The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นาวิกาธิปัตย์สาร ฉบับที่ 101
ตุลาคม 2563 - มีนาคม 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นาวิกาธิปัตย์สาร, 2022-07-11 05:47:32

นาวิกาธิปัตย์สาร เล่ม 101

นาวิกาธิปัตย์สาร ฉบับที่ 101
ตุลาคม 2563 - มีนาคม 2564

นาวิกาธิปัตย์สาร



Naval Strategic Studies Journal

วารสารยุทธศาสตร์และความมั่นคงทางทะเล กองทัพเรือ
ISSN 0859-5224



การสร้างสันติภาพและความมั่นคงโลก








































World Peace and Security Building


ฉบับที่ ๑๐๑
ปีที่ ๔๕ เล่มที่ ๑
นาวิกาธิปัตย์สาร ฉบับที่ ๑๐๑ World Peace and Security Building (ตุลาคม ๒๕๖๓ - มีนาคม ๒๕๖๔)
ประเมินความพึงพอใจและข้อเสนอแนะ (ตุลาคม ๒๕๖๓ - มีนาคม ๒๕๖๔)

ภาพปกหนา ภาพปกหนา

Post Covid-19 World Post Covid-19 World
ที่มา : https://www.euractiv.com/section/digital/mews/german-covid19- ที่มา : https://www.euractiv.com/section/digital/mews/german-covid19-
hackathon-deliver-800-projects/ hackathon-deliver-800-projects/
แนวโนมเศรษฐกิจโลก แนวโนมเศรษฐกิจโลก
ที่มา : http://eu169.comจับประเด็นแนวโนมเศรษฐกิจโลก ที่มา : http://eu169.comจับประเด็นแนวโนมเศรษฐกิจโลก
ประชุมสมัชชาใหญแหงองคการสหประชาชาต ิ ประชุมสมัชชาใหญแหงองคการสหประชาชาต ิ
ที่มา : http://www.js100.com/en/site/news/view/56990?read_meta=%7 นาวิกาธิปัตย์สาร ที่มา : http://www.js100.com/en/site/news/view/56990?read_meta=%7 นาวิกาธิปัตย์สาร
B%22label%22%3A%22articlepage_number2%22%2C%22group%22% B%22label%22%3A%22articlepage_number2%22%2C%22group%22%
3A%22NA%22%7D กำาหนดตีพิมพ์รายหกเดือน ฉบับประจำาเดือน ตุลาคม - มีนาคม และ 3A%22NA%22%7D กำาหนดตีพิมพ์รายหกเดือน ฉบับประจำาเดือน ตุลาคม - มีนาคม และ
Niccolo Machiavelli ฉบับประจำาเดือน เมษายน - กันยายน ราคาฉบับละ ๑๒๐ บาท Niccolo Machiavelli ฉบับประจำาเดือน เมษายน - กันยายน ราคาฉบับละ ๑๒๐ บาท
ที่มา : https://www.history.com/this-day-in-history/niccolo-machiavelli-born ค่าสมาชิกรายปี ๒๒๐ บาท (๒ ฉบับ) ที่มา : https://www.history.com/this-day-in-history/niccolo-machiavelli-born ค่าสมาชิกรายปี ๒๒๐ บาท (๒ ฉบับ)

North Korea’s submarine missile fi ring raises the nuclear stakes North Korea’s submarine missile fi ring raises the nuclear stakes
ที่มา : https://theconversation.com/north-koreas-submarine-missile-fi ring-raises-the- นาวิกาธิปัตย์สาร ที่มา : https://theconversation.com/north-koreas-submarine-missile-fi ring-raises-the- นาวิกาธิปัตย์สาร
Naval Strategic Studies Journal
Naval Strategic Studies Journal


nuclear-stakes-41667 ท่ามกลางระบบโลกหลายขั้ว๒ ปี nuclear-stakes-41667 ท่ามกลางระบบโลกหลายขั้ว๒ ปี
วารสารยุทธศาสตร์และความมั่นคงทางทะเล กองทัพเรือ
วารสารยุทธศาสตร์และความมั่นคงทางทะเล กองทัพเรือ
ยุทธศาสตร์ชาติ
ยุทธศาสตร์ชาติ
ภาพปกใน ภาพปกใน
การยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ การยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ
ที่มา : https://theconversation.com/north-koreas-submarine-missile- ที่มา : https://theconversation.com/north-koreas-submarine-missile- นาวิกาธิปัตย์สาร
นาวิกาธิปัตย์สาร
2
คลังปัญญา พัฒนาผู้นำา 2 คลังปัญญา พัฒนาผู้นำา
fi ring-raises-the-nuclear-stakes-41667 fi ring-raises-the-nuclear-stakes-41667
กับ การต่อต้าน ISSN 0859-5224 นาวิกาธิปัตย์สาร นาวิกาธิปัตย์สาร กับ การต่อต้าน ISSN 0859-5224 นาวิกาธิปัตย์สาร นาวิกาธิปัตย์สาร
กองทัพเรือ การก่อการร้าย Naval Strategic Studies Journal Naval Strategic Studies Journal กองทัพเรือ การก่อการร้าย Naval Strategic Studies Journal Naval Strategic Studies Journal
วารสารยุทธศาสตร์และความมั่นคงทางทะเล กองทัพเรือ วารสารยุทธศาสตร์และความมั่นคงทางทะเล กองทัพเรือ วารสารยุทธศาสตร์และความมั่นคงทางทะเล กองทัพเรือ วารสารยุทธศาสตร์และความมั่นคงทางทะเล กองทัพเรือ
COMBATING TERRORISM นาวิกาธิปัตย์สาร ฉบับที่ ๙๔ COMBATING TERRORISM (เมษายน ~ กันยายน ๒๕๖๐) COMBATING TERRORISM
นาวิกาธิปัตย์สาร ฉบับที่ ๙๔ COMBATING TERRORISM (เมษายน ~ กันยายน ๒๕๖๐)
PROTECTION AND PRESERVATION PROTECTION AND PRESERVATION
กองบรรณาธิการวารสารนาวิกาธิปัตย์สาร ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ กองทัพเรือ กองบรรณาธิการวารสารนาวิกาธิปัตย์สาร ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ กองทัพเรือ นาวิกาธิปัตย์สาร
ROYAL THAI NAVY
ROYAL THAI NAVY
เลขที่ ๑๐๖ หมู่ ๓ อาคารสถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ๗๓๑๗๐ นาวิกาธิปัตย์สาร 3 เลขที่ ๑๐๖ หมู่ ๓ อาคารสถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ๗๓๑๗๐ OF THE MARINE ENVIRONMENT 3
คลังปัญญา พัฒนาผู้นำา
คลังปัญญา พัฒนาผู้นำา
โทรศัพท์ / แฟกซ์. ๐๒-๔๗๕๓๔๗๖ website : http://www.navedu.navy.mi.th/stg/tnssc OF THE MARINE ENVIRONMENT โทรศัพท์ / แฟกซ์. ๐๒-๔๗๕๓๔๗๖ website : http://www.navedu.navy.mi.th/stg/tnssc



ผสนใจสมัครเป็นสมาชิกรายปี ผสนใจสมัครเป็นสมาชิกรายปี

- ติดต่อได้ที่ กองบรรณาธิการนาวิกาธิปัตย์สาร - ติดต่อได้ที่ กองบรรณาธิการนาวิกาธิปัตย์สาร
ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ๗๓๑๗๐ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ๗๓๑๗๐
โทร. ๐ ๒๔๗๕ ๓๔๗๖ , ๐ ๒๔๗๕ ๓๔๕๒ หรือ โทร. ๐ ๒๔๗๕ ๓๔๗๖ , ๐ ๒๔๗๕ ๓๔๕๒ หรือ
www.tnssc.navy.mi.th/journal www.tnssc.navy.mi.th/journal
- โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารทหารไทย - โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารทหารไทย
สาขาพุทธมณฑล เลขที่บัญชี ๐๗๙ - ๒ - ๑๔๓๙๔ - ๓ สาขาพุทธมณฑล เลขที่บัญชี ๐๗๙ - ๒ - ๑๔๓๙๔ - ๓




ชื่อบัญชี นาวิกาธิปัตย์สาร พร้อมทั้งสงหลกฐานการโอนเงน ชื่อบัญชี นาวิกาธิปัตย์สาร พร้อมทั้งสงหลกฐานการโอนเงน


Email : [email protected] หรือ Email : [email protected] หรือ
โทรสาร. ๐ ๒๔๗๕ ๓๔๔๐ โทรสาร. ๐ ๒๔๗๕ ๓๔๔๐

นาวิกาธิปัตย์สาร



Naval Strategic Studies Journal
วารสารยุทธศาสตร์และความมั่นคงทางทะเล กองทัพเรือ

ÈٹÈÖ¡ÉÒÂØ·¸ÈÒʵÏ·ËÒÃàÃ×Í


Naval Strategic Studies Center

Çѵ¶Ø»ÃÐʧ¤




Naval Strategic Studies Journal







นับจากป พ.ศ.๒๕๒๐ วารสารนาวิกาธิปตยสาร ฉบับท่ ๑ ไดเร่มตีพิมพสสายตาผอานจนถึงวันน้ ี

พ.ศ.๒๕๖๔ วารสารนาวิกาธิปตยสาร ไดนําเสนอองคความรทางทะเลมาแลวถึง ๑๐๑ ฉบับ ประสบการณและ

ชวงเวลาท่ผานมาวารสารนาวิกาธิปตยสารไดทําหนาท่อยางเงียบ ๆ ในการเปนคลังสมอง เผยแพรวิทยาการ

สรางทฤษฎี องคความรูใหม ๆ จากผูเชี่ยวชาญดานตาง ๆ ของกองทัพเรือใหแกทหารเรือ คณาจารย และ
ผูที่เกี่ยวของกับทะเล รวมทั้งผูที่สนใจทั้งในดานยุทธศาสตร ความมั่นคงทางทะเล การสงคราม เศรษฐกิจ
เทคโนโลยี และสิ่งแวดลอม อันเกี่ยวของกับทะเลทั้งปวง

นับต้งแตวารสารนาวิกาธิปตยสารเลมแรกท่จัดทําโดยโรงเรยนนายทหารเรอในยคบกเบก และ










ไดปรับไปสสถาบันวิชาการทหารเรือช้นสูง เม่อมีการปรับโครงสรางหนวยงานในกองทัพเรือและเปล่ยนช่อหนวย

จวบจนปจจุบัน ศูนยศึกษายุทธศาสตรทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ เปนหนวยงานรับผิดชอบ ก็ถือไดวา

วารสารนาวิกาธิปตยสารเลมน้ไดผานหวงเวลาตาง ๆ ไปพรอม ๆ กับสถานการณของประเทศไทยและ


ของโลกท่เปล่ยนแปลงไป แตส่งหน่งท่ไมเปล่ยนแปลงคือการทําหนาท่ติดอาวุธทางปญญาใหแกผอาน






ใหสามารถรับมือกับผลกระทบจากสภาวะแวดลอมความมั่นคงทางทะเลที่เปลี่ยนไปไดอยางรูเทาทัน
นาวิกาธิปตยสาร หรือ Naval Strategic Studies Journal เปนวารสารยุทธศาสตรและ
ความมั่งคงทางทะเลของกองทัพเรือ ซึ่งมีวัตถุประสงคในการเผยแพรผลงาน การคนควาวิจัย ยกระดับผลงาน



ทางวิชาการสระดับสากล และเปนเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพัฒนาองคความร โดยเนนท่ระดับ


ผบรหาร รวมท้งเผยแพรกิจกรรมทางวิชาการของกองทัพเรือใหแกหนวยตาง ๆ ทงในสงกัดกระทรวงกลาโหม





และหนวยงานหรือสถาบันทางวิชาการอื่น ๆ
บทความ แนวคิด หรือขอคิดเห็นท่นําลงนาวิกาธิปตยสารเปนของผเขียนมิใชขอคิดเห็นของ


ศูนยศึกษายุทธศาสตรทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ การคัดลอก ทําซํ้าหรือดัดแปลงสวนใดสวนหนึ่ง





ท้งหมดของวารสารฯ น้ เปนไปตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธ์ พ.ศ.๒๕๓๙ ผท่สนใจหรือหนวยงานท่ตองการจะนําบทความ

หรือขอมูลที่ลงตีพิมพในวารสารนี้ไปเผยแพรซํ้า สามารถติดตอไดที่กองบรรณาธิการนาวิกาธิปตยสาร


วารสารฯ ยินดีรับบทความทางวิชาการท่เก่ยวของกับความม่นคงและกิจการทางทะเล



เพ่อพิจารณาลงตีพิมพในวารสารฯ โดยสามารถสงตนฉบับหรือติดตอไดท่กองบรรณาธิการฯ เมื่อไดรับ



การตพิมพลงในวารสารฯ จะมีคาตอบแทนทเหมาะสมใหแกเจาของบทความ ทงน กองบรรณาธิการฯ








ขอสงวนสทธที่จะรับหรือปฎิเสธบทความ ตามที่พิจารณาเห็นสมควร




กองบรรณาธิการนาวิกาธิปตยสาร ศูนยศึกษายุทธศาสตรทหารเรือ
กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ๗๓๑๗๐
โทร. ๐ ๒๔๗๕ ๓๔๕๘ หรือ ๐ ๒๔๗๕ ๓๔๗๖

www.tnssc.navy.mi.th/journal
Email : [email protected]

กองบรรณาธิการ



ประธานคณะที่ปรึกษา ประจำากองบรรณาธิการ

พลเรือโท เคารพ แหลมคม นาวาเอก ปราโมทย์ นงค์ทอง

รองประธานคณะที่ปรึกษา นาวาเอก ดุสิต ยมจินดา
นาวาเอก ณตฐพล ชุ่มธิ
พลเรือตรี กิตติ ยศไกร นาวาเอก เอนกพงศ์ แจ่มกระจ่าง
พลเรือตรี จิรพล ว่องวิทย์
ว่าที่ นาวาเอก ณัฐกร ให้ศิริกุล
คณะที่ปรึกษา นาวาโท สำาราญ มรจร
นาวาโท อนุรักษ์ เจริญศรี
พลเรือตรี พิเศษ ขันแข็ง
พันจ่าเอก สุริโย ขันทองดี
พลเรือตรี เผดิมชัย สุคนธมัต
พลเรือตรี สุพพัต ยุทธวงศ์ ฝ่ายบทความและวิชาการ
พลเรือตรี สุภชิต นาวีสุรพล
นาวาเอก รัชภูมิ อินม่วง
นาวาเอก รศ.นเรศ เพ็ชรนิน
นาวาเอก สถาพร วาจรัตน์
นาวาเอก นพดล บงกชกาญจน์
นาวาเอก ปราโมทย์ นงค์ทอง
นาวาเอก ถุงเงิน จงรักชอบ
นาวาเอก เอนกพงศ์ แจ่มกระจ่าง
นาวาเอก ชัย เกตุวัฒนกิจ
พันจ่าเอก พัชรวิชญ์ ศรีประชาสวัสดิ์
ผู้อำานวยการ ฝ่ายจัดหารายได้ สมาชิกสัมพันธ์

พลเรือตรี สนิท โมธินา จำาหน่าย และแจกจ่าย

รองผู้อำานวยการ นาวาเอก วริษ วังเย็น
นาวาเอก ดุสิต ยมจินดา
นาวาเอก กระแสร์ เม่งอำาพัน
นาวาเอก มนต์ชัย มีสวัสดิ์
บรรณาธิการ พันจ่าเอก ทองเจือ พุฒเครือ
นาวาเอก กระแสร์ เม่งอำาพัน
ฝ่ายการเงิน
ผู้ช่วยบรรณาธิการ นาวาเอก ทิวา อ่อนละออ

นาวาเอก สถาพร วาจรัตน์ นาวาเอก ณตฐพล ชุ่มธิ
นาวาเอก วริษ วังเย็น นาวาโท สำาราญ มรจร
นาวาเอก บุญมี กาโน นาวาโทหญิง กฤษณา หอมกลิ่น
นาวาเอก ทิวา อ่อนละออ เรือโท ขจรศักดิ์ กระทุ่มแก้ว

9 การสร้างสันติภาพของจิ๋นซีฮ่องเต้ บนแนวคิดสันติภาพ
ของมาเคียเวลลี
สารบัญ โดย นาวาโท นาวาศักดิ์ เอื้อทวีสัมพันธ์


39 อิทธิพลจากการฟื้นฟูศิลปวิทยาการต่อการเกิดสันติภาพ
และความมั่นคงของเสรีนิยมคลาสสิก
โดย นาวาเอก ดร.หัสไชยญ์ มั่งคั่ง


69 สันติภาพที่ถาวรบนการสร้างระบบถ่วงดุลอำานาจ
ระหว่างรัฐ
โดย นาวาเอก ดร.หัสไชยญ์ มั่งคั่ง
เหตุประการหนึ่ง แห่งสันติภาพถาวรตามหลักคิดของ

97 อิมมานูเอล คานต์: การวิเคราะห์องค์การระหว่างประทศ
ผ่านมุมมองเสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism
Institutionlism
โดย นาวาโท ทวีศิลป์ คงประเสริฐ

การใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติภาพโลก
113 ที่หลากหลายตามแนวคิดทฤษฎีสรรสร้างนิยม
Education as Means for Peace in Global Diversity:
a Constructivist Analysis
โดย นาวาเอก รณยุทธ ขวัญมงคล

มรดกทางความคิดของเจ้าจักรวรรดิต่อการสร้าง
6 139 สันติภาพโลกปัจจุบัน

โดย นาวาเอก ดร.หัสไชยญ์ มั่งคั่ง
กองทัพเรือในบทบาทความร่วมมือด้านการปฏิบัติการ
161 ทางทหารที่นอกเหนือจากสงคราม (Military Operation
Other Than War: MOOTW) ในการสนับสนุน UN

โดย นาวาโท พงศ์รพี อุนนะนันทน์
191 สันติภาพและความมั่นคงโลกหลัง Covid-19

โดย นาวาเอก ดุสิต ยมจินดา
วิถีชาวเรือ
214 ปัญหาเรื่องเพศบนเรือรบ


โดย พลเรือเอก ไพศาล นภสินธุวงศ์

บรรณาธิการแถลง



Editor Talk










สวัสดีครับท่านผ้อ่านท่เคารพรัก เป็นท่ทราบกันโดยท่วไปแล้วว่า นับจากน ี ้
ต่อไป ความเส่ยงต่อความไม่ม่นคงในภูมิภาค “อินโด-แปซิฟิก” มีแนวโน้มเพ่มมากข้น




เนองจากประเทศในภูมิภาค ยังคงแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติและผลประโยชน์







ในหลายรูปแบบเพ่มข้นเร่อยมา อีกท้งในขณะน้ มหาอานาจและพันธมิตรของแต่ละฝ่าย




ได้ทวีความพยายามในการใช้กาลังอานาจแห่งชาติหลายด้านเข้าสกัดก้นอิทธิพล



ของกันและกัน ด้วยเหตุน้ ความตึงเครียดท่ส่งผลกระทบต่อความม่นคงทางทะเล

ในภูมิภาคอาเซียน และประเทศไทยจึงเพ่มข้นเป็นเงาตามตัว กองทัพเรือไทยก็เหมือน



กับกองทัพเรือของทุกประเทศ ท่ต้องเพ่มความพยายามในการจัดการกับ “ส่งท้าทาย”


