39
(Learning Organization: LO) ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community: LC) มาตามลำดับ
ดังภาพท่ี 2.2
ภาพที่ 2.2 พฒั นาการของชุมชนแหง่ การเรียนรเู้ ชงิ วิชาชีพ
ทม่ี า : สำนกั พัฒนาครูและบคุ ลากรทางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2560)
3. รูปแบบการพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขนั้ พ้ืนฐาน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้พัฒนากระบวนการคิดสรา้ งสรรคร์ ูปแบบ
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนได้นำไปใช้ในการจัดการเรียน
การสอนของโรงเรียนตามรูปแบบที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานกำหนด พบว่า ได้กลยุทธ์
การพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (8S lnno -
OBEC Administrative Model) ซึ่งหมายถึง กระบวนการพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของ
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบดว้ ย
1) การสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง การนำผลประเมินผู้เรียนนานาชาติ (PISA)
ผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O- NET) และข้อมูลทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้องทางการศึกษา
มาวิเคราะหอ์ ยา่ งละเอียดเพอ่ื แสวงหาแนวทางในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนกั เรยี น
2) การกำหนดกลยุทธ์ (Set Strategies) หมายถึง การกำหนดแนวทางในการ
พฒั นาการเรียนรูแ้ บบสร้างสรรค์ ซึ่งประกอบดว้ ย การบริหารจัดการ การจดั การเรยี นรู้ และการนเิ ทศ
40
3) การนำกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ (Start to Implement) หมายถึง การนำแนวทางการ
พฒั นาการเรยี นรู้แบบสร้างสรรคไ์ ปสกู่ ารปฏิบตั เิ พ่อื การพฒั นาความคดิ สรา้ งสรรค์ของนักเรยี น
4) การสนับสนุน (Support) หมายถึง การส่งเสริม สนับสนุน วิชาการ งบประมาณ
การนเิ ทศ ติดตาม และให้ขวัญกำลงั ใจเพอ่ื การขับเคลือ่ นการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์
5) การพัฒนาบุคลากร (Staff Development) หมายถึง การจัดกิจกรรม ส่งเสริม
สนบั สนนุ ความรู้ ความคิดและทักษะของผูบ้ ริหารโรงเรียน ครู และศึกษานเิ ทศก์ เพือ่ พฒั นาความคิด
สรา้ งสรรคข์ องผ้เู รียนด้วยเทคนคิ วิธกี ารตา่ ง ๆ
6) การสรุปรายงาน (Summarize) หมายถึง การประมวล สรุป สังเคราะห์จากการ
ประเมินรูปแบบและนำเสนอการบริหารจัดการ การนิเทศติดตาม และการปฏิบัติการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างสรรค์
7) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการยกย่องชมเชย (Share and Cheer up) หมายถึง
การนำผลการบริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้ การนิเทศที่มีความเป็นเลิศหรือประสบความสำเร็จ
มาใช้ในการแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ และใหก้ ารยกย่องชมเชยด้วยวิธกี ารทห่ี ลากหลาย
8) การพัฒนาสู่ความยั่งยืน (Sustainability) หมายถึง ความสามารถในการพัฒนา
การบริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้ และการนิเทศ ติดตาม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ของผู้เรียนสู่การคิด
สรา้ งสรรคอ์ ยา่ งต่อเนอ่ื ง และคงทน
41
รูปแบบพัฒนาการพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ข้ันพน้ื ฐาน (8S lnno – OBEC Administrative Model )
ภาพที่ 2.3 การพัฒนาทักษะการคดิ สร้างสรรค์ของ สพฐ. (8S lnno-OBEC Administrative Model)
สำหรับการดำเนินการบริหารจัดการพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของเขตพื้นที่การศึกษานั้น
ก็เพื่อการสนับสนุน ส่งเสริมการดำเนินงานให้ผู้บริหารสถานศึกษา แสดงบทบาทผู้นำให้ครูจัดการ
เรียนรู้ที่มีคุณภาพ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน โดยใช้กระบวนการนิเทศอันเป็น
กระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างศึกษานิเทศก์ ครู และผู้บริหาร เพื่อปรับปรุงพัฒนาจัดการเรียนรู้
แบบสร้างสรรค์เปน็ ฐานทม่ี ่งุ พัฒนาผเู้ รียนใหม้ ีทักษะความคิดสรา้ งสรรค์ (Creativity)
ส่วนการบริหารจัดการพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของสถานศึกษา เป็นการบริหาร
จดั การศกึ ษาเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการคดิ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ไดแ้ ก่
1) การบริหารจัดการสถานศึกษา เป็นการดำเนินงานของผู้บริหารสถานศึกษา
ในบทบาทผู้นำทีส่ ง่ เสรมิ สนับสนุนให้ครูจัดการเรียนรู้ท่ีมีคุณภาพ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์
ของผู้เรยี นโดยมกี ระบวนการ APDCS 5 ข้ัน ได้แก่
ขนั้ ท่ี 1 การวิเคราะหข์ ้อมลู สารสนเทศ (A)
ขนั้ ที่ 2 การวางแผนใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงการจดั การเรยี นรู้ (P)
42
ข้ันท่ี 3 การดำเนินงานตามแผน (D)
ขั้นที่ 4 การประเมนิ ผล (C)
ข้นั ท่ี 5 การพัฒนาตอ่ เนือ่ ง (S)
2) การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้พัฒนา
ทกั ษะการคดิ สรา้ งสรรค์สำหรบั ผูเ้ รยี น ประกอบดว้ ย 6 ขั้นตอน (IPSDCA) ได้แก่
ขัน้ ท่ี 1 สรา้ งแรงบนั ดาลใจ (Inspiration)
ขั้นท่ี 2 กำหนดปญั หา (Problem Setting)
ขั้นที่ 3 ศึกษา/คน้ ควา้ /วางแผน(Study/Explorer/Plan)
ขั้นที่ 4 ออกแบบ/ทดลอง (Design/Experiment)
ข้ันที่ 5 สรุปและเสนอ (Conclude/Presentation)
ขนั้ ที่ 6 ประเมนิ ผล (Assessment)
3) การนิเทศภายในสถานศึกษา เป็นกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างครูและ
ผู้บริหาร เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม แนะนำ ช่วยเหลือ การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการ
นิเทศแบบ SPIDRES 7 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ (Scan-S) เป็นขั้นตอนการตรวจสอบ
อย่างละเอียด และวิเคราะห์ความสำคัญกับระบบข้อมูลสารสนเทศของแต่ละโรงเรียนด้วยการ
วิเคราะห์บริบทและข้อมูลสารสนเทศด้วยการวิเคราะห์ SWOT Analysis หรือวิธีการวิเคราะห์ที่มี
ความเหมาะสม เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทาง นวัตกรรม และการวางแผนปฏิบัติการนิเทศที่มี
ประสทิ ธิภาพ
ขั้นท่ี 2 การวางแผนการนิเทศ (Planning-P) เป็นขั้นตอนที่ผู้บริหารสถานศึกษา
ผู้นิเทศ และผู้รับการนิเทศ จะทำการประชุมปรึกษาหารือเพื่อให้ได้มาซึ่งประเด็นปัญหาและ
ความต้องการจำเป็นที่จะต้องมีการนิเทศ รวมทั้งวางแผนถึงขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการนิเทศการ
สอนแบบสรา้ งสรรคเ์ ป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL) ที่จัดข้ึน
ขั้นที่ 3 ให้ความรู้ก่อนการนิเทศ (Informing-I) เป็นขั้นตอนของการให้ความรู้
ความเข้าใจถึงการจัดการเรียนรู้โดยการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based Learning:
CBL) การดำเนินการจะต้องอาศัยความรู้ความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์
เป็นฐาน มีขั้นตอนในการดำเนินงานตามการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานเพื่อให้ผลงาน
ออกมาอย่างมีคุณภาพ ขั้นตอนนี้จำเป็นทุกครั้งที่จะต้องทบทวนให้ความรู้ในการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง
อกี คร้ังหนึ่ง
ขั้นที่ 4 การดำเนินการนิเทศ (Doing-D) การดำเนินการนิเทศ ประกอบด้วย
การปฏบิ ัตงิ าน 3 ลักษณะ คือ 1) การปฏบิ ตั ิงานการจัดการเรียนร้แู บบสร้างสรรคเ์ ป็นฐาน (Creativity
43
Based Learning: CBL) ของครูผูส้ อนหรือผู้รับการนิเทศ 2) การปฏิบัติการนิเทศอย่างสร้างสรรค์
ของผู้ให้การนิเทศ และ 3) การปฏบิ ตั ิงานของผู้สนบั สนนุ การนเิ ทศ
ขั้นที่ 5 การสร้างเสรมิ กำลงั ใจแก่ผู้ปฏิบัตงิ านนิเทศ (Reinforcing-R) เป็นขั้นตอน
ของการเสริมแรงของผู้บริหารหรือผู้นิเทศ เพื่อให้ผู้รับการนิเทศมีความมั่นใจ และบังเกิดความพึงพอใจ
ในการปฏิบัติงาน ขั้นนี้อาจดำเนินไปพร้อม ๆ กับที่ผู้รับการนิเทศกำลังปฏบิ ัตงิ านหรือการปฏบิ ัติงาน
ไดเ้ สรจ็ ส้นิ
ขั้นที่ 6 การประเมินผลการนิเทศ (Evaluating-E) เป็นขั้นตอนที่ผู้นิเทศทำการ
ประเมินผลการดำเนินงานที่ได้ดำเนนิ การผา่ นไปแล้วว่าเป็นอย่างไร หลังจากการประเมินผลการนิเทศ
หากพบว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคอย่างหนึ่งอย่างใดที่ทำให้การดำเนินงานไม่ได้ผล สมควรที่จะต้อง
ปรับปรงุ แก้ไข ซง่ึ การปรับปรุงแก้ไขอาจจะทำได้โดยการให้ความรเู้ พ่ิมเติมในเร่ืองท่ีปฏิบัติใหม่อีกครั้ง
ในกรณีที่ผลงานที่ได้ยังไม่ถึงขั้นน่าพอใจหรือให้ดำเนินการปรับปรุงการดำเนินงานทั้งหมด ในกรณีท่ี
การดำเนินงานไม่ได้ผล แต่ถ้าประเมินผลแล้วประสบผลสำเรจ็ ตามที่ตั้งไว้ และต้องการจะดำเนินการ
นิเทศต่อไป ก็สามารถทำได้เลย ไม่ต้องให้ความรู้ในเรื่องที่ปฏิบัติอีก การดำเนินการนิเทศ
ตามกระบวนการจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้งจนกว่าจะบรรลุตามจุดประสงค์ที่วางไว้ หรือ
สามารถพัฒนาผู้รับการนิเทศได้ตามที่ต้องการ กระบวนการนิเทศเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ
ต่อเนอื่ ง เป็นระบบ
ขั้นที่ 7 พัฒนาต่อเนื่อง (Sustainable Development-S) เป็นขั้นตอนการนำ
ผลการประเมินมาวเิ คราะห์และวางแผนปรับปรุงกระบวนการนิเทศให้ครูผู้สอนและผู้บริหารสามารถ
จัดการเรียนรู้และบริหารจัดการเพื่อพัฒนานักเรียนให้มีศักยภาพในการคิดอย่า งสร้างสรรค์ได้อย่าง
ย่ังยนื และตอ่ เนื่อง ผู้นเิ ทศจงึ ตอ้ งมีการนเิ ทศ ตดิ ตามการพัฒนาความคิดสร้างสรรคข์ องผเู้ รยี น
แนวทางการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาผ้เู รียนสกู่ ารเปน็ นวัตกร
การศึกษาในยุคประเทศไทย 4.0 ต้องนำการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ส่งเสริมให้
ผู้เรียนทุกระดับมีการคิดค้นนวัตกรรม เพราะความสามารถในการคิดค้น ผลิตนวัตกรรมจะเป็นฐาน
สำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้กา้ วพน้ จากกบั ดกั ประเทศท่มี รี ายไดป้ านกลาง ดว้ ยเหตุผลนี้การศึกษา
จึงต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ให้กับเด็กไทย โดยหน่วยงานการศึกษา สถานศึกษา ผู้บริหาร
สถานศึกษา ผู้สอน มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการปรับปรุง พัฒนา เพื่อหาแนวทางพัฒนาการจัดการ
เรียนรู้ในห้องเรียนให้เหมาะกับผู้เรียนทุกระดับ ต้องเป็นผู้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ แสวงหา
แหล่งเรียนรู้ จัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนทั้งในและนอกชั้นเรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียน
ใช้เทคโนโลยีในการสืบค้น ข้อมูล จัดการเรียนรู้โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความคิดวิเคราะห์ ความคิด
สร้างสรรค์ มีความสามารถในการค้นหาปัญหา เพราะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้รวดเร็วเกิดการคิด
44
สร้างสรรค์ ทั้งนี้ความรู้ที่ได้มาจากการต่อยอดความรู้จึงเป็นความรู้ในเชิงลึกและกว้าง ไม่เป็นเพียง
ความรู้ที่ได้มาจากตำรา ผู้สอนต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำความรู้ที่มีอยู่ในตนเองมาบูรณาการให้ได้
ความรู้ใหม่ สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยการมอบหมายงานให้ผู้เรียนลงมื อทำ สร้างทีม
เสริมแรงจูงใจ ฝึกประสบการณ์การเรียนรู้ สนับสนุนให้ผู้เรียนสร้างความรู้ที่ใหม่ที่ไม่เหมือนใคร
และหาแนวทางแก้ไขปัญหาจนสามารถสร้างนวัตกรรม โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ
ร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหา เพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุเป้าหมายในการเปลี่ยนผู้เรียนให้เป็นนวัตกร
ดงั น้นั แนวทางการจดั การเรียนร้เู พ่อื พฒั นานักเรยี นสกู่ ารเปน็ นวัตกร มดี ังน้ี
1. การจัดการเรียนรู้เชงิ รุก (Active learning: AL)
Bonwell, & Eison (1991) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกว่า เป็นกิจกรรมท่ี
ผ้เู รียนมีสว่ นร่วมในการเรียน โดยผเู้ รียนเป็นผ้กู ระทำ และในขณะเดียวกันก็คิดในสิ่งท่ีทำด้วย (Doing
things and thinking about what they are doing) กิจกรรมเช่นนี้มีทั้งอ่าน เขียน อภิปราย หรือ
มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ช่วยให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการคิดขั้นสูง คือ คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์
และประเมินค่า ซึ่งสอดคล้องกับ Meyers, & Jones (1993) ที่ได้กล่าวว่า การเรียนรู้เชิงรุก เป็นการ
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฟัง พูด อ่าน เขียน แสดงความคิดเห็น และแก้ปัญหาในขณะลงมือทำกิจกรรม
ตา่ ง ๆ ท่หี ลากหลายวิธี ซ่ึงผู้เรยี นตอ้ งประยุกตส์ ิง่ ท่ีได้เรยี นร้ใู นการทำกิจกรรมดงั กล่าว
นอกจากนี้ Michael, & Modell (2003) ที่กล่าวถึง การเรียนรู้เชิงรุกว่า เป็นคำที่ใช้เพื่อ
อธิบายกลุ่มของการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม (Engage) ในการเรียนรู้ โดยมีการให้
ความหมายของการเรียนรู้ว่า การเรียนรู้เกิดเมื่อผู้เรียนเปลี่ยนความคิดหรือพฤติกรรมผ่านการ
มีประสบการณ์ตรงจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ที่ต้องอาศัยเทคนิควิธีการ ดังที่ McKinney
(2010) ได้ใหข้ ้อคิดว่า การจัดการเรียนร้เู ชงิ รุกเป็นการใช้เทคนิคที่ให้ผเู้ รียนทำมากกวา่ เพียงแค่การฟัง
บรรยาย โดยผู้เรียนจะได้ค้นพบในสิ่งที่ทำ รวมถึงการประมวลผลและการประยุกต์ใช้ข้อมูล
เช่นเดียวกันกับ Felder, & Brent (2009) ที่ได้กล่าวว่า การเรียนรู้เชิงรุก คือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการ
จดั การเรียนรู้ ทำให้นักเรียนทุกคนในหอ้ งเรียนได้ทำมากกว่าฟงั และจดบันทกึ
ส่วนนักการศึกษาของไทย เช่น วันเพ็ญ คําเทศ (2549) กล่าวว่า การเรียนรู้เชิงรุกเป็นการ
จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ
จากกจิ กรรมท่ีหลากหลาย ผา่ นการฟงั พูด อา่ น คดิ และเขียน โดยกจิ กรรมดังกลา่ วเปน็ โอกาสในการ
ที่ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลและประสบการณ์จากการที่ผู้เรียนเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของตนเอง แล้วจึงสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความหมาย แนวคิดน้ี
ได้รับการสนับสนุนจาก สถาพร พฤฑฒิกุล (2555) ที่ได้กล่าวว่า การเรียนรู้เชิงรุกช่วยให้ผู้เรียน
สามารถเชื่อมโยงความรู้ หรือสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเองด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านส่ือ
หรือกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีครูผู้สอนเป็นผู้แนะนำ กระตุ้น หรืออำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการ
45
เรียนรู้ขึน้ โดยกระบวนการคิดขั้นสูง กล่าวคือ ผูเ้ รียนมีการวเิ คราะห์ การสงั เคราะห์ และการประเมินค่า
จากสิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความหมาย และนําไปใช้
ในสถานการณอ์ ่ืน ๆ ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ
นอกจากนี้แล้ว มนตรี ศิริจันทร์ชื่น (2554) ยังได้กล่าวว่าเสริมว่า การจัดการเรียนรู้
เชิงรกุ เป็นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ท่ีเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ และได้มีส่วนร่วม
ในกจิ กรรมการเรียนรอู้ ย่างตน่ื ตวั หรอื ลงมือปฏิบตั ิจริงโดยใชก้ ระบวนการเรียนรตู้ ่าง ๆ ที่จะนำผู้เรียน
ไปสู่การเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง ทั้งการอ่าน การเขียน การโต้ตอบ การวิเคราะห์ปัญหา สามารถ
พัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนมีทักษะ
ในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังที่ วาสนา เจริญไทย (2557) กล่าวว่า
การจัดกิจกรรมเชิงรุกนั้นเป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นความมีส่วนร่วมและ
บทบาทในการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ผู้เรียนเป็นผู้มีบทบาทหลักในการเรียนรู้ของตัวเอง ส่งเสริมให้
ผู้เรียนมีความตื่นตัวและกระตือรือร้นด้านการรู้คิด ให้ผู้เรียนมีโอกาสคิด ตัดสินใจ และลงมือกระทำ
เพื่อค้นหาคำตอบ โดยใช้กิจกรรมการพูด การฟัง การอ่าน การเขียน การสะท้อนแนวความคิด และ
การมีปฏิสัมพันธ์กับเพือ่ น และผู้สอน ช่วยให้วางแผนการทำงาน โดยการแปลความรู้ความเข้าใจมาสู่
การกระทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีคุณค่า และสนุกสนาน ตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน
เช่นเดียวกับ สุภัทรา ภูษิตรัตนาวลี (2560) ท่ีได้กล่าวสนับสนุนว่า การเรียนรู้เชิงรุกนั้นเป็นการ
ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมด้วยการลงมือปฏิบัติจากกิจกรรม
ที่หลากหลายผ่านการฟัง พูด อ่าน และเขียน โดยเน้นกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง
ดว้ ยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินคา่
สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุก คือ การเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียน
การสอน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง (Higher - Order Thinking) ด้วยการวิเคราะห์
สังเคราะห์ และประเมินค่า ไม่เพียงแต่เป็นผู้ฟัง ผู้เรียนต้องอ่าน เขียน ตั้งคำถาม และถามอภิปราย
ร่วมกัน ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง โดยต้องคำนึงถึงความรู้เดิม และความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ
ทงั้ นี้ ผเู้ รยี นจะถูกเปล่ยี นบทบาทจากผรู้ ับความรู้ไปสูก่ ารมีส่วนรว่ มในการสร้างความรู้
2. ความสำคัญของการจัดการเรียนรเู้ ชิงรุก
