International
Organizations
Peace
Democracy Economic
Interdependence
ภาพสามเหลี่ยมแหงสันติภาพ ดัดแปลงจากแนวคิดของ อิมมานูเอล คานต
ที่มา : Triangulating Peace: Democracy, Interdependence, and International Organizations
by Bruce M Russett, John R ONeal, Bruce Russett
บทความน้จะวิเคราะหความสัมพันธระหวางองคการระหวางประเทศกับสันติภาพ
ี
ผานมุมมองเสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism) โดยในภาคแรก
ิ
ึ
ั
ิ
จะฉายภาพววัฒนาการของแนวคิดเสรีนิยมเชงสถาบน ซ่งมีรากฐานความคิด
สอดคลองกับเสรีภาพในระดับปจเจกบุคคล (Personal Freedom and Liberty)
๔
ิ
และเปนผลผลตจากสํานักคิดเสรีนิยมคลาสสิก จากนั้นจะเสนอความเปนไปได
ั
ของการรวมมอระหวางรฐภายใตภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) ตอดวยการวเคราะห
ื
ิ
คุณลักษณะขององคการระหวางประเทศ (Intergovernmental Organization)
ื
ี
ท่มีอิทธิพลทางตรงตอสันติภาพโดยขอมูลเชิงประจักษ ภาคสุดทายจะเช่อมโยง
กองทัพเรือกับบทบาทสรางและสงเสริมสันติภาพของภูมิภาค
วิวัฒนาการของทฤษฎีเสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism)
ื
ทฤษฎีเสรีนิยมคลาสสิก (Classical Liberalism) คือ แนวคิดเร่องอุดมคต ิ
ทางการเมืองและเศรษฐกิจมีรากฐานมาจากความเขาใจปรัชญาการเมืองเร่องของ
ื
เสรีภาพในระดับปจเจกบุคคล (Personal Freedom and Liberty) ไดรับความนิยม
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 99
ี
ิ
ิ
ั
ิ
ี
ในชวงปลายครสตศตวรรษท่ ๑๗ มุมมองเสรนยมคลาสสกเนนวา รฐบาลจะตองดําเนนการ
ิ
เพ่อลดความขัดแยงระหวางบุคคล และใหเสรีในการดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ื
ั
ื
ั
ตลอดจนตองพิทักษสิทธิมนุษยชนข้นพ้นฐานใหกับประชาชนทุกคนอยางเทาเทียมกน
ี
ี
ู
ู
ท่มาขององคความรของสํานักคิดน้ มาจากนักปรัชญายุครแจงหลายทาน (Enlightenment)
เชน อดัม สมิธ (Adam Smith) เขาไดอธิบายระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมไววา มีกลไกตลาด
ทําหนาท่จัดการราคาสินคาโดยธรรมชาติ ผซ้อผขายไมสามารถควบคุมราคาสินคาได
ี
ู
ื
ู
๕
จอหน ล็อก (John Locke) ผูซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดตอคณะผูนําการปฏิวัติอเมริกา
ครั้งที่ ๑ แนวทางสรางปฏิสัมพันธระหวางรัฐกับประชากรของเขา ปรากฏอยูอยางชัดเจน
๖
ในประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ป ค.ศ.๑๗๗๖
ี
ี
ื
ยุโรปในคริสตศตวรรษท่ ๑๘ ในขณะท่สัจนิยมคลาสสิกเนนพิจารณาเร่องความ
ขดแยงที่เกิดขึ้นอยูเสมอคูกับมนุษยชาติ สํานักเสรีนิยมโตแยงวา ความขัดแยงนั้นสามารถ
ั
ี
หลีกเล่ยงได ดังน้น ในขณะท่สํานักสัจนิยมมองวามนุษยชาติหนีไมพนเร่องของ
ี
ั
ื
ู
ความขัดแยง ฝายเสรีนิยมยืนยันวาประชาชน (ไมวาผนํารัฐหรือพลเมืองรัฐ) สามารถ
ี
เลือกอนาคตของประเทศไดและจะเลือก “รูปแบบพฤติกรรมท่สรางสรรคและ
ื
ี
จะปฏิบัติตามท่ไดเลือกไว มนุษยไมไดถูกกําหนดใหเลือกท่จะเปนเหย่อและวนเวียน
ี
๗
ั
ํ
ิ
ี
ั
ั
้
อยกบวงจรของความขดแยงไปตลอดกาล” ใจความหลกของนกคดสานกนคอ
ั
ื
ู
ั
แนวทางการบรรลุซ่งสันติภาพอันถาวร การศึกษาทฤษฎีเสรีนิยมในความสัมพันธ
ึ
ระหวางประเทศประกอบดวยหลายแนวคิด ไดแก ๑) ทฤษฎีสันติภาพเชิงประชาธิปไตย
(Democratic Peace Theory) มองวาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและ
ั
ิ
ั
ี
ื
ี
้
ี
การเมองภายในประเทศมอทธพลตอปฏสมพนธระหวางประเทศ ทฤษฎนมองวา
ิ
ิ
ิ
ื
ประเทศประชาธปไตยจะไมกอสงครามระหวางกน เน่องจากมตมหาชนมอทธพล
ิ
ั
ิ
ี
ิ
ตอการตัดสินใจของผนําประเทศประชาธิปไตย และผนําของประเทศตาง ๆ ตองการ
ู
ู
ี
่
รกษาฐานอานาจทมาจากประชาชนใหอยตอไป ๒) ทฤษฎสนตภาพทมาจากการคา
ั
ี
ิ
ํ
ี
่
ั
ู
(Commercial Peace Theory) มองวาการคาเสรีมีผลทําใหเกิดสันติภาพในความ
ั
ั
ื
่
สมพนธระหวางประเทศ เนองจากประเทศตาง ๆ ตองสรางความม่นคงใหกบระบบ
ั
ั
ภมภาค และระบบโลกเพอใหระบบการคาดําเนินตอไปได ทฤษฎีน้ขยายตัวมาสการศึกษา
ิ
ู
ู
ี
ื
่
เรื่องโลกาภิวัตนและการขึ้นตอกัน (Globalization and Interdependence)
การศึกษาในสํานักเสรีนิยม มีวิวัฒนาการมาอยางตอเน่องโดยเฉพาะ
ื
ั
หลังสงครามโลกคร้งท่ ๑ มีการกอต้งองคการสันนิบาตชาติ (League of Nations)
ั
ี
ั
ื
ในป ค.ศ. ๑๙๑๙ เพ่อปองกันการเกิดขอพิพาทระหวางรัฐ ในชวงเวลาเดียวกันน้นถือไดวา
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
100
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
เปนจุดเริ่มตนของวิชาความสัมพันธระหวางประเทศในฐานะแขนงหนึ่งของวิชารัฐศาสตร
ื
ื
ในป ค.ศ.๑๙๘๔ ดร.โรเบิรต โคเฮน ไดแตงหนังสอเร่อง “After Hegemony: Cooperation
and Discord in the World Political Economy” ซ่งถือวาเปนความคิดตอยอด
ึ
ี
มาจากฐานคิดเสรีนิยมคลาสสิกและเปนนักวิชาการท่มีบทบาทในสํานักคิดแบบเสรีนิยม
เชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism) อยางมากมาจนถึงปจจุบัน ๘
ภาพหนังสือเรื่อง “After Hegemony: Cooperation
and Discord in the World Political Economy”
ของ ดร.โรเบิรต โคเฮน
ที่มา : https://press.princeton.edu/books/
paperback/9780691122489/after-hegemony
ผลผลิตจากแนวคิดเสรีนิยม
ุ
ึ
ความรงเรืองของแนวคิดเสรีนิยม ซ่งสอดคลองกับเสรีภาพในระดับปจเจกบุคคล
ุ
เปนฐานคิดใหกับนักวิชาการรนหลัง ในการหามุมมองใหมสําหรับการศึกษาความสัมพันธ
ื
ิ
ึ
้
ระหวางประเทศ เพอใหสามารถอธบายปรากฏการณทเกิดขนในอดตและทํานาย
ี
ี
่
่
ึ
ความเปนไปของระเบียบความสัมพันธระหวางประเทศในอนาคตไดชัดเจนมากย่งข้น
ิ
ู
ผลจากการแยกตัวของแขนงความรวิชาความสัมพันธระหวางประเทศ ในป ค.ศ.๑๙๑๙
ประกอบกับความลมเหลวในการปองกันสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขององคการสันนิบาตชาติ
ื
ี
ึ
ทําใหมีศาสตรโดยตรงซ่งทําหนาท่เปนเคร่องมือใหนักวิชาการวิจัยหาสาเหตุและ
แนวทางการหยุดย้งสงคราม เกิดการพัฒนาทฤษฎีความสัมพันธระหวางประเทศ
ั
ิ
ในมมมองใหม ๆ เชน สรรสรางนยม สจนยมเชงรก สจนยมเชงปองกน ในสวนสานกคด
ุ
ํ
ั
ั
ิ
ิ
ิ
ิ
ั
ิ
ั
ุ
ี
ิ
ิ
เสรนยม เกดทฤษฎีเสรีนิยมใหม แบบเสรีนิยมเชิงสถาบัน โดยมีฐานคิดมาจากเสรีนิยม
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 101
คลาสสิก เชน มนุษยมีศักยภาพในการทําดี แตถูกชักนําหรือบังคับโดยความกลัวและ
ั
ู
ี
ิ
ความรสึกถึงความไมแนนอน ดังน้น หากมีส่งใดหรือองคการใดท่จะทําหนาท่ลดความกลัว
ี
และลดความไมแนนอน มนุษยก็จะสามารถใชศักยภาพในการทําดีและพัฒนาไดอยาง
ี
ื
ี
เต็มท่ นอกจากน้ ประเด็นเร่องความรวมมือระหวางรัฐ มุมมองเสรีนิยมเชิงสถาบัน
ึ
ี
เช่อวาเปนส่งท่เกิดข้นยากภายใตสภาวะอนาธิปไตยแตเปนไปไดหากมีปจจัยตาง ๆ
ื
ิ
ที่เอื้ออํานวย ๙
ความรวมมือภายใตสภาวะอนาธิปไตย
ี
ื
สภาวะอนาธิปไตย หรือ Anarchy เปนเง่อนไขท่ทําใหการเมืองระหวางประเทศ
ื
ิ
แตกตางโดยส้นเชิงกับการเมืองภายในประเทศ การเมืองระหวางประเทศ รัฐถูกขับเคล่อน
โดยอํานาจและผลประโยชนของชาติ ไมมีอํานาจใดจะลงโทษรัฐหรือบังคับใหปฏิบัต ิ
ี
ตามกฎหมายระหวางประเทศได ความหมายของอนาธิปไตยท่ไดรับการยอมรับ
๑๐
จากนักวิชาการสวนใหญคือ ภาวะท่ขาดรัฐบาลโลก แมวาการเมืองระหวางประเทศ
ี
ิ
ี
ู
ํ
ํ
ึ
จะอยในสภาวะอนาธิปไตย สงครามและความรวมมือลวนเปนส่งท่เกิดข้นซ้าแลวซ้าเลา
ี
ี
ในประวัติศาสตรมนุษย การท่จะช้ชัดวาระหวางสงครามและความรวมมือ ภาวะใดคือ
ภาวะปกติและภาวะใดคือภาวะผิดปกติน้น ยังเปนประเด็นถกแถลงอยางกวางขวาง ๑๑
ั
นักวิชาการดานความสัมพันธระหวางประเทศกระแสหลักท้งสองสํานัก ตางก็ยอมรับวา
ั
ี
ั
ความรวมมือระหวางรัฐน้นเกิดข้นได แตดวยเหตุผลท่แตกตางกัน นักเสรีนิยมจะมองวา
ึ
ื
ั
ความรวมมือของรัฐและการสรางองคการระหวางประเทศ เปนความต้งใจของรัฐเพ่อบรรล ุ
วัตถุประสงคบางอยางรวมกัน ในทางตรงกันขาม นักสัจนิยมจะมองวา รัฐเขารวมองคการ
ระหวางประเทศเปนเพียงเพ่อผลประโยชนเพียงอยางเดียว องคการระหวางประเทศ
ื
เปนสิ่งที่ไมยั่งยืน และสงผลกระทบตอการเมืองระหวางประเทศเพียงเล็กนอยเทานั้น
ั
ั
ู
ิ
ี
ทซดดส มาเคียเวลล และ โทมส ฮอบส เปนนักปรชญาทมกไดรับการกลาวถึง
ั
ิ
ี
่
ิ
ในสํานักคิดสัจนิยม งานเขียนของพวกเขาเหลาน้มีอิทธิพลกับผนําทางการเมือง
ู
ี
ี
ั
ในคริสตศตวรรษท่ ๑๗ และ ๑๘ เปนอยางมาก การมองโดยเพงไปท่อํานาจและความม่งค่ง ั
ี
เทาน้น ทําใหเกิดการแขงขันอยางตอเน่อง สงครามจึงเปนภาวะท่ปรากฏ นักสัจนิยมเช่อวา
ื
ื
ั
ี
ู
รัฐคิดและแสดงออกอยางมีเหตุมีผล (Rational Actors) รฐไมสามารถลวงรความตงใจ
ั
้
ั
ื
ู
ึ
ึ
ของอีกรัฐหน่งไดอยางแนนอน รัฐจะตองพ่งพาตนเอง (Self-Help) เพ่อใหอยรอด
ในสภาวะอนาธิปไตย
แมวานักสัจนิยมจะมองวาความสัมพันธระหวางประเทศเต็มไปดวยการแขงขัน
ี
และอันตราย พวกเขาก็ยอมรับวามีความเปนไปไดท่จะเกิดความรวมมือระหวางรัฐ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
102
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ี
ิ
ี
แตเปนไปไดยากท่จะประสบความสําเร็จ และยากย่งไปกวาท่จะมีความย่งยืนในความรวมมือ
ั
ี
เหลาน้น เหตุผลท่ทําใหรัฐรวมมือกัน คือความตองการผลประโยชนจากความรวมมือ
ั
๑๒
ู
ั
และความอยรอดเทาน้น การสรางดุลอํานาจ คือความรวมมือที่เห็นไดชัดเจนในมุมมอง
ของนักสัจนิยม เปาประสงค คือเพื่อปองกันการมีอํานาจนําของรัฐใดรัฐหนึ่ง ซึ่งจะสงผล
กระทบตอความม่นคงของตน ในการสรางดุลอํานาจสามารถดําเนินการได ๒ แนวทางคือ
ั
ี
แนวทางท่ ๑ การสรางดุลอํานาจจากภายใน คือการเรงเสริมสรางกําลังอํานาจทางทหาร
ิ
และเศรษฐกจของตน แตแนวทางนแทบจะเปนไปไมไดและใชระยะเวลายาวนาน
้
ี
ั
ํ
ี
สาหรบรัฐขนาดเล็ก แนวทางท่ ๒ การสรางดุลอํานาจจากภายนอก ดวยการสราง
๑๓
ื
ื
ความรวมมอระหวางรัฐเพ่อคานอํานาจในระบบระหวางประเทศ แมจะยอมรับวา
ึ
ี
ึ
ความรวมมือเกิดข้นได แตนักสัจนิยมก็มองวาความรวมมือท่เกิดข้นน้นเปนความรวมมือ
ั
๑๔
ี
็
ํ
่
ุ
ั
ระยะสน เปนไปตามความจาเปนและจะเปลยนแปลงไปตามเหตการณ ในชวงสงครามเยน
้
ื
แนวคิดของสํานักสัจนิยมไดรับความนิยมเปนอยางมาก เน่องจากสามารถอธิบายภาพ
ั
ของการสรางดุลอํานาจ การแบงข้วการเมืองโลกไดชัดเจน อยางไรก็ดีเม่อสหภาพโซเวียต
ื
ลมสลายนักสัจนิยมไมสามารถอธิบายไดวา ทําไมจึงเกิดความรวมมือระหวางรัฐ
ึ
ผานองคการระหวางประเทศมากข้นท้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณอยางไมเคย
ั
ปรากฏมากอน
มุมมองเสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism) ไดรับการยอมรับ
และกลาวถึงมากย่งข้นในป ค.ศ.๑๙๘๔ หลังจากการตีพิมพหนังสือช่อ “After Hegemony:
ื
ึ
ิ
Cooperation and Discord in the World Political Economy” แนวคิดนี้ถูกพัฒนา
ขึ้นมา เพื่อโตแยงแนวคิดสัจนิยมใหม โดยยอมรับสมมุติฐานของสัจนิยมใหมบางประการ
และโตแยงในบางประการ เชน มุมมองเสรีนิยมเชิงสถาบันยอมรับวาความสัมพันธ
ระหวางประเทศอยในสภาวะอนาธิปไตย อํานาจมีความสําคัญและรัฐเปนตัวแสดงหลัก
ู
แตโตแยงวารัฐไมใชตัวแสดงเดียวท่สําคัญในระบบระหวางประเทศ ความรวมมือระหวางรัฐ
ี
ี
ั
ี
ื
ิ
เปนส่งท่สามารถสรางใหย่งยืนไดเม่อมีผลประโยชนรวมกันมากกวาผลประโยชนท่รัฐ
จะไดโดยการดําเนินการดวยตนเอง ทฤษฎีน้ช้ใหเห็นวาความหวาดกลัวและความรสึก
ี
ี
ู
ไมแนนอนของรัฐ อาจเปนอุปสรรคในการสรางความรวมมือแตไมสามารถปดก้น
ั
ความรวมมือระหวางรัฐได
ื
ื
ขอเสนอหลกอกประการหนงของเสรนยมเชงสถาบน คอความรวมมอ
่
ิ
ึ
ิ
ี
ั
ี
ั
สามารถเกิดขึ้นได โดยไมจําเปนตองใชรัฐที่มีอํานาจนํา (Hegemonic State) แนวคิดนี้
ี
ี
ไมไดปฏิเสธการมีสวนรวมของรัฐท่มีอํานาจนําท่ใชอํานาจในการแสวงหาประโยชน
จากความรวมมือ ดังเชน สหรัฐฯ ใชในการดําเนินนโยบายหลังสงครามโลกคร้งท่ ๒
ั
ี
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 103
ื
แตขอเท็จจริงก็คอ โลกต้งแตอดีตเปนตนมา ภาวะของการมีอํานาจนําของรัฐใดรัฐหน่ง ึ
ั
ั
เปนภาวะช่วคราว สังคมระหวางประเทศในชวงเวลาสวนใหญเปนสังคมท่มีหลายข้ว
ั
ี
ื
ํ
ิ
ั
ี
อานาจ สถาบนระหวางประเทศมบทบาทในการสรางและสงเสรมความรวมมอระหวางรฐ
ั
มาโดยตลอดแมในภาวะสงคราม โดยทาหนาทเปนชองทางใหขอมูลและการตดตอสอสาร
ี
่
่
ื
ิ
ํ
ี
ติดตามการปฏิบัติของรัฐสมาชิก ทําซ้าจนเกิดเปนแนวทางสากล และคุณคาท่สังคม
ํ
ระหวางประเทศยอมรับรวมกัน นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางแกปญหารวมกันอีกดวย ๑๕
ิ
นกวชาการอยาง ลซา มาตน เสนอวาองคการระหวางประเทศ ไมไดเปน
ั
ิ
ิ
อํานาจกลางที่บังคับใชกฎระเบียบกับรัฐตาง ๆ แตเปนทางเลือกของรัฐที่จะรวมกันสราง
องคการระหวางประเทศข้น เพ่อเพ่มความสามารถในการมองหาผลประโยชนรวมกัน
ิ
ื
ึ
แมวารัฐขนาดใหญจะมีโอกาสหาผลประโยชนไดมากกวา แตอยางนอยก็มีผลประโยชน
ของรัฐขนาดเล็กรวมอยดวย แมวาองคการระหวางประเทศลมสลายอยตลอดเวลา
ู
ู
ึ
ิ
แตอัตราในการเกิดองคการระหวางประเทศและความรวมมือใหม ๆ เพ่มข้นในอัตรา
๑๖
ทเรวกวา นอกจากนแนวโนมของระยะเวลาการเปนสมาชิกองคการระหวางประเทศ
็
ี
้
ี
่
เพิ่มขึ้นอยางมีนัยสําคัญ ตามกราฟแสดงความสัมพันธของระยะเวลา (วัน) ที่เปนสมาชิก
องคการระหวางประเทศในแตละหวงเวลา (ค.ศ.)
กราฟแสดงความสัมพันธของระยะเวลา (วัน) ที่เปนสมาชิกองคการระหวางประเทศในแตละหวงเวลา (ค.ศ.)
