The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นจังหวัดลำปาง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chaiwut, 2022-02-27 22:16:44

กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นจังหวัดลำปาง

กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นจังหวัดลำปาง

กรอบหลักสตู รระดบั ท้องถ่ินจังหวัดลำปำง

สำนักงำนเขตพื้นทกี่ ำรศกึ ษำประถมศึกษำลำปำง เขต 1
สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้นั พื้นฐำน
กระทรวงศึกษำธิกำร



คำนำ

ตามทก่ี ระทรวงศึกษาธกิ ารได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศกั ราช 2551 โดยเพมิ่ บทบาทสาคญั ให้กบั สานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาในฐานะหนว่ ยงานในการ
พฒั นาหลักสูตรในสว่ นท่สี อดคล้องกบั สภาพและความต้องการของทอ้ งถ่นิ และเปน็ หน่วยงานหลักใน
การขับเคลื่อนหลักสูตรระดับทอ้ งถนิ่ ประกอบกบั คาส่งั หวั หนา้ คณะรกั ษาความสงบแหง่ ชาติ
ท่ี 19/2560 เรื่อง การปฏริ ูปการศึกษาในภมู ิภาคของกระทรวงศกึ ษาธิการ โดยตั้งคณะกรรมการ
ขับเคลอื่ นการปฏิรปู การศึกษาของกระทรวงศึกษาธกิ ารในภูมิภาค พร้อมตง้ั สานกั งานศกึ ษาธิการภาค
18 ภาค และสานกั งานศกึ ษาธกิ ารจังหวัด สงั กดั สานักงานปลัดกระทรวงศกึ ษาธิการ เพื่อปฏบิ ตั ิ
ภารกจิ ของกระทรวงศึกษาธิการในระดบั พื้นที่ และได้มปี ระกาศสานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่อง แบ่งหน่วยงานภายในสานกั งานศกึ ษาธกิ ารภาคและสานักงานศึกษาธิการจงั หวัด สงั กัด
สานักงานปลัดกระทรวง ลงวนั ที่ 12 มิถุนายน 2560 ท่ไี ด้กาหนดหนา้ ท่ีความรับผดิ ชอบของกลุม่
นิเทศ ติดตาม และประเมินผล ข้อ (6) ส่งเสรมิ และพัฒนาหลกั สูตร การจัดการเรยี นการสอน
กระบวนการเรียนรู้ แหลง่ เรียนรู้ และสอ่ื การเรยี นรตู้ า่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกับการสรา้ งเสรมิ คุณภาพชีวิตที่
เปน็ มิตรกับส่ิงแวดลอ้ มนน้ั

สานักงานศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั ลาปาง จึงไดม้ อบหมายใหส้ านกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษา
ประถมศึกษาลาปาง เขต 1 โดยกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมนิ ผลการจัดการศึกษาเป็นผดู้ าเนินการ
พัฒนากรอบหลักสูตรระดับท้องถ่ินจังหวัดลาปาง และได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทากรอบหลักสูตร
ระดบั ทอ้ งถน่ิ จังหวดั ลาปาง โดยดาเนินการวิเคราะหม์ าตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ช้วี ดั และสาระการเรยี นรู้
แกนกลางของกลุ่มสาระการเรียนรู้ท้ัง 8 กลุ่มสาระตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พทุ ธศักราช 2551 และขอ้ มูลจากการศึกษา สารวจสภาพ ปัญหา การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกดิ ขน้ึ ใน
จงั หวัดลาปาง มาใช้ในการสังเคราะห์จัดเป็นหมวดหมู่และกาหนดเป็นกรอบหลักสูตรระดับท้องถ่ิน
ซ่ึงมีองคป์ ระกอบสาคัญได้แก่ เป้าหมายและจดุ เน้นในการพัฒนาผ้เู รยี น กรอบสาระการเรียนรู้ระดับ
ท้องถิน่ และการประเมินคุณภาพการศึกษาระดบั ทอ้ งถ่ิน

กรอบหลักสูตรระดบั ท้องถ่ินจงั หวัดลาปางนี้จดั ทาขึ้น สาหรบั สถานศกึ ษาในจงั หวัดลาปางได้
นาไปใช้เป็นกรอบและทิศทำงในกำรจัดทำหลักสูตรสถำนศึกษำได้อย่างมั่นใจและมีความเป็น
เอกภาพในระดับเขตพื้นท่ี รวมทั้งสามารถจัดการเรียนการสอนโดยนาสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นไป
สอดแทรกในรำยวิชำพื้นฐำน จัดเป็นรำยวิชำเพ่ิมเติม จัดกิจกรรมพัฒนำผู้เรียน หรือจัด
บรรยำกำศท่ีส่งเสริมจุดเน้น เพ่ือพัฒนาผู้เรียนในจังหวัดลาปางให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการ
เรียนรู้และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ท่ีกาหนดไว้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มี
ทักษะท่ีจาเป็นสาหรับการดารงชีวิตในสังคม ตลอดจนมีคุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย และมี
จติ สานึกในความเป็นไทยและรกั ทอ้ งถ่นิ

ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิและคณะกรรมการจัดทากรอบหลักสตู รระดับท้องถ่ินจังหวัดลาปาง
ทกุ ทา่ น ที่ได้ดาเนินการให้กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นฉบับนี้ มีความสมบรู ณ์และเหมาะสมต่อการ
จัดการเรียนรู้เพอ่ื พฒั นาผเู้ รยี นตามเป้าหมายและจดุ เน้นในการพฒั นาผู้เรียนของสานักงานศึกษาธกิ าร
จงั หวดั ลาปาง และสานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาตอ่ ไป

สานกั งานศึกษาธกิ ารจังหวัดลาปาง
สงิ หาคม 2560



สำรบัญ

หน้า
คานา ก
สารบัญ ข
ส่วนที่ 1 สว่ นนา
ความนา 1

วิสยั ทศั น์ อัตลกั ษณ์ เอกลักษณ์ และเป้าหมายในการพฒั นาผู้เรยี น 2

จดุ เน้นในการพัฒนาผเู้ รยี น 2

สาระการเรียนรู้ท้องถ่ิน 2
การประเมินคณุ ภาพการศกึ ษาระดบั ท้องถน่ิ 3

การนากรอบสาระการเรียนรรู้ ะดับท้องถิน่ สกู่ ารจดั ทาหลกั สูตรสถานศึกษา 4
สว่ นที่ 2 กรอบสาระการเรียนร้รู ะดับท้องถน่ิ
สาระท่ี 1 เรือ่ ง ภมู ิศาสตรข์ องท้องถ่ิน 6

สาระที่ 2 เร่ือง ประวัติและความเปน็ มาของทอ้ งถน่ิ 39
สาระท่ี 3 เรอื่ ง ประเพณแี ละวัฒนธรรมทอ้ งถิ่น 73
สาระท่ี 4 เรอื่ ง บุคคลสาคญั ของท้องถ่นิ 89
สาระท่ี 5 เร่ือง ศิลปหัตถกรรมและผลิตภณั ฑ์ในทอ้ งถ่นิ 111

สาระท่ี 6 เรื่อง อาชีพในทอ้ งถ่นิ 136

สาระที่ 7 เรอื่ ง ดนตรี เพลงและการแสดงพน้ื เมือง 142
สาระที่ 8 เรอ่ื ง นิทาน เร่ืองเล่า ตานาน และวรรณกรรมพนื้ บา้ น 151

สาระท่ี 9 เรือ่ ง เกมและการละเล่นพ้นื บา้ น 165
สาระที่ 10 เร่ือง แหล่งเรยี นรแู้ ละภมู ปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ 170
สว่ นท่ี 3 การวิเคราะห์มาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชว้ี ดั ที่เก่ยี วข้องกบั ท้องถิน่ 206
ภำคผนวก
คาส่ังแตง่ ต้ังแต่งตัง้ คณะกรรมการจดั ทากรอบหลักสูตรระดบั ทอ้ งถน่ิ จังหวัดลาปาง

กรอบหลกั สูตรระดับทอ้ งถ่นิ จงั หวัดลำปำง
สำนกั งำนศกึ ษำธกิ ำรจังหวดั ลำปำง

ควำมนำ
ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใชห้ ลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 โดย

เพม่ิ บทบาทสาคัญใหก้ ับสานักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศกึ ษาในฐานะหนว่ ยงานในการพฒั นาหลกั สูตรในสว่ นทส่ี อดคล้อง
กบั สภาพและความตอ้ งการของทอ้ งถิ่น และเป็นหน่วยงานหลกั ในการขับเคล่ือนหลกั สตู รระดบั ท้องถ่ินไว้ 4
ภารกจิ ได้แก่ 1) การกาหนดเปา้ หมาย/จุดเนน้ เพือ่ พฒั นาผเู้ รยี นในระดบั ทอ้ งถ่ิน 2) การพฒั นาสาระการเรียนรู้
ทอ้ งถิน่ เพอ่ื เผยแพร่ให้สถานศกึ ษาในสงั กดั ใช้ 3) การประเมนิ คณุ ภาพผเู้ รยี นในระดับทอ้ งถน่ิ เพอ่ื ตรวจสอบ
คุณภาพผู้เรยี นโดยรวมตามหลักสูตรและจดุ เนน้ ในระดับท้องถิน่ และนาสกู่ ารเป็นฐานขอ้ มูลในการพัฒนาตอ่ เน่ือง
และ 4) เพม่ิ พนู คณุ ภาพการใชห้ ลักสูตรดว้ ยการวิจัยและพัฒนา การพฒั นาบคุ ลากร สนบั สนุน ส่งเสรมิ ตดิ ตาม
ประเมิน วิเคราะห์และรายงานผลคุณภาพของผ้เู รยี น ประกอบกบั คาส่งั หวั หน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ท่ี 19/2560 เร่อื ง การปฏริ ปู การศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธกิ าร โดยต้งั คณะกรรมการขับเคลอ่ื นการ
ปฏริ ปู การศึกษาของกระทรวงศกึ ษาธิการในภูมภิ าค พรอ้ มตง้ั สานักงานศกึ ษาธิการภาค 18 ภาค และสานกั งาน
ศกึ ษาธกิ ารจงั หวัด สงั กัดสานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ เพื่อปฏิบตั ิภารกิจของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารในระดบั
พนื้ ที่ และไดม้ ีประกาศสานกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร เรอ่ื ง แบ่งหนว่ ยงานภายในสานักงานศกึ ษาธิการภาค
และสานกั งานศึกษาธิการจังหวดั สงั กดั สานักงานปลดั กระทรวง ลงวนั ที่ 12 มถิ นุ ายน 2560 ทีไ่ ด้กาหนดหนา้ ที่
ความรับผดิ ชอบของกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผล ข้อ (6) ส่งเสรมิ และพัฒนาหลกั สตู ร การจัดการเรียนการ
สอน กระบวนการเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้ และสอ่ื การเรยี นรู้ตา่ ง ๆ ท่เี ก่ียวข้องกับการสร้างเสรมิ คณุ ภาพชวี ติ ท่เี ปน็
มิตรกับส่ิงแวดล้อมน้ัน

สานกั งานศกึ ษาธิการจงั หวดั ลาปาง จงึ ได้มอบหมายให้สานกั งานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาลาปาง
เขต 1 โดยกลุ่มนิเทศ ตดิ ตาม และประเมนิ ผลการจัดการศกึ ษาเปน็ ผูด้ าเนนิ การพัฒนากรอบหลกั สตู รระดับท้องถิ่น
จังหวัดลาปาง และได้แต่งต้ังคณะกรรมการจัดทากรอบหลักสูตรระดับท้องถ่ินจังหวัดลาปาง ซึ่งประกอบด้วย
ผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษารองผู้อานวยการเขตพื้นท่ีการศึกษา ศึกษานิเทศก์ และเจ้าหน้าท่ีท่ี
เกยี่ วขอ้ งของสานกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาลาปาง เขต 1, 2 และ 3 และสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 35 ร่วมกันดาเนินการจัดทากรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นจังหวัดลาปาง โดยร่วมกันวิเคราะห์
บริบททางการศึกษาของจังหวัดลาปาง วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง
รวมทั้งนาข้อมูลจากการศึกษา สารวจสภาพ ปัญหา การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจังหวัดลาปาง มา
สังเคราะห์และจัดเป็นหมวดหมู่ และกาหนดเป็นกรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่น ซ่ึงมีองค์ประกอบสาคัญ ได้แก่
เป้าหมายและจุดเน้นในการพัฒนาผู้เรียน กรอบสาระการเรียนรู้ระดับท้องถิ่น และการประเมิ นคุณภาพ
การศึกษาระดับท้องถิ่น จากนั้นจึงไดเ้ รยี นเชิญผทู้ รงคณุ วุฒิมาวพิ ากษ์หลักสูตรเพือ่ นาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
มาปรับปรุง แก้ไข กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นให้มีความสมบูรณ์และเหมาะสมต่อการจัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนา
ผู้เรียนตามเป้าหมายและจุดเน้นในการพัฒนาผู้เรียนของสานักงาน ศึกษาธิการจังหวัดลาปาง โดยวิสัยทัศน์
อัตลักษณ์ เอกลักษณ์ เป้าหมายและจุดเน้นในการพัฒนาผู้เรียนของสานักงานศึกษาธิการจังหวัดลาปาง
ดังน้ี

กรอบหลักสตู รระดับทอ้ งถิ่นจังหวดั ลำปำง 2

วสิ ยั ทศั น์
นครลาปาง เมืองแห่งการเรยี นรู้อยา่ งมีความสขุ

อตั ลกั ษณ์
ฮักลาปาง

เอกลกั ษณ์
นครลาปาง เมืองแหง่ การเรียนรู้ สู่คุณภาพชีวติ ทด่ี ี

เป้ำหมำยในกำรพัฒนำผู้เรียน
1. พฒั นาผูเ้ รยี นในระดบั การศกึ ษาขั้นพนื้ ฐานให้มคี ุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสาคัญและ

คุณลักษณะอนั พึงประสงคท์ ่ีกาหนดไว้ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน มที ักษะที่จาเป็นสาหรับการ
ดารงชวี ติ ในสังคมทม่ี กี ารเปลี่ยนแปลงและแสวงหาความรู้เพือ่ พัฒนาตนเองอย่างตอ่ เนือ่ งตลอดชีวิต

2. ปลกู ฝงั ให้ผเู้ รยี นมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม มรี ะเบียบวนิ ยั มีจิตสานึกในความเป็นไทย สามารถปฏบิ ัติตาม
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง โดยคานึงถึงประโยชน์สว่ นรวม และยดึ มน่ั ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมพี ระมหากษตั ริย์ทางเปน็ ประมุข

3. สง่ เสริมใหผ้ ู้เรียนรักความเปน็ ไทย รกั ท้องถ่ิน (ฮักลาปาง) มีจิตสานึกในการอนรุ กั ษ์ทรพั ยากร ธรรมชาติ
ส่งิ แวดลอ้ ม วัฒนธรรมและภมู ิปัญญาท้องถน่ิ มจี ติ สาธารณะทีม่ ุ่งทาประโยชน์และสรา้ งสง่ิ ทีด่ งี ามในสังคมและ
ทอ้ งถิ่น ตลอดจนสามารถทางานและอยู่รว่ มกับผู้อื่นในสังคมและชมุ ชนไดอ้ ย่างสนั ติ
จดุ เนน้ ในกำรพัฒนำผเู้ รียน

1. ความรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้
2. คา่ นยิ มหลกั ของคนไทย 12 ประการและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้แก่ รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
ซื่อสัตยส์ ุจรติ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทางาน รักความเปน็ ไทย และมีจิตสาธารณะ
3. ทกั ษะท่ีจาเปน็ ในการดารงชวี ติ ได้แก่ ความสามารถในการสื่อสาร ทกั ษะการคดิ ทกั ษะการแกป้ ัญหา
ทกั ษะชีวติ และทักษะการใช้เทคโนโลยี
4. ทักษะในการแสวงหาความรู้ ไดแ้ ก่ ทกั ษะในการอ่านและเขียน
5. คุณธรรม จริยธรรม และระเบยี บวินัย
6. รักความเปน็ ไทยและรักทอ้ งถ่ิน (ฮกั ลาปาง)
7. จติ สานึกในการอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อมของท้องถิ่น
8. จิตสานกึ ในความเปน็ ไทย การอนุรกั ษว์ ัฒนธรรมและภมู ิปัญญาทอ้ งถ่ิน
สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถ่นิ
จากการวิเคราะห์บริบททางการศกึ ษาของจงั หวัดลาปาง วเิ คราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ชว้ี ัดและสาระ
การเรยี นรูแ้ กนกลาง รวมท้ังนาขอ้ มูลจากการศึกษา สารวจสภาพ ปญั หา การเปล่ยี นแปลงต่าง ๆ ท่ีเกดิ ขึน้ ใน
จงั หวดั ลาปาง มาสังเคราะหแ์ ละจัดเปน็ หมวดหมู่ จงึ กาหนดเป็นสาระการเรยี นรู้ทอ้ งถิน่ 10 สาระ ประกอบด้วย
สาระที่ 1 เร่ือง ภูมิศาสตร์ของทอ้ งถิน่
สาระท่ี 2 เรื่อง ประวัติและความเป็นมาของทอ้ งถนิ่
สาระที่ 3 เร่อื ง ประเพณแี ละวัฒนธรรมท้องถ่ิน
สาระท่ี 4 เรอื่ ง บุคคลสาคัญของท้องถิ่น

กรอบหลักสูตรระดบั ทอ้ งถิ่นจงั หวัดลำปำง 3
สาระท่ี 5 เร่อื ง ศิลปหัตถกรรมและผลิตภณั ฑใ์ นทอ้ งถ่ิน
สาระท่ี 6 เรอ่ื ง อาชีพในท้องถ่ิน
สาระที่ 7 เรื่อง ดนตรี เพลงและการแสดงพนื้ เมือง
สาระที่ 8 เรอ่ื ง นทิ าน เร่ืองเล่า ตานาน และวรรณกรรมพ้นื บ้าน
สาระท่ี 9 เรื่อง เกมและการละเล่นพนื้ บ้าน
สาระที่ 10 เร่ือง แหล่งเรียนรูแ้ ละภูมปิ ญั ญาท้องถิ่น
กำรประเมินคณุ ภำพกำรศกึ ษำระดบั ท้องถ่นิ
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 กาหนดใหม้ กี ารวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
ใน 4 ระดับ ไดแ้ ก่ ระดับชัน้ เรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา และระดับชาติ เพ่ือตรวจสอบ
ความกา้ วหนา้ ในการเรยี นรู้ของผู้เรียน เพือ่ นาผลการประเมนิ มาใช้เปน็ ข้อมูลในการพฒั นาอยา่ งต่อเน่ือง
การประเมินระดับเขตพืน้ ที่การศกึ ษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับท้องถิ่นของจังหวัดลาปาง
ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนา
คณุ ภาพการศกึ ษาของเขตพ้ืนที่การศึกษาและจงั หวดั ลาปางตามภาระความรับผิดชอบ ดว้ ยวิธีการและเคร่ืองมือท่ี
เปน็ มาตรฐานซึง่ จดั ทาและดาเนินการโดยสานักงานศึกษาธิการจังหวัดลาปาง สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ
ดว้ ยความรว่ มมอื กับหน่วยงานต้นสังกัดและ/หรือหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง นอกจากน้ียังสามารถดาเนินการได้ด้วย
การตรวจสอบข้อมูลจากการประเมินระดับสถานศึกษาในสังกัดสานักงานศึกษาธิการจังหวัดลาปาง ซึ่งผลการ
ประเมนิ ระดบั สถานศกึ ษาและเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษา จะเป็นตัวบ่งช้ีคุณภาพการศึกษาขั้นพ้ืนฐานของจังหวัดลาปาง
ในภาพรวม และใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการกาหนดนโยบาย วางแผนในการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาระดับจังหวัดและเขตพื้นท่ีการศึกษา และเป็นข้อมูลสาคัญในการปรับปรุงเพื่อการพัฒนาตนเองของ
ผเู้ รียนและการจดั การเรียนการสอนของสถานศกึ ษาตอ่ ไป
การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับท้องถ่ินของสานักงานศึกษาธิการจังหวัดลาปาง มีกิจกรรมการ
ประเมนิ ที่สาคญั ดังนี้
1. การประเมินความรู้ ความสามารถของนักเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 จะดาเนินการประเมินโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐาน (ข้อสอบกลาง) ของสานักทดสอบทาง
การศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) โดยกาหนดให้มีการ
ประเมินในช่วงเวลา 1 เดือนก่อนสิ้นปีการศึกษา (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม) ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย และ
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ทที่ าการประเมิน ดังต่อไปนี้

1.1 นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 2 ประเมนิ 1 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
ภาษาไทย

1.2 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ประเมิน 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ กล่มุ สาระการเรยี นรู้
ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวทิ ยาศาสตร์

1.3 นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5 ประเมนิ 3 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ ได้แก่ กลุม่ สาระการเรยี นรู้
ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ และวทิ ยาศาสตร์

1.4 นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ประเมิน 5 กล่มุ สาระการเรยี นรู้ ได้แก่ กลุม่ สาระการเรียนรู้
ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม และภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)

1.5 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 2 ประเมิน 5 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ กลมุ่ สาระการเรียนรู้
ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม และภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)

กรอบหลกั สูตรระดบั ท้องถนิ่ จงั หวดั ลำปำง 4
2. การประเมินทกั ษะการอ่านและการเขียน จะดาเนินการประเมินการอ่านและเขียน ในกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้แบบทดสอบท่ีสถาบันภาษาไทย สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พน้ื ฐานจัดทาขนึ้ ซึ่งจะทาการประเมินนักเรียนท้ังระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
ดังนี้

2.1 ประเมินการอ่านการเขยี นของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 1-6 ภาคเรยี นละ 2 ครัง้ คอื ภาคเรียน
ท่ี 1 ในเดือนมิถุนายนและเดอื นสงิ หาคม และภาคเรียนที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายนและเดือนมกราคม

2.2 ประเมินการรเู้ ร่ืองการอ่าน (Reading Literacy) ตามแนวทางการประเมนิ ผลนกั เรียนนานาชาติ
PISA ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ภาคเรียนละ 2 ครั้ง คือ ภาคเรียนท่ี 1 ในเดือนมิถุนายนและเดือน
สิงหาคม และภาคเรียนที่ 2 ในเดอื นพฤศจกิ ายนและเดือนมกราคม

3. การประเมินความรักและความภาคภูมิใจในท้องถิ่น สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาลาปาง เขต 3 จะ
ดาเนินการประเมินนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 และมัธยมศึกษาปีท่ี 3 และ 6 โดยมีแนวทางในการ
ประเมนิ 2 ลกั ษณะ คือ

3.1 พจิ ารณาจากผลการประเมินระดบั สถานศกึ ษา ตามตัวชวี้ ดั ที่สานักงานศกึ ษาธิการกาหนดไว้คือ
3.1.1 รอ้ ยละของผเู้ รียนสามารถพูดภาษาทอ้ งถิน่ ลาปาง (กาเมือง) ผ่านกิจกรรมท่ีหลากหลาย
3.1.2 ร้อยละของผเู้ รยี นแต่งกายชดุ พื้นเมอื งลาปางอยา่ งน้อยสัปดาห์ละ 1 วนั

3.2 ประเมินผลจากการนาเสนอผลงาน ชิ้นงาน หรือการแสดงออกถงึ ความสามารถของนกั เรียนที่
เกิดจากการเรียนรู้ ผลงานหรือชิ้นงานในการจัดการเรียนรู้ของครู และผลงานหรือชิ้นงานของสถานศึกษาที่
เกี่ยวกับสาระการเรยี นรทู้ อ้ งถ่ิน ในกจิ กรรมการแลกเปล่ยี นเรียนรู้หรอื กจิ กรรมทางวชิ าการท่ีสานักงานศึกษาธกิ าร
จงั หวัดลาปางหรือสานักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาจัดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ท้งั น้ี การประเมนิ ดังกล่าวข้างต้นจะดาเนินการไปพร้อมกับการประเมินผลโดยคณะนิเทศ ติดตาม และ
ประเมินผลของสานักงานศึกษาธิการจังหวัดลาปาง และคณะอนุกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และ
นิเทศการศึกษาของเขตพ้ืนที่การศึกษา เพ่ือส่งเสริมสนับสนุนให้สถานศึกษาได้พัฒนาคุณภาพขอ งผู้เรียนตาม
เปา้ หมายและจดุ เน้นในการพฒั นาผูเ้ รียน และสานักงานศึกษาธิการจังหวัดลาปางจะดาเนินการจัดทารายงานผล
การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับท้องถ่ิน เพื่อนาผลการประเมินไปใช้ในการวางแผนเพ่ือพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาตอ่ ไป
กำรนำกรอบสำระกำรเรียนรรู้ ะดบั ท้องถิ่นสูก่ ำรจัดทำหลักสตู รสถำนศกึ ษำ

การนากรอบสาระการเรียนรู้ระดับท้องถิ่นจังหวัดลาปางสู่การจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา สามารถ
ดาเนนิ การได้หลายลักษณะ เช่น

1. กำหนดวสิ ยั ทศั น์ของหลักสูตรสถำนศกึ ษำ ใหส้ อดคลอ้ งกบั วิสัยทัศน์ อตั ลักษณ์ เอกลักษณ์
เป้าหมายและจุดเน้นในการพัฒนาผูเ้ รียนของสานกั งานศกึ ษาธิการจงั หวดั ลาปาง

2. สอดแทรกในรำยวิชำพน้ื ฐำน ท่มี ีตวั ชว้ี ดั ทบี่ ่งบอกถงึ ความเป็นทอ้ งถ่ิน (ดงั เอกสารในส่วนท่ี 3) โดย
อาจปรับกิจกรรมการเรียนการสอน ปรับเนื้อหา ปรับ/เลือกใช้ส่ือการเรียนรู้ หรือบูรณาการเน้ือหาในรายวิชา
ต่าง ๆ

3. จดั ทำเป็นรำยวิชำเพิม่ เตมิ โดยสถานศกึ ษาอาจจดั ทารายวชิ าที่เป็นสาระการเรียนรเู้ พม่ิ เตมิ
ตัวอยา่ งเช่น

3.1 รายวชิ าเพิ่มเตมิ ในกล่มุ สาระการเรียนรกู้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยี เชน่ การทอผา้ ฝ้าย
การจกั สาน การทากระดาษสา การทากรอบรูปไมส้ กั แกะสลกั เป็นตน้

3.2 รายวิชาเพิม่ เติมในกลุ่มสาระการเรยี นรูส้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม เชน่ ประวัตศิ าสตร์
นครลาปาง สถานที่ท่องเทยี่ วในจงั หวดั ลาปาง บคุ คลสาคัญของจังหวดั ลาปาง เป็นต้น

กรอบหลักสูตรระดับทอ้ งถิ่นจงั หวดั ลำปำง 5
4. จัดกจิ กรรมพัฒนำผูเ้ รยี น/กจิ กรรมลดเวลำเรยี นเพ่มิ เวลำรู้ โดยมุ่งพัฒนาให้ผู้เรยี นพฒั นา
เต็มตามศกั ยภาพและส่งเสริมความสามารถของผเู้ รียนตามเปา้ หมายหรอื จุดเน้นในการพัฒนาผู้เรียนของสานักงาน
ศึกษาธกิ ารจงั หวดั ลาปาง
5. จดั กจิ กรรมเสริมหลกั สูตร/กจิ กรรมนอกชัน้ เรยี น ซง่ึ เปน็ กิจกรรมนอกเหนอื จากการเรียนการสอน
ในชัน้ เรียนที่สถานศึกษาจัดขึ้นเพ่ือสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วน
เสริมสร้างทักษะ ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ผ่านการทากิจกรรมต่างๆ ท่ีครอบคลุมการพัฒนาด้าน
วิชาการและวิชาชีพ การบาเพ็ญประโยชน์ การรักษา ส่ิงแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม ตลอดจน
กีฬาและนันทนาการ เพ่ือส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข เช่น
กจิ กรรมทัศนศึกษา กิจกรรมวันสาคัญทางศาสนาหรือประเพณี ฯลฯ
6. จัดบรรยำกำศทีส่ ่งเสรมิ จุดเน้น โดยการจดั สภาพแวดลอ้ ม บรรยากาศทางกายภาพของ
สถานศกึ ษาท่ีส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นไดพ้ ัฒนาตามจุดเนน้ ในการพฒั นาผ้เู รยี นของสานักงานศึกษาธิการจงั หวัดลาปาง
7. กำหนดกำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้ระดบั สถานศกึ ษาและระดับชัน้ เรียนให้สอดคล้องกับแนว
ทางการประเมนิ คณุ ภาพผู้เรียนระดบั ทอ้ งถ่นิ

