The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นาวิกาธิปัตย์สาร ฉบับที่ 101
ตุลาคม 2563 - มีนาคม 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นาวิกาธิปัตย์สาร, 2022-07-11 05:47:32

นาวิกาธิปัตย์สาร เล่ม 101

นาวิกาธิปัตย์สาร ฉบับที่ 101
ตุลาคม 2563 - มีนาคม 2564



เร่มทาทายการเปนผนําของอังกฤษทางดานเศรษฐกิจ ความตึงเครียดและความขัดแยง
ทางการทหารและทางเศรษฐกิจระหวางอังกฤษกับเยอรมนี เปนสาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิด














สงครามโลกครงท ๑ ซ่งเปนชวงเวลาทองกฤษตองพงพาจกรวรรดของตนเองทสรางขนมา












เพ่อใหอยรอด สงครามคร้งน้สรางขอจํากัดใหกับอังกฤษอยางมาก ท้งในเร่องทรัพยากร
ทางทหาร การเงิน และทรัพยากรมนุษย













แมวาจกรวรรดองกฤษจะขยายพนทไปอยางกวางไกลแตทนททสงครามโลก



คร้งแรกส้นสุดลง อังกฤษก็ไมไดเปนมหาอํานาจทางอุตสาหกรรมหรือการทหารท่โดดเดน






ท่สุดอีกตอไป ในสงครามโลกคร้งท่ ๒ อาณานิคมของอังกฤษในเอเชียตะวันออกและ







เอเชยตะวนออกเฉยงใตกกลายเปนของญปน และแมวาองกฤษและพนธมตรจะชนะ









สงคราม ชื่อเสียงของอังกฤษที่สูญเสียไป กลับเรงปฏิกิริยาใหจักรวรรดิอังกฤษนั้นเสอมถอย

ลงไป อินเดียซ่งเปนอาณานิคมท่มีประชากรมากและมีคุณคาสูงตออังกฤษไดรับเอกราช









จากขบวนการปลดแอกจากเจาอาณานคม องกฤษตองยอมปลดปลอยอาณานคมใหกบ

ดินแดนสวนใหญของจักรวรรดิ วิกฤตการณคลองซูเอซ ยิ่งตอกยํ้าถึงบทบาทมหาอํานาจ
ของอังกฤษท่เส่อมลง และการคืนเกาะฮองกงใหกับจีนในป ค.ศ.๑๙๙๗ เปนสัญลักษณ 




ของการสิ้นสุดจักรวรรดิอังกฤษ แมวาจะมีดินแดนจํานวนหน่งอยภายใตอํานาจอธิปไตย

ของอังกฤษก็ตาม เชน หมเกาะฟอลกแลนด เปนตน มรดกอยางเดียวท่เหลือของ


จักรวรรดิอังกฤษ คือความเปนสหราชอาณาจักรท่ประกอบดวยชาติตาง ๆ มารวมตัว
เปนเครือจักรภพของรัฐอิสระท่เคยอยใตจักรวรรดิอังกฤษมากอน สหราชอาณาจักร


ในปจจุบันจึงประกอบดวยชาติในเครือจักรภพจํานวน ๑๖ ประเทศ มารวมตัวภายใต 
ประมุขพระองคเดียวกันซึ่งปจจุบันคือ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ ๒
๒. การคาเสรี ประชาธิปไตย และสมุททานุภาพ

ภาพปรากฏของจักรวรรดินิยมอังกฤษท่กลาวมา มีแนวความคิดเสรีนิยม
อยเบ้องหลัง เปนเหมือนฐานความคิดรวมกันของผกําหนดนโยบายจักรวรรดินิยม



อังกฤษ และสงผลใหอังกฤษสามารถดํารงความเปนจักรวรรดิไดยาวนานหลายศตวรรษ
รากฐานความคิดดังกลาว มีท้งเสรีนิยมทางเศรษฐกิจของ อดัม สมิธ (Adam Smith)

เสรีนิยมประชาธิปไตยของ จอหน ล็อค (John Locke) และจอหน สจวต มิลล (John


Stuart Mill) โดยมีสมุททานุภาพของอังกฤษ ซ่งพัฒนามาดวยความจําเปนท่ตองใหตนเอง

อยรอด ระบบการคาเสรี ระบอบประชาธิปไตย และสมุททานุภาพสอดประสานเปน

เน้อเดียวกัน กลายเปนระเบียบระหวางประเทศภายใตการนําของอังกฤษ และสงตอ
ความคิดนี้ใหกับสหรัฐฯ ตั้งแตการกอตั้งประเทศสมัยรัฐอาณานิคม ๑๓ รัฐ และปรากฏ
ใหเห็นประจักษหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 149

ภาพจอหน ล็อค บิดาของแนวคิดเสรีนิยม
ที่มา: http://factmyth.com/factoids/john-locke-is-the-father-of-liberalism/



สําหรับเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม เปนกระแสตอบโตเศรษฐกิจแบบพาณิชยนิยม


(Mercantilism) ท่เนนใชมาตรการทางเศรษฐกิจในการเพ่มอํานาจในรูปของความม่งค่ง ั

ขององคอธิปตยอันเปนรัฐบาลกลาง สวนเสรีนิยมจะมองวา มนุษยตองการแสวงหาความสุข



และหลีกเล่ยงความทุกขโดยธรรมชาต รัฐตองทําใหประชาชนไดรับความสุขสูงสุด



ในปริมาณมากท่สุด และคุณภาพสูงท่สุดท่เรียกวา “หลักมหสุข” ไมใชเพ่มความร่ารวย



ใหกับรัฐบาลเอง หลักการน้เรียกวา หลักประโยชนนิยม (Utilitarianism) นักคิดอยาง












อดม สมธ มองวาชาตจะเตบโตไดตองปลอยเสรใหกบเอกชนดาเนนกจการของตนเองได 



แตละคนจะแบงงานกันทําตามความถนัดของตนเอง ซ่งจะสงผลใหภาพรวมของชาต ิ


เจริญรงเรือง กลไกตลาดจะมีมือท่มองไมเห็นเขามาทํางานเอง โดยท่รัฐไมจําเปนตองเขาไป

แทรกแซง เศรษฐกิจเสรีนิยมของสมิธ อยบนพ้นฐานของการแบงงานกันทํา และการแสวงหา



ผลประโยชนสวนตวและผลประโยชนสาธารณะ จกรวรรดองกฤษใชแนวคดเสรนยม










ทางเศรษฐกิจน้ ในการขยายฐานการคาการผลิตและตอยอดอุตสาหกรรมผานนโยบาย

การเปดเสรีระหวางประเทศ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
150
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

สําหรับระบอบเสรีประชาธิปไตย อังกฤษมีนักคิดทางการเมืองที่ยิ่งใหญสองคน
คือ จอหน ล็อค และ จอหน สจวต มิลล โดยล็อคมองวา สภาวะธรรมชาติของมนุษย 

เปนสภาวะสันติ มนุษยมีเสรีภาพและความเสมอภาคท่พระเจามอบให กอนท่มนุษย 


จะรวมตัวเปนรัฐ มนุษยมีความเปนอารยะถึงระดับหนึ่ง แตเกิดปญหาบางประการ



ในเร่องทรัพยสิน ซ่งไมมีใครคอยตัดสินเวลาเกิดความขัดแยง รัฐจึงเขามาทําหนาท่น้ ี




















แตรฐกมหนาท่เพยงผจดการทรสตเทานน ไมสามารถละเมดสทธเสรภาพของประชาชนได 
สวนมิลลก็สังเคราะหความคิดเสรีนิยม จนกระทั่งสามารถเสนอทฤษฎีที่สามารถประยุกต

ใชไดจริงและเปนกระแสหลักในปจจุบัน โดยเสนอวาคุณภาพของความสุขสําคัญท่สุด






เสรภาพเปนสงทไมสามารถพรากไปได เสยงสวนนอยมความสาคัญ การศกษาจําเปน






ตอการพัฒนาคุณภาพของพลเมือง และเศรษฐกิจตองเปนไปโดยเสรีและเสมอภาค
อังกฤษพัฒนาระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย มาตลอดชวงคริสตศตวรรษ



ท ๑๘ - ๑๙ พลเมององกฤษเขาใจวถชวตแบบประชาธปไตยและดวยการทองกฤษ













ภาพจอหน ล็อค บิดาของแนวคิดเสรีนิยม มีจักรวรรดิท่กวางใหญ แนวคิดเสรีประชาธิปไตยก็แพรกระจายออกไปตามอํานาจ
ที่มา: http://factmyth.com/factoids/john-locke-is-the-father-of-liberalism/ ของอังกฤษที่พึ่งพาอํานาจทางทะเลหรือสมุททานุภาพ

สมุททานุภาพ เปนอํานาจของประเทศท่เก่ยวของกับการใชทะเลเพ่อแสวงหา



ผลประโยชนของชาติ โดยปกติแลวสมุททานุภาพของประเทศใดประเทศหน่งจะอยท ี ่



กองทัพเรือ เพราะกองทัพเรือมีความสามารถในการใชกําลังในการปฏิบัติการในพ้นท ี ่



ท่เปนทะเลและลําน้า มีความเช่ยวชาญโดยเฉพาะ เพราะไดรับการฝกฝนมาใหทางาน




ในทะเลซ่งเปนทักษะพิเศษ กองทัพเรืออังกฤษย่งใหญและมีประวัติศาสตรมายาวนาน
อังกฤษเองก็มีลักษณะเปนเกาะ ดังน้น ธรรมชาติของประเทศจึงเปนประเทศทะเล




อยแลว ย่งหากจําเปนตองสรางจักรวรรดิของตนเอง ก็ตองอาศัยสมุททานุภาพ
เปนปจจัยสําคัญในการดํารงรักษาความเปนมหาอํานาจทางทะเล และจักรวรรด ิ

อันย่งใหญไวอยแลว จึงกลาวไดวา อังกฤษพัฒนาสมุททานุภาพ เปนเคร่องมือสําคัญ


ในการรักษาจักรวรรดิเสรีของตนเองไวนั่นเอง





มรดกทงสามประการดงกลาว องกฤษสรางขนและใชในการสรางความเปน







มหาอํานาจของตนเอง เม่อจักรวรรดิของอังกฤษเส่อมลงในชวงสงครามโลกท้งสองคร้ง









มหาอานาจใหมทอาศยมรดกดงกลาวขององกฤษ ในลกษณะลอกแบบและนําไปปรับใช 


ไดจริงในทางปฏิบัติคือ สหรัฐฯ ที่ผงาดขึ้นมาในชวงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ และชัดเจน
อยางยิ่งในชวงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งจะอธิบายในสวนตอไป
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 151

๓. การรับชวงตอระเบียบระหวางประเทศของสหรัฐฯ จากอังกฤษ

กําเนิดของสหรัฐฯน้น คอ การปฏิวัติปลดแอกจากเจาอาณานคมอังกฤษ





ของชาวอาณานิคมอเมริกัน ซ่งเกิดข้นจากแนวความคิดท่ทุกคนมีเสรีภาพและความเสมอภาค

ไมมีขุนนางอยางอังกฤษ ดังนั้น เมื่ออาณานิคมทั้ง ๑๓ แหงของสหรัฐฯ ประกาศเอกราช
จากอังกฤษ ผูกอตั้งประเทศสหรัฐฯ เชน จอรจ วอชิงตัน โธมัส เจฟเฟอรสัน จอหน อดัมส
๑๐
เปนตน ไดยึดหลักเสรีนิยมของ จอหน ล็อค เปนรากฐานสําคัญ และยึดม่นในระบบ

เศรษฐกิจแบบเสรีมาโดยตลอด ท่สําคัญเมื่อประธานาธิบดี วูดโรว วิลสัน เขามาม ี


บทบาทในกิจการระหวางประเทศหลังสงครามโลกคร้งท่ ๑ และกอต้งสันนิบาตชาติข้น



หลักการเสรีประชาธิปไตยท่เคยใชแคในระดับประเทศ ไดรับการยกระดับสการเมือง



ระหวางประเทศ ซ่งเปนคร้งแรกท่ความสัมพันธระหวางประเทศสามารถอธิบายไดและ


สันติภาพสามารถสรางไดดวยหลักการเสรีนิยม ซึ่งกอนหนานี้ไมเคยปรากฏมากอน





























ภาพอาณานิคม ๑๓ แหง ในอเมริกาชวงกอตั้งประเทศ
ที่มา: https://www.history.com/topics/colonial-america/thirteen-colonies

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
152
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ





ผท่เขาไปต้งถ่นฐานในทวีปอเมริกาเหนือชวงแรก ๆ ท่เรียกวาชาวอาณานิคมน้น


เปนชาวพิวริตันมาจากอังกฤษ เหตุท่อพยพมาก็เพราะตองการเสรีภาพในการนับถือศาสนา




และตองการสังคมท่เสมอภาค ไมมีชนช้น ทุกคนมีโอกาสในการสรางเน้อสรางตัว

ไดเทาเทียมกัน ชาวพิวริตันเปนพวกท่เครงศาสนา ซ่งเหน่อยหนายกับความขัดแยงและ



สงครามในชวงท่ยุโรปกําลังเผชิญกับการปฏิรูปศาสนา ระหวางคาทอลิคกับโปรเตสแตนท 


จึงอพยพเขามาต้งถ่นฐานในบริเวณนิวอิงแลนด หลังจากการประกาศเอกราชแลว
สหรัฐฯ ก็คอย ๆ ขยายอาณาเขตไปยังทิศตะวันตกจนจรดชายฝงแปซิฟก คําวาเสรีภาพ


จึงเปนส่งท่มีคุณคาสูงสุดในสายตาของคนอเมริกันจนถึงทุกวันน้ หลังสงครามโลก





คร้งท่ ๑ ส้นสุดลง มีการประชุมเพ่อลงนามสนธิสัญญายุติสงครามท่แวรซายส 

สหรัฐฯ นําโดยประธานาธิบดี โทมัส วูดโรว วิลสัน เปนผริเร่มใหจัดต้งสันนิบาตชาต ิ



เพ่อสรางสันติภาพถาวรใหกับโลกหลังสงคราม แตสันนิบาตชาติดังกลาว ก็ไมสามารถ



ทํางานใหบรรลุภารกิจไดดวยเหตุปจจัยหลายประการ โลกจึงยังไมมีผนําท่จะลุกข้นมา

ปกปองเสรีภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ อยางแทจริง นั่นหมายความวา ไมมีมหาอํานาจ

เห็นพองตองกันใหเกิดองคการระหวางประเทศท่ตองการใหเกิดสันติภาพโลกอยางแทจริง

ซ่งในท่สุดสงครามโลกคร้งที่ ๒ ก็เกิดข้นภายหลังจากวิกฤตการณทางเศรษฐกิจขนาดใหญ 









ในคริสตทศวรรษท่ ๑๙๒๐ สงครามโลกคร้งท่ ๒ เกิดข้นจากการรุกของฝายทหารนิยมญ่ปน


นาซีเยอรมนี และฟาสซิสมอิตาลี และส้นสุดลงดวยความพายแพของฝายดังกลาว



ชวงท่สงครามใกลส้นสุดน้น ผนําฝายสัมพันธมิตรก็รวมกันประชุมจัดต้งองคการ


ระหวางประเทศที่ลอกแบบมาจากสันนิบาตชาติ ซึ่งไดแก “สหประชาชาติ”
แนวความคิดที่รองรับสันนิบาตชาติและสหประชาชาตินั้นเรียกวา “ความมั่นคง
รวมกัน (Collective Security)” แนวคิดนี้มีพื้นฐานมาจากเสรีนิยมในระดับบุคคลในรัฐ

แตวิลสันยกระดับข้นมาเปนเร่องระหวางประเทศ และปรับแนวคิดใหเขากันไดกับการเมือง



ระหวางประเทศ ความม่นคงรวมกันมองวา สันติภาพโลกเปนส่งท่ทุกประเทศพึงปรารถนา


การไดมาซ่งสันติภาพอันย่งยืนและถาวรน้น ไมใชการเลนเกมเร่องของอํานาจ (Power



Politics) และการสรางสภาวะการถวงดุลอํานาจระหวางกัน อยางท่มหาอํานาจยุโรปดําเนิน


นโยบายมาโดยตลอดต้งแตเกิดรัฐสมัยใหม สันติภาพท่แทจริง ตองมาจากการท่ประเทศ


ท้งหมดรวมตัวกันเปนหน่งและตอตานภัยคุกคามท่จะสงผลกระทบตอสันติภาพโลก



เชน กรณีสงครามอาวเปอรเซีย ครั้งที่ ๑ ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน ผูนําอิรักสงทหาร
บุกยึดคูเวต ประเทศตาง ๆ มีหนาท่ตองรวมตัวกันแลวขับไลอิรักใหออกไปจากคูเวต เปนตน

๑๑


ที่มา: https://www.history.com/topics/colonial-america/thirteen-colonies แนวความคิดน้เรียกอีกอยางหน่งวา “เสรีนานาชาตินิยม (Liberal Internationalism)”
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 153

ระเบียบโลกชวงสงครามเย็น ในสวนของประเทศเสรีประชาธิปไตยอยภายใต 











แนวความคดเสรนยมดงกลาวโดยมสหรฐฯ เปนผนา สหรฐฯ เปลยนแปลงประเทศ




ท่เคยเปนเผด็จการทหารอยางญ่ปน และเยอรมนีตะวันตก ใหกลายเปนประชาธิปไตย



โดยใหการชวยเหลือในการพัฒนาและสรางรัฐธรรมนูญแบบเสรีให คงจะไมเกินความจริง
หากจะกลาววาระเบียบโลกแบบจักรวรรดิของอังกฤษไดรับการสงตอใหกับสหรัฐฯ


ท้งในสวนของระบบเศรษฐกจแบบเสรีและระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย


ซ่งเปนการเมืองภายในประเทศ จากน้นมาสหรัฐฯ จึงตอยอดความคิดนี้ และยกระดับ
แนวคิดเสรีนิยมขึ้นเปนเรื่องระหวางประเทศ จนกลายเปนระเบียบโลกเสรีที่มีอายุยืนยาว
มาจนปจจุบันนี้



















ภาพการประชุมสันติภาพที่แวรซายส
ที่มา: https://www.history.com/news/treaty-of-versailles-provisions



แนวคิดเสรีนิยมในระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา

















ทฤษฎสานกองกฤษอธบายวา การทประเทศตาง ๆ มาอยรวมกนนน ไมใชเปนเพยง



ระบบระหวางประเทศ แตเปนสังคมระหวางประเทศซ่งมีความคาดหวังบางอยางรวมกัน

และหากมองยอนกลับไปยังประวัติศาสตร ประเทศตาง ๆ สรางระเบียบระหวางประเทศ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
154
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ


ไวมากมายหลากหลาย ปจจุบันโลกอยในยุคเสรีนิยม ที่เปนมรดกทางความคิดของอังกฤษ

ซ่งสานตอโดยสหรัฐฯ อยางไรก็ตาม ระเบียบโลกเสรีของสหรัฐฯ มีลักษณะเหมือน




เหรียญสองดาน ดานหน่งเปนภาพของผยึดม่นในเสรีนิยมและอุทิศตนเองเพ่อรักษาระเบียบน ี ้


เอาไว อีกดานหน่งเปนภาพของผสรางจักรวรรดิเสรีนิยมท่มีตนแบบมาจากอังกฤษและ


ใชกําลังทหารในการทําใหจักรวรรดิน้คงอยไดตอไป ในสวนน้จะฉายภาพดังกลาวและประเมิน



อนาคตความขัดแยงที่มีกับจีนซึ่งกําลังกาวขึ้นมาทาทายระเบียบโลกเสรีของสหรัฐฯ
สหรัฐฯ อาศัยกลไกหลากหลายในการดํารงรักษาระเบียบโลกเสรีเอาไว ไมวาจะเปน
การคาเสรี ระบอบประชาธิปไตย หรือองคการระหวางประเทศท่สงเสริมสันติภาพ



