The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นจังหวัดลำปาง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chaiwut, 2022-02-27 22:16:44

กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นจังหวัดลำปาง

กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นจังหวัดลำปาง

48
ไดอ้ กี 36 ปี และเสียชีวิตในปี พ.ศ.2536 นี้เอง ท่ำนสำมำรถเล่ำเหตุกำรณ์ต่ำงๆแก่ผอู้ ่นื ไดอ้ ย่ำงชัดเจน
โดยตลอด ทำ่ นบอกว่ำตอนทเ่ี ป็นหวั หนำ้ ช่ำงท่ำนมอี ำยุ 58 ปี และเมอ่ื พ.ศ. 2536 ทที่ ่ำนเสยี ชวี ติ
ท่ำนมอี ำยไุ ด้ 94 ปี ในระหวำ่ งทีม่ อี ำยมุ ำอกี 36ปี นนั้ ทำ่ นไม่ เคยเจ็บป่วย จนกระทัง่ เสยี ชวี ติ ดว้ ยโรค
ชรำ

เกยี่ วกบั ควำมศกั ดิ์สทิ ธขิ์ องลกู แก้วบนยอดพระธำตวุ ดั เวยี งนี้ ยงั มีผ้พู บเห็นพระแกว้ ลอยออก
จำกพระธำตหุ ลำยครงั้ เชอื่ กนั วำ่ วัดเวียง วัดอมุ ลอง และ วัดดอยป่ำตำลน้ัน ลอยไปเทีย่ วหำกันในวัน
โกน วนั พระ เก่ยี วกับเรือ่ งนมี้ ีคนพบเหน็ ดว้ ยตำตวั เองมำแล้ว โดยจะเห็นลกู แก้วอยบู่ นทอ้ งฟ้ำมแี สง
สวำ่ งสีเขยี วนวล และเม่อื มีคนช้ีจะทักว่ำ “ ลูกแก้วยอดพระธำตวุ ัดเวียงไปเทยี่ วหำลกู แกว้ บนยอดพระ
ธำตุวัดดอยป่ำตำล” ลกู แก้วกด็ ับวบู หำยไปไม่เห็นอกี จนกว่ำจะปรำกฏให้เหน็ อีกคร้งั ตอ่ ไปเทำ่ นั้น มี
หลำยคนพบเห็นเช่นนอี้ ยู่เสมอ

คณะศรัทธำวัดเวียงไดบ้ รู ณปฏิสงั ขรณห์ ลังคำวหิ ำรในปีพ.ศ.2518 –พ.ศ. 2519 ไดท้ ำกำรร้ือ
พระอุโบสถหลังเก่ำ แล้วสร้ำงใหมใ่ นทีเ่ ดมิ รวมทัง้ ไดส้ รำ้ งศำลำกำรเปรยี ญข้ึนอกี หลงั หนง่ึ ในทำงทิศใต้
เมื่อ พ.ศ. 2534 ทำงวดั ไดข้ ออนญุ ำตไปยังกรมศำสนำเพือ่ ซ่อมแซมภำพจติ รกรรมฝำผนงั วหิ ำร ซ่งึ เปน็
ลำยรดนำ้ และขออนรุ กั ษ์ลวดลำยคงเดิมไว้ก็ไดร้ ับอนญุ ำตใหบ้ ูรณะได้ จงึ ไดล้ งมือบูรณะซอ่ มแซม โดย
ช่ำงเขยี นลวดลำยจำกเชียงใหม่ ตอ่ มำกรมศลิ ปกรมำพบเขำ้ ก็จึงบอกวำ่ ไมส่ มควรทำกำรบรู ณะ เพรำะ
เหน็ วำ่ ควรอนรุ กั ษข์ องเก่ำไว้
ทม่ี ำ : http://www.thoenpost.com/ab.thoen/history%20vcd.html

อาเภอแม่พรกิ
อำเภอแมพ่ ริกตัง้ อยบู่ นลำหว้ ยแมพ่ รกิ เข้ำใจวำ่ ชือ่ อำเภอแมพ่ ริก คงจะได้มำจำกช่ือลำห้วย
แม่พริก สว่ นที่มำของคำวำ่ "แมพ่ ริก" มเี รอื่ งเลำ่ มำว่ำพระพุทธเจำ้ เคยเสด็จมำทอี่ ำเภอน้ี จงึ มีรอยพระ
พทุ ธบำทประทับอยูบ่ นรอยหิน 2 รอย แตร่ อยพระพุทธบำท ทั้ง 2 รอย เปน็ รอยกลบั กัน (ชำวบ้ำน
เรยี กวำ่ "ปกิ๊ " หรอื "พลิก" แปลวำ่ "กลบั ") ต่อมำนำนเข้ำเลยเรียกเพยี้ นจำก "พลกิ " มำเปน็ "พรกิ "
เรอื่ งเลำ่ หรือคำบอกเล่ำเหล่ำนี้ จงึ เป็นที่มำของลำห้วยแมพ่ ริก กง่ิ อำเภอแมพ่ ริก และเป็นอำเภอแม่
พรกิ ตำมลำดบั
กอ่ นทีจ่ ะต้ังเปน็ ก่ิงอำเภอแมพ่ ริก ปรำกฎวำ่ ทอ้ งทอี่ ำเภอแม่พริกแห่งน้ีเป็นหมบู่ ำ้ นขึน้ กับ
อำเภอบำ้ นตำก จังหวัดตำก มกี ำรรวมด้วยกนั 3 หม่บู ้ำน คือ บ้ำนแมพ่ รกิ ล่มุ แม่พริกบน และบำ้ นแม่
เชยี งรำย ติดตอ่ กบั เขตอำเภอเถิน จงั หวดั ลำปำง มมี ่อนกองหิน เม่ือประมำณปี พ.ศ. 2443 ถึงปี พ.ศ.
2447 จงั หวัดตำก ไดต้ ั้งด่ำนเก็บภำษีค่ำนำ เงนิ รฐั ชูปกำรขน้ึ ทบี่ ้ำนแม่พริกลุ่ม และได้จัดส่งเจ้ำน้อย
สำร มำเป็นนำยด่ำน ต่อมำในปี พ.ศ. 2447 เจ้ำนอ้ ยสำรถกู คนร้ำย ปลน้ ฆำ่ ตำยทำงรำชกำรจงึ ได้โอน
หมบู่ ำ้ นแม่พริกลุ่ม บำ้ นแม่พริกบนและบ้ำนแมเ่ ชียงรำย จำกอำเภอบำ้ นตำก จงั หวัดตำก มำขึ้นกบั
อำเภอเถนิ จงั หวัดลำปำง โดยถอื เขตหว้ ยแม่เชยี งรำยและห้วยแม่ระวำนเป็นเสน้ แบ่งเขตและ ตัง้ เป็น
กงิ่ อำเภอแม่พริกขึ้น โดยมีท่ีทำกำรกงิ่ อำเภอแม่พรกิ อยทู่ บี่ ้ำนแม่พรกิ ลุม่ เม่ือแรกทีต่ ั้งเป็นกิ่งอำเภอ
นน้ั ได้แบง่ เขตกำรปกครองออกเปน็ 5 ตำบล คอื ตำบลแมพ่ ริกลุม่ ตำบลแม่พรกิ บน ตำบลผำปงั
ตำบลแม่ปุ และตำบลน้ำดบิ
เมือ่ ปี พ.ศ. 2470 ไดย้ ุบตำบลแม่พรกิ บน รวมกับ ตำบลแมพ่ ริกล่มุ เรียกชอ่ื เป็นทำงกำร
ใหม่ว่ำ "ตำบลแมพ่ รกิ " ตอ่ มำเม่ือปี พ.ศ. 2482 ไดย้ บุ ตำบลนำ้ ดบิ ไปรวมกับ ตำบลแม่วะ เขตอำเภอ

49
เถนิ และโอนบำ้ นแม่ตงั บำ้ นท่ำต้นแหนไปรวมกบั ตำบลแมพ่ รกิ โอนบำ้ นเกำะหัวชำ้ ง,บ้ำนตะฝง่ั สงู ,
บ้ำนน้ำลัด ไปรวมกบั ตำบลแม่ปุ และตำบลผำปัง มฐี ำนะเปน็ กง่ิ อำเภอแมพ่ รกิ กงิ่ อำเภอแม่พริกไดร้ บั
กำรยกฐำนะขึ้นเป็นอำเภอเม่อื วนั ที่ 22 กรกฎำคม 2501 ปจั จุบนั 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลแมพ่ รกิ
ตำบลพระบำทวงั ตวง ตำบลแมป่ ุ และตำบลผำปังท่ี มำ :
http://maephrik.lampang.doae.go.th/link/name1.html

อาเภอแมท่ ะ
คำขวัญของอำเภอแมท่ ะ คอื ลำนำ้ จำงหลอ่ เลย้ี งเศรษฐกจิ พุทธรูปศักด์ิสิทธพ์ิ ระไม้แก่น
จันทร์ สินแร่สำคัญ ถ่ำนหินดนิ ขำว อำชีพยนื ยำว งำนแกะสลัก แหลง่ ประจกั ษธ์ รรม ถำ้ พระสบำย
อำเภอแมท่ ะ มชี ุมชนอำศยั มำนำนต้ังแตส่ มยั เมืองเขลำงคน์ คร อยู่ทำงทศิ ใต้ของจังหวัด
ลำปำงประมำณ 25 กโิ ลเมตร สภำพท่ัวไปเป็นท่รี ำบสงู ภูเขำลอ้ มรอบ มภี มู ปิ ระเทศและธรรมชำตทิ ี่
สวยงำมนำ่ เทย่ี วชม ปัจจุบนั แบ่งกำรกครองออกเป็น 10 ตำบล และ 91 หมู่บำ้ น ด้วยกัน

แม่ทะ เปน็ แหล่งผลิตข้ำวที่อดุ มสมบูรณ์สำหรับชำวแม่ทะ และชำวลำปำงคะ่
แมน่ ำ้ จำง เปรยี บเสมอื นสำยโลหติ ท่หี ล่อเลยี้ งชีวติ ของประชำชน อำเภอแมท่ ะ
ลำนรมิ นำ้ จำง บ้ำนหนอง ตำบลน้ำโจ้ ทิวทศั น์สวยงำมในกำรจัดประเพณแี ข่งเรือ
ถำ้ แจง้ ชมภำยในภเู ขำหินปนู ประกอบดว้ ยหินยอ้ ยหลำกหลำยสวยงำมน่ำอศั จรรยม์ ำก
เลยค่ะ
พระเจำ้ ไมแ้ ก่นจนั ทร์ วดั ป่ำตน้ หลวง และซุ้มประตหู ลวง
วัดป่ำตน้ หลวง ตำบลป่ำต้น เป็นวดั เก่ำแก่สร้ำงข้นึ ในสมยั พระนำงจำมเทวี มซี มุ้ ประตูโขงเปน็
ทีป่ ระดิษฐำนพระพุทธรปู ไม้แกน่ จันทร์ เป็นพระคู่เมอื งชำวอำเภอแม่ทะ
หมูบ่ ำ้ นไมแ้ กะสลัก " บ้ำนหลกุ " ตำบลนำครัวเป็นหมู่บำ้ นท่องเทย่ี วภมู ปิ ญั ญำชำวบำ้ น
ด้ำนฝมี อื แกะสลักไมเ้ ปน็ รูปตำ่ งๆ หลำกหลำยด้ำน ฝมี ืออันประณีตงดงำมและรปู แบบทันสมยั เปน็
สินค้ำหนง่ึ ตำบล หนง่ึ ผลิตภัณฑท์ ่ีจำหนำ่ ยทั้งในประเทศและต่ำงประเทศ
หมบู่ ้ำนเหด็ หอม บำ้ นปำงมะโอ ตำบลวงั เงนิ เปน็ แหล่งผลิตเห็ดหอมท่ีหอม หวำน สด และ
รำคำถกู เปน็ กนั เองส่งเสรมิ สุขภำพมจี ำหน่ำยทกุ วัน
หนึง่ ตำบล หนึ่งผลิตภณั ฑ์ อำเภอแม่ทะ ไดส้ ่งเสรมิ สินคำ้ หนึ่งตำบล หนงึ่ ผลิตภัณฑ์
เพ่อื ใหช้ ำวบำ้ นมีงำนทำ มีรำยไดแ้ ละมีสนิ คำ้ คณุ ภำพพรอ้ มจะนำเสนอแก่ผู้สนใจทั่วไปเช่น ตำบลนำ
ครัว ผลิตไมแ้ กะสลกั ตำบลหวั เสือ ดอกไม้ประดิษฐ์จำกกระดำษสำ ตำบลบ้ำนกว่ิ ผ้ำทอลำยโบรำณ
ตำบลสนั ดอนแก้ว ผ้ำทอตนี จก ตำบลแม่ทะ รองเท้ำ ตำบลนำ้ โจ้ ผำ้ ทอลำยนำ้ ไหล ตำบลวังเงนิ
เหด็ หอมสด เป็นตน้
สินคำ้ หลำกหลำยชำวแมท่ ะได้นอ้ มนำพระรำชดำรสั ของพระบำทสมเดจ็ พระเจ้ำอย่หู วั
ในเรื่องเศรษฐกจิ พอเพียงถอื ปฏบิ ัติอยำ่ งจรงิ จังและตอ่ เน่อื งดว้ ยกำรลดรำยจำ่ ย ประหยัดและอดออม
ผลิตสินค้ำใชเ้ อง ทเี่ หลอื นำไปขำยเพ่ิมรำยไดแ้ กค่ รอบครวั
ท่ีมำ : http://www.dekgeng.com/thai/conp/7582.htm

50
อาเภอแจห้ ่ม
ในปี พ.ศ. 1586 พระเจ้ำอทิตรำช ในรำชวงศจ์ ำมเทวี เจำ้ เมอื งหริ ภิ ญุ ชยั ต้องกำรขยำย
อำณำจักรและแผ่อิทธิพล จึงไดน้ ำไพร่พลประมำณสำมหมนื่ คนสร้ำงเมอื งใหม่รอบบึงอนั กว้ำงใหญ่
แห่งหนง่ึ บงึ แหง่ น้ีต่อมำเรยี กบึงสำมหมนื่ ดำ้ นทศิ ตะวนั ตกของบึงนีเ้ ปน็ ภูเขำ ซึง่ ภำษำคำเมืองเรยี กวำ่
“ดอย” มนี ำมวำ่ ดอยอักโข เมื่อสรำ้ งบ้ำนเมอื งเสร็จ จงึ ไดข้ นำนนำมวำ่ วิเชตนคร พรอ้ มกนั นั้นกไ็ ด้
สร้ำงวดั ขึ้นหลำยๆ วดั รอบๆ เมอื ง เชน่ วัดดอยอักโขชัยคีรี วดั เก้ำตนื้ วดั ป่ำฝำง วดั ผ้ำขำว วัดศรี
หลวง วดั ผำแดงหลวง วัดเชียงหม้ัน และวัดผำแดงนอ้ ย ต่อมำรำชวงศจ์ ำมเทวีก็ล่มสลำย ในปี พ.ศ.
1861 พระเจ้ำแสนภู แหง่ รำชวงศ์เมง็ รำย ได้มำปฏสิ งั ขรณเ์ มอื งวเิ ชตนครให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมำอกี ครั้ง
หน่งึ และได้มพี ระโอรส 4 พระองค์ คอื คำลอื คำพอง กำบคำ และ ฝำคำง ในปี 1881 พวกเงยี้ วต้ัง
ตนเป็นใหญ่ในภำคเหนือ มเี จำ้ คำฟสู มคบกับพญำกำรนำ่ น ยกทพั มำตเี มืองใหญ่นอ้ ย ลุเมอื งพะเยำ
พญำคำลือขณะนน้ั ยังเปน็ อุปรำชเมอื งวิเชตนคร อำสำพระรำชบดิ ำยกทัพเปน็ แม่ทัพ
ไปปรำบปรำม รว่ มกบั หวั เมอื งฝำ่ ยเหนอื ซง่ึ ขณะนน้ั มีเจำ้ เมอื งวังเหนอื เจ้ำเมืองเขลำงค์นครอัมพำงค์
เจ้ำเมืองพิงนคร เจำ้ เมอื งเวยี งโกศัย (แพร่) เจำ้ เมืองนันทบรุ ี (น่ำน) เจำ้ เมืองสองแคว (พษิ ณโุ ลก) สู้รบ
กันนำนถึงสองเดอื น พวกเง้ยี วจงึ ล่ำถอยไปแควน้ สิบสองปันนำ ในปี 1910 พระเจำ้ แสนภูรำชบดิ ำได้
ส้ินพระชนม์ พญำคำลอื จึงได้ข้นึ ครองเมืองวิเชตนคร พญำคำลอื ได้ปกครองวิเชตนครอย่ำงร่มเยน็ เปน็
สขุ มีวัดที่เปน็ ศนู ยก์ ลำงคือ วัดอกั โขชัยคีรี ในปี 1929 พม่ำได้ยกทพั มำยึดเมืองเชียงใหมแ่ ละ ไดย้ กมำ
ยดึ เมอื งสยมภมู ินครนิ ทร์(เมืองปำน) และยกล่วงลงมำถึงเมืองวิเชตนคร พญำคำลอื จงึ จัดทพั สกู้ บั พม่ำ
และรกั ษำวเิ ชตนครไวไ้ ด้ ในปี 1930 พญำคำลือไดร้ วบรวม เจำ้ เมอื งฝ่ำยเหนอื แตง่ ทพั ไปตสี ยมภมู ิ
นครินทรค์ ืนจำกพมำ่ พญำคำลอื จึงได้ยึดเมืองสยมภูมนิ ครินทร์คืนมำได้ ศึกครงั้ น้ีพญำคำลอื เสยี ช้ำง
ศึกไป 2 เชอื ก คือ พลำยเตำ้ และ พลำยคำนอ้ ย พญำคำลอื จึงไดน้ ำข้ีเถำ้ และกระดกู ช้ำงไปบรรจุไวใ้ น
กู่ (เจดีย)์ วัดเก้ำตือ้ และวดั ผำแดงนอ้ ย ตอ่ มำ วัดเกำ้ ต้ือ เปล่ียนชอื่ เปน็ วัดกเู่ ตำ้ และ วดั ผำแดงนอ้ ย
เปลีย่ นชอื่ เป็น วัดกู่คำนอ้ ย ประมำณปี 1945 พญำคำลือได้เสด็จสวรรคต ชำวเมอื งวเิ ชตนครจงึ ได้
พรอ้ มใจกันสร้ำงศำลไว้เคำรพสักกำระ ณ หลังสถำนตี ำรวจอำเภอแจห้ ่ม ในปี 2525 ชำวอำเภอแจ้ห่ม
ได้สร้ำงศำลขึ้นใหม่ ณ สถำนท่ีเดิมเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และต่อมำ วนั ที่ 19 ต.ค. 2527 เวลำ 9.09
น. สมเดจ็ พระญำณสังวร-สมเด็จพระสังฆรำชสกลมหำสังฆปรนิ ำยก เป็นองคป์ ระธำนเจิมแผน่ ศลิ ำจำ
ฤกษ์ เพื่อสรำ้ งอนุสำวรยี ์พญำคำลือ และในวนั ท่ี 26 ก.พ. 2530 สมเด็จพระเจ้ำลกู ยำเธอเจำ้ ฟ้ำ
จุฬำลงกรณว์ ลัยลักษณ์ไดเ้ สดจ็ มำเป็นประธำนเปิดอนสุ ำวรยี ์พญำคำลือ และไดม้ ปี ระเพณสี มโภช
หลังจำกกำรบรู ณปฏิสงั ขรณ์ โดยกำร สนบั สนุนงบประมำณของบริษทั ปนู ซีเมนตไ์ ทย ลำปำง ต้ังแต่ปี
2539 เปน็ ต้นมำ
อาเภอเมืองปาน
เมืองปำนเปน็ ชุมชนทำงทศิ เหนอื ของเขลำงค์นคร เปน็ เมืองทม่ี คี วำมอุดมสมบูรณพ์ ืชพนั ธ์ุ
ธัญญำหำร ทที่ ่งุ นำเรียกว่ำ "ทุ่งสำมหมวก" หรอื "ทุ่งสำมโค้ง" ปัจจุบันโค้งทีห่ น่งึ ต้งั อยู่บรเิ วณบำ้ นนำ้
จำ หมู่ที่ 3 ตำบลเมอื งปำน โค้งท่สี องอยบู่ รเิ วณภเู ขำดวงตำ บำ้ นแพะ หมทู่ ่ี 4 ตำบลเมอื งปำน และ
โคง้ ทสี่ ำมอย่บู รเิ วณพระเจดยี ์ม่อนเวยี ง บ้ำนทงุ่ โปง่ หมู่ท่ี 1 ตำบลเมอื งปำน ควำมสมบูรณข์ องท่งุ สำม
โคง้ สำมำรถใชเ้ ลยี้ งรำษฎรไดอ้ ยำ่ งเพยี งพอ ด้วยเหตุนีเ้ มอื งปำนจงึ เป็นท่ีหมำยของเมืองอ่นื ๆ อำทิ
เชน่ พมำ่ และเงยี้ วทต่ี ้องกำรยึดครองเพ่อื เปน็ แหล่งสะสมเสบยี งอำหำร

51

เมอื งปำนมนี ำยบำ้ นคนหนึง่ ไม่ปรำกฏช่อื เปน็ ผ้มู คี วำมกลำ้ หำญ เข้มแข็ง อดทน เด็ดเด่ยี ว
และเสยี สละ ไดร้ วบรวมสมคั รพรรคพวกตอ่ ต้ำนพวกข้ำศกึ ทบี่ ุกรกุ เขำ้ มำ ไดร้ ับชัยชนะหลำยครัง้ จน
ขำ้ ศกึ ศัตรไู ม่กลำ้ มำรบกวนอีกตอ่ ไป นำยบำ้ นผนู้ ีไ้ ด้สร้ำงเครือ่ งสง่ สัญญำณในกำรแจง้ เหตุแก่หมู่บ้ำน
และเปน็ สัญญำนัดหมำยเพอ่ื ร่วมมอื กันตอ่ สู้ข้ำศึกศตั รโู ดยกนั ใช้ทองคำมำหลอมทำเปน็ "ปำน"
(ลกั ษณะคลำ้ ยฆอ้ งใหญ่แต่โหนกที่ตีเล็กกว่ำ) ชำวบำ้ นเรยี กว่ำ "ปำนคำ" (=ปำนทอง) นำยบ้ำนผนู้ ้เี ปน็
ผทู้ ำปำนเป็นสัญญำณแจ้งเหตุต่ำง ๆ แก่ชำวบ้ำน จนได้รับกำรขนำนนำมจำกชำวเมอื งปำนว่ำ "เจ้ำพ่อ
ขุนจเรปำน" และเมืองแห่งนไี้ ดช้ อื่ วำ่ เมอื งจเรปาน ต่อมำเรียกเพี้ยนไปเหลือเพียง เมืองปาน

อำเภอเมืองปำนแต่เดิมรวมอยใู่ นท้องท่ีอำเภอแจ้ห่ม จงั หวัดลำปำง ต่อมำทำง
กระทรวงมหำดไทยได้พจิ ำรณำเห็นว่ำท้องทอ่ี ำเภอแจห้ ่มมอี ำณำเขตกว้ำงขวำง มีพลเมืองมำก ทอ้ งท่ี
บำงตำบลอยูห่ ่ำงไกลจำกอำเภอ เจ้ำหนำ้ ท่ีออกตรวจตรำดูแลทุกข์สุขของรำษฎรไม่ท่ัวถึง เพอื่
ประโยชน์ในด้ำนกำรปกครองและอำนวยควำมสะดวกแก่ประชำชนในทอ้ งท่ี จึงได้ประกำศแบ่งทอ้ งท่ี
อำเภอแจ้ห่มตงั้ เปน็ กงิ่ อาเภอเมืองปาน ขึน้ เมื่อวนั ที่ 15 กรกฎำคม พ.ศ. 2524 และยกฐำนะ
เปน็ อาเภอเมอื งปาน ตำมพระรำชกฤษฎีกำเม่อื วนั ที่ 9 พฤษภำคม พ.ศ. 2535

อาเภอวงั เหนอื
อำเภอวงั เหนอื เดิมชอื่ ว่ำ เมืองวัง หรือ เวียงวัง สนั นษิ ฐำนว่ำได้ตัง้ ข้ึนในสมัยพุทธศตวรรษท่ี
6 (พ.ศ. 500-599) ซงึ่ ปรำกฏตำมหลักฐำนในหนังสือพงศำวดำรชำตไิ ทยเลม่ 2 ของพระบริหำรเทพ
ธำนี ไดก้ ล่ำวถึงแว่นแควน้ ยวนเชยี ง (หน้ำ 4 บรรทัดท่ี 4-6) ว่ำ "เมอ่ื ภำยหลัง พ.ศ. 590 แวน่ แควน้
ยวนเชียงกแ็ ยกต้ังบ้ำนเมืองออกไปทำงทิศตะวันตกอกี หลำยเมือง เชน่ เวียงกำหลง (เวยี งปำ่ เปำ้ ) เวียง
ฮอ่ ดงเวยี ง เมืองวัง (วงั เหนอื ) แจ้ห่ม เป็นต้น" และในหนังสอื ประวตั ิศำสตรเ์ ชยี งรำยซงึ่ จดั พมิ พใ์ นงำน
ฉลอง 25 พุทธศตวรรษ หน้ำ 13 ก็ปรำกฏควำมคลำ้ ยกนั คือ "ในรำวพทุ ธศตวรรษท่ี 5 มีพวกไทยถอย
ร่นจำกตอนใต้ประเทศจนี ปัจจบุ ันมำสมทบกับพวกไทยท่ีเมืองเชยี งลำวเพม่ิ ขนึ้ มำกทุกที ซึ่งขยำยเมือง
ให้กวำ้ งขวำงออกไปอีก เรียกวำ่ แควน้ ชุนยำงหรอื ยวนเชยี ว มอี ำณำเขตแผ่ไปถึงหลำยเมอื ง เชน่ เวียง
กำหลง (เวียงปำ่ เป้ำ) แจห้ ่ม เวยี งฮอ่ ดงเวยี ง เวียงวัง (วังเหนือ) และเชยี งแสน ทงั้ นีภ้ ำยหลงั พ.ศ.
590 เป็นตน้ มำ"
พุทธศตวรรษท่ี 18 (รำว พ.ศ. 1713) กำลสมยั แห่งรำชอำณำจกั รโยนกบรุ ศี รชี ้ำงแสนถกู
กองทัพเจ้ำคำฟำ้ หรือขนุ เสยี ขวัญฟ้ำแหง่ อำณำจักรเมำยกมำตจี นพ่ำยแพ้ ดว้ ยกำรนำของพระเจ้ำ
ไชยศิริแหง่ เมอื งไชยปรำกำรไดเ้ ผำบำ้ นเมอื งก่อนอพยพกองทพั ประชำรำษฎรขอบขณั ฑสมี ำผ่ำนเขำ้
มำในเขตเมืองวงั และพกั ขบวนทพั ณ เขำดอยดว้ น กอ่ นจะอพยพประชำรำษฎรล่วงไปถึงเมอื งแปบ
(เมอื งกำแพงเพชร) ในขณะนนั้ กลมุ่ คนในขบวนอพยพดงั กล่ำวจำนวนหน่ึงไดแ้ ยกตัวออกมำตง้ั บ้ำน
สร้ำงเมืองอยู่ ณ เมืองวัง บรเิ วณแถบตน้ แม่น้ำวงั อันเป็นแหล่งพื้นท่อี ันอุดมสงบสมบรู ณ์ โดยกำรนำ
ของเจำ้ พ่อพะยำวัง ตลอดระยะเวลำท่ีผำ่ นมำในอดีตเกิดภำวะสงครำมข้นึ ระหว่ำงพมำ่ กบั ลำ้ นนำ ทำ
ใหผ้ ู้คนต่ำงหนภี ัยไปในทิศทำงตำ่ ง ๆ จนกลำยเป็นสภำพเมืองร้ำง จนถึงช่วงระหว่ำง ปี พ.ศ.
2373 เมืองวงั กลบั คืนสู่สภำพควำมเปน็ ชุมชนเมืองอีกครง้ั หนงึ่ หลังจำกพม่ำสนิ้ อำนำจกำรปกครอง
ในสมัยพระเจำ้ กำวิละสำมำรถขบั ไลพ่ ม่ำไดส้ ำเรจ็

52
พ.ศ. 2435 มีกำรแบ่งกำรปกครองเปน็ แบบระบบภูมภิ ำคและระบบเทศำภบิ ำล เมืองวังเปน็
ตำบลหนง่ึ ของอำเภอแจห้ ่ม จังหวดั ลำปำง โดยสว่ นรำชกำรที่ดำเนินกำรบันทึกเป็นชอ่ื ตำบลวงั
เหนือ ช่ือเมอื งวังจงึ เรยี กเป็นวังเหนอื มำจนปจั จุบัน
พ.ศ. 2481 ตำบลวงั เหนอื ได้รับกำรยกฐำนะเป็น ก่งิ อำเภอวังเหนือ มกี ำรเปิดทว่ี ่ำกำรกิ่ง
อำเภอวังเหนอื ครัง้ แรกเม่ือวันท่ี 15 พฤษภำคม
พ.ศ. 2500 กงิ่ อำเภอวังเหนือได้รบั กำรยกฐำนะเป็น อำเภอวงั เหนือ ข้ึนกบั จงั หวัดลำปำง
พ.ศ. 2542 มกี ำรจดั แบง่ เขตกำรปกครองเป็นรปู แบบเทศบำลและองคก์ ำรบรหิ ำรสว่ น
ตำบล โดยมีเทศบำลตำบลวังเหนอื เป็นศูนย์กลำงและเป็นเทศบำลแหง่ แรกของอำเภอวังเหนือทไ่ี ด้
จดั ตง้ั ขนึ้ จนถึงปจั จุบัน

สถานทส่ี าคัญทางประวัตศิ าสตร์

สถานทสี่ าคญั ของอาเภอเมือง
อนสุ าวรีย์พระยาสลุ วลือไชยสงคราม หรอื เจ้าพอ่ ทพิ ย์ชา้ ง

รมิ ถนนสำยเอเชยี หมำยเลข 1 ไฮเวย์ลำปำง-เชยี งรำย หำ่ งจำกตวั เมืองลำปำงประมำณ 2
กิโลเมตร เป็นท่ีตงั้ ของอนุสำวรยี แ์ ห่งวีรกรรมซงึ่ คณะข้ำรำชกำร พ่อค้ำ ประชำชนชำวลำปำง เครอื
ญำติและผู้สืบสกุล ณ ลำปำงร่วมกันสรำ้ งขึ้นเพือ่ เทดิ พระเกยี รตพิ ระคุณพอ่ เจำ้ ทิพยช์ ำ้ ง ผทู้ ี่กอบกู้
อิสรภำพ สถำปนำควำมเป็นปึกแผน่ ม่นั คงให้แกน่ ครลำปำงและหัวเมอื งฝำ่ ยเหนอื หนำนทพิ ยช์ ้ำง
หรอื ทิพยจักร เป็นนำมเดมิ ของพอ่ เจ้ำทิพยช์ ำ้ ง หรอื เจำ้ พระยำสลุ วฤๅไชยสงครำม เกดิ เมื่อปี
พุทธศกั รำช 2217 ทตี่ ำบลปงยำงคก อำเภอหำ้ งฉัตร จงั หวัดลำปำง เปน็ ผู้มีสตปิ ญั ญำเฉลียวฉลำด
กล้ำหำญ เด็ดเดีย่ ว มีกำลังกำยแข็งแรง และมีควำมสำมำรถใชอ้ ำวธุ ปนื และธนู เน่ืองจำกเคยมีอำชพี
เป็นพรำนปำ่

พอ่ เจำ้ ทิพย์ช้ำงได้สร้ำงวีรกรรมกอบกู้เอกรำชของนครลำปำงจำกพม่ำ เมอ่ื ปี พ.ศ. 2272,
2275 หวั เมอื งลำ้ นนำท้ังหมดตกอยูใ่ นอำนำจของพมำ่ ชำวเมอื งระสำ่ ระสำย มีจลำจลวุ่นวำย พม่ำส่ง
ผู้ปกครองมำดูแลหวั เมอื งล้ำนนำท้งั หมด อำทิ เชียงใหม่ เชยี งแสน เชยี งรำย แพร่ นำ่ น ลำพนู สว่ น
นครลำปำงนน้ั อิทธิพลพม่ำแผ่เข้ำมำแลว้ แตย่ ังมิไดส้ ง่ ผูแ้ ทนมำปกครองเหมือนหวั เมอื งอน่ื ๆ ขณะนน้ั
กษัตริยผ์ ู้ปกครองเมอื งคือ เจ้ำล้ินกำ่ น ยงั ทรงพระเยำว์อยู่ ชำวลำปำงจึงตง้ั ขุนนำง 4 คนเป็นผู้สำเร็จ
รำชกำรแทนเป็นกำรชวั่ ครำว

ขณะน้นั มีพระภกิ ษุรูปหน่งึ เปน็ เจ้ำอำวำสวดั นำยำงมวี ิชำอำคม ชำวบ้ำนเคำรพและนบั ถือ
สมัครเป็นลกู ศิษย์จำนวนมำก อีกทั้ง สมภำรวัดสำมขำและวดั บำ้ นฟ่อนต่ำงกส็ กึ ออกมำเปน็ เสนำซ้ำย
ขวำ ตงั้ เป็นกล่มุ ขนึ้ เป็นเหตุใหพ้ ม่ำไม่พอใจ ส่งท้ำวมหำยศผู้ครองเมอื งลำพนู ยกกองทัพมำปรำบ
สมภำรวดั นำยำงกค็ มุ สมัครพรรคพวกออกรบกบั กองทัพพมำ่ ที่ตำบลป่ำตัน แต่กไ็ มส่ ำมำรถตำ้ นทำน
กองทัพพมำ่ ได้ จงึ หนไี ปยังวดั พระธำตุลำปำงหลวง พมำ่ ตำมไปจบั ล้อมไว้และใช้ปืนยงิ สมภำรวัดนำ
ยำงและเสนำซ้ำยขวำเสียชวี ติ กองทพั พมำ่ จงึ ต้งั ม่ันอยู่ทว่ี ัดพระธำตลุ ำปำงหลวง และไดว้ ำงแผนปล้น

53
เอำเมอื งลำปำงได้สำเร็จ ลำปำงจึงตกอยใู่ นครอบครองของทำ้ วมหำยศทต่ี ัง้ มั่นอยูใ่ นเขตวดั พระธำตุ
ลำปำงหลวง ท้ำวมหำยศทำรณุ กดข่ีรำษฎรได้รับควำมเดอื ดร้อนทั่วไป และไมม่ ผี ใู้ ดสำมำรถปรำบ
กองทัพพมำ่ ได้

จนกระท่งั เจำ้ อธกิ ำรวัดพระชมภู (วดั พระแกว้ ตอนเต้ำ) ประสงค์จะหำผู้มคี วำมสำมำรถกู้
อสิ รภำพคืนจำกพม่ำ จึงไปขอให้หนำนทพิ ยช์ ำ้ งช่วยกอบกบู้ ำ้ นเมอื งโดยมีข้อเสนอวำ่ หำกทำสำเร็จจะ
สถำปนำให้เป็นเจ้ำครองเมืองลำปำงต่อไป หนำนทิพย์ชำ้ งจึงไดน้ ำไพรพ่ ล 300 คน ไปปรำบกองทพั
พมำ่ โดยซมุ่ รออยขู่ ้ำงนอกวดั พระธำตุลำปำงหลวง ในตอนกลำงคนื หนำนทิพยช์ ้ำงลอบเข้ำไปในวดั ทำง
ท่อระบำยนำ้ โดยปลอมเปน็ คนลำพนู ขอเขำ้ ไปส่งข่ำวใหแ้ ก่ทัพพม่ำ หนำนทพิ ยช์ ้ำงไดใ้ ช้ปืนยงิ ทำ้ วมหำ
ยศตำยโดยก่อนตำยนน้ั ทำ้ วมหำยศรำพงึ ว่ำ สำปมดุ ต่ไี หน อะหล้งิ ป้ิงปอ้ ง เกง๋ กันหอื้ ดเี น้อพน่ี ้อง
(กลิน่ สำยชนวนท่ไี หนอึกทกึ คล้ำยโลหะ ระวังตัวให้ดีนะสหำย) หนำนทิพยช์ ้ำงซึง่ ซมุ่ อยใู่ นทมี่ ดื จึงพูด
ดงั ๆ ว่ำ เจำ้ แม่ละปูนมีอำญำส่งั มำหำท้ำวมหำยศอย่ไู หน ทำ้ วมหำยศตอบวำ่ กูมีน่ี (กอู ย่นู )ี่ หนำน
ทพิ ยช์ ำ้ งจงึ สวนตอบด้วยปืนจนท้ำวมหำยศตำย จำกนัน้ หนำนทิพย์ชำ้ งจึงนำกำลงั เข้ำโจมตีข้ำศึกและ
ยึดเมืองลำปำงกลบั คนื ได้ พรอ้ มสถำปนำตนเปน็ เจำ้ ทพิ ยจักรหลวง หรอื เจำ้ พระยำสุลวฤๅไชย
สงครำม (พ่อเจ้ำทิพยช์ ำ้ ง) ปกครองบ้ำนเมืองดว้ ยควำมรม่ เย็นเปน็ สขุ นับต้งั แต่ พ.ศ. 2275 นำนถงึ 27
ปีกถ็ ึงแกพ่ ริ ำลยั ในปี พ.ศ. 2302 รวมอำยไุ ด้ 85 ปี เปน็ ตน้ ตระกลู ของเจำ้ เจ็ดตนซึ่งเปน็ บรรพบรุ ุษของ
สกลุ ณ ลำปำง ณ ลำพนู ณ เชยี งใหม่

