89
การมีส่วนร่วมของผู้มสี ว่ นไดส้ ่วนเสยี และขั้นตอนที่ 8 การปรบั ปรุงและพัฒนา ได้แก่ การปรับปรุงผล
การดำเนนิ งาน และการพฒั นาผลการปฏบิ ตั ิงานท่ปี ระสบผลสำเรจ็
จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมของนักวิจัยที่กล่าวถึง พบว่า นักวิจัย
ได้พัฒนานวัตกรรมออกมาในรปู ของกระบวนการ รูปแบบในการพัฒนาวิชาการในสายวิชาชีพของตน
ก่อให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษาและทางวิชาการ และเป็นส่ิงใหม่เชิงหลักการ ทฤษฎี ซึ่งสอดคล้อง
กับงานวิจัยที่ผู้วิจัยได้พัฒนารูปโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานฉบับนี้ เพือ่ เกิดแนวคิดเชิงนวัตกรรมในการพัฒนาองค์การวิชาชีพ
ทางการศึกษาในการพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เป็นนักคิด นักสร้างสรรค์
ตอบสนองการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และแนวคิดประเทศไทย 4.0 ดังที่กล่าวไว้แล้ว
นอกจากนี้ผู้วิจยั ได้ศกึ ษางานวจิ ัยที่เกยี่ วขอ้ งกับการพฒั นารปู แบบเพื่อประโยชน์ของงานวิจัยดงั น้ี
งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบ จากการศึกษากระบวนการดำเนินงานของงานวิจัย
พบว่า ส่วนใหญ่แล้วนักวิจัยได้นำรูปแบบทีไ่ ด้สังเคราะห์ขึ้นจากการศึกษาเอกสาร จากนั้นนำรูปแบบ
ทีพ่ ัฒนาแลว้ นน้ั สมั มนาผเู้ ชี่ยวชาญเพื่อเป็นการตรวจสอบว่ารปู แบบท่สี ร้างและพัฒนาขึ้นน้ัน มีความ
เหมาะสมและเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด ดงั น้ี
วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ (2547) ได้พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาแบบกระจายอำนาจ
ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามแนวทางพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2543 โดยใช้รูปแบบ
การวจิ ยั แบบเชิงพรรณนา เก็บขอ้ มูลดว้ ยการวเิ คราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ และการสอบถามผู้บริหาร
สถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้การบรรยายเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในรูปแบบและประเมิน
ความเป็นไปได้ของรูปแบบโครงการ สัมมนาผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการศึกษา
แบบกระจายอำนาจในสถานศึกษาตามแนวทางพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ความนำประกอบด้วยแนวคิด หลักการ วัตถุประสงค์ และอำนาจ
หน้าท่ี สว่ นที่ 2 องคป์ ระกอบของรปู แบบ และสาระสำคัญของแบบการกระจายอำนาจ ประกอบด้วย
มิติด้านการจัดการสถานศึกษา ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์การ การนำและการควบคุม และมิติ
ด้านภารกิจการบริหารสถานศึกษา ได้แก่ การบริหารวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหาร
บุคคล และการบรหิ ารท่ัวไป และสว่ นที่ 3 ยทุ ธศาสตร์การดำเนินงานและเงอื่ นไขความสำเรจ็
ไพฑูรย์ สินลารัตน์ และคณะ (2550) ได้วิจัยการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน
CRP โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบ CRP 2) ศึกษาแนวทางการ
เปลี่ยนผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบ CRP และ 3) เพื่อศึกษาผลการ
เปลี่ยนผา่ นการจัดการเรียนรูโ้ ดยใชร้ ูปแบบการเรียนการสอนแบบ CRP ผลการวจิ ยั พบวา่ 1) รูปแบบ
การเรียนการสอนแบบ CRP ประกอบด้วยรปู แบบการเรียนการสอน 3 รูปแบบ คือ รูปแบบการเรียน
การสอนแบบตกผลึก (C) เน้นการพัฒนาคุณลกั ษณะรู้ทนั รู้นำโลก เพื่อให้นักเรียนตกผลึกทางความรู้
90
มีทักษะการแสวงหา/คัดสรร/สร้างความรู้ และทักษะการสื่อสาร ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนการสอน
ท่ีเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้ในรายวิชาท่ีเน้นเน้ือหาสาระเชิงวชิ าการ รปู แบบการเรยี นการสอนด้วยวิธี
วิจัย (R) เป็นการพัฒนาคุณลักษณะเรียนรู้ ชำนาญ เชี่ยวชาญ ปฏิบัติ เน้นการลงมือปฏิบัติ เพื่อตอบ
คำถามที่ตนสนใจ และเพื่อแก้ไขปัญหาที่ตนพบจากการเรียนรู้ในรายวิชาต่าง ๆ โดยให้นักเรียน
ฝึกทักษะปฏิบัติ และวางแผนการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเพื่อตอบคำถามหรือแก้ไขปัญหา และ
รูปแบบการเรียนการสอนเชิงผลิตภาพ (P) เน้นการพัฒนาคุณลักษณะรวมพลัง สร้างสรรค์สังคม
สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีม โดยนำความรู้ที่ได้จากรายวิชามาผลิตเป็นชิ้นงานที่เปน็ รูปธรรมใหเ้ กดิ
ประโยชน์ เป็นการนำข้อมูลทางวิชาการมาผลิตเป็นชิ้นงานที่ใช้ประโยชน์ได้จริง 2) แนวทางการ
เปลีย่ นผา่ นการจัดการเรียนรู้โดยใช้รปู แบบการเรยี นการสอนแบบ CRP ประกอบดว้ ย ยุทธศาสตร์การ
สร้างความยั่งยืน และการขยายเครือข่าย 3) ผลของการเปลี่ยนผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
การเรียนการสอนแบบ CRP ที่มีต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนแบบ 4ร. ปรากฏว่า นักเรียน
ในโรงเรียนแกนนำฯ ทั้ง 4 แบบ ที่เข้าร่วมโครงการวิจัยเป็นระยะเวลา 2 ภาคการศึกษา มีคุณลักษะที่
พงึ ประสงคข์ องผ้เู รยี นแบบ 4ร. สงู ขึ้นอยา่ งมนี ัยสำคญั ของสถิตทิ ี่ .05 ในทุกดา้ น
อินทิรา พรมพันธุ์ (2550) ได้วิจัยการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเว็บไซต์โดยใช้
กระบวนการเรียนรู้แบบเบรนเบสต์ในวิชาการออกแบบเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของผู้ผลิต
นักศึกษาในระดับปริญญาบัณฑิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอน
บนเว็บไซต์โ ดยใช้กระบว นการเรียนรู้แบบเบรนเบ สต์ในวิช าการออกแบบเพื่อพัฒนาคว า ม คิด
สร้างสรรค์นิสิตนักศึกษาในระดับปริญญาบัณฑิต 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอน
บนเว็บไซต์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบเบรนเบสต์ในวิชาการออกแบบเพื่อพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ของนิสิตนักศึกษาในระดับปริญญาบัณฑิตที่พัฒนาขึ้น 3) นำเสนอรูปแบบการเรียน
การสอนบนเว็บไซต์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้เบรนเบสต์ในวิชาการออกแบบเพื่อพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ของนิสิตนักศึกษาในระดับปริญญาบัณฑิต ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนการสอน
ที่พัฒนาขึ้น หลักการของรูปแบบเน้นสนับสนุนสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
ที่สุด โดยกระบวนการเรียนรู้แบบเบรนเบสต์ กิจกรรมการแก้ปัญหาในงานออกแบบและภาวะงาน
ที่ท้าทายสำหรับผูเ้ รียน วัตถุประสงค์ของรูปแบบมุ่งพัฒนาความคิดสรา้ งสรรค์นิสิตนักศึกษาในระดับ
ปริญญาบัณฑิต กระบวนการเรียนการสอนแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอน คือ เตรียมความพร้อม กำหนด
เป้าหมายการเรียนรู้ เรียนรู้และเชื่อมโยง กำหนดความคิดรวบยอดและประยุกต์ใช้ ขัดเกลาและ
ปรับปรุงผลงาน นำเสนอผลงาน ประเมินผลงานและฉลองการเรียนรู้ 2) ผลการทดลองใช้รูปแบบ
ที่พัฒนาขึ้น พบว่า นักเรียนมีระดับความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลองสงู กว่าก่อนการทดลองอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีการศึกษามีความเห็นว่ารูปแบบ
ท่ีพัฒนาขึ้นมคี วามเหมาะสม และสามารถนำไปใช้กบั นิสิตนักศึกษาในระดับปรญิ ญาบัณฑิตได้
91
เพียงเพ็ญ จิรชัย (2550) ได้วิจัยการพัฒนารูปแบบการจัดโครงสร้างองค์กรตามแนวทาง
การกระจายอำนาจของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดโครงสร้างองค์กรตามแนวทางการกระจายอำนาจของ
สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการวิจัยพบว่า
1) สถานศึกษาขั้นพื้นฐานส่วนใหญ่แบ่งโครงสร้างองค์กรเป็น 4 กลุ่มงาน คือ กลุ่มงานวิชาการ
กลุ่มงานบริหารงบประมาณ กลุ่มงานบริหารบุคคล และกลุ่มงานบริหารทั่วไป 2) แนวทางการจัด
โครงสร้างองค์กรที่เหมาะสมควรเป็นรูปแบบทยี่ ืดหยุ่นตามบทบาทของสถานศึกษาโดยให้ความสำคัญ
กบั การบรู ณาการปฏบิ ัติของกลุ่มงาน การจัดทีมงานที่มีคุณภาพ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งตรงกับ
ลักษณะของรปู แบบโครงสรา้ งองค์การระบบราชการแบบวิชาชีพ 3) รูปแบบการจัดโครงสรา้ งองค์การ
ที่มีความเหมาะสมประกอบด้วย 4 ส่วน คือ (1) ที่มาของรูปแบบ ประกอบด้วย หลักการและเหตุผล
แนวคิดและหลักการของรูปแบบ และวัตถุประสงค์ของรูปแบบ (2) องค์ประกอบของรูปแบบ การจัด
โครงสรา้ งขององคก์ าร ประกอบด้วย มิติด้านหลักการจัดโครงสรา้ งและกลไกการขับเคล่ือนการทำงาน
ตามโครงสร้าง มิติด้านภารกิจการบริหารสถานศึกษา และมิติด้านการกำหนดผู้รับมอบอำนาจ
(3) วิธีการจัดโครงสร้างองค์การของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย ขั้นตอนการจัดโครงสร้าง
4 ขั้นตอน และ (4) การนำรูปแบบไปใช้ ประกอบด้วย เงื่อนไข และข้อแนะนำสำหรับการนำรูปแบบ
ไปใช้
อัมพร พงษ์กังสนานันท์ (2550) ได้วิจัยการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษานอกระบบ
ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างรูปแบบ
การจัดการศึกษานอกระบบในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2) ประเมินความเป็นไปได้ในการนำ
รูปแบบไปปฏิบัติ สถิติการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่ามัธยฐาน (Median) ค่าพิสัยระหว่างครอไทล์
(Interquartile Range) ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ
t-test ผลการวิจัยพบว่า ขั้นตอนการสร้างรูปแบบผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกันในระดับ
มากที่สุด สูงกว่าผู้บริหารที่มีความคิดเห็นในระดับมาก และเมื่อพิจารณาทุกองค์ประกอบพบว่า
มคี วามแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .01
สุเทพ สันติวรานนท์ และคณะ (2556) ได้วิจัยและพัฒนารูปแบบการพัฒนารูปแบบและ
ผู้บริหารสถานศึกษาใช้โรงเรียนเป็นฐานในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดสงขลา โดยมีกิจกรรมในการ
สร้างและพัฒนารูปแบบ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 สร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาครูและผู้บริหาร
โรงเรียน ปีงบประมาณ 2554 กำหนดโรงเรียนกลุ่มเปา้ หมายศกึ ษาสภาพบริบท การวิเคราะห์ SWOT
ความต้องการจำเป็นของสถานศึกษา ระยะที่ 2 ทดลองการใชร้ ูปแบบการพฒั นา ปีงบประมาณ 2555
โครงสร้างความเข้าใจ คู่มือและแผนปฏิบัติการดำเนินงานตามแผนปฏิบัตกิ ารถอดบทเรียน ระยะที่ 3
ขยายผลสู่โรงเรียนเครือข่ายในปีงบประมาณ 2556 การถอดบทเรียนพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อ
92
ความสำเร็จในการพัฒนารูปแบบ คือ 1) ความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้อง ไดแ้ ก่ ผู้บรหิ าร ครู คณะกรรมการ
สถานศึกษา และผู้ปกครองในชุมชน 2) การดำเนินการศึกษาจากข้อมูลที่แท้จริง เป็นข้อมูล
เชิงประจักษ์ และต้องเป็นขอ้ มลู ทีม่ าจากความรว่ มมือรว่ มทำ 3) ผูบ้ ริหารและครตู ้องมพี ลงั จากภายใน
มีแรงบันดาลใจ และมีความมุ่งมัน่ ท่ีจะพัฒนาที่แท้จริง 4) การดูแลของศึกษานิเทศก์จากสำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 5) การสร้างเครือข่ายกับสถาบันอุดมศึกษา และ
สถาบันอุดมศึกษาตอ้ งลงไปช่วยสร้างความเขม้ แข็งใหเ้ กดิ ขึ้นอย่างยง่ั ยืน
จุฬามาศ จันทร์ศรีสุดา (2555) ได้วิจัยกระบวนการพัฒนาชมุ ชนแหง่ การเรียนรูว้ ิชาชีพโดย
ใช้ RTl Model โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้วชิ าชีพโดย
ใช้ RTl Model 2) ศึกษาความคิดเห็นของครูที่มีต่อรูปแบบการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ
กลมุ่ เป้าหมายในการศกึ ษา คือ ผบู้ รหิ าร และครู จำนวน 31 คน ผลการวิจยั พบวา่ รปู แบบการพัฒนา
ชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้วชิ าชพี โดยใช้ RTl Model รปู แบบพนั ธมิตรครเู ปน็ รูปแบบท่เี กดิ การรวมตัวกลุ่ม
ของครูกับนักวิชาการที่มีความสนใจ ต้องการทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อพัฒนาการสอนของตนเอง
และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โดยเน้นการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิด มีการทดลองใช้นวัตกรรม
การรายงานผล และการสะท้อนผล และเพื่อการปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย
1) หลักการยึดแนวคิดการใช้กระบวนการวิจัยควบคู่กับการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพสำหรับนักเรียน
ทุกคน 2) องคป์ ระกอบมี 4 องค์ประกอบ คือ ครูผู้เข้าร่วมพัฒนา เน้ือหาที่ใช้ในการพัฒนา ท่ีปรึกษา
ในการพัฒนา และสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดการพัฒนา 3) วิธีการ ประกอบด้วย การให้ความรู้กับ
ครู และการฝึกปฏิบัติ 4) ขั้นตอนประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การสร้างความตระหนัก การทดลอง
ปฏิบัติในชั้นเรียน การนำไปปฏิบัติจริงในชั้นเรียน และการนำเสนอผลในการประชุมวิชาการ
5) บรรยากาศ/สิ่งแวดล้อม ผลการวิจัยพบว่า การใช้ RTl Model ครูมีความเห็นว่าเป็นรูปแบบที่มี
ประโยชน์ และสามารถนำความรู้ท่ีใช้จากการลงมือปฏิบัติและการแลกเปลีย่ นเรยี นรู้กับเพื่อนครแู ละ
นักวิชาการไปใชใ้ นการพฒั นาการสอนของตน และการพัฒนานักเรยี นไดจ้ ริง อีกท้ังเป็นเสมือนกับการ
ทำงานตามหนา้ ท่ีปกตทิ ่ีทำใหค้ รไู ม่ต้องทงิ้ ชน้ั เรียนเพ่ือไปแสวงหาความรู้
นิพา ศรีวะรมย์ (2558) ได้ทำการวิจัยการสง่ เสริมสมรรถนะความเป็นผูป้ ระกอบการให้แก่
ผู้เรียน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ
1) ศึกษาสมรรถนะความเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
พระนครเหนือ 2) ศึกษาเจตคติของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการเป็นผู้ประกอบการ และ 3) ศึกษา
แนวทางการพัฒนาสมรรถนะความเปน็ ผู้ประกอบการให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกล้า
พระนครเหนอื เพ่ือเตรยี มนักศกึ ษาให้พร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น สำหรับกลุ่มตัวอย่างคือ
อาจารย์ นักศึกษา และศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จำนวนทั้งสิ้น
1,061 คน โดยใช้แบบสอบถามและการสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนกั ศึกษา
93
เป็นกลุ่มตัวอย่างเพียงกลุ่มเดียวที่มีเจตคติตอ่ การเปน็ ผู้ประกอบการ นอกนั้น มีเจตคติในระดับคอ่ นข้างดี
ผลการทดสอบไคสแควร์ สรุปได้ว่า ข้อมูลส่วนบุคคลด้านประสบการณ์เป็นผู้ประกอบการ สถานภาพ
เพศ และคณะ มีความสัมพันธ์กับเจตคติต่อการเป็นผู้ประกอบการ กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ และเสนอแนะให้มีการส่งเสริมพัฒนาสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการให้แก่
นกั ศึกษา โดยสอดแทรกเปน็ ส่วนหนึ่งของตัวช้วี ัดการประเมินผลการจดั การเรียนการสอนทุกกระบวน
วิชาควบคู่กับกิจกรรมนอกเวลาเรียน เพื่อกระตุ้นนักศึกษาทุกสาขาวิชาให้เป็นคนที่คิดเป็น และ
พยายามสรา้ งผลงานทป่ี ระสบความสำเรจ็ สงู สดุ ในการประกอบอาชพี ในอนาคต
2. งานวจิ ัยต่างประเทศ
Vrakking (1990) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับองค์การนวัตกรรม ซึ่งเป็นการหาความสัมพันธ์
ระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริงของตนเองในบทบาทหน้าที่ของการเป็นที่ปรึกษาการบริหาร
การจัดการองค์การ โดยเฉพาะความตอ้ งการสำหรบั การปรบั เปลี่ยนการบริหารจัดการนวัตกรรม ซงึ่ ได้
ทำการศึกษาจากการทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมใน 7 บริษัทขนาดใหญ่ และขนาดกลาง
ผลการศึกษาสรุปได้ว่า ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบของการจัดการนวัตกรรมในองค์การนวัตกรรมมี
4 กลุ่มตัวแปร และได้สรุปรูปแบบขององค์การนวัตกรรม ดังนี้ 1) ปัจจัยด้านทรัพยากรเทคโนโลยี
(Technological Resource Management) คือ การจัดการความรู้และประสบการณ์ ความรู้ในการ
ทำงานเกี่ยวเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดความเข้าใจเทคโนโลยีที่มีอยู่และกำลังจะเกิดขึ้น 2) ปัจจัยด้านการ
บริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) พนักงานถือเป็นผู้สร้างนวัตกรรม
ดงั นั้น องค์การตอ้ งส่งเสริมการศึกษาหรือฝึกอบรมให้พนักงาน เพื่อใหม้ คี วามรู้สามารถนำไปเช่ือมโยง
กับความคิดสร้างสรรค์และความเป็นผู้ประกอบการเพื่อใช้ในการสร้างนวัตกรรม องค์การควรทำให้
พนักงานเกิดความผูกพันต่อองค์การ โดยการนำระบบการจัดการสายอาชีพเข้ามาใช้ องค์การควรจะ
สร้างให้เกิดทีมข้ามสายงาน เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางด้านความคิด ความสามารถ ทักษะ
ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ทำงาน รวมทั้งมีวัฒนธรรมค่านิยมร่วมเน้นความสำเร็จของงาน
มีโครงสร้างที่เหมาะสม และการมีผู้นำที่มีภาวะผู้นำที่กล้าเสี่ยง โดยเน้นการสร้างแรงจูงใจในการ
ทำงานเป็นทีม 3) ปัจจัยด้านบรรยากาศองค์การ (Organizational Conditions) โดยมีกระบวนการ
ของนวัตกรรมที่การเน้นการสร้างบรรยากาศองค์การนวัตกรรม คือ วิสัยทัศนท์ ี่แสดงถงึ ความโดดเด่น
ด้านนวัตกรรม กลยุทธ์มีความชัดเจน และโครงสร้างองค์การที่มีความเหมาะสม เป็นโครงสร้าง
องค์การแบบโครงการ (Adhocracy Structure) ที่เป็นโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่นและมีความ
เหมาะสมในการพัฒนานวัตกรรม 4) ปัจจัยด้านการปฏิบัติการ (Operational Guidance) คือ
องค์การจะต้องให้ความสนใจกับการจัดการด้านงบประมาณ การวางแผน การคัดเลือกโครงการ และ
การควบคุม
94
Landrum (1991) ได้วิจัยเรื่อง The Innovation Personality – A Case Study on Thirteen
Innovative Visionaries Based on Key Characteristics of Their Personal Behavior มีวัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาคุณลักษณะของความเป็นนวัตกร พบว่า บุคลิกภาพของนวัตกร (Innovator Personality)
หรือการแสดงออกถึงการเป็นนวัตกรนั้น เกิดจากการเสริมสร้างบุคลิกภาพเชิงนวัตกรรมได้ตรง
เป้าประสงค์ หากการพัฒนานั้น ๆ ไม่เหมาะสม ก็ไม่อาจสร้างบุคลิกภาพนวัตกรออกมาได้ เช่น
หากต้องการใหบ้ คุ ลากรนำเสนอส่ิงใหม่ ๆ ก็ต้องพัฒนาดา้ นความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งกระบวนการพฒั นา
มีระดับดีมากเท่าใด ก็ยิ่งมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเช่นกัน โดยกระบวนการพัฒนานวัตกรต้องมี
ลักษณะเฉพาะสำหรับนวัตกร เพื่อดึงศักยภาพเชิงนวัตกรรมออกมาใช้ประโยชน์ โดยองค์การ
ตอ้ งสร้างบรรยากาศท่เี หมาะสมในการเปลี่ยนความคดิ สร้างสรรค์เปน็ นวตั กรรม
Adam (1993) ได้วิจัยภาวะผู้นำองค์การและผลกระทบต่อประสิทธิผลองค์การ กรณีศึกษา
ใน 60 โรงเรียน เพื่อยืนยันว่าแบบภาวะผู้นำที่หลากหลายสามารถตัดสินประสิทธิผลองค์การได้
ซึ่งผู้วิจัยเสนอว่า การควบคุมตามลำดับขั้นหรืออิทธิพลที่ตั้งอยู่ในรูปขององค์การนั้น ๆ และ
ประสิทธิผลโรงเรียนสามารถวัดได้ตามหน้าที่ขององค์การ 4 ประการของ Parson คือความสามารถ
ในการปรับตัว การบรรลุเป้าหมาย การบูรณาการ และการรักษาแบบแผนวัฒนธรรมองค์การ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นกราฟและแบบสอบถาม 3 ฉบับที่เกี่ยวกับการควบคุมองค์การ ความพึงพอใจ
โดยภาพรวม และความจงรักภักดีต่อองค์การ โดยการสอบถามบุคคลจำนวน 1,500 คน ซ่ึงเป็นตัวแทน
บทบาท และตำแหน่งหลากหลายที่อยู่ในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาชานเมือง เพื่อนำมา
จัดลำดับของประสิทธิผลตามการรับรู้ ศึกษาความสัมพันธ์ วิเคราะห์ถดถอย และวิเคราะห์เส้นทาง
เพื่อตรวจสอบผลกระทบความสัมพันธ์กับหน้าที่ขององค์การทั้ง 4 ประการ และสัมพันธ์กับระดับ
ประสิทธิผลองค์การที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ภาวะผู้นำองค์การจะเป็นตัวพยากรณ์ที่สำคัญของ
ประสิทธิผลองคก์ าร
Bassi, & Cheney (1993) ได้ศึกษาเปรียบเทียบวิธีการฝึกอบรมและพัฒนาของบริษัท
ชั้นนำระดับโลก จำนวน 58 บริษัท ด้วยกระบวนการ Benchmarking ผลการศึกษาพบว่า วิธีการ
พัฒนาในห้องโดยมีวิทยากรนำ เป็นวิธีการพัฒนาที่เก่าแก่และนิยมใช้มากที่สุด ถึงแม้ความ
เจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการศึกษาหรือเทคโนโลยีสารสนเทศอาจทำให้คนเข้าใจว่าวิธีการ
แบบเก่าที่มีวิทยากรเป็นหลักจะเสื่อมความนิยมลง แต่ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า แม้จะเกิดการ
เปล่ยี นแปลงในวธิ กี ารพัฒนาบ้าง แตก่ ็เปน็ ลักษณะแบบค่อยเป็นคอ่ ยไป ไมใ่ ช่เปล่ียนแปลงอย่างส้ินเชิง
ในเวลารวดเร็ว อย่างไรก็ตามวิธีการพัฒนาในห้องหรือในชั้นเรียนยังครองความนิยมเป็นอันดับหน่ึง
เมอื่ เปรยี บเทยี บกับวธิ ีอืน่ ๆ
95
Kim, & Michalel (1995) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ของการคิดสร้างสรรค์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน ความใฝ่รู้ และรูปแบบของการคิดของนักเรียนไฮสคูลในเกาหลี โดยมีจุดประสงค์เพ่ือ
นำไปใช้ในการเลือกเครื่องมือในการจัดความคิดสร้างสรรค์ทั้งทางการศึกษาและการทำงาน
โดยคัดเลือกเครื่องมือที่นำมาศึกษาคือ TTCT (Torrance Test of Creative Thinking) และ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ระบุเปอร์เซ็นต์ และเพื่อศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างเพศที่มีต่อความคิด
สร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่า คะแนนที่ได้จาก TTCT มีความสัมพันธ์เล็กน้อยกบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
และนักเรียนหญิงจะมีความสามารถทางความคิดสร้างสรรค์สูงกว่านักเรียนชาย โดยนักเรียนหญิงจะมี
การเรียนและรปู แบบการคดิ ทีใ่ ชส้ มองซีกขวาเด่นชัด จึงทำให้มคี ะแนนความคิดสร้างสรรค์สูงกวา่ เพศชาย
Perry-Smith, & Shalley (2003) ได้วิจัย The Social Side of Creativity: A Static and
Dynamic Social Network Perspective มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเครือข่ายทางสังคมใน 3 ประเด็น
ได้แก่ ความถี่ในการติดต่อ ความใกล้ชิด และความคงทนของความสัมพันธ์ ซึ่งหากบุคคลมีเครือข่าย
ทางสังคมแบบเปิด ไม่ว่าจะมีรายละเอียดความสัมพันธ์แบบใดใน 3 รูปแบบข้างต้น ก็พบว่า
มีความสัมพันธ์กับผลงานสร้างสรรค์ทั้งสิ้น การเปิดกว้างทางความคิด คือ มีการเปิดรับของบุคคล
เกี่ยวกับข้อมูลใหม่ ความรู้ใหม่ และประสบการณ์ใหม่ โดยเปิดกว้างและยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลง
ความเชื่อดั้งเดิม หากมีหลักฐานหรือข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผล โดยสรุปเครือข่ายทางสังคม คือ มีการ
เชื่อมโยงระหว่างบคุ คลกับบุคคล หรือระหว่างบุคคลกับกลุ่ม หน่วยงาน หรือองค์การต่าง ๆ ทั้งในด้าน
ความหนาแน่นของเครือขา่ ย และความสามารถในการเชอื่ มโยงเครือขา่ ย
Riquelme (2000) ได้วิจัย How to Develop More Creative Strategic Plans: Results
from an Empirical Study มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดกว้างทางความคิด สามารถสนับสนุน
และสร้างความเข้มแข็งให้กับระดับของจินตนาการ และความสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมในกระบวนการ
วางแผนกลยุทธ์ ตลอดจนผลที่ได้รับจากกระบวนการวางแผน รวมถึงทดสอบเทคนิคในการสนับสนนุ
ความสร้างสรรค์ร่วมดว้ ย ซึ่งพบว่า กลุ่มควบคุมที่เป็นผู้ที่มีลักษณะเปดิ กว้างทางความคิด แม้ไม่ได้รบั
เทคนิคการสนับสนนุ ความสร้างสรรค์ เพื่อสร้างแผนกลยุทธ์การตลาด แต่ก็ยังสามารถผลิตชิน้ งานที่มี
ความสร้างสรรค์ได้ และยังแสดงให้เห็นว่าความสร้างสรรค์สามารถสนับสนุนให้เกิดเพิ่มขึ้นได้ แม้ในกลุ่ม
ของผู้ที่มีคุณลักษณะปิดทางความคิด และลักษณะการคิดริเริ่ม คือ ลักษณะการคิดของบุคคลที่แสดง
ให้เห็นความคิดที่แปลกใหม่ และมีประโยชน์ต่อตนเอง กลุ่ม หน่วยงาน และองค์การ ประกอบด้วยมิติ
ดา้ นการสรา้ งสรรค์ความคดิ และการแสดงใหเ้ หน็ ความสามารถในการคิดทแี่ ปลกใหม่
Hoy, & Scott (2001) ไดศ้ กึ ษาการออกแบบโรงเรยี นที่ดี ความหมาย และการวดั โครงสร้าง
โรงเรยี นทีเ่ ชื่อให้บรรลผุ ล โดยมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ตรวจสอบผลทางบวกและทางลบของโครงสร้างโรงเรยี น
ที่เป็นระบบราชการ ศึกษาในโรงเรียนมธั ยมรัฐโอไฮโอ จำนวน 97 โรงเรียน เกบ็ ผลงานโดยใช้แบบสอบถาม
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสหสัมพันธ์และสมการถดถอย ผลการศึกษาพบว่า โรงเรียนที่มีโครงสร้างระบบ
96
ราชการที่เชื่อให้บรรลุผลจะมีระดับความไว้วางใจของหมู่คณะต่อผู้บริหารระดับสูง ความยั่วยุให้เกิด
ความไมไ่ ว้วางใจต่อกันมีน้อย และมีความขัดแย้งในบทบาทน้อย
Sinden, Hoy, & Sweetland (2004) ได้ศึกษาพฤติกรรมและโครงสร้างองค์การระบบ
ราชการที่ทำใหบ้ รรลผุ ลในโรงเรียน วัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษาเพื่อแสวงหาโครงสรา้ งที่ทำให้บรรลุผล
และพฤติกรรมที่เชื่อให้บรรลุในองค์การระบบราชการของการศึกษา นักทฤษฎีสมัยใหม่ได้กำหนด
แนวคิดองค์การระบบราชการที่เชื่อให้บรรลุผลให้เป็นระบบที่ช่วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน
ในระบบองค์กร ระบบราชการท่ีเชื่อให้บรรลุให้ข้อมูลและรากฐานความทรงจำท่ีแข็งแกร่งจำนวนมาก
เพื่อเตรียมพืน้ ฐานการแก้ปัญหาและนวตั กรรมที่เข้มแข็ง โดยใชห้ ลกั การสมั ภาษณ์คณะกรรมการ และ
ผู้บริหาร ใช้การสังเกตปฏิสัมพันธ์ของผู้ปฏิบัติงานหลัก และการวิเคราะห์เอกสารเพื่อพัฒนาเป็น
เอกสารพรรณนาโครงสร้าง พฤติกรรม และวิธกี ารปฏิบัติทีเ่ อื้อให้บรรลผุ ล ผลการวจิ ยั แสดงให้เห็นถงึ
การรับร้ขู องผปู้ ฏิบัตงิ านเก่ยี วกับพฤติกรรมและโครงสร้างที่เช่ือให้บรรลผุ ล
Martins & Terblanche (2003) ได้วิจัย Building Organizational Culture that Stimulates
Creativity and Innovation มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างตัวแบบการสร้างวัฒนธรรมองค์การที่กระตุ้น
ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ผลการศึกษาสรุปได้ว่า สิ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อปัจจัยความสำเร็จ
ของวัฒนธรรมองค์การที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ได้แก่ 1) พันธกิจ และวิสัยทัศน์
(Mission and Vision) 2) การมุ่งเน้นลูกคา้ หรือส่ิงแวดล้อมภายนอก (External Environment) 3) ความ
คาดหวังถึงผลสำเร็จขององค์การ (Means to Achieve Objectives) 4) ภาพลักษณ์ขององค์การ (Image
of the Organization) 5) กระบวนการบริหารจัดการ (Management Process) 6) ความต้องการของ
พนักงานและเป้าหมาย (Employee Needs and Objectives) 7) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
(Interpersonal Relationship) และ 8) ผู้นำ (Leadership) นอกจากวัฒนธรรมองค์การก็ยังมี
องค์ประกอบที่สำคัญส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ได้แก่ 1) กลยุทธ์ (Strategy) ได้แก่
วิสยั ทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายทชี่ ัดเจน 2) โครงสร้างองค์การ (Structure) ท่มี ีความยืดหยนุ่ และให้อิสระ
ทางความคิดและการตัดสินใจ รวมทั้งสนับสนุนการทำงานร่วมกันเป็นทีม 3) เครื่องมือสนับสนุน
(Support Mechanisms) ได้แก่ ระบบการให้รางวัลและการยอมรับ การจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอ
เช่น เวลา ข้อมูลข่าวสาร บุคลากร 4) พฤติกรรมที่ส่งเสริมนวัตกรรม (Behavior that Encourage
Innovation) เช่น ความกล้าเสี่ยง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การคิดวิเคราะห์แสวงหาความท้าทายใน
การทำงาน ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยง และ 5) การสื่อสาร
แบบเปดิ (Open Communication)
Magarete Kedzior, & Steve Fifleld (2004) ได้ศึกษารูปแบบการพัฒนาให้เป็นครู
มืออาชีพ พบว่า มีรูปแบบมากมายสำหรับการพัฒนาการเป็นครูมืออาชีพ ซึ่งรวมถึงลักษณะเฉพาะ
ของครูมืออาชีพ ตัวอย่างของการพัฒนาวิชาชีพ 3 ลักษณะ ดังนี้ การให้คำปรึกษาจากผู้ที่มี
97
ประสบการณ์ที่เป็นที่เชื่อถือ การให้คำปรึกษาเป็นการเปิดโอกาสให้แก่ทั้งครูใหม่และครูที่มี
ประสบการณไ์ ดเ้ รียนรูซ้ ่ึงกันและกัน ซึ่งช่วยใหค้ รูใหม่เรยี นรูง้ านสอนได้อยา่ งสรา้ งสรรค์และมีคุณภาพ
การให้คำปรึกษาจากผ้ทู ่ีมปี ระสบการณ์ เกดิ ขึน้ จากกิจกรรมการสังเกตชนั้ เรยี นและเปน็ พ่ีเลยี้ ง การให้
ข้อมูลย้อนหลัง และการร่วมมือในการสอน การให้คำปรึกษาสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้พัฒนาทัศนคติและ
กลวิธีการสอนอยา่ งมาก ในรูปแบบนี้ครูจะทำงานร่วมกนั เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจว่านักเรยี นคิดและ
มีความเข้าใจหลักวิชาการอย่างไร ครูและผู้ช่วยดำเนินการจะถามคำถามเกี่ยวกับความเข้าใจ
ของนักเรียน เก็บและรวบรวมข้อมูล แลกเปลี่ยนผล วิเคราะห์ข้อมูลกับผู้ร่วมงาน และร่วมมือกัน
สร้างบทสรุปของการสอน ครูสร้างรูปแบบว่านักเรียนคิดอย่างไรและแก้ปัญหาอย่างไร ครูใช้รูปแบบ
การคิดของนักเรียนมาพัฒนาสื่อการเรียนรู้ตรงกับความต้องการเรียนรู้ของนักเรียน ให้โอกาสครู
สร้างความเข้าใจในเนื้อหาวิชาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังพัฒนาการสอนให้มีประสิทธิภาพ
เพิ่มขึ้น การศึกษาบทเรียน (Lesson Study) การศึกษาบทเรียนคือ ครูร่วมกันสร้างสรรค์ศึกษาและ
พัฒนาบทเรียน วิธีการนี้สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มสอนบทเรียน ในขณะที่คนอื่น ๆ สังเกตการสอน
อย่างละเอียด หลังจากสอนบทเรียนสมาชิกทุกคนในกลุ่มมาพบกันเพื่อที่จะอภิปรายข้อที่สังเกตพบ
และพิจารณาว่าจะพัฒนาบทเรียนอย่างไร บทเรียนน้ีนำไปสอนนักเรียนกลุ่มอื่นอีกครั้งหนึ่ง และมี
ขั้นตอนการสังเกต ร่วมมือวิเคราะห์ข้อมูล และทบทวนบทเรียนซ้ำอีกครั้งหนึ่ง การศึกษาบทเรียนน้ี
เป็นรูปแบบหนึ่งที่อาศัยการศึกษาตนเองในลักษณะความร่วมมือ เป็นวิธีหนึ่งในการสนับสนุน
ความเจรญิ กา้ วหน้า และการพฒั นาวิธสี อนของครู
Zhan (2006) ไดว้ ิจัย Development of Theory on Entrepreneurial Orientation: Empirical
Evidences from Hebei มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างนวัตกรรมในองค์การ พบว่า ความมี
นวัตกรรมของพนักงานเป็นความพยายามในการที่แสวงหาโอกาสและทางเลือกใหม่ ซึ่งการมุ่งเน้น
ดา้ นการสรา้ งนวัตกรรมให้เกิดกบั พนักงานและองค์การจะเกีย่ วข้องกบั การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการ
ทดลองเพอื่ พัฒนาสนิ คา้ และบรกิ ารใหม่ หรือการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ปัจจยั ทีพ่ ัฒนาใหพ้ นักงาน
ในองค์การมีนวัตกรรมในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 2 ปัจจัย ดังนี้ 1) องค์การต้องสนับสนุน
ความคิดสร้างสรรค์และการทดลอง (Fostering Creativity Experimentation) การที่จะทำให้องค์กร
ธุรกิจประสบความสำเร็จในด้านการสร้างนวัตกรรม องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องกล้าเปลี่ยนแปลง
ออกจากกรอบแนวคิดเดิม ๆ กล้าเสี่ยงในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ โดยการส่งเสริมสนับสนุนให้
พนกั งานมคี วามคดิ รเิ ริม่ สรา้ งสรรค์ และ 2) องค์การตอ้ งสนับสนุนทรพั ยากรด้านเทคโนโลยใี หม่ มีการ
วิจัยและพฒั นาอยา่ งตอ่ เนือ่ ง (Investing in New Technology and R&D and Continuous Improvement)
องค์กรต้องตระหนักและให้ความสำคัญด้านงบประมาณ การลงทุนทางเทคโนโลยี และการวิจัยพัฒนา
เพอ่ื แสวงหาความได้เปรียบทางการแขง่ ขัน
98
Oke (2007) ได้วิจัย Innovation Types and Innovation Management Practices in
Service Companies มวี ัตถปุ ระสงค์เพ่อื ศกึ ษาความสัมพันธ์ระหว่างประเภทของนวตั กรรม ความเป็น
นวัตกรรม และสมรรถนะของนวัตกรรม (Innovation Performance) โดยพิจารณานวัตกรรม
ในลักษณะผลิตภัณฑ์ภาคบริการและการบริการร่วมกับความเป็นนวัตกรรม และแบ่งเป็นนวัตกรรม
แบบก้าวกระโดด นวตั กรรมแบบคอ่ ยเป็นคอ่ ยไป และนวัตกรรมเชงิ เลียนแบบ (Me-too innovation)
ทั้งยังสามารถแบ่งประเภทของนวัตกรรมออกเป็นนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นจากความต้องการของ
ตลาด (Market-Based Innovations) และนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
(Technology-Based Innovations) โดยนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นจากความต้องการของตลาดน้ัน
เป็นตัวแทนของสินค้าที่แสดงให้เห็นถึงการถอยห่างออกมาจากตลาดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากน้ี
นวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นจากความต้องการของตลาด ประกอบด้วย เทคโนโลยีใหม่ที่แตกต่างกัน
ซึง่ ตอบสนองคา่ นยิ มของลูกค้าในตลาดใหม่ ๆ ที่เกดิ ขึน้
Chang, Hsu, Chuang, & Wu (2007) ได้ศึกษาการพัฒนาองค์การนวัตกรรมโดยใช้
องค์การแห่งการเรียนรู้ พบว่า วัฒนธรรมแบบดั้งเดิมตอ้ งมีการเปลีย่ นแปลงมากที่สุด วัฒนธรรมแบบ
ดั้งเดิมไม่สามารถจะเรียนรู้ในองค์การอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะขาดองค์ประกอบหลักในการสร้าง
องค์การแห่งการเรียนรู้ เช่น การเรียนรู้ด้วยตนเอง การดำเนินการด้วยตนเอง การยอมรับของสังคม
วิสัยทัศน์ร่วม และการปฏิรูปภาวะผู้นำ รูปแบบองค์การนวัตกรรม ต้องบรรลุความสำเร็จในการ