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2562) ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการเรยี นรู้
เชงิ รกุ ไว้ดังน้ี
1) ส่งเสริมการมอี สิ ระทางด้านความคิดและการกระทำของผู้เรียน การมีวิจารณญาณ
และการคิดสร้างสรรค์ ผ้เู รยี นจะมีโอกาสมสี ่วนร่วมในการปฏบิ ัติจริง และมกี ารใช้วจิ ารณญาณในการคิด
และตัดสินใจในการปฏิบัติกิจกรรมนั้น มุ่งสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้กำกับทิศทางการเรียนรู้ ค้นหาสไตล์
46
การเรียนรู้ของตนเองสู่การเป็นผู้รู้คิด รู้ตัดสินใจด้วยตนเอง (Metacognition) เพราะฉะนั้น Active
Learning จึงเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาความคิดขั้นสูง (Higher
Order Thinking) ในการมีวิจารณญาณ การวิเคราะห์ การคิดแก้ปัญหา การประเมิน ตัดสินใจ และ
การสร้างสรรค์
2) สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความร่วมมือ
ในการปฏิบตั งิ านกลมุ่ จะนำไปสคู่ วามสำเรจ็ ในภาพรวม
3) ทำให้ผู้เรียนทุ่มเทในการเรียน จูงใจในการเรียน และทำให้ผู้เรียนแสดงออก
ถึงความรู้ความสามารถ เมื่อผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างกระตือรือร้น
ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ผ่านการใช้กิจกรรมที่ครูจัดเตรียมไว้ให้อย่างหลากหลาย ผู้เรียนเลือก
เรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจและความถนัดของตนเอง เกิดความรับผิดชอบ และทุ่มเท
เพ่อื มุ่งสู่ความสำเรจ็
4) ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาเชิงบวก ทั้งตัวผูเ้ รียน และตัวครู
เป็นการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน ผู้เรียนจะมีโอกาสได้เลือกใช้ความถนัด ความสนใจ
ความสามารถที่เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) สอดรับกับแนวคิด
พหุปัญญา (Multiple Intelligence) เพื่อแสดงออกถึงตัวตนและศักยภาพของตัวเอง ส่วนครูผู้สอน
ต้องมีความตระหนักที่จะปรับเปลี่ยนบทบาท แสวงหาวิธีการ กิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อช่วย
เสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ครูเกิดทักษะในการสอน และมีความ
เช่ยี วชาญในบทบาทหน้าทท่ี ี่รับผิดชอบ เปน็ การพัฒนาตน พัฒนางาน และพฒั นาผ้เู รียนไปพร้อมกนั
3. ลักษณะของการจัดการเรียนรูเ้ ชงิ รุก
Bonwell, & Eison (1991) กลา่ วถึงลกั ษณะของการจดั การเรียนร้เู ชงิ รุก ไว้ดังน้ี
1) เป็นการเรียนรู้ที่มงุ่ ลดการถา่ ยทอดความรู้จากผ้สู อนสผู่ ูเ้ รียนใหน้ ้อยลง และพัฒนา
ทักษะให้เกดิ กับผเู้ รียน
2) ผ้เู รียนมีสว่ นร่วมในช้ันเรยี นโดยลงมอื กระทำมากกว่านงั่ ฟงั อยา่ งเดยี ว
3) ผูเ้ รยี นมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรม เชน่ อา่ น อภปิ ราย และเขียน
4) เนน้ การสำรวจเจตคติและคณุ คา่ ท่มี อี ยู่ในตัวผเู้ รยี น
5) ผเู้ รียนได้พัฒนาการคิดระดับสูงในการวิเคราะห์ สงั เคราะห์ ประเมนิ ผลการนำไปใช้
6) ทั้งผเู้ รยี นและผ้สู อนรับข้อมูลปอ้ นกลบั จากการสะท้อนความคดิ ได้อยา่ งรวดเรว็
เช่นเดียวกันกับ Shenker, Goss, & Bemstein (1996) ได้อธิบายเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้
เชิงรุกว่า การเรียนรู้เชิงรุกมุ่งเน้นการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในบทบาทการเรียนรู้ของตนเองมากกว่า
รับความรู้ฝ่ายเดียว การที่ผู้เรียนได้กระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง จะนำไปสู่การคิดเกี่ยวกบั ส่ิงที่ตนเอง
47
กำลงั กระทำ ทำใหก้ ารเรียนรูน้ ่าตนื่ เตน้ สนุกสนาน ดงึ ดูดความสนใจของผ้เู รยี น รวมถึงการเปดิ โอกาส
ให้ผเู้ รียนไดพ้ ูด ฟัง อา่ น เขียน เป็นองค์ประกอบหลกั สำคญั ของการเรียนรเู้ ชงิ รกุ
Fink (1999) ไดก้ ลา่ วถึงลักษณะของการจัดการเรยี นรูเ้ ชิงรุก ไวด้ ังนี้
1) เป็นการสนทนากับตนเองเพื่อสะท้อนความคิด ถามตัวเองว่าคิดอะไร มีความรู้สึก
อย่างไร โดยการบันทึกการเรียนรู้ หรือแฟ้มสะสมงานว่ากําลังเรียนอะไร เรียนอย่างไร สิ่งที่เรียน
มีบทบาทอย่างไรในชีวิตประจำวนั
2) เป็นการสนทนาสื่อสารกับผู้อื่น ซึ่งในการสอนแบบเดิมผู้เรียนถูกจำกัดความคิดไว้
เพียงการอ่านหรือฟังบรรยาย ไม่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น ขาดความกระตือรือร้น
ในการสื่อสาร หากผู้สอนมอบหมายให้อภิปรายกลุ่มย่อยในหัวข้อที่ผู้เรียนสนใจจะช่วยสร้าง
สถานการณใ์ นการสนทนาสือ่ สารให้มคี วามสนกุ สนาน ท้าทาย
3) เป็นประสบการณ์ที่ไดจ้ ากการลงมอื กระทำ ซึ่งผู้เรียนจะเกิดประสบการณ์โดยตรง
จากการออกแบบและทำการทดลอง หรือได้ประสบการณ์ทางอ้อมจากกรณีศึกษา บทบาทสมมติ
กิจกรรมสถานการณจ์ ำลอง เปน็ ตน้
4) เป็นประสบการณ์ท่ีได้จากการสังเกต ที่ผูเ้ รียนอาจสังเกตโดยตรงจากส่ิงท่ีเกิดขึ้นจริง
หรอื จากการสังเกตสถานการณจ์ ำลอง ซงึ่ ทำใหผ้ เู้ รียนไดร้ ับประสบการณก์ ารเรียนรู้ท่ีมคี ุณค่า
ภาพที่ 2.4 ลกั ษณะของการจัดการเรยี นรู้เชิงรกุ
ที่มา : Fink (1999)
48
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2562) สรุปลักษณะของการจัดการเรียนรู้
เชงิ รุก ไวด้ งั น้ี
1) เปน็ การพัฒนาศักยภาพการคดิ การแกป้ ัญหา และการนำความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ช้
2) ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้โดยมีปฏิสมั พันธ์
ร่วมกนั ในรปู แบบของความรว่ มมือมากกวา่ การแข่งขนั
3) เปดิ โอกาสให้ผู้เรียนมีสว่ นรว่ มในกระบวนการเรียนรสู้ งู สดุ
4) เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูล ข่าวสาร สารสนเทศ สู่ทักษะการคิด
วเิ คราะห์ และประเมนิ ค่า
5) ผ้เู รียนได้เรยี นรู้ความมวี ินยั ในการทำงานร่วมกับผู้อน่ื
6) ความรูเ้ กดิ จากประสบการณ์ และการสรปุ ของผู้เรียน
7) ผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติ
ด้วยตนเอง
จากลักษณะการเรียนรู้เชิงรุกดังกล่าว จึงควรมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกัน
ดงั นี้
1) จัดการเรียนรทู้ ่ีพฒั นาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแกป้ ัญหา และการนำ
ความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ช้
2) จัดการเรยี นรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรยี นมสี ่วนรว่ มในกระบวนการเรียนร้สู งู สดุ
3) จดั ให้ผเู้ รยี นสรา้ งองค์ความรู้และจัดกระบวนการเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง
4) จัดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้ การสร้าง
ปฏสิ ัมพันธร์ ่วมกนั สร้างรว่ มมอื กันมากกวา่ การแข่งขนั
5) จัดให้ผู้เรียนเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบรว่ มกัน การมีวินัยในการทำงาน และการ
แบ่งหนา้ ท่คี วามรับผดิ ชอบในภารกจิ ต่าง ๆ
6) จัดกระบวนการเรียนที่สร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก
ผูเ้ รียนจะเปน็ ผู้จดั ระบบการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
7) จดั กิจกรรมการจัดการเรยี นรทู้ เ่ี น้นทกั ษะการคดิ ขน้ั สงู
8) จัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูล ข่าวสาร หรือสารสนเทศ และ
หลักการความคิดรวบยอด
9) ผู้สอนจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏบิ ตั ิ
ดว้ ยตนเอง
10) จัดกระบวนการสร้างความรู้ท่ีเกิดจากประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้ และการ
สรุปทบทวนของผูเ้ รียน
49
4. รปู แบบวธิ ีการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เชงิ รกุ
การจดั การเรยี นรู้ทเี่ นน้ บทบาทและการมีสว่ นร่วมของผู้เรยี น โดยการนำวธิ ีการสอนเทคนิค
การสอนที่หลากหลายมาใช้ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมการเรยี นรู้ กระตุ้นให้ผู้เรียน
มีส่วนร่วมในชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้สอน เป็นการ
จัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ทักษะและเชื่อมโยง
องค์ความรู้นำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาหรือประกอบอาชีพในอนาคต และถือเป็นการจัดการเรียนรู้
ประเภทหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในลักษณะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
มีวิธีการจัดการเรียนรู้หลากหลายวิธี ซึ่งรูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เนน้ บทบาทและการมี
ส่วนรว่ มของผูเ้ รียนมหี ลากหลายรูปแบบ ไดแ้ ก่
4.1 รูปแบบการเรียนรโู้ ดยใชก้ ิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning: ABL)
การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนามาจากแนวคิด
ในการจัดการเรียนการสอนที่เผยแพร่ในปลายศตวรรษที่ 20 ที่เรียกว่า การเรียนรู้ที่เน้นบทบาท และ
การมีส่วนร่วมของผู้เรียน หรือ การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ซึ่งหมายถึง รูปแบบการเรียน
การสอนที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และบทบาทในการเรียนรู้ของผู้เรียน
ใช้กิจกรรมเป็นฐาน หมายถึง นำกิจกรรมเป็นท่ีตั้งเพื่อที่จะฝึกหรือพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้
ให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนด มีลักษณะสำคัญของการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน
ดงั น้ี
1) ส่งเสริมให้ผู้เรยี นมคี วามตน่ื ตวั และกระตอื รอื ร้นด้านการรคู้ ิด
2) กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้จากตัวผู้เรียนเองมากกว่าการฟังผู้สอนในห้องเรียน
และการทอ่ งจำ
3) พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ทำให้เกิด
การเรยี นรูอ้ ยา่ งตอ่ เนอื่ งนอกหอ้ งเรียนด้วย
4) ได้ผลลัพธ์ในการถ่ายทอดความรู้ใกล้เคียงกับการเรียนรู้รูปแบบอื่น แต่ได้ผล
ดกี วา่ ในการพฒั นาทกั ษะดา้ นการคิด และการเขยี นของผ้เู รียน
5) ผู้เรียนมีความพึงพอใจกับการเรียนรู้แบบนี้มากกว่ารูปแบบที่ผู้เรียนเป็นฝ่าย
รบั ความรู้ ซง่ึ เปน็ การเรียนรู้แบบต้งั รบั (Passive Learning)
6) มุ่งเน้นความรับผิดชอบของผู้เรียนในการเรียนรู้โดยผ่านการอ่าน เขียน คิด
อภิปราย และเข้าร่วมในการแก้ปัญหา และยังสัมพันธ์กับการเรียนรู้ตามลำดับขั้นการเรียนรู้ของ
Bloom ท้งั ในดา้ นพทุ ธพิ ิสัย ทักษะพสิ ัย และจติ พสิ ัย
50
สำหรับหลักการจัดการเรยี นรู้โดยใชก้ ิจกรรมเปน็ ฐาน ประกอบไปดว้ ย 7 หลักการดังนี้
1) ให้ความสนใจที่ตวั ผ้เู รยี น
2) เรยี นรผู้ ่านกิจกรรมการปฏิบัตทิ น่ี า่ สนใจ
3) ครผู สู้ อนเปน็ เพียงผ้อู ำนวยความสะดวก
4) ใชป้ ระสาทสมั ผสั ทั้ง 5 ในการเรียน
5) ไม่มีการสอบ แตป่ ระเมินผลจากพฤติกรรม ความเข้าใจ และผลงาน
6) เพือ่ นในชน้ั เรียนชว่ ยสง่ เสริมการเรียน
7) มีการจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้อต่อการพัฒนาความคิด และ
เสริมสรา้ งความมั่นใจในตนเอง
กจิ กรรมการเรียนรู้โดยใช้กจิ กรรมเป็นฐานมีหลากหลายกิจกรรม การเลอื กใช้ขึ้นอยู่กับ
ความเหมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมนั้น ๆ ว่ามุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ หรือ
พฒั นาในเรอื่ งใด สามารถจำแนกออกเปน็ 3 ประเภทหลัก คือ
1) กิจกรรมเชิงสำรวจ เสาะหา ค้นคว้า (Exploratory) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการ
รวบรวม สัง่ สมความรู้ ความคดิ รวบยอด และทักษะ
2) กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ (Constructive) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวบรวม สั่งสม
ประสบการณโ์ ดยผ่านการปฏิบัติ หรอื การทำงานที่รเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์
3) กิจกรรมเชิงการแสดงออก (Expressional) ได้แก่ กิจกรรมที่เกี่ยวกับการ
นำเสนอ การเสนอผลงาน
กิจกรรมการเรียนรู้ที่นิยมใช้จัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เช่น การอภิปรายใน
ชั้นเรยี น (Class discussion) ทใ่ี ชไ้ ด้ทั้งในห้องเรียนปกติ และการอภิปรายออนไลน์ การอภปิ รายกลุ่มย่อย
(Small Group Discussion) กิจกรรม “คิด-จับคู่-แลกเปลี่ยน” (Think-Pair-Share) เซลล์การเรยี นรู้
(Learning Cell) การฝึกเขียนข้อความสัน้ ๆ (One-Minute Paper) การโต้วาที (Debate) การแสดง
บทบาทสมมุติ (Role Play) การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์ (Situational Learning) การเรียนแบบกลุ่ม
ร่วมแรงร่วมใจ (Collaborative learning group) ปฏิกิริยาจากการชมวีดิทัศน์ (Reaction to a
Video) เกมในชัน้ เรยี น (Game) แกลเลอรี่ วอลค์ (Gallery Walk) การเรยี นรูโ้ ดยการสอน (Learning
by Teaching) เปน็ ต้น
4.2 รปู แบบการเรียนรู้เชงิ ประสบการณ์ (Experiential Learning: EL)
การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ หรือการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์เชิงประจักษ์ เป็นการ
เรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากกิจกรรมหรือการปฏิบัติ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เป็น
รูปธรรม เพื่อนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจเชิงนามธรรมโดยผ่านการสะท้อนประสบการณ์ การคิด
51
วิเคราะห์ การสรุปเป็นหลักการ ความคิดรวบยอด และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง
มีลกั ษณะทสี่ ำคญั ดงั นี้
1) เป็นการเรียนรู้ที่ผ่านประสบการณ์เชิงประจักษ์จากกิจกรรม หรือการปฏิบัติ
ของผู้เรียน
2) ทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่ท้าทายอย่างต่อเนื่อง และเป็นการเรียนรู้ที่เกิด
จากบทบาทการมีส่วนรว่ มของผ้เู รียน
3) มีปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหวา่ งผเู้ รียนด้วยกันเอง และระหว่างผเู้ รียนกับผูส้ อน
4) ปฏิสัมพันธ์ทีม่ ีทำให้เกิดการขยายตัวของเครือข่ายความรู้ที่ทุกคนมีอยู่ออกไป
อยา่ งกว้างขวาง
5) อาศัยกิจกรรมการสื่อสารทุกรูปแบบ เช่น การพูด การเขียน การวาดรูป การ
แสดงบทบาท สมมุติ การนำเสนอด้วยสื่อต่าง ๆ ซึ่งเอื้ออำนวยให้เกิดการแลกเปลี่ยน การวิเคราะห์ และ
สงั เคราะห์การเรียนรู้
วงจรการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 4 องค์ประกอบ
คือ ประสบการณ์รูปธรรม การสะท้อนประสบการณ์จากกิจกรรมและอภิปราย การสรุปความคิด
รวบยอด หลักการ องค์ความรู้ การทดลอง/ประยุกต์ใช้ความรู้ ซึ่งการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ควรมี
ครบทั้ง 4 องค์ประกอบ แม้บางคนจะชอบ/ถนัด หรือมีบางองค์ประกอบมากกว่า เช่น ไม่ชอบหรือ
ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น หรือไม่นำประสบการณ์จากการปฏิบัติมาร่วมอภิปราย ผู้เรียนจะขาดการ
มีทักษะในองค์ประกอบอื่น ฉะนั้น ผู้เรียนควรได้รับการกระตุ้นส่งเสริมให้มีทักษะการเรียนรู้ครบ
ทุกด้าน และควรมพี ฒั นาการการเรียนรู้ใหค้ รบท้งั วงจร หรอื ทั้ง 4 องค์ประกอบ ดังนี้
1) ประสบการณ์รูปธรรม (Concrete Experience) เป็นข้ันตอนแรกของการ
เรียนรู้ที่ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติกิจกรรมที่ผู้สอนกำหนดไว้ การเรียนรู้
ที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นเมื่อได้ลงมือปฏิบัติ กิจกรรมอาจเป็นการทดลอง การอ่าน การดูวี ดิทัศน์ การฟัง
เรอ่ื งราว การพดู คยุ สนทนา การทำงานกลุ่ม เกม บทบาทสมมุติ สถานการณ์จำลอง และการนำเสนอ
ผลการปฏิบตั ิ เงอ่ื นไขสำคญั คอื ผ้เู รยี นมีบทบาทหลักในการทำกจิ กรรม (Do, Act)
2) การสะท้อนประสบการณ์จากกิจกรรม และอภิปราย (Reflective Observation
and Discussion) หรอื Reflect เป็นขน้ั ทีผ่ ้เู รียนจะมีการสะทอ้ นคิด แสดงความคดิ เห็นและความรู้สึก
ของตนเองจากประสบการณ์ในการปฏิบัติกิจกรรม และแลกเปลี่ยนกับสมาชิกในกลุ่ม (Discussion)
ผู้เรยี นจะได้เรยี นรู้ถึงความคิด ความรสู้ ึกของคนอื่นที่แตกต่างหลากหลาย ซึง่ จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้
ที่กว้างขวางขึ้น และผลของการสะทอ้ นความคดิ เหน็ หรือการอภปิ รายแลกเปลี่ยน หรือการย้อนกลบั
จะทำให้ได้แนวคิดหรือข้อสรุปที่มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้เรียนจะรู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนร่วม
52
ในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง มีคนฟังเรื่องราวของตนเอง และได้มีโอกาสรับรู้เรื่องของคนอื่น ทำให้
สัมพนั ธภาพในกล่มุ ผ้เู รยี นเปน็ ไปด้วยดี
3) การสรุปความคิดรวบยอด หลักการ องค์ความรู้ (Abstract Conceptualization)
เป็นขั้นที่ผู้เรียนร่วมกันสรุปข้อมูล ความคิดเห็น จับหลักขององค์ความรู้ที่ได้จากการสะท้อน
ความคิดเห็น และอภิปรายในขั้นที่ 2 ในขั้นนี้ครูอาจใช้คำถามกระตุน้ ผู้เรียนให้ช่วยกันสรุปข้อคิดเหน็
กรณีที่กิจกรรมนั้นเป็นเรื่องของข้อมูลความรู้ใหม่ ครูอาจเสริมข้อมูล ข้อเท็จจริงในประเด็นนั้น ๆ
เพมิ่ เติม โดยการอธบิ าย บอกกล่าว การใหอ้ ่านเอกสาร การดูวีดทิ ศั น์ ฯลฯ เพอ่ื เตมิ เตม็ ประสบการณ์ใหม่
ให้ผู้เรียนสามารถสรุปเป็นหลักการ ความคิดรวบยอด หรือองค์ความรู้ใหม่ได้ อาจให้ผู้เรียนสรุป
โดยการเขียนบันทึกสรุปผลการเรียนรู้ การเขียนแผนภาพมโนทัศน์ (Mind Mapping) การเสนอ
แผนภาพ แผนภูมิโดยใช้ Graphic Organizers การสรุปเป็นกรอบงาน (Framework) ตัวแบบ หรือ
แบบจำลองความคดิ (Model)
4) การทดลอง/ประยุกต์ใช้ความรู้ (Active Experimentation Application)
ในขั้นน้ี ผู้เรียนจะต้องนำความคิดรวบยอด องค์ความรู้ หรือข้อสรุปที่ได้จากขั้นตอนที่ 3 ไปทดลอง
ประยุกต์ใช้ กิจกรรมการเรียนการสอนส่วนมากมักจะขาดองค์ประกอบการทดลอง/ประยุกต์ใช้
แนวคิด ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้สอนจะได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รู้จักการประยุกต์ใช้ความรู้
และนำไปใช้ได้จริง กิจกรรมที่เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ความรู้ เช่น การทำโครงงาน การจัดกิจกรรม
