98
ลาดบั สาแหรก
พระยาสลุ วะลอื ไชยสงคราม
พระยำสุลวะลอื ไชยสงครำม เปน็ ชำวลำปำงแต่กำเนดิ เกดิ ทบี่ ้ำนปงยำงคก แขวงหำง
สัด (ปัจจุบนั คอื อำเภอห้ำงฉัตร) มอี ำชีพเป็นพรำนป่ำ มีควำมสำมำรถในวิชำคชกรรมเรียกกนั ว่ำหมอ
โพนเพรำะเป็นผูท้ ม่ี ีควำมกลำ้ หำญ ไม่กลัวช้ำงปำ่ ไดช้ ่วยเหลอื ชำวบ้ำนไล่ช้ำงทีม่ ำเหยยี บข้ำวในนำ
อยเู่ ป็นประจำ จนไดร้ ับสมญำว่ำ “ทพิ ย์ช้ำง” เคยอปุ สมบทเป็นพระภกิ ษอุ ยู่ท่ีวดั ปงยำงคก
ผลงำนของทำ่ นกค็ อื ระหว่ำง พ.ศ. 2272 - 225 ทำงลำ้ นนำไทยเกิดกำรจลำจลมีกำรแย่งชิงอำนำจ
กัน ลำ้ นนำไทยต้องตก อยภู่ ำยใตก้ ำรปกครองของพมำ่ เป็นเวลำนำนกว่ำ 200 ปี ไม่มีใครสำมำรถกอบ
กบู้ ำ้ นเมอื งคนื มำได้ พมำ่ ได้เข้ำมำตง้ั กองบัญชำกำร อยู่ท่เี มอื งลำพนู มที ้ำวมหำยศเปน็ ผู้บัญชำกำร
นครลำปำงในขณะนั้นได้มีบรรดำพระภกิ ษสุ ำมเณรจำกวัดตำ่ งๆ ที่มคี วำมรู้ควำมสำมำรถ ในกำรสรู้ บ
ได้รวมตัวกนั และลำสิกขำบทออกมำช่วยกนั ตอ่ สู้กับพม่ำ แต่สู้ไม่ไดจ้ ึงถอยและหนีเข้ำไปอยู่ในวดั พระ
ธำตลุ ำปำงหลวง ซึ่งเป็นวดั ทมี่ ีกำแพงเมอื งมัน่ คงแขง็ แรง ภำยหลังทัพพมำ่ ของท้ำวมหำยศไดต้ ำมมำ
และยงิ ต่อสจู้ นได้ชยั ชนะ และเขำ้ ไปคมุ ทพั ต้งั มน่ั อยู่ในวัดพระธำตุลำปำงหลวง ตอ่ มำไดม้ ีพระมหำ
เถระแหง่ วดั พระแกว้ ชมพู ได้ติดต่อกับหนำนทพิ ยช์ ำ้ ง เนื่องจำกได้ยนิ กติ ิศัพท์วำ่ เปน็ ผู้มีควำมสำมำรถ
ควำมกลำ้ หำญ เฉลยี วฉลำด ใหม้ ำช่วยกันกู้บำ้ นเมือง ให้หนำนทิพยช์ ำ้ งไดเ้ ล็ดลอดเข้ำไปในวัดพระ
ธำตลุ ำปำงหลวง และใช้ปนื ใหญค่ ำบศิลำ ยิงท้ำวมหำยศตำยพร้อมกบั ขับไลก่ องทหำรพมำ่ ออกจำก
นครลำปำงได้ หนำนทพิ ย์ช้ำงจึงไดร้ ับกำรสถำปนำให้เปน็ พระยำสุลวะฤำไชย สงครำมครองเมือง
ลำปำง
พระยำสุลวะลอื ไชยสงครำม ครองเมืองลำปำง เม่ือปี พ.ศ. 2279 และมโี อรส คอื เจำ้ ฟ้ำ
ชำยแกว้ ได้ครองเมอื งลำปำงและมีโอรส สบื ต่อมำอีก 7 องค์ ซง่ึ ถอื ว่ำเป็นตระกูลของเจ้ำเจ็ดคนที่เป็น
ตน้ ตระกลู ทป่ี กครองลำ้ นนำไทยในสมัยเป็นประเทศรำชของกรุงเทพ เจำ้ ทั้งเจ็ดตนซึง่ เป็นโอรสของเจำ้
ฟ้ำชำยแก้วและเปน็ หลำนของพระยำสลุ วะฤำไชยสงครำมไดแ้ ก่ เจ้ำกำวลิ ะ เจำ้ คำโสม เจำ้ นอ้ ยคำ
เจำ้ ดวงทิพย์ เจ้ำหมหู ลำ้ เจำ้ คำฝนั้ และ เจ้ำบุญมำ ซง่ึ เจ้ำทงั้ เจด็ น้ีต่อมำได้ครองเมืองเชียงใหม่ ลำพูน
ลำปำง สืบวงศต์ ระกลู เปน็ ต้นตระกลู ของ ณ เชียงใหม่ ณ ลำปำง ณ ลำพูน และเชอ้ื เจ็ดตน อนั เปน็
99
ตระกูลทย่ี งิ่ ใหญ่ในประวตั ิศำสตรข์ องลำ้ นนำ ท่ีร่วมสมัยกบั ประวัตศิ ำสตรข์ องกรงุ รตั นโกสนิ ทร์
จนกระทั่งถงึ ในสมัยรัชกำลที่ 6 ไดย้ กเลิกตำแหนง่ เจ้ำผู้ครองนคร และปรับเปลยี่ นกำรปกครองเปน็
มณฑลต่ำงๆ และเป็นจังหวัด เช่น ในปจั จบุ นั นี้ จึงเป็นอันสิ้นสดุ ตำแหนง่ เจำ้ ผู้ครองนคร เหลอื ไว้แต่
ควำมทรงจำทำงประวตั ศิ ำสตรใ์ ห้คนรุ่นหลังได้ศึกษำคน้ คว้ำกนั อกี ตอ่ ไป
เจา้ พอ่ ประตูผา
ศำลเจ้ำพ่อประตูผำ อยู่บนเส้นทำงสำยลำปำง-อ.งำว ห่ำงจำกตัวเมืองลำปำง 56 กิโลเมตร
ระหว่ำงหลักกิโลเมตรที่ 649-650 หำกเดินทำงไปจังหวัดพะเยำ เชียงรำย ศำลจะต้ังอยู่ทำงขวำมือ
แต่ถ้ำเดินทำงจำกจังหวัดเชียงรำยเข้ำจังหวัดลำปำงศำลจะต้ังอยู่ทำงซ้ำยมือริมถนน เป็นศำลใหญ่
ประดิษฐำนรปู ปั้นของเจำ้ พอ่ ประตผู ำ หรอื เจ้ำพ่อพญำข้อมือเหลก็ ซ่ึงชำวลำปำงใหก้ ำรเคำรพเลอื่ มใส
มำก ศำลน้ีสร้ำงข้ึนเพ่ือเป็นทร่ี ะลึกถงึ ทหำรเอกของเจ้ำนครลำปำง (เขลำงคน์ คร) ซ่ึงได้สูศ้ ึกพมำ่ และ
ถูกพม่ำฆ่ำตำยที่ช่องประตผู ำน้ี ผทู้ ี่เดินทำงมำท่องเทยี่ วจังหวดั ลำปำง หรือคนท้องถ่ินจังหวัดใกล้เคยี ง
ทส่ี ัญจรไปมำตำมเส้นทำงนีม้ ักจะจอดรถแวะเขำ้ มำกรำบไหว้จุดประทัดถวำย หรือถ้ำขับรถผำ่ นหน้ำ
ศำลก็จะกดแตรสง่ เสียงเป็นกำรคำรวะต่อท่ำนจนแทบจะเปน็ ธรรมเนียมของผทู้ ่ตี อ้ งขบั รถผ่ำนเสน้ ทำง
น้ี เพ่ือเปน็ ขวญั กำลังใจขอควำมคุ้มครองจำกทำ่ นใหเ้ ดนิ ทำงปลอดภัยในกำรขบั รถเดินทำงต่อไป ซ่ึงใน
แตล่ ะวันหำกเรำๆ ทำ่ นๆ ไปแวะกรำบไหวท้ ่ำนจะไดย้ ินเสยี งประทดั และแตรรถดงั ตลอดแทบทงั้ วัน
มีเร่ืองเล่ำถึงตำนำนควำมศักด์ิสิทธิ์และวีรกรรมผู้กล้ำของยอดขุนพลนักรบแห่งเมืองลำปำง ผ้พู ลีชีพ
ขับไล่ศัตรูพม่ำด้วยควำมกล้ำหำญ และมีเรื่องรำวหลักฐำนของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศำสตร์ได้ถูก
ค้นพบที่นี่ ไขปริศนำควำมลับแห่งประตูผำ ดินแดนท่ีได้ชื่อว่ำ เป็นเทือกเขำสูงตระหง่ำนกั้นดินแดน
พื้นท่ีระหว่ำงอำเภอเมืองและอำเภองำว จังหวัดลำปำง ทอดตัวเป็นแนวยำวคล้ำยกับเป็นเสมือน
กำแพงขนำดมหึมำที่ปิดงำปริศนำควำมลับไว้นำนหลำยร้อยปี ช่ือเสียงและควำมศักด์ิสิทธ์ิของประตู
ผำยังคงแผ่กระจำยออกไปด้วย ในฐำนะท่ีดนิ แดนแหง่ นค้ี ร้ังหน่ึงเคยเป็นสถำนทส่ี ร้ำงวีรกรรมของเจ้ำ
พอ่ ประตผู ำ หรอื พญำข้อมอื เหล็ก ยอดขุนพลเมืองเขลำงคน์ ครในกำรสละชีวิตขับไลศ่ ัตรูพมำ่ ที่รุกรำน
แผ่นดิน ในตำนำนเร่ืองเล่ำได้กล่ำวถึงควำมกล้ำหำญ ของเจ้ำพ่อประตูผำว่ำ ในช่วงระหว่ำง
ปี พ.ศ.2251-2275 ได้มีชำยผู้หน่ึงซ่ึงเป็นชำวบ้ำนต้ำ ชุมชนหมู่บ้ำนเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กับ
ประตูผำ ชำยผู้นไี้ ด้เลำ่ เรียนวิชำอำคมอยกู่ ับเจ้ำอำวำสวัดนำยำง จนมคี วำมสำมำรถใช้แขนเป็นกำบัง
แทนโล่ได้ ชำวบ้ำนตำ่ งๆ ในหมู่บำ้ นขนำนนำมท่ำนว่ำ หนำนข้อมือเหล็ก ต่อมำท่ำนได้เป็นทหำรเอก
ของท้ำวลน้ิ กำ่ น เจ้ำเมืองผคู้ รองนครเขลำงค์ ได้สมญำนำมวำ่ พญำข้อมือเหล็ก
ในสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยำตอนปลำย แคว้นล้ำนนำไทยกับนครเขลำงค์ถูกทพั พม่ำโจมตี เจำ้ หลวง
ลน้ิ กำ่ นได้ยกทัพออกไปต้ำนทพั พม่ำท่ีประตูผำ เม่ือกองทัพทัง้ สองปะทะกนั ต่ำงฝ่ำยตำ่ งเสียร้ีพลเป็น
เป็นจำนวนมำก กองทัพเวียงหละกอนเสียที เจ้ำหลวงล้ินก่ำนถูกทหำรพม่ำล้อมไว้ตรงถ้ำประตูผำ
หนำนขอ้ มอื เหลก็ ไดพ้ ำทหำรเขำ้ สู้รบเพ่ือปกป้องเจ้ำเมอื งของตนจนสดุ ควำมสำมำรถ เพ่ือประวิงเวลำ
รอกองทัพหนนุ จำกเวยี งหละกอนมำชว่ ย จนทหำรในกองทพั ถูกทหำรพมำ่ ฆำ่ ตำยจนหมดสิ้น เหลือแต่
พญำข้อมือเหล็กเพียงคนเดียว แต่พญำข้อมือเหล็กยังคงยืนถืออำวุธขวำงปำกถ้ำต่อสู้กับทหำรพม่ำ
เป็นสำมำรถตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้ำจรดเย็นจนดำบคู่มือหัก และฆ่ำทหำรพม่ำตำยลงเป็นจำนวนมำก
จนทหำรพม่ำไม่สำมำรถผ่ำนเข้ำไปในถ้ำท่ีซ่อนของพระเจำ้ ลิ้นก่ำนได้แม้แต่คนเดียว แต่ในที่สุดพญำ
ขอ้ มือเหล็กได้หมดแรงและเหนือ่ ยแทบขำดใจตำย ซึ่งก่อนจะตำยยงั มีจิตสำนึกคิดได้วำ่ หำกตนเองล้ม
ลงเม่ือใดแล้ว ทหำรพม่ำท่ีเหลือจะต้องเข้ำไปทำร้ำยเจ้ำเมืองของตนเป็นแน่แท้ จึงไม่ยอมล้มลง
100
เด็ดขำด และต่อสู้กับทหำรพม่ำต่อไปจนตัวเองขำดใจตำยท้ังที่ยังถือดำบหักยืนจังก้ำขวำงปำกถ้ำ
ประตูผำอยู่อยำ่ งนนั้ ส่วนทหำรพม่ำทเ่ี หลอื อย่กู เ็ ข็ดขยำดไมม่ ีใครกล้ำเข้ำมำต่อสู้ดว้ ย ไดแ้ ตล่ ้อมเอำไว้
จนกระทงั่ กองทัพหนนุ ของเวียงหละกอนยกตำมมำช่วย พม่ำจึงไดย้ อมถอยทัพหนกี ลบั ไปเมือ่ พม่ำเลิก
ทัพกลับไปแล้วเจำ้ หลวงลิน้ กำ่ นได้พบวำ่ พญำข้อมือเหล็กได้เสียชีวิตลงแล้ว โดยท่ยี งั ถืออำวธุ ยนื จงั ก้ำ
พิงผนังหน้ำปำกถ้ำไว้ ทำให้เวียงหละกอนรอดพ้นจำกกำรรุกรำนของพม่ำได้ เจ้ำหลวงล้ินก่ำนได้
สรรเสริญยกย่องวีรกรรมของพญำข้อมือเหล็ก โดยยกย่องให้เป็นเจ้ำพ่อประตูผำนับตั้งแต่น้ันเป็นต้น
มำ นคี่ อื วีรกรรมอันกล้ำหำญของเจำ้ พอ่ ประตูผำ พญำข้อมือเหลก็ ทหำรเอกของเจ้ำหลวงลน้ิ ก่ำนแห่ง
เวียงหละกอน และต่อมำกระทรวงกลำโหมได้อัญเชิญนำมของท่ำนมำต้ังเป็นช่ือค่ำยฝึกกำรรบพิเศษ
ประตผู ำ เพ่อื เป็นกำรยกยอ่ งทำ่ นและสรำ้ งขวญั กำลังใจของทหำรตรำบจนปัจจุบนั นี้
แหล่งท่มี าของข้อมลู
http://www.banmuang.co.th/oldweb/2012/12/สกั กำระเจำ้ พอ่ ประตูผำ
เจ้าพ่อพญาวงั
อำเภอวงั เหนอื ตำมปรำกฏในธรรมพทุ ธจำรกิ ไดจ้ ำรึกเปน็ ลำยลักษณอ์ กั ษรว่ำเดิมเรยี กว่ำ
เมืองหวงั ตอ่ มำผคู้ นพูดกนั ผดิ เพยี้ นเปน็ เมืองวงั และเรียกว่ำ วงั เหนอื จนถงึ ปัจจุบนั สำหรับกำรตั้ง
ถน่ิ ฐำน แบง่ ได้เป็น 3 ยคุ คือ
ยคุ ท่ี 1 สมัยเจ้ำพ่อพญำวงั ปกครองเมอื งวัง ประมำณ ชว่ ง พ.ศ. 1700-1800 จำก
กำรศึกษำประวัติพระองค์ท่ำนจำกเอกสำรแผนภูมิปฏิบัตกิ ำรประจำปี พ.ศ. 2541 สำนักงำนกำร
ประถมศึกษำอำเภอวงั เหนอื และเอกสำรประวัติอำเภอวังเหนอื ซึ่งแตง่ โดยพระมหำสทุ ัศน์ หลกั แน่น
(ปจั จบุ นั คือ พระเทพรัตนมนุ ี รจภ.6) วลั ลพ เสียงกึก ไดเ้ ขยี นประวัติเจำ้ พ่อพญำวังตรงกนั ว่ำ “ ไดม้ ี
พระประยรู ญำตพิ ระองคห์ น่ึงของพระเจำ้ ไชยสิริ เจำ้ เมืองไชยปรำกำร ขณะหนภี ยั สงครำม หลงั เสยี
เมอื งให้แก่พระเจำ้ ขวำนฟ้ำแห่งอำณำจักรเมำ ได้นำขำ้ รำชบริพำรหลกี ออกจำกขบวนมำต้ังถนิ่ ฐำน
และครอบครองเมอื วังและไดส้ ถำปนำตนเองเปน็ “พญำวงั ”
ยุคท่ี 2 หลงั จำกส้ินเจ้ำพอ่ พญำวัง พ.ศ. 1900 –2300 เปน็ ยุคทไ่ี มม่ เี จ้ำผู้ครองเมอื ง เป็น
เพียงหวั เมืองเลก็ ๆ โดยมฐี ำนะเป็นพนั นำคือเป็นตำบลท่ีจะตอ้ งส่งส่วย ขน้ึ อยกู่ ับแว่นแคว้นพะเยำ ซงึ่
เป็นยุคที่รงุ่ เรอื งทส่ี ุด เป็นยุคท่ีมีกำรติดต่อคำ้ ขำยกับต่ำงเมอื ง สนิ คำ้ ทพี่ บคือเครอ่ื งปั้นถว้ ยชำม เคร่ือง
เคลอื บดินเผำซงึ่ เปน็ วัตถุโบรำณท่สี วยงำมและหำยำกในปัจจุบนั
ยุคท่ี 3 พ.ศ. 2300 - ปจั จุบนั เปน็ ยุคท่เี รมิ่ มกี ำรปกครองระบบเทศำภิบำล วงั เหนอื เปน็
ตำบลหน่งึ ของอำเภอแจ้ห่ม ได้ยกฐำนะเป็นกงิ่ อำเภอเมอื่ ขนึ้ พ.ศ. 2481 เมื่อไดพ้ ัฒนำตัวเองจนเจริญ
มำกข้ึน จึงได้ยกฐำนะเปน็ อำเภอเมื่อปี พ.ศ. 2500 จำกกำรท่ี เจำ้ พ่อพญำวัง เป็นผ้คู รองเมอื งวงั
เพียงพระองค์เดียว จงึ เปน็ ท่ีเคำรพศรัทธรำของประชำชนมำอย่ำงตอ่ เนื่อง มีกำรก่อสร้ำงอนสุ ำวรีย์
เจำ้ พ่อพญำวังขึ้นบรเิ วณคมุ้ วังเดมิ ในเขตเทศบำลตำบลบ้ำนใหม่ ตำบลวังเหนือ เพื่อเป็นทย่ี ึดเหนี่ยว
ทำงด้ำนจติ ใจของคนวังเหนอื สืบทอดกันมำจนถึงปจั จบุ นั ทกุ ปจี ะมปี ระเพณบี วงสรวงเจ้ำพ่อพญำวัง
เดอื น 9 ( เหนือ ) แรม 13 คำ่ เปน็ เหตุผลหนึง่ ท่ีทำให้คนวังเหนือมีควำมรกั ควำมผูกพนั ในถ่นิ เกดิ
ทกุ ปีตอ้ งกลบั ต้องกลบั มำภมู ิลำเนำ
101
เจ้าพอ่ พญาคาลือ
เจำ้ พ่อพญำคำลอื เป็นโอรสของท้ำวพญำคำแดง ในรำชวงศ์โยนกนำคนคร เปน็ รำชนดั ดำใน
ของพญำงำเมอื ง (ป)ู่ แหง่ เมืองพะเยำ มีพระมำรดำช่อื พระนำงอนิ เหลำแห่งเวียงเปียงดำว (เชียงดำว)
ซึ่งเปน็ เชอ้ื พระวงศ์เจ้ำแสนภผู ู้ครองเวียงระมงิ ค์ สืบเชื้อสำยรำชวงศเ์ ชยี งแสน เป็นผู้สรำ้ งเมืองสยมภู
นครินทร์ (คอื แจซ้ อ้ น, เมอื งปำน, และหำ้ งฉตั รในปจั จบุ ัน) ได้มอบใหท้ ่ำนท้ำวพญำคำแดงครองเมอื ง
สยมภนู ครินทรภ์ ำยหลังพญำคำแดงทรงเลยี่ งเมืองตดิ ตำมพระนำงอนิ เหลำไปยังเชยี งดำว และมอบให้
ขุนเจื่องครองเมืองสยมภูนครนิ ทร์แทน ส่วนเจ้ำพ่อพญำคำลอื รำชนัดดำซึ่งเปน็ อุปรำชใหญค่ รองเมอื ง
วเิ ชตนครสบื มำ เจ้ำพอ่ พญำคำลอื ผเู้ ปน็ อุปรำชใหญไ่ ด้รบั แต่งตงั้ ให้ครองเมอื ง วิเชตนคร เมอื่
ประมำณ พ.ศ. 1861 (คอื แจห้ ่มปจั จุบนั ) ทำ่ นมสี ำยเลอื กนกั รบเตม็ ตัวอันสบื เชอื้ สำยมำจำกรำชวงศ์
เชียงแสน เจ้ำพ่อพญำคำลือนนั้ มเี จ้ำสุดใจเป็นคชู่ วี ิตแต่ไม่มบี ตุ รดว้ ยกนั ตอ่ มำในปี พ.ศ.1881 พวก
เงยี้ วต้ังตนเป็นใหญ่ในดนิ แดนภำคเหนอื โดยมเี จำ้ คำฟู พญำกำวน่ำน ยกทพั มำตีขนำบเมอื งใหญน่ อ้ ย
ไดแ้ ผอ่ ำนำจมำถงึ เมอื งพะเยำ เจ้ำพอ่ พญำคำลือจึงตอ้ งยกทพั ไปช่วยปรำบปรำม โดยมเี จำ้ นำยฝำ่ ย
เหนอื มำร่วมรบในครัง้ น้ันอำทเิ ชน่ พญำวงั (อำเภอวงั เหนอื ) เมือง ลำนช้ำง เวยี งระมิงค์ เขลำงค์นคร
เวียงโกศัย (เมอื งแพร)่ พิษณโุ ลก (เมืองโอฆะบุรี) อุตรดิตถ์ (เมอื งทุ่งยั้ง) เมอื งพิชัย เปน็ ตน้ รบกัน
นำนถงึ 2 เดอื น จึงได้ ชยั ชนะในทส่ี ดุ พวกเง้ียวต้องถอยรน่ กลับไปแค้วนสบิ สองปนั นำ กำลตอ่ มำศึก
พมำ่ กบั เวยี งพิงคไ์ ด้อบุ ัติขึ้นอกี พมำ่ ไดย้ กทัพมำตเี มืองสยมภนู ครินทเ์ มอื งนี้จงึ ตกเป็นเมอื งขึน้ ของ
พมำ่ นำนถงึ 10 ปี พมำ่ ได้พยำยำมท่ีจะยกทัพมำตีเอำ วิเชตนคร ซึ่งเป็นเมืองหนงึ่ ของหวั เมอื งสยำม
ภนู ครินทร์ แต่กไ็ ม่สำมำรถตีเอำเมอื งน้ไี ปได้ ทั้งน้ีเพรำะพระปรชี ำสำมำรถของเจ้ำพ่อพญำคำลือ ท่ี
ตอ่ สู้รกั ษำเมืองไว้อยำ่ งแข็งขัน ประกอบกบั เมอื งวเิ ชตนครเป็นเมอื งที่รำบล่มุ มภี เู ขำล้อมรอบ นบั ว่ำ
เป็นชัยภมู ทิ ดี่ ีเมือ่ ข้ำศกึ ยกทัพมำก็จะทรำบลว่ งหน้ำกอ่ นทุกครง้ั ไป จึงสำมำรถเตรียมกำลังให้พรอ้ มรบ
อยู่ตลอดเวลำ พวกพม่ำจึงไมอ่ ำจตีเอำเมืองวิเชตนครได้ ตอ่ มำเจ้ำพ่อพญำคำลือ ไดร้ ว่ มกบั เจ้ำเมอื ง
ฝำ่ ยเหนอื ยกทัพไปตพี มำ่ กองทพั พมำ่ แตกกระจำย ถอยรน่ กลบั ไปจึงได้ชงิ เอำเมอื งสยมภนู ครนิ ทรค์ นื
มำได้ ในชวี ิตเจ้ำพ่อพญำคำลอื ตอ้ งรบเพ่อื ปกปอ้ งเมือง ให้พ้นจำกอทิ ธิพลกำรแยง่ ชงิ ของขำ้ ศึก ยำม
รบกร็ บดว้ ยควำมแกลว้ กล้ำสดุ ชีวิต ยำมสงบกป็ กครองเมอื งใหเ้ ปน็ สุขด้วยควำมรกั และเมตตำ เจำ้ พ่อ
พญำคำลอื จงึ เป็นท่เี คำรพรกั บูชำของชำวเมืองดุจพอ่ เจ้ำ เจ้ำพ่อพญำคำลอื ใฝ่ใจในธรรมย่งิ นักยำมสงบ
ก็ทำนุบำรุงวัดวำอำรำมหลำยแหง่ โดยเฉพำะวัดพระธำตุดอยภูซำง วัดผำแดงหลวง และวัดอกั โขชัยครี ี
ทป่ี ระดษิ ฐำนพระธำตอุ ันศักด์สิ ทิ ธ์เิ จ้ำพ่อจะบรู ณะใหด้ เู ดน่ เปน็ สง่ำคู่เมืองวเิ ชตนคร ตลอดมำ เมอื่ ท่ำน
ได้สนิ้ ชีพตกั ษยั ไปแล้ว ชำวเมืองจงึ ไดร้ ่วมใจกนั สร้ำงศำลไว้ ณ ทคี่ มุ้ เก่ำและดง้ั เดิมท่ีสถำนตี ำรวจภธู ร
แจห้ ่ม และสรำ้ งอนุสำวรีย์เจ้ำพ่อพญำคำลือไว้ทีเ่ ชงิ ดอยวัดอักโขครี ี ใหอ้ ยู่คู่วิเชตนคร เพ่อื เป็นกำร
เทดิ พระเกยี รตแิ ละเปน็ ทเี่ คำรพสกั กำรบูชำ เพอ่ื แสดงออกซึง่ ควำมกตัญญกู ตเวทีตอ่ พระองคท์ ำ่ น
เพรำะทำ่ นกเ็ ปน็ องคห์ นึ่งในสยำมเทวำธริ ำชเหมือนกัน เมอื งที่มีควำมสัมพนั ธ์กบั วิเชตนครได้แก่ เมือง
วงั เฮือ (อำเภอวงั เหนอื ) เมืองลำนช้ำง เวยี งพงิ ค์ พะเยำ เมอื งเชยี งรำย เขลำงค์นคร เวยี งโกศัย (แพร่)