เหล่าน้ ไม่ให้ขยายตัวเป็นภัยคุกคามต่อความม่นคงของประเทศและความสงบสุข







ของประชาชน และมผลกระทบต่อความเชอมน รวมทงบรรยากาศท่น่าลงทน





ของประเทศไทย แตการรบมอกบสงทาทายทมความสลบซบซอนดงกลาว ไมใชเรองงาย























ดังน้น “การสร้างสันติภาพและความม่นคง” จึงเป็นส่งสาคัญย่ง เช่น การสร้างและ

พัฒนาขีดความสามารถทางทะเลให้ “มีดี” ไปพร้อมกันกับการสร้างความสัมพันธ์ท่ด ี


ระหว่างกองทัพเรือของแต่ละประเทศ จะเป็น “โอกาส” นาไปส่การสร้างสันติภาพและ
ความมั่นคงของภูมิภาค ตลอดจนของโลกต่อไป



ในวารสารนาวิกาธิปัตย์สารฉบับท่ ๑๐๑ น้ มีธีม (Theme) หรือสาระสาคัญ









ประจาฉบับว่า “การสร้างสนตภาพและความม่นคงโลก” ผเขยนไดเลาประวัตศาสตร ์


พร้อมกับวิเคราะห์การสร้างสันติภาพและความม่นคงของโลก ด้วยแนวคิดและวิธีการ

ต่าง ๆ ต้งแต่ในอดีต ๕,๐๐๐ ปี จนถึงยุคหลังโควิด-๑๙ (Post-COVID-19) ไว้อย่าง
น่าสนใจ และผ้เขียนหลายท่านยังเสนอแนวทางการใช้กาลังทางเรือสนับสนุนแนวคิด


และวิธีการเหล่านั้น ที่ยังคงสามารถนำามาประยุกต์ใช้ได้ในยุคนี้ จำานวนทั้งสิ้น ๘ บทความ
มีผู้เขียนและโครงเรื่อง ดังนี้
บทความเร่องแรก “การสร้างสันติภาพของจ๋นซีฮ่องเต้ บนแนวคิดสันติภาพ



ของมาเคยเวลล” โดย นาวาโท นาวาศักด์ เออทวีสัมพันธ์ ได้เขียนบรรยายถง







ความหมายและความสาคัญของสันติภาพ ความคิดสัจนิยมแบบคลาสสิกของมาเคียเวลล ี

สามารถสร้างสันติภาพได้อย่างไร แนวทางการรวมชาติและความย่งยืนของสันติภาพ













ในยคจนซฮองเต รปแบบการสนบสนนสนตภาพของกองทพเรอในลกษณะของสจนยม



แบบคลาสสิก
บทความท่สอง “อิทธิพลจากการฟ้นฟูศิลปวิทยาการต่อการเกิดสันติภาพ


และความมั่นคงของเสรีนิยมคลาสสิก” โดย นาวาเอก ดร.หัสไชยญ์ มั่งคั่ง ได้วิเคราะห์
ถึงรากฐานความคิดเสรีนิยมแบบคลาสสิก สภาพสังคม การเมือง การทหารและ

สภาพเศรษฐกิจในยุคเรอเนสซองส์ การเกิดสันติภาพท่เป็นผลผลิตจากยุคเรอเนสซองส ์
ความบกพร่องของเสรีนิยมแบบคลาสสิก และบทบาทของกองทัพเรือต่อสันติภาพ
ยุคเรอเนสซองส์




บทความทสาม “สนติภาพทถาวรบนการสรางระบบถวงดลอานาจระหว่างรฐ”








โดย นาวาเอก ดร.หัสไชยญ์ ม่งค่ง ได้ฉายภาพประวัติศาสตร์ปี ค.ศ.๑๘๑๔-๑๙๑๙

ให้เห็นถึงความหมายการถ่วงดุลอานาจ ข้อบกพร่องของการสร้างสันติภาพโดยการ
ถ่วงดุลอำานาจ และการใช้กองทัพเรือเป็นเครื่องมือในการถ่วงดุลอำานาจ
บทความที่สี่ “เหตุประการหนึ่ง แห่งสันติภาพถาวรตามหลักคิดของอิมมานูเอล

คานต” โดย นาวาโท ทวีศิลป์ คงประเสริฐ ได้เขียนเกี่ยวกับหน้าที่และบทบาทของสถาบัน


ระหวางประเทศในการรกษาสนตภาพ รวมทั้งบทบาทใหม่ของกองทัพเรือในการสนับสนุน


องค์กรระหว่างประเทศในการรักษาความมั่นคงทางทะเล


บทความท่ห้า “การใช้การศึกษาเป็นเคร่องมือในการสร้างสันติภาพบนโลก

ท่หลากหลายตามแนวคิดทฤษฎีสรรสร้างนิยม” โดย นาวาเอก รณยุทธ ขวัญมงคล
ได้เขียนถึงหลักการสรรสร้างนิยม สภาวะแวดล้อมโลกหลังสงครามเย็น กรณีศึกษา
การปรับตัวของอาเซียนผ่านการศึกษา อุปสรรคของการใช้การศึกษาปรับพฤติกรรมรัฐ
และผลจากการแลกเปลี่ยนการศึกษาของกองทัพเรือในอาเซียนเพื่อลดความหวาดระแวง
บทความท่หก “มรดกทางความคิดของเจ้าจักรวรรดิต่อการสร้างสันติภาพ



โลกปัจจุบัน” โดย นาวาเอก ดร.หัสไชยญ์ ม่งค่ง ได้อธิบายถึงจักรวรรดิอังกฤษ


ในศตวรรษท ๑๙ และจกรวรรดอเมรกนหลงสงครามโลกครงท่ ๒ ทสงผลใหสหรฐอเมรกา















ข้นมาเป็นมหาอานาจอันดับหน่ง กลไกใหม่ของการเมืองระหว่างประเทศในยุคน้ ี


สมุททานุภาพ (Sea Power) กับการเป็นเคร่องมือสร้างสันติภาพและหลักการของ

ความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security)


บทความท่เจ็ด “กองทัพเรือในบทบาทความร่วมมือด้านการปฏิบัติการทางทหาร


ทนอกเหนอจากสงคราม (MOOTW) ในการสนับสนุน UN” โดย นาวาโท พงศ์รพ ี

อุนนะนันทน์ ได้เขียนบรรยายให้เห็นหน้าท่ด้านต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาต ิ


หลักการความรับผิดชอบในการปกป้อง (R2P) การใช้ MOOTW ป้องกันความม่นคงร่วม
ปัญหาหลักของการสร้างสันติภาพด้วย MOOTW และการใช้กองทัพเรือสนับสนุน
การปฏิบัติการ MOOTW


บทความท่แปด “สันติภาพและความม่นคงโลกหลัง COVID-19” โดย นาวาเอก
ดสต ยมจนดา ได้วิเคราะห์ให้เห็นภาพของความมั่นคงโลกและสันติภาพหลัง โควิด-๑๙



กับโอกาสการขึ้นมาเป็นมหาอำานาจใหม่
ส่งท้ายด้วยบทความของคุณครู พลเรือเอก ไพศาล นภสินธุวงศ์ ได้กรุณา






ทาให้เน้อหาทางวิชาการในเล่มน้เบาข้นด้วยการนาเสนอบทความเร่อง “ปัญหาเร่องเพศ

บนเรือรบ” ในคอลัมน์ประจำาวิถีชาวเรือ
สำาหรับเล่มต่อไป ฉบับที่ ๑๐๒ มีธีมว่า “สงครามอนาคตและการใช้เทคโนโลยี
ในการพัฒนากองทัพเรือ” เม่อเราได้พยายามรักษาสันติภาพและความม่นคง ด้วยเคร่องมือ




(Means) และวิธีการต่าง ๆ อย่างเต็มความสามารถแล้วยังไม่ประสบความสาเร็จก็ต้อง





เลือกใช้เคร่องมือสุดท้ายน่นก็คือ “กาลังทหาร” ทาให้มีความจาเป็นต้องศึกษาว่า


สงครามในอนาคตจะใช้เทคโนโลยีอย่างไร และนาองค์ความร้น้มาพัฒนากองทัพเรือ

ให้มีขีดความสามารถจัดการความขัดแย้งให้จบลงอย่างรวดเร็ว สูญเสียชีวิตและ

ทรัพย์สินของประเทศชาติให้น้อยท่สุดได้อย่างไร ดังน้น จึงขออนุญาตเชิญชวนทุกท่าน





ตดตามอานเล่มต่อไปด้วย ซ่งเป็นผลงานของนักเขียนท่มีช่อเสียงในแวดวงเทคโนโลย ี


ทางเรือด้านต่าง ๆ ของกองทพเรอ



สุดท้ายน้ กองบรรณาธิการ ขอกราบขอบพระคุณผ้ท่ให้การสนับสนุน และ

ท่านผ้อ่านท่เคารพทุกท่าน โดยหวังว่านาวิกาธิปัตย์สารเล่มน้ จะเป็นประโยชน์ต่อนายทหาร




ท่กาลังศึกษาในหลักสูตรต่าง ๆ และประชาชนท่สนใจในเชิงวิชาการด้านการสร้างสันติภาพ


และนาไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม ทุกท่านก็จะเป็นส่วนหน่งในการสร้างสันติภาพและ


ความมั่นคงให้โลกของเรา ทั้งนี้ หากมีความคิดเห็น รวมทั้งข้อเสนอแนะ สามารถส่งได้ที่
[email protected] หรือที่กองบรรณาธิการ ครับ
นาวาเอก กระแสร์ เม่งอำาพัน
บรรณาธิการ

¡ÒÃÊÃéÒ§ÊѹµÔÀÒ¾¢Í§¨Ô빫ÕÎèͧàµé

º¹á¹Ç¤Ô´ÊѹµÔÀÒ¾¢Í§ÁÒà¤ÕÂàÇÅÅÕ





















¹ÒÇÒâ· ¹ÒÇÒÈÑ¡´Ôì àÍ×éÍ·ÇÕÊÑÁ¾Ñ¹¸
ËÑÇ˹ŒÒ¹âºÒÂáÅÐá¼¹ ¡Í§¹âºÒÂáÅÐÂØ·¸ÈÒʵÏ
Êíҹѡ¹âºÒÂáÅÐá¼¹ ¡ÃÁÂØ·¸¡Ò÷ËÒÃàÃ×Í


















¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 9

“ ¸ÃÃÁ´ÒÊÃþÊÔè§ã¹ãµé¿éÒ


àÁ×èÍᡡѹ¹Ò¹ æ ¡ç¡ÅѺÃÇÁ¡Ñ¹à¢éÒ


àÁ×èÍÃÇÁ¡Ñ¹¹Ò¹ æ ¡ç¡ÅѺᡡѹÍÕ¡ ”





ÊÒÁ¡ê¡












บทนํา

วัฏจักรของประวัติศาสตรจีนตลอดหวงเวลา ๕,๐๐๐ ปท่ผานมา พบวา




เม่อคร้งใดท่แผนดินจีนถูกหลอมรวมกันอยางเปนสุขภายใตสันติภาพของผปกครอง


เพียงหน่งเดียวมาไดระยะเวลาหน่งแลว ก็จะแตกสลายกลายเปนหลายแวนแควน






หลายผปกครอง จากน้นก็จะเขาห้าห่นทําสงครามเพ่อแยงชิงอํานาจตอกันตามวัฏจักร
ของอํานาจอยางหลีกเล่ยงไมได สภาวะสงครามเชนน้ไดสรางความทุกขยากลําบาก



ใหกับประชาชนชาวจีนอยางแสนสาหัสมาอยางชานาน จนกวาจะมีผปกครองใหม 
ท่มีความสามารถมากพอเขามาบริหารอํานาจใหเกิดสันติภาพคร้งใหมในสังคมจีน





ไดอยางม่นคง ดังเชน ราชวงศฮ่น ท่ทําการรวบรวมแผนดินหลังการลมสลายของ
ราชวงศฉินและทําการปกครองแผนดินจีนมาอยางยาวนานกวา ๔๒๖ ป (ตั้งแต ๒๐๖ ป
กอน ค.ศ. - ค.ศ. ๒๒๐) ราชวงศถังปกครอง ๒๘๙ ป (ค.ศ. ๖๑๘ - ๙๐๗) และ

ราชวงศหมงปกครอง ๒๗๖ ป (ค.ศ.๑๓๖๘ - ๑๖๔๔) สวนราชวงศฉินท่เปนของจ๋นซีฮองเต






ซ่งเปนผยุติสงครามของยุคชุนชิวและจานกวอท่มีมาอยางยาวนานและไดช่อวาเปน

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
10
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ















ผผนวกแผนดนจีนใหเปนปกแผนไดเปนคร้งแรกน้น กลบสรางสันติสุขใหเกดขนในสังคม

ไดเพียง ๑๕ ปเทานั้น (๒๒๑ - ๒๐๖ ป กอนค.ศ.) กอนที่จะลมสลายและถูกราชวงศฮั่น

รวบรวมแผนดินจนเกิดสันติภาพไดอีกคร้งหน่งในยุคตอมา บทความน้ผเขียนมีความมงหมาย




เพ่อนําเสนอความสําคัญของสันติภาพท่มีตอสังคมมนุษย รวมท้งแนวทางการสรางสันติภาพ













และช้ใหเหนสาเหตหลกของการลมสลายลงของสันตภาพจากประวัติศาสตรจนในยคของ
จ๋นซีฮองเตท่มีการจัดการสันติภาพอยบนพ้นฐานความคิดแบบสัจนิยมแบบคลาสสิก





ท่เนนการมองการจัดการอํานาจและความขัดแยงโดยต้งอยบนความสามารถของผนํารัฐ





เพียงคนเดียว (First Image) ในบทความน้ผเขียนไดใชมุมมองของ มาเคียเวลลี


เปนเคร่องมือในการอธิบายวา เพราะเหตุใดจักรพรรดิจ๋นซีฮองเตจึงสามารถยุติสงคราม

ท่มีมาอยางยาวนาน สามารถสรางสันติภาพบนแผนดินจีนไดอยางรวดเร็ว และในทาง

กลบกนแผนดินของพระองคเองน้นก็เส่อมลงอยางรวดเร็วไมสามารถดํารงสันติภาพ



ดังกลาวไวไดอยางยั่งยืนในยุคตอมา
สภาวะแวดลอมของสังคมจีนในยุคของจิ๋นซีฮองเต
ในการศึกษาประวัติศาสตรจีนเราจะสามารถแบงประวัติศาสตรของจีนออกเปน

ยคตาง ๆ ไดเปน ๔ ยุค ไดแก ๑) จนยคกอนประวตศาสตร ประมาณกอน ๔,๐๐๐ ป 








แบงเปนยุคหินและยุคโลหะ ๒) ประวัติศาสตรจีนยุคโบราณ อยในชวง ๒๑๐๐ - ๑๖๐๐ ป 


กอน ค.ศ. เปนชวงของตํานานท่เปนท่เลาขานสืบทอดกันมาในหมชาวจีน ปจจุบัน



ไดมีการพบหลักฐานทางประวัติศาสตรท่สามารถบงบอกของการมีอยจริงของยุค

ดังกลาวมากขึ้น ๓) ประวัติศาสตรจีนยุคสมัยราชวงศและจักรพรรดิ โดยนับต้งแต 


การสถาปนาราชวงศฉินเขาปกครองแผนดินเม่อ ๒๒๑ ป กอน ค.ศ. จนถึงการส้นสุด
ของราชวงศชิงในป ค.ศ. ๑๙๑๒ ในยุคของพระนางซูสีไทเฮา และ ๔) ประวัติศาสตรจีน

ยุคใหม ในสวนน้ผเขียนจะนําเสนอใหเห็นถึงสภาพของสังคมจีนในยุคโบราณ และ



อะไรคือเง่อนไขตาง ๆ ของความขัดแยงของสังคมจีนกอนหนาท่จะมีการเปล่ยนผานมา




สยุคของจ๋นซีฮองเตท่จะสามารถยุติความขัดแยงดังกลาวไดอยางเด็ดขาด จนนับไดวา




ราชวงศฉินถือเปนราชวงศแรกของจนทมีหลังจากการเปล่ยนผานจากการส้นสุด




ประวัติศาสตรจีนยุคโบราณมาสประวัติศาสตรจีนยุคสมัยราชวงศและจักรพรรด ิ
แตน้นก็มิไดหมายความวาแผนดินจีนในยุคโบราณกอนหนาน้นมิไดมีราชวงศปกครอง







แผนดินมากอน แตราชวงศท่ทําการปกครองในประวติศาสตรจีนยุคโบราณนน
ยังมิไดมีการตราการสืบสันตติวงศกันอยางชัดเจน และยังไมสามารถปกครองในทางปฏิบัต ิ



ตามแนวคิดท่เรียกวา “หน่งเดียวเหนือคนท้งใตหลา (Tianxia ᯯ᷀) ซ่งเปนโลกในอุดมคต ิ

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 11

ภาพจักรพรรดิ จิ๋นซีฮองเต แหงราชวงศฉิน
ที่มา : http://what998.blogspot.com/2014/11/blog-post_12.html






ท่ทุกส่งอยใตอํานาจขององคจักรพรรดิ โดยองคจักรพรรดิเปนศูนยกลางท้งมวล


เปนผกําหนดระเบียบเพียงหน่งเดียว” ซ่งชาวจีนในยุคน้นเช่อวาจะเปนการสรางสันติภาพ








ใหกบสังคมได โดยราชวงศตาง ๆ ท่ไดปกครองแผนดินจีนในยุคโบราณท่มีกลาวถึง
ในประวัติศาสตรนั้น ไดแก ราชวงศซาง ราชวงศเซี่ย และราชวงศโจว โดยราชวงศโจว
เปนราชวงศสุดทายที่ทําการปกครองแผนดินจีนในยุคโบราณระหวางป ๑๐๔๖ - ๗๗๑ ป




กอน ค.ศ. และระหวางการปกครองของราชวงศโจวน้เองท่ไดสรางเง่อนไขท่เปน


สาเหตุหลักใหเกิดสงครามอยางยาวนานในประวัติศาสตรจีนอีกคร้งหน่ง โดยในสมัย




เร่มตนของราชวงศโจวไดรเร่มปูนบาเหน็จความชอบดวยการใหท่ดนและทรพยสิน
















แกขุนนางทไดสรางความชอบใหแกแผนดินเปนคร้งแรก ดวยการแตงตงให 























ดารงตาแหนงอองหรอเจารฐซงมอานาจสทธขาดในการปกครองดนแดนทไดรบ




พระราชทานให รวมท้งความเปนเจารัฐน้เองยังสามารถสืบทอดทางสายโลหิตสทายาท
รุนตอ ๆ ไปได เมื่อเวลาผานไปหลายชั่วอายุคนความภักดีที่มีตอราชวงศก็เริ่มเสื่อมคลาย



ไปพรอมกับกาลเวลา ความกลมเกลียวก็เร่มแตกแยกกลายเปนความขัดแยง ย่งไปกวาน้น

ในชวงปลายของสมัยราชวงศโจว กษัตริยน้นมิไดมีความสามารถในการปกครองดังเชน
แตกอน จึงจําเปนท่ตองพ่งความสามารถของขุนนางเปนหลัก ดังน้น การแตงต้งขาราชบริพาร ภาพแผนที่ที่ตั้งรัฐตาง ๆ ในยุคชุนชิว ๓








ใหเปนเจารัฐเม่อสามารถทําความดความชอบไดจึงเปนท่นยมท่ถูกใชในการปกครอง


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
12
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

ของราชวงศโจว ลักษณะเชนน้ทําใหเกิดการกระจายอํานาจและมีเจารัฐใหมเกิดข้น



อยางมากมายในสมัยปลายราชวงศโจว ดวยเหตุจากการมีตําแหนงเจารัฐท่ไมสามารถ




ควบคุมไดน้เองเปนเง่อนไขหน่งท่เอ้อใหผปกครองหรือเจารัฐตาง ๆ ออกหางจากอํานาจ



การปกครองสวนกลางของกษัตริย และมีโอกาสท่จะสะสมกําลังพล เสบียง อาวุธ


และอํานาจบารมีทางการเมืองท่มีตอเจารัฐอ่น ๆ ท่ออนแอกวาและต้งตัวเปนใหญ 


ข้นไดดวยการใชสงคราม จนเปนสาเหตุใหราชวงศโจวตองพบกับความเส่อมอํานาจลง


เหลือแตการปกครองเพียงในนาม











เมอแผนดินจนสนอานาจสวนกลางของราชวงศโจวแลว แผนดนจนจึงไดแตกออก

เปนรัฐ โดยปราศจากอํานาจสวนกลางในการบริหารควบคุมพฤติกรรมของรัฐตาง ๆ
หรือสามารถเรียกไดอีกอยางวาเปน สภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) อยางสมบูรณ 
รัฐตาง ๆ จึงมีอิสระเขาสยุคของการทําสงครามแขงขันชวงชิงอํานาจระหวางเจารัฐ



เพ่อต้งตัวเปนใหญบนแผนดินจีน หรือไมก็เพ่อนํารัฐใหอยรอดจากการถูกผนวก


ภาพจักรพรรดิ จิ๋นซีฮองเต แหงราชวงศฉิน







ที่มา : http://what998.blogspot.com/2014/11/blog-post_12.html เปนสวนหนงของรัฐท่แข็งแกรงกวา เหตุการณเชนน้ทําใหแผนดินจีนปราศจากซ่งสันติสุข






มานานกวา ๕๔๙ ป ซ่งเปนยุคท่ผคนท่วไปรจักกันในยุคท่เรียกวา “ยุคชุนชิวหรือ
ยุควสันตสารท (๗๗๐ - ๒๕๖ ป กอน ค.ศ.) และยุคจานกวอ (๒๕๖ - ๒๒๑ ป กอน ค.ศ.)”



