The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นาวิกาธิปัตย์สาร ฉบับที่ 101
ตุลาคม 2563 - มีนาคม 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นาวิกาธิปัตย์สาร, 2022-07-11 05:47:32

นาวิกาธิปัตย์สาร เล่ม 101

นาวิกาธิปัตย์สาร ฉบับที่ 101
ตุลาคม 2563 - มีนาคม 2564

International
Organizations












Peace







Democracy Economic
Interdependence

ภาพสามเหลี่ยมแหงสันติภาพ ดัดแปลงจากแนวคิดของ อิมมานูเอล คานต
ที่มา : Triangulating Peace: Democracy, Interdependence, and International Organizations
by Bruce M Russett, John R ONeal, Bruce Russett



บทความน้จะวิเคราะหความสัมพันธระหวางองคการระหวางประเทศกับสันติภาพ

ผานมุมมองเสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism) โดยในภาคแรก




จะฉายภาพววัฒนาการของแนวคิดเสรีนิยมเชงสถาบน ซ่งมีรากฐานความคิด
สอดคลองกับเสรีภาพในระดับปจเจกบุคคล (Personal Freedom and Liberty)


และเปนผลผลตจากสํานักคิดเสรีนิยมคลาสสิก จากนั้นจะเสนอความเปนไปได


ของการรวมมอระหวางรฐภายใตภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) ตอดวยการวเคราะห 




คุณลักษณะขององคการระหวางประเทศ (Intergovernmental Organization)


ท่มีอิทธิพลทางตรงตอสันติภาพโดยขอมูลเชิงประจักษ ภาคสุดทายจะเช่อมโยง
กองทัพเรือกับบทบาทสรางและสงเสริมสันติภาพของภูมิภาค
วิวัฒนาการของทฤษฎีเสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism)

ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก (Classical Liberalism) คือ แนวคิดเร่องอุดมคต ิ
ทางการเมืองและเศรษฐกิจมีรากฐานมาจากความเขาใจปรัชญาการเมืองเร่องของ

เสรีภาพในระดับปจเจกบุคคล (Personal Freedom and Liberty) ไดรับความนิยม
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 99










ในชวงปลายครสตศตวรรษท่ ๑๗ มุมมองเสรนยมคลาสสกเนนวา รฐบาลจะตองดําเนนการ



เพ่อลดความขัดแยงระหวางบุคคล และใหเสรีในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ





ตลอดจนตองพิทักษสิทธิมนุษยชนข้นพ้นฐานใหกับประชาชนทุกคนอยางเทาเทียมกน




ท่มาขององคความรของสํานักคิดน้ มาจากนักปรัชญายุครแจงหลายทาน (Enlightenment)
เชน อดัม สมิธ (Adam Smith) เขาไดอธิบายระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมไววา มีกลไกตลาด
ทําหนาท่จัดการราคาสินคาโดยธรรมชาติ ผซ้อผขายไมสามารถควบคุมราคาสินคาได





จอหน ล็อก (John Locke) ผูซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดตอคณะผูนําการปฏิวัติอเมริกา
ครั้งที่ ๑ แนวทางสรางปฏิสัมพันธระหวางรัฐกับประชากรของเขา ปรากฏอยูอยางชัดเจน

ในประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ป ค.ศ.๑๗๗๖




ยุโรปในคริสตศตวรรษท่ ๑๘ ในขณะท่สัจนิยมคลาสสิกเนนพิจารณาเร่องความ

ขดแยงที่เกิดขึ้นอยูเสมอคูกับมนุษยชาติ สํานักเสรีนิยมโตแยงวา ความขัดแยงนั้นสามารถ


หลีกเล่ยงได ดังน้น ในขณะท่สํานักสัจนิยมมองวามนุษยชาติหนีไมพนเร่องของ




ความขัดแยง ฝายเสรีนิยมยืนยันวาประชาชน (ไมวาผนํารัฐหรือพลเมืองรัฐ) สามารถ

เลือกอนาคตของประเทศไดและจะเลือก “รูปแบบพฤติกรรมท่สรางสรรคและ


จะปฏิบัติตามท่ไดเลือกไว มนุษยไมไดถูกกําหนดใหเลือกท่จะเปนเหย่อและวนเวียน










อยกบวงจรของความขดแยงไปตลอดกาล” ใจความหลกของนกคดสานกนคอ





แนวทางการบรรลุซ่งสันติภาพอันถาวร การศึกษาทฤษฎีเสรีนิยมในความสัมพันธ 

ระหวางประเทศประกอบดวยหลายแนวคิด ไดแก ๑) ทฤษฎีสันติภาพเชิงประชาธิปไตย
(Democratic Peace Theory) มองวาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและ












การเมองภายในประเทศมอทธพลตอปฏสมพนธระหวางประเทศ ทฤษฎนมองวา





ประเทศประชาธปไตยจะไมกอสงครามระหวางกน เน่องจากมตมหาชนมอทธพล







ตอการตัดสินใจของผนําประเทศประชาธิปไตย และผนําของประเทศตาง ๆ ตองการ





รกษาฐานอานาจทมาจากประชาชนใหอยตอไป ๒) ทฤษฎสนตภาพทมาจากการคา











(Commercial Peace Theory) มองวาการคาเสรีมีผลทําใหเกิดสันติภาพในความ





สมพนธระหวางประเทศ เนองจากประเทศตาง ๆ ตองสรางความม่นคงใหกบระบบ




ภมภาค และระบบโลกเพอใหระบบการคาดําเนินตอไปได ทฤษฎีน้ขยายตัวมาสการศึกษา








เรื่องโลกาภิวัตนและการขึ้นตอกัน (Globalization and Interdependence)
การศึกษาในสํานักเสรีนิยม มีวิวัฒนาการมาอยางตอเน่องโดยเฉพาะ


หลังสงครามโลกคร้งท่ ๑ มีการกอต้งองคการสันนิบาตชาติ (League of Nations)




ในป ค.ศ. ๑๙๑๙ เพ่อปองกันการเกิดขอพิพาทระหวางรัฐ ในชวงเวลาเดียวกันน้นถือไดวา
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
100
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

เปนจุดเริ่มตนของวิชาความสัมพันธระหวางประเทศในฐานะแขนงหนึ่งของวิชารัฐศาสตร





ในป ค.ศ.๑๙๘๔ ดร.โรเบิรต โคเฮน ไดแตงหนังสอเร่อง “After Hegemony: Cooperation

and Discord in the World Political Economy” ซ่งถือวาเปนความคิดตอยอด


มาจากฐานคิดเสรีนิยมคลาสสิกและเปนนักวิชาการท่มีบทบาทในสํานักคิดแบบเสรีนิยม
เชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism) อยางมากมาจนถึงปจจุบัน ๘






ภาพหนังสือเรื่อง “After Hegemony: Cooperation
and Discord in the World Political Economy”
ของ ดร.โรเบิรต โคเฮน

ที่มา : https://press.princeton.edu/books/
paperback/9780691122489/after-hegemony









ผลผลิตจากแนวคิดเสรีนิยม



ความรงเรืองของแนวคิดเสรีนิยม ซ่งสอดคลองกับเสรีภาพในระดับปจเจกบุคคล

เปนฐานคิดใหกับนักวิชาการรนหลัง ในการหามุมมองใหมสําหรับการศึกษาความสัมพันธ 




ระหวางประเทศ เพอใหสามารถอธบายปรากฏการณทเกิดขนในอดตและทํานาย






ความเปนไปของระเบียบความสัมพันธระหวางประเทศในอนาคตไดชัดเจนมากย่งข้น


ผลจากการแยกตัวของแขนงความรวิชาความสัมพันธระหวางประเทศ ในป ค.ศ.๑๙๑๙
ประกอบกับความลมเหลวในการปองกันสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขององคการสันนิบาตชาติ



ทําใหมีศาสตรโดยตรงซ่งทําหนาท่เปนเคร่องมือใหนักวิชาการวิจัยหาสาเหตุและ
แนวทางการหยุดย้งสงคราม เกิดการพัฒนาทฤษฎีความสัมพันธระหวางประเทศ



ในมมมองใหม ๆ เชน สรรสรางนยม สจนยมเชงรก สจนยมเชงปองกน ในสวนสานกคด



















เสรนยม เกดทฤษฎีเสรีนิยมใหม แบบเสรีนิยมเชิงสถาบัน โดยมีฐานคิดมาจากเสรีนิยม
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 101

คลาสสิก เชน มนุษยมีศักยภาพในการทําดี แตถูกชักนําหรือบังคับโดยความกลัวและ




ความรสึกถึงความไมแนนอน ดังน้น หากมีส่งใดหรือองคการใดท่จะทําหนาท่ลดความกลัว

และลดความไมแนนอน มนุษยก็จะสามารถใชศักยภาพในการทําดีและพัฒนาไดอยาง



เต็มท่ นอกจากน้ ประเด็นเร่องความรวมมือระหวางรัฐ มุมมองเสรีนิยมเชิงสถาบัน


เช่อวาเปนส่งท่เกิดข้นยากภายใตสภาวะอนาธิปไตยแตเปนไปไดหากมีปจจัยตาง ๆ


ที่เอื้ออํานวย ๙
ความรวมมือภายใตสภาวะอนาธิปไตย


สภาวะอนาธิปไตย หรือ Anarchy เปนเง่อนไขท่ทําใหการเมืองระหวางประเทศ


แตกตางโดยส้นเชิงกับการเมืองภายในประเทศ การเมืองระหวางประเทศ รัฐถูกขับเคล่อน
โดยอํานาจและผลประโยชนของชาติ ไมมีอํานาจใดจะลงโทษรัฐหรือบังคับใหปฏิบัต ิ

ตามกฎหมายระหวางประเทศได ความหมายของอนาธิปไตยท่ไดรับการยอมรับ
๑๐
จากนักวิชาการสวนใหญคือ ภาวะท่ขาดรัฐบาลโลก แมวาการเมืองระหวางประเทศ







จะอยในสภาวะอนาธิปไตย สงครามและความรวมมือลวนเปนส่งท่เกิดข้นซ้าแลวซ้าเลา


ในประวัติศาสตรมนุษย การท่จะช้ชัดวาระหวางสงครามและความรวมมือ ภาวะใดคือ
ภาวะปกติและภาวะใดคือภาวะผิดปกติน้น ยังเปนประเด็นถกแถลงอยางกวางขวาง ๑๑

นักวิชาการดานความสัมพันธระหวางประเทศกระแสหลักท้งสองสํานัก ตางก็ยอมรับวา



ความรวมมือระหวางรัฐน้นเกิดข้นได แตดวยเหตุผลท่แตกตางกัน นักเสรีนิยมจะมองวา



ความรวมมือของรัฐและการสรางองคการระหวางประเทศ เปนความต้งใจของรัฐเพ่อบรรล ุ
วัตถุประสงคบางอยางรวมกัน ในทางตรงกันขาม นักสัจนิยมจะมองวา รัฐเขารวมองคการ
ระหวางประเทศเปนเพียงเพ่อผลประโยชนเพียงอยางเดียว องคการระหวางประเทศ

เปนสิ่งที่ไมยั่งยืน และสงผลกระทบตอการเมืองระหวางประเทศเพียงเล็กนอยเทานั้น





ทซดดส มาเคียเวลล และ โทมส ฮอบส เปนนักปรชญาทมกไดรับการกลาวถึง





ในสํานักคิดสัจนิยม งานเขียนของพวกเขาเหลาน้มีอิทธิพลกับผนําทางการเมือง




ในคริสตศตวรรษท่ ๑๗ และ ๑๘ เปนอยางมาก การมองโดยเพงไปท่อํานาจและความม่งค่ง ั


เทาน้น ทําใหเกิดการแขงขันอยางตอเน่อง สงครามจึงเปนภาวะท่ปรากฏ นักสัจนิยมเช่อวา





รัฐคิดและแสดงออกอยางมีเหตุมีผล (Rational Actors) รฐไมสามารถลวงรความตงใจ








ของอีกรัฐหน่งไดอยางแนนอน รัฐจะตองพ่งพาตนเอง (Self-Help) เพ่อใหอยรอด
ในสภาวะอนาธิปไตย
แมวานักสัจนิยมจะมองวาความสัมพันธระหวางประเทศเต็มไปดวยการแขงขัน

และอันตราย พวกเขาก็ยอมรับวามีความเปนไปไดท่จะเกิดความรวมมือระหวางรัฐ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
102
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ




แตเปนไปไดยากท่จะประสบความสําเร็จ และยากย่งไปกวาท่จะมีความย่งยืนในความรวมมือ


เหลาน้น เหตุผลท่ทําใหรัฐรวมมือกัน คือความตองการผลประโยชนจากความรวมมือ

๑๒


และความอยรอดเทาน้น การสรางดุลอํานาจ คือความรวมมือที่เห็นไดชัดเจนในมุมมอง
ของนักสัจนิยม เปาประสงค คือเพื่อปองกันการมีอํานาจนําของรัฐใดรัฐหนึ่ง ซึ่งจะสงผล
กระทบตอความม่นคงของตน ในการสรางดุลอํานาจสามารถดําเนินการได ๒ แนวทางคือ


แนวทางท่ ๑ การสรางดุลอํานาจจากภายใน คือการเรงเสริมสรางกําลังอํานาจทางทหาร

และเศรษฐกจของตน แตแนวทางนแทบจะเปนไปไมไดและใชระยะเวลายาวนาน










สาหรบรัฐขนาดเล็ก แนวทางท่ ๒ การสรางดุลอํานาจจากภายนอก ดวยการสราง
๑๓



ความรวมมอระหวางรัฐเพ่อคานอํานาจในระบบระหวางประเทศ แมจะยอมรับวา



ความรวมมือเกิดข้นได แตนักสัจนิยมก็มองวาความรวมมือท่เกิดข้นน้นเปนความรวมมือ

๑๔








ระยะสน เปนไปตามความจาเปนและจะเปลยนแปลงไปตามเหตการณ ในชวงสงครามเยน




แนวคิดของสํานักสัจนิยมไดรับความนิยมเปนอยางมาก เน่องจากสามารถอธิบายภาพ

ของการสรางดุลอํานาจ การแบงข้วการเมืองโลกไดชัดเจน อยางไรก็ดีเม่อสหภาพโซเวียต

ลมสลายนักสัจนิยมไมสามารถอธิบายไดวา ทําไมจึงเกิดความรวมมือระหวางรัฐ

ผานองคการระหวางประเทศมากข้นท้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณอยางไมเคย

ปรากฏมากอน
มุมมองเสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism) ไดรับการยอมรับ
และกลาวถึงมากย่งข้นในป ค.ศ.๑๙๘๔ หลังจากการตีพิมพหนังสือช่อ “After Hegemony:



Cooperation and Discord in the World Political Economy” แนวคิดนี้ถูกพัฒนา
ขึ้นมา เพื่อโตแยงแนวคิดสัจนิยมใหม โดยยอมรับสมมุติฐานของสัจนิยมใหมบางประการ
และโตแยงในบางประการ เชน มุมมองเสรีนิยมเชิงสถาบันยอมรับวาความสัมพันธ 
ระหวางประเทศอยในสภาวะอนาธิปไตย อํานาจมีความสําคัญและรัฐเปนตัวแสดงหลัก

แตโตแยงวารัฐไมใชตัวแสดงเดียวท่สําคัญในระบบระหวางประเทศ ความรวมมือระหวางรัฐ






เปนส่งท่สามารถสรางใหย่งยืนไดเม่อมีผลประโยชนรวมกันมากกวาผลประโยชนท่รัฐ
จะไดโดยการดําเนินการดวยตนเอง ทฤษฎีน้ช้ใหเห็นวาความหวาดกลัวและความรสึก



ไมแนนอนของรัฐ อาจเปนอุปสรรคในการสรางความรวมมือแตไมสามารถปดก้น

ความรวมมือระหวางรัฐได



ขอเสนอหลกอกประการหนงของเสรนยมเชงสถาบน คอความรวมมอ









สามารถเกิดขึ้นได โดยไมจําเปนตองใชรัฐที่มีอํานาจนํา (Hegemonic State) แนวคิดนี้


ไมไดปฏิเสธการมีสวนรวมของรัฐท่มีอํานาจนําท่ใชอํานาจในการแสวงหาประโยชน 
จากความรวมมือ ดังเชน สหรัฐฯ ใชในการดําเนินนโยบายหลังสงครามโลกคร้งท่ ๒


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 103


แตขอเท็จจริงก็คอ โลกต้งแตอดีตเปนตนมา ภาวะของการมีอํานาจนําของรัฐใดรัฐหน่ง ึ


เปนภาวะช่วคราว สังคมระหวางประเทศในชวงเวลาสวนใหญเปนสังคมท่มีหลายข้ว











อานาจ สถาบนระหวางประเทศมบทบาทในการสรางและสงเสรมความรวมมอระหวางรฐ


มาโดยตลอดแมในภาวะสงคราม โดยทาหนาทเปนชองทางใหขอมูลและการตดตอสอสาร














ติดตามการปฏิบัติของรัฐสมาชิก ทําซ้าจนเกิดเปนแนวทางสากล และคุณคาท่สังคม

ระหวางประเทศยอมรับรวมกัน นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางแกปญหารวมกันอีกดวย ๑๕







นกวชาการอยาง ลซา มาตน เสนอวาองคการระหวางประเทศ ไมไดเปน





อํานาจกลางที่บังคับใชกฎระเบียบกับรัฐตาง ๆ แตเปนทางเลือกของรัฐที่จะรวมกันสราง
องคการระหวางประเทศข้น เพ่อเพ่มความสามารถในการมองหาผลประโยชนรวมกัน



แมวารัฐขนาดใหญจะมีโอกาสหาผลประโยชนไดมากกวา แตอยางนอยก็มีผลประโยชน 
ของรัฐขนาดเล็กรวมอยดวย แมวาองคการระหวางประเทศลมสลายอยตลอดเวลา




แตอัตราในการเกิดองคการระหวางประเทศและความรวมมือใหม ๆ เพ่มข้นในอัตรา
๑๖
ทเรวกวา นอกจากนแนวโนมของระยะเวลาการเปนสมาชิกองคการระหวางประเทศ









เพิ่มขึ้นอยางมีนัยสําคัญ ตามกราฟแสดงความสัมพันธของระยะเวลา (วัน) ที่เปนสมาชิก
องคการระหวางประเทศในแตละหวงเวลา (ค.ศ.)