สโุ ขทัย พิษณโุ ลก อตุ รดิตถ์ เมอื งพชิ ยั คำสดดุ ี พ่อ เป็นขวัญเมืองประเทืองรำษฏร์ พญำ เก่งกำจ
ชำนำญศึกแตห่ นหลงั คำ ใหญ่ยงิ่ กวำ่ ทวกี ลำ้ รวมพลงั ลือ ชื่อยังคู่คำมเขตวเิ ชตนคร
ราชวงศ์แหง่ เมืองวิเชตนคร
พญำคำแดงและพระนำงอิเหลำ มีโอรสด้วยกัน
1. พญำคำลอื (คำฤำ) ครองเมอื งวิเชตนคร
102
2. ขุนลอื (ขุนฤำ) ครองเมืองเวียงกำหลงท่ีแปว๋ ำวี ใกล้เวียงพำงคำ
3. ขุนไส ถอื ครองเพศฤำษีบำเพ็ญเพยี ร
4. ขนุ เจ่อื ง ครองเมืองสยมภูนครนิ ทร์
5. พระนำงสะหรบี๋ วั เก๋ยี งคำ เป็นพระขนษิ ฐำต่ำงมำรดำพญำคำลือ
6. พญำลำพอง เป็นพระอนุชำตำ่ งมำรดำพญำคำลอื
พญาคาลอื มโี อรสและราชธิดา
1. พญำผำแดง ครองเวยี งคำ (ซึ่งเป็นเมอื งลูกหลวง ของวิเชตนคร)
2. พญำวงั หรอื เจ้ำพอ่ ผำคำ่ ง ครองวังเฮือ (วังเหนอื )
3. พญำกำบกล้วย ครองดอยเงิน
4. พญำอำพอง ครองเมอื งปำนทงุ่ สลวง (อำเภอเมืองปำน) มโี อรสช่อื ขนุ ปำนจเร
5. พระนำงสะหรีบ๋ ัวบำน อภิเษกกับเจำ้ นอ้ ยจนั ทำ แห่งเมืองวรนคร
6. เปน็ แม่ฮ๋วั ศรจี ันทำ
7. ขุนลำวเงิน และขนุ ลำวเครอื ครองเมอื งทำงลำนช้ำง
8. พระแกว้ และพระขวญั ลูกพระแมท่ ิ
103
บคุ คลสาคัญทางวัฒนธรรมในชมุ ชน/ทอ้ งถิ่น
หลวงพอ่ เกษม เขมโก หรอื หลวงปเู่ กษม เขมโก
กาเนิด
หลวงพอ่ เกษม เขมโก หรอื หลวงปเู่ กษม เขมโก
เปน็ พระเกจอิ ำจำรย์ พระนกั ปฏิบัติสำยกรรมฐำนทม่ี ีช่อื เสียง
มำกของภำคเหนือ เป็นผนู้ ำทำงศำสนำของจงั หวดั ลำปำง
เกดิ วันพธุ แรม 4 คำ่ เดอื นยีเ่ หนือ ปีชวด ตรงกับ
วนั ที่ 28 พฤศจิกำยน พ.ศ.2455
บดิ า เจำ้ น้อยหนู มณอี รุณ มารดา เจำ้ แมบ่ ัวจอ้ น ณ ลำปำง
ประวตั ิ
เมอื่ ปี พ.ศ.2455 เจำ้ หนูน้อย ณ ลำปำง รับ
รำชกำรเป็นปลัดอำเภอ ภรรยำช่อื เจำ้ แม่บัวจอ้ น ณ ลำปำง
อยู่กินกนั มำอย่ำงมคี วำมสุข ในทีส่ ุด เจ้ำแม่บัวจอ้ นไดต้ ง้ั ครรภ์ และพอถึงกำหนดคลอดตรงกบั วันท่ี
28 พฤศจกิ ำยน พ.ศ.2455 ตรงกับวนั พุทธ เดือนย่ี (เหนือ) ปีชวด ร.ศ.131 ค.ศ.1912
เจ้ำแมบ่ ัวจอ้ น ให้กำเนิดทำรกเพศชำย เปน็ ลูกคนแรกของครอบครวั บิดำมำรดำกไ็ ดต้ ั้งชือ่
ทำรกน้ัน เกษม ณ ลำปำง เพรำะเด็กชำยเกษม ณ ลำปำง ได้เกดิ มำในเช้ือสำยของเจ้ำทำงเหนอื จึง
ไดร้ ับกำรยกย่องของคนทวั่ ไป ทกุ คนต่ำงเรียกกันวำ่ เจ้ำเกษม ณ ลำปำง หลังจำกทไี่ ดค้ ลอดบุตรมำได้
ไมก่ ป่ี ี เจำ้ แมบ่ วั จ้อนได้ใหก้ ำเนดิ ทำรกอกี คน แต่เปน็ เพศหญิง ซ่ึงมีศักดเิ์ ปน็ นอ้ งของ เจ้ำเกษม สืบสำย
เลือด แตท่ ว่ำเจำ้ แม่น้อยคนนวี้ ำสนำน้อย ได้เสียชีวิตตง้ั แตย่ งั เดก็ เมือ่ วัยเด็ก เจำ้ เกษม ณ ลำปำง เป็น
คนมลี กั ษณะค่อนขำ้ งเลก็ บอบบำง ผิวขำวแตด่ ูเข้มแขง็ คลอ่ งแคล่ว และมีสตปิ ัญญำเฉลียวฉลำด เปน็
เด็กท่ีชอบซน คอื อยำกรู้อยำกเห็น เมอ่ื ถึงวัยเรยี น เจำ้ เกษม ณ ลำปำง ได้รับกำรศึกษำระดับประถมท่ี
โรงเรยี นบญุ ทวงศ์อนกุ ลู ซง่ึ เป็นโรงเรียนประจำ อ.เมอื ง จ.ลำปำง สมัยน้ันเปิดเรียนช้นั สูงสุดแค่ชั้น
ประถมปีท่ี 5 เท่ำนั้น เจ้ำเกษม ณ ลำปำง ได้ศึกษำจนจบช้นั สูงของโรงเรยี น คอื ช้ันประถมปที ่ี 5 ใน
พ.ศ.2466 ขณะน้ันอำยุ 11 ปี เมอ่ื ออกจำกโรงเรยี นก็ไม่ได้เรยี น อย่บู ้ำน 2 ปี ใน พ.ศ.2468 อำยุ
ขณะนนั้ ได้ 13 ปี เจำ้ เกษม ณ ลำปำง กไ็ ด้มโี อกำสเข้ำสู่ร่มกำสำวพัสตร์ โดยบรรพชำเป็นสำมเณร
เนือ่ งในโอกำสบรรพชำหนำ้ ศพ (บวชหน้ำไฟ) ของเจ้ำอำวำสวดั ป่ำดั๊ว ครน้ั บวชได้เพยี ง 7 วนั ก็ลำ
สิกขำออกไป ตอ่ มำอกี 2 ปี รำว พ.ศ.2470 ขณะน้ันมอี ำยุ 15 ปี เจำ้ เกษม ณ ลำปำง กไ็ ดม้ ีโอกำสเขำ้
สรู่ ่มกำสำวพัสตรอ์ กี คร้ังหนึง่ โดยบรรพชำเปน็ สำมเณรอยทู่ ว่ี ัดบุญยนื จ.ลำปำง เมอื่ บรรพชำแลว้
สำมเณรเจำ้ เกษม ณ ลำปำง ก็ได้จำพรรษำศกึ ษำพระธรรมวินยั ที่วัดบญุ ยนื นนั่ เอง สำมเณรเจ้ำเกษม
ณ ลำปำง เปน็ คนที่ทำอะไรจริงจัง เรยี นทำงด้ำนปรยิ ัติศึกษำธรรมะจนถงึ ปี พ.ศ.2474 สำมเณรเจ้ำ
เกษม กส็ ำมำรถสอบนักธรรมชัน้ โทได้ ครัน้ มีอำยไุ ด้ 21 ปี อำยคุ รบที่จะอปุ สมบทเป็นพระภิกษไุ ด้แล้ว
จึงไดเ้ ขำ้ พิธีอุปสมบทเปน็ พระภิกษุในปี พ.ศ. 2475 ณ พทั ธสีมำ วัดบุญยนื โดยมพี ระเดชพระคุณท่ำน
เจ้ำคุณพระธรรมจนิ ดำนำยก (ฝำ่ ย) เจำ้ อำวำสวัดบญุ วำทยว์ ิหำร เป็นพระอุปัชฌำย์ พระคณุ เจำ้ ท่ำน
พระครอู ตุ ตร วงศ์ธำดำ หรือทช่ี ำวบำ้ นเหนอื รูจ้ ักกนั ในนำม ครูบำปญั ญำลนิ้ ทอง เปน็ พระ
104
กรรมวำจำจำรย์ และยังพระเดชพระคุณทำ่ นพระธรรมจนิ ดำนำยก(อนุ่ เรือน) เจำ้ อำวำสวัดป่ำดั๊วเป็น
พระอนสุ ำวนำจำรย์ ไดร้ บั ฉำยำว่ำ เขมโก แปลว่ำ ผู้มีธรรมอันเกษม หลังจำกไดอ้ ปุ สมบทเปน็
พระภกิ ษุแล้ว พระภกิ ษเุ กษม เขมโกกไ็ ด้ศกึ ษำทำงด้ำนภำษำบำลี ซ่งึ เป็นกำรศกึ ษำปรยิ ัตอิ กี แขนง
หนึ่ง ท่ีสำนกั วัดศรลี ้อม สมยั น้ันก็มอี ำจำรยห์ ลำยรปู เช่น มหำตำคำ พระมหำมงคลเป็นครูผู้สอน และ
ยังไดไ้ ปศึกษำที่สำนักวดั บญุ วำทย์วิหำร ซ่งึ มีพระมหำมั่ว พรหมวงศ์ และพระมหำโกวทิ ย์ โกวทิ ญำโน
เป็นครูสอน ในเวลำเดียวกันนนั้ พระภิกษุเจ้ำเกษม เขมโก ก็ได้ไปศึกษำทำงดำ้ นปรยิ ตั ใิ นแผนก
นกั ธรรมต่อท่สี ำนักวดั เชยี งรำย ครูผสู้ อนคอื พระเดชพระคณุ ทำ่ นเจำ้ คุณพระเทพวิสุทธิโสภณ เจ้ำ
คณะจงั หวดั ลำปำงสมัยน้ัน ปรำกฏว่ำพระภิกษุเจำ้ เกษม เขมโก ก็สำมำรถสอบนักธรรมชัน้ เอกไดใ้ นปี
พ.ศ.2479 ส่วนทำงด้ำนกำรศึกษำบำลนี ้ัน ท่ำนเรียนรจู้ นสำมำรถเขยี นและแปลไดเ้ ปน็ (มคธ) เปน็
อย่ำงดี เม่ือสำเรจ็ ทำงด้ำนปรยิ ัตพิ อควรแล้ว สำมำรถนำไปปฏบิ ตั ิไดโ้ ดยไม่หลงทำง ท่ำนจงึ หนั มำ
ปฏิบตั ติ อ่ ไปจนแตกฉำน แค่น้ันยงั ไมพ่ อ พระภกิ ษเุ กษม เขมโก ได้เสำะแสวงหำครบู ำอำจำรย์ท่ีมี
ควำมรแู้ ละมีควำมเชย่ี วชำญในด้ำนน้ี จนกระท่งั ได้ทรำบข่ำวภิกษุรูปหน่ึงมีชื่อเสียงในดำ้ นวิปสั สนำ
ภกิ ษรุ ปู นี้ คือครูบำแก่น สมุ โน อดีตเจ้ำอำวำสวดั ประตูป่อง ครบู ำแกน่ สมุ โน เปน็ พระภิกษุสำย
วิปัสสนำ ถือธุดงค์เปน็ วตั ร หรอื ท่เี รียกกันว่ำ พระปำ่ หรือภำษำทำงกำรเรียกวำ่ พระภกิ ษุฝำ่ ยอรญั ญ
วำสี ตอนนนั้ ครบู ำแก่นทำ่ นไดธ้ ุดงค์แสวงหำควำมวเิ วกทั่วไป ยึดถือปำ่ เป็นท่ีบำเพ็ญเพียร นอกจำกมี
ชื่อเสยี งในด้ำนวิปสั สนำแล้ว ท่ำนยงั เก่งรอบร้ใู นด้ำนพระธรรมวนิ ยั อย่ำงแตกฉำนอีกดว้ ย พระภิกษุ
เกษม เขมโก จึงเดนิ ทำงไปขอฝำกตัวเป็นศิษย์และไดอ้ ธิบำยควำมตอ้ งกำรท่ีจะศกึ ษำในดำ้ นวิปสั สนำ
ให้ครบู ำแกน่ ฟงั ครูบำแก่น สุมโน เห็นควำมตั้งใจจรงิ ของภิกษุเกษม เขมโก ทำ่ นจึงรับไวเ้ ป็นศิษย์
และได้นำภกิ ษุเกษม เขมโก ออกทอ่ งธุดงคไ์ ปแสวงหำควำมวิเวกและบำเพญ็ เพียรตำมปำ่ ลึกตำมท่ี
ภกิ ษเุ กษม เขมโก ตอ้ งกำร จึงถอื ได้วำ่ ครบู ำแก่น สุมโน รูปนเี้ ป็นอำจำรย์ทำงวปิ สั สนำกรรมฐำนรปู
แรกของ พระภกิ ษุเจำ้ เกษม เขมโก ด้ังนน้ั พระภกิ ษเุ กษม เขมโก จึงไดเ้ ริม่ ก้ำวไปสัมผัสชีวิตของภิกษุ
ฝ่ำยอรัญญวำสี ประกอบกบั จิตของทำ่ น โน้มเอยี งมำทำงสำยน้ีอย่แู ล้ว จึงไมใ่ ช่เป็นเร่อื งลำบำกสำหรับ
ในกำรไปธดุ งค์ กลบั เปน็ กำรไดพ้ บควำมสงบสุขโดยแท้จริง กบั ควำมเงียบสงบซำ้ ยงั ไดด้ ื่มด่ำกบั รสพระ
ธรรมอันบังเกดิ ท่ำมกลำงควำมวิเวก พระภิกษเุ กษม เขมโก จงึ มุง่ มัน่ ปฏบิ ตั ิธรรมอย่ำงจริงจัง โดยมีครู
บำแกน่ แนะอุบำยธรรมอยำ่ งใกล้ชิด ต่อมำ เจ้ำอธิกำรคำเหมย เจำ้ อำวำสวัดบญุ ยืนถึงแกม่ รณภำพลง
ทำให้ตำแหน่งเจำ้ อำวำสวัดบญุ ยนื วำ่ ง ทำงคณะสงฆจ์ งึ ตอ้ งเลอื กภกิ ษทุ มี่ ีคุณสมบัตมิ ำปกครองดแู ลวดั
เพือ่ เปน็ เจ้ำอำวำสสบื ตอ่ ไป คณะสงฆ์จึงได้ประชุมกัน และต่ำงลงควำมเห็นพ้องตอ้ งกนั ว่ำควรจะเปน็
ภกิ ษเุ กษม เขมโก เพรำะเปน็ พระที่มีคุณสมบัตเิ หมำะสมกับตำแหน่งเจำ้ อำวำสองค์ เมือ่ ทำ่ นไดร้ ับ
เลอื กเป็นเจ้ำอำวำสวดั บุญยืน ทำ่ กไ็ มย่ ินดยี นิ รำ้ ยแต่ทำ่ นก็หว่ งทำงวัด เพรำะท่ำนเคยจำวัดนี้ ทำ่ นก็
เห็นว่ำ บดั นี้ทำงวดั บญุ ยืนมีภำรกิจต้องดูแล ก็ถอื ว่ำเปน็ ภำรกจิ ทำงศำสนำเพรำะท่ำนเองต้องกำรให้
พระศำสนำนดี้ ำรงอยู่ จงึ ไม่อำจจะดูดำยภำรกจิ น้ีได้ จึงยอมรับตำแหนง่ เจำ้ อำวำสวดั บุญยนื ครบู ำเจ้ำ
เกษม เขมโก อยูใ่ นตำแหนง่ เจำ้ อำวำสวดั บญุ ยนื เรอ่ื ยมำจนถึงปี พ.ศ.2492 ท่ำนก็ตดั สินใจลำออกจำก
ตำแหนง่ เจ้ำอำวำส ทำหนงั สอื ลำออกกับพระเดชพระคุณท่ำนเจ้ำพระอนิ ทรวิชำจำรย์ (ท่ำนเจำ้ คณุ อนิ
อดีตเจำ้ คณะจงั หวัดลำปำง) แต่กถ็ กู ทำ่ นเจำ้ คุณยับยั้งไว้ ครบู ำเจำ้ เกษม เขมโก จึงจำใจกลับไปเป็น
เจ้ำอำวำสวัดบุญยืนอกี ระยะหนงึ่ นำนถงึ 6 ปี ทำ่ นคิดวำ่ ควรจะหำภิกษุท่ีมีคณุ สมบตั มิ ำแทนทำ่ น
เพรำะท่ำนอยำกจะออกธุดงค์ ดังนนั้ ทำ่ นจึงตัดสินใจสละตำแหนง่ เจ้ำอำวำสวดั บุญยืน โดยย่ืนใบลำ
กับคณะสงฆ์ในเขตปกครอง กไ็ ม่เปน็ ผลสำเร็จ จึงเดินทำงไปลำออกกับเจ้ำคณะจงั หวดั ซ่ึงอยูท่ วี่ ัด
เชยี งรำย แตท่ ่ำนเจ้ำคณะจงั หวัดก็ไม่อนญุ ำต เม่ือทำ่ นลำออกไม่สำเรจ็ ประมำณปี พ.ศ.2492 กอ่ น
105
เขำ้ พรรษำในปนี ้ัน หลวงพ่อกห็ นอี อกจำกวดั บญุ ยนื กอ่ นเขำ้ พรรษำ เพียงวนั เดียวโดยไม่มใี ครรู้ พอเช้ำ
วนั ร่งุ ขน้ึ เขำ้ พรรษำ หม่ศู รัทธำกน็ ำอำหำรมำเตรยี มถวำยในวหิ ำร ทุกคนรอแล้วรอเล่ำก็ไมเ่ ห็นหลวง
พ่อเกษม จงึ เกดิ ควำมว่นุ วำยเทยี่ วตำมหำตำมกฏุ ิกไ็ มพ่ บหลวงพ่อเกษม พอมำทีศ่ ำลำทกุ คนเหน็
กระดำษวำงบนธรรมำสนเ์ ปน็ ข้อควำมทหี่ ลวงพอ่ เกษมเขียน ลำศรัทธำชำวบ้ำนยำวถงึ 2 หน้ำ
กระดำษ แต่พวกชำวบำ้ นกไ็ ม่ละควำมพยำยำม เพรำะชำวบำ้ นเหล่ำน้ีศรัทธำในตวั หลวงพ่อ พอรวู้ ่ำ
หลวงพอ่ อยู่ทไี่ หนเม่ือรวมกันได้ 40-50 คน ก็ออกเดินทำงไปตำมหำหลวงพอ่ เกษม และไปพบหลวง
พ่อทีศ่ ำลำวังทำน หลวงพอ่ เกษมไดป้ ฏิบัตธิ รรมที่นัน่ พวกชำวบ้ำนได้ออ้ นวอนหลวงพอ่ ขอให้กลับวัด
บำงคนรอ้ งไห้เพรำะศรทั ธำในตวั หลวงพอ่ มำก แตห่ ลวงพอ่ เกษมท่ำนกน็ ่ิงไมพ่ ดู ไมต่ อบ จนพวก
ชำวบำ้ นต้องยอมแพ้ ตลอดพรรษำปี 2492 พวกชำวบำ้ นเหน็ โยมแม่ของหลวงพอ่ มำ กส็ ร้ำงตูบ
กระทอ่ มอยูข่ ำ้ งวดั แม่อำง ส่วนหลวงพ่อเขำ้ บำเพ็ญภำวนำในป่ำชำ้ บนดอยแม่อำง บำเพญ็ ภำวนำ
บำรมีวิปัสสนำปฏิบัติธรรมได้หนง่ึ พรรษำ โยมแมบ่ ัวจอ้ นไดพ้ ำนกั ทข่ี ำ้ งเนนิ ดอยได้พกั หนงึ่ กล็ ้มปว่ ยลง
ด้วยโรคไขป้ ่ำ ชำวบำ้ นก็ไปตำมหมอทหำรมำฉีดยำรกั ษำให้ แตโ่ ยมแมท่ ่ำนมสี ตทิ ่ีเขม้ แข็ง และยงั ไดส้ ัง่
เสยี เณรเวทย์ว่ำมเี งินซำวเอด็ บำท ใหเ้ กบ็ ไวถ้ ำ้ โยมแม่ตำยให้เณรไปบอกลุงมำ เม่ือสัง่ เสรจ็ โยมแมก่ ็
หลบั ตำ เณรเวทยก์ ไ็ ปบอกหลวงพอ่ เกษม หลวงพอ่ ก็มำ ทำ่ นไดน้ ง่ั ดูอำกำรของโยมแม่ท่ำนนง่ั สวด
มนต์ เปน็ ทน่ี ำ่ แปลกใจขณะที่หลวงพ่อสวดมนต์ มีผ้ึงบินมำวนเวียนตอมไปตอมมำสกั ครู่ใหญ่ ๆ โยม
แม่กถ็ อดจติ อยำ่ งสงบ นัยนต์ ำหลวงพ่อเกษมมนี ้ำตำคอ่ ย ๆ ไหลขณะท่ีท่ำนแผบ่ ุญกศุ ลให้กับโยมแม่
ศพของโยมแมบ่ วั จอ้ น มีเณรเวทยแ์ ละชำวบ้ำนได้มำชว่ ยจัดกำรจนเสรจ็ พธิ ี ศพของโยมแมบ่ วั จ้อนเผำ
ทปี่ ่ำช้ำแมอ่ ำง หลังจำกท่เี สรจ็ พิธีงำนศพโยมแมจ่ อ้ นแล้ว กลบั มำบำเพญ็ ภำวนำท่ีปำ่ ช้ำศำลำวงั ทำน
อีกเพียงหนึ่งพรรษำ ท่ำนกเ็ ดนิ ทำงไปอย่ทู ่ีปำ่ ชำ้ นำป้อ และกลับมำอยปู่ ระตมู ้ำ ซ่งึ กค็ อื สุสำนไตร
ลักษณ์ในปัจจบุ นั
หลวงพอ่ เกษม เขมโก ท่ำนได้ปฏิบัติธรรมจนเป็นพระทข่ี ำวสะอำด และเปน็ ท่ีเคำรพสักกำระ
ของคนทัว่ ประเทศ ศีลบรสิ ุทธ์ติ ำมพระธรรมของพระสัมมำสมั พทุ ธเจำ้ ทำ่ นเปน็ พระไม่ตดิ ยึดใคร
ตอ้ งกำรอะไร ขออะไร ไมเ่ คยปฏิเสธ จนสงั ขำรของทำ่ นดูแลว้ ไม่แขง็ แรง แตจ่ ติ ของหลวงพ่อแข็งแรง
และท้ำยที่สดุ หลวงพ่อเกษม เขมโก ไดล้ ะสังขำร ณ ห้องไอซียูโรงพยำบำลศูนย์ภำคเหนือ จงั หวัด
ลำปำง เม่ือเวลำ 19.40 น. ของวนั จันทรท์ ่ี 15 มกรำคม 2539 ซ่ึงตรงกบั วนั แรม 11 คำ่ เดอื น 2 ยงั
ควำมอำลัยเศรำ้ โศกเสียใจมำยังหมูส่ ำนศุ ษิ ย์ทัว่ ประเทศ
ในระยะตอ่ มำ ศิษยำนุศษิ ยข์ องหลวงพ่อเกษม ไดต้ งั้ เป็นมูลนิธกิ ำรศึกษำของหลวงพอ่ เกษม
เขมโก นำดอกผลท่ีได้จำกประชำชน ท่ีศรัทธำในหลวงพอ่ บริจำคหรือบชู ำวัตถุมงคลต่ำงๆ ได้นำไป
ช่วยองคก์ ร สถำบันกำรศกึ ษำและกลุ่มต่ำงๆ ตลอดจนคนยำกจนเปน็ จำนวนมำก อำนวยประโยชน์
ใหก้ ับชำวลำปำง อยำ่ งเอนกอนนั ต์ ปรำกฏสง่ิ ทเ่ี ป็นถำวรวัตถทุ ่มี ลู นิธบิ รจิ ำคมีอยู่ท่ัวไปในจงั หวัด
ลำปำง ทัว่ ไปถอื ว่ำหลวงพอ่ เปน็ อรยิ สงฆอ์ ีกรูปหนง่ึ ของไทย
ทุกวันที่ 28 พฤศจิกำยน ของทกุ ปี จะมปี ระชำชนหลัง่ ไหลมำทุกสำรทิศ มำเพอื่ ท่ีจะมำ
ทำบุญร่วมกับหลวงพอ่ จนในขณะนี้ บรเิ วณสุสำนไตรลักษณ์ทห่ี ลวงพอ่ จำศีลภำวนำอยู่ จะมี
ประชำชนจำกทกุ หนทกุ แหง่ มำนมัสกำรหลวงพอ่ เปน็ ประจำทุกวนั จนเปน็ เหมอื น แหล่งท่องเทยี่ วท่ี
สำคัญของลำปำงอกี ที่หนงึ่ ดว้ ย ซ่ึงจะตง้ั อยู่ทบี่ รเิ วณประตูมำ้ ทิศเหนือของเมอื งลำปำง ไปตำมทำง
สำยลำปำงแจห้ ม่ ห่ำงจำกบริเวณศำลำกลำงจงั หวัดประมำณ 3 กิโลเมตรเศษ
106
พระเทพวิสทุ ธิโสภณ
อดตี เจ้ำคณะจงั หวดั ลำปำง ทีป่ รกึ ษำเจ้ำคณะ
จังหวดั ลำปำง เจ้ำอำวำสวัดเชยี งรำย นำมเดิม สิงหค์ ำ
ขตั เิ ชียงรำย อุปสมบทวนั ที่ 28 พฤษภำคม 2462 ณ
วัดเชียงรำย ตำบลสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดลำปำง
1 มนี ำคม 2481 ได้รบั แตง่ ตง้ั เปน็ เจ้ำคณะจังหวดั ลำปำง
พ.ศ.2499 ก่อตัง้ โรงเรยี นวสิ ุทธวิ ิทยำกร เป็นโรงเรยี นรำษฎร์
ของวัด
พ.ศ.2500 เป็นประธำนต้ังโรงเรียนพุทธศำสนำวันอำทิตย์
ทีว่ ัดบุญวำทยว์ หิ ำร
พ.ศ.2517 ไดร้ ับพระรำชทำนเลอื่ นสมณศักดิ์เป็นพระรำชำคณะ
ช้นั เทพ รำชทินนำมท่ี พระเทพวิสทุ ธโิ สภณ
งานเผยแผ่
สง่ เสริมใหพ้ ระภิกษุ สำมเณร ศกึ ษำสำยสำมัญ และ
สำยเปรยี ญธรรม ศึกษำตอ่ ในมหำวทิ ยำลัยสงฆ์ เพื่อเป็นพน้ื ฐำน
กำรให้กำรศึกษำอบรมเด็ก เยำวชนและประชำชน ขณะเดยี วกนั ปฏบิ ตั ิเป็นตัวอย่ำงแก่พระภกิ ษุ
สำมเณรในปกครอง โดยออกไปให้กำรอบรมคุณธรรม ศลี ธรรม แกป่ ระชำชนตำมตำบล หมู่บำ้ น
ตำ่ งๆ ในทุกอำเภอ และโรงเรียน รวมถงึ หนว่ ยรำชกำรเป็นประจำทุกๆ ปี และขณะเดยี วกนั ไดม้ อบ