ตามลําดับ โดยสงครามในยุคชุนชิวน้น นครรัฐตาง ๆ ท่ปกครองโดยเจารัฐท่เคยม ี

ภาพแผนที่ที่ตั้งรัฐตาง ๆ ในยุคชุนชิว
ที่มา : google.co.th/search?=แผนที่ที่ตั้งรัฐตางๆ ในยุคชุนชิว
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 13


อยางมากมายในยุคราชวงศโจวกอนหนาน้นถูกทําลายลงคงเหลือเพียง ๑๔๐ รัฐ อันเปน


ผลมาจากการถูกผนวกรวมเปนหน่งเดียวกับรัฐท่เขมแข็งกวา โดยไดมีบันทึกไววา
รัฐหลูทําลาย ๕๘ รัฐ รัฐจิ้นทําลาย ๒๔ รัฐ รัฐฉินทําลาย ๑๕ รัฐ รัฐฉีทําลาย ๑๔ รัฐ






















รฐเจงทําลาย ๖ รฐ รฐอทาลาย ๕ รฐ และรฐทง ๑๔๐ รฐนี มรฐทเรยกไดวาเปนรฐ

ขนาดใหญและมีอํานาจที่แทจริงนั้นมีไมถึง ๑๐ รัฐ เทานั้น โดยในยุคชุนชิวนี้แผนดินจีน
กาลงเปนชวงของการเปลยนผานรปแบบทางสงคม (Paradigm) จากเดมทสงคมจน













เปนสังคมระบบศักดินาแบบทาสมาเปนสังคมระบบศักดินาแบบเก็บภาษี เปนสวนหน่ง ึ
ของสาเหตุท่ทําใหแผนดินจีนในขณะน้นเกิดการเปล่ยนแปลงจนเกิดการปฏิวัติและ



ความวุนวายอยูทั่วไป ความขัดแยงนั้นมิไดมีเพียงที่เกิดจากเจารัฐของแตละรัฐทําสงคราม












ผนวกดนแดนของรฐอ่นเพ่อชงความเปนมหาอานาจเทานน แตภายในรฐของแตละรัฐ



ยังมีความขัดแยงท่ปาเถ่อนและโหดรายจากการสูญเสียอํานาจของชนช้นปกครองเดิม



ท่ไดประโยชนจากระบบทาสกับกลมคนชุดใหมท่ไดประโยชนจากระบบใหม ซ้าราย

บางนครรัฐก็ทําระบบศักดินาซอนศักดินาดวยการแบงมอบแผนดินใหขาราชการ

ทําการปกครองเองโดยเจารัฐไมมีอํานาจสวนกลางควบคุมเลย ดังน้น เม่อมีความ


ขดแยงกนสงครามจงถกเลอกใชเปนเครองมอในการแกปญหาความขดแยงทางการเมอง


















บอยครง และโดยธรรมชาตทโหดรายของสงครามน้เอง ทําใหมนุษยไมสามารถ





ทนตอสภาวะดังกลาวได จาตองคดหาทางออก สงครามจึงไดกลายเปนประเดน ภาพตําราพิชัยสงครามของซุนวู








ทสาคญทถกเถยงกนทามกลางนกคด นกการเมอง และโดยเฉพาะอยางยงนกการทหาร
















เชน ขงจ้อ และสํานักของขงจ้อ เลาจ้อ และสํานักของลัทธิเตา ไดทําการศึกษาลงลึก


ในปรัชญาเรื่องมนุษย สันติภาพ การทําสงครามและการทหาร เพื่อคนหาหนทางใหสังคม



สงบสุข หลีกเล่ยงความปาเถ่อนระหวางมนุษยดวยกัน ตอมาซุนวูซ่งมีชีวิตรวมสมัย



กับท้งขงจ้อและเลาจ้อจึงไดรับอิทธิพลทางความคิดจากบุคคลท้งสอง โดยซุนวู



ไดพยายามรวบรวมความรเปนตําราพิชัยสงครามซ่งทําใหรูปแบบการสงครามมีการ

พัฒนามากข้น เพ่อทําใหการสงครามเปนไปดวยความรวดเร็วตรงตอวัตถุประสงค 



ทางการเมืองโดยสูญเสียชีวิตใหนอยท่สุด ดังน้น หากเราตองการทําความเขาใจความคิด
เร่องสันติภาพหรือตําราพิชัยสงครามของซุนวู จึงไมสามารถละเลยการทําความ




เขาใจแนวความคิดของลัทธิเตาและขงจ้อได เพราะแนวคิดท้งสองมีอิทธิพลอยางมาก
ตอบริบททางสังคมการเมืองในยุคน้น โดยเฉพาะอยางย่งการหารปแบบการสราง








สันติภาพของคนในยุคน้น โดยลัทธิท้งสองไดวางรากฐานของคุณธรรมหลักของสงคมจน

เชน ความกตัญู และความภักดี จึงกอใหเกิดหนาท่และความสัมพันธทางโครงสราง


ของครอบครัวไปจนถึงรัฐเกิดข้นนําไปสการพัฒนารูปแบบศักดินาท่คิดวาจะทําใหสังคม

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
14
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ



เปนสุขมากท่สุด ประกอบกับซุนวูก็ไดนําความคิดการใชการดําเนินการทางทหารท่ตอง

สอดรับการเมือง เศรษฐกิจ และขอมูลขาวสารเก่ยวกับสถานการณ จึงทําใหปทัสถาน

ของสังคมเปล่ยนไปจากเดิมอยางมาก เจารัฐท่สามารถปรับตัวไดทันตอสังคมสมัยใหม 


จะมีความแข็งแกรงทางการเมืองและการทหารทําใหรัฐน้นมีความเจริญรงเรือง สวนเจารัฐ




ท่ไมสามารถปรับตัวและความคิดไดก็พบกับความเส่อมถอยและถูกทําลายลงในท่สุด
ไมสามารถอยรอดไดบนการแขงขันทางอํานาจภายใตสภาวะแวดลอมของโลกใหมของ

ยุคนั้นได















ภาพตําราพิชัยสงครามของซุนวู
ที่มา : google.co.th/search?ตําราพิชัยสงคราม


สวนในยุคจานกวอหรือเลียดกกซ่งเปนยุคตอมา นครรัฐตาง ๆ ไดถูกผนวก


จนเหลือเพียง ๗ นครรัฐ ไดแก รัฐฉิน (Qin) รัฐฉ (Chu) รัฐฉี (Qi) รัฐหาน (Han)
รัฐเวย (Wei) รัฐจาว (Zhao) และรัฐเยียน (Yan) อยางไรก็ตาม ชนชั้นปกครองและนักคิด




ในยคจานกวอยังคงมีความคิดท่แยงชิงอํานาจความเปนใหญในแผนดินเชนเดิม จึงทาให 






ในยุคน้ยังคงมีสงครามระหวางแควนท้ง ๗ อยอยางตอเน่องและไดเพ่มความโหดราย

รุนแรงมากข้น แมวาจะมีการเจรจาตกลงเปนพันธมิตรก็เปนเพียงการสงบศึกเพียงช่วคราว


และทุกแควนก็พรอมท่จะละท้งสัญญาท่มีตอกันไวและฉวยโอกาสกอสงครามทุกคร้ง ั





เม่อมีโอกาสเปล่ยนโครงสรางอํานาจระหวางรัฐ โดยในชวงแรกน้น รัฐหาน รัฐเวย และ

รัฐจาว เปนกลมรัฐท่มีอํานาจสูงสุด ตอมาในชวงกลางของยุคจานกวอ รัฐเวยไดทําการโจมต ี

รัฐหาน และรัฐจาว แตประสบกับความลมเหลวเพราะรัฐฉีที่นําทัพโดยซุนปน ซึ่งเชื่อกัน

วาเปนหลานของซุนวูไดนําทัพของรัฐฉีไปชวยเหลือรัฐเวยจนเปนท่มาของกลยุทธท่รจัก


กันวา “ลอมเวยชวยจาว” และรัฐฉีสามารถเอาชัยชนะตอรัฐจาวท่มาโจมตีรัฐหานได 



อยางเด็ดขาดท่ “ศึกหมาหลิง” จึงทําใหรัฐฉีมีอํานาจสูงสุดทามกลางรัฐท้งหมด โดยรัฐฉิน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 15





ซ่งตอมาเปนรัฐของจ๋นซีในขณะน้นเปนรัฐท่ออนแอท่สุดทามกลางรัฐท้งหมด จึงมักถูก





เอาเปรียบและถูกกดข่จากรัฐตาง ๆ อยางมาก ดวยเหตุน้ เจารัฐฉินซ่งเปนบรรพบุรุษ

ของจ๋นซีจึงไดพยายามวางรากฐานการปฏิรูปรัฐใหมีความเขมแข็งดวยการริเร่มการปฏิรูป


การเกษตร กองทัพ และกฎหมายใหล้าหนารัฐอ่น โดยใชขาราชการรนใหมท่นําโดย



“ชาง ยาง” (๓๙๐ - ๓๓๘ ป กอน ค.ศ.) แตก็ตองเผชิญกับการตอตานอยางหนักจากกลุม


ศักดินาเดิมท่กลาวหาวา “กฎระเบียบใหมเปนส่งเหลวไหลท้งส้น ระเบียบแบบแผนเกา


จะแกไขมิได” ทั้ง ชาง ยาง ไดใหเหตุผลวา “ที่ทานวากฎระเบียบดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไมได
นั้น ถาพิจารณาจากการกําหนดกฎระเบียบเหลานั้น ลวนดําเนินไปโดยบรรพบุรุษในอดีต

ซ่งก็เพ่อปรับปรุงการปกครองบานเมืองใหดีข้น นับวาปรับปรุงมาจากของเกาท่ลาสมัย








มาแลวท้งสิ้นมิใชหรือ มีส่งใดบางเลาท่มิไดกําหนดมาเพ่อมิใหเกิดการเปล่ยนแปลง
เม่อเปนเชนน้ ไฉนเราท้งหลายจะปรับปรุงเปล่ยนแปลงบางมิได ถาหากมันสามารถ






ทจะทําใหบานเมืองเจริญข้น การปรับปรุงน้ จักกอใหเกิดความวนวายบาง แตแกพวก





เหนแกตว ซ่งผลประโยชนของพวกเขาจะไดรับความกระทบกระเทือนไปเทาน้น”





สุดทาย “การปฏิรูป ชาง ยาง” โดย ชาง ยาง จึงไดถูกตราเปนกฎหมายบังคับใชอยางเขมงวด
และไดกลายเปนรากฐานของหลักนิตินิยมของจีน (Chinese Legalism) ในยุคตอมา

โดยบังคับใชไมเวนแมแตองครัชทายาทจึงนําผลรายมาสตัว ชาง ยาง ในบ้นปลาย




ของชีวิตเม่อรัชทายาทข้นครองราชย แตแนวคิดนิตินิยมของ ชาง ยาง น้น
เนนทการใชเหตุผลตรวจสอบการปฏิรูปน้นวาเปนประโยชนตอรัฐฉินอยางแทจริง




















หรอไมกอนทจะตราเปนกฎหมายบงคบใช กลาวคอ หลกกฎหมายนนตองเปนเครองมอ



รับใชหลักของความดีของสังคม การปฏิรูป ชาง ยาง จึงนับเปนจุดเปลี่ยนที่ยั่งยืนที่ทําให

รัฐฉินมีการพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ และกําลังทหารที่เขมแข็งข้นเร่อย ๆ แมวา

เจารัฐตอมาจะไมมีความสามารถในการบริหารมากก็ตาม จนเปนรากฐานความเขมแข็ง
ของรัฐใหจิ๋นซีฮองเตใชรวบรวมแผนดินจีนไดในภายหลัง













จากประวตศาสตรจนตงแตราชวงศโจวจนถงยคจานกวอ จะเหนไดวา

การกระจายอํานาจการปกครองของราชวงศโจวโดยปราศจากการควบคุมอํานาจ


จากสวนกลาง เปนสาเหตุหลักท่ทําใหเกิดสภาวะอนาธิปไตยบนแผนดินจีนข้นในยุคน้น




ซ่งมีความใกลเคียงกับกฎของปาอยางสมบูรณ โดยผท่จะมีโอกาสรอดสูงสุดในสภาวะ
เชนน้ได จําเปนจะตองมีอํานาจสูงสุดดวยการแขงขันแยงชิงอํานาจทางการเมือง

ผานการทําสงครามเทานั้น เมื่อประกอบกับการเปลี่ยนปทัสถานทางสังคมที่มีการพัฒนา
จากสังคมเกษตรท่เปนระบบศักดินาแบบทาสมาสการเปนระบบศักดินาแบบเก็บภาษ ี





ตามหัวเมือง จึงเปนอีกสาเหตุหน่งท่ทําใหสังคมจีนในยุคน้นเกิดความขัดแยงไดงาย
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
16
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ







เพราะการทาสงครามแยงชงหวเมองตาง ๆ เปนการขยายและรวบรวมผลประโยชน 






ของรัฐท่ดีท่สุด ดังน้น ความสามารถของเจารัฐจึงมีความสําคัญอยางย่งตอความอยรอด
และมีผลตอการคงอํานาจของรัฐไว และการมีอํานาจสูงสุดทามกลางรัฐอ่น ๆ เทาน้น





จะเปนเคร่องประกันความม่นคงของรัฐท่ดีท่สุด ดังน้น ความตองการมีอํานาจสูงสุด




ทามกลางรัฐตาง ๆ จึงเปนส่งท่เจารัฐทุกรัฐปรารถนา เพราะรัฐและเจารัฐคือส่งเดียวกัน


โดยเจารัฐท่ไมสามารถปรับตัวสรางความเขมแข็งใหกับรัฐของตนเองก็จะถูกทําลายลง



ในท่สุดพรอมกับรัฐน้น สภาพเง่อนไขทางสังคมเชนน้ จึงทําใหในยุคดังกลาวไมมีโอกาส



เกิดสันติภาพข้นไดเลยตลอดหวงเวลา แตอยางไรก็ตาม ชาวจีนในยุคน้นก็โหยหาสันติภาพ
จนทําใหมีนักคิดเกิดข้นอยางมากมายในยุคชุนชิว ท่พยายามหาทางออกในการแกไขปญหา




เพ่อยุติการชวงชิงอํานาจในยุคดังกลาว ความตองการสันติภาพน้จึงเปนท่มาของคําถาม

ตอมาวา เพราะเหตุใดมนุษยจึงตองการสันติภาพ และมีทางออกใดบางที่เปนไปไดในการ
แกปญหาลักษณะเชนนี้
















ภาพแผนที่ที่ตั้งรัฐตาง ๆ ปลายยุคจานกวอ ๕
ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/ ยุครณรัฐ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 17

ธรรมชาติของมนุษยในสภาวะของสัจนิยมและแนวคิดของมาเคียเวลลี ๖



การศึกษาลักษณะธรรมชาติของมนุษยท่เปนสากลน้น จะทําใหเราเขาใจและ









เปนจดเร่มตนท่ดของการตอบคาถามและหาทางออกเร่องความขดแยงของมนษย 



เพอชใหเหนวา ความสากลของธรรมชาตนเปนความสากลทแทจรง ในกรณนผูเขยน





















จะนําเสนอธรรมชาติของมนุษยในมุมสัจนิยม ท่ตางกันท้งปจจัยพ้นท่และเวลาข้นมา


อธิบายเหตุการณที่เกิด และถึงแมวามนุษยเรานั้นจะมีธรรมชาติของมุมมองในดานอื่น ๆ
ดวยก็ตาม เชน เสรีนิยม และสรรสรางนิยม หากจะอธิบายสัจนิยมแบบคลาสสิกแลว
มุมมองของมาเคียเวลลี ซ่งเปนนักคิดยุคฟนฟูศิลปวิทยาการของอิตาลี นาจะม ี





ความสมเหตุสมผลท่สุดท่จะใชอธิบายเหตุการณของจ๋นซีฮองเตไดเปนอยางดี
โดยมาเคียเวลลี ถูกจัดใหอยในนักคิดจําพวกสัจนิยมเชนเดียวกับ ทูซิดิดีส และโทมัส ฮอบส


ท่มีความคลายคลึงกันในการใหความเห็นในประเด็นเร่องธรรมชาติของมนุษยท่เปน ภาพ Niccolo Machiavelli ๗



ผท่มองโลกในแงราย (Pessimistic) ในสวนน้จะกลาวถึงความคิดของมาเคียเวลลี









ท่เก่ยวของกับธรรมชาติของมนุษยและการเมอง การวิเคราะหการปกครองทยิงใหญ 

ของโรม เงื่อนไขสําคัญของรัฐที่ประสบความสําเร็จ และเหตุผลของรัฐ (Raison D’état)
เพื่อเปนแนวทางในการอธิบายพฤติกรรมของจิ๋นซีฮองเต ดังนี้
๑. ธรรมชาติของมนุษยและการเมืองในมุมมองของมาเคียเวลลี


















การทเราจะดาเนนการกบสงใดนน กอนอืนจาเปนอยางยงทจะตองทา








ความรจักคนเคยกับส่งน้นอยางถองแทเสียกอน มิเชนน้นส่งท่เราไดดําเนินการศึกษาไป

ก็จะไมกอประโยชนใดเลย ดวยเหตุน้ในการสรางสันติภาพจึงจําเปนอยางย่งท่เราตอง



ทําความรจักธรรมชาติของมนุษย เพ่อตอบคําถามวาเพราะเหตุใดสังคมของมนุษย 




จงตองการสนตภาพ และสนตภาพใหประโยชนอะไรแกมนษย จากมมมองของ









มาเคียเวลลท่มีตอมนุษยน้นคอนขางจะเปนไปในแงลบ ดังตัวอยางในบทนําของงานเขียน



ของมาเคยเวลลี เร่อง Discourses มาเคียเวลลีไดยืนยันวามนุษยสวนมากน้นจะม ี



ความอิจฉาริษยาผอ่นและมีแนวโนมท่จะดูถูกความสําเร็จของผอ่นมากกวาท่จะช่นชม













ความริษยา ความเกียจคราน และความเกลียดชังเปนส่งท่มีอยคกับมนุษย ซ่งส่งน้เอง





ไดนํามนุษยไปสความปาเถ่อน ความเยอหย่งและความหลอกลวง มนุษยจึงถูกขับเคล่อน


ดวยธรรมชาติท่ทะเยอทะยานอยตลอดเวลา ความตองการในการแสวงหาอํานาจ
ที่มากขึ้นนั้นจึงเปนเรื่องธรรมดาของมนุษย ดังนั้น มนุษยจะไมมีความรูสึกมั่นคงปลอดภัย
ในชีวิตและทรัพยสินเลยหากไมไดเอาเปรียบจากผอ่น มนุษยจะแสวงหาความพึงพอใจ