สาระที่ 1
เรือ่ ง ภมู ิศาสตรข์ องทอ้ งถิ่น
ลกั ษณะทางกายภาพ ของทอ้ งถิ่น

จังหวดั ลา้ ปาง
ท่ีต้งั อาณาเขต

จังหวัดล้าปางตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย อยู่สูงจากระดับน้าทะเล
ประมาณ 268.80 เมตร ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 602 กิโลเมตร มีพี้นที่ประมาณ 12,533,961
ตารางกโิ ลเมตร เปน็ จงั หวัดท่ีมพี ้นื ทใ่ี หญเ่ ปน็ อนั ดบั ท่ี 3 ของจงั หวัดในเขตภาคเหนอื
อาณาเขต

ทิศเหนอื ติดต่อกับจงั หวดั เชยี งใหม่ เชยี งรายและพะเยา
ทิศตะวนั ออก ตดิ ต่อกบั จังหวัด แพร่และสุโขทยั
ทศิ ใต้ ตดิ ต่อกับจังหวัดตาก และสุโขทยั
ทศิ ตะวันตก ตดิ ต่อกับ จงั หวดั ล้าพนู และเชยี งใหม่
แมน่ ้า
แม่น้าสายสา้ คัญ ไดแ้ ก่ แม่นา้ วงั แมน่ ้าตุย๋ แมน่ ้ายาว แมน่ ้าแมจ่ าง และแมน่ ้างาว
ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ
สภาพภมู ปิ ระเทศเป็นรูปวงรี พ้ืนทโ่ี ดยทว่ั ไปเปน็ ท่ีราบสงู และภเู ขาสูง มีทรี่ าบลมุ่ ริมฝง่ั แมน่ ้า
เป็นบางส่วน ในบริเวณตอนกลาง ของจงั หวดั และเปน็ แหล่งเกษตรกรรมท่ีส้าคัญของจงั หวัดลา้ ปาง
บรเิ วณตอนบนของจงั หวดั มลี กั ษณะเป็นปา่ คอ่ นข้างทึบ อดุ มสมบรู ณด์ ว้ ยไม้มีคา่ มากและมีภูเขามาก
สว่ นบรเิ วณตอนใต้ของจงั หวัดมีลกั ษณะเป็นปา่ ไมร้ ัง และมีบางสว่ นเกอื บเป็นทุง่ หญา้
ลกั ษณะภมู ิอากาศ
เนอื่ งจากสภาพพน้ื ทข่ี องจงั หวดั มีลกั ษณะเปน็ แอ่งคล้ายกน้ กระทะ และตัง้ อยู่ห่างไกลจาก
ทะเลมาก มีทิวเขาผีปนั นา้ ขวางก้ัน จึงท้าให้อากาศโดยทว่ั ไปร้อนอบอ้าว เกอื บตลอดท้งั ปแี ละหนาว
จัดในฤดหู นาว ลักษณะภูมิอากาศแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ฤดู คอื
ฤดฝู น ฤดฝู น เริ่มประมาณเดือนพฤษภาคมจนถงึ เดอื นตลุ าคม ปรมิ าณน้าฝนเฉล่ียเดอื นละ
6.0 มลิ ลิเมตร คือ
ฤดหู นาว เริ่มประมาณเดอื นพฤศจิกายนจนถงึ เดือนกุมภาพนั ธ์ อุณหภมู ติ ้่าสดุ ประมาณ 3.9
องศาเซียส เมื่อปี 2517 ช่วงท่มี อี ากาศหนาวจัด คอื เดือนมกราคม
ฤดูรอ้ น เรม่ิ ประมาณเดอื นกุมภาพันธ์จนถึงกลางเดอื นพฤษภาคม อณุ หภมู ิสงู สดุ ทเ่ี คยวัดได้
143.5 องศาเซยี ส ในปี 2526 เดอื นที่มอี ากาศรอ้ นที่สุด คือ เดอื นเมษายน

7

ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม ได้แก่
ป่าไม้
จงั หวัดล้าปางมีป่าสงวนแห่งชาติ จา้ นวน 33 ป่า เนื้อที่ 5,513,785,.50 ไร่

คิดเป็นรอ้ ยละ 70.34 ของพ้ืนทจี่ งั หวัด ซึง่ นับเปน็ จังหวัดท่มี ีพน้ื ทปี่ ่าสงวนแห่งชาติมากท่ีสดุ จงั หวดั
หนึง่ ของภาคเหนือ และในปี 2539 นม้ี พี ื้นทป่ี ่า 4,935,247.38 ไร่ คิดเป็นรอ้ ยละ 63 ของ
พืน้ ที่ท้ังหมด

ดิน
จังหวัดล้าปางมีลักษณะดินตามกลุ่มดิน 4 กลุ่ม คือ กลุ่มดินนา กลุ่มดินไร่

กลมุ่ ดนิ ต้นื และกล่มุ ดินภูเขา
แร่ธาตุ
ลกิ ไนต์ ทีน่ ้ามาเป็นเชอื้ เพลิงในการผลิตกระแสไฟฟา้ ของประเทศเปน็ แหลง่ สรา้ งงาน

และน้าเงนิ เข้ามาส่จู ังหวัดลา้ ปางปีละเปน็ จ้านวนมาก มแี หล่งผลติ ที่ใหญท่ ี่สุดที่อา้ เภอแมเ่ มาะ และท่ี
อ้าเภองาว

ดินขาว เป็นแหลง่ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ี่สา้ คัญของจงั หวัดอกี แหล่งหน่งึ สามารถ
น้ามาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเครอื่ งป้ันดินเผา หรือ เซรามกิ เพ่อื ส่งไปจา้ หนา่ ยทัว่ ประเทศไทยและ
ส่งไปจา้ หนา่ ยตา่ งประเทศดว้ ย

หนิ อ่อน จงั หวัดลา้ ปางมหี ินออ่ นทส่ี วยงามในเขตอา้ เภอเถิน และอา้ เภอแมพ่ รกิ
น้ามาผลิตเปน็ แผ่นหนิ อ่อน

สภาพการเมอื งและการปกรอง
การปกครองจังหวดั ล้าปาง แบ่งการปกครองออกเปน็ 13 อา้ เภอ 100 ต้าบล 912

หมู่บ้าน โดยมีอา้ เภอดงั นี้ อ้าเภอเมอื ง อ้าเภอเกาะคา อา้ เภองาว อ้าเภอแจ้ห่ม อ้าเภอเถิน อ้าเภอ
แมพ่ รกิ อ้าเภอวังเหนอื อา้ เภอแม่ทะ อ้าเภอแม่เมาะ อา้ เภอห้างฉัตร อ้าเภอสบปราบ อา้ เภอ
เสรมิ งาม อ้าเภอเมืองปาน

อา้ เภอเมอื ง

ที่ตง้ั อาณาเขต
อา้ เภอเมอื งล้าปางต้งั อยู่ทางตอนกลางของจงั หวดั มพี นื้ ท่ี 1,156 ตารางกโิ ลเมตร มีอาณาเขต

ติดตอ่ กบั เขตการปกครองข้างเคียงดงั ตอ่ ไปนี้
ทิศเหนือ ติดกบั อา้ เภอแมอ่ อน (จังหวัดเชียงใหม่), อ้าเภอเมืองปาน, อา้ เภอแจ้ห่ม และอา้ เภอ

แมเ่ มาะ
ทศิ ตะวันออก ตดิ กบั อ้าเภอแม่เมาะ
ทศิ ใต้ ตดิ กบั อ้าเภอแม่ทะ และอ้าเภอเกาะคา
ทิศตะวนั ตก ติดกบั อ้าเภอหา้ งฉัตร และอ้าเภอแม่ทา (จงั หวดั ลา้ พนู )

8

แมน่ ้าส้าคญั ไดแ้ ก่ แม่น้าวงั แม่น้าต๋ยุ
เขื่อนสา้ คัญ ได้แก่ เข่ือนกวิ่ ลม เขอ่ื นยาง
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม

ทรพั ยากรแร่ ได้แก่ แร่พลวง ดินขาว แรด่ ินเบา
ทรพั ยากรปา่ ไม้ ได้แก่ ไมส้ กั ไม้เต็ง ไมร้ ัง ไม้แดง ไมป้ ระดู่
ผลผลติ ทางการเกษตรท่สี ้าคัญ ได้แก่ ข้าวเหนียว อ้อย ถ่วั เหลอื สบั ปะรด
สภาพการเมอื งและการปกรอง
ท้องท่ีอ้าเภอเมืองล้าปางประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน 15 แหง่ ได้แก่
เทศบาลนครล้าปาง ครอบคลมุ พ้ืนท่ีต้าบลเวยี งเหนือ ต้าบลหวั เวียง ต้าบลสวนดอก และ
ต้าบลสบตุ๋ยทง้ั ตา้ บล รวมทงั้ บางส่วนของตา้ บลพระบาท ตา้ บลชมพู ตา้ บลพชิ ัย และต้าบลบ่อแฮว้
เทศบาลเมืองเขลางค์นคร ครอบคลุมพ้ืนท่ีต้าบลกลว้ ยแพะและต้าบลปงแสนทองทั้งตา้ บล
รวมทงั้ บางส่วนของตา้ บลพระบาทและตา้ บลชมพู
เทศบาลเมืองพชิ ัย ครอบคลุมพืน้ ท่บี างส่วนของตา้ บลพิชัย
เทศบาลตา้ บลบอ่ แฮ้ว ครอบคลุมพ้นื ที่บางส่วนของต้าบลบอ่ แฮ้ว
เทศบาลต้าบลตน้ ธงชัย ครอบคลมุ พ้นื ท่ีตา้ บลต้นธงชยั ทง้ั ตา้ บล
เทศบาลต้าบลบุญนาคพัฒนา ครอบคลมุ พื้นท่ีต้าบลบญุ นาคพัฒนาท้ังตา้ บล
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นต้าบลบา้ นแลง ครอบคลมุ พ้ืนที่ตา้ บลบ้านแลงท้งั ต้าบล
องค์การบรหิ ารส่วนต้าบลบา้ นเสด็จ ครอบคลมุ พ้ืนท่ตี า้ บลบ้านเสด็จทัง้ ต้าบล
องค์การบรหิ ารส่วนต้าบลพชิ ยั ครอบคลุมพ้ืนทตี่ ้าบลพิชัย (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนคร
ลา้ ปางและเทศบาลเมืองพชิ ยั )
องค์การบรหิ ารส่วนตา้ บลทุ่งฝาย ครอบคลุมพืน้ ที่ต้าบลทุง่ ฝายท้ังต้าบล
องค์การบรหิ ารส่วนตา้ บลบา้ นเออื้ ม ครอบคลุมพ้นื ท่ีตา้ บลบ้านเอื้อมทั้งตา้ บล

9
องค์การบรหิ ารสว่ นต้าบลบ้านเป้า ครอบคลมุ พืน้ ท่ตี า้ บลบา้ นเป้าทั้งตา้ บล
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นต้าบลบ้านค่า ครอบคลุมพื้นทต่ี ้าบลบ้านค่าทั้งต้าบล
องคก์ ารบริหารส่วนต้าบลบอ่ แฮว้ ครอบคลุมพนื้ ที่ตา้ บลบ่อแฮ้ว (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนคร
ล้าปางและเทศบาลต้าบลบอ่ แฮ้ว)
องคก์ ารบริหารส่วนตา้ บลนิคมพัฒนา ครอบคลุมพนื้ ทีต่ า้ บลนคิ มพฒั นาทง้ั ต้าบล
อา้ เภอแมเ่ มาะ
ที่ตง้ั อาณาเขต
อ้าเภอแม่เมาะต้ังอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด ห่างจากตัวเมืองล้าปางประมาณ 20
กิโลเมตร มีพ้ืนที่ทั้งหมด 860.8 ตารางกิโลเมตร ประชากร 39,862 คน (พ.ศ.257) ความหนาแน่น
ประชากร 46.30 คน/ตร.กม.
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดตอ่ กับอา้ เภอแจ้หม่ และอา้ เภองาว
ทิศตะวันออก ติดตอ่ กับอ้าเภอสองและอ้าเภอลอง (จังหวดั แพร่)
ทศิ ใต้ ติดต่อกับอ้าเภอลอง (จงั หวัดแพร)่ และอ้าเภอแมท่ ะ
ทิศตะวันตก ติดตอ่ กับอา้ เภอเมอื งลา้ ปาง

แมน่ ้า
แมน่ ้าสายสา้ คัญ ไดแ้ ก่ นา้ แม่เมาะ นา้ แมจ่ าง

10
ลกั ษณะภูมิประเทศ

สภาพพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ ทางตอนเหนือของอ้าเภอเป็นภูเขาและป่าไม้ ครอบคลุมพ้ืนที่
ประมาณรอ้ ยละ 80 ของพ้นื ท่ีอ้าเภอ มพี น้ื ทีร่ าบลุม่ ทจี่ ะใชเ้ พาะปลกู ได้ประมาณ 4,000 ไร่ สภาพ
พืน้ ที่เป็นที่ราบระหว่างหุบเขา สภาพดินท่ัวไปเป็นดินปนทราย อากาศค่อนข้างอบอ้าว และหนาว
จัดในฤดูหนาว มีโอกาสฝนตกน้อย ส่วนใหญ่จะอยู่ในเงาฝน พื้นที่ส่วนใหญ่มโี อกาสฝนตกประมาณ
60-80 วัน/ปี
ลักษณะภูมอิ ากาศ

ลกั ษณะภูมิอากาศเปน็ แบบมรสุม มี 3 ฤดู คือ
– ฤดรู ้อน เร่ิมตง้ั แต่ ประมาณเดอื นมีนาคม – เดอื นมถิ นุ ายน
– ฤดูฝน เริม่ ต้งั แต่ ประมาณเดือนกรกฎาคม – เดอื นตลุ าคม
– ฤดหู นาว เรม่ิ ตัง้ แต่ ประมาณเดอื นพฤศจิกายน – เดือนกุมภาพันธ์
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม ไดแ้ ก่
ปา่ ไม้

อ้าเภอแมเ่ มาะ มภี เู ขาและป่าไมค้ รอบคลมุ พ้ืนท่ีประมาณร้อยละ 80 ของพื้นที่
อ้าเภอ

ดิน
จังหวัดล้าปางมีลักษณะดินตามกลุ่มดิน 4 กลุ่ม คือ กลุ่มดินนา กลุ่มดินไร่

กลุ่มดินตืน้ และกลมุ่ ดนิ ภเู ขาไฟ
แรธ่ าตุ
ลิกไนต์ ท่นี า้ มาเปน็ เชื้อเพลงิ ในการผลติ กระแสไฟฟา้ ของประเทศเปน็ แหล่งสรา้ งงาน

และนา้ เงนิ เข้ามาสู่จังหวัดลา้ ปางปีละเปน็ จ้านวนมาก มแี หลง่ ผลติ ท่ีใหญ่ทีส่ ุดท่ีอ้าเภอแม่เมาะ และที่
อ้าเภองาว
สภาพการเมืองและการปกรอง

อ้าเภอแม่เมาะ มีเนอ้ื ท่ีท้งั หมด 860.44 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 537,775 ไร)่ โดย
แยกเป็นรายต้าบล ดงั นี้

1. ตา้ บลแมเ่ มาะ จา้ นวน 117.5 ตารางกิโลเมตร หรือ 73,437 ไร่
2. ตา้ บลบา้ นดง จา้ นวน 354.92 ตารางกโิ ลเมตร หรือ 221,825 ไร่
3. ตา้ บลนาสัก จา้ นวน 131.63 ตารางกิโลเมตร หรือ 82,269 ไร่
4. ต้าบลสบป้าด จ้านวน 148.5 ตารางกโิ ลเมตร หรอื 92,812 ไร่
5. ตา้ บลจางเหนอื จ้านวน 107.89 ตารางกโิ ลเมตร หรอื 67,431 ไร่
ทอ้ งท่ีอา้ เภอแมเ่ มาะประกอบดว้ ยองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ 5 แหง่ ไดแ้ ก่
1.เทศบาลต้าบลแม่เมาะ ครอบคลุมพนื้ ทต่ี ้าบลแม่เมาะทัง้ ตา้ บล
2.องคก์ ารบรหิ ารส่วนตา้ บลบ้านดง ครอบคลุมพนื้ ที่ตา้ บลบา้ นดงทั้งตา้ บล
3.องคก์ ารบริหารสว่ นต้าบลนาสกั ครอบคลมุ พนื้ ที่ตา้ บลนาสกั ทั้งต้าบล
4.องคก์ ารบรหิ ารส่วนตา้ บลจางเหนือ ครอบคลุมพ้ืนทต่ี ้าบลจางเหนอื ทงั้ ต้าบล
5.องค์การบริหารสว่ นตา้ บลสบป้าด ครอบคลุมพื้นที่ต้าบลสบป้าดทั้งต้าบล

11

อ้าเภองาว
ท่ตี ้ัง อาณาเขต

อา้ เภองาวตง้ั อยทู่ างทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนือของจังหวัด มีพื้นท่ี 1,814.8 ตารางกิโลเมตร
อาณาเขต

ทิศเหนือ ตดิ ตอ่ กับอา้ เภอวังเหนือ จังหวัดลา้ ปาง และ
อา้ เภอเมืองพะเยา จงั หวัดพะเยา

ทิศตะวนั ออก ตดิ ต่อกบั อ้าเภอดอกค้าใต้ จังหวดั พะเยา และ
อา้ เภอสอง จงั หวดั แพร่

ทศิ ใต้ ติดต่อกับอ้าเภอสอง จังหวดั แพร่
และอา้ เภอแม่เมาะ

ทศิ ตะวันตก ติดต่อกับอา้ เภอแจ้หม่
แม่นา้

แมน่ ้าสายสา้ คญั ได้แก่ แม่น้างาว
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ

สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน สภาพป่าเป็นป่าเบญจพรรณและพ้ืนท่ี
ถูกบุกรุกแผ้วถาง มีสวนสักกระจายอยู่ทั่วไป ยอดเขาสูงที่ส้าคัญ คือ ดอยกิ่วลม สูง 1,202 เมตร
รองลงมาคือ ดอยสันกลาง สูง 1,022 เมตร ดอยผาหวด สูง 975 เมตร ซึ่งมีพ้ืนท่ีส่วนใหญ่เป็นป่า
เบญจพรรณสลับกบั ปา่ เตง็ รัง สว่ นทิศใต้ ได้แก่ ดอยหลวง สูง 1,100 เมตรทางทศิ ตะวันออกของพื้นท่ี
เปน็ แหล่งผลิตผลทางด้านเกษตรกรรมท่สี ้าคญั สว่ นทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่ส่วนใหญ่เปน็ ป่าเต็ง
รัง น้าจากล้าห้วยและล้าธารสายต่างๆ ท่ีไหลไปทางทิศตะวันตกจะไหลลงสู่แม่น้าวัง ส่วนท่ีไหล
ไปทางดา้ นทศิ ตะวนั ออกจะไหลลงส่แู ม่น้างาว เปน็ สว่ นใหญ่
ลกั ษณะภูมิอากาศ

อ้าเภองาว มีสภาพอากาศ แบง่ ออกเปน็ 3 ฤดู คือ
ฤดูฝน ระหว่างเดือน มิถุนายน-ตุลาคม ฤดูฝน ฝนตกสม่้าเสมอ มีลมพัดมาจาก

ทิศตะวันตกเฉียงใต้ บางคร้ังมีพายพุ ดั แรงมาก
ฤดูหนาว ระหว่างเดือน พฤศจิกายน-มกราคม ฤดูหนาวอากาศหนาวจัด

ในตอนกลางคืนและตอนเช้ามหี มอกปกคลุมทว่ั ไป ลมหนาวพดั มาจากทศิ ตะวันออกเฉยี งเหนือ
ฤดูร้อน ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-พฤษภาคมฤดูรอ้ นอากาศจะร้อนจดั มีลมพัดมา

จากทศิ ตะวันตกเฉียงใต้
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม

ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม ได้แก่
ป่าไม้ ได้แก่ ปา่ ดบิ แล้ง ป่าเบญจพรรณ ปา่ เตง็ รงั และป่าเบญจพรรณ
พนั ธ์ุไมท้ ส่ี ้าคญั ในป่าประเภทตา่ ง ได้แก่ ปา่ ดิบแลง้ เปน็ ปา่ ทม่ี ีต้นไมข้ ึน้ หนาแนน่

ไม้มีขนาดใหญ่ ไม้ผลัดใบ มักอยู่ตามริมห้วยล้าธาร เป็นป่าท่ีรกทึบมีเถาวัลย์ ข้ึนมากมาย มีพันธ์ไม้
สา้ คัญ เช่น ยาง ตะแบก กะบก ตะเคยี งหนิ ต้มุ เต๋น

12
ป่าเบญจพรรณ เปน็ ปา่ โปร่งกระจายอยู่ทัว่ พื้นท่ีปา่ ท้ังหมด พนั ธ์ไม่สา้ คญั เชน่ สัก
แดง ประดู่ มะค่าโมง เก็ดด้า เกด็ แดง ตะแบก ตะครอ้ มะเกลือ เปล้า ไมไ้ ผ่ชนดิ ต่างๆ
ป่าเตง็ รงั เป็นป่าโปรง่ มีกอ้ นหนิ โผล่โดยทั่วไป มตี ้นไม้ขน้ึ อยปู่ ระปรายทัว่ ๆ ไป
มีพนั ธ์ไมส้ า้ คญั เช่น เตง็ รงั รกฟ้า พลวง แดง ยาง เหียง เหียงกราด มะคา่ แต้ เหมอื ด มะขามปอ้ ม
ดิน สภาพส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายหรอื ดินเหนียว ทดี่ อนเป็นดนิ ลกู รงั หรือหิน
ผาผุ
แร่ธาตุ ไดแ้ ก่ ถา่ นหิน หนิ ปูน
สตั ว์ป่าที่พบได้แก่ กระทิง หมูป่า ลงิ เม่นใหญ่ ตุน่ อีเหน็ อ้น กระต่ายป่า แย้ กิ้งก่า
ตกุ๊ แกปา่ งู กบ เขียด อ่ึงอ่าง คางคก และนกนานาชนิด นอกจากนี้ยังมปี ลาชนดิ ตา่ งๆ หลายชนดิ
สภาพการเมืองและการปกรอง
ทอ้ งท่อี ้าเภองาวประกอบดว้ ยองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ 10 แห่ง ไดแ้ ก่
เทศบาลต้าบลหลวงเหนือ ครอบคลุมพนื้ ท่ีตา้ บลหลวงเหนือทง้ั ต้าบล
เทศบาลต้าบลหลวงใต้ ครอบคลุมพ้นื ท่ตี ้าบลหลวงใตท้ ั้งตา้ บล
องค์การบริหารส่วนต้าบลบ้านโป่ง ครอบคลุมพ้นื ทต่ี ้าบลบ้านโป่งท้ังต้าบล
องคก์ ารบริหารสว่ นต้าบลบ้านรอ้ ง ครอบคลุมพน้ื ท่ตี ้าบลบา้ นร้องท้ังต้าบล
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นต้าบลปงเตา ครอบคลมุ พ้นื ท่ีต้าบลปงเตาท้ังต้าบล
องคก์ ารบรหิ ารสว่ นต้าบลนาแก ครอบคลุมพน้ื ทีต่ ้าบลนาแกทง้ั ต้าบล
องคก์ ารบริหารสว่ นต้าบลบ้านอ้อน ครอบคลุมพ้นื ที่ตา้ บลบ้านอ้อนทงั้ ต้าบล
องค์การบรหิ ารสว่ นตา้ บลบ้านแหง ครอบคลุมพื้นทต่ี ้าบลบ้านแหงทงั้ ตา้ บล
องคก์ ารบริหารส่วนต้าบลบ้านหวด ครอบคลุมพื้นทตี่ ้าบลบ้านหวดท้งั ต้าบล
องคก์ ารบรหิ ารส่วนตา้ บลแม่ตบี ครอบคลมุ พ้ืนท่ีต้าบลแมต่ ีบทงั้ ต้าบล
อา้ เภอหา้ งฉัตร
ที่ต้ัง อาณาเขต
อ้าเภอห้างฉัตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดล้าปาง ห่างจากจังหวัดล้าปาง ระยะทาง
17 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 429,819 ไร่ หรือ 687.71 ตารางกิโลเมตร เป็นพ้ืนท่ีป่าประมาณ
181,051 ไร่ หรือร้อยละ 42 ของพื้นที่ทั้งหมด เป็นพ้ืนท่ีท่ีอยู่อาศัยและเพ่ือการเกษตรประมาณ
248,765 ไร่ หรอื ร้อยละ 58
อาณาเขต
ทิศเหนือ ตดิ ตอ่ กบั อ้าเภอแมท่ า (จงั หวัดลา้ พูน) และ
อ้าเภอเมืองลา้ ปาง
ทิศตะวนั ออก ติดต่อกบั อา้ เภอเมอื งลา้ ปาง
ทิศใต้ ติดตอ่ กบั อา้ เภอเกาะคา และอ้าเภอเสรมิ งาม
ทิศตะวันตก ติดต่อกบั อ้าเภอแมท่ า (จังหวัดลา้ พูน)
แหลง่ นา้
แหลง่ น้าที่ส้าคัญ ไดแ้ ก่ ลา้ น้าแมต่ าล ล้าน้าแมไ่ พร ลา้ น้าแมย่ าว

13
ลกั ษณะภูมิประเทศ

สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนเป็นส่วนหนึ่งของสันเขาผีปันน้า ตะวันตก
ทอดตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ซ่ึงเป็นเขตแบ่งระหว่างจังหวัดล้าปางกับจังหวัดเชียงใหม่ มีความสูง
ระดับน้าทะเลปานกลางประมาณ 2,031 เมตร มียอดเขาสูงที่สุด คือ ดอยลังกาหลวง พ้ืนที่ส่วน
ใหญเ่ ป็นบริเวณป่าตน้ น้าลา้ ธาร
ลักษณะภูมิอากาศ

อ้าเภอหา้ งฉัตร มสี ภาพอากาศ แบง่ ออกเป็น 3 ฤดู คือ
ฤดฝู น ระหว่างเดือน พฤษภาคม-ตลุ าคม จะมฝี นตกชุกในเดือนกนั ยายน
ฤดหู นาว ระหวา่ งเดือน พฤศจิกายน-กุมภาพนั ธ์ุ เปน็ ชว่ งทีอ่ ากาศเยน็ สบาย
ฤดูร้อน ระหว่างเดือน มีนาคม-เมษายน เปน็ ช่วงที่อากาศร้อนมาก

ทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม
ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม ไดแ้ ก่
ปา่ ไม้ ไดแ้ ก่ ปา่ ดบิ เขา ปา่ ดงดบิ ป่าสนเขา ปา่ เตง็ รงั และ

ป่าเบญจพรรณ ซึ่งป่าแต่ละชนิดจะขึ้นกระจัดกระจายอยู่ท่ัวไปในพ้ืนที่อ้าเภอแจ้ห่ม ตามความสูง
ของสภาพพ้ืนที่

พนั ธุไ์ ม้ทส่ี า้ คญั ไดแ้ ก่ มะคา่ โมง ยมหนิ ยมหอม ด้าดง ตะแบก
ยางขาว สนสองใบ สนสามใบ ประดู่ เต็ง รัง เหยี ง พลวง

ดิน สภาพสว่ นใหญเ่ ป็นดนิ ตะกอนใหม่ ซึ่งเป็นดินเหนยี ว และดินร่วน
มบี างแห่งเป็นดนิ ตะกอนเกา่ ซ่ึงเปน็ ดินเหนียวปนทราย

แรธ่ าตุ ได้แก่ ดีบุก พลวง และวลุ แฟรม
สภาพการเมอื งและการปกรอง

ท้องทีอ่ า้ เภอหา้ งฉัตรประกอบดว้ ยองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น 8 แหง่ ได้แก่
 เทศบาลตา้ บลหา้ งฉตั ร ครอบคลุมพ้นื ทบี่ างสว่ นของต้าบลหา้ งฉตั ร
 เทศบาลต้าบลห้างฉตั รแม่ตาล ครอบคลุมพนื้ ท่ีต้าบลหา้ งฉตั ร (เฉพาะนอกเขต

