศาสนาเข้ามาเพ่ือ ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่ทา คือ ปัจจัยด้าน อายุ ระดับ
เชื่อมโยง วัด บ้าน องค์กรของรัฐ (บวร) มาทากิจกรรม การศึกษา สถานภาพ อาชีพ รายได้ต่อปีของครัวเรือน
ร่วมกัน พูดคุยกันเกี่ยวกับป่าชุมชนให้ทรัพยากรป่าไม้ พื้นที่ถือครอง การติดต่อกับเจ้าหน้าท่ีของรัฐ การเข้าร่วม
คงอยู่รุ่นลูกหลาน กิจกรรมขับเคลื่อนการพัฒนาการ กิจกรรมในชุมชน สถานภาพหรือตาแหน่งทางสังคม
จดั การปา่ ชุมชน การฝกึ อบรมโครงการราษฎรอาสาสมัคร ระยะเวลาอาศัยอยู่ในชุมชน การศึกษาครั้งนี้มี
พิทักษ์ป่า (รสทป.) ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจใน ขอ้ เสนอแนะ คอื ผทู้ ่ีมอี ายุ ต่ากวา่ หรอื เทา่ กบั 21 ปี และ
ระบบนิเวศวิทยา และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกวิธี 61 ปี ขึ้นไป และการได้รับฝึกอบรมและดูงาน รวมท้ัง
เห็นความสาคัญของป่าไม้ ลดการลักลอบตดั ต้นไม้ทาลายปา่ ระยะเวลาอาศัยอยู่ในชุมชนมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ทั้งน้ี
เพื่อสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ ควรที่จะส่งเสริมให้กลุ่มเหล่านี้ไดไ้ ปทากิจกรรมที่เกี่ยวกบั
แพร่หลายยิ่งขึ้น โครงการฝึกอบรมอาสาสมัครพิทักษ์ ทรัพยากรป่าไม้เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญา
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) และการประสานความสัมพนั ธใ์ ห้หล่อหลอมจติ ใจ
ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหาร
จัดการทรพั ยากรป่าไม้ นอกจากปัจจัยทีม่ คี วามสัมพันธ์อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติแล้ว ควรวิเคราะห์ในปัจจัยอื่นเพิ่มเติม เพ่ือ
152
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 144-156
วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ช ุมชนเกิดความสนใจและมีจิตส าน ึ กร่วมกันใน การแ ก้
ในมิติอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับทรัพยากรป่าไม้และ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
ประชาชน ซึ่งมีความสอดคล้องกับ Jintana (2013) ที่ศึกษา
ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร แนวทางในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ในพื้นที่
ป่าไม้ ปัจจัยส่งเสริมการมีส่วนร่วม ประกอบด้วย ปัจจัย ป่าสงวนแห่งชาตปิ ่าขุนแม่ทา ตาบลแม่ทา อาเภอแม่ออน
ด้านการจัดการ การส่งเสริมให้ผู้มีส่วนร่วมเกิดความ จังหวัดเชียงใหม่ อย่างยั่งยืน สรุปได้ว่า รูปแบบท่ี
ตระหนักในเป้าหมายและเป็นพันธกิจที่ต้องร่วมมือกัน เหมาะสมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ 5 แนวทาง 1
การสร้างความเข้าใจถึงความจาเป็นที่จะต้องพึ่งพาหรือ ข้อเสนอแนะ คือ 1) การจัดการปา่ ไม้เพ่อื การอนรุ ักษ์ โดย
ร่วมมือกัน การสนับสนุนให้เกิดการทางานร่วมกัน สร้าง มีการกาหนดแนวเขตและส่งเสริมให้ประชาชนในพ้ืน
โอกาสให้คุ้นเคยกับการทางานโดยเครื่องมือต่างๆ การ ตาบลแม่ทาสามารถใช้สอยพื้นที่ป่าไม้ ให้มีความรู้
สร้างความไว้วางใจต่อกัน การลดการแข่งขันของแต่ละฝ่าย ความสามารถในการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยที่ไม่ส่งผล
การสร้างความมั่นใจให้แต่ละฝ่ายจะได้ประโยชน์จากการ กระทบตอ่ ทรพั ยากรป่าไม้ แนวทางการกาหนดเขตการใช้
ร่วมกันทางาน ปัจจัยด้านการสื่อสาร การสื่อสารแบบมี ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่ทา เพื่อเป็น
ส่วนร่วม (Participatory communication) โดยเน้นการ กรอบในการวางแผนการจัดการป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์
สนทนาโต้ตอบระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ทาให้เกิด สามารถแบ่งออกเป็น 4 พนื้ ท่ี ดงั นี้ พ้นื ท่กี ารอนุรักษ์ร้อยละ
การแลกเปลี่ยนข่าวสารอย่างมีประสิทธิภาพ และควรมี 100 พื้นที่การอนุรักษ์สูง พื้นที่การอนุรักษ์ต่า 2) การ
การใช้สื่อหลายประเภทที่เหมาะสมและสอดคล้องกับ จัดการป่าไม้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาตาบล เป็นการสร้าง
กลุ่มเป้าหมาย แต่สามารถเข้าถึงบุคคลให้รับรู้และเข้าใจ ความมั่นคงของทรัพยากรป่าไม้และระบบนิเวศป่าชุมชน
ปัจจัยทางดา้ นสังคมและการเมือง โดยการกระจายอานาจ เพื่อตอบสนองการพัฒนาตาบลที่ยั่งยืน มีการจัดวางผัง
(Decentralization) จะช่วยทาให้เกิดความคล่องตัวใน ไม้ยืนต้นที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ในพื้นที่ป่าชั้น
การทางาน เนื่องจากเจ้าหน้าท่ีทกุ ระดับทางานด้วยความ คุณภาพลุ่มน้า 1 และ 2 และการปลูกพันธุ์ไม้ป่าในพื้นท่ี
กระตอื รือรน้ สามารถแสดงความคิดเหน็ และมีการเรียนรู้ ชั้นคุณภาพลุ่มน้า 3, 4, 5 เพื่อเก็บน้าฝนลงมาสู่อ่างเก็บน้า
เพื่อพัฒนางานค่อนข้างมาก ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง สาหรับใช้ในการทาเกษตรกรรมและการอุปโภค การปลกู
ในการจัดการทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมได้มากข้ึน พันธุ์ไม้ที่มีความสวยงามตามแนวถนนในตาบล แนวถนน
แนวคิดให้อานาจแก่ประชาชน เพื่อให้สิทธิความเป็น ที่ตัดไปหาพื้นที่ทากิน และเขตกันชนระหว่างพื้นที่ทากิน
พลเมอื งทเี่ อื้อต่อการมสี ่วนร่วมภาคประชาชน รวมถึงการ และพื้นที่ป่า 3) การจัดการป่าไม้เพื่อเศรษฐกิจและสังคม
เคารพสิทธิและภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นในการจัดการทรัพยากร เป็นการจัดการพื้นที่ป่าไม้ให้มีศักยภาพในการอานวย
ป่าไม้ ปัจจัยของโครงการ โครงการพัฒนาป่าไม้ต้อง ประโยชน์แก่ประชาชนทุกภาคส่วน สามารถให้ผลผลิต
อานวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ด้านเนื้อไม้ของป่า เป็นแหล่งนันทนาการ และส่งเสริม
อย่างจริงจัง ตอ้ งทาให้ประชาชนรสู้ กึ เป็นเจ้าของโครงการ อาชพี ใหป้ ระชาชน การปลกู ไม้ 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง
นั้นด้วย ปัจจัยด้านผู้นา ผู้นาชมุ ชนที่มคี วามตัง้ ใจจรงิ ท่จี ะ เพิ่มเติมในพื้นทีห่ ัวไรป่ ลายนา และสมนุ ไพรในพื้นที่ป่าชุมชน
ช่วยเหลือและพัฒนาชุมชน ปัจจัยด้านวัฒนธรรมและ เพื่อนามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรชุมชน การให้
จิตวทิ ยา ปัจจบุ ันปัจจยั ดา้ นวัฒนธรรมและจิตวิทยานับว่า ป่าชุมชนเป็นแหล่งอาหารหรือป่าซุปเปอร์มาเก็ต การ
มีความสาคัญมากในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการ ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้เศรษฐกจิ และไม้ดอก 4) การ
จัดการทรัพยากรป่าไม้ มีโครงการมากมายที่กระตุ้นให้ ปฏิรูปการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน กระบวนการ
การบริหารจัดการที่ครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ
153
วารสารวิจัยและสง่ เสริมวิชาการเกษตร 38(2): 144-156
สังคม ส่งิ แวดล้อม กฎหมาย และเทคโนโลยี แลว้ ดาเนินการ บริการ มิติสิ่งแวดล้อมในส่วนของโครงสร้าง ชนิดพันธุ์ไม้
แต่ละส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการมีส่วน ปริมาณความหนาแน่นของต้นไม้ สัดส่วนการปลูกต้นไม้
ร่วมของประชาชนอย่างลงตัว เพื่อนาไปสู่ความสาเร็จ ในพ้ืนทป่ี ่าไมใ้ นมิตทิ รัพยากร ทรพั ยากรป่าไม้ทาหน้าท่ีใน
ในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ การระดมพลังทุก การรักษาความสมดุลของระบบนิเวศธรรมชาติ ป่าไม้ใน
ภาคส่วนในตาบล ให้ช่วยกันในการทาแนวกันไฟป่าเพ่ือ มิติเทคโนโลยี เกิดขึ้นจากกิจกรรมการดารงชีวิตของ
ป้องกันไม่ให้เข้ามาทาลายพื้นที่ ป่าอนุรักษ์ ป่ากันชน สิ่งมีชีวิตในพื้นที่ป่าไม้ โดยจาแนกเป็น 3 รูปแบบ คือ
ป่าชมุ ชน รวมถึงพื้นทีท่ ากิน การควบคุมการใช้ไม้ในพื้นท่ี เทคโนโลยธี รรมชาติ เทคโนโลยีป่าไม้เลียนแบบธรรมชาติ
ป่าชุมชนมีมาตรการปรับหากเกินขนาดที่กาหนดไว้ การ เทคโนโลยีที่สร้างขึ้น มิติของเสียและมลพิษสิ่งแวดล้อม
สารวจพันธุ์ไม้ ไม้เศรษฐกิจ ในพื้นที่ป่าชุมชน ป่ากันชน เกิดขึ้นจากความไม่สมดุลของการใช้ประโยชน์ทรัพยากร
โดยกรรมการทาการวัดพิกัด GPS ของต้นไม้แต่ละต้น 5) ป่าไม้ในมิติทรัพยากร และมิติเทคโนโลยี โดยเป็นผลจาก
การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน พบว่ามีการส่งเสริม การเสียสมดุลของมติ ิทรัพยากรเปน็ สาคญั โดยจาแนกเปน็
ในด้านระเบยี บกฎหมาย ส่งเสรมิ ใหป้ ระชาชนได้รูร้ ะเบียบ 5 สาเหตุสาคัญ การใช้เทคโนโลยีที่ด้อยประสิทธิภาพ
กฎหมาย และเข้าใจในบทบาทหน้าที่สมาชิกป่าชุมชน การใช้ทรัพยากรป่าไม้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
หมู่บ้าน โดยการอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับ การดาเนินการตามมาตรการควบคุมไม่มีประสิทธิภาพ
ระเบียบกฎหมาย ดา้ นกิจกรรม สร้างจติ สานึกจากพ้นื ฐาน ความกดดันทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อุบัติเหตุ
ในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยการจัดกิจกรรม จากการดาเนินการ ป่าไม้ในมิติมนุษย์และเศรษฐกิจและ
ท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรป่าไม้ในแต่ละหมู่บ้าน เศรษฐสังคม เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จาก
ของตาบล ทรัพยากรป่าไม้ของมนุษย์และสังคมมนุษย์โดยทางตรง
และทางอ้อมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ให้
สาหรับข้อเสนอแนะ 1) ภาครัฐควรยอมรับ ความสาคัญกับหลักการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้ การ
ให้ประชาชนตาบลแม่ทา อาเภอแม่ออน จังหวัดเชยี งใหม่ ควบคุมกิจกรรมของมนุษย์ ความยั่งยืนของการใช้
ดูแลรักษาป่าไม้เอง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ประโยชน์ การกระจายผลประโยชน์ และการบูรณะ
ตาบลแม่ทาและป่าไม้ ให้ผู้มีอานาจรับฟังเสียงของ ฟื้นฟูสถานภาพของทรัพยากรป่าไม้ (The Group
ประชาชนตาบลแม่ทา อาเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ Produced a Series of Technical Management
มาเป็นแนวทางในการจดั การ เป็นการจัดการทัง้ ระบบเพือ่ of Forest Resources, 1992)
วัตถุประสงค์ที่หลากหลาย และในผลผลิตที่หลากหลาย
ทั้งทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดลอ้ ม และสังคม ในระยะยาวเพ่ือ สรปุ ผลการวจิ ัย
คนรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไป ซึ่งมีความสอดคล้องกับ
แนวคิดรูปแบบการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของสาขาวิชา จากการศึกษาปัจจัยทีม่ ีผลต่อการมสี ่วนรว่ มของ
ส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ วิชาเอกการจัดการ ประชาชนการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ในพื้นที่ป่าสงวน
ทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัย แห่งชาติป่าขุนแม่ทา ตาบลแม่ทา อาเภอแม่ออน จังหวัด
สุโขทัยธรรมาธิราช คือ แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ในมิติ เชียงใหม่ โดยผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการ
ส่งิ แวดล้อม จาแนกเปน็ 2 ประเภท คอื มิติสิง่ แวดล้อมใน มีส่วนร่วมของประชาชน ได้แก่ เพศ การฝึกอบรมและดูงาน
ส่วนของบทบาทหน้าที่ป่าไม้ในมิติสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาท การรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้
หน้าที่ในการเป็นองค์ประกอบสาคัญในระบบนิเวศ ส่วนแนวทางในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ในพื้นที่ป่า
ธรรมชาติ และทาหน้าที่เป็นวัตถดุ ิบในการผลิตสินคา้ และ
154
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 144-156
สงวนแห่งชาติป่าขุนแม่ทา มี 5 แนวทาง 1 ข้อเสนอแนะ Office of the Council of State. 2020. Law act/
คือ 1) การจัดการป่าไม้เพ่ือการอนุรักษ์ 2) การจัดการป่า Royal decree. [Online]. Available
ไม้เพือ่ สนบั สนุนการพัฒนาตาบล 3) การจัดการป่าไม้เพ่ือ https://www.krisdika.go.th/law?lawId=2
เศรษฐกิจและสังคม 4) การปฏริ ปู การบรหิ ารจัดการป่าไม้ (17 March 2020). [in Thai]
อย่างยั่งยืน 5) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน
ขอ้ เสนอแนะ 1) ภาครัฐควรยอมรบั ประชาชนตาบลแม่ทา Parichat., V. 2003. Process and Technical
อาเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ให้ดูแลรักษาป่าไม้เอง Work of Developers. Bangkok:
เพอ่ื ประโยชน์สงู สดุ ของประชาชนตาบลแมท่ าและปา่ ไม้ Thailand Research Fund. 435 p. [in Thai]
กติ ติกรรมประกาศ Phengsawat, W. 2010. Applied Statistics
for Social Science Research.