นโยบำยกำรเผยแผธ่ รรมให้กับเจ้ำคณะอำเภอไปดำเนินกำรภำยในอำเภอของตน โดยใหร้ ำยงำนผล
กำรดำเนนิ งำนเปน็ ระยะ
งานสาธารณูปการ
ขณะดำรงตำแหนง่ เจ้ำอำวำสวัดเชียงรำย ไดน้ ำพระภิกษุ สำมเณร และประชำชน
บูรณปฏสิ ังขรณ์กุฏิ วหิ ำร ศำสนสถำน และสิ่งอำนวยประโยชนภ์ ำยในวดั จนเจรญิ ก้ำวหน้ำเปน็ ลำดับ
ใหก้ ำรอุปถมั ภ์และใหค้ ำปรกึ ษำกำรบรู ณวดั ตำ่ งๆ ภำยในจงั หวัดลำปำง ซ่งึ จะเน้นพิเศษในกำร
บูรณปฏสิ งั ขรณ์ คือ ควำมเปน็ เอกลกั ษณล์ ้ำนนำ และไดจ้ ัดตง้ั โรงเรียนวิสุทธิวทิ ยำกร ทวี่ ดั บุญวำทย์
วิหำร เพือ่ เปน็ สถำนท่ีศึกษำแกผ่ ู้ดอ้ ยโอกำสจะไดม้ ีโอกำสศึกษำสงู ข้นึ
พระเทพวิสทุ ธิโสภณ มรณภำพ วนั ที่ 20 กมุ ภำพันธ์ 2526 อำยุ 84 พรรษำ 64
พระครูสุนนั ทนวกิจ
เจ้ำอำวำสวัดแม่พริกลุ่ม เจ้ำคณะ
อำเภอแม่พ ริก ผู้ก่อตั้งโรงเรียน สุนันทวิทยำ
นำมเดิม บุ ชัยหมอน เกิดวันท่ี 9 มีนำคม 2451
อุ ป ส ม บ ท วั น ท่ี 4 พ ฤ ษ ภ ำ ค ม 2 4 7 1 ณ
วัดแม่พริกลุ่ม อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปำง ได้รับ
พระรำชทำนสมณศักดเ์ิ ป็น พระครูสนุ นั ทนวกิจ
107
พ.ศ.2472 ดำรงตำแหน่งเจำ้ อำวำสวดั แมพ่ รกิ ล่มุ
อำเภอแมพ่ รกิ จังหวัดลำปำง
พ.ศ.2526 ดำรงตำแหนง่ เจำ้ คณะอำเภอแมพ่ ริก จังหวดั ลำปำง
งานการศกึ ษาและเผยแผ่ งานสาธารณูปการ
- จดั ต้งั องคก์ ำรเผยแผอ่ ำเภอแม่พริก
- เปน็ กรรมกำรพัฒนำและเผยแพรค่ วำมรู้ในกำรพัฒนำหมูบ่ ้ำนรว่ มกบั ศูนย์กำรศกึ ษำ
ภำค 8
- เป็นสำธำรณปู กำรอำเภอแม่พริก
- เป็นประธำนสร้ำงวัดศรีสมบรู ณำรำม อำเภอสำมเงำ จงั หวดั ตำก ,สรำ้ งทว่ี ่ำกำร
อำเภอแม่พรกิ และศำลำประชำคมอำเภอแม่พรกิ ,สร้ำงวิหำรวดั แม่ระวำน อำเภอสำมเงำ จงั หวดั ตำก,
สรำ้ งสถำนตี ำรวจอำเภอแมพ่ ริก ,สรำ้ งโรงเรียนแมพ่ ริกลมุ่ ,สร้ำงโรงรียนพระปรยิ ตั ธิ รรม สำนักวดั แม่
พรกิ ลุ่ม ,สร้ำงโรงเรียนศกั ดส์ิ ุนนั ทวทิ ยำ , สร้ำงพระพทุ ธบำทวังตวง , สร้ำงวดั ทำ่ เปำ อำเภอสำมเงำ
จงั หวัดตำก
พระครูสุนนั ทนวกิจ มรณภำพ พ.ศ.2536 ขณะอำยุ 85 พรรษำ
พระสทิ ธปิ ญั ญาภรณ์
อดตี รองเจ้ำคณะจงั หวดั ลำปำง อดตี เจ้ำ
อำวำสวดั บุญวำทยว์ ิหำร ผู้กอ่ ต้งั และผู้จัดกำรโรงเรยี น
วิสทุ ธวิ ทิ ยำกร (คนแรก) อุปสมบทวนั ที่ 15
มถิ นุ ำยน 2474 ไดร้ ับพระรำชทำนสมณศกั ด์ิเป็นพระ
ครูสัญญำบตั รท่ี พระครสู ิทธปิ ัญญำภรณ์ และได้รบั
พระรำชทำนเล่ือนสมณศักดิช์ นั้ สำมญั ที่
พระสิทธิปญั ญำภรณ์ ท่ำนเปน็ นักเทศน์ทเี่ กง่ ได้รเิ รม่ิ
และท่มุ เทชวี ิตสว่ นใหญ่ใหแ้ ก่กำรศึกษำ โดยตั้ง
โรงเรียนวสิ ุทธวิ ิทยำกร เพือ่ สงเครำะห์พระภกิ ษุ
สำมเณร และเยำวชนใหไ้ ด้ศึกษำเลำ่ เรียน รวมท้งั
โรงเรยี นกำรศึกษำผูใ้ หญใ่ นเวลำตอ่ มำ ถอื วำ่ ทำ่ นมคี ณุ ูปกำรด้ำนกำรศึกษำแกผ่ ู้ดอ้ ยโอกำสให้มโี อกำส
ทำงกำรศกึ ษำ ท่ำนมรณภำพเมอ่ื วันท่ี 29 ตุลำคม 2526 อำยุ 72 พรรษำ 52
พ่อครบู ญุ มา ไชยมะโน
เปน็ ผู้มผี ลงำนดเี ด่นทำงดำ้ นวฒั นธรรม สำขำศิลปะกำรแสดง(ดนตรีพืน้ เมือง พิณเป๊ียะ)
พอ่ ครบู ุญมำ ไชยมะโน เกิดเมอ่ื วนั ที่ 28 กมุ ภำพนั ธ์ 2465 ทีบ่ ้ำนดอนแก้ว ตำบลปงยำงคก
อำเภอหำ้ งฉัตร จงั หวัดลำปำง เป็นบุตรของนำยเทพ นำงปวน ไชยมะโน สำเร็จกำรศกึ ษำช้ัน
ประถมศึกษำปที ี่ 4 จำกโรงเรยี นบ้ำนสม้ ปอ่ ย สมรสกับนำงปัน๋ ไชยมะโน(แกว้ สีมำ) มบี ุตรชำย 2
คน หญงิ 3 คน
108
นำยบญุ มำ ไชยมะโน ฝกึ เล่นดนตรีพนื้ บำ้ น สะล้อ ซึง ขลยุ่ กบั นักดนตรพี นื้ บ้ำน ต้งั แต่
อำยุ 14 ปี หลงั จำกที่มีควำมสำมำรถในกำรเล่นดนตรพี ืน้ บำ้ นสะล้อ ซึง ขลยุ่ กับนักดนตรี
พ้ืนบำ้ น ตงั้ แตอ่ ำยุ 14 ปี หลังจำกทีม่ ีควำมสำมำรถในกำรเล่นดนตรีพืน้ บ้ำนสะล้อ ซึง ขลุย่ ไดด้ ี
แล้ว จึงฝกึ เล่นพณิ เป๊ียะกับปู่ พรอ้ มกับศกึ ษำอกั ษรธรรม(ภำษำพน้ื เมอื งลำ้ นนำ)นได้ จนอำ่ น
ออกเขียนำได้ สนใจในกำรเล่ำคำ่ ว จ๊อย ซอ กำรอำ่ นทำนองเสนำะจำกพับสำ จนมคี วำม
เชี่ยวชำญในกำรใช้ถอ้ ยคำอนั ไพเรำะ เป็นทีช่ ื่นชอบของผู้ทม่ี ีโอกำสไดฟ้ งั ยิง่ นัก
จำกกำรฝกึ เลน่ พิณเป๊ียะกบั ป่ชู ่อื ปนั๋ แกว้ แกว้ ปินใจ ตงั้ แตอ่ ำยุยังน้อย ทำใหม้ ีควำมสำมำรถ
พเิ ศษ โดยเฉพำะกำรเล่นพณิ เปยี๊ ะ ซึง่ เปน็ เครื่องดนตรีท่ีตอ้ งอำศัยควำมสำมำรถพเิ ศษส่วนตวั ทง้ั
วิธีกำรเลน่ และเสยี งของดนตรที ่มี คี วำมไพเรำะไมเ่ หมือนใครๆ เคยมีผลงำนกำรบันทกึ เสยี งพณิ เปีย๊ ะ
4 สำย เผยแพร่แก่ผสู้ นใจศกึ ษำ สถำบนั กำรศึกษำ สอ่ื มวลชน หนว่ ยรำชกำรภำครัฐและเอกชน
และผูส้ นใจตลอดมำ เคยไดร้ ับเกียรตบิ ตั รศลิ ปนิ พิณเป๊ยี ะจำกสำนกั งำนคณะกรรมกำรสภำวัฒนธรรม
จงั หวดั ลำปำง บคุ คลวัฒนธรรมดีเดน่ ระดับเขตกำรศกึ ษำ 8 และเป็นผู้มผี ลงำนดีเด่นด้ำนวฒั นธรรม
สำขำศิลปะกำรแสดง ดนตรีพืน้ บ้ำนระดับชำติ ปี 2539 ในฐำนะทีเ่ ป็นบุคลำกรทีม่ ีคุณคำ่ ทำง
วฒั นธรรม
นำยบุญมำ ไชยมะโน ประกอบอำชพี ทำนำ ทำสวน จักสำน สอนกำรเล่นดนตรี
พ้ืนเมอื ง สะลอ้ ซึง ขลุ่ย พิณเป๊ยี ะ แกผ่ ู้ท่ีมำฝำกตัวเปน็ ศิษย์ และเป็นวิทยำกรสอนดนตรพี ้ืนบ้ำน
ตำมสถำบนั กำรศกึ ษำต่ำงๆ เช่นสถำบันรำชภฏั ลำปำง มหำวิทยำลัยพำยัพ โรงเรียนต่ำงๆ มีผลงำน
ทำงด้ำนดนตรีในรูปของแถบบันทกั เสยี ง 2 ชุด เปน็ งำนดนตรีท่เี ก่ยี วกับพิณเปี๊ยะ 4 สำย เป็นที่
ยอมรบั ของผเู้ ลน่ ดนตรพี ้ืนเมืองท่วั ไป
นายมา แกว้ ปินใจ
นำยมำ แก้วปนิ ใจ เป็นบตุ รของนำยมลู -นำงนอ้ ย แก้วปินใจ ภมู ิลำเนำเดิม หมู่ท่ี 9
บำ้ นดอนแก้ว ต.ปงยำงคก อ.ห้ำงฉัตร จ.ลำปำง มีพน่ี ้องทัง้ หมด 6 คน เปน็ ชำย 4 คน หญิง 2
คน ถึงแก่กรรมแลว้ 2 คน นำยมำ แกว้ ปนิ ใจ ปจั จุบนั นำยมำ แกว้ ปินใจอำยุ 73 ปี ภรรยำ
ชอ่ื นำงนอ้ ย แก้วปินใจ(ถงึ แกก่ รรม) อย่บู ำ้ นเลขที่ 196 บ้ำนช้ำง หมู่ท่ี 7 ต.ปงแสนทอง อ.
เมือง จ.ลำปำง มีบุตรดว้ ยกนั 5 คน เป็นชำย 3 คน หญงิ 2 คน
นำยมำ แกว้ ปนิ ใจ จบชนั้ ประถมศกึ ษำปีท่ี 4 โรงเรียนปงแสนทอง อ.หำ้ งฉัตร จ.ลำปำง
เร่มิ ฝึกเลน่ พิณเป๊ียะเมื่ออำยุได้ 12 ปี โดยได้เห็นและไดย้ ินกำรเลน่ เพลงจำกพิณเปยี๊ ะของพ่อและ
พช่ี ำยจึงไดเ้ รยี นรดู้ ว้ ยกำรดู ฟงั และฝกึ เองในลกั ษณะครพู ักลักจำไมม่ ีกำรสอนใหเ้ ลน่ จำกพ่อหรือ
พช่ี ำย เพลงใหนท่รี อ้ งไดก้ ส็ ำมำรถพิณเป๊ียะได้ โดยเฉพำะเพลงมอญ เม่ือโตเป็นหนุ่มอำยุ 16 ปี
พอเล่นได้แลว้ ก็ใช้เป็นเครอื่ งมอื ในกำรจบี สำวสมัยนัน้ โดยเดินเลน่ ไปตำมถนนท่ีจะไปบ้ำนสำว โดย
ตำ่ งคนตำ่ งเล่นใครถนดั เพลงไหนก็รอ้ งเพลงนั้น หรือเวลำมีงำนเทศกำลก็ไปเล่นตำมงำนหมู่บ้ำน โดย
มหี นุ่มสำวเป็นช่ำงฟ้อนและร้องเพลงประกอบ เชน่ เพลงพวงมำลยั เพลงพำยงดั เพลงหลอ่ จรงิ นะ
ดำรำ และเพลงแกง่ หนิ
เพ่อื นตำ่ งวยั ที่ฝกึ เล่นพณิ เป๊ยี ะด้วยกนั สมัยเดก็ ๆ คอื นำยบญุ มำ ไชยมะโน ผมู้ ีผลงำน
ดเี ดน่ ทำงดำ้ นวัฒนะธรรม(พิณเปย๊ี ะ) ซึง่ ปจั จบุ นั ถงึ แกก่ รรมแล้ว โดยในสมัยกอ่ นหำกตอ้ งกำรพณิ
เปีย๊ ะเพอ่ื ใชใ้ นกำรจบี สำว ตอ้ งทำขน้ึ มำเอง ซง่ึ นำยมำ แก้วปนิ ใจ และนำยบญุ มำ ไชยมะโน
ไดท้ ำกันขึ้นมำเองและมอบให้กนั ไว้ โดยพณิ เปีย๊ ะทน่ี ำยมำ แกว้ ปินใจใชเ้ ลน่ ในปจั จุบนั นัน้ เปน็ ของ
109
นำยบญุ มำ ไชยมะโน ทม่ี อบให้เมอ่ื สมัยก่อนซึ่งเป็นพิณเปี๊ยะ 4 สำย และเม่ืออำยไุ ด้ 16 ปกี ็เลกิ
เลน่ พณิ เป๊ียะไป เนื่องจำกแต่งงำนและตอ้ งไปทำมำหำกินประกอบอำชีพ
ปจั จบุ นั ยงั ไดม้ โี อกำสแสดงพิณเปี๊ยะในงำนตำ่ งๆ อยูบ่ ำ้ ง โดย อ.เกรียงศกั ด์ิ สันเทพ
ประธำนชมรมแสนผญำ อำเภอหำ้ งฉตั รได้เชญิ ไปแสดงในงำนรถมำ้ -รถไฟลำปำง และงำนฤดหู นำว
ของจงั หวัดลำปำงทกุ ปี นอกจำกนยี้ ังมีโอกำสไดเ้ ลน่ ในงำนเทศกำลต่ำงๆ ของหม่บู ำ้ น เชน่ งำนบุญ
และงำนสงกรำนต์
นายสกั เสริญ(ศักด)์ิ รัตนชยั
นำยสักเสริญ(ศักด)ิ์ รตั นชยั เดมิ ช่ือนำยฮกลิ่ม หรือศักดิ์ แซฉ่ ว่ั (รัตนชัย) เกดิ ปมี ะโรง วัน
อำทิตย์ 24 กุมภำพนั ธ์ พ.ศ. 2471 ในสมนั รัชกำลท่ี 7 เปน็ บตั รของนำยกิม รจั นชัย และนำง
บัวเกย๋ี ง รตั นชัย มีภูมิลำเนำอยู่ท่ี บำ้ นสี่แยกสถำนีรถไฟนครลำปำง ตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมือง
จงั หวดั ลำปำง เชือ้ ชำติไทย สัญชำติไทย นับถอื ศำสนำพทุ ธ มคี ู่สมรสช่อื นำงทองสุข รตั นชัย และ
มบี ตุ รธิดำ รวม 6 คน ปจั จุบัน นำยสกั เสริญ(ศักด)์ิ รัตนชยั และครอบครัว พกั อยบู่ ้ำนเลขที่
363 ถนนทิพยช์ ำ้ ง ตำบลสวนดอก อำเภอเมอื ง จงั หวดั ลำปำง
ควำมสำมำรถพเิ ศษ
งำนดำ้ นจิตรกรรม งำนกำรประพันธ์บทเพลงและบรรเลง
งำนด้ำนวรรณกรรมร้อยแกว้ รอ้ ยกรอง สร้ำงบทภำพยนตร์ บทโทรทัศน์วิทยุ
นติ ยสำร
งำนศลิ ปะกำรแสดง งำนหนังสอื พิมพ์ งำนบริหำรกจิ กรรมมวลชนสำธำรณะงำนผู้นำ
เยำวชนด้ำนจรยิ ศึกษำ
เป็นนักเขยี นอำชพี ในกจิ กรรมหนงั สอื พิมพ์ ครสู อนวชิ ำดนตรี ประกอบอำชพี นักดนตรี
และกิจกรรมสำนกั งำนกำรพิมพ์
เป็นกรรมกำรหลกั สูตรแลกเปลย่ี นวฒั นธรรมนำนำชำติ
นายประยอม ยอดดี
กำรศึกษำ ปวส.สถำบนั เทคโนโลยรี ำชมงคล วิทยำเขตเทคนคิ ภำคพำยัพ 2530
ทีอ่ ยู่ 256 หมู่ 4 บำ้ นยำงอ้อยเหนอื ถนนเชียงใหม่- ลำปำง ตำบลเวยี งตำล อำเภอ ห้ำงฉตั ร
52190 โทร. 081-7655879
รำงวัลท่เี คยไดร้ ับ
พ.ศ.2534 เหรยี ญทองแดง จติ รกรรมบัวหลวง ธนำคำรกรงุ เทพ ประเภทจิตรกรรม ไทย
ประเพณี
พ.ศ.2535 เหรียญทอง อนั ดับ 1 จิตรกรรมเฉลิมพระเกยี รตสิ มเด็จพระนำงเจ้ำ
พระบรมรำชินนี ำถครบ 60 พรรษำ ธนำคำรกสิกรไทย
พ.ศ.2538 เหรยี ญทองแดง จิตรกรรมบัวหลวง ธนำคำรกรงุ เทพ
พ.ศ.2539 เหรยี ญทองแดง จติ รกรรมเฉลมิ พระเกียรตพิ ระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวภูมพิ ล
อดลุ ยเดชฯ รัชกำลท่ี 9 เนื่องในประเภทจติ รกรรมไทยประเพณีโอกำส ฉลอง สิริรำชสมบตั คิ รบ 50 ปี
ธนำคำรกสกิ รไทย
110
พ.ศ.2542 เหรยี ญทองแดง จติ รกรรมเฉลมิ พระเกียรตพิ ระบำทสมเด็จพระเจำ้ อยู่หัว ภมู พิ ลอ
ดลุ ยเดชฯ รัชกำลที่ 9 เนอื่ งในโอกำสพระรำชพธิ มี หำมงคล เฉลิมพระ ชนมพรรษำ 6 รอบ
นอกจากน้ันจงั หวัดลาปางยงั มีนักการเมอื งทีส่ าคัญ คือ
1. นายบญุ เท่ง ทองสวัสดิ์ เปน็ อดตี ประธำนรฐั สภำและประธำนสภำผ้แู ทนรำษฎรไทย
อดีตรองนำยกรฐั มนตรี อดตี รฐั มนตรีหลำยกระทรวง และเปน็ อดตี สมำชกิ สภำผู้แทนรำษฎรรวม 16
สมยั ซงึ่ มำกทส่ี ดุ ในโลก รวมถึงผู้รว่ มกอ่ ต้ังพรรคประชำธปิ ตั ย์
2. นายสอาด ปิยวรรณ เป็นอดตี รัฐมนตรวี ำ่ กำรกระทรวงยุตธิ รรม ในรัฐบำลพลเอกเปรม
ติณสูลำนนท์ อดีตรัฐมนตรปี ระจำสำนกั นำยกรัฐมนตรี ในรฐั บำลพลเอกชำติชำย ชณุ หะวัณ และเป็น
อดีตสมำชกิ สภำผู้แทนรำษฎรจงั หวดั ลำปำง 6 สมัย สังกัดพรรคชำตไิ ทย
3. นายพินิจ จันทรสุรินทร์ อดีตรฐั มนตรีว่ำกำรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบำล
พลเอก สุจินดำ ครำประยูร อดีตรฐั มนตรชี ว่ ยว่ำกำรกระทรวงมหำดไทย ในรฐั บำลพลเอกชำติชำย
ชุณหะวณั และเปน็ อดีตสมำชกิ สภำผู้แทนรำษฎรจงั หวัดลำปำงหลำยสมัย
4. นายไพโรจน์ โล่สุนทร อดีตรฐั มนตรีช่วยวำ่ กำรกระทรวงศกึ ษำธิกำร ในรฐั บำล
นำยชวน หลกี ภยั อดีตรัฐมนตรีช่วยวำ่ กำรกระทรวงมหำดไทย ในรัฐบำลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และ
ในรัฐบำลนำยชวน หลีกภยั และเปน็ อดตี สมำชิกสภำผแู้ ทนรำษฎรจังหวดั ลำปำงหลำยสมัย
5. นายบุญชู ตรที อง อดีตรัฐมนตรีว่ำกำรทบวงมหำวิทยำลัย ในรฐั บำลของนำยบรรหำร
ศิลปอำชำ รัฐมนตรชี ่วยว่ำกำรกระทรวงกำรคลงั ในรัฐบำลนำยชวน หลกี ภัย และอดตี สมำชิกสภำ
ผแู้ ทนรำษฎรจงั หวัดลำปำง
6. ศาสตราจารยพ์ ิเศษ เอนก เหลา่ ธรรมทศั น์ กรรมกำรสภำผู้ทรงคุณวุฒิ มหำวิทยำลยั
ธรรมศำสตร์ ทป่ี รึกษำและกรรมกำรคณะกรรมกำรเตรียมกำรเพ่อื สรำ้ งควำมสำมคั คีปรองดอง
ประธำนกรรมกำรในคณะกรรมกำรปฏริ ูปประเทศดำ้ นกำรเมือง ในรฐั บำล พลเอก ประยทุ ธ์ จันทร์
โอชำ ตำมคำสัง่ นำยกรฐั มนตรที ่ี 7/2560 ประธำนคณะกรรมกำรในคณะกรรมกำรพฒั นำพรรค
กำรเมอื งเพอ่ื กำรปฏิรูปประเทศตำมรฐั ธรรมนูญ ตำมคำสง่ั คณะกรรมกำรกำรเลือกตง้ั ที่ 14/2560
อธิกำร วิทยำลัยบริหำรรัฐกิจ มหำวิทยำลยั รังสติ นกั วิชำกำรและนกั กำรเมอื ง อดีตหวั หน้ำพรรค
มหำชน และอดตี คณบดีคณะรฐั ศำสตร์มหำวทิ ยำลัยธรรมศำสตร์ เกดิ วนั ท่ี 20 มกรำคม พ.ศ. 2497 ท่ี
จ.ลำปำง
เอกสารอา้ งอิง
คณะกรรมกำรฝำ่ ยประมวลเอกสำรและจดหมำยเหตุ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัตศิ าสตร์
เอกลักษณแ์ ละภมู ปิ ญั ญา จังหวดั ลาปาง : กรมศลิ ปำกร, 2544.
แหลง่ ทีม่ าของขอ้ มลู
http://www.nfe5110.com/showac2.php?no_pp=359
http://hospital.moph.go.th/wangnua/opening/history.html
http://kanchanapisek.or.th/kp8/lpa/lpa205.html
http://province.m-culture.go.th/ province/lampang/content.html
https://th.wikipedia.org/wiki/จังหวดั ลำปำง
สาระที่ 5
เร่ือง ศลิ ปหตั ถกรรมและผลติ ภณั ฑใ์ นท้องถน่ิ
หตั ถกรรม หมายถึง การทาดว้ ยฝีมือ การช่างซ่งึ เรมิ่ ต้นทากันในบ้าน หมบู่ ้าน โดยที่ ชาวบา้ น
ใชเ้ วลานอกเหนือเหนือจากอาชีพหลัก เป็นการทางานอดิเรกเพ่ือเพม่ิ พูนรายได้ เพ่ือการดารงชวี ติ ให้ดี
ขึ้นและทาข้ึนเพื่อใช้กันเองในครอบครัว โดยใช้วัสดุที่หาง่ายตามท้องถ่ินน้ัน ๆ มีรูปแบบเฉพาะตาม
ลักษณะของวัสดุ สภาพการใช้งานและความพอใจของผู้ผลิตในแต่ละท้องถ่ินทาให้เกิดรูปแบบเฉพาะ
(STYLE) ของท้องถิ่น เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นสิ่งที่ประดิษฐ์ได้ขยายมากขึ้นจนกลายเป็น
อาชพี สามารถขยายตลาดไปทว่ั ประเทศหรือเผยแพรไ่ ปยงั ต่างประเทศ
หัตถกรรม (CRAFT) หมายถึง ส่ิงท่ีสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ แสดงออกถึงความชานิ ชานาญ
ของผู้ผลิต ในชัน้ แรกสร้างขน้ึ เพ่ือประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจาวัน ต่อมามกี ารพัฒนาและ ปรับปรุง
รูปแบบ การใช้วสั ดุและกรรมวิธีการผลิตมาโดยตลอดเปน็ เวลานับพนั ปจี นเป็นงานศิลปะทตี่ อบสนอง
ประโยชน์ใช้สอยและมีคณุ คา่ ความงามจนแยกไม่ออกจึงเรยี กว่า “ศิลปหัตถกรรม” (วิบูลย์ ล้ีสุวรรณ.