เทศบาลต้าบลห้างฉัตร)
 เทศบาลตา้ บลปงยางคก ครอบคลุมพน้ื ท่ีตา้ บลปงยางคกทัง้ ตา้ บล
 เทศบาลต้าบลเมอื งยาว ครอบคลมุ พ้ืนทตี่ ้าบลเมอื งยาวทง้ั ต้าบล
 องคก์ ารบรหิ ารส่วนต้าบลหนองหลม่ ครอบคลมุ พ้นื ท่ตี า้ บลหนองหลม่ ท้งั ต้าบล
 องคก์ ารบรหิ ารส่วนต้าบลเวียงตาล ครอบคลุมพืน้ ท่ตี า้ บลเวยี งตาลท้ังต้าบล
 องค์การบริหารส่วนต้าบลแมส่ นั ครอบคลุมพ้ืนทตี่ ้าบลแม่สันทงั้ ตา้ บล
 องคก์ ารบรหิ ารส่วนต้าบลวอแก้ว ครอบคลุมพน้ื ทีต่ ้าบลวอแก้วท้งั ต้าบล

14

อา้ เภอเกาะคา

ทต่ี งั้ อาณาเขต
อ้าเภอเกาะคาต้ังอยูท่ างตอนกลาง คอ่ นไปทางทศิ ใต้ของจังหวดั

ห่างจากตัวเมืองล้าปางประมาณ 15 กโิ ลเมตร เน้อื ท่ี 551 ตารางกิโลเมตร
อาณาเขต

ทิศเหนอื ตดิ ตอ่ กับอา้ เภอหา้ งฉตั รและอ้าเภอเมอื งลา้ ปาง
ทิศตะวันออก ตดิ ต่อกบั อ้าเภอแมท่ ะ
ทศิ ใต้ ติดตอ่ กับอ้าเภอสบปราบ
ทศิ ตะวันตก ติดต่อกบั อา้ เภอเสริมงามและอา้ เภอหา้ งฉตั ร
แมน่ ้า
แมน่ ้าสายส้าคญั ได้แก่ แม่น้าวงั
ลกั ษณะภมู ิประเทศ
สภาพภูมิประเทศ ลักษณะชุมชนของเทศบาลต้าบลเกาะคา จะหนาแน่นเฉพาะบริเวณ
ชุมชนตลาดและสองฝั่งริมน้าแม่วัง นอกจากพ้ืนท่ีดังกล่าวเป็นบ้านเรือนท่ีอยู่อาศัยและที่ท้าการ
เพาะปลูกแต่ไม่มากนัก การก่อสร้างบ้านเรือนจะแออัดในเขตชุมชนตลาด และอุตสาหกรรม
บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นบ้านพักอาศัย ส้าหรับตึกอาคารพาณิชย์จะอยู่หนาแน่นบริเวณหน้าโรงงาน
น้าตาลเกาะคา ส่วนถนน ตรอก ซอย คับแคบ พื้นท่ีจ้ากัด เพราะเป็นชุมชนท่ีอยู่กันมานานไม่มีการ
วางผังเมอื งมากอ่ น ทา้ ใหก้ ารพฒั นาและดแู ลรักษาทา้ ไดต้ ามขอ้ จา้ กดั
ลกั ษณะภูมิอากาศ
อ้าเภอเกาะคา มีสภาพอากาศ แบง่ ออกเปน็ 3 ฤดู คอื

ฤดูฝน ระหวา่ งเดอื น พฤษภาคม-ตุลาคม จะมฝี นตกชุกในเดือนกนั ยายน
ฤดหู นาว ระหวา่ งเดือน พฤศจกิ ายน-กุมภาพันธุ์ เป็นช่วงท่อี ากาศเย็นสบาย
ฤดรู อ้ น ระหวา่ งเดือน มีนาคม-เมษายน เปน็ ชว่ งที่อากาศร้อนมาก
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ้ ม
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม ไดแ้ ก่
ป่าไม้ ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ จะข้นึ กระจัดกระจายอย่ทู ั่วไปในพน้ื ท่ีอ้าเภอเกาะคา
ตามความสงู ของสภาพพื้นท่ี
พนั ธ์ไุ ม้ทสี่ ้าคัญ ได้แก่ ล้าไย สม้ โอ มะมว่ ง
ดิน สภาพส่วนใหญเ่ ปน็ ดนิ ดนิ เหนยี ว และดนิ รว่ นปนทราย

15
สภาพการเมืองและการปกรอง

ท้องท่อี า้ เภอเกาะคาประกอบด้วยองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ 10 แหง่ แยกเปน็ เทศบาล 8
แห่ง และองคก์ ารบริหารสว่ นตา้ บล 2 แห่ง ไดแ้ ก่

 เทศบาลตา้ บลเกาะคา ครอบคลมุ พืน้ ท่ีบางสว่ นของตา้ บลศาลา บางสว่ นของต้าบล
เกาะคา และบางสว่ นของตา้ บลท่าผา
 เทศบาลต้าบลล้าปางหลวง ครอบคลุมพื้นท่ีต้าบลล้าปางหลวงท้งั ตา้ บล
 เทศบาลต้าบลนาแก้ว ครอบคลมุ พืน้ ทต่ี ้าบลนาแกว้ ทงั้ ตา้ บล
 เทศบาลต้าบลศาลา ครอบคลมุ พน้ื ทตี่ ้าบลศาลา (เฉพาะนอกเขตเทศบาลต้าบลเกาะคา)
 เทศบาลตา้ บลไหลห่ นิ ครอบคลุมพน้ื ที่ตา้ บลไหล่หินทง้ั ตา้ บล
 เทศบาลต้าบลท่าผา ครอบคลุมพ้ืนท่ีตา้ บลท่าผา (เฉพาะนอกเขตเทศบาลต้าบลเกาะคา)
 เทศบาลต้าบลเกาะคาแมย่ าว ครอบคลมุ พ้นื ท่ีตา้ บลเกาะคา (เฉพาะนอกเขตเทศบาล
ต้าบลเกาะคา)
 เทศบาลต้าบลวังพร้าว ครอบคลมุ พื้นที่ต้าบลวงั พร้าวทัง้ ตา้ บล
 องคก์ ารบริหารสว่ นต้าบลนาแสง่ ครอบคลุมพ้ืนทต่ี า้ บลนาแสง่ ทั้งตา้ บล
 องค์การบรหิ ารสว่ นตา้ บลใหมพ่ ฒั นา ครอบคลุมพ้นื ที่ต้าบลใหม่พัฒนาทั้งต้าบล

อ้าเภอแมท่ ะ
ที่ต้ัง อาณาเขต

อ้าเภอแมท่ ะตั้งอยู่ทางทิศเหนอื ของจงั หวดั มพี ื้นท่ี 810.543 ตารางกิโลเมตร
อาณาเขต

ทิศเหนอื ติดต่อกับอา้ เภอเมืองลา้ ปางและอ้าเภอแมเ่ มาะ
ทศิ ตะวนั ออก ติดต่อกับอ้าเภอลอง (จงั หวดั แพร่)
ทิศใต้ ติดตอ่ กับอา้ เภอวงั ช้ิน (จังหวัดแพร่)

และอา้ เภอสบปราบ
ทศิ ตะวนั ตก ติดตอ่ กับอา้ เภอเกาะคา
แม่น้า
แม่น้ายอ่ ยสายส้าคัญ คอื นา้ จาง
ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะพนื้ ท่สี ่วนใหญ่ของอ้าเภอแมท่ ะ เปน็ พื้นท่ีป่าและเทือกเขาสูง สลบั ซับซ้อน
มีทีร่ าบบรเิ วณเชิงเขา และบรเิ วณลุ่มนา้ ตา่ ง ๆ เพยี งเล็กน้อย

16
ลักษณะภมู ิอากาศ

อ้าเภอแมท่ ะ มสี ภาพอากาศ แบง่ ออกเปน็ 3 ฤดู คอื
ฤดูร้อน เร่ิมตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม อากาศจะร้อนจัดในเดือนเมษายน
อุณหภมู สิ ูงสุดประมาณ 36 องศาเซลเซยี ส
ฤดฝู น เร่ิมต้ังแต่เดือนมถิ ุนายน ถงึ เดือนตลุ าคม จะมฝี นตกชุกในเดือนกรกฎาคม
ฤดหู นาว เร่มิ ตง้ั แต่พฤศจกิ ายน ถงึ เดอื นกุมภาพนั ธ์ อากาศคอ่ นขา้ งหนาวในเดือนมกราคม
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม ไดแ้ ก่

ป่าไม้ ได้แก่ ปา่ เบญจพรรณ ปา่ ดงดบิ ปา่ ดบิ ช้ืน
พนั ธไุ์ ม้ที่สา้ คญั ไดแ้ ก่ ข้าว อ้อย มะเขอื เทศ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มนั ส้าปะหลัง
แรธ่ าตุ ได้แก่ ดินขาว ถ่านหินลิกไนท์
สภาพการเมืองและการปกครอง
ทอ้ งที่อ้าเภอแม่ทะประกอบดว้ ยองค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน 10 แหง่ ไดแ้ ก่
 เทศบาลต้าบลปา่ ตันนาครวั ครอบคลุมพ้นื ทบ่ี างส่วนของต้าบลนาครวั และ
ตา้ บลป่าตนั ทงั้ ตา้ บล
 เทศบาลต้าบลแม่ทะ ครอบคลุมพื้นทตี่ ้าบลแม่ทะทั้งตา้ บล
 เทศบาลตา้ บลน้าโจ้ ครอบคลมุ พ้ืนท่ตี ้าบลน้าโจท้ ั้งต้าบล
 เทศบาลตา้ บลสิริราช ครอบคลมุ พ้ืนที่ต้าบลสนั ดอนแก้วทั้งต้าบล
 เทศบาลต้าบลนาครัว ครอบคลมุ พน้ื ทตี่ ้าบลนาครัว (เฉพาะนอกเขตเทศบาล
ตา้ บลปา่ ตนั นาครัว)
 องคก์ ารบริหารส่วนตา้ บลบา้ นกิ่ว ครอบคลมุ พ้ืนท่ตี า้ บลบา้ นก่ิวท้ังตา้ บล
 องค์การบริหารส่วนต้าบลบ้านบอม ครอบคลุมพนื้ ท่ีต้าบลบ้านบอมท้ังต้าบล
 องค์การบรหิ ารสว่ นต้าบลดอนไฟ ครอบคลุมพ้ืนทต่ี า้ บลดอนไฟทง้ั ตา้ บล
 องคก์ ารบรหิ ารส่วนต้าบลหวั เสือ ครอบคลุมพื้นท่ตี ้าบลหวั เสือทั้งตา้ บล
 องคก์ ารบริหารสว่ นต้าบลวังเงนิ ครอบคลุมพน้ื ที่ต้าบลวงั เงินทงั้ ตา้ บล

อ้าเภอเสรมิ งาม

ทต่ี ัง้ อาณาเขต
อ้าเภอเสริมงามตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัด สามารถติดต่อระหว่างจังหวัด -

อา้ เภอ โดยอาศยั ทางหลวง หมายเลข 1274 สายเกาะคา–ล้ี มีพน้ื ที่ทั้งหมด 631.727 ตารางกิโลเมตร

17

อาณาเขต
มอี าณาเขตติดตอ่ กบั เขตการปกครองขา้ งเคยี งดังตอ่ ไปน้ี
ทศิ เหนือ ติดตอ่ กบั อา้ เภอแม่ทา (จงั หวดั ล้าพนู ) และอ้าเภอหา้ งฉตั ร
ทศิ ตะวันออก ติดตอ่ กับอา้ เภอหา้ งฉตั รและอา้ เภอเกาะคา
ทิศใต้ ติดตอ่ กับอา้ เภอสบปราบ อา้ เภอเถนิ และอ้าเภอทุง่ หัวช้าง (จงั หวัดล้าพูน)
ทศิ ตะวนั ตก ติดตอ่ กบั อ้าเภอทงุ่ หวั ช้าง (จงั หวัดล้าพูน)

แม่นา้
แมน่ ้าสายสา้ คัญ ได้แก่ น้าแมเ่ ลียง น้าแมเ่ สริม

น้าแมล่ า และน้าแม่ตา้
ลักษณะภูมปิ ระเทศ

สภาพพื้นท่สี ่วนใหญ่เป็นภเู ขาประมาณ รอ้ ยละ 50
พ้นื ท่ดี นิ ดอนประมาณ รอ้ ยละ 20 พ้ืนทภ่ี เู ขาและทดี่ ิน
ดงั กลา่ วส่วนใหญ่ ต้งั อยบู่ รเิ วณทางทิศตะวนั ตกของอา้ เภอ
ในเขตตา้ บลเสริมขวา และบริเวณตอนกลางค่อนไปทางทิศใต้
ของอ้าเภอ มกี ลุ่มดินต้นื ประมาณรอ้ ยละ 23 ในพ้ืนที่
ทางทศิ ตะวันออกและบรเิ วณตอนกลางของอ้าเภอ มกี ลมุ่ ดนิ นา
ประมาณร้อยละ 7 การคมนาคม
ลกั ษณะภมู ิอากาศ

ฤดูหนาว เร่ิมตง้ั แตช่ ่วงปลายเดอื นตุลาคม – มกราคม ลักษณะอากาศ มีฝนตกชุกในช่วงแรก
และมีอากาศหนาวเยน็ อณุ หภูมิเฉลย่ี 15 – 20 องศาเซลเซยี ส

ฤดูร้อน เร่ิมต้ังแต่ช่วงปลายเดอื นกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม ลกั ษณะอากาศ คอ่ นข้างร้อนอบ
อา้ วและบางครัง้ มพี ายฝุ นตกหนัก อณุ หภมู ิที่สงู นจ้ี ะอยู่ทช่ี ว่ งประมาณ 35 – 42 องศาเซลเซยี ส

ฤดูฝน เร่มิ ตัง้ แต่ชว่ งปลายเดอื นมิถุนายน– ตุลาคม ลักษณะอากาศ มีฝนตกชุกตลอดในช่วง
ฤดูฝนและตกชกุ มากช่วงปลายเดือนตุลาคม มีอากาศเยน็ สบาย –หนาวเย็นมาก อณุ หภูมิเฉลย่ี
ประมาณ 22 – 35 องศาเซลเซียส
ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม

แหล่งน้าธรรมชาติท่ีส้าคัญในพื้นท่ี เช่น ห้วยแม่ลา ห้วยแม่ต้า ห้วยแม่ยอน ห้วยช้างหัก
เป็นต้น ซ่ึงแหล่งน้าเหล่าน้ี สามารถน้ามาใช้ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรมได้แต่ไม่เพียงพอตลอดปี
เพราะในฤดแู ล้งจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้าและสภาพน้าต้ืนเขนิ

สภาพการเมืองและการปกครอง
ท้องทอ่ี า้ เภอเสริมงามประกอบดว้ ยองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ 5 แหง่ ได้แก่
 เทศบาลตา้ บลเสรมิ งาม ครอบคลมุ พนื้ ท่บี างส่วนของตา้ บลทุ่งงาม ตา้ บลเสริมซา้ ย

และตา้ บลเสริมกลาง

18

 เทศบาลตา้ บลทงุ่ งาม ครอบคลมุ พืน้ ทตี่ ้าบลทงุ่ งาม (เฉพาะนอกเขตเทศบาล
ต้าบลเสริมงาม)

 เทศบาลตา้ บลเสริมซ้าย ครอบคลมุ พน้ื ทต่ี า้ บลเสริมซา้ ย (เฉพาะนอกเขตเทศบาล
ต้าบลเสริมงาม)

 องคก์ ารบรหิ ารส่วนต้าบลเสริมขวา ครอบคลุมพ้ืนทต่ี า้ บลเสรมิ ขวาทงั้ ตา้ บล
 องคก์ ารบรหิ ารส่วนต้าบลเสริมกลาง ครอบคลุมพ้ืนทีต่ า้ บลเสรมิ กลาง (เฉพาะนอกเขต
เทศบาลต้าบลเสรมิ งาม)

อ้าเภอสบปราบ

ท่ีต้ัง อาณาเขต
อ้าเภอสบปราบตัง้ อยู่ทางทศิ ใต้ของจงั หวดั มีพื้นท่ที ง้ั หมด 314,040 ตารางกโิ ลเมตร

อาณาเขต
ทิศเหนอื ติดต่อกับอ้าเภอเสริมงาม อา้ เภอเกาะคา และอา้ เภอแม่ทะ
ทศิ ตะวันออก ติดต่อกบั อ้าเภอวังชน้ิ (จังหวัดแพร่)
ทิศใต้ ตดิ ต่อกับอา้ เภอเถิน
ทศิ ตะวนั ตก ติดตอ่ กับอ้าเภอเถนิ และอ้าเภอเสรมิ งาม

แม่นา้
แม่น้าสายสา้ คัญ ได้แก่ แม่น้าวังไหลผ่านมนี า้ ตลอดปี

แต่ฤดแู ลง้ นา้ จะมีน้อย ราษฎรหมู่ที่ 1,2,3 ต้าบลแมก่ ัวะ หมู่ที่ 3,4,8
ต้าบลนายาง หมู่ท่ี 1,2,3,6,7,8 ต้าบลสบปราบ ใช้เพาะปลกู
และใชท้ ้าประปาอปุ โภคบรโิ ภค
ลักษณะภมู ปิ ระเทศ

คลา้ ยใบตา้ ลงึ เปน็ แอง่ กะทะมที ่ีราบตรงกลาง
มีภูเขาลอ้ มรอบและมีแม่นา้ วังไหลผา่ นกลางจากทศิ เหนอื
ไปทิศใต้ จากลักษณะดงั กลา่ วทา้ ใหอ้ ากาศร้อนและแห้งแลง้
ในชว่ งเดือนกมุ ภาพนั ธถ์ ึงเดอื นมถิ นุ ายน และหนาวเยน็
ในช่วงเดือนพฤศจกิ ายนมกราคม กบั มีฝนตกชกุ ในเดอื นมถิ ุนายนถึง
เดอื นพฤศจกิ ายน
ลกั ษณะภมู ิอากาศ

ฤดหู นาว เรมิ่ ตัง้ แตช่ ่วงปลายเดอื นตลุ าคม – มกราคม ลกั ษณะอากาศ มีฝนตกชุกในชว่ งแรก
และมอี ากาศหนาวเย็น อุณหภูมิเฉลี่ย 15 – 20 องศาเซลเซยี ส

19

ฤดรู ้อน เริม่ ตั้งแต่ชว่ งปลายเดอื นกมุ ภาพันธ์ – พฤษภาคม ลกั ษณะอากาศ คอ่ นข้างรอ้ นอบ
อ้าวและแหง้ แลง้

ฤดูฝน เริ่มตงั้ แต่ช่วงปลายเดือนมถิ ุนายน– ตลุ าคม ลกั ษณะอากาศ มฝี นตก แต่ปรมิ าณนอ้ ย
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม

ทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม ไดแ้ ก่
ปา่ ไม้ ได้แก่ ปา่ เบญจพรรณ ป่าดงดบิ ป่าดบิ ชน้ื
พนั ธุ์ไม้ทีส่ า้ คญั ได้แก่ ข้าว ออ้ ย มะเขอื เทศ ข้าวโพดเล้ยี งสัตว์ มันส้าปะหลงั
แรธ่ าตุ ไดแ้ ก่ ดนิ ขาว

สภาพการเมืองและการปกครอง
 ตา้ บลนายาง 10 หมูบ่ ้าน ประชากร 4,870 คน 1,386 หลงั คาเรือน
 ตา้ บลสมัย 12 หมบู่ ้าน ประชากร 7,556 คน 1,871 หลังคาเรอื น
 ต้าบลแม่กัวะ 8 หม่บู า้ น ประชากร 5,073 คน 1,424 หลังคาเรอื น
 เทศบาลตา้ บลสบปราบ มีหมู่บา้ นในเขตเทศบาล จา้ นวน 5 หมูบ่ ้าน
 องค์การบริหารส่วนต้าบลสบปราบ มีหมู่บ้านอยใู่ นเขต จ้านวน 7 หม่บู ้าน
 องคก์ ารบรหิ ารส่วนต้าบลนายาง มีหมู่บ้านอยู่ในเขตจา้ นวน 10 หมบู่ า้ น
 องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตา้ บลสมัย มหี มูบ่ ้านอยใู่ นเขตจา้ นวน 12 หมู่บ้าน
 องคก์ ารบริหารส่วนตา้ บลแม่กัวะ มหี มบู่ า้ นอยู่ในเขตจ้านวน 8 หม่บู ้าน

อ้าเภอเถิน

ที่ตัง้ อาณาเขต
อ้าเภอเถินตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัด ห่างจากตัวเมืองล้าปาง 90 กิโลเมตร ตามถนน

พหลโยธินสายล้าปาง-ตาก มพี ื้นทท่ี ง้ั หมด 1,854 ตารางกโิ ลเมตร
อาณาเขต

มีอาณาเขตตดิ ต่อกบั เขตการปกครองขา้ งเคียงดังตอ่ ไปน้ี
ทศิ เหนือ ติดตอ่ กบั อ้าเภอเสรมิ งาม อ้าเภอสบปราบ และอา้ เภอวังชน้ิ (จังหวัดแพร่)
ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ตอ่ กบั อ้าเภอศรสี ัชนาลยั และอ้าเภอทงุ่ เสลย่ี ม (จงั หวดั สโุ ขทัย)
ทิศใต้ ติดต่อกบั อ้าเภอทงุ่ เสลย่ี ม อ้าเภอบ้านดา่ นลานหอย (จังหวัดสโุ ขทยั )

อ้าเภอบ้านตาก และอ้าเภอสามเงา (จังหวดั ตาก)
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กับอ้าเภอแมพ่ รกิ อา้ เภอล้ี และอา้ เภอทุ่งหัวช้าง (จงั หวดั ลา้ พนู )

20

แมน่ ้า
แมน่ ้าสายส้าคญั ได้แก่ น้าแม่เลียง น้าแม่เสรมิ
น้าแม่ลา และนา้ แม่ตา้

ลกั ษณะภมู ิประเทศ
สว่ นใหญ่เป็นพืน้ ท่ภี เู ขาประมาณรอ้ ยละ 80

ของพืน้ ทที่ ั้งหมด ซ่งึ อยบู่ ริเวณทว่ั ไปของต้าบล โดยบรเิ วณ
ตอนกลางของต้าบลจะเปน็ พ้ืนท่รี าบมีแม่น้าแมม่ อก
ไหลผ่าน และยังมลี ้าหว้ ยขนาดเลก็ ไหลผ่านในหม่บู า้ นต่างๆ
ต้าบลแม่มอกมอี าณาเขตตดิ ตอ่ กบั พน้ื ทต่ี า่ งๆ

ลักษณะภูมอิ ากาศ
ฤดหู นาว อากาศจะค่อนขา้ งหนาวมาก
ฤดรู อ้ น อากาศจะเยน็ สบาย
ฤดฝู น ฝนจะตกชุก

ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม
แหล่งน้าธรรมชาติท่ีส้าคัญในพ้ืนที่ เช่น แมน่ ้าแม่มอก พืชท่ีปลูกได้แก่ ข้าว ถั่วลสิ ง ข้าวโพด

กระเทียม พืชผักสวนครัว ลา้ ไย มะขาม ด้านการเลี้ยงสัตว์ มีการเลยี้ งสัตว์ เช่น โคเนื้อ กระบือ สุกร
เปด็ ไก่
สภาพการเมืองและการปกครอง

ทอ้ งทอ่ี ้าเภอเถนิ ประกอบดว้ ยองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิน่ 8 แห่ง ได้แก่
 เทศบาลตา้ บลลอ้ มแรด ครอบคลุมพื้นที่ตา้ บลลอ้ มแรดท้ังตา้ บล
 เทศบาลตา้ บลเวยี งมอก ครอบคลุมพน้ื ทีต่ ้าบลเวยี งมอกทง้ั ต้าบล
 องคก์ ารบริหารส่วนตา้ บลแม่วะ ครอบคลุมพื้นทตี่ า้ บลแมว่ ะทงั้ ตา้ บล
 องค์การบริหารส่วนต้าบลแม่ปะ ครอบคลมุ พนื้ ทต่ี า้ บลแม่ปะทั้งต้าบล
 องค์การบริหารส่วนต้าบลแมม่ อก ครอบคลุมพ้นื ทตี่ า้ บลแม่มอกทง้ั ต้าบล
 องค์การบริหารส่วนต้าบลนาโปง่ ครอบคลมุ พืน้ ที่ต้าบลนาโป่งท้ังต้าบล
 องคก์ ารบริหารส่วนตา้ บลแม่ถอด ครอบคลุมพื้นทต่ี ้าบลแม่ถอดท้ังต้าบล
 องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตา้ บลเถินบุรี ครอบคลุมพ้นื ที่ต้าบลเถนิ บรุ ที ้งั ต้าบล

อา้ เภอแมพ่ รกิ

ทต่ี งั้ อาณาเขต
อา้ เภอแมพ่ รกิ ตั้งอยู่ทางทิศตะวนั ตกเฉยี งใตข้ องจังหวดั มพี ้นื ท่ีท้ังหมด 538.921 ตาราง

กโิ ลเมตร

21

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกบั อ้าเภอล้ี (จงั หวัดล้าพูน) และอา้ เภอเถนิ
ทศิ ตะวนั ออก ติดต่อกับอ้าเภอเถนิ
ทศิ ใต้ ติดตอ่ กับอา้ เภอบา้ นตากและอ้าเภอสามเงา (จงั หวัดตาก)
ทิศตะวนั ตก ตดิ ต่อกับอ้าเภอสามเงา (จงั หวัดตาก) และอ้าเภอลี้ (จงั หวดั ลา้ พนู )
แม่นา้
ลา้ ห้วยแม่พรกิ ลา้ หว้ ยแมล่ อ้ หัก แมน่ ้าวัง
ลกั ษณะภูมิประเทศ
สภาพโดยทว่ั ไปของอา้ เภอแมพ่ รกิ ส่วนใหญ่
อยใู่ นเขตลุม่ นา้ ลา้ หว้ ยแม่พริก ล้าห้วยแม่ล้อหัก
และบางส่วนอยใู่ นเขตลุ่มแม่น้าวงั ลกั ษณะโดยทั่วไป
ของท่ีตง้ั จงึ อยู่ระหวา่ งลุ่มแม่นา้ วัง และล้าหว้ ยแม่ล้อหัก
โดยมลี า้ ห้วยแม่พริกไหลผา่ นกลางพืน้ ท่ี
ซง่ึ ราษฎรใช้ประโยชนใ์ นการเกษตรกรรม
ลักษณะภูมอิ ากาศ
เน่อื งจากสภาพพน้ื ท่มี ลี กั ษณะเป็นทอ้ งกระทะ สภาพภูมอิ ากาศจงึ ค่อนขา้ งร้อนจดั
ในฤดูร้อนอุณหภมู ิประมาณ 30-40 องศาเซลเซยี ส และค่อนขา้ งหนาวจัดในฤดหู นาว อณุ หภมู ิ
ประมาณ 15-20 องศาเซลเซียส มีฝนตกในปริมาณท่ีปานกลางในฤดูฝน
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม
สว่ นใหญ่อยู่ในเขตล่มุ น้าล้าหว้ ยแม่พรกิ ล้าหว้ ยแม่ล้อหักและบางสว่ นอยูใ่ นเขตลมุ่
แม่น้าวัง ลกั ษณะโดยทว่ั ไปของทต่ี ้ังจึงอยูร่ ะหว่างล่มุ แมน่ ้าวงั และล้าหว้ ยแมล่ ้อหัก โดยมี
ล้าหว้ ยแม่พรกิ ไหลผา่ นกลางพนื้ ท่ี ซง่ึ ราษฎรใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรม
สภาพการเมืองและการปกครอง
ทอ้ งทอ่ี า้ เภอแม่พรกิ ประกอบด้วยองคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ 4 แห่ง ได้แก่

 เทศบาลตา้ บลแมป่ ุ ครอบคลมุ พนื้ ทตี่ า้ บลแมป่ ทุ ้งั ต้าบล
 เทศบาลต้าบลแม่พรกิ ครอบคลุมพ้ืนท่ีบางส่วนของตา้ บลแม่พริก
 เทศบาลตา้ บลพระบาทวงั ตวง ครอบคลุมพ้นื ที่ต้าบลพระบาทวังตวงทงั้ ต้าบล
 องคก์ ารบริหารส่วนตา้ บลแม่พรกิ ครอบคลุมพน้ื ทต่ี า้ บลแมพ่ รกิ ( เฉพาะนอกเขต
เทศบาลต้าบลแม่พรกิ ) และตา้ บลผาปังทงั้ ต้าบล

22

อา้ เภอแจห้ ่ม
ที่ตงั้ อาณาเขต

อา้ เภอแจห้ ่มตั้งอย่ทู างทศิ เหนอื ของจังหวดั มีพนื้ ท่ี 1,349.1 ตารางกิโลเมตร
อาณาเขต