และความม่นคง กลไกเหลาน้นมีท่มาจากแนวคิดเสรีนิยม ซ่งมีฐานคิดคือการมองวา




มนุษยสามารถเรียนรและเปล่ยนแปลงได สงครามไมจําเปนตองเกิดซ้าไปซ้ามา


ในประวัติศาสตรของมนุษยชาติ เพราะมนุษยและรัฐสามารถสรางกลไกข้นมาปองกัน

สงครามได ทฤษฎีที่มีอิทธิพลที่สุดในสํานักเสรีนิยม ไดแก ทฤษฎีสันติภาพประชาธิปไตย
๑๒
(Democratic Peace) นักคิดเสรีนิยมสมัยใหม เชน ไมเคิล ดอยล (Michael W. Doyle)

ช้วารากฐานสําคัญของทฤษฎีสันติภาพประชาธิปไตยมาจากความเรียงของ อิมมานูเอล
๑๓
คานต เรื่อง “สันติภาพถาวร (Perpetual Peace)”

ขอเสนอสําคัญของทฤษฎีสันติภาพประชาธิปไตย คือการท่โลกจะเขาสสภาวะ



สันติภาพอันถาวรได จําเปนอยางยิ่งท่รัฐตาง ๆ จะตองเปล่ยนแปลงไปสความเปน







รัฐเสรีประชาธิปไตยมากย่งข้นเร่อย ๆ เพราะทฤษฎีน้มีฐานความเช่อท่วา “รัฐเสร ี
ประชาธิปไตยจะไมทําสงครามระหวางกัน” และมักจะชวยกันธํารงรักษาความสัมพันธ 

ระหวางกันใหยังคงมีสันติภาพ เหตุผลท่ทําใหความเปนประชาธิปไตยมีผลตอสันติภาพ
มีดังน้ ประการแรก เสรีนิยมเช่อม่นในเหตุผลของมนุษย ดังน้น หากการเมืองของ




ประเทศใดก็ตาม ที่เปดเสรีใหประชาชนของตนเองไดแสดงออกซึ่งความคิดเห็น ไดใชชีวิต

ตามหลักเหตุผลดวยตนเองแลว เปนธรรมชาติของมนุษย ท่จะหลีกเล่ยงการทําสงคราม




เพราะไมตองการทมเททรัพยากรของประเทศท่ตนเองเปนสวนหนงท่รวมสรางข้นมา






ตองเปนไปเพ่อการดําเนินนโยบายของรัฐท่เสี่ยงตอการสูญเสีย เชน สงครามท่ไมคมคา




และอันตราย ประการที่สอง รัฐเสรีประชาธิปไตย จะเปดโอกาสใหประชาชนสรางความ
ร่ารวยใหกับตนเอง ดังน้น ประชาชนก็จะมงม่นสรางเน้อสรางตัวผานการคาขายและ







การลงทุนใหตนเองกินดีอยดี ระบบเศรษฐกิจท่เสรีก็จะสงเสริมใหภาคเอกชนลงทุน

ขามประเทศ และเกิดความสัมพันธในทางสันติระดับบุคคลจนกระท่งสงครามระหวางรัฐ
๑๔








ทมเอกชนคาขายระหวางกนเปนไปไดยากลาบาก จากการที่รัฐประชาธิปไตยใหความสําคัญ



กับเสรีภาพของประชาชน และการสรางระบอบการปกครองท่เอ้อใหประชาชนแสดงออก
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 155

ซ่งเสรีภาพและเหตุผลดังกลาว คําอธิบายของทฤษฎีเสรีนิยมตอนโยบายตางประเทศ

และสันติภาพระหวางประเทศ จึงมาจากสถาบันภายในรัฐหรือวิธีปฏิบัติภายในรัฐหรือ

กลาวงาย ๆ ก็คือคําอธิบายเร่องสันติภาพของเสรีนิยมมาจากลักษณะของความเปน
เสรีประชาธิปไตยภายในรัฐนั่นเอง

ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็มองวา ตนเองเปนผสรางจักรวรรดิเสรีนิยมท่มีตนแบบ



มาจากอังกฤษ และพรอมเสมอท่จะใชกําลังทหารในการทําใหจักรวรรดินี้คงอยไดตอไป

ประสบการณในชวงสงครามโลกคร้งท่ ๒ โดยเฉพาะอยางย่ง สงครามแปซิฟกกับญ่ปน







พิสูจนใหเห็นวา สหรัฐฯ สามารถทมเทกําลังอํานาจท้งหมดเพ่อรักษาระเบียบโลกเสร ี



ท่เปนหัวใจสําคัญของตนเองต้งแตกําเนิดประเทศจากรัฐอาณานิคมท้ง ๑๓ รัฐ เปนท ่ ี


นาสังเกตวา ทุกคร้งท่สหรัฐฯ จะออกมาปฏิบัติการทางทหารนอกประเทศจะตองอางอิง








ถงเสรภาพของมนษยชาตเสมอ เชน ในสงครามอาวเปอรเซยครงท ๒ หรอสงคราม







ตอตานการกอการรายในอัฟกานิสถาน ดังน้น ระเบียบโลกและสันติภาพท่เปน



เปาหมายของสหรฐฯ สามารถแลกมาไดดวยการใชกําลงทหารทมงรกษาเสรีภาพ






ของสหรัฐฯ และโลกเอาไว ไมจําเปนตองใชวิถีทางสันติเสมอไป

ภาพสันติภาพจากการเปนผูครองอํานาจของสหรัฐฯ
ที่มา: https://medium.com/connecting-dots/pax-americana-is-dead-long-live-pax-americana-1db092584ad
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
156
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ




เม่อพิจารณาจีนท่กําลังกาวข้นมาทาทายระเบียบโลกเสรีท่เปนมรดกของอังกฤษ



และสานตอโดยสหรัฐฯ แลว ผลท่จะเกิดข้นเปนไปไดสองทาง คือความรวมมือระหวาง


มหาอํานาจท้งสองท่จะเห็นเปาหมายของสันติภาพโลกเหมือน ๆ กัน หรือความขัดแยง


ระหวางมหาอํานาจท้งสองอันจะนําไปสสงครามเพ่อความเปนเจา (Hegemonic War)







อยางเชนสงครามโลกท้งสองคร้ง แตผลจะเปนอยางไรน้น ก็ข้นอยกับเง่อนไขในทาง

การเมืองระหวางประเทศวาจะใกลเคียงกับหนทางใดมากกวากัน ในท่น้จะเสนอภาพ

ท่เปนไปไดมากท่สุด ในความสัมพันธระหวางมหาอํานาจทั้งสอง โดยมองจากสํานักอังกฤษ


และระเบียบโลกเสรี
เหตุปจจัยท่ทําใหจีนสามารถกาวข้นมาเปนมหาอํานาจลําดับสองของโลก



อยางในปจจุบัน จากการท่เปนประเทศซ่งเกือบจะลมสลายลงจากสงครามคอมมิวนิสต 

และการปฏิวัติวัฒนธรรม ก็คือการปรับประเทศใหเปนสมัยใหมใน ๔ ดาน ในยุคของ






เต้ง เส่ยวผิง ชวงคริสตทศวรรษท่ ๑๙๗๐ จากน้นมาจีนก็พัฒนาประเทศอยางมีแผน




และเปนระบบ ผนวกกับการเปนประเทศท่มประชากรมากท่สด ความสาเรจนจึงเกิดข้น











คําถามสําคัญคือ นโยบายท่ทันสมัยดังกลาวมีแนวคิดจากอะไร คําตอบอยท่ความเปน


สมัยใหม (Modernization) ซึ่งหมายถึง การปรับปรุงโครงสรางพื้นฐานทางอุตสาหกรรม
และการคมนาคมส่อสารใหทันสมัย จากการท่ระบบเศรษฐกิจพ่งพาเพียงเกษตรกรรม



อยางเดียว จีนเปดรับระบบทุนนิยมภายใตการกํากับดูแลของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต


ดวยเหตุน้จึงไมเกินจริงหากจะกลาววา จีนอาศัยระเบียบโลกเสรีท่เปนผลมาจากการสราง


ของอังกฤษและมีสหรัฐฯ มารับชวงตอในการกาวข้นมาเปนมหาอํานาจ ดังน้น ระบบ







เศรษฐกจแบบเสรเปนเงอนไขจาเปนไมใชเพยงแคการพฒนาของจนเทานน แตยง











หมายถึงความอยูรอดของจีนเองดวย
หากพิจารณาปจจัยทางการทหารของสหรัฐฯ แลว ลําพังกําลังรบและเทคโนโลย ี
ยังเหนือกวาจีนมาก เชน จํานวนเรือบรรทุกเคร่องบินท่มีมากกวาหลายเทา เปนตน


ไมสามารถจินตนาการไดเลยวาจีนจะกลาเปดฉากทําสงครามกับสหรัฐฯ ไมเพียงแต 
จะไมคมคาและมีความเส่ยงสูงแลว ยังไมมีเหตุผลใดจะรองรับวาจีนมีนโยบายจะทํา



เชนน้น และท่สุดแลวจีนยังไมสามารถหาระเบียบโลกแบบใหมท่จะสามารถมาทดแทน


ระเบียบโลกเสรีเดิมของสหรัฐฯ ได จีนจึงจําเปนตองพัฒนาประเทศภายใตระเบียบโลกเสร ี


เชนน้อยตอไป ปจจัยเร่องการคาเสรีและองคการระหวางประเทศท่สนับสนุนสันติภาพโลก


ยังคงยับยั้งมหาอํานาจทั้งสองไมใหเผชิญหนากันทางทหารโดยตรง
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 157

บทสรุป


การท่สหรัฐฯ กาวข้นมาเปนมหาอํานาจอันดับหน่ง ึ



หลังสงครามเย็นไมใชเร่องบังเอิญ คําอธิบายสําคัญอยท่มรดก


ทางความคิดของอังกฤษท่สรางเอาไวกอนท่จะสูญเสียสถานะ



ความเปนมหาอํานาจในชวงสงครามโลกท้งสองคร้ง อังกฤษ






วางรากฐานทางความคิดในเร่องระเบียบโลกเสรใหกบสหรฐฯ
ไมวาจะเปนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีทุนนิยม หรือระบอบการปกครอง
๑๕
แบบเสรีประชาธิปไตย สหรัฐฯ มาตอยอดทางความคิดในชวง

ระหวางสงครามโลกทั้งสองครั้ง จนกระทั่งเกิดเปนกลไกทางการเมือง

ระหวางประเทศใหม คือองคการระหวางประเทศท่สนับสนุน




เสรภาพและสันติภาพโลก ระเบยบโลกเสรีดังกลาวตอสกบ

อุดมการณทางการเมือง ๒ แบบ คือ ทหารนิยมฟาสซิสต (ขวา)
และสังคมนิยมคอมมิวนิสต (ซาย) มาตลอดคริสตศตวรรษที่ ๒๐

จนกระท่งระเบียบโลกเสรีไดรับชัยชนะ ความสมเหตุสมผล

ภายในตัวแนวคิดเสรีนิยมท่มีมากท่สุด หรือจะกลาววาขัดแยง


ในตัวเองนอยท่สุด ทําใหในทางปฏบัติสามารถนํามาใชไดและ


สรางระเบียบท้งการเมืองในประเทศและระหวางประเทศได 



เปนเน้อเดียวกันอยางลงตัว ท้งหมดท้งมวลน้เปนมรดกของ

เจาจักรวรรดินิยมอังกฤษท่พัฒนามาเปนระเบียบโลกเสร ี

ภายใตการนําของสหรัฐฯ ในปจจุบัน
เอกสารอางอิง
๑ E. H. Carr, The Twenty Years’ Crisis, 1919-1939, reissued with a new preface
from Michael Cox (London: Palgrave Macmillan, 2016), p. 19.
๒ Hedley Bull, The Anarchical Society: A Study of Order in World Politics, 3rd ed.
(London: Palgrave, 2002), pp. 1-72.
๓ Angus Maddison, The World Economy: A Millennial Perspective (Paris: Organisation
for Economic Co-operation and Development, 2001), p. 97.
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
158
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

๔ Rein Taagepera, “Expansion and Contraction Patterns of Large Polities: Context
for Russia” International Studies Quarterly 41, 3 (September 1997): 475-504.
๕ “The World Factbook – Central Intelligence Agency” www.cia.gov. Archived
from the original on 5 January 2010.
๖ Ashley Jackson, The British Empire: A Very Short Introduction. (Oxford: 2013),
pp. 5-6.
๗ Niall Ferguson, Empire: The Rise and Demise of the British World Order and
the Lessons for Global Power (New York: Basic Books. 2004), p. 3.
๘ Thomas Oatley, International Political Economy, 6th ed. (London: Routledge,
2019), p. 33.
๙ Alfred Thayer Mahan, The Infl uence of Sea Power upon History 1660-1783,
15th ed. (Boston: Little, Brown, and Company, 1898), p. 1.
๑๐ John Locke, Two Treatises of Government, edited by Thomas I. Cook (New
York: Hafner Press, 1974)
๑๑ Beate Jahn, Liberal Internationalism: Theory, History, Practice (New York, NY:
Palgrave Macmillan, 2013)
๑๒ Karen Rasler and William R. Thompson, Puzzles of the Democratic Peace:
Theory, Geopolitics and the Transformation of World Politics (New York: Palgrave
Macmillan, 2005)
๑๓ Immanuel Kant, “Toward Perpetual Peace: A Philosophical Sketch,” in Toward
Perpetual Peace and Other Writings on Politics, Peace, and History, edited and
with an introduction by Pauline Kleingeld; translated by David L. Colclasure
(New Haven: Yale University Press, 2006)
๑๔ ขจรศักดิ์ สิทธิ, “แนวคิดทฤษฎีความสัมพันธระหวางประเทศกระแสหลัก,” ใน เอกสารการ
สอนชุดวิชาความสัมพันธระหวางประเทศ (นนทบุรี: สํานักพิมพ มสธ., ๒๕๕๕), หนวยที่ ๓
หนา ๑๗.
๑๕ คารล โปลานยี, เมื่อโลกพลิกผัน: การปฏิวัติอุตสาหกรรม จุดกําเนิดการเมืองและเศรษฐกิจ
ยุคปจจุบัน (The Great Transformation: The Political and Economic Origins of
Our Time), แปลโดย ภัควดี วีระภาสพงษ; คํานําเสนอโดย พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ (นนทบุรี:
ฟาเดียวกัน, ๒๕๕๙)











¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 159

¢Í¢Íº¤Ø³














ºÃÔÉÑ· ÁÒϫѹ ¨íÒ¡Ñ´ (ÁËÒª¹)

ºÃÔÉÑ· ÍÙ‹¡Ãا෾ ¨íÒ¡Ñ´

ºÃÔÉÑ· »µ·.ÊíÒÃǨáÅмÅÔµ»âµÃàÅÕÂÁ ¨íÒ¡Ñ´ (ÁËÒª¹)
















Ô
·è¡ÃسÒãËŒ¡ÒÃʹѺʹع໚¹ÊÁÒªÔ¡¡ÔµµÔÁÈÑ¡´ì¢Í§ÇÒÃÊÒùÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
Õ
«è§ÁÕʋǹÊíÒ¤ÑÞãËŒ¡ÒèѴ·íÒÇÒÃÊÒùÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒôíÒà¹Ô¹¡Òõ‹Íä»Í‹ҧÁ Õ
Ö
¤Ø³ÀÒ¾áÅÐÂÑè§Â×¹ µÒÁÇѵ¶Ø»ÃÐʧ¤




¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒèѴ·íÒÇÒÃÊÒùÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ

¡Í§·Ñ¾àÃ×Í㹺·ºÒ·¤ÇÒÁÃèÇÁÁ×Í

´éÒ¹¡Òû¯ÔºÑµÔ¡Ò÷ҧ·ËÒÃ


·Õè¹Í¡à˹×ͨҡʧ¤ÃÒÁ


(MILITARY OPERATION OTHER THAN WAR :


MOOTW) 㹡ÒÃʹѺʹع UN








¹ÒÇÒâ· ¾§ÈÃ¾Õ ÍØ¹¹Ð¹Ñ¹·¹
»ÃШíÒ¡ÃÁÂØ·¸¡Ò÷ËÒÃàÃ×Í




















¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 161


การส้นสุดของสงครามเย็นและการเร่มตนของโลกาภิวัตน: บทบาทของทหาร

ที่เปลี่ยนแปลงไป



เม่อข้วอํานาจระหวางประเทศเปล่ยนแปลงไปจากโลกข้วเดียวนําโดยสหรัฐอเมริกา

ไปสยุคหลายข้วอํานาจในชวงหลังคริสตทศวรรษท่ ๒๐๐๐ ซ่งเหล่อมเวลากันกับผลกระทบ






“ ¡Í§·Ñ¾àÃ×Í໚¹Ë¹‹Ç§ҹ¤ÇÒÁÁÑ蹤§ ของโลกาภิวตน ทําใหบทบาทของการปฏิบัติการทางทหารเร่มเปล่ยนแปลงไปอยาง













เหนไดชดเพราะโลกาภวตนทาใหสภาวะแวดลอมดานความมนคงของโลกเปลยนแปลง





·Ò§·ÐàŢͧ»ÃÐà·Èä·Â·Õèä´Œ¡íÒ˹´ ไปอยางรวดเร็วจากหลายทศวรรษกอนหนาน้นอยางมาก กลาวคือปรากฏการณ 
โลกาภิวัตนดูราวกับวาเปนการเปล่ยนแปลงท่สําคัญท่พามวลมนุษยชาติกาวผาน



ÂØ·¸ÈÒʵÏ㹡Òû¯ÔºÑµÔ˹ŒÒ·Õè จากโลกยคอตสาหกรรมท่ไดมีการปฏิวัติมาต้งแตในคริสตศตวรรษท่ ๑๘ มาสยุค






ãËŒÊÍ´¤ÅŒÍ§¡ÑºÂØ·¸ÈÒʵÏªÒµÔ ” แหงขอมูลขาวสาร การเชื่อมโยง การติดตอสื่อสาร และการแบงบันขอมูล อยางไรก็ตาม
การเปล่ยนผานเขาสยุคโลกาภิวัตนน้น มีความรวดเร็วและมีความเปนพลวัตมากกวา






ยุคอุตสาหกรรม จากการท่ผคนท่อยตางภูมิภาคกันตางคนตางดําเนินชีวิตโดยไมเก่ยวของ




กันมากนักในยุคอุตสาหกรรมและยุคสงครามเย็น มาถึงยุคท่เหตุการณซ่งเกิดข้น




ในซีกโลกหน่ง สงผลกระทบตอความม่นคงของอีกหลายประเทศในอีกซีกโลกหน่ง
เนื่องจากการสื่อสาร การคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาไปอยางกาวกระโดด
การเดินทางไปมาหาสูกันมีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นหลายเทาตัวจากอดีต
จากยุคกําเนิดของลัทธิคอมมิวนิสต ตั้งแตการปฏิวัติรัสเซียระหวางสงครามโลก