ผู้วิจัยขอขอบคุณนายกองค์การบริหารส่วน Bangkok: Suveeriyasarn. 428 p.
ตาบลแม่ทา รองนายกองค์การบริหารส่วนตาบลแม่ทา [in Thai]
ประธานสภาองคก์ ารบริหารสว่ นตาบลแม่ทา กานันตาบล
แม่ทา และผู้ใหญ่บ้านทัง้ 7 หมู่บ้านในเขตพื้นท่ีตาบลแม่ทา Prachoom, S. 1998. Sampling methods for
และเจ้าหน้าที่ องค์ กา รบร ิ หารส ่วนต าบลแม ่ทา ท ี่ ช ่ ว ย research. Nida Development Journal
อานวยความสะดวกในการเก็บข้อมูลในครั้งนี้ พร้อมท้ัง 38(3): 103-130. [in Thai]
ขอขอบคุณ คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาสาขาวิชา
พัฒนาทรัพยากรและส่งเสริมการเกษตร คณะผลิตกรรม Prasit., S. 2002. Applications of Statistical
การเกษตร มหาวทิ ยาลัยแมโ่ จ้ ทใี่ หค้ วามกรุณาแนะนาจน Methods in Research. Bangkok:
งานวจิ ยั สาเรจ็ ลลุ ่วงด้วยดี Fueang Fa Printing House. 352 p.
[in Thai]
เอกสารอ้างองิ
Royal Forest Department. 2016. Forest area of
Cronbach, L.J. 1970. Essentials of by province year A.D. 2008−2016.
Psychological Testing. New York: [Online]. Available http://forestinfo.forest.
Harper & Row. 385 p. go.th/Content.aspx?id=80
(27 September 2017). [in Thai]
Jintana, V. 2013. Factors Affecting People
Participation in Forest Resources. Santisuk., T. 2012. Forests of Thailand.
Nonthaburi: The Office of the University Bangkok: National Office of Buddhism
Press, Sukhothai Thammathirat Open Printing house. 124 p. [in Thai]
University. 411 p.
The Group Produced a Series of Technical
Management of Forest Resources. 1992.
Tutorial Series Management of Forest
Resources. Nonthaburi: The Office of
the University Press, Sukhothai
Thammathirat Open University. 248 p.
[in Thai]
155
วารสารวจิ ยั และสง่ เสริมวชิ าการเกษตร 38(2): 144-156
Utis, T. 2016. The application of local cultural Yamane, T. 1973. Statistics: An Introductory
knowledge in conserving community Analysis. 3.S.l. Harper International.
forest along the Chi river in the 886 p.
Ban Mara community of Nong Teng
sub-district, Krasung district, Buriram
province Thailand. Journal of Social
Development 18(2): 31-55. [in Thai]
156
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 157-168
บทบาทของสถาบนั อดุ มศึกษาทมี่ ตี อ่ การสง่ เสรมิ สมรรถนะการขบั เคล่ือนเกษตรอินทรยี ใ์ นชุมชน
Role of Higher Education Institution with Promoting the Capacity
of Organic Agriculture in the Community
กัณณพนต์ ภกั ดีเศรษฐกลุ * โศภิต นาสบื และสุลดั ดา พงษอ์ ษุ ธา
Kannapon Phakdeesettakun*, Sopit Nasueb and Suladda Pongutta
สำนกั งำนพฒั นำนโยบำยสขุ ภำพระหวำ่ งประเทศ กระทรวงสำธำรณสขุ นนทบรุ ี 11000
International Health Policy Program, Ministry of Public Health, Nonthaburi, Thailand 11000
*Corresponding author: [email protected]
Abstract Received: December 16, 2019
Revised: May 26, 2020
Accepted: July 10, 2020
This research aimed to study the context, environmental factors, pattern, process, success factors,
challenges and obstacles in promoting organic community agriculture of higher education institutions. This
study also examined outputs and outcomes from the activities which higher education institutions have
supported the organic agriculture in communities. In-depth interviews were conducted in 5 areas. Total
participants (28 persons) were divided into 2 groups including lecturers and directors (13 persons) from higher
education institutions and organic farmers (15 persons). The results showed that under the mission “provision
of technical support for public” the higher education institutions have promoted the organic agriculture in
the communities through 7 activities, including 1) identifying prototype area, 2) changing farmers’ attitude,
3) building capacity among farmers to understand the organic framing process, 4) supporting organic market,
5) certifying organic community agriculture, 6) promoting organic farmer aggregation and 7) generating the
new organic farmers. The higher education institution started with different activities depending on the
capacity, availability, and capital of the higher education institutions. To successfully support the community
on organic agriculture, all the process needs to be done comprehensively and cover the whole community.
The higher education institutions haved worked and learnt alongside with communities and regularly
mornitored the progress. Therefore, to promote organic community agriculture, higher education institutions
should act as the academic agency which supports up-to-date knowledge and information to comunities,
builds communities’ capacity, and connects the communities with other stakeholders. Besides, the
community has expected the higher education institutions to take a role as the certification agency for
organic products and innovation generators to meet the demand of organic agriculture in the future.
Keywords: organic agriculture, higher education institution, roles, communities
157
วำรสำรวิจยั และสง่ เสริมวิชำกำรเกษตร 38(2): 157-168
บทคัดย่อ คาสาคัญ: เกษตรอนิ ทรีย์ สถำบนั อุดมศกึ ษำ
บทบำทชมุ ชน
งำนวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำข้อมูล
ด้ำนบริบทและปัจจัยแวดล้อม รูปแบบและกระบวนกำร คานา
ในกำรดำเนินงำน ผลลัพธ์และผลกระทบที่ชุมชนได้รับ
จำกกำรดำเนินกำร ตลอดจนปัจจัยหนุนเสริมควำมท้ำทำย แนวคิดพื้นฐำนของเกษตรอินทรีย์ เป็นระบบ
และปัญหำอุปสรรค จำกกำรส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ใน เกษตรที่มีลักษณะเป็นองค์รวม ที่ให้ควำมสำคัญใน
ชุมชนของสถำบันอุดมศึกษำ โดยทำกำรศึกษำด้วยกำร เบื้องต้นกับกำรอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศกำรเกษตร
สัมภำษณ์เชิงลึกใน 5 พื้นท่ี ผู้ที่เกี่ยวข้อง 2 กลุ่ม คือ และทรัพยำกรธรรมชำติ สร้ำงควำมยั่งยืนทำงด้ำน
ผู้รับผิดชอบโครงกำรหรือผู้ที่มีบทบำทหลักของ สิ่งแวดล้อม แต่ไม่ละเลยมิติด้ำนสังคมและเศรษฐกิจของ
สถำบันอุดมศึกษำ จำนวน 13 คน และแกนนำหรือ เกษตรกร (Maejo University, 2012) จำกแนวคิด
สมำชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในชุมชน จำนวน 15 คน รวม ดังกล่ำว รัฐบำลได้เล็งเห็นควำมสำคัญจึงได้จัดท ำ
28 คน ผลกำรศึกษำพบว่ำ ภำยใตพ้ ันธกิจด้ำนกำรบริกำร ยุทธศำสตร์กำรพัฒนำเกษตรอินทรีย์แห่งชำติ พ.ศ. 2560-
วิชำกำรเพื่อรับใช้สังคม กำรขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ 2564 เพื่อเป็นกรอบในกำรขับเคลื่อนกำรพัฒนำเกษตร
ในชุมชนของสถำบันอุดมศึกษำประกอบไปด้วยกำร อนิ ทรียข์ องประเทศไทย ก่อใหเ้ กดิ กระบวนกำรขับเคล่ือน
ดำเนินงำน 7 ขั้นตอนด้วยกัน ได้แก่ 1) สร้ำงพื้นที่ ยุทธศำสตร์ไปสู่กำรปฏิบัติ มีกำรขับเคลื่อนกลไกทั้ง
รูปธรรมต้นแบบ 2) ปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกร ระดับประเทศและระดับจังหวัด โดยอำศัยควำมร่วมมือ
3) พัฒนำคนให้มีควำมเข้ำใจในกำรทำเกษตรอินทรีย์ จำกทุกภำคส่วนทั้งภำครัฐ ภำคเอกชน ภำคประชำสังคม
ที่แท้จริง 4) หำตลำดรองรับผลผลิตอินทรีย์ 5) รับรอง ภำคกำรศกึ ษำ เกษตรกร และผ้บู รโิ ภค เพือ่ มงุ่ สู่เป้ำหมำย
มำตรฐำนเกษตรอินทรีย์ที่เหมำะสม 6) ส่งเสริมกำร ในกำรเพิ่มพื้นที่และจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์
รวมกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ และ 7) สร้ำงเกษตรกรรุ่นใหม่ เพิ่มสัดส่วนตลำดเกษตรอินทรีย์ภำยในประเทศ รวมท้ัง
โดยกำรดำเนินกำรข้นึ กับศกั ยภำพ ควำมพร้อมและต้นทนุ ยกระดบั กลุ่มเกษตรอนิ ทรีย์วิถีพนื้ บำ้ น นำไปสู่กำรพัฒนำ
