รปู แบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน
สมพร สามทองกล่ำ
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน
ชื่อเรือ่ งวิจยั รูปแบบโรงเรียนนวตั กรรมพัฒนาผ้เู รียนสูก่ ารเปน็ นวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน
ปีทีว่ ิจัย 2560-2562
ผู้วิจยั สมพร สามทองกลำ่
บทคัดยอ่
การวจิ ัยรูปแบบโรงเรยี นนวัตกรรมพัฒนาผูเ้ รยี นสู่การเป็นนวตั กรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพ่ือ
1) ศึกษาแนวทางและสร้างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 2) พัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกร และ 3) ศึกษาผลการนำรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรไปใช้
กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย ระยะท่ี 1 การศึกษาแนวทางและสร้างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ได้แก่ โรงเรียนในโครงการ
จัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL) จำนวน 88 โรงเรียน ระยะท่ี 2
การพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ได้แก่ โรงเรียนในโครงการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน จำนวน 6
โรงเรียน ระยะท่ี 3 การศึกษาผลการนำรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรยี นสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนในโครงการจัดการเรียนรู้แบบ
สร้างสรรค์เป็นฐาน จำนวน 20 โรงเรียน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมิน และแบบ
สนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวจิ ัยพบว่า
1. ผู้บริหารโรงเรยี น และครูมีความคิดเห็นในด้านการบริหารจัดการ การจดั การเรียนรู้ และ
การเรียนรู้ของผู้เรียนอยู่ในระดับมาก โดยมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด คือ ด้านการบริหารจัดการ
ของผู้บริหารโรงเรียน มีแนวทางการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกร คือ การปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนให้สามารถเปลี่ยนแปลงผู้เรียนให้มีคุณลักษณะของ
นวัตกร การพัฒนาผู้เรียนให้ค้นพบความสามารถ ความถนัด และความต้องการตนเอง และจัดการ
เรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย และการมีส่วนร่วมของผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และชุมชน
เพื่อสร้างความเปล่ียนแปลง ส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนได้ออกแบบและทดลอง มีอิสระในการ
ประดิษฐ์คดิ คน้ และมีการประเมนิ เพื่อพฒั นาอยา่ งตอ่ เนือ่ ง โดยมีรูปแบบ 3 องค์ประกอบ คือหลักการ
และแนวคิด วัตถุประสงค์ และกระบวนการพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับสำนักงาน
(2)
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานใช้กระบวนการ 8S Inno-OBEC Administrative Model ระดับ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใช้กระบวนการ PPSC และระดับโรงเรียนใช้กระบวนการ C-IDEA
ประกอบด้วย 1) I : Inspiration (การสร้างแรงบันดาลใจ) 2) D : Discovery and Design (การ
ค้นพบความสามารถ ความถนัด และความต้องการตนเอง) 3) E : Experimentation (การทดลอง
การเรียนรู้) และ 4) A : Activity for Continuous Improvement/Assessment (การประเมินหรือ
การจัดกจิ กรรมเพือ่ พัฒนาอยา่ งต่อเนื่อง)
2. ผลการพัฒนารูปแบบ และการนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย พบว่า มีผลการดำเนินงาน
โดยรวมตรงกันคือ ด้านการบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรียน ด้านการจัดการเรียนรู้ของครู และ
ด้านการเรียนรู้ของผู้เรียนอยู่ในระดับดี ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้นำ
ชุมชนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก และควรเพ่ิมองค์ประกอบด้านปัจจัยความสำเร็จคือ
กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) และ
การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology)
(3)
Research Title: The Innovative School Model Developing Learners to be an
Innovator by Office of the Basic Education Commission
Research Year: 2017 – 2019
Researcher: Somporn Samthongklam
Abstract
The research entitled the innovative school model developing learners to be
an innovator by Office of the Basic Education Commission (OBEC) aimed to 1) study
related perspectives and create the innovative school model developing learners of
schools under Office of the Basic Education Commission (OBEC) towards being an
innovator; 2) develop the model; and 3) study the application of the innovative school
model. Phase 1: The study of perspectives and creating of the innovative school
model. The sample group was 88 schools in the Creativity Based Learning (CBL) project,
obtained by simple random sampling. Phase 2: The development of innovative school
model developing learners to be an innovator by Office of the Basic Education
Commission. The target group was 6 schools. Phase 3: The study of using the innovative
school model for learner development to be an innovator by Office of the Basic
Education Commission. The target groups of 20 schools. Data were collected by using
questionnaires and focus group discussion. Data were analyzed by frequency,
percentage, content analysis and descriptive conclusion of significant issues.
The research results are as follows.
1. The school administrators and teachers’ opinions on the management of
the school administrators, the teachers’ learning management and the learner’s
learning, revealed that in overall the opinions were at a high level in all aspects. For
the consideration of each aspect with a highest level, it was found in the following
aspects. The management of school administrators, school development guidelines
consisted of adjusting the teaching and learning management being able to change
learners towards the characteristics of an innovator, developing learners to discover
their ability, aptitude and needs and to reach their full potential and competence,
and providing a variety of learning modes and styles helping learners to develop
(4)
themselves through active learning, and involvement of school administrators,
teachers, parents and communities in leading the change. The innovative school
model and guideline documents of developing learners to be an innovator comprised
3 sections; principles and concepts of the model, objectives of the model, and the
development process of the model. The process involved 3 levels. The process
involved 3 levels. The first level was at Office of the Basic Education Commission,
applying the 8S Inno-OBEC Administrative Model. Second, the PPSC process was used
at the level of the Educational Service area Office. And third, the use of C-IDEA process
was implemented at the school level in the management of the school administrators,
the teachers’ learning management and the learner’s learning. The process consisted
of (1) I : Inspiration, (2) D : Discovery and Design, (3) E : Experimentation, and (4) A :
Activity for Continuous Improvement/Assessment.
2. Results of the development and using of innovative school model
developing learners to be an innovator by Office of the Basic Education Commission.
The management of school administrators, the teachers' learning management and
learners’ learning aspects were at a good level in overall. The satisfaction of targeted
parents and communities on using the innovative school model developing learners
to be an innovator was overall at a high level. The innovative school model and
guideline documents of developing learners to be an innovator were improved in
terms of adding Professional Learning Community: PLC and Digital Technology as a
success factor.
กติ ตกิ รรมประกาศ
การวิจัยรปู แบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผูเ้ รียนส่กู ารเปน็ นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงลงได้ด้วยความอนุเคราะห์ยิ่งจากผู้ทรงคุณวุฒิ และ
ผเู้ ชีย่ วชาญทกุ ทา่ น ทใี่ หค้ วามกรุณาให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในการวจิ ยั
ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รองเลขาธิการ
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ผูอ้ ำนวยการสำนกั พัฒนานวตั กรรมการจดั การศกึ ษา ผู้เชี่ยวชาญ
ทุกท่าน ทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เชี่ยวชาญดา้ นนวัตกรรมการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบรหิ าร
การจัดการศกึ ษา ทีใ่ ห้ความกรณุ าใหค้ ำปรึกษา อนญุ าตให้อ้างองิ เอกสารงานวิจัย ร่วมให้ข้อมูลในการ
สนทนากลุ่ม พร้อมทั้งข้าราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ร่วมให้ข้อมูล
การวิจัย โรงเรียนกลุ่มตัวอย่างการวิจัยทุกโรงเรียนในทุกภูมิภาค บุคลากรของสำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษาทุกแห่ง ที่ช่วยให้งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักพัฒนา
นวัตกรรมการจัดการศึกษา กลุ่มวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน ที่ช่วยส่งเสริม
สนบั สนนุ จนสำเรจ็ ลลุ ่วง
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการวิจัยรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน จะเป็นประโยชน์แก่โรงเรียน นักวิชาการ บุคลากร
ทางการศึกษาและผู้เก่ียวข้องนำไปใช้ในการพัฒนานวตั กรรมตามภาระหน้าท่ีของแต่ละบุคคล ได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพและแพรห่ ลายใหเ้ กิดคณุ คา่ ในการพัฒนาการศกึ ษาต่อไป
สารบญั หนา้
(1)
บทคดั ย่อภาษาไทย (3)
บทคัดย่อภาษาองั กฤษ (5)
กิตตกิ รรมประกาศ (6)
สารบัญ (8)
สารบญั ตาราง (10)
สารบัญภาพ 1
บทที่ 1 บทนำ
1
ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา 4
คำถามวจิ ยั 4
วัตถุประสงค์การวิจยั 5
ขอบเขตของการวจิ ยั 6
นยิ ามศัพท์เฉพาะ 7
ประโยชนท์ ่ไี ดร้ ับ 8
กรอบแนวคิดทใี่ ช้ในการวจิ ัย 9
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เก่ยี วขอ้ ง 9
แนวคดิ ทฤษฎีเกีย่ วกับรปู แบบ และการพัฒนารปู แบบ 21
ประเทศไทย 4.0 กับการพัฒนานวตั กรรม 24
แนวคิดเก่ยี วกบั เทคโนโลยีและนวตั กรรมการศึกษา 32
แนวคิดเกยี่ วกบั การบรหิ ารโรงเรยี นนวตั กรรม 43
แนวทางการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาผู้เรียนสกู่ ารเปน็ นวตั กร 65
แนวคดิ เก่ียวกับการเรยี นรทู้ ักษะในศตวรรษท่ี 21 69
ทกั ษะการคดิ สรา้ งสรรค์ 81
แนวคดิ เกยี่ วกบั ความพึงพอใจ 86
งานวิจยั ทเี่ กีย่ วข้อง
(7)
สารบัญ (ตอ่ )
บทท่ี 3 วิธีดำเนินการวจิ ยั หน้า
ระยะท่ี 1 การศกึ ษาแนวทางและสรา้ งรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพฒั นาผูเ้ รียน 101
สกู่ ารเป็นนวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน
ระยะที่ 2 การพฒั นารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพฒั นาผู้เรียนสู่การเปน็ นวตั กร 103
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน
ระยะท่ี 3 การศึกษาผลการนำรูปแบบโรงเรียนนวตั กรรมพัฒนาผเู้ รยี นสกู่ ารเป็น 110
นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พน้ื ฐานไปใช้
117
บทที่ 4 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู 121
ระยะท่ี 1 ผลการศึกษาแนวทางและสรา้ งรปู แบบโรงเรียนนวัตกรรมพฒั นา
ผ้เู รยี นสูก่ ารเปน็ นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน 122
ระยะที่ 2 ผลการพฒั นารปู แบบโรงเรยี นนวัตกรรมพฒั นาผเู้ รยี นสกู่ ารเปน็ นวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน 140
ระยะที่ 3 ผลการศกึ ษาผลการนำรูปแบบโรงเรยี นนวตั กรรมพฒั นาผ้เู รียน
สกู่ ารเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐานไปใช้ 157
175
บทที่ 5 สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 176
สรุปผลการวจิ ยั 184
อภปิ รายผลการวิจัย 186
ข้อเสนอแนะ 188
200
บรรณานุกรม 201
ภาคผนวก 235
240
ภาคผนวก ก. เครอื่ งมือท่ีใช้ในการวจิ ยั
ภาคผนวก ข. รายนามผ้เู ชีย่ วชาญ
ประวตั ผิ ู้วิจยั
(8)
สารบัญตาราง
ตารางที่ หนา้
1.1 แสดงกลมุ่ ตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมายจำนวนโรงเรยี นในแตล่ ะระยะการวจิ ยั 5
2.1 การสังเคราะหต์ ัวแปรเก่ียวกับองคป์ ระกอบของความคดิ สร้างสรรค์ 76
3.1 จำนวนประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง/ผ้ใู ห้ข้อมลู จำแนกประเภทโรงเรยี นตามภมู ิภาค 104
3.2 รายชอ่ื ผู้เชยี่ วชาญตรวจสอบคุณภาพของรปู แบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรยี น
นวัตกรรมพฒั นาผู้เรียนสู่การเปน็ นวตั กรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน 109
3.3 รายช่ือโรงเรียนกล่มุ เป้าหมายการทดลองใช้รปู แบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผ้เู รยี น
สกู่ ารเปน็ นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน จำนวน 6 โรงเรียน 111
3.4 จำนวนประชากรและกลมุ่ เปา้ หมาย/ผใู้ หข้ อ้ มลู /ผ้เู กบ็ รวบรวมขอ้ มูล จำแนกประเภท
โรงเรยี นตามภูมภิ าค 112
3.5 รายช่อื โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายการใช้รปู แบบโรงเรียนนวัตกรรมพฒั นาผ้เู รยี นสกู่ ารเป็น
นวตั กรของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน จำนวน 20 โรงเรียน 118
3.6 จำนวนกลมุ่ เปา้ หมาย/ผูใ้ ห้ข้อมลู /ผู้เก็บรวบรวมข้อมลู จำแนกประเภทโรงเรยี น
ตามภมู ภิ าค 119
4.1 ความตอ้ งการพัฒนาโรงเรียนนวตั กรรมพฒั นาผู้เรียนสู่การเป็นนวตั กรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน ด้านการบรหิ ารจัดการของผู้บรหิ ารโรงเรียน 122
4.2 ความต้องการพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเปน็ นวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดา้ นการจัดการเรียนรู้ของครู 123
4.3 ความต้องการพฒั นาโรงเรยี นนวัตกรรมพฒั นาผู้เรยี นสกู่ ารเปน็ นวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ด้านการเรียนรู้ของผู้เรยี น 124
4.4 ผลการประเมินความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ ความถกู ต้อง และความเป็นประโยชนข์ อง
รปู แบบ และเอกสารแนวการพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผเู้ รยี นสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน โดยผ้เู ชยี่ วชาญ 135
4.5 ดา้ นการบรหิ ารจัดการของผบู้ รหิ ารโรงเรียนในการพฒั นารปู แบบโรงเรยี นนวตั กรรม
ของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน 141
4.6 การจัดการเรียนรู้ของครูตามรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผ้เู รียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน 145
4.7 นวัตกรรมการจดั การเรยี นรู้ที่ครูใชใ้ นการพฒั นาผู้เรยี นสู่การเป็นนวัตกร 146
(9)
สารบญั ตาราง (ตอ่ )
ตารางที่ หนา้
4.8 การเรยี นร้ขู องผเู้ รียน 146
4.9 นวตั กรรมจากการเรียนรูส้ ่กู ารเปน็ นวัตกรของผ้เู รียน 147
4.10 ความพึงพอใจทีม่ ตี ่อการดำเนนิ งานตามรูปแบบโรงเรยี นนวัตกรรมพัฒนาผเู้ รยี นส่กู ารเปน็