คร้งท่ ๑ ในป ค.ศ.๑๙๑๗ เร่อยมาถึงชวงเร่มตนและส้นสุดสงครามเย็นอันเปนจุด
กลาวนํา ลมสลายของลัทธิคอมมิวนิสตของสหภาพโซเวียต หนาที่ของทหารไดเปลี่ยนแปลงตามไป
หลายทานคงเคยไดยินคําถามที่วา “สงครามก็ไมมี เราจะมีทหารไปทําไม” กัน จากหนาที่หลัก เชน การรักษาดินแดนและอํานาจอธิปไตย และทรัพยากรตาง ๆ ตามแนว




มาบางพอสมควร การทําความเขาใจกับสภาพแวดลอมดานความม่นคงของโลกท่เปล่ยนแปลง ความคิดรัฐสมัยใหม หรือแมกระทั่งการตอตานภัยคอมมิวนิสตของประเทศตาง ๆ











ไปจากอดีต ซ่งเปนส่งท่เปล่ยนแปลงอยตลอดเวลา และไมสามารถคาดเดาไดอยางถูกตอง ของโลกคายเสรีนยม มาถึงในยุคปจจุบนท่รัฐตาง ๆ มีทางเลือกมากข้นในการเลอกใช 











รอยเปอรเซ็นต หรือการจินตนาการถึงปญหาและความขัดแยงท่ไมไดมีแตสภาวะท่เรียกวา เครองมออน ๆ ในการรกษาผลประโยชนแหงชาตผานการดาเนนนโยบายระหวางประเทศ













“สงคราม” แตเพียงอยางเดียวนาจะเปนเร่องท่คอนขางยากอยไมนอย อยางไรก็ตาม เชน การทต มาตรการทางเศรษฐกจ ความไดเปรยบดานขอมลขาวสาร นอกเหนอไปจาก









ในการศึกษาเร่องความม่นคง โดยเฉพาะในเร่องการปฏิบัติการทางทหารท่เปนความรวมมือ การใชกําลังทหารในสงครามเพียงอยางเดียว ซ่งมีความเส่ยงท่จะเกิดความเสียหาย



กับประชาคมโลกในการรักษาความม่นคงรวมกัน ผานองคกรแหงสันติภาพระดับโลก อยางย่งยวด ดังน้น การเผชิญหนากันระหวางรัฐโดยใชกําลังทหารเพียงอยางเดียว





อยางองคการสหประชาชาติ จะทําใหสามารถเขาใจถึงบทบาทของทหารไดมากข้น เพ่อคมครองผลประโยชนของชาติ จึงเปนเร่องไมสมเหตุสมผลและไมมีความคมคา
ในฐานะเปนสวนประกอบหนึ่งของพลังอํานาจแหงชาติ (National Powers) โดยบทบาท อีกตอไป



ดงกลาวไดกาลงเปลยนแปลงไป และทหารสามารถสรางความมนคงใหกบชาตไดดวย ปรากฏการณโลกาภิวัตน นอกจากจะทําใหโลกพัฒนาไปอยางรวดเร็วดวยเทคโนโลย ี

















วิธีอื่นที่นอกเหนือไปจากการทําสงคราม และการส่อสารคมนาคมท่ทําใหรสึกวาโลกมีขนาดเล็กลง แตส่งท่เกิดขึ้นตามมาคือ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
162 163
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ



การส้นสุดของสงครามเย็นและการเร่มตนของโลกาภิวัตน: บทบาทของทหาร
ที่เปลี่ยนแปลงไป




เม่อข้วอํานาจระหวางประเทศเปล่ยนแปลงไปจากโลกข้วเดียวนําโดยสหรัฐอเมริกา

ไปสยุคหลายข้วอํานาจในชวงหลังคริสตทศวรรษท่ ๒๐๐๐ ซ่งเหล่อมเวลากันกับผลกระทบ








ของโลกาภิวตน ทําใหบทบาทของการปฏิบัติการทางทหารเร่มเปล่ยนแปลงไปอยาง













เหนไดชดเพราะโลกาภวตนทาใหสภาวะแวดลอมดานความมนคงของโลกเปลยนแปลง

ไปอยางรวดเร็วจากหลายทศวรรษกอนหนาน้นอยางมาก กลาวคือปรากฏการณ 



โลกาภิวัตนดูราวกับวาเปนการเปล่ยนแปลงท่สําคัญท่พามวลมนุษยชาติกาวผาน




จากโลกยคอตสาหกรรมท่ไดมีการปฏิวัติมาต้งแตในคริสตศตวรรษท่ ๑๘ มาสยุค



แหงขอมูลขาวสาร การเชื่อมโยง การติดตอสื่อสาร และการแบงบันขอมูล อยางไรก็ตาม


การเปล่ยนผานเขาสยุคโลกาภิวัตนน้น มีความรวดเร็วและมีความเปนพลวัตมากกวา





ยุคอุตสาหกรรม จากการท่ผคนท่อยตางภูมิภาคกันตางคนตางดําเนินชีวิตโดยไมเก่ยวของ


กันมากนักในยุคอุตสาหกรรมและยุคสงครามเย็น มาถึงยุคท่เหตุการณซ่งเกิดข้น




ในซีกโลกหน่ง สงผลกระทบตอความม่นคงของอีกหลายประเทศในอีกซีกโลกหน่ง

เนื่องจากการสื่อสาร การคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาไปอยางกาวกระโดด
การเดินทางไปมาหาสูกันมีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นหลายเทาตัวจากอดีต
จากยุคกําเนิดของลัทธิคอมมิวนิสต ตั้งแตการปฏิวัติรัสเซียระหวางสงครามโลก
คร้งท่ ๑ ในป ค.ศ.๑๙๑๗ เร่อยมาถึงชวงเร่มตนและส้นสุดสงครามเย็นอันเปนจุด





ลมสลายของลัทธิคอมมิวนิสตของสหภาพโซเวียต หนาที่ของทหารไดเปลี่ยนแปลงตามไป
จากหนาที่หลัก เชน การรักษาดินแดนและอํานาจอธิปไตย และทรัพยากรตาง ๆ ตามแนว


ความคิดรัฐสมัยใหม หรือแมกระทั่งการตอตานภัยคอมมิวนิสตของประเทศตาง ๆ


ของโลกคายเสรีนยม มาถึงในยุคปจจุบนท่รัฐตาง ๆ มีทางเลือกมากข้นในการเลอกใช 













เครองมออน ๆ ในการรกษาผลประโยชนแหงชาตผานการดาเนนนโยบายระหวางประเทศ







เชน การทต มาตรการทางเศรษฐกจ ความไดเปรยบดานขอมลขาวสาร นอกเหนอไปจาก







การใชกําลังทหารในสงครามเพียงอยางเดียว ซ่งมีความเส่ยงท่จะเกิดความเสียหาย










อยางยงยวด ดงนน การเผชญหนากนระหวางรฐโดยใชกาลงทหารเพยงอยางเดยว









เพ่อคมครองผลประโยชนของชาติ จึงเปนเร่องไมสมเหตุสมผลและไมมีความคมคา


อีกตอไป
ปรากฏการณโลกาภิวัตน นอกจากจะทําใหโลกพัฒนาไปอยางรวดเร็วดวยเทคโนโลย ี



และการส่อสารคมนาคมท่ทําใหรสึกวาโลกมีขนาดเล็กลง แตส่งท่เกิดขึ้นตามมาคือ


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 163

รูปแบบของภัยคุกคามก็ไดเปล่ยนแปลงตามไปดวยกลายเปนภัยคุกคามรูปแบบใหม  ระเบียบโลก เชน กฎหมาย สนธิสัญญา หรือขอตกลงระหวางประเทศ ดังนั้น กลไกดังกลาว




















กลาวโดยทวไปคอ ภยคกคามรปแบบใหมเปนความทาทาย หรือเปนภยทมผลกระทบ ทาใหรฐตาง ๆ ตองปรบบทบาทของทหารไปจากหนาทหลกแบบเดม คอการปองกนประเทศ













ตอความอยูรอดหรือสวัสดิภาพของประชากรโลกหรือรัฐ ซ่งไมใชอันตรายในรูปแบบเดิม และตอบโตภัยคุกคามตามแบบท่เปนรัฐ ไปสการทําหนาท่ท่หลากหลายมากข้น เชน


ท่มีจุดเร่มตนจากการเมืองและการขัดแยงกันของผลประโยชนแหงชาติของรัฐ และนําไปส  ู การทําหนาที่ดานการทูต เพื่อเชื่อมความสัมพันธระหวางประเทศ หรือหนาที่ตามแนวคิด


การเผชิญหนากันของกําลังทหารอยางสงครามในอดีต แตมักเกิดจากปญหาทางการเมือง เร่องความม่นคง เชน บทบาทดานปฏิบัติการดานมนุษยธรรมตามมติคณะมนตรีความม่นคง


ที่กระทบตอสภาพสังคมเศรษฐกิจของรัฐตาง ๆ โดยมีจุดเริ่มตน ลักษณะ รูปแบบเฉพาะ แหงสหประชาชาติ เชน การรักษาสันติภาพ การปองกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน เปนตน






ทแตกตางกนไป และจะมผลกระทบตอประชากรเปนวงกวางทวทงโลก จากปรากฏการณ 






การข้นตอกัน (Interdependency - Problems) ของทุกรัฐในโลก ยกตัวอยางเชน แนวความคิดเรื่องความมั่นคง




การเปล่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) การขาดแคลนของทรัพยากร แนวความคิดเร่องความม่นคงแบบตาง ๆ มีการพัฒนามาต้งแตอดีต กวาจะมาถึง




(Resources Scarcity) โรคติดตอ (Infectious Diseases) ภัยธรรมชาติ (Natural Disasters) การกอต้งขององคการความม่นคงและรักษาสันติภาพท่ใหญท่สุดในโลกอยางองคการ



การโยกยายถ่นฐานแบบไมปกติ (Irregular Migration) การกอการราย (Terrorism) สหประชาชาติ โดยสามัญสํานึกแลวความม่นคงจะเกิดข้นไดก็ตอเม่อทุกคนในสังคม







และอาชญากรรมขามชาติ (Transnational Crime) ซ่งการรับมือกับภัยคุกคามเหลาน ี ้ รสึกมีความม่นคงพรอม ๆ กัน โดยท่ไมมีใครคนใดคนหน่งรสึกไมปลอดภัย (ไมม่นคง)


จําเปนอยางย่งท่ตองอาศัยความรวมมือระหวางประเทศ ในการบูรณาการการใชทรัพยากร เปนความรูสึกที่วา ไมมีใครตองการที่จะทํารายเรา ดังนั้น ความรูสึกดังกลาวเปนความมั่นคง




และพลังอํานาจแหงชาติสาขาตาง ๆ ทั้งนโยบายทางการเมืองที่เอื้อโอกาสและปราศจาก ในอุดมคติท่มีคุณคา ย่งยืน และมีความลึกซ้งกวาการคอยระแวดระวัง คอยจับตาหรือ





อคติ ระบบเศรษฐกิจท่รองรับ และสนับสนุนเทคโนโลยีแบบเปดท่สามารถเช่อมโยงกับ ใชมาตรการอยางหน่งอยางใดทําใหผท่คิดรายไมสามารถทําอันตรายเราได เรียกวา




ระบบอื่นได รวมไปถึงกองทัพที่มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการรวมหรือรวมผสมได ความม่นคงสามัญ (Common Security) แตสําหรับในเร่องแนวความคิดระบบ
ความม่นคงระหวางประเทศน้น จะแตกตางออกไปในระบบของอนาธิปไตย (Anarchy)



การท่ทหารยังตองมีบทบาทในการแกไขปญหาความม่นคงอย เน่องจาก












ภัยความม่นคงรูปแบบใหมท่เกิดข้นตามภูมิภาคตาง ๆ ท่วโลกท้งในอดีตและปจจุบัน ท่ไมมีรัฐใดรัฐหน่งหรือองคกรใดองคกรหน่งในโลกมีอํานาจท่แทจริงในการควบคุม





มักจะขยายตัวอยางรวดเร็วและมีผลกระทบเปนวงกวาง ซ่งหากแกไขไมทันอาจกลายเปน ความประพฤติของรัฐตาง ๆ ดังนั้น ความมั่นคงที่ตองการในสภาวะแบบนจะเปนการกลาวถง

















ความขดแยงขนาดใหญ จงจาเปนตองใชเครองมอและบคลากรของหนวยงานทม ี ความมั่นคงรวม (Collective Security) ซึ่งหมายถึง แนวคิดหรือนโยบายอันเปนทยอมรบ












ขีดความสามารถเขาถึงพ้นท่ความขัดแยงไดอยางรวดเร็ว รวมทังสามารถปฏิบติงาน และปฏิบัติโดยประชาคมระหวางประเทศ มีความมงประสงคท่จะขจัดภยคกคามทมตอ















ไดอยางเด็ดขาดและเปนระบบ ดังน้น ทหารจึงเปนหนวยงานเดียวท่สามารถปฏิบัต ิ สันติภาพและความม่นคงระหวางประเทศ ซ่งความม่นคงรวมเปนแนวคิดทมความสาคญ


ตามความตองการดังกลาวได โดยในมุมมองดานยุทธศาสตร การแสดงกําลังในพ้นท ี ่ และเปนหลักการในการจัดต้งองคการระหวางประเทศตามทฤษฎีเสรีนิยมใหม โดยรัฐ



กอนจะเกิดความขัดแยงข้นคือ ขีดความสามารถในการปองปราม (Deterrence) สวนในระดับ ผรักสันติจะตองรวมมือกันสรางและรักษาสันติภาพใหเกิดข้นและย่งยืน เพราะการท ี ่







ยุทธการและยุทธวิธีน้น การเขาพ้นท่ของกําลังทางทหารอยางรวดเร็วจะชวยเพ่มโอกาส ภัยคุกคามซ่งเกิดข้นตอรัฐใดรัฐหน่ง ถือวาเปนภัยคุกคามตอสันติภาพของทุกรัฐ ดังน้น




















ในการยุติความขัดแยง รวมถึงลดโอกาสการขยายขอบเขตของการเกิดสงครามได  ทกรฐจงมีพันธะรวมกนในการดาเนนการตาง ๆ เพอรกษาสนตภาพทงในวธการทางการทต




เม่อความขัดแยงไดเกิดข้นแลว (Crisis Response) ตามหลักการปฏิบัติการทางทหาร เศรษฐกิจ หรือแมแตความรวมมือกันทางทหาร เพ่อตอบโตและยับย้งภัยคุกคามน้น



นอกจากสงคราม ซ่งการใชกําลังในบทบาทและสถานการณดังกลาว องคกรทหาร เพื่อเปนหลักประกันวาหากมีภัยคุกคามเกิดขึ้นแกตนก็จะไดรับการคุมครองจากพันธมิตร



จะทาหนาทเสมอนเปนเจาหนาท่บังคับใชกฎหมาย ในท่น้ก็คือ ทําใหคขัดแยงปฏิบัติตาม รวมทั้งเปนการยับยั้งรัฐใด ๆ ก็ตามที่จะคิดเปนภัยคุกคามตอรัฐอื่นดวย






กฎหมายหรือขอตกลงระหวางประเทศที่กําหนดไวนั่นเอง ซึ่งในสวนนี้ องคการความมั่นคง หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ (ค.ศ.๑๙๑๔ - ค.ศ.๑๙๑๘) สิ้นสุดลงพรอมกับ








ระหวางประเทศจะเขามามีบทบาทสําคัญในการดูแลความเรียบรอย โดยอาศัยกลไกของ ความเสียหายทเกิดข้นอยางรุนแรงและเปนวงกวาง มผเสียชีวตท้งทหารและพลเรือน
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒà ¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
164 165
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ ¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

ระเบียบโลก เชน กฎหมาย สนธิสัญญา หรือขอตกลงระหวางประเทศ ดังนั้น กลไกดังกลาว















ทาใหรฐตาง ๆ ตองปรบบทบาทของทหารไปจากหนาทหลกแบบเดม คอการปองกนประเทศ



และตอบโตภัยคุกคามตามแบบท่เปนรัฐ ไปสการทําหนาท่ท่หลากหลายมากข้น เชน


การทําหนาที่ดานการทูต เพื่อเชื่อมความสัมพันธระหวางประเทศ หรือหนาที่ตามแนวคิด



เร่องความม่นคง เชน บทบาทดานปฏิบัติการดานมนุษยธรรมตามมติคณะมนตรีความม่นคง
แหงสหประชาชาติ เชน การรักษาสันติภาพ การปองกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน เปนตน
แนวความคิดเรื่องความมั่นคง


แนวความคิดเร่องความม่นคงแบบตาง ๆ มีการพัฒนามาต้งแตอดีต กวาจะมาถึง



การกอต้งขององคการความม่นคงและรักษาสันติภาพท่ใหญท่สุดในโลกอยางองคการ





สหประชาชาติ โดยสามัญสํานึกแลวความม่นคงจะเกิดข้นไดก็ตอเม่อทุกคนในสังคม



รสึกมีความม่นคงพรอม ๆ กัน โดยท่ไมมีใครคนใดคนหน่งรสึกไมปลอดภัย (ไมม่นคง)



เปนความรูสึกที่วา ไมมีใครตองการที่จะทํารายเรา ดังนั้น ความรูสึกดังกลาวเปนความมั่นคง



ในอุดมคติท่มีคุณคา ย่งยืน และมีความลึกซ้งกวาการคอยระแวดระวัง คอยจับตาหรือ



ใชมาตรการอยางหน่งอยางใดทําใหผท่คิดรายไมสามารถทําอันตรายเราได เรียกวา


ความม่นคงสามัญ (Common Security) แตสําหรับในเร่องแนวความคิดระบบ

ความม่นคงระหวางประเทศน้น จะแตกตางออกไปในระบบของอนาธิปไตย (Anarchy)


ท่ไมมีรัฐใดรัฐหน่งหรือองคกรใดองคกรหน่งในโลกมีอํานาจท่แทจริงในการควบคุม






ความประพฤติของรัฐตาง ๆ ดังนั้น ความมั่นคงที่ตองการในสภาวะแบบนจะเปนการกลาวถง





ความมั่นคงรวม (Collective Security) ซึ่งหมายถึง แนวคิดหรือนโยบายอันเปนทยอมรบ




และปฏิบัติโดยประชาคมระหวางประเทศ มีความมงประสงคท่จะขจัดภยคกคามทมตอ







สันติภาพและความม่นคงระหวางประเทศ ซ่งความม่นคงรวมเปนแนวคิดทมความสาคญ








และเปนหลักการในการจัดต้งองคการระหวางประเทศตามทฤษฎีเสรีนิยมใหม โดยรัฐ

ผรักสันติจะตองรวมมือกันสรางและรักษาสันติภาพใหเกิดข้นและย่งยืน เพราะการท ่ ี





ภัยคุกคามซ่งเกิดข้นตอรัฐใดรัฐหน่ง ถือวาเปนภัยคุกคามตอสันติภาพของทุกรัฐ ดังน้น














ทกรฐจงมีพันธะรวมกนในการดาเนนการตาง ๆ เพอรกษาสนตภาพทงในวธการทางการทต







เศรษฐกิจ หรือแมแตความรวมมือกันทางทหาร เพ่อตอบโตและยับย้งภัยคุกคามน้น


เพื่อเปนหลักประกันวาหากมีภัยคุกคามเกิดขึ้นแกตนก็จะไดรับการคุมครองจากพันธมิตร
รวมทั้งเปนการยับยั้งรัฐใด ๆ ก็ตามที่จะคิดเปนภัยคุกคามตอรัฐอื่นดวย
หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ (ค.ศ.๑๙๑๔ - ค.ศ.๑๙๑๘) สิ้นสุดลงพรอมกับ