สูงสุด ไมชอบท่จะถูกขีดกรอบในการทําส่งใด ๆ และมนุษยจะทําความเลวอยเสมอ



¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
18
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

ภาพ Niccolo Machiavelli ๗
ที่มา : https://www.history.com/this-day-in-history/niccolo-machiavelli-born





หากไมถูกบีบบังคับใหมีคุณธรรม มิเชนน้นแลว มนุษยจะคดโกงหักหลังกันเองอยเสมอ

โดยไมมีขอผูกพันใด ๆ ตอกัน แมกระท่งเร่องความรัก ซ่งมนุษยจะทําลายมันท้งไป








อยางสนเชงหากความรักน้นไดขัดกับผลประโยชนของตนเอง จึงสรุปไดวา ธรรมชาต ิ



ของมนุษยเปนธรรมชาติของสภาวะสงคราม ท่แขงขันเพ่อความอยรอดอยตลอดเวลา

โดยมนุษยมีความเทาเทียมกันในการฆาเทาน้น ท้งน้ ผท่มีอํานาจแข็งแกรงมากท่สุด








เทาน้นจึงจะมีโอกาสรอดสูงสุด แตก็มิไดหมายความวาจะมีโอกาสรอดไดเสมอไป ดังน้น

มนุษยจึงมีความกลัวเปนมรดก จึงทําใหการควบคุมพฤติกรรมของมนุษยท่มีประสิทธิภาพ
ท่สุดน้นจะตองใชความกลัวซ่งเก่ยวของกับการลงโทษ ไมใชเร่องของความรัก สําหรับ





มาเคียเวลลีแลวหากเปรียบเทียบระหวางอํานาจการเมืองและศีลธรรมแลว มาเคียเวลล ี



ใหเร่องของศีลธรรมเปนรองเร่องของการเมือง ท้งน้ เน่องจากกิจกรรมทางการเมือง



จะเปนตัวกําหนดและสรางสภาวะสันติภาพท่เอ้อใหศีลธรรมเจริญรงเรือง ดังน้น




ชุมชนมนุษยจึงเกิดข้นเพราะจุดประสงคทางดานความม่นคง และเพ่อใหชุมชน











มความมนคง มนษยจงกาหนดใหมผนาหรอรฏฐาธปตยมาเพอปกครองชมชนของ












ตนเองจัดการความอยรอดมิใหมนุษยฆากันเอง ดังน้น ชุมชนจะเกิดความยุติธรรม





ไดน้นจึงตองสรางความม่นคงใหเกิดข้นในชุมชนเสียกอน ดวยเหตุน้ สภาวะเร่มแรก

ของชุมชนมนุษยก็คือการมารวมกันเปนฝูงคลายกับสัตวปา และประพฤติปฏิบัติตน

ตามคําส่งของผนําท่แข็งแรงและกลาหาญท่สุด เพ่อความอยรอดจากสภาวะสงคราม





¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 19





















ทมตอกน หรออาจกลาวไดวาสงนนคอ สนตภาพ โดยยอมมอบสทธในการฆาใหกบ





ผมีอํานาจสูงสุดเปนผจัดการ ส่งน้นับไดวาเปนจุดเร่มของสังคมมนุษย และเปนเหตุผล


ที่อธิบายวาเพราะเหตุใดมนุษยจึงตองการสันติภาพ
ในมุมมองของมาเคียเวลลี เช่อวาไมมีความดีสากลใด ๆ (Universal


Common Good) ท่ทําใหกิจกรรมทางการเมือง และการดําเนินกิจการระหวางรัฐ




ท่สงเสริมความดีรวมของชุมชนเปนส่งท่พึงกระทํา ดังน้น ศีลธรรมระหวางรัฐจึงไมไดอย ู 




ในการพิจารณาของมาเคยเวลล เพราะวาศลธรรมนนดารงอยภายใตขอบเขตของรฐ












ซ่งตองมีรัฐบาลท่เขมแข็งและม่นคงน่นเอง รัฐนั้นจึงถูกขับเคล่อนดวยความทะเยอทะยาน

ในการครอบงําซ่งกันและกัน และส่งน้เองท่กอใหเกิดความริษยาและความเกลียดชัง




ระหวางรัฐ มาเคียเวลลีคิดวาการหลอกลวงและการคดโกงระหวางรัฐเปนเร่องธรรมดา
ท่เกิดข้นได หากส่งน้นเปนไปเพ่อผลประโยชนของรัฐเอง จึงสามารถสรุปไดวา





มาเคยเวลลมองวา การกระทําใด ๆ ของรฐหากวตถประสงคของการกระทํานน








ตอบความดีของรัฐแลว วิธีการท่จะนําไปถึงวัตถุประสงคน้นยอมไมจํากัด และเม่อนํา



ไปเปรียบเทียบกับสภาวะแวดลอมทางการเมืองของจีนในยุคของชุนชิวและจานกวอ
จะเห็นไดวา ธรรมชาติของมนุษยของมาเคียเวลลีน้น สามารถอธิบายปรากฏการณ 

และพฤติกรรมของรัฐตาง ๆ ในยุคดังกลาวไดอยางชัดเจน จึงนํามาสคําถามตอไปวา

มาเคียเวลลีน้นมีความเห็นเชนใดตอการสรางความม่นคงใหกับรัฐหรือท่เรียกวาสันติภาพ






โดยเราสามารถมองความคิดน้ผานไดจากความช่นชมของมาเคียเวลลีท่มีตอการปกครอง
ของอาณาจักรโรม
๒. การวิเคราะหการปกครองที่ยิ่งใหญของโรม

นัยสําคัญของมาเคียเวลลี ในประเด็นความคิดเร่องธรรมชาติของมนุษย 


ก็คือ ทุกส่งทุกอยางยอมอยในสภาวะของการเปล่ยนแปลงและเคล่อนไหวอยตลอดเวลา



(Everything is in Flux and Motion) ธรรมชาติของมนุษย จึงมีแนวโนมที่จะทําใหรัฐ


ทุก ๆ รูปแบบไมวาจะดีหรือเลว ไมมีความม่นคงท่แนนอนและเปล่ยนแปลงไดอยตลอด






เวลาเชนกัน ซ่งตรงขามกับส่งท่มนุษยตองการ คือการมีชุมชนท่มีความม่นคงและมีสันติภาพ

เพียงพอเพื่อความเจริญรุงเรือง ดวยเหตุนี้ สังคมมนุษยจึงเกิดคําถามวาเราจะสรางชุมชน
ท่มีสันติภาพท่ม่นคงไดอยางไร ท้งน้ มาเคียเวลลีไดแนะนําและยกยองตอการปกครอง







ของโรมท่ม่นคงไดเพราะไดรวมเอาระบอบราชาธิปไตย (Monarchy) อภิชนาธิปไตย

(Aristocracy) และประชาธิปไตย (Democracy) เขามาไวรวมกันอยางลงตัว โดยผปกครอง


ของโรม มิไดเพอฝนถึงความเปนหน่งเดียวของประชากรเทาน้น แตยังดูแลเอาใจใสกับ
เรื่องการกินดีอยูดีของประชากรดวย
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
20
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ



มาเคียเวลลีไดช่นชมตอสาธารณรัฐโรมันประการหน่งก็คือ วิธีการขยาย
อาณาจักรของโรม เพราะวาโรมมิไดพยายามทําใหประชากรของเมืองท่ตนไปยึดครอง


เปนทาส ตรงกันขามกลับสรางระบบพันธมิตรใหเกิดข้น ขยายความเปนพลเมือง

เม่อเห็นวาเหมาะสม ดังน้น จักรวรรดินิยม (Imperialism) จึงเปนเพียงการขยาย



แรงกระตนตามธรรมชาติของมนุษยท่ตองการมากข้น และเอาส่งท่ตองการมาเปน







เจาของเม่อมีความสามารถท่จะกระทําได การพ่งตนเองเพียงอยางเดียวน้นไมเพียงพอ

เพราะความตองการตามธรรมชาติของมนุษยน้นช้วา มนุษยไมรจักความพอเพียง


ความตองการท่ไมรจักพอของมนุษยน้เองจึงนํามาสสมมติฐานของมาเคียเวลลี ท่วา





“อํานา จเปนตัวกําหนดความมั่นคง (Power Promotes Security)” และหากปราศจาก

ความม่นคง เสรีภาพของรัฐก็กําลังตกอยในอันตราย เควนติน สกินเนอร (Quentin









Skinner) นกวิชาการท่ศกษามาเคยเวลลี จงสรุปวาการแสวงหาอาณานคมในตางแดน
เทากับวาเปนการสรางสภาวะแหงเสรีภาพภายในประเทศของตนเอง อีกประการหน่ง








มาเคยเวลลชนชมและสนบสนนการทโรมใหพธการทางศาสนาเปนเครองมอในการ









สรางความเปนอันหน่งอันเดียวกันใหกับรัฐ ศาสนาในโรมเปนเคร่องมือสําคัญท่ใช 

ในการควบคุมสังคมใหสงบสุข ศาสนาจะตองถูกใชอยางเหมาะสม เพราะศาสนาไมเพียง

แตชวยใหประชาชนมีความสามัคคีเทาน้น แตยังเปนแรงจูงใจใหประชาชนกลาเส่ยง

ท่จะเผยแพรความเช่อออกไปนอกประเทศอีกดวย ในกิจการทหาร ศาสนาก็มีประโยชน 




ในการสรางความจงรักภักดี และจิตใจท่มีความกลาหาญเพ่อเตรียมพรอมสําหรับ
การตอสทําสงคราม ประการสุดทาย มาเคียเวลลีประทับใจระบบกองหนุนของโรม



ซ่งประกอบดวยระบบการลงโทษท่เขมงวดและรุนแรง ซ่งจะคอย ๆ ซึมซาบเขาไป



ขางในจิตใจของทหารแตละคน จนทําใหทหารน้นกลัวการลงโทษจากรัฐเม่อทําความผิด
มากกวาที่จะกลัวศัตรูในการทําสงคราม


สรุปไดวา พ้นฐานท้งส่ประการของโรม ซ่งไดแก รัฐบาลและการปกครอง


วิธีการขยายอาณาจักร บทบาทของศาสนา และการจัดองคกรทางทหาร เปนองคประกอบ
ท่ไมสามารถแยกออกจากกันไดในปรัชญาของ มาเคียเวลลี ท้งหมดน้ผสมผสานกัน



กอใหเกิดคําวา “เหตุผลของรัฐ (Raison D’état)” และความสัมพันธท่ซับซอน

ระหวางคุณธรรมความสามารถ (Virtù หรือ Virtue) โชคชะตา (Fortuna หรือ Fortune)



และความจําเปน (Necessità หรือ Necessity) ซ่งจะเปนเง่อนไขสําคัญของรัฐท่จะ
ทําใหประสบความสําเร็จทามกลางสังคมของรัฐดังจะไดกลาวตอไป
๓. เงื่อนไขสําคัญของรัฐที่ประสบความสําเร็จ

หากยอนมองในมุมของมาเคียเวลลี จะมีปจจัยใดบางท่รัฐจําเปนตองใช 

ในการควบคุมกิจการระหวางประเทศ เพ่อขยายอาณาเขตของรัฐใหกวางใหญออกไป
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 21







ภายใตเง่อนไขทวา การขยายอาณาเขตน้เปนแนวทางการปฏิบัตของรัฐมหาอานาจเทาน้น






ท่พึงกระทําได มาเคียเวลลีไดเร่มตอบคําถามน้ในบทท่ ๑๒ ของ The Prince โดยกลาววา

พ้นฐานสําคัญของรัฐใด ๆ น่นก็คือ กฎหมายท่ดีและศักยภาพทางทหารท่ดี (Good Laws








and Good Arms) และกฎหมายท่ดีน้นตองข้นอยกับศักยภาพทางทหารท่ดี ท้งน ้ ี















เพอปองกนไมใหรฐอน ๆ เกิดความกาวราวขนมา มาเคยเวลลจงไดเพมเงอนไขเขาไปอก









วารัฐยังจะตองมีพันธมิตรท่ดี (Good Allies) และอีกคร้งหนึ่งรัฐท่จะมีพันธมิตรที่ดีได 





จะตองมีศักยภาพทางทหารท่ดี นอกเหนือไปจากน้ ศาสนาก็ยังเปนส่งจําเปนท่จะตอง


ถูกนํามาใชเปนเคร่องมือในการสรางความสงบในบานเมืองและแสวงหาพันธมิตรดวย




นอกจากเร่องของศาสนาแลว มาเคียเวลลียังไดกลาวถึงเง่อนไขสําคัญอ่นอีก ๓ ประการ














ทผนารฐจาเปนจะตองพจารณาไตรตรองอยางถองแท เพอใหเกดความสาเรจในการปกครอง





นั่นก็คือ ความจําเปน โชคชะตาและคุณธรรมความสามารถ ซึ่งจะมีรายละเอียดดังตอไปนี้


๓.๑ เง่อนไขความจําเปน เน่องจากมาเคียเวลลีเช่อวามนุษยจะไมทํา



สงทดหรือประพฤติคุณธรรมหากไมถูกบังคับ ความจําเปนจึงเปนปจจัยสําคัญท่จะ






ผลักดันใหประชาชนและผปกครองทําสิ่งซ่งไมตองการท่จะทํา ความจําเปนน ้ ี





เปรยบเสมอนแรงบีบบังคับใหส่งท่ซอนเรนอยแสดงออกมา ผนําทหารจําเปนจะตอง







ใชความจาเปนน้หลายคร้งในการกระตนใหทหารของตนตอสในสนามรบอยางกลาหาญ





และบางคร้งถึงกับสรางสถานการณบางอยางข้นมาเพ่อกระตนจิตสํานึกเหลาน้ใหเกิดข้น



ความจําเปนท่วาน้มีหลายอยาง แตท่มาเคียเวลลีถือวามีพลังท่สุดก็คือ ความจําเปน







ทจะทาใหมนษยตองเลอกระหวางการเอาชนะขาศกศตรหรอความตายของตนเอง












ดงนน ศาสนาจงถกนํามาผสมผสานกบความจาเปนไดอยางด กลาวคือ ความกลัวทจะ














ถกสาปใหเปนคนบาปตลอดกาลน้นมีพลังมากกวาความกลัวตาย ดังน้น ความจําเปน



ท่มนุษยจะตองรักษาจิตวิญญาณเอาไวจึงมีพลังอํานาจมหาศาลท่รัฐจะนํามาใชควบคุม

กองทหาร ดวยเง่อนไขความจําเปนน้ จึงนํามาสแนวคิดเร่องสงครามท่ชอบธรรม







(Just War) สงครามนนจะชอบธรรมก็ตอเม่อความจําเปนเปนเคร่องผลักดันใหรัฐ







ตองเขาสสงคราม มาเคยเวลลีอางงานของ ลีวี (Livy) ท่วา “สงครามจะชอบธรรม















หากความจาเปนเปนตวผลกดนและการเสรมสรางกาลงรบนนเปนหนาที การมกาลงรบ





อยในมือสรางใหรัฐเกิดความหวังข้นมา” ความกลัวศัตรูและความตองการความม่นคง



จึงเปนสวนประกอบของความจําเปนในลักษณะน้เอง มาเคียเวลลีจึงสรุปไดวา ถึงแม 

การสรางรัฐท่ประสบความสําเร็จจะขาดกําลังรบท่ดี กฎหมายท่ดี และพันธมิตรท่ดีไมได






แตรฐตองไดรับการสนบสนุนจากศาสนาและความจําเปนเพ่อใหแนใจวาพลเมืองและ
กองทัพจะสามารถปฏิบัติภารกิจไดอยางเต็มประสิทธิภาพ อยางไรก็ตาม ก็ยังมีสวนประกอบ
อื่น ๆ ที่สําคัญในการสรางใหรัฐประสบความสําเร็จนอกเหนือไปจากเงื่อนไขความจําเปน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
22
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ



๓.๒ เง่อนไขโชคชะตา มีบทบาทสําคัญในทุก ๆ เร่องของมนุษย และ


ไมวารัฐจะย่งใหญเพียงใด โชคชะตาก็จะเขามามีบทบาทตอความสําเร็จท้งในดานบวก



และดานลบ โชคชะตาในท่น้ มาเคียเวลลีหมายถึงการกระทําท่เหมาะสมกับกาลเทศะ


หรือสถานการณแวดลอม เม่อโชคชะตาเปล่ยนมนุษยตองมีความยืดหยนมากพอ


ท่จะปรับตัวใหเขากับสถานการณท่เปล่ยนไปน้นได โดยการเปล่ยนแนวทางการดําเนิน






ทางนโยบายใหสอดคลองกับบริบทท่เกิดข้น มาเคียเวลลีแนะนําวามนุษยจะตองปฏิบัต ิ

กับโชคชะตาอยางไมปราณี ตองเอาชนะโชคชะตาใหไดอยางบอยคร้ง อํานาจของมนุษย 


จึงจะอยเหนือโชคชะตามากข้น อยางไรก็ตาม มนุษยก็ไมสามารถตอตานโชคชะตา
ไดทั้งหมด ความสามารถในการปรับตัวนี้เองที่ทําใหมนุษยสามารถอยูเหนือโชคชะตาได
๓.๓ เง่อนไขคุณธรรมความสามารถ เปนคุณสมบัติท่เหมาะสมของมนุษย


เปนสวนผสมระหวางความองอาจและความกลาหาญ และจะตองสรางความสมดล


ใหเกิดข้นระหวางการตัดสินใจกระทําการบางอยางและความเฉลียวฉลาดสวนบุคคล


คุณธรรมความสามารถน้จะเก่ยวของโดยตรงกับคุณสมบัติในการปรับตัวใหเขากับ


โชคชะตา รวมท้งยังเปนคุณสมบัติท่ทําใหมนุษยไดใชจินตนาการในการวางแผน

ทางการเมืองใหสอดคลองกับความจําเปน รวมถึงยอมรับและฉวยโอกาสเม่อโชคชะตา


เขาขาง แตท่สุดแลว คุณธรรมความสามารถก็คือความสามารถในการเปล่ยนโอกาส

เหลานั้นใหกลายเปนขอไดเปรียบของมนุษยนั่นเอง



ในสวนน้มาเคียเวลลีไดช้ใหเห็นเง่อนไขความสําเร็จของการปกครองรัฐน้น

จะประกอบไปดวยเครื่องมือทางการเมืองภายใน ไดแก ระบบการปกครองและกฎหมาย
และการเมืองระหวางรัฐดวยการมีพันธมิตรที่ดี รวมกับการมีกองทัพที่เขมแข็ง สนับสนุน


ดวยการศาสนา โดยเคร่องมือเหลาน้จะถูกใชบนคุณธรรมและความสามารถของผปกครอง



ภายใตเง่อนไขโชคชะตาและความจําเปนของรัฐน้น ๆ จึงจะทําใหรัฐสามารถประสบ
ความสําเร็จ
๔. เหตุผลของรัฐ (Raison D’état)



