ั
ื
ํ
ิ
ั
ั
ี
ถอเปนการลดสภาวะอนาธปไตยภายในอาณาจกรได ขณะเดยวกนกลบทาใหความเปน
ั
คริสตจักรท่เปนอันหน่งอันเดียวน้นเส่อมถอยลงไป ชวงเวลาน้เองเปนชวงเวลาทสานก
ี
ึ
ั
ื
ํ
ี
่
ี
อัสสมาจารยนําปรัชญาของอริสโตเติลมาใชอธิบายศาสนาคริสต เปนการนําศรัทธา
ิ
ี
่
ี
ื
ั
ึ
้
้
ั
ุ
ิ
กบเหตผลมาประสานเปนเน้อเดยวกัน และเปนชวงทเกดมหาวทยาลยขนเปนครงแรก
ั
เทววิทยาของเซนตโทมัส อไควนัส ภาพเขียนของจอตโต ดี บอนโดเน วรรณกรรม
ของดันเตและชอเซอร การสํารวจของมารโค โปโล และสถาปตยกรรมในโบสถแบบโกธิค
ี
เชน ท่เมืองชารตส ผลงานเหลาน้เปนความสําเร็จของอารยธรรมยุโรปสมัยกลาง
ี
ซึ่งนําไปสูยุคกลางชวงปลาย
ชวงปลายยุคกลางเปนชวงเวลาแหงความยากลําบาก เพราะเกิดทุพภิกขภัย
ึ
โรคระบาด และสงคราม ซ่งสงผลใหจํานวนประชากรยุโรปลดลงมหาศาล โรคระบาด
ึ
ท่เกิดข้นระหวางป ค.ศ.๑๓๔๗ - ๑๓๕๐ ท่เรียกวา “กาฬมรณะ (Black Death)”
ี
ี
คราชีวิตชาวยุโรปลงไปมากกวาหนึ่งในสาม นอกจากนั้น การกวาดลางพฤติกรรมนอกรีต
ึ
ู
ยังเกิดข้นคขนานไปกับความขัดแยงระหวางรัฐ เชน สงครามรอยประหวางอังกฤษ
ั
กับฝร่งเศส สงครามกลางเมือง เชน สงครามดอกกุหลาบระหวางราชวงศยอรกกับราชวงศ
ึ
แลงแคสเตอรในอังกฤษ และการลุกข้นตอตานรัฐบาลของชาวนา เชน ในสมัยพระเจา
ิ
้
รชารดท่สองของอังกฤษ พฒนาการทางสงคมการเมองและทางเทคโนโลยีทงหมด
ั
ื
ี
ั
ั
ี
ในยุคกลางไดเปล่ยนแปลงสังคมยุโรปใหเปนรูปแบบใหมและเปนบทสรุปของยุโรป
ยุคกลางชวงปลายและจุดเริ่มตนของยุคฟนฟูศิลปวิทยาการและยุคใหมในเวลาตอมา
ที่มา : https://www.thegospelcoalition.org/blogs/kevin-deyoung/what-about-the-crusades/
ภาพกาฬมรณะ
ที่มา : https://www.nationalgeographic.com/history/magazine/2015/
10-11/fast-lethal-black-death-spread-mile-per-day/
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 49
๒. จุดเปลี่ยนเขาสูยุคใหม
ี
ึ
ี
ระหวางป ค.ศ.๑๓๐๐ - ๑๕๐๐ มีปรากฏการณจํานวนหน่งท่ถือเปนจุดเปล่ยน
ู
ี
จากยุคกลางเขาสยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ ปรากฏการณเหลาน้สงผลตอความคิดและ
ี
ิ
ี
พฤติกรรมของชาวยุโรป ความเปล่ยนแปลงเร่มจากสังคมฟวดัลท่เปล่ยนไปเพราะเกิด
ี
ี
ึ
สงครามระหวางอาณาจักรท่เกิดข้น และเกิดความรสึกรักชาติของประชาชนข้นตามมา
ู
ึ
ั
ี
เชน ในอังกฤษท่มีการสถาปนาระบบรัฐสภา สวนในสเปนและฝร่งเศสสามารถสรางระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย ศูนยกลางการคาในบริเวณทะเลเมดิเตอรเรเนียนลดความสําคัญลง
พวกออตโตมันเติรกสามารถยึดจักรวรรดิโรมันตะวันออกไดในป ค.ศ.๑๔๕๓ คริสโตเฟอร
โคลัมบัส เดินทางไปพบโลกใหมในอเมริกา และโยฮัน กูเตนเบิรก ประดิษฐแทนพิมพ
ิ
ท่ผลิตหนังสือได สวนการเปล่ยนแปลงดานภูมิปญญาและปรัชญาเร่มตนดวยความเส่อม
ี
ี
ื
ของสํานักอัสสมาจารย ตามมาดวยการลดความสนใจในสถาปตยกรรมแบบโกธิคและ
ในทัศนะทางการเมืองแบบยุคกลางภายใตอิทธิพลของศาสนจักรเกือบทั้งหมด
ภาพยุคแหงการสํารวจทางทะเล
ที่มา : https://standardsinpuzzles.com/products/age-of-discovery-jigsaw-puzzle
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
50
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
การท่โคลัมบัสคนพบโลกใหมน้น พิสูจนใหเห็นวาโลกไมไดแบน
ี
ั
ู
ี
ั
เหมือนกับท่ศาสนจักรสรางเร่องข้นมาปดก้นการแสวงหาความรใหมของมนุษย
ื
ึ
ี
การเดินเรือเปนหนทางในการสรางชีวิตใหมใหกับชาวยุโรปท่ตองการเสรีภาพ
ึ
ํ
ู
ิ
้
ํ
่
ิ
ี
กเตนเบรกสรางแทนพมพขนมาทาใหความรทอยูแคในตาราสามารถกระจายออกไป
ู
เชน การพิมพคัมภีรไบเบิล และยิ่งไดรับการแปลเปนภาษาทองถิ่นอยางที่ มารติน ลูเธอร
ื
ิ
แปลเปนภาษาเยอรมันแลวย่งทําใหเกิดแรงกระเพ่อมทางความคิดข้นในยุโรปขนานใหญ
ึ
ั
จนกระท่งชาวยุโรปลุกขึ้นมาเรียกรองเสรีภาพในการนับถือศาสนา และสุดทายการท ่ ี
กษตรยสามารถสถาปนาอํานาจในสเปนและฝร่งเศส และระบบรัฐสภาในอังกฤษ
ั
ิ
ั
ทําใหอานาจทางการเมืองถายโอนมาจากมือของศาสนจักรท่โรมในยุคกลาง มายัง
ี
ํ
ึ
ุ
่
ู
ั
ผปกครองรฐในยคใหม แนวคดเชนนเรยกวา “ฆราวาสนยม (Secularism)” ซงหมายถง ึ
ิ
ี
ี
ิ
้
ปรัชญาท่วาสถาบันการปกครองหรือสถาบันการเมืองหรือสถาบันในรูปอ่น ควรจะ
ื
ี
ื
ดําเนินการปกครองท่เปนอิสระจากอํานาจการควบคุมของสถาบันศาสนาหรือความเช่อ
ี
ั
ทางศาสนา ปรากฏการณท้งหมดนี้เอ้อใหแนวความคิดมนุษยนิยมกอตัวข้นในยุคฟนฟ ู
ึ
ื
ศิลปวิทยาการในเวลาตอมา
๓. ยุโรปยุคการฟนฟูศิลปวิทยาการและการปฏิรูปศาสนา
ี
การปฏิรูปสําคัญท่สุดหลังจากท่ยุโรปผานยุคกลางมาแลวคือการฟนฟ ู
ี
ศิลปวิทยาการและการปฏิรูปศาสนา เพราะผลของเหตุการณท้งสองน้คือการเปล่ยนแปลง
ี
ี
ั
ื
พ้นฐานทางเศรษฐกิจจากการเมืองการปกครองแบบทองถ่นกับเศรษฐกิจแบบไมหวัง
ิ
ี
ผลกําไรของสมัยกลางมาเปนเศรษฐกิจแบบสากล ท่เนนทุนและการคาขายในลักษณะ
ี
ี
การปฏิวัติทางการคาและสังคมเสรีแบบใหม ดวยเหตุน้ การเปล่ยนแปลงจากยุคกลาง
ี
ู
สยุคใหมท่ผานยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ เปนการเปล่ยนแปลงในลักษณะท่เหตุการณ
ี
ี
ี
ื
ั
ิ
ท้งหลายพัฒนามาถึงจุดอ่มตัว แตทวาการเปล่ยนแปลงดังกลาวก็ไมราบร่นนักและ
กอใหเกิดวิกฤตการณในหลายประเทศ
ี
ี
ึ
พัฒนาการท่เกิดข้นในยุคน้แบงออกไดเปน พัฒนาการทางการเมือง
คือการเปล่ยนจากระบบฟวดัลมาเปนระบบการรวมตัวเปนรัฐชาติ พัฒนาการทางการคา
ี
คือการเกิดระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมใหมและการขยายอิทธิพลของยุโรปไปท่วโลก
ั
ิ
การฟนฟูศิลปวิทยาการ เปนการฟนฟูทางปญญาและศิลปะโดยเร่มในอิตาลีและจบท ี ่
ั
ั
การปฏิวัติฝร่งเศส การปฏิรูปศาสนาท้งฝายโปรเตสแตนทและคาทอลิก เปนขบวนการ
ที่ทําใหคริสตศาสนาในยุโรปตะวันตกเปลี่ยนรูปแบบใหมจากที่เคยเปนมาในยุคกลาง
ื
ี
พัฒนาการทางการเมืองเปนเร่องของการเกิดรัฐชาติ คริสตศตวรรษท่ ๑๕
เปนสมัยกําเนิดรัฐชาติภายใตระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยใน ๔ ประเทศ ไดแก สเปน
ที่มา : https://standardsinpuzzles.com/products/age-of-discovery-jigsaw-puzzle โปรตเกส ฝรงเศส และองกฤษ เนองจากความเสอมของระบบฟวดลจากการเรมใช
ื
ิ
่
่
่
ั
ั
่
ุ
ั
ื
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 51
ิ
ธนูและดนปน ทําใหบทบาทของนักรบบนหลังมาและอัศวินสวมเกราะลดลง นอกจากน ี ้
ิ
ั
การใชเงนตราแลกเปล่ยนและความร่ารวยของคนช้นกลาง ทําใหการคาแบบผูกขาด
ี
ํ
ู
ั
ู
ของลอรดลดนอยลงดวย เปนโอกาสของกษัตริยผรจักการรบแบบใหม ท้งยังไดรับ
เงินสนับสนุนจากพอคาเขาปราบปรามและยึดอํานาจจากลอรดและขุนนาง นอกจากน้ ี
ยังเกิดความสํานึกในความเปนชาติเมื่อมีการใชภาษาสเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส และอิตาลี
ู
กวีอยาง ดันเต และชอเซอร เปนนักเขียนผใชภาษาทองถ่นแทนการใชภาษาลาติน
ิ
ํ
ื
ิ
ิ
เหมอนเดม ทําใหสามารถอธิบายขนบธรรมเนียมและย้าความเปนชาติ เกดความภูมใจ
ิ
ในทองถิ่น ชื่นชมในภาษาและวัฒนธรรมของตน จนสรางความรูสึกจงรักภักดีตอทองถิ่น
มากกวาความเปนสากล หรือการที่จะตองยอมรับความเจริญของชนชาติอื่น
พัฒนาการทางการคา คือการเกิดระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมใหมและ
การขยายอิทธิพลยุโรปไปทั่วโลก เรียกวา “การปฏิวัติทางการคา” การปฏิวัติทางการคา
หมายถึง ความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปจากบริเวณทะเลเมดิเตอรเรเนียน
ไปสมหาสมุทรแอตแลนติกและโพนทะเล อิตาลีท่เคยรงเรืองมากในยุคกลางลดความ
ี
ุ
ู
ื
สําคัญลงเม่อประมาณป ค.ศ.๑๕๕๐ สเปนและโปรตุเกสกลับมามีอิทธิพลข้น เมืองทา
ึ
ู
ั
ี
ั
ิ
ิ
่
ึ
แอนทเวรปและลยงกลบกลายมาเปนคแขงของเมืองทาเวนสและเจนว ซงเคยเปน
ศูนยการคาของอิตาลีมากอน เพราะเมืองทาแอนทเวิรปและลียงไดช่อวาเปนศูนยกลาง
ื
ี
ี
ของธนาคารและการแลกเปล่ยนท่สําคัญ การคาจึงเขามามีบทบาทแทนการประกอบ
อาชีพเกษตรกรรมและเกิดเศรษฐกิจแบบพาณิชยนิยม (Mercantilism) ซึ่งเปนเศรษฐกิจ
ท่รัฐบาลของชาติควบคุมท้งหมด โดยเช่อวาชาติจะม่นคงไดก็ตอเม่อมีการพ่งพา
ั
ื
ั
ึ
ี
ื
ี
ทางเศรษฐกิจของชาติอ่นนอยท่สุด มีแหลงทรัพยากรของตนเองและมีทองคําสะสม
ื
ุ
ิ
ิ
่
ั
ื
ี
่
ํ
ุ
ใหมากทสด นามาสการแขงขนระหวางรฐชาต เพอธรกจและนาไปสการแขงขน
ั
ู
ั
ู
ํ
ทางการคา เกิดการพิพาทในกลุมประเทศอาณานิคม และเกิดสงครามหลายครั้งระหวาง
ป ค.ศ.๑๖๕๐ - ๑๘๑๕ การปฏิวัติทางการคาใหกําเนิดระบบทุนนิยมข้นมา ระบบทุนนิยม
ึ
ํ
ุ
ี
ื
ื
คือหนวยงานธุรกิจขนาดใหญโดยกลมบุคคลท่ร่ารวยพอจะจัดซ้อวัตถุดิบ เคร่องมือ
ี
ื
ื
แรงงาน เพ่อผลิตโภคภัณฑเพ่อผลกําไร ทุนนิยมเปนปจจัยสําคัญท่นําพาเศรษฐกิจโลก
ใหเขาสูการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเริ่มตนในอังกฤษชวงเวลาตอมา
ิ
การฟนฟูศิลปวิทยาการ เปนการฟนฟูทางปญญาและศิลปะเร่มในอิตาล ี
สมัยกลาง เปนยุคแหงศรัทธาซ่งหมายถงยุคท่ศาสนามอทธพลตอมนษยชาตอยางลนเหลือ
ิ
ิ
ิ
ี
ี
ุ
ึ
ึ
เม่อเวลาผานไปก็เกิดการเปล่ยนแปลงในหลาย ๆ ดาน มนุษยเร่มมีความเปนตัวของตัวเอง
ี
ื
ิ
มากข้น เหตุการณสงครามครูเสด การสํารวจและแสวงหาดินแดน เปนเสมือนตัวเช่อม
ึ
ื
ิ
ระหวางยุคกลางและยุคใหม มาจนถึงสมัยแหงการฟนฟูศิลปวิทยาการ ถือวาเปนจุดเร่มตน
แหงยุคใหมอยางจริงจัง คําวา “Renaissance” แปลตามศัพทวา “เกิดใหม” คือ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
52
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ี
ั
ั
การหนมาสนใจวิชาการและศิลปะกันใหมต้งแตยุคกลางท่มีนักคิดและศิลปนหลายคน
ั
ึ
หนไปศกษาความคิดและอารยธรรมกรีก - โรมัน เม่อพวกออตโตมัน เติรกเขายึด
ื
ั
ุ
ู
ิ
กรงคอนสแตนตโนเปล หนังสือจากหองสมุดก็กระจายออกมาสมือประชาชนท่วไป
ึ
ู
ี
ประชาชนไดเรียนรวรรณคดีกรีกโบราณมากข้น นักคิดกรีกท่พากันแตกหนีจาก
กรุงคอนสแตนติโนเปล จึงนําตําราวรรณคดีอพยพติดตัวเขามาในยุโรปกันอยางมาก
อยางไรก็ตาม ความหมายอยางกวางของการฟนฟูศิลปวิทยาการคือการจัดวางรากฐาน
ี
ี
ของอารยธรรมใหม เปนหัวเล้ยวหัวตอของการเปล่ยนจากยุคกลางเปนยุคใหม
ู
ิ
ั
เปลยนจากอํานาจของคริสตศาสนาท่ครอบงําอย มาเปนสมยแหงวทยาศาสตรและ
่
ี
ี
ความเปนปจเจกชนนิยม (Individualism) ยุคกลางมองมนุษยวามีบาปแตกําเนิด
แตยุคใหมจะมองมนุษยวามีอิสระเสรี มีชีวิตจิตใจ พรอมท่จะใชชีวิตในแบบพลเมือง
ี
ในสังคมสมัยใหม ตัวอยางผลงานของนักคิดและศิลปนในยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ
เชน กวีนิพนธ “ดีวีนา กอมเมเดีย (Divina Commedia)” ของ ดันเต อาลีกีเอรี
บทประพันธประเภทแสดงอารมณ (Lyric Poetry) ของ ฟรานเชสโก เพตราก
หนังสือ The Prince และ The Discourses on Livy ของ นิกโกเลาะ มาเคียเวลลี
งานจิตรกรรมของ เลโอนารโด ดา วินชี และราฟาเอล เปนตน
ภาพ “School of Athens” ของราฟาเอล
ที่มา : https://www.raphaelpaintings.org/the-school-of-athens.jsp
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 53
ู
การปฏิรูปศาสนาของฝายโปรเตสแตนทอยระหวางป ค.ศ.๑๕๑๗ - ๑๖๐๐
ิ
ู
ี
ู
ตอจากยุคการฟนฟศลปวิทยาการ ๓ สมัยแรก ซ่งเปนการกลับสอดต แตการฟนฟ ู
ึ
ิ
ุ
ศลปวทยาการสมัยท่ ๔ หรือการปฏิรูปศาสนาจะเปนการมองไปยังอนาคตโดยไมไดมง
ี
ิ
ิ
ื
แตการพ้นฟูความคิดคลาสสิก แตจะเปนการสรางส่งใหมตามธรรมชาติและจิตสํานึก
ของมนุษย ถาหากจะเปรียบเทียบกับการคนพบดินแดนใหมของโคลัมบัสแลว การฟนฟ ู
ศิลปวิทยาการของเยอรมันก็คือ การคนพบและสํารวจทวีปใหมในความนึกคิดของมนุษย
ี
โดยไดเปล่ยนคุณลักษณะไปเปนขบวนการท่หนักไปทางหลักวิชาและเหตุผลมากกวา
ี
จะเปนเพียงเรื่องศิลปะ เปนขบวนการที่ไมเพียงวิพากษวิจารณของเกา แตจะสรางสรรค
ของใหมขึ้นมาแทนที่และในที่สุดเปนขบวนการที่มีแงศีลธรรมและปรัชญาใหมของตนเอง
ี
ั
่
้
ิ
ํ
ั
ึ
ุ
่
่
ิ
ี
การเปลยนแปลงในยโรปทเกดขนมาตามลาดบ เรมจากระบบฟวดล
ซึ่งเปนระบบสังคมการเมืองและการปกครองของสมัยกลาง ไดวิวัฒนาการมาเปนระบอบ
ั
ั
ี
สมบูรณาญาสิทธิราชยในสเปนและฝร่งเศส จากน้นนักปรัชญานานาชาติ ไดเปล่ยนวิธ ี
การศึกษาแบบธรรมชาติหรือคลาสสิก ซ่งเปนระบบการศึกษาของสมัยกลางมาเปน
ึ
การศึกษาแนวใหมและวิทยาศาสตร เมื่อการเปลี่ยนแปลงของระบบการเมือง และวิธีการ
ี
ู
ึ
ี
ู
ั
แสวงหาความรเกิดข้นท้งสองดานน้แลว สถาบันท่ยังเหลืออยโดยไมมีการเปล่ยนแปลง
ี
ก็คือคริสตศาสนานิกายคาทอลิกท่ยังมีสภาพเปนระบบศาสนาของสมัยกลางอย ู
ี
ในที่สุดจึงตองถูกเพงเล็งและจําเปนตองไดรับการปฏิรูปใหเปนคริสตศาสนาสมัยใหมดวย
และเกิดเปนขบวนการปฏิรูปที่เปนผลงานสวนใหญของชาวเยอรมัน
ี
ความหมายของการปฏิรูปโดยนัยท่เขาใจงายท่สุด จะหมายถึงการทําลาย
ี
ู
“เอกภาพ” ของสมัยกลางโดยนักมนุษยนิยมผเนนความคิดเห็นของตนเองตามแบบ
ปจเจกชนนิยม คือการไมเห็นดวยกับการควบคุมความคิดเห็นและสติปญญาจากอํานาจ
สวนกลาง โดยเฉพาะรัฐชาติท่เกิดข้นไดทําลายแนวคิดเร่อง “จักรวาลสากล” หรือ
ื
ึ
ี
“จักรวรรดิคริสเตียนรวม” แหงสมัยกลางอยางเด็ดขาด โดยเฉพาะวัดซ่งมีอิทธิพล
ึ
ี
ู
ี
มากเกินไปในสมัยกลางจะตองไดรับการปรับปรุงโดยเร็วท่สุด ผท่มีบทบาทในการเร่ม
ิ
ั
ู
ิ
ู
ิ
ู
ื
ิ
ี
การปฏรปศาสนา คอ มารตน ลเธอร (Martin Luther) บาทหลวงเยอรมนผมกาเนด
ํ