ทิศเหนือ ตดิ ตอ่ กับอ้าเภอวงั เหนอื จังหวดั ลา้ ปาง
ทศิ ตะวันออก ตดิ ต่อกบั อ้าเภองาว และอ้าเภอ
แม่เมาะจงั หวัดล้าปาง
ทิศใต้ ตติ ต่อกับอา้ เภอเมือง จงั หวัดลา้ ปาง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อ้าเภอเมอื งปาน
จงั หวดั ลา้ ปาง
แมน่ ้า
แมน่ ้าสายส้าคญั ไดแ้ ก่ แม่นา้ ตยุ๋ แมน่ ้าวัง แม่น้าสอย
แม่นา้ แมม่ อญ
ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมปิ ระเทศเป็นเทือกเขาสลบั ซับซ้อนเป็นส่วนหน่ึง
ของสันเขา
ผีปันน้า ตะวันตก ทอดตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ซึ่งเป็นเขตแบ่งระหว่างจังหวัดล้าปางกับจังหวัด
เชียงใหม่ มีความสูงระดับน้าทะเลปานกลางประมาณ 2,031 เมตร มียอดเขาสูงที่สุด คือ ดอย
ลังกาหลวง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นบริเวณป่าต้นน้าล้าธาร และเป็นแหล่งก้าเนิดของล้าห้วยใหญ่ ๆ ท่ี
สา้ คัญเป็นสาขาของแม่น้าวงั เช่น แม่น้าสอยหว้ ยแมก่ า หว้ ยแม่ปาน
ลักษณะภมู อิ ากาศ
อา้ เภอแจ้ห่ม มสี ภาพอากาศ แบ่งออกเปน็ 3 ฤดู คอื

ฤดูฝน ระหวา่ งเดือน พฤษภาคม-ตุลาคม จะมฝี นตกชกุ ในเดือนกนั ยายน
ฤดหู นาว ระหว่างเดอื น พฤศจิกายน-กุมภาพันธุ์ เปน็ ชว่ งทีอ่ ากาศเย็นสบาย
ฤดูรอ้ น ระหว่างเดือน มนี าคม-เมษายน เป็นช่วงที่อากาศร้อนมาก
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ได้แก่
ป่าไม้ ไดแ้ ก่ ปา่ ดิบเขา ปา่ ดงดบิ ป่าสนเขา ปา่ เต็งรัง และ
ป่าเบญจพรรณ ซ่ึงป่าแต่ละชนิดจะข้ึนกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในพ้ืนที่อ้าเภอแจ้ห่ม ตามความสูง
ของสภาพพนื้ ท่ี
พนั ธ์ไุ ม้ทสี่ ้าคัญ ไดแ้ ก่ มะคา่ โมง ยมหนิ ยมหอม ดา้ ดง ตะแบก
ยางขาว สนสองใบ สนสามใบ ประดู่ เต็ง รงั เหยี ง พลวง
ดนิ สภาพส่วนใหญ่เปน็ ดนิ ตะกอนใหม่ ซึ่งเปน็ ดนิ เหนยี ว และดินรว่ น
มบี างแห่งเปน็ ดินตะกอนเก่า ซงึ่ เป็นดนิ เหนียวปนทราย
แรธ่ าตุ ไดแ้ ก่ ดบี กุ พลวง และวลุ แฟรม

23
สภาพการเมืองและการปกครอง

ท้องท่อี า้ เภอแจห้ ม่ ประกอบด้วยองคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน 8 แห่ง ได้แก่
 เทศบาลตา้ บลแจห้ ่ม
 เทศบาลต้าบลบ้านสา
 เทศบาลต้าบลท่งุ ผง้ึ
 องคก์ ารบริหารสว่ นตา้ บลแจ้ห่ม
 องคก์ ารบริหารส่วนต้าบลปงดอน
 องคก์ ารบรหิ ารสว่ นต้าบลแมส่ กุ
 องค์การบริหารสว่ นตา้ บลเมอื งมาย
 องคก์ ารบรหิ ารส่วนต้าบลวิเชตนคร

อ้าเภอเมืองปาน

ทต่ี ้งั อาณาเขต
อา้ เภอเมอื งปานต้งั อยทู่ างทิศเหนอื ของจังหวัด มีพน้ื ที่ 865.103 ตารางกิโลเมตร

ทว่ี า่ การอา้ เภอเมอื งปาน ตั้งอยู่ ณ บ้านแพะ หมู่ที่ 4 ตา้ บลเมืองปาน อา้ เภอเมืองปานจงั หวดั ลา้ ปาง
พกิ ดั NA 542745 มพี ้ืนท่ี 865.103 ตารางกิโลเมตร
อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับอ้าเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
อา้ เภอเวยี งปา่ เปา้ จังหวดั เชยี งราย

ทิศตะวนั ออก ตดิ ตอ่ กับอ้าเภอวงั เหนือ และอ้าเภอ
แจ้หม่ จงั หวดั ลา้ ปาง

ทิศใต้ ตดิ ต่อกบั ตดิ ตอ่ กบั อา้ เภอเมอื ง จงั หวดั ลา้ ปาง
ทิศตะวนั ตก ติดต่อกับอ้าเภอดอยสะเกด็ และอา้ เภอ
สนั ก้าแพง จงั หวัดเชยี งใหม่
แม่น้า
แมน่ ้าย่อยสายสา้ คญั คือ นา้ แม่ปาน และน้าแมม่ อน
ลักษณะภมู ปิ ระเทศ
ลกั ษณะพื้นที่สว่ นใหญ่ของอ้าเภอเมืองปาน เป็นพ้ืนท่ีป่า
และเทือกเขาสงู สลับซับซอ้ น
มที ร่ี าบบรเิ วณเชิงเขา และบรเิ วณลุม่ นา้ ตา่ ง ๆ เพยี งเล็กน้อย
ลักษณะภูมอิ ากาศ
อา้ เภอเมืองปาน มสี ภาพอากาศ แบง่ ออกเป็น 3 ฤดู คือ
ฤดูร้อน เร่ิมต้ังแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม อากาศจะร้อนจัดในเดือนเมษายน
อุณหภูมสิ ูงสดุ ประมาณ 36 องศาเซลเซียส
ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึง เดือนตุลาคม จะมีฝนตกชุกในเดือนกรกฎาคม
ปรมิ าณนา้ ฝนเฉลยี่ 1,100 มม./ปี

24

ฤดูหนาว เร่ิมต้ังแต่พฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ อากาศค่อนข้างหนาวจัดในเดือน
มกราคม อุณหภูมิตา่้ สุด 6 องศาเซลเซียส
ทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม

ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม ได้แก่
ป่าไม้ พื้นทป่ี ่าไม้ประมาณ 785.30 ตารางกิโลเมตร หรือ 490,812 ไร่ คิดเป็น

ร้อยละ 90.75 ของพื้นทอี่ า้ เภอเมอื งปาน
พันธไ์ุ มท้ ส่ี ้าคญั ไดแ้ ก่ ไมส้ กั ไมแ้ ดง ไม้ยาง ไมป้ ระดู่ ไมต้ ะเคยี น ไมเ้ ต็ง ไม้รัง
แรธ่ าตุ ได้แก่ ดบี ุก พลวง ดนิ ขาว บอลเคลย์
สัตว์ป่า ส่วนใหญ่จะพบเห็นในเขตอุทยาน ได้แก่ เก้ง กระจง หมูป่า เสือไฟ

กระต่ายป่า เลียงผา บ่าง ลิง ค่าง เม่น หมี กระรอก กระแต และนกนานาชนิด เช่น ไก่ป่า
นกเขา นกกางเขนดง นกหัวขวาน เป็นต้น ประมาณเดอื นเมษายนของทกุ ปี จะมีจักจั่นปา่
มารวมตวั กนั บริเวณน้าพรุ ้อน ภายในเขตอุทยาน
สภาพการเมอื งและการปกครอง

อ้าเภอเมืองปานแบ่งพ้ืนทกี่ ารปกครองออกเป็น 1 เทศบาลและ 4 องคก์ ารบรหิ ารส่วนตา้ บล
53 หมู่บา้ น ได้แก่

 เทศบาล ต้าบลเมืองปาน
องค์การบรหิ ารส่วนต้าบลหวั เมือง
องคก์ ารบริหารสว่ นต้าบลแจ้ซ้อน
 องคก์ ารบรหิ ารส่วนต้าบลบา้ นขอ
 องคก์ ารบรหิ ารส่วนต้าบลทงุ่ กว๋าว
สภาพดนิ ฟา้ อากาศ อ้าเภอเมอื งปาน มีสภาพอากาศแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ
ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมนี าคม - เดอื นพฤษภาคม อากาศจะร้อนจดั ในเดือนเมษายน อุณหภมู ิสูงสุด
ประมาณ 36 องศาเซลเซยี ส ฤดฝู น ระหวา่ งเดอื นมิถุนายน – เดือนตลุ าคม จะมฝี นตกชุกในเดอื น
กรกฎาคม ฤดูหนาว ระหวา่ งเดอื นพฤศจกิ ายน - เดือนกุมภาพนั ธ์ อากาศหนาวจัด ในเดือน
มกราคม อณุ หภมู ติ ้่าสุด ประมาณ 12 องศาเซลเซียส

อ้าเภอวังเหนอื
ที่ต้งั

อา้ เภอวังเหนอื ตงั้ อย่ทู างทศิ เหนอื สดุ ของจังหวัด หา่ งจากตัวเมืองล้าปาง 108 กิโลเมตร
แต่อยู่ห่างจากตัวเมืองพะเยาเพียง 55 กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 99
กโิ ลเมตร มีพ้ืนท่ี 1,034.3 ตารางกโิ ลเมตร.
อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดตอ่ กบั อา้ เภอพาน จังหวัดเชยี งราย
ทศิ ตะวนั ออก ติดต่อกบั อ้าเภอแม่ใจ และอ้าเภอเมอื งพะเยา จงั หวดั พะเยา
ทศิ ใต้ ติดตอ่ กบั อา้ เภองาว อา้ เภอแจ้ห่ม และอา้ เภอเมอื งปาน จงั หวดั ล้าปาง
ทิศตะวนั ตก ติดต่อกับ อ้าเภอเวียงปา่ เปา้ จงั หวัดเชียงราย

25
แมน่ ้า

แมน่ ้าสายส้าคญั ได้แก่ แมน่ ้าวงั
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ พ้ืนท่สี ่วนมากเป็นปา่ ไม้ และภูเขาถงึ
รอ้ ยละ 80 และมีพน้ื ทรี่ าบแม่น้าวังเพยี งรอ้ ยละ 20
ลกั ษณะภมู อิ ากาศ

ฤดฝู นเริ่มประมาณ เดือน พฤษภาคม-พฤศจิกายน
ฝนตกชกุ มากในเดอื น สงิ หาคม

ฤดหู นาวเริ่มต้งั แต่เดอื น ธนั วาคม-กมุ ภาพันธ์
ฤดูร้อนเริ่มตัง้ แต่เดอื น มีนาคม-พฤษภาคม
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม ได้แก่

ปา่ ไม้ ส่วนใหญ่เป็นไม้สกั และไม้เตง็ รัง
แร่ธาตุ มีแร่ธาตสุ า้ คัญ ได้แก่ แรซ่ ไี รท์ แร่ดบี ุก แรพ่ ลวง แร่บอลเคย์
แรท่ องค้า ดนิ ขาว
สภาพการเมืองและการปกครอง
อ้าเภอวังเหนือ แบ่งพ้ืนทีก่ ารปกครองออกเปน็ 2 เทศบาล และ 8 องค์การบรหิ ารส่วน
ตา้ บล ไดแ้ ก่
เทศบาล

 เทศบาล ต้าบลวังเหนอื
 เทศบาล ตา้ บลบ้านใหม่
องค์การบริหารสว่ นตา้ บล
 องคก์ ารบริหารส่วนต้าบลวังแก้ว
 องคก์ ารบรหิ ารส่วนต้าบลทงุ่ ฮ้ัว
 องคก์ ารบริหารสว่ นต้าบลวงั เหนอื
 องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตา้ บลวงั ซา้ ย
 องคก์ ารบริหารสว่ นตา้ บลวังทอง
 องคก์ ารบริหารส่วนตา้ บลวงั ทรายค้า
 องค์การบรหิ ารส่วนตา้ บลวังใต้
 องค์การบริหารสว่ นตา้ บลรอ่ งเคาะ

26

สถานท่ที ่องเที่ยวในทอ้ งถนิ่
อ้าเภอเมือง

สถานทท่ี อ่ งเทยี่ วส้าคัญในอ้าเภอเมือง จังหวัดล้าปาง ประกอบด้วย
วดั พระแก้วดอนเตา้ สุชาดาราม

เปน็ วัดเกา่ แกแ่ ละสวยงาม มอี ายนุ บั พนั ปี เคยเป็นท่ปี ระดษิ ฐานพระพุทธมหามณรี ัตน
ปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตง้ั แต่ปี พ.ศ. 1979
วดั เจดีย์ซาวหลัง

วดั เจดีย์ซาวหลงั แปลไดว้ า่ วดั ทีม่ ีเจดีย์ 20 องค์ จากหลักฐานการขดุ พบพระเครือ่ งสมัย
หรภิ ญุ ไชยที่องค์พระเจดยี ์ ทา้ ให้สันนิษฐานได้ว่าวดั นี้สรา้ งมานานกวา่ พนั ปี
วัดพระธาตเุ สด็จ

เปน็ โบราณสถานอกี แห่งหน่ึงของจังหวัดล้าปาง เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ ไดร้ ับการ
บรู ณะใหม่ทัง้ หมด แตย่ งั คงสภาพศิลปะโบราณ
พระพุทธนิรโรคนั ตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ

ประดิษฐานอยใู่ นมณฑปทรงไทยแบบจตรุ มขุ ซงึ่ ตงั้ อยหู่ นา้ ศาลากลางจังหวัดล้าปาง
พระพทุ ธรูปสร้างด้วยโลหะผสมรมด้าทงั้ องค์ ปางสมาธิ ชาวบา้ นเรยี ก หลวงพอ่ ด้า เปน็ พระพทุ ธรูป
ค่บู า้ นคูเ่ มอื ง เปน็ ที่เคารพสกั การะของประชาชน
สถานีรถไฟนครลา้ ปาง

สถานีแหง่ น้เี ปดิ รับขบวนรถไฟโดยสารครัง้ แรกในสมยั รชั กาลที่ 6 เม่ือวันที่ 1 เมษายน
พ.ศ.2459 อาคารโบราณเหล่านีย้ งั คงหลงเหลอื เป็นมรดกทางสถาปตั ยกรรมทีค่ งรายละเอียดของ
ความสวยงามไวอ้ ย่างครบถว้ นสมบูรณ์ อนั เปน็ สัญลกั ษณ์ของเมืองลา้ ปาง
วัดศรีรองเมอื ง

เปน็ วดั พมา่ ท่ีสรา้ งข้นึ ในสมยั รชั กาลท่ี 5 โดยคหบดีท่รี ้า่ รวยจากการท้าไมส้ มัยทีล่ ้าปางเป็น
ศูนยก์ ลางการคา้ ขายและการทา้ ป่าไม้ สถาปตั ยกรรมที่สา้ คญั ได้แก่ วหิ ารไม้ซ่งึ มีหลังคาจั่วซ้อนกนั เปน็
ช้นั เล็กชน้ั นอ้ ย มียอดแหลม 9 ยอด แบบศิลปะพมา่ เพดานเปน็ ลายไม้แกะสลัก และเสากลมใหญ่
จ้าหลักลวดลายประดบั ดว้ ยกระจกสี ฝีมือประณีต วิจติ รสวยงาม
วดั ศรีชุม

เป็นวดั พมา่ ท่ใี หญท่ ่ีสุดในบรรดาวัดพม่าที่มีอยู่ในประเทศไทย สร้างในปี พ.ศ. 2433 โดย
คหบดีพมา่ ชอ่ื อโู ย ซึง่ ตดิ ตามชาวอังกฤษเขา้ มาท้างานปา่ ไม้ในประเทศไทย
วัดปงสนกุ

"วัดปงสนกุ " แห่งเขลางค์นคร ธรรมสถานหนึ่งเดียวของไทย ทีพ่ ่ึงไดร้ ับรางวลั “Award of
Merit” จาก UNESCO ในปี 2008 เผยเสน้ ทางการอนรุ ักษศ์ ิลปวฒั นธรรม-สถาปตั ยกรรมเกา่ แก่ ที่
เหลืออย่เู พียงแห่งเดยี วในประเทศ จากชุมชน-รัฐ

วัดปงสนกุ มีชื่อเรยี กอยู่หลายช่อื ได้แก่ วัดศรีจอมไคล วัดเชียงภูมิ วัดพะเยา ตามล้าดับ สว่ น
ค้าว่า "วดั ปงสนกุ " น้ันใชเ้ มือ่ ยุค เก็บผกั ใสซ่ า้ เก็บข้าใส่เมอื ง ท่ีมกี ารกวาดตอ้ นผู้คน จากเชียงแสน
สันนิษฐานว่า เป็นกลุ่มคนจากบา้ นปงสนกุ ทเี่ ชียงแสน (ปจั จบุ ันยงั ปรากฏ หลักฐานวดั ปงสนุกอยทู่ ี่ริม
แม่น้าโขง อ.เชยี งแสน จ.เชยี งราย)

27
วดั ปงสนุกไดร้ บั การสนั นิษฐานว่า เคยเปน็ ศนู ยก์ ลางเมืองนคร (หรอื เวียงละกอน) สมยั
ล้านนารุ่งเรอื ง และมีบทบาทสา้ คญั ในหน้าประวัตศิ าสตร์ เช่น การด้าน้าชิงเมอื ง ระหว่างเจา้ ฟ้าชาย
แก้ว และท้าวลน้ิ กา่ น และในยคุ รัตนโกสนิ ทร์ท่แี ห่งน้ี ยงั เคยเป็นท่ตี ั้งของ เสาหลกั เมืองหลกั แรกของ
เมอื งนครลา้ ปาง ก่อนจะท้าการย้ายไปรวมกบั เสาหลักเมอื ง หลักอืน่ ท่ี ศาลหลกั เมืองในปจั จบุ ัน
วัดปงสนุกเปน็ แหล่งรวมของส่ิงสา้ คญั หลายอย่างท่ีทรงคณุ ค่าทางดา้ นศิลปวฒั นธรรม
สถาปัตยกรรม มากมาย อาทิ พระพทุ ธรูปไม้ เสาหงส์ ซุ้มประตูโขง ภาพพระบฎ เขียนเรือ่ งพระ
เวสสนั ดรบนผา้ และกระดาษสา หีบธรรมโบราณ และธงช้างเผือกขนาดใหญ่ ในสมยั รัชกาลที่ 6 ซ่งึ
ทางวดั ได้นา้ มารวมไวเ้ ป็นพพิ ิธภณั ฑง์ านศิลปสถาปัตยกรรมทีส่ ้าคัญ อันปรากฏอยู่ท่วี ัดนไ้ี ด้แก่ พระ
ธาตุศรจี อมไคล และวิหารพระเจ้าพนั องค์ ซงึ่ ในอาคารหลัง จะไดร้ ับการบรู ณะอย่างถูกหลกั วชิ าการ
โดยการมีสว่ นรว่ มของชุมชนบ้านปงสนุก
วัดมอ่ นปูย่ กั ษ์ (มอ่ นสัณฐาน)
ตง้ั อยู่บริเวณทศิ ตะวันออกเฉยี งใต้ ของตวั เมืองลา้ ปาง ปัจจบุ นั ซง่ึ อยู่ทาง ฝัง่ ตะวนั ออกของ
แม่น้าวัง พน้ื ที่ต้งั วดั อยู่บนเนนิ เขาขนานเล็ก ๆ ไม่สูงนัก ตัง้ อยเู่ ลขท่ี 15 ถ.วัดมอ่ นจา้ ศีล ต.พระบาท
อ.เมอื ง จ.ลา้ ปาง มีเนือ้ ที่ 15 ไร่ 2 งาน 8 ตารางวา โฉนดเลขที่ 16196 สงั กัดคณะสงฆ์ มหานิกาย
เปน็ วัดทม่ี รี ูปแบบศลิ ปะพมา่ เชน่ เดียวกับวดั พม่าทัว่ ไปในลา้ นนา มีการบูรณะปฏิสงั ขรณ์เรื่อยมา
อาคารหลกั มี 3 หลัง คอื กุฏไิ มศ้ ิลปะพมา่ วหิ าร , อุโบสถ กอ่ อิฐถือปูน
วัดมอ่ นปูย่ กั ษ์ ซึ่งน่าจะมีอายุราวกลาง พุทธศตวรรษท่ี 24 ในชว่ งปี พ.ศ.2425 ถึงสมัยราช
กาลท่ี 6 ในต้านานกล่าวไวว้ า่ ในสมยั พุทธกาลเม่ือครั้งองค์ สมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจา้ เสดจ็ ออกไป
โปรดสัตว์ พร้อมด้วยพระอรหนั ตเ์ ผยแผ่พระพุทธศาสนา มาทางทิศบูรพาน้นั คร้งั ผา่ นมาทางแว่น
แควน้ แห่งหน่ึง กป็ รากฏมยี กั ษ์อย่ตู นหนง่ึ ขดั ขวางการเผยแพร่พทุ ธศาสนาของพระพุทธเจา้ และได้
ขบั ไล่พระองค์ผ่านมาทางปา่ บ้านพระบาท จนถงึ บรเิ วณปา่ มอ่ นจา้ ศลี กม็ าทนั กนั ทีท่ ีพ่ ระพทุ ธเจา้
ประทับอยบู่ นวัดมอ่ นจา้ ศีล ทา่ มกลางพระอรหันต์ ทรงเห็นวา่ ยกั ษ์ตนนน้ั นา่ จะหยุดท้าเช่นนน้ั เสยี ที
จึงใหย้ ักษ์ ตนนัน้ เขา้ เฝ้าและฟงั ธรรมจากพระพทุ ธเจา้ เกดิ อัศจรรยใ์ จตนเอง จึงก้มลงกราบแทบพระ
บาท ด้วยความเลอ่ื มใสในพระพทุ ธเจ้า จงึ ขอบ้าเพ็ญศลี ภาวนาที่ม่อนจา้ ศีล คร้ันเวลาลว่ งเลยไปไม่
นาน ยกั ษต์ นน้นั ตายลงและไดม้ าตายที่ม่อนปยู่ ักษ์ อนั อยไู่ มไ่ กลจากมอ่ นจา้ ศลี มากนกั ในการต่อมาได้
มผี พู้ บรอยพระพุทธบาท และรอยเทา้ ยกั ษบ์ ริเวณวัดพระบาท ชาวบา้ นช่วยกนั สรา้ งวัดขึน้ โดยสร้าง
วดั คร่อมรอยพระพุทธบาทเพ่ือใหย้ กสูงขนึ้ เปน็ ท่ีเคารพสักการะของพุทธศาสนกิ ชนโดยท่ัวไป
กองพทุ ธสถานกรมการศาสนาทา้ หนังสือ “ประวัติวดั ทัว่ ราชอาณาจกั รเลม่ 8” พ.ศ. 2525
บันทึกวา่ วัดม่อนป่ยู กั ษ์ ได้กอ่ สรา้ งเมือ่ วันเสารท์ ่ี 5 กนั ยายน พ.ศ.2442 โดย พ่อเฒ่านนั ตาน้อย พอ่
เฒ่านนั ตาไก่ พรอ้ มพนี่ ้องอีก 3 คน ไดร้ ับพระราชทานวสิ งุ คามสีมา เมอื่ พ.ศ.2442 เขตวิสงุ คามสมี า
กว้าง 14.82 เมตร ยาว 14.82 เมตร อาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ แบบอิทธพิ ลศิลปะ
ตะวันตก ศาลาการเปรียญและกุฏไิ ม้โบราณศลิ ปะพม่า ฝาผนังและเสาไม้สกั ประดับลวดลายลงรักปิด
ทอง เพดานตดิ กระจกและมเี จดีย์ฝีมอื ช่างพมา่ พระประทานลงปิดทอง
หลกั ฐานอา้ งอิงอีกประการหนง่ึ คือ ในปี พ.ศ.2444 หรอื ค.ศ.1901 เป็นการศึกษาจาก หลกั
ศิลาจารึก เปน็ ภาษาไทใหญค่ ือ วัดแห่งน้ีถูกสรา้ งขึ้นโดย นายจองนันตาแกง มาจากรฐั ฉาน ใน
ประเทศพม่า เป็นผสู้ รา้ งวัดสา้ เรจ็ เสร็จสิน้ ครบรอบ 30 ปี ที่จองนันตาแกง จากบา้ นมา ไม่มีใครร้าลึก
ถึงทา่ นผนู้ ี้ และไมม่ ใี ครรจู้ กั เลย ช่อื ของผอู้ ่นื จึงไดร้ บั การบันทึกในหนงั สอื ของทางราชการ ทใ่ี ช้เป็น
หนงั สอื อา้ งองิ ตอ่ มา

28
วดั ม่อนจา้ ศีล

ตัง้ อยู่ทตี่ า้ บลพระบาท อ้าเภอเมอื ง จงั หวดั ล้าปาง เปน็ วัดทีส่ ร้างตามศลิ ปะพมา่ ทส่ี วยงามอกี
แห่งหนงึ่ มีเน้ือทีป่ ระมาณ 70 ไร่ อย่ตู ิดกับวทิ ยาลัยสารพัดชา่ งล้าปาง วัดนี้ตัง้ อยูบ่ นเนิน เมื่อข้ึนไปยนื
บนจุดสูงสุดจะสามารถมองเห็นทิวทัศนใ์ นตวั เมอื งลา้ ปางไดช้ ดั เจนดพี อสมควรทีเดียว การเดนิ ทางไป
ท่องเที่ยวทวี่ ดั จะมถี นนสายข้ามคลองชลประทานตา้ บลพระบาทช่วงถนนสายลา้ ปาง-แพร่ หรือถนน
วชริ าวุธดา้ เนนิ ไปศาลากลางจังหวัดหลงั ใหม่ หรือเขา้ ทางถนนซูเปอรไ์ ฮเวย์สายลา้ ปาง-อ.งาว ตรงส่ี
แยกสนามบินลา้ ปางแล้วขบั รถมาตามถนนพระบาทมาจนถึงคันคลองชลประทานแล้วเลยี้ วซ้ายมาตาม
คนั คลองชลประทานประมาณ 200 เมตร ก็จะพบกบั วิทยาลัยสารพัดช่างล้าปางและวดั ก็อย่ตู ดิ
ดา้ นหลงั วิทยาลยั สารพดั ช่างล้าปาง

ตามตา้ นานของวัดได้กล่าววา่ วดั แหง่ น้ีเมอื่ คร้ังที่พระนางจามเทวเี สด็จมาสร้างเมืองเขลางค์
นคร ไดใ้ ชว้ ัดแห่งน้ีเปน็ ทจ่ี ้าศีลบ้าเพ็ญภาวนา จึงได้ชื่อว่า “วัดม่อนจ้าศีล” วัดน้ีน่าจะถือได้ว่าเป็น
เพชรเมด็ งามมศี ลิ ปะพม่าโบราณเก่าแก่ที่สวยงามทรงคณุ คา่ ของเมืองนครล้าปางแหง่ หน่ึง ภายในวัดมี
เจดีย์ทรงศิลปะพม่าใหญๆ่ 3 องคด์ ว้ ยกัน องค์แรกเรยี กวา่ “เจดียท์ อง” มกี ้าแพงลอ้ มรอบทง้ั 4 ต้น
ยอดเจดีย์ทาสีทอง องค์ที่สองเรียกกันว่า “เจดยี ์อรหันต์ 8 ทิศ” มรี ปู ปัน้ องคพ์ ระอรหันตป์ ระจา้ 8 ทิศ
ลกั ษณะงดงามด้านในสุดเป็น “เจดีย์ฤาษ”ี รปู ทรงคลา้ ย เจดยี ท์ ององค์แรก แต่ค่อนข้างช้ารุดทรดุ
โทรม นอกจากนี้ยงั มีวิหารไมส้ กั โบราณ ทสี่ ร้างตามสถาปัตยกรรมพม่า มีหลังคาซ้อนกนั ข้ึนไปเปน็
ช้ันๆ ทเี่ รยี กวา่ “จอง” อายุเก่าแกน่ ับรอ้ ยปที ี่มคี วามงดงาม แตป่ จั จบุ นั นี้ได้ช้ารดุ ทรดุ โทรมลงไปมาก
ตามกาลเวลา