เพอื่ เทิดพระเกยี รตคิ ุณของพ่อเจำ้ ทิพย์ช้ำง ชำวลำปำงได้รว่ มกนั สร้ำงอนสุ ำวรียพ์ ่อเจำ้ ทิพย์
ช้ำงข้นึ และเมือ่ วันท่ี 15 กุมภำพนั ธ์ 2527 สมเด็จพระนำงเจำ้ สิริกิติ์ พระบรมรำชินนี ำถได้เสด็จพระ
รำชดำเนินทรงประกอบพธิ เี ปดิ ดังนนั้ ในวันที่ 15 กมุ ภำพันธข์ องทกุ ปี เทศบำลนครลำปำงและ
หนว่ ยงำนตำ่ งๆ ในจงั หวดั ลำปำงจะร่วมกนั ทำพิธบี วงสรวงเจ้ำพระยำสลุ วฤๅไชยสงครำม (พ่อเจ้ำทิพย์
ชำ้ ง) ณ อนุสำวรีย์เจำ้ พระยำสุลวฤๅไชยสงครำม ซึง่ จะมกี ำรประกอบพิธีทำงศำสนำ บำเพ็ญกศุ ลอทุ ิศ
ถวำยพ่อเจำ้ ทพิ ยช์ ้ำง และกำรวำงพวงมำลำโดยหน่วยงำนภำครัฐ ทำยำทเจำ้ นำยฝ่ำยเหนือ
สถำนศึกษำ ชุมชนและเอกชนในจงั หวดั ลำปำง
แหลง่ อ้างอิง :
http://www.m-culture.go.th/lampang/ewt_news.php?nid=1555&filename=index
ศาลเจา้ พอ่ หลกั เมอื ง

สนั นิษฐำนวำ่ สร้ำงขึ้นเมอื่ ร้อยกวำ่ ปมี ำแลว้ โดยหลกั ท่หี นึ่งสร้ำงเมื่อประมำณปี พ.ศ. 2400
หลกั ที่สอง พ.ศ. 2416 และหลักท่ีสำม พ.ศ. 2429 ต่อมำในปี พ.ศ. 2440 เมือ่ สรำ้ งศำลำกลำงจังหวัด
ข้นึ ได้นำหลกั เมืองมำไว้ท่ีบริเวณหนำ้ ศำลำกลำง และได้มกี ำรสร้ำงมณฑปครอบหลักเมอื งท้งั สำมในปี
พ.ศ. 2511
สะพานรัษฎาภเิ ศก

เปน็ สะพำนร่วมสมัยกบั ยคุ อำรยธรรมรถไฟมีอำยผุ ่ำนสงครำมโลกครัง้ ท่ี 1 และ 2 มำแลว้
และรอดพ้นจำกกำรโจมตที ง้ิ ระเบดิ ของฝ่ำยสมั พันธมติ รมำได้ด้วยกำรทำสพี รำงตำ และด้วยกำรอำ้ ง
ว่ำสะพำนแห่งนี้ไม่มปี ระโยชน์ทำงยุทธศำสตร์ เป็นสะพำนไม้เสริมเหล็กทีช่ ำรุดผพุ ัง จงึ มีกำรกอ่ สรำ้ ง
ใหมเ่ มือ่ เดือนมนี ำคม 2460 เป็นสะพำนคอนกรีตเสรมิ เหลก็

54
พพิ ธิ ภัณฑ์วดั ปงสนุก

วัดปงสนกุ เป็นวัดโบรำณวดั หนึ่งในลำปำง สันนษิ ฐำนว่ำสร้ำงรว่ มสมยั พระเจ้ำอนันตยศ
เสรจ็ มำทรงสรำ้ งเมืองเขลำงคน์ คร เมอ่ื พ.ศ. 1223 วดั ปงสนกุ เดิมมชี ื่อเรียกอยูห่ ลำยชื่อ ตำม
หลกั ฐำนในจำรกึ ทพี่ บในท่ีต่ำง ๆ มีอยู่ 4 ชอื่ คอื วัดศรีจอมไคล วัดศรีเชียงภมู ิ วดั ดอนแก้ว วัดพะยำว
(พะเยำ) ชุมชนเดิมบริเวณวดั ปงสนุกเป็นผู้คนทอ่ี พยพมำจำก 2 ที่ดว้ ยกนั คอื จำกกำรกวำดตอ้ นคร้ังท่ี
ลำปำงไปรบกบั เมอื งเชียงแสน รำว พ.ศ. 2364 และจำกเมอื งพะเยำเม่ือชำวเมอื งครำวหนศี ึกพมำ่
ด้วยเหตุน้ีชำวเมืองเชยี งแสนและเมอื งพะเยำแม้เมอื่ มำตั้งถ่ินฐำนอยู่ทใ่ี หม่ ก็ยงั รำลกึ ถึงบำ้ นเกดิ เมือง
นอนเดิม จึงได้เอำนำมช่ือวดั และชื่อบ้ำนมำเรยี ก โดยชำวพะเยำกเ็ รยี กวดั พะยำว(พะเยำ) ชำวเชียง
แสนกเ็ รียกวดั ปงสนุก ซงึ่ เปน็ ชอ่ื บ้ำนเดมิ ของตนในเชียงแสน ซง่ึ ปัจจบุ นั วัดปงสนกุ ใน อ.เชยี งแสน ก็
ยังมีอยู่

ปจั จบุ ันวดั ปงสนกุ แยกเป็น 2 วัด ทงั้ ทอ่ี ำณำเขตก็ไม่กวำ้ งขวำงเท่ำใด คือ วัดปงสนุกเหนือ
และวัดปงสนุกใต้ สำเหตุทแี่ ยกเนื่องมำจำกพระสงฆ์ สำมเณร ในอดีต มีจำนวนมำก จงึ แบ่งกันชว่ ย
ดูแลรกั ษำวดั แตถ่ ึงอยำ่ งไรทง้ั สองวัดกน็ บั ถอื กันวำ่ เปน็ วัดพว่ี ัดนอ้ งอำศัยชว่ ยเหลือกนั มำโดยตลอด
วดั ปงสนกุ ในอดตี ถือว่ำเป็นวดั ท่ีมีสำคญั และมีประวัติศำสตร์ทเี่ กย่ี วพันกับ เมืองลำปำง อำทิ เป็น
สถำนทดี่ ำน้ำชงิ เมอื งบริเวณหน้ำวดั ระหวำ่ งเจ้ำฟ้ำชำยแกว้ และเจ้ำล้ิน ก่ำน รำวปี พ.ศ. 2302 และยัง
เป็นสถำนที่ฝงั เสำอนิ ทขิลหรอื เสำหลกั เมอื ง หลกั แรก เมอ่ื พ.ศ. 2400 สมยั เจำ้ หลวงเจำ้ วรญำณรังษี
รำชธรรม เสำหลักเมืองดังกลำ่ ว ถูกย้ำยไปฝงั ไว้ท่ีศำลเจำ้ พอ่ หลักเมอื งในปจั จบุ นั

ส่ิงท่แี ปลกแตกต่ำงไปจำกวัดทั่วๆ ไป ของวดั ปงสนุก คือ มอ่ นดอย เนินเขำพระสุเมรจุ ำลอง
อนั เป็นท่ีตงั้ ของวิหำรพระเจ้ำพันองค์ สรำ้ งด้วยไมใ้ นลักษณะมณฑปหลงั คำซ้อนสำมช้ัน บนสันหลงั คำ
เหนือมุขท้ังส่ีสรำ้ งปรำสำทไม้จำลองขนำดเล็กหุ้มดว้ ยสงั กะสีฉลุ ลำย สอ่ื ควำมหมำยถงึ ทวปี ทัง้ สีร่ อบ
เขำพระสุเมรุ ลักษณะตัวอำคำรผสมผสำนระหวำ่ งศิลปกรรมลำ้ นนำ พมำ่ และจีน หลงเหลอื เพยี งอยู่
แห่งเดยี วในประเทศไทย หอ้ งกลำงวิหำรประดษิ ฐำนพระพทุ ธรูปสีอ่ งค์หันพระพกั ตร์ออกส่ีทศิ
ประทับนั่งใตโ้ พธพิ ฤกษท์ ำดว้ ยตะก่ัว ด้ำนลำ่ งของฐำนชกุ ชปี ระดบั ลวดลำยรปู ชำ้ ง นำค สิงห์ นก
อนิ ทรี มีควำมเช่อื สบื กนั มำว่ำ วิหำรหลังนี้สรำ้ งโดยช่ำงเชียงแสน เลียนแบบหอคำเมอื งเชียงเกยี ง
(เชียงเจิง) ในสิบสองปันนำ ประเทศจีน ซง่ึ ไมห่ ลงเหลอื อยู่แลว้ ในปัจจุบนั ด้วยควำมงดงำมของวิหำร
แห่งน้ีทำใหก้ ลำยเป็นแรงบนั ดำลในกำรสรำ้ งสถำปัตยกรรม ในสมยั หลัง อำทิ หอคำ ไรแ่ ม่ฟ้ำหลวง จ.
เชยี งรำย และวหิ ำรสี่ครูบำ วัดเจดีย์หลวง จ.เชยี งใหม่

รำวปี 2548 ท่ีผ่ำนมำ ทำงชมุ ชนปงสนกุ ร่วมกับผูเ้ ชีย่ วชำญดำ้ นศลิ ปะและโบรำณคดี และ
นกั วิชำกำรท้องถิ่น ได้หำรอื และรว่ มกันก่อตั้งโครงกำรบูรณะวหิ ำรพระเจ้ำพันองคข์ ้นึ หลงั จำกนัน้ ทำง
วัดและชุมชนจงึ ตน่ื ตัวในกำรอนุรกั ษ์และรักษำมรดกท้องถิน่ เพิม่ ขึน้ เปน็ ลำดบั ห้องแสดงศิลปวตั ถุ วดั
ปงสนกุ ไดร้ บั กำรจัดตงั้ ดำ้ นข้ำงวหิ ำรพระเจ้ำพนั องค์ เป็นศำลำชน้ั เดียวขนำนไปกับกำแพงบนมอ่ น
ดอย จดั แสดงโบรำณวัตถดุ ้งั เดิมของวัดรำว 4-5 ช้ิน ได้แก่ อำสนะ สัตตภัณฑ์ ขนั ดอก แผงพระไม้
ตดิ กันเป็นหอ้ งแสดงภำพถ่ำยของวดั ปงสนกุ ฝมี ือกำรถำ่ ยภำพโดยคุณแอนเจลำ ศรีสมวงศ์วัฒนำ แต่
ปัจจบุ นั นิทรรศกำรดงั กล่ำวไดถ้ กู เกบ็ ออกไปแล้ว หำกแตภ่ ำพถำ่ ยดังกลำ่ วไดน้ ำมำจัดพมิ พเ์ ปน็ ชุด
โปสกำร์ด ออกขำยเมื่อหำรำยไดเ้ ข้ำมำบูรณะวหิ ำรของวดั

กำรเกดิ ข้นึ ของโครงกำรบูรณะวิหำรพระเจ้ำพนั องค์ ทำให้ชำวบ้ำนเรมิ่ เขำ้ มำสนใจ
ประวตั ิศำสตร์ทอ้ งถ่ินของตนเองมำกขึน้ นำมำซงึ่ โครงกำรและกจิ กรรมอืน่ ๆ ทเ่ี กยี่ วข้อง อำทิ
โครงกำรปรบั ปรงุ ภูมทิ ัศนว์ ัดปงสนุกเหนือและใต้ โครงกำรค้นควำ้ ศึกษำคัมภรี ์ใบลำน และลำ่ สุดเมอื่

55
เดอื นพฤศจกิ ำยน 2549 คือ นทิ รรศกำรภำพพระบฏ ตงุ ค่ำว จำวเขลำงค์ ที่จดั แสดงตงุ คำ่ วอำยรุ ำว
100 ปี ท่ีถูกคน้ พบโดยบงั เอญิ ในหอไตรของวัดระหว่ำงกำรทำงำนบรู ณะวหิ ำร เป็นตงุ ที่ทำดว้ ยผำ้ เน้ือ
ละเอียดและบำงส่วนเปน็ ตุงกระดำษสำ จำนวนหลำยสิบชิ้น แต่ละช้ินเขยี นเรอื่ งรำวเกยี่ วกับพระ
เวสสนั ดรชำดกด้วยลวดลำยวจิ ติ รสวยงำม ในอดีตใชป้ ระกอบพธิ เี ทศน์มหำชำติของวดั

อยำ่ งไรกด็ ีกำรที่ชุมชนและวัดรว่ มมอื กนั บูรณะวิหำรพระเจ้ำพันองคจ์ นสำเรจ็ ภำยใต้โครงกำร
อนุรกั ษ์มรดกทำงศลิ ปกรรม สถำปัตยกรรม วิหำรพระเจ้ำพนั องค์ วัดปงสนุก จ.ลำปำง ทำใหไ้ ดร้ บั
รำงวัล “Award of Merit” จำกยเู นสโก (UNESCO) ในปี 2551
แหล่งทีม่ า : http://www.sac.or.th
กาดกองตา้

ลำปำงในอดีตเคยเปน็ ศนู ย์กลำงกำรค้ำทำงน้ำทรี่ งุ่ เรือง เปน็ เมืองทำ่ ท่ีสำคัญเชอ่ื มต่อ
ศูนย์กลำงกำรค้ำเมอื งปำกนำ้ โพ (นครสวรรค์) กับภำคเหนอื ตอนบน เป็นแหล่งกระจำยสนิ ค้ำเขำ้ ออก
แหลง่ ชมุ ชนเศรษฐกิจทีร่ งุ่ เรอื งวำ่ ตลำดจนี หรอื ตลำดเกำ่ แม่นำ้ วงั เปน็ เสน้ แมน่ ้ำสำยสำคญั ของ
ประวตั ศิ ำสตร์ เปน็ ทำ่ ลอ่ งซุงไมส้ กั ของคนต่ำงชำติท่ไี ดร้ ับสัมปทำนทำกิจกำรป่ำไมท้ ำรำยไดม้ ำกมำย
เป็นแหล่งสะสมทุนหลกั ของพอ่ ค้ำในลำปำง อดีตกำรคมนำคมไมส่ ะดวก กำรทำมำหำกนิ ของคนชำว
ลำปำงอยใู่ นระบบเศรษฐกิจเพอื่ ยังชีพ มกี ำรผลิตเพ่ือเลยี้ งตัวเอง ผลผลิตสว่ นใหญเ่ ป็นพืชไร่ ผลผลิต
จำกป่ำ กำรคำ้ ระหวำ่ งเมอื งในเขตภำคเหนือด้วยกนั เป็นกำรค้ำโดย พอ่ คำ้ วัวตำ่ ง ซึง่ เป็นชำวไร่ชำวนำ
ในหมบู่ ้ำนรวบรวมผลผลิต เช่น เมี่ยง ยำเส้น ครั่ง ของป่ำ ฯลฯ ขำยให้แก่พ่อคำ้ ในเมือง ขำกลับนำ
สนิ ค้ำทีต่ อ้ งกำรมำขำยในหม่บู ำ้ น เช่น เกลอื เคร่ืองเหล็ก ปลำแหง้ ฯลฯ

กำรคำ้ ทำงไกลทำงบกเปน็ กำรคำ้ ระหวำ่ งเมอื งไกลชำยแดน เชน่ พมำ่ ยูนนำน รฐั ฉำน เมอื ง
มะละแหม่ง และเชียงตุง ส่วนใหญ่ เป็นพ่อค้ำพืน้ เมือง ทัง้ พม่ำ ไทยใหญ่ และจนี ฮ้อ มีพ่อค้ำววั ตำ่ ง
พน้ื เมืองบ้ำง พ่อค้ำวัวตำ่ งสว่ นใหญ่ เปน็ กำรคำ้ เช่ือมระหวำ่ ง ลำปำง พะเยำ เชยี งรำย นำ่ น แพร่ และ
อุตรดติ ถ์ กำรค้ำทำงบกดังกลำ่ วเริ่มตั้งแต่ประมำณปี พ.ศ. 2372 เปน็ ต้นมำ ต่อมำเมอ่ื ประมำณปี
พ.ศ. 2420 เส้นทำงกำรค้ำไดเ้ ปลีย่ นจำก ทำงนำ้ เปน็ กำรคำ้ ระหว่ำงกรุงเทพฯ เชยี งใหม่ มีศนู ย์กลำง
กำรคำ้ อยู่ทเี่ มอื งปำกนำ้ โพ เนื่องจำกกำรทำปำ่ ไม้สกั สง่ ออก เปลีย่ นจำกเส้นทำงแม่น้ำสำละวนิ
มำเป็นแมน่ ำ้ เจำ้ พระยำ (ปิง วงั ยม น่ำน) เสน้ ทำงบกคอ่ ย ๆ ลดควำมสำคัญลงไป แมน่ ้ำวังจงึ เป็น
แมน่ ำ้ สำยประวตั ศิ ำสตร์ กำรลอ่ งซงุ ไมส้ กั ออกจำกลำปำงเพอ่ื รวมกนั ท่ปี ำกนำ้ โพผกู เปน็ แพซุงล่องสู่
กรุงเทพฯ อยำ่ งต่อเน่ืองหลำยสบิ ปีของบรษิ ทั ทำไม้ฝร่งั

กำรกอ่ ตัวของชุมชนตลำดจนี ลำปำงเป็นเมอื งเก่ำแกท่ ม่ี คี วำมเปน็ มำมำกกวำ่ พนั ปี นอกจำก
คนเมอื งยงั มคี นไทลอ้ื อพยพมำจำกเมืองเชียงแสน พมำ่ มำทำป่ำไมแ้ ละคำ้ ขำย ชำวอังกฤษได้
สมั ปทำนป่ำไม้ ขมมุ ำรับจ้ำงแรงงำน ส่วนใหญ่จะมำรวมตวั อยูบ่ ริเวณ ตลำดจีนเพรำะเป็นแหลง่ จอด
ทำ่ เรอื เนอ่ื งจำกสภำพภมู ปิ ระเทศบรเิ วณแม่น้ำวังมเี กำะกลำงแมน่ ำ้ (ที่ตง้ั บรเิ วณวัดเกำะในปัจจบุ นั )
กนั้ แบง่ แม่น้ำวังออกเปน็ สองสำย ด้ำนทต่ี ดิ ตอ่ กับฝง่ั ชมุ ชนตลำดจีน เปน็ ช่องแคบและตน้ื เหมำะเป็นฯ
ท่ีจอดเรือ จงั กลำยเป้ฯแหลง่ ชมุ ชนมคี นมำขนถำ่ ยสินคำ้ ขึ้นลง ยงั เป็นทจี่ อด กองคำรำวำน (กอง
เกวียน)จำกตำ่ งแดนมำจอดเพื่อรอรับสนิ ค้ำนำไปขำยอีกต่อหนง่ึ ประกำรสำคญั เป้ฯทำ่ นำ้ รวบรวมซุง
จำกปำ่ ไมต้ ่ำง ๆ เพอื่ นำลอ่ งปำกนำ้ โพต่อไป จำกปัจจัยดังกล่ำว ตลำดจนี เดมิ เป็นทำ่ จอดเรือขนถ่ำย
สินคำ้ และเป็นท่ำลอ่ งซงุ พ่อคำ้ ส่วนใหญ่ จะข้ึนล่องกบั เรอื อำศยั เพงิ ปลกู คำ้ ขำยและนอนพกั ชั่วครำว
บรเิ วณนเี้ ป็นทตี่ ้ัง สำนักงำนป่ำไม้บริษทั ตะวันตกตำ่ ง ๆ ชำวพม่ำท่ีเป็นเฮดแมนต้องทำกำรควบคุมกำร

56
ล่องซุง ดแู ลกจิ กำรจงั มีกำรปลูกสรำ้ งอำคำรข้นึ มำเพื่อเป็นสำนกั งำนเปน็ ทอ่ี ยอู่ ำศยั ของตนเอง และใช้
เปน็ ท่ีพกั อำศัยรับรองตัวแทนบรษิ ทั ทำไมข้ องชำวต่ำงชำตมิ ำตรวจงำนป่ำไม้ พร้อมกับต้องอำนวย
ควำมสะดวกมีสนิ คำ้ ฝร่ังตำ่ ง ๆ ขำยให้ จงึ เป็นแหลง่ กำรคำ้ ขำยในตัวมันเอง ชว่ งแรก ๆ พ่อคำ้ มกั จะ
เปน็ ชำวไทใหญ่ พมำ่ เงี้ยว และพ่อคำ้ ววั ตำ่ ง ซ่งึ มีฐำนะจำกกำรทำงำนใหบ้ ริษัทป่ำไมฝ้ รง่ั พรอ้ มกบ
กำรค้ำขำย ตอ่ มำเมื่อกำรคมนำคมทำงน้ำเร่มิ มคี วำมสำคญั พอ่ คำ้ คนจีนเรม่ิ เดินทำงเข้ำมำพรอ้ มเรือ
สนิ คำ้ เปน็ กลุ ีรบั จำ้ ง มำพบทำเลท่เี หมำะ ประกอบกับควำมขยนั ขนั แข็ง มหี ัวกำรคำ้ ท่ดี ีกวำ่ จึงเร่ิมเขำ้
ครอบงำ มีบทบำททำงกำรค้ำ แย่งเบยี ดเบียนชำวไทใหญ่ พม่ำออกไปจำกตลำดกำรค้ำ

พอ่ คำ้ จนี ส่วนใหญเ่ ป็นคนเชื้อสำยจนี ไหหลำและจีนแคระนยิ มถักผมเปียยำวเปน็ คนจีนอพยพ
จำกจนี แผ่นดินใหญ่เมื่อมีช่องทำงทำมำหำกนิ ได้ชักชวนกันมำอย่มู ำกข้ึน และครอบงำคนพน้ื เมอื งตงั้
เดิมเกือบหมด มองไปทำงไหนกม็ แี ต่คนจนี ทำกำรค้ำขำยจงึ เรยี กว่ำ ตลำดจนี หรือเปล่ยี นเป็นตลำด
เกำ่ สมยั นยิ มไทยรฐั บำลจอมพล ป. พิบูลสงครำม เปน็ ยคุ ทองของชำวจีนอีกครัง้ เม่อื บทบำท
ทำงกำรเดนิ ทำงรถไฟมำถึงลำปำงครัง้ แรก เม่อื 1 เมษำยน 2459 เปน็ กำรเปิดด่ำนเช่ือมระหว่ำง
ลำปำงกับเมอื งเหนอื ผนวกควบกบั ส่วนกลำงกรงุ เทพฯเป็นผลกระทบตอ่ สงั คมเศรษฐกจิ วถิ ีชีวิตของ
คนลำปำงท่เี ปลีย่ นแปลง ไปอย่ำงมำกและตอ่ เน่ืองจวบจนปัจจุบัน

แมว้ ำ่ ประวัตศิ ำสตร์ผำ่ นไป แต่คุณค่ำของชุมชนท่ีเรยี กวำ่ ตลำดจีน ยงั คงปรำกฏรวิ้ รอยควำม
เจริญ กำรอนรุ ักษส์ ภำพอำคำร ร้ำนค้ำ ในอดีตที่ยังคงคุณคำ่ ของสถำปตั ยกรรม วัฒนธรรมตำมแบบ
สถำปัตยกรรมท่นี ิยมตำมเชื้อสำยของผูเ้ ป็นเจำ้ ของท่ปี ลูกสร้ำงเป็นท่ีอยู่อำศยั และประโยชนใ์ นกำรค้ำ
ฝมี อื ท่ีแสดงออกไดบ้ ง่ ชี้ควำมสำมำรถ ในเชงิ ศิลปะและ ควำมร่งุ เรืองในอดตี ท่ีผ่ำนมำ
แหลง่ ทมี่ า : http://www.lampang.go.th
ถนนสายวฒั นธรรม “ถนนพน้ื เมืองของชาวลาปาง”

ถนนสำยนี้เปน็ แนวกำแพงเมืองเดิม คือ กำแพงเมอื งเขลำงค์นครร่นุ ท่ี 1 สองขำ้ งทำง
ประกอบไปด้วยชุมชนท่ีมผี ูค้ นอำศยั มำตงั้ แต่โบรำณ มโี บรำณสถำนที่สำคัญในบริเวณใกล้เคียงคอื “กู่
เจ้ำยำ่ สตุ ำ” “ประตโู ขงวัดกำกแกว้ ” ท่ีมีอำยุหลำยรอ้ ยปี “วดั ประตปู อ่ ง” และ “แนวกำแพงเมอื ง
โบรำณ”

ถนนสำยวัฒนธรรมแห่งน้ี ถือเปน็ ถนนคนเดินในแบบพน้ื เมอื งของชำวลำปำงเกิดจำกควำม
ร่วมมือของเทศบำลนครลำปำงและชุมชนในพืน้ ท่ีรอบๆ จัดกจิ กรรม “กำดหมัว้ ควั แลง” ในทกุ เยน็ วนั
ศกุ ร์ เวลำ 16.30 น. เปน็ ตน้ ไป มกี ำรจำหนำ่ ยสินค้ำและอำหำรพ้นื เมือง กำรแสดงดนตรีและ
นำฏศลิ ปพ์ ้นื เมืองทำงภำคเหนอื ประเพณีล้ำนนำ และกจิ กรรมทำงวฒั นธรรมต่ำง ๆ ตลอดท้ังปี
แหลง่ ทมี่ า : http://www.m-culture.go.th/lampang/ewt_dl_link.php?nid=1599
บ้านปอ่ งนัก

"บ้ำนปอ่ งนัก” เปน็ ภำษำคำเมอื งทหี่ มำยถึงบ้ำน หรอื เฮือน ท่มี ีช่องหน้ำต่ำงจำนวนมำก เป็น
อำคำรท่ีสรำ้ งขึน้ เม่อื ปี พ.ศ. 2468 ออกแบบโดยกรมยทุ ธกำรทหำรบก และควบคุมกำรกอ่ สร้ำงโดย
นำยพันเอก พระยำมหำณรงค์เรืองเดช (แปลก จุลกณั ห)์ ผูบ้ ังคบั กองพนั ที่ 1 กรมทหำรรำบท่ี 17 เปน็
สถำปัตยกรรมยโุ รปแบบคลำสสกิ สมยั กรกี รำวศตวรรษที่ 13 ผสมผสำนกับสถำปัตยกรรมแบบไทย
ลักษณะหนำ้ ตำ่ งแบบแป้นเกล็ด 250 บำน ชอ่ งหน้ำตำ่ ง 469 ชอ่ ง หลังคำทรงพีระมดิ ใชเ้ ปน็
พลับพลำที่ประทับของรัชกำลท่ี 7 ในกำรเสด็จพระรำชดำเนินเยอื นมณฑลพำยัพเมอ่ื เดือนมกรำคม

57
2469 ตอ่ มำในเดอื นมนี ำคม 2501 พระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยหู่ วั รชั กำลที่ 9 เสด็จฯ ทรงเยีย่ ม
รำษฎรภำคเหนือ ก็ไดใ้ ชเ้ ปน็ ทปี่ ระทับเช่นกัน และหลังจำกน้ันไดป้ รับใชเ้ ป็นกองบญั ชำกำรมณฑล
ทหำรบกที่ 7 จนถึงปี พ.ศ. 2513 และในปัจจุบันได้ปรับใช้เปน็ อำคำรพิพิธภณั ฑ์มณฑลทหำรบกท่ี 32
ค่ำยสุรศกั ด์มิ นตรี จงั หวดั ลำปำง

ภำยในตัวบำ้ นนั้นมีควำมร้แู ละสิง่ นำ่ ชมมำกมำย โดยห้องโถงชั้นแรกของพิพธิ ภัณฑ์ฯ จะเปน็
กำรแสดงอำวธุ ยุทโธปกรณช์ นิดต่ำงๆ และส่ิงของเครื่องใชข้ องทหำรญีป่ ุน่ และเคร่ืองแต่งกำยในสมัย
สงครำมโลกคร้งั ท่ี 2 อำทิ ปนื กลหนัก ชนดิ ระบำยควำมร้อนด้วยน้ำ ผลติ ในประเทศอังกฤษ ปี 2455
แบบ/ขนำด .303 นว้ิ 7.7 มม. ริกเกอร์ส ทป่ี ระชำชนในจังหวดั ลำปำงร่วมกับพอ่ คำ้ คหบดี ได้
รวบรวมเงนิ ซ้อื บริจำคให้ทหำรค่ำยสรุ ศกั ดิม์ นตรเี พอ่ื ต่อสู้กบั ทหำรสมั พันธมติ รในสงครำมโลกคร้ังที่ 2
ซึง่ ยังมีสภำพสมบรู ณ์ และสวยงำมมำกหอ้ งโถงหนำ้ มขุ ของอำคำรชั้นบนสุดจะเป็นห้องแสดงภำพถำ่ ย
พระรำชกรณยี กิจของรชั กำลที่ 7 ครัง้ เสดจ็ ฯ เยือนมณฑลพำยพั และพระบำทสมเด็จพระเจำ้ อยู่หัว
รชั กำลท่ี 9 สมเด็จพระนำงเจำ้ ฯ พระบรมรำชินนี ำถ, สมเดจ็ ย่ำ เสดจ็ ฯ เพอ่ื ทรงเยย่ี มรำษฎร
ภำคเหนือและลำปำง ที่สำคญั ไดท้ รงลงพระปรมำภิไธยลงในสมุดเยี่ยมขณะประทับแรมที่พลบั พลำ
ภำยในค่ำยสุรศักดิม์ นตรีแหง่ นี้ด้วย และนอกจำกน้ียงั มสี ่ิงของเครื่องใช้ของรชั กำลที่ 7 จำนวนหน่งึ
อำทิ เคร่ืองใชท้ ี่ทำจำกเงนิ แท้ชนิดต่ำงๆ แสดงไว้ใหช้ มภำยในหอ้ งโถงทีป่ ระทบั แรมคร้งั เสด็จประทับ
แรมยังพลับพลำแห่งนดี้ ้วย ซ่ึงเป็นกำรแสดงให้เห็นว่ำพระมหำกษตั ริย์ ทหำร และประชำชนต่ำงมสี ำย
สมั พันธท์ แ่ี นบแนน่ มำแตอ่ ดีตและจะไมม่ ีวนั เปล่ียนไปสวนรอบบำ้ นปอ่ งนกั มีกำรจัดอยำ่ งสวยงำมรม่
เลอื่ นน่ำพกั มีมมุ ให้ถ่ำยภำพสวยมำกมำ แถมมีกำรตง้ั ยทุ โธปกรณ์ อย่ำงปนื ใหญ่ให้ไดถ้ ่ำยรูปด้วย
แหล่งทม่ี า :
http://www.m-culture.go.th/lampang/ewt_news.php?nid=1011&filename=index
บ้านเสานัก

บ้ำนเสำนัก หรอื บ้ำนรอ้ ยเสำ เปน็ เรือนไม้สกั โบรำณศิลปะพมำ่ ผสมลำ้ นนำ นอกจำกจะมีเสำ
เรอื นถงึ 116 ต้น ท่เี ปน็ จุดเดน่ แล้ว บำ้ นเสำนกั แห่งนีย้ ังเปน็ สถำนทร่ี วมเอำข้ำวของเคร่อื งใช้สมัย
โบรำณมำไวม้ ำกที่สุด ในส่วนของกำรจดั วำงยังคงลักษณะเดิมท่ีเจำ้ ของบ้ำนลำ้ นนำท่ีรมรื่น สะทอ้ นให้
เหน็ ถงึ วถิ ีชวี ิต รสนิยม แบบแผนประเพณีพ้ืนเมอื งของชำวลำปำงเป็นอย่ำงดี ทำให้บำ้ นเสำนัก

58
กลำยเป็นพิพิธภัณฑด์ ำ้ นศิลปวฒั นธรรมของเมืองลำปำงทีด่ ูคึกคกั และไม่เคยรำ้ งไรผ้ ู้มำเยอื น บ้ำนเสำ
นกั สร้ำงข้ึนเมื่อ พ.ศ.2438 โดยคหบดชี อ่ื ‘หมอ่ งจันโอง’ ซึง่ เป็นตน้ ตระกูลจันทรวิโรจน์ ปัจจุบนั บ้ำน
เสำนักตกทอดมำถึงสมัยของคณุ หญงิ วลยั ลีลำนุช อดตี ผอู้ ำนวยกำรโรงเรยี นลำปำงกัลยำณี ซ่ึงเปน็
หลำนตำของหม่องจนั โอง ทำ่ นไดท้ ำกำรปรับปรุงซ่อมแซมบำ้ นเสำนัก เพอ่ื ให้เป็นที่อยูอ่ ำศยั ที่
เหมำะสมกับยคุ สมยั แต่ยงั คงอนรุ ักษ์บ้ำนใหอ้ ยใู่ นสภำพเดมิ มำกทสี่ ุด ภำยหลังจำกทค่ี ุณหญงิ วลยั ถงึ
แกอ่ นจิ กรรม ในพ.ศ.2535 บ้ำนหลงั นี้จึงไม่มคี นอำศัย และถกู จัดให้เปน็ พพิ ิธภัณฑ์ดำ้ น
ศลิ ปวัฒนธรรมของจังหวัดลำปำง เก็บรวบรวมเคร่อื งใช้โบรำณ รปู ภำพภำยในบรเิ วณบำ้ นเสำนักยงั มี
ถงุ ขำ้ วเสำหลำย และตน้ สำรภอี ำยุ 130 ปี นอกจำกจะได้สัมผัสบรรยำกำศเก่ำๆสมยั รำชกำลท่ี 5 ใน
บ้ำนเสำนกั แลว้ ยงั มบี ริกำรขันโตก พรอ้ มกำรแสดงพื้นเมอื ง ไมว่ ่ำจะเปน็ ฟอ้ นเทยี น, ฟ้อนเจงิ , ฟอ้ น
นอ้ ยไจยำ, ฟ้อนเจ้ำฟ้ำ, ฟ้อนสำวไหม ฯลฯ รวมถึงกำรแสดงดนตรีพืน้ เมอื ง เช่น วงสลอ้ ซอซึง, สะลอ้
ซงึ ชุดเลก็ , วงตกเสง้ และวงป่จี ุม เปน็ ต้น ส่วนทพ่ี ลำดไมไ่ ด้ คอื บริกำรถ่ำยภำพสตูดโิ อ ชุดล้ำนนำท่บี ้ำน
เสำนักซึ่งสำมำรถเลือกถำ่ ยภำพไดท้ กุ มุมของบ้ำนในบรรยำกำศของครอบครัว หรอื ถ่ำยภำพค่กู บั รถ
มำ้ โบรำณของนครลำปำง
แหลง่ อา้ งอิง : https://www.museumsiam.org/mdn-detail.php?MDNID=75

สถานท่ีสาคญั ของอาเภอแมเ่ มาะ
เจ้าพอ่ ประตูผา (นักรบผูก้ ลา้ แห่งเมอื งลาปาง)

