The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นาวิกาธิปัตย์สาร ฉบับที่ 101
ตุลาคม 2563 - มีนาคม 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นาวิกาธิปัตย์สาร, 2022-07-11 05:47:32

นาวิกาธิปัตย์สาร เล่ม 101

นาวิกาธิปัตย์สาร ฉบับที่ 101
ตุลาคม 2563 - มีนาคม 2564












ถอเปนการลดสภาวะอนาธปไตยภายในอาณาจกรได ขณะเดยวกนกลบทาใหความเปน

คริสตจักรท่เปนอันหน่งอันเดียวน้นเส่อมถอยลงไป ชวงเวลาน้เองเปนชวงเวลาทสานก








อัสสมาจารยนําปรัชญาของอริสโตเติลมาใชอธิบายศาสนาคริสต เปนการนําศรัทธา
















กบเหตผลมาประสานเปนเน้อเดยวกัน และเปนชวงทเกดมหาวทยาลยขนเปนครงแรก

เทววิทยาของเซนตโทมัส อไควนัส ภาพเขียนของจอตโต ดี บอนโดเน วรรณกรรม
ของดันเตและชอเซอร การสํารวจของมารโค โปโล และสถาปตยกรรมในโบสถแบบโกธิค

เชน ท่เมืองชารตส ผลงานเหลาน้เปนความสําเร็จของอารยธรรมยุโรปสมัยกลาง

ซึ่งนําไปสูยุคกลางชวงปลาย
ชวงปลายยุคกลางเปนชวงเวลาแหงความยากลําบาก เพราะเกิดทุพภิกขภัย

โรคระบาด และสงคราม ซ่งสงผลใหจํานวนประชากรยุโรปลดลงมหาศาล โรคระบาด

ท่เกิดข้นระหวางป ค.ศ.๑๓๔๗ - ๑๓๕๐ ท่เรียกวา “กาฬมรณะ (Black Death)”


คราชีวิตชาวยุโรปลงไปมากกวาหนึ่งในสาม นอกจากนั้น การกวาดลางพฤติกรรมนอกรีต


ยังเกิดข้นคขนานไปกับความขัดแยงระหวางรัฐ เชน สงครามรอยประหวางอังกฤษ

กับฝร่งเศส สงครามกลางเมือง เชน สงครามดอกกุหลาบระหวางราชวงศยอรกกับราชวงศ 

แลงแคสเตอรในอังกฤษ และการลุกข้นตอตานรัฐบาลของชาวนา เชน ในสมัยพระเจา


รชารดท่สองของอังกฤษ พฒนาการทางสงคมการเมองและทางเทคโนโลยีทงหมด








ในยุคกลางไดเปล่ยนแปลงสังคมยุโรปใหเปนรูปแบบใหมและเปนบทสรุปของยุโรป
ยุคกลางชวงปลายและจุดเริ่มตนของยุคฟนฟูศิลปวิทยาการและยุคใหมในเวลาตอมา
ที่มา : https://www.thegospelcoalition.org/blogs/kevin-deyoung/what-about-the-crusades/
ภาพกาฬมรณะ
ที่มา : https://www.nationalgeographic.com/history/magazine/2015/
10-11/fast-lethal-black-death-spread-mile-per-day/
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 49

๒. จุดเปลี่ยนเขาสูยุคใหม 




ระหวางป ค.ศ.๑๓๐๐ - ๑๕๐๐ มีปรากฏการณจํานวนหน่งท่ถือเปนจุดเปล่ยน



จากยุคกลางเขาสยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ ปรากฏการณเหลาน้สงผลตอความคิดและ



พฤติกรรมของชาวยุโรป ความเปล่ยนแปลงเร่มจากสังคมฟวดัลท่เปล่ยนไปเพราะเกิด



สงครามระหวางอาณาจักรท่เกิดข้น และเกิดความรสึกรักชาติของประชาชนข้นตามมา




เชน ในอังกฤษท่มีการสถาปนาระบบรัฐสภา สวนในสเปนและฝร่งเศสสามารถสรางระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย ศูนยกลางการคาในบริเวณทะเลเมดิเตอรเรเนียนลดความสําคัญลง
พวกออตโตมันเติรกสามารถยึดจักรวรรดิโรมันตะวันออกไดในป ค.ศ.๑๔๕๓ คริสโตเฟอร
โคลัมบัส เดินทางไปพบโลกใหมในอเมริกา และโยฮัน กูเตนเบิรก ประดิษฐแทนพิมพ 

ท่ผลิตหนังสือได สวนการเปล่ยนแปลงดานภูมิปญญาและปรัชญาเร่มตนดวยความเส่อม



ของสํานักอัสสมาจารย ตามมาดวยการลดความสนใจในสถาปตยกรรมแบบโกธิคและ
ในทัศนะทางการเมืองแบบยุคกลางภายใตอิทธิพลของศาสนจักรเกือบทั้งหมด



























ภาพยุคแหงการสํารวจทางทะเล
ที่มา : https://standardsinpuzzles.com/products/age-of-discovery-jigsaw-puzzle
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
50
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

การท่โคลัมบัสคนพบโลกใหมน้น พิสูจนใหเห็นวาโลกไมไดแบน





เหมือนกับท่ศาสนจักรสรางเร่องข้นมาปดก้นการแสวงหาความรใหมของมนุษย



การเดินเรือเปนหนทางในการสรางชีวิตใหมใหกับชาวยุโรปท่ตองการเสรีภาพ














กเตนเบรกสรางแทนพมพขนมาทาใหความรทอยูแคในตาราสามารถกระจายออกไป


เชน การพิมพคัมภีรไบเบิล และยิ่งไดรับการแปลเปนภาษาทองถิ่นอยางที่ มารติน ลูเธอร


แปลเปนภาษาเยอรมันแลวย่งทําใหเกิดแรงกระเพ่อมทางความคิดข้นในยุโรปขนานใหญ


จนกระท่งชาวยุโรปลุกขึ้นมาเรียกรองเสรีภาพในการนับถือศาสนา และสุดทายการท ่ ี

กษตรยสามารถสถาปนาอํานาจในสเปนและฝร่งเศส และระบบรัฐสภาในอังกฤษ



ทําใหอานาจทางการเมืองถายโอนมาจากมือของศาสนจักรท่โรมในยุคกลาง มายัง










ผปกครองรฐในยคใหม แนวคดเชนนเรยกวา “ฆราวาสนยม (Secularism)” ซงหมายถง ึ






ปรัชญาท่วาสถาบันการปกครองหรือสถาบันการเมืองหรือสถาบันในรูปอ่น ควรจะ



ดําเนินการปกครองท่เปนอิสระจากอํานาจการควบคุมของสถาบันศาสนาหรือความเช่อ



ทางศาสนา ปรากฏการณท้งหมดนี้เอ้อใหแนวความคิดมนุษยนิยมกอตัวข้นในยุคฟนฟ ู


ศิลปวิทยาการในเวลาตอมา
๓. ยุโรปยุคการฟนฟูศิลปวิทยาการและการปฏิรูปศาสนา

การปฏิรูปสําคัญท่สุดหลังจากท่ยุโรปผานยุคกลางมาแลวคือการฟนฟ ู


ศิลปวิทยาการและการปฏิรูปศาสนา เพราะผลของเหตุการณท้งสองน้คือการเปล่ยนแปลง




พ้นฐานทางเศรษฐกิจจากการเมืองการปกครองแบบทองถ่นกับเศรษฐกิจแบบไมหวัง


ผลกําไรของสมัยกลางมาเปนเศรษฐกิจแบบสากล ท่เนนทุนและการคาขายในลักษณะ


การปฏิวัติทางการคาและสังคมเสรีแบบใหม ดวยเหตุน้ การเปล่ยนแปลงจากยุคกลาง


สยุคใหมท่ผานยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ เปนการเปล่ยนแปลงในลักษณะท่เหตุการณ







ท้งหลายพัฒนามาถึงจุดอ่มตัว แตทวาการเปล่ยนแปลงดังกลาวก็ไมราบร่นนักและ
กอใหเกิดวิกฤตการณในหลายประเทศ



พัฒนาการท่เกิดข้นในยุคน้แบงออกไดเปน พัฒนาการทางการเมือง
คือการเปล่ยนจากระบบฟวดัลมาเปนระบบการรวมตัวเปนรัฐชาติ พัฒนาการทางการคา

คือการเกิดระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมใหมและการขยายอิทธิพลของยุโรปไปท่วโลก



การฟนฟูศิลปวิทยาการ เปนการฟนฟูทางปญญาและศิลปะโดยเร่มในอิตาลีและจบท ี ่



การปฏิวัติฝร่งเศส การปฏิรูปศาสนาท้งฝายโปรเตสแตนทและคาทอลิก เปนขบวนการ
ที่ทําใหคริสตศาสนาในยุโรปตะวันตกเปลี่ยนรูปแบบใหมจากที่เคยเปนมาในยุคกลาง


พัฒนาการทางการเมืองเปนเร่องของการเกิดรัฐชาติ คริสตศตวรรษท่ ๑๕
เปนสมัยกําเนิดรัฐชาติภายใตระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยใน ๔ ประเทศ ไดแก สเปน
ที่มา : https://standardsinpuzzles.com/products/age-of-discovery-jigsaw-puzzle โปรตเกส ฝรงเศส และองกฤษ เนองจากความเสอมของระบบฟวดลจากการเรมใช 












¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 51



ธนูและดนปน ทําใหบทบาทของนักรบบนหลังมาและอัศวินสวมเกราะลดลง นอกจากน ี ้



การใชเงนตราแลกเปล่ยนและความร่ารวยของคนช้นกลาง ทําใหการคาแบบผูกขาด





ของลอรดลดนอยลงดวย เปนโอกาสของกษัตริยผรจักการรบแบบใหม ท้งยังไดรับ
เงินสนับสนุนจากพอคาเขาปราบปรามและยึดอํานาจจากลอรดและขุนนาง นอกจากน้ ี
ยังเกิดความสํานึกในความเปนชาติเมื่อมีการใชภาษาสเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส และอิตาลี

กวีอยาง ดันเต และชอเซอร เปนนักเขียนผใชภาษาทองถ่นแทนการใชภาษาลาติน





เหมอนเดม ทําใหสามารถอธิบายขนบธรรมเนียมและย้าความเปนชาติ เกดความภูมใจ

ในทองถิ่น ชื่นชมในภาษาและวัฒนธรรมของตน จนสรางความรูสึกจงรักภักดีตอทองถิ่น
มากกวาความเปนสากล หรือการที่จะตองยอมรับความเจริญของชนชาติอื่น
พัฒนาการทางการคา คือการเกิดระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมใหมและ
การขยายอิทธิพลยุโรปไปทั่วโลก เรียกวา “การปฏิวัติทางการคา” การปฏิวัติทางการคา
หมายถึง ความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปจากบริเวณทะเลเมดิเตอรเรเนียน
ไปสมหาสมุทรแอตแลนติกและโพนทะเล อิตาลีท่เคยรงเรืองมากในยุคกลางลดความ




สําคัญลงเม่อประมาณป ค.ศ.๑๕๕๐ สเปนและโปรตุเกสกลับมามีอิทธิพลข้น เมืองทา














แอนทเวรปและลยงกลบกลายมาเปนคแขงของเมืองทาเวนสและเจนว ซงเคยเปน

ศูนยการคาของอิตาลีมากอน เพราะเมืองทาแอนทเวิรปและลียงไดช่อวาเปนศูนยกลาง



ของธนาคารและการแลกเปล่ยนท่สําคัญ การคาจึงเขามามีบทบาทแทนการประกอบ
อาชีพเกษตรกรรมและเกิดเศรษฐกิจแบบพาณิชยนิยม (Mercantilism) ซึ่งเปนเศรษฐกิจ
ท่รัฐบาลของชาติควบคุมท้งหมด โดยเช่อวาชาติจะม่นคงไดก็ตอเม่อมีการพ่งพา







ทางเศรษฐกิจของชาติอ่นนอยท่สุด มีแหลงทรัพยากรของตนเองและมีทองคําสะสม













ใหมากทสด นามาสการแขงขนระหวางรฐชาต เพอธรกจและนาไปสการแขงขน









ทางการคา เกิดการพิพาทในกลุมประเทศอาณานิคม และเกิดสงครามหลายครั้งระหวาง
ป ค.ศ.๑๖๕๐ - ๑๘๑๕ การปฏิวัติทางการคาใหกําเนิดระบบทุนนิยมข้นมา ระบบทุนนิยม






คือหนวยงานธุรกิจขนาดใหญโดยกลมบุคคลท่ร่ารวยพอจะจัดซ้อวัตถุดิบ เคร่องมือ



แรงงาน เพ่อผลิตโภคภัณฑเพ่อผลกําไร ทุนนิยมเปนปจจัยสําคัญท่นําพาเศรษฐกิจโลก
ใหเขาสูการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเริ่มตนในอังกฤษชวงเวลาตอมา


การฟนฟูศิลปวิทยาการ เปนการฟนฟูทางปญญาและศิลปะเร่มในอิตาล ี


สมัยกลาง เปนยุคแหงศรัทธาซ่งหมายถงยุคท่ศาสนามอทธพลตอมนษยชาตอยางลนเหลือ










เม่อเวลาผานไปก็เกิดการเปล่ยนแปลงในหลาย ๆ ดาน มนุษยเร่มมีความเปนตัวของตัวเอง



มากข้น เหตุการณสงครามครูเสด การสํารวจและแสวงหาดินแดน เปนเสมือนตัวเช่อม



ระหวางยุคกลางและยุคใหม มาจนถึงสมัยแหงการฟนฟูศิลปวิทยาการ ถือวาเปนจุดเร่มตน

แหงยุคใหมอยางจริงจัง คําวา “Renaissance” แปลตามศัพทวา “เกิดใหม” คือ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
52
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ




การหนมาสนใจวิชาการและศิลปะกันใหมต้งแตยุคกลางท่มีนักคิดและศิลปนหลายคน


หนไปศกษาความคิดและอารยธรรมกรีก - โรมัน เม่อพวกออตโตมัน เติรกเขายึด






กรงคอนสแตนตโนเปล หนังสือจากหองสมุดก็กระจายออกมาสมือประชาชนท่วไป



ประชาชนไดเรียนรวรรณคดีกรีกโบราณมากข้น นักคิดกรีกท่พากันแตกหนีจาก
กรุงคอนสแตนติโนเปล จึงนําตําราวรรณคดีอพยพติดตัวเขามาในยุโรปกันอยางมาก
อยางไรก็ตาม ความหมายอยางกวางของการฟนฟูศิลปวิทยาการคือการจัดวางรากฐาน



ของอารยธรรมใหม เปนหัวเล้ยวหัวตอของการเปล่ยนจากยุคกลางเปนยุคใหม 







เปลยนจากอํานาจของคริสตศาสนาท่ครอบงําอย มาเปนสมยแหงวทยาศาสตรและ



ความเปนปจเจกชนนิยม (Individualism) ยุคกลางมองมนุษยวามีบาปแตกําเนิด
แตยุคใหมจะมองมนุษยวามีอิสระเสรี มีชีวิตจิตใจ พรอมท่จะใชชีวิตในแบบพลเมือง

ในสังคมสมัยใหม ตัวอยางผลงานของนักคิดและศิลปนในยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ

เชน กวีนิพนธ “ดีวีนา กอมเมเดีย (Divina Commedia)” ของ ดันเต อาลีกีเอรี
บทประพันธประเภทแสดงอารมณ (Lyric Poetry) ของ ฟรานเชสโก เพตราก
หนังสือ The Prince และ The Discourses on Livy ของ นิกโกเลาะ มาเคียเวลลี
งานจิตรกรรมของ เลโอนารโด ดา วินชี และราฟาเอล เปนตน


















ภาพ “School of Athens” ของราฟาเอล
ที่มา : https://www.raphaelpaintings.org/the-school-of-athens.jsp
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 53


การปฏิรูปศาสนาของฝายโปรเตสแตนทอยระหวางป ค.ศ.๑๕๑๗ - ๑๖๐๐







ตอจากยุคการฟนฟศลปวิทยาการ ๓ สมัยแรก ซ่งเปนการกลับสอดต แตการฟนฟ ู





ศลปวทยาการสมัยท่ ๔ หรือการปฏิรูปศาสนาจะเปนการมองไปยังอนาคตโดยไมไดมง




แตการพ้นฟูความคิดคลาสสิก แตจะเปนการสรางส่งใหมตามธรรมชาติและจิตสํานึก

ของมนุษย ถาหากจะเปรียบเทียบกับการคนพบดินแดนใหมของโคลัมบัสแลว การฟนฟ ู
ศิลปวิทยาการของเยอรมันก็คือ การคนพบและสํารวจทวีปใหมในความนึกคิดของมนุษย

โดยไดเปล่ยนคุณลักษณะไปเปนขบวนการท่หนักไปทางหลักวิชาและเหตุผลมากกวา

จะเปนเพียงเรื่องศิลปะ เปนขบวนการที่ไมเพียงวิพากษวิจารณของเกา แตจะสรางสรรค
ของใหมขึ้นมาแทนที่และในที่สุดเปนขบวนการที่มีแงศีลธรรมและปรัชญาใหมของตนเอง














การเปลยนแปลงในยโรปทเกดขนมาตามลาดบ เรมจากระบบฟวดล
ซึ่งเปนระบบสังคมการเมืองและการปกครองของสมัยกลาง ไดวิวัฒนาการมาเปนระบอบ



สมบูรณาญาสิทธิราชยในสเปนและฝร่งเศส จากน้นนักปรัชญานานาชาติ ไดเปล่ยนวิธ ี
การศึกษาแบบธรรมชาติหรือคลาสสิก ซ่งเปนระบบการศึกษาของสมัยกลางมาเปน

การศึกษาแนวใหมและวิทยาศาสตร เมื่อการเปลี่ยนแปลงของระบบการเมือง และวิธีการ






แสวงหาความรเกิดข้นท้งสองดานน้แลว สถาบันท่ยังเหลืออยโดยไมมีการเปล่ยนแปลง

ก็คือคริสตศาสนานิกายคาทอลิกท่ยังมีสภาพเปนระบบศาสนาของสมัยกลางอย ู 

ในที่สุดจึงตองถูกเพงเล็งและจําเปนตองไดรับการปฏิรูปใหเปนคริสตศาสนาสมัยใหมดวย
และเกิดเปนขบวนการปฏิรูปที่เปนผลงานสวนใหญของชาวเยอรมัน

ความหมายของการปฏิรูปโดยนัยท่เขาใจงายท่สุด จะหมายถึงการทําลาย


“เอกภาพ” ของสมัยกลางโดยนักมนุษยนิยมผเนนความคิดเห็นของตนเองตามแบบ
ปจเจกชนนิยม คือการไมเห็นดวยกับการควบคุมความคิดเห็นและสติปญญาจากอํานาจ
สวนกลาง โดยเฉพาะรัฐชาติท่เกิดข้นไดทําลายแนวคิดเร่อง “จักรวาลสากล” หรือ



“จักรวรรดิคริสเตียนรวม” แหงสมัยกลางอยางเด็ดขาด โดยเฉพาะวัดซ่งมีอิทธิพล




มากเกินไปในสมัยกลางจะตองไดรับการปรับปรุงโดยเร็วท่สุด ผท่มีบทบาทในการเร่ม












การปฏรปศาสนา คอ มารตน ลเธอร (Martin Luther) บาทหลวงเยอรมนผมกาเนด



อันยากจน แตมีความสนใจศาสนาในแงของหลักการมากกวาพิธีกรรม ลูเธอรไดเร่ม
เรียกรองความสนใจจากการเขียนคําประทวง ๙๕ ขอ ซ่งทําใหมีผเห็นดวยวาไมควร


