The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นจังหวัดลำปาง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chaiwut, 2022-02-27 22:16:44

กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นจังหวัดลำปาง

กรอบหลักสูตรระดับท้องถิ่นจังหวัดลำปาง

148
ชาวเวียงละกอน และความหมายที่มีนัยแสดงถึงคติความเช่ือเกี่ยวกับการบูชาไฟ บูชาแม่คงคา ตลอดจน
การอุทิศส่วนกุศลเป็นทานแก่สรรพชีวิตท้ังหลายของชาวเหนือ จึงเป็นแรงดลใจให้มีการคิดค้นออกแบบ
การแสดงที่เกยี่ วเน่ืองกบั งานประเพณีล่องสะเปาชาวเวียงละกอนออกมาเป็นการแสดงอยู่หลายชุดด้วยกัน
ซ่ึงสามารถประมวลไดด้ ังนี้คือ ฟ้อนไฟล่องสะเปา ฟอ้ นสะเปา ฟ้อนผางประทปี

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายชุด เช่น การแสดงชุดฟ้อนไม้กระทู้รั้ว การแสดงชุดฟ้อนระบา
ตานานปั่นฝ้าย การแสดงชุดฟ้อนวี การแสดงชุดฟ้อนสไบ การแสดงชุดฟ้อนเมี่ยง การแสดงชุดรา
พุทธคณุ การแสดงชดุ รา่ เปงิ -ลาปาง การแสดงชุดอาลัมพางคนารี เป็นต้น

การแสดงชุดร่าเปงิ -ลาปาง
ฟ้อนเล็บ
ฟอ้ นเล็บ แต่เดิมเรียก "ฟอ้ นเลบ็ " ด้วยเหน็ ว่าเปน็ การฟ้อนที่เป็นเอกลกั ษณ์ของ "คนเมอื ง" ซึ่ง
หมายถึงคนในถ่ินลา้ นนาที่มีเชื้อสายไทยวน และเนื่องจากการเป็นการแสดงท่ีมักปรากฏในขบวนแห่
ครวั ทานของวัดจึงมชี ่ือเรียกอีกช่อื หน่ึงว่า "ฟอ้ นแห่ครวั ทาน" ต่อมามีการสวมเล็บที่ทาด้วยทองเหลือง
ทั้ง 8 น้วิ (ยกเว้นนิ้วหัวแมม่ ือ) จงึ ไดช้ ่ือวา่ "ฟอ้ นเลบ็ "
ฟ้อนเมอื งเผยี ไหมปน่ั ดา้ ย
ฟ้อนเมืองเผียไหมป่ันด้าย นายสักเสริญ(ศักด์ิ) รัตนชัย เป็นผู้คิดประดิษฐ์ท่าราเพื่อใช้ใน
การสอน จากภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปแต้มวดั นาแส่ง อาเภอเกาะคา จังหวัดลาปาง เป็นภาพการ
รา่ ยราซึ่งวาดโดย สล่าน้อยซาว ในสมัยรัชกาลท่ี 5 เป็นท่าราก๋งยิง 1 และก๋งยิง 2 และประยุกต์
กับภาพจิตรกรรมฝาผนัง รูปแต้ม วัดเวียงต้าอาเภอลอง สมัยขึ้นกับนครลาปาง เป็นท่าก๋งยิง 3
เวียงต้า และภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารวัดพระธาตุลาปางหลวง เป็นท่ายอพนมต้ังเกล้า นามา
ประดิษฐเ์ รียบเรยี งให้เป็นทา่ รา ฟอ้ นเผียไหมลาปาง 58 ทา่ รา ประกอบดนตรเี พลงเผยี ไหมลาปาง
เผยแพร่ในจงั หวัดลาปางและมีการทา่ ยถอดสบื ตอ่ กันเปน็ รุน่ ๆ

149

ฟอ้ นเม่ยี ง
เมี่ยง คอื ใบชาชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในรูปของอาหารที่ผลติ โดยวิธกี ารหมัก ชาวเหนือใช้เป็นของ
รบั ประทาน หรืออมหลังอาหาร หรือเป็นของวา่ ง การอมเมี่ยงจึงเปน็ กรรมวิธีอย่างหน่ึงของการลิ้ม
รสใบชา โดยไม่ต้องใช้น้ารอ้ นชงอยา่ งทพี่ บกันทว่ั ไป
ลาปางมีหมู่บ้านประกอบอาชีพทาสวนเหมี้ยง คือ บ้านป่าเหมี้ยง อาเภอเมืองปาน การ
แสดงชดุ ฟอ้ นเหม้ยี ง นอกจากเปน็ การสาธิตถงึ ข้นั ตอนตา่ งๆ ในการแปรรปู ใบชา ให้เปน็ ผลติ ภณั ฑ์ที่
เรียกว่า เม่ียง ในรูปแบบของการร่ายราแล้ว ผู้ชมท่ีโชคดีอาจได้แจกเม่ียงเป็นของที่ระลึกจาก
นักแสดงในตอนจบอีกด้วย
ประดิษฐ์ท่าราโดยนางกนกรัชต์ เก่าศิริ ภาควิชานาฏศิลป์ บรรจุเพลงประกอบการแสดง
โดยนายศรชัย เต็งรตั นล์ ้อม ภาควชิ าดนตรี จากมหาวทิ ยาลัยราชภัฎลาปาง

ฟอ้ นไทลอื้
การสืบสาน วัฒนธรรมการฟ้อนไทลื้อของจังหวัดลาปางท่ีสืบสานมาจากชนเผ่าไทล้ือ ซ่ึง
ไดร้ บั การถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษสาหรับชนเผ่าไทลอื้ ใน ตาบลกล้วยแพะ ซึ่งเป็นตาบลที่เปน็ ชุมชน
ของไทยลือ้ ในจังหวัดลาปาง โดยมกี ารฟอ้ นไทลื้อท่สี ืบสานกันมา ดงั น้ี
1. ฟอ้ นก๋ายลาย
ฟ้อนก๋ายลาย หรือท่ีเรียกกันมาในหมู่ชนไทลื้อว่า “ฟ้อนเมืองก๋ายลาย” หรือฟ้อนเมือง
กลายลาย ช่ือของการฟอ้ นแบบนี้ หมายถึงฟ้อนพ้ืนบ้านทีม่ ีการปรับปรุงเปลี่ยนทา่ ฟ้อนโดยนาลีลาท่า
ฟ้อนเชิง (ลาย) เข้าไปผสมผสานกับท่าฟ้อนรา ทั้งน้ีเพราะ ฟ้อนเมือง หมายถึง การฟ้อนพ้ืนเมือง
ลา้ นนากลายหมายถึงการเปลี่ยนแปลง (ลีลาท่าฟ้อน) และ ลาย มีความหมายเช่นเดียวกับคาว่า เชิง
ในทีน่ หี้ มายถงึ ลีลาการรา่ ยรา ซึง่ เป็นส่วนประกอบหนง่ึ ในศลิ ปะการตอ่ สู้ปอ้ งกันตัวของชาวลา้ นนา
2. ฟอ้ นวงุ ดอกไม้ไทล้ือ
ชาวไทลื้อ นับถือพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท โดยมีการสร้างวัดเพื่อประกอบศาสนกิจประจา
อยู่ทุกหมู่บ้าน พระวิหารวัดไทล้ือเป็นสถาปัตยกรรมไทลื้อซ่ึงมีลักษณะใหญ่โตกว้างขวางและสง่า
งาม มีระเบียงรอบด้าน มีมุกหรือประตูด้านข้างสองด้านหลังคามุงแปน้ เกลด็ ทรงป้นั หยาลดหล่นั 2-3
ช้ัน บนสันลักษณะของวิหารเป็นรูปทรงแบบล้านนาโดยทั่วไป มีหลังคาซ้อนกัน 3 ชั้น ประดับ
หลังคาหรือจ๋อง และมุมชายคาประดับด้วยไม้แกะสลักรูปสัตว์ป่าหิมพานต์ ภายในวิหาร นอกจาก
พระประธานท่ีประดิษฐานเป็นสง่าแล้ว สองข้างพระประธานประดับด้วยเคร่ืองสักการะเครื่องสูง
และมตี งุ และมีดอกไมท้ ส่ี วยงามนาไปถวายพระประธานและสิ่งศกั ดสิ์ ิทธทิ์ อี่ ยู่ในวดั จึงมกี ารคิดค้นทา่ รา
โดยการนาเอาดอกไม้มาทาเปน็ วงและนามาร่ายราเรยี กว่า “ฟอ้ นวุงดอกไม้ไทลอ้ื
3. ฟอ้ นหางนกยงู
ฟ้อนหางนกยูง เป็นการฟ้อนท่ีใช้หางนกยูงเป็นอุปกรณ์ประกอบ เป็นการฟ้อนเพ่ือแสดง
เอกลักษณ์ของชาวไทลื้อซึ่งนับถอื นกยูงเป็นสัตว์ชัน้ สูงของชาวไทลื้อ เป็นการเลียนแบบลีลาของนกยูง
มหี างนกยูงเป็นอุปกรณป์ ระกอบการแสดง
4. ฟ้อนโฮมลายไทล้ือ
ฟ้อนโฮมลายไทลื้อเป็นการฟ้อนของชาวไทลื้อจังหวัดลาปางได้นาเอาลีลาการฟ้อนเล็บฟ้อน
เชงิ และฟอ้ นหางนกยงู มารวมกนั คาวา่ “รวม” ภาษาไทลื้อออกเสียงเปน็ “โฮม”จงึ เกิดเป็นฟ้อน โฮม
ลายไทลอ้ื

150

แหล่งทีม่ าของข้อมลู
http://www.culture.go.th/research/musical/html/musical_north.php?musical=

klong_ sabadchai
http://www.lannacorner.net/lanna2008/article/article.php?type=A&ID=99
http://www.lks.ac.th/thaidance/rumpeang3.htm
http://province.m-culture.go.th/ province/lampang/content.html

กรมส่งเสริมวฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม. ทาเนยี บการแสดงพ้นื บา้ น.กรงุ เทพ:องค์การ
สงเคราะหท์ หารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ .2559

“สานกั งานวัฒนธรรมจังหวัดลาปาง อ.เมือง จ.ลาปาง
เกรยี งศกั ดิ์ เกิดศิริ และชาญคณติ อาวรณ์. ผ่อลา้ นนา มองวถิ วี ฒั นธรรมล้านนาโดยสงั เขป.

กรุงเทพฯ:อุษาอาคเนย์ 2554

สาระที่ 8
เรื่อง นทิ าน เร่อื งเล่า ตานาน และวรรณกรรมพ้ืนบ้าน

นิทานหรือเรือ่ งเลา่ พ้ืนบ้าน
นทิ าน หมายถึง เร่ืองท่ีเลา่ กนั มา สว่ นใหญ่เปน็ เร่อื งเลา่ ท่ีมนษุ ย์ผกู เร่อื งขึน้ ด้วยภูมิปัญญา
และถา่ ยทอดด้วยวิธีมุขปาฐะ เน้ือเรือ่ งมีหลากหลายและใชเ้ ลา่ เพ่ือจดุ ประสงคต์ า่ ง ๆ กนั ตามโอกาส
และสภาพแวดลอ้ มของแตล่ ะทอ้ งถนิ่ นิทานพนื้ บ้านของชาวล้านนา ได้แกน่ ิทานเรื่อง เหล้า ควาย
สามเขา ไอ่หานหมี เสยี่ วผีเสย่ี วคน 2 คนสองสหาย 2 สหาย แมงส่หี ูห้าตา ช้างกบั เสอื นางกิ
มกอ๋ ง กะตา๊ ป๋าค่า๊ ตุ๊ อะลองมดสม้ ตาบอดสองสหาย ไอ่ยกี่ นั่ พรา้ ไอ่เปลี่ยกับไอ่ตา ต๋องตยุ๋ ตอ๋ ง
มอง เสอื คน งู ลงิ ลกู ฆ่าแม่ นางแมว วอกไคหิน จิกจอก นางไข่ฟา้ นางปลามงุ นางงูอม ผี
ม้าบอ้ ง หมาฮยุ หรอื หมาขนค๊า คงั คากเอ่ียงกา๊ ลงั เสอื นางอูเปียมกับสามลอ เชียงเหมย้ี งค่๊าพระญา
ชาตาบ่ากอกแหง้ และม้อยเกา้ กอง/หัวลา้ นเบ่ือเห็ด เปน็ ตน้ (ขอ้ มลู จาก www.lannaworld.com)
ตวั อย่างนทิ านพ้นื บา้ น
หมาฮยุ หรอื หมาขนฅา
นทิ านเร่อื งน้ี มีการด๊าเนินเร่ืองบางตอนท่ลี ะมา้ ยกบั เรอ่ื งในคร่าวซอเรื่อง สุวณั ณเมฆะหมา
ขนฅา๊ อยู่ด้วย แต่ก็ไม่ใชเ่ รอื่ งเดยี วกัน
เร่ืองนม้ี ีว่ามชี ายสูงอายคุ นหน่งึ เม่ือเมียเสียชีวติ ไปแลว้ กร็ ู้สกึ วา้ เหว่ จงึ ไปเอาหญงิ คนหน่ึง
ช่อื กาไวมาเป็นเมยี นางเมยี กาไวคนนี้เกลยี ดชังเจ้าบญุ ปันซึง่ เป็นลูกเมียกอ่ น จึงหาทางใส่ความใหส้ ามี
แก่เอาลูกของตนไปท้งิ เสยี ในปา่ ฝ่ายพ่อก็ตามใจเมียใหม่ จึงหลอกเจา้ บญุ ปนั ไปป่าด้วย พ่อจึงพาลกู
เดนิ ทางเข้าป่าลกึ ไปเหน็ หลมุ มนั เก่าท่ีเขาขุดกนิ หวั แลว้ กเ็ อาลูกโยนท้งิ ลงในหลมุ นัน้ แล้วพ่อก็กลบั
บา้ น บญุ ปนั มหี มาแสนร้อู ยตู่ วั หนงึ่ ชื่อหมาฮุย ซงึ่ เมือ่ หมาฮุยไม่เห็นเจา้ ของของตนกลบั มากบั พ่อก็
สงสัยจงึ ตามกลนิ่ จากบา้ นไปจนถึงหลมุ มันทเ่ี จา้ บุญปนั ตกอยู่ แลว้ กไ็ ปกัดเอาเครือเชือกหยอ่ นไปให้
เจ้าบญุ ปนั ให้ใช้ โหนข้ึนมาไดแ้ ลว้ ก็พากันกลับบ้านอย่างเดิม แมก่ บ็ ่นให้พ่ออีก เอาลกู ไปปลอ่ ยทา๊ ไมจงึ
กลบั มา แกพดู วา่ อีกคร้งั เราจะชวนไป ตกวันต่อมา ฝ่ายแม่ก็ลอ่ ลวงลูกวา่ เราจะไปป่าเพ่อื หาหมากส้ม
ลกู หวาน แลว้ กช็ วนเจา้ บุญปนั เข้าปา่ ในทนี ี้เจ้าบุญปันร้วู า่ แม่เลี้ยงเกลียดชงั ตนอยแู่ ลว้ กช็ วนเอาหมา
ไปดว้ ยและไมย่ อมกลับบ้าน คงเดนิ ไปในปา่ ตามยถากรรม บงั เอิญมียักษส์ องผัวเมยี พบเขา้ ก็เลยเกบ็
เอาไปเปน็ ลกู เลย้ี งท้งั หมาท้ังคน พอ่ ยักษ์กส็ อน วชิ าการและคาถาอาคมให้จนหมดภมู ขิ องตน ตอ่ มา
วันหนึง่ มพี ญาเจ้าเมืองคนหนง่ึ ไลก่ วางไปแลว้ หลงเข้าไปเมอื งยกั ษ์ ยักษก์ ็จับเอาไวไ้ ด้วา่ จะ กนิ แต่
พญาบอกวา่ ถ้ากินตนก็จะได้กนิ เพียงคนเดียว ถา้ ใหป้ ลอ่ ยตนไปก็จะยอมส่งลกู ใหก้ ิน ๗ วันต่อคนหนึง่
แลว้ ยกั ษ์กป็ ล่อยพญาไป พอไปถึงบ้านเมืองกจ็ ัดการทา๊ ปราสาทไวน้ อกเมือง แลว้ เตรยี มเอาลกู สาว
สง่ ไป ใหย้ ักษ์กินตามสญั ญา ส่วนเจ้าบุญปนั อยู่กับยักษ์พอ่ แมบ่ ญุ ธรรมนานแลว้ กอ็ ยากจะไปเท่ยี ว
ตา่ งเมือง ซง่ึ พ่อและแม่บญุ ธรรม กไ็ มข่ ดั ขวาง แล้วกย็ กเครื่องอาวุธ เช่น ดาบสรีกญั ชัย เปน็ ตน้ ใหล้ ูก
แลว้ พ่อยกั ษก์ แ็ นะนา๊ ให้ไปหาบา้ นลงุ ของยักษ์ ซง่ึ พอ่ ลงุ เมอ่ื รูว้ า่ เป็นหลานบุญธรรมกช็ ว่ ยส่งไปเมือง
คนโดยเอาเจ้าใส่อุง้ มอื ข้ามแมน่ า๊้ ใหถ้ งึ บา้ น แม่ย่าจ่าสวนช่อื ว่าปิ่นค๊า เจ้าอาศัยอย่กู บั แมย่ า่ จ่าสวนอยู่

152
ถอื ว่าเปน็ แม่ของตน พอรุ่งเชา้ เจ้าบุญปันก็เห็นพญาเจ้าเมืองแห่ลกู สาวมาเพือ่ จะเอาไปให้ยกั ษก์ ิน
ผ่านกระท่อมน้อยของ แม่ป่ินคา๊ ส่วนเจ้าบุญปนั เหน็ ลกู สาวพญากร็ ู้สึกพอใจ พอถงึ หัวค๊า่ แลว้ เจา้ ก็
แตง่ ตวั ถือดาบสรกี ัญชัย พรอ้ ม เคร่ืองดนตรคี ือ ซออู้ ไปแอว่ หานางทีป่ ราสาทแลว้ นางลกู สาวพญาได้
ยินกบ็ อกวา่ เจา้ อยา่ ได้มาที่น่ี เดี๋ยว ยักษ์จะมากิน เพราะถึงก๊าหนดทพี่ อ่ เอานางมาใหย้ กั ษ์กนิ ซ่ึงยกั ษ์
กินไปแลว้ 6 คน ยังคา้ งแต่ตนผูเ้ ดียว ทั้งสองคยุ กันไดไ้ มน่ านนัก กม็ ียักษม์ ามากมายเหาะมาเพอ่ื จะ
กนิ นาง ส่วนเจา้ บญุ ปันเห็นเชน่ นัน้ จึง เข้าตอ่ สู้และฆา่ ยักษต์ ายไปเปน็ อนั มาก แล้วเจ้าบญุ ปนั ก็ขอ
อ๊าลานางเพื่อกลับบา้ นแมป่ นิ่ คา๊ ก่อนท่ีจะไปนั้น นางก็เอามดี ตัดชายผ้าสไบใหเ้ อาไปเพอื่ เป็นของตอบ
บุญคุณทฆ่ี ่ายักษ์ ครัน้ รุง่ เช้าพวกชาวบ้านชาวเมอื งไปทีป่ ราสาท กไ็ ปเห็นยักษต์ ายอยมู่ ากมายเชน่ น้ัน
ก็รีบไปแจง้ ตอ่ พญาเจ้าเมอื ง สว่ นพญาเจ้าเมืองก็ดีกไ็ ปแหเ่ อานางกับมาสู่บ้านสเู่ มืองตามเดมิ แล้วไต่
ถามขา่ ววา่ ใคร คอื ผทู้ ่มี าช่วยฆา่ พวกยกั ษ์ ซึง่ นางกบ็ อกวา่ จ๊าไม่ได้ เพียงแต่ตนไดม้ อบชายผ้าสไบใหไ้ ป
เท่าน้ัน ฝ่ายพญาเจ้าเมอื งกป็ ระกาศเกณฑ์ให้ชายทุกคนเอาชายสะไบมาชุมนมุ กนั จนชายคนสุดทา้ ย
ทต่ี ้องไป แสดงตัวคอื เจา้ บญุ ปนั ซ่งึ เมอ่ื น๊าชายผ้าของนางมาต่อกบั ของเจ้าบญุ ปนั ก็พอดีกัน พญาก็
อุสสาภเิ ษกใหเ้ ขา สองคนเปน็ ผัวเมียกนั ตามประเพณี แล้วมอบบ้านเวนเมืองใหเ้ ปน็ เจา้ เมอื งแทน
เมอื่ เจ้าบญุ ปันได้อยู่เป็นสขุ แล้วก็ท๊าบุญ ให้สรา้ งศาลาหลงั หนึง่ แล้วให้ทานข้าวของเงนิ ทองเปน็ อัน
มาก และให้เขียนรูปประวตั ขิ องตนและแมเ่ ลี้ยงพรอ้ มดว้ ยหมาฮยุ ไว้ด้วย สว่ นพ่อและแม่สบื ได้รขู้ า่ วว่า
มีคน ท๊าบุญให้ทานมากก็อยากได้ จึงไปท่ศี าลานั้น
ส่วนแมเ่ ล้ยี งเมอื่ เห็นรปู ตา่ ง ๆ นานา อันเขยี นติดฝาศาลา กน็ ึกร้ไู ดว้ ่าเปน็ เรอ่ื งของลกู ตดิ ผัวตัวก็ อาย
และกลวั ตายจึงหลบหนีออกจากเมืองไป แต่ไปไดไ้ ม่ไกล แผน่ ดินแยกสูบเอาแมเ่ ลย้ี งไปถงึ อเวจนี รก
สว่ นเจ้าก็เอาพ่อของตนพรอ้ มทง้ั แมจ่ า่ สวนอยู่กบั ด้วยตนอยา่ งแสนสา๊ ราญ เจ้าบุญปันก็คดิ ถึงยกั ษ์ท่ี
เป็นพ่อแมบ่ ุญธรรมกบั หมาฮุย ก็เลยไปเย่ยี มพอ่ พญายกั ษ์ แลว้ ก็ขอเอาหมาฮยุ คชู่ ีวติ ของเจา้ มาอยู่กบั
บ้านเมอื งของตนและไดอ้ ยสู่ ุขสา๊ ราญไปจนชั่วอายุ

ท่ีมา: ดว้ ยปญั ญาและความรกั นิทานของชาวไทยวน นิทานของชาวไทลอ้ื นิทานของชาว ไท
ใหญ่ นิทานของชาวไทเขิน
ชาตาบ่ากอกแหง้

ชายสองคนเปน็ เพอื่ นกนั และไดส้ ญั ญากันวา่ จะไมล่ ะท้งิ กนั ตอ่ มาทัง้ สองไปค้าขายจึงพดู
ย้๊าวา่ ถ้าหากใครไดด้ กี ็ให้มาชว่ ยเหลือกัน เม่ือทั้งสองแยกทางกนั ไปแลว้ คนหนง่ึ ไปไดด้ ี ได้แตง่ งานกบั
ลกู เศรษฐี แต่ อีกคนหน่งึ กย็ ากจนลงจนต้องเป็นขอทาน คนท่ีได้ดีก็คิดจะชว่ ยเพ่ือนทม่ี าขอทาน เขาก็
เอาเงนิ ใสใ่ นลูกฟกั มอบให้ ขอทานน้ันได้ลกู ฟกั แลว้ กจ็ ากไป ซงึ่ กอ่ นทจี่ ะไปเพอื่ นเศรษฐกี ก็ ๊าชบั ว่าให้
เอาฟกั ไปแบ่งใหล้ ูกใหเ้ มยี กินกนั ห้ามเอาไปขายหรอื ไปผ่าท่ไี หน เมอ่ื เขาเดนิ ผ่านตลาดก็มีคนขอซื้อ
ฟักน้นั เขากไ็ มย่ อมขาย ชายน้ัน กถ็ ามไปอกี ว่า จะขายในราคาเท่าไรกจ็ ะซอ้ื หรือจะแลกส่ิงใดก็ได้ ใน
ทีส่ ุดชายขอทานนั้นกข็ ายฟักนนั้ ไปและ เอาเงนิ ค่าฟกั น้นั ไปใช้จนหมด เม่อื เงินทีไ่ ด้จากการขายลูกฟัก
นัน้ หมดแลว้ ชายขอทานก็ไมร่ จู้ ะไปขอใครอีก จึงกลบั ไปหาเพื่อนอกี และบอกเศรษฐวี ่ามคี นมาแย่งลูก
ฟกั ทใ่ี ห้ไปนั้นเสียแลว้ เศรษฐีกเ็ อาทองใส่ในลกู ฟกั ให้ไปอกี พร้อมกับก๊าชับ ให้เอาฟกั น้นั ไปถึงบ้านจรงิ
ๆ ขอทานก็รบั เอาใส่หาบไป เม่อื หาบไปนานเขา้ ก็หนกั จงึ เอาวางไว้ ก็มีคน มาขอซ้ือหลายราย จนใน
ท่ีสุดก็คิดว่าฟักนั้นมีรอยเจาะแลว้ และทบี่ า้ นกไ็ มม่ ีข้าวจะกิน จงึ เอาฟักไปแลกขา้ ว เม่อื ข้าวหมดก็
กลบั ไปหาเศรษฐีอกี เศรษฐีก็ถามถงึ ฟกั ทองซ่งึ ชายขอทานก็บอกว่ามคี นมาแยง่ ไปเศรษฐีก็คดิ ว่าเพื่อน
ของตนคนนีไ้ ม่มวี าสนา และคิดจะหาทางช่วยต่อไปอีก จึงขุดหลุมสามหลุม เอา ทองใส่หลุมหนึ่ง เงิน

153

ใสห่ ลมุ หนงึ่ และเอามะกอกแห้งใส่อกี หลุมหน่ึง และเอาธนูใหเ้ ขายงิ ไปทีห่ ลุม ถ้าลกู ธนูไปถกู หลุมไหน
กจ็ ะไดส้ ่ิงของในหลมุ นัน้ ไป ชายขอทานก็ยงิ ธนไู ปตกทีห่ ลุมมะกอกแหง้ ท้ัง ๒ ครั้ง จึงเปน็ อันว่าชาย
ขอทานนนั้ ไมม่ ชี าตาจะไดเ้ งินหรอื ทอง คงไดเ้ พียงแต่มะกอกแห้งเท่านนั้ จึงนบั วา่ ชาตาของชาย คนนนั้
เปน็ ชาตาบ่ากอกแห้ง คอื คนท่ไี ม่มโี ชค

ท่มี า: ด้วยปัญญาและความรัก นิทานของชาวไทยวน นทิ านของชาวไทล้ือ นทิ านของชาว
ไทใหญ่ นิทานของชาวไทเขิน