148
นวตั กร
4.11 ความพึงพอใจทีม่ ีต่อนวัตกรรมที่เกิดจากการดำเนนิ งานตามรปู แบบโรงเรยี นนวตั กรรม 149
155
พฒั นาผ้เู รยี นสกู่ ารเปน็ นวัตกรของผบู้ ริหารโรงเรียน ครู และผ้เู รียน
4.12 แสดงผลการพฒั นาผเู้ รียนส่กู ารเป็นนวตั กรของโรงเรยี นกลุ่มเปา้ หมาย 6 โรงเรยี น 159
4.13 การบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรยี นในการใช้รปู แบบโรงเรยี นนวัตกรรมพัฒนาผู้เรยี น
162
สู่การเป็นนวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน 163
4.14 การจัดการเรยี นรู้ของครูในการใช้รปู แบบโรงเรียนนวตั กรรมพัฒนาผ้เู รยี นสูก่ ารเป็น
163
นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 164
4.15 นวตั กรรมการจัดการเรยี นรทู้ ่ีครูใชใ้ นการพัฒนาผ้เู รียนสกู่ ารเป็นนวัตกร 165
4.16 การเรยี นรู้ของผู้เรียนในการใช้รูปแบบโรงเรยี นนวตั กรรมพัฒนาผูเ้ รียนสูก่ ารเปน็ นวตั กร
166
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
4.17 นวตั กรรมจากการเรียนรู้สู่การเป็นนวัตกรของผู้เรยี น 167
4.18 ความพงึ พอใจท่ีมีตอ่ การใช้รูปแบบโรงเรียนนวตั กรรมพัฒนาผ้เู รียนสู่การเปน็ นวัตกร
4.19 ความพึงพอใจท่ีมีต่อนวตั กรรมทมี่ ตี ่อการใช้รปู แบบโรงเรียนนวตั กรรมพฒั นาผูเ้ รยี น
สู่การเปน็ นวัตกรของผบู้ รหิ ารโรงเรียน ครู และผู้เรียน
4.20 ผลการใช้รปู แบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผูเ้ รียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐานของโรงเรยี นกลุม่ เป้าหมาย 20 โรงเรียน
(10)
สารบัญภาพ
ภาพที่ หนา้
1.1 กรอบแนวคิดท่ใี ช้ในการวจิ ัย 8
2.1 รปู แบบเชงิ ระบบและสถานการณ์ (Systems/Contingency Model) 15
2.2 พฒั นาการของชมุ ชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชพี 39
2.3 การพัฒนาทกั ษะการคดิ สรา้ งสรรคข์ อง สพฐ. (8S lnno-OBEC Administrative Model) 41
2.4 ลกั ษณะของการจัดการเรยี นรู้เชงิ รกุ 47
2.5 กระบวนการคดิ สรา้ งสรรค์ CBL 61
2.6 แนวทางการจดั การเรียนรู้แบบสรา้ งสรรคเ์ ป็นฐาน 63
3.1 แบบแผนการดำเนินการวจิ ยั 102
4.1 รูปแบบโรงเรยี นนวตั กรรมพัฒนาผ้เู รียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน 133
4.2 รปู แบบการพฒั นาโรงเรียนนวตั กรรมของโรงเรียนวัดกลางบางแก้ว (พุทธวถิ ปี ระสิทธิ์) 152
4.3 รูปแบบการพฒั นาโรงเรียนนวตั กรรมของโรงเรยี นวดั ปรางแกว้ 152
4.4 รปู แบบการพัฒนาโรงเรียนนวตั กรรมของโรงเรยี นบ้านหว้ ยไคร้ 153
4.5 รปู แบบการพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรมของโรงเรยี นบ้านทา่ อา่ ง 153
4.6 รูปแบบการพฒั นาโรงเรยี นนวัตกรรมของโรงเรยี นวิเชยี รมาตุ 3 154
4.7 รูปแบบการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมของโรงเรียนมัธยมป่ากลาง 154
4.8 โรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผ้เู รียนสกู่ ารเปน็ นวัตกร ดว้ ยกระบวนการ C – IDEA 156
4.9 รปู แบบการพัฒนาโรงเรยี นนวตั กรรมพัฒนาผเู้ รียนสู่การเป็นนวตั กร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน 170
5.1 รปู แบบการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพฒั นาผู้เรียนสู่การเป็นนวตั กร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน 183
บทที่ 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนเป็นเป้าหมายหลักที่ให้หน่วยงานของรัฐทุกภาคส่วน
ต้องดำเนินการให้สอดคล้องบูรณาการร่วมกันไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
(พ.ศ. 2561 - 2580) ซึ่งจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ประเทศไทย บรรลุวิสัยทัศน์ ประเทศไทย
มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงในยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านความมั่นคง คือการพัฒนาประเทศให้มีความ
มั่นคง ประชาชนมีสุข 2) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน คือ การยกระดับศักยภาพ
ในหลากหลายมิติ 3) ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ คือ การพัฒนาคนในทุกมิติ
และทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ 4) ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
คือ การสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ 5) ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิต
ทเี่ ป็นมติ รต่อสิ่งแวดล้อม คือ การสรา้ งความเตบิ โต สมดุล ทัง้ เศรษฐกจิ สิง่ แวดลอ้ ม และคุณภาพชีวิต
และ 6) ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ คือ การพัฒนาภาครัฐเป็นของ
ประชาชนเพื่อประชาชน และประโยชน์ส่วนรวม (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ
สงั คมแห่งชาต.ิ 2561)
การพัฒนาทั้ง 6 ด้านนั้น สามารถวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา
โดยตรงได้ 2 ยทุ ธศาสตร์ คือ 1) ยุทธศาสตร์ชาติดา้ นการสร้างความสามารถในการแขง่ ขนั มีเป้าหมาย
การพัฒนาท่ีมุ่งเน้นการยกระดับศกั ยภาพของประเทศในหลากหลายมิติบนพื้นฐานแนวคิด 3 ประการ
ได้แก่ (1) “ต่อยอดอดีต” โดยมองกลับไปที่รากเหง้าทางเศรษฐกิจ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี
วิถีชีวิต และจุดเด่นทางทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย รวมทั้งความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ
ของประเทศในด้านอื่น ๆ นำมาประยุกต์ผสมผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้สอดรับ
กับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลกสมัยใหม่ (2) “ปรับปจั จบุ นั ” เพ่อื ปทู างสู่อนาคตผ่านการพัฒนา
โครงสร้างพื้นฐานของประเทศในมิติต่าง ๆ ทั้งโครงข่ายระบบคมนาคมและขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและดิจิทัล และการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม
และบริการอนาคต และ (3) “สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต” ด้วยการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ
พัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมถึงปรับรูปแบบธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ผสมผสาน
กับยุทธศาสตร์ท่ีรองรับอนาคตบนพืน้ ฐานของการตอ่ ยอดอดีตและปรับปจั จบุ ัน พร้อมทั้งการส่งเสริม
และสนับสนุนจากภาครัฐให้ประเทศไทยสามารถสร้างฐานรายได้และการจ้างงานใหม่ ขยายโอกาส
2
ทางการค้าและการลงทุนในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้และการกินดีอยู่ดี รวมถึงการเพิ่มข้ึน
ของคนชั้นกลาง และลดความเหลื่อมล้ำของคนในประเทศได้ในคราวเดียวกัน และ 2) ยุทธศาสตร์ชาติ
ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมายการพัฒนาท่ีสำคญั เพื่อพัฒนาคน
ในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ โดยคนไทยมีความพร้อมทั้งกาย
ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้าน และมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบ
ต่อสังคมและผู้อื่น มัธยัสถ์ อดออม โอบอ้อมอารี มีวินัย รักษาศีลธรรม และเป็นพลเมืองดีของชาติ
มีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่ 3
และอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น มีนิสัยรักการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
สู่การเป็นคนไทยที่มีทักษะสูง เป็นนวัตกร นักคิด ผู้ประกอบการ เกษตรกรยุคใหม่ และอื่น ๆ
โดยมีสัมมาชีพตามความถนัดของตนเอง (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ. 2561) จะเห็นได้ว่า ยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาคนให้มีความคิดสร้างสรรค์
เพื่อให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาคนให้ดี เก่ง มีคุณภาพ มีทักษะที่จำเป็น
ในศตวรรษที่ 21 มีทักษะการส่ือสารและภาษาท่ีใช้
วิสัยทัศน์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579 กล่าวว่า คนไทยทุกคนได้รับ
การศึกษาและเรียนรูต้ ลอดชวี ิตอยา่ งมคี ุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเปน็ สุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 นั้น แผนการศึกษาแห่งชาติ
ได้วางเป้าหมายเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์และจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาไว้ 2 ด้าน คือ เป้าหมาย
ดา้ นผู้เรียน (Learner Aspirations) และเปา้ หมายของการจัดการศึกษา (Aspirations) โดยเป้าหมาย
ด้านผู้เรียน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีคุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (3Rs8Cs)
จะเห็นได้ว่า แผนการศึกษาแห่งชาติมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะและคุณลักษณะด้านการอ่านออก
เขียนได้ คิดเลขเปน็ ทกั ษะดา้ นการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา ทกั ษะด้านการ
สร้างสรรค์นวตั กรรม ทกั ษะดา้ นความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ ทกั ษะด้านความร่วมมือ
การทำงานเป็นทีม และภาวะผูน้ ำ ทักษะด้านการส่ือสาร สารสนเทศ และการรู้เท่าทันส่ือ ทักษะด้าน
คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้ และความมี
เมตตา กรณุ า มวี ินัย คณุ ธรรม จริยธรรม (สำนกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา. 2560)
แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) กระทรวง
ศึกษาธิการ จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน การวัดและ
ประเมินผล ทม่ี งุ่ เนน้ ผลผลิต/ผลลัพธ์ให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนทสี่ ูงขึ้น สามารถท่องจำ และนำ
สิ่งที่จำไปฝึกคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดในเชิงสร้างสรรค์ และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ มีทักษะ
การทำงานร่วมกับผู้อื่น สอดคล้องกับทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 มีคุณธรรมจริยธรรม ผู้สำเร็จ
การศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพมาตรฐาน มีจิตสำนึกประชาธิปไตยอันมี
3
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งสามารถอยู่ในสงั คมได้อย่างมีความสามัคคปี รองดอง (สำนักงาน
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. 2559) จะเห็นได้ว่า กลยุทธ์ที่สำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ คือ การพัฒนา
กระบวนการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะพัฒนาผู้เรียนในรูปแบบ
ที่หลากหลาย สอดคล้องกับทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 พัฒนาระบบคิดแก้ปัญหาและความคิด
เชิงสร้างสรรค์ให้ผู้เรียน เพื่อให้เกิดคุณภาพในองค์ความรู้และทักษะต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการเรียน
การสอนจากการบอกเล่าโดยครู มาเป็นกระบวนการออกแบบวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย เหมาะสมกับ
ศกั ยภาพผเู้ รียน เพอื่ ให้เกดิ กระบวนการคดิ เปน็ ทำเป็น แกป้ ัญหาเปน็ วิพากษว์ ิจารณ์เปน็ อยา่ งสรา้ งสรรค์
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้กำหนดนโยบาย ปี พ.ศ. 2561 ให้
สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ และแผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนระดับก่อนประถมศึกษา และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกคน ให้มี
พฒั นาการเหมาะสมตามวัย มคี ณุ ภาพ และทกั ษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มียทุ ธศาสตร์ตามนโยบาย
ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
ได้แก่ การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมการปฏิบัติจริง เน้นการจัดการ
เรียนรู้แบบ Active Learning เน้นทักษะกระบวนการให้เกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหา
และคิดสร้างสรรค์ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทั้งในและนอกห้องเรียน การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะ
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การส่งเสริมการเรียนรู้เชิงบูรณาการแบบสหวิทยาการเพื่อพัฒนา
กระบวนการคิด และการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สอดคล้องกับประเทศไทย 4.0
(สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน. 2560)
สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา เป็นหน่วยงานหลักสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่รับผิดชอบการวิจัยพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ในปี พ.ศ. 2558 – 2560
โดยกลุ่มวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน ได้นำแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบ
สร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL) มาพัฒนาการเรียนการสอนด้านทกั ษะการคดิ
วิเคราะห์ และทักษะในศตวรรษที่ 21 พัฒนาครูในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียน
เป็นสำคญั โดยเน้นกระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้ด้วยตนเอง นำความรูเ้ ดิมไปต่อยอดและสร้างสรรค์
นวัตกรรม และมีทักษะในศตวรรษที่ 21 และได้ดำเนินการวิจัยรูปแบบการพัฒนาทักษะการคิด
สร้างสรรค์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาทดลองใช้กับโรงเรียนในสังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 110 โรงเรียน ที่สมัครใจพร้อมปรับเปลี่ยน
การจัดการเรียนรู้และเปลี่ยนบทบาทการสอนมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ออกแบบ
กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายโดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน โดยมีเป้าหมายในการพัฒนา
โรงเรียนสร้างสรรค์ ห้องเรียนสรา้ งสรรค์ และนักเรียนสร้างสรรค์ ซึ่งผลการวิจัยรปู แบบการพัฒนาทักษะ
การคิดสร้างสรรค์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียนทั้งระดับประถมศึกษา
4
และมัธยมศึกษา ส่วนใหญ่มีทักษะความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับดี ซึ่งงานวิจัยครั้งน้ีมีข้อจำกัดในการ
พัฒนาไดเ้ ฉพาะห้องเรยี น หรือครู หรอื กลมุ่ สาระวิชาเพียงกลุ่มเดียว ยงั ไม่สามารถพฒั นาได้ครบในทุก
ระดบั ทกุ มติ ใิ นโรงเรยี น
จากความเป็นมาและความสำคัญดังกล่าว จะเห็นได้ว่าครูคือปัจจัยสำคัญในการพัฒนา
ผู้เรียนในทุกมิติ รวมถึงการรู้จักคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ และมีทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21
ดังนั้น การพัฒนาผู้เรียนให้ครบทุกมิติ บุคลากรในโรงเรียนจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้บริหารโรงเรียน
และครู จึงมีความจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มพูนสมรรถนะในการบริหารจัดการ
และการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการและความคาดหวังของสังคม ตามบริบทโลก
ที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นในปี พ.ศ.2560 – 2562 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนัก
พัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ได้ยกระดับโรงเรียนกลุ่มดังกล่าว มุ่งเน้นพัฒนายกระดับให้เป็น
โรงเรียนนวัตกรรม (Innovative School) จึงได้ดำเนินการวิจัยเรื่องรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียน
เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสรา้ งศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ที่มีเป้าหมาย
การพัฒนาที่สำคัญเพื่อพัฒนาคนในทุกมิติในทุกช่วงวัยให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 สู่การเป็น
คนไทยทีม่ ที กั ษะสงู เปน็ นักคดิ และเปน็ นวตั กร ตามวัตถปุ ระสงคท์ ี่กำหนดไวต้ อ่ ไป
คำถามวิจัย
1. แนวทางและการสร้างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐานเป็นอย่างไร
2. รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเปน็ นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขน้ั พื้นฐานเปน็ อย่างไร
3. ผลการนำรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐานไปใช้เป็นอย่างไร
วัตถุประสงคก์ ารวจิ ัย
1. เพื่อศึกษาแนวทางและสร้างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน
2. เพื่อพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน
3. เพื่อศึกษาผลการนำรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พนื้ ฐานไปใช้
5
ขอบเขตของการวิจยั
ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยครั้งนี้ ซึ่งเป็นการวิจัยเพื่อหารูปแบบโรงเรียน
นวัตกรรมพฒั นาผ้เู รยี นสกู่ ารเปน็ นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน ดังนี้
1. ขอบเขตด้านประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ในโครงการจดั การเรยี นรูแ้ บบสร้างสรรคเ์ ป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL) จำนวน 110 โรงเรียน
แบง่ เปน็ โรงเรยี นประถมศกึ ษา จำนวน 49 โรงเรียน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 33 โรงเรยี น
และโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา จำนวน 28 โรงเรียน
การวิจยั ดำเนนิ การเป็น 3 ระยะ คอื
ระยะที่ 1 การศึกษาแนวทางและสร้างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สู่การเปน็ นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน
ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน
ระยะที่ 3 การศึกษาผลการนำรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐานไปใช้
ผูว้ ิจัยกำหนดกลุม่ ตัวอยา่ งทใี่ ช้ในการวจิ ยั ในระยะที่ 1-3 ดังตารางที่ 1.1 ดังนี้
ตารางที่ 1.1 แสดงกลุม่ ตวั อย่าง/กลุ่มเป้าหมายจำนวนโรงเรียนในแตล่ ะระยะการวิจัย
ระยะการวจิ ัย/ภาค ประถมศึกษา จำนวนโรงเรียน มัธยมศกึ ษา รวม
ระยะท่ี 1 40 ขยายโอกาสทางการศกึ ษา 22 88
ระยะท่ี 2 2 2 6
- เหนอื - 26 1 2
- กลางและตะวนั ออก 1 2 - 1
- ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ - 1 - 1
- ใต้ 1 - 1 2
ระยะที่ 3 4 1 9 20
- เหนอื 1 - 2 5
- กลางและตะวันออก 1 7 2 5
- ตะวันออกเฉยี งเหนอื 1 2 3 5
- ใต้ 1 2 2 5
1
2
6
2. ขอบเขตดา้ นเนือ้ หา
2.1 แนวคิด ทฤษฎีเกีย่ วกบั รูปแบบ และการพัฒนารูปแบบ
2.2 ประเทศไทย 4.0 กับการพฒั นานวตั กรรม
2.3 แนวคดิ เก่ียวกับเทคโนโลยแี ละนวัตกรรมการศึกษา
2.4 แนวคดิ เก่ยี วกบั การบริหารโรงเรยี นนวตั กรรม
2.5 แนวทางการจัดการเรียนรูเ้ พอ่ื พัฒนาผู้เรียนสูก่ ารเปน็ นวตั กร
2.6 แนวคดิ เกย่ี วกบั การเรยี นรู้ทักษะในศตวรรษที่ 21
2.7 ทักษะการคิดสรา้ งสรรค์
3. ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาในการวจิ ยั แบง่ เปน็ 3 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 การศึกษาแนวทางและสร้างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน ดำเนนิ การในปี พ.ศ. 2560
ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน ดำเนินการในปี พ.ศ. 2561
ระยะที่ 3 การศึกษาการนำรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้ืนฐานไปใช้ ดำเนินการในปี พ.ศ. 2562
นิยามศพั ท์เฉพาะ
โรงเรียนนวัตกรรม หมายถึง โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ที่ใช้แนวคิดการวิจัยเป็นฐานในการพัฒนานวัตกรรมบริหารจัดการ และจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์
โดยใช้กระบวนการหลัก คือ สร้างแรงบันดาลใจ ออกแบบ ทดลอง และประเมินผลการบริหารและ
การจดั การเรียนรเู้ พอื่ พัฒนาผู้เรยี นใหเ้ ปน็ นวัตกร
รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรม หมายถึง หลักการและแนวคิด ผลความต้องการในการพัฒนา
โรงเรียน 3 ด้าน คือ ด้านการจัดการบริหารของผู้บริหารโรงเรียน ด้านการจัดการเรียนรู้ของครู และ
ด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยการใช้การวิจัยเป็นฐานตามบริบทของโรงเรียน ด้วยการวิเคราะห์และ
สังเคราะห์นำเสนอรูปแบบการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมและขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่การปฏิบัติ
เพอื่ พัฒนาผูเ้ รยี นใหเ้ ปน็ นกั คดิ นักสรา้ งสรรค์นวตั กรรมใหม้ คี ุณภาพ
นวัตกร หมายถงึ ผู้เรยี นในโรงเรียนนวตั กรรมทเี่ รยี นรู้ดว้ ยกระบวนการสร้างแรงบันดาลใจ
ออกแบบ ทดลอง และประเมินผลการเรียนรู้ สามารถประดิษฐ์คดิ ค้น และสรา้ งสรรค์ชิน้ งานได้
โรงเรียนในโครงการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรคเ์ ปน็ ฐาน (Creativity Based Learning:
CBL) หมายถึง โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่สมัครใจพร้อม
7
ปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้และเปลี่ยนบทบาทการสอนมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator)
ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายโดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ปี พ.ศ. 2558 - 2560
มาอย่างต่อเน่ือง จำนวน 110 โรงเรยี น
ประโยชน์ท่ไี ด้รบั
1. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ เพื่อใช้เป็น
แนวทางการดำเนินงานขยายผลเพอ่ื พฒั นาคุณภาพการจดั การศึกษาขั้นพ้นื ฐานตอ่ ไป
2. กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน สามารถนำผลการวิจัย
ครั้งนี้ไปวางแผน กำหนดนโยบาย และกลยุทธ์การปฏิรูปสถานศึกษาแนวใหม่ให้สอดคล้องกับการ
จัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และก้าวสู่มาตรฐานสากล ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบาย
การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธกิ าร และประเทศได้
3. หน่วยงานทางการศึกษา หรือผู้ที่สนใจสามารถนำรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปเป็นแนวทางการพัฒนา
โรงเรียนนวัตกรรม พฒั นาทกั ษะทจี่ ำเป็น ทักษะในอนาคตสำหรับผูเ้ รยี นต่อไป
กรอบแนวคดิ ที่ใช้ในการวิจยั 8
หลกั การ แนวคิด ทฤษฎี รูปแบบโรงเรยี นนวัตกรรมพัฒนา โรงเรยี นนวตั กรรม
นโยบายทางการศกึ ษา ผเู้ รียนสูก่ ารเปน็ นวัตกรของ พฒั นาผเู้ รยี น
เอกสาร บทความทางวชิ าการ สำนกั งานคณะกรรมการ สกู่ ารเป็น
และงานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วข้อง การศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน นวัตกร
1. แนวคิด ทฤษฎีเกยี่ วกับรูปแบบ ระดบั สพฐ. (OBEC)
และการพฒั นารปู แบบ 8S Inno-OBEC
2. ประเทศไทย 4.0 กับการพัฒนา - กำหนดนโยบาย
นวตั กรรม - สง่ เสรมิ สนบั สนนุ การดำเนินการ
ตามนโยบาย
3. แนวคิดเก่ียวกับเทคโนโลยแี ละ
นวัตกรรมการศกึ ษา ระดับโรงเรยี น (School)
C-IDEA
4. แนวคิดเกี่ยวกบั การบรหิ าร
โรงเรียนนวัตกรรม บริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้ และ
พัฒนาศักยภาพผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
5. แนวทางการจัดการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบการเรียนรู้สร้างสรรค์เพ่ือ
เพื่อพัฒนาผู้เรียนสูก่ ารเป็น การเปลี่ยนแปลง (Creativity Innovation
นวตั กร Learning for Transformation: C - IDEA)
6. แนวคดิ เกี่ยวกบั การเรยี นรู้ I : Inspiration
ทกั ษะในศตวรรษที่ 21 D : Discovery and Design
E : Experimentation
7. ทกั ษะการคิดสร้างสรรค์ A : Activity for continues
8. แนวคดิ เก่ียวกับความพึงพอใจ
9. งานวจิ ัยท่ีเกย่ี วข้อง
ระดับ สพท. (ESA)
PPSC
ส่งเสริม สนบั สนนุ การนำนโยบาย
สู่การปฏบิ ตั ิของโรงเรียน
ภาพท่ี 1.1 กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจยั
บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง
การวิจัยเรื่องรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานครั้งนี้ ได้ศึกษาเอกสาร บทความทางวิชาการ และงานวิจัย
ที่เกย่ี วข้อง ดงั น้ี
1. แนวคิด ทฤษฎีเกยี่ วกับรูปแบบ และการพัฒนารปู แบบ
2. ประเทศไทย 4.0 กับการพัฒนานวตั กรรม
3. แนวคิดเกย่ี วกับเทคโนโลยแี ละนวตั กรรมการศึกษา
4. แนวคดิ เกี่ยวกบั การบริหารโรงเรียนนวตั กรรม
5. แนวทางการจดั การเรียนร้เู พ่ือพฒั นาผู้เรยี นสกู่ ารเป็นนวัตกร
6. แนวคดิ เกย่ี วกับการเรยี นรู้ทักษะในศตวรรษที่ 21
7. ทกั ษะการคิดสรา้ งสรรค์
8. แนวคิดเกย่ี วกับความพงึ พอใจ
9. งานวจิ ัยท่เี กี่ยวขอ้ ง
แนวคดิ ทฤษฎีเก่ยี วกบั รูปแบบ และการพัฒนารูปแบบ
ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบ และการพัฒนารูปแบบ เพื่อทำความเข้าใจ
แนวคิดและหลักการเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบในการดำเนินการวิจัยได้อย่างถูกต้อง ตามหลักการ
มีความน่าเชอ่ื ถือในการพฒั นารูปแบบ ตามลำดับดังนี้
1. ความหมายของรปู แบบ
ผู้วิจัยได้ศึกษาความหมายของรูปแบบ จากเอกสาร ตำรา อย่างหลากกลาย พบว่า คำว่า
รูปแบบนั้นตรงกับภาษาอังกฤษ คือ Model และภาษาไทยที่ใช้มีหลายคำ เช่น แบบจำลอง ตัวแบบ
หนุ่ จำลอง รูปหนุ่ แบบตุ๊กตา โมเดล เปน็ ต้น นกั วชิ าการไดใ้ หค้ วามหมายของรปู แบบไว้ ดงั น้ี
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2554 (ราชบัณฑิตยสถาน. 2554)
ให้ความหมายของรูปแบบไว้ 2 ความหมาย ว่าหมายถึง 1) รูปที่กำหนดขึ้นเป็นหลักหรือเป็นแนว
ซึ่งเป็นที่ยอมรับ เช่น รูปแบบร้อยกรอง (ศิลปะ) 2) สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้น ๆ อย่างรูปคน
รปู บา้ น รูปปลา รปู ใบไม้ รูปผ้หู ญงิ รปู แบบวดั
ฉลาด จันทรสมบัติ (2550) ให้ความหมายว่า รูปแบบ หมายถึง โครงสร้าง โปรแกรม
แบบจำลอง หรือตัวแบบที่จำลองสภาพความเป็นจริงที่สร้างขึ้นจากการลดทอนเวลา พิจารณาว่า
10
สิ่งใดบ้างที่จะต้องนำมาศึกษาเพื่อใช้แทนความคิดหรือปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่ง โดยอธิบาย
ความสมั พันธข์ ององคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ของรปู แบบน้นั ๆ
ทิศนา แขมมณี (2552) ให้ความหมายว่า รูปแบบ หมายถึง เครื่องมือทางความคิด
ที่บุคคลใช้ในการแสวงหาคำตอบ ความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ทั้งหลาย เป็นรูปธรรมของ
ความคิดที่เป็นนามธรรม ซึ่งบุคคลแสดงออกมาในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น คำอธิบาย แผนผัง
ไดอะแกรม หรอื แผนภาพ เพ่ือช่วยใหต้ นเองและบคุ คลอ่ืนสามารถเข้าใจได้ชดั เจนข้นึ
สำหรับ รัตนะ บัวสนธ์ (2552) ได้กล่าวถึงความหมายของรูปแบบ โดยจำแนกเป็น
3 ความหมาย ดังนี้ 1) แผนภาพหรือภาพร่างของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ยังไม่สมบูรณ์เหมือนของจริง รูปแบบ
ในความหมายน้ีมักจะเรียกทับศัพท์ในภาษาไทยว่า “โมเดล” ได้แก่ โมเดลบา้ น โมเดลรถยนต์ โมเดลเส้ือ
เป็นต้น 2) แบบแผนสัมพันธ์ของตัวแปร หรือสมการทางคณิตศาสตร์ที่รู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า
“Mathematical Model” และ 3) แผนภาพที่แสดงถึงองค์ประกอบของการทำงานสิ่งใดสิ่งหน่ึง
รูปแบบในความหมายนี้บางที่เรียกว่า ภาพย่อส่วนของทฤษฎีหรือแนวคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น
รปู แบบการสอน รปู แบบการบริหาร รปู แบบการประเมนิ เป็นตน้
นอกจากนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2554) ได้สรุปความหมายของรูปแบบ
ไวว้ า่ เป็นการจำลองภาพในอุดมคติท่ีนำไปสู่การอธิบายคุณลักษณะสำคัญของปรากฏการณ์ท่ีคาดว่า
จะเกิดขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจที่ไม่มีองค์ประกอบตายตัว หรือรายละเอียดทุกแง่มุม
โดยผ่านกระบวนการทดสอบอย่างเปน็ ระบบ เพ่อื ให้เกดิ ความแมน่ ยำและเช่อื ถอื ได้
ส่วน พิสิฐ เทพไกรวัล (2554) ได้ให้ความหมายของรูปแบบ (Model) นั้นหมายถึง
สิ่งที่แสดงโครงสร้างและความสัมพันธ์ของปัจจัย หรือตัวแปร หรือองค์ประกอบของสิ่งที่ศึกษา หรือ
อธิบายคุณลักษณะสำคญั ของปรากฏการณท์ ีค่ าดว่าจะเกิดขึ้น เพื่อให้เข้าใจงา่ ย มองเห็นเป็นรปู ธรรม
ไม่มีองค์ประกอบตายตัว หรือให้รายละเอียดทุกแง่มุม โดยผ่านกระบวนการทดสอบอย่างเป็นระบบ
เพื่อให้เกิดความแม่นตรงและเชื่อถือได้ แล้วนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
อย่างตอ่ เน่อื ง ซ่ึงไมต่ า่ งจาก วาโร เพ็งสวสั ด์ิ (2555) ท่ไี ด้กล่าวว่า รปู แบบ น้นั หมายถงึ กรอบความคิด
ทางด้านหลักการ วิธีการดำเนินงาน และเกณฑ์ต่าง ๆ ของระบบ ที่สามารถยึดถือเป็นแนวทางในการ
ดำเนินงานเพือ่ ใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์
นักวิชาการในต่างประเทศ เช่น Willer (1986) ได้ให้ความหมายของรูปแบบว่า เป็นการ
สร้างความคิดรวบยอดของชุดปรากฏการณ์ด้วยวิธีการของเหตุผลที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้เกิด
ความกระจ่างชัดในนิยามความสัมพันธ์และข้อเสนอของระบบรูปนัยที่เกี่ยวข้อง และ Joyce, & Weil
(1990) ได้ให้ความหมายของรูปแบบว่า หมายถึง แผน (Plan) หรือแบบ (Pattern) ซึ่งสามารถใช้เพ่ือ
การเรยี นการสอนในห้องเรียน หรอื การสอนพิเศษเปน็ กลุ่มย่อย หรือเพอ่ื จดั ส่ือการสอน รวมถงึ หนังสือ
11
ภาพยนตร์ และเทปบันทึกเสียง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และหลักสูตรแต่ละรูปแบบ จะให้แนวทาง
ในการออกแบบการสอนท่ีช่วยให้นกั เรียนบรรลุวตั ถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้
นอกจากนี้ Raj (1996) ได้ให้ความหมายของคำว่า รูปแบบ (Model) ไว้ 2 ความหมาย
ดังนี้ 1) รูปแบบ คือ รูปย่อของความจริง ของปรากฏการณ์ ซึ่งแสดงด้วยข้อความภาพ หรือจำนวน
โดยการลดทอนเวลา ทำให้เข้าใจความจริงของปรากฏการณ์ได้ดียิ่งขึ้น และ 2) รูปแบบ คือ ตัวแทน
ของการใช้แนวความคดิ ของโปรแกรมทกี่ ำหนดเฉพาะ
จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่า รูปแบบ หมายถึง แบบจำลองของปรากฏการณ์ใด
ปรากฏการณ์หนงึ่ เพอ่ื ใช้ประโยชน์ในการบรรยายหรือแสดงลกั ษณะปรากฏการณ์ทจ่ี ะเกิดขนึ้ ซง่ึ ไดร้ ับ
การจัดไว้อยา่ งเป็นระบบ ตามหลกั ปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคดิ ตา่ ง ๆ ซง่ึ ได้รบั การพิสูจน์ทดสอบ
หรือยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรหรือปัจจัยต่าง ๆ
ทีเ่ กยี่ วข้องกันตลอดทั้งใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ใหบ้ รรลวุ ัตถปุ ระสงค์เฉพาะ
ของรปู แบบนนั้ ๆ
2. ประเภทของรูปแบบ
ประเภทของรูปแบบจากการศึกษาเอกสารพบว่า มีนักวิชาการหลายที่ศึกษาเกี่ยวกับ
รูปแบบ และได้แบง่ ประเภทของรูปแบบตามสาขาท่ศี ึกษาไวห้ ลายลกั ษณะ ดงั น้ี
ทศิ นา แขมมณี (2552) กล่าวว่า รปู แบบ (Model) ท่ใี ช้กนั โดยทั่วไป มดี ังนี้
1) รูปแบบเชิงเปรียบเทียบ (Analogue Model) หมายถึง รูปแบบที่เป็นความคิด
การเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ อย่างน้อย 2 สิ่งขึ้นไป รูปแบบลักษณะนี้ นิยมใช้ในด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ
สังคมศาสตร์ และพฤตกิ รรมศาสตร์
2) รูปแบบเชิงภาษา (Semantic Model) หมายถึง รูปแบบที่ใช้ภาษา (พูดและ
เขยี น) รปู แบบลกั ษณะนีน้ ิยมใช้ในด้านภาษาศาสตร์
3) รูปแบบเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) หมายถึง รูปแบบที่ใช้สูตร
คณิตศาสตร์ ซ่ึงส่วนมากจะเกดิ ขนึ้ หลังจากไดร้ ูปแบบเชงิ ภาษาแล้ว
4) รูปแบบเชิงแผนผัง (Schematic Model) หมายถึง รูปแบบที่ใช้แผนผัง
แผนภาพไดอะแกรม หรอื กราฟ
5) รูปแบบเชิงสาเหตุ (Causal Model) หมายถึง รูปแบบที่ใช้ที่แสดงให้เห็นถึง
ความสมั พนั ธ์เชงิ สาเหตแุ ละผลระหวา่ งตวั แปรต่าง ๆ ของปัญหาใด ๆ รูปแบบลักษณะนี้นิยมใช้ในด้าน
ศึกษาศาสตร์
ส่วน Smith, et al. (1980) ไดแ้ บ่งรูปแบบออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1) รปู แบบเชงิ กายภาพ (Physical Model) จำแนกออกเป็น
12
1.1) รูปแบบเสมือนจรงิ (Iconic Model) มลี ักษณะคล้ายของจริง เช่น เคร่ืองบิน
จำลอง หุน่ ไลก่ า หนุ่ ตามร้านตดั เสอ้ื
1.2) รูปแบบเสมือนจริง (Analog Model) มีลักษณะคล้ายปรากฏการณ์จริง