เผยแพร่ข้อมูลความรู้ การจัดกิจกรรมรณรงค์ (Campaign) ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิง
ประสบการณ์ จำเป็นต้องจัดกิจกรรมให้ครบวงจรทั้ง 4 องค์ประกอบ เพราะองค์ประกอบทั้ง 4
มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง อย่างลื่นไหล ต่อเนื่อง ส่งผลถึงกัน การจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์
ให้ได้ผลดีนั้น ควรจะฝึกผู้เรียนให้มีทักษะต่อไปนี้ คือ ผู้เรียนต้องมีความมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมกับ
การเรียน ไม่ใช่ตั้งใจจะมาเป็นผู้รับป้อนความรู้อย่างเดียว ผู้เรียนต้องได้รับการฝึกเรื่องกระบวนการ
สะท้อนคิด (Reflection) มาพอสมควร ผู้เรียนควรได้ฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ Analytical และ
Conceptualization Skill มาก่อน โดยเฉพาะหากเป็นการเรียนรู้เชิงเทคนิคที่มีความซับซ้อน เช่น
การเรียนวิชาเเพทย์ จำเป็นที่ระบบการศึกษาจะต้องมีช่วงเวลาที่ฝึกฝนนักเรียนให้มีทักษะนี้มาตั้งเเต่
เริ่มแรก ผู้เรยี นควรได้รบั การฝกึ Decision making และ Problem Solving Skills เพ่ือจะไดเ้ ป็นกลไก
สำคัญในการสรปุ และเลอื กใช้องค์ความรทู้ ่ีได้ใหม่นี้ในอนาคต
สรปุ ไดว้ า่ การเรียนรู้เชงิ ประสบการณ์ เปน็ วงจรการเรียนรู้ท่ีมี 4 ขน้ั ตอน เร่ิมต้นตั้งเเต่
การให้ผู้เรียนฝึกปฏิบตั ิ ให้ได้ฝึกการสะท้อนคิด ให้ฝึกมีการสรุปหลักการ เหตุผล จนเกิดเป็นความรู้ใหม่
ของตน และขั้นตอนสดุ ท้ายคือ การฝกึ การนำความรูใ้ หมไ่ ปลองปฏบิ ัติอีกคร้ัง การทใี่ ห้ผู้เรียนได้ฝึกฝน
กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้บ่อยขึ้น และมีความชำนาญขึ้น จะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้เรียน
ตอ่ ไปในอนาคต
53
4.3 รปู แบบการเรียนร้โู ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (Problem Based Learning: PBL)
การเรยี นร้โู ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน เป็นกระบวนการเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเป็นตัวกระตุ้นให้
ผู้เรียนตั้งสมมติฐาน หาสาเหตุและกลไกของการเกิดปัญหานั้น รวมถึงการค้นคว้าความรู้พื้นฐาน
ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาต่อไป โดยผู้เรียนอาจไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ มาก่อน
แต่อาจใช้ความรู้ที่ผู้เรียนมีอยู่เดิมหรือเคยเรียนมา นอกจากนี้ยังมุ่งให้ผู้เรียนใฝ่หาความรู้เพื่อแก้ไข
ปัญหา ได้คิดเป็น ทำเป็น มีการตัดสินใจที่ดี และสามารถเรียนรู้การทำงานเปน็ ทีม โดยเน้นให้ผู้เรยี น
ได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง และสามารถนำทักษะจากการเรียนมาช่วยแก้ปัญหาในชีวิต การเรียนรู้
โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เปน็ การเรียนรจู้ ากประสบการณ์ โดยเรม่ิ จากการได้ประสบการณต์ รงจากโจทย์
ปัญหา ผ่านกระบวนการคิดและการสะท้อนกลับไปสู่ความรู้และความคิดรวบยอดอันจะนำไปใช้ใน
สถานการณ์ใหม่ต่อไป การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานยังเป็นการตอบสนองต่อแนวคิด
constructivism โดยให้ผู้เรียนวิเคราะห์หรือตั้งคำถามจากโจทย์ปัญหา ผ่านกระบวนการคิดและ
สะท้อนกลับ เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนในกลุ่ม เน้นการเรียนรู้ที่มีส่วนร่วม นำไปสู่การค้นคว้า
หาคำตอบ หรือสร้างความรู้ใหม่บนฐานความรู้เดิมที่ผู้เรียนมีมาก่อนหน้าน้ี นอกจากนี้ การเรียนรู้
โดยใช้ปัญหาเป็นฐานยังเป็นการสร้างเง่อื นไขสำคัญทส่ี ง่ เสรมิ การเรียนรู้ ดังนี้
1) การเรียนรู้สิ่งใหม่จะได้ผลดีขึ้น ถ้าได้มีการเชื่อมโยงหรือกระตุ้นความรู้เดิม
ทีผ่ เู้ รยี นมอี ยู่
2) การเรียนรเู้ นอื้ หาที่ใกล้เคียงสถานการณจ์ รงิ หรอื มีประสบการณต์ รงจากโจทย์
ปญั หา จะทำใหผ้ ูเ้ รยี นเรียนร้ไู ดด้ ีขึ้น
3) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นการเรียนกลุ่มย่อย การได้แสดงออก
แสดงความคิดเห็น หรืออภปิ รายถกเถียงกัน จะทำให้ผเู้ รียนเข้าใจและเรยี นรู้ส่ิงน้ันได้ดีขึ้น การเรียนรู้
โดยใช้ปญั หาเป็นฐานเป็นรูปแบบการเรยี นรู้ท่ีเกิดข้นึ จากแนวคดิ ตามทฤษฎกี ารเรยี นรูแ้ บบสร้างสรรค์
นิยม (Constructivism) โดยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่จากการใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในโลก
เป็นบริบทของการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์และคิดแก้ปัญหา รวมทั้งได้
ความรู้ตามศาสตร์ในสาขาวิชาที่ตนศึกษาไปพร้อมกันด้วย การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานจึงเป็นผล
มาจากกระบวนการทำงานท่ตี อ้ งอาศัยความเข้าใจและการแก้ไขปญั หาเป็นหลกั
สำหรบั ลักษณะสำคญั ของการเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐาน มดี ังน้ี
1) ใช้ปญั หาท่สี อดคล้องกบั สถานการณ์จริงเป็นตวั กระตนุ้ การแก้ปัญหา และเป็น
จุดเร่มิ ตน้ ในการแสวงหาความรู้ ปญั หาทเี่ หมาะสมกับการนำมาจัดกจิ กรรมควรมีลักษณะ ดังนี้
1.1) เป็นเร่ืองจรงิ เกีย่ วข้องกับชวี ิตประจำวนั ทีเ่ กดิ ข้ึนในชีวติ จริง และเกิดจาก
ประสบการณข์ องผูเ้ รียน หรอื ผู้เรียนอาจมโี อกาสเผชิญกับปญั หาน้นั
54
1.2) ท้าทาย กระตุ้นความสนใจ อาจตื่นเต้นบ้าง เป็นปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบ
ชัดเจนตายตัว เปน็ ปญั หาทมี่ คี วามซับซ้อน คลุมเครือ หรอื ผเู้ รียนเกิดความสับสน
1.3) เป็นปัญหาที่พบบ่อย มีความสำคัญ มีข้อมูลประกอบเพียงพอสำหรับ
การค้นคว้า ไดฝ้ กึ ทกั ษะการตดั สนิ ใจโดยข้อเทจ็ จรงิ ขอ้ มลู ขา่ วสาร ตรรกะ เหตุผล และตั้งสมมตฐิ าน
1.4) เชื่อมโยงความรู้เดิมกับข้อมูลใหม่ สอดคล้องกับเนื้อหา/แนวคิดของ
หลกั สตู ร มีการสร้างความรใู้ หม่ บูรณาการระหว่างบทเรียน นำไปประยกุ ตใ์ ชไ้ ด้
1.5) ปัญหาซับซ้อนที่ก่อให้เกิดการทำงานกลุ่มร่วมกัน มีการแบ่งงานกันทำ
โดยเชอื่ มโยงกัน ไมแ่ ยกส่วน เหมาะสมกบั เวลา เกดิ แรงจูงใจในการแสวงหาความรใู้ หม่
1.6) ชักจูงให้เกิดการอภิปรายได้กว้างขวาง ปัญหาที่เป็นประเด็นขัดแย้ง
ข้อถกเถียงในสังคมที่ยังไม่มีข้อยตุ ิ เป็นปลายเปิด ไม่มีคำตอบท่ีชัดเจน มหี ลายทางเลือก/หลายคำตอบ
สมั พนั ธก์ บั สง่ิ ทเี่ คยเรยี นรู้มาแล้ว มขี อ้ พจิ ารณาท่แี ตกต่าง แสดงความคดิ เหน็ ไดห้ ลากหลาย
1.7) ปัญหาที่สร้างความเดือดร้อน เสียหาย เกิดโทษภัย เป็นสิ่งที่ไม่ดี หากใช้
ขอ้ มลู โดยลำพังคนเดียวอาจทำให้ตอบปัญหาผิดพลาด
1.8) ปัญหาที่มีการยอมรับว่าจริง ถูกต้อง แต่ผู้เรียนไม่เชื่อจริง ไม่สอดคล้องกับ
ความคดิ ของผู้เรียน
1.9) ปัญหาที่อาจมีคำตอบหรือแนวทางในการแสวงหาคำตอบได้หลายทาง
ครอบคลุมการเรยี นร้ทู ่ีกวา้ งขวาง หลากหลายเนือ้ หา
1.10) ปัญหาทม่ี ีความยาก ความง่าย เหมาะสมกบั พน้ื ฐานของผ้เู รียน
1.11) ปัญหาที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ทนั ที ต้องการการสำรวจ ค้นคว้า และ
การรวบรวมข้อมูลหรือทดลองดูก่อน ไม่สามารถที่จะคาดเดาหรือทำนายได้ง่าย ๆ ว่าต้องใช้ความรู้
อะไร
1.12) ปัญหาที่ส่งเสริมความรดู้ ้านเนื้อหาทักษะสอดคลอ้ งกับหลกั สูตรการศึกษา
1.13) ใช้สื่อหลากหลายรูปแบบในการระบุปัญหา เช่น ข้อความบรรยาย
รูปภาพ วีดิทัศน์สั้น ๆ ข้อมูลจากผลการทดลองในห้องปฏิบัติการ ข่าว บทความจากหนังสือพิมพ์
วารสาร สิ่งพมิ พ์
2) บรู ณาการเน้อื หาความรู้ในสาขาต่าง ๆ ท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั ปัญหาน้นั
3) เน้นกระบวนการคิดอย่างมีเหตผุ ลและเป็นระบบ
4) เรียนเป็นกลุ่มย่อย โดยมีครูหรือผู้สอนเป็นผู้สนับสนุน และกระตุ้นให้ผู้เรียน
ร่วมกนั สร้างบรรยากาศที่ส่งเสรมิ การเรยี นรใู้ หเ้ กิดขึน้ ในกลุ่ม
5) ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ และเรียนโดยการกำกับตนเอง (Self-
Directed Learning) กล่าวคือ สามารถประเมินตนเองและบ่งชี้ความต้องการได้ จัดระบบประเด็น
55
การเรียนรู้ได้อย่างเทีย่ งตรง รู้จักเลือกและใช้แหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม เลือกกิจกรรมการศึกษาคน้ คว้า
แก้ปัญหาที่ตรงประเด็น มีประสิทธิภาพ บ่งชี้ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องได้ และคัดแยกออกได้อย่างรวดเร็ว
ประยกุ ต์ใช้ความรูใ้ หมเ่ ชงิ วิเคราะหไ์ ด้ และรจู้ ักข้ันตอนการประเมนิ
ส่วนกระบวนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐาน มีขั้นตอนการจดั กิจกรรม
การเรยี นรู้ ดังนี้
1) กำหนดปัญหา จัดสถานการณ์ต่าง ๆ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และ
มองเห็นปัญหา สามารถกำหนดสิ่งที่เป็นปัญหาที่ผู้เรียนอยากรู้ อยากเรียนเกิดความสนใจที่จะ
ค้นหาคำตอบ ดังนี้
1.1) จัดกลมุ่ ผ้เู รยี นใหม้ ีขนาดเลก็ (ประมาณ 3-5/8-10 คน)
1.2) ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ โดยลักษณะของปัญหา
ที่นำมาใช้ ควรมีลักษณะคลุมเครือไม่ชัดเจน มีวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่างหลากหลาย อาจมีคำตอบ
ได้หลายคำตอบ โดยคำนึงถึงการเชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิม ความซับซ้อนของปัญหา
จากง่ายไปสู่ยาก ระดับและประสบการณ์ผู้เรียน เวลาที่กำหนดให้ผู้เรียนใช้ดำเนินการ และ
แหลง่ ค้นคว้าข้อมลู
2) ทำความเข้าใจกับปญั หา ปญั หาทต่ี อ้ งการเรยี นรู้ ต้องสามารถอธิบายส่ิงต่าง ๆ
ท่ีเกย่ี วข้องกบั ปญั หาได้ ดังน้ี
2.1) ผเู้ รียนทำความเข้าใจหรือทำความกระจ่างในคำศัพทท์ ี่อยู่ในโจทย์ปัญหาน้ัน
เพื่อให้เข้าใจตรงกนั
2.2) ผู้เรียนจับประเด็นข้อมูลที่สำคัญหรือระบุปัญหาในโจทย์วิเคราะห์
หาข้อมูลทีเ่ ป็นข้อเท็จจรงิ ความจรงิ ที่ปรากฏในโจทย์ แยกแยะขอ้ มูลระหว่างข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น
จบั ประเด็นปัญหาออกเปน็ ประเดน็ ยอ่ ย
2.3) ผเู้ รยี นระดมสมองเพื่อวิเคราะห์ปญั หา อภิปราย แต่ละประเด็นปัญหาว่า
เปน็ อย่างไร เกดิ ขึน้ ไดอ้ ยา่ งไร ความเป็นมาอย่างไร โดยอาศัยพื้นความรเู้ ดมิ เทา่ ที่ผเู้ รียนมีอยู่
2.4) ผู้เรยี นร่วมกันตงั้ สมมตฐิ านเพ่ือหาคำตอบปัญหาประเดน็ ต่าง ๆ พรอ้ มจัดลำดับ
ความสำคญั ของสมมติฐานท่เี ปน็ ไปไดอ้ ย่างมเี หตุผล
2.5) จากสมมติฐานทต่ี ง้ั ขน้ึ ผู้เรียนจะประเมินวา่ มคี วามรเู้ รือ่ งอะไรบา้ ง มเี รื่อง
อะไรท่ยี งั ไมร่ ู้หรือขาดความรู้ และความรู้อะไรจำเป็นท่ีจะต้องใช้เพ่ือพสิ ูจนส์ มมติฐาน ซ่ึงเช่ือมโยงกับ
โจทย์ปัญหาที่ได้ ขั้นตอนนี้กลุ่มจะกำหนดประเด็นการเรียนรู้ หรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อจะไป
ค้นคว้าหาขอ้ มลู ต่อไป
3) ดำเนินการศึกษาค้นคว้า ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองด้วยวิธีการหลากหลาย
กล่าวคือ ผู้เรียนค้นคว้าหาข้อมลู และศึกษาเพ่ิมเติมจากทรพั ยากรการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น หนังสือตำรา
56
วารสาร สื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ การศึกษาในห้องปฏิบัติการ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน อินเทอร์เนต็
หรือปรึกษาผู้รู้ในเนื้อหาเฉพาะ เป็นต้น พร้อมทั้งประเมินความถูกต้องโดยประเมินแหล่งข้อมูล
ความถูกต้อง เชื่อถือได้ของข้อมูล เลือกนำความรู้ที่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยงว่าตรงประเด็นเพียงพอที่จะ
แก้ปญั หาอยา่ งไร หาประเด็นความรู้เพิม่ เตมิ ถา้ จำเป็น และสรุป เตรียมส่ือ เลือกวธิ นี ำเสนอผลงาน
4) สังเคราะห์ความรู้ ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ค้นคว้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
กล่าวคือ ผู้เรียนนำข้อมูลหรือความรู้ที่ได้มาสังเคราะห์ อธิบาย พิสูจน์สมมติฐาน และประยุกต์ให้
เหมาะสมกับโจทย์ปัญหา พร้อมสรุปเป็นแนวคิดหรือหลักการทั่วไปโดยนำเสนอผลงานกลุ่มด้วยสื่อ
หลากหลาย สะท้อนความคิดให้ข้อมูลย้อนกลับ อภิปราย ทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ระหว่างกลุ่มถึงกระบวนการเรียนรู้ การแก้ปัญหา การเชื่อมโยง การสร้างองค์ความรู้ใหม่ และ
สรปุ ภาพรวมเป็นความรทู้ ั่วไป
5) สรุปและประเมินค่าหาคำตอบ ดำเนนิ การโดยให้ผเู้ รียนแต่ละกลุ่มสรุปผลงาน
ของกลุ่มตนเอง และประเมินผลงานว่าข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด
โดยพยายามตรวจสอบแนวคิดภายในกลุ่มของตนเองอย่างอิสระ ทุกกลุ่มช่วยกันสรุปองค์ความรู้
ในภาพรวมของปญั หาอีกคร้งั และประเมนิ ผลจากสภาพจริง โดยดจู ากความสามารถในการปฏิบตั ิ
สำหรับบทบาทของครใู นการจดั กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน มีดงั นี้
1) ทำหน้าท่ีเปน็ ผู้อำนวยความสะดวก หรือผู้ใหค้ ำปรึกษาแนะนำ
2) เป็นผ้กู ระตุน้ ให้เกดิ การเรียนรู้ มิไดเ้ ปน็ ผ้ถู า่ ยทอดความรใู้ หแ้ กผ่ ู้เรยี นโดยตรง
3) ใช้ทกั ษะการตั้งคำถามท่เี หมาะสม
4) กระตุ้นและส่งเสริมกระบวนการกลุ่ม ให้กลุ่มดำเนินการตามขั้นตอนของการ
เรยี นรู้โดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน
5) สนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน และเน้นให้ผู้เรียนตระหนักว่าการเรียนรู้
เปน็ ความรับผดิ ชอบของผเู้ รยี น
6) กระตนุ้ ใหผ้ ู้เรียนนำความรเู้ ดิมทม่ี อี ยูม่ าใชอ้ ภิปรายหรือแสดงความคิดเหน็
7) สนับสนุนให้กลุ่มสามารถตั้งประเด็นหรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้/แก้ปัญหา
ไดส้ อดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคข์ องกจิ กรรมท่ีครูกำหนด
8) หลกี เลย่ี งการแสดงความคิดเห็นหรือตัดสนิ ว่าถูกหรอื ผิด
9) ส่งเสริมให้ผู้เรียนประเมินการเรียนรู้ของตนเอง รวมทั้งเป็นผู้ประเมินทักษะ
ของผู้เรียนและกลุม่ พร้อมการใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั
57
4.4 รปู แบบการเรยี นรโู้ ดยใช้โครงงานเปน็ ฐาน (Project Based Learning: PjBL)
การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน หมายถึง การเรียนรู้ที่จัดประสบการณ์ในการ
ปฏิบัติงานให้แก่ผู้เรียนเหมือนกับการทำงานในชีวิตจริงอย่างมีระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มี
ประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา วิธีการหาความรู้ความจริงอย่างมีเหตุผล ได้ทำการ
ทดลอง ได้พิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง รู้จักการวางแผนการทำงาน ฝึกการเป็นผู้นำ ผู้ตาม ตลอดจน
ได้พัฒนากระบวนการคิด โดยเฉพาะการคิดขั้นสูง และการประเมินตนเอง โดยมีครูเป็นผู้กระตุ้น
เพื่อนำความสนใจทีเ่ กดิ จากตวั ผู้เรียนมาใช้ในการทำกิจกรรมค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเอง นำไปสู่การ
เพิ่มความรู้ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติ การฟัง และการสังเกตจากผู้รู้ โดยผู้เรียนมีการเรียนรู้
ผ่านกระบวนการทำงานเป็นกลุ่มที่จะนำมาสู่การสรุปความรู้ใหม่ มีการเขียนกระบวนการจัดทำโครงงาน
และได้ผลการจดั กิจกรรมเป็นผลงานแบบรูปธรรม นอกจากนี้ การจดั การเรียนร้โู ดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน
ยังเน้นการเรียนรู้ทีใ่ ห้ผู้เรยี นได้รับประสบการณช์ ีวติ ขณะที่เรียน ได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้อง
กับหลักพัฒนาการตามลำดับขั้นความรู้ความคิดของ Bloom ทั้ง 6 ขั้น คือ ความรู้ความจำ ความเข้าใจ
การประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า และการคิดสร้างสรรค์ การจัดการ
เรียนรู้โดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน ถือได้ว่าเปน็ การจดั การเรียนรูท้ ีเ่ น้นผู้เรียนเปน็ สำคัญ เนื่องจากผ้เู รียน
ได้ลงมือปฏิบัติเพื่อฝึกทักษะต่าง ๆ ด้วยตนเองทุกขั้นตอน โดยมีครูเป็นผู้ให้การส่งเสริม สนับสนุน
ลักษณะสำคัญของจดั การเรยี นรู้โดยใช้โครงงานเปน็ ฐาน มีดงั นี้
1) ยึดหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ไดท้ ำงานตามระดับทักษะท่ีตนเองมีอยู่
2) เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมี
สว่ นร่วมของผู้เรียน (Active Learning)
3) เป็นเร่ืองท่ีผู้เรียนสนใจ และร้สู ึกสบายใจทีจ่ ะทำ
4) ผู้เรียนได้รับสิทธิในการเลือกว่าจะตั้งคำถามอะไร และต้องการผลผลิตอะไร
จากการทำโครงงาน
5) ครูทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนอุปกรณ์และจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน
สนบั สนนุ การแก้ไขปญั หา และสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้เรยี น
6) ผู้เรยี นกำหนดการเรยี นรู้ของตนเอง
7) เชอ่ื มโยงกบั ชีวติ จรงิ ส่งิ แวดลอ้ มจริง
8) มีฐานจากการวจิ ัย ศึกษา คน้ ควา้ หรือองคค์ วามรู้ทเี่ คยมี
9) ใช้แหล่งขอ้ มูลหลายแหล่ง
10) ฝงั ตรงึ ดว้ ยความรูแ้ ละทักษะต่าง ๆ
11) สามารถใช้เวลามากพอเพียงในการสรา้ งผลงาน
58
12) มีผลผลิต
ส่วนกระบวนการและขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน
มีกระบวนการและขั้นตอนแตกต่างกันไปตามแต่ละทฤษฎี แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงาน
เป็นฐานท่ีเหมาะสมกับบรบิ ทการจดั การศกึ ษาของไทยในปัจจุบัน มี 3 ดังนี้
1) แนวคดิ ท่ี 1 การจดั การเรยี นรแู้ บบโครงงาน ของสำนกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา
กระทรวงศกึ ษาธิการ (2550) ซ่งึ ไดน้ ำเสนอข้ันตอนการจดั การเรียนรูแ้ บบโครงงานไว้ 4 ข้นั ตอน ดังน้ี
1.1) ขั้นนำเสนอ หมายถึง ขั้นที่ผู้สอนให้ผู้เรียนศึกษาใบความรู้ กำหนด
สถานการณ์ ศึกษาสถานการณ์ เล่นเกม ดูรูปภาพ หรือผู้สอนใช้เทคนิคการตั้งคำถามเกี่ยวกับสาระ
การเรียนรู้ที่กำหนดในแผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผน เช่น สาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรและสาระ
การเรยี นรู้ทเี่ ปน็ ขนั้ ตอนของโครงงานเพ่ือใชเ้ ปน็ แนวทางในการวางแผนการเรยี นรู้