ิ
อันยากจน แตมีความสนใจศาสนาในแงของหลักการมากกวาพิธีกรรม ลูเธอรไดเร่ม
เรียกรองความสนใจจากการเขียนคําประทวง ๙๕ ขอ ซ่งทําใหมีผเห็นดวยวาไมควร
ึ
ู
นําเงินของเยอรมันไปสรางวัดในอิตาลี เหตุการณน้ นับเปนการเร่มตนการประทวง
ี
ิ
ทางศาสนาซึ่งเปนที่มาของคําวา “Protestant” ตั้งแตป ค.ศ.๑๕๒๙ จากนั้นการปฏิรูป
ศาสนาก็แพรขยายออกไปยังประเทศตาง ๆ ทวยุโรป และขยายตวกลายเปนสงคราม
่
ั
ั
ภายในประเทศและสงครามศาสนาระหวางประเทศในคริสตศตวรรษที่ ๑๗
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
54
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ิ
่
ื
ั
ื
พฒนาการทางการเมองเรองการเกิดรฐชาต พัฒนาการทางการคา
ั
เร่องการเกิดทุนนิยมและพาณิชยนิยม การฟนฟูศิลปวิทยาการของอารยธรรมกรีก - โรมัน
ื
และการปฏิรูปศาสนาของฝายโปรเตสแตนทท่ลุกลามกลายเปนสงครามศาสนา ๓๐ ป
ี
ี
่
ั
ิ
ุ
และยตลงดวยสนธสญญาเวสตฟาเลยในป ค.ศ.๑๖๔๘ ตางเปนเหตการณทสราง
ุ
ิ
ี
ี
ความเปล่ยนแปลงอยางมหาศาลใหกับยุโรป และนําพายุโรปเขาสยุคเรืองปญญาท่เปน
ู
ี
จุดสูงสุดของความคิดมนุษยนิยมที่กลายเปนเสรีนิยมคลาสสิกในที่สุด
ภาพ มารติน ลูเธอร กับการปฏิรูปศาสนา
ที่มา : https://www.history.com/topics/reformation/reformation
ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกในยุคเรืองปญญา
๑. ความหมายและความสําคัญยุคเรืองปญญา
ถาถือวายุคฟนฟูศิลปวิทยาการชวงป ค.ศ.๑๓๐๐ - ๑๕๐๐ คือสัญลักษณแหง
ิ
การเร่มตนยุคใหมเพราะมีการฟนฟูอารยธรรมกรีก - โรมัน ท่เนนมนุษยนิยม หลักการใช
ี
เหตุผลของมนุษยและสิทธิในการดํารงอยแบบฆราวาสวิสัย ยุคเรืองปญญาจะเปนยุคเช่อม
ู
ื
ุ
ระหวางยุคแหงความรงเรืองของคริสตศาสนากับยุคแหงการกําเนิดระบบเศรษฐกิจ
แบบทุนนิยมและการแสวงหาดินแดนใหม ในยุคน้รูปแบบแนวคิดและวัฒนธรรม
ี
จะเปลี่ยนไปอยางสิ้นเชิง จนทําใหปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๗ และตนคริสตศตวรรษที่ ๑๘
กลายเปนศตวรรษแหงการวางพื้นฐานสําคัญสูการปฏิวัติฝรั่งเศส
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 55
คริสตศตวรรษท่ ๑๘ เรียกวา คริสตศตวรรษแหงการเรืองปญญา
ี
ิ
เพราะเปนศตวรรษแหงการเร่มพบกฎแรงโนมถวงของโลกโดยนักวิทยาศาสตรสมัยใหม
คือ เซอร ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) ถือเปนกฎที่ไมไดกําหนดขึ้นโดยผูมีอํานาจ
ี
แตเปนกฎของโลกท่มีผลตอมนุษยทุกคนเทาเทียมกัน ไมวาจะเปนมนุษยในภูมิภาคใด
ิ
ของโลก และไมไดข้นอยกับอํานาจเทวสิทธ์ของเทพเจาองคใดอีกตอไป ผลจากกฎ
ู
ึ
ของนิวตันคือการเกิดแนวคิดใหมทางเศรษฐศาสตรของ อดัม สมิธ (Adam Smith)
ุ
เสนอนโยบายเสรี (Laissez - Faire) คือการท่รัฐบาลจะตองไมเขาไปยงเก่ยวดวยการ
ี
ี
ื
ิ
ต้งขอจํากัดทางการคาอยางใดอยางหน่ง แตควรปลอยใหเปนไปตามธรรมชาต สมิธเช่อวา
ึ
ั
การปลอยตามกฎธรรมชาติเทาน้นจึงจะทําใหธุรกิจประสบผลสําเร็จ ขอสังเกตน้จึงเปน
ั
ี
เสมือน “กฎนิวตันทางเศรษฐศาสตร”
ื
ึ
ในทางศาสนาคือความเช่อเร่องพระเจาทรงสรางโลกข้นดวยการอาศัย
ื
ื
ื
กฎธรรมชาติ เม่อสรางแลวพระองคจึงถอนตัวไปเพ่อปลอยใหเปนการดําเนินการตามกลไก
ธรรมชาติ สวน “นักปรัชญา (Philosophe)” ฝรั่งเศสคือ รูโซ (Rousseau) นํากฎของนิวตัน
มาใชทางการเมืองการปกครอง โดยตอตานเร่องอํานาจเทวสิทธ์ของกษัตริย รูโซเช่อวา
ิ
ื
ื
่
ี
ื
ควรปลอยใหประชาชนมีโอกาสคิดเองตามธรรมชาติ การทคริสตศตวรรษท่ ๑๗ - ๑๘ ไดช่อวา
ี
ื
ี
“Enlightenment” น้น จึงส่อความหมายถึงแสงสวางท่ดับแลวในสมัยส้นสุดจักรวรรด ิ
ิ
ั
ี
ั
โรมันและปลอยใหยุโรปอยในความมืด หลังจากน้นในคริสตศตวรรษท่ ๑๘ จึงมีการ
ู
จุดประกายใหม คือการสรางพลังแหงฆราวาสวิสัยจากสมัยฟนฟูศิลปวิทยาการใหเต็ม
บริบูรณยิ่งขึ้น
จากความเจริญทางวิทยาศาสตรทําใหคริสตศตวรรษท่ ๑๘ ถูกเรียกวา
ี
“ยุคแหงเหตุผล (Age of Reason)” ท่สรุปรวมจากเหตุการณกอนหนาน้คือ
ี
ี
คริสตศตวรรษที่ ๑๓ เปนสมัยการรวมกษัตริยในระบบฟวดัล จากนั้นคริสตศตวรรษที่ ๑๔
ี
่
ั
ั
ั
่
ื
เปนสมยความเสอมศรทธาทางศาสนา ปลายครสตศตวรรษท ๑๕ เปนสมย “ราชวงศ
ิ
ื
ึ
แบบใหม (New Monarchies)” ซ่งมีผลตอมาคือความเส่อมเพราะสงครามกลางเมือง
และสงครามศาสนาหลังสมัยการปฏิรูปศาสนา ตอนปลายคริสตศตวรรษท่ ๑๗
ี
เปนยุครัฐสมัยใหมท่มีระบอบรัฐสภาหรือระบอบกษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญกับระบอบ
ี
เอกาธิปตยในฝร่งเศสแยกจากกันชัดเจน เปนสมัยการปฏิวัติทางปญญาเรียกวา
ั
ื
ศตวรรษแหงความปราดเปร่อง (Century of Genius) และสมัยท่เร่มสรางจิตวิญญาณ
ี
ิ
ของนักวิทยาศาสตร (Scientifi c Spirit)
ี
ชวงปลายคริสตศตวรรษท่ ๑๘ เปนสมัยของระบอบราชาธิปไตย
แบบเรืองปญญา (Enlightened Despotism) มีประมุขของประเทศระดับท่หน่งถึง
ึ
ี
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
56
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
๓ พระองค คือ พระเจาเฟรเดอริคมหาราชแหงปรัสเซีย พระนางแคเทอรีนมหาราชิน ี
ี
แหงรัสเซีย และพระจักรพรรดิโจเซฟท่ ๒ แหงออสเตรีย สวนประมุขของประเทศ
ี
ี
ระดับท่สองคือ ดอน คารลอส (พระเจาชารลท่ ๔ แหงเนเปลส ตอมาคือพระเจาชารล
ที่ ๒ แหงสเปน) พระเจาลีโอโปลดแหงทัสคานี (ภายหลังเปนพระจักรพรรดิลีโอโปลดที่ ๒)
ี
ี
ั
และพระเจากุสตาวุสท่ ๓ แหงสวีเดน ประมุขท้ง ๖ พระองคน้ ไดทรงนําความคิดของ
“นักปรัชญา (Philosophe)” มาดัดแปลงใหใชเปนสถาบันการเมือง เกิดเปน “ความคิด
เรืองปญญา (Enlightened)” และการปกครองที่เปนอํานาจเด็ดขาด
ี
ั
ี
ขอท่นาสังเกตคือวรรณกรรมในคริสตศตวรรษท่ ๑๘ จะต้งตนดวยการ
ใหความเพลิดเพลิน แตตอนหลังกลับเนนการใหความคิด ความเจริญทางอักษรศาสตร
ิ
เร่มตนดวยการเขียนวรรณคดีแตจบลงดวยการเขียนบทความและปรัชญาการเมือง ในขณะท ี ่
อังกฤษยังสนใจเรื่องบันเทิง เชน เรื่อง Roderick Random, Tom Jones หรือ Tristram
Shandy แตชาวฝรั่งเศสจะสนใจทฤษฎีการเมืองและความคิดรุนแรง ชาวอังกฤษคุนเคย
ั
กับการปกครองแบบรัฐธรรมนูญแบบมีรัฐสภา ไมมีความขัดแยงระหวางชนช้นและ
สามารถดัดแปลงสถาบันเกาใหเขากับสมัยใหมได แตฝร่งเศสไมเคยมีรัฐธรรมนูญ ไมเคย
ั
ั
มีรัฐสภาและมีความแตกตางเร่องชนช้นอยางรุนแรง จึงสนใจแตเร่องความทุกขยาก
ื
ื
ั
ี
ซ่งไมมีกลไกใดจะชวยแกไขได การปฏิวัติใหญเกิดข้นหลายคร้งในคริสตศตวรรษท่ ๑๘
ึ
ึ
ในโลกตะวันตก ทั้งในทวีปอเมริกาและยุโรปคือการปฏิวัติอเมริกันและการปฏิวัติฝรั่งเศส
หลังจากน้นคือสมัยของพระจักรพรรดินโปเลียนมหาราช ท่ไดกอใหเกิดความเปล่ยนแปลง
ี
ี
ั
้
ั
่
ี
ั
ิ
่
ึ
ึ
ทวยโรปซ่งไมอาจปฏิเสธไดเลยวา ปจจยหน่งททําใหเกดเหตุการณเหลานันคือความคิด
ุ
เรื่องเหตุผลและความเจริญรุงเรืองทางปญญา
อยางไรก็ตาม ยังคงมีความแตกตางระหวางคําวา “ยุคแหงเหตุผล
(Age of Reason)” กับคําวา “ยุคเรืองปญญา (Age of Enlightenment)” ท้งสองคําน ้ ี
ั
ู
ั
ี
ถูกใชปะปนกัน ท้ง ๆ ท่โดยแทจริงแลวยังมีความแตกตางกันอยคือ ความหมายโดย
ั
่
ทวไปของ “ยุคแหงเหตุผล” หมายถึง ตลอดสมัยระหวางป ค.ศ.๑๖๕๐ - ๑๘๑๕ เปนสมัย
ิ
ทสงครามนองเลอดท่เกิดจากความคล่งไคลในศาสนา เร่มลดความรุนแรงลงดวยพลัง
ื
ี
ั
ี
่
้
ุ
ั
ั
ั
ั
่
ของเหตผล ความยดมนศรทธา (Faith) เร่มเปดทางใหกับหลกเหตผล (Reason) ทงหมดน ี ้
ึ
ุ
ิ
ุ
เกิดจากแรงกระตนของการคนควาทางวิทยาศาสตร ท่ไดสรางวิญญาณของการซักถาม
ี
การใหเหตุผลและการหาคําตอบมาพิสูจนใหได โดยการทดลองทางวิทยาศาสตร
ู
สวน “ยุคเรืองปญญา” เปนสวนหน่งของ “ยุคแหงเหตุผล” สวนใหญจะอยในชวงเวลา
ึ
ั
ระหวางป ค.ศ.๑๗๐๐ - ๑๗๘๙ ซ่งเปนสมัยการปฏิวัติใหญในฝร่งเศส ระยะเวลาน ้ ี
ึ
จึงเรียกวา “สมัยการสลับฉากของประวัติศาสตรแหงจิตใจเสรีของมนุษย”
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 57
International
๒. ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก Organizations
ื
ยุคเรืองปญญาเปนการตกผลึกแนวคิดมนุษยนิยม เร่องของเหตุผลตาม
หลักวิทยาศาสตร และความตองการเสรีภาพของชาวยุโรป จากการถูกกดทับมาหลาย
ื
ี
ื
ุ
ิ
ี
ิ
ศตวรรษ ผลผลิตจากยุคเรองปญญาคอทฤษฎเสรนยมคลาสสก หากถามวามนษยชาต ิ
๘
ุ
เขาสยคเรืองปญญาแลวหรือยัง อิมมานูเอล คานต นักปรัชญาเสรีนิยมปรัสเซียจะตอบวา
ู
ั
ู
ยงไมถง เพราะการรแจงหรือเรืองปญญาน้นเปนกระบวนการ กระบวนการดังกลาว
ึ
ั
ื
ี
ี
มรากฐานมาจากความเช่อท่วาทุกคนมีความเปนมนุษยเหมือน ๆ กัน ความเปนมนุษยน ี ้
ั
ี
ื
มรากมาจากแนวคิดเร่องมนุษยนิยมต้งแตสมัยฟนฟูศิลปวิทยาการ และกอรางสรางตัว Peace
ี
ี
่
ี
มาเปนยุคแหงเหตุผลและยคเรองปญญาในทสุด ดวยการเปนมนุษยน้เอง ท่ทาให
ํ
ื
ุ
ี
ื
ู
ิ
ู
จุดเร่มตนของการอยรวมกันเปนสังคม อยบนพ้นฐานของปจเจกบุคคลนิยมท่มองวา
มนุษยในฐานะปจเจกบุคคลมีความสําคัญสูงสุด สําคัญกวาสังคมหรือรัฐและทุกคน
จะแสวงหาสิ่งที่ดีที่ตนปรารถนาเสมอ
Economic
Democracy Interdependence
ภาพทฤษฎีสันติภาพจากประชาธิปไตย
ที่มา : https://www.assignmentpoint.com/arts/political-science/
classical-liberalism-in-political-science.html
ึ
นอกจากปจเจกบุคคลนิยมแลว มนุษยทุกคนยังมีเสรีภาพซ่งหมายความวา
ํ
ื
ื
ื
ํ
ี
ุ
ี
ทกคนมความสามารถในการเลอกกระทาหรอไมกระทาตามทตนเองตองการ แตการเลอก
่
ู
ื
ั
ี
ดังกลาว เม่ออยเปนสงคมการเมองก็จะตองมีกรอบการปฏิบัติบางอยางซ่งเรยกวา กฎหมาย
ึ
ื
ี
ไมใหแตละคนละเมิดเสรีภาพของกันและกัน การเลือกใชเสรีภาพท่มีจึงตองอาศัยเหตุผล
ี
ในความหมายท่เปนวิจารณญาณในการเลือกกระทําวาภายใตบริบทเฉพาะ มนุษยจะเลือก
ื
ี
กระทําอะไร อยางไร และเพราะเหตุใด นอกจากน้ มนุษยยังเสมอภาคกัน เบ้องตนคือ
เสมอภาคกันในฐานะมนุษยผมีเหตุผล ทุกคนคิดไดวาแตละคนตองการส่งท่ดีท่สุด
ู
ี
ี
ิ
ใหกับชีวิตภายใตเงื่อนไขที่กําหนดมา แตในสังคมทุกคนจะเสมอภาคกันตอหนากฎหมาย
ึ
มีสิทธิในการเลือกต้งหน่งคนหนึ่งเสียง และมีโอกาสเทากันในการไดมาซ่งส่งท่ม ี
ั
ิ
ึ
ี
คณคาทางสังคม เชน งาน ตําแหนงหนาท่ เปนตน โดยพิจารณาตามหลักคุณธรรม
ี
ุ
(Merit System) ซ่งวัดคุณคาของแตละคนจากผลการทํางาน หลักเบ้องตนเหลาน ้ ี
ื
ึ
เปนรากฐานใหกับการพัฒนาทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกในการเมืองระหวางประเทศตอไป
ภาพแนวความคิดสําคัญในเสรีนิยมคลาสสิก
ภาพแนวความคิดสําคัญในเสรีนิยมคลาสสิก
๙
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5d/ANICET ไมเคิล ดอยล เสนอทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกในการเมืองระหวางประเทศ
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5d/ANICET
่
ี
ี
ิ
ื
ั
ี
้
ั
ื
ี
่
่
-CHARLES-GABRIEL_LEMONNIER_A_READING_OF_VOL
T
AIRE.jpg
-CHARLES-GABRIEL_LEMONNIER_A_READING_OF_VOLTAIRE.jpg วามพนฐานมาจากการทรฐเรมสรางระบอบการเมองแบบสาธารณรฐทใหเสรภาพ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
58 59
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
International
Organizations
Peace
Economic
Democracy Interdependence
ภาพทฤษฎีสันติภาพจากประชาธิปไตย
ที่มา : https://www.assignmentpoint.com/arts/political-science/
classical-liberalism-in-political-science.html
นอกจากปจเจกบุคคลนิยมแลว มนุษยทุกคนยังมีเสรีภาพซ่งหมายความวา
ึ
ุ
ํ
ื
ี
ื
ื
ทกคนมความสามารถในการเลอกกระทาหรอไมกระทาตามทตนเองตองการ แตการเลอก
ี
ํ
่
ี
ั
ึ
ื
ู
ื
ดังกลาว เม่ออยเปนสงคมการเมองก็จะตองมีกรอบการปฏิบัติบางอยางซ่งเรยกวา กฎหมาย
ี
ไมใหแตละคนละเมิดเสรีภาพของกันและกัน การเลือกใชเสรีภาพท่มีจึงตองอาศัยเหตุผล
ในความหมายท่เปนวิจารณญาณในการเลือกกระทําวาภายใตบริบทเฉพาะ มนุษยจะเลือก
ี
ื
ี
กระทําอะไร อยางไร และเพราะเหตุใด นอกจากน้ มนุษยยังเสมอภาคกัน เบ้องตนคือ
ู
เสมอภาคกันในฐานะมนุษยผมีเหตุผล ทุกคนคิดไดวาแตละคนตองการส่งท่ดีท่สุด
ี
ี
ิ
ใหกับชีวิตภายใตเงื่อนไขที่กําหนดมา แตในสังคมทุกคนจะเสมอภาคกันตอหนากฎหมาย
ั
ี
มีสิทธิในการเลือกต้งหน่งคนหน่งเสียง และมีโอกาสเทากันในการไดมาซ่งส่งท่ม ี
ึ
ึ
ึ
ิ
คณคาทางสังคม เชน งาน ตําแหนงหนาท่ เปนตน โดยพิจารณาตามหลักคุณธรรม
ุ
ี
ื
(Merit System) ซ่งวัดคุณคาของแตละคนจากผลการทํางาน หลักเบ้องตนเหลาน ้ ี
ึ
เปนรากฐานใหกับการพัฒนาทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกในการเมืองระหวางประเทศตอไป
ภาพแนวความคิดสําคัญในเสรีนิยมคลาสสิก
๙
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5d/ANICET ไมเคิล ดอยล เสนอทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกในการเมืองระหวางประเทศ
ื
ี
ั
ี
่
ี
ิ
้
ี
่
ั
ื
่
-CHARLES-GABRIEL_LEMONNIER_A_READING_OF_VOLTAIRE.jpg วามพนฐานมาจากการทรฐเรมสรางระบอบการเมองแบบสาธารณรฐทใหเสรภาพ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 59
แกประชาชน และรัฐเสรดงกลาวจะรวมตวกัน
ี
ั
ั
แบบหลวม ๆ แลวกําหนดกฎหมายระหวางประเทศ
ึ
ข้นมากํากับพฤติกรรมระหวางกันไมใหใชความรุนแรง
ตอกน จากนันรฐเสรเหลานจะใหการเคารพ
ั
ี
ี
้
้
ั
ื
เร่องของสิทธิมนุษยชนในฐานะหลักสากล
ในทางการเมืองระหวางประเทศ เพราะมองวา
ั
มนุษยน้นสําคัญมากกวารัฐ รัฐเปนเพียงส่งสมมต ิ