ตานานพืน้ บา้ น
ต๊านาน คอื เรือ่ งที่แสดงกจิ การอันมมี าแลว้ แตป่ างหลัง เรอ่ื งรายนมนานที่เลา่ สบื ๆ กนั มา
หรือเรือ่ งราวทบ่ี อกเลา่ เหตุการณ์ที่เคยเกิดข้นึ มาแลว้ และเปน็ เรอื่ งเลา่ ตอ่ ๆ กันมา อาจจริงหรอื ไม่
จริงก็ได้ บางครัง้ กุเป็นเรื่องเพ่ือให้สอดคล้องตามสภาพ ใหค้ นจดจา๊ เพอ่ื เหตผุ ลใดเหตผุ ลหนึ่งก็ได้
ต๊านานของจงั หวดั ลา๊ ปาง ไดแ้ ก่ ตา๊ นานช่ือเมอื งล๊าปาง ต๊านานช่ือเมืองแจซ้ อ้ น แจ้ห่ม ผาสามเส้า
ตา๊ นานหมาขนค๊า ต๊านานเจ้าพ่อประตูผา ตา๊ นานเจ้าพ่อทิพยช์ ้าง เปน็ ตน้
ตัวอย่างตานานของจงั หวดั ลาปาง
ตานานชือ่ เมืองลาปาง
ตามตา๊ นานเดิมเมอื งน้มี ีชื่อว่า กุกกุฏนคร กกุ กุฏะ แปลวา่ ไก่ ดวงตราของจงั หวดั จงึ เปน็ รปู
ไก่อยใู่ นมณฑลจงั หวัดล๊าปางมีประวตั ิและต๊านาน ชอ่ื เมืองอันเก่าแก่หลายช่อื หลายยุค แต่ละต๊านาน
มปี ระวตั คิ วามเปน็ มาดังกลา่ วตอ่ ไปนี้
ตา๊ นานชือ่ เมือง กกุ กฏุ นคร ซง่ึ แปลว่า เมอื งไก่ เปน็ ตา๊ นานทก่ี ลา่ วถงึ ช่อื เมอื งด้ังเดิมของ
กุกกุฏนคร มีตา๊ นานอยูใ่ นต๊านานของวดั ศรีล้อม ตา๊ นานได้กล่าวไวว้ า่ เมอื่ ครง้ั พทุ ธกาลพระสัมมาสัม
พทุ ธเจา้ ไดอ้ อกโปรดสตั วไ์ ดเ้ สด็จมาถึงเมอื งน้ีประทับอยู่ เรื่องรถู้ ึงพระอินทร์เกรงว่าชาวบ้านจะตน่ื ไม่
ทนั บิณฑบาตรพระพทุ ธองค์ จงึ ไดเ้ นรมิตไกข่ าวข้ึนมา เพ่ือไกข่ าวจะได้ขนั ปลุกชาวบา้ นให้ตนื่ ข้นึ มา
บิณฑบาตรพระพุทธเจา้ ล๊าปางจงึ มชี อ่ื เมอื งตามตา๊ นานว่า เมืองกุกกฏุ นคร แปลวา่ เมืองไกข่ าว
ตา๊ นานช่อื เมือง ลมั ภกปั ปะนคร เมืองลา๊ ปาง ซ่งึ มีชอ่ื ทางภาษาบาลวี ่า “ลมั ภกปั ปะนคร”
เป็นเมืองก่อนประวัตศิ าสตร์ที่ตัง้ อยใู่ นเขตวดั พระธาตลุ ๊าปางหลวง โดยมคี นั คูลอ้ มรอบ มพี ืน้ ทบ่ี ริเวณ
เมอื ง 220 ไร่ มีต๊านานเมืองโดยเฉพาะคือ เมอื งลัมภกปั ปะนคร หรอื เมอื งล๊าปางโบราณโดยต๊านานได้
กลา่ วไว้ว่า เมือ่ ครงั้ อดตี สมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อครั้งตรสั รแู้ ละไดจ้ ารกิ
แสวงบญุ พร้อมพระอรหันต์3 องค์ มาถึงหม่บู า้ นลัมภการวี นั หรือบ้านล๊าปางหลวง ประทับอู่เหนือ
ดอยม่อนนอ้ ย ณ ท่ีนั้นมีชายผหู้ นึ่งชือ่ ลัวะอ้ายกอน ผ่านมาเห็นพระพทุ ธองคเ์ กิดความเลือ่ มใสศรัทธา
น๊าเอาน้า๊ ผ้งึ บรรจุกระบอกไมป้ ้าง, มะพรา้ วและมะตูมอยา่ งละ 4 ลูกหาบคอนดว้ ยไมข้ ะจาวมานอ้ ม
ถวาย พระพุทธองค์ฉนั ทน์ า๊้ ผึง้ และพยากรณ์วา่ กาลเบอ้ื งหนา้ จะมีผมู้ าสร้างเมอื งชอ่ื ลา๊ ปาง (ลัมภกัป
ปะนคร) ขน้ึ ณ ที่น้ี พระองค์ยกพระหัตถข์ วาลบู พระเศียรได้เกศา1 เสน้ ติดพระหตั ถ์มาแลว้ มอบเกศา
น้ันแก่ลวั ะอ้ายกอน ลวั ะอ้ายกอนไดร้ ับไว้ดว้ ยความชนื่ ชมยินดีและนา๊ ไปบรรจไุ วใ้ นผอบทองคา๊ หนัก
8 กา๊ อัญเชิญประดษิ ฐานในหลมุ กว้างยาว 5 วา ลึก 7 ศอกพระสมั มาสัมพทุ ธเจ้าได้ตรัสพยากรณ์
ตอ่ ไปว่า เมื่อพระองค์เขา้ สปู่ รนิ ิพพานแล้วเป็นเวลานาน 218 ปี จะมพี ระอรหันต์ 2 องค์ คือ พระกุ

154
มาระกัสปะเถระ น๊าเอาอัฐิพระนลาตขา้ งขวา และพระเมฆิยเถระนา๊ เอาอัฐิล๊าคอขา้ งหนา้ หลงั มาบรรจุ
ไวใ้ นพระเจดยี น์ อี้ กี ส่วนลัวะอา้ ยกอนกไ็ ด้น๊าเอาไม้ขะจาวทใ่ี ช้คอนของมาถวายพระพุทธองคป์ กั ไว้ขา้ ง
ๆ พระเจดียน์ ั้น ไมข้ ะจาวท่ปี กั ไวก้ ลับยนื ต้นมีชวี ิตเจรญิ งอกงามข้างองคพ์ ระเจดีย์สืบมา เมอื งลมั ภกัป
ปะนครปัจจบุ ันคอื บริเวณวัดพระธาตุล๊าปางหลวง บา้ นล๊าปางหลวง อ๊าเภอเกาะคา จังหวดั ลา๊ ปาง

ตา๊ นานช่อื เมืองละกอน หรอื เมอื งนคร เมืองละกอนหรอื เมอื งนคร คอื เมอื งในรปู หอยสังข์มีช่อื
ทางภาษาบาลีว่า เมืองเขลางค์ เปน็ เมืองใหญเ่ ป็นทีอ่ ยู่อาศัยของคนมากมายคู่กับเมอื งละพรู ซ่งึ มีชื่อ
ทางภาษาบาลวี า่ เมอื งหริภญุ ชยั ต๊านานของเมืองละกอนหรือเมืองเขลางคอ์ ยใู่ นตา๊ นานพื้นเมอื ง
และอยู่ในตา๊ นานจามเทววี งศ์ เกย่ี วกับการสรา้ งเมอื งเขลางค์คู่กบั เมืองหรภิ ุญชยั มปี ระวัตกิ ารสร้าง
เมอื งราว พ.ศ. 1223 โดยสพุ รหมฤาษีสรา้ งให้แกเ่ จ้าอนนั ตยศ โอรสคู่แฝดกบั เจ้ามหนั ตยศของพระ
นางจามเทวี สรา้ งเพ่ือให้เปน็ นครหลวงค่กู บั เมืองหริภญุ ชยั เจา้ อนนั ตยศยังไดส้ ร้างเมืองใกล้ ๆ
กบั เขลางคน์ ครเพือ่ เป็นเมืองประทับของพระนางจามเทวเี มือ่ คราวเสดจ็ มาเย่ยี ม คือ นครอาลัมภางค์
หลงั จากนน้ั เมืองสองเมอื งนกี้ ็รวมกันเป็นเขลางค์อาลัมภางค์ ปัจจบุ นั คอื บรเิ วณวดั พระแกว้ ดอนเต้า
และเคยเป็นเมอื งที่ประดิษฐานพระมหามณรี ตั นปฏมิ ากร (พระแกว้ มรกต) ท่อี ญั เชิญมาจาก
จังหวดั เชียงรายในสมัยของหมนื่ โลกนครและเจา้ หาญแต่ทอ้ ง ราว พ.ศ. 1979 – 2011 ล๊าปางในสมัย
โยนกเชยี งแสนราว พ.ศ.1208 -1800 ตกอยู่ในอา๊ นาจของอาณาจกั รหริภญุ ชัย ครั้นถงึ สมัยสุโขทยั เมื่อ
พระเจ้ามังรายชนะลา๊ พูนและได้สรา้ งเมืองเชยี งใหมแ่ ลว้ จงึ ได้ยกทพั เอานครเขลางคข์ ้นึ ในอ๊านาจ พ.ศ.
1838 ตอ่ มาในสมัยกรุงศรอี ยุธยาลา๊ ปาง บางคราวก็อยู่ในการปกครองของพมา่ บางคราวก็อยใู่ น
อ๊านาจของล้านช้างและบางคราวกอ็ ยใู่ นการปกครองของเชยี งใหม่ในระหว่าง พ.ศ. 2272 - 2290
บ้านเมืองในภาคเหนอื ตอนบนมิไดเ้ ปน็ ปกติสขุ เกิดการจลาจลไปทกุ หนทุกแห่ง เช่น เชียงแสน
เชยี งราย ลา๊ พูน ล๊าปาง แพร่ นา่ น เชียงใหม่ ตา่ งกต็ ้ังตวั เป็นอสิ ระไมข่ ึน้ กับใคร เชียงใหมก่ ็มีเจา้ องค์
ค๊ากษัตริย์ลา้ นช้างปกครอง และล๊าพูนก็มีท้าวมหายศปกครองสว่ นลา๊ ปางนัน้ มีเจา้ ล้นิ กา่ นปกครองแต่
ไมม่ ีอา๊ นาจสทิ ธิขาด มีแต่ขนุ เมือง 4 คน ต่างก็แก่งแยง่ อา๊ นาจกัน ทางเชียงใหม่จึงให้ท้าวมหายศเมือง
ล๊าพูนยกทพั มายดึ เมืองล๊าปาง จึงเกดิ วีรบรุ ุษข้ึนคือ หนานทพิ ย์ช้างสามารถปราบทา้ วมหายศเมอื ง
ลา๊ พนู ได้และชาวเมืองได้สถาปนาใหเ้ ป็นเจ้าทพิ ย์จักรหลวง หรอื เจา้ พระยาสุลวฤาไชย ในปี พ.ศ.
2275 และไดเ้ ป็นต้นตระกูลเชือ้ เจ็ดคน ครองเมืองเหนือตอนบน พระยาสลุ วฤาไชยมโี อรสและธิดา
จา๊ นวน 6 คน และในจา๊ นวน 6 คนนี้มีเจา้ ฟ้าชายแกว้ ซ่ึงตอ่ มาเจ้าฟ้าชายแกว้ กม็ โี อรสธิดาอกี 10 คน
และในจ๊านวน 10 คนน้ีมโี อรสอยู่ 7 คน ท่ีเป็นต้นตระกลู ณ ล๊าปาง, ณ ล๊าพูน, ณ เชยี งใหม่ สกุลเช้ือ
เจด็ ตนแหง่ เชยี งรายและเชยี งแสน มเี จ้ากาวิละ, เจ้าคา๊ โสม, เจา้ น้อยธรรมลังกา,
เจา้ ดวงทิพย์, เจ้าหมูหล้า, เจ้าค๊าฝนั้ และเจา้ บุญมาใน พ.ศ. 2330 ซึง่ อยู่ในสมยั ของเจา้ กาวิละ และ
เจ้าค๊าโสม ครองนครเขลางค์ พม่าได้เข้ามารุกรานเจ้ากาวลิ ะและเจา้ ค๊าโสมไดร้ ว่ มกันตั้งปราการสู้
ทพั พมา่ ทเี่ มอื งนี้ และสาเหตขุ องสงครามนเี้ องทมี่ ีการยา้ ยเมืองเขลางคเ์ ก่าฝัง่ ตะวนั ตกมายังนคร
ลา๊ ปางฝงั่ เมอื งใหม่ ในสมยั ของเจา้ ค๊าโสมซึ่งเป็นท่ตี ้งั ของศาลากลางจงั หวดั ปัจจบุ ัน ได้มีการสรา้ ง
วหิ ารวัดหลวงกลางเวียง ก่อองค์เจดีย์ พระพทุ ธรูปองค์ใหญ่ สร้างพระอโุ บสถในวัดหลวงคอื
วดั บุญวาทย์วิหารปจั จุบนั และยังสรา้ งวหิ ารหมน่ื กาต วหิ ารวดั น๊า้ ลอ้ ม

ในรชั กาลท่ี 4 แห่งกรงุ รตั นโกสินทร์ไดท้ รงมพี ระราชด๊ารใิ ห้เปลีย่ นต๊าแหน่ง “พระยา” ในหวั
เมอื งฝา่ ยเหนือ ให้ผคู้ รองนครมตี า๊ แหน่งเปน็ “เจ้า” จงึ ได้ทรงกรณุ าโปรดเกลา้ ให้เลื่อนอิสริยยศพระ
นอ้ ยญาณรังษี และได้มเี จ้าผู้ครองนครสบื สายต่อ ๆ มา จนถึงพลโทเจา้ บญุ วาทย์ วงศ์มานิต
ได้ถึงแกพ่ ิราลัย ในปี พ.ศ. 2465 แล้วมไิ ด้ทรงพระกรุณาให้มีเจ้าครองนครลา๊ ปางอีก จังหวัดล๊าปางได้

155
ประกาศตง้ั เปน็ จงั หวัดขน้ึ อยกู่ ับมณฑลพายัพสมยั หนงึ่ ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2584 ไดแ้ ยกจากมณฑล
พายัพไปขน้ึ กับมณฑลมหาราษฎร์ซ่งึ มจี งั หวดั แพร่เป็นท่ตี ้ังมณฑล ใน ปี พ.ศ. 2468 ไดป้ ระกาศ
ยกเลิกมณฑลมหาราษฎรจ์ ึงขนึ้ อยู่กบั มณฑลพายัพอกี คร้ังหนึง่ ตอ่ มาเมอ่ื ประกาศยกเลกิ
มณฑลท่วั ราชอาณาจักรแล้ว ลา๊ ปางจึงมีฐานะเป็นจงั หวดั ถึงปัจจุบัน
ตานานชอื่ เมืองแจ้ซ้อน แจ้หม่

จากต๊านานที่เล่าถึงชุมชนในเมืองแจ้ห่ม มีความน่าสนใจท๊าให้เราได้ทราบถงึ อดตี ทม่ี าของ
กลุ่มชนนว้ี ่า แต่เดิมเมืองแจห้ ม่ เปน็ ถ่นิ ทอ่ี ยูข่ องชาวลัวะ ซ่ึงแบ่งเป็น 2 กลมุ่ คือกลมุ่ ท่ีอาศยั อยู่บนดอย
จะเรยี กตนเองว่า "ลวั ะ" ส่วนอกี กลุ่มจะอาศยั อยบู่ ริเวณทลี่ ่มุ เรยี กตนเองว่า "แจะ๊ " ทัง้ กลุ่มชาวลวั ะ
และชาวแจะ๊ ต่างก็ตั้งชมุ ชนอย่ใู นเขตเมอื งแจ้ห่ม ขณะท่ีชนพื้นเมอื งทัง้ สองกล่มุ อยกุ่ ันอยา่ งสงบสขุ นนั้
กถ็ กู พญาหลวงค๊าแดง ซึง่ เป็นทหารของพญาง๊าเมืองแหง่ เมืองภูกามยาวหรอื พะเยา ยกทพั มาตี
บ้านเมอื ง พวกลัวะและแจะ๊ ทีก่ ลวั ตายจงึ ไดอ้ พยพยา้ ยหนไี ปอยู่รวมกนั ทอ่ี ื่น ซงึ่ ภาษาเหนือเรยี กการ
รวมกลุ่มกันหลาย ๆ คนเป็นกล่มุ ใหญว่ า่ "ขอ้ น" ต่อมาจึงเรยี กชอื่ หมูบ่ ้านนี้วา่ "แจะ๊ ขอ้ น" ส่วนพวก
แจ๊ะบางกลมุ่ กห็ นไี ปซอ่ น เลยเรียกเป็น "แจ๊ะซอ่ น" และเพย้ี นมาเปน็ "แจซ้ ้อน" ในปัจจุบัน

ต่อมาบรเิ วณเมอื งที่อยู่เดมิ ของพวกแจ๊ะเกดิ แผน่ ดินถล่ม เจา้ เมืองและชาวบ้านกห็ นีตาย
ไปหมด สว่ นพวกแจะ๊ ทีร่ กั ถิน่ ฐานเดิมของตนเองรูข้ ่าวเมอื งถลม่ ผู้คนหลบหนอี อกไปจากเมืองหมดแล้ว
จึงอพยพกลับมาตั้งบ้านเรอื นใกล้ ๆ กบั เมอื งเกา่ แต่ดว้ ยความกลวั วา่ แผ่นดินจะถล่มขน้ึ มาอีก พวก
แจะ๊ จงึ เดนิ ห่มตวั คือขย่มตวั ทา๊ ให้ตวั เบาจนกลายเปน็ นสิ ยั ต่อมาชาวบา้ นจงึ เรียกพวกน้ีว่า "แจะ๊ หม่ "
กอ่ นจะเพ้ียนมาเป็น "แจ้ห่ม"
ตานานเจา้ พอ่ ประตผู า

ต๊านานเจ้าพ่อประตูผา เรอ่ื งน้เี ปน็ ตา๊ นานเวยี งหละกอน (ล๊าปาง) ซ่งึ ในอดตี เปน็ รฐั อิสระมี
กษตั ริย์ (เจ้าหลวง) ปกครอง ในรัชสมยั ของเจา้ หลวงลน้ิ กา่ น พมา่ ต้องการขยายอิทธพิ ลเข้ามาในเขต
แดนล้านนาแห่งน้ี จงึ ยกทพั มาเพ่อื รกุ รานเวยี งหละกอน เจ้าหลวงลิ้นก่านได้ยกทพั ออกไปตา้ นทัพพมา่
ที่ประตูผา เม่ือกองทพั ทง้ั สองปะทะกนั ต่างฝ่ายต่างเสยี ร้พี ลเปน็ เป็นจา๊ นวนมาก กองทพั เวียงหละ
กอนเสยี ที เจ้าหลวงล้นิ กา่ นถูกทหารพม่าล้อมไวต้ รงถ้๊าประตูผา พญามอื เหล็กได้พาทหารเขา้ สู้รบเพ่ือ
ปกป้องเจา้ หลวงของตนจนสดุ ความสามารถ เพือ่ ประวงิ เวลารอกองทัพหนนุ จากเวียงหละกอนมาช่วย
จนทหารในกองทพั ถกู ทหารพมา่ ฆา่ ตายจนหมดส้ิน เหลือแต่พญามอื เหล็กเพียงคนเดียว พญามอื เหลก็
ยงั คงยืนถืออาวุธขวางปากถ้า๊ ต่อสูก้ บั ทหารพมา่ เป็นสามารถตลอดท้ังวันตงั้ แต่เชา้ จรดเยน็ สามารถฆ่า
ทหารพม่าตายลงเปน็ จ๊านวนมาก จนทหารพมา่ ไมส่ ามารถผา่ นเขา้ ไปในถ้า๊ ท่ีซอ่ นของพระเจา้ ล้ินก่าน
ไดแ้ ม้แตค่ นเดยี ว ในที่สุดพญามือเหลก็ ได้เหนอื่ ยเจยี นจะขาดใจตาย กอ่ นจะตายยังมจี ิตส๊านกึ ได้ว่า
หากตนเองลม้ ลงเมื่อใดแลว้ ทหารพมา่ ทเี่ หลือจะต้องเข้าไปท๊าร้ายเจา้ หลวงของตนเป็นแน่แท้ จึงไม่
ยอมล้มลงเดด็ ขาด และตอ่ ส้กู บั ทหารพม่าต่อไปจนตวั เองขาดใจตายทัง้ ทย่ี งั ยืนถอื อาวธุ จงั ก้าอยู่อย่าง
นนั้ ส่วนทหารพมา่ ท่เี หลืออย่กู เ็ ข็ดขยาดไม่มีใครกลา้ เข้ามาต่อสู้ดว้ ย ได้แต่ล้อมเอาไวจ้ นกระท่งั
กองทพั หนุนของเวยี งหละกอนยกตามมาช่วย พมา่ จงึ ได้ยอมถอยทพั หนีกลบั ไปเนือ่ งจากก๊าลังท่ี
เหลืออยู่ไมส่ ามารถจะสู้รบได้ เมอ่ื พมา่ เลิกทพั กลับไปแล้วเจ้าหลวงลิน้ ก่านได้พบว่า พญามอื เหล็กได้
เสยี ชวี ิตลงแล้ว โดยท่ียังยืนถืออาวธุ ยืนจังกา้ พงิ ผนงั หน้าปากถ้๊าไว้ ทา๊ เวยี งหละกอนรอดพน้ จากการ
รุกรานของพมา่ ได้ เจา้ หลวงลิน้ ก่านไดส้ รรเสรญิ ยกยอ่ งวีรกรรมของพญามอื เหล็ก โดยยกย่องให้เป็น

156
เจ้าพ่อประตผู านบั ต้งั แตน่ นั้ เปน็ ต้นมา นี่คอื วรี กรรมอนั กลา้ หาญของเจา้ พ่อประตผู า พญามอื เหลก็
ทหารเอกของเจ้าหลวงล้นิ ก่านแห่งเวยี งหละกอน กระทรวงกลาโหมได้อัญเชิญนามมาต้ังเป็นค่ายรบ
พเิ ศษประตูผา เพือ่ เป็นขวญั และก๊าลงั ใจของทหารตราบจนปัจจบุ ัน
ผาสามเสา้ ตานานหมาขนคา

นานมาแลว้ มีนายพรานคนหนง่ึ ไดเ้ ล้ียงหมาตัวเมยี ไวห้ น่งึ ตวั ในยา่ นนัน้ ไมม่ ีหมาตวั ผู้อยเู่ ลย
วันหนง่ึ แมห่ มาเกดิ ตัง้ ทอ้ งขน้ึ มา นายพรานเกรงจะถกู ชาวบ้านครหาว่ามีเมียเปน็ หมา จึงคิดจะกา๊ จัด
แมห่ มา บ้านของนายพรานอยู่ในยา่ นบ้านเหล่าปลดรมิ ปา่ คอื บ้านเสาสูงแบบเรือนตน้ ไม้ ราวบนั ได
ปลดเก็บขน้ึ ไวบ้ นเรือนเพ่อื ป้องกันมใิ หส้ ัตวร์ า้ ยขึน้ เรือนไปท๊ารา้ ยชีวิตคนบนบา้ นได้ เย็นวันหน่งึ
นายพรานปลดบันไดบา้ นเก็บไวบ้ นบ้านโดยท้ิงแม่หมาไว้ขา้ งลา่ ง โดยหวังทีจ่ ะใหเ้ สือมาคาบแมห่ มา
เอาไปกนิ แมห่ มาก็วงิ่ หนไี ปถึงดอยผาสามเส้ารมิ ดอยวัดม่วงค๊า (เขตอ๊าเภอแมท่ ะ) แล้วคลอดลูกแฝด
เปน็ เดก็ สาวน่ารกั สองคน แมห่ มาก็ไปหาอาหารมาเล้ยี งลูกน้อย และคาบเสอื้ ผ้าทีช่ าวบ้านตากไวบ้ น
ราวตากผ้านา๊ ไปให้ลกู สาวสวมใส่ ลกู สาวฝาแฝดโตเปน็ สาว คนพ่ีช่ือ นางเจตะกา คนนอ้ งช่อื นางบวั
ตอง กิตตศิ พั ท์ความงามของหญงิ สาวท้งั สองกระฉอ่ นไปถึงในเมอื ง เมอื่ พระยาเจา้ เมืองทราบข่าว
ปรารถนาจะไดธ้ ิดาแฝดไปเปน็ มเหสีซา้ ยขวา ขบวนวอทองกไ็ ปรับสองธิดาแฝดท่ีดอยผาสามเสา้ ขณะท่ี
แม่หมาไม่อยู่ ธดิ าแฝดบัวตองผนู้ อ้ งแสดงความเสียใจรอ้ งไหค้ ร่า๊ ครวญถงึ แม่หมา สว่ นผพู้ ีม่ ที ที า่ ต่ืนเตน้
ท่ีมีวาสนาจะได้เขา้ ไปอยู่ในวัง พระยาเจ้าเมืองได้สร้างปราสาทสองหลงั ให้นางเจตะกาและนางบัวตอง
อยคู่ นละหลงั ฝา่ ยแม่หมาเมอ่ื กลับมาถงึ ผาสามเส้าก็พบวา่ ลูกสาวหายไป แม่หมากเ็ หา่ หอนและตะกยุ
หน้าผาจนเป็นรอยคล้ายเล็บเท้าฝงั ในเน้อื หินผาท่ีชาวบ้านเรียกว่ารอยตนี หมาขนค๊ารอ้ งไห้หาลกู สาว
มาจนทกุ วนั น้ี พระอินทร์เวทนาแมห่ มาจึงเนรมิตให้แม่หมาพูดได้ แม่หมาจงึ เดินทางติดตามหาลูก
สาวถงึ ในเมอื ง แม่หมาได้ถามไถ่ชาวบ้านมาเร่อื ย ๆ จนกระท่ังมาถงึ ปราสาทของนางเจตะกา ทหารได้
ซักถามแมห่ มาวา่ รูจ้ ักและเกย่ี วข้องกับนางเจตะกาอย่างไร แม่หมาก็บอกวา่ นางเจตะกาเคยเปน็ นาย
เก่ามาก่อน ครั้นเมอื่ ทหารนา๊ ความมาแจง้ แกน่ างเจตะกา นางเจตะกากลวั วา่ จะอบั อายท่ีมแี มเ่ ป็นหมา
จึงส่งั ใหท้ หารท๊ารา้ ยแมห่ มาจนได้รับบาดเจ็บว่ิงหนไี ป แม่หมาได้รบั บาดเจบ็ ก็วง่ิ มาถงึ ปราสาทนาง
บัวตอง นางบวั ตองรีบวิ่งมารับแม่หมาน๊าเข้าไปในปราสาทเพ่ือเยยี วยารักษา ให้ขา้ วใหน้ ้า๊ แกแ่ ม่หมา
นางบวั ตองได้ทลู ขอหบี ขนาดใหญ่จากสวามโี ดยบอกว่าจะเอาไปขนสมบตั ทิ ี่ผาสามเสา้ ภายใน
กา๊ หนดเวลาเจ็ดวนั แต่ในความเปน็ จรงิ แลว้ นางบัวตองได้น๊าหีบไว้เป็นท่ีซ่อนของแมห่ มาในวงั เมือ่
ครบเจ็ดวันแล้ว แมห่ มาทนพิษบาดแผลไม่ไหวก็สิน้ ใจตาย พระอินทร์ได้เนรมติ ร่างแมห่ มาให้กลายเปน็
แก้วแหวนเงินทอง เมอ่ื พระยาเจา้ เมืองพบว่ามแี ก้วแหวนเงินทองเต็มหีบ พระองคก์ โ็ ปรดปรานนางบวั
ตองเป็นอนั มาก พระองค์กใ็ ห้นางบวั ตองไปขนสมบัติท่ีผาสามเสา้ อีกคร้ังหนึ่ง นางบัวตองมคี วาม
เสียใจท่แี มห่ มาเสยี ชวี ติ นางจงึ คิดจะกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย บริเวณข้างลา่ งของหนา้ ผาเป็นท่ีอยู่
ของยักษซ์ ง่ึ ปว่ ยเป็นฝกี ลัดหนองเจบ็ ปวดมาก เมอ่ื นางบวั ตองกระโดดลงไปกระทบกบั ร่างของยักษท์ า๊
ใหฝ้ ีแตก ยักษ์จงึ หายปวดเป็นปลิดทง้ิ ยักษ์จึงมอบทรพั ย์สมบัติใหน้ างบวั ตองเปน็ อนั มาก นางบวั ตอง
จงึ น๊าสมบัติกลับวงั ฝา่ ยนางเจตะกา เม่ือทราบข่าวว่านางบวั ตองไปขนสมบัติท่ีผาสามเส้า นางก็รสู้ ึก
อิจฉานางบัวตอง นางจงึ อาสาพระยาเจ้าเมืองจะไปขนสมบตั ทิ ี่ผาสามเส้า เมอื่ ไปถงึ ผาสามเส้านางเจ
ตะกากก็ ระโดดหนา้ ผาตามทนี่ างบัวตองแนะน๊า ด้วยความทน่ี างเจตะกามบี าปหนาฆ่าแม่ของตัวเอง
ยกั ษ์จึงจับนางเจตะกากนิ เปน็ อาหาร แลว้ ยักษ์ก็ไล่กนิ ขบวนช้างมา้ ตายเกล่อื นเป็นจ๊านวนมาก สถานที่
แหง่ นีจ้ ึงเรยี กวา่ โทกหัวช้างในปจั จบุ ัน ( อยู่ในเขตอ๊าเภอเมืองล๊าปาง )

157
ตานานแจห้ ม่

เอกงั สมยงั ท่านผู้เฒา่ ผูแ้ ก่ไดเ้ ล่าสืบกนั มาวา่ สมัยหนึ่ง องคส์ มเดจ็ พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า
พระบรมศาสดา ได้เสด็จโปรดเวไนยสตั ว์ลุถงึ ภเู ขาลกู หนง่ึ อนั มนี ามในปจั จบุ ันว่า “ดอยพระบาท” ได้
ทรงทราบวา่ มียกั ษ์ตนหน่ึงนามว่า “อาฬาวี” อาศัยสงิ สถิตอยู่ ณ. ดอยอักโขชยั ครี ี มีสันดานอันจะหยั่ง
ถึงซึ่งพระไตรสรณาคมน์ แตเ่ ป็นดว้ ยความหลงผดิ จึงประพฤติช่ัว ทา๊ บาปหยาบชา้ เบียดเบียนมนุษย์
และสัตว์ จับกนิ เปน็ อาหารอยเู่ ปน็ เนอื งนิตย์ พระองคท์ รงเมตตา คิดจะทรมานให้อาฬาวยี กั ษ์ละพยศ
รา้ ยเลิกกระทา๊ การอันเปน็ บาปนนั้ เสีย พระองคจ์ ึงเสด็จมายงั “ดอยอักโขชยั ครี ี” ณ สา๊ นักแหง่ ยักษ์
อาฬาวี ทรงกระท๊าการประลองฤทธท์ิ รมานอาฬาวียกั ษ์โดยธรรมวธิ ปี ระการต่างๆ จนในท่สี ุดยกั ษ์
อาฬาวีไดย้ อมแพ้ต่อพระองค์ ได้กระทา๊ สกั การะยอมอยู่ในพุทธโอวาทละพยศและสันดานรา้ ยลงเสีย
ไดโ้ ดยสนิ้ เชงิ มคี วามเลอ่ื มใสและศรัทธาในบุญฤทธ์ิ และคา๊ สงั่ สอนขององคส์ มเด็จพระสัมมาสมั พุทธ
เจ้า กระทา๊ การอธิษฐานขอถึงซึง่ พระไตรสรณาคมน์เปน็ ที่พง่ึ แหง่ ชวี ิตตอ่ ไป เมื่อได้รบั ศีลห้าจากองค์
พระบรมศาสดาแลว้ มีดวงจติ อนั ผ่องแผว้ สุขสงบอยู่ด้วยกระแสพระอมฤตธรรมประกอบดว้ ยเมตตา
จติ ไมเ่ ปน็ พษิ เปน็ ภัยต่อผูใ้ ดอีกต่อไป