กราฟแสดงความสัมพันธของระยะเวลา (วัน) ที่เปนสมาชิกองคการระหวางประเทศในแตละหวงเวลา (ค.ศ.)
ที่มา : วาสาร International Organization (2006), Vol. 60 เรื่อง Democratic International
Governmental Organizations Promote Peace โดย Jon Pevehouse and Bruce Russett
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
104
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

ปรากฏการณความรวมมือระหวางรัฐ
๑๗



ท่เพ่มมากข้นจาก Positive Spillover Effect
ถูกเสนอโดย เออรเนสต ฮาส อธิบายปรากฏการณ


น้วา ความรวมมือท่เขมขนและความเขาใจรวมกัน


ในกลมสมาชิกขององคการระหวางประเทศหน่ง ๆ






จะทาใหเกดความรวมมอลน (Spillover) ไปส  ู
ประเด็นอ่น ๆ สงผลใหการรวมตัวของรัฐยกระดับ “


สูงข้น (Deep Integration) ฮาส ยกตัวอยาง
การรวมตัวกันของกลมประเทศยุโรปในนาม

สหภาพยโรป (European Union: EU) ในชวงแรก



ของการกอต้งผนําในแตละประเทศมีนโยบายจํากัด ¤ÇÒÁËÇÒ´¡ÅÑÇ

Ö
Œ
Ù


กรอบความรวมมือ ปรากฏการณ Positive Spillover áÅФÇÒÁÃÊ¡äÁṹ͹
Ñ
Effect ทําใหความรวมมือดานอ่น ๆ เชน การปรับปรุง ¢Í§Ã°ÍҨ໚¹ÍØ»ÊÃä

กฎหมาย การเงิน การส่อสาร และการประสาน 㹡ÒÃÊÌҧ¤ÇÒÁËÇÁÁ×Í


ผลประโยชนรวมอ่น ๆ สงผลใหการรวมตัวของ ᵋäÁ‹ÊÒÁÒö»´¡Ñ¹
é

กลมประเทศยุโรปมีความใกลชิดมากย่งข้น และ ¤ÇÒÁËÇÁÁ×ÍÃÐËÇÒ§Ã°ä´ Œ




Ñ

กลายเปนตัวอยางของความสําเร็จขององคการ
ระหวางประเทศในปจจบน การลดลงของความ





กังวลเร่องอธิปไตยของรัฐในสหภาพยุโรป ทําให 
เราเห็นความสําคัญขององคการระหวางประเทศ ”
ท่พัฒนาไปในทิศทางท่สอดคลองกับมุมมอง


เสรีนิยมเชิงสถาบัน ในหลายโอกาสการเลือกใช 

คําวาสหภาพยุโรปแทนการระบุช่อรัฐไดรับความ



นยมมากกวาในเวทีโลก ในวนกอต้งสหภาพยุโรป

ผนาประเทศสมาชิกไมมีความคาดหวังความรวมมอ





ในระดับน้ สหภาพยุโรปมีชีวิตเปนของตนเองและ



ไมไดยึดโยงอยแตความเปนรัฐเทาน้น แตเปนการ





ที่มา : วาสาร International Organization (2006), Vol. 60 เรื่อง Democratic International พฒนาไปสความเปนไปไดและความคาดหวงรวมกน ๑๘
Governmental Organizations Promote Peace โดย Jon Pevehouse and Bruce Russett
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 105




ความรวมมือภายใตสภาวะอนาธิปไตยเกิดข้นในอัตราเรงท่ไมเคยมีมากอน เน่องจาก

โลกในปจจุบันมีความซับซอนมากข้น สภาวะแวดลอมดานความม่นคงเปล่ยนแปลง


อยางรวดเร็วและเปนพลวัต ทําใหรัฐไมสามารถดํารงอยหรือแกปญหาทุกอยางได 


ดวยตัวเอง ความรวมมือจึงกลายเปนความจําเปน เง่อนไขท่กลาวมาท้งหมดน ี ้



สงเสริมใหการเมืองระหวางประเทศเปล่ยนแปลงไป การใชกําลังทางทหารสําหรับ

ทําสงครามตามแบบดูจะมีความสําคัญลดลงไปในชวงเวลาท่ผานมา ส่งแวดลอม การเงิน



และเศรษฐกิจ ถูกหยิบยกข้นมาเปนมิติของความม่นคงในการเมืองระหวางประเทศ
๑๙
ที่เพิ่มขึ้น อยางไรก็ตาม การเสริมสรางกําลังทางทหารของรัฐ การสะสมอาวุธในภูมิภาค
ยังปรากฏชัดอยางตอเนื่อง สภาวะอนาธิปไตยยังคงอยูในสังคมการเมืองระหวางประเทศ


อํานาจและความม่งค่งยังคงเปนเปาหมายของรัฐ แตรัฐสามารถเลือกดําเนินนโยบาย
สรางความรวมมือระหวางกันได โดยผานองคการระหวางประเทศซ่งในปจจุบันมีอย  ู

๒๐
มากกวา ๓๐๐ องคการ หลายองคการกอตั้งมาแลวกวา ๓๐ ป ขอเท็จจริงนี้สอดคลอง
กับขอโตแยงของเสรีนิยมเชิงสถาบัน ซ่งระบุวาหากองคการระหวางประเทศไมม ี


ความสําคัญ เหตุใดรัฐซ่งใชความสมเหตุสมผลในการตัดสินใจจึงยอมเสียงบประมาณ




และทรัพยากรตาง ๆ ในการกอต้งและรักษาองคการเหลาน้นใหคงอยอยางตอเน่อง
นักวิชาการยังคงต้งคําถามตอไปวา องคการระหวางประเทศตองมีคุณสมบัติอยางไร

จึงจะสงผลโดยตรงตอการสรางสันติภาพ
วิเคราะหคุณลักษณะขององคการระหวางประเทศที่เชื่อมโยงกับสันติภาพ
๒๑

ในสวนตอไปน้ จะนําเสนอผลการวิเคราะหคุณลักษณะขององคการ โดยนํา
การขัดแยงกันดวยอาวุธระหวางรัฐ (Militarized Interstates Dispute: MID) มาเปน
ตัวแปรตาม (Dependent Variable) และนําคุณลักษณะขององคการระหวางประเทศ
กลมตาง ๆ เปนตัวแปรอิสระ (Independent Variable) เชน โครงสราง หนาท ่ ี

และความมงหมาย ความยึดโยงกันของสมาชิก การเขารวมของมหาอํานาจ เปนตน

ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบวา การขัดแยงกันดวยอาวุธระหวางรัฐ (Militarized
Interstates Dispute: MID) น้น ไมไดมีความสัมพันธทางตรงกับองคการระหวาง

ประเทศทงหมด คณลกษณะขององคการระหวางประเทศทจะสงผลตอการระงบ













การขัดแยงกันดวยอาวุธระหวางรัฐน้นจะตองมีดังน้ ๑) มีระดับของความเปนสถาบันสูง
(Level of Institutionalization) คือมีขีดความสามารถในการบริหารขอมูล

เพ่อปรับดุลอํานาจและผลประโยชนรวมกันของชาติสมาชิกไดอยางเปนระบบ
๒) มีความยึดโยงกันของสมาชิก (Member Cohesiveness) คือชาติสมาชิกในองคการ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
106
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ


เปนสมาชิกและมีปฏิสัมพันธรวมกันในองคการอ่น ๆ อีก ทําใหมีการยึดโยงกันสูง

๓) มีอาณัติและอํานาจท่ไดรับมอบหมาย (Organizational Mandate) คือองคการ



ท่มีอาณัติเก่ยวกับความม่นคงโดยตรง จะสงผลโดยตรงตอการปองกันการขัดแยงกัน
ดวยอาวุธระหวางรัฐไดมากกวาองคการที่มีเปาประสงคอื่น ๆ เชน เศรษฐกิจ สิ่งแวดลอม
เปนตน จากผลการวิจัยนี้สามารถยืนยันไดวาองคการระหวางประเทศมีความสัมพันธ 

ทางตรงกับสันติภาพ ซ่งสอดคลองกับงานวิจัยเชิงปริมาณของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยล










(Yale University) ในการศกษาการขดแยงกนดวยอาวธระหวางรฐและสนตภาพ





ในระหวางป ค.ศ.๑๘๕๕ ถึง ๑๙๙๒ ระบุวาเหตแหงสนตภาพ ๓ ประการ (รฐประชาธิปไตย



การพงพากนทางเศรษฐกิจ และองคการระหวางประเทศ) มีผลใหความนาจะเปน

ในการเกิดการขัดแยงกันดวยอาวุธระหวางรัฐลดลง หากพิจารณาจากตัวแปรขางตน
ท้ง ๓ ประการพรอมกัน เม่อมีความพรอมในระดับสูงสามารถลดความนาจะเปน


ในการเกิดสงครามไดรอยละ ๙๕ ๒๒
กองทัพเรือกับบทบาทสรางและสงเสริมสันติภาพของภูมิภาคผานมุมมองเสรีนิยม
เชิงสถาบัน



กองทัพเรือมีความตระหนักรในสภาวการณความม่นคงทางทะเลท่เปล่ยนไป

และใหความสําคัญกับภาระกิจสนับสนุนความรวมมือตาง ๆ ภายใตองคการระหวางประเทศ



เพ่อแกปญหาภัยคุกคามรูปแบบใหมอยางตอเน่องเสมอมา เห็นไดจากการเพ่มบทบาท






ดานความรวมมอกับกองทพเรอมิตรประเทศทงในและนอกภมิภาค จนเกิดความสาเรจ




ในขอตกลงดานความรวมมือตาง ๆ เชน ๑) การประชุม ผบ.ทร.อาเซียน เปนเวท ี


ในการปรกษาหารอ แลกเปลยนมมมอง แนวความคด เพอเสรมสรางความเชอมน












ระหวางกองทัพเรือของประเทศสมาชิก สงเสริมใหมีการทํากิจกรรมรวมกันและ

พัฒนาศักยภาพของกองทัพเรือในอาเซียน ซ่งจะชวยเสริมสรางความเขาใจระหวางกัน



อันจะทําใหเกิดความรวมมือกันในการแกไขปญหาตาง ๆ ท่เกิดข้นในทะเล โดยจัดข้น
ครั้งแรกในประเทศไทย ในป พ.ศ.๒๕๔๔ ใชชื่อการประชุมวา ASEAN Navy Interact


ปจจุบันยังคงจัดข้นอยางตอเน่อง ในป พ.ศ.๒๕๖๓ ประเทศเวียดนามเปนเจาภาพ
จัดการประชุม โดยจัดรูปแบบการประชุมทางไกลเสมือนจริง (Virtual Conference)







มผลสมฤทธรวมกน คอกจกรรมความรวมมอ ASEAN Navy Training Experiences



Exchange Program (ANTEEP) และการสรางเครือขายดานความม่นคงทางทะเล

และการจัดต้งกองเรือปฏิบัติการดานความม่นคงทางทะเลอาเซียน (Networked


Maritime Centres and the ASEAN Maritime Task Force) ๒) ความรวมมือ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 107

ภาพผูบัญชาการทหารเรือและคณะผูบังคับบัญชาระดับสูงรวมประชุม ผบ.ทร.อาเซียน ครั้งที่ ๑๔
ที่มา : https://truthforyou.co/15424/



ในการแลกเปล่ยนขอมูลขาวสารในอาเซียน เพ่อเสริมสรางการรับรเทาทันสถานการณ 


ทางทะเล (Maritime Domain Awareness) ในภูมิภาค โดยจัดขาราชการเดินทางไป





ปฏบตหนาท่นายทหารติดตอนานาชาติ (International Liaison Offi cer: ILO) ประจําศูนย  ภาพการสัมมนารวมกันของสมาชิก IONS
บูรณาการขอมูลขาวสาร (Information Fusion Centre : IFC) ทร.สิงคโปร ณ สาธารณรัฐ

สิงคโปร และการแลกเปล่ยนขอมูล White Shipping THAI-SINGAPORE ระหวาง
ทร.ไทย - ทร.สิงคโปร และนอกจากน้ยังพิจารณาจัดขาราชการเดินทางไปรวม


ปฏบตงานประจําศูนยแลกเปล่ยนขาวสาร ตามความตกลงวาดวยความรวมมือระดับ




ภูมิภาค เพ่อตอตานการกระทําอันเปนโจรสลัดและการปลนเรือโดยใชอาวุธในเอเชีย
(Regional Cooperation Agreement on Combating Piracy and Armed
Robbery Against Ships in Asia - Information Sharing Centre: ReCAAP ISC)
ณ สาธารณรัฐสิงคโปร ๓) การประชุม Western Pacifi c Naval Symposium (WPNS)

ซ่งเปนกรอบความรวมมือทางทะเลระหวาง ทร.อาเซียน กับ ทร.มิตรประเทศ
ในภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟกตะวันตก โดยมีเอกสารขอตกลงท่เห็นพรอมรวมกัน

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
108
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

หลายฉบับ เชน The Code for Unplanned Encounters at Sea: CUES, Version 1.0

(บรรลุขอตกลงไปเม่อป พ.ศ.๒๕๕๗) เปนแนวทางการปฏิบัติการใชทะเลรวมกัน

มีวัตถุประสงคเพ่อลดโอกาสการเกิดเหตุในทะเลระหวางประเทศสมาชิกและ

Disaster Relief Operations Guide เปนแนวทางการปฏิบัติการใหความชวยเหลือ
ทางมนุษยธรรม ๔) การประชุม Indian Ocean Naval Symposium (IONS)




เปนกรอบความรวมมือทางทะเลระหวาง ทร.อาเซียน กบ ทร.มตรประเทศ ในภมภาค


มหาสมุทรอินเดีย ปจจุบันชาติสมาชิกบรรลุขอตกลงรวมกัน ในแนวทางการปฏบตการ

ชวยเหลือดานมนุษยธรรมในมหาสมุทรอินเดีย











ที่มา : https://truthforyou.co/15424/







ภาพการสัมมนารวมกันของสมาชิก IONS
ที่มา : https://www.indiannavy.gov.in/content/indian-ocean-naval-symposium-2018



นอกจากน้ กองทัพเรือยังใหความสําคัญในการสรางพ้นฐานความเขาใจ




ความจริงในสงคมการเมืองระหวางประเทศ ผานการศึกษาระดับสงของนายทหารเรือ


โดยในป พ.ศ.๒๕๖๑ ไดอนมตใหปรับปรงหลกสตรตาง ๆ ของกรมยทธศกษาทหารเรอ











ใหมีการเรียนการสอนเน้อหาวิชาเร่องความสัมพันธระหวางประเทศท่เหมาะสม


และสอดคลองกับระเบียบโลกในปจจุบันมากยิ่งขึ้น สงผลใหนายทหารเรือที่จบการศึกษา


ออกไปรับราชการเปนผบริหารระดับตาง ๆ ของกองทัพเรือ มีมุมมองตอความม่นคง
ทางทะเลที่ทันสมัยและครอบคลุมภัยคุกคามทุกรูปแบบ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 109

บทสรุป


แนวคิดสันติภาพถาวร (Perpetual Peace) แมวา

จะเปนแนวคิดสุดโตง ในอุดมคติของนักปรัชญาเม่อสองรอยกวาป 




ท่ผานมา แตส่งน้มิไดไรคุณคา สันติภาพถาวรของคานต ยังคง

ฉายภาพสาเหตุของสันติภาพไดอยางชัดเจน เพ่อเปนแสงสวาง
ปลายอุโมงคใหมนุษยชาติไดเดินไปในทิศทางท่ตรงขามกับ

สงคราม แมโลกจะไมมีวันปราศจากหมอกควันแหงความขัดแยง

แตเราก็มองเห็นสันติภาพชัดเจนข้นในทุกขณะ ท่รัฐประชาธิปไตย


การพ่งพากันทางเศรษฐกิจ และองคการระหวางประเทศมีปริมาณ





และคณภาพมากขน บทความน เลือกฉายภาพองคการระหวาง


ประเทศ ซ่งเปนสาเหตุประการหน่งแหงสันติภาพผานทฤษฎ ี

เสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism) ซ่งเปน

ทฤษฎีท่เนนบทบาทขององคการระหวางประเทศ ในการสราง



สันติภาพ และทําหนาท่เปนพ้นท่เปดสําหรับรัฐสมาชิกในการ



สอสารเพอลดความหวาดกลวอนเกดจากความไมแนนอน






ตาง ๆ กองทัพเรือในฐานะเคร่องมือของรัฐในการรักษา








ความมนคงทางทะเล มนโยบายทชดเจนและตอเนองในการ


สนับสนุนการสรางความรวมมือในทุกระดับ นอกจากน้ยังให 


ความสําคัญกับฐานความคิดของกําลังพลท่เขารับการศึกษา
ในหลักสูตรระดับสูงตาง ๆ ของกรมยุทธศึกษาทหารเรือ


การไดรับความรเก่ยวกับความจริงของระเบียบโลกในปจจุบัน



และประโยชนขององคการระหวางประเทศ ทาใหภาพความมนคง







ทางทะเลในอนาคตชดเจนยงขน เมอมนษยเหนความสาคญ







ของความรวมมือมากข้น นโยบายตาง ๆ ก็จะเอ้อสําหรับ



สรางความรวมมือทําใหเกิดองคการระหวางประเทศมากข้น

เม่อองคการระหวางประเทศมีปริมาณและคุณภาพมาก

เพียงพอ ยอมเปนเหตุประการหน่งท่จะทําใหเกิดสันติภาพ

ซ่งเปนเปาหมายสูงสุดของสังคมการเมืองระหวางประเทศ

และประชากรโลกไมวาพลเรือนหรือทหารก็ตาม
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
110
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

เอกสารอางอิง


Hobbes, T., & Gaskin, J. C. A. (2008). Leviathan. Oxford: Oxford University Press.

Kant, I. (1903). Perpetual peace: A philosophical essay, 1795. London: S.
Sonnenschein.

Bruce, R., John O.,& David R. (1998) Third Leg of the Kantian Tripod for Peace:
International Organizations and Militarized Disputes, 1950-85 International
Organization Vol. 52 pp. 441-467: The MIT Press

Michael Rossi Lecture, Studies of Institutionalism Department of Political
Science: Rutgers University (2015) https://www.youtube.com/watch?v=AASdXoy_
UPk&t=1638s

Locke, J., & Laslett,P.(1988).Two treatises of government. Cambridge England:
Cambridge University Press.

The declaration of Independence of the united states of America (https://www.
archives.gov/founding-docs/declaration-transcript)

Bruce Russett, (2013) “Liberalism,” in International Relations Theories: Discipline
and Diversity, 3rd ed., Oxford: Oxford University Press, pp. 94-113

Robert O. Keohane (1984), After Hegemony: Cooperation and Discord on the
World Political Economy Princeton: Princeton University Press.

Robert A. and Robert O. Keohane., (1985). Achieving Cooperation under Anarchy:
Strategies and Institutions World Politics Vol. 38, No. 1 pp. 226-254 Cambridge
University Press.
๑๐
Milner Helen, (1992) International Theories of Cooperation among Nations:
Strengths and Weaknesses Vol. 44, No. 3 pp. 466-496 Cambridge University
Press
๑๑
Stein A. (1990) Why nations cooperate: circumstance and choice in international
relation, Cornell University Press.
๑๒
Mearsheimer, J. (1995). The false promise of international institutions.
International Security, 19(3), 5-49
๑๓
Waltz, K. N. (1979). Theory of international politics. Reading, Mass:
Addison-Wesley Pub

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 111

๑๔
Van Evera, Stephen. (1985). “Why Cooperation Failed in 1914.” World Politics
pp.80–117.
๑๕
Katzenstein, P., Keohane, R., & Krasner, S. (1998). International Organization
and the Study of World Politics. International Organization, 52(4), 645-685.
๑๖
Martin, Lisa L. (1997). “An Institutionalist View: International Institutions and
State Strategies” Cambridge University Press.
๑๗
Ernst Hass. (1959) The Uniting of Europe: Political, Social, and Economic Forces
1950-1957. Stanford: Stanford University Press.
๑๘
Jervis, R. (1999). Realism, Neoliberalism, and Cooperation: Understanding the
Debate. International Security, 24(1), pp.42-63.
๑๙ Nye, J. (1990). The Changing Nature of World Power. Political Science Quarterly,
105(2), 177-192.
๒๐
https://www.nationalgeographic.org/encyclopedia/internationaorganization
(สืบคนเมื่อ ๑ ธ.ค.๖๓)
๒๑
Charles B., Erik G. &Timothy N., (2004) Do Intergovernmental Organizations
Promote Peace? World Politics Vol. 57 pp. 1-38 Cambridge University Press.
๒๒
Oneal, J., Russett, B., & Berbaum, M. (2003). Causes of Peace: Democracy,
Interdependence, and International Organizations, 1885-1992. International
Studies Quarterly, 47(3), 371-393.






















¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
112
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

¡ÒÃãªé¡ÒÃÈÖ¡ÉÒà»ç¹à¤Ã×èͧÁ×Í


㹡ÒÃÊÌҧÊѹµÔÀÒ¾º¹âÅ¡·ÕËÅÒ¡ËÅÒÂ

µÒÁá¹Ç¤Ô´·ÄÉ®ÕÊÃÃÊÃéÒ§¹ÔÂÁ


EDUCATION AS MEANS


FOR PEACE IN GLOBAL DIVERSITY:

A CONSTRUCTIVIST ANALYSIS





¹ÒÇÒàÍ¡ Ã³ÂØ·¸ ¢ÇÑÞÁ§¤Å
Ãͧ¼ÙŒÍíҹǡÒáͧ¡Òû¡¤Ãͧ
ÇÔ·ÂÒÅÑ¡Ò÷ѾàÃ×Í ¡ÃÁÂØ·¸ÈÖ¡ÉÒ·ËÒÃàÃ×Í


















¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 113

บทนํา


ทฤษฎีสรรสรางนิยมในความสัมพันธระหวางประเทศ เปนแนวคิดพ้นฐานกวาง ๆ


ท่อธิบายปรากฏการณตาง ๆ ในเวทีความสัมพันธระหวางประเทศ โดยใหความสําคัญ

กับมโนทัศนของคําวา “สังคมมนุษย” ซ่งแตกตางกับทฤษฎีความสัมพันธระหวางประเทศ
กระแสหลัก คือทฤษฎีสัจนิยมเชิงโครงสราง ทฤษฎีเสรีนิยมใหม สํานักอังกฤษ ซึ่งอธิบาย

ผานสมมติฐานในแนวทางเดียวกันวา “ระบบและสังคมระหวางประเทศอยในสภาวะ
อนาธิปไตย” หรือกลาวโดยนัยวา อนาธิปไตยเปนเหตุของความสัมพันธโดยมีปรากฏการณ 

ตาง ๆ ในสังคมเปนหลักฐานเชิงประจักษ แตในขณะท่ทฤษฎีสรรสรางนิยมกลับอธิบายวา
“อนาธิปไตยเปนผลของปฏิสัมพันธระหวางรัฐ” หรือกลาวโดยนัยวา อนาธิปไตยมีลักษณะ
ทหลากหลาย โดยรฐสามารถเลอกอนาธปไตยในแบบอนไดนอกเหนอจากทถกจากด














เพียงอนาธิปไตยตามที่ทฤษฎีกระแสหลักไดตั้งสมมติฐานไว

บทความน้มีวัตถุประสงคประการแรก เพ่อแสดงใหเห็นวา “รัฐมีทางเลือกเสมอ

ท่จะสรรสรางอนาธิปไตยในแบบตาง ๆ” โดยมีคําตอบเบ้องตน คือทางเลือกของอนาธิปไตย


๓ แบบ ไดแก อนาธิปไตยแบบฮอบส (Hobbes) อนาธิปไตยแบบล็อค (Locke) และ
อนาธิปไตยแบบคานต (Kant) โดยการท่รัฐจะเขาใจทางเลือกท้ง ๓ แบบไดน้น นอกเหนือ







จากการท่รัฐ “รวามีทางเลือก” ผานการเรียนรเหตุผลบริสุทธ์ (Pure Reason) แลว
สิ่งสําคัญอีกประการหนึ่ง คือการศึกษาเปนเครื่องมือสําคัญของรัฐ ที่จะใชในการสงเสริม




การเรียนรเหตุผลผานการปฏิบติ (Practical Reason) ซ่งการเรียนรท้งสองประการ

ไปพรอม ๆ กัน ก็เพ่อกอใหเกิดความเขาใจวา “อนาธิปไตยเปนผลของความสัมพันธ”




ตามท่สรรสรางนิยมไดเสนอไวได ซ่งประเด็นน้เปนวัตถุประสงคประการท่สองของบทความ

หลักการของทฤษฎีสรรสรางนิยม





ทฤษฎสรรสรางนยม (Constructivism) เปนทฤษฎซงอธบายลกษณะของ




ความคด (Ideas) อตลกษณ (Identity) และปทสถาน (Norms) ปฏสมพนธทางสงคม










(Social Interaction) โดย “อัตลักษณ” ถือวาเปนสิ่งสําคัญสําหรับทฤษฎีสรรสรางนิยม











ในแงของการวเคราะหการมปฏสมพนธระหวางบคคลและระหวางประเทศ อตลกษณ 




ข้นอยกับวัฒนธรรมและความคาดหวังรวมกัน ส่งเหลาน้ไมสามารถเกิดข้นไดดวยตัว



ของมันเอง แตเกิดจากโครงสรางทางสังคมและการสังเกตการณบนพฤติกรรมปทัสถาน
ของรัฐ นักวิชาการกลุมสรรสรางนิยมเชื่อวา “Anarchy is What States Make of It”




(Alexander, 1992) เม่อมองจากมุมของทฤษฎีสรรสรางนิยมซ่งเปนทฤษฎีท่พัฒนาข้น
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
114
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ



มาจากทฤษฎีความรมากกวาท่เปนทฤษฎีทางรัฐศาสตร เชนเดียวกับทฤษฎีกระแสหลัก



ท่วไป ท้งน้เพราะคําวาสรรสรางนิยม มาจากความรท่มนุษยไดสรรสรางและสะสมข้น



จากประวัติศาสตร ลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมและโครงสรางทางสังคมซ่งสะทอน

อัตลักษณ วัฒนธรรม ผลประโยชนของกลมคนท่หลากหลายแตกตางกัน โดยสรรสรางนิยม







มาจากการกระทําของมนุษย ท่ไดสรางส่งสมมติข้นเพื่อใหสังคมต้งอยบนพ้นฐานของ

ความเช่อเดียวกัน จนสามารถสรางวัฒนธรรม โครงสรางสังคม ผานกาลเวลามาอยางตอเน่อง


กอใหเกิดพลวัตของวัฒนธรรมและความรูของคนในสังคม ซึ่งจากการที่มนุษยมีธรรมชาติ













เปนสตวสงคม สงคมจงเปนสงจาเปนของมนษย สงคมของมนษยมมากอนการกาเนด











ของส่งสําคัญท่มนุษยไดสรรสรางข้นภายหลังท่เราเรียกวา “รัฐชาติ” แตอยางไรก็ตาม
“รัฐชาติ” ไมใชธรรมชาติของมนุษยเชนเดียวกับสังคม และความสัมพันธระหวาง
รัฐชาติตอรัฐชาติ หรือความสัมพันธระหวางประเทศตอประเทศท่เราเรียกวา สังคม

ระหวางประเทศ (International Society) และระบบระหวางประทศ (International

System) จึงกําเนิดข้นภายหลังการกําเนิด “รัฐชาติ” ในทายท่สุด ในเม่อรัฐชาต ิ







สงคมระหวางประเทศ และระบบระหวางประเทศ เปนสงทมนษยไดสรรสรางขนมา









รูปแบบ (Form) ของความสัมพันธในสังคมระหวางประเทศและระบบระหวางประทศ

จึงสามารถกําหนดไดตามแตใจของมนุษยท่จะเห็นและกําหนดแบบรวมกัน โดยทฤษฎ ี
สรรสรางนิยม (Constructivism) ไดอธิบายจากการตระหนักรถึงส่งเหลาน้ และในฐานะ





มุมมองท่แตกตางจากทฤษฎีกระแสหลักท่เนนการศึกษาปจจัยภายนอกมีอิทธิพล
ตอส่งเราภายใน โดยอเล็กซานเดอร เวนด (Alexander, 1992) ไดยกตัวอยาง

ดานความสัมพันธระหวางประเทศของเยอรมนีกับเดนมารกในชวงเวลา ป ค.ศ.๑๙๔๐


- ๒๐๐๐ ซ่งท้งสองประเทศมีความขัดแยงกันในเร่องผลประโยชนของประเทศ โดยตาง


ฝายตางมองกันวาอีกฝายเปนศัตรู แตในป ค.ศ.๒๐๐๐ ท้งสองประเทศกลับมาเปนมิตร


และชวยเหลือกัน ซ่งจะเห็นไดวา ผลประโยชนหรืออํานาจเพียงอยางเดียวไมสามารถ
อธิบายความสัมพันธของสองประเทศน้ แตจะตองมองถึงทัศนคติของแตละชาติดวย


(โดยมองผานทัศนคติของคนในชาติท่มีตอคนชาติอ่น) นักคิดแนวสรรสรางนิยม


มองวา ความรวมมือดานความสัมพันธระหวางประเทศน้นไมไดเกิดจากเร่องของอํานาจ


และผลประโยชนเพียงเทาน้น แตยังไดรับอิทธิพลจากปจจัยทางสังคมดานอ่น ๆ ดวย

โดยทฤษฎีสรรสรางนิยมใหความสําคัญตอ ๓ ดาน ทสําคัญคือ อัตลักษณ (Identity)


ผลประโยชน (Interest) และปทัสถาน (Norms) (Alexander, 1992)

จากประเด็นดังกลาวขางตนแสดงใหเห็นวาถาผอานประสงคจะทําความ
เขาใจทฤษฎีสรรสรางนิยมจําเปนตองเร่มจากทําความเขาใจ “สังคมมนุษย” โดยเม่อ


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 115


ทําการจําแนกการกระทําของมนษยภายในสังคม สามารถจําแนกการกระทําออกเปน
๒ ประเภทหลัก (Collingwood R.G., 1925) คือ ๑) การกระทําทางเศรษฐศาสตร



และ ๒) การกระทําทางศีลธรรม สําหรับการกระทําทางเศรษฐกิจน้ มงสนองตอเร่อง

ความตองการภายในบุคคลมากกวาความตองการระหวางบุคคล หรือบุคคลผกระทําการ



ทางเศรษฐกิจ เปนการกระทําท่เปนประโยชนตอตัวผกระทําในแงท่ชวยใหบุคคลน้น

สามารถไดมาซึ่งบางสิ่งบางอยางที่ผูกระทําปรารถนา ซึ่งแสดงใหเห็นถึง


๑. ผลประโยชน เปนสิ่งที่สังคมมนุษยสรางหรือสมมติขึ้น ไมไดมีคุณคา
อยูจริงตามธรรมชาติ

๒. ความขัดกันของผลประโยชน (Confl ict of Interests) ไมใชเร่องของ
การขัดกันของผลประโยชนระหวางคนสองคนในสังคม แตเปนการขัดผลประโยชนของ
คน ๆ เดียว หรือขัดกันภายในตนเอง
๓. ความขัดแยงกันของผลประโยชน เปนการขัดแยงกันระหวางวิธีการและ
เปาหมายของตนเอง (เปาหมายท่ตองการกับทรัพยากรในการลงทุนหรือวิธีการลงทุน

เพื่อใหไดมาไมสอดคลองกัน)

แตถึงกระน้น การกระทําทางเศรษฐกิจอาจไมใชท้งหมดของการกระทา















ของมนษย แตออกมาจากเหตผลทางศีลธรรม ซ่งกอใหเกดส่งท่ดีตอผอ่นในสังคม










และสงผลตอสภาพสังคมในภาพใหญไดในท่สด ถาทกคนจะตระหนกรวาการกระทา





ดวยเหตผลทางศลธรรมจะอานวยความสุขกบทก ๆ คนในสังคม ในลักษณะททําดตอกน










โดยไมหวงผล หรือกระทําตอกันในฐานะมนุษยคนหน่งในสังคม ซ่งตางก็มีหนาท ี ่


พงกระทาตอกน ซึ่งการกระทําเพื่อตอบสนองการกระทําทางเศรษฐศาสตร และการกระทํา


ทางศลธรรม ผานการกระทําตอเน่องจนเปนลักษณะของพฤติกรรมและอัตลักษณ ๒





ของมนุษยคนนน ๆ ในสังคม สําหรับพฤติกรรมของมนุษยท่แสดงออกไปสสังคม



เปนเร่องของเจตนาจากภายในแสดงออกไปผานการกระทํากอใหเกิดการตีความพฤติกรรม




จากสงคม ซงจะแสดงพฤตกรรมสะทอนกลับมาท่ตัวผกระทํา โดยผกระทําจะไดผลลัพธ 





จากการตีความพฤติกรรมท่สะทอนกลับมาภายในตน โดยเม่อกระทําซ้า ๆ จนเปนพฤติกรรม


ก็จะกลายมาเปนอัตลักษณของตน โดยผลการตีความภายในและจากสังคมสามารถกําหนด
ได ๓ รูปแบบ คือ พฤติกรรมที่เปนศัตรูตอกัน (ภายใตสังคมที่มีกฎระเบียบตามโครงสราง ที่มา : https://sites.google.com/site/kewarin29642/neuxha
ของอํานาจในสังคม) พฤติกรรมที่เปนคูแขงขันกัน (ภายใตสังคมที่มีกฎระเบียบที่ยุติธรรม
ตอทุกคน) และ พฤติกรรมที่เปนเพื่อนตอกัน (ภายใตสังคมที่มีเจตจํานงรวม/General Will)
โดยเมื่อพิจารณาอัตลักษณของมนุษย (ตนเอง) ซึ่งกําหนดผานพฤติกรรมทั้ง ๓ ประการ

ดังกลาว แสดงใหเห็นวามนุษยในสังคมมีอัตลักษณแปรเปล่ยนไปตามพฤติกรรม (ของตนเอง)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
116
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ





และมนุษยสามารถกาหนดอัตลกษณของตนเองไดจากการแสดงพฤตกรรมของตนท่กาหนด



จากภายในตนเองออกไปสภายนอก (สังคม) แลวไดรับการตีคาของอัตลักษณตนเอง


จากสังคมวามนุษยคนน้นคือใคร ลักษณะความสัมพันธเปนศัตรู คแขง หรือมิตร โดยมนุษย 
มีเสรีภาพที่จะเลือกกําหนดอัตลักษณของตนเองได หรือเปลี่ยนแปลงอัตลักษณได ๓


เม่อพิจารณาตอไปภายใตการท่มนุษยมีเสรีภาพท่จะเลือกกําหนดอัตลักษณ 


ของตนเองได การท่มนุษยมาอยูรวมกันเปนสังคมน้น มนุษยตางมีธรรมชาติในการ

ใชอารมณ เหตุผล (ท้งทางเศรษฐกิจและทางศีลธรรม) ความเช่อ การใหคุณคา ในมุมมอง


หรือความคิดเห็นสวนบุคคลหรือมีทัศนะในแบบอัตวิสัย (Subjectivity) ตามบทบาท


หนาท่ท่ตนไดเลือกหรือถูกมอบหมายจากสังคมใหกระทํา ซ่งอาจมองวาเปนส่งท่ด ี




ตอมนุษยเองในฐานะท่ดํารงเสรีภาพในการใชเหตุผลและใชชีวิตอยางเสรีของตนเองได

แตโดยธรรมชาติของสังคมแลว ทัศนะในแบบอัตวิสัยของมนุษยกลับกอความวนวาย




ในสังคมข้นเพราะทัศนะของมนุษยในแบบอัตวิสัยท่แตกตางกัน ดังน้น การท่มนุษย 




จะมาอยรวมกันได จะตองสรางความเช่อหรือความเห็นรวมกัน หรือเกิดส่งท่เรียกวา
“ความเปนอัตวิสัยรวมกัน (Intersubjectivity)” โดยอัตวิสัยรวมกันของมนุษย ไดแก


ความเช่อ ความคิด และการใหคุณคารวมกัน โดยมนุษยเรียกส่งน้นวา “วัฒนธรรม”





ภาพมนุษยกับวัฒนธรรม ความเปนอัตวิสัยรวมกัน
ที่มา : https://sites.google.com/site/kewarin29642/neuxha



สําหรับวัฒนธรรมในดานสังคมศาสตรมีความหมายกวางมาก กลาวคือ วัฒนธรรม (Culture)
หมายถึง วิถีชีวิต (Way of Life) ของมนุษยในสังคม และแบบแผนในการดําเนินชีวิต




ของมนุษยทุก ๆ อยาง รวมท้งบรรดาผลงานท้งมวลท่มนุษยไดสรางสรรคข้น ตลอดจน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 117

ความคิด ความเชื่อ คานิยม และความรูตาง ๆ เปนตน กลาวโดยสรุปคือ มนุษยใชเหตุผล


ในการสรางอัตวิสัยรวมกันหรือวัฒนธรรมของสังคมข้นน่นเอง โดยวัตถุประสงคของ














การมีอยของวัฒนธรรม คือเพอรบใชมนษยในฐานะทเปนเครองมือททําใหสังคมสงบสุข

















แตวฒนธรรมยังมลกษณะทออน ซงเนนการดงดดและสรางการมสวนรวมของมนษย 


ในสังคมมากกวาการบังคับ และกําหนดอัตลักษณ (Identity) ของมนุษยในสังคมใหม ี



ลักษณะรวมกันได เชน เช้อชาติ ภาษา วัฒนธรรมทองถ่น ความเช่อดานจิตวิญญาณ

หรืออีกนัยหน่ง คือวัฒนธรรมมีอิทธิพลตออัตลักษณของมนุษยในสังคม ซ่งภายหลัง

วัฒนธรรมท่มีลักษณะท่ออนเร่มแข็งข้นในลักษณะของการบังคับมากกวาการเชิญชวน






ใหมีสวนรวม กอใหสังคมของมนุษยเกิดส่งใหมท่เรียกวา “สถาบัน” หรือโครงสราง
ของสังคมที่บังคับใหทุกคนในสังคมตองปฏิบัติ ซึ่งนํามาสูการกําหนดอัตลักษณของสังคม
ท่ชัดเจนข้นกวาอัตลักษณท่กําหนดจากวัฒนธรรม หากสมาชิกในสังคมฝาฝนยอมถูกลงโทษ



ดังนั้น เสรีภาพในการใชเหตุผลของมนุษยนั้น ถูกจํากัดอยูภายใตวัฒนธรรม และสถาบัน
หรือโครงสรางทางสังคม
ความสัมพันธเชิงอํานาจในสังคม ณ จุดเริ่มตนของสังคม
เหตุผล วัฒนธรรม โครงสราง
ณ จุดเริ่ม มนุษยตางใชเหตุผลในการกําหนดวัฒนธรรมและโครงสรางสังคม
ณ จุดนี้กอใหเกิดคําถามวา “จะเกิดอะไรขึ้นถามนุษยไดถือกําเนิดขึ้นภายหลัง


การกอเกิดของวัฒนธรรมและสถาบัน หรือมนุษยเกิดข้นภายใตสภาวะท่มีการกําหนด

อัตลักษณของสังคมแลว” ภายใตสภาวะแวดลอมดังกลาว อัตลักษณของมนุษยน้น ๆ
จะถูกหลอหลอมขึ้นจากอัตลักษณของสังคมผานกระบวนการเรียนรูทางสังคม โดยมนุษย






ผน้นจะเขาใจวา อัตลักษณของสังคมน้นเปนภาววิสัย (Objectivity) หรือส่งท่มนุษย 
รับรรวมกันและเหมือนกันโดยไมตองอาศัยความเช่ออีกตอไป (Searle, 1995) และมนุษย 



อาจเขาใจผิดไปวา อัตลักษณของสังคมของตนน้นมีลักษณะเปนสากลท่ทุกคนในโลก

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
118
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ




ลวนมองตรงกัน เชน วัฒนธรรมการเช่อฟงผมีอาวุโสในสังคมหน่ง อาจเปนเร่องสําคัญ

มากกวาเสรีภาพในการใชเหตุผล จนเกิดการตีความสังคมอ่น ๆ ท่ยอมรับการใชเหตุผล



ของเด็กตอผใหญท่มีพฤติกรรมโตเถียงตอกันอยางมีเหตุผลวา เปนการกระทําท่ไมดี












โดยการท่อตลกษณสงคมแตกตางกนกับสังคมอน ๆ ยอมกอใหเกดความสัมพนธ 

ระหวางสังคมท่แตกตางกัน หรือเกิดอัตลักษณสังคมในลักษณะศัตรูหรือคแขงหรือมิตร

ไดดวยเชนเดียวกัน ในประเด็นนี้สามารถสรุปไดวา
๑. อัตลักษณของมนุษยในสังคมถูกหลอหลอมมาจากอัตลักษณของสังคม

ที่มาจากอัตวิสัยรวมกันผานกระบวนการเรียนรูทางสังคม
๒. มนุษยสรางวัฒนธรรมและสถาบันเปนเคร่องมือ (Means) ในการรับใชมนุษย 



ใหอยรวมกันในสังคมไดอยางปกติสุข แตภายหลังมนุษยเขาใจวาส่งเหลาน้เปนภาววิสัย

ซึ่งเปลี่ยนแปลงไมได
๓. วัฒนธรรมและสถาบันในความเปนจริงแลวไมใชวัตถุประสงค (End)
ในตัวของมันเอง



๔. วัฒนธรรมและสถาบัน/โครงสรางเปนส่งท่มนุษยสรางข้นหรือสมมติขึ้น
มนุษยยอมเปลี่ยนแปลงมันไดโดยผานการใชเหตุผลซึ่งเปนธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย







๕. มนษยยอมสามารถปรบเปลยนอตลกษณของตนและอตลกษณสงคมได 







โดยผานการใชเหตุผล ท้งในเหตุผลบริสุทธ์ (Pure Reason) และเหตุผลในเชิงปฏิบัติ



(Practical Reason) จากภายในตนเองและขยายออกไปสสังคมจนเกิดวัฒนธรรมใหม 

และคอย ๆ ปรับสถาบัน/โครงสรางใหมได (Delanty, 1997)
ความสัมพันธเชิงอํานาจในสังคม ณ จุดเริ่มตนของสังคม
ณ จุดเริ่ม มนุษยตางใชเหตุผลในการกําหนดวัฒนธรรมและโครงสรางสังคม
โครงสราง วัฒนธรรม เหตุผล
ความเขาใจเมื่อเราเกิดมาเราอยูในโครงสรางแลว
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 119



อยางไรก็ตาม นักปรัชญาอีกกลมหน่งมีความเห็นวา สังคมเปนผลของสัญญา



ท่มนุษยตกลงจัดทําข้นดวยความสมัครใจของมนุษยเอง แนวคิดของนักปราชญกลมน้ ี


เรยกวา “ทฤษฎสญญาประชาคม” (Social Contract Theories of Society)



โดยทฤษฎีน้ช้ใหเห็นถึง สภาวะธรรมชาติของมนุษย (State of Nature) ท่แตกตางกัน


ไดแก โทมัส ฮอบส (Thomas Hobes) จอหน ล็อค (John Locke) และ ชอง ชาคส รุสโซ
(Jean Jacques Rousseau) โดยสภาวะธรรมชาติของมนุษยที่แตกตางกันนี้ ไดกอใหเกิด

“รัฐ” ในรูปแบบของระบอบการปกครองและการเมืองภายในรัฐท่มีลักษณะแตกตางกน







แตทฤษฎีสัญญาประชาคม ก็ยังแสดงใหเห็นวาธรรมชาติของมนุษยท่เกิดมาควบคกบสงคม
และมนุษย ไดตกลงกันเลือกรูปแบบของระบอบการปกครองหรือลักษณะของ “รัฐ”

(ซ่งมาภายหลงสังคมอยดี) โดยไมวาจะเปนระบอบการปกครองและการเมืองภายในรฐ










รูปแบบใด ตามท่ทฤษฎีสัญญาประชาคมไดเสนอมาน้น ยอมมีส่งหน่งท่เหมือนกันคือ


ท้ง ๓ รูปแบบ มี “อํานาจอธิปไตยภายในรัฐ” ซ่งเปนอํานาจท่ประกันความม่นคงปลอดภัย


ของสังคมภายในรัฐ ในประเด็นน้ จะขอขยายความตอไปในคําจํากัดความของ “รัฐ”

แตเพื่อใหบทความมีเนื้อหาที่กระชับ จึงขอเริ่มจากความหมายของคําวา “รัฐ” ผานคําวา

“รัฐชาติสมัยใหม” ซ่งรัฐชาติสมัยใหมคําน้ประกอบดวยคํา ๒ คํา คือ รัฐสมัยใหม และ ชาต ิ








รฐสมยใหม (Modern State) หมายถง ชมชนทางการเมองของมนษย
อันประกอบดวย ดินแดนที่มีประชากร ดินแดนที่มีรัฐบาลปกครองและมีอํานาจอธิปไตย

ของตัวเอง โดยมีอํานาจอธิปไตยภายใน คืออํานาจท่ออกกฎหมายและรักษากฎหมาย
ตลอดจนบังคับใหประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย และอํานาจอธิปไตยภายนอก คือ


อํานาจท่ประเทศจะดําเนินความสัมพันธกับประเทศอ่น ๆ รวมท้งอํานาจท่จะประกาศ




สงครามและทาสนธสญญาสนตภาพ อาจกลาวอีกนยหนงกไดวา เอกราช กคอ อานาจ













อธิปไตยภายนอกนั่นเอง


ชาติ (Nation) หมายถึง กลมคนท่ผูกพันเขาดวยกัน และระลึกถึงความ
คลายคลงกนทามกลางกลมคนเหลาน้น ดวยวัฒนธรรมและภาษาซ่งดูเหมือนวา






มีความสําคัญในการสรางความเปนชาติ

รัฐชาติสมัยใหม (Modern Nation State) หมายถึง ความรสึก “เปนชาติ”


ลงในองคประกอบของรัฐสมัยใหม ซ่งก็คือ “ประชาชน” โดยการสรางความรสึกแนนแฟน
วาประชาชนทุกคนในรัฐนั้นเปนพวกเดียวกัน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
120
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ



จากความหมายของคําวา รัฐชาติสมัยใหม ดังกลาว ถือวารัฐมีประชากร


ดินแดนมีรัฐบาลปกครอง มีอธิปไตย มีเอกราช เหลาน้ไดรับการยอมรับจากรัฐชาติอ่น ๆ

คําวารัฐชาตอ่น ๆ จึงเปนท่มาของคําวา “ระบบระหวางประเทศ (State System)”





ซ่งทฤษฎีกระแสหลัก เชน สัจนิยมใหมและเสรีนิยมใหม ไดใชเปนระดับการวิเคราะห

และ สําหรับ “สังคมระหวางประเทศ (International Society)” โดยสํานักอังกฤษ

Hedley Bull ไดนิยามความหมายของสังคมระหวางประเทศ คือ “กลมของรัฐ




ซงตระหนกรถงผลประโยชนและคณคาบางอยางรวมกน จงกอตงสงคมในความหมาย












ท่วาพวกเรามองตัวเองวา ตองผูกมัดโดยกติกาท่มีรวมกันชุดหน่งในความสัมพันธ 




ระหวางรัฐอ่น ๆ และมีสวนรวมในการทํางานของสถาบันรวมกัน” ซ่งการยอมรับรวมกัน

(Mutual Recognition) เปนพ้นฐานของความสัมพันธเชิงอัตลักษณ (Identity


Relationship) ประเด็นของการกอเกิดรัฐชาติสมัยใหม จนเปนท่มาของระบบระหวาง
ประเทศ และสังคมระหวางประเทศ ซึ่งมนุษยในสังคมตางสรรสรางมันขึ้นมา ไดกอใหเกิด
สภาวะในระบบและสังคมดังกลาว คือสภาวะ “อนาธิปไตย (Anarchy)”


อนาธิปไตย เปนสภาวะท่ขาดอํานาจหนาท่ตามกฎหมายจากสวนกลาง


(Lack of Central Authority) กลาวคือ เปนสภาวะท่รัฐยึดม่นในอํานาจ (Sovereignty)

ของตนเองและไมข้นตอใคร สภาวะดังกลาวกอใหเกิดรูปแบบของความสัมพันธ 
ระหวางประเทศ ท้งความขัดแยง (Confl ict) และความรวมมือ (Cooperation)

อนาธิปไตย ถูกตีความโดยทฤษฏีหลักซ่งมีความหมายท่แตกตางกันออกไป สัจนิยมใหม 



(Neo - Realism) มองอนาธิปไตย คือสภาวะท่ปราศจากอํานาจกลางท่จะบังคับคําสัญญา



ตาง ๆ ระหวางรัฐ รวมถึงสภาวะท่ปราศจากศูนยกลางท่จัดการปกปองระหวางรัฐ




สวนเสรีนิยมใหม (Neo - Institutionalism) มองอนาธปไตย เปนสภาวะทปราศจาก



อํานาจศูนยกลางท่จะดูแลคําสัญญาและอํานวยความสะดวก และในสวนของ


สานกองกฤษ (English School) มองอนาธิปไตยเชนเดียวกับสัจนิยมใหม เพียงแตม ี




เครองมอทมากกวาเคร่องมือแบบเดียวท่สัจนิยมเช่อคือ ดุลแหงอํานาจ (Balance of







Power) และยังมีความเช่อในเร่องสังคมระหวางประเทศเพ่มข้นมาจากท่สัจนิยมใหม 




ไดอธิบายไวในทฤษฎีกระแสหลักทั้ง ๓ ทฤษฎีดังกลาว ไดขอสรุปวา อนาธิปไตยเปนเหตุ
ท่เกิดความสัมพันธระหวางรัฐชาติท้งความขัดแยง (Confl ict) และความรวมมือ โดยม ี



ตารางการเปรียบเทียบระหวางกระบวนทัศนจนนําไปสพฤติกรรมของรัฐท่แตกตางตาม

รายละเอียดดังนี้
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 121

หัวขอ สัจนิยมใหม เสรีนิยมใหม

กระบวนทัศน ๙ อนาธิปไตย คือธรรมชาติของระบบ อนาธิปไตย คือธรรมชาติของระบบ
(Paradigm) ระหวางประเทศ ปราศจากรัฐบาลโลก ระหวางประเทศ เปนสภาวะที่ไมมี
ในการควบคุมดูแล ตลอดจนคํ้าประกัน ความเชื่อมั่นหรือไมมีเปาหมาย
ความมั่นคงปลอดภัย รัฐแตละรัฐจึงตอง เปนระบบการปกครอง (Regime)
ชวยเหลือตัวเอง (Self - Help) (อนาธิปไตยเปนเหตุ)
(อนาธิปไตยเปนเหตุ)

มโนทัศน การแสวงหาอํานาจนําไปสูสันติภาพ ความรวมมือนําไปสูสันติภาพดวยการ


“สันติภาพ” ตงสถาบนที่จะกําหนดดูแล Principles,

(Concept) Norms, Rules, Decision Making
Procedures เพื่อลดความไมแนนอน
ของรัฐที่จะตัดสินใจทําการใด ๆ

มโนทัศน มีอยูแลวในธรรมชาติในรูปของ “รัฐ” มีอยูแลวในธรรมชาติในรูปของ “รัฐ”
“อัตลักษณ”

มโนทัศน มีอยูในธรรมชาติ มีอยูในธรรมชาติ
“ผลประโยชน”

ชุดทฤษฏี ทฤษฎีดุลแหงอํานาจ ทฤษฎีสถาบัน
(Theories) (Balance of Power Theory) (Institutional Theory)

ทางเลือกอยางมี ตัดสินใจในแบบผลประโยชน ตัดสินใจในแบบผลประโยชนเชิงสัมบูรณ
เหตุผล (Rational เชิงเปรียบเทียบ (Relative Gain) (Absolute Gain) ใหความสําคัญกับ

Choice) ใหความสําคัญกับผลประโยชนของรฐ ผลประโยชนที่จะทํา ใหทุกฝายได
ที่ไดเปรียบรัฐอื่นในเชิงเปรียบเทียบ ประโยชน หรือ Positive Sum Game
และไมตองการใหรัฐอื่นไดผลประโยชน
มากกวาตน หรือ Zero Sum Game

พฤติกรรมของรัฐ แสวงหาอํานาจ แสวงหาความรวมมือ
หมายเหตุ สํานักอังกฤษมีกระบวนทัศนในแบบสัจนิยมใหม

ตารางที่ ๑ การเปรียบเทียบระหวางกระบวนทัศนจนนําไปสูพฤติกรรมของรัฐที่แตกตาง

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
122
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

จากตารางที่ ๑ กอใหเกิดขอกังขาวา การสรุปในแบบดังกลาวนั้นเปนจริงหรือไม


แลวทําไมแตละรัฐแสดงพฤติกรรมท่แตกตางกันท้งในแบบแสวงหาอํานาจและรวมมือ


แลวอะไรคือจริงแท ท่ทุกคนควรจะเห็นตรงกันในแบบภาววิสัย หรือจริงแทแปรเปล่ยนไป
ตามบริบท เพราะจากการทบทวนมโนทัศนดานสังคมศาสตรของคําวา “สังคมมนุษย”

ท่ผานมา ในฐานะท่มนุษยมีธรรมชาติเปนสัตวสังคมเปนธรรมชาติพ้นฐาน มนุษยกับสังคม


ลวนเติมเต็มตอกันในดานการใชเหตุผล เพ่อคนหาความหมายและคุณคาของชีวิตมนุษย 

ในสังคม มนุษยจึงสมบูรณแลวเมื่ออยูในสังคมดวยการกําหนดวัฒนธรรม โครงสรางสังคม



ท่เอ้อตอการเปนมนุษยดานการใชเหตุผลเพ่อคนหาความหมายและคุณคา แตในขณะท ่ ี











รฐชาตสมัยใหมเกดขนในศตวรรษท ๑๖ ซงเกดมาภายหลงสังคมมนษย และสาหรบ





ระบอบการปกครองภายในรัฐชาติสมัยใหม มนุษยในสังคมก็มีเสรีภาพท่จะเลือกระบอบ

การปกครองภายในรัฐได ตามที่มนุษยในสังคมจะตกลงกัน ดังนั้น ลักษณะความสัมพันธ





ระหวางประเทศซงมาภายหลงการกอเกิดของรฐชาติสมยใหม มนุษยในสังคมแตละรัฐ




ยอมมีเสรีภาพในการเลือกไดเชนกันไดหรือไม หรือกลาวอีกนัยหน่งคือ อนาธิปไตยอาจไมไดม ี






เพียงรูปแบบเดยวตามท่ทฤษฎีกระแสหลักท้ง ๓ ไดต้งสมมตฐานไว เพราะอนาธิปไตย


เปนผลของความสัมพันธระหวางรัฐชาติฯ จากการตอบคําถามในมิติของมนุษยท่ม ี
ธรรมชาติเปนสัตวสังคมดังกลาว นํามาซึ่งคําถามวา “อัตลักษณของมนุษยและอัตลักษณ
ของสังคมมนุษยภายในรัฐชาติตาง ๆ กอใหเกิดอนาธิไตยในรูปแบบอื่นไดหรือไม”
ภาพ Alexander Wendt Alexander
ที่มา : https://sites.google.com/site/kewarin29642/neuxha
Alexander Wendt Alexander (1992) ไดเสนอทฤษฎีสรรสรางนิยม ๑๐
โดยมีสมมติฐานพ้นฐานเร่องอนาธิปไตยเหมือนกับสัจนิยม อยางไรก็ตาม อนาธิปไตย


ตามท่ Wendt ไดอธิบายน้นเปนส่งท่เกิดข้นจากการที่รัฐมีความเช่อวามันมีอย  ู







หรือรัฐเปนผสรางข้นมาดวยตนเอง ทําใหรัฐกําหนดเปาหมายในการดํารงอยของตน


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 123


ซ่ง Wendt ไดพัฒนาออกมาเปนแนวคิดท่วาดวย “โครงสรางของอัตลักษณและ

ผลประโยชน /Structure of Identity and Interest” โดย Wendt ไดอธิบายวา หัวขอ Hobbesian Lockean Kantian
โครงสรางทางความคิดกอกําเนิดอัตลักษณของรัฐ และอัตลักษณของรัฐน้นไดกําหนด มโนทัศน เปนกระบวนการที่มีผล เปนสถาบันที่มีผลตอ เปนสิ่งที่ถูกสรางขึ้นมา



ผลประโยชนของรัฐในสภาวะอนาธิปไตยท่จะเกิดกระบวนการสรางอัตลักษณดังกลาวน้น “การเมือง ตอพฤติกรรมของผูแสดง พฤติกรรมของผูแสดงทั้งที่ ไมใชสงทมีอยูตามธรรมชาติ






คือ รัฐจะเกิดความตระหนักใน “ความม่นคงของรัฐ” เปนอันดับแรก โดยความม่นคง ระหวางรัฐ” (รัฐ) โดยมีโครงสราง เปนรัฐและมิใชรัฐ โดยเนน เกิดจากอัตลักษณ และ


จะเปนตัวท่ทําใหรัฐกําหนดอัตลักษณตนเอง ดังนั้น ในสภาวะอนาธิปไตยของรัฐในแนวคิด อํานาจในแบบรูปธรรม โครงสรางสถาบันความ ปทัสถาน (Norms) ระหวาง



















ของสรรสรางนยมจงเปนอนาธปไตยทรฐคดวาม โดยความเชอวามนมอยนไดกาหนด ตอการจัดสรรอํานาจที่ รวมมือในแบบรูปธรรม รัฐในสังคมระหวาง



อัตลักษณและผลประโยชนของรัฐ ซึ่งนําไปสูความขัดแยงหรือความรวมมือ โดย Wendt ควบคุมพฤติกรรมของรัฐ ประเทศ ซึ่งกอโครงสราง

ไดอธิบายอนาธิปไตยในรูปแบบอ่นซ่งเปนทางเลือกของอนาธิปไตยไว ๓ ทางเลือก คือ ของความคิดในเชิงนามธรรม

อนาธิปไตยในแบบ Hobbesian อนาธิปไตยในแบบ Lockean อนาธิปไตยในแบบ Kantian ผานจิตสํานึกของมนุษย
ซึ่งมีรายละเอียดตามตารางการเปรียบเทียบดังนี้ โดยโครงสรางทางความคิด
ดังกลาวจะกําหนดอัตลักษณ
หัวขอ Hobbesian Lockean Kantian
ของรัฐ และอัตลักษณ
กระบวนทัศน ระบบระหวางประเทศ ระบบระหวางประเทศ อนาธิไตย คือผลของ ของรัฐนั้น จะกําหนด
Paradigm ปราศจากรัฐบาลโลก เปนสภาวะที่ขาดความ ความสัมพันธระหวางรัฐ ผลประโยชนของรัฐ
ในการควบคุมดูแล เชื่อมั่น และโครงสรางระบบ ดงนน รูปแบบการเมือง



(อนาธิปไตยคือเหตุ) (อนาธิปไตยคือเหตุ) ระหวางรัฐจึงเปลี่ยนแปลง
มโนทัศน อํานาจนําไปสูสันติภาพ ความรวมมือนําไปสู สันติภาพที่มาจากความ ไดโดยสนับสนุนการเมือง
๑๑
“สันติภาพ” สันติภาพ ตระหนักรูของมนุษยหรือ ภายในแบบประชาธิปไตย
จากจิตสํานึกตอการให เพื่อใหประชาชนไดกําหนด
ความสําคัญตอกิจการ อัตลักษณของสังคม
ระหวางประเทศ ภายในรฐ ซึ่งจะนําไปสู

อัตลักษณของรัฐในสังคม
มโนทัศน มีอยูแลวในธรรมชาติ มีอยูแลวในธรรมชาติ เกิดจากอัตลักษณของ
“อัตลักษณ ในรูปของ “รัฐ” ในรูปของ “รัฐ” มนุษย อัตลักษณของสังคม ระหวางประเทศ
ของรัฐ” ภายในรัฐ และเกิดจากการ ชุดทฤษฎี ทฤษฎีดุลแหงอํานาจ ทฤษฎีสถาบัน สันติภาพจากประชาธิปไตย
ตีคาอัตลักษณของสังคม Theories (รัฐเปลี่ยนตัวเองจากภายใน)
ระหวางประเทศที่ตางก็มี
อิทธิพลซึ่งกันและกัน Rational Relative Gain Absolute Gain -
จนทําใหกอเกิดการสราง Choice (ประโยชนนิยม/มิลล) (ประโยชนนิยม/มิลล) (ไมไดใชแนวทางเลือกจาก
อัตลักษณของรัฐขึ้นมา ความสมเหตุสมผล แตใช
จิตสํานึกของมนุษยที่พึง
มโนทัศน มีอยูในธรรมชาติ มีอยูในธรรมชาติ เปนสิ่งที่สรรสรางขึ้น กระทําตอกันเปนหลักใน
“ผลประโยชน” ของมนุษย สังคม และรัฐ การตัดสินใจ)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
124 125
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

หัวขอ Hobbesian Lockean Kantian

มโนทัศน เปนกระบวนการที่มีผล เปนสถาบันที่มีผลตอ เปนสิ่งที่ถูกสรางขึ้นมา



“การเมือง ตอพฤติกรรมของผูแสดง พฤติกรรมของผูแสดงทั้งที่ ไมใชสงทมีอยูตามธรรมชาติ


ระหวางรัฐ” (รัฐ) โดยมีโครงสราง เปนรัฐและมิใชรัฐ โดยเนน เกิดจากอัตลักษณ และ
อํานาจในแบบรูปธรรม โครงสรางสถาบันความ ปทัสถาน (Norms) ระหวาง
ตอการจัดสรรอํานาจที่ รวมมือในแบบรูปธรรม รัฐในสังคมระหวาง
ควบคุมพฤติกรรมของรัฐ ประเทศ ซึ่งกอโครงสราง
ของความคิดในเชิงนามธรรม
ผานจิตสํานึกของมนุษย
โดยโครงสรางทางความคิด
ดังกลาวจะกําหนดอัตลักษณ
ของรัฐ และอัตลักษณ
ของรัฐนั้น จะกําหนด
ผลประโยชนของรัฐ