บริหารจัดการนวัตกรรมโดยการเรียนรู้ในองค์การผ่านองค์การแห่งการเรียนรู้ และมีการสร้าง
สิ่งแวดล้อมในการสร้างแรงบันดาลใจ ปัจจัยในการพัฒนาองค์การนวัตกรรม คือ การมอบหมายงาน
แก่อาสาสมัครที่มีความรู้ความสามารถในงานนั้น ๆ สังคมที่เป็นอสิ ระ พนักงานมีอำนาจหน้าที่ในการ
รับผดิ ชอบงานนน้ั ๆ อย่างเต็มท่ี และมกี ารตัดสินใจร่วมกนั ของกลมุ่
Jung, Wu, & Chow (2008) ได้ทำการวิจัย Towards Understanding the Direct and
Indirect Effects of CEOs’ Transformational Leadership on Firm Innovation มีวัตถุประสงค์
เพ่ือศึกษาเก่ียวกบั นวัตกรรม โดยจากข้อค้นพบได้ให้ขอ้ เสนอว่า นวตั กรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
ประเภทแรกคือ นวตั กรรมด้านผลิตภัณฑ์ (Product Innovations) คอื ผลติ ภณั ฑ์หรือบริการรูปแบบใหม่
สินค้าตัวใหม่ และบริการใหม่ เหล่านี้จะได้รับการแนะนำให้แก่ลูกค้า เพื่อตอบสนองความต้องการ
ของพวกเขาหรือความต้องการของตลาด นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์นี้มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับ
นวัตกรรมด้านเทคนิค (Technical Innovations) นั่นคือ นวัตกรรมเหล่านี้จัดเป็นส่วนประกอบของ
การปฏิบัติงาน (Operating Component) และมีผลกระทบต่อระบบทางเทคนิคขององค์การ รวมท้ัง
การรับเอาความคิดใหม่มาใช้เพื่อผลิตสินค้าหรือบริการ และประเภทที่สองคือ นวัตกรรมด้าน
กระบวนการ (Process innovations) หมายถงึ ส่วนประกอบใหมท่ ไี่ ด้รับ การนำมาใชใ้ นกระบวนการ
99
ผลิตขององค์การหรือการบริการ โดยนวัตกรรมด้านกระบวนการมิได้ผลิตสินค้าหรือการบริการ
โดยตรง แต่มอี ิทธพิ ลโดยออ้ มต่อการนำสินคา้ และบริการมาใช้
Lee, Yuan-Duen, & Chang (2008) ได้ว ิจัย Relations between Team Work and
Innovation in Organizations and the Job Satisfaction of Employees: A Factor Analytic
Study มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองต่อนวัตกรรมมีส่วนช่วยในการพัฒนาองค์การในด้านต่าง ๆ
พบว่า ไม่เพียงเฉพาะด้านสินค้าและบริการเท่านั้น แต่สามารถพัฒนาควบคู่ไปกับส่วนอื่น ๆ
ทั้งภายในและภายนอกองค์การ สามารถที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งจะนำไปสู่
ความสำเร็จในการจัดการนวัตกรรมที่จะสามารถสร้างคุณค่า และความได้เปรียบในการดำเนินธุรกิจ
ขององค์การได้ในระยะยาว จากการให้ความสำคัญของนวัตกรรมในองค์การ สามารถสร้างโอกาสในการ
พัฒนาด้านต่าง ๆ 10 ส่วน คือ การพัฒนาด้านการจัดการ (Management Development) การพัฒนา
ด้านกลยุทธ์ (Strategy Development) การพัฒนาพนักงาน (Employee Development) การพัฒนา
สินค้าและบริการ (Product and Service Development) การพัฒนากระบวนการ (Process Development)
การพัฒนาเครื่องมือและเทคโนโลยี (Tool and Technology Development) การพัฒนาคู่ค้า
(Supplier Development) การพัฒนาตลาด (Market Development) การพัฒนาช่องทางการจัด
จำหนา่ ย (Distribution Development) และการพฒั นาตราสินคา้ (Brand Development)
Young, & Dulewicz (2009) ได้วิจัย A Study into Leadership and Management Competencies
Predicting Superior Performance in the British Royal Navy มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการ
เชื่อมโยงเข้ากับผลการปฏิบัติงาน (Performance) กับสมรรถนะกับที่ทำงานโดยพิจารณาว่าในตัว
บคุ คลประกอบดว้ ยสิ่งทีเ่ ขาเป็น พบว่า คุณลักษณะของบุคคล ไดแ้ ก่ แรงจูงใจ คณุ ลกั ษณะส่วนบุคคล
หรืออุปนิสัย ภาพลักษณ์ บทบาท และความรู้กับสิ่งที่บุคคลสามารถทำได้ คือ พฤติกรรม อันได้แก่
ทักษะที่แสดงออกมา ในส่วนของงาน ประกอบด้วย สิ่งที่ต้องทำกับผลการปฏิบัติงาน สำหรับแนวคิด
ทเี่ ชอื่ มโยงเร่อื งของ “คุณลกั ษณะ” กบั “ผลการปฏิบตั งิ าน” โดยวัดจากเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานหรือเกณฑ์
ที่กำหนดขึ้นมาเฉพาะเจาะจง กล่าวโดยสรุป ประกอบด้วย 1) มูลเหตุจูงใจหรือแรงดลใจ (Motive)
ที่ทำให้บุคคลคิดหรือต้องการกระทำ มูลเหตุจูงใจหรือแรงดลใจนี้จะเป็นตัวผลักดัน กำกับ และทำให้
บุคคลเลือกที่จะแสดงพฤติกรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 2) คุณสมบัติหรือลักษณะเฉพาะหรืออุปนิสัย
(Trait) เป็นลักษณะทางกายภาพ และปฏิกิริยาที่แสดงออกอย่างสม่ำเสมอในสถานการณ์ต่าง ๆ หรือ
ต่อข้อมูลที่ได้รับ 3) ความรู้สึกนึกคิดหรือกรอบแนวคิดของตนเอง (Self - Concept) ได้แก่ เจตคติ
การให้คุณค่าต่อบุคคล และภาพลักษณ์ของคน 4) ความรู้ (Knowledge) คือ ข้อมูลในเรื่องต่าง ๆ
ที่บุคคลมี เป็นข้อมูลในขอบเขตเนื้อหาสาระเฉพาะเจาะจง และ 5) ทักษะ (Skill) คือ ความสามารถ
ที่จะทำงานหนึ่งงานใดจนเกดิ เปน็ ความชำนาญ เชี่ยวชาญ เป็นความสามารถที่จะทำงานท่ีใช้แรงกาย
หรอื งานที่ใชส้ มอง
100
Dries, Vantilborgh, & Pepermans (2012) ได้วจิ ยั The Role of Learning Agility and
Career Variety in the Identification and Development of High Potential Employees
มีวัตถุประสงคเ์ พ่ือศึกษาเกยี่ วกับเร่ืองของศักยภาพ และศักยภาพของบคุ ลากรทมี่ ผี ลสัมฤทธ์ิสงู พบว่า
ศักยภาพเป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนา เป็นความพร้อมในตนที่เอื้อต่อการพัฒนาและการ
ปรับปรุงให้เกิดการเปลีย่ นแปลง ซง่ึ ข้นึ อยู่กับปจั จัยอยา่ งนอ้ ย 2 ส่วน คือ พลงั ความสามารถของส่ิงนั้น
และเงื่อนไขบริบทที่เป็นไปได้ ทั้งตัวขัดขวางหรือตัวหนุนเสริมให้มีความพร้อมหรือคุณสมบัติที่แฝง
ที่จะส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิระดับสูงในการทำงานของบุคลากร ซึ่งสามารถทำให้ปรากฏหากได้รับการ
พัฒนา กระตุ้นจากภายนอก หรอื เสริมสรา้ งอย่างเป็นระบบ มีความสอดคล้องเหมาะสม
Engel, Dirlea, Dyer, & Graff (2015) ได้วิจัย Best Innovators Develop a Point of View
on the Future and a Roadmap on How to Get There มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะของ
นวัตกรที่ยอดเยี่ยม พบว่า นวัตกรคุณลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละองค์การ ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน
นโยบาย วัฒนธรรมองค์การ และกลยุทธ์ขององค์การ อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปบุคลากรที่มีศักยภาพนั้น
จะมีคุณสมบัติที่จะนำตนเองไปสู่บทบาทที่มีความรับผิดชอบ สามารถจัดการหรือแก้ปัญหา รวมท้ัง
เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีความกระตือรือร้น มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความเป็นผู้นำ มีวิสัยทัศน์
และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี โดยจะมีคุณลักษณะที่สำคัญ คือ 1) รู้เป้าหมายที่จะมุ่งไปสู่
ความสำเร็จ 2) มองทิศทางอนาคตได้อย่างแตกฉาน 3) ระบุนวัตกรรมที่ต้องการได้อย่างเหมาะสม
4) จัดการผลผลิตได้ตอบสนองต่อความต้องการ 5) รู้ความสามารถของตนเองและเป้าหมายการ
พัฒนา และ 6) สามารถทำแผนท่นี วตั กรรมได้อย่างชัดเจน
บทที่ 3
วธิ ดี ำเนินการวจิ ัย
การวิจัยเรื่อง รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เป็นการวจิ ัยและพัฒนา มีการดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ ดงั นี้
ระยะที่ 1 การศึกษาแนวทางและสร้างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การ
เป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน
1.1 การศึกษาความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน
1.2 การหาแนวการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน
1.3 การสรา้ งรปู แบบ และเอกสารแนวการพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สกู่ ารเปน็ นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน
ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน
2.1 การทดลองใช้รูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผู้เรียนสกู่ ารเป็นนวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
2.2 การปรับปรุงรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผ้เู รียนสกู่ ารเป็นนวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน
ระยะที่ 3 การศึกษาผลการนำรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานไปใช้
3.1 การนำรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สู่การเปน็ นวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปใช้
3.2 การปรับปรุงรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผเู้ รยี นส่กู ารเปน็ นวตั กรของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน
นำเสนอการดำเนินการวิจัยรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน ทงั้ 3 ระยะ (ปี พ.ศ. 2560-2562) ในภาพที่ 3.1
ข้นั ตอนของการวจิ ยั การดำเนินการ
ระยะท่ี 1 การศกึ ษา 1.1 ศกึ ษาความตอ้ งการพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรมฯ ผู้ให้ข
แนวทางและสรา้ ง เครอ่ื
รูปแบบโรงเรียน 1.2 หาแนวการพฒั นารูปแบบโรงเรียนนวตั กรรมฯ วิธกี า
นวตั กรรมพฒั นาผเู้ รยี น
สู่การเป็นนวตั กร 1.3 สรา้ งรปู แบบและเอกสารแนวการพฒั นาโรงเรียนนวตั กรรมฯ ผู้ใหข้
ของ สพฐ. 1.3.1 ยกรา่ งรปู แบบและเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรยี น เครื่อ
(ปี พ.ศ.2560) วิธกี า
นวตั กรรมฯ
ระยะที่ 2 การพฒั นา 1.3.2 ตรวจสอบคณุ ภาพของรูปแบบ และเอกสารแนวการ ผใู้ หข้
รูปแบบโรงเรยี น เครือ่
นวตั กรรมพัฒนาผ้เู รียน พฒั นาโรงเรยี นนวตั กรรมฯ ดา้ นความถกู ตอ้ ง ความเหมาะสม วธิ ีกา
สู่การเป็นนวัตกรของ ความเปน็ ไปได้ และความเป็นประโยชน์
สพฐ. (ปี พ.ศ.2561) ผู้ให้ข
เครื่อ
ระยะท่ี 3 การศกึ ษาผล วธิ ีกา
การนำรูปแบบโรงเรียน
นวตั กรรมพัฒนาผเู้ รียน 2.1 ทดลองใชร้ ูปแบบ และเอกสารแนวการพฒั นา ผใู้ หข้
สูก่ ารเปน็ นวัตกรของ โรงเรียนนวตั กรรมฯ ในโรงเรียนกล่มุ เป้าหมาย จำนวน 6 โรงเรียน เครือ่
สพฐ. ไปใช้ (ปี พ.ศ.2562) วธิ กี า
2.2 ปรับปรุงรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรยี นนวัตกรรมฯ ผู้ให้ข
เครื่อ
3.1 นำรูปแบบ และเอกสารแนวการพฒั นาโรงเรยี น วธิ กี า
นวัตกรรมฯ ไปใช้ในโรงเรยี นกล่มุ เป้าหมาย จำนวน 20 โรงเรียน
ผใู้ หข้
3.2 ปรับปรงุ รปู แบบ และเอกสารแนวการพฒั นาโรงเรียน เครื่อ
นวัตกรรมฯ วธิ กี า
ผู้ใหข้
เครื่อ
วธิ ีกา
ภาพท่ี 3.1 แบบแผนกา
ผูใ้ หข้ ้อมลู /เครือ่ งมือ/วิธีการ ผลท่ไี ด้รับ
ขอ้ มูล ผอ.รร. 88 คน ครแู กนนำ CBL 176 คน รวม 264 คน 16
องมอื แบบประเมินความตอ้ งการพฒั นาโรงเรยี นนวตั กรรม
าร ประเมนิ รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรม
ขอ้ มูล ผอ.รร. ครูแกนนำ CBL ศกึ ษานิเทศก์ ผเู้ ช่ยี วชาญ รวม 20 คน และเอกสารแนวการพัฒนา
องมอื ประเดน็ ประชุมระดมความคดิ แบบบนั ทกึ การประชุมระดมความคิด โรงเรียนนวัตกรรมฯ เพื่อ
าร ประชมุ ระดมความคดิ นำไปทดลองใชใ้ นระยะที่ 2
ขอ้ มูล ผอ.รร. ครแู กนนำ CBL ศกึ ษานิเทศก์ นกั วิชาการศกึ ษา รวม 20 คน - รปู แบบ และเอกสาร
องมอื ประเดน็ ประชุมระดมความคดิ แบบบันทกึ การประชมุ ระดมความคิด แนวการพัฒนาโรงเรียน
าร ประชมุ ระดมความคดิ นวตั กรรมฯ
- นวัตกรรมของโรงเรียน
ข้อมลู ผเู้ ชย่ี วชาญ 11 คน และผู้เรยี น
องมือ แบบบนั ทึกการสนทนากลุ่ม
าร การสนทนากล่มุ - รปู แบบและเอกสาร
แนวการพฒั นาโรงเรยี น
ขอ้ มลู ผอ.รร. ครู ผเู้ รียน ศน. ผู้ปกครอง กรรมการสถานศกึ ษา และชมุ ชน นวตั กรรมฯ ฉบับสมบรู ณ์
องมอื แบบประเมนิ แบบบันทกึ การนิเทศ ช้นิ งาน/สิ่งประดษิ ฐ์ - นวตั กรรมของผูเ้ รยี น
าร ประเมนิ นเิ ทศ
ข้อมูล ผอ.รร. ครู คณะกรรมการวิจัยของ สพฐ. และ สพท. และผู้เชยี่ วชาญ
องมือ ประเด็นการประชมุ แบบบนั ทึกการประชมุ
าร ประชุมสะทอ้ นผล
ข้อมลู ผอ.รร. ครู ผู้เรียน ศน. ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา และชุมชน
องมอื แบบประเมิน แบบบันทึกการนเิ ทศ ช้ินงาน/สิ่งประดิษฐ์
าร ประเมนิ นเิ ทศ
ขอ้ มูล ผอ.รร. ครู คณะกรรมการวจิ ยั ของ สพฐ. สพท. และผู้เช่ียวชาญ
องมือ ประเด็นการประชุม แบบบนั ทกึ การประชมุ
าร ประชุมสะทอ้ นผล
ารดำเนนิ การวิจยั
103
ระยะท่ี 1 การศึกษาแนวทางและสร้างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน (ปี พ.ศ. 2560)
การวิจัยในระยะที่ 1 เป็นการศึกษาความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สู่การเปน็ นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน ยกรา่ งรูปแบบ และจดั ทำแนวการ
พัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน รายละเอียดการดำเนินการวิจยั มดี งั น้ี
1.1 การศึกษาความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน
ศึกษาโดยใช้วิธีการประเมิน โดยส่งแบบประเมินความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรม
พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปยังโรงเรียน
กลมุ่ ตวั อยา่ งในโครงการจัดการเรยี นร้แู บบสร้างสรรค์เปน็ ฐาน (Creativity Based Learning: CBL)
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากร คือ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ในโครงการจดั การเรียนรแู้ บบสรา้ งสรรคเ์ ป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL) จำนวน 110 โรงเรียน
แบ่งเป็น โรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 49 โรงเรียน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 33
โรงเรยี น และโรงเรยี นมัธยมศึกษา จำนวน 28 โรงเรยี น
กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ในโครงการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL) จำนวน 88
โรงเรียน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จากโรงเรียนประถมศึกษาและ
มัธยมศกึ ษาในสัดสว่ นร้อยละ 80 แบ่งเป็น โรงเรยี นประถมศึกษา จำนวน 40 โรงเรียน โรงเรยี นขยาย
โอกาสทางการศึกษา จำนวน 26 โรงเรียน และโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา จำนวน 22 โรงเรียน
ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน โรงเรียนละ 1 คน รวมจำนวน 88 คน และครู
โรงเรียนละ 2 คน รวมจำนวน 176 คน รวมผูใ้ ห้ขอ้ มลู 264 คน ดงั แสดงในตารางท่ี 3.1
104
ตารางที่ 3.1 จำนวนประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง/ผู้ให้ข้อมลู จำแนกประเภทโรงเรยี นตามภูมิภาค
ประชากร กลุ่มตวั อย่าง/ผู้ใหข้ ้อมลู
โรงเรยี น ประถม ขยาย มธั ยม รวม ผบู้ ริหารโรงเรยี น ครู
ในแต่ละภมู ภิ าค
ศึกษา โอกาส ศกึ ษา ประถม ขยาย มธั ยม ประถม ขยาย มธั ยม
ทางการ ศึกษา โอกาส ศึกษา ศกึ ษา โอกาส ศกึ ษา
ศึกษา ทางการ ทางการ
ศกึ ษา ศกึ ษา
ภาคเหนือ 20 19 16 55 17 15 13 34 30 26
ภาคกลางและตะวันออก 11 5 4 20 9 4 3 18 8 6
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื 9 5 4 18 7 4 3 14 8 6
ภาคใต้ 9 4 4 17 7 3 3 14 6 6
รวม 49 33 28 110 40 26 22 80 52 44
รวม 88 176
264
เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรม
พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับผู้บริหาร
โรงเรียน และครู จำนวน 3 ด้าน 15 ข้อ ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรียน จำนวน
6 ข้อ ด้านการจัดการเรียนรู้ของครู จำนวน 5 ข้อ และด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน จำนวน 4 ข้อ เป็น
แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ตามวิธีของ Likert โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน
ดงั นี้
ระดบั 5 หมายถงึ มคี วามตอ้ งการพฒั นาโรงเรยี นนวัตกรรมในระดบั มากทสี่ ดุ
ระดับ 4 หมายถงึ มคี วามตอ้ งการพัฒนาโรงเรยี นนวัตกรรมในระดับมาก
ระดับ 3 หมายถงึ มคี วามตอ้ งการพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรมในระดับปานกลาง
ระดบั 2 หมายถงึ มีความต้องการพัฒนาโรงเรยี นนวัตกรรมในระดับนอ้ ย
ระดับ 1 หมายถึง มคี วามต้องการพฒั นาโรงเรียนนวตั กรรมในระดับนอ้ ยที่สดุ
วธิ กี ารสรา้ งเครื่องมอื
ในการสร้างเครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการวิจัย ผวู้ ิจยั ไดด้ ำเนินการตามขัน้ ตอน ดงั นี้
1) ศกึ ษาเอกสาร หลักการ ทฤษฎี และผลงานวิจัยทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั การศกึ ษาความต้องการ
พัฒนาโรงเรียนนวัตกรรม นโยบายการพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาของรัฐบาล กระทรวง
ศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา การบริหาร
105
จัดการพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาของโรงเรียน การจัดการเรียนรู้ของครูในการพัฒนาผู้เรียน
และการเรียนรู้ของผู้เรียนในการคดิ คน้ พฒั นานวตั กรรมการเรียนรู้
2) วิเคราะหผ์ ลจากการศึกษาเอกสาร หลกั การ ทฤษฎีและผลงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้อง
และนำมาจัดทำแบบประเมินความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน จำนวน 3 ดา้ น รวม 15 ข้อ
3) นำแบบประเมินความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน ไปใหผ้ ูเ้ ชีย่ วชาญ จำนวน 11 คน ประกอบด้วย
ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัย จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม จำนวน 4 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการ
บริหาร จำนวน 2 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้ จำนวน 2 คน ตรวจสอบความถูกต้อง
เหมาะสมและสอดคล้องกบั จุดประสงค์ในการจดั ทำเครื่องมือโดยใช้ IOC และนำมาปรับปรงุ แก้ไขตาม
ขอ้ เสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ โดยมีค่า IOC ระหวา่ ง 0.73 – 1.00 ซ่งึ เปน็ คา่ ท่ีเหมาะสมนำไปใช้ได้
4) นำแบบประเมินความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปทดลองใช้ (Try Out) กับผู้บริหารโรงเรยี น
และครูโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในโครงการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based Learning : CBL) ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้
จำนวน 30 คน แล้วนำผลการวิเคราะห์มาหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามโดยใช้สัมประสิทธ์ิ
แอลฟ่า ( ) ของ Cronbach ไดค้ า่ ความเชื่อม่ันเท่ากับ .94
5) จดั ทำแบบประเมนิ ฉบบั สมบรู ณ์ เพื่อนำไปใช้เก็บรวบรวมขอ้ มลู ตอ่ ไป
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
เก็บรวบรวมข้อมูล โดยการส่งแบบประเมินไปยังผู้บริหารโรงเรียน และครูโรงเรียน
ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในโครงการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน
(Creativity Based Learning: CBL) ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างของการวิจัย จำนวน 88 โรงเรียน รวมแบบ
ประเมินจำนวน 264 ฉบับ
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู และสถติ ิท่ีใช้ในการวจิ ยั
วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินโดยการหาค่าเฉลี่ย (X̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(S.D.) โดยใช้เกณฑ์การให้ความหมายโดยการเฉล่ียรายด้าน และรายขอ้ (บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2560) ดงั นี้
คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 4.51 – 5.00 หมายถึง มีความต้องการพัฒนาโรงเรียน
นวตั กรรมในระดบั มากทสี่ ดุ
คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความต้องการพัฒนาโรงเรียน
นวตั กรรมในระดบั มาก
106
คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 2.51 – 3.50 หมายถึง มีความต้องการพัฒนาโรงเรียน
นวตั กรรมในระดับปานกลาง
คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความต้องการพัฒนาโรงเรียน
นวตั กรรมในระดับน้อย
คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 1.00 – 1.50 หมายถึง มีความต้องการพัฒนาโรงเรียน
นวัตกรรมในระดับนอ้ ยท่ีสุด
1.2 การหาแนวการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน
ศึกษาโดยใช้วิธีการประชุมระดมความคิดเพื่อหาแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมของ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 3 ประเด็น ได้แก่ ลักษณะของโรงเรียน
นวัตกรรม แนวทางการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรม และปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการพัฒนา
สโู่ รงเรียนนวัตกรรม
ผใู้ ห้ข้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 5 คน ครู จำนวน 5 คน ศึกษานิเทศก์
จำนวน 5 คน และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน รวม 20 คน ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง
(Purposive Method)
เคร่อื งมือทใี่ ช้ในการวจิ ัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประเด็นประชุมระดมความคิด และแบบบันทึกการประชมุ
ระดมความคดิ
วธิ กี ารสรา้ งเครอื่ งมือ
ในการสร้างเครือ่ งมอื ทใี่ ช้ในการวิจยั ผู้วจิ ัยไดด้ ำเนนิ การตามขนั้ ตอน ดังนี้
1) ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะ
การคิดสร้างสรรค์ รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน
2) นำผลการศึกษาความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ได้จากการประเมินมาใช้ในการจัดทำ
แนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน และการประชุมปฏิบัติการระดมความคิด เพื่อหาแนวการพัฒนาโรงเรียน
นวัตกรรมของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 3 ประเด็น ได้แก่ ลักษณะของ
107
โรงเรียนนวัตกรรม แนวทางการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรม และปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการ
พฒั นาสู่โรงเรียนนวัตกรรม
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
เก็บรวบรวมขอ้ มูลโดยการประชมุ ระดมความคิด
การวเิ คราะหข์ ้อมลู
วเิ คราะห์ข้อมลู ดว้ ยการวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) และสรปุ ประเด็นสำคัญ
นำเสนอในลกั ษณะของความเรยี ง
1.3 การสร้างรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวตั กรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน
1.3.1 ยกร่างรูปแบบและเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สูก่ ารเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน
ผวู้ จิ ัยดำเนินการวจิ ัย ตามขน้ั ตอนดงั นี้
1) นำข้อมูลทีไ่ ดจ้ ากขน้ั ตอนท่ี 1.1 และ 1.2 มาประชมุ ระดมความคดิ (Brainstorming)
ร่างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน
2) นำรา่ งรปู แบบโรงเรยี นนวัตกรรมพฒั นาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 11 คน
ตรวจสอบ โดยการสนทนากล่มุ (Focus Group)
3) ปรับปรุง และแก้ไขรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน ตามขอ้ เสนอแนะของผเู้ ช่ยี วชาญ
4) จดั ทำเอกสารแนวการพฒั นาโรงเรียนนวตั กรรมพัฒนาผเู้ รียนสู่การเปน็ นวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน สำหรับใช้ในขั้นตอนตอ่ ไป
ผู้ให้ขอ้ มูล
ผใู้ ห้ขอ้ มลู ไดแ้ ก่ นักวชิ าการศึกษา จำนวน 5 คน ผู้บริหารโรงเรียน ครู และศึกษานิเทศก์
ในโครงการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL) จำนวน 15 คน
จำแนกเป็น ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 5 คน ครู จำนวน 5 คน และศึกษานิเทศก์ จำนวน 5 คน
รวมจำนวน 20 คน
108
เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวิจยั ได้แก่
1) ประเดน็ การประชมุ ระดมความคิดร่างรปู แบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สูก่ ารเปน็ นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน
2) แบบบนั ทึกการประชมุ ระดมความคิด
การเก็บรวบรวมข้อมลู
การเก็บรวบรวมขอ้ มูลโดยการประชุมระดมความคดิ
การวิเคราะหข์ ้อมูล
วเิ คราะหข์ ้อมลู ด้วยการวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) และสรปุ ประเด็นสำคัญ
นำเสนอในลักษณะของความเรียง
1.3.2 ตรวจสอบคณุ ภาพของรปู แบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวตั กรรม
พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน
ตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในด้านความเหมาะสม
ความเป็นไปได้ ความถูกตอ้ ง และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ โดยการสนทนากลุ่มจากผู้เชยี่ วชาญ
ผูใ้ หข้ ้อมูล
ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 11 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Method) ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัย จำนวน 4 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม จำนวน
3 คน ผเู้ ช่ียวชาญดา้ นการบริหาร จำนวน 2 คน และผ้เู ชย่ี วชาญด้านการจัดการเรียนรู้ จำนวน 2 คน
เคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประเด็นการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม
และแบบประเมินความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญดา้ นความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และ
ความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
เก็บรวบรวมขอ้ มูลโดยการสนทนากลุม่
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
วเิ คราะห์ข้อมูลด้วยการวเิ คราะห์เนอื้ หา (Content Analysis) สรปุ ประเด็นสำคญั และ
วเิ คราะหค์ ่ารอ้ ยละจากแบบประเมนิ ความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญ นำเสนอในลกั ษณะของความเรียง
109
ตารางท่ี 3.2 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียน
นวตั กรรมพัฒนาผู้เรยี นสู่การเปน็ นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน
ท่ี ช่ือ-นามสกลุ ความเชย่ี วชาญ/ตำแหนง่
ผเู้ ชี่ยวชาญด้านการวิจยั
1 ดร.สิริมา หมอนไหม ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยทางการศึกษา
อดตี รองผอู้ ำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจดั การศึกษา
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน
2 ดร.วภิ าพร นิธิปรชี านนท์ ผู้เช่ียวชาญด้านการวิจยั ทางการศึกษา
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน
3 ดร.ธนาธิป ทยุ้ แป ผู้เชย่ี วชาญดา้ นการวจิ ยั และประเมนิ ผล
รองผอู้ ำนวยการสำนกั ทดสอบทางการศึกษา
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน
4 ดร.เพช็ รรัตน์ ฮมี นิ กูล ผเู้ ช่ยี วชาญดา้ นการเรียนรู้
อาจารยม์ หาวิทยาลยั กรงุ เทพธนบรุ ี
ผ้เู ชย่ี วชาญดา้ นนวตั กรรม
5 ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณชิ ย์ ผู้เช่ียวชาญด้านการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL)
6 ผศ.ดร.อนุศษิ ฐ์ ผู้เชี่ยวชาญดา้ นการวจิ ัยทางการศึกษา
อมั มานะตระกลู อาจารย์มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าธนบุรี
7 ผศ.เอกรัตน์ รวยรวย ผเู้ ชี่ยวชาญด้านการพฒั นานวตั กรรมการศึกษา
อาจารย์มหาวิทยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ ธนบรุ ี
ผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นการบรหิ าร
8 ดร.เบญจลกั ษณ์ นำ้ ฟ้า ผเู้ ชี่ยวชาญด้านวชิ าการ
ทป่ี รกึ ษาพเิ ศษสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน
9 ดร.พธิ าน พื้นทอง ผเู้ ชย่ี วชาญดา้ นวิจัยทางการศกึ ษา
ทปี่ รึกษาสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พื้นฐาน
ดา้ นพฒั นาระบบเครอื ขา่ ยและการมีส่วนรว่ ม
ผู้เชีย่ วชาญดา้ นการจดั การเรียนรู้
10 ดร.อรนุช มงั่ มสี ุขศริ ิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพฒั นานวตั กรรมการเรียนรู้
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน
11 ดร.ลาวัณย์ ตรเี นตร ท่ีปรึกษาดา้ นพฒั นากระบวนการเรียนรู้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน
110
ผลทไี่ ดร้ ับ
รูปแบบโรงเรียนวัตกรรม และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ประกอบด้วย หลักการและ
แนวคิด วัตถุประสงค์ และกระบวนการพัฒนาระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ระดับสำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษา และระดับโรงเรียน
ระยะท่ี 2 การพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน (ปี พ.ศ. 2561)
การวจิ ยั ในระยะที่ 2 ผูว้ ิจยั นำรปู แบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปทดลองใช้ในโรงเรียน
กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 6 โรงเรียน นำผลจากการศึกษาในโรงเรียนไปปรับปรุงรูปแบบ และเอกสาร
แนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการประชุมสะท้อนคิด โดยผู้ใชร้ ูปแบบและผู้เกีย่ วข้อง 3 กลุ่ม รวม 30 คน
มรี ายละเอียดการวจิ ัยดงั น้ี
2.1 การทดลองใช้รูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สู่การเป็นนวตั กรของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน
นำรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ไปทดลองใช้ใน 3 ระดบั ไดแ้ ก่
2.1.1 ระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน กล่มุ เปา้ หมายประกอบด้วย
นักวิชาการด้านวจิ ยั และพัฒนานวัตกรรม จำนวน 6 คน รองผู้อำนวยการสำนกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษา
ทดี่ ูแลโรงเรยี นกล่มุ เป้าหมาย จำนวน 6 คน รวมจำนวน 12 คน เพื่อทำหน้าที่วิจยั และเกบ็ ข้อมูลวจิ ัย
2.1.2 ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้บริหาร
โรงเรียน จำนวน 6 คน ศกึ ษานิเทศก์ จำนวน 6 คน ทรี่ บั ผิดชอบโรงเรยี นกลุม่ เปา้ หมาย จำนวน 6 คน
เพ่ือทำหนา้ ท่ีนิเทศ ตดิ ตาม และเก็บขอ้ มลู การดำเนินงานของโรงเรยี น
2.1.3 ระดับโรงเรียน โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 6 โรงเรียน โดยการประเมิน
การสังเกต การสอบถาม และการสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระยะเวลาในการทดลองใช้รูปแบบ
1 ปีการศกึ ษา (ปี 2561)
กลมุ่ เป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมาย คือ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ในโครงการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL) ที่มีผลการ
พัฒนาด้านการบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรียน การจัดการเรียนรู้ของครู และการเรียนรู้ของ
111
ผู้เรยี นอยา่ งเปน็ ระบบ จำนวน 6 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนในภาคกลางและตะวันออก จำนวน
1 โรงเรียน ภาคเหนือ จำนวน 2 โรงเรียน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 1 โรงเรียน และภาคใต้
จำนวน 2 โรงเรยี น ดงั แสดงในตารางที่ 3.3
ตารางที่ 3.3 รายชื่อโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายการทดลองใช้รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สูก่ ารเปน็ นวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน จำนวน 6 โรงเรียน
ท่ี ชอ่ื โรงเรียน สงั กดั ภาค
1 โรงเรยี นวัดกลางบางแกว้ (พุทธวิถปี ระสิทธ)์ิ สพป. นครปฐม เขต 2 กลางและตะวนั ออก
2 โรงเรียนบา้ นหว้ ยไคร้ สพป. เชยี งราย เขต 2 เหนือ
3 โรงเรียนมธั ยมปา่ กลาง จ.น่าน สพม. เขต 37 เหนือ
4 โรงเรยี นบา้ นทา่ อ่าง สพป. นครราชสีมา เขต 2 ตะวันออกเฉียงเหนือ
5 โรงเรียนวดั ปรางแกว้ สพป. สงขลา เขต 2 ใต้
6 โรงเรยี นวเิ ชียรมาตุ 3 จ.ตรงั สพม. เขต 13 ใต้
ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน โรงเรียนละ 1 คน รวม 6 คน ครู 8 กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ละ 1 คน รวม 48 คน ผู้เรียนในห้องเรียนที่เป็นกลุ่มทดลองวิจัย
ห้องเรียนละ 40 คนต่อ 1 โรงเรียน รวม 240 คน ผู้ปกครอง โรงเรียนละ 8 คนต่อ 1 โรงเรียน รวม 48 คน
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนละ 2 คน รวม 12 คน ผู้นำชุมชน โรงเรียนละ 8 คน
รวม 48 คน ดังแสดงในตารางท่ี 3.4
ผู้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) ระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ประกอบด้วย นกั วิชาการด้านวจิ ัยและพัฒนานวตั กรรม จำนวน 6 คน รองผอู้ ำนวยการสำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษา ที่ดูแลโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 6 คน 2) ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 6 คน ศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย
จำนวน 6 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 24 คน ดำเนินงานตามขั้นตอนของรูปแบบ และเก็บข้อมูล
การดำเนนิ งานระดับโรงเรยี น
112
ตารางที่ 3.4 จำนวนประชากรและกลุ่มเป้าหมาย/ผู้ให้ข้อมูล/ผู้เก็บรวบรวมข้อมูล จำแนกประเภท
โรงเรียนตามภูมิภาค
กลุม่ เป้าหมาย/ผ้ใู หข้ อ้ มูล/ผเู้ กบ็ รวบรวมขอ้ มูล
ประชากร ผบู้ ริหาร ครู นกั เรยี น ผปู้ กครอง คณะ ผนู้ ำ ศกึ ษา คณะ
โรงเรียน โรงเรยี น กรรมการ ชมุ ชน นิเทศก์ กรรมการ
ในแตล่ ะ
ภูมภิ าค สถานศกึ ษา วจิ ัย สพฐ.