2533: 5)
ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน หมายถึง ส่ิงท่ีชาวบ้านสร้างสรรค์ข้ึนเพ่ือประโยชน์ใช้สอยใน
ชีวิตประจาวัน โดยกลุ่มชนแต่ละกลุ่มจะพัฒนาสิ่งของข้ึนมาใช้โดยสอดคล้องกับวิถีชีวิตและ
สภาพแวดล้อม ดังน้ัน อาจจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ศิลปะชาวบ้าน” หรือ “ศิลปะพื้นบ้าน” (วิบูลย์ ลี้
สวุ รรณ. 2533: 10)
หัตถกรรมพ้ืนบ้านของไทยครอบคลุมงานศิลปกรรมท่ีเป็นสถาปัตยกรรม จิตรกรรม และ
ประติมากรรม (ซึ่งอาจรวมเรียกว่า ทัศนศิลป์พื้นบ้าน) และงานศิลปกรรมเพ่ือใช้สอย ซ่ึง หมายถึง
ศิลปหัตถกรรมพ้ืนบ้านประเภท เครื่องเคลือบดินเผา การทอผ้าและเย็บปักถักร้อย การแกะสลัก
หัตถกรรมโลหะ เครื่องจักสาน การทาเคร่ืองกระดาษ รวมทั้งเครื่องเขิน เคร่ืองดนตรี เคร่ืองประดับ
แ ล ะ ย าน พ าห น ะ (เอ ก ส าร ป ร ะ ก อ บ ก าร ส อ น “ศิ ล ป ะ กั บ สั ง ค ม ไท ย ห น่ ว ย ท่ี 7 ”
มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. 2544: 18)
ขอบข่ายของงานศิลปหัตถกรรม
จากความหมายทีก่ ล่าวมาทาใหง้ านศิลปหัตถกรรมมีความหมายคล้ายกับงาน “ประยุกต์
ศลิ ป”์ เพยี งแต่งานศิลปหัตถกรรมจะทาข้ึนด้วยฝีมอื เปน็ หลัก แต่งานประยุกต์ศลิ ปะจะรวมไปถึงสงิ่ ที่
สร้างขนึ้ ด้วยเครื่องจักรดว้ ย ดงั น้นั งานศิลปหัตถกรรมจึงไดแ้ ก่ เครอ่ื งจักสาน เครอ่ื งถกั ทอ เครอ่ื งเขิน
เครือ่ งถม เครือ่ งโลหะรปู พรรณ รวมไปถงึ งานช่างไม้ งานช่างแกะสลกั งานชา่ งปูน งานปน้ั หลอ่ งาน
เขียนระบายสี ลายรดน้า ฯลฯ. จะเหน็ ได้วา่ งานศิลปหตั ถกรรมครอบคลุมงานฝีมอื ช่างทกุ สาขาท่ีสรา้ ง
ขน้ึ ด้วยมอื และเข้าไปเกยี่ วขอ้ งกบั งานศิลปะในแขนงต่าง ๆ เชน่ งานสถาปตั ยกรรม งานวิจติ รศลิ ป์
งานปนั้ งานแกะสลัก เป็นตน้ แตก่ ็ใช่วา่ งานศลิ ปะทกุ ประเภทจะเป็นงานหตั ถกรรมได้ ยังตอ้ งข้นึ อยู่
กบั วตั ถุประสงคแ์ ละคุณค่าของงานนัน้ ๆ เช่น
งานวิจติ รศลิ ปจ์ ะแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ แสดงคณุ ค่าทางอารมณ์
งานศลิ ปหตั ถกรรม ผลติ เพื่อใชส้ อยหรอื ประดับตกแตง่ สงิ่ ใดสง่ิ หนึ่งหรือเพือ่ การค้า
ดงั นัน้ โดยพนื้ ฐานแลว้ ศลิ ปหัตถกรรมพน้ื บ้านไม่ไดม้ เี จตนาท่ีจะสร้างให้เปน็ งาน ศิลปกรรม แต่เมอ่ื
ผลิตไปนาน ๆ เข้าจนเกดิ ความชานาญทาให้ผลงานนัน้ มคี วามสวยงามมากขึน้ และสามารถสะท้อนให้
112
เหน็ ชวี ิตและสงั คมของชมุ ชนในทอ้ งถน่ิ ไดจ้ ึงทาให้ผลงานไดร้ บั การยกย่องวา่ เปน็ ศลิ ปหตั ถกรรม
พื้นบา้ น
งานศลิ ปหัตถกรรมพนื้ บ้านมกั จะมีราคาถกู มีลกั ษณะเฉพาะท้องถนิ่ ท่ผี ลิตใหม้ ีรูปแบบ ซ้า ๆ
กนั จานวนมาก มรี ูปแบบที่เรียบงา่ ย มีกรรมวธิ ีการผลิตท่ีไมย่ งุ่ ยากซับซอ้ นและวัสดทุ ่ีนามาทาเป็นวัสดุ
ทหี่ าได้ในท้องถ่นิ เปน็ สว่ นใหญ่
เดิมทีการผลิตเคร่อื งใช้ไมส้ อยในครวั เรือนของไทย คงเพอ่ื ประโยชนใ์ นการใช้งานเป็นส่วน
ใหญ่ ซงึ่ ตอ่ มาไดม้ ีการดัดแปลงปรบั ปรุงให้เกดิ ความสวยงามมากขน้ึ การจัดทาจึงตอ้ งเพิ่ม ความ
พิถีพถิ นั ทงั้ ในด้านรูปทรงความวจิ ติ รบรรจง และลวดลายให้มีสีสนั แปลกตา พอ ๆ กับที่ต้องใช้งานได้
อย่างคงทนแข็งแรงดว้ ย ท้ังนี้จากมลู เหตุดังกลา่ วจึงเปน็ บ่อเกิดของงาน ศิลปหตั ถกรรมข้ึน ซึง่ ไม่
เพยี งแตน่ ามาใชส้ อยใหเ้ ปน็ ประโยชน์แลว้ แตย่ ังไดธ้ ารงไวซ้ งึ่ คุณค่าแหง่ ภูมิปญั ญาของบรรพบรุ ุษ ท่ี
ไดส้ ร้างสรรค์งานอันเปน็ เลศิ สบื สานตอ่ เนอ่ื งกนั มาจนถึงปจั จุบนั ศิลปหัตถกรรมพืน้ บา้ นของไทยเรา
ไดจ้ าแนกออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดยการจาแนกตามวสั ดุทน่ี ามาใช้ ซงึ่ สานักงานคณะกรรมการ
วฒั นธรรมแหง่ ชาติ จาแนกไว้ 10 ประเภท ซ่งึ ไดแ้ ก่ เคร่ืองเคลอื บดินเผา การทอผา้ และการเย็บปกั
ถักรอ้ ย การแกะสลัก หัตถกรรมโลหะ เครอ่ื งจกั สาน การก่อสร้าง ภาพเขยี น การป้ันรูปและ
ลวดลายประดับ เครื่องกระดาษ และงานเบด็ เตลด็
เมื่อกล่าวถึงเมืองลาปางทกุ คนตอ้ งนึกถึงความเป็นเมืองเก่าในดนิ แดนลา้ นนาซึ่งมไี ก่ขาวเปน็
สญั ลกั ษณ์ ความเปน็ เมอื งแหง่ รถมา้ และมีสินค้าหลากหลายทข่ี ึน้ ช่ืออนั เกิดจากองค์ความรู้และภมู ิ
ปญั ญามากกวา่ ร้อยชนดิ มหี ลาย ประเภทสามารถทารายไดใ้ หก้ ับท้องถนิ่ ได้ปลี ะไมน่ ้อยและยัง
สามารถสง่ เสรมิ ให้คนในท้องถ่นิ มงี านทา ไมท่ ิง้ ถน่ิ สง่ เสรมิ รายได้ภายในครอบครัว สาหรับ
ศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นท่ีสาคญั ของจังหวดั ลาปาง มีดงั ต่อไปนี้
การทอผ้าและการเยบ็ ปกั ถกั ร้อย
ผลิตภัณฑจ์ ากภมู ปิ ัญญาท้องถน่ิ ผา้ ทอมอื แทบทกุ ชุมชนในจงั หวัดลาปางนยิ มทอผา้ กนั เป็น
อาชพี เสรมิ และการทอผ้ายงั เป็นภมู ิปญั ญาท้องถิ่นท่ชี ่วยสร้างรายไดใ้ หก้ บั ชมุ ชนเป็นอย่างมาก ในบาง
หมู่บา้ นยังมกี ารทอผา้ ด้วยกพ่ี น้ื เมอื ง โดยใช้ฝ้ายท่ีปลกู ข้นึ เอง เช่น บา้ นฝา้ ย ตาบลพิชัย อาเภอเมอื ง
ซึ่งมโี รงงานทอผ้าและจาหน่ายผลติ ภัณฑ์จากฝ้ายทอมือ บ้านหลวง อาเภอแมท่ ะทนี่ ิยมทอเปน็ ผา้ ลาย
เชิง บา้ นทงุ่ กวา๋ ว อาเภอเมืองปาน นิยมทอเป็นผา้ ลายยก นอกจากน้ียงั มีทอี่ าเภอแจ้หม่ มกี ารทอยกด
113
อก (ไหมประดิษฐ์) เปน็ ลวดลายต่าง ๆ ทงั้ การทอตุง เพื่อใชใ้ นงานตา่ ง ๆ อาเภอวงั เหนอื มีการปกั ผ้า
เป็นลวดลายชาวเขา นอกจากนั้นท่ีอาเภอเสรมิ งาม ซงึ่ เปน็ อาเภอที่มีชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง (ปะ-ปา-
กะ-ยอ) อาศัยอยู่ทีบ่ ้านโปง่ น้ารอ้ นบ้านสันโป่ง และบ้านแมเ่ ลียงพฒั นา ซ่งึ มีวฒั นธรรม ความเปน็ อยู่
และอาชีพทเ่ี ป็นลักษณะเฉพาะแตกต่างจากประชาชนพ้ืนบา้ นของท้องถน่ิ โดยเฉพาะเสอ้ื ผา้ ที่ทาจาก
ฝ้ายท่มี กี ารถกั ทอลวดลายและสอดแทรกดว้ ยเมล็ดเดยอย่างสวยงาม
แตล่ ะทอ้ งถิ่นแตล่ ะชุมชนก็จะมคี วามโดดเดน่ ของผ้าออกมาต่างกันและผา้ ท่ีมีความโดดเด่น
ของจังหวัดลาปางก็คอื ผา้ ฝ้ายยอ้ มสธี รรมชาติ และผา้ ทอจากไหมประดิษฐ์ ซึ่งผา้ ทง้ั 2 ชนิดนี้
นอกจากจะทอเป็นผืนขายสาหรบั นาไปตดั เย็บเป็นชดุ แล้ว ชาวบา้ นยงั นิยมนาผ้ามาดดั แปลงให้เป็น
ผลิตภัณฑอ์ ย่างอื่นได้อีกดว้ ย เช่น นาไปทากระเปา๋ ผา้ ปูโตะ๊ ผ้าม่าน เป็นตน้
กระบวนการผลิต ( ผา้ ทอจากไหมประดิษฐ์ )
- นาเส้นดา้ ยไหมประดิษฐ์ มากรอใส่หลอดใหญ่ โดยใชเ้ ครื่องกรอด้าย ด้วยมือ เพ่อื จดั
เสน้ ด้าย ยนื และให้ได้ความยาวตามทตี่ อ้ งการ
- นาเสน้ ดา้ ยทผี่ า่ นการป่นั มาเขา้ เคร่ืองวนดา้ ย ด้วยมอื เพอ่ื กาหนดสสี ันตาท่ตี ลาดต้องการ
- นาเสน้ ด้ายเขา้ หวี (ฟืม) และนาเข้าก่ี ทอผา้
- กรอหลอดด้ายเสน้ พงุ่ ดว้ ยมอื และเลือกสีสนั ตามท่ตี ลาดตอ้ งการ
- เริม่ การทอโดยตอ้ งใชฝ้ ีมือและความชานาญในการทอเพื่อจะได้ผา้ ทอท่ีมีความแน่นของ
เนอื้ ผ้าสมา่ เสมอและลวดลายยกดอกท่ีสวยงาม
กระบวนการผลติ ผา้ ( ฝ้ายยอ้ มสีธรรมชาติ )
เตรยี มฝ้าย เตรยี มเปลอื กไม้นาไปหมดั ไว้ 1 คืน แลว้ ต้มเพ่อื กรองสี เสร็จแลว้ นาฝ้ายลงไป
ยอ้ มเพอ่ื ให้ไดส้ ตี ามท่ตี ้องการ แล้วนามาผ่งึ ลมใหแ้ ห้งก่อนเข้าเคร่ืองกรอ และนาฝ้ายทยี่ อ้ มสีแล้วเข้า
เครื่องทอมือ ก่ีกระตุก
114
เครือ่ งจกั สาน
ประเทศไทยเป็นประเทศท่มี ีทรพั ยากรธรรมชาติอุดมสมบรู ณ์ จึงมพี ชื พรรณธรรมชาตหิ ลาย
ชนดิ ทค่ี นไทยสมัยกอ่ นนามาใช้ให้เกดิ ประโยชนด์ ้านงานจักสาน เช่น ไม้ไผ่ หวาย กระจูด ย่านลิเภา
เปน็ ต้น ซงึ่ พชื พรรณเหลา่ นี้ เมือ่ มาผสมผสานกับการคิดสร้างสรรค์ กก็ ่อให้เกดิ งานหัตถกรรมท่ี
สามารถนามาใชส้ อยตามความต้องการ ขัน้ พน้ื ฐานของมนษุ ย์เป็นเครือ่ งใช้ เครอ่ื งประดับ เคร่อื งมอื
จบั สัตว์นา้ ภาชนะในครัวเรอื น ซง่ึ จะทาเป็นอาชพี หลักหรอื อาชีพเสริมก็ได้
ภาคเหนือ หรอื ล้านนาไทย เป็นดินแดนท่ีมีศิลปวัฒนธรรมเฉพาะถน่ิ เป็นของตนเอง เปน็ เหตุ
ให้เครื่องจักสานในภาคเหนอื มเี อกลกั ษณ์ทีแ่ ตกต่างไปจากภาคอน่ื นอกจากนี้ ภาคเหนือ หรือลา้ นนา
ไทย มีสภาพภมู ศิ าสตรท์ ี่แตกต่างไปจากภาคอ่นื ๆ
สภาพการประกอบอาชพี ด้านเกษตรกรรม ทาใหภ้ าคเหนอื เป็นแหล่งผลติ เครอื่ งมอื เครอ่ื งใช้
จักสานทสี่ าคญั นอกจากน้ี ภาคเหนือยงั มวี ัตถดุ ิบหลายชนดิ ท่ีนามาทาเคร่ืองจกั สานได้ เชน่ กก
แหย่ง ใบลาน และไม้ไผ่ โดยเฉพาะ อย่างยิง่ ไมไ้ ผ่ ซ่ึงมหี ลายชนดิ ทีใ่ ชท้ าเครอื่ งจกั สานไดด้ ี
นอกจากสภาพภูมิประเทศ และการประกอบอาชีพของภาคเหนือ ท่เี อื้ออานวยใหป้ ระชาชน
ทาเคร่อื งจกั สานแล้ว ศิลปวัฒนธรรม ขนบประเพณี และศาสนาของภาคเหนอื ก็เป็นองคป์ ระกอบ
สาคญั ที่ทาใหเ้ ครอ่ื งจักสานภาคเหนือ มีเอกลกั ษณเ์ ปน็ ของตนเอง
ภาคเหนือหรอื ลา้ นนาไทยเปน็ ดินแดนที่เจรญิ รุง่ เรอื งอยใู่ นวงลอ้ มของขนุ เขา ทาให้ภาคเหนอื
มีศลิ ปวัฒนธรรมเป็นของตนเองมาแตโ่ บราณ มีภาษาพูด ภาษาเขยี น ขนบประเพณี เป็นของตน เอง
เอกลกั ษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะถ่ินเหลา่ นี้ เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งทท่ี าใหเ้ คร่อื งจกั สาน ภาคเหนือมี
เอกลกั ษณข์ องตนเอง
การทาเครือ่ งจักสานพ้นื บ้านภาคเหนอื หรือลา้ นนาไทยน้ัน ทาสืบตอ่ กันมาแต่โบราณ ดังมี
หลักฐานปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนงั หลายแห่ง เช่น ภาพชาวบา้ นกบั เคร่ืองจกั สานใน ภาพ
จติ รกรรมฝาผนังวหิ ารวดั พระสงิ ห์วรวหิ าร อาเภอเมืองเชยี งใหม่ จังหวัดเชยี งใหม่ เปน็ ภาพชาวบ้าน
กาลังน่ังสนทนากันอยู่ ขา้ งๆ ตวั มภี าชนะจกั สานชนดิ หนง่ึ ทเ่ี รยี กว่า เป้ยี ด หรือกระบงุ วางอยู่ รปู ทรง
ของเปี้ยดในภาพคล้ายกบั เปย้ี ดท่ใี ช้อยใู่ น ปัจจุบัน แสดงว่า ชาวล้านนาสานเป้ยี ดใชม้ านานนับรอ้ ยปี
นอกจากภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั สิงห์วรวิหารแล้ว ยงั มีภาพของเคร่ืองจักสานปรากฏในภาพ
จิตรกรรมฝาผนงั อกี หลายภาพ เชน่ ภาพจติ รกรรมฝาผนังวิหารวดั บวกครกหลวง อาเภอเมอื ง จงั หวัด
เชยี งใหม่ จิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดภมู นิ ทร์ อาเภอเมือง จังหวัดนา่ น
นอกจากนี้ วฒั นธรรมการบริโภคขา้ วเหนียวของชาวเหนือ กเ็ ป็นองค์ประกอบสาคญั อีก
ประการหนง่ึ ท่ที าใหเ้ กิดเครื่องจักสาน ทเ่ี กย่ี วเนือ่ งกบั การบริโภคข้าวเหนียวหลายอยา่ ง เช่น ลงั ถึง
กว๋ ย ซ้าหวด กอ่ งข้าว กระตบิ ขา้ ว แอบ ขา้ ว ขันโตก ฯลฯ เคร่ืองจักสานเหล่านีห้ ลายชนดิ มีลกั ษณะ
เฉพาะถนิ่ โดดเด่น ได้แก่ ก่องขา้ ว แอบข้าว เปี้ยด เปน็ ตน้
ก่องขา้ ว
ภาชนะสาหรบั ใสข่ า้ วเหนียวนึง่ สานดว้ ยไม้ไผ่ มขี นาดและรปู ทรงตา่ งๆ กัน กอ่ งขา้ วของ
ภาคเหนือทวั่ ไป แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คอื สว่ นฐาน มกั จะทาด้วยไมเ้ ป็นรปู กากบาทติดอย่กู ับสว่ นก้น
เพอ่ื ใช้เปน็ ฐานสาหรบั ตั้ง ตวั ก่อง มกั สานกน้ เปน็ รปู สี่เหล่ยี มหรือกลม ตอ่ ขึ้นมาเป็นทรงกระบอกคอ
คอดเขา้ เลก็ น้อย ส่วนที่สามคอื ฝา มลี กั ษณะเป็นฝาครอบ มกั จะมหี สู าหรบั ร้อยเชอื ก ที่ใชเ้ ป็นที่ห้ิว
115
หรอื แขวนมาจากตัวก่อง รูปแบบของก่องขา้ วในปัจจุบนั บางทอ้ งถ่ินไดว้ วิ ัฒนาการเปลย่ี นแปลงไป
จากโบราณบ้าง เชน่ สานดว้ ยพลาสติกแทนตอก และมรี ูปทรงแปลกๆ แตกต่างกนั ไปตามความนิยม
ของผใู้ ช้ แต่ประโยชน์ และความสวยงามไม่สมบรู ณ์ลงตัว เหมือนกอ่ งข้าวที่สานด้วยไม้ไผ่
แอบข้าว หรอื แอบ๊ ข้าว
ภาชนะใสข่ า้ วเหนียวเชน่ เดยี วกบั ก่องข้าว แตม่ ขี นาดเล็กกวา่ สาหรับพกพาติดตัวเวลาไป
ทางานนอกบา้ น แอบข้าว มสี ่วนประกอบสาคญั คือ ตวั แอบ รูปรา่ งคล้ายกล่องส่เี หล่ยี มผนื ผ้า ฝาแอบ
รปู ร่างเหมอื นตวั แอบแต่ขนาดใหญก่ วา่ เพราะใช้ครอบแอบขา้ ว แอบขา้ วเหมาะสาหรับพกใสถ่ ุงย่าม
ห่อผ้าคาด เอวออกไปทานา ทาไร่ เช่นเดียวกบั กล่องใส่ อาหารในปัจจบุ ัน
กอ่ งข้าวและแอบข้าวของภาคเหนอื เป็นเคร่ืองจักสานท่ีมีความสมบรู ณ์ ทั้งในด้านรูปแบบ
และประโยชน์ใชส้ อย สอดคลอ้ งกบั ความนยิ มของประชาชนแตล่ ะถิ่น
นอกจากนีใ้ นภาคเหนอื ยังมีเคร่อื งจกั สาน ทมี่ เี อกลกั ษณ์เฉพาะถ่นิ ท่ีใช้กันแพรห่ ลายอกี
หลาย อยา่ ง เช่น บงุ หรือ เปี้ยด ภาชนะสานสาหรบั ใส่ของ เชน่ เดยี วกับกระบุงของภาคกลาง แตบ่ ุง
ภาคเหนือมีรูปรา่ งตา่ งกนั ไป เช่น บงุ เมอื งแพร่ บุงลาพูน หรอื บงุ ลาปาง จะมขี นาดคอ่ นข้างเล็กกว่า
กระบุงภาคกลาง ทง้ั นอ้ี าจจะเปน็ เพราะตอ้ งการลดน้าหนักของบุงให้น้อย เพราะบงุ ภาคเหนอื ใชห้ าบ
ของในภูมิประเทศทีเ่ ปน็ เนนิ ไม่สามารถหาบของท่ีมีน้าหนักมาก เหมอื นกับภาคกลาง ซึ่งเปน็ พ้นื ราบ
ด้วยเหตุนี้จงึ ทาให้บุงภาคเหนอื มีลักษณะปอ้ มกลม ไม่เป็นเหลยี่ ม เหมือนกระบุงภาคกลางนั้น ช่วยให้
บงุ มีความคงทน ไมแ่ ตกหักเสยี หายง่าย เม่อื กระทบกระแทกกับส่งิ อน่ื ใช้งานไดน้ าน
การสานบุงภาคเหนอื จะสานกน้ เป็นแผงสีเ่ หลีย่ ม ด้วยลายสองกอ่ น ถัดขึน้ มาตรงกลาง หรือ
กระพงุ้ สานลายสาม ส่วนปากทโี่ คง้ สอบเข้า สานลายหนึง่ และใชต้ อกคอ่ นขา้ งเล็ก เพอื่ ความแข็งแรง
ทนทาน การสานปากของบุงจะตา่ งกันไป ตามความนยิ มของท้องถ่ิน เช่น บุงเชยี งใหม่ ลาพนู ลาปาง
จะเข้าขอบปากด้วยไมไ้ ผแ่ ละหวาย ตา่ งกับบุงเมอื งแพร่และน่าน จะสานขอบในตัวโดยการเมม้ ตอก
สานสอดกนั เป็นขอบ แทนการเข้าขอบดว้ ยไม้ไผ่
บงุ ภาคเหนอื นอกจากจะใชใ้ ส่เมล็ดข้าวเปลอื ก เมลด็ พืชพนั ธต์ุ า่ งๆ แลว้ ยงั ใช้เป็นภาชนะ
สาหรับตวงหรือวดั ปริมาณของเมลด็ พืชผลด้วย โดยใช้ขนาดของบงุ เป็นเกณฑ์ เช่น บุงสามสบิ ห้า บุง
สามสิบ คือ บงุ ทมี่ ีความจุสามสบิ ห้าลิตร และบงุ จุสามสบิ ลิตร เป็นตน้ ในการสานบงุ ท่จี ะใชท้ าเครื่อง
ตวงน้ีจาเป็นจะตอ้ งมีแบบหรอื "หุน่ " ทส่ี านด้วยไม้ไผ ่ให้มขี นาดมาตรฐานเป็นแบบ และยงั ชว่ ยให้บงุ มี
รปู ทรงท่ีดี ไมบ่ ดิ เบย้ี ว มีความจุตรงตามตอ้ งการ
บุง หรือกระบุงของภาคเหนือดงั กล่าว เปน็ เครอ่ื งจักสานท่มี เี อกลกั ษณ์ และความงาม
เฉพาะถ่นิ ของภาคเหนือ แสดงให้เห็นถึงความสมั พนั ธ์ ระหว่างเครื่องจกั สานกบั ประเพณนี ิยมของ
ท้องถิน่ ทาให้เครอ่ื งจกั สานได้รบั การออกแบบให้มรี ูปทรง ท่ีมีความสมบูรณ์ ทั้งด้านใช้สอย และความ
สวยงาม
เครอ่ื งจักสานของภาคเหนือทมี่ ีเอกลกั ษณ์เฉพาะถน่ิ โดดเดน่ อกี อยา่ งหนง่ึ คือ น้าทุ่ง หรอื นา้
ถ้งุ เปน็ ภาชนะสานดว้ ยไมไ้ ผ่ ยาดว้ ยชันและน้ามันยาง ใชส้ าหรบั ตักนา้ จากบอ่ นา้ รูปรา่ งของนา้ ทุง่
เหมาะสมกบั ประโยชนใ์ ช้สอยเปน็ อย่างดีคือ มีลักษณะคล้ายกรวยป้อมๆ สว่ นก้นมนแหลม ที่ ปากมี
ไม้ไขว้กันเปน็ หูสาหรบั ผกู กบั เชือกเพอ่ื สาว น้าทงุ่ ขนึ้ มาจากบอ่ นา้ ความมนแหลมของก้นนา้ ท่งุ จะช่วย
ให้นา้ ทงุ่ โคลงตวั ควา่ ลงใหน้ า้ เขา้ เมือ่ โยนลงไปในบ่อ นอกจากนี้ ลักษณะการสานที่แขง็ แรง ยงั ช่วยให้
น้าทงุ่ มคี วามทนทาน แม้ในปัจจบุ นั จะมีผู้ผลิตน้าทงุ่ ดว้ ยสังกะสี แตค่ วามคงทน และประโยชน์ใช้สอย
116
ส้นู า้ ทงุ่ ทสี่ านดว้ ยไมไ้ ผไ่ มไ่ ด้ แสดงว่าเครื่องจักสานพืน้ บ้านท่ีคนโบราณ ผลิตขึน้ น้นั เลือกใชว้ ัตถดุ บิ
ทอ้ งถิ่นมาใช้ไดอ้ ย่าง เหมาะสม และใช้ประโยชนไ์ ดเ้ ป็นอย่างดี
นอกจากตวั อย่างของเครือ่ งจักสานไมไ้ ผ่ภาคเหนอื ดงั กลา่ วแลว้ ยงั มีเคร่ืองจกั สานที่ใช้ใน
ชีวิตประจาวันอีกหลายชนิด เชน่ ซ้าหวด กัวะข้าว ก่องขา้ ว แอบขา้ ว โตก ฝาชี แอบหมาก แอบเม้ยี ง
ซา้ ชนดิ ต่างๆ หมวกหรือกุบ ก๋วย กว๋ ยก้า กว๋ ยหมู ก๋วยโจน เขง่ ลาไย ซ้าล้อม ซา้ ตาหา่ ง ซา้ ตาทบึ หรอื
บงุ ตบี นา้ ทุง่ นา้ เต้า คุ วี ตา่ ง เปย้ี ด หรอื บงุ ชนิดต่างๆ เปลเดก็ เอบิ ไซชนิด ต่างๆ สมุ่ ฯลฯ
เครอื่ งจกั สานภาคเหนือยงั ทาดว้ ยวตั ถุดบิ อน่ื ๆ อีก เช่น ใบลาน และใบตาล ซึง่ ทากันไม่มาก
นัก สว่ นมากนยิ มสานหมวก งอบ หรือ กบุ และกอ่ งขา้ วเลก็ ๆ
เครื่องจักสาน บ้านโทกหวั ชา้ ง ตาบลพระบาท อาเภอเมอื ง จังหวัดลาปางเปน็ กลุ่มขนาดเลก็
กลุ่มจักสานไม้ไผ่ เป็นกลุ่มทไี่ ดร้ ว่ มมอื กันของสตรใี นหมูบ่ า้ น พ.ศ.2542 และได้ไปขึ้นทะเบียนกับ
สานกั งานพฒั นาชมุ ชนในปี พ.ศ.2544 ต่อมาไดร้ บั เงินสนบั สนนุ จากสหกรณ์จงั หวดั เปน็ เงนิ 50,000
บาท เพ่อื ซ้อื อุปกรณ์ในการดาเนนิ ท่ีตัง้ กล่มุ อยใู่ นชมุ ชนหมู่บ้าน ถนนลาดยาง การเดนิ ทางสะดวก
หา่ งจากท่วี ่าการอาเภอ 6 กม. กลมุ่ จักสานไม้ไผก่ ลุม่ สตรีแมบ่ ้านสง่ เสริมให้กลุ่มสตรีในหมูบ่ า้ นมี
รายได้เสรมิ เมือ่ ทาเสรจ็ แลว้ ได้เกบ็ ผลิตภัณฑ์รวมไว้ท่ีบา้ นประธานกลมุ่ ชว่ ยกนั ออกรูปแบบ และ
ปรบั ปรุงเองมาตลอด สภาพพืน้ ที่ อยกู่ ลางเมือง งานไม้ งานจักสาน งานถักเถาวลั ย์ งานกระดาษสา
อาชพี เสรมิ กล่มุ จักสานใบตาล 216 กาด หมู่ 7 ตาบลปงแสนทอง อาเภอเมือง จังหวดั ลาปาง
ผลติ ภัณฑ์ OTOP ตาบลตน้ ธงชยั
การทากอ่ งขา้ ว
ที่หมูบ่ ้านไผป่ ง ตาบลเมอื งมาย อาเภอแจ้หม่ จังหวดั ลาปาง เปน็ หมูบ่ ้านท่มี ีช่อื ในการทากอ่ ง
ข้าวเป็นอย่างมาก กว่ารอ้ ยปีมาแล้วทชี่ าวบ้านท่ีนีส่ บื สานภมู ิปัญญาดัง้ เดมิ ในการทาก่องขา้ วเหนยี วมา