ที่มา : วาสาร International Organization (2006), Vol. 60 เรื่อง Democratic International
Governmental Organizations Promote Peace โดย Jon Pevehouse and Bruce Russett
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
104
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ปรากฏการณความรวมมือระหวางรัฐ
๑๗
ิ
ึ
ี
ท่เพ่มมากข้นจาก Positive Spillover Effect
ถูกเสนอโดย เออรเนสต ฮาส อธิบายปรากฏการณ
ี
ี
น้วา ความรวมมือท่เขมขนและความเขาใจรวมกัน
ุ
ึ
ในกลมสมาชิกขององคการระหวางประเทศหน่ง ๆ
ํ
ื
ิ
จะทาใหเกดความรวมมอลน (Spillover) ไปส ู
ประเด็นอ่น ๆ สงผลใหการรวมตัวของรัฐยกระดับ “
ื
ึ
สูงข้น (Deep Integration) ฮาส ยกตัวอยาง
การรวมตัวกันของกลมประเทศยุโรปในนาม
ุ
สหภาพยโรป (European Union: EU) ในชวงแรก
ุ
ู
ของการกอต้งผนําในแตละประเทศมีนโยบายจํากัด ¤ÇÒÁËÇÒ´¡ÅÑÇ
ั
Ö
Œ
Ù
‹
‹
กรอบความรวมมือ ปรากฏการณ Positive Spillover áÅФÇÒÁÃÊ¡äÁṹ͹
Ñ
Effect ทําใหความรวมมือดานอ่น ๆ เชน การปรับปรุง ¢Í§Ã°ÍҨ໚¹ÍØ»ÊÃä
ื
กฎหมาย การเงิน การส่อสาร และการประสาน 㹡ÒÃÊÌҧ¤ÇÒÁËÇÁÁ×Í
ื
ื
ผลประโยชนรวมอ่น ๆ สงผลใหการรวมตัวของ ᵋäÁ‹ÊÒÁÒö»´¡Ñ¹
é
กลมประเทศยุโรปมีความใกลชิดมากย่งข้น และ ¤ÇÒÁËÇÁÁ×ÍÃÐËÇÒ§Ã°ä´ Œ
ิ
ึ
ุ
‹
Ñ
กลายเปนตัวอยางของความสําเร็จขององคการ
ระหวางประเทศในปจจบน การลดลงของความ
ั
ุ
ื
กังวลเร่องอธิปไตยของรัฐในสหภาพยุโรป ทําให
เราเห็นความสําคัญขององคการระหวางประเทศ ”
ท่พัฒนาไปในทิศทางท่สอดคลองกับมุมมอง
ี
ี
เสรีนิยมเชิงสถาบัน ในหลายโอกาสการเลือกใช
ื
คําวาสหภาพยุโรปแทนการระบุช่อรัฐไดรับความ
ิ
ั
นยมมากกวาในเวทีโลก ในวนกอต้งสหภาพยุโรป
ั
ผนาประเทศสมาชิกไมมีความคาดหวังความรวมมอ
ื
ํ
ู
ในระดับน้ สหภาพยุโรปมีชีวิตเปนของตนเองและ
ี
ู
ั
ไมไดยึดโยงอยแตความเปนรัฐเทาน้น แตเปนการ
ู
ั
ั
ั
ที่มา : วาสาร International Organization (2006), Vol. 60 เรื่อง Democratic International พฒนาไปสความเปนไปไดและความคาดหวงรวมกน ๑๘
Governmental Organizations Promote Peace โดย Jon Pevehouse and Bruce Russett
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 105
ึ
ี
ื
ความรวมมือภายใตสภาวะอนาธิปไตยเกิดข้นในอัตราเรงท่ไมเคยมีมากอน เน่องจาก
ั
โลกในปจจุบันมีความซับซอนมากข้น สภาวะแวดลอมดานความม่นคงเปล่ยนแปลง
ึ
ี
อยางรวดเร็วและเปนพลวัต ทําใหรัฐไมสามารถดํารงอยหรือแกปญหาทุกอยางได
ู
ื
ดวยตัวเอง ความรวมมือจึงกลายเปนความจําเปน เง่อนไขท่กลาวมาท้งหมดน ี ้
ั
ี
ี
สงเสริมใหการเมืองระหวางประเทศเปล่ยนแปลงไป การใชกําลังทางทหารสําหรับ
ี
ทําสงครามตามแบบดูจะมีความสําคัญลดลงไปในชวงเวลาท่ผานมา ส่งแวดลอม การเงิน
ิ
ั
ึ
และเศรษฐกิจ ถูกหยิบยกข้นมาเปนมิติของความม่นคงในการเมืองระหวางประเทศ
๑๙
ที่เพิ่มขึ้น อยางไรก็ตาม การเสริมสรางกําลังทางทหารของรัฐ การสะสมอาวุธในภูมิภาค
ยังปรากฏชัดอยางตอเนื่อง สภาวะอนาธิปไตยยังคงอยูในสังคมการเมืองระหวางประเทศ
ั
ั
อํานาจและความม่งค่งยังคงเปนเปาหมายของรัฐ แตรัฐสามารถเลือกดําเนินนโยบาย
สรางความรวมมือระหวางกันได โดยผานองคการระหวางประเทศซ่งในปจจุบันมีอย ู
ึ
๒๐
มากกวา ๓๐๐ องคการ หลายองคการกอตั้งมาแลวกวา ๓๐ ป ขอเท็จจริงนี้สอดคลอง
กับขอโตแยงของเสรีนิยมเชิงสถาบัน ซ่งระบุวาหากองคการระหวางประเทศไมม ี
ึ
ึ
ความสําคัญ เหตุใดรัฐซ่งใชความสมเหตุสมผลในการตัดสินใจจึงยอมเสียงบประมาณ
ื
ู
ั
ั
และทรัพยากรตาง ๆ ในการกอต้งและรักษาองคการเหลาน้นใหคงอยอยางตอเน่อง
นักวิชาการยังคงต้งคําถามตอไปวา องคการระหวางประเทศตองมีคุณสมบัติอยางไร
ั
จึงจะสงผลโดยตรงตอการสรางสันติภาพ
วิเคราะหคุณลักษณะขององคการระหวางประเทศที่เชื่อมโยงกับสันติภาพ
๒๑
ี
ในสวนตอไปน้ จะนําเสนอผลการวิเคราะหคุณลักษณะขององคการ โดยนํา
การขัดแยงกันดวยอาวุธระหวางรัฐ (Militarized Interstates Dispute: MID) มาเปน
ตัวแปรตาม (Dependent Variable) และนําคุณลักษณะขององคการระหวางประเทศ
กลมตาง ๆ เปนตัวแปรอิสระ (Independent Variable) เชน โครงสราง หนาท ่ ี
ุ
และความมงหมาย ความยึดโยงกันของสมาชิก การเขารวมของมหาอํานาจ เปนตน
ุ
ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบวา การขัดแยงกันดวยอาวุธระหวางรัฐ (Militarized
Interstates Dispute: MID) น้น ไมไดมีความสัมพันธทางตรงกับองคการระหวาง
ั
ประเทศทงหมด คณลกษณะขององคการระหวางประเทศทจะสงผลตอการระงบ
่
ี
ุ
ั
ั
ั
้
ั
ี
การขัดแยงกันดวยอาวุธระหวางรัฐน้นจะตองมีดังน้ ๑) มีระดับของความเปนสถาบันสูง
(Level of Institutionalization) คือมีขีดความสามารถในการบริหารขอมูล
ื
เพ่อปรับดุลอํานาจและผลประโยชนรวมกันของชาติสมาชิกไดอยางเปนระบบ
๒) มีความยึดโยงกันของสมาชิก (Member Cohesiveness) คือชาติสมาชิกในองคการ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
106
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ื
เปนสมาชิกและมีปฏิสัมพันธรวมกันในองคการอ่น ๆ อีก ทําใหมีการยึดโยงกันสูง
ี
๓) มีอาณัติและอํานาจท่ไดรับมอบหมาย (Organizational Mandate) คือองคการ
ี
ี
ั
ท่มีอาณัติเก่ยวกับความม่นคงโดยตรง จะสงผลโดยตรงตอการปองกันการขัดแยงกัน
ดวยอาวุธระหวางรัฐไดมากกวาองคการที่มีเปาประสงคอื่น ๆ เชน เศรษฐกิจ สิ่งแวดลอม
เปนตน จากผลการวิจัยนี้สามารถยืนยันไดวาองคการระหวางประเทศมีความสัมพันธ
ึ
ทางตรงกับสันติภาพ ซ่งสอดคลองกับงานวิจัยเชิงปริมาณของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยล
ั
ั
ั
ั
ิ
ึ
ุ
(Yale University) ในการศกษาการขดแยงกนดวยอาวธระหวางรฐและสนตภาพ
ุ
ั
ั
ิ
ในระหวางป ค.ศ.๑๘๕๕ ถึง ๑๙๙๒ ระบุวาเหตแหงสนตภาพ ๓ ประการ (รฐประชาธิปไตย
ึ
่
การพงพากนทางเศรษฐกิจ และองคการระหวางประเทศ) มีผลใหความนาจะเปน
ั
ในการเกิดการขัดแยงกันดวยอาวุธระหวางรัฐลดลง หากพิจารณาจากตัวแปรขางตน
ท้ง ๓ ประการพรอมกัน เม่อมีความพรอมในระดับสูงสามารถลดความนาจะเปน
ั
ื
ในการเกิดสงครามไดรอยละ ๙๕ ๒๒
กองทัพเรือกับบทบาทสรางและสงเสริมสันติภาพของภูมิภาคผานมุมมองเสรีนิยม
เชิงสถาบัน
ี
ี
ู
กองทัพเรือมีความตระหนักรในสภาวการณความม่นคงทางทะเลท่เปล่ยนไป
ั
และใหความสําคัญกับภาระกิจสนับสนุนความรวมมือตาง ๆ ภายใตองคการระหวางประเทศ
ื
ิ
ื
เพ่อแกปญหาภัยคุกคามรูปแบบใหมอยางตอเน่องเสมอมา เห็นไดจากการเพ่มบทบาท
ั
ํ
ื
็
้
ดานความรวมมอกับกองทพเรอมิตรประเทศทงในและนอกภมิภาค จนเกิดความสาเรจ
ื
ั
ู
ในขอตกลงดานความรวมมือตาง ๆ เชน ๑) การประชุม ผบ.ทร.อาเซียน เปนเวท ี
ื
่
ในการปรกษาหารอ แลกเปลยนมมมอง แนวความคด เพอเสรมสรางความเชอมน
ิ
ั
ึ
่
ื
ิ
ื
่
ุ
ี
่
ระหวางกองทัพเรือของประเทศสมาชิก สงเสริมใหมีการทํากิจกรรมรวมกันและ
ึ
พัฒนาศักยภาพของกองทัพเรือในอาเซียน ซ่งจะชวยเสริมสรางความเขาใจระหวางกัน
ึ
ึ
ี
อันจะทําใหเกิดความรวมมือกันในการแกไขปญหาตาง ๆ ท่เกิดข้นในทะเล โดยจัดข้น
ครั้งแรกในประเทศไทย ในป พ.ศ.๒๕๔๔ ใชชื่อการประชุมวา ASEAN Navy Interact
ึ
ื
ปจจุบันยังคงจัดข้นอยางตอเน่อง ในป พ.ศ.๒๕๖๓ ประเทศเวียดนามเปนเจาภาพ
จัดการประชุม โดยจัดรูปแบบการประชุมทางไกลเสมือนจริง (Virtual Conference)
ื
ิ
ั
ี
ิ
ั
มผลสมฤทธรวมกน คอกจกรรมความรวมมอ ASEAN Navy Training Experiences
์
ื
Exchange Program (ANTEEP) และการสรางเครือขายดานความม่นคงทางทะเล
ั
และการจัดต้งกองเรือปฏิบัติการดานความม่นคงทางทะเลอาเซียน (Networked
ั
ั
Maritime Centres and the ASEAN Maritime Task Force) ๒) ความรวมมือ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 107
ภาพผูบัญชาการทหารเรือและคณะผูบังคับบัญชาระดับสูงรวมประชุม ผบ.ทร.อาเซียน ครั้งที่ ๑๔
ที่มา : https://truthforyou.co/15424/
ี
ในการแลกเปล่ยนขอมูลขาวสารในอาเซียน เพ่อเสริมสรางการรับรเทาทันสถานการณ
ู
ื
ทางทะเล (Maritime Domain Awareness) ในภูมิภาค โดยจัดขาราชการเดินทางไป
ั
ิ
ี
ิ
ปฏบตหนาท่นายทหารติดตอนานาชาติ (International Liaison Offi cer: ILO) ประจําศูนย ภาพการสัมมนารวมกันของสมาชิก IONS
บูรณาการขอมูลขาวสาร (Information Fusion Centre : IFC) ทร.สิงคโปร ณ สาธารณรัฐ
ี
สิงคโปร และการแลกเปล่ยนขอมูล White Shipping THAI-SINGAPORE ระหวาง
ทร.ไทย - ทร.สิงคโปร และนอกจากน้ยังพิจารณาจัดขาราชการเดินทางไปรวม
ี
ิ
ปฏบตงานประจําศูนยแลกเปล่ยนขาวสาร ตามความตกลงวาดวยความรวมมือระดับ
ั
ิ
ี
ื
ภูมิภาค เพ่อตอตานการกระทําอันเปนโจรสลัดและการปลนเรือโดยใชอาวุธในเอเชีย
(Regional Cooperation Agreement on Combating Piracy and Armed
Robbery Against Ships in Asia - Information Sharing Centre: ReCAAP ISC)
ณ สาธารณรัฐสิงคโปร ๓) การประชุม Western Pacifi c Naval Symposium (WPNS)
ึ
ซ่งเปนกรอบความรวมมือทางทะเลระหวาง ทร.อาเซียน กับ ทร.มิตรประเทศ
ในภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟกตะวันตก โดยมีเอกสารขอตกลงท่เห็นพรอมรวมกัน
ี
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
108
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
หลายฉบับ เชน The Code for Unplanned Encounters at Sea: CUES, Version 1.0
(บรรลุขอตกลงไปเม่อป พ.ศ.๒๕๕๗) เปนแนวทางการปฏิบัติการใชทะเลรวมกัน
ื
มีวัตถุประสงคเพ่อลดโอกาสการเกิดเหตุในทะเลระหวางประเทศสมาชิกและ
ื
Disaster Relief Operations Guide เปนแนวทางการปฏิบัติการใหความชวยเหลือ
ทางมนุษยธรรม ๔) การประชุม Indian Ocean Naval Symposium (IONS)
ู
ิ
ิ
ั
เปนกรอบความรวมมือทางทะเลระหวาง ทร.อาเซียน กบ ทร.มตรประเทศ ในภมภาค
ิ
ั
มหาสมุทรอินเดีย ปจจุบันชาติสมาชิกบรรลุขอตกลงรวมกัน ในแนวทางการปฏบตการ
ิ
ชวยเหลือดานมนุษยธรรมในมหาสมุทรอินเดีย
ที่มา : https://truthforyou.co/15424/
ภาพการสัมมนารวมกันของสมาชิก IONS
ที่มา : https://www.indiannavy.gov.in/content/indian-ocean-naval-symposium-2018
นอกจากน้ กองทัพเรือยังใหความสําคัญในการสรางพ้นฐานความเขาใจ
ี
ื
ู
ั
ความจริงในสงคมการเมืองระหวางประเทศ ผานการศึกษาระดับสงของนายทหารเรือ
ู
ึ
โดยในป พ.ศ.๒๕๖๑ ไดอนมตใหปรับปรงหลกสตรตาง ๆ ของกรมยทธศกษาทหารเรอ
ุ
ื
ั
ุ
ั
ุ
ิ
ี
ใหมีการเรียนการสอนเน้อหาวิชาเร่องความสัมพันธระหวางประเทศท่เหมาะสม
ื
ื
และสอดคลองกับระเบียบโลกในปจจุบันมากยิ่งขึ้น สงผลใหนายทหารเรือที่จบการศึกษา
ั
ู
ออกไปรับราชการเปนผบริหารระดับตาง ๆ ของกองทัพเรือ มีมุมมองตอความม่นคง
ทางทะเลที่ทันสมัยและครอบคลุมภัยคุกคามทุกรูปแบบ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 109
บทสรุป
แนวคิดสันติภาพถาวร (Perpetual Peace) แมวา
จะเปนแนวคิดสุดโตง ในอุดมคติของนักปรัชญาเม่อสองรอยกวาป
ื
ิ
ี
ี
ท่ผานมา แตส่งน้มิไดไรคุณคา สันติภาพถาวรของคานต ยังคง
ื
ฉายภาพสาเหตุของสันติภาพไดอยางชัดเจน เพ่อเปนแสงสวาง
ปลายอุโมงคใหมนุษยชาติไดเดินไปในทิศทางท่ตรงขามกับ
ี
สงคราม แมโลกจะไมมีวันปราศจากหมอกควันแหงความขัดแยง
ึ
แตเราก็มองเห็นสันติภาพชัดเจนข้นในทุกขณะ ท่รัฐประชาธิปไตย
ี
ึ
การพ่งพากันทางเศรษฐกิจ และองคการระหวางประเทศมีปริมาณ
ุ
้
้
ึ
ี
และคณภาพมากขน บทความน เลือกฉายภาพองคการระหวาง
ึ
ึ
ประเทศ ซ่งเปนสาเหตุประการหน่งแหงสันติภาพผานทฤษฎ ี
ึ
เสรีนิยมเชิงสถาบัน (Neoliberalism Institutionalism) ซ่งเปน
ี
ทฤษฎีท่เนนบทบาทขององคการระหวางประเทศ ในการสราง
ื
ี
ี
สันติภาพ และทําหนาท่เปนพ้นท่เปดสําหรับรัฐสมาชิกในการ
ื
่
ื
สอสารเพอลดความหวาดกลวอนเกดจากความไมแนนอน
ั
่
ิ
ั
ตาง ๆ กองทัพเรือในฐานะเคร่องมือของรัฐในการรักษา
ื
ั
ี
่
ื
่
ั
ความมนคงทางทะเล มนโยบายทชดเจนและตอเนองในการ
่
ี
สนับสนุนการสรางความรวมมือในทุกระดับ นอกจากน้ยังให
ี
ี
ความสําคัญกับฐานความคิดของกําลังพลท่เขารับการศึกษา
ในหลักสูตรระดับสูงตาง ๆ ของกรมยุทธศึกษาทหารเรือ
ู
ี
การไดรับความรเก่ยวกับความจริงของระเบียบโลกในปจจุบัน
ํ
ั
และประโยชนขององคการระหวางประเทศ ทาใหภาพความมนคง
่
ุ
็
ํ
ั
ทางทะเลในอนาคตชดเจนยงขน เมอมนษยเหนความสาคญ
้
ึ
่
ั
ิ
่
ื
ของความรวมมือมากข้น นโยบายตาง ๆ ก็จะเอ้อสําหรับ
ื
ึ
ึ
สรางความรวมมือทําใหเกิดองคการระหวางประเทศมากข้น
ื
เม่อองคการระหวางประเทศมีปริมาณและคุณภาพมาก
ี
เพียงพอ ยอมเปนเหตุประการหน่งท่จะทําใหเกิดสันติภาพ
ึ
ซ่งเปนเปาหมายสูงสุดของสังคมการเมืองระหวางประเทศ
ึ
และประชากรโลกไมวาพลเรือนหรือทหารก็ตาม
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
110
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
เอกสารอางอิง
๑
Hobbes, T., & Gaskin, J. C. A. (2008). Leviathan. Oxford: Oxford University Press.
๒
Kant, I. (1903). Perpetual peace: A philosophical essay, 1795. London: S.
Sonnenschein.
๓
Bruce, R., John O.,& David R. (1998) Third Leg of the Kantian Tripod for Peace:
International Organizations and Militarized Disputes, 1950-85 International
Organization Vol. 52 pp. 441-467: The MIT Press
๔
Michael Rossi Lecture, Studies of Institutionalism Department of Political
Science: Rutgers University (2015) https://www.youtube.com/watch?v=AASdXoy_
UPk&t=1638s
๕
Locke, J., & Laslett,P.(1988).Two treatises of government. Cambridge England:
Cambridge University Press.
๖
The declaration of Independence of the united states of America (https://www.
archives.gov/founding-docs/declaration-transcript)
๗
Bruce Russett, (2013) “Liberalism,” in International Relations Theories: Discipline
and Diversity, 3rd ed., Oxford: Oxford University Press, pp. 94-113
๘
Robert O. Keohane (1984), After Hegemony: Cooperation and Discord on the
World Political Economy Princeton: Princeton University Press.
๙
Robert A. and Robert O. Keohane., (1985). Achieving Cooperation under Anarchy:
Strategies and Institutions World Politics Vol. 38, No. 1 pp. 226-254 Cambridge
University Press.
๑๐
Milner Helen, (1992) International Theories of Cooperation among Nations:
Strengths and Weaknesses Vol. 44, No. 3 pp. 466-496 Cambridge University
Press
๑๑
Stein A. (1990) Why nations cooperate: circumstance and choice in international
relation, Cornell University Press.
๑๒
Mearsheimer, J. (1995). The false promise of international institutions.
International Security, 19(3), 5-49
๑๓
Waltz, K. N. (1979). Theory of international politics. Reading, Mass:
Addison-Wesley Pub
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 111
๑๔
Van Evera, Stephen. (1985). “Why Cooperation Failed in 1914.” World Politics
pp.80–117.
๑๕
Katzenstein, P., Keohane, R., & Krasner, S. (1998). International Organization
and the Study of World Politics. International Organization, 52(4), 645-685.
๑๖
Martin, Lisa L. (1997). “An Institutionalist View: International Institutions and
State Strategies” Cambridge University Press.
๑๗
Ernst Hass. (1959) The Uniting of Europe: Political, Social, and Economic Forces
1950-1957. Stanford: Stanford University Press.
๑๘
Jervis, R. (1999). Realism, Neoliberalism, and Cooperation: Understanding the
Debate. International Security, 24(1), pp.42-63.
๑๙ Nye, J. (1990). The Changing Nature of World Power. Political Science Quarterly,
105(2), 177-192.
๒๐
https://www.nationalgeographic.org/encyclopedia/internationaorganization
(สืบคนเมื่อ ๑ ธ.ค.๖๓)
๒๑
Charles B., Erik G. &Timothy N., (2004) Do Intergovernmental Organizations
Promote Peace? World Politics Vol. 57 pp. 1-38 Cambridge University Press.
๒๒
Oneal, J., Russett, B., & Berbaum, M. (2003). Causes of Peace: Democracy,
Interdependence, and International Organizations, 1885-1992. International
Studies Quarterly, 47(3), 371-393.