ขณะท่พี ระบรมศาสดาประทบั ปราบอาฬาวียักษอ์ ยู่ ณ ดอยอักโขชยั คีรีนน้ั บรรดาพระสาวก
ท่ีอยทู่ ิศต่างๆ ไดท้ ราบขา่ วตา่ งพากันมาเฝา้ พระบรมศาสดาเปน็ จ๊านวนมาก แตไ่ มส่ ามารถจะเขา้ ไปถึง
พระพทุ ธเจ้า ณ ท่ีดอยอกั โขน้ันไดเ้ พราะความกลวั ยักษอ์ าฬาวีจึงพากันยบั ย้ังอยู่ ณ ทดี่ อยอกี ลูกหน่ึง
เบื้องใตล้ งมา ไม่ไกลนกั ณ ที่แหง่ น้ันต่อมาไดช้ ื่อว่า “ดอยกเู่ ต้า” (เต้า-ค่ัง) ปจั จุบนั ไดช้ ือ่ วา่ วัดกเู่ ต้า
วนาราม หมู่ท่ี 4 บ้านสวนดอกค๊า

กาลตอ่ มา ณ ชนบทแห่งน้ันไดว้ วิ ฒั นาการมาเป็นชุมนุมชนใหญ่มีความเจรญิ รุ่งเรืองตามกาล
สมยั อดุ มดว้ ยการเกษตรกรรมและการพาณิชยกรรม ไดน้ ามว่า เมอื งแจห้ ่ม สมตามค๊าพระพุทธองค์
พยากรณ์ มีตลาดร้านคา้ ตัง้ เรยี งรายจากบริเวณที่ตงั้ เมืองออกไปทางทิศเหนือ ปรากฏว่าหลกั ฐานใน
ปัจจุบนั มวี ัดเก่าแกแ่ ต่โบราณอยทู่ างทิศเหนือของตัวเมอื งขนึ้ ไป ประมาณหนึ่งกิโลเมตรเศษ มชี ื่อมา
แตเ่ ดิมว่า “วดั ผ้าขาวหัวกาด” น่ันแสดงว่าวดั นี้ต้ังอยหู่ ัวตลาดทศิ เหนือนัน่ เอง ปัจจุบนั ไดช้ ื่อวา่ วดั ผ้า
ขาว บ้านใหม่ผา้ ขาว ณ บริเวณท่เี ป็นตวั เมอื งอนั เป็นทต่ี ง้ั คุ้มหลวง ท่ปี ระทบั ของเจา้ ผู้ครองเมืองแจ้ห่ม
เรียงราย แนน่ ขนัดอยดู่ ว้ ยบ้านเรอื นน้อยใหญ่ อนั เป็นทอ่ี ยู่อาศยั ของบรรดาวงศาคณาญาตขิ องท่านผู้
เปน็ เจา้ เมืองพรอ้ มท้ังผ้ใู กล้ชิดเปน็ อนั มาก เปน็ บริเวณกว้างใหญอ่ าศัยอยกู่ ันมาดว้ ยความผาสกุ ตลอด
ระยะเวลายาวนานมาเป็นระยะเวลาเท่าใดไม่ปรากฏ ลถุ งึ สมยั หน่ึง อนั มเี จา้ นายผูป้ กครองเมอื งแจห้ ม่
มนี ามวา่ “เจา้ พญาลือ” เป็นเจ้าเมอื งมี เจ้าสดุ ใจ เป็นแม่ศรเี มือง (ภรรยาเจา้ เมอื ง) และยังมนี ายชั้น
ผใู้ หญ่ซึ่งเป็นพ่นี อ้ งกนั กับพญาลอื 3 ท่านคือ เจ้าอ๊าพอง, เจา้ กาบค๊า และเจ้าผาคราง ได้ปกครองเมือง
แจห้ ม่ อยเู่ ป็นสุขสงบมาจนถึงในปหี นึง่ ถงึ ฤดเู ทศกาลปใี หม่ อนั มปี ระเพณีรดนา๊้ ด๊าหัวทา่ นผเู้ ฒา่ ผแู้ ก่
เปน็ ประจ๊าปีไดเ้ วียนมาถงึ อีกคร้งั ชาวเมอื งได้พากันไปทา๊ ด่ังที่เคยมา เมือ่ พิธีรดน้า๊ ดา๊ หัวท่านผู้เฒ่า ณ
ท่าน้า๊ หน้าเมอื งแจห้ ม่ ตามพิธกี ารรดนา้๊ ผูเ้ ฒ่าผแู้ ก่ไดเ้ ล่นหวั กนั เปน็ ที่สนกุ สนานส๊าราญใจ เสรจ็ แลว้
ต่างพากันกลบั สู่เหย้าเรือนตน ขณะนัน้ เองไดม้ ีผู้ไปพบ “ไข”่ ประหลาดฟองหนึง่ ประดิษฐานอยู่ ณ รมิ
หนองน๊า้ ใหญใ่ กล้บรเิ วณน้นั มลี ักษณะใหญ่โตผิดจากไขอ่ น่ื ๆ บรรดาทเ่ี คยไดพ้ บเหน็ มา เม่ือต่างได้
พิจารณากันอย่างถ่ีถว้ นแลว้ คนท้งั หลายก็ลงความเหน็ ว่าเปน็ “ไข่เงือกวเิ ศษ” และคิดว่าถ้าหากผ้ใู ด
ได้รับประทานไขว่ ิเศษน้แี ลว้ จะต้องเป็นผูม้ ีโชคดีจะมีความสุขความเจริญ ด้วยประการทั้งปวง จึงนา๊
ไขว่ ิเศษนั้นมาสู่เรือน และไดจ้ ดั การทอดไข่น้นั ทนั ที พลันอศั จรรย์ก็เกิดข้นึ เพราะปรากฎว่าไขท่ ี่ทอด
นน้ั ได้ฟขู ้นึ มากอยา่ งประหลาดจนเตม็ ภาชนะ แม้จะได้ตวงออกใสภ่ าชนะอืน่ ท่ีมขี นาดใหญ่เทา่ ใด ไขก่ ็

158
ยงั คงฟขู ้นึ จนเตม็ ล้นอยูน่ นั่ เอง เม่อื เป็นดังน้นั จงึ ไดต้ ักแบ่งออกแจกจา่ ยแบ่งปันกันรบั ประทานท่ัวทง้ั
เมอื งจนอิ่มเอมเกษมสนั ต์โดยท่วั กัน แต่ยังมหี ญงิ หม้ายคนหนึง่ เปน็ ทีร่ งั เกยี จของคนทัง้ หลาย เขาจึงให้
ไขท่ อดทีเ่ หลือเดนจากผูอ้ ืน่ แกห่ ญงิ น้ัน จะเป็นด้วยเหตุอันใดไมป่ รากฏ หญงิ หม้ายไม่รบั ประทานไข่
เหลือเดนน้ันและได้เททิ้งเสีย

วนั รุ่งขน้ึ ได้มีชายหนมุ่ ผู้หนง่ึ ผวิ พรรณงดงาม แต่งกายเรยี บร้อยเปน็ สงา่ ทอ่ งเทีย่ วสญั จรมาใน
เมือง ไดข้ น้ึ ขอน๊า้ รับประทานตามบ้านในเมืองท่วั ทกุ เรอื น คร้ันมาถงึ บ้านของหญิงหมา้ ย เมอ่ื ไดข้ ึน้ มา
ขอนา๊้ รับประทานแล้ว ไดก้ ลา่ วกับหญิงหมา้ ยวา่ ทุกบา้ นทกุ เรือนในเมืองน้เี ขาผ่านมาไดก้ ลิ่นคาวไข่
เงือกทอดทุกบ้าน แต่ทีบ่ า้ นของนางนี่ เขาไมไ่ ดก้ ลนิ่ คาวไขน่ ้ันเลย แมน่ างมิได้รับประทานไขเ่ งือกทอด
กบั เขาดว้ ยดอกหรือ? หญงิ หม้ายตอบว่านางมิได้กนิ ไขเ่ งือกทอดนัน้ เขาเอามาให้เหมอื นกนั แต่เธอได้
เททิ้งไปเสยี แล้ว ชายหนุ่มจงึ บอกหญิงหม้ายว่า ในคนื วันน้ีถา้ หากเกิดมลี มมฝี นรุนแรงขนึ้ ก็ขอใหแ้ ม่
นางจงข้ึนไปอาศยั อยเู่ สียบนตน้ ไม้ตน้ หนึง่ ซง่ึ ชายหนุม่ ได้ช้หี มายบอกไวใ้ ห้วา่ จะไม่มีอันตรายใดๆ ว่า
แลว้ ชายหนุม่ แปลกหน้าก็ลาจากไป

คร้นั ตกเวลาคา่๊ วันนนั้ เอง ท้องฟ้าก็เริม่ วิปริตบงั เกดิ ลมพายปุ ่ันป่วนพดั กระโชกมาทุกสารทิศ
ย่งิ ดกึ ยิง่ ทวีความรนุ แรงยงิ่ ข้นึ เปน็ ลา๊ ดับ ทอ้ งฟา้ มืดทะมึน ฟ้าแลบแปลบปลาบอย่างนา่ สะพึงกลัว ใน
ไม่ช้าฝนกต็ กซดั สาดมาตามสายลมอนั รนุ แรงหนกั ขนึ จนกลายเปน็ เทกระหน๊า่ อสุนบี าตฟาดเปร้ยี งๆ
ลงมาติดๆ กันครัง้ แล้วครง้ั เล่า จนแผ่นดินสะเทือนพายุยง่ิ พัดโหมรุนแรงหนักทวยี งิ่ ขึ้นทกุ ขณะตน้ ไม้
ใหญน่ อ้ ยเหลือกา๊ ลงั จะต้านทานแรงพายุทีโ่ หมกระหน๊่าเขา้ มาอยา่ งบา้ คล่ังหกั โคน่ ระเนระนาดล้มฟาด
ทบั ถมกา่ ยกอง อาคารบ้านเรือนเซทรุดลม้ ราบพงั พนิ าศย่อยยบั เป็นผงคุลี กระจายกระเจิงขณะน้นั
ท่ามกลางวิกฤตกิ ารณ์อันน่าสะพึงกลวั ชาวเมืองทั้งหลายตกอยู่ในความประหวน่ั พรนั่ พรงึ สยองขวัญ
แทบหัวใจจะแตกทา๊ ลายเปน็ เสย่ี งๆ เจ้าอา๊ พอง และเจา้ กาบคา๊ ไดพ้ ิจารณาเหน็ วา่ ถ้าหากขนื อยูต่ ่อไป
คงตอ้ งประสบอนั ตราย จึงต่างก็ขนึ้ ม้าควบขบั หนีออกจากเมืองมงุ่ หนา้ ไปสู่ดอยสูงดา้ นทิศอุดรพายัพ
โดยดว่ น และอกี ทางหนง่ึ คอื เจ้าแม่สุดใจ แม่ศรีเมืองแหง่ เจ้าพญาลือ กพ็ ิจารณาเหน็ อันตรายได้จับ
ม้าควบขับหนรี ุดออกจากเมืองม่งุ หน้าออกทางทิศบูรพาแลว้ เลย้ี ววกขน้ึ ทางทิศเหนือตอ่ ไป
วกิ ฤตกิ ารณ์โหดไดท้ วคี วามรุนแรงหนกั ยิ่งข้ึนทกุ ขณะ แผข่ ยายกวา้ งออกไปปกคลุมทว่ั บรเิ วณ เบอ้ื ง
นภากาศฟา้ คา๊ รนค๊ารามอย่างดเุ ดอื ด ฝนเทลงมาอยา่ งหนกั ราวกบั กระแสแม่คงคาไหลบ่าจากสรวง
สวรรค์ น๊า้ เจ่งิ นองท่วมท้นอยา่ งรวดเร็ว และแลว้ นาทีมหาโลกา วินาศก็มาถึงในบดั ดล บงั เกดิ เสียง
กกึ ก้องกัมปนาทแผ่นดนิ สะเทือนยวบยาบ อสนุ ีบาตฟาดกระหน่า๊ ซา๊้ ซ้อนลงมาอกี สนน่ั หว่ันไหว
สะท้านสะเทอื นเลอ่ื นลัน่ ไปทังแผ่นดนิ พลนั เมืองแจ้หม่ กเ็ ขยอื้ นเลอื่ นไหวทรุดยวบถล่มจมลงสู่ใต้พนื้
ธรณใี นทนั ที กระแสน๊้านองล้นปรีก่ ็หร่ไี หลลงทว่ มทน้ รอยถล่มทีจ่ มหายจนท่วมมดิ ไมเ่ หลอื ซาก และ
พนื้ ผาแหง่ ดอยสงู อันเป็นสว่ นทรี่ องรบั มา้ ของ “เจา้ แม่สุดใจ” ที่กา๊ ลังขบั ม้าควบหนีภัยอยู่ กไ็ ด้ทรดุ
ถล่มจมลงใต้ธรณีมิดหายไปในเวลาเดียวกัน

เปน็ อนั ว่าชาวเมอื งแจ้ห่ม ท่ีรับประทานไขเ่ งือกประหลาดมีอันตอ้ งร่วมกนั รบั เคราะหก์ รรม
หนักในครั้งนี้ โดยท่ัวทกุ คนอย่างไม่มีผูใ้ ดจะหลกี เลี่ยงได้ ร่งุ อรณุ ของวนั ใหม่ท้องฟา้ โปร่งลมและฝน
สงบน่ิงแน่อากาศแจม่ ใส เงาร้ายแห่งวกิ ฤติการณไ์ ม่ปรากฏรอยเหลอื ยู่ บรรยากาศเงียบสงดั ซบเซา
วังเวงและเยอื กเย็น คงมแี ตน่ ้า๊ ที่ทว่ มนองอยู่เตม็ ทั่วบรเิ วณเมืองแจ้หม่ ซง่ึ เม่ือวนั วานยังคบั คั่งดว้ ย
บ้านเรือน และคราครา๊่ ไปดว้ ยผู้คนพลเมอื งสัญจรไปมา เพือ่ ด๊ารงชวี ิตชั่วดวงอาทิตย์ลบั ฟา้ ไปม้ือหน่ึง
บดั นี้คงเหลอื แต่น้า๊ เจ่ิงนองอย่เู ตม็ แผ่นดิน และซากตน้ ไม้ที่หักโคน่ ทบั ถมก่ายกองอยู่แทนท่ี หญงิ หม้าย

159
ผู้ไม่ไดร้ บั ประทานไข่เงือกทอด ได้อาศัยตน้ ไมท้ ่ชี ายหนุ่มแปลกหนา้ ชี้บอกไวไ้ ดร้ อดชวี ติ อยเู่ ปน็ สขุ สบื
มา

บรเิ วณท่เี มืองแจ้หม่ ถลม่ ลงน้นั ได้แกบ่ รเิ วณอนั กวา้ งขวางทช่ี าวบ้านรจู้ กั และเรยี กกันใน
ขณะน้วี า่ “หนองเงอื ก” (ทไี่ ด้ไข่เงอื ก) หนองใหม่, หนองคกหลวง, หนองบัว และป๋ึงหลม่ (บงึ หล่ม)
นนั่ เอง บริเวณอนั กวา้ งใหญเ่ หลา่ น้ใี นปัจจบุ ันบางแห่งกต็ น้ื เขนิ ข้ึนมา ชาวบา้ นใช้เปน็ ท่ที ๊านาได้บ้าง
แลว้ เป็นสว่ นมาก บ้างกย็ ังคงเป็นหลม่ อยู่ โดยเฉพาะบงึ หล่มในส่วนทีเ่ ปน็ ใจกลางนั้น ยงั ปรากฏว่าเป็น
หล่มลกึ อยู่มาก มีผูพ้ บหลมุ รูใหญๆ่ เอาไมไ้ ผล่ ๊ายาวๆ ทั้งลา๊ หยอ่ นลงไปจนมดิ กย็ ังไม่ถงึ ก้น บงึ นี้อยู่
ตรงหน้าวัดอักโขชยั คีรีพอดี สถานที่ เจ้าอา๊ พอง และเจา้ กาบค๊าพรอ้ มด้วยมา้ คู่ชีพทอ่ี อกจาเมอื งไป
ถล่มลงสิ้นชีพท้งั สองท่านบนดอยสงู ลกู หนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนอื ของเมอื ง เป็นหลุมใหญล่ ึก
ปรากฎอยู่ ในปัจจุบันชาวบ้านเรยี กวา่ “ดอยปู่ยักษ์” ทางที่ เจ้าแม่ พร้อมด้วยม้าคู่ชพี ทรุดถล่มลงจน
เสียชวี ติ น้ัน ปรากฎรอ่ งรอยทางที่ เจ้าแม่ ข้มี า้ ผ่านต๊าบลหนึ่งทางทศิ ตะวนั ออก ณ ตา๊ บลนนั้ ใน
ปัจจุบนั เรยี กวา่ “บา้ นฮอ่ งลี่” และสถานท่ี “เจ้าแมส่ ุดใจ” พรอ้ มดว้ ยม้าคู่ชพี ทรุดถล่มลงจนเสียชวี ติ
นนั้ ปรากฏรอ่ งรอยในปัจจบุ นั ชาวบ้านเรยี กวา่ “ร่องสดุ ใจ” อยูเ่ หนือวดั ผาแดงหลวงข้นึ ไปเล็กนอ้ ย
ต่อนน้ั มา ได้เรยี กชอ่ื เมอื งแจ้หม่ นเ้ี องว่า แจ๊ะหลม่ (แฉะ และ ถลม่ ) และเพยี้ นตอ่ มาเรื่อยๆ เป็น แจ้
หม่ จนถงึ ปัจจบุ นั น้ี

วรรณกรรมพ้ืนบ้าน
วรรณกรรมพน้ื บ้าน หมายถงึ ผลงานท่เี กิดขนึ้ จากการใชภ้ าษาโดยการพดู และการ
เขยี นของกลมุ่ ชนในแตล่ ะทอ้ งถิ่น เช่น วรรณกรรมพ้นื บ้านภาคเหนอื วรรณกรรมพนื้ บา้ นภาคอสี าน
วรรณกรรมพ้นื บา้ นภาคใต้ เป็นตน้ ซงึ่ ในแต่ละทอ้ งถน่ิ ก็จะใชภ้ าษาพ้นื บา้ นในการถา่ ยทอดเป็น
เอกลักษณ์
วรรณกรรมทสี่ อ่ื เรอ่ื งราวดา้ นต่างๆ ของท้องถน่ิ ใดทอ้ งถ่ินหน่ึงโดยเฉพาะ เชน่ จารตี
ประเพณี ชวี ติ ความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกจิ และสังคม ทัศนคติ คา่ นยิ ม ตลอดจนความเช่ือต่างๆ ของ
บรรพบุรษุ อันเป็นพ้ืนฐานของความคดิ และพฤตกิ รรมของคนในปัจจบุ นั
ลักษณะของวรรณกรรมพนื้ บ้าน
1. เป็นมรดกทางวฒั นธรรมทสี่ บื ทอดกันมาจากมุขปาฐะ คอื เป็นการเล่าสบื ตอ่ กนั มาจากปาก
ตอ่ ปากและแพร่หลายกันอย่ใู นกลุม่ ชนท้องถิ่น
2. เป็นแหลง่ ข้อมูลทีบ่ ันทึกขอ้ มูลด้านขนบธรรมเนยี มประเพณขี องกลุ่มชนท้องถ่นิ อนั เป็นแบบ
ฉบบั ให้คนยุคตอ่ มาเชอ่ื ถือและปฏบิ ัตติ าม
3. มักไม่ปรากฏชอ่ื ผู้แตง่ เพราะเปน็ เรือ่ งท่ีบอกเล่าสบื ตอ่ กนั มาจากปากต่อปาก
4. ใชภ้ าษาทอ้ งถิ่น ลกั ษณะถอ้ ยคา๊ เป็นค๊าง่ายๆ ส่ือความหมายตรงไปตรงมา
5. สนองความตอ้ งการของกลมุ่ ชนในทอ้ งถ่นิ เช่น
- เพ่อื ความบนั เทงิ
- เพอ่ื อธบิ ายสง่ิ ท่ีคนในสมัยน้ันยังไมเ่ ข้าใจ
- เพ่อื สอนจรยิ ธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีและพฤติกรรมดา้ นตา่ งๆ

160

ประเภทของวรรณกรรมพื้นบา้ น
จา๊ แนกโดยอาศัยเขตทอ้ งถ่นิ ได้ 4 ประเภท คือ
- วรรณกรรมพ้ืนบ้านภาคเหนอื (วรรณกรรมลา้ นนา)
- วรรณกรรมพน้ื บา้ นภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
- วรรณกรรมพ้นื บ้านภาคใต้
- วรรณกรรมพื้นบา้ นภาคกลาง
จ๊าแนกตามวธิ ีการบนั ทกึ ได้ 2 ประเภท คอื
- วรรณกรรมมุขปาฐะ หมายถงึ วรรณกรรมทใี่ ช้วิธีเล่าจากปากตอ่ ปาก ไมม่ กี ารบนั ทกึ ไวเ้ ปน็

ลายลักษณอ์ กั ษร
- วรรณกรรมลายลักษณอ์ ักษร หมายถงึ วรรณกรรมทบี่ นั ทกึ ไวเ้ ปน็ ลายลักษณ์อักษร
จากการศึกษาประวัติศาสตร์ สภาพสังคม และวถิ ีชีวิต การพัฒนาทางด้านวฒั นธรรม

ของล้านนา ในดา้ นวรรณกรรมนัน้ พบวา่ วรรณกรรมทางล้านนามีส่วนคล้ายคลึงในหลายจังหวดั ใน
ภาคเหนือ ได้แก่ ล๊าปาง เชียงใหม่ ล๊าพูน แพร่ น่าน พะเยา และเชียงราย สังคมของล้านนาเป็น
สังคมท่ีมีววิ ฒั นาการและความเจริญรุ่งเรอื งมาชา้ นาน ท้งั ด้านศาสนา ประเพณี วัฒนธรรมของชุมชน
ทีถ่ ่ายทอดออกมาในรูปแบบของวรรณกรรมพ้นื บา้ น

วรรณกรรมพื้นบ้าน เป็นวรรณกรรมท่ีมุ่งให้ความเพลิดเพลิน สนุกสนาน สะเทือน
อารมณ์ และมีสาระท่ีสอดแทรกการสอนจรยิ ธรรม คุณธรรมดา้ นต่างๆ อันสะท้อนให้เหน็ ถงึ คา่ นิยม
วิถีชีวิตของสภาพสังคมและวัฒนธรรมต่างๆ ออกมาได้อย่างแจ่มชัด โดยกวีได้ถ่ายทอดออกมาเป็น
วรรณกรรมหลายรปู แบบ เช่น ค่าว ซอ โคลง เป็นต้น

จากส๊าเนียงภาษาที่แตกตา่ งกัน จึงกลายมาเป็นผลงานทางภาษาและวรรณกรรมทอ้ งถิ่น
เป็นจ๊านวนมาก ทั้งที่เป็นวรรณกรรมที่ถา่ ยทอดมาโดยการพูดหรือที่เรียกว่า วรรณกรรมลายลักษณ์
ซึง่ มีแพร่หลายทั่วไปในท้องถ่ินของคนภาคเหนือตอนบน ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้

1. วรรณกรรมมขุ ปาฐะ ได้แก่ เพลงกล่อมเดก็ หรือเพลงอ่ือจา ค๊าค่าว จอ๊ ย ฮ่๊า ซอ
ปริศนาค๊าทาย ความเชอ่ื ภาษาถ่ินต่าง ซ่งึ ใช้วธิ ีจดจ๊าเล่าสืบต่อกันมาเป็นหลายชั่วอายุคน จนต่อมา
เมอื่ มกี ารศึกษาเล่าเรยี นในระบบโรงเรียน จึงมกี ารจดบันทึกเกบ็ เป็นข้อมลู ให้ร่นุ หลังไดเ้ รียนต่อๆ กัน
มาจนถึงปัจจุบันน้ี ซ่ึงวรรณกรรมมุขปาฐะเหล่าน้ีจะสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ
และวฒั นธรรมประเพณขี องท้องถน่ิ เปน็ อย่างดี

2. วรรณกรรมประเภทลายลักษณ์ ได้แก่ วรรณกรรมท่ีมีการจดบันทึกไว้เป็นลาย
ลกั ษณ์อักษร ทง้ั ที่บันทึกไว้ในใบลาน กระดาษสา หรอื พับสา และจารึกไว้บนหิน ไม้และแผ่นโลหะ
ตา่ งๆ ท๊าให้เราได้รู้เรือ่ งราวตา่ งๆ ตัง้ แต่อดตี จนถึงปัจจุบัน โดยใชอ้ ักษรฝกั ขามบ้าง และตัวเมืองหรือ
อกั ษรธรรมค๊าเมืองบา้ ง

เรื่องราวบนั ทึกหรอื จารกึ ไวเ้ ปน็ เรอื่ งราวต่างๆ เชน่ สถาบันวิจยั สังคม มหาวิทยาลัย
เชยี งใหม่ ได้ส๊ารวจใบลานวัดต่างๆ ในจงั หวัดล๊าปาง และแบ่งหมวดหมไู่ ว้ดังน้ี คอื หมวดพุทธศาสนา
หมวดนิทานพืน้ บ้าน หมวดกฎหมายโบราณ หมวดจรยิ ศาสตร์ หมวดประวตั ิศาสตร์ หมวด
โหราศาสตร์ หมวดโคลงกลอน หมวดยาสมนุ ไพร หมวดลัทธิพธิ กี รรม หมวดไสยศาสตร์ หมวด
ปกณิ กะ

161

นอกจากบันทึกไว้ในใบลานแล้ว วรรณกรรมลายลักษณ์ท่ีบันทึกไว้ในพับสาหรือ
กระดาษสาก็มีอีกมาก เช่น วรรณกรรมประเภทค่าว และต๊าราพรหมชาติ (ต๊าราประกอบพิธีกรรม
ทางศาสนา ความเช่ือต่างๆ การดูฤกษ์พานาที ตลอดจนต๊าราโหราศาสตร์ท้ังหลาย ก็นิยมบันทึกไว้
ในพับสา ต๊ารายาสมุนไพร และคาถาอาคม นยิ มบนั ทึกไวใ้ นพบั สาเช่นกนั ทก่ี ล่าวมาข้างต้นเป็นความ
เป็นมาของภาษาและวรรณกรรมล๊าปาง

วัดต่างๆ ในจังหวัดล๊าปาง ท่ีมีคัมภีร์ใบลานเป็นจ๊านวนมาก และมีการส๊ารวจข้ึน
ทะเบียนไว้ให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้า และเผยแพร่ในโอกาสต่อไป และได้มีการถ่าย
ไมโครฟลิ ม์ เก็บไว้ท่สี ถาบนั วจิ ยั สงั คม มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ ท่ีมีนบั จ๊านวนเป็น 1,000 ผูกขึ้นไป เรยี ง
ตามล๊าดบั จากมากไปหาน้อย ดงั นี้