นําเงินของเยอรมันไปสรางวัดในอิตาลี เหตุการณน้ นับเปนการเร่มตนการประทวง


ทางศาสนาซึ่งเปนที่มาของคําวา “Protestant” ตั้งแตป ค.ศ.๑๕๒๙ จากนั้นการปฏิรูป
ศาสนาก็แพรขยายออกไปยังประเทศตาง ๆ ทวยุโรป และขยายตวกลายเปนสงคราม






ภายในประเทศและสงครามศาสนาระหวางประเทศในคริสตศตวรรษที่ ๑๗
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
54
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ







พฒนาการทางการเมองเรองการเกิดรฐชาต พัฒนาการทางการคา

เร่องการเกิดทุนนิยมและพาณิชยนิยม การฟนฟูศิลปวิทยาการของอารยธรรมกรีก - โรมัน


และการปฏิรูปศาสนาของฝายโปรเตสแตนทท่ลุกลามกลายเปนสงครามศาสนา ๓๐ ป 










และยตลงดวยสนธสญญาเวสตฟาเลยในป ค.ศ.๑๖๔๘ ตางเปนเหตการณทสราง






ความเปล่ยนแปลงอยางมหาศาลใหกับยุโรป และนําพายุโรปเขาสยุคเรืองปญญาท่เปน


จุดสูงสุดของความคิดมนุษยนิยมที่กลายเปนเสรีนิยมคลาสสิกในที่สุด




ภาพ มารติน ลูเธอร กับการปฏิรูปศาสนา

ที่มา : https://www.history.com/topics/reformation/reformation



ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกในยุคเรืองปญญา
๑. ความหมายและความสําคัญยุคเรืองปญญา

ถาถือวายุคฟนฟูศิลปวิทยาการชวงป ค.ศ.๑๓๐๐ - ๑๕๐๐ คือสัญลักษณแหง

การเร่มตนยุคใหมเพราะมีการฟนฟูอารยธรรมกรีก - โรมัน ท่เนนมนุษยนิยม หลักการใช 


เหตุผลของมนุษยและสิทธิในการดํารงอยแบบฆราวาสวิสัย ยุคเรืองปญญาจะเปนยุคเช่อม



ระหวางยุคแหงความรงเรืองของคริสตศาสนากับยุคแหงการกําเนิดระบบเศรษฐกิจ
แบบทุนนิยมและการแสวงหาดินแดนใหม ในยุคน้รูปแบบแนวคิดและวัฒนธรรม

จะเปลี่ยนไปอยางสิ้นเชิง จนทําใหปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๗ และตนคริสตศตวรรษที่ ๑๘
กลายเปนศตวรรษแหงการวางพื้นฐานสําคัญสูการปฏิวัติฝรั่งเศส
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 55

คริสตศตวรรษท่ ๑๘ เรียกวา คริสตศตวรรษแหงการเรืองปญญา


เพราะเปนศตวรรษแหงการเร่มพบกฎแรงโนมถวงของโลกโดยนักวิทยาศาสตรสมัยใหม 
คือ เซอร ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) ถือเปนกฎที่ไมไดกําหนดขึ้นโดยผูมีอํานาจ

แตเปนกฎของโลกท่มีผลตอมนุษยทุกคนเทาเทียมกัน ไมวาจะเปนมนุษยในภูมิภาคใด

ของโลก และไมไดข้นอยกับอํานาจเทวสิทธ์ของเทพเจาองคใดอีกตอไป ผลจากกฎ


ของนิวตันคือการเกิดแนวคิดใหมทางเศรษฐศาสตรของ อดัม สมิธ (Adam Smith)

เสนอนโยบายเสรี (Laissez - Faire) คือการท่รัฐบาลจะตองไมเขาไปยงเก่ยวดวยการ





ต้งขอจํากัดทางการคาอยางใดอยางหน่ง แตควรปลอยใหเปนไปตามธรรมชาต สมิธเช่อวา


การปลอยตามกฎธรรมชาติเทาน้นจึงจะทําใหธุรกิจประสบผลสําเร็จ ขอสังเกตน้จึงเปน


เสมือน “กฎนิวตันทางเศรษฐศาสตร”


ในทางศาสนาคือความเช่อเร่องพระเจาทรงสรางโลกข้นดวยการอาศัย





กฎธรรมชาติ เม่อสรางแลวพระองคจึงถอนตัวไปเพ่อปลอยใหเปนการดําเนินการตามกลไก
ธรรมชาติ สวน “นักปรัชญา (Philosophe)” ฝรั่งเศสคือ รูโซ (Rousseau) นํากฎของนิวตัน
มาใชทางการเมืองการปกครอง โดยตอตานเร่องอํานาจเทวสิทธ์ของกษัตริย รูโซเช่อวา







ควรปลอยใหประชาชนมีโอกาสคิดเองตามธรรมชาติ การทคริสตศตวรรษท่ ๑๗ - ๑๘ ไดช่อวา



“Enlightenment” น้น จึงส่อความหมายถึงแสงสวางท่ดับแลวในสมัยส้นสุดจักรวรรด ิ




โรมันและปลอยใหยุโรปอยในความมืด หลังจากน้นในคริสตศตวรรษท่ ๑๘ จึงมีการ

จุดประกายใหม คือการสรางพลังแหงฆราวาสวิสัยจากสมัยฟนฟูศิลปวิทยาการใหเต็ม

บริบูรณยิ่งขึ้น
จากความเจริญทางวิทยาศาสตรทําใหคริสตศตวรรษท่ ๑๘ ถูกเรียกวา

“ยุคแหงเหตุผล (Age of Reason)” ท่สรุปรวมจากเหตุการณกอนหนาน้คือ


คริสตศตวรรษที่ ๑๓ เปนสมัยการรวมกษัตริยในระบบฟวดัล จากนั้นคริสตศตวรรษที่ ๑๔









เปนสมยความเสอมศรทธาทางศาสนา ปลายครสตศตวรรษท ๑๕ เปนสมย “ราชวงศ 




แบบใหม (New Monarchies)” ซ่งมีผลตอมาคือความเส่อมเพราะสงครามกลางเมือง
และสงครามศาสนาหลังสมัยการปฏิรูปศาสนา ตอนปลายคริสตศตวรรษท่ ๑๗

เปนยุครัฐสมัยใหมท่มีระบอบรัฐสภาหรือระบอบกษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญกับระบอบ

เอกาธิปตยในฝร่งเศสแยกจากกันชัดเจน เปนสมัยการปฏิวัติทางปญญาเรียกวา


ศตวรรษแหงความปราดเปร่อง (Century of Genius) และสมัยท่เร่มสรางจิตวิญญาณ


ของนักวิทยาศาสตร (Scientifi c Spirit)

ชวงปลายคริสตศตวรรษท่ ๑๘ เปนสมัยของระบอบราชาธิปไตย
แบบเรืองปญญา (Enlightened Despotism) มีประมุขของประเทศระดับท่หน่งถึง


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
56
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

๓ พระองค คือ พระเจาเฟรเดอริคมหาราชแหงปรัสเซีย พระนางแคเทอรีนมหาราชิน ี

แหงรัสเซีย และพระจักรพรรดิโจเซฟท่ ๒ แหงออสเตรีย สวนประมุขของประเทศ


ระดับท่สองคือ ดอน คารลอส (พระเจาชารลท่ ๔ แหงเนเปลส ตอมาคือพระเจาชารล
ที่ ๒ แหงสเปน) พระเจาลีโอโปลดแหงทัสคานี (ภายหลังเปนพระจักรพรรดิลีโอโปลดที่ ๒)



และพระเจากุสตาวุสท่ ๓ แหงสวีเดน ประมุขท้ง ๖ พระองคน้ ไดทรงนําความคิดของ
“นักปรัชญา (Philosophe)” มาดัดแปลงใหใชเปนสถาบันการเมือง เกิดเปน “ความคิด
เรืองปญญา (Enlightened)” และการปกครองที่เปนอํานาจเด็ดขาด



ขอท่นาสังเกตคือวรรณกรรมในคริสตศตวรรษท่ ๑๘ จะต้งตนดวยการ
ใหความเพลิดเพลิน แตตอนหลังกลับเนนการใหความคิด ความเจริญทางอักษรศาสตร 

เร่มตนดวยการเขียนวรรณคดีแตจบลงดวยการเขียนบทความและปรัชญาการเมือง ในขณะท ี ่
อังกฤษยังสนใจเรื่องบันเทิง เชน เรื่อง Roderick Random, Tom Jones หรือ Tristram
Shandy แตชาวฝรั่งเศสจะสนใจทฤษฎีการเมืองและความคิดรุนแรง ชาวอังกฤษคุนเคย

กับการปกครองแบบรัฐธรรมนูญแบบมีรัฐสภา ไมมีความขัดแยงระหวางชนช้นและ
สามารถดัดแปลงสถาบันเกาใหเขากับสมัยใหมได แตฝร่งเศสไมเคยมีรัฐธรรมนูญ ไมเคย


มีรัฐสภาและมีความแตกตางเร่องชนช้นอยางรุนแรง จึงสนใจแตเร่องความทุกขยาก




ซ่งไมมีกลไกใดจะชวยแกไขได การปฏิวัติใหญเกิดข้นหลายคร้งในคริสตศตวรรษท่ ๑๘


ในโลกตะวันตก ทั้งในทวีปอเมริกาและยุโรปคือการปฏิวัติอเมริกันและการปฏิวัติฝรั่งเศส
หลังจากน้นคือสมัยของพระจักรพรรดินโปเลียนมหาราช ท่ไดกอใหเกิดความเปล่ยนแปลง















ทวยโรปซ่งไมอาจปฏิเสธไดเลยวา ปจจยหน่งททําใหเกดเหตุการณเหลานันคือความคิด

เรื่องเหตุผลและความเจริญรุงเรืองทางปญญา
อยางไรก็ตาม ยังคงมีความแตกตางระหวางคําวา “ยุคแหงเหตุผล
(Age of Reason)” กับคําวา “ยุคเรืองปญญา (Age of Enlightenment)” ท้งสองคําน ้ ี




ถูกใชปะปนกัน ท้ง ๆ ท่โดยแทจริงแลวยังมีความแตกตางกันอยคือ ความหมายโดย


ทวไปของ “ยุคแหงเหตุผล” หมายถึง ตลอดสมัยระหวางป ค.ศ.๑๖๕๐ - ๑๘๑๕ เปนสมัย

ทสงครามนองเลอดท่เกิดจากความคล่งไคลในศาสนา เร่มลดความรุนแรงลงดวยพลัง












ของเหตผล ความยดมนศรทธา (Faith) เร่มเปดทางใหกับหลกเหตผล (Reason) ทงหมดน ี ้





เกิดจากแรงกระตนของการคนควาทางวิทยาศาสตร ท่ไดสรางวิญญาณของการซักถาม

การใหเหตุผลและการหาคําตอบมาพิสูจนใหได โดยการทดลองทางวิทยาศาสตร

สวน “ยุคเรืองปญญา” เปนสวนหน่งของ “ยุคแหงเหตุผล” สวนใหญจะอยในชวงเวลา


ระหวางป ค.ศ.๑๗๐๐ - ๑๗๘๙ ซ่งเปนสมัยการปฏิวัติใหญในฝร่งเศส ระยะเวลาน ้ ี

จึงเรียกวา “สมัยการสลับฉากของประวัติศาสตรแหงจิตใจเสรีของมนุษย”
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 57

International
๒. ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก Organizations

ยุคเรืองปญญาเปนการตกผลึกแนวคิดมนุษยนิยม เร่องของเหตุผลตาม
หลักวิทยาศาสตร และความตองการเสรีภาพของชาวยุโรป จากการถูกกดทับมาหลาย









ศตวรรษ ผลผลิตจากยุคเรองปญญาคอทฤษฎเสรนยมคลาสสก หากถามวามนษยชาต ิ



เขาสยคเรืองปญญาแลวหรือยัง อิมมานูเอล คานต นักปรัชญาเสรีนิยมปรัสเซียจะตอบวา





ยงไมถง เพราะการรแจงหรือเรืองปญญาน้นเปนกระบวนการ กระบวนการดังกลาว






มรากฐานมาจากความเช่อท่วาทุกคนมีความเปนมนุษยเหมือน ๆ กัน ความเปนมนุษยน ี ้




มรากมาจากแนวคิดเร่องมนุษยนิยมต้งแตสมัยฟนฟูศิลปวิทยาการ และกอรางสรางตัว Peace




มาเปนยุคแหงเหตุผลและยคเรองปญญาในทสุด ดวยการเปนมนุษยน้เอง ท่ทาให 









จุดเร่มตนของการอยรวมกันเปนสังคม อยบนพ้นฐานของปจเจกบุคคลนิยมท่มองวา
มนุษยในฐานะปจเจกบุคคลมีความสําคัญสูงสุด สําคัญกวาสังคมหรือรัฐและทุกคน
จะแสวงหาสิ่งที่ดีที่ตนปรารถนาเสมอ
Economic
Democracy Interdependence
ภาพทฤษฎีสันติภาพจากประชาธิปไตย
ที่มา : https://www.assignmentpoint.com/arts/political-science/
classical-liberalism-in-political-science.html

นอกจากปจเจกบุคคลนิยมแลว มนุษยทุกคนยังมีเสรีภาพซ่งหมายความวา










ทกคนมความสามารถในการเลอกกระทาหรอไมกระทาตามทตนเองตองการ แตการเลอก







ดังกลาว เม่ออยเปนสงคมการเมองก็จะตองมีกรอบการปฏิบัติบางอยางซ่งเรยกวา กฎหมาย





ไมใหแตละคนละเมิดเสรีภาพของกันและกัน การเลือกใชเสรีภาพท่มีจึงตองอาศัยเหตุผล

ในความหมายท่เปนวิจารณญาณในการเลือกกระทําวาภายใตบริบทเฉพาะ มนุษยจะเลือก


กระทําอะไร อยางไร และเพราะเหตุใด นอกจากน้ มนุษยยังเสมอภาคกัน เบ้องตนคือ
เสมอภาคกันในฐานะมนุษยผมีเหตุผล ทุกคนคิดไดวาแตละคนตองการส่งท่ดีท่สุด




ใหกับชีวิตภายใตเงื่อนไขที่กําหนดมา แตในสังคมทุกคนจะเสมอภาคกันตอหนากฎหมาย

มีสิทธิในการเลือกต้งหน่งคนหนึ่งเสียง และมีโอกาสเทากันในการไดมาซ่งส่งท่ม ี




คณคาทางสังคม เชน งาน ตําแหนงหนาท่ เปนตน โดยพิจารณาตามหลักคุณธรรม



(Merit System) ซ่งวัดคุณคาของแตละคนจากผลการทํางาน หลักเบ้องตนเหลาน ้ ี


เปนรากฐานใหกับการพัฒนาทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกในการเมืองระหวางประเทศตอไป
ภาพแนวความคิดสําคัญในเสรีนิยมคลาสสิก
ภาพแนวความคิดสําคัญในเสรีนิยมคลาสสิก


ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5d/ANICET ไมเคิล ดอยล เสนอทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกในการเมืองระหวางประเทศ
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5d/ANICET
















-CHARLES-GABRIEL_LEMONNIER_A_READING_OF_VOL
T
AIRE.jpg
-CHARLES-GABRIEL_LEMONNIER_A_READING_OF_VOLTAIRE.jpg วามพนฐานมาจากการทรฐเรมสรางระบอบการเมองแบบสาธารณรฐทใหเสรภาพ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
58 59
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

International
Organizations












Peace







Economic
Democracy Interdependence

ภาพทฤษฎีสันติภาพจากประชาธิปไตย
ที่มา : https://www.assignmentpoint.com/arts/political-science/
classical-liberalism-in-political-science.html



นอกจากปจเจกบุคคลนิยมแลว มนุษยทุกคนยังมีเสรีภาพซ่งหมายความวา








ทกคนมความสามารถในการเลอกกระทาหรอไมกระทาตามทตนเองตองการ แตการเลอก















ดังกลาว เม่ออยเปนสงคมการเมองก็จะตองมีกรอบการปฏิบัติบางอยางซ่งเรยกวา กฎหมาย

ไมใหแตละคนละเมิดเสรีภาพของกันและกัน การเลือกใชเสรีภาพท่มีจึงตองอาศัยเหตุผล
ในความหมายท่เปนวิจารณญาณในการเลือกกระทําวาภายใตบริบทเฉพาะ มนุษยจะเลือก



กระทําอะไร อยางไร และเพราะเหตุใด นอกจากน้ มนุษยยังเสมอภาคกัน เบ้องตนคือ

เสมอภาคกันในฐานะมนุษยผมีเหตุผล ทุกคนคิดไดวาแตละคนตองการส่งท่ดีท่สุด



ใหกับชีวิตภายใตเงื่อนไขที่กําหนดมา แตในสังคมทุกคนจะเสมอภาคกันตอหนากฎหมาย


มีสิทธิในการเลือกต้งหน่งคนหน่งเสียง และมีโอกาสเทากันในการไดมาซ่งส่งท่ม ี




คณคาทางสังคม เชน งาน ตําแหนงหนาท่ เปนตน โดยพิจารณาตามหลักคุณธรรม




(Merit System) ซ่งวัดคุณคาของแตละคนจากผลการทํางาน หลักเบ้องตนเหลาน ้ ี

เปนรากฐานใหกับการพัฒนาทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกในการเมืองระหวางประเทศตอไป
ภาพแนวความคิดสําคัญในเสรีนิยมคลาสสิก


ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5d/ANICET ไมเคิล ดอยล เสนอทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกในการเมืองระหวางประเทศ
















-CHARLES-GABRIEL_LEMONNIER_A_READING_OF_VOLTAIRE.jpg วามพนฐานมาจากการทรฐเรมสรางระบอบการเมองแบบสาธารณรฐทใหเสรภาพ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 59


แกประชาชน และรัฐเสรดงกลาวจะรวมตวกัน




แบบหลวม ๆ แลวกําหนดกฎหมายระหวางประเทศ

ข้นมากํากับพฤติกรรมระหวางกันไมใหใชความรุนแรง
ตอกน จากนันรฐเสรเหลานจะใหการเคารพ










เร่องของสิทธิมนุษยชนในฐานะหลักสากล
ในทางการเมืองระหวางประเทศ เพราะมองวา

มนุษยน้นสําคัญมากกวารัฐ รัฐเปนเพียงส่งสมมต ิ

“ ข้นมา มนุษยตางหากท่เปนผขับเคล่อนสังคม





การเมือง ดอยลเสนอความคิดน้จากปรัชญาของ
คานตท่มองวาจากการท่รัฐตาง ๆ อยในสภาวะ






สงคราม เพ่อท่จะออกจากสภาวะเชนน้ รัฐจะตอง

ÃѰàÊÃÕ»ÃЪҸԻäµÂ สราง “ระบบระเบียบ” ระหวางกัน แตจะตองเปน

ระบบระเบยบทเกดจากรฐตาง ๆ มารวมตวกน







»ÃЪҪ¹¤×Í à¨ŒÒ¢Í§ อยางหลวม ๆ ในลักษณะสหพันธรัฐ (Federation)
ÍíҹҨ͸ԻäµÂ ໚¹¼ÙŒ ของรัฐเสรี (Free States) โดยมีเปาหมายคือ
การควบคุมสิทธิของรัฐในการทําสงคราม และ
µÑ´ÊԹ㨷ҧ¡ÒÃàÁ×ͧ เม่อรัฐตาง ๆ สรางสหพันธรัฐไดมากถึงระดับโลกแลว