จากบรรพบุรุษบา้ น ไผป่ ง ถอื ไดว้ า่ เป็นหมบู่ ้านเก่าแก่ของชาวแจะ๊ ชาวบา้ นทน่ี สี่ ่วนใหญจ่ ะประกอบ
อาชพี เกษตรกรรม แต่เมอื่ ว่างเว้นจากการทาเกษตรชาวบา้ นกย็ ังประกอบอาชีพการสานกอ่ งขา้ วจาก
ไม้ไผ่ ซ่งึ มคี วามพเิ ศษไมเ่ หมอื นกบั ก่องขา้ วจากทอี่ ืน่ กค็ ือ หลงั จากทน่ี าไม้ไผซ่ างที่จกั ตอกแช่นา้
เรียบรอ้ ยแล้วกจ็ ะเร่ิมตน้ จากการสานเสน้ ใหญข่ ้นึ มากอ่ น โดยจะสานจากซ้ายไปขวาข้ึนเป็นฐาน
รปู ทรงกอ่ นทจ่ี ะคอ่ ย ๆ ฉกี เสน้ ไผ่ออกเป็นเส้นทเ่ี ล็กลงเรอื่ ย ๆ จนปรากฏเป็นลวดลาย ต่าง ๆ อาทิ
ลายจันเกย้ี ว ซ่ึงเปน็ ลวดลายดัง้ เดมิ ที่ทากนั มานานแล้ว และลายจนั แปดกลีบท่ีเป็นจุดเร่ิมต้นในการ
พฒั นาลวดลายจากเดมิ นอกจากนน้ั ยงั มลี ายดอกแก้ว ลายประแจจีน ลายกัมเบอ้ และลายกมั บี้ ลาย
สองตง้ั ลายสามต้งั ทเ่ี ปน็ พื้นฐานในการสาน การสานก่องขา้ วของบ้านไผ่ปงจะนยิ มใชไ้ ผใ่ นการสานท่ี
คอ่ นขา้ งหนากว่าการสานอยา่ งอ่ืน ซงึ่ มสี ว่ นประกอบด้วยกันสามสว่ นคอื ฝากอ่ ง ตัวก่องข้าวและ
117
ฐานก่องข้าวที่ทาจากไม้สองแผน่ ไขว้กันเปน็ รูปกากบาท ผกู ตดิ ไวก้ บั มุมส่วนกน้ ของกอ่ งขา้ วดว้ ยหวาย
สว่ นตัวก่องข้าวตรงกลางจะมีมมุ ส่เี หลี่ยมขึ้นมาตรงชว่ งกลางจะเป็นกระเปาะ ชว่ งปากกอ่ งจะกว่ิ ฝา
ปิดก่องขา้ วทาเปน็ มมุ สี่เหลีย่ มในแตล่ ะมุมเพอ่ื ให้รับกบั ส่วนกน้ และมีไม้ไผ่ขดั ตรงฝาเป็นรูปกากบาท
ลวดลายของก่องข้าวบา้ นไผ่ปงนั้นจะนยิ มยอ้ มสีดาซึง่ ไดจ้ ากเปลือกของตน้ หยีและตน้
คราม แต่ปัจจุบันพชื ทั้งสองชนดิ นี้หายากขน้ึ ชาวบ้านจึงใช้สีดาเคมีมายอ้ มเพาะส่วนทเี่ ป็นลวดลาย
แต่บางบา้ นก็นิยมทาเปน็ สธี รรมชาติของไผล่ ้วน ๆ การสานก่องขา้ วแบบนี้ มีกรรมวธิ ีในการสานอย่าง
สองช้ันด้วยไผเ่ ส้นเดียวกันคือ ท้ังชนั้ ทห่ี นึง่ และชน้ั ท่ีสองจะสานรวมกนั เปน็ ภาชนะเดยี วไปเลย ก็
เพราะวา่ เดิมทกุ บ้านจะหุงขา้ วในตอนเช้าแลว้ กินไปจนถึงเท่ยี งวนั ดงั น้นั เพอ่ื ให้ข้าวสกุ มีความอนุ่ อยูไ่ ด้
นาน ชาวบา้ นจงึ มีการสานก่องข้าวใหเ้ ปน็ สองช้ัน เพ่อื อากาศภายในจะได้ไมถ่ ่ายเทมากนกั เปน็ ฉนวน
ไม่ให้อากาศทร่ี ้อนผา่ นออกมาหมด ทาใหข้ ้าวทอ่ี ยู่ในกอ่ งข้าวนั้นอนุ่ อยูไ่ ดน้ าน นอกจากนัน้ ยังมีความ
ทนทานและการใช้งานอยูไ่ ดน้ านอีกดว้ ย การสานก่องขา้ วของชาวบ้านไผป่ งน้ีจะใช้วิธกี ารตอกแบบ
ตอกปน้ื คอื การตอกตามแนวไม้ไผแ่ บบขนานไปกบั หลงั ผวิ ไผ่ซง่ึ นิยมใช้ผิวไม้ไผ่ในการสาน
ปัจจุบันการทากอ่ งข้าวของชาวบ้านไผ่ปงยังคงทากนั อยแู่ ละไปมกี ารพฒั นาการสานจาก
ก่องข้าวมาเปน็ ผลิตภัณฑช์ นิดอน่ื เช่น เสือ่ กระเป๋า ของเลน่ เด็ก เปน็ ตน้ ซ่ึงชาวบ้านบอกว่ามีการ
พฒั นาไปตามยคุ สมยั แตย่ ังคงการใชไ้ ม้ไผเ่ ปน็ วัสดุหลักกอ่ งข้าวบ้านไผป่ งได้รบั ความนิยมเป็นอยา่ ง
มากในหมู่คนเมอื งทว่ั ไปที่รับประทานข้าวเหนยี ว โดยเฉพาะเอกลกั ษณ์อันสวยงามของลวดลายท่ีไม่
เหมอื นใครยังคงทาให้ก่องข้าวท่นี ไ่ี ดร้ บั ความนยิ มอย่างไมเ่ ส่ือมคลาย
การแกะสลัก
คนไทยในสมัยก่อนมคี วามสามารถนาทรพั ยากร มาสรา้ งสรรค์ให้เกิดเป็นงานศิลปกรรมที่
สวยงาม และยงั นามาใชป้ ระโยชนส์ งู สดุ และมีคุณคา่ ยิ่ง เช่น การแกะสลักไม้ สาหรับเครอื่ งเรอื น
เคร่อื งตกแตง่ อาคารของภาคเหนือ เพราะภาคเหนอื มีไม้สกั มาก ตน้ ใหญ่ สามารถนามาเป็นเคร่อื ง
เรือนได้ นอกจากนแ้ี ลว้ ยงั กอ่ ให้เกดิ เป็นอาชพี สาหรับทอ้ งถ่ินอกี ดว้ ย
การแกะสลักจะต้องทาด้วยมอื ทุกขัน้ ตอนและการแกะลวดลายต้องใช้ความประณีตการจดั ซื้อ
ไมจ้ ะต้องคดั เลอื กไมท้ ี่มีลวดลายของไมส้ วยงาม ตอนแกะสลกั เปน็ รปู ตา่ ง ๆแลว้ จะต้องนาผลิตภัณฑ์
มาตากให้แห้งเพอ่ื จะไม่ทาใหไ้ มแ้ ตก แลว้ ยังทาให้ทาสีติดทนนาน การแว๊ดสใี หเ้ ป็นสธี รรมชาติต้องทา
ในที่โล่ง และนามาขัดเพ่มิ ความเงางาม การคัดเลือกไม้ความเป็นไมท้ ่แี ห้งสนิทและมลี วดลายของไมท้ ่ี
สวยงามเพอื่ ไม่ใหไ้ ม้แตกง่ายเวลาแกะสลัก
การลงสนี ้ามนั แลกเกอรจ์ ะต้องนาผลิตภณั ฑไ์ ปตากให้แห้งสนิทกอ่ นจะทาให้สเี ข้าเนอ้ื ไม้ไดด้ ี
ทาให้สวยงามแลว้ นามาวาดรูปต่าง ๆ ลงบนไม้ให้สวยงาม
ไม้แกะสลัก หมู่บ้านแกะสลักบา้ นหลุก ตง้ั อยู่
ที่ ตาบลนาครวั อยหู่ ่างที่วา่ การอาเภอแมท่ ะไปประมาณ
2 กิโลเมตร ชาวบา้ นสว่ นใหญม่ ีอาชพี แกะสลักไม้ ซง่ึ ไมท้ ี่
ใช้ส่วนใหญเ่ ป็นไม้ฉาฉา และจามจุรี ผลิตภณั ฑ์ท่แี กะ
เป็นรปู สตั ว์ต่างๆ เช่น ช้าง มา้ สงิ โต กวาง ฯลฯ ทั้ง
ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ภาพแกะสลกั นนู ต่า เชน่ ภาพ
118
รามเกียรติ์ ภาพววิ ภาพเกยี่ วกับวัฒนธรรมและความเปน็ อยู่ของไทย ฯ นอกจากน้ียังมีความสามารถ
ในการทาเครือ่ งใช้จากไมห้ ลายชนดิ เชน่ ขนั โตก ชอ้ น ทพั พี และของเล่นต่างๆ เปน็ อตุ สาหกรรม
ครอบครวั ท่ไี ด้รบั การถา่ ยทอดสืบต่อกันมา นอกจากนนั้ ท่ีอาเภอเสรมิ งาม ซง่ึ เปน็ ทต่ี ง้ั ของศนู ย์ศิลปะ
ชีพบา้ นแม่ต่า ต้ังอยทู่ ีบ่ า้ นแมต่ ่า อาเภอเสริมงาม ตามแนวพระราชดารขิ องสมเดจ็ พระนางเจา้ สิริกิต์ิ
พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปริมินทรมหาภมู พิ ล อดุลยเดช ที่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนใน
หมบู่ ้านแม่ตามีอาชพี เสริมจากการทานาทาไรด่ ้วยการฝึกอาชีพการแกะสลักรูปภาพจากไม้เน้อื แข็ง
เช่นเดยี วกบั ชาวบ้านหลุก อาเภอแมท่ ะ ส่วนท่ีอาเภอวังเหนือ มีไมส้ ักมากเช่นกัน ส่วนใหญจ่ งึ นามา
ทาเปน็ เครอื่ งเรอื น ส่วนไมส้ ักทม่ี ีขนาดเล็กกน็ ามาแกะสลักเป็นขนั โตก กรอบรูป เคร่ืองประดับบ้าน
ตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
เคร่ืองเคลอื บดินเผา (เซรามกิ )
เป็นอตุ สาหกรรมหลกั ทสี่ าคัญตวั หนงึ่ คู่
เมอื งลาปาง ด้วยเหตทุ ่สี ถานท่ตี ง้ั ทางภมู ิศาสตร์
จังหวดั ลาปางอาจถือได้ว่า เป็นศูนย์กลาง
คมนาคมติดต่อไดส้ ะดวกหลายเสน้ ทาง ท้ังทาง
รถยนต์ รถไฟ และทางเคร่ืองบิน และยงั เป็น
เมืองผ่านจังหวัดทส่ี าคัญของภาคเหนอื อกี ท้ังยงั มี
แหล่งวตั ถุดบิ ท่ีเอ้ืออานวย ตอ่ การผลติ เซรามิกมี
คณุ ภาพ จากการพสิ ูจน์และวิเคราะห์ ไดพ้ บว่า
ลาปางเป็นจงั หวดั ทีม่ ีดนิ ขาวมากที่สดุ และมี
คณุ ภาพดีทส่ี ุดในประเทศไทย และเป็นแรท่ ่ที นความรอ้ นได้สงู มาก ใหเ้ นือ้ ผลติ ภัณฑเ์ ปน็ สีขาว
วัตถุดิบสาคัญอีกชนดิ หน่ึงคอื ดนิ เหนยี วคุณภาพดี ก็มมี ากทล่ี าปาง เชน่ เดยี วกนั จึงกอ่ ใหเ้ กดิ
อตุ สาหกรรมเครอื่ งเคลอื บดนิ เผาขึ้น นอกจากนป้ี ัจจยั ทางตลาดแรงงานลาปาง มกี ารจ้างงานที่ไมส่ ูง
หรอื ราคา ตา่ เกินไป เปน็ เหตุให้สินคา้ เซรามกิ สามารถแขง่ ขนั กับตลาดตา่ งประเทศ ได้ด้วยคุณภาพ
ซึ่งในจงั หวัดลาปางมโี รงงานผลติ มากกวา่ 300 โรงงานกระจายอยทู่ งั้ ในเมอื งและอาเภอตา่ งๆ รอบ
เมอื งผลติ สนิ ค้าหลากหลายชนิดสวยงาม เชน่ ชดุ อาหาร ถว้ ยชาม ของตกแตง่ บา้ น ของท่รี ะลกึ ราคา
ยอ่ มเยาหาซื้อไดง้ า่ ยทั้งท่โี รงงานโดยตรงและตามรา้ นขายเซรามิกทว่ั ไปรอบเมอื ง นกั ท่องเทยี่ ว
สามารถเข้าชมกรรมวธิ ใี นการปั้นและเลือกซ้อื ผลิตภณั ฑ์ไดท้ โ่ี รงงาน โดยทุกปีทางจงั หวดั ไดจ้ ัดงาน
เซรามิกแฟร์ซึ่งเปน็ งานจาหน่ายสนิ คา้ ประจาปี ระหว่างวนั ท่ี 1 – 10 เดอื นธันวาคม ของทกุ ปี งาน
ลาปางเซรามกิ แฟร์จัดโดย สมาคมเครื่องปัน้ ดนิ เผา ลาปาง เป็นงานจาหนา่ ยสนิ ค้าเซรามิกทีผ่ ลติ ใน
จงั หวดั ลาปาง เพอื่ ให้ผู้ผลติ เซรามิกในจงั หวัดลาปางได้มีโอกาสนาสนิ ค้าท่ีผลิตมาจาหนา่ ยใหก้ ับ
ประชาชนท่วั ไป
119
ผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา
ประเทศไทยเป็นประเทศท่มี ปี ่าไมม้ าก และสว่ นประกอบของไมท้ ี่สามารถนามาผลิตกระดาษ
ไดก้ ค็ อื เย่ือไม้ เยอื่ ไม้ สามารถนามาผลิตเปน็ กระดาษได้หลายประเภทตามลกั ษณะของเย่อื ไมน้ ้ัน
เช่น กระดาษสา ของภาคเหนือ รวมถงึ การนากระดาษมาทาใช้ตกแต่งในงานเทศกาล หรอื งานนกั ขัต
ฤกษ์ตา่ งๆ ซ่ึงสว่ นใหญ่ งานเครอ่ื งกระดาษ มักจะมกี ารทาตามแถวชนบท ถอื ไดว้ ่าเปน็ อาชีพเสริมท่ี
สอดคลอ้ งกับวิถีชีวติ ของคนไทยอกี แบบหนึ่งดว้ ย
ผลิตภัณฑก์ ระดาษสา เป็นผลติ ภณั ฑ์ที่ใชว้ ัสดจุ ากธรรมชาติแตล่ ะทอ้ งถ่ินนามาใช้ใหเ้ กิด
ประโยชน์มีความแตกตา่ งกันในคณุ ภาพและวัสดุท่ีนามาผลติ “ผลติ ภัณฑจ์ ากกระดาษสา” ซงึ่ ใน
หม่บู า้ นสว่ นใหญ่แลว้ ชาวบ้านจะนิยมทากระดาษสากัน เรียกได้ว่าทากันตง้ั แตใ่ นครัวเรอื นจนถึง
โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เลยทีเดียว ชาวบา้ นไดผ้ ลติ กระดาษสามาเปน็ เวลานานกว่า 100 ปีแลว้
“ คนชนบททางภาคเหนอื ของไทยรจู้ ักการนาเอาตน้ สามาผลิตเปน็ กระดาษนานมากแล้ว เน่อื งจาก
สมัยก่อนยงั ไมม่ ีกระดาษชนดิ อนื่ เหมือนอย่างในสมยั ปจั จบุ นั คนจึงนยิ มใชก้ ระดาษสาอย่างแพร่หลาย
โดยนามาใช้เขยี นหนังสอื ทาไสเ้ ทียน โคมไฟ และทาตงุ (ธง) เป็นตน้ จงึ ทาใหก้ ารทากระดาษสาเป็น
อาชีพเสรมิ ของผู้หญงิ สมยั กอ่ นทน่ี ิยมทาหลังฤดทู านา โดยใชก้ รรมวธิ ีง่ายๆและ
ใช้วัตถดุ ิบภายในท้องถ่ิน เช่นการต้มสาให้เปอ่ื ยด้วยข้ีเถา้ การใช้คอ้ นหรือแท่นหินมาทุบสาใหล้ ะเอียด
เปน็ ต้น ถือเป็นภูมปิ ญั ญาชาวบ้านท่นี า่ ยกย่องและน่าอนรุ กั ษไ์ วเ้ ป็นอย่างยง่ิ ”
ปัจจบุ นั ทางกลุ่มของชาวบ้านไดพ้ ฒั นารปู แบบธรุ กิจอกี รูปแบบหน่ึงคอื การนาเสนอการ
ทอ่ งเท่ียวเชงิ วัฒนธรรมให้นักทอ่ งเท่ยี วทกุ ท่านไดเ้ ขา้ มาเรียนรู้วถิ ชี ีวติ ของคนทากระดาษสาและสาธิต
การทากระดาษสา ซ่งึ ในอนาคตอาจมีการบริการอืน่ ๆที่พัฒนาตอ่ ไปอกี ดว้ ย นบั ว่าเปน็ ภูมปิ ัญญา
ท้องถนิ่ ทีย่ อดเย่ยี มและนา่ สนใจมากเลยทีเดียว (ทมี่ า https://sites.google.com)
กระดาษสา ทามาจากปอสาซึง่ เปน็ ไม้
เนอ้ื อ่อนชนิดหน่ึง มีเนื้อเย่ือเหนียวและมีคณุ สมบัติ
ในการนามาทากระดาษ ประโยชน์ของกระดาษสา
สามารถนามาประดิษฐ์เป็นส่ิงของได้หลายอย่าง
เช่น ร่ม โคมไฟ ไส้เทียน ดอกไม้แห้งและของท่ี
ระลึกต่างๆ เป็นต้น กระดาษสาเป็นอุตสาหกรรม
พื้นบ้านของจังหวัดลาปาง โดยแหล่งผลิตท่ีมี
ชื่อเสียงคือ บ้านน้าโท้งและบ้านท่าล้อ อ.เมือง
นอกจากน้ันยังใช้วัสดุจากธรรมชาติแต่ละท้องถ่ินนามาใช้ให้เกิดประโยชน์มีความแตกต่างกันใน
คณุ ภาพและวสั ดทุ ี่นามาผลติ เชน่ กระดาษสาท่ที าจากใยสบั ปะรดบ้านเสดจ็ อาเภอเมอื งลาปาง
ซ่งึ ผลติ ภัณฑ์จากกระดาษสานชี้ าวบ้านจะนยิ มทากระดาษสากนั เรยี กไดว้ า่ ทากันตง้ั แต่ใน
ครวั เรอื นจนถึงโรงงานอตุ สาหกรรมขนาดใหญ่ ซงึ่ ชาวบา้ นไดผ้ ลิตกระดาษสามาเปน็ เวลานานกวา่
100 ปีแล้ว “ คนชนบททางภาคเหนอื ของไทยรจู้ ักการนาเอาต้นสามาผลติ เป็นกระดาษนานมากแล้ว
120
เนอ่ื งจากสมัยก่อนยังไม่มีกระดาษชนดิ อ่ืนเหมือนอยา่ งในสมัยปัจจบุ นั คนจึงนิยมใช้กระดาษสา
อยา่ งแพรห่ ลาย โดยนามาใชเ้ ขียนหนงั สือ ทาไสเ้ ทียน โคมไฟ และทาตุง(ธง) เปน็ ตน้ จึงทาใหก้ าร
ทากระดาษสาเปน็ อาชพี เสริม หลังฤดูทานา โดยใช้กรรมวิธีง่ายๆและใชว้ ัตถุดบิ ภายในทอ้ งถิ่น เชน่
การต้มสาให้เปอ่ื ยด้วยข้ีเถา้ การใช้ค้อนหรือแทน่ หนิ มาทบุ สาใหล้ ะเอียด เป็นตน้ ถือเปน็ ภมู ปิ ัญญา
ชาวบ้านท่นี ่ายกย่องและน่าอนรุ ักษไ์ วเ้ ป็นอยา่ งยงิ่ ”
ปัจจบุ ันบ้านน้าโทง้ และบ้านทา่ ล้อได้รบั การจดั ตง้ั ใหเ้ ปน็ หมบู่ า้ นท่องเท่ียวของจังหวัดลาปาง
ทางกลุ่มของชาวบ้านจึงไดพ้ ัฒนารูปแบบธรุ กิจอกี รูปแบบหนึง่ คือการนาเสนอการทอ่ งเทยี่ วเชิง
วฒั นธรรมให้นกั ทอ่ งเทีย่ วทุกทา่ น ไดเ้ ข้ามาเรียนรู้วิถีชวี ติ ของคนทากระดาษสาและสาธิตการทา
กระดาษสา ซึ่งในอนาคตอาจมีการบริการอ่ืนๆ ที่พัฒนาตอ่ ไปอกี ด้วย นับวา่ เปน็ ภูมิปัญญาทอ้ งถ่ินที่
ยอดเยี่ยมและนา่ สนใจมากเลยทีเดยี ว
งานเบด็ เตล็ด
เปน็ งานศลิ ปหตั ถกรรมพ้ืนบา้ นทีไ่ มอ่ าจจัดเข้าเปน็ ประเภทไดแ้ นน่ อน ซงึ่ มีอย่หู ลายประเภท
เชน่ การจัดดอกไม้ การแกะสลกั ผลไม้ การแทงหยวก การทาหนุ่ กระดาษ เครอื่ งเขิน การทาเครอื่ ง
ดนตรี การทาลูกปัด และเครอ่ื งประดบั กายอ่ืนๆ นอกจากน้ยี ังมยี านพาหนะ เชน่ เรือ เกวยี น ระแทะ
เป็นตน้ สาหรบั ศลิ ปหตั ถกรรมและผลิตภัณฑ์ของจงั หวัดลาปางท่ีจัดอยู่ในกลุ่มงานเบด็ เตล็ด ไดแ้ ก่
เครอื่ งประดบั จากแกว้ โป่งขา่ ม
แก้วโป่งข่าม เป็นหินควอทซ์สีขาวพบมากท่ีหมู่บ้านไร่ อาเภอเถิน เน่ืองจากแก้วโป่งข่ามมี
หลายสีมีความสวยงามชาวบ้านบ้านไร่ อาเภอเถินนามาทาเป็นเครื่องประดับ เช่น หัวแหวน กาไล
ขอ้ มือ สร้อยคอ ต่างหู และประดับเครื่องใช้อื่นๆ ผลิตภัณฑแ์ ก้วโป่งขามเปน็ ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน
ท่ีมีความสาคัญเปน็ เอกลกั ษณ์ของอาเภอเถิน มีราคาแพงเพราะเช่ือวา่ เปน็ ของศักดิส์ ิทธิ์
121
รถม้าจาลอง
รถม้าจาลองหรือรถม้าย่อขนาด เป็นของฝากที่ผู้รับจะต้องประทับใจในงานศิลปะที่ถูก
ประดิษฐ์ขึ้นมาจากความประณีตละเอียดอ่อนของผู้ที่มีความผูกพันและเข้าใจองค์ประกอบทุกส่วน
ของรถม้าเพราะสร้างให้ขยับเขย้ือนได้ มีการตกแต่งรถม้าและเครื่องแต่งกายของสารถี ได้สวยงาม
เหมอื นรถม้าจริง
ผลิตภัณฑ์รถมา้ จาลอง นบั ไดว้ า่ เปน็ อีกหนึ่งตาบลหน่ึงผลิตภณั ฑข์ องตาบลตน้ ธงชยั ทีไ่ ดร้ บั
ความนยิ มจากชาวไทยและชาวตา่ งประเทศ ท่ีจะซอ้ื ไปเปน็ ของขวญั มอบให้ผู้ทเ่ี คารพนับถอื หรอื ซื้อ
เกบ็ ไวใ้ ชป้ ระดบั บา้ น ผูท้ ่ีได้เย่ยี มชมข้นั ตอนการผลิต รถม้าจาลองแล้วจะเห็นว่า วสั ดตุ ่าง ๆ เปน็ ของ
พ้นื บา้ นที่หาได้ง่ายและราคาไม่แพงนกั แต่เนอ่ื งจากชิน้ สว่ นมีขนาดเล็ก และมจี านวนหลายสบิ ช้ิน
คนประกอบจงึ ต้องมสี มาธิ ในการประดิษฐท์ ุกข้ันตอน จนประกอบเปน็ รถม้าจาลอง 1 คนั
ปจั จุบนั มีการรวมกล่มุ ผลิตรถม้าจาลองโดย อบต.ต้นธงชยั สนับสนนุ ประมาณเงนิ ทนุ
หมนุ เวียน สินใจติดตอ่ ได้ท่ีประธานกลุ่ม นายสมบรู ณ์ วงคค์ า เลขท่ี 305 หมู่ 12บ้านวังหมอ้ เจดีย์
ซาว ต.ต้นธงชยั อ.เมอื ง จ.ลาปาง โทร (054) – 227305
ผลติ ภณั ฑ์สมุนไพร
ลาปางรกั ษ์สมุนไพร ตงั้ อยูเ่ ลขที่ 177 บ้านเขลางค์ทอง ถนนคนั เหมอื ง ตาบลบ่อแฮว้
อาเภอเมอื ง จังหวัดลาปาง ผลติ สมนุ ไพรมากกวา่ 100 ขนาน (ใชพ้ ืชสมุนไพรมากกวา่ ร้อยชนดิ มพี ันธุ์
พชื สมนุ ไพรและพนั ธไ์ุ มห้ ายากทุกชนิด ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2000,CODEX
GMP/HACCP บริการอบไอน้าสมนุ ไพร,แชน่ า้ สมนุ ไพร ,นวดแผนไทย ,นวดประคบ, นวดน้ามนั
สมนุ ไพร, พอกโคลนสมนุ ไพร, และขัดผิวดว้ ยสมุนไพร สนิ คา้ ปลอดสารพิษ สินค้าทีผ่ ลิตโดยไม่ทาลาย
สิ่งแวดลอ้ มและส่งเสรมิ การนรุ กั ษ์ธรรมชาตจิ ากกลมุ่ เกษตรกรท่ัวประเทศ มีอาคารอบไอนา้ สมุนไพร
สะอาดปลอดภัย อากาศดี ถกู สขุ ลกั ษณะ มีศาลาน่ังพักผอ่ นและทางเดนิ เพ่อื สุขภาพ รม่ รื่นเย็นสบาย
ดว้ ยพนั ธ์ไุ มส้ มุนไพรนับร้อยชนิด พรอ้ มติดปา้ ยบอกสรรพคณุ ใช้ในการศึกษาค้นควา้ เป็นอย่างดี มี
สมุนไพรทีม่ ีสรรพคุณแก้โรคตา่ งๆมากมาย ราคาไมแ่ พง หาซอื้ ได้ท่ศี นู ย์ นอกจากน้ันยงั มีผลติ ภณั ฑ์
ประเภทครีมตา่ งๆและแชมพทู ่มี าจากสมนุ ไพรแทบทงั้ ส้ิน เราจงึ จะสามารถนาเอาองค์ความรู้ ภูมิ
ปัญญาอันเปน็ สินทรพั ย์ทางสมองของชาวบ้านอนั ทรงคณุ คา่ ในอดีต มาเผยแพรผ่ สมผสานเข้ากับ
เทคโนโลยีสมัยใหมใ่ นยคุ ปัจจุบนั เพ่ือใหไ้ ด้สง่ิ ท่ีมีคณุ ภาพ มีคณุ ค่า มีความเจริญทั้งทางด้านวัตถุและ
122
ความเจริญงอกงามทางดา้ นจติ ใจ ตระหนักเห็นคณุ คา่ ของธรรมชาตแิ ละพื้นฐานขององคค์ วามรแู้ ละ
ภมู ปิ ญั ญาทไ่ี ดม้ า มองเห็นผลและประโยชน์ในระยะเวลาท่ยี าวไกล เป็นภูมปิ ัญญาที่เลอลา้ ค่ายง่ิ สบื ไป
(ข้อมลู จาก
http://sps.lpru.ac.th/script/show_article.pl?mag_id=12&group_id=54&article_id=934)
ยาสมนุ ไพรแผนโบราณ (วัดพระเจดยี ์ซาว)
เรมิ่ ตน้ ประมาณปี พ.ศ. 2524 ไดม้ ศี รัทธาญาติโยมทยี่ ากจน เจ็บป่วย มาขอให้ทางวัดเสาะหา
สมนุ ไพรมารักษาผู้ป่วยท่ยี ากจน โดยมผี ู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่าชื่อของสมุนไพรตา่ ง ๆ และใหต้ ารายา
สมนุ ไพร โดยมีพระครูพิพฒั นก์ ิจจานกุ ิจ ( หลวงพอ่ หมอน้อย รว่ มสขุ กตปุณโญ ) เปน็ ผู้รับสืบทอด
และดาเนนิ การมาถงึ ปจั จุบันนี้ โดยมวี ตั ถุประสงค์ เพื่อใหผ้ ู้ป่วยทยี่ ากจนไดม้ ยี ารกั ษาการผลิตใช้
วตั ถุดบิ ทั้งท่ีได้มาจากชาวบ้านหามาให้หรือทางวัดจดั ปลกู เองและจัดซอื้ สมนุ ไพรทหี่ ายาก ขน้ั ตอนการ
ผลิตเร่ิมจากนาสมุนไพรทต่ี ากแห้งนามาอบอีกครงั้ เมื่ออบได้ท่กี น็ ามาบดเปน็ ผงละเอียดแลว้ นาไปอดั
เป็นเมด็ สุดท้ายนามาบรรจภุ ัณฑ์ ทาเดอื นละ 1 คร้งั ใช้เวลาในการทาประมาณ 3-4 วนั โดยมีพระ
เณรในวัดช่วยทา โดยมีการผลิตสมนุ ไพรทงั้ สนิ้ 50 ชนดิ การควบคุมมาตรฐานการผลติ และตรวจสอบ
คณุ ภาพโดยผา่ นเภสัชกรรม สานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ลาปาง
ผลติ ภณั ฑใ์ นทอ้ งถ่นิ
"หนึ่งตาบล หน่ึงผลติ ภัณฑ"์ เปน็ แนวทางประการหนงึ่ ที่ไดม้ ีการริเร่ิมใชใ้ นเมืองโออติ ะ
ประเทศญี่ปุ่น ท่จี ะสร้างความเจรญิ แก่ชมุ ชนให้สามารถยกระดับฐานะความเปน็ อยู่ของคนในชมุ ชนให้