ดงนน รูปแบบการเมือง
ระหวางรัฐจึงเปลี่ยนแปลง
ไดโดยสนับสนุนการเมือง
ภายในแบบประชาธิปไตย ๑๑
เพื่อใหประชาชนไดกําหนด
อัตลักษณของสังคม
ภายในรฐ ซึ่งจะนําไปสู

อัตลักษณของรัฐในสังคม
ระหวางประเทศ

ชุดทฤษฎี ทฤษฎีดุลแหงอํานาจ ทฤษฎีสถาบัน สันติภาพจากประชาธิปไตย
Theories (รัฐเปลี่ยนตัวเองจากภายใน)

Rational Relative Gain Absolute Gain -
Choice (ประโยชนนิยม/มิลล) (ประโยชนนิยม/มิลล) (ไมไดใชแนวทางเลือกจาก
ความสมเหตุสมผล แตใช
จิตสํานึกของมนุษยที่พึง
กระทําตอกันเปนหลักใน
การตัดสินใจ)


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 125

หัวขอ Hobbesian Lockean Kantian

การเลือกผาน - - ใชความตระหนักรูของมนุษย




จิตสํานึกของ (ไมมีเพราะใชประโยชน (ไมมเพราะใชประโยชน (Human Awareness) หรอ
มนุษย เปนหลกในการเลอก เปนหลักในการเลือก จิตสํานึก(Conciousness)



แมวาจะมีการกระทํา แมวาจะมีการกระทําทาง และบทบาทที่มีความสําคัญ

ทางศีลธรรมอยูบางแต ศีลธรรมอยบางแตไมถูก ตอกิจการระหวางประเทศ

ไมถูกนํามาคิด) นํามาคิด) ผานพลังความคิด (ไมใช
พลังวัตถุจากอํานาจและ
สถาบัน) (หนาที่นิยม /
จริยศาสตรของคานต)
พฤติกรรม แสวงหาอํานาจ แสวงหาความรวมมือ แสวงหาการเปลี่ยนผาน
Behavior สูสันติภาพที่ยั่งยืนผาน
จิตสํานึกของมนุษย
ในฐานะหนาที่ของมนุษย
ที่พึงกระทําตอกัน
ตารางที่ ๒ การเปรียบเทียบประเภทของอนาธิปไตยตามแนวคิดของสรรสรางนิยม



อนาธิปไตยตามแนวคิดของสรรสรางนิยม ท่จําแนกทางเลือกของสังคมมนุษย 
















ทง ๓ รปแบบ ดงกลาว ตางมจดเรมจากกระบวนทศนของมนษยในแตละสงคมทแตกตางกน







หรือกลาวอีกนัยหน่ง อนาธิปไตยเปนผลของการปฏิสัมพันธกันท้งในเชิงระบบระหวาง
ประเทศและสังคมระหวางประเทศซึ่งมนุษยสามารถเลือกได คําถามจึงกลับมาที่มนุษยวา



“ถาเราสามารถเลอกอนาธิปไตยตามท่ทฤษฎสรรสรางนยมไดเสนอไวนน ในฐานะมนษย 








เราควรเลือกรูปแบบใด” จากการศึกษาทฤษฎีความสัมพันธระหวางประเทศ ซ่งม ี


วัตถุประสงคหลักของการศึกษา คือเพ่อแสวงหาสันติภาพท่ม่นคงย่งยืน ซ่งจากทฤษฎ ี



สัจนิยมใหมมีฐานคิดจากคําวา “ความกลัว” จนนําไปสการแสวงหาอํานาจ โดยอํานาจ

ก็จะนํามาซ่งความกลัวอีกและกอเกิดการแสวงหาอํานาจตอไปวนเปนวัฏจักร โดยในทาย




ท่สุดแลวก็อาจนําไปสสงครามได ดังน้น เพ่อใหบรรลุวัตถุประสงคในเร่องสันติภาพ


ที่มั่นคงยั่งยืน อนาธิปไตยในแบบ Lockean และ Kantian จึงเปนคําตอบที่สมเหตุสมผล




ตอการเลือก ท้งน้ คําตอบดังกลาวนํามาซ่งคําถามใหมวา “แลวทางเลือกใดดีท่สุด




สําหรับมนุษย” เม่อพิจารณาอนาธิปไตยในแบบ Lockean แลว เปนเร่องของความเชอ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
126
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ















ทตองพงพงสถาบนซงเปนโครงสรางทางวตถ โดยสถาบนนนเปนปจจยภายนอกไมมี






อํานาจใด ๆ มาควบคุม แตเปนเพียงโครงสรางท่อาศัยการรวมมือกันภายในระบบ

ระหวางประเทศ ดังน้น สถาบันเชิงโครงสรางทางวัตถุจึงเปนปจจัยท่มนุษยไมสามารถ




ควบคมได แตอนาธิปไตยในแบบ Kantian ใชโครงสรางทางความคิด ผานพลังความคิด
และความตระหนักรของมนุษยในฐานะท่เปนมนุษย ผานสังคมภายในประเทศออกส  ู


สังคมระหวางประเทศ สะทอนอัตลักษณใหมของรัฐ กอสังคมระหวางประเทศในแบบใหม 


ท่มีสันติภาพท่ม่นคงย่งยืน ซ่งโครงสรางทางความคิดดังกลาว ถือวาเปนปจจัยภายใน




ของมนษยและสงคมภายในประเทศโดยไมขนกบปจจยภายนอกใด ๆ จากเหตผลดงกลาว











๑๒

อนาธิปไตยในแบบ Kantian จึงเปนทางเลือกท่ดีท่สุด และนํามาสูการตั้งคําถามใหมวา


“การสงเสริมพลังความคิดและความตระหนักรภายในมนุษยและสังคมมนุษยจะใช 


















เครองมอใด” คาตอบของคาถามดงกลาว อยทการศกษาเพอสงเสรมใหเกดการเรยนร ู 

สันติภาพของมนุษย 
สภาวะแวดลอมหลังสงครามเย็น
สภาวะแวดลอมหลังสงครามเย็น โดยในชวงตนของการส้นสดสงครามเยน






สหรฐฯ และกลมประเทศตะวันตก ไดรวมกันเปนแกนนําประกาศนโยบายในการจัด
ตารางที่ ๒ การเปรียบเทียบประเภทของอนาธิปไตยตามแนวคิดของสรรสรางนิยม ระเบยบโลกใหม (New World Order) ซึ่งมีลักษณะสําคัญ ๔ ดาน คือ


๑. การเคารพสิทธิเสรีภาพของปจเจกชนและสิทธิมนุษยชน
๒. การปกครองแบบประชาธิปไตย
๓. ระบบการคาเสรี
๔. มาตรฐานดานสิ่งแวดลอม
ซึ่งระเบียบโลกใหมทั้ง ๔ ดาน ดําเนินงานควบคูกับการปกครองที่มุงเนนใหรัฐ
มีการบริหารงานภายใตหลักกฎหมายที่เนนความเสมอภาค ไมเลือกปฏิบัติ คํานึงถึงสิทธิ
หนาที่ เสรีภาพของประชาชน ระบบการทํางานตองมีความโปรงใส เปดโอกาสใหประชาชน


เขามามีสวนรวมในการตัดสินใจในนโยบายท่สําคัญ ซ่งลวนแตเปนมาตรการท่ชวยให 

ภาคเอกชนเกิดความเช่อม่นในการทํางานของภาครัฐ และกลาท่จะเขาไปลงทุน



อันสอดคลองกับระบบการคาเสรี จากการพัฒนาเทคโนโลยีทางการสื่อสารและคมนาคม



ระเบียบโลกใหมจึงแพรกระจายออกไปท่วโลกในลักษณะกระแสท่เราคนชินกับคําวา
“โลกาภิวัตน” กระแสโลกาภิวัตนสงผลใหระบบระหวางประเทศและสังคมระหวาง











ประเทศ มการเปลยนแปลงอยางรวดเรวในทกมตทงทางสงคม เศรษฐกจ การเมอง



และเทคโนโลยี อันเปนผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการปรับเปล่ยน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 127

ภาพการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ที่มา : https://mrlonewolf151.blogspot.com/2017/11/blog-post.html





โครงสรางเศรษฐกิจการเมืองโลกในลักษณะท่ตองพ่งพากันทางเศรษฐกิจ และมีความ


เช่อมโยงระหวางกันมากข้นทางสังคมและการเมืองระหวางประเทศ โลกท่เคยกวางใหญ 




มีความใกลชิดกันมากข้นประดุจเปนหมบาน (Global Village) ซ่งการปรับเปล่ยนดังกลาวน ้ ี


สงผลท้งในเชิงบวกและเชิงลบ กลาวคือ สําหรับเชิงบวกทําใหความสัมพันธระหวาง

ประชาชนในแตละรัฐเช่อมโยงกันจนเกิดความเขาใจอันดีตอกันมากข้น แตในขณะท ่ ี


ในเชิงลบ ก็เกิดการรวมกันในลักษณะท่กอใหเกิดภัยคุกคาม เชน องคกรอาชญากรรม

ระหวางประเทศ องคกรการกอการราย เปนตน ประกอบกับการท่จีนกาวข้นมาเปน

มหาอํานาจทางเศรษฐกิจและการทหาร ซึ่งสงผลตอการเมืองระหวางประเทศ โดยเฉพาะ
อยางย่งปญหาการอางสิทธ์ในทะเลจีนใตของจีน ท่กระทบตอเสนทางคมนาคมทางทะเล




ของโลกและอาเซียน โดยเม่อพิจารณาภาพปรากฏการณดังกลาวผานการอธิบายของ
ทฤษฎีสัจนิยมใหม ยังไมสามารถอธิบายไดในประเด็นสถาบันระหวางประเทศ เชน อาเซียน

สามารถสรางความตระหนักรและลดความรุนแรงตอการใชกําลังทางทหารในทะเลจีนใต 
ของจีนตอรัฐสมาชิกอาเซียนที่เปนคูขัดแยงโดยตรง เชน เวียดนาม และฟลิปปนส เปนตน
และการอธิบายเกี่ยวกับภัยคุกคามที่ไมใชรัฐ เชน องคกรการกอการราย สําหรับเสรีนิยมใหม
ก็มีลักษณะเชนเดียวกัน กลาวคือการรวมมือกันทางเศรษฐกิจ สงผลใหจีนกาวขึ้นมาเปน

มหาอํานาจท่มีความเปนอํานาจนิยมสูง ในขณะท่สํานักอังกฤษก็ดูจะมีพลังในการอธิบายไดด ี

แตสําหรับการท่จีนกาวข้นมาเปนมหาอํานาจกลับใชพลังอํานาจทางทหารเปนปฏิปกษ 


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
128
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ



ตอความม่นคงของภูมิภาคในทะเลจีนใต ทฤษฎีสรรสรางนิยมจึงเปนทางเลือกท่มีพลัง



ในการอธิบายปรากฏการณน้ได โดยเฉพาะอยางย่งในประเด็นท่มหาอํานาจใชเวท ี
Asean Regional Forum (ARF) ของอาเซียนที่ทุกประเทศมองวาเปนเวทีที่มีความเปน
สถาบันตํ่ามากกลับสามารถลดความกาวราวของจีนจากการพูดคุยหารือ















ภาพการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ที่มา : https://mrlonewolf151.blogspot.com/2017/11/blog-post.html









ภาพการประชุม Asean Regional Forum (ARF) ครั้งที่ ๒๖ ที่ประเทศไทย
ที่มา : https://twitter.com/asean2019th/status/1157286409205510144


กรณีศึกษาการปรับตัวของอาเซียนผานการศึกษา


สําหรับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตไดเร่มกอต้งอาเซียน

หรือสมาคมประชาชาติแหงเอเชียตะวันออกเฉียงใตข้นชวงสงครามเย็นในป ค.ศ.๑๙๖๗


โดยมีปจจัยท่มีอิทธิพลตอการกอต้งดังกลาว ๒ ประการ คือ ปจจัยภายนอก คือความตึงเครียด




ท่เกิดจากความขัดแยงทางดานอุดมการณทางการเมืองของมหาอํานาจ ซ่งกลมประเทศ
ท่เร่มการกอต้งเร่มไมม่นใจตอการพ่งพามหาอํานาจสหรัฐฯ ในหวงเวลาดังกลาวไดอีกนาน















เพยงใด และปจจยภายใน เกดจากการพฒนาเศรษฐกจแบบทนนยมเสรทตองอาศย




ความรวมมือตอกัน โดยไดพัฒนาความรวมมือออกเปนระยะตาง ๆ คือ
ระยะที่ ๑ ระยะทําความรูจักกัน (Getting to Know Each Other) และตกลงกัน
ภายใตปทัสถานหลักการฉันทามติ (Consensus)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 129




ระยะท ๒ เปนการสรางปทัสถาน (Norms) ท่มีจุดยืนรวมกัน (Common




Position) ภายใตปทัสถานท่จะอยรวมกันอยางสันติกับประเทศเพ่อนบานท่มีอุดมการณตางกัน
ระยะท ๓ เปนระยะของการรวมพลงสมานฉนททางการเมือง (Political





Solidarity) ภายใตปทัสถานในการกดดันใหเวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชา และ
หันมาเนนความรวมมือทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ระยะท ๔ เปนระยะของการขยายความรวมมือทางเศรษฐกิจ (Enhanced


Economic Cooperation) ภายใตปทัสถานดวยการจัดตั้งเขตการคาเสรีอาเซียน (AFTA )









ระยะท ๕ เปนระยะของการกระชบความรวมมอใหแนนแฟน (Deeping
Integration) เปนประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ภายใตปทัสถาน
วิถีอาเซียน (ASEAN Way) กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) และปฏิญญาวาดวย
ความรวมมืออาเซียน ซ่งประกอบดวย ๓ เสาหลักคือ ประชาคมความม่นคงอาเซียน


ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคม - วัฒนธรรมอาเซียน โดยมีเปาหมายสําคัญ




ในครสตศตวรรษท่ ๒๑ คือ การเปนศูนยกลางของการขับเคล่อนความรวมมือ การผลักดัน


ความเชอมโยงระหวางกน ทงทางกายภาพและคานยม ตลอดจนการกระชบความรวมมอ









ทางดานการเมือง จัดตั้งเวทีความรวมมือ ARF ที่เนนความมั่นคงแบบรวมมือ (Cooperative
Security) ทางดานเศรษฐกิจไดขยายกรอบความรวมมือในฐานะอาเซียนไปสู ๑๐ ประเทศ

ท่มีศักยทางการเมือง และทางเศรษฐกิจสูง ผานการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East
Asian Summit) ในการหารือเกี่ยวกับยุทธศาสตรที่สําคัญตาง ๆ
จากกรณีศึกษาพัฒนาการของอาเซียน จนกลายมาเปนอาเซียนในปจจุบันน้ ี

ผอานคงจะพอมองเห็นวา ภายใตปทัสถานตามแนวทางวิถีอาเซียนท่มีความรวมมือกัน






ในลกษณะหลวม ๆ นยมใชกระบวนการปรกษาหารอทางการทตแบบไมเปดเผย




การตดสนโดยอาศัยความเห็นพองตองกันตามหลักการฉันทามติผานสถาบันหรือ




เวทีความรวมมือดานความม่นคง ARF น้น เม่อมองจากลักษณะดังกลาวถือวา ARF

เปนสถาบันดานความม่นคงในระดับท่ต่า แต ARF ก็ยังเปนเวทีท่อาเซียนคาดหวัง



เนองจากอาเซียนไดพจารณาวา ไมสามารถเผชญหนากบความทาทายจากสภาพแวดลอม
























ดานความมนคงในปจจบนไดเพยงลําพัง รัฐสมาชกอาเซยนตางตระหนกรวา ไมสามารถ






ปลอยใหอาเซยนหมดความสาคญจนสหรฐฯ อาจไมใหความสนใจกลมตนอีกตอไป






ในขณะที่การกาวขึ้นมาเปนมหาอํานาจของจีน อาเซียนจึงเริ่มและใชกลไกในรูปแบบของตน
อยางวิถีอาเซียนผานเวทีการประชุม ARF ใหเปนเวทีปรึกษาหารือแบบพหุภาคีกับสหรัฐฯ
จีน รัสเซีย ญ่ปน อินเดีย และสหภาพยุโรป เพ่อสรางความตระหนักรถึงการไดรับผลประโยชน




รวมกัน (Mutual Benefi ts) จากการเขาประชุมกับ ARF โดยมีอาเซียนเปนศูนยกลาง
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
130
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ





ซ่งรูปแบบสถาบันในลักษณะน้ ไมสามารถอธิบายผานทฤษฎีกระแสหลักท้ง ๓ ทฤษฎีได 
เชน การอธิบายอาเซียนผานทฤษฎีสัจนิยมใหมก็ไมสามารถอธิบายได เน่องจากในฐานะ



ท่อาเซียนเปนสถาบันท่บริหารความขัดแยง และความม่นคงของอาเซียน โดยผานการสราง

สถาบัน ทฤษฎีเสรีนิยมใหมก็ไมสามารถอธิบายได เน่องจากลักษณะการขาดศูนยกลาง







ของอํานาจอยางแทจรงของสถาบันตามวิถอาเซียน และสาหรับสานักองกฤษท่พอ



















จะสามารถอธบายไดแตกตดขัดทอาเซยนไมมประเทศทมผนาทเปนหลกชดเจน







ซ่งจากการท่ ARF ถูกมองวาเปนเวทีการเจรจาท่เนนการพูดคุยหารือเปนหลัก โดยไมเนน
การปฏิบัติอยางจริงจังหรือเปนทางการ แตในอีกมุมหน่ง ตามวิถีอาเซียนไดเขามาเปน

หัวใจสําคัญในการขับเคล่อน ARF ท่เปดโอกาสใหมหาอํานาจใชเปนเวทีในการจัดการ



กับความสัมพันธ เชน ในกรณีขอพิพาทกับจีนในปญหาทะเลจีนใต ท่อาเซียนพยายาม

กระตนใหจีนเกิดความยับย้งช่งใจตนเอง และใชกระบวนการแกไขขอพิพาทโดยสันติวิธี


อันเปนความพยายามในการหลอหลอม (Socialize) ใหปทัสถานของอาเซียนไปปรับเปน
ปทัสถานระดับภูมิภาคไปโดยปริยาย
อุปสรรคของการใชการศึกษาปรับพฤติกรรมของรัฐ


จากการท่ทฤษฎีสรรสรางนิยม เปนทฤษฎีท่พัฒนาข้นมาจากทฤษฎีความร ู 

๑๓




มากกวาท่เปนทฤษฎีทางรัฐศาสตรน้น การศึกษา จงถือเปนเคร่องมือ (Mean) สําคญ


๑๔
ของรัฐเพ่อใหประชาชนไดเกิดการเรียนร ท่จะปรับเปล่ยนกระบวนทัศนของประชาชน





ในสังคม จนเกิดกระบวนการเรียนรูทางสังคมภายในประเทศ เหนี่ยวนําไปสูกระบวนการ
การปรับเปล่ยน อัตลักษณ ผลประโยชน และปทัสถาน ของรัฐภายในสังคมหรือ


ระบบระหวางประเทศ โดยในสังคมหรือระบบระหวางประเทศน้นตางมีเปาหมาย

ของสังคมหรือระบบเดียวกันคือ สันติภาพถาวร อันเปนเปาหมายสุดทายท่ดีท่สุด

สําหรับทุกรัฐและทุกคนในแตละรัฐ ส่งสําคัญท่สุดในฐานะท่การศึกษาเปนเคร่องมือ






ของรัฐ คือการศึกษาท่สงเสริมระบอบประชาธิปไตย เพ่อใหประชาชนของแตละรัฐ
สามารถมีเสรีภาพในการใชเหตุผลในการกําหนดอัตลักษณของตนเอง และกําหนด
ชะตากรรมของตนเองรวมกันกับผอ่นในสังคม จนเกิดสภาพของการเปล่ยนแปลง