Í‹ҧ᷌¨ÃÔ§ äÁ‹ãª‹ สันติภาพอันถาวรจะเกิดขึ้นตามมา
เหตุผลของเสรีนิยมคลาสสิกน
ÃѰºÒÅ สามารถแสดงใหเห็นไดในรูปของความพยายาม ้ ี
ท่จะเปล่ยนแปลงใหระบอบการเมืองของประเทศ



ตาง ๆ ในปจจุบันกลายเปนประชาธิปไตย


(Democratization) เพราะในรฐเสรประชาธปไตย

ประชาชนคือเจาของอํานาจอธิปไตย เปนผ ู 
ตัดสินใจทางการเมืองอยางแทจริงไมใชรัฐบาล
รัฐเสรีประชาธิปไตยจะมีกระบวนการตรวจสอบ
ถวงดุล (Check and Balance) ท่มีประสิทธิภาพ

มากกวารัฐอํานาจนิยมหรือเผด็จการ ประชาชน
มีเหตุผลและจะหลีกเล่ยงสงครามเพราะสงคราม

มีตนทุนและความเสี่ยงสูง และรัฐเสรีประชาธิปไตย

จะเปดรับฟงความคิดเห็นจากประชาชน ดังน้น
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
60
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ





การเขาสสงครามยอมเปนเร่องยาก นอกจากน้ รัฐบาลประชาธิปไตยซ่งมาจากการเลือกต้ง ั

ตองฟงเสียงประชาชนเพราะเกรงวาจะไมไดรับเลือกต้งในสมัยตอไป จึงไมนิยมใชสงคราม

ในการแสวงประโยชนของประเทศ และเน่องจากรัฐเสรีประชาธิปไตยเปดโอกาสให 
ประชาชนดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยางเสรี รวมถึงการติดตอคาขาย ทําธุรกรรม









ทางเศรษฐกจกบตางประเทศ สภาวะความสมพนธระหวางประเทศจงเกดลกษณะ

การขึ้นตอกันทางเศรษฐกิจ (Economic Interdependence) สงเสริมใหเกิดการคาขาย

และการลงทุนระหวางประเทศ เพราะเม่อรัฐตองการเศรษฐกิจท่เจริญรงเรอง รายได 




จากการสงออกตองอาศยการนาเขาของอีกรัฐหนึ่ง ทําใหรัฐทั้งสองเล็งเห็นถึงผลประโยชน





ตางตอบแทนจากความรวมมือกันและเปนคูคากัน เชน ญี่ปุนกับสหรัฐฯ เคยทําสงครามกัน
ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ แตปจจุบันกลายเปนพันธมิตรและคูคาสําคัญระหวางกัน เปนตน


ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก มีรากฐานมาจากมนุษยนิยมดังท่กลาวมาท้งหมด

และมสวนสําคัญอยางย่งในการปองกันไมใหประเทศตาง ๆ กอสงครามระหวางกน




โดยเฉพาะอยางย่งระหวางประเทศมหาอํานาจ ปจจัยสําคัญ ๓ ประการ ท่ปองกัน

ไมใหสงครามเกิดข้นในมุมมองของเสรีนิยมคลาสสิก ไดแก การข้นตอกันทางเศรษฐกิจ


ระหวางประเทศ องคการระหวางประเทศท่สงเสริมสันติภาพ และระบอบเสรีประชาธิปไตย


ท่แพรออกไปท่วโลก และเม่อวิเคราะหปจจัยทั้ง ๓ ประการ โดยละเอียดแลวพบวา



เปนผลมาจากพัฒนาการทางสังคมการเมืองของยุโรป ต้งแตยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ
จนกระทั่งยุคเรืองปญญาภายใตแนวคิด “มนุษยนิยม”
ขอจํากัดของทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกในการสรางสันติภาพระหวางประเทศ
งานของ อี เอช คาร (E. H. Carr) เรื่องอํานาจและจริยธรรมในความสัมพันธ
ระหวางประเทศ เปนบทวิจารณความคิดของพวกเสรีนิยมคลาสสิกไดเปนอยางด ี



เพราะโจมตทหวใจสาคญของการเกิดสงครามโลกครงท ๒ จากการดําเนนนโยบาย










ตางประเทศในแบบเสรีนิยมของอังกฤษ จนทาใหระบอบเผดจการกาวขนมามอํานาจ







และกอสงครามในชวงคริสตทศวรรษท่ ๑๙๓๐ ได พิจารณาบทวิจารณของคารตอการ

ศึกษารัฐศาสตรตอไปนี้



“องคความรใดก็ตามไมมีทางท่จะสถาปนาข้นมาไดอยางม่นคงและไดรับ



การยอมรับเลย หากยังไมคนพบตัวเองวามีขอจํากัดอยและยังไมคนพบรากฐานของวชา

ดวยการใชวิธี “การวิเคราะห (Analysis)” วาส่งท่สาขาน้นศึกษา “คืออะไร (What Is)”





และกาวขามจาก “ความปรารถนา (Aspiration)” วาส่งท่สาขาวิชาน้นตองการ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 61



“ควรเปนอะไร (What Should Be)” แตเน่องจากสาขาวิชารัฐศาสตร ไมมีทางท่จะ








แยกสองส่งนใหขาดออกจากกันไดอยางเด็ดขาดสมบรณ นักวิชาการบางคนจึงไมนับ
ใหรัฐศาสตรเปนวิทยาศาสตร...รัฐศาสตรยอมไมมีวันหนีจากความคิดแบบอุดมคติได
และนักรัฐศาสตรมีแนวโนมจะใชเวลากับข้นตอนแรก (ข้นของความปรารถนา) มากกวา


๑๐
นักวิทยาศาสตรกายภาพ”



















ภาพ อี เอช คาร (E. H. Carr)
ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/E._H._Carr#/media/File:Eh_carr.jpg




จากมุมมองของคาร ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกมีขอจํากัดในทางหลักการต้งแต 


เร่มแรกแลว เพราะเร่มตนพิจารณามนุษยในแงของการเปนส่งมีชีวิตท่มีเหตุผล เสรีภาพ




อันเปนความคิดอุดมคติมากกวาจะเห็นเปนจริงไดโดยท่วไป ท่วาเปนอุดมคติก็เพราะ
ในทุก ๆ วัน ผคนไมไดใชเหตุผลในการดํารงชีวิตในทุกท่ทุกเวลา หลายตอหลายคร้ง














มนุษยพายแพตออารมณทเยายวน และสวนมากยอมสยบตออานาจทเหนอกวาอกดวย





หลักฐานเชิงประจักษท่จะนํามายืนยันวามนุษยมีเสรีภาพ มีเหตุผล เทาเทียมกันตามหลัก


เสรีนิยมคลาสสิกน้นถือวามีขอบกพรอง ไมสมบูรณและขาดมิติสําคัญในการท่มนุษย 

มารวมอยกันเปนสังคม มิติน้นคือเร่องของ “อํานาจ” คารมองเร่องอํานาจวาเปน






ปจจัยสําคัญในการขับเคล่อนนโยบายระหวางประเทศใหเกิดข้นจริงตามความคดของ
ทฤษฎีสัจนิยม (Realism) ดังนี้
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
62
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

“สัจนิยมใหความสําคัญกับการยอมรับขอเท็จจริง และการวิเคราะหใหเห็นสาเหต ุ















และผลทตามมา แตไมใหความสาคญกบเรองความปรารถนา และยาวาการคดวเคราะห 




ตองมาจากการศึกษาเหตุการณท่เกิดข้นเปนประจักษ เหตุการณเหลาน้ไมมีมนุษยคนใด



จะมีอํานาจเปล่ยนแปลงได ในทางปฏิบัติ สัจนิยมยอมรับตออํานาจท่มีอยแลว

ตามธรรมชาติของการเมือง รวมท้งยืนยันวาความจริงสูงสุดคือการท่เราตองยอมรับ

๑๑
และปรับตัวเองใหเขากับแนวโนมและธรรมชาติของการเมืองนั้น”
ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกมองรัฐวา เหมือนมนุษยซ่งมีความสามารถในการ


มองเห็นผลประโยชนรวมกันและสรางสถาบันทางการเมืองเพ่อประสานประโยชน 

ดังกลาว อยางไรก็ตาม การมองมนุษยในแงดีหรืออุดมคติท่มีรากฐานมาจากยุคฟนฟ ู


ศิลปวิทยาการ ยุคแหงเหตุผลและยุคเรืองปญญาน้น เปนการมองเพียงดานเดียวและ

ละเลยดานท่เปนอํานาจไป คารพยายามช้ใหเห็นวา การท่พวกอุดมคติหรือเสรีนิยม




เลือกจะมองเพียงดานดีของมนุษยเทาน้นย่งจะกอหายนะข้นและนําไปสสงครามได



เชนท่ปรากฏในสงครามโลกคร้งท่ ๒ จากการกาวข้นมาของฮิตเลอรและพรรคนาซี





ดังน้น จุดบอดหรือขอจํากัดอันสําคัญของเสรีนิยมคลาสสิกก็คือ การมองขามเร่องของ
อํานาจ และมองวาไมใชปจจัยสําคัญตอการสรางสันติภาพและความมั่นคงใหกับโลก

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/E._H._Carr#/media/File:Eh_carr.jpg
ภาพหนังสือเรื่อง วิกฤตการณยี่สิบป
ที่มา : https://erikjones.net/2019/03/06/avoiding-another-twenty-years-crisis/
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 63

บทสรุป


บทบาทของกองทัพเรือในการสรางสันติภาพระหวางประเทศ
ตามทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก


หัวขอสุดทายจะเปนการเช่อมโยงทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก
เขากับบทบาทของกองทัพเรือในการสรางสันติภาพระหวาง








ประเทศ ซงจะเกยวของกบบทบาทของกองทพเรอหลงสมยใหม 




(Postmodern Navy) ท่มีเปาหมายในการปฏิบัติการเพ่อรักษา
ระบบโลกาภิวัตนระหวางประเทศในปจจุบัน

ดังท่กลาวมาแลว ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกมีพัฒนาการ












มาจากแนวคดมนษยนยม มนษยนยมมองมนษยสาคญทสดและ
มีผลประโยชนเหมือนกันคือ ตองการความสุขในการดํารงชีวิต
ประจําวัน และเม่อเสรีนิยมยกระดับข้นเปนทฤษฎีระดับระหวาง


ประเทศก็จะมองวา รัฐเปนเหมือนกับมนุษย ส่งท่รัฐตาง ๆ ตองการ


เหมือนกันคือ สันติภาพระหวางประเทศอันถาวร สอดคลองกับ



ปรัชญาการเมืองของคานตท่ใหรัฐตาง ๆ เร่มตนเปลยนแปลง

ตนเองใหเปนสาธารณรัฐประชาธิปไตย จากน้นก็เขามารวมตัวกัน


อยางหลวม ๆ และสรางระบบระเบียบระหวางกัน ซ่งจะเปนกรอบ


การปฏิบัติใหรัฐท่มารวมตัวกันเคารพสิทธิมนุษยชนและอธิปไตย

ของกันและกัน จุดสนใจของเสรีนิยมคลาสสิกจึงเปนเร่องของ
มนุษยและระบบระเบียบระหวางประเทศ





กองทพเรือหลงสมัยใหมก็ทาหนาทรกษาระเบยบ



๑๒
ระหวางประเทศท่รัฐตาง ๆ มีรวมกัน ซึ่งตางจากกองทัพเรือ



สมยใหมท่ปกปองเพยงอธิปไตยของรัฐจากรัฐอ่น ๆ ทจะมา





คุกคาม ดังน้น ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกจึงสามารถใชอธิบาย




กองทพเรอหลงสมยใหมไดเปนอยางด โดยหากพิจารณาภารกจ






ของกองทัพเรือหลังสมัยใหมก็จะพบวาเปนไปตามเปาหมาย

ในการรักษาสันติภาพและความม่นคงในยุคโลกาภิวัตน 
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
64
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ



ของเสรนยม เชน ความรวมมือระหวางกองทัพเรือไทย มาเลเซีย


สิงคโปร และอินโดนีเซีย ในการปองปรามโจรสลดในชองแคบมะละกา
ก็ถือเปนภารกิจในการรักษาเสนทางคมนาคมระหวางประเทศ


ท่หลอเล้ยงระบบเศรษฐกิจโลกแบบเสรี ไมตางจากการจัดต้ง ั





กาลงทางเรอเพอปราบปรามโจรสลัดในอาวเอเดนของโซมาเลีย
การชวยเหลือฟลิปปนสในกรณีประสบภัยธรรมชาติก็เปน


อีกตัวอยางหน่งในเร่องมนุษยธรรม นอกจากน้ ปฏิบัติการ



รกษาสนติภาพของสหประชาชาตก็มเปาหมายชดเจนในเร่อง





การชวยเหลอผประสบภัยจากความขัดแยงในประเทศท่เปนรัฐ






ลมสลาย เปนตน ท้งหมดน้จะเห็นถึงบทบาทของกองทัพเรือ
ในการรักษาความมั่นคงระหวางประเทศใหคงอยูในโลกปจจุบัน



ในอนาคต บทบาทของกองทัพเรอหลงสมยใหม 





ท่อยบนฐานความคิดแบบเสรีนิยมคลาสสิกย่งจะเพ่มมากข้น
ขอแนะนําในบทความน้คือ การเตรียมพรอมท้งในเร่องกําลังพล



และยุทโธปกรณ ใหเขาใจโลกท่กําลังเปลี่ยนแปลงจากความสําคัญ




ของรัฐท่ลดลงและเร่องมนุษยธรรมท่กําลังเพ่มมากข้น ทฤษฎ ี



เสรีนิยมคลาสสิกท่มีรากฐานมาจากมนุษยนิยมในยุคฟนฟ ู


ศิลปวิทยาการ จนกระท่งสงผลตอระเบียบโลกเสรีในปจจุบัน
เปนทฤษฎีกระแสหลักซึ่งผูปฏิบัติงานดานความมั่นคง โดยเฉพาะ
อยางย่งกําลังพลของกองทัพเรือ จําเปนตองเขาใจใหตรงกัน

เพ่อใหภารกิจท่ไดรับมอบตามแนวคิดกองทัพเรือหลังสมัยใหม 


บรรลุตามเปาหมายที่วางไว
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 65

เอกสารอางอิง


๑ Bruce Russett, “Liberalism,” in International Relations Theories Discipline and
Diversity, 3rd ed. edited by Tim Dunne, Milja Kurki and Steve Smith
(Oxford: Oxford University Press, 2014), pp. 94-113.; Tim Dunne, “Liberalism,”
in The Globalization of World Politics, 6th ed. edited by John Baylis, Steve
Smith and Patricia Owens (Oxford: Oxford University Press, 2014), pp. 113-125.;
Paul R. Viotti and Mark R. Kauppi, “Liberalism: Interdependence and Global
Governance,” in International Relations Theory, 5th ed. (Boston: Longman,

2012), pp. 129-166.

Corliss Lamont, The Philosophy of Humanism, 8th ed. (Amherst, NY: Half-moon
Foundation, 1997), pp. 11-12.

Ibid., p. 51.

Ibid., p. 57.

Aristotle, The Nicomachean Ethics, translated with an introduction by David
Ross; revised by J. L. Ackrill and J. O. Urmson (Oxford: Oxford University Press,
1998)

หลุนอี่ว: ขงจื่อสนทนา, สุวรรณา สถาอานันท, แปล (กรุงเทพฯ: Openbooks, ๒๕๖๒)

Jackson J. Spielvogel, Western Civilization, Volume I: To 1715, 7th ed. (Belmont,
CA: Thomson Higher Education, 2009), pp. 243-270.

Immanuel Kant, “Toward Perpetual Peace: A Philosophical Sketch,” in Toward
Perpetual Peace and Other Writings on Politics, Peace, and History, edited and
with an introduction by Pauline Kleingeld; translated by David L. Colclasure
(New Haven: Yale University Press, 2006)

Michael W. Doyle, “Liberalism and World Politics” The American Political
Science Review Vol.80, No.4 (December 1986): 1151-1169.
๑๐
E. H. Carr, The Twenty Years’ Crisis, 1919-1939, reissued with a new preface
from Michael Cox (London: Palgrave Macmillan, 2016), p. 9.
๑๑
Ibid., p. 10.
๑๒
Geoffrey Till, Seapower: A Guide for the Twenty-First Century, 2nd ed. (London:
Routledge, 2009), pp. 1-19.

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
66
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ





ÊѹµÔÀÒ¾·Õè¶ÒÇÃ


º¹¡ÒÃÊÃéÒ§Ãкº¶èǧ´ØÅÍíÒ¹Ò¨


ÃÐËÇèÒ§ÃѰ















¹ÒÇÒàÍ¡ ´Ã.ËÑÊäªÂޏ ÁÑ觤Ñè§
Ãͧ¼ÙŒÍíҹǡÒáͧÇÔªÒàʹҸԡÒáԨ
½†ÒÂÇÔªÒ¡Òà ¡ÃÁÂØ·¸ÈÖ¡ÉÒ·ËÒÃàÃ×Í



















¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 69

บทนํา
บทความน้จะวิเคราะหกลไกการรักษาสันติภาพระหวางประเทศ โดยใชระบบ

ถวงดุลอํานาจตามทฤษฎีสัจนิยม กลไกดุลอํานาจมีรากฐานมาจากการมองธรรมชาต ิ

ของมนุษยในแงราย ไมไววางใจกันตามทฤษฎีสัจนิยม เม่อนักทฤษฎีดุลอํานาจนํามาอธิบาย
ระบบระหวางประเทศแลว พบวาระบบดุลอํานาจ กลายเปนกลไกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

ในระบบระหวางประเทศท่เปนอนาธิปไตย ในประวัติศาสตรกลไกดุลอํานาจปรากฏใหเห็น


อยางชัดเจนในยุโรปหลังเกิดรัฐชาติสมัยใหม โดยมีอังกฤษทําหนาท่ถวงดุลใหเกิดข้น
ในระบบ อยางไรก็ตาม ปญหาของกลไกการถวงดุลอํานาจ คือการจัดการกับประเทศ

ท่ตองการเปล่ยนสถานะเดิม และเปล่ยนแปลงระบบระหวางประเทศใหม และในความสัมพันธ 


ระหวางประเทศ รัฐตาง ๆ ตองอาศัยกลไกอื่นในการจัดการกับสันติภาพ เชน การคาเสรี
ระบอบประชาธิปไตย องคการระหวางประเทศ เปนตน
สันติภาพโลกนอกจากจะมาจากแนวทางของเสรีนิยมท่สนับสนุนใหโลกเดินหนา


ไปสความเปนเสรีนิยมประชาธิปไตย และการสรางองคการระหวางประเทศท่สง






เสรมสนตภาพโลก เชน สหประชาชาต สหภาพยุโรป หรออาเซียน เปนตน ยังมีแนวทาง





อีกดานหน่งซ่งเปนของสัจนิยมน่นคือ การใชกลไกการถวงดุลอํานาจระหวางรัฐ

การท่นักสัจนิยมเช่อในแนวทางการถวงดุลอํานาจ เพราะฐานความคิดเบ้องตน



ของสัจนิยมมาจากธรรมชาติของมนุษยท่ไมไววางใจกัน และเช่อวาอํานาจเทาน้นท่เปน






พลังขับเคล่อนกิจการระหวางประเทศ ดังน้น สําหรับสัจนิยมแลว กลไกเดียวเทาน้น

ท่จะรักษาสันติภาพโลกเอาไวไดคือ ดุลอํานาจ (Balance of Power) ลาสุดจะเห็น
นโยบายของสหรัฐอเมริกาตอเอเชียในชวงรัฐบาลโอบามาท่เรียกวา “การกลับมา