สุดทายทฤษฎีเหตุผลของรัฐของมาเคียเวลลี เกิดข้นในชวงเวลาท่ยุคฟนฟ ู




ศิลปวิทยาการกําลังเจริญเฟองฟู เหตุผลของรัฐน้เก่ยวของกับความตองการท่แตละรัฐ
ตองการแยกตัวออกมาจากอํานาจของศาสนจักรอยางเด็ดขาด โดยสาระสําคัญแลว
เหตุผลของรัฐเปนการทําใหคุณธรรมความสามารถ (Virtù) มีผลในทางปฏิบัติ ซ่งหมายถึง















การใชวธการใด ๆ ท่จาเปนเพอผลประโยชนของรฐ และสงสาคญท่จะไดมาซงวธการนนคอ









ความร จึงกลาวไดวา ความรคืออํานาจและผนํารัฐทุกคนตองตระหนักถึงความจริงขอน ้ ี


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 23




รวมท้งผนํารัฐจําเปนอยางย่งท่จะตองแสวงหาความร  ู


เพ่อปกครองรัฐใหประสบความสําเร็จตามตองการ


โดยผนํารัฐตองมีความรทางดานธรรมชาติของมนุษย 



เพราะการมีความรเร่องมนุษยเปนพ้นฐานสําคัญ
ตอการประสบความสําเร็จทางดานการเมือง และ
ประวัตศาสตรเปนอกวิชาหน่งท่จะทําใหผนารฐ









“ เขาถึงความรท่วาน้ จากน้นผนํารัฐตองสามารถ  ู





ผสมผสานส่งท่ไดกลาวมาแลวท้งหมดเขากับความร



ทางดานธรรมชาติของมนุษย แลวสรางสิ่งท่เปน

ผลผลิตออกมา น่นก็คือ นโยบายแหงรัฐซ่งเปน


ผลสะทอนใหเห็นถึงเหตุผลของรัฐและผลประโยชน 
สงครามจะชอบธรรม แหงรัฐดวย เหตุผลน้จะยอนกลับไปสเปาหมาย


หากความจําเปนเปนตัว ที่ชัดเจนที่รัฐตองการใหเกิด

มาเคียเวลลมองวามนษยนนมความชวราย











ผลกดน และการเสริมสราง

และความกลัวเปนมรดกในตัว การควบคุมมนุษยน้น
กําลังรบนั้นเปนหนาที่ การมี จึงตองใชอํานาจในการสรางความกลัวเขาปกครอง





กาลงรบอยในมือ สรางใหรัฐ สังคม เพราะเม่อมนุษยอยรวมกันแลว หากปราศจาก


ซ่งอํานาจเขาจัดการกับพฤติกรรมท่ช่วรายของมนุษย

เกิดความหวังขึ้นมา สังคมมนุษยจะตกอยภายใตสภาวะอนาธิปไตย เปนผล


ใหสังคมขาดซ่งสันติภาพไมสามารถบรรลุเปาหมาย
ของสังคมมนุษยได น่นก็คือ ความอยรอด ดังน้น



” การจะไดมาซ่งสันติภาพของสังคมมนุษยน้น สังคม




ของมนุษยจําเปนจะตองมีองครัฏฐาธิปตยสงสด





เพยงคนเดยวทมความร คณธรรมความสามารถ









เขามาทาหนาทบรหารจดการระบบอานาจของรฐ



ภายใตความไมแนนอนของโชคชะตา โดยไมยึดโยง
กับศีลธรรมท่วไปของมนุษย การดําเนินการตาง ๆ



ลวนตองต้งอยบนความจําเปนท่พึงจะกระทาผาน



เครองมอทางการเมือง การทหาร และศาสนา


อยางชาญฉลาดและเดดขาด โดยผนานนจะเปน








ไดท้งจ้งจอกและราชสีห ท้งนี้ ก็เพ่อท่จะนํารัฐ





¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
24
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ




ไปสเหตุผลของรัฐกลาวคือ ความดีงาม ซ่งอาจกลาวไดวาความดีงามท่เปนเปาหมาย


ของสังคมมนุษยน่นก็คือ สันติภาพ ซ่งสันติภาพในมุมมองของมาเคียเวลลีน้น ข้นอย  ู




กับผนํารัฐ (First Image) เปนลักษณะคลายกับสภาวะแวดลอมในยุคกอนจ๋นซีฮองเต

จึงสามารถต้งสมมติฐาน (Hypothesis) ไดวา ความ สามารถและความเด็ดขาดในการ






บรหารจดการอานาจของจนซฮองเตสงผลใหรฐฉนสามารถมบทบาทในการกาหนด










ความมั่นคงและสรางสันติภาพบนแผนดินจีนไดอยางรวดเรว

จิ๋นซีฮองเตในฐานะองคประกันและในฐานะประมุขของรัฐฉิน











ในสวนน้จะเปนการนาเสนอเกยวกับชีวประวัตของจนซฮองเต กอนท่จะเปน


เจารัฐฉินและภายหลังการไดเปนเจารัฐฉิน เพื่อชี้ใหเห็นวา จิ๋นซีฮองเตนั้น มีความเปนมา

อยางไร นิสัยใจคอควรจะเปนคนเชนไร ซ่งส่งเหลาน้จะสงผลตอความรสึกนึกคิด การดําเนิน






นโยบายทางการเมือง และความสามารถทางภาวะผนําในการเปนประมุขของรัฐฉิน
ท่แตกตางจากเจารัฐอ่น ๆ จนสามารถรวบรวมแผนดินจีนไดตามมุมมองของมาเคียเวลล ี





และมีมุมใดบางท่จ๋นซีฮองเตมิไดกระทําตาม ซ่งจะนําความลมสลายมาสราชวงศฉิน


อยางรวดเร็ว โดยจะแบงการนําเสนอออกเปน ๓ ชวง ประกอบดวย ๑) จ ๋นซีฮองเต 
ขณะท่ยังทรงเปนองคประกันในรัฐจาว ๒) การข้นเปนเจารัฐฉิน และการรวบรวมแผนดินจีน


และ ๓) จิ๋นซีฮองเตหลังการรวบรวมแผนดินจีนตามลําดับดังตอไปนี้
๑. จิ๋นซีฮองเตขณะที่ยังทรงเปนองคประกันในรัฐจาว
สภาวะแวดลอมในวัยเด็กของมนุษยน้น มีผลอยางมากตอการพัฒนานิสัยใจคอ

สติปญญา ความสามารถ และประสบการณตรงของมนุษยก็มีผลตอกระบวนการคิด

วิเคราะหไดไมนอยไปกวาการไดรับการศึกษาอบรมทางภาคทฤษฎี ดังน้น การศึกษาชีวิต



ของจ๋นซีขณะท่ยังเปนองคประกันในรัฐจาว และการไดรับการศึกษาของพระองคน้น

จะทําใหเขาถึงกระบวนการทางความคิดของจ๋นซีฮองเตไดชัดเจนย่งข้น ซ่งจะชวยใหเรา



สามารถเขาใจวิธีคิดทางการเมือง และนโยบายตาง ๆ ท่ไดดําเนินการตอมาในภายหลัง






การเติบโตและภูมิหลังขององคชายอ๋งเจ้งซ่งเปนช่อเดิมของจ๋นซีฮองเตนั้น เร่มจากการท ี ่




หล่ปเหวย หรือ หลิวปเหวย (Lu Buwei) พอคาชาวผูหยาง เขตซานตง ไดสนับสนุน




ใหอ๋งอ้เหรินซ่งเปนองคชายของรัชทายาทรัฐฉินท่ถูกสงมาเปนองคประกันในรัฐจาว




ใหกลับเขาสอํานาจทางการเมืองของรัฐฉิน ท้งน้ หล่ปเหวยไดยกนางรําของตนเอง


ที่ชื่อวาจาวจใหอยกินกับอ๋งอ้เหรินจนมีบุตรช่อวา จาวเจ้ง หรือ อ๋งเจ้ง โดยไมม ี










ความแนชัดวาใครคือบิดาท่แทจริงระหวางอ๋งอ้เหรินและหล่ปเหวย ตอมาในป ๒๕๗





กอน ค.ศ. รัฐฉินไดสงกองทัพท่เขมแข็งไดเขารุกรัฐจาว จึงทําใหอ๋งอ้เหรินตองหลบหน ี


กลบรฐฉน ทงใหจาวจีและองคชายอ๋งเจ้งตองคอยหลบซอนจากการไลลาในรัฐจาว







¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 25









นานนบ ๑๐ ป จนกระทงกองทัพฉนท่นาโดยแมทัพไปฉีสามารถเอาชนะกองทพจาว










ทศกฉางผง และไดฝงกองทัพจาวท้งหมดส่แสนหาหม่นนาย เน่องจากเกรงวารัฐจาว







จะรวบรวมกาลงเปดสงครามคร้งใหม ความโกรธแคนน้จึงพงตรงมาท่อ๋งเจ้งและมารดา



ทเปนองคประกนของรัฐฉนในรฐจาว สรางความกลวตอทงคอยางมาก ตอมาเมอองอเหรน

























ไดข้นครองราชยรัฐจาวจึงไดสงท้งคกลับสรัฐฉินเน่องจากเกรงตออํานาจของรัฐฉิน


หลังจากน้นเพียง ๓ ป อ๋งอ้เหรินก็ไดสวรรคต ทําใหโชคซะตาขององคชายอ๋งเจ้งไดข้น






ครองราชยแตเยาวในนาม ฉินหวางเจิ้ง ในวัยเพียง ๑๓ ชันษา อยางไรก็ตาม ฉินหวางเจิ้ง
ก็ตองอยอยางหวาดกลัวอีกคร้งภายใตอํานาจของหล่ปเหวย ซ่งทําใหฉินหวางเจ้ง ิ







ไมสามารถทนได จึงไดแตเก็บซอนความต้งใจท่จะตองมีอิสระจากการถูกครอบงําน้ใหได 


ในชวงน้นหล่ปเหวยไดเห็นถึงความจําเปนของรัฐฉินท่จะสรางความม่นคง จึงเร่มดําเนิน





นโยบายขยายการคาซ่งตรงขามกับการปฏิรูป ชาง ยาง แตก็สามารถสรางความม่งค่ง ั


ใหกับรัฐฉินไดอยางมากมาย โดยไดเริ่มดําเนินนโยบายผนวกดินแดนของรัฐอื่น ๆ

เขามาบาง และทําการกําจัดราชวงศโจวท่เหลืออยจนส้นสุดลง ในป ๒๔๙ กอน ค.ศ.






การทําลายราชวงศโจวจนส้นน้เอง ทําใหกฎเกณฑระหวางรัฐท้งหมดท่อางถึงความ



ชอบธรรมของราชวงศโจว ในการควบคุมพฤติกรรมระหวางรัฐท่หลงเหลืออยซ่งเปน
ขอจํากัดตอรัฐฉินในการขยายอิทธิพลพังทลายลง ประกอบกับการยอนกลับของกระแส
ความคดการรวมแผนดินภายใตอํานาจของคนคนเดียวเร่มมีการกลาวถึง หล่ปเหวย




ไดเห็นโอกาสน้ท่จะกําหนดโชคชะตาของรัฐฉินใหม จึงไดใหความสําคัญตอการเตรียม





ความพรอมของรัฐฉิน โดยมงเนนท่ความรท่จะใชรวบรวมแผนดินใหเปนเอกภาพ


ดวยการรวบรวมความรในแผนดิน กระจายความรใหแกประชาชน และสรรหาผม ี


ความสามารถมาใชในราชการเพอทาการศกษาวจยจนไดทาการเรยบเรยงหนงสอ
















“หลสอชนชว ซงเปนผลผลิตของแนวโนมความเปนเอกภาพทางเศรษฐกิจและ







การเมองในชวงปลายยคจานกวอ และมการเรยกรองใหมความเปนเอกภาพ










ทางความคิด เปนการผสมผสานและสรุปความคิดของนักคิดสํานักตาง ๆ กอนสมัยฉิน



เปนคร้งแรก เปนการคนควาทฤษฎีท่จะทําใหแผนดินจีนเปนเอกภาพในอนาคต”



เพ่อใชแทนท่การปฏิรูป ชาง ยาง ท่ไดใชมาอยางยาวนาน กิจกรรมการรวบรวมความร ู 




เหลาน้ สงผลใหฉินหวางเจ้งไดมีโอกาสไดเขารับความรท่มีมาอยางมากมายและเปนไป



อยางเขมงวด โดยไดมีโอกาสแลกเปล่ยนการสนทนาและทําความรจักกับนักคิดจากสํานัก

ตาง ๆ ท่เขามารับราชการอยางตอเน่อง หน่งในน้นก็คือ หลี่ซือ ซ่งจะเปนอัครเสนาบด ี





ของพระองคในอนาคต การดําเนินการตาง ๆ ของหล่ปเหวยเองทําใหรัฐฉินมีความเขมแข็ง

ทางการเมือง พันธมิตร การทหาร และความเชื่อของประชาชนที่มีรวมกันตอการรวบรวม
แผนดินจีนเพื่อความสงบสุขเปนไปในทิศทางเดียวกัน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
26
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ


จากส่งแวดลอมในการเติบโตของฉินหวางเจ้งในวัยเด็กจะเห็นไดวา ฉินหวางเจ้ง ิ


มีภูมิหลังชีวิตท่เต็มไปดวยความกลัว ตองคอยเอาชีวิตรอดทามกลางการแยงชิงอํานาจ

ในดินแดนของฝายตรงขาม ตองถูกใชเปนเคร่องมือทางการเมืองแตเด็ก ทําใหฉินหวางเจ้ง ิ




ตองหวาดระแวงตอทุกส่งท่อยรอบตัวท่สงผลตอความม่นคงของอํานาจอยตลอดเวลา


แตดวยโชคชะตาท่กําหนดใหตองเปนเจารัฐแตเยาววัย และดวยความเฉลียวฉลาดของ





ฉินหวางเจ้งประกอบกับการมีโอกาสไดรับการศึกษาท่ดี และมีผท่มีความสามารถคอยให 








คาปรึกษา จึงทําใหฉนหวางเจ้งมความโดดเดนถกปลูกฝงขนในเร่องคุณธรรมความสามารถ




ในการคิดจัดการเก่ยวกับอํานาจทางการเมืองไดเปนอยางดี โดยมีท้งความชาญฉลาด
















และความเดดขาดในตว ซงเปนคณธรรมหนงทสาคญของผนาตามทมาเคยเวลล ี



ไดกลาวไว แตดวยความจําเปนท่ตองพ่งอํานาจของหล่ปเหวยในการต้งตัว จึงทําให 








ฉินหวางเจ้งในวยน้ยังตองยอมอยภายใตการครอบงําของหล่ปเหวย ส่งน้ทําใหชีวิต





ของฉินหวางเจ้งน้นพบวา ไมมีคุณธรรมและความดีใดท่สูงไปกวาการไดมาซ่งอํานาจ







ท่จะทําใหตัวเองอยรอดไดในการแขงขันทางอํานาจ อีกดานหน่ง ความสามารถของ












หลปเหวยเองในดานการปกครองและรากฐานความมนคงทไดสงสมมาจากการปฏรป




ชาง ยาง ทําใหรัฐฉินมีความพรอมท้งทางการเมือง การทหาร พันธมิตร และสามารถ
สรางความเช่อรวมกันของประชาชนท่เหนือกวารัฐอ่น ๆ ได รวมท้งกระแสความคิด






หน่งเดียวใตหลา ซ่งเปนแนวความคิดการปกครองท่มีมาต้งแตสมัยราชวงศโจวน้น




เรมกลบมาในหมนกคดวา จะทาใหแผนดนเกดสนตภาพซงกลายเปนเหตผลของรฐ



















ทั้งหมดนี้เปนสภาวะแวดลอมที่นับไดวา เปนโชคชะตาของฉินหวางเจิ้งที่มีความไดเปรียบ
กวาเจารัฐอื่นอยางมาก แตที่สําคัญยิ่งไปกวานั้นก็คือ ในชวงวัยเด็กของฉินหวางเจิ้งไดรับ


การสรางภาวะผนําท่เกิดจากการส่งสมประสบการณทางการเมือง ความรความสามารถ




และความเด็ดขาดของฉินหวางเจ้งเอง ท่ไดรับการฟูมฟกมาอยางดีจากการศึกษาอบรม



โดยนักคิดช้นนําน้นจะเปนแรงขับเคล่อนท่ย่งใหญกวาในอนาคต ท่จะทําใหฉินหวางเจิ้ง




สามารถกําหนดโชคชะตาไดเอง
๒. การจัดการอํานาจของฉินหวางเจิ้งภายในรัฐฉิน และการรวบรวมแผนดินจีน
ใหเปนปกแผน
จากการท่รัฐฉินมีความพร่งพรอมและตัวฉินหวางเจ้งเองไดผานการพัฒนา




คุณธรรมความสามารถใหมีความพรอมสําหรับการเปนผนํารัฐรวม เม่อฉินหวางเจ้ง ิ

ไดเขาสภาคการปฏิบัติทางการเมืองอยางแทจริงแลว ความจําเปนและโชคชะตา

จึงเร่มมีความสําคัญตอการกําหนดพฤติกรรมของเจารัฐฉินใหเปนไปตามธรรมชาต ิ





ของสัจนิยม เร่มจากการท่ฉินหวางเจ้งมีความเปนเช้อเจาราชวงศฉินจึงรับเอาความเช่อ

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 27




ภาพ หลปเหวย นักการเมืองแหงรัฐฉิน


ที่มา : https://pantip.com/topic/37939955




















หลกการนตนยมทมมาอยางยาวนานจากบรรพบรษมาเปนขออาง รวมทงผทไดให 
การฟูมฟกความคิดทางการเมืองกระแสหลักตอพระองคในขณะน้น ลวนเปนกลม


นิตินิยมท่เนนการบังคับใชกฎหมายในการปกครองอยางเขมงวด จึงทําใหความจําเปน

ของฉินหวางเจ้งตองใชแนวความคิดการปกครองใหเปนไปตามหลักการของนิตินิยม


ซ่งเอ้อประโยชนใหแกฉินหวางเจ้งในทางการเมืองอยางมากถูกเร่มใชทันทีเม่อฉินหวางเจ้ง ิ




เร่มวาราชการเอง จึงทําใหมีความขัดแยงในการดําเนินนโยบายและการประสาน








ผลประโยชนกับหล่ปเหวยซ่งเปนกลมอํานาจเกาท่เนนนโยบายไปท่การคาท่เอ้อ

ผลประโยชนใหหล่ปเหวยเองเปนอันมาก ดวยเหตุน้เองฉินหวางเจ้งจึงตองกําจัด






หล่ปเหวยออกจากระบบอํานาจรัฐฉินเปนอันดับแรกเม่อโอกาสมาถึง และนอกจากน ี ้





ยังตองกําจัดกลมอํานาจใหมของเลาไอซ่งเปนชของพระมารดา ท่เร่มเขามามีอํานาจ

และพยายามจะกอกบฏเขาแยงชิงอํานาจทางการเมือง ดวยไหวพริบทางการเมือง
ของฉินหวางเจ้งจึงไดใชโอกาสน้ ซ่งโชคชะตาไดกําหนดใหทําการกําจัดกลมอํานาจ










ทงสองลงดวยความเดดขาดในคราวเดยวกน ทาใหอานาจทางการเมองภายในของรฐฉน














มเสถยรภาพพรอมทจะทาสงครามเพอรวบรวมแผนดน ตามแนวความคดการปกครอง



หนึ่งเดียวเหนือคนทั้งใตหลาของสังคมจีนตอไปได


เม่อส้นสุดความขัดแยงภายในรัฐแลว ฉินหวางเจ้งจึงไดเร่มสรางความ




ม่นคงระหวางรัฐเพ่อความอยรอดของตนเองตามธรรมชาติของสัจนิยมอีกคร้งดวยการ


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
28
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ













เปดสงครามขนาดใหญกบรัฐอน ๆ เพอรวบรวมแผนดนตงแตป ๒๓๐ กอน ค.ศ. โดยได 




รวบรวมเหลาบณทต และขนศกมาชวยงานอยางมากมาย เชน หลซอ เวยเหลยว หานเฟย











และหวางเจ่ยน และภายในระยะเวลาเพียง ๑๐ ปเทาน้น ก็สามารถผนวกเอารัฐหาน

รัฐจาว รัฐเวย รัฐฉ รัฐเยียน และรัฐฉี ใหตกอยใตอํานาจได นับวาเปนการยุติสงคราม


















การแยงชงอานาจระหวางรฐทมมาอยางยาวนานลง ทงน ในการรวบรวมแผนดน ฉนหวางเจง ิ ้

ไดใชยุทธศาสตรเขาทําลายความสามัคคีของรัฐท้งหกในสมัยน้นลงกอนแลวคอย ๆ

ผนวกเอารัฐตาง ๆ รวมเขามาเปนอาณาจักรเดียวกับรัฐฉินทีละรัฐ โดยอาศัยกองทัพฉิน


ท่ประกอบไปดวยกําลังพลมากกวาหกแสนนาย อาวุธยุทโธปกรณท่เปนผลมาจากความกาวหนา

ทางดานการผลิตโลหะอยางเปนระบบอุตสาหกรรมของรัฐฉิน โดยรัฐแรกท่ถูกผนวก
เขามาก็คือ รัฐหาน ซึ่งเปนรัฐที่ออนแอที่สุด และการที่รัฐหานซึ่งเปนรัฐเล็ก ๆ สามารถ

อยรอดปลอดภัยมาอยางยาวนานทามกลางรัฐท้งหกไดน้น ก็เปนเพราะอาศัยการฑูต


อันเปนขอไดเปรียบจากทางภูมิศาสตรท่ปองกันไมใหรัฐฉินสามารถขยายอิทธิพล



ภาพ หลปเหวย นักการเมืองแหงรัฐฉิน



ที่มา : https://pantip.com/topic/37939955 มาทางตะวันออกได โดยพันธมิตรอยางรัฐเวยและรัฐจาวไดใหการสนับสนุนการดําเนิน

นโยบายทางการเมืองและการทหารของรัฐหานอยางตอเน่อง แตเม่อสนธิสัญญา


ความรวมมือตาง ๆ ถูกฉีกลงดวยอุบายของฉินหวางเจ้ง โอกาสการออกสภาคตะวันออก

ของรัฐฉินจึงถูกเปดออก ไมนานนักรัฐหานก็ตองยอมแพและถูกยุบเปนสวนหน่ง



ของรัฐฉน ทาใหพลเมองเปนหนงเดียวไมมีความแตกตาง ทาใหเหนไดวา ความสามารถ













ของผนําอยางฉินหวางเจ้งท่แยบยลและเด็ดขาดน้น ทําใหการดําเนินนโยบายทางการเมือง


ของรัฐฉินใหเขากับสภาวะแวดลอมความม่นคงโดยไมจําเปนตองพ่งโชคชะตามากนัก



หลังจากน้นในปตอมาพระองคก็ทรงสงหวางเจ๋ยนเปนแมทัพนําทัพเขาตีรัฐจาว และ



ไมนานนักเชนกันรัฐจาวก็ตองยอมแพและถูกผนวกเปนสวนหน่งของรัฐฉินอีกรัฐหน่ง




การท่รัฐท้งสองถูกฉินหวางเจ้งผนวกเขาเปนสวนหน่งของดินแดนรัฐฉิน และการลมลางราชวงศ 

ท้งหมดของท้งสองรัฐไดในระยะเวลาอันส้นสรางแรงส่นสะเทือนไปท่วท้งแผนดิน ทําให 






รัฐท่เหลือเรงการสะสมกําลังพลเพ่อทําสงครามกับรัฐฉินเพ่อเอาตัวรอด เพราะสงคราม






คร้งน้รัฐฉินไมไดตองการแคเมืองข้นดังเชนในอดีตเทาน้น แตตองการสลายและ


รวมแผนดินท้งหมด ดังน้น รัฐเยียนท่รวาตนเองคือเปาหมายตอไปจึงไดพยายาม



ลอบสังหารฉินหวางเจ้งแตไมสามารถทําการไดสําเร็จ จึงถูกกองทัพรัฐฉินท่นําทัพโดย

หวางเจี๋ยนเขาโจมตีในป ๒๒๕ กอน ค.ศ. ตอจากนั้นก็บุกรัฐเวย รัฐฉู และรัฐฉี ตามลําดับ


จนสามารถรวมแผนดินทงหมดไดในป ๒๒๑ กอน ค.ศ. ตามบนทกนักประวติศาสตร 








ของราชวงศฮน เมอ ๒๔๖ ป กอน ค.ศ. กลาวไววา “การเคล่อนกาลงขามแผนดินจีน






ผนวกเอาแควนตาง ๆ เขาไป เหมือนหนอนไหมกัดกินใบหมอน” ๙
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 29

๑๐
ภาพการเคลื่อนกําลังเขารวบรวมแผนดินของฉินหวางเจิ้ง
ที่มา : https://www.history.com/this-day-in-history/niccolo-machiavelli-born




หากพิจารณาประวัติศาสตรชวงน้ของฉินหวางเจ้งตามมุมมองของมาเคียเวลล ี



จะเห็นไดวา คุณธรรมความสามารถท่โดดเดนของฉินหวางเจ้งในการจัดการการเมือง


ท้งภายในดวยการใชกฎหมายภายในท่ดี และสามารถจัดการกับพันธมิตรและการเมือง
ระหวางประเทศดวยความแยบยลและเด็ดขาดโดยไมตองคํานึงถึงคุณธรรมใด ๆ

ของมนุษย ดวยการใชการเมืองเขาทําลายการเปนพันธมิตรของรัฐท้งหกลง จากน้น


จึงใชการทหารท่เขมแข็งเขายึดครองแผนดินตาง ๆ ทีละรัฐ โดยรับเอาแรงสนับสนุน














จากความเชอทางสงคมเรองหนงเดยวเหนอคนทงใตหลามาสรางความชอบธรรม
ใหตนเองไดเปนท่ยอมรับของคนจีนท้งแผนดินในคร้งน้ ทําใหเกิดเหตุผลของรัฐ







ท่ดีตามท่มาเคียเวลลีกลาว คือ การมงสรางสนติภาพใหกับแผนดินจน ซ่งส่งนตรงกับ


















เปาหมายของสงคมจนในยคนน เมอพจารณารวมกบเงอนไขคณธรรมความสามารถ




โชคชะตา และความจําเปนเขารวมกันนับไดวามีความลงตัวอยางสมบูรณแลว โดยจะพบ

วาคุณธรรมความสามารถเฉพาะตัวท่โดดเดนของฉินหวางเจ้งท่มีท้งความแยบยล





และความเด็ดขาดน้เอง ทําใหการดําเนินนโยบายของรัฐฉิน คือความจําเปนของรัฐ






ท่ตองม่นคงอยรอดเหนือรัฐอ่น ๆ เกิดข้นไดงายและมีอํานาจเพียงพอท่จะอยูเหนือ

โชคชะตา โดยประชาชนรัฐฉินไดเช่อม่นในความสามารถและเห็นถึงความจําเปนวา

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
30
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ






มีเพียงฉินหวางเจ้งเทาน้นท่จะเปนผนําท่มีความสามารถยุติสงครามและสรางสันติภาพ



ในคร้งน้ไดจึงใหการสนับสนุน นอกจากน้การแสดงใหเห็นวา ความเปนพลเมืองฉิน







ททรงหยบยนใหประชาชนรัฐอ่นท่ถูกผนวกเขามาน้น ทําใหเกิดความเทาเทียมกันของทุกคน






ในสงคมใหมท่เกิดข้น คนกลมใหมท่ถูกผนวกเขามาจึงไมรสึกแตกแยก ซ่งเปนการกระทํา


ดังเชนท่โรมไดกระทํา ดังนั้น ประชาชนท้งแผนดินจึงยอมมองขามความไมจําเปน


บางอยางไป หากเปรียบเทียบกับผนําคนอ่น ๆ ในยุคน้นบนสถานการณเดียวกันแลว




ความสามารถเชนน้ของฉินหวางเจ้งเปนส่งท่ไมมีผนําคนไหนจะทําไดงายนัก และผนํารัฐ





สวนมากในชวงน้นก็เลวรายไมตางกัน เห็นไดวาผนํารัฐท่มีความสามารถเชนน้ มีความจําเปน





อยางมากในการหยุดสภาวะสงคราม และก็เกิดข้นไดยากเชนกันในประวัติศาสตรของมนุษย 
๓. ความเสื่อมอยางรวดเร็วของแผนดินราชวงศฉิน
เม่อฉินหวางเจ้งสามารถรวบรวมท้ง ๖ รัฐ มาอยใตอํานาจและสามารถ







ยุติสงครามท่มีมาอยางยาวนานไดแลว จึงสถาปนาตนข้นเปน ฉินส่อหวงต (จ๋นซีฮองเต)




๑๐ แหงราชวงศฉิน ในป ๒๒๑ กอน ค.ศ. โดยมีวัตถุประสงคเพ่อจะใหมีการสืบตอ
ภาพการเคลื่อนกําลังเขารวบรวมแผนดินของฉินหวางเจิ้ง




ที่มา : https://www.history.com/this-day-in-history/niccolo-machiavelli-born ราชบัลลังกใหอยในราชวงศฉินติดตอกันตลอดไปเร่อย ๆ และเพ่อไมใหแผนดินน้น


กลับไปสสภาวะสงครามดังเชนในอดีต ดวยความจําเปนตอการปกครองน้จ๋นซีฮองเต 












จงไดยกเลิกระบอบนครรฐศกดนาทมเจานครรฐปกครอง มาเปนการรวมศนยอานาจ




สศูนยกลางหรือเรียกไดวาเปนการสลายระบบเจาผครองนครรัฐอยางถาวร ไปเปนการใช 

อํานาจรวมศูนยอยท่องคจักรพรรดิหรือฮองเต ซ่งมีอํานาจสูงสุดแตเพียงผเดียวเทาน้น









โดยไดแบงเขตการปกครองราชอาณาจักรออกเปน ๓๖ เขต หรือ “จน” (ตอมาเพมเปน



๔๒ เขต) แตละเขตจะมีผวาการท้งฝายพลเรือน ผวาการฝายทหาร และผตรวจการ

ทําหนาท่ถวงดุลอํานาจ และแตละเขตยังแบงเขตปกครองออกเปนอําเภอ รองลงมา

เปนตําบลและหมบานตามลําดับ มีการสรางระบบมาตรฐานกลางใหเปนเอกภาพ

ดวยการวางมาตรฐาน ช่ง ตวง วัด เงินตรา และตัวอักษร ใหเปนแบบเดียวกัน





ท่วท้งอาณาจักร รวมท้งบังคับใชกฎหมายรัฐฉินท่เขมงวดดวยความเด็ดขาด “โดยไดม ี







การปราบปรามผท่เห็นตางหรือพยายามร้อฟนความเช่อเดิม ท่นําโดยกลมของนักคิด



















ของสานกขงจอ ซงมความคดเหนทตางจากแนวทางของจนซฮองเตทมความคด





เปนนตินยม ไมวาในเร่องการปกครอง เรองปรชญาตาง ๆ และมีการวิพากษวิจารณพระองค





ดวยเหตุน้จึงทําใหจ๋นซีฮองเตออกคําส่งตามคําแนะนําของหล่ซือใหฝงบัณฑิตเหลาน ้ ี





เผาตําราตาง ๆ เชน ประวัติศาสตรรัฐทั้งหก คําภีรสํานักความคิดตาง ๆ ที่ไมเกี่ยวของกับ

ราชสํานักโดยเฉพาะสํานักขงจ้อ คงเหลือไวแตตําราของรัฐฉิน ตํารายา โหราศาสตร






การเกษตร และตํารากฎหมายรฐฉนเทานน นอกจากน จ๋นซไดเล็งเหนถงความจาเปน







¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 31


ในการสงเสริมระบบเศรษฐกิจ จึงส่งใหมีการพัฒนาโครงสรางพ้นฐานตาง ๆ เชน


การตัดถนนหลวง การปรับถนนหลายสายใหเปนทางตรงเพ่อความสะดวกในการคมนาคม



และการขนสงสินคา อีกท้งเพ่อใหสะดวกในการเคล่อนยายกําลังทหาร รวมท้งใหขุดคลอง











เพอการคมนาคมทางนาดวย สรางเข่อนและระบบทํานบกนน้าเพอการเกษตร จงเกิด


การระดมแรงงานประชาชนกวา ๓ แสนคน มากอสรางและยังเชื่อมตอแนวกําแพงเมือง
ตามแควนตาง ๆ เพ่อเปนแนวปองกันการรุกรานของชนเรรอนทางเหนือ นอกจากน ี ้

ยังไดมีการนําแรงงานอีกกวา ๗ แสนคน ไปกอสรางพระราชวังและ “สุสานจิ๋นซีฮองเต”






ท่เปนมากกวาสุสานฝงพระศพท่วไป เพราะท่น่เปนสถานท่ท่เตรียมไวสําหรับการใชชีวิต
๑๑
หลังความตาย”







ภาพกองทัพดินเผาในสุสานจิ๋นซีฮองเต ๑๒
ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/สุสานจิ๋นซีฮองเต


การดําเนินการดังกลาวน้ กอใหเกิดความเดือดรอน ส้นเปลืองทรัพยากร


และนําไปสการขาดแคลนกําลังคนในการดําเนินกิจกรรมอ่น ๆ เพ่อความกินดีอยด ี



ของคนในสังคมไปท่วท้งอาณาจักร แตก็ไมมีผใดสามารถทัดทานอํานาจท่เด็ดขาด



ของพระองคได หลงจากการสนพระชนมของจนซฮองเตในป ๒๑๐ กอน ค.ศ.













ฮองเตองคตอมาแมจะมีความเด็ดขาดแตก็มิไดมีความสามารถในทางการปกครอง
เทากับจิ๋นซีฮองเต จึงทําใหบานเมืองเกิดความขัดแยงระหวางชนชั้นตาง ๆ แพรกระจาย





อยางรวดเร็ว เกิดกบฏชาวนาคร้งใหญท่นําโดย เฉินเซ่ง และ อกวาง ข้นเปนคณะแรก
ในประวัติศาสตรจีน จากนั้นก็ลามไปทั่วประเทศ ทําใหราชวงศฉินถูกกบฏชาวนาโคนลง
รวมระยะเวลาครองแผนดินเพียง ๑๕ ปเทานั้น
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
32
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

ภาพการปฏิวัติหมูบานตาเจอ ปฏิวัติชาวนาครั้งแรกของประวัติศาสตรจีน
ที่มา : http://www.jiewfudao.com/ประวัติศาสตรจีน/การปฏิวัติหมูบานตาเจอ.html





จากความสามารถในการดาเนนนโยบายทางการเมองดวยความเฉ ลยวฉลาด
และลงมือดวยความเด็ดขาด ทําใหจ๋นซีฮองเตสามารถใชจินตนาการในการวางแผน

ทางการเมือง การทหาร การใชพันธมิตร และความเชื่อ ใหสอดคลองลงตัวกับความจําเปน









รวมทงการยอมรบและฉวยโอกาสเมอโชคชะตานนเขาขางในสภาวะธรรมชาตแบบสงคราม


ไดอยางลงตัว จนนําไปสูการสรางเหตุผลของรัฐท่ดีท่นําไปสการรวบรวมแผนดิน และ



สามารถยุติสงครามท่มีมาอยางยาวนานของแผนดินจีนในสมัยน้นได แตในทางกลับกัน















เมอแผนดนจนไดเขาสการมสนตภาพแลว ความเฉลยวฉลาดและความเดดขาดของ



จ๋นซีฮองเตกลับสรางความทุกขยากใหกับประชาชนในสังคมจีนเอง ท่เปนเชนน ี ้



ภาพกองทัพดินเผาในสุสานจิ๋นซีฮองเต ๑๒ เพราะคุณธรรมความสามารถของจ๋นซีฮองเตท่ขับเคล่อนการเมือง การทหาร พันธมิตร


ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/สุสานจิ๋นซีฮองเต และความเช่อ ใหสอดคลองกับสถานการณหรือโชคชะตาในภาวะสันติภาพน้น


เกินความจําเปนของสังคม จึงไมตอบเหตุผลของรัฐท่ดีในภาวะสันติ น่นก็คือ ความสุข
หรือความอยูดีกินดีของประชาชน จึงเห็นไดวาเปาหมายสูงสุดของสังคมไดเปลี่ยนไปแลว




แตจนซฮองเตยังคงเนนเรองความมนคงในอานาจของตนเอง ซงไมตรงกบความตองการ













ของสังคมจงทําใหคุณธรรมความสามารถท่แยบยลและความเดดขาดเปนความไมจําเปน






กอใหเกิดความไมลงตัวของเง่อนไขท้ง ๓ ขอ ตามแนวคิดของมาเคียเวลลข้น อีกท้ง ั



ฮองเตองคตอมาไมมีความสามารถเลยย่งเรงใหราชวงศเส่อมลงอยางรวดเร็ว จึงเห็นไดวา


มนุษยไมสามารถใหความไววางใจบริหารอํานาจอยางเบ็ดเสร็จไดลําพัง การท่รัฐใดรัฐหน่ง ึ


จะมผนาทมีความสามารถมาบริหารอํานาจอยางตอเน่องนนกไมสามารถรับประกันได 











เชนกัน อีกท้งคุณธรรมความสามารถของคน ๆ หน่ง ท่จะบริหารจัดการอํานาจไดน้น


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 33




มีความไมแนนอนตลอดช่วชีวิต เน่องจากคุณธรรมของคน ๆ หน่งมีโอกาสเกิดการ

เปล่ยนแปลงไดสูง หากผลประโยชนของรัฐและผลประโยชนของตัวผนําเองมิได 


ไปในทางเดียวกัน ผนํารัฐน้นก็พรอมจะเปล่ยนการตัดสินใจใหม หักหลังประชาชน




กลายเปนทรราชยไดเสมอ ดังน้น การปกครองตามความคิดของหน่งเดียวเหนือคน

ท้งใตหลา จึงทําใหอาณาจักรของจ๋นซีฮองเตน้นเส่อมลงดวยความรวดเร็ว เพราะคุณธรรม



ความสามารถท่แยบยลและความเด็ดขาดของจ๋นซีฮองเตน้นไมสามารถมีการตรวจสอบ




และถวงดุลได จึงทําใหเกิดนโยบายการเมือง การทหาร และความเช่อตอความม่นคง





ท่สุดโตงท่ไมมีความจําเปนตอสถานการณแวดลอม ไมไดกอใหเกิดเหตุผลของรัฐท่ดีเกิดข้น
ไดอยางแทจริงนั่นคือ ความเจริญรุงเรืองและความมั่งคั่ง
แนวคิดของสัจนิยมแบบคลาสสิกกับกองทัพเรือ


การท่สัจนิยมแบบคลาสสิกใหความสําคัญกับความสามารถของมนุษยท่ช้นํา



องคกรวาเปนปจจัยท่สําคัญตอความสําเร็จขององคกร และความสําเร็จน้นมีความยึดโยง
อยางใกลชิดกับคุณธรรมความสามารถของผนําองคกร หากพิจารณากองทัพเรือ ในฐานะ