วิหารไมส้ ักแหง่ นีย้ ังเป็นทป่ี ระดิษฐานพระเจา้ ทนั ใจ สาเหตทุ ี่เรียกวา่ พระเจา้ ทนั ใจ เพราะว่า
เปน็ พระพทุ ธรูปทใี่ ช้เวลาสร้างได้สา้ เรจ็ ภายใน 1 วนั โดยจะเริ่มพิธสี รา้ งตั้งแตป่ ระมาณหกโมงเยน็ หรือ
หลงั หนึง่ ทมุ่ เปน็ ตน้ ไป จนสามารถสร้างองคพ์ ระไดส้ า้ เรจ็ ก่อนดวงอาทติ ย์ขนึ้ ของวันรุ่งขน้ึ ถา้ สรา้ งไม่
เสร็จถือเปน็ พระพุทธรูปธรรมดาทั่วไปและการสร้างพระเจา้ ทันใจนน้ั มลี ักษณะท่ีแปลกกว่าการสร้าง
พระพทุ ธรูปอ่นื ๆ กลา่ วคือจะมีการบรรจุหวั ใจพระเจ้าคล้ายกบั หัวใจของมนุษย์ ตลอดจนการบรรจุ
วัตถมุ งคลส่งิ ของมคี า่ ไวใ้ นองคพ์ ระพุทธรปู ดว้ ย และในชว่ งระยะเวลาทกี่ า้ ลังปั้นจะตอ้ งมีการเจรญิ
พระพทุ ธมนตข์ องพระสงฆต์ ลอดทั้งคนื จนถงึ สว่างดว้ ยและท้าพธิ พี ทุ ธาภเิ ษกในตอนเย็นอกี วันหนึ่งได้
ดงั น้ันพุทธศาสนกิ ชนชาวเหนือจึงถอื ว่าพระเจา้ ทันใจเปน็ พระพทุ ธรปู ทจ่ี ะบนั ดาลความสา้ เร็จใหแ้ ก่ผู้
อธิษฐานขอพรได้อยา่ งทันอกทันใจ “พระเจา้ ทันใจ” จงึ มหี ลายองคใ์ นวดั วาอารามตา่ งๆ ท่ัวท้ัง
ภาคเหนอื
สา้ นกั ปฏบิ ัตธิ รรมหลวงพอ่ เกษม เขมโก

ตัง้ อย่ชู านเมืองลา้ ปาง ประมาณ 4 กิโลเมตร ตามถนนสายลา้ ปาง-แจห้ ม่ ภายในบริเวณ มรี ปู
ปน้ั ขนาดใหญข่ องหลวงพ่อเกษมเขมโก พระเกจิอาจารยอ์ ันเป็นท่ีเคารพนับถอื ของบรรดา
พทุ ธศาสนิกชนทว่ั ประเทศ ยนื เด่นอยู่ ดา้ นหน้า หลังรู ปู ปัน้ มมี ณฑปลักษณะเปน็ อาคารทรงไทย
ประยกุ ต์ มีรปู ป้นั หนุ่ ขีผ้ งึ้ ของหลวงพอ่ เกษม และหอ้ งด้านซ้ายเปน็ ท่ตี ัง้ โลงแกว้ กระจกใสบรรจุศพ

ถึงแมว้ ่าหลวงพ่อเกษม เขมโก จะมรณภาพไปนานแล้ว แตก่ ็ยงั มพี ุทธศาสนิกชนผู้เล่ือมใส
ศรัทธายังคงเดนิ ทางไปนมสั การอยู่เสมอ มิได้ขาด
เขอ่ื นก่วิ ลม

อยู่หา่ งจากตวั เมืองไป 38 กโิ ลเมตร ตามเส้นทางสายล้าปาง -งาว โดยแยกซ้ายตรงหลกั
กิโลเมตรท่ี 623-624 เข้าไปอกี 14 กิโลเมตร เขื่อนกิว่ ลมอยใู่ นพ้นื ทอ่ี ทุ ยานแห่งชาตถิ ้าผาไทแตอ่ ยู่

29
ภายใตก้ ารดแู ลของกรมชลประทาน บรเิ วณเหนือเขอื่ นเป็นอ่างเกบ็ น้าเหมาะแก่การลอ่ งเรอื หรอื แพ
เพราะมีทศั นียภาพสวยงาม การลอ่ งแพ ใช้เวลาอยา่ งนอ้ ยคร่งึ วนั มีสถานที่นา่ สนใจ เชน่ แหลมชาว
เขื่อนเกาะวังแกว้ ผางาม ผาเกยี ง ถา้ สมบตั ิ ทะเลสาบก่วิ ลม หมู่บ้านสา ฯลฯ สา้ หรับนกั ทอ่ งเท่ยี ว
ทัว่ ไปหากตอ้ งการลอ่ งแพ หรอื ค้างคืนบนทพ่ี ัก
ชมเมืองบนรถมา้

80 ปที ่ีแล้ว สมัยของเจ้าบญุ วาทยว์ งศม์ านิตซ่งึ ตรงกบั สมัยรชั กาลที่ 5 การคมนาคมขนสง่
ทางรถยนต์ยังพัฒนาไม่ถึงนครลา้ ปาง รถมา้ เป็นพาหนะชนิดเดยี วทไี่ ดร้ บั ความนยิ มในการเดินทาง
สงู สุด และสามารถใชบ้ รรทุกของหรอื สนิ ค้า รถม้าคันแรกไดถ้ ูกซ้อื มาจากกรุงเทพฯ ไดถ้ ูกน้ามาใช้ที่
นครล้าปางและ ยังไดก้ ระจายไปส่เู มืองหลักของภาคตา่ งๆ ได้แก่ นครราชสมี าของอสี าน
นครศรธี รรมราชของภาคใต้ นครเชยี งใหม่ เมืองเชยี งราย เมืองแพร่ เมอื งนา่ น เมืองแมฮ่ ่องสอนของ
ทางภาคเหนอื แต่ด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ ผู้ประกอบการรถมา้ ในเมืองดังกล่าวจึงเลกิ กจิ การไป คงเหลือ
แตเ่ ฉพาะจังหวดั ล้าปางแหง่ เดียวทย่ี งั คงใช้รถม้าอยูต่ ราบจนกระท่ังทกุ วนั น้ี

อา้ เภอแมเ่ มาะ
เหมอื งลกิ ไนต์

เป็นแหลง่ ถ่านหินซ่ึงค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2460 มปี รมิ าณถึง 630 ล้านตัน และมอี ายุ
ประมาณ 40 ล้านปี พื้นทีเ่ หมืองทั้งหมดเป็นของกรมป่าไม้ มีประมาณ 20,000 ไร่ ได้จดั ทา้ จุดชมวิว
ส้าหรบั นักท่องเท่ยี วซึ่งเปน็ สวนหย่อม ตกแตง่ ปลูกไม้ดอกไมป้ ระดบั ตา่ งๆ และสามารถมองเห็นการ
ท้างานของรถขดุ ตกั แรซ่ ึง่ อยู่ห่างออกไปเบ้ืองลา่ งได้เปน็ มุมกวา้ ง

อา้ เภองาว
ศาลเจ้าพอ่ ประตผู า

อยหู่ ่างจากตวั จงั หวัดล้าปางตามเส้นทางสายล้าปาง-งาวประมาณ 50 กโิ ลเมตร ระหว่าง
หลักกโิ ลเมตรท่ี 649-650 ศาลต้งั อยูร่ มิ ถนน ใหญ่ดา้ นขวามือ เปน็ ศาลเล็กๆ ก่ออฐิ ถือปนู ภายใน
มีรูปปั้นเจา้ พอ่ ประตูผา และเครื่องบชู ามากมาย บรเิ วณใกล้เคียงมี ศาลพระภูมิ เลก็ ๆ มากมาย
เรียงรายอยู่ ศาลเจ้าพ่อประตูผา นเ้ี ปน็ สถานท่ีศักดิ์สทิ ธ์ิ ผ้ทู ่ีสัญจรไปมาบนเสน้ ทางน้มี กั แวะนมัสการ
และ จุดประทดั ถวาย เจา้ พ่อประตูผา เดิมชอื่ พญาข้อมอื เหลก็ เป็นผู้อยยู่ งคงกระพัน เปน็ ทหารเอก
ของเจ้าผู้ครองนครลา้ ปาง ครั้งหนึ่ง ไดท้ ้าการ ตอ่ สู้กบั พมา่ ที่ชอ่ งประตูจนกระทงั่ ถูกรุมแทงตาย
ในลกั ษณะถือดาบคู่ ยืนพงิ เชงิ เขาทหารพม่า กลัวจึงไมก่ ล้าบกุ เข้าไปตี นครลา้ ปาง ดว้ ยเหตุนเ้ี อง
ชาวบา้ นจึงเกิดศรัทธา และเคารพ สักการะโดย ตั้งศาลขน้ึ บชู าเปน็ ทีน่ ับถือของชาวลา้ ปาง
ภาพเขียนสีโบราณประตผู า

ระยะทาง 48 กโิ ลเมตร จากล้าปาง บนถนนไฮเวย์ล้าปาง-เชียงราย เป็นทต่ี ้งั อยู่ระหว่าง
เทือกเขาและ หน้าผาสูงชัน ซึ่งเป็นที่มาของ ชื่อ "ประตูผา" เส้นทางสัญจร แต่โบราณไปมาสู่ล้านนา
ตะวันออก และยังเป็น จุดยุทธศาสตร์ที่ส้าคัญทั้งใน สงครามยุคโบราณ กับพม่าและในสงครามโลก
บนหน้าผาและบริเวณ ใกล้เคียงมีการค้นพบ ภาพเขียนสีและแหล่ง ฝังศพของคนในยุค

30
ก่อนประวัติศาสตร์ อายุประมาณกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ขณะนี้ทางภาครัฐ ท้องถ่ินและเอกชน
ในจังหวัด ก้าลังร่วมกันจัดต้ังพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและศึกษาด้านประวัติศาสตร์ และ
โบราณคดี
วดั พระธาตุม่อนทรายนอน

วดั ม่อนทรายนอน สรา้ งเมื่อ พ.ศ. 2386 ชาวบ้านเรียกวัดดอย การบริหาร และการปกครอง
มีเจ้าอาวาสจ้านวน 4 รูป คือ พระน้อย สจจญาโณ พระส่วยละ พระสุนทรและพระน้อยปัจจุบัน
มีพระครูสถิตธรรมพิทักษ์ อายุ 48 ปี พรรษา 26 เป็นเจ้าอาวาสวัด ทางขึ้นสู่วัดม่อนทรายนอน
(วดั ดอย) ตอ้ งเดินข้นึ บนั ใดทมี่ ีความสงู ประมาณ 300 กวา่ ขนั้
วดั จองค้า

ตัง้ อยู่ตา้ บลบ้านหวด บนถนนพหลโยธนิ สายล้าปาง-งาว ห่างจากตวั อา้ เภองาว 10 กโิ ลเมตร
วัดจองค้าเป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดล้าปาง โดยสถาปัตยกรรมก่อสร้างท่ีโดดเด่นเป็นศิลปะ
แบบไทยใหญ่ สันนิษฐานว่าก่อสร้างโดยชาวพม่าท่ีมารับจ้างท้าสัมปทานป่าไม้ท่ีเขตอ้าเภองาว
ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่แน่ชัด ตัววิหารชัยภูมิศิลปะแบบไทยใหญ่หลังเดิมถูกร้ือย้ายมาไปไว้
ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ หลังท่ีเห็นปัจจุบันเป็นศิลปะท่ีสร้างข้ึนมาใหม่ในเดือน
มิถุนายน พ.ศ. 2549 สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60
ปี ได้มีการยกวัดราษฎร์ข้ึนเป็นพระอารามหลวง วัดจองค้าได้รับคัดเลือกให้สถาปนาข้ึนเป็น
พระอารามหลวง ชัน้ ตรี ชนดิ สามัญ ถือเปน็ พระอารามหลวงล้าดบั ที่สามของจังหวัดลา้ ปาง นอกจากนี้
ยังเป็นโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีประจ้าจังหวัดล้าปาง แต่ละปีนักเรียนปริยัติธรรม
สามารถสอบเปรียญธรรมบาลีได้ตั้งแต่ประโยคหนึ่งจนถึง ป.ธ.9 ได้รับพระราชทานอุปสมบท
เป็นนาคหลวงจ้านวนมาก เจ้าอาวาสล้าดับปัจจุบันและเจ้าส้านักได้รับพระราชทานสมณศักดิ์
เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามวา่ พระเทพปรยิ ัตมิ งคล
อุทยานแหงชาตถิ ้าผาไท

ต้ังอยู่ระหว่างอ้าเภอเมืองล้าปางกับอ้าเภองาว ห่างจากตัวเมืองประมาณ 66 กิโลเมตร
ตรงกิโลเมตรท่ี 768-769 แยกเข้าทางลูกรัง ประมาณครึ่งกิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงเชิงถ้าภายในถ้า
มี หนิ งอกหินย้อยสวยงามมาก สลับซับซ้อนและมีถ้าเล็กถา้ นอ้ ยมากมายท่มี ี ความสวยงามแตกตา่ งกัน
ไปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เคยเสด็จประพาส ถ้าผาไทในครั้งนั้นได้จารึก
พระปรมาภิไธย ย่ปปร. ไว้ภายในถ้าเพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จประพาส นักท่องเท่ียวที่มาเท่ียวชม
ทางอุทยาน ฯ ไม่มีบ้าน พั ก บริการ รายละเอี ยดให้ ติดต่อ ฝ่ายจัดก ารอุ ท ยาน แห่ งชาติ
การเดินทาง ถ้าผาไทต้ังอยูบ่ นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 เป็นเส้นทางจากตวั ลา้ ปาง-เชียงราย
อยบู่ ริเวณหลักกิโลเมตรที่ 665 หา่ งจากตัวจงั หวดั ล้าปางมาทางจงั หวดั พะเยา ประมาณ 65 กโิ ลเมตร
หรือจะเดินทางโดยใช้เส้นทางสาย แพร่-งาว-เชียงราย ก่อนถงึ อ้าเภองาว แยกซ้ายเข้าสู่จงั หวัดลา้ ปาง
ประมาณ 15 กโิ ลเมตรถงึ ท่ที ้าการอทุ ยานฯ
สะพานโยง

สะพานขา้ มลา้ น้างาว เป็นสะพานโยงแหง่ แรกของประเทศและเป็นสญั ลกั ษณ์ของอา้ เภองาว
ต้งั อยู่บ้านน้าลอ้ มต้าบลหลวงใต้และบ้านเกาะต้าบลหลวงเหนือ เดิมใช้เป็นทางสัญจรมายังตัวอ้าเภอ
งาวจะเห็นสะพานแขวนโครงเหล็กมีทางเดินท้าด้วยไม้ขนาดกลางทอดตัวผ่านแม่น้างาว เห็นแล้ว
สะดุดตากับผคู้ นทีไ่ ดพ้ บเห็น ปัจจบุ ันสถานที่แหง่ น้ีเป็นแหล่งพกั ผ่อนในช่วงยามเยน็ บนสะพานโยงจะ
ไม่อนุญาตให้น้ายานพาหนะทกุ ชนิดว่งิ ผ่าน โดยสร้างท่กี ้ันรถว่ิงบนสะพาน สว่ นบรเิ วณทางขึน้ สะพาน

31
จะมีร้านค้าตั้งขายสินค้า นักท่องเท่ียวสามารถเดินทางมาเที่ยวสามารถศึกษาวิถีชีวิตความเป็นอยู่
ของผคู้ นอา้ เภองาว อา้ เภอเล็กๆ ทม่ี ตี ลาดขนาดน้อย ๆ กบั วถิ ีชีวติ ทอ่ี าศยั รมิ แมน่ ้างาว
ศูนย์วิจยั กฏี วทิ ยาป่าไม้ท่ี 1

ศูนยว์ จิ ยั กฏี วทิ ยาปา่ ไม้ท่ี 1 ตั้งอยู่ริมถนนสายพหลโยธนิ จากจังหวัดลา้ ปางไปพะเยา- เชยี งราย
หา่ งจากตัวจังหวดั ลา้ ปางราว 72 กิโลเมตร อยกู่ อ่ นถงึ อ้าเภองาวราว 12 ก.ม. เปน็ แหล่งเรียนรทู้ าง
ธรรมชาติวิทยา (ด้านแมลงป่าไม)้ ในนาม "บ้านแมลงล้าปาง" ด้าเนินการโดยศนู ยว์ ิจยั กฏี วิทยาปา่ ไม้ที่
1 สังกัดส้านักวจิ ยั การอนุรักษ์ปา่ ไม้และพันธุ์พืช กรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตวป์ า่ และพนั ธ์พุ ชื
วา่ ประเทศไทยมีศนู ยว์ จิ ยั กีฏวทิ ยาป่าไม้ 3 ศนู ย์ คือศนู ยฯ์ ท่ี 1 จงั หวดั ลา้ ปาง ศนู ย์ฯที่ 2 จงั หวัด
ขอนแก่น และ ศนู ย์ฯท่ี 3 จังหวัดจันทบรุ ี โดยศูนย์วจิ ัยกฏี วทิ ยาป่าไม้ที่ 1 มีภาระกิจหลกั ดา้ นการ
ศึกษาวจิ ยั ทเี่ ก่ียวข้องกับงานดา้ นแมลงปา่ ไม้ โดยเฉพาะการศึกษาดา้ นชีววทิ ยา และการเพาะเลยี้ ง
แมลงหายากและแมลง ทไี่ ดร้ บั การคุ้มครองตามพระราชบญั ญตั สิ งวนและคุมครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535
แหล่งเรียนร้ฯู นไ้ี ดด้ ้าเนนิ การแบบจิตอาสา โดยใช้เวลาวา่ งของบคุ ลากรของศนู ยฯ์ มาตงั้ แต่ปี 2548
จนถงึ ปจั จบุ นั ซ่งึ นับว่ามกี ารพฒั นาไปเป็นอยา่ งมาก ในปี พ.ศ. 2556 มนี กั ทอ่ งเทยี่ ว นกั เรียน
นกั ศกึ ษามาศึกษาดงู าน โดยมีฐานการเรยี นรู้ 7 ฐาน เชน่ สวนผเี สื้อ สวนสัตว์แมลง ห้องพพิ ิธภณั ฑ์
เคร่ืองมอื หอ้ งฉายภาพยนตร์สารคดี และเสน้ ทางศกึ ษาธรรมชาติในสวนพชื อาหารแมลง รวมทั้ง
นิทรรศการตา่ งๆ ท่เี ก่ยี วข้อง
ถา้ ราชคฤห์

ถ้าราชคฤห์ ตง้ั อยูใ่ นเขต อทุ ยานแห่งชาติถ้าผาไท เป็นถา้ หนิ ปนู อีกแห่งหนงึ่ มีหินงอกหนิ ยอ้ ย
ท่ีสวยงาม ตัง้ อยใู่ กล้หมู่บา้ นแม่แก้ อา้ เภองาว จังหวัดลา้ ปาง การเดินทางใช้เสน้ ทางรถยนตจ์ าก
อ้าเภองาวถงึ หม่บู ้านแม่แก้ ระยะทางประมาณ 21 กโิ ลเมตร และเดินทางเท้า เข้าไปยังถ้าประมาณ
300 เมตร
หล่มภเู ขยี ว

ตั้งอยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติถ้าผาไท เป็นแอ่งน้าขนาดใหญ่อยู่บนภูเขา มีเน้ือที่ประมาณ
1-2 ไร่ มีลักษณะคล้ายปล่องภูเขาไฟ น้าในแอ่งลึกมากจนมองเห็นเป็นสีเขียว มีปลาอาศัยอยู่เป็น
จา้ นวนมาก สภาพปา่ เป็นป่าดบิ แล้งมีสตั ว์ป่าอาศัยอยู่เป็นจา้ นวนมาก การเดินทาง หล่มภเู ขียวอยหู่ ่าง
จากทางหลวงแผ่นดินดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) จากเส้นทางสายล้าปาง-พะเยา เข้าไป
ประมาณ 14 กิโลเมตร ซึ่งเป็นทางแยกไปสู่หมู่บ้านอ้อน อ้าเภองาว จังหวัดล้าปาง เส้นทางเป็นทาง
ลกู รงั จากบ้านอ้อน มที างเดินเท้าไปหล่มภูเขยี ว;ระยะทางประมาณ 3.5 กโิ ลเมตร
นา้ ตกแมแ่ ก้

น้าตกแม่แก้ ตง้ั อยใู่ นเขต บา้ นแมแ่ ก้ อ้าเภองาว จังหวัดล้าปาง เปน็ นา้ ตกขนาดเลก็ ตั้งอยู่
บริเวณ เปน็ น้าตกหินปูนท่มี ีความสวยงาม อีกแห่งหนึ่งของอ้าเภองาว สูงประมาณ 10 เมตรและยงั มี
ชน้ั เล็ก ๆ อีก 6-7ชน้ั มีความอดุ มสมบรู ณท์ างระบบนิเวศน์อยู่มาก
น้าตกเกาฟุ

น้าตกเกาฟุ อย่ทู ีอ่ ้าเภองาว จงั หวัดล้าปาง อยู่ไมไ่ กลจากนา้ ตกแม่แก้ เปน็ นา้ ตกทส่ี วยงามท่ี
สร้างด้วยฝีมือมนุษย์ โดยใช้เวลา สร้างนานนับสิบปี ท่ีนี่เป็นที่ตั้งของส้านักสงฆ์ ชื่อของน้าตกต้ังตาม
ชื่อชาวไทยภเู ขา ชอ่ื เกาฟุ ซ่งึ เป็นคนพบนา้ ตกนเ้ี ป็นคนแรก
หม่บู ้านชาวเขา งาว

ชมวฒั นธรรมวถิ ีชีวติ ของชาวเขา รวมท้งั การแสดงชนเผา่ ของชนเผ่าอาขา่ บ้าน ปา่ กลว้ ย

32
พิพิธภัณฑ์หนังกลางแปลง

พิพธิ ภัณฑภ์ าพยนตรย์ อ้ นยคุ ซง่ึ สรา้ งคุณโดย คุณมานติ ย์ วรฉตั ร ดว้ ยเงนิ ทนุ ของตนเอง ใน
อดีตคุณมานิตย์เคย ท้างานเป็น นักพากย์หนังกลางแปลงมาแล้วมากมาย รวมทั้งเป็นทีมงานพากย์
พันธมิตร ที่ให้เสียงพากย์ภาพยนตร์มากมาย ภายในพิพิธภัณฑ์ เป็น ลท่ีเก็บรวบรวมภาพยนตร์ไทย
เร่ืองดีและดัง โปสเตอร์หนัง รวมท้ังอุปกรณ์ในการฉายหนังกลางแปลง ประเภทต่างๆ
รายละเอียด ที่ต้งั 24/2 หมู่ 9 ซอยบา้ นท่าเจริญ ต.บ้านร้อง อ.งาว จ.ล้าปาง เปดิ บรกิ ารให้เข้าชมฟรี
ทุกวัน ต้ังแต่เวลา 8.00-18.00 น. ทุกวัน หยุดวันนักขัตฤกษ์ 054-365561,081-0304017 ติดต่อ
คุณมานติ ย์ วรฉัตร

อ้าเภอหา้ งฉตั ร
วัดปงยางคก

มีวหิ ารพระแม่เจ้าจามเทวซี ง่ึ เปน็ วหิ ารไม้เกา่ แก่ ภายในประดษิ ฐานมณฑปปราสาทเก่าที่
มีต้านานสืบเนอื่ งมาต้งั แต่สมัยพระนางจามเทวี
ศูนย์อนรุ กั ษ์ช้างไทย

อยใู่ นความดแู ลของฝ่ายอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือ องค์การอตุ สาหกรรมป่าไม้ เปน็
ศนู ยฝ์ ึกลกู ช้างซึง่ เปน็ แห่งแรกและแห่งเดียวในโลก เป็นสถานท่ีเลี้ยงและฝกึ ลูกช้างเพอ่ื ให้เชือ่ ฟังคา้ สั่ง
และมีความชา้ นาญในการทา้ ไม้ขณะท่แี ม่ชา้ งไปท้างานในป่า และเนือ่ งจากมนี โยบายปิดป่าซ่ึงทา้ ให้
ชา้ งต้องว่างงาน ศูนย์ฝกึ ลกู ช้างจึงถกู ปรบั มาเป็นสถานทดี่ ูแลช้างแกแ่ ละเจ็บปว่ ย และท่ีน่ยี ังเปน็ สถาน
ท่ตี ั้งของโรงพยาบาลชา้ งด้วย
สวนปา่ ทงุ่ เกวียน

เปน็ สถานที่พกั ผ่อนหยอ่ นใจของชาวล้าปาง มีปา่ สนเมืองหนาวและพันธ์ุไมน้ านาชนิด ท้งั ไม้
ดอก ไมใ้ บที่มีสีสันสวยงาม อกี ทง้ั ไมจ้ ้าพวกตะบองเพชร และปาลม์ ตลอดจนพืชสมุนไพรตา่ งๆ
นักท่องเทยี่ วสามารถแคม้ ปิง้ ท่นี ี่ได้ ช่วงท่สี วยที่สุดเหมาะแก่การพกั แรมคอื เดอื นพฤศจกิ ายน ซึง่ เปน็
ช่วงทด่ี อกบัวตองกา้ ลังบาน เนือ่ งจากจงั หวดั ล้าปางมพี ้นื ทเี่ ปน็ แอ่งกะทะจงึ มอี ากาศท่ีร้อนกวา่
แมฮ่ อ่ งสอน ดอกบัวตองทล่ี ้าปางจึงบานเรว็ กว่าท่ีดอยแมอ่ ูคอประมาณ 15 วนั ประมาณเดือนตุลาคม
และเดือนธันวาคมของทกุ ปี จะมีการจัดงาน “ดอกไม้บานวนั พบชา้ ง”
อุทยานแหง่ ชาตดิ อยขนุ ตาล

เปน็ เทอื กเขากัน้ เขตแดนระหว่าง จังหวัดล้าพนู ท่ีอา้ เภอแมท่ า และจงั หวดั ล้าปาง ทีอ่ ้าเภอ
หา้ งฉัตร ประกาศเป็นอทุ ยานแหง่ ชาติเมอ่ื วันที่ 5 มนี าคม พ.ศ. 2518 มเี น้ือท่ีท้ังสิ้น 159,556 ไร่ และ
บนภเู ขามสี ถานที่พักแรมของกรมปา่ ไม้ มอี โุ มงคร์ ถไฟยาวที่สุดในประเทศไทยเปน็ ระยะทาง 1,352
เมตร รถไฟใชเ้ วลาว่งิ ผา่ นประมาณ 5 นาที อุทยานแหง่ ชาติน้อี ยูก่ ึ่งกลางเส้นทางคมนาคมทางรถไฟ
ระหว่าง ล้าปาง-ลา้ พนู ดอยขนุ ตาลประกอบดว้ ย ปา่ ไม้หลายลักษณะ เช่น ป่าดงดิบ ปา่ สน เป็นต้น มี
4 ยอดเขาจากเชิงดอยถงึ ยอดสูงสดุ ประมาณ 7 กโิ ลเมตร
อโุ มงค์ขนุ ตาล

อยใู่ นอทุ ยานแหง่ ชาตดิ อยขนุ ตาล เปน็ อุโมงค์รถไฟยาวท่สี ดุ ในประเทศไทยเปน็ ระยะทาง
1,352 เมตร รถไฟใช้เวลาวงิ่ ผ่านประมาณ 5 นาที มวี ศิ วกรชาวเยอรมันมาสา้ รวจการเจาะอโุ มงค์ซ่งึ
เป็นหินแกรนติ เมือ่ ปี พ.ศ. 2540 ในสมัยสมเด็จพระเจา้ อย่หู ัวรชั กาลที่ 5 และเสรจ็ สน้ิ เมื่อปี พ.ศ.