ถวงดุลอํานาจเอเชียอีกคร้ง (Rebalancing Asia)” ท่พยายามหยุดย้งการกาวข้นมา

เปนมหาอํานาจใหมของจีน
บทความนี้เปนการยอนกลับไปสํารวจแนวทางการถวงดุลอํานาจในประวัติศาสตร


ยุโรป ต้งแตการเกิดรัฐชาติสมัยใหมและปรากฏชัดเจนในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ หลังสงคราม

นโปเลียนวาสอดคลองกับหลักการดุลอํานาจของสัจนิยมหรือไมอยางไร ประเด็นคําถามคือ
“อะไรเปนปจจัยสําคัญท่ทําใหกลไกการถวงดุลอํานาจสราง และรักษาสันติภาพระหวาง

ประเทศ” โดยตอบคําถามจากทฤษฎีสัจนิยมเชิงโครงสรางซ่งจะไดคําตอบเบ้องตนคือ









“กลไกการถวงดลอานาจมรากฐานจากความเชอทวารฐอยในโครงสรางระหวางประเทศ







ที่เปนอนาธิปไตยและตองการอยูรอดภายใตโครงสรางนี้ จึงตองดําเนินนโยบายใหอํานาจ
ระหวางประเทศน้นสมดุลเองโดยไมมีทางเลือก เม่อรัฐตาง ๆ ไมมีนโยบายเปล่ยนแปลง



ระบบใหม ระบบระหวางประเทศจึงอยูในสภาวะสมดุลและสันติภาพก็เกิดขึ้นตามมา”
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
70
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ




บทความน้ประกอบดวย สวนท่หน่ง แนวความคิดเร่องการถวงดุลอํานาจ







ในการเมืองระหวางประเทศ สวนท่สอง ภาพประวตศาสตรยุโรปหลงการเกดรฐชาต ิ







สมัยใหมจนกระท่งการเกิดข้นของสงครามโลกคร้งท่ ๑ สวนท่สาม การอธิบายกลไก


การถวงดุลอํานาจของยุโรป โดยเนนท่ยุโรปในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ สวนท่ส่ กรณีตัวอยาง





นโยบายการถวงดุลอํานาจของอังกฤษ สวนท่หา ขอบกพรองของการรักษาสันติภาพดวยกลไก

การถวงดุลอํานาจ และปรากฏการณท่เกิดข้นเม่อกลไกดุลอํานาจลมเหลว และสวนสุดทาย


นัยสําคัญของกลไกดุลอํานาจตอการใชกองทัพเรือในการดําเนินนโยบายตางประเทศ
แนวความคิดเรื่องการถวงดุลอํานาจในการเมืองระหวางประเทศ






แนวคิดดุลอํานาจมความสัมพันธกบทฤษฎีสัจนยมอยางลึกซ้ง ดานหนงดุลอํานาจ

ก็เปนทฤษฎีท่แยกขาดเปนเอกเทศ แตอีกดานหน่งทฤษฎีสัจนิยมเกือบท้งหมดมีองคประกอบ








ของพฤตกรรมการถวงดลอานาจหรอไม การทานายวาระบบจะมงไปสสภาวะดลอานาจ








เน่องจากการทับซอนในทางความคิดระหวางสัจนิยมกับดุลอํานาจ การทําความเขาใจ

ความซับซอนในแนวคิดดุลอํานาจและการยอมรับความยากในทางทฤษฎีจึงมีความสําคัญ

ที่มา : https://www.politicalscienceview.com/balance-of-power/
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 71


อยางนอยในชวง ๕๐ ปท่ผานมา นักรัฐศาสตรสังเกตเห็นทฤษฎีท่สะทอน

แนวคิดดุลอํานาจจํานวนมาก ปญหาความหลากหลายของนิยามปรากฏใหเห็นในบทความ

ของเอิรนส บี ฮาส ในวารสาร World Politics ป ค.ศ.๑๙๕๓ ช่อ “The Balance

of Power: Prescription, Concept, or Propaganda” ฮาสชวาแนวคิดดุลอํานาจ



มีความหมายท่แตกตางกันถึง ๘ ประการ ข้นอยกับผเขียนวามีวัตถุประสงคในการใช 



อยางไร บางนิยามก็ขัดแยงกันเอง เชน ความสมดุล (Equilibrium) กับอํานาจเหนือกวา
(Preponderance) หรือสันติภาพกับสงคราม เปนตน


การท่จะกาวขามความคลุมเครือดงกลาว และทําความเขาใจแนวคิดดลอํานาจ












ทนักคิดสัจนิยมใชอยในปจจุบน จําเปนทจะตองแยกแยะระหวาง “ความสมดล (Balance)”



ในฐานะผลท่เกิดข้นในระดับระบบ (เชน ความสมดุลระบบระหวางประเทศ) และ “การถวงดุล

(Balancing)” ในฐานะการดําเนินนโยบายของรัฐท่จะคัดงางกับภัยคุกคามท่เพ่มข้น




นอกจากน้ การแยกแยะระหวางดุลอํานาจแบบตาง ๆ ก็มีความสําคัญอีกดวย อยางไรก็ตาม

จุดเริ่มตนของการทําความเขาใจการถวงดุลอํานาจจะยอนกลับไปสูแนวคิด “ดุลอํานาจ”



ในความหมายของวัตเทิลส ซ่งก็คือ “สภาวะท่ไมมีอํานาจใดหน่งเดียวจะอยสูงสุด

แลวสามารถวางกฎเกณฑใหกับผูอื่นกระทําตามที่ตนเองตองการ” ปกติแลวอํานาจในที่นี้
ก็คืออํานาจทางทหาร แตจากนิยามของวัตเทิลส สามารถแยกประเภทของดุลอํานาจ

ไดหลายเกณฑดังตอไปนี้
๑) ดุลอํานาจแบบงาย (Simple) กับดุลอํานาจแบบซับซอน (Complex)


ดุลอํานาจแบบงายจะมีตัวแสดงท่เปนมหาอํานาจหลักอยเพียงสองประเทศ เชน





การแบงขวระหวางฝร่งเศสกับฮาพสบวรคสเปนและออสเตรียในคริสตศตวรรษท่ ๑๖ - ๑๗

หรือการแบงขั้วอํานาจระหวางสหรัฐฯ กับโซเวียตในสงครามเย็น เปนตน สวนดุลอํานาจ

แบบซับซอนจะมีตัวแสดงเพ่มข้น เชน การแบงข้วอํานาจระหวางฝร่งเศสกับออสเตรีย



ท่แยกตัวออกจากสเปน และมีข้วอํานาจอังกฤษ รัสเซีย และปรัสเซียเขามารวม
















เปนมหาอานาจในครสตศตวรรษท ๑๘ หรอขวอานาจสหรฐฯ กบสหภาพโซเวยตทมจน



ญี่ปุน และยุโรปตะวันตก เขามารวมเปนมหาอํานาจเพิ่มเติม
๒) ดุลอํานาจแบบทั่วไป (General) กับดุลอํานาจแบบทองถิ่นเฉพาะ (Local/
Particular) ดุลอํานาจแบบท่วไป เปนสภาวะท่ไมมีมหาอํานาจเดียวสามารถครอบงํา


ระบบระหวางประเทศทั้งหมดได หากมองโลกทั้งใบวา มีระบบเดียวที่สมดุลก็เรียกวาเปน
ดุลอํานาจแบบท่วไป แตถาพิจารณาลงไปในรายพ้นท่ก็จะไดดุลอํานาจแบบเฉพาะ เชน



อนุทวีปเอเชียใต เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต เปนตน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
72
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

๓) ดุลอํานาจแบบอัตวิสัย (Subjective) กับดุลอํานาจแบบภววิสัย (Objective)



ดุลอํานาจแบบอัตวิสัย เปนความเช่อวาไมมีมหาอํานาจใดท่กําลังครอบงําระบบอย ู

แตดุลอํานาจแบบภววิสัย ไมใชความเชื่อแตเปนสภาวะจริงท่ไมมีมหาอํานาจใดสามารถ
ครอบงําระบบได อยางไรก็ตาม ดุลอํานาจแบบภววิสัยอยางเดียวไมเพียงพอท่จะสราง

ดุลอํานาจไดจริง จะตองมีดุลอํานาจแบบอัตวิสัยดวยเพราะรัฐมีความคิดและนโยบาย
๔) ดุลอํานาจแบบวางแผนไว (Contrived) กับดุลอํานาจแบบบังเอิญ (Fortuitous)
ดุลอํานาจแบบวางแผนไวมีดวยกัน ๒ แบบ แบบแรก เปนดุลอํานาจจากการคิดของผูกําหนด

นโยบาย มีนักคิดอยาง เบิรค แกนซ และฮีรีน เปนผสนับสนุน เชน กรณีท่ดุลอํานาจ


ของยุโรปลมสลายจากการปฏิวัติฝร่งเศส ตามมาดวยสงครามนโปเลียนเปนเพราะประเทศ

ท่เหลือในยุโรปไมไดรวมตัวกันและตอตานฝร่งเศส เปนตน แบบท่สอง เปนดุลอํานาจ



จากกฎทางประวัติศาสตร กลาวคือเม่อใดก็ตามท่มีภัยคุกคามตอดุลอํานาจในระบบแลว




ก็จะมีการตอตานเกิดข้นมาเองตามธรรมชาติ มีนักคิดท่สนับสนุนดุลอํานาจแบบน้คือ
รูโซ และทอนบี สวนดุลอํานาจแบบบังเอิญ เกิดขึ้นในชวงที่อภิมหาอํานาจมุงสูการเสริมสราง
อํานาจแบบสมบูรณแบบ และกําลังจะเขาสูสภาวะทางตัน (Deadlock) จนตองกระทําการ
บางอยางมิฉะน้นจะเกิดหายนะมหาศาล เชน การแขงขันทางนิวเคลียรชวงสงครามเย็น

เปนตน
สรุปไดวา ดุลอํานาจจะเกิดขึ้นไดตองอาศัยการจํากัดตัวเองและตรวจสอบผูอื่น
ไปพรอม ๆ กัน โดยมีเปาหมายเพ่อรักษาดุลอํานาจระหวางประเทศเอาไว แนวคิดน ี ้




เกิดข้นในประวัติศาสตรยุโรปอยางชัดเจนชวงคริสตศตวรรษท่ ๑๗ - ๑๘ โดยเฉพาะอยางย่ง ิ

การท่ประเทศในยุโรป รวมมือกันตอตานการขยายอํานาจของพระเจาหลุยสท่ ๑๔





แหงฝรงเศส ในบทความน จะใชทฤษฎดลอานาจจากขอทสซงจะนามาถกเถยงตอยอด















ในแนวคิดดุลอํานาจทั้งสามแบบตอไป
หลักการดุลอํานาจ สามารถทําใหงายไดโดยการแบงออกเปน ๓ ประเภท ไดแก
ดุลอํานาจโดยนโยบาย (Manual) ดุลอํานาจอัตโนมัติ (Automatic) และดุลอํานาจ



ระหวางสองฝายท่อยข้วตรงขามกัน (Dyadic) ดุลอํานาจโดยนโยบายเสนอวาผนํารัฐ

มีนโยบายในการสรางความสมดุล และรักษาความสมดุลในระบบระหวางประเทศเอาไว 
รวมทั้งยังมีวัตถุประสงคใหเกิดผลดังกลาว ดุลอํานาจแบบแรกนี้ จะเปนแนวคิดหลักของ
ทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิก (Classical Realism) โดย ฮันส มอรเกนธอ (Hans J. Morgenthau) ๓
ในทางตรงขาม ดุลอํานาจอัตโนมัติอธิบายวา “ความสมดุล (Balance)” เปนผลจาก



การทํางานของระบบระหวางประเทศในลักษณะท่เปนกลไกตามธรรมชาติโดยไมข้นอย  ู
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 73

กับนโยบายและการดําเนินนโยบายของรัฐ ดุลอํานาจแบบท่สองน้ จะเปนแนวคิดหลัก




ของทฤษฎีสจนิยมใหมหรือสัจนิยมเชงโครงสราง (Neorealism/Structural Realism)




โดย เคนเนธ วอลซ (Kenneth N. Waltz) และจอหน เมยรไชเมอร (John J. Mearsheimer) ๕

และสุดทายแนวคิดดุลอํานาจระหวางสองฝายที่อยูขั้วตรงขามกัน เนนเรื่องความสัมพันธ

ระหวางรัฐและพยายามอธิบายพฤติกรรม “การถวงดุล (Balancing)” ซ่งมงตอบโต 





ภัยคุกคามท่กําลังเพ่มมากข้น ดุลอํานาจแบบท่สามน้ จะเปนแนวคิดหลักของทฤษฎ ี


สจนยมใหมหรือสัจนิยมเชิงโครงสรางโดย สตีเฟน วอลต (Stephen M. Walt)


















ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/d/d5/BalanceOfPower_%28cropped%29.jpg






ระบบดุลอํานาจแบบคลาสสิกของยุโรป เปนท่รจักกันในช่อของดุลอํานาจ

โดยนโยบาย ความสมดุลในระบบรัฐของยุโรปเกิดข้นและดํารงอยู ผานการดําเนินนโยบาย


ของผนํารัฐอยางจงใจ ซ่งเช่อวาความอยรอดของรัฐในยุโรปจะสําเร็จไดตองผานอํานาจ


ท่สมดุล เม่อใดก็ตามท่ความสมดุลเสียไป รัฐตาง ๆ ในยุโรปก็จะเขาดําเนินนโยบาย







ในรูปแบบตาง ๆ กัน ซ่งรวมท้งการทําสงครามดวย เปาหมายก็เพ่อฟนความสมดุล
ในระบบรัฐของยุโรปใหกลับมาใหม ดังนั้น ความสมดุลที่เกิดขึ้น แทนที่จะเกิดโดยไมตั้งใจ
จากการที่รัฐตาง ๆ มีปฏิสัมพันธกัน แตเกิดจากผลการดําเนินนโยบายที่รัฐตาง ๆ ในยุโรป

ตั้งใจใหเกิดขึ้น
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
74
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

ดุลอํานาจแบบอัตโนมัติอธิบายวา เพราะเหตุใดระบบระหวางประเทศมีแนวโนม





ท่จะเกิดสภาวะความสมดุลโดยไมเก่ยวของกับนโยบายของรัฐใด ๆ มีเง่อนไขอย ๔ ประการ
ท่ช้วาระบบระหวางประเทศจะเขาสสภาวะความสมดุล ประการแรก ระบบประกอบดวย






ข้วอํานาจท่เปนอิสระจากกัน ๒ - ๔ ข้ว ประการท่สอง รัฐตาง ๆ อยางนอยตองการอยรอด




ประการท่สาม รัฐตาง ๆ มีนโยบายจะเขารวมเปนพันธมิตรกันโดยไมเก่ยวของใด ๆ






กบเรองอุดมการณทางการเมืองหรอประวตศาสตร และประการสุดทาย สงครามยงคง


เปนทางเลือกในการดําเนินนโยบายที่ชอบธรรมของรัฐเสมอ รัฐตาง ๆ ไมไดมีความตองการ
ใหระบบสมดุล หรือมีนโยบายเขารวมในการถวงดุลเพ่อใหเกิดความสมดุลในระบบ




วอลซมองวาดุลอํานาจระดับระบบระหวางประเทศ เปนผลท่เกิดข้นโดยไมไดต้งใจ

จากการท่รัฐตาง ๆ ดําเนินนโยบายตางประเทศเพ่อประโยชนของตนเองภายใตระบบ


ระหวางประเทศที่เปนอนาธิปไตย

สุดทาย ดุลอํานาจระหวางสองฝายท่อยข้วตรงขามกัน เปนแนวคิดดุลอํานาจ






ลาสุด ซ่งช้วามหาอํานาจทางบกซ่งเปนประเทศภาคพ้นทวีปและมีกําลังทางบกท่ใหญ

เชน สปารตา โซเวียต จีน เปนตน มีแนวโนมจะยั่วยุใหเกิดการสรางพันธมิตรเพื่อตอบโต









การถวงดล ในขณะทมหาอานาจทางทะเล ซงลอมรอบดวยนําและมกาลงทางเรอ





ขนาดใหญ เชน เอเธนส อังกฤษ สหรัฐฯ เปนตน ไมมีทาทีเชนนั้น จากการที่มหาอํานาจ


ทางบกมีผลประโยชนจากการท่ตนเองตองขยายอาณาเขต จึงมีทาทีท่เปนภัยคุกคาม

มากกวามหาอํานาจทางทะเล ซ่งมีผลประโยชนในเร่องการคาและมีตลาดอยท่วโลก



ดังน้น ในขณะท่มหาอํานาจทางบกเติบโตข้น รัฐตาง ๆ ท่ถูกคุกคามก็จะรวมเปนพันธมิตรกัน





และสกัดก้นการขยายอิทธิพลดังกลาว ดุลอํานาจแบบน้ เปนดุลอํานาจระหวางสองฝาย

ท่อยข้วตรงขามกันเพราะเปนการอธิบายพฤติกรรม “การถวงดุล” (ซ่งโดยหลักการแลว





คือพฤติกรรมของพันธมิตร) วารัฐตาง ๆ เขารวมกันถวงดุลภัยคุกคามที่ชัดเจนโดยเฉพาะ



จากท่กลาวมาท้งหมดเก่ยวกับดุลอํานาจ หลักการน้เปนหัวใจสําคัญของ

ทฤษฎีสัจนิยมท้งคลาสสิกและเชิงโครงสราง การถวงดุลอํานาจเปนเหมือนกฎธรรมชาต ิ




ในการเมืองระหวางประเทศ ซ่งอาจเกิดจากนโยบายของผนํารัฐหรือไมก็เกิดข้น
โดยไมไดต้งใจจากสภาวะการเมืองระหวางประเทศท่เปนอนาธิปไตย แตไมวาดุลอํานาจ




จะเกิดข้นไดอยางไรก็ถือวาเปนกลไกสําคัญในการรักษาความม่นคงและสันติภาพในระบบ
ระหวางประเทศไดแนวทางหนึ่ง
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 75



ประวัติศาสตรยุโรปหลังการเกิดรัฐชาติสมัยใหมกับการถวงดุลอํานาจ หลายตอหลายคร้งเกิดข้นจากความตองการรักษาดุลอํานาจเอาไว เชน สงคราม
สืบราชสมบัติสเปน (War of the Spanish Succession) สงครามสืบราชสมบัต ิ


ในยุโรปคริสตศตวรรษท่ ๑๖ - ๑๗ หลักการในนโยบายตางประเทศของอังกฤษ คือ ออสเตรีย (War of the Austrian Succession) สงครามเจ็ดป (Seven Years’ War)

การปองกันไมใหเกิดราชวงศท่ครองความเปนเจาเพียงราชวงศเดียวในยุโรป ซ่งหลายคน สงครามสืบราชสมบัติบาวาเรีย (War of the Bavarian Succession) และสงคราม




เช่อวาฝร่งเศสหรือสเปนอาจจะพยายามสรางใหเกิดข้น หลักการน้ ถือเปนจุดเร่มตนสําคัญ ตอตานนโปเลียน (Napoleonic Wars) จากความสําเร็จของอังกฤษในสงคราม ๗ ป 