ดขี ้ึน โดยการผลติ หรอื จดั การทรพั ยากรทมี่ อี ยู่ในท้องถน่ิ ให้กลายเปน็ สนิ ค้าที่มีคุณภาพ มีจุดเด่นเปน็
เอกลกั ษณ์ของตนเองที่ สอดคลอ้ งกับวฒั นธรรมในแตล่ ะทอ้ งถิ่น สามารถจาหนา่ ยในตลาดทงั้ ภายใน
และต่างประเทศ ไม่ตอ้ งพงึ่ พางบประมาณจากรฐั โดยมีหลักการสาคัญ พนื้ ฐาน 3 ประการ คือ
1. ภมู ิปัญญาท้องถ่นิ ส่สู ากล (Local Yet Global)
2. พง่ึ ตนเองและคดิ อยา่ งสร้างสรรค์ (Self-Reliance-Creativity)
3. การสรา้ งทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)
123
ผลติ ภัณฑข์ อง OTOP ไมไ่ ดห้ มายถงึ ตวั สนิ ค้าเพียงอย่างเดยี วแต่เปน็ กระบวนการทางความคิด
รวมถึงการบริการ การดูแลการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม การรักษาภมู ิปัญญาไทย
การทอ่ งเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี การตอ่ ยอดภมู ปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ การแลกเปล่ียนเรยี นรู้เพ่ือให้
กลายเป็นผลติ ภณั ฑ์ทม่ี คี ุณภาพ มจี ุดเดน่ จุดขายท่ีรูจ้ ักกนั แพร่หลายไปทว่ั ประเทศและทั่วโลก
ผลติ ภัณฑ์ของ OTOP ระดบั 4 และ 5 ดาว ของจังหวดั ลาปาง แยกตามอาเภอ มีดังนี้
อาเภอเมอื งลาปาง (OTOP 5 ดาว)
otop * * * * * (5 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ข้าวแต๋นน้าแตงโม
กลุ่มแปรรูปข้าวแตน๋ น้าแตงโมอาพันธ์
ท่อี ยู่ : ม.2 ต.บา้ นเป้า อ.เมอื งลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * * (5 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ข้าวแตน๋ นา้ แตงโม
กลมุ่ ข้าวแต๋นน้าแตงโมแม่บวั จนั ทร์
ทอี่ ยู่ : ม.2 ต.บา้ นเป้า อ.เมอื งลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * * (5 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ชุดการด์ ลาปาง
กล่มุ ดอกไม้ประดิษฐ์
ทอ่ี ยู่ : ม.7 ต.บ่อแฮว้ อ.เมอื งลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * * (5 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : โมบายดอกไมอ้ บ
หจก.จันทรเ์ จ้าขา
ทอ่ี ยู่ : ม.1 ต.ชมพู อ.เมอื งลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * * (5 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : สบ่เู หลวชวี ภาพไหมคา
กลมุ่ นางชุตกิ าญจน์ บอ่ คา
ท่อี ยู่ : ม.5 ต.พิชยั อ.เมืองลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
124
otop * * * * * (5 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ข้าวแต๋นน้าแตงโม
กลุ่มขา้ วแต๋นน้าแตงโมแมบ่ วั จนั ทร์
ท่อี ยู่ : ม.2 ต.บา้ นเป้า อ.เมอื งลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
อาเภอเมืองลาปาง OTOP 4 ดาว
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : พายธญั พืช
กลุ่มทาขนมชุมชนพระแกว้ -หวั
ท่อี ยู่ : ม.99 ต.เทศบาล อ.เมอื งลาปาง จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : หมูฝอยน้องพลอย
นางยาจติ ขลุ่ยศรตี ระกลู
ที่อยู่ : ม.99 เขตเทศบาล อ.เมอื งลาปาง จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ขนมเป๊ยี ะกหุ ลาบขาว
นางบญุ นาค ล้ีเลอเกยี รติ
ทอ่ี ยู่ : ม.1 ต.ชมพู อ.เมืองลาปาง จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : นา้ ลกู หม่อนพร้อมด่ืม
นางบุญนาค ลี้เลอเกียรติ
ทอ่ี ยู่ : ม.1 ต.ชมพู อ.เมืองลาปาง จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ผ้าปักประเภทเครือ่ ง
งานปักและประดษิ ฐผ์ ้าฝ้าย-ผ้าขาว
ท่ีอยู่ : ม.1 ต.พชิ ัย อ.เมืองลาปาง จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : 08-4386-3659
125
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : กล่องทิชชู่สาน
บรษิ ทั หวายไทยลาปาง 2546
ที่อยู่ : ม.99 เขตเทศบาล อ.เมืองลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ดอกไม้ประดษิ ฐ์
บุญนามาดอกไม้กระดาษสา
ทอี่ ยู่ : ม.99 เขตเทศบาล อ.เมอื งลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ดอกไม้ประดษิ ฐ์
นางประนอม ลอ่ งชูผล
ทีอ่ ยู่ : ม.15 ต.บอ่ แฮว้ อ.เมืองลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : เคร่อื งดนตรไี ทย (ขมิ )
ดนตรีไทย
ท่ีอยู่ : ม.5 ต.ทงุ่ ฝาย อ.เมอื งลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : 08-1288-2301
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : เทยี นบูชา
กลมุ่ สมุนไพรบา้ นนาก่วม
ที่อยู่ : ม.1 ต.ชมพู อ.เมืองลาปาง จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ดอกไม้ประดษิ ฐ์
กลุ่มดอกไมป้ ระดษิ ฐ์จากดนิ ไทย
ทอ่ี ยู่ : ม.99 เขตเทศบาล อ.เมอื งลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
126
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : สมุนไพรดูดกล่นิ
กลุ่มเทียนหอมและสมุนไพร
ท่อี ยู่ : ม.5 ต.ชมพู อ.เมอื งลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ขวานฟนั ไม้
นายสมพร ปงลงั กา
ที่อยู่ : ม.5 ต.ชมพู อ.เมืองลาปาง จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ดอกฟ้ามยุ่
กล่มุ รวมใจป้ันแต่งสามัคคี
ท่อี ยู่ : ม.99 เขตเทศบาล อ.เมืองลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
อาเภอแมเ่ มาะ (OTOP 4 ดาว)
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ชุดชา
กล่มุ อพั ศิลาดง
ทอ่ี ยู่ : 148 ม.5 ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
อาเภองาว (OTOP 5 ดาว)
otop * * * * * (5 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : กระเปา๋ หนังววั แท้
กลมุ่ จานงคศ์ รเี ครอ่ื งหนงั
ทอี่ ยู่ : ม.1 ต.หลวงเหนือ อ.งาว จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : 08-1993-2692
อาเภองาว (OTOP 4 ดาว)
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : จานรอง
ส่งิ ประดิษฐ์จากไมไ้ ผ่
ที่อยู่ : 117 ม.13 ต.ปงเตา อ.งาว จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
127
อาเภอหา้ งฉตั ร (OTOP 5 ดาว)
otop * * * * * (5 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : เห็ดโคนญป่ี นุ่ (ตม้ )
ทอ่ี ยู่ : ม.1 ต.วอแกว้ อ.ห้างฉัตร จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
อาเภอหา้ งฉตั ร (OTOP 4 ดาว)
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : หมวกคาวบอย
กลุ่มผลิตภัณฑ์เครอ่ื งหนงั
ที่อยู่ : 63/2 ม.6 ต.หนองหลม่ อ.ห้างฉตั ร จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * ** * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : รองเท้าผา้
กลุ่มอาชีพเย็บรองเท้า
ท่ีอยู่ : 181 ม. 4 ต.เวยี งตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ชุดนอน
กลมุ่ ตดั เย็บชดุ นอน
ทอ่ี ยู่ : 16 ม.3 ต.ห้างฉตั ร อ.ห้างฉัตร จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : โคมไฟเต่า
กลุม่ กะลาดไี ซน์
ทอ่ี ยู่ : 228 ม.6 ต.ห้างฉตั ร อ.หา้ งฉตั ร จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : 08-1998-1944
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ตะเกียงน้ามนั พชื
กลมุ่ ทาตะเกยี งน้ามันพืช
ทอ่ี ยู่ : 33 ม.5 ต.ปงยางคก อ.หา้ งฉัตร จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
128
otop * * * ** (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : เชิงเทยี นพญานาค
กลมุ่ ตน้ เงนิ หัตถกรรมเครอื่ งเงนิ
ที่อยู่ : 100/2 ม.6 ต.เวยี งตาล อ.หา้ งฉัตร จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ชามะขามแขก
กลุ่มสมุนไพรพรรณทพิ ย์
ทอี่ ยู่ : 68/3 ม.2 ต.เมืองยาว อ.ห้างฉัตร จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : โคมไฟกะลามะพร้าว
กลุ่มร่มฉตั รหตั ถกรรม
ที่อยู่ : 211 ม.6 ต.หา้ งฉตั ร อ.หา้ งฉัตร จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : 054-269392
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : มีดดาบ
กลมุ่ นายนอ้ ย จนั ทร์ป๊อก
ทอ่ี ยู่ : 12 ม.1 ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
อาเภอเกาะคา (OTOP 5 ดาว)
otop * * * * * (5 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ข้าวแต๋นทวีพรรณ
กลมุ่ ข้าวแต๋นทวพี รรณ
ที่อยู่ : ม.1 ต.นาแกว้ ต.เกาะคา อ.เมืองลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * * (5 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : แชมพสู มุนไพร
กลมุ่ แชมพสู มุนไพร
ที่อยู่ : ม.2 ต.ใหมพ่ ฒั นา อ.เกาะคา จังหวัดลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
129
otop * * * * * (5 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : กางเกงสะดอต่อลาย
ผลิตภัณฑ์ผ้าฝา้ ยบ้านนาแกว้
ทอ่ี ยู่ : ม.3 ต.นาแสง่ อ.เกาะคา จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
อาเภอเกาะคา OTOP 4 ดาว
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ข้าวแตน๋ นา้ แตงโม
ขา้ วแต๋นนรศิ รา
ที่อยู่ : ม.4 ต.ท่าผา อ.เกาะคา จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ข้าวแต๋นน้าแตงโม
กลุ่มแมบ่ า้ นเกษตรกรบา้ นเกาะคา
ทอ่ี ยู่ : ม.5 ต.เกาะคา อ.เกาะคา จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ข้าวแตน๋ ธญั พชื
กล่มุ แม่บา้ นเกษตรกร
ทอ่ี ยู่ : ม.4 ต.เกาะคา อ.เกาะคา จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : เครือ่ งดืม่ กระชายดา
กลุ่มผลิตภณั ฑ์กระชายดาสอง
ทอ่ี ยู่ : ม.5 ต.นาแสง่ อ.เกาะคา จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ปลาไมด้ ้นิ ได้
ปลาไมด้ ิ้นได้
ทอ่ี ยู่ : ม.6 ต.ลาปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
130
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ผลิตภัณฑศ์ ิรดา
กลมุ่ ผลิตภณั ฑศ์ ริ ดา
ทอ่ี ยู่ : 156 ม.5 ต.เกาะคา อ.เกาะคา จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ข้าวแตน๋ ระพพี ัฒน์
กลุ่มข้าวแต๋นระพีพัฒน์
ทอ่ี ยู่ : 108 ม.5 ต.เกาะคา อ.เกาะคา จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
อาเภอแม่ทะ (OTOP 5 ดาว)
otop * * * * * (5 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ช้างแกะสลัก
นายแดง มาปัน
ทีอ่ ยู่ : ม.12 ต.นาครัว อ.แมท่ ะ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
อาเภอแมท่ ะ (OTOP 4 ดาว)
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : หวั ช้างแขวนเอนกประสงค์
กลุ่มนายชัยวฒั น์ มาปนั
ทอ่ี ยู่ : 208 ม.11 ต.นาครวั อ.แมท่ ะ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : 08-1289-5309
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ดอกไมป้ ระดิษฐ์
กล่มุ ตูบเออื้ งเหนอื
ทีอ่ ยู่ : 157 ม.10 ต.หวั เสอื อ.แม่ทะ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ผลิตภัณฑ์เสรมิ
หา้ งหนุ้ สว่ นจากดั สไปลูลนิ า่
ทอี่ ยู่ : 220/1 ม.1 ต.น้าโจ้ อ.แมท่ ะ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
131
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : กาแฟสด เอสเรสโซ่
กลมุ่ กาแฟสดเขลางค์นครจากไร่
ทอี่ ยู่ : 58 ม.8 ต.วงั เงิน อ.แมท่ ะ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : หวั ช้างโคมไฟ
กล่มุ ภูไทยแกะสลกั
ทีอ่ ยู่ : 121/1 ม.11 ต.นาครวั อ.แม่ทะ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : หวั คาวบอย
กลมุ่ ลานคา้ ชุมชนตาบลนาครวั
ทอ่ี ยู่ : 15/6 ม.11 ต.นาครวั อ.แม่ทะ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : หวั อนิ เดียแดง
กลุม่ แกะสลักไมบ้ า้ นหลุก
ทีอ่ ยู่ : 197 ม.12 ต.นาครวั อ.แม่ทะ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : 054-329305
อาเภอเสรมิ งาม (OTOP 4 ดาว)
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ผา้ ทอลายสร้อย
กลุ่มทอผา้ บา้ นนาเดา
ทอี่ ยู่ : 198 ม.6 ต.เสริมซา้ ย อ.เสรมิ งาม จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
132
อาเภอสบปราบ (OTOP 4 ดาว)
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : น้าพรกิ ลาบ กลว้ ยปา
กลุม่ สตรีสหกรณต์ าบลสบปราบ
ทีอ่ ยู่ : 173 ม.8 ต.สบปราบ อ.สบปราบ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ผ้าลายน้าไหล
กลมุ่ ผ้าทอลายนา้ ไหล
ทอี่ ยู่ : 31 ม.2 ต.สมัย อ.สบปราบ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : 08-6180-4109
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ผ้าพนื้ ทอมือลายขัด
กล่มุ ทอผา้ บา้ นนา้ หลง
ที่อยู่ : 31 ม.2 ต.สมัย อ.สบปราบ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : 08-6180-4109
อาเภอเถิน (OTOP 4 ดาว)
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ข้าวแตน๋ นา้ สม้ เกล้ียง
กลุม่ แปรรปู ผลผลิต
ทีอ่ ยู่ : 54/1 ม.4 ต.แม่วะ อ.เถนิ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : นา้ ส้มเกลย้ี งพาสเจอร์ไลน์
โรงงานน้าส้มเกลี้ยงนครเถิน
ทอ่ี ยู่ : 187/6 ม.2 ต.ล้อมแรด อ.เถิน จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ผ้าลายสอดดน้ิ
กลุ่มแมบ่ า้ นทอผ้าฝ้ายบา้ นดอน
ที่อยู่ : 130 ม.15 ต.ร่องเคาะ อ.วงั เหนือ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
133
อาเภอแม่พรกิ (OTOP 4 ดาว)
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ข้าวแตน๋ น้าแตงโม
กล่มุ ข้าวแตน๋ นา้ แตงโมแมบ่ ุญพนิ
ทอ่ี ยู่ : 60 ม.1 ต.พระบาทวงั ตวง อ.แม่พรกิ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
อาเภอแจห้ ม่ (OTOP 4 ดาว)
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : กล้วยสุกทอดกรอบ
กลุ่มแม่บา้ นเกษตรเกา้ ตอ้ื (กลว้ ยเบรคแตก)
ที่อยู่ : 49 ม.4 ต.วเิ ชตนคร อ.แจ้ห่ม จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ข้าวแต๋นนา้ แตงโม
กลมุ่ แม่บ้านเกษตรกรใหม่เหล่า
ท่อี ยู่ : 31 ม.8 ต.วิเชตนคร อ.แจ้หม่ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ผ้าทอ
กลุ่มทอผา้ วิเชตนคร
ทอี่ ยู่ : 290 ม.3 ต.วิเชตนคร อ.แจห้ ม่ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ชุดเคร่อื งประดับ
กลมุ่ หตั ถกรรมท่งุ ฮ้าง
ที่อยู่ : 162 ม.1 ต.ทงุ่ ผงึ้ อ.แจ้ห่ม จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
อาเภอเมอื งปาน (OTOP 4 ดาว)
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ผา้ คาดโต๊ะ
กลุม่ ทอผ้ายอ้ มสธี รรมชาตแิ จซ้ ้อน
ทอ่ี ยู่ : 4 ม.11 ต.แจ้ซอ้ น อ.เมอื งปาน จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
134
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ผา้ คาดหวั เตียง
กลุ่มทอผา้ ยอ้ มสธี รรมชาติ
ทอ่ี ยู่ : 119 ม.5 ต.หัวเวียง อ.เมอื งปาน จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ดอกไม้จากใยพืช
กลุ่มกระดาษใยพชื ธรรมชาติ
ท่ีอยู่ : 146 ม.12 ต.แจซ้ อ้ น อ.เมืองปาน จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
อาเภอวงั เหนอื (OTOP 4 ดาว)
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : กล้วยบาบีคิว
กลุ่มแปรรปู อาหาร
ทอ่ี ยู่ : 82 ม.2 ต.วงั ใต้ อ.วังเหนือ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ผา้ ปกั ชาวเขา
กลุ่มสตรีสหกรณป์ ฏริ ปู ที่ดนิ
ทอี่ ยู่ : 142 ม.12 ต.รอ่ งเคาะ อ.วังเหนือ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลิตภัณฑ์ : ผ้าไหมแกมฝา้ ยปกั มกุ
กลมุ่ ผา้ ไหมแกมฝ้ายชาววัง
ทอ่ี ยู่ : 130 ม.15 ต.ร่องเคาะ อ.วงั เหนือ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
otop * * * * (4 ดาว)
ผลติ ภัณฑ์ : ผา้ คลมุ ไหล่
กลุ่มสตรพี ฒั นาผาชอ่ -แม่ออ้
ทอ่ี ยู่ : 221 ม.1 ต.รอ่ งเคาะ อ.วังเหนือ จ.ลาปาง
โทร : - แฟกซ์ : -
135
แหลง่ อ้างอิง
http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/evolution_of_thai_art/16.html
http://kanchanapisek.or.th/kp8/thai/link2_5.htm และ www.thaitambol.com
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=22&chap=3&page=t22-3-
infodetail04.html
http://www.chiangmainews.co.th/page/archives/487472
https://sites.google.com
http://www.thaitambon.com/province/ลาปาง
http://www.lampang.go.th/travel/otop/m/maung.htm
สาระที่ 6
เร่อื ง อาชีพในท้องถิ่น
แต่เดมิ ประชากรจงั หวัดลาปางประกอบอาชพี เกษตรกรรมเช่นเดียวกนั กบั ประชากรสว่ นใหญ่
ของประเทศไทย โดยจังหวัดลาปางมีพ้ืนทเ่ี พาะปลกู พืช คิดเป็นร้อยละ 14.19 ของพนื้ ท่จี ังหวัด และมี
ครวั เรอื นทปี่ ระกอบอาชพี การเกษตร คดิ เป็นรอ้ ยละ 48.54 ของครวั เรอื นทงั้ หมด ซ่ึงสว่ นใหญม่ ีการ
ปลกู พืชเศรษฐกจิ ท่ีสาคัญ ไดแ้ ก่ ขา้ ว ท้งั ข้าวนาปีและนาปลงั พืชไร่ ท้งั ขา้ วโพดเลย้ี งสัตว์ ยาสูบ ฝ้าย