เช่น การทดลองทางเคมีในห้องปฏิบัติการก่อนทำการทดลองจริง เครื่องบินจำลองที่บินได้ หรือเครื่อง
ฝึกหดั บนิ เปน็ ตน้ รูปแบบชนดิ นีม้ ีความใกล้เคียงมากกวา่ แบบแรก
2) รปู แบบเชิงสญั ลักษณ์ (Symbolic Model) จำแนกเป็น
2.1) รูปแบบข้อความ (Verbal Model) หรือรูปแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative
Model) เปน็ การใช้ขอ้ ความปกติธรรมดาในการอธิบายโดยย่อ เช่น คำพรรณนาลกั ษณะงาน คำอธิบาย
รายวิชา เป็นตน้
2.2) รูปแบบทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) หรือรูปแบบเชิง
ปริมาณ (Quantitative Model) เช่น สมการ และโปรแกรมเชิงเส้น เปน็ ตน้
ส่วน Keeves (1988) ได้พัฒนารูปแบบทางการศึกษาและสังคมศาสตร์ และได้แบ่ง
รปู แบบออกเปน็ 4 ประเภท คอื
1) รูปแบบเชิงเปรียบเทียบ (Analogue Model) เป็นรูปแบบที่ใช้ในการอุปมา
อุปมัยเทียบเคียงปรากฏการณ์ซึ่งเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเข้าใจในปรากฏการณ์ที่เป็นนามธรรม
ส่วนใหญ่ใช้ในด้านวิทยาศาสตร์ ที่สามารถนำไปทดสอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ เช่น รูปแบบการ
ทำนายจำนวนนักเรียนที่เข้าสู่ระบบโรงเรียน ซึ่งอนุมานแนวคิดมาจากการเปิดน้ำเข้าและปล่อยน้ำ
ออกจากถงั นักเรยี นทีจ่ ะเข้าส่รู ะบบเปรียบได้กับนำ้ ท่ีไหลเขา้ ถงั นกั เรยี นทีอ่ อกจากระบบเปรียบได้กับ
น้ำที่เปิดออกจากถัง ดังนั้น นักเรียนที่คงอยู่ในระบบ จึงเท่ากับนักเรียนที่เข้าสู่ระบบลบด้วยนักเรียน
ที่ออกจากระบบ เป็นตน้
2) รูปแบบเชิงข้อความ (Semantic Model) เป็นรูปแบบที่ใช้ภาษาแสดง
โครงสร้างทางความคิด ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบภายในรูปแบบ ในรูปของข้อความ แผนภูมิ
หรอื รูปภาพเพื่อบรรยายหรืออธิบายปรากฏการณท์ ี่ศึกษา เชน่ รูปแบบการเรียนรใู้ นโรงเรียน รูปแบบ
การสอน รปู แบบการควบคุมวิทยานิพนธ์ และรูปแบบการบริหารการศึกษาประชาบาล เป็นต้น จุดอ่อน
ของรูปแบบนี้มกั ขาดความชัดเจนแน่นอน ทำใหย้ ากตอ่ การทดสอบโครงสร้างของรปู แบบ
3) รูปแบบเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematics Model) เป็นรูปแบบที่ใช้สัญลักษณ์
หรือ สมการทางคณิตศาสตร์ เป็นสื่อในการแสดงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ หรือตัวแปรต่าง ๆ
รูปแบบนี้สามารถนำไปสู่การสร้างทฤษฎีและนำไปทดสอบสมมติฐานได้ เพื่อที่จะนำไปสู่การพิสูจน์
ข้อเท็จจริงได้ รูปแบบประเภทนี้นิยมใช้กันมากในสาขาจิตวิทยาและการศึกษา รวมทั้งการบริหาร
การศกึ ษา
13
4) รูปแบบเชิงสาเหตุ (Causal Model) พัฒนามาจากเทคนิคการวิเคราะห์
เส้นทาง (Path Analysis) โดยการนำเอาตัวแปรต่าง ๆ มาสัมพันธ์กันเชิงเหตุและผล ทำให้สามารถ
ศึกษารูปแบบเชิงข้อความท่ีมีตัวแปรสลับซับซ้อนได้ สามารถวัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ
และผลกระทบต่อตัวแปรที่สนใจศึกษาทั้งขนาดและทิศทาง ทั้งทางตรงและทางอ้อม หลักสำคัญคือ
ต้องสร้างจากทฤษฎีที่เกี่ยวข้องหรืองานวิจัยที่มีมาแล้ว สามารถเก็บรวบรวมในสภาพการณ์ที่เป็นจริง
เพื่อทดสอบรูปแบบเชิงสาเหตนุ ี้แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ รูปแบบระบบเส้นเดี่ยว (Recursive Model)
ที่แสดงความสัมพันธ์ย้อนกลับ และรูปแบบเชิงสาเหตุเส้นคู่ (Non-Recursive Model) ที่แสดง
ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแบบเส้นคู่ระหว่างตัวแปร โดยทิศทางความสัมพันธ์ของตัวแปรหลงั อาจเปน็ ได้
ท้งั สาเหตุและผลของตวั แปรอ่นื ๆ ภายในรูปแบบน้นั คอื มีความสัมพันธ์กนั แบบไปและยอ้ นกลบั ได้
นอกจากนี้ Joyce, & Weil (1990) ได้ศึกษาและจัดแบ่งประเภทของรูปแบบตาม
แนวคดิ หลกั การหรือทฤษฎซี ึ่งเป็นพนื้ ฐานในการพฒั นารูปแบบนั้น ๆ และได้แบ่งกลมุ่ รูปแบบการสอน
ไว้ 4 รปู แบบ ดงั น้ี
1) Information-Processing Models เป็นรูปแบบการสอนที่ยึดหลักความสามารถ
ในกระบวนการประมวลข้อมูลของผู้เรียน และแนวทางในการปรับปรุงวิธีการจัดการกับข้อมูลให้มี
ประสิทธิภาพย่งิ ข้ึน
2) Personal Models รูปแบบการสอนทจ่ี ดั ไวใ้ นกล่มุ น้ี ให้ความสำคญั กับปัจเจก
บุคคลและการพัฒนาบุคคลเฉพาะราย โดยมุ่งเน้นกระบวนการที่แต่ละบุคคลจัดระบบและปฏิบัติ
ตอ่ สรรพสิ่งท้ังหลาย
3) Social Interaction Models เป็นรูปแบบที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์
ระหวา่ งบุคคล และบคุ คลตอ่ สังคม
4) Behavior Models เป็นกลมุ่ ของรูปแบบการสอนที่ใช้องค์ความรดู้ ้านพฤติกรรม
ศาสตร์เป็นหลักในการพัฒนารูปแบบ จุดเน้นที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สังเกตได้
ของผเู้ รียนมากกวา่ การพัฒนาโครงสรา้ งทางจิตวิทยา และพฤตกิ รรมทไ่ี มส่ ามารถสังเกตได้
Steiner (1988) ได้ให้ความหมายรูปแบบว่า หมายถึง สิ่งของสิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกับ
ส่งิ ของอีกส่งิ หนึ่ง และไดจ้ ำแนกรปู แบบออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) รปู แบบเชิงกายภาพ (Physical Model) แบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะ คือ
1.1) รูปแบบของส่ิงใดสิง่ หนึ่ง (Model of) ที่หมายถึง แบบจำลองท่ีสรา้ งและ
ออกแบบเหมือนของจริงทุกประการ เพื่อใช้เป็นต้นแบบของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น แบบจำลองรถยนต์
เครื่องบิน ภาพจำลอง
14
1.2) รูปแบบเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (Model for) หมายถึง แบบจำลองที่สร้างและ
ออกแบบได้เพื่อใช้เป็นต้นแบบของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องสร้างรูปแบบเท่าของจริงขึ้นมาก่อน เช่น
แบบจำลองต้นแบบผลติ เครอื่ งบนิ
2) รปู แบบเชิงความคิด (Conceptual Model) แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
2.1) รูปแบบเชิงแนวความคิดของสิ่งใดสิง่ หนึง่ (Conceptual Model of) คือ
รปู แบบทส่ี ร้างขนึ้ โดยจำลองจากทฤษฎีทมี่ อี ย่แู ลว้
2.2) รปู แบบเชงิ แนวความคิดเพอ่ื ส่ิงใดสิง่ หนึง่ (Conceptual Model for) คือ
รปู แบบที่สรา้ งขึ้นเพื่ออธบิ ายทฤษฎี ปรากฏการณ์ หรอื ใชอ้ ธิบายตัวสาระของทฤษฎีหรือปรากฏการณน์ น้ั
จากการศึกษาประเภทของรูปแบบ สรุปได้ว่า รูปแบบมีหลายประเภท เป็นสิ่งที่สร้าง
และพัฒนาขึ้น แต่ละสาขาก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เช่น รูปแบบทางการศึกษาและ
สังคมศาสตร์ ได้แบ่งออกเป็นรูปแบบที่ใช้การอุปมาอุปไมยเทียบเคียงปรากฏการณ์ซึ่งเป็นรูปธรรม
เพื่อสร้างความเข้าใจในปรากฏการณ์ที่เป็นนามธรรม รูปแบบที่ใช้ภาษาสื่อในการขยายหรืออภิปราย
ปรากฏการณ์ที่ศึกษาด้วยภาษา แผนภูมิ รูปภาพ รูปแบบที่ใช้สมการทางคณิตศาสตร์เป็นสื่อในการ
แสดงความสมั พันธ์ของตวั แปรต่าง ๆ และรูปแบบทนี่ ำเอาตวั แปรต่าง ๆ มาสมั พนั ธก์ นั เชิงเหตุและผล
ที่เกิดขึ้น เป็นต้น การแบ่งประเภทของรูปแบบจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการอธิบายรูปแบบน้ัน
รวมถึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่ต้องการนำเสนอว่าจะนำเสนออย่างไรจึงจะสะท้อนถึงความคิดได้อย่างชัดเจน
สอดคลอ้ งกบั ความต้องการ โดยจะตอ้ งพิจารณาถึงลักษณะของสิ่งนำเสนอดว้ ย
3. องค์ประกอบของรูปแบบ
นักการศึกษา อาทิ Husen, & Postlethwaite (1994) ได้อธิบายถึงองค์ประกอบของ
รูปแบบได้ 4 องคป์ ระกอบ ดังนี้
1) รปู แบบสามารถนำไปสกู่ ารทำนายผลทีต่ ามมา สามารถทดสอบ สงั เกตได้
2) มีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ อธิบายปรากฏการณ์เรื่องนั้น ปรากฏกลไกเชิงสาเหตุ
ทก่ี ำลังศึกษา และอธบิ ายเร่อื งทีก่ ำลังศกึ ษา
3) รูปแบบช่วยจินตนาการสร้างความคิดรวบยอด ความสัมพันธ์ของสิ่งที่กำลังศึกษา
ช่วยสบื เสาะความรู้
4) รปู แบบมคี วามสัมพันธเ์ ชงิ โครงสร้างมากกว่าความสัมพันธ์เชิงเชื่อมโยง
จากการศึกษาตัวอย่างของรูปแบบจากเอกสารที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ พบว่า ไม่ปรากฏ
มหี ลักเกณฑ์ท่เี ป็นเกณฑ์ตายตวั ว่ารูปแบบน้ันต้องมีองคป์ ระกอบอะไรบา้ ง อย่างไร ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับ
ลักษณะเฉพาะของปรากฏการณ์ที่ผู้สนใจดำเนินการศึกษา ส่วนการกำหนดองค์ประกอบรูปแบบ
ในการศึกษาและการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดองค์การและการบริหารจัดการ (The Model of
15
Organization and Management) ตามความคิดของ Brown, & Moberg ได้สังเคราะห์รูปแบบขึ้นมา
จากแนวคิดเชิงระบบ (Systems Approach) กับหลักการบริหารตามสถานการณ์ (Contingency
Approach) และองค์ประกอบตามรูปแบบของ Brown, & Moberg ประกอบด้วย สภาพแวดล้อม
(Environment) เทคโนโลยี (Technology) โครงสร้าง (Structure) กระบวนการจัดการ (Management
Process) และการตัดสินใจสั่งการ (Decision Making) รูปแบบการศึกษาและการทำความเข้าใจ
เกยี่ วกับการจดั องค์การและการบริหารของ Brown, & Moberg (1980) มีลกั ษณะดังภาพท่ี 2.1
ภาพท่ี 2.1 รูปแบบเชิงระบบและสถานการณ์ (Systems/Contingency Model)
ท่มี า : Brown, & Moberg (1980)
4. การสรา้ งและพัฒนารปู แบบ
จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องพบว่า การสร้างและพัฒนารูปแบบที่มีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลจนได้รับการเชื่อถือนั้น จำเป็นจะต้องมีขั้นตอนในการดำเนินงานสอดคล้องกับ
กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน
คือ การสร้างรูปแบบ (Construct) และการหาความตรง (Validity) ของรูปแบบ การได้รับการยืนยัน
จากผู้เชี่ยวชาญตามกรอบแนวคิด ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบนั้น ๆ รวมทั้งการทดลองใช้
รูปแบบเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในการนำรูปแบบไปใช้ ดังที่นักวิจัยได้ดำเนินการ
เปน็ แนวทางการสรา้ งและพัฒนารูปแบบ ดงั นี้
ทวีวรรณ อินดา (2550) ได้พัฒนารูปแบบที่มีประสิทธิภาพของการนำกลยุทธ์
ไปปฏิบัติในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การกำหนดกรอบแนวคิด
การวิจัย โดยศึกษาวิเคราะห์ เอกสาร บทความ และงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศโดยใช้วิธี วิเคราะห์เอกสาร และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ 2) การวิเคราะห์
16
องค์ประกอบการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 3) การสร้างรูปแบบโดยนำ
องค์ประกอบการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐไปวิเคราะห์หาความสัมพันธ์
เชิงสาเหตุ (Path Analysis) และ 4) การตรวจสอบรูปแบบทีเ่ หมาะสมโดยนำรูปแบบท่ีไดจ้ ากขั้นที่ 3
มาตรวจสอบและเพิ่มความเชื่อถือในการสร้างรูปแบบที่เหมาะสมด้วยวิธีการชาติพันธุ์ วรรณนา
(Ethnographic Future Research: EFR) โดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 6 คน ได้พิจารณาประเด็น
ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และการนำไปใช้ประโยชน์พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะ
ข้อวิพากษ์ เพือ่ ปรบั ปรุงใหไ้ ดร้ ปู แบบ
ธรี วธุ ชมใจ (2554) ไดพ้ ัฒนารปู แบบความรว่ มมอื การจัดการอาชวี ศึกษาระบบไตรภาคี
โดยดำเนินการวิจยั 3 ขน้ั ตอน ดังน้ี 1) การสังเคราะห์รูปแบบความรว่ มมือการจัดการอาชวี ศึกษาระบบ
ไตรภาคี โดยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ยี วข้อง และสมั ภาษณค์ วามคิดเห็นเชงิ ลึกจากผู้ทรงคุณวุฒิ
เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหา 2) สร้างรูปแบบโดยการกำหนดองค์ประกอบของรูปแบบ
ความรว่ มมอื การจดั การอาชีวศกึ ษาระบบไตรภาคี ใชว้ ิธีการสนทนากลุ่มของผทู้ รงคณุ วฒุ ิ 10 คน และ
กำหนดรูปแบบความร่วมมือการจัดการอาชีวศึกษาระบบไตรภาคี ใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi
Technique) 3 รอบ ของผู้เชี่ยวชาญ 22 คน 3) การประเมินความเป็นไปได้ของรูปแบบ โดยการ
รวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์ ด้านความคิดเห็นของประชากร เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของรูปแบบ
ความร่วมมือการจัดการอาชีวศึกษาระบบไตรภาคี ที่จะนำไปปฏิบัติในการผลิต และพัฒนากำลังคน
ดา้ นวิชาชีพระดบั ฝมี ือ และระดบั เทคนิคใหส้ อดคลอ้ งกับบรบิ ทขององค์กรภาคีทั้งสาม
ณัฐรดา วงษ์นายะ (2555) ได้ทำการพฒั นารูปแบบการจดั การความรู้เครือข่ายสื่อเพ่ือเด็ก
และเยาวชนภาคเหนือ โดยดำเนนิ การวิจัย ดงั น้ี 1) การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาการจัดการความรู้
ความต้องการในการจัดการความรู้ และปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จในการจัดการความรู้ ซึ่งข้อมูล
ได้จากการเก็บข้อมูลเชิงสำรวจ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการความรู้เครือข่ายสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน
ภาคเหนือ จากการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธกี ารเล่าเรื่อง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การระดมสมองและ
ดำเนินการตรวจสอบปรับปรุงรูปแบบด้วยวิธีการสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก 3) ทดลองใช้
การจดั การความรู้เครอื ข่ายสื่อเพื่อเด็กและเยาวชนภาคเหนือกับนกั เรียน และประเมนิ ความสามารถใน
การจัดการความรู้ และ 4) ประเมินและปรับปรุงรูปแบบการจัดการความรู้เครือข่ายสื่อเพื่อเด็กและ
เยาวชนภาคเหนือโดยผ้ทู รงคณุ วุฒิ
ในด้าน วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2555) กล่าวไว้ว่า การพัฒนารูปแบบแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน
ได้แก่ 1) การสร้างหรือพัฒนารูปแบบ และ 2) การตรวจสอบความเที่ยงตรงของรูปแบบ ซึ่งแต่ละ
ขัน้ ตอนมรี ายละเอียดดังน้ี
1) ขั้นตอนที่ 1 การสร้างหรือพัฒนารูปแบบ ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยจะสร้างหรือ
พฒั นารปู แบบข้ึนมาก่อน เปน็ รปู แบบตามสมมติฐาน (Hypothesis Model) โดยศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี
17
และผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ผู้วิจัยอาจจะศึกษารายกรณีหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ
ได้เป็นอย่างดี ซึ่งผลการศึกษาจะนำมาใช้กำหนดองค์ประกอบหรือตัวแปรต่าง ๆ ภายในรูปแบบ
รวมทั้งลักษณะความสมั พันธร์ ะหว่างองคป์ ระกอบหรือตวั แปรเหล่านัน้ หรือลำดับก่อนหลังของแตล่ ะ
องค์ประกอบในรูปแบบ ดังนั้น การพัฒนารูปแบบในขั้นตอนนี้จะต้องอาศัยหลักการของเหตุผล
เปน็ รากฐานสำคญั ซึ่งโดยท่วั ไปการศึกษาในขน้ั ตอนนี้จะมีขน้ั ตอนย่อย ๆ ดงั นี้
1.1) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำสารสนเทศที่ได้มา
วเิ คราะห์และสังเคราะห์เป็นรา่ งกรอบแนวคิดการวจิ ัย
1.2) การศกึ ษาจากบรบิ ทจริงในขั้นตอนน้ีอาจจะดำเนินการไดห้ ลายวิธี ดงั นี้
1.2.1) การศึกษาสภาพและปัญหาการดำเนินการในปัจจุบันของหน่วยงาน
โดยศึกษาความคิดเห็นจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง (Stakeholder) ซึ่งวิธีศึกษาอาจจะใช้วิธีการสัมภาษณ์
การสอบถาม การสำรวจ การสนทนากลมุ่ เปน็ ต้น
1.2.2) การศึกษารายกรณี (Case Study) หรือพหุกรณีหน่วยงานที่ประสบ
ผลสำเร็จ หรือมีแนวปฏิบตั ิท่ีดีในเรื่องทศ่ี กึ ษา เพื่อนำมาเป็นสารสนเทศทสี่ ำคัญในการพัฒนารปู แบบ
1.2.3) การศึกษาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิ วิธีศึกษาอาจจะ
ใชว้ ิธกี ารสมั ภาษณ์ การสนทนากลุม่ (Focus Group Discussion) เปน็ ต้น
1.3) การจัดทำรูปแบบ ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยจะใช้สารสนเทศที่ได้ในข้อ 1.1) และ
1.2) มาวิเคราะห์และสงั เคราะห์ เพื่อกำหนดเป็นกรอบความคดิ การวจิ ยั เพื่อนำมาจัดทำรปู แบบ
นอกจากนี้ วาโร เพ็งสวัสดิ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าในงานวิจัยบางเรื่องนอกจากจะศึกษา
ตามขั้นตอนที่กล่าวมาแล้ว ผู้วิจัยอาจจะศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้กระบวนการวิจัยแบบเดลฟาย (Delphi