1.2) ข้ันวางแผน หมายถึง ขัน้ ทีผ่ ู้เรยี นร่วมกนั วางแผน โดยการระดมความคิด
อภิปราย หารอื ขอ้ สรุปของกลมุ่ เพ่ือใชเ้ ป็นแนวทางในการปฏิบตั ิ
1.3) ขั้นปฏิบัติ หมายถึง ขั้นที่ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม เขียนสรุปรายงานผล
ทเี่ กิดขึ้นจากการวางแผนรว่ มกนั
1.4) ข้นั ประเมินผล หมายถึง ขัน้ การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง โดยให้
บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ โดยมีผู้สอน ผู้เรียน และเพื่อน
ร่วมกันประเมิน
2) แนวคิดที่ 2 การจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบจักรยานแห่งการเรียนรู้แบบ PBL
ของวิจารณ์ พาณิช (2555) ซึ่งแนวคิดนี้มีความเชื่อว่าหากต้องการให้การเรียนรู้มีพลังและฝังในตัว
ผู้เรียนไดต้ ้องเป็นการเรียนร้โู ดยการลงมือทำเปน็ โครงการ (Project) ร่วมมอื กนั ทำเป็นทีม และทำกับ
ปัญหาที่มีอยู่ในชีวิตจริง ซึ่งส่วนของวงล้อมี 5 ส่วน ประกอบด้วย Define, Plan, Do, Review และ
Presentation ดงั น้ี
2.1) Define คือ ขั้นตอนการระบุปัญหา ขอบข่าย ประเด็นที่จะทำโครงงาน
เป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างสมาชิกของทีมงานร่วมกับครู เกี่ยวกับคำถาม ปัญหา ประเด็น
ความทา้ ทายของโครงงาน คืออะไร และเพอ่ื ให้เกดิ การเรยี นรู้อะไร
2.2) Plan คือ การวางแผนการทำโครงงาน ครูก็ต้องวางแผนในการทำหน้าที่
โค้ช รวมทั้งเตรียมเคร่ืองอำนวยความสะดวกในการทำโครงงานของผู้เรียน เตรียมคำถามเพื่อกระตนุ้
ให้คิดถึงประเด็นสำคัญบางประเด็นที่ผู้เรียนอาจมองข้าม โดยถือหลักว่าครูต้องไม่เข้าไปช่วยเหลือ
จนทีมงานขาดโอกาสคิดเอง แก้ปัญหาเอง ผู้เรียนที่เป็นทีมงานก็ต้องวางแผนงานของตน แบ่งหน้าที่กัน
รับผิดชอบ การประชุมพบปะระหว่างทีมงาน การแลกเปลี่ยนข้อค้นพบ แลกเปลี่ยนคำถาม
59
แลกเปลี่ยนวิธีการ ยิ่งทำความเข้าใจร่วมกันไว้ชัดเจนเพียงใด งานในขั้นต่อไป (Do) ก็จะสะดวก
เลื่อนไหลดีเพยี งน้ัน
2.3) Do คือ การลงมือทำ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ทักษะในการแก้ปัญหา
การประสานงาน การทำงานร่วมกันเป็นทีม การจัดการความขัดแย้ง ทักษะในการทำงานภายใต้
ทรัพยากรจำกัด ทักษะในการค้นหาความรู้เพิ่มเติม ทักษะในการทำงานในสภาพที่ทีมงานมีความ
แตกตา่ งหลากหลาย ทักษะการทำงานในสภาพกดดัน ทกั ษะการบันทึกผลงาน ทกั ษะในการวิเคราะห์ผล
และแลกเปล่ียนข้อวิเคราะห์กบั เพื่อนร่วมทีม เป็นต้น ในข้ันตอน Do น้ี ครจู ะได้มโี อกาสสังเกตทำความ
รูจ้ กั และเข้าใจผ้เู รียนเปน็ รายคน และเรียนรูห้ รือฝกึ ทำหน้าท่ีเปน็ ผูด้ แู ล สนบั สนุน กำกับ และโคช้ ดว้ ย
2.4) Review คือ ผู้เรียนจะทบทวนการเรียนรู้ว่าโครงงานได้ผลตามความ
มุ่งหมายหรือไม่ รวมถึงทบทวนว่างานหรือกิจกรรมหรือพฤติกรรมแต่ละขั้นตอนได้ให้บทเรียน
อะไรบ้าง ทั้งขั้นตอนที่เป็นความสำเร็จและความล้มเหลว เพื่อนำมาทำความเข้าใจและกำหนดวิธี
ทำงานใหม่ที่ถูกต้องเหมาะสม รวมทั้งนำเหตุการณ์ระทึกใจหรือเหตุการณ์ที่ภาคภูมิใจ ประทับใจ
มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ขั้นตอนนี้เป็นการเรียนรู้แบบทบทวนไตร่ตรอง (Reflection) หรือ เรียกว่า
AAR (After Action Review)
2.5) Presentation ผู้เรียนนำเสนอโครงงานต่อชั้นเรียน เป็นขั้นตอนที่ให้
การเรียนรู้ทักษะอีกชุดหนึ่งต่อเนือ่ งกับขั้นตอน Review เป็นขั้นตอนที่ทำให้เกดิ การทบทวนขัน้ ตอน
ของงานและการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นอย่างเข้มข้น แล้วมานำเสนอในรูปแบบที่เร้าใจ ให้อารมณ์ และ
ให้ความรู้ ทีมงานอาจสร้างนวัตกรรมในการนำเสนอก็ได้ โดยอาจเขียนเป็นรายงาน และนำเสนอ
เป็นการรายงานหนา้ ชนั้ มีสอื่ ประกอบ หรือจัดทำวีดิทัศน์ หรือนำเสนอเป็นละคร เปน็ ต้น
3) แนวคิดที่ 3 การจัดการเรียนรูแ้ บบใช้โครงงานเปน็ ฐานทีไ่ ด้จากโครงการสร้าง
ชุดความรู้เพื่อสร้างเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของเด็กและเยาวชน จากประสบการณ์ความสำเร็จ
ของโรงเรยี นไทย ของ ดุษฎี โยเหลา และคณะ (2557) มี 6 ขัน้ ตอน ดังนี้
3.1) ขั้นให้ความรู้พื้นฐาน ครูให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำโครงงาน
ก่อนการเรียนรู้ เนื่องจากการทำโครงงานมรี ูปแบบและขั้นตอนที่ชัดเจนและรัดกุม ดังนั้น ผู้เรียนจงึ มี
ความจำเปน็ อย่างยิ่งท่จี ะต้องมีความรู้เก่ียวกับโครงงานไว้เป็นพื้นฐาน เพอ่ื ใช้ในการปฏิบตั ิขณะทำงาน
โครงงานจรงิ ในขั้นแสวงหาความรู้
3.2) ขั้นกระตุ้นความสนใจ ครูเตรียมกิจกรรมที่จะกระตุ้นความสนใจของ
ผู้เรียน โดยต้องคิดหรือเตรียมกิจกรรมที่ดึงดูดให้ผู้เรียนสนใจ ใคร่รู้ถึงความสนุกสนานในการทำ
โครงงานหรือกิจกรรมร่วมกัน โดยกิจกรรมนั้นอาจเปน็ กิจกรรมท่ีครูกำหนดขึ้น หรืออาจเป็นกิจกรรม
ท่ีผูเ้ รยี นมีความสนใจต้องการจะทำอยแู่ ล้ว ทง้ั นีใ้ นการกระตุ้นของครจู ะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเสนอ
60
จากกิจกรรมที่ได้เรียนรู้ผ่านการจัดการเรียนรู้ของครูที่เกี่ยวข้องกับชุมชนที่ผู้เรียนอาศัยอยู่ หรือเป็น
เรื่องใกล้ตวั ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
3.3) ขั้นจัดกลุ่มความร่วมมือ ครูให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มกันแสวงหาความรู้
ใช้กระบวนการกลุ่มในการวางแผนดำเนินกิจกรรม โดยนักเรียนเป็นผู้ร่วมกันวางแผนกิจกรรมการเรียน
ของตนเอง โดยระดมความคิดและหารือแบ่งหนา้ ที่เพ่ือเป็นแนวทางปฏบิ ัติรว่ มกัน หลังจากที่ได้ทราบ
หัวข้อสง่ิ ทตี่ นเองตอ้ งเรยี นรู้ในภาคเรียนน้ัน ๆ เรยี บรอ้ ยแล้ว
3.4) ขั้นแสวงหาความรู้ ในขั้นแสวงหาความรู้มีแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เรียน
ในการทำกิจกรรม ดังน้ี
3.4.1) นักเรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมโครงงานตามหัวข้อที่กลุ่มสนใจ
ผู้เรียนปฏิบัติหน้าที่ของตนตามข้อตกลงของกลุ่ม พร้อมทั้งร่วมมือกันปฏิบัติกิจกรรม โดยขอคำปรึกษา
จากครูเปน็ ระยะ เมอ่ื มขี ้อสงสยั หรอื ปัญหาเกิดขน้ึ
3.4.2) ผู้เรียนรว่ มกนั เขียนรูปเล่ม สรปุ รายงานจากโครงงานที่ตนปฏบิ ตั ิ
3.5) ขั้นสรุปสิ่งที่เรียนรู้ ครูให้ผู้เรียนสรุปสิ่งที่เรียนรู้จากการทำกิจกรรม โดยครู
ใช้คำถามถามผูเ้ รียน นำไปสู่การสรุปสง่ิ ทเ่ี รยี นรู้
3.6) ขั้นนำเสนอผลงาน ครูให้ผู้เรียนนำเสนอผลการเรียนรู้ โดยครูออกแบบ
กิจกรรม หรือจัดเวลาให้ผู้เรียนได้เสนอสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้ เพื่อให้เพื่อนร่วมชั้น และผู้เรียนอื่น ๆ
ในโรงเรยี น ไดช้ มผลงานและเรยี นรกู้ จิ กรรมทผ่ี เู้ รยี นปฏบิ ตั ิในการทำโครงงาน
4.5 รปู แบบการเรียนรู้แบบสร้างสรรคเ์ ป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL)
การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน เป็นการเรียนรู้ที่พัฒนาและปรับประยุกต์
มาจากการสอนโดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน (Problem Based Learning: PBL) ซง่ึ การสอนแบบสร้างสรรค์
เป็นฐานน้นั เปน็ การสอนที่ยึดผเู้ รยี นเปน็ ศูนย์กลาง เนน้ การกระต้นุ ให้ผเู้ รยี นเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง
นำไปต่อยอดความรู้เดิมเพ่ือสร้างสรรค์แนวทางการเรียนรู้ใหม่ โดยทผ่ี ้เู รียนเป็นผู้คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์
สร้างแนวทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของตนเอง ทั้งน้ีการสอนแบบสร้างสรรค์
เป็นฐาน หรือ CBL จะเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างสูงสุดได้นั้น ผู้สอนควรปรับบทบาทการจัดการเรียน
การสอนของตนเอง จากผู้สอนที่เนน้ การบรรยายบอกความรู้มาเปน็ ผู้อำนวยความสะดวก เปิดโอกาส
ให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ โดยทำหน้าที่คอยให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา กระตุ้นให้เกิดการ
เรียนรู้ และปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามแนวการสอนแบบสร้างสรรค์
5 ขัน้ ตอน ดังภาพท่ี 2.5
61
ภาพที่ 2.5 กระบวนการคิดสร้างสรรค์ CBL
ท่มี า : วริ ิยะ ฤาชัยพาณชิ ย์ (2558)
จากภาพการจัดการเรยี นร้แู บบสร้างสรรค์เป็นฐาน 5 ข้ันตอนอธบิ ายได้ดงั นี้
ขั้นที่ 1 กระตุ้นความสนใจ สร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) กระบวนการ
ในขั้นตอนนี้ คือ การกระตุ้นความอยากรู้ของผู้เรยี น ด้วยการจัดการให้เนื้อหาหรือสิ่งที่เป็นเป้าหมาย
ที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้นั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้เรียนหรือเป็นเรื่องที่ผู้เรียนสนใจ
แลว้ เลือกใช้สอื่ มลั ตมิ ีเดยี เกม กจิ กรรม สถานการณใ์ ห้เหมาะสมกบั เนื้อหานั้น ๆ
ขั้นที่ 2 ตั้งปัญหา (Problem Assigned) และแบ่งกลุ่มตามความสนใจ (Team
Work) ในขั้นตอนนี้ครูควรสร้างความเข้าใจในการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น การจัดกลุ่มย่อยตามความสนใจ
ในการค้นหา แก้ไขปัญหา การหมุนเวียนสับเปลี่ยนหน้าที่ในการทำงานเป็นทีม กติกาในการระดม
สมอง และการสะท้อนผลที่เกิดจากการปฏิบัติ จากนั้นครูอาจเริ่มด้วยการนำเสนอสถานการณ์
ทแ่ี ตกต่าง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาสถานการณแ์ ละพยายามท่ีจะระบุปญั หา ร่วมกันอภปิ ราย และ
62
ตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งที่อยากจะแก้ปัญหา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาส
หาทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง หรือฝึกให้ผู้เรียนรู้จักการวิเคราะห์ปัญหา และหาคำตอบ/แก้ไขปัญหา
ด้วยการใช้ตาราง FILA คือ (1) F : Fact ข้อเท็จจริง ความจริงที่ปรากฏในโจทย์หรือปัญหาที่สนใจ
(2) I : Ideas ข้อคิดเห็น นำไปสู่ไปการตั้งสมมติฐานเพื่อใช้ไขคำตอบ (3) L : Learning Issues
ต้องเรยี นร้อู ะไร เพื่อนำไปสรุปความถูกต้องของสมมติฐานท่ีตง้ั ไว้ และ (4) A : Action Plan วางแผน
แบ่งงาน หาขอ้ มลู ความรู้อะไรจากใคร แหล่งไหน อยา่ งไร
ขั้นที่ 3 ค้นคว้าและคิด ในขั้นตอนนี้ครูจะต้องให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และประยุกต์ใช้
ในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยจะต้องทำหน้าที่เพียงเป็นผู้ให้คำปรึกษา ชี้แนะ ให้คำตอบ
ดว้ ยคำถาม เสริมกำลงั ใจ เพื่อให้ผ้เู รยี นค้นคว้าหาความรู้ นำมาวเิ คราะห์ ประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา
อย่างสร้างสรรค์
ขั้นที่ 4 นำเสนอผลงานด้วยวิธีการต่าง ๆ (Creative Presentation) เมื่อผู้เรียน
ได้ดำเนินการค้นหาคำตอบหรือแนวทางแก้ไขปัญหาแล้ว จะต้องให้แต่ละกลุ่มนำเสนอผลงาน และ
การเรียนรู้ที่ตนได้รับ ซึ่งเป็นการนำเสนอผลงานกลุ่มด้วยสื่อหลากหลาย สะท้อนความคิด อภิปราย
ทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่ม ถึงกระบวนการเรียนรู้ แก้ปัญหา การสร้าง
องคค์ วามรใู้ หม่ การเช่อื มโยง และสรปุ ภาพรวมเป็นความรู้ท่วั ไป
ขั้นที่ 5 ประเมินผล ใช้การวัดผลและประเมินผลด้วยวิธีที่หลากหลาย เป็นการ
วัดผลด้านต่าง ๆ ออกมาตามเป้าหมายที่ได้ออกแบบไว้ ทั้งด้านความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill)
เจตคติ (Attitude) และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Desired Characteristics) โดยใช้แนวคิด
การประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Authentic Assessment) เพอื่ พฒั นาผเู้ รียน
สำหรับแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานนั้น ผู้สอนควรคำนึงถึง
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียน ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ ซึ่งสะท้อน
ให้ทราบว่าต้องการอะไร ต้องสอนอะไร ต้องสอนอย่างไร และประเมินผลอย่างไร ดังนั้น การจัด
การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานจำเป็นต้องยึดมาตรฐานและตัวชี้วัดเป็นหลัก โดยเริ่มจากการวิเคราะห์
มาตรฐานและตัวช้ีวดั ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้ทจี่ ะสอน แล้วนำมาออกแบบการเรียนรูโ้ ดยใช้กระบวน
5 ขั้น ได้แก่ กระตุ้นความสนใจ ตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่มตามความสนใจ ค้นคว้าและคิด นำเสนอ และ
ประเมินผล แล้วนำไปใช้จัดการเรียนรู้โดยคำนึงบรรยากาศการเรียนรู้ 9 อย่าง ได้แก่ ใช้การสื่อสาร
กระตุ้นความสนใจ ใช้คำถามกระตุ้นให้คิด ลดการอธิบาย เรียนรู้ด้วยตนเอง นักเรียนสนใจและ
ให้ความร่วมมือทำกิจกรรม เนื้อหาใช้เรือ่ งราวในชีวิตจรงิ ค้นหาปัญหาท่ีตนสงสยั แบ่งกลุ่มตามความ
สนใจ ให้เวลาในการศึกษาค้นคว้า ครูฟังและให้กำลังใจผู้เรียน ในระหว่างการจัดการเรียนการสอน
ตอ้ งมกี ารวดั และประเมนิ ผลดา้ นความรู้ ทกั ษะ เจตคติ และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ โดยใชเ้ คร่ืองมือ
63
และวธิ ีการหลากหลายทส่ี ามารถบ่งบอกสภาพความเป็นจริง และหลงั จากการจัดการเรยี นรู้ และการวัด
ประเมินผลควรมีการสะท้อนผลการเรียนรู้ว่าสิ่งที่คาดว่าจะได้รับ สิ่งที่ได้เรียนรู้และเป็นประโยชน์
และควรปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้น เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้ดีขึ้น โดยแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบ
สร้างสรรคเ์ ปน็ ฐาน ดงั ภาพท่ี 2.6
ภาพท่ี 2.6 แนวทางการจดั การเรยี นรู้แบบสร้างสรรคเ์ ปน็ ฐาน
ท่ีมา : สำนักพัฒนานวัตกรรมการจดั การศึกษา (2560)
5. บทบาทของครูในการเรยี นรเู้ ชิงรุก
ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้เชิงรุก (Active Learning: AL) ครูผู้สอนตอ้ งออกแบบกจิ กรรม
ที่สะท้อนการพฒั นาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ และเนน้ การนำไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตจริง โดยดำเนินการ
ดังน้ี
1) สร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วม และการเจรจาโต้ตอบ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์
ทีด่ ีกบั ผู้สอนและเพือ่ นในชน้ั เรียน
2) ลดบทบาทการสอน และการให้ความรู้โดยตรง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
ในการจดั ระบบการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ และสร้างองคค์ วามรดู้ ว้ ยตนเอง
3) ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เป็นพลวัต (มีการเคลื่อนไหว/การขับเคลื่อน)
ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนรว่ มในทุกกิจกรรม กระตุ้นให้ผู้เรียนค้นพบความสำเร็จในการเรยี นรู้ สามารถ
64
นำความรู้ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า และคิดสร้างสรรค์
ส่งิ ตา่ ง ๆ โดยเชือ่ มโยงกบั สภาพแวดล้อมใกลต้ วั ปญั หาของชมุ ชน สงั คม หรือประเทศชาติ
4) จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในกลุ่มผู้เรียน วางแผน
เกี่ยวกบั เวลาในจดั การเรียนร้อู ยา่ งชัดเจน รวมถึงเน้อื หาและกิจกรรม
5) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ท้าทาย เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากวิธีการสอน
ทห่ี ลากหลาย
6) เปิดใจกว้างยอมรับในความสามารถ การแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น
ของผเู้ รยี น
7) ผู้สอนควรทราบว่าผู้เรียนมีความถนัดที่แตกต่างกัน และทราบความรู้พื้นฐาน
ของผเู้ รยี น
8) ผู้สอนควรสรา้ งบรรยากาศในการเรียน ให้ผู้เรียนกล้าพูด กล้าตอบ และมีความสุข
ในการเรยี นรู้
การจัดการเรียนรู้ที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมมากที่สุด ครูผู้สอนต้องพยายามสร้าง
ลักษณะการเรียนรู้เชิงรุกให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยจะต้องให้ผู้เรียนได้เข้าใจและรู้ว่าในขณะท่ี
กำลังเรยี นร้นู น้ั ผเู้ รยี นจะตอ้ งมีลกั ษณะดงั นี้
1) รวู้ า่ ตวั เองจะตอ้ งเรยี นร้เู กยี่ วกับอะไรบ้าง รสู้ ิ่งทจ่ี ะเรยี น
2) สิ่งท่จี ะเรยี นรนู้ นั้ เกยี่ วข้องกับเร่ืองทเ่ี รยี นไปแล้วอย่างไร
3) สิ่งที่จะเรียนรู้นั้นสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับความเป็นไปของโลกปัจจุบัน
อย่างไร
4) ผู้เรียนต้องรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าข้อเท็จจริงหรือข้อความรู้ที่ได้รับรู้นั้นถูกต้อง
แน่นอน
5) ผู้เรยี นจะต้องกลับไปตรวจสอบการบ้าน หรอื ส่งิ ที่คน้ คว้าใหม่วา่ ได้คำตอบทถี่ ูกต้อง
หรือไม่ หรอื ตอบถูกตอ้ งตรงกบั คำถามขอ้ ไหน
6) สามารถสอบถามความรู้เพิ่มเติมจากผู้อื่น หรือทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้ได้
คำตอบก่อนที่จะสรุปคำตอบสุดท้าย โดยต้องฟังหรือหาคำตอบให้ได้มาอย่างสมบูรณ์ที่สุด ก่อนที่จะ
สรปุ นำเสนอ
สรุปได้ว่า รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ล้วนมีพื้นฐานมาจากแนวคิดเดียวกันคือ
ให้ผู้เรียนเป็นผู้มีบทบาทหลักในการเรียนรู้ของตนเอง เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมี
ส่วนร่วมของผู้เรียน โดยการนำวิธีการสอน เทคนิคการสอนที่หลากหลายมาใช้ออกแบบแผนการ
จัดการเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ส่งเสริมป ฏิสัมพันธ์
ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้สอน เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นพัฒนากระบวนการ
65
เรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ทักษะและเชื่อมโยงองค์ความรู้นำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาหรือ
ประกอบอาชีพในอนาคต และถือเป็นการจัดการเรยี นรู้ประเภทหน่ึงที่ส่งเสริมให้ผูเ้ รยี นมีคุณลกั ษณะ
สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน สำหรับการศึกษาครั้งนี้ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL) เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบต่อยอด
นวัตกรรมการเรยี นรู้
แนวคิดเกี่ยวกบั การเรยี นรู้ทักษะในศตวรรษท่ี 21