ของกลไกการถวงดุลอํานาจ อังกฤษรักษาดุลอํานาจเอาไวดวยการจับข้วพันธมิตรกับรัฐ ทอังกฤษเขารวมเปนพันธมตรกับปรสเซีย มหาอํานาจยโรปหลายประเทศเร่มมองเห็นวา









อ่น ๆ ไดแก โปรตุเกส จักรวรรดิออตโตมาน และเนเธอรแลนด เพ่อตอบโตภัยคุกคาม อังกฤษเปนภัยคุกคามตอดุลอํานาจในยุโรปมากกวาฝร่งเศส มหาอํานาจเหลาน้ท่เดนชัด






ท่มาจากราชวงศท่ครองความเปนเจาดังกลาว พันธมิตรเหลาน้เขาสจุดสูงสุดในสงคราม คือ ฝร่งเศส ก็ตัดสินใจเขารวมสงครามประกาศเอกราชอเมริกา โดยคาดหวังวาจะบ่นทอน





ตอตานฝร่งเศสสมัยพระเจาหลุยสท่ ๑๔ และ ๑๕ และในทุกคร้งท่มีการจัดต้งพันธมิตร อํานาจของอังกฤษลงจากการที่อาณานิคมอังกฤษ ๑๓ แหง ในอเมริกาไดรับอิสรภาพ



จะมีอังกฤษและเนเธอรแลนดรวมดวย โดยใหเงินสนับสนุนในการจัดตั้งกองกําลังขนาดใหญ


เพื่อถวงดุลอํานาจฝรั่งเศส ชวงราวป ค.ศ.๑๘๐๐ เกิดการเปล่ยนแปลงคร้งใหญในการเมืองยุโรป
ซ่งเปล่ยนรากฐานของธรรมชาติการเมืองนอกประเทศทีเดียว น่นคิอ นโปเลียนพยายาม













ทจะลมระบบเวสตฟาเลยในยโรป โดยการยดอานาจเหนอทวปยโรปทงหมด มพฒนาการ












อยสองเรองท่สําคัญในการเมืองยุโรป ท่ทําใหการกาวข้นมามีอํานาจของนโปเลียนเปนไปได 

คือลัทธิชาตินิยมและประชาธิปไตย ลัทธิชาตินิยม เปนความคิดท่วาชาติหรือกลมบุคคล


















ซงมองพวกตนเองวา โดยพนฐานแลวเหมอนกบผอน และแยกขาดจากกลมอน ๆ








ควรจะเปนหนวยพ้นฐานของการเมือง แนวความคิดทเชอมโยงกบลทธชาตนยมอยางใกลชิด


คือหลักการกําหนดอนาคตของตนเอง หลักการน้เช่อวา รัฐแตละรัฐควรจะประกอบดวย


ชนชาติเดียว และชนชาติท่มีลักษณะโดดเดนชัดเจน ควรจะมีรัฐเปนของตนเอง





ประชาธิปไตยเปนหลักการท่ประชากรท้งหมดของชาติไมใชแคกลมผนําหรือกษัตริย 
เทานั้นที่ควรจะควบคุมอํานาจของรัฐบาล
การปฏิวัติฝรั่งเศสในป ค.ศ.๑๗๘๙ เปนการโคนลมระบอบกษัตริยของฝรั่งเศส
และแทนท่ระบบน้นดวยระบบท่อางวาเปนประชาธิปไตย เนื่องจากหลักการของชาตินิยม



ประชากรฝรงเศสทกคนถอวาเปนพลเมองชาวฝรงเศส หลงจากนนมาประชากรของฝรงเศส
















ก็มีสวนรวมในทางการเมืองการปกครองและเก่ยวของเช่อมโยงซ่งกันและกัน นวัตกรรม










คร้งสาคญในยุคการปฏวัติฝร่งเศส คอการเกณฑทหารซ่งรจกกันในช่อการรวมพลังมวลชน




ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/ac/Europe_1815_map_en.png
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/ac/Europe_1815_map_en.png เปนการเกณฑชาวนาฝร่งเศสจํานวนหลายแสนคนเขาสกองทัพฝร่งเศส อยางไรก็ตาม

ความพายแพของนโปเลียน ไมไดทําใหแนวคิดท่นโปเลียนเร่มเอาไวจางหายไป หลังจากยุค



นโปเลียน สงครามกลายเปนสงครามแหงชาติ ซ่งเก่ยวของกับประชาชนท้งประเทศ



ในคริสตศตวรรษท่ ๑๘ พันธมิตรดังกลาวแปรสภาพไปเปนการจับข้วระหวาง รบพงตอตานกับประชาชนอีกประเทศหน่งท้งประเทศเชนกัน ส่งน้ซ่งเรียกวา “การทํา








มหาอํานาจยุโรปในขณะนั้น ไดแก ออสเตรีย ปรัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศส โดยพันธมิตร สงครามใหกลายเปนประชาธิปไตย” บวกกับการเปล่ยนแปลงสความเปนอุตสาหกรรม



จะสลับไปมาหลายคร้ง เพ่อปองกันไมใหเกิดสภาวะการครองความเปนเจา (Hegemony) จึงนํามาสการเพ่มขนาดของกองทัพ ขอบเขตของการรบ และจํานวนผบาดเจ็บลมตาย







ของมหาอํานาจใดมหาอํานาจหน่ง หรือกลมพันธมิตรใดพันธมิตรหน่ง สงคราม อยางมหาศาล
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
76 77
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

หลายตอหลายคร้งเกิดข้นจากความตองการรักษาดุลอํานาจเอาไว เชน สงคราม


สืบราชสมบัติสเปน (War of the Spanish Succession) สงครามสืบราชสมบัต ิ
ออสเตรีย (War of the Austrian Succession) สงครามเจ็ดป (Seven Years’ War)
สงครามสืบราชสมบัติบาวาเรีย (War of the Bavarian Succession) และสงคราม
ตอตานนโปเลียน (Napoleonic Wars) จากความสําเร็จของอังกฤษในสงคราม ๗ ป 






ทอังกฤษเขารวมเปนพันธมตรกับปรสเซีย มหาอํานาจยโรปหลายประเทศเร่มมองเห็นวา
อังกฤษเปนภัยคุกคามตอดุลอํานาจในยุโรปมากกวาฝร่งเศส มหาอํานาจเหลาน้ท่เดนชัด



คือ ฝร่งเศส ก็ตัดสินใจเขารวมสงครามประกาศเอกราชอเมริกา โดยคาดหวังวาจะบ่นทอน


อํานาจของอังกฤษลงจากการที่อาณานิคมอังกฤษ ๑๓ แหง ในอเมริกาไดรับอิสรภาพ


ชวงราวป ค.ศ.๑๘๐๐ เกิดการเปล่ยนแปลงคร้งใหญในการเมืองยุโรป

ซ่งเปล่ยนรากฐานของธรรมชาติการเมืองนอกประเทศทีเดียว น่นคิอ นโปเลียนพยายาม












ทจะลมระบบเวสตฟาเลยในยโรป โดยการยดอานาจเหนอทวปยโรปทงหมด มพฒนาการ











อยสองเรองท่สําคัญในการเมืองยุโรป ท่ทําใหการกาวข้นมามีอํานาจของนโปเลียนเปนไปได 



คือลัทธิชาตินิยมและประชาธิปไตย ลัทธิชาตินิยม เปนความคิดท่วาชาติหรือกลมบุคคล










ซงมองพวกตนเองวา โดยพนฐานแลวเหมอนกบผอน และแยกขาดจากกลมอน ๆ

















ควรจะเปนหนวยพ้นฐานของการเมือง แนวความคิดทเชอมโยงกบลทธชาตนยมอยางใกลชิด

คือหลักการกําหนดอนาคตของตนเอง หลักการน้เช่อวา รัฐแตละรัฐควรจะประกอบดวย

ชนชาติเดียว และชนชาติท่มีลักษณะโดดเดนชัดเจน ควรจะมีรัฐเปนของตนเอง





ประชาธิปไตยเปนหลักการท่ประชากรท้งหมดของชาติไมใชแคกลมผนําหรือกษัตริย 
เทานั้นที่ควรจะควบคุมอํานาจของรัฐบาล
การปฏิวัติฝรั่งเศสในป ค.ศ.๑๗๘๙ เปนการโคนลมระบอบกษัตริยของฝรั่งเศส

และแทนท่ระบบน้นดวยระบบท่อางวาเปนประชาธิปไตย เนื่องจากหลักการของชาตินิยม




ประชากรฝรงเศสทกคนถอวาเปนพลเมองชาวฝรงเศส หลงจากนนมาประชากรของฝรงเศส














ก็มีสวนรวมในทางการเมืองการปกครองและเก่ยวของเช่อมโยงซ่งกันและกัน นวัตกรรม










คร้งสาคญในยุคการปฏวัติฝร่งเศส คือการเกณฑทหารซ่งรจกกันในช่อการรวมพลังมวลชน



ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/ac/Europe_1815_map_en.png เปนการเกณฑชาวนาฝร่งเศสจํานวนหลายแสนคนเขาสกองทัพฝร่งเศส อยางไรก็ตาม


ความพายแพของนโปเลียน ไมไดทําใหแนวคิดท่นโปเลียนเร่มเอาไวจางหายไป หลังจากยุค

นโปเลียน สงครามกลายเปนสงครามแหงชาติ ซ่งเก่ยวของกับประชาชนท้งประเทศ





รบพงตอตานกับประชาชนอีกประเทศหน่งท้งประเทศเชนกัน ส่งน้ซ่งเรียกวา “การทํา




สงครามใหกลายเปนประชาธิปไตย” บวกกับการเปล่ยนแปลงสความเปนอุตสาหกรรม


จึงนํามาสการเพ่มขนาดของกองทัพ ขอบเขตของการรบ และจํานวนผบาดเจ็บลมตาย



อยางมหาศาล
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 77

ที่มา : https://ehne.fr/en/encyclopedia/themes/europe-europeans-and-world/
organizing-international-system/concert-europe




สงครามนโปเลียนในชวงตนคริสตศตวรรษท่ ๑๙ สงผลตอการเปล่ยนแปลงไมใช 


เพียงเร่องของวิธีการทําสงครามเทาน้น แตยังสงผลตอวิธีการแสวงหาสันติภาพของประเทศ

ตาง ๆ ในยุโรปดวย ในการประชุมที่เวียนนาในป ค.ศ.๑๘๑๕ ประเทศมหาอํานาจที่ไดรับ

ชัยชนะเหนือนโปเลียน พยายามสรางกลไกในการปองกันประเทศท่รุกรานอยางฝร่งเศส





ไมใหกลับมาครอบงํายุโรปอีกคร้งหน่ง เกิดระบบคอนเสิรตแหงยุโรป (The Concert

of Europe) ข้นมา พ้นฐานของระบบคอนเสิรตแหงยุโรปคือความเขาใจวาการท ่ ี




ออสเตรย ปรสเซย อังกฤษ และรัสเซีย ไมสามารถรวมตัวกันตอตานนโปเลียน ทําให 



นโปเลยนประสบความสาเรจในทางการเมืองและการทหาร คอนเสิรตแหงยุโรป






จึงเปนสนธิสัญญาอันสําคัญที่แสดงใหเห็นถงความเขาใจรวมกนของมหาอานาจ ทตองการ




สนตภาพดวยวธการสรางดลอานาจผานความรวมมือในเวทีระหวางประเทศ มากกวา





จะใชวิธีการถวงดุลอํานาจอยางที่เคยทํามาชวงหลายศตวรรษ

จากมุมมองทางทฤษฎี คอนเสิรตแหงยุโรป เปนความพยายามคร้งแรกท่จะทําให 



ทฤษฎีเสรีนิยมเกิดข้นจริงในการเมืองระหวางประเทศ จากการวิเคราะหของนักวิชาการ

มีขอถกเถียงในเร่องผลของคอนเสิรตแหงยุโรปอยดานหน่งกลาววา ยุโรปในคริสตศตวรรษท่ ๑๙









หลังจากคอนเสิรตแหงยุโรปเกิดข้นเปนชวงท่ยุโรปมีสันติภาพมากท่สุดอยางท่ไมเคยเปนมากอน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
78
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

อีกดานหน่งกลาววา กลไกในคอนเสิรตแหงยุโรปไรประสิทธิภาพและลมสลายลงอยาง

รวดเร็ว อยางไรก็ตาม หลังสงครามนโปเลียน ฝร่งเศสก็มีอิทธิพลเหนือพ้นท่ตาง ๆ ในยุโรป






เวนเสียแตรัสเซียและจักรวรรดิโรมันอันศักด์สิทธ์ท้งโดยตรงและโดยออม คอนเสิรตแหงยุโรป

ถือเปนความพยายามรักษาดุลอํานาจเอาไว โดยใหอาณาเขตของมหาอํานาจท้งส่ท่ชนะ


ฝรั่งเศส ไดแก ปรัสเซีย ออสเตรีย รัสเซีย และอังกฤษ กลับไปเปนดังเดิมจากการประชุม
ที่เวียนนาในป ค.ศ.๑๘๑๕ และที่สําคัญกวานั้นคือ การยอมรับรวมกันวายุโรปตองรักษา
ดุลอํานาจเอาไวไมใหประเทศใดลุกข้นมากอสงครามรุกรานและสรางความไรเสถียรภาพได 

อยางไรก็ตาม ระบบการประชุมดังกลาวลมเหลวลงราวป ค.ศ.๑๘๒๓ โดยตั้งแต
ป ค.ศ.๑๘๑๘ อังกฤษตัดสินใจไมเขารวมการประชุมใด ๆ ก็ตามท่เก่ยวของกับปญหา




ความขัดแยงระหวางประเทศในยุโรปภาคพ้นทวีปซ่งอังกฤษไมมีผลประโยชนเก่ยวของ

เชน อังกฤษไมเห็นดวยกับแผนของพระเจาอเล็กซานเดอรท่ ๑ ของรัสเซีย ท่ตองการ



ใหปราบปรามการปฏิวัติใด ๆ ท่จะเกิดข้นในอนาคต ระบบคอนเสิรตแหงยุโรปลมเหลวลง



จากการท่เปาหมายเดิมท่มหาอํานาจยุโรปตองการมีสันติภาพรวมกัน กลายเปนเปาหมาย
ที่มา : https://ehne.fr/en/encyclopedia/themes/europe-europeans-and-world/ ในการแขงขันกันทางการเมืองและเศรษฐกิจ หลักฐานชัดเจนคือหลังจากการปฏิวัต ิ
organizing-international-system/concert-europe



คร้งใหญในป ค.ศ.๑๘๔๘ การประชุมระหวางมหาอํานาจ ไมไดเปนไปเพ่อกอบกระบบเดิม
เหมือนหลังสงครามนโปเลียนอีกแลว แตกลับกลายเปนความตองการใหปรับเปล่ยน

เสนพรมแดนใหมตามความตองการของแตละประเทศ

จากการท่อังกฤษมีความเหนือกวามหาอํานาจยุโรปอ่น ๆ ท้งกําลังทางเรือ


ท้งเรือรบและเรือพาณิชย การคาทางทะเลและการเงิน อังกฤษจึงมีนโยบายสรางดุลอํานาจ

ในยุโรปตั้งแตป ค.ศ.๑๘๑๕ เปนตนมา กอนป ค.ศ.๑๘๕๐ อังกฤษกับฝรั่งเศสเปนมหาอํานาจ






ทเขมแข็งที่สุดในยโรป แตราวครสตทศวรรษท ๑๘๕๐ ทงสองมหาอานาจเปนกงวลตอการ






ี่
กาวข้นมาของรัสเซียซ่งขยายอํานาจเขามายังยุโรปกลางและปรัสเซีย จนครอบงํา






ดนแดนเยอรมนมากข้นเร่อย ๆ เวนแตดินแดนของออสเตรีย สงครามไครเมียชวงป

ค.ศ.๑๘๕๔ - ๑๘๕๕ และสงครามอิตาลีในป ค.ศ.๑๘๕๙ ไดทําลายระบบความสัมพันธ
ระหวางมหาอํานาจยุโรปที่รวมมือกันเปนระบบคอนเสิรตจนหมดสิ้น

กําเนิดจักรวรรดิเยอรมันท่นําโดยปรัสเซียในป ค.ศ.๑๘๗๑ ซ่งไมรวมออสเตรียดวย

เพราะปรัสเซียใชการทําสงครามจํากัดเอาชนะออสเตรียและฝร่งเศสอยางรวดเร็วกลายเปน












ตวแปรสาคญททําใหดุลอานาจของยโรปเปลยนแปลงไป ในชวงเวลาสองทศวรรษหลงจากนน


ออตโต ฟอน บิสมารค (Otto von Bismarck) ใชการทูตในการสรางดุลอํานาจ โดยเสนอ


ใหมหาอํานาจยุโรปลงนามสนธิสัญญาและสรางระบบพันธมิตรท่ซับซอนเปนอยางย่ง
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 79

เชน ระบบไตรพันธมิตร (Triple Alliance) ซ่งเปนพันธมิตรทางการทหารระหวาง

เยอรมนี ออสเตรีย - ฮังการี และอิตาลี เปนตน ตั้งแตป ค.ศ.๑๘๙๐ เปนตนมา จักรพรรดิ
ไกเซอรวิลเฮลมที่ ๒ มีนโยบายขยายอํานาจที่เรียกวา Weltpolitik ในการขยายจักรวรรดิ




ออกไปแขงขันกับมหาอํานาจยุโรปอ่นท่วโลก พันธมิตรท่เกิดข้นใหมก็มีความเปราะบาง
และนําไปสูสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในป ค.ศ.๑๙๑๔ ระหวางเยอรมนีกับออสเตรีย - ฮังการี
ฝายหนึ่ง และอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี และรัสเซียอีกฝายหนึ่ง
THE GERMAN REICH
1871 - 1918















































ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/19/Deutsches_Reich_%281871-1918%29-en.png
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
80
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ






หลังสงครามโลกคร้งท่ ๑ สนธิสญญาแวรซายสมวัตถประสงคขอหน่งคือ


การลมเลิกแนวคิด “ดุลอํานาจ” และแทนที่ดวยระบบ “สันนิบาตชาติ” ซึ่งประกอบดวย
ประเทศตาง ๆ ท่มีชาติพันธเดียวกันรวมตัวกันเปนประเทศ อยางไรก็ตาม ระบบใหมน ้ ี



ก็ใชการไมได เม่อโลกแบงออกเปนข้วตาง ๆ ตามอุดมการณทางการเมืองในชวงคริสต 

ทศวรรษท่ ๑๙๒๐ - ๑๙๓๐ ไดแก เสรีประชาธิปไตย สังคมนิยมคอมมิวนิสต และชาตินิยม



เผดจการ และไมสามารถหยุดย้งการขยายอํานาจของนาซีเยอรมันได และนํามาสสงครามโลก





ครงท ๒ ซึ่งอังกฤษกับโซเวียตตองรวมมือกันชั่วคราวเพื่อตอตานเยอรมนีและอิตาลี
การอธิบายกลไกการถวงดุลอํานาจของยุโรปในคริสตศตวรรษที่ ๑๙
กลไกการถวงดุลอํานาจ มีรากฐานจากความเชื่อที่วารัฐอยูในโครงสรางระหวาง