ศำลเจ้ำพ่อประตูผำ อยู่ห่ำงจำกตัวจังหวัดลำปำงตำมเสน้ ทำงสำยลำปำง - งำว ประมำณ 50
กโิ ลเมตร ระหว่ำงหลักกโิ ลเมตรที่ 649 - 650 ศำลตง้ั อยู่รมิ ถนนใหญด่ ้ำนขวำมือ เป็นศำลเล็กๆ ก่ออิฐ
ถือปูน ภำยในมีรูปปั้นเจ้ำพ่อประตูผำและเคร่ืองบูชำมำกมำย บริเวณใกล้เคียงมีศำลพระภูมิเล็กๆ
มำกมำยเรียงรำยอยู่ ศำลเจ้ำพ่อประตูผำน้ีเป็นสถำนท่ีศักดิ์สิทธ์ิ ผู้ที่สัญจรไปมำบนเส้นทำงนี้มักแวะ
นมัสกำรและจุดประทัดถวำยเจ้ำพ่อประตูผำเดิมชื่อ พญำข้อมือเหล็ก เป็นผู้อยู่ยงคงกระพัน เป็น
ทหำรเอกของเจำ้ ผูค้ รองนครลำปำง ครัง้ หน่ึงไดท้ ำกำรตอ่ สกู้ ับพม่ำที่ช่องประตูผำจนกระท่งั ถกู รมุ แทง
ตำยในลักษณะถือดำบคู่ยืนพิงเชิงเขำ ทหำรพม่ำกลัวจึงไม่กล้ำบุกเข้ำไปตีนครลำปำง ด้วยเหตุนี้เอง
ชำวบ้ำนจงึ เกดิ ศรัทธำและเคำรพสักกำระโดยต้ังศำล ขนึ้ บูชำเปน็ ทีน่ ับถอื ของชำวลำปำง
ประวตั ศิ าลเจา้ พอ่ ประตูผา

ตำนำนเจ้ำพอประตูผำ เต่ำต่ีปี้หนำนฮู้มำ เปน้ิ เป็นทหำรเอกของเจ้ำหลวงลิ้นก่ำน เจำ้ หลวง
เวียงหละกอน มีตำแหน่งต่ีพญำมือเหล็ก เปิ้นได้สร้ำงวีรกรรมสละจีวิตจ่วยเจ้ำหลวงล้ินก่ำนจำก
กองทัพพม่ำ เม่ือป๋ีใด พ.ศ. ใด จำบ่ำไดแ้ ล้ว พม่ำได้ยกกองทัพลกุ เมืองหละปูนกำว่ำเจียงแสนกบ่ ่ำแน่
ใจ๋ (แต่ปี้หนำนกึดว่ำน่ำจะเป็นเมืองเจียงแสน เม่ือเปรียบเทียบกับภูมิประเทศแล้ว เพรำะต่ีประตูผำ
เป็นชอ่ งเขำแคบจำกเจียงฮำยกบั พะเยำเพื่อผ่ำนเข้ำไปยงั เวยี งหละกอน)

เรื่องน้ี เป็นตำนำนเวียงหละกอน (ลำปำง) ซ่ึงในอดีตเป็นรัฐอิสระมีกษัตริย์ (เจ้ำหลวง)
ปกครอง ในรัชสมยั ของเจำ้ หลวงล้ินกำ่ น พม่ำต้องกำรขยำยอิทธิพลเข้ำมำในเขตแดนล้ำนนำแหง่ นี้ จึง
ยกทัพมำเพ่ือรุกรำนเวียงหละกอน เจ้ำหลวงล้ินก่ำนได้ยกทัพออกไปต้ำนทัพพม่ำที่ประตูผำ เม่ือ
กองทัพทั้งสองปะทะกัน ต่ำงฝ่ำยต่ำงเสียรี้พลเป็นเป็นจำนวนมำก กองทัพเวียงหละกอนเสียที เจ้ำ
หลวงล้ินก่ำนถูกทหำรพม่ำล้อมไว้ตรงถ้ำประตูผำ พญำมือเหล็กได้พำทหำรเข้ำสู้รบเพ่ือปกป้องเจ้ำ
หลวงของตนจนสดุ ควำมสำมำรถ เพื่อประวิงเวลำรอกองทัพหนุนจำกเวียงหละกอนมำชว่ ย จนทหำร

59
ในกองทัพถูกทหำรพม่ำฆำ่ ตำยจนหมดสน้ิ เหลอื แตพ่ ญำมือเหล็กเพียงคนเดียว พญำมือเหลก็ ยงั คงยืน
ถืออำวุธขวำงปำกถ้ำต่อสู้กับทหำรพม่ำเป็นสำมำรถตลอดท้ังวันตั้งแต่เช้ำจรดเย็น สำมำรถฆ่ำทหำร
พม่ำตำยลงเป็นจำนวนมำก จนทหำรพม่ำไม่สำมำรถผ่ำนเข้ำไปในถ้ำท่ีซ่อนของพระเจ้ำล้ินก่ำนได้
แม้แตค่ นเดียว

ในที่สุด พญำมือเหล็กได้เหน่ือยเจียนจะขำดใจตำย ก่อนจะตำยยังมีจิตสำนึกได้ว่ำหำก
ตนเองล้มลงเม่ือใดแล้ว ทหำรพม่ำท่ีเหลือจะต้องเข้ำไปทำร้ำยเจ้ำหลวงของตนเป็นแน่แท้ จึงไม่ยอม
ล้มลงเด็ดขำด และต่อสู้กับทหำรพม่ำต่อไปจนตัวเองขำดใจตำยท้ังที่ยังยืนถืออำวุธจังก้ำอยู่อย่ำงนั้น
ส่วนทหำรพม่ำท่ีเหลืออยู่ก็เข็ดขยำดไม่มีใครกล้ำเข้ำมำต่อสู้ด้วย ได้แต่ล้อมเอำไว้จนกระทั่งกองทัพ
หนุนของเวียงหละกอนยกตำมมำช่วย พม่ำจึงได้ยอมถอยทัพหนีกลับไปเน่ืองจำกกำลังที่เหลืออยู่ไม่
สำมำรถจะสู้รบได้ เมื่อพม่ำเลิกทัพกลับไปแล้วเจ้ำหลวงล้ินก่ำนได้พบว่ำ พญำมือเหล็กได้เสียชีวิตลง
แล้ว โดยท่ียังยืนถืออำวุธยืนจงั ก้ำพิงผนังหน้ำปำกถำ้ ไว้ ทำเวียงหละกอนรอดพน้ จำกกำรรุกรำนของ
พมำ่ ได้ เจ้ำหลวงล้ินก่ำนได้สรรเสริญยกย่องวีรกรรมของพญำมือเหลก็ โดยยกยอ่ งใหเ้ ป็นเจำ้ พอ่ ประตู
ผำนับตั้งแต่น้ันเป็นต้นมำ น่ีคือวีรกรรมอันกล้ำหำญของเจ้ำพ่อประตูผำ พญำมือเหล็กทหำรเอกของ
เจำ้ หลวงล้ินก่ำนแห่งเวียงหละกอน กระทรวงกลำโหมได้อัญเชิญนำมมำต้ังเปน็ ค่ำยรบพิเศษประตูผำ
เพอื่ เปน็ ขวัญและกำลังใจของทหำรตรำบจนปจั จุบนั

เจำ้ พ่อประตูผำหรือ ”พระยำมือเหล็ก” เป็นคนบ้ำนต้ำ (ปจั จบุ ันคอื บ้ำนหวด อ.งำว จ.ลำปำง)
เป็นเด็กกำพร้ำบิดำมำรดำ บวชเรยี นเป็นศิษย์ของเจ้ำอธิกำรวัดนำยำง อ.แม่ทะ จ.ลำปำง “ได้ศึกษำ
วิชำอยู่ยงคงกระพัน สำมำรถใชแ้ ขนแทนโล่ได้ เมื่อลำสิกขำออกมำ ชำวบ้ำนจึงเรยี กว่ำ “หนำนข้อมือ
เหล็ก”

ต่อมำไปเป็นทหำรเมอื งเขลำงค์(ลำปำง) รับใช้เจ้ำเมืองลำปำงขณะนั้นคือ เจ้ำล้ินก่ำน (ลิ้นสีดำ)
เพรำะมนี ิสยั กล้ำหำญ และมฝี มี ือในกำรรบ จึงไดร้ ับแตง่ ต้ังใหเ้ ป็น พระยำมือเหล็ก ต่อมำเมอื งเขลำงค์
ถกู ทพั พม่ำซึ่งมีทำ้ วมหำยศ ซ่ึงยึดครองเมอื งลำพนู รกุ รำน เจำ้ ลิ้นกำ่ นพรอ้ มกบั ทหำรจำนวนหนึ่ง และ
พระยำมอื เหล็ก จึงหนมี ำตง้ั หลกั ที่ดอยประตูผำ และไดม้ อบหมำยใหข้ ุนนำง 4 คน คือ แสนเทพ แสน
หนงั สือ แสนบุญเรือน และ จเรนอ้ ย ดูแลรกั ษำเมอื งอยู่ ขนุ นำงทั้งสไ่ี มก่ ล้ำตอ่ สู้กบั ทหำรพม่ำ ซง่ึ กำลัง
จะเข้ำบกุ เมือง เจ้ำอธกิ ำรวัดนำยำง จึงรวบรวมชำวบ้ำนเข้ำตอ่ สู้สกัดทัพพม่ำ แต่ก็สูไ้ มไ่ ด้ตอ้ งแตกหนี
กนั ไป ท้ำวมหำยศแม่ทัพพม่ำจึงสง่ ขุนนำง 3 คน คอื หำรฟ้ำฟื้น หำรฟำ้ แมบ และ หำญฟ้ำง้ำ เข้ำมำ
เจรจำกับฝ่ำยเมืองเขลำงค์ให้ยอมแพ้ แต่กต็ กลงกันไม่ได้ พม่ำจึงบุกเข้ำเมอื ง และ สังหำรขนุ นำงทั้งส่ี
แต่จเรน้อยหนีรอดไปได้ และ ไปสมทบ ทหำรพม่ำไล่ติดตำมมำทันท่ีดอยประตูผำซ่ึง มีภูมิประเทศ
เปน็ หน้ำผำสูงชัน มีทำงเข้ำ ออก เพียงทำงเดียว พญำข้อมอื เหลก็ จึงให้จเรน้อยพำเจ้ำลิ้นก่ำนไปหลบ
อยู่ในถ้ำ และได้เข้ำต่อสู้กับทหำรพม่ำอย่ำงกล้ำหำญ โดยใช้ดำบสองมือ ทหำรพม่ำลม้ ตำยลงเป็นอัน
มำก จนทหำรพมำ่ ล่ำถอยไปไมก่ ล้ำบุกตอ่ พญำข้อมือเหล็กออ่ นแรงถือดำบน่ังพิงหน้ำผำคุมเชงิ อยจู่ น
สนิ้ ใจ ฝ่ำยทหำรพม่ำกไ็ มก่ ล้ำบุกเขำ้ มำ เพรำะนกึ ว่ำเป็นกลอบุ ำยจึงล่ำถอยกลบั เมืองเขลำงค์ เม่ือเจ้ำ
ลิ้นก่ำน และ จเรน้อย ออกมำ จึงพบร่ำงพญำข้อมือเหล็กส้ินใจพิงหน้ำผำอยู่ จึงได้ต้ังศำลเพียงตำ
และ เชิญดวงวิญญำณของพญำข้อมือเหล็กมำสิงสถิตอยู่ เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงควำมดี และควำม
กล้ำหำญ ไว้ให้บรรพชนรุ่นหลังได้รำลึกถึง โดยต้ังช่ือว่ำ ”ศำลพญำข้อมือเหล็ก” ชำวบ้ำนโดยทั่วไป
เรยี กว่ำ ”ศำลเจำ้ พ่อประตูผำ”
แหลง่ ที่มา

https://sites.google.com/site/travelinthenorth/lampang/sanchawphopratupha

60

พิพิธภณั ฑศ์ ูนยถ์ ่านหินลิกไนต์ศึกษา เหมืองแมเ่ มาะ เฉลิมพระเกียรตพิ ระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจา้ อยู่หัว

พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่ำนหินลิกไนต์ศึกษำ เหมืองแม่เมำะ เฉลิมพระเกียรติพระบำทสมเด็จ
พระปกเกล้ำเจ้ำอยู่หัว สร้ำงขึ้นเพื่อตระหนักถึงควำมสำคัญของพลังงำนจำกถ่ำนหิน และควำมสำคัญ
ของโรงไฟฟ้ำแม่เมำะ ที่มีต่อควำมม่ันคง ด้ำนพลังงำนของประเทศ เข้ำใจถึงกระบวนกำรผลิต
กระแสไฟฟ้ำ และมำตรกำรในกำรลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชมุ ชน อย่ำงใส่ใจเหมืองถ่ำนหิน
ลิกไนต์ อ.แมเ่ มำะ เป็นแหลง่ ทรพั ยำกรธรรมชำตถิ ำ่ นหินขนำดใหญ่ ท่ีมคี วำมสำคัญขับเคล่อื นพลงั งำน
โดยนำมำผลิตเปน็ กระแสไฟฟ้ำแจกจ่ำยให้สู่ประชำชน ท้ังยังให้ควำมสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและชมุ ชน
โดยมีมำตรกำรตำ่ งๆ เพ่ือลดผลกระทบต่อส่ิงแวดลอ้ ม รวมถึงกำรดแู ลและพฒั นำชุมชน เพ่ือสำมำรถ
อย่รู ่วมกันอย่ำงย่งั ยนื
แหลง่ โบราณคดีค่ายประตผู า

แหล่งโบรำณคดีค่ำยประตูผำ อยู่บริเวณเดียวกับศำลเจ้ำพ่อประตูผำ เส้นทำงลำปำง-งำว
กโิ ลเมตรท่ี ๔๘ ครอบคลุมพื้นทบ่ี รเิ วณหนำ้ ผำเทือกเขำหินปูนดำ้ นทิศตะวันออก อันเป็นท่ตี ัง้ ของศำล
เจ้ำพ่อประตูผำ มีภำพเขียนสีที่กล่ำวกันว่ำยำวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อำยุกว่ำ ๓,๐๐๐ ปี
แบ่งเป็น ๗ กลุ่ม ภำพบำงส่วนค่อนข้ำงลบเลือนหมดแล้ว หลงเหลือพอให้เห็นได้เพียง ๑,๘๗๒ ภำพ
สว่ นมำกเปน็ ภำพมอื คน ส่ิงของ เครอ่ื งใช้ สัตว์ พชื และภำพเชงิ สัญลักษณ์ นอกจำกนี้ยังมกี ำรขุดพบ
หลมุ ศพ โครงกระดกู มนษุ ย์โบรำณ ภำชนะดนิ เผำ ซง่ึ ปัจจบุ นั ไดม้ กี ำรปรบั ทำงเดินเท้ำ ให้นกั ท่องเท่ยี ว
สำมำรถขน้ึ ไปชมได้ พื้นที่ใกลเ้ คยี งเปน็ ทีต่ ้ังของคำ่ ยฝึกกำรรบพเิ ศษประตผู ำ
สถานทีต่ ั้ง:
อยู่บรเิ วณเดยี วกบั ศำลเจ้ำพอ่ ประตผู ำ เส้นทำงลำปำง-งำว กโิ ลเมตรที่ ๔๘ อ.แม่เมำะ จ.ลำปำง
แหลง่ ทม่ี า

http://www.sadoodta.com/info/แหล่งโบรำณคดคี ำ่ ยประตูผำ
สถานที่สาคญั ของอาเภองาว
ภาพเขียนสโี บราณประตูผา
ระยะทำง 48 กิโลเมตร จำกลำปำง บนถนนไฮเวยล์ ำปำง-เชียงรำย เปน็ ทตี่ ้ังอยูร่ ะหวำ่ ง
เทือกเขำและ หนำ้ ผำสงู ชนั ซึง่ เป็นท่มี ำของ ช่ือ "ประตูผำ" เส้นทำงสัญจร แต่โบรำณไปมำสู่ลำ้ นนำ
ตะวนั ออก และยงั เป็น จุดยุทธศำสตรท์ ส่ี ำคญั ท้งั ใน สงครำมยุคโบรำณ กับพมำ่ และในสงครำมโลก
บนหน้ำผำและบรเิ วณใกลเ้ คยี งมีกำรค้นพบ ภำพเขียนสีและแหล่ง ฝงั ศพของคนในยุคก่อน
ประวัติศำสตร์ อำยุประมำณกวำ่ 3,000 ปมี ำแล้ว ขณะนีท้ ำงภำครฐั ทอ้ งถิ่นและเอกชน ในจงั หวดั
กำลังรว่ มกันจัดต้งั พิพิธภณั ฑ์ เพ่อื เปน็ แหล่งรวบรวมและศกึ ษำด้ำนประวัติศำสตร์ และโบรำณคดี

61
สะพานโยง

ในปี พ.ศ. 2458 กรมทำงหลวงแผน่ ดนิ ไดม้ กี ำรขยำยสร้ำงถนนพหลโยธนิ ชว่ งจังหวัดลำปำง
ไปยังจังหวดั เชยี งรำย เม่ือสร้ำงถนนมำถึงอำเภองำว ซ่ึงมีแม่น้ำขวำงก้ันอยู่ จึงได้ดำเนินกำรก่อสร้ำง
สะพำนข้ำมแม่น้ำงำวขึ้นที่บ้ำนน้ำล้อม ตำบลหลวงใต้ ข้ำมมำยังตลำดบ้ำนหลวงเหนือ ตำบล
หลวงเหนือ เป็นสะพำนเหล็กแขวน มีเสำกระโดงสองฝ่ังใช้รอกดึงสำยโยงไม่มีเสำกลำง พ้ืนสะพำน
เป็นหมอนไม้วำงบนรำงเหล็กเหมือนรำงรถไฟ ปูพ้ืนด้ำนบนด้วยไม้ ควำมกว้ำงของสะพำน 4 เมตร
ยำว 80 เมตร เสำกระโดงสงู 18 เมตร ผู้ออกแบบก่อสรำ้ งโดย นำยช่ำงเยอรมนั ผู้ควบคมุ กำรก่อสร้ำง
โดย ขุนเจนจบทิศ และหม่อมเจ้ำเจริญใจเร่ิมก่อสร้ำงก่อนสงครำมโลกครั้งท่ี 2 ในปี พ.ศ. 2469
สร้ำงแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2471 ใช้เวลำกำรสร้ำง 18 เดือน สะพำนไม้น้ีไม่มีช่ือเป็นทำงกำร
แตก่ รมทำงหลวงแผน่ ดินเรยี กวำ่ "สะพำนข้ำมลำน้ำงำว" มเี พยี งแหง่ เดียวในประเทศไทย
วดั มอ่ นทรายนอน

วัดม่อนทรำยนอน สร้ำงเมอ่ื พ.ศ. 2386 ชำวบ้ำนเรยี กวัดดอย กำรบริหำร และกำรปกครองมี
เจ้ำอำวำสจำนวน 4 รปู คือ พระน้อย สจจญำโณ พระส่วยละ พระสุนทรและพระน้อยปจั จุบันมีพระ
ครูสถิตธรรมพิทักษ์ อำยุ 48 ปี พรรษำ 26 เป็นเจ้ำอำวำสวัด ทำงขึ้นสู่วัดม่อนทรำยนอน (วัดดอย)
ตอ้ งเดนิ ขน้ึ บันใด ซ่งึ มีควำมสูงประมำณ 300 กวำ่ ขน้ั
วัดจองคา

วัดจองคำ ตั้งอยู่ ต.บำ้ นหวด อำเภองำว จงั หวดั ลำปำง หำ่ งจำกตวั จงั หวดั ลำปำงประมำณ 73
กิโลเมตร และอำเภองำว 10 กิโลเมตร วัดจองคำ อำเภองำว แห่งนี้มีชื่อคล้ำยวัดจองคำจอง
กลำง จังหวัดแม่ฮ่องสอนสันนิษฐำนว่ำผู้สร้ำงเป็นชำวไทยใหญ่และสร้ำงตำมแบบศิลปะไทยใหญ่
(เง้ียว)ดังน้ันชื่อของวัดจึงคล้ำยกับวัดจองคำของเมืองแม่ฮ่องสอน วัดจองคำแห่งน้ีก่อสร้ำง
เมื่อพุทธศักรำชใดไม่ปรำกฏหลักฐำนท่ีแน่ชัด ตัววิหำรเป็นศิลปะแบบไทยใหญ่ (เงี้ยว) หลังเดิม
ได้ถูกถอดแบบไปต้ังไว้ที่เมืองโบรำณ บำงปู จังหวัดสมุทรปรำกำร วิหำรหลังปัจจุบันนี้ ได้สร้ำงข้ึน
มำใหม่ตำมแบบฉบับของเดิมทุกประกำร โดยสล่ำช่ำงชำวพม่ำ วัดจองคำแห่งน้ีได้รับกำรสถำปนำ
ขึ้นเปน็ พระอำรำมหลวง ช้ันตรี ชนิดสำมัญ เม่ือปีพุทธศักรำช 2549 เน่ืองในวโรกำสท่ีพระบำทสมเด็จ
พระเจำ้ อยูห่ วั ทรงครองสริ ิรำชสมบัตคิ รบ 60 ปี
วัดศรีมงุ เมอื ง

เปน็ วดั พระธำตทุ ่เี ก่ำแก่ของชำวอำเภองำว เป็นท่ีเคำรพและเปน็ ศูนย์รวมจติ ใจของชำวบำ้ น
บำ้ นใหม่ ตำบลหลวงเหนือ ในวนั สำคญั ทำงศำสนำ และงำนประเพณีตำ่ ง ๆ ชำวบ้ำนจะมำรวมกัน
เพือ่ ทำพิธีทำงศำสนำโดยพรอ้ มเพรียงกนั ทีว่ ัด
แหล่งที่มาของข้อมูล

https://th.wikipedia.org/wiki/วดั จองคำ
http://www.paiduaykan.com/ / province/north/lampang ngao.html
https://paweena122.wordpress.com/free-style/สถำนทท่ี อ่ งเท่ียวอำเภองำว
http://www.annaontour.com/province/lampang/ngao-brige.php

62

สถานทสี่ าคญั ของอาเภอหา้ งฉัตร
วัดปงยางคก

มวี ิหำรพระแมเ่ จ้ำจำมเทวซี งึ่ เปน็ วิหำรไม้เก่ำแก่ ภำยในประดษิ ฐำนมณฑปปรำสำทเก่ำท่มี ี
ตำนำนสืบเน่ืองมำตั้งแตส่ มยั พระนำงจำมเทวี วิหำรจำมเทวี เป็นวิหำรไม้ทส่ี วยงำมเปน็ แบบฉบับ
ของลักษณะสถำปัตยกรรมสกุลช่ำงลำปำง หลังคำสำมชน้ั เดิมเปน็ แปน้ ไม้เกล็ดแตไ่ ด้ผกุ ร่อนไปตำม
กำลเวลำจงึ ได้เปล่ียนมำมุงด้วยดินขอเกล็ด ไมม่ ีฝ้ำเพดำน ฐำนสูงจำกพืน้ ดินหน่ึงฟตุ ขนำดกวำ้ ง 8
เมตร ยำว 15 เมตร โครงสร้ำงของวิหำรทงั้ ขื่อคำ เสำ เขียนลำยทอง ซึ่งตำ่ งจำกวหิ ำรทวั่ ๆ ไปซึ่งเปน็
ภำพเขียนลำยน้ำแตม้ ภำยในมศี ิลปะทมี่ คี ุณค่ำหลำยประกำร เชน่ ซุ้มมณฑปพระประธำน ซึ่งทำง
ภำคเหนอื เรียกว่ำ “โขงพระประธำน” ประกอบดว้ ยซุม้ ขนำดเลก็ ฐำนซมุ้ มณฑปเปน็ ฐำนก่ออฐิ ทำลำย
ปนู ปนั้ ย่อมมุ ไมส้ ิบสองอยำ่ งประณีตสวยงำม ในซุ้มมพี ระประธำนปำงสมำธเิ พชร ผนงั ด้ำนซำ้ ยมอื ของ
มณฑปกอ่ สรำ้ งเป็นซ้มุ ลำยปูนปัน้ ภำยในซุ้มมีรูปปั้นพระพทุ ธรูปปำงประทำนพรอยู่ภำยใน ธรรมำสก์
ฐำนก่อสร้ำงเป็นดว้ ยอิฐฉำบปูนทำลวดลำยปนู ปัน้ ติดกระเบ้อื งเคลอื บดนิ เผำสตี ำ่ ง ๆ ฐำนประดับ
ตกแตง่ แบบชำวล้ำนนำ ปัจจบุ นั หลดุ รอ่ นไปเกือบหมดแลว้ ตวั ธรรมำสก์ทำด้วยไม้ลงรกั ปิดทอง
ลวดลำยเป็นรูปดอกไม้ นอกจำกนี้ยงั มีเอกลกั ษณท์ ำงศิลปะของลำปำงภำยในวหิ ำรนค้ี อื
- ภำพเขียนบนผนังด้ำนหลังพระประธำนเป็นภำพต้นศรีมหำโพธิ์สำมต้น มีเทวดำถือฉัตรและชอ่
ดอกไม้ประดบั ทง้ั สองข้ำงของพระประธำน และลำยเขยี นตำมผนงั เสำ ขือ่ คำนของวหิ ำรท้ังหมด
- ภำพลำยดอกไม้หรือลำยหม้อดอกหรอื ภำพแจกันดอกไม้ ตำมคติพุทธเรยี กอีกอย่ำงหน่งึ วำ่ ปู
รณฆฎะ หรือปูรณกลศ หมำยถึงหมอ้ นำ้ ทม่ี ีนำ้ เต็มเป่ียม ส่วนไม้เล้ือยน้ันหมำถงึ ควำมงอกงำมของชวี ติ
และกำรสร้ำงสรรคซ์ ่งึ แตล่ ะภำพเขียนลวดลำยดอก ใบ กงิ่ กำ้ นเปน็ ลวดลำยต่ำงกันออกไป และถือวำ่
เก่ำแก่ทส่ี ุดในภำคเหนอื
- ฝำผนงั วิหำรดำ้ นขวำมือจะมีรอยดำบท่ีเกิดจำกรอยดำบของกำรรบระหวำ่ งหนำนทิพย์ชำ้ ง
กบั ทำ้ วมหำยศ
วดั ปางมว่ ง

โดยอดตี กำลประมำณ 1,400 กวำ่ ปี สมัยพระนำงจำมเทวี ผู้ครองนครหริภุญชยั หรือจังหวัด
ลำพูนในปจั จุบัน ได้มำประทบั เมอื งเวียงตำลซงึ่ อยูท่ ำงทศิ ตะวนั ตกของอำเภอหำ้ งฉัตร ซ่ึงมีพระโอรส
องค์ท่ี 2 เป็นเจำ้ เมือง ไดส้ ุบินว่ำมชี ีปะขำวรปู หน่งึ ชรอยว่ำเป็นทำ้ วสกั กะเทวรำชจำแลงกำยมำทูล
พระนำงว่ำท่บี นดอยกุโสนั้นมพี ระเกศำของพระสัมมำสมั พุทธเจ้ำ 2 เสน้ บรรจุอยู่ พระนำงจึงเลำ่ สุบิน
นิมิตใหแ้ ก่พระรำชบุตรผเู้ ปน็ เจ้ำเมอื งฟงั พระรำชบตุ รจึงใหข้ ้ำรำชบริพำรออกตรวจค้นหำดอยกโุ สไม่
นำนกพ็ บว่ำอยตู่ รงขำ้ มตำบลหว้ ยตำน พระนำงจำมเทวีจึงรบั ส่ังใหพ้ ระรำชบุตรเตรียมไพร่พลไปตงั้
ปำงตรงจดุ ที่ตน้ มะมว่ ง ทำพธิ ีเฉลิมฉลองเจ็ดวันเจ็ดคนื เริม่ ตงั้ แตว่ นั เพญ็ เดอื น 6ใต้ ซึง่ ตรงกบั เดอื น 8
เหนอื แรม 8 ค่ำ กำหนดน้ไี ดป้ ฏิบตั ิเปน็ ประเพณสี รงนำ้ พระธำตุมำตรำบเท่ำทกุ วันนี้มไิ ดข้ ำด กำร
ฉลองท่จี ดั ขึน้ ในคร้งั นั้นเรยี กว่ำ “งำนปำงม่วน” เพรำะมีกำรละเลน่ สำรพดั เทำ่ ทจ่ี ะมไี ด้ในยคุ น้นั
ชำวเมืองอื่นทอี่ ยใู่ กลเ้ คยี งกม็ ำรว่ มม่วนด้วย จงึ เรยี กติดปำกวำ่ “ปำงม่วน” นำน ๆ เขำ้ กเ็ ลยเพ้ียนมำ
เป็นปำงม่วงจนทุกวนั นี้ ตอ่ มำมนี ำยชำ่ งชำวอินเดยี ชอ่ื นำยคำบิเยน โภรำคำ่ ซึ่งเปน็ ช่ำงควบคุมงำน
ซ่อมรำงรถไฟทเ่ี สียหำยจำกพำยฝุ นทำให้ต้องทำกำรซ่อมใหแ้ ลว้ เสร็จกอ่ นวันพีธีเปดิ รถไฟสำยกรงุ เทพ

63
– เชยี งใหม่ ได้ร่วมประเพณีสรงนำ้ พระธำตปุ ำงมว่ ง ได้รับร้เู รอื่ งเลำ่ ควำมเปน็ มำและปำฏิหำรย์จำกผู้
เฒ่ำผแู้ ก่จนเกิดควำมเลื่อมใสศรัทธำ และเห็นว่ำบรรดำพทุ ธศำสนิกชนทุกสำรทศิ ต่ำงกต็ อ้ งใชค้ วำม
วิรยิ ะอุตสำหะเป็นอยำ่ งยง่ิ ในกำรขึ้นไปสกั กำระบชู ำองค์พระธำตุ รวมถึงกำรถวำยอำหำรแดพ่ ระสงฆ์
สำมเณร เพรำะทำงข้นึ ไปนน้ั สงู ท้ังไม่มบี นั ไดตอ้ งปนี ป่ำยข้นึ อยำ่ งลำบำกยำกยง่ิ และพิจำรณำเห็นวำ่
องค์พระเจดีย์ทม่ี ีอยนู่ น้ั เลก็ เกินไปไม่สมกบั ควำมเล่อื มใสศรัทธำของประชำชนท่ีมำสักกำรบูชำอยำ่ ง
มำก จงึ อยำกจะสร้ำงให้องค์ใหญ่กว่ำเก่ำแต่ติดขัดที่ตนเองไม่ได้ร่ำรวยจงึ ได้นำเรอื่ งนไ้ี ปกรำบเรียนให้
เจำ้ บญุ วำทย์ เจ้ำเมอื งลำปำง ท่ำนเจำ้ หลวงเกดิ ควำมเลอื่ มใสศรัทธำ สงั่ เบกิ เงินจำกคลัง 4 ปีบใหส้ รำ้ ง
องคเ์ จดีย์ตำมควำมประสงค์ และได้แลว้ เสร็จกอ่ นกำหนดวันทำพธิ เี ปิดรถไฟสำยกรงุ เทพ – เชยี งใหม่
และในวันเปิดทำงเดนิ รถไฟเจ้ำบญุ วำทยไ์ ด้ขนึ้ ไปนมัสกำรพระเจดียอ์ งคใ์ หม่ เกดิ ควำมพอใจ แต่ทำง
ขึ้นไปนมสั กำรไมส่ ะดวก จงึ มอบเงินให้อกี 8 ปีบใหน้ ำยคำบเิ ยน สรำ้ งบันไดข้นึ และศำลำพกั ใกล้องค์
พระเจดีย์อกี หนึ่งหลัง (บนั ไดท่นี ำยคำบิเยนสร้ำงขึ้นครำวน้ัน ไมไ่ ดล้ ำดซีเมนตอ์ ยำ่ งทเ่ี หน็ ทกุ วันน้ี
เพยี งแต่เอำหินมำเรยี งซอ้ นกนั เป็นข้นั ๆ ข้นึ ไปเทำ่ นน้ั ) สง่ิ ท่นี ำ่ สนใจศกึ ษำและเรยี นรู้

เป็นโบรำณสถำนท่ชี ำวบ้ำนใหค้ วำมเคำรพนบั ถือและเปน็ พระธำตทุ ี่สำคัญแหง่ หนง่ึ ของ
จงั หวดั ลำปำง ซงึ่ ทำงกรมศิลปำกรไดข้ ึ้นทะเบยี นเป็นปชู นียสถำนโบรำณทำงศำสนำอนั ดบั ท่ี 7 โดย
ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ ฉบับที่ 67 ตอนท่ี 15 วันที่ 14 มนี ำคม 2543 ในช่อื วัดป่ำมว่ ง ลักษณะ
เดน่ ของพระธำตุคอื จะมสี ัญลกั ษณ์รูปดำบไขว้กนั ปรำกฏอยู่ด้ำนขำ้ ง 4 ด้ำนของพระธำตุ และมี
กระโจมรูปสำมเหลีย่ มตรงปลำยของกระโจมจะมีสญั ลกั ษณ์คล้ำยหอก 3 งำ่ มอยตู่ รงสว่ นนอก ภำยใน
กระโจมมีพระพทุ ธรปู องคเ์ ลก็ วำงไว้ตำมช้นั ประมำณข้ำงละ 2 – 3 องค์

ประเพณสี รงนำ้ พระธำตุปำงมว่ ง จะจดั ขน้ึ ในวันแรม 8 ค่ำของเดอื น 8 ของทุกปี พิธีจะมี
เพียง 1 วนั โดยชำวบำ้ นท่ีเลื่อมใสศรทั ธำจะนำเครอ่ื งสกั กำระบชู ำ ดอกไม้ ธูปเทียน ตลอดจนอำหำร
นำมำถวำยแด่พระสงฆ์ นำน้ำอบนำ้ หอมมำสรงน้ำพระธำตุ และจัดให้มกี ำรทำบ้งั ไฟจำกชำวบ้ำนใน
หมบู่ ้ำนและหมูบ่ ้ำนใกล้เคียงรว่ มทำบญุ ไดใ้ นทุกปี
วดั พระธาตุม่อนไก่แจ้

ตำนำนวดั พระธำตมุ อ่ นไกแ่ จ้ พระสมั มำสัมพทุ ธเจำ้ พร้อมดว้ ยฤๅษี 5 ตน ได้เสด็จจำริกไป
ทำงทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนือหมำยควำมวำ่ เขำ้ เขตตำบลเมืองยำว เพรำะกำลปำงกอ่ นโนน้ ทำงตำบลแม่
สนั ปัจจบุ ันก็ขึ้นอยู่ในเขตตำบลเมืองยำว พระพุทธองค์กท็ อดพระเนตรเห็นเขำท้งั 4 ลกู เรียงกันใน
ทำ่ มกลำงพน้ื ท่รี ำบเรียบพอสมควร พระพทุ ธองคท์ รงทรำบนึกถึงในอดตี ก่อนปำงหลงั ว่ำในอดตี สมัย
หนึ่งพระองคย์ ่อมรูว้ ำ่ ไดเ้ กิดในสมัยเจ้ำมหำวงคแ์ ตงออ่ น พระองค์ไดน้ ำไก่มำต้ังแขง่ ขนั กนั ทด่ี อยมอ่ น
ไกแ่ จ้ และมีส่งิ มหัสจรรย์เกดิ ขนึ้ โดยไกแ่ จ้ตวั หนงึ่ แข่งขนั ท้ำทำยอยู่ม่อนดอยตรงกนั ขำ้ ม ขนั คุ้นเข่ีย
แลว้ กห็ ำยไป แตเ่ จำ้ ของไก่ตวั น้ไี มย่ อมแขง่ ขันกับไก่พระพทุ ธองค์ จึงว่ิงหนี เตลิดไปแอบอยู่ในเขต
อำเภอเมอื งลี้ เพรำะจะสู้ไก่พระพุทธองค์ไมไ่ หวจึงหนีล้ีภยั ไปอยู่ ณ ท่โี นน้ ท่ำนทั้งหลำยและ
นกั ปรำชญ์ผรู้ อู้ ำจจะสงสัยว่ำทำไมจงึ เปน็ เชน่ นนั้ เม่ือพระพุทธองค์ได้เป็นหน่อโพธิสตั ว์ มีนำมว่ำ บัว
ละ แต๋งออ่ นได้มำมอ่ นไก่แจ้มำตอ่ ไก่ที่อยู่ในปำ่ คร้นั เม่ือพระองค์ตรัสรู้แลว้ จงึ เลง็ เห็นวำ่ ในขณะน้ี
สมควรพระจะประดษิ ฐำนพระเกศำ จึงได้นำพระเกศำใหพ้ วกตำปิละแล้วส่ังให้เอำไปบรรจุไว้ในภเู ขำ
ลูกนี้ และก่อพระเจดีย์ไวเ้ พอ่ื สกั กำรบชู ำแดพ่ วกตำปคิ รนั้ ตอ่ มำพระอำจำรย์ชมพู เหน็ วำ่ เจดยี ์ท่พี วก
ตำปสิ รำ้ งไวน้ น้ั ได้ทรดุ โทรมจงึ ชวนพวกทำยกทำยกิ ำไปสร้ำงพระเจดยี อ์ งคใ์ หม่ ซง่ึ อย่หู ่ำงจำกวดั ทำง
ทศิ ใต้ (อยูท่ ิศใต้ของวดั แม่ยำมเหนือปจั จบุ นั ) หำ่ งจำกวดั ไปประมำณ 2/4 กโิ ลเมตร ส่วนเจดีย์องค์น้ีมี