การศึกษาในศตวรรษท่ี 21 มุ่งพัฒนาสมรรถนะสำคัญ โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO)
ได้ประกาศการเรียนรู้สำหรับศตวรรษหน้าในหนังสือชื่อการเรียนรู้ขุมทรัพย์ในตนเอง Learning: the
treasure within กล่าวถึง 4 เสาหลักของการศึกษา (The four pillars of learning) ซึ่งเป็นทิศทาง
การเรยี นรู้สำหรับศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การเรียนเพ่ือรู้ การเรียนเพ่ือปฏิบัติได้จริง การเรียนรู้ที่จะ
อยู่ร่วมกัน และการเรียนรู้เพื่อความเป็นมนษุ ย์ กรอบแนวคิดในการจัดการเรียนรูแ้ ห่งศตวรรษที่ 21
ที่แสดงผลลัพธ์ของนักเรียนและปัจจัยส่งเสริมสนับสนุนในการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (21st
Century Learning Framework) บางครั้งเรียกว่า Rainbow Model เป็นแนวคิดการจัดการเรียนรู้
ที่เน้นองค์ความรู้และสมรรถนะที่เกิดกับผู้เรียน เพื่อใช้ในการดำรงชีวติ ในสังคมแห่งการเปล่ียนแปลง
กรอบแนวคดิ นผี้ สมผสานองค์ความรู้ทั้งที่เป็นเนื้อหาสาระวชิ าหลัก และความรูส้ ำคญั ในการดำรงชีวิต
ในศตวรรษท่ี 21 และทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษท่ี 21 ได้แก่ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม
ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี ทักษะชีวิตและการทำงานเพื่อความสำเร็จของผู้เรียน
ทั้งด้านการทำงานและการดำรงชีวิต โดยเชื่อมโยงกับระบบส่งเสริมการเรียนรู้ ได้แก่ มาตรฐานและ
การประเมินหลักสูตรและการสอน การพัฒนาวิชาชีพครู และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ทำให้เห็นว่า
การเรียนรู้ในเนื้อหาสาระวิชาหลัก (Core Subjects) ยังมีความสำคัญสำหรับผู้เรียน สาระวิชาหลัก
เหล่าน้ี ได้แก่ ภาษา (ทั้งภาษาแม่ และภาษาอื่น) ศิลปะ คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์
ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การปกครอง และความเป็นพลเมืองที่ดี ทั้งนี้ การจัดการเรียนรู้สถานศึกษา
ตอ้ งไม่เน้นการเรียนรู้เฉพาะวิชาหลัก แตต่ อ้ งสง่ เสริมความเข้าใจเน้ือหาวชิ าการในระดับสูงโดยผสมผสาน
ในรูปแบบสหวิชาการ (Interdisciplinary) ของความรู้สำคัญในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 (21st
Century Themes) สอดแทรกในทุกวิชาหลักความรู้สำคัญเหล่านั้น (คณะกรรมาธิการนานาชาติ
ว่าด้วยการศกึ ษาในศตวรรษที่ 21. 2551) ได้แก่
1) ความร้เู รื่องโลก (Global Awareness) ได้แก่
1.1) การใชท้ ักษะการเรียนรูใ้ นศตวรรษที่ 21 เพ่อื ท่จี ะเขา้ ใจและรับมือกบั ประเด็น
สำคญั ระดบั โลก
66
1.2) การเรียนรู้และทำงานร่วมกับบุคคลจากหลากหลายวัฒนธรรม ศาสนา และ
วิถีชีวิตในจิตวิญญาณของการเคารพซึ่งกันและกัน เปิดใจทั้งส่วนบุคคล การทำงาน และในบริบท
ชมุ ชน
1.3) ความเข้าใจในชนชาติและวัฒนธรรมของชนชาติอื่น ทั้งวัฒนธรรมภาษา
ทแี่ ตกต่างกนั
2) ความรดู้ า้ นการเงิน เศรษฐกจิ ธุรกจิ และการเปน็ ผปู้ ระกอบการ (Financial, Economic,
Business and Entrepreneurial Literacy) ได้แก่
2.1) รวู้ ธิ กี ารสร้างทางเลอื กทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม
2.2) เขา้ ใจบทบาทของเศรษฐกิจที่มตี ่อสังคม
2.3) รู้จักใช้ทักษะการเป็นผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน และ
ทางเลอื กในอาชีพ
3) ความรดู้ า้ นการเปน็ พลเมืองท่ดี ี (Civil Literacy) ได้แก่
3.1) การมีส่วนร่วมทางสังคมผ่านการติดตามข่าวสาร บ้านเมือง และเข้าใจ
กระบวนการทางการเมืองการปกครอง
3.2) รูจ้ ักสิทธแิ ละหนา้ ท่พี ลเมอื งทงั้ ระดบั ทอ้ งถิน่ ประเทศ และโลก
3.3) เข้าใจต่อวิถีการปฏิบัติทางสังคมแห่งความเป็นพลเมือง ทั้งในระดับท้องถ่ิน
และระดบั สากล
4) ความรู้ดา้ นสุขภาพ (Health Literacy) ได้แก่
4.1) การรับรู้และเข้าใจข้อมูลและบริการพื้นฐานด้านสุขภาพ และนำไปใช้พัฒนา
สุขภาพอนามัย
4.2) เขา้ ใจวธิ ีดแู ลป้องกนั สุขภาพรา่ งกายและจติ ใจ รจู้ กั หลีกเล่ียงภาวะเส่ยี ง
4.3) รู้จักใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารเพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสมเกี่ยวกับ
สขุ ภาพ
4.4) กำหนดเป้าหมาย และเฝ้าระวังด้านสุขภาพอนามัยทั้งส่วนบุคคล และ
ครอบครวั
4.5) เข้าใจประเด็นสาธารณสุขและความปลอดภัยทั้งในระดับประเทศ และ
ระหว่างประเทศ
5) ความรูด้ า้ นสิง่ แวดลอ้ ม (Environmental Literacy) ได้แก่
5.1) ความร้คู วามเขา้ ใจเกี่ยวกบั สิ่งแวดล้อม สภาวการณแ์ ละเงื่อนไขที่มีผลกระทบ
ตอ่ ส่งิ แวดล้อม โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ผลกระทบตอ่ อากาศ สภาพภมู ิอากาศ ดนิ อาหาร พลังงาน น้ำ และ
ระบบนเิ วศ
67
5.2) ความรู้ความเข้าใจผลกระทบของสังคมต่อธรรมชาติของโลก เช่น การเพิ่ม
ของประชากร การพฒั นาประชากร และอตั ราการบริโภคทรัพยากร เป็นต้น
5.3) สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และกำหนด
วิธีการป้องกันแกไ้ ขทเ่ี หมาะสมและมีประสิทธภิ าพ
5.4) ดำเนินบทบาททั้งส่วนตัวและในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในประเด็น
เกีย่ วกับส่งิ แวดลอ้ ม และครูผู้สอนจำเปน็ ตอ้ งมีการสอดแทรกทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21
ต่อไปนี้ เข้าในทุกวิชาหลัก คือ
5.4.1) ทกั ษะดา้ นการเรียนรูแ้ ละนวตั กรรม จะเป็นตวั กำหนดความพร้อมของ
นักเรียนในการเข้าสู่การทำงาน ซึ่งมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นในโลกปัจจุบัน ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์
และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) การคิดอยา่ งมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (Critical
Thinking and Problem Solving) การสอื่ สารและความรว่ มมือ (Communication and Collaboration)
5.4.2) ทักษะสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี ได้แก่ ทักษะด้านสารสนเทศ
(Information Literacy) ทกั ษะดา้ นสอ่ื (Media Literacy) ทักษะดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
(Information, Communications and Technology, Literacy)
5.4.3) ทักษะชีวิตและอาชีพ ได้แก่ ความยืดหยุ่นและความสามารถในการ
ปรบั ตวั (Flexibility and Adaptability) การริเร่มิ และการกำกบั ดแู ลตนเองได้ (Initiative and Self-
Direction) ทักษะด้านสังคมและทักษะข้ามวัฒนธรรม (Social and Cross-Cultural Skills) การมี
ผลงานและความรับผิดชอบตรวจสอบได้ (Productivity and Accountability) ภาวะผู้นำและ
ความรบั ผิดชอบ (Leadership and Responsibility)
จะเห็นได้ว่าการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ได้ดีนั้น บทบาท
หน้าที่ของครูสำคัญมากที่จะจัดการเรียนการสอนใหผ้ ู้เรียนเกิดทกั ษะสำคัญต่อการดำรงชวี ติ และการ
อยู่ร่วมกันในสังคมให้กับทุกคนที่ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัยและ
ตลอดชวี ิต คอื การเรยี นรู้ 3R x 7C (วิจารณ์ พานิช. 2555) ดังต่อไปนี้
3R เป็นแกนวิชาที่ประกอบด้วย Reading (อ่านออก) (W)Riting (เขียนได้) และ
(A)Rithmetics (คิดคำนวณเป็น)
7C เป็นทักษะที่สำคัญในศตวรรษท่ี 21 ประกอบด้วย ได้แก่ Critical Thinking and
Problem Solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา) Creativity
and Innovation (ทกั ษะดา้ นการสรา้ งสรรค์และนวัตกรรม) Cross-Cultural Understanding (ทักษะ
ดา้ นความเขา้ ใจ ความต่างวฒั นธรรม ต่างกระบวนทัศน์) Collaboration, Teamwork and Leadership
(ทกั ษะด้านความรว่ มมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ) Communications, Information, and
Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ) Computing and ICT
68
Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) Career and Learning
Skills (ทักษะอาชพี และทักษะการเรยี นรู้)
ซึ่งการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ครูจะเป็นผู้สอนอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องให้
นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะออกแบบการเรียนรู้ ฝึกฝนให้ตนเองเป็นโค้ช (Coach) และ
อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based
Learning: PBL) ของนักเรยี น และสิ่งที่เป็นตัวชว่ ยของครูในการจัดการเรียนรู้ คือ ชมุ ชนแห่งการเรียนรู้
เชิงวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) เกิดจากการรวมตัวกันของครูเพื่อแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์การทำหน้าที่ของครูแต่ละคน เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพและ
เหมาะสมต่อการพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 กล่าวคือ บทบาทของครูในศตวรรษท่ี 21 ที่ส่งเสริม
ความคิดสร้างสรรค์จะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้จัดการเรื่องการเรียนรู้ของตนเอง การเรียนรู้จะใช้
ระบบเครือข่าย หลักสูตรจะถูกจัดแยกเป็นประเภท (Catalogue Curriculum) ผู้เรียนมีโอกาสเลือก
เรียนหลักสูตรที่หลากหลายมากขึ้น มีแผนการเรียนรู้เป็นรายบุคคล (Personal Learning Plan)
การเรียนรู้จากคอมพิวเตอร์หรือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ครูมีบทบาท
ในฐานะเปน็ ตวั แทนของการเรียนรู้ (Learning Agent) และระบบการประเมนิ จะมีหลากหลายมากขนึ้
ภาพของโรงเรียนจะเปลี่ยนจากการเป็นสิ่งก่อสร้างเป็นภาพของการเป็นศูนย์รวม
ประสาท (Nerve Centers) ที่ไม่จำกัดอยู่แต่ในหอ้ งเรียน แต่จะเชือ่ มโยงครู นักเรียนและชุมชน เข้าสู่
ขุมคลังแห่งความรู้ทั่วโลก ครูเองจะเปลี่ยนจากการเป็นผู้ถา่ ยทอดความรูไ้ ปเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลอื
ให้นักเรียนสามารถเปล่ียนสารสนเทศเปน็ ความรู้ และนำความรู้เป็นเครื่องมือสู่การปฏิบัติและให้เปน็
ประโยชน์ เป็นการเรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ และต้องมีการสร้างวัฒนธรรมการสืบค้น (Create a
Culture of Inquiry) ในศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับการให้การศึกษาตามทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม
(Bloom’s Taxonomy of Learning) ทจี่ ะเปลี่ยนไปเน้นทักษะการเรียนรู้ข้นั ทส่ี ูงขึน้ (Higher Order
Learning Skills) โดยเฉพาะทักษะการประเมินค่า (Evaluating Skills) จะถูกแทนที่โดยทักษะ
การนำเอาความรู้ใหม่ไปใช้อย่างสร้างสรรค์ (Ability to use new knowledge in a creative way)
ลักษณะของหลักสูตรในศตวรรษท่ี 21 จะเป็นหลักสูตรที่เน้นคุณลักษณะเชิงวิพากษ์ (Critical
attributes) เชิงสหวทิ ยาการ (Interdisciplinary) ยดึ โครงงานเป็นฐาน (Project Based) และขบั เคลื่อน
ด้วยการวจิ ัย (Research Driven) เช่ือมโยงท้องถิ่นชุมชนเข้ากับภาค ประเทศ และโลก ในบางโอกาส
นักเรียนสามารถร่วมมือกับโครงงานต่าง ๆ ได้ทั่วโลก เป็นหลักสูตรที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง พหุปัญญา
เทคโนโลยีและมัลติมีเดีย ความรู้พื้นฐานเชิงพหสุ ำหรับศตวรรษท่ี 21 และการประเมินผลตามสภาพจริง
รวมทั้งการเรียนรู้จากการให้บริการ (Service) ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ภาพของห้องเรียนจะขยาย
กลายเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้น (Greater Community) และนักเรียนควรมีคุณลักษณะเป็นผู้ชี้นำตนเองได้
(Self - Directed) มีการทำงานทั้งอย่างเป็นอิสระและร่วมมือกับคนอื่น หลักสูตรและการสอนจะมี
69
ลักษณะทา้ ทายสำหรับนักเรียนทุกคน และคำนงึ ถงึ ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล นกั เรียนจะต้องมีการ
เรียนรู้ผ่านการวิจยั และการปฏบิ ัตใิ นโครงงาน ซ่งึ สง่ิ ที่เกดิ ข้ึนจากการวิจยั และการปฏิบัติโดยเช่ือมโยง
กบั ความร้แู ละประสบการณ์เกา่ ท่ีมีอยู่ ทกั ษะและเนื้อหาท่ีได้รบั จะเก่ียวข้องและมีความจำเป็นต่อการ
ปฏิบตั ใิ นโครงงาน การประเมินผลเปน็ การประเมนิ ที่ผถู้ ูกประเมนิ มสี ่วนร่วมในการประเมินตนเองด้วย
(Self - Assessment) ทักษะที่คาดหวังสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่เรียนรู้ผ่านหลักสตู รหรือกระบวนการ
ต่าง ๆ เหล่านี้ จะเน้นเรื่องทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) ทักษะ
ชีวิตและอาชีพ (Life and Career Skills) ทักษะสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี (Information, Media
and Technology Skills) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วขา้ งต้น
ดงั นน้ั การใหก้ ารศึกษาสำหรับศตวรรษท่ี 21 ตอ้ งเปล่ียนแปลงทัศนะ (Perspectives)
จากกระบวนทัศน์แบบดั้งเดิม (Tradition Paradigm) ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ (New Paradigm) ที่ให้โลก
ของนักเรียนและโลกความเป็นจริงเป็นศนู ย์กลางของกระบวนการเรยี นรู้ เป็นการเรียนรทู้ ี่ไปไกลกว่าการ
ได้รับความรู้แบบง่าย ๆ ไปสู่การเน้นพัฒนาทักษะและทัศนคติ ทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา
ทักษะองค์การ ทัศนคติเชิงบวก ความเคารพตนเอง นวัตกรรม ความสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร
ทักษะและค่านิยมทางเทคโนโลยี ความเชื่อมั่นตนเอง ความยืดหยุ่น การจูงใจตนเอง และความ
ตระหนักในสภาพแวดล้อม และเหนือสิ่งอื่นใด คือ ความสามารถใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์
(The Ability to handle knowledge effectively in order to use it creatively) ถือเป็นทักษะ
ที่สำคัญจำเป็นสำหรับการเป็นนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายในการที่จะพัฒนาการเรียน
เพื่ออนาคต ให้นักเรียนมีทักษะ ทัศนคติ ค่านิยม และบุคลิกภาพส่วนบุคคล เพื่อเผชิญกับอนาคต
ดว้ ยภาพในทางบวก (Optimism) ทม่ี ีทั้งความสำเร็จและมคี วามสุข
ทักษะการคิดสรา้ งสรรค์
ทักษะการคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญกบั การพัฒนาผเู้ รียนในศตวรรษที่ 21 เป็นการพัฒนา
ผู้เรียนให้ทักษะการคิดในการสร้างสรรคน์ วัตกรรม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและเกิดประโยชน์
ของการวจิ ัย ผวู้ ิจัยไดศ้ กึ ษาเอกสาร วรรณกรรมท่ีเกีย่ วข้องกับทกั ษะการคิดสร้างสรรค์ ตามลำดับดังนี้
1. ความหมายของทกั ษะการคดิ
ทักษะการคดิ เป็นกลไกตอบสนองของสมองต่อส่ิงเรา้ ตา่ ง ๆ ท่เี กดิ ขน้ึ ตลอดเวลา โดย Beyer
(1987) อุษณีย์ โพธิสุข, และคณะ (2542) ได้กล่าวไว้ว่า ทักษะการคิดนั้นเป็นไปตามธรรมชาติ
ของมนุษย์ที่ใช้ในการสร้างแนวคิดรวบยอดด้วยการจำแนกความแตกต่าง การจัดกลุ่ม และการกำหนด
ชื่อเร่ืองเกย่ี วกบั ข้อเท็จจริงท่ีไดร้ บั และกระบวนการท่ีใช้ในการแปลความหมายของข้อมูล รวมถึงการ
สรุปอ้างอิงด้วยการจำแนกรายละเอียด การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ได้รับ ซึ่งข้อมูล
ที่นำมาใช้อาจจะเป็นประสบการณ์เก่า ความจริงที่สัมผัสได้ ข้อมูลต่าง ๆ หรืออาจเป็นเพียง
70
จินตนาการที่ไม่อาจจะสัมผัสได้ ตลอดจนเป็นกระบวนการเกี่ยวกับการนำกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไป
ประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ ชนาธิป พรกุล (2543) ได้กล่าวถึงการคิดว่า ประกอบด้วยทักษะการคิด
พื้นฐาน และทักษะการคิดขั้นสูง ซึ่งถูกนำมาคิดในลักษณะต่าง ๆ จนเกิดเป็นการคิดแบบต่าง ๆ เช่น
กระบวนการคิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณ กระบวนการแก้ปัญหา และกระบวนการตดั สนิ ใจ
ในด้านของ Resnick (1987) ให้ความหมายของทักษะการคิดว่า เป็นกระบวนการที่เกิด
จากการทำงานสมองที่เกี่ยวข้องกับนามธรรมหรือการค้นพบหลักการสำคัญ เช่น การจำแนก
การอุปนัย การนิรนัย การให้เหตุผล การวิเคราะห์ การวิพากษ์วิจารณ์ และการสร้างข้อสรุป การลง
ความเห็นหรือการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ทั้งนี้ Resnick อธิบายลักษณะการคิดว่าเป็นกระบวนการ
ที่ซับซ้อน ไม่ใช่กระบวนการที่มีขั้นตอนแน่นอน และ Sternberg, & Sperling (1996) อธิบายว่า
การคิด มี 3 แบบ คือ การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และการคิดเชิงปฏิบัติ การคิดวิเคราะห์คือ
การวิเคราะห์ ตัดสิน ประเมินและเปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ การคิดสร้างสรรค์จึงหมายถึง กระบวนการ
ทางสมองที่ก่อเกิดการสร้าง การประดิษฐ์ การค้นพบ การผลิต ส่วนจินตนาการและการคิดเชิงปฏิบัติ
นน้ั หมายถงึ การนำแนวคิดไปปฏิบัติการใช้และการประยุกต์แนวคิดเทคโนโลยีไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ
สำหรับการคิดทเี่ ก่ยี วขอ้ งกับการปฏบิ ตั งิ าน
ดังนั้นสรุปได้ว่า ทักษะการคิด คือ กระบวนการทางสมองที่แสดงถึงความสามารถในการ
แสดงออกหรือพฤติกรรมของการใช้ความคิดอย่างชำนาญ ซึ่งความสัมพันธ์กับการทำงานของสมอง
ทักษะการคิดต้องอาศัยทักษะพื้นฐานหรือทักษะที่เป็นแกนหลาย ๆ ตัวประกอบกัน จึงจะนำไปสู่
ทกั ษะการคิดได้เปน็ การแสดงออกทางปญั ญานั่นเอง
2. ความหมายของความคิดสรา้ งสรรค์
ความหมายของความคิดสร้างสรรค์ นักจิตวิทยาและนักการศึกษา ได้เสนอแนวความคิด
ทแ่ี ตกต่างกนั และคลา้ ยคลึงกันของความคิดสรา้ งสรรค์ไว้ ดังต่อไปน้ี
Edward (1982) ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถในการคิดนอกกรอบความคิดเดิม
ซง่ึ ปดิ กน้ั แนวคิดอยู่ ซึ่งกอ่ ให้เกิดแนวคิดอย่างอ่ืนที่ถือได้วา่ เป็นแนวคดิ ท่ีจะนำมาพัฒนาเพ่ือแก้ปัญหา
ที่ต้องการได้ สอดคล้องกับ James, & Shelagh (1994) ที่ได้ให้ความหมายของความคิดสร้างสรรค์
ไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในใจ ซึ่งนำไปสู่การสร้างความคิดและผลผลิต
ท่แี ปลกใหม่ โดยใชค้ วามรู้เดมิ ท่ีมีอยู่
ในส่วนของ Edward, & Monika (1995) ได้กล่าวถึง ความหมายของความคิด
สร้างสรรค์ไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ คือ การแสดงออกถึงจินตนาการและความเป็นไปได้ในการสร้าง