1. วดั บา้ นหลุก ต๊าบลนาครวั อ๊าเภอแมท่ ะ มีจา๊ นวน 3,200 ผูก
2. วดั นาคตหลวง ต๊าบลปา่ ตนั อา๊ เภอแมท่ ะ มจี า๊ นวน 2,828 ผกู
3. วัดมอ่ นกระทงิ ต๊าบลบ่อแฮว้ อ๊าเภอเมือง มีจา๊ นวน 2,725 ผูก
4. วดั ลา๊ ปางกลางฝ่งั ตะวันออก ต๊าบลชมพู อา๊ เภอเมอื ง มจี ๊านวน 2,725 ผูก
5. วัดชมพูหลวง ตา๊ บลชมพู อา๊ เภอเมือง มจี า๊ นวน 2,676 ผูก
6. วดั ปงสนุกเหนือ ตา๊ บลเวยี งเหนอื อา๊ เภอเมอื ง มจี ๊านวน 2,534 ผกู
7. วดั ศาลาหลวง ตา๊ บลศาลา อ๊าเภอเกาะคา มจี ๊านวน 2,514 ผกู
8. วัดพระธาตลุ ๊าปางหลวง ต๊าบลล๊าปางหลวง อา๊ เภอเกาะคา มจี า๊ นวน 2,015 ผูก
9. วัดเวยี ง ตา๊ บลล้อมแรด อ๊าเภอเถนิ มจี า๊ นวน 2,010 ผูก
10. วัดป่าตนั หลวง ต๊าบลป่าตนั อ๊าเภอแมท่ ะ มีจา๊ นวน 1,905 ผกู
11. วดั ไหลห่ นิ ต๊าบลไหลห่ นิ อ๊าเภอเกาะคา มีจา๊ นวน 1,783 ผูก
12. วดั บ้านเออ้ื ม ตา๊ บลบา้ นเออื้ ม อ๊าเภอเมือง มีจ๊านวน 1,690 ผูก
13. วัดแมว่ ะน้า๊ ดบิ ตา๊ บลแม่วะ อ๊าเภอเถิน มจี ๊านวน 1,670 ผกู
14. วดั คะตึกเชียงมน่ั ตา๊ บลหวั เวยี ง อา๊ เภอเมือง มีจ๊านวน 1,552 ผกู
15. วดั ล้อมแรด ตา๊ บลลอ้ มแรด อา๊ เภอเถนิ มจี า๊ นวน 1,452 ผูก
16. วดั เหล่าหลวง ตา๊ บลลอ้ มแรด อา๊ เภอเถนิ มจี ๊านวน 1,332 ผูก
17. วัดแม่ตง๋ั ตา๊ บลแมพ่ ริก อ๊าเภอแมพ่ รกิ มีจา๊ นวน 1,264 ผกู
18. วัดหา้ งฉัตร ต๊าบลหา้ งฉตั ร อ๊าเภอหา้ งฉตั ร มีจา๊ นวน 1,253 ผกู
19. วดั ศรีหมวดเกล้า ต๊าบลชมพู อา๊ เภอเมือง มีจ๊านวน 1,183 ผูก
20. วัดแมว่ ะหลวง ต๊าบลแมว่ ะ อา๊ เภอเถิน มีจา๊ นวน 1,091 ผกู
21. วดั อมุ ลอง ต๊าบลลอ้ มแรด อา๊ เภอเถนิ มจี ๊านวน 1,077 ผูก
22. วัดทุ่งคา ต๊าบลแมส่ ุก อา๊ เภอแจ้หม่ มีจา๊ นวน 1,027 ผกู
ถ้านับจ๊านวนวัดท้ังหมดในจังหวัดล๊าปาง ท้ังที่เป็นวัดมหานิกายและวัดธรรมยุต มี
จ๊านวนรวมกันประมาณ 680 วัด นับจ๊านวนคัมภีร์ใบลานทั้งของเดิมและของใหม่ก็จะมีเป็นจ๊านวน
หลายหมนื่ ผูก ล้วนแต่เปน็ ความรู้ ภมู ิปญั ญาของคนในแตล่ ะท้องถ่ินท่สี ั่งสมสืบทอดกันต่อๆ มา และ
ในเร่ืองราวต่างๆ เหล่าน้ี สถาบันวิจัยสังคม ส๊านักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
และส๊านักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏล๊าปางได้เก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้พอสมควร เพ่ือที่จะ
เปน็ แหลง่ ความรสู้ ๊าหรบั ผู้ทส่ี นใจจะศึกษาค้นควา้ ความรูข้ องทอ้ งถน่ิ ตอ่ ไป

162

ตัวอยา่ งวรรณกรรมพน้ื บา้ นทีเ่ ปน็ บทกวีของชาวล้านนา ไดแ้ ก่ สดุ เส้ยี งสายปลายฟ้า สญั ญา
รกั แพง วอนขอ ทพิ พะเกสาม้อนแกน่ ตา เปน็ ต้น

ตวั อยา่ งวรรณกรรมพืน้ บา้ น

สดุ เสย้ี งสายปลายฟา้

ใจเอยใจมอ่ นขา้ หมายสงู

เจา้ แวน่ ทิพย์ เทยี มยูง ย่างฟอ้ น
ขา้ เจา้ แมน่ อย่างฝูง กาต๊่า ศักดิ์เนอ
ไหนจกั บนิ ขนึ้ ซ้อน เอี่ยงแอม้ แกมนาย
วาสนา ชายไฝ่เฝา้ เดอื นงาม
แหงนผอ่ หมายตาตาม ติดตอ้ ย
เดือนสงู สอ่ งแสงวาม วาดโลก งามเนอ
เดอื นจกั ละหนีจ้อย จากแลว้ ลมื ชาย

สัญญา

นางเอยนางมา่ นแก้ว ฟูใส

สรแี ห่งห้องหัวใจ มอ่ นข้าฯ
ชายแพงเบ่ามใี ผ มาเปรียบ นางเนอ
ถกั ทพิ ยม์ ้อนมา่ นฟา้ สอดห้องใจชาย
เบ่าวายเบ่าว่างเว้น สกั วนั
ตาหลบั มนื ตาหนั แม่นหนอ้ ย
สใู้ จออก-เขา้ หวัน คือแม่ นางเฮย
เบ่าหยุดเบ่าลับคลอ้ ย เบา่ เวน้ ถวิลหา
เทใจหาเหง่ียงขวา้๊ ชยู่ าม
นางเกิดเพือ่ ชายงาม แม่นขา้ ฯ
ขอแมจ่ งุ่ รกั ตาม รกั ตอบ ชายเอ่
เป็นคู่อย่างดนิ ฟา้ ตราบเมีย้ นเมือสวรรค์

163

รักแพง

นางเอยงามยง่ิ ฟา้ เฟือนสวรรค์

เจ้าทิพยห์ ล้าแม่นจันทร์ แจม่ จ้อน
องคอ์ นิ ทร์หากแปลงปัน มาโปรด เมอื งเนอ
มาโปรดมาแอ่นฟ้อน ออ่ นน้วิ นางงาม
งามอญั ชลหี ลอ่ แลว้ วางลง
ครวั นุ่งทิพย์ทอองค์ เอ่ียงฝ้าย
งามเอยอัปสรทรง มาแสก งามเนอ
งามสดุ เสีย้ งฟ้ายา้ ย หลงิ่ ฟา้ มาดนิ

วอนขอ

ไหวส้ าพอ่ แมเ่ จา้ จอมขวัญ

คา๊ อ่อื หมายแทนขัน ดอกไม้
อกั ษรบ่งใจปัน วอนโปรด ใจเนอ
ใจซื่อข่างคา๊ ไหว้ นอบน้อมวนั ทา
วันทา เอย่ บอกอ้าง คา๊ ขอ
สจั จะใจซอ่ื ยอ ออกตั้ง
แทนทรัพยน์ บั โกฏพิ อ กองกา่ ย หมายเนอ
หมายฝากชีวิตยัง้ อย่แู อ้มแกมญิง
คอื ญงิ นางนาฏหล้า ลอื งาม
มอ่ นฯรักอยชู่ ู่ยาม ยง่ิ แล้ว
บญุ พอ่ เมตตาตาม ตวยแม่ วอนเนอ
วอนมอบเป็นนางแกว้ อยู่ห้องใจหอม

ทิพพะ เกสรมอ้ นแก่นตา

แด่ ขวัญแดแ่ ม่เดอื น คนดี

ทิพพะ แหง่ ชายมี รักหมัน้
มา่ น แก้วยกอญั ชลี เทียบค่า ทิพพเ์ อ่
ฟ้า เทียบรกั ชายนั้น มอบห้อื นางเดยี ว
นางเดยี วใจม่อนนี้ มีนาย

164

นายหละ ใจมีชาย จอดจ้งั
นางเอยหากใจมาย ละมอ่ น ข้าเน
ชายยอ่ มตายอกพล้งั ดบั เสี้ยงอนิ ทรีย์

แหล่งอ้างอิง

คณะกรรมการฝา่ ยประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวัตศิ าสตร์
เอกลักษณแ์ ละภมู ปิ ัญญา จงั หวดั ลาปาง กรมศิลปากร 2544
www.lannaworld.com
จักรพงษ์ คา๊ บุญเรือง www.chiangmainews.co.th 15/3/51
http://www.lampang108.com/wb/read.php?tid-148.html
https://www.facebook.com/notes/somkuan-sittisukapong/
http://www.lampang108.com/wb/read.php?tid-140.html

สาระท่ี 9

เรอ่ื ง เกมและการละเลน่ พน้ื บ้าน

เกมและการละเล่นพืน้ บา้ นในท้องถิ่น
เกมและการละเลน่ พน้ื บ้านในจังหวดั ลาปาง อาจแยกเป็นประเภทตา่ งๆ ไดด้ งั น้ี
การเสี่ยงเลอื กก่อนเลน่ ท่พี บในจงั หวัดลาปางมหี ลายชนดิ เชน่ ทามอื เป็นกระดาษ-
กรรไกร-ค้อน คว่าฝ่ามอื -หงายฝ่ามอื สมั ผัสฝ่ามือ ใชก้ าปนั้ ทบุ ประเภทจับนิ้วมือ กระดิกนิว้ มือ ชี้
ตัวผเู้ ล่น จับฉลาก จบั ไมส้ นั้ ไมย้ าว ใชล้ ูกแก้ว ใช้ก้อนหนิ ใช้เศษกระเบ้ือง นับเลข หัวเราะ ขยับ
ตัว หรือใหเ้ ดนิ ผ่านเครอื่ งหมาย แม้กระทั่งเสี่ยงเลอื กโดยการดานา้ แขง่ กันเป็นตน้
การละเล่นพ้นื บา้ นของเดก็ ในจังหวดั ลาปาง มีหลายอยา่ ง แตล่ ะชนิดของแต่ละหมู่บ้าน
ตา่ งกม็ ีลักษณะเฉพาะตนแตกตา่ งกนั ออกไป เช่น จงิ้ จงุ่ จา๊ (สกิ จงุ่ จา้ ) โป้นเป้นหางไหน่ จุ่งจ้ใี บโบ้
สองคนพ่ีน้อง (สองคนป้นี อ้ ง) ไล่ตแิ นต กระต่ายขาเดียว หลบั ตาขวาม (หลับตา๋ ซวม) หมาตดิ โป้ง
(หมาห่นื โป้ง) มะบ้าต๋าแสง ไม้เกบ็ ดีดลูกแก้ว (ดดี แก่นแก้ว ) สิกก่องกอ๋ (สกิ กงุ่ กู่) นามาเสนอ
เปน็ บางตัวอยา่ ง ดังน้ี

การเลน่ จุ่มจะหลี้ (อุ่มจะหลี้)
การละเล่นแบบจุ่มจะล้ีน้ี พบว่าบางหมู่บ้านมีชื่อเรียก และมีบทร้องประกอบแตกต่างกัน
เชน่ จ่มุ จะลี้ (อุ่มจะหลี)้ โดยมีบทประกอบว่า จุม่ จะล้ี (อุ่มจะหลี้) บ่าลต่ี าแสง
อมุ่ แมงแจง บา่ ล่ตี าหลบุ แมงซ่อนไหน แมงซอ่ นน่ี ลีบ่ ่าล่ี บา่ ล่ตี าหลุบ๊
อปุ กรณ์ -
วิธเี ลน่ /กติกา 1. ผูเ้ ลน่ ไมจ่ ากัดจานวน ( 2 คนขนึ้ ไป )

2. ผ้เู ล่นจะแบมอื ลักษณะหงายขน้ึ อกี ฝ่ายหนงึ่ จะใชน้ วิ้ ชจ้ี ้ิมลงกลางองุ้ มอื
ของอีกฝา่ ยหน่ึง โดยขยบั น้วิ ขึ้นลงให้เป็นจงั หวะตามบทร้อง เมอ่ื ถึงคาสุดท้ายของบทรอ้ ง คาว่า
“หล๊บุ ” ผู้เล่นที่หงายมืออยู่จะกามอื เพอื่ ให้ทันหบุ เอานว้ิ ของอกี ฝ่ายหนึง่ ผ้ทู ี่ถกู เพ่อื นจับนวิ้ ไว้ไดจ้ ะ
เป็นผู้แพ้

ประโยชน์
การละเล่นแบบจุ่มจะลน้ี ้ี ฝึกใหผ้ ้เู ลน่ ไดม้ ีทกั ษะทางภาษาควบคูก่ ับประสาท

สัมผัส ทาให้เกิดความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ และมจี ิตใจเป็นนักกีฬา
การเลน่ สกิ ก่องก๋อ (สิกกงุ่ กู่)
การเล่นสกิ ก่องก๋อ เปน็ การละเล่นท่ีสร้างความรัก ความอบอุ่นในครอบครวั ระหวา่ งเดก็

เลก็ ๆ กบั พอ่ แม่ หรือญาติ
อุปกรณ์ -

166

วธิ เี ล่น/กติกา การเลน่ สิกกอ่ งกอ๋ เรม่ิ จากผู้ใหญน่ งั่ บนเก้าอ้ี แคร่ หรอื นอนหงาย แลว้
งอเข่าให้เดก็ นงั่ บนหลงั เทา้ กอดเขา่ ผใู้ หญ่ไว้ จากนน้ั ผู้ใหญ่จะยกหน้าแขง้ ขึ้นลงพร้อมกบั ร้องว่า สิก
ก่องกอ๋ กะลอยยอแขง้ เก็บผกั แว่นตกคนั นา ตางใดจา ตางน้ีๆ ตุ๊บ พอขาดคาวา่ ตางนๆ้ี ผใู้ หญ่
จะเอยี งเท้าไปทางซา้ ย หรอื ทางขวา หากเป็นการละเล่นกบั เดก็ เล็ก ผูใ้ หญม่ กั จะเลน่ บนท่นี อน หรือ
ฟูกรองรบั โดยปลอ่ ยเด็กให้หล่นลงบนฟูก คาร้องประกอบบางแห่งอาจร้องแตกต่างกนั ออกไป เช่น
สิกอ๋ งกอ๋ กะลอหนา้ แข้ง หวั เข่าปม๋ หัวนมปวิ้ ป๊ิกจะริว ตกนา้ แม่วัง ตุ๊บ หรือ สกิ กงุ่ กู่ บ่าปู่บ้าน
ไห่ ไหห้ ากู จี่ป๋าทูไว้ทา่

ประโยชน์
การละเล่นสิกกอ่ งก๋อ (สิกกุ่งกู่) นอกจากจะทาให้เกิดความสนกุ ต่ืนเตน้ แลว้ ยัง

เป็นการฝึกการทรงตัว และฝึกความกล้าหาญอีกดว้ ย
การเล่นดดี ลกู แก้ว

การเล่นดดี ลูกแกว้ ผเู้ ป็นการเลน่ ของเด็กๆท่นี ยิ มเลน่ ในหม่เู ด็กชายมากกว่าเดก็ หญิง
อปุ กรณ์ 1. ลกู แกว้ คนละ 1 ลูก
2. หลุมขนาดเบา้ ขนมครก 1 หลมุ
3. เส้นโยนห่างจากหลมุ ประมาณ 3 เมตร
วิธีเลน่ /กตกิ า 1. ผู้เล่นแต่ละคนดีดลูกแก้วของตนจากเส้นโยน วิธีดีด คือ ให้ใช้
น้ิวหวั แม่มอื ขา้ งหนึ่งกดต้ังลงบนพืน้ ดินตรงเส้นโยน แล้วใช้น้ิวที่เหลือท่ถี นดั ทสี่ ุด ส่วนมากใช้น้ิวช้ี หรือ
นิ้วกลางดีดลูกแก้วจากมืออกี ข้างหนึง่ ท่ีใชน้ ้วิ หวั แมม่ อื กับนิว้ ช้ีจบั ลกู แกว้ ไว้ โดยดดี เข้าไปทห่ี ลุม
2. เมอ่ื ผเู้ ล่นดดี ลกู แก้วไปทหี่ ลมุ หมดทกุ คนแลว้ ให้ช่วยกันดวู า่ ใครดีดลง
หลมุ หรอื ใกล้หลุมกว่ากัน ผู้ท่ดี ีดลงหลุมจะได้เลน่ ก่อนแล้วพิจารณาหาผู้อยู่ใกลห้ ลุมเรียงไปตามลาดับ
สาหรบั ผูด้ ดี ลกู แกว้ ลงหลมุ จะไดส้ ิทธใ์ิ นการเล่นกอ่ น
ประโยชน์
การละเล่นนีม้ ปี ระโยชนใ์ นการฝกึ การบังคบั นิว้ มอื และเพ่อื ความสนุกสนาน
เพลดิ เพลนิ

การเลน่ ก๊ิง ก๊อง แกว้ ,ก้ิง กอ่ ง แกว้
การเล่น กิ๊ง กอ๊ ง แก้ว เปน็ การละเลน่ ของเดก็ ๆท่ไี มจ่ ากดั เพศ ขณะท่ีเล่นจะมกี ารเปล่งเสยี ง

ตามจงั หวะขณะทก่ี ระโดดไปดว้ ย
อปุ กรณ์ หนังยาง หรอื ยางรดั ของท่ีตอ่ กนั เป็นเสน้ ยาว ประมาณ 2- 2.50 เมตร

วธิ เี ล่น/กตกิ า 1. แบง่ ผูเ้ ล่นเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนงึ่ มหี นา้ ทย่ี นื ขึงหนงั ยาง
2. ในท่าแรกนน้ั ใหข้ ึงยางสงู แค่ตาตุม่ แล้วให้ผูเ้ ล่น อกี ฝา่ ยหนงึ่ ยืนครอ่ มยางคนละ

ขา้ ง จากน้ันใหก้ ระโดดให้พ้นเส้นยางแล้วไขว้ขาคร่อมยางพร้อมกบั พูดว่า “ก๊ิง” แลว้ กระโดดใหพ้ ้น
เสน้ ยาง ให้อยู่ในท่าคร่อมยางเหมือนทา่ แรกพรอ้ มกบั พดู วา่ “ก่อง” จากน้ันให้กระโดดใหพ้ ้นเส้นยาง
ไขว้ขาครอ่ มยางอีกครง้ั พรอ้ มพูดว่า “แก้ว” เปน็ การจบการเล่นดา้ นหนง่ึ

3. ผู้เล่นตอ้ งเดนิ วนไป โดยใหข้ าขา้ งหนึ่งอยดู่ า้ นในเขตยางที่ขงึ แล้วยกขาอกี ด้าน
หน่ึงไปคร่อมยาง โดยต้องไม่ให้โดนตัวผู้ขงึ ยาง จากนั้นกเ็ รม่ิ เหมอื นเดมิ เปน็ การจบทา่ แรกแลว้ เล่นท่า
ใหม่ โดยเลื่อนยางขึน้ มาทห่ี ัวเขา่ สะโพก สะเอว ตามลาดับ

167

4. ผูท้ ี่เล่นผ่านทา่ ขึงยางถงึ สะเอวกอ่ นจะเป็นผชู้ นะฝ่ายเลน่ จะหยดุ เล่นเม่อื ไม่
สามารถกระโดดข้ามยาง หรอื กระโดดผดิ ทา่ เรยี กว่า “ตาย” ให้เปน็ ผยู้ นื ขึงยางแลว้ ใหผ้ ขู้ ึงยางมาเล่น
แทน สลับกันไปเช่นน้ีเรือ่ ยๆ ถา้ ผ้เู ล่นเล่นตายท่าไหน กต็ ้องกลบั มาเลน่ ท่าทตี่ ายน้ันกอ่ นเสมอ

ประโยชน์
การเล่น ก๊งิ กอ๊ ง แก้ว เป็นการออกกาลังกาย และเพ่ิมพูนทกั ษะภาษาใหส้ มั พนั ธ์กบั

จังหวะท่กี ระโดด ผเู้ ลน่ จะมีทักษะทางดา้ นยมิ นาสติก และกล้ามเน้อื ขาแข็งแรง รู้แพ้ รู้ชนะ และ
สนุกสนานเพลดิ เพลนิ

การเล่นกระโดดหนังยาง(กระโดดหนังยดื )

การเล่นกระโดดหนังยาง โอกาสหรือเวลาท่ีเลน่ เล่นไดท้ ุกโอกาสท่ีมเี วลาว่าง เมือ่ สภาพอากาศ
เหมาะสม และตอ้ งการออกกาลังกาย หรอื หยอ่ นใจ
อุปกรณ์ หนังยาง หรอื ยางรดั ของท่ีต่อกันเปน็ เส้นยาว ประมาณ 2- 2.50 เมตร
วิธีเล่น/กตกิ า
1. ใหผ้ ู้เล่น 2 คนมีหนา้ ทยี่ ืนขึงหนงั ยาง ผเู้ ล่นก่อน จะกระโดดข้าม โดยไมใ่ หแ้ ตะหนังยางที่
ขึงไว้ เร่ิมจากตาแหน่งตาตุม่ จากน้ันกเ็ รมิ่ เหมือนเดิมเปน็ การจบท่าแรกแลว้ เล่นทา่ ใหม่ โดยเลื่อนยาง
ข้นึ มาท่หี วั เข่า สะโพก เอว อก ศรี ษะ และตามลาดบั ใครเล่นผ่านท่าขึงยางถงึ เอว จะแตะหนงั ยาง
ไม่ได้ ตัง้ แตร่ ะดบั อกขึน้ ไป ผเู้ ล่นจะแตะหนงั ยางได้ แตต่ อ้ งกระโดดใหข้ ้าม
2. ฝ่ายเลน่ จะหยุดเล่นเม่ือไม่สามารถกระโดดข้ามยาง ที่เรียกว่า “ตาย” ให้เปน็ ผู้ยนื ขึงยาง
แลว้ ให้ผู้ขึงยางมาเลน่ แทน สลับกันไปเชน่ นเ้ี รอ่ื ยๆ
ประโยชน์ การกระโดดหนงั ยางเป็นการออกกาลงั กาย และเพ่มิ พูนทักษะทางด้านยิมนาสติก
กระโดดสูง และกล้ามเน้ือขาแขง็ แรง รแู้ พ้ รู้ชนะ มีจิตใจแจม่ ใส และสนกุ สนานเพลิดเพลิน

จน กว่าง (ชนกว่าง)
เปน็ การละเลน่ พืน้ บ้านทีเ่ ด็ก ๆ เลน่ กันโดยทั่วไป กวา่ งในบรรดาการละเล่นพ้นื บา้ นทาง
ภาคเหนอื โดยเฉพาะการละเลน่ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับสัตวน์ ัน้ การเล่นชนกว่างนับไดว้ า่ เป็นท่ีนยิ มไมน่ อ้ ยกวา่
การชนไก่ กัดปลา ชนววั หรอื วง่ิ ควาย ของภาคอื่น ๆ กว่าง เป็นแมลงปกี แข็งชนดิ หน่งึ อยใู่ นตระกูล
ดว้ งมี 6 ขา แต่ละขามีเล็บสาหรบั เกาะยดึ กงิ่ ไม้ ใบไมไ้ ด้อยา่ งมนั่ คง กว่างบางชนดิ มีเขา
บางชนดิ ไมม่ เี ขา บางชนิดไม่นยิ มนามาเล้ียง บางชนิดนยิ มเลย้ี งไวด้ ูเลน่ เชน่ กว่างซาง กว่าง
งวง กว่างกิ กว่างกอิ ุ และกว่างอหี ลมุ้ หรือกว่างแม่มูด เปน็ กว่างตัวเมยี ไม่มเี ขา มกั นิยมนามาใชล้ ่อใน
การชน กว่างทนี่ ยิ มนามาเลี้ยงไวช้ นน้นั จะเป็นกวา่ งตวั ผแู้ ละมเี ขาท้ังบนและล่าง ปลายเขาจะแยก
ออกเป็นแฉกและแหลมคม เขาบนตดิ กับสว่ นหัวไม่สามารถขยับได้ ส่วนเขาลา่ งสามารถขยับหนีบได้
ซงึ่ ส่วนเขานเ้ี องคอื อาวธุ สาคญั ในการตอ่ สู้กับศัตรู

ผู้เล้ยี งจะฝกึ ฝนทกั ษะการต่อส้ดู ว้ ยเทคนิคต่าง ๆ เช่น ใช้ไมไ้ ผ่(เหลาให้กลมหุม้ ดว้ ยโลหะ
หลวมๆ ใหเ้ กิดเสยี งเร้าใจขณะป่ัน)สอดระหวา่ งเขาทัง้ คู่แล้วป่ัน ซา้ ยบ้าง ขวาบา้ ง เพือ่ ฝึกปฏกิ ิริยาใน
การตอ่ สู้บางคร้ังกใ็ ชเ้ ชือกเส้นเล็กผูกตดิ กบั เขาบน แลว้ แกว่งเป็นวงกลมให้กวา่ งบินเป็นระยะๆ เพือ่ ฝึก
กาลงั บางครง้ั ก็หากว่างตวั อื่น ๆ ท่มี กี าลังด้อยกว่าคู่ซอ้ ม ใหเ้ กิดความฮกึ เหมิ ฝึกฝนจนเห็นวา่ พอจะ
นาไปเปรยี บชนกับคนอน่ื ไดแ้ ลว้ ฤดูกาลเล่นชนกว่าง จะเรมิ่ ต้นตัง้ แตก่ ลางฤดูฝนไปจนถงึ ต้นฤดูหนาว
โดยชาวบ้านจะไปจับตามกอไม้รวก ด้วยการเขยา่ ให้ตกลงมา ถ้าเห็นวา่ มีลักษณะดีตรงตามชนดิ ท่ี

168

จะสามารถนามาเล้ียงไว้ชนได้ก็จะนามาเล้ยี ง โดยให้อาหารจาพวกหน่อไม้ ลกู บวบ กลว้ ยสุก ออ้ ย
อปุ กรณ์ 1. กวา่ ง ฝ่ายละ 1 ตวั
2. ไม้ปั่น(บางแหง่ เรียกไม้กะหลง้ิ : เรียกตามเสียง) ฝ่ายละ 1 อัน
3. สนามไม้ ซ่งึ ทาด้วยท่อนไมเ้ นอ้ื อ่อนขนาดเส้นผ่าศนู ยก์ ลางประมาณ
10 ซม. ยาวประมาณ 50 ซม.
วธิ เี ลน่ /กติกา 1. ผเู้ ล่นแต่ละฝา่ ยนากวา่ งวางบนสนามไม้ โดยให้กวา่ งหันหน้าเขา้ หากนั
2. ใช้ไม้ปนั่ สอดระหวา่ งเขากว่าง แล้วปั่น ซ้ายบา้ ง ขวาบ้าง เพ่อื ให้
เกดิ ปฏกิ ิริยาในการตอ่ สู้
3. การตัดสินแพช้ นะ คอื กวา่ งตัวทหี่ นั หลงั ใหค้ ตู่ ่อสู้ หรือถูกงดั จนตวั ลอย
จะเปน็ ผแู้ พ้
ประโยชน์ เพ่อื ความสนกุ สนานเพลิดเพลนิ

การเลน่ ไม้โกง๋ เกง๋

การเลน่ โกง๋ เกง๋ เป็นการละเล่นของภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ เรยี กว่า เดนิ ขา
หรอื ไม้โถกเถก มักใชไ้ ม้ไผเ่ ปน็ ไม้ค้า มีง่ามสองอันสาหรบั ยนื เหยยี บเพอ่ื ใช้เดินต่างเทา้ เวลาเดนิ มี
เสียงดัง กา้ วจะยาว มักใชแ้ ข่งเรอ่ื งความเร็ว ผเู้ ล่นใช้มอื ถอื ไมโ้ ก๋งเก๋งต้งั ขนึ้ ให้ตรง แล้วคอ่ ยกา้ วเทา้ ใด
เท้าหน่ึง ข้ึนเหยยี บบนไมโ้ ก๋งเกง๋ ซึ่งส่วนใหญ่จะใชเ้ ทา้ ซ้ายขึ้นกอ่ น แล้วก้าวเท้าขวาตามตั้งตัวให้สมดุล
แลว้ คอ่ ย ๆ ก้าวเท้าใดเท้าหนงึ่ ออกไป ถ้าล้มก็ขึ้นใหม่เดินใหม่จนคล่อง การซิกโกง๋ เกง๋ เปน็ การละเลน่
พ้ืนบ้านของเดก็ ๆ ทเ่ี ล่นกันเพอื่ ความสนกุ สนาน ปัจจุบันการซกิ โกง๋ เก๋งจะเหลือนอ้ ย นอกจากจะเป็น
การแสดงหรอื สาธติ และเป็นกฬี าของชาวเขาท่ีใช้ทาการแข่งขนั อย่ซู กิ โก๋งเกง๋ เกดิ ขึ้นในชนบท ซึ่งใน
สมยั ก่อนถนนหนทางไมส่ ะดวกเป็นโคลนเปน็ ฝุ่น เมือ่ เดนิ ดว้ ยเทา้ ธรรมดา จะทาให้เกดิ โรคเท้าขน้ึ ชาว
ลา้ นนาเรียกวา่ หอกน๋ิ ตน๋ี (นา้ กัดเท้า ,ฮ่องกงฟตุ ) จงึ คดิ คดิ ทาโก๋งเกง๋ ใชเ้ ดนิ เพ่ือหลกี เลี่ยงไมใ่ หเ้ ทา้
เปือ้ นโคลนฝ่นุ และเชือ้ โรค