ิ
“ ข้นมา มนุษยตางหากท่เปนผขับเคล่อนสังคม
ึ
ู
ี
ื
ี
การเมือง ดอยลเสนอความคิดน้จากปรัชญาของ
คานตท่มองวาจากการท่รัฐตาง ๆ อยในสภาวะ
ี
ู
ี
ี
ี
ื
สงคราม เพ่อท่จะออกจากสภาวะเชนน้ รัฐจะตอง
ÃѰàÊÃÕ»ÃЪҸԻäµÂ สราง “ระบบระเบียบ” ระหวางกัน แตจะตองเปน
ั
ระบบระเบยบทเกดจากรฐตาง ๆ มารวมตวกน
ิ
่
ี
ี
ั
ั
»ÃЪҪ¹¤×Í à¨ŒÒ¢Í§ อยางหลวม ๆ ในลักษณะสหพันธรัฐ (Federation)
ÍíҹҨ͸ԻäµÂ ໚¹¼ÙŒ ของรัฐเสรี (Free States) โดยมีเปาหมายคือ
การควบคุมสิทธิของรัฐในการทําสงคราม และ
µÑ´ÊԹ㨷ҧ¡ÒÃàÁ×ͧ เม่อรัฐตาง ๆ สรางสหพันธรัฐไดมากถึงระดับโลกแลว
ื
Í‹ҧ᷌¨ÃÔ§ äÁ‹ãª‹ สันติภาพอันถาวรจะเกิดขึ้นตามมา
เหตุผลของเสรีนิยมคลาสสิกน
ÃѰºÒÅ สามารถแสดงใหเห็นไดในรูปของความพยายาม ้ ี
ท่จะเปล่ยนแปลงใหระบอบการเมืองของประเทศ
”
ี
ี
ตาง ๆ ในปจจุบันกลายเปนประชาธิปไตย
ี
ิ
(Democratization) เพราะในรฐเสรประชาธปไตย
ั
ประชาชนคือเจาของอํานาจอธิปไตย เปนผ ู
ตัดสินใจทางการเมืองอยางแทจริงไมใชรัฐบาล
รัฐเสรีประชาธิปไตยจะมีกระบวนการตรวจสอบ
ถวงดุล (Check and Balance) ท่มีประสิทธิภาพ
ี
มากกวารัฐอํานาจนิยมหรือเผด็จการ ประชาชน
มีเหตุผลและจะหลีกเล่ยงสงครามเพราะสงคราม
ี
มีตนทุนและความเสี่ยงสูง และรัฐเสรีประชาธิปไตย
ั
จะเปดรับฟงความคิดเห็นจากประชาชน ดังน้น
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
60
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ู
ึ
ื
ี
การเขาสสงครามยอมเปนเร่องยาก นอกจากน้ รัฐบาลประชาธิปไตยซ่งมาจากการเลือกต้ง ั
ั
ตองฟงเสียงประชาชนเพราะเกรงวาจะไมไดรับเลือกต้งในสมัยตอไป จึงไมนิยมใชสงคราม
ื
ในการแสวงประโยชนของประเทศ และเน่องจากรัฐเสรีประชาธิปไตยเปดโอกาสให
ประชาชนดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยางเสรี รวมถึงการติดตอคาขาย ทําธุรกรรม
ิ
ึ
ั
ิ
ั
ั
ทางเศรษฐกจกบตางประเทศ สภาวะความสมพนธระหวางประเทศจงเกดลกษณะ
ั
การขึ้นตอกันทางเศรษฐกิจ (Economic Interdependence) สงเสริมใหเกิดการคาขาย
ี
และการลงทุนระหวางประเทศ เพราะเม่อรัฐตองการเศรษฐกิจท่เจริญรงเรอง รายได
ื
ุ
ื
จากการสงออกตองอาศยการนาเขาของอีกรัฐหนึ่ง ทําใหรัฐทั้งสองเล็งเห็นถึงผลประโยชน
ํ
ั
ตางตอบแทนจากความรวมมือกันและเปนคูคากัน เชน ญี่ปุนกับสหรัฐฯ เคยทําสงครามกัน
ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ แตปจจุบันกลายเปนพันธมิตรและคูคาสําคัญระหวางกัน เปนตน
ั
ี
ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก มีรากฐานมาจากมนุษยนิยมดังท่กลาวมาท้งหมด
ิ
และมสวนสําคัญอยางย่งในการปองกันไมใหประเทศตาง ๆ กอสงครามระหวางกน
ี
ั
ี
ิ
โดยเฉพาะอยางย่งระหวางประเทศมหาอํานาจ ปจจัยสําคัญ ๓ ประการ ท่ปองกัน
ึ
ไมใหสงครามเกิดข้นในมุมมองของเสรีนิยมคลาสสิก ไดแก การข้นตอกันทางเศรษฐกิจ
ึ
ี
ระหวางประเทศ องคการระหวางประเทศท่สงเสริมสันติภาพ และระบอบเสรีประชาธิปไตย
ื
ั
ท่แพรออกไปท่วโลก และเม่อวิเคราะหปจจัยทั้ง ๓ ประการ โดยละเอียดแลวพบวา
ี
ั
เปนผลมาจากพัฒนาการทางสังคมการเมืองของยุโรป ต้งแตยุคฟนฟูศิลปวิทยาการ
จนกระทั่งยุคเรืองปญญาภายใตแนวคิด “มนุษยนิยม”
ขอจํากัดของทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกในการสรางสันติภาพระหวางประเทศ
งานของ อี เอช คาร (E. H. Carr) เรื่องอํานาจและจริยธรรมในความสัมพันธ
ระหวางประเทศ เปนบทวิจารณความคิดของพวกเสรีนิยมคลาสสิกไดเปนอยางด ี
้
ั
่
เพราะโจมตทหวใจสาคญของการเกิดสงครามโลกครงท ๒ จากการดําเนนนโยบาย
ิ
ี
ํ
ั
่
ี
ี
ั
็
ตางประเทศในแบบเสรีนิยมของอังกฤษ จนทาใหระบอบเผดจการกาวขนมามอํานาจ
ี
ึ
ํ
้
และกอสงครามในชวงคริสตทศวรรษท่ ๑๙๓๐ ได พิจารณาบทวิจารณของคารตอการ
ี
ศึกษารัฐศาสตรตอไปนี้
ั
ู
ึ
“องคความรใดก็ตามไมมีทางท่จะสถาปนาข้นมาไดอยางม่นคงและไดรับ
ี
ู
ิ
การยอมรับเลย หากยังไมคนพบตัวเองวามีขอจํากัดอยและยังไมคนพบรากฐานของวชา
ั
ดวยการใชวิธี “การวิเคราะห (Analysis)” วาส่งท่สาขาน้นศึกษา “คืออะไร (What Is)”
ิ
ี
ิ
ี
ั
และกาวขามจาก “ความปรารถนา (Aspiration)” วาส่งท่สาขาวิชาน้นตองการ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 61
ื
ี
“ควรเปนอะไร (What Should Be)” แตเน่องจากสาขาวิชารัฐศาสตร ไมมีทางท่จะ
ู
้
ิ
ี
แยกสองส่งนใหขาดออกจากกันไดอยางเด็ดขาดสมบรณ นักวิชาการบางคนจึงไมนับ
ใหรัฐศาสตรเปนวิทยาศาสตร...รัฐศาสตรยอมไมมีวันหนีจากความคิดแบบอุดมคติได
และนักรัฐศาสตรมีแนวโนมจะใชเวลากับข้นตอนแรก (ข้นของความปรารถนา) มากกวา
ั
ั
๑๐
นักวิทยาศาสตรกายภาพ”
ภาพ อี เอช คาร (E. H. Carr)
ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/E._H._Carr#/media/File:Eh_carr.jpg
ั
จากมุมมองของคาร ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกมีขอจํากัดในทางหลักการต้งแต
ิ
ิ
เร่มแรกแลว เพราะเร่มตนพิจารณามนุษยในแงของการเปนส่งมีชีวิตท่มีเหตุผล เสรีภาพ
ิ
ี
ั
ี
อันเปนความคิดอุดมคติมากกวาจะเห็นเปนจริงไดโดยท่วไป ท่วาเปนอุดมคติก็เพราะ
ในทุก ๆ วัน ผคนไมไดใชเหตุผลในการดํารงชีวิตในทุกท่ทุกเวลา หลายตอหลายคร้ง
ู
ั
ี
่
ํ
ี
ี
ื
มนุษยพายแพตออารมณทเยายวน และสวนมากยอมสยบตออานาจทเหนอกวาอกดวย
่
ี
ี
หลักฐานเชิงประจักษท่จะนํามายืนยันวามนุษยมีเสรีภาพ มีเหตุผล เทาเทียมกันตามหลัก
ี
ั
เสรีนิยมคลาสสิกน้นถือวามีขอบกพรอง ไมสมบูรณและขาดมิติสําคัญในการท่มนุษย
ื
มารวมอยกันเปนสังคม มิติน้นคือเร่องของ “อํานาจ” คารมองเร่องอํานาจวาเปน
ั
ู
ื
ื
ึ
ิ
ปจจัยสําคัญในการขับเคล่อนนโยบายระหวางประเทศใหเกิดข้นจริงตามความคดของ
ทฤษฎีสัจนิยม (Realism) ดังนี้
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
62
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
“สัจนิยมใหความสําคัญกับการยอมรับขอเท็จจริง และการวิเคราะหใหเห็นสาเหต ุ
ิ
ี
่
ื
่
ํ
ั
ํ
ั
้
และผลทตามมา แตไมใหความสาคญกบเรองความปรารถนา และยาวาการคดวเคราะห
ิ
ี
ึ
ี
ตองมาจากการศึกษาเหตุการณท่เกิดข้นเปนประจักษ เหตุการณเหลาน้ไมมีมนุษยคนใด
ี
ู
ี
จะมีอํานาจเปล่ยนแปลงได ในทางปฏิบัติ สัจนิยมยอมรับตออํานาจท่มีอยแลว
ั
ตามธรรมชาติของการเมือง รวมท้งยืนยันวาความจริงสูงสุดคือการท่เราตองยอมรับ
ี
๑๑
และปรับตัวเองใหเขากับแนวโนมและธรรมชาติของการเมืองนั้น”
ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกมองรัฐวา เหมือนมนุษยซ่งมีความสามารถในการ
ึ
ื
มองเห็นผลประโยชนรวมกันและสรางสถาบันทางการเมืองเพ่อประสานประโยชน
ดังกลาว อยางไรก็ตาม การมองมนุษยในแงดีหรืออุดมคติท่มีรากฐานมาจากยุคฟนฟ ู
ี
ั
ศิลปวิทยาการ ยุคแหงเหตุผลและยุคเรืองปญญาน้น เปนการมองเพียงดานเดียวและ
ี
ละเลยดานท่เปนอํานาจไป คารพยายามช้ใหเห็นวา การท่พวกอุดมคติหรือเสรีนิยม
ี
ี
ึ
ั
เลือกจะมองเพียงดานดีของมนุษยเทาน้นย่งจะกอหายนะข้นและนําไปสสงครามได
ิ
ู
ี
เชนท่ปรากฏในสงครามโลกคร้งท่ ๒ จากการกาวข้นมาของฮิตเลอรและพรรคนาซี
ั
ี
ึ
ั
ื
ดังน้น จุดบอดหรือขอจํากัดอันสําคัญของเสรีนิยมคลาสสิกก็คือ การมองขามเร่องของ
อํานาจ และมองวาไมใชปจจัยสําคัญตอการสรางสันติภาพและความมั่นคงใหกับโลก
ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/E._H._Carr#/media/File:Eh_carr.jpg
ภาพหนังสือเรื่อง วิกฤตการณยี่สิบป
ที่มา : https://erikjones.net/2019/03/06/avoiding-another-twenty-years-crisis/
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 63
บทสรุป
บทบาทของกองทัพเรือในการสรางสันติภาพระหวางประเทศ
ตามทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก
ื
หัวขอสุดทายจะเปนการเช่อมโยงทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก
เขากับบทบาทของกองทัพเรือในการสรางสันติภาพระหวาง
่
ั
ึ
ั
ี
ั
ั
ประเทศ ซงจะเกยวของกบบทบาทของกองทพเรอหลงสมยใหม
ื
่
ี
ื
(Postmodern Navy) ท่มีเปาหมายในการปฏิบัติการเพ่อรักษา
ระบบโลกาภิวัตนระหวางประเทศในปจจุบัน
ี
ดังท่กลาวมาแลว ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกมีพัฒนาการ
ิ
่
ุ
ุ
ิ
ํ
ิ
ี
ั
ุ
ุ
มาจากแนวคดมนษยนยม มนษยนยมมองมนษยสาคญทสดและ
มีผลประโยชนเหมือนกันคือ ตองการความสุขในการดํารงชีวิต
ประจําวัน และเม่อเสรีนิยมยกระดับข้นเปนทฤษฎีระดับระหวาง
ื
ึ
ประเทศก็จะมองวา รัฐเปนเหมือนกับมนุษย ส่งท่รัฐตาง ๆ ตองการ
ี
ิ
เหมือนกันคือ สันติภาพระหวางประเทศอันถาวร สอดคลองกับ
ี
ี
่
ปรัชญาการเมืองของคานตท่ใหรัฐตาง ๆ เร่มตนเปลยนแปลง
ิ
ตนเองใหเปนสาธารณรัฐประชาธิปไตย จากน้นก็เขามารวมตัวกัน
ั
ึ
อยางหลวม ๆ และสรางระบบระเบียบระหวางกัน ซ่งจะเปนกรอบ
ี
การปฏิบัติใหรัฐท่มารวมตัวกันเคารพสิทธิมนุษยชนและอธิปไตย
ื
ของกันและกัน จุดสนใจของเสรีนิยมคลาสสิกจึงเปนเร่องของ
มนุษยและระบบระเบียบระหวางประเทศ
ี
ํ
ั
่
กองทพเรือหลงสมัยใหมก็ทาหนาทรกษาระเบยบ
ั
ั
ี
๑๒
ระหวางประเทศท่รัฐตาง ๆ มีรวมกัน ซึ่งตางจากกองทัพเรือ
ี
ั
ี
สมยใหมท่ปกปองเพยงอธิปไตยของรัฐจากรัฐอ่น ๆ ทจะมา
ื
ี
ี
่
ั
คุกคาม ดังน้น ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิกจึงสามารถใชอธิบาย
ิ
ั
ั
ื
กองทพเรอหลงสมยใหมไดเปนอยางด โดยหากพิจารณาภารกจ
ั
ี
ของกองทัพเรือหลังสมัยใหมก็จะพบวาเปนไปตามเปาหมาย
ั
ในการรักษาสันติภาพและความม่นคงในยุคโลกาภิวัตน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
64
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ิ
ี
ของเสรนยม เชน ความรวมมือระหวางกองทัพเรือไทย มาเลเซีย
ั
สิงคโปร และอินโดนีเซีย ในการปองปรามโจรสลดในชองแคบมะละกา
ก็ถือเปนภารกิจในการรักษาเสนทางคมนาคมระหวางประเทศ
ี
ี
ท่หลอเล้ยงระบบเศรษฐกิจโลกแบบเสรี ไมตางจากการจัดต้ง ั
ํ
ั
ื
่
ื
กาลงทางเรอเพอปราบปรามโจรสลัดในอาวเอเดนของโซมาเลีย
การชวยเหลือฟลิปปนสในกรณีประสบภัยธรรมชาติก็เปน
ื
ึ
อีกตัวอยางหน่งในเร่องมนุษยธรรม นอกจากน้ ปฏิบัติการ
ี
ิ
ั
รกษาสนติภาพของสหประชาชาตก็มเปาหมายชดเจนในเร่อง
ั
ื
ั
ี
การชวยเหลอผประสบภัยจากความขัดแยงในประเทศท่เปนรัฐ
ี
ื
ู
ี
ั
ลมสลาย เปนตน ท้งหมดน้จะเห็นถึงบทบาทของกองทัพเรือ
ในการรักษาความมั่นคงระหวางประเทศใหคงอยูในโลกปจจุบัน
ั
ื
ั
ในอนาคต บทบาทของกองทัพเรอหลงสมยใหม
ิ
ึ
ี
ิ
ู
ท่อยบนฐานความคิดแบบเสรีนิยมคลาสสิกย่งจะเพ่มมากข้น
ขอแนะนําในบทความน้คือ การเตรียมพรอมท้งในเร่องกําลังพล
ื
ี
ั
และยุทโธปกรณ ใหเขาใจโลกท่กําลังเปลี่ยนแปลงจากความสําคัญ
ี
ึ
ื
ี
ของรัฐท่ลดลงและเร่องมนุษยธรรมท่กําลังเพ่มมากข้น ทฤษฎ ี
ี
ิ
ี
เสรีนิยมคลาสสิกท่มีรากฐานมาจากมนุษยนิยมในยุคฟนฟ ู
ั
ศิลปวิทยาการ จนกระท่งสงผลตอระเบียบโลกเสรีในปจจุบัน
เปนทฤษฎีกระแสหลักซึ่งผูปฏิบัติงานดานความมั่นคง โดยเฉพาะ
อยางย่งกําลังพลของกองทัพเรือ จําเปนตองเขาใจใหตรงกัน
ิ
เพ่อใหภารกิจท่ไดรับมอบตามแนวคิดกองทัพเรือหลังสมัยใหม
ื
ี
บรรลุตามเปาหมายที่วางไว
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 65
เอกสารอางอิง
๑ Bruce Russett, “Liberalism,” in International Relations Theories Discipline and
Diversity, 3rd ed. edited by Tim Dunne, Milja Kurki and Steve Smith
(Oxford: Oxford University Press, 2014), pp. 94-113.; Tim Dunne, “Liberalism,”
in The Globalization of World Politics, 6th ed. edited by John Baylis, Steve
Smith and Patricia Owens (Oxford: Oxford University Press, 2014), pp. 113-125.;
Paul R. Viotti and Mark R. Kauppi, “Liberalism: Interdependence and Global
Governance,” in International Relations Theory, 5th ed. (Boston: Longman,
2012), pp. 129-166.
๒
Corliss Lamont, The Philosophy of Humanism, 8th ed. (Amherst, NY: Half-moon
Foundation, 1997), pp. 11-12.
๓
Ibid., p. 51.
๔
Ibid., p. 57.
๕
Aristotle, The Nicomachean Ethics, translated with an introduction by David
Ross; revised by J. L. Ackrill and J. O. Urmson (Oxford: Oxford University Press,
1998)
๖
หลุนอี่ว: ขงจื่อสนทนา, สุวรรณา สถาอานันท, แปล (กรุงเทพฯ: Openbooks, ๒๕๖๒)
๗
Jackson J. Spielvogel, Western Civilization, Volume I: To 1715, 7th ed. (Belmont,
CA: Thomson Higher Education, 2009), pp. 243-270.
๘
Immanuel Kant, “Toward Perpetual Peace: A Philosophical Sketch,” in Toward
Perpetual Peace and Other Writings on Politics, Peace, and History, edited and
with an introduction by Pauline Kleingeld; translated by David L. Colclasure
(New Haven: Yale University Press, 2006)
๙
Michael W. Doyle, “Liberalism and World Politics” The American Political
Science Review Vol.80, No.4 (December 1986): 1151-1169.
๑๐
E. H. Carr, The Twenty Years’ Crisis, 1919-1939, reissued with a new preface
from Michael Cox (London: Palgrave Macmillan, 2016), p. 9.
๑๑
Ibid., p. 10.
๑๒
Geoffrey Till, Seapower: A Guide for the Twenty-First Century, 2nd ed. (London:
Routledge, 2009), pp. 1-19.