สิ่งแปลกใหม่และเชื่อมโยงกันอย่างมีความหมายกับความคิด บุคคล และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลลัพธ์ของ
กระบวนการนี้ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและการถ่ายทอดความคิดระห ว่างวัฒนธรรม
71
ที่แตกตา่ งกัน สำหรบั Miles (1997) ไดก้ ลา่ ววา่ ความคดิ สร้างสรรค์เป็นความสามารถท่ีมีมาแต่กำเนิด
ซึ่งทุกคนสามารถพัฒนาและเป็นสิ่งจำเป็นต่อวิทยาศาสตร์ ธุรกิจ การปกครอง การศึกษา และกีฬา
ประกอบด้วยความสามารถในการให้รายละเอียดในความคิดนั้น ๆ ได้ เป็นผู้ที่มีความคิดคล่อง
(Divergent Production) มคี วามยดื หยุ่น และความไวตอ่ การคน้ หาส่งิ ใหม่ (Redefinition)
นักคิด นักวิชาการของไทย เช่น เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2553) ให้ความหมาย
การคิดสร้างสรรค์ไว้ 3 อย่าง คือ 1) ความคิดแง่บวก (Positive Thinking) คือ การคิดโดยไม่ได้มีนัย
ที่เกี่ยวข้องกับความแตกต่างหรือแปลกใหม่ ทั้งนี้ความคิดแง่บวกเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับลักษณะนิสัย
ซึ่งตรงข้ามกับการคิดแง่ลบ (Negative Thinking) ซึ่งหมายถึง ความคิดที่ไม่ดีงาม คิดไม่ดีต่อผู้อื่น
หรือตนเอง คิดบั่นทอนกำลังใจ 2) การกระทำที่ไม่ทำร้ายใคร (Constructive Thinking) ใช้ใน
ความคิดที่ไม่ทำลายล้างการคดิ และการกระทำในเชิงลบท่ีมุ่งทำลาย เป็นลักษณะการเสนอแนะท่ีเป็น
ประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้ 3) การคิดสร้างสิ่งใหม่ ๆ (Creative Thinking) ความหมายทั่ว ๆ ไป
ในภาษาอังกฤษคือ เป็นการสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ซึง่ ไม่ตา่ งจาก สุคนธ์ สินธพานนท์
(2555) ที่ได้ให้ความหมายว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถของบุคคลที่แสดงความคิด
หลากหลายทิศทาง หลายแง่มุม คิดได้กว้างไกล โดยนำประสบการณ์ทีผ่ า่ นมาเป็นพื้นฐานทีท่ ำให้เกิด
ความคิดใหม่ นำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นพบสิ่งต่าง ๆ ที่แปลกใหม่ สอดคล้องกับ อัชรา เอิบสุขสิริ
(2556) ท่ีได้ให้ความหมายของความคิดสรา้ งสรรค์ว่าเป็นความสามารถในการคิดสิ่งแปลกใหม่ โดยไม่
ลอกเลียนแบบผอู้ ่ืน หรอื อาจนำความคิดท่ผี ู้อ่นื คิดไว้แลว้ มาต่อยอดใหส้ ูงข้ึน
นอกจากนี้แล้ว ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2556) ยังได้ให้ความหมายความคิดสร้างสรรค์
ว่าเป็นความสามารถรวบรวมความรู้ ความคิดเดิม แล้วสร้างเป็นความรู้ความคิดของตนเอง สามารถ
คิดนอกกรอบ ผลงานการคิดเป็นแง่บวก (Positive Thinking) ไม่ทำลายล้าง (Constructive Thinking)
ไม่เหมือนใคร ใช้การได้ มีความเหมาะสม เป็นประโยชน์ และมีความคุ้มค่า ความหมายดังกล่าวเป็นไป
ในทำนองของ อารี พันธ์มณี (2557) ท่ีให้ความหมายความคิดสร้างสรรค์ไว้ว่า เป็นกระบวนการ
ทางสมองที่คิดในลักษณะอเนกนัย นำไปสู่การคิดค้นพบสิ่งแปลกใหม่ด้วยการคิดดัดแปลง ปรุงแต่ง
จากความคดิ เดิม ผสมผสานใหเ้ กิดส่งิ ใหม่ รวมทงั้ การประดษิ ฐค์ ดิ ค้นสงิ่ ต่าง ๆ ตลอดจนการคดิ ทฤษฎี
หลักการได้สำเร็จ ความหมายดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก ฉลอง สุนทรนนท์ (2558) ที่กล่าวว่า
ความคิดสร้างสรรค์เป็นการคิดที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ได้ความคิดใหม่ หรือความคิดเดิมที่สามารถ
นำไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่า ซึ่งในทางศิลปะจะเน้นการสื่อทางความงาม หรือความเป็นสุนทรียภาพ
ทเ่ี พ่ิมข้นึ หรือแปลกใหม่ขน้ึ
จากการศึกษาความหมายของความคิดสร้างสรรค์จากนักวิจัย และนักการศึกษา
หลายท่าน ผวู้ จิ ัยสามารถสรปุ ไดว้ ่า ความคิดสร้างสรรคเ์ ป็นความสามารถทางสมองของบุคคลท่ีสามารถ
ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้หลายทิศทางและกว้างไกล ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งเกิดจากการ
72
รวมกันของสิ่งเร้าที่ไม่เคยมีมาก่อนมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้น หรือนำสิ่งเร้าเดิมที่มีอยู่มาดัดแปลง
ปรบั ปรุง หรอื แกไ้ ขให้เกดิ ความแตกต่างไปจากเดิมนน่ั เอง
3. ความหมายของทกั ษะความคดิ สร้างสรรค์
ทักษะความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถทางการคิดในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หรือ
ความสามารถในการนำของเดิม สิ่งเดิมที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงให้ดีขึ้น ทันสมัยขึ้น เกิดประโยชน์ต่อการ
สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามของสังคม ดังที่ Mangrulkar, Whitman, & Posner (2001) ให้ความหมาย
ของทักษะความคิดสร้างสรรค์ว่า หมายถึง ความสามารถในการรับรู้สภาพของสังคม ความเชื่อ ค่านิยม
แล้วนำสิง่ ท่ีรับรู้มาทำให้เปน็ สิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อืน่ ความหมายดังกลา่ วสอดคล้อง
กบั Neeley (2004) ทีไ่ ด้กล่าวว่า ทักษะการคิดสร้างสรรค์ นน้ั หมายถึง ความสามารถในการคิดออกไป
อย่างกว้างขวาง โดยไมย่ ดึ ตดิ อยใู่ นกรอบ
ในสว่ นของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550) ไดใ้ ห้ความหมายของทักษะความคิด
สร้างสรรค์ไว้อย่างคล้ายคลึงกันว่า เป็นความสามารถในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในแง่มุมใหม่ หรือเป็น
การกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือไม่ซ้ำแบบใคร มีความแปลกใหม่ เป็นการ
เชือ่ มโยงสิ่งท่ีไมส่ ัมพันธ์ให้กลายเปน็ สิ่งใหม่ได้อย่างเหมาะสม ซงึ่ ใหค้ วามหมายเช่นเดียวกันกับ สุพพัต
สกลุ ดี (2561) ทไี่ ดก้ ลา่ วว่า ทกั ษะความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถในการทำให้เกิดผลงานใหม่ และ
แปลกไปจากความคดิ หรือกิจกรรมของคนอ่นื
สรุปไว้ได้ว่า ทักษะความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถทางการคิดในการสร้างสรรค์
สิ่งใหม่ หรือความสามารถในการนำของเดิม สิ่งเดิมมาปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งความสามารถดังกล่าวน้ัน
เป็นความสัมพันธ์ทางสมองที่ผ่านกระบวนการคิด เพื่อสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ คิดค้น เป็นผลงานทั้งใน
รปู ธรรมทจี่ ับต้องได้ และนามธรรมที่เปน็ หลกั การแนวคดิ เชงิ ทฤษฎี
4. องค์ประกอบของการคิดสรา้ งสรรค์
นักการศึกษาหลายท่านศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบความคิดสร้างสรรค์เนื่องจาก
มีความสำคัญต่อระบบการศึกษาเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัย
ท่ีเกยี่ วขอ้ งจากนักคิดนักการศกึ ษาเกีย่ วกับองคป์ ระกอบของความคิดสรา้ งสรรค์ เพือ่ ประโยชน์สำหรบั
งานวจิ ัยดังน้ี
Guilford (1959) กล่าวถึง องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 4
องคป์ ระกอบ ดังน้ี
73
1) ความคิดริเริ่ม (Originality) หมายถึง ลักษณะความคิดแปลกใหม่ แตกต่างจาก
ความคิดธรรมดา หรือความคิดง่าย ๆ อาจเกิดจากการนำความรู้เดิมมาคิดดัดแปลงและประยุกต์ให้เกิด
เป็นส่งิ ใหม่ขนึ้
2) ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency) หมายถึง ปริมาณความคิดที่ไม่ซ้ำกันในเรื่อง
เดยี วกัน โดยแบ่งออกเปน็ ส่วนยอ่ ยของความคดิ คลอ่ งแคลว่ ดังน้ี
2.1) ความคิดคล่องแคล่วด้านถ้อยคำ (Word Fluency) เป็นความสามารถ
ในการใช้ถอ้ ยคำอยา่ งคล่องแคล่ว
2.2) ความคิดคล่องแคล่วด้านการโยงสัมพันธ์ (Associational Fluency) เป็น
ความสามารถที่จะคิดหาถ้อยคำที่เหมือนกันหรือคล้ายกันได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ภายในเวลา
ที่กำหนด
2.3) ความคล่องแคล่วทางด้านการแสดงออก (Expressional Fluency)
เป็นความสามารถในการใช้วลีหรือประโยค สามารถที่จะนำมาเรียงกันอย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้ประโยค
ทีต่ อ้ งการ
2.4) ความคล่องแคล่วในการคิด (Ideational Fluency) เป็นความสามารถ
ท่จี ะคดิ สิง่ ทตี่ ้องการภายในเวลาทกี่ ำหนด
3) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) หมายถึง ประเภทหรือแบบความคิด แบ่งออก
ไดด้ ังนี้
3.1) ความคดิ ยดื หยุ่นทเ่ี กดิ ขน้ึ ทันที (Spontaneous Flexibility) เป็นความสามารถ
ทจ่ี ะพยายามคดิ ใหห้ ลายประเภทอยา่ งอิสระ
3.2) ความคิดยืดหยุ่นทางด้านการดัดแปลง (Adaptive Flexibility) ซึ่งมี
ประโยชน์ต่อการแก้ปญั หา ความคิดยืดหยุ่นจะเป็นตวั เสริมให้ความคิดคล่องแคล่ว มีความแปลกใหม่
ออกไป หลีกเลี่ยงการซ้ำซ้อน หรือเพิ่มคุณภาพการคิดให้มากขึ้นด้วยการจัดหมวดหมู่และหลกั เกณฑ์
มากยิง่ ขึ้น
4) ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) หมายถึง ความคิดในรายละเอียด
เพื่อตกแต่งหรือขยายความคิดหลักให้ได้ความหมายสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ความคิดละเอียดลออเป็น
คุณลักษณะท่ีจำเป็นในการสร้างผลงานท่ีมีความแปลกใหม่ใหส้ ำเรจ็ ซง่ึ ขึน้ อยู่กับ
4.1) อายุ กล่าวคือ คนทมี่ อี ายมุ ากจะมีความคดิ ละเอยี ดลออมากกวา่ คนอายุน้อย
4.2) เพศ กลา่ วคอื ผู้หญงิ จะมคี วามคดิ ละเอียดลออสูงกว่าผู้ชาย
4.3) คนที่มีความคิดละเอียดลออสูงจะมีความสามารถในการสงั เกตสงู ด้วย
สอดคลอ้ งกบั วไิ ล แพงศรี (2548) ไดอ้ ธิบายองค์ประกอบสำคัญของการคิดสร้างสรรค์
ตามแนวคดิ ของ Guilford วา่ มี 4 องค์ประกอบอย่างเดยี วกนั คือ
74
1) ความคิดริเริ่ม
2) ความคิดคล่อง
3) ความคดิ ยดื หยุน่
4) ความคดิ ละเอยี ดลออ
Torrance (1962) กล่าวถึง องค์ประกอบความคิดสร้างสรรค์ว่าประกอบด้วย 3
องค์ประกอบ ดงั นี้
1) ความคล่องแคล่วในการคิด (Fluency) หมายถึง ความสามารถของบุคคล
ในการคิดหาคำตอบได้อยา่ งคล่องแคล่ว รวดเรว็ และสามารถสร้างคำตอบไดม้ ากในเวลาท่จี ำกัด
2) ความยืดหยุน่ ในการคิด (Flexibility) หมายถงึ ความสามารถของบคุ คลในการ
คดิ หาคำตอบไดห้ ลายประเภท หลายทิศทาง และหลายรปู แบบ
3) ความคิดริเริ่ม (Originality) หมายถึง ลักษณะความคิดที่แปลกใหม่ แตกต่าง
จากความคดิ ธรรมดา และไม่ซ้ำกับความคิดทีม่ ีอยทู่ ัว่ ไป
ในด้านของ Gopalakrishnan and Damanpour (2008) อธิบายเก่ียวกับองคป์ ระกอบ
ของความคดิ สรา้ งสรรค์ไว้ ดงั นี้
1) ความรู้สึกที่ไวต่อปัญหา (Problem Sensitivity) เป็นความสามารถในการ
รับรูแ้ ละเข้าใจปัญหาท่เี กดิ ข้ึน
2) ความคดิ คลอ่ ง (Idea Fluency) เปน็ ความสามารถในการคิดในปริมาณทีม่ าก
3) ความคิดริเริ่ม (Originality) เป็นความสามารถในการคิดในสิ่งที่แปลกใหม่
โดยตนเองเป็นผู้ริเริ่ม
4) ความคดิ ยดื หยุน่ (Flexibility) เปน็ ความสามารถในการคดิ หาคำตอบที่เปล่ียน
จากสงิ่ หนงึ่ ไปยังอีกส่งิ หน่ึง ได้คำตอบหลายทศิ ทาง
5) ศักยภาพในการพัฒนา (Drive) เป็นความสามารถในการคิดทีจ่ ะทำให้ประสบ
ผลสำเร็จ
นักการศึกษาของไทยได้กล่าวถึงองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ไม่ต่างจาก
นักการศึกษาต่างประเทศ ดังเช่น ฉลอง สุนทรนนท์ (2558) จำแนกองค์ประกอบของความคิด
สรา้ งสรรคท์ ีเ่ ก่ียวกับการสร้างงานศลิ ปะ (Art Production) ดังนี้
1) ความคิดริเริ่ม (Originality) เป็นการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ โดยต้องอาศัยความกล้า
แสดงออกทางการคิด แลว้ พัฒนาให้มีความแตกตา่ งไปจากเดิม เพ่ือใหม้ ีความเป็นเอกลกั ษณเ์ ฉพาะ
2) ความคิดคล่อง (Fluency) เป็นการคิดที่เกิดจากความมีอิสระในการคิด
อย่างสม่ำเสมอ สามารถนำความคิดมาทดลองและปฏิบัติได้ ซึ่งการคิดคล่องไม่ใช่การคิดเชิงเหตุผล
แตเ่ ปน็ การพฒั นารปู แบบของการคดิ ทมี่ คี วามหลากหลาย
75
3) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) เป็นการคิดบนพื้นฐานของความมีอิสระเสรี
ไม่ยึดติดกับรูปแบบใดโดยเฉพาะ ไม่มีกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ตายตัว ทำให้เกิดความหลากหลายในการคิด
ซงึ่ สามารถปรบั ปรงุ เปลยี่ นแปลง แกไ้ ข เพ่มิ เตมิ ได้ตลอดเวลา
4) ความคดิ ละเอยี ดลออ (Elaboration) เป็นการคดิ ลงไปในรายละเอียดในทุก ๆ สว่ น
อาจเปน็ การคิดแบบขยายความ หรือแยกคิดเฉพาะด้าน โดยมกี ระบวนการคิดแบบวเิ คราะห์อยดู่ ว้ ย
ในส่วนของ ทน เขตกัน (2556) จำแนกองค์ประกอบของการคิดสร้างสรรค์ ออกเป็น
5 องค์ประกอบ ดังนี้
1) ความคิดที่แปลกแตกต่างจากความคิดง่าย ๆ มีคุณสมบัติพิเศษหรือเพิ่มเติม
จากบคุ คลอ่ืน
2) สมรรถภาพทางความคิด คือ ความสามารถในการคิดและทำในสิ่งที่กว้าง
ลึกซ้งึ เพื่อให้ความคิดครอบคลมุ ส่ิงต่าง ๆ ทมี่ ีความสมั พนั ธ์และเกย่ี วข้องกับเรือ่ งและหลักการ
3) ความคล่องและยืดหยุ่นในความคิด คือ ความสามารถที่จะเปลี่ยนแนวหรือ
ประสบการณด์ ้านความคดิ ในสภาวะท่ีเหมาะสม
4) การแยกประเด็นทางความคิด คือ ความสามารถในการคิดอย่างละเอียดลออ
สามารถแยกประเดน็ ความคิด และทำให้ผลผลิตแต่ละแนวมีความหมายกระชับมากขึ้น
5) การสังเคราะห์ คอื ความสามารถทำให้เห็นภาพพจน์ของส่ิงที่จะเกิดข้ึนมีความ
ต่อเนือ่ งจากความคดิ เพ่อื พัฒนาความคิดใหส้ มบรู ณแ์ ละเป็นจริง
สำหรับ ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2556) แบ่งองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์
ออกเปน็ 6 องค์ประกอบ ดังนี้
1) คดิ จนิ ตนาการ (Imagination) เป็นความคดิ ในสิง่ ทอี่ าจจะยงั ไม่ไดเ้ กิดข้นึ และ
อาจเป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย แต่เกิดเป็นจริงขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการคิดเพื่อสร้าง
ผลงานตา่ ง ๆ ขึน้ มา จำเปน็ ต้องมีความคิดแบบอนื่ ๆ มาสานต่อความคิดจินตนาการ จงึ จะนำไปสู่การ
ค้นพบ หรือสรา้ งสรรคผ์ ลงานใหมไ่ ด้
2) คิดคล่องแคล่วหรือการคิดเรว็ (Ideational Fluency) เปน็ การคิดทีม่ ปี ฏิกิริยา
ตอบสนองต่อสิ่งเร้า สามารถสังเกตเห็น รับรู้ และเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ได้เร็วที่สุด เป็นการหาคำตอบ
ได้มาก ๆ ไดจ้ ำนวนความคดิ เยอะ ๆ โดยใช้เวลานอ้ ย ๆ
3) คิดยืดหยุ่น (Flexibility) เป็นการคิดได้ไกล หลายทิศทาง หลายแง่มุม
หลายรูปแบบในคำถามเดียว สามารถมีคำตอบหลายอย่าง สามารถจัดหมวดหมู่ของความคิดได้มาก
และมีหลกั เกณฑ์ซ่งึ เน้นท้งั ทางดา้ นปริมาณและคุณภาพของความคิด
4) คดิ รเิ ริ่ม (Original) เป็นความสามารถในการค้นพบส่ิงแปลกใหมท่ ี่ต่างจากคนอื่น
ไมเ่ คยมใี ครคิดมาก่อน หรอื อาจปรบั ปรุงเปลยี่ นแปลงใหแ้ ตกต่างไปจากของเดมิ
76
5) คดิ ละเอยี ดลออ (Elaboration) เป็นความสามารถในการมองเห็นรายละเอียด
ในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น รวมถึงการเชื่อมโยงสัมพันธ์สิ่งต่าง ๆ อย่างมีความหมาย สามารถนำไป
ประยุกต์ใชไ้ ด้อย่างมีคุณภาพ
6) การสงั เคราะห์ (Synthesis) เป็นการรวมสิ่งเดิม ๆ มาประยกุ ต์และผสมผสาน
ใหเ้ กดิ เปน็ สิ่งใหม่ขนึ้
อย่างไรก็ตาม ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2553) และอารี รังสินันท์ (2532) ได้กล่าวไว้
อยา่ งเดยี วกนั ว่า ความคิดสรา้ งสรรค์ประกอบด้วยองคป์ ระกอบหลัก 3 สว่ น ดังนี้
1) ความคล่องแคล่วในการคิด (Fluency) เป็นความสามารถสร้างคำตอบได้
ในปริมาณมากในเวลาทจ่ี ำกัด
2) ความยืดหยุ่นในการคิด (Flexibility) เป็นการคิดหาคำตอบได้หลายประเภท
หลายทิศทาง และหลายรปู แบบ
3) ความคิดริเริ่ม (Originality) เป็นความคิดที่แปลกใหม่ แตกต่างจากความคิด
ธรรมดา และไม่ซ้ำกับความคดิ ทีม่ ีอย่ทู ่ัวไป
จากการศึกษาองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ผู้วิจัยสรุปรายละเอียดของ
การศึกษาแนวคดิ ดังตารางที่ 2.1
ตารางท่ี 2.1 การสังเคราะหต์ วั แปรเกย่ี วกบั องคป์ ระกอบของความคิดสรา้ งสรรค์
องคป์ ระกอบของความคดิ สร้างสรรค์ Guilford (1959)
Torrance (1962)
Gopalakrishnan (2008)
ฉลอง สุนทรนน ์ท (2558)
ทน เขตกัน (2556)
ประ ัพน ์ธ ิศ ิร สุเสารัจ (2556)
ัชยวัฒ ์น ุสท ิธ ัรตน์ (2553)
อา ีร ัรงสินัน ์ท (2532)
คดิ คล่อง
คดิ ยืดหยนุ่
คิดริเร่ิม
คดิ ละเอยี ดลออ
คิดจินตนาการ
สมรรถภาพทางความคดิ
คดิ สงั เคราะห์
ความไวตอ่ ปญั หา
ศกั ยภาพในการพฒั นา
77
จากตารางท่ี 2.1 ผูว้ ิจัยสังเคราะห์ตวั แปรเกี่ยวกับองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์
โดยเลือกตัวแปรที่มีความถี่ต้ังแต่ 3 ตัวข้ึนไป จึงสามารถสรุปได้ว่าความคิดสร้างสรรค์ ประกอบด้วย
4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความคิดคล่อง (Fluency) 2) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) 3) ความคิด
ริเริ่ม (Originality) และ 4) ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีโครงสร้าง
สติปัญญาของ Guilford (1960) ซึ่งสรุปความหมายไว้ดังนี้ 1) ความคิดคล่อง (Fluency) หมายถึง
ความสามารถในการคิดหาคำตอบและสร้างสรรค์รูปภาพได้ในปริมาณที่มาก รวดเร็ว ไม่ซ้ำกันในเรื่อง
เดียวกัน ตามรูปแบบหรือสถานการณ์ที่กำหนดขึ้น 2) ความคิดริเริ่ม (Originality) หมายถึง
ความสามารถในการคิดหาคำตอบและสร้างสรรค์รูปภาพให้มีความแปลกใหม่ แตกต่าง และไม่ซ้ำกับ
ความคิดของคนอ่ืน ตามรูปแบบหรือสถานการณ์ที่กำหนดข้ึน 3) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)
หมายถึง ความสามารถในการคิดหาคำตอบและสร้างสรรค์รูปภาพได้หลายทิศทาง หลายแง่มุม และ
หลายลักษณะ ไม่ยึดติดกับสิ่งที่มีอยู่เพียงอย่างเดียว สามารถนำมาจัดหมวดหมู่ได้ในปริมาณมาก
ตามรูปแบบหรือสถานการณ์ที่กำหนดขึ้น และ 4) ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) หมายถึง
ความสามารถในการคิดหาคำตอบและสร้างสรรค์รูปภาพได้อย่างละเอียดในทุกส่วน เพื่อขยาย
ส่วนประกอบของรูปภาพหลักให้มีความสมบูรณม์ ากที่สุด ตามรปู แบบหรอื สถานการณ์ทกี่ ำหนดขน้ึ
จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่าองค์ประกอบของการคิดสร้างสรรค์ มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่
1) ความคิดคล่อง (Fluency) 2) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) 3) ความคิดริเริ่ม (Originality) และ