ทเปนหนวยงานท่เปนตวแทนของรัฐในการปฏิสัมพันธกบกองทพเรอท่วโลกแลว












คณธรรมความสามารถใดของผนาองคกร ทกองทพเรอตองการจงกลายเปนคาถามตอมา



หากใชมุมมองของมาเคียเวลลีพิจารณาระหวางความตองการผนําท่มีความแยบยล


และเด็ดขาดกับผนําท่ยอมรับความคิดเห็นท่แตกตางได จะเห็นไดวาลักษณะความคิด



ท้ง ๒ แบบน้น ลวนแตมีความจําเปนในโลกปจจุบัน ท้งน้ ก็ตองข้นอยกับเง่อนไข






ของความม่นคงในภูมิภาควา สภาวะท่กองทัพเรือกําลังเผชิญอยน้นเปนสภาวะเชนใด






เปนสภาวะสงครามท่ประเทศตาง ๆ มองหาความม่นคงของอํานาจอธิปไตยทางทะเล

หรือสภาวะสันติภาพท่ประเทศตาง ๆ เรงแสวงหาโอกาสและความรวมมือทางทะเล
เพ่อความเจริญรงเรืองของภูมิภาค แตไมวาจะเปนสภาวะความม่นคงแบบใดก็ตาม




มาเคียเวลลีก็ไดเนนใหเห็นแลววา คุณธรรมความสามารถของผนําองคกรน้น จะตอง




ถูกใชไปอยางเหมาะสมกับสถานการณและความจําเปนเพ่อเหตุผลท่ดีของรัฐ ซ่งเปาหมาย
ปลายทางของกองทัพเรือน่นก็คือ ความม่นคงทางทะเลของประเทศท่จะสราง



ความอยดีกินดีใหกับประชาชนในประเทศ ดังน้น ผนําท่มีคุณธรรมความสามารถของ




กองทัพเรือจะตองถูกสงเสริมและพัฒนาอยางตอเน่องผานระบบการศึกษาท่ถูกตอง


มีมาตรฐาน และมีความเปนสากลสูง รวมท้งตองมีประสบการณการปฏิบัติรวมดวย



โดยเฉพาะอยางย่งการศึกษาของกองทัพเรือในยุคตอไปน้นจะตองสามารถรองรับ




การเปล่ยนแปลงของโลกอนาคท่มีความเปนโลกาภิวัตนสูง หากละเลยส่งน้ไปแลว
ก็เปนไปไดยากที่กองทัพเรือจะสามารถบรรลุเปาหมายของกองทัพเรือในโลกอนาคตได
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
34
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

บทสรุป


จากประวัติศาสตรสงครามระหวางรัฐของจีนในยุคชุนชิว


และจานกวอท่มีสาเหตุมาจากการท่ราชวงศโจวไมมีอํานาจ
จากสวนกลางมาควบคุมพฤติกรรมของเจารัฐตาง ๆ ได ทําให 


การเมืองระหวางรัฐเกิดเปนสภาวะอนาธปไตย จนทาใหเจารฐ



ทุกรัฐตองแขงขันทางอํานาจเพ่อความอยรอดของตนเอง















ซงสภาวะไรสนตภาพนมมายาวนานจนถงรชสมยของจนซฮองเต 

จึงส้นสุดลงอยางรวดเร็วดวยความสามารถและความเด็ดขาด


ในการบริหารจัดการระบบอํานาจของจ๋นซีฮองเตเอง ลักษณะ

เชนน้เปนไปตามแนวคิดของมาเคียเวลลีซ่งจะเปนการสราง

สันติภาพของสังคมมนุษยบนความคิดสัจนิยมแบบคลาสสิก




ท่สันติภาพน้นข้นอยกับความสามารถของผนําสูงสุดที่มีความ

เด็ดขาดและมีคุณธรรมความสามารถสูงเขามาบริหารจัดการ


ระบบอํานาจของรัฐอยางยุติธรรม เพ่อจะนํารัฐไปสเหตุผล

ของรัฐท่เรียกวาสันติภาพน้นวามีความเปนไปไดและสามารถ


เกิดข้นไดจริงอยางรวดเร็ว ตัวอยางเชน การรวบรวมแผนดิน
ของจิ๋นซีฮองเต แตความมั่นคงของสันติภาพจากความคิดสัจนิยม
แบบคลาสสิกบนความแยบยลและเด็ดขาดน้นยอมไมมีความย่งยืน



ท่เปนเชนน้ก็เพราะธรรมชาติของมนุษยมีความกลัวเปนมรดก



ความช่วรายในตัวของมนุษยดังกลาวน้ ทําใหมนุษยงายตอการ

ตกเปนทาสของอํานาจ เม่อไดสัมผัสกับความหอมหวานของ





อานาจนนมาระยะเวลาหน่งก็จะยอมทําส่งท่ช่วรายเพ่อรักษาไว 






ซ่งอํานาจของตนเอง ดังน้น ผนําท่ดีจึงอาจกลายเปนทรราชย 






ในภายหลงไดอยางงายดาย เม่อเปาหมายของผนําไมสอดคลอง





กบเปาหมายของรฐ ทเปนเชนน้ก็เพราะความไมแนนอนในตัวของ









มนษยนนเอง นเปนเหตผลประการหน่งท่ทําใหอาณาจักรอันย่ง ิ







ใหญของจ๋นซีฮองเตไดลมสลายลงอยางรวดเรว เหตผลประการ



ท่สอง มนุษยเองมิไดมีชีวิตยืนยาวและการท่จะมีผนําท่มีคุณธรรม




¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 35













ความสามารถสงเกดขนในตระกลน้นมิใชเร่องงาย เม่อผนํารนเกา


จากไปหากผนารนตอมาไมมีคุณธรรมความสามารถเพียงพอท่จะ






บริหารระบบอานาจการเมอง การทหาร พนธมตร และศาสนา




ใหเขากบโชคชะตาหรือสภาวะแวดลอมโลกท่เปล่ยนแปลงไป





อยตลอดเวลาบนความจําเปนใหไดอยางเหมาะสมแลวก็ยอม

จะไมสามารถดํารงซ่งสันติภาพของรัฐไวได จึงเปนเหตุผลท ่ ี




สจนิยมแบบคลาสสกไมสามารถรกษาสนตภาพใหย่งยนอยได 








เพราะบนสภาวะแวดลอมท่มีสันติภาพ ความเด็ดขาดและ
การฉวยโอกาสมิไดสรางคุณหรือความดีท่เรียกวาเหตุผลของรัฐ





ท่จะทําใหสังคมมนุษยกาวไปสเปาหมายความดีน้นได ซ่งความดีน้น








ไดแก การกนดอยดีหรือความสุขของสังคมน่นเอง ภายใตสภาวะ


แวดลอมท่มีสันติภาพ สันติภาพจะเอ้อใหมนุษยสามารถใช 
คณธรรมของเหตผลและการรับฟงความคิดเห็นท่แตกตางกันได 













ซ่งส่งน้จะนําสังคมมนุษยไปสจดหมายทดกวาไดงายและรวดเร็ว





กวาการใชอานาจและความเด็ดขาด จงกลาวไดวา เราไมสามารถ

ปฏิเสธไดวาอํานาจและความเด็ดขาดของคน ๆ เดียวน้น


สามารถนํามาซ่งสันติภาพท่เปนเหตุผลของรัฐในภาวะขัดแยง
ไดอยางรวดเร็ว แตอํานาจและความเด็ดขาดของคน ๆ เดียว
ก็ไมสามารถนําพาซ่งความกินดีอยดีท่เปนเหตุผลของรัฐ




ในยามสันติไดเชนกัน ดังน้นการปกครองตามแนวคิดหน่งเดียว



ปกครองคนท้งใตหลาน้น ทําใหแผนดินจีนรวมตัวและแตกแยก
เปนวัฏจักรอยอยางตอเน่อง ข้นอยวาผนํารัฐน้นสามารถ








ตอบรบเหตผลของรฐทดไดหรือไม อยางไรกตาม มนษย 









ในโลกปจจุบันเราตางก็ยอมรับกันแลววาเหตุผลและการรับฟง

ความคิดเห็นท่แตกตางน้น (ระบอบประชาธิปไตย) เปนการ

ปกครองที่ดีที่สุดของมนุษยพึงจะมีไดในการรักษาไวซ่งสันติภาพ


และสรางสรรคความรงเรืองของสังคมมนุษยท่ย่งยืนกวาระบบ


อ่น ๆ จึงทําใหในโลกปจจุบันมีการปกครองดวยระบอบ

ประชาธิปไตยเปนสวนใหญ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
36
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

เอกสารอางอิง


Samkok@work, < http://www.samkokatwork.com/02/c01.html>, ๖ธ.ค.๖๓.

Richard Rigby, Chinese Story, <https://www.thechinastory.org/yearbooks/
yearbook-2013/forum-politics-and-society/tianxia-%E5%A4%A9%E4%B8%8B/>,
๒๓ พ.ย.๖๓.

แผนที่ยุคชุนชิว, <https://www.globalsecurity.org/>, ๒๖ พ.ย.๖๓.


๔ บุญศักด์ แสงระวี: จ๋นซีฮองเตมหาราชหรือทรราช, พิมพคร้งท่ ๑ กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ,


มิถุนายน ๒๕๔๓, หนา ๔๖-๔๗


แผนท่ปลายยุคจานกวอ, <https://www.thoughtco.com/the-warring-states-period-
of-ancient-china-117643>, ๒๖ พ.ย. ๖๓

Niccolo Machiavelli, สมบัติ จันทรวงศ: The prince (เจาผูปกครอง), พิมพครั้งที่ ๑๑
กรุงเทพฯ: มูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา โครงการจัดพิมพคบไป, ๖๓.




เพ็ญศร เผาเหลืองทอง, มตชนสดสัปดาห <https://www.matichonweekly.com/


column/article_114273> ๒๒ พ.ย.๖๓.

Ibid 1 หนา ๙๑.

ยุวราชวิทยาลัยเชียงใหม <https://sites.google.com/site/chowpanat45372/
kaphaeng-meuxng-cin/prawati-khwam-pen-ma> ๒๒ พ.ย. ๖๓.
๑๐
ผูจัดการออนไลน < https://mgronline.com/china/detail/9620000088400> ๒๒ พ.ย.๖๓.
๑๑ ณัฐกริช เปาอินทร,จ๋นซีฮองเตจักรพรรดิพระองคแรกของจีน <https://www.nuttakrit

paoin.com/post/> ๒๓ พ.ย.๖๓
๑๒
ภาพกองทัพดินเผาสุสานจิ๋นซีฮองเต, <https://www.reddit.com/r/interestingasfuck/
comments/fjpve4/an_army_of_over_8000_lifesized_terracotta_warrior/>,
๒๖ พ.ย.๖๓.














¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 37



ÍÔ·¸Ô¾Å¨Ò¡¡Òÿ×鹿ÙÈÔÅ»ÇÔ·ÂÒ¡ÒÃ


µèÍ¡ÒÃà¡Ô´ÊѹµÔÀÒ¾áÅФÇÒÁÁÑ蹤§


¢Í§àÊÃÕ¹ÔÂÁ¤ÅÒÊÊÔ¡

















¹ÒÇÒàÍ¡ ´Ã.ËÑÊäªÂޏ ÁÑ觤Ñè§
Ãͧ¼ÙŒÍíҹǡÒáͧÇÔªÒàʹҸԡÒáԨ
½†ÒÂÇÔªÒ¡Òà ¡ÃÁÂØ·¸ÈÖ¡ÉÒ·ËÒÃàÃ×Í


















¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 39

“ ¤ÇÒÁÁÑ蹤§áÅÐÊѹµÔÀҾ㹷ÄÉ®ÕàÊÃÕ¹ÔÂÁ¤ÅÒÊÊÔ¡


ÁÒ¨Ò¡¤ÇÒÁ¤Ô´Á¹ØÉ¹ÔÂÁ·Õèàª×èÍÇ‹ÒÁ¹ØÉÁÕ¤ÇÒÁÊíÒ¤ÑÞ·ÕèÊØ´

áÅÐÊÒÁÒöÁÕ¤ÇÒÁÊØ¢ä´Œ´ŒÇ¡ÒÃ㪌ªÕÇԵ㹷ҧâÅ¡

ÀÒÂ㵌ÃÐàºÕº·Ò§Êѧ¤Á·ÕèäÁ‹µŒÍ§ÍŒÒ§ÍÔ§

àÃ×èͧ¾ÃÐ਌ÒáÅÐâÅ¡ËÅѧ¤ÇÒÁµÒÂ









บทนํา






บทความน้มีวัตถุประสงคเพ่อตอบคําถามวาแนวคิดเร่องมนุษยนิยมซ่งกลับฟน


ข้นมาในยุโรปชวงการฟนฟูศิลปวิทยาการมีอิทธิพลตอการเกิดสันติภาพและความม่นคง

ตามทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกไดอยางไร โดยเสรีนิยมคลาสสิกมีฐานความคิดอยท ่ ี

การมองมนุษยวาสําคัญท่สุดในบรรดาสรรพส่งในโลกและจักรวาล และใหคุณคากับเหตุผล









และเสรีภาพของมนุษยมากท่สุดเม่อเทียบกับคุณคาอ่น ๆ ท่มนุษยถืออย สันติภาพท่เกิดข้น

มีรากฐานท่แทจริงมาจากเหตุผลและการเคารพศักด์ศรีความเปนมนุษย เสรีนิยมคลาสสิก

มองรัฐวาเปนเหมือนกับมนุษย และเสนอวารูปแบบท่จะทําใหโลกมีสันติภาพอันถาวร





คือรัฐท่เคารพศักด์ศรีความเปนมนุษย ใหสิทธิเสรีภาพ และอยรวมกันกับรัฐอ่น ๆ
ดวยการเคารพกันและกัน ในปจจุบันปรากฏใหเห็นเปนโลกเสรีประชาธิปไตยท่นําโดย

ประเทศตะวันตก ซึ่งไดแก สหรัฐอเมริกา และพันธมิตรประชาธิปไตยทั่วโลก

เสรีนิยมคลาสสิก (Classical Liberalism) เปนทฤษฎีความสัมพันธ 








ระหวางประเทศทมรากฐานความคดมาจากการมองมนษยวาเปนศนยกลางของโลก







กลาวคือมนุษยน้นสําคัญท่สุดเม่อเทียบกับบรรดาสรรพส่งตาง ๆ ในโลกท้งท่เปนรูปธรรม

และนามธรรม แนวคิดเชนน้เรียกวา “มนุษยนิยม (Humanism)” ซ่งเกิดข้นในยุค




กรีกโบราณ และไดรับความสนใจอีกคร้งในชวงการฟนฟูศิลปวิทยาการชวงคริสตศตวรรษท่ ๑๕


บทความนี้ตองการอธิบายความเชื่อมโยงระหวางแนวคิดมนุษยนิยมในยุคฟนฟู
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
40
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

ภาพแนวความคิดสําคัญในเสรีนิยมคลาสสิก
ที่มา : https://www.assignmentpoint.com/arts/political-science/
classical-liberalism-in-political-science.html



ศิลปวิทยาการกับทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก โดยใชวิธีฉายภาพของการเปล่ยนแปลง





ทางการเมือง เศรษฐกจและสังคมจากยุโรปยุคกลางมาสยุโรปยคใหม จากอิทธิพล




ของศาสนจกรท่ใหความสําคัญกับพระเจา มาสการใหความสําคัญกับมนุษยมากกวา



ดวยการนาความรคลาสสิกของกรีกและโรมันมาใชอีกคร้ง การฟนฟูศิลปวิทยาการ




สงผลใหชาวยโรปปลดแอกตนเองออกจากอทธพลของศาสนจกร ขณะเดยวกนกษตรย 











ในระบบฟวดัล (ระบบศักดินาสวามิภักด์) ก็เร่มรวมศูนยอํานาจและสรางรัฐชาติข้น

ความขัดแยงระหวางศาสนจักรและอาณาจักรท่ปรากฏใหเห็นในรูปการปฏิรูปศาสนา
มาสิ้นสุดลงในการยุติสงครามศาสนา ๓๐ ป โดยสนธิสัญญาเวสตฟาเลียในป ค.ศ.๑๖๔๘
และกรุยทางไปสูพัฒนาการของรัฐชาติสมัยใหมตั้งแตนั้นเปนตนมา
บทความน้ตองการช้ใหเห็นวา “ความม่นคงและสันติภาพในทฤษฎีเสรีนิยม






คลาสสิกมาจากความคิดมนุษยนิยมท่เช่อวา มนุษยมีความสําคัญท่สุดและสามารถ
มีความสุขไดดวยการใชชีวิตในทางโลก ภายใตระเบียบทางสังคมท่ไมตองอางอิง

เร่องพระเจาและโลกหลังความตาย” ระเบียบทางสังคมน้เร่มกอตัวข้นมาในยุคฟนฟ ู





ศิลปวิทยาการและเขาสจุดสูงสุดในยุคเรืองปญญา โดยมองวา รัฐเกิดจากการสมมุต ิ



ของมนุษยใหเขามาชวยแกไขปญหาบางประการเทาน้น แตท่สุดแลวอํานาจของรัฐ
ตองไมละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามหลักสัญญาประชาคม (Social Contract)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 41




และเม่อรัฐเสรีนิยมพัฒนามากข้นเร่อย ๆ แลว แนวคิดมนุษยนิยมจะขยายตัวออก
ไปสระดับระหวางประเทศ และโลกจะเขาสเสนทางแหงสันติภาพอันถาวรในท่สุด


























ทงน หนทางไปสสนตภาพดงกลาวนน มนษยชาตยงคงตองตอสดนรนใหเขาไปถง

ใหไดรวมกันบนพื้นฐานของเสรีนิยมคลาสสิก

ประเดนตาง ๆ ในบทความนประกอบดวย ประเดนแรก แนวคดเรอง









มนษยนยมในยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ประเด็นท่สอง การเปล่ยนแปลง





ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จากยุโรปยุคกลางมาสยุโรปยุคใหม โดยเร่มจาก








สภาพยโรปยคกลาง ปรากฏการณสําคัญท่เปนจุดเปล่ยนเขาสยคใหม และจบท ี ่





ยโรปยคการฟนฟูศลปวทยาการการปฏรปและสงครามศาสนา ประเดนทสาม ผลจาก







กระแสมนุษยนิยมท่มีตอการเปล่ยนแปลงทางความคิดในยุโรป ซ่งกลายเปนแนวคิด


เสรีนิยมคลาสสิกในยุคเรืองปญญา (Enlightenment) ประเด็นท่ส่ ขอจํากัดของทฤษฎ ี


เสรีนิยมคลาสสิกในการสรางสันติภาพระหวางประเทศ โดยพิจารณางานของ อี เอช คาร
(E. H. Carr) เร่องอํานาจและจริยธรรมในความสัมพันธระหวางประเทศเปนหลัก


ในการวจารณทฤษฎเสรนยมคลาสสก และประเดนสดทาย บทบาทของกองทพเรอ










ในการสรางสันติภาพระหวางประเทศตามทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก
แนวคิดเรื่องมนุษยนิยมในยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ

มนุษยนิยมเปนกระแสความคิดท่ดํารงมาตลอดประวัติศาสตรโลก วิธีการ ภาพแนวความคิดสําคัญในมนุษยนิยม









ทางวทยาศาสตรทเปนหลกในการแสวงหาความรของมนษยในปจจุบันกตงอยบน





หลักความเชื่อวามนุษยนั้นมีเหตุผล สามารถเขาใจสรรพสิ่งตาง ๆ ในโลกไดวามีธรรมชาติ
เปนอยางไร มีกําเนิดจากอะไร เชน ความเขาใจวาโลกหมุนรอบตัวเองเกิดเปนกลางวัน
และกลางคืน โลกหมุนรอบดวงอาทิตยเกิดเปนฤดูกาล ดวงจันทรหมุนรอบโลกทําใหเกิด