สบั ปะรด มนั สาปะหลัง พชื ผัก และไมผ้ ล ไม้ยนื ต้น ไดแ้ ก่ มะม่วง ลาไย มะขามหวาน กลว้ ยน้าว้า
และลิน้ จี่
ดา้ นการเล้ียงสัตว์ ส่วนใหญเ่ ลีย้ งลักษณะรายยอ่ ยครอบคลุมพ้ืนทที่ ัง้ 13 อาเภอ ประกอบ
ดว้ ย ไกพ่ ้นื เมือง โคเนือ้ ลูกผสมพน้ื เมือง การเลยี้ งไกเ่ นือ้ และไกไ่ ข่ อย่ใู นรูปแบบการเลี้ยงลักษณะ
ระบบฟารม์ เล้ยี งในอาเภอเมืองลาปาง แจห้ ม่ แม่ทะ เกาะคา เสริมงาม และสบปราบ ลักษณะรับจ้าง
หรอื สญั ญาประกนั ระหว่างเกษตรกรกบั ตวั แทนบรษิ ทั ซีพเี อฟ (ประเทศไทย) จากัด บริษัท เบทาโกร
ภาคเหนอื อตุ สาหกรรม จากัด และกลมุ่ อิสระ ส่วนสกุ รมกี ารเล้ียงลกั ษณะฟาร์มในพนื้ ทีอ่ าเภอเมอื ง
ลาปาง ห้างฉัตร แม่ทะ เกาะคา และเสริมงาม ทาใหแ้ นวโนม้ การเลยี้ งของเกษตรกรรายยอ่ ยลดลง
ปจั จุบนั กรมปศุสตั ว์มีนโยบายสง่ เสริมการเลี้ยงสตั ว์พนื้ เมือง (ไก่ประด่หู างดา) ในระบบฟารม์ ควบคุม
โรคระบาด ดาเนินการโดยเกษตรกรรายย่อย กากับดูแลโดยเจ้าหนา้ ท่ปี ศุสตั ว์อาเภอทอ้ งท่ี เชน่
อาเภอแจห้ ม่ สบปราบ สาหรบั สัตว์อื่น ๆ มกี ารกระจายเล้ยี งตามความสนใจเป็นกลุ่มเฉพาะ เช่น หมู
ป่า นกกระทา แพะ แกะ เปน็ ตน้
ดา้ นการประมง จังหวดั ลาปางมีพ้นื ทีท่ าการประมงส่วนใหญ่อยู่ในพ้นื ท่ีอาเภอเถนิ เมือง
ลาปาง งาว แม่ทะ สบปราบ แม่เมาะ เมืองปาน และเกาะคา ตามลาดบั โดยมีจานวนเกษตรกรท่ี
เพาะเล้ยี งปลา 5 อนั ดบั แรก คือ ปลานิล ปลาดุก ปลาตะเพยี น ปลาไน และปลาย่ีสก
จากสภาพการดาเนินชีวิตของชาวลาปางที่เปลีย่ นแปลงไป เม่อื มีการสร้างทางรถไฟจาก
กรุงเทพมายังหัวเมอื งภาคเหนอื ผ่านจงั หวัดลาปาง ทาใหจ้ งั หวัดลาปางเปน็ จังหวัดทีม่ ีความสาคัญใน
ฐานะเปน็ ศูนย์กลางของภาคเหนือ มกี ารตง้ั คลงั สินคา้ ขนาดใหญร่ ะหว่างจังหวัดทางภาคเหนอื และการ
ขนสง่ สนิ ค้าไปยงั ภมู ภิ าคอน่ื มจี งั หวัดลาปางเป็นศูนยก์ ลาง จึงทาให้จงั หวดั ลาปางมีความสาคัญด้าน
เศรษฐกิจและการขนสง่ นบั แตน่ ัน้ ต่อมาเมอ่ื มีการผลิตแร่ลิกไนต์บรเิ วณอาเภอแมเ่ มาะ และมีการต้ัง
โรงงานถลุงแร่ส่งขายใหก้ ับโรงงานอุตสาหกรรมตา่ ง ๆ ในประเทศ ยง่ิ ทาใหเ้ ศรษฐกิจของจังหวัด
ลาปางเกดิ การขยายตวั ข้นึ อย่างมาก มีการตัง้ โรงงานใหม่ ๆ หลายแห่ง และเกดิ ธรุ กจิ ท่ีเกี่ยวเน่อื งกับ
เหมืองแรล่ กิ ไนตม์ ากมาก จากน้ันก็ไดม้ กี ารจดั ตง้ั โรงงานผลิตไฟฟา้ โดยใชล้ กิ ไนต์ขึน้ สามารถผลิต
กระแสไฟฟา้ ไดม้ ากเพียงพอกบั ความต้องการของครวั เรอื นและภาคอตุ สาหกรรมในภาคเหนอื ท้งั หมด
ทาใหเ้ กิดความมั่นคงทางด้านพลงั งาน ก่อใหเ้ กดิ การตั้งโรงงานขนาดใหญ่ขน้ึ หลายแหง่ จากนนั้ เป็น
ต้นมานบั ไดว้ า่ จงั หวัดลาปางเข้าสู่ยุคการเป็นจงั หวัดดา้ นอตุ สาหกรรมเป็นครัง้ แรก โดยอุตสาหกรรมที่
ทาช่ือเสียงใหจ้ ังหวัดลาปางเป็นที่รู้จกั อยา่ งกว้างขวางคอื อุตสาหกรรมเซรามกิ ทม่ี ีความสวยงาม
ทนทานและประโยชนใ์ ช้สอยทห่ี ลากหลายท่สี าคัญคือ มีราคาถูก ทงั้ น้ีเพราะจงั หวัดลาปางเป็นแหลง่
ดนิ ทเี่ ป็นวตั ถุดิบสาคญั ในการผลิตเซรามิก ทาให้การตั้งโรงงานเพ่ือผลติ เซรามกิ และอตุ สาหกรรมท่ี
137
เก่ียวเนอ่ื งเป็นจานวนมาก ก่อให้เกดิ อาชีพท่เี ก่ียวข้องกบั การทาเซรามิกมากมายในจงั หวดั ลาปาง
นอกจากนี้ จังหวัดลาปางยังมอี าชพี อ่นื ๆ ที่นา่ สนใจ ไดแ้ ก่
การทอผ้าฝ้ายและผ้าทอยกดอก (ไหมประดษิ ฐ์)
ในทอ้ งท่ีจังหวดั ลาปาง มกี ารปลูกฝ้ายพนั ธ์ุดี มีคุณภาพ ทาให้จังหวัดลาปางมีอุตสาหกรรม
พนื้ บ้านข้ึนอกี อย่างหนง่ึ คอื การทอผา้ ฝ้าย โดยจะทอแบบออกลายยก เชน่ ลายลูกแก้ว ลายดอก
พกิ ุล ลายดอกมะลซิ อ้ น และยอ้ มด้วยสธี รรมชาติทท่ี ามาจากเปลอื กไม้ นอกจากน้ันยังนาผา้ ฝ้ายมา
ตดั เย็บเป็นผลติ ภัณฑ์ต่าง ๆ ไดแ้ ก่ กระเป๋าผ้า กระเปา๋ ใสโ่ ทรศัพท์ กระเป๋าสะพาย กระเปา๋ ย่าม
ผ้าขาวม้า ผ้าปโู ตะ๊ ผ้าม่านหนา้ ตา่ ง ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลมุ เตยี ง ผา้ คลุมตเู้ ย็น ผ้ารองจาน พรม และ
เสอื้ ผา้ สาเร็จรูปแบบต่าง ๆ อีกดว้ ย นอกจากนัน้ ยังมกี ารทอผา้ พนื้ เมืองด้วยไหมประดิษฐ์และได้นาผา้
ทอพ้ืนเมอื งนม้ี าเพนท์และปกั ลวดลาย จากนัน้ ตัดแต่งใหส้ วยงามตามรูปแบบท่ีตอ้ งการและนา
ออกจาหนา่ ยอกี ด้วย
ผา้ ทอพ้นื เมอื งลาปาง เปน็ ผา้ ทอมือทแ่ี ต่ละแหง่ แต่ละอาเภอจะมีเอกลกั ษณ์เฉพาะ แตไ่ ม่วา่
จะมาจากอาเภอใดของลาปาง สง่ิ ท่มี องเหน็ เดน่ ชัด คือ เส้นใยผ้าทอท่อี าจจะเปน็ ปุ่มปม หรอื รอยลาน
เลก็ ๆ นอ้ ย ๆ บนพื้นผา้ ที่แสดงถงึ งานหัตถกรรมอยา่ งแท้จรงิ อีกอย่างนึงก็คือลดลายบนผืนผ้าท่ีมี
เอกลกั ษณข์ องแต่ละทอ้ งถ่นิ เป็นการสืบสานงานหตั ถกรรมจากภมู ิปญั ญาท้องถน่ิ อยา่ งแทจ้ ริง ความ
พยายามในการปลกู เกบ็ ดอกฝา้ ย นาดอกฝา้ ยมาตปี ุยฝ้ายจนเป็นใยเส้น จากใยเส้นเปน็ เส้นฝ้าย จนถงึ
การทอบนกีก่ ระตุกพ้นื เมืองแต่ละขนั้ ตอนสะทอ้ นความคดิ และภูมปิ ัญญาของบรรพบรุ ุษทสี่ ่งั สอน ส่ัง
สม และสืบสานตอ่ อนุชนรนุ่ หลังสืบมาจนเปน็ งานทเ่ี ปี่ยมลน้ ด้วยคุณค่าและความภาคภมู ใิ จของ
จงั หวัดลาปาง
กลุม่ ทอผา้ พ้นื เมอื งจงั หวัดลาปาง สว่ นใหญ่เป็นกลุ่มแม่บ้านทใี่ ช้เวลาวา่ หลังฤดูกาลเก็บเกยี่ ว
ขา้ วในนา หรือชว่ งเวลาระหวา่ งการทานา เพื่อทอผา้ ไวใ้ ช้ในครวั เรอื น เชน่ ผา้ ขาวม้า ผ้าซ่ิน ผ้าห่ม
เป็นตน้ ในปัจจบุ นั ผ้าทอเมืองลาปาง นอกจากจะทอผ้าไว้ใช้ในครัวเรอื นแล้วยงั เป็นอาชีพเสรมิ เพิม่
รายไดใ้ ห้กับครอบครัวอกี ทางหนึ่งดว้ ย โดยมีการรวมกลุม่ กันทอผา้ เชน่ กลมุ่ แมบ่ ้านอาเภอแจห้ ่ม
อาเภอเมืองปาน อาเภอแม่ทะ และอาเภอเสรมิ งาม เป็นตน้ และได้พฒั นาผลติ ภณั ฑ์อย่างต่อเน่ืองเพือ่
สร้างความแตกตา่ ง สะท้อนอัตลกั ษณ์ของผ้าทอใหโ้ ดดเด่น โดยได้นาเสน้ ใยจากธรรมชาติเช่น ใย
สับปะรด ใยขิง ใยข่า ทีม่ ีอยู่ในทอ้ งถิ่นนามาทอผสมกบั เสน้ ใยจากฝ้าย
การทากระดาษสาและกระดาษใยพืชธรรมชาติ
กระดาษสา ทามาจากไม้เนือ้ อ่อนชนิดหนง่ึ ช่อื ปอสา ชนดิ ใบแหลม เนือ้ เยอื่ ของ ปอสานีจ้ ะ
เหนียว และมีคณุ สมบตั ิดีมาก ในการทากระดาษ ประโยชนข์ องการทากระดาษสา มาประดิษฐ์ทาได้
หลายอยา่ ง เชน่ ทาร่ม โคมไฟ ไส้เทยี น กลอ่ งใสก่ ระดาษ ดอกไมแ้ หง้ กรอบรูป กระเปา๋ และของ
ชาร่วย ของทีร่ ะลึกอ่ืน ๆ ในจังหวัดลาปางทากระดาษสาเป็นอุตสาหกรรมภายในหมู่บา้ น โดยมีการ
นากระดาษสามาประดิษฐเ์ ปน็ ช่อดอกไม้และยอ้ มสีธรรมชาติ นอกจากน้ันยังได้นาใยพชื อ่ืน เช่น
สบั ปะรด มาทากระดาษและนากระดาษใยพชื น้นั มาประดิษฐ์เปน็ ดอกไม้ กรอบรูป กลอ่ งกระดาษ
สมดุ บันทกึ เชิงเทยี น เป็นตน้
138
การแปรรูปผลติ ภณั ฑท์ างการเกษตร
เนื่องจากในจังหวดั ลาปางประชาชนสว่ นใหญ่ประกอบอาชพี เกษตรกรรม ดังน้ันจงึ ทาใหเ้ กิด
อาชพี เสริมโดยการนาผลติ ภัณฑท์ างการเกษตร เช่น กลว้ ย ขา้ ว และผลไม้ มาแปรรูปเป็นอาหารและ
บรรจุถุงจาหน่าย ซง่ึ ในแต่ละอาเภอมีผลติ ภัณฑท์ ่ีน่าสนใจดงั น้ี
อาเภอเมอื ง ได้แก่ ข้าวแต๋นนา้ แตงโม ขนมเปยี๊ ะ นา้ ลกู หมอ่ นพรอ้ มดมื่ ผลิตภัณฑส์ มนุ ไพร
น้าพรกิ แปรรูป ขา้ วซ้อมมือปลอดสารพษิ กลว้ ยอบเนย
อาเภอแม่เมาะ ไดแ้ ก่ นา้ พริกกรอบสมุนไพร ถ่ัวกรอบแก้ว
อาเภองาว ได้แก่ หนอ่ ไม้อัดปี๊บ ของผงสาเรจ็ รูป ขา้ วเกรียบฟักทอง แหนมหมู ข้าวตา
มอง ชาขุนงาว ไข่สดเสรมิ ไอโอดนี
อาเภอเกาะคา ได้แก่ ข้าวแต๋น ข้าวเกรยี บผกั น้าพรกิ ลาบ เตา้ เจี้ยว เครอื่ งด่ืมรงั นก ลาไย
แปรรูป
อาเภอแม่ทะ ไดแ้ ก่ ขนมทองมว้ น แชมพู กาแฟค่วั แหนมเห็ด ขา้ วซอ้ มมือ ชาตะไคร้ ถว่ั
อบสมนุ ไพร เช้ือเห็ด
อาเภอเสริมงาม ได้แก่ ไข่เค็มสกุ ทองมว้ นกะทิสด ถ่ัวเคลือบโอชัว กลว้ ยทอด สบูส่ มนุ ไพร
แชมพสู มุนไพร นา้ พริกค่วั เห็ดหอม ข้าวซอ้ มมือ
อาเภอสบปราบ ได้แก่ ขา้ วกลอ้ งขา้ วเจ้าหอมมะลิ ข้าวกล้องขา้ วเหนยี วกลา่ ถว่ั ทอด
สมุนไพร นา้ พริกลาบ ลกู ประคบสมุนไพร ขนมดอกจอก
อาเภอเถิน ไดแ้ ก่ ไวน์มะเมา่ ยาสมนุ ไพร สม้ เกลีย้ งแกว้ น้าสม้ เกลี้ยง ข้าวแตน๋ นา้ สม้
เกล้ยี ง กลว้ ยอบน้าผึง้
อาเภอแมพ่ รกิ ได้แก่ กล้วยอบพลังแสงอาทิตย์ ข้าวกล้อง ข้าวแตน๋ มะละกอเชอ่ื มแหง้
ขา้ วกลอ้ งงอกปรุงรสผสมงาดา กลว้ ยอบเนย
อาเภอแจห้ ม่ ได้แก่ เมลด็ กาแฟค่วั บด ขนมดอกจอกปลา ปลาสม้ กระเทียมดอง หนอ่ ไม้
อัดปบี๊ ข้าวซ้อมมือ ขา้ วไรท์เบอรร์ ่ี ขา้ วแต๋น กล้วยอบเนย กล้วยเบรกแตก ยาสูบ ผกั กาดดอง ขา้ ว
แคบ เปน็ ตน้
อาเภอเมืองปาน ไดแ้ ก่ ชาเชยี วใบหม่อนแจซ้ ้อน ไวน์ผลไม้ สาโท กาแฟสดตรานา้ ตกแจ้
ซ้อน ลูกประคบ ครมี ขัดหนา้ มะขาม หมอนใบชาเพ่ือสขุ ภาพ
อาเภอวังเหนอื ไดแ้ ก่ ขนมทองมว้ น กลว้ ยฉาบกระเทียมพริกไทย กลว้ ยบาบีควิ นา้ พรกิ
ลาบ ผักกาดดองสามรส น้าพริกหมูกรอบ ไขเ่ ค็มเสริมไอโอดีน ขนมปงั
การถักโครเชต์
ทอ่ี าเภอแจ้ห่ม เมืองปาน และแม่เมาะ มอี าชีพถักโครเชต์ โดยการนาเส้นดา้ ยมาถักโครเชต์
ตามแบบและลวดลายตา่ ง ๆ มีความสวยงาม สาหรบั ใชเ้ ปน็ ปูโต๊ะ ผ้ารองจาน ผ้ารองแจกัน ผา้ รอง
พาน ผ้ารองแกว้ ออกจาหนา่ ย
แกะสลกั ไม้
ท่ีบ้านหลุก อาเภอแม่ทะ มีการนาไม้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ฉาฉาและจามจุรี มาแกะสลักเป็น
รูปสัตว์ตา่ ง ๆ เช่น ช้าง ม้า สงิ โต กวาง ฯลฯ ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมทั้งแกะสลักภาพนูนต่า
เช่นภาพรามเกียรต์ิ ภาพวิว ภาพเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของไทย นอกจากน้ันยังทา
139
เครื่องใช้จากไมห้ ลายชนิด เชน่ ขันโตก ชอ้ น ทัพพี และของเล่นตา่ ง ๆ รวมท้งั ของตกแตง่ บ้าน ส่วนท่ี
อาเภอแจ้ห่มมีอาชีพแกะสลักไม้เป็นกรอบรูป อาเภอวังเหนือมีอาชพี ทาโมบายขอนไม้และกลอ่ งไมฉ้ ลุ
อาเภอเสริมงาม ซึ่งเป็นท่ีตั้งของศูนย์ศิลปะชีพบ้านแม่ต่า ตั้งอยู่ท่ีบ้านแม่ต่า อาเภอเสริมงาม ตาม
แนวพระราชดาริของสมเด็จพระนางเจ้าสิรกิ ิต์ิ พระบรมราชนิ ีนาถในพระบาทสมเด็จพระปริมินทรม
หาภูมิพล อดุลยเดช ที่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนในหมู่บ้านแม่ตามีอาชีพเสริมจากการทานาทาไร่ด้วย
การฝึกอาชีพการแกะสลักรูปภาพจากไม้เนอ้ื แข็ง และอาเภอแม่เมาะ มีการแกะสลักไม้มาเปน็ รูปช้าง
โดยรวมกลุ่มกันท่ีบ้านท่าสี ตาบลบ้านดง อาเภอแม่เมาะ จังหวัดลาปาง และยังแกะสลักไม้สาหรับ
เครื่องเรือน เครือ่ งตกแต่งอาคารของภาคเหนือ เปน็ ตน้
ผ้าปกั ลวดลายชาวเขา
ในเขตอาเภอแจห้ ม่ เมืองปาน วังเหนอื และเสริมงาม มีชาวเขาเผ่าเย้า และเผ่ากะเหรี่ยง
อาศยั อยู่มากจึงเกิดมอี าชีพผ้าปกั มือลวดลายชาวเขา โดยการแกะลวดลายลงบนผา้ พื้น จากนัน้ ปัก
ลวดลายตามแบบดว้ ยมือจนเสร็จใช้สาหรบั ตกแต่งเสื้อผ้า นอกจากน้นั ก็นามาตัดเย็บเปน็ ผลิตภัณฑ์
ตา่ ง ๆ เช่น กระเป๋า ผ้าพนั คอ ผ้าคลุมไหล่ หรอื ตัดเย็บเป็นเส้อื และกางเกงชาวเขา เป็นต้น
การทาไมก้ วาดดอกหญา้ /ไมก้ วาดทางมะพร้าว
นอกจากอาชีพหลกั ในการปลกู ข้าว ทาไร่ เลี้ยงสัตวแ์ ล้ว เกษตรกรในจงั หวัดลาปางเกอื บทุก
อาเภอมีอาชพี การทาไม้กวาดดอกหญ้าและไม้กวาดทางมะพรา้ วเป็นอาชีพเสรมิ โดยนาดอกหญ้าท่ไี ม่
แก่จนเกินไปมาตากใหแ้ ห้ง ตีดอกใหห้ ลุด หรอื ทางมะพร้าวท่ตี ากแห้ง แลว้ นามาถกั ด้วยเชือกท่ี
เหนียวใหต้ ดิ แนน่ กับลาไม้ไผ่
จกั สาน
นอกจากอาชพี ทาการเกษตรแล้ว เดิมประชาชนในจังหวดั ลาปางไดท้ าเครือ่ งจักสานไม้ไผ่
มะพร้าว และหวายซง่ึ มอี ยู่มากในพ้ืนท่ีเพ่ือใชส้ อยภายในครัวเรอื น ต่อมาได้มผี เู้ ข้าไปติดต่อซ้ือเพ่อื
จาหน่ายประชาชนในหมบู่ ้านจงึ มีการรวมตัวกันผลติ เครอื่ งจกั สานไมไ้ ผ่ ทางมะพร้าวและหวายเพื่อ
จาหนา่ ยเปน็ อาชีพเสรมิ เชน่ กอ่ งข้าว หมวกจกั สานไม้ไผ่ ซึ่งเปน็ หมวกทีท่ าจากไมไ้ ผ่ยอ้ มสีสดสวย
แขง็ แรง ทนทาน โดยมีข้นั ตอนการผลติ คอื นาไม้ไผ่มาจกั สานเป็นเส้น จากน้ันนามาย้อมสีและจกั
สานตามแบบทตี่ ้องการ ตระกรา้ ทางมะพรา้ ว ซงึ่ เป็นตระกร้าได้จากการจกั และเหลาทางมะพร้าว ไม้
ไผ่ ตามขนาดทีต่ อ้ งการ จากนนั้ ขึ้นรูปโครงตระกร้าตามแบบ จักสานด้วยทางมะพรา้ ว ใชห้ วาย
เทียมเปน็ สว่ นประกอบของขอบฐาน ขอบตระกร้า และหตู ระกร้า เสร็จแล้วจึงทาน้ามนั เคลือบเงา
นาไปตากแดด 2-3 วนั จึงทาใหม้ ีความแข็งแรงและทนทาน กอ่ นนาออกจาหนา่ ย เปน็ ตน้
การทาเครอ่ื งประดบั
ทีอ่ าเภอแจ้ห่มมอี าชีพการทาเครอ่ื งประดับจากเม็ดมะค่า อาเภอวังเหนือและอาเภอห้างฉัตร
มีอาชีพทาเครอื่ งประดบั กะลามะพร้าว และอาเภอเถนิ มีการทาเครอ่ื งประดบั จากแกว้ โปง่ ขา่ ม ซง่ึ เป็น
หินควอทซ์สขี าวพบมากท่ีดอยปง่ หลวง เทือกเขาดอยขุนแมอ่ าบ หมูบ่ ้านนาบา้ นไร่ ตาบลแม่ถอด
อาเภอเถิน จังหวัดลาปาง เน่อื งจากแกว้ โป่งข่ามมีหลายสีมีความสวยงามและมคี วามเชอื่ ว่าแก้วโปง่
ขามเปน็ ของศักดสิ์ ิทธ์ทิ ้งั ในดา้ นคงกระพนั ดา้ นโชคลาภ และความปลอดภัยชาวบา้ น จงึ ไดน้ ามาทา
140
เปน็ เคร่อื งประดับ เชน่ หวั แหวน กาไลข้อมือ สรอ้ ยคอ ต่างหู และประดบั เครอื่ งใช้อื่นๆ ผลิตภัณฑ์
แกว้ โปง่ ขามเปน็ ศิลปหัตถกรรมพ้ืนบ้านท่มี ีความสาคัญเป็นเอกลักษณข์ องอาเภอเถนิ มรี าคาแพง
เพราะมีความสวยงามและเชือ่ วา่ เปน็ ของศักดส์ิ ิทธิ์
วาดภาพสนี ามนั
อาชพี วาดภาพสีนา้ มัน เป็นอาชีพหนึ่งในตาบลวังเหนือ อาเภอวงั เหนอื โดยจะมีการวาด
ภาพสีนา้ มนั เป็นภาพคนเหมอื น ภาพจิตรกรรม ภาพวิว ภาพสตั ว์ ภาพทะเล โดยการวาดภาพบ
ผ้าใบโดยใช้สีน้ามันและสีน้าพลาสตกิ
สารถีหรอื คนขบั รถม้า
รถม้าเข้ามาในประเทศไทยคร้งั แรกในสมัยรัชกาลที่ 4 ตอ่ มาเมอื่ สมัยรัชกาลท่ี 5 ทรงส่งั รถมา้
เข้ามาเปน็ จานวนมากเพือ่ ใชเ้ ปน็ รถหลวง กระทั้งรถยนต์เรม่ิ เข้ามามบี ทบาท รถมา้ จึงไดถ้ ูกกระจาย
ออกจากกรงุ เทพฯ และในชว่ ง พ.ศ.2458 ไดม้ ีการวางรางรถไฟขึ้นมาจนถึงลาปาง รถม้าจึงมีบทบาท
สาคญั ดว้ ยการเป็นยานพาหนะรบั สง่ ผโู้ ดยสารจากสถานีรถไฟจงั หวดั ลาปางเข้าสู่ตัวเมือง
รถมา้ คนั แรกของจงั หวดั ลาปางเป็นของเจา้ บุญวาทย์ วงศ์มานติ เจ้าผู้ครองนครลาปาง
หลังจากนั้นรถมา้ จงึ เรม่ิ มแี พรห่ ลายทงั้ ในลาปางและตามเมอื งหลักตา่ งๆ แตเ่ มือ่ เวลาผา่ นไปความ
เจรญิ ของเทคโนโลยกี ารคมนาคมทาให้รถม้าคอ่ ยๆเลอื นหายไป เหลือแต่เพยี งท่จี งั หวดั ลาปางเท่าน้ัน
ทย่ี ังคงใช้รถม้าเป็นยานพาหนะอยตู่ ราบจนปจั จบุ ัน
สาหรบั ลักษณะของรถมา้ ลาปางนน้ั เป็นรถแบบเปิดประทุน ท่นี งั่ ผ้โู ดยสารคลา้ ยคลึงกับท่ีนั่ง
ของจกั รยานสามล้อ แต่มขี นาดใหญ่กวา่ อยู่ทางตอนหลังของที่น่งั คนบังคบั ซ่ึงมรี ะดบั สูงกวา่ เล็กนอ้ ย
นัง่ ได้คนั ละไมเ่ กนิ 4 คน สว่ นมา้ ที่เหมาะสมน้นั จะต้องมีอายตุ ง้ั แต่ 4 ปขี ้นึ ไป สภาพร่างกายแขง็ แรง มี
อายุใชง้ าน 10 ปีหรือมากกว่านั้น แลว้ แต่สภาพและการดแู ล ซงึ่ เม่อื ตนซ้ือมา้ มาแล้วก็ตอ้ งฝกึ ให้ร้เู รอ่ื ง
ก่อน โดยจะใชเ้ วลาฝกึ ประมาณ 1 เดือน ขึ้นอย่กู ับการบังคับ และสาหรบั ผู้ประกอบอาชพี รถม้าต้องมี
ใบอนุญาตและใบขับข่รี ถมา้ ดว้ ย
รถมา้ ในจังหวดั ลาปางทง้ั หมดมปี ระมาณ 100 กว่าคัน เป็นสมาชกิ ของสมาคมประมาณ 70
คนั คนทมี่ าประกอบอาชพี นต้ี ้องมใี จรกั จริงๆเทา่ นั้น ส่วนลูกค้าส่วนมากจะเป็นพวกกรปุ๊ ทวั รม์ ีทงั้ ทวั ร์
ในประเทศเชน่ ทวั รจ์ ากภาคใต้ ภาคอีสานจะมาแวะที่ลาปางกอ่ นจะขน้ึ เหนอื ไปเชียงใหม่ สว่ นทวั รจ์ าก
ตา่ งประเทศสว่ นมากจะเป็นทวั ร์จากประเทศจีน ญ่ีปนุ่ เกาหลีใต้ ก็พอมี ทางยโุ รปก็มีเช่นประเทศ
ฝร่ังเศส เยอรมัน สวิตเซอรแ์ ลนด์
สารถีเปน็ คนจังหวัดลาปาง 100 % ดงั นั้น จงึ มคี วามผูกพนั และรู้ขอ้ มูลเกยี่ วกบั สถานที่
ท่องเท่ยี วและสถานท่ีสาคัญต่างๆ สามารถบรรยายได้อยา่ งคร่าวๆ และทางสมาคมร่วมกบั การ
ท่องเท่ียวแหง่ ประเทศไทยไดม้ กี ารฝกึ อบรมผขู้ ับข่ีรถมา้ อย่อู ย่างตอ่ เน่ืองทั้งให้ความรดู้ า้ นสถานที่
ท่องเทย่ี วและสถานท่สี าคัญ ๆ ต่าง ๆ และข้อปฏิบตั แิ ละมารยาทขณะปฏิบตั งิ าน เช่น ห้ามดื่มเหล้า
สบู บหุ ร่ี ตอ้ งแต่งกายสภุ าพ ใส่เสื้อแขนยาว ใสห่ มวก ห้ามใสร่ องเทา้ แตะ ต้องรกั ษากฎจราจร เปน็ ต้น
การบริการดา้ นการทอ่ งเทย่ี ว
จากสถานการณ์การทอ่ งเทีย่ วของจังหวัดลาปางในปัจจบุ ัน ท่มี ีผูม้ าเยือนท้ังชาวไทยและ
ชาวต่างชาติ เพมิ่ ข้นึ รอ้ ยละ 3-5 ในแต่ละปี โดยชาวตา่ งชาติท่ีมาเท่ียวจงั หวดั ลาปาง 5 ลาดับแรก คือ
141
ฝรั่งเศส เยอรมนั สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย ตามลาดับ กอ่ ใหเ้ กิดรายไดจ้ ากการ
ท่องเท่ียวเกอื บสามพันล้านบาทในแต่ละปี ส่งผลให้ประชาชนลาปางที่ประกอบอาชพี ทเี่ ก่ียวกับสนิ ค้า
และบรกิ ารท่องเทีย่ วเพมิ่ ขนึ้ ตามไปดว้ ย
แหลง่ อ้างอิง
www.thaitambol.com
จักรพงษ์ คาบุญเรือง www.chiangmainews.co.th 15/3/51
http://nammorndesign.com/
http://www.lampang.go.th/travel/indrus.htm
https://mgronline.com/travel/detail/9490000079461
สาระที่ 7
เรอ่ื ง ดนตรี เพลงและการแสดงพื้นเมือง
ดนตรีพื้นเมอื ง
ดนตรีพ้นื เมอื ง ดนตรพี ้ืนเมืองลา้ นนา หมายถงึ วงดนตรีท่ีประกอบดว้ ยเครอื่ ง
ดนตรีหลาย ๆ ชนดิ ทร่ี วมขึ้นเปน็ วง บางช้นิ อาจผลติ ขนึ้ เองในทอ้ งถิ่น โดยใช้ภูมิปัญญาทส่ี บื ทอดกนั