ความเสียหายทเกิดข้นอยางรุนแรงและเปนวงกวาง มผเสยชีวตท้งทหารและพลเรือน




¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 165

จํานวนหลายลานคน รวมท้งเกิดความเสียหายตอท้งเมืองและทรัพยสินตาง ๆ และ



ยังสงผลกระทบตอระบบเศรษฐกิจของประเทศตาง ๆ ในยุโรปอยางมาก ในไมก่ป 
หลังจากนั้น โทมัส วูดโรว วิลสัน ประธานาธิบดีคนที่ ๒๘ ของสหรัฐฯ ซึ่งดํารงตําแหนง


ในชวงเวลาดังกลาว (ค.ศ.๑๙๑๓ - ๑๙๒๑) ไดมีบทบาทสําคัญอยางย่งในการผลักดัน

แนวความคดเสรีนิยมของตน (Wilsonian) ผาน “หลัก ๑๔ ประการ” ซ่งเปนขอเสนอ



สําคัญในสนธิสัญญาแวรซาย ท่ฝายสัมพันธมิตรเรียกวา เปนสัญญาสันติภาพท่บังคับ

ใหฝายอักษะนําโดยจักรวรรดิเยอรมนีลงนามแสดงสถานะการยุติสงครามโลกคร้งท่ ๑





โดยมีสาระสําคัญพ้นฐานคือความพยายามทําใหสังคมโลกอยในความสงบ มีความม่นคง




และมีสันติภาพ และใหมีการต้งกฎเกณฑเพ่อปองกันและลงโทษประเทศท่กอสงครามข้น
ผานกลไกความรวมมือจากนานาชาติ หลัก ๑๔ ประการ จึงเปนรากฐานของการจัดต้ง ั
องคการเพ่อความม่นคงในระดับโลกในสมัยน้นข้นมา คือ สันนิบาตชาติ (League of




Nations) เพื่อเปนตัวแทนในการจัดระเบียบโลกในชวงเวลาดังกลาว
















ภาพการกอตั้งสันนิบาตชาติที่เปนผลมาจากหลัก ๑๔ ประการ และสนธิสัญญาแวรซาย
ที่มา : https://huliocruzio.wordpress.com/2014/08/15/




อยางไรก็ตาม สันนิบาตชาติมีเคาลางแหงความลมเหลวต้งแตเร่มกอต้งองคการ

(ค.ศ.๑๙๑๙) จากหลายปจจัย เชน ประการแรก คือ การไมเขารวมเปนสมาชิกของ

องคการของชาติมหาอํานาจโดยเฉพาะอยางยิ่งสหรัฐฯ ท้งท่เปนตัวต้งตัวตีในการ


¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
166
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

กอต้งองคการ ไดปฏิเสธการเขารวมโดยอางถึงลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine)

ที่ยึดถือมาตั้งแตตนคริสตศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งเปนแนวคิดที่ตองการใหประเทศมีความสงบ

โดดเด่ยว และปลอดภัยจากประเทศตาง ๆ ในยุโรป ท่เขามาแทรกแซงกิจการการเมือง







หรอแสวงหาผลประโยชนบนดนแดนสหรฐฯ ในขณะเดียวกนสหรฐฯ ก็จะไมยงเกยว





กับกิจการตาง ๆ ของยุโรปเชนเดียวกัน ประการตอมา คือความไมมีประสิทธิภาพ





ในการยับย้งชาติสมาชิกท่รุกรานชาติอ่นเสียเอง ซ่งเปนการละเมิดพ้นฐานของการ


กอต้งองคการหรือการดําเนินการลงโทษเม่อมีการละเมิดหลักการดังกลาวอยางจริงจัง


ยกตัวอยางเชน กรณีอิตาลียึดเกาะคอรฟูของกรีก ในป ค.ศ.๑๙๒๓ เหตุการณญ่ปนรุกราน
แควนแมนจูเรียของจีน ในป ค.ศ.๑๙๓๑ และสงครามอะบิสซิเนีย (Abyssinian War) ในป
ค.ศ.๑๙๓๕ โดยอิตาลีไดสงกองทัพบุกอะบิสซิเนีย (เอธิโอเปยในปจจุบัน) ซ่งสันนิบาตชาต ิ

ไดประกาศคว่าบาตรอิตาลี แตก็ไมเปนผลเน่องจากเยอรมนีสนับสนุนอิตาลีอย อีกท้งอิตาล ี




ไดตอบโตโดยการลาออกจากการเปนสมาชิกสันนิบาตชาติ และจุดตํ่าสุดคือกรณีเยอรมนี


ละเมิดสนธิสัญญาแวรซายดวยการสงทหารเขาสเขตปลอดทหารไรนแลนด ซ่งเปนหน่ง ึ


ในชนวนการเกิดสงครามโลกคร้งท่ ๒ โดยท่สันนิบาตชาติไมอาจแกไขวิกฤตการณดังกลาวได

ทั้งนี้การที่องคการสันนิบาตชาติมีความออนแอ เนื่องมาจากพื้นฐานความคิดขององคการ
ไมสอดคลองกับความเปนจริง โดยมองวาทุกประเทศมีผลประโยชนรวมกันในการรักษา
สันติภาพของโลกตามแนวความคิดความม่นคงรวม แตในความเปนจริงแลว สังคมทางการเมือง

ระหวางประเทศชวงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ นั้น ชาติมหาอํานาจอยาง อังกฤษ ฝรั่งเศส
เยอรมนี รัสเซีย และอิตาลี ตางก็ถือเอาผลประโยชนของตนเปนหลักสําคัญ อีกท้งยังมีปญหา

เรื่องชาตินิยม จักรวรรดินิยม การแสวงหาทรัพยากร การแขงขันสะสมอาวุธ และการพัฒนา
ขีดความสามารถทางทหารที่คุกรุนอยูบนทวีปยุโรปตลอดเวลาอีกดวย ดังนั้น เมื่อเกิดขอพิพาท
เก่ยวของกับประเทศมหาอํานาจเหลาน้ องคการสันนิบาตชาติจึงไมอาจแกปญหาได 



และประสบความลมเหลวมาตลอด จนกระท่งถึงการส้นสภาพในชวงกอนสงครามโลก

ครั้งที่ ๒



หากองคการสันนิบาตชาติ ถูกกอต้งข้นเพ่อยับย้งไมใหเกิดสงครามคร้งใหม 


ภาพการกอตั้งสันนิบาตชาติที่เปนผลมาจากหลัก ๑๔ ประการ และสนธิสัญญาแวรซาย

หลังจากท่โลกเคยพบประสบการณอันเลวรายจากผลของสงครามโลกคร้งท่ ๑ มาแลว


ที่มา : https://huliocruzio.wordpress.com/2014/08/15/
ทั้งบานเมืองไดรับความเสียหาย ผูคนลมตายเปนจํานวนมาก บางจักรวรรดิในยุโรปไดถึง

กาลสูญส้น และเกิดความตกต่าอยางหนักของระบบเศรษฐกิจโลก ก็สามารถกลาวไดวา


สันนิบาตชาติเปนองคการแหงความมั่นคง ที่ไมประสบความสําเร็จอยางสิ้นเชิง เพราะไม
สามารถยับยั้งการเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่เกิดความเสียหาย มีผูบาดเจ็บและเสียชีวิต





รวมท้งเศรษฐกิจโลกไดรับผลกระทบมากกวาเดิมได อีกท้งระหวางสงครามโลกคร้งท ๒
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 167

ยังไดมีท้งการใชอาวุธทําลายลางสูง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยางรายแรง






โดยเฉพาะเหตุการณการฆาลางเผาพันธ ท่โหดรายทารุณท่สุดคร้งหน่งในหนาประวัติศาสตร 
มวลมนุษยชาติ กรณีการสังหารหมชาวยิวโดยนาซีเยอรมัน (Holocaust) ท่เรียกไดวา



เปนจุดกําเนิดถึงแนวคิดในการปกปองสิทธิมนุษยชนในอีกหลายทศวรรษตอจากน้น
จวบจนถึงปจจุบัน และสุดทายโลกไดถูกแบงออกเปน ๒ คาย คือ สังคมนิยมคอมมิวนิสต

นาโดยสหภาพโซเวียต กับเสรีประชาธิปไตย นําโดยสหรัฐฯ จึงทําใหผนําหลายชาต ิ

ตระหนักถึงภัยพิบัติจากผลของความขัดแยงดังกลาว และหันมารวมมือกันหาทาง
ปองกันสงครามไมใหเกิดข้นไมวากรณีใด ๆ และใหถือวาสงครามคือส่งท่ผิดกฎหมาย





ระหวางประเทศในทุกกรณี ดังน้น หากการท่มนุษยยังมีความหวังในการแกไขปญหา







ความขดแยงโดยสนตวธ ก็คงไมผิดท่จะกลาววา องคการสหประชาชาติไดถูกกอต้งข้นมา





โดยผลของสงครามโลกคร้งท่ ๒ เพ่อยับย้งสงครามโลกคร้งตอไปท่คาดวาจะมีความรุนแรง




อยางยิ่งยวดจนมีคําทํานายวา อาจเปนจุดสิ้นสุดของมวลมนุษยชาติเลยทีเดียว
ภาพการแบงแยกของทั้งสองฝาย ในสมัยสงครามเย็นอันเปนเหตุการณตอเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ ๒













ภาพสภาพเชลยศึกชาวยิวในคายกักกันนาซี

ที่มา : https://www.clipmass.com/story/27533

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
168
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

ภาพการแบงแยกของทั้งสองฝาย ในสมัยสงครามเย็นอันเปนเหตุการณตอเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ ๒
ที่มา : https://spaceth.co/grigori-nelyubov/



องคการสหประชาชาติและบทบาทหนาที่ในการรักษาสันติภาพ



องคการสหประชาชาต มีจุดเร่มตนในเดือนสิงหาคม ค.ศ.๑๙๔๑ โดยการหารือ
อยางลับ ๆ ของ ๒ ใน ๓ ผูนําฝายสัมพันธมิตร ไดแก ประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี. รสเวลต 

แหงสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอรชิลล แหงอังกฤษ บนเรือรบยูเอสเอสออกัสตา
(USS Augusta) ในการรองรับคําประกาศหลักการแหงนโยบายแหงชาติเพ่อแสดงถึงจุดยืน

ของสหรัฐฯ และสนับสนุนหลัก ๑๔ ประการ ของโทมัส วูดโรว วิลสัน รวมทั้งรองรับหลักการ

ปกปองเสรีภาพ ๔ ประการ ของตัวรูสเวลตเอง เม่อเขารับตําแหนงประธานาธิบด ี



แหงสหรัฐฯ ในชวงระหวางสงครามโลกคร้งท่ ๑ และ ๒ (Interwar Period) เรียกวา



กฎบัตรแหงแอตแลนติก (Atlantic Charter) และผลแหงการประชุมคร้งน้น ไดกลาย
เปนหลักการพ้นฐานในการกอต้งองคการสหประชาชาติ เน่องจากตอมาในชวงปลาย







สงครามโลกครังท่ ๒ ผูแทนของประเทศจีน สหภาพโซเวยต อังกฤษ และสหรัฐฯ






ไดประชมรวมกนเพอวางแนวทางในการจดตงองคการระหวางประเทศขนมาใหม 






เม่อสงครามยุติลงในป ค.ศ.๑๙๔๕ โดยจุดประสงคหลักของการกอต้งองคการสหประชาชาต ิ




ก็เพ่อเปนองคกรกลางท่ทําหนาท่รักษาสันติภาพโลก และแสวงหาความม่นคงรวมกัน



ที่มา : https://www.clipmass.com/story/27533 โดยมีกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) ทําหนาท่เปนเหมือนธรรมนูญขององคการ
ซึ่งบอกถึงหลักการ สิทธิ และหนาที่ของชาติสมาชิกที่พึงยึดถือและปฏิบัติตาม ซึ่งกฎบัตร
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 169


สหประชาชาติน้ถือไดวา เปนกฎหมายระหวางประเทศท่ชาติสมาชิกไดใหความตกลง


และมีพันธะระหวางกัน ภายใตความเทาเทียมกันของอธิปไตยของรัฐ ท่พึงจะงดเวน

การใชกําลังในทุกกรณีท่ขัดตอหลักการพ้นฐานขององคการ องคการสหประชาชาต ิ





เรยกไดวาเปนองคการทางการทูตและการเมืองท่ใหญท่สุดในโลก เพ่อดํารงไวซ่งสันติภาพ










ทยงยนของโลก โดยเปนความพยายามของเหลาผนํานานาชาติท่กอต้งองคการ




แหงสนติภาพระดับโลกและปองกันไมใหผใดหาประโยชนจากความขัดแยงอยางสงคราม








โดยมีชาติสมาชิกเร่มกอต้งท้งหมด ๕๑ ชาติ และปจจุบันมีสมาชิกแลวท้งส้น ๑๙๓ ชาต ิ
โดยสาธารณรัฐเซาทซูดานเปนสมาชิกรายลาสุด มีสํานักงานใหญอยท่รัฐนิวยอรก




ประเทศสหรฐฯ กลาวโดยทวไป สหประชาชาติทําหนาท่หาทางเลือกในการสรางและ





รักษาสันติสุขในโลกใหย่งยืน บนพ้นฐานแหงการเปนมิตรภาพของชาติสมาชิก ท่รวมมือกัน


ในการจัดการกับภัยคุกคามความม่นคงทุกรูปแบบ โดยมีสหประชาชาติเปนศูนยกลาง


ความรวมมอ และโดยภาพรวมแลวการทํางานท่ผานมาของสหประชาชาติ สวนหน่ง ึ







ถอวาประสบความสาเรจในการสรางสนตภาพผานการปฏิบัตการทางทหารนอกเหนอ



จากสงคราม โดยเฉพาะภารกิจปฏิบัติการเพ่อสันติภาพ (Peacekeeping Operation)

หลายภูมิภาคทั่วโลกตั้งแตเริ่มตนกอตั้งองคการ










เปาหมายสาคญของสหประชาชาตคอสงทสะทอนเจตนารมณแหงการสราง



ความม่นคงรวมในการกอต้งองคการน่นคือ ตองการสรางสันติภาพท่ย่งยืนใหเกิดข้น
















บนโลก โดยมกลไกการใชอานาจในการแกปญหาหลากหลายรปแบบ ตงแตใชมาตรการ

ในการสรางความม่นคงในรูปแบบของหนวยงานหรือองคกรระหวางประเทศ ภายใต 
การบริหารของสหประชาชาติ เพ่อแกไขปญหาในระดับรากเหงา ซ่งกลายไปเปนพันธะ




พ้นฐานของการกําหนดนโยบายใหกับรัฐบาลของชาติสมาชิกยึดม่นปฏิบัติตามจนถึง








ปจจุบนต้งแตเร่องเล็กนอย เชน การกําหนดคาธรรมเนียมการสงไปรษณยใหกบ



ประเทศหน่ง ไปจนถึงกฎระเบียบเก่ยวกับเสนทางเดินเรือในเขตนานน้าสากล และ



การกําหนดมาตรฐานของเตาปฏิกรณในโรงไฟฟาพลังงานนิวเคลียร ปจจุบันหนาท ี ่




ความรบผดชอบของสหประชาชาต ไดขยายตวไปมากตามรปแบบของภยคกคาม



รูปแบบใหม ซ่งตองใชเคร่องมือและวิธีการท่มีความซับซอนมากข้นในการแกปญหา












ยกตวอยางเชน ปญหาดานสาธารณสข การเส่อมโทรมของส่งแวดลอม อาชญากรรม

ขามชาติ การอพยพของผล้ภัย การชวยเหลือดานมนุษยธรรมและภัยธรรมชาติ ฯลฯ

ผานองคกรยอยตาง ๆ เชน องคการอาหารและการเกษตรแหงสหประชาชาติ
(Food and Agriculture Organization: FAO) ในการตอสูกับวิกฤตการณการขาดแคลน
อาหาร องคการทางทะเลระหวางประเทศ (International Maritime Organization: IMO)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
170
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ






ท่ดูแลเก่ยวกับความม่นคงทางทะเล ซ่งมีความเก่ยวของกับหนาท่ของกองทัพเรือ



หนวยยามฝง ท่มีบทบาททางดานการบังคับใชกฎหมาย (Law Enforcement Role)
รวมท้งองคกรทางทะเลท้งภาครัฐและเอกชน และองคการอนามัยโลก (World Health


Organization: WHO) ในบทบาทของการรับมือกับปญหาดานสาธารณสุขของโลก
เปนตน ซ่งองคกรเหลาน้ใชความเปนกลางและไมเขาขางฝายใด มงแกไขปญหาท่จะลุกลาม




กลายเปนปญหาที่ยากจะแกไขหรืออาจนําไปสูความขัดแยงระหวางรัฐ



























ภาพองคการสหประชาชาติ และองคกรในเครือ
ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/สหประชาชาติ



นอกจากน้ สหประชาชาติยังสามารถใชอํานาจในการสรางสันติภาพไดโดยตรง





เม่อเกิดความขัดแยงหรือมีภัยคุกคามเก่ยวกับความม่นคงท่รายแรงเกิดข้น ไมวาจะเปน

การใชกฎบัตรสหประชาชาติ มาตราท่ ๖ ในการระงับขอพิพาทโดยสันติวิธี (Peace


Settlement of Disputes) ไดแก การเจรจาตอรอง (Negotiation) การสอบสวน
(Enquiry) การไกลเกลี่ย (Mediation) การประนีประนอมปรองดองกัน (Conciliation)
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 171

๑๐




การใชอนญาโตตุลาการ (Arbitration) การตดสินปญหาโดยศาล (Judicial Settlement)

มาตราท่ ๗ มาตรการจัดการเก่ยวกับการคุกคามตอสันติภาพ การละเมิดสันติภาพและ



การกระทําในลกษณะรุนแรง ผานคณะมนตรีความม่นคงแหงสหประชาชาติ (United

Nation Security Council: UNSC) โดยนําความขัดแยงเสนอเขาสกระบวนการโหวต

เพ่อลงมติออกมาเปนมติคณะมนตรีความม่นคงแหงสหประชาชาติ (United Nation



Security Council Resolution: UNSCR) เพ่อดําเนินการใชมาตรการท่สอดคลอง

กับวัตถุประสงคและหลักการของสหประชาชาติ ซ่งเปนการใชอํานาจบังคับอยางจําเปน



ออกแบบเพ่อจัดการกับการคุกคามตอสันตภาพ การละเมิดสันตภาพ และการกระทํา
๑๑
ในลักษณะรุกราน และกลไกของมาตรานี้เองที่เปนการชดเชยจุดออนของสันนิบาตชาติ
๑๒
ท่ขาดหายไป คือการมีกองกําลังรักษาสันติภาพที่เปนของตนเอง ถึงแมจะเปนกองกําลัง