ที่มี แต่ตอ้ งมีกำรดำเนินงำนครบทุกขนั้ ตอน ตลอดจนครบ เกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย (Office of Agricultural
ทั้งระบบห่วงโซ่เกษตรอินทรีย์ และครอบคลุมทั้งพื้นที่ Economics, 2017)
โดยในกำรดำเนินงำนต้องมีกำรลงพื้นที่ทำงำนร่วมกับ
ชุมชนอย่ำงจรงิ จงั มีกำรลงมอื ปฏิบัตแิ ละเรียนรไู้ ปพร้อมกัน เนือ่ งจำกในระยะทผี่ ำ่ นมำกำรพฒั นำพ้ืนท่ีแต่ละ
และเน้นกระบวนกำรติดตำมประเมินผลอย่ำงต่อเนื่อง แห่งมักมีปัญหำเรื่องควำมร่วมมือ โดยแต่ละภำคส่วนมีภำระ
นอกจำกน้ี สถำบันอุดมศึกษำมีบทบำทท่ีชัดเจน คือ กำร หน้ำที่บทบำทและจุดแข็งที่ต่ำงกัน โดยเฉพำะอย่ำงย่ิง
เป็นหน่วยงำนที่สนับสนุนองค์ควำมรู้ที่ถูกต้องและทัน หน่วยงำนภำครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็น
ต่อเหตุกำรณ์ เสริมสร้ำงศักยภำพให้แก่ชุมชน และเป็น หน่วยงำนที่มีบทบำทในกำรบริหำรทรัพยำกรของพื้นที่
ตัวกลำงในกำรเชื่อมประสำนกำรบูรณำกำรกำร และมีควำมใกล้ชิดกบั ประชำชน อีกท้งั สถำบันอุดมศึกษำ
ดำเนินงำนในพื้นที่ ทั้งนี้บทบำทในอนำคตที่ชุมชน เป็นหน่วยงำนหลักที่มีหน้ำที่ในกำรพัฒนำองค์ควำมรู้
คำดหวังจำกสถำบันอุดมศึกษำ คือ กำรเป็นหน่วยงำน ควำมสำมำรถให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชำติและ
ท่ตี รวจรบั รองผลผลติ อินทรยี ์ รวมถึงสรา้ งนวัตกรรมใหม่ๆ สังคม ดังนั้น กำรขับเคลื่อนเพื่อสร้ำงควำมเปลี่ยนแปลง
เพ่อื ตอบสนองเกษตรกรรมทเี่ ปล่ียนแปลงไปในอนำคต จะสำเร็จได้ จึงจำเป็นต้องหล่อหลอมศักยภำพและ
ควำมสำมำรถท่โี ดดเด่นของแตล่ ะฝ่ำยมำรวมกัน เพ่ือสำน
158
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 157-168
พลังกำรทำงำนที่มีเป้ำหมำยสู่กำรเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่ำ สถำบันอุดมศึกษำ ซึ่งอำจเป็นข้อมูลพื้นฐำนสำหรับ
รวมถึงสำมำรถตอบโจทย์ควำมต้องกำรของประชำชน กำรวำงแผนส่งเสริมกำรดำเนินงำนร่วมกันระหว่ำง
ในพนื้ ที่ได้ (Setthajit, 2015) สถำบันอุดมศึกษำและชุมชนท้องถ่ินต่อไป
ดังนั้น สถำบันอุดมศึกษำจึงเป็นหน่วยงำนที่ วธิ ดี าเนินการวจิ ยั
สำคัญในกำรเป็นแหล่งควำมรู้และวิทยำกำรต่ำงๆ ท่ีมี
บทบำทในด้ำนกำรต่อยอดพัฒนำและสร้ำงควำมเข้มแข็ง รปู แบบการศกึ ษา
เพื่อให้ชุมชนสำมำรถพัฒนำห่วงโซ่อินทรีย์ในชุมชน กำรวิจัยครง้ั นใี้ ช้ระเบียบวิธวี จิ ัยเชิงคุณภำพ โดย
ท้องถิ่นตนเองได้อย่ำงยั่งยืน โดยบูรณำกำรงำนต่ำงๆ
ร่วมกันระหว่ำงสำขำวิชำภำยในสถำบันอุดมศึกษำแบบ ใช้วิธีกำรวิจัยแบบกรณีศึกษำ (Case study approach)
องค์รวม เพื่อให้สำมำรถส่งเสริมห่วงโซ่อุปทำนอำหำรได้ จำนวน 5 พื้นที่ ได้แก่ 1) มหำวิทยำลัยอุบลรำชธำนี 2)
ทั้งต้นน้ำ กลำงน้ำ และปลำยน้ำ โดยเฉพำะกำรพัฒนำ มหำวิทยำลัยแม่โจ้ 3) มหำวิทยำลัยรำชภัฏอุตรดิตถ์
ระบบเครือข่ำยวิชำกำรที่มุ่งเน้นผลงำนที่เป็นรูปธรรม 4) มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์ วิทยำเขตกำแพงแสน 5)
สู่กำรรับใช้สังคม ส่งเสริมให้มีกำรดำเนินงำนบนพื้นฐำน มหำวิทยำลัยมหิดล (โรงพยำบำลรำมำธิบดี) โดย
ขององค์ควำมรู้ที่ถูกต้อง (Evidence-based practice) ทำกำรศึกษำจำกเอกสำร (Documentary study) ข้อมูล
เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธ์ิอย่ำงยั่งยืน โดยเชื่อมหน่วยจัดกำร ที่เกี่ยวข้อง แนวคิดทฤษฎี งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง และกำร
วิจัยของสถำบันอุดมศึกษำกับหน่วยจัดกำรควำมรู้และ สมั ภำษณเ์ ชิงลึก (In-depth interview)
วิจัยชุมชนระดับตำบล ควรร่วมมือกันทำงำนตั้งแต่ต้นน้ำ
กลำงน ้ำ และปลำยน ้ำ (Maejo University, 2012; ประชากร ขนาดตัวอยา่ ง และการเลือกตวั อย่าง
Wongla et al., 2013) กำรวิจัยในครั้งนี้ เป็นกำรศึกษำบทบำทของ
จำกข้อมูลข้ำงต้นจะเห็นว่ำสถำบันอุดมศึกษำ สถำบันอุดมศึกษำที่มีต่อกำรส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ใน
เป็นหน่วยงำนหนึ่งที่มีศักยภำพในกำรพัฒนำห่วงโซ่ ชุมชน ผู้วิจัยพิจำรณำคัดเลือกกลุม่ ตัวอยำ่ ง 2 กลุ่ม ได้แก่
อุปทำนผักผลไม้อินทรีย์ตลอดทั้งห่วงโซ่อย่ำงยั่งยืน ซ่ึง 1) ผู้รับผิดชอบโครงกำรหรือผู้ที่มีบทบำทหลักของ
หำกมีกำรกระจำยตัวของห่วงโซ่อุปทำนผักผลไม้อินทรีย์ สถำบันอดุ มศึกษำในกำรสนับสนุนโครงกำรสง่ เสริมเกษตร
ที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ นอกจำกจะเป็นกำร อินทรีย์ในชุมชน จำนวน 13 คน และ 2) แกนนำหรือ
สร้ำงเสริมควำมมั่นคงทำงอำหำรโดยกำรเพิ่มกำรเข้ำถึง สมำชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในชุมชนที่มีบทบำทในกำร
ผักผลไม้ที่ปลอดภัยแล้ว ยังมีโอกำสช่วยลดผลกระทบ ดำเนินกำรร่วมกบั สถำบันอดุ มศึกษำ จำนวน 15 คน รวม
ที่เกิดจำกกำรใช้สำรเคมีทำงกำรเกษตรมำกเกินไป ทั้งในแง่ ท้งั ส้นิ 28 คน โดยคดั เลอื กตัวอย่ำงสถำบนั อุดมศึกษำและ
ของสุขภำพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม งำนวิจัย ผู้ให้ข้อมูลแบบเจำะจง (Purposive sampling) เป็น
ครั้งน้ีจึงได้ทำกำรศึกษำ “บทบำทของสถำบันอุดมศึกษำ ตัวแทนในกำรศึกษำ โดยมีเกณฑ์กำรคัดเลือกตัวอย่ำง
ที่มีต่อกำรส่งเสริมสมรรถนะกำรขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ในระดับองค์กร คือ เป็นสถำบันอุดมศึกษำที่ส่งเสริมหรือ
ในชุมชน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำรูปแบบ สนับสนุนกำรทำเกษตรอินทรีย์ในชุมชน และในระดับ
กระบวนกำรในกำรดำเนินงำน ปัจจัยหนุนเสริมในกำร บุคคล คือ เป็นผู้ที่มบี ทบำทหลกั โดยตรงหรือเกี่ยวข้องกับ
ดำเนินกำร ตลอดจนผลลัพธ์และผลกระทบที่ชุมชนได้รบั กำรดำเนนิ งำนส่งเสรมิ สนับสนนุ เกษตรอินทรียช์ ุมชน
จำกกำรดำเนินกำรส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในชุมชนของ
159
วำรสำรวจิ ยั และสง่ เสรมิ วิชำกำรเกษตร 38(2): 157-168
เครื่องมือทใี่ ช้ในการศกึ ษา กำรจัดระเบียบข้อมูล (Data processing) จำกนั้นใช้
เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบ วิธีกำรลดทอนข้อมูล (Data reduction) และนำข้อมูล
ที่ลดทอนแล้วมำจัดหมวดหมู่ (Classification) หำแบบ
สัมภำษณแ์ บบมโี ครงสรำ้ ง (Structured interview) และ แผนควำมสัมพันธ์ระหว่ำงข้อมูล (Relationship patterns)
เป็นคำถำมปลำยเปิด เพื่อเป็นแนวทำงในกำรสัมภำษณ์ เนื่องจำกข้อมูลมีที่มำจำกหลำยแหล่ง ทั้งกำรสัมภำษณ์
เชิงลกึ ประกอบด้วย 2 เคร่ืองมือ ได้แก่ 1) แบบสัมภำษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ท่ำที น้ำเสียง พฤติกรรม กำรแสดงออก
สำหรับผู้รับผิดชอบโครงกำรหรือผู้ที่มีบทบำทหลักของ ระหวำ่ งสัมภำษณ์ เอกสำร และเว็บไซต์ เป็นต้น
สถำบันอดุ มศกึ ษำในกำรสนบั สนุนโครงกำรสง่ เสริมเกษตร
อินทรีย์ในชุมชน และ 2) แบบสัมภำษณ์ สำหรับแกนนำ ผลการวจิ ัย
หรอื สมำชิกกลุม่ เกษตรอนิ ทรีย์ในชุมชนที่มบี ทบำทในกำร
ดำเนนิ กำรร่วมกบั สถำบนั อดุ มศึกษำ ผลกำรศึกษำบทบำทของสถำบันอุดมศึกษำที่มี
ต่อกำรส่งเสริมสมรรถนะกำรขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์
วธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ในชุมชน สำมำรถแบง่ ตำมวัตถุประสงค์ของงำนวจิ ยั ดังน้ี
กำรศึกษำครั้งนี้เก็บข้อมูลด้วยวิธีกำรสัมภำษณ์
รูปแบบ กระบวนการ และผลลัพธ์ ของสถาบันอุดมศึกษา
เชิงลึก (In-depth interview) ในแตล่ ะกลุม่ ตำมโครงรำ่ ง กับการส่งเสริมสมรรถนะที่มีบทบาทในการขับเคลื่อน
ของข้อคำถำมใหเ้ ป็นไปในแนวทำงของหัวข้อท่ศี กึ ษำ ดังนี้ เกษตรอินทรยี ใ์ นชุมชน
กลุ่มผู้รับผิดชอบโครงการหรือผู้ที่มีบทบาท บทบำทในกำรขับเคลื่อนกำรส่งเสริมเกษตร
หลักของสถาบันอุดมศึกษา สอบถำมเกี่ยวกับบริบทของ อินทรีย์ในชุมชนของสถำบันอุดมศึกษำ ภำยใต้พันธ กิจ
สถำบันอุดมศึกษำ รูปแบบและกระบวนกำรในกำร สังคมและงำนบริกำรวิชำกำร เป็นบทบำทในด้ำนกำร
ดำเนินกำร ปัจจัยหนุนเสริมที่นำไปสู่ควำมสำเร็จ ควำม ต่อยอดพัฒนำและสร้ำงควำมเข้มแข็งให้กับชุมชน และเป็น
ท้ำทำยและอุปสรรค รวมถึงผลที่ได้รับจำกกำรส่งเสริม ตวั กลำงเชือ่ มระหวำ่ งเกษตรกรและหน่วยงำนทุกภำคสว่ น
กำรทำเกษตรอนิ ทรีย์ในชมุ ชน เพื่อให้เกษตรกรสำมำรถพัฒนำห่วงโซ่อินทรีย์ในชุมชน
ท้องถิ่นตนเองได้อย่ำงยั่งยืน โดยมีกำรบูรณำกำรงำน
กลุ่มแกนนาหรือสมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ต่ำงๆ ร่วมกันระหว่ำงสำขำวิชำภำยในสถำบันอุดมศึกษำ
ในชุมชน สอบถำมเกี่ยวกับแนวทำงกำรทำงำน และ แบบองคร์ วม เพ่อื ใหส้ ำมำรถสง่ เสริมห่วงโซ่อปุ ทำนอำหำร