33

2461 การเจาะอุโมงคน์ ีเ้ ป็นการเสี่ยงอนั ตรายเปน็ อย่างย่งิ บางครั้งเกิดอบุ ตั ิเหตทุ ้าใหเ้ สยี ชีวิตบ่อยครั้ง
ในสว่ นของคนงานท่มี าเป็นกรรมกรรบั จา้ งขดุ เจาะอโุ มงค์ส่วนมากจะเปน็ ชาวอีสานและคนพ้ืนเมือง

อ้าเภอเกาะคา

วดั พระธาตุจอมปิง
วัดพระธาตุจอมปิงเปน็ วดั โบราณ วัดนี้มคี วามมหศั จรรย์ของการเกิดเงาสะทอ้ นเปน็ ภาพสี

ธรรมชาติขององค์พระธาตุ ผา่ นรูเล็กบนหน้าตา่ งมาปรากฏบนพื้นภายในพระอุโบสถตลอดเวลาท่ีมี
แสงสว่างทงั้ กลางวนั และกลางคืน และทางวัดยงั จัดทสี่ ้าหรับแสดงโบราณวัตถตุ ่างๆ
วดั พระธาตุล้าปางหลวง

เป็นวดั คบู่ า้ นคู่เมอื งล้าปางมาแตโ่ บราณ เป็นวัดไมท้ ีส่ มบูรณ์ทีส่ ดุ แหง่ หน่งึ ของไทย
งดงามด้วยสถาปตั ยกรรมเกา่ แกม่ ากมายได้แก่ พระธาตุลา้ ปางหลวง, วหิ ารหลวง, วหิ ารพระพทุ ธ, ซมุ้
พระบาท, กุฏิพระแก้ว, วหิ ารพระเจ้าศลิ า และพิพิธภัณฑ์
วัดเสลารัตนปัพพตาราม (วดั ไหลห่ นิ )

มพี ระวหิ ารเกา่ แกฝ่ มี อื ชา่ งเชียงตงุ เป็นศลิ ปะแบบล้านนาไทย ประดบั ลวดลายงดงามท้ัง
หลงั โดยเฉพาะสว่ นหน้าบนั และซมุ้ ประตูที่มกี ารกอ่ อิฐถือปนู ประดบั รูปปน้ั สตั ว์ศิลปะล้านนาแท้
ภายในวหิ ารนอกจากจะมพี ระประธานแลว้ ยงั มี รปู ป้นั พระมหาเกสระปญั โญภิกขุ ขนาดเท่าตัวจรงิ ซึ่ง
ป้นั ดว้ ยฝมี ือของทา่ นเอง

อา้ เภอแมท่ ะ
สถานท่ีทอ่ งเที่ยวใน อา้ เภอแม่ทะ ประกอบด้วย

 ไมแ้ กะสลกั บ้านหลุก
 พระพทุ ธรูปไม้แกน่ จันทร์
 ภูเขาไฟผาลาด
 ถ้าพระสบาย
 วดั สนั ดอยนอ้ ย
 วัดปา่ เพ่ิมพูนสามคั คี
 วัดพระธาตุดอยพระฌาน
 นา้ ตกห้วยออ้
อ้าเภอเสริมงาม

สถานท่ที ่องเทีย่ วใน อา้ เภอเสรมิ งาม ประกอบด้วย
 วัดหลวงนางอย
 โครงการศนู ยศ์ ลิ ปาชพี ในพระราชดา้ ริสมเด็จพระนางเจา้ สริ ิกิต์ิ พระบรมราชินนี าถ [4]
 ถา้ ผากาน

34

 น้าตกแมแ่ ฮด
 น้าตกแม่หอ้ ม

อ้าเภอสบปราบ
อทุ ยานแหง่ ชาติดอยจง

มียอดดอยจงเป็นดอยที่สูงท่ีสุด เคยเปน็ สถานโี ทรคมนาคมของกองทพั อากาศมากอ่ น แต่
หลังจากที่กองทัพอากาศสร้างสถานเี รดารท์ ี่ยอดดอยอนิ ทนนท์ สถานที นี่ จ่ี งึ ไดย้ กเลกิ ไป และอุทยานฯ
ไดเ้ ข้ามาดแู ลต่อ

นอกจากน้นั ยังมสี ถานที่ทอ่ งเท่ียวทีส่ ้าคญั อื่น ๆ ไดแ้ ก่
 ผากาน
 จดุ ชมทวิ ทัศนป์ ่าอาบ
 นา้ ตกงาชา้ ง
 นา้ ตกตาดปหู่ ล้า
 ผาชา้ ง

อ้าเภอเถิน
อุทยานแห่งชาตแิ ม่วะ

เป็นตน้ ก้าเนดิ ของนา้ ตกแม่วะ ครอบคลุมพ้นื ท่ตี า้ บลต่างๆ ในอา้ เภอเถิน อา้ เภอแม่พรกิ
จงั หวัดลา้ ปาง อ้าเภอสามเงา อา้ เภอบ้านตาก จงั หวัดตาก

นอกจากน้นั ยงั มีสถานทที่ ่องเท่ยี วทส่ี ้าคัญอ่นื ๆ ไดแ้ ก่
 วดั ถ้าสขุ เกษมสวรรค์
 อา่ งเก็บนา้ แมม่ อก

อา้ เภอแมพ่ ริก

สถานทีท่ อ่ งเทย่ี วใน อ้าเภอแมพ่ ริก ประกอบด้วย
 ถ้านา้ ผ่าผางาม
 วัดพระพุทธบาทวงั ตวง
 นา้ ตกแมต่ ัง

อา้ เภอแจห้ ม่
วัดอักโขชัยคีรี

โบสถ์และเจดยี เ์ ป็นแบบล้านนาอยใู่ กล้เคียงกัน ท่ีวัดนมี้ ปี รากฏการเงาสะทอ้ นพระเจดีย์
เปน็ ภาพสี เชน่ เดียวกบั วัดพระธาตจุ อมปิง เงาพระเจดยี จ์ ะปรากฏอยู่ตรงทีเ่ ดิมไม่เคลอื่ นยา้ ยตลอดทั้ง

35
วนั ตราบเทา่ ทยี่ ังมแี สงสว่าง นอกจากนภ้ี ายในโบสถย์ ังเป็นทีป่ ระดษิ ฐานพระพุทธรปู ยืนองค์ใหญ่
เรยี กวา่ พระศากยมุณีครี อี ักโข เป็นพระพุทธรปู เก่าแก่ เปน็ ทนี่ บั ถือของชาวแจห้ ม่
วัดพระบาทสุทธาวาส หรือวดั ดอยพระบาทป่ผู าแดง

ด้วยความงดงามของทัศนียภาพของวดั แห่งนี้ จงึ ทา้ ใหว้ ัดแหง่ นไ้ี ด้รับการยกยอ่ งให้เปน็ แหลง่
ทอ่ งเท่ียว “Unseen Thailand” โดยวดั แหง่ นตี้ ั้งอยทู่ ่ี หม่ทู ี่ 7 บา้ นทงุ่ ทอง ตา้ บลวิเชตนคร อา้ เภอแจ้
หม่ จงั หวดั ล้าปาง ความงดงามของววิ ทิวทศั น์ ท่มี ีลกั ษณะเป็นผาหนิ สงู ชัน ประกอบกบั เจดียส์ ีทองท่ี
สรา้ งอยบู่ นภเู ขาสงู ณ จดุ สงู สุดของเจดีย์มรี อยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธ์ิประดษิ ฐานอยู่ ส้าหรับวดั แห่งน้ี
แบง่ ออกเป็น 2 ช้นั คือ วดั ในบริเวณช้นั ล่าง นกั ทอ่ งเทีย่ วสามารถขับรถไปจอดในบรเิ วณหนา้ วดั ได้
สว่ นวัดบริเวณชั้นบน ตงั้ อย่บู นยอดเขา หากตอ้ งการเทย่ี วชมในจดุ นี้ นักทอ่ งเทียวต้องขบั รถขึ้นไป
ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ต่อจากนน้ั เดินเทา้ ขนึ้ เขา ด้วยระยะทางประมาณ 1 กโิ ลเมตร
ปจั จบุ ันวัดแหง่ นีเ้ ปน็ อีกหน่ึงสถานท่ที ่องเที่ยวขนึ้ ช่ือของจงั หวัดล้าปาง
วดั ศรีหลวง

เปน็ วัดเกา่ แก่ในตัวเมอื งแจ้ห่ม มีพระพุทธรปู สา้ คัญคอื พระเจ้าทองทิพย์ อนั เป็นที่เคารพและ
สกั การะของชาวแจห้ ่ม
พพิ ิธภัณฑส์ ถานศนู ยภ์ มู ิปญั ญาทอ้ งถ่นิ อา้ เภอแจ้หม่

เป็นพิพธิ ภัณฑ์ที่รวบรวมประวตั คิ วามเปน็ มาและภูมปิ ญั ญาของชาวแจ้หม่ ตงั้ แตอ่ ดตี ถงึ
ปจั จบุ นั ให้ไดร้ บั ชม ตง้ั อย่ภู ายในพื้นทข่ี องโรงเรยี นแจห้ ม่ วิทยา
วัดผาแดงหลวง

เป็นวดั เกา่ แก่คบู่ ้านคเู่ มอื งของอา้ เภอแจห้ ม่ จากค้าบอกเลา่ ของผเู้ ฒา่ ผ้แู ก่ จากหลกั ฐานที่
สืบค้นไดใ้ นการบนั ทกึ คัมภรี ใ์ บลานทจ่ี าร (เขียน) ดว้ ยภาษาลา้ นนา ทอ่ี ยใู่ นหอธรรมของวดั มากกว่า
500 ผกู (ฉบับ)
เขือ่ นกิว่ คอหมา

เขื่อนกว่ิ คอหมา อา้ เภอแจห้ ่ม และเขือ่ นกว่ิ ลม ในเขตอา้ เภอเมอื งล้าปาง โดยมหี ลักที่จะเก็บ
น้าในฤดูฝน ทใี่ นลมุ่ แม่นา้ วังมีปรมิ าณนา้ มากเกินความจ้าเปน็ ของเกษตรกร เพอ่ื บรรเทาอทุ กภัย และ
เก็บกักน้าไว้ใชใ้ นฤดแู ลง้ สร้างเสร็จสิน้ ปี พ.ศ. 2515 แตเ่ น่อื งจากข้อจ้ากัดทางสภาพภมู ปิ ระเทศ
รวมทงั้ ปญั หาเรือ่ งผลกระทบต่อพ้ืนทที่ า้ การกนิ ของราษฏร เขอ่ื นก่วิ ลมจึงสามารถเกบ็ กกั น้าได้เพียง
112 ล้าน ลบ.ม. หรอื ประมาณรอ้ ยละ 19 ของปริมาณน้าไหลลงอา่ งฯ ในเกณฑเ์ ฉล่ยี ทัง้ ปี ทา้ ให้มีน้า
ไหลล้นอา่ งเป็นปริมาณมาก ในช่วงฤดฝู นของทุกปี ดว้ ยสาเหตดุ งั กลา่ วจึงมคี วามจา้ เป็นจะตอ้ งหา
แหลง่ เก็บกักน้าแหง่ ใหม่ เพ่ือสนองความตอ้ งการใชน้ ้าด้านตา่ ง ๆ ในเขตจงั หวดั ล้าปางทกี่ า้ ลังทวขี ึน้
(ทีม่ า http://www.amazingthaitour.com8)
สถานปฏบิ ตั ิธรรมโกษาไทรย้อย (วัดพระธาตุบ่อสม้ )

ต้ังอย่ทู ีต่ .บา้ สา อ.แจ้ห่ม จ.ล้าปาง โดยท่ี วดั พระธาตบุ อ่ สม้ ต.บ้านสา อ.แจห้ ่ม จ.ล้าปาง มี
ทต่ี ั้งวดั ติดรมิ น้า และยงั มี สมเด็จองค์ปฐม พระพุทธเจา้ องค์แรกของโลก ท่ปี ระดิษฐานอยกู่ ลาง
แมน่ า้ วงั โดยมีแท่นพระประธาน ลอยโผล่อยเู่ หนือกลางแมน่ ้า หลงั น้าก็เกิดแหง้ ลงไป จนฐาน รอง
พระประธาน โผล่ข้นึ มากลางนา้ ซงึ่ หลงั จาก ระดบั น้าแหง้ และลดลงไป ประมาณกวา่ 3 เมตร
(ท่มี า : http://news.sanook.com/1114091/)

36
อา้ เภอเมอื งปาน
อุทยานแหง่ ชาตแิ จซ้ ้อน

มีสภาพปา่ อนั อุดมสมบรู ณแ์ ละเปน็ แหล่งตน้ นา้ ลา้ ธาร เปน็ แนวแบง่ เขตระหว่างลา้ ปาง
และเชียงใหม่ ฤดทู ี่เหมาะสา้ หรบั การท่องเที่ยวและมีอากาศเยน็ สบาย

นอกจากนัน้ ยงั มีสถานทที่ ่องเท่ียวทน่ี ่าสนใจ ได้แก่
 จดุ ชมววิ ดอยล้าน
โครงการพระราชด้ารฯิ บ้านทงุ่ จ้ี ต.ทงุ่ กว๋าว
 แหลง่ ทอ่ งเท่ยี วเชิงเกษตรบ้านแมแ่ จ๋ม ต.แจ้ซ้อน
 วดั พระธาตุจอมกอ้ ย พระพทุ ธรปู ตอกสาน ต.ทงุ่ กวา๋ ว
 สามสกั ใหญ่ต.หัวเมอื ง
วดั พระธาตุดอยซาง ต.เมืองปาน
 จกุ ชมวิวก่วิ ฝิ่น ต.แจซ้ ้อน
 The Harvest Moon Garden
อ้าเภอวังเหนอื
นา้ ตกวังแกว้

เป็นแหลง่ ท่องเท่ยี วหนง่ึ ในอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ครอบคลุมพืน้ ที่บางสว่ นของ
จังหวดั พะเยา เชียงรายและล้าปาง สภาพภูมปิ ระเทศเปน็ เขาสงู ทอดตัวแนวเหนือ-ใต้ มีดอยหลวงเป็น
ยอดเขาท่ีสงู ทส่ี ุด ประกอบดว้ ยป่าเบญจพรรณ ป่าดิบช้ืนและป่าเตง็ รงั ปะปนกัน มสี ัตวป์ ่าและนก
หลายชนิด

นอกจากนั้นยังมสี ถานท่ีทอ่ งเทีย่ วทน่ี ่าสนใจ ได้แก่
 อทุ ยานแหง่ ชาตดิ อยหลวง ไดแ้ ก่ นา้ ตกวังแกว้ น้าตกวังทอง นา้ ตกธารทอง และ
ดอยหนอก
 หมบู่ ้านนกั ท่องเทยี่ ว OTOP บ้านฮ่างวงั แกว้ อ้าเภอวังเหนอื
นอกจากน้ีแล้วจงั หวดั ล้าปางยังมแี หล่งทอ่ งเท่ียวธรรมชาติ และแหล่งท่องเท่ยี วโบราณสถาน
อีกมากมายไม่วา่ จะเปน็ วนอทุ ยานแหง่ ชาตัดม่อนพระยาแช่ ศูนยอ์ นุรกั ษช์ ้างไทย กา้ แพงเมืองเข
ลางค์นคร และยงั มีรถมา้ เป็นสัญลกั ษณ์แสดงความเปน็ เอกลักษณ์ด้านการทอ่ งเทยี่ ว โดยมรี ถม้า
ประมาณ 80 คนั ส้าหรบั บริการนกั ทอ่ งเทยี่ วในตัวเมืองลา้ ปาง

37

ปัญหาสง่ิ แวดลอ้ มในท้องถ่นิ
ศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมได้รายงานการตรวจติดตามสถานการบุกรุกท้าลายทรัพยากรป่าไม้
หมอกควันไฟป่า ปญั หาภยั แลง้ ซ่งึ เป็นปัญหาส่ิงแวดลอ้ มในพ้นื ทจ่ี ังหวดั ลา้
ปาง ได้แก่
ปญั หาการบกุ รุกท้าลายทรัพยากรปา่ ไม้ และปา่ ต้นนา้ เป็นการบุกรกุ แผว้ ถางป่าใหมใ่ น
การขยายทีท่ า้ กนิ ของคนในชุมชน
ปัญหาหมอกควันไฟป่า พบว่ามีการเผาพื้นที่ท้าการเกษตร พืชไร่ และเศษวัสดุการเกษตร
ท้าให้เกิดการลุกลามของเปลวไฟเข้าไปในพ้ืนท่ีป่า ซ่ึงถือเป็นสาเหตุส้าคัญประการหนึ่งของปัญหา
หมอกควันและฝนุ่ ละออง นอกจากจะส่งผลให้พน้ื ทปี่ ่าไดร้ ับความเสยี หายแล้ว
ยงั สง่ ผลกระทบตอ่ สุขภาพอนามยั ของประชาชนอกี ด้วย
ปัญหาภัยแล้ง ท้าให้ได้รับความเดือดร้อนในพื้นท่ีประสบภัยแล้ง และพ้ืนท่ีเกษตรได้รับ
ความเสยี หาย
ปญั หามลพษิ จากการใชป้ ุ๋ยเคมี ยาฆา่ แมลง จากการปลกู พชื ไร่

38

แหลง่ ที่มาของขอ้ มลู
http://www.amphoe.com
http://www.deqp.go.th
http://th.wikipedia.org
www.cddweb.cdd.go.th
www.lampang.go.th
www.mrbackpacker.com
http://www.dwr.go.th/agenda/basindata/maetui/maetui.htm
http://www.asiaonline.com/knowledgebase/GetResource.aspx?source=wikiped

ia&c=1&d=1&key1=Lampang+Province.htm
http://kanchanapisek.or.th/kp8/lpa/lpa205.html
http://www.lampang3.net/data/sala/sala.htm
http://province.m-culture.go.th/ province/lampang/content.html
www.kelangnakorn.go.th
http://www.amphorhangchat.go.th
http://th.wikipedia.org/wiki/อา้ เภองาว
http://www.lampang3.net/data/sala/sala.htm
http://province.m-culture.go.th/ province/lampang/content.html
http://park.dnp.go.th/visitor/nationparkshow.php?PTA_CODE=9104
http://www.paiduaykan.com/province/north/lampang/ngao.html
https://paweena122.wordpress.com/free-style/สถานทีท่ ่องเที่ยวอ้าเภองาว
http://natty-j.blogspot.com/2016/03/blog-post_0.html
http://www.paiduaykan.com/province/north/lampang/ngao.html

สาระที่ 2
เรื่อง ประวตั ิความเป็นมาของทอ้ งถิน่

ประวัตคิ วามเป็นมา

จงั หวัดลาปาง
จังหวดั ลำปำงเป็นที่ต้งั เมอื งโบรำณ ทม่ี ีควำมสำคัญของประวัตศิ ำสตร์ และโบรำณคดีมำ
ตงั้ แตส่ มัยหรภิ ญุ ไชย คือรำวต้นพุทธศตวรรษที่ 13 มชี ่อื เรยี กในตำนำนเป็น ภำษำบำลีว่ำ "เขลำงค์
นคร" คำวำ่ "ลคร" (นคร) เป็นชอื่ สำมัญของเมอื งเขลำงค์ ซง่ึ นิยมเรยี กกนั อยำ่ งแพรห่ ลำย ปรำกฏอยู่
ในตำนำนศิลำจำรึกและพงศำวดำรส่วนภำษำพดู โดยทว่ั ไปเรียกว่ำ "ละกอน" เมืองลคร (นคร) จงึ
หมำยถึงบรเิ วณอนั เป็นทต่ี ้งั ของ เขลำงค์ ซ่งึ ตง้ั อยู่บนฝ่ังตะวันตกของแม่น้ำวงั ในเขตตำบลเวียงเหนือ
อำเภอเมอื ง จังหวดั ลำปำงในปัจจุบนั สว่ นคำว่ำ "ลำปำง" ปรำกฏช่อื อยู่ในตำนำนวดั พระธำตุลำปำง
หลวง ซ่ึงเรยี กเป็นภำษำบำลีว่ำ "ลมั ภกัปปะ" ต้งั อย่ใู นเขตตำบลลำปำงหลวง อำเภอเกำะคำ คำว่ำ
นครลำปำง เป็นช่ือเรียกเมอื งนครลำปำงตัง้ แตส่ มัยเจำ้ ทิพยช์ ้ำงเป็นตน้ มำ ทงั้ นเ้ี พรำะได้อพยพผคู้ น
จำกลำปำงหลวงมำยงั เมอื งลคร แลว้ เจำ้ ทิพย์ชำ้ งไดร้ บั กำร สถำปนำเปน็ เจ้ำเมือง จงึ เรยี กช่ือเมอื งว่ำ
นครลำปำง ตัง้ แต่บัดนนั้ เป็นตน้ มำ
นครลำปำงยุคแรกหรอื สมยั เขลำงค์นคร สรำ้ งข้ึนรำวตน้ พทุ ธศตวรรษที่ 13 ประมำณปี พ.ศ.
1204 พระฤษีวำสุเทพ ซง่ึ อำศยั อยบู่ รเิ วณ เชิงดอยสุเทพ ไดร้ ่วมกับพระสกุ กทันตฤษแี หง่ เมอื งละโว้
(ลพบรุ ี) สรำ้ งเมอื งหรภิ ุญไชย (ลำพูน) แล้วทลู ขอผู้ปกครองจำกพระเจำ้ ลพรำช กษตั ริย์กรุงละโว้
พระองค์ไดป้ ระทำน พระนำงจำมเทวี พระรำชธิดำใหม้ ำเป็นผคู้ รองนครพรอ้ มกบั ได้นำพระภกิ ษสุ งฆ์
ผ้รู อบร้พู ระไตรปฎิ ก พรำหมณ์รำชบัณฑติ แพทย์ ชำ่ งฝีมอื ดี เศรษฐี คหบดี อย่ำงละ 500 คน ตำม
เสดจ็ ข้นึ มำด้วย ในขณะท่ีเสด็จขึน้ มำนั้น พระนำงทรงครรภ์ เมอื่ ประทับอยหู่ รภิ ุญไชยได้ 7 วนั ได้
ประสูตโิ อรสฝำแฝด 2 องค์ นำมว่ำ มหนั ตยศกุมำร หรือมหำยศและอนันตยศกมุ ำรหรืออนิ ทรวร เมื่อ
กุมำรทงั้ 2 เจริญวยั พระนำงจำมเทวีได้ รำชำภิเษกเจำ้ มหำยศให้เป็นกษัตริยป์ กครองหรภิ ญุ ไชย สว่ น
เจำ้ อนันตยศเปน็ อุปรำช ตอ่ มำ เจ้ำอนนั ตยศมีพระประสงคไ์ ปสรำ้ งเมอื งใหม่ พระฤำษวี ำสุเทพ จงึ ได้
แนะนำให้ไปหำพรำนเขลำงค์ ที่เขลำงค์บรรพต หรือภเู ขำสองยอด คร้ันเม่ือพบแลว้ พรำนเขลำงค์จงึ
ไดพ้ ำไปพบ พระสุพรหมฤำษบี นดอยงำม แลว้ ขออำรำธนำใหช้ ว่ ยสรำ้ งเมือง พระสพุ รหมฤำษแี ละ
พรำนเขลำงคไ์ ดเ้ ลือกหำชัยภูมิ ที่เหมำะสม แลว้ สรำ้ งเมอื งข้นึ บนฝ่ังตะวนั ตกของแม่น้ำวงั (วงั กตินท)ี
เมื่อ พ.ศ. 1223 โดยสร้ำงเป็น ส่เี หลย่ี มจัตรุ ัสตำมแบบอย่ำงเมืองหริภญุ ไชย แลว้ ขนำนนำมวำ่ เข
ลำงคน์ คร แล้วอญั เชิญเจ้ำอนนั ตยศข้ึนเป็นกษัตริย์ปกครอง ทรงนำมวำ่ พระเจ้ำอนิ ทรเกงิ กร
เมอื งเขลำงค์ตงั้ อยู่ในเขตตำบลเวียงเหนอื สรำ้ งขึ้นใน พ.ศ. 1223 มีรูปรำ่ งเปน็ รปู สเี่ หล่ียม
จัตรุ สั กำแพงเมืองชัน้ ล่ำงเป็นคนั ดนิ 3 ชัน้ ช้นั บนเปน็ อิฐ สันนษิ ฐำนว่ำ สร้ำงต่อเติมข้นึ ภำยหลงั มี
ควำมยำววัดโดยรอบ 4,400 เมตร เน้อื ทปี่ ระมำณ 600 ไร่ มี ประตูเมอื งท่สี ำคัญ ได้แก่ ประตูม้ำ และ
ประตผู ำบอ่ ง ประตูทำ่ นำง ประตตู ้นผง้ึ ประตูป่อง ประตนู กกด และประตูตำล ปชู นียสถำนที่
สำคญั ไดแ้ ก่ วัดพระแก้วดอนเตำ้ ซง่ึ ครั้งหนึง่ เคย เป็นทีป่ ระดิษฐำนของพระพทุ ธ มหำมณีรัตนปฏิมำ
กร (พระแกว้ มรกต) ระหว่ำง พ.ศ. 1932 - 2011 นอกจำกนี้ยังมีโบรำณสถำนท่สี ำคญั อีกหลำยแหง่

40
ได้แก่ วดั อโุ มงคซ์ ่ึงเปน็ วดั ร้ำงอยู่ บริเวณประตตู ำล สว่ นวัดท่อี ยู่นอกกำแพงเมืองไดแ้ ก่วัดป่ำพรำ้ ว วัด
พันเชงิ วดั กขู่ ำว หรอื เสตกฎุ ำรำม ซึ่งเคยเปน็ ที่ประดิษฐำนของพระสกิ ชปี ฏมิ ำกร วดั กู่แดง วดั กคู่ ำ
ระหวำ่ งวัด กขู่ ำวมำยังเมอื งเขลำงค์กม็ ีแนวถนนโบรำณทอดเขำ้ สตู่ วั เมอื งสนั นิษฐำนว่ำ สรำ้ งในสมัยท่ี
พระนำงจำมเทวี เสดจ็ มำประทับที่เมืองเขลำงค์ใช้เชอ่ื มเมอื งเขลำงคก์ ับเขตพระรำชสถำน ท่เี รยี กวำ่
อำลัมพำงคน์ คร และใช้เปน็ เขอ่ื นกั้นน้ำเพ่อื ทดน้ำเขำ้ สู่ตวั เมอื ง

ใน พ.ศ. 1824 พระเจำ้ มงั รำยได้แผ่ขยำยอำนำจเข้ำครอบครองหริภญุ ชยั พระยำญบี ำ
เจำ้ เมอื งสู้ไม่ได้ จึงอพยพหนีมำพง่ึ พระยำเบกิ โอรสยังเมืองเขลำงค์นคร ตอ่ มำ ใน พ.ศ. 1838 พระยำ
เบิก ไดย้ กกองทัพไปตเี มอื งหริภุญชัยคนื แต่พำ่ ยแพก้ ลับมำ ขนุ ครำม โอรสของพระเจำ้ มงั รำยยก
กองทัพตดิ ตำมมำทนั ปะทะกนั ที่ตำบลแม่ตำน ปรำกฏวำ่ พระยำเบิกเสียชวี ิตในกำรสูร้ บ สว่ นพระยำ
ญบี ำเม่อื ทรำบข่ำว จึงพำครอบครัวหนีไปพง่ึ พระยำพิษณุโลก เจำ้ เมืองสองแคว (พิษณโุ ลก) ประทับ
อยทู่ ่นี น่ั จนสิน้ พระชนม์ จึงนับวำ่ เปน็ กำรสน้ิ วงศเ์ จำ้ ผู้ครองเมอื งเขลำงคร์ นุ่ แรก เมือ่ ขนุ ครำมตเี มอื งเข
ลำงค์ไดแ้ ล้วจงึ แตง่ ต้งั ให้ขนุ ไชยเสนำเปน็ ผรู้ ั้งเมืองสืบ ต่อมำ ขุนไชยเสนำได้สรำ้ งเมืองขน้ึ ใหม่ เมอื่
พ.ศ. 1845 เปน็ เมืองเขลำงคร์ นุ่ สอง เมืองเขลำงค์ท่ีสรำ้ งข้นึ ในสมยั ลำนนำไทย มเี นอื้ ท่ีประมำณ 180
ไร่ อยู่ถดั จำกเมอื ง เขลำงค์เดมิ ลงไปทำงทิศใต้ กำแพงเมอื งกอ่ ดว้ ยอฐิ วัดควำมยำวโดยรอบได้ 1,100
เมตร มปี ระตเู มอื ง ท่สี ำคญั ไดแ้ ก่ ประตูเชยี งใหม่ ประตนู ำสรอ้ ย ประตปู ลำยนำ โบรำณสถำนทีส่ ำคัญ
ได้แก่ วัดปลำยนำ ซงึ่ ปัจจบุ นั เปน็ วดั ร้ำง และวดั เชยี งภมู ิ ปัจจุบนั คอื วัดปงสนุก ในระยะต่อมำได้รวม
เมืองเขลำงค์ท้ังสองแห่งเข้ำดว้ ยกนั ดงั ปรำกฏหลักฐำนทำงสถำปตั ยกรรมลำนนำไทยก่อนรับอิทธพิ ล
ของพมำ่ เช่นท่ีวดั พระแก้วดอนเต้ำ