ทมาจากการสนบสนนของชาติสมาชิก และตัวคณะมนตรีความม่นคงฯ ท่มอานาจ






ลงมตเพ่อขจัดความขัดแยง ซ่งแตกตางจากสันนิบาตชาติท่ขาดองคประกอบน้ รวมท้ง






มาตราท่ ๘ การจัดการระดับภูมิภาค (Regional Arrangement) โดยสหประชาชาติเห็นวา

มีความเหมาะสมท่จะใชการดําเนินการของกลไกความรวมมือดานความม่นคงขององคกร

















ในภมภาค เพอบงคบใหเกดสนตภาพอยางสนตวธ ภายใตอานาจของภมภาคเอง




กอนที่สหประชาชาติจะเขามาดําเนินการเอง
สิทธิมนุษยชนและการแทรกแซงของประชาคมโลก
โลกไดใหความสนใจกับคําวา “สันติภาพ” มากข้นหลังยุคสงครามเย็น




โดยสนตภาพอาจตความไดหลายความหมาย เชน สนตภาพอาจหมายถง สภาวะทปราศจาก







๑๓
สงคราม มีความยุติธรรม หรือการพัฒนาที่ตอเนื่องของประเทศ ในบริบทของการเมือง
ระหวางประเทศ แตละรัฐแตละองคกรก็ตีความหมายของคําน้แตกตางกันไปเชนกัน


จึงทําใหสภาวะสันติภาพของรัฐหน่งอาจใชไมไดกับรัฐอ่น เชน ประเทศท่มีแตความขัดแยง


กับเพ่อนบานหรือความวนวายภายใน สันติภาพอาจหมายถึง การปราศจากการสรบ





หรือการปลอดสงคราม แตสําหรับประชาชนในประเทศท่มีการคอรรัปช่นสูงหรือ
มีความแตกตางระหวางชนช้นมาก ๆ อาจไดรับคําตอบวา สันติภาพคือ ความยุติธรรม




และอิสรภาพ หรือสันติภาพอาจหมายถึง การมีปจจัยส่ท่พอเพียงหากถามผท่อย ู 



ในดินแดนท่ยากจนและขาดแคลนอาหาร ดังน้น ความแตกตางในบริบทของสันติภาพ


เชนน้จึงไมสามารถสรุปไดอยางตรงไปตรงมาวา สันติภาพเปนส่งตรงขามกันกับสงคราม
อยางไรก็ตาม ตัวอยางที่ยกมาขางตนลวนเปนสวนประกอบของสันติภาพทั้งสิ้น
ในชวงคริสตทศวรรษที่ ๑๙๙๐ สหประชาชาติไดมีการพิจารณาถึงความสําคัญ


ของสันติภาพในแงมุมของ “ความม่นคงของมนุษย” ข้นมา และนําไปสการรักษาสันติภาพ

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
172
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ





เพ่อปกปองสิทธิพ้นฐานของมนุษย หรือสิทธิมนุษยชนท่ไมมีผใดสามารถมาพรากไปได

โดยการพิจารณาแนวคิดเร่องสิทธิมนุษยชนดังกลาวท่เก่ยวพันกันอยางลึกซ้งกับกลไก






วิธีการ และแนวทางท่เหมาะสม เพ่อชวยสงเสริมความม่นคงของมนุษยไดอยางเปน





รปธรรม ซ่งเร่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดข้นมานานแลว ต้งแตกอนการกอต้งองคการ











สหประชาชาติดวยซา เพียงแตไมไดถกนาขนมาเปนวาระแหงมวลมนุษยชาต ท่จะตองม ี








การปองกันไมใหเกิดข้นในรปแบบของการสรางความม่นคงแบบรวมมอกัน (Cooperative
๑๔
Security) อยางจริงจังและเรงดวน ตอมาประเด็นดังกลาวกลายมาเปนหนึ่งในวัตถุประสงค
ในการกอตั้งองคการสหประชาชาติ โดยใน ค.ศ.๑๙๔๘ สมัชชาใหญแหงองคการสหประชาชาติ
(United Nations General Assembly) ไดมีมติยอมรับและประกาศใชปฏิญญาสากล
วาดวยสิทธิมนุษยชนแหงสหประชาชาติข้นอยางเปนทางการเปนคร้งแรก ซ่งถือเปน




เอกสารสําคัญทางประวัตศาสตรฉบับแรก ท่ประชาคมโลกชวยกนในการวางรากฐาน


๑๕
ดานสิทธิมนุษยชนระหวางประเทศ โดยมีสาระสําคัญท่เก่ยวของกับการมีสิทธ ิ




อันชอบธรรม ท่ติดตัวมากับความเปนมนุษยต้งแตกําเนิด ยกตัวอยางเชน มนุษยทุกคน
เกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักด์ศรีและสิทธิตาง ๆ มีสิทธิในการมีชีวิต มีเสรีภาพ




และความมนคงแหงบุคคล ท่จะถูกกระทําการทรมาน หรือการลงโทษท่โหดราย





ไรมนษยธรรม หรอยายีศักด์ศรีไมได รวมท้งทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพ



เชน อาหาร เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัย การดูแลรักษาทางการแพทย การศึกษา และบริการ
ทางสังคมที่จําเปนเพียงพอ เปนตน ๑๖



จนมาถึงปจจุบันนานาชาติไดมีกลไกในการแกไขปญหาเม่อมีเหตุการณท่เกิด


การคุกคามสิทธิมนุษยชนข้น ยกตัวอยางเชน การแทรกแซงเพ่อมนุษยธรรม (Humanitarian
Intervention) อันหมายถึง การใหความชวยเหลือกรณีเกิดสถานการณฉุกเฉินที่ตองการ
การปกปองสิทธิมนุษยชนอยางเรงดวน ซ่งท่ไมใชรูปแบบของการปฏิบัติการทางทหาร


แตเปนการชวยเหลือหรือสนับสนุนดานการเงิน ยารักษาโรค อาหาร การใหคําปรึกษา

จากผเช่ยวชาญ ผานวิธีการทางการทูตและ/หรือการแทรกแซง สวนอีกหลักการหน่ง ึ



ท่ถูกนํามาใชเพ่อเปนการคมครองผบริสุทธ์ กรณีเกิดเหตุการณรายแรงข้นกับประชากร




ในรัฐใด ๆ คือ หลักการความรับผิดชอบในการปกปอง (Responsible to Protect: R2P)


โดยหลักการน้ถูกยกข้นมาเปนประเด็นระหวางประเทศ จากบทเรียนความโหดราย



จากการทผปกครองรฐใชความรนแรงเขนฆาทงทางตรงและทางออมตอประชาชนของตน










โดยหลักการ R2P ปรากฏและไดรับการยอมรับในระดับนานาชาติเปนครั้งแรกในเอกสาร
ผลการประชุม United Nations World Summit 2005 โดยมีใจความสําคัญ คือการที่รัฐ

ซ่งมีอํานาจอธิปไตยและไมตองการใหเกิดการแทรกแซงจากตางชาติ จะตองมีความรับผิดชอบ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 173

ในการปกปองประชาชนของตน ใหพนจากอาชญากรรมรายแรง ๔ ประเภท ไดแก






การฆาลางเผาพนธ (Genocide) อาชญากรรมสงคราม (War Crimes) อาชญากรรม


ตอมนุษยชาติ (Crimes Against Humanity) และการกวาดลางกลมชาติพันธ (Ethnic

Cleansing) แตหากรัฐบาลน้นกลับเพิกเฉยหรือสนับสนุนใหมีการกระทําดังกลาว


นานาชาติสามารถเขาใหความชวยเหลือได โดยไลระดับไปต้งแตการไกลเกล่ย ตักเตือน
หรือประณาม การแทรกแซงทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการบังคับใหเกิดสันติภาพตามกฎบัตรฯ


มาตราท่ ๗ โดยหลักการท้งการแทรกแซงเพ่อมนุษยธรรม และ R2P ถูกใชเปนเคร่องมือ


สําหรับการสรางความรวมมือระหวางนานาชาติ ในการสรางความม่นคงของมนุษย 




ตามภูมิภาคตาง ๆ เน่องจากภัยคุกคามดังกลาวกลายเปนปรากฏการณท่พบมากข้น















ในยคหลงสงครามเยน ความขดแยงระหวางรฐกลายเปนปญหาทสะสมและมกเรมตนขน



ภายในประเทศท่รฐบาลเจาบาน (Host Government) ไมสามารถแกไขปญหาการละเมิด


สิทธิมนุษยชนในประเทศตนเองไดอยางมีประสิทธิภาพและทันเวลามากพอ ยกตัวอยางเชน
กรณีการฆาลางเผาพันธในรวันดา (ค.ศ.๑๙๙๓) เหตุการณความรุนแรงในติมอรตะวันออก

(ค.ศ.๑๙๙๙) หรือสงครามกลางเมืองในลิเบีย (ค.ศ.๒๐๑๑) รวมไปถึงกรณีท่ปญหาหรือ

ความขัดแยงท่ขยายตัวออกไปสภูมิภาคขางเคียง เชน ปญหาการยายถ่นฐานแบบไมปกต ิ



(Irregular Human Migration) ปญหาผอพยพชาวโรฮิงยาในมหาสมุทรอินเดีย

ปญหาโจรสลัดในอาวเอเดน มหาสมุทรอินเดีย และในชองแคบมะละกา
ภาพสงครามกลางเมืองในลิเบีย
ที่มา : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_2394218
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
174
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

อยางไรก็ตาม การเขาใหความชวยเหลือเร่องสิทธิมนุษยชนของกองกําลังตางชาต ิ


ในดินแดนของรัฐอ่น ยังคงเปนประเด็นท่ถกเถียงถึงความถูกตองและความชอบธรรม

มาอยางตอเนื่อง การยับยั้งความเปนปฏิปกษ (Aggression Deterrence) ดวยการบังคับ

ใหปฏิบัติตามขอตกลง (Enforcement) ไมสามารถหลีกเล่ยงการใชการปฏิบัติการ


ทางทหารได โดยเฉพาะหากการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือจากสงครามคร้งน้น



มีมหาอํานาจมาเก่ยวของท่มักถูกต้งคําถามวา มีวัตถุประสงคทางการเมืองแอบแฝงอย ู 
เบองหลังหรือไม ถึงแมวาจะเปนการสรางความสงบสุขใหเกิดข้นบนโลกอยางการปฏิบัติการ












เพ่อสันติภาพก็ตาม เน่องจากการปฏิบติการเพอสนตภาพ มีลกษณะการปฏิบติการ

โดยกองกําลังรวมหรือรวมผสมท่จัดต้งตามมติคณะมนตรีความม่นคงฯ อันเปนกลไก



ในการใชอํานาจของสหประชาชาติ โดยจะมีขอบเขตของความเก่ยวของกับการเมือง


ท่แตกตางไป เม่อเปรียบเทียบกับการปฏิบัติการของกองกําลังรวมนานาชาติ (Multilateral


Collation Operation) ซ่งเปนกองกําลังนานาชาติท่ปฏิบัติการระงับความขัดแยงในทุกระดับ
รูปแบบทั้งในรูปแบบของความขัดแยงระดับตํ่าไปจนถึงสงคราม เชน กองกําลังพันธมิตร



(Coalition Force) อยางไรกตาม การปฏบตการเพอสนตภาพกบการปฏบตของ










กองกําลังรวมนานาชาติ ก็มีความแตกตางกันในเรื่องวัตถุประสงคทางการเมือง กลาวคือ


ในการปฏิบัติการเพ่อสันติภาพน้น ถึงแมวาจะเปนเพียงการรักษาสันติภาพ (Peacekeeping)
หรือการบังคับใหเกิดสันติภาพ (Peace Enforcement) ก็ตาม กองกําลังนานาชาต ิ









ทเขาไปในพนทขดแยงจะยดหลกการของสหประชาชาตผานอาณตของภารกจ (Mandate)







และยึดหลักการยินยอมของประเทศเจาบาน (Consent) มีความเปนกลาง (Impartial)
รวมทั้งใชกําลังไดก็เพียงแตการปองกันตนเอง (Self-Defense) เทานั้น แตสําหรับในกรณี


ของกองกําลังพันธมิตรน้น ในทางทฤษฎีจะถูกขับเคล่อนดวยวัตถุประสงคทางการเมือง

ในลักษณะของรัฐสมัยใหม กลาวคือเพ่อปกปองและรักษาผลประโยชนแหงชาต ิ
ไมวายุทธศาสตรของชาติตาง ๆ ในกองกําลังมีแนวทางอยางไรก็ตาม ชาติท่เปนแกนนํา

ในกองกําลังพันธมิตรจะสงกําลังทางทหารไปปฏิบัติการบนแผนดินของรัฐอื่น ก็เพื่อรักษา
ผลประโยชนของตนที่ชัดเจน เชน กรณีกองกําลังพันธมิตรชวงสงครามนโปเลียน ระหวางป
ค.ศ.๑๗๙๒ - ๑๘๑๕ (Napoleonic War) ที่ปรัสเซีย รัสเซีย อังกฤษ และอีกหลายชาติ



ในยุโรป ท่รวมมือกันหยุดย้งการขยายอํานาจของจักรวรรดิฝร่งเศส โดยทําสงคราม


กับกองทัพของจักรพรรดินโปเลียน หรือสงครามอาวเปอรเซียคร้งท่ ๒ โดยกองกําลัง
นานาชาตินําโดยสหรัฐฯ รวมมือกันในการลมลางระบอบซัดดัม หรืออาจรวมไปถึง
การรักษาสันติภาพในติมอรตะวันออกของกองกําลังนานาชาติ ท่นําโดยกองทัพออสเตรเลีย

ภาพสงครามกลางเมืองในลิเบีย



ที่มา : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_2394218 ดังน้น หากเรามองขามส่งท่ปรากฏตามคํากลาวอางในการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 175

หรือรักษาระเบียบโลก ก็สามารถต้งคําถามกับผลของการปฏิบัติการทางทหารของ










กองกาลังนานาชาติท่เขาไปปฏบตการในดนแดนของประเทศอนไดวา สนติภาพหรอ







ความม่นคงไดเกิดข้นและย่งยืนหรือไมจากการปฏิบัติการดังกลาวเม่อมีมหาอํานาจเขามา

มีสวนเกี่ยวของ

นอกจากน้ยังมีการใหคํานิยามท่คลาดเคล่อน เก่ยวกับหลักการการแทรกแซง



เพ่อมนุษยธรรม โดยมักจะถูกตีความหมายไปถึงลักษณะ“การบีบบังคับดวยกําลัง”



ตอรัฐบาลเจาบาน เม่อเกิดวิกฤตสิทธิมนุษยชนภายในรัฐ ซ่งวิกฤตลักษณะน้มักเกิดข้น




ในรฐลมเหลว (Failed State) ท่ความขัดแยงลกลาม ไปจนถงการชวยเหลือผบรสุทธ ิ ์







รวมท้งการบังคับใหรัฐบาลเจาบานใชมาตรการเพ่อยุติ หรือมีความพยายามหยุดย้ง ั



การละเมิดสิทธิมนุษยชนท่กําลังเกิดข้นในประเทศตนเอง ซ่งการดําเนินการในลักษณะน ้ ี
๑๘


จะไปสอดคลองกับการปฏิบัติการเพ่อสันติภาพเสียมากกวา นอกจากความคลาดเคลื่อน

ของนิยามการแทรกแซงเพ่อมนุษยธรรมแลวการปฏิบัติตามหลักการ R2P ก็ไดรับ

เสียงวิพากษวิจารณเชนกัน โดยเฉพาะประเด็นการท่มีกองกําลังตางชาติปฏิบัติการอย ู 
ในประเทศอน โดยใชกฎเกณฑของตนทตงขนมาเอง ถอวาเปนการแทรกแซงอานาจ
































อธปไตยของรฐอนหรอไม ซงในประเดนดงกลาวกมการโตแยงวา การทมกองกาลง ั


รักษาสันติภาพหรือกองกําลังพันธมิตรปฏิบัติการในแผนดินของรัฐอื่น สามารถกระทําได

โดยท่ไมตองมีความยินยอมจากรัฐบาลเจาบาน ในกรณีท่รัฐบาลของประเทศน้นไมม ี






มาตรการใด ๆ เพ่อยับย้งความโหดรายท่เกิดข้นในดินแดนของตน หรือใหการสนับสนุน






การกระทาดงกลาว และท่แยย่งไปกวาน้นคือเปนผลงมือกระทําเสียเอง ซ่งถือวารัฐบาล


ดังกลาวไดขาดความรับผิดชอบตออํานาจอธิปไตยของตนเอง และจึงเปนหนาท่ของ

ประชาคมโลกที่ตองเขาไปหยุดยั้งความโหดรายนั้น
นอกเหนือจากความคลุมเครือในคําจํากัดความ และความชอบธรรมในการ

สรางความม่นคงและสันติภาพแลว สหประชาชาติไดถูกโจมตีมาโดยตลอด นับต้งแต 











เรมกอตงองคการในเรองการบรหาร ไมวาจะเปนเรองข้นตอนทางธรการทซบซอน












การใชจายเงินท่ส้นเปลืองและไมมีประสิทธิภาพ การรับรองมาตรการดานสาธารณสุข


ท่กอใหเกิดเสียงวิพากษวิจารณท่กวางขวาง รวมไปถึงการแทรกแซงทางการเมือง



ระหวางประเทศท่เก่ยวของท่ดูเหมือนวา ขอบเขตความรับผิดชอบสหประชาชาต ิ









ทจะไมไดอยเพียงแคการรกษาสนตภาพ แตกลับกลายเปนการแทรกแซงอานาจหรอ
สิทธิอธิปไตยของรัฐตาง ๆ ขอกลาวหาตอสหประชาชาติวาเปนเพียงเคร่องมือในเวท ี


การเมืองระหวางประเทศน้ แสดงใหเห็นอยางชัดเจนจากความขัดแยงภายในโครงสราง
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
176
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

คณะมนตรีความมั่นคงฯ ในการโหวตหรือคัดคานการโหวต (Veto) เมื่อมีการลงมติใด ๆ



ท่ขดแยงกับนโยบาย ยุทธศาสตร และผลประโยชนของผูแทนถาวร ๕ ประเทศ ไดแก



สหรัฐฯ รัสเซีย จีน อังกฤษ และฝร่งเศส ทําใหกลไกน้จะมีประสิทธิภาพก็ตอเม่อ
ท้ง ๕ ประเทศ สามัคคีกันหรือไมมีผลประโยชนทับซอนระหวางกันเทาน้น สงผลทําให 



การปฏิบัติการเพ่อสันติภาพท่เปนบทบาทสําคัญ และโดดเดนของสหประชาชาติถูกวิจารณ 


ถึงการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอ่นรวมไปถึงความไมมีประสิทธิภาพ และไมอาจ
กลาวไดชัดเจนนักวา สหประชาชาติสามารถรักษาชีวิตผบริสุทธ์และสรางสันติภาพ


ที่ยั่งยืนไดอยางแทจริง
ปจจุบันสหประชาชาติไดสงเจาหนาท่ไปปฏิบัติภารกิจเพ่อสันติภาพแลว


จํานวนเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ คน ใน ๑๔ ภารกิจ โดยใชงบประมาณไปเกือบ ๗ พันลานเหรียญ
