อปุ กรณ์ ไมโ้ ก๋งเกง๋ (ทาดว้ ยไม้ไผม่ ีงา่ ม ยาวประมาณ 1.50 – 2 เมตร) คนละ 1 คู่
วธิ ีเลน่ /กตกิ า 1. ผเู้ ล่นแต่ละคน (ไม่จากดั จานวน)ยนื อยู่บนพ้ืนทจ่ี ดุ เรม่ิ ต้น

2. เมือ่ ได้ยนิ เสยี งสญั ญาณให้ยืนเหยียบบนไมโ้ ก๋งเก๋ง แลว้ เดินให้ถงึ เส้นชัย
ถ้าล้มก็ข้ึนใหม่เดินใหม่

3. ผู้ท่ีเดนิ ถึงเส้นชัยกอ่ นจะเป็นผู้ชนะ
ประโยชน์

ผู้เลน่ ซกิ โก๋งเกง๋ จะมกี ลา้ มเนือ้ ขาแข็งแรง ไดฝ้ ึกการทรงตวั มคี วามคลอ่ งตัว และมี
ความความสนกุ สนานเพลิดเพลิน

การเลน่ ปนั่ หนังหว้อง (หนังยาง)

การป่ันหนงั หวอ้ ง คือ การปัน่ หนังยาง (ยางวงทใ่ี ช้รดั ของ) เป็นการเลน่ ของเดก็ ๆ ท้ัง
เดก็ หญิง และเด็กชาย
อุปกรณ์ ยางรัดของจานวนมากน้อยเท่าทห่ี าได้
วธิ ีเลน่ /กตกิ า 1. ผ้เู ลน่ จับคูเ่ ล่นบนพื้นราบท่ไี มส่ กปรก เช่น พนื้ เรือน หรอื บนโต๊ะ เปน็ ตน้

2. ผ้เู ลน่ ใชห้ นงั ยางคนละ 1 เสน้ คลอ้ งกันตึงให้แนน่ พอควร แล้วผลดั กันใชน้ ิ้วมือ

169

ถทู หี่ นงั ยาง คนละครั้ง เพอ่ื ให้คลาย และหลดุ ออกมา
3. ผ้เู ลน่ ฝ่ายใดสามารถคลายหนงั ยางรดั ออกจากกนั เป็นเสน้ ปกติได้ก็จะไดย้ างรดั

นน้ั เป็นกรรมสิทธิ์ โดยเลน่ ได้ไม่จากดั จานวนหนังยาง แต่ตอ้ งเลน่ ครัง้ ละ 1 เส้นเท่านน้ั
ประโยชน์
การเลน่ ปนั่ หนังว้อง เลน่ ได้ทง้ั เดก็ ผู้ชายและเดก็ ผู้หญงิ พ่อแม่สามารถให้ลกู เล่น

ในบา้ น และคอยสงั เกตพฤตกิ รรมนสิ ยั ใจคอของลูกหากพบความผดิ ปกตจิ ะแก้ไขได้ทนั ทว่ งที
นอกจากน้ยี งั เปน็ การเกบ็ รักษายางรัดของไว้ใช้ในโอกาสต่อไปอีกทางหนึ่งดว้ ย

การเลน่ กอ๊ ปแก๊ป
กอ๊ ปแก๊ป เป็นของเลน่ พ้นื บ้านของไทยในสมยั กอ่ นทม่ี เี ลน่ เหมอื นกนั ทุกภาค เด็กๆ มกั นยิ ม
ใช้เดนิ และวิ่งแขง่ ขันกนั จะมชี อื่ เรยี กทีแ่ ตกตา่ งกนั ออกไปแตล่ ะพืน้ ท่ี อาจเปน็ เพราะว่าเรยี กตามเสียง
ท่ีไดย้ นิ ตอนท่เี ดนิ และวงิ่ กะลา ซ่ึงมีวธิ ีการทาโดยการนากะลามะพรา้ วทขี่ ดู เน้ือใช้ไปหมดแลว้ เลือก
เฉพาะซกึ ที่มรี จู าวมะพร้าว กะลาทีเ่ ลือกใชจ้ ะต้องลูกค่อนขา้ งโต มีลกั ษณะแบน เพราะจะไดเ้ หยยี บได้
ถนัดเทา้ ใช้เชอื กหรือปอ ยาวประมาณ 1-2 เมตร รอ้ ยเข้าทรี่ ูจาวของกะลาถ้ารเู ล็กเกนิ ไปใหใ้ ชเ้ ชอื ก
หรือตะปเู จาะขยายรูให้กวา้ งขึ้น แลว้ มัดปมปลายเชอื กทั้ง 2 ข้าง ดึงเชอื กสารวจดวู ่าแข็งแรงดีหรอื ไม่
เพอ่ื ไมใ่ ห้หลดุ จากรูกะลาเวลาเดินและวง่ิ แล้ววธิ เี ล่นโดยการวางกะลาท้ัง 2 ซกึ ควา่ ลงกบั พนื้ ใช้เทา้
เหยยี บกะลาท้ังสองขา้ ง ใหเ้ ชอื กท่ีมัดอยู่ระหว่างงา่ มหวั แม่เทา้ กบั น้วิ ชี้ ในลกั ษณะคีบเชือก สองมอื จัก
เชือกไว้ ใหอ้ ยู่ในระดับเอวถงึ อก เวลาเดินบนกะลาจะตอ้ งยกมือไปพร้อมกับขาขา้ งที่ก้าวเดินดว้ ย และ
ต้องคอยจับเชือกใหต้ งึ ตลอดเวลามิฉะนนั้ จะทาใหล้ ม้ ได้ง่าย
นอกจากนี้ยังมกี ารละเล่นท่เี หมือนกบั การเล่นของเดก็ ภาคอ่ืนๆ เชน่ การเลน่ เตย หนงั
สามเหลีย่ ม การเล่นไม้กอ๊ บแกบ๊ การบอกถามหรอื กล้องถาง เปา่ ปต่ี อซังขา้ ว กงจกั ร(ปัน่ เชือกผูก
รอ้ ยกบั ฝาขวดนา้ อัดลมทท่ี ุบแบน) กองขีห้ มา(ทอยลูกกระสุนหรอื ลกู ก๋ง) ขมี่ ้าก้านกลว้ ย บ่าขา่ ง(ลูก
ปา้ ง) ป๊อกคอ(ข่หี ลังว่ิงแขง่ กัน) ปนื ผะลาบ(ปืนก้านกล้วย) ยู้สาว(ชักคะเย่อโดยใช้ไม้ไผ่แทนเชือก)
หมากเกบ็ (หิน) หมากเก็บ(ไม้) สิกจงุ่ จา(เลน่ ชิงช้า)

การละเล่นพ้ืนบา้ นของผู้ใหญ่
สังคมในยุคสมัยก่อนทเ่ี ปน็ สังคมแบบเกษตรกรรมนนั้ เวลาสว่ นใหญห่ มดไปกับการทามาหากิน

หรือการประกอบอาชพี กจิ กรรมการละเล่นของผใู้ หญ่นอกจากการเลน่ ชนไก่ ชนวัว ชนควาย ชนก
วา่ ง กดั ปลา หรือการละเลน่ ที่เปน็ การพนนั อืน่ ๆ ส่วนมากการละเล่นที่เป็นความบนั เทิงรว่ มกันเปน็
หม่เู หล่าจะมเี ฉพาะในเทศกาล งานบญุ งานสงกรานต์ เชน่ เลน่ สะบ้า ม้าจกคอก เป็นตน้ ใน
ปจั จบุ ันการละเลน่ พ้ืนเมอื งดงั กล่าวไดเ้ สอื่ มความนยิ มลงจนอาจกลา่ วไดว้ ่าหาดูไมไ่ ด้อกี แล้ว

แหล่งทมี่ าของขอ้ มูล
http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK23/chapter3/t23-3-l2.htm#sect1a
http://www.prapayneethai.com/th/amusement/north/view.asp?id=0348
http://www.nsru.ac.th/culture/nwculture/lesson3/32/324/lesson324.html
http://province.m-culture.go.th/ province/lampang/content.html
http://khonglenthai.blogspot.com/2010/01/blog-post_21.html

สาระท่ี 10
เรอ่ื ง แหลง่ เรียนรู้และภูมิปญั ญาท้องถนิ่

แหลง่ เรียนรู้ในทอ้ งถนิ่
อาเภอเมือง

ศนู ย์วทิ ยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลาปาง
ตง้ั อยเู่ ลขท่ี 193 หมู่ 12 บ้านเขลางคท์ อง ถ.จามเทวี ต.บอ่ แฮว้ อ.เมือง จ.ลาปาง โดย

กระทรวงศึกษาธกิ ารประกาศจดั ตง้ั ศนู ย์วทิ ยาศาสตรเ์ พือ่ การศึกษาลาปาง เปน็ สถานศึกษาสงั กดั
กรมการศกึ ษานอกโรงเรียน เม่อื วันท่ี 27 มิถุนายน 2540 ช่อื ภาษาไทย "ศูนย์วทิ ยาศาสตรเ์ พื่อ
การศึกษาลาปาง" ช่อื ภาษาองั กฤษ "Lampang Science Centre for Education" อกั ษรย่อ "ศว.
ลาปาง" มีหน้าท่ีจดั การศึกษาดา้ นวทิ ยาศาสตรเ์ พ่ือบรกิ ารแก่กลุม่ เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนอื
ตอนบน เชียงใหม่ เชียงราย ลาพนู ลาปาง แพร่ นา่ น พะเยา แมฮ่ อ่ งสอน โดยมีภารกิจหน้าท่ี
ดังน้ี 1) จัดและบริการการเรียนรู้ดา้ นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิง่ แวดล้อมแกน่ กั เรียน นักศกึ ษา
ท้ังในและนอกระบบโรงเรียน และประชาชนในพนื้ ที่ 2) ศกึ ษา คน้ ควา้ วจิ ัย และพฒั นารปู แบบ
กิจกรรม หลกั สตู ร สื่อ และกระบวนการเรียนรู้ดา้ นวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดล้อม อาทิ
ธรรมชาตวิ ิทยา เทคโนโลยีที่เหมาะสม ดาราศาสตร์ 3) เผยแพรแ่ ละบรกิ ารรูปแบบกจิ กรรม หลักสูตร
สื่อ และกระบวนการจดั กิจกรรม การเรียนรดู้ า้ นวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิง่ แวดล้อม 4) พฒั นา
ครู อาจารย์ วิทยากร และบุคลากรทางการศกึ ษา ผู้รับผดิ ชอบการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ดา้ น
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม 5) ส่งเสรมิ สนับสนุน และประสานงานร่วมกับภาคี
เครอื ข่าย ในการจัดกิจกรรมการเรยี นร้ดู า้ นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดล้อม
มิวเซียม ลาปาง

จังหวัดลาปาง โดยความเห็นชอบของสานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ไดอ้ นญุ าตให้
เทศบาลนครลาปาง ใชป้ ระโยชน์ ในอาคารศาลากลางจงั หวดั ลาปาง (หลังเดิม) เน้ือที่ 9 ไร่ 1 งาน 88
ตารางวา เพือ่ จดั ตงั้ เปน็ พิพธิ ภณั ฑก์ ารเรียนรนู้ ครลาปาง ประกอบกับสถาบนั พิพธิ ภัณฑ์การเรียนรู้
แห่งชาติ (สพร.) มีความประสงค์ทีจ่ ะขยายพ้นื ท่ีการเรยี นรใู้ นรปู แบบของพิพธิ ภัณฑ์การเรียนรู้ ภายใต้
กรอบแนวคดิ และพันธกิจของ สพร. สภู่ มู ภิ าค บนพ้ืนฐานการมีสว่ นรว่ มของประชาชน ดังนนั้ จังหวดั
ลาปาง เทศบาลนครลาปาง สพร. เครือขา่ ยภาคประชาชนจังหวดั ลาปาง จึงได้รว่ มลงนามบนั ทึก
ข้อตกลงความร่วมมอื การดาเนินงานโครงการ ฯ (MOU) เมอ่ื วนั ที่ 15 มีนาคม 2554 โดยมีเปา้ หมาย
เพือ่ การจัดตง้ั พิพิธภัณฑก์ ารเรียนรู้เมืองลาปาง(มิวเซียมลาปาง) ภายใต้กรอบแนวคิดของ สพร. ท่ี
ไดร้ บั การ ส่งเสรมิ และพัฒนาใหเ้ ปน็ พิพิธภัณฑ์การเรยี นร้ทู ่ีมคี ุณภาพและเปน็ ศูนยก์ ลางในการ
เช่ือมโยงกับเครอื ขา่ ยพิพิธภณั ฑ์และแหล่งเรยี นรู้ประเภทอืน่ ๆท่มี ีอยู่ ทงั้ ภายในจังหวดั ลาปางและ
จงั หวดั อืน่ ๆ ท่อี ย่ใู กล้เคยี ง ในอนาคต บนพ้นื ฐานการมีสว่ นร่วมของประชาชน
"มวิ เซียมลาปาง” เป็นพพิ ธิ ภัณฑก์ ารเรียนรตู้ ้นแบบแนวใหม่ ที่ผสมผสานรากฐานอารยธรรมของคน
ในท้องถิ่น การสรา้ งสรรคค์ วามคิดและภูมิปัญญา ภายใต้นวัตกรรมทผ่ี สมผสานเทคโนโลยี ในรูปแบบ

171

อนิ เตอร์แอ๊กทีฟ เพ่ือเข้าถึงวถิ ีชีวติ คนลาปางทกุ เพศทกุ วยั อย่างแทจ้ ริง และคาดหวงั ให้เปน็
ศนู ย์กลางการเรยี นรทู้ ี่สาคัญของ จงั หวดั ลาปาง นาเสนอสาระความรปู้ ระวตั คิ วามเปน็ มาของ จ.
ลาปาง ไม่ว่าจะเปน็ ประวัติศาสตร์ เมอื ง ชาตพิ ันธค์ุ นลาปาง ตงั้ แตอ่ ดีตถึงปจั จุบัน ประเพณี
วฒั นธรรม วถิ ีชีวิต ภาษา วรรณกรรม โบราณสถานและวตั ถุท่ีเกา่ แก่ ในรูปแบบท่ที ันสมยั เพื่อปลกุ
จิตสานึกคนในท้องถ่ิน ให้ตระหนักถงึ ความสาคัญของการเรียนรู้ การมีส่วนรว่ ม และความสามคั คีท่ีจะ
นาไปส่กู ารพัฒนาที่ยั่งยนื

หอปูมละกอน
หอปูมละกอน กอ่ ตง้ั โดยเทศบาลนครลาปาง เปน็ พิพิธภัณฑเ์ มืองท่ีจดั แสดงเลา่ เรอ่ื งเมือง

ลาปางโดยใชเ้ ทคโนโลยีสมยั ใหม่ มเี นือ้ หาแสดงเหตปุ ัจจยั เงอ่ื นไข และบทบาทของส่งิ ท่กี าหนดจิต
วญิ ญาณในแต่ละยคุ สมัยของลาปาง เน้นเล่าเรือ่ งภูมิหลงั (ปูม)ของเมอื งลาปาง ทัง้ น้เี พอ่ื ใหเ้ ยาวชนได้
เหน็ ตวั อยา่ งจากอดีตเพ่อื ให้เกิดแรงบนั ดาลใจในการกาหนดทิศทางของนครลาปางทั้งปัจจุบันและ
อนาคต

บา้ นเสานกั
บา้ นเสานกั เป็นชอื่ ภาษาเมอื ง หมายถงึ บ้านที่มเี สาจานวนมาก กอ่ สร้างในปี พ.ศ.2428 โดย

หมอ่ งจนั โอง จันทรวิโรจน์ ชาวพม่าที่มาต้งั รกรากในลาปาง ในช่วงลาปางเปน็ ศนู ยก์ ลางอตุ สาหกรรม
ทาไม้สักที่เฟ่ืองฟูมากในภาคเหนอื สถาปัตยกรรมของบ้านผสมผสานท้งั แบบพมา่ และพนื้ เมอื งลา้ นนา
โดยระเบยี งบา้ นได้รับอิทธิพลสถาปตั ยกรรมแบบพม่า ในขณะทห่ี ลังคาและโครงสร้างโดยท่วั ไปเปน็
แบบพื้นเมอื งลา้ นนา มีเรือนนอนสองหลงั เช่อื มต่อกนั ด้วยหลงั คา โดยส่วนพกั อาศยั ทอดยาวตลอด
ดา้ นหน้าของตวั บ้าน

ช่อื บา้ นเสานกั ตั้งโดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวสั ดวิ ัตน์ เน่อื งจากมเี สาไมส้ กั ถงึ 116 ตน้ เนื้อที่ของ
บา้ นประมาณ 3 ไร่ ประกอบดว้ ย เรือนใหญ่ซึง่ เปน็ เรือนหมู่ โรงรถ และย้งุ ขา้ ว มบี ่อน้าหนา้ บ้าน 2
บอ่ หลงั บ้าน 1 บอ่ มีต้นสารภหี ลวง ยนื ตระหงา่ นอยู่ตรงทางเขา้ ซ่ึงมีอายุมากกวา่ ตัวบา้ น

ในปี พ.ศ.2507 บ้านตกอยใู่ นครอบครองของคณุ หญิงวลยั ลีลานชุ (หลานตาของผู้สรา้ ง)
โครงสร้างบ้านเร่มิ เสอื่ มลงไปตามกาลเวลา จึงมกี ารปรับปรุงซ่อมแซมบ้านคร้ังใหญ่ ภายใต้การควบคุม
ของคณุ ทวีศกั ดิ์ จนั ทรวิโรจน์ ซ่งึ เปน็ สถาปนกิ ทีม่ ีช่ือเสียง การซ่อมแซมใชเ้ วลากว่า 10 ปี
พน้ื ดนิ ถกู ยกขนึ้ จากเดิมเพอ่ื ปอ้ งกนั นา้ ทว่ ม เสาบางตน้ มกี ารโบกปนู ทับแลว้ ใชไ้ มอ้ ัดประกบ เพราะไม้
สกั แมจ้ ะทนทานแต่ย่อมผุพังตามกาลเวลา พื้นไม้ของชานบา้ นเปลี่ยนเปน็ ปกู ระเบอื้ งแทน และมกี าร
ปิดร่องไม้สักดว้ ยสังกะสี และรอื้ ยุง้ ฉางเก่าในบรเิ วณบา้ นโดยนายุง้ ฉางใหม่ทอี่ ายุใกล้เคยี งกับของเดมิ
มาแทนที่

เมือ่ คณุ หญงิ วลัย กถ็ งึ แกอ่ นจิ กรรม บ้านเสานกั จงึ ไมม่ ผี ู้อยอู่ าศัย ทายาทคนต่อมาคอื คณุ ฌา
ดา ชวิ ารกั ษ์ (ภรรยาของลูกชายคนเดยี วของคณุ หญิงวลยั - ร.ต.อ.วนั จกั ร ไวยวฒุ )ิ เป็นผดู้ ูแลบ้านคน
ปัจจุบนั และเปิดบ้านเสานกั ใหเ้ ป็นสถานท่ีทอ่ งเที่ยวและรับจดั สมั มนา งานเลย้ี งแบบพ้ืนเมอื ง

ภายในบ้านเสานัก จัดแสดงข้าวของเครอื่ งใช้โบราณ เช่น แหยง่ ช้าง(ทน่ี ัง่ บนหลังช้าง) ของเจ้าหลวง
ลาปาง หบี โบราณ เคร่อื งอัดกลีบผ้าม่วง กาปน่ั เหล็ก เครือ่ งเขนิ เคร่ืองเงนิ แอ๊บหรือหมากเงิน

172

ศิลปะล้านนา ศลิ ปะเขมร ซองพลู จัดไวใ้ นตโู้ ชว์ มหี นังสือบรรยายประกอบการชม ท่ผี นงั ตดิ ภาพ
เจ้าดารารัศมีและภาพของเจ้าของบ้านรุ่นแรก

ศูนย์เรยี นร้กู ารจัดการส่ิงแวดลอ้ ม
ศนู ยเ์ รยี นร้กู ารจัดการสง่ิ แวดล้อม จัดตงั้ ขึ้นโดยสานกั งานส่ิงแวดล้อมภาคที่ 2 ลาปาง เพื่อ

ส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ การเรียนรดู้ า้ นการจัดการส่ิงแวดล้อมเพื่อส่งเสริมใหเ้ กิดการเรยี นรดู้ ้านการจัดการ
ส่ิงแวดลอ้ ม การนาเสนอขอ้ มูลด้านวิชาการดา้ นส่ิงแวดล้อมท้ังในดา้ นคุณภาพอากาศ คุณภาพน้า การ
จัดการขยะ น้าเสยี ในพืน้ ที่รับผิดชอบ และเคร่ืองมือเครือ่ งใช้ในการผลิตน้าประปา โดยในเบอื้ งตน้ นี้
จะมกี ารจัดการสาธติ การหมักปุ๋ยอินทรยี ์ในรูปแบบต่างๆ เพอ่ื ให้เกิดการเรยี นรูแ้ กน่ กั วชิ าการ
เจา้ หนา้ ที่ และประชาชนที่สนใจ

พิพิธภณั ฑ์เซรามิคธนบดี
นอกจากจะสัมผสั ธรรมชาติรม่ รนื่ ภายในพพิ ิธภัณฑแ์ ลว้ กลน่ิ อายวิถีชวี ิตการทาเซรามคิ

ลาปางและชมกรรมวิธีการผลิตชามไกแ่ บบโบราณ เทคนิคการวาดแบบโบราณทมี่ ี 1 เดียวในประเทศ
ชมกระบวนการผลติ เซรามคิ สมยั ใหม่ มีการแสดงนทิ รรศการ เกยี่ วกบั ประวัตโิ รงงานเซรามคิ แห่งแรก
ของจงั หวดั ลาปาง,ชมวถิ ชี วี ิตโรงผลิตถว้ ยขนมและถ้วยตะไลด่ังเดมิ , เตามงั กรโบราณเกา่ แก่ทส่ี ดุ ใน
ลาปาง รอประกาศขนึ้ ทะเบยี นเปน็ โบราณสถานจากกรมศลิ ปากร ชมชามไก่จวิ๋ เล็กที่สุดในโลกขนาด
เมล็ดข้าวเปลอื ก, ชามไก่ทองคา, ขลุ่ยเซรามิคเลาแรกของโลก ชมสดุ ยอดนวัตกรรมเซรามิคล่าสดุ
“จานรองแก้วเซรามคิ ดดู นา้ “ และมีกจิ กรรม Work Shop ให้นักทอ่ งเทย่ี วได้วาดลวดลายบนเซรามคิ
ถ้วยฝีมอื ตนเองและนาไปใช้งานไดจ้ รงิ และมรี ้านจาหนา่ ยของทรี่ ะลกึ และรา้ นเครื่องดมื่ บรกิ าร มี
บรกิ ารจดั เบรกให้นกั ทอ่ งเท่ยี วเปน็ ขนมไทยเช่นขนมถ้วย นา้ สมนุ ไพร อีกด้วย

สานกั ศิลปวัฒนธรรมมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ลาปาง
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศต้ังวทิ ยาลยั ครลู าปางขึน้ เมอ่ื วันที่ 9 มถิ นุ ายน พ.ศ.2514

และได้เรม่ิ เปดิ ทาการสอนต้ังแตป่ ีการศึกษา 2515 เป็นต้นมาโดยเปิดสอนเฉพาะระดับ ป.กศ. ในสาย
งานบริหารวิชาการนกั ศกึ ษารนุ่ แรกเป็นนักศึกษาระดับ ป.กศ. ต้น มาจากสงั กัดจังหวดั ลาปาง พะเยา
และเชียงราย ในปี พ.ศ. 2516 มีการสอนระดับ ป.กศ. สงู รุน่ แรก โดยรบั นักศกึ ษาต่อเนอื่ งจาก
วิทยาลยั ครอู ตุ รดิตถ์งานดา้ นศิลปวัฒนธรรมในระยะเร่ิมตน้ นยี้ งั ไมม่ หี น่วยงานรบั ผิดชอบโดยตรง
กิจกรรมทางดา้ นวัฒนธรรมสว่ นใหญเ่ ปน็ กิจกรรมทเี่ กดิ จากการเรียน การสอนในวชิ าท่เี กย่ี วขอ้ งกบั วถิ ี
ชีวติ ทอ้ งถ่ิน เช่น คติชนวทิ ยา วรรณคดี ภาษาถิ่น เปน็ ตน้

จนกระทงั่ ปี พ.ศ. 2523 เกิดหนว่ ยงานที่รับผดิ ชอบงานวัฒนธรรมขนึ้ ในวิทยาลยั ครูทว่ั
ประเทศ คือ “ศูนยส์ ง่ เสรมิ และพฒั นาวฒั นธรรม” เป็นหนว่ ยงานท่ีจดั ตัง้ โดยสานกั งานคณะกรรมการ
วัฒนธรรมแหง่ ชาติ (สวช.) ตามประกาศกระทรวงศกึ ษาธิการ ลงวันท่ี 20 พฤษภาคม 2523 ในปีถัด
มาศูนยส์ ง่ เสรมิ และพัฒนาวัฒนธรรมถูกเปลย่ี นชอื่ เปน็ “ศูนยว์ ฒั นธรรม” ตามระเบยี บ
กระทรวงศึกษาธกิ ารว่าดว้ ยศูนย์วัฒนธรรม พ.ศ. 2524 ดงั นน้ั วิทยาลยั ครูลาปาง จึงมี “ศูนย์
วัฒนธรรมจังหวดั ลาปางวิทยาลยั ครูลาปาง” และต่อมาเมือ่ มีพระราชบญั ญัตสิ ถาบนั ราชภฏั พ.ศ.