วัฒนธรรม โครงสรางทางสังคมผานการใชเหตุผลรวมกันของประชาชนในแตละรัฐ






ภายใตหลกจรยศาสตรของคานตท่ไมเห็นดวยกับการแทรกแซงในกิจการของรัฐอ่นหรือ
๑๕

มนุษยผูอื่นภายใตหลักการไมแทรกแซงซ่งกันและกันไมวาจะเปนในระดับรัฐหรือปจเจกบุคคล

และคานตเช่อในความคิดเร่องวิวัฒนาการทางการเมืองอยางคอยเปนคอยไป โดย

คํานึงถึงสภาพและแบบแผนทางการเมืองของรัฐตาง ๆ คานตไมอาจยอมรับความคิด
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 131





เรองการแทรกแซงจากภายนอก เพราะการแทรกแซงดงกลาวไมไดเปนกระบวนการพัฒนา









ทเกดจากการตดสนใจกาหนดตวเองของประชาชนในแตละรัฐเอง ท้งน้ ความสัมพันธ 
ระหวางประชาชนระหวางรัฐตอรัฐในสภาวะท่มีไมตรีจิตสากล (Universal Hospitality)


จะเสรมสรางความสัมพันธอันดีตอกัน ไมใชในฐานะประชาชนตางรัฐแตในฐานะมนุษย 












ซงความสมพนธนยอมนํามาซ่งการปรับเปล่ยนสังคม จนเหน่ยวนําใหเกิดการปรับเปล่ยน
อัตลักษณ ผลประโยชน และปทัสถานระหวางรัฐไดในที่สุด
จากเปาหมายสันติภาพถาวร ซ่งเปนเปาหมายของรัฐนําไปสการกําหนด


วัตถุประสงคของการศึกษา (ในฐานะเครื่องมือของรัฐ) เพื่อสงเสริมระบอบประชาธิปไตย

ภายใตหลักจริยศาสตรของคานตท่สงเสริมใหประชาชนมีเสรีภาพในการใชเหตุผล
โดยปราศจากการเขาไปแทรกแซงจากรัฐ โดยรัฐมีวิธีการ คือสงเสริมใหเกิดเสรีภาพ

ทางความคิดตามระบอบประชาธิปไตยข้นในหลักสูตรการศึกษา สงเสริมใหประชาชน
เกิดการเรียนรท้งในแบบการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษา


ตามอัธยาศัย สงเสริมการกระจายอํานาจใหประชาชนไดรวมคิด รวมปฏิบัติ รวมรับ
ผลประโยชน และรวมประเมินผล ในเรื่องนโยบายสาธารณะ ตามแนวคิดการมีสวนรวม


ภาคประชาชน ซ่งส่งเหลาน้จะเกิดข้นไดข้นอยกับการกระจายอํานาจของรัฐใหกับ




ประชาชน อุปสรรคของการใชการศึกษาปรับพฤติกรรมของรัฐ จึงอยูที่หลักการกระจาย




อํานาจใหประชาชน ไดมีพ้นท่การแลกเปล่ยนการเรียนรผานการใชเหตุผลรวมกัน


ซ่งท่ผานมารัฐมักจะหวงอํานาจและจํากัดการเรียนรผานการใชเหตุผลของประชาชน

ของตน ตัวอยางในรัฐสมาชิกอาเซียน แมวาอาเซียนจะมีปฏิญญาวาดวยความรวมมือ


อาเซียน ซ่งประกอบดวย ๓ เสาหลัก คือ ประชาคมความม่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซียน และประชาคมสังคม - วัฒนธรรมอาเซียน แตทุกประเทศกลับใหความสําคัญ


ตอเสาประชาคมเศรษฐกิจฯ เปนอันดับท่ ๑ เสาประชาคมความม่นคงเปนอันดับท่ ๒

และสําหรับเสาประชาคมสังคม - วัฒนธรรมนั้น แทบจะไมมีการสงเสริมใด ๆ ในลักษณะ

เปนรูปธรรมมากนักแมวาจะเปนเร่องท่สําคัญท่สุดก็ตาม และแมวาจะมีการบรรจุเน้อหา





ลงในหลักสูตรการศึกษา แตเปนเพียงการศึกษาเพ่อทองจําใหร ยังขาดการสงเสริม




การตระหนักรถึงความสําคัญดังกลาวเพราะรัฐขาดความเขาใจวาส่งน้สําคัญ ดังน้น
ความตระหนักรูของรัฐก็เปนอีกประเด็นหนึ่งของการสงเสริมการศึกษา
ผลของการแลกเปลี่ยนการศึกษาของกองทัพเรืออาเซียนในการลดความหวาดระแวง
จากหลักการของนักวิชาการสรรสรางนิยมที่เสนอวา การเมืองระหวางประเทศ
เปน “โลกที่เราสรางขึ้นมาเอง / A World of Our Own Making” และอยูหางไกลจาก
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
132
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

๑๖




ความจริงท่เปนภาววิสัยมาก โดยนักวิชาการกลมน้ใหความสําคัญกับผกระทําการ

(Agency) วาสามารถเปล่ยนแปลงส่งตาง ๆ ผานกระบวนการปฏิสัมพันธระหวางกันได 

โดยใหเหตุผลวา ความสัมพันธระหวางประเทศเปนผลจากการสรรสรางทางสังคม

ซ่งไมสามารถดํารงอยเปนอิสระไดจากการกระทําหรือการใหความหมายของมนุษย



ประเด็นดังกลาวน้ในปท่ผานมารัฐสมาชิกอาเซียนและนอกอาเซียนตางแลกเปล่ยน












นายทหารมตรประเทศทงในฐานะอาจารยผเชยวชาญ และผเขารบการศึกษาตอกัน


ในหลักสูตรสําคัญ ๆ เชน หลักสูตรเสนาธิการ หลักสูตรวิทยาลัยการทัพ และในเวทีของ
ผปฏิบัติในฐานะเคร่องมือดานความม่นคงทางทะเลของอาเซียน เชน เวที Navy to



Navy Staff Talks โดยมีวัตถุประสงคเพื่อหารือในเรื่องความมั่นคงทางทะเล การพัฒนา


แนวทางการจัดระเบียบทางทะเล การลาดตระเวนรวม รวมท้งแลกเปล่ยนและขยาย

ความรวมมือในดานตาง ๆ ระหวางกองทัพเรือ โดยผลการปฏิบัติท่ผานมาไดสงเสริม
ความมั่นคงทางทะเลรวมกัน ลดความหวาดระแวงตอกัน ฯลฯ สิ่งเหลานี้แสดงใหเห็นถึง
หลักฐานเชิงประจักษที่สนับสนุนแนวความคิดของสรรสรางนิยม
















ภาพการประชุม Navy to Navy Staff Talks ครั้งที่ ๙ ระหวาง กองทัพเรือ - กองทัพเรืออินเดีย ที่กรุงเทพมหานคร
ที่มา : https://www.navy.mi.th/index.php/main/detail/content_id/14413

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 133

บทสรุป


มนุษยมีธรรมชาติเปนสัตวสังคม มนุษยไมสามารถ
อยูเพียงลําพังไดโดยปราศจากสังคม สังคมจึงเปนความสมบูรณ 

ของมนุษยอยแลว ภายหลังมนุษยไดสรรสรางหรือสมมติส่งท ี ่



เรียกวา “รัฐชาติ” ข้นซ่งรัฐชาติไดกอใหเกิดสังคมระหวางประเทศ


และระบบระหวางประเทศ ซ่งลวนแลวแตเกิดจากส่งสมมต ิ




ของมนุษยท้งส้น ส่งสมมติเหลาน้กอใหเกิดความเขาใจผิดของ



มนุษยท่เกิดภายหลังการกอเกิดของส่งสมมติท้งหลายเหลาน ้ ี
วาเปนความจริงในแบบภาววิสัย แตทฤษฎีสรรสรางนิยม


ไดอธบายใหเห็นถึงสงเขาใจผิดของมนุษยวาส่งสมมติเหลานี ้







เปนเพียงอัตวิสัยรวมกันเทาน้น ดังน้น อนาธิปไตยท่เกิดข้นจึงไมใช 
ทางเลือกเพียงหนทางเดียว แตยังมีหนทางเลือกอ่น ๆ ท่มนุษย 


สามารถเลือกได เพียงแตมนุษยตองสรางอัตวิสัยรวมกันขึ้นใหม







ในฐานะทมนษยเปนสตวทมเหตผลและมหนาท ี ่







ท่พึงกระทําตอกันในฐานะสัตวสังคม และในฐานะท่มนุษย 


เปนสัตวท่ตองเชิดชูคุณความดีภายในตนซ่งตองอาศัยสังคม




ท่ตางตระหนักรถึงความสําคัญของผอ่น โดยการสรางอัตวิสัย


รวมกันใหมน้น มนุษยในสังคมตาง ๆ ลวนแลวแตถูกกดทับ
จากพันธนาการท่มาจากวัฒนธรรมและสถาบันทางสังคมเดิม


ซ่งการปลดปลอยพันธนาการเหลาน้ มนุษยพงเขาใจใหถก



และปรับเปล่ยนกระบวนทัศนภายในจิตใตสํานึกของตนใหม 





ผานกรอบจริยศาสตรของมิลลและคานตดวยเคร่องมือทเรยกวา



การศึกษา ท่กอใหเกิดการเรียนรท่มีประสิทธิผล คือการศึกษา


ท่กอใหเกิดการเรียนรเหตุผลบริสุทธ์ (Pure Reason) และสงเสริม


การเรียนรูเหตุผลผานการปฏิบัติ (Practical Reason)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
134
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

บรรณานุกรม


ณรงค เส็งประชา. มนุษยกับสังคม. พิมพครั้งที่ ๓. กรุงเทพ ฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮาส, ๒๕๓๘.
สมพงศ ชูมาก . ความสัมพันธระหวางประเทศยุคปจจุบัน (ทศวรรษ ๑๙๙๐ สูทศวรรษแรกแหงศตวรรษ
ที่ ๒๑) กรุงเทพฯ : สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑.
วีรฉัตร สุปญโญ. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย. เอกสารประกอบการสอน วิชา ๒๗๕๐๘๖๓
การศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อสงเสริมการเรียนรูตลอดชีวิตในองคกร.
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๖๑.
อาชัญญา รัตนอุบล. แนวคิดการสงเสริมการศึกษาตลอดชีวิตในสังคมไทย. กรุงเทพฯ:
โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๖๒.
Alexander Wendt, “Anarchy is What State Make of It: The Social Construction of Power
Politics”, International Organization, Vol.46, No.2. (Spring, 1992).
Aggrawall, R.C. Principle of political Science. New Delhi : S. Ch. And Company Ltd. 1976.
Bandura , Albert . (1986) Social foundations of thought and action : A social cognitive
theory .Englewood Cliffs ,New Jersey : Prentice – Hall
Collingwood, R.G. Economics as aPhilosophical Science , International Journal of Ethics
35 ,reprinted in Essays in Essays in Political Philosophy : R.G.Collingwood ,edited
with an Introduction by David Boucher , (Oxfod:Clarendon Press :1989)
Delanty, G. (1997). Social Science: Beyond Constructivism and Realism. Buckingham: Open
University Press .
Kuhn, T.S.1962. The Structure of Scientifi c Revolutions. Chicago : University of Chicago Press
Searle, J. (1995). Construction of Social Reality. New York: Free Press
Piaget, J. (1986). The construction of reality in the child. N.Y.: Ballantine Books.
Vygotsky LS. Mind in Society: The Development of Higher Psychological Processes.
Cambridge: Harvard University Press; 1978.


เอกสารอางอิง





๑ ผลประโยชน เปนส่งท่มนุษยสรรสรางข้นเพ่อใหสังคมมนุษยรวมกันอยไดตามโครงสรางอํานาจ


และหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย โดยใชผลประโยชนที่ไดรับจากการทําหนาที่เปนแรงขับสังคม



๒ อัตลักษณ คือความรสึกนึกคิดตอตนเองวา “ฉันคือใคร” ซ่งจะเกิดข้นจากการปฏิสังสรรค 
ระหวางตัวเรากับคนอื่น โดยผานการมองตัวเองและคนอื่นมองเราในขณะนั้น (ณรงค, ๒๕๓๘.)



๓ ทฤษฎีการเรียนรตามแนวปรัชญาการศึกษาสรรสรางนิยม ต้งอยบนพ้นฐานความเช่อวา







การเรียนรเปนกระบวนการท่เกิดข้นภายในของผเรียน โดยผเรียนเปนผสรางความรจาก








ความสมพนธระหวางสงทพบเห็นกบประสบการณเดมทมมากอนมาสรางเปนโครงสราง












ทางปญญา (Cognitive Structure) (Piaget, 1986).
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 135

๔ การที่มนุษยตางเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ การใหคุณคา มองเห็นและเขาใจรวมกันได


โดยปราศจากการตีความของตน เชน เม่อทุกคนตางมองกอนหินกอนหน่ง ลวนตางเขาใจรวมกัน
ทันที่วาสิ่งที่เห็นคือกอนหิน


๕ ทฤษฎีการเรียนรทางสังคมของอัลเบิรต แบนดูรา (Bandura, 1986) เช่อวาการเรียนร ู 

ของมนุษยสวนมากเปนการเรียนรโดยการสังเกตหรือการเลียนแบบ เน่องจากมนุษย 








มีปฏิสัมพันธกับส่งแวดลอมท่อยรอบ ๆ ตัวอยเสมอท้งส่งแวดลอมในลักษณะท่เปนสังคม




มนุษยและส่งแวดลอมท่เปนวัตถุ โดยผเรียนตองสามารถท่จะประเมินไดวาตนเลียนแบบไดด ี
หรือไมดีอยางไร และจะตองควบคุมพฤติกรรมของตนเองไดดวย แบนดูราจึงสรุปวา การเรียนรู 
โดยการสังเกตจึงเปนกระบวนการทางการรูคิดหรือพุทธิปญญา
๖ การใชเหตุผลภาคทฤษฎีตอปญหาทางศีลธรรมในสังคมวาส่งตาง ๆ เหลาน้นเปนส่งใด ถูกตอง



ตามระบบเหตุผลที่ไดวางไวหรือไม เชน วัฒนธรรมพุทธที่มีคานิยมวาการใหทานดีตายไปจะได
ขึ้นสวรรค เราก็จะใชเหตุผลภาคทฤษฎีอธิบายการกระทํานั้นวาดี
๗ การใชเหตุผลภาคปฏิบัติตอปญหาศีลธรรมในสังคม เราจะไมสามารถอธิบายเปนทฤษฎีบท
ตามที่สังคมไดกําหนดไวได เพราะเหตุผลภาคปฏิบัติเปนสิ่งที่ไมขึ้นกับคานิยมทางวัฒนธรรม
หรือกฎระเบียบ และไมอางอิงกฎเกณฑทางประสบการณใด ๆ เพียงแตเรามีความสํานึก

























วาสงนนด เพราะเรารสกวามนดโดยไมมเงอนไข เชน การใหทานดเพราะสานกวาส่งนนด ี
ไมเกี่ยวของกับผลหรือสิ่งที่เชื่อวาทําแลวไปสวรรค

๘ รัฐชาติสมัยใหม เกิดข้นในคริสตศตวรรษท่ ๑๖ ในยุโรปหลังการลมสลายของระบบศักดินา โดยม ี

สนธิสัญญาสันติภาพเวสตฟาเลียป ค.ศ.๑๖๔๘ เปนจุดกําเนิด โดยพัฒนาจากการเมือง
การปกครองที่ผูปกครองฝายโลกพยายามแยกตัวออกจากศาสนจักร แลวตกทอดถึงปจจุบัน


ทุกวันน้มนุษยทุกคนจึงอยภายใตการปกครองของรัฐ อันหมายถึงอยภายใตบุคคลหรือ

กลมบุคคลผถืออํานาจหรือบริหารอํานาจ ในทางกฎหมายระหวางประเทศ “รัฐ” ถือเปน


บุคคลท่สําคัญมากท่สุด เพราะรัฐถือเปนบุคคลประเภทแรกท่ไดรับการยอมรับกันท่วไป




ในกฎหมายระหวางประเทศวามีขอบเขตของสิทธิ หนาที่ และความรับผิดชอบที่กวางขวาง
ที่สุดในบรรดาบุคคลในกฎหมายระหวางประเทศ (สมพงศ ชูมาก, ๒๕๕๑)
๙ กระบวนทัศน (Paradigm) หมายถึง แบบแผนการคิดหรือทัศนะพื้นฐานในการมองโลกและ
ชีวิต ซึ่งมีเนื้อหาวาดวยความจริงหรือสารัตถะของสรรพสิ่ง โดยกระบวนทัศนจะเปนพื้นฐาน

ในการกําหนดมโนทัศนของส่งตาง ๆ ในธรรมชาติ (ภาพท่เกิดข้นในใจ) ซ่งอธิบายผานชุดทฤษฎ ี










ท่สอดคลองกับกระบวนทศน นําไปสการเลือกอยางมีเหตผลของมนุษยซงจะแสดงออกสสงคม


ในรูปแบบของพฤติกรรม (Khun , T.S. ,1962)
๑๐ นักวิชาการสรรสรางนิยมไดเสนอหลักคิดสําคัญ ๓ ประการ คือ ความเปลี่ยนแปลงของบริบท



ในความเปนสังคมผานกระบวนการปฏิสัมพันธ ซ่งประเด็นน้สอดคลองไปในแนวทาง
เดียวกันกับทฤษฎีการเรียนรูทางสังคมของมนุษย ซึ่งอัลเบิรต แบนดูรา กลาววา “ การเรียนรู


ของมนุษยน้นเกิดจากพฤติกรรมบุคคลน้นมีการปฏิสัมพันธ (Interaction) อยางตอเน่อง

ระหวางบุคคลนั้น (Person) และสิ่งแวดลอม (Environment)” (Vygotsky , 1978)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
136
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

๑๑ หลักประชาธิปไตย ๖ สาขา ๑) ทุกคนมีความเสมอภาคทางการเมืองอาชีพ การรับขาวสาร
๒) ทุกคนไดสิทธิคุมครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยไดรับการปฏิบัติเชนเดียวกัน
๓) เชื่อในหลักนิติธรรม ใชกฎหมายโดยไมเลือกปฏิบัติ ๔) เชื่อในหลักของเหตุผล ใชตรรกะ











ทถกตอง ๕) เชอการมสวนรวมทางการเมอง เชน การแสดงความคดเหน การเลอกผแทน





๖) บริหารโดยเสียงขางมาก แตเปดโอกาสใหเสียงสวนนอยไดตรวจสอบ (Aggrawall, 1976.)
๑๒ อยางไรก็ตาม อนาธิปไตยในแบบ Lockean และ Kantian ลวนตางเปนทางเลือกท่ดีของมนุษย





ซ่งไมวาจะเลือกแบบใดก็นําไปสสันติภาพท่ย่งยืนไดในฐานะท่บรรลุประสิทธิผล เพียงแตม ี

ประสิทธิภาพที่แตกตางกัน





๑๓ การศึกษาท่แทจริงต้งอยบนความเช่อท่วา การศึกษาคือการสงเสริมใหมนุษยเรียนร  ู








ดวยตนเองตลอดเวลา โดยมธรรมชาติการศกษาทไมยดตดรปแบบใดของการศกษา






วัตถุประสงคการศึกษาเพ่อมงสงเสริมใหมนุษยเขาสกระบวนการเรียนรโดยไมผานอุปสรรค
ใด ๆ ผานกระบวนการศึกษาที่มุงไปสูความคาดหวังของบุคลากรและองคกร สําหรับผลผลิต
(Output) คือสงเสริมใหผูเรียนสามารถตอยอดองคความรูไดดวยตนเอง ผานการชี้นําตนเอง



ใหเรียนรเองได โดยผลลัพธของการเรียนร (Outcome) กอใหผเรยนเกิดความหลงใหล


การเรียนร สําหรับผลกระทบของการศึกษา (Impact) มีท้งตอตนเอง ตอครอบครัว ตอองคกร

ตอสังคม (วีรฉัตร , ๒๕๖๑.)