สหรฐ และหากจะอางองถงความสาเรจของภารกจการรกษาสนตภาพเหลานทถงแมวา 

๒๐


จะมีกฎบัตรสหประชาชาติ มาตราท่ ๗ แลวก็ตาม ภารกิจเหลาน้ยังถูกวิจารณถึง


ความดางพรอยในเร่องความสําเร็จในการรักษาชีวิตผบริสุทธ์ ยกตัวอยาง เชน กรณ ี

ความขัดแยงระหวางอิสราเอลกับปาเลสไตน ที่มีมาตั้งแต ค.ศ.๑๙๔๖ ถึงปจจุบันก็ยังคง


มีความขัดแยงอย ซ่งชาวปาเลสไตนไดตอสกับกองทัพอิสราเอลมาอยางยาวนาน

๒๑


ท่อาจเรียกไดวาเปนการตอสกับการกวาดลางกลมชาติพันธ ท่ยืดเย้อและรุนแรงท่สุด







กรณีหน่งของโลก นับจนถึงปจจุบันมีชาวปาเลสไตนเสียชีวิตจากการสรบกับกองทัพ

อิสราเอลไปแลวกวา ๑๕,๐๐๐ คน และกวา ๑.๙ ลานคน ตองพลัดพรากจากถิ่นที่อยูอาศัย


ซ่งนับเปนการทาทายมติคณะมนตรีความม่นคงฯ หลายฉบับท่ตองการใหรัฐบาลอิสราเอล





หยุดการกระทาดงกลาว แตก็ยงไมมทีทาวาการสรบในบรเวณดงกลาวจะสนสุดลง











ในเวลาอันใกลน้ อีกตัวอยางหน่งท่เกิดการใหต้งคําถามถึงประสิทธิภาพในการรักษา


สันติภาพของสหประชาชาติ คือความขัดแยงท่ยืดเย้อระหวางอินเดียและปากีสถาน


บริเวณรัฐจัมมูและแคชเมียร (Jammu and Kashmir) ท่มีมาต้งแตท้งสองประเทศ






ไดรับเอกราชจากอังกฤษในป ค.ศ.๑๙๔๗ จนถึงปจจุบัน โดยเม่อชวงเกิดความขดแยงใหม ๆ



มีท้งเหตการณการทรมาน ขมขน และลักพาตัว รวมท้งการหายตัวไปของชาวแคชเมียร 




และกลมผตองการแยกดินแดนชาวมุสลิม ท่ไมเห็นดวยตอการครอบครองพ้นท่ของอินเดีย






จานวนหลายหมนคนจากการปราบปรามของทางการอินเดีย โดยทมตคณะมนตรีความม่นคง



๒๒








ทเก่ยวของหลายฉบบไมสามารถบงคบใชและบรรเทาสถานการณได และถึงแมจะม ี




การปฏิบัติการรักษาสันติภาพในพื้นที่นี้ (United Nations Military Observer Group




in India and Pakistan: UNMOGIP) ซงเปนภารกจเพอสนตภาพทยาวนานทสดเปน










อันดับ ๒ ของโลกต้งแตป ค.ศ.๑๙๔๙ เพ่อสังเกตการณการละเมิดสนธิสัญญาหยุดยิง

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 177


ของท้งสองฝายท่ทํารวมกันไว รวมไปถึงขอเรียกรองใหปฏิบัติตามอาณัติ (Mandate)

ในการรักษาสันติภาพก็ตาม แตจนถึงปจจุบันความขัดแยงในบริเวณดังกลาวก็ยังมีอย ู 
การปะทะกันของทั้งสองฝายยังคงเกิดขึ้น โดยที่ UNMOGIP ก็ไมสามารถทําอะไรมากไปกวา
การสังเกตการณและการรายงาน


นอกจากปญหาการแยงชิงดินแดน อันเปนผลมาจากการแบงแยกเช้อชาต ิ


เผาพันธขางตนแลว ยังมีเหตุการณท่สะทอนถึงปญหาในการจัดการความขัดแยงของ




สหประชาชาติอีก ท่นําไปสการฆาลางเผาพันธอันเปนท่มาของการนําเร่องการปองกันการ


ละเมิดสิทธิมนุษยชนข้นมาเปนประเด็นสําคัญในเวทีนานาชาติในคริสตทศวรรษท่ ๒๐๐๐


ยกตัวอยางเชน ความลมเหลวในการระงับความขัดแยงในยูโกสลาเวียชวงกลาง




คริสตทศวรรษท่ ๑๙๙๐ (ค.ศ.๑๙๙๑ - ๑๙๙๔) ซ่งนําไปสการสังหารหมท่เรียกไดวา เปนการฆา



ลางเผาพันธ ระหวางกองกําลังชาวเซิรบกับกองทัพรัฐบาลโครเอเชียซ่งเปนชาวโครแอต

และชาวบอสเนียในยูโกสลาเวียบริเวณคาบสมุทรบอลขาน ท่ถึงแมจะมีการปฏิบัติการ

รักษาสันติภาพคือ UN Protection Force in the Former Yugoslavia 743 (UNPROFOR 743)
ซ่งมีอีก ๕ ภารกิจ ในพ้นท่เดียวกัน (UNPROFOR 713, 721, 724, 727 และ 740)



ท่ปฏิบัติการรวมกับองคการสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty

Organsation: NATO) และถึงแมวามีการกําหนดเขตปลอดภัย (Safe Area) แลวก็ตาม

สหประชาชาติก็ไมสามารถรักษาชีวิตผบริสุทธ์ท่เปนชาวโครแอตและบอสเนีย จากการ


เขนฆาของกองกําลังชาวเซิรบได โดยเฉพาะความลมเหลวบนหลักการหน่งของการปฏิบัติการ

ทางทหารที่นอกเหนือจากสงครามคือ หลักการรักษาความปลอดภัย (Security) จากการ
ที่มีผูถูกสังหารในเขตปลอดภัยถึง ๘,๐๐๐ คน
อีกหน่งในบทเรียนความลมเหลวสําคัญของการปฏิบัติการเพ่อสันติภาพ ในการ








หยุดย้งการฆาลางเผาพันธท่นาสะพรึงกลัวคร้งหน่งซ่งมีผเสียชีวิตมากท่สุดในประวัติศาสตร 


เม่อเทียบกับชวงเวลาการเกิดเหตุการณ นับจากเหตุการณสังหารหมชาวยิวโดยนาซีเยอรมัน


ระหวางสงครามโลกคร้งท่ ๒ คือเหตุการณการฆาลางเผาพันธในรวันดาใน ค.ศ.๑๙๙๖



ซ่งสหประชาชาติไมสามารถจัดการหรือปองกันการเขนฆากันเองระหวางชนเผาทุตซ ่ ี



และชนเผาฮูตู ซ่งเปนประชากรสองชาติพันธหลักในประเทศรวันดา โดยมีผเสียชีวิต

กวา ๘๐๐,๐๐๐ คน ภายในระยะเวลาเพียงแค ๓ เดือน ท่ถึงแมในขณะเกิดเหตุการณ 

จะมีการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพในรวันดา (United Nations Assistance Mission for
Rwanda: UNAMIR I ค.ศ.๑๙๙๓) อยูแลวก็ตาม จึงมีการวิพากษวิจารณถึงความลมเหลว
ในการใชหลักการวัตถุประสงค (Objective) ของการปฏิบัติการทางทหารที่นอกเหนือ
จากสงคราม ที่จะตองมีการประเมินสถานการณที่ถูกตอง และพรอมที่จะเปลี่ยนแปลงได 
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
178
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ





เม่อสถานการณเปล่ยนแปลงไป ซ่งการท่ UNAMIR I ไมปรับอาณัติของภารกิจตามสถานการณ 






ท่มีความรุนแรงข้น ซ่งกองกําลังรักษาสันติภาพท่เขาไปในพ้นท่ มีอาณัติของภารกิจ
เพียงการบรรเทาทุกขดานมนุษยธรรมเทานั้น ซึ่งเปนไปตามการใชกฎบัตรฯ มาตราที่ ๖









และการแทรกแซงเพอมนุษยธรรมเทานน แตไมมอํานาจทสามารถใชกําลงบังคับใหเกด




สันติภาพได กองกําลังดังกลาวจึงเปนเพียงกําลังพลที่ขาดประสบการณและความชํานาญ
ในการรับมือกับสถานการณ ที่เปนสงครามกลางเมืองขนาดใหญ จากการฆาลางเผาพันธุ

ชาวทุตซ่โดยชาวฮูตูกําลังจะเกิดข้น รวมท้งยังขาดการสนับสนุนจากชาติมหาอํานาจ




ในคณะมนตรีความม่นคงฯ ดวยสาเหตุท่ประเทศรวันดา เปนพ้นท่หางไกลจากผลประโยชน 


ของชาติมหาอํานาจ ทําใหกวาจะมีมติคณะมนตรีความม่นคงฯ ปรับวัตถุประสงคของ

การปฏิบัติการรักษาสันติภาพเปนภารกิจใหม (United Nations Assistance Mission for
Rwanda: UNAMIR II ค.ศ.๑๙๙๔) ก็สายเกินไป จนเกิดเหตุการณรายแรงตอชาวรวันดา
อยางที่ปรากฏในหนาประวัติศาสตรเสียแลว





ภาพหนึ่งในความลมเหลวของภารกิจรักษาสันติภาพของ UN ในการหยุดยั้งการฆาลางเผาพันธุในรวันดา ค.ศ.๑๙๙๔
ที่มา : https://www.blockdit.com/posts/5f04178451e61a0cbadcd15c



จากความลมเหลวของการปฏิบัติการเพ่อสันติภาพในกรณีศึกษาตาง ๆ

ดังกลาวขางตน แสดงใหเห็นวาสถานการณความม่นคงหลังสงครามเย็น ไดแปรเปล่ยน



จากความขัดแยงจากรูปแบบสงครามเดิมไปเปนความขัดแยงท่บมเพาะมาจากภายในรฐ

และขยายออกไปเปนปญหาระดับภูมิภาคจนไปถึงระดับโลก ซ่งเปนปญหาท่ประชาคมโลก

ไมเคยประสบหรือถูกยกเปนประเด็นสําคัญในประชาคมโลกมากอนในชวงหลายทศวรรษ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 179




กอนหนาน้ โดยเฉพาะกอนการส้นสุดสงครามเย็น อยางเชน เร่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน


และความม่นคงของมนุษยในดานตาง ๆ เน่องจากในชวงเวลาดังกลาวบรรยากาศ


ของการเมืองระหวางประเทศ ไดหนไปสนใจในเรองการใชกาลงทางทหารระหวาง ๒ คาย





คือ โลกเสรีประชาธิปไตยและสังคมนิยมคอมมิวนิสต ทําใหสหประชาชาติท่ถึงแม 

จะมีหลักการและแนวทางในการรักษาความม่นคงของโลก ผานกลไกการปฏิบัติการ



















เพอสนตภาพ กยงคงมขอโตแยงและวพากษวจารณเรองประสทธภาพ ความชอบธรรม
และความสอดคลองในการตีความของกฎหมายระหวางประเทศเมื่อนําไปปฏิบัติจริง
กองทัพเรือกับบทบาทในการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือจากสงครามสนับสนุน
สหประชาชาต ิ
ประเทศไทยเขารวมเปนสมาชิกของสหประชาชาติ ลําดับที่ ๕๕ เมื่อวันที่ ๑๖
ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๙ (ค.ศ.๑๙๖๔) หลังจากท่สหประชาชาติไดกอต้ง ๑ ป โดยมีพันธะ


ผกพนในฐานะชาติสมาชิก ท่จะตองใหความรวมมือและสนับสนุนภารกิจขององคการ






ตามขีดความสามารถ มีกองทัพเรือท่เปนสถาบันทหารซ่งเปนสาขาหน่งของพลังอํานาจ

แหงชาต เม่อสภาวะแวดลอมดานความม่นคงเปล่ยนแปลงไป กองทัพเรือจึงตองปรับ




แนวทางการใชทรัพยากรและขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารไปในรูปแบบ
ตาง ๆ เพ่อใหเหมาะสมกับบทบาทของทหารในยุคปจจุบัน โดยยังคงสามารถรักษา


ความม่นคงและผลประโยชนแหงชาติเอาไวได โดยเฉพาะผลประโยชนแหงชาติทางทะเล



ตงแตการแสดงการมพนธะผกพนกบองคการสหประชาชาตไปจนถงการรวมมอกบ












องคกรความมั่นคงในภูมิภาค ซ่งสอดคลองกับบทบาทและยุทธศาสตรกองทัพเรือ

ท่กําหนดไวแลว เชน บทบาทดานการรักษากฎหมายและชวยเหลือ (Constabulary and
๒๓
Benign Role) และบทบาทดานความสัมพันธระหวางประเทศ (Diplomatic Role)
โดยท่ผานมากองทัพเรือไดสนับสนุนการสงนายทหารเขารวมการปฏิบัติภารกิจการรักษา

สันติภาพของสหประชาชาติดวยกันหลายภารกิจรวมกับเหลาทัพอ่นในกระทรวงกลาโหม

ผานการดําเนินการของศูนยปฏิบัติการเพ่อสันติภาพ กองบัญชาการกองทพไทย เชน ภารกจ







UNMIS UNAMID UNMISS UNMOGIP ฯลฯ ท้งในตําแหนงนายทหารฝายอานวยการ
(Staff Offi cer: SO) และผูสังเกตการณทางทหาร (Military Observer: MILOB/UNMO)



นอกจากน้กรณีการมบทบาทในการปฏบัติการทางทหารนอกเหนือจากสงคราม
ในประเด็นการปองกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลัก R2P นั้น กองทัพเรือไดเขารวม


ปฏบัติการกับกองกําลังสหประชาชาตเพ่อรักษาสันติภาพในภูมิภาคดวยเชนกน จากกรณ ี



เหตุการณความไมสงบในติมอรตะวันออก หรือ Timor - Leste ระหวางป พ.ศ.๒๕๔๒
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
180
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ


ถึง พ.ศ.๒๕๔๓ โดยดินแดนตมอรตะวันออก เคยเปนอาณานิคมของโปรตุเกสกอนท ่ ี
๒๔
จะคืนเอกราชใหและกลับไปรวมกับประเทศอินโดนิเซีย ตอมาหลังยุคประธานาธิบด ี
ซูฮาโต โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีฮาบิบีของอินโดนิเซีย ไดเปดโอกาสใหชาวติมอร 

ตะวันออกลงประชามติ ซ่งชาวติมอรตะวันออกสวนใหญประมาณ ๗๕ เปอรเซ็นต 


ไดลงมตตองการแยกตัวเปนอิสระจากอินโดนิเซียและปกครองตนเอง อยางไรก็ตาม





มีชาวติมอรตะวันออกอีกกลมหน่ง (Militia) ท่ยังตองการอยภายใตการปกครองของ







อนโดนเซยตอไป และไมยอมรบการลงมติดังกลาวไดกอเหตุรุนแรงข้น จึงเกิดเหตุการณ 
การละเมิดสิทธิมนุษยชนอยางรุนแรงข้นท่วดินแดนติมอรตะวันออก เชน การเผาบานเรือน

















และโบสถ การบงคบใหยายไปอยในคายกกกนในเขตตมอรตะวนตก รวมทงการทาราย




และฆาผูบรสทธทแสดงความตองการแยกประเทศ ทําใหมผเสยชวตไมตากวา















๒๕
๑,๔๐๐ ราย ทําใหมีขอเรียกรองจากสหประชาชาติ ออสเตรเลีย สหรัฐฯ รวมถึงรัฐบาล
อินโดนีเซียใหดําเนินการเพ่อยุติสถานการณดังกลาว จนในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๔๒



คณะมนตรีความม่นคงฯ ไดออกมติ UNSCR 1264 ใหจัดต้งกองกําลงนานาชาติในการ

รักษาความสงบเรียบรอย และปกปองชาวติมอรตะวันออกและเจาหนาท่ในพ้นท่ในนามวา



International Force in East Timo (INTERFET) นําโดยกองทัพออสเตรเลีย ๒๖

เขาปฏิบัติการในพ้นท่ อยางไรก็ตาม รัฐบาลอินโดนีเซียก็ไดรองขอใหมีการสงกองกําลัง

ทหารจากสมาชิกประเทศอาเซียน เพ่อไปรักษาสันติภาพในติมอรตะวันออกสวนหน่งดวย



ในการน้กองทัพเรือไดจัดสงกําลังทางเรือ และบุคลากรของกองทัพรวมกับกองทัพไทย


ในช่อ กองกําลัง ๙๗๒ ไทย/ติมอรตะวันออก เขารวมกับ INTERFET รวมท้งยังคง
เขารวมภารกิจการรักษาสันติภาพท่ตอเน่องในภารกิจองคการบริหารชวงเปล่ยนผาน



แหงสหประชาชาติในติมอรตะวันออก (United Nations Transitional Administration
in East Timor: UNTAET) ในชวงกอนการประกาศเอกราชของติมอรตะวันออก
ใน พ.ศ.๒๕๔๓ ดวย ซ่งแสดงใหเห็นวา กองทัพเรือไดมีแนวความคิดริเร่มในการปรับเปล่ยน



บทบาท และขีดความสามารถในการตอบสนองขอเรียกรองในความรวมมือในระดับ
นานาชาติตอภัยคุกคามแบบใหม ซ่งการดําเนินการดังกลาว ไดรับการยอมรับจาก

สหประชาชาติ รวมถึงชาติตาง ๆ ในภูมิภาคเปนอยางสูง เชน ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย

ท่เขารวมปฏิบัติการ เน่องจากกองทัพไทยเปนกองทัพท่สงยุทโธปกรณและกําลังพล


๒๗
เขารวมภารกิจมากเปนอันดับสอง ประมาณ ๑,๖๐๐ นาย จากท้งหมดกวา ๒๘ ประเทศ

รองจากออสเตรเลีย รวมทั้งเปนชาติแรก ๆ ที่แสดงความชวยเหลือ ซึ่งเปนการแสดงถึง


ขีดความสามารถในการสงกําลังพลจํานวนมาก เขาไปในพ้นท่ไดภายในเวลาอันรวดเร็ว

มีประสิทธิภาพ และการเหนความสําคัญของการรวมมือในการสรางสันติภาพ
ในภูมิภาค
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 181

“ µÃҺ㴷ÕèâÅ¡


Âѧ¤§ÁÕ¤ÇÒÁ¢Ñ´áÂé§ÍÂÙè


ç
·ËÒà ¡Âѧ¤§ÁÕº·ºÒ·

ÍÂًઋ¹¡Ñ¹ ”












นอกจากภารกิจการปฏิบัติการทางทหารท่นอกเหนือจากสงครามในระดับโลก
อยางการปฏิบัติการเพ่อสันติภาพแลว เม่อมองกลับมายังภัยคุกคามรูปแบบใหมท่มีผล



ตอความมั่นคงทางทะเลซึ่งเปนหนาที่โดยตรง กองทัพเรือก็ไดมีสวนรวมสนับสนุนกิจการ

ของสหประชาชาติโดยตรง ในการรักษาไวซ่งความเรียบรอยของระเบียบโลกเชนกัน
ในกรณีการปราบปรามโจรสลัดบริเวณอาวเอเดน โดยจากวิกฤติการณสงครามกลางเมือง

ท่กินเวลายาวนานกวา ๒ ทศวรรษ จนทําใหประเทศโซมาเลียกลายสภาพเปนรัฐลมเหลว ๒๘
และสงผลใหชาวโซมาเลียจํานวนมาก หันมายึดอาชีพท่ผิดกฎหมายเปนโจรสลัด










และปลนเรอดวยอาวธในนานนาโซมาเลียและบรเวณใกลเคยง จนบรเวณดงกลาว


กลายเปนพ้นท่อันตรายตอการเดินเรือทุกประเภทในชวงคริสตทศวรรษท่ ๒๐๐๐ - ๒๐๑๐ ๒๙



โดยวิกฤตการณโจรสลัดบริเวณอาวเอเดน ไดสรางความเสียหายใหกับกิจการเดินเรือ
พาณิชยเปนมูลคามหาศาล โดยเฉพาะหากถูกยึดเรือและตองเสียคาไถ รวมท้งบริษัท