ประเทศท่เปนอนาธิปไตย และตองการอยรอดภายใตโครงสรางน้จึงตองดําเนินนโยบาย

ใหอํานาจระหวางประเทศน้นสมดุลเองโดยไมมีทางเลือก เม่อรัฐตาง ๆ ไมมีนโยบาย


เปล่ยนแปลงระบบใหม ระบบระหวางประเทศจึงอยในสภาวะสมดุลและสันติภาพ




ก็เกิดข้นตามมา ในสวนน้ จะวิเคราะหบทบาทของอังกฤษในฐานะผถวงดุลอํานาจในยุโรป


ในแบบของดุลอํานาจโดยนโยบาย ซ่งจะกลายเปนกฎของการเมืองระหวางประเทศ
ในเวลาตอมา การถวงดุลอํานาจยุโรประหวางป ค.ศ.๑๘๑๕ - ๑๙๑๔ อาศัยหลักการ
ดังกลาวที่สืบตอมาตั้งแตคริสตศตวรรษที่ ๑๗ โดยมีรายละเอียดดังตอไปนี้

๑. หลักการสกัดก้นการครอบงํายุโรปแตเพียงผเดียว (No Universal Domination)

มหาอํานาจในยุโรปจะไมยอมใหรัฐใด ๆ เขาครอบงํายุโรปไดทั้งหมด
๒. หลักการรวมมือกัน (Cooperation) ในการสกัดก้นการครอบงําดังกลาว

มหาอํานาจจะรวมมือกันใชท้งการทูตและการทหารเพ่อใหบรรลุผล อยางไรก็ตาม


ไมมีมิตรแทและศัตรูที่ถาวรในความสัมพันธระหวางมหาอํานาจ
๓. หลักการทําสงครามจํากัดวัตถุประสงค (Limited Objectives) ในการ
ใชมาตรการทางทหารเพื่อสกัดกั้นความทะเยอทะยานของรัฐใด ๆ ที่พยายามจะครอบงํา
ยุโรปน้น เม่อบรรลุวัตถุประสงคดังกลาวแลว จะยุติสงครามทันที มหาอํานาจตาง ๆ


ไมมีนโยบายทําลายลางรัฐใดใหยอยยับจนสูญหายไปจากยุโรป
๔. หลักการชดเชยความเสียหาย (Compensation) เมื่อการทําสงครามยุติลง
ผเขารวมทําสงครามในฝายที่ชนะจะไดรับดินแดนและผลประโยชนตาง ๆ เพื่อชดเชย

๑๐
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงคราม
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/19/Deutsches_Reich_%281871-1918%29-en.png
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 81

บทวิเคราะหตอไปนี้ จะวาดวยการถวงดุลอํานาจในยุโรปชวงคริสตศตวรรษที่ ๑๙

จนถึงการเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ หลังจากความพายแพของนโปเลียนในป ค.ศ.๑๘๑๕


ภัยคุกคามตอระบบรัฐสมัยใหมตามสนธิสัญญาเวสตฟาเลียในป ค.ศ.๑๖๔๘ ท่ใหญท่สุด

การท่นโปเลียนลงจากอํานาจ ตองอาศัยการจับมือรวมกันตอตานจากมหาอํานาจ


อ่น ๆ ในยุโรป คร้งท่ ๔ (Fourth Coalition) ซ่งใชการเจรจาทางการทูตและอํานาจ





ทางทหารรวมกัน เพ่อบรรลุเปาหมายเดียวกัน ปญหาใหญท่บรรดาผนํามหาอํานาจ
เหลาน้ตองเผชิญในป ค.ศ.๑๘๑๕ คือการสรางระบบความสัมพันธระหวางประเทศ

หลังสงคราม ท่จะใชจํากัดการทําสงคราม และปองกันไมใหภัยคุกคามตอสันติภาพ

ปรากฏขึ้นมาดังที่ฝรั่งเศสภายใตการนําของนโปเลียนกระทําอีก




















ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/72/Battle_of_Waterloo_1815.PNG


หากพิจารณาในเร่องของการปองกันไมใหเกิดการละเมิดสันติภาพอยางท ี ่
















ฝรงเศส ภายใตการนาของนโปเลยนไดกระทาแลว กถอวามหาอานาจทรวมมอกน


ประสบความสําเร็จ ยุโรปยุคคริสตศตวรรษที่ ๑๙ จะตรงขามกับยุคการปฏิวัติที่มีมากอน
หนานี้ ซึ่งปรากฏออกมาในรูปของการปฏิวัติอเมริกา และการปฏิวัติฝรั่งเศสและยุคสงคราม


เบ็ดเสร็จ หลังจากท่ปรากฏออกมาในรูปของสงครามโลกท้งสองคร้ง เพราะถือไดวา



เปนยุคท่ยุโรปมีเสถียรภาพอยางชัดเจน และไมมีการทําสงครามระหวางประเทศท่เปน

ระบบและไมจํากัดขอบเขต สงครามท่เกิดข้นในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ เปนสงครามท่ตอสกัน









ดวยเปาหมายจํากัดและพ้นท่ปฏิบัติการเปนระดับทองถ่นเทาน้น เม่อออสเตรีย

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
82
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

เกิดความขัดแยงภายในและเกือบจะแตกเปนเส่ยง แตรัสเซียก็เขาชวยเหลือ ซ่งจะทําให 


ออสเตรียยังอยูรอดได ในป ค.ศ.๑๘๗๑ เมื่อฝรั่งเศสอยูภายใตการเปลี่ยนแปลง กองกําลัง





ปรัสเซียท่ไดชัยชนะเหนือฝร่งเศสก็ไมเขาไปยงเก่ยวกิจการภายในของฝร่งเศสและปลอยให 
รัฐบาลฝรั่งเศสใชกําลังปราบปรามกับพวกปฏิวัติอยางหนักหนวง
ระบบระหวางประเทศของยุโรป เปนแบบหลายข้วอํานาจท่มีมหาอํานาจยุโรป


เปนแกนนําจํานวน ๕ ประเทศ ไดแก ออสเตรีย - ฮังการี อังกฤษ ปรัสเซีย (เยอรมนี) รัสเซีย


และฝร่งเศส ประเทศในยุโรปท่เหลืออยในลําดับสองและสามตามมา การจัดลําดับ

มหาอํานาจดังกลาว วัดจากอํานาจทางทหารและเศรษฐกิจในเชิงเปรียบเทียบ มาตรวัด

ความเปนมหาอํานาจก็ยังคงใชความสามารถในการทําสงครามกับมหาอํานาจอ่นและ
เปนไปไดท่จะประสบความสําเร็จไดรับชัยชนะ สําหรับการวัดอํานาจเพ่อการถวงดุล ผนํารัฐ



จะมองเรื่องประชากรและดินแดนเปนหลักและความสัมพันธระหวางปจจัยทั้งสองนี้
มหาอํานาจยุโรปตางมีนโยบายรักษาสถานะทางอํานาจของตนเองและไมเต็มใจ
จะยอมรับรัฐใหมที่จะกาวขึ้นมาทาทายและแซงหนาในทางอํานาจเทาใดนัก ในชวงปลาย

ศตวรรษท่ ๑๙ อิตาลีตองการเปนหน่งในมหาอํานาจยุโรป แตก็ไมเคยไดรับสถานะนี้

ในขณะท่จักรวรรดิออตโตมานก็ไมไดรับการยอมรับจากมหาอํานาจยุโรปใหเปนสมาชิก


ของระบบรฐยุโรป ท้งท่ในสนธิสัญญาปารสป ค.ศ.๑๘๕๖ ระบวาจักรวรรดิออตโตมาน





เปนสวนหนึ่งของคอนเสิรตแหงยุโรปดวย
อาจมีนักรัฐศาสตรบางคนตีความวา ระบบคอนเสิรตแหงยุโรปไมไดใชการถวงดุล
อํานาจเปนกลไก เพราะสะทอนความรวมมือระหวางมหาอํานาจก็จริง แตการตีความเชนน ้ ี
เปนการละท้งแนวคิดและวัตถุประสงคของผนํารัฐมหาอํานาจท่รวมกันออกแบบ



ระบบคอนเสิรตน้ข้นมา เพราะผนํารัฐเหลาน้ จงใจใหมหาอํานาจท่เขารวมคอนเสิรตน ี ้





ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/72/Battle_of_Waterloo_1815.PNG

สรางและดํารงดุลอํานาจเอาไว โดยใชรากฐานการถวงดุลอํานาจของยุโรปท่เคยปฏิบัติมา






ตงแตตนยุคใหม ปรากฏการณทเกดขนชวงตนครสตศตวรรษท่ ๑๙ แสดงใหบรรดาผนา ํ













มหาอํานาจยุโรปไดเห็นวา ระบบดุลอํานาจจะตองไดรับการฟนฟูและปรับเปล่ยนใหทันสมัย



ภายใตเง่อนไขใหมมากกวาจะขจัดระบบดุลอํานาจออกไป แลวแทนท่ดวยระบบหรือ

กลไกใหม น่นแสดงวาระบบคอนเสิรตแหงยุโรปเปนการฟนฟูระบบเกาของบรรดา

๑๑
นักอนุรักษนิยม แตรูปแบบนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากกลไกการถวงดุลอํานาจแบบเดิม
โจเซฟ ไนย เสนอวาระบบดุลอํานาจในครสตศตวรรษที่ ๑๙ สามารถแบงยอย


ออกไดเปน ๕ ชวงเวลา ชวงที่ ๑ ระหวางป ค.ศ.๑๘๑๕ - ๑๘๒๒ เปนชวงความรวมมือ
ระหวางมหาอํานาจอยางแทจริง ชวงที่ ๒ ระหวางป ค.ศ.๑๘๒๒ - ๑๘๕๔ ความรวมมือ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 83

ในระบบคอนเสิรตมีความเปนระบบลดลง ตามมาดวยชวงเวลาของความขัดแยง


และสงครามในชวงท่ ๓ ระหวางป ค.ศ.๑๘๕๔ - ๑๘๗๐ จากน้นตามมาดวย


ชวงท่ ๔ ท่เรียกวา “ระบบบิสมารค” ระหวางป ค.ศ.๑๘๗๐ - ๑๘๙๐ ท่บิสมารค




เปนผนําในการปรับสมดุลอํานาจในภาคพ้นทวีปยุโรป ผานการจับข้วทางการทูตและ

ระบบพันธมิตรแบบยืดหยน ชวงท่ ๕ ระหวางป ค.ศ.๑๘๙๐ - ๑๙๑๔ เปนชวงเวลา











ท่มการจบข้วเปนพนธมตรกันอยางชดเจนขนเรอย ๆ นามาสการเผชิญหนาระหวาง




๑๒
กลุมประเทศในยุโรปและสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในป ค.ศ.๑๙๑๔
สวน กอรดอน เครก และอเล็กซานเดอร จอรจ ซึ่งเห็นดวยกับไนย ก็เสนอวา
การวิเคราะหกลไกดุลอํานาจในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ ไมสามารถมองไดวามีลักษณะ







เปนหนงเดยวอยางมีเอกภาพ แตมีลักษณะท่หลากหลายซ่งสามารถแบงออกไดเปน ๓ แบบ



กลไกดุลอํานาจแบบแรกเรียกวา “ระบบเวียนนา (Vienna System)” ซ่งเกิดข้นหลังจาก
สงครามนโปเลียนส้นสุดลง กลไกแบบแรกน้ใชถวงดุลอํานาจในยุโรปในเวลาตอมา



ราว ๔๐ ป กลไกดุลอํานาจแบบท่ ๒ เกิดจากการคิดคนของนายกรัฐมนตรีเยอรมัน


ออตโต ฟอน บิสมารค และใชเพ่อถวงดุลอํานาจในยุโรปชวงคริสตทศวรรษท่ ๑๘๗๐ - ๑๘๘๐




และกลไกดุลอํานาจแบบท่ ๓ คือระบบดุลอํานาจซ่งเกิดข้นหลังจากบิสมารคลงจากอํานาจ







ในป ค.ศ.๑๙๙๐ การถวงดลอานาจทรจกกนมากท่สดและมประสทธภาพมากท่สุด









๑๓
คือ “ระบบคอนเสิรต” ซึ่งเกิดขึ้นจากการประชุมที่เวียนนาในป ค.ศ.๑๘๑๕
สุดทาย โรเบิรต เจอรวิส เสนอวาระบบคอนเสิรตเปนรีจีม (Regime) หรือระบบ

การปกครองระหวางประเทศ ซ่งมีลักษณะแตกตางออกไปจากกลไกดุลอํานาจแบบเดิม





ซงแสดงใหเหนถงพฒนาการในกลไกการรักษาเสถยรภาพของยโรปจากเดิม ระบบ


















คอนเสรต รองรบดวยการทมหาอานาจมความตองการหลกเลยงสงครามซงมความเสยงสง ู





รวมกน ดวยเหตทผนามหาอานาจยโรปอยในชวงเวลาท่เตมไปดวยสงครามมานาน














หลายทศวรรษ และตระหนักดีถึงความสูญเสียจากการทําสงครามซ่งไมไดทําลายแคชีวิต


และทรัพยสินเทาน้น แตยังทําลายโครงสรางทางสังคมอีกดวย ฝายอนุรักษนิยมจึงหว่นกลัว
วาสงครามจะนําไปสการปฏวัติ แตฝายเสรีนิยมเช่อมโยงกบนโยบายและการทําสงคราม




กับระบบเผด็จการ ดังนั้น ทุกฝายจึงกลัววาความขัดแยงระดับสูงจะทําลายมากกวา
๑๔
จะเพิ่มพูนเสถียรภาพและความมั่นคงของยุโรป



การควบคุมความไรเสถียรภาพภายในประเทศก็เปนอีกเร่องหน่งท่มีความสําคัญ
เชนกัน แมวาแตละประเทศจะยอมรับความไมสงบในประเทศไดมากนอยตางกันและใชวิธ ี
การจัดการท่หลากหลายก็ตาม ในชวงเวลากอนหนาน้ ประสบการณของผนํารัฐแสดงใหเห็น



¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
84
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ



วาการปฏิวัติเปนสาเหตุท่ทําใหสงครามน้นเกิดข้นและขยายตัวออกไปขามประเทศ


แมกระท่งรัฐมนตรีตางประเทศของอังกฤษ คาสเซิลเรห (Castlereagh) ก็กลาววา



วัตถุประสงคสําคัญของการทูตอังกฤษคือการจูงใจใหผนํามหาอํานาจอ่น “รสึกวาระบบ





คอนเสิรตท่มีอยน้ เปนกลไกเดียวท่มีความสมบูรณในการรักษาความม่นคงและจัดการ

กับควันหลงของการปฏิวัติของยุโรป และความชาญฉลาดของระบบคอนเสิรตน้คือ
การสกัดก้นการทาทายในยามปกติและสนับสนุนหลักการสรางระเบียบทางสังคมใหย่งยืน


๑๕
อีกดวย”



















ที่มา : https://www.strifeblog.org/wp-content/uploads/2015/06/an00098658_001_l.jpeg








ดังน้น มหาอํานาจจึงไมตองการใหเกดการปฏวตในทใด ๆ ของยุโรป การทําให 














รฐอนออนแอและไรเสถยรภาพ ซงเปนเครองมอในการดาเนนนโยบายทีไมควรใชแตกใช 






กันบอยมากจึงไมชอบธรรมอีกตอไป และรัฐยุโรปก็ไมตองการจะออกจากระบบคอนเสิรต

เพราะกลัววา การดําเนินนโยบายเองโดยไมประสานกับมหาอํานาจอ่นอาจจะนําไปส  ู



ความไรเสถียรภาพได และตราบใดท่มหาอํานาจเชอวาการปฏิวัติเปนสาเหตทําใหเกิด



๑๖
ความวนวายไรเสถียรภาพ ผนํารัฐก็มีเหตุท่ทําใหเช่อไดวา ตองไมมีมหาอํานาจใด




เสียประโยชนจากการดําเนินนโยบายทางการทูต เพราะการทําใหประเทศหน่งเสียประโยชน 


จะทําใหทุกฝายเสียประโยชนไปดวยกัน นโยบายท่ทุกฝายไดประโยชนรวมกันน้น จึงจะทําให 

ผูนํารัฐมหาอํานาจสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชนได
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 85

๑๗
กรณีตัวอยางการดําเนินนโยบายถวงดุลอํานาจของอังกฤษระหวางป ค.ศ.๑๘๑๕ - ๑๙๑๔ นโยบายตางประเทศในชวงเวลาดังกลาวอาจสรุปเปนหลักการพ้นฐาน ๕ ประการ





ในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ อังกฤษไดเขาสยุครงเรืองท่สุดในประวัติศาสตร  ประการแรก หลักการที่จะไมเขาไปเปนพันธมิตรถาวรกับประเทศใดประเทศหนึ่ง


โดยไดกลายเปนมหาอํานาจท่สําคัญท่สุดท้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง ในชวงน้ ี ในภาคพ้นยุโรป กลาวคือแมวาอังกฤษจะมงใหความสนใจกับประเทศโพนทะเลมากมาย






ผลผลิตทางอุตสาหกรรมของประเทศอังกฤษสูงสุดเปนอันดับหน่งของโลก โดยสามารถ เพียงไรก็ตาม การเปล่ยนแปลงทางการเมืองในภาคพ้นทวีปยุโรปยอมสงผลกระทบ














ผลตถานหนเปนปรมาณเทากบสองในสามของผลผลตทวโลก ความรงเรองในทางเศรษฐกจ ตอประเทศอังกฤษไมมากก็นอย ดังน้น แมในหลักการ อังกฤษจะพยายามวางตัวเปนกลาง


และการคา ทําใหอังกฤษสามารถดํารงความโดดเดนในทางการเมืองโลกไดโดยอาศัย ในกิจการทางการเมืองระหวางประเทศในยุโรปก็ตาม ยามใดท่มีภัยคุกคาม อังกฤษ


กองเรือรบอันมีแสนยานุภาพ อยางไรก็ตาม นับต้งแตกลางคริสตศตวรรษท่ ๑๙ เปนตนมา ก็จะตัดสินใจเขารวมเปนพันธมิตรเปนการช่วคราวกับประเทศหรือกลมประเทศในยุโรป



ความเจริญในทางวิทยาการและอุตสาหกรรมไดแผขยายไปยังประเทศอ่น ๆ ทําใหม ี เพื่อหาทางปดเปาหรือลดภัยคุกคามดังกลาวทันที และเมื่อภัยคุกคามนั้นหมดไป อังกฤษ















มหาอํานาจคแขงเพ่มข้นท้งในทางการคาและทางการเมือง ในซีกโลกตะวันตกก็มีประเทศ กจะผละตัวออกมาดาเนนนโยบายไมยงเกยวกบกจกรรมทางการเมองในภาคพนยโรป





สหรัฐฯ ในยุโรปก็มีฝร่งเศสและเยอรมนี ในขณะท่ทางตะวันออกก็มีรัสเซียและญ่ปน ตอไป ลักษณะการดําเนินการดังกลาว ทําใหการดําเนินนโยบายของอังกฤษท่เก่ยวของ








กองเรือรบของอังกฤษท่เคยมีแสนยานุภาพ ก็เร่มท่จะพบคแขงอันนากลัว คือ สหรัฐฯ กับภาคพ้นทวีปยุโรป ตองมีการเปล่ยนแปลงประเทศพันธมิตรอยเสมอตามความเหมาะสม





และเยอรมนี ในขณะท่ความเจริญทางคมนาคม โดยเฉพาะนับต้งแตการสรางทางรถไฟ ของสถานการณ จะเห็นไดวาภายหลังการรวมมือและเปนพันธมิตรกับรัสเซีย ออสเตรีย