ควำมทำ้ ทำยและอปุ สรรคที่พบจำกกำรดำเนนิ งำนร่วมกัน ได้ทั้งต้นน้ำ กลำงน้ำ และปลำยน้ำ นอกจำกนี้ในฐำนะ
ระหว่ำงชุมชนกับสถำบันอุดมศึกษำ ตลอดจนผลที่เกิดขึน้ ที่เป็นหน่วยงำนที่มีองค์ควำมรู้ สถำบันอุดมศึกษำจึงมี
ในเชิงรูปธรรมท่ีชุมชนได้รับ และควำมคำดหวังต่อ บ ท บ ำ ท ใ น ก ำ ร ส ร ้ ำ ง อ ง ค ์ ค ว ำ ม รู้ แ ล ะ น ว ั ต ก ร ร ม ห รื อ
บทบำทของสถำบันอุดมศึกษำในกำรส่งเสริมกำรทำ เทคโนโลยีใหม่ผ่ำนกำรทำวิจัย ทั้งเชิงลึก เชิงปฏิบัติกำร
เกษตรอนิ ทรีย์ และเชิงทดลองร่วมกบั ชุมชน เกิดกำรเสริมสร้ำงศักยภำพ
ชุมชน โดยดำเนินกำรบนพื้นฐำนควำมต้องกำรและกำร
การวิเคราะห์ขอ้ มูล จัดกำรปัญหำตำมบริบทของชุมชน โดยรูปแบบที่
ผู้วจิ ยั เก็บรวบรวมเน้ือหำ และขอ้ สำรสนเทศท่ีได้ สถำบันอุดมศึกษำใช้ในกำรดำเนินกำร ประกอบด้วย 7
รปู แบบ ดังน้ี
จำกกำรสัมภำษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ในประเด็น
ที่เกี่ยวกับบทบำทของสถำบันอุดมศึกษำที่มีต่อกำรส่งเสริม
เกษตรอินทรีย์ในชุมชน และทำกำรสังเครำะห์ข้อมูลด้วย
กำรวิเครำะห์เนื้อหำ (Content analysis) โดยเริ่มตั้งแต่
160
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 157-168
1) สร้างพื้นทีร่ ปู ธรรม และพ้นื ทตี่ ้นแบบในการ ประโยชน์ ต้องกำรให้เกษตรกรพัฒนำได้จริง ทำให้เกิด
ทางาน กำรเป็นสถำบันอดุ มศึกษำในภูมิภำคหรือกำรเป็น กำรเรียนรู้มำกกว่ำกำรรับรู้ และช่วยเหลือให้เกษตรกร
มหำวิทยำลัยในพื้นที่ หลักกำรดำเนินงำนจึงควรเลือก สำมำรถพฒั นำเปลย่ี นแปลงโดยไมข่ ำดรำยได้ในกำรเล้ยี งชีพ
พื้นที่ใกล้สถำบันอุดมศึกษำเป็นตัวตั้ง สร้ำงพื้นที่รูปธรรม
เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบที่สำมำรถทำเกษตรอินทรีย์ได้จริง 3) พัฒนาคนให้มีความเข้าใจในการทาเกษตร
โดยในหนึ่งชุมชนต้องสำมำรถส่งเสริมให้คนในชุมชน อินทรีย์ที่แท้จริง เป็นกำรสร้ำงองค์ควำมรู้ที่ถูกต้องตำม
สำมำรถทำเกษตรอินทรีย์ได้ครอบคลุมทั้งชุมชน เพื่อให้ มำตรฐำนเกษตรอนิ ทรยี ์ใหแ้ ก่เกษตรกร เพรำะองค์ควำมรู้
พื้นที่อื่นได้มำศึกษำเรียนรู้และนำไปปรับใช้กับบริบทของ ที่ถูกต้องจะช่วยสร้ำงผลผลิตที่มีคุณภำพตำม
แตล่ ะพื้นทตี่ ่อไป มำตรฐำนสำกล นำไปสู่กำรได้กำรรับรองมำตรฐำน เพ่ือ
สร้ำงคุณค่ำและสร้ำงควำมน่ำเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภค
ทั้งนี้กำรสร้ำงพื้นที่รูปธรรมต้นแบบ นอกจำกจะ ซึ่งเทคนิคในกำรเปลี่ยนวิธีคิดและทำควำมเข้ำใจในควำม
เกิดประโยชน์กับชุมชนแล้ว พบว่ำยังเป็นประโยชน์กับ เป็นเกษตรอินทรีย์ คือ กำรลงมือทดลองทำด้วยตนเองก่อน
สถำบันอุดมศกึ ษำ คือ กำรมพี ื้นท่ีต้นแบบท่ีนำไปใชใ้ นกำร ซง่ึ ช่วยให้เกษตรกรเขำ้ ใจถึงควำมยำกง่ำยในกำรทำเกษตร
เรียนกำรสอนให้กบั นักศกึ ษำไดล้ งมือปฏิบัตจิ ริง ได้ใกลช้ ิด อนิ ทรยี ์ และสำมำรถเป็นแบบอย่ำงท่ดี ีให้กับเกษตรกรได้
ชุมชนจริง และสำมำรถต่อยอดองค์ควำมรู้เกิดกำรทำงำน
เชิงนวัตกรรมใหม่ และนำกลับไปพัฒนำชุมชนบ้ำนเกิด นอกจำกนี้กำรทจ่ี ะถ่ำยทอดองค์ควำมรู้ที่ถูกต้อง
ของตนเอง เกิดกำรขยำยพื้นที่ต้นแบบในกำรทำเกษตร แก่เกษตรกรนั้น กำรสอนทฤษฎีเพียงอย่ำงเดียวไม่ใช่
อนิ ทรีย์ตอ่ ไป แนวทำงที่ให้ผลดีเท่ำที่ควร ต้องเน้นกำรถ่ำยทอดองค์
ควำมรู้ผ่ำนกำรปฏิบัติจริง เช่น กำรให้เป็นคนลงไปตรวจ
2) ปรับเปลี่ยนความคิดและทัศนคติของ แปลงเกษตรอินทรีย์จริง โดยช่วยให้เกษตรกรเกิดควำม
เกษตรกร หวั ใจสำคญั คอื ชมุ ชนตอ้ งเห็นผลก่อน โดยกำร เข้ำ ใจ ใน ขั้น ต อน แล ะ ว ิธ ีกำ รใน กำ รท ี่จ ะ ท ำ ให้ไ ด ้รับ
วำงเป้ำหมำยในกำรดำเนินกำรระยะสั้น ทำให้เกษตรกร มำตรฐำนเกษตรอินทรยี ไ์ ด้ง่ำยย่ิงข้นึ
เห็นผลที่ได้จำกกำรปรับเปลี่ยนจำกกำรไม่ใช้สำรเคมี
มำเป็นเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรเห็นรำยได้ที่แน่นอนและ 4) หาตลาดรองรับผลผลิตอินทรีย์ ทั้งกำรหำ
มำจำกหลำยทำง ซึ่งเกิดจำกกำรปลูกพืชที่หลำกหลำย ตลำดเพือ่ รองรบั ในระยะปรับเปล่ียน ซง่ึ เปน็ ชว่ งที่ผลผลิต
ในพื้นที่ และช้ีให้เกษตรกรมองพืน้ ที่ทำกำรเกษตรของตน ยังไม่ผ่ำนกำรรับรองมำตรฐำน รวมไปถึงกำรหำตลำด
เป็นเหมอื นสถำนที่ทำงำน เกษตรกรต้องสรำ้ งรำยได้จำก รองรับในระยะที่ผ่ำนกำรรับรองมำตรฐำนเกษตรอินทรีย์
พื้นที่ทำกินของตัวเอง จะช่วยให้เกษตรกรมีเป้ำหมำย แล้ว ดังน้นั บทบำทกำรหำหรอื เปดิ ช่องทำงกำรตลำดเพ่ือ
ชดั เจน และกำรพฒั นำและดูแลพืน้ ท่ีทำกินของตวั เอง กระจำยผลผลิตอนิ ทรียใ์ ห้กบั เกษตรกร จึงเป็นส่ิงท่สี ำคญั
ที่สถำบันอุดมศึกษำต้องดำเนินกำร รวมถึงเป็นตัวกลำง
จำกกำรพยำยำมปรับเปลี่ยนทัศนคติของ ให้กับเกษตรกรมีโอกำสได้พบกับหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง
เกษตรกร สิ่งที่พบ คือ คนในชุมชนเริ่มตระหนักถึง เพื่อนำผลผลิตอินทรีย์เข้ำไปจำหน่ำย เพรำะกำรเข้ำถึง
ผลกระทบที่เกิดจำกกำรทำเกษตรกรรมโดยใช้สำรเคมี ตลำดเป็นเรื่องยำกที่เกษตรกรยังทำไม่ได้ จำกกำร
เกษตรกรส่วนใหญ่มีคุณภำพชีวติ และสุขภำพที่ดขี ึ้นอยำ่ ง สนับสนุนด้ำนกำรตลำดรองรับผลผลิต ผลที่ได้พบว่ำ
ชัดเจนหลังจำกหนั มำทำเกษตรอนิ ทรีย์ ซง่ึ เกษตรกรสว่ นใหญ่ เกษตรกรมีรำยได้ที่ดีขึ้น มีอำชีพที่มั่นคง เนื่องจำกตลำด
มีควำมพึงพอใจต่อบทบำทของสถำบันอุดมศึกษำ ที่รองรับผลผลิตอินทรีย์เป็นตลำดระดับบน ซึ่งให้รำคำสงู
โดยมองว่ำเป็นหน่วยงำนที่ให้องค์ควำมรู้โดยไม่หวัง กว่ำและแน่นอนกวำ่ ทำให้เกษตรกรสำมำรถพ่ึงพำตนเอง
161
วำรสำรวจิ ยั และสง่ เสรมิ วชิ ำกำรเกษตร 38(2): 157-168
และยืนระยะกำรทำเกษตรอินทรีย์ได้ยำวนำน ดังเช่นท่ี ยังช่วยให้เกิดกำรเกื้อกูลกัน ก่อให้เกิดกำรแลกเปลี่ยนกัน
กลุ่มตวั อย่ำงท่ำนหนึ่งไดส้ ะทอ้ นผลลัพธ์ที่ชุมชนได้รับจำก ทั้งวัตถุดิบและเครื่องมือพื้นฐำนในกำรผลิต ตลอดจน
กำรลงไปทำงำนร่วมกับชุมชนว่ำ แลกเปลี่ยนองค์ควำมรู้ในกำรทำเกษตรอินทรีย์ระหว่ำง
กลุ่ม เพื่อสร้ำงควำมยั่งยืนในกำรทำเกษตรอินทรีย์ใน
“รายได้ครับ อาชีพ แน่นอนเลยเขาอยูด่ ีกินดีขนึ้ ระดับพน้ื ท่ี ดงั เชน่ แกนนำเกษตรกรท่ำนหนงึ่ ได้สะท้อนให้
รายได้เขาสูงกว่าเดิมมากขนาดลดหนี้ได้เลย อย่างเช่น ฟงั ว่ำ
ผักบุ้งที่ตลาด 10 กว่าบาท แต่นี้รับซื้อ 35 บาททั้งปีต่อ
กิโลกรัม เรื่องราคารับประกัน ปีต่อปีเท่าเดิม ทั้งปี ไม่ “แต่ก่อนวิธีของเคมี คือ ต่างคนต่างอยู่ จะไม่
เปล่ียนแปลงเปน็ ปีตอ่ ปีไปราคาจะสงู กว่าตลาดสัก 2 เทา่ ” ค่อยเกื้อกูลกัน จะไม่ค่อยรักกันเท่าไร จะไม่แบ่งปัน แต่
(บุคลำกรจำกทำงมหำวิทยำลัยทำงภำคกลำง , 18 พอมันเปลี่ยนมาเป็นอินทรีย์ปุ๊บ มันจะมีการแลกเปลี่ยน
กรกฎำคม 2561) ความคิด มันจะช่วยกัน มันจะมีความเกื้อกูลกัน ถามว่า
รายได้มันเพิ่มขึ้นมากพอไหม ไม่เยอะหรอก แต่ความรัก
5) สร้างการรับรองมาตรฐานที่เหมาะสม โดย มันเพิ่มมากขึ้น ความเกื้อกูลกันมันเพ่ิมมากขึ้น” (แกนนำ
ต้องเหมำะสมกับแต่ละบริบทของพื้นที่ รวมทั้งมำตรฐำน เกษตรอินทรียจ์ ำกภำคกลำง, 23 กรกฏำคม 2561)
ในระดับประเทศ จนถงึ ในระดับสำกล เพือ่ ทีจ่ ะชว่ ยยืนยัน
ควำมเป็นผลผลิตอินทรีย์ของเกษตรกร แม้สถำบันอุดม 7) สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ เป็นบทบำทของ
ศึกษำจะไม่ได้มหี น้ำที่หลักในกำรออกใบรับรองได้โดยตรง สถำบันอดุ มศึกษำจะสรำ้ งควำมยั่งยืนให้กับกำรทำเกษตร
แต่สำมำรถที่จะเป็นตัวกลำงในกำรประสำนงำนให้กับ อินทรีย์ในพื้นท่ี โดยกำรสร้ำงผู้นำทำงควำมคิดในกำร
หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องที่สำมำรถออกใบรับรองให้กับ พัฒนำชุมชน นำองค์ควำมรู้ที่ได้จำกสถำบันอุดมศึกษำ
เกษตรกรได้ ทั้งนี้กำรสร้ำงมำตรฐำนที่ดีและครบวงจร กลับไปพัฒนำชุมชนของตนเอง ปรับเปลี่ยนทัศนคติ
อำจช่วยให้เกษตรกรยังคงทำเกษตรอินทรีย์ได้ต่อเนื่อง ในกำรทำกำรเกษตรกรรมที่ใช้สำรเคมี ก่อเกิดศูนย์กำร
และยืนยำว และสอดคล้องกับหัวใจสำคัญของกำรทำ เรียนรู้ในพื้นที่ และขยำยพื้นท่ีในกำรทำเกษตรอนิ ทรีย์ตอ่
กำรตลำดผลิตผลอินทรีย์ ที่เน้น คุณภำพและมำตรฐำน ในชุมชนอื่นๆ ซึ่งกำรดำเนินกำรของสถำบันอุดมศึกษำ
เพื่อให้เป็นไปตำมมำตรฐำนที่สำกลยอมรับ และเป็น อำจเป็นกำรจัดกำรเรียนกำรสอนที่ควบคู่กับกำรลงศกึ ษำ
ทพ่ี อใจของผูบ้ รโิ ภคทงั้ เร่อื งรสชำตแิ ละควำมปลอดภยั หรือกำรพัฒนำพื้นที่จริงผ่ำนกำรทำงำนวิจัย สอดแทรก
กับกำรลงไปให้ควำมรูแ้ ละกำรอบรมทั้งหลักสูตรระยะส้ัน