มาแตโ่ บราณ มีลกั ษณะการเลน่ เฉาพะตัว แตอ่ าจจะคล้ายคลงึ กบั เครอ่ื งดนตรีในวงดนตรีภาค อน่ื ๆ
บา้ ง เชน่ สะลอ้ คล้ายคลงึ กบั ซอ ของภาคกลาง ซึง คลา้ ยพณิ ในภาคอีสาน กลองพื้นเมือง คล้าย
กลองตะโพนของภาคกลาง ขลุ่ยพื้นเมือง มีระดับเสียงใกล้เคยี งกบั ขลุ่ยหลิบของภาคกลาง ปาด คล้าย
กบั ฆอ้ งวงภาคกลาง กาละสบั เหมือนกบั ระนาดของภาคกลาง และส้ิง คลา้ ยคลึงกบั ฉิ่ง และฉาบของ
ภาคกลางเป็นต้น ลลี าการบรรเลงดนตรพี ้นื เมอื งประเภทวงตา่ ง ๆ เชน่ วงสะลอ้ ซอซึง
วงตกเสง้ วงแห่ป่ีพาทยพ์ ื้นเมือง วงกลองป่จู า วงกลองสะบัดชยั วงกลองจยั ยะมงคล (สะบดั ชยั
โบราณ) มีลกั ษณะการเล่นเฉาพะตวั ลลี าเชอื่ งช้าบา้ ง เรว็ บา้ ง ตามแต่สถานการณ์ หรือในงานที่
บรรเลง เช่นงานศพ ก็ตอ้ งบรรเลงทค่ี อ่ นข้างชา้ ๆ เศรา้ โศก
วงดนตรีสะล้อ ซอ ซงึ
เปน็ ดนตรพี ืน้ บา้ นภาคเหนือท่ีมลี กั ษณะการเล่นอยู่ 4 วธิ ดี ว้ ยกนั คือ เคร่ืองดีด เครื่องสี
เคร่อื งตี เครื่องเป่า ประกอบด้วยเครื่องดนตรีดังน้คี อื สะลอ้ (เล็ก กลาง ใหญ่) ซงึ (เล็ก กลาง ใหญ่)
ขลุ่ยพ้นื เมือง ฉงิ่ ฉาบ กลองพ้ืนเมอื ง(กลองโปง่ ปง้ ) ลักษณะการเลน่ สามารถเล่นเดี่ยว และเล่น
รวมกนั เป็นวงได้ ไม่เคร่งครัดในการกาหนดคนเลน่ ไม่เน้นรูปแบบการเล่นทีม่ ีแบบแผนเท่าใดนัก เปน็
การเลน่ แบบอิสระ เน้นการเลน่ เพอื่ ประเทืองอารมณ์ ทง้ั อารมณ์สนกุ สนาน และอารมณ์ท่ี เศรา้ โศก
วงแห่ปพ่ี าทยพ์ น้ื เมอื ง
วงแหป่ ่ีพาทยพ์ ืน้ เมอื งคอื เคร่ืองดนตรีพ้นื เมอื งที่ใชใ้ นงานมงคลและงานอวมงคล
ประกอบด้วยเครอื่ งดนตรดี ังน้ี คือ กะละสบั (ระนาด) ป้าด (ฆอ้ งวง) แนนอ้ ย (ปีแ่ นเล็ก) แนหลวง
(ปีแ่ นใหญ่) กอ๋ งเทง่ ทิ้ง (ตะโพนมอญ) ส้งิ สวา่ เพลงท่ีใชบ้ รรเลง เปน็ เพลงบรรเลงพ้ืนเมอื งภาคเหนือ
เชน่ เพลงมอญ เพลงไทยเดิม เพลงพนื้ เมอื ง เปน็ ต้น
วงกลองตกเส้ง
เปน็ วงดนตรีพนื้ เมอื งอกี วงหน่ึง ซง่ึ ประกอบดว้ ยเครอื่ งดนตรีดังนี้คอื กลองแอว คล้าย
กลองกลองต่ึงโนงของเชียงใหม่ กลองตะหลดปด เป็นกลองเลก็ ๆ ยาว หนา้ ตัดประมาณ 6 น้ิว
เวลาเคาะมเี สยี งดงั โปก๊ ๆ ควบมุ จงั หวะในวงท้งั หมด สวา่ หรอื ฉาบใหญ่ เส้นผ่าศนู ยก์ ลางประมาณ
10 นว้ิ ควบคมุ จังหวะห่าง ๆ สอดร้องกบั ตะหลดปด โหมง่ ใหญ่ หรอื ฆ้องอยุ้ มีเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลาง
143
ประมาณ 15-20 นว้ิ ขนึ้ ไป แนน้อย แนหลวง เป่าบรรเลงเพลงพ้นื เมืองไปตามจังหวะ วงกลองตกเส้ง
มักนิยมนามาบรรเลง หรือแห่ เช่น แห่เทียนพรรษา แหน่ าค หรือ ประเพณีงานมงคลอ่ืน ๆ ของชมุ ชน
เป็นวงดนตรสี ัญลกั ษณเ์ ฉพาะของจังหวดั ลาปาง
วงกลองป่จู า
กอ๋ งป่จู า หมายถึงกลองทใ่ี ช้ในพธิ ีกรรมทางศาสนา ภาษากลางเรียกว่า กลองบชู า ภาษาถน่ิ
ภาคเหนือเรียกว่าก๋องปู่จา กอ๋ งปจู่ า ประกอบด้วย กลองใหญ่ 1 ใบ ภาคเหนือเรยี กว่า ก๋องต้งึ หรือ
ก๋องต้าง (เรียกตามเสยี ง)บางท้องถิ่นเรยี กว่ากอ๋ งแม่ สว่ นกลองเล็กๆ ที่ใชเ้ ป็นส่วนประกอบจานวน 3
ใบ เรียกวา่ กลองลูกตุ๊บ ใช้ตีประสานสอดแทรกเพอ่ื ให้มเี สียงสูงต่าตามทานองเพลง ส่วนเครื่อง
ประกอบจังหวะจะใชส้ ว่า (ฉาบใหญ)่ ฆ้องโหยง่ (โหมง่ ) ฆอ้ งอยุ้ (ห่ยุ ) ใช้ตีในทานองพทุ ธบูชา
ตีเพื่อบอกขา่ วให้รวู้ ่า วันรุ่งข้นึ เปน็ วันพระ ส่วนใช้ตเี พ่ือพธิ ีกรรมทางศาสนาเสร็จสนิ้ กจ็ ะใชไ้ ม้แส้
ตใี หจ้ งั หวะเรียก เพลงสะบัดชัย หรอื สดุ ธรรม
วงกลองสะบัดชัย
กลองสะบัดชัย เป็นกลองสองหน้าใบเดียว เล็กกว่าก๋องปู่จา ใช้ตีเพื่อเรียกขวัญกาลังใจใน
กองทัพ ก่อนทาศึก หรือเมื่อทาศึกเสร็จสิ้น ก็จะตีเฉลิมฉลองชัยชนะ ปัจจุบันใช้ตีเพ่ือการบันเทิงใน
ขบวนแห่ หรืองานประเพณีต่าง ๆ ผู้ตีใช้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายตี เช่น มือ เท้า เข่า ศอก ศีรษะ
สะโพก เป็นต้น จังหวะ หรือเพลงท่ีใชต้ ี จะใช้เพลงสะบัดชยั ประยุกต์ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน จะ
พบเห็นไดใ้ นงานมงคล และงานประเพณที ่ัวไปของภาคเหนือ\
วงกลองจัยยะมงคล (สะบดั ชยั โบราณ)
กลองสะบัดชัยโบราณ เป็นกลองที่ มีมานานแล้วนับหลายศตวรรษ ในสมัยกอ่ น
ใช้ ตียามออกศึกสงคราม เพ่อื เปน็ สิริมงคล และเปน็ ขวัญกาลังใจให้แกเ่ หล่าทหารหาญในการต่อสู้ให้
ได้ชัยชนะ ทานองทีใ่ ช้ในการตี กลองสะบัดชยั โบราณมี 3 ทานอง คือ ชัยเภรี, ชัย ดิถี และชนะมาร
วงกลองสง้ิ หม้อง
วงกลองส้งิ หมอ้ ง คือวงกลองยาวขนาดเลก็ มีอย่ตู ามวดั ต่างๆ ประกอบด้วยกลองยาว 1 ใบ
สิ้ง(ปัจจุบนั ใชฉ้ าบแทน) 1 คู่ ฆ้องขนาดย่อม(เรียกตามเสยี งว่าหม้องหรือมอง)1-3 ใบ หรือตามแต่
จะหาได้ ปจั จบุ นั วัฒนธรรมแบบวงกลองยาวของาภคกลางท่ีให้เสียงดังกว่าแพรเ่ ข้ามา เปน็ ผลให้
วัดตา่ งๆ มีการเพม่ิ จานวนกลองเขา้ ไปทาใหว้ งกลองส้งิ หม้อง กลายไปเปน็ วงกลองยาวแบบภาค
กลางไปแทบหมดส้ิน อย่างไรก็ตามวงกลองยาวแบบด้ังเดิมหรือวงกลองสิ้งหมอ้ ง ยงั พอหาชมได้ตาม
งานวดั และเทศกาลท่ัวไป
144
เครอื่ งดนตรีพื้นเมอื ง
สะล้อหรอื ทะล้อ
สะล้อหรอื ทะล้อ เป็นเคร่ืองสายบรรเลงดว้ ยการสี ใช้คัน ชกั อิสระ ตัวสะล้อท่ีเปน็
แหลง่ กาเนดิ เสียงทาด้วยกะลามะพร้าว ตัดและปิดหนา้ ด้วยไมบ้ าง ๆ มชี ่องเสยี งอย่ดู ้านหลงั คันสะล้อ
ทาด้วย ไมส้ ัก หรอื ไม้เน้อื แข็งอื่น ๆ โดยปกตจิ ะ ยาวประมาณ 60 เซนตเิ มตร ลกู บิดอยู่ด้านหน้านิยม
ทาเป็นสองสาย แต่ทที่ าเป็นสามสายก็ มีสาย ทาด้วยลวด (เดิมใช้สายไหมฟั่น ) สะลอ้ มี 3 ขนาด คือ
สะลอ้ เลก็ สะลอ้ กลาง และสะล้อใหญ่ 3 สาย
ซึง
ซึง เป็นเครอ่ื งสายชนิดหน่ึงใช้บรรเลงดว้ ยการดีด ทา ดว้ ยไมส้ กั หรอื
ไม้เนอ้ื แข็ง มชี ่องเสียงอยู่ ด้านหน้า กาหนดระดบั เสยี งดว้ ยนมเปน็ ระยะ ๆ ดีด ดว้ ยเขาสัตว์บาง ๆ
มสี ายทาดว้ ยโลหะ เช่น ลวด หรอื ทองเหลือง (เดิมใชส้ ายไหมฟัน่ ) 2 สาย
ขลยุ่
ขลยุ่ ของไทยเป็นขลยุ่ ในตระกูลรีคอรด์ เดอร์ คอื มที ่บี งั คบั แบ่งกระแส ลม ทาให้เกดิ เสยี งใน
ตวั ไม่ใชข่ ลุย่ ผิว ตระกลู ฟลตุ แบบจนี ขลุ่ยไทยมีหลายขนาด ไดแ้ ก่ ขลุ่ยอู้ มเี สยี งต่าท่ีสดุ ระดบั กลาง
คือ ขลยุ่ เพียงออ เสยี งสูง ได้แก่ ขล่ยุ หลีบ และยงั ท่ีมี เสียงสูงกวา่ นี้คอื
ขลุ่ยกรวดหรอื ขล่ยุ หลีบกรวด อกี ด้วย ขล่ยุ เปน็ เคร่ืองดนตรใี นวงเครอ่ื งสายและ วงมโหรี
ป่ี
ป่ี เปน็ ปล่ี น้ิ เดยี ว ท่ีตวั ลน้ิ ทาดว้ ย โลหะเหมือนล้นิ แคน ตัวปท่ี าด้วยไม้ซาง
ที่ปลายข้างหน่งึ ฝังล้นิ โลหะไว้เวลาเปา่ ใช้ปากอม ลิ้นท่ปี ลายข้างน้ี อีกด้านหนง่ึ เจาะรู บังคับเสยี งเรียง
กนั 6 รู ใช้ปิดเปดิ ดว้ ยน้ิว มอื ทง้ั 2 นิ้ว เพ่อื ให้เกิดทานองเพลง มี 3 ขนาด ไดแ้ ก่ ขนาดใหญเ่ รียก ปี่แม่
ขนาดรองลง มาเรยี ก ปี่กลาง และขนาดเลก็ เรยี ก ปีก่ ้อย นยิ ม บรรเลงประสมเป็นวงเรยี ก
วงจมุ ปี่ หรอื ปีจ่ ุม หรือบรรเลงร่วมกับซึงและสะลอ้
ป่แี น
ป่ี แน มลี กั ษณะคลายปี่ไฉน หรอื ปี่ชวา แตม่ ี ขนาดใหญก่ ว่า เป็นปี่ประเภท
ลิ้นคทู่ าด้วยไม้ เนื้อแข็ง มีรูบังคับเสียง เช่นเดยี วกับปี่ใน นยิ มบรรเลงในวงประกอบกบั ฆ้อง กลอง ตะ
หลดปด และกลองแอว เช่น ในเวลาประกอบการฟอ้ น เป็นตน้ มี 2 ขนาด ไดแ้ ก่ ขนาดเล็กเรยี ก แน
น้อย ขนาดใหญ่ เรยี ก แนหลวง
พิณเปี๊ยะ
พณิ เปีย๊ ะ หรือ พิณเพียะ หรือบางทีก็เรยี กวา่ เพยี ะ หรอื เปย๊ี ะ ประกอบไปด้วยทวนหรอื
คันเปย๊ี ยาว และมกี ะลามะพร้าวผา่ ซีกขูดผิวจนบางเปน็ เครือ่ งบังคบั เสียง เรียกเทคนคิ การดีดสายให้
เกิดเสยี ง “ปอ๊ ก” หรอื “ปาน” ผ่านสายไปสู่กะลาซง่ึ ทาหนา้ ที่เปน็ กล่องเสียง ถ้าผู้ดดี เป็นชายจะเอา
145
กะลาครอบไว้ท่ีอก ถา้ เป็นหญงิ จะใชส้ ่วนทอ้ งแทน การเล่นมักไมใ่ ชป้ ระกอบกับวงดนตรเี พราะเสยี ง
เบามาก กะโหลกทาด้วยกะลามะพร้าว เวลาดีดเอา กะโหลกประกบติดไว้กบั หนา้ อก ขยบั เปิด-ปิด
เพ่ือใหเ้ กิดเสียงกังวานตามต้องการ สมัยกอ่ นหนมุ่ ชาว เหนอื นยิ มเล่นดีดคลอการขบั รอ้ งในขณะไป
เกีย้ วสาวตามหมบู่ ้านในยามคา่ คนื ปัจจุบนั มี ผู้เล่นได้นอ้ ยมาก
กลองเต่งถิง้
กลองเต่งถง้ิ เปน็ กลองสองหน้า ทาด้วยไม้เนือ้ แข็ง เช่น ไมแ้ ดง หรือไม้
เน้ืออ่อน เชน่ ไมข้ นุน หนา้ กลองขึงด้วยหนังวัว มี ขาสาหรับใช้วางตัวกลอง ใช้ประสมกับเคร่ืองดนตรี
อ่ืน ๆ เพื่อเปน็ เครือ่ งประกอบจังหวะ
ตะหลดปด
ตะหลดปด หรือมะหลดปด เป็นกลองสองหนา้ ขนาดยาวประมาณ 100
เซนติเมตร หน้ากลองขงึ ด้วยหนัง โยงเรง่ เสยี งดว้ ยเชือกหนัง หนา้ ด้านกว้างขนาด 30 เซนตเิ มตร
ด้านแคบขนาด 20 เซนตเิ มตร หุ่นกลองทา ด้วยไม้เนอื้ แขง็ หรือเนื้ออ่อน ตีด้วยไมห้ มุ้ นวม มขี จ้ี า่ (ขา้ ว
สกุ บดผสมขเี้ ถา้ ) ถ่วงหน้า
กลองต่งึ โนง
กลองตง่ึ โนง เปน็ กลอง ท่มี ีขนาดใหญ่ทส่ี ุด ตวั กลองจะยาว มากขนาด 3-4
เมตรกม็ ี ใช้ตีเป็น อาณตั สิ ญั ญาณประจาวัด และใชใ้ นกระบวนแห่กระบวนฟอ้ น ตา่ ง ๆ ประกอบกับ
ตะหลดปด ปแี่ น ฉาบใหญ่ และฆ้องหยุ่ ใช้ตีดว้ ยไม้ เวลาเขา้ กระบวน จะมีคนหาม
กลองสะบัดชยั โบราณ
กลองสะบัดชัยโบราณ เปน็ กลองท่ี มมี านานแล้วนับหลายศตวรรษ ในสมัยกอ่ นใช้ ตยี ามออก
ศกึ สงคราม เพอื่ เปน็ สริ มิ งคล และเป็น ขวญั กาลงั ใจให้แก่เหลา่ ทหารหาญในการตอ่ สใู้ ห้ได้ชยั ชนะ
ทานองทใ่ี ช้ในการตี กลองสะบดั ชยั โบราณมี 3 ทานอง คือ ชยั เภรี, ชัย ดิถี และชนะมาร
เพลงพนื้ เมือง
จ้อย ซอ คา่ ว
จอ้ ย ซอ ค่าว เป็นวรรณกรรมพนื้ บา้ นภาคเหนือ ทีม่ มี าแตน่ มนาน ปัจจบุ ันเริม่ เลอื นลาง
หายไปด้วยเหตุปัจจัยต่าง ๆ หลายประการ อาจเป็นไปได้ว่า ในอนาคต จะหายไปจากสังคมชนบท
ในสมัยโบราณประมาณ 60-100 ปีท่ีผ่านมา จอ้ ย ซอ ค่าว มักใช้ในงานกิจกรรมในชุมชน ทีเ่ ป็นงาน
รื่นเริง งานเฉพาะกิจ เช่น ไปจีบสาวตอนกลางคืน เป็นคติเตือนใจ ถ่ายทอดความรู้สึกต่าง ๆ เช่น
ความรัก ความคิดถึง ความน้อยเน้ือต่าใจ ความลาบากยากเข็ญ พรรณนาเรื่องราว นิทานพ้ืนบ้าน
เปน็ ต้น เชน่ คา่ วทหาร กบ็ รรยายถ่ายทอดบทกวีถึงความทกุ ข์ยากลาบากของการอยู่ค่ายและการออก
146
รบ ที่เป็นเรือ่ งราว เช่น ซอ หรอื ค่าวฮ่าเจ้าสุวัตร นางบัวคา เร่ืองหมาขนคา มีศิลปินภาคเหนือหลาย
ท่านท่มี ีความชานาญในดา้ นนี้ เชน่ ค่าวพญาพรหม และศลิ ปินหลายทา่ น หนอ้ ย หนาน ทหารเกา่
ซอ คือการขับลานาหรือขับร้องด้วยถ้อยคาทานองตา่ งๆ อันไพเราะเปน็ ศิลปะการแสดงด้าน
การขับขานพื้นบา้ นภาคเหนอื ตอนบนและเป็นสอ่ื ที่ใหค้ วามบนั เทงิ และเน้ือหาสาระที่นามาเป็นบทขับ
ร้อง เป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อครูแม่ครู และการนาข้อมูลข่าวสารเหตุการณ์
บ้านเมืองมาร้อยเรียงเป็นบทขับขาน เนื้อหาที่ช่างซอนามาซอจะแฝงทั้งคติธรรมและคติทางโลก
ทานองดนตรีจะใช้ปี่จมุ (ชุม)
เพลงคาเมอื ง
เพลงพ้ืนเมืองภาคเหนือ แบ่งออกเป็นตามลักษณะการเล่น 2 อย่าง คือ เปน็ เพลงบรรเลง
เม่ือเล่นในดนตรีพ้ืนเมือง เช่น ในวงสะล้อซอซึง วงแห่ป่ีพาทย์ เป็นต้น ส่วนเพลงพ้ืนเมืองในลักษณะ
การขับร้อง บางทีเราก็เรียกวา่ เพลงคาเมือง หรือเพลงกาเมือง ในปัจจุบันเพ่ือให้เพลงพ้ืนเมือง เพลง
กาเมืองให้มีบรรยากาศสนุกสนาน ต่ืนเต้นเร้าใจก็มีเคร่ืองดนตรีที่ทันสมัย เคร่ืองดนตรีสากลเข้า
ประกอบ มแี นวโน้มเปน็ เชิงธุรกิจ เรียกว่าเพลงกาเมอื งประยุกต์ มีศลิ ปนิ ล้านนาหลายคนสรางสรรค์
ผลงานไว้ เช่น จรัญ มะโนเพ็ชร บญุ ศรี รัตนงั สนั่น เมืองเหนอื สุนทรี
เวชานนท์ ทิทัศน์ ละอองศรี ครูแอ็ด ภานุทัตร และคนอื่นๆ เป็นต้น เพลงเดิมก็มี เพลงป่อก้าหมู
นอ้ ย เพลงน้อยใจยา เพลงบา่ วเคิ้น เปน็ ตน้
ตัวอย่างเพลงคาเมืองของลาปาง เช่น เพลง “ร่าเปิงลาปาง” แต่งบทร้องและทานองโดย
นายสักเสรญิ (ศกั ด์)ิ รัตนชัย
เพลง “รา่ เปงิ ลาปาง” มคี วามหมาย ดังนี้
เรือ่ เรืองรองแสงทองตอ้ งฉตั รธาตเุ จดียย์ ามอรณุ ณ วัดพระธาตลุ าปางหลวง ประนมมือ
เหนือเศียรด้วยช่อบุปผาชาติ เกล็ดน้าค้างก็ละลายไหลลาดลงตามรอ่ งกลีบใบพฤกษาสู่ดิน มวลเสียง
อึกทึกประสมศัพท์แสงจอแจของตลาดยามเช้า ท้ังกระจาดตระกร้ากล่องข้าวท้ังกระชุฟักแตงกระบุง
เน้ือ อกี ทงั้ สินคา้ พชื ผักสวนครวั พรา้ วตาลทงั้ มวล กล้วยผลสม้ ผลมะตูม สัตว์น้า สัตว์ปีก แมลงที่บินไป
บินมา เสียงฬอ่ เกวียนโคต่างท้ังเสยี งผางลางกระดึงแขวนบนหลังววั ฮอกเดง (กระดึงไม้กระดึงโลหะ)
ยามเหยาะยา่ ง อีกท้ังเสียงเอ็ดอึงและเสียงกู่ก้องทั่วตลาดเพ่ือขอทางของพ่อค้า สินค้าช้างต่างม้าต่าง
สินค้าจากป่าละเมาะ สินค้าป่าใหญ่ ป่าลึก สินค้าจากท้องทุ่งและโรงงาน ที่ได้จากการประดิษฐ์และ
การจดั แต่ง
ครั้นถึงเทศกาลปีใหม่ เข้าพรรษา ออกพรรษา และประเพณีย่ีเป็ง (เพ็ญเดือน 12 ใต้) เสียง
ปะปะปะ (ตึงๆๆ) จากหอกลองพระดังป๊ะตึงๆ ซอสะล้อ ซอสี ดีด วงกลองถืดทึง และฆ้องวง เสียง
โหนง่ เหน่ง เริงอารมณ์ในชน้ั เชิงท่ีถนัด ต่างก็วาดลีลา ฟ้อนผีมด แซมผีเม็ง เหงาใจก็ครวญเพลงทาให้
คิด “รา่ เปิง-ลาปาง”(ราพึงถงึ ลาปาง)
การแสดงพ้ืนเมอื ง
เอกลักษณ์ทางศิลปกรรมในรูปแบบของนาฏศิลป์หรือการฟ้อนราของจังหวัดลาปางน้ัน คือ
การฟ้อนเมือง ซึ่งมีพ้ืนฐานมาจากศิลปะการร่ายราท่ีเรียกว่า การฟ้อนเจิง (เชิง) อันเป็นศิลปะการ
ต่อส้ปู ้องกันตัว ท่ีมีทัง้ การฟอ้ นด้วยมือเปลา่ และการฟอ้ นกบั อาวธุ ต่างๆ ลกั ษณะท่าทางท่ีใช้ในการรา่ ย
147
รา สามารถส่ือกันได้กับลีลาการร่ายราทั่วไปซ่ึงมีอยู่ในการฟ้อนต่างๆ นาฏศิลป์หรือศิลปะของการ
ฟ้อนราแบบพ้ืนบ้าน (Folklore) ในจงั หวัดลาปางมหี ลายชนิด เป็นต้นว่า ฟ้อนเจิง (เชิง) ตบมะผาบ
ฟ้อนหอก ฟอ้ นดาบ ซงึ่ เป็นการร่ายราในขบวนท่าศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว นอกจากนี้ยังมกี ารฟ้อน
ราในประเพณีฟ้อนผีปู่ย่า การฟ้อนเล็บ ซ่ึงทางคุ้มหลวงเชียงใหม่ได้พัฒนาปรับปรุงขึ้นมาจากของ
พื้นบ้านและได้วนกลบั มาสูพ่ ้ืนบ้านอีก และยังมีการฟอ้ นของชาวบ้านในลักษณะการวาดมือและแขน
พร้อมท้ังการเคลื่อนไหวไปตามลีลา จังหวะของดนตรี ซึ่งสามารถพบเห็นตามงานร่ืนเริง งานบุญ
หรือในขบวนแห่ตา่ งๆ อันเป็นลีลาการเคลื่อนไหวท่ีเป็นไปตามธรรมชาติและประสบการณ์ของผู้คนใน
แต่ละทอ้ งถิ่น
การฟ้อนราในรปู แบบของการแสดงนัน้ ยังเป็นของใหม่สาหรบั สังคมชาวบ้านในเมอื ง
เหนือ แต่เดมิ นั้นการละครและการฟ้อนรามแี สดงแต่ในคมุ้ หรือในวงั เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเปน็ ความ
บนั เทิงของเจา้ ผู้ครองนครและผสู้ ูงศกั ดิเ์ ท่านัน้ ข้อมูลหรอื เรอ่ื งราวต่างๆ เกีย่ วกับการดนตรีและ
นาฏศิลป์ในคุ้มหลวงเจ้าผู้ครองนครลาปางมีนอ้ ยมาก
สภาพปัจจบุ ันของการแสดงนาฏศิลป์ฟ้อนราในลาปาง นอกจากการฟ้อนราที่เปน็ แบบของ
ราชสานัก ซ่งึ ถา่ ยทอดโดยครูอาจารยน์ าฏศิลป์แล้ว การฟ้อนราแบบพ้นื บ้านท่ีเป็นภูมิปญั ญาท้องถ่นิ
จริงๆ ยังนบั ว่ามีนอ้ ย อย่างไรกต็ ามไดม้ ีชมรมหรือสานกั จุมสะหรวี ัดกคู่ า ซ่งึ มีบทบาทเด่นมากในการ
อนุรักษ์ศิลปะการฟอ้ นราที่เปน็ ของเก่า ในขณะเดียวกนั กไ็ ดม้ กี ารประดิษฐ์การแสดงชุดใหม่ออกมาด้วย
ทางสานกั ได้เปิดลานฝึกซอ้ มให้เยาวชนทุกวนั เสาร์ และวนั อาทิตย์ โดยไม่คิดค่าใชจ้ ่าย นอกจากน้ี
สภาพของดนตรีประกอบการแสดงในจังหวดั ลาปางปัจจุบันยงั นิยมใช้แถบบนั ทึกเสียงเปน็ ดนตรี
ประกอบการแสดงเป็นส่วนใหญ่ การบรรเลงดนตรีสดหรือการใช้ดนตรพี ื้นบ้านบรรเลงประกอบการแสดง
ดังที่สากลนิยมยังปรากฏมนี อ้ ย
ชุดการแสดงนาฏศิลป์ที่มีการประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ในจังหวัดลาปาง ที่พอจะรวบรวมเป็น
ตัวอยา่ ง ไดด้ งั น้ี
การแสดงชุดทอผ้าล้ือ เป็นการแสดงที่นาเอากรรมวิธีการทอผ้าของชาวไทล้ือซึ่งเร่ิมตั้งแต่
การเก็บดอกฝ้าย ดึงดอกฝ้าย อีดฝ้ายให้เมล็ดฝ้ายหลุด ใช้ก๋งดีดฝ้าให้ฟู ก๊ิกฝ้ายให้เป็นหลอดนามาโว้น
จากนั้นนามาย้อมสี แล้วนามาทอเป็นผนื ผ้าสอดลายประดิษฐ์ให้เป็นลวดลายสวยงาม หลังจากทอเป็นผืน
เรียบร้อย เข้ามาสู่ช่วงสุดท้าย นักแสดงจะร่ายราพร้อมกับโชว์ผืนผ้าซึ่งมีความสวยงามไปรอบเวที
ประดิษฐ์ท่าราโดย นางกนกรัชต์ เก่าศิริ ภาควิชานาฏศิลป์ แตง่ เพลงประกอบการแสดงโดย นายศรชัย
เต็งรตั นล์ อ้ ม ภาควชิ าดนตรี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏลาปาง
การแสดงชุดฟ้อนจ้องสไบก่าเบ้อ เป็นชุดการแสดงที่ใช้จ้อง (ร่ม) และสไบ ประกอบการ
ฟ้อนรา โดยใช้นาฏศิลป์แบบเชิงพ้ืนบ้านทางเหนือ บางตอนมีการฟ้อนเข้าคู่เป็นผีเส้ือ ประดิษฐ์ท่าฟ้อน
โดย นายศกั ดิ์ รัตนชยั ใชเ้ พลงกา่ เบอ้ (ลาปาง) บรรเลงประกอบการแสดง
การแสดงชุดฟ้อนไทล้ือ เป็นชุดการแสดงประเภทระบาแท้จากนามธรรม เกิดจากแรง
บันดาลใจในทานอง “ขับลื้อ” แสดงเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2534 ออกแบบท่าฟ้อนโดย นางปิยะดา
ชัชวาลปรีชา ภาควิชานาฏศิลป์แต่งทานองดนตรีโดย นายศรชัย เต็งรัตน์ล้อม ภาควิชาดนตรี
มหาวิทยาลยั ราชภัฏลาปาง
การแสดงชุดฟ้อนไฟล่องสะเปา และฟ้อนผางประทีป ชาวเหนือเรียก ตะคัน ซึ่งเป็นจาน
ดินเผาใส่น้ามันตามไฟต่างตะเกียงวา่ ผางประทีป ใช้จุดบูชาไฟในเทศกาลประเพณีวันยี่เป็ง (วันเพ็ญ เดือน
12) และจุดในสะเปา ที่ชาวลาปางใช้แทนกระทง ด้วยความงามและเสน่ห์ของแสงไฟในคืนวันล่องสะเปา