64
ขนำด 12 เมตร สูง 40 เมตร เปน็ ภเู ขำอยู่กลำงป่ำเป็นเนอ้ื ทป่ี ระมำณ 400 วำ และขนำนนำมว่ำ
“มอ่ นไกแ่ จ้” ณ ทจี่ งั หวัดลำพูน เรยี กวำ่ มอ่ นพระยำไกแ่ ก้ว พระเจดยี ไ์ ด้สร้ำงขึน้ พ.ศ. 2404 ตรงกบั
ปีวอก ตำมคำพ้นื เมืองวำ่ ปีกฎสนั พระเจดยี ์องคน์ ี้ ท่ำนพระครูบำศรวี ชิ ัย (ครบู ำศีลธรรม) เปน็ ผู้นำใน
กำรสรำ้ งพระเจดยี ์นี้และก็ไดต้ ง้ั ประเพณี สักกำรบชู ำทุกปีในวันเพญ็ เดอื น 8 เหนือ ตรงกบั เดือน 6 ใต้
แหง่ เดอื นวสิ ำขบูชำ ต่อมำพระภิกษุ และทำยก ทำยิกำได้ถวำยสักกำรบชู ำทกุ ปีจนถงึ ปัจจบุ ันน้ี
แหล่งทมี่ าของขอ้ มูล

http://th.wikipedia.org
http://www.nfehangchat.com

สถานทีส่ าคัญของอาเภอเกาะคา
วัดพระธาตุลาปางหลวง

ในทำงประวัติศำสตรน์ ครลำปำง วดั พระธำตลุ ำปำงหลวงมีประวัตวิ ่ำ เมือ่ ปี พ.ศ. 2275 นคร
ลำปำงว่ำงจำกผู้ครองนคร และเกดิ ควำมวนุ่ วำยข้ึน สมัยนัน้ พมำ่ เรืองอำนำจได้แผอ่ ทิ ธิพลปกครอง
อำณำจักรล้ำนนำไว้ไดท้ ั้งหมด พม่ำไดย้ ึดครองนครเชียงใหม่ ลำพนู โดยแต่งตัง้ เจ้ำผู้ครองนครอยู่
ภำยใตก้ ำรปกครองของกษตั รยิ ์พม่ำ ท้ำวมหำยศ เจ้ำผู้ครองนครลำพูนไดย้ กกำลงั มำยดึ นครลำปำง
โดยได้มำตง้ั ค่ำยอย่ภู ำยในวัดพระธำตลุ ำปำงหลวง คร้งั นน้ั หนำนทิพย์ช้ำง ชำวบ้ำนปงยำงคก
(ปัจจบุ นั อยอู่ ำเภอหำ้ งฉตั ร) วีรบรุ ษุ ของชำวลำปำง ได้รวบรวมพลทำกำรตอ่ สทู้ ัพเจ้ำมหำยศ โดยลอบ
เขำ้ มำในวัด และใช้ปืนยิงทำ้ วมหำยศตำย แล้วตที ัพลำพนู แตกพำ่ ยไป ปัจจบุ ันยังปรำกฏรอยลกู ปนื อยู่
บนรว้ั ทองเหลืองทีล่ ้อมองค์พระธำตุเจดยี ์ ต่อมำหนำนทพิ ยช์ ้ำงได้รบั สถำปนำขึ้นเปน็ พระเจ้ำทพิ ย์
จกั รสุละวะฤๅไชยสงครำม เจ้ำผู้ครองนครลำปำง และเป็นตน้ ตระกลู ณ ลำปำง เชือ้ เจ็ดตน ณ
เชียงใหม่ ณ ลำพนู
พระเจ้าลา้ นทอง

อยูใ่ นวิหำรหลวง มีกู่สที องซึ่งบรรจุพระเจำ้ ลำ้ นทอง เป็นประธำนของพระวิหำร หลงั พระ
วิหำรหลวง เปน็ เจดียป์ ระธำนทรงกลมแบบลำนนำไทย บนฐำนสูงมีกำแพงแกว้ ลกู กรง สำรดิ ยอด
ดอกบัวล้อมเป็นรปู จัตรุ ัส สว่ นองคเ์ จดยี น์ ้นั บุดว้ ยแผ่นทองแดงปิดทอง ทำงเหนือ เรียกวำ่ ทองจังโก
ตำมแผน่ โลหะเห่ล่ำน้ีมีลำยสลักคนเป็นลวดลำยแบบต่ำง ๆ เกือบไม่เหมือน กนั สักแผ่น เดยี ว ท่ำนใด
ท่ีมรี ำศเี กิดกับปีฉลู (ปวี วั ) อยำ่ ลืมนำววั มำนมสั กำรพระธำตุเพื่อ สะเดำะเครำะห์ และขอโชคลำภ
http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ kokha.htm
วิหารพระพทุ ธ

ไมป่ รำกฏวำ่ สรำ้ งเมื่อใด และใครเปน็ ผู้สรำ้ งแต่ประมำณอำยไุ ม่ต่ำกวำ่ 700 ปี เดิมเปน็ วหิ ำร
เปิดโลง่ หนำ้ บันไดเป็นลำยดอกไม้ติดกระจกสี ภำยในประดษิ ฐำนพระพุทธรูป ปำงมำร วิชยั ขนำดใหญ่
เตม็ อำคำร ก่ออฐิ ถอื ปูน ศลิ ปะเชยี งแสนและยงั ปรำกกเงำพระธำตุในวิหำรอกี ดว้ ย เม่ือหันหน้ำเข้ำ
วหิ ำรหลวง ดำ้ นขวำมือ คอื วหิ ำรนำ้ แต้ม หรือวหิ ำรภำพเขียนสี ("แต้ม" แปลวำ่ ภำพเขยี น) สรำ้ งเมื่อ
พ.ศ. 2044 เปน็ วิหำรเปดิ โลง่ ท่ีเกำ่ แก่ท่ีสุดอีกหน่ึงทำงภำคเหนอื ภำยใน เปน็้ รูปแบบของถำปตั ยกรรม

65
ไทยทง่ี ดงำม ไมม่ ีฝำ้ เพดำนกำแพงด้ำนพระประธำนเขียนภำพลำย ทองบนพื้นรักแดง มภี ำพจิตรกรรม
ศลิ ปะลำ้ นนำบนแผงไมค้ อสอง ทกี่ ลำ่ วกันว่ำเกำ่ แก่ท่ีสดุ และ หลงเหลือเพยี ง แหง่ เดยี ว ในเมอื งไทย
อำยุรำวพทุ ธศตวรรษท่ี 21ลงมำ แตป่ จั จบุ ันภำพเขยี น ลบเลอื นไปมำกและประดิษฐำน
พระพุทธรปู สัมริดปำงมำรวชิ ัย หน้ำตกั กว้ำง 1.25 เมตร สูง 1.25 เมตร
http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ kokha.htm
ซมุ้ พระบาท

สร้ำงครอบพระพุทธบำทไว้ ฐำนก่อข้ึนเปน็ ชั้นคล้ำยฐำนเจดีย์ สรำ้ งเม่ือ พ.ศ.1992 ภำยใน
มองเหน็ แสงหักเหปรำกฏเป็นเงำพระธำตุและพระวหิ ำรในด้ำนมมุ กลับ แต่มีขอ้ ห้ำมไมใ่ ห้
ผูห้ ญงิ ขึ้น
ทีม่ ำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ kokha.htm
กฏุ ิพระแก้ว

เปน็ ที่ประดษิ ฐำนพระแกว้ มรกต ไมป่ รำกฏวำ่ ใครเปน็ ผสู้ รำ้ งและสร้ำงเม่อื ใด แตป่ ระมำณ
อำยไุ มต่ ำ่ กวำ่ 400 ปีมำแล้ว
ที่มำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ kokha.htm
วหิ ารพระเจ้าศลิ า

เปน็ ทปี่ ระดษิ ฐำนพระเจ้ำศิลำซง่ึ เปน้ พระพุทธรูปทีเ่ กำ่ แก่ท่ีสุดในกรงุ ละโวเม่ือ พ.ศ.1275
พระบิดำของพระนำงจำมเทวีมอบให้ประดษิ ฐำนไว้ ณ ท่ีน่ี
พพิ ิธภณั ฑ์

รวบรวมศิลปวัตถุจำกที่ตำ่ งๆ ที่หำชมไดย้ ำก เชน่ สังเค็ต ธรรมำสน์ คำนหำบ
ตู้พระไตรปิฎก เป็นต้น นอกจำกนว้ี ดั พระธำตลุ ำปำงหลวงยงั เปน้ ท่ีประดิษฐำน พระแก้วดอนเต้ำ
(พระแกว้ มรกต) พระพทุ ธรูปคบู่ ้ำนคู่เมอื งของจังหวดั ลำปำง เป็นพระพุทธรปู ปำงสมำธิ ศิลปะล้ำนนำ
สลกั ด้วยหยกสีเขยี ว ทกุ ปีจะมงี ำนนมสั กำรพระแกว้ ดอนเตำ้ ในวันเพญ็ เดือน 12 นกั ทอ่ งเทีย่ ว
สำมำรถเข้ำชมวัดพระธำตุลำปำงหลวงได้ระหว่ำงเวลำ 07.30-17.00 น.
ทม่ี ำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/soemngam.htm
วดั พระธาตุจอมปิง

อยู่ทอ่ี ำเภอเกำะคำ ตำบลนำแก้ว อย่หู ่ำงจำกตัวเมือง ประมำณ 32 กิโลเมตร ควำมอศั จรรย์
ท่ีเกดิ กับวดั น้ี คอื กำรเกิดเงำสะท้อนของพระธำตบุ นกระดำนผ้ำขำว ทปี่ รำกฏในพระ วิหำร
ตลอดเวลำทีม่ แี สงสว่ำง และยังมีกำรขุดพบโบรำณวตั ถคุ ล้ำยจำกแหลง่ บ้ำนเชียง ซง่ึ กรมศลิ ปำกรมี
โครงกำรทีจ่ ะสำรวจตอ่ ไป เชน่ ลูกปัดที่สวยงำม หม้อลำยขูดมีด และเครื่องใช้สัมฤทธิ์
ทมี่ ำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ kokha.htm

66
วัดเสลารตั นปัพพตาราม (วัดไหล่หนิ )

วดั ไหล่หนิ หรือวดั ไหลห่ ินแก้วช้ำงยืน มีวิหำรเกำ่ แก่ฝมี ือช่ำงเชยี งตุง สรำ้ งแบบศลิ ปะลำ้ นนำ
ไทย ประดับลวดลำยงดงำมทั้งหลัง โดยเฉพำะสว่ นหนำ้ บนั และ่ซมุ้ ประตู มีกำรก่ออฐิ ถือปนู ประดบั
รปู ป้ัน สัตว์ศิลปะล้ำนนำ ภำยในบรรจพุ ระบรมสำรรี กิ ธำตุพระสมั มำสมั พทุ ธเจำ้ ในวดั มพี ิพิธภัณฑว์ ัด
ไหลห่ นิ ซ่งึ เป็นท่เี ก็บหอพระแกว้ ซ้มุ พระพมิ พ์ อำวธุ โบรำณ ท่ีโรงธรรมมใี บลำน เก่ำแกข่ องล้ำนนำ
ไทย ซึง่ พระมหำเกสระปัญโญจำรไว้เมื่อ 300 ปที แ่ี ล้ว และวัดแห่งนยี้ งั เป็น สถำนที่ถำ่ ยทำหนงั เรอ่ื ง
พระสุริโยไทอีกดว้ ย
ท่ีมำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ kokha.htmแม่ทะ

สถานท่ีสาคัญของอาเภอแมท่ ะ
หมู่บา้ นแกะสลัก (บา้ นหลกุ )

มีกำรแกะสลักไม้เป็นงำนศิลปหัตถกรรมท่ีมมี ำนำนและสบื เนอ่ื งมำถงึ ปัจจบุ ัน เปน็ กำร สืบ
สำนวิธี แกะ กำรใชม้ ีดและสว่ิ รวมถึงควำมเชื่อ ควำมคดิ ที่ถ่ำยทอดเปน็ ลวดลำยต่ำงๆ ลงบบผนื ไม้
เช่น เครื่องใช้ รูปสตั ว์ต่ำงๆ ด้วยฝมี ืออนั ปรำณีตงดงำมและรปู แบบท่ีทันสมยั

แต่กอ่ นเปน็ กำรทำโดยใช้เวลำว่ำงจำกกำร ทำนำ ปัจจบุ ันกำรแกะสลกั ไมเ้ ป็นรูปสัตว์ต่ำงๆ นี้
ไดร้ ับควำมนิยมจำกนักทอ่ งเทีย่ วและไดร้ ับส่ังจองทำออกจำหน่ำยเป็นอตุ สำหกรรมภำยใน หมู่บำ้ น
ซ่ึงทำกันมำกที่บ้ำนหลุก ตำบลนำครัว อำเภอแม่ทะ ห่ำงจำกตัวเมืองลำปำงประมำณ 30 กิโลเมตร
ที่มำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ maetha.htm
โบราณสถาน/โบราณวัตถุ

ุ ได้แก่ พระพุทธรปู ไม้แก่นจันทน์ ทต่ี ัง้ วดั ปำ่ ตนั หลวง ตำบลปำ่ ตนั อำเภอแม่ทะ วัดปงหอศำล
ท่ีตง้ั ตำบลปำ่ ตัน อำเภอแมท่ ะ จังหวดั ลำปำง
ทมี่ ำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ maetha.htm
ภเู ขาไฟผาลาด

ลำปำงเป็นจงั หวัดทม่ี ภี เู ขำไฟ นักทอ่ งเท่ยี วสำมำรถแวะเทีย่ วชมได้โดยใชเ้ ส้นทำง สำยลำปำง-
แมเ่ มำะ เมือ่ ถึงตำบลผำลำดจะพบถนนแยกขวำซ่งึ จะมปี ้ำยบอกทำงไปยงั ภูเขำไฟ บรเิ วณ ปลอ่ งภเู ขำ
ไฟทดี่ ับแล้ว จะเปน็ เนินเขำที่มีป่ำไมป้ กคลมุ อยทู่ ่ัวไปจึงทำใหม้ องปล่อง ไม่เห็นชดั เจนนกั นอกจำกจะ
สงั เกตจำกทำงอำกำศโดยเคร่ืองบินหรือเฮลิคอปเตอร์ จึงจะเห็นชดั หลักฐำนท่ีแสดงวำ่ บริเวณนเ้ี ป็น
ภเู ขำไฟ ก้อนหินลำวำ หินทำครก ดินขำว และกอ้ นหินทพ่ี บทั่วไปในบรเิ วณนั้น เปน็ หินชนดิ เดียวกับท่ี
สำมำรถพบได้ในเขตทีม่ ีภูเขำไฟ แหล่งอน่ื ๆ
ท่ีมำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ maetha.htm
ถา้ พระสบาย

นับว่ำเปน็ ถ้ำทสี่ วยงำมแหง่ หนง่ึ ในจังหวดั ลำปำง มีบรรยำกำศทำงธรรมชำติท่หี ำพบได้ยำก
มคี วำมชมุ่ ชนื้ และเยน็ สบำย และชมควำมวิจติ รพิสดำรของหนิ งอกหินย้อย ในถ้ำที่สวยงำมธรรมชำติ

67
ถำ้ พระสบำยอยูห่ ่ำงจำกตัวอำเภอแมท่ ะไปประมำณ 5 กิโลเมตร จะมีป้ำยบอกทำงไปยังถำ้ พระสบำย
กำรเดินทำงสะดวกสบำย
ท่ีมำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ maetha.htm
วดั สนั ดอยน้อย

เป็นโบรำณสถำนทเี่ ก่ำแก่ สรำ้ งข้ึนเม่อื ประมำณ ปี พ.ศ. 2478 ต้งั อย่ทู ่บี ้ำนนำกว้ำวกิ่ว หม่ทู ี่
4 ตำบลบ้ำนกวิ่ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปำง

วัดป่าเพิ่มพูนสามคั คี
วัดนีม้ ีพระสถปู เจดยี ์ พระอโุ บสถไม้สัก แกะสลกั สวยงำม สร้ำงขึน้ เม่อื ประมำณปี พ.ศ. 2500

บรเิ วณวัดสะอำดร่มรน่ื สวยงำมอ ตงั้ อยตู่ ำบลบ้ำนกวิ่ อำเภอแมท่ ะ จังหวดั ลำปำง
ทม่ี ำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ maetha.htm

สถานท่ีสาคญั อาเภอเสริมงาม
ศนู ยศ์ ิลปะชพี แมต่ า

ต้งั อยทู่ อ่ี ำเภอเสรมิ งำม ห่ำงจำกตวั เมอื งประมำณ 30 กม. เป็นโครงกำรในพระรำชดำริ
กอ่ สร้ำงขึน้ มำในปี พ.ศ.2527 โดยกำรจัดสร้ำงศูนย์ศิลปชพี ข้นึ นนั้ มีกจิ กรรมหลกั ๆ 3 กจิ กรรม คอื

กิจกรรมแรก คือ กิจกรรมปลูกปำ่ และปอ้ งกันรกั ษำพันธสุ์ ัตวป์ ่ำในพนื้ ท่ี รบั ผดิ ชอบ มีกำร
ปลกู ปำ่ และมีกำรอนรุ ักษ์พันธไ์ุ มแ้ ละกำรปอ้ งกนั ไฟป่ำ กำรเพำะปลกู กล้ำไม้ กำรลำดตระเวนป้องกนั ผู้
ลกั ลอบตัดไมท้ ำลำยปำ่ รกั ษำพันธ์ุสตั ว์ป่ำ ปฏิบัติเป็นประจำ คอื เรอ่ื งไม้ปำ่ ต้องป้องใหด้ ี พยำยำมจะ
ไมม่ ีไฟไหม้ในพ้ืนที่ป้องกนั กำรลำ่ สัตว์ กำรตัดไมท้ ำลำยป่ำ

กจิ กรรมที่ 2 คือ กิจกรรมดำ้ นเกษตรกรรม มแี ปลงสำธิตกำรเกษตรจะมีกำร เพำะปลกู พวก
สม้ ผกั แปลงสำธติ กำรเกษตร ใหร้ ำษฎรไดน้ ำไปดูเปน็ ตวั อยำ่ ง แจกพันธ์ุขำ้ ว ผัก ไก่ หมู ให้ชำวบ้ำน
ไปเลย้ี งเปน็ กำรเสรมิ รำยได้

กิจกรรมท่ี 3 เก่ียวกบั เซรำมิค เคร่อื งปน้ั ดินเผำ ในพ้นื ทีน่ ีก้ ม็ ีทอผำ้ ทั้งผำ้ ฝ้ำยและ ผ้ำไหม
แกะสลกั ปลูกหมอ่ นเลย้ี งไหม เม่อื ผลิตภัณฑต์ ่ำงๆ สำเรจ็ เปน็ รปู รำ่ ง กจ็ ะนำผลิตภัณฑ์เหล่ำน้ีมำ
จำหนำ่ ยในรำคำถกู เปน็ รำยไดเ้ สรมิ อีกส่วนหนึ่งดว้ ย
ที่มำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/soemngam.htm

สถานที่สาคญั ของอาเภอสบปราบ
อุทยานแห่งชาติดอยจง

อุทยำนแห่งชำตดิ อยจง มียอดดอยจงเปน็ ดอยทส่ี ูงสดุ เป็นที่รำบกวำ้ งซง่ึ มปี ำ่ สนเขำ ข้ึน
กระจำยเป็นกลุ่มๆ และมหี นำ้ ผำเปน็ จดุ ชมทิวทัศน์อยูห่ ลำยแห่ง สำมำรถชมทวิ ทัศน์ ได้ท้งั ยำมดวง
อำทิตย์ขน้ึ จำกขอบฟำ้ ในยำมเช้ำและลบั ขอบฟ้ำในยำมเย็น นอกจำกนบ้ี นดอยจงยงั พบกลว้ ยไม้
จำนวนมำก โดยเฉพำะฟำ้ มุย่ ซง่ึ มีสงี ดงำม แปลกกว่ำฟำ้ มุย่ ในพื้นท่ีอ่ืน โดยจะออกดอกในช่วงเดือน

68
ตุลำคม-มกรำคม จำกสันเขำมองลงไปเห็นทอ้ งนำกวำ้ งใหญข่ องอำเภอสบปรำบ และอำเภอเกำะคำ
ทำงขนึ้ กบั ทำงลงเป็นคนละเสน้ ทำงกัน ทำงลงจะผำ่ นสนั ปำ่ เกย๊ี ะซ่ึงมตี น้ สนสองใบ และสนสำมใบ
ขึน้ อยู่หนำแนน่ กวำ่ บรเิ วณอน่ื เหมำะทจ่ี ะ คำ้ งแรม จำกที่ทำกำรอุทยำนแหง่ ชำตมิ ีเสน้ ทำงเดินขึ้นสู่
ยอดดอยจงระยะทำงประมำณ 7 กิโลเมตร สภำพทำงคอ่ นขำ้ งชนั ใช้เวลำเดนิ ขน้ึ รำวครงึ่ วัน ผูส้ นใจ
ต้องตดิ ต่อ เจ้ำหนำ้ ที่ชว่ ยนำทำง
ที่มำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ sopprap.htm
ผากาน

อยู่หำ่ งจำกยอดดอยจงประมำณ 2 กโิ ลเมตร เปน็ ทำงดิ่งลงเขำตลอด เปน็ เสน้ ทำงท่ีเหมำะสม
สำหรบั ดูนกเป็นผำหนิ ปูนแหลมคมกำรปีนข้นึ ต้องใชค้ วำม ระมัดระวงั บนผำมองเหน็ ผนื ป่ำและทวิ เขำ
ทอดตวั ยำวทำงด้ำนหลังมองเห็นยอด ดอยจงอยสู่ ูงกว่ำระดบั สำยตำ
http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ sopprap.htm
น้าตกแม่งาช้าง

เป็นนำ้ ตกขนำดเล็กมนี ำ้ เฉพำะในชว่ งฤดูฝนสูงประมำณ 12 เมตร อยู่ห่ำงจำกท่ีทำกำร
อุทยำนฯ ประมำณ 2 กโิ ลเมตรในท้องทต่ี ำบลนำยำง อำเภอสบปรำบ
นำ้ ตกตำดปู่หล้ำ เปน็ น้ำตกขนำดเลก็ 2 ชั้น มนี ำ้ เฉพำะในช่วงฤดฝู น อยหู่ ่ำงจำกที่ทำกำรอุทยำน ฯ 1
กโิ ลเมตร ในท้องท่ีตำบลนำยำง อำเภอสบปรำบ
ท่ีมำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ sopprap.htm
ผาช้าง

อยู่ตรงข้ำมที่ทำกำรอทุ ยำนฯ เป็นภเู ขำลกู เลก็ ๆ ริมอ่ำงเกบ็ นำ้ ห้วยแมย่ อง บนเขำมองลงมำ
เหน็ อ่ำงเก็บนำ้ ท่ที ำกำรอุทยำนฯ และทวิ เขำสลับซับซอ้ นเป็นฉำกหลงั นอกจำกนย้ี งั มถี ้ำและนำ้ ตก
อืน่ ๆ ทีเ่ พ่งิ จะสำรวจพบแต่ยังไม่ได้พัฒนำเปน็ แหล่ง ทอ่ งเทีย่ วอย่ำงเต็มที่ เช่น น้ำตกหว้ ยคำ่ ง ผำยอง
ถำ้ ห้วยแดง ถำ้ ก้นหอย และถำ้ แมเ่ ก่ง
ทม่ี ำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ sopprap.htm

สถานทส่ี าคญั ของอาเภอเถนิ
ถา้ สขุ เกษมสวรรค์

ต้ังอยู่ท่ี 96 หมู่ 3 ต.แม่ถอด อ.เถนิ จ.ลำปำง ปำกทำงเขำ้ ด้ำนหน้ำของวัดจะมรี ูปปน
พระพทุ ธเจำ้ และพญำนำคพระนอนท่ดี ำ้ นหน้ำของปำกทำงเขำ้ ถ้ำ บริเวณในถ้ำก็จะมีพระพุทธรปู
ปำงตำ่ งๆ ขำ้ งบนจะมองลงมำเหน็ โบสถไมส้ กั ทองทง้ั หลังสวยงำมมำก ข้ำงในมีพระประธำนในโบสถ์
ทำงเดินขึ้นไปสกั ำระรอยพระพทุ ธบำท นอกจำกนีบ้ ริเวณรอบ ๆ วดั ถ้ำสขุ เกษมยังเปน็ ป่ำและภเู ขำ
ซึ่งมีพระพทุ ธรปู องคใ์ หญห่ ลำยองคอ์ ยูบ่ นหน้ำผำสงู ดูสง่ำงำมมำก มีถ้ำธรรมชำติ เหมำะสำหรับ
พกั ผ่อนหย่อนใจสำหรับผู้ท่ีชอบบรรยำกำศแบบธรรมชำตแิ ละผู้ท่ปี ระสงค์จะปฏิบัตธิ รรม
ท่ีมำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ thoen.htm

69
อา่ งเก็บนา้ แม่มอก

ตั้งอยทู่ ี่ ต.เวยี งมอก อ.เถิน จ.ลำปำง เป็นอำ่ งเก็บน้ำเป็นอำ่ งคันดนิ ควำมจุ 96 ล้ำนลูกบำศก์
เมตรพ้ืนทก่ี ักเก็บน้ำอยบู่ รเิ วณหบุ เขำมธี รรมชำตทิ ี่สวยงำม เปน็ สถำนที่ทอ่ งเทย่ี ว แห่งใหม่ทีม่ ี
ศกั ยภำพดีสำหรบั กำรพฒั นำต่อไปท่ีนำ่ สนใจอยำ่ งยิง่
ท่มี ำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ thoen.htm
อทุ ยานแหง่ ชาตแิ ม่วะ

ประกำศจดั ตั้งเมื่อวันที่ 18 พฤศจกิ ำยน พ.ศ.2543 เปน็ ตน้ กำเนดิ ของน้ำตกแมว่ ะมีพื้นที่
368,125 ไร่ หรือ 589 ตำรำงกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลต่ำงๆ ในอ.เถิน อ.แม่พริก จ.ลำปำง อ.
สำมเงำ อ.บ้ำนตำก จ.ตำก ภมู ปิ ระเทศเปน็ เทือกเขำสงู ตดิ ต่อกนั โดยมีดอยตำจี่เปน็ ยอดเขำ สงู สุด มี
ควำมสูงประมำณ 1,027 เมตร จำกระดบั นำ้ ทะเล สภำพป่ำแตกตำ่ งกนั ไปตำมระดับ ควำมสูงของ
พ้นื ท่ีเปน็ ป่ำเบญจพรรณ ปำ่ เตง็ รงั ปำ่ สนเขำและดบิ แลง้ ลกั ษณะสัณฐำนของ เทอื กเขำในอุทยำนจะ
เป็นที่รำบเปน็ แนวไปตำมสนั เขำ มีต้นไม้ขนำดใหญแ่ ละพืชสมุนไพร อดุ มสมบรู ณ์ รวมท้งั กล้วยไม้และ
ดอกไมน้ ำนำชนิดท่นี ่ยี ังมีควำมหลำกหลำยทำงกำยภำพ ทงั้ ชนดิ ของดิน และสภำพป่ำทำให้พืชและ
สัตวต์ ำ่ งๆ อำศัยอยูห่ ลำยชนดิ แต่ทน่ี ่ำสนใจ คือกิ้งกำ่ บินปัจจุบันจะพบเห็นไดย้ ำก แตย่ ังพบเห็นได้ใน
อทุ ยำนแห่งชำติแม่วะในระหว่ำง เดือนสงิ หำคม ถึง พฤศจกิ ำยน จะเปน็ ช่วงที่ป่ำงำมมำกท่ีสุด เต็มไป
ด้วยสีสันของดอกไมป้ ่ำ ยอดเขำ จะมีหมอกปกคลุม นำ้ ตกและลำหว้ ยจะมีน้ำไหลแรงนักทอ่ งเที่ยว
นยิ มมำผกั ผ่อน ในชว่ งเดือนน้ี ท่ีพักและสง่ิ อำนวย ควำมสะดวก มีบรกิ ำรบ้ำนพกั และสถำนทก่ี ำง
เต็นท์ไว้บริกำรสำหรับนกั ทอ่ งเท่ียว
ทม่ี ำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/ thoen.htm

สถานทีส่ าคัญของอาเภอแมพ่ ริก
ถ้าน้าผ่าผางาม

ต้งั อยู่ท่ี หมทู่ ี่ 2 ตำบลพระบำทวงั ตวง อำเภอแมพ่ ริก จงั หวดั ลำปำง เป็นถำ้ ธรรมชำตทิ ่ี
กวำ้ งขวำง มคี วำมยำว 302 เมตร อำกำศปลอดโปร่งถ่ำยเทดี มีจุดชมธรรมชำติ และหินงอก หินยอ้ ย
รูปรำ่ งแปลกๆ สวยงำมทสี่ ุดแหง่ หนง่ึ

ระยะทำงหำ่ งจำกถนนสำยเอเซีย 2 ถนน 4 เลน ประมำณ 100 เมตร ขณะนไี้ ดร้ ับกำร
ปรบั ปรงุ ทำงเขำ้ เปน็ ถนนคอนกรีตทำงขนึ้ เยี่ยมชมภำยในถำ้ มีบันไดปูนทอดยำวถึงปำกถ้ำ บรรยำกำศ
ภำยในตัวถำ้ สวยงำมตำมธรรมชำติ , อำกำศเยน็ สบำย โดยจะมีวัดอยบู่ ริเวณทำง ขน้ึ มีไฟฉำย
ใหบ้ รกิ ำร หนิ งอกสีขำวรูปคล้ำยเจำ้ แมก่ วนอิม ท่ีนักทัศนำจรชอบไปขอโชคลำภ
ทีม่ ำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/maephrik.htm
วัดพุทธบาทวดั ตวง

ตั้งอยูท่ ่ี หมู่ที่ 5 ตำบลพระบำทวงั ตวง อำเภอแม่พรกิ จังหวัดลำปำง วัดพระบำทวังตวงเป็น
วัดเกำ่ แก่มีรอยพระพุทธบำท เปน็ วัดคู่บ้ำนค่เู มืองของอำเภอแม่พรกิ เปน็ วัดเก่ำแก่มีรอยพระพทุ ธ
บำท เปน็ ที่เคำรพสักกำระของชำวอำเภอแมพ่ ริก มีตำนำน อนั ศกั ดส์ิ ทิ ธิม์ ำยำวนำน มีปูชนียสถำนที่
สำคญั คอื รอยพระพทุ ธบำท 2 รอย ประดิษฐำน อยู่บนยอดดอยท่มี คี วำมสงู ประมำณ 80 จำกระดับ

70
แมน่ ำ้ วงั ช่อื ของวัด แยกตำมศัพท์ได้ 2 ควำมหมำย คือ พระพทุ ธบำท หมำยถงึ รอยพระพุทธบำทของ
พระพทุ ธเจำ้ และคำวำ่ วงั ตวน หมำยถึงวังน้ำวนอยูร่ ิมฝัง่ แม่นำ้ วงั ติดกบั วัดพระพทุ ธบำทวงั ตวง และ
อีกควำมหมำยหนึง่ หมำยถึง รองรบั สิ่งทไี่ หล เทลงมำ ( เชน่ ภำษำถน่ิ ว่ำเอกโอง่ มำตวงน้ำฝน) อีก
อย่ำงหนง่ึ คำว่ำ "ตวง" มีผู้สนั นษิ ฐำนวำ่ เพย้ี นมำจำกคำว่ำ "ตว๊ ง" ซึง่ เป็นภำษำถ่ิน แปลวำ่ "ดิ้น" หรอื
พลกิ ตวั (ฉะนน้ั คำวำ่ " วังตวง" จึงมีควำมหมำยวำ่ วงั น้ำวนทรี่ องรับนำ้ ที่ไหลเทลงมำ จำกดอยพระบำท
และอกี ควำมหมำยหนงึ่ หมำยถงึ วงั น้ำวนทม่ี ีพญำนำคพลกิ ตัวไปมำ ดงั ตำนำนเลำ่ สืบตอ่ กนั มำ)
มเี ทศกำล สรงน้ำในชว่ งปลำยเดอื น เมษำยน ทุกปี
http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/maephrik.htm
น้าตกแม่ตัง

ตงั้ อย่ทู ่ี หมทู่ ี่ 3 บ้ำนแมต่ ัง ตำบลพระบำทวงั ตวง อำเภอแมพ่ ริก จังหวดั ลำปำง เปน็ น้ำตกที่
เกดิ จำกกำรทบั ถมของใบไม้กลำยเป้นชั้นหนิ เล็กๆ และมีน้ำไหลตลอดท้งั ปี ซึ่งชำวบ้ำนยังใช้ประโยชน์
จำกน้ำตกดงั กลำ่ วในกำรดำรงชีวิตประจำวนั
ทม่ี ำ : http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/maephrik.htm

สถานที่สาคญั ของอาเภอแจ้หม่
วัดอักโขชัยคีรี

ตง้ั อยูบ่ นเนินเขำรมิ ถนนสำยลำปำง-แจ้หม่ บรเิ วณกิโลเมตรท่ี 50-51 ด้ำนซ้ำยมอื มที ำงขนึ้
2 ทำงคอื ทำงเดินขน้ึ บันได ดำ้ นหน้ำหรือขับรถขึ้นทำงถนนดำ้ นหลังโบสถแ์ ละเจดยี เ์ ป็นแบบลำ้ นนำอยู่
ใกล้เคียงกันวัดนีม้ ปี รำกฏ กำรเงำสะทอ้ นพระเจดยี ์ เปน็ ภำพสี เชน่ เดยี วกับวัดพระธำตุจอมปงิ เงำพระ
เจดียจ์ ะปรำกฏอยตู่ รงท่เี ดมิ ไมเ่ คลอื่ นย้ำยตลอดท้ังวันตรำบเท่ำทีย่ ังมี แสงสว่ำง
นอกจำกนีภ้ ำยในโบสถย์ งั เปน็ ที่ประดษิ ฐำนพระพุทธรปู ยืนองค์ใหญเ่ รียกวำ่ พระศำกยะมุนีครี ี
อักโข ซึง่ มคี วำมสงู 5 วำ 2 ศอก เป็นพระพุทธรปู เก่ำแก่ เปน็ ทน่ี ับถอื ของชำวแจ้หม่ มำก โบสถเ์ ปิด
เวลำ 07.00-17.00 น. หำกใครสนใจ งำนศลิ ปะท้องถิ่น มีสตั ภณั ฑ์ไมไ้ ผ่พทุ ธศตวรรษที่ 25 สำหรบั
จุดเทียนบูชำพระประธำนและธรรมมำสน์ไมไ้ ผ่ศิลปะ ลำ้ นนำซ่งึ ต้งั อย่ดู ำ้ นหลังโบสถ์
อนสุ าวรีย์เจ้าพอ่ พญาคาลอื

เปน็ ที่ประดษิ ฐำน อนสุ ำวรียเ์ จ้ำพ่อพญำคำลอื ซง่ึ เปน็ อปุ รำชใหญ่ได้ครองเมืองวเิ ชตนคร
ตั้งแตป่ ี พ.ศ. 1897 และเปน็ สถำนท่ี สกั กำระกรำบไหว้ของคนในพน้ื ที่และนกั ท่องเทีย่ วอน่ื ๆ ที่ไดม้ ำ
แวะเยี่ยมเยอื น อำเภอแจห้ ่ม ถ้ำไดเ้ ขำ้ มำเมืองแจ้ห่มแล้วจะไดเ้ ขำ้ มำสกั กำระเจ้ำพอ่ พญำคำลอื
วดั พระบาทปู่ผาแดง