6) สร้างการรวมกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในพื้นท่ี และระยะยำวให้กับเกษตรกร โดยเป็นสิ่งที่ช่วยให้หนุน
เป็นกำรสร้ำงควำมเหนียวแน่นในกำรทำเกษตรอินทรีย์ เสริมกำรท ำงำนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในชุมชน ให้มี
ให้กับพื้นที่ ตลอดจนเป็นกำรขยับขยำยพื้นที่ในกำรทำ ประสทิ ธภิ ำพมำกยงิ่ ขนึ้
เกษตรอินทรีย์ทั้งภำยในชุมชนและระหว่ำงชุมชน สร้ำง
กำรมีส่วนร่วมโดยให้สมำชิกกลุ่มช่วยดูแลกันภำยในกลุ่ม ปัจจัยหนุนเสริมที่ช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาดาเนินการ
และควรส่งเสริมให้เกิดกำรจัดตั้ง “สหกรณ์อินทรีย์” เพื่อ สง่ เสรมิ เกษตรอินทรยี ์ในชุมชนประสบความสาเร็จ
ช่วยให้เกษตรกรลดกำรถูกเอำรัดเอำเปรียบจำกพ่อค้ำ
คนกลำง มีอำนำจต่อรองด้ำนกำรตลำด รวมทั้งเพ่ิม กำรที่ชุมชนท่ีมีกำรสง่ เสริมเกษตรอินทรีย์และได้
ศักยภำพในกำรจำหน่ำย และช่วยให้ผลผลิตมีปริมำณ สนบั สนุนจำกสถำบนั อดุ มศกึ ษำจนประสบควำมสำเรจ็ น้ัน
ท่ีรองรับควำมต้องกำรของตลำด นอกจำกนี้กำรรวมกลุ่ม มปี จั จยั หนนุ เสรมิ ดงั น้ี
162
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 157-168
1) การวางบทบาทที่ชัดเจนของส ถ า บั น 1) ข้อจากัดท่ีตัวเกษตกร ทั้งนี้กำรปรับเปลี่ยน
อุดมศึกษา โดยกำรเป็นคนกลำงที่เชื่อมโยงระหว่ำง ควำมคิดของเกษตรกรในกำรลด ละ และเลิก กำรใช้
เกษตรกรกับหน่วยงำนที่เก่ียวข้องในพนื้ ท่ี ทง้ั ภำครฐั ภำค สำรเคมีทำกำรเกษตรที่ต้องใช้ระยะเวลำนำน อีกทั้ง
ประชำสังคม และภำคเอกชน ก่อให้เกิดกำรสร้ำง ขั้นตอนและวธิ กี ำรทำเกษตรอนิ ทรยี ์คอ่ นขำ้ งละเอียดอ่อน
เครือข่ำยในกำรทำงำนร่วมกัน ส่งผลให้เกิดต้นทุนทำง ทำให้เกษตรกรบำงคนถอดใจหนั กลับมำใชส้ ำรเคมีอีกคร้ัง
สังคมทีส่ งู กอ่ เกดิ กำรขบั เคล่ือนงำนอยำ่ งต่อเน่ือง และไม่ นอกจำกน้ียังพบปญั หำและอุปสรรคในกำรถ่ำยทอดควำม
หยุดชะงัก เป็นเกษตรกรอินทรีย์จำกรุ่นสู่รุ่นยังทำได้ยำก เนื่องจำก
ทัศนคติของเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เน้นกำรทำเกษตรกรรม
2) หัวใจของคนท างาน เนื่องจำกกำร แบบลดแรงงำนคนและมองเร่ืองผลตอบแทนที่จำนวนเงิน
เปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของเกษตรกรที่ใช้ เป็นตัวหลกั นำไปสู่กำรปลูกพชื ท่มี ีควำมนิยมในแต่ละช่วง
สำรเคมีให้หันกลับมำทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้เวลำนำน และมีระยะเวลำสั้น เพื่อตอบรับกระแสของตลำด ดังนั้น
ดังนั้นคนทำงำนทั้งในสถำบันอุดมศึกษำและเครือข่ำย กำรปรับเปลี่ยนทัศนคติให้หันมำสนใจกำรทำเกษตร
ทุกระดับต้องมีควำมอดทนและมุ่งมั่น และเกำะติดพื้นที่ อินทรีย์จึงเปน็ เร่ืองท่ที ้ำทำยอย่ำงมำก
ไม่หำ่ งและต่อเน่อื งจงึ จะดำเนนิ กำรได้ประสบผลสำเร็จ
2) ข้อจากัดด้านการตอบสนองต่อตลาด
3) การมีนโยบายของสถาบันอุดมศึกษาที่ เนื่องจำกกำรเพิ่มพื้นที่ในกำรทำเกษตรอินทรีย์ยังทำได้
ชัดเจน ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญ เพรำะจะช่วยให้บุคลำกร ลำบำกและใช้ระยะเวลำในกำรปรับเปลี่ยน ส่งผลให้
ทำงำนได้ง่ำยขึ้น มีเป้ำหมำยที่ชัดเจน และประสบ จ ำ น ว น ผ ลผล ิต ที่ ได้ไ ม่เพ ีย งพ อต่อต ลำด ที่จะ ส่งออก
ผลสำเร็จได้อย่ำงรวดเร็ว นอกจำกนี้กำรสนับสนุนจำก ต่ำงประเทศ ปัจจุบันมหี ลำยประเทศท่หี ันมำสนใจผลผลิต
ผู้บริหำรทุกระดับก็เป็นสิ่งที่ช่วยหนุนเสริมให้กำรทำงำน อินทรีย์ที่ได้จำกชุมชน แต่ด้วยปริมำณกำรผลิต
ส่งเสริมเกษตรอนิ ทรียใ์ นชุมชนมีประสทิ ธิภำพมำกย่งิ ขึ้น (Volume) ที่ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อตลำด
ต่ำงประเทศที่ต้องกำรเป็นจำนวนมำก แม้จะมีกำรรวม
4) การมีเครือข่ายทางการตลาดที่มีความ ผลผลิตภำยในกลุ่มสหกรณ์แล้ว ทำให้เกษตรกรไม่
แน่นอน โดยสถำบันอุดมศึกษำต้องหำตลำดรองรับ สำมำรถยกระดับกำรผลิตและกระจำยสินค้ำไปยังตลำด
ผลผลิตอินทรีย์ของเกษตรกร เพื่อสร้ำงรำยได้ที่มั่นคง ต่ำงประเทศได้
สร้ำงกำลังใจให้กับคนทำเกษตรอินทรีย์ และสร้ำง
แรงจูงใจให้กับคนที่ยังใช้สำรเคมีหันมำกำรทำเกษตร 3) ข้อจากัดในเร่ืองงบประมาณ ในกำรทำงำน
อินทรีย์มำกขึ้น โดยหัวใจสำคัญของกำรทำกำรตลำด คือ ส่งเสรมิ เกษตรอนิ ทรีย์ของสถำบันอดุ มศกึ ษำมีกฎระเบียบ
กำรสร้ำงคุณภำพและมำตรฐำนของผลผลิตที่ดีจนเป็นท่ี ทำงด้ำนกำรเงินที่ค่อนข้ำงยุ่งยำกเกินไป ทำให้ขำดควำม
พอใจของผู้บริโภค ทั้งเรื่องรสชำติและควำมปลอดภัย ยืดหยุ่นและล่ำช้ำในกำรดำเนินงำน ส่งผลให้กำรทำงำน
ของผลผลิต กบั ชมุ ชนขำดควำมต่อเนื่อง
ความท้าทายและอุปสรรคของสถาบันอุดมศกึ ษาในการ 4) ข้อจากัดภาระงานหลักที่เพิ่มขึ้นของ
ดาเนินการส่งเสริมเกษตรอนิ ทรีย์ในชุมชน บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ส่งผลต่อกำรทำงำน
ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในชุมชนที่ขำดควำมคล่องตัวและ
ส ถ ำ บ ั นอ ุด ม ศึ ก ษำใ นก ำร ด ำเ นิ นกำ รส ่ง เสริม หยุดชะงัก บุคลำกรบำงคนถอนตัวจำกท่ีเคยทำมำแล้ว
เกษตรอินทรีย์ในชุมชนมีควำมท้ำทำยและอุปสรรค ช่วงหนึ่ง ส่งผลต่อควำมต่อเนื่องในกำรดำเนินกำร ทำให้
ทีน่ ่ำสนใจ ดงั น้ี เกษตรกรหนั กลับมำใชส้ ำรเคมอี ีกคร้ัง
163
วำรสำรวจิ ยั และส่งเสริมวิชำกำรเกษตร 38(2): 157-168
สรุปการดาเนินการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในชุมชน เปลี่ยนแปลงโดยใช้แนวคิดเชิงระบบอย่ำงเป็นเหตุเปน็ ผล
ของสถาบันอุดมศึกษา สังเคราะห์ตามกรอบการ โดยสำมำรถออกแบบ ดำเนินงำน และประเมินผลให้ดี
ประเมนิ แบบจาลองตรรกะ (The logic model) ยิ่งขึ้นเพื่อให้กำรดำเนินงำนเกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับ
บทบำทของสถำบันอุดมศึกษำที่มีต่อกำรส่งเสริม
กรอบเหตุผลสัมพันธ์หรือแนวคิดเชิงตรรกะ สมรรถนะกำรขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในชุมชน สำมำรถ
(Logical framework) เป็นเครื่องมือช่วยกระบวนกำร วิเครำะหก์ ระบวนกำรได้ (Figure 1)
วิเครำะห์โครงกำร กิจกรรม หรือนโยบำยเพื่อนำไปสู่กำร
164
Input Process/Activities
Policy of higher education institutions Area selection
Promoting organic agriculture in the Chemical-free areas
community was under socially-engaged Less used chemical areas
scholarship that licked to research for new More used chemical areas
knowledge based on community content.
Implementation of higher education
Human resources or cooperation institutions
integration Create the prototype areas of organic
Internal: multidisciplinary knowledge
agriculture
of each unit Change the mindset and attitude of farmer
External: government sector, community
looking at their agricultural areas as a work
leaders/community philosophers, civil place
society Develop to fully understand organic
farming
Budget for operation Promote the market for organic products
Support from government agencies Promoting the standards certification of
Support from higher education institutions organic agriculture
Support from other matching funds Promoting the integration of organic
agriculture
Generating the young farmers
Figure 1 Logistic model of higher education institution wi
165
Output Outcome Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 157-168
The prototype area can be Communities
created in the whole area. Farmers have better quality
Increasing organic farmers of life and health.
A aware of the effects of Farmers have stable of income
agriculture using chemicals, and career
including New innovations and
There is a market that supports
certain products technologies for organic
Farmers who have received a agriculture
rs standards of certificate
k in organic agriculture Higher education institutions
There is organic groups in area There is a prototype area used
and scale up a group of organic
agricultural cooperatives in teaching and learning.
New organic farmers return Get a good image for developing
to the community communities and society.
There are opportunities or
channels to receive academic
positions.