อาเภอเมอื ง
อำเภอเมอื งลำปำงเปน็ เมืองทีเ่ ก่ำแกม่ ีประวัตคิ วำมเปน็ มำเช่นเดยี วกบั จังหวดั ลำปำง กลำ่ วคอื
อำเภอเมอื งลำปำง เป็นที่ต้งั ของอำเภอเมืองลำปำง สำหรับประวตั คิ วำมเป็นมำมีเรอ่ื งสำคัญต่อกันมำ
หลำยตำนำนคอื ตำนำนแรก เล่ำสืบกนั มำว่ำ ณ ดินแดนที่เปน็ อำเภอเมอื งลำปำง ขณะน้นั มผี ู้คน
อำศยั อยูม่ ำกแตไ่ ม่ปรำกฏชื่อเรยี ก คร้นั ในสมัยพุทธกำล พระพทุ ธองคไ์ ดท้ รงโปรดสตั ว์ ได้เสด็จมำถงึ ที่
แหง่ น้ี และได้ประทับอยเู่ ม่ือพระอนิ ทรไ์ ดล้ ว่ งรู้จงึ ไดแ้ ปลงกำยเป็นไกข่ ำว เพื่อทรี่ ้องปลุกชำวในตอน
เชำ้ ทพี่ ระพุทธองค์จะออกโปรดสัตวใ์ ห้ลกุ ขนึ้ มำประกอบอำหำรใสบ่ ำตรได้ทนั ชำวเมืองน้ีจงึ พรอ้ มใจ
ขนำนนำมว่ำ กุกกฏุ นคร หรอื เมอื่ ไก่ขำว เมืองลำปำงนำรูปไกข่ ำวเปน็ สญั ลักษณม์ ำจนถงึ ทุกวันน้ี
ตำนำนตอ่ มำ กล่ำวถงึ เมืองลำปำง ซ่งึ เป็นเมอื งก่อนประวัตศิ ำสตร์ ต้งั อยู่ในเขตวัดพระธำตุลำปำง
หลวง โดยมีคนั คลู อ้ มรอบ มีพ้นื ทบี่ ริเวณเมอื ง 220 ไร่ มีตำนำนเมืองโดยเฉพำะคือ เมอื งลัมภกัปปะ
นคร เม่ือคร้นั พระพทุ ธองค์ไดต้ รสั รแู้ ละได้จำรึกแสวงบญุ พร้อมพระอรหันต์ 3 องค์ มำถึงหมูบ่ ้ำนลัมภ
กำรนี หรือ บ้ำนลำปำงหลวง ประทับอยเู่ หนือดอยมอ่ นน้อย ณ ท่ีนนั้ มีผ้ชู ำยผู้หน่ึงชื่อ ลั๊วะอ้ำย
กอน ผ่ำนมำเหน็ พระพทุ ธองคเ์ กิดควำมเลอื่ มใสศรัทธำ นำเอำนำ้ ผ้งึ กระบอกไม้ป้ำง มะพรำ้ ว และ
มะตูมอยำ่ งละลกู หำบคอนดว้ ยไมข้ ะจำว มำนอ้ มถวำย พระพทุ ธองค์ฉันทน์ ำ้ ผง้ึ และพยำกรณว์ ่ำ กำล
เบื้องต้น จะมผี ู้สร้ำงเมืองชื่อลำปำง (ลมั ภกัปปะ) ขึ้น ณ ทีน่ ้ี พระองค์ทรงยกพระหัตถล์ บู พระเศียรได้
เกศำหนง่ึ เสน้ ติดพระหัตถือมำแลว้ มอบเกศำนนั้ แก่ลั๊วะอำ้ ยกอน ลว๊ั ะอำ้ ยกอนไดร้ ับไวด้ ้วยควำมชื่น
ชมยินดี และนำไปบรรจไุ ว้ในผอบทองคำหนัก 8 กำ อันเชิญประดิษฐำนในหลุ้มกวำ้ ง ยำว 5 วำ กับ
7 ศอก พระสัมมำสมั พทุ ธเจำ้ ไดต้ รัสพยำกรณ์ตอ่ ไปว่ำ เมือ่ พระองคเ์ ขำ้ ส่ปู รนิ ิพพำน แล้วเปน็

41

เวลำนำน 215 ปี จะมีพระอรหันต์นำพระบรมสำรรี ิกธำตขุ องพระพทุ ธองคม์ ำบรรจไุ ว้ในเจดียน์ ้ี
อีก ปจั จบุ ันนี้คอื บริเวณวดั พระธำตลุ ำปำงหลวง บ้ำนลำปำงหลวงอำเภอเกำะคำ จังหวดั ลำปำง
ตำนำนเมืองตะกอน หรือ เมอื งนคร คอื เมอื งในรปู หอยสงั ข์ มีช่อื ในภำษำบำลี เมืองเขลำงค์เป็นเมือง
ใหญ่เป็นทอ่ี ยูอ่ ำศยั ของคนมำกมำยค่กู ับเมอื งลำพูน ซ่งึ มีชือ่ ทำงภำษำบำลีวำ่ เมอื งหรภิ ุญชยั ตำนำน
ของเมืองเขลำงคอ์ ยูใ่ นตำนำนพืน้ เมอื ง มีประวตั ิกำรสร้ำงเมอื งรำว พ.ศ.1223 โดยสุพรหมฤำษีสรำ้ ง
ใหแ้ กเ่ จำ้ อนันตยศโอรสคู่แฝดกบั เจ้ำมหันตยศ ของพระนำงเจำ้ จำมเทวี สร้ำงเพอื่ ใหเ้ ป็นนครหลวงคู่
กบั เมอื ง หริภุญชัยเจ้ำอนันตยศยังไดส้ รำ้ งเมืองใกล้ๆ กบั เขลำงคน์ คร เพ่อื เปน็ เมืองประทับของพระ
นำงเจ้ำจำมเทวี เมอื่ ครนั้ เสดจ็ มำเยีย่ มคอื นครอำลมั ภำงค์ หลังจำกน้นั เมอื งสองเมอื ง นก้ี ร็ วมตวั กนั
เปน็ เขลำงคอ์ ำลัมภำงค์ ปัจจุบันคอื บริเวณวัดพระแกว้ ดอนเต้ำ และเคยเปน็ เมอื งทีป่ ระดิษฐำนพระ
มหำรัตนปฏิมำกร (พระแกว้ มรกต) ทอ่ี นั เชญิ มำจำกจงั หวดั เชียงรำยในสมยั ของหมืน่ โลกนคร และ
เจ้ำหำญรำว พ.ศ. 1979 – 2011 ลำปำงในสมยั โยนกเชยี งแสนรำว พ.ศ. 1208 – 1800 ตกอยูใ่ น
อำนำจของอำณำจกั รของ หรภิ ุญชยั ครน้ั ถึงสมัยสุโขทัยเมอ่ื พระเจ้ำมังรำยชนะลำพูน และไดส้ รำ้ ง
เมอื งเชยี งใหมแ่ ลว้ จงึ ยกทัพตีนครเขลำงคข์ น้ึ อยู่ในอำนำจ พ.ศ. 1838

ตอ่ มำสมยั กรุงศรีอยุธยำเมอื งลำปำงบำงครำวกอ็ ยู่ในกำรปกครองของพมำ่ บำงครำวก็อยู่ใน
อำนำจของลำ้ นชำ้ งและบำงครำวกอ็ ย่ใู นกำรปกครองของเชยี งใหมใ่ นระหวำ่ ง พ.ศ. 2272 –
2290 บำ้ นเมอื งในภำคเหนอื ตอนบนมไิ ดเ้ ป็นปกติสขุ เกดิ จำกกำร จรำจลไปทกุ หนทกุ แห่ง เชน่
เชยี งแสน เชยี งรำย ลำพูน ลำปำง แพร่ น่ำน เชียงใหม่ ตำ่ งกต็ ง้ั ตัวเป็นอสิ ระไมข่ น้ึ กบั ใครเชียงใหม่ก็
เปน็ เจำ้ องคค์ ำกษตั ริย์ล้ำนช้ำงปกครอง และลำพูนกม็ ที ำ้ วมหำยศปกครอง สว่ นลำปำงนัน้ ก็มีเจ้ำล้ิน
ก่ำนปกครอง แตไ่ ม่มอี ำนำจสิทธิขำด มแี ต่ขนุ เมอื ง 4 คน ตำ่ งกแ็ ก่งแยง่ อำนำจกัน ทำงเชยี งใหมจ่ งึ ให้
ท้ำวมหำยศ เมอื งลำพนู ยกทพั มำยึดเมอื งลำปำง ทำให้เกิดวรี บุรุษข้ึน คือ หนำนทิพยช์ ำ้ งสำมำรถ
ปรำบทำ้ วมหำยศเมอื งลำพนู ได้และชำวเมืองไดส้ ถำปนำใหเ้ ป็นเจ่ำทิพจักรหลวง หรอื เจำ้ พระยำสุวะ
ฤำไชยสงครำมในปี พ.ศ. 2275 และได้เปน็ ตน้ ตระกลู เช้ือเจ็ดตนครองเมืองเหนอื ตอนบน พระยำสวุ ะ
ฤำไชยสงครำมมีโอรสและธิดำ จำนวน 6 คน และในจำนวน 6 คนนมี้ เี จำ้ ฟำ้ ชำยแก้ว ซ่ึงต่อมำเจำ้ ฟ้ำ
ชำยแกว้ ก็มีโอรสธิดำ อีก 10 คน และในจำนวน 10 คน มีโอรสอยู่ 7 คน ท่เี ป็นตน้ ตระกูล ณ ลำปำง,
ณ ลำพนู , ณ เชยี งใหม่ สกุลเช้ือเจด็ ตนแห่งเชียงรำยและเชยี งแสน ซ่งึ มีเจ้ำกำวิละ, เจำ้ คำโสม, เจ้ำ
ธรรมลงั กำ, เจำ้ ดวงทพิ ย์, เจำ้ หมหู ล้ำ, เจ้ำคำฝนั้ และเจ้ำบุญมำ

อาเภอแม่เมาะ
มีประวัติเบื้องต้นเป็นตำนำนเล่ำว่ำ มีภิกษุรูปหนึ่งธุดงค์โปรดสัตว์ผ่ำนมำในเขตน้ีได้พบแต่
ควำมกันดำรแห้งแล้งมำตลอดทำง วันหนึ่งได้ภิกษำจำรมำพบแมน่ ้ำสำยหน่ึง สะอำด มีต้นไม้ใหค้ วำม
ร่มร่ืนช่มุ ช่นื ดี จึงได้กล่ำวกับรำษฎรแถบนีว้ ่ำ แมน่ ้ำสำยนี้เหมำะที่จะพกั อำศยั เพรำะมคี วำมร่มเย็น นับ
แตน่ ้ันมำรำษฎรแถบนี้จึงเรยี กขำนแม่นำ้ สำยนัน้ ว่ำ "นำ้ แมเ่ หมำะ" แลว้ จงึ เรียกเพ้ยี นเปน็ "น้ำแม่เมำะ"
จนถึงปจั จุบนั รวมตัวกันเป็นหมู่บ้ำนเก่ำแก่เป็นเวลำนับเป็นพนั ปี ดังนนั้ รำษฎรที่อำเภอแม่เมำะนจี้ งึ มี
คนพื้นเมือง (คนเมือง) คนพื้นเมืองผสมพม่ำ คนพื้นเมอื งผสมเงยี้ ว (ไทยใหญ่) แตโ่ ดยสภำพท่วั ไปแล้ว
เป็นคนพน้ื เมอื งแทบทงั้ สนิ้
ครั้นเมื่อปี พ.ศ. 2515 อำเภอเมืองลำปำง กรมกำรจังหวัดลำปำง และสภำจังหวัดลำปำงได้
พิจำรณำเห็นว่ำ พ้ืนท่ีของตำบลบ้ำนดง ตำบลนำสัก และตำบลจำงเหนือเป็นท้องที่ทุรกันดำร
เห็นสมควรจัดตั้งเป็นก่ิงอำเภอ จึงนำเร่ืองเสนอต่อกระทรวงมหำดไทยพิจำรณำและยกฐำนะเปน็ ก่ิง

42

อำเภอแม่เมำะ ข้ึนกับอำเภอเมืองลำปำงเม่ือวันท่ี 15 เมษำยน พ.ศ. 2519[1] ท่ีว่ำกำรกิ่งอำเภอแม่
เมำะกอ่ สรำ้ งแล้วเสร็จเม่ือวันท่ี 30 มิถุนำยน พ.ศ. 2521 ต่อมำเมื่อ พ.ศ. 2523 ไดแ้ บ่งตำบลบ้ำนดง
ออกตั้งเป็นตำบลแม่เมำะเพ่ิมข้ึนอีก 1 ตำบลตำมประกำศกระทรวงมหำดไทยลงวันท่ี 19 มีนำคม
พ.ศ. 2524

เมื่อสภำพเศรษฐกิจ สังคม และจำนวนรำษฎรของกิ่งอำเภอแม่เมำะเพ่ิมมำกขึ้นจนสำมำรถ
ยกฐำนะเป็นอำเภอได้ กระทรวงมหำดไทยจึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจำรณำอนุมัติให้ยกฐำนะก่ิง
อำเภอแม่เมำะเป็นอำเภอ โดยได้ตรำพระรำชกฤษฎีกำจัดตั้งและประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำฉบับ
พิเศษ เล่มท่ี 96 ตอนที่ 101 ลงวันที่ 16 กรกฎำคม พ.ศ. 2527 ก่ิงอำเภอแม่เมำะจึงเป็น อำเภอ
แมเ่ มำะ ตง้ั แต่วันท่ี 27 กรกฎำคม พ.ศ. 2527 เป็นตน้ มำ

อาเภองาว
อำเภองำวหรือเดิมเรียกว่ำ เมืองงาว ปรำกฏช่ือตำมประวัติศำสตร์ล้ำนนำมำแต่
ตน้ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ตั้งแตพ่ ระเจ้ำกำวิละเถลงิ ถวัลยรำชสมบัติข้นึ เป็นพระเจ้ำผคู้ รองนครเชยี งใหมเ่ ริ่ม
มีกำรวำงรำกฐำนกำรปกครองหัวเมืองน้อยใหญ่ในอำณำจักรล้ำนนำแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่
เมืองประเทศรำช เมืองช้ันเอก เมืองชั้นโท เมืองช้ันตรี เมืองงำวมีฐำนะเป็นหัวเมืองช้ันเอกในแปด
หัวเมืองของอำณำจักรล้ำนนำ ได้แก่ เมืองเชียงรำย เมืองพะเยำ เมืองเชียงแสน เมืองเชียงของ
เมืองปำย เมืองตำก เมอื งฝำง และเมอื งงำว เดมิ มีประวตั ิศำสตร์กำรตง้ั บ้ำนเมอื งมำยำวนำน เปน็ เมือง
ปรำกำรหน้ำด่ำนท่ีสำคัญ ข้ึนกับเมืองเขลำงค์นคร (นครลำปำง) ตำนำนเมืองงำวโบรำณ
มปี ระวัติศำสตร์กำรสร้ำงเมืองเก่ียวข้องกับแคว้นพะเยำปรำกฏบันทึกตำมตำนำนพญำเจือง ว่ำเมือง
งำว เป็นเมืองใต้อำนำจกำรปกครองของแคว้นพะเยำเมืองหน่ึงโดยยึดรูปแบบกำรปกครองแบบเวียง
น้ำเต้ำในแคว้นพะเยำคือมีกำรสร้ำงเวียงต่ำง ๆ เป็นเวียงบริวำรกินอำณำบริเวณกว้ำงขวำง ได้แก่
เวียงบน เวียงคุ้ม เวียงแหง เวียงปิน เวียงทิพย์ เวียงแป้น แต่ละเวียงมีขุนเวียงเป็นผู้ปกครอง
มีจดุ ศูนยก์ ลำงที่เวียงบน บริเวณวดั ศรมี ุงเมอื งในปจั จบุ ัน ข้ึนตรงกบั แคว้นพะเยำ อีกตำนำนหน่ึงกล่ำว
วำ่ เมืองงำวเดมิ ชื่อว่ำเมืองเงนิ มเี จำ้ ผู้ครองนครทเี่ ข้มแข็งชำนำญกำรสงครำม มีควำมเช่ียวชำญในกำร
ณรงคส์ งครำม มีกำรใช้ของ้ำวเป็นอำวุธสำคัญกำรรบ เม่ือขำ้ ศึกจำกหัวเมืองล้ือ เมืองเขิน เงี้ยว เขำ้ มำ
รุกรำนก็ไม่อำจรุกล้ำเข้ำไปถึงเมืองเขลำงค์นครได้ เม่ือข้ำศึกล่วงล้ำเข้ำเขตแดนเมืองเงินก็ถูกตีแตก
พำ่ ยกลับไปทุกครัง้ เจ้ำผูค้ รองเมืองเงนิ ไดอ้ ำสำปรำบปรำมข้ำศึก พวกฮ่อ เง้ียว ท่ีมำรุกรำนถึงหัวเมอื ง
เง้ยี ว หัวเมอื งลื้อ หวั เมืองเขิน จนถึงแคว้นสิบสองปันนำ ได้รับชัยชนะจนเป็นที่ร่ำลอื เจำ้ เมอื งเขลำงค์
นครได้ประทำนงำ้ วด้ำมเงนิ เป็นบำเหนจ็ คุณงำมดีและควำมกลำ้ หำญ เป็นท่ียนิ ดีแก่ชำวเมือง จึงเรยี ก
เจ้ำเมืองว่ำ พระยำง้ำวเงิน และเรียกช่ือเมืองว่ำ เมืองง้ำวเงิน กำลเวลำผ่ำนมำได้เรียกเพ้ียน
เป็นเมอื งงำว ตำมลำดบั
อีกเหตุกำรณ์ประวัติศำสตร์ท่ีสำคัญอีกประกำรหนึ่งก็คือ เมืองงำวเป็นสถำนท่ีประทับและ
สวรรคตของพ่อขุนงำเมือง เจ้ำเมืองพะเยำ สหำยร่วมน้ำสำบำนกับสองมหำรำชคือ พญำมังรำย
มหำรำชแห่งนครเชียงใหม่และพ่อขุนรำมคำแหงมหำรำชแห่งกรุงสุโขทัย ตำมตำนำนกล่ำวไว้ว่ำ
"เมื่อพ่อขุนงำเมืองได้มอบรำชกิจต่ำง ๆ ในกำรปกครองบ้ำนเมืองให้พญำคำแดงรำชบุตร แล้วเสด็จ
ไดไ้ ปประทบั พกั ผอ่ นท่เี มอื งงำว ปี พ.ศ. 1841 พอ่ ขนุ งำเมืองก็สิ้นพระชนม์ รวมพระชนมำยุได้ 60 ปี"

43
อาเภอหา้ งฉตั ร
ห้ำงฉตั ร เปน็ อำเภอท่มี ีควำมเจริญต้งั แตอ่ ดีตจนถึงปัจจบุ นั มตี ำนำนเล่ำวำ่ เมอื่ พระนำงจำม
เทวีเสด็จมำสรำ้ งวัดพระธำตลุ ำปำงหลวง ได้ใช้เส้นทำงหำ้ งฉัตรเปน็ ทำงติดต่อ เม่ือเดินทำงถึงห้วยแม่
ตำลไดห้ ยุดพกั พลที่นี้ บรรดำชำวเมืองจึงตกแต่งท่ีประดบั ดว้ ยรำชวัตรฉตั รอนั งดงำม ภำยหลงั ท่ีแห่ง
น้ันไดเ้ ป็นเมืองขึน้ มำ จึงเรียกว่ำเมืองนั้นวำ่ เมืองหำ้ งฉตั ร แตต่ อ่ มำชำวบำ้ นออกเสียงเพ้ียนเปน็ "หำง
สัตว"์ เมอื่ ตัง้ เป็นอำเภอจึงเรียกวำ่ อำเภอหำงสตั ว์ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2483 ทำงรำชกำรจึงประกำศ
เปลยี่ นนำมอำเภอนี้เป็น อำเภอห้ำงฉัตร เพ่อื ให้ถูกตอ้ งตำมควำมหมำยเดมิ
อาเภอเกาะคา
อำเภอเกำะคำตง้ั ขึน้ เม่ือปี พ.ศ. 2457 แต่เดิมมีชือ่ วำ่ อำเภอสบยำว เน่ืองจำกที่ต้ังอำเภอเดมิ
ต้งั อยู่บริเวณที่ลำนำ้ แมย่ ำวไหลมำบรรจบกับแม่น้ำวงั อยหู่ ่ำงจำกทวี่ ่ำกำรอำเภอเกำะคำปจั จบุ ันไป
ทำงทิศเหนือ 1 กิโลเมตร คำว่ำ "บรรจบ" ชำวบ้ำนพื้นเมืองเรยี กวำ่ "สบ" จึงขนำนนำมว่ำ "อำเภอสบ
ยำว" ตอ่ มำเมื่อปี พ.ศ. 2459 ทำงรำชกำรไดเ้ ปล่ยี นช่ืออำเภอสบยำวเปน็ อำเภอเกำะคำ เพรำะทว่ี ่ำ
กำรอำเภอตั้งอยู่ในเขตตำบลเกำะคำ คำวำ่ "เกำะคำ" มีประวตั คิ วำมเปน็ มำคือ บริเวณท่ี ต้ังตำบลแต่
เดิมเป็นทำงน้ำของลำน้ำแม่ยำว ซ่ึงไหลมำจำกทิวเขำขนุ ตำล (เขำผีปนั นำ้ ) เขตตดิ ตอ่ กับจังหวัดลำพูน
ผำ่ นตำบลใหมพ่ ัฒนำและตำบลไหลห่ ินมำบรรจบกบั แม่น้ำวงั ทีต่ ำบลเกำะคำ คร้นั นำนเข้ำน้ำไดพ้ ัดเอำ
ตะกอนดนิ หนิ และทรำย มำกองรวมกันจนกลำยเป็นสันดอนทรำยขึ้น (สนั ดอนทรำย ชำวบำ้ น
พ้ืนเมอื งเรียกว่ำ เกำะ) ภำยหลงั ลำนำ้ แม่ยำวได้เปลีย่ นทำงเดินของรอ่ งนำ้ ทำใหเ้ กิดสันดอนทรำยเป็น
บริเวณกวำ้ ง แล้วกลำยสภำพเปน็ พื้นดินปนทรำยซง่ึ มีหญ้ำคำขึน้ งอกงำมเตม็ ท่ี เม่ือมีชำวบ้ำนไปต้งั ถิ่น
ฐำนบ้ำนเรือนในบรเิ วณดังกลำ่ ว ชำวบำ้ นจึงเรียกวำ่ "เกำะคำ"
ที่มำ : http://www.wikiwand.com/th
อาเภอเสรมิ งาม
เม่อื สมัยโบรำณเมอื งเสรมิ แหง่ น้ีได้มีชนชำติหน่งึ อำศยั เรยี กวำ่ “ลวั๊ ะ” ได้ตง้ั ถน่ิ ฐำนอย่ใู น
เมืองเสริมแห่งนีม้ ำกอ่ น มจี ำนวนประชำกรไม่มำกนัก แต่บำงกระแสกก็ ลำ่ วว่ำควำมจริงในเมืองเสริม
แห่งนไ้ี ด้มีพวกชำวยองหรอื ชำวลอ้ื ไดต้ ้ังถิน่ ฐำนในดินแดนแห่งนี้มำกอ่ น (จงึ ไม่ทรำบแนช่ ัดว่ำคนทง้ั
สองกลมุ่ นี้ใครอยู่กอ่ นกันแน่) ต่อมำได้มี “คนไต” หรือ “คนไทย” ได้อพยพมำจำกแควน้ หนองแส
ไดแ้ ก่ เมอื งยู เมอื งยอง ตอนใตข้ องประเทศ จนี ซ่ึงถูกพวกจนี รุกรำน ได้อพยพถอยรน่ มำตง้ั ถิน่ ฐำนอยู่
ในเขตเมืองเสรมิ แห่งนเ้ี พ่ิมมำกข้นึ ตำมลำดบั จนกลืนผอู้ ำศยั อยู่กอ่ น คอื พวกชนชำติลั๊วะ และชำวยอง
หำยสำบสูญไปในทสี่ ดุ เมอ่ื มีพลเมืองเพ่ิมมำกขน้ึ จงึ ได้เกดิ มผี ูน้ ำ เปน็ เจ้ำพระยำปกครองเมือง เมือ่ มี
เจ้ำเมืองปกครองแลว้ จึงไดช้ ว่ ยกนั สร้ำงเมืองเลก็ ๆ ข้ึนเมอื งหน่งึ เรียกวำ่ “เมืองเสริม” ตำม
สภำพแวดลอ้ มของภมู ิประเทศที่ต้งั อย่บู นแมน่ ้ำแม่เสริมนัน่ เอง พระยำเจำ้ เมืองท่ำนแรกชอื่ เสยี ง
อย่ำงไรไมป่ รำกฏ ต่อมำบำ้ นเมืองไดเ้ กดิ กำรเปลีย่ นแปลงกำรปกครองเกิดขึน้ ส่วนกลำง
กรุงเทพมหำนคร ได้เปล่ยี นแปลงปรับปรงุ กำรปกครองขึน้ ใหม่ ส่วนกลำงเปน็ กระทรวง กรม กอง
ส่วนทอ้ งถิ่นเปน็ มณฑล เป็นเมือง เป็นอำเภอ ตำบล และหม่บู ้ำน ออกเป็นสัดส่วนเหมำะสม เพ่อื

44
สะดวกต่อกำรปกครองบ้ำนเมอื งย่ิงขึ้น เมืองเสริมซง่ึ เปน็ เมืองขนำดเล็ก ทำงรำชกำรเหน็ ควรที่จะ
จดั ตง้ั เปน็ ตำบลตำมพระรำชบญั ญัติกำรปกครองใหมโ่ ดยส่งเจ้ำหนำ้ ท่รี ะดบั เมอื งนครลำปำง กบั
เจำ้ หนำ้ ทีอ่ ำเภอเกำะคำสมัยนนั้ ออกมำสำรวจแบ่งเขตพ้ืนทีเ่ มอื งเสรมิ เปน็ ตำบล คร้ังหนง่ึ คณะ
เจำ้ หน้ำทร่ี ะดับจงั หวัด ระดับอำเภอเกำะคำ ไดอ้ อกเดนิ ทำงมำพักค้ำงแรมอยูท่ ่วี ัด ทุง่ งำมหลวง เพ่ือ
สำรวจอำณำเขตเมืองเสรมิ และจัดแบง่ ตำบล ณ วัดทุ่งงำมหลวง หลังจำกคณะไดอ้ อกสำรวจพื้นที่แล้ว
ได้กลับมำปรกึ ษำกนั และได้สรุปว่ำ ในเมืองเสรมิ แห่งนมี้ แี ม่น้ำสำยเล็ก ๆ 4 สำย ไหลผ่ ำ่ นพืน้ ท่ี ไดแ้ ก่
น้ำแม่เลียง นำ้ แม่เสริม นำ้ แม่ลำ และน้ำแมต่ ำ ไหลมำบรรจบกันท่เี ขตบ้ำนทุง่ งำมตดิ กับหมู่บำ้ น
ใกล้เคียง เชน่ นำ้ แมเ่ สริมมำบรรจบกับน้ำแม่ตำ ตรงเขตบำ้ นสบเสรมิ กับบำ้ นทงุ่ งำมหลวง และมำ
บรรจบนำ้ แม่เลยี ง ณ เขตบ้ำนท่งุ งำมพัฒนำ กบั บำ้ นนำบอน เรำเรียกตรงนน้ั ว่ำสบเลยี ง และได้ไหลไป
ผ่ำนบ้ำนแม่ตำใตไ้ หลไปบรรจบกับนำ้ แม่วังท่ีบ้ำนสบตำ ตำบลนำแส่ง อำเภอเกำะคำ ในชว่ งนเี้ รำเรยี ก
นำ้ แม่ตำตลอดสำย แม่นำ้ 4 สำย ในเขตเมืองเสริมจะมีน้ำแมเ่ สรมิ อยตู่ รงกลำง ตำมปกติในกำรแบ่ง
เขตกำรปกครองทอ้ งที่จึงได้อำศัยนำ้ แม่เสริมเปน็ หลกั ในกำรจัดตง้ั แบง่ เขตตำบล ตอ่ มำเม่ือปี พ.ศ.
2513 ทำงกำรมคี วำมประสงค์ใหอ้ ำเภอตำ่ ง ๆ ท่ีมที อ้ งทกี่ ว้ำงขวำงและมเี ขตตำบลอยูห่ ่ำงไกลจำก
ทีต่ ้ังของอำเภอ หำทำงขยับขยำยต้งั เปน็ กิ่งอำเภอ ประกอบกบั เมืองเสรมิ มอี ัตรำกำรเพม่ิ ของ
ประชำกรมำกขน้ึ รำยไดข้ องประชำชนเพิ่มมำกขน้ึ เพ่อื ควำมสะดวกในกำรปกครอง จึงเห็นสมควรให้
จัดตง้ั เปน็ กงิ่ อำเภอใหมไ่ ด้ ดงั นัน้ ทำงคณะข้ำรำชกำรอำเภอเกำะคำ จึงไดน้ ำคณะกรรมกำรอำเภอ
ออกประชุม กำนัน ผู้ใหญ่บ้ำน ข้ำรำชกำรครูในพน้ื ท่ี ณ ตำบล ทุ่งงำม และได้แจง้ วัตถุประสงค์ในกำร
จัดตง้ั กง่ิ อำเภอข้นึ ทีเ่ มอื งเสริมแหง่ น้ี สรำ้ งควำมปิตยิ นิ ดเี ป็นอยำ่ งมำกให้กบั สมำชิกที่เขำ้ รว่ มประชมุ
ในวันนั้นแลว้ ให้มกี ำรกำหนดชือ่ กิ่งอำเภอ โดยสมำชิกในทีป่ ระชมุ ไดเ้ สนอช่อื กง่ิ อำเภอเพอ่ื ร่วมกนั
พจิ ำรณำคัดเลอื กหลำยช่ือ ในที่ประชมุ แสดงควำมคดิ เหน็ อย่ำงเป็นอสิ ระในท่ีสดุ กไ็ ดข้ อ้ สรปุ วำ่ ให้
นำเอำคำวำ่ “เสริม” ซึ่งเป็นคำนำหน้ำช่อื ตำบลเสรมิ ซำ้ ย และ ตำบลเสริมขวำ มำรวมกนั กับคำว่ำ
“งำม” ทีเ่ ปน็ คำลงท้ำยของตำบลทงุ่ งำม เป็นชือ่ “ก่ิงอำเภอเสริมงำม” เมอ่ื ไดช้ ือ่ กง่ิ อำเภอแล้ว กไ็ ด้
พิจำรณำเลือกสถำนที่ตงั้ ก่งิ อำเภอตอ่ เนอ่ื งกนั ในเวลำนนั้ เลยไดม้ ีผู้เสนอสถำนท่ีจะตัง้ กง่ิ หลำยแหง่
ด้วยกนั ในที่สุดมีมติท่ปี ระชุมออกมำ ให้เลอื กเอำสถำนทที่ ่ีเป็นศูนยก์ ลำงของพืน้ ที่สำมตำบลเป็น
สถำนท่ีตั้งท่วี ำ่ กำรอำเภอเสรมิ งำม ก็คอื ท่ีตงั้ ที่วำ่ กำรอำเภอเสริมงำมตง้ั อย่ปู จั จุบันนน่ั เอง ตอ่ มำได้
จัดตั้งเป็นกง่ิ อำเภอเสริมงำม อำเภอเกำะคำ เม่ือวนั ที่ 18 ธนั วำคม พ.ศ. 2460 และไดย้ กฐำนะจำกกงิ่
อำเภอเสริมงำมเปน็ อำเภอเสริมงำมเมอ่ื วันท่ี 21 สงิ หำคม พ.ศ. 2518[1]
ท่มี ำ : https://th.wikipedia.org/wiki/