ต้งั อยบู่ ริเวณหมู่ท่ี 7 บ้ำนทุง่ ทอง วัดได้ต้ังอยู่ในป่ำ หรือท่ีชำวบ้ำนเรยี กวำ่ ดอยปยู่ กั ษ์ หรือ
ดอยพระบำทปู่ผำแดง ซึง่ สถำนท่ี ดงั กลำ่ วได้มีพระพทุ ธบำทของสมเด็จพระสัมมำสมั พุทธเจ้ำไดจ้ ำรึก
ไวบ้ นแผ่นหินขนำดใหญ่ และบริเวณวดั แหง่ น้ี ได้มถี ้ำ อยหู่ ลำยแห่ง เชน่ ถ้ำผำสวรรค์ ปล่องลม
มหศั จรรย์ มีลำยหนิ งำมเตำหินปนู แบบโบรำณ และบรเิ วณเดียวกนั นนั้ จะมีเมอื งโบรำณทีช่ อ่ื วำ่ เมอื ง
วิเชตนคร อย่บู ริเวณใกลเ้ คียง ซ่ึงปัจจุบันนี้ ทำงคณะสงฆ์ และประชำชนชำวอำเภอแจห้ ม่ ไดร้ ว่ มกนั
ก่อสร้ำง ปรับปรุงบรเิ วณใกลเ้ คียงเพือ่ ใหเ้ ป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนำคตอนั ใกลน้ ้ี

71
วัดแม่สกุ

ต้ังอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลแม่สุก ไดบ้ รู ณะซอ่ มแซมในปี พ.ศ.2502 ให้เป็นวัดประจำหมู่บำ้ น
ตอ่ มำปี พ.ศ.2534 ได้มีผ้ใู จบุญบรจิ ำคเงนิ จำนวน 300,000 บำท เพื่อสรำ้ งอำคำรเรียนสำหรับเปดิ
สอนแกเ่ ดก็ ๆ ในหมบู่ ้ำน ตำบล โดยมีวัตถปุ ระสงคเ์ พอื่ พฒั นำคน ตอ่ มำปี พ.ศ.2535 ได้เปิดสอน
เฉพำะพระภิกษุ และสำมเณร เรยี กวำ่ โรงเรยี นพระปริยตั ธิ รรม มีพระภิกษแุ ละสำมเณร มำเขำ้ รบั
กำรศึกษำ เปิดสอนหลักสูตรภำษำบำลี, นักธรรมและสำมัญศึกษำ
วดั พระธาตมุ หาปน

วดั พระธำตุมหำปน เดิมชือ่ ว่ำ "พระธำตุมหำป้น" สถำนท่ีวดั เปน็ ปำ่ มีไม้มำกมำย มลี กั ษณะ
เป็นป่ำทึบ พระพุทธเจ้ำได้เสด็จธุดงคม์ ำถึงสถำนที่น้ี เกิดปวดฟัน พระพทุ ธเจ้ำตรัสวำ่ ทำใหฟ้ นั
สัน่ คลอนกอ่ นจึงจะหลุดออกในที่สุดฟันพระพทุ ธเจำ้ ก็หลุดออก จนหำยจำกกำรปวดฟนั ชำวบำ้ นก็
เก็บฟันของพระพทุ ธเจำ้ ไว้ และนำอิฐมำกอ่ เป็นรูปเจดยี ์ จนเรียกว่ำ "พระธำตมุ หำป้น" คือ ป้น(พ้น)
จำกกำรเจบ็ ปวดฟัน เพรำะฟนั ของพระพุทธเจ้ำสนั่ คลอนจนไดร้ บั ควำมเจบ็ และฟันก็หลุดออก
ข้อมูลจำก : http://www.thaitambon.com

http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/chaehom.htm
สถานที่สาคัญของอาเภอเมืองปาน
พระธาตจุ อมกอ้ ย
พระธำตจุ อมก้อย ในสมยั สองพนั หำ้ ร้อยปกี อ่ น พระอัญญำโกณฑญั ญะได้ตงั้ จติ อธษิ ฐำน
ตดั น้ิวก้อยของพระองค์ บรรจใุ นสถปู เจดยี ์ จนถึง พ.ศ. 2459 มีพระครูบำศรีวชิ ยั นักบุญแหง่ ล้ำนนำ
ไดบ้ รู ณะเจดียอ์ งค์น้ใี ห้ถำวรมน่ั คงยง่ิ ขนึ้ ไดม้ ีกำรจดั ประเพณสี รงน้ำพระธำตุทุกปี ในวันวิสำขบูชำ ขึ้น
15 คำ่ เดอื น 8 หำกเป็นของไทยตรงกับ ข้ึน 15 ค่ำ เดือน 6 ของทกุ ปี ในวนั ดังกล่ำวจะมกี ำรแข่งขนั
จดุ บ้งั ไฟและกำรแสดงพ้นื เมอื งต่ำง ๆ ของแตล่ ะหมบู่ ้ำน
วัดบ้านทุ่งกวา๋ ว
เปน็ วัดคู่บ้ำนคตู่ ำบลทุ่งกวำ๋ ว เป็นศิลปะแบบล้ำนนำ มอี ำยเุ ก่ำแกร่ ่วมร้อยปี
วัดบา้ นปลายนา
เปน็ โบรำณสถำนเกำ่ แกท่ ี่ชำวตำบลทงุ่ กวำ๋ วและตำบลใกลเ้ คยี งให้ควำมเคำรพนบั ถือมำก
วดั บ้านถ้า
เป็นวัดเกำ่ แกค่ ล้ำยวดั บำ้ นทุ่งกวำ๋ ว มถี ำ้ ซึ่งโบรำณใชเ้ ปน็ ที่เก็บของสำคัญตำ่ ง ๆ เพือ่
หลบหนฆี ำ่ ศึกศัตรตู ่ำงถนิ่ อยู่ไม่ไกลจำกวัด
วดั พระธาตดุ อยนอ้ ย
เป็นพระธำตเุ ก่ำแกท่ ่ชี ำวตำบลทงุ่ กว๋ำวและตำบลใกล้เคียงเคำรพนับถือ
(ข้อมูลจำก http://www.thaitambon.com)

72
สถานทีส่ าคญั ของอาเภอวังเหนือ
วัดบ้านก่อ

วัดบำ้ นก่อ ต้ังอยเู่ ลขที่ 55 หม่ทู ่ี 6 ตำบลวังทรำยคำ อำเภอวงั เหนอื เป็นศนู ยก์ ลำงในกำรทำ
กิจกรรมทำง พทุ ธศำสนำของชำวบ้ำนกอ่ และบ้ำนตน้ ฮ่ำง ชำวบำ้ นในชุมชนได้ร่วมสรำ้ งวดั ขนึ้ เมอื่ รำว
กลำงพุทธศตวรรษท่ี 25 พระพุทธรปู เป็นพระพทุ ธรูปปำงมำรวิชยั ก่อปนู ปั้นทำสีน้ำมัน ภำยนอก องค์
ประธำนนง่ั กลำง อกี องคห์ นงึ่ เพื่อให้เปน็ คกู่ ันประดิษฐำนด้ำนขวำ

ด้วยอำยุทม่ี ำกกว่ำ 70 ปีแล้วทำใหว้ สั ดุโครงสรำ้ งอำคำรและรปู แตม้ หลำยแหง่ ไดผ้ ุพังและ
ทรุดโทรมลงไป อนั เกดิ จำกสำเหตุจำกธรรมชำตแิ ละแมลงรบกวน จึงเป็นทมี่ ำของ "โครงกำรอนุรกั ษ์
งำนจิตรกรรมฝำผนังวดั บ้ำนก่อ อำเภอวงั เหนือ จงั หวัดลำปำง" รปู แต้มในวหิ ำร มอี ยู่ท้ังภำยในและ
บนผนงั หน้ำวหิ ำร เป็นเรอื่ งรำวของพทุ ธประวัติ ชำดกและชำดกนอกนบิ ำต หรอื นิทำนพ้นื บ้ำนองิ
ชำดก (ทำงวชิ ำกำรมกั แปรวำ่ ชำดก ท่ไี ม่ไดบ้ ันทกึ ไว้ในพระไตรปิฎก) ตวั วิหำรหันไปทำงทิศตะวนั ออก
มีโถงกว้ำงดำ้ นหนำ้ กอ่ นเข้ำสู่ภำยใน ซ่งึ มรี ูปแต้มสีฝุ่นเร่อื ง "หงสห์ นิ " ในวิหำรมีรปู แต้ม เรอ่ื ง "พรหม
จักร" "พระเวสสันดร" "พระเตมยี "์ "พระมำลยั โปรดโลก" และ "พุทธประวตั ิ" วัดจะสำมำรถรวบรวม
เงนิ ทนุ ได้จำกผมู้ ีจติ ศรทั ธำในเทศกำล ประเพณี หรอื พิธกี รรมในรอบปี ปัจจุบันจงึ เหน็ สิ่งกอ่ สร้ำง
ใหม่ๆเพ่อื ตอบสนองต่อกำรใช้สอยในชีวิตประจำวันของพระภิกษสุ ำมเณร หรือกำรทำกิจกรรมอ่ืนๆ
ของชมุ ชน
วัดพระเกดิ

เม่ือดนิ ทำงถงึ หลกั กิโลเมตรท่ี 8 ของ พรช. มองไปทำงทศิ ตะวันตกประมำณ 500 เมตร จะ
เหน็ ยอดพระเจดียส์ งู สง่ำงำมเด่น แลระยบิ ระยับเปน็ สีทอง อยู่ในหมู่บ้ำนแมเ่ ลยี บ หมูท่ี 8 ตำบลทุ่งฮวั้
อำเภอวังเหนอื นบั เป็นวดั โบรำณและมปี ระวัตคิ วำมเปน็ มำอันยำวนำน ซง่ึ แต่ก่อนเป็น วดั เอกและ
เปน็ วดั ประจำของชำวเมืองวงั มีควำมศักดิ์สิทธแ์ิ ละเป็นทเ่ี คำรพสักกำระของ พุทธศำสนิกชนตง้ั แต่
อดีตจนถงึ ปัจจุบัน

วดั พระเกิดมโี บรำณสถำนที่สำคัญคอื พระเจดยี ์ ซึ่งมคี วำมสงู ถึง 36 เมตร ฐำนกว้ำง 18
เมตร ส่วนบนสุดของเจดียท์ ต่ี อ่ จำกฉตั รจะมแี ม่กำทอง เด่นเป็นสง่ำซึง่ นับเป็นสัญลักษณข์ องเจดยี ว์ ดั
พระเกดิ ทีไ่ ม่มที ่อี ืน่ มี บรเิ วณพระเจดยี ์ มีขนำดกวำ้ งมีกำแพงอยู่สองช้ัน คอื กำแพงช้ันใน (กำแพง
แกว้ ) สว่ นกำแพงช้ันนอกทำดว้ ยศิลำแลง บริเวณลำนพระเจดียป์ ูดว้ ยหินออ่ น พุทธศำสนกิ ชนนยิ มมำ
ปฏบิ ตั ธิ รรมและเวยี นเทียนในวนั สำคญั ทำงศำสนำ โดยเฉพำะอยำ่ งยิง่ วันขึน้ 15 ค่ำ นอกจำกน้ีวดั
เจดยี ์วัดพระเกดิ ยังเป็นเจดีย์ท่ีประดับดว้ ยแกว้ ทงั้ องค์ มีฉตั รขำ้ งบน และฉัตรล่ำงอกี 4 ฉัตร แตล่ ะ
ฉัตรจะมีกำทองอย่ทู กุ ฉตั ร
(ข้อมลู จำก http://www.lampang.go.th/travel/data/placetour/wangnua.htm)

นอกจำกนั้น อำเภอวงั เหนอื ยังมสี ถำนท่สี ำคัญอีกหลำยแหง่ ไดแ้ ก่ ศำลเจ้ำพ่อพญำวัง
พระธำตุผำดิน พพิ ิธภณั ฑน์ ิเวศธรรมรักษ์ รอยพระพทุ ธบำท และพระธำตเุ กศำคำ เปน็ ต้น

สำระท่ี 3
เรอื่ ง ประเพณีและวฒั นธรรมท้องถิน่

ประเพณีทอ้ งถน่ิ
ประเพณี คอื ขนบธรรมเนียมแบบแผน ซึ่งเมอ่ื แยกคำออกเป็น ขนบ มีควำมหมำยวำ่ ระเบยี บ
แบบอย่ำง ธรรมเนยี มมคี วำมหมำยวำ่ ทน่ี ิยมใชก้ ันมำ รวมควำมแลว้ ประเพณกี ็ คือ “ แบบแผนของ
ควำมเชือ่ ควำมคิด กำรกระทำ ค่ำนยิ ม ทศั นคติ ศีลธรรม จำรตี ระเบยี บ แบบแผน และวธิ กี ำรกระทำ
สง่ิ ต่ำง ๆ ตลอดจนถงึ กำรประกอบพิธีกรรมในโอกำสตำ่ ง ๆ ท่กี ระทำกันมำแตใ่ น อดีต ที่สง่ ผลตอ่ กำร
กระทำ ค่ำนิยม ทัศนคติ ศลี ธรรม จำรตี ระเบยี บแบบแผน ตลอดจนกำรประกอบพธิ ีกรรมตำ่ งๆ ทเี่ หน็
ว่ำดีงำม ถกู ต้อง หรือเปน็ ท่ียอมรับของคนส่วนใหญ่ในสงั คม และมกี ำรปฏิบัติสืบต่อกนั มำจนเป็นพิมพ์
เดียวกนั เป็นกำรแสดงถงึ เอกลกั ษณข์ องสังคมนน้ั ๆ ส่งผลมำถึงปัจจบุ ันทกุ วันนี้และยังคงอยูไ่ ด้
เพรำะมสี งิ่ ใหมเ่ ขำ้ มำชว่ ยเสริม สรำ้ งส่ิงเก่ำอย่เู สมอ และกลมกลนื เข้ำกันได้ดี หรอื อำจจะกลำ่ วได้ว่ำ
ประเพณีคอื ส่ิงท่ีสังคมเดิมสร้ำงขึ้น แล้วส่งตอ่ เป็นมรดกให้กับคนรุ่นหลงั ยดึ ถือเป็นแนวทำงปฏิบตั ิ และ
ปรบั ปรงุ ใหด้ ขี ้ึน และเผยแพรอ่ อกไปสสู่ ังคมอ่นื ๆ ด้วย
ระดบั ควำมเข้มงวดของกำรปฏบิ ัตติ ำมประเพณี จำกควำมเขม้ งวดมำกไปหำเข้มงวดนอ้ ย ดงั นี้
จำรีตประเพณี หรือศีลธรรม ขนบประเพณี และธรรมเนียมประเพณี
1. จำรตี ประเพณี คอื ค่ำนิยมท่ีสงั คมมองว่ำหำกฝำ่ ฝืน ไมท่ ำตำม ถือเป็นควำมผิด หรอื เปน็ เรอ่ื ง
ทผ่ี ดิ ศีลธรรม แตเ่ น่ืองจำกจำรีตประเพณีของแตล่ ะสงั คมไม่เหมอื นกนั กำรยดึ ถือจำรีตประเพณขี องแต่
ละสังคมจงึ แตกต่ำงกัน
2. ขนบประเพณี หมำยถงึ ค่ำนิยมทีส่ งั คมกำหนดเป็นแบบแผนชัดเจนวำ่ ควรจะปฏิบัตเิ ป็นข้นั
เป็นตอนอย่ำงไร เชน่ พธิ กี ำรต่ำงๆ
3. ธรรมเนยี มประเพณี หมำยถงึ คำ่ นิยมท่ีปฏบิ ัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน ฝำ่ ฝนื ได้ไม่ถือว่ำเปน็
ควำมผิดร้ำยแรง หำกแต่เป็นเร่ืองเสียมำรยำทเท่ำนนั้
ประเพณไี มไ่ ดม้ อี ย่โู ดยธรรมชำติ แต่เปน็ สงิ่ ท่ีคนหรือสังคมโดยส่วนรวมสรำ้ งให้มีข้ึนแล้ว
ถำ่ ยทอดใหแ้ กก่ นั พระยำอนมุ ำนรำชธนได้กลำ่ วถึงกำเนดิ ของประเพณไี ทยวำ่ “เกิดจำกควำมประพฤติ
หรือ กำรกระทำของใครคนหน่ึงหรือหลำยคน ซงึ่ เป็นประโยชนแ์ ละควำมจำเปน็ ตำมที่ตอ้ งกำรจำกกำร
กระทำเช่นนัน้ คนอน่ื เห็นดีกท็ ำตำมเป็นแบบอย่ำงเดยี วกัน และสืบต่อเป็นสว่ นรวมมำช้ำนำน จน
กลำยเปน็ ประเพณีประจำชำตแิ ละถ่ำยทอดกันมำโดยลำดับ หำกประเพณีนัน้ ดอี ย่แู ล้วกร็ กั ษำไว้
กลำยเปน็ ส่วนสำคัญของวัฒนธรรมประจำชำติ ขึ้น มีทั้งประสมกลมกลนื เปน็ อยำ่ งเดยี วกนั และมี
ผดิ แปลกกันไปบำ้ งตำมควำมนยิ มเฉพำะทอ้ งถิน่ แต่โดยมำกยอ่ มมีจุดประสงค์ และวิธกี ำรปฏบิ ตั ิ
เป็นอันหนงึ่ อนั เดยี วกัน มเี ฉพำะส่วนปลีกยอ่ ยที่เสรมิ เตมิ แตง่ หรอื ตัดทอนไปในแตล่ ะทอ้ งถน่ิ สำหรับ
ประเพณีไทยมกั มคี วำมเกีย่ วข้องกบั ควำมเช่อื ในพระพทุ ธศำสนำและพรำหมณ์มำแต่โบรำณ
ในจงั หวดั ลำปำง มีประเพณีและวฒั นธรรมท้องถน่ิ ท่ีคลำ้ ยคลึงกัน โดยได้จำแนกเป็น
ด้ำนประเพณี และดำ้ นวฒั นธรรม ดงั นี้
1. ประเภทของประเพณีทีส่ ำคัญที่เก่ียวกับทอ้ งถ่นิ สว่ นรวม ของจงั หวดั ลำปำง
แบง่ ออกเป็น 3 มิติ ดังน้ี

74

1.1 ประเพณีท่สี ำคัญ ของจงั หวดั ลำปำงในมติ ิ ทเี่ กี่ยวกับวถิ ีชวี ติ
1.2 ประเพณที สี่ ำคญั ของจังหวัดลำปำงในมติ ิ ทเี่ กีย่ วกับศำสนำ
1.3 ประเพณีทสี่ ำคญั ของจังหวดั ลำปำงในมติ ิ ท่ีเกย่ี วกบั ครอบครวั
2. ประเภทของวฒั นธรรมทสี่ ำคญั ของทอ้ งถิ่นจังหวดั ลำปำง แบ่งออกเป็น 4 มิติ ดังน้ี
2.1 วัฒนธรรมท่สี ำคญั ของจังหวดั ลำปำงในมติ ิ ทเ่ี กี่ยวกับกำรดำเนนิ ชีวิต หรือ
วฒั นธรรมควำมเช่อื ศรัทธำ
2.2 วัฒนธรรมที่สำคัญ ของจงั หวดั ลำปำงในมติ ิ ท่เี กี่ยวกบั กำรกำรแต่งกำยพื้นเมือง
2.3 วัฒนธรรมที่สำคัญ ของจงั หวดั ลำปำงในมิติ ที่เก่ยี วกับภำษำคำเมือง
2.4 วัฒนธรรมทีส่ ำคัญ ของจงั หวดั ลำปำงในมิติ ท่เี กยี่ วกบั อำหำรกำรกนิ พ้ืนเมือง

1.1 ประเพณีทีส่ ำคัญ ของจงั หวัดลำปำงในมติ ิ ท่ีเก่ียวกับวถิ ชี ีวิต
ประเพณีที่เก่ียวกบั วิถีชีวติ มีตลอดทง้ั ปี ในทีน่ ีจ้ ะขอกล่ำวถงึ ประเพณีทส่ี ำคัญหรือท่นี ยิ มกนั ใน

ปจั จบุ ันบำงประเพณเี ท่ำนนั้
1.1.1 ประเพณีงำนบุญ "ปอยหลวง"
ประเพณีท่เี กยี่ วกบั ทอ้ งถน่ิ ทจี่ ดั ข้นึ ในแตล่ ะท้องถิ่น "ปอยหลวง" ในภำษำลำ้ นนำ หมำยถงึ กำร

จัดงำนเฉลิมฉลองศำสนสถำน ท่ีสรำ้ งข้ึนจำกศรัทธำของชำวบำ้ น งำนปอยหลวงเปน็ งำนทำบญุ เพอื่ เฉลมิ
ฉลองศำสนสมบตั ติ ่ำง ๆนฉลองถำวรวตั ถุ หรอื สิง่ ก่อสรำ้ งท่ีประชำชนช่วยกนั สร้ำงขนึ้ เพื่อถวำยวดั และ
เพือ่ ประโยชน์แกส่ ำธำรณะชน เช่น โบสถ์ วิหำร ศำลำ กฏุ ิ หรือ กำแพงวดั โรงเรียน หอประชุม ,
ตำนกว๋ ยสลำกหรือกน๋ิ สลำก ฟอ้ นผมี ดผเี มง็ เอำขวัญข้ำว กำรสวดเข้ำเบกิ ตำนหลวั พระเจ้ำ ตำนขำ้ ว
ใหม่ ตำนขำ้ วจ่ีงำนวนั ดอกไม้บำน(ห้ำงฉัตร) งำนขนั โตกช้ำงหรอื สะโตกช้ำง งำนพิธีบวงสรวงเสำหลกั
เมอื งและสืบชะตำเมือง งำนวันรถไฟรถม้ำลำปำง งำนแหส่ ลงุ หลวงและประเพณสี งกรำนต์ของจงั หวดั
ลำปำง งำนวนั สบั ปะรด งำนเทศกำลกนิ ปลำ งำนเดิน-วิง่ มินิฮำล์ฟมำรำธอนแมเ่ มำะ งำนประเพณลี อ่ ง
สะเปำจำวเวียงละกอน งำนเซรำมิคแฟร์ งำนฤดูหนำวและงำนกำชำด

งำนบญุ ปอยหลวงเป็นเอกลักษณข์ องชำวลำ้ นนำซึง่ เปน็ ผลดตี อ่ สภำพทำงสังคมหลำยประกำร
นบั ตงั้ แต่ชำวบ้ำนได้มำทำบุญร่วมกัน ร่วมกนั จัดงำนทำใหเ้ กดิ ควำมสำมคั คใี นกำรทำงำน งำนทำบุญ
ปอยหลวงยังเปน็ กำรรวมญำตพิ ่นี ้องท่อี ยู่ตำ่ งถน่ิ ไดม้ โี อกำสทำบุญรว่ มกนั และมีกำรสบื ทอดประเพณีทเ่ี คย
ปฏบิ ัติกันมำครงั้ แต่บรรพชนไม่ใหส้ ูญหำยไปจำกสังคมชว่ งเวลำ จำกเดือน ๕ จนถงึ เดือน ๗ เหนือ
(ตรงกับเดอื นกมุ ภำพันธ์ ถึงเดอื นเมษำยนหรอื เดือนพฤษภำคมของทุกป)ี ระยะเวลำประมำณ ๓-๗ วนั

1.1.2 ประเพณีตำนก๋วยสลำกหรอื กิ๋นสลำก
ประเพณีตำนก๋วยสลำก คอื กำรทำบุญสลำกภตั ในภำคเหนือหรอื ล้ำนนำไทย มชี อ่ื เรยี กแตกตำ่ ง

ไปตำมท้องถ่นิ บำงแห่งว่ำ “กนิ๋ ก๋วยสลำก” บำงแหง่ วำ่ “ตำนกว๋ ยสลำก” ในภำษำเขยี นบำงทกี ็เขยี นว่ำ
“ทำนสลำก” โดยมีควำมหมำยเดยี วกนั

ประเพณตี ำนก๋วยสลำกมีวัตถุประสงคด์ งั นี้ คือ
1. รกั ษำเปน็ ประเพณี เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกศุ ลใหผ้ วู้ ำยชนม์
2. เพอื่ ให้พระภกิ ษสุ ำมเณร ไดม้ ปี ัจจัยของใช้พอควรในสมณเพศ
3. จดั หำกองทนุ และสง่ิ ของใช้ประจำวัด

75

4. เสริมสร้ำงควำมสำมัคคีพร้อมเพรียงในหมูค่ ณะ ตำนกว๋ ยสลำกเปน็ ประเพณีทำบุญอทุ ิศส่วน
กุศลให้ผตู้ ำย โดยกำรจัดของทัยทำนบรรจใุ นชะลอม (ก๋วย) ใบเล็กๆ ของไทยทำน
ที่ใส่ในชะลอมจะเปน็ พวกอำหำร ขนม ผลไม้หรือของใช้อ่ืนๆ แลว้ รวบรวมนำไปถวำยพระท่ี
วัด ไม่เฉพำะเจำะจงพระผู้รบั แตจ่ ะถวำยโดยกำรจบั ฉลำก

1.1.3 ประเพณีฟ้อนผมี ด
ประเพณีกำรฟ้อนผีของชำวล้ำนนำ เป็นประเพณีที่คลำ้ ยกบั กำรลงผี หรือลงเจำ้ พ่อของคนใน

ท้องถิน่ อื่น บำงครงั้ เรียกวำ่ ฟ้อนผมี ดผเี มง็
ผีมด หมำยถึง ผีชำวบำ้ น หรอื อำจหมำยถงึ ชนเผ่ำอื่น เช่น เง้ียว ไทยใหญ่
ผีเม็ง หมำยถึง เปน็ ผีพวกแมท่ ัพนำยกอง หรืออำจเปน็ ผีชำวมอญ

ตำมคติควำมเช่ือของชำวลำ้ นนำ วำ่ คนเรำมีเจ้ำของมำตงั้ แตใ่ นอดตี ชำติ ผเู้ ปน็ เจำ้ ของตัวเรำ คอื
ปู่ ยำ่ ตำ ยำย บดิ ำ มำรดำ ทล่ี ่วงลับไปแล้ว จะนบั ถอื ตระกูลเครอื ญำตวิ ำ่ ผีเดียวกัน ผมี ดผีเมง็
เปน็ ผีใจดี คอยปกปอ้ งค้มุ ครองลูกหลำนที่รักษำจำรีตประเพณี สว่ นผู้ใดที่ทำผิดจำรตี ประเพณีเรียกวำ่
ผดิ ผี จะตอ้ งเสยี ผี คอื ทำพิธีขอขมำบอกกล่ำวผีบรรพบุรษุ หำกไมท่ ำจะทำใหป้ ่วยไข้ จะต้องใช้
เครอื่ งสงั เวย เช่น เหลำ้ ไห ไกคู่ เพ่ือขอขมำ ลกู หลำนในบ้ำนเมือ่ จะเดินทำงไปยังที่ ต่ำง ๆ หรือไป
ทำมำหำกนถ่ินอน่ื จะต้องมกี ำรบอกกลำ่ วใหผ้ ีบรรพบุรุษไดร้ บั ทรำบเพอ่ื คอยไปปกปกั รักษำ

1.1.4 ประเพณขี ึ้นต้ำวตัง้ ส่ี
ประเพณีกำรข้ึนท้ำวทั้งสี่ หรือภำษำเหนือเรียกวำ่ “กำรข้ึนต้ำวต้งั ส่ี ” เป็นพิธีกรรมอนั แรกที่

ชำวเหนือจะทำก่อนพิธีกรรมอื่นไม่ว่ำเป็นกำรปลูกบ้ำนปลูกเฮือน งำนปอยหลวง ปอยน้อย ทำบุญ
เฉลิมฉลองต่ำง ๆ กต็ อ้ งทำพิธขี นึ้ ต้ำวตั้งสกี่ ่อน

ทำ้ งทั้งสี่ก็คือ ท้ำวจตุโลกบำล ซ่ึงหมำยถึงท้ำวมหำรำชสอ่ี งค์อันประจำอยู่บนสวรรคช์ ั้นตน้ มี
ท้ำวธตรฐ ท้ำววริ ปู ักษ์ ท้ำววริ ฬุ หกและทำ้ วกเุ วร

กำรข้ึนท้ำวทั้งสี่เป็นกำรขอให้เกิดสิริมงคลให้เกิดข้ึน พิธีขึ้นท้ำวทั้งสีจ่ ะต้องบอกเทวดำผู้รกั ษำ
ทิศทั้งส่ีให้รับรู้เสียก่อน ส่วนท่ี ๆ ท่ีจะข้ึนท้ำวท้ังส่ีน้ันจะต้องเลือกมุมทำงทิศตะวันออกของบ้ำนหรือ
สถำนที่ทีจะทำพิธีมงคลที่เลือกเอำทิศตะวันออกเพรำะชำวเหนือนิยมนอนเอำหัวไปทำงทิศตะวันออก
ซ่ึงถอื วำ่ เป็นทิศท่ดี ี หมำยถงึ ควำมรุง่ โรจนเ์ ป็นมงคล

1.1.5 ประเพณเี อำขวัญขำ้ ว

ประเพณเี อำขวัญขำ้ ว เป็นพิธกี รรมอยำ่ งหนง่ึ ของชำวนำในทอ้ งถนิ่ นิยมกัน ถือว่ำเปน็ สริ ิมงคล
ยงุ้ ฉำงและครอบครัว ถือวำ่ เม่อื ไดท้ ำแล้วข้ำวท่ีได้มำจะกนิ ไม่เปลอื งแมลงและสัตว์ต่ำงๆไม่คอ่ ยรบกวน

1.1.6 ประเพณีกำรสวดเขำ้ เบิก
ประเพณีกำรเข้ำเบกิ เป็นประเพณีเก่ำแก่ทน่ี ิยมกันทำหมู่บ้ำนในภำคเหนือ แต่ประเพณีน้ีมิได้

ทำเป็นประจำทุกปีบำงทีอำจจะเว้นระยะ ๑-๒ ปีจะทำครั้ง แต่บำงคร้ังก็ทำติดต่อกันไป ประเพณีนี้
ปัจจบุ ันดเู หมือนจะเลือนหำยหำยไปโดยเฉพำะสังคมทีค่ วำมเจริญทำงวัตถุเข้ำไปถงึ กำรเขำ้ เบกิ
หรือกำรสวดเบิกน้ีส่วนมำกทนั ตรงทำงแพง่ เขำ้ หมู่บ้ำน โดยทำโรงพิธแี ละนิมนตพ์ ระมำสวดเบิก

76

1.1.7 ประเพณปี ใี๋ หมเ่ มอื ง
ประเพณีป๋ีใหม่เมืองลำปำงก็คือประเพณีสงกรำนต์ของภำคกลำง ถือว่ำเป็นศักรำชใหม่แต่

โบรำณกำลของชำวไทย ประเพณีปี๋ใหม่เมอื งลำปำงมีประเพณีท่ยี ึดถือปฏิบัตชิ ่วงเทศกำลดังกล่ำว ๓ วัน
เร่มิ กนั ตั้งแต่วนั ท่ี 13 เมษำยน เปน็ วันสงั ขำรล่อง มีเร่ืองเลำ่ วำ่ พอถึงวนั สงั ขำรลอ่ งจะมปี สู่ ังขำร ย่ำสังขำร
หำบกระบุงมำเก็บเอำควำมไม่ดคี วำมไม่งำมตลอดถึงเสนียดจัญไรและควำมช่ัวร้ำยต่ำง ๆ ไปจำกชุมชน
โดยทีป่ ู่สังขำรจะมำตอนดึกหรอื ใกล้สว่ำง ชำวบ้ำนจะพำกันยิงปืน จุดประทัด หรือ จิสะโป๊ก ท่ีชำวบ้ำน
ประดิษฐ์ขนึ้ เองใชย้ งิ แทนปืนขับไล่สังขำร ในตอนสำยชำวบ้ำนต่ำงพำกันทำควำมสะอำดบำ้ นช่องห้องหอ
กันเพรำะถือว่ำเป็นกำรขับเสนียดจัญไรให้ไปพร้อม ๆ กันกับปู่สังขำร ทำควำมสะอำดผมเผ้ำ ร่ำงกำย
ผชู้ ำยก็มีหนำ้ ทที่ ำควำมสะอำดพระพทุ ธรปู และหิ้งพระ วนั นี้ถือเปน็ วันแห่งกำรทำควำมสะอำด วันท่ี 14
เมษำยน เปน็ วนั ท่ีสองของประเพณี เปน็ วันเนำว์ ชำวบำ้ นเรียกว่ำ วันเนำ่ มคี วำมเชอื่ ว่ำ ถ้ำใครดำ่ ทอกัน
ก็จะทำใหป้ ำกเน่ำปำกเหม็น ยง่ิ ไปกว่ำนั้นจะตอ้ งไมท่ ำผดิ ศีล 5 วนั นจี้ ะมกี ำรตระเตรยี มอำหำร ขนมและ
เขำ้ ของเครอื่ งไหว้สำหรบั ทำบุญในวนั รุ่งขึน้ ขนมท่ีนิยมทำกันคือ ขนมจ๊อก หรือขนมเทยี น ขนมปำด ข้ำว
แคบ ข้ำวควบ ข้ำวแต๋น ข้ำวตม้ ขนมเกลือ จะเตรียมไว้เพื่อทำบุญและยังทำไวเ้ พ่อื เลีย้ งลูกหลำนญำติพ่ี
น้อง ในตอนเย็นจะมีกำรขนทรำยเข้ำวัดตำมควำมเชื่อถือว่ำเป็นกำรทำบุญอย่ำงหน่ึงท่ีมีอำนิสงฆ์เป็น
อย่ำงมำก เช่น จะทำให้อำยุยืนยำว มญี ำติพี่น้องบริวำรมำก ทำให้มีปัญญำกล้ำแข็งละเอียดเหมือนเม็ด
ทรำย วันที่ 15 เมษำยน เป็นวันพญำวัน ถือเป็นวันเร่ิมศักรำชใหม่โดยประเพณีจะเร่ิมต้ังแต่เช้ำตรู่
ประมำณ 6 นำฬิกำ ชำวบ้ำนจะเตรียมขันดอก (พำนใส่ดอก) ขันข้ำว คอื สำรบั อำหำรถวำยพระ เรียกว่ำ
ตำนขันข้ำว เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและผู้ท่ีล่วงลับไปแล้ว และแก่เจ้ำกรรมนำยเวร คือผู้ที่มี
ควำมผูกพนั และมีควำมอำฆำตแค้นต่อกนั เมื่อตำยไปแล้วจะมำคอยรบกวน จึงทำบญุ อุทิศสว่ นกุศลไปให้
เพ่ือขออโหสิกรรมแกก่ ัน มีกำรตำนตงุ หรอื ธง โดยเช่ือว่ำ คนที่ตกนรกจะเกำะหำงตุงหรือธงข้ึนไปให้พ้น
ทุกข์ได้และกำรตำนไม้ก้ำศรีเพ่ือนำไปก้ำต้นโพธิเ์ ป็นกำรค้ำจุนชีวิตของตนให้ยืนยำวและช่วยค้ำจุนบวร
พระพุทธศำสนำ จำกนัน้ มีกำรแสดงพระธรรมเทศนำ กำรสรงนำ้ พระพุทธรูปต่ำง ๆ และประเพณกี ำรรด
น้ำดำหัวผู้เฒ่ำผู้แก่ บิดำมำรดำ ญำติพี่น้องผู้อำวุโส ครูบำอำจำรย์ที่เคำรพนับถือ โดยกำรนำดอกไม้ธูป
เทยี น พร้อมน้ำขม้นิ สม้ ป่อยไปประเคนแก่ผ้เู ฒำ่ ผเู้ ฒ่ำผ้แู ก่กจ็ ะรบั ไวแ้ ละใหพ้ รแกล่ ูกหลำน

1.1.8 ประเพณีดำหัว
ประเพณดี ำหัวถือปฏบิ ัติกนั ในวนั พญำวนั อันเปน็ วนั ท่พี เิ ศษกวำ่ วนั อ่ืน ๆ หรอื วนั เถลงิ ศก ตรงกับ