4) ความคิดละเอยี ดลออ (Elaboration)
5. แนวทางการพัฒนาทกั ษะการคิดสรา้ งสรรค์นักเรียน
การพัฒนาให้นักเรียนเกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ จะทำให้นักเรียนมีเครื่องมือในการที่จะ
นำความรู้ ข้อมูล และสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้มาสร้างสิ่งใหม่ที่เหมาะสมกับความต้องการและปัญหา
ที่เกิดขึ้น ทั้งในปัจจุบันและอนาคต การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ให้แก่นักเรยี น
ส่งิ สำคัญมากท่ีสุดทค่ี รูผู้สอนต้องตระหนกั คือ การไมก่ ำหนดกรอบหรือขอบเขต เรื่องราว ให้นักเรียน
คิดในวงจำกัด แต่ควรเปิดกว้างอย่างอิสระและยืดหยุ่น สำหรับแนวทางการพัฒนาทักษะการคิด
สรา้ งสรรค์
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550) ได้เสนอขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
เพอ่ื สง่ เสรมิ ความคดิ สร้างสรรค์ไว้ 6 ขน้ั ตอน ดงั นี้
1) ขั้นสร้างความตระหนัก เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ผู้สอนใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการ
กระตุ้น เร้าเรียกร้องความสนใจของผู้เรียนเข้าสู่เรื่องที่จะเรียนรู้ เช่น เกม เพลง นิทาน ลีลา ท่าทาง
ตา่ ง ๆ ท่จี ะทำให้ผเู้ รียนเกิดความคดิ จินตนาการ เปน็ ตน้
78
2) ขั้นระดมพลังความคิด เป็นการดึงศักยภาพของผู้เรียนทุกคนเพื่อให้สามารถ
ค้นหาคำตอบ ผู้เรียนทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมโดยมีผู้สอนทำหน้าที่เหมือนผู้อำนวยความสะดวก
ทกุ ขัน้ ตอน
3) ข้นั สร้างสรรค์ชนิ้ งาน เมอ่ื ผู้เรียนได้ผา่ นกระบวนการเรียนรู้ คิดหาคำตอบแล้ว
ผู้เรียนเกิดจินตนาการในการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น บทร้อยกรอง บทเพลง ปริศนา
คำทาย งานประดิษฐ์ รปู ทรง มิติ ฯลฯ เป็นตน้
4) ขั้นนำเสนอผลงาน เป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้เรียนได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน
วิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นจากการนำเสนอของผูอ้ ื่น เป็นขั้นที่ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและ
ค่านิยมที่พึงประสงค์ การรู้จักการยอมรับ การมีเหตุผล การประยุกต์ การนำไปใช้ ทำให้ผู้เรียน
เกิดความภาคภูมใิ จ
5) ขั้นวัดและประเมินผล เป็นการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง โดยใช้
เครื่องมือที่หลากหลาย เน้นให้ผู้เรียนรู้จักประเมินผลงานตนเองและผู้อื่น มีการยอมรับ แก้ไข
บนพ้นื ฐานของหลกั การทางประชาธิปไตย คือ ปญั ญาธรรม คารวธรรม และสามคั คีธรรม
6) ขั้นเผยแพร่ผลงาน ผลงานของผู้เรียนทุกคนทุกกลุ่มที่ได้นำไปเผยแพร่
ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น จัดนิทรรศการ และการนำผลงานสู่สาธารณชน เป็นการนำเสนอความรู้และ
ความคดิ สรา้ งสรรคข์ องผ้เู รียน เพือ่ ให้เพ่อื น ผปู้ กครอง ชมุ ชน และบุคคลทเี่ กี่ยวข้องไดช้ ื่นชมผลงาน
การพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน นอกจากจะพัฒนาโดยการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ภายในห้องเรียนแล้ว จะต้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและ
ความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล จัดกิจกรรมฝึกทักษะ การเผชิญ
สถานการณ์ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง การเผชิญสถานการณ์ โดยผสมผสานความรู้ด้านต่าง ๆ
ให้สมดุลกนั เพอื่ นักเรยี นจะไดน้ ำความรูม้ าประยกุ ต์ใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา
Osborn (1963) ได้สร้างแนวทางการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยเทคนิคการระดม
สมอง (Brainstorming) ซึ่งเป็นกิจกรรมกลุ่มอย่างเป็นทางการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้บุคคล
สร้างความคิดไดอ้ ยา่ งหลากหลายในเวลาท่ีจำกดั โดยมหี ลกั เกณฑใ์ นการระดมความคดิ ไดแ้ ก่
1) ขณะที่สมาชิกในกลุ่มกำลังเสนอความคิด ควรรับฟัง และไม่วิพากษ์วิจารณ์
แทรก
2) ร้จู กั ยอมรบั ในความคิดเห็นของผู้อนื่ และเปิดโอกาสใหบ้ ุคคลอืน่ มีอสิ ระในการ
แสดงความคดิ
3) กระตุ้นให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นของตน เพื่อให้ได้ความคิดในปริมาณมาก
โดยไมม่ กี ารยับยงั้ ความคิดของสมาชกิ ในกลุ่ม
79
4) รวมรวบและปรับปรุงพัฒนาความคิด โดยหลังจากที่ได้ระดมสมอง และได้
ความคิดมาจำนวนหนึ่งแล้ว จึงนำความคิดมาพิจารณาประเมินตัดสินว่าความคิดใดจะให้คุณค่า
มากกว่ากนั และจัดเรียงตามเกณฑ์ทีก่ ำหนดตามวตั ถปุ ระสงค์ของกลุ่ม
Edward (1982) ได้เสนอเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ขึน้
ประกอบไปด้วยขน้ั ตอนและการใชเ้ ทคนิคต่าง ๆ ดังน้ี
1) ขั้นตอนการคิดเพื่อให้ออกไปจากกรอบที่ครอบงำอยู่ และสามารถเกิดแนวคิด
ซง่ึ ประกอบด้วยเทคนคิ ต่าง ๆ ดงั นี้
1.1) เทคนิคการหาแนวคิดครอบงำและองค์ประกอบที่สำคัญของปัญหา
(Dominant Ideas and Crucial Factors) กล่าวคือ ในสภาพการณ์ที่เป็นปัญหาคนเราจะมีแนวคิด
ครอบงำ ทำให้คิดแกป้ ญั หาไปตามแนวคดิ เดิม บางคร้ังไม่สามารถแกป้ ัญหาได้ แนวคดิ ท่ีครอบงำทำให้
ปิดแนวคิดอื่น ๆ ที่เป็นความคิดแปลกใหม่ เป็นความคิดริเริ่ม ดังนั้น เมื่อต้องการแก้ปัญหาจึงต้องใช้
เทคนิคการคิดว่ากรอบครอบงำนั้นคืออะไร และจะต้องสร้างแนวคิดให้แตกต่างออกไปจากแนวคิด
ครอบงำปัญหา
1.2) เทคนิคการเลื่อนการตัดสินใจ (Suspended Judgment) กล่าวคือ เมื่อคิด
แก้ปัญหาในปัญหาใดปัญหาหนึง่ แนวคิดบางอย่างอาจมองดูแล้วว่าไม่น่าใช้แก้ปัญหาได้หรอื ดูพิสดาร
ต่างจากสภาวการณ์โดยทั่วไป ดังนั้น อย่ารีบด่วนตัดสินใจว่าแนวคิดนั้นไม่สมเหตุสมผล แต่ควรให้
ระยะเวลาการตัดสินแนวคิดนี้ออกไปอีก แล้วกลับมาคิดทบทวนอีกครั้งว่าแนวคิดนี้มีส่วนดีอะไร
ทน่ี า่ จะนำมาใช้ในการสรา้ งแนวคดิ ท่ีเปน็ ประโยชน์ไดอ้ ย่างไร
1.3) เทคนิคการเปลี่ยนความเชื่อเดิม (Challenging Assumptions) กลา่ วคือ
ประสบการณ์เดิมหรือความเชื่อเดิมเป็นส่ิงทีจ่ ำกดั ขอบเขตของแนวคิดที่จะใช้ในการแก้ปัญหา จึงต้อง
พยายามคิดที่จะเปลี่ยนความเชือ่ เดมิ เพราะปจั จุบันจะเหน็ ไดช้ ัดว่าปัญหาเดียวกันมีแนวทางแก้ปัญหา
ไดม้ ากมาย ไมใ่ ชเ่ ฉพาะวิธกี ารเดิม ๆ ท่ีเคยใชม้ าในอดีต
1.4) เทคนิคการหาคำตอบหลายๆ ทาง วิธีการนี้จะทำให้ทราบความเชื่อเดิม
และสร้างแนวคิดได้หลายๆ แนวคิดในการแก้ปัญหาโดยการถามว่าทำไม (The Why Technique)
เพื่อให้สามารถทราบว่าความเชื่อเดิมที่กำหนดแนวคิดมีว่าอย่างไร และเพื่อเปลี่ยนความเชื่อเดิมว่า
ไม่จำเป็นเฉพาะแนวคิดแบบเดยี วเท่านั้นจะใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา ถ้าคนเราเกิดแนวคิดใหม่
เกิดความเชื่อใหม่ก็จะทำให้คนเรามีแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหาเกิดขึ้นได้หลาย ๆ แนวคิดหรือหลาย ๆ
วธิ ี
2) การสรา้ งแนวคิดโดยใช้เทคนิคกระบวนการคดิ เพ่ือทำใหเ้ กิดความคิดสร้างสรรค์
2.1) การสอนการคิดแบบเป็นรายบุคคล หรือกลุ่มชั้นเรียนที่มีรูปแบบกลุ่ม
ไม่เปน็ ทางการ
80
2.1.1) การสร้างแนวคิดอื่น (The Generation of Alternative) หมายถึง
การระลึกอยู่เสมอในความคิดว่าแนวทางหรือวถิ ีทางในการแก้ปัญหาหนึง่ ๆ ไม่ได้มีคำตอบหรอื วิธีการเดียว
แตม่ ไี ดห้ ลากหลาย จงึ ตอ้ งพยายามคิดหาวิธีการหรอื แนวทางอืน่ ๆ มาใช้เปน็ แนวทางในการแกป้ ญั หา
2.1.2) การสุ่มหรือการเลือกคำเพื่อกระตุ้นให้เกิดแนวคิด (Random
Stimulation) หมายถึง การสุ่มหรือเลือกคำจากตำรามาเป็นสิ่งกระตุ้นให้คิดว่าคำที่สุ่มได้นั้นจะทำให้
เกิดแนวคดิ ในการแกป้ ัญหาได้อยา่ งไร
2.1.3) การใช้เทคนิคการคิดแบบโป: การคิดที่สูงเหนือสติปัญญากว่า
คำตอบที่ว่าใช่/ไม่ใช่ (Po: Beyond Yes/No) หมายถึง การคิดที่มีความคิดในทางบวก ยอมรับใน
หลักการทวี่ ่าปัญหาทกุ ปญั หาสามารถแกไ้ ขหรือหาคำตอบได้ จึงเกิดแรงกระตนุ้ สร้างพลังความคิดหรือ
ความพยายามที่จะคิด เพื่อใช้แนวคิดท่ีมีอยู่แล้วเป็นสิ่งที่จะทำให้ได้แนวคิดอื่นที่เหมาะสมในการ
แก้ปญั หา โดยใชแ้ นวคิดต่าง ๆ กัน มาแกป้ ัญหา เหมือนกบั คำที่กลา่ วว่า “อปุ สรรคมไี วข้ ้าม ปัญหามีไว้แก”้
2.2) การคิดแบบกลุ่มเป็นทางการ หมายถึง เทคนิคของการจัดกลุ่มแล้วสร้าง
แนวคิดจากกลุ่มรวมกัน หรือเรียกว่า การระดมสมอง (Brainstorming) เป็นการสร้างโอกาส และให้
อิสระกับสมาชิกได้เสนอแนวคิดออกมาโดยไม่มีการตดั สินใจแนวคดิ ในช่วงนั้น ๆ เมื่อได้แนวคดิ ตา่ ง ๆ
ก็นำมารวบรวมแล้วทำการพิจารณาคัดเลือก เพื่อนำมาพัฒนาหรือดัดแปลงในจุดต่าง ๆ มาใช้ในการ
แก้ปัญหาต่อไป อาจสร้างเกณฑ์ในการประเมิน เช่น เวลา ความเหมาะสม งบประมาณ ความเป็นไปได้
เป็นต้น
James, & Shelagh (1994) ได้กล่าวถึงแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริม
ความคิดสรา้ งสรรค์ไว้ ดงั นี้
1) จัดหลักสูตรโดยเน้นการเรียนการสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้มโนทัศน์มากกว่า
การเรียนรู้เนอ้ื หา และครจู ะต้องคำนึงถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคลดว้ ย
2) มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ คำปรึกษาแก่นักเรียนในการทำงานหรือทำ
โครงการ
3) เปิดโอกาสให้นกั เรียนมสี ่วนร่วมไดเ้ สนอความคดิ ในการจัดการเรยี นการสอน
4) กระตุ้นให้นักเรียนได้ตระหนักว่าความจริงเป็นสิ่งที่ต้องค้นหา มากกว่าที่จะคิดว่า
ความจริงเปน็ ส่งิ ทีต่ อ้ งเปดิ เผย
5) ครจู ะต้องพฒั นาตนเองในดา้ นเนอ้ื หาและกลวธิ กี ารสอน
นอกจากนี้แล้ว ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2553) ได้กล่าวถึงเด็กที่ประสบความสำเร็จ
ในการคิดสร้างสรรค์ว่าเกิดจากการเตรียมพร้อมของผู้ปกครอง และการส่งเสริมของครู ทั้งการทำตน
เป็นแบบอยา่ ง และการสรา้ งบรรยากาศ ดงั น้ี
1) เปดิ โอกาสให้เดก็ ไดเ้ ลอื กและตัดสินใจในสงิ่ ตา่ ง ๆ ด้วยตนเอง
81
2) ผู้ใหญ่ต้องไว้วางใจและยอมรับการตัดสินใจของเด็ก ให้เด็กดูแลรับผิดชอบ
สง่ิ ตา่ ง ๆ ดว้ ยตวั เอง
3) สนับสนุนให้กำลังใจเด็กทำสิง่ ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ไม่ควรเข้าไปทำให้ หรือช่วยเหลือ
ทุกอยา่ ง ควรเสนอแนะและให้กำลงั ใจเม่อื เด็กทำผิดพลาดหรอื ไมป่ ระสบความสำเรจ็
4) ยกยอ่ ง ชมเชยเด็กเสมอ ท้ังตอ่ หนา้ และลับหลัง
5) เมื่อเด็กเกิดคำถาม หรือพบข้อสงสัย จะส่งเสริมให้เด็กค้นพบแสวงหาคำตอบ
ด้วยตนเองและแกป้ ัญหาตา่ ง ๆ ได้ตวั เอง พ่อแมค่ อยใหก้ ำลังใจและสนบั สนุน
6) สนับสนุนให้เด็กค้นพบและแสวงหาคำตอบในสิ่งที่ตนเองสนใจเพื่อหาทางเลือก
ใหม่ ๆ ผู้ใหญ่ควรจัดประสบการณ์ให้เด็กอย่างหลากหลาย เพื่อค้นหาความสามารถพิเศษที่ซ่อนอยู่ในตัว
ของเด็ก อันจะพฒั นาให้เด็กไปสูศ่ กั ยภาพสงู สุดตามความต้องการ และความสนใจ
7) ฝึกฝนให้เด็กทำงาน สร้างผลงาน หาประสบการณ์จากการทำงานเพื่อช่วยสร้าง
ทัศนคตทิ ี่ดตี ่อการทำงานและสร้างผลงาน
8) กระตุ้นให้เด็กกระตือรือร้น กระฉับกระเฉง ด้วยวิธีการอย่างหลากหลาย และ
ขจดั ความเฉอื่ ยชา ความเกียจครา้ นของเดก็
แนวคดิ เกีย่ วกบั ความพึงพอใจ
การศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ เนื่องด้วยผู้วิจัยมีความประสงค์ที่จะนำแนวคิด
และหลักการเกี่ยวกับความพึงพอใจไปสอบถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของการวิจัย
เพื่อพิสูจน์ว่ารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขนั้ พื้นฐานนน้ั ผมู้ สี ว่ นไดส้ ่วนเสีย ทั้งผูบ้ ริหารการศึกษา ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์
ครู นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้นำชุมชน มีความรู้สึก
พงึ พอใจในรูปแบบทพ่ี ัฒนาขึ้นหรือไม่อย่างไร ดงั น้ี
1. ความหมายของความพึงพอใจ
ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกของคนที่แสดงออกถึงความชอบพอ พึงใจ ชอบใจ
ราชบัณฑิตยสถาน (2546) ได้ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจ นั้นหมายถึง สมชอบ ชอบใจ ซึ่งเป็น
ความหมายเช่นเดียวกันกับนักวิชาการหลายท่าน เช่น อุทัยพรรณ สุดใจ (2545) ที่ได้ให้ความหมาย
ของความพึงพอใจ นั้นหมายถึง ความรู้สึก รักชอบ ยินดี เต็มใจ หรือมีเจตคติที่ดีของบุคคลต่อสิ่งใด
ส่ิงหน่งึ ความพอใจจะเกิดเมื่อไดร้ ับตอบสนองความต้องการทั้งดา้ นวัตถุและด้านจิตใจ ความพึงพอใจ
เปน็ เรอ่ื งเก่ียวกับอารมณ์ ความรู้สึก และทศั นะของบุคคลอันเน่ืองมาจากส่ิงเร้า และสิง่ จูงใจ โดยอาจ
เป็นไปในเชงิ ประเมินค่าว่าความรู้สึกหรือทัศนคตติ ่อสิง่ เหลา่ นั้นเป็นไปในทางบวกหรือทางลบ ซึ่งเป็น
ความหมายเดียวกนั กับ มจั ฉวี โอสานนท์ (2539) ทก่ี ล่าววา่ ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความรู้สกึ ชอบและ
82
เต็มใจที่จะปฏิบัติงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ขององค์การ มีความสุขที่จะได้ทำงาน และไม่อยากจะ
ลาออกจากงานนั้น รวมทั้งพอใจในผลประโยชน์ตอบแทน ที่จะได้จากการปฏิบัติงาน และบัณฑิต
แท่นพิทักษ์ (2540) ที่ให้ความหมายของความพึงพอใจไวว้ า่ เป็นความรู้ของบุคคลที่มีตอ่ งานของตน
ซึ่งเกิดจากการประเมินงาน หรือประสบการณ์ในการทำงานของบุคคลนั้น และมักจะเกี่ยวข้องกับ
คุณค่าและความคาดหวังของแต่ละบุคคลว่าจะพึงพอใจในงานเพียงใด ซึ่งระดับความพึงพอใจของ
บุคคลมักแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ รวมทั้ง กชกร เบ้าสุวรรณ และคณะ (2550) กล่าวว่า ความพึงพอใจ
หมายถึง สิ่งที่ควรจะเป็นไปตามความต้องการ ความพึงพอใจเป็นผลของการแสดงออกของทัศนคติของ
บุคคลอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นความรู้สึกเอนเอียงของจิตใจที่มีประสบการณ์ที่มนุษย์เราได้รับ อาจจะ
มากหรือน้อยก็ได้ และเป็นความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ แต่ก็
เมื่อใดสิ่งนั้นสามารถตอบสนองความต้องการหรือทำให้บรรลุ จุดมุ่งหมายได้ ก็จะเกิดความรู้สึก
ทางบวก เป็นความรสู้ กึ ทีพ่ งึ พอใจ แต่ในทางตรงกันข้ามถา้ สิ่งนั้นสร้างความร้สู ึกผิดหวัง ก็จะทำให้เกิด
ความร้สู กึ ทางลบ เปน็ ความรู้สึกไมพ่ ึงพอใจ
นอกจากนี้แล้ว Chaplin (1968) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกของผู้มารับบริการ
ต่อสถานบริการ ตามประสบการณ์ที่ได้จากการเข้าไปติดต่อขอรับบริการในสถานบริการนั้น ๆ
ความหมายดังกล่าวไม่ต่างจากความหมายของ Good (1973) ที่กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง
ระดับความรู้สึกพอใจ ซึ่งเป็นผลมาจากความสนใจและทัศนคติที่ดีของบุคคลที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ และ
Wallerstein (1971) ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับผลสำเร็จ
ตามความมุ่งหมาย อีกทั้ง Wolman (1973) ได้ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึก
มีความสุขเมื่อได้รับความสำเร็จตามความมุ่งหมาย ความต้องการ หรือแรงจูงใจ ความหมายดังกล่าว
ไม่ตา่ งจาก Vecchio (1988) ท่ีไดใ้ ห้ความหมายของความพึงพอใจว่า หมายถึง ความคิดความรู้สึกท่ีมี
ต่อส่งิ ใดส่ิงหนึ่ง ซึ่งมแี นวโน้มท่ีจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม นอกจากน้ี Vroom (1964) ยังกล่าวอีกว่า
ความพึงพอใจนั้นเป็นทัศนคติและความพึงพอใจในสิ่งหนึ่ง สามารถใช้แทนกันได้ เพราะคำนี้
จะหมายถึง ผลที่ได้จากการที่บุคคลเข้าไปมีส่วนร่วมในสิ่งนั้น ทัศนคติด้านบวกจะแสดงให้เห็นสภาพ
ความพงึ พอใจในสิ่งนนั้ และทัศนคติด้านลบจะแสดงให้เหน็ สภาพความไม่พึงพอใจ
จากความหมายของความพึงพอใจที่มีผู้กล่าวข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ
เป็นระดับความคิด ความรู้สึกของบุคคลที่ได้รับการตอบสนองจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือกิจกรรมใด
กิจกรรมหนึ่ง ซ่งึ มีแนวโนม้ จะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม
83
2. แนวคิด ทฤษฎีท่เี กีย่ วกบั ความพึงพอใจ
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ กลุ่มทฤษฎีความต้องการของ Maslow เป็นทฤษฎี
ด้านความต้องการที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งได้สรุปไว้ว่า มนุษย์ถูกกระตุ้นจาก
ความปรารถนาที่จะได้ครอบครองความต้องการเฉพาะอย่าง ซ่ึงความต้องการนี้เขาได้ตั้งสมมติฐาน
เกี่ยวกับความต้องการของบุคคลไว้ว่า บุคคลย่อมมีความต้องการอยู่เสมอ และไม่มีท่ีสิ้นสุด ขณะที่
ความต้องการใดได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการอย่างอื่นก็จะเกิดข้ึนอีกและไม่มีวันจบส้ิน
ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้วจะไม่เป็นสิ่งจูงใจพฤติกรรมของพฤติกรรมอื่น ๆ ต่อไป
ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจึงเป็นสิ่งจูงใจพฤติกรรมน้ัน ความต้องการของบุคคล
เรียงลำดับขั้นตอนความสำคัญ เมื่อความต้องการระดับล่างได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลก็จะให้
ความสนใจกับความต้องการระดับสูงต่อไป ลำดับความต้องการของบุคคลมี 5 ขั้นตอน ตามลำดับ
(Maslow. 1970) ดงั น้ี
1) ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการเบ้ืองต้น
เพอื่ ความอยู่รอดของชีวติ เช่น ความตอ้ งการในเร่ืองอาหาร น้ำ อากาศเครือ่ งนุ่งห่ม ยารักษาโรค ทีอ่ ยู่
อาศัย ความต้องการทางเพศ ความต้องการทางร่างกาย จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนก็ต่อเม่ือ
คนยงั ไมไ่ ดร้ ับการตอบสนอง
2) ความต้องการความปลอดภัยและม่ันคง (Security or Safety Needs) ถ้าหาก
ความต้องการทางด้านร่างกายได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลก็จะให้ความสนใจกับความต้องการ
ระดบั สงู ตอ่ ไป คอื เปน็ ความรสู้ ึกทต่ี ้องการความปลอดภัยหรือม่ันคงในปัจจบุ ันและอนาคต ซ่ึงรวมถึง
ความกา้ วหน้าและความอบอนุ่ ใจ
3) ความต้องการทางด้านสังคม (Social or Belonging Needs) ภายหลังจากที่คน