173
2535 จึงเกดิ การปรับเปลยี่ นโครงสร้างส่วนราชการตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2542
ส่งผลให้ศูนย์ศลิ ปวฒั นธรรม เปล่ียนชื่อเปน็ “สานักศิลปวัฒนธรรม” ต้งั แต่น้นั มา เพอื่ สะท้อนให้เหน็
ถึงการดาเนินงานดา้ นศิลปะและดา้ นวฒั นธรรม และเม่อื วนั ท่ี 14 มิถนุ ายน 2547 ไดม้ กี ารประกาศใช้
“พระราชบัญญัตมิ หาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547” ทาให้สถาบนั ราชภฏั ลาปาง ปรับเปลี่ยนฐานะเป็น
“มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ลาปาง” และกไ็ ด้มกี ารเปล่ียนชอ่ื จาก “สานกั ศิลปวฒั นธรรม” เป็น “สานัก
ศิลปะและวัฒนธรรม” เป็นหนว่ ยงานสนบั สนนุ การศกึ ษา
บ้านปอ่ งนกั ค่ายสรุ ศกั ดิม์ นตรี

“บา้ นปอ่ งนัก” เป็นภาษาคาเมอื งทีค่ นภาคเหนอื เรียกกนั ซึ่งคาวา่ “ปอ่ ง” นน้ั หมายถงึ
หนา้ ต่าง คาวา่ “นกั ” หมายถึง มาก ฉะน้ัน “บ้านปอ่ งนัก” จึงหมายถงึ บ้านทม่ี ีหน้าตา่ งจานวนมาก
บ้านปอ่ งนักได้เริม่ กอ่ สรา้ งขึ้นในปี พ.ศ. 2468 โดยกรม ยทุ ธการทหารบก และควบคมุ การก่อสรา้ ง
โดยพันโทพระมหาณรงค์เรืองเดช ผบู้ งั คับกองทพั ท่ี 1 กรมทหารราบท่ี 17 ซ่งึ ใช้งบประมาณในการ
ก่อสร้างไปกวา่ 16,000 บาท ในการสร้างบ้านบา้ นป่องนกั ขึน้ มานนั้ เพอ่ื ใชเ้ ปน็ พลับพลาทีป่ ระทบั
ของรัชกาลที่ 7
พิพิธภณั ฑว์ ัดปงสนุกเหนือ

วดั ปงสนกุ ตั้งอยู่ ณ หม่บู า้ นปงสนุก ตาบลเวียงเหนอื อาเภอเมอื ง จังหวัดลาปาง เป็นวัด
สาคญั คกู่ ับจงั หวัดลาปาง สนั นิษฐานวา่ สร้างข้ึนในสมัยท่เี จ้าอนนั ตยส ราชบตุ รของพระนางจามเทวี
แหง่ หรภิ ุญไชย (ลาพูน) เสด็จมาสร้างเขลางค์นคร (ลาปาง) เมอ่ื พ.ศ. 1223 ซง่ึ ยังต้องอาศัยหลกั ฐาน
ทางโบราณคดเี พ่ือยืนยนั ตามความเชอื่

อยา่ งไรกต็ ามวัดปงสนุกถือเปน็ วัดศูนยก์ ลางเมืองเขลางคย์ คุ ที่ 2 ในสมัยล้านนา หลักฐานที่
เก่าแก่ทส่ี ุดทกี่ ล่าวถงึ วดั ปงสนุก ยอ้ นไปถึงปี พ.ศ. 1929 ในขณะนนั้ ใชช้ ่อื ว่า“วัดเชียงภูมิ” เปน็
สถานทท่ี ่ีหม่ืนโลกนคร ผูร้ กั ษาเมอื งเขลางคใ์ ชต้ ง้ั รับทัพอยธุ ยาท่ยี กข้ึนมาตีล้านนา ต่อมาอีก 400 ปี
วดั แหง่ นไี้ ด้เปลยี่ นช่ือเป็น “วัดปงสนกุ ” โดยมกี ารแบ่งเป็นดา้ นเหนอื และดา้ นใต้ ดงั หลกั ฐานจาก
คัมภรี ใ์ บลานของวดั ภูมินทร์ จงั หวดั น่าน กล่าวถึงการฉลอง “วัดปงสนกุ ใต้” ในปี พ.ศ.
2352 และในปี พ.ศ. 2402 จากบันทกึ ของครบู าอาโนชัยธรรมจนิ ดามนุ ีอดีตพระราชาคณะหัวเมือง
ได้กลา่ วถึงการบูรณะภูเขาจาลอง วัดปงสนุกเหนือ หลังจากนัน้ อีก 27 ปี คือปี พ.ศ. 2429 ได้มี
การบูรณปฏสิ ังขรณ์วดั ปงสนุกคร้ังใหญ่ โดยทาการซ่อมพระเจดยี ์ สรา้ งฉตั ร ก่อซุ้มประตู
โขง วหิ ารหลังมยี อดหรอื วิหารพระเจ้าพันองค์และจดั ฉลอง โดยนิมนต์พระสงฆ์มารบั ไทยทาน
กวา่ 300 รปู

จากหลกั ฐานท่พี บไดก้ ลา่ วถึงช่ือเดิมของวดั ปงสนุกถึง 4 ชอื่ ในเวลาที่แตกตา่ กัน ไดแ้ ก่ วัด
ศรจี อมไคล, วัดเชียงภูมิ, วัดดอนแกว้ , วัดพะยาว (พะเยา) สาหรับช่ือปงสนกุ เป็นชอื่ ล่าสดุ ทพ่ี บ
หลกั ฐานอย่างนอ้ ยตั้งแต่ พ.ศ. 2352 เมือเกอื บ 200 ปีทีผ่ า่ นมาช่ือวัดพะยาว (พะเยา) และวัด
ปงสนุกเป็นชอื่ ที่เกยี่ วข้องกับประวตั ิศาสตร์การอพยพผูค้ นในเหตุการณ์ช่วงปี พ.ศ. 2346 ทีพ่ ญากา
วลิ ะไดย้ กทพั เขา้ โจมตีเมอื งเชียงแสน ซงึ่ เป็นทีต่ ง้ั ม่ันของพมา่ และได้กวาดตอ้ นชาวเชียงแสน ซ่ึงมี
ชาวบา้ นปงสนุกลงมาตง้ั ถน่ิ ฐานใหม่ท่ีเมืองลาปาง รวมไปถงึ มกี ารอพยพคนเมืองพยาว (พะเยา) หนี
ศกึ พมา่ ลงมายังเมอื งลาปางชาวปงสนกุ เชยี งแสนและชาวพะเยาได้ตั้งบา้ นเรอื นอยรู่ ิมฝัง่ แม่นา้ วงั แถบ
บริเวณวดั เชียงภมู ิ โดยนาช่ือหมู่บา้ นเดมิ มาเรียกขานชมุ ชนแห่งใหม่ ต่อมาราว พ.ศ. 2386 เจ้า

174
หลวมหาวงศ์ได้ไปฟ้ืนฟเู มอื งพะเยาข้นึ ใหม่ ครูบาอินทจกั รพระอปุ ชั ฌายข์ องครบู าอาโนชยั ธรรม
จนิ ดามุนีไดช้ าวพะยาว (พะเยา) อพยบกลับคืนสู่บา้ นเกิด คงเหลอื เพียงพวกท่ีไม่ยอมกลบั และมา
รวมอยูก่ ับชาวบ้านปงสนุก ชื่อวัดและชือ่ หม่บู ้านจึงเหลอื เพยี งชื่อปงสนุกตราบเท่าทกุ วันน้ี

ผูอ้ าวุโสในชุมชนเล่าว่าวัดปงสนุกตั้งอยูต่ ดิ กาแพงเมืองเขลางค์ด้านในเป็นแนวคนั ดนิ และมคี ู
ลอ้ มรอบอีกชั้น คูเมืองด้านหลงั วดั มคี วามลกึ มากและเตม็ ไปด้วยกอบวั และนอกจากนีย้ งั มธี รรม
เนยี มในการขุดดินไปถมที่วัดบนท่ตี ัง้ ของวหิ ารพระเจ้าพนั องค์ ดว้ ยเชอ่ื วา่ หากไมข่ ุดดินไปใหว้ ดั บน
นา้ จะท่วมบ้าน ซง่ึ ตรงกับการขดุ คน้ ทางโบราณคดีบนม่อนดอยในเดือนพฤษภาคมปี 255 ทีพ่ บช้นั
ของทรายท่ีนามาจากแม่นา้ ถมอยภู่ ายใตพ้ น้ื ซีเมนตบ์ นลานพระธาตลุ กึ ลงไปในราว 30 เซนตเิ มตรแต่
เมอ่ื ขดุ ลกึ ลงไปกวา่ นัน้ กลบั พบว่าเปน็ ช้นั ของอฐิ ทเี่ รยี งสลับกนั ลงไปกวา่ 7 เมตร ซึ่งเปน็ การเปิดเผย
เทคนิคการสรา้ งมอ่ นดอยด้วยอฐิ ของวัฒนธรรมล้านนาเปน็ แหง่ แรกของประเทศ ทดี่ า้ นหน้าของวัดมี
บงึ น้าขนาดใหญอ่ ยไู่ ม่ไกลจากแม่นา้ วังมากนัก และเป็นทีต่ ้ังของคมุ้ เจ้าราชวงศ์ และเจ้าแมส่ ขุ
ณ ลาปาง ในปัจจุบันท่ดี ้านหนา้ วดั ปงสนกุ ใต้มีสิง่ สาคญั คอื ตน้ ฉาฉาขนาดใหญ่ทีม่ อี ายุเกือบ 150
ปี ซึ่งเร่ืองเล่าว่า ครบู าธรรมชยั ไดธ้ ุดงค์ไปปกั กลดใต้ตน้ ฉาฉาทเ่ี ชยี งตุงในปี พ.ศ. 2411 และได้
เก็บฝักมาเพาะเป็นตน้ แลว้ ปลกู ไว้ขา้ งหนองน้าใหญ่หนา้ วัด แมว้ า่ ปัจจุบนั สระนา้ ดังกลา่ วไดถ้ กู ถมไป
จนหมดส้นิ เหลือเพียงต้นฉาฉาที่เติบโตใหร้ ม่ เงาแกช่ าวบา้ นมาเปน็ เวลานานความรุ่งเรืองของวดั
ปงสนกุ ยังปรากฏอยู่ในงานศลิ ปกรรมและสถาปตั ยกรรมต่าง ๆ ทอ่ี ยภู่ ายใตว้ ดั เปน็ จานวนมาก อาทิ
เชน่ เจดยี ์ วิหารพระนอน และวหิ ารพระเจ้าพนั องค์ วิหารโถงทรงจตั ุรมุขท่มี ีอายุกวา่ 120 ปี ซง่ึ มี
รปู แบบงดงามและเปน็ แม่แบบให้อาคารหลังอ่นื ในประเทศไทย เชน่ หอคาไร่แมฟ่ ้าหลวง จังหวดั
เชียงราย ปัจจุบันวดั ปงสนกุ ยังเป็นแหลง่ รวมศิลปวัตถุอีกนานปั การ ทั้งพระพุทธรูปไม้ ซึง่ พบ
ภายในหอ้ งใต้หลังคาของวิหารพระเจ้าพันองค์, ภาพพระบฎเขียนเร่อื งพระเวสสันดรบนผ้าและ
กระดาษสาทีม่ ีอายุไมต่ า่ กว่า 120 ปี หบี ธรรมโบราณและธงชา้ งเผอื กขนาดใหญ่ในสมัยรัชกาลท่ี 6
ซ่ึงไดจ้ ดั แสดงงานทพี่ ิพธิ ภณั ฑห์ บี ธรรมรตั นานรุ กั ษ์อนสุ รณ์และพิพิธภณั ฑห์ บี ธรรมของวดั
ปงสนกุ (ด้านเหนือ)
อทุ ยานการเรยี นรูจ้ งั หวัดลาปาง

ลาปางได้กาหนดให้การอ่านเปน็ วาระสาคัญของจังหวดั ทที่ ุกภาคสว่ นต้องหนั มาให้
ความสาคญั และร่วมกนั สง่ เสริม เพือ่ ปลูกฝงั และส่งเสรมิ ให้เด็ก เยาวชน และประชาชน มนี ิสยั รักการ
อ่าน การแสวงหาความรู้ และการเรยี นร้อู ย่างสรา้ งสรรค์ตลอดชวี ติ เทศบาลนครลาปางจึงรว่ มมือกบั
สานกั งานอทุ ยานการเรยี นรู้ (TK park) สร้างสรรคแ์ ละพฒั นาหอสมุดประชาชนเทศบาลนครลาปาง
เพอื่ เป็นแหล่งเรียนรแู้ ห่งใหม่ ในชอ่ื อทุ ยานการเรียนรนู้ ครลาปาง หรือ Lampang Knowledge
Park (LK Park) อนั เป็นการสนับสนนุ และขบั เคลื่อนนโยบายลาปางนครแห่งการอ่านได้เป็นอย่างดีย่ิง
โดยภายในมพี ืน้ ที่ให้บรกิ าร อาทิ มมุ เทดิ พระเกียรติเจ้าฟา้ นกั อา่ น (หอ้ งหนังสอื อ้างอิง), ห้อง IT
บรกิ ารคอมพิวเตอรแ์ ละอินเตอรเ์ น็ต, หอ้ งสมุดเด็ก Kids Zone, มมุ นวนยิ าย
พพิ ิธภัณฑส์ ถานแหง่ ลา้ นนา วัดพระแก้วดอนเตา้ สุชาดาราม

เปน็ เวลานานถงึ 32 ปี เหตทุ ่ีวัดน้ีไดช้ ่อื วา่ วดั พระแกว้ ดอนเต้า มตี านานกล่าวว่า พระมหา
เถระแห่งวดั น้ีไดพ้ บ แกว้ มรกตในแตงโม (ภาษาเหนอื เรียกว่า หมากเต้า) และนามาแกะสลักเปน็
พระพทุ ธรปู แต่ตอ่ มาไดอ้ ญั เชิญไปประดษิ ฐานทว่ี ัดพระธาตุลาปางหลวง จนถงึ ปจั จุบนั ปชู นยี สถานที่

175
สาคญั ในวัด พระแก้วดอนเตา้ ได้แก่ องค์พระบรมธาตขุ องดอนเตา้ พระเจดีย์องคใ์ หญ่ ซึง่ บรรจุพระ
เกศาธาตุ ของพระพุทธเจ้า

วหิ ารหลวงทปี่ ระดษิ ฐานพระพุทธไสยาสนท์ ่มี ีอายุเกา่ แก่พอ ๆ กับวดั นี้ นอกจากน้ยี ังมวี หิ าร
หลวง ท่ปี ระดิษฐานพระพทุ ธรปู ปางมารวชิ ัย วิหารพระเจ้าทองทิพย์สร้างศลิ ปะสมยั เชียงแสน มณฑป
หรอื พญาธาตุศิลปะแบบพม่า วิหารลายคาสุชาดารามฝีมือชา่ งเชยี งแสน ภายในมจี ิตรกรรม ฝาผนัง
โดยมีลวดลายทอง ประดบั ตามสว่ นตา่ ง ๆ งดงาม เปน็ ท่ีประดษิ ฐานพระพุทธรปู เชียงแสน และยังมี
พพิ ธิ ภัณฑสถานแหง่ ล้านนา อันเป็นแหลง่ รวบรวมศิลปวตั ถุแบบล้านนาเชน่ สัตตภณั ฑ์ เคร่ืองถ้วย
กระเบื้องพระพุทธรปู เป็นต้น
พพิ ธิ ภณั ฑ์ธนาคารไทย ลาปาง

พิพิธภณั ฑ์ธนาคารไทย ลาปาง เปน็ อาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น สถาปัตยกรรมโคโลเนยี ล
ลกั ษณะเดน่ คือมมี ขุ ยน่ื ด้านหน้ารบั ด้วยเสาลอยและซ้มุ โคง้ พ้ืนทช่ี ้นั ลา่ งเคยเป็นที่ทาการธนาคาร ส่วน
ชน้ั บนเป็นทีพ่ ักของผู้จัดการสาขา โดยแบ่งพ้นื ท่ีเป็นห้องพกั มีผนังเกล็ดไมโ้ ดยรอบเพ่ือชว่ ยในการ
ระบายอากาศและมรี ะเบยี งรอบ อาคารนี้มคี วามสาคญั ในฐานะท่เี ปน็ ธนาคารแหง่ แรกในจงั หวัด
ลาปาง ในชอื่ “แบงกส์ ยามกมั มาจลทนุ จากัด” (ปัจจุบนั คอื ธนาคารไทยพาณิชย์ จากัด (มหาชน))
สาขาที่ 3 ในประเทศไทย ตอ่ จากสาขาทุง่ สงและสาขาเชยี งใหม่ ก่อต้ังข้นึ ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โดยดาริของคณะกรรมการการธนาคารดังกล่าว มีพระยาไชยยศสมบตั ิ เป็น
นายกกรรมการ ได้เล็งเห็นว่านครลาปางมีความเจริญรุ่งเรืองทางธุรกิจทัง้ ด้านการคา้ และการปา่ ไม้ แต่
ยังขาดแคลนเงนิ บาทและเงินเหรียญไทย ประชาชนต้องใช้เงินรูปขี องพมา่ ซงึ่ อยู่ใต้การปกครองของ
อังกฤษ ทาใหเ้ กิดการเสยี ดุล

ธนาคารจงึ ไดก้ อ่ สรา้ งทีท่ าการสาขานครลาปางเมื่อ ปี พ.ศ. 2473 ได้ใชเ้ ป็นท่ีทาการมาโดย
ตลอด นอกจากน้ียงั เคยเปน็ ทพ่ี กั ของอดตี ผจู้ ัดการสาขา บางทา่ นเปน็ บุคคลสาคญั ทเี่ ป็นทรี่ ู้จกั กันดี
โดยเฉพาะ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ก็เคยพานกั ทีน่ ร่ี ะหว่างทที่ ่าน
ดารงตาแหน่งผู้จดั การธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลาปาง ในปี พ.ศ. 2540 ธนาคารไดก้ อ่ สรา้ งที่ทาการ
ใหมใ่ นบริเวณด้านขา้ งของอาคาร ส่วนอาคารนีก้ ็ ได้ปรบั เป็นพพิ ิธภณั ฑธ์ นาคารไทย มกี ารจัดแสดง
เกยี่ วกับประวตั ศิ าสตร์การเงนิ การธนาคาร จาลองหอ้ งทาการธนาคาร หอ้ งพักผจู้ ดั การในอดีต และ
โดยเฉพาะตัวอาคารเอง ก็เปน็ อาคารประวตั ิศาสตรเ์ ช่นกัน สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรม
ราชูปถัมภ์ ได้คัดเลือกให้อาคารนเ้ี ป็นอาคารอนุรักษ์ดเี ดน่ ประจาปี พ.ศ. 2540
สถานรี ถไฟลาปาง

สถานรี ถไฟลาปางเปน็ สถานีรถไฟรุ่นแรกๆท่สี รา้ งขนึ้ ในประเทศไทยและยังคงเหลืออยู่
ภายหลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี 1 ออกแบบโดยวศิ วกรชาวเยอรมนั ซงึ่ ได้รบั มอบหมายใหส้ รา้ งทางรถไฟ
สายเหนือ นับว่าการสร้างสถานีรถไฟแห่งน้ไี ดน้ าความกา้ วหนา้ มาสู่นครลาปางก่อนเชียงใหมห่ ลายปี
เนือ่ งจากการเจาะอโุ มงค์ทถี่ า้ ขุนตานยงั ไม่แลว้ เสร็จ โดนสถานีลาปางเปิดใช้งาน 1 เมษายน 2459
รองรบั ขบวน รถรวม พษิ ณโุ ลก - ลาปาง และ อุตรดติ ถ์ - ลาปาง ก่อนมีรถด่วน สายเหนือตรงจาก
กรงุ เทพ ขึ้นมาทาขบวนเม่อื 1 พฤศจิกายน 2465

ใน พ.ศ. 2506 การรถไฟแห่งประเทศไทยไดจ้ ดั ส่งหวั รถจักรไอน้ามาแสดงไวท้ ส่ี ถานีรถไฟ
ลาปาง และกาหนดใหส้ ถานรี ถไฟแห่งนเี้ ป็นสถานปี ระวตั ศิ าสตร์ และทาการอนรุ ักษไ์ วร้ ปู แบบ

176
สถาปัตยกรรมของสถานรี ถไฟลาปางเป็นอาคาร 2 ช้นั ก่ออิฐฉาบปูน ผงั รปู สี่เหล่ียมผืนผา้ มีปีก 2
ขา้ งเชือ่ มกับโถงกลาง รูปแบบสถาปัตยกรรมโคโลเนียล มกี ารใชโ้ คง้ (arch) และการประดับตกแตง่
ด้วยไม้ฉลุ และปูนปั้น มตี ัวอาคารสถานี คลงั สินคา้ พ้นื ที่เก็บหัวรถจักรและตัวรถไฟ รวมถงึ พ้นื ท่ี
บ้านพกั พนกั งาน อาคารสถานีดังที่เหน็ ในปัจจุบันไดผ้ า่ นการตอ่ เตมิ มาเป็นบางสว่ น โดยเฉพาะชว่ ง
กอ่ นปีพ.ศ. 2520 มกี ารตอ่ เตมิ สว่ นควบคมุ บรเิ วณปกี ทางทิศใต้ สว่ นพกั คอยด้านติดรางรถไฟ และซุม้
ด้านหนา้ ที่จอดรถ จากนนั้ มกี ารเปลยี่ นกระเบ้อื งหลงั คา กระเบ้ืองพื้น และปรบั ปรงุ พน้ื ชน้ั ล่างท้งั หมด
ในปี พ.ศ. 2538
กาดกองตา้

กาดกองต้าเป็นถนนคนเดนิ ที่มชี ่อื เสียงในลาปาง มมี นต์เสน่หเ์ ตม็ ไปดว้ ยสถาปตั ยกรรม
อาคารเก่าแก่ท่ีได้รับอิทธิพลมาจากตะวนั ตกและจนี ซ่ึงอาคารเหล่านี้เดิมทเี ปน็ ท่พี ักอาศยั ของพ่อค้า
แตป่ ัจจุบันแปรผันมาเปน็ ร้านคาเฟ่ให้นักท่องเท่ยี วได้มาจิบชาและกาแฟกนั อาคารเก่าทดี่ สู งา่ งาม
สะดุดตามา 2 อาคารด้วยกัน คอื อาคารหมอ่ งโง่ยซ่นิ และอาคารฟองหลี

อาคารหมอ่ งโงย่ ซ่ิน เปน็ อาคารทีก่ อ่ สรา้ งมาในสไตลข์ องพมา่ โดยจะสงั เกตได้จากรูปทรงของ
อาคารมลี กั ษณะเปน็ เรือนขนมปังขิงหลงั คาทรงมะนิลา มีความโดดเดน่ ดว้ ยลายฉลไุ มแ้ ละทาสีขาวทัว่
ทง้ั ตึก ลวดลายตา่ ง ๆ จะเปน็ ลายพรรณพฤกษา ลายกน้ ขด ลายประดิษฐ์ มลี ายสตั วแ์ ละลาย
สญั ลักษณ์ที่หนา้ จ่วั ประดบั ตกแตง่ แทบทุกสว่ นของอาคาร โดยหน้าจวั่ มกี ารประดบั สะระไนอนั เป็น
ลกั ษณะเด่นของเรือนแบบมะนลิ า นอกจากความสวยงามของอาคารแลว้ ภายในอาคารก็ยงั เปิดเป็น
ร้านกาแฟและมภี าพนิทรรศการต่างๆของอาคารอกี ด้วย

ส่วนอกี อาคารท่นี า่ สนใจก็คอื อาคารฟองหลี เปน็ อาคารที่ทาจากอิฐและไมท้ ีไ่ มผ่ า่ นการทาสี
ใด ๆ เลย มีหลงั คาจ่ัวตัดขวางแบบจนี และอาคารเปน็ อิฐ เป็นการผสมผสานระหว่างตะวันตกและจีน
มองจากด้านหนา้ จะเห็นไดว้ ่ามีเสาและหน้าต่างเยอะมากทาใหม้ ีเสนห่ ์ที่ไมเ่ หมอื นใคร แต่ปัจจุบนั ก็ได้
กลายมาเป็นเกสต์เฮา้ สแ์ ละค่าเฟ่ มที ง้ั อาหารและของหวาน เป็นอาคารทม่ี คี วามสวยงามไม่แพใ้ ครเลย

ซึง่ จากท้ังหมดที่กล่าวมา ถนนคนเดนิ กาดกองต้ามเี สนห่ ์ของสถาปัตยกรรมและอาหารของ
ชาวเมืองเหนือ สมดังคาท่วี า่ เมืองลาปาง เมืองท่ไี มห่ มนุ ตามกาลเวลา
สะพานรษั ฎาภเิ ศก

“สะพานรัษฎาภเิ ศก” หรือ “สะพานขาว” ทีเ่ ป็นดงั แลนด์มาร์กของเมืองรถม้าลาปาง ได้มี
อายคุ รบ 100 ปีแลว้ เป็นเวลายาวนานทสี่ ะพานสีขาวสะอาดตา โดดเดน่ ด้วยเส้นโคง้ ทรงคนั ธนูรวม 4
โค้งทอดข้ามผ่านแม่นา้ วัง ใหผ้ ู้คนได้ใชส้ ัญจรผ่านไปมาระหว่างสองฝง่ั แม่น้าในเขตใจกลางเมอื งลาปาง
และกลายเปน็ สัญลกั ษณ์คเู่ มอื งที่ชาวลาปางคนุ้ ตา

สะพานรัษฎาภเิ ศก หรือ สะพานขาว ต้งั อยทู่ ่ีถนนรัษฎา เป็นสะพานขา้ มแม่นา้ วงั ต้ังอยู่ใน
เขตตาบลหัวเวียง อาเภอเมืองลาปาง จงั หวัดลาปาง เจ้าผู้ครองนครเป็นผทู้ ี่ตั้งชอ่ื จากพิธเี ฉลิมฉลอง
รัษฎาภิเษก สมยั รชั กาลท่ี 5 สะพานรัษฎาเป็นสะพานรว่ มสมัยกับยุคอารยธรรมรถไฟมอี ายุผา่ น
สงครามโลกครงั้ ที่ 1 และ 2 มาแล้วและรอดพน้ จากการโจมตที งิ้ ระเบดิ ของฝ่ายสัมพันธมิตรมาได้ด้วย
การทาสพี รางตา และมีการอ้างว่าสะพานแหง่ นไ้ี มม่ ปี ระโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของนางลซู ี สคาร์ลิง
อดีตผู้อานวยการโรงเรยี นวชิ านารีซง่ึ เปน็ ทป่ี รึกษาของกองทัพสัมพนั ธมิตรในขณะนน้ั

177

นอกจากน้ี เดมิ เปน็ สะพานไมเ้ สรมิ เหลก็ ชารุดผุพงั จงึ มีการก่อสร้างใหมเ่ ม่อื เดอื นมนี าคม
พ.ศ. 2460 ถือว่าเปน็ สัญลกั ษณ์ของเมืองลาปาง ซงึ่ มีชือ่ เรียกกนั หลายช่ือเช่น “ขัวสโ่ี ก๊ง”(สะพานส่ี
โค้ง) “ขวั หลวง” (สะพานใหญ่) และ “ขวั ขาว” (สะพานขาว) ถือว่าเปน็ สะพานคอนกรตี เสรมิ เหลก็ ทม่ี ี
ความคงทนมากกวา่ สะพานรุน่ เดยี วกนั ทไี่ ม่เหลอื อยู่แลว้ ในปัจจุบนั นอกจากน้ตี รงหวั ของสะพานยงั มี
สญั ลกั ษณ์ที่ส่ือความหมายถงึ ความเป็นมาดังน้ี

เสาสี่ต้น ทต่ี ้ังอยหู่ วั สะพานฝั่งละสองต้น หมายถงึ ความมน่ั คงแข็งแรง
ครฑุ สีแดงด้านหนา้ ของเสาทกุ ตน้ เป็นตราสญั ลักษณ์ของแผน่ ดนิ ในสมยั รัชกาลท่ี 6

สะพานดา
สะพานดาหรอื สะพานรถไฟจังหวดั ลาปางท่พี าดผ่านระหวา่ งสถานีรถไฟนครลาปาง มงุ่ สู่

สถานีรถไฟบอ่ แฮว้ ลกั ษณะของสะพานดานน้ั เป็นสะพานเหลก็ บริเวณด้านขา้ งนั้นเปน็ ทางเดินท่ที า
ด้วยไม้ สะพานดาสร้างขน้ึ ในชว่ งสมยั หลังสงครามโลกคร้งั ที่ 2 ญ่ปี นุ่ เข้ามาเพอื่ เคลอ่ื นพลผา่ นประเทศ
ไทย และไดต้ ง้ั กองบญั ชาการท่ีลาปาง เข้าทาการยดึ อาคารสถานทีใ่ นกิจการของ ท้งั ชาวองั กฤษ
อเมรกิ ัน และชนชาติอ่ืน ๆ ทาให้คนเหลา่ น้ันไดท้ าการลี้ภยั ออกไป ขณะทีป่ ระเทศไทยสมยั นนั้ เปน็ คู่
สงครามกับฝ่ายสมั พันธมิตร จงึ ถูกฝา่ ยสมั พันธมิตรโจมตเี มือง ด้วยการทิ้งระเบดิ ในพืน้ ทีต่ ่าง ๆ
หลายๆครอบครวั ทีอ่ าศยั อยู่ในเมือง ไดท้ าการยา้ ยไปอยูน่ อกเมอื งชว่ั คราวเพื่อหลบภยั สงคราม บาง
รา้ นทีอ่ ยใู่ นเมืองก็ตอ้ งพรางอาคารด้วยยอดมะพรา้ ว หรอื เอาสีดามาทาตัวตึก สะพานก็เหมือนกัน
อาจจะทาสดี าเพื่ออาพรางไม่ให้โดนระเบิดกไ็ ด้ ดังน้ันการทาสีดาของสะพานในชว่ งสงครามโลกคร้งั ที่
2 จึงเป็นท่มี าของ สะพานดาหรอื สะพานรถไฟในปัจจบุ นั

ในอดตี นน้ั สะพานดาแหง่ น้มี ีความสาคัญในด้านการคมนาคม ใช้เดินทางระหวา่ งผู้คน การค้า
ขายโดยเส้นทางรถไฟ ในปัจจุบันน้ีสะพานดาไดม้ ีความทรดุ โทรม โดยเฉพาะบริเวณทางเดินไมไ้ ดผ้ พุ งั
ตามกาลเวลา ทางสถานรี ถไฟจงึ มีการติดปา้ ยไวว้ า่ สะพานชารดุ