ภาคเหนอื ประถม ขยาย มัธยม รวม 1 คน/ 8 คน/ 40 คน/ 8 คน/ 2 คน/ 8 คน/ 1 คน/ 2 คน/
ศกึ ษา โอกาส ศกึ ษา รร. รร. รร. รร. รร. รร. รร. รร.
ทางการ
ศกึ ษา
20 19 16 55 2 16 80 16 4 16 2 4
ภาคกลางและ 11 5 4 20 1 8 40 8 2 81 2
ตะวนั ออก 9 5 4 18 1 8 40 8
ภาคตะวนั ออก 9 4 4 17 2 16 80 16 2 81 2
เฉียงเหนอื
ภาคใต้ 4 16 2 4
รวม 49 33 28 110 6 48 240 48 12 48 6 12
รวม 420
เครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ยั
เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย ได้แก่
1) แบบบันทกึ การนิเทศ
2) แบบบันทึกการประชมุ
3) แบบประเมินการดำเนินงานของโรงเรียน จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่
3.1) แบบประเมินด้านการบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรียนในการพัฒนา
รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขัน้ พื้นฐาน จำนวน 20 ขอ้ โดยมเี กณฑก์ ารให้คะแนน ดงั น้ี
ระดบั 4 หมายถงึ มีการบรหิ ารจดั การในระดับดีมาก
ระดับ 3 หมายถงึ มีการบรหิ ารจดั การในระดับดี
ระดับ 2 หมายถึง มีการบริหารจดั การในระดับพอใช้
ระดับ 1 หมายถึง มกี ารบริหารจดั การในระดับควรปรบั ปรุง
3.2) แบบประเมินดา้ นการจดั การเรียนรู้ของครูในการพฒั นารปู แบบโรงเรียน
นวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน
2 ตอน 7 ข้อ ได้แก่ ตอนที่ 1 การจัดการเรียนรู้ของครูตามรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
113
สู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 5 ข้อ และตอนที่ 2
นวัตกรรมการจัดการเรียนรูท้ ี่ครูที่ใช้ในการพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร จำนวน 2 ข้อ โดยมีเกณฑ์
การให้คะแนน ดังน้ี
ระดับ 4 หมายถึง มีการจัดการเรยี นรขู้ องครูในระดบั ดมี าก
ระดับ 3 หมายถึง มีการจดั การเรยี นร้ขู องครูในระดับดี
ระดบั 2 หมายถงึ มกี ารจัดการเรยี นรู้ของครูในระดับพอใช้
ระดับ 1 หมายถงึ มีการจดั การเรียนรขู้ องครใู นระดบั ควรปรับปรงุ
3.3) แบบประเมินด้านการเรียนรู้ของผู้เรียนในการพัฒนารูปแบบโรงเรียน
นวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน
2 ตอน 7 ข้อ ได้แก่ ตอนที่ 1 การเรียนรู้ของผู้เรียน จำนวน 5 ข้อ และตอนที่ 2 นวัตกรรมจากการ
เรียนรู้สูก่ ารเปน็ นวตั กรของผเู้ รยี น จำนวน 2 ขอ้ โดยมเี กณฑก์ ารให้คะแนน ดังน้ี
ระดบั 4 หมายถงึ มกี ารเรียนรขู้ องผเู้ รยี นในระดับดีมาก
ระดับ 3 หมายถึง มีการเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นในระดบั ดี
ระดบั 2 หมายถงึ มกี ารเรยี นรู้ของผู้เรยี นในระดบั พอใช้
ระดบั 1 หมายถึง มกี ารเรียนรู้ของผ้เู รียนในระดบั ควรปรับปรงุ
3.4) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการดำเนินงานตามรูปแบบโรงเรียน
นวัตกรรม และนวัตกรรมที่เกิดจากการดำเนินงานตามรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การ
เป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2 ตอน 9 ข้อ ได้แก่ ตอนที่ 1
ความพึงพอใจที่มีต่อการดำเนินงานตามรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผูเ้ รียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 6 ข้อ และตอนที่ 2 ความพึงพอใจที่มีต่อ
นวัตกรรมที่เกิดจากการดำเนินงานตามรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรยี นสู่การเป็นนวัตกรของ
ผู้บริหารโรงเรียน ครู และผู้เรียน จำนวน 3 ข้อเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating
Scale) ตามวธิ ีของ Likert โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้
ระดบั 5 หมายถงึ มีความพงึ พอใจในระดบั มากทส่ี ดุ
ระดับ 4 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจในระดับมาก
ระดับ 3 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง
ระดับ 2 หมายถึง มีความพงึ พอใจในระดับนอ้ ย
ระดบั 1 หมายถึง มคี วามพึงพอใจในระดับน้อยทส่ี ดุ
114
วิธกี ารสร้างเครอื่ งมือ
การสร้างเครอื่ งมอื ทีใ่ ช้ในการวิจยั ผวู้ ิจยั ได้ดำเนนิ การตามขนั้ ตอน ดังนี้
1) ศกึ ษาเอกสาร หลกั การ ทฤษฎี และผลงานวิจยั ที่เกีย่ วข้องกับ (1) การบริหาร
จัดการของผู้บริหารโรงเรียน การนิเทศภายในโรงเรียน การกำกับติดตาม การประเมินผลการบริหาร
จัดการ การพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดทำรายงานผล การเผยแพร่ผลงาน การสร้างเครือข่าย
ขยายผล (2) การจัดการเรียนรู้พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร วิธีการจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อ
นวัตกรรมพัฒนาการเรียนรู้ การจัดทำนวัตกรรมที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลการ
จัดการเรยี นรู้ การเผยแพรน่ วัตกรรมการจดั การเรียนรู้ (3) การเรยี นรูข้ องผู้เรยี นสกู่ ารเป็นนวัตกร ส่ือ
การเรยี นรู้ การใช้สื่อ นวตั กรรมในการเรยี นรู้ การจดั ทำนวัตกรรมจากการเรยี นร้ขู องผเู้ รยี น การวดั ผล
ประเมินผลการเรยี นรู้ของผู้เรียน การนำเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ การเผยแพร่นวัตกรรมการเรียนรู้
และ (4) ความพงึ พอใจ
2) วิเคราะห์ผลจากการศึกษาเอกสาร หลักการ ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่
เกี่ยวข้องแล้วนำมาจัดทำแบบประเมนิ จำนวน 4 ฉบบั ได้แก่ (1) แบบประเมินดา้ นการบริหารจัดการ
ของผู้บริหารโรงเรียนในการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 20 ขอ้ (2) แบบประเมินด้านการจัดการเรียนรู้
ของครูในการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน จำนวน 2 ตอน 7 ข้อ (3) แบบประเมินด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน
ในการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2 ตอน 7 ข้อ และ (4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการดำเนินงาน
ตามรปู แบบโรงเรยี นนวตั กรรม และนวัตกรรมทเ่ี กดิ จากการดำเนนิ งานตามรปู แบบโรงเรยี นนวัตกรรม
พฒั นาผเู้ รยี นสู่การเป็นนวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน จำนวน 2 ตอน 9 ข้อ
3) นำแบบประเมินทั้ง 4 ฉบับ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 11 คน ประกอบด้วย
ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัย จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม จำนวน 4 คน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร จำนวน 2 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้ จำนวน 2 คน
ตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสมและสอดคล้องกบั จุดประสงคใ์ นการจดั ทำเครอ่ื งมือโดยใช้ IOC และ
นำมาปรบั ปรงุ แก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชีย่ วชาญ โดยมคี า่ IOC ระหวา่ ง 0.73 – 1.00 ซงึ่ เป็นค่าที่
เหมาะสมนำไปใช้ได้
4) นำแบบประเมินแต่ละฉบับไปทดลองใช้ (Try out) กับผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย
ของการวิจัย แล้วนำมาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมิน โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟ่า ( )
ของ Cronbach ดงั นี้
115
4.1) แบบประเมินด้านการบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรียนในการพัฒนา
รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน นำไปทดลองใช้ (Try out) กบั ผู้บริหารโรงเรียน และครู จำนวน 30 คน ไดค้ า่ ความเชื่อมั่น
เทา่ กบั .96
4.2) แบบประเมินดา้ นการจดั การเรยี นร้ขู องครูในการพฒั นารูปแบบโรงเรียน
นวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นำไป
ทดลองใช้ (Try out) กบั ครู จำนวน 30 คน ไดค้ ่าความเช่ือมน่ั เท่ากบั .90
4.3) แบบประเมินด้านการเรียนรู้ของผู้เรียนในการพัฒนารูปแบบโรงเรียน
นวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นำไป
ทดลองใช้ (Try out) กบั ครู จำนวน 30 คน ไดค้ ่าความเชื่อมั่นเท่ากบั .89
4.4) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการดำเนินงานตามรูปแบบโรงเรียน
นวัตกรรม และนวัตกรรมที่เกิดจากการดำเนินงานตามรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นำไปทดลองใช้ (Try out) กับผู้ปกครอง
คณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พ้ืนฐาน และผูน้ ำชมุ ชน จำนวน 30 คน ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .84
5) จัดทำแบบประเมินฉบบั สมบรู ณ์ เพือ่ นำไปใช้เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลต่อไป
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลจากแบบประเมนิ
การวเิ คราะห์ขอ้ มูลและสถติ ิทใ่ี ช้ในการวิจยั
1) วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินโดยการหาค่าเฉลี่ย (̅X) และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D.) ดังนี้
1.1) แบบประเมินด้านการบริหารจัดการของผูบ้ ริหารโรงเรียน แบบประเมิน
ดา้ นการจัดการเรียนรขู้ องครู และแบบประเมินดา้ นการเรยี นรขู้ องผเู้ รียน
เกณฑ์การให้ความหมายโดยการเฉลี่ยรายด้าน และรายข้อ (บุญชม ศรีสะอาด.
2560) ดังนี้
คะแนนเฉลีย่ ระหว่าง 3.51 – 4.00 หมายถึง มีคณุ ภาพในระดบั ดีมาก
คะแนนเฉลย่ี ระหวา่ ง 2.51 – 3.50 หมายถงึ มีคณุ ภาพในระดับดี
คะแนนเฉลี่ยระหวา่ ง 1.51 – 2.50 หมายถึง มีคณุ ภาพในระดับพอใช้
คะแนนเฉลย่ี ระหวา่ ง 1.00 – 1.50 หมายถงึ มีคุณภาพในระดับปรับปรงุ
1.2) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการดำเนินงานตามรูปแบบโรงเรียน
นวัตกรรม และนวัตกรรมที่เกิดจากการดำเนินงานตามรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การ
เป็นนวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พื้นฐาน
116
เกณฑ์การให้ความหมายโดยการเฉลี่ยรายด้าน และรายข้อ (บุญชม ศรีสะอาด.