วนั ที่ 15 เมษำยนของทุกปี ในวันพญำวนั น้ี ชำวบำ้ นแต่ละหม่บู ้ำนจะตน่ื นอนกันแต่เช้ำแตง่ กำยด้วย
เส้อื ผ้ำใหม่ให้สดุ สวย จัดสำรับกบั ข้ำว อำหำรคำว อำหำรหวำน ขนม ขำ้ วตม้ ไปถวำยพระที่วดั เพื่ออุทศิ
ส่วนบญุ ส่วนกศุ ลเผ่อื แผใ่ ห้แก่บรรพบุรษุ สรรพสัตว์ เจำ้ กรรมนำยเวร เทพบุตร เทพยดำ แม่ธรณี เจ้ำที่
เพอ่ื ควำมสบำยใจและนำไปคำรวะครบู ำอำจำรย์ บิดำมำรดำผู้ที่ตนเคำรพนบั ถือ พิธกี รรมทำงศำสนำท่ี
วัด จะมกี ำรทำบญุ ตัดบำตร ถวำยภัตตำหำรแด่พระภิกษุสงฆ์ สำมเณร ถวำยกองพระเจดียท์ รำย ปักธง
ช่อ ธงไชย สรงนำ้ พระพุทธรูป พระธำตุเจดยี ์ ภำคบ่ำยจะมกี ำรไปรดน้ำดำหัวพระสงฆต์ ำมวดั ตำ่ งๆ ท่ีมี
ควำมคนุ้ เคย เคำรพนบั ถอื กนั ประเพณีรดนำ้ ดำหวั หนมุ่ ๆ สำว ๆ ผู้เฒำ่ ผู้แก่จะแต่งกำยตำมชดุ พน้ื เมือง
ผำ้ หม้อฮ้อม หรือชุดล้ำนนำมดี อกมะลิ ดอกจมุ๋ ป๋ำลำว (ลีลำวดี)ร้อยเปน็ พวงคลอ้ งคอ ปะแปง้ แต่งหนำ้ รำ่
สรุ ำตำมประสำชำวบำ้ นพอใหห้ นำ้ ตึง กล้ำแสดงออกร้องรำทำเพลงสำดนำ้ สำว ๆ จะแตง่ กำยสุด

77

สวยงำมดว้ ยเสือ้ แขนยำว นงุ่ ผ้ำซนิ่ แบบชำวเหนอื ทดั ดอกเออ้ื งผ้ึงเหลอื งอร่ำมท่มี วยผม ถอื สลงุ ใสน่ ้ำขม้นิ
ส้มป่อย นำ้ อบน้ำหอมสรวลเสเฮฮำกนั อย่ำงครกึ คร้นื เม่อื รดน้ำดำหัวพระสงฆ์ตำมวัดต่ำง ๆ เสร็จ ก็พำกัน
ไปรดนำ้ ดำหวั ผหู้ ลกั ผูใ้ หญ่ผู้เฒ่ำผูแ้ ก่ ครบู ำอำจำรย์ บดิ ำมำรดำ กม็ ีกลว้ ย อ้อย ขนม ขำ้ วตม้ มะม่วง
มะปรำง แตงกวำ หมำกพลู เม่ียง บุหรี่ ข้ำวตอกดอกไมส้ ิ่งของเคร่ืองใชม้ ผี ้ำเช็ดหน้ำ ผำ้ เช็ดตัว เสื้อผำ้
กำงเกง สะโหรง่ ผ้ำขำวม้ำ และมีซองเงินใส่ไปดว้ ย เพื่อสมู ำ คำรวะ รดน้ำดำหัว อำนวยอวยพรให้ผู้
คำรวะและผูม้ ำคำรวะมคี วำมสขุ ตลอดไปจนชัว่ กัลปำวสำนต์ พร้อมกับอโหสิกรรมในสิ่งต่ำง ๆ ทล่ี ูก ๆ
หลำน ๆ ญำตมิ ติ รไดก้ ระทำมำในอดีต ปจั จบุ นั ไมถ่ อื สำลงลดปลดโทษให้แก่กนั และกนั ในวนั น้ี

1.1.9 ประเพณตี ำนหลวั พระเจ้ำ

ประเพณีตำนหลัวพระเจ้ำ เป็นกำรนึกถงึ บุญคณุ ของพระเจำ้ ทที่ ่ำนเสยี สละมำนงั่ เป็น
พระประธำนในโบถส์ให้คนกรำบไหว้มำชัว่ นำตำปี ทนร้อนทนหนำว โดยไมม่ บี ่นทุกขย์ ำกประกำรใดให้
ได้ยิน ชำวบ้ำนจงึ คิดจะทำใหพ้ ระเจ้ำอบอุน่ และได้ผงิ ไฟยำมหนำวด้วย จึงได้มีประเพณีที่เรยี กวำ่ ตำน
หลวั พระเจ้ำ

1.1.10 ประเพณตี ำนตงุ
ประเพณตี ำนตงุ เช่น ตงุ สำมเหลีย่ ม(ตุงจ้อ), ตงุ ใสห้ มู(ตุงพญำยอ),ตงุ นกั ษตั ร(ตุงต่วั เปิ่ง)

ประเพณีกำรตำนตงุ จะปฏบิ ัตกิ ันในเทศกำลสงกรำนตข์ องเมืองเหนอื ในวนั เนำว์หรือวันเน่ำเปน็ วันทส่ี อง
ถัดจำกวนั จัง๋ ขำรล่อง ในตอนเย็นจะมีกำรขนทรำยจำกท่ำนำ้ ไปไวท้ ่วี ดั ทำเปน็ เจดียท์ รำย และในวนั รงุ่ ขึ้น
เปน็ วันพญำวัน กจ็ ะเอำธงทวิ และตงุ ทีเ่ ป็นตงุ มงคลไปปักไว้ที่กองเจดียท์ รำย
ตอนสำยกจ็ ะทำพธิ ีถวำยทำนไว้ในพระศำสนำ

1.1.11 ประเพณีตำนขำ้ วใหม่

ประเพณตี ำนข้ำวใหม่ กำรตำนขำ้ วใหม่น้ันจะทำหลังจำกชำวบ้ำนเก็บเก่ียวข้ำวเสร็จแล้ว ทั้งนี้
เพื่อเปน็ กำรอุทิศส่วนกุศลไปใหบ้ รรพบุรุษที่ลว่ งลับไปแล้ว นยมตำมเอนสี่เป็ง(เดือนส่ีเหนือ) วนั ขึ้น 15
ค่ำ เดือน 4 เป็นวันถวำยข้ำวเปลือกข้ำวสำรแก่พระภิกษุสงฆ์ ชำวบ้ำนนำข้ำวมำพร้อมแล้ว ประธำน
ทำพิธี ไห้พระรับศีล พระสงฆ์แสดงธรรม

จำกท่ีกล่ำวมำจะเห็นไดว้ ่ำประเพณีส่วนใหญ่ของคนพน้ื เมืองเหนือจะมีควำมคลำ้ ยคลงึ กนั และ
มีระยะเวลำกำรปฏิบัติเหมือนกัน นอกจำกนี้แล้วยังมีประเพณีนมัสกำรและปิดทองรอยพระพุทธบำท
วัดสบลืน ประเพณีตำนขำ้ วจี่ และประเพณแี อ่วสำว เสียผี เป็นตน้

1.1.11 ประเพณีเดือนห้ำเป็ง สรงนำ้ พระธำตุเสด็จ
ประเพณีเดือนหำ้ เป็ง สรงน้ำพระธำตุเสด็จ เปน็ ประเพณีท่สี ำคัญ และเปน็ ประเพณีทม่ี ีช่ือเสียง

ของวดั พระธำตเุ สดจ็ อำเภอเมืองลำปำง จงั หวัดลำปำง ซ่ึงที่มำของประเพณีนม้ี ีปรำกฏอย่ใู นตำนำนพระ
ธำตเุ สด็จ วำ่ พระยำลวั ะ เจ้ำเมืองศรนี ครชัยพรอ้ มทั้งพระสงฆ์ มสี มเด็จพระสังฆรำชเป็นประธำนได้ทำ
กำรบรู ณะองค์พระธำตซุ งึ่ ทรุดลงมำในปี พ.ศ.2349 จำกเหตกุ ำรณ์แผ่นดนิ ไหว หลังจำกนน้ั

78
ได้ประกำศเชญิ ชวนประชำชนมำรว่ มกันฉลองสมโภชกนั 7 วัน 7 คืน ซึ่งเป็นที่มำของงำนประเพณีเดอื น
ห้ำเป็งสรงน้ำพระธำตุเสด็จ ปัจจุบันเนื่องจำกสภำพทำงเศรษฐกิจสังคมที่เปล่ียนแปลงไปทำให้งำน
ประเพณีเดือนห้ำเปง็ สรงน้ำพระธำตุเสดจ็ ลดลงเหลือเพียง 3 วัน 3 คืนคอื วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 3 วัน
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (เดือน 5 เหนือ) ภำยในงำนจะมีกิจกรรมต่ำงๆมำกมำย เช่น กำรตักบำตรพระ
ประจำวนั เกดิ กำรสรงนำ้ พระธำตุเสด็จ กำรแห่งพระอุปคุต มีขบวนครัวตำนจำกหัววัดต่ำงๆ ขบวนแห่ผี
เปรต ผีโขน และมกี ำรสวดเบกิ 9 วำรเป็นต้น

79
1.2 ประเพณีทส่ี ำคัญ ของจังหวัดลำปำงในมติ ิ ท่ีเกย่ี วกบั ศำสนำ

ประเพณีท้องถิ่นของจังหวัดลำปำง มีควำมหลำกหลำย สะท้อนให้เห็นถึงแนวควำมคิด
ควำมเช่ือ และวิถีกำรดำเนินชีวิต ควำมเป็นมำในอดีตของท้องถิ่นน้ันๆ ท่ีสอดประสำนกับฤดูกำลและ
ธรรมชำติ มีกำรปฏิบัติสืบเนื่องกันมำจนกลำยเป็นเอกลักษณ์ควำมผูกพันกับควำมเชื่อและ
พระพุทธศำสนำ เพอื่ ใหม้ กี ำรสืบสำนและอนรุ กั ษ์ ฟื้นฟรู วมถึงเผยแพร่ ถ่ำยทอดควำมรู้ คณุ ค่ำมรดกทำง
ประเพณี เหล่ำน้ี มีเทศกำลและงำนประเพณีที่คนลำปำงถือปฏิบัติ และนำไปสู่คนรุ่นหลัง ให้เป็นท่ีรู้จัก
และร่วมกนั สืบทอดรักษำไวส้ บื ไป ดงั น้ี

1.2.1 ประเพณปี อยนอ้ ยหรือปอย (บวชลกู แกว้ )
ประเพณีปอยน้อย หรือปอยบวช ไดแ้ ก่ ประเพณีบรรพชำเป็นประเพณีสำคญั ทำงพระพุทธศำ
นำ จัดขึ้นเป็นกำรภำยในเฉพำะเครือญำติและผู้ทีร่ ู้จักสนิทสนม เคำรพนับถอื กันเท่ำ จึงเรยี กวำ่ ปอย
นอ้ ย
ส่วนใหญค่ นท่นี ับถอื ศำสนำพทุ ธ เมื่อผ้ชู ำยอำยุได้ 20 ปี มกั นิยมให้บวชเพือ่ เรียนรู้เรอื่ งศำสนำ
และเป็นกำรอบรมกล่อมเกลำนิสัย คนท่ีจะบวชได้ต้องเป็นผู้บริสุทธ์ิ ไม่ติดยำเสพติด หรือของมึนเมำ
เปน็ คนมอี ำกำรครบทัง้ 32 ประกำร และเปน็ ทีย่ อมรบั ท่ัวไปวำ่ เปน็ คนดีทั้งร่ำงกำยและจิตใจ
กำรจัดปอยน้อยนี้จะนยิ ม ทำกนั 2 วนั วันแรกเรียกวำ่ วันแตง่ ดำ หรอื วันเตรยี มงำน ซงึ่
ทำงเจำ้ ภำพจะนำเครอ่ื งอฐั บรขิ ำรของพระใหม่มำตงั้ ไว้ ขอคนเฒำ่ คนแก่ท่มี โี วหำรดใี หพ้ รเกง่ มำนั่ง
ใกล้ๆ เครื่องอฐั บรขิ ำรนน้ั คอยให้พรชำวบำ้ นที่มำรว่ มทำบญุ ก่อนท่จี ะไปรบั พรจำกพระภกิ ษุสงฆ์ หรอื
สำมเณร สำหรบั กำรมำร่วมทำบุญของชำวบำ้ นเรียกว่ำ ฮอมครวั และกอ่ นวนั บวชจะมพี ธิ ี กำร
โกนผมนำค เช้ำวันบวชจงึ แหน่ ำคไปวดั เพื่อทำพิธบี วช
วันท่ีสอง เป็นวันบวช จะทำกำรแห่นำคหรอื ลูกแก้วไปยังวัด เมื่อลูกแก้วถึงวัดแล้วจะเปลี่ยน
เคร่อื งแต่งกำยเปน็ นำค นงุ่ ขำวห่มขำวเขส้ ู่พิธีในวิหำรหรืออโุ บสถ จะกรำบพ่อ แม่ รับธูปเทยี น นำไป
ถวำยอุปัชฌำยำอำจำรย์ให้โอวำท แล้วให้เปลี่ยนผ้ำนุ่งจำกนำคมำครองผำ้ เหลืองหรือไตรจีวรเสรจ็ แล้ว
ไปสมำทำนศีล อุปัชฌำยำอำจำรย์ ต้ังฉำยำให้ใหม่ ถวำยไทยทำนแก่พระสงฆ์ในพิธี พระสงฆ์ให้พร
และอนุโมทนำ

1.2.2 งำนพิธีบวงสรวงเสำหลักเมืองและสืบชะตำเมือง จัดบริเวณหน้ำศำลำกลำง
จังหวดั ในเดอื นกุมภำพันธ์ นับเปน็ ประเพณีทช่ี ำวเมืองลำปำงจดั ตอ่ เนื่องทุกปี โดยมีกำรประกอบพิธีทำง
สงฆ์ พธิ ีทำงพรำหมณ์ และกำรฟ้อนผีมดผเี ม็ง อนั เปน็ พธิ บี ูชำผีบรรพบุรษุ เพอื่ เปน็ สิรมิ งคลแก่เมืองตอ่ ไป

1.2.3 งำนแห่สลุงหลวงและสงกรำนต์ ประเพณีสงกรำนต์ของจังหวัดลำปำง จัดในช่วง
วนั ท่ี 12.14 เมษำยน ของทุกปี ในวันท่ี 12 เมษำยน จะมีกำรจัดขบวนแห่สลุงหลวง (สลุง หมำยถึง ขัน
น้ำ) ขบวนตกแต่งสวยงำม ผู้ร่วมขบวนแต่งกำยแบบล้ำนนำโบรำณแห่แหนไปรอบเมอื ง เพื่อรับน้ำขม้ิน
ส้มป่อยจำกประชำชนไปสรงแด่พระแก้วดอนเตำ้ พระพทุ ธรูปศักดิ์สิทธ์ิคู่บ้ำนคู่เมือง หลังจำกน้ันในช่วง
วันที่ 13-14 เมษำยน ก็จะเป็นกำรทำบุญที่วัด ก่อเจดีย์ทรำย กำรรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ กำรเล่นสำดน้ำ
สงกรำนต์ กำรออกรำ้ นจำหน่ำยสนิ ค้ำ กำรแสดงมหรสพและกำรแสดงพนื้ เมืองต่ำงๆ
1.3 ประเพณีทส่ี ำคัญ ของจังหวดั ลำปำงในมติ ิ ทเ่ี กย่ี วกับครอบครวั

ประเพณไี ทยทเี่ กี่ยวกับครอบครวั เช่น ฮ้องขวญั หรอื สูข่ วญั สืบชะตำ ทำบุญข้นึ บำ้ นใหม่
งำนบวชหรอื งำนปอยน้อยหรือปอย(บวชลูกแกว้ ) ข้นึ ต้ำวตั้งสี่ งำนปอยคนตำย เปน็ ตน้

80
1.3.1 ประเพณีฮอ้ งขวญั หรือสขู่ วญั หรอื กำรเรียกขวญั
ประเพณีฮ้องขวญั หรอื สขู่ วัญ หรือประเพณีเรยี กขวญั ของทอ้ งถิ่นลำปำง เปน็ กำรประกอบ
พธิ ีกรรมท่มี ผี ลในด้ำนกำรสร้ำงขวัญกำลงั ใจแกบ่ ุคคลท่ีขวญั เสีย เชน่ ตกใจสุดขีด เจบ็ ปว่ ย เป็นต้น
กำรเรียกขวัญทำให้สภำพจิตใจเปน็ ปกติ พรอ้ มท่ีจะประกอบกำรทำมำหำกินต่อไป
กำรเรยี กขวัญ พธิ กี รรม “เฮียกขวัญ” หรือเรียกขวญั ตำมควำมเชื่อของคนมำต้ังแตโ่ บรำณ
เช่ือว่ำ ในร่ำงกำยของ คนเรำประกอบด้วยธำตุท้ัง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก่อตัวกันข้ึนมำเป็นรูปร่ำง
ที่ประกอบด้วยอำกำร 32 เปน็ อวัยวะต่ำง ๆ ของร่ำงกำยและเชื่อว่ำจะมี “ขวัญ” หรือจิตเข้ำมำเป็นสว่ น
คอยควบคุมกำรดำรงอยู่ของร่ำงกำย เช่น ขวัญแข้ง, ขวญั ขำ, ขวัญตำ, ขวัญหู, ขวญั ใจ, ขวัญคอ ซ่ึงขวัญ
ของสว่ นต่ำง ๆ ก่อให้เกดิ ควำมสัมพันธ์กนั ท้ังร่ำงกำยและจิต หรอื ขวัญซึ่งหำกส่วนใดส่วนหนึ่งได้รับกำร
กระทบกระเทือนก็จะส่งผลให้อีกส่วนได้รับ ผลกระทบไปพรอ้ ม ๆ กัน อำทิเช่น เม่ือรำ่ งกำยได้รับควำม
กระทบกระเทือนบำดเจ็บข้ึนมำก็ย่อมส่งผลให้ จิตใจได้รับผลดังกล่ำวตำมกัน ดังนั้น เมื่อร่ำงกำยและ
จิตใจได้รับควำมกระทบกระเทือนก็ย่อมจะมีแนวทำง ในกำรแก้ไขหรือกำรเสริมสร้ำงให้ทั้งสองส่วน
กลับคนื สู่สภำพปกติ ซ่ึงกำรรักษำทำงกำยน้นั จะม่งุ เนน้ กำร รักษำโดยกำรใช้ยำสมุนไพรและกระบวนกำร
รักษำอ่ืนท่ีเน้นวิธีกำรรักษำแตเ่ พยี งภำยนอก แต่ทำงด้ำนจติ ใจ นอกจำกกำรให้กำลงั ใจแลว้ กระบวนกำร
“เรียกขวัญ / สขู่ วัญ ” ถือเป็นกำรรักษำเพ่ือกำรเสริมสร้ำงสภำพจิตใจให้คืนสสู่ ภำพปกติ โดยกำรเรียก
ขวัญ ซึ่งจะมีกำรเส่ียงทำยโดยวธิ ีกำรหยิบขำ้ ว/ ปักเทียน/ ตงั้ ไข่/ ร่ำงทรง ขวัญจะเป็นตวั บ่งบอกสำเหตุ
ของ กำรเจ็บป่วยและบ่งบอกว่ำขวัญมำอยู่กับตัวของผู้ป่วยแล้วหรือยัง ส่วนกำรสู่ขวัญจะเป็น
กระบวนกำรเล้ียง ข้ำวขวัญหรือเป็นกำรปลอบขวัญเม่ือได้กับคนื เข้ำส่ตู นตัวของผู้ป่วยครบท้ัง ๓๒ ขวัญ
ใหอ้ ยู่กบั ตนตัวของ ผ้ปู ่วยตลอดไป ซึ่งทั้งสองพิธกี รรมจะต้องทำควบคู่กนั หำกมีกำรเรยี กขวญั ก็จะตอ้ งมี
กำรประกอบพิธีกรรม ส่ขู วญั ทุกครงั้
1.3.2 ประเพณสี บื ชะตำ

ประเพณีสบื ชะตำเป็นกำรต่ออำยุ เป็นพิธีกรรมที่กระทำตำมควำมเช่ือว่ำถ้ำทำแล้วอำกำรป่วย
หรือเครำะห์รำ้ ยจะบรรเทำลง และจะมสี ุขภำพดีขึ้น มีควำมสุข ควำมเจริญยง่ิ ขึ้น กำรสืบจ้ะต๋ำคล้ำยกับ

81
กำรสะเดำะเครำะห์ แตก่ ำรสืบจ้ะต๋ำ มขี ั้นตอนและวิธีกำรยำกกว่ำ มีวัสดุอุปกรณ์มำกกว่ำ เป็นกำรสร้ำง
ขวญั และกำลงั ใจใหแ้ ก่ผเู้ ข้ำทำพิธี ผทู้ ี่จะสบื จ้ะตำ๋ จะเป็นคนเจ็บหรือไม่ก็ได้ แต่นิยมทำกันปลี ะครง้ั เพือ่ ให้
อยู่อยำ่ งมีควำมสุข กำรสบื จ้ะต๋ำแบ่งเป็น 2 ประเภท คอื กำรสืบจ้ะต๋ำหลวง เป็น กำรสืบจ้ะต๋ำของกลุ่ม
คน อำจจะเปน็ ในครอบครัว หรอื ในหมูค่ ณะ โดยใหท้ ุกคนในครอบครัว หรือตัวแทนหมู่คณะไปน่ังรวมกัน
ภำยในบริเวณขำต้ังสำมเหล่ียมท่ีจัดไว้ กำรสืบจ้ะต๋ำหน้อย จัดให้ผู้สืบจ้ะต๋ำคนเดียว ช่วงเวลำกำรสืบ
จ้ะต๋ำ มกั จะทำในวันสำคัญของบคุ คล เช่น วันคล้ำยวนั เกดิ วนั ข้นึ บ้ำนใหม่ เปน็ ต้น หรือไม่จะทำเม่ือเจ็บ
ไข้ไดป้ ่วย หรือมีเครำะหร์ ำ้ ยกำรสืบจะ้ ตำ๋ จึงไมม่ ชี ว่ งเวลำที่พร้อมกับเทศกำลหรือฤดูกำลใด ๆ จะทำพธิ ไี ด้
ตลอด แต่มักทำกันในตอนเช้ำถึงเที่ยงเท่ำน้ัน ผู้ที่จะสืบจ้ะต๋ำจะเป็นผู้กำหนดวันประกอบพิธี เมื่อถึงวัน
ประกอบพิธจี ะนิมนตพ์ ระสงฆ์ 4 รปู พิธีกรรมมักจะทำในห้องโถงโล่ง ถ้ำทำกับกลุม่ คนจำนวนมำก จะใช้
สถำนท่ีกว้ำงข้ึน เช่น ในวิหำรวัด หรือสร้ำงปะรำพิธีขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนประกอบสำคัญมีซุ้มที่ทำจำกไม้
ยำวสำมท่อนผูกปลำยบนรวมกันเป็นรูปกระโจม บนท่อนไม้มีกล้วย อ้อย มะพร้ำวผูกติดไว้บนยอด
กระโจมมดี อกไม้ธูปเทียนและอนื่ ๆ ตำมตำรำของผู้ประกอบพิธหี รือพ่อหนำน เป็นผู้ดำเนินข้ันตอนด้วย
กำรว่ำคำถำหลำยบทตำมตำรำของท่ำน พอสวดเสร็จพิธี พระภิกษุก็จะพรมน้ำพุทธมนต์ พ่อหนำนผู้
อำรำธนำศีลจะเป็นผู้เก็บขำต้ังสำมเหลี่ยมและเคร่ืองต่ำง ๆ ท่ีทำพิธีไปไว้ในวดั ท่ีมีตน้ โพธิ์หรอื ต้นไม้ใหญ่
ๆ กำรได้ทำพิธีกรรมตำมควำมเชื่อทำให้ผู้เข้ำพิธีมีควำมรู้สึกดีข้ึน มีกำลังใจ และควำมเชื่อมั่นว่ำตนจะ
สำมำรถแกป้ ัญหำชวี ิตได้ และสำมำรถพัฒนำคุณภำพชวี ิตของตนไดต้ อ่ ไป จะช่วยทำให้ดวงชะตำดีข้ึน จะ
ค้ำขำยหรอื ทำงำนอะไร กจ็ ะประสบผลสำเรจ็ และปรำศจำกโรคภัยไข้เจบ็

วัฒนธรรม
วัฒนธรรม หมำยถึง แบบแผนในกำรดำเนินชีวติ ที่ดงี ำม มคี ุณคำ่ ซึ่ง เป็นกำรสัง่ สมควำมคิด
ควำมเชอ่ื วิธกี ำร จำกสังคมรุ่นกอ่ น ๆ มกี ำรเรยี นรู้ และถ่ำยทอดไปยงั รนุ่ ต่อๆ ไปจนได้วัฒนธรรม
ทีม่ รี ปู แบบ หรือแนวควำมคดิ ท่ีเหมำะสม คนในสังคมประพฤตปิ ฏิบตั ิหรือแสดงออกต่อเนอ่ื งกนั มำ
ช้ำนำน ในชมุ ชนและสังคม มพี ื้นฐำนมำจำกสง่ิ แวดลอ้ ม วัฒนธรรมไม่ใชส่ ่งิ ทีต่ ดิ ตัวมนษุ ย์มำแต่กำเนิด
และไม่ใชส่ ิง่ ที่อำจถำ่ ยทอดทำงพันธุกรรมได้ เชน่ กริยำทำ่ ทำง กำรพดู กำรเขยี น กำรแตง่ กำย มำรยำท
ต่ำงๆ พฤตกิ รรมเหล่ำน้ตี อ้ งอำศัยกำรเรยี นรู้เทำ่ น้ันจงึ จะทำได้ กำรทมี่ นุษยส์ ำมำรถเรียนรวู้ ฒั นธรรมได้
กเ็ พรำะมนษุ ยส์ ำมำรถตดิ ต่อทำควำมเข้ำใจกันโดยใช้สญั ญลักษณ์ทส่ี ำคญั ทีส่ ุดคือ ภำษำ ทัง้ ภำษำพูด
และภำษำเขียน แต่ถำ้ มนษุ ย์ถกู แยกออกจำกเพ่อื นมนุษย์อ่ืน และไมไ่ ด้รับกำรสง่ั สอนกไ็ มอ่ ำจทำสิ่งต่ำง ๆ
ได้ ดังนั้น กำรที่คนเรำขำดลักษณะของควำมเป็นมนุษยี์ท่ีสมบรณู ์ ก็เพรำะว่ำไมไ่ ดเ้ รยี นรวู้ ัฒนธรรม
วฒั นธรรมจงึ เป็นพฤติกรรมทตี่ อ้ งเรยี นรู้ วัฒนธรรมเปน็ ลักษณะทเี่ ป็นศิลปะ เป็นขนบธรรมเนียม
ประเพณี อันมที ั้งรูปธรรมและนำมธรรม ซ่ึงเปน็ แบบอยำ่ งหรอื วถิ ีกำรดำเนินชวี ิต
ของสงั คมหนง่ึ หรือชุมชนแต่ละกลมุ่ ทแ่ี ตกตำ่ งกัน เชน่ ศำสนำ ควำมเช่ือ ท่เี ปน็ ตวั กำหนดพฤตกิ รรมกำร
อย่รู ่วม กนั อยำ่ งปกตสิ ุขในสังคม
วัฒนธรรมในทอ้ งถิ่น ทัง้ ดำ้ นควำมคิดควำมรู้สกึ ควำมประพฤติ กิริยำอำกำร ศลิ ปะ ประเพณี
กฎหมำย ประดษิ ฐกรรมต่ำงๆ ทสี่ งั คมยอมรบั และปฏิบัติสืบตอ่ กันมำต้ังแต่อดีตจนถงึ ปัจจุบัน ของ
ทอ้ งถนิ่ จังหวดั ลำปำง มีหลำยประเภททสี่ ำคัญ แบง่ ออกเป็น 4 มิติ ดงั น้ี
2.1 วัฒนธรรมทีส่ ำคญั ของจังหวัดลำปำงในมิติ ทเ่ี ก่ียวกับกำรดำเนินชวี ิต หรอื วัฒนธรรม
ควำมเชอื่ ศรทั ธำ

82
2.2 วัฒนธรรมทส่ี ำคัญ ของจงั หวัดลำปำงในมติ ิ ท่ีเก่ียวกับกำรกำรแต่งกำยพน้ื เมือง
2.3 วฒั นธรรมท่สี ำคญั ของจังหวดั ลำปำงในมิติ ทเี่ กย่ี วกับภำษำคำเมือง
2.4 วัฒนธรรมท่ีสำคัญ ของจงั หวัดลำปำงในมิติ ท่ีเกี่ยวกบั อำหำรกำรกนิ พ้นื เมือง
วัฒนธรรมท่ีเก่ียวกับกำรดำเนินชีวิต หรือวฒั นธรรมควำมเชื่อ ศรัทธำ
โดยทั่วไปแลว้ กำรเปล่ียนแปลงทำงวฒั นธรรมจะตอ้ งเกดิ ข้นึ พรอ้ มๆ กัน ทง้ั วฒั นธรรมทำงวัตถุ
และวัฒนธรรมท่ไี ม่ใชว้ ัตถุ วฒั นธรรมทเี่ กี่ยวกบั กำรดำเนนิ ชวี ติ หรือวฒั นธรรมควำมเชอื่ ศรทั ธำ
ในสงั คมไทยเรำรับเอำควำมเจริญทำงวตั ถุจำกตะวนั ตกมำใช้ ทง้ั เคร่อื งอปุ โภคบริโภค ตลอดจนเครือ่ งมือ
เคร่ืองใช้ แต่ส่วนใดที่ไม่ใช้วัตถุ เช่น เรื่องระเบียบวินัย ควำมรับผิดชอบลักษณะนสิ ยั กำรทำงำน ตลอดจน
ควำมรสู้ กึ นึกคิด ยงั เปลีย่ นแปลงชำ้ กว่ำส่วนท่เี ปน็ วตั ถุ จงึ ทำให้เกิดปัญหำสังคมตำ่ งๆ ตำมมำอยำ่ ง
มำกมำย
วฒั นธรรมทเ่ี กีย่ วข้องกับกำรดำเนินชวี ติ ในวถิ ีชีวิตของคนไทย ในทกุ ภำค มีพ้นื ฐำนวัฒนธรรม
จำกกำรเปน็ สงั คมเกษตรกรรม เป็น สังคมท่ีผสมผสำนคติควำมเชือ่ พื้นเมอื ง เชน่ กำรนับถอื สงิ่ ศักดิส์ ิทธ์ิ
นบั ถอื ธรรมชำติ เขำ้ กบั คติควำมเชือ่ ทำงศำสนำ กำรเปน็ สังคมเกษตรของไทยในอดีต คือกำรเกษตรแบบ
ยงั ชพี กำรทำนำเปน็ อำชีพหลกั ใน อดตี เป็นกำรทำนำที่ใชแ้ รงงำนคนในครอบครัวและแรงงำนสตั วเ์ ป็น
หลัก พงึ่ พำน้ำฝนและน้ำในแม่นำ้ ลำ คลองในกำรเพำะปลูก และใช้ในชวี ิตประจำวนั ลักษณะกำร
ดำรงชวี ติ ท่ีต้องพงึ พำธรรมชำติ และพึง่ พำตน เอง ทำให้ชำวบำ้ นเรยี นรู้ท่ีจะอยรู่ ว่ มกันและพง่ึ พำกัน
เพอื่ ใหส้ ำมำรถดำรงชวี ิตอยู่ไดอ้ ยำ่ งมนั่ คงเปน็ สขุ
กำรทำงำนในไร่นำทเ่ี หน็ดเหนอ่ื ย ทำใหม้ กี ำรสรำ้ งสรรคก์ ำรละ เลน่ กำรรอ้ งรำทำเพลงเพือ่ ผอ่ น
คลำย และสร้ำงควำมสัมพันธ์ต่อกันภำยในชมุ ชนจนเปน็ กำรละเล่นและบทเพลงหรือกำรต่อกลอน ใน
ทอ้ งถนิ่ ทีถ่ อื เปน็ มรดกทำง วัฒนธรรมในทอ้ งถ่ิน เช่น“จ๊อย” และ “ซอ”
ด้ำนวฒั นธรรมในครอบครวั แตล่ ะครอบครวั จะมีกำรดำเนนิ ชีวิตของคนในครอบครัวท่แี ตกตำ่ ง
กัน ซึง่ ขนึ้ อยกู่ ับวฒั นธรรมในครอบครวั และข้อตกลงร่วมกนั ภำยในครอบครัว วฒั นธรรมท่ีดีงำม
เหลำ่ นี้ ถือเป็นสว่ นหนง่ึ ทีช่ ว่ ยขัดเกลำควำมประพฤตขิ องสมำชิกในครอบครัว ข้อตกลงในครอบครัวจึง
เป็นสงิ่ ทสี่ มำชกิ ในครอบครัวตกลงรว่ มกันและพรอ้ มใจกันปฏิบัตติ ำมวัฒนธรรมในครอบครวั ของคนไทยมี
หลำยประกำร เช่น กำรเคำรพญำตผิ ูใ้ หญ่และผู้ท่มี อี ำยุมำกกวำ่ กำรเชอ่ื ฟงั คำสงั่ สอนของพ่อแม่ กำร
ชว่ ยเหลอื เกอ้ื กูลลกู หลำนในทำงทีด่ งี ำม กำรแสดงควำมเคำรพในกัน
แบบวัฒนธรรมในทอ้ งถิ่น
ด้ำนวฒั นธรรมทำงจิตใจ ในกำรเคำรพบชู ำสง่ิ ศกั ดสิ์ ิทธ์ิของเมืองลำปำง ในงำนพิธีบวงสรวงเสำ
หลักเมืองและสืบชะตำเมือง จัดบริเวณหน้ำศำลำกลำงจังหวัดในเดือนกุมภำพันธ์ นับเป็นประเพณีท่ี
ชำวเมืองลำปำงจดั ตอ่ เน่ืองทกุ ปี โดยมกี ำรประกอบพธิ ที ำงสงฆ์ พธิ ีทำงพรำหมณ์ และกำรฟ้อนผีมดผเี ม็ง
อนั เป็นพธิ บี ชู ำผบี รรพบรุ ษุ เพ่ือเปน็ สิรมิ งคลแกเ่ มืองตอ่ ไป
ด้ำนวัฒนธรรมในกำรเล้ียงช้ำง ในงำนขันโตกช้ำง หรือสะโตกช้ำง จัดขึ้นทุกวันศุกร์-เสำร์แรก
ของเดือนกุมภำพันธ์ของทุกปี ณ ศูนยอ์ นุรักษ์ชำ้ งไทย ภำยในงำนจะแบง่ ออกเป็นสองส่วน คอื กำรแสดง
ของช้ำงและขนั โตกช้ำง กำรรบั ประทำนข้ำวแลงขันโตกของผู้รว่ มงำน
ด้ำนวัฒนธรรมในกำรสืบสำนและอนุรักษ์ส่ิงที่เป็น เอกลัษณ์ของจังหวัดลำปำง ใน งำน
วันรถไฟรถมำ้ ลำปำง จัดขึ้นที่สถำนีรถไฟนครลำปำง ในช่วงเดือนเมษำยน ท้ังกลำงวันกลำงคืนในงำนมี

83
กำรแสดงนิทรรศกำร กำดมั่ว (ตลำดกับข้ำว) ผู้ร่วมงำนจะชักชวนกันแต่งกำยแบบย้อนยุคไปประมำณ
80 ปที ่ีแล้ว เม่อื รถมำ้ เรมิ่ เข้ำมำในจังหวัดลำปำง และท่ีสำคญั ในงำนจะมีรถม้ำบริกำรดว้ ย

ดำ้ นวัฒนธรรมในกำรสืบสำนและอนุรักษ์วฒั นธรรมตำมประเพณีในทอ้ งถิ่นเมอื งลำปำง ในงำน
แห่สลุงหลวงและสงกรำนต์ ประเพณีสงกรำนต์ของจังหวัดลำปำง จัดในช่วงวันที่ 12-14 เมษำยน ของ
ทุกปี ในวนั ท่ี 12 เมษำยน จะมีกำรจัดขบวนแห่สลุงหลวง (สลงุ หมำยถงึ ขนั น้ำ) ขบวนตกแต่งสวยงำม ผู้
รว่ มขบวนแต่งกำยแบบล้ำนนำโบรำณแห่แหนไปรอบเมือง เพื่อรับน้ำขมิ้นส้มป่อยจำกประชำชนไปสรง
แด่พระแก้วดอนเตำ้ พระพทุ ธรปู ศักด์ิสทิ ธค์ิ บู่ ้ำนคูเ่ มือง หลังจำกน้ันในช่วงวนั ที่ 13-14 เมษำยน ก็จะเป็น
กำรทำบุญท่ีวัด ก่อเจดีย์ทรำย กำรรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ กำรเล่นสำดน้ำสงกรำนต์ กำรออกร้ำนจำหน่ำย
สินค้ำ กำรแสดงมหรสพและกำรแสดงพนื้ เมืองต่ำงๆ