Technique) หรอื การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ในการพฒั นารูปแบบกไ็ ด้
2) ขั้นตอนที่ 2 การทดสอบความเที่ยงตรงของรูปแบบ ภายหลังที่ได้พัฒนา
รูปแบบในขั้นตอนแรกแล้ว จำเป็นที่จะต้องทดสอบความเที่ยงตรงของรูปแบบดังกล่าว เพราะรูปแบบ
ที่พัฒนาขนึ้ ถึงแม้จะพัฒนาโดยมีรากฐานจากทฤษฎีแนวความคดิ รูปแบบของบุคคลอ่ืน และผลการวิจัย
ทีผ่ า่ นมา แตก่ ็เปน็ เพียงรูปแบบตามสมมตฐิ าน ซึ่งจำเปน็ ที่จะต้องตรวจสอบความเท่ยี งตรงของรูปแบบ
ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพตามที่มุ่งหวังหรือไม่ การเก็บรวบรวมข้อมูล
ในสถานการณ์จริงหรือทดลองใช้รูปแบบในสถานการณ์จริงจะช่วยให้ทราบอิทธิพลหรือความสำคัญ
ขององค์ประกอบย่อยหรือตัวแปรต่าง ๆ ในรูปแบบ ผู้วิจัยอาจจะปรับปรุงรูปแบบใหม่โดยการตัด
องค์ประกอบหรือตัวแปรที่พบว่าไม่มีอิทธิพล หรือมีความสำคัญน้อยออกจากรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ได้
รปู แบบท่มี คี วามเหมาะสมยิ่งขนึ้ การทดสอบรปู แบบอาจกระทำได้ใน 4 ลกั ษณะ ดงั นี้
2.1) การทดสอบรูปแบบด้วยการประเมินตามมาตรฐานทีก่ ำหนด การประเมิน
ที่พฒั นาโดย The Joint Committee on Standards of Educational Evaluation ภายใตก้ ารดําเนินงาน
18
ของ Stufflebeam และคณะ ได้นําเสนอหลักการประเมินเพื่อเป็นบรรทัดฐานของกิจกรรม
การตรวจสอบ รปู แบบ ประกอบดว้ ยมาตรฐาน 4 ดา้ น ดังนี้
2.1.1) มาตรฐานความเป็นไปได้ (Feasibility Standards) เป็นการ
ประเมินความเปน็ ไปได้ในการนําไปปฏิบัตจิ ริง
2.1.2) มาตรฐานด้านความเป็นประโยชน์ (Utility Standards) เป็นการ
ประเมินการสนองตอบต่อความต้องการของผู้ใช้รปู แบบ
2.1.3) มาตรฐานด้านความเหมาะสม (Propriety Standards) เป็นการ
ประเมนิ ความเหมาะสมทง้ั ในดา้ นกฎหมาย และศีลธรรมจรรยา
2.1.4) มาตรฐานด้านความถูกต้องครอบคลุม (Accuracy Standards)
เปน็ การประเมนิ ความน่าเช่ือถือได้ และสาระครอบคลุม ครบถ้วน ตามความต้องการอย่างแท้จริง
2.2) การทดสอบรูปแบบด้วยการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การทดสอบ
รูปแบบในบางเรื่องไม่สามารถกระทำได้โดยข้อมูลเชิงประจักษ์ ด้วยการประเมินค่าพารามิเตอร์ของ
รูปแบบหรอื การดำเนินการ ทดสอบรูปแบบดว้ ยวิธกี ารทางสถติ ิ แต่งานวิจยั บางเรอ่ื งนน้ั ต้องการความ
ละเอียดอ่อนมากกว่าการได้ตัวเลขแล้วสรุป วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2555) ได้อ้างถึง Eisner (1976)
ท่ไี ด้เสนอแนวคิดของการทดสอบหรอื ประเมินรปู แบบโดยใช้ผทู้ รงคณุ วุฒิ โดยมีแนวคิดดงั นี้
2.2.1) การประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิจะเน้นการวิเคราะห์และวิจารณ์
อย่างลึกซึ้ง เฉพาะในประเด็นที่ถูกพิจารณา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกับวัตถุประสงคหรือผู้ที่มี
ส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสนิ ใจเสมอไป แต่อาจจะผสมผสานกับปจั จัยต่าง ๆ ในการพิจารณาเข้าด้วยกัน
ตามวิจารณญาณของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับข้อมูลคุณภาพ ประสิทธิภาพ และ
ความเหมาะสมของสิง่ ท่ีจะทำการประเมนิ
2.2.2) รูปแบบการประเมินที่เป็นความชํานาญเฉพาะทาง (Specialization)
ในเรอ่ื งท่ีจะประเมิน โดยพัฒนามาจากแบบการวิจารณ์งานศิลปะ (Art Criticism) ที่มีความละเอียดอ่อน
ลึกซึง้ และตอ้ งอาศยั ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมาเป็นผู้วินิจฉัย เนอื่ งจากเป็นการวดั คุณค่าท่ีไม่อาจประเมินด้วย
เครอื่ งวัดใด ๆ และต้องใช้ความรู้ความสามารถของผู้ประเมนิ อย่างแท้จริง
2.2.3) รูปแบบทใี่ ช้ตัวบุคคล คอื ผทู้ รงคณุ วฒุ ิเปน็ เคร่ืองมือในการประเมิน
โดยให้ความเชื่อถือว่าผู้ทรงคุณวุฒินั้นเที่ยงธรรมและมีดุลพินิจที่ดี ทั้งนี้มาตรฐานและเกณฑ์พิจารณา
ตา่ ง ๆ น้ัน จะเกิดขน้ึ จากประสบการณ์และความชาํ นาญของผู้ทรงคุณวุฒนิ น้ั เอง
2.2.4) รูปแบบที่ยอมให้มีความยืดหยุ่นในกระบวนการทำงานของ
ผู้ทรงคุณวุฒิตามอัธยาศัย และความถนัดของแต่ละคน นับตั้งแต่การกำหนดประเด็นสำคัญที่จะนํามา
พิจารณาการบ่งชี้ ข้อมูลที่ต้องการ การเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผลการวินิจฉัยข้อมูล ตลอดจน
วิธีการนาํ เสนอ
19
2.3) การทดสอบรูปแบบโดยการสํารวจความคิดเห็นของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
มักจะใช้กบั การพฒั นารูปแบบโดยใช้เทคนคิ เดลฟาย เมื่อผวู้ ิจัยไดพ้ ฒั นารปู แบบโดยใช้เทคนิคเดลฟาย
เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยจะนํารูปแบบที่พัฒนาขึ้นในรอบสุดท้ายมาจัดทำเป็นแบบสอบถามที่มี
ลักษณะเป็นแบบประมาณค่า (Rating Scale) เพื่อนําไปสํารวจความคิดเห็นของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
เกีย่ วกบั ความเหมาะสม และความเป็นไปไดข้ องรปู แบบ
2.4) การทดสอบรูปแบบโดยการทดลองใช้รูปแบบ ผู้วิจัยจะนํารูปแบบท่ี
พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมาย มีการดำเนินการตามกิจกรรมอย่างครบถ้วน ผู้วิจัยจะนํา
ข้อคน้ พบทไ่ี ด้จากการประเมนิ ไปปรับปรงุ รูปแบบต่อไป
สำหรับ Brown (1980) ได้กล่าวว่า ในกระบวนการสร้างรูปแบบน้ันมีการจำแนกมโนทัศน์
ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ มโนทัศน์เชิงทฤษฎี และมโนทัศน์การสังเกต ได้มาจากการพิจารณา
องค์ประกอบที่ศึกษาโดยหลักการและเหตุผลเชิงตรรกะ อันอาจจะมาจากทฤษฎีอื่น หรือผลการวิจัย
อื่นที่ผู้พิจารณามิได้มีประสบการณ์ในการสังเกตโดยตรง ส่วนแนวคิดการสังเกตได้จากการเก็บข้อมลู
เชิงประจกั ษโ์ ดยผูว้ ิจัยพิจารณาเอง
นอกจากนี้ Joyce, & Weil (2000) ไดแ้ บ่งวิธีการสร้างรูปแบบออกเปน็ 4 สว่ น ดังน้ี
ส่วนท่ี 1 อธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่มาของรูปแบบ ประกอบด้วย
เป้าหมายของรูปแบบ ทฤษฎี และข้อสมมติที่รองรับรูปแบบ หลักการ และมโนทัศน์สำคัญที่เป็น
พน้ื ฐานของรูปแบบ
ส่วนท่ี 2 ลักษณะรูปแบบ เป็นการอธิบายด้วยรูปแบบ ซึ่งนำเสนอเป็นเรื่อง ๆ
อย่างละเอียดและเน้นการปฏิบัติได้ แบ่งเป็น 4 ประเด็น คือ 1) ขั้นตอนของรูปแบบ เป็นรายละเอียด
ของรูปแบบน้ัน ๆ ว่ามกี ่ีข้นั ตอน โดยจัดเรยี งลำดับกิจกรรมที่จะสอนเป็นข้ัน ๆ แต่ละรูปแบบมีจำนวน
ข้ันตอนไมเ่ ท่ากนั 2) รปู แบบการปฏสิ ัมพนั ธ์ เปน็ การอธิบายบทบาทของผู้นำ ผู้เรยี นรู้ และความสัมพันธ์
ซึ่งกันและกันในแต่ละรูปแบบ บทบาทของผู้นำจะแตกต่างกัน เช่น เป็นผู้นำกิจกรรม ผู้อำนวย
ความสะดวก ผูใ้ ห้การแนะนำเป็นแหล่งข้อมลู เป็นต้น 3) หลักการแสดงการโต้ตอบ เปน็ การบอกถึงวิธีการ
แสดงออกของผู้นำต่อผู้เรียนรู้ สิ่งที่ตอบสนองต่อสิ่งที่ผู้เรียนรู้กระทำ เช่น การปรับปรุงพฤติกรรม
โดยการให้รางวัล หรือการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้วยการสร้างบรรยากาศที่เป็นอิสระ เป็นต้น
และ 4) สิ่งสนับสนนุ เป็นการบอกถึงเงือ่ นไขหรอื สิง่ จำเปน็ ต่อการใช้รปู แบบการสอนน้ัน ๆ ให้เกิดผล
เช่น รูปแบบการทดลองในห้องปฏบิ ัติการต้องใช้ผู้นำที่มกี ารฝกึ ฝนมาอยา่ งดีแลว้ เปน็ ต้น
ส่วนที่ 3 การนำรูปแบบไปใช้ เป็นการแนะนำให้ข้อสังเกตในการนำรูปแบบนั้น
ไปใช้ เช่น การใช้กับเนื้อหาประเภทใดจึงจะเหมาะสม จะใช้กับผู้เรียนรูร้ ะดับใด เป็นต้น นอกจากนนั้
ยังให้คำแนะนำอ่นื ๆ เพอ่ื ให้การใชร้ ปู แบบน้นั มปี ระสทิ ธิภาพมากทส่ี ุด
20
ส่วนท่ี 4 ผลที่จะเกดิ ขนึ้ กบั ผเู้ รียนรู้ ท้งั ทางตรงและทางอ้อม รูปแบบแต่ละรูปแบบ
จะส่งผลต่อผู้เรียนรู้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยผลทางตรงเกิดจากกิจกรรมที่จัดตามลำดับขั้นตอน
ของรูปแบบ ส่วนผลทางอ้อมเกิดจากสภาพแวดล้อม ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่เกิดจากการสอน
ตามรูปแบบนั้นเป็นสิ่งที่คาดคะเนไว้ว่าจะเกิดแฝงไปกับผล สามารถใช้เป็นสิ่งพิจารณาในการเลือก
รูปแบบทใ่ี ชไ้ ดด้ ้วย
การพัฒนารูปแบบนั้น Joyce, & Weil (1990) ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า รูปแบบนั้น
ควรตอ้ งมที ฤษฎรี องรับ เมอ่ื พฒั นารูปแบบแลว้ กอ่ นนำไปใชต้ อ้ งมีการวจิ ยั เพ่ือทดสอบรูปแบบ และได้
สรปุ สาระสำคญั ไว้ ดังน้ี
1) รูปแบบควรตอ้ งมที ฤษฎีรองรบั
2) เม่อื พัฒนารปู แบบแล้ว ก่อนนำไปใช้อยา่ งแพรห่ ลายต้องมีการวิจยั เพื่อทดสอบ
ทฤษฎีและตรวจสอบคุณภาพในเชิงการใช้ในสถานการณ์จริง และนำข้อค้นพบมาปรับปรุงแก้ไข
อยู่เร่ือย ๆ
3) การพัฒนารูปแบบอาจจะออกแบบให้ใช้ได้กว้างขวาง หรือเพื่อวัตถุประสงค์
เฉพาะ เจาะจงอย่างใดอย่างหน่ึงกไ็ ด้
4) การพัฒนารูปแบบจะมีจุดมุ่งหมายหลักที่ถือเป็นตัวตั้งในการพิจารณาเลือก
รูปแบบไปใช้ กล่าวคือ ถ้าผู้ใช้นำรูปแบบไปใช้ตรงกับจุดมุ่งหมายหลัก จะทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสดุ
ขณะเดียวกันก็สามารถนำรูปแบบนั้นไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่นได้ ถ้าพิจารณาเห็นวา่ เหมาะสม
แตก่ อ็ าจทำใหไ้ ด้ผลสำเร็จลดน้อยลงไป
นอกจากนแี้ ล้ว Keeves (1988) ได้กล่าวถงึ หลักการอย่างกว้าง ๆ เพือ่ กำกับการสร้าง
รปู แบบไว้ 4 ประการ คอื
1) รูปแบบควรประกอบขึน้ ด้วยความสัมพันธอ์ ย่างมีโครงสร้างมากกว่าความสัมพันธ์
เชงิ เส้นตรงแบบธรรมดา
2) รูปแบบควรใช้เป็นแนวทางในการพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้นจากการใช้รูปแบบ
ได้สามารถตรวจสอบได้ โดยการสังเกตและหาขอ้ มูลสนบั สนุนด้วยขอ้ มูลเชิงประจกั ษ์ได้
3) รปู แบบควรจะต้องระบหุ รอื ช้ใี ห้เหน็ ถึงกลไกเชงิ เหตุผลของเร่ืองทีศ่ ึกษา ดังนนั้
นอกจากรปู แบบจะเปน็ เครอื่ งมือในการพยากรณ์ได้ ควรใชใ้ นการอธบิ ายปรากฏการณ์ไดอ้ ีกด้วย
4) รูปแบบควรเป็นเครื่องมือในการสร้างมโนทัศน์ใหม่ และสร้างความสัมพันธ์
ของตวั แปรในลกั ษณะใหม่ ซึง่ เป็นการขยายองคค์ วามรูใ้ นเร่ืองทีเ่ รากำลงั ศึกษาด้วย
โดยสรุปแล้ว การสร้างและพัฒนารปู แบบจะมีข้ันตอนในการดำเนินงานแตกต่างกันไป
ไม่มขี ้อกำหนดตายตัว แตจ่ ำเป็นจะตอ้ งมีขั้นตอนในการดำเนนิ งานสอดคล้องกบั กระบวนการวิจัยและ
พัฒนา (Research and Development) โดยทั่วไปอาจแบ่งออกเป็น 2 ตอนใหญ่ ๆ คือ 1) ขั้นตอน
21
การสร้างรูปแบบ (Construct) ที่ควรตอ้ งมหี ลักการ แนวคิด ทฤษฎีรองรบั มีการกำหนดลักษณะของ
รูปแบบที่จะสร้าง และ 2) ขั้นตอนการหาคุณภาพของรูปแบบ โดยการทดสอบและปรับปรุงรูปแบบ
ก่อนนำรปู แบบไปใช้งานจรงิ รวมทั้งมกี ารประเมินผลหลงั จากการนำรูปแบบไปใช้งานจริงดว้ ย
ประเทศไทย 4.0 กับการพฒั นานวัตกรรม
แนวคิดไทยแลนด์ 4.0 เปน็ วสิ ยั ทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย หรือ
โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ามาบริหารประเทศบนวิสัยทัศน์ที่ว่า "มั่นคง มั่งคั่ง และ
ย่งั ยนื " ทมี่ ภี ารกิจสำคญั ในการขับเคล่ือนปฏิรูปประเทศดา้ นต่าง ๆ เพื่อปรบั แก้ จดั ระบบ ปรับทิศทาง
และสร้างหนทางพัฒนาประเทศให้เจริญ สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามแบบใหม่ ๆ
ที่เปลีย่ นแปลงอยา่ งเรว็ รนุ แรงในศตวรรษท่ี 21 ได้
เพื่อให้เข้าใจ "ประเทศไทย 4.0" ก่อนจะมาถึงประเทศไทย 4.0 ประเทศไทยได้ผ่านการ
พัฒนามาเป็นลำดับขัน้ อยา่ งตอ่ เนือ่ ง ดังนี้
1) ประทศไทย 1.0 เป็นการดำรงอยู่และพัฒนาประเทศเน้นการเกษตรเป็นหลกั เชน่
ผลิตและขายพชื ไร่ พืชสวน สตั วเ์ ลยี้ ง เปน็ ตัน
2) ประเทศไทย 2.0 เป็นการพัฒนาจากเกษตรกรรมแล้วเน้นไปทางอุตสาหกรรม
แต่เป็นอุตสาหกรรมเบา เช่น การผลิตและขายรองเท้า เครื่องหนัง เครื่องดื่ม เครื่องประดับ
เครือ่ งเขียน เครอ่ื งนุง่ หม่ เปน็ ต้น
3) ประเทศไทย 3.0 เป็นยุคท่ีเน้นหนักไปทางอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก เช่น
การผลิตและขาย สง่ ออกเหลก็ กลา้ รถยนต์ กลน่ั นำ้ มนั แยกก๊าซธรรมชาติ ปนู ซีเมนต์ เปน็ ตัน
จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยในยุค 1.0 2.0 และ 3.0 รายได้ประเทศยังอยู่ในระดับปานกลาง
เป็นเหตุให้ประเทศต้องรีบพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างประเทศ เพราะประเทศไทย 3.0 ที่เราเป็นกันมา
ตลอดนั้นทำให้รายได้ประเทศอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในตลาดโลก
ในศตวรรษที่ 21 รวมถงึ เรื่องความเหล่ือมล้ำด้านความรำ่ รวย และ “ความไม่สมดุลในการพัฒนา” ทำให้
รัฐบาลต้องหันมาใส่ใจ เร่งรัดพัฒนาปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศก้าวข้ามจากประเทศไทย
3.0 ไปสู่ประเทศไทย 4.0 ใหไ้ ดภ้ ายใน 3-5 ปี
ประเทศไทย 4.0 เป็นการกำหนดแนวทางพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่
(New Engines of Growth) พัฒนาประเทศและประชากรให้มีรายได้สูง โดยวางเป้าหมายให้เกิดผล
การพัฒนาภายใน 5-6 ปนี ้ี
22
1. ลกั ษณะของประเทศไทย 4.0
ประเทศไทย 4.0 เป็นความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง
เศรษฐกิจไปสู่ "Value - Based Economy" หรือ "เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม" โดยมีฐานคิดหลัก
คือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า "โภคภัณฑ์" ไปสู่สินค้าเชิง "นวัตกรรม" เปลี่ยนจากการขับเคล่ือน
ด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
เปลย่ี นจากการเน้นภาคการผลิตสนิ ค้า ไปสกู่ ารเน้นภาคบริการมากขนึ้
ดังนั้น ประเทศไทย 4.0 จึงควรมีการเปลี่ยนวิธีการที่มีลักษณะสำคัญ คือ เปลี่ยนจาก
การเกษตรแบบด้ังเดิมในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี
(Smart Farming) โดยเกษตรกรต้องร่ำรวยขึ้น และเป็นเกษตรกรแบบเป็นผู้ประกอบการ
(Entrepreneur) เปลี่ยนจาก Traditional SMEs หรือ SME ที่มีอยู่ และรัฐต้องให้ความช่วยเหลือ
อยู่ตลอดเวลา ไปสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startup บริษัทเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง
เปลี่ยนจาก Traditional Services ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่ High Value Services และ
เปลีย่ นจากแรงงานทักษะตำ่ ไปส่แู รงงานที่มคี วามรคู้ วามเชีย่ วชาญ และทักษะสูง
2. การพฒั นาประเทศไทย 4.0
การพัฒนาประเทศให้เกิดผลจริงต้องมีการพัฒนาวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม
เปา้ หมาย ดังนี้
1) กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น สร้างเส้นทางธุรกิจใหม่ (New Start
up) เทคโนโลยกี ารเกษตร เทคโนโลยอี าหาร เปน็ ต้น
2) กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น พัฒนาเทคโนโลยี
สขุ ภาพ เทคโนโลยีการแพทย์ สปา เป็นตน้
3) กลมุ่ เคร่ืองมือ อุปกรณอ์ จั ฉริยะ ห่นุ ยนต์ และระบบเคร่ืองกลท่ีใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์
ควบคุม เชน่ เทคโนโลยหี ุน่ ยนต์ เปน็ ตน้
4) กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัญญาประดิษฐ์
และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว เช่น เทคโนโลยีด้านการเงิน อุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์โดยไม่ต้องใช้คน
เทคโนโลยีการศกึ ษา อี-มารเ์ กต็ เพลส อี-คอมเมริ ซ์ เป็นตน้
5) กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง เช่น เทคโนโลยี
การออกแบบ ธุรกิจไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยกี ารท่องเทยี่ ว การเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการบรกิ าร เปน็ ตน้
การพัฒนาประเทศภายใต้โมเดล "ประเทศไทย 4.0" จะสำเร็จได้ รัฐบาลได้ใช้แนวทาง
"สานพลังประชารัฐ" เป็นตัวการขับเคลื่อน โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ภาคการเงิน
23
การธนาคาร ภาคประชาชน ภาคสถาบนั การศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยและสถาบนั วิจัยต่าง ๆ ร่วมกันระดม
ความคิด ผนึกกำลังกันขับเคลื่อนผ่านโครงการ บันทึกความร่วมมือ กิจกรรม หรืองานวิจัยต่าง ๆ
โดยการดำเนนิ งานของ "ประชารัฐ" กลมุ่ ต่าง ๆ ได้แก่
กลุ่มที่ 1 การยกระดับนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ การปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครฐั
พัฒนาเครือข่าย (Cluster) ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการดึงดูดการลงทุน และการพัฒนา
โครงสรา้ งพ้ืนฐาน
กลมุ่ ที่ 2 การพฒั นาการเกษตรสมัยใหม่ และการพัฒนาเศรษฐกจิ ฐานรากและประชารฐั
กล่มุ ท่ี 3 การส่งเสรมิ การทอ่ งเท่ยี วและไมล์ การสร้างรายได้ และการกระต้นุ การใชจ้ ่าย
ภาครัฐ
กลุ่มที่ 4 การศึกษาพื้นฐานและพัฒนาผู้นำ (โรงเรียนประชารัฐ) รวมทั้งการยกระดับ
คุณภาพวชิ าชีพ
กลุ่มที่ 5 การส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งการส่งเสริม
กลุ่ม SMEs และผู้ประกอบการใหม่ (Startup) ซึ่งแต่ละกลุ่มกำลังวางระบบและกำหนดแนวทาง
ในการขบั เคล่อื นนโยบายอยา่ งเขม้ ข้น
โดยสรุป กระบวนทัศน์ในการพัฒนาประเทศภายใต้ "ประเทศไทย 4.0" เป็นอีกนโยบายหน่ึง
ที่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว เป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็น
ประเทศที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์รัฐบาล เป็นรูปแบบที่มีการผลักดันการปฏิรูป
โครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปการวิจัยและการพัฒนา และการปฏิรูปการศึกษาไปพร้อม ๆ กัน เป็นการ
ผนึกกำลังของทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด "ประชารัฐ" ที่ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ
การวจิ ยั พัฒนา และบคุ ลากรท้งั ในประเทศ และระดบั โลก
ประเทศไทย 4.0 เชื่อได้ว่าจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักทั้งหลายที่เคยพบเจอ
ซึ่งประเทศไทย 4.0 นี้เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวตั กรรมนั่นเอง เปลี่ยนจากการที่เราลงมือทำมาก
แต่ได้ผลตอบแทนน้อย มาเป็นลงมือทำน้อย ๆ แต่ได้ผลตอบแทนมหาศาล โดยการนำความคิด
สร้างสรรค์เป็นแรงผลักดัน และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าไปสู่การบริการ
มากขึ้น ประเทศไทย 4.0 เป็นการพูดถึง New S-Curve คือ การพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ
ซึ่งคล้าย ๆ กับการ Disruptive ที่เข้ามาพัฒนาสินค้าที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น และล้มล้างพฤติกรรม
แบบเดิม ๆ เหมือนอย่างเช่น ฟิล์ม Kodak ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต สุดท้ายแล้วบริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้
จะถูกคลื่นลูกใหม่อย่างเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาแทนที่ ต้องล้มหายไปจากความทรงจำของคนรุ่นใหม่
ทำใหย้ ุคสมยั นี้คนอาจจะไม่รูจ้ ักกับ Kodak แต่รู้จกั กบั กล้องดิจิทลั แบรนด์ดัง ๆ อย่างอื่นแทน ส่วนท่ียาก
ของ New S-Curve คือ การเคลื่อนย้ายไปเทคโนโลยีใหม่เมื่อไหร่ อย่างแรกต้องดูว่าสิ่งทีค่ วรไปปักหลัก
24
กับเทคโนโลยีนั้นควรเลือกเทคโนโลยีใด ต่อมาคือการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างไร และสุดท้าย
เมอ่ื ไหร่ ควรจะปรับตัวไปยังเทคโนโลยีน้นั
แนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา
เทคโนโลยีเป็นวิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนำวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิด
ประโยชน์ทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม เทคโนโลยีเป็นพัฒนาการของวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือ
ความรู้ต่าง ๆ ที่รวบรวมไว้มาใช้อย่างเป็นระบบเพื่อนำไปสู่ผลในทางปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วย ผลรวม
ของการทดลอง เครื่องมือ และกระบวนการ ซึ่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดจากการเรียนรู้ ทดลอง และ
ไดร้ บั การปรับปรงุ แกไ้ ขแล้ว เทคโนโลยนี ้นั สามารถจำแนกออกได้ถงึ 5 ความหมาย ดังนี้
1) ระบบวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ทศี่ ึกษาเกย่ี วกับเทคนิค
2) การนำวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์มาใช้เพื่อแกป้ ัญหาในเชิงปฏบิ ตั ิ
3) การจัดระบบของข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์
ในทางปฏบิ ตั ิ และอาจรวมถงึ หลักการตา่ ง ๆ ทก่ี ่อให้เกิดผลทางการเรยี นการสอนดว้ ย
4) ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิธีระบบที่ใช้ในอุตสาหกรรมศิลป์ โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ในการประยกุ ตใ์ ช้ในโรงงานต่าง ๆ
5) การนำเอาความรู้ด้านตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์มาใช้ เพื่อทำให้
เกดิ ความเจรญิ ทางวตั ถุ
นอกเหนือจากความหมายดังกล่าวแล้ว การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานในสาขาใด
สาขาหนง่ึ น้ัน เทคโนโลยมี สี ว่ นช่วยพฒั นาประเทศท่ีสำคญั 3 ประการ (กอ่ สวสั ดพิ าณิชย์. 2517) คอื
1) ประสิทธิภาพของงาน (Efficiency) เทคโนโลยีจะช่วยให้การทำงานบรรลุตาม
เปา้ หมายได้อย่างเท่ยี งตรงและรวดเร็ว
2) ผลผลติ (Productivity) เป็นการทำงานเพอ่ื ให้ไดผ้ ลผลติ ออกมาอย่างเต็มที่มากท่ีสุด
เท่าที่จะมากได้ เพอ่ื ใหไ้ ด้ประสิทธิผลสงู สุด
3) ประหยัด (Economy) เป็นการประหยัดทั้งเวลาและแรงงานในการทำงาน เพื่อการ
ลงทนุ นอ้ ย แต่ได้ผลมากกว่าที่ลงทนุ ไป
ในส่วนของลักษณะของเทคโนโลยีสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ลักษณะ (Heinich,
Molenda, & Russell. 1993) ดงั น้ี
1) เทคโนโลยีในลักษณะกระบวนการ (Process) เป็นการใช้อย่างเป็นระบบของ
วิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือความรู้ต่าง ๆ ที่รวบรวมไว้ เพื่อนำไปสู่ผลในทางปฏิบัติ โดยเชื่อว่า
เป็นกระบวนการทเี่ ชือ่ ถอื ได้และนำไปส่กู ารแกป้ ัญหาตา่ ง ๆ
25
2) เทคโนโลยีในลักษณะของผลผลิต (Product) หมายถึง วัสดุและอุปกรณ์ที่เป็น
ผลมาจากการใช้กระบวนทางเทคโนโลยี เชน่ ฟลิ ์มภาพยนตร์ เปน็ ผลผลติ ของเทคโนโลยี เชน่ เดียวกับ
เครอ่ื งฉายภาพยนตรห์ รอื หนังสือก็เป็นผลผลิตของเทคโนโลยีเช่นเดียวกบั แท่นพิมพห์ นังสือ เป็นต้น
3) เทคโนโลยีลักษณะผสมของกระบวนการและผลิต (Process and Product)
ซง่ึ ใช้กัน 2 ลักษณะ คอื
3.1) ในลักษณะรวมของกระบวนการและผลผลิต เช่น เทคโนโลยีช่วยให้ระบบ
การรับส่งข้อมูลเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เป็นผลจากความก้าวหน้าของการประดิษฐ์อุปกรณ์
เพอ่ื การรบั ส่งข้อมูล ตลอดจนเทคนคิ วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ระบบการส่งข้อมลู เป็นไปได้อยา่ งกว้างขวาง
และรวดเรว็
3.2) ในลักษณะของกระบวนการซึ่งไมส่ ามารถแยกออกจากผลผลิตได้ เช่น ระบบ
คอมพิวเตอร์ซ่ึงมกี ารทำงานเป็นปฏิสมั พนั ธ์กนั ระหวา่ งตัวเครื่องกับโปรแกรม เปน็ ตน้
1. เทคโนโลยกี ารศึกษา
เทคโนโลยีการศึกษาเป็นการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อการออกแบบ
และส่งเสรมิ ระบบการเรียนการสอน โดยเน้นท่ีวตั ถปุ ระสงค์ทางการศึกษาที่สามารถวดั ได้อย่างถูกต้อง
แน่นอน ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนมากกว่ายึดเนื้อหาวิชา มีการใช้การศึกษาเชิงปฏิบัติ
โดยผ่านการวิเคราะห์และการใช้โสตทัศนูปกรณ์ รวมถึงเทคนิคการสอนโดยใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น
เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อการสอนต่าง ๆ ในลักษณะของสื่อหลายแบบ และการศึกษาด้วยตนเอง
เทคโนโลยีท่ีนำมาใชใ้ นการศึกษาน้นั สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็นลกั ษณะใหญ่ 5 ลกั ษณะ ดังนี้
1) เทคโนโลยีการพิมพ์
2) โทรคมนาคม รวมถึงโทรศัพท์ วิทยุ และระบบการสื่อสารสองทางในรูปแบบ และ
ลักษณะตา่ ง ๆ
3) ภาพยนตรแ์ ละวิดที ัศน์ ซึง่ เป็นผลรวมของภาพเคล่ือนไหวและเสยี ง
4) คอมพวิ เตอร์
5) การเชื่อมโยงเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ มาใช้ เพื่อช่วยในการทำงาน และในการเพิ่มพูน
ความสามารถของมนษุ ย์
2. เทคโนโลยีการสอน
เทคโ น โ ล ย ีการ ส อน เ ป็ น เ คร ื่ อ ง มื อ ข อง ผ ู้ ส อน ส า มาร ถ ให ้ คว า มห ม าย ได ้ส อ ง อย ่ า ง คื อ
1) ความหมายโดยทั่วไป เทคโนโลยีการสอน หมายถึง สื่อซึ่งเกิดจากวิวัฒนาการด้านการส่ือสาร และ
สามารถนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการสอนพร้อม ๆ ไปกับครูผู้สอน หนังสือ ตำราเรียน และ
กระดานดำ 2) ในความหมายที่สอง เป็นความหมายที่มีความหมายมากไปกว่าสื่อหรืออุปกรณ์ใด ๆ
26
ในความหมายนี้ เทคโนโลยีการสอน จึงหมายถึงวิธีการอย่างเป็นระบบในการออกแบบ การนำมาใช้
และการประเมินกระบวนการทั้งหมดของการเรียนการสอนตามวัตถุประสงค์เฉพาะท่ีต้ังไว้ โดยข้ึนอยู่กับ
การวจิ ยั ทางด้านการเรียนรู้ และการส่ือความหมายของมนุษย์ และรวมถงึ การใช้ทรพั ยากรมนุษย์ และ
ส่งิ ไม่มชี ีวิตท้งั หลายเพอ่ื นำไปสกู่ ารสอนทมี่ ีประสิทธภิ าพ
3. นวัตกรรม
นวัตกรรม (Innovation) นับตั้งแต่อดตี จนถึงปัจจบุ ันมีความสัมพันธ์เก่ียวข้องกับเศรษฐกิจ
สังคม การเมือง และนวัตกรรมของมนุษย์จนแยกจากกันไม่ออก ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
โครงสร้างการอุตสาหกรรม การผลิต และการบริการ ตลอดจนโครงสร้างทางสังคม อีกทั้งเป็น
แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มพูนความสามารถเชิงการ
แข่งขันของประเทศ ดังนั้น หากสรุปพัฒนาการของนวัตกรรม สามารถแบ่งได้ 5 ยุค คือ ยุคเริ่มแรก
(ระหว่างปี ค.ศ. 1770 - 1840) ประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรกและเป็นผู้นำของโลกทางนวัตกรรม
และเทคโนโลยี เนื่องจากได้พัฒนาระบบกลไกทางกลศาสตร์ในอุตสาหกรรมทอผ้า ทำให้การทำงาน
เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น ส่งผลให้ประเทศอังกฤษสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงการแขง่ ขัน
ยุคที่สอง (ระหว่างปี ค.ศ. 1840 - 1890) ประเทศอังกฤษยังครองความเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรม
ในการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น พลังไอน้ำ ฯลฯ จนกระทั่งในปี ค.ศ.1890 อังกฤษก็ได้พัฒนา
รถจักรพลังไอน้ำขึ้น และถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคที่สาม (ระหว่างปี ค.ศ.
1890 - 1930) สหรฐั อเมริกาและเยอรมัน ได้เร่งสง่ เสริมการสรา้ งนวัตกรรมใหม่ ๆ จนสามารถก้าวขึ้น
เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมไฟฟ้า เคมี การถลุงเหล็ก การต่อเรือ และอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ ได้
ในระยะเวลาต่อมา ยุคที่สี่ (ระหว่างปี ค.ศ. 1930 - 1970) ประเทศญี่ปุ่น เร่งส่งเสริมให้มีการสร้าง
นวัตกรรมกระบวนการผลิตขนาดใหญ่ (Mass Production) เช่น เทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ ฯลฯ
จนสามารถก้าวขึ้นมาเทียบเคียงอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และเยอรมันได้ ยุคที่ห้า (ระหว่างปี ค.ศ. 1970 -
ปัจจุบัน) สหรัฐอเมริกา จัดให้มีการส่งเสริมนวัตกรรม รวมไปถึงการออกกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิด
การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางด้านการสื่อสาร คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีดิจิทัล จนสามารถกลับมาเป็น
ผู้นำทางด้านนวัตกรรมสาขานี้ได้อีกครั้งหนึ่ง จากการพัฒนาการด้านนวัตกรรมในแต่ละยุค
ทั้ง 5 ยุคนั้น สามารถสรุปนวัตกรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้เป็น 4 ลักษณะ คือ ความหมายของ
นวัตกรรม นวัตกรรม (Innovation) มีรากศัพท์มาจาก Innovare ในภาษาลาติน แปลว่า ทำสิ่งใหม่
ขึ้นมา ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของคำว่า นวัตกรรม ที่รูปศัพท์เดิมมาจากภาษาบาลี คือ นว +
อตต + กรรม กล่าวคือ นว แปลว่าใหม่ อัตต แปลว่า ตัวเองและกรรม แปลว่า การกระทำ เมื่อนำคำ
นว มาสนธิกับ อัตต จึงเป็น นวัตต และเมื่อรวมคำ นวัตต มาสมาส กับกรรม จึงเป็นคำว่า นวัตกรรม
แปลตามรากศัพท์เดิมว่า การกระทำที่ใหม่ของตนเอง หรือการกระทำของตนเองใหม่ ดังน้ัน
27
นวัตกรรม หมายถึง ความคิดและการกระทำใหม่ ๆ ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมของเรา
ถึงแม้ว่าความคิดและการกระทำใหม่ ๆ ในสังคมนั้นจะเคยใช้ในสังคมอื่นได้ผลดีแล้วก็ตาม ถ้าเป็น
ความคิดและการกระทำใหม่ที่นำมาใช้ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมของเราในระยะแรกก็ถือว่า
เป็นนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (2549) ได้ให้ความหมายว่า “นวัตกรรม” คือ สิ่งใหม่ท่ี
เกิดจากการใชค้ วามรแู้ ละความคดิ สร้างสรรคท์ มี่ ีประโยชนต์ ่อเศรษฐกจิ และสงั คม
กิดานันท์ มลิทอง (2548) ได้ให้ความหมายว่า นวัตกรรม คือ แนวความคิดการปฏิบัติหรือ
สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว
ให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งข้ึน เมื่อนำนวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทำงานน้ันไดผ้ ลดี มีประสิทธิภาพ
และประสิทธผิ ลสงู กว่าเดิม อีกทง้ั ยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานไดด้ ว้ ย ดงั นั้นจะเห็นว่า นวัตกรรม
นั้นคือ กระบวนการสร้างสรรค์ คิดค้น พัฒนา สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และมีการเผยแพร่ออกสู่
ชุมชนในลักษณะเป็นของใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือของเก่าที่มีอยู่แต่เดิม แต่ได้รับการปรับปรุง
เสรมิ แตง่ พัฒนาข้นึ ใหม่ใหม้ ีมูลคา่ ทางเศรษฐกิจสามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้
Everette (1983) ได้ให้ความหมายไว้ว่า นวัตกรรม (Innovation) คือ ความคิด การกระทำ
หรือวัตถุใหม่ ๆ ซึ่งถูกรับรู้ว่าเป็นสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตัวบุคคลแต่ละคนหรือหน่วยอื่น ๆ ของการยอมรับ
ในสังคม (Innovation is a new idea, practice or object, that is perceived as new by an
Individual or other unit of adoption) นอกจากนี้แล้ว Evan (1966) ได้ให้ความหมายว่า นวัตกรรม
เป็นกระบวนการของการพัฒนาความคิดใหม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า นวัตกรรมนั้นเป็นสิ่งที่ต่อยอด
ของสิ่งประดิษฐ์ให้เข้าถึงและเป็นที่ยอมรับของตลาดในลักษณะของผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือเป็น
กระบวนการใหม่ท่มี ีการพฒั นาขน้ึ มาใชเ้ ปน็ ครั้งแรก และทำให้เกิดประโยชนใ์ นเชงิ เศรษฐกจิ
เชน่ เดยี วกนั กบั Tushman, & Nadler (1986) และ Damanpour (1987) ไดใ้ หค้ วามหมาย
ว่า “นวัตกรรม” คือ การสร้างผลิตภัณฑ์บริการ หรือกระบวนการที่เป็นของใหม่ รวมถึงสิ่งใหม่ที่
ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้ในองค์การ และเป็นที่ยอมรับของคนในองค์การ ความหมายดังกล่าวเป็นไปใน
ทำนองของ Freeman, & Soete (1997) ท่ีได้ให้ความหมายว่า นวัตกรรม คือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือ
กระบวนการใหม่ หรือท่ไี ด้ทำการปรบั ปรงุ แล้วมาใช้ในเชิงพาณชิ ยเ์ ป็นคร้งั แรก
นอกจากนี้แล้ว Herkema (2003) ได้ให้ความหมายว่า นวัตกรรม นั้น เป็นการใช้ความคิด
หรือพฤติกรรมท่ีเกิดขึ้นใหม่ในองค์การ และนวัตกรรมสามารถเป็นได้ทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่ บริการใหม่ หรือ
เทคโนโลยีใหม่ ซึ่งอาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเฉียบพลัน หรือค่อยเป็นค่อยไป แสดงให้
เห็นว่านวัตกรรมนั้นเป็นผลจากการใช้ความรู้ในเรื่องใหม่ และหรือความรู้เชิงเทคนิคใหม่ ๆ ที่นำไปสู่
การพัฒนา เป็นเร่ืองของการใช้ความคิด ดังที่ Schilling (2008) ที่ได้กล่าวว่า นวัตกรรมเปน็ เรื่องของ
การนำความคดิ ไปใช้ในเชิงปฏิบตั กิ ารเพ่อื ให้ไดส้ ิ่งใหม่ หรอื กระบวนการใหม่
28
ทางด้านนักวิชาการของไทย เช่น จรินทร์ อาสาทรงธรรม (2546) ได้กล่าวถึง นวัตกรรม
(Innovation) คือ การเรียนรู้ การผลิต และการใช้ประโยชน์จากความคิดใหม่ เพื่อให้เกิดผลดี
ทางเศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงการกำเนิดผลิตภัณฑ์การบริการ กระบวนการใหม่ การปรับปรุง
เทคโนโลยี การแพร่กระจายเทคโนโลยี และการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ และเกิดผลพวง
ทางเศรษฐกจิ และสังคม
ส่วน จรูญ วงศ์สายัณห์ (2520) ได้ชี้ให้เห็นว่า นวัตกรรม นั้น แม้ในภาษาอังกฤษเอง
ความหมายกต็ า่ งกนั เป็น 2 ระดบั โดยทวั่ ไป นวัตกรรม หมายถึง ความพยายามใด ๆ จะเป็นผลสำเร็จ
หรือไม่ มากน้อยเพยี งใดก็ตามทเี่ ป็นไปเพ่ือจะนำสิง่ ใหม่ ๆ เข้ามาเปลย่ี นแปลงวธิ ีการทที่ ำอยู่เดิมแลว้ กับอีก
ระดับหนึ่งซึ่งวงการวิทยาศาสตร์แห่งพฤติกรรมได้พยายามศึกษาถึงที่มา ลักษณะ กรรมวิธี และ
ผลกระทบที่มีอยู่ต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง คำว่า นวัตกรรม มักจะหมายถึง สิ่งที่ได้นำความเปลี่ยนแปลงใหม่
เขา้ มาใชไ้ ดผ้ ลสำเร็จ และแผ่กว้างออกไปจนกลายเป็นการปฏบิ ตั ิอย่างธรรมดาสามัญ
อีกทั้ง ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2545) ได้ให้ความหมายว่า นวัตกรรม คือวิธีการใหม่ที่อยู่ระหว่าง
การรอ การยอมรับ แนวคิด รูปแบบ ระบบ แนวปฏิบัติ กฎระเบียบ และสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่เป็น
ของใหม่ ไม่ว่าจะเป็นของใหม่ทั้งหมดหรือใหม่บางส่วน สอดคล้องกับ ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2521)
ท่ีได้ให้ความหมายนวัตกรรมว่าเป็นวิธีการปฏิบัติใหม่ ๆ ที่แปลกไปจากเดิม โดยอาจจะได้มาจากการ
คดิ ค้นพบวธิ กี ารใหม่ ๆ ขึ้นมา หรือการปรุงแตง่ ของเก่าให้ใหม่ เหมาะสม และส่ิงทั้งหลายเหล่าน้ีได้รับ
การทดลอง พัฒนามาจนเป็นที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดี ในทางปฏิบัติทำให้ระบบก้าวไปสู่จุดหมาย
ปลายทางไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพขนึ้
ดังนั้น สรุปได้ว่า นวัตกรรม (Innovation) หมายถึง 1) สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีผูใ้ ดเคยทำมาก่อน
2) สิ่งใหม่ที่เคยทำมาแล้วในอดีตแต่ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ และ 3) สิ่งใหม่ที่มีการพัฒนามาจาก
ของเก่าท่ีมีอยเู่ ดิม
4. แนวคิดพ้ืนฐานของนวตั กรรมทางการศึกษา
แนวคิดพื้นฐานนวัตกรรมทางการศึกษา จันทร์เพ็ญ เชื้อพานิช (2552) กล่าวว่า นวัตกรรม
การศึกษา เป็นความใหม่ในด้านการศึกษา อาจเป็นแนวคิดใหม่ทางการศึกษา เป็นทฤษฎีใหม่ เป็นวิธีสอนใหม่
เทคนิคการสอนใหม่ รวมทั้งการนำเสนอสาระด้วยสื่อใหม่ ๆ ซึ่งต้องได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถใช้ได้
และเผยแพร่ได้เพื่อการจัดการเรียนการสอน ดังที่ นิพนธ์ ศุขปรีดี (2545) กล่าวว่า นวัตกรรม
การศึกษา เป็นระบบการศึกษาทีพ่ ิสูจน์ได้ว่าดีทีส่ ุดในกาลปจั จุบัน และอยู่ระหว่างการเผยแพร่ให้เปน็
เทคโนโลยีทแ่ี พรห่ ลาย
29
สำหรับ วรวิทย์ นิเทศศลิ ป์ (2551) ไดก้ ล่าวถงึ ความสำคญั ของนวัตกรรมการศึกษา ไวด้ ังนี้
1) ฐานความคดิ การเกิดนวตั กรรมอาศัยหลักการทางจิตวิทยา เกดิ แรงจงู ใจ ความสนใจ
2) นวัตกรรมออกแบบโดยเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จ
ตามวัตถุประสงคท์ ่ีตั้งไว้
3) สามารถช่วยประหยัดค่าใชจ้ า่ ย
4) ช่วยให้ผเู้ รยี นเรียนรไู้ ดม้ ากขึน้ และรวดเรว็
5) ส่งเสริมให้ครูผู้สอนและผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาความคิด
อย่างเป็นกระบวนการ ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลอย่างมากตอ่ วิธีการศึกษา ได้แก่ แนวความคิดพื้นฐาน
ทางการศกึ ษาทีเ่ ปลยี่ นแปลงไป อนั มีผลทำใหเ้ กิดนวตั กรรมการศึกษา
5. แนวคดิ พ้ืนฐานทกี่ ่อให้เกิดนวัตกรรมการศกึ ษา
จากการศึกษาเอกสาร ตำรา พบว่า แนวคดิ พื้นฐานทก่ี ่อให้เกดิ นวัตกรรมการศึกษามีผลจาก
แนวคิดพื้นฐาน 4 ประการ คอื
1) แนวคดิ ในดา้ นความแตกต่างระหว่างบุคคล บคุ คลมคี วามแตกต่างกันในทุก ๆ ด้าน
จึงพยายามหาวิธีการให้ผู้เรยี นได้เรยี นตามความสามารถของเขา นวัตกรรมที่เกิดจากแนวคิดนี้ ได้แก่
การจัดโรงเรียนไม่แบ่งชัน้ การใช้บทเรยี นสำเร็จรูป ชดุ การสอน การสอนเป็นคณะ การใชเ้ ครือ่ งชว่ ยสอน
2) แนวคิดในด้านความพร้อมการเรยี นรู้ จะได้ผลดีเมอ่ื ผู้เรยี นมีความพรอ้ ม นวัตกรรม
ทเ่ี กิดจากแนวคิดน้ี ไดแ้ ก่ การเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียน การจัดการเรยี นในโรงเรยี น เป็นต้น
3) แนวคิดในด้านการใช้เวลาเพื่อการศึกษา เป็นการเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนใช้เวลาเรียน
อย่างอิสระตามความสามารถและความต้องการ นวัตกรรมที่เกิดจากแนวคิดนี้ ได้แก่ การจัด
ตารางสอนแบบยดื หยุ่น การใชบ้ ทเรยี นโปรแกรม และมหาวทิ ยาลัยเปดิ เปน็ ต้น
4) แนวคิดในด้านความก้าวหน้าทางวิชาการและอัตราเพิ่มของประชากร เป็นการเปิด
โอกาสให้แต่ละคนได้ศึกษาได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึง นวัตกรรมที่เกิดจากแนวคิดนั้น ได้แก่
มหาวิทยาลัยเปิด การจัดโรงเรียนแบบสองผลัด การเรียนด้วยบทเรียน โปรแกรม และการสอน
ด้วยระบบสื่อทางไกล
ข้อสังเกตเกี่ยวกับสิ่งท่ีถือว่าเป็นนวัตกรรมทางการศึกษา ได้แก่ 1) เป็นความคิดและ
การกระทำใหมท่ ้ังหมด 2) ความคิด/การกระทำที่มีการพสิ ูจน์ดว้ ยการวิจัย และช่วยใหก้ ารดำเนินงาน
มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 3) มีการนำวิธีระบบมาใช้อย่างชัดเจน ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบงาน
ในปจั จุบัน ประสิทธิภาพสงู ขนึ้
30
สรุปได้ว่า นวัตกรรมทางการศึกษาอาจเป็นแนวคิดใหม่ทางการศึกษา เป็นทฤษฎีใหม่
เป็นวิธีสอนใหม่ เทคนิคการสอนใหม่ รวมทั้งการนำเสนอสาระด้วยสื่อใหม่ ๆ ซึ่งต้องได้รับการพิสูจน์ว่า
สามารถใชไ้ ด้ และเผยแพร่ได้ เพ่อื คุณภาพของการจัดการเรียนการสอน
6. กระบวนการเกิดนวัตกรรมทางการศึกษา
กระบวนการเกิดนวัตกรรมทางการศึกษาน้ัน บญุ เกอื้ ควรหาเวช (2543) ไดแ้ บง่ การก่อเกิด
นวัตกรรมออกเป็น 3 ระยะ คอื
ระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค้น (Innovation) หรือเป็นการปรุงแต่งของเก่า
ใหเ้ หมาะสมกบั กาลสมัย
ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหล่งทดลอง จัดทำอยู่ใน
ลกั ษณะของโครงการทดลองปฏิบตั กิ ่อน (Pilot Project)
ระยะท่ี 3 การนำเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทว่ั ไป ซึง่ จดั ว่าเปน็ นวตั กรรมขั้นสมบรู ณ์
สภาพของนวัตกรรมทางการศึกษา การที่จะพิจารณาว่าวิธีการ หลักปฏิบัติ แนวคิดหรือ
ส่งิ ประดษิ ฐใ์ ด ๆ เป็นนวตั กรรมหรือไม่ มีเกณฑใ์ นการพัฒนา ดงั น้ี ส่งิ น้นั ตอ้ งแปลกใหมจ่ ากท่ไี ดป้ ฏิบัติ
กันอยู่ ซึ่งอาจจะใหม่ทั้งหมดหรือใหม่บางส่วน การประดิษฐ์คิดค้นอาศัยวิธีระบบอย่างมีขั้นตอน
ที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงทรัพยากรที่ใช้ กระบวนการ และผลลัพธ์ มีการทดลองใช้ปรับปรุง และวิจัย
เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งใหม่นั้นมีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือได้ สิ่งใหม่นั้นยังไม่ใช้กันแพร่หลายหรือ
เป็นส่วนหนึ่งของระบบงาน เพียงแต่มีการนำไปทดลองใช้ในบางกลุ่ม ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
ถา้ วธิ กี าร หลกั ปฏิบัติ แนวคดิ และสง่ิ ประดิษฐท์ ่เี ป็นนวตั กรรมนั้นใช้ได้ผลดจี นเป็นท่ียอมรบั และมีการ
นำไปปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบงานทั่วไป สภาพของนวัตกรรมจะหมดไป
กลายเป็นเทคโนโลยีรูปแบบหนึ่งในระบบงานนั้น เช่น การใช้ก๊าซในการหุงต้มหรือใช้กับรถยนต์
สมัยหนง่ึ จัดวา่ เป็นนวัตกรรม นวัตกรรมทเ่ี กิดขนึ้ จะเปน็ ที่ยอมรบั หรอื ไม่เพยี งไร ขนึ้ อยู่กับบคุ คล 3 ฝา่ ย
ประกอบไปด้วย 1) ผทู้ ่ีมคี วามคิดรเิ ร่ิมใหม่ ๆ และนำสงิ่ นัน้ ไปทดลองใช้ หรอื นำเสนอนวัตกรรมเพ่ือให้
เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป 2) นักต่อต้าน คนพวกนี้มักจะต่อต้านสิ่งใหม่ ๆ เพราะกลัวจะมีข้อบกพร่อง
เกิดขึ้น จึงไม่ยอมรับอะไรง่าย ๆ ซึ่งจะมีผลดีที่จะช่วยให้นวัตกรรมได้พิจารณาปรับปรุงแก้ไข
ข้อบกพร่องต่าง ๆ ของนวัตกรรมที่คิดขึ้นเพื่อให้มีประสิทธิภาพจนเป็นที่ยอมรับ 3) ผู้นำ เป็นผู้ที่มี
อิทธิพลต่อสมาชิกในกลุ่ม ถ้าผู้นำกลุ่มยอมรับนวัตกรรมไปทดลองใช้เพื่อปรับปรงุ งานใหด้ ีขึ้น ย่อมจะ
ทำให้สมาชิกในกลุ่มเห็นคล้อยตามด้วย การยอมรับนวัตกรรมตามแนวคิดอินโนเทค (Innotech)
มีขนั้ ตอนดังน้ี
1) ขัน้ ตระหนกั รู้ (Awareness) เป็นการตระหนกั รเู้ ก่ยี วกับนวัตกรรมเป็นครงั้ แรก
2) ขั้นแสดงความสนใจ (Interest) เปน็ การแสวงหาความรูเ้ พิม่ เติมในนวตั กรรมน้ัน
31
3) ขั้นประเมินค่า (Evaluation) เป็นพิจารณาว่านวัตกรรมนั้นเหมาะสมกับความต้องการ
และสภาพปญั หาหรอื ไม่
4) ขั้นทดลอง (Trial) เป็นการนำนวัตกรรมไปทดลองใช้ได้ผลตามความต้องการ
หรือไม่
5) ขน้ั รับไปใช้ (Adoption) เป็นการตดั สินใจรบั นวตั กรรมไปใช้
6) ขั้นบูรณาการ (Integration) เป็นการนำนวัตกรรมนั้นไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม
กบั ระบบงาน
ดังนั้น นวัตกรรมการศึกษาเกิดขึ้นตามสาเหตุใหม่ ๆ ดังต่อไปนี้ 1) ผู้เรียนในการศึกษา
ภาคบงั คับมีปรมิ าณเพ่ิมมากขน้ึ ปจั จุบนั พบวา่ จำนวนผู้เรยี นในระดับชนั้ ประถมศกึ ษาและมธั ยมศึกษา
มีมากขึ้น ทำให้จำนวนนักเรียนในแต่ละห้องเรียนมีจำนวนเพิ่มขึ้น นวัตกรรมทางการศึกษาสามารถ
สอนนักเรียนได้มากขึ้นโดยใช้เวลาที่น้อยลง 2) สาระเนื้อหาที่เปดิ กว้างมากกว่าในชั้นเรียน นวัตกรรม
และเทคโนโลยีการศึกษาเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ที่ไว รวดเร็วขึ้น ชัดเจนมากขึ้น
มีมุมมองที่หลากหลาย และกว้างขวางมากขึ้น 3) ผู้เรียนมีอิสระในการเข้าถึงและเรียนรู้ด้วยตนเอง
มากขึ้น การเรียนรู้ของผู้เรียนมีแนวโน้มในการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ตามแนวปรัชญาสมัยใหม่
ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งผู้เรียนสามารถเข้าถึงมวลความรู้ได้เองผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือส่ือ
CD-ROM ประเภทต่าง ๆ 4) ความกา้ วหน้าของเทคโนโลยเี ปน็ สว่ นผลกั ดนั ให้ผเู้ รียนมีการใชน้ วัตกรรม
ตา่ ง ๆ มากย่ิงขนึ้
จากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทั้งคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเครือข่าย ส่งผลให้
ราคาอุปกรณ์ถูกลง ประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้มีความสามารถเข้าถึงช่องทางแหล่งเรียนรู้ได้ง่าย
มากยิ่งขึ้น สาระเนื้อหาที่มีอยู่บนเครือข่ายตอบสนองความเป็นมัลติมีเดียที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทำให้
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นอีกช่องทางของการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอีกช่องทางหนึ่ง ท ำให้
ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ในทุกที่ทุกเวลาสำหรับทุกคน (Any where, Any time for everyone)
การใช้คอมพิวเตอร์ในวงการศึกษา ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นทั้งตัว
ส่อื กลางในการเรียนรู้ ในการเขา้ ถึงองคค์ วามรู้ เปน็ ท้งั เคร่อื งมือสำคัญของครูในการสร้างส่ือการเรียน
การสอน นำทางไปสกู่ ารจดั การศกึ ษายุคโลกาภิวัตนท์ ม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ
สรุปได้ว่า นวัตกรรมทางการศึกษา (Educational Innovation) หมายถึง การนำสิ่งใหม่
ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตาม เข้ามาใช้ในระบบการศึกษา
เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลีย่ นแปลงสิง่ ทีม่ ีอยู่เดมิ ใหร้ ะบบการจัดการศึกษามีประสิทธภิ าพยิ่งขึ้น ทำให้ผู้เรยี น
สามารถเกดิ การเรยี นรู้ได้อย่างรวดเรว็ เกดิ แรงจงู ใจในการเรียน และช่วยใหป้ ระหยัดเวลาในการเรียน
เช่น การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้วิดีทัศน์เชิงโต้ตอบ (Interactive Video) สื่อหลายมิติ
32
(Hypermedia) และอินเทอร์เน็ต เหล่านี้ เป็นต้น ส่งผลให้การศึกษาในปัจจุบันมีประสิทธิภาพและ
ผู้เรียนมีความเสมอภาคในการเข้าถึงองค์ความรู้ที่เทา่ เทยี มกนั
แนวคดิ เกี่ยวกับการบรหิ ารโรงเรยี นนวตั กรรม
แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารโรงเรียนนวัตกรรม ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดจากนักการศึกษา
นกั บรหิ ารการศึกษาเพ่ือเปน็ ข้อมูลในการบรหิ ารงานโรงเรยี นนวตั กรรม ดังน้ี
พิเชษฐ์ วงศ์เกียรติ์ขจร (2553) กล่าวว่า การบริหารสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพใน
ศตวรรษที่ 21 มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกรอบแนวคิดต่าง ๆ ที่จะนำมาสร้างยุทธศาสตร์เพื่อนำไป
ปฏิบตั ใิ ห้เกิดประสทิ ธิภาพ คอื
1) แนวคิดประสิทธิภาพการบริหารจัดการยุคใหม่ เป็นแนวคิดของผู้นำการบริหาร
ยุคใหม่ที่พัฒนา คิดค้นหาวิธีการต่าง ๆ มาสร้างเป็นยุทธศาสตร์การบริหาร และนำไปปฏิบัติให้เกิด
ผลสำเรจ็ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพต่อองค์การ
2) องค์ประกอบ หมายถึง กรอบแนวคิดที่บุคลากรทุกฝ่ายมีความเข้าใจตรงกัน
เป็นเอกภาพ จึงจะบริหารองค์การให้ประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ประกอบด้วย องค์ความรู้แบบสหวิทยาการ 10 ประการ นับว่ามีความสำคัญมากที่สุด เป็นรากฐาน
และเป็นหัวใจของการนำไปสร้างยุทธศาสตรเ์ พื่อวางแผนงานในการนำไปปฏิบตั อิ ยา่ งเปน็ รูปธรรม คอื
2.1) ด้านการบริหารจัดการองค์การ มีระบบย่อยประกอบไปด้วย เป้าหมาย
คน โครงสร้าง เทคนิค ความรู้และข้อมูล การบริหารจัดการที่ดี เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการสร้าง
ยุทธศาสตร์ มีหลักการที่สำคัญ คือ มีความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา มีการวางแผนที่ดี
การประสานงานท่ีมปี ระสิทธิภาพ การสง่ั การท่ดี ี การสือ่ สารทชี่ ัดเจน การกระจายอำนาจอย่างเหมาะสม
การตดิ ตามประเมินผลทีด่ ี การมสี ว่ นรว่ มอย่างเหมาะสม การทำงานเปน็ ทีม มโี ครงสรา้ งการจัดองค์กร
ทเี่ หมาะสม และภาวะผ้นู ำท่ีดี การบรหิ ารจัดการที่ดี
2.2) ด้านการบริหารการตลาด การบริหารการตลาดนอกจากจะมีอิทธิพลต่อ
องค์การภาคเอกชน ในปัจจุบันภาครัฐนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้บรหิ ารองค์การจะต้องมี
ความรูค้ วามสามารถทางดา้ นการตลาด องคป์ ระกอบทเ่ี กี่ยวข้องกบั หลักการตลาด คอื หลักของราคา
สถานทีต่ ัง้ การส่งเสริมการตลาด ผลติ ภณั ฑห์ รือตวั สนิ คา้
2.3) ด้านการเงินหรืองบประมาณ การวางแผนด้านการเงินหรืองบประมาณ
เป็นเรื่องที่ผู้บริหารจะต้องมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงในการที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ เพื่อวางแผน
การไปส่กู ารปฏิบตั อิ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
33
2.4) ด้านการบัญชี ในยุคปัจจุบันผู้บริหารจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีความรู้ทางด้าน
การบัญชีเป็นอย่างดี เพราะบัญชีเป็นเครื่องมือของการบริหารการเงินและการระดมความคิดในการ
วเิ คราะห์จุดแขง็ จุดอ่อนทางการบญั ชอี งค์การได้
2.5) ด้านทรัพยากรมนุษย์ มีหลักการสำคัญเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการสร้าง
ยุทธศาสตร์ คือ หลักของการสรรหาบคุ ลากร ปฐมนิเทศ ทดลองปฏิบัติงาน บริหารโครงสร้าง ค่าจ้าง
ค่าตอบแทน และสวัสดิการ การประเมินผลการปฏิบัติงาน หลักของการพัฒนาองค์ความรู้ และ
กระบวนการลงโทษทางวินัย
2.6) ด้านการผลิต กระบวนการสร้างยุทธศาสตร์ประกอบด้วย ความสัมพันธ์
ระหว่างกิจกรรมกับต้นทุนและการเงิน การผลิตกับการตลาด ความพึงพอใจในสินค้าและบริการ
วเิ คราะหส์ ายงานวกิ ฤต และ PERT (Program Evaluation and Review Technique)
2.7) ด้านสภาพแวดล้อมทางการบริหาร มีความสำคัญมาก เพราะสภาพแวดล้อม
ภายนอกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
2.8) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร นบั วันจะมีความจำเป็นต่อชีวิต