2560) ดงั นี้
คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 4.51 – 5.00 หมายถึง มีความพงึ พอใจในระดบั มากทีส่ ดุ
คะแนนเฉลย่ี ระหวา่ ง 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความพงึ พอใจในระดบั มาก
คะแนนเฉล่ียระหวา่ ง 2.51 – 3.50 หมายถงึ มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง
คะแนนเฉล่ยี ระหวา่ ง 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความพงึ พอใจในระดบั น้อย
คะแนนเฉล่ียระหว่าง 1.00 – 1.50 หมายถึง มีความพงึ พอใจในระดับน้อยที่สดุ
2) วเิ คราะห์ข้อมูลท่ีไดจ้ ากการลงพื้นท่ีภาคสนาม การประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และสรุปประเด็นสำคัญ นำเสนอในลักษณะ
ของความเรียง
2.2 การปรับปรุงรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สู่การเป็นนวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน
ปรบั ปรงุ รูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการประชุมสะท้อนผลการทดลองการใช้
รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ข้ันพนื้ ฐาน 4 ดา้ น คอื 1) การดำเนินการพัฒนารปู แบบโรงเรยี นนวัตกรรมพัฒนาผูเ้ รียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2) การบริหาร
จัดการของผู้บริหารโรงเรียนในการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) การจัดการเรียนรู้ของครูในการพัฒนารูปแบบ
โรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และ 4) การเรียนรู้ของผู้เรียนในการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวตั กรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากการ
ทดลองวิจัยรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
ผู้ใหข้ ้อมลู
ผใู้ ห้ข้อมูล ได้แก่
1) บุคลากรในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 6 โรงเรียน แต่ละโรงเรียน
ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 1 คน ครู จำนวน 1 คน และผู้เรียน จำนวน 1 คน รวมจำนวน
18 คน
117
2) คณะกรรมการวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้แก่ คณะกรรมการวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน จำนวน 5 คน และคณะกรรมการวิจัยของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 2 คน
รวมจำนวน 7 คน
3) ผเู้ ช่ียวชาญ ประกอบด้วย ผู้เชย่ี วชาญด้านการวิจัย จำนวน 1 คน ผู้เช่ียวชาญ
ด้านนวัตกรรม จำนวน 2 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร จำนวน 1 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการ
จัดการเรยี นรู้ จำนวน 1 คน รวมจำนวน 5 คน
เครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการวจิ ยั
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประเด็นการประชุมสะท้อนผลการทดลองการใช้
รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน 4 ด้าน ได้แก่ 1) การดำเนินงานระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2) การบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรยี น 3) การจัดการเรยี นรู้ของครู
4) การเรียนร้ขู องผ้เู รยี น และ แบบบันทกึ การประชมุ
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการประชุมสะท้อนผลการทดลองการใช้รูปแบบโรงเรียน
นวัตกรรมพฒั นาผเู้ รียนสู่การเปน็ นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
วเิ คราะห์ข้อมลู ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และสรปุ ประเด็นสำคัญ
นำเสนอในลกั ษณะของความเรียง
ระยะที่ 3 การศึกษาผลการนำรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานไปใช้ (ปี พ.ศ. 2562)
การวิจัยในระยะที่ 3 เป็นการนำรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรม
พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปใช้ ในโรงเรียน
กลมุ่ เป้าหมายสังกดั สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน จำนวน 20 โรงเรียน
3.1 การนำรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปใช้ในโรงเรียนกลุ่มเปา้ หมาย จำนวน
20 โรงเรยี น
นำรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปใช้ในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน
20 โรงเรยี น
118
กลมุ่ เปา้ หมาย
กลุ่มเป้าหมาย คือ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ในโครงการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL) จำนวน 20
โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนในภาคกลางและตะวันออก จำนวน 5 โรงเรียน ภาคเหนือ จำนวน
5 โรงเรียน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 5 โรงเรียน และภาคใต้ จำนวน 5 โรงเรียน
ดังแสดงในตารางท่ี 3.5
ตารางที่ 3.5 รายชื่อโรงเรยี นกลุ่มเป้าหมายการใช้รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน จำนวน 20 โรงเรียน
ท่ี ช่อื โรงเรยี น สังกัด ภาค
1 โรงเรยี นสนั ป่าตอง (สุวรรณราษฎร์วิทยาคาร) สพป.เชยี งใหม่ เขต 4 เหนอื
2 โรงเรยี นบ้านดา้ ยเทพกาญจนาอุปถมั ภ์ สพป.เชยี งราย เขต 3 เหนอื
3 โรงเรยี นอนบุ าลทา่ ปลา (ชมุ ชนร่วมจติ ) สพป.อุตรดิตถ์ เขต 2 เหนอื
4 โรงเรียนหนองบัว (จ.นครสวรรค)์ สพม. เขต 42 เหนือ
5 โรงเรยี นบ้านไรว่ ทิ ยา (จ.อุทยั ธานี) สพม. เขต 42 เหนือ
6 โรงเรียนชมุ ชนบ้านบ่อ สพป.ราชบุรี เขต 1 กลางและตะวันออก
7 โรงเรียนวดั เขาวงั (แสง ชว่ งสุวนชิ ) สพป.ราชบุรี เขต 1 กลางและตะวนั ออก
8 โรงเรยี นวดั หนองพะวา สพป.ระยอง เขต 1 กลางและตะวันออก
9 โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2 (จ.ฉะเชงิ เทรา) สพม. เขต 6 กลางและตะวนั ออก
10 โรงเรียนวดั ปา่ ประดู่ (จ.ระยอง) สพม. เขต 18 กลางและตะวันออก
11 โรงเรียนอนุบาลวารินชำราบ (กอ่ วทิ ยาคาร) สพป.อุบลราชธานี เขต 4 ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
12 โรงเรียนบา้ นโนนรงั วิทยาคาร สพป.ขอนแก่น เขต 1 ตะวันออกเฉยี งเหนือ
13 โรงเรียนอดุ รพทิ ยานกุ ลู (จ.อดุ รธาน)ี สพม. เขต 20 ตะวนั ออกเฉียงเหนอื
14 โรงเรยี นลืออำนาจวทิ ยาคม (จ.อำนาจเจรญิ ) สพม. เขต 29 ตะวนั ออกเฉียงเหนือ
15 โรงเรยี นสรุ นารีวทิ ยา 2 (จ.นครราชสมี า) สพม. เขต 31 ตะวนั ออกเฉียงเหนือ
16 โรงเรยี นบ้านกะหลมิ สพป.ภูเกต็ ใต้
17 โรงเรียนบ้านโฉลกหลำ สพป.สรุ าษฎร์ธานี เขต 1 ใต้
18 โรงเรยี นวดั วังรบี ญุ เลศิ สพป.นครศรีธรรมราช เขต 2 ใต้
19 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบรู ณก์ ุลกันยา (จ.สงขลา) สพม. เขต 16 ใต้
20 โรงเรียนบางกล่ำวทิ ยา รัชมงั คลาภิเษก (จ.สงขลา) สพม. เขต 16 ใต้
ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน โรงเรียนละ 1 คน รวม 20 คน ครู 8 กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ละ 1 คน รวม 160 คน ผู้เรียนในห้องเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย
119
หอ้ งเรียนละ 40 คนต่อ 1 โรงเรยี น รวม 800 คน ผ้ปู กครอง โรงเรียนละ 8 คนต่อ 1 โรงเรียน รวม 160 คน
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนละ 2 คน รวม 40 คน ผู้นำชุมชน โรงเรียนละ 8 คน
รวม 160 คน ดังแสดงในตารางที่ 3.6
ผู้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ คณะกรรมการวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขน้ั พ้ืนฐาน ประกอบด้วย ศึกษานิเทศก์ จำนวน 20 คน คณะกรรมการวจิ ยั ของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน ภมู ภิ าคละ 5 คน จาก 4 ภูมภิ าค รวม 20 คน
ตารางท่ี 3.6 จำนวนกลุม่ เป้าหมาย/ผูใ้ ห้ขอ้ มลู /ผู้เกบ็ รวบรวมข้อมูลจำแนกประเภทโรงเรยี นตามภูมภิ าค
ผใู้ ห้ข้อมลู /ผเู้ กบ็ รวบรวมขอ้ มลู
โรงเรยี นกลมุ่ เปา้ หมาย ผู้บริหาร ครู นักเรยี น ผู้ปกครอง คณะ ผู้นำ ศกึ ษา คณะ
โรงเรียน โรงเรียน กรรมการ ชมุ ชน นเิ ทศก์ กรรมการ
ในแตล่ ะ
ภมู ิภาค สถานศกึ ษา วจิ ยั สพฐ.
ภาคเหนือ ประถม ขยาย มัธยม รวม 1 คน/ 8 คน/ 40 คน/ 8 คน/ 2 คน/ 8 คน/ 1 คน/ 5 คน/
ศกึ ษา โอกาส ศึกษา รร. รร. รร. รร. รร. รร. รร. ภุมภิ าค
ทางการ
ศึกษา
1 2 2 5 5 40 200 40 10 40 5 5
ภาคกลางและ 1 2 2 5 5 40 200 40 10 40 5 5
ตะวนั ออก 10 40 5 5
ภาคตะวนั ออก 1 1 3 5 5 40 200 40 10 40 5 5
เฉยี งเหนอื
ภาคใต้ 1 2 2 5 5 40 200 40
รวม 4 7 9 20 20 160 800 160 40 160 20 20
รวม 1,380
เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั
ใช้เครอ่ื งมือในการวิจัยเชน่ เดยี วกับการวิจยั ในระยะท่ี 2
วิธกี ารสร้างเครอ่ื งมือ
การสร้างเครอื่ งมอื ในการวิจยั ใชว้ ิธกี ารสร้างเช่นเดยี วกับการวจิ ยั ในระยะที่ 2
การเก็บรวบรวมข้อมลู
เก็บรวบรวมข้อมลู จากการประเมิน
การวิเคราะห์ข้อมลู และสถติ ิทใี่ ช้ในการวิจยั
1) วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นท่ีภาคสนาม โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
(Content Analysis) และสรุปประเด็นสำคัญ นำเสนอในลกั ษณะของความเรียง
120
2) วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินโดยการหาค่าเฉลี่ย (̅X) และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D.) และใช้เกณฑ์การให้ความหมายโดยการเฉลี่ยรายด้าน และรายข้อ เช่นเดียวกับการวิจัย
ในระยะที่ 2
3.2 การปรับปรุงรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สูก่ ารเปน็ นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน
การปรับปรุงรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน โดยการสะท้อนผลการใช้รูปแบบ
โรงเรยี นนวัตกรรมพัฒนาผเู้ รยี นสูก่ ารเปน็ นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน
ผใู้ หข้ ้อมลู
ผ้ใู ห้ขอ้ มูล จำนวน 3 กล่มุ ได้แก่
1) บุคลากรในโรงเรียน ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 1 คน ครู จำนวน
1 คน และผู้เรยี น จำนวน 1 คน รวมจำนวน 60 คน
2) คณะกรรมการวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้แก่ คณะกรรมการวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน จำนวน 5 คน และคณะกรรมการวิจัยของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 2 คน
รวมจำนวน 7 คน
3) ผเู้ ชยี่ วชาญ ประกอบด้วย ผเู้ ช่ียวชาญดา้ นการวิจัย จำนวน 3 คน ผู้เช่ียวชาญ
ด้านนวัตกรรม จำนวน 4 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร จำนวน 2 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการ
จัดการเรียนรู้ จำนวน 2 คน รวมจำนวน 11 คน
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประเด็นการประชุมสะท้อนผล และแบบบันทึกการ
ประชุม
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการประชุมสะท้อนผลการใช้รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผู้เรยี นสกู่ ารเป็นนวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
วเิ คราะห์ข้อมลู ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และสรุปประเด็นสำคัญ
นำเสนอในลักษณะของความเรยี ง
บทที่ 4
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู
การวิจัยเรื่อง รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามขั้นตอนการวิจัยแต่ละ
ระยะ ดงั น้ี
ระยะที่ 1 ผลการศึกษาแนวทางและสร้างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การ
เปน็ นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน ดังนี้
1.1 ผลการศึกษาความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน
1.2 ผลการหาแนวการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรยี นสกู่ ารเป็นนวัตกร
ของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน
1.3 ผลการสร้างรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สกู่ ารเปน็ นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน
ระยะที่ 2 ผลการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน ดงั น้ี
2.1 ผลการทดลองใช้รูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผู้เรียนสกู่ ารเปน็ นวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน
2.2 ผลการปรับปรุงรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผเู้ รียนสกู่ ารเปน็ นวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน
ระยะที่ 3 ผลการศึกษาผลการนำรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐานไปใช้
3.1 ผลการนำรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สู่การเปน็ นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐานไปใช้
3.2 ผลการปรับปรุงรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผู้เรยี นส่กู ารเปน็ นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน
122
ระยะที่ 1 ผลการศึกษาแนวทางและสร้างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวตั กรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน
ผ้วู ิจัยศึกษาความต้องการพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร จากการ
ประเมินของผู้บริหารโรงเรียน และครู และการระดมความคิดหาแนวทางและสร้างรูปแบบโรงเรียน
นวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ดงั นี้
1.1 ผลการศกึ ษาความต้องการพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน
การศึกษาความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร จากการ
ประเมินของผู้บริหารโรงเรียน และครู จากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการการจัดการเรียนรู้โดยใช้ความคิด
สร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL) ผลการศึกษาความต้องการด้านการบริหาร
จัดการของผู้บริหารโรงเรียน ด้านการจัดการเรียนรู้ของครู และด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังแสดง
ในตารางที่ 4.1-4.3
ตารางท่ี 4.1 ความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน ดา้ นการบรหิ ารจัดการของผู้บรหิ ารโรงเรียน
ที่ รายการ (n = 264)
1 การสำรวจความพร้อมของโรงเรียนและชมุ ชนในการพฒั นา X̅ S.D. ระดับ
โรงเรียนนวตั กรรมพัฒนาผูเ้ รยี นสู่การเป็นนวัตกร 4.62 .49 มากทส่ี ดุ
2 การวางแผนพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรยี นสู่การเป็น
นวัตกร 4.54 .50 มากทส่ี ดุ
3 การนำแผนพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผเู้ รยี นส่กู ารเป็น
นวัตกรไปปฏบิ ตั ิจริง 4.25 .44 มาก
4 การพฒั นาบคุ ลากรในโรงเรียนเพ่อื พฒั นาโรงเรยี นนวัตกรรม
พัฒนาผู้เรียนสกู่ ารเป็นนวตั กร 4.17 .38 มาก
5 การนิเทศ กำกับ ตดิ ตาม การบรหิ ารจดั การโรงเรียนนวตั กรรม
พัฒนาผู้เรยี นสู่การเปน็ นวัตกร 4.44 .50 มาก
6 การประเมินผลการบริหารจัดการโรงเรยี นนวตั กรรม
พัฒนาผู้เรยี นส่กู ารเป็นนวตั กร 4.43 .60 มาก
รวมเฉลี่ย 4.41 .27 มาก
123
จากตารางท่ี 4.1 แสดงว่าผู้บริหารโรงเรียน และครู มีความเห็นว่าความต้องการพัฒนา
โรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร ด้านการบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรียน
โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅= 4.41, S.D. = .27) เมื่อพิจารณาความต้องการเป็นรายข้อ ปรากฏว่า
การสำรวจความพร้อมของโรงเรยี นและชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพฒั นาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกร มีความต้องการสูงกว่าด้านอื่น ในระดับมากที่สุด (x̅= 4.62, S.D. = .49) รองลงมาคือ
การวางแผนพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรมพฒั นาผู้เรียนสกู่ ารเปน็ นวตั กร มคี วามต้องการในระดับมากท่ีสุด
(x̅= 4.54, S.D. = .50) และการนิเทศ กำกับ ติดตาม การบริหารจัดการโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผูเ้ รยี นส่กู ารเปน็ นวตั กร มคี วามต้องการในระดับมาก (x̅= 4.44, S.D. = .50)
ตารางท่ี 4.2 ความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน ดา้ นการจดั การเรยี นรู้ของครู
ท่ี รายการ (n = 264)
̅X S.D. ระดับ
1 การวิเคราะห์ผเู้ รยี นก่อนการจัดการเรียนรู้สู่การเป็นนวัตกร 4.50 .50 มาก
2 การวางแผนการจดั การเรียนรู้พัฒนาผู้เรยี นสู่การเป็น
นวตั กรอย่างเปน็ ระบบ 4.39 .61 มาก
3 การจดั การเรยี นในการพฒั นาผเู้ รียนสูก่ ารเปน็ นวตั กร
อย่างมีประสิทธภิ าพ 4.28 .61 มาก
4 การบันทกึ ผลการจดั การเรยี นร้ใู นการพัฒนาผู้เรียน
สูก่ ารเป็นนวตั กร 4.30 .70 มาก
5 การนำผลการจดั การเรียนรูใ้ นการพัฒนาผเู้ รยี นสู่การเปน็
นวตั กรมาใช้ในการพัฒนาอยา่ งตอ่ เน่ือง 4.59 .49 มากท่สี ุด
รวมเฉลย่ี 4.41 .30 มาก
จากตารางที่ 4.2 แสดงวา่ ผู้บริหารโรงเรียน และครู มคี วามต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร ด้านการจัดการเรียนรู้ของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅= 4.41, S.D. = .30)
เมื่อพิจารณาความต้องการเป็นรายข้อ ปรากฏว่า การนำผลการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาผู้เรียน
สู่การเป็นนวัตกรมาใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีความต้องการสูงกว่าด้านอื่น โดยมีความต้องการ
ในระดับมากที่สุด (x̅= 4.59, S.D. = .49) รองลงมาคือ การวิเคราะห์ผู้เรียนก่อนการจัดการเรียนรู้
124
สู่การเป็นนวัตกร (x̅= 4.50, S.D. = .50) และการวางแผนการจัดการเรียนรู้พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวตั กรอยา่ งเปน็ ระบบ (x̅= 4.39, S.D. = .61) มคี วามตอ้ งการในระดับมาก ตามลำดบั
ตารางที่ 4.3 ความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ดา้ นการเรียนรู้ของผู้เรียน
ท่ี รายการ (n = 264)
X̅ S.D. ระดับ
1 การวางแผนการเรียนรู้ของผเู้ รยี นสกู่ ารเปน็ นวตั กร 4.39 .61 มาก
2 ผเู้ รียนมกี ารเรยี นรอู้ ย่างสรา้ งสรรค์และมผี ลงานทเี่ ป็น
นวตั กรรมจากการเรียนรู้ 4.32 .62 มาก
3 ผเู้ รียนมกี ารสะท้อนผลการเรียนร้สู กู่ ารเป็นนวตั กร
อยา่ งสร้างสรรค์ 4.36 .70 มาก