ในรัสเซีย ทําใหประเทศดังกลาวสามารถคุกคามผลประโยชนของอังกฤษ ไมวาในภาคพ้น และปรัสเซียเพ่อทําลายอํานาจของฝร่งเศสภายใตการนําของนโปเลียน จนนําไปส  ู

ยุโรปหรือในตะวันออกไกลไดงายข้น ภายใตการเปล่ยนแปลงท้งในทางเศรษฐกิจและ การเจรจาตกลงเพ่อสันติภาพในยุโรป ณ กรุงเวียนนา ระหวางป ค.ศ.๑๘๑๔ - ๑๘๑๕












ทางการเมืองในยุโรปและในโลก อังกฤษจําเปนตองปรับแนวทางในการดําเนินนโยบาย ในระหวางสงครามไครเมยชวงกลางครสตศตวรรษท ๑๙ อังกฤษก็ไดรวมมอกับฝรงเศส


ตางประเทศเพ่อใหสอดคลองกับภาวะแหงการเปล่ยนแปลง โดยเฉพาะนับต้งแต  ซารดิเนีย (Sardinia) และออสเตรีย ขัดขวางการบุกตุรกีของประเทศรัสเซีย ในวิกฤตการณ 

ปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๙ ตุรกีป ค.ศ.๑๘๗๗ - ๑๘๗๘ อังกฤษก็ไดรวมมือกับออสเตรีย - ฮังการี ตอตานการขยายอิทธิพล
ของรัสเซียมายังกรุงคอนสแตนติโนเปล และเม่อเยอรมนีมีแสนยานุภาพทางทหารมากข้น


อีกทั้งไดรวมมือเปน “พันธมิตรไตรภาคี (Triple Alliance)” กับออสเตรียและอิตาลี
อังกฤษก็ไดตัดสินใจเขารวมเปนพันธมิตรกับฝร่งเศสในป ค.ศ.๑๙๐๔ และรัสเซียในป



ค.ศ.๑๙๐๗ ท่เรียกวา “ขอตกลงฉันทมิตร (Entente Cordiale)” เพ่อตอตานและ
ขัดขวางกลุมประเทศพันธมิตรไตรภาคี จนนําไปสูสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในป ค.ศ.๑๙๑๔

การเปนพันธมิตรกับฝร่งเศสและรัสเซียดังกลาวน้ ถือไดวาเปนการเปล่ยนแนวนโยบาย






ตางประเทศอังกฤษท่เก่ยวกับภาคพ้นยุโรปคร้งสําคัญ เพราะถือเปนการยุติการดําเนิน


นโยบายในลักษณะพยายามวางตัวเปนกลาง ไมเขามายงเก่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง

ของยุโรปนอกจากจําเปนตามท่ไดปฏิบัติมาตลอดคริสตศตวรรษท่ ๑๙ มาสการดําเนิน


นโยบายแบบเขามาพัวพันเต็มที่ในสงครามโลกครั้งที่ ๑
ประการท่สอง หลักการรักษาดุลอํานาจในภาคพ้นยุโรป ผูนําอังกฤษในอดีต



ไมวายุคใดก็ตามสํานึกอยเสมอวา ความม่นคงของอังกฤษน้นข้นอยกับการมีดุลอํานาจ







ในภาคพ้นยุโรป กลาวคือการปองกันมิใหประเทศใดประเทศหน่งในภาคพ้นยุโรปโดดเดน
ที่มา : https://www.amazon.co.uk/Photo-Balance-Britannia-Frenchman-Spaniard/dp/B00UGKC6K6
ที่มา : https://www.amazon.co.uk/Photo-Balance-Britannia-Frenchman-Spaniard/dp/B00UGKC6K6 ขนมาเปนมหาอานาจ ซงจะเปนภยคกคามตอเกาะองกฤษในอนาคตได หลกการดงกลาว














¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
86 87
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

๑๗

นโยบายตางประเทศในชวงเวลาดังกลาวอาจสรุปเปนหลักการพ้นฐาน ๕ ประการ
ประการแรก หลักการที่จะไมเขาไปเปนพันธมิตรถาวรกับประเทศใดประเทศหนึ่ง

ในภาคพ้นยุโรป กลาวคือแมวาอังกฤษจะมงใหความสนใจกับประเทศโพนทะเลมากมาย


เพียงไรก็ตาม การเปล่ยนแปลงทางการเมืองในภาคพ้นทวีปยุโรปยอมสงผลกระทบ


ตอประเทศอังกฤษไมมากก็นอย ดังน้น แมในหลักการ อังกฤษจะพยายามวางตัวเปนกลาง

ในกิจการทางการเมืองระหวางประเทศในยุโรปก็ตาม ยามใดท่มีภัยคุกคาม อังกฤษ
ก็จะตัดสินใจเขารวมเปนพันธมิตรเปนการช่วคราวกับประเทศหรือกลมประเทศในยุโรป


เพื่อหาทางปดเปาหรือลดภัยคุกคามดังกลาวทันที และเมื่อภัยคุกคามนั้นหมดไป อังกฤษ




กจะผละตัวออกมาดาเนนนโยบายไมยงเกยวกบกจกรรมทางการเมองในภาคพนยโรป










ตอไป ลักษณะการดําเนินการดังกลาว ทําใหการดําเนินนโยบายของอังกฤษท่เก่ยวของ




กับภาคพ้นทวีปยุโรป ตองมีการเปล่ยนแปลงประเทศพันธมิตรอยเสมอตามความเหมาะสม

ของสถานการณ จะเห็นไดวาภายหลังการรวมมือและเปนพันธมิตรกับรัสเซีย ออสเตรีย

และปรัสเซียเพ่อทําลายอํานาจของฝร่งเศสภายใตการนําของนโปเลียน จนนําไปส  ู

การเจรจาตกลงเพ่อสันติภาพในยุโรป ณ กรุงเวียนนา ระหวางป ค.ศ.๑๘๑๔ - ๑๘๑๕


ในระหวางสงครามไครเมยชวงกลางครสตศตวรรษท ๑๙ อังกฤษก็ไดรวมมอกับฝรงเศส








ซารดิเนีย (Sardinia) และออสเตรีย ขัดขวางการบุกตุรกีของประเทศรัสเซีย ในวิกฤตการณ 
ตุรกีป ค.ศ.๑๘๗๗ - ๑๘๗๘ อังกฤษก็ไดรวมมือกับออสเตรีย - ฮังการี ตอตานการขยายอิทธิพล


ของรัสเซียมายังกรุงคอนสแตนติโนเปล และเม่อเยอรมนีมีแสนยานุภาพทางทหารมากข้น
อีกทั้งไดรวมมือเปน “พันธมิตรไตรภาคี (Triple Alliance)” กับออสเตรียและอิตาลี

อังกฤษก็ไดตัดสินใจเขารวมเปนพันธมิตรกับฝร่งเศสในป ค.ศ.๑๙๐๔ และรัสเซียในป
ค.ศ.๑๙๐๗ ท่เรียกวา “ขอตกลงฉันทมิตร (Entente Cordiale)” เพ่อตอตานและ


ขัดขวางกลุมประเทศพันธมิตรไตรภาคี จนนําไปสูสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในป ค.ศ.๑๙๑๔



การเปนพันธมิตรกับฝร่งเศสและรัสเซียดังกลาวน้ ถือไดวาเปนการเปล่ยนแนวนโยบาย




ตางประเทศอังกฤษท่เก่ยวกับภาคพ้นยุโรปคร้งสําคัญ เพราะถือเปนการยุติการดําเนิน


นโยบายในลักษณะพยายามวางตัวเปนกลาง ไมเขามายงเก่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง



ของยุโรปนอกจากจําเปนตามท่ไดปฏิบัติมาตลอดคริสตศตวรรษท่ ๑๙ มาสการดําเนิน
นโยบายแบบเขามาพัวพันเต็มที่ในสงครามโลกครั้งที่ ๑

ประการท่สอง หลักการรักษาดุลอํานาจในภาคพ้นยุโรป ผนําอังกฤษในอดีต


ไมวายุคใดก็ตามสํานึกอยเสมอวา ความม่นคงของอังกฤษน้นข้นอยกับการมีดุลอํานาจ







ในภาคพ้นยุโรป กลาวคือการปองกันมิใหประเทศใดประเทศหน่งในภาคพ้นยุโรปโดดเดน

ที่มา : https://www.amazon.co.uk/Photo-Balance-Britannia-Frenchman-Spaniard/dp/B00UGKC6K6 ขนมาเปนมหาอานาจ ซงจะเปนภยคกคามตอเกาะองกฤษในอนาคตได หลกการดงกลาว














¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 87

ทําใหอังกฤษตองตัดสินใจเขาไปรวมมือกับประเทศรัสเซีย ออสเตรีย และปรัสเซีย


เพ่อถวงดุลฝร่งเศสสมัยนโปเลียน ปองกันการแผอํานาจของรัสเซียมาสตุรกี และ


เมื่อเยอรมนีเริ่มขยายแสนยานุภาพโดยรวมมือกับออสเตรีย - ฮังการี และอิตาลี อันเปนการ
ทําลายดุลแหงอํานาจในภาคพ้นยุโรป อังกฤษจึงจําเปนตองตัดสินใจเขาเปนพันธมิตร

กับฝรั่งเศสและรัสเซียเพื่อถวงดุลฝายเยอรมนีไวในป ค.ศ.๑๙๐๗

ประการท่สาม หลักการแหงความม่นคงปลอดภัยของเบลเยียมและทะเล



เมดิเตอรเรเนียน เบลเยียมถือวาเปนกุญแจสําคัญสเสถียรภาพและความม่นคงทางการเมือง



ขององกฤษ เพราะหากมหาอานาจใดไดเขาครอบงําเบลเยยมแลว ยอมมีโอกาสใชเบลเยยม



เปนฐานเพ่อคุกคามเกาะอังกฤษไดทันที เพ่อปองกันการคุกคามดังกลาว นโยบายของอังกฤษ











ตลอดครสตศตวรรษท ๑๙ จงพยายามปองกนประเทศเบลเยยมจากภยคกคามของ
มหาอํานาจ แนวทางก็คือสนับสนุนเบลเยียมใหเปนเอกราชจากฮอลแลนดในป ค.ศ.๑๘๓๐

และรับรองความเปนกลางในป ค.ศ.๑๙๑๘ ความสําคัญของเบลเยียมท่มีตอความม่นคง









ปลอดภยขององกฤษ จะเหนไดจากกรณทเยอรมนเขาโจมตประเทศเบลเยยม อนเปน








สาเหตประการหนงท่ทําใหอังกฤษจําเปนตองเขารวมสงครามกับฝายฝร่งเศสและรัสเซีย









เพอตอตานฝายเยอรมนและออสเตรย - ฮังการีในสงครามโลกคร้งท่ ๑ นอกจาก



เบลเยยมแลว บรเวณแถบลมแมนาเมดิเตอรเรเนียน โดยเฉพาะตุรกีและอียิปตท่รวม










อยในจักรวรรดิออตโตมาน ก็ถือเปนจุดยุทธศาสตรสําคัญตอความม่นคงปลอดภัย


ของประเทศอังกฤษ เพราะเปนเสนทางทจะนาไปสอาณานคมอน ๆ ขององกฤษ










โดยเฉพาะอนเดย เพอปองกนบรเวณดงกลาว องกฤษไดดาเนนนโยบายตอตาน















การแผขยายอํานาจของรัสเซีย ท่จะมีมายังตุรกีหลายตอหลายคร้งนับต้งแตสงคราม
ไครเมียในกลางคริสตศตวรรษที่ ๑๙ การรวมกับออสเตรียพยายามขัดขวางการใช 
กําลังทหารของรัสเซียท่มีตอประเทศในคาบสมุทรบอลขานคือ บัลแกเรีย (Bulgaria)



ในป ค.ศ.๑๘๘๕ และในสองปตอมาก็ไดมีการทําสญญาลบสองฉบบกบออสเตรยและ










อิตาลี เพ่อรักษาสถานะเดิมของพ้นท่ทะเลเมดิเตอรเรเนียนเอาไว และปองกนภยคกคาม

แหลมบอลขานจากรัสเซีย
ประการที่สี่ หลักการคาเสรี ในฐานะที่เปนประเทศมหาอํานาจในทางเศรษฐกิจ

ท่สําคัญท่สุดในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ อังกฤษจึงมีบทบาททางการคากับตางประเทศเปน








สาคญ อังกฤษตองพ่งพาประเทศอาณานิคมและประเทศอ่น ๆ ในเร่องของวัตถุดิบและ

อาหารและอาศัยดินแดนเหลาน้เปนท่ระบายสินคาอุตสาหกรรมสําเร็จรูปของตนไปขาย


ความรงเรืองและความอยรอดของอังกฤษ จึงตองข้นอยกับการเปดตลาดของโลกภายนอก




ฉะน้น นโยบายหลักของอังกฤษจึงสนับสนุนการคาเสรี การบังคับประเทศจีนเปดเมืองทา
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
88
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ


คาขาย ๕ แหง ภายหลังสงครามฝน จึงเปนการดําเนินนโยบายตามหลักการดัง


กลาว นอกจากน้น ความพยายามในการแผอาณานิคมในแอฟริกาในชวงคร่งหลังของ
คริสตศตวรรษที่ ๑๙ ตลอดจนการพยายามรักษาอาณานิคมเกาไว โดยพยายามปรับปรุง
สถานภาพใหเหมาะสมกับการเปล่ยนแปลง ก็เปนวิธีการหน่งในการสงวนตลาดการคา


อันจําเปนตอแสนยานุภาพของอังกฤษ
ประการสุดทาย หลักการสรางและรักษาสมุททานุภาพ ความมั่นคงของ
เกาะอังกฤษก็ดี อาณานิคมของอังกฤษก็ดี และการรักษาตลาดการคาเสรีอันจําเปน
ตอความอยรอดของอังกฤษก็ดี จําเปนตองอาศัยกองเรืออันมีแสนยานุภาพ ดังน้น





นโยบายหลักสําคัญของอังกฤษตลอดครสตศตวรรษท่ ๑๙ ก็คือการพยายามรักษาความ



เปนหนงในดานสมุททานุภาพไว ในคร่งแรกของคริสตศตวรรษน้น อังกฤษสามารถรักษา


ความเปนเจาทะเลไดดวยคาใชจายท่ไมสูงนัก คือ ประมาณ ๗ - ๘ ลานปอนดตอป







แตเมอสหรฐฯ ฝร่งเศส และเยอรมนีขยายกองเรือรบข้นในชวงนับต้งแตป ค.ศ.๑๘๗๐




เปนตนไป ทาใหองกฤษจําเปนตองขยายกองเรือรบอยางขนานใหญ โดยไดมีการ


ออกกฎหมายวาดวยการปองกันทางเรือ (Naval Defence Act) ในป ค.ศ.๑๘๘๙ โดยมี

เปาหมายท่จะเพ่มแสนยานุภาพของกองเรืออังกฤษใหมีความเหนือกวาแสนยานุภาพ

ของกองเรือของสองประเทศที่สําคัญรองลงมาสองประเทศรวมกัน
อาจกลาวไดวา ในการดําเนินนโยบายตางประเทศอังกฤษตามหลักการพ้นฐาน

๕ ประการ ท่กลาวมาน้ อังกฤษสามารถดํารงความเปนมหาอํานาจของตนไดตลอด


คริสตศตวรรษที่ ๑๙ แมวาในชวงสามทศวรรษหลังจะมีประเทศคูแขงสําคัญ เชน สหรัฐฯ
รัสเซีย เยอรมนี และญี่ปุนเพิ่มขึ้นมาก็ตาม อังกฤษก็ยังประสบความสําเร็จในการดําเนิน
นโยบายตางประเทศ ที่มุงปกปองผลประโยชนแหงชาติที่กําหนดไวได แมจะดวยแนวทาง



ท่เปล่ยนแปลงไปบาง การเปล่ยนแปลงดังกลาวท่สําคัญก็คือ การพยายามแสวงหา

การผอนคลายความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก และการเปนพันธมิตรกับญ่ปน


ในป ค.ศ.๑๙๐๒ เพื่อคานอํานาจของฝรั่งเศสและรัสเซียในตะวันออกไกล


ในการดําเนินนโยบายตามหลักการท่กลาวมาน้ เปาหมายสูงสุดสําหรับอังกฤษ


ก็คือ การพยายามหลีกเล่ยงการทําสงคราม นอกจากเกิดกรณีจําเปนเทาน้น แนวทางหลัก










กคอ การพยายามวางตวเปนกลาง หรอไมเขาไปยงในกจกรรมหรอความขดแยงของ






มหาอํานาจอ่น ๆ ในภาคพ้นยุโรป อันจะเห็นไดวาอังกฤษวางตัวไมเขาไปยงในสงคราม

ระหวางเยอรมนีและฝร่งเศสในป ค.ศ.๑๘๗๐ - ๑๘๗๑ และพยายามหลีกเล่ยงการเปน


พนธมตรทางทหารอยางเปดเผยและอยางเปนทางการ อยางไรก็ตาม เม่อฝายพันธมิตร


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 89



ไตรภาคอันประกอบดวย เยอรมนี ออสเตรีย - ฮังการี และอิตาลี เริ่มมีทาทีเปนภัยคุกคาม ยกยองการมีอํานาจทางทหาร บริษัทผลิตอาวุธในเยอรมนีและฝร่งเศสก็สงเสริม


ตอองกฤษอยางจริงจังข้น อังกฤษจึงตองตัดสินใจเขารวมทําสงคราม โดยเขากับฝาย อตสาหกรรมผลตอาวธ และองกฤษซงครองทะเลอยนนเกดหวาดระแวงการเสรมกาลง ั




















ฝรงเศสและรสเซย อันเปนการนําไปสสงครามโลกคร้งท่ ๑ ในป ค.ศ.๑๙๑๔ ในท่สุด ทางเรือของเยอรมนีท่เพ่มข้นเร่อย ๆ และปจจัยท่ส่คือ สภาวะอนาธิปไตยระหวางประเทศ









ประเทศมหาอานาจยโรปตางคาดวาสงครามโลกคร้งท่ ๑ จะเปนเหมือนกับสงคราม (International Anarchy) ไดแก การทความสมพนธระหวางประเทศในเวลานนยงไมม ี















ไครเมีย หรือสงครามรวมชาติเยอรมัน ซ่งเปนสงครามจํากัดและจบลงในเวลาไมนาน องคการระหวางประเทศท่จะเปนเวทีใหประเทศตาง ๆ ระงับความขัดแยงดวยสันติวิธี








เนองจากผนามหาอานาจยโรปเช่อในกลไกดุลอํานาจวาจะทํางานและรักษาเสถียรภาพ แมจะมีศาลท่กรุงเฮกในลักษณะอนุญาโตตุลาการก็ไมมีประสิทธิภาพ เพราะไมสามารถ














ไวได แตความเปนจรงไมใชเชนนนซ่งจะวิเคราะหในสวนตอไปวา เพราะเหตุใดและม ี นําประเทศตาง ๆ ที่ขัดแยงกันเขามาเจรจากันและปฏิบัติตามคําตัดสินของศาลได
ปจจัยใดขับเคลื่อนใหสงครามครั้งนี้กลายเปนสงครามไมจํากัด
ขอบกพรองของการรักษาสันติภาพดวยกลไกการถวงดุลอํานาจ
เสถียรภาพในยุโรป ดํารงมาไดรวมศตวรรษจนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑


ในป ค.ศ.๑๙๑๔ แสดงใหเห็นวา กลไกการถวงดุลอํานาจท่ใชมาต้งแตคริสตศตวรรษท่ ๑๗


น้นมีปญหา ปญหาของกลไกการถวงดุลอํานาจ คือการจัดการกับประเทศท่ตองการเปล่ยน


สถานะเดิมและเปล่ยนแปลงระบบระหวางประเทศใหม และหลังจากยุโรปตองเผชิญกับ

สงครามโลกถึงสองคร้ง ทําใหตองมีการพิจารณาหากลไกอ่นมาทดแทนการถวงดุลอํานาจ


ในการจัดการกับสันติภาพ อันไดแก ระบอบประชาธิปไตย และองคการระหวางประเทศ
ซึ่งเปนระเบียบระหวางประเทศตามแนวคิดเสรีนิยมจนกระทั่งปจจุบัน
การท่กลไกดุลอํานาจไมทํางานน้น สามารถวิเคราะหไดจากปจจัยท้งหมด








ทกอใหเกดสงครามโลกคร้งท่ ๑ ไดแก ปจจัยแรกคือ ลัทธิชาตินิยม (Nationalism)







ไดแก การทฝรงเศสมีนโยบายเอาดินแดนอัลซาวและลอรแรนคืนจากเยอรมนี เซอรเบีย

ตองการดินแดนของออสเตรีย - ฮังการีท่มีพวกยูโกสลาฟอาศัยอย พวกยูโกสลาฟ



พวกเชค พวกสโลวค และพวกโปลตองการประเทศเอกราชของตนเอง แมจะตองแลก




มาดวยสงคราม และมความรสกรักชาติอยางหนักหนวงในหมประชาชนชาวยุโรปและ





สนับสนุนสงคราม ปจจัยท่สองคือ ลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) ไดแก การท่ฝร่งเศส

กับเยอรมนีขัดแยงกันในอาณานิคมโมร็อคโค รัสเซียกับออสเตรีย - ฮังการีแขงขันกัน
มีอิทธิพลในคาบสมุทรบอลขาน และอังกฤษกับเยอรมนีตางก็พัฒนาอุตสาหกรรม ที่มา : https://today.duke.edu/2018/11/how-trauma-and-struggles-world-war-i-helped-shape-modern-world


อยางสงและแขงขนกนลาอาณานิคมในแอฟริกาและตะวันออกกลาง รวมท้งสวนแบง










ตลาดโลกดวย ปจจยทสามคือ ลัทธิทหารนิยม (Militarism) ไดแก การท่มหาอํานาจ เน่องจากกลไกดุลอํานาจ มีพ้นฐานความเช่อจากแนวคิดสัจนิยมซ่งมองวา มนุษย 










ยโรปใชระบบเกณฑทหารและการฝกทหารก็ขยายระยะเวลาออกไป โดยอาวุธยุทโธปกรณ และรัฐจะกอสงครามกันซ้าไปซ้ามาตลอดประวัติศาสตรเพราะปจจัยเร่อง ความกลัว









กทนสมยมากขน ทาใหมหาอํานาจยุโรป สามารถสรางกองทัพแขงขันความเปนเจา เกียรติยศ และผลประโยชน ดังท่ผนําสปารตากลาววา “ความหวาดกลัวเปนเสมือน

ในภาคพนทวปยโรป นอกจากน้เยอรมนียังมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบทหาร และ แรงบันดาลใจแรกของเรา แมวาเกียรติและผลประโยชนจะเปนแรงบันดาลใจในเวลา




¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
90 91
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

ยกยองการมีอํานาจทางทหาร บริษัทผลิตอาวุธในเยอรมนีและฝร่งเศสก็สงเสริม














อตสาหกรรมผลตอาวธ และองกฤษซงครองทะเลอยนนเกดหวาดระแวงการเสรมกาลง ั


ทางเรือของเยอรมนีท่เพ่มข้นเร่อย ๆ และปจจัยท่ส่คือ สภาวะอนาธิปไตยระหวางประเทศ










(International Anarchy) ไดแก การทความสมพนธระหวางประเทศในเวลานนยงไมม ี






องคการระหวางประเทศท่จะเปนเวทีใหประเทศตาง ๆ ระงับความขัดแยงดวยสันติวิธี

แมจะมีศาลท่กรุงเฮกในลักษณะอนุญาโตตุลาการก็ไมมีประสิทธิภาพ เพราะไมสามารถ

นําประเทศตาง ๆ ที่ขัดแยงกันเขามาเจรจากันและปฏิบัติตามคําตัดสินของศาลได









ที่มา : https://today.duke.edu/2018/11/how-trauma-and-struggles-world-war-i-helped-shape-modern-world






เน่องจากกลไกดุลอํานาจ มีพ้นฐานความเช่อจากแนวคิดสัจนิยมซ่งมองวา มนุษย 

และรัฐจะกอสงครามกันซ้าไปซ้ามาตลอดประวัติศาสตรเพราะปจจัยเร่อง ความกลัว



เกียรติยศ และผลประโยชน ดังท่ผนําสปารตากลาววา “ความหวาดกลัวเปนเสมือน

แรงบันดาลใจแรกของเรา แมวาเกียรติและผลประโยชนจะเปนแรงบันดาลใจในเวลา
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 91


ตอมาก็ตาม” การแกไขขอจํากัดของกลไกดุลอํานาจจึงตองตอบตอปจจัยท้ง ๓ ประการ




ซงอาศยหลักการของเสรนิยมทประกอบดวย การคาทุนนิยม ประชาธปไตย และ





องคการระหวางประเทศ กลไกเร่องการคาทุนนิยมเสรี ชวยแกปญหาเร่องผลประโยชน 

ทางเศรษฐกิจและปจจัยพ้นฐานในการดํารงชีวิต ระบอบเสรีประชาธิปไตยชวยแกไข

ปญหาเร่องเกียรติยศจากการท่มนุษยไมไดรับการปฏิบัติอยางเสมอภาคและเคารพสิทธ ิ


ซ่งกันและกัน และสุดทายองคการระหวางประเทศชวยแกไขปญหาขอมูลขาวสาร




ท่ประเทศตาง ๆ แลกเปล่ยนกันและสรางความไววางใจระหวางกันมากข้น ลดความกลัว

และความหวาดระแวงลงไปไดอยางมาก ในขณะท่กลไกดุลอํานาจอาศัยความหวาด
กลัวระหวางกันเปนเคร่องมือสําคัญในการถวงดุล แตสุดทายก็ไมสามารถยับย้งสงคราม


ไดอยางแทจริง































ที่มา : https://media.defense.gov/2020/Dec/16/2002553074/-1/-1/1/TRISERVICESTRATEGY.PDF
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
92
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

บทสรุป




นัยสําคัญของกลไกดุลอํานาจตอการใชกองทัพเรอในการดาเนิน
นโยบายตางประเทศ


สมุททานุภาพเปนเคร่องมือสําคัญอยางย่งสําหรับมหาอํานาจ
ทางทะเลอยางเอเธนส อังกฤษ และอเมริกา เพราะสามารถนํามา
ใชถวงดุลอํานาจมหาอํานาจทางบกได ในโลกปจจุบัน แมวาจะเกิด
ความเช่อมโยงระหวางประเทศดวยขอมูลขาวสารและการคมนาคม











ขนสงทรจกกนในชอโลกาภวตน แตมหาอํานาจยังคงไมท้งแนวคิด



เร่องการถวงดุลอํานาจ เห็นไดชัดเจนจากนโยบายการปรับสมดุลใหม 


ในเอเชียในสมัยประธานาธิบดีโอบามา และคาดวานโยบายการฟนฟ ู


ความเปนผนําอีกคร้งของโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหมของสหรัฐฯ

ก็หนีไมพนท่ตองอาศัยการถวงดุลอํานาจในภูมิภาคอินโด - แปซิฟก
และยุโรปกับจีนและรัสเซีย เน่องจากมหาอํานาจท้งสองดําเนินนโยบาย




คลายกันกับนโปเลียนกอนสงครามนโปเลียนและไกเซอรวลเฮลม

ท่ ๒ กอนสงครามโลกคร้งท่ ๑ สหรัฐฯ จึงจําเปนตองถวงดุลอํานาจ



ไมใหมหาอํานาจทั้งสองเปนภัยตอความมั่นคงในเอเชียและยุโรป
พ้นท่ความขัดแยงยอมตองเร่มตนในทะเลเพราะฐานทัพ



ของสหรัฐฯ อยในมหาสมุทรแปซิฟก และการระดมสรรพกําลัง



ก็ตองกระทําผานทะเลและอากาศ ท่ชัดเจนคือความขัดแยง


ในทะเลจนตะวันออกและทะเลจีนใต ซ่งสหรัฐฯ มีพันธมิตร



อยรายรอบชายฝงทะเลของจีน ในเวลาปกติฐานทัพเหลาน ้ ี




กมความพรอมอยตลอดเวลาท้งในดานกําลังพลและยุทโธปกรณ 



เห็นไดจากยุทธศาสตรทะเลลาสุดของสหรัฐฯ ในป ค.ศ.๒๐๒๐

ท่ประเมินความทาทายความม่นคงวามาจากจีนและรัสเซีย


เปนอันดับแรกและใชแนวทางบูรณาการมิติการปฏิบัติการท้งหมด
(Integrated All-Domain Naval Power) ทประสานขดความสามารถ



บทบาทหนาที่ และทรัพยากรทั้งหมด เพื่อขยายอํานาจใหครอบคลุม
ที่มา : https://media.defense.gov/2020/Dec/16/2002553074/-1/-1/1/TRISERVICESTRATEGY.PDF
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 93



มิติการปฏิบัติการท้งหมดจากพ้นมหาสมุทรข้นไปยังหวงอวกาศ





ขามมหาสมุทรทุกแหงท่วโลก รวมถึงพ้นท่ชายฝงทะเล และในโลก
๒๐
ไซเบอรและการส่อสารดวยคล่นแมเหล็กท้งหมด ดวยเหตุน ี ้




จึงกลาวไดวา การถวงดุลอํานาจซ่งใชเปนกลไกรักษาสันติภาพยุโรป


ในครสตศตวรรษท ๑๙ ยงคงใชไดอยในโลกยคปจจบนผานกาลง ั













อํานาจของชาติและพันธมิตร โดยเฉพาะอยางย่งกําลังทางเรือ










สมททานภาพจึงมบทบาทสาคญย่งท่จะรกษาดลอานาจไวในระบบโลก


แบบเสรีในยุคนี้
เอกสารอางอิง
๑ Ernst B. Haas, “The Balance of Power: Prescription, Concept, or Propaganda?”
World Politics Vol.5, No.4 (July 1953): 442-477.

Hedley Bull, The Anarchical Society: A Study of Order in World Politics, 3rd ed.
(London: Palgrave, 2002), pp. 97-121.

Hans J. Morgenthau, Politics Among Nations: The Struggle for Power and Peace,
7th ed., Revised by Kenneth W. Thompson and W. David Clinton (Boston:
McGraw-Hill Higher Education, 2006)

Kenneth N. Waltz, Theory of International Politics (London: Addison-Wesley
Publishing Company, 1979)

John J. Mearsheimer, The Tragedy of Great Power Politics (New York: W.W.
Norton & Company, 2001)

Stephen M. Walt, The Origins of Alliances (Ithaca: Cornell University Press, 1987)

Edward Vose Gulick, “Aims,” in Realism Reader, edited by Colin Elman and
Michael J. Jansen (London: Routledge, 2014), pp. 81-85.

Robert Jervis, “Feedback,” in Ibid., pp. 86-92.

Jack S. Levy and William R. Thompson, Balancing on Land and at Sea: Do States ally against
the Leading Global Power?” International Security Vol.35, No.1 (Summer 2010): 7-43.
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
94
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

๑๐
Gordon A. Craig and Alexander L. George, Force and Statecraft: Diplomatic
Problems of our Time (New York: Oxford University Press, 1983), pp. 28-48. อางใน
บรรพต กําเนิดศิริ, ประวัติศาสตรการทูต: ตั้งแตการประชุมที่กรุงเวียนนา ค.ศ.๑๘๑๕ จนถึงจุดเริ่มตน
ของสงครามเย็นป ค.ศ.๑๙๔๗ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๕๑), หนา ๔๑-๔๒.
๑๑

ธนูคม บํารุงผล, คอนเสิรตแหงยุโรปกับบทบาทในการรักษาความม่นคงของระบบกษัตริย 
ในยุโรป ค.ศ.๑๘๑๕-๑๘๔๘ (วิทยานิพนธรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธระหวาง
ประเทศ คณะรัฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๑๕๔๔), หนา ๒๓.
๑๒
Joseph S. Nye, Jr., Understanding International Confl ict: An Introduction to
Theory and History (New York: HarperCollins, 1993), pp. 57-58.
๑๓
Gordon A. Craig and Alexander L. George, Force and Statecraft: Diplomatic
Problems of our Time, 2nd ed. (New York: Oxford University Press, 1990), pp. 28.
๑๔
Robert Jervis, “Security Regime” International Organization Vol.36, No.2,
International Regimes (Spring, 1982): 365.
๑๕ อางใน Carsten Holbrad, The Concert of Europe (London: Longman, 1970), p. 119.
๑๖
Paul Schroeder, Metternich’s Diplomacy at Its Zenith (New York: Greenwood
Press, 1968), p. 174.
๑๗
สมชาย ภคภาสนวิวัฒน, “อังกฤษกับมิตรประเทศ,” ในมหาอํานาจกับการเมืองโลก,
พิมพครั้งที่ ๙. (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ มสธ., ๒๕๔๕), หนา ๕๘๓-๕๘๖.
๑๘
Irving L. Gordon, World History, 2nd ed. (New York: Amsco School Publications,
1994), p. 434.
๑๙
ธูซิดิดีส, สงครามเพโลพอนนีเชียน, แปลโดย พลเรือเอก สําเภา พลธร (กรุงเทพ: กรมสารบรรณ
ทหารเรือ, ๑๕๖๑), หนา ๔๒; Richard New Lebow, A Cultural Theory of International
Relations (Cambridge: Cambridge University Press, 2008), Chapter 2 Fear,
interest and honor, pp. 43-121.
๒๐
Department of Navy, Advantage at Sea: Prevailing with Integrated All-Domain
Naval Power (December 2020)














¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 95

ศึกษา คนควา จาก บทวิเคราะห ขาวสาร บทความ


หนังสือ นิตรสาร (E-Book) ไดที่นี่ ...

à˵ػÃСÒÃ˹Öè§


áËè§ÊѹµÔÀÒ¾¶ÒÇõÒÁËÅÑ¡¤Ô´


¢Í§ÍÔÁÁÒ¹ÙàÍÅ ¤Ò¹µ : ¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐˏ

ͧ¤ì¡ÒÃÃÐËÇèÒ§»ÃÐà·È


¼èÒ¹ÁØÁÁͧàÊÃÕ¹ÔÂÁàªÔ§Ê¶ÒºÑ¹


(Neoliberalism Institutionlism )








¹ÒÇÒâ· ·ÇÕÈÔŻР¤§»ÃÐàÊÃÔ°
ÍÒ¨ÒϡͧÇÔªÒʧ¤ÃÒÁ·Ò§àÃ×ÍáÅÐÇÔªÒ·ËÒÃ
½†ÒÂÇÔªÒ¡Òà ¡ÃÁÂØ·¸ÈÖ¡ÉÒ·ËÒÃàÃ×Í
















¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 97

International
Organizations





“ ʧ¤ÃÒÁ¡íÒà¹Ô´¨Ò¡¨Ôµ¢Í§Á¹ØÉ




áÅдǧ¨ÔµàËŋҹÑé¹ ¤ÇÒÁÃÑ¡áÅФÇÒÁàÁµµÒ Peace

¡íÒÅѧ»¡»‡Í§ÊѹµÔÀÒ¾ÍÂًઋ¹¡Ñ¹ ”





ÍÙŒµÑè¹ àÅ¢Ò¸Ô¡ÒÃÊË»ÃÐªÒªÒµÔ Democracy Economic
(¤.È.ñùöñ - ñù÷ñ) Interdependence

ภาพสามเหลี่ยมแหงสันติภาพ ดัดแปลงจากแนวคิดของ อิมมานูเอล คานต
ที่มา : Triangulating Peace: Democracy, Interdependence, and International Organizations
by Bruce M Russett, John R ONeal, Bruce Russett
บทนํา



ผูเขียนข้นตนบทความน้ ดวยถอยคําของนักการทูตชาวพมา ซ่งไดรับแตงต้ง ั บทความน้จะวิเคราะหความสัมพันธระหวางองคการระหวางประเทศกับสันติภาพ


ใหดํารงตําแหนงเลขาธิการสหประชาชาติระหวางป ค.ศ.๑๙๖๑ ถึง ๑๙๗๑ นับเปน ผานมุมมองเสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism) โดยในภาคแรก





















ชาวเอเชยคนแรกทไดรบตําแหนงสาคญน ถอยคาของอตนไดชใหเราตระหนกวา จะฉายภาพววัฒนาการของแนวคิดเสรีนิยมเชงสถาบน ซ่งมีรากฐานความคิด


สงครามหรือสันติภาพเปนภาวะท่มนุษยสามารถเลือกได การถกแถลงเร่องสภาวะธรรมชาต ิ สอดคลองกับเสรีภาพในระดับปจเจกบุคคล (Personal Freedom and Liberty)








ของมนุษยวาคือสงครามหรือสันติภาพน้น มีมาอยางตอเน่องต้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน และเปนผลผลตจากสํานักคิดเสรีนิยมคลาสสิก จากนั้นจะเสนอความเปนไปได





นักปรัชญาในคริสตศตวรรษที่ ๑๖ อยาง โทมัส ฮอบส เชื่อวาสภาวะธรรมชาติของมนุษย ของการรวมมอระหวางรฐภายใตภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) ตอดวยการวเคราะห 

คือสภาวะสงคราม แนวคิดของเขาสามารถอธิบายปรากฏการณความขัดแยงระหวางรัฐ คุณลักษณะขององคการระหวางประเทศ (Intergovernmental Organization)


หลาย ๆ คร้งในอดีต ดูเหมือนวาสงครามจะเปนบรรทัดฐานของการดําเนินนโยบายระหวาง ท่มีอิทธิพลทางตรงตอสันติภาพโดยขอมูลเชิงประจักษ ภาคสุดทายจะเช่อมโยง






ประเทศท่ไดรับการยอมรับในยุคน้น ตอมาในคริสตศตวรรษท่ ๑๘ อิมมานูเอล คานต กองทัพเรือกับบทบาทสรางและสงเสริมสันติภาพของภูมิภาค

ซ่งมีความเช่อเชนเดียวกับฮอบส ในเร่องสภาวะธรรมชาติของมนุษย แตโตแยงวามนุษย  วิวัฒนาการของทฤษฎีเสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism)











ไมจาเปนตองเปนไปตามสภาวะธรรมชาต และไดเสนอวา สนตภาพถาวร (Perpetual




Peace) สามารถสรางข้นได ดวยการสรางเหตุ ๓ ประการ ไดแก ๑) รัฐประชาธิปไตย ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก (Classical Liberalism) คือ แนวคิดเร่องอุดมคต ิ


๒) การพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ ๓) องคการระหวางประเทศ แมจะผานมาแลวนับรอยป ทางการเมืองและเศรษฐกิจมีรากฐานมาจากความเขาใจปรัชญาการเมืองเร่องของ
แนวคิดนี้ยังคงเปนปจจัยในการสรางสันติภาพใหกับโลกอยูในปจจุบัน เสรีภาพในระดับปจเจกบุคคล (Personal Freedom and Liberty) ไดรับความนิยม
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
98 99
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ


Click to View FlipBook Version