เดินเรือพาณิชยหลายแหงพยายามหลีกเล่ยงความเส่ยง ดวยการเดินเรือออมแหลมกดโฮป





ของแอฟริกาใตแทน ซ่งทําใหเสียเวลาและตองแบกรับภาระคาน้ามันมากข้นหลายเทาตัว

สหประชาชาติจึงตองการใหชาติสมาชิกรวมมือกันบรรเทาสถานการณ และขจัดภัย

ตอความม่นคงทางทะเลดังกลาว โดยกําลังผานมติคณะมนตรีความม่นคงฯ หลายฉบับ

๓๐
รวมไปถึงการใชกําลังตามกฎบัตรฯ มาตราที่ ๗ ดวย
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
182
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

ภาพสวนหนึ่งของการปฏิบัติการของหมูเรือปราบปรามโจรสลัด
ที่มา : http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2010/10/X9844415/X9844415.html







ในการน้ กองกําลังทางเรือนานาชาตในบริเวณมหาสมุทรอินเดย คือกองกาลงผสม


นานาชาติทางทะเล (Combined Maritime Forces: CMF) ซ่งบังคับบัญชาโดยกองทัพเรือ
สหรัฐฯ (US Navy Central Command (NAVCENT) and US Navy 5 Fleet)
th


ณ ประเทศบารเรน กอต้งในป ค.ศ.๒๐๐๑ จึงไดปรับโครงสรางและไดจัดต้งกองกําลัง
เฉพาะกิจ ๑๕๑ (Combined Task Force 151: CTF 151) ขึ้นในป ค.ศ.๒๐๐๙ โดยมีภารกิจ
คือ การปราบปรามการกระทําอันเปนโจรสลัดในพ้นท่อาวเอเดนและชายฝงประเทศ



๓๑



โซมาเลีย ซ่งเปนรูปแบบหน่งของการปฏิบัติการทางทหารท่นอกเหนือจากสงคราม
๓๒
คือ การคุมกันเรือพาณิชย (Protection of Shipping) ในสวนบทบาทของกองทัพเรือ
ตอกรณีน้ แสดงออกในยุทธศาสตรกองทัพเรือท่สะทอนถึงแนวความคิดของกองทัพเรือ





สมัยใหมและหลังสมัยใหม ท่ไมไดมงรักษาผลประโยชนของชาติวาอยเพียงแคภายใน

















เขตแดนทางทะเลในพนทอาวไทยหรอทะเลอนดามนเทานน แตยงกาหนดไวอกดวยวา

เรือไทยหรือเรือตาง ๆ ท่เดินทางในเสนทางคมนาคมทางทะเล (Sea Lines of

Communication: SLOCs) ที่เก่ยวของกับเศรษฐกิจไทย ถือเปนผลประโยชนแหงชาต ิ

ท่ตองไดรับการคมครองจากภัยความม่นคงทางทะเลดวย ซ่งตองรวมมือกับองคกร




ความมั่นคงทางทะเลอื่น ๆ เชนกัน ดังนั้น เพื่อเปนการรักษาผลประโยชนแหงชาติทางทะเล
ในบริบทดังกลาว กองทัพเรือจึงไดสงกําลังทางเรือไปปฏิบัติภารกิจรักษาความปลอดภัย














ใหกบเรอทสัญจรผานอาวเอเดน และบรเวณใกลเคยงกบกองเรอเฉพาะกจผสมท ๑๕๑






ในช่อหมเรือปราบปรามโจรสลัด (มปจ.) จํานวน ๒ ชุด รวมท้งทําหนาท่ผบัญชาการกองเรือฯ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 183









จานวน ๒ ครง ในป พ.ศ.๒๕๕๕ และ ๒๕๕๗ โดยมกาลงทางเรออกหลายประเทศ



















รวมปฏบตการในครงนนอกกวา ๒๔ ประเทศ เชน เนเธอรแลนด ญปน และสงคโปร 
๓๓
เปนตน และในปจจุบันกองทัพเรือยังดํารงความรวมมือดังกลาวโดยการจัดสง
นายทหารไปรวมประสานงานกับ CMF ในตําแหนง Senior Naval Representative (SNR)
เปนประจําทุกป
โครงสรางการจัดหมูเรือปราบปรามโจรสลัด (ชุดที่ ๒)
ทร.
ศปก.ทร.
มปจ.
บก.มปจ.
นปจ. หน.หนวยประสานฯ ณ เมือง มัสกัต หน.คณะนายทหารประสานงานฯ
- ร.ล.สิมิลัน
- ร.ล.นราธิวาส
- ๒ ฮ.ลล.๒ (BELL 212)
- ๒ ชปพ.นสร.กร.
- เรือยางทองแข็ง (RIB)
บทสรุป
จากการท่ทหารเคยเปนเคร่องมือหลักของรัฐบาล


ในการดําเนินนโยบายของชาติเพ่อบรรลุวัตถุประสงคแหงชาต ิ


ในการรกษาความม่นคง แตเมอระบบระหวางประเทศและ






สภาวะแวดลอมดานความม่นคงของโลกเปล่ยนแปลงไป

โดยเฉพาะยุคหลังสงครามเย็นท่การตอสระหวางลัทธิคอมมิวนิสต 


กับระบอบเสรีประชาธิปไตยลดนอยลง โลกก็เขาสการเผชิญหนา
กับภัยคุกคามรูปแบบใหม จากผลของปรากฏการณโลกาภิวัตน 
ทําใหรัฐตองเลือกใชเคร่องมืออ่น ๆ ในการดําเนินนโยบาย


ไมวาจะเปนวิธีทางการทูต เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ฯลฯ และ


การเผชิญหนาโดยใชกําลังทางทหารเพ่อคมครองผลประโยชน 

แหงชาติ ดูเหมือนจะไมคมคาและสงผลใหบทบาทและหนาท ่ ี
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
184
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ


การรักษาความม่นคงของทหารในภาวะสงครามลดลงไปดวย

อีกท้งมีองคการระหวางประเทศระดับภูมิภาคและระดับโลก


เกิดข้นเพ่อดูแลความเรียบรอยของประเทศตาง ๆ โดยอาศัย

กลไกสําคัญ เชน กฎบัตรสหประชาชาติ รวมท้งขอตกลงหรือ

กฎหมายระหวางประเทศ บทบาทของทหารจึงไดปรับเปล่ยนไป

จากหนาท่หลักแบบเดิมคือ การปองกันประเทศและตอบโต 






ภัยคุกคามตามแบบ ไปสการใชทหารในการทําหนาททหลากหลาย


มากข้น โดยเฉพาะการรวมมือกันสรางความม่นคงกับนานาชาติ

ในดานมนุษยธรรม เชน การรักษาสันติภาพ การปกปองการละเมิด
สิทธิมนุษยชน เปนตน


องคการระหวางประเทศท่ใหญท่สุดในโลกอยาง
สหประชาชาติมีบทบาทสําคัญในการขับเคล่อนการสราง



ความม่นคงและสันติภาพใหเกิดข้นบนโลก โดยยึดแนวความคิด



เร่องความม่นคงรวมอันเปนจุดกําเนิดในการกอต้งองคการ
จากบทเรียนแหงความลมเหลวของสันนิบาตชาติหลังสงครามโลก
คร้งท่ ๑ และผลของสงครามโลกคร้งท่ ๒ ท่เกิดความเสียหาย





ตอชีวิตและทรัพยสินตลอดจนระบบเศรษฐกิจของโลก
อยางใหญหลวง ปจจุบันหนาท่ของสหประชาชาติไดขยาย

ขอบเขตกวางออกไปกวาเดิมและมีความซับซอนมากข้นกวา

ในยุคสงครามเย็นท้งการจัดการกับภัยคุกคามตามแบบและ

รูปแบบใหม เชน การควบคุมไมใหเกิดสงครามตามแบบ
การควบคุมความตองการมีอํานาจสูงสุดของมหาอํานาจของโลก

ทงหลายดวยวธตาง ๆ จนไปถงการขจดความขดแยงหรอลด











ความเปนปรปกษระหวางเช้อชาติ ศาสนา และความเปนมนุษย 
เปนตน อยางไรก็ตาม การใชกลไกในการแกไขปญหาของ
สหประชาชาติในบทบาทดังกลาวก็ยังเปนประเด็นใหถกเถียง

เปนวงกวางในเร่องผลประโยชน ประสิทธิภาพ และความชอบธรรม
ดังที่ปรากฏในหนาประวัติศาสตร
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 185


กองทัพเรือซ่งเปนหนวยงานความม่นคงทางทะเล

ของประเทศไทย ไดกําหนดยุทธศาสตรกองทัพใหปฏิบัติหนาท ี ่

ใหสอดคลองกับยุทธศาสตรชาติเพ่อวัตถุประสงคสูงสุดคือ
การรักษาผลประโยชนแหงชาติ โดยมีบทบาทสวนหน่งคือ

การรวมมือกับองคการระหวางประเทศในการรักษาสันติภาพ
ของโลก ทําใหสวนหนึ่งตองใชขีดความสามารถและทรัพยากร

ของกองทัพเพ่อรวมมือกับสหประชาชาติในการปฏิบัติการ
ทางทหารท่นอกเหนือจากสงคราม โดยการรวมปฏิบัติการตาง ๆ








เพอรกษาความสงบเรยบรอยของระเบยบโลกยคโลกาภวตน 


เชน การปราบปรามโจรสลัดในอาวเอเดน การปฏิบัติการ
เพ่อสันติภาพและรักษาสิทธิมนุษยชนในติมอรตะวันออก

รวมไปถึงการสงนายทหารของกองทัพไปรวมปฏิบัติการ


เพ่อสันติภาพในฐานะผสังเกตการณทางทหารและฝายอํานวยการ
ในภารกิจเพ่อสันติภาพของสหประชาชาติตลอดมา ดังน้น


จึงกลาวไดวา บทบาทและภารกิจกองทัพเรือไดเปลี่ยนแปลงไป
ในการสนับสนุนภารกิจขององคการระหวางประเทศใน การปฏิบัต ิ


การทางทหารท่นอกเหนือจากสงครามมากข้น การทําความเขาใจ



การเปล่ยนแปลงสภาวะแวดลอมดานความม่นคงระหวางประเทศ


และภัยคุกคามรูปแบบใหม ท่มีผลกระทบตอบทบาทของทหาร

และกองทัพเรือดังกลาว มีประโยชนสําหรับการเตรียมความพรอม

ในการปฏิบัติการรวมกับองคกรความม่นคงระหวางประเทศ
ระดับภูมิภาค และระดับโลกในยุคปจจุบันรวมไปถึงการปฏิบัติการ
ทางทหารรูปแบบใหม ๆ ในอนาคตขางหนา เพราะตราบใดที่โลก
ยังคงมีความขัดแยงอยูทหารก็ยังคงมีบทบาทอยูเชนกัน
เอกสารอางอิง
๑ Geoffrey Till, Seapower: A guide for the twenty-fi rst century, vol. 51 (Routledge
Oxon, 2013), ๑.
๒ Department of Army, Joint Pub 3-07 Military Operation Other Than War (1995),
vii - viii.
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
186
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ


David Dewitt, “Common, comprehensive, and cooperative security,” The Pacifi c
Review 7, no. 1 (1994): ๑ - ๑๕.


ธารทอง ทองสวัสด์, แนวความคิดท่วไปวาดวยสถาบันระหวางประเทศ, สถาบันระหวาง

ประเทศ, (กรุงเทพ: วิคเทอรี่ พาวเวอรพอยต, ๒๕๒๘), ๗ - ๘.

Allen Lynch, “Woodrow Wilson and the principle of’national self-determination’:
a reconsideration,” Review of International Studies (2002): ๔๑๙ - ๓๖.

Lynch, “Woodrow Wilson and the principle of’national self-determination’:
a reconsideration,” ๔๓๐.

Claude Inis, “Swords into plowshares,” (Alger, Gene y John Trent, The United
Nations and Its Member States, 1995), ๑๑๐ - ๑๑.

John D Inazu, Liberty’s refuge: the forgotten freedom of assembly (Yale
University Press, 2012).

“1941: The Atlantic Charter,” 2020, accessed 28 November, 2020, https://
www.un.org/en/sections/history-united-nations-charter/1941-atlantic-charter/
index.html.
๑๐
Abdulualla Mohamed Hamza and Miomir Todorovic, “Peaceful Settlement of
Disputed,” Global Journal of Commerce and Management Perspective Vol.6(1):
11-17, no. January - February (2017): ๑๑ - ๑๔.
๑๑
“United Nations: Chapter VII,” 2020, accessed 2 Decmber 2020, https://www.
un.org/en/sections/un-charter/chapter-vii/.
๑๒
William H Lewis, Military implications of United Nations peacekeeping
operations (Diane Publishing, 1993), ๑๒.
๑๓
Ekpotuatin Charles Ariye, “The United Nations and its peace purpose: an
assessment,” Journal of Confl ictology 5, no. 1 (2014): ๒๖.
๑๔
Michael Mihalka, “Cooperative Security in the 21st Century,” Connections Vol.
4, no. No.4 (2005): ๑๑๓ - ๒๒.
๑๕
United Nations General Assembly, Universal declaration of human rights, vol.
3381 (Department of State, United States of America, 1949).
๑๖
Assembly, Universal declaration of human rights, 3381.
๑๗
United Nations General Assembly, Resolution adopted by the General Assembly
on 19 September 2016, A/RES/71/1, 3 October 2016 (The New York Declaration)
(2015).
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 187

๑๘
Theo Farrell, “Humanitarian intervention and peace operations,” Baylis et
al.(Hrsg.) (2002): ๓๐๙.
๑๙
Assembly, Resolution adopted by the General Assembly on 19 September 2016.
๒๐
“Twelve times the UN has failed the world,” 2018, accessed 12 November 2020,
https://www.trtworld.com/americas/twelve-times-the-un-has-failed-the-
world-21666.
๒๑
Tanya Reinhart, Israel/Palestine: How to end the war of 1948 (Seven Stories
Press, 2011), ๕ - ๗.
๒๒
Sumit Ganguly et al., “India, Pakistan, and the Kashmir dispute: unpacking the
dynamics of a South Asian frozen confl ict,” Asia Europe journal 17, no. 1 (2018):
๑๒๙ - ๔๓.
๒๓
กรมยุทธการทหารเรือ กองทัพเรือ, “บทบาทกองทัพเรือ,” in ยุทธศาสตรกองทัพเรือ
พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ (พ.ศ.๒๕๖๐), ๒๒ - ๒๓.
๒๔
Marker, Jamsheed (2003). East Timor: A Memoir of the Negotiations for
Independence. North Carolina: McFarlnad & Company, Inc., ๒๒.
๒๕
Joseph Nevins, A not-so-distant horror: mass violence in East Timor (Ithaca:
Cornell University Press, 2005), ๑๐๐ - ๐๔.
๒๖
Alistair Mack, “Intervention in East Timor from the ground,” The RUSI journal
144, no. 6 (1999): ๒๒ - ๒๖.
๒๗
พันตรี เกรียงไกร ขันแข็ง, “ทหารชางกับกระบวนการรักษาสันติภาพ กรณีศึกษา กกล.ไทย/
ติมอร,” เสนาธิปตย: ๔๘ - ๕๓.
๒๘
Ken Menkhaus, Hassan Sheikh, Ali Joqombe and Dr Pat Johnson, A History of
Mediation in Somalia since 1988, (USA : The Center for Research and Dialogue,
2008), ๘.
๒๙
Fox News Channel, “Pirates Hijack Two Tankers Within 24 Hours Off Somali
Shore,” 26 March 2009.
๓๐
UNSCR 1816 (2008), 1838 (2008), 1846 (2008), 1851 (2008), 2500 (2019) and the
United Nations Charter Chapter VII
๓๑ “COMBINED MARITIME FORCES (CMF): A 33-nation maritime security partnership,”
2020, https://combinedmaritimeforces.com/.
๓๒
Army, Joint Pub 3-07 Military Operation Other Than War, III-14.
๓๓
“CTF 151: Counter-piracy,” 2020, https://combinedmaritimeforces.com/
ctf-151-counter-piracy/.

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
188
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ



ÊѹµÔÀÒ¾áÅФÇÒÁÁÑ蹤§âÅ¡


ËÅѧ COVID-19




















¹ÒÇÒàÍ¡ ´ØÊÔµ ÂÁ¨Ô¹´Ò
Ãͧ¼ÙŒÍíҹǡÒáͧÈÖ¡ÉÒʧ¤ÃÒÁ·Ò§àÃ×Í
ÈٹÈÖ¡ÉÒÂØ·¸ÈÒʵÏ·ËÒÃàÃ×Í ¡ÃÁÂØ·¸ÈÖ¡ÉÒ·ËÒÃàÃ×Í


















¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 191

ÊѹµÔÀÒ¾áÅФÇÒÁÁÑ蹤§âÅ¡


ËÅѧ COVID-19




















¹ÒÇÒàÍ¡ ´ØÊÔµ ÂÁ¨Ô¹´Ò
Ãͧ¼ÙŒÍíҹǡÒáͧÈÖ¡ÉÒʧ¤ÃÒÁ·Ò§àÃ×Í
ÈٹÈÖ¡ÉÒÂØ·¸ÈÒʵÏ·ËÒÃàÃ×Í ¡ÃÁÂØ·¸ÈÖ¡ÉÒ·ËÒÃàÃ×Í


















¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 191

บทนํา


ในป ค.ศ.๑๙๑๘ เกิดการระบาดของไขหวัดใหญไปทั่วโลก สงผลใหมีผูเสียชีวิต
ทั่วโลกกวา ๕๐ ลานคน และมีสวนใหสงครามโลกครั้งที่ ๑ สิ้นสุดลง แตมิไดสงผลกระทบ

ตอระเบียบโลกแตอยางใด การกระทําท่สงผลกระทบตอระเบียบโลกในชวงคริสตศตวรรษ





ท ๒๐ จนถึงชวงกอนส้นสุดสงครามเย็นคือสงครามโลกท้ง ๒ คร้ง ในปจจุบันโลกกําลัง



เผชญกับการระบาดของโรค Corona Virus Disease 2019 (Covid-19) ที่นับเปน







การดาเนนไปของโรคระบาดคร้งใหญท่สุดอีกคร้งหน่งในประวัติศาสตรมนุษยชาติ ท้งน้ ต้งแต 


ชวงปลายป ค.ศ.๒๐๑๙ (พ.ศ.๒๕๖๒) เปนตนมาจนถึงปจจุบัน มีผูติดเชื้อโรค Covid-19

ทั่วโลกแลวกวา ๗๓,๙๙๖,๑๙๖ คน และเสียชีวิตรวมทั่วโลก จํานวน ๑,๖๔๕,๕๖๕ คน
และยังไมมีสิ่งบงชี้วาการระบาดจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จากการระบาดของ Covid-19 ครั้งนี้

กอใหเกิดความปกติใหม (New Normal) ในการดํารงชีวิตของมนุษยข้นหลายประการ

เชน การเวนระยะหางทางสังคม (Social Distancing) การทํางานจากท่บาน (Work From

Home) การสวมหนากากอนามัยไปในสถานท่สาธารณะและในสถานท่ทํางาน เปนตน


และจากผลกระทบของ Covid-19 ตอชวิตประจาวนของมนษยทวทงโลกนน มประเด็น















ท่นาสนใจวาการระบาดของ Covid-19 ในคร้งน้จะสงผลกระทบตอระเบียบโลกหรือไม 
อยางไร โดยจะกลาวถึงสถานการณกอนเกิดการระบาดและหลังเกิดการระบาดตามลําดับ
ตอไป
ระเบียบโลกกอนการระบาดของ Covid-19