มนุษย์ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลต่อการดำเนินงาน
เพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขให้ยุทธศาสตร์การบริหารการจัดการทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ
ที่เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น ผู้บริหารองค์การยุคใหม่นอกจากจะมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล
ทันสมัย มีความรู้ความสามารถแบบสหวิทยาการ แล้วยังต้องรับรู้ข่าวสารที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและ
อนาคต
3) จติ วิทยาการสรา้ งแรงจงู ใจในยุคโลกาภิวตั น์ การจงู ในในยคุ โลกาภวิ ัตน์จำเป็น
อย่างยิ่งที่ผู้นำองค์การจะต้องใช้จิตวิทยาระดับสูงพัฒนาหาวิธีการใหม่ ๆ ที่ทันสมัย ที่จะสนับสนุน
สง่ เสรมิ ผูป้ ฏบิ ตั ิการให้มปี ระสิทธิภาพในการทำงาน
จากแนวคิดที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ประสิทธิภาพการบริหารจัดการยุคใหม่ เป็นความ
รับผิดชอบโดยตรงของผู้บริหารยุคใหม่ที่จะต้องพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพ มีขีดความสามารถ
มีประสิทธิภาพ มีภาวะผู้นำ มีวิสัยทัศน์ และพัฒนาการศึกษาเรียนรู้แบบสหวิทยาการ เพื่อนำมา
กำหนดนโยบายและสร้างยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ นำไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเป็น
รูปธรรมและยั่งยนื
1. แนวคดิ เชงิ นวัตกรรมสำหรับการบรหิ ารสถานศึกษา
การนำเสนอแนวคิดเชิงนวัตกรรมเพื่อนำไปใช้ในการบริหารสถานศึกษา โดยการประยุกต์
แนวคิดการแพร่กระจายนวัตกรรม (Diffusion of Innovations) ของ Rogers (1995) ที่ได้กล่าวว่า
เป็นกระบวนการเผยแพร่โดยการสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่งระหว่างสมาชิกที่อยู่ใน
34
ระบบสังคม หรือในที่นี้คือ สถานศึกษา โดยกำหนดกระบวนการเรียนรู้และยอมรับนวัตกรรมไว้
5 ขน้ั ตอน ดงั นี้
ขั้นตอนที่ 1 ความรู้ (Knowledge) เป็นขั้นตอนที่รับรู้ว่ามีนวัตกรรมเกิดขึ้น และ
หาขา่ วสารจนมีความเข้าใจในนวตั กรรมนน้ั ๆ โดยมีปจั จยั ทเ่ี กีย่ วกับผู้รับนวตั กรรม
ขั้นตอนที่ 2 การชักชวน (Persuasion) เป็นขั้นตอนที่บุคคลมีเจตคติต่อสิ่งใหม่ ๆ
ในทางทีเ่ หน็ ด้วยหรือไม่เห็นดว้ ยต่อ “นวัตกรรม” นั้น ๆ ซึ่งนวัตกรรมควรมีลักษณะ 5 ประการ ได้แก่
1) มีประโยชน์มากกว่าของเดิม (Relative Advantage) 2) สอดคล้องกับวัฒนธรรมของสังคมที่เป็น
ที่ยอมรับ (Compatibility) 3) ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมากนัก (Less Complexity) 4) สามารถรับมา
ปฏิบัติเป็นครั้งคราวได้ (Divisibility) และ 5) มองเหน็ และเข้าใจได้ง่าย (Visibility)
ขั้นตอนที่ 3 การตัดสินใจ (Decision) เป็นขั้นที่บุคคลสนใจเข้าร่วมกิจกรรมที่นำไปสู่
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และตัดสินใจว่าจะรับนวัตกรรมนั้นหรือไม่ โดยทั่วไปการตัดสินใจนั้น
ยังไมถ่ าวร อาจมกี ารเปลีย่ นแปลงไดใ้ นภายหลัง
ขั้นตอนที่ 4 การนำไปใช้ (Implementation) เป็นขั้นนำไปใช้ทดลองใช้อย่างเป็น
ขั้นตอน หรือเป็นชว่ ง ๆ ถา้ เกดิ ผลดกี จ็ ะไดร้ ับการยอมรบั อย่างรวดเร็ว
ขั้นตอนที่ 5 การยืนยัน (Confirmation) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการ ซ่ึงเป็น
การหาขอ้ มลู มาสนับสนนุ การตัดสินใจ อาจมีระยะเวลายาวนานจนกระทง่ั ยอมรบั แนวความคิดใหม่ ๆ
ไปปฏบิ ัติเปน็ การถาวร
ในการนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการบริหารสถานศึกษานั้น ผู้บริหารต้องทำความเข้าใจแนวคิด
เชงิ นวัตกรรมในระดับปัจเจกบคุ คล (Individual) และในระดบั องคก์ าร (Organization)
การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาไทยในทศวรรษหน้า ข้อเสนอในการใช้ยุทธศาสตร์ที่จะ
ขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาไทยในทศวรรษหน้า องค์ประกอบขององค์การนวัตกรรม
ทต่ี อ้ งพฒั นาในทศวรรษหน้า ได้แก่
1) วิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และเป้าหมาย ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและมีความเป็นไปได้
โดยสื่อสารและสร้างความชัดเจนในการรับรู้วิสัยทัศน์ จุดประสงค์ และกลยุทธ์ใหม่แก่พนักงาน
ในองค์การ กลยุทธ์นวัตกรรมจะต้องมุ่งเน้นความสำคัญกับลูกค้า และองค์การจะต้องมีจุดมุ่งหมาย
นโยบายและกลยทุ ธ์ดา้ นนวตั กรรมท่ีเป็นข้อความที่ม่งุ เนน้ นวัตกรรมและสง่ เสรมิ ความคดิ
2) โครงสรา้ งองค์การ จดั ต้งั หนว่ ยงานท่ีเป็นศูนย์กลางการวจิ ัยและคดิ ค้นผลิตภัณฑ์ใหม่
ทำหน้าที่ในการรับผิดชอบเกี่ยวนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ มีโครงสร้างองค์การที่มีความ
ยืดหยุ่น มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับเหตุการณ์และฉกฉวยโอกาส และเป็นองค์การที่มี
การทำงานแบบโครงการ ทีมแก้ปัญหาระหว่างองค์การซึ่งจะไวต่อการเปลี่ยนแปลง มีความยืดหยุ่น
และมคี วามเป็นนวัตกรรม และการทำงานแบบทีมข้ามสายงาน การทำงานแบบทีมท่ีมีความหลากหลาย
35
3) วัฒนธรรมค่านิยมและบรรยากาศการทำงาน สร้างให้เกิดค่านิยมร่วมกันเกี่ยวกับ
นวัตกรรมและองค์การนวัตกรรม ทำให้ทุกคนในองค์การเห็นความสำคัญของนวัตกรรม รับรู้และ
มีส่วนร่วมรับผิดชอบวัตถุประสงค์ของการสร้างนวัตกรรม ยอมรับและเรียนรู้จากความล้มเหลวหรือ
ข้อผิดพลาดท่ีมาจากการสร้างสรรคน์ วัตกรรม และไม่มีการลงโทษ เปิดโอกาสและรับฟงั ความคิดเหน็
หรอื แนวคิดใหม่ ๆ
4) ผู้นำเห็นความสำคัญ มีความมุ่งมั่น ทุ่มเทเวลา พลังงาน และทรัพยากร สนับสนนุ
กิจกรรมให้ทีมงานเกิดความคิดสร้างสรรค์ มีบทบาทเป็นผู้นำเชิงกลยุทธ์ ใช้ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนรูป
มมี ุมมองในระยะยาว และเปน็ ผทู้ ่เี ออื้ อำนวยต่อการเปล่ยี นแปลงในองค์กร
5) บุคลากรมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำงาน มีทักษะในการสื่อสาร ทักษะด้าน
การมีปฏิสัมพันธร์ ะหว่างบุคคล มีอำนาจ อิทธิพล เครือข่ายทั้งภายในและภายนอกองค์การ และเป็น
ผู้รวบรวมความรู้ รวมทั้งมีวิสัยทัศน์ อดทน กระตือรือร้น มีความสามารถทางด้านเทคโนโลยี ทักษะ
ในการวิเคราะห์
6) ทรพั ยากรจัดสรร และสนบั สนนุ ทรัพยากรและการลงทุนสำหรบั การค้นหา พัฒนา
การศึกษา การฝึกอบรม และการนำความคิดใหม่ไปปฏิบัติ องค์การต้องสร้างความชัดเจนในเรื่อง
การสนับสนุนทางด้านการเงินหรืองบประมาณในการสร้างนวัตกรรม การให้งบประมาณในการวิจัย
และพัฒนาอย่างเพยี งพอ
7) การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ มุ่งเน้นการสรรหาและจ้างงานบุคคลที่มี
ความคิดสร้างสรรค์ มีประสบการณ์และภูมิหลังที่มีความหลากหลาย มีการฝึกอบรมและพัฒนา
ให้บุคลากรด้านนวัตกรรม ด้านเทคโนโลยี และให้เป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ การประเมินผล
การปฏิบัติงานทเ่ี ชือ่ มโยงกบั การปฏบิ ัติงานทีอ่ ยู่ในกระบวนนวตั กรรม
8) การใหร้ างวลั และการยอมรับ มรี ูปแบบการให้รางวัลท่หี ลากหลาย ทง้ั รางวัลท่ีเป็น
ตวั เงนิ สง่ิ จูงใจทางอาชีพ รางวลั ทางสงั คม และรางวัลภายใน พรอ้ มทัง้ ชี้แจงทำความเข้าใจถึงความแตกต่าง
ของรางวัลแต่ละประเภท
9) การสื่อสาร มีการส่ือสารแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ ๆ โดยเฉพาะในหมู่ผู้ท่ีเชี่ยวชาญ
ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้มีโอกาสได้พบปะกับเครือข่ายที่เป็นสหวิชาชีพในทุกระดับ ทั้งในและ
นอกองคก์ าร
10) การจัดการความรู้และข้อมูลข่าวสาร มีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ดี และสามารถ
เผยแพร่และแบ่งปันข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดการนวัตกรรมให้กับหน่วยงาน
แผนก หรือบุคลากรทุกคน ได้รับทราบถงึ ข้อมลู ทค่ี วรรบั รู้และจำเป็นต่อการสร้างนวัตกรรม
36
11) การประเมินและการถ่ายทอดความคิด มีระบบจัดเก็บความคิด การประเมิน
ความคดิ สำหรับนวัตกรรม และการจัดการกระบวนการถ่ายทอดส่งต่อความคดิ รวมทง้ั มรี ะบบท่นี ำผล
จากหอ้ งทดลองมาพัฒนาเป็นผลิตภณั ฑอ์ อกสู่ตลาด
12) เครือข่าย ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่าย และมีพันธมิตรในการสร้างสรรค์
นวัตกรรม เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เข้าร่วมในทีมงานคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ลูกค้าสามารถเป็นผู้ผลักดัน
การพัฒนากระบวนการ
สรุปได้ว่า นวัตกรรมทางการศึกษาที่จะพัฒนาขึ้นใหม่ ควรเป็นผลงานที่เป็นที่ยอมรับ
ของสังคม และเป็นประโยชน์เชงิ สรา้ งสรรค์ที่ดมี ีประโยชน์ เช่น ผลงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในปี พ.ศ. 2556 ท่ีสร้างโปรแกรม "อักขราวิสุทธิ์” และ “อี-ธีสิส” ขึ้นมาตรวจสอบสำหรับเขียน
วิทยานิพนธ์และตรวจสอบการคัดลอกผลงานวิชาการระดับปริญญาโท และปริญญาเอก เพื่อให้
นักศึกษาได้รู้จักการจัดทำผลงานวิชาการที่ได้มาจากการค้นคว้าอย่างเป็นระบบ วิธีการอ้างอิงจาก
แหลง่ ความรู้ มีคณุ ธรรม ความซื่อสัตย์ และรบั ผดิ ชอบ
2. ชุมชนแห่งการเรยี นรู้เชิงวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)
ชมุ ชนแห่งการเรยี นรเู้ ชิงวชิ าชพี (Professional Learning Community: PLC) เป็นกระบวนการ
สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเรียนรู้จากการปฏิบัติงานของกลุ่มบุคคลที่มารวมตัวกันเพื่อทำงานร่วมกัน
และสนับสนุนซึง่ กันและกัน โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนร่วมกัน วางเป้าหมาย
การเรียนรู้ของผู้เรียน และตรวจสอบสะท้อนผลการปฏิบัติงานทั้งในส่วนบุคคล รวมถึงเป็นแนวทาง
การพัฒนาแนวทางการบริหารโรงเรียนนวัตกรรม และผลท่ีเกิดข้ึนโดยรวมน้ันเกิดจากกระบวนการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวิพากษ์วิจารณ์ การทำงานร่วมกัน การร่วมมือรวมพลัง โดยมุ่งเน้นและ
ส่งเสริมการพัฒนาองค์การและกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม โดยมีการดำเนินการอย่างน้อย
5 ประการ ดังน้ี
1) มีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาองค์การและการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียน
ให้พฒั นาอย่างเต็มศกั ยภาพ
2) มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากหน้างาน สถานการณ์จริงของการปฏิบัติงานของ
สมาชกิ องค์การ และชนั้ เรียน
3) ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมเรียนรู้และรวมพลัง หนุนเสริมให้เกิดการสร้างความ
เปลี่ยนแปลงตามเป้าหมาย
4) มีการวิพากษ์ สะทอ้ นผลการทำงาน การพฒั นาองค์การ และการพฒั นาผเู้ รยี น
5) มกี ารสรา้ ง HOPE ใหท้ ีมงาน อันประกอบดว้ ย
37
5.1) Honesty & Humanity เป็นการยึดข้อมูลจริงท่ีเกิดขึ้น และให้การเคารพกัน
อยา่ งจริงใจ
5.2) Option & Openness เป็นการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับบุคลากร และ
ผู้เรียนและพร้อมเปิดเผย/เปิดใจเรยี นรจู้ ากผอู้ ่นื
5.3) Patience & Persistence เป็นการพัฒนาความอดทน และความมุ่งมั่น ทุ่มเท
พยายามจนเกิดผลชดั เจน
5.4) Efficacy & Enthusiasm เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในผลของวิธีการจัดการ
เรียนรู้ที่เหมาะสมกบั ผูเ้ รียนวา่ จะทำให้ผูเ้ รียนเรียนรู้ และกระตอื รอื ร้นทจ่ี ะพฒั นาตนเองอย่างเตม็ ท่ี
วัตถุประสงค์ของ PLC คือ 1) เพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีประสิทธิภาพ
2) เพื่อให้เกิดการร่วมมือรวมพลังของทุกฝ่ายในการพัฒนาองค์การ และการเรียนการสอนสู่คุณภาพ
ของผู้เรียน และ 3) เพื่อให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพครูด้วยการพัฒนาผู้เรียน PLC เชื่อว่าทุกคนคือ
คนเชยี่ วชาญในงานน้นั จึงเรียนรู้ร่วมกันได้ ความเช่อื ของ PLC มีดังนี้
1) ยอมรับว่าการสอนและการปฏิบัติงานของครูมีผลต่อการพัฒนาองค์การ และการ
เรียนรู้ของผเู้ รยี น
2) ยอมรับหลักการที่ว่าการเรียนรู้ของครู คือการพัฒนาองค์การและการเรียนรู้
ของผูเ้ รียน
3) ยอมรับว่าครู บคุ ลากรมคี วามแตกตา่ งกนั
4) ยอมรับว่าการพัฒนางานและการสอนบางครั้งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ และ
สมั พันธภาพแบบกัลยาณมติ ร
สำหรับองค์ประกอบสำคญั ของ PLC มีดังนี้
1) ต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน หมายถึง มีเป้าหมาย ทิศทางเดียวกัน มุ่งสู่การพัฒนา
องคก์ าร การจดั การเรียนการสอนสู่คณุ ภาพผ้เู รียน
2) ร่วมแรง ร่วมใจ และร่วมมือ หมายถึง ต้องเปิดใจ รับฟัง เสนอวิธีการ นำสู่การ
ปฏิบตั ิ และประเมินรว่ มกนั Open เปิดใจรับและให้ Care และ Share
3) ภาวะผูน้ ำรว่ ม หมายถงึ การทำ PLC ต้องมผี นู้ ำและผูต้ ามในการแลกเปลีย่ นเรียนรู้
4) กัลยาณมิตร หมายถึง เป็นเพอ่ื นรว่ มวิชาชีพ เติมเตม็ สว่ นที่ขาดของแตล่ ะคน
5) ต้องปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์การ หมายถึง ต้องเน้นการทำงานที่เปิดโอกาส
การทำงานทชี่ ่วยเหลอื กนั มากกวา่ การสัง่ การ มีชั่วโมงพดู คยุ มากข้นึ
6) การเรียนรูแ้ ละพัฒนาวิชาชีพ หมายถึง การเรียนรู้การปฏิบัติงาน และตรงกบั ภาระงาน
คือ การพัฒนาองคก์ าร และการจัดการเรียนรู้ การสอนส่คู ุณภาพองค์การและคณุ ภาพผู้เรยี น
38
PLC มีวธิ ีการทำงาน (กระบวนการ) ทย่ี ึดถอื และการยอมรบั ในการจดั PLC นัน้ ต้องมีการ
รวมกลมุ่ และกลมุ่ นน้ั ตอ้ งมลี กั ษณะคล้าย ๆ กัน ดงั นี้
1) จัดกลุ่มครูที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน - กลุ่มครูที่สอนวิชา/กลุ่มสาระเดียวกัน
ในระดบั ชนั้ เดยี วกัน กลุ่มครูทสี่ อนวิชา/กลมุ่ สาระเดียวกันในช่วงช้ันเดียวกัน กล่มุ ครตู ามลักษณะงาน
2) จำนวนสมาชิก 6 - 8 คน (ผบู้ รหิ าร/ศกึ ษานิเทศก์ หมนุ เวยี นเข้ารว่ มทกุ กลมุ่ )
3) ระยะเวลา 2 - 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตลอดหนึ่งปกี ารศกึ ษา กำหนดเปน็ ชว่ั โมง PLC
ชัดเจน
4) จดั ชัว่ โมง PLC อยใู่ นงานปกติของครู เพือ่ ไมใ่ ห้ครมู ีความรู้สกึ วา่ เป็นภาระทเ่ี พ่ิมขึ้น
จากเดมิ
5) การจดั PLC โดยใช้ ICT ในการเขา้ กล่มุ ระหว่างการดำเนนิ การ
นอกจากนแี้ ลว้ บทบาทของบคุ คล ขององคก์ ารในการทำ PLC มีดังนี้
1) ผู้อำนวยความสะดวกรักษาระดับการมีส่วนร่วมของสมาชิก ควบคุมประเด็น
การพูดคุย ยว่ั ยใุ ห้เกิดการแลกเปล่ียนเรยี นรูโ้ ดยให้ทกุ คนแสดงความคดิ เหน็
2) สมาชิกเปิดใจรับฟัง และเสนอความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ รับแนวทางไปปฏิบัติ
และนำผลมาเสนอพรอ้ มตอ่ ยอด
3) ผูบ้ นั ทึกสรุปประเด็นการสนทนาและแนวทางแก้ปัญหา พร้อมบันทกึ Logbook
4) กลุ่มร่วมกันคิดปัญหาการพัฒนาองค์การและการเรียนรู้ของผู้เรียน หาปัญหา
สำคัญที่สุด สิ่งท่ตี อ้ งระวัง คอื การไม่ช่วยกนั คน้ หาปญั หาที่แท้จริง และผลกั ปญั หาออกจากตวั
5) หาสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา จากนั้นกลุ่มอภิปรายหาสาเหตุที่แท้จริง เน้นไปท่ี
การพัฒนางานและการสอนของครูเป็นอันดับแรกที่ถือว่าเป็นสาเหตทุ ่ีแทจ้ ริง เช่น นกั เรียนอ่านไม่ออก
เปน็ ปญั หาสำคัญร่วมกนั ไม่ใช่สาเหตุว่าพ่อแม่แยกทาง
6) หาแนวทางแก้ไขปัญหาการพัฒนาองค์การและการเรียนรู้ของนักเรียนทีส่ ำคัญนน้ั
จะแก้ไขอย่างไร ศึกษาสาเหตุของปัญหา แนวทางแก้ปัญหานั้นอาจใช้ประสบการณ์ของครู บุคลากร
ที่มีความสำเร็จ ผู้ทรงคุณวุฒิ งานวิจัย หรือแหล่งอื่น ๆ ที่มีการเสนอแนวทางไว้แล้ว จากนั้นสรุปแนวทาง
การแก้ปญั หาสำคัญ 1 เร่ือง หรือ 2 เรื่อง ตามสภาพของโรงเรียน
7) นำแนวทางที่สรุปเพื่อนำไปแก้ไขปัญหา มาช่วยกันสร้างงาน สร้างแผนงาน
เลือกแนวทางการพัฒนางาน แนวทางการจดั การเรียนรู้ ตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหา คือทำอย่างไร
ทำเม่อื ไร ใชอ้ ยา่ งไร และตรวจสอบการทำงานอย่างไร จะเสนอผลระหวา่ งทำงานและสรุปผลเมือ่ ไร
กล่าวไดว้ า่ ชุมชนแหง่ การเรียนรู้เชิงวชิ าชีพ (Professional Learning Community: PLC)
เป็นพัฒนาการของการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM)) องค์กรแห่งการเรียนรู้