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
66
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ÊѹµÔÀÒ¾·Õè¶ÒÇÃ
º¹¡ÒÃÊÃéÒ§Ãкº¶èǧ´ØÅÍíÒ¹Ò¨
ÃÐËÇèÒ§ÃѰ
¹ÒÇÒàÍ¡ ´Ã.ËÑÊäªÂÞ ÁÑ觤Ñè§
Ãͧ¼ÙŒÍíҹǡÒáͧÇÔªÒàʹҸԡÒáԨ
½†ÒÂÇÔªÒ¡Òà ¡ÃÁÂØ·¸ÈÖ¡ÉÒ·ËÒÃàÃ×Í
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 69
บทนํา
บทความน้จะวิเคราะหกลไกการรักษาสันติภาพระหวางประเทศ โดยใชระบบ
ี
ถวงดุลอํานาจตามทฤษฎีสัจนิยม กลไกดุลอํานาจมีรากฐานมาจากการมองธรรมชาต ิ
ื
ของมนุษยในแงราย ไมไววางใจกันตามทฤษฎีสัจนิยม เม่อนักทฤษฎีดุลอํานาจนํามาอธิบาย
ระบบระหวางประเทศแลว พบวาระบบดุลอํานาจ กลายเปนกลไกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
ี
ในระบบระหวางประเทศท่เปนอนาธิปไตย ในประวัติศาสตรกลไกดุลอํานาจปรากฏใหเห็น
ี
ึ
อยางชัดเจนในยุโรปหลังเกิดรัฐชาติสมัยใหม โดยมีอังกฤษทําหนาท่ถวงดุลใหเกิดข้น
ในระบบ อยางไรก็ตาม ปญหาของกลไกการถวงดุลอํานาจ คือการจัดการกับประเทศ
ี
ท่ตองการเปล่ยนสถานะเดิม และเปล่ยนแปลงระบบระหวางประเทศใหม และในความสัมพันธ
ี
ี
ระหวางประเทศ รัฐตาง ๆ ตองอาศัยกลไกอื่นในการจัดการกับสันติภาพ เชน การคาเสรี
ระบอบประชาธิปไตย องคการระหวางประเทศ เปนตน
สันติภาพโลกนอกจากจะมาจากแนวทางของเสรีนิยมท่สนับสนุนใหโลกเดินหนา
ี
ี
ไปสความเปนเสรีนิยมประชาธิปไตย และการสรางองคการระหวางประเทศท่สง
ู
ั
ิ
ิ
ื
เสรมสนตภาพโลก เชน สหประชาชาต สหภาพยุโรป หรออาเซียน เปนตน ยังมีแนวทาง
ิ
ึ
ั
ึ
อีกดานหน่งซ่งเปนของสัจนิยมน่นคือ การใชกลไกการถวงดุลอํานาจระหวางรัฐ
ื
การท่นักสัจนิยมเช่อในแนวทางการถวงดุลอํานาจ เพราะฐานความคิดเบ้องตน
ี
ื
ั
ของสัจนิยมมาจากธรรมชาติของมนุษยท่ไมไววางใจกัน และเช่อวาอํานาจเทาน้นท่เปน
ื
ี
ี
ั
ั
ื
พลังขับเคล่อนกิจการระหวางประเทศ ดังน้น สําหรับสัจนิยมแลว กลไกเดียวเทาน้น
ี
ท่จะรักษาสันติภาพโลกเอาไวไดคือ ดุลอํานาจ (Balance of Power) ลาสุดจะเห็น
นโยบายของสหรัฐอเมริกาตอเอเชียในชวงรัฐบาลโอบามาท่เรียกวา “การกลับมา
ี
ั
ี
ั
ถวงดุลอํานาจเอเชียอีกคร้ง (Rebalancing Asia)” ท่พยายามหยุดย้งการกาวข้นมา
ึ
เปนมหาอํานาจใหมของจีน
บทความนี้เปนการยอนกลับไปสํารวจแนวทางการถวงดุลอํานาจในประวัติศาสตร
ี
ั
ยุโรป ต้งแตการเกิดรัฐชาติสมัยใหมและปรากฏชัดเจนในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ หลังสงคราม
นโปเลียนวาสอดคลองกับหลักการดุลอํานาจของสัจนิยมหรือไมอยางไร ประเด็นคําถามคือ
“อะไรเปนปจจัยสําคัญท่ทําใหกลไกการถวงดุลอํานาจสราง และรักษาสันติภาพระหวาง
ี
ประเทศ” โดยตอบคําถามจากทฤษฎีสัจนิยมเชิงโครงสรางซ่งจะไดคําตอบเบ้องตนคือ
ึ
ื
ู
ํ
ี
ื
“กลไกการถวงดลอานาจมรากฐานจากความเชอทวารฐอยในโครงสรางระหวางประเทศ
ุ
่
ั
่
ี
ที่เปนอนาธิปไตยและตองการอยูรอดภายใตโครงสรางนี้ จึงตองดําเนินนโยบายใหอํานาจ
ระหวางประเทศน้นสมดุลเองโดยไมมีทางเลือก เม่อรัฐตาง ๆ ไมมีนโยบายเปล่ยนแปลง
ื
ั
ี
ระบบใหม ระบบระหวางประเทศจึงอยูในสภาวะสมดุลและสันติภาพก็เกิดขึ้นตามมา”
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
70
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ึ
ี
ี
บทความน้ประกอบดวย สวนท่หน่ง แนวความคิดเร่องการถวงดุลอํานาจ
ื
ิ
ั
ี
ในการเมืองระหวางประเทศ สวนท่สอง ภาพประวตศาสตรยุโรปหลงการเกดรฐชาต ิ
ั
ิ
ั
ี
ั
ึ
ี
สมัยใหมจนกระท่งการเกิดข้นของสงครามโลกคร้งท่ ๑ สวนท่สาม การอธิบายกลไก
ั
ี
การถวงดุลอํานาจของยุโรป โดยเนนท่ยุโรปในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ สวนท่ส่ กรณีตัวอยาง
ี
ี
ี
ี
นโยบายการถวงดุลอํานาจของอังกฤษ สวนท่หา ขอบกพรองของการรักษาสันติภาพดวยกลไก
ึ
การถวงดุลอํานาจ และปรากฏการณท่เกิดข้นเม่อกลไกดุลอํานาจลมเหลว และสวนสุดทาย
ื
ี
นัยสําคัญของกลไกดุลอํานาจตอการใชกองทัพเรือในการดําเนินนโยบายตางประเทศ
แนวความคิดเรื่องการถวงดุลอํานาจในการเมืองระหวางประเทศ
ึ
่
ิ
ึ
ั
ี
แนวคิดดุลอํานาจมความสัมพันธกบทฤษฎีสัจนยมอยางลึกซ้ง ดานหนงดุลอํานาจ
ี
ก็เปนทฤษฎีท่แยกขาดเปนเอกเทศ แตอีกดานหน่งทฤษฎีสัจนิยมเกือบท้งหมดมีองคประกอบ
ั
ึ
ิ
ู
ํ
ํ
ุ
ของพฤตกรรมการถวงดลอานาจหรอไม การทานายวาระบบจะมงไปสสภาวะดลอานาจ
ุ
ุ
ื
ํ
เน่องจากการทับซอนในทางความคิดระหวางสัจนิยมกับดุลอํานาจ การทําความเขาใจ
ื
ความซับซอนในแนวคิดดุลอํานาจและการยอมรับความยากในทางทฤษฎีจึงมีความสําคัญ
ที่มา : https://www.politicalscienceview.com/balance-of-power/
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 71
ี
อยางนอยในชวง ๕๐ ปท่ผานมา นักรัฐศาสตรสังเกตเห็นทฤษฎีท่สะทอน
ี
แนวคิดดุลอํานาจจํานวนมาก ปญหาความหลากหลายของนิยามปรากฏใหเห็นในบทความ
ื
ของเอิรนส บี ฮาส ในวารสาร World Politics ป ค.ศ.๑๙๕๓ ช่อ “The Balance
๑
of Power: Prescription, Concept, or Propaganda” ฮาสชวาแนวคิดดุลอํานาจ
้
ี
ู
มีความหมายท่แตกตางกันถึง ๘ ประการ ข้นอยกับผเขียนวามีวัตถุประสงคในการใช
ี
ู
ึ
อยางไร บางนิยามก็ขัดแยงกันเอง เชน ความสมดุล (Equilibrium) กับอํานาจเหนือกวา
(Preponderance) หรือสันติภาพกับสงคราม เปนตน
ั
การท่จะกาวขามความคลุมเครือดงกลาว และทําความเขาใจแนวคิดดลอํานาจ
ุ
ี
ี
่
ุ
่
ี
ู
ั
ทนักคิดสัจนิยมใชอยในปจจุบน จําเปนทจะตองแยกแยะระหวาง “ความสมดล (Balance)”
ึ
ในฐานะผลท่เกิดข้นในระดับระบบ (เชน ความสมดุลระบบระหวางประเทศ) และ “การถวงดุล
ี
(Balancing)” ในฐานะการดําเนินนโยบายของรัฐท่จะคัดงางกับภัยคุกคามท่เพ่มข้น
ึ
ี
ิ
ี
นอกจากน้ การแยกแยะระหวางดุลอํานาจแบบตาง ๆ ก็มีความสําคัญอีกดวย อยางไรก็ตาม
ี
จุดเริ่มตนของการทําความเขาใจการถวงดุลอํานาจจะยอนกลับไปสูแนวคิด “ดุลอํานาจ”
ึ
ึ
ี
ในความหมายของวัตเทิลส ซ่งก็คือ “สภาวะท่ไมมีอํานาจใดหน่งเดียวจะอยสูงสุด
ู
แลวสามารถวางกฎเกณฑใหกับผูอื่นกระทําตามที่ตนเองตองการ” ปกติแลวอํานาจในที่นี้
ก็คืออํานาจทางทหาร แตจากนิยามของวัตเทิลส สามารถแยกประเภทของดุลอํานาจ
๒
ไดหลายเกณฑดังตอไปนี้
๑) ดุลอํานาจแบบงาย (Simple) กับดุลอํานาจแบบซับซอน (Complex)
ู
ี
ดุลอํานาจแบบงายจะมีตัวแสดงท่เปนมหาอํานาจหลักอยเพียงสองประเทศ เชน
้
ี
ั
การแบงขวระหวางฝร่งเศสกับฮาพสบวรคสเปนและออสเตรียในคริสตศตวรรษท่ ๑๖ - ๑๗
ั
หรือการแบงขั้วอํานาจระหวางสหรัฐฯ กับโซเวียตในสงครามเย็น เปนตน สวนดุลอํานาจ
ั
แบบซับซอนจะมีตัวแสดงเพ่มข้น เชน การแบงข้วอํานาจระหวางฝร่งเศสกับออสเตรีย
ั
ิ
ึ
ท่แยกตัวออกจากสเปน และมีข้วอํานาจอังกฤษ รัสเซีย และปรัสเซียเขามารวม
ี
ั
ั
ี
ี
ี
่
ั
ี
ี
่
ํ
ิ
ื
เปนมหาอานาจในครสตศตวรรษท ๑๘ หรอขวอานาจสหรฐฯ กบสหภาพโซเวยตทมจน
ํ
ั
้
ญี่ปุน และยุโรปตะวันตก เขามารวมเปนมหาอํานาจเพิ่มเติม
๒) ดุลอํานาจแบบทั่วไป (General) กับดุลอํานาจแบบทองถิ่นเฉพาะ (Local/
Particular) ดุลอํานาจแบบท่วไป เปนสภาวะท่ไมมีมหาอํานาจเดียวสามารถครอบงํา
ั
ี
ระบบระหวางประเทศทั้งหมดได หากมองโลกทั้งใบวา มีระบบเดียวที่สมดุลก็เรียกวาเปน
ดุลอํานาจแบบท่วไป แตถาพิจารณาลงไปในรายพ้นท่ก็จะไดดุลอํานาจแบบเฉพาะ เชน
ั
ื
ี
อนุทวีปเอเชียใต เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต เปนตน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
72
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
๓) ดุลอํานาจแบบอัตวิสัย (Subjective) กับดุลอํานาจแบบภววิสัย (Objective)
ื
ี
ดุลอํานาจแบบอัตวิสัย เปนความเช่อวาไมมีมหาอํานาจใดท่กําลังครอบงําระบบอย ู
ี
แตดุลอํานาจแบบภววิสัย ไมใชความเชื่อแตเปนสภาวะจริงท่ไมมีมหาอํานาจใดสามารถ
ครอบงําระบบได อยางไรก็ตาม ดุลอํานาจแบบภววิสัยอยางเดียวไมเพียงพอท่จะสราง
ี
ดุลอํานาจไดจริง จะตองมีดุลอํานาจแบบอัตวิสัยดวยเพราะรัฐมีความคิดและนโยบาย
๔) ดุลอํานาจแบบวางแผนไว (Contrived) กับดุลอํานาจแบบบังเอิญ (Fortuitous)
ดุลอํานาจแบบวางแผนไวมีดวยกัน ๒ แบบ แบบแรก เปนดุลอํานาจจากการคิดของผูกําหนด
ู
นโยบาย มีนักคิดอยาง เบิรค แกนซ และฮีรีน เปนผสนับสนุน เชน กรณีท่ดุลอํานาจ
ี
ั
ของยุโรปลมสลายจากการปฏิวัติฝร่งเศส ตามมาดวยสงครามนโปเลียนเปนเพราะประเทศ
ี
ท่เหลือในยุโรปไมไดรวมตัวกันและตอตานฝร่งเศส เปนตน แบบท่สอง เปนดุลอํานาจ
ั
ี
ื
จากกฎทางประวัติศาสตร กลาวคือเม่อใดก็ตามท่มีภัยคุกคามตอดุลอํานาจในระบบแลว
ี
ึ
ี
ี
ก็จะมีการตอตานเกิดข้นมาเองตามธรรมชาติ มีนักคิดท่สนับสนุนดุลอํานาจแบบน้คือ
รูโซ และทอนบี สวนดุลอํานาจแบบบังเอิญ เกิดขึ้นในชวงที่อภิมหาอํานาจมุงสูการเสริมสราง
อํานาจแบบสมบูรณแบบ และกําลังจะเขาสูสภาวะทางตัน (Deadlock) จนตองกระทําการ
บางอยางมิฉะน้นจะเกิดหายนะมหาศาล เชน การแขงขันทางนิวเคลียรชวงสงครามเย็น
ั
เปนตน
สรุปไดวา ดุลอํานาจจะเกิดขึ้นไดตองอาศัยการจํากัดตัวเองและตรวจสอบผูอื่น
ไปพรอม ๆ กัน โดยมีเปาหมายเพ่อรักษาดุลอํานาจระหวางประเทศเอาไว แนวคิดน ี ้
ื
ี
ึ
เกิดข้นในประวัติศาสตรยุโรปอยางชัดเจนชวงคริสตศตวรรษท่ ๑๗ - ๑๘ โดยเฉพาะอยางย่ง ิ
ี
การท่ประเทศในยุโรป รวมมือกันตอตานการขยายอํานาจของพระเจาหลุยสท่ ๑๔
ี
่
ํ
ึ
แหงฝรงเศส ในบทความน จะใชทฤษฎดลอานาจจากขอทสซงจะนามาถกเถยงตอยอด
ี
่
่
ี
้
ี
ั
ํ
่
ี
ุ
ี
ในแนวคิดดุลอํานาจทั้งสามแบบตอไป
หลักการดุลอํานาจ สามารถทําใหงายไดโดยการแบงออกเปน ๓ ประเภท ไดแก
ดุลอํานาจโดยนโยบาย (Manual) ดุลอํานาจอัตโนมัติ (Automatic) และดุลอํานาจ
ู
ู
ี
ระหวางสองฝายท่อยข้วตรงขามกัน (Dyadic) ดุลอํานาจโดยนโยบายเสนอวาผนํารัฐ
ั
มีนโยบายในการสรางความสมดุล และรักษาความสมดุลในระบบระหวางประเทศเอาไว
รวมทั้งยังมีวัตถุประสงคใหเกิดผลดังกลาว ดุลอํานาจแบบแรกนี้ จะเปนแนวคิดหลักของ
ทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิก (Classical Realism) โดย ฮันส มอรเกนธอ (Hans J. Morgenthau) ๓
ในทางตรงขาม ดุลอํานาจอัตโนมัติอธิบายวา “ความสมดุล (Balance)” เปนผลจาก
ึ
ี
การทํางานของระบบระหวางประเทศในลักษณะท่เปนกลไกตามธรรมชาติโดยไมข้นอย ู
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 73
กับนโยบายและการดําเนินนโยบายของรัฐ ดุลอํานาจแบบท่สองน้ จะเปนแนวคิดหลัก
ี
ี
ั
ิ
ของทฤษฎีสจนิยมใหมหรือสัจนิยมเชงโครงสราง (Neorealism/Structural Realism)
๔
ี
โดย เคนเนธ วอลซ (Kenneth N. Waltz) และจอหน เมยรไชเมอร (John J. Mearsheimer) ๕
และสุดทายแนวคิดดุลอํานาจระหวางสองฝายที่อยูขั้วตรงขามกัน เนนเรื่องความสัมพันธ
ึ
ระหวางรัฐและพยายามอธิบายพฤติกรรม “การถวงดุล (Balancing)” ซ่งมงตอบโต
ุ
ี
ี
ึ
ิ
ภัยคุกคามท่กําลังเพ่มมากข้น ดุลอํานาจแบบท่สามน้ จะเปนแนวคิดหลักของทฤษฎ ี
ี
๖
สจนยมใหมหรือสัจนิยมเชิงโครงสรางโดย สตีเฟน วอลต (Stephen M. Walt)
ั
ิ
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/d/d5/BalanceOfPower_%28cropped%29.jpg
ี
ู
ื
ระบบดุลอํานาจแบบคลาสสิกของยุโรป เปนท่รจักกันในช่อของดุลอํานาจ
ึ
โดยนโยบาย ความสมดุลในระบบรัฐของยุโรปเกิดข้นและดํารงอยู ผานการดําเนินนโยบาย
ึ
ู
ของผนํารัฐอยางจงใจ ซ่งเช่อวาความอยรอดของรัฐในยุโรปจะสําเร็จไดตองผานอํานาจ
ื
ู
ท่สมดุล เม่อใดก็ตามท่ความสมดุลเสียไป รัฐตาง ๆ ในยุโรปก็จะเขาดําเนินนโยบาย
ี
ื
ี
ึ
ื
ั
ในรูปแบบตาง ๆ กัน ซ่งรวมท้งการทําสงครามดวย เปาหมายก็เพ่อฟนความสมดุล
ในระบบรัฐของยุโรปใหกลับมาใหม ดังนั้น ความสมดุลที่เกิดขึ้น แทนที่จะเกิดโดยไมตั้งใจ
จากการที่รัฐตาง ๆ มีปฏิสัมพันธกัน แตเกิดจากผลการดําเนินนโยบายที่รัฐตาง ๆ ในยุโรป
๗
ตั้งใจใหเกิดขึ้น
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
74
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ดุลอํานาจแบบอัตโนมัติอธิบายวา เพราะเหตุใดระบบระหวางประเทศมีแนวโนม
ี
ู
ี
ื
ท่จะเกิดสภาวะความสมดุลโดยไมเก่ยวของกับนโยบายของรัฐใด ๆ มีเง่อนไขอย ๔ ประการ
ท่ช้วาระบบระหวางประเทศจะเขาสสภาวะความสมดุล ประการแรก ระบบประกอบดวย
ี
ี
ู
ั
ู
ั
ข้วอํานาจท่เปนอิสระจากกัน ๒ - ๔ ข้ว ประการท่สอง รัฐตาง ๆ อยางนอยตองการอยรอด
ี
ี
ี
ี
ประการท่สาม รัฐตาง ๆ มีนโยบายจะเขารวมเปนพันธมิตรกันโดยไมเก่ยวของใด ๆ
ื
่
ั
ั
ื
กบเรองอุดมการณทางการเมืองหรอประวตศาสตร และประการสุดทาย สงครามยงคง
ิ
ั
เปนทางเลือกในการดําเนินนโยบายที่ชอบธรรมของรัฐเสมอ รัฐตาง ๆ ไมไดมีความตองการ
ใหระบบสมดุล หรือมีนโยบายเขารวมในการถวงดุลเพ่อใหเกิดความสมดุลในระบบ
ื
ี
ึ
ั
วอลซมองวาดุลอํานาจระดับระบบระหวางประเทศ เปนผลท่เกิดข้นโดยไมไดต้งใจ
ื
จากการท่รัฐตาง ๆ ดําเนินนโยบายตางประเทศเพ่อประโยชนของตนเองภายใตระบบ
ี
๘
ระหวางประเทศที่เปนอนาธิปไตย
ู
สุดทาย ดุลอํานาจระหวางสองฝายท่อยข้วตรงขามกัน เปนแนวคิดดุลอํานาจ
ั
ี
ึ
ี
ี
ื
ลาสุด ซ่งช้วามหาอํานาจทางบกซ่งเปนประเทศภาคพ้นทวีปและมีกําลังทางบกท่ใหญ
ึ
เชน สปารตา โซเวียต จีน เปนตน มีแนวโนมจะยั่วยุใหเกิดการสรางพันธมิตรเพื่อตอบโต
้
ี
ึ
่
ื
ั
ุ
การถวงดล ในขณะทมหาอานาจทางทะเล ซงลอมรอบดวยนําและมกาลงทางเรอ
ี
ํ
ํ
่
ขนาดใหญ เชน เอเธนส อังกฤษ สหรัฐฯ เปนตน ไมมีทาทีเชนนั้น จากการที่มหาอํานาจ
ี
ี
ทางบกมีผลประโยชนจากการท่ตนเองตองขยายอาณาเขต จึงมีทาทีท่เปนภัยคุกคาม
ึ
มากกวามหาอํานาจทางทะเล ซ่งมีผลประโยชนในเร่องการคาและมีตลาดอยท่วโลก
ู
ั
ื
ดังน้น ในขณะท่มหาอํานาจทางบกเติบโตข้น รัฐตาง ๆ ท่ถูกคุกคามก็จะรวมเปนพันธมิตรกัน
ี
ึ
ี
ั
ี
และสกัดก้นการขยายอิทธิพลดังกลาว ดุลอํานาจแบบน้ เปนดุลอํานาจระหวางสองฝาย
ั
ท่อยข้วตรงขามกันเพราะเปนการอธิบายพฤติกรรม “การถวงดุล” (ซ่งโดยหลักการแลว
ึ
ั
ู
ี
๙
คือพฤติกรรมของพันธมิตร) วารัฐตาง ๆ เขารวมกันถวงดุลภัยคุกคามที่ชัดเจนโดยเฉพาะ
ี
ั
ี
จากท่กลาวมาท้งหมดเก่ยวกับดุลอํานาจ หลักการน้เปนหัวใจสําคัญของ
ี
ทฤษฎีสัจนิยมท้งคลาสสิกและเชิงโครงสราง การถวงดุลอํานาจเปนเหมือนกฎธรรมชาต ิ