ดำ้ นวัฒนธรรมในกำรสืบสำนและอนุรักษ์วฒั นธรรมตำมประเพณีในท้องถ่ินเมืองลำปำง ในงำน
ประเพณีลอ่ งสะเปำจำวเวียงละกอนฺ จัดขึ้นช่วงเดอื นพฤศจิกำยนบริเวณวดั พระธำตุลำปำงหลวง อำเภอ
เกำะคำ มีกำรแห่บอกไฟ ประกวดตีกลองมองเซิงท่ีชำวบ้ำนเรียกว่ำกลองปู่จำ ช่วงค่ำมีงำนแสดงแสง-
เสียงและกินขนั โตก

ดำ้ นวัฒนธรรมในกำรสืบสำนและอนรุ ักษ์วัฒนธรรมตำมประเพณีในทอ้ งถิ่นเมืองลำปำง ในงำน
หลวงเวียงละคอน จดั ข้ึนในชว่ งก่อนวันลอยกระทงของทกุ ปี บริเวณวดั พระแกว้ ดอนเต้ำ และวดั พระธำตุ
ลำปำงหลวง เป็นงำนท่ีเน้นกำรแสดงออกถึงประวัติศำสตร์และขนบธรรมเนียมประเพณีของชำวลำปำง
มขี บวนแห่ครัวทำนตำมประเพณีด้ังเดิม โดยขบวนน้ันจะมีกำรตกแต่ง ด้วยเคร่ืองใช้ เช่น เสื่อ ถ้วยชำม
ชอ้ น เกำ้ อี้ ของใช้จำเปน็ เป็นเครื่องไทยทำนไปถวำยวดั

ดำ้ นวัฒนธรรมในกำรสบื สำนและอนรุ ักษ์ส่งเสริมพชื เศรษฐกจิ หลกั ของเมอื งลำปำง ในงำนวนั
สับปะรด จดั ขึ้นในชว่ งเดอื นมิถุนำยน มีกำรประกวดสบั ปะรดผลใหญ่ จำหน่ำยและประกวดผลิตภัณฑ์
สับปะรดแปรรูป รวมถงึ ประกวดธดิ ำสับปะรดประจำปี

ดำ้ นวฒั นธรรมในกำรสืบสำนและอนรุ ักษ์สง่ เสริมเศรษฐกจิ กำรเกษตร ในด้ำนกำรเล้ียงปลำ งำน
เทศกำลกินปลำ จัดในช่วงต้นเดือนมีนำคม มีกำรจัดนิทรรศกำรปลำ ประกวดปลำสวยงำม ตู้ปลำ
สวยงำม พรอ้ มท้งั ชิมอำหำรที่ทำจำกปลำหลำกหลำยชนิด

ด้ำนวัฒนธรรมในกำรสืบสำนและอนุรักษ์ส่งเสริมกิจกรรมสำคัญในท้องถิ่นเมืองลำปำง ในงำน
เดนิ -วิ่งมินฮิ ำล์ฟมำรำธอนแม่เมำะ จัดข้ึนในชว่ งต้นเดือนสิงหำคมท่ีเหมืองลิกไนต์ อำเภอแม่เมำะ แหล่ง
ถำ่ นหินทส่ี ำคัญของประเทศและของจงั หวดั ลำปำง

ด้ำนวัฒนธรรมในกำรสืบสำนและอนุรักษ์ส่งเสริมเศรษฐกจิ หลักสำคญั ในท้องถน่ิ เมอื งลำปำง ใน
งำนเซรำมคิ แฟร์ จัดขึ้นทุกวันศกุ ร์แรกของเดือนธนั วำคมของทุกปี เปน็ เวลำ 10 วัน บรเิ วณงำนอยู่ในเขต
อำเภอเมืองลำปำง กิจกรรมจะประกอบด้วย ขบวนแห่ทำง วัฒนธรรมในวันแรกของงำน กำรจัด
นิทรรศกำร กำรประกวดผลติ ภณั ฑ์เซรำมิค และกำรจำหนำ่ ยผลิตภัณฑ์เครือ่ งเคลือบดินเผำ

ด้ำนวัฒนธรรมในกำรสืบสำนและอนุรักษ์ส่งเสริมกิจกรรมสำคัญในท้องถ่ินเมืองลำปำง ในงำน
วนั ดอกไมบ้ ำน จัดที่สวนปำ่ ทุ่งเกวยี น อำเภอหำ้ งฉัตร ในชว่ งเดือนธันวำคม ชมขบวนแห่ชำ้ งแบบลำ้ นนำ
เทพีบปุ ผชำติ เลอื กซื้อสนิ ค้ำท้องถ่ิน กำรประกวดโฟล์คซองคำเมอื งและกนิ อำหำรแบบสะโตก

ดำ้ นวัฒนธรรมในกำรสืบสำนและอนุรักษ์ส่งเสริมกิจกรรมสำคัญในท้องถิ่นเมืองลำปำง ในงำน
ฤดูหนำวและงำนกำชำด จัดในช่วงเดือนธันวำคม มีกำรออกร้ำนจำหน่ำยสินค้ำรำคำประหยัดของส่วน
รำชกำร หน่วยงำนรัฐวิสำหกิจ และภำคเอกชน กำรประกวดนำงสำวลำปำง รวมถึงกำรละเล่นและ
มหรสพทีน่ ำ่ สนใจหลำยประเภท

84
2.2 วัฒนธรรมท่ีสำคัญ ของจงั หวัดลำปำงในมติ ิ ที่เกี่ยวกบั กำรกำรแตง่ กำยพ้นื เมอื ง
วัฒนธรรมพน้ื เมอื งกำรแต่งกำยพืน้ เมืองของชำวลำปำง

วถิ ชี ีวิตของผู้คนของสองฟำกฝ่ังแมน่ ้ำวัง จะต้องพร่งั พร้อมไปด้วยปัจจัยสี่ คอื
อำหำร ทอี่ ยูอ่ ำศัย ยำรกั ษำโรค และเคร่อื งนุ่งห่ม เขลำงคน์ ครเจรญิ รงุ่ เรืองมำตำมลำดบั ดังน้ันอก
จำกปจั จยั อน่ื ๆ ทจ่ี ำเปน็ แล้ว เรอ่ื งของกำรแตง่ กำยชำวลำปำงจงึ ไม่นอ้ ยกวำ่ จังหวัดอ่นื ๆทำงภำคเหนอื
ตอนบนของประเทศไทย จนมีคำกล่ำวว่ำ ตุก๊ บไ่ ด้กนิ๋ บ่มไี ผตำ๋ มไฟส่องตอ้ ง ตุก๊ บไ่ ด้นงุ่ ได้หย้อง ปีน่ ้อง
หนั ตงึ เมอื ง

ดังนนั้ งำนทอหูกป่นั ฝ้ำยของจำวละกอนโดยเฉพำะแม่ญิงท่ีลกู หลำนจะต้องเรียนรู้ หำก
ว่ำงจำกงำนไรง่ ำนสวน ชำวบ้ำนกจ็ ะต้องปลกู ฝ้ำย เดด็ ดอกฝำ้ ยมำจ๋ำน ยงิ ฝ้ำย อีดฝำ้ ย และกรอ
เสน้ ด้ำย เพอ่ื นำมำลงหูกและใช้ทอเป็นผ้ำ สำหรับใชก้ ับคนในครอบครัวหรือใช้ในงำนพธิ ีกรรมตำ่ งๆ
ทำงภำคเหนอื ท่ีนยิ มทอผำ้ ฝ้ำยมำแต่โบรำณ แม้ปัจจบุ นั กรมกำรเกษตรจะสนบั สนนุ ใหม้ ีกำรเล้ยี งไหม ก็
มอี ยบู่ ำ้ งไมม่ ำกนกั ทีย่ ดึ ถอื เปน็ อำชพี

วัฒนธรรม ทำงจำรีตกำรแตง่ กำย ซง่ึ ก็คือ ขนบธรรมเนยี มประเพณี ทีถ่ ือปฏบิ ัติกนั มำ
แตช่ ้ำนำน กำรทอผ้ำของลำปำงกระจำยไปเกือบทุกอำเภอ แตล่ ะแห่งมีวธิ ที อ กำรให้ลวดลำยและสี
แตกต่ำงกันไป เรอ่ื งรำวประวัติและทม่ี ำของกำรทอผ้ำของชำวลำปำง คุณแม่เลก็ พิชญกลุ ได้จัด
รวบรวมไว้ในหนงั สอื คัวหยอ้ งของแต่งเขลำงค์นคร ซ่ึงสภำวฒั นธรรมจังหวัดลำปำงไหง้ บประมำณ
สนับสนนุ จดั ทำเปน็ รูปเลม่ มำแลว้ ครั้งหนึ่ง นำยศกั ด์ิ รัตนชัย ได้พูดถึงหลกั ฐำนกำรแตง่ กำยของคน
เมอื งลำปำง โดยอำศัยหลักฐำนที่ปรำกฏเปน็ ภำพเหมือนทว่ี ิหำรนำ้ แตม้ ภำพขบวนแห่ละกอนเขำ้ มำ
เมืองและภำพต่ำงๆ จำกคนลำปำงสมัยเก่ำ ทั้งชำวบ้ำน ชำวเมืองและเจ้ำนำยในคุ้มหลวง ฯลฯ ทำให้
ได้ขอ้ สรปุ วำ่ กำรแตง่ กำยของคนเมอื งลำปำงน้นั โดยทัว่ ไปจะแต่งกำยแบบเรียบงำ่ ย ไมโ่ พก(หัว) ไม่
พำด(บ่ำ) เพรำะกำรโพกหัวและพำดบ่ำน้นั ถือว่ำเป็นกำรแตง่ กำยของชนกลุ่มนอ้ ย

85

2.3 วฒั นธรรมทีส่ ำคัญ ของจังหวัดลำปำงในมิติ ท่เี กย่ี วกบั ภำษำคำเมอื ง
วฒั นธรรมภำษำคำเมือง ภำษำทอ้ งถิน่ (คำเมือง)ลำปำง

วฒั นธรรมทส่ี ำคญั ของจังหวัดลำปำงในมติ ิ ทีเ่ ก่ียวกบั ภำษำคำเมืองวฒั นธรรมทำงภำษำและ
วรรณคดี ซงึ่ กห็ มำยถึงสำเนียงกำรพูด ภำษำพูดรวมถงึ กำรเขยี นดว้ ย

ภำษำในจังหวดั ลำปำง จังหวดั ลำปำงมภี ำษำท่ีใช้พูดหลำยภำษำมที ัง้ ภำษำรำชกำร ภำษำชน
กลมุ่ นอ้ ยและภำษำที่พูดโดยคนสว่ นใหญข่ องจังหวดั ลำปำง

ภำษำรำชกำร หรือภำษำกลำง เป็นภำษำทีไ่ ดร้ บั เลอื กให้เป็นภำษำท่ีใชใ้ นทำงรำชกำรและกำร
เรยี นกำรสอนในสถำนศึกษำ ภำษำชนกลุ่มนอ้ ย เป็นภำษำท่พี ดู กนั ในกลุม่ ชนทม่ี ีเผำ่ พันธุแ์ ละ
ขนบธรรมเนยี มประเพณีแตกตำ่ งจำกคนส่วนใหญข่ องประเทศและมีลกั ษณะทำงภำษำแตกต่ำงจำก
ภำษำของคนส่วนใหญใ่ นประเทศ เช่น ภำษำทพี่ ูดโดยคนสว่ นใหญ่ของจงั หวัดลำปำง นน้ั เป็น
ภำษำไทยถิ่นเหนือ ซ่งึ คนลำปำงเรียกภำษำน้ีวำ่ คำเมอื ง หรือ กำเมอื ง

ในทีน่ ้ีจะกล่ำวถึงภำษำท่ีพดู โดยคนสว่ นใหญ่ของจังหวัดลำปำงหรือภำษำคำเมอื ง และภำษำชน
กลมุ่ นอ้ ย ในจงั หวดั ลำปำงดังน้ี

คำเมืองในจังหวดั ลำปำง คำเมอื งหรอื ภำษำไทยถ่ินเหนอื เปน็ ภำษำถิน่ ของภำษำไทยท่พี ูดกนั
ในบริเวณจังหวดั ภำคเหนือของประเทศไทย 8 จังหวดั ได้แก่ เชยี งรำย เชยี งใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน
ลำปำง พะเยำ แพร่ นำ่ น บำงอำเภอของจงั หวดั ตำก บำงอำเภอของจงั หวดั สโุ ขทัย และบำงอำเภอ
ของจังหวัดอตุ รดติ ถ์ คำเมอื งทพ่ี ดู ในบรเิ วณจังหวดั ตำ่ งๆ ดังกล่ำวน้ี มลี ักษณะทำงภำษำส่วนใหญ่
เหมือนกัน จะแตกต่ำงกันเพียงบำงประกำร เช่น เสยี งสระประสม เสียงพยัญชนะ ควบกล้ำ และ
คำศัพท์เฉพำะถนิ่ คำเมืองเป็นภำษำท่ีมีระบบตวั เขยี นหรอื มีอักษรใชเ้ ขียนซึ่งเรียกกนั ว่ำ ตัวเมอื งบำ้ ง
อกั ษรธรรมบ้ำง อกั ษรธรรมล้ำนนำบ้ำง ในท่ีนพี้ อจะสรปุ ถึงลกั ษณะระบบเสยี ง ระบบค่ำ ระบบ
ประโยค ของคำเมืองในจังหวัดลำปำงและภำษำถ่ินย่อยของคำเมืองในจังหวดั ลำปำง พอสังเขปดังนี้

ระบบเสียง เสียงของคำเมอื งในจังหวัดลำปำง จำแนกออกเปน็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ เสยี ง
พยญั ชนะ เสยี งสระ และเสยี งวรรณยุกต์ เช่นเดียวกบั ภำษำไทยกลำง

ระบบคำ ภำษำคำเมืองลำปำง มรี ะบบคำเหมือนกบั คำเมืองในจงั หวัดอื่นมลี ักษณะ
เชน่ เดียวกบั ภำษำไทยกลำงคอื ลกั ษณะของคำประกอบด้วยคำเดย่ี ว พยำงค์เดียวหรือหลำยพยำงค์
และมวี ธิ ีสรำ้ งคำดว้ ยกำรนำคำเดี่ยวมำรวมกันเปน็ คำประสม คำซอ้ น หรอื นำมำกลำ่ วซ้ำเป็น คำ
ซ้ำ เช่น แก่นตำ น้ำหม้อ พ่อเฒ่ำ ยะไฮ่ใสส่ วน ถุเข้ำเล้ำปลำ เฮ่ยี หำยยำยหยำด อดิ ๆออ่ นๆ แหลว
และแหลวแลน่ เปน็ ต้น

ควำมแตกตำ่ งในดำ้ นคำระหวำ่ งคำเมืองในทอ้ งถน่ิ ต่ำงๆ จงึ พบในด้ำนคำศัพท์หรอื คำศพั ท์
เฉพำะถิ่น ซึ่งในควำมหมำยเดยี วกัน คำเมอื งในจังหวัดลำปำงใชค้ ำศพั ทเ์ ฉพำะถนิ่ แตกต่ำงไปจำกคำ
เมอื งถ่นิ อ่นื อย่หู ลำยคำ เช่น บ่ำหมัน้ (ฝร่งั -ผลไม)้ แปม(ไฟแช็ก) เป็นตน้

ระบบประโยค คำเมืองในจังหวัดลำปำงมรี ะบบกำรเรียงคำเขำ้ ประโยคเปน็ แบบ ประธำน+
กริ ยิ ำ+กรรม เหมือนกับภำษำไทยกลำง จะแตกต่ำงกันบำ้ งในด้ำนหน้ำทข่ี องคำ และควำมหมำยของ
คำที่นำมำเรยี งประโยค

86
ระบบควำมหมำย คำเมอื งในจังหวดั ลำปำง มีระบบควำมหมำยของคำของประโยคเหมือน
ภำษำไทยกลำง และภำษำคำเมืองในจังหวดั อนื่ ๆ แต่ควำมหมำยของคำ ของประโยค อำจแตกต่ำงกนั
ไปบำ้ งเนือ่ งจำกเป็นภำษำถิ่นและภำษำถน่ิ ย่อยคนละถนิ่
ภำษำถนิ่ ย่อยของคำเมืองในจงั หวดั ลำปำง คำเมอื งทพี่ ูดในจังหวดั ลำปำง แต่ละท้องถิน่ จะ
มีกำรใชภ้ ำษำแตกตำ่ งกันออกไป ซง่ึ อำจจะเป็นกำรแปรในด้ำนเสียงและกำรแปรในดำ้ นคำศพั ท์ เชน่
กำรแปรเสียงวรรณยกุ ต์ ระหวำ่ งคนทีอ่ ยูใ่ นแถบอำเภอแจห้ ม่ กับคนท่ีอย่ใุ นแถบอำเภอแมท่ ะ ในคำว่ำ
ใชไ่ หม แถบแจห้ ม่ จะออกเสียงว่ำ แมน่ กอ๋ ในแถบ แม่ทะจะออกเสียงวำ่ แมน่ กอ่ เปน็ ต้น หรือกำร
แปรในด้ำนคำศพั ท์ท่ีในควำมหมำยเดยี วกนั แต่ละถิ่นใชค้ ำศพั ทแ์ ตกต่ำงกนั เชน่ ควำมหมำย ย่ำ-ยำย
ในแถบอำเภอเสรมิ งำมใช้ศัพท์วำ่ แมโ่ ต้ ในแถบอ่ืนๆ ใชศ้ ัพท์ แม่หลวง แมเ่ ฒ่ำ หรอื แม่อุ้ย เปน็ ต้น
ลกั ษณะกำรแปรของเสียงและคำศพั ท์ดงั กลำ่ วทน่ี กั ภำษำมกั นำมำใช้ในกำรศกึ ษำและแบ่งเขตภำษำถ่นิ
ยอ่ ยขึน้ เพื่อประโยชนใ์ นกำรศกึ ษำภำษำถิน่
จำกกำรศึกษำภำษำถ่นิ ยอ่ ยของคำเมอื งในจังหวดั ลำปำง สำมำรถแบง่ ภำษำถน่ิ ยอ่ ยของคำเมือง
ในจังหวดั ลำปำงไดเ้ ปน็ 2 ถนิ่ ย่อย คอื ภำษำถ่ินยอ่ ยลำปำงตอนเหนือ ไดแ้ กภ่ ำษำที่ใช้ในอำเภอวงั
เหนือ อำเภอแจ้ห่ม อำเภอเมอื งปำน อำเภอหำ้ งฉตั ร อำเภอเมือง อำเภอแม่เมำะ อำเภองำว
อำเภอแมท่ ะ อำเภอเสรมิ งำม อำเภอเกำะคำ อำเภอสบปรำบ และภำษำถิน่ ยอ่ ยลำปำงตอนใต้ ได้แก่
ภำษำทใี่ ชใ้ นอำเภอเถนิ และอำเภอแม่พรกิ
ภำษำชนกลุ่มน้อยในจังหวดั ลำปำง จงั หวัดลำปำงนอกจำกจะมี คำเมือง ซง่ึ เป็นภำษำที่พดู
โดยคนสว่ นใหญ่ของจังหวัดแลว้ ในจงั หวดั ลำปำงยังมี ภำษำชนกลมุ่ นอ้ ย ซ่ึงเป็นภำษำของกลุ่มชนทม่ี ี
เผำ่ พนั ธุ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แตกต่ำงจำกคนส่วนใหญ่ของประเทศ และมลี กั ษณะทำงภำษำ
แตกตำ่ งจำกภำษำไทยและคำเมือง
ผ้พู ดู ภำษำชนกลมุ่ นอ้ ยในจังหวดั ลำปำง ได้อพยพเขำ้ มำอยู่ในจงั หวดั ลำปำงด้วยเหตุผลต่ำงๆ
กนั และมภี ูมลิ ำเนำเปน็ หลกั แหล่งกระจำยอย่ใู นพืน้ ท่ขี องจงั หวัดลำปำง และมภี ำษำพดู แตกตำ่ งกันไป
ตำมชำตพิ ันธ์ุ รวมทง้ั สิ้น 10 ภำษำ ดงั นี้ ภำษำไทลือ้ ภำษำขมุ ภำษำลัวะ ภำษำกะเกรย่ี ง ภำษำ
มูเซอ ภำษำลซี อ ภำษำอีก้อ ภำษำมง้ ภำษำเย้ำ และภำษำจนี
เอกลกั ษณท์ ำงภำษำของลำปำงอีกประกำรหนึง่ คอื ภำษำ ซ่งึ เรียกกนั วำ่ คำเมือง คำเมือง
ในจังหวัดลำปำงมลี ักษณะบำงประกำรแตกต่ำงจำกคำเมอื งในจังหวดั เชยี งใหม่ เชียงรำย ลำพูน
พะเยำ แพร่ นำ่ น คือ ลกั ษณะทำงดำ้ นเสียงและลักษณะด้ำนคำศัพท์เฉพำะถิน่
ในด้ำนเสียงนนั้ คนที่พูดคำเมอื งลำปำง จะทรำบควำมแตกตำ่ งในสำเนยี งพูดของตนเองกบั คน
ทพี่ ดู คำเมืองถน่ิ อน่ื เช่น คำเมืองเชียงใหม่ไดเ้ ป็นอยำ่ งดี โดยเฉพำะอย่ำงยงิ่ ในกำรออกเสียง คำท่ีเขียน
ด้วยอักษรต่ำ แลว้ มีรปู ไมโ้ ทกำกบั ได้แก่ นำ้ นอ้ ง ม้ำ พร้ำว ฟ้อน ลอ้ ง้ำว ซ่ึงคำเหล่ำนี้มเี สียง
วรรณยกุ ตส์ ูง-ตำ่ ในคำเมอื งลำปำงและในคำเมืองเชยี งใหม่ แต่จุดเรมิ่ ต้นและท้ำยเสยี งวรรณยกุ ต์ของ
คำเหล่ำนีใ้ น 2 ภำษำดงั กล่ำวจะแตกต่ำงกนั นอกจำกนแี้ ล้วกำรออกเสียงในแต่ละพยำงค์ในคำเหล่ำนี้
ของผพู้ ดู คำเมอื งในจังหวัดลำปำง จะมชี ่วงพยำงคท์ ี่มอี ัตรำชว่ งพยำงค์ทีส่ ั้นกวำ่ ผพู้ ดู คำเมืองในจงั หวัด
เชยี งใหม่
ในดำ้ นคำศัพท์ คำเมอื งในจังหวดั ลำปำงมีคำศัพท์เฉพำะถ่นิ ใช้เปน็ เอกลักษณข์ องท้องถ่นิ อยู่
หลำยคำ ได้แก่ คำวำ่ หนำ (คำลงทำ้ ย) แปม (ไมข้ ดี ไฟ) บ่ำหมนั้ (ฝรง่ั -ผลไม้)
คำเหลำ่ น้ีจะพบวำ่ ใช้ในแถบลำปำง กล่ำวคอื ในลำปำงใชค้ ำลงทำ้ ยประโยควำ่ หนำ ในถิ่น
อื่นมักใช้คำวำ่ นำ คำเมืองลำปำงเรยี กไม้ขดี ไฟหรือไฟแชก็ วำ่ แปม คำเมอื งถ่ินอน่ื จะใช้ กบั ไฟ และ

87
คำเมืองลำปำงเรียกฝรัง่ ซึ่งเป็นผลไมช้ นดิ หน่ึงว่ำ บ่ำหมน้ั คำเมอื งถิ่นอื่นจะใช้ศัพทอ์ ื่น คอื บ่ำกลว้ ย
บ่ำกล้วยกำ๋ บำ่ แกว๋

ในบำงครง้ั กำรใชค้ ำที่แตกตำ่ งจำกคำเมืองอ่นื ดังกลำ่ วน้มี กั เกดิ กำรล้อเลียนกันบ่อยๆ เช่น ไป
ลำปำงซ้ือผำ้ บำงหนำ ลำปำงหนำบะ เปน็ ต้น

2.4 วฒั นธรรมท่สี ำคญั ของจงั หวัดลำปำงในมติ ิ ที่เก่ียวกบั อำหำรกำรกนิ พนื้ เมอื ง
วฒั นธรรมอำหำรกำรกนิ พื้นเมอื งลำปำง

อำหำรลำ้ นนำ อำหำรทนี่ ยิ มประจำถนิ่ มีอย่มู ำกมำยหลำยชนิดและมจี ำนวนไม่น้อยท่ไี ดร้ ับ
อิทธิพลจำกเพอื่ นบ้ำน หรือกลุ่มชนท่เี คยเข้ำมำอยูอ่ ำศัยในลำปำง เช่น ไทยใหญ(่ เงีย้ ว) และจนี
อสิ ลำม(จนี ฮ่อ)

ธรรมชำตขิ องอำหำรโดยทัว่ ไปไม่นิยมกะทิ ไม่ใชน้ ำ้ ตำลโดยเฉพำะแกงเผ็ดต่ำงๆนิยมใช้ไขมัน
หรอื น้ำมนั จำกสัตว์และพืชแทน อำหำรประเภทแกงท่ีทำจำกเนื้อสัตวจ์ ะเคีย่ วไหเ้ ป่ือย(อ่อม/เคี่ยว)แกง
ออ่ มนี้จะมีเฉพำะเน้อื สตั ว์ล้วนๆ ไมม่ ผี ักปน นอกจำกใบมะกรดู เท่ำน้ัน

อำหำรของภำคเหนอื แต่เดิมเป็นอำหำรท่หี ำไดจ้ ำกธรรมชำติด้วยสภำพชีวติ ทเ่ี รียบงำ่ ยสันโดษ
อำหำรกำรกนิ จึงไม่ซบั ซ้อนเพรำะใชว้ ตั ถุดิบจำกธรรมชำตมิ ำผสมกบั เครื่องปรงุ ตำ่ งๆ เพ่ือใหม้ รี สชำติ

กำรรบั ประทำนอำหำรทำงเหนือ จะใสส่ ะโตก(ขันโตก) แลว้ น่ังล้อมวงกัน อำหำรทีเ่ หลอื จะใส่
ไว้ในกระบงุ แลว้ ผกู เชอื กแขวนไวใ้ นครัว เพื่อกันมด แมลง หรือสัตว์อ่ืนๆ ที่จะไปรบกวน เมอื่ จะ
รบั ประทำนอำหำรมอื้ ต่อไปก็จะชักเชือกลง

ลักษณะอำหำรกำรกินในลำปำง ในแงเ่ ก่ยี วพันกบั เทศกำล เช่นประเพณีปีใหม่ เขำ้ พรรษำ
ออกพรรษำ สันสงกรำนต์ รปู แบบอำหำรจะเหมือนกัน เชน่ อำหำรคำว มีแกงฮังเล เกอื บทุกบ้ำน
จะตอ้ งทำ นอกจำกน้ีมีตม้ วุ้นเสน้ น้ำพรกิ กับผักน่งึ ถำ้ อำกำรเหลอื ก็เอำมำทำเป็นอำหำรหมอ้ ใหม่
สำหรบั เลีย้ งกันในครอบครัวหรือญำติมิตร ซงึ่ เรยี กว่ำแกงโฮะ

88

สว่ นขนมในเทศกำล เชน่ ขนมจ๊อก ขนมปำด ขำ้ วตม้ หวั หงอก ขนมถ่วั แปบ ขนมวง ข้ำว
เหนยี วแดง ขำ้ วแต๋น และขำ้ วหนึกงำเปน็ ตน้

ถ้ำเปน็ ฤดูฝน อำหำรกำรกินจะมีให้เลอื กมำกมำย เพรำะเป็นช่วงท่ีพชื ผัก หรือสตั ว์นำ้ อุดม
สมบรู ณ์ เชน่ มีหน่อไม้ เห็ดประเภทตำ่ งๆ เอำมำทำแกง ยำ รบั ประทำนกบั นำ้ พรกิ มีเนอื้ สตั ว์จำก
กบ เขียด สัตวป์ ำ่ จ้กี ุง่ เพอื่ ประกอบอำหำร

นอกจำกนี้แลว้ ยงั มอี ำหำรชนิดหน่งึ ทเ่ี รยี กว่ำ นำ้ ปู คอื อำหำรที่ผลิตจำกปู เป็นอำหำรที่
แพรห่ ลำยทัว่ ภำคเหนือ โดยผำ่ นกรรมวิธกี ำรถนอมอำหำรตำมแบบพน้ื บำ้ น มีไวป้ ระจำแทบทกุ
ครัวเรือน สำมำรถเก็บรกั ษำไว้เปน็ นำนปี นำ้ ปทู ่ีมชี อื่ เสยี งเป็นทีร่ ูจ้ กั กนั ทัว่ ไป ได้รับกำรยอมรับจน
นบั เป็นสัญลกั ษณอ์ ย่ำงหนงึ่ ของทอ้ งถนิ่ ก็คือ น้ำปูแจห้ ่ม วธิ กี ำรทำนำ้ ปู จะทำกันในชว่ งเดือน
กันยำยนถึงตลุ ำคม เป็นระยะท่ีปกู ำลังเตบิ โตไดท้ ่ี

น้ำปู๋ (นำ้ ปู) เปน็ อำหำรท่มี ีคณุ ค่ำทำงโภชนำกำร ซึ่งอย่ใู นรปู ของสำรอำหำรเขม้ ข้นสำมำรถ
นำมำปรุงอำหำรไดห้ ลำยอย่ำงเชน่ นำ้ พรกิ น้ำปู ใสป่ รงุ รสในแกงหน่อไม้ ใสป่ รงุ รสยำหน่อไม้
ใส่ส้มตำมะละกอ และตำส้มโอ เนือ่ งจำกเป็นอำหำรท่ีมสี ำรไขมันบำงชนดิ สูง กำรรับประทำนมำก
เกนิ ไปอำจทำให้งว่ งนอนหรอื มีอำกำรหำวเรอ สำหรบั ผูท้ แ่ี พ้กับสำรบำงอยำ่ งในนำ้ ปู

แหลง่ ท่ีมำของข้อมลู
ขอ้ มูลจำกหนงั สอื
สนทิ สมคั รกำร. สงั คมและวัฒนธรรมเชยี งใหม่ภำคเหนือ. กรุงเทพฯ:สภำสงั คมศำตร์,2521.
กำรศำสนำ,กรม กองวฒั นธรรม. เรื่องวัฒนธรรม.กรุงเทพฯ:โรงพมิ พก์ ำรศำสนำ,ม.ป.ป
สรัสวดี อ๋องสกลุ . ประวตั ิศำสตรล์ ้ำนนำ. กรงุ เทพฯ:อมรินทร์พริ้นต้ิงแอนด์พบั ลชิ ช่ิง จำกัด, 2539.
หนังสือ สบื สำนตำนำนชำววังเหนอื “วถิ ีชีวิตชุมชนคนต้นนำ้ วงั ” ของ สภำวัฒนธรรม

วังเหนือ อ.วงั เหนอื จ.ลำปำง
กฤษณำ วงษำสนั ตแ์ ละคณะ. วถิ ีไทย. กรงุ เทพฯ : เฮิร์ดเวฟ เอด็ ดเู คชั่น, 2542.