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
112
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
¡ÒÃãªé¡ÒÃÈÖ¡ÉÒà»ç¹à¤Ã×èͧÁ×Í
‹
㹡ÒÃÊÌҧÊѹµÔÀÒ¾º¹âÅ¡·ÕËÅÒ¡ËÅÒÂ
µÒÁá¹Ç¤Ô´·ÄÉ®ÕÊÃÃÊÃéÒ§¹ÔÂÁ
EDUCATION AS MEANS
FOR PEACE IN GLOBAL DIVERSITY:
A CONSTRUCTIVIST ANALYSIS
¹ÒÇÒàÍ¡ Ã³ÂØ·¸ ¢ÇÑÞÁ§¤Å
Ãͧ¼ÙŒÍíҹǡÒáͧ¡Òû¡¤Ãͧ
ÇÔ·ÂÒÅÑ¡Ò÷ѾàÃ×Í ¡ÃÁÂØ·¸ÈÖ¡ÉÒ·ËÒÃàÃ×Í
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 113
บทนํา
ทฤษฎีสรรสรางนิยมในความสัมพันธระหวางประเทศ เปนแนวคิดพ้นฐานกวาง ๆ
ื
ี
ท่อธิบายปรากฏการณตาง ๆ ในเวทีความสัมพันธระหวางประเทศ โดยใหความสําคัญ
ึ
กับมโนทัศนของคําวา “สังคมมนุษย” ซ่งแตกตางกับทฤษฎีความสัมพันธระหวางประเทศ
กระแสหลัก คือทฤษฎีสัจนิยมเชิงโครงสราง ทฤษฎีเสรีนิยมใหม สํานักอังกฤษ ซึ่งอธิบาย
ู
ผานสมมติฐานในแนวทางเดียวกันวา “ระบบและสังคมระหวางประเทศอยในสภาวะ
อนาธิปไตย” หรือกลาวโดยนัยวา อนาธิปไตยเปนเหตุของความสัมพันธโดยมีปรากฏการณ
ี
ตาง ๆ ในสังคมเปนหลักฐานเชิงประจักษ แตในขณะท่ทฤษฎีสรรสรางนิยมกลับอธิบายวา
“อนาธิปไตยเปนผลของปฏิสัมพันธระหวางรัฐ” หรือกลาวโดยนัยวา อนาธิปไตยมีลักษณะ
ทหลากหลาย โดยรฐสามารถเลอกอนาธปไตยในแบบอนไดนอกเหนอจากทถกจากด
ิ
ู
ํ
่
ี
ื
ั
ั
่
ี
ื
่
ื
เพียงอนาธิปไตยตามที่ทฤษฎีกระแสหลักไดตั้งสมมติฐานไว
ี
บทความน้มีวัตถุประสงคประการแรก เพ่อแสดงใหเห็นวา “รัฐมีทางเลือกเสมอ
ื
ท่จะสรรสรางอนาธิปไตยในแบบตาง ๆ” โดยมีคําตอบเบ้องตน คือทางเลือกของอนาธิปไตย
ี
ื
๓ แบบ ไดแก อนาธิปไตยแบบฮอบส (Hobbes) อนาธิปไตยแบบล็อค (Locke) และ
อนาธิปไตยแบบคานต (Kant) โดยการท่รัฐจะเขาใจทางเลือกท้ง ๓ แบบไดน้น นอกเหนือ
ั
ั
ี
ู
ิ
ู
ี
จากการท่รัฐ “รวามีทางเลือก” ผานการเรียนรเหตุผลบริสุทธ์ (Pure Reason) แลว
สิ่งสําคัญอีกประการหนึ่ง คือการศึกษาเปนเครื่องมือสําคัญของรัฐ ที่จะใชในการสงเสริม
ึ
ู
ั
ั
การเรียนรเหตุผลผานการปฏิบติ (Practical Reason) ซ่งการเรียนรท้งสองประการ
ู
ไปพรอม ๆ กัน ก็เพ่อกอใหเกิดความเขาใจวา “อนาธิปไตยเปนผลของความสัมพันธ”
ื
ี
ี
ี
ตามท่สรรสรางนิยมไดเสนอไวได ซ่งประเด็นน้เปนวัตถุประสงคประการท่สองของบทความ
ึ
หลักการของทฤษฎีสรรสรางนิยม
ิ
ึ
่
ี
ทฤษฎสรรสรางนยม (Constructivism) เปนทฤษฎซงอธบายลกษณะของ
ิ
ี
ั
ความคด (Ideas) อตลกษณ (Identity) และปทสถาน (Norms) ปฏสมพนธทางสงคม
ั
ั
ั
ั
ิ
ั
ิ
ั
(Social Interaction) โดย “อัตลักษณ” ถือวาเปนสิ่งสําคัญสําหรับทฤษฎีสรรสรางนิยม
ั
ั
ี
ิ
ั
ิ
ั
ุ
ในแงของการวเคราะหการมปฏสมพนธระหวางบคคลและระหวางประเทศ อตลกษณ
ู
ึ
ข้นอยกับวัฒนธรรมและความคาดหวังรวมกัน ส่งเหลาน้ไมสามารถเกิดข้นไดดวยตัว
ิ
ี
ึ
ของมันเอง แตเกิดจากโครงสรางทางสังคมและการสังเกตการณบนพฤติกรรมปทัสถาน
ของรัฐ นักวิชาการกลุมสรรสรางนิยมเชื่อวา “Anarchy is What States Make of It”
ึ
ึ
ื
ี
(Alexander, 1992) เม่อมองจากมุมของทฤษฎีสรรสรางนิยมซ่งเปนทฤษฎีท่พัฒนาข้น
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
114
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ี
ู
มาจากทฤษฎีความรมากกวาท่เปนทฤษฎีทางรัฐศาสตร เชนเดียวกับทฤษฎีกระแสหลัก
ึ
ั
ี
ท่วไป ท้งน้เพราะคําวาสรรสรางนิยม มาจากความรท่มนุษยไดสรรสรางและสะสมข้น
ู
ี
ั
จากประวัติศาสตร ลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมและโครงสรางทางสังคมซ่งสะทอน
ึ
อัตลักษณ วัฒนธรรม ผลประโยชนของกลมคนท่หลากหลายแตกตางกัน โดยสรรสรางนิยม
ี
ุ
ึ
ิ
ั
ี
ื
มาจากการกระทําของมนุษย ท่ไดสรางส่งสมมติข้นเพื่อใหสังคมต้งอยบนพ้นฐานของ
ู
ความเช่อเดียวกัน จนสามารถสรางวัฒนธรรม โครงสรางสังคม ผานกาลเวลามาอยางตอเน่อง
ื
ื
กอใหเกิดพลวัตของวัฒนธรรมและความรูของคนในสังคม ซึ่งจากการที่มนุษยมีธรรมชาติ
ั
ึ
ั
ั
่
ิ
ํ
ี
ุ
เปนสตวสงคม สงคมจงเปนสงจาเปนของมนษย สงคมของมนษยมมากอนการกาเนด
ิ
ํ
ุ
ั
ี
ึ
ี
ิ
ของส่งสําคัญท่มนุษยไดสรรสรางข้นภายหลังท่เราเรียกวา “รัฐชาติ” แตอยางไรก็ตาม
“รัฐชาติ” ไมใชธรรมชาติของมนุษยเชนเดียวกับสังคม และความสัมพันธระหวาง
รัฐชาติตอรัฐชาติ หรือความสัมพันธระหวางประเทศตอประเทศท่เราเรียกวา สังคม
ี
ระหวางประเทศ (International Society) และระบบระหวางประทศ (International
ี
System) จึงกําเนิดข้นภายหลังการกําเนิด “รัฐชาติ” ในทายท่สุด ในเม่อรัฐชาต ิ
ื
ึ
่
ิ
สงคมระหวางประเทศ และระบบระหวางประเทศ เปนสงทมนษยไดสรรสรางขนมา
ึ
้
ั
ุ
ี
่
รูปแบบ (Form) ของความสัมพันธในสังคมระหวางประเทศและระบบระหวางประทศ
ี
จึงสามารถกําหนดไดตามแตใจของมนุษยท่จะเห็นและกําหนดแบบรวมกัน โดยทฤษฎ ี
สรรสรางนิยม (Constructivism) ไดอธิบายจากการตระหนักรถึงส่งเหลาน้ และในฐานะ
ี
ิ
ู
ี
ี
มุมมองท่แตกตางจากทฤษฎีกระแสหลักท่เนนการศึกษาปจจัยภายนอกมีอิทธิพล
ตอส่งเราภายใน โดยอเล็กซานเดอร เวนด (Alexander, 1992) ไดยกตัวอยาง
ิ
ดานความสัมพันธระหวางประเทศของเยอรมนีกับเดนมารกในชวงเวลา ป ค.ศ.๑๙๔๐
ั
ึ
- ๒๐๐๐ ซ่งท้งสองประเทศมีความขัดแยงกันในเร่องผลประโยชนของประเทศ โดยตาง
ื
ฝายตางมองกันวาอีกฝายเปนศัตรู แตในป ค.ศ.๒๐๐๐ ท้งสองประเทศกลับมาเปนมิตร
ั
ึ
และชวยเหลือกัน ซ่งจะเห็นไดวา ผลประโยชนหรืออํานาจเพียงอยางเดียวไมสามารถ
อธิบายความสัมพันธของสองประเทศน้ แตจะตองมองถึงทัศนคติของแตละชาติดวย
ี
ี
(โดยมองผานทัศนคติของคนในชาติท่มีตอคนชาติอ่น) นักคิดแนวสรรสรางนิยม
ื
ื
มองวา ความรวมมือดานความสัมพันธระหวางประเทศน้นไมไดเกิดจากเร่องของอํานาจ
ั
ื
และผลประโยชนเพียงเทาน้น แตยังไดรับอิทธิพลจากปจจัยทางสังคมดานอ่น ๆ ดวย
ั
โดยทฤษฎีสรรสรางนิยมใหความสําคัญตอ ๓ ดาน ทสําคัญคือ อัตลักษณ (Identity)
่
ี
ผลประโยชน (Interest) และปทัสถาน (Norms) (Alexander, 1992)
ู
จากประเด็นดังกลาวขางตนแสดงใหเห็นวาถาผอานประสงคจะทําความ
เขาใจทฤษฎีสรรสรางนิยมจําเปนตองเร่มจากทําความเขาใจ “สังคมมนุษย” โดยเม่อ
ื
ิ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 115
ุ
ทําการจําแนกการกระทําของมนษยภายในสังคม สามารถจําแนกการกระทําออกเปน
๒ ประเภทหลัก (Collingwood R.G., 1925) คือ ๑) การกระทําทางเศรษฐศาสตร
ื
ี
ุ
และ ๒) การกระทําทางศีลธรรม สําหรับการกระทําทางเศรษฐกิจน้ มงสนองตอเร่อง
ู
ความตองการภายในบุคคลมากกวาความตองการระหวางบุคคล หรือบุคคลผกระทําการ
ั
ู
ี
ทางเศรษฐกิจ เปนการกระทําท่เปนประโยชนตอตัวผกระทําในแงท่ชวยใหบุคคลน้น
ี
สามารถไดมาซึ่งบางสิ่งบางอยางที่ผูกระทําปรารถนา ซึ่งแสดงใหเห็นถึง
๑
๑. ผลประโยชน เปนสิ่งที่สังคมมนุษยสรางหรือสมมติขึ้น ไมไดมีคุณคา
อยูจริงตามธรรมชาติ
ื
๒. ความขัดกันของผลประโยชน (Confl ict of Interests) ไมใชเร่องของ
การขัดกันของผลประโยชนระหวางคนสองคนในสังคม แตเปนการขัดผลประโยชนของ
คน ๆ เดียว หรือขัดกันภายในตนเอง
๓. ความขัดแยงกันของผลประโยชน เปนการขัดแยงกันระหวางวิธีการและ
เปาหมายของตนเอง (เปาหมายท่ตองการกับทรัพยากรในการลงทุนหรือวิธีการลงทุน
ี
เพื่อใหไดมาไมสอดคลองกัน)
ั
แตถึงกระน้น การกระทําทางเศรษฐกิจอาจไมใชท้งหมดของการกระทา
ํ
ั
ื
ู
ิ
ิ
ี
ุ
ึ
ุ
ของมนษย แตออกมาจากเหตผลทางศีลธรรม ซ่งกอใหเกดส่งท่ดีตอผอ่นในสังคม
ู
ี
ุ
ุ
ั
ํ
และสงผลตอสภาพสังคมในภาพใหญไดในท่สด ถาทกคนจะตระหนกรวาการกระทา
ี
ั
ั
ุ
ดวยเหตผลทางศลธรรมจะอานวยความสุขกบทก ๆ คนในสังคม ในลักษณะททําดตอกน
ี
ํ
ุ
ี
่
ึ
ั
ึ
โดยไมหวงผล หรือกระทําตอกันในฐานะมนุษยคนหน่งในสังคม ซ่งตางก็มีหนาท ี ่
ํ
พงกระทาตอกน ซึ่งการกระทําเพื่อตอบสนองการกระทําทางเศรษฐศาสตร และการกระทํา
ึ
ั
ทางศลธรรม ผานการกระทําตอเน่องจนเปนลักษณะของพฤติกรรมและอัตลักษณ ๒
ี
ื
ี
ของมนุษยคนนน ๆ ในสังคม สําหรับพฤติกรรมของมนุษยท่แสดงออกไปสสังคม
้
ู
ั
เปนเร่องของเจตนาจากภายในแสดงออกไปผานการกระทํากอใหเกิดการตีความพฤติกรรม
ื
่
ิ
ึ
จากสงคม ซงจะแสดงพฤตกรรมสะทอนกลับมาท่ตัวผกระทํา โดยผกระทําจะไดผลลัพธ
ั
ี
ู
ู
ํ
จากการตีความพฤติกรรมท่สะทอนกลับมาภายในตน โดยเม่อกระทําซ้า ๆ จนเปนพฤติกรรม
ี
ื
ก็จะกลายมาเปนอัตลักษณของตน โดยผลการตีความภายในและจากสังคมสามารถกําหนด
ได ๓ รูปแบบ คือ พฤติกรรมที่เปนศัตรูตอกัน (ภายใตสังคมที่มีกฎระเบียบตามโครงสราง ที่มา : https://sites.google.com/site/kewarin29642/neuxha
ของอํานาจในสังคม) พฤติกรรมที่เปนคูแขงขันกัน (ภายใตสังคมที่มีกฎระเบียบที่ยุติธรรม
ตอทุกคน) และ พฤติกรรมที่เปนเพื่อนตอกัน (ภายใตสังคมที่มีเจตจํานงรวม/General Will)
โดยเมื่อพิจารณาอัตลักษณของมนุษย (ตนเอง) ซึ่งกําหนดผานพฤติกรรมทั้ง ๓ ประการ
ี
ดังกลาว แสดงใหเห็นวามนุษยในสังคมมีอัตลักษณแปรเปล่ยนไปตามพฤติกรรม (ของตนเอง)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
116
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ํ
ิ
ั
และมนุษยสามารถกาหนดอัตลกษณของตนเองไดจากการแสดงพฤตกรรมของตนท่กาหนด
ํ
ี
ู
จากภายในตนเองออกไปสภายนอก (สังคม) แลวไดรับการตีคาของอัตลักษณตนเอง
ั
ู
จากสังคมวามนุษยคนน้นคือใคร ลักษณะความสัมพันธเปนศัตรู คแขง หรือมิตร โดยมนุษย
มีเสรีภาพที่จะเลือกกําหนดอัตลักษณของตนเองได หรือเปลี่ยนแปลงอัตลักษณได ๓
ี
ื
เม่อพิจารณาตอไปภายใตการท่มนุษยมีเสรีภาพท่จะเลือกกําหนดอัตลักษณ
ี
ี
ของตนเองได การท่มนุษยมาอยูรวมกันเปนสังคมน้น มนุษยตางมีธรรมชาติในการ
ั
ใชอารมณ เหตุผล (ท้งทางเศรษฐกิจและทางศีลธรรม) ความเช่อ การใหคุณคา ในมุมมอง
ื
ั
หรือความคิดเห็นสวนบุคคลหรือมีทัศนะในแบบอัตวิสัย (Subjectivity) ตามบทบาท
ิ
ี
หนาท่ท่ตนไดเลือกหรือถูกมอบหมายจากสังคมใหกระทํา ซ่งอาจมองวาเปนส่งท่ด ี
ึ
ี
ี
ี
ตอมนุษยเองในฐานะท่ดํารงเสรีภาพในการใชเหตุผลและใชชีวิตอยางเสรีของตนเองได
ุ
แตโดยธรรมชาติของสังคมแลว ทัศนะในแบบอัตวิสัยของมนุษยกลับกอความวนวาย
ี
ี
ั
ึ
ในสังคมข้นเพราะทัศนะของมนุษยในแบบอัตวิสัยท่แตกตางกัน ดังน้น การท่มนุษย
ิ
ี
ื
ู
จะมาอยรวมกันได จะตองสรางความเช่อหรือความเห็นรวมกัน หรือเกิดส่งท่เรียกวา
“ความเปนอัตวิสัยรวมกัน (Intersubjectivity)” โดยอัตวิสัยรวมกันของมนุษย ไดแก
ั
ื
ความเช่อ ความคิด และการใหคุณคารวมกัน โดยมนุษยเรียกส่งน้นวา “วัฒนธรรม”
ิ
ภาพมนุษยกับวัฒนธรรม ความเปนอัตวิสัยรวมกัน
ที่มา : https://sites.google.com/site/kewarin29642/neuxha
สําหรับวัฒนธรรมในดานสังคมศาสตรมีความหมายกวางมาก กลาวคือ วัฒนธรรม (Culture)
หมายถึง วิถีชีวิต (Way of Life) ของมนุษยในสังคม และแบบแผนในการดําเนินชีวิต
ั
ั
ี
ึ
ของมนุษยทุก ๆ อยาง รวมท้งบรรดาผลงานท้งมวลท่มนุษยไดสรางสรรคข้น ตลอดจน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 117
ความคิด ความเชื่อ คานิยม และความรูตาง ๆ เปนตน กลาวโดยสรุปคือ มนุษยใชเหตุผล
ั
ในการสรางอัตวิสัยรวมกันหรือวัฒนธรรมของสังคมข้นน่นเอง โดยวัตถุประสงคของ
ึ
ี
่
่
ู
ุ
ั
ื
ี
่
การมีอยของวัฒนธรรม คือเพอรบใชมนษยในฐานะทเปนเครองมือททําใหสังคมสงบสุข
ื
่
ี
ั
ี
ุ
่
ู
ึ
ี
ึ
่
แตวฒนธรรมยังมลกษณะทออน ซงเนนการดงดดและสรางการมสวนรวมของมนษย
ั
ในสังคมมากกวาการบังคับ และกําหนดอัตลักษณ (Identity) ของมนุษยในสังคมใหม ี
ื
ื
ิ
ลักษณะรวมกันได เชน เช้อชาติ ภาษา วัฒนธรรมทองถ่น ความเช่อดานจิตวิญญาณ
ึ
หรืออีกนัยหน่ง คือวัฒนธรรมมีอิทธิพลตออัตลักษณของมนุษยในสังคม ซ่งภายหลัง
ึ
วัฒนธรรมท่มีลักษณะท่ออนเร่มแข็งข้นในลักษณะของการบังคับมากกวาการเชิญชวน
ึ
ี
ี
ิ
ิ
ี
ใหมีสวนรวม กอใหสังคมของมนุษยเกิดส่งใหมท่เรียกวา “สถาบัน” หรือโครงสราง
ของสังคมที่บังคับใหทุกคนในสังคมตองปฏิบัติ ซึ่งนํามาสูการกําหนดอัตลักษณของสังคม
ท่ชัดเจนข้นกวาอัตลักษณท่กําหนดจากวัฒนธรรม หากสมาชิกในสังคมฝาฝนยอมถูกลงโทษ
ี
ึ
ี
ดังนั้น เสรีภาพในการใชเหตุผลของมนุษยนั้น ถูกจํากัดอยูภายใตวัฒนธรรม และสถาบัน
หรือโครงสรางทางสังคม
ความสัมพันธเชิงอํานาจในสังคม ณ จุดเริ่มตนของสังคม
เหตุผล วัฒนธรรม โครงสราง
ณ จุดเริ่ม มนุษยตางใชเหตุผลในการกําหนดวัฒนธรรมและโครงสรางสังคม
ณ จุดนี้กอใหเกิดคําถามวา “จะเกิดอะไรขึ้นถามนุษยไดถือกําเนิดขึ้นภายหลัง
ึ
ี
การกอเกิดของวัฒนธรรมและสถาบัน หรือมนุษยเกิดข้นภายใตสภาวะท่มีการกําหนด
ั
อัตลักษณของสังคมแลว” ภายใตสภาวะแวดลอมดังกลาว อัตลักษณของมนุษยน้น ๆ
จะถูกหลอหลอมขึ้นจากอัตลักษณของสังคมผานกระบวนการเรียนรูทางสังคม โดยมนุษย
๔
ั
ู
ี
ิ
ั
ผน้นจะเขาใจวา อัตลักษณของสังคมน้นเปนภาววิสัย (Objectivity) หรือส่งท่มนุษย
รับรรวมกันและเหมือนกันโดยไมตองอาศัยความเช่ออีกตอไป (Searle, 1995) และมนุษย
ู
ื
ั
อาจเขาใจผิดไปวา อัตลักษณของสังคมของตนน้นมีลักษณะเปนสากลท่ทุกคนในโลก
ี
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
118
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ึ
ู
ื
ลวนมองตรงกัน เชน วัฒนธรรมการเช่อฟงผมีอาวุโสในสังคมหน่ง อาจเปนเร่องสําคัญ
ื
มากกวาเสรีภาพในการใชเหตุผล จนเกิดการตีความสังคมอ่น ๆ ท่ยอมรับการใชเหตุผล
ื
ี
ู
ของเด็กตอผใหญท่มีพฤติกรรมโตเถียงตอกันอยางมีเหตุผลวา เปนการกระทําท่ไมดี
ี
ี
ั
ี
ั
่
ื
ิ
ั
ั
ั
โดยการท่อตลกษณสงคมแตกตางกนกับสังคมอน ๆ ยอมกอใหเกดความสัมพนธ
ี
ระหวางสังคมท่แตกตางกัน หรือเกิดอัตลักษณสังคมในลักษณะศัตรูหรือคแขงหรือมิตร
ู
ไดดวยเชนเดียวกัน ในประเด็นนี้สามารถสรุปไดวา
๑. อัตลักษณของมนุษยในสังคมถูกหลอหลอมมาจากอัตลักษณของสังคม
๕
ที่มาจากอัตวิสัยรวมกันผานกระบวนการเรียนรูทางสังคม
๒. มนุษยสรางวัฒนธรรมและสถาบันเปนเคร่องมือ (Means) ในการรับใชมนุษย
ื
ิ
ู
ใหอยรวมกันในสังคมไดอยางปกติสุข แตภายหลังมนุษยเขาใจวาส่งเหลาน้เปนภาววิสัย
ี
ซึ่งเปลี่ยนแปลงไมได
๓. วัฒนธรรมและสถาบันในความเปนจริงแลวไมใชวัตถุประสงค (End)
ในตัวของมันเอง
ิ
ี
ึ
๔. วัฒนธรรมและสถาบัน/โครงสรางเปนส่งท่มนุษยสรางข้นหรือสมมติขึ้น
มนุษยยอมเปลี่ยนแปลงมันไดโดยผานการใชเหตุผลซึ่งเปนธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย
ั
ั
ั
ั
๕. มนษยยอมสามารถปรบเปลยนอตลกษณของตนและอตลกษณสงคมได
ุ
่
ั
ั
ี
๖
โดยผานการใชเหตุผล ท้งในเหตุผลบริสุทธ์ (Pure Reason) และเหตุผลในเชิงปฏิบัติ
ิ
ั
๗
(Practical Reason) จากภายในตนเองและขยายออกไปสสังคมจนเกิดวัฒนธรรมใหม
ู
และคอย ๆ ปรับสถาบัน/โครงสรางใหมได (Delanty, 1997)
ความสัมพันธเชิงอํานาจในสังคม ณ จุดเริ่มตนของสังคม
ณ จุดเริ่ม มนุษยตางใชเหตุผลในการกําหนดวัฒนธรรมและโครงสรางสังคม
โครงสราง วัฒนธรรม เหตุผล
ความเขาใจเมื่อเราเกิดมาเราอยูในโครงสรางแลว
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 119
ึ
ุ
อยางไรก็ตาม นักปรัชญาอีกกลมหน่งมีความเห็นวา สังคมเปนผลของสัญญา
ึ
ี
ุ
ท่มนุษยตกลงจัดทําข้นดวยความสมัครใจของมนุษยเอง แนวคิดของนักปราชญกลมน้ ี
ี
ั
เรยกวา “ทฤษฎสญญาประชาคม” (Social Contract Theories of Society)
ี
ี
โดยทฤษฎีน้ช้ใหเห็นถึง สภาวะธรรมชาติของมนุษย (State of Nature) ท่แตกตางกัน
ี
ี
ไดแก โทมัส ฮอบส (Thomas Hobes) จอหน ล็อค (John Locke) และ ชอง ชาคส รุสโซ
(Jean Jacques Rousseau) โดยสภาวะธรรมชาติของมนุษยที่แตกตางกันนี้ ไดกอใหเกิด
“รัฐ” ในรูปแบบของระบอบการปกครองและการเมืองภายในรัฐท่มีลักษณะแตกตางกน
ั
ี
ี
ั
ั
ู
แตทฤษฎีสัญญาประชาคม ก็ยังแสดงใหเห็นวาธรรมชาติของมนุษยท่เกิดมาควบคกบสงคม
และมนุษย ไดตกลงกันเลือกรูปแบบของระบอบการปกครองหรือลักษณะของ “รัฐ”
(ซ่งมาภายหลงสังคมอยดี) โดยไมวาจะเปนระบอบการปกครองและการเมืองภายในรฐ
ึ
ั
ั
ู
ั
ี
ี
ิ
ึ
รูปแบบใด ตามท่ทฤษฎีสัญญาประชาคมไดเสนอมาน้น ยอมมีส่งหน่งท่เหมือนกันคือ
ึ
ั
ท้ง ๓ รูปแบบ มี “อํานาจอธิปไตยภายในรัฐ” ซ่งเปนอํานาจท่ประกันความม่นคงปลอดภัย
ี
ั
ของสังคมภายในรัฐ ในประเด็นน้ จะขอขยายความตอไปในคําจํากัดความของ “รัฐ”
ี
แตเพื่อใหบทความมีเนื้อหาที่กระชับ จึงขอเริ่มจากความหมายของคําวา “รัฐ” ผานคําวา
ี
“รัฐชาติสมัยใหม” ซ่งรัฐชาติสมัยใหมคําน้ประกอบดวยคํา ๒ คํา คือ รัฐสมัยใหม และ ชาต ิ
ึ
ุ
ื
ุ
ึ
ั
ั
รฐสมยใหม (Modern State) หมายถง ชมชนทางการเมองของมนษย
อันประกอบดวย ดินแดนที่มีประชากร ดินแดนที่มีรัฐบาลปกครองและมีอํานาจอธิปไตย
ี
ของตัวเอง โดยมีอํานาจอธิปไตยภายใน คืออํานาจท่ออกกฎหมายและรักษากฎหมาย
ตลอดจนบังคับใหประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย และอํานาจอธิปไตยภายนอก คือ
ั
ี
อํานาจท่ประเทศจะดําเนินความสัมพันธกับประเทศอ่น ๆ รวมท้งอํานาจท่จะประกาศ
ี
ื
็
สงครามและทาสนธสญญาสนตภาพ อาจกลาวอีกนยหนงกไดวา เอกราช กคอ อานาจ
ํ
ื
็
ั
ํ
ั
ิ
ั
ึ
ิ
่
อธิปไตยภายนอกนั่นเอง
ุ
ี
ชาติ (Nation) หมายถึง กลมคนท่ผูกพันเขาดวยกัน และระลึกถึงความ
คลายคลงกนทามกลางกลมคนเหลาน้น ดวยวัฒนธรรมและภาษาซ่งดูเหมือนวา
ั
ึ
ึ
ั
ุ
มีความสําคัญในการสรางความเปนชาติ
ู
รัฐชาติสมัยใหม (Modern Nation State) หมายถึง ความรสึก “เปนชาติ”
ึ
ู
ลงในองคประกอบของรัฐสมัยใหม ซ่งก็คือ “ประชาชน” โดยการสรางความรสึกแนนแฟน
วาประชาชนทุกคนในรัฐนั้นเปนพวกเดียวกัน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
120
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
๘
จากความหมายของคําวา รัฐชาติสมัยใหม ดังกลาว ถือวารัฐมีประชากร
ี
ื
ดินแดนมีรัฐบาลปกครอง มีอธิปไตย มีเอกราช เหลาน้ไดรับการยอมรับจากรัฐชาติอ่น ๆ
ี
คําวารัฐชาตอ่น ๆ จึงเปนท่มาของคําวา “ระบบระหวางประเทศ (State System)”
ื
ิ
ซ่งทฤษฎีกระแสหลัก เชน สัจนิยมใหมและเสรีนิยมใหม ไดใชเปนระดับการวิเคราะห
ึ
และ สําหรับ “สังคมระหวางประเทศ (International Society)” โดยสํานักอังกฤษ
ุ
Hedley Bull ไดนิยามความหมายของสังคมระหวางประเทศ คือ “กลมของรัฐ
ึ
ึ
ั
ซงตระหนกรถงผลประโยชนและคณคาบางอยางรวมกน จงกอตงสงคมในความหมาย
ั
ึ
่
ั
ู
้
ุ
ั
ท่วาพวกเรามองตัวเองวา ตองผูกมัดโดยกติกาท่มีรวมกันชุดหน่งในความสัมพันธ
ี
ึ
ี
ื
ระหวางรัฐอ่น ๆ และมีสวนรวมในการทํางานของสถาบันรวมกัน” ซ่งการยอมรับรวมกัน
ึ
(Mutual Recognition) เปนพ้นฐานของความสัมพันธเชิงอัตลักษณ (Identity
ื
ี
Relationship) ประเด็นของการกอเกิดรัฐชาติสมัยใหม จนเปนท่มาของระบบระหวาง
ประเทศ และสังคมระหวางประเทศ ซึ่งมนุษยในสังคมตางสรรสรางมันขึ้นมา ไดกอใหเกิด
สภาวะในระบบและสังคมดังกลาว คือสภาวะ “อนาธิปไตย (Anarchy)”
ี
ี
อนาธิปไตย เปนสภาวะท่ขาดอํานาจหนาท่ตามกฎหมายจากสวนกลาง
ี
ั
(Lack of Central Authority) กลาวคือ เปนสภาวะท่รัฐยึดม่นในอํานาจ (Sovereignty)
ึ
ของตนเองและไมข้นตอใคร สภาวะดังกลาวกอใหเกิดรูปแบบของความสัมพันธ
ระหวางประเทศ ท้งความขัดแยง (Confl ict) และความรวมมือ (Cooperation)
ั
อนาธิปไตย ถูกตีความโดยทฤษฏีหลักซ่งมีความหมายท่แตกตางกันออกไป สัจนิยมใหม
ึ
ี
ี
(Neo - Realism) มองอนาธิปไตย คือสภาวะท่ปราศจากอํานาจกลางท่จะบังคับคําสัญญา
ี
ี
ี
ตาง ๆ ระหวางรัฐ รวมถึงสภาวะท่ปราศจากศูนยกลางท่จัดการปกปองระหวางรัฐ
ิ
ี
่
สวนเสรีนิยมใหม (Neo - Institutionalism) มองอนาธปไตย เปนสภาวะทปราศจาก
่
ี
ี
อํานาจศูนยกลางท่จะดูแลคําสัญญาและอํานวยความสะดวก และในสวนของ
ั
ั
สานกองกฤษ (English School) มองอนาธิปไตยเชนเดียวกับสัจนิยมใหม เพียงแตม ี
ํ
่
ื
ื
เครองมอทมากกวาเคร่องมือแบบเดียวท่สัจนิยมเช่อคือ ดุลแหงอํานาจ (Balance of
ี
ื
ี
ื
่
ิ
Power) และยังมีความเช่อในเร่องสังคมระหวางประเทศเพ่มข้นมาจากท่สัจนิยมใหม
ี
ื
ึ
ื
ไดอธิบายไวในทฤษฎีกระแสหลักทั้ง ๓ ทฤษฎีดังกลาว ไดขอสรุปวา อนาธิปไตยเปนเหตุ
ท่เกิดความสัมพันธระหวางรัฐชาติท้งความขัดแยง (Confl ict) และความรวมมือ โดยม ี
ั
ี
ู
ตารางการเปรียบเทียบระหวางกระบวนทัศนจนนําไปสพฤติกรรมของรัฐท่แตกตางตาม
ี
รายละเอียดดังนี้
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 121
หัวขอ สัจนิยมใหม เสรีนิยมใหม
กระบวนทัศน ๙ อนาธิปไตย คือธรรมชาติของระบบ อนาธิปไตย คือธรรมชาติของระบบ
(Paradigm) ระหวางประเทศ ปราศจากรัฐบาลโลก ระหวางประเทศ เปนสภาวะที่ไมมี
ในการควบคุมดูแล ตลอดจนคํ้าประกัน ความเชื่อมั่นหรือไมมีเปาหมาย
ความมั่นคงปลอดภัย รัฐแตละรัฐจึงตอง เปนระบบการปกครอง (Regime)
ชวยเหลือตัวเอง (Self - Help) (อนาธิปไตยเปนเหตุ)
(อนาธิปไตยเปนเหตุ)
มโนทัศน การแสวงหาอํานาจนําไปสูสันติภาพ ความรวมมือนําไปสูสันติภาพดวยการ
ั
ั
“สันติภาพ” ตงสถาบนที่จะกําหนดดูแล Principles,
้
(Concept) Norms, Rules, Decision Making
Procedures เพื่อลดความไมแนนอน
ของรัฐที่จะตัดสินใจทําการใด ๆ
มโนทัศน มีอยูแลวในธรรมชาติในรูปของ “รัฐ” มีอยูแลวในธรรมชาติในรูปของ “รัฐ”
“อัตลักษณ”
มโนทัศน มีอยูในธรรมชาติ มีอยูในธรรมชาติ
“ผลประโยชน”
ชุดทฤษฏี ทฤษฎีดุลแหงอํานาจ ทฤษฎีสถาบัน
(Theories) (Balance of Power Theory) (Institutional Theory)
ทางเลือกอยางมี ตัดสินใจในแบบผลประโยชน ตัดสินใจในแบบผลประโยชนเชิงสัมบูรณ
เหตุผล (Rational เชิงเปรียบเทียบ (Relative Gain) (Absolute Gain) ใหความสําคัญกับ
ั
Choice) ใหความสําคัญกับผลประโยชนของรฐ ผลประโยชนที่จะทํา ใหทุกฝายได
ที่ไดเปรียบรัฐอื่นในเชิงเปรียบเทียบ ประโยชน หรือ Positive Sum Game
และไมตองการใหรัฐอื่นไดผลประโยชน
มากกวาตน หรือ Zero Sum Game
พฤติกรรมของรัฐ แสวงหาอํานาจ แสวงหาความรวมมือ
หมายเหตุ สํานักอังกฤษมีกระบวนทัศนในแบบสัจนิยมใหม
ตารางที่ ๑ การเปรียบเทียบระหวางกระบวนทัศนจนนําไปสูพฤติกรรมของรัฐที่แตกตาง
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
122
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
จากตารางที่ ๑ กอใหเกิดขอกังขาวา การสรุปในแบบดังกลาวนั้นเปนจริงหรือไม
ี
ั
แลวทําไมแตละรัฐแสดงพฤติกรรมท่แตกตางกันท้งในแบบแสวงหาอํานาจและรวมมือ
ี
ี
แลวอะไรคือจริงแท ท่ทุกคนควรจะเห็นตรงกันในแบบภาววิสัย หรือจริงแทแปรเปล่ยนไป
ตามบริบท เพราะจากการทบทวนมโนทัศนดานสังคมศาสตรของคําวา “สังคมมนุษย”
ี
ท่ผานมา ในฐานะท่มนุษยมีธรรมชาติเปนสัตวสังคมเปนธรรมชาติพ้นฐาน มนุษยกับสังคม
ื
ี
ลวนเติมเต็มตอกันในดานการใชเหตุผล เพ่อคนหาความหมายและคุณคาของชีวิตมนุษย
ื
ในสังคม มนุษยจึงสมบูรณแลวเมื่ออยูในสังคมดวยการกําหนดวัฒนธรรม โครงสรางสังคม
ี
ื
ื
ท่เอ้อตอการเปนมนุษยดานการใชเหตุผลเพ่อคนหาความหมายและคุณคา แตในขณะท ่ ี
่
้
ึ
ั
่
ิ
ิ
ึ
ํ
รฐชาตสมัยใหมเกดขนในศตวรรษท ๑๖ ซงเกดมาภายหลงสังคมมนษย และสาหรบ
ั
ั
ี
ิ
ุ
ระบอบการปกครองภายในรัฐชาติสมัยใหม มนุษยในสังคมก็มีเสรีภาพท่จะเลือกระบอบ
ี
การปกครองภายในรัฐได ตามที่มนุษยในสังคมจะตกลงกัน ดังนั้น ลักษณะความสัมพันธ
ั
ั
ระหวางประเทศซงมาภายหลงการกอเกิดของรฐชาติสมยใหม มนุษยในสังคมแตละรัฐ
่
ั
ึ
ึ
ยอมมีเสรีภาพในการเลือกไดเชนกันไดหรือไม หรือกลาวอีกนัยหน่งคือ อนาธิปไตยอาจไมไดม ี
ิ
ั
ั
ี
เพียงรูปแบบเดยวตามท่ทฤษฎีกระแสหลักท้ง ๓ ไดต้งสมมตฐานไว เพราะอนาธิปไตย
ี
ี
เปนผลของความสัมพันธระหวางรัฐชาติฯ จากการตอบคําถามในมิติของมนุษยท่ม ี
ธรรมชาติเปนสัตวสังคมดังกลาว นํามาซึ่งคําถามวา “อัตลักษณของมนุษยและอัตลักษณ
ของสังคมมนุษยภายในรัฐชาติตาง ๆ กอใหเกิดอนาธิไตยในรูปแบบอื่นไดหรือไม”
ภาพ Alexander Wendt Alexander
ที่มา : https://sites.google.com/site/kewarin29642/neuxha
Alexander Wendt Alexander (1992) ไดเสนอทฤษฎีสรรสรางนิยม ๑๐
โดยมีสมมติฐานพ้นฐานเร่องอนาธิปไตยเหมือนกับสัจนิยม อยางไรก็ตาม อนาธิปไตย
ื
ื
ตามท่ Wendt ไดอธิบายน้นเปนส่งท่เกิดข้นจากการที่รัฐมีความเช่อวามันมีอย ู
ื
ี
ั
ึ
ี
ิ
ึ
หรือรัฐเปนผสรางข้นมาดวยตนเอง ทําใหรัฐกําหนดเปาหมายในการดํารงอยของตน
ู
ู
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 123
ึ
ซ่ง Wendt ไดพัฒนาออกมาเปนแนวคิดท่วาดวย “โครงสรางของอัตลักษณและ
ี
ผลประโยชน /Structure of Identity and Interest” โดย Wendt ไดอธิบายวา หัวขอ Hobbesian Lockean Kantian
โครงสรางทางความคิดกอกําเนิดอัตลักษณของรัฐ และอัตลักษณของรัฐน้นไดกําหนด มโนทัศน เปนกระบวนการที่มีผล เปนสถาบันที่มีผลตอ เปนสิ่งที่ถูกสรางขึ้นมา
ั
ั
ี
ผลประโยชนของรัฐในสภาวะอนาธิปไตยท่จะเกิดกระบวนการสรางอัตลักษณดังกลาวน้น “การเมือง ตอพฤติกรรมของผูแสดง พฤติกรรมของผูแสดงทั้งที่ ไมใชสงทมีอยูตามธรรมชาติ
ิ
่
่
ี
ั
คือ รัฐจะเกิดความตระหนักใน “ความม่นคงของรัฐ” เปนอันดับแรก โดยความม่นคง ระหวางรัฐ” (รัฐ) โดยมีโครงสราง เปนรัฐและมิใชรัฐ โดยเนน เกิดจากอัตลักษณ และ
ั
ี
จะเปนตัวท่ทําใหรัฐกําหนดอัตลักษณตนเอง ดังนั้น ในสภาวะอนาธิปไตยของรัฐในแนวคิด อํานาจในแบบรูปธรรม โครงสรางสถาบันความ ปทัสถาน (Norms) ระหวาง
ี
่
ื
ั
ี
ิ
ี
้
ํ
ู
ั
ี
่
ิ
ึ
ของสรรสรางนยมจงเปนอนาธปไตยทรฐคดวาม โดยความเชอวามนมอยนไดกาหนด ตอการจัดสรรอํานาจที่ รวมมือในแบบรูปธรรม รัฐในสังคมระหวาง
ิ
อัตลักษณและผลประโยชนของรัฐ ซึ่งนําไปสูความขัดแยงหรือความรวมมือ โดย Wendt ควบคุมพฤติกรรมของรัฐ ประเทศ ซึ่งกอโครงสราง
ึ
ไดอธิบายอนาธิปไตยในรูปแบบอ่นซ่งเปนทางเลือกของอนาธิปไตยไว ๓ ทางเลือก คือ ของความคิดในเชิงนามธรรม
ื
อนาธิปไตยในแบบ Hobbesian อนาธิปไตยในแบบ Lockean อนาธิปไตยในแบบ Kantian ผานจิตสํานึกของมนุษย
ซึ่งมีรายละเอียดตามตารางการเปรียบเทียบดังนี้ โดยโครงสรางทางความคิด
ดังกลาวจะกําหนดอัตลักษณ
หัวขอ Hobbesian Lockean Kantian
ของรัฐ และอัตลักษณ
กระบวนทัศน ระบบระหวางประเทศ ระบบระหวางประเทศ อนาธิไตย คือผลของ ของรัฐนั้น จะกําหนด
Paradigm ปราศจากรัฐบาลโลก เปนสภาวะที่ขาดความ ความสัมพันธระหวางรัฐ ผลประโยชนของรัฐ
ในการควบคุมดูแล เชื่อมั่น และโครงสรางระบบ ดงนน รูปแบบการเมือง
ั
ั
้
(อนาธิปไตยคือเหตุ) (อนาธิปไตยคือเหตุ) ระหวางรัฐจึงเปลี่ยนแปลง
มโนทัศน อํานาจนําไปสูสันติภาพ ความรวมมือนําไปสู สันติภาพที่มาจากความ ไดโดยสนับสนุนการเมือง
๑๑
“สันติภาพ” สันติภาพ ตระหนักรูของมนุษยหรือ ภายในแบบประชาธิปไตย
จากจิตสํานึกตอการให เพื่อใหประชาชนไดกําหนด
ความสําคัญตอกิจการ อัตลักษณของสังคม
ระหวางประเทศ ภายในรฐ ซึ่งจะนําไปสู
ั
อัตลักษณของรัฐในสังคม
มโนทัศน มีอยูแลวในธรรมชาติ มีอยูแลวในธรรมชาติ เกิดจากอัตลักษณของ
“อัตลักษณ ในรูปของ “รัฐ” ในรูปของ “รัฐ” มนุษย อัตลักษณของสังคม ระหวางประเทศ
ของรัฐ” ภายในรัฐ และเกิดจากการ ชุดทฤษฎี ทฤษฎีดุลแหงอํานาจ ทฤษฎีสถาบัน สันติภาพจากประชาธิปไตย
ตีคาอัตลักษณของสังคม Theories (รัฐเปลี่ยนตัวเองจากภายใน)
ระหวางประเทศที่ตางก็มี
อิทธิพลซึ่งกันและกัน Rational Relative Gain Absolute Gain -
จนทําใหกอเกิดการสราง Choice (ประโยชนนิยม/มิลล) (ประโยชนนิยม/มิลล) (ไมไดใชแนวทางเลือกจาก
อัตลักษณของรัฐขึ้นมา ความสมเหตุสมผล แตใช
จิตสํานึกของมนุษยที่พึง
มโนทัศน มีอยูในธรรมชาติ มีอยูในธรรมชาติ เปนสิ่งที่สรรสรางขึ้น กระทําตอกันเปนหลักใน
“ผลประโยชน” ของมนุษย สังคม และรัฐ การตัดสินใจ)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
124 125
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
หัวขอ Hobbesian Lockean Kantian
มโนทัศน เปนกระบวนการที่มีผล เปนสถาบันที่มีผลตอ เปนสิ่งที่ถูกสรางขึ้นมา
ิ
่
“การเมือง ตอพฤติกรรมของผูแสดง พฤติกรรมของผูแสดงทั้งที่ ไมใชสงทมีอยูตามธรรมชาติ
่
ี
ระหวางรัฐ” (รัฐ) โดยมีโครงสราง เปนรัฐและมิใชรัฐ โดยเนน เกิดจากอัตลักษณ และ
อํานาจในแบบรูปธรรม โครงสรางสถาบันความ ปทัสถาน (Norms) ระหวาง
ตอการจัดสรรอํานาจที่ รวมมือในแบบรูปธรรม รัฐในสังคมระหวาง
ควบคุมพฤติกรรมของรัฐ ประเทศ ซึ่งกอโครงสราง
ของความคิดในเชิงนามธรรม
ผานจิตสํานึกของมนุษย
โดยโครงสรางทางความคิด
ดังกลาวจะกําหนดอัตลักษณ
ของรัฐ และอัตลักษณ
ของรัฐนั้น จะกําหนด
ผลประโยชนของรัฐ
ั
ั
้
ดงนน รูปแบบการเมือง
ระหวางรัฐจึงเปลี่ยนแปลง
ไดโดยสนับสนุนการเมือง
ภายในแบบประชาธิปไตย ๑๑
เพื่อใหประชาชนไดกําหนด
อัตลักษณของสังคม
ภายในรฐ ซึ่งจะนําไปสู
ั
อัตลักษณของรัฐในสังคม
ระหวางประเทศ
ชุดทฤษฎี ทฤษฎีดุลแหงอํานาจ ทฤษฎีสถาบัน สันติภาพจากประชาธิปไตย
Theories (รัฐเปลี่ยนตัวเองจากภายใน)
Rational Relative Gain Absolute Gain -
Choice (ประโยชนนิยม/มิลล) (ประโยชนนิยม/มิลล) (ไมไดใชแนวทางเลือกจาก
ความสมเหตุสมผล แตใช
จิตสํานึกของมนุษยที่พึง
กระทําตอกันเปนหลักใน
การตัดสินใจ)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 125
หัวขอ Hobbesian Lockean Kantian
การเลือกผาน - - ใชความตระหนักรูของมนุษย
ี
ื
จิตสํานึกของ (ไมมีเพราะใชประโยชน (ไมมเพราะใชประโยชน (Human Awareness) หรอ
มนุษย เปนหลกในการเลอก เปนหลักในการเลือก จิตสํานึก(Conciousness)
ั
ื
แมวาจะมีการกระทํา แมวาจะมีการกระทําทาง และบทบาทที่มีความสําคัญ
ู
ทางศีลธรรมอยูบางแต ศีลธรรมอยบางแตไมถูก ตอกิจการระหวางประเทศ
ไมถูกนํามาคิด) นํามาคิด) ผานพลังความคิด (ไมใช
พลังวัตถุจากอํานาจและ
สถาบัน) (หนาที่นิยม /
จริยศาสตรของคานต)
พฤติกรรม แสวงหาอํานาจ แสวงหาความรวมมือ แสวงหาการเปลี่ยนผาน
Behavior สูสันติภาพที่ยั่งยืนผาน
จิตสํานึกของมนุษย
ในฐานะหนาที่ของมนุษย
ที่พึงกระทําตอกัน
ตารางที่ ๒ การเปรียบเทียบประเภทของอนาธิปไตยตามแนวคิดของสรรสรางนิยม
อนาธิปไตยตามแนวคิดของสรรสรางนิยม ท่จําแนกทางเลือกของสังคมมนุษย
ี
ิ
่
ั
ี
ุ
ุ
ั
่
ี
ั
ทง ๓ รปแบบ ดงกลาว ตางมจดเรมจากกระบวนทศนของมนษยในแตละสงคมทแตกตางกน
ู
ั
ั
้
ั
ึ
หรือกลาวอีกนัยหน่ง อนาธิปไตยเปนผลของการปฏิสัมพันธกันท้งในเชิงระบบระหวาง
ประเทศและสังคมระหวางประเทศซึ่งมนุษยสามารถเลือกได คําถามจึงกลับมาที่มนุษยวา
ิ
้
“ถาเราสามารถเลอกอนาธิปไตยตามท่ทฤษฎสรรสรางนยมไดเสนอไวนน ในฐานะมนษย
ั
ุ
ี
ี
ื
ึ
เราควรเลือกรูปแบบใด” จากการศึกษาทฤษฎีความสัมพันธระหวางประเทศ ซ่งม ี
ื
ึ
วัตถุประสงคหลักของการศึกษา คือเพ่อแสวงหาสันติภาพท่ม่นคงย่งยืน ซ่งจากทฤษฎ ี
ี
ั
ั
สัจนิยมใหมมีฐานคิดจากคําวา “ความกลัว” จนนําไปสการแสวงหาอํานาจ โดยอํานาจ
ู
ก็จะนํามาซ่งความกลัวอีกและกอเกิดการแสวงหาอํานาจตอไปวนเปนวัฏจักร โดยในทาย
ึ
ู
ื
ี
ท่สุดแลวก็อาจนําไปสสงครามได ดังน้น เพ่อใหบรรลุวัตถุประสงคในเร่องสันติภาพ
ื
ั
ที่มั่นคงยั่งยืน อนาธิปไตยในแบบ Lockean และ Kantian จึงเปนคําตอบที่สมเหตุสมผล
ี
ึ
ี
ั
ตอการเลือก ท้งน้ คําตอบดังกลาวนํามาซ่งคําถามใหมวา “แลวทางเลือกใดดีท่สุด
่
ื
ื
ื
สําหรับมนุษย” เม่อพิจารณาอนาธิปไตยในแบบ Lockean แลว เปนเร่องของความเชอ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
126
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
่
ั
ี
ึ
ั
ั
้
ึ
ั
ทตองพงพงสถาบนซงเปนโครงสรางทางวตถ โดยสถาบนนนเปนปจจยภายนอกไมมี
่
ิ
่
ุ
ั
ี
อํานาจใด ๆ มาควบคุม แตเปนเพียงโครงสรางท่อาศัยการรวมมือกันภายในระบบ
ั
ระหวางประเทศ ดังน้น สถาบันเชิงโครงสรางทางวัตถุจึงเปนปจจัยท่มนุษยไมสามารถ
ี
ุ
ควบคมได แตอนาธิปไตยในแบบ Kantian ใชโครงสรางทางความคิด ผานพลังความคิด
และความตระหนักรของมนุษยในฐานะท่เปนมนุษย ผานสังคมภายในประเทศออกส ู
ู
ี
สังคมระหวางประเทศ สะทอนอัตลักษณใหมของรัฐ กอสังคมระหวางประเทศในแบบใหม
ี
ั
ท่มีสันติภาพท่ม่นคงย่งยืน ซ่งโครงสรางทางความคิดดังกลาว ถือวาเปนปจจัยภายใน
ั
ี
ึ
้
ของมนษยและสงคมภายในประเทศโดยไมขนกบปจจยภายนอกใด ๆ จากเหตผลดงกลาว
ึ
ั
ั
ุ
ุ
ั
ั
๑๒
ี
อนาธิปไตยในแบบ Kantian จึงเปนทางเลือกท่ดีท่สุด และนํามาสูการตั้งคําถามใหมวา
ี
ู
“การสงเสริมพลังความคิดและความตระหนักรภายในมนุษยและสังคมมนุษยจะใช
ื
ึ
ิ
่
ู
ี
่
ี
ิ
ํ
ํ
ื
ื
่
เครองมอใด” คาตอบของคาถามดงกลาว อยทการศกษาเพอสงเสรมใหเกดการเรยนร ู
ั
สันติภาพของมนุษย
สภาวะแวดลอมหลังสงครามเย็น
สภาวะแวดลอมหลังสงครามเย็น โดยในชวงตนของการส้นสดสงครามเยน
ิ
็
ุ
ั
ุ
สหรฐฯ และกลมประเทศตะวันตก ไดรวมกันเปนแกนนําประกาศนโยบายในการจัด
ตารางที่ ๒ การเปรียบเทียบประเภทของอนาธิปไตยตามแนวคิดของสรรสรางนิยม ระเบยบโลกใหม (New World Order) ซึ่งมีลักษณะสําคัญ ๔ ดาน คือ
ี
๑. การเคารพสิทธิเสรีภาพของปจเจกชนและสิทธิมนุษยชน
๒. การปกครองแบบประชาธิปไตย
๓. ระบบการคาเสรี
๔. มาตรฐานดานสิ่งแวดลอม
ซึ่งระเบียบโลกใหมทั้ง ๔ ดาน ดําเนินงานควบคูกับการปกครองที่มุงเนนใหรัฐ
มีการบริหารงานภายใตหลักกฎหมายที่เนนความเสมอภาค ไมเลือกปฏิบัติ คํานึงถึงสิทธิ
หนาที่ เสรีภาพของประชาชน ระบบการทํางานตองมีความโปรงใส เปดโอกาสใหประชาชน
ี
ี
เขามามีสวนรวมในการตัดสินใจในนโยบายท่สําคัญ ซ่งลวนแตเปนมาตรการท่ชวยให
ึ
ภาคเอกชนเกิดความเช่อม่นในการทํางานของภาครัฐ และกลาท่จะเขาไปลงทุน
ื
ี
ั
อันสอดคลองกับระบบการคาเสรี จากการพัฒนาเทคโนโลยีทางการสื่อสารและคมนาคม
ุ
ี
ั
ระเบียบโลกใหมจึงแพรกระจายออกไปท่วโลกในลักษณะกระแสท่เราคนชินกับคําวา
“โลกาภิวัตน” กระแสโลกาภิวัตนสงผลใหระบบระหวางประเทศและสังคมระหวาง
ี
ี
ิ
ุ
็
่
ื
ั
ั
้
ประเทศ มการเปลยนแปลงอยางรวดเรวในทกมตทงทางสงคม เศรษฐกจ การเมอง
ิ
ิ
ี
และเทคโนโลยี อันเปนผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการปรับเปล่ยน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 127
ภาพการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ที่มา : https://mrlonewolf151.blogspot.com/2017/11/blog-post.html
ึ
ี
โครงสรางเศรษฐกิจการเมืองโลกในลักษณะท่ตองพ่งพากันทางเศรษฐกิจ และมีความ
ึ
ื
เช่อมโยงระหวางกันมากข้นทางสังคมและการเมืองระหวางประเทศ โลกท่เคยกวางใหญ
ี
ึ
ี
ู
มีความใกลชิดกันมากข้นประดุจเปนหมบาน (Global Village) ซ่งการปรับเปล่ยนดังกลาวน ้ ี
ึ
ั
สงผลท้งในเชิงบวกและเชิงลบ กลาวคือ สําหรับเชิงบวกทําใหความสัมพันธระหวาง
ื
ประชาชนในแตละรัฐเช่อมโยงกันจนเกิดความเขาใจอันดีตอกันมากข้น แตในขณะท ่ ี
ึ
ี
ในเชิงลบ ก็เกิดการรวมกันในลักษณะท่กอใหเกิดภัยคุกคาม เชน องคกรอาชญากรรม
ึ
ระหวางประเทศ องคกรการกอการราย เปนตน ประกอบกับการท่จีนกาวข้นมาเปน
ี
มหาอํานาจทางเศรษฐกิจและการทหาร ซึ่งสงผลตอการเมืองระหวางประเทศ โดยเฉพาะ
อยางย่งปญหาการอางสิทธ์ในทะเลจีนใตของจีน ท่กระทบตอเสนทางคมนาคมทางทะเล
ี
ิ
ิ
ื
ของโลกและอาเซียน โดยเม่อพิจารณาภาพปรากฏการณดังกลาวผานการอธิบายของ
ทฤษฎีสัจนิยมใหม ยังไมสามารถอธิบายไดในประเด็นสถาบันระหวางประเทศ เชน อาเซียน
ู
สามารถสรางความตระหนักรและลดความรุนแรงตอการใชกําลังทางทหารในทะเลจีนใต
ของจีนตอรัฐสมาชิกอาเซียนที่เปนคูขัดแยงโดยตรง เชน เวียดนาม และฟลิปปนส เปนตน
และการอธิบายเกี่ยวกับภัยคุกคามที่ไมใชรัฐ เชน องคกรการกอการราย สําหรับเสรีนิยมใหม
ก็มีลักษณะเชนเดียวกัน กลาวคือการรวมมือกันทางเศรษฐกิจ สงผลใหจีนกาวขึ้นมาเปน
ี
มหาอํานาจท่มีความเปนอํานาจนิยมสูง ในขณะท่สํานักอังกฤษก็ดูจะมีพลังในการอธิบายไดด ี
ี
แตสําหรับการท่จีนกาวข้นมาเปนมหาอํานาจกลับใชพลังอํานาจทางทหารเปนปฏิปกษ
ึ
ี
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
128
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ั
ี
ตอความม่นคงของภูมิภาคในทะเลจีนใต ทฤษฎีสรรสรางนิยมจึงเปนทางเลือกท่มีพลัง
ิ
ี
ี
ในการอธิบายปรากฏการณน้ได โดยเฉพาะอยางย่งในประเด็นท่มหาอํานาจใชเวท ี
Asean Regional Forum (ARF) ของอาเซียนที่ทุกประเทศมองวาเปนเวทีที่มีความเปน
สถาบันตํ่ามากกลับสามารถลดความกาวราวของจีนจากการพูดคุยหารือ
ภาพการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ที่มา : https://mrlonewolf151.blogspot.com/2017/11/blog-post.html
ภาพการประชุม Asean Regional Forum (ARF) ครั้งที่ ๒๖ ที่ประเทศไทย
ที่มา : https://twitter.com/asean2019th/status/1157286409205510144
กรณีศึกษาการปรับตัวของอาเซียนผานการศึกษา
ั
สําหรับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตไดเร่มกอต้งอาเซียน
ิ
หรือสมาคมประชาชาติแหงเอเชียตะวันออกเฉียงใตข้นชวงสงครามเย็นในป ค.ศ.๑๙๖๗
ึ
ี
โดยมีปจจัยท่มีอิทธิพลตอการกอต้งดังกลาว ๒ ประการ คือ ปจจัยภายนอก คือความตึงเครียด
ั
ึ
ี
ุ
ท่เกิดจากความขัดแยงทางดานอุดมการณทางการเมืองของมหาอํานาจ ซ่งกลมประเทศ
ท่เร่มการกอต้งเร่มไมม่นใจตอการพ่งพามหาอํานาจสหรัฐฯ ในหวงเวลาดังกลาวไดอีกนาน
ิ
ึ
ั
ิ
ี
ั
ั
่
ี
ี
ิ
ั
ิ
เพยงใด และปจจยภายใน เกดจากการพฒนาเศรษฐกจแบบทนนยมเสรทตองอาศย
ี
ิ
ุ
ั
ความรวมมือตอกัน โดยไดพัฒนาความรวมมือออกเปนระยะตาง ๆ คือ
ระยะที่ ๑ ระยะทําความรูจักกัน (Getting to Know Each Other) และตกลงกัน
ภายใตปทัสถานหลักการฉันทามติ (Consensus)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 129
ี
ี
่
ระยะท ๒ เปนการสรางปทัสถาน (Norms) ท่มีจุดยืนรวมกัน (Common
ู
ื
ี
ี
Position) ภายใตปทัสถานท่จะอยรวมกันอยางสันติกับประเทศเพ่อนบานท่มีอุดมการณตางกัน
ระยะท ๓ เปนระยะของการรวมพลงสมานฉนททางการเมือง (Political
ั
ั
่
ี
Solidarity) ภายใตปทัสถานในการกดดันใหเวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชา และ
หันมาเนนความรวมมือทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ระยะท ๔ เปนระยะของการขยายความรวมมือทางเศรษฐกิจ (Enhanced
ี
่
Economic Cooperation) ภายใตปทัสถานดวยการจัดตั้งเขตการคาเสรีอาเซียน (AFTA )
ื
ี
่
ั
ระยะท ๕ เปนระยะของการกระชบความรวมมอใหแนนแฟน (Deeping
Integration) เปนประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ภายใตปทัสถาน
วิถีอาเซียน (ASEAN Way) กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) และปฏิญญาวาดวย
ความรวมมืออาเซียน ซ่งประกอบดวย ๓ เสาหลักคือ ประชาคมความม่นคงอาเซียน
ึ
ั
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคม - วัฒนธรรมอาเซียน โดยมีเปาหมายสําคัญ
ิ
ี
ื
ในครสตศตวรรษท่ ๒๑ คือ การเปนศูนยกลางของการขับเคล่อนความรวมมือ การผลักดัน
ั
ความเชอมโยงระหวางกน ทงทางกายภาพและคานยม ตลอดจนการกระชบความรวมมอ
ื
ั
้
ิ
ั
่
ื
ทางดานการเมือง จัดตั้งเวทีความรวมมือ ARF ที่เนนความมั่นคงแบบรวมมือ (Cooperative
Security) ทางดานเศรษฐกิจไดขยายกรอบความรวมมือในฐานะอาเซียนไปสู ๑๐ ประเทศ
ี
ท่มีศักยทางการเมือง และทางเศรษฐกิจสูง ผานการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East
Asian Summit) ในการหารือเกี่ยวกับยุทธศาสตรที่สําคัญตาง ๆ
จากกรณีศึกษาพัฒนาการของอาเซียน จนกลายมาเปนอาเซียนในปจจุบันน้ ี
ู
ผอานคงจะพอมองเห็นวา ภายใตปทัสถานตามแนวทางวิถีอาเซียนท่มีความรวมมือกัน
ี
ั
ึ
ในลกษณะหลวม ๆ นยมใชกระบวนการปรกษาหารอทางการทตแบบไมเปดเผย
ื
ู
ิ
ิ
การตดสนโดยอาศัยความเห็นพองตองกันตามหลักการฉันทามติผานสถาบันหรือ
ั
ั
ื
ั
เวทีความรวมมือดานความม่นคง ARF น้น เม่อมองจากลักษณะดังกลาวถือวา ARF
ํ
เปนสถาบันดานความม่นคงในระดับท่ต่า แต ARF ก็ยังเปนเวทีท่อาเซียนคาดหวัง
ั
ี
ี
เนองจากอาเซียนไดพจารณาวา ไมสามารถเผชญหนากบความทาทายจากสภาพแวดลอม
ิ
ื
่
ั
ิ
ู
ั
ุ
ั
ี
ั
่
ดานความมนคงในปจจบนไดเพยงลําพัง รัฐสมาชกอาเซยนตางตระหนกรวา ไมสามารถ
ิ
ี
ุ
ปลอยใหอาเซยนหมดความสาคญจนสหรฐฯ อาจไมใหความสนใจกลมตนอีกตอไป
ํ
ั
ี
ั
ในขณะที่การกาวขึ้นมาเปนมหาอํานาจของจีน อาเซียนจึงเริ่มและใชกลไกในรูปแบบของตน
อยางวิถีอาเซียนผานเวทีการประชุม ARF ใหเปนเวทีปรึกษาหารือแบบพหุภาคีกับสหรัฐฯ
จีน รัสเซีย ญ่ปน อินเดีย และสหภาพยุโรป เพ่อสรางความตระหนักรถึงการไดรับผลประโยชน
ุ
ู
ื
ี
รวมกัน (Mutual Benefi ts) จากการเขาประชุมกับ ARF โดยมีอาเซียนเปนศูนยกลาง
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
130
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ี
ึ
ั
ซ่งรูปแบบสถาบันในลักษณะน้ ไมสามารถอธิบายผานทฤษฎีกระแสหลักท้ง ๓ ทฤษฎีได
เชน การอธิบายอาเซียนผานทฤษฎีสัจนิยมใหมก็ไมสามารถอธิบายได เน่องจากในฐานะ
ื
ี
ั
ท่อาเซียนเปนสถาบันท่บริหารความขัดแยง และความม่นคงของอาเซียน โดยผานการสราง
ี
สถาบัน ทฤษฎีเสรีนิยมใหมก็ไมสามารถอธิบายได เน่องจากลักษณะการขาดศูนยกลาง
ื
ิ
ั
ํ
ํ
ของอํานาจอยางแทจรงของสถาบันตามวิถอาเซียน และสาหรับสานักองกฤษท่พอ
ี
ี
ี
ี
่
ี
ิ
ิ
็
ี
ี
่
ี
่
ํ
จะสามารถอธบายไดแตกตดขัดทอาเซยนไมมประเทศทมผนาทเปนหลกชดเจน
ั
ั
ู
ึ
ี
ี
ซ่งจากการท่ ARF ถูกมองวาเปนเวทีการเจรจาท่เนนการพูดคุยหารือเปนหลัก โดยไมเนน
การปฏิบัติอยางจริงจังหรือเปนทางการ แตในอีกมุมหน่ง ตามวิถีอาเซียนไดเขามาเปน
ึ
หัวใจสําคัญในการขับเคล่อน ARF ท่เปดโอกาสใหมหาอํานาจใชเปนเวทีในการจัดการ
ื
ี
ี
กับความสัมพันธ เชน ในกรณีขอพิพาทกับจีนในปญหาทะเลจีนใต ท่อาเซียนพยายาม
ั
กระตนใหจีนเกิดความยับย้งช่งใจตนเอง และใชกระบวนการแกไขขอพิพาทโดยสันติวิธี
ั
ุ
อันเปนความพยายามในการหลอหลอม (Socialize) ใหปทัสถานของอาเซียนไปปรับเปน
ปทัสถานระดับภูมิภาคไปโดยปริยาย
อุปสรรคของการใชการศึกษาปรับพฤติกรรมของรัฐ
ึ
ี
จากการท่ทฤษฎีสรรสรางนิยม เปนทฤษฎีท่พัฒนาข้นมาจากทฤษฎีความร ู
ี
๑๓
ื
ึ
ั
มากกวาท่เปนทฤษฎีทางรัฐศาสตรน้น การศึกษา จงถือเปนเคร่องมือ (Mean) สําคญ
ั
ี
๑๔
ของรัฐเพ่อใหประชาชนไดเกิดการเรียนร ท่จะปรับเปล่ยนกระบวนทัศนของประชาชน
ื
ู
ี
ี
ในสังคม จนเกิดกระบวนการเรียนรูทางสังคมภายในประเทศ เหนี่ยวนําไปสูกระบวนการ
การปรับเปล่ยน อัตลักษณ ผลประโยชน และปทัสถาน ของรัฐภายในสังคมหรือ
ี
ั
ระบบระหวางประเทศ โดยในสังคมหรือระบบระหวางประเทศน้นตางมีเปาหมาย
ี
ของสังคมหรือระบบเดียวกันคือ สันติภาพถาวร อันเปนเปาหมายสุดทายท่ดีท่สุด
ี
สําหรับทุกรัฐและทุกคนในแตละรัฐ ส่งสําคัญท่สุดในฐานะท่การศึกษาเปนเคร่องมือ
ี
ี
ิ
ื
ื
ี
ของรัฐ คือการศึกษาท่สงเสริมระบอบประชาธิปไตย เพ่อใหประชาชนของแตละรัฐ
สามารถมีเสรีภาพในการใชเหตุผลในการกําหนดอัตลักษณของตนเอง และกําหนด
ชะตากรรมของตนเองรวมกันกับผอ่นในสังคม จนเกิดสภาพของการเปล่ยนแปลง
ู
ี
ื
วัฒนธรรม โครงสรางทางสังคมผานการใชเหตุผลรวมกันของประชาชนในแตละรัฐ
ื
ั
ิ
ี
ภายใตหลกจรยศาสตรของคานตท่ไมเห็นดวยกับการแทรกแซงในกิจการของรัฐอ่นหรือ
๑๕
ึ
มนุษยผูอื่นภายใตหลักการไมแทรกแซงซ่งกันและกันไมวาจะเปนในระดับรัฐหรือปจเจกบุคคล
ื
และคานตเช่อในความคิดเร่องวิวัฒนาการทางการเมืองอยางคอยเปนคอยไป โดย
ื
คํานึงถึงสภาพและแบบแผนทางการเมืองของรัฐตาง ๆ คานตไมอาจยอมรับความคิด
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 131
ื
ั
่
เรองการแทรกแซงจากภายนอก เพราะการแทรกแซงดงกลาวไมไดเปนกระบวนการพัฒนา
ั
ํ
ิ
่
ี
ั
ิ
ี
ั
ทเกดจากการตดสนใจกาหนดตวเองของประชาชนในแตละรัฐเอง ท้งน้ ความสัมพันธ
ระหวางประชาชนระหวางรัฐตอรัฐในสภาวะท่มีไมตรีจิตสากล (Universal Hospitality)
ี
จะเสรมสรางความสัมพันธอันดีตอกัน ไมใชในฐานะประชาชนตางรัฐแตในฐานะมนุษย
ิ
ี
ึ
ี
่
ึ
ี
ั
ั
ี
้
ซงความสมพนธนยอมนํามาซ่งการปรับเปล่ยนสังคม จนเหน่ยวนําใหเกิดการปรับเปล่ยน
อัตลักษณ ผลประโยชน และปทัสถานระหวางรัฐไดในที่สุด
จากเปาหมายสันติภาพถาวร ซ่งเปนเปาหมายของรัฐนําไปสการกําหนด
ึ
ู
วัตถุประสงคของการศึกษา (ในฐานะเครื่องมือของรัฐ) เพื่อสงเสริมระบอบประชาธิปไตย
ี
ภายใตหลักจริยศาสตรของคานตท่สงเสริมใหประชาชนมีเสรีภาพในการใชเหตุผล
โดยปราศจากการเขาไปแทรกแซงจากรัฐ โดยรัฐมีวิธีการ คือสงเสริมใหเกิดเสรีภาพ
ึ
ทางความคิดตามระบอบประชาธิปไตยข้นในหลักสูตรการศึกษา สงเสริมใหประชาชน
เกิดการเรียนรท้งในแบบการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษา
ู
ั
ตามอัธยาศัย สงเสริมการกระจายอํานาจใหประชาชนไดรวมคิด รวมปฏิบัติ รวมรับ
ผลประโยชน และรวมประเมินผล ในเรื่องนโยบายสาธารณะ ตามแนวคิดการมีสวนรวม
ึ
ึ
ภาคประชาชน ซ่งส่งเหลาน้จะเกิดข้นไดข้นอยกับการกระจายอํานาจของรัฐใหกับ
ิ
ู
ึ
ี
ประชาชน อุปสรรคของการใชการศึกษาปรับพฤติกรรมของรัฐ จึงอยูที่หลักการกระจาย
ี
ู
ื
ี
อํานาจใหประชาชน ไดมีพ้นท่การแลกเปล่ยนการเรียนรผานการใชเหตุผลรวมกัน
ึ
ี
ซ่งท่ผานมารัฐมักจะหวงอํานาจและจํากัดการเรียนรผานการใชเหตุผลของประชาชน
ู
ของตน ตัวอยางในรัฐสมาชิกอาเซียน แมวาอาเซียนจะมีปฏิญญาวาดวยความรวมมือ
ึ
ั
อาเซียน ซ่งประกอบดวย ๓ เสาหลัก คือ ประชาคมความม่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซียน และประชาคมสังคม - วัฒนธรรมอาเซียน แตทุกประเทศกลับใหความสําคัญ
ี
ั
ตอเสาประชาคมเศรษฐกิจฯ เปนอันดับท่ ๑ เสาประชาคมความม่นคงเปนอันดับท่ ๒
ี
และสําหรับเสาประชาคมสังคม - วัฒนธรรมนั้น แทบจะไมมีการสงเสริมใด ๆ ในลักษณะ
ื
เปนรูปธรรมมากนักแมวาจะเปนเร่องท่สําคัญท่สุดก็ตาม และแมวาจะมีการบรรจุเน้อหา
ี
ื
ี
ู
ื
ลงในหลักสูตรการศึกษา แตเปนเพียงการศึกษาเพ่อทองจําใหร ยังขาดการสงเสริม
ี
ิ
ู
ั
การตระหนักรถึงความสําคัญดังกลาวเพราะรัฐขาดความเขาใจวาส่งน้สําคัญ ดังน้น
ความตระหนักรูของรัฐก็เปนอีกประเด็นหนึ่งของการสงเสริมการศึกษา
ผลของการแลกเปลี่ยนการศึกษาของกองทัพเรืออาเซียนในการลดความหวาดระแวง
จากหลักการของนักวิชาการสรรสรางนิยมที่เสนอวา การเมืองระหวางประเทศ
เปน “โลกที่เราสรางขึ้นมาเอง / A World of Our Own Making” และอยูหางไกลจาก
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
132
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
๑๖
ี
ู
ี
ุ
ความจริงท่เปนภาววิสัยมาก โดยนักวิชาการกลมน้ใหความสําคัญกับผกระทําการ
ิ
(Agency) วาสามารถเปล่ยนแปลงส่งตาง ๆ ผานกระบวนการปฏิสัมพันธระหวางกันได
ี
โดยใหเหตุผลวา ความสัมพันธระหวางประเทศเปนผลจากการสรรสรางทางสังคม
ึ
ซ่งไมสามารถดํารงอยเปนอิสระไดจากการกระทําหรือการใหความหมายของมนุษย
ู
ี
ี
ประเด็นดังกลาวน้ในปท่ผานมารัฐสมาชิกอาเซียนและนอกอาเซียนตางแลกเปล่ยน
ี
ู
ู
ั
ี
่
ิ
นายทหารมตรประเทศทงในฐานะอาจารยผเชยวชาญ และผเขารบการศึกษาตอกัน
้
ั
ในหลักสูตรสําคัญ ๆ เชน หลักสูตรเสนาธิการ หลักสูตรวิทยาลัยการทัพ และในเวทีของ
ผปฏิบัติในฐานะเคร่องมือดานความม่นคงทางทะเลของอาเซียน เชน เวที Navy to
ู
ื
ั
Navy Staff Talks โดยมีวัตถุประสงคเพื่อหารือในเรื่องความมั่นคงทางทะเล การพัฒนา
ี
ั
แนวทางการจัดระเบียบทางทะเล การลาดตระเวนรวม รวมท้งแลกเปล่ยนและขยาย
ี
ความรวมมือในดานตาง ๆ ระหวางกองทัพเรือ โดยผลการปฏิบัติท่ผานมาไดสงเสริม
ความมั่นคงทางทะเลรวมกัน ลดความหวาดระแวงตอกัน ฯลฯ สิ่งเหลานี้แสดงใหเห็นถึง
หลักฐานเชิงประจักษที่สนับสนุนแนวความคิดของสรรสรางนิยม
ภาพการประชุม Navy to Navy Staff Talks ครั้งที่ ๙ ระหวาง กองทัพเรือ - กองทัพเรืออินเดีย ที่กรุงเทพมหานคร
ที่มา : https://www.navy.mi.th/index.php/main/detail/content_id/14413
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 133
บทสรุป
มนุษยมีธรรมชาติเปนสัตวสังคม มนุษยไมสามารถ
อยูเพียงลําพังไดโดยปราศจากสังคม สังคมจึงเปนความสมบูรณ
ู
ของมนุษยอยแลว ภายหลังมนุษยไดสรรสรางหรือสมมติส่งท ี ่
ิ
ึ
ึ
เรียกวา “รัฐชาติ” ข้นซ่งรัฐชาติไดกอใหเกิดสังคมระหวางประเทศ
ิ
ึ
และระบบระหวางประเทศ ซ่งลวนแลวแตเกิดจากส่งสมมต ิ
ี
ิ
ิ
ั
ของมนุษยท้งส้น ส่งสมมติเหลาน้กอใหเกิดความเขาใจผิดของ
ั
ี
ิ
มนุษยท่เกิดภายหลังการกอเกิดของส่งสมมติท้งหลายเหลาน ้ ี
วาเปนความจริงในแบบภาววิสัย แตทฤษฎีสรรสรางนิยม
ิ
ิ
ไดอธบายใหเห็นถึงสงเขาใจผิดของมนุษยวาส่งสมมติเหลานี ้
่
ิ
ั
ี
ั
ึ
เปนเพียงอัตวิสัยรวมกันเทาน้น ดังน้น อนาธิปไตยท่เกิดข้นจึงไมใช
ทางเลือกเพียงหนทางเดียว แตยังมีหนทางเลือกอ่น ๆ ท่มนุษย
ื
ี
สามารถเลือกได เพียงแตมนุษยตองสรางอัตวิสัยรวมกันขึ้นใหม
่
ุ
ี
ั
ี
ี
ในฐานะทมนษยเปนสตวทมเหตผลและมหนาท ี ่
ุ
่
ี
ี
ท่พึงกระทําตอกันในฐานะสัตวสังคม และในฐานะท่มนุษย
ี
ึ
เปนสัตวท่ตองเชิดชูคุณความดีภายในตนซ่งตองอาศัยสังคม
ี
ู
ื
ู
ท่ตางตระหนักรถึงความสําคัญของผอ่น โดยการสรางอัตวิสัย
ี
ั
รวมกันใหมน้น มนุษยในสังคมตาง ๆ ลวนแลวแตถูกกดทับ
จากพันธนาการท่มาจากวัฒนธรรมและสถาบันทางสังคมเดิม
ี
ู
ซ่งการปลดปลอยพันธนาการเหลาน้ มนุษยพงเขาใจใหถก
ึ
ึ
ี
และปรับเปล่ยนกระบวนทัศนภายในจิตใตสํานึกของตนใหม
ี
่
ี
ี
ผานกรอบจริยศาสตรของมิลลและคานตดวยเคร่องมือทเรยกวา
ื
ี
ู
การศึกษา ท่กอใหเกิดการเรียนรท่มีประสิทธิผล คือการศึกษา
ี
ี
ท่กอใหเกิดการเรียนรเหตุผลบริสุทธ์ (Pure Reason) และสงเสริม
ิ
ู
การเรียนรูเหตุผลผานการปฏิบัติ (Practical Reason)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
134
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
บรรณานุกรม
ณรงค เส็งประชา. มนุษยกับสังคม. พิมพครั้งที่ ๓. กรุงเทพ ฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮาส, ๒๕๓๘.
สมพงศ ชูมาก . ความสัมพันธระหวางประเทศยุคปจจุบัน (ทศวรรษ ๑๙๙๐ สูทศวรรษแรกแหงศตวรรษ
ที่ ๒๑) กรุงเทพฯ : สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑.
วีรฉัตร สุปญโญ. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย. เอกสารประกอบการสอน วิชา ๒๗๕๐๘๖๓
การศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อสงเสริมการเรียนรูตลอดชีวิตในองคกร.
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๖๑.
อาชัญญา รัตนอุบล. แนวคิดการสงเสริมการศึกษาตลอดชีวิตในสังคมไทย. กรุงเทพฯ:
โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๖๒.
Alexander Wendt, “Anarchy is What State Make of It: The Social Construction of Power
Politics”, International Organization, Vol.46, No.2. (Spring, 1992).
Aggrawall, R.C. Principle of political Science. New Delhi : S. Ch. And Company Ltd. 1976.
Bandura , Albert . (1986) Social foundations of thought and action : A social cognitive
theory .Englewood Cliffs ,New Jersey : Prentice – Hall
Collingwood, R.G. Economics as aPhilosophical Science , International Journal of Ethics
35 ,reprinted in Essays in Essays in Political Philosophy : R.G.Collingwood ,edited
with an Introduction by David Boucher , (Oxfod:Clarendon Press :1989)
Delanty, G. (1997). Social Science: Beyond Constructivism and Realism. Buckingham: Open
University Press .
Kuhn, T.S.1962. The Structure of Scientifi c Revolutions. Chicago : University of Chicago Press
Searle, J. (1995). Construction of Social Reality. New York: Free Press
Piaget, J. (1986). The construction of reality in the child. N.Y.: Ballantine Books.
Vygotsky LS. Mind in Society: The Development of Higher Psychological Processes.
Cambridge: Harvard University Press; 1978.
เอกสารอางอิง
ื
ึ
ู
๑ ผลประโยชน เปนส่งท่มนุษยสรรสรางข้นเพ่อใหสังคมมนุษยรวมกันอยไดตามโครงสรางอํานาจ
ิ
ี
และหนาที่ที่ไดรับมอบหมาย โดยใชผลประโยชนที่ไดรับจากการทําหนาที่เปนแรงขับสังคม
ึ
ึ
ู
๒ อัตลักษณ คือความรสึกนึกคิดตอตนเองวา “ฉันคือใคร” ซ่งจะเกิดข้นจากการปฏิสังสรรค
ระหวางตัวเรากับคนอื่น โดยผานการมองตัวเองและคนอื่นมองเราในขณะนั้น (ณรงค, ๒๕๓๘.)
ู
ื
ั
๓ ทฤษฎีการเรียนรตามแนวปรัชญาการศึกษาสรรสรางนิยม ต้งอยบนพ้นฐานความเช่อวา
ื
ู
ู
ู
ู
ู
ึ
การเรียนรเปนกระบวนการท่เกิดข้นภายในของผเรียน โดยผเรียนเปนผสรางความรจาก
ู
ี
ี
ิ
ความสมพนธระหวางสงทพบเห็นกบประสบการณเดมทมมากอนมาสรางเปนโครงสราง
่
ั
ั
ิ
ี
่
ี
่
ั
ทางปญญา (Cognitive Structure) (Piaget, 1986).
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 135
๔ การที่มนุษยตางเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ การใหคุณคา มองเห็นและเขาใจรวมกันได
ึ
ื
โดยปราศจากการตีความของตน เชน เม่อทุกคนตางมองกอนหินกอนหน่ง ลวนตางเขาใจรวมกัน
ทันที่วาสิ่งที่เห็นคือกอนหิน
ื
ู
๕ ทฤษฎีการเรียนรทางสังคมของอัลเบิรต แบนดูรา (Bandura, 1986) เช่อวาการเรียนร ู
ื
ของมนุษยสวนมากเปนการเรียนรโดยการสังเกตหรือการเลียนแบบ เน่องจากมนุษย
ู
ี
ู
ี
ู
ิ
ั
ิ
มีปฏิสัมพันธกับส่งแวดลอมท่อยรอบ ๆ ตัวอยเสมอท้งส่งแวดลอมในลักษณะท่เปนสังคม
ี
ี
ิ
ู
มนุษยและส่งแวดลอมท่เปนวัตถุ โดยผเรียนตองสามารถท่จะประเมินไดวาตนเลียนแบบไดด ี
หรือไมดีอยางไร และจะตองควบคุมพฤติกรรมของตนเองไดดวย แบนดูราจึงสรุปวา การเรียนรู
โดยการสังเกตจึงเปนกระบวนการทางการรูคิดหรือพุทธิปญญา
๖ การใชเหตุผลภาคทฤษฎีตอปญหาทางศีลธรรมในสังคมวาส่งตาง ๆ เหลาน้นเปนส่งใด ถูกตอง
ิ
ั
ิ
ตามระบบเหตุผลที่ไดวางไวหรือไม เชน วัฒนธรรมพุทธที่มีคานิยมวาการใหทานดีตายไปจะได
ขึ้นสวรรค เราก็จะใชเหตุผลภาคทฤษฎีอธิบายการกระทํานั้นวาดี
๗ การใชเหตุผลภาคปฏิบัติตอปญหาศีลธรรมในสังคม เราจะไมสามารถอธิบายเปนทฤษฎีบท
ตามที่สังคมไดกําหนดไวได เพราะเหตุผลภาคปฏิบัติเปนสิ่งที่ไมขึ้นกับคานิยมทางวัฒนธรรม
หรือกฎระเบียบ และไมอางอิงกฎเกณฑทางประสบการณใด ๆ เพียงแตเรามีความสํานึก
ี
ั
ู
ึ
ึ
ํ
ี
้
ิ
ี
ั
่
ื
้
ั
่
ิ
ี
วาสงนนด เพราะเรารสกวามนดโดยไมมเงอนไข เชน การใหทานดเพราะสานกวาส่งนนด ี
ไมเกี่ยวของกับผลหรือสิ่งที่เชื่อวาทําแลวไปสวรรค
ึ
๘ รัฐชาติสมัยใหม เกิดข้นในคริสตศตวรรษท่ ๑๖ ในยุโรปหลังการลมสลายของระบบศักดินา โดยม ี
ี
สนธิสัญญาสันติภาพเวสตฟาเลียป ค.ศ.๑๖๔๘ เปนจุดกําเนิด โดยพัฒนาจากการเมือง
การปกครองที่ผูปกครองฝายโลกพยายามแยกตัวออกจากศาสนจักร แลวตกทอดถึงปจจุบัน
ี
ู
ทุกวันน้มนุษยทุกคนจึงอยภายใตการปกครองของรัฐ อันหมายถึงอยภายใตบุคคลหรือ
ู
กลมบุคคลผถืออํานาจหรือบริหารอํานาจ ในทางกฎหมายระหวางประเทศ “รัฐ” ถือเปน
ู
ุ
บุคคลท่สําคัญมากท่สุด เพราะรัฐถือเปนบุคคลประเภทแรกท่ไดรับการยอมรับกันท่วไป
ี
ี
ั
ี
ในกฎหมายระหวางประเทศวามีขอบเขตของสิทธิ หนาที่ และความรับผิดชอบที่กวางขวาง
ที่สุดในบรรดาบุคคลในกฎหมายระหวางประเทศ (สมพงศ ชูมาก, ๒๕๕๑)
๙ กระบวนทัศน (Paradigm) หมายถึง แบบแผนการคิดหรือทัศนะพื้นฐานในการมองโลกและ
ชีวิต ซึ่งมีเนื้อหาวาดวยความจริงหรือสารัตถะของสรรพสิ่ง โดยกระบวนทัศนจะเปนพื้นฐาน
ึ
ในการกําหนดมโนทัศนของส่งตาง ๆ ในธรรมชาติ (ภาพท่เกิดข้นในใจ) ซ่งอธิบายผานชุดทฤษฎ ี
ึ
ี
ิ
่
ี
ั
ึ
ู
ุ
ท่สอดคลองกับกระบวนทศน นําไปสการเลือกอยางมีเหตผลของมนุษยซงจะแสดงออกสสงคม
ู
ั
ในรูปแบบของพฤติกรรม (Khun , T.S. ,1962)
๑๐ นักวิชาการสรรสรางนิยมไดเสนอหลักคิดสําคัญ ๓ ประการ คือ ความเปลี่ยนแปลงของบริบท
ึ
ี
ในความเปนสังคมผานกระบวนการปฏิสัมพันธ ซ่งประเด็นน้สอดคลองไปในแนวทาง
เดียวกันกับทฤษฎีการเรียนรูทางสังคมของมนุษย ซึ่งอัลเบิรต แบนดูรา กลาววา “ การเรียนรู
ั
ั
ของมนุษยน้นเกิดจากพฤติกรรมบุคคลน้นมีการปฏิสัมพันธ (Interaction) อยางตอเน่อง
ื
ระหวางบุคคลนั้น (Person) และสิ่งแวดลอม (Environment)” (Vygotsky , 1978)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
136
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
๑๑ หลักประชาธิปไตย ๖ สาขา ๑) ทุกคนมีความเสมอภาคทางการเมืองอาชีพ การรับขาวสาร
๒) ทุกคนไดสิทธิคุมครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยไดรับการปฏิบัติเชนเดียวกัน
๓) เชื่อในหลักนิติธรรม ใชกฎหมายโดยไมเลือกปฏิบัติ ๔) เชื่อในหลักของเหตุผล ใชตรรกะ
ี
็
ิ
ู
ื
ื
่
ี
่
ทถกตอง ๕) เชอการมสวนรวมทางการเมอง เชน การแสดงความคดเหน การเลอกผแทน
ื
ู
๖) บริหารโดยเสียงขางมาก แตเปดโอกาสใหเสียงสวนนอยไดตรวจสอบ (Aggrawall, 1976.)
๑๒ อยางไรก็ตาม อนาธิปไตยในแบบ Lockean และ Kantian ลวนตางเปนทางเลือกท่ดีของมนุษย
ี
ึ
ี
ั
ี
ซ่งไมวาจะเลือกแบบใดก็นําไปสสันติภาพท่ย่งยืนไดในฐานะท่บรรลุประสิทธิผล เพียงแตม ี
ู
ประสิทธิภาพที่แตกตางกัน
ั
ู
ื
ี
ี
๑๓ การศึกษาท่แทจริงต้งอยบนความเช่อท่วา การศึกษาคือการสงเสริมใหมนุษยเรียนร ู
ี
ู
ี
ิ
ึ
่
ดวยตนเองตลอดเวลา โดยมธรรมชาติการศกษาทไมยดตดรปแบบใดของการศกษา
ึ
ึ
ู
ื
ู
ุ
วัตถุประสงคการศึกษาเพ่อมงสงเสริมใหมนุษยเขาสกระบวนการเรียนรโดยไมผานอุปสรรค
ใด ๆ ผานกระบวนการศึกษาที่มุงไปสูความคาดหวังของบุคลากรและองคกร สําหรับผลผลิต
(Output) คือสงเสริมใหผูเรียนสามารถตอยอดองคความรูไดดวยตนเอง ผานการชี้นําตนเอง
ี
ู
ู
ใหเรียนรเองได โดยผลลัพธของการเรียนร (Outcome) กอใหผเรยนเกิดความหลงใหล
ู
ู
การเรียนร สําหรับผลกระทบของการศึกษา (Impact) มีท้งตอตนเอง ตอครอบครัว ตอองคกร
ั
ตอสังคม (วีรฉัตร , ๒๕๖๑.)
ี
ู
๑๔ การเรียนรท่แทเกิดข้นภายในตนเอง (ในตัวของมนุษย) อยตลอดเวลา โดยธรรมชาติการเรียนร ู
ึ
ู
เกิดขึ้นในตนไดทุกที่ทุกสถานการณดวยการผานการไตรตรอง และการลงมือกระทําดวยตนเอง
ี
ึ
วัตถุประสงคการเรียนรเพ่อเขาใจเหตุผลในปรากฏการณตาง ๆ ท่เกิดข้นรอบตัว เชน
ื
ู
ปรากฏการณทางสังคม และสามารถนําความรไปใชประโยชนแกตนเองได ผานกระบวนการ
ู
เรียนรมงไปสความคาดหวังของตนและองคกร ผลผลิตของการเรียนร (Output) ตนเอง
ู
ู
ู
ุ
ั
ู
ํ
ี
ี
ู
สามารถตอยอดองคความรไดดวยตนเองผานการช้นาตนเองใหเรยนรเองได ผลลพธของ
ู
ู
ู
การเรียนร (Outcome) เกิดเจตพิสัย (Affective Domain) ใฝร จนนําไปสการพัฒนา
พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) และทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) ของตนเอง
ผลกระทบของการเรียนรู (Impact) ตอตนเอง ตอครอบครัว ตอองคกร ตอสังคม (อาชัญญา,
๒๕๖๒.)
๑๕ จริยศาสตรของคานต คานตเช่อวาสิทธิในการกําหนดตนเองของบุคคลและของรัฐเปนสิทธ ิ
ื
ข้นพ้นฐานท่สุดท่ไมอาจละเมิดได ซ่งความคิดน้มีฐานจากความคิดท่วามนุษยแตละคนมีอิสระ
ี
ื
ี
ั
ี
ี
ึ
ทางศีลธรรมที่สามารถตัดสินดีชั่วถูกผิดไดดวยตนเอง โดยอาศัยเหตุผลเชิงปฏิบัติ (Practical
ึ
ึ
ี
Reason) ดวยเหตุน้ บุคคลหน่งจึงไมมีสิทธิปฏิบัติตออีกบุคคลหน่งในฐานะท่เปนเพียงเคร่องมือ
ื
ี
ั
ี
ื
ื
(Means) เพ่อบรรลุเปาหมายบางอยางของตน แตตองเคารพบุคคลอ่นในฐานะท่เขาเหลาน้น
ื
ึ
คือเปาหมายในตัวเขาเอง (End) ซ่งหมายถึงการใหเขามีอิสระในการตัดสินใจในเร่อง
ที่เกี่ยวของกับตัวเขาเอง (Immanuel Kant , 1981)
๑๖ โลกในความหมายของนักวิชาการสรรสรางนิยมใหความสําคัญกับโครงสรางทางความคิด
ของมนุษย สังคมมนุษย แตในขณะที่ทฤษฎีกระแสหลักใหความสําคัญกับโครงสรางทางวัตถุ
เปนหลัก
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 137
การประชุม ผบ.ทร.อาเซียน ผ่านระบบทางไกล
ครั้งที่ ๑๔ เมื่อ ๕ พ.ย.๖๓
TH
THE 14 ASEAN NAVY CHIEFS’ MEETING
การประชุม ผบ.ทร.อาเซียน ผ่านระบบทางไกล
ครั้งที่ ๑๔ เมื่อ ๕ พ.ย.๖๓ Áô¡·Ò§¤ÇÒÁ¤Ô´¢Í§à¨éҨѡÃÇÃôÔ
µèÍ¡ÒÃÊÃéÒ§ÊѹµÔÀÒ¾âÅ¡»Ñ¨¨ØºÑ¹
¹ÒÇÒàÍ¡ ´Ã.ËÑÊäªÂÞ ÁÑ觤Ñè§
Ãͧ¼ÙŒÍíҹǡÒáͧÇÔªÒàʹҸԡÒáԨ
½†ÒÂÇÔªÒ¡Òà ¡ÃÁÂØ·¸ÈÖ¡ÉÒ·ËÒÃàÃ×Í
TH
THE 14 ASEAN NAVY CHIEFS’ MEETING
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 139
บทคัดยอ
บทความนี้มีวัตถุประสงคเพื่อตอบคําถามวา จะอธิบายสันติภาพโลกในปจจุบัน
ี
จากมุมมองของสํานักอังกฤษไดอยางไร โดยสํานักอังกฤษมีฐานความคิดอยท่กฎธรรมชาต ิ
ู
ึ
และระเบียบในสังคมระหวางประเทศ ซ่งเปนมรดกตกทอดมาจากประวัติศาสตรของ
ี
ิ
อังกฤษในยุคจักรวรรดินิยมในครสตศตวรรษท่ ๑๙ และไดรับการสานตอโดยสหรัฐอเมริกา
ื
ี
ั
หลังสงครามโลกคร้งท่ ๒ และสงครามเย็นในนามของระเบียบโลกเสรี เคร่องมือสําคัญ
ของการรักษาระเบียบโลกเสรีไวมีท้งกําลังรบ โดยเฉพาะสมุททานุภาพ และกลไกเสรีนิยม
ั
ระหวางประเทศ ไดแก ระบบทุนนิยมเสรี ระบอบประชาธิปไตย และองคการระหวางประเทศ
ซ่งสรุปเปนแนวคิดเสรีนิยม และเม่อพิจารณาการกาวข้นมาเปนมหาอํานาจของจีนแลว
ื
ึ
ึ
ู
จะพบวา ถึงแมระบอบการปกครองของจีนจะยังคงเปนสังคมนิยมคอมมิวนิสตอยก็ตาม
จีนจําเปนตองอาศัยระเบียบโลกเสรีในการเติบโตในอนาคต เพราะในโลกยุคปจจุบัน
แนวคิดเสรีนิยมถือเปนอุดมการณทางการเมืองสุดทายของมนุษยชาติ
ึ
สันติภาพโลกในปจจุบันข้นอยกับปจจัยหลัก ๒ ประการ ไดแก อํานาจ
ู
๑
ื
กับจริยธรรมในการเมืองระหวางประเทศ อํานาจเปนปจจัยเบ้องตนท่ขับเคล่อนนโยบาย
ี
ื
ื
ตาง ๆ ของรัฐใหปรากฏเปนจริง เชน จีนใชอํานาจทางการทหารและการเงินเพ่อสราง
เกาะเทียมในทะเลจีนใต สหรัฐฯ ใชอํานาจทางการทหารรักษาอุดมการณเสรีนิยมในชวง
ี
ั
ี
ึ
สงครามโลกคร้งท่ ๒ เปนตน แตมีอํานาจอีกแบบหน่งท่มีผลตอความคิดทางการเมือง
ของผูคนในโลก เชน เสรีภาพ ประชาธิปไตย เปนตน อํานาจแบบนี้เกี่ยวของกับจริยธรรม
ในการเมืองระหวางประเทศ เพราะมนุษยตองการเหตุผลและความสุขในการดํารงชีวิต
ึ
รัฐมีหนาท่สรางความสุขใหเกิดข้นกับประชาชนของตนเอง ดังน้น จริยธรรมระหวาง
ั
ี
ประเทศจึงมีความหมายในแงท่เปนหลักการ หรือขอตกลงรวมกันระหวางรัฐตาง ๆ
ี
เพื่อการอยูรวมกันอยางสันติ และเกิดความมั่นคงระหวางประเทศอยางยั่งยืน
ี
บทความน้ตองการช้ใหเห็นวา “สันติภาพระหวางประเทศเปนมรดกตกทอด
ี
ั
ิ
ิ
ั
ํ
จากการสรางจกรวรรดองกฤษ จากการผสมผสานระหวางอานาจกบจรยธรรมจนเกด
ั
ิ
เปนระเบียบ (Order) ในสังคมระหวางประเทศข้น และแสดงออกใหเห็นผานกลไก
ึ
ในการเมืองระหวางประเทศ ท่ไดรับการสานตอโดยระเบียบโลกเสรีแบบอเมริกัน”
ี
ั
ั
ี
ทฤษฎท่อธบายสนติภาพระหวางประเทศดงกลาว รจักกนดในชอของ “สานกอังกฤษ
ํ
่
ื
ิ
ั
ี
ั
ู
ี
ี
(The English School)” ในสาขาความสัมพันธระหวางประเทศท่มองภาพของโลก
ิ
เปนองครวมแลวคอย ๆ อธบายปรากฏการณตาง ๆ ในการเมืองระหวางประเทศ
จากภาพรวมนั้น
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
140
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ประเด็นตาง ๆ ในบทความนี้ประกอบดวย ประเด็นแรก แนวคิดเรื่องระเบียบ
ึ
ในทฤษฎีสํานักอังกฤษ ซ่งจะใหความหมายของระเบียบในสังคมระหวางประเทศและมุมมอง
็
ิ
ี
ํ
ั
ั
ของสานักองกฤษตอสนติภาพโลก ประเดนท่สอง ประวัตศาสตรการครองความเปนเจา
ิ
ของอังกฤษและสหรัฐฯ ภายใตแนวคิดเสรีนิยมโดยเร่มจากกําเนิดของจักรวรรดิอังกฤษ
ระเบียบการคาเสรี ประชาธิปไตย และการใชสมุททานุภาพในการรักษาระเบียบดังกลาว
ี
ึ
และจบท่การกาวข้นมาครองความเปนเจาของสหรัฐฯ ประเด็นสุดทาย แนวคิดเสรีนิยม
ี
ในระเบียบโลกเสรีของสหรัฐฯ สวนน้จะฉายภาพเหรียญสองดานของการครองความเปนเจา
ึ
ของสหรัฐฯ ดานหน่งเปนภาพของผยึดม่นในเสรีนิยมและอุทิศตนเองเพ่อรักษาระเบียบน ้ ี
ื
ู
ั
ี
ู
ึ
เอาไว อีกดานหน่งเปนภาพของผสรางจักรวรรดิเสรีนิยมท่มีตนแบบมาจากอังกฤษและ
ู
ั
ั
ํ
้
ิ
ี
่
ั
ี
ใชกาลงทหารในการทาใหจกรวรรดนคงอยไดตอไป และภาพอนาคตความขดแยงทม ี
ํ
กับจีนซึ่งกําลังกาวขึ้นมาทาทายระเบียบโลกแบบเสรีนิยมนี้
สํานักอังกฤษกับระเบียบในสังคมระหวางประเทศ
หนังสือเลมสําคัญของสํานักอังกฤษชื่อ The Anarchical Society: A Study
๒
of Order in World Politics เขียนโดย เฮดลีย บูลล วัตถุประสงคของบูลลในการเขียน
ึ
ี
ื
ื
ตําราเลมน้ข้นเพ่อศึกษาธรรมชาติของระเบียบในการเมืองโลก โดยตอบคําถามพ้นฐาน
๓ ประการ ซ่งเปนคําถามหลักของแตละสวน ไดแก ระเบียบในการเมืองโลกคืออะไร
ึ
มีวิธีการอยางไรในการรักษาระเบียบในการเมืองโลกไวภายใตระบบรัฐอธิปไตยในปจจุบัน
ี
ู
และระบบรัฐอธิปไตยในปจจุบันยังเปนหนทางท่เปนไปไดในระเบียบโลกอยหรือไม
ี
ี
ี
ในท่น้จะพิจารณาตอบคําถามขอแรก ท่วาดวยธรรมชาติของระเบียบในการเมืองโลก
เทานน โดยจะแยกประเด็นออกเปน ๓ ประการ ไดแก แนวความคิดเร่องระเบียบ
ื
ั
้
ื
ึ
ในการเมองโลกเปนอยางไร การเมืองโลกมีระเบียบปรากฏข้นจริงหรือไม การดํารงไว
ซึ่งระเบียบในการเมืองโลกทําอยางไร
ิ
ิ
ี
ิ
ั
การศึกษาการเมืองโลกตองเร่มดวยการต้งคําถามวาส่งน้คืออะไร บูลลเร่มตน
ั
ดวยการใหความหมายกับระเบียบในชีวิตทางสังคม จากน้นก็จะเปนระเบียบในระบบรัฐ
และสุดทายระเบียบในการเมืองโลกตอไป โดยท่วไปการท่ส่งใดก็ตามมีระเบียบ
ี
ิ
ั
ั
ี
ิ
จะหมายความวาสวนตาง ๆ ของส่งน้นมีรูปแบบความสัมพันธบางอยางท่มีหลักการ
ี
ู
ั
ู
รองรับอย เชน หนังสือท่จัดเรียงอยบนช้นวางแสดงใหเห็นวามีระเบียบ แตหากจะกลาว
ถึงระเบียบในชีวิตทางสังคม จะหมายถึงรูปแบบเฉพาะของพฤติกรรมทางสังคมมนุษย
ี
การท่สังคมมนุษยอยในสภาวะสงครามระหวางกันตลอดเวลา แมวาจะมีรูปแบบชัดเจน
ู
แตในที่นี้ไมถือวาเปน “ระเบียบ” ที่หมายถึง แตจะเรียกวา “ความไรระเบียบ” มากกวา
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 141
จากนิยามของระเบียบในชีวิตทางสังคม ระเบียบในระบบรัฐสามารถใหความหมาย
ไดวาเปนรูปแบบเฉพาะของพฤติกรรมทางสังคมของรัฐหรือสังคมระหวางประเทศ
ประเด็นสําคัญคือ “รัฐ (State)” คืออะไร ความหมายพ้นฐานของรัฐ คือชุมชน
ื
ี
ิ
่
ทางการเมืองทเปนอสระซงมีรฐบาล มอานาจอธปไตยเหนอดนแดนหนง ๆ บนโลก
่
ึ
่
ี
ิ
ั
ื
ิ
ํ
ึ
ั
ุ
และเหนือประชาชนกลมหน่งเรียกวา “อธิปไตยภายใน” นอกจากน้นรัฐยังมี “อธิปไตย
ึ
ภายนอก” ซ่งหมายถึงการมีเอกราชจากอํานาจใด ๆ ภายนอกรัฐ ตัวอยางเชน นครรัฐ
ึ
กรีกโบราณ รัฐ - ชาติสมัยใหม เปนตน ระบบรัฐหรือระบบระหวางประเทศ (International
ั
System) จะเกิดข้นเม่อรัฐต้งแตสองรัฐข้นไปมีปฏิสัมพันธกันมากเพียงพอ จนกอใหเกิด
ื
ึ
ึ
ี
ี
ผลกระทบตอการตัดสินใจของกันและกัน และเปนเหตุใหรัฐเหลาน้มีพฤติกรรมท่ถือวา
ึ
ี
เปนสวนหน่งของภาพรวมในระบบ เชน อาจจะมีรัฐในอเมริกามากมายกอนท่โคลัมบัส
จะคนพบทวีปนี้ แตยังไมถือวารัฐเหลานี้เปนระบบรัฐเหมือนกับรัฐตาง ๆ ในยุโรปในชวงเวลา
เดียวกัน เชนเดียวกันกับรัฐในจีนชวง ๔๘๑ - ๒๒๑ ปกอนคริสตกาล ไมไดเปนระบบระหวาง
ประเทศเหมือนกับรัฐตาง ๆ ในกรีซและเมดิเตอรเรเนียนในชวงเวลาเดียวกัน เปนตน
อยางไรก็ตาม ระบบรัฐเปนเพียงรูปแบบความสัมพันธระหวางรัฐท่ยังไมเกิด
ี
ั
ั
“เปาหมายหรือคณคา” ระหวางกนมากเพียงพอทจะทําใหรัฐตาง ๆ มองเหนวามีพฒนาการ
ุ
่
็
ี
ทางสังคมจากการมารวมกัน และเช่อมตอกันดวยผลประโยชนตางตอบแทนระหวางกัน
ื
รื่องสังคมอนาธิปไตยของเฮดลีย บูลล
ภาพตําราเรื่องสังคมอนาธิปไตยของเฮดลีย บูลล
ภาพตําราเ
ที่มา : https://link.springer.com/book/10.1007%2F978-1-349-24028-9
ที่มา : https://link.springer.com/book/10.1007%2F978-1-349-24028-9 จนทําให “ระบบรัฐ” กลายเปน “สังคมรัฐ” ในที่สุด ดังนั้น สังคมรัฐหรือสังคมระหวาง
ประเทศ (International Society) จึงเกิดขึ้นเมื่อรัฐกลุมหนึ่งตางสํานึกวามีผลประโยชน
ั
่
ี
ั
ั
ื
ั
ุ
ั
ํ
ดังนั้น ระเบียบในชีวิตทางสังคมของมนุษยจะเปนรูปแบบเฉพาะที่จะนําไปสู “เปาหมาย และเปาหมายหรอคณคารวมกน และมารวมตวกนโดยยอมทจะจากดตวเองภายใต
ี
หรือคุณคา” บางอยาง คําถามคือเปาหมายที่วานี้คืออะไร บูลลยกตัวอยางแนวความคิด กฎเกณฑและสถาบันทางการเมืองบางประการรวมกัน ตัวอยางสังคมรัฐท่เห็นไดชัดเจน
ึ
เร่องระเบียบของเซนตออเกิสทีนวาหมายถึง “ธรรมชาติของแตละสวนซ่งจะเหมาะสม คือ รัฐตาง ๆ ในสหภาพยุโรปหรือในประชาคมอาเซียน หากพิจารณาเปรียบเทียบ
ื
“ระบบรัฐ” กับ “สังคมรัฐ” แลวจะพบวาการจะเกิดสังคมรัฐไดตองมีระบบรัฐเกิดข้น
ึ
ี
ตามทาทีท่ดีของตนเอง” นิยามน้มีปญหา เพราะคําวาดีหรือเหมาะสมในท่น้เปนไป มากอน เพราะการท่รัฐจะมีผลประโยชนและเปาหมายหรือคุณคารวมกันจะตองม ี
ี
ี
ี
ี
ั
เพ่ออะไร เชน ระบอบเกากอนปฏิวัติฝร่งเศส (Ancien Régime) กับระบอบหลังเกิด ปฏิสัมพันธระหวางกันเสียกอน เชน ตุรกี จีน ญ่ปน เกาหลี และสยาม เปนสวนหน่ง ึ
ื
ี
ุ
ั
ั
การปฏิวัติฝร่งเศส (Revolutionary France) น้นตางมีเปาหมายหรือคุณคาทางสังคม ของระบบระหวางประเทศในยุคอาณานิคมยุโรป กอนจะกลายเปนรัฐในสังคมระหวาง
ี
ท่ตางกัน อยางไรก็ตาม เปาหมายหรือคุณคาทางสังคมท่เปนพ้นฐานในการท่จะทํา ประเทศในยุคจักรวรรดินิยมยุโรป เปนตน ดังน้น ระเบียบระหวางรัฐจึงมีเง่อนไขสําคัญ
ี
ี
ื
ื
ั
ใหชีวิตทางสังคมมีระเบยบไดมีอยูดวยกัน ๓ ประการ ไดแก หลักประกันความปลอดภัย อยท่รัฐตาง ๆ ตองมีสํานึกถึงการเปนสังคมรัฐท่มีเปาหมายบางประการรวมกัน ในท่นี ้
ี
ี
ี
ี
ู
จากการบาดเจ็บลมตาย หลักประกันวาเมื่อมีการทําสัญญาแลวตองทําตาม และหลักประกัน บลลระบวารฐตาง ๆ ตองมเปาหมายในการรกษา ๑) ระบบและสงคมรฐ ๒) เอกราช
ั
ั
ู
ุ
ั
ั
ี
ี
วาทรัพยสินของตนเองมีความม่นคง บูลลเรียกเปาหมายท้งสามขอเหลาน้วา เปาหมาย ของรัฐตาง ๆ ในสังคมรัฐ และ ๓) สันติภาพ สุดทายรัฐตาง ๆ ยังตองการจํากัด
ั
ั
ิ
ี
่
ึ
้
พนฐานท่เปนสากลของชวิตทางสังคม ซงสามารถยอไดเปนเปาหมายเร่องชีวต (Life) การใชกําลงระหวางกัน ทําตามสัญญาท่ใหไวแกกัน และเคารพเขตอํานาจอธปไตย
ี
ื
ั
ี
ิ
ื
เรื่องความจริง (Truth) และเรื่องทรัพยสิน (Property) ของกันและกัน ซึ่งจะทําใหเกิดระเบียบระหวางรัฐไดในที่สุด
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
142 143
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
จากนิยามของระเบียบในชีวิตทางสังคม ระเบียบในระบบรัฐสามารถใหความหมาย
ไดวาเปนรูปแบบเฉพาะของพฤติกรรมทางสังคมของรัฐหรือสังคมระหวางประเทศ
ประเด็นสําคัญคือ “รัฐ (State)” คืออะไร ความหมายพ้นฐานของรัฐ คือชุมชน
ื
่
ึ
ี
ิ
ี
่
ั
ิ
ึ
่
ื
ี
ํ
ิ
ทางการเมืองทเปนอสระซงมรฐบาล มอานาจอธปไตยเหนอดนแดนหนง ๆ บนโลก
และเหนือประชาชนกลมหน่งเรียกวา “อธิปไตยภายใน” นอกจากน้นรัฐยังมี “อธิปไตย
ึ
ุ
ั
ภายนอก” ซ่งหมายถึงการมีเอกราชจากอํานาจใด ๆ ภายนอกรัฐ ตัวอยางเชน นครรัฐ
ึ
กรีกโบราณ รัฐ - ชาติสมัยใหม เปนตน ระบบรัฐหรือระบบระหวางประเทศ (International
ั
ื
ึ
ึ
System) จะเกิดข้นเม่อรัฐต้งแตสองรัฐข้นไปมีปฏิสัมพันธกันมากเพียงพอ จนกอใหเกิด
ี
ี
ผลกระทบตอการตัดสินใจของกันและกัน และเปนเหตุใหรัฐเหลาน้มีพฤติกรรมท่ถือวา
ึ
เปนสวนหน่งของภาพรวมในระบบ เชน อาจจะมีรัฐในอเมริกามากมายกอนท่โคลัมบัส
ี
จะคนพบทวีปนี้ แตยังไมถือวารัฐเหลานี้เปนระบบรัฐเหมือนกับรัฐตาง ๆ ในยุโรปในชวงเวลา
เดียวกัน เชนเดียวกันกับรัฐในจีนชวง ๔๘๑ - ๒๒๑ ปกอนคริสตกาล ไมไดเปนระบบระหวาง
ประเทศเหมือนกับรัฐตาง ๆ ในกรีซและเมดิเตอรเรเนียนในชวงเวลาเดียวกัน เปนตน
อยางไรก็ตาม ระบบรัฐเปนเพียงรูปแบบความสัมพันธระหวางรัฐท่ยังไมเกิด
ี
ี
“เปาหมายหรือคณคา” ระหวางกนมากเพียงพอทจะทําใหรัฐตาง ๆ มองเหนวามีพฒนาการ
ั
่
ั
็
ุ
ื
ทางสังคมจากการมารวมกัน และเช่อมตอกันดวยผลประโยชนตางตอบแทนระหวางกัน
ภาพตําราเรื่องสังคมอนาธิปไตยของเฮดลีย บูลล
ที่มา : https://link.springer.com/book/10.1007%2F978-1-349-24028-9 จนทําให “ระบบรัฐ” กลายเปน “สังคมรัฐ” ในที่สุด ดังนั้น สังคมรัฐหรือสังคมระหวาง
ประเทศ (International Society) จึงเกิดขึ้นเมื่อรัฐกลุมหนึ่งตางสํานึกวามีผลประโยชน
ํ
ั
และเปาหมายหรอคณคารวมกน และมารวมตวกนโดยยอมทจะจากดตวเองภายใต
ี
่
ั
ั
ั
ื
ั
ุ
ี
กฎเกณฑและสถาบันทางการเมืองบางประการรวมกัน ตัวอยางสังคมรัฐท่เห็นไดชัดเจน
คือ รัฐตาง ๆ ในสหภาพยุโรปหรือในประชาคมอาเซียน หากพิจารณาเปรียบเทียบ
“ระบบรัฐ” กับ “สังคมรัฐ” แลวจะพบวาการจะเกิดสังคมรัฐไดตองมีระบบรัฐเกิดข้น
ึ
ี
มากอน เพราะการท่รัฐจะมีผลประโยชนและเปาหมายหรือคุณคารวมกันจะตองม ี
ุ
ปฏิสัมพันธระหวางกันเสียกอน เชน ตุรกี จีน ญ่ปน เกาหลี และสยาม เปนสวนหน่ง ึ
ี
ของระบบระหวางประเทศในยุคอาณานิคมยุโรป กอนจะกลายเปนรัฐในสังคมระหวาง
ื
ั
ประเทศในยุคจักรวรรดินิยมยุโรป เปนตน ดังน้น ระเบียบระหวางรัฐจึงมีเง่อนไขสําคัญ
อยท่รัฐตาง ๆ ตองมีสํานึกถึงการเปนสังคมรัฐท่มีเปาหมายบางประการรวมกัน ในท่นี ้
ี
ู
ี
ี
ู
ั
ุ
ั
ี
บลลระบวารฐตาง ๆ ตองมเปาหมายในการรกษา ๑) ระบบและสงคมรฐ ๒) เอกราช
ั
ั
ของรัฐตาง ๆ ในสังคมรัฐ และ ๓) สันติภาพ สุดทายรัฐตาง ๆ ยังตองการจํากัด
ั
ี
ิ
การใชกําลงระหวางกัน ทําตามสัญญาท่ใหไวแกกัน และเคารพเขตอํานาจอธปไตย
ของกันและกัน ซึ่งจะทําใหเกิดระเบียบระหวางรัฐไดในที่สุด
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 143
ั
ุ
ั
ั
้
ั
ั
ิ
สงคมระหวางประเทศในปจจบน เปนสงคมของรฐสมยใหม และตงแตเกด
ั
ึ
ระบบรัฐสมัยใหมข้นมา มีสํานักคิด ๓ สํานัก ท่อธิบายสังคมระหวางประเทศ ไดแก
ี
๑) สัจนิยมแบบฮอบส ท่มองการเมืองระหวางประเทศวาเปนสภาวะสงครามระหวาง
ี
ุ
ื
่
ิ
ประเทศตาง ๆ ๒) สากลนยมแบบคานต ทมองการเมองระหวางประเทศวาเปนชมชน
ี
ของมนุษยชาติ และ ๓) นานาชาตินิยมแบบโกรติอุส ท่มองการเมืองระหวางประเทศ
ี
วาเปนสังคมของประเทศตาง ๆ
สํานักแรก คือ สัจนิยมแบบฮอบส อธิบายความสัมพันธระหวางประเทศวา
ี
เปนสภาวะสงคราม ปฏิสัมพันธจึงออกมาในรูปของความขัดแยงลวน ๆ ท่เปน
เกมศนย (Zero-Sum) คอแตละประเทศสนใจแตผลประโยชนของตนเอง โดยไมเกยวของ
่
ื
ี
ู
ื
กับผลประโยชนของประเทศอ่น การแสวงหาผลประโยชนน้นเปนอิสระจากกฎศีลธรรม
ั
ื
ั
ี
ั
ี
ี
ใด ๆ มเพยงกฎเดียวเทานนท่ยอมรบไดคอ กฎของความรอบคอบ (Prudence) และ
้
ึ
การไดผลประโยชนเฉพาะหนา (Expediency) ขอตกลงใด ๆ หากทําข้นก็ลมเลิกได
หากขัดตอผลประโยชนที่อยูตรงหนา
ื
ํ
ั
ั
ิ
ิ
สานกทสอง คอ สากลนยมแบบคานต อธบายความสมพนธระหวางประเทศ
่
ั
ี
ื
ึ
วาเปนความสัมพันธทางสังคมของมนุษยในลักษณะขามพรมแดน ซ่งเช่อมโยงปจเจกบุคคล
ี
ท่เปนประชาชนหรือพลเมืองของรัฐเขาดวยกัน ผลประโยชนของมนุษยทุกคนเหมือนกัน
เปนหนงเดยว ปฏสมพนธจงออกมาในรปของความรวมมอลวน ๆ ซงเปนเกมททกฝาย
่
ี
ึ
่
ุ
ั
ี
ิ
ึ
ู
ั
ื
ึ
่
ไดรวมกัน (Non-Zero Sum) และมีกฎศีลธรรมสากลในการจํากัดพฤติกรรมของรัฐ
ี
ี
แตกฎศีลธรรมน้ไมไดเปนไปเพ่อใหรัฐตาง ๆ อยรวมกันอยางสันติ แตเปนไปเพ่อเปล่ยนโลก
ื
ู
ื
ใหเปนสังคมของมนุษยชาติ
ภาพความรวมมือระหวางประเทศ
ที่มา : https://www.matichon.co.th/lifestyle/news
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
144
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
ู
ี
สํานักสุดทาย คือ นานาชาตินิยมแบบโกรติอุส เปนแนวคิดท่อยตรงกลาง
ี
ระหวางสัจนิยมแบบฮอบสกับสากลนิยมแบบคานต โดยท่โกรติอุสอธิบายการเมือง
ั
ั
ี
ั
ื
ั
ระหวางประเทศวา เปนสงคมแหงรฐหรอสงคมระหวางประเทศ รฐมกฎและสถาบน
ั
รวมกัน ไมใชอยในสภาวะสงครามอยางท่ฮอบสกลาวไว ขณะเดียวกันรัฐก็เปนตัวแสดงหลัก
ู
ี
ในการเมืองระหวางประเทศ ไมใชปจเจกบุคคลอยางท่คานตกลาวไว และในความเปนจริง
ี
ู
ื
แนวคิดเร่องสังคมระหวางประเทศของโกรติอุส ก็ปรากฏใหเห็นอยในระบบรัฐสมัยใหม
รวม ๓ - ๔ คริสตศตวรรษที่ผานมา
ั
ั
จากน้นบูลลใชกรอบแนวคิดท้งสามสํานักวิเคราะหประวัติศาสตรแลวพบวา
มีสังคมระหวางประเทศเกิดขึ้นมาตลอด ตั้งแตคริสตศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๗ มีสังคมระหวาง
ประเทศแบบคริสเตียนเกิดข้น ชวงคริสตศตวรรษท่ ๑๘ - ๑๙ มีสังคมระหวางประเทศ
ึ
ี
ี
ึ
ึ
แบบยุโรปเกิดข้น และคริสตศตวรรษท่ ๒๐ เกิดสังคมระหวางประเทศระดับโลกข้นมา สําหรับ
ภาพความจริงของสังคมระหวางประเทศ ระบบรัฐสมัยใหมมีองคประกอบของแนวคิด
ื
ื
ั
ู
ั
ท้งสาม ท้งเร่องสงครามและการตอสด้นรนเพ่ออํานาจระหวางรัฐ เชน ชวงสงครามการคา
ิ
และลาอาณานิคมปลายคริสตศตวรรษท่ ๑๗ ถึงคริสตศตวรรษท่ ๑๘ โดยมีฮอลแลนด
ี
ี
ื
ู
ฝร่งเศส และอังกฤษเปนผนําเพ่อผูกขาดการคาโดยอาศัยสมุททานุภาพ เร่องความเปน
ื
ั
ึ
ั
หน่งเดียวและความขัดแยงขามพรมแดน เชน ชวงการปฏิรูปศาสนา การปฏิวัติฝร่งเศส
และองคการคอมมิวนิสตสากล และความรวมมือและปฏิสัมพันธภายใตกฎเกณฑของรัฐ
เชน ยุโรปหลังสงครามนโปเลียนจนถึงกอนสงครามโลกครั้งที่ ๑
สําหรับการดํารงไวซ่งระเบียบในการเมืองโลกน้น ระเบียบดังกลาวจะดํารง
ั
ึ
ี
ื
ู
ี
อยไดข้นอยกับความรสึกวา มีผลประโยชนรวมกันท่เก่ยวของกับเปาหมายพ้นฐานของชีวิต
ึ
ู
ู
ทางสังคม กฎเกณฑท่ช้นําพฤติกรรมในการรักษาเปาหมายพ้นฐานเหลาน้นเอาไว และ
ั
ี
ี
ื
ี
สถาบันทางการเมืองท่ชวยใหกฎเกณฑเหลาน้นทํางานไดผลจริง สถาบันทางการเมือง
ั
ในสังคมระหวางประเทศ ไดแก การถวงดุลอํานาจ กฎหมายระหวางประเทศ กลไก
ทางการทูต ระบบการจัดการของประเทศมหาอํานาจ และสงคราม สถาบันทางการเมือง
ั
ระหวางประเทศ ไมใชเร่ององคการหรือเคร่องมือบริหารจัดการเพียงอยางเดียวเทาน้น
ื
ื
ึ
ู
แตยังรวมไปถึงการปฏิบัติเปนนิสัย ซ่งปรับพฤติกรรมของรัฐใหตระหนักรถึงเปาหมาย
หรือผลประโยชนรวมกันในสังคมระหวางประเทศ
ี
ั
ท่กลาวมาท้งหมด เปนการสรุปโดยยอเก่ยวกับแนวคิดเร่องระเบียบในการเมืองโลก
ื
ี
ี
วาคืออะไร มีภาพอะไรบางท่ฉายใหเห็นถึงความจริงในสังคมระหวางประเทศ และ
ี
มีกลไกใดท่จะชวยดํารงรักษาระเบียบโลกเอาไว หากพิจารณาประเด็นเร่องเปาหมาย
ื
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 145
ั
สูงสุดท่รัฐตาง ๆ คาดหวังรวมกันก็เห็นจะไดแกสันติภาพน่นเอง สําหรับสํานักอังกฤษ
ี
่
ู
ิ
่
ั
ั
ิ
สนตภาพเปนสงพงปรารถนาของประเทศตาง ๆ แตปญหาอยทภาพความจรงของสจนยม
ี
ิ
ิ
ึ
ที่มองวา การเมืองโลกเปนสภาวะสงครามที่รัฐตาง ๆ พรอมจะเผชิญหนากัน และสภาวะนี้
ั
ี
ั
ึ
ยงไมหายไปจากโลกน้ ดังน้น การรักษาไวซ่งระเบียบดวยกลไกหรือสถาบันระหวาง
ประเทศตาง ๆ จึงมีความสําคัญท่จะทําใหสันติภาพอันเปนเปาหมายท่พึงปรารถนาน ้ ี
ี
ี
ิ
่
ี
ึ
ั
ี
ิ
ึ
ี
่
ึ
ิ
เกดขนไดจรง ซงสวนทสองจะอธบายถงภาพของระเบยบโลกแบบเสรขององกฤษ
้
และสหรัฐฯ ที่ใชกลไกหรือสถาบันระหวางประเทศทั้งหมดที่สํานักอังกฤษกลาวมาแลว
จากจักรวรรดิอังกฤษสูระเบียบโลกเสรีอเมริกัน
ึ
ึ
ิ
ี
จักรวรรดิอังกฤษเร่มกอตัวข้นในชวงคริสตศตวรรษท่ ๑๖ ซ่งเปนยุคแหงการ
สารวจทางทะเล องกฤษกลายมาเปนมหาอานาจทางทะเล หลงจากการทาสงคราม
ํ
ํ
ํ
ั
ั
ี
ู
ิ
ั
ั
่
กบฝรงเศสและเนเธอรแลนด คแขงการลาอาณานคมในชวงครสตศตวรรษท ๑๗ - ๑๘
่
ิ
และในคริสตศตวรรษท่ ๑๙ - ๒๐ กลายเปนจักรวรรดิท่พระอาทิตยไมเคยตกดิน
ี
ี
ซึ่งหมายความวาอังกฤษมีอาณานิคมอยูทั่วโลก สันติภาพในชวงเวลานี้เรียกวา “สันติภาพ
จากการครองความเปนเจาของอังกฤษ (Pax Britannica)” แตหลังจากสงครามโลก
ท้งสองคร้ง อังกฤษสูญเสียสถานะความเปนมหาอํานาจทางทะเลใหกับสหรัฐฯ
ั
ั
ู
ํ
ั
ขณะเดยวกนกถายทอดมรดกทางความคิดใหกบมหาอานาจใหม ซงมรากฐานอยท ่ ี
ี
ี
่
ึ
็
ั
เสรีนิยมภายใต “สันติภาพจากการครองความเปนเจาของอเมริกา (Pax Americana)”
ั
ื
สันติภาพภายใตการครองความเปนเจาของมหาอํานาจท้งสอง มีความตอเน่องและ
ึ
การเปล่ยนแปลงตลอดมา ในสวนท่สองน้จะฉายภาพมรดกทางความคิด ซ่งถือวาเปน
ี
ี
ี
ระเบียบในสังคมระหวางประเทศตามที่สํานักอังกฤษกลาวไว
๑. กําเนิดและพัฒนาการของจักรวรรดิอังกฤษ
ิ
อังกฤษเร่มมีทาทีในการแสวงหาอาณานิคมและสรางจักรวรรดิของตนเอง
ต้งแตยุคการสํารวจทะเลในคริสตศตวรรษท่ ๑๕ - ๑๖ จากน้นมาอังกฤษก็สราง
ั
ั
ี
ี
จักรวรรดิของตนเองจนกระท่งกลายเปนมหาอํานาจทางทะเลชวงคริสตทศวรรษท่ ๑๙๒๐
ั
ี
ระหวางสงครามโลกคร้งท่ ๑ และคร้งท่ ๒ หลังจากน้นอังกฤษก็คอย ๆ ลดบทบาท
ั
ี
ั
ั
ํ
ิ
ํ
ั
ความเปนมหาอานาจของตนเองลง และเขารวมกบมหาอานาจฝายประชาธปไตย
ในชวงสงครามเย็น ซึ่งไดแก สหรัฐฯ บทความในสวนนี้จะพิจารณากําเนิด และพัฒนาการ
ื
ื
ของจักรวรรดิอังกฤษเพ่อจะนําไปสแนวความคิดเร่องการคาเสรี ประชาธิปไตย และ
ู
สันติภาพภายใตอํานาจทางทะเลของอังกฤษ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
146
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ
จักรวรรดิอังกฤษ ประกอบไปดวย ประเทศราช (Dominions) อาณานิคม
ี
ื
ี
้
ื
่
(Colonies) รัฐในอารักขา (Protectorates) และพนทอ่น ๆ ท่ปกครองหรือบริหาร
โดยสหราชอาณาจักร ตนกําเนิดของจักรวรรดิเร่มจากการมีอาณานิคมโพนทะเล และ
ิ
สถานีการคาซ่งอังกฤษสรางข้นชวงปลายคริสตศตวรรษท่ ๑๖ ถึงตนคริสตศตวรรษท่ ๑๘
ี
ึ
ึ
ี
ในชวงที่จักรวรรดิอังกฤษยิ่งใหญที่สุดนั้นอยูในคริสตศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐ เปนจักรวรรดิ
ท่ใหญท่สุดในประวัติศาสตรของมนุษยชาติ ราวป ค.ศ.๑๙๑๓ จักรวรรดิอังกฤษมีประชากร
ี
ี
๓
ึ
ั
มากกวา ๔๑๒ ลานคน ซ่งถือเปนรอยละ ๒๓ ของประชากรโลกในเวลาน้น และราว
๔
ี
ื
ป ค.ศ.๑๙๒๐ พ้นท่จักรวรรดิอังกฤษครอบคลุม ๓๕.๕ ลานตารางกิโลเมตร ถือเปน
๕
รอยละ ๒๔ ของพ้นท่ทางภูมิศาสตรโลก ดวยเหตุน้ทําใหมรดกทางการเมือง กฎหมาย
ี
ี
ื
ภาษา และวัฒนธรรมของอังกฤษแพรกระจายออกไปอยางกวางขวางและปรากฏใหเห็น
จนถึงทุกวันนี้ ในชวงท่อังกฤษเขาสจุดสูงสุดของอํานาจ จักรวรรดิอังกฤษไดช่อวาเปน
ี
ื
ู
ี
“จักรวรรดิท่พระอาทิตยไมเคยตกดิน” เพราะอังกฤษสามารถขยายพ้นท่อาณานิคมของ
ี
ื
๖
ตนเองออกไปไดรอบโลกและดวงอาทิตยก็ฉายแสงอยูเสมอในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของโลก
ภาพจักรวรรดิอังกฤษ
ที่มา : https://theconversation.com/british-empire-is-still-being-whitewashed-by-
the-school-curriculum-historian-on-why-this-must-change-105250
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 147
ุ
ี
ํ
ุ
ิ
ในยคการสารวจทางทะเลชวงครสตศตวรรษท่ ๑๕ - ๑๖ โปรตเกสและสเปน
ู
เปนผนําการสํารวจดินแดนโพนทะเลและสรางอาณานิคมในตางแดน อังกฤษ ฝร่งเศส และ
ั
เนเธอรแลนดตองการท่จะมีอาณานิคมของตนเองบางเพราะเห็นวาโปรตุเกสและสเปน
ี
ตางก็รํ่ารวยจากการลาอาณานิคม จึงเริ่มสรางอาณานิคมและเครือขายการคาของตนเอง
๗
ในอเมริกาและเอเชย จากนั้นก็เกิดสงครามระหวางอังกฤษกับเนเธอรแลนดและฝรั่งเศส
ี
ื
ี
่
อยางตอเนองตลอดชวงคริสตศตวรรษท่ ๑๗ และ ๑๘ และเม่ออังกฤษรวมสกอตแลนด
ื
ิ
ื
ิ
ี
เขามาเปนหนงเดยวไดในป ค.ศ.๑๗๐๗ องกฤษไดกลายเปนเจาอาณานคมในอเมรกาเหนอ
ึ
่
ั
เพียงผูเดียว และครอบครองอินเดียไดในเวลาตอมา
เมื่ออาณานิคมทั้ง ๑๓ แหง ในอเมริกาเหนือประกาศอิสรภาพในป ค.ศ.๑๗๘๓
ี
ี
หลังสงครามปฏิวัติอเมริกา อังกฤษก็สูญเสียอาณานิคมท่เกาแกและมีประชากรมากท่สุดไป
จากนั้นอังกฤษจึงหันความสนใจไปยังเอเชีย แอฟริกา และมหาสมุทรแปซิฟก เมื่อฝรั่งเศส
พายแพสงครามนโปเลียนซึ่งเกิดขึ้นชวงป ค.ศ.๑๘๐๓ - ๑๘๑๕ อังกฤษก็ผงาดขึ้นมาในฐานะ
่
มหาอานาจทางทะเลและเจาอาณานคมตลอดชวงครสตศตวรรษท ๑๙ การครองความเปน
ิ
ี
ํ
ิ
ี
ี
ี
เจาทะเลน้เองท่ทําใหเกิดสภาวะท่เรียกวา “สันติภาพจากการครองความเปนเจาของ
ึ
อังกฤษ (Pax Britannica)” ซ่งเปนชวงเวลาท่ยุโรปและโลกมีสันติภาพนานประมาณ
ี
๑๐๐ ป (ค.ศ.๑๘๑๕ - ๑๙๑๔) เพราะจักรวรรดิอังกฤษกลายเปนมหาอํานาจระดับโลก
และรับบทบาทเปนตํารวจโลกไปโดยปริยาย ในชวงตนคริสตศตวรรษท่ ๑๙ การปฏิวัต ิ
ี
ี
ิ
ั
อุตสาหกรรมท่เร่มตนข้นกอนหนาน้น ก็เร่มสงผลตอการเปล่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ
ิ
ี
ึ
และสังคมของอังกฤษ และอังกฤษกลายเปน “โรงงานของโลก” จักรวรรดิอังกฤษ
ขยายอาณานิคมไปยังพ้นท่สวนใหญของอินเดีย แอฟริกา และดินแดนอ่น ๆ ท่วโลก
ั
ื
ี
ื
ี
เชน พมา และมาลายาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต ท่สําคัญนอกจากการท่อังกฤษ
ี
สามารถควบคุมอาณานิคมไดท่วโลกดวยอํานาจทางการเมืองและการทหารแลว อังกฤษ
ั
ยังครอบครองการคาโลกในภาพใหญ ซ่งจะทําใหเศรษฐกิจในหลายพ้นท่อยางในเอเชียและ
ี
ื
ึ
ลาตินอเมริกาอยูในการควบคุมของอังกฤษภายใตระบบการคาเสรีนิยม
ึ
ิ
ี
ในชวงคริสตศตวรรษท่ ๑๙ ประชากรของอังกฤษเพ่มข้นในอัตราทวีคูณและ
ึ
ี
ิ
ประชากรในเมืองเพ่มมากข้น ปรากฏการณน้ ทําใหเกิดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ
และสังคม อังกฤษภายใตการนําของ เบนจามิน ดิสเรลี (Benjamin Disraeli) พยายาม
ั
ื
แกปญหาโดยใหประชาชนอังกฤษไปต้งอาณานิคมในอียิปต แอฟริกาใต และท่อ่น ๆ
ี
ื
เพ่อหาตลาดใหมในการระบายสินคาและวัตถุดิบในการปอนสระบบอุตสาหกรรม
ู
ี
่
ี
ี
ี
แคนาดา ออสเตรเลย และนิวซแลนดกลายเปนโดมีเนยนทมรัฐบาลปกครองตนเอง
ี
และเปนรัฐเอกราชในปจจุบัน จนกระทั่งชวงตนคริสตศตวรรษที่ ๒๐ เยอรมนีและสหรัฐฯ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
148
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