ั
ู
ึ
ึ
ในการเมืองระหวางประเทศ ซ่งอาจเกิดจากนโยบายของผนํารัฐหรือไมก็เกิดข้น
โดยไมไดต้งใจจากสภาวะการเมืองระหวางประเทศท่เปนอนาธิปไตย แตไมวาดุลอํานาจ
ั
ี
ั
ึ
จะเกิดข้นไดอยางไรก็ถือวาเปนกลไกสําคัญในการรักษาความม่นคงและสันติภาพในระบบ
ระหวางประเทศไดแนวทางหนึ่ง
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 75
ั
ึ
ประวัติศาสตรยุโรปหลังการเกิดรัฐชาติสมัยใหมกับการถวงดุลอํานาจ หลายตอหลายคร้งเกิดข้นจากความตองการรักษาดุลอํานาจเอาไว เชน สงคราม
สืบราชสมบัติสเปน (War of the Spanish Succession) สงครามสืบราชสมบัต ิ
ี
ในยุโรปคริสตศตวรรษท่ ๑๖ - ๑๗ หลักการในนโยบายตางประเทศของอังกฤษ คือ ออสเตรีย (War of the Austrian Succession) สงครามเจ็ดป (Seven Years’ War)
ี
การปองกันไมใหเกิดราชวงศท่ครองความเปนเจาเพียงราชวงศเดียวในยุโรป ซ่งหลายคน สงครามสืบราชสมบัติบาวาเรีย (War of the Bavarian Succession) และสงคราม
ึ
ื
ั
ึ
เช่อวาฝร่งเศสหรือสเปนอาจจะพยายามสรางใหเกิดข้น หลักการน้ ถือเปนจุดเร่มตนสําคัญ ตอตานนโปเลียน (Napoleonic Wars) จากความสําเร็จของอังกฤษในสงคราม ๗ ป
ี
ิ
ของกลไกการถวงดุลอํานาจ อังกฤษรักษาดุลอํานาจเอาไวดวยการจับข้วพันธมิตรกับรัฐ ทอังกฤษเขารวมเปนพันธมตรกับปรสเซีย มหาอํานาจยโรปหลายประเทศเร่มมองเห็นวา
ั
ิ
ุ
ี
ั
่
ิ
ื
ื
อ่น ๆ ไดแก โปรตุเกส จักรวรรดิออตโตมาน และเนเธอรแลนด เพ่อตอบโตภัยคุกคาม อังกฤษเปนภัยคุกคามตอดุลอํานาจในยุโรปมากกวาฝร่งเศส มหาอํานาจเหลาน้ท่เดนชัด
ั
ี
ี
ู
ี
ี
ท่มาจากราชวงศท่ครองความเปนเจาดังกลาว พันธมิตรเหลาน้เขาสจุดสูงสุดในสงคราม คือ ฝร่งเศส ก็ตัดสินใจเขารวมสงครามประกาศเอกราชอเมริกา โดยคาดหวังวาจะบ่นทอน
ี
ั
ั
ี
ั
ตอตานฝร่งเศสสมัยพระเจาหลุยสท่ ๑๔ และ ๑๕ และในทุกคร้งท่มีการจัดต้งพันธมิตร อํานาจของอังกฤษลงจากการที่อาณานิคมอังกฤษ ๑๓ แหง ในอเมริกาไดรับอิสรภาพ
ี
ั
ั
จะมีอังกฤษและเนเธอรแลนดรวมดวย โดยใหเงินสนับสนุนในการจัดตั้งกองกําลังขนาดใหญ
ี
ั
เพื่อถวงดุลอํานาจฝรั่งเศส ชวงราวป ค.ศ.๑๘๐๐ เกิดการเปล่ยนแปลงคร้งใหญในการเมืองยุโรป
ซ่งเปล่ยนรากฐานของธรรมชาติการเมืองนอกประเทศทีเดียว น่นคิอ นโปเลียนพยายาม
ึ
ี
ั
ื
่
ี
ี
ึ
ํ
ั
ุ
ทจะลมระบบเวสตฟาเลยในยโรป โดยการยดอานาจเหนอทวปยโรปทงหมด มพฒนาการ
้
ั
ี
ุ
ี
ื
ี
ี
ู
ื
่
อยสองเรองท่สําคัญในการเมืองยุโรป ท่ทําใหการกาวข้นมามีอํานาจของนโปเลียนเปนไปได
ึ
คือลัทธิชาตินิยมและประชาธิปไตย ลัทธิชาตินิยม เปนความคิดท่วาชาติหรือกลมบุคคล
ี
ุ
ุ
ื
ื
ื
่
ื
ู
่
้
ั
่
ึ
ซงมองพวกตนเองวา โดยพนฐานแลวเหมอนกบผอน และแยกขาดจากกลมอน ๆ
่
ื
ี
ิ
ิ
ื
ั
ั
ควรจะเปนหนวยพ้นฐานของการเมือง แนวความคิดทเชอมโยงกบลทธชาตนยมอยางใกลชิด
ิ
่
คือหลักการกําหนดอนาคตของตนเอง หลักการน้เช่อวา รัฐแตละรัฐควรจะประกอบดวย
ื
ี
ชนชาติเดียว และชนชาติท่มีลักษณะโดดเดนชัดเจน ควรจะมีรัฐเปนของตนเอง
ี
ั
ี
ู
ุ
ประชาธิปไตยเปนหลักการท่ประชากรท้งหมดของชาติไมใชแคกลมผนําหรือกษัตริย
เทานั้นที่ควรจะควบคุมอํานาจของรัฐบาล
การปฏิวัติฝรั่งเศสในป ค.ศ.๑๗๘๙ เปนการโคนลมระบอบกษัตริยของฝรั่งเศส
และแทนท่ระบบน้นดวยระบบท่อางวาเปนประชาธิปไตย เนื่องจากหลักการของชาตินิยม
ี
ี
ั
ประชากรฝรงเศสทกคนถอวาเปนพลเมองชาวฝรงเศส หลงจากนนมาประชากรของฝรงเศส
ุ
ั
ั
้
ั
่
ื
ั
่
ื
่
ั
ี
ื
ก็มีสวนรวมในทางการเมืองการปกครองและเก่ยวของเช่อมโยงซ่งกันและกัน นวัตกรรม
ึ
ั
ู
ิ
ื
ื
ํ
ั
ั
ึ
คร้งสาคญในยุคการปฏวัติฝร่งเศส คอการเกณฑทหารซ่งรจกกันในช่อการรวมพลังมวลชน
ั
ั
ู
ั
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/ac/Europe_1815_map_en.png
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/ac/Europe_1815_map_en.png เปนการเกณฑชาวนาฝร่งเศสจํานวนหลายแสนคนเขาสกองทัพฝร่งเศส อยางไรก็ตาม
ิ
ความพายแพของนโปเลียน ไมไดทําใหแนวคิดท่นโปเลียนเร่มเอาไวจางหายไป หลังจากยุค
ี
ั
ี
นโปเลียน สงครามกลายเปนสงครามแหงชาติ ซ่งเก่ยวของกับประชาชนท้งประเทศ
ึ
ในคริสตศตวรรษท่ ๑๘ พันธมิตรดังกลาวแปรสภาพไปเปนการจับข้วระหวาง รบพงตอตานกับประชาชนอีกประเทศหน่งท้งประเทศเชนกัน ส่งน้ซ่งเรียกวา “การทํา
ี
ั
ุ
ึ
ั
ึ
ี
ิ
มหาอํานาจยุโรปในขณะนั้น ไดแก ออสเตรีย ปรัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศส โดยพันธมิตร สงครามใหกลายเปนประชาธิปไตย” บวกกับการเปล่ยนแปลงสความเปนอุตสาหกรรม
ู
ี
ั
จะสลับไปมาหลายคร้ง เพ่อปองกันไมใหเกิดสภาวะการครองความเปนเจา (Hegemony) จึงนํามาสการเพ่มขนาดของกองทัพ ขอบเขตของการรบ และจํานวนผบาดเจ็บลมตาย
ื
ู
ิ
ู
ึ
ึ
ุ
ของมหาอํานาจใดมหาอํานาจหน่ง หรือกลมพันธมิตรใดพันธมิตรหน่ง สงคราม อยางมหาศาล
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
76 77
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
หลายตอหลายคร้งเกิดข้นจากความตองการรักษาดุลอํานาจเอาไว เชน สงคราม
ึ
ั
สืบราชสมบัติสเปน (War of the Spanish Succession) สงครามสืบราชสมบัต ิ
ออสเตรีย (War of the Austrian Succession) สงครามเจ็ดป (Seven Years’ War)
สงครามสืบราชสมบัติบาวาเรีย (War of the Bavarian Succession) และสงคราม
ตอตานนโปเลียน (Napoleonic Wars) จากความสําเร็จของอังกฤษในสงคราม ๗ ป
่
ั
ิ
ี
ุ
ิ
ทอังกฤษเขารวมเปนพันธมตรกับปรสเซีย มหาอํานาจยโรปหลายประเทศเร่มมองเห็นวา
อังกฤษเปนภัยคุกคามตอดุลอํานาจในยุโรปมากกวาฝร่งเศส มหาอํานาจเหลาน้ท่เดนชัด
ั
ี
ี
คือ ฝร่งเศส ก็ตัดสินใจเขารวมสงครามประกาศเอกราชอเมริกา โดยคาดหวังวาจะบ่นทอน
ั
ั
อํานาจของอังกฤษลงจากการที่อาณานิคมอังกฤษ ๑๓ แหง ในอเมริกาไดรับอิสรภาพ
ี
ั
ชวงราวป ค.ศ.๑๘๐๐ เกิดการเปล่ยนแปลงคร้งใหญในการเมืองยุโรป
ึ
ซ่งเปล่ยนรากฐานของธรรมชาติการเมืองนอกประเทศทีเดียว น่นคิอ นโปเลียนพยายาม
ี
ั
ื
่
ี
ี
ุ
ั
้
ุ
ทจะลมระบบเวสตฟาเลยในยโรป โดยการยดอานาจเหนอทวปยโรปทงหมด มพฒนาการ
ั
ี
ํ
ึ
ี
ื
ี
่
ึ
ี
อยสองเรองท่สําคัญในการเมืองยุโรป ท่ทําใหการกาวข้นมามีอํานาจของนโปเลียนเปนไปได
ื
ู
ุ
คือลัทธิชาตินิยมและประชาธิปไตย ลัทธิชาตินิยม เปนความคิดท่วาชาติหรือกลมบุคคล
ี
ื
ึ
้
่
ู
่
ื
ซงมองพวกตนเองวา โดยพนฐานแลวเหมอนกบผอน และแยกขาดจากกลมอน ๆ
ั
ื
่
ื
ุ
ี
่
ิ
ิ
ื
ั
ั
่
ิ
ื
ควรจะเปนหนวยพ้นฐานของการเมือง แนวความคิดทเชอมโยงกบลทธชาตนยมอยางใกลชิด
ี
คือหลักการกําหนดอนาคตของตนเอง หลักการน้เช่อวา รัฐแตละรัฐควรจะประกอบดวย
ื
ชนชาติเดียว และชนชาติท่มีลักษณะโดดเดนชัดเจน ควรจะมีรัฐเปนของตนเอง
ี
ู
ี
ั
ุ
ประชาธิปไตยเปนหลักการท่ประชากรท้งหมดของชาติไมใชแคกลมผนําหรือกษัตริย
เทานั้นที่ควรจะควบคุมอํานาจของรัฐบาล
การปฏิวัติฝรั่งเศสในป ค.ศ.๑๗๘๙ เปนการโคนลมระบอบกษัตริยของฝรั่งเศส
ี
และแทนท่ระบบน้นดวยระบบท่อางวาเปนประชาธิปไตย เนื่องจากหลักการของชาตินิยม
ี
ั
่
้
ประชากรฝรงเศสทกคนถอวาเปนพลเมองชาวฝรงเศส หลงจากนนมาประชากรของฝรงเศส
ั
ั
่
ุ
ื
่
ั
ื
ั
ั
ี
ึ
ก็มีสวนรวมในทางการเมืองการปกครองและเก่ยวของเช่อมโยงซ่งกันและกัน นวัตกรรม
ื
ื
ั
ํ
ั
ั
ึ
ิ
ู
ั
คร้งสาคญในยุคการปฏวัติฝร่งเศส คือการเกณฑทหารซ่งรจกกันในช่อการรวมพลังมวลชน
ั
ั
ู
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/ac/Europe_1815_map_en.png เปนการเกณฑชาวนาฝร่งเศสจํานวนหลายแสนคนเขาสกองทัพฝร่งเศส อยางไรก็ตาม
ี
ิ
ความพายแพของนโปเลียน ไมไดทําใหแนวคิดท่นโปเลียนเร่มเอาไวจางหายไป หลังจากยุค
ั
นโปเลียน สงครามกลายเปนสงครามแหงชาติ ซ่งเก่ยวของกับประชาชนท้งประเทศ
ี
ึ
ึ
ุ
รบพงตอตานกับประชาชนอีกประเทศหน่งท้งประเทศเชนกัน ส่งน้ซ่งเรียกวา “การทํา
ึ
ิ
ี
ั
สงครามใหกลายเปนประชาธิปไตย” บวกกับการเปล่ยนแปลงสความเปนอุตสาหกรรม
ี
ู
จึงนํามาสการเพ่มขนาดของกองทัพ ขอบเขตของการรบ และจํานวนผบาดเจ็บลมตาย
ิ
ู
ู
อยางมหาศาล
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 77
ที่มา : https://ehne.fr/en/encyclopedia/themes/europe-europeans-and-world/
organizing-international-system/concert-europe
ี
สงครามนโปเลียนในชวงตนคริสตศตวรรษท่ ๑๙ สงผลตอการเปล่ยนแปลงไมใช
ี
ื
เพียงเร่องของวิธีการทําสงครามเทาน้น แตยังสงผลตอวิธีการแสวงหาสันติภาพของประเทศ
ั
ตาง ๆ ในยุโรปดวย ในการประชุมที่เวียนนาในป ค.ศ.๑๘๑๕ ประเทศมหาอํานาจที่ไดรับ
ี
ชัยชนะเหนือนโปเลียน พยายามสรางกลไกในการปองกันประเทศท่รุกรานอยางฝร่งเศส
ั
ั
ึ
ไมใหกลับมาครอบงํายุโรปอีกคร้งหน่ง เกิดระบบคอนเสิรตแหงยุโรป (The Concert
ื
of Europe) ข้นมา พ้นฐานของระบบคอนเสิรตแหงยุโรปคือความเขาใจวาการท ่ ี
ึ
ี
ั
ี
ออสเตรย ปรสเซย อังกฤษ และรัสเซีย ไมสามารถรวมตัวกันตอตานนโปเลียน ทําให
ํ
็
ี
นโปเลยนประสบความสาเรจในทางการเมืองและการทหาร คอนเสิรตแหงยุโรป
ึ
ํ
ี
ั
จึงเปนสนธิสัญญาอันสําคัญที่แสดงใหเห็นถงความเขาใจรวมกนของมหาอานาจ ทตองการ
่
ํ
ั
สนตภาพดวยวธการสรางดลอานาจผานความรวมมือในเวทีระหวางประเทศ มากกวา
ิ
ิ
ี
ุ
จะใชวิธีการถวงดุลอํานาจอยางที่เคยทํามาชวงหลายศตวรรษ
จากมุมมองทางทฤษฎี คอนเสิรตแหงยุโรป เปนความพยายามคร้งแรกท่จะทําให
ั
ี
ึ
ทฤษฎีเสรีนิยมเกิดข้นจริงในการเมืองระหวางประเทศ จากการวิเคราะหของนักวิชาการ
มีขอถกเถียงในเร่องผลของคอนเสิรตแหงยุโรปอยดานหน่งกลาววา ยุโรปในคริสตศตวรรษท่ ๑๙
ื
ี
ึ
ู
ี
ี
ึ
ี
หลังจากคอนเสิรตแหงยุโรปเกิดข้นเปนชวงท่ยุโรปมีสันติภาพมากท่สุดอยางท่ไมเคยเปนมากอน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
78
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
อีกดานหน่งกลาววา กลไกในคอนเสิรตแหงยุโรปไรประสิทธิภาพและลมสลายลงอยาง
ึ
รวดเร็ว อยางไรก็ตาม หลังสงครามนโปเลียน ฝร่งเศสก็มีอิทธิพลเหนือพ้นท่ตาง ๆ ในยุโรป
ั
ื
ี
ั
ิ
ิ
เวนเสียแตรัสเซียและจักรวรรดิโรมันอันศักด์สิทธ์ท้งโดยตรงและโดยออม คอนเสิรตแหงยุโรป
ั
ถือเปนความพยายามรักษาดุลอํานาจเอาไว โดยใหอาณาเขตของมหาอํานาจท้งส่ท่ชนะ
ี
ี
ฝรั่งเศส ไดแก ปรัสเซีย ออสเตรีย รัสเซีย และอังกฤษ กลับไปเปนดังเดิมจากการประชุม
ที่เวียนนาในป ค.ศ.๑๘๑๕ และที่สําคัญกวานั้นคือ การยอมรับรวมกันวายุโรปตองรักษา
ดุลอํานาจเอาไวไมใหประเทศใดลุกข้นมากอสงครามรุกรานและสรางความไรเสถียรภาพได
ึ
อยางไรก็ตาม ระบบการประชุมดังกลาวลมเหลวลงราวป ค.ศ.๑๘๒๓ โดยตั้งแต
ป ค.ศ.๑๘๑๘ อังกฤษตัดสินใจไมเขารวมการประชุมใด ๆ ก็ตามท่เก่ยวของกับปญหา
ี
ี
ื
ี
ความขัดแยงระหวางประเทศในยุโรปภาคพ้นทวีปซ่งอังกฤษไมมีผลประโยชนเก่ยวของ
ึ
เชน อังกฤษไมเห็นดวยกับแผนของพระเจาอเล็กซานเดอรท่ ๑ ของรัสเซีย ท่ตองการ
ี
ี
ี
ใหปราบปรามการปฏิวัติใด ๆ ท่จะเกิดข้นในอนาคต ระบบคอนเสิรตแหงยุโรปลมเหลวลง
ึ
ี
ี
จากการท่เปาหมายเดิมท่มหาอํานาจยุโรปตองการมีสันติภาพรวมกัน กลายเปนเปาหมาย
ที่มา : https://ehne.fr/en/encyclopedia/themes/europe-europeans-and-world/ ในการแขงขันกันทางการเมืองและเศรษฐกิจ หลักฐานชัดเจนคือหลังจากการปฏิวัต ิ
organizing-international-system/concert-europe
ู
ื
ั
คร้งใหญในป ค.ศ.๑๘๔๘ การประชุมระหวางมหาอํานาจ ไมไดเปนไปเพ่อกอบกระบบเดิม
เหมือนหลังสงครามนโปเลียนอีกแลว แตกลับกลายเปนความตองการใหปรับเปล่ยน
ี
เสนพรมแดนใหมตามความตองการของแตละประเทศ
ั
จากการท่อังกฤษมีความเหนือกวามหาอํานาจยุโรปอ่น ๆ ท้งกําลังทางเรือ
ี
ื
ท้งเรือรบและเรือพาณิชย การคาทางทะเลและการเงิน อังกฤษจึงมีนโยบายสรางดุลอํานาจ
ั
ในยุโรปตั้งแตป ค.ศ.๑๘๑๕ เปนตนมา กอนป ค.ศ.๑๘๕๐ อังกฤษกับฝรั่งเศสเปนมหาอํานาจ
ํ
้
ั
่
ี
ทเขมแข็งที่สุดในยโรป แตราวครสตทศวรรษท ๑๘๕๐ ทงสองมหาอานาจเปนกงวลตอการ
ุ
ิ
ั
ี่
กาวข้นมาของรัสเซียซ่งขยายอํานาจเขามายังยุโรปกลางและปรัสเซีย จนครอบงํา
ึ
ึ
ั
ิ
ึ
ดนแดนเยอรมนมากข้นเร่อย ๆ เวนแตดินแดนของออสเตรีย สงครามไครเมียชวงป
ื
ค.ศ.๑๘๕๔ - ๑๘๕๕ และสงครามอิตาลีในป ค.ศ.๑๘๕๙ ไดทําลายระบบความสัมพันธ
ระหวางมหาอํานาจยุโรปที่รวมมือกันเปนระบบคอนเสิรตจนหมดสิ้น
ี
กําเนิดจักรวรรดิเยอรมันท่นําโดยปรัสเซียในป ค.ศ.๑๘๗๑ ซ่งไมรวมออสเตรียดวย
ึ
เพราะปรัสเซียใชการทําสงครามจํากัดเอาชนะออสเตรียและฝร่งเศสอยางรวดเร็วกลายเปน
ั
ั
ุ
ํ
ี
่
ั
ั
่
ั
้
ตวแปรสาคญททําใหดุลอานาจของยโรปเปลยนแปลงไป ในชวงเวลาสองทศวรรษหลงจากนน
ี
ํ
ออตโต ฟอน บิสมารค (Otto von Bismarck) ใชการทูตในการสรางดุลอํานาจ โดยเสนอ
ี
ิ
ใหมหาอํานาจยุโรปลงนามสนธิสัญญาและสรางระบบพันธมิตรท่ซับซอนเปนอยางย่ง
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 79
เชน ระบบไตรพันธมิตร (Triple Alliance) ซ่งเปนพันธมิตรทางการทหารระหวาง
ึ
เยอรมนี ออสเตรีย - ฮังการี และอิตาลี เปนตน ตั้งแตป ค.ศ.๑๘๙๐ เปนตนมา จักรพรรดิ
ไกเซอรวิลเฮลมที่ ๒ มีนโยบายขยายอํานาจที่เรียกวา Weltpolitik ในการขยายจักรวรรดิ
ื
ึ
ี
ั
ออกไปแขงขันกับมหาอํานาจยุโรปอ่นท่วโลก พันธมิตรท่เกิดข้นใหมก็มีความเปราะบาง
และนําไปสูสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในป ค.ศ.๑๙๑๔ ระหวางเยอรมนีกับออสเตรีย - ฮังการี
ฝายหนึ่ง และอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี และรัสเซียอีกฝายหนึ่ง
THE GERMAN REICH
1871 - 1918
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/19/Deutsches_Reich_%281871-1918%29-en.png
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
80
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ุ
ี
ั
ั
หลังสงครามโลกคร้งท่ ๑ สนธิสญญาแวรซายสมวัตถประสงคขอหน่งคือ
ึ
ี
การลมเลิกแนวคิด “ดุลอํานาจ” และแทนที่ดวยระบบ “สันนิบาตชาติ” ซึ่งประกอบดวย
ประเทศตาง ๆ ท่มีชาติพันธเดียวกันรวมตัวกันเปนประเทศ อยางไรก็ตาม ระบบใหมน ้ ี
ี
ุ
ื
ก็ใชการไมได เม่อโลกแบงออกเปนข้วตาง ๆ ตามอุดมการณทางการเมืองในชวงคริสต