๑๔ การเรียนรท่แทเกิดข้นภายในตนเอง (ในตัวของมนุษย) อยตลอดเวลา โดยธรรมชาติการเรียนร ู 


เกิดขึ้นในตนไดทุกที่ทุกสถานการณดวยการผานการไตรตรอง และการลงมือกระทําดวยตนเอง


วัตถุประสงคการเรียนรเพ่อเขาใจเหตุผลในปรากฏการณตาง ๆ ท่เกิดข้นรอบตัว เชน


ปรากฏการณทางสังคม และสามารถนําความรไปใชประโยชนแกตนเองได ผานกระบวนการ

เรียนรมงไปสความคาดหวังของตนและองคกร ผลผลิตของการเรียนร (Output) ตนเอง




















สามารถตอยอดองคความรไดดวยตนเองผานการช้นาตนเองใหเรยนรเองได ผลลพธของ



การเรียนร (Outcome) เกิดเจตพิสัย (Affective Domain) ใฝร จนนําไปสการพัฒนา
พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) และทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) ของตนเอง
ผลกระทบของการเรียนรู (Impact) ตอตนเอง ตอครอบครัว ตอองคกร ตอสังคม (อาชัญญา,
๒๕๖๒.)
๑๕ จริยศาสตรของคานต คานตเช่อวาสิทธิในการกําหนดตนเองของบุคคลและของรัฐเปนสิทธ ิ

ข้นพ้นฐานท่สุดท่ไมอาจละเมิดได ซ่งความคิดน้มีฐานจากความคิดท่วามนุษยแตละคนมีอิสระ







ทางศีลธรรมที่สามารถตัดสินดีชั่วถูกผิดไดดวยตนเอง โดยอาศัยเหตุผลเชิงปฏิบัติ (Practical



Reason) ดวยเหตุน้ บุคคลหน่งจึงไมมีสิทธิปฏิบัติตออีกบุคคลหน่งในฐานะท่เปนเพียงเคร่องมือ






(Means) เพ่อบรรลุเปาหมายบางอยางของตน แตตองเคารพบุคคลอ่นในฐานะท่เขาเหลาน้น


คือเปาหมายในตัวเขาเอง (End) ซ่งหมายถึงการใหเขามีอิสระในการตัดสินใจในเร่อง
ที่เกี่ยวของกับตัวเขาเอง (Immanuel Kant , 1981)
๑๖ โลกในความหมายของนักวิชาการสรรสรางนิยมใหความสําคัญกับโครงสรางทางความคิด
ของมนุษย สังคมมนุษย แตในขณะที่ทฤษฎีกระแสหลักใหความสําคัญกับโครงสรางทางวัตถุ
เปนหลัก
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 137

การประชุม ผบ.ทร.อาเซียน ผ่านระบบทางไกล


ครั้งที่ ๑๔ เมื่อ ๕ พ.ย.๖๓

































TH
THE 14 ASEAN NAVY CHIEFS’ MEETING

การประชุม ผบ.ทร.อาเซียน ผ่านระบบทางไกล


ครั้งที่ ๑๔ เมื่อ ๕ พ.ย.๖๓ Áô¡·Ò§¤ÇÒÁ¤Ô´¢Í§à¨éҨѡÃÇÃôÔ

µèÍ¡ÒÃÊÃéÒ§ÊѹµÔÀÒ¾âÅ¡»Ñ¨¨ØºÑ¹




















¹ÒÇÒàÍ¡ ´Ã.ËÑÊäªÂޏ ÁÑ觤Ñè§
Ãͧ¼ÙŒÍíҹǡÒáͧÇÔªÒàʹҸԡÒáԨ
½†ÒÂÇÔªÒ¡Òà ¡ÃÁÂØ·¸ÈÖ¡ÉÒ·ËÒÃàÃ×Í




TH
THE 14 ASEAN NAVY CHIEFS’ MEETING











¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 139

บทคัดยอ


บทความนี้มีวัตถุประสงคเพื่อตอบคําถามวา จะอธิบายสันติภาพโลกในปจจุบัน

จากมุมมองของสํานักอังกฤษไดอยางไร โดยสํานักอังกฤษมีฐานความคิดอยท่กฎธรรมชาต ิ


และระเบียบในสังคมระหวางประเทศ ซ่งเปนมรดกตกทอดมาจากประวัติศาสตรของ


อังกฤษในยุคจักรวรรดินิยมในครสตศตวรรษท่ ๑๙ และไดรับการสานตอโดยสหรัฐอเมริกา



หลังสงครามโลกคร้งท่ ๒ และสงครามเย็นในนามของระเบียบโลกเสรี เคร่องมือสําคัญ
ของการรักษาระเบียบโลกเสรีไวมีท้งกําลังรบ โดยเฉพาะสมุททานุภาพ และกลไกเสรีนิยม

ระหวางประเทศ ไดแก ระบบทุนนิยมเสรี ระบอบประชาธิปไตย และองคการระหวางประเทศ
ซ่งสรุปเปนแนวคิดเสรีนิยม และเม่อพิจารณาการกาวข้นมาเปนมหาอํานาจของจีนแลว




จะพบวา ถึงแมระบอบการปกครองของจีนจะยังคงเปนสังคมนิยมคอมมิวนิสตอยก็ตาม
จีนจําเปนตองอาศัยระเบียบโลกเสรีในการเติบโตในอนาคต เพราะในโลกยุคปจจุบัน
แนวคิดเสรีนิยมถือเปนอุดมการณทางการเมืองสุดทายของมนุษยชาติ

สันติภาพโลกในปจจุบันข้นอยกับปจจัยหลัก ๒ ประการ ไดแก อํานาจ



กับจริยธรรมในการเมืองระหวางประเทศ อํานาจเปนปจจัยเบ้องตนท่ขับเคล่อนนโยบาย



ตาง ๆ ของรัฐใหปรากฏเปนจริง เชน จีนใชอํานาจทางการทหารและการเงินเพ่อสราง
เกาะเทียมในทะเลจีนใต สหรัฐฯ ใชอํานาจทางการทหารรักษาอุดมการณเสรีนิยมในชวง




สงครามโลกคร้งท่ ๒ เปนตน แตมีอํานาจอีกแบบหน่งท่มีผลตอความคิดทางการเมือง
ของผูคนในโลก เชน เสรีภาพ ประชาธิปไตย เปนตน อํานาจแบบนี้เกี่ยวของกับจริยธรรม
ในการเมืองระหวางประเทศ เพราะมนุษยตองการเหตุผลและความสุขในการดํารงชีวิต

รัฐมีหนาท่สรางความสุขใหเกิดข้นกับประชาชนของตนเอง ดังน้น จริยธรรมระหวาง


ประเทศจึงมีความหมายในแงท่เปนหลักการ หรือขอตกลงรวมกันระหวางรัฐตาง ๆ

เพื่อการอยูรวมกันอยางสันติ และเกิดความมั่นคงระหวางประเทศอยางยั่งยืน

บทความน้ตองการช้ใหเห็นวา “สันติภาพระหวางประเทศเปนมรดกตกทอด








จากการสรางจกรวรรดองกฤษ จากการผสมผสานระหวางอานาจกบจรยธรรมจนเกด


เปนระเบียบ (Order) ในสังคมระหวางประเทศข้น และแสดงออกใหเห็นผานกลไก

ในการเมืองระหวางประเทศ ท่ไดรับการสานตอโดยระเบียบโลกเสรีแบบอเมริกัน”




ทฤษฎท่อธบายสนติภาพระหวางประเทศดงกลาว รจักกนดในชอของ “สานกอังกฤษ













(The English School)” ในสาขาความสัมพันธระหวางประเทศท่มองภาพของโลก



เปนองครวมแลวคอย ๆ อธบายปรากฏการณตาง ๆ ในการเมืองระหวางประเทศ

จากภาพรวมนั้น
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
140
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

ประเด็นตาง ๆ ในบทความนี้ประกอบดวย ประเด็นแรก แนวคิดเรื่องระเบียบ


ในทฤษฎีสํานักอังกฤษ ซ่งจะใหความหมายของระเบียบในสังคมระหวางประเทศและมุมมอง







ของสานักองกฤษตอสนติภาพโลก ประเดนท่สอง ประวัตศาสตรการครองความเปนเจา

ของอังกฤษและสหรัฐฯ ภายใตแนวคิดเสรีนิยมโดยเร่มจากกําเนิดของจักรวรรดิอังกฤษ
ระเบียบการคาเสรี ประชาธิปไตย และการใชสมุททานุภาพในการรักษาระเบียบดังกลาว


และจบท่การกาวข้นมาครองความเปนเจาของสหรัฐฯ ประเด็นสุดทาย แนวคิดเสรีนิยม

ในระเบียบโลกเสรีของสหรัฐฯ สวนน้จะฉายภาพเหรียญสองดานของการครองความเปนเจา

ของสหรัฐฯ ดานหน่งเปนภาพของผยึดม่นในเสรีนิยมและอุทิศตนเองเพ่อรักษาระเบียบน ้ ี






เอาไว อีกดานหน่งเปนภาพของผสรางจักรวรรดิเสรีนิยมท่มีตนแบบมาจากอังกฤษและ
















ใชกาลงทหารในการทาใหจกรวรรดนคงอยไดตอไป และภาพอนาคตความขดแยงทม ี

กับจีนซึ่งกําลังกาวขึ้นมาทาทายระเบียบโลกแบบเสรีนิยมนี้
สํานักอังกฤษกับระเบียบในสังคมระหวางประเทศ
หนังสือเลมสําคัญของสํานักอังกฤษชื่อ The Anarchical Society: A Study

of Order in World Politics เขียนโดย เฮดลีย บูลล วัตถุประสงคของบูลลในการเขียน




ตําราเลมน้ข้นเพ่อศึกษาธรรมชาติของระเบียบในการเมืองโลก โดยตอบคําถามพ้นฐาน
๓ ประการ ซ่งเปนคําถามหลักของแตละสวน ไดแก ระเบียบในการเมืองโลกคืออะไร

มีวิธีการอยางไรในการรักษาระเบียบในการเมืองโลกไวภายใตระบบรัฐอธิปไตยในปจจุบัน


และระบบรัฐอธิปไตยในปจจุบันยังเปนหนทางท่เปนไปไดในระเบียบโลกอยหรือไม



ในท่น้จะพิจารณาตอบคําถามขอแรก ท่วาดวยธรรมชาติของระเบียบในการเมืองโลก
เทานน โดยจะแยกประเด็นออกเปน ๓ ประการ ไดแก แนวความคิดเร่องระเบียบ






ในการเมองโลกเปนอยางไร การเมืองโลกมีระเบียบปรากฏข้นจริงหรือไม การดํารงไว 
ซึ่งระเบียบในการเมืองโลกทําอยางไร





การศึกษาการเมืองโลกตองเร่มดวยการต้งคําถามวาส่งน้คืออะไร บูลลเร่มตน

ดวยการใหความหมายกับระเบียบในชีวิตทางสังคม จากน้นก็จะเปนระเบียบในระบบรัฐ
และสุดทายระเบียบในการเมืองโลกตอไป โดยท่วไปการท่ส่งใดก็ตามมีระเบียบ






จะหมายความวาสวนตาง ๆ ของส่งน้นมีรูปแบบความสัมพันธบางอยางท่มีหลักการ




รองรับอย เชน หนังสือท่จัดเรียงอยบนช้นวางแสดงใหเห็นวามีระเบียบ แตหากจะกลาว
ถึงระเบียบในชีวิตทางสังคม จะหมายถึงรูปแบบเฉพาะของพฤติกรรมทางสังคมมนุษย

การท่สังคมมนุษยอยในสภาวะสงครามระหวางกันตลอดเวลา แมวาจะมีรูปแบบชัดเจน

แตในที่นี้ไมถือวาเปน “ระเบียบ” ที่หมายถึง แตจะเรียกวา “ความไรระเบียบ” มากกวา
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 141

จากนิยามของระเบียบในชีวิตทางสังคม ระเบียบในระบบรัฐสามารถใหความหมาย
ไดวาเปนรูปแบบเฉพาะของพฤติกรรมทางสังคมของรัฐหรือสังคมระหวางประเทศ
ประเด็นสําคัญคือ “รัฐ (State)” คืออะไร ความหมายพ้นฐานของรัฐ คือชุมชน





ทางการเมืองทเปนอสระซงมีรฐบาล มอานาจอธปไตยเหนอดนแดนหนง ๆ บนโลก












และเหนือประชาชนกลมหน่งเรียกวา “อธิปไตยภายใน” นอกจากน้นรัฐยังมี “อธิปไตย

ภายนอก” ซ่งหมายถึงการมีเอกราชจากอํานาจใด ๆ ภายนอกรัฐ ตัวอยางเชน นครรัฐ

กรีกโบราณ รัฐ - ชาติสมัยใหม เปนตน ระบบรัฐหรือระบบระหวางประเทศ (International

System) จะเกิดข้นเม่อรัฐต้งแตสองรัฐข้นไปมีปฏิสัมพันธกันมากเพียงพอ จนกอใหเกิด





ผลกระทบตอการตัดสินใจของกันและกัน และเปนเหตุใหรัฐเหลาน้มีพฤติกรรมท่ถือวา


เปนสวนหน่งของภาพรวมในระบบ เชน อาจจะมีรัฐในอเมริกามากมายกอนท่โคลัมบัส
จะคนพบทวีปนี้ แตยังไมถือวารัฐเหลานี้เปนระบบรัฐเหมือนกับรัฐตาง ๆ ในยุโรปในชวงเวลา
เดียวกัน เชนเดียวกันกับรัฐในจีนชวง ๔๘๑ - ๒๒๑ ปกอนคริสตกาล ไมไดเปนระบบระหวาง
ประเทศเหมือนกับรัฐตาง ๆ ในกรีซและเมดิเตอรเรเนียนในชวงเวลาเดียวกัน เปนตน
อยางไรก็ตาม ระบบรัฐเปนเพียงรูปแบบความสัมพันธระหวางรัฐท่ยังไมเกิด




“เปาหมายหรือคณคา” ระหวางกนมากเพียงพอทจะทําใหรัฐตาง ๆ มองเหนวามีพฒนาการ







ทางสังคมจากการมารวมกัน และเช่อมตอกันดวยผลประโยชนตางตอบแทนระหวางกัน

รื่องสังคมอนาธิปไตยของเฮดลีย บูลล
ภาพตําราเรื่องสังคมอนาธิปไตยของเฮดลีย บูลล
ภาพตําราเ
ที่มา : https://link.springer.com/book/10.1007%2F978-1-349-24028-9
ที่มา : https://link.springer.com/book/10.1007%2F978-1-349-24028-9 จนทําให “ระบบรัฐ” กลายเปน “สังคมรัฐ” ในที่สุด ดังนั้น สังคมรัฐหรือสังคมระหวาง
ประเทศ (International Society) จึงเกิดขึ้นเมื่อรัฐกลุมหนึ่งตางสํานึกวามีผลประโยชน












ดังนั้น ระเบียบในชีวิตทางสังคมของมนุษยจะเปนรูปแบบเฉพาะที่จะนําไปสู “เปาหมาย และเปาหมายหรอคณคารวมกน และมารวมตวกนโดยยอมทจะจากดตวเองภายใต 

หรือคุณคา” บางอยาง คําถามคือเปาหมายที่วานี้คืออะไร บูลลยกตัวอยางแนวความคิด กฎเกณฑและสถาบันทางการเมืองบางประการรวมกัน ตัวอยางสังคมรัฐท่เห็นไดชัดเจน

เร่องระเบียบของเซนตออเกิสทีนวาหมายถึง “ธรรมชาติของแตละสวนซ่งจะเหมาะสม คือ รัฐตาง ๆ ในสหภาพยุโรปหรือในประชาคมอาเซียน หากพิจารณาเปรียบเทียบ

“ระบบรัฐ” กับ “สังคมรัฐ” แลวจะพบวาการจะเกิดสังคมรัฐไดตองมีระบบรัฐเกิดข้น


ตามทาทีท่ดีของตนเอง” นิยามน้มีปญหา เพราะคําวาดีหรือเหมาะสมในท่น้เปนไป มากอน เพราะการท่รัฐจะมีผลประโยชนและเปาหมายหรือคุณคารวมกันจะตองม ี





เพ่ออะไร เชน ระบอบเกากอนปฏิวัติฝร่งเศส (Ancien Régime) กับระบอบหลังเกิด ปฏิสัมพันธระหวางกันเสียกอน เชน ตุรกี จีน ญ่ปน เกาหลี และสยาม เปนสวนหน่ง ึ





การปฏิวัติฝร่งเศส (Revolutionary France) น้นตางมีเปาหมายหรือคุณคาทางสังคม ของระบบระหวางประเทศในยุคอาณานิคมยุโรป กอนจะกลายเปนรัฐในสังคมระหวาง

ท่ตางกัน อยางไรก็ตาม เปาหมายหรือคุณคาทางสังคมท่เปนพ้นฐานในการท่จะทํา ประเทศในยุคจักรวรรดินิยมยุโรป เปนตน ดังน้น ระเบียบระหวางรัฐจึงมีเง่อนไขสําคัญ





ใหชีวิตทางสังคมมีระเบยบไดมีอยูดวยกัน ๓ ประการ ไดแก หลักประกันความปลอดภัย อยท่รัฐตาง ๆ ตองมีสํานึกถึงการเปนสังคมรัฐท่มีเปาหมายบางประการรวมกัน ในท่นี ้





จากการบาดเจ็บลมตาย หลักประกันวาเมื่อมีการทําสัญญาแลวตองทําตาม และหลักประกัน บลลระบวารฐตาง ๆ ตองมเปาหมายในการรกษา ๑) ระบบและสงคมรฐ ๒) เอกราช












วาทรัพยสินของตนเองมีความม่นคง บูลลเรียกเปาหมายท้งสามขอเหลาน้วา เปาหมาย ของรัฐตาง ๆ ในสังคมรัฐ และ ๓) สันติภาพ สุดทายรัฐตาง ๆ ยังตองการจํากัด








พนฐานท่เปนสากลของชวิตทางสังคม ซงสามารถยอไดเปนเปาหมายเร่องชีวต (Life) การใชกําลงระหวางกัน ทําตามสัญญาท่ใหไวแกกัน และเคารพเขตอํานาจอธปไตย











เรื่องความจริง (Truth) และเรื่องทรัพยสิน (Property) ของกันและกัน ซึ่งจะทําใหเกิดระเบียบระหวางรัฐไดในที่สุด
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
142 143
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

จากนิยามของระเบียบในชีวิตทางสังคม ระเบียบในระบบรัฐสามารถใหความหมาย

ไดวาเปนรูปแบบเฉพาะของพฤติกรรมทางสังคมของรัฐหรือสังคมระหวางประเทศ
ประเด็นสําคัญคือ “รัฐ (State)” คืออะไร ความหมายพ้นฐานของรัฐ คือชุมชน
















ทางการเมืองทเปนอสระซงมรฐบาล มอานาจอธปไตยเหนอดนแดนหนง ๆ บนโลก
และเหนือประชาชนกลมหน่งเรียกวา “อธิปไตยภายใน” นอกจากน้นรัฐยังมี “อธิปไตย



ภายนอก” ซ่งหมายถึงการมีเอกราชจากอํานาจใด ๆ ภายนอกรัฐ ตัวอยางเชน นครรัฐ

กรีกโบราณ รัฐ - ชาติสมัยใหม เปนตน ระบบรัฐหรือระบบระหวางประเทศ (International




System) จะเกิดข้นเม่อรัฐต้งแตสองรัฐข้นไปมีปฏิสัมพันธกันมากเพียงพอ จนกอใหเกิด


ผลกระทบตอการตัดสินใจของกันและกัน และเปนเหตุใหรัฐเหลาน้มีพฤติกรรมท่ถือวา

เปนสวนหน่งของภาพรวมในระบบ เชน อาจจะมีรัฐในอเมริกามากมายกอนท่โคลัมบัส

จะคนพบทวีปนี้ แตยังไมถือวารัฐเหลานี้เปนระบบรัฐเหมือนกับรัฐตาง ๆ ในยุโรปในชวงเวลา
เดียวกัน เชนเดียวกันกับรัฐในจีนชวง ๔๘๑ - ๒๒๑ ปกอนคริสตกาล ไมไดเปนระบบระหวาง
ประเทศเหมือนกับรัฐตาง ๆ ในกรีซและเมดิเตอรเรเนียนในชวงเวลาเดียวกัน เปนตน
อยางไรก็ตาม ระบบรัฐเปนเพียงรูปแบบความสัมพันธระหวางรัฐท่ยังไมเกิด