ขอ้ มูลจำกเวบ็ ไซต์
http://rgion3.prd.go.th
www.lampang108.com
http://sps.lpru.ac.th
http://blog.school.net.th
http://www.lannaworld.com
http://school.obec.go.th/phifo/data/lam4.pdf
http://www.kroobannok.com/blog/view.php?article_id=7942
http://www.fm100cmu.com/fm100/100programs_detail.php?id_sub_group=83&i

d=3834
http://province.m-culture.go.th/ province/lampang/content.html
http://www.peeso.itgo.com/culture.htm
https://www.gotoknow.org/posts/508581
https://th.wikipedia.org/wiki/ประเพณี

สาระท่ี 4
เรือ่ ง บุคคลสำคัญของทอ้ งถิ่น
บุคคลสาคญั ทางประวัติศาสตร์ท้องถ่ิน
เจ้านายฝา่ ยเหนือ ประกอบด้วย
พลโทเจำ้ บญุ วำทย์วงศม์ ำนติ เจ้ำผู้ครองนครลำปำง องคท์ ่ี 13
เจำ้ ศรีนวล ณ ลำปำง ธิดำเจำ้ บญุ วำทย์วงศม์ ำนติ
เจำ้ รำชบุตร (แกว้ เมืองพรวน ณ ลำปำง)
เจ้ำบษุ บง ณ ลำปำง
พระเพชรคีรี (เจำ้ แก้วเมืองไท ณ ลำปำง)
เจ้ำศรรี ตั น์ ณ ลำปำง
เจ้ำเดชำ ณ ลำปำง ผ้สู ืบตระกลู เจำ้ ผูค้ รองนครลำปำง
พลโทเจ้าบญุ วาทย์ วงศ์มานติ ย์ (บญุ ทวงศ์)

พลโทเจำ้ บญุ วำทย์วงศม์ ำนติ เจำ้ ผคู้ รองนครลำปำง องคท์ ่ี 13
ประสตู ิ วันท่ี 6 แรม 7 ค่ำ เดือน พฤศจกิ ำยน พ.ศ.240
บดิ า เจ้ำนนั ทไ์ ชยชวลิต มารดา เจ้ำแม่ฟองแก้ว
การศึกษา ได้รับกำรศึกษำภำษำไทยภำคเหนือ หรือคำเมอื ง ในสำนกั อภิไชย วดั เชยี งมน่ั

หนังสือไทยกลำง ไดศ้ กึ ษำในคมุ้ เจ้ำหลวง

90
ประวตั ิ

เมื่อปี พ.ศ.1224 พระเจ้ำอนันตยศ ได้สร้ำงเมืองใหม่สองเมืองขึ้น ช่ือว่ำ " นครเขลำงค์ "
และ " นครอำลัมภำงค์ " ซ่ึงมีอำณำเขตติดต่อกัน ต่อมำได้มีกำรเรยี กช่ือเมอื งท้ังได้ส้ันและเปล่ียนไป
ตำมกำลเวลำ กลำยเป็นเมือง " นครลำปำง " จนกระทัง่ ปี พ.ศ.1600เปน็ ต้นมำ นครลำปำงได้ตกอย่ใู น
อำนำจของ มอญ ขอม นครเชียงใหมแ่ ละพม่ำ ผลดั เปล่ียนกนั ไป แลว้ แต่ว่ำพวกไหนมีอำนำจมำกกว่ำ
กนั เม่ือปี พ.ศ.2275 (สมัยกรุงศรีอยุธยำ) นำยทพิ ย์ช้ำง ซึง่ เปน็ พรำนป่ำล่ำช้ำง ไดข้ ับไล่พม่ำออกจำก
นครลำปำงได้สำเร็จจึงได้รับสถำปนำเป็น " พระยำสุลวะฤำไชยสงครำม "ครองนครลำปำง เมือ่ พ.ศ.
2279 ต่อมำเจำ้ ชำยฟ้ำแกว้ พระโอรสของพระยำสุลวะ ฤำไชยสงครำม ได้ครองนครลำปำง และ เป็น
ตน้ ตระกูลเจำ้ เจด็ องค์ ท่ีเรียกวำ่ "เช้อื เจ็ดตน" อนั มี เจำ้ กำวิละ, เจ้ำคำโสม,เจ้ำน้อย, เจ้ำดวงทิพย์, เจ้ำ
หมูหล้ำ, เจ้ำคำพัน และ เจ้ำบญุ มำ ซึ่งได้ครองเมืองตำ่ ง ๆ ในลำนนำไทยนบั เป็นต้นตระกูลของตระกูล
ณ ลำปำง, ณ ลำพูน และ ณ เชียงใหม่ ในรัชกำลที่ 4 แห่งรัตนโกสินทร์ มีกำรเปลี่ยน ตำแหน่งเปน็ "
เจำ้ " สำหรับเจ้ำผู้ครองนครลำปำงเปน็ คนสุดท้ำยคือ พลโท เจำ้ บุญวำทย์ วงศ์วำนิตย์ โดยนครลำปำง
ขึ้นกับมณฑลพำยัพ เม่ือ ร.ศ.121 หรือ พ.ศ.2445 พวกเงี้ยวในมณฑลพำยัพ ได้ก่อกำรกำเริบเป็น
กบฏขึ้น โดยเฉพำะที่จังหวัดแพร่เป็นแห่งแรกหัวหน้ำเงี้ยวช่ือ พะกำหม่อง ร่วมกับพระยำพิริยพิชัย
(เจ้ำนอ้ ย เทพวงศ์) เจ้ำผูค้ รองนครแพร่ในขณะนน้ั คิดกำรทรยศ เข้ำยดึ อำนำจกำรปกครองจังหวัดแพร่
และฆำ่ พระยำชัยบูรณ์ ( ต่อมำไดเ้ ลื่อนเป็นพระยำรำชธำนนท์ ) ข้ำหลวงเมืองแพร่ ซ่ึงทำกำรขัดขวำง
ในเมอื่ มีสถำนกำรณ์เชน่ นี้เกิดข้ึน พระบำทสมเด็จพระจลุ จอมเกลำ้ เจำ้ อยู่หัว จึงโปรดให้ จอมพลมหำ
อำมำตย์เอก เจ้ำพระยำสุรศักดิ์มนตรี ได้แบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน ส่วนหน่ึงอยู่ในกำรบังคับบัญชำ
ของท่ำนเอง ดำเนินกำรปรำบปรำมเง้ียวเมืองแพร่ อีกส่วนหน่ึงอยูใ่ นหน่ึงอยใู่ นกำรบังคับบัญชำของ
พระยำอนชุ ิตชำญไชย ยกไปปรำบกบฏเงย้ี วท่ลี ำปำง หลังจำกปรำบเงีย้ ว ท้ังสองแหง่ แล้วจอมพลมหำ
อำมำตย์เอก เจ้ำพระยำสุรศักดิ์มนตรี ได้เดินทำงไปเยี่ยมนครลำปำง และได้หำรือกับเจ้ำบุญวำทย์
วงศ์วำนิต ดำริที่จะจัดตั้งกองกำลังทหำรขึ้นที่จังหวัดลำปำง เพ่ือป้องกันมิให้มีเหตุร้ำยเกิดข้ึนอีก
นอกจำกน้ันนครลำปำง ยังเป็นเมืองชำยพระรำชอำณำเขต ซ่ึงเป็นศูนย์กลำงติดต่อกับ จังหวัด
เชยี งใหม่, เชียงรำย, แพร่, น่ำน, อุตรดติ ถ์ สมควรมกี องทหำรตั้งข้ึน ซึง่ เจ้ำบุญวำทย์ ฯก็เห็นพ้องด้วย
และ พร้อมท่ีจะให้ควำมสะดวกทุกประกำร ดังน้ันหลังจำกท่ีจอมพลมหำอำมำตย์เอกเจ้ำพระยำสุร
ศักด์ิมนตรยี กกองทัพกลับถงึ กรงุ เทพมหำนครแล้ว ได้เขำ้ เฝำ้ กรำบบังคมทูลเร่ืองนใี้ ห้ พระบำทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยหู่ ัว ได้ทรงทรำบในท่ีสุดได้ทรงมพี ระบรมรำชำนุญำต ให้จดั ต้ังกองทหำรข้ึนท่ี
จังหวัดลำปำงได้กองทหำรที่ตั้งขึ้นคร้ังแรกท่ีจังหวัดลำปำง อยู่ในกำรบังคับบัญชำของ พันตรี
หลวงพิทธยุทธ ยรรยง ตงั้ อยู่ในบรเิ วณ วดั ปำ่ รวกอำเภอเมือง จังหวัดลำปำง ต่อมำ พ.ศ.2448 เจ้ำบุญ
วำทย์ วงศว์ ำนิต เห็นว่ำคำ่ ยทหำรอยู่ในวดั ป่ำรวกไม่เหมำะสม จงึ อุทิศท่ีดินของทำ่ นท่มี อ่ นสนั ติสขุ ริม
ฝ่ังห้วยแม่กระต๊ิบให้เป็นที่ตั้งค่ำยทหำร พร้อมกับปลูกอำคำรไม้ให้อีกหลังหน่ึง เมื่อสำเร็จเรียบร้อย
แ ล้ ว จึ ง เค ลื่ อ น ย้ ำ ย ห น่ ว ย ท ห ำ ร จ ำ ก วั ด ป่ ำ ร ว ก เข้ ำ ม ำ ท่ี ต้ั ง ใ ห ม่ แ ล ะ อ ยู่ ม ำ จ น ก ร ะ ทั่ ง ทุ ก วั น น้ี
ผบู้ ังคับบัญชำหน่วยทหำรคนแรกที่เข้ำมำที่ต้ังใหม่ คอื พันตรีหลวงศลั ยทุ ธวิธิกำร ( เล็ก ปำณิกบุตร )
ตอ่ มำได้เป็น พลโทพระยำกลำโหมรำชเสนำค่ำยทหำรที่จังหวดั ลำปำงแห่งนี้ ไดเ้ จรญิ ข้ึนมำตำมลำดับ
ในที่สุดเม่ือ 8 เมษำยน พ.ศ.2495 ได้พระรำชทำนนำมค่ำยว่ำ" ค่ำยสุรศักดิ์มนตรี " เพ่ือเป็นอนุสรณ์
แก่ จอมพลมหำอำมำตย์เอกเจ้ำพระยำสุรศักด์ิมนตรี (เจิม แสงชูโต) ซึ่งเป็นแม่ทัพสำคัญในสมัย
รัชกำลท่ี 5 ท่ีได้ยกพลไปปรำบกบฏเงี้ยวและได้มำพัก ณ บริเวณค่ำยแห่งนี้ ตลอดระยะเวลำที่รับ

91
รำชกำร ไดป้ กครองและนำนครลำปำงไปสู่ควำมเจรญิ รงุ่ เรอื งทดั เทยี มกับหวั เมอื งต่ำงๆ มำกมำย และ
อยู่ในช่วงระยะเวลำกำรเปลี่ยนแปลงบ้ำนเมืองไปสู่อำรำยธรรมสมัยใหม่ จึงเป็นท่ีช่ืนชมของชำว
ลำปำง และทำใหล้ ำปำงกลำยเป็นเมืองแนวหน้ำของหัวเมืองฝ่ำยเหนือ ท่ำนเองยังได้บริจำคเงิน ทด่ี ิน
รวมทั้งทุ่มเทกำลังกำยกำลังใจให้กับเมืองลำปำง จนตัวท่ำนกลำยมำเป็นสัญลักษณ์ของเมืองลำปำง
ดังท่ีปรำกฏอยใู่ นทุกวันน้ี สถำนท่ตี ่ำงๆ ทไ่ี ดส้ ร้ำงไว้ เช่น ศำลำกลำงจังหวัดลำปำง โรงเรียนบุญวำทย์
วิทยำลยั ปรบั ปรุงเร่ืองสำธำรณูปโภคต่ำงๆ ในลำปำง โดยในสมยั ของทำ่ น รถไฟได้ขึน้ มำถึงลำปำง รถ
ม้ำได้อพยพจำกกรุงเทพมำอยู่ลำปำง สะพำนรัษฎำภิเษก ท่ีเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดลำปำง ก็ได้
สร้ำงเสร็จในสมัยของท่ำนด้วยเช่นกัน พลโทบุญวำทย์ วงศ์มำนิตย์ ได้ทำคุณประโยชน์อย่ำงอเนก
อนันตใ์ หก้ ับเมืองลำปำง จึงได้ตัง้ ช่อื ถนนสำยกลำง ซงึ่ เป็นสำยทีส่ ำคัญท่ีสุดของจังหวัดลำปำง เพรำะ
เป็นถนนย่ำนกำรค้ำ ที่สำคัญและมีควำมเจริญวำ่ ถนนบุญวำทย์ เพื่อเปน็ อนสุ รณแ์ ดท่ ำ่ นตรำบเท่ำทุก
วันน้ี
เจ้าศรนี วล ณ ลาปาง ธิดาเจา้ บุญวาทย์วงศ์มานติ

เจ้ำศรีนวล ณ ลำปำง (ชอื่ เดมิ เจำ้ สะเปำคำ หรือ เจ้ำสำเภำคำ) เปน็ รำช
ธิดำในเจำ้ บุญวำทยว์ งษ์มำนิต เจำ้ ผคู้ รองนครลำปำง องค์ท่ี 13 องค์
สุดท้ำยแหง่ รำชวงศ์ทิพยจ์ กั รำธิวงศ์ กบั แม่เจำ้ เมอื งช่ืน และเปน็ ผ้ทู ่มี ี
บทบำทสำคัญในกำรขนึ้ ร้งั ตำแหน่งเจำ้ ผคู้ รองนครลำปำง ของเจำ้ รำชบุตร
(แกว้ เมืองพรวน ณ ลำปำง)
ผู้เปน็ สวำมี ในปี พ.ศ. 2465
เจ้ำศรีนวล ณ ลำปำง เป็นรำชธิดำในเจำ้ บุญวำทยว์ งศ์มำนิต กับแม่เจ้ำ
เมอื งช่นื
เจำ้ ศรีนวล สมรสกับเจำ้ รำชบุตร (แกว้ เมืองพรวน ณ ลำปำง)
โอรสในเจ้ำรำชบุตร (รวงคำ ณ ลำปำง) มโี อรสธดิ ำ 6 คน คือ
เจ้ำหญิงสร้อยแกว้ ณ ลำปำง
เจำ้ วงเกษม ณ ลำปำง
เจ้ำหญิงฟองสมทุ ณ ลำปำง
เจ้ำมงคล ณ ลำปำง
เจำ้ หญิงบุญศรี ณ ลำปำง (1 มถิ ุนำยน 2458 - 5 เมษำยน 2553)
เจำ้ หญิงศรโี สม ณ ลำปำง

เจ้าศรนี วล ณ ลาปาง ในบทบาทการสนบั สนนุ การแต่งตัง้ เจา้ ผู้ครองนครลาปาง
เมื่อเจ้ำบุญวำทย์วงศ์มำนิต ถึงแก่พิรำลัยในปี พ.ศ. 2465 เจ้ำศรีนวล ได้มีส่วนสำคัญในกำร

สนับสนุนให้เจ้ำรำชบุตร (แก้วเมืองพรวน ณ ลำปำง) ได้รับแต่งตั้งให้รั้งนครลำปำง (หมำยถึงกำร
รกั ษำกำรในตำแหน่งเจ้ำหลวง) เนื่องจำกเจ้ำบุญวำทย์วงศ์มำนิต ไม่มีรำชโอรสกับรำชเทวี มีเพียงโอรส
กับเทวีองค์อน่ื ๆ ซึ่งโดยหลักกำรแลว้ กำรแตง่ ตัง้ เจำ้ ผู้ครองนครสมควรจะแตง่ ตั้งจำกเจำ้ ขันห้ำใบ ทีด่ ำรง
ฐำนันดรชั้นสูงกวำ่ กล่ำวคือ สมควรจะแต่งตั้งเจำ้ รำชวงศ์ (แก้วปรำบเมรุ ณ ลำปำง) แต่ใน

92
ครั้งน้ันเจ้ำศรีนวล ได้มีหนังสือไปยังรำชสำนักกรุงเทพ ควำมตอนหนึ่งว่ำ “ หำกข้ำเจ้ำถือกำเนิดมำ
เปน๋ จำย ศักดแ์ิ ละสทิ ธิท์ กุ อย่ำงจะตกเปน็ ของขำ้ เจำ้ โดยชอบธรรมและข้ำเจ้ำขอใช้สิทธิ์กำรเปน็ บุตรีเพียง
คนเดียวในป้อเจ้ำบุญวำทย์ฯ ห้ือเจ้ำรำชบุตรแก้วเมืองพรวนผู้เป็นสำมี เป็นผู้สืบทอดอำนำจ
จำกป้อเจ้ำแทน เจ้ำศรีนวล ณ ลำปำง “ ส่งผลให้รำชสำนักกรุงเทพ จึงต้องแต่งตั้งให้เจ้ำรำชบุตร
(แก้วเมืองพรวน ณ ลำปำง) รั้งตำแหน่งเจ้ำผู้ครองนครลำปำง สืบแทนเจ้ำบุญวำทย์วงศ์มำนิต แม้ว่ำ
จะมฐี ำนะเปน็ เพียงบุตรเขยก็ตำม

ภำยหลังกำรถึงแก่พิรำลัยของเจ้ำบุญวำทย์วงศ์มำนิต ในปี พ.ศ. 2465 แล้ว เจ้ำศรีนวล กับ
สวำมีในฐำนะเจำ้ ผู้ครองนครลำปำง กห็ ำได้มฐี ำนะอันมั่งค่ังร่ำรวยแตด่ ังก่อน ดงั ปรำกฎในควำมตอน
หนึ่งทพี่ ระศรสุรรำช (เปลอ้ื ง ศำสตระรจุ ิ) กรำบทูลอภิรัฐมนตรี เมือ่ วนั ที่ 30 มกรำคม พ.ศ. 2468 ว่ำ
เจ้ำรำชบุตร ในฐำนผู้จัดกำรมรดกจำนวนประมำณ 11 แสนบำทเศษ ได้ใช้สอยหมดเปลืองไปในทำง
สรุ ุย่ สรุ ำ่ ย คงเหลอื ไมเ่ กินกว่ำรอ้ ยละ 30 และสมเด็จพระเจ้ำบรมวงศเ์ ธอ พระองค์เจำ้ ดิศวรกมุ ำร กรม
พระยำดำรงรำชำนุภำพ ไดม้ ีหนังสอื กรำบทูลสมเด็จพระเจ้ำพีย่ ำเธอ เจำ้ ฟ้ำฯ กรมหลวงลพบุรีรำเมศร์
กลำ่ วถงึ เจ้ำรำชบตุ ร และเจำ้ ศรีนวล วำ่ ถึงกับสนิ้ เน้ือประดำตัว มีแต่หน้ีสินรุงรัง เปน็ อนั ส้ินหวงั ท่ีจะใช้
เงินมรดกปลงศพเจ้ำบญุ วำทย์วงศ์มำนิตได้
ลาดับสาแหรก

อำ้ งอิง วรชำติ มชี บู ท. เจ้ำนำยฝำ่ ยเหนอื และตำนำนรักมะเมียะ. กรุงเทพฯ : สร้ำงสรรคบ์ คุ๊ . 2556. หนำ้ 372
เจา้ ราชบตุ ร (แกว้ เมืองพรวน ณ ลาปาง)
เจ้ำแกว้ เมอื งพรวน (สุริยะ ณ ลำปำง) เป็นโอรสของเจ้ำวงษค์ ำ
ณ ลำปำง ซง่ึ เจ้ำวงษค์ ำ หรือ เจ้ำรำชบุตร (รวงคำ ณ ลำปำง)
เป็นโอรสของเจำ้ หญิงอูบแก้ว และ เจ้ำรำชบุตร (มหำเทพ ณ
ลำปำง) เจำ้ หญิงอบู แกว้ (พระอยั ยิกำของเจำ้ แก้วเมอื งพรวน) เป็น
พระธิดำของเจำ้ ชมภู เจ้ำชมภูเป็นโอรสของเจ้ำพระยำมหำโยธำ
นรำธิบดีศรีพิชยั ณรงค์ (พญำเจง่ ) ต้นสกุล คชเสนี และเจ้ำหญิงสม
นำแห่งเชยี งแสน ซึ่งเจ้ำชมภู(พระปัยกำของเจ้ำแก้วเมืองพรวน) มี
ศกั ด์ิเปน็ เจ้ำลำ้ นนำตำมพระมำรดำ เจ้ำแกว้ เมืองพรวนอภเิ ษกกบั
เจำ้ ศรนี วล ณ ลำปำง รำชธิดำในเจ้ำบญุ วำทย์วงศ์มำนิต

93
พระประวัติ
เจำ้ แก้วเมอื งพรวน (สุริยะ ณ ลำปำง) มโี อรส-ธิดำ จำนวน 6 คน ไดแ้ ก่
1.เจ้ำหญงิ สรอ้ ยแกว้ ณ ลำปำง 2. เจ้ำวงเกษม ณ ลำปำง 3.เจำ้ หญิงฟองสมทุ ณ ลำปำง
4.เจำ้ มงคล ณ ลำปำง 5.เจำ้ หญิงบญุ ศรี ณ ลำปำง (1 มถิ ุนำยน 2458 - 5 เมษำยน 2553)
6.เจำ้ หญิงศรีโสม ณ ลำปำง
การรงั้ นครลาปาง

เจ้ำรำชบุตร (แก้วเมืองพรวน ณ ลำปำง) ได้รับแต่งตั้งให้รั้งนครลำปำง (หมำยถึงกำร
รกั ษำกำรในตำแหน่งเจำ้ หลวง) โดยกำรสนับสนุนของเจ้ำศรีนวล ณ ลำปำง รำชธิดำในเจ้ำบุญวำทย์
วงศม์ ำนติ กับรำชเทวี เน่ืองจำกเจ้ำบุญวำทย์วงศ์มำนิต ไม่มีรำชโอรสกบั รำชเทวี มีเพียงโอรสกับเทวี
องค์อื่นๆ ซึ่งโดยหลักกำรแล้วกำรแต่งต้ังเจ้ำผู้ครองนคร สมควรจะแต่งตั้งจำกเจ้ำขันห้ำใบ ท่ีดำรง
ฐำนนั ดรช้ันสงู กวำ่ กล่ำวคอื สมควรจะแตง่ ตง้ั เจ้ำรำชวงศ์ (แก้วปรำบเมรุ ณ ลำปำง) ซึ่งดำรงฐำนันดร
เป็น "เจำ้ รำชวงศ์" ซึ่งแปลได้ดงั น้"ี หำกข้ำพเจ้ำ(ขำ้ เจำ้ )ถือกำเนิดมำเป็นชำย ศักด์ิและสิทธ์ิทุกอยำ่ งจะ
ตกเป็นของข้ำพเจ้ำโดยชอบธรรมและ ข้ำพเจ้ำขอใช้สิทธ์ิกำรเป็นบุตรี(บุตรีแปลว่ำ เพศหญิง,ลูกเพศ
หญิง)เพียงคนเดียวในพอ่ เจ้ำบุญวำทยฯ์ ให้เจ้ำรำชบตุ รแก้วเมอื งพรวนผู้เปน็ สำมี เป็นผู้สืบทอดอำนำจ
จำกพ่อข้ำพเจ้ำแทน" เจ้ำรำชบุตร (แก้วเมืองพรวน ณ ลำปำง) แม้จะได้รับแต่งต้ังให้รัง้ ตำแหน่งเจ้ำผู้
ครองนครลำปำง แตใ่ นควำมตอนหน่ึงที่พระศรสุรรำช (เปล้ือง ศำสตระรจุ ิ) กรำบทูลอภิรฐั มนตรี เม่ือ
วันที่ 30 มกรำคม พ.ศ. 2468 ว่ำเจ้ำรำชบตุ ร ในฐำนผูจ้ ดั กำรมรดกจำนวนประมำณ 11 แสนบำทเศษ
ได้ใช้สอยหมดเปลืองไปในทำงสุรุ่ยสุร่ำย คงเหลือไม่เกินกว่ำร้อยละ 30 และสมเด็จพระเจ้ำบรมวงศ์
เธอ พระองค์เจ้ำดศิ วรกุมำร กรมพระยำดำรงรำชำนุภำพ ได้มหี นังสือกรำบทูลสมเด็จพระเจ้ำพี่ยำเธอ
เจำ้ ฟ้ำฯ กรมหลวงลพบรุ ีรำเมศร์ กลำ่ วถึงเจ้ำรำชบุตร และเจำ้ ศรนี วล ว่ำถึงกับส้ินเนอ้ื ประดำตัว มแี ต่
หนีส้ ินรุงรงั เปน็ อนั สนิ้ หวงั ท่ีจะใชเ้ งินมรดกปลงศพเจำ้ บุญวำทยว์ งศม์ ำนิตได้
ราชตระกูล

เจา้ บษุ บง ณ ลาปาง
เจ้ำบุษบง ณ ลำปำง (พ.ศ. 2456 - พ.ศ. 2546) รำชธิดำองค์สุดท้ำยในเจ้ำบุญวำทย์วงศ์

มำนิต เจ้ำผู้ครองนครลำปำง องค์ที่ 13 กับหม่อมเล็ก เป็นเจ้ำนำยชั้นรำชธิดำในเจ้ำผู้ครองนครผู้มี
อำยยุ นื นำนทีส่ ดุ และพระบำทสมเดจ็ พระเจ้ำอยหู่ ัวฯ ทรงพระมหำกรุณำธคิ ุณโปรดเกลำ้ ฯ รบั พระศพ
ไว้ในพระบรมรำชำนเุ ครำะห์ พร้อมพระรำชทำนหีบทองรำชนกิ ลู ลำยก้ำนแยง่ ช้นั "หม่อมเจ้ำ"
พระประวตั ิ

เจ้ำบุษบง ประสูติเมื่อวันท่ี 27 พฤษภำคม พ.ศ. 2456 เป็นรำชธิดำของเจ้ำบุญวำทย์วงศ์
มำนิต เจ้ำผู้ครองนครลำปำง องค์ท่ี 13 (องค์สุดท้ำย) กับหม่อมเล็ก ณ ลำปำง จบกำรศึกษำจำก

94
โรงเรียนวัฒนำวิทยำลัย กรุงเทพฯ สมรสกับเจ้ำมงคล ณ ลำปำง มีบุตรธิดำ 9 คน คือ เจ้ำมำลี
จนั ทนำ เจ้ำดวงตำ ณ ลำปำง เจ้ำนคร ณ ลำปำง เจ้ำเดือน ณ ลำปำง เจ้ำนภดล ณ ลำปำง เจ้ำนภำ
ตันตรำนนท์ เจ้ำอำคม ณ ลำปำง เจ้ำประดษิ ฐ์ ณ ลำปำง และเจำ้ นพพร ณ ลำปำง

เจ้ำบุษบง ไดเ้ ข้ำรับรำชกำรเป็นผู้ถวำยงำนในพระรำชชำยำ เจ้ำดำรำรัศมี เจ้ำบุษบง ถึงแก่
อนิจกรรมด้วยโรคชรำ เม่ือวันที่ 14 พฤษภำคม พ.ศ. 2546 และได้รับโปรดเกล้ำฯ พระรำชทำนหีบ
ประกอบเกียรติยศ พวงมำลำจำกพระบรมวงศำนุวงศ์ ผ้ำไตร ดอกไม้จัน และพระรำชทำนเพลิงศพ
เมอ่ื วนั ที่ 25 พฤษภำคม พ.ศ. 2546
ราชตระกลู

พระเพชรคีรี (เจ้าแกว้ เมอื งไท ณ ลาปาง)
พันเอก พระเพชรคีรีศรีรำชสงครำม (เจ้ำแก้วเมืองไท ณ ลำปำง) อดีตเจ้ำเมืองสงขลำ เป็น

รำชบุตรองค์โตของพลตำรวจตรี เจ้ำรำชวงศ์ (แก้วปรำบเมรุ ณ ลำปำง) ท.จ. กับเจ้ำทิพยอด ณ
ลำปำง (ธิดำในเจ้ำหลวงพรหมำภิพงษธ์ ำดำ เจ้ำผู้ครองนครลำปำง องค์ที่ 11)

เจ้ำแก้วเมืองไท ณ ลำปำง สูติเมื่อ พ.ศ. 2434 เป็นรำชบุตรองค์โตของพลตำรวจตรี เจ้ำ
รำชวงศ์ (แก้วปรำบเมรุ ณ ลำปำง) (เป็นรำชบุตรในเจ้ำบุรีรัตน์ (บุญเลิศ ณ ลำปำง) และเป็นรำช
นัดดำในเจ้ำอุปรำชหมูหล้ำ)กับเจ้ำทิพยอด พระธิดำในพระเจ้ำพรหมำภิพงษ์ธำดำ เจ้ำผู้ครองนคร
ลำปำง องค์ท่ี 10 [1] [2] ได้รับกำรศึกษำที่คุ้มของเจ้ำรำชวงศ์แก้วปรำบเมรุ จนอำยุได้ 13 ปี ได้เข้ำ
ศกึ ษำต่อทีโ่ รงเรียนกรงุ เทพครสิ เตียนวิทยำลัย และเขำ้ ศึกษำต่อทโี่ รงเรียนรำชวิทยำลยั
โอรส-ธดิ า

สมรสกบั เจ้ำวรรณรำ ณ ลำปำง (สกุลเดมิ ณ ลำพูน) ธิดำในเจ้ำจักรคำขจรศักดิ์ เจำ้ ผู้ครอง
นครลำพนู องคท์ ี่ 10

สมรสกับนำงแชม่ ธดิ ำของพระยำวิเชยี รครี ี (ชม) มีบุตร 2 คน คอื เจ้ำเชิดกำวลิ ะ ณ ลำปำง
สมรสกับเจ้ำอำบคำ ณ ลำปำง เจำ้ เดชำ ณ ลำปำง (พ.ศ. 2471 - 2558)

สมรสกบั นำงจนั ทรค์ ำ (พรหมวงศ)์ ผ้สู ืบตระกลู เครื่องรำชอสิ ริยำภรณจ์ ุลจอมเกล้ำ จำกเจำ้
บดิ ำน้อม ณ สงขลำ

เจา้ แก้วเมืองไท มธี ิดำกับนำงน้อม ณ สงขลำ ธิดำหลวงอดุ มภกั ดี (ทบั ) อกี 1 คน คอื เจำ้
จนั ทร ณ ลำปำง

95
สมรสอกี คร้ังกบั เจ้ำจำรัสศรี ณ ลำปำง หลำนสำวของเจ้ำพระยำวิเชียรคีรี (เม่น ณ สงขลำ)
และมีบุตร 3 คน ได้แก่ เจ้ำไชยแก้ว ณ ลำปำง สมรสกับนำงสนุ นั ทำ เจ้ำศรีรัตน์ ณ ลำปำง (? -
ปัจจุบนั ) เจำ้ ญำณรังสี ณ ลำปำง (? - พ.ศ. 2554) สมรสกับนำงอำรี มณีพงษ์
การทางาน
หลังสำเรจ็ กำรศึกษำ เจำ้ แก้วเมอื งไท ไดเ้ ขำ้ รับรำชกำรในสำนักรำชเลขำธิกำร ในรัชสมัยของ
พระบำทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลท่ี 6 โดยได้รบั พระรำชทำนบรรดำศกั ดเ์ิ ปน็ “นำย
วรกำรบัญชำ” ตอ่ มำได้ตำมเสดจ็ ไปถวำยงำน สมเด็จพระเจำ้ บรมวงศ์เธอ เจ้ำฟำ้ ยคุ ลฑิฆมั พร กรม
หลวงลพบรุ รี ำเมศร์ ที่จงั หวัดสงขลำ ในตำแหน่งนำยอำเภอสะเดำ และปฏิบตั หิ น้ำทีร่ ำชกำรในพน้ื ที่
จังหวดั สงขลำจนกระทงั่ ไดร้ บั แต่งตั้งเปน็ ผู้วำ่ รำชกำรจังหวัดสงขลำ คนท่ี 14 รวมระยะเวลำที่รับ
รำชกำรในจงั หวดั สงขลำกวำ่ 18 ปี
ในปี พ.ศ. 2475 เมอื่ ครั้งพระบำทสมเด็จพระปกเกลำ้ เจ้ำอยหู่ ัว และสมเดจ็ พระนำงเจ้ำรำไพ
พรรณี พระบรมรำชนิ ี พร้อมด้วยพระบรมวงศำนวุ งศ์ ไดเ้ สดจ็ แปรพระรำชฐำนโดยทำงเรือไปประทับ
ที่พระตำหนกั เขำน้อย จังหวัดสงขลำ รัฐบำลในขณะนั้น ไดส้ ั่งกำรให้ผู้ว่ำรำชกำรจังหวัดระเบดิ ทำลำย
ทำงรถไฟ แตพ่ ระเพชรครี ฯี กม็ ิไดป้ ฏิบตั ติ ำมคำสั่ง จงึ ถูกปลดออกจำกตำแหนง่
พระเพชรคีรีฯ ยังพักอำศัยอย่ใู นในจงั หวัดสงขลำ จนถึงปี พ.ศ. 2485 เม่ือเกดิ สงครำมโลก
คร้งั ท่ี 2 กองทัพญ่ปี ุน่ ได้เข้ำยดึ ครองบ้ำนของท่ำน และต่อมำมีถนนตดั ผ่ำนหน้ำบำ้ นเดมิ ไปทะลุออก
ถนนนำงงำม จงึ มกี ำรตง้ั ชือ่ ว่ำ “ถนนเพชรคีรี” เพอ่ื เป็นอนสุ รณ์ ภำยหลังถูกยึดครองบำ้ นพกั จึงย้ำย
ครอบครวั ไปอำศัยที่จงั หวัดลำปำง ตอ่ มำไดร้ ับแต่งต้ังเปน็ สมำชกิ วุฒิสภำไดร้ บั พระรำชทำนตรำทตุ ิย
จลุ จอมเกลำ้ และไดร้ บั พระรำชทำนยศนำยทหำรพเิ ศษเปน็ นำยพนั เอก สืบรำชสกลุ เจ้ำผูค้ รองนคร
ลำปำง
เจ้ำแกว้ เมอื งไท ณ ลำปำง ไดร้ บั พระรำชทำนพระรำชวโรกำสให้เขำ้ รว่ มในพระรำชพิธบี รม
รำชำภเิ ษกในพระบำทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหำภมู ิพลอดุลยเดช เมอื่ วนั ที่ 4 พฤษภำคม พ.ศ. 2493
ในฐำนะผู้สบื รำชสกุลเจ้ำผคู้ รองนครลำปำง (เจ้ำเมืองประเทศรำช)
ในปี พ.ศ. 2496 เจำ้ แก้วเมืองไท และนำยวเิ ชียร ณ ลำปำง ได้รว่ มกันบรจิ ำคที่ดินสร้ำง
โรงเรยี นอนบุ ำลลำปำง เพอ่ื อทุ ศิ ให้เจ้ำผู้ครองนครลำปำง และขออนุญำตให้ใช้นำมวำ่ "เขลำงคร์ ตั น์
อนุสรณ"์ เป็นช่ือโรงเรยี นอีกชื่อหน่ึงด้วย
พริ าลยั
พระเพชรคีรีศรีรำชสงครำม (เจ้ำแก้วเมอื งไท ณ ลำปำง) ถึงพริ ำลยั ด้วยโรคชรำท่ีกรุงเทพฯ
สิรอิ ำยไุ ด้ 80 ปี และได้รับพระมหำกรณุ ำธิคุณจำกสมเด็จพระนำงเจ้ำรำไพพรรณี พระบรมรำชินี ใน
รัชกำลท่ี 7 เสดจ็ พระรำชดำเนินในกำรพระรำชทำนเพลิงศพทีว่ ัดเทพศิรินทรำวำส เม่อื วันท่ี 1
มีนำคม พ.ศ. 2513

96

ลาดับสาแหรก

เจา้ ศรรี ตั น์ ณ ลาปาง
เจำ้ ศรีรัตน์ ณ ลำปำง เป็นเจ้ำนำยฝำ่ ยเหนอื สำยสกุล ณ ลำปำง เปน็ เจำ้ นำยฝ่ำยเหนือที่มี

บทบำทในสังคม เป็นผนู้ ำของกลุม่ เจ้ำนำยสำยสกุล ณ ลำปำง และเปน็ ประธำนกรรมกำรมูลนธิ ิเจำ้
พระญำสุลวะลือไชยสงครำม (พอ่ เจำ้ ทิพยช์ ้ำง)
ประวตั ิ

เจำ้ ศรรี ัตน์ ณ ลำปำง เปน็ บตุ รของพระเพชรครี ศี รีสงครำม (เจ้ำแก้วเมอื งไท ณ ลำปำง) เจำ้
เมืองสงขลำ กบั เจ้ำจำรัสศรี ณ ลำปำง หลำนของเจำ้ พระยำวเิ ชียรครี ี (เมน่ ณ สงขลำ) มีพีน่ ้องรว่ ม
บดิ ำมำรดำ 3 คน คอื

เจำ้ ไชยแก้ว ณ ลำปำง
เจำ้ ศรีรตั น์ ณ ลำปำง
เจ้ำญำณรังสี ณ ลำปำง
เจ้ำศรีรัตน์ เป็นมพี ่นี อ้ งร่วมบิดำเดยี วกนั อีก 3 คน คอื เจำ้ เดชำ ณ ลำปำง เจ้ำเชิดกำวลิ ะ ณ
ลำปำง และเจ้ำจันทร ณ ลำปำง
การทางาน
เจ้ำศรีรัตน์ ณ ลำปำง เปน็ เจ้ำนำยฝำ่ ยเหนือสำยสกลุ ณ ลำปำง มีบทบำทในฐำนะตวั แทน
เจ้ำนำยฝ่ำยเหนือ เข้ำร่วมกิจกรรมและเป็นประธำนในงำนพธิ ีต่ำงๆ[2][3] และเป็นคณะกรรมกำร
โครงกำรพระเมตตำสมเด็จย่ำ[4]
เจำ้ ศรรี ตั น์ ณ ลำปำง ยงั เปน็ หน่งึ ในกรรมกำรมูลนธิ นิ วรำชดำรอิ นรุ ักษฝ์ ่ำยเหนอื ซ่งึ เป็น
มูลนธิ ิท่ีมีบทบำทเกย่ี วกบั กำรอนรุ ักษป์ ระเพณี วัฒนธรรมของฝำ่ ยเหนือ[5] และเปน็ กรรมกำรมลู นธิ ิ
เจำ้ พระญำสลุ วะลอื ไชยสงครำม (พ่อเจำ้ ทิพย์ชำ้ ง) ซ่ึงเป็นองค์กรท่ีจดั ตงั้ ขึน้ เพ่ือรำลึกถึงเกียรตคิ ณุ ของ
พระยำสลุ วลอื ไชยสงครำม ต้นสกลุ รำชวงศ์ทิพย์จักรำธวิ งศ์

97

ราชตระกลู

เจ้าเดชา ณ ลาปาง ผสู้ บื ตระกูลเจา้ ผคู้ รองนครลาปาง
เจำ้ เดชำ ณ ลำปำง (พ.ศ. 2471 - 30 มิถุนำยน พ.ศ. 2558) เป็นรำชบุตรในพระเพชรคีรศี รี

สงครำม (เจ้ำแก้วเมืองไท ณ ลำปำง) และเป็นผู้สืบเคร่อื งรำชอสิ ริยำภรณ์จลุ จอมเกล้ำของเจำ้ ผู้ครอง
นครลำปำง และหำกสยำมไม่มีกำรยกเลิกประเพณกี ำรแต่งต้งั เจ้ำผู้ครองนครประเทศรำช เจ้ำเดชำจะ
มีสถำนะขึ้นเป็นเจำ้ ผู้ครองนครลำปำง องค์ท่ี 16 แห่งทพิ จักรำธิวงศ์
ประวตั ิ

เดชำ ณ ลำปำง สตู ใิ นปี พ.ศ. 2471 เป็นรำชบตุ รของเจำ้ แกว้ เมอื งไท ณ ลำปำง กับนำงแช่ม
ณ ลำปำง (สกุลเดิม ณ สงขลำ) ธดิ ำพระยำวิเชยี รครี [ี 1] สำเร็จกำรศึกษำจำกโรงเรยี นกรุงเทพครสิ
เตยี นวิทยำลัย และปรญิ ญำตรีสำขำอำรกั ขำพชื จำกมหำวทิ ยำลยั แม่โจ้ สมรสกบั นำงจนั ทรค์ ำ (พรหม
วงศ์) มีธดิ ำ 2 คน[2]

นำงผำนติ เจตน์จริ ำวัฒน์ - สมรสกับนำยสมนึก เจตน์จริ ำวัฒน์ มีบุตร 1 คน
นำยกรนนั ท์ เจตน์จริ ำวฒั น์ (ช่ือเดิม พฤทธ)์
นำงเพลินพิศ สุวรรณภำณุ - สมรสกับนำยชัชวำล สวุ รรณภำณุ มีธดิ ำ 2 คน
นำงสำวชมเพลนิ สวุ รรณภำณุ
นำงสำวชวนพิศ สุวรรณภำณุ
เจ้ำเดชำ ณ ลำปำง มบี ทบำททงั้ ในสำยสกุล ณ ลำปำง และสำยสกลุ ณ สงขลำ[3] แตร่ ะยะ
หลงั เจำ้ เดชำ มอี ำยมุ ำกแลว้ ประกอบกับสุขภำพไม่ค่อยแข็งแรง จึงไม่ค่อยออกงำนสังคม จนถงึ
พิรำลยั เม่อื วันที่ 30 มถิ ุนำยน พ.ศ. 2558 และมีพิธพี ระรำชทำนเพลงิ ศพ ในวันที่ 4 กรกฎำคมของปี
เดยี วกนั


Click to View FlipBook Version