ั
ทศวรรษท่ ๑๙๒๐ - ๑๙๓๐ ไดแก เสรีประชาธิปไตย สังคมนิยมคอมมิวนิสต และชาตินิยม
ี
ู
็
เผดจการ และไมสามารถหยุดย้งการขยายอํานาจของนาซีเยอรมันได และนํามาสสงครามโลก
ั
้
ั
ี
่
ครงท ๒ ซึ่งอังกฤษกับโซเวียตตองรวมมือกันชั่วคราวเพื่อตอตานเยอรมนีและอิตาลี
การอธิบายกลไกการถวงดุลอํานาจของยุโรปในคริสตศตวรรษที่ ๑๙
กลไกการถวงดุลอํานาจ มีรากฐานจากความเชื่อที่วารัฐอยูในโครงสรางระหวาง
ี
ู
ประเทศท่เปนอนาธิปไตย และตองการอยรอดภายใตโครงสรางน้จึงตองดําเนินนโยบาย
ี
ใหอํานาจระหวางประเทศน้นสมดุลเองโดยไมมีทางเลือก เม่อรัฐตาง ๆ ไมมีนโยบาย
ั
ื
เปล่ยนแปลงระบบใหม ระบบระหวางประเทศจึงอยในสภาวะสมดุลและสันติภาพ
ู
ี
ู
ี
ก็เกิดข้นตามมา ในสวนน้ จะวิเคราะหบทบาทของอังกฤษในฐานะผถวงดุลอํานาจในยุโรป
ึ
ึ
ในแบบของดุลอํานาจโดยนโยบาย ซ่งจะกลายเปนกฎของการเมืองระหวางประเทศ
ในเวลาตอมา การถวงดุลอํานาจยุโรประหวางป ค.ศ.๑๘๑๕ - ๑๙๑๔ อาศัยหลักการ
ดังกลาวที่สืบตอมาตั้งแตคริสตศตวรรษที่ ๑๗ โดยมีรายละเอียดดังตอไปนี้
ู
๑. หลักการสกัดก้นการครอบงํายุโรปแตเพียงผเดียว (No Universal Domination)
ั
มหาอํานาจในยุโรปจะไมยอมใหรัฐใด ๆ เขาครอบงํายุโรปไดทั้งหมด
๒. หลักการรวมมือกัน (Cooperation) ในการสกัดก้นการครอบงําดังกลาว
ั
มหาอํานาจจะรวมมือกันใชท้งการทูตและการทหารเพ่อใหบรรลุผล อยางไรก็ตาม
ั
ื
ไมมีมิตรแทและศัตรูที่ถาวรในความสัมพันธระหวางมหาอํานาจ
๓. หลักการทําสงครามจํากัดวัตถุประสงค (Limited Objectives) ในการ
ใชมาตรการทางทหารเพื่อสกัดกั้นความทะเยอทะยานของรัฐใด ๆ ที่พยายามจะครอบงํา
ยุโรปน้น เม่อบรรลุวัตถุประสงคดังกลาวแลว จะยุติสงครามทันที มหาอํานาจตาง ๆ
ื
ั
ไมมีนโยบายทําลายลางรัฐใดใหยอยยับจนสูญหายไปจากยุโรป
๔. หลักการชดเชยความเสียหาย (Compensation) เมื่อการทําสงครามยุติลง
ผเขารวมทําสงครามในฝายที่ชนะจะไดรับดินแดนและผลประโยชนตาง ๆ เพื่อชดเชย
ู
๑๐
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงคราม
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/19/Deutsches_Reich_%281871-1918%29-en.png
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 81
บทวิเคราะหตอไปนี้ จะวาดวยการถวงดุลอํานาจในยุโรปชวงคริสตศตวรรษที่ ๑๙
จนถึงการเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ หลังจากความพายแพของนโปเลียนในป ค.ศ.๑๘๑๕
ี
ี
ภัยคุกคามตอระบบรัฐสมัยใหมตามสนธิสัญญาเวสตฟาเลียในป ค.ศ.๑๖๔๘ ท่ใหญท่สุด
ี
การท่นโปเลียนลงจากอํานาจ ตองอาศัยการจับมือรวมกันตอตานจากมหาอํานาจ
ั
ึ
อ่น ๆ ในยุโรป คร้งท่ ๔ (Fourth Coalition) ซ่งใชการเจรจาทางการทูตและอํานาจ
ื
ี
ู
ื
ี
ทางทหารรวมกัน เพ่อบรรลุเปาหมายเดียวกัน ปญหาใหญท่บรรดาผนํามหาอํานาจ
เหลาน้ตองเผชิญในป ค.ศ.๑๘๑๕ คือการสรางระบบความสัมพันธระหวางประเทศ
ี
หลังสงคราม ท่จะใชจํากัดการทําสงคราม และปองกันไมใหภัยคุกคามตอสันติภาพ
ี
ปรากฏขึ้นมาดังที่ฝรั่งเศสภายใตการนําของนโปเลียนกระทําอีก
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/72/Battle_of_Waterloo_1815.PNG
หากพิจารณาในเร่องของการปองกันไมใหเกิดการละเมิดสันติภาพอยางท ี ่
ื
ํ
็
ี
ั
ื
ื
่
ํ
ี
ั
ฝรงเศส ภายใตการนาของนโปเลยนไดกระทาแลว กถอวามหาอานาจทรวมมอกน
่
ํ
ประสบความสําเร็จ ยุโรปยุคคริสตศตวรรษที่ ๑๙ จะตรงขามกับยุคการปฏิวัติที่มีมากอน
หนานี้ ซึ่งปรากฏออกมาในรูปของการปฏิวัติอเมริกา และการปฏิวัติฝรั่งเศสและยุคสงคราม
ั
ั
เบ็ดเสร็จ หลังจากท่ปรากฏออกมาในรูปของสงครามโลกท้งสองคร้ง เพราะถือไดวา
ี
ี
ี
เปนยุคท่ยุโรปมีเสถียรภาพอยางชัดเจน และไมมีการทําสงครามระหวางประเทศท่เปน
ี
ระบบและไมจํากัดขอบเขต สงครามท่เกิดข้นในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ เปนสงครามท่ตอสกัน
ึ
ู
ี
ี
ื
ั
ี
ิ
ดวยเปาหมายจํากัดและพ้นท่ปฏิบัติการเปนระดับทองถ่นเทาน้น เม่อออสเตรีย
ื
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
82
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
เกิดความขัดแยงภายในและเกือบจะแตกเปนเส่ยง แตรัสเซียก็เขาชวยเหลือ ซ่งจะทําให
ี
ึ
ออสเตรียยังอยูรอดได ในป ค.ศ.๑๘๗๑ เมื่อฝรั่งเศสอยูภายใตการเปลี่ยนแปลง กองกําลัง
ั
ั
ุ
ี
ี
ปรัสเซียท่ไดชัยชนะเหนือฝร่งเศสก็ไมเขาไปยงเก่ยวกิจการภายในของฝร่งเศสและปลอยให
รัฐบาลฝรั่งเศสใชกําลังปราบปรามกับพวกปฏิวัติอยางหนักหนวง
ระบบระหวางประเทศของยุโรป เปนแบบหลายข้วอํานาจท่มีมหาอํานาจยุโรป
ี
ั
เปนแกนนําจํานวน ๕ ประเทศ ไดแก ออสเตรีย - ฮังการี อังกฤษ ปรัสเซีย (เยอรมนี) รัสเซีย
ั
ู
และฝร่งเศส ประเทศในยุโรปท่เหลืออยในลําดับสองและสามตามมา การจัดลําดับ
ี
มหาอํานาจดังกลาว วัดจากอํานาจทางทหารและเศรษฐกิจในเชิงเปรียบเทียบ มาตรวัด
ื
ความเปนมหาอํานาจก็ยังคงใชความสามารถในการทําสงครามกับมหาอํานาจอ่นและ
เปนไปไดท่จะประสบความสําเร็จไดรับชัยชนะ สําหรับการวัดอํานาจเพ่อการถวงดุล ผนํารัฐ
ื
ี
ู
จะมองเรื่องประชากรและดินแดนเปนหลักและความสัมพันธระหวางปจจัยทั้งสองนี้
มหาอํานาจยุโรปตางมีนโยบายรักษาสถานะทางอํานาจของตนเองและไมเต็มใจ
จะยอมรับรัฐใหมที่จะกาวขึ้นมาทาทายและแซงหนาในทางอํานาจเทาใดนัก ในชวงปลาย
ึ
ศตวรรษท่ ๑๙ อิตาลีตองการเปนหน่งในมหาอํานาจยุโรป แตก็ไมเคยไดรับสถานะนี้
ี
ในขณะท่จักรวรรดิออตโตมานก็ไมไดรับการยอมรับจากมหาอํานาจยุโรปใหเปนสมาชิก
ี
ของระบบรฐยุโรป ท้งท่ในสนธิสัญญาปารสป ค.ศ.๑๘๕๖ ระบวาจักรวรรดิออตโตมาน
ี
ุ
ี
ั
ั
เปนสวนหนึ่งของคอนเสิรตแหงยุโรปดวย
อาจมีนักรัฐศาสตรบางคนตีความวา ระบบคอนเสิรตแหงยุโรปไมไดใชการถวงดุล
อํานาจเปนกลไก เพราะสะทอนความรวมมือระหวางมหาอํานาจก็จริง แตการตีความเชนน ้ ี
เปนการละท้งแนวคิดและวัตถุประสงคของผนํารัฐมหาอํานาจท่รวมกันออกแบบ
ี
ู
ิ
ระบบคอนเสิรตน้ข้นมา เพราะผนํารัฐเหลาน้ จงใจใหมหาอํานาจท่เขารวมคอนเสิรตน ี ้
ี
ู
ี
ึ
ี
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/72/Battle_of_Waterloo_1815.PNG
ี
สรางและดํารงดุลอํานาจเอาไว โดยใชรากฐานการถวงดุลอํานาจของยุโรปท่เคยปฏิบัติมา
ิ
้
ั
ู
ี
ตงแตตนยุคใหม ปรากฏการณทเกดขนชวงตนครสตศตวรรษท่ ๑๙ แสดงใหบรรดาผนา ํ
ิ
้
ึ
่
ี
ี
มหาอํานาจยุโรปไดเห็นวา ระบบดุลอํานาจจะตองไดรับการฟนฟูและปรับเปล่ยนใหทันสมัย
ื
ี
ภายใตเง่อนไขใหมมากกวาจะขจัดระบบดุลอํานาจออกไป แลวแทนท่ดวยระบบหรือ
ั
กลไกใหม น่นแสดงวาระบบคอนเสิรตแหงยุโรปเปนการฟนฟูระบบเกาของบรรดา
๑๑
นักอนุรักษนิยม แตรูปแบบนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากกลไกการถวงดุลอํานาจแบบเดิม
โจเซฟ ไนย เสนอวาระบบดุลอํานาจในครสตศตวรรษที่ ๑๙ สามารถแบงยอย
ิ
ออกไดเปน ๕ ชวงเวลา ชวงที่ ๑ ระหวางป ค.ศ.๑๘๑๕ - ๑๘๒๒ เปนชวงความรวมมือ
ระหวางมหาอํานาจอยางแทจริง ชวงที่ ๒ ระหวางป ค.ศ.๑๘๒๒ - ๑๘๕๔ ความรวมมือ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 83
ในระบบคอนเสิรตมีความเปนระบบลดลง ตามมาดวยชวงเวลาของความขัดแยง
ั
ี
และสงครามในชวงท่ ๓ ระหวางป ค.ศ.๑๘๕๔ - ๑๘๗๐ จากน้นตามมาดวย
ี
ี
ชวงท่ ๔ ท่เรียกวา “ระบบบิสมารค” ระหวางป ค.ศ.๑๘๗๐ - ๑๘๙๐ ท่บิสมารค
ี
ื
ั
ู
เปนผนําในการปรับสมดุลอํานาจในภาคพ้นทวีปยุโรป ผานการจับข้วทางการทูตและ
ี
ระบบพันธมิตรแบบยืดหยน ชวงท่ ๕ ระหวางป ค.ศ.๑๘๙๐ - ๑๙๑๔ เปนชวงเวลา
ุ
ั
ั
ี
ู
ั
ี
ํ
ื
ั
ท่มการจบข้วเปนพนธมตรกันอยางชดเจนขนเรอย ๆ นามาสการเผชิญหนาระหวาง
่
ึ
ิ
้
๑๒
กลุมประเทศในยุโรปและสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในป ค.ศ.๑๙๑๔
สวน กอรดอน เครก และอเล็กซานเดอร จอรจ ซึ่งเห็นดวยกับไนย ก็เสนอวา
การวิเคราะหกลไกดุลอํานาจในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ ไมสามารถมองไดวามีลักษณะ
ี
ี
ึ
ี
่
ึ
เปนหนงเดยวอยางมีเอกภาพ แตมีลักษณะท่หลากหลายซ่งสามารถแบงออกไดเปน ๓ แบบ
ึ
ึ
กลไกดุลอํานาจแบบแรกเรียกวา “ระบบเวียนนา (Vienna System)” ซ่งเกิดข้นหลังจาก
สงครามนโปเลียนส้นสุดลง กลไกแบบแรกน้ใชถวงดุลอํานาจในยุโรปในเวลาตอมา
ี
ิ
ี
ราว ๔๐ ป กลไกดุลอํานาจแบบท่ ๒ เกิดจากการคิดคนของนายกรัฐมนตรีเยอรมัน
ื
ออตโต ฟอน บิสมารค และใชเพ่อถวงดุลอํานาจในยุโรปชวงคริสตทศวรรษท่ ๑๘๗๐ - ๑๘๘๐
ี
ี
ึ
ึ
และกลไกดุลอํานาจแบบท่ ๓ คือระบบดุลอํานาจซ่งเกิดข้นหลังจากบิสมารคลงจากอํานาจ
่
ี
ี
ั
ํ
ุ
ในป ค.ศ.๑๙๙๐ การถวงดลอานาจทรจกกนมากท่สดและมประสทธภาพมากท่สุด
ั
ู
ิ
ี
ี
ุ
ิ
๑๓
คือ “ระบบคอนเสิรต” ซึ่งเกิดขึ้นจากการประชุมที่เวียนนาในป ค.ศ.๑๘๑๕
สุดทาย โรเบิรต เจอรวิส เสนอวาระบบคอนเสิรตเปนรีจีม (Regime) หรือระบบ
ึ
การปกครองระหวางประเทศ ซ่งมีลักษณะแตกตางออกไปจากกลไกดุลอํานาจแบบเดิม
่
ุ
ึ
ั
ี
ซงแสดงใหเหนถงพฒนาการในกลไกการรักษาเสถยรภาพของยโรปจากเดิม ระบบ
็
ึ
ี
่
ึ
่
ี
ี
ี
่
ี
ิ
ั
่
ี
คอนเสรต รองรบดวยการทมหาอานาจมความตองการหลกเลยงสงครามซงมความเสยงสง ู
ํ
ุ
ี
่
รวมกน ดวยเหตทผนามหาอานาจยโรปอยในชวงเวลาท่เตมไปดวยสงครามมานาน
ั
็
ู
ํ
ํ
ุ
ู
ี
ึ
หลายทศวรรษ และตระหนักดีถึงความสูญเสียจากการทําสงครามซ่งไมไดทําลายแคชีวิต
ั
ั
และทรัพยสินเทาน้น แตยังทําลายโครงสรางทางสังคมอีกดวย ฝายอนุรักษนิยมจึงหว่นกลัว
วาสงครามจะนําไปสการปฏวัติ แตฝายเสรีนิยมเช่อมโยงกบนโยบายและการทําสงคราม
ู
ั
ิ
ื
กับระบบเผด็จการ ดังนั้น ทุกฝายจึงกลัววาความขัดแยงระดับสูงจะทําลายมากกวา
๑๔
จะเพิ่มพูนเสถียรภาพและความมั่นคงของยุโรป
ี
ื
ึ
การควบคุมความไรเสถียรภาพภายในประเทศก็เปนอีกเร่องหน่งท่มีความสําคัญ
เชนกัน แมวาแตละประเทศจะยอมรับความไมสงบในประเทศไดมากนอยตางกันและใชวิธ ี
การจัดการท่หลากหลายก็ตาม ในชวงเวลากอนหนาน้ ประสบการณของผนํารัฐแสดงใหเห็น
ี
ี
ู
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
84
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ั
ี
วาการปฏิวัติเปนสาเหตุท่ทําใหสงครามน้นเกิดข้นและขยายตัวออกไปขามประเทศ
ึ
ั
แมกระท่งรัฐมนตรีตางประเทศของอังกฤษ คาสเซิลเรห (Castlereagh) ก็กลาววา
ู
ื
ู
วัตถุประสงคสําคัญของการทูตอังกฤษคือการจูงใจใหผนํามหาอํานาจอ่น “รสึกวาระบบ
ี
ี
ู
ั
ี
คอนเสิรตท่มีอยน้ เปนกลไกเดียวท่มีความสมบูรณในการรักษาความม่นคงและจัดการ
ี
กับควันหลงของการปฏิวัติของยุโรป และความชาญฉลาดของระบบคอนเสิรตน้คือ
การสกัดก้นการทาทายในยามปกติและสนับสนุนหลักการสรางระเบียบทางสังคมใหย่งยืน
ั
ั
๑๕
อีกดวย”
ที่มา : https://www.strifeblog.org/wp-content/uploads/2015/06/an00098658_001_l.jpeg
ิ
ิ
ั
่
ี
ดังน้น มหาอํานาจจึงไมตองการใหเกดการปฏวตในทใด ๆ ของยุโรป การทําให
ิ
ั
็
ํ
ิ
ื
่
ื
ี
ื
รฐอนออนแอและไรเสถยรภาพ ซงเปนเครองมอในการดาเนนนโยบายทีไมควรใชแตกใช
ั
่
่
ึ
่
กันบอยมากจึงไมชอบธรรมอีกตอไป และรัฐยุโรปก็ไมตองการจะออกจากระบบคอนเสิรต
ื
เพราะกลัววา การดําเนินนโยบายเองโดยไมประสานกับมหาอํานาจอ่นอาจจะนําไปส ู
ี
ื
ความไรเสถียรภาพได และตราบใดท่มหาอํานาจเชอวาการปฏิวัติเปนสาเหตทําใหเกิด
ุ
่
๑๖
ความวนวายไรเสถียรภาพ ผนํารัฐก็มีเหตุท่ทําใหเช่อไดวา ตองไมมีมหาอํานาจใด
ุ
ู
ี
ื
เสียประโยชนจากการดําเนินนโยบายทางการทูต เพราะการทําใหประเทศหน่งเสียประโยชน
ึ
ี
จะทําใหทุกฝายเสียประโยชนไปดวยกัน นโยบายท่ทุกฝายไดประโยชนรวมกันน้น จึงจะทําให
ั
ผูนํารัฐมหาอํานาจสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชนได
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 85
๑๗
กรณีตัวอยางการดําเนินนโยบายถวงดุลอํานาจของอังกฤษระหวางป ค.ศ.๑๘๑๕ - ๑๙๑๔ นโยบายตางประเทศในชวงเวลาดังกลาวอาจสรุปเปนหลักการพ้นฐาน ๕ ประการ
ื
ี
ุ
ู
ี
ในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ อังกฤษไดเขาสยุครงเรืองท่สุดในประวัติศาสตร ประการแรก หลักการที่จะไมเขาไปเปนพันธมิตรถาวรกับประเทศใดประเทศหนึ่ง
ุ
ื
โดยไดกลายเปนมหาอํานาจท่สําคัญท่สุดท้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง ในชวงน้ ี ในภาคพ้นยุโรป กลาวคือแมวาอังกฤษจะมงใหความสนใจกับประเทศโพนทะเลมากมาย
ี
ั
ี
ื
ี
ึ
ผลผลิตทางอุตสาหกรรมของประเทศอังกฤษสูงสุดเปนอันดับหน่งของโลก โดยสามารถ เพียงไรก็ตาม การเปล่ยนแปลงทางการเมืองในภาคพ้นทวีปยุโรปยอมสงผลกระทบ
ั
ั
ื
ุ
ั
ิ
ิ
่
ิ
ิ
ิ
ผลตถานหนเปนปรมาณเทากบสองในสามของผลผลตทวโลก ความรงเรองในทางเศรษฐกจ ตอประเทศอังกฤษไมมากก็นอย ดังน้น แมในหลักการ อังกฤษจะพยายามวางตัวเปนกลาง
ี
และการคา ทําใหอังกฤษสามารถดํารงความโดดเดนในทางการเมืองโลกไดโดยอาศัย ในกิจการทางการเมืองระหวางประเทศในยุโรปก็ตาม ยามใดท่มีภัยคุกคาม อังกฤษ
ั
ุ
กองเรือรบอันมีแสนยานุภาพ อยางไรก็ตาม นับต้งแตกลางคริสตศตวรรษท่ ๑๙ เปนตนมา ก็จะตัดสินใจเขารวมเปนพันธมิตรเปนการช่วคราวกับประเทศหรือกลมประเทศในยุโรป
ั
ี
ื
ความเจริญในทางวิทยาการและอุตสาหกรรมไดแผขยายไปยังประเทศอ่น ๆ ทําใหม ี เพื่อหาทางปดเปาหรือลดภัยคุกคามดังกลาวทันที และเมื่อภัยคุกคามนั้นหมดไป อังกฤษ
ิ
้
ุ
ุ
ื
็
่
ั
ิ
ํ
ื
ี
ั
มหาอํานาจคแขงเพ่มข้นท้งในทางการคาและทางการเมือง ในซีกโลกตะวันตกก็มีประเทศ กจะผละตัวออกมาดาเนนนโยบายไมยงเกยวกบกจกรรมทางการเมองในภาคพนยโรป
ึ
ู
ิ
ี
ี
สหรัฐฯ ในยุโรปก็มีฝร่งเศสและเยอรมนี ในขณะท่ทางตะวันออกก็มีรัสเซียและญ่ปน ตอไป ลักษณะการดําเนินการดังกลาว ทําใหการดําเนินนโยบายของอังกฤษท่เก่ยวของ
ุ
ี
ั
ี
ี
ื
ู
ี
กองเรือรบของอังกฤษท่เคยมีแสนยานุภาพ ก็เร่มท่จะพบคแขงอันนากลัว คือ สหรัฐฯ กับภาคพ้นทวีปยุโรป ตองมีการเปล่ยนแปลงประเทศพันธมิตรอยเสมอตามความเหมาะสม
ิ
ี
ู
ั
ี
และเยอรมนี ในขณะท่ความเจริญทางคมนาคม โดยเฉพาะนับต้งแตการสรางทางรถไฟ ของสถานการณ จะเห็นไดวาภายหลังการรวมมือและเปนพันธมิตรกับรัสเซีย ออสเตรีย
ั
ื
ื