ในอดีตสะพานดานอกจากจะเปน็ สะพานสาหรบั การเดนิ ทางโดยรถไฟแลว้ ยังเปน็ ที่สญั จรทาง
เท้าของชาวบ้านท่ีอาศัยอยู่ในบรเิ วณน้ี ซ่ึงชาวบา้ นทอี่ าศัยฝ่งั ทางนาก่วมเหนือ (ทางฝ่ังสถานรี ถไฟนคร
ลาปาง) มกั จะเดนิ ทางขา้ มไปยังบา้ นบอ่ แฮ้ว บา้ นทบั หมาก บ้านดง และจะมชี าวบา้ นทอ่ี ยูบ่ ริเวณฝ่งั
บอ่ แฮ้ว นาพืชผักสวนครัว หรือขา้ วของตา่ งๆมาวางขายที่ตลาดเก๊าจาว (ตลาดรตั น์) ซง่ึ เปน็ ตลาดตอน
เชา้ อยู่ตดิ กบั ทางรถไฟและสะพานดา โดยชาวบ้านจะเดินเลาะด้านขา้ งของสะพานดา สัญจรกนั ไปมา
แตใ่ นเวลาทรี่ ถไฟผ่านมา ในขณะที่ชาวบ้านข้ามสะพานกจ็ ะมคี วามน่าวติ กเปน็ อยา่ งมาก เน่อื งจาก
ชาวบา้ นต้องพยายามเกาะเกาะราวเหล็กด้านข้างใหแ้ น่นท่ีสุด ทาใหก้ ารสญั จรนน้ั อันตรายและลาบาก
ตอ่ ชาวบา้ น แตใ่ นปัจจบุ นั มกี ารสรา้ งสะพานปนู ข้ามแม่นา้ ใกล้ๆกับสะพานดา ชือ่ วา่ สะพานสบตุ๋ย จึง
ทาให้สะพานดาไมค่ ่อยได้ถูกใช้สัญจรโดยชาวบา้ น เนือ่ งจากมีเส้นทางสะพานสัญจรแห่งใหม่ทีส่ ะดวก
ไมอ่ ันตราย และสามารถนายานพาหนะข้ามไปมาได้อกี ดว้ ย ประโยชน์ของสะพานดาของชาวบ้านใน
บริเวณน้นั จึงหมดคุณค่าไป แต่ก็ยงั มคี วามสาคญั ต่อการเดินทางโดยรถไฟ ซ่ึงเป็นเส้นทางการติดต่อ
คา้ ขาย และการเดนิ ทางไปมาระหว่างผู้คนท่ีขนึ้ รถไฟสถานีเชยี งใหมม่ ุง่ ส่สู ถานหี วั ลาโพง

เนือ่ งจากสะพานดาไม่ได้เปน็ แหล่งท่องเทีย่ ว แต่ก็ยงั มีผทู้ ีส่ นใจเหน็ ถงึ ความสวยงามของ
สะพานดาได้เดนิ ทางเขา้ ไปถา่ ยรปู กนั เปน็ จานวนมากรวมถึงการถา่ ยภาพพรีเวด็ ดง้ิ ถึงแมว้ ่าสะพานดา

178

จะไม่ไดเ้ ปน็ แหล่งท่องเทย่ี วทผ่ี ้คู นให้ความสนใจ แตส่ ะพานดายงั มคี วามเก่ยี วขอ้ งทางประวัตศิ าสตร์
ในชว่ งสมัยสงครามโลกคร้งั ท่ี 2 ซงึ่ หลังจากทม่ี กี ารสรา้ งทางรถไฟสายเหนอื เสร็จ รวมถึงสะพานดา ก็
ส่งผลให้เศรษฐกิจของลาปางดาเนินไปในทางท่ีดี ซึ่งในอดตี มีพ่อค้าชาวจีนได้อพยพเข้ามาอาศัยแล้ว
ทาการค้าขายเปน็ จานวนมาก ซึง่ ในอดีตน้ันลาปางไม่สามารถปลกู ขา้ วเพื่อเป็นสินคา้ สง่ ออกไปยัง
กรงุ เทพได้เนอื่ งจากขาดน้า แต่เป็นเสน้ ทางด้านคมนาคม ขนส่งโดยรถไฟ ทาให้พ่อคา้ ชาวจนี ได้ทาการ
ต้ังโรงสีและโรงเล้ือย เพ่อื นาข้าวนัน้ มาสี และสง่ ต่อไปยงั กรงุ เทพ จะสงั เกตเหน็ ไดจ้ ากโรงสี และ
โรงงาน ท่ีตั้งอย่บู ริเวณสถานีรถไฟสบตุ๋ย

อาเภอแมเ่ มาะ
พพิ ธิ ภณั ฑศ์ ูนย์ถ่านหนิ ลิกไนต์ศึกษา เหมอื งแม่เมาะ เฉลมิ พระเกียรตพิ ระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้
เจ้าอยู่หวั

มวี ัตถปุ ระสงค์เพอื่ สรา้ งความตระหนักถึงความสาคญั ของพลังงานจากถา่ นหนิ และ
ความสาคัญของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ทีม่ ตี ่อความมน่ั คง ด้านพลังงานของประเทศ เข้าใจถงึ กระบวนการ
ผลิตกระแสไฟฟา้ และมาตรการในการลดผลกระทบตอ่ สง่ิ แวดล้อม และชุมชน อย่างใส่ใจ

เหมืองถ่านหินลิกไนต์ อ.แม่เมาะ เป็นแหล่งทรพั ยากรธรรมชาติถา่ นหนิ ขนาดใหญ่ ที่มี
ความสาคัญขับเคล่อื นพลังงาน โดยนามาผลิตเปน็ กระแสไฟฟา้ แจกจา่ ยให้สู่ประชาชน ทั้งยังให้
ความสาคญั ตอ่ ส่ิงแวดลอ้ มและชุมชน โดยมีมาตราการตา่ งๆ เพ่ือลดผลกระทบตอ่ สิง่ แวดลอ้ ม รวมถึง
การดแู ลและพฒั นาชมุ ชน เพื่อสามารถอยูร่ ว่ มกันอยา่ งยัง่ ยืน

อาเภองาว
สะพานโยง

ประมาณปี พ.ศ. 2458 มกี ารดาเนนิ การถนนพหลโยธิน โดยต้ังต้นสร้างจากกรงุ เทพฯ
เรอื่ ยมาถึงอาเภองาว จงั หวดั ลาปาง แล้วกพ็ บวา่ มีแมน่ า้ งาวขวางกน้ั อยู่ ในเสน้ ทางหลกั ของการ
เดนิ ทางขึ้นไปสจู่ ังหวัดพะเยา เชยี งราย และกลับลงมาสู่กรุงเทพฯ ครน้ั จะสรา้ งสะพานแบบทวั่ ไปก็
ทาไม่ได้ คงจะพงั เสยี หายเปน็ แน่ เพราะมีซงุ ไมส้ ักทองทอ่ นใหญ่มหึมาจานวนมากมายล่องผา่ นลาน้าน้ี
อยเู่ ปน็ ประจา แล้วท่อนซงุ ไมส้ กั ทองจานวนมากมายเหลา่ นจ้ี ะลอ่ งตอ่ ไปลงสู่แมน่ ้ายมไม่ไดด้ ว้ ย ดงั นัน้
สะพานขา้ มแม่นา้ งาวจึงถูกรเิ ริม่ คิดทาโครงการจัดสรา้ งขนึ้ ใหม่ ให้เป็นสะพานแขวนแห่งแรกของ
ประเทศไทย

สะพานโยงได้กอ่ สรา้ งก่อนสงครามโลก ครง้ั ที่ 2 ในปี พ.ศ. 2469 ใชร้ ะยะเวลาสร้างรวม
ทั้งส้ิน 18 เดอื น และเริม่ เปดิ ใช้อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2471 มีความยาว 80 เมตร กว้าง 4 เมตร
เสากระโดงสองฝัง่ สงู 18 เมตร เปน็ สะพานเหล็กแขวนท่ีใชร้ อกดงึ ไม่มเี สากลาง วางโครงเหลก็ เหมอื น
ทางรถไฟ ใช้ไมห้ มอนเรียงเป็นลกู ระนาด ปไู ม้กระดานทบั เฉพาะชว่ งล้อรถยนต์ มีทางเทา้ ทั้งสองฝง่ั
ใช้สลงิ ยดึ ตลอดตวั สะพาน ออกแบบสร้างโดยนายช่างชาวเยอรมนั ควบคุมการก่อสร้างโดยขุนเจนจบ
ทศิ สว่ นเจา้ ของโครงการ คอื กรมทางหลวงแผ่นดิน ในความดแู ลของขุนขบวนบถดารหิ ์

เดมิ ที สะพานโยงไมม่ ีชอ่ื เรยี กอย่างเป็นทางการ แต่กรมทางหลวงแผ่นดนิ เรียกวา่ "สะพาน
ข้ามลาน้าแม่งาว" ทาหนา้ ท่เี ช่ือมการเดนิ ทางด้วยถนนพหลโยธินจากภายนอกไปสูจ่ งั หวดั พะเยาและ
จังหวัดเชียงรายอย่หู ลายสบิ ปี กระทัง่ มาเลกิ ใช้ เพราะมีการสรา้ งเส้นทางถนนพหลโยธินสายใหม่ขนึ้
แบบบายพาส ไมผ่ ่านเข้ามาในตวั เมอื งงาว อยา่ งไรก็ตาม สะพานโยงกไ็ ด้รับการบรู ณะหลายคร้งั

179

ขณะปจั จุบนั ได้เปิดให้เฉพาะการเดินข้ามฟากแมน่ า้ งาวเทา่ นน้ั ไมอ่ นญุ าตใหร้ ถยนต์และ
รถจกั รยานยนต์ผ่าน เพื่อปอ้ งกันและควบคมุ การชารดุ เสยี หาย และอนุรักษ์ไวใ้ ห้เป็นมรดกอันลา้ ค่า
ของลูกหลานไทย สืบไป

อาเภอหา้ งฉัตร
สถาบนั คชบาลแหง่ ชาติ ในพระอปุ ถัมภฯ์

เมื่อปี พ.ศ. 2534 ซ่ึงเปน็ ปีทส่ี มเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี เจรญิ
พระชนมายคุ รบ 3 รอบ ในวันที่ 3 เมษายน 2534 องคก์ ารอตุ สาหกรรมปา่ ไมจ้ ึงถือเปน็ นิมติ หมายที่
จะไดร้ ว่ มเฉลมิ พระเกยี รติในวโรกาสอนั เปน็ มงคลน้ดี ้วยการยา้ ยศนู ยฝ์ กึ ลกู ชา้ ง ซ่ึงมเี น้อื ที่จากัดไม่
เหมาะกบั สภาพการณ์ ท่มี ีช้างฝกึ ช้างแก่ ชา้ งเจบ็ ป่วยและช้างของกลางรวมอยเู่ ปน็ จานวนมาก มา
จัดต้งั เป็น “ศนู ยอ์ นรุ ักษ์ช้างไทย” แทนศูนย์ฝึกลูกชา้ งเดมิ โดยไดร้ ับการอนุมตั จิ ากกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ให้ใชพ้ ื้นทจ่ี านวน 383 ไร่ ติดต่อกับสวนปา่ ทุ่งเกวยี นบรเิ วณทางหลวงสายลาปาง –
เชียงใหม่ (ช่วงหลกั กโิ ลเมตรที่ 28 หมู่ 6ตาบลเวียงตาล อาเภอห้างฉัตร จงั หวดั ลาปาง) ซง่ึ สมเด็จ
พระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไดท้ รงเสด็จมาเปิดศูนย์อนรุ ักษช์ ้างไทย เมือ่ วันท่ี 4
มีนาคม 2535 เพือ่ เปน็ การอนรุ ักษ์ศลิ ปะและเอกลกั ษณ์การทาไมด้ ว้ ยช้างของไทยไว้ และยังจะเป็น
แหลง่ รวบรวมขอ้ มูล ความรู้เกีย่ วกบั เรื่องชา้ ง เพ่ือการศึกษาค้นคว้า หรอื ทางานวิจัยอันจะเป็น
จุดเริม่ ต้นของการจัดตง้ั องค์การสากลเพอ่ื อนรุ ักษ์ช้างในประเทศไทย ซึ่งในเบอ้ื งต้นศนู ย์อนุรักษช์ ้าง
ไทยมีชา้ งอยูใ่ นครอบครองมากท่สี ดุ ประมาณ 80 เชอื ก

ในวันท่ี 13 มกราคม 2545 สมเด็จพระเจา้ พน่ี างเธอเจ้าฟา้ กลั ยาณวิ ฒั นา กรมหลวง
นราธวิ าสราชนครินทร์ ได้เสด็จเยย่ี มช้างในพระอปุ ถัมภ์ฯ ช้างพังพระธดิ าและช้างพงั วนาลี ตลอดจน
ทรงเสดจ็ เย่ยี มกิจกรรมของศูนยอ์ นุรักษ์ช้างไทย ผู้อานวยการองคก์ ารอุตสาหกรรมป่าไม้ ได้กราบทูล
ถวายรายงานความต้ังใจที่จะยกฐานะของศูนยอ์ นรุ กั ษ์ชา้ งไทยขึน้ เปน็ สถาบนั คชบาลแหง่ ชาติ โดยมี
วตั ถุประสงคเ์ พ่ือขยายขอบเขตของการบรบิ าลชา้ งไทยให้ครอบคลุมทกุ แงท่ ุกมมุ ในการบรรเทาปัญหา
ทเ่ี กดิ กบั ช้าง เพื่อให้เกิดแนวทางในการอนรุ กั ษ์ช้างอย่างยง่ั ยนื พร้อมกบั อนรุ ักษ์ประเพณวี ัฒนธรรม
การเล้ยี งชา้ งไวเ้ ปน็ มรดก ให้สามารถสืบทอดตอ่ ชนรุน่ หลังต่อไป จากนัน้ วนั ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545
สมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ได้ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ รบั สถาบนั คชบาล
แหง่ ชาติ ไว้ในพระอปุ ถัมภ์ ซง่ึ นบั วา่ เปน็ สริ ิมงคลและเปน็ มิ่งขวญั ในการพฒั นาสถาบนั คชบาลแหง่ ชาติ
ในพระอปุ ถัมภฯ์ ใหเ้ จรญิ ต่อไป

อาเภอเกาะคา
พพิ ิธภัณฑ์ซากดกึ ดาบรรพ์ ธรณวี ทิ ยา และธรรมชาติวิทยา จังหวัดลาปาง

พิพิธภณั ฑ์ซากดึกดาบรรพ์ ธรณวี ทิ ยา และธรรมชาตวิ ทิ ยา จงั หวดั ลาปาง ภายใตก้ รม
ทรพั ยากรธรณีแห่งเดยี วในภาคเหนือกอ่ ตั้งข้ึนตามพระราชบญั ญัติคุม้ ครองซากดึกดาบรรพ์ พ.ศ.2551
กาหนดใหม้ ีการจัดการตัง้ พิพิธภัณฑซ์ ากดกึ ดาบรรพ์ ธรณวี ทิ ยา และธรรมชาตวิ ิทยาข้นึ ทั่วทกุ ภูมิภาค
สาหรบั พ้นื ท่ีภาคเหนอื กรมทรัพยากรธรณีมแี ผนจัดสรา้ งพิพิธภัณฑซ์ ากดึกดาบรรพ์ ธรณวี ทิ ยา และ
ธรรมชาตวิ ทิ ยาท่ีจังหวัดลาปาง เนอ่ื งจากจังหวัดลาปางนั้นเปน็ ศนู ย์กลางทางภูมศิ าสตร์ของภาตเหนือ

180
และมีความหลากหลายของทรพั ยากรธรรมชาติ จึงเหมาะสมสาหรบั การสรา้ งแหล่งเรยี นรู้ใหก้ บั
ท้องถ่นิ เพ่อื ใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุดกบั ประชาชนภาคเหนือ
พพิ ิธภัณฑพ์ น้ื บา้ นเฮอื นฟองคาทวี

พิพธิ ภณั ฑ์พื้นบา้ นเฮอื นฟองคาทวี อาเภอเกาะคา จงั หวดั ลาปาง ตัง้ อยหู่ า่ งจากวดั พระธาตุ
จอมปงิ ประมาณ 300 เมตร เปน็ พิพิธภณั ฑ์สว่ นบุคคล ก่อตงั้ ข้ึนโดย “ครสู มคิด อนิ ตะ๊ พรม” เดิมครู
สมคิดเคยเปน็ ผู้ดแู ลพพิ ิธภัณฑ์วัดพระธาตุจอมปิง และตอ่ มา เกดิ จากแรงบันดาลใจจากงานตวั เองรกั
และสนใจในวัฒนธรรมพ้นื บ้าน ภมู ิปญั ญาชาวบ้านทีน่ บั วันจะหายไปกับกาลเวลา จงึ คดิ สรา้ ง
พพิ ิธภณั ฑ์ส่วนตัวขน้ึ มาที่บา้ น ดว้ ยเงนิ ของตวั เอง ครูสมคิดใช้เวลาดาเนนิ การประมาณ 2 ปี เพอื่
จัดเป็นแหลง่ เรยี นรภู้ มู ปิ ัญญาท้องถนิ่
วดั พระธาตุลาปางหลวง

วัดคู่บ้านคเู่ มอื งของจงั หวดั ลาปางมาแต่โบราณมีประวัติอันยาวนาน มคี วามสวยงามและ
อลังการดว้ ยศลิ ปะสถาปตั ยกรรม ตามตานานกล่าวว่ามมี าต้งั แตส่ มัยพระนางจามเทวี ในราวพุทธ
ศตวรรษท่ี 20 ตอนปลาย ที่สร้างขึ้น ในแนวกาแพงใหญ่ท่ีทอดยาวกัน้ ทกุ อยา่ ง ไว้ในบรเิ วณวดั ส่วน
บนั ไดด้านหนา้ เปน็ นาค สองช้ัน หัวนาคชัน้ แรกเป็นมงั กรคล้ายนาค ตามคตินิยม ทางเหนอื ช้นั ท่ีสอง
เปน็ หัวนาคหวั เดียว เดินขน้ึ ไปตามบันไดนาคจนถึงประตูซ้มุ โคง้ หรอื ประตูโขง ที่ส่วนบนมลี ายปูนป้ัน
เปน็ กรองวิมาน มนี าคและหงสต์ ามชนั้ ต่าง ๆ จนถึงยอดดูสวยงามยง่ิ ขา้ งบน ด้านหน้าจะเปน็ พระ
วิหารหลวง เป็นวหิ าร เปิดโลง่ ขนาดใหญ่ เป็นวดั ไมท้ สี่ มบูรณ์ทส่ี ดุ แห่งหนึง่ ของไทย งดงามดว้ ย
สถาปัตยกรรม เก่าแก่ มากมายได้แกพ่ ระธาตลุ าปางหลวง, วิหารหลวง, วิหารพระพทุ ธ, ซุ้มพระบาท,
กฏุ พิ ระแก้ว, วิหารพระเจา้ ศลิ า และพิพธิ ภัณฑ์ ภายในบรเิ วณวัด
วัดพระธาตุจอมปงิ

ต้ังอยทู่ อี่ าเภอเกาะคา ตาบลนาแก้ว อยู่หา่ งจากตัวเมือง ประมาณ 32 กม. จุดเดน่ ของวัดน้ที ่ี
นา่ อศั จรรย์ คอื การเกดิ เงาสะทอ้ นของพระธาตบุ นกระดานผ้าขาว จะปรากฏในพระ วหิ าร
ตลอดเวลาท่มี แี สงสว่าง ได้มกี ารขุดพบวตั ถโุ บราณ จากบ้านเชียง เช่น ลูกปดั ทส่ี วยงาม หม้อลายขูด
มีด และเคร่ืองใช้สัมฤทธิ์
วดั เสลารตั นปพั พตาราม หรอื วดั ไหล่หิน( เคยเปน็ สถานท่ีถา่ ยทาหนังเร่อื ง พระสุริโยไท)

วัดไหลห่ ินหรอื วัดไหล่หินแก้วชา้ งยืน เปน็ ท่ีประดษิ ฐานของวิหารเกา่ แก่ เป็นแบบศลิ ปะ
ล้านนาไทย โดยช่างเชยี งตุง ประดับลวดลายงดงามทง้ั หลัง หนา้ บันและซุ้มประตู เปน็ อิฐถอื ปนู
ประดับประดาด้วยรปู ปนั้ สตั วศ์ ิลปะลา้ นนา ภายในบรรจพุ ระบรมสารรี ิกธาตุพระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า
ภายในวดั มีพิพธิ ภณั ฑ์วดั ไหลห่ ิน ไดเ้ กบ็ รวบรวม หอพระแกว้ ซุ้มพระพมิ พ์ อาวธุ โบราณ ทโี่ รงธรรมมี
ใบลาน เก่าแก่ของล้านนาไทย ซงึ่ พระมหาเกสระปญั โญจารไว้เมื่อ 300 ปที แ่ี ลว้

อาเภอแมท่ ะ

วัดพระธาตุดอยพระฌาน

181

วัดพระธาตุดอยพระฌาน เป็นวัดท่ีมีพระธาตุเก่าแก่มีมาแต่โบราณ แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก
มากนกั ตงั้ อยู่บรเิ วณแนวภูเขาทางทิศตะวันตกเฉยี งใตข้ องเทศบาลตาบลป่าตนั นาครวั อยูใ่ นเขตพน้ื ท่ี
หมู่ 5 ตาบลป่าตัน อาเภอแม่ทะ จังหวัดลาปาง ซึ่งมีเขตติดต่อระหว่าง อาเภอแม่ทะ อาเภอเกาะคา
และอาเภอสบปราบ บริเวณโดยรอบมีทัศนียภาพท่ีสวยงามและมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็น
ทัศนียภาพของอาเภอแม่ทะท่ีหาดูไดย้ าก เป็นสถานที่ที่มคี วามสงบและร่มเยน็ โดยในแตล่ ะปจี ะจัดให้
มีงานประเพณีสรงน้าพระธาตุ ซง่ึ ตรงกบั วนั ขนึ้ 8 คา่ เดือน 7 (ประมาณเดือน มิถุนายนของทุกปี)
หมบู่ า้ นแกะสลกั (บ้านหลกุ )

มกี ารแกะสลักไมเ้ ปน็ งานศิลปหตั ถกรรมทีม่ ีมานานและสืบเนอ่ื งมาถึงปัจจุบนั เปน็ การ สบื
สานวธิ ี แกะ การใช้มดี และสวิ่ รวมถงึ ความเชือ่ ความคิด ที่ถา่ ยทอดเป็นลวดลายต่างๆ ลงบบผืนไม้
เช่น เครื่องใช้ รปู สัตวต์ ่างๆ ด้วยฝีมอื อันประณีตงดงามและรปู แบบท่ีทนั สมัย

แต่กอ่ นเป็นการทาโดยใชเ้ วลาว่างจากการ ทานา ปัจจบุ ันการแกะสลกั ไมเ้ ปน็ รูปสัตว์ต่างๆ น้ี
ได้รับความนยิ มจากนักทอ่ งเที่ยวและได้รบั สัง่ จองทาออกจาหนา่ ยเป็นอตุ สาหกรรมภายใน หมู่บ้าน
ซงึ่ ทากันมากท่บี า้ นหลกุ ตาบลนาครัว อาเภอแมท่ ะ ห่างจากตวั เมืองลาปางประมาณ 30 กโิ ลเมตร
ภเู ขาไฟผาลาด

ลาปางเป็นจังหวดั ท่ีมภี ูเขาไฟ นกั ทอ่ งเทีย่ วสามารถแวะเทยี่ วชมไดโ้ ดยใช้เส้นทาง สาย
ลาปาง-แม่เมาะ เม่ือถงึ ตาบลผาลาดจะพบถนนแยกขวาซ่ึงจะมีปา้ ยบอกทางไปยังภเู ขาไฟ บริเวณ
ปล่องภูเขาไฟทด่ี บั แล้ว จะเป็นเนินเขาทีม่ ีป่าไม้ปกคลมุ อย่ทู ั่วไปจงึ ทาให้มองปลอ่ ง ไม่เห็นชัดเจนนกั
นอกจากจะสังเกตจากทางอากาศโดยเครอ่ื งบินหรอื เฮลคิ อปเตอร์ จงึ จะเหน็ ชดั หลกั ฐานทีแ่ สดงว่า
บริเวณนีเ้ ปน็ ภเู ขาไฟ กอ้ นหินลาวา หนิ ทาครก ดินขาว และกอ้ นหนิ ท่พี บทัว่ ไปในบริเวรนน้ั เปน็ หิน
ชนดิ เดียวกับท่ีสามารถพบได้ในเขตที่มีภเู ขาไฟ แหลง่ อื่นๆ
ถา้ พระสบาย

นับว่าเป็นถา้ ทีส่ วยงามแห่งหนงึ่ ในจังหวดั ลาปาง มีบรรยากาศทางธรรมชาติท่หี าพบได้ยาก มี
ความชุ่มชื้นและเยน็ สบาย และชมความวิจิตรพสิ ดารของหินงอกหนิ ย้อย ในถา้ ทีส่ วยงามธรรมชาติ ถา้
พระสบายอยูห่ ่างจากตวั อาเภอแม่ทะไปประมาณ 5 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางไปยังถา้ พระสบาย
การเดนิ ทางสะดวกสบาย
วัดสนั ดอยน้อย

เป็นโบราณสถานท่เี กา่ แก่ สรา้ งข้ึนเม่อื ประมาณ ปี พ.ศ. 2478 ตง้ั อยู่ท่ีบ้านนากว้าวกว่ิ หมูท่ ี่
4 ตาบลบ้านกิ่ว อาเภอแม่ทะ จังหวดั ลาปาง

วัดปา่ เพิม่ พูนสามคั คี
วดั น้มี ีพระสถูปเจดีย์ พระอโุ บสถไม้สัก แกะสลักสวยงาม สร้างขึ้นเม่ือประมาณปี พ.ศ. 2500

บรเิ วณวดั สะอาดรม่ รน่ื สวยงามอ ต้งั อยู่ตาบลบ้านกิว่ อาเภอแม่ทะ จงั หวดั ลาปาง

182

อาเภอเสริมงาม
วดั นางอย

ตงั้ อยู่เลขท่ี 121 บ้านนางอย หมทู่ ี่ 10 ตาบลเสรมิ ซา้ ย อาเภอเสริมงาม จงั หวดั ลาปาง สังกดั
คณะสงฆ์มหานิกาย ทดี่ นิ ตัง้ วดั มีเน้อื ท่ี 7 ไร่ 3 งาน 63.5 ตารางวา อาณาเขต ทศิ เหนือประมาณ 111
เมตร จรดท่ีดนิ เอกชน ทศิ ใต้ประมาณ 111 เมตร จรดลาเหมืองสาธารณะ ทิศตะวันออกประมาณ
114 เมตร จรดทดี่ ินของเอกชน ทศิ ตะวันตกประมาณ 114 เมตร จรดลาเหมอื งสาธารณะ ท่ีธรณีสงฆ์
จานวน 3 แปลง เนอื้ ที่ 6 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา อาคารเสนาสนะประกอบด้วย วหิ าร ศลิ ปะลานนา
ไทย กุฏิ และศาลาราย ปูชนยี วัตถุ พระพทุ ธรูปปางตา่ ง ๆ หลายขนาดและเจดยี ์ วัดนางอย สร้างเมื่อ
พ.ศ.2200 โดยครบู าโน ชาวบ้านเรียกวัดหลวงนางอย เดมิ ชอ่ื วัดดอนแก้วทรายมูล ได้รับพระราชทาน
วิสงุ คามสมี า พ.ศ.2400 การบรแิ ละการปกครองมีเจ้าอาวาสเท่าทท่ี ราบนาม คอื พระบญุ ทา แกว้
สงกา พระบุณตัน ทาดสา พระปดุ๊ ตะ๊ นางอย พระคาสขุ แก้วษา พระแกว้ พระแกว้ มูล หาดสา
พระปญั ญา โกหลนั่ พระหวา้ เขือ่ นแกว้ พระภาษณิ ใหม่ทา ปัจจุบันพระอธกิ ารเมนิราช เปน็ เจ้า
อาวาส

ดอยผาก้าน
สถานที ่องเท่ยี วบา้ นท่าสี เตรียมทาซบิ ไลน์ ชวนนกั ทอ่ งเที่ยวชมถา้ ภาพเขียนสโี บราณ อายุ

กว่า 12,000 ปี วนั ท่ี 17 ธันวาคม 2559 ท่ีสถานีท่องเท่ยี วบา้ นทา่ สี หมู่ 3 ต.บ้านดง อ.แมเ่ มาะ
จ.ลาปาง ซึง่ ตั้งอยู่รมิ ถนนสายพหลโยธนิ ซุบเปอร์ไฮเวย์สายลาปาง-งาว โดยชาวบ้านเรยี กวา่ “ดอยผา
กา้ น” ซ่งึ มลี ักษณะเปน็ ภูเขาสงู และมหี น้าผาทอดยาวเกอื บ 3 กิโลเมตร ขนานกบั ถนนสายดงั กล่าว ซ่ึง
มคี วามสวยงามเปน็ อยา่ งมาก
ศนู ยศ์ ิลปาชพี บา้ นแม่ตา