น้าข้นน้าลง เปนตน และสามารถนําความรท่ไดไปใชประโยชนเพ่อความสุขของตนเอง

และสังคม แนวคิด “มนุษยนิยม” เปนความเช่อวามนุษยมีเหตุผล รวมไปถึงอารมณ 
ความรูสึก และความตองการทางกาย เชน กิน นอน พักผอน และสามารถสื่อสารความคิด
ของตนเองออกมาใหผูอื่นเขาใจได
คอรลิส ลามองต (Corliss Lamont) มองวาความคิดเร่องมนุษยนิยมน ้ ี





เปนปรัชญาท่สมบูรณแบบท่สุดเทาท่มนุษยเคยมีมา เพราะหลักพ้นฐานมนุษยนิยมนั้น
มีประจักษพยานสนับสนุนความจริงมาโดยตลอด และมนุษยนิยมยังทําใหเราปลดปลอยพลัง
ในการสรางสรรคของมนุษยชาติ ทําใหมนุษยตางชาติตางภาษาสามารถเช่อมโยงสัมพันธกันได 


เพราะมีความเปนมนุษยรวมกัน เชน คนไทยสามารถเรียนรูและเขาใจคนจีนผานภาษาจีน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
42
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

หรือเขาใจคนอเมริกันหรืออังกฤษผานภาษาอังกฤษได ก็เพราะคนไทยมีเหตุผลสากล

ท่มนุษยทุกชาติทุกภาษามีรวมกัน สวนแรกของบทความน้จะอธิบายแนวความคิดมนุษยนิยม






ท่เกิดข้นในยุคฟนฟูศิลปวิทยาการของยุโรปเปนการเฉพาะ ซ่งลามองตใหช่อแนวความคิด
นี้วา “มนุษยนิยมยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance Humanism)”























ภาพแนวความคิดสําคัญในมนุษยนิยม
ที่มา : https://www.humanistcanada.ca/




โดยท่วไป มนุษยนิยมมองวามนุษยใชชีวิตเพียงชาติน้เทาน้นและพึงทําชีวิต


ใหดีท่สุด โดยการสรางผลงานจากจินตนาการของตนเองและแสวงหาความสุขในการ

ดํารงชีวิต ความสุขของมนุษยเปนตัวตัดสินวาการกระทําของเราน้นดีท่สุดหรือไม 

















โดยไมจาเปนตองอางองแหลงทมาอนใดทอยูเหนอธรรมชาต เชน พระเจา เทพยดา



หรอส่งศกด์สิทธ์ใด ๆ และจะวาไปส่งเหนือธรรมชาติดังกลาวไมมจริงเสียดวยซ้าไป









ในสายตาของมนุษยนิยม ถึงท่สุดแลวตัวมนุษยเองเทาน้นท่สามารถใชความเฉลียวฉลาด


หรือปญญาของตนเองรวมมือกันสรางปอมปราการแหงสันติภาพและความงามอันถาวร

บนโลกใบนี้ไดอยางเสรี สวนมนุษยนิยมยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ ถือเปนความเคลื่อนไหว
ของมนุษยนิยมกระแสแรกท่ตอตานความเช่อเร่องส่งเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะอยางย่ง







พระเจาของคริสตจักรยุคกลาง ดวยการเปล่ยนความสนใจในเร่องวิญญาณอมตะไปยัง
เรื่องของการสรางชีวิตที่ดีและมีความสุขที่สุดบนโลกใบนี้ หากกลาวใหชัดเจนตามเนื้อหา
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 43

ทางประวัติศาสตร กระแสการฟนฟูศิลปวิทยาการในเวลาน้น เปนการตอตานอํานาจ


ของคริสตจักรคาทอลิกและขอจํากัดหรือขอหามทางศาสนา ตอการแสวงหาความร ู 
ของมนุษย จนกระท่งเกิดนักคิด นักเขียน และศิลปนมากมายท่หันไปศึกษาเร่องของเหตุผล





แลวนํามาสรางสรรคผลงานของตนเอง แทนท่จะสรางผลงานเพ่อตอบสนองความเช่อ







และศรทธาทางศาสนาเพียงอยางเดียวเทานน เชน ภาพวาดการสรางมนุษยคนแรก
ท่เพดานโบสตซิสทีน ในป ค.ศ.๑๕๑๑ ของไมเคิลแองเจโล ภาพวาดโมนา ลิซา ในป

ค.ศ.๑๕๐๓ - ๑๕๐๖ ของลีโอนารโด ดา วินชี เปนตน















ภาพขงจื้อ ภาพอริสโตเติล
ที่มา : https://www.ancient.eu/image ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Aristotle#/
/969/confucius/ media/File:Aristotle_Altemps_Inv8575.jpg









การท่ลามองตมองวาแนวคดมนุษยนิยมนนเปนปรัชญาท่สมบรณแบบทสุด




ปรัชญาหน่งไมเพียงเพราะเคยปรากฏข้นในโลกตะวันตกยุคโบราณอยางกรีกและโรมัน


เทานั้น ไมวาจะเปนการแกะสลักรูปปนเหมือนของวีรบุรุษเอเธนส เชน เพริคลีส บทละคร
สุขนาฏกรรมของอริสโตฟานีส บทสนทนาของเพลโตวาดวยความงาม ความยุติธรรม





หรือความกลาหาญ หรือหนังสอจริยศาสตรของอรสโตเติล แตมนุษยนยมยงเกิดข้น



ในโลกตะวันออก เชน ในจีนท่มีขงจ้อเปนตัวอยาง หรือในอินเดียท่มีพุทธศาสนาเปนตัวอยาง

ในโลกตะวันตก ศิลปะกรีกและโรมันอยางรูปปนของเทพเจากรีกและโรมันจะมีลักษณะ


ท่เหมือนมนุษยมาก ตางจากเทพเจาในดินแดนอ่น อยางอียิปตท่เปนเทพฮอรัสท่มีศีรษะ




เปนนก ศิลปะดังกลาวสะทอนวาผสรางงานใชมนุษยเปนตนแบบของงาน ในจีนขงจ้อ

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
44
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ



สรางปรัชญาของตนเองข้นมาจากการใหความสําคัญกับมนุษยท่เรียกวา “เหริน”





ซ่งหมายถึงมนุษยธรรม ขงจ้อตองการสรางรัฐท่สมบูรณแบบโดยใหมี “จวินจ่อ” หรือ
วิญูชนเปนผูปกครอง สาระสําคัญของวิญูชน คือผูที่รูจักรักมนุษยผูอื่น รูจักการเอาใจเขา


มาใสใจเรา ความคิดเร่อง “เหริน” ในปรัชญาขงจ้อก็สะทอนความเปนมนุษยนิยมดวย
พทธศาสนากสอนใหเรารจกพงตนเอง ไมขอรองออนวอนสงศกดสทธใหดลบนดาล


























ส่งท่ตองการให ไมวาจะเปนทรัพยสิน ช่อเสียง หรืออํานาจ มนุษยเทาน้นเปนผกําหนด
ชะตาชีวิตตนเอง ความคิดเชนนี้ของพุทธศาสนาก็สะทอนแนวคิดมนุษยนิยมดวยเชนกัน
อยางไรก็ตาม เม่อพิจารณาบริบททางประวัติศาสตรในยุโรปแลวจะพบวา



มนษยนยมในยุคฟนฟูศิลปวิทยาการน้น เปนการยอนกลับไปนําเอามรดกทางอารยธรรม











ของกรกและโรมนมาฟนฟใหม โดยลอกเลยนแบบงานของนกคดและศลปนยคคลาสสก






มาและตอยอดหรือปดฝนความคิดและผลงานเหลาน้น จนกระท่งไดความคิดใหม 







ทนาพาโลกใหกาวเขาสยุคใหม จุดเร่มตนของการฟนฟูศิลปวิทยาการ เร่มตนในอิตาล ี



เพราะเปนเมืองทาคาขายสําคัญในเมดิเตอรเรเนียน จากน้นอารยธรรมกรีกและโรมัน
กขยายเขาไปยงประเทศตาง ๆ ทั่วยุโรป เชน อังกฤษ ฝรั่งเศส เปนตน ในทวีปยุโรปเหลานี้



สรางรัฐชาติสมัยใหมข้นมาจากอารยธรรมกรีกและโรมัน เห็นไดชัดจากสถาปตยกรรม

และภาษาที่มีรากมาจากกรีกและลาติน ประเด็นสําคัญคือ มรดกทางอารยธรรมดังกลาว
ยังคงดํารงมาหลายคริสตศตวรรษ ต้งแตคริสตศตวรรษท่ ๕ ชวงโรมลมสลายจนถึง



คริสตศตวรรษท่ ๑๕ ชวงการฟนฟูศิลปวิทยาการไดอยางไร เน้อหาบทความสวนตอไป


จะตอบคําถามนี้
การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของยุโรปจากยุคกลางสูยุคใหม 
ตามความเขาใจของผูศึกษาอารยธรรมตะวันตกโดยท่วไปมักจะมองวา ยุโรป



ยุคกลางเปนยุคมืดในความหมายท่วาไมมีความคิดใหมเกิดข้นในชวงเวลาน้ เพราะเปน


เวลาของการครอบงําโดยศาสนจักรท่โรม สภาพทางสังคมของยุโรปก็เปนสังคมฟวดัล




หรือระบบศักดินาสวามิภักด์ ความเขาใจวายุโรปอยในยุคมืดเชนน้นาจะคลาดเคล่อน







ไปจากความจรง เพราะมความพยายามในการฟนฟความคิดแบบกรก - โรมน มาเปนระยะ

ต้งแตกรุงโรมลมสลาย อีกท้งความคิดกรีก - โรมัน ยังไดรับการรักษาไวโดยจักวรรดิโรมน




ตะวันออกท่กรุงคอนสแตนติโนเปล ปรัชญาของเพลโตและอริสโตเติลก็ไดรับการนํามาใช 
อธิบายคริสตศาสนา โดย เซนตออกัสตินและเซนตโทมัส อไควนัส ตามลําดับ ดังน้น



ความเขาใจวา ยคกลางของยโรปเปนยคมดนนจงไมจรงเสยทเดยว ในความเปนจรง ิ














ยุโรปยุคกลางเปนความพยายามในการตอสระหวางศาสนจักรกับอาณาจักรในการยึดกุม



ความเปนจริงและอํานาจ ในขณะท่ฝายศาสนจักร พยายามใหผคนรสึกวาไมมีอะไรด ี


ในโลกท่พวกเขาอาศัยอยในปจจุบันจนตองมอบความศรัทธาใหกับชีวิตในโลกหนา

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 45

ภาพระบบฟวดัลและระบบแมนเนอรในยุโรปยุคกลาง
ระบบฟ วด ลและระบบแมนเนอร ในย โรปย คกลาง จาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Medieval_demograp
ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Medieval_demography#/media/File:Les_
hy#/media/File:Les_Tr%C3%A8s_Riches_Heures_
Tr%C3%A8s_Riches_Heures_du_duc_de_Berry_octobre_detail.jpg
du_duc_de_Berry_octobre_detail.jpg
















อนนรนดรกบพระเจา ฝายอาณาจกรซงเขาใจดวา ความพยายามนเปนเพยงความตองการ


รักษาอํานาจของศาสนจักรเอาไวเทาน้น จึงพยายามตอสเพ่อปลดแอกตนเองออกจาก



อิทธิพลของศาสนจักรมาโดยตลอด จนกระท่งบรรลุความสําเร็จในยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ










ท่ตองพงพาอาศัยมรดกจากกรกและโรมัน ซ่งสะทอนแนวคิดมนษยนิยมอยางชัดเจน
ในบทความสวนที่สองนี้จะฉายภาพพัฒนาการจากยุคกลางสูยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ
๑. สภาพยุโรปยุคกลาง
การนับยุคสมัยของประวัติศาสตรอารยธรรมตะวันตกโดยปกติจะแบงออก




เปนยคโบราณ ยคกลาง ยคฟนฟศลปวทยาการ ยคใหม และยครวมสมย ออารยธรรม













ตะวันตกคืออารยธรรมกรีกในยุคโบราณ ดังที่กลาวมาแลว อารยธรรมกรีก - โรมัน นั้น











มความเปนมนษยนยมสงกวาอารยธรรมอน ๆ ในยคโบราณดวยกนเอง แมวาอารยธรรมจน







และอนเดยจะมความเปนมนษยนยมอยดวย แตมนษยนยมกไมใชแนวคดกระแสหลก















ในจีนและอินเดียเหมือนอารยธรรมกรีก ดังน้นจุดเร่มตนของอารยธรรมตะวันตก
จึงเริ่มที่แนวคิดมนุษยนิยมบนพื้นฐานของคําวา “เสรีภาพ” อยางชัดเจน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
46
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

สาธารณรัฐและจักรวรรดิโรมันรับแนวคิดของกรีก และนํามาปรับใชในทางปฏิบัต ิ



โดยยังคงความคิดเร่องของเสรีภาพเอาไวตลอดมา โดยจะเห็นไดจากการท่โรมันสราง





จกรวรรดิของตนเอง โดยปลอยใหพ้นท่ท่ตนเองเขาไปยึดครองน้นมีอิสระในทางศาสนา
ไมพยายามเขาไปเปล่ยนความเช่อเดิมของคนทองถ่น แตดวยความเปนจักรวรรด ิ







จึงหลีกเล่ยงไมพนท่จะมีการใชอํานาจกดข่ขูดรีดทรัพยากรเพ่อนํามาสะสมในกรุงโรม





เม่อเกิดกบฏข้นในพ้นท่ท่ตนปกครอง โรมันก็จะใชกําลังทหารในการปราบปรามกบฏ
และกอบกูระเบียบใหกลับมา

การลมสลายของโรมันตะวันตกมีปญหาเร่องการบังคับใชกฎหมายในพ้นท่ตาง ๆ



ท่วจักรวรรดิ จนทําใหแตละพ้นท่ในจักรวรรดิแยกตัวออกมาต้งตนเปนอิสระ ปจจัยท่ทําให 




จักรวรรดิโรมันตะวันตกลมสลาย ไดแก กองทัพโรมันท่ออนกําลังลงและขาดประสิทธิภาพ

เศรษฐกิจที่ถดถอย จักรพรรดิที่ไรความสามารถ การแยงชิงอํานาจระหวางกันเองภายใน
การเปล่ยนแปลงทางความเช่อทางศาสนา และการบริหารจักรวรรดิท่ไรประสิทธิภาพ






บวกกับการรุกรานจากชนเผาเยอรมันท่อยนอกจักรวรรดิโรมัน และการเปล่ยนแปลง
ในทางสภาพอากาศก็สงผลตอการลมสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกดวยเชนกัน




ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Medieval_demography#/media/File:Les_ ชวงเวลาของการลมสลายเร่มต้งแตป ค.ศ.๓๗๖ เม่อชนเผาโกธเขามาอยในอาณาจักร


Tr%C3%A8s_Riches_Heures_du_duc_de_Berry_octobre_detail.jpg โรมันจนกระท่งป ค.ศ.๔๗๖ เม่อจักรพรรดิโรมิวลุส ออกัสตัส ถูกถอดจากบัลลังก 
โรมันตะวันตก

เม่อโรมันตะวันตกลมสลายลง ศูนยกลางของจักรวรรดิโรมันก็ยายมายัง



กรุงคอนสแตนติโนเปลของจักรวรรดิโรมันตะวนออก จากน้นยโรปก็เขาสยุคกลาง


อยางชา ๆ โดยเกิดปรากฏการณทางสังคม ไดแก จํานวนประชากรท่ลดลง ประชากร


หนีออกไปอยตามชนบท อํานาจรวมศูนยในเมืองลดลงและกระจายออกไปยังชนบท


มากข้น ผรุกรานเขามาปลนฆาประชาชนเปนระยะ และชนเผาตาง ๆ อพยพเขามา

อยรวมกันกับผคนในเมือง เชน ชนเผาเยอรมันตางก็เขามาต้งอาณาจักรของเผาตนเอง



ท่แยกออกมาจากจักรวรรดิโรมัน สวนในแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลางก็อย ู 
ภายใตการปกครองของจักรวรรดิชาวมุสลิมราวศตวรรษท่ ๗ ซ่งพ้นท่เหลาน้เคยอย  ู





ใตการปกครองของจักรวรรดิโรมันตะวันออก อาณาจักรของชนเผาตาง ๆ สวนใหญ 
ในยุโรปตะวันตกก็รับเอาสถาบันทางการเมืองของโรมันมาใชตอ อารามของศาสนาคริสต
กอต้งข้นเพ่อใชเปนหนวยงานในการเปล่ยนศาสนาของพวกนอกรีตใหเปนคริสตศาสนา




ชนเผาแฟรงคในราชวงศคารโรลินเจียนไดสรางจักรวรรดิคารโรลินเจียนในชวงระยะ
เวลาสั้น ๆ ชวงปลายคริสตศตวรรษที่ ๘ ถึงตนคริสตศตวรรษที่ ๙ โดยมีพื้นที่ครอบคลุม
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 47



ยุโรปตะวนตกเกอบทงหมด แตตอมาก็เกิดสงครามกลางเมืองและจักรวรรดิก็ถูกรุกรานจาก


ภายนอก ไดแก ชนเผาไวกิงจากทางเหนือ แมกยารจากทางตะวันออก และซาราเซ็นสจากทางใต 
ในชวงที่ยุคกลางเขาสูจุดสูงสุด (High Middle Ages) หลังจากป ค.ศ.๑๐๐๐


ประชากรยุโรปเพ่มข้นอยางมาก เพราะเกิดนวัตกรรมในทางเทคโนโลยีและทางการ


เกษตรซ่งเอ้อใหการคาเจริญรงเรือง รวมท้งอากาศของยุโรปในชวงดังกลาวก็ชวยให 












พชพรรณธญญาหารอดมสมบรณ ในชวงเวลานมระบบแมนเนอร (Manorialism)
ซ่งเปนการจัดระบบชาวนาใหเขาไปอยในหมบานเพ่อสงสวยและทํางานใหกับขุนนาง





ในทองถ่น และระบบฟวดัล (Feudalism) ซ่งเปนโครงสรางทางการเมืองท่พวกอัศวิน













และบรรดาขนนางระดบลางมอบความจงรกภกดใหกับลอรดทอยเหนอกวาแลกกบสิทธิ




การเชาท่ดินและแมนเนอรของลอรด ระบบท้งสองเปนแนวทางการจัดระเบียบสังคม

ในชวงที่ยุคกลางเขาสูจุดสูงสุด

ภาพสงครามครูเสด
ที่มา : https://www.thegospelcoalition.org/blogs/kevin-deyoung/what-about-the-crusades/
สงครามครูเสด (Crusades) เริ่มตนครั้งแรกในป ค.ศ.๑๐๙๕ เปนความพยายาม


ของชาวคริสตในยุโรปตะวันตกในการไดดินแดนอันศักด์สิทธ์กลับคืนมาจากพวกมุสลิม


กษัตริยของอาณาจักรในยุโรปตะวันตกเร่มรวมศูนยอํานาจเขามาสเมืองหลวงและ ภาพกาฬมรณะ

สรางรัฐชาติได เชน ในอังกฤษภายใตราชวงศนอรมัน ในฝร่งเศสภายใตราชวงศวาลัวร  ที่มา : https://www.nationalgeographic.com/history/magazine/2015/
10-11/fast-lethal-black-death-spread-mile-per-day/
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
48
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ


Click to View FlipBook Version