ในรัสเซีย ทําใหประเทศดังกลาวสามารถคุกคามผลประโยชนของอังกฤษ ไมวาในภาคพ้น และปรัสเซียเพ่อทําลายอํานาจของฝร่งเศสภายใตการนําของนโปเลียน จนนําไปส ู
ื
ยุโรปหรือในตะวันออกไกลไดงายข้น ภายใตการเปล่ยนแปลงท้งในทางเศรษฐกิจและ การเจรจาตกลงเพ่อสันติภาพในยุโรป ณ กรุงเวียนนา ระหวางป ค.ศ.๑๘๑๔ - ๑๘๑๕
ั
ี
ึ
ี
ี
่
ั
ิ
ื
่
ทางการเมืองในยุโรปและในโลก อังกฤษจําเปนตองปรับแนวทางในการดําเนินนโยบาย ในระหวางสงครามไครเมยชวงกลางครสตศตวรรษท ๑๙ อังกฤษก็ไดรวมมอกับฝรงเศส
ื
ี
ตางประเทศเพ่อใหสอดคลองกับภาวะแหงการเปล่ยนแปลง โดยเฉพาะนับต้งแต ซารดิเนีย (Sardinia) และออสเตรีย ขัดขวางการบุกตุรกีของประเทศรัสเซีย ในวิกฤตการณ
ั
ปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๙ ตุรกีป ค.ศ.๑๘๗๗ - ๑๘๗๘ อังกฤษก็ไดรวมมือกับออสเตรีย - ฮังการี ตอตานการขยายอิทธิพล
ของรัสเซียมายังกรุงคอนสแตนติโนเปล และเม่อเยอรมนีมีแสนยานุภาพทางทหารมากข้น
ึ
ื
อีกทั้งไดรวมมือเปน “พันธมิตรไตรภาคี (Triple Alliance)” กับออสเตรียและอิตาลี
อังกฤษก็ไดตัดสินใจเขารวมเปนพันธมิตรกับฝร่งเศสในป ค.ศ.๑๙๐๔ และรัสเซียในป
ั
ื
ี
ค.ศ.๑๙๐๗ ท่เรียกวา “ขอตกลงฉันทมิตร (Entente Cordiale)” เพ่อตอตานและ
ขัดขวางกลุมประเทศพันธมิตรไตรภาคี จนนําไปสูสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในป ค.ศ.๑๙๑๔
ี
การเปนพันธมิตรกับฝร่งเศสและรัสเซียดังกลาวน้ ถือไดวาเปนการเปล่ยนแนวนโยบาย
ั
ี
ั
ื
ี
ี
ตางประเทศอังกฤษท่เก่ยวกับภาคพ้นยุโรปคร้งสําคัญ เพราะถือเปนการยุติการดําเนิน
ี
ุ
นโยบายในลักษณะพยายามวางตัวเปนกลาง ไมเขามายงเก่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง
ู
ของยุโรปนอกจากจําเปนตามท่ไดปฏิบัติมาตลอดคริสตศตวรรษท่ ๑๙ มาสการดําเนิน
ี
ี
นโยบายแบบเขามาพัวพันเต็มที่ในสงครามโลกครั้งที่ ๑
ประการท่สอง หลักการรักษาดุลอํานาจในภาคพ้นยุโรป ผูนําอังกฤษในอดีต
ื
ี
ึ
ไมวายุคใดก็ตามสํานึกอยเสมอวา ความม่นคงของอังกฤษน้นข้นอยกับการมีดุลอํานาจ
ู
ั
ั
ู
ึ
ื
ื
ในภาคพ้นยุโรป กลาวคือการปองกันมิใหประเทศใดประเทศหน่งในภาคพ้นยุโรปโดดเดน
ที่มา : https://www.amazon.co.uk/Photo-Balance-Britannia-Frenchman-Spaniard/dp/B00UGKC6K6
ที่มา : https://www.amazon.co.uk/Photo-Balance-Britannia-Frenchman-Spaniard/dp/B00UGKC6K6 ขนมาเปนมหาอานาจ ซงจะเปนภยคกคามตอเกาะองกฤษในอนาคตได หลกการดงกลาว
ั
ั
ึ
่
ั
ึ
ั
้
ุ
ํ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
86 87
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
๑๗
ื
นโยบายตางประเทศในชวงเวลาดังกลาวอาจสรุปเปนหลักการพ้นฐาน ๕ ประการ
ประการแรก หลักการที่จะไมเขาไปเปนพันธมิตรถาวรกับประเทศใดประเทศหนึ่ง
ุ
ในภาคพ้นยุโรป กลาวคือแมวาอังกฤษจะมงใหความสนใจกับประเทศโพนทะเลมากมาย
ื
ี
เพียงไรก็ตาม การเปล่ยนแปลงทางการเมืองในภาคพ้นทวีปยุโรปยอมสงผลกระทบ
ื
ั
ตอประเทศอังกฤษไมมากก็นอย ดังน้น แมในหลักการ อังกฤษจะพยายามวางตัวเปนกลาง
ี
ในกิจการทางการเมืองระหวางประเทศในยุโรปก็ตาม ยามใดท่มีภัยคุกคาม อังกฤษ
ก็จะตัดสินใจเขารวมเปนพันธมิตรเปนการช่วคราวกับประเทศหรือกลมประเทศในยุโรป
ั
ุ
เพื่อหาทางปดเปาหรือลดภัยคุกคามดังกลาวทันที และเมื่อภัยคุกคามนั้นหมดไป อังกฤษ
ุ
ํ
กจะผละตัวออกมาดาเนนนโยบายไมยงเกยวกบกจกรรมทางการเมองในภาคพนยโรป
ิ
ุ
ิ
ื
ื
ั
่
ี
้
็
ตอไป ลักษณะการดําเนินการดังกลาว ทําใหการดําเนินนโยบายของอังกฤษท่เก่ยวของ
ี
ี
ื
ู
กับภาคพ้นทวีปยุโรป ตองมีการเปล่ยนแปลงประเทศพันธมิตรอยเสมอตามความเหมาะสม
ี
ของสถานการณ จะเห็นไดวาภายหลังการรวมมือและเปนพันธมิตรกับรัสเซีย ออสเตรีย
ั
และปรัสเซียเพ่อทําลายอํานาจของฝร่งเศสภายใตการนําของนโปเลียน จนนําไปส ู
ื
การเจรจาตกลงเพ่อสันติภาพในยุโรป ณ กรุงเวียนนา ระหวางป ค.ศ.๑๘๑๔ - ๑๘๑๕
ื
่
ในระหวางสงครามไครเมยชวงกลางครสตศตวรรษท ๑๙ อังกฤษก็ไดรวมมอกับฝรงเศส
ิ
่
ี
ั
ื
ี
ซารดิเนีย (Sardinia) และออสเตรีย ขัดขวางการบุกตุรกีของประเทศรัสเซีย ในวิกฤตการณ
ตุรกีป ค.ศ.๑๘๗๗ - ๑๘๗๘ อังกฤษก็ไดรวมมือกับออสเตรีย - ฮังการี ตอตานการขยายอิทธิพล
ื
ึ
ของรัสเซียมายังกรุงคอนสแตนติโนเปล และเม่อเยอรมนีมีแสนยานุภาพทางทหารมากข้น
อีกทั้งไดรวมมือเปน “พันธมิตรไตรภาคี (Triple Alliance)” กับออสเตรียและอิตาลี
ั
อังกฤษก็ไดตัดสินใจเขารวมเปนพันธมิตรกับฝร่งเศสในป ค.ศ.๑๙๐๔ และรัสเซียในป
ค.ศ.๑๙๐๗ ท่เรียกวา “ขอตกลงฉันทมิตร (Entente Cordiale)” เพ่อตอตานและ
ี
ื
ขัดขวางกลุมประเทศพันธมิตรไตรภาคี จนนําไปสูสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในป ค.ศ.๑๙๑๔
ั
ี
ี
การเปนพันธมิตรกับฝร่งเศสและรัสเซียดังกลาวน้ ถือไดวาเปนการเปล่ยนแนวนโยบาย
ั
ี
ื
ี
ตางประเทศอังกฤษท่เก่ยวกับภาคพ้นยุโรปคร้งสําคัญ เพราะถือเปนการยุติการดําเนิน
ี
ุ
นโยบายในลักษณะพยายามวางตัวเปนกลาง ไมเขามายงเก่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง
ี
ี
ู
ของยุโรปนอกจากจําเปนตามท่ไดปฏิบัติมาตลอดคริสตศตวรรษท่ ๑๙ มาสการดําเนิน
นโยบายแบบเขามาพัวพันเต็มที่ในสงครามโลกครั้งที่ ๑
ู
ประการท่สอง หลักการรักษาดุลอํานาจในภาคพ้นยุโรป ผนําอังกฤษในอดีต
ื
ี
ไมวายุคใดก็ตามสํานึกอยเสมอวา ความม่นคงของอังกฤษน้นข้นอยกับการมีดุลอํานาจ
ู
ู
ึ
ั
ั
ื
ื
ในภาคพ้นยุโรป กลาวคือการปองกันมิใหประเทศใดประเทศหน่งในภาคพ้นยุโรปโดดเดน
ึ
ที่มา : https://www.amazon.co.uk/Photo-Balance-Britannia-Frenchman-Spaniard/dp/B00UGKC6K6 ขนมาเปนมหาอานาจ ซงจะเปนภยคกคามตอเกาะองกฤษในอนาคตได หลกการดงกลาว
ํ
้
ึ
ั
่
ั
ุ
ั
ั
ึ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 87
ทําใหอังกฤษตองตัดสินใจเขาไปรวมมือกับประเทศรัสเซีย ออสเตรีย และปรัสเซีย
ั
ู
เพ่อถวงดุลฝร่งเศสสมัยนโปเลียน ปองกันการแผอํานาจของรัสเซียมาสตุรกี และ
ื
เมื่อเยอรมนีเริ่มขยายแสนยานุภาพโดยรวมมือกับออสเตรีย - ฮังการี และอิตาลี อันเปนการ
ทําลายดุลแหงอํานาจในภาคพ้นยุโรป อังกฤษจึงจําเปนตองตัดสินใจเขาเปนพันธมิตร
ื
กับฝรั่งเศสและรัสเซียเพื่อถวงดุลฝายเยอรมนีไวในป ค.ศ.๑๙๐๗
ั
ประการท่สาม หลักการแหงความม่นคงปลอดภัยของเบลเยียมและทะเล
ี
ั
ู
เมดิเตอรเรเนียน เบลเยียมถือวาเปนกุญแจสําคัญสเสถียรภาพและความม่นคงทางการเมือง
ั
ํ
ขององกฤษ เพราะหากมหาอานาจใดไดเขาครอบงําเบลเยยมแลว ยอมมีโอกาสใชเบลเยยม
ี
ี
เปนฐานเพ่อคุกคามเกาะอังกฤษไดทันที เพ่อปองกันการคุกคามดังกลาว นโยบายของอังกฤษ
ื
ื
่
ิ
ี
ั
ั
ี
ุ
ึ
ตลอดครสตศตวรรษท ๑๙ จงพยายามปองกนประเทศเบลเยยมจากภยคกคามของ
มหาอํานาจ แนวทางก็คือสนับสนุนเบลเยียมใหเปนเอกราชจากฮอลแลนดในป ค.ศ.๑๘๓๐
ี
และรับรองความเปนกลางในป ค.ศ.๑๙๑๘ ความสําคัญของเบลเยียมท่มีตอความม่นคง
ั
ี
่
ี
ั
็
ี
ี
ปลอดภยขององกฤษ จะเหนไดจากกรณทเยอรมนเขาโจมตประเทศเบลเยยม อนเปน
ั
ี
ั
่
ึ
ี
สาเหตประการหนงท่ทําใหอังกฤษจําเปนตองเขารวมสงครามกับฝายฝร่งเศสและรัสเซีย
ั
ุ
ั
ี
ี
ี
ื
เพอตอตานฝายเยอรมนและออสเตรย - ฮังการีในสงครามโลกคร้งท่ ๑ นอกจาก
่
ุ
เบลเยยมแลว บรเวณแถบลมแมนาเมดิเตอรเรเนียน โดยเฉพาะตุรกีและอียิปตท่รวม
้
ํ
ี
ี
ิ
ั
ู
อยในจักรวรรดิออตโตมาน ก็ถือเปนจุดยุทธศาสตรสําคัญตอความม่นคงปลอดภัย
ี
ของประเทศอังกฤษ เพราะเปนเสนทางทจะนาไปสอาณานคมอน ๆ ขององกฤษ
ํ
่
ู
ิ
ื
่
ั
ิ
โดยเฉพาะอนเดย เพอปองกนบรเวณดงกลาว องกฤษไดดาเนนนโยบายตอตาน
ํ
ั
ิ
ื
ี
ั
่
ิ
ั
ี
ั
ั
การแผขยายอํานาจของรัสเซีย ท่จะมีมายังตุรกีหลายตอหลายคร้งนับต้งแตสงคราม
ไครเมียในกลางคริสตศตวรรษที่ ๑๙ การรวมกับออสเตรียพยายามขัดขวางการใช
กําลังทหารของรัสเซียท่มีตอประเทศในคาบสมุทรบอลขานคือ บัลแกเรีย (Bulgaria)
ี
ั
ั
ในป ค.ศ.๑๘๘๕ และในสองปตอมาก็ไดมีการทําสญญาลบสองฉบบกบออสเตรยและ
ี
ั
ั
ื
ั
ี
ุ
ื
อิตาลี เพ่อรักษาสถานะเดิมของพ้นท่ทะเลเมดิเตอรเรเนียนเอาไว และปองกนภยคกคาม
ั
แหลมบอลขานจากรัสเซีย
ประการที่สี่ หลักการคาเสรี ในฐานะที่เปนประเทศมหาอํานาจในทางเศรษฐกิจ
ี
ท่สําคัญท่สุดในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ อังกฤษจึงมีบทบาททางการคากับตางประเทศเปน
ี
ี
ั
ํ
ึ
ื
ื
สาคญ อังกฤษตองพ่งพาประเทศอาณานิคมและประเทศอ่น ๆ ในเร่องของวัตถุดิบและ
ี
อาหารและอาศัยดินแดนเหลาน้เปนท่ระบายสินคาอุตสาหกรรมสําเร็จรูปของตนไปขาย
ี
ู
ความรงเรืองและความอยรอดของอังกฤษ จึงตองข้นอยกับการเปดตลาดของโลกภายนอก
ึ
ุ
ู
ั
ฉะน้น นโยบายหลักของอังกฤษจึงสนับสนุนการคาเสรี การบังคับประเทศจีนเปดเมืองทา
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
88
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
คาขาย ๕ แหง ภายหลังสงครามฝน จึงเปนการดําเนินนโยบายตามหลักการดัง
ึ
ั
กลาว นอกจากน้น ความพยายามในการแผอาณานิคมในแอฟริกาในชวงคร่งหลังของ
คริสตศตวรรษที่ ๑๙ ตลอดจนการพยายามรักษาอาณานิคมเกาไว โดยพยายามปรับปรุง
สถานภาพใหเหมาะสมกับการเปล่ยนแปลง ก็เปนวิธีการหน่งในการสงวนตลาดการคา
ึ
ี
อันจําเปนตอแสนยานุภาพของอังกฤษ
ประการสุดทาย หลักการสรางและรักษาสมุททานุภาพ ความมั่นคงของ
เกาะอังกฤษก็ดี อาณานิคมของอังกฤษก็ดี และการรักษาตลาดการคาเสรีอันจําเปน
ตอความอยรอดของอังกฤษก็ดี จําเปนตองอาศัยกองเรืออันมีแสนยานุภาพ ดังน้น
ู
ั
ี
ิ
นโยบายหลักสําคัญของอังกฤษตลอดครสตศตวรรษท่ ๑๙ ก็คือการพยายามรักษาความ
ั
ึ
เปนหนงในดานสมุททานุภาพไว ในคร่งแรกของคริสตศตวรรษน้น อังกฤษสามารถรักษา
่
ึ
ความเปนเจาทะเลไดดวยคาใชจายท่ไมสูงนัก คือ ประมาณ ๗ - ๘ ลานปอนดตอป
ี
ื
ึ
่
ั
ั
แตเมอสหรฐฯ ฝร่งเศส และเยอรมนีขยายกองเรือรบข้นในชวงนับต้งแตป ค.ศ.๑๘๗๐
ั
ํ
ั
เปนตนไป ทาใหองกฤษจําเปนตองขยายกองเรือรบอยางขนานใหญ โดยไดมีการ
ออกกฎหมายวาดวยการปองกันทางเรือ (Naval Defence Act) ในป ค.ศ.๑๘๘๙ โดยมี
ี
เปาหมายท่จะเพ่มแสนยานุภาพของกองเรืออังกฤษใหมีความเหนือกวาแสนยานุภาพ
ิ
ของกองเรือของสองประเทศที่สําคัญรองลงมาสองประเทศรวมกัน
อาจกลาวไดวา ในการดําเนินนโยบายตางประเทศอังกฤษตามหลักการพ้นฐาน
ื
๕ ประการ ท่กลาวมาน้ อังกฤษสามารถดํารงความเปนมหาอํานาจของตนไดตลอด
ี
ี
คริสตศตวรรษที่ ๑๙ แมวาในชวงสามทศวรรษหลังจะมีประเทศคูแขงสําคัญ เชน สหรัฐฯ
รัสเซีย เยอรมนี และญี่ปุนเพิ่มขึ้นมาก็ตาม อังกฤษก็ยังประสบความสําเร็จในการดําเนิน
นโยบายตางประเทศ ที่มุงปกปองผลประโยชนแหงชาติที่กําหนดไวได แมจะดวยแนวทาง
ี
ี
ี
ท่เปล่ยนแปลงไปบาง การเปล่ยนแปลงดังกลาวท่สําคัญก็คือ การพยายามแสวงหา
ี
การผอนคลายความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก และการเปนพันธมิตรกับญ่ปน
ี
ุ
ในป ค.ศ.๑๙๐๒ เพื่อคานอํานาจของฝรั่งเศสและรัสเซียในตะวันออกไกล
ี
ี
ในการดําเนินนโยบายตามหลักการท่กลาวมาน้ เปาหมายสูงสุดสําหรับอังกฤษ
ี
ั
ก็คือ การพยายามหลีกเล่ยงการทําสงคราม นอกจากเกิดกรณีจําเปนเทาน้น แนวทางหลัก
ิ
ั
็
ื
ื
ั
ื
กคอ การพยายามวางตวเปนกลาง หรอไมเขาไปยงในกจกรรมหรอความขดแยงของ
ุ
ุ
ื
ื
มหาอํานาจอ่น ๆ ในภาคพ้นยุโรป อันจะเห็นไดวาอังกฤษวางตัวไมเขาไปยงในสงคราม
ั
ระหวางเยอรมนีและฝร่งเศสในป ค.ศ.๑๘๗๐ - ๑๘๗๑ และพยายามหลีกเล่ยงการเปน
ี
ั
พนธมตรทางทหารอยางเปดเผยและอยางเปนทางการ อยางไรก็ตาม เม่อฝายพันธมิตร
ื
ิ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 89
ี
ั
ไตรภาคอันประกอบดวย เยอรมนี ออสเตรีย - ฮังการี และอิตาลี เริ่มมีทาทีเปนภัยคุกคาม ยกยองการมีอํานาจทางทหาร บริษัทผลิตอาวุธในเยอรมนีและฝร่งเศสก็สงเสริม
ึ
ตอองกฤษอยางจริงจังข้น อังกฤษจึงตองตัดสินใจเขารวมทําสงคราม โดยเขากับฝาย อตสาหกรรมผลตอาวธ และองกฤษซงครองทะเลอยนนเกดหวาดระแวงการเสรมกาลง ั
ั
ึ
ั
ู
ิ
ุ
ุ
่
ั
ิ
ํ
้
ิ
ี
ั
่
ี
ั
ี
ฝรงเศสและรสเซย อันเปนการนําไปสสงครามโลกคร้งท่ ๑ ในป ค.ศ.๑๙๑๔ ในท่สุด ทางเรือของเยอรมนีท่เพ่มข้นเร่อย ๆ และปจจัยท่ส่คือ สภาวะอนาธิปไตยระหวางประเทศ
ั
ู
ี
ี
ิ
ึ
ี
ื
ี
ประเทศมหาอานาจยโรปตางคาดวาสงครามโลกคร้งท่ ๑ จะเปนเหมือนกับสงคราม (International Anarchy) ไดแก การทความสมพนธระหวางประเทศในเวลานนยงไมม ี
ํ
ุ
ั
ั
้
ั
ี
ั
่
ั
ไครเมีย หรือสงครามรวมชาติเยอรมัน ซ่งเปนสงครามจํากัดและจบลงในเวลาไมนาน องคการระหวางประเทศท่จะเปนเวทีใหประเทศตาง ๆ ระงับความขัดแยงดวยสันติวิธี
ึ
ี
ู
่
ื
ํ
ํ
เนองจากผนามหาอานาจยโรปเช่อในกลไกดุลอํานาจวาจะทํางานและรักษาเสถียรภาพ แมจะมีศาลท่กรุงเฮกในลักษณะอนุญาโตตุลาการก็ไมมีประสิทธิภาพ เพราะไมสามารถ
ื
ุ
ี
ึ
ั
ิ
้
ไวได แตความเปนจรงไมใชเชนนนซ่งจะวิเคราะหในสวนตอไปวา เพราะเหตุใดและม ี นําประเทศตาง ๆ ที่ขัดแยงกันเขามาเจรจากันและปฏิบัติตามคําตัดสินของศาลได
ปจจัยใดขับเคลื่อนใหสงครามครั้งนี้กลายเปนสงครามไมจํากัด
ขอบกพรองของการรักษาสันติภาพดวยกลไกการถวงดุลอํานาจ
เสถียรภาพในยุโรป ดํารงมาไดรวมศตวรรษจนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑
ี
ี
ในป ค.ศ.๑๙๑๔ แสดงใหเห็นวา กลไกการถวงดุลอํานาจท่ใชมาต้งแตคริสตศตวรรษท่ ๑๗
ั
ี
น้นมีปญหา ปญหาของกลไกการถวงดุลอํานาจ คือการจัดการกับประเทศท่ตองการเปล่ยน
ั
ี
สถานะเดิมและเปล่ยนแปลงระบบระหวางประเทศใหม และหลังจากยุโรปตองเผชิญกับ
ี
สงครามโลกถึงสองคร้ง ทําใหตองมีการพิจารณาหากลไกอ่นมาทดแทนการถวงดุลอํานาจ
ื
ั
ในการจัดการกับสันติภาพ อันไดแก ระบอบประชาธิปไตย และองคการระหวางประเทศ
ซึ่งเปนระเบียบระหวางประเทศตามแนวคิดเสรีนิยมจนกระทั่งปจจุบัน
การท่กลไกดุลอํานาจไมทํางานน้น สามารถวิเคราะหไดจากปจจัยท้งหมด
ั
ี
ั
ี
ิ
่
ทกอใหเกดสงครามโลกคร้งท่ ๑ ไดแก ปจจัยแรกคือ ลัทธิชาตินิยม (Nationalism)
ั
ี
่
ี
่
ไดแก การทฝรงเศสมีนโยบายเอาดินแดนอัลซาวและลอรแรนคืนจากเยอรมนี เซอรเบีย
ั
ตองการดินแดนของออสเตรีย - ฮังการีท่มีพวกยูโกสลาฟอาศัยอย พวกยูโกสลาฟ
ู
ี
็
พวกเชค พวกสโลวค และพวกโปลตองการประเทศเอกราชของตนเอง แมจะตองแลก