ตัง้ อยู่ ณ บา้ นแม่ต๋า หมู่ที่ 1 ตาบลเสริมซ้าย อาเภอเสรมิ งาม จังหวัดลาปาง ความเปน็ มา
ของศูนย์ศลิ ปาชพี แหง่ นเ้ี ร่ิมจากเมือ่ วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2527 ระหวา่ งการแปรพระราชฐาน
ประทับแรม ณ พระตาหนักภูพิงคราชนเิ วศน์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนิ ีนาถ ได้เสดจ็ ฯ
พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี ทรงเย่ยี มราษฏร อาเภอเสริมงาม
จงั หวดั ลาปาง พระครโู สภณคุณารกั ษ์ เจ้าคณะอาเภอ เสรมิ งาม ไดก้ ราบบังคมทลู วา่ ยังมีหมบู่ ้าน
ยากจนแหง่ หนงึ่ คือ บา้ นแม่ตา๋ ซ่ึง พนื้ ทขี่ องหม่บู ้าน ส่วนใหญ่เปน็ ภเู ขา มีท่รี าบสาหรบั ปลูกข้าวเพียง
เล็กน้อย ราษฎรดารงชีพดว้ ยการทาไร่ เล่อื นลอยและรับจ้างตดั ไมข้ าย ประสงค์จะใหร้ าษฎรใน
หมบู่ ้านน้ีมอี าชพี ทีม่ ่นั คงบ้าง สมเด็จพระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินนี าถจึงเสด็จฯตอ่ ไปยังบา้ นต๋าเพ่อื
ทอดพระเนตรสภาพ ของหม่บู า้ น สมเดจ็ พระนางเจา้ ฯพระบรมราชินีนาถ ไดม้ ีพระราชเสาวนีย์ให้
ท่านผหู้ ญงิ สุประภาดา เกษมสนั ต์ ราชเลขานุการในพระองค์ ออกไปตรวจสภาพพ้นื ท่บี ้านแม่ต๋า อย่าง
ละเอียด เมื่อวนั ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2527 และให้จดั ตงั้ โครงการศลิ ปาชีพขึ้นเพือ่ ใหร้ าษฎรไดม้ อี าชีพ
พอเลี้ยงตนเองงานศิลปาชีพประเภทแรกทีเ่ ร่ิมขึ้นคืองานทอผา้ ฝ้าย มกี ารจัดสรา้ งอาคาร โรงฝกึ ทอผ้า
ข้ึนแลว้ เสรจ็ ในเดือนมนี าคม พ.ศ. 2527 ศิลปาชีพประเภทต่อมาคือเครือ่ งปัน้ ดินเผาซึ่ง
กระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยไี ด้ใหค้ วามร่วมมือมาช่วยชาวบา้ นจัดสรา้ ง อาคารโรงฝกึ แล้ว
เสรจ็ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2527 ศนู ยว์ ิจยั และพัฒนาอตุ สาหกรรม เครอื่ งปั้นดนิ เผาไดส้ นับสนนุ

183

จดั ส่งเจ้าหนา้ ท่ไี ปชว่ ยสอน ต่อจากนนั้ ก็เปดิ สอนการแกะสลกั ไม้ การทอผา้ ไหมการปลกู หมอ่ นเลี้ยง
ไหมและการจกั สานไมไ้ ผ่
น้าตกแมห่ อ้ ม

ทีต่ ้ัง หมทู่ ี่ 10 ตาบลเสริมขวาน้าตกสงู 2 ช้ัน ลกั ษณะเดน่ ป่าเขาสวยงาม
การเดนิ ทางรถยนต์ ต่อด้วยเดินเท้า
อ่างเกบ็ นา้ บ้านแม่เลยี งพัฒนา

ท่ีตง้ั หมู่ที่ 6 ตาบลเสริมขวา อา่ งเกบ็ นา้ ขนาดเลก็ ลักษณะเด่น มีความสวยงามด้วยภูมทิ ัศน์
การเดินทางรถยนต์

อาเภอสบปราบ

อุทยานแหง่ ชาตดิ อยจง

อทุ ยานแหง่ ชาติดอยจง
มียอดดอยจงเปน็ ดอยที่สงู สดุ เป็นทีร่ าบกว้างซึง่ มีปา่ สนเขา ขน้ึ กระจายเป็นกลุม่ ๆ และมี

หน้าผาเปน็ จุดชมทวิ ทศั น์อยู่หลายแหง่ สามารถชมทิวทัศน์ ไดท้ ง้ั ยามดวงอาทิตย์ข้ึนจากขอบฟ้าใน
ยามเชา้ และลับขอบฟา้ ในยามเย็น นอกจากนีบ้ นดอยจงยังพบกลว้ ยไม้จานวนมาก โดยเฉพาะฟ้าม่ยุ ซ่ึง
มีสงี ดงาม แปลกกวา่ ฟา้ มยุ่ ในพ้ืนทอี่ ่นื โดยจะออกดอกในชว่ งเดอื นตลุ าคม-มกราคม จากสนั เขามอง
ลงไปเห็นท้องนากว้างใหญข่ องอาเภอสบปราบ และอาเภอเกาะคา ทางขึ้นกบั ทางลงเปน็ คนละ
เส้นทางกัน ทางลงจะผา่ นสันปา่ เกย๊ี ะซงึ่ มีต้นสนสองใบ และสนสามใบขึน้ อยูห่ นาแน่น กวา่ บริเวณอ่ืน
เหมาะที่จะ ค้างแรม จากที่ทาการอุทยานแหง่ ชาติมีเส้นทางเดนิ ข้นึ สยู่ อดดอยจงระยะทางประมาณ
7 กโิ ลเมตร สภาพทางค่อนขา้ งชนั ใช้เวลาเดินขึ้นราวคร่งึ วนั ผสู้ นใจตอ้ งตดิ ต่อ เจ้าหนา้ ที่ช่วยนาทาง
ผากาน

อยู่หา่ งจากยอดดอยจงประมาณ 2 กิโลเมตร เปน็ ทางด่งิ ลงเขาตลอด เป็นเส้นทางที่เหมาะสม
สาหรบั ดนู กเปน็ ผาหินปนู แหลมคมการปนี ขึน้ ตอ้ งใชค้ วาม ระมดั ระวัง บนผามองเห็นผนื ปา่ และทวิ เขา
ทอดตัวยาวทางด้านหลงั มองเห็นยอด ดอยจงอยูส่ ูงกวา่ ระดับสายตา
จดุ ชมทิวทศั นป์ า่ อาบ

บรเิ วณสองข้างทางถนนสายเถนิ -ล้ี ชว่ งหลักกิโลเมตร ท่ี 13-26
น้าตกแม่งาช้าง

เป็นนา้ ตกขนาดเลก็ มีนา้ เฉพาะในชว่ งฤดูฝนสูงประมาณ 12 เมตร อยหู่ ่างจากท่ีทาการ
อทุ ยานฯ ประมาณ 2 กโิ ลเมตรในทอ้ งท่ตี าบลนายาง อาเภอสบปราบ
นา้ ตกตาดปู่หลา้

เปน็ นา้ ตกขนาดเล็ก 2 ช้ัน มีน้าเฉพาะในชว่ งฤดฝู น อยูห่ ่างจากท่ที าการอทุ ยาน ฯ 1
กิโลเมตร ในทอ้ งทต่ี าบลนายาง อาเภอสบปราบ

184

ผาช้าง
อย่ตู รงขา้ มทท่ี าการอุทยานฯ เป็นภเู ขาลกู เล็กๆ ริมอ่างเกบ็ น้าห้วยแม่ยอง บนเขามองลงมา

เห็นอ่างเก็บนา้ ทีท่ าการอทุ ยานฯ และทิวเขาสลบั ซับซ้อนเป็นฉากหลงั นอกจากน้ียงั มีถา้ และน้าตก
อนื่ ๆ ที่เพิง่ จะสารวจพบแตย่ งั ไม่ไดพ้ ัฒนาเป็นแหล่ง ทอ่ งเทย่ี วอยา่ งเตม็ ท่ี เช่น น้าตกหว้ ยค่าง ผายอง
ถ้าหว้ ยแดง ถ้าก้นหอย และถา้ แม่เก่ง

อาเภอเถนิ
วดั ภนู เรศ

เปน็ โบราณสถาน ท่ีเชื่อไดว้ า่ เป็นพลับพลาทปี่ ระทับของสมเดจ็ พระนเรศวร มหาราช เมอื่ คร้ัง
นาทัพสยามไปตีกรุงอังวะ และ เป็นที่พักพระบรมศพ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังจากพระองค์
เสด็จสวรรคต สถานต้งั อยทู่ ี่ ถ.พหลโยธนิ ต.แมถ่ อด อ.เถิน จ.ลาปาง

แก้วโปง่ ขา่ มยกั ษ์
แห่งวัดบ้านนาไร่ ท่ีเป็นเอกลกั ษณ์ของอาเภอเถินโดยเป็นที่รูจ้ ักอย่างกวา้ งขวาง ตัง้ อยู่ที่ บา้ น

นาบา้ นไร่ ต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลาปาง

น้าตกแมว่ ะ
ตง้ั อยูใ่ นเขตอทุ ยานแหง่ ชาติแม่วะ บา้ นน้าดิบ หมู่ที่ 3 ตาบลแมว่ ะ บรเิ วณโดยรอบของน้าตก

แม่วะประกอบไปด้วยภเู ขาสูงชัน มีดอยแปลหลวงเป็นต้นกาเนิดของน้าตกน้ี และจะไหลลงสแู่ มน่ ้าวัง
ในที่สุด น้าตกแม่วะประกอบไปด้วยน้าตกช้ันต่าง ๆ ทั้งหมด 9 ช้ัน แต่ละช้ันมีความงามแบบต่าง ๆ
กัน มีทางเดินข้ึนไปถึงแค่น้าตกชั้นที่ 8 สภาพเส้นทางระหว่างน้าตกชั้นท่ี 1-4 ระยะทาง 700 เมตร
เดินได้สะดวก จากนั้นทางเริม่ สูงชันข้ึนไปจนถึงชั้นท่ี 8 รวมระยะทาง 2.2 กิโลเมตร สาหรบั นา้ ตกชั้น
ท่ี 9 มีช่ือว่า "ตาดหลวง" มีความสูงประมาณ 100 เมตร ต้องปีนหน้าผาจากน้าตกช้ันที่ 8 ข้ึนไปอีก
ไกลจึงจะถึง การเดินทางใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) เม่ือผ่านอาเภอแม่พริก
จังหวัดลาปาง ไปถึงประมาณกิโลเมตรท่ี 500 จะมีทางแยกเข้าสู่ที่ทาการอุทยานแห่งชาติ ผ่านทาง
แยกนไี้ ปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร จะถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติท่ี มว.1 (น้าตกแม่วะ) น้าตกอยู่
หา่ งไปอีกประมาณ 500 เมตร นอกจากนีย้ งั มี เสน้ ทางศึกษาธรรมชาติ เปน็ ทางเดินขึ้นเขาผา่ นป่าเต็ง
รังและป่าเบญจพรรณ แลว้ เดินข้ึนสันเขาผ่านจุดชมทิวทัศน์ไปจนพบกับน้าตกช้ันท่ี 8 รวมระยะทาง
ประมาณ 3.8 กิโลเมตร เหมาะสาหรับการเดินชมป่าเปลี่ยนสีในช่วงฤดูแล้ง กิจกรรมเดินป่าศึกษา
ธรรมชาติ ชมทิวทัศน์ เที่ยวน้าตก ติดต่อขอข้อมูลได้ที่อุทยานแห่งชาติแม่วะ หมู่ท่ี 2 ตาบลแม่วะ
อาเภอเถนิ จงั หวัดลาปาง 52230

อ่างเก็บนา้ แม่มอก
ตง้ั อยู่ หมู่ท่ี7 ถ.เถิน-สวรรคโลก บ้านท่าเกวียน ตาบลเวียงมอก อ.เถิน จ.ลาปาง มีเน้ือที่ถึง

10,000 ไร่ กว้าง 2 กม. สันเขอ่ื นยาว 1.9 กม. เปน็ อา่ งเก็บน้าขนาดใหญ่ อ่างเกบ็ นา้ แม่มอก เป็นอ่าง
แบบเขือ่ นดิน (ทานบดิน) มีทางระบายน้าล้นกว้าง 45 เมตร มีท่อส่งน้า 3 แห่ง ส่งน้าให้กบั อาเภอทุ่ง
เสล่ียม และแปลงอพยพ ความจุของอ่างที่ระดับน้าเก็บกัก 96 ล้านลูกบาศก์เมตร ความจุท่ีระดับ
นา้ นองสงู สุด 138 ลา้ นลูกบาศกเ์ มตร พ้นื ที่ไดร้ ับประโยชนแ์ หลง่ น้าเพื่อการเกษตรและอุปโภคบรโิ ภค

185

2 จังหวัด คือ อาเภอทุ่งเสลี่ยมจังหวัดสุโขทัย และพ้ืนท่ีท้ายอ่าง 3 หมู่บ้าน ตาบลเวียงมอก อาเภอ
เถิน จังหวัดลาปาง ในฤดูฝนเกณฑ์เฉลี่ย 45,000 ไร่ ในฤดูแล้ง 2,000 ไร่ บรรยากาศเป็นธรรมชาติ
การเดินทางสะดวกลาดยางตลอดสายถึงอ่างเก็บน้า ตลอดเส้นทางท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศร่มร่ืน
เขียวชอุ่มด้วยต้นไม้ตลอดทาง ระยะทางแค่ 50 กม. จากปากทางแยกท่ีอาเภอเถิน บริเวณอ่างมี
บ้านพักรับรองไวบ้ รกิ าร มีแพบรกิ ารนาเทยี่ วชมบรรยากาศบรเิ วณอ่างเก็บน้า

อาเภอแมพ่ รกิ
ศูนยเ์ รยี นรพู้ ลังงานทดแทน

ที่อยู่ ลานธรรมวัดผาปงั กลาง หมทู่ ี่ 3 ตาบลผาปงั อาเภอแมพ่ ริก จังหวัดลาปาง
องค์ความรู้ เปน็ ศูนยร์ วมของการนาพลังงานทดแทนมาใช้ เชน่ มเี ตาอบพลงั งานแสงอาทิตย์ เตา
ถ่ายประหยดั พลงั งานเครื่องใบโอดีเซล

อาเภอแจห้ ม่
หมู่บา้ นนกั ท่องเทีย่ ว OTOP

บ้านหนองนาว อาเภอแจ้ห่ม อยู่ห่างจากจังหวัดลาปาง 38 กิโลเมตร ถนนลาปาง-วัง
เหนอื ตง้ั อยหู่ มู่ที่ 8 ตาบลแจ้ห่ม เปน็ หมู่บ้านทอ่ งเทย่ี วหตั ถกรรมชาวบ้านมวี ถิ ีชวี ติ แบบคนเมือง มี
ผลิตภัณฑ์ OTOP ท่ีมีช่ือเสียง ระดับ 3 ดาว ได้แก่ผ้าถักโครเชต์หงส์ฟ้า น้าปู๋ ปลาส้ม และ
ผลติ ภัณฑจ์ ากเศษไม้ของโรงเรยี นแจ้ห่มวิทยา ซึ่งได้รบั รางวลั ในงานนกั ประดษิ ฐ์โลก Bussge Urage
2005 เหรยี ญทองชนั้ อัศวิน จากประเทศเบลเย่ียม
วดั อักโขชัยครี ี

เป็นวัดที่ตั้งอยบู่ นเนินเขาริมถนนสายลาปาง-แจ้ห่ม บริเวณกิโลเมตรที่ 50-51 วัดน้ีมเี จดีย์
เปน็ แบบล้านนาอยู่ใกล้เคยี งกันมีปรากฏการณเ์ งาสะท้อนพระเจดีย์ เป็นภาพสี เช่นเดียวกับวัดพระ
ธาตุจอมปิง เงาพระเจดีย์จะปรากฏอยู่ตรงที่เดิมไม่เคล่ือนย้ายตลอดท้ังวันตราบเท่าที่ยังมีแสงสว่าง
นอกจากนี้ภายในโบสถ์ยังเป็นท่ีประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่เรียกว่า พระศากยมุณีคีรีอักโข
เปน็ พระพุทธรปู เก่าแก่ เปน็ ทน่ี ับถอื ของชาวแจห้ ่ม
อนสุ าวรียเ์ จ้าพ่อพญาคาลอื

เป็นที่ประดิษฐาน อนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาคาลือ ซึ่งเป็นอุปราชใหญ่ได้ครองเมืองวิเชตนคร
ต้ังแตป่ ี พ.ศ. 1897 และเป็นสถานท่ี สักการะกราบไหวข้ องคนในพ้ืนที่และนักท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่ได้
แวะมาเยย่ี มเยอื นอาเภอแจ้ห่ม
พิพิธภัณฑสถานโรงเรยี นแจ้หม่ วทิ ยา

ไดก้ อ่ ตัง้ ขน้ึ ในปี พ.ศ. 2542 โดยความร่วมมือของคณะผ้บู ริหาร ครู อาจารย์ สมาคม
ผปู้ กครอง-ครโู รงเรยี นแจ้หม่ วิทยา ผปู้ กครองนกั เรยี น ชาวบา้ นในอาเภอแจ้หม่ และหนว่ ยงานใน
ท้องถิน่ อาเภอแจห้ ่ม รว่ มกนั บรจิ าคสง่ิ ของเครอ่ื งใชพ้ ื้นถ่ิน จากน้นั ในปี พ.ศ.2543 โรงเรียนแจ้ห่มได้
ปรบั สภาพอาคารเรียนเพอ่ื เป็นอาคารจดั แสดงใช้ชอื่ วา่ อาคารอดลุ ปัญญา เพื่อประโยชน์ในด้าน

186
การศึกษาทางศิลปวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี และวิถีชวี ติ ความเปน็ อยขู่ องประชาชนใน
อาเภอแจห้ ม่ ทาพิธเี ปดิ เม่อื วันที่ 12 กมุ ภาพันธ์ 2544 และมีการปรบั ปรุงการจดั แสดงโดยความ
รว่ มมอื ของกรมศิลปากร ระหวา่ ง พ.ศ. 2544 - 2545 อาคารจัดแสดงเป็นอาคารชั้นเดียว ภายในแบง่
เนอ้ื หาการจัดแสดงออกเปน็ 10 สว่ น เริ่มจากบทนา ท่ีแนะนาการจดั แสดงของพิพธิ ภณั ฑ์ผ่านเครือ่ ง
คอมพวิ เตอร์, เกยี รตปิ ระวตั เิ จา้ พ่อพญาคาลอื , ขอ้ มูลอาเภอ แจ้หม่ , วดั และโบราณสถาน, ประเพณี
วัฒนธรรมและความเช่อื , ดนตรพี ื้นบ้าน, ผา้ และการแตง่ กาย, การละเล่นพนื้ บา้ น, เรอื นอาศัย และ
อาชีพและการทามาหากนิ มคี าบรรยายประกอบการจดั แสดง และมีวิทยากรนาชมโดยนักเรียนทเ่ี ป็น
คณะทางานของพพิ ธิ ภณั ฑเ์ ปน็ ผ้ดู าเนินการ พิพธิ ภณั ฑ์แหง่ นอี้ ยู่ภายใตก้ ารดแู ลของโรงเรยี นแจ้ห่ม
วิทยา เป็นโครงการจัดแหลง่ เรยี นรใู้ นสถานศึกษาตามพระราชบญั ญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ในการดาเนินงานของพพิ ธิ ภัณฑ์แห่งนีไ้ ดข้ ยายผลไปสกู่ ารเปน็ แหล่งเรยี นรูใ้ นท้องถนิ่ และเปน็
ห้องเรียนสาหรบั นักเรยี นในวิชาท้องถนิ่ ศึกษา สงั กัดกลมุ่ สหวิทยาเขตพญาวัง ท่ีประกอบด้วย
โรงเรียนในสังกัดกรมสามัญศึกษาเขตจังหวัดลาปาง จานวน 32 โรงเรียน โดยโรงเรยี นตา่ ง ๆ จะ
หมนุ เวียนเดนิ ทางมาใช้พิพิธภัณฑแ์ ห่งนเี้ พ่อื เรยี นเกี่ยวกบั เรอ่ื งราวท้องถ่ินจากสิ่งประดษิ ฐ์ทางภูมิ
ปญั ญาทอ้ งถิน่ และในอนาคตอันใกล้น้ีมีโครงการขุดค้นเมืองโบราณแจ้ห่ม ซงึ่ ทางพพิ ธิ ภัณฑ์ถือเปน็
โครงการใหญแ่ ละสาคญั ของพพิ ธิ ภณั ฑ์และยังมกี ิจกรรมอ่นื ๆ ได้แก่ การแสดงดนตรพี ้ืนเมอื ง "วงสะ
ล้อซอซึง" ประกอบการฟ้อนรา จอ๊ ยซอ การตกี ลองสะบัดชยั กลองปูจา ฟอ้ นดาบ การสบื ค้นขอ้ มลู
ของนักเรียนในรายวชิ า "วิถไี ทย - ภูมปิ ัญญาไทย" ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 การประดษิ ฐเ์ กวยี นไมจ้ าลอง
จากไมส้ ักแกะสลักลาย เปน็ งานฝีมือของนกั เรยี น โดยงบประมาณในการดาเนินงานพิพธิ ภัณฑ์สว่ น
หนึ่งได้มาได้การจาหนา่ ยงานหัตถกรรมของนกั เรยี นท่นี ามาฝากขายท่พี พิ ธิ ภัณฑ์
อาเภอแจ้หม่ จงั หวดั ลาปาง ชุมชนตน้ แบบ

บ้านม่วง เป็นชุมชนหนึง่ ของอาเภอแจห้ ม่ ท่ชี าวบา้ นส่วนใหญม่ ีอาชีพเปน็ เกษตรกร
เนอ่ื งจากสภาพภมู ิอากาศ สิง่ แวดลอ้ ม ไม่วา่ จะเป็น ดนิ น้า ดูอดุ มสมบูรณ์ไปหมด พืช ผกั สวน
ครวั ตา่ ง ๆ ทผ่ี ลิตจากชาวบา้ นเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ถูกสง่ จาหนา่ ยใหค้ นในจังหวดั และต่างจังหวัดได้
นาไปประกอบเป็นอาหาร มานาน นบั ช่ัวอายุคน

ส่งิ ทบ่ี รรพบรุ ุษไดส้ บื ทอด มาสู่ลูกหลาน ยงั ไม่ไดเ้ ลอื นหายไปไม่ว่าจะเป็นความมนี ้าใจ
ความเออื้ อาทรของคนในชุมชน ไมไ่ ด้ขาดหายไปทกุ ครั้งทไี่ ด้ไปจัดเวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้ การตดิ ตาม
งานวิจยั จะเป็นเวลากลางวนั หรอื กลางคนื กจ็ ะพบกบั ความกระตือรือรน้ ความเอาใจใส่จาก
คณะทางานชุมชน หรือนกั วิจยั ตลอดจน ผู้เข้าร่วมเวทที ุกคน

อาเภอเมอื งปาน
อทุ ยานแหง่ ชาตแิ จซ้ อ้ น

มพี ้ืนท่ีครอบคลุมอยู่ในท้องท่อี าเภอเมืองปาน อาเภอแจ้ห่ม อาเภอวังเหนือ และอาเภอเมอื ง
จงั หวัดลาปาง ต้ังอยู่ทางทิศตะวนั ตกเฉียงเหนอื ของจงั หวัดลาปางมสี ภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์
ป่านานาชนิดและมีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่งเป็นแหล่งต้นน้าลาธาร โดยเฉพาะ
น้าตกและนา้ พุรอ้ น ซ่งึ ถอื ไดว้ ่าเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติทผี่ สมผสานกนั อย่างลงตวั ได้รับการ
ประกาศเป็นวนอุทยานแห่งชาติลาดับท่ี 58 ของประเทศไทยเม่ือวันท่ี 28 กรกฏาคม 2531

187
สานักงานตั้งอยู่ท่ี หมู่ที่ 2 ตาบลแจ้ซ้อน มีพื้นที่เม่ือประกาศคร้ังแรกประมาณ 592 ตารางกิโลเมตร
หรอื 370,000 ไร่ ปัจจุบนั ได้ประกาศพ้ืนทเ่ี พิ่มเตมิ อีก 110,000 ไรร่ วมเป็นพน้ื ท่ี 768 ตารางกิโลเมตร
หรือ 480,000 ไร่ได้รับรางวัล อุทยานแห่งชาติดีเด่นประจาปี 2543 เป็นแนวแบ่งเขตระหว่าง
ลาปางและเชียงใหม่ มีสถานที่น่าสนใจในเขตอุทยาน ได้แก่ น้าตกแจ้ซ้อน บ่อน้าร้อนแจ้ซ้อน
เสน้ ทางเดนิ ศกึ ษาธรรมชาตินา้ ตกแจซ้ ้อน ลานดอกเส้ียว และถา้ ผางาม เปน็ ต้น
นา้ พรุ ้อนแจ้ซอ้ น

เปน็ ปรากฏการณธ์ รรมชาตมิ นี ้าพุร้อนจานวน 9 บอ่ ผดุ จากใต้พภิ พ ครอบคลุมพ้นื ท่ี 3 ไร่ มี
แหลง่ กาเนิดมาจากหินแกรนิตที่ยังมีความชืน้ สะสมอยู่ ความช้ืนน้ีได้กระจายออกมาในดินตามชัน้ หิน
และน้าบาดาลเป็นแกนนาในขณะเดียวกันน้าบนผิวดินก็ซึมลงไปปะทะกับความช้ืนทาให้เกิดการ
ขยายตัวและเคล่ือนตัวผ่านตามรอยเลื่อนของหินช้ัน ปรากฏเป็นแหล่งน้าพุร้อนซ่ึงมีอุณหภูมิเฉล่ีย
ประมาณ 75.80 C มีน้าไหลจากน้าพุร้อนเฉล่ีย 36 ลิตร/นาที มีกล่ินกามะถันค่อนข้างอ่อนและ
บริเวณดังกล่าวจัดสร้างห้องอาบน้าแร่แช่ส่วนตัว ห้องแช่รวม ซ่ึงใช้น้าแร่ที่ต่อท่อตรงมาจากบ่อพัก
น้าแร่ลานน้าพุร้อน ซึ่งสะอาดปลอดภัย อุณหภูมิของน้าแร่ท่ีใช้อาบประมาณ 39-42 องศาเซลเซียส
นอกจากน้ยี ังมีบริการนวดแผนโบราณไวส้ าหรับบรกิ ารนักทอ่ งเทย่ี วอีกด้วย
น้าตกแจ้ซอ้ น

มพี ้ืนที่ครอบคลุมอยใู่ นพ้นื ที่ อ.เมืองปาน อ.แจ้ห่ม อ.วงั เหนือ อ.เมือง จ.ลาปาง ต้ังอยทู่ างทิศ
ตะวันตกเฉียงเหนือของ จ.ลาปาง มีสภาพปา่ อนั อดุ มสมบรู ณ์ มสี ตั ว์ปา่ นานาชนิดและมีเอกลกั ษณ์ทาง
ธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง โดยเฉพาะน้าตกและน้าพุร้อน ซ่ึงถือได้ว่าเป็นความมหัศจรรย์ทาง
ธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติลาดับที่ 58 ของ
ประเทศไทย สานักงานต้ังอยู่ท่ี หมู่ท่ี 2 ตาบลแจ้ซ้อน มีพื้นที่เม่ือประกาศครั้งแรกประมาณ 592
ตารางกิโลเมตร หรือ 370,000 ไร่ ปัจจุบันได้ประกาศพื้นที่เพิ่มเติมอีก 110,000 ไร่ รวมเป็นพื้นท่ี
768 ตารางกโิ ลเมตร หรอื 480,000 ไร่
สามตน้ สกั ใหญ่

เป็นตน้ ไม้สักขนาดใหญ่อยู่บรเิ วณใกล้เคียงกัน ทั้งสามต้น อยใู่ นเขตบ้านหัวเมือง ม. 5 ต.หัว
เมอื ง ซง่ึ กาลงั จะพัฒนาเป็นแหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว
พระธาตุมอ่ นเวียง

พระธาตุมอ่ นเวียงตงั้ อยู่บนเนินเขาทิศเหนือของหมู่บา้ นหว้ ยน้าเย็น ซึ่งเปน็ บา้ นบริวารของ
บ้านท่งุ โปง่ หมทู่ ี่ 1 ตาบลเมอื งปาน ซึ่งเนนิ เขาดังกลา่ วมชี ่อื ว่า “มอ่ นเวยี ง” ซึ่งพระธาตุตง้ั ชื่อตาม
เนินเขา สรา้ งมาพร้อมพระธาตอุ กี 3 แหง่ คือ 1) พระธาตุดวงตา หรือวงตา (บา้ นนา้ จา หมู่ท่ี 3
ตาบลเมอื งปาน วัดหลวงเมอื งปาน) 2) พระธาตดุ อยซาง บา้ นขว่ งกอม หม่ทู ่ี 9 ตาบลแจซ้ อ้ น ต่อมา
พระธาตุมีสภาพชารดุ ทรุดโทรม พระอธิการอินทร์ อนิ ทจักโก เจ้าอาวาสวดั ทุ่งโป่งร่วมกับกานนั
ผใู้ หญ