4 การบันทึกผลการเรียนรูร้ ะหว่างเรียนและหลังเรยี นของผเู้ รียน 4.61 .49 มากทส่ี ุด
รวมเฉลี่ย 4.42 .29 มาก
จากตารางที่ 4.3 แสดงว่าผู้บริหารโรงเรียน และครู มีความต้องการพัฒนาโรงเรียน
นวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร ด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก
(x̅= 4.42, S.D. = .29) เมื่อพิจารณาความต้องการเป็นรายข้อ ปรากฏว่า การบันทึกผลการเรียนรู้
ระหว่างเรียนและหลังเรียนของผู้เรียน มีความต้องการสูงกว่าด้านอื่น โดยมีความต้องการในระดับ
มากที่สุด (x̅= 4.61, S.D. = .49) รองลงมาคือ การวางแผนการเรียนรู้ของผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
(x̅= 4.39, S.D. = .61) และผู้เรียนมีการสะท้อนผลการเรียนรู้สู่การเป็นนวัตกรอย่างสร้างสรรค์
(x̅= 4.36, S.D. = .70) มคี วามตอ้ งการในระดบั มาก ตามลำดบั
ข้อคดิ เห็น และข้อเสนอแนะอน่ื ๆ
ผู้บริหารโรงเรียน และครู มีข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ครูบางส่วนยังไม่มี
โอกาสในการพัฒนาด้านทักษะการคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น จึงควรจัดกิจกรรมการพัฒนานวัตกรรม
ด้านการบริหารจัดการให้กับผู้บริหารโรงเรียน ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการเรียนรู้ให้กับครู
เพอ่ื เปน็ แรงจงู ใจในการสรา้ งนวัตกรรม และจดั ใหม้ ีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้
สรุปความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน ดงั น้ี
125
1) ด้านการบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรียน มีความต้องการสำรวจความพร้อม
ของโรงเรยี นและชุมชน การวางแผนพัฒนาโรงเรยี นนวัตกรรมพฒั นาผเู้ รยี นสู่การเป็นนวตั กร และการ
นเิ ทศ กำกับ ติดตาม การบริหารจดั การโรงเรียนนวตั กรรมพัฒนาผ้เู รยี นสูก่ ารเปน็ นวัตกร
2) ด้านการจัดการเรียนรู้ของครู มีความต้องการนำผลการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนา
ผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรมาใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ผู้เรียนก่อนการจัดการเรียนรู้
สู่การเปน็ นวัตกร และการวางแผนการจัดการเรยี นร้พู ัฒนาผู้เรียนสกู่ ารเปน็ นวัตกรอยา่ งเป็นระบบ
3) ด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน มีความต้องการการบันทึกผลการเรียนรู้ระหว่างเรียน
และหลงั เรียนของผ้เู รยี น การวางแผนการเรยี นรู้ของผเู้ รียนสู่การเป็นนวัตกร และผูเ้ รียนมีการสะท้อนผล
การเรียนรสู้ ู่การเปน็ นวัตกร
1.2 ผลการหาแนวการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน
การหาแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยนำผลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และ
ผลการศึกษาความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร นำมาจัดทำ
ประเด็นการประชุมระดมความคดิ รวม 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ลักษณะของโรงเรียนนวัตกรรม 2) แนวการ
พัฒนาโรงเรียนนวัตกรรม และ 3) ปจั จยั ทีส่ ่งผลต่อความสำเรจ็ ในการพัฒนาส่โู รงเรยี นนวัตกรรม และ
จัดประชุมระดมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 5 คน
ครู จำนวน 5 คน และศึกษานิเทศก์ จำนวน 5 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 20 คน ในการประชุม
เชิงปฏิบัติการกำหนดกรอบวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในยุค “Thailand 4.0”
ระหว่างวนั ที่ 3-6 เมษายน พ.ศ. 2560 ณ โรงแรมฮพิ กรงุ เทพมหานคร ผลการประชุมระดมความคิด
ในแต่ละประเดน็ ดังน้ี
1.2.1 ลกั ษณะของโรงเรยี นนวตั กรรม
1) เป็นโรงเรียนผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผู้นำเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนา
คุณภาพในการสร้างและนำนวัตกรรมไปสู่การปฏิบัติ สิ่งที่สำคัญที่สุดท่ีจะพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมได้นนั้
ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าด้านการบรหิ ารการจัดการเรียนรู้
หรือวิธีการเรียนรู้ เปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนกระบวนทัศน์ เปลี่ยนวิธีการจดั การเรียนรู้ของครู โดยให้ครู
ได้จัดการเรียนรู้ที่หลากหลายสร้างสรรค์แปลกใหม่ ไม่ใช้การสอนแบบเดิม ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้
ของผู้เรียนได้รู้จักคิดค้นคว้าวิธีการ และแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ ในการเรียนรู้ของตนเอง และจะสามารถ
นำไปสกู่ ารค้นคว้านวตั กรรมสร้างสรรค์ได้
126
2) เป็นโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ ในการเปลี่ยนแปลง
สู่การเรยี นรู้สร้างสรรค์นวตั กรรมนั้น การจัดการเรียนรูเ้ ป็นส่วนสำคัญทีส่ ุดที่จะช่วยสง่ เสรมิ ความเป็น
โรงเรียนแห่งนวัตกรรม โดยจะต้องใช้การจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายซึ่งเหมาะกับบริบทของชุมชน
และโรงเรยี น เพ่ือให้ผ้เู รยี นเป็นนักนวัตกรสร้างสรรค์ได้ สามารถคิดค้นสิง่ ประดิษฐโ์ ดยใช้กระบวนการ
ใหม่ ๆ ครูจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างนักเรียนของตนเองเพื่อไปสู่นวัตกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ
การคดิ คน้ หาวิธีการจดั การเรียนการสอนใหม่ ๆ ตามการเปล่ียนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 การใช้
คอมพิวเตอร์ สื่อเทคโนโลยี แอพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อการจัดการเรียนการสอน Google classroom,
Google meet, Line application เพอ่ื การศกึ ษาคน้ ควา้ การสร้างทศั นะเชงิ บวก เปน็ ต้น
3) เป็นโรงเรียนที่ครูและบุคลากรในโรงเรียนมีความพร้อม เกิดความตระหนัก
ในการเปลี่ยนแปลงของการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์บริบทโรงเรียน ผู้เรียน ชุมชน ครู และบุคลากร
ต้องตระหนักและเห็นความสำคัญร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนองคาพยพในโรงเรียนให้ได้ตามเป้าหมาย
วิสัยทัศน์ และต้องสอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการคิดสร้างสรรค์ทักษะ
ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยหาวิธีการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการ
ค้นคว้า ทดลอง หาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ได้ด้วยตนเอง เพื่อนำไปสู่นวัตกรรมต่าง ๆ ได้ ครูต้องเป็น
ตน้ แบบการเรยี นรู้ กระตุ้นผเู้ รียนดว้ ยคำถามเชิงสร้างสรรค์
4) เป็นโรงเรียนที่ขับเคลื่อนโครงการ กิจกรรมการจัดการเรียนการสอน
อยู่ตลอดเวลา โดยมีแผนงาน เป้าหมาย ทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว เพื่อให้เกิด
ความยั่งยืน สถานศึกษาต้องจัดกิจกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการออกแบบ
การเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ การส่งเสริมการประดิษฐ์คิดค้นให้กับครูผู้สอน และผู้เรียน การพัฒนา
หลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และชุมชน และในการพัฒนาตนเอง
ของผเู้ รียนสู่การเป็นยุวนวัตกรสรา้ งสรรค์ และโรงเรียนพัฒนาสู่การเปน็ โรงเรียนนวตั กรรม
1.2.2 แนวทางการพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรม
1) การปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนให้สามารถเปลี่ยนแปลงผู้เรียน
ถ้าผู้เรียนมีความใฝ่รู้ใฝ่เรียนเป็นนิสัยแล้ว ผู้เรียนจะมีความกระตือรือร้น อยากค้นคว้า อยากทำ
สิ่งใหม่ ๆ พร้อมที่จะพัฒนาตนเอง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างคุณลักษณะการคิดแบบสร้างสรรค์
นักค้นคว้า นักประดษิ ฐ์ แตถ่ า้ ครูกระต้นุ ผู้เรยี นให้มีแรงขับเคลอ่ื นในตนเอง มคี วามอยากที่จะประดิษฐ์
คดิ คน้ หรือวธิ ีการท่ดี กี ว่าเดิม การกล้าตดั สินใจของผูเ้ รียนเปน็ สิง่ เร้าทจี่ ะทำให้ผเู้ รยี นสร้างสรรคต์ า่ ง ๆ
ครูจึงเป็นแค่ผู้อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากกระบวนการ การตัดสินใจซึ่งเกิดจากการ
เรียนรู้ของเขาเอง ดังนั้น การพัฒนาโรงเรียนก้าวไปสู่โรงเรียนนวัตกรรมนั้น ผู้บริหารสถานศึกษา
ครูผู้สอน ชุมชน ต้องส่งเสริม สนับสนุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม ต้องสร้างให้ผู้เรียนสนุกที่จะ
127
พัฒนาตนเองเพื่อก้าวไปสู่การเป็นโรงเรียนแห่งนวัตกรรม ให้โรงเรียน ครู ผู้เรียน ได้เห็นตัวอย่าง
ความสำเรจ็ ท่ีก้าวล้ำ
2) การพัฒนาผู้เรียนให้ค้นพบความสามารถ ความถนัด และความต้องการ
ตนเอง ตัวผูเ้ รียนต้องไดร้ ับการพัฒนาตนเองจากการเรยี นจดั การเรียนรู้ของครู การเรยี นแบบ Active
Learning เช่น การเรียนแบบโครงงาน การเรียนแบบร่วมมือการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอน
ที่พัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหา การนําความรู้ไปประยุกต์ใช้เป็นการเรียน
การสอนทเี่ ปดิ โอกาสให้ผเู้ รียนมีสว่ นร่วมในการเรียนรู้ ผเู้ รียนสร้างองค์ความรู้และจัดระบบการเรียนรู้
ด้วยตนเอง ผู้เรียนมสี ่วนร่วมในการเรยี นการสอน มีการสร้างองคค์ วามรู้ การสร้างปฎิสัมพันธ์ร่วมกนั
และร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขัน ผู้เรียนได้เรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทํางาน
และการแบ่งหน้าที่ความรับผดิ ชอบเป็นกระบวนการ สร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดเป็น
กิจกรรมการเรียนการสอนเน้นทักษะการคิดขั้นสูง ผู้สอนจะเป็นผู้อํานวยความสะดวกในการจัดการ
เรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง ออกแบบการเรียนรู้ของโรงเรียนให้ตอบสนอง
ความสามารถ ความถนัด และความต้องการของผู้เรียนอย่างสร้างสรรค์ สามารถดึงศักยภาพ
และความสามารถที่แฝงเร้นของผู้เรียนออกมาอย่างเต็มตามศักยภาพสู่การเป็นยุวนวัตกรสร้างสรรค์
และโรงเรียนแห่งนวัตกรรม
3) การมีส่วนร่วมของผู้บรหิ ารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชน เป็นวิธีการ
ที่ใช้ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยการมีส่วนร่วมของทุกคนในโรงเรียน ซึ่งวิธีการน้ีจะนำไปสู่
วิธีการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนร่วมกัน โดยจะทำให้ทุกคน
ตระหนักและรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโรงเรียน การร่วมมือร่วมใจกันของครู
ผู้บริหารโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยมุ่งผลสัมฤทธ์ิ
ไปที่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ผ่านการวางแผน การมีวิสัยทัศน์
ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นวัฒนธรรม หรือชุมชนของการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ในโรงเรียน ปัจจัยแห่งความสำเร็จของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพครูมีหลายปัจจัย สิ่งสำคัญ
ทส่ี ุดคือ ความรว่ มมือรว่ มแรงรว่ มใจของครูในโรงเรียน ผ้บู รหิ ารในฐานะผนู้ ำทางวชิ าการ ทุกคน ทุกฝ่าย
ในโรงเรียน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง หรือภาคส่วนต่าง ๆ ในชุมชนบริเวณรอบโรงเรียน
เป็นผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น และมีการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้
อย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในโรงเรียน ทุกคน
เหน็ ความสำคญั ของการเรยี นร้เู ป็นวถิ ีชวี ิต โดยกจิ กรรมหลัก ๆ คอื มกี ารดำเนินกจิ กรรมอยา่ งต่อเนื่อง
ผู้สอนสามารถนำประเด็นปญั หาตามความต้องการของผ้เู รยี น หรือนำเน้ือหาหลักสูตรเข้ามาพูดคุยกัน
แล้วมกี ารแก้ปัญหาร่วมกนั ระหว่างครู และหลังจากน้ันนำกระบวนการที่คิดร่วมกันไปใช้ในการแก้ปัญหา
ในห้องเรยี นเพ่ือให้ผูเ้ รยี นประสบความสำเรจ็
128
1.2.3 ปัจจัยทส่ี ่งผลตอ่ ความสำเรจ็ ในการพฒั นาสู่โรงเรียนนวตั กรรม
1) การส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ออกแบบ และทดลองเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่
ทั้งด้านกระบวนการ สิ่งประดิษฐ์ และการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งการทดลองการเรียนรู้น้ัน
ควรตอบสนองความถนัด และความต้องการของตนเองของผู้เรียน โรงเรียน และสังคม อย่างสร้างสรรค์
ผู้เรียนตัดสินใจเองได้ในการหาองค์ความรู้ใหม่ มีอิสระในการประดิษฐ์ ภายใต้ความต้องการร่วมกัน
ในโรงเรียน เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน โดยกำหนดเป้าหมายและการดำเนินการพัฒนา (1) การพัฒนา
โรงเรียนนวัตกรรมสร้างสรรค์ (2) การพัฒนาห้องเรียนสร้างสรรค์ ด้วยการจัดกิจกรรมแบบ Active
Learning (3) การบริหารสร้างสรรค์ และโรงเรียนดำเนินการพัฒนาตามแผนงาน เพื่อก้าวไปสู่การ
เปน็ ยวุ นวตั กรสร้างสรรค์ และโรงเรียนนวัตกรรม (Innovative School)
2) การประเมินเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การออกแบบการเรียนรู้ การเรียนรู้
การประดิษฐค์ ิดค้นในการพัฒนาตนเองของผู้เรียนสู่การเป็นยวุ นวตั กรสร้างสรรค์ และโรงเรียนพัฒนา
สู่การเป็นโรงเรียนแห่งนวัตกรรมอย่างเป็นพลวัต ต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด ของการพัฒนาในศตวรรษที่ 21
การประเมินผู้เรียนต้องสร้างความสมดุลในการประเมิน มีความครอบคลุม รอบด้าน และตามสภาพจริง
มีความเชื่อมโยงกับการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่มีความหลากหลาย และตอบสนองความต้องการ
ของผู้เรียนมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สิ่งที่สำคัญของการประเมินผลการเรียนรู้ต้องมุ่งทั้งเป้าหมาย
และลักษณะสำคัญของกระบวนการประเมิน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้สอนเพื่อนำไปใช้เป็น
แนวทางในการออกแบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยใช้วิธีการประเมิน
ที่หลากหลายภายใต้ความต้องการประเมินร่วมกันทั้งผู้สอน ผู้เรียน และโรงเรียน เพื่อนำไปสู่การ
พฒั นากิจกรรมใหม้ คี ุณภาพ ประสทิ ธภิ าพ บนพื้นฐานความพงึ พอใจของทกุ ฝ่าย
นอกจากน้ี ที่ประชุมไดใ้ หข้ ้อเสนอแนะให้สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน
ต้องมีนโยบายส่งเสริมให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียน ใช้การวิจัยและพัฒนา (R&D)
เป็นฐานในการดำเนินงาน และพัฒนาบุคลากรของสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ได้แก่ ศึกษานิเทศก์
พัฒนาด้านวิธีการจัดการเรยี นรูใ้ หม่ ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการจดั การเรยี นรูข้ องครูผูส้ อน เช่น การสอน
แบบคิดสร้างสรรค์ (Creativity Based Learning: CBL) การสอนแบบ Project Based Learning
การสอนแบบ Brain Based Learning วิธีการคอนสตรัคติวิซึม หรือวิธีการสอนอื่นที่เน้นแบบ Active
Learning และนอกจากนี้กระบวนการนิเทศติดตาม ควรเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมการจัดการเรียน
การสอนของครู ได้อธิบายกระบวนการ Coaching and Mentoring การนเิ ทศแบบ Blended Learning
หรือ Lesson Study เป็นต้น และประการสำคัญนวัตกรรมการเรียนรู้ในการพัฒนาครูในยุคศตวรรษ
ที่ 21 ที่จะต้องเรียนรู้ และพัฒนาการเรียนรู้ทางวิชาชีพโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ไปที่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียน
สามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ผ่านการวางแผน การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน การแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นวัฒนธรรมหรือชุมชนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโรงเรียนโดยวิธีการ
129
Professional Learning Community: PLC และควรมีเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผเู้ รยี นสกู่ ารเป็นนวตั กรใหโ้ รงเรยี น สำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา และผเู้ ก่ยี วขอ้ งได้เรียนรู้ เขา้ ใจ และ
นำไปใชป้ ระโยชน์ไดอ้ ยา่ งสะดวกข้ึน
1.3 ผลการสร้างรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สู่การเปน็ นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน
ผลการดำเนินการยกร่างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พรอ้ มจดั ทำเอกสารแนวการพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรม
พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนำเสนอ
ผู้เชย่ี วชาญ เพือ่ ตรวจสอบคุณภาพของรา่ งรูปแบบ โดยการสนทนากลุ่มผูเ้ ชีย่ วชาญ โดยมีรายละเอียด
ดงั นี้
1.3.1 การยกร่างรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน มรี ายละเอยี ดดังน้ี
(ร่าง) รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน
1) หลักการและแนวคิดของรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พื้นฐาน
1.1) เป็นรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร ที่ให้
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษา และโรงเรยี น นำไปใช้
1.2) เป็นรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรที่เน้น
กระบวนการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียน และครู ให้มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการวิจัยและพัฒนา
นวตั กรรม และลงมือปฏบิ ัติ การแลกเปล่ยี นประสบการณ์ และการสะท้อนความคิด
2) วัตถปุ ระสงค์ของรูปแบบโรงเรยี นนวตั กรรมพฒั นาผ้เู รยี นสกู่ ารเป็นนวตั กรของ
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน
2.1) เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารโรงเรียน ครู และผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้
ในการพฒั นาโรงเรยี นนวัตกรรม
2.2) เพ่ือพัฒนาผบู้ รหิ ารโรงเรียน ครู และผูท้ ี่เกยี่ วข้องใหม้ คี วามรู้ความเข้าใจ
ในกระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และนำสู่การปฎิบัติในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน
นวัตกรรมท่สี อดคลอ้ งและเหมาะสมกับบรบิ ทของโรงเรยี น
3) กระบวนการพัฒนาของรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน
130
รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยกระบวนการพัฒนา 3 ระดับ ได้แก่ กระบวนการพัฒนาระดับ
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน กระบวนการพัฒนาระดบั สำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษา
และกระบวนการพัฒนาระดบั โรงเรียน มรี ายละเอยี ดการดำเนินงาน ดงั น้ี
3.1) ระดบั สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน โดยใช้กระบวนการ
8S Inno - OBEC Administrative Model ประกอบด้วย
3.1.1) S : Synthesis (การสังเคราะห์) การนำยุทธศาสตร์ชาติ แผนการ
การศึกษาชาติ ทักษะในศตวรรษที่ 21 และการนำผลการประเมินผู้เรียนและข้อมูลทางการศึกษา
มาวเิ คราะหเ์ พ่ือแสวงหาแนวทางในการพฒั นาความคิดสร้างสรรคข์ องผเู้ รียน
3.1.2) S : Set Strategies (การกำหนดกลยุทธ์) การกำหนดแนวทาง
การพัฒนาการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนการการศึกษาชาติ และ
ทกั ษะในศตวรรษที่ 21
3.1.3) S : Start to Implement (การนำกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ) การนำ
แนวทางการพัฒนาโรงเรยี นนวัตกรรม ส่กู ารปฏิบัตใิ นโรงเรียน
3.1.4) S : Support (การสนับสนุน) การสนับสนุน วิชาการ งบประมาณ
การนิเทศติดตาม และให้ขวัญกำลังใจ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียน เพื่อให้การ
ดำเนินงานพัฒนาบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ เช่น การจัดทำเอกสารแนวทางการวิจัยและพัฒนา
รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรม สำหรับผู้บริหารโรงเรียน ครู และศึกษานิเทศก์ การนิเทศ ติดตามและ
ให้คำแนะนำปรึกษา โดยคณะทำงานร่วมของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา การประชุมวิชาการ การประชุมปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ
สะท้อนผล
3.1.5) S : Staff Development (การพัฒนาบุคลากร) การจัดกิจกรรม
ที่ส่งเสริม สนับสนุนองค์ความรู้ ความคิดและทักษะของผู้บริหารโรงเรียน และครู ในการพัฒนา
การบริหารการจัดการเรียนรู้ และการเรียนรู้ของผู้เรียน ตามแนวทางการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรม
อย่างต่อเนื่อง
3.1.6) S : Summarize (การสรุป รายงาน) การประมวลผล สรุป สังเคราะห์
จากการประเมินรูปแบบ และการนำเสนอการบริหารจัดการ การนิเทศ ติดตาม และการปฏิบัติ
การพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียน เพื่อนำผลมาปรับปรุง
พฒั นาหรอื ขยายผล
131
3.1.7) S : Share and Cheer up (การแลกเปล่ยี นเรยี นรแู้ ละการยกย่อง
ชมเชย) การนำผลการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมของโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศหรือประสบผลสำเร็จ
มาใช้ในการแลกเปล่ียนเรยี นรู้ และให้การยกย่องชมเชยทง้ั ในระดับเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษา และโรงเรียน
3.1.8) S : Sustainability (การพัฒนาสู่ความยั่งยืน) การพัฒนาการ
บริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้ การเรียนรู้ของผู้เรียน และการนิเทศติดตามสำนักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษา และโรงเรียนอย่างต่อเน่อื ง
3.2) ระดับสำนักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษา โดยใช้กระบวนการ PPSC ประกอบดว้ ย
3.2.1) P : Plan Co-Ordination (การประสานแผน) การประสานการทำงาน
ให้สมั พนั ธก์ ันระหวา่ งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้นื ฐานและโรงเรยี น หรอื ระหวา่ งโรงเรยี น
กับโรงเรียน และโรงเรียนกับสำนักงานเขตพื้นที่กับโรงเรียน โดยตระหนักถึงภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ
เป้าหมายร่วมกัน
3.2.2) P : Professional Development (การพัฒนาบุคลากร) การจัด
กิจกรรม ส่งเสริม สนับสนุนความรู้ ความคิด และทักษะของผู้บริหารโรงเรียน และครู เพื่อพัฒนา
ความคดิ สร้างสรรค์ของผู้เรียนด้วยเทคนิควธิ ีการต่าง ๆ ทห่ี ลากหลาย โรงเรยี นสามารถเลือกใช้วิธีการ
หรอื บูรณาการเทคนิคใหเ้ หมาะสมกบั บรบิ ทของตนเอง
3.2.3) S : Supervision (การนิเทศ กำกับ ติดตาม) การวัดและประเมินผล
การพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรบั โรงเรียนในการขับเคลื่อนรูปแบบโรงเรียน
นวัตกรรมของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรมีการวัดและประเมินผลเพื่อหา
ข้อปรบั ปรงุ ในการนำไปส่โู รงเรียนนวัตกรรม
3.2.4) C : Continuous Evaluation Development (การประเมินผล
และพัฒนาต่อเน่ือง) เปน็ กระบวนการดำเนินงานดา้ นการกำกับควบคุม เพอื่ ตดิ ตามความกา้ วหน้าของ
ภารกิจและหรือประเมนิ ว่าภารกิจสำเรจ็ ตามวัตถุประสงค์ท่กี ำหนดไว้
3.3) ระดับโรงเรียน ใช้กระบวนการ C – IDEA แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
ด้านการบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรียน ด้านการจัดการเรียนรู้ของครู และด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน
โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้สร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Creativity Innovation Learning for
Transformation: C - IDEA) เพื่อให้โรงเรียนเป็นโรงเรียนนวัตกรรม มุ่งผลผลิตให้ผู้เรียนเป็น
นวัตกรสร้างสรรค์ ทั้งการเปลี่ยนแปลงโดยสังคม (Socially Transformative) สิ่งประดิษฐ์คิดค้น
(Product) และ กระบวนการใหม่ (Innovative Process) รวมถึงการดำเนินงานขององค์การ
ตามนวัตกรรม และการเปล่ยี นวิธีปฏสิ มั พนั ธ์ของบุคลากรกับผู้รับบรกิ ารดว้ ย ประกอบดว้ ย
3.3.1) I : Inspiration (การสร้างแรงบันดาลใจ) ในการสร้างแรงบันดาลใจ
ให้โรงเรียนได้ก้าวพ้นความกลัวที่จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์การเดิม ๆ ที่เคยถือปฏิบัติ กล้าที่จะ
132
ตัดสินใจในการดำเนินการเพื่อพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนแห่งนวัตกรรม การสร้างแรงบันดาลใจ
จะต้องสร้างให้โรงเรียน ครู และผู้เรียน ได้กำหนดเป้าหมายของตนเอง และมีความเชื่อว่าจะไปถึงได้
(Believe to walking on the way to innovative goal) สร้างให้โรงเรียนมีความเชื่อในเป้าหมาย
เพียงส่ิงเดยี วคือ การเป็นโรงเรยี นแห่งนวตั กรรม ให้ผูบ้ ริหารโรงเรียน ครู และผเู้ รียน ให้มีความเช่อื ม่ัน
และมีเป้าหมายเดยี วกนั คือ การพฒั นานวัตกรรมของตนเอง ท้ังกระบวนการ สง่ิ ประดษิ ฐ์ คิดคน้ และ
การเปล่ียนแปลงของสงั คม
3.3.2) D : Discovery and Design (การค้นพบความสามารถ ความถนัด
และความต้องการตนเองของโรงเรียน และตัวผู้เรียน) การพัฒนาตนเองสู่การเป็นโรงเรียน
นวัตกรรม ผู้เรียนพัฒนาตนไปสู่ยุวนวัตกร จากนั้นออกแบบการเรียนรู้ของโรงเรียนให้ตอบสนอง
ความสามารถ ความถนัด และความต้องการของผู้เรียนอย่างสร้างสรรค์ สามารถดึงศักยภาพ และ
ความสามารถที่แฝงเร้นของผู้เรียนออกมาอย่างเต็มตามศักยภาพสูก่ ารเป็นยุวนวัตกรสร้างสรรค์ และ
โรงเรียนนวัตกรรม
3.3.3) E : Experimentation (การทดลองการเรียนรู้) การออกแบบไว้
เพือ่ สรา้ งสรรค์สง่ิ ใหม่ ทง้ั ดา้ นกระบวนการ ส่ิงประดษิ ฐ์ และการเปลย่ี นแปลงของสงั คม ซ่งึ การทดลอง
การเรียนรู้นั้นควรตอบสนองความถนัด และความต้องการของตนเองของผู้เรียน โรงเรียน และสังคม
อย่างสร้างสรรค์ โดยกำหนดเป้าหมายและการดำเนินการพัฒนา (1) การพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรม
สร้างสรรค์ (2) การพัฒนาห้องเรียนสร้างสรรค์ ด้วยการจัดกิจกรรมแบบ Active Learning (3) การ
บริหารสร้างสรรค์ และโรงเรียนดำเนินการพัฒนาตามแผนงาน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นโรงเรียน
นวัตกรรม (Innovative School) ทีม่ ีผูบ้ ริหารสรา้ งสรรค์ ครูสร้างสรรค์ และนกั เรียนสรา้ งสรรค์
3.3.4) A : Activity for continues improvement/Assessment (การประเมิน
หรือการจัดกิจกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง) การออกแบบการเรียนรู้ การเรียนรู้ การประดิษฐ์
คิดค้นในการพัฒนาตนเองของผู้เรียนสู่การเป็นยุวนวัตกรสร้างสรรค์ และโรงเรียนพัฒนาสู่การเป็น
โรงเรียนนวัตกรรมอยา่ งเป็นพลวตั ต่อเน่ือง ไมม่ ที ่ีส้นิ สดุ ของการพัฒนา
กระบวนการพัฒนา 3 ระดับของรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวตั กรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ดงั แสดงในภาพที่ 4.1
133
ภาพที่ 4.1 รปู แบบโรงเรยี นนวตั กรรมพฒั นาผู้เรียนสู่การเป็นนวตั กรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน
เอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน ประกอบดว้ ย
ส่วนที่ 1 รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน
ส่วนที่ 2 การดำเนินงานพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน
ส่วนที่ 3 แนวทางการบริหารจัดการสู่โรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน
134
ส่วนที่ 4 การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน
ส่วนที่ 5 การวิจัยและพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน
ส่วนที่ 6 ตัวอย่างโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน
ส่วนท่ี 7 บรรณานกุ รม
1.3.2 ผลการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียน
นวตั กรรมพฒั นาผู้เรยี นสู่การเปน็ นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน
ผลการตรวจสอบคุณภาพ และเอกสารแนวการพัฒนารูปแบบในด้านความเหมาะสม
ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรยี นสูก่ ารเป็น
นวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการสนทนากลุ่ม และการประเมินจาก
ผ้เู ชีย่ วชาญ ดงั แสดงในตารางท่ี 4.4
135
ตารางที่ 4.4 ผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และความเป็นประโยชน์
ของรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน โดยผเู้ ชี่ยวชาญ
ความคิดเห็นของผ้เู ชย่ี วชาญ
องค์ประกอบ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถกู ต้อง ความเป็นประโยชน์
ของรปู แบบ
เหมาะสม ไมเ่ หมาะสม เป็นไปได้ เปน็ ไปไมไ่ ด้ ถกู ตอ้ ง ไม่ถูกตอ้ ง เปน็ ประโยชน์ ไมเ่ ป็นประโยชน์
จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ
1 ชื่อรูปแบบ 11 100 - - 11 100 - - 11 100 - - 11 100 - -
11 100 - - 11 100 - -
2 หลกั การและแนวคิดของ 11 100 - - 11 100 - - 11 100 - - 11 100 - -
รูปแบบ - 11 100 - - 11 100 -
11 100 - - 11 100 - -
3 วตั ถปุ ระสงค์ของรูปแบบ 10 90.91 1 9.09 11 100 - - 11 100 - - 11 100 - -
- 10 90.91 1 9.09 11 100 -
4 กระบวนการของรปู แบบ 11 100 - - 11 100 - -
4.1 กระบวนการ 11 100 - - 11 100 - - 11 100 - - 11 100 - -
ระดบั สพฐ. 11 100 - - 11 100 - - 11 100 - - 11 100 - -
(8S Inno-OBEC) -
4.2 กระบวนการ - 11 100 - - 11 100 - -
ระดบั สพท. (PPSC) - 10.88 98.86 0.12 9.09 11 100 -
4.3 กระบวนการ
ระดับโรงเรียน
(C-IDEA)
5 แผนภาพรูปแบบ
6 เอกสารแนวการพฒั นา
โรงเรียนนวตั กรรม
รวมเฉลยี่ 10.88 98.86 0.12 9.09 11 100
จากตารางท่ี 4.4 แสดงร้อยละของผู้เชี่ยวชาญ การตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ และ
เอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง และความเป็นประโยชน์
พบว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันโดยมีความเห็นว่าองค์ประกอบของรูปแบบ
ประกอบด้วย ชื่อรูปแบบ ความสำคัญของรูปแบบ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ หลักการและแนวคิด
ของรูปแบบ กระบวนการพัฒนารูปแบบ กระบวนการพัฒนาระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน กระบวนการพัฒนาระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กระบวนการพัฒนาระดับโรงเรียน
แผนภาพรูปแบบ และเอกสารประกอบของรูปแบบ มีความเหมาะสมร้อยละ 98.86 มีความเป็นไปได้
136
ร้อยละ 100 มีความถูกต้อง ร้อยละ 98.86 และมีความเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ร้อยละ 100
ในทกุ องค์ประกอบ
ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรม
พฒั นาผเู้ รยี นสกู่ ารเปน็ นวตั กรของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน
ผู้เชี่ยวชาญมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียน
นวัตกรรมของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน กอ่ นการนำไปใช้ ดังนี้
1) ผู้เชี่ยวชาญเสนอความคิดเห็นที่สอดคล้องกันว่ารูปแบบการพัฒนาโรงเรียน
นวัตกรรมของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรเพิ่มรายละเอียดความเป็นมาและ
ความสำคัญของรูปแบบให้มีเนื้อหาเชื่อมโยงความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาที่ชี้ให้เห็นปัญหา
ของการขาดทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ จำเป็นที่จะต้องพัฒนาคนให้มีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้
ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันพัฒนาคนให้ดี เก่ง มีคุณภาพ มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21
มุ่งพัฒนาทกั ษะขน้ั สงู สกู่ ารเปน็ นวตั กร เพ่ือคดิ คน้ นวตั กรรมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
2) รูปแบบการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน หลักการ แนวคิด และวัตถุประสงค์มีความเหมาะสม ส่วนกระบวนการพัฒนา 3 ระดับ
ได้แก่ กระบวนการพัฒนาระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระบวนการพัฒนา
ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และกระบวนการพัฒนาระดับโรงเรียน ครอบคลุมกระบวนการ
พัฒนาในทุกระดับ สามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ ผู้เชี่ยวชาญเสนอความคิดเห็น
ที่สอดคล้องกันว่า กระบวนการพัฒนามีการระบุข้ันตอนการดำเนินงานได้อย่างชัดเจนในกระบวนการ
พัฒนาระดบั สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน และกระบวนการพฒั นาระดบั โรงเรยี น
ผู้วิจัยนำผลการตรวจสอบความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง ความเป็น
ประโยชน์ และขอ้ เสนอและของผู้เชย่ี วชาญมาปรบั ปรุงแก้ไข
การปรับปรุงรูปแบบ และเอกสารแนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สู่การเปน็ นวตั กรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ดงั น้ี
1) ความเป็นมาและความสำคญั ของรปู แบบ
รูปแบบเป็นเคร่ืองมือในการสร้างมโนทัศน์ใหม่ และการสร้างความสัมพันธ์ของ
ตัวแปรในลักษณะใหม่ ซึ่งเป็นการขยายองค์ความรู้ในเรื่องที่ศึกษา เพื่อหาข้อสรุป นำไปอธิบาย
ทำนายหรือควบคุมปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง ซึ่งปัญหาในระบบการศึกษาที่ผ่านมา
ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านทักษะด้านความจำ ความเข้าใจ แต่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการ
พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และการฝึกฝนอย่างถูกวิธี ดังนั้น การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน จำเป็น
ที่จะต้องพัฒนาคนให้มีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันพัฒนาคนให้ดี
เก่ง มีคุณภาพ มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 มุ่งพัฒนาทักษะขั้นสูงสู่การเป็นนวัตกร เพื่อคิดค้น
137
นวัตกรรมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังนั้น การพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียน
สู่การเป็นนวัตกรจะเป็นแนวการพัฒนาให้ทุกโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพ
ทรัพยากรมนุษย์ ท่ีมีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญเพื่อพัฒนาคนในทุกมิติ และในทุกช่วงวัยให้มีทักษะ
ท่ีจำเปน็ ในศตวรรษที่ 21 สกู่ ารเป็นคนไทยที่มีทกั ษะสูง เป็นนักคิด และเป็นนวตั กร
2) หลักการและแนวคดิ ของรปู แบบ
2.1) เป็นรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน ให้สำนักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา และโรงเรียน นำไปใช้
2.2) เป็นรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน ที่เนน้ กระบวนการพฒั นาผบู้ ริหารโรงเรียน และครู ใหม้ ี
ความรู้ความเข้าใจในกระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และลงมือปฏิบัติ การแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ และการสะท้อนความคิด
3) วัตถุประสงค์ของรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน
3.1) เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารโรงเรียน ครู และผู้ที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้
ในการพฒั นาโรงเรียนนวตั กรรม
3.2) เพื่อพัฒนาผู้บริหารโรงเรยี น ครู และผู้ที่เกี่ยวขอ้ ง ให้มีความรู้ความเข้าใจ
ในกระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และนำสู่การปฏิบัติในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน
นวตั กรรมที่สอดคลอ้ งและเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน
4) กระบวนการพัฒนาของรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน
รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยกระบวนการพัฒนา 3 ระดับ ได้แก่ กระบวนการระดับสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระบวนการระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และกระบวนการ
ระดับโรงเรยี น มรี ายละเอียดการดำเนินงาน ดังนี้
4.1) ระดบั สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน โดยใช้กระบวนการ
8S Inno - OBEC Administrative Model ประกอบดว้ ย
4.1.1) S : Synthesis (การสังเคราะห์) การนำยุทธศาสตร์ชาติ แผนการ
การศึกษาชาติ ทักษะในศตวรรษที่ 21 และการนำผลการประเมินผู้เรียนและข้อมูลทางการศึกษา
มาวเิ คราะหเ์ พอื่ แสวงหาแนวทางในการพฒั นาความคิดสรา้ งสรรคข์ องผ้เู รียน