ith promoting the capacity of organic agriculture in the community
วำรสำรวิจัยและสง่ เสริมวชิ ำกำรเกษตร 38(2): 157-168
วจิ ารณ์ผลการวจิ ัย รองรบั กำรท่ีเกษตรกรจะยงั ทำเกษตรอนิ ทรียอ์ ยเู่ ป็นไปได้
ยำก เนื่องจำกปำกท้องควำมเป็นอยู่ของเกษตรกรเป็น
งำนวิจัยครั้งนี้ค้นพบบทบำทในกำรขับเคลื่อน เรื่องสำคัญ ถ้ำเกษตรกรไม่สำมำรถหำเลี้ยงชีพได้จำกกำร
เกษตรอินทรีย์ในชุมชนของสถำบันอุดมศึกษำที่แตกต่ำง ทำเกษตรอินทรีย์แล้ว โอกำสที่จะหันกลับไปใช้สำรเคมี
ไปจำกเดิมทีเ่ ปน็ เพียงผู้ต้ังรับคอยอบรมเพ่ือให้ควำมรู้และ ทำกำรเกษตรมีควำมเป็นไปได้สูงมำก ซึ่งมีนัยยะสอดคล้อง
ใหค้ ำปรึกษำเท่ำนั้น แตบ่ ทบำทภำยใต้พันธกิจรับใช้สังคม กับปัจจยั ทม่ี ผี ลต่อควำมย่ังยนื ทำงเศรษฐศำสตรข์ องระบบ
และงำนบริกำรวิชำกำร สถำบันอุดมศึกษำเริ่มมีกำร อนิ ทรยี ์ (Sittichai, 2005) คอื กำรมีแหล่งตลำดที่แน่นอน
ลงพื้นที่ทำงำนร่วมกับชุมชนอย่ำงจริงจัง มีกำรลงมือปฏิบัติ เพิ่มมำกขึ้น ทำให้เกษตรกรมีควำมมั่นใจในกำรทำกำร
และเรียนรู้ไปพร้อมกัน ทำให้เกษตรกรสำมำรถพึ่งพำ ผลิตมำกขึน้ มัน่ ใจว่ำผลผลติ ทีเ่ กษตรกรผลิตได้น้ันมีแหล่ง
ตนเองได้ในกำรทำเกษตรอินทรีย์ และเน้นกระบวนกำร ขำยท่แี น่นอน และสำมำรถสรำ้ งรำยได้ตำมมำ ดังนั้น กำร
ติดตำมประเมินผลอย่ำงต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่ำ สนับสนุนกำรทำเกษตรยั่งยืนของหน่วยงำนภำครัฐท่ีลงสู่
เกษตรกรสำมำรถพึ่งพำตนเองได้จำกกำรทำเกษตร ภำคเกษตร โดยตอ้ งมตี ลำดรองรับท่ชี ดั เจน (Wisetrat, 2010)
อินทรีย์โดยแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทำงกำรปรับ
บทบำทของสถำบันอุดมศึกษำกับกำรรับใช้สังคม/พื้นที่ ทั้งนี้ข้อค้นพบหนึ่งที่น่ำสนใจ คือ ปัจจัยที่ช่วย
(Setthajit, 2015) โดยภำรกิจของสถำบันอุดมศึกษำเพ่ือ ส่งเสริมผลกำรดำเนินงำนของสถำบันอุดมศึกษำ
รับใช้สังคม ต้องมีโจทย์จำกสังคม และทำให้เกิดผล ค่อนข้ำงมำก คือ กำรมีนโยบำยหรือแผนปฏิบัติกำร
กระทบ (Impact) ต่อสังคม ภำยใต้ภำรกิจมำตรฐำนของ (Action plan) ทั้งในระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น และ
สถำบันอุดมศึกษำ ที่ต้องมีวิชำกำรและใช้วิชำกำรในกำร ระดับสถำบันอุดมศึกษำเอง โดยเฉพำะนโยบำยและ
ประยุกต์ในกำรบริกำรสังคม มีกำรวิจัย ค้นพบสิ่งใหม่ๆ แผนปฏิบัติกำรระดับจังหวัดพบว่ำ เป็นสิ่งช่วยผลักดันให้
นำควำมร้ใู หมไ่ ปสอนนกั ศกึ ษำ คอื กำรเรยี นกำรสอน โดย กำรดำเนินงำนของสถำบันอดุ มศกึ ษำในพืน้ ทงี่ ่ำยขึ้น สร้ำง
ทั้งหมดนี้ต้องทำด้วยกระบวนกำรที่ดี อำจเริ่มที่งำนวิจัย เครือข่ำยกำรท ำงำนที่กว้ำงและครอบคลุม ทุก
เพื่อท้องถิ่นที่ชำวบ้ำนทำเองได้ สำมำรถจัดกำรกับปัญหำ องค์ประกอบของกำรขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ทั้งน้ีกำร
ของตัวเองได้ โดยมีควำมรู้ทำงวิชำกำรเข้ำไปสนับสนุน สร้ำงสภำพแวดล้อมทำงนโยบำยที่เอื้อต่อกำรพัฒนำ
และหำกต้องกำรให้เกิดควำมยั่งยืน ควรมีกำรสร้ำงกำร เกษตรอินทรีย์นั้นมีควำมส ำคัญไม่น้อยไปกว่ำกำร
มีสว่ นรว่ มและเนน้ ผลไปทก่ี ำรเปลย่ี นแปลงต่อสังคม สนับสนุนกำรพัฒนำเกษตรอินทรีย์โดยตรง ซึ่งในควำม
เป็นจริง ประเทศไทยมีนโยบำยเกษตรหลำยด้ำนท่ี
สำหรับรูปแบบที่ใช้ในกำรดำเนินงำนของ เกื้อหนนุ ตอ่ กำรพฒั นำเกษตรอนิ ทรยี ์ แต่สว่ นใหญไ่ ม่ได้ถูก
สถำบันอุดมศึกษำส่งเสรมิ เกษตรอินทรียใ์ ห้กบั ชมุ ชนท้ัง 7 นำมำปฏิบัติใช้อย่ำงจริงจัง และมีหลำยนโยบำยที่ขัดแยง้
รูปแบบ สถำบันอุดมศึกษำไม่มีล ำดับขั้นตอนกำร และคุกคำมต่อกำรพัฒนำเกษตรอินทรีย์ (Panyakul and
ดำเนินงำนที่ตำยตัวขึ้นอยู่กับศักยภำพ ควำมพร้อมและ Kongsom, 2015) นอกจำกนี้กำรกำหนดนโยบำย และ
ต้นทุนของแต่ละพื้นที่ แต่สิ่งที่ควรมี คือ ต้องดำเนินกำร กำรแนวทำงปฏิบัติงำนควรมีกำรกำหนดให้มีควำม
สง่ เสรมิ ใหค้ รบทกุ รูปแบบ และครบทง้ั ระบบหว่ งโซเ่ กษตร สอดคล้องกนั ในทุกภำคสว่ น กำรวำงแผนปฏิบตั งิ ำนต้องมี
อินทรีย์ ตลอดจนครอบคลุมทั้งพื้นที่ อย่ำงไรก็ตำมมีข้อ หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องเข้ำมำร่วมกำหนดแผนกำรปฏิบัติงำน
ค้นพบที่น่ำสนใจ คือ สถำบันอุดมศึกษำส่วนใหญ่เริ่มต้น เพื่อลดกำรทำงำนที่ซ้ำซ้อน และสำมำรถรู้ได้ว่ำกำร
โดยเน้นกำรส่งเสริมด้ำนตลำดเป็นตัวตั้ง โดยให้เหตุผลไป ส่งเสริมหรือสนับสนุน หรือกิจกรรมใดยังไม่ได้ดำเนินกำร
ในทิศทำงเดียวกัน คือ ถ้ำส่งเสริมกำรผลิตไปแล้วไม่มีตลำด หรอื มีปญั หำตอ่ กำรส่งเสริม (Keawtip et al., 2013)
166
Journal of Agri. Research & Extension 38(2): 157-168
สรปุ ผลการวิจัย สถำบันอุดมศึกษำ แต่พบว่ำดำเนินกำรส่วนใหญ่สอดคล้อง
กับแนวคิดยุทธศำสตร์กำรพัฒนำเกษตรอินทรีย์ โดย
สถำบันอุดมศึกษำเป็นหน่วยงำนที่มีบทบำท มุ่งเน้นกำรสร้ำงองค์ควำมรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อ
สำคัญทั้งในระดับพื้นที่จนถึงระดับภูมิภำคที่ไม่ไดม้ ีหน้ำท่ี ดำเนินกำรส่งเสริมเกษตรอนิ ทรยี ์ให้ครบทง้ั ระบบทง้ั ต้นน้ำ
หลักเพียงกำรเรียนกำรสอนเพื่อผลิตบัณฑิต แต่ยังมี กลำงน้ำ และปลำยน้ำ นอกจำกนี้ยังมีบทบำทในกำรเป็น
บทบำทในกำรดำเนินงำนบริกำรวิชำกำรเพื่อรับใช้สังคม ตัวกลำงเชื่อมประสำนกับหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องทุกภำคส่วน
เชือ่ มโยงกับงำนวิจยั สรำ้ งองค์ควำมรู้ใหม่แบบสหวิชำกำร ในพื้นที่ เพอ่ื ใหเ้ กดิ กำรดำเนนิ กำรอยำ่ งตอ่ เนอื่ งและยง่ั ยืน
บนพื้นฐำนของควำมต้องกำรและกำรจัดกำรปัญหำตำม
บริบทของชุมชน และนำองค์ควำมรู้ที่ได้ไปพัฒนำและ ข้อเสนอแนะจากการวจิ ัย
สร้ำงประโยชนใ์ ห้กับพ้ืนท่ี สำหรับบทบำทในอนำคตที่ชุมชนคำดหวังจำก
โดยรูปแบบที่สถำบันอุดมศึกษำใช้ในกำร สถำบันอุดมศึกษำ คือ กำรเป็นหน่วยงำนที่สำมำรถตรวจ
ดำเนินงำนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ให้กับชุมชน พบว่ำ และรับรองผลผลิตเกษตรอินทรีย์ รวมถึงเป็นหน่วยงำน
ประกอบไปด้วย 5 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1) กำรสร้ำงพื้นที่ ที่สร้ำงองค์ควำมรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนอง
รูปธรรม 2) กำรปรับเปลยี่ นทัศนคติเกษตรกร 3) พฒั นำ ควำมตอ้ งกำรของเกษตรกรและสังคมท่ีเปล่ียนแปลงไปใน
คนให้มีควำมเข้ำใจในกำรทำเกษตรอินทรีย์ที่แท้จริง 4) อนำคต ดังนั้นสถำบันอุดมศึกษำจึงเป็นหน่วยงำนหนึง่ ทีม่ ี
หำตลำดรองรับผลผลิตอินทรีย์ 5) รับรองมำตรฐำน บทบำทสำคัญต่อกำรส่งเสริมสมรรถนะกำรขับเคลื่อน
เกษตรอินทรีย์ที่เหมำะสม 6) ส่งเสริมกำรรวมกลุ่ม เกษตรอินทรีย์ในชุมชน เพื่อให้เกิดกำรขยำยพื้นที่ในกำร
เกษตรกรอินทรีย์ และ 7) สร้ำงเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยแต่ ทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มมำกขึ้น กำรยกระดับของสถำบัน
ละสถำบันไม่จำเป็นจะต้องเริ่มดำเนินกำรเป็นขั้นตอน อุดมศึกษำที่มีกำรกระจำยตำมภูมิภำคต่ำงๆ ให้เข้ำมำ
ตำมลำดับ ขึ้นกับศักยภำพของแต่ละแห่ง รวมถึงควำม ทำงำนร่วมกับหน่วยงำนหลักในพื้นท่ีที่มีบทบำทในกำร
พร้อมและต้นทุนที่มีอยู่ของแต่ละพื้นที่ แต่สิ่งที่ควร ส่งเสริมกำรท ำเกษตรอินทรีย์ให้กับชุมชน จึงเป็น
ดำเนินกำร คือส่งเสริมให้ครบทุกรูปแบบ และดำเนินกำร อีกแนวทำงหนึ่งในกำรดำเนินกำรของภำครัฐในกำร
ให้ครบทั้งระบบห่วงโซ่เกษตรอินทรีย์และครอบคลุม ส่งเสริมสมรรถนะกำรขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในชุมชน
ทั้งพื้นที่ จึงจะทำให้กำรดำเนินกำรส่งเสริมเกษตรอินทรยี ์ ในอนำคต
ในชุมชนของสถำบันอุดมศกึ ษำประสบควำมสำเร็จได้อยำ่ งดี
กิตติกรรมประกาศ
สำหรบั ผลลัพธท์ ่ีเกษตรกรได้รบั อยำ่ งชัดเจนจำก
บทบำทในกำรข ั บเคล ื ่ อนเกษตรอ ิ นทร ี ย ์ ของ ส ถ ำ บั น โครงการน้ี เป็นส่วนหน่ึงของแผนงานวิจัย
อุดมศึกษำ นอกจำกกำรส่งเสริมและสนับสนุนด้ำนกำร นโยบายอาหารและโภชนาการเพ่ือการสร้างเสริม
ผลิต พบว่ำเกษตรกรส่วนใหญ่สำมำรถผ่ำนกำรรับรอง สุขภาพ ได้รับทุนสนับสนุนจากสานักงานกองทุน
มำตรฐำนเกษตรอินทรีย์ตำมควำมเหมำะสมของบริบท สนบั สนุนการสรา้ งเสริมสุขภาพ (สสส.) และสานกั งาน
แต่ละพื้นที่ ทั้งในระดับประเทศและระดับสำกล และ พัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ได้รับการ
เกษตรกรมีตลำดในกำรกระจำยผลผลิตอินทรีย์ที่แน่นอน ส นั บ ส นุ น จ า ก ส า นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม
ส่งผลให้เกษตรกรสำมำรถพึง่ พำตนเองและมีคณุ ภำพชีวิต วิทยาศาสตร์ วจิ ัยและนวัตกรรม (สกสว.) เลขท่ีสญั ญา
ที่ดีขึ้นอย่ำงเห็นได้ชัด แม้บทบำทกำรขับเคลื่อนในกำร RTA6280007
ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในชุมชนจะไม่ใช่บทบำทหลักของ
167
วำรสำรวจิ ัยและส่งเสรมิ วิชำกำรเกษตร 38(2): 157-168
เอกสารอา้ งองิ Setthajit, R. 2015. The University Serves
Society in the 21st Century Context:
Keawtip, S., Y. Srikampa and P. Kawichai. 2013. Phayao Model. Bangkok: The Thailand
Organic agriculture: limitations of Research Fund. 35 p. [in Thai]
marketing channel of organic products
in Chiangmai and Lampoon provinces. Sittichai, S. 2005. Factors Affecting Economic
216 p. In Research Report. Chiang Mai: Sustainability of Organic Farming
Maejo University. [in Thai] System: Case Study of Mae Taeng
District Chiang Mai Province.
Maejo University. 2012. Situation of Organic Master Thesis. Kasetsart University.
Agriculture. pp.15-18. In Summary of 146 p. [in Thai]
Project in Workshop “Maejo University
and Organic Agriculture Development Wisetrat, C. 2010. Sustainable Agriculture
in Nation Level” 28-29 June 2012. Patterns of Farmers in Chanthaburi
Chiang Mai: Maejo University. [in Thai] Province. Master Thesis. Rambhai Barni
Rajabhat University. 93 p. [in Thai]
Office of Agricultural Economics. 2017.
National Organic Agricultural Wongla, R., C. Promma and C. Mingchai. 2013.
Development Strategy (2017−2021). Development of Agri-business
Bangkok: Office of Agricultural Management System: Uttaradit
Economics. 85 p. [in Thai] University and the Network of
Farmers Local Organizations in
Panyakul, V. and C. Kongsom. 2015. Uttaradit Province. Bangkok:
Preparation of Production and The Thailand Research Fund.
Marketing Situation Data 195 p. [in Thai]
Organic Products. Bangkok:
Ministry of Commerce. 157 p.