อาเภอสบปราบ
ช่อื "อำเภอสบปรำบ" มีผสู้ นั นษิ ฐำนเล่ำสืบตอ่ กันมำ มีควำมเปน็ มำอยู่ 2 ทำง คือ ทำงที่
หน่ึงเรยี กวำ่ "สบปรำบ" น้ัน เชอื่ กันวำ่ ครั้งทก่ี องทพั พมำ่ ยกกองทพั มำรบกับไทย และได้ยก
กองทพั ผำ่ นมำทส่ี บปรำบแห่งนี้ รำษฎรได้รวมพลังกนั โจมตขี ับไล่กองทัพพมำ่ ถอยรน่ กลับไป และ
เรียกชือ่ แห่งน้ีวำ่ "สบปรำบ" ควำมเชื่ออีกทำงหนึง่ เช่อื วำ่ "ช่อื สบปรำบ" เกิดจำกนำ้ แมป่ รำบไหลมำ
บรรจบกบั แมน่ ำ้ วัง ณ ทแ่ี หง่ น้ี จงึ เรียกว่ำ "สบปรำบ"
จำกหลักฐำนทำงประวัตศิ ำสตร์ (ทำเนยี บหวั เมอื ง ร.ศ. 118 ของกระทรวงมหำดไทย)
อำเภอสบปรำบ ตัง้ มำกอ่ นปี ร.ศ. 118 หรอื พ.ศ.2442 อยู่ในเขตของเมอื งนครลำปำง ซง่ึ ขณะน้ัน

45
อยใู่ นกำรปกครองของมณฑลตะวนั ตกเฉียงเหนือ(มณฑลลำวเฉยี ง) โดยใช้ช่ือว่ำ เมอื งสบปลำบ มีพ่อ
เมอื ง คอื พระยำทำ้ ยน้ำ(นอ้ ยใจ) และผู้ชว่ ยรำชกำร คือ แสนฤำไชย(ล่ำ) และจำกทำเนยี บข้ำรำชกำร
หัวเมือง ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) เมอื งสบปรำบ เป็น แขวงสบปรำบ มนี ำยเทยี น เป็นนำยแขวง และ
สมหุ ์บำญชี คือ นำยนอ้ ยจกั คำ ต่อมำกระทรวงมหำดไทยพิจำรณำเหน็ วำ่ อำเภอสบปรำบ เป็นอำเภอ
เล็ก เหน็ สมควรยบุ ลงเปน็ ก่งิ อำเภอได้ โดยใหโ้ อนตำบลเสริมซำ้ ย ตำบลเสรมิ ขวำ ตำบลทุง่ นำของ
อำเภอสบปรำบไปข้นึ กับอำเภอเกำะคำ คงเหลอื อกี 3 ตำบล คือ ตำบลสบปรำบตำบลสมัย
และ ตำบลแม่กัวะ ต้งั เป็นกิง่ อำเภอ เม่อื วันที่ 18 ธนั วำคม 2460 โดยประกำศในรำชกิจจำ
นุเบกษำ เล่ม 34 น่ำ 504 วนั ท่ี 23 ธันวำคม 2460 ต่อมำได้ยกฐำนะกง่ิ อำเภอข้ึนเป็นอำเภอเม่ือ
วันที่ 1 มกรำคม 2496 โดยมนี ำยพยนต์ จันทนำคม เปน็ นำยอำเภอคน
ทมี่ ำ : http://thaiabc.com/lampangnet/admin/1809/

อาเภอเถนิ
ประวตั ิเมืองเถนิ จำกตำนำนในใบลำนได้กล่ำวไวว้ ่ำ ปำงเมอ่ื พระพุทธเจำ้ ไดเ้ สวยพระชำตเิ ปน็
พระโคอุสุภรำชน้นั ได้มำประสูติบรเิ วณที่ต้ังพระธำตวุ ดั เวยี ง ปัจจบุ นั น้ี ซึง่ แม่โคไดพ้ ำลกู น้อยออกไป
หำกนิ และได้พลดั พรำกจำกลกู นอ้ ย แต่ลกู น้อยยงั ได้เรยี กร้องหำแมว่ ำ่ “อลุ อ….อุลอ” ส่วนแม่โคนน้ั ได้
รอลูกนอ้ ยอยทู่ ่บี ริเวณที่ตัง้ พระธำตุวดั อมุ ลองปจั จุบันน้ี และลกู นอ้ ยกต็ ำมหำแม่จนพบทน่ี ัน้ จึงเรียก
บริเวณทีน่ ั้นวำ่ “อุลอ” และตอ่ มำจงึ เรียกว่ำ “อมุ ลอง” ตอ่ จำกน้ัน แมโ่ คก็ไดพ้ ำลกู น้อยไปหำกนิ ยงั
เนนิ เขำทำงทศิ ตะวนั ตกเฉียงใตแ้ ละได้นอนอยบู่ รเิ วณนี้จนกระท่ังโตขน้ึ ณ บริเวณนจี้ งึ เรยี กว่ำ “ม่อน
งวั นอน” ซึ่งอยู่ในเขตบ้ำนป่ำตำล ตำบลเถนิ บุรี ปัจจบุ นั นคี้ ือ “วัดดอยป่ำตำล” นน่ั เอง
คร้ังเมื่อพระบรมโพธสิ ตั ว์ไดจ้ ตุ ิลงมำเกิดในโลกได้ตรัสรเู้ ปน็ พระสัมมำสัมพทุ ธเจ้ำ ระลกึ ชำติ
แต่หนหลงั วำ่ เคยเสวยพระชำติเป็นอะไรและอยทู่ ่ีไหนพระองคท์ รงตรัสรู้ใหส้ ำวกนำเอำเกศำหรอื อฐั ไิ ป
บรรจไุ วใ้ นที่สำคญั ๆ ดงั กล่ำวหลงั จำกที่พระพุทธองค์ปรินพิ พำนไปแลว้
ตอ่ มำหลงั จำกน้นั พระพุทธเจ้ำได้ดบั ขนั ปรินพิ พำนไปแลว้ 250 ปี พระยำอโศกรำชไดส้ รำ้ ง
เจดยี ์ข้นึ จำนวนแปดหมน่ื สพ่ี ันองค์ และได้ส่งทูตมำบรรจอุ ัฐิตำมคำส่งั ขององคพ์ ระสมั มำสัมพุทธเจ้ำว่ำ
ให้บรรจุวดั เวยี งชื่อ “พระธำตุเลบ็ มอื ” บรรจุท่วี ดั อมุ ลองช่ือ “พระธำตกุ ระดูกด้ำมพรำ้ ” และบรรจวุ ดั
ดอยป่ำตำล ชื่อ “พระธำตุล้นิ ไก่”
ขณะท่ที ูตนำผอบบรรจพุ ระอฐั ิของพระพุทธเจ้ำมำนั้นกไ็ ดม้ ำพกั อยู่ท่จี วนเจ้ำเมอื ง ซึง่ ตง้ั อยู่
บริเวณพระธำตุวดั เวยี งปัจจุบนั นี้ เจ้ำเมอื งไดถ้ ำมทตู วำ่ จะนำอัฐิของพระพุทธเจำ้ ไปบรรจไุ ว้ทใ่ี ด ฑตู
บอกวำ่ จะนำไปบรรจุที่วัดดอยต้อก(วดั ศิลำวำรี) พอพดู จบพระอฐั ซิ ึ่งบรรจอุ ย่ใู นผอบแก้วก็
ลอยออกจำกผอบแลว้ รว่ งลงสู่พ้ืนดิน แผ่นดนิ กส็ ลบุ (ยุบลง) ฑูตจึงส่ังใหเ้ จำ้ เมืองสรำ้ งเจดียค์ รอบไว้
เจำ้ จงึ ย้ำยจวนออกแล้วทำกำรสรำ้ งพระเจดีย์ครอบไว้ แตก่ ไ็ ม่ใหญโ่ ตเชน่ ปจั จบุ นั
สว่ นวดั อุมลองและวดั ดอยป่ำตำลก็สรำ้ งขน้ึ ในเวลำใกลเ้ คยี งกัน และกำหนดวดั ท้งั สำมเป็น
วดั คูบ่ ้ำนคูเ่ มือง เปรยี บเสมือนสำมเส้ำจะขำดวดั ใดวดั หน่ึงไมไ่ ดแ้ ละใหพ้ ทุ ธศำสนิกชนกรำบไหวบ้ ูชำ
และบำรงุ รกั ษำวดั ทั้งสำมแห่งน้ี ดังคำโบรำณกลำ่ วไว้วำ่
"จึงมีจำรตี ประเพณีสรงนำ้ พระธำตุแต่ก่อนดังนี้ เดือนหำ้ เป็งเหนอื หื้อสรงนำ้ พระธำตุเจำ้ วัด
เวยี ง เดือนเจด็ ป๋ีใหมพ่ ยำวนั ห้อื ปำกนั ไปสรงนำ้ พระธำตุเจ้ำวดั อมุ ลอง พอถงึ เดอื นแปดเปง็ ห้ือปำก่ัน
ลอ่ งไปสรงน้ำพระธำตวุ ดั ดอยป่ำตำล และหื้อปำกันบำรงุ รักษำบชู ำกรำบไหวท้ ้ังสำมวัด บ้ำนเมอื งจัก

46
รงุ่ เรืองตลอด ทงั้ ฝนก็จะตกตำมฤดกู ำล ข้ำวกลำ้ จักงอกงำม หำกปำกันเพิกเฉยเสยี บ้ำนเมอื งกจ็ ะแห้ง
แล้งเกิดยุคเขญ็ ขำ้ วกล้ำในนำจักเหีย่ วแห้ง ฟำ้ ฝนกจ็ ะไม่ตกตอ้ งตำมฤดกู ำล”

จำกนน้ั บำ้ นเมืองกเ็ กดิ ศกึ สงครำมไทยกบั พมำ่ ผู้คนลม้ หำยตำยจำกกนั จำนวนมำก วัดวำ
อำรำมกถ็ กู ทำลำยสูญหำยไปมำก จงึ กลำยเป็นที่ลกล้ำงว่ำงเปล่ำไป พมำ่ รู้ดีวำ่ พระธำตุเจ้ำวดั เวียงมี
ควำมศกั ดิ์สิทธเ์ิ พรำะตำนำนของพมำ่ ก็มี พม่ำได้บูรณะให้เป็นปูชนียสถำนอันสำคญั และพำกนั กรำบ
ไหวบ้ ชู ำ ต่อมำได้เกิดสงครำมไทยกบั พม่ำอีกเมืองกร็ กรำ้ งไปอีกครงั้ เพรำะสงครำมสมัยน้ันหำกฝำ่ ยใด
ชนะก็กวำดตอนเอำผูค้ นไปหมด เมืองกต็ อ้ งรกรำ้ งวำ่ งเปลำ่ ต้นไมก้ ็ข้ึนปกคลมุ จนมองแทบไม่ออกว่ำ
บริเวณนี้มพี รระธำตุอยู่

จนกระทั้งมพี ระครบู ำอำทิตย์ ได้ธดุ งคม์ ำปักกลดเมตตำภำวนำอยูท่ ่ีเมืองรำ้ ง(วดั เวยี ง) ก็เห็น
ว่ำว่ำงอยู่จงึ ทำกำรบูรณะข้ึนและไดน้ ำญำตบิ ำ้ นเดียวกบั ท่ำน คอื บำ้ นปงยำงคก อำเภอหำ้ งฉัตร
จงั หวดั ลำปำง มำตั้งบำ้ นเรือนอย่ใู กล้ๆวัดสำมครอบครวั จำกน้นั ก็ไดช้ ่วยกันบรู ณะดูเปน็ วดั เป็นวำข้ึน
และตอ่ มำศิษยข์ องท่ำนชอื่ ครูบำอนิ ทรจ์ ันทร์ กไ็ ด้ติดตำมมำ และบังเอิญญำตขิ องทำ่ นทต่ี ำมมำดว้ ย
ล้มป่วยลง ครูบำอนิ ทร์จนั ทรต์ ้องคอยรักษำโดยใช้สมุนไพร จึงไดอ้ อกไปหำยำสมนุ ไพรจำกรำกไมใ้ น
บรเิ วณมอ่ นเขำทำงทิศตะวันตกเฉยี งใต้ คือ ม่อนงวั นอน และได้ไปขดุ พบหลำมคำแผ่นหน่ึงจำรกึ เป็น
อกั ษร ขอมนำมำให้ครบู ำอำทิตย์อ่ำนดจู ึงร้วู ำ่ มพี ระธำตุอยู่ 3 แหง่ ซง่ึ พระพทุ ธเจ้ำได้กะปันนะไว้ จึง
ได้ชักชวนกันคน้ หำและพบพระธำตุเจดีย์ 3 แห่งดงั กลำ่ ว จึงได้ชว่ ยกันบูรณะซ่อมแซมจนเป็นปชู นยี
สถำนที่สำคัญสบื มำ ทำใหม้ ีควำมเจริญรุ่งเรืองอีกคร้ังหนึ่ง เมอื งน้มี ีช่ือว่ำ “เมอื งสงั ฆะเติน”

คำว่ำ ”เติน” แปลวำ่ เตือน หรอื บอกให้คล้ำยกับว่ำ พระสงฆ์เตอื น คือพระสงฆป์ กครอง
บำ้ นเมืองนน้ั เอง ใครคิดจะทำอะไรตอ้ งปรกึ ษำพระสงฆก์ อ่ น ถำ้ พระสงฆอ์ นญุ ำตจึงจะทำได้ ถ้ำ
พระสงฆไ์ มอ่ นญุ ำตก็กระทำไม่ได้ จึงเรยี กเมอื งน้วี ำ่ “เมอื งสงั ฆะเติน” ต่อมำเหลอื เพยี งคำว่ำ “เถิน”
เพียงคำเดยี ว และบริเวณวดั เวยี งคอื ใจกลำงของเมอื งเถิน เพรำะคำวำ่ “เวียง” มคี วำมหมำยว่ำ
“เมอื ง” รอบๆ วัดเวียงจะมกี ำแพงดนิ ลอ้ มรอบ ทง้ั กำแพงของวดั ทเ่ี ห็นอย่ใู นปจั จุบนั และกำแพงท่วี ัด
สรำ้ งดว้ ยดินสองชั้น และยงั มีคเู มืองหรือทเ่ี รยี กวำ่ “คือเมือง” ลอ้ มรอบอีกช้ันหนง่ึ

ต่อมำปี พ.ศ. 1157 เจ้ำดำวแกว้ ไข่ฟ้ำ ซงึ่ เป็นเจ้ำเมืองเถนิ สมัยนน้ั ได้สร้ำงวหิ ำรอุโบสถข้ึน
โดยมีนำงจำปำเทวี หรอื นำงจำมเทวี พระสหำยของเจ้ำเมืองไดช้ ่วยกนั กอ่ สรำ้ ง พระยำเจ้ำเมืองมี
มเหสีช่อื “พระนำงนำรำ” และมนี ำงป้อม,นำงเป็งเป็นบรวิ ำร ตำมตำนำนเล่ำวำ่ พระนำงจำมเทวี ได้
ปลูกต้นขนุนขึน้ เพื่อเปน็ หลกั เมืองเรยี กว่ำ “ขนนุ นำงจำมเทวี” ตน้ ขนนุ จำมเทวีมี 3 ตน้ คือ ท่ีวัดพระ
ธำตุดอยสุเทพ จังหวัดเชยี งใหม่ 1 ต้น วดั พระธำตุลำปำงหลวง 1 ต้น และวดั เวยี ง 1 ตน้ สว่ นนำงเป็ง
นั้นได้สร้ำงบ้ำนเรอื นอยู่ทำงทศิ ตะวันตกของวัด เวยี ง หรือเรียกวำ่ หนองสำง และนำงปอ้ มก็สรำ้ ง
บ้ำนเรือนอยู่ทหี่ นองผำ้ อ้อม ซึ่งอยทู่ ำงทิศตะวนั ตกของวดั เชน่ เดียวกัน ท้งั หมดไดช้ ว่ ยกันสรำ้ งวัดเวียง
และปลกู ตน้ ไม้ไว้มำกมำยในยคุ นน้ั มีตน้ โพธ์ิ ตน้ จำปำแดง ฯลฯ

พระยำดำวไขฟ่ ำ้ ได้สร้ำงวิหำรไวแ้ ตไ่ ม่ใหญโ่ ตนกั เหมอื นปัจจบุ นั สว่ นนำงจำมเทวี
หลังจำกได้บรู ณะพระธำตแุ ล้ว ก็เดนิ ทำงกลบั ไปจังหวัดลำพนู

ต่อมำแม่นำ้ วังไดเ้ ซำะฝง่ั เขำ้ มำใกล้ตัวเมือง(วดั เวยี งในปจั จุบัน) อย่ใู นเขตอันตรำย เพรำะ
แมน่ ้ำได้เซำะฝงั่ เขำ้ มำถึงโรงเรยี นบ้ำนเวยี งปัจจบุ ันน้ี ผ้คู นได้อพยพไปอยหู่ นองสำงและหนองผ้ำออ้ ม
หรอื เมืองของนำงป้อม นำงเป็ง พระนำงทงั้ สองจงึ ไดม้ ำตั้งจิตอธิฐำนตอ่ องค์พระธำตุเจ้ำอันศกั ดิ์สิทธิ์
เพ่ือขอใหแ้ มน่ ำ้ วงั เปล่ยี นทิศไปทำงทศิ ตะวันออก เมื่ออธฐิ ำนเสรจ็ แลว้ อีกไมน่ ำนแมน่ ำ้ วงั ก็เปล่ียน

47
ทิศทำงไปทำงทศิ ตะวันออก ทำให้บริเวณกลำงเมืองหรือวัดเวยี งปลอดภัย ผูค้ นจึงอพยพมำบรู ณะ
บ้ำนเมอื งเช่นเดิม

หลังจำกนน้ั มำพมำ่ ได้อพยพมำตีหัวเมืองฝ่ำยเหนอื อีก พระนำงนำรำ และนำงป้อม,นำงเป็ง
จงึ หลบหนสี ำบสญู ไป และตำมตำนำนเล่ำว่ำพมำ่ ได้บรู ณะวัดเวยี งอกี คร้งั หนึง่ และได้เกณฑพ์ วกญวณ
มำเป็นชำ่ งสรำ้ งวิหำรให้ใหญ่ กวำ่ เดมิ รวมทั้งอโุ บสถและซ้มุ ประตจู นเสร็จสมบรู ณ์

ในทส่ี ุด คร้นั ท่ีกรงุ ศรีอยธุ ยำเปน็ รำชธำนี ในสมัยสมเดจ็ พระนเรศวรมหำรำชได้ยกทพั
มำตีพม่ำจนถอยกลับไป และยึดประเทศไทยตอนบนคืนมำจนหมด เมอ่ื พมำ่ แตกทพั แลว้ สมเด็จพระ
นเรศวรก็ยกทพั กลับกรงุ ศรอี ยธุ ยำ วัดเวียงจงึ เปน็ วัดรำ้ งอกี ครงั้ หนง่ึ

จนกระทัง่ ในสมยั รัชกำลที่ 5 แหง่ รำชวงศ์จกั รี พระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ ัว
ได้โปรดใหบ้ รู ณะซ่อมแซมวัดวำอำรำมทว่ั ประเทศ ประชำชนก็เรมิ่ เขำ้ มำอำศยั อย่แู ละทำมำหำกินใน
ละแวกนต้ี ่อไป ทิศตะวนั ตกของวดั เวียงคือบ้ำนเกำ่ ของนำงปอ้ ม นำงเปง็ กม็ ีวัดอยวู่ ดั หนง่ึ ช่อื “วดั
แพะหนองสำง” มีปู่หลวงแสนเปน็ เจ้ำอำวำส หลวงป่แู สนคำก็ไดม้ ำบรู ณะซอ่ มแซมและยำ้ ยมำ
ประจำอยู่ทว่ี ัดวยี งแห่งนี้ตั้งแตน่ ัน้ เป็นตน้ มำ

หลังจำกหลวงปู่แสนคำ และพระสงฆ์ได้ชว่ ยกนั บูรณะวดั เวยี งแล้ว ก็ไดพ้ บกับส่ิงปฏหิ ำรย์
ในวัดคอื มีเสำวหิ ำรต้นหน่ึงมนี ำงไม้ออกไปเล่นนำ้ ทหี่ นองท่วม ซงึ่ ห่ำงจำกวดั ประมำณ 2 กิโลเมตร
ตอนเช้ำจะมีจอกแหนตดิ อยู่ปลำยเสำ มสี ำหร่ำยหรือแม้แต่หอยยังตดิ มำดว้ ย หลวงปแู่ สนคำจึงใช้
เวทยม์ นต์คำถำสะกดเสำตน้ น้ีและเอำโซ่เหล็กมำผูกไวท้ ่ีโคนเสำ จำกน้นั ก็มผี ้ึงมำทำรังในโพรงเสำและ
มีหมีมำควักกนิ น้ำผ้ึง (เพรำะบริเวณวัดเวียงในสมัยนน้ั ยังติดกบั ปำ่ อยู่ ไม่เจริญเหมือนเชน่ ปัจจบุ นั นี้)
เมื่อหมมี ำควักกินนำ้ ผงึ้ กท็ ำใหเ้ สำแตก หลวงปแู่ สนคำจงึ สั่งให้ชว่ ยกนั เอำเสำน้ันออก แล้วกอ่ อิฐฉำบ
ปนู ข้ึนแทนเสำตน้ เดมิ จนเหน็ เช่นทกุ วนั น้ี

นอกจำกน้ันยังมตี ้นขนนุ นำงจำมเทวี ซ่ึงจะมีผลทกุ ปี ปีใดฟ้ำฝนตกดกี ็จะมีผลดกมำกแม้แต่
รำกก็ยงั มผี ล ทรำบวำ่ รำกมีผลกเ็ พรำะขำ้ งๆตน้ ขนุนจะมีบ่อนำ้ อยู่ รำกของขนนุ โผล่เขำ้ ไปในบ่อนำ้
และมผี ลใหเ้ ห็นชดั เจน ผู้คนท้ังหลำยต่ำงนบั ถือต้นขนนุ ตน้ นีม้ ำกเพรำะถอื ว่ำเป็นขนนุ ศักดิ์สทิ ธ์ิ บำง
รำยกไ็ ปสังเกตเลขข้ำงตำมควำมเช่อื บำงรำยก็แอบไปดูโชคชะตำ

ภำยในวหิ ำรยงั มสี ิง่ ศกั ดิส์ ิทธคิ์ กู่ ลับวดั เวียงอกี อันหนึง่ คอื “พระเพชร” เป็นพระพุทธรปู ปำง
มำรวิชัยสมัยเชียงแสน ขนำดองคพ์ ระไม่ใหญ่โตนกั แตบ่ ำรมนี น้ั มมี ำกมำย “พระเพชร” เปน็
พระพุทธรปู ทีเ่ ก็บไวท้ ี่ปลอดภัยแลว้ เนื่องจำกเมอ่ื ประมำณ พ.ศ. 2524 ที่ผำ่ นมำได้มีคนตดั เศียร
พระพทุ ธรปู องค์หนง่ึ ของวดั ไป และไดจ้ ำ้ งช่ำงปัน้ จำกลำพนู มำปั้นไวแ้ ทน โดยได้รับกำรอนุญำตจำก
กรมศำสนำ และกรมศิลปกรแลว้

ใน พ.ศ. 2500 คณะศรัทธำวัดเวียงได้พรอ้ มใจกันบูรณะพระธำตุวัดเวยี ง โดยพร้อมใจกันอัน
เชิญลกู แกว้ บนยอดพระธำตลุ งมำเพอ่ื ปฏสิ ังขรณ์ และทำให้ชำวอำเภอเถินได้เหน็ ควำมศักดิ์สทิ ธ์ิของ
พระธำตเุ จำ้ โดยเรือ่ งมอี ยู่วำ่ พอ่ แก้ว นอศรี หัวหนำ้ ชำ่ ง ผขู้ ้นึ ไปอญั เชญิ ลูกแกว้ ลงมำไดเ้ กิดอำกำร
ผดิ ปกติในร่ำงกำย คือเม่อื ลงมำถึงพ้ืนกม็ เี ลอื ดออกมำจำกปำก จมกู และรูหู คณะกรรมกำรและญำติ
พน่ี อ้ งจงึ ได้ไปตำมหมอมำดอู ำกำร หมอเวทิ ร์ สวุ รรณ ซึ่งเปน็ หมอทีม่ ชี ่อื เสียงขณะนั้นมำดูอำกำรแล้ว
บอกว่ำ “ช่วยไมไ่ ด้” ก็คือ พ่อแก้วต้องตำยนนั้ เอง จำกน้ันพอ่ แกว้ กพ็ ดู ออกมำเปน็ ภำษำพม่ำไม่มใี คร
ฟังออก จงึ ไปเชญิ ”หม่องแปน่ ” เป็นชำวพม่ำอำศยั อยใู่ กลว้ ัดเวยี งมำช่วยแปล จึงไดใ้ จควำมวำ่ เป็น
วญิ ญำณของชำวพม่ำทคี่ อยปกปอ้ งรักษำพระธำตนุ ี้ ไมต่ ้องกำรให้ใครมำแตะตอ้ งลกู แก้วศักดสิ์ ิทธนิ์ ี้
เมือ่ หมอ่ งแปน่ ไดเ้ จรจำแลว้ ก็ให้ขอขมำ เมื่อทำพธิ ีขอขมำแลว้ อำกำรพ่อแก้วก็ดีขึ้นและสำมำรถมีชีวิต


Click to View FlipBook Version