ได้รับการตอบสนองในขั้นดังกล่าวข้างต้น ก็จะมีความต้องการที่สูงขึ้นคือ ความต้องการทางสังคม
เป็นความตอ้ งการทจ่ี ะเข้าร่วมและได้รับการยอมรบั ในสงั คม ความเปน็ มิตร และความรกั จากเพื่อน
4) ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องนับถือ (Esteem Needs) เป็นความต้องการ
ให้คนอื่นยกย่องให้เกียรติ และเห็นความสำคัญของตน อยากเด่นในสังคม รวมถึงความสำเร็จ ความรู้
ความสามารถ ความเปน็ อสิ ระและเสรภี าพ
5) ความตอ้ งการความสำเรจ็ ในชวี ิต (Self - Actualization) เปน็ ความตอ้ งการระดับ
สูงสดุ ของมนุษย์ อยากจะเปน็ อยากจะได้ตามความคิดของตน
สาระสำคัญของทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของ Maslow สรุปได้ว่า ความต้องการ
ทั้ง 5 ขั้นของมนุษย์ มีความสำคัญไม่เท่ากันของบุคคลแต่ละคน จะปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับลำดับ
ความต้องการในแต่ละขั้นที่เกิดขึ้น การจูงใจตามทฤษฎีนี้จะต้องพยายามตอบสนองความต้องการ
ของมนุษย์ ซ่ึงมีความต้องการตามลำดับขั้นที่แตกต่างกันออกไป และความต้องการในแต่ละขั้นจะมี
84
ความสำคัญกับบุคคลมากน้อยเพยี งใดน้ัน ข้ึนอยู่กับความพงึ พอใจท่ีได้รับการตอบสนองความต้องการ
ในลำดบั ขั้นนนั้
ทฤษฎีการจูงใจของ Herzberg (Herzberg’s The Motivator Dissatisfaction Theory)
ได้ศึกษาเกี่ยวกับเจตคติต่อการทำงานของวิศวกรและนักบัญชี แล้วพบว่าคนที่ปฏิบัติงานได้ผลดี
มีประสิทธิภาพน้ัน ย่อมขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติ ซึ่ง Herzberg ได้แสดงให้เห็นถึง
ความต้องการของคนในการทำงาน คือ ประการแรก เป็นความต้องการหลีกเลี่ยงความไม่พอใจ
สภาพแวดล้อมของงาน เรียกว่า ปัจจัยค้ำจุน ความต้องการประการที่สอง เป็นความต้องการท่ี
ผู้ปฏิบัติงานจะต้องใช้ความสามารถเข้าแสวงหาความก้าวหน้า เรียกว่า ปัจจัยเกื้อหนุน ซ่ึงปัจจัย
เหล่านี้สามารถจำแนกองคป์ ระกอบได้ (Herzberg. 1959) ดงั นี้
1) ปัจจัยเกื้อหนุน เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความพึงพอใจ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ
แรงจงู ใจภายในท่ีเกิดจากการทำงาน ได้แก่
1.1) ความสำเร็จในงาน หมายถึง ความรู้สำเร็จ และปลาบปลื้มในผลสำเร็จ
ของงานเมื่อเขาได้ทำงานหรือสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้เป็นสำเร็จ ปัจจัยนี้นับว่าเป็นปัจจัยที่มี
ความสำคญั ที่สุด
1.2) การยกย่องนับถอื หมายถงึ การได้รบั การยกย่อง
1.3) ลักษณะของงาน หมายถึง ลักษณะงานที่น่าสนใจและท้าทายความสามารถ
งานท่ีตอ้ งประดษิ ฐ์คิดค้นหาสงิ่ ใหม่ ๆ ทำใหผ้ ู้ปฏิบัติเกิดความพึงพอใจ
1.4) ความรับผิดชอบ หมายถึง การที่ผู้บังคับบัญชาให้โอกาสแก่ผู้ทำงานได้
รบั ผดิ ชอบต่อการทำงานของตนอย่างเตม็ ท่ี โดยไมจ่ ำเป็นต้องตรวจสอบหรอื ควบคมุ มากจนเกนิ ไป
1.5) ความก้าวหน้า หมายถึง การได้รับเลื่อนข้ันเงินเดือนหรือตำแหน่งให้สูงข้ึน
รวมถงึ โอกาสท่ีจะได้เพ่มิ พนู ความรู้ความสามารถในการทำงานเพ่ือความเจรญิ ก้าวหน้าในการทำงานด้วย
2) ปัจจัยค้ำจุน ปัจจัยค้ำจุนนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจ มีความสัมพันธ์
โดยตรงกบั สิง่ แวดล้อมภายนอก เป็นแรงจูงใจภายนอกทเี่ กดิ จากภาวะการทำงาน ได้แก่
2.1) นโยบายและการบริหาร หมายถึง การทำงานซ้ำซ้อนกัน การแก่งแย่งอำนาจ
และการดำเนินการที่ขาดความเปน็ ธรรม ตลอดจนการบรหิ ารท่ไี รป้ ระสทิ ธิภาพ
2.2) วิธีการบังคับบัญชา หมายถึง ผู้บังคับบัญชาขาดความรู้ความสามารถในการ
ปกครอง มอี คติ ไม่ยตุ ิธรรม รวมท้ังไมส่ ามารถเปน็ ผู้นำทางวชิ าการและเทคโนโลยไี ด้
2.3) สัมพันธภาพกับผู้บังคับบัญชา หมายถึง การที่ต่างคนต่างทำงานโดยไม่
คำนึงถึงกนั และไม่ใหค้ วามสนทิ สนมกันกับผู้รว่ มงาน
2.4) สัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน หมายถึง การที่ต่างคนต่างทำงานโดยไม่
คำนงึ ถึงมติ รภาพ มกี ารแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น
85
2.5) สภาพการทำงาน หมายถึง สิ่งแวดล้อมตา่ ง ๆ ในการทำงานไม่เหมาะสม เช่น
สถานที่ต้ังหน่วยงานไม่ดี ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการทำงาน ปริมาณงานมีมากหรือน้อย
เกนิ ไป
2.6) รายได้ หมายถงึ เงินเดือนทีไ่ ด้รับอยู่ปจั จุบัน รวมค่าเบี้ยเลี้ยง คา่ พาหนะเดินทาง
ค่าช่วยเหลือครู ค่ารักษาพยาบาล ค่าเบ้ียกันดาร และเงินตอบแทนประเภทอื่น ๆ ที่พึงได้รับตามสิทธิ์
ดังกล่าวมาแล้ว
ปัจจัยในการทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจในการปฏิบัติงานจากผลการวิจัยของ Herzberg
ทำให้เราสามารถเข้าใจว่า สิ่งที่ทำให้บุคคลมีความรู้สึกต่อหน่วยงานเป็นปัจจัยเก้ือหนุน และตัวแปร
ทม่ี ีผลทำใหบ้ คุ คลรสู้ ึกดีต่อหนว่ ยงานทเี่ ขาอยู่ ปจั จัยของส่งิ แวดล้อมหรือปัจจัยคำ้ จนุ จะเป็นสิ่งท่ีดึงดูด
ให้มผี อู้ ยากทำงานหรือมาใช้บรกิ ารในหนว่ ยงานนั้น สรุปไดว้ ่า ผู้บรหิ ารของหนว่ ยงานใดประสงค์ท่ีจะ
ใหห้ น่วยงานน้ันเป็นทด่ี ึงดดู ใจใหผ้ ู้มีความรคู้ วามสามารถอยากเข้ามารว่ มทำงาน จำเปน็ ต้องเสริมสร้าง
ปัจจัยค้ำจุนอย่างเพียงพอ ในขณะเดียวกันต้องจัดหาปัจจัยเกื้อหนุนด้วย เพื่อให้ผู้ร่วมงานเกิดความรู้สึก
พึงพอใจในหน้าที่การงาน อันมีส่วนช่วยให้เขาทำงานและให้บริการด้วยความขยันขันแข็ง และ
รบั ผดิ ชอบในงานมากยิ่งขึ้น
สุปราณี วศินอมร (2533) ได้แบ่งพฤติกรรมมนุษย์ที่ได้รับการตอบสนองแล้วเกิดความ
พึงพอใจเป็น 2 ประเภท คือ 1) ความต้องการทางธรรมชาติหรือความต้องการขั้นพ้ืนฐาน ได้แก่
อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และความต้องการทางเพศ 2) ความต้องการที่สร้างใหม่ได้ ได้แก่ ความต้องการ
ด้านสังคมและจิตวิทยา เช่น ความต้องการที่จะได้รับการยกย่อง สำหรับการวัดความพึงพอใจ สาโรช
ไสยสมบตั ิ (2534) ได้กล่าวไว้วา่ สามารถกระทำไดห้ ลายวธิ ี ดงั ตอ่ ไปนี้
1) การใช้แบบสอบถาม ซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายวิธีหนึ่ง โดยการ
ขอความรว่ มมอื จากกลุ่มบุคคลที่ต้องการวัด แสดงความคดิ เหน็ ลงในแบบฟอร์มที่กำหนดคำตอบไว้ให้
เลือกตอบหรือเป็นคำตอบอิสระ โดยคำถามที่ถามอาจจะถามถึงความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ ที่
หน่วยงานกำลงั ให้บรกิ ารอยู่
2) การสัมภาษณ์ เป็นอีกวิธีหนึ่งในการที่ได้ทราบถึงระดับความพึงพอใจของผู้มาใช้
บริการ ซึ่งเป็นวิธีการที่ต้องอาศัยเทคนิคและความชำนาญพิเศษของผู้สัมภาษณ์ ที่จะจูงใจให้ผู้ถูก
สัมภาษณ์ตอบคำถามให้ตรงกับข้อเท็จจริง การวัดความพึงพอใจโดยวิธีสัมภาษณ์นับว่าเป็นวิธีการ
ท่ปี ระหยัดและมีประสทิ ธภิ าพมากอีกวิธหี นึง่
3) การสังเกต เป็นอกี วธิ ีหนึ่งท่จี ะทำใหท้ ราบถึงระดับความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ
ได้โดยวิธีการสังเกตจากพฤติกรรมทั้งก่อนมารับบริการ ขณะขอรับบริการ และหลังจากการได้รับ
บริการแล้ว เช่น การสังเกตกิริยาท่าทาง การพูด สีหน้า และความถี่ของการมาขอรับบริการ เป็นต้น
86
การวัดความพึงพอใจโดยวิธีนี้จะต้องกระทำอย่างจริงจังและมีแบบแผนที่แน่นอน จึงจะสามารถ
ประเมนิ ถงึ ระดับความพงึ พอใจของผู้มาใช้บริการได้อยา่ งถูกตอ้ ง
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความพึงพอใจของบุคคลจะเกิดขึ้นได้นั้น เกิดจากการได้รับการ
ตอบสนองความต้องการของบุคคลทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ เพื่อบุคคลเหล่านั้นได้รับในสิ่งท่ี
เขาต้องการจะมคี วามรู้สึกพึงพอใจ ดงั นน้ั ความพงึ พอใจของบุคคลจึงข้ึนอยู่กับวัย เพศ และวุฒิภาวะ
ของบุคคลเหล่านั้นด้วย เช่น ความต้องการที่เขายังขาด เมื่อเขาได้รับการตอบสนองย่อมทำให้เขา
มีความพึงพอใจ ยกตัวอย่างเช่น แนวคิดความต้องการของ Maslow ด้านความต้องการทางกาย คนที่มี
ฐานะยากจนเมื่อได้รับอปุ การะให้ความเป็นอยู่ของเขาดขี ึน้ ย่อมมีความพึงพอใจในสิ่งท่ีได้รับ สำหรบั
ผูท้ ่มี ฐี านะทางเศรษฐกิจที่เพยี งพอต่อการใช้ชีวติ แลว้ ย่อมพงึ พอใจในระดับสูงขน้ึ เชน่ พงึ พอใจในการ
แสดงออกดา้ นศักยภาพของตน หรอื พึงพอใจในดา้ ยสนุ ทรยี ศิลป์ เปน็ ตน้
งานวจิ ัยที่เก่ียวข้อง
1. งานวิจัยในประเทศ
สำหรบั งานงานวิจัยทเ่ี กีย่ วข้องจากการศึกษารายงานวิจยั พบวา่ ไมม่ งี านวิจยั ที่เกี่ยวข้องกับ
การพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรโดยตรง อย่างไรก็ตามผู้วิจัย
เห็นว่ามีงานวิจยั ท่สี ามารถนำมาเทียบเคยี งกบั งานวิจยั ฉบับนไ้ี ด้ ดังนี้
ปิยะนันท์ หิรัณย์ชโลทร, และสิทธิกร สุมาลี (2559) ได้ศึกษาการพัฒนานวัตกรรมการ
จัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียนระดับประถมศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา
นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียนในระดับประถมศึกษาในโรงเรียน
เอกชน และเพ่ือทดลองใช้และตรวจสอบคุณภาพของนวตั กรรมการจัดการเรียนรเู้ พ่ือพัฒนาทักษะการ
คิดของผู้เรียนในระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเอกชน โดยคละกระจายกันไปให้ครบตามขนาดของ
โรงเรียนเล็ก กลาง ใหญ่ ให้ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาค ผลการวิจัยพบว่า มีวิธีการพัฒนาทักษะการคิด
ใหแ้ กผ่ ู้เรยี น ประกอบด้วย 1) การพัฒนาอปุ นิสัยในการคิด (Habits of Mind) 16 ลกั ษณะ ให้เกิดขึ้น
ในผู้เรียน 2) การใช้คำถามกระตุ้นทักษะการคิดซึ่งการตั้งคำถาม (Questioning) 3) การใช้เครื่องมือ
และเทคนิคในการสอนคิด (Thinking Tools and Techniques) ประกอบด้วย การใช้แผนผังความคิด
(Graphic Organizers) ในรูปแบบต่าง ๆ ตามลักษณะข้อมูลที่ผู้เรียนศึกษา และเทคนิคการสอน
ทักษะการคิดต่าง ๆ เช่น เทคนิคหมวกความคิด 6 ใบ (Six Thinking Hats) เทคนิค PMI (Plus –
Minus - Interesting) 4) การกำหนดภาระงานหรอื กิจกรรม (Cognitive Task) เพ่อื ใหผ้ ู้เรียนมีความรู้
ความคิดรวบยอด ทักษะ เจตคติต่อการเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมเด็กสร้างสรรค์ออกแบบด้วยตนเอง
โดยเน้นการทำงานร่วมกันเพื่อให้เด็กได้แลกเปลีย่ นความรู้ทักษะต่าง ๆ ซึ่งกันและกัน โดยมีขั้นตอนในการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ลองทำดู เราทำได้ (Try it, We can do) เป็นขั้น
87
การกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน โดยใช้คำถาม กิจกรรม หรือภาระงานให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจ
ที่อยากจะเรียนรู้ ขัน้ ตอนที่ 2 เราจะเรยี นรอู้ ะไรในวันนี้ (WALT > What are we learning today?)
เปน็ ขน้ั ตอนการบอก อธิบายจดุ ประสงค์ เป้าหมายของการเรยี นรู้ โดยจะระบุทักษะการคิดท่ีต้องการ
พัฒนาและเนื้อหาสาระที่ต้องการให้ผู้เรียนรู้ (Thinking Skills Content) และระบุอุปนิสัยการคิด
(Habits of Mind) ร่วมด้วย โดยจะพัฒนาไปพร้อมกับทักษะการคิดหลัก ขั้นตอนที่ 3 ลงมือปฏิบัติ
และสร้างสรรค์งาน เป็นข้ันตอนที่ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติตามคำถาม กิจกรรม หรือภาระงานที่ได้รับ
มอบหมาย เนน้ ใหผ้ ้เู รยี นทำงานรว่ มกนั (Collaboration) ผ่านกระบวนการกลุ่ม หรืองานคู่ และมีการ
ให้ผลย้อนกลับ (Feedback) โดยการเดินด้วยคำถาม 3 แบบ คือ Feed up, Feed back, Feed
forward และมีการนำเครื่องมือและเทคนิคในการสอนคิด (Thinking Tools and Techniques)
มาใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั เนื้อหาสาระ ทักษะการคิด รูปแบบกจิ กรรมหรือภาระงานที่กำหนดไว้ โดยผู้สอน
เป็นผ้จู ัดเตรียมส่อื ทรพั ยากร และแหลง่ เรียนร้ตู ่าง ๆ ไวส้ นบั สนนุ ผเู้ รียน ขัน้ ตอนท่ี 4 นำเสนอผลงาน
และสะทอ้ นคิด เป็นขัน้ ตอนที่ผู้เรยี นไดป้ ฏบิ ัติกิจกรรมหรือภาระงานเสร็จสนิ้ แลว้ และนำเสนอผลงาน
โดยผู้เรียนต้องร่วมสะท้อนความคิด ประเมิน วิพากษ์ในสิ่งที่ตนเองและเพื่อนได้ทำลงไปว่าสำเร็จ
เป็นไปตามเป้าหมายหรอื ไม่อยา่ งไร มสี ิ่งใดทีเ่ รียนรู้ และส่ิงใดทีย่ งั ต้องปรับปรุงแกไ้ ข
พรทิพย์ ไชยโส และคณะ (2556) ได้ศึกษาการพัฒนานวัตกรรมการส่งเสริมสมรรถนะครู
ในการจัดการเรียนรู้ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อพัฒนานวัตกรรมการส่งเสริมสมรรถนะครูในการ
จัดการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า ผลการสังเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนการสอน
เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการประเมินการเรียนรู้แก่นิสิต/นักศึกษาครู ประกอบด้วย กรอบความคิด
ในการจัดการเรียนการสอน ขั้นตอนในการจัดการเรียนการสอน และเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา
สมรรถนะครู โดยจัดเป็นรปู แบบของการจดั การเรียนการสอนทเ่ี น้นกระบวนการคิดท่ีเรียกว่า 3S2E -
Model ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นการกระตุ้นความสนใจ (S: Stimulating an interest
phase 2) ขั้นการสืบเสาะหาคําตอบ (S: Searching for answers phase) 3) ขั้นการสรุปผล
(S: Summarizing the results phase) 4) ขั้นการขยายความรู้(E: Elaborating the knowledge
phase) และ 5) ขั้นการประเมินผล (E: Evaluating Phase) ส่วนนวัตกรรมการส่งเสริมสมรรถนะครู
ในการจัดการเรียนรู้ มี 3 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบที่ 1 กรอบแนวคิดในการส่งเสริมสมรรถนะครู
ในการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย การบูรณาการสาระความรู้ ผนวกวิธีการสอน และเทคโนโลยี
(Technological Pedagogical Content Knowledge: TPCK) การให้ผลย้อนกลับ (Feedback)
การสะท้อนการคิด (Reflection) การเรียนรู้ร่วมกัน (Professional Learning Community)
องค์ประกอบที่ 2 กิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้ มีกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม
คือ กิจกรรมที่ส่งผ่านการเรียนการสอนในรายวิชา (Courses) เพื่อพัฒนาสมรรถนะแต่ละสมรรถนะ
ในการวิจัยนี้เป็นการพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีการศึกษา และสมรรถนะด้านการประเมิน
88
การเรียนรู้ และกิจกรรมที่ส่งผ่านโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อปฏิบัติงานครูในโรงเรี ยน
เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้ความสามารถในการสอนเนื้อหาวิชาเฉพาะของนิสิต/นักศึกษาครู
และองค์ประกอบที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการส่งเสริมสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้ในระหว่าง
ปฏิบัติงานครู ประกอบด้วย แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินการปฏิบัติการสอน
ของนิสิต/นักศึกษาครู และแบบประเมินตนเองเกี่ยวกับการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ของนิสิต/
นักศกึ ษาครู ซ่ึงเปน็ เคร่อื งมือทีน่ สิ ิต/นักศึกษาครูใช้ในการประเมินการปฏิบัติการสอนของตนเอง และ
เครื่องมือที่อาจารย์นิเทศและอาจารย์พี่เลี้ยงใช้ในการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และ
ความสามารถในการปฏิบัติการสอนของนิสิต/นักศึกษาครู ในการให้ได้ข้อมูลมาใช้เพื่อส่งเสริม
สมรรถนะของนสิ ิต/นกั ศกึ ษาครใู หจ้ ัดการเรียนรูต้ ามมาตรฐานวิชาชพี ต่อไป
อนุพงษ์ ชุมแวงวาปี และคณะ (2561) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบองค์การแห่งนวัตกรรม
ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการวิจัย พบว่า
รูปแบบ มี 4 องค์ประกอบ 8 ขั้นตอน คือ องค์ประกอบที่ 1 การวางแผนองค์การ มี 3 ขั้นตอน
ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมความพร้อมโดยผู้บริหาร ได้แก่ การรับรู้และการสนับสนุน
การเปลี่ยนขององค์การ การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างและสร้างแรงจูงใจแก่บุคลากร และการวิเคราะห์
สภาพการณ์ปัจจุบันขององค์การ ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมเชิงนวัตกรรม ได้แก่ การตั้ง
คณะกรรมการเพ่ือสร้างองค์การแห่งนวตั กรรม การวิเคราะหส์ ภาพโรงเรียน การกำหนดวิสัยทัศน์และ
กลยุทธ์ที่จะนำไปสู่องค์การแห่งนวัตกรรม และการสื่อสารและถ่ายทอดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ด้าน
นวัตกรรม ขั้นตอนท่ี 3 การวางแผนเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ การกำหนดแผนกลยุทธ์ของโรงเรียน และการ
จัดทำแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการประจำปี องค์ประกอบที่ 2 การนำองค์การ มี 1 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ 4 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ได้แก่ บุคลิกภาพของผู้บริหาร ทักษะของผู้บริหาร บทบาทของ
ผู้บริหาร และบทบาททางสังคมของผู้บริหาร องค์ประกอบที่ 3 การจัดการองค์การ มี 2 ขั้นตอน
ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 5 การจัดโครงสร้างองค์การ ได้แก่ การกำหนดโครงสร้างขององค์การ การจัดตั้ง
คณะทำงานร่วมกันทำงานตามโครงการต่าง ๆ การสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และการ
สื่อสารที่มีประสิทธิภาพในองค์การ ขั้นตอนที่ 6 การมุ่งเน้นการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์สู่ความเป็น
องคก์ ารแหง่ นวัตกรรม ได้แก่ การมุ่งพัฒนาบคุ ลากรส่คู วามเปน็ นักนวัตกรรม การพฒั นาประสทิ ธิภาพ
การทำงานเป็นทีม การจัดบรรยากาศการทำงานที่ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ และการเสริมสร้าง
วฒั นธรรมทีส่ ่งเสริมนวัตกรรม และองคป์ ระกอบที่ 4 การควบคมุ องค์การ มี 2 ขัน้ ตอน ประกอบด้วย
ขั้นตอนที่ 7 การตรวจสอบและประเมินผล ได้แก่ การดำเนินการศึกษาข้อมูลการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์
สู่องค์การแห่งนวัตกรรม การตรวจสอบคุณภาพทัว่ ทั้งองคก์ าร การดำเนินการประเมินผลและติดตาม
ผลการดำเนินงาน การดำเนินการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและประเมิน และการสร้าง