[in Thai]
168
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร เป็นวารสารราย 4 เดือน กาหนดออกปีละ 3 ฉบับ โดยเริ่มฉบับท่ี 1 ในเดือนมกราคม
ฉบับที่ 2 ในเดือนพฤษภาคม และฉบับท่ี 3 ในเดือนกันยายน มีจุดประสงค์หลักเพ่ือเผยแพร่ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และองค์กร
ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตรทั่วประเทศ โดยมีการเผยแพร่ออนไลน์ (Journal Online) ในรูปวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-ISSN 2630-
0206) สาหรับหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาการเกษตร เรื่องที่จะตีพิมพ์ในวารสาร นอกจากบทความวิจัยแล้ว บทความทางวิชาการ
อื่นๆ ท่ีเป็นการแสดงความคิดใหม่ หรือสมมุติฐานใหม่ท่ีมีหลักฐานอ้างอิง หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่าง กว้างขวางหรือลึกซึ้งใน
สาขาวิชาการใดสาขาวิชาการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร หรือเป็นการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ก็มีสิทธ์ิได้รับการตรวจสอบทาง
วิชาการจากผู้ทรงคณุ วุฒิท่ีเชี่ยวชาญในสาขาที่เกยี่ วข้องกบั บทความนั้นๆ อยา่ งนอ้ ย 2 ท่าน พิจารณาใหล้ งตพี ิมพ์ ได้เชน่ เดยี วกัน
การเตรยี มต้นฉบับ
1. ต้นฉบับ เผยแพ่รบทความเป็นภาษาไทย โดยใช้ตัวอักษร TH Sarabun PSK ขนาดตัวอักษร 16 ตัวหนา ในส่วนของหัวข้อเรื่อง และ
ขนาดตัวอักษร 15 ตัวปรกติ ในส่วนของเนือ้ หา พิมพ์หน้าเดยี ว เว้นขอบท้ัง 4 ด้าน 1 นิ้ว (2.5 ซม.) พร้อมระบุเลขหน้า ความยาวของเนื้อ
เรือ่ ง รวมรปู ภาพ ตาราง และเอกสารอา้ งอิงตอ้ งไมเ่ กิน 10 หน้า
2. ชื่อเรอ่ื ง ต้องมีท้ังภาษาไทยและภาษาองั กฤษ ควรกระชับและตรงกับเนือ้ เรื่อง ขนาดตัวอักษร 18 ตัวหนา
3. ช่ือผู้แต่ง และสถานที่ติดต่อ ต้องมีช่ือเต็ม-นามสกุลเต็มทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขนาดตัวอักษร 15 ตัวหนา และระบุหน่วยงาน
หรอื สถาบันทส่ี ังกดั ของผู้แต่งหลกั และผู้แตง่ รว่ มทุกคน และ E-mail address ของผู้แตง่ หลกั ไวด้ ว้ ย ขนาดตัวอกั ษร 12 ตวั ปรกติ
4. บทคัดย่อ (Abstract) บทความวิจัย/บทความทางวิชาการอื่นๆ จะต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความยาวไม่เกิน 15
บรรทดั โดยเขยี นให้กะทัดรดั ตรงประเดน็ และให้สาระสาคัญ
5. คาสาคญั (Keywords) ตอ้ งมีคาสาคญั ทั้งภาษาไทย และภาษาองั กฤษไว้ทา้ ยบทคัดยอ่ ของแตล่ ะภาษา อย่างละไมเ่ กิน 5 คา
6. เนอ้ื เรอ่ื ง
(1) คานา อธิบายความสาคัญของปัญหาและวัตถุประสงค์ของการวจิ ัย อาจรวมการตรวจเอกสารเข้าไว้ด้วย ในการอ้างอิงเอกสารให้
เขียนช่ือผู้แต่ง และปีท่ีตีพิมพ์ อยู่ในวงเล็บเดียวกัน หรือเขียนช่ือผู้แต่ง แล้วเขียนปีท่ีตีพิมพ์ ไว้ในวงเล็บแล้วแต่กรณี เฉพาะ
ภาษาอังกฤษ ดังนี้ “..........โรคใบหงิกมีพบทั่วไปในประเทศบังคลาเทศ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
ศรีลังกา ไต้หวัน ไทย (Boccardo and Milne, 1984; Ling et al., 1978) ในประเทศไทยนั้น นอกจากก่อความเสียหายกับ
ข้าวปลูกทั้งชนิด Japonica และ Indica (Oryza sativa) พันธุ์ต่างๆ แล้ว Thawat (2001) ยังพบว่า ทาความเสียหายได้กับขา้ วไร่
และข้าวป่าต่างๆ..........”
(2) อุปกรณ์และวิธีการ/วิธีดาเนินการวิจัย อธิบายเคร่ืองมือ พร้อมระบุวิธีการวิจัย วิธีการเก็บข้อมูล ระยะเวลาและปีที่ทาการวิจัย
รวมท้งั วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ใหบ้ รรยายโดยสรปุ และไม่จาเป็นต้องระบวุ ธิ กี ารท่เี ป็นทร่ี กู้ นั ทั่วไป
(3) ผลการวิจัย ไม่จาเป็นต้องแสดงวิธีการวิเคราะห์ทางสถิติ แต่ให้เสนอในรปู ของตาราง และรูปภาพโดยสรุปหลังจากวิเคราะห์ทาง
สถิติแล้ว ท้ังน้ี คาอธิบายและรายละเอียดต่างๆ ของตารางและรูปภาพ ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น โดยมีความชัดเจน
กะทดั รัด และมหี มายเลขกากับด้านบทของตารางและดา้ นลา่ งของรูปภาพ และเมอ่ื อ้างถึงในเนื้อหาให้ใชเ้ ป็นคาว่า Table และ Figure
(4) การวจิ ารณผ์ ล การสรปุ ผล และข้อเสนอแนะ ควรวิจารณ์ผลการวิจัยพร้อมทัง้ สรุปประเด็น และสาระสาคญั ของงานวิจัย หรือ
ใหข้ ้อเสนอแนะบนพื้นฐานของผลการวิจัย
หมายเหตุ: หน่วยวัดตามระบบต่างๆ ให้ใช้ตัวย่อตามมาตรฐานในการเขียนท่ีกาหนดไว้ เช่น เซนติเมตร = ซม. ตารางเมตร = ตร.ม.
มลิ ลิกรัมตอ่ กโิ ลกรัม = มก./กก. แต่ถา้ เปน็ หน่วยวดั ทมี่ ีพยางคเ์ ดียวใหใ้ ชค้ าเตม็ ตามปรกติ เช่น เมตร กรมั ลิตร
7. กิตตกิ รรมประกาศ เพ่อื แสดงความขอบคณุ แก่ผู้ให้ทุนวิจัย หรอื ผู้ทไี่ ด้ให้ความช่วยเหลอื ในการวจิ ยั
8. เอกสารอ้างอิง รายชื่อเอกสารท่ีใช้เป็นหลักในการค้นคว้าวิจัยและมีการอ้างถึงในเนื้อหา ต้องแสดงเป็นภาษาอังกฤษเท่าน้ัน กรณีท่ี
อ้างองิ จากเอกสารภาษาไทยหรือภาษาอ่ืนๆ ให้แปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีวงเล็บกากับท้ายเอกสาร [in Thai] หรือภาษาอื่นๆ ตาม
คาแนะนาวิธกี ารเขยี น ดงั น้ี
169
การเขียนเอกสารอ้างองิ
1. บทความจากวารสารวชิ าการมาตรฐาน
1.1 ผู้เขยี นคนเดียวหรือหลายคน
ชอ่ื ผู้เขยี นบทความคนท่ี 1,/ผู้เขยี นบทความคนท่ี 2/และ/ผเู้ ขียนบทความคนสุดท้าย.//ปที ี่พิมพ์.//ชือ่ บทความ.//ชื่อวารสาร/
เลขปีที่(เลขฉบับที่):/เลขหน้า.
Koiprasert, H. and P. Niranatlumpong. 2004. Investigation of method for stainless steel welding wire as a
replacement for arc wire comsumables. Songklanakarin J. Sci. Technol. 27(1): 91-100. [in Thai]
Nadeem, M.Y. and M. Ibrahim. 2002. Phosphorus management in wheat-rice cropping system. Pak. J. Soil Sci.
21(4): 21-23.
Chowdhury, M.A.H., R. Begum, M.R. Kabit and H.M. Zakir. 2002. Plant and animal residue decomposition
and transformation of S and P in soil. Pakistan Journal of Biological Sciences 5(7): 736-739.
2. หนงั สอื
2.1 ผู้เขยี นคนเดยี วหรอื หลายคน
ชือ่ ผูแ้ ตง่ คนที่ 1,/ผู้แต่งคนที่ 2/และผแู้ ตง่ คนสุดทา้ ย.//ปีทพ่ี ิมพ.์ //ชอ่ื หนังสือ.//ครงั้ ท่ีพิมพ์ (ถ้าม)ี .//สถานที่พิมพ์:/สานกั พมิ พ์.//
จานวนหนา้ .
Peyachoknagu, S. 2000. Pan Thu Vis Sa Wa Kum. Bangkok: Kasetsart University Press. 256 p. [in Thai]
Aksornkoae, S. 1999. Ecology and Management of Mangroves. Bangkok: Kasetsart University Press. 198 p.
Rajeshwar, K. and J.G. Ibanez. 1997. Environmental Electrochemistry. San Diego: Academic Press. 327 p.
2.2 บทหน่งึ ในหนงั สอื
ชอ่ื ผูเ้ ขยี นบทความ.//ปีทีพ่ ิมพ์.//ช่ือบทความ.//น./เลขหนา้ ทปี่ รากฏเร่อื ง.//ใน/ช่อื ผ้รู ับผิดชอบ.//ช่อื หนงั สอื .//รายละเอียดอืน่ ๆ (ถ้าม)ี .
//ครงั้ ท่ีพมิ พ์ (ถา้ มี).//สถานที่พิมพ์:/สานกั พิมพ์.
Hill, S.E. 1996. Emultions. pp. 153-185. In Hall, G.M. (ed.). Methods of Testing Protein Functionality.
London: Chapman & Hall.
Jacober, L.F. and A.G. Rand. 1982. Biochemical of Seafood. pp. 347-365. In Martin, R.E., G.J. Flick, C.E. Hebard
and D.R. Ward (eds.). Chemistry and Biochemistry of Marine Food Products. Westport: AVI Inc.
2.3 หนงั สอื ที่มีผ้รู ับผิดชอบในหนา้ ท่เี ป็นผู้รวบรวม ผู้เรียบเรยี ง หรอื บรรณาธิการ
ชือ่ ผรู้ ับผดิ ชอบ.//(หน้าท่รี บั ผิดชอบ).// ปีที่พิมพ์.//ชือ่ เร่อื ง.//ครัง้ ท่ีพมิ พ์ (ถ้ามี).//สถานที่พมิ พ์:/สานักพมิ พ์.//จานวนหนา้ .
Tosirichok, K. (Editor). 1994. Karn Rak Sa Doi Sa Moon Pri. 1st. Bangkok: Mayik Publisher. 172 p. [in Thai]
Byrappa, K. and M. Yoshimura. (eds.). 2001. Handbook of Hydrothermal Technology.
New Jersey: Noyes Publication. 854 p.
3. เอกสารอ่ืนๆ
3.1 วิทยานิพนธ์
ช่ือผแู้ ตง่ .//ปที ่ีพมิ พ.์ //ชื่อวิทยานพิ นธ์.//ระดบั ของวิทยานิพนธ์.//ชื่อสถาบันการศกึ ษา.//จานวนหนา้ .
Soitongcome, P. 1987. Tannin Extraction from Rhizophora’s Bark for Retanning. Master Thesis.
Kasetsart University. 113 p. [in Thai]
Saiklao, W. 2002. Adaptive Bandwidth Allocation Control for Virtual Paths in Broadband Networks.
Doctoral Dissertation. Georgia Institute of Technology. 86 p.
170
3.2 รายงานการประชมุ วชิ าการ รายงานการสัมมนา ปาฐกถา รายงานประจาปี
ชอ่ื ผเู้ ขียนบทความ.//ปีทพ่ี ิมพ์.//ช่อื บทความ.//น./เลขหนา้ ท่ีปรากฏเร่อื ง.//ใน/ชื่อการประชมุ .//รายละเอียดอน่ื ๆ (ถา้ ม)ี .//ครัง้ ที่
พมิ พ์ (ถา้ มี).//สถานทพ่ี ิมพ์: สานกั พิมพ.์
Summadee, P. and B. Leenanon. 2013. Production of Probiotic Kefir Product. p. 109-116 In Proceedings of
the 12th MJU Annual Conference (Poster). Chiang Mai: Maejo University. [in Thai]
Coates, J. 2013. Clinical Trial for Canine Degenerative Myelopathy. pp. 29-31. In Proceedings of ACVIM
Specialty Symposium (Pre-forum) 12-15 June 2013. Seattle: American College of Veterinary
Internal Medicine (ACVIM).
3.3 รายงานผลการวจิ ยั
ชอื่ ผเู้ ขียนงานวิจัย.//ปีท่ีพมิ พ.์ //ชือ่ งานวิจัย.//จานวนหน้า.//ใน/รายงานผลการวจิ ยั .//สถานท่พี ิมพ์:/ชื่อหน่วยงาน.
Pooprompan, P., K. Duangsong and R. Sribaopern. 2001. DNA fingerprinting of Thai native orchid
Vanda coerulea. 62 p. In Research Report. Chiang Mai: Maejo University. [in Thai]
Theraumpon, N. 2003. Automatic classification of white blood cells in bone marrow images. 74 p.
In Research Report. Chiang Mai: Chiang Mai University.
3.4 บทความจากนิตยสาร
ชอื่ ผเู้ ขียนบทความ.//ปีที่ตีพมิ พ์.//ช่ือบทความ.//ชอื่ นิตยสาร.//ปีทข่ี องนติ ยสาร(เล่มท่ี): เลขทห่ี น้าที่อา้ งองิ .
Srinuansom, K. 2018. Half-artficial breeding of Monopterus albus. Maejo Vision 18(4): 33-37. [in Thai]
3.5 บทความจากหนังสอื พิมพ์
ชื่อผเู้ ขยี นบทความ.//ปีทต่ี ีพิมพ์.//ช่ือบทความ.//ชือ่ หนังสอื พิมพ์.//(วันที/่ เดอื น/ปี):/เลขท่ีหน้าทีอ่ ้างองิ .