“เปาหมายหรือคณคา” ระหวางกนมากเพียงพอทจะทําใหรัฐตาง ๆ มองเหนวามีพฒนาการ







ทางสังคมจากการมารวมกัน และเช่อมตอกันดวยผลประโยชนตางตอบแทนระหวางกัน
ภาพตําราเรื่องสังคมอนาธิปไตยของเฮดลีย บูลล
ที่มา : https://link.springer.com/book/10.1007%2F978-1-349-24028-9 จนทําให “ระบบรัฐ” กลายเปน “สังคมรัฐ” ในที่สุด ดังนั้น สังคมรัฐหรือสังคมระหวาง
ประเทศ (International Society) จึงเกิดขึ้นเมื่อรัฐกลุมหนึ่งตางสํานึกวามีผลประโยชน


และเปาหมายหรอคณคารวมกน และมารวมตวกนโดยยอมทจะจากดตวเองภายใต 











กฎเกณฑและสถาบันทางการเมืองบางประการรวมกัน ตัวอยางสังคมรัฐท่เห็นไดชัดเจน
คือ รัฐตาง ๆ ในสหภาพยุโรปหรือในประชาคมอาเซียน หากพิจารณาเปรียบเทียบ
“ระบบรัฐ” กับ “สังคมรัฐ” แลวจะพบวาการจะเกิดสังคมรัฐไดตองมีระบบรัฐเกิดข้น


มากอน เพราะการท่รัฐจะมีผลประโยชนและเปาหมายหรือคุณคารวมกันจะตองม ี

ปฏิสัมพันธระหวางกันเสียกอน เชน ตุรกี จีน ญ่ปน เกาหลี และสยาม เปนสวนหน่ง ึ

ของระบบระหวางประเทศในยุคอาณานิคมยุโรป กอนจะกลายเปนรัฐในสังคมระหวาง


ประเทศในยุคจักรวรรดินิยมยุโรป เปนตน ดังน้น ระเบียบระหวางรัฐจึงมีเง่อนไขสําคัญ
อยท่รัฐตาง ๆ ตองมีสํานึกถึงการเปนสังคมรัฐท่มีเปาหมายบางประการรวมกัน ในท่นี ้












บลลระบวารฐตาง ๆ ตองมเปาหมายในการรกษา ๑) ระบบและสงคมรฐ ๒) เอกราช



ของรัฐตาง ๆ ในสังคมรัฐ และ ๓) สันติภาพ สุดทายรัฐตาง ๆ ยังตองการจํากัด



การใชกําลงระหวางกัน ทําตามสัญญาท่ใหไวแกกัน และเคารพเขตอํานาจอธปไตย


ของกันและกัน ซึ่งจะทําใหเกิดระเบียบระหวางรัฐไดในที่สุด
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 143












สงคมระหวางประเทศในปจจบน เปนสงคมของรฐสมยใหม และตงแตเกด




ระบบรัฐสมัยใหมข้นมา มีสํานักคิด ๓ สํานัก ท่อธิบายสังคมระหวางประเทศ ไดแก

๑) สัจนิยมแบบฮอบส ท่มองการเมืองระหวางประเทศวาเปนสภาวะสงครามระหวาง







ประเทศตาง ๆ ๒) สากลนยมแบบคานต ทมองการเมองระหวางประเทศวาเปนชมชน




ของมนุษยชาติ และ ๓) นานาชาตินิยมแบบโกรติอุส ท่มองการเมืองระหวางประเทศ

วาเปนสังคมของประเทศตาง ๆ
สํานักแรก คือ สัจนิยมแบบฮอบส อธิบายความสัมพันธระหวางประเทศวา


เปนสภาวะสงคราม ปฏิสัมพันธจึงออกมาในรูปของความขัดแยงลวน ๆ ท่เปน
เกมศนย (Zero-Sum) คอแตละประเทศสนใจแตผลประโยชนของตนเอง โดยไมเกยวของ











กับผลประโยชนของประเทศอ่น การแสวงหาผลประโยชนน้นเปนอิสระจากกฎศีลธรรม








ใด ๆ มเพยงกฎเดียวเทานนท่ยอมรบไดคอ กฎของความรอบคอบ (Prudence) และ


การไดผลประโยชนเฉพาะหนา (Expediency) ขอตกลงใด ๆ หากทําข้นก็ลมเลิกได 
หากขัดตอผลประโยชนที่อยูตรงหนา








สานกทสอง คอ สากลนยมแบบคานต อธบายความสมพนธระหวางประเทศ






วาเปนความสัมพันธทางสังคมของมนุษยในลักษณะขามพรมแดน ซ่งเช่อมโยงปจเจกบุคคล

ท่เปนประชาชนหรือพลเมืองของรัฐเขาดวยกัน ผลประโยชนของมนุษยทุกคนเหมือนกัน
เปนหนงเดยว ปฏสมพนธจงออกมาในรปของความรวมมอลวน ๆ ซงเปนเกมททกฝาย




















ไดรวมกัน (Non-Zero Sum) และมีกฎศีลธรรมสากลในการจํากัดพฤติกรรมของรัฐ


แตกฎศีลธรรมน้ไมไดเปนไปเพ่อใหรัฐตาง ๆ อยรวมกันอยางสันติ แตเปนไปเพ่อเปล่ยนโลก



ใหเปนสังคมของมนุษยชาติ
ภาพความรวมมือระหวางประเทศ
ที่มา : https://www.matichon.co.th/lifestyle/news
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
144
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ



สํานักสุดทาย คือ นานาชาตินิยมแบบโกรติอุส เปนแนวคิดท่อยตรงกลาง

ระหวางสัจนิยมแบบฮอบสกับสากลนิยมแบบคานต โดยท่โกรติอุสอธิบายการเมือง









ระหวางประเทศวา เปนสงคมแหงรฐหรอสงคมระหวางประเทศ รฐมกฎและสถาบน


รวมกัน ไมใชอยในสภาวะสงครามอยางท่ฮอบสกลาวไว ขณะเดียวกันรัฐก็เปนตัวแสดงหลัก


ในการเมืองระหวางประเทศ ไมใชปจเจกบุคคลอยางท่คานตกลาวไว และในความเปนจริง



แนวคิดเร่องสังคมระหวางประเทศของโกรติอุส ก็ปรากฏใหเห็นอยในระบบรัฐสมัยใหม 
รวม ๓ - ๔ คริสตศตวรรษที่ผานมา


จากน้นบูลลใชกรอบแนวคิดท้งสามสํานักวิเคราะหประวัติศาสตรแลวพบวา
มีสังคมระหวางประเทศเกิดขึ้นมาตลอด ตั้งแตคริสตศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๗ มีสังคมระหวาง
ประเทศแบบคริสเตียนเกิดข้น ชวงคริสตศตวรรษท่ ๑๘ - ๑๙ มีสังคมระหวางประเทศ





แบบยุโรปเกิดข้น และคริสตศตวรรษท่ ๒๐ เกิดสังคมระหวางประเทศระดับโลกข้นมา สําหรับ
ภาพความจริงของสังคมระหวางประเทศ ระบบรัฐสมัยใหมมีองคประกอบของแนวคิด





ท้งสาม ท้งเร่องสงครามและการตอสด้นรนเพ่ออํานาจระหวางรัฐ เชน ชวงสงครามการคา

และลาอาณานิคมปลายคริสตศตวรรษท่ ๑๗ ถึงคริสตศตวรรษท่ ๑๘ โดยมีฮอลแลนด




ฝร่งเศส และอังกฤษเปนผนําเพ่อผูกขาดการคาโดยอาศัยสมุททานุภาพ เร่องความเปน




หน่งเดียวและความขัดแยงขามพรมแดน เชน ชวงการปฏิรูปศาสนา การปฏิวัติฝร่งเศส
และองคการคอมมิวนิสตสากล และความรวมมือและปฏิสัมพันธภายใตกฎเกณฑของรัฐ
เชน ยุโรปหลังสงครามนโปเลียนจนถึงกอนสงครามโลกครั้งที่ ๑
สําหรับการดํารงไวซ่งระเบียบในการเมืองโลกน้น ระเบียบดังกลาวจะดํารง






อยไดข้นอยกับความรสึกวา มีผลประโยชนรวมกันท่เก่ยวของกับเปาหมายพ้นฐานของชีวิต



ทางสังคม กฎเกณฑท่ช้นําพฤติกรรมในการรักษาเปาหมายพ้นฐานเหลาน้นเอาไว และ





สถาบันทางการเมืองท่ชวยใหกฎเกณฑเหลาน้นทํางานไดผลจริง สถาบันทางการเมือง

ในสังคมระหวางประเทศ ไดแก การถวงดุลอํานาจ กฎหมายระหวางประเทศ กลไก
ทางการทูต ระบบการจัดการของประเทศมหาอํานาจ และสงคราม สถาบันทางการเมือง

ระหวางประเทศ ไมใชเร่ององคการหรือเคร่องมือบริหารจัดการเพียงอยางเดียวเทาน้น




แตยังรวมไปถึงการปฏิบัติเปนนิสัย ซ่งปรับพฤติกรรมของรัฐใหตระหนักรถึงเปาหมาย
หรือผลประโยชนรวมกันในสังคมระหวางประเทศ


ท่กลาวมาท้งหมด เปนการสรุปโดยยอเก่ยวกับแนวคิดเร่องระเบียบในการเมืองโลก



วาคืออะไร มีภาพอะไรบางท่ฉายใหเห็นถึงความจริงในสังคมระหวางประเทศ และ

มีกลไกใดท่จะชวยดํารงรักษาระเบียบโลกเอาไว หากพิจารณาประเด็นเร่องเปาหมาย

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 145


สูงสุดท่รัฐตาง ๆ คาดหวังรวมกันก็เห็นจะไดแกสันติภาพน่นเอง สําหรับสํานักอังกฤษ













สนตภาพเปนสงพงปรารถนาของประเทศตาง ๆ แตปญหาอยทภาพความจรงของสจนยม




ที่มองวา การเมืองโลกเปนสภาวะสงครามที่รัฐตาง ๆ พรอมจะเผชิญหนากัน และสภาวะนี้





ยงไมหายไปจากโลกน้ ดังน้น การรักษาไวซ่งระเบียบดวยกลไกหรือสถาบันระหวาง
ประเทศตาง ๆ จึงมีความสําคัญท่จะทําใหสันติภาพอันเปนเปาหมายท่พึงปรารถนาน ้ ี
















เกดขนไดจรง ซงสวนทสองจะอธบายถงภาพของระเบยบโลกแบบเสรขององกฤษ

และสหรัฐฯ ที่ใชกลไกหรือสถาบันระหวางประเทศทั้งหมดที่สํานักอังกฤษกลาวมาแลว
จากจักรวรรดิอังกฤษสูระเบียบโลกเสรีอเมริกัน




จักรวรรดิอังกฤษเร่มกอตัวข้นในชวงคริสตศตวรรษท่ ๑๖ ซ่งเปนยุคแหงการ
สารวจทางทะเล องกฤษกลายมาเปนมหาอานาจทางทะเล หลงจากการทาสงคราม

















กบฝรงเศสและเนเธอรแลนด คแขงการลาอาณานคมในชวงครสตศตวรรษท ๑๗ - ๑๘




และในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ - ๒๐ กลายเปนจักรวรรดิท่พระอาทิตยไมเคยตกดิน


ซึ่งหมายความวาอังกฤษมีอาณานิคมอยูทั่วโลก สันติภาพในชวงเวลานี้เรียกวา “สันติภาพ
จากการครองความเปนเจาของอังกฤษ (Pax Britannica)” แตหลังจากสงครามโลก



ท้งสองคร้ง อังกฤษสูญเสียสถานะความเปนมหาอํานาจทางทะเลใหกับสหรัฐฯ







ขณะเดยวกนกถายทอดมรดกทางความคิดใหกบมหาอานาจใหม ซงมรากฐานอยท ่ ี








เสรีนิยมภายใต “สันติภาพจากการครองความเปนเจาของอเมริกา (Pax Americana)”


สันติภาพภายใตการครองความเปนเจาของมหาอํานาจท้งสอง มีความตอเน่องและ

การเปล่ยนแปลงตลอดมา ในสวนท่สองน้จะฉายภาพมรดกทางความคิด ซ่งถือวาเปน



ระเบียบในสังคมระหวางประเทศตามที่สํานักอังกฤษกลาวไว
๑. กําเนิดและพัฒนาการของจักรวรรดิอังกฤษ

อังกฤษเร่มมีทาทีในการแสวงหาอาณานิคมและสรางจักรวรรดิของตนเอง
ต้งแตยุคการสํารวจทะเลในคริสตศตวรรษท่ ๑๕ - ๑๖ จากน้นมาอังกฤษก็สราง




จักรวรรดิของตนเองจนกระท่งกลายเปนมหาอํานาจทางทะเลชวงคริสตทศวรรษท่ ๑๙๒๐


ระหวางสงครามโลกคร้งท่ ๑ และคร้งท่ ๒ หลังจากน้นอังกฤษก็คอย ๆ ลดบทบาท












ความเปนมหาอานาจของตนเองลง และเขารวมกบมหาอานาจฝายประชาธปไตย
ในชวงสงครามเย็น ซึ่งไดแก สหรัฐฯ บทความในสวนนี้จะพิจารณากําเนิด และพัฒนาการ


ของจักรวรรดิอังกฤษเพ่อจะนําไปสแนวความคิดเร่องการคาเสรี ประชาธิปไตย และ

สันติภาพภายใตอํานาจทางทะเลของอังกฤษ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
146
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

จักรวรรดิอังกฤษ ประกอบไปดวย ประเทศราช (Dominions) อาณานิคม






(Colonies) รัฐในอารักขา (Protectorates) และพนทอ่น ๆ ท่ปกครองหรือบริหาร
โดยสหราชอาณาจักร ตนกําเนิดของจักรวรรดิเร่มจากการมีอาณานิคมโพนทะเล และ

สถานีการคาซ่งอังกฤษสรางข้นชวงปลายคริสตศตวรรษท่ ๑๖ ถึงตนคริสตศตวรรษท่ ๑๘






ในชวงที่จักรวรรดิอังกฤษยิ่งใหญที่สุดนั้นอยูในคริสตศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐ เปนจักรวรรดิ

ท่ใหญท่สุดในประวัติศาสตรของมนุษยชาติ ราวป ค.ศ.๑๙๑๓ จักรวรรดิอังกฤษมีประชากร





มากกวา ๔๑๒ ลานคน ซ่งถือเปนรอยละ ๒๓ ของประชากรโลกในเวลาน้น และราว



ป ค.ศ.๑๙๒๐ พ้นท่จักรวรรดิอังกฤษครอบคลุม ๓๕.๕ ลานตารางกิโลเมตร ถือเปน

รอยละ ๒๔ ของพ้นท่ทางภูมิศาสตรโลก ดวยเหตุน้ทําใหมรดกทางการเมือง กฎหมาย



ภาษา และวัฒนธรรมของอังกฤษแพรกระจายออกไปอยางกวางขวางและปรากฏใหเห็น
จนถึงทุกวันนี้ ในชวงท่อังกฤษเขาสจุดสูงสุดของอํานาจ จักรวรรดิอังกฤษไดช่อวาเปน




“จักรวรรดิท่พระอาทิตยไมเคยตกดิน” เพราะอังกฤษสามารถขยายพ้นท่อาณานิคมของ



ตนเองออกไปไดรอบโลกและดวงอาทิตยก็ฉายแสงอยูเสมอในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของโลก














ภาพจักรวรรดิอังกฤษ
ที่มา : https://theconversation.com/british-empire-is-still-being-whitewashed-by-
the-school-curriculum-historian-on-why-this-must-change-105250
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 147







ในยคการสารวจทางทะเลชวงครสตศตวรรษท่ ๑๕ - ๑๖ โปรตเกสและสเปน

เปนผนําการสํารวจดินแดนโพนทะเลและสรางอาณานิคมในตางแดน อังกฤษ ฝร่งเศส และ

เนเธอรแลนดตองการท่จะมีอาณานิคมของตนเองบางเพราะเห็นวาโปรตุเกสและสเปน

ตางก็รํ่ารวยจากการลาอาณานิคม จึงเริ่มสรางอาณานิคมและเครือขายการคาของตนเอง

ในอเมริกาและเอเชย จากนั้นก็เกิดสงครามระหวางอังกฤษกับเนเธอรแลนดและฝรั่งเศส




อยางตอเนองตลอดชวงคริสตศตวรรษท่ ๑๗ และ ๑๘ และเม่ออังกฤษรวมสกอตแลนด 











เขามาเปนหนงเดยวไดในป ค.ศ.๑๗๐๗ องกฤษไดกลายเปนเจาอาณานคมในอเมรกาเหนอ






เพียงผูเดียว และครอบครองอินเดียไดในเวลาตอมา
เมื่ออาณานิคมทั้ง ๑๓ แหง ในอเมริกาเหนือประกาศอิสรภาพในป ค.ศ.๑๗๘๓


หลังสงครามปฏิวัติอเมริกา อังกฤษก็สูญเสียอาณานิคมท่เกาแกและมีประชากรมากท่สุดไป
จากนั้นอังกฤษจึงหันความสนใจไปยังเอเชีย แอฟริกา และมหาสมุทรแปซิฟก เมื่อฝรั่งเศส
พายแพสงครามนโปเลียนซึ่งเกิดขึ้นชวงป ค.ศ.๑๘๐๓ - ๑๘๑๕ อังกฤษก็ผงาดขึ้นมาในฐานะ

มหาอานาจทางทะเลและเจาอาณานคมตลอดชวงครสตศตวรรษท ๑๙ การครองความเปน









เจาทะเลน้เองท่ทําใหเกิดสภาวะท่เรียกวา “สันติภาพจากการครองความเปนเจาของ

อังกฤษ (Pax Britannica)” ซ่งเปนชวงเวลาท่ยุโรปและโลกมีสันติภาพนานประมาณ

๑๐๐ ป (ค.ศ.๑๘๑๕ - ๑๙๑๔) เพราะจักรวรรดิอังกฤษกลายเปนมหาอํานาจระดับโลก
และรับบทบาทเปนตํารวจโลกไปโดยปริยาย ในชวงตนคริสตศตวรรษท่ ๑๙ การปฏิวัต ิ




อุตสาหกรรมท่เร่มตนข้นกอนหนาน้น ก็เร่มสงผลตอการเปล่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ



และสังคมของอังกฤษ และอังกฤษกลายเปน “โรงงานของโลก” จักรวรรดิอังกฤษ
ขยายอาณานิคมไปยังพ้นท่สวนใหญของอินเดีย แอฟริกา และดินแดนอ่น ๆ ท่วโลก





เชน พมา และมาลายาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต ท่สําคัญนอกจากการท่อังกฤษ

สามารถควบคุมอาณานิคมไดท่วโลกดวยอํานาจทางการเมืองและการทหารแลว อังกฤษ

ยังครอบครองการคาโลกในภาพใหญ ซ่งจะทําใหเศรษฐกิจในหลายพ้นท่อยางในเอเชียและ



ลาตินอเมริกาอยูในการควบคุมของอังกฤษภายใตระบบการคาเสรีนิยม




ในชวงคริสตศตวรรษท่ ๑๙ ประชากรของอังกฤษเพ่มข้นในอัตราทวีคูณและ



ประชากรในเมืองเพ่มมากข้น ปรากฏการณน้ ทําใหเกิดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ
และสังคม อังกฤษภายใตการนําของ เบนจามิน ดิสเรลี (Benjamin Disraeli) พยายาม


แกปญหาโดยใหประชาชนอังกฤษไปต้งอาณานิคมในอียิปต แอฟริกาใต และท่อ่น ๆ


เพ่อหาตลาดใหมในการระบายสินคาและวัตถุดิบในการปอนสระบบอุตสาหกรรม







แคนาดา ออสเตรเลย และนิวซแลนดกลายเปนโดมีเนยนทมรัฐบาลปกครองตนเอง

และเปนรัฐเอกราชในปจจุบัน จนกระทั่งชวงตนคริสตศตวรรษที่ ๒๐ เยอรมนีและสหรัฐฯ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
148
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ


Click to View FlipBook Version