ั
ึ
ู
มาดวยสงคราม และมความรสกรักชาติอยางหนักหนวงในหมประชาชนชาวยุโรปและ
ี
ู
ั
ี
สนับสนุนสงคราม ปจจัยท่สองคือ ลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) ไดแก การท่ฝร่งเศส
ี
กับเยอรมนีขัดแยงกันในอาณานิคมโมร็อคโค รัสเซียกับออสเตรีย - ฮังการีแขงขันกัน
มีอิทธิพลในคาบสมุทรบอลขาน และอังกฤษกับเยอรมนีตางก็พัฒนาอุตสาหกรรม ที่มา : https://today.duke.edu/2018/11/how-trauma-and-struggles-world-war-i-helped-shape-modern-world
ั
ั
อยางสงและแขงขนกนลาอาณานิคมในแอฟริกาและตะวันออกกลาง รวมท้งสวนแบง
ู
ั
ึ
ื
ื
ื
ี
ตลาดโลกดวย ปจจยทสามคือ ลัทธิทหารนิยม (Militarism) ไดแก การท่มหาอํานาจ เน่องจากกลไกดุลอํานาจ มีพ้นฐานความเช่อจากแนวคิดสัจนิยมซ่งมองวา มนุษย
่
ี
ั
ํ
ื
ํ
ุ
ยโรปใชระบบเกณฑทหารและการฝกทหารก็ขยายระยะเวลาออกไป โดยอาวุธยุทโธปกรณ และรัฐจะกอสงครามกันซ้าไปซ้ามาตลอดประวัติศาสตรเพราะปจจัยเร่อง ความกลัว
ู
ี
ํ
้
ึ
็
ั
ั
กทนสมยมากขน ทาใหมหาอํานาจยุโรป สามารถสรางกองทัพแขงขันความเปนเจา เกียรติยศ และผลประโยชน ดังท่ผนําสปารตากลาววา “ความหวาดกลัวเปนเสมือน
ี
ในภาคพนทวปยโรป นอกจากน้เยอรมนียังมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบทหาร และ แรงบันดาลใจแรกของเรา แมวาเกียรติและผลประโยชนจะเปนแรงบันดาลใจในเวลา
ุ
้
ี
ื
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
90 91
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ยกยองการมีอํานาจทางทหาร บริษัทผลิตอาวุธในเยอรมนีและฝร่งเศสก็สงเสริม
ั
ํ
ึ
่
ิ
ุ
ั
้
ิ
ิ
ู
ั
ุ
อตสาหกรรมผลตอาวธ และองกฤษซงครองทะเลอยนนเกดหวาดระแวงการเสรมกาลง ั
ี
ื
ทางเรือของเยอรมนีท่เพ่มข้นเร่อย ๆ และปจจัยท่ส่คือ สภาวะอนาธิปไตยระหวางประเทศ
ี
ึ
ี
ิ
่
้
ี
ั
ั
(International Anarchy) ไดแก การทความสมพนธระหวางประเทศในเวลานนยงไมม ี
ั
ั
องคการระหวางประเทศท่จะเปนเวทีใหประเทศตาง ๆ ระงับความขัดแยงดวยสันติวิธี
ี
แมจะมีศาลท่กรุงเฮกในลักษณะอนุญาโตตุลาการก็ไมมีประสิทธิภาพ เพราะไมสามารถ
ี
นําประเทศตาง ๆ ที่ขัดแยงกันเขามาเจรจากันและปฏิบัติตามคําตัดสินของศาลได
ที่มา : https://today.duke.edu/2018/11/how-trauma-and-struggles-world-war-i-helped-shape-modern-world
ึ
ื
ื
ื
เน่องจากกลไกดุลอํานาจ มีพ้นฐานความเช่อจากแนวคิดสัจนิยมซ่งมองวา มนุษย
ื
และรัฐจะกอสงครามกันซ้าไปซ้ามาตลอดประวัติศาสตรเพราะปจจัยเร่อง ความกลัว
ํ
ํ
ี
เกียรติยศ และผลประโยชน ดังท่ผนําสปารตากลาววา “ความหวาดกลัวเปนเสมือน
ู
แรงบันดาลใจแรกของเรา แมวาเกียรติและผลประโยชนจะเปนแรงบันดาลใจในเวลา
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 91
ั
ตอมาก็ตาม” การแกไขขอจํากัดของกลไกดุลอํานาจจึงตองตอบตอปจจัยท้ง ๓ ประการ
ึ
่
่
ี
ซงอาศยหลักการของเสรนิยมทประกอบดวย การคาทุนนิยม ประชาธปไตย และ
ิ
ั
ี
ื
องคการระหวางประเทศ กลไกเร่องการคาทุนนิยมเสรี ชวยแกปญหาเร่องผลประโยชน
ื
ทางเศรษฐกิจและปจจัยพ้นฐานในการดํารงชีวิต ระบอบเสรีประชาธิปไตยชวยแกไข
ื
ปญหาเร่องเกียรติยศจากการท่มนุษยไมไดรับการปฏิบัติอยางเสมอภาคและเคารพสิทธ ิ
ี
ื
ซ่งกันและกัน และสุดทายองคการระหวางประเทศชวยแกไขปญหาขอมูลขาวสาร
ึ
ึ
ี
ี
ท่ประเทศตาง ๆ แลกเปล่ยนกันและสรางความไววางใจระหวางกันมากข้น ลดความกลัว
ี
และความหวาดระแวงลงไปไดอยางมาก ในขณะท่กลไกดุลอํานาจอาศัยความหวาด
กลัวระหวางกันเปนเคร่องมือสําคัญในการถวงดุล แตสุดทายก็ไมสามารถยับย้งสงคราม
ั
ื
ไดอยางแทจริง
ที่มา : https://media.defense.gov/2020/Dec/16/2002553074/-1/-1/1/TRISERVICESTRATEGY.PDF
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
92
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
บทสรุป
ํ
ื
นัยสําคัญของกลไกดุลอํานาจตอการใชกองทัพเรอในการดาเนิน
นโยบายตางประเทศ
ิ
ื
สมุททานุภาพเปนเคร่องมือสําคัญอยางย่งสําหรับมหาอํานาจ
ทางทะเลอยางเอเธนส อังกฤษ และอเมริกา เพราะสามารถนํามา
ใชถวงดุลอํานาจมหาอํานาจทางบกได ในโลกปจจุบัน แมวาจะเกิด
ความเช่อมโยงระหวางประเทศดวยขอมูลขาวสารและการคมนาคม
ื
ั
่
ั
่
ู
ี
ั
ขนสงทรจกกนในชอโลกาภวตน แตมหาอํานาจยังคงไมท้งแนวคิด
ิ
ื
ิ
เร่องการถวงดุลอํานาจ เห็นไดชัดเจนจากนโยบายการปรับสมดุลใหม
ื
ในเอเชียในสมัยประธานาธิบดีโอบามา และคาดวานโยบายการฟนฟ ู
ู
ั
ความเปนผนําอีกคร้งของโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหมของสหรัฐฯ
ี
ก็หนีไมพนท่ตองอาศัยการถวงดุลอํานาจในภูมิภาคอินโด - แปซิฟก
และยุโรปกับจีนและรัสเซีย เน่องจากมหาอํานาจท้งสองดําเนินนโยบาย
ื
ั
ิ
คลายกันกับนโปเลียนกอนสงครามนโปเลียนและไกเซอรวลเฮลม
ท่ ๒ กอนสงครามโลกคร้งท่ ๑ สหรัฐฯ จึงจําเปนตองถวงดุลอํานาจ
ั
ี
ี
ไมใหมหาอํานาจทั้งสองเปนภัยตอความมั่นคงในเอเชียและยุโรป
พ้นท่ความขัดแยงยอมตองเร่มตนในทะเลเพราะฐานทัพ
ิ
ี
ื
ของสหรัฐฯ อยในมหาสมุทรแปซิฟก และการระดมสรรพกําลัง
ู
ี
ก็ตองกระทําผานทะเลและอากาศ ท่ชัดเจนคือความขัดแยง
ี
ึ
ในทะเลจนตะวันออกและทะเลจีนใต ซ่งสหรัฐฯ มีพันธมิตร
ู
อยรายรอบชายฝงทะเลของจีน ในเวลาปกติฐานทัพเหลาน ้ ี
็
ู
กมความพรอมอยตลอดเวลาท้งในดานกําลังพลและยุทโธปกรณ
ั
ี
เห็นไดจากยุทธศาสตรทะเลลาสุดของสหรัฐฯ ในป ค.ศ.๒๐๒๐
ี
ท่ประเมินความทาทายความม่นคงวามาจากจีนและรัสเซีย
ั
ั
เปนอันดับแรกและใชแนวทางบูรณาการมิติการปฏิบัติการท้งหมด
(Integrated All-Domain Naval Power) ทประสานขดความสามารถ
่
ี
ี
บทบาทหนาที่ และทรัพยากรทั้งหมด เพื่อขยายอํานาจใหครอบคลุม
ที่มา : https://media.defense.gov/2020/Dec/16/2002553074/-1/-1/1/TRISERVICESTRATEGY.PDF
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 93
ั
ึ
มิติการปฏิบัติการท้งหมดจากพ้นมหาสมุทรข้นไปยังหวงอวกาศ
ื
ื
ี
ั
ขามมหาสมุทรทุกแหงท่วโลก รวมถึงพ้นท่ชายฝงทะเล และในโลก
๒๐
ไซเบอรและการส่อสารดวยคล่นแมเหล็กท้งหมด ดวยเหตุน ี ้
ื
ั
ื
ึ
จึงกลาวไดวา การถวงดุลอํานาจซ่งใชเปนกลไกรักษาสันติภาพยุโรป
ี
ในครสตศตวรรษท ๑๙ ยงคงใชไดอยในโลกยคปจจบนผานกาลง ั
ั
ุ
่
ํ
ั
ู
ิ
ุ
อํานาจของชาติและพันธมิตร โดยเฉพาะอยางย่งกําลังทางเรือ
ิ
ุ
ั
ํ
ั
ํ
ี
ิ
ุ
สมททานภาพจึงมบทบาทสาคญย่งท่จะรกษาดลอานาจไวในระบบโลก
ี
ุ
แบบเสรีในยุคนี้
เอกสารอางอิง
๑ Ernst B. Haas, “The Balance of Power: Prescription, Concept, or Propaganda?”
World Politics Vol.5, No.4 (July 1953): 442-477.
๒
Hedley Bull, The Anarchical Society: A Study of Order in World Politics, 3rd ed.
(London: Palgrave, 2002), pp. 97-121.
๓
Hans J. Morgenthau, Politics Among Nations: The Struggle for Power and Peace,
7th ed., Revised by Kenneth W. Thompson and W. David Clinton (Boston:
McGraw-Hill Higher Education, 2006)
๔
Kenneth N. Waltz, Theory of International Politics (London: Addison-Wesley
Publishing Company, 1979)
๕
John J. Mearsheimer, The Tragedy of Great Power Politics (New York: W.W.
Norton & Company, 2001)
๖
Stephen M. Walt, The Origins of Alliances (Ithaca: Cornell University Press, 1987)
๗
Edward Vose Gulick, “Aims,” in Realism Reader, edited by Colin Elman and
Michael J. Jansen (London: Routledge, 2014), pp. 81-85.
๘
Robert Jervis, “Feedback,” in Ibid., pp. 86-92.
๙
Jack S. Levy and William R. Thompson, Balancing on Land and at Sea: Do States ally against
the Leading Global Power?” International Security Vol.35, No.1 (Summer 2010): 7-43.
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
94
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
๑๐
Gordon A. Craig and Alexander L. George, Force and Statecraft: Diplomatic
Problems of our Time (New York: Oxford University Press, 1983), pp. 28-48. อางใน
บรรพต กําเนิดศิริ, ประวัติศาสตรการทูต: ตั้งแตการประชุมที่กรุงเวียนนา ค.ศ.๑๘๑๕ จนถึงจุดเริ่มตน
ของสงครามเย็นป ค.ศ.๑๙๔๗ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๕๑), หนา ๔๑-๔๒.
๑๑
ั
ธนูคม บํารุงผล, คอนเสิรตแหงยุโรปกับบทบาทในการรักษาความม่นคงของระบบกษัตริย
ในยุโรป ค.ศ.๑๘๑๕-๑๘๔๘ (วิทยานิพนธรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธระหวาง
ประเทศ คณะรัฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๑๕๔๔), หนา ๒๓.
๑๒
Joseph S. Nye, Jr., Understanding International Confl ict: An Introduction to
Theory and History (New York: HarperCollins, 1993), pp. 57-58.
๑๓
Gordon A. Craig and Alexander L. George, Force and Statecraft: Diplomatic
Problems of our Time, 2nd ed. (New York: Oxford University Press, 1990), pp. 28.
๑๔
Robert Jervis, “Security Regime” International Organization Vol.36, No.2,
International Regimes (Spring, 1982): 365.
๑๕ อางใน Carsten Holbrad, The Concert of Europe (London: Longman, 1970), p. 119.
๑๖
Paul Schroeder, Metternich’s Diplomacy at Its Zenith (New York: Greenwood
Press, 1968), p. 174.
๑๗
สมชาย ภคภาสนวิวัฒน, “อังกฤษกับมิตรประเทศ,” ในมหาอํานาจกับการเมืองโลก,
พิมพครั้งที่ ๙. (กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ มสธ., ๒๕๔๕), หนา ๕๘๓-๕๘๖.
๑๘
Irving L. Gordon, World History, 2nd ed. (New York: Amsco School Publications,
1994), p. 434.
๑๙
ธูซิดิดีส, สงครามเพโลพอนนีเชียน, แปลโดย พลเรือเอก สําเภา พลธร (กรุงเทพ: กรมสารบรรณ
ทหารเรือ, ๑๕๖๑), หนา ๔๒; Richard New Lebow, A Cultural Theory of International
Relations (Cambridge: Cambridge University Press, 2008), Chapter 2 Fear,
interest and honor, pp. 43-121.
๒๐
Department of Navy, Advantage at Sea: Prevailing with Integrated All-Domain
Naval Power (December 2020)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 95
ศึกษา คนควา จาก บทวิเคราะห ขาวสาร บทความ
หนังสือ นิตรสาร (E-Book) ไดที่นี่ ...
à˵ػÃСÒÃ˹Öè§
áËè§ÊѹµÔÀÒ¾¶ÒÇõÒÁËÅÑ¡¤Ô´
¢Í§ÍÔÁÁÒ¹ÙàÍÅ ¤Ò¹µ : ¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐË
ͧ¤ì¡ÒÃÃÐËÇèÒ§»ÃÐà·È
¼èÒ¹ÁØÁÁͧàÊÃÕ¹ÔÂÁàªÔ§Ê¶ÒºÑ¹
(Neoliberalism Institutionlism )
¹ÒÇÒâ· ·ÇÕÈÔŻР¤§»ÃÐàÊÃÔ°
ÍÒ¨ÒáͧÇÔªÒʧ¤ÃÒÁ·Ò§àÃ×ÍáÅÐÇÔªÒ·ËÒÃ
½†ÒÂÇÔªÒ¡Òà ¡ÃÁÂØ·¸ÈÖ¡ÉÒ·ËÒÃàÃ×Í
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 97
International
Organizations
“ ʧ¤ÃÒÁ¡íÒà¹Ô´¨Ò¡¨Ôµ¢Í§Á¹ØÉÂ
áÅдǧ¨ÔµàËŋҹÑé¹ ¤ÇÒÁÃÑ¡áÅФÇÒÁàÁµµÒ Peace
¡íÒÅѧ»¡»‡Í§ÊѹµÔÀÒ¾ÍÂًઋ¹¡Ñ¹ ”
ÍÙŒµÑè¹ àÅ¢Ò¸Ô¡ÒÃÊË»ÃÐªÒªÒµÔ Democracy Economic
(¤.È.ñùöñ - ñù÷ñ) Interdependence
ภาพสามเหลี่ยมแหงสันติภาพ ดัดแปลงจากแนวคิดของ อิมมานูเอล คานต
ที่มา : Triangulating Peace: Democracy, Interdependence, and International Organizations
by Bruce M Russett, John R ONeal, Bruce Russett
บทนํา
ี
ึ
ผูเขียนข้นตนบทความน้ ดวยถอยคําของนักการทูตชาวพมา ซ่งไดรับแตงต้ง ั บทความน้จะวิเคราะหความสัมพันธระหวางองคการระหวางประเทศกับสันติภาพ
ึ
ี
ใหดํารงตําแหนงเลขาธิการสหประชาชาติระหวางป ค.ศ.๑๙๖๑ ถึง ๑๙๗๑ นับเปน ผานมุมมองเสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism) โดยในภาคแรก
้
ั
ํ
ี
ั
ํ
ิ
ั
ึ
ั
ิ
ั
่
ู
ี
้
ี
ี
ชาวเอเชยคนแรกทไดรบตําแหนงสาคญน ถอยคาของอตนไดชใหเราตระหนกวา จะฉายภาพววัฒนาการของแนวคิดเสรีนิยมเชงสถาบน ซ่งมีรากฐานความคิด
่
สงครามหรือสันติภาพเปนภาวะท่มนุษยสามารถเลือกได การถกแถลงเร่องสภาวะธรรมชาต ิ สอดคลองกับเสรีภาพในระดับปจเจกบุคคล (Personal Freedom and Liberty)
ี
ื
๔
ื
ั
ิ
ั
ของมนุษยวาคือสงครามหรือสันติภาพน้น มีมาอยางตอเน่องต้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน และเปนผลผลตจากสํานักคิดเสรีนิยมคลาสสิก จากนั้นจะเสนอความเปนไปได
ื
ิ
ั
นักปรัชญาในคริสตศตวรรษที่ ๑๖ อยาง โทมัส ฮอบส เชื่อวาสภาวะธรรมชาติของมนุษย ของการรวมมอระหวางรฐภายใตภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) ตอดวยการวเคราะห
๑
คือสภาวะสงคราม แนวคิดของเขาสามารถอธิบายปรากฏการณความขัดแยงระหวางรัฐ คุณลักษณะขององคการระหวางประเทศ (Intergovernmental Organization)
ั
ื
หลาย ๆ คร้งในอดีต ดูเหมือนวาสงครามจะเปนบรรทัดฐานของการดําเนินนโยบายระหวาง ท่มีอิทธิพลทางตรงตอสันติภาพโดยขอมูลเชิงประจักษ ภาคสุดทายจะเช่อมโยง
ี
๒
ั
ี
ี
ประเทศท่ไดรับการยอมรับในยุคน้น ตอมาในคริสตศตวรรษท่ ๑๘ อิมมานูเอล คานต กองทัพเรือกับบทบาทสรางและสงเสริมสันติภาพของภูมิภาค
ซ่งมีความเช่อเชนเดียวกับฮอบส ในเร่องสภาวะธรรมชาติของมนุษย แตโตแยงวามนุษย วิวัฒนาการของทฤษฎีเสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism)
ื
ึ
ื
ั
ิ
ไมจาเปนตองเปนไปตามสภาวะธรรมชาต และไดเสนอวา สนตภาพถาวร (Perpetual
ิ
ํ
ื
ึ
Peace) สามารถสรางข้นได ดวยการสรางเหตุ ๓ ประการ ไดแก ๑) รัฐประชาธิปไตย ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก (Classical Liberalism) คือ แนวคิดเร่องอุดมคต ิ
๓
ื
๒) การพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ ๓) องคการระหวางประเทศ แมจะผานมาแลวนับรอยป ทางการเมืองและเศรษฐกิจมีรากฐานมาจากความเขาใจปรัชญาการเมืองเร่องของ
แนวคิดนี้ยังคงเปนปจจัยในการสรางสันติภาพใหกับโลกอยูในปจจุบัน เสรีภาพในระดับปจเจกบุคคล (Personal Freedom and Liberty) ไดรับความนิยม
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
98 99
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