Manapaisarn, S. 2006. Kra Sate Tra Korn Thai Nai A Na Koth. Thai Rath. (10 January 2006): 7. [in Thai]
4. แหลง่ ข้อมูลอเิ ลคทรอนกิ ส์
ผ้แู ตง่ หรอื ผู้รบั ผิดชอบ.//ปีทบี่ ันทกึ ข้อมลู .//ชื่อเร่อื ง.//[ระบบออนไลน์].//แหลง่ ท่ีมา/ระบุแหล่งการติดต่อเครือข่าย
หรือการถา่ ยโอนแฟ้มขอ้ มูล ช่อื แฟ้มข้อมลู /(วันที่/เดอื น/ปี ท่ีคน้ ข้อมูล).
Maythiyanon, T., N. Piriyarungroj and S. Soponarit. 2004. Novel vortex-fluidized bed combustor with
two combustion chambers for rice-husk fuel. SJST 26(6): 875-893. [Online]. Available
http://www2.psu.ac.th/PresidentOffice/EduService/Journal/Firstpage.htm (22 September 2005).
[in Thai]
National Economic and Social Development Board (NESDB). 2001. Input-output tables of Thailand.
[Online]. Available http://www.nesdb.go.th (8 August 2001).
Singh, M. and R.P. Singh. 2001. Siderophore producing bacteria-as potential biocontrol agents of
mushroom disease. [Online]. Available http://www.uio.no/conferences June2000.htm# Samuels
(3 July 2001).
171
Guide for Authors
Manuscripts submitted for publication should be of high academic merit and are accepted on
condition that they are contributed solely to the Journal of Agricultural Research and Extension.
Manuscripts, parts of which have been previously published in conference proceedings, may be accepted
if they contain additional material not previously published and not currently under consideration for
publication elsewhere.
Submission of a multi-authored manuscript implies the consent of all the participating authors.
All manuscripts considered for publication will be peer-reviewed by at least 2 independent referees.
Submission checklist
Manuscript submission must include title page, abstract, keywords, text, tables, figures,
acknowledgments, reference list and appendices (if necessary). The title page of this file should include
the title of the article, full names, official name and affiliations of all authors, E-mail address, telephone
and fax numbers and full postal address of the corresponding author.
Preparation and Submission of Manuscripts
Authors submitting manuscripts for consideration for publication should follow the following
guidelines.
1. Manuscript texts must be written using high-quality language. For non-native English language
authors, the article should be proof-read by a language specialist before it is sent to Journal.
2. Manuscript texts should not exceed than 10 pages and the combined number of figures and
tables. The inclusion of more figures and tables will reduce the word allowance, and vice versa.
3. The manuscript text and tables should be created using Microsoft Word.
4. Manuscript texts should be prepared single column, with sufficient margins (1.0 inch) for
editorial and proof-reader’s marks. 15 pt TH Sarabun PSK font should be used throughout and all pages
numbered consecutively.
5. Abstracts should not exceed than 200 words. About 5 keywords should also be provided.
6. All measures in the text should be reported in abbreviation
7. Tables and figures should each be numbered consecutively.
8. Acknowledgments should be as brief as possible, in a separate section before the references,
not in the text or as footnotes.
9. Citations of published literature in the text should be given in the form of author and year in
parentheses; (Hoffmann et al., 2001), or, if the name forms part of a sentence, it should be followed by
the year in parenthesis; Hoffmann et al. (2001). All references mentioned in the reference list must be
cited in the text, and vice versa. The references section at the end of the manuscript should list all and
only the references cited in the text in alphabetical order of the first author’s surname. The following are
examples of reference writing.
Reference to a journal article:
Chowdhury, M.A.H., R. Begum, M.R. Kabit and H.M. Zakir. 2002. Plant and animal residue decomposition
and transformation of S and P in soil. Pak. J. Bio. Sci. 5: 736-739.
Reference to article or abstract in a conference proceedings:
Coates, J. 2013. Clinical Trial for Canine Degenerative Myelopathy. pp. 29-31. In Proceedings
of ACVIM Specialty Symposium (Pre-forum) 12-15 June 2013. Seattle: American College
of Veterinary Internal Medicine (ACVIM).
Reference to a book:
Rajeshwar, K. and J.G. Ibanez. 1997. Environmental Electrochemistry. San Diego: Academic Press. 327 p.
Reference to an edited book:
Hill, S.E. 1996. Emultions. pp. 153-185. In Hall, G.M. (ed.). Methods of Testing Protein Functionality.
London: Chapman & Hall.
Reference to an electronic data source (used only when unavoidable): Supplier/Database name
(Database identifier or number)/Item or accession number (Access date) should be included
National Economic and Social Development Board (NESDB). 2001. Input-output tables of Thailand.
[Online]. Available http://www.nesdb.go.th (8 August 2001).
10. Submission of manuscript must conform to the format of the Journal of Agricultural
Research and Extension and cover letter to the editor. All should be directed to the editor at the http:tci-
thaijo.org/index.php/MJUJN/index or http://www.jare.mju.ac.th
172
การสง่ ตน้ ฉบบั การตรวจสอบเบื้องต้น และการแก้ไข
1) ส่งไฟล์ต้นฉบับ ให้มีรายละเอียดครบตรงตามคาแนะนาในการเตรียมต้นฉบับ และหนังสือนาส่งถึง
บรรณาธิการ โดยนาส่งและลงทะเบียนออนไลน์ที่ https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/ index หรือ
http://www.jare.mju.ac.th ชอ่ งทาง “ลงทะเบยี นออนไลน์”
2) กองบรรณาธกิ ารจะพิจารณาบทความในเบ้ืองตน้ ในกรณีทตี่ ้องแกไ้ ขจะแจง้ ให้เจา้ ของบทความทาการแกไ้ ข
กอ่ นนาสง่ ตอ่ ใหผ้ ู้ทรงคุณวฒุ ิพิจารณาในลาดับต่อไป สาหรบั บทความท่ไี ม่ไดร้ ับการพจิ ารณาให้ดาเนินการต่อจะส่งตน้ ฉบบั
คืนใหเ้ จา้ ของบทความ
3) บทความท่ีได้รับการพิจารณาจากกองบรรณาธิการให้ดาเนินการต่อ จะได้รับการตรวจสอบทางวิชาการจาก
ผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อยบทความละ 2 ท่าน ที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เก่ียวข้องกับบทความนั้นๆ และบทความท่ีได้รับการ
พิจารณาให้ตีพิมพ์ กองบรรณาธิการจะส่งข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมท้ังต้นฉบับให้เจ้าของ
บทความปรบั ปรุงแก้ไข
4) บทความที่ได้รับการตีพมิ พจ์ ะมกี ารเผยแพรอ่ อนไลน์ (Journal Online) ในรูปแบบวารสารอเิ ลก็ ทรอนิกส์ที่
http://www.jare.mju.ac.th และ https://www.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/index
173
JOURNAL OF AGRICULTURAL RESEARCH AND EXTENSION
Honorable Consultants: Asst. Prof. Dr. Chamnian Yosraj
Asst. Prof. Pawin Monochai
Directing Editors: Assoc. Prof. Dr. Yongyut Khamsee Assoc. Prof. Dr. Jamnian Bunmark
Asst. Prof. Dr. Jiraporn Inthasan Asst. Prof. Dr. Sureewan Mekkamol
Editor-in Chief: Assoc. Prof. Dr. Kriangsak Sri-Ngernyuang
Editorial Board: Prof. Chalermpol Sampet Chiang Mai University
Prof. Emeritus Dr. Anurak Panyanuwat Chiang Mai University
Prof. Dr. Tanongkiat Kiatsiriroat Chiang Mai University
Prof. Dr. Sanchai Jaturasitha Chiang Mai University
Prof. Dr. Prisarn Sithigorngul Srinakharintrawirot University
Prof. Dr. Pranom Chantaranothai Khon Kaen University
Prof. Dr. Uthairat Na-Nakorn Kasetsart University
Prof. Dr. Siriwat Wongsiri Maejo University
Assoc. Prof. Dr. Wallratat Intaruccomporn Chiang Mai University
Assoc. Prof. Dr. Wandee Wattanachaiyingcharoen Naresuan University
Assoc. Prof. Dr. Ubolluk Rattanasak Burapha University
Assoc. Prof. Dr. Pramot Seetakoses Maejo University
Assoc. Prof. Dr. Prasert Janyasupab Maejo University
Assoc. Prof. Dr. Nopmanee Topoonyanont Maejo University
Assoc. Prof. Aomtip Mekruksawannich-Kampe Maejo University
Assoc. Prof. Prawit Puddhanon Maejo University
Asst. Prof. Teerapong Sawangpanyangkura Maejo University
Operation committee: Ms. Varee Rahong Mrs. Thanyarat Thawatmongkonsuk
Ms. Rungsima Ampawan Mrs. Thipsuda Pookmanee
Mr. Somyot Meesuk Ms. Ampar Sansai
Mrs. Chiranan Senanan Ms. Ranrana Kayun
PR and Publishing: Mr. Prinya Painusa Mr. Prasit Chaikum
Mrs. Prapaisri Thongjang
Journal of Agricultural Research and Extension is a publication of the Office of
Agricultural Research and Extension, Maejo University, and is intended to make available the
results of technical work in the agricultural and related social sciences. Articles are contributed by
MJU faculty members as well as by relevant general public. The paper must be considered by at
least 2 peer reviewers. Journal of Agricultural Research and Extension is published three times
per year, the first issue is on January, the second and the third issue are on May and September,
respectively. Contact with the Journal should be addressed to:
The Editor, Journal of Agricultural Research and Extension
Academic Services Administration Division, Office of Agricultural Research and Extension
Maejo University, Chiang Mai 50290, Thailand
Tel: +66-53-87-3411 Fax: +66-53-87-3418
E-mail: [email protected]
Web site: www.jare.mju.ac.th
JOURNAL OF
AGRICULTURAL RESEARCH AND EXTENSION
Office of Agricultural Research & Extension Maejo University
Vol. 38 No. 2 May – August 2021 E-ISSN 2630-0206
Effects of Temperature and Duration during Hydropriming on Germination 1-9 gri.
and Vigor of Buckwheat (Fagopyrum esculentum Moench) Seeds 10-24
Pichittra Kaewsorn, Paween Saengsurasin and Pariyanuj Chulaka
Nutrient Accumulation in Soil and Leaf of Oil Palm Main–nursery Seedling
under Drip Fertigation and Granular Fertilizer
Atiwat Khaosawi, Thanunchanok Chairin and Jakarat Anothai
Effect of Soil Amendments on some Soil Chemical Properties in Saraburi Soil Series 25-35
Jiraporn Inthasan, Chatprawee Dechjiraratthanasiri, Pravit Boonmee
and Kamonluck Kaewpreedaporn
Efficiency of Crude Extracts from Chaetomium globosum to Inhibit Bipolaris maydis 36-45
Caused of Maize Leaf Blight Disease in Corn
Tharadorn Ungprasit, Sirawitch Swangjang, Thatchawat Panyavuthilert
and Orawan Piyaboon
Biological Activity of Organic Flower Extract from Chrysanthemum indicum L. 46-56
for Cosmetic Application
Sineenad Poorayab, Lapatrada Mungmai, Kriangsak Mengamphan
Nattawut Whangsomnuek and Doungporn Amornlerdpison
Efficacy of Predatory Beetles, Serangium japonicum and Parasitoid Eretmocerus sp. 57-67
to Control Tobacco Whitefly, Bemisia tabaci in Chili
Saiphon Thodthasri
Utilization from Agricultural Waste Material in Local for Straw Mushroom Cultivation Material 68-78
Karupakorn Laead-on and Tepporn Lomarak
Agricultural Residues Utilization among Farmers in Keelek Sub-district Municipality 79-88
Mae Rim District, Chiang Mai
Samart Jaitae
Dietary Identification from Stomach Contents of Scatophagus argus (Linnaeus, 1766) 89-97
in Songkhla Lagoon Based on Index of Relative Importance
Eknarin Rodcharoen, Bongkot Wichachucherd, Worawach Kiednoi, Watcharit Tunpairoj
and Supattra Somduang
Effect of Castration Methods on Growth Performance and Carcass Composition 98-106
of Crossbred (Black Bengal x Saanen) Male Goats
Apichart Manwicha, Pirote Silman and Sompong Sruamsiri
The Study and Analysis of the Organic Jasmine Rice Production Process for Pricing
in the Gasayt Paan Suek Agricultural Community Enterprise, Taluk Klang Thung Sub-district,
Muang Tak District, Tak Province 107-118
Pakpoom Jaichomphu and Parida Jewpanya
Marketing Mix Strategy of Organic Rice in Luang Neua Sub-district 119-129
Doi Sa Ket District, Chiang Mai
Katesuda Sitthisuntikul, Banjarat Jolanun, Kanchalika Kongyong, Kanitta Satienpeerakul
Numpet Vinichaikul, Nantapat Nittayapongchai, Pornsak Phothiumong
Pimchanok Sangkaew and Pradtana Yossuck
Forecasting the Export Quantity of Rubber in Thailand 130-143
Warangkhana Riansut
Factors Affecting People Participation in Forest Resource Management 144-156
in Pa Khun Mae Tha National Reserved Forest Area, Mae Tha Sub-district
Mae On District, Chiang Mai, Thailand
Narong Pangsao, Saisakul Fongmul, Phahol Sakkatat and Phutthisun Kruekum
Role of Higher Education Institution with Promoting the Capacity of Organic Agriculture
in the Community
Kannapon Phakdeesettakun, Sopit Nasueb and Suladda Pongutta 157-168