สันติภาพและความม่นคงโลกน้น มีความสัมพันธโดยตรงกับระเบียบโลก
ในลําดับแรกจึงทําการศึกษาความหมายของระเบียบโลก (World Order) วามีความหมาย
วาอยางไร ทั้งนี้ ความหมายของระเบียบโลกตาม Oxford Dictionary ไดใหความหมาย

ไววา “ระบบซ่งควบคุมเหตุการณตาง ๆ ในโลก โดยเฉพาะระบบระหวางประเทศท่ถูก







กอต้งข้นเพ่อรักษาไวซ่งความม่นคงของการเมืองระหวางประเทศ” และ Richard Haass
นักการทูตชาวสหรัฐเมริกา ไดใหความหมายของ World Order ไวในการบรรยายพิเศษ
ในหัวขอ World Order: Defi nition and Description ณ Centre For Research
In The Arts, Social Science and Humanities, University of Cambridge
วา “หมายถึงหน่งในแนวความคิดพ้นฐานของความสัมพันธระหวางประเทศ



ซงเปรยบเสมอนเลนสทใชเพอมองและทาความเขาใจถงการพฒนาของโลกและ














ทางเลือกของนโยบายตางประเทศ” จากความหมายของ World Order ดังกลาวนั้น

อาจสรปไดวา World Order น้นหมายถึง ระบบและแนวความคิดพ้นฐานของระบบ





ความสัมพันธระหวางประเทศ ที่เกิดขึ้นเพื่อความมั่นคงของการเมืองระหวางประเทศ
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
192
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ





ระเบียบโลกน้นมิไดเปนส่งท่เกิดข้นใหม โดยระเบียบโลกในทวีปยุโรปท่มีรากฐาน

จาก Congress of Viena ในป ค.ศ.๑๘๑๔ - ๑๘๑๕ และความเปนพันธมิตรระหวาง



รัสเซีย ออสเตรีย และอาณาจักรเปอรเซีย น้นเปนจุดเร่มตนและพ้นฐานของรูปแบบ








การควบคุมระบบความสมพนธระหวางประเทศ ซ่งทาใหเกดความหยุดน่งของววัฒนาการ
ของระบบความสัมพันธระหวางประเทศ และตอมาไดเกิดแนวคิด “Concert of Europe”



ซ่งอยบนพ้นฐานของหลักการ ดุลแหงอํานาจ (Balance of Power) โดยชาติมหาอํานาจ ๕ ชาต ิ



ในยคนนของทวีปยุโรป ไดแก ฝร่งเศส สหราชอาณาจักร ปรัสเซีย ออสเตรีย และรัสเซีย



และจากความเขมแขงของเยอรมันที่เริ่มในชวงกลางคริสตศตวรรษที่ ๑๙ นั้น สงผลใหใน





ชวงตนคริสตศตวรรษท่ ๒๐ เกิดกลมพันธมิตรข้น ๒ ฝาย ประกอบดวยฝายรัสเซีย ฝร่งเศส
และประเทศสหราชอาณาจักร กับ ฝายพันธมิตรฝงเยอรมัน ซ่งเปนสาเหตุของสงครามโลก




คร้งท่ ๑ ในเวลาตอมา อันสงผลใหเกิดการเปล่ยนแปลงระบบการเมืองโลกและดุลอํานาจ






ระหวางประเทศ เน่องจากการเกิดข้นของสงครามโลกคร้งท่ ๑ จึงจัดต้งองคการ


สันนิบาตชาติ (League of Nation) เพ่อผลักดันใหเกิดรูปแบบของหลักการพ้นฐาน

ของระบบความสัมพันธระหวางประเทศในรูปแบบใหม แตก็ไมสามารถยับย้งการเกิดข้น


ของสงครามโลกคร้งท่ ๒ ท่มีประเทศเยอรมนีเปนประเทศซ่งกอสงครามได และเม่อสงคราม







ดังกลาวไดส้นสุดลงในป ค.ศ.๑๙๔๕ ไดกอใหเกิดโลกท่มี ๒ ข้วอํานาจหลัก (Bipolar)
ในระบบการเมืองระหวางประเทศ ไดแก ประเทศสหรัฐฯ และสหพันธรัฐรัสเซีย (USSR)
ที่เปนจุดเริ่มตนของสงครามเย็น (Cold War) และตอมาสหพันธรัฐรัสเซียไดลมสลายลง
พรอมกับการทําลายกําแพงเบอรลินท่ก้นระหวางเยอรมันตะวันตกกับเยอรมันตะวันออก


ในป ค.ศ.๑๙๘๙ ที่สงผลใหสภาวะสงครามเย็นสิ้นสุดลง และทําใหโลกเกิดระเบียบโลกใหม
ที่อยูภายใตระบบขั้วอํานาจเดี่ยว (Unipolar) ที่นําโดยประเทศสหรัฐฯ ที่เปนฝายโลกเสรี

ประชาธิปไตย ทั้งนี้ นักวิชาการหลายทานเห็นวาระเบียบโลกหลังสงครามเย็นเปนระบบ


ข้วเด่ยว (Unipolar) แตมีนักวิชาการบางสวนเห็นแยงวา ในบางกรณีที่ประเทศสหรัฐฯ
มีความจําเปนตองพ่งพาความรวมมือจากชาติอ่นๆ เชน การต้งองคการ NATO ท่เกิดจาก












ความรวมมอระหวางประเทศสหรฐฯ กบประเทศในสหภาพยโรป เพอรบประกน


ความม่นคงในภูมิภาคยุโรป ใหปลอดจากภัยคุกคามของประเทศรัสเซีย เปนตน ทําให 

มีภาพของระบบระหวางประเทศ เปนระบบกํ้ากึ่งระหวางระบบขั้วเดี่ยว (Unipolar) กับ

ระบบหลายขั้ว (Multipolar)



ในชวงเรมตนของการส้นสุดสงครามเยนนนเปนโลกตามแนวคดระเบียบ










โลกใหม (New World Order) ทเร่มพัฒนาในชวงปลายคริสตทศวรรษที ๑๙๘๐

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 193





ถึงชวงตนคริสตทศวรรษท่ ๑๙๙๐ ซ่งสะทอนใหเห็นถึงความเช่อเก่ยวกับระบบ
เศรษฐกจและแนวความคดแบบชาตตะวนตก และโลกในระบบ New World Order







กอนการระบาดของ Covid-19 น้น เปนโลกท่อยในสภาวะของความไมเทาเทียมกัน

ของระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยี และการพัฒนาการเก่ยวกับคอมพิวเตอรและระบบ


สารสนเทศของเทคโนโลยีคล่นลูกท่ ๓ ที่สนับสนุนใหเกิดโลกาภิวัตน (Globalization)



อันสงผลตอการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกอยางมีนัยสําคัญ นอกจากน้ โลกหลัง
สงครามเย็นน้น ยังมีลักษณะท่เรียกวา Global Politics ท่มีรูปแบบการแกปญหา



ทางการเมืองระหวางประเทศผานองคการระหวางประเทศ ที่รัฐเกือบทั้งหมดเปนสมาชิก

เชน องคการสหประชาชาติ (UN) องคการการคาโลก (WTO) เปนตน และจากระเบียบโลก


ที่เกิดขึ้นหลังสงครามเย็นไดสรางใหบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และสาธารณรัฐแอฟริกาใต
๑๐
กลายเปนมหาอํานาจในภูมิภาคของตน


























ภาพองคการสหประชาชาติ (United Nations)
ที่มา : https://www.happylongway.com/united-nations-switzerland/

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
194
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

จากการศึกษาในขางตนพบวา ระเบียบโลกกอนเกิดการระบาดของ Covid-19 น้น




นักวิชาการสวนใหญเห็นวาเปนโลกแบบข้วอํานาจเด่ยว (Unipolar) ท่ประเทศสหรัฐฯ





เปนผกาหนดกติกาหรอระเบียบโลก และเปนโลกท่ไรพรหมแดน สวนตาง ๆ ของโลกนน



มีความเช่อมโยงกัน รวมท้งมีแนวทางการแกปญหาความขัดแยงระหวางประเทศ



ผานองคการระหวางประเทศท่รัฐเกือบท้งหมดเปนสมาชิก ซ่งสอดคลองกับกรอบความคิด

ของสํานักเสรีนิยม (Liberalism)
สถานการณความขัดแยงและความไมสงบที่อาจกระทบตอสันติภาพโลก
หลังสงครามเย็นสิ้นสุด

ในชวงครสตศตวรรษปจจุบันน้น มีปรากฏสถานการณความขัดแยงและความไม 


สงบท่กระทบตอสันติภาพโลกอยหลายเหตุการณ แตเหตุการณท่สําคัญเหตุการณแรก




ของคริสตศตวรรษท่ ๒๑ คือเหตุการณกอการรายโจมตีอาคาร World Trade Center
๑๑
มหานครนิวยอรก เม่อวันท่ ๑๑ กันยายน ค.ศ.๒๐๐๑ หรือเหตุการณ ๙๑๑ และ



หลังจากน้น ประเทศสหรัฐฯ จึงใชสาเหตุน้นทําสงครามตอตานการกอการราย และ


ในชวงทศวรรษแรกของคริสตศตวรรษท่ ๒๑ น้นเกิดเหตุการณการใชกําลังทหารของ

ประเทศฝายตะวันตกในพื้นที่ของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเปนพื้นที่ที่อุดมสมบูรณไปดวย


น้ามัน หลายสมรภูมิ แตก็เปนลักษณะของการตอสกับ Non-State Actor`ซ่งไดแก ผกอ



การราย ตอมาจึงสามารถสังหาร Osama bin laden ผนําขององคการกอการราย Al Qaeda

๑๒

เมอ ๒ พฤษภาคม ค.ศ.๒๐๑๑ แตกําลงทหารของประเทศสหรัฐฯ ยงคงอยในพนท ่ ี







๑๓
ปฏิบัติการในการทําสงครามกับผกอการรายเชนเดิม และเหตุการณสําคัญของ



การกอการรายท่สรางความหวาดกลัวใหแกมวลมนุษยชาติในศตวรรษน้ ไดแก

การปรากฏตัวข้นของ ISIS ซ่งเร่มกอตัวข้นในนามของ Islamic State of Iraq (ISI)






ต้งแต ค.ศ.๒๐๐๖ และกลมดังกลาวไดอาศัยความไมม่นคงในพ้นท่ของประเทศอิรัก



และประเทศซีเรีย ต้ง Islamic State of Iraq and Syria (ISIS) เม่อ ค.ศ.๒๐๑๔















ซงประเทศสหรฐฯ และชาตพนธมตร รวมทงประเทศรสเซย ไดเขารวมในการตอสู 
กับ ISIS ท้งน้เหตุการณการกอการรายจาก ISIS ไดเบาบางลงจากการเสียชีวิตของ


๑๔

นาย Baghdadi หัวหนาสูงสุดของ ISIS เม่อ ๒๖ ตุลาคม ค.ศ.๒๐๑๙ (พ.ศ.๒๕๖๒)


และในชวงเดยวกันกบการทาสงครามตอตานการกอการราย ประเทศสหรฐฯ ประเทศ








สหราชอาณาจักร และพันธมิตร ไดกอสงครามอาวเปอรเซียคร้งท่ ๒ (Seconded Persian


ภาพองคการสหประชาชาติ (United Nations) Gulf War) ดวยเหตุวา ประเทศอิรักน้นครอบครองอาวุธทําลายลางสูง โดยมิไดมีมติรับรอง
๑๕
ที่มา : https://www.happylongway.com/united-nations-switzerland/ จากองคการสหประชาชาติ (UN) ซ่งสงครามมีระยะเวลาระหวางป ค.ศ.๒๐๐๓ ถึง ๒๐๑๑

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 195



ท้งน้ ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) ถูกฝายพันธมิตรจับไดในป
ค.ศ.๒๐๐๓ และถูกประหารชีวิต ในป ค.ศ.๒๐๐๖ ตามคําพิพากษาของศาลกรุงแบกแดด
๑๖



(Baghdad Court) เม่อสงครามส้นสุดลง ยังคงไมมีรายงานเก่ยวกับตรวจพบ

อาวุธทําลายลางสูงในประเทศดังกลาว แตกลับไมมีประเทศท่ตองรับผิดชอบตอการ
สงกําลังทหารบุกประเทศอิรักในครั้งนี้แตอยางใด และจากสงครามอาวเปอรเซียครั้งที่ ๒

กอใหเกิดความไรเสถียรภาพในประเทศอิรัก และนํามาซ่งการเร่มกอตัวของ ISIS


ระหวางเวลาดังกลาว นอกจากน้ประเทศสหรัฐฯ ยังมีประเด็นความขัดแยงกับประเทศ
เกาหลีเหนือในประเด็นการครอบครองอาวุธนิวเคลียรของประเทศเกาหลีเหนือ นับแตป
๑๗
ค.ศ.๑๙๘๕ ถึง ปจจุบัน






























ภาพกลุมการกอการราย ISIS
ที่มา : https://www.thenationalnews.com/world/isis-operating-on-a-military-scale-in-
africa-as-it-aims-for-territory-and-riches-1.1101363





นอกจากเหตุการณในพ้นท่ตะวันออกกลางแลว ยังมีการกระทําของชาติมหาอํานาจ










อกหลายสถานการณทสาคญ ไดแก เหตการณทประเทศรสเซยไดผนวกแหลมไครเมย






๑๘
(Crimea Peninsula) เขาเปนสวนหนึ่งของประเทศรัสเซีย และการอางสิทธิทางทะเล
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
196
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ

บริเวณทะเลจีนใต (South China Sea) ที่อยูภายในเสนประ ๙ เสน (Nine Dash Line)

ตามการอางสิทธิของสาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากน้ยังมีพฤติกรรมในการใชกําลัง
๑๙


ทางเรือของหนวยยามฝงขับไลชาวประมงพ้นบาน (Traditional Fishing Grounds)
และการสรางเกาะเทียม (Artifi cial Island) ในหมเกาะสแปรตลีย (Spratly Island)

๒๐
ซึ่งสามารถใชในการสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารทั้งในยามสงบและสงคราม และ
ความขัดแยงทางทหารระหวางสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐอินเดียในพ้นท ี ่

๒๑
แคชเมีย (Kashmir) และสถานการณความขัดแยงลาสุดของประเทศในภาคพ้นยุโรป

ตะวันออก ไดแก ความขัดแยงระหวางอาเซอรไบจาน (Azerbaijan) กับอารเมเนีย (Armenia)
๒๒
ในพื้นที่ Nagorno-Karabakh ซึ่งทั้ง ๒ ประเทศ อางสิทธิเหนือดินแดนดังกลาว นอกจากนี้
ยังมีการทดสอบอาวุธของชาติมหาอํานาจ เชน ประเทศสหรัฐฯ ประเทศรัสเซีย และ
สาธารณรัฐประชาชนจีน เปนตน เพื่อแสดงใหเห็นถึงขีดความสามารถทางดานการทหาร

ของแตละประเทศ

































ภาพจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) แสดงการยิงทดสอบมิสไซลตามแบบชนิดยิงจากพื้นดิน
จากเกาะซานนิโคลัสนอกชายฝงแคลิฟอรเนีย เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๒
ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/43893
¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ 197


นอกจากความขัดแยงดานกําลังทหารเก่ยวกับดินแดนและการกอการรายแลว

ยังคงมีความขัดแยงดานนโยบายทางเศรษฐกิจของชาติมหาอํานาจท่สงผลตอ


ความม่นคงหรือความสงบในความสัมพันธระหวางประเทศ ซ่งเปนความขัดแยงระหวาง
สาธารณรัฐประชาชนจีน กับ ประเทศสหรัฐฯ คือ The Belt and Road Initiative (BRI)
๒๓

กับ The Free and Open Indo Pacifi c Strategy อันเปนท่มาของการรวมตัว


ของชาติตางๆ ประกอบดวย ประเทศสหรัฐฯ ประเทศญ่ปน ประเทศออสเตรเลีย
และสาธารณรัฐอินเดีย ข้นเปนกลม Quadrilateral Security Dialogue (QUAD)





เพ่อสรางเสถียรภาพใหเกิดข้นในภูมิภาค Indo-Pacifi c ท่ไดรับผลกระทบจากการขยายตัว
๒๔
ทางเศรษฐกิจและการทหารของสาธารณรัฐประชาชนจีนในภูมิภาคดังกลาว

จากตัวอยางเหตุการณท่ยกมาขางตนแสดงใหเห็นวา ความขัดแยงระหวาง




ประเทศเกิดข้น ณ ปจจุบันท่สถานการณความขัดแยงอาจพัฒนาข้น จนกระทบตอ
สันติภาพและความม่นคงของโลกน้น เปนความขัดแยงเก่ยวกับเขตแดน ผลประโยชน 




ทางเศรษฐกิจ อันประกอบดวย ทรัพยากรธรรมชาติและการคาของประเทศ ซ่งเปน



ภัยคุกคามในรูปแบบเดิมท่เกิดข้นมานานนับศตวรรษ นอกจากน้ ยังมีภัยคุกคาม

อีกรูปแบบหน่งคือ ภัยคุกคามจากการกอการรายขามชาติ อีกท้งความขัดแยงระหวาง



ชาติมหาอํานาจ เชน ประเทศสหรัฐฯ กับประเทศท่ครอบครองอาวุธนิวเคลียรท่มีแนวโนม




เปนภยคกคามตอประเทศของตน ประกอบดวย ประเทศเกาหลเหนอ และประเทศอหราน





เปนตน จึงสรุปไดวาสันติภาพและความมั่นคงโลก ณ ปจจุบันนั้น ยังคงอยูในความเสี่ยง
และสันติภาพที่แทจริงตลอดทั่วทุกมุมโลกนั้นไมอาจเกิดขึ้นได
ทฤษฎีความสัมพันธระหวางประเทศ
ในลําดับน้ จะทําการศึกษาทฤษฎีความสัมพันธระหวางประเทศเพ่อเปนพ้นฐาน




ในการทําความเขาใจพฤติกรรมของรัฐในปจจุบันวา ท่ปฏิบัติเชนน้นกอใหเกิดสันติภาพ


และความม่นคงโลกอยางไร ซ่งประกอบดวยแนวคิดของ สํานักสัจนิยม (Realism)

สํานักเสรีนิยม (Liberalism) และสํานักสรรสรางนิยม (Constructivism) โดยสรุป
สาระสําคัญดังนี้
๒๕
๑. สํานักสัจนิยม (Realism)
แนวความคิดพ้นฐานของสํานักคิดสัจนิยม ตามกรอบแนวความคิด

ของ Classical Realism นั้น โธมัส ฮอบส (Thomas Hobbes) ไดใหคํานิยามธรรมชาติ
ของรัฐตามแนวคิดของ Classical Realism ไว ไดแก รัฐแตละรัฐมีสถานะเหมือนบุคคล
ท่เทาเทียมกัน และมีความสัมพันธกันในระบบระหวางประเทศในลักษณะอนาธิปไตย

¹ÒÇÔ¡Ò¸Ô»˜µÂÊÒÃ
198
¤Åѧ»˜ÞÞÒ ¾Ñ²¹Ò¼ÙŒ¹íÒ


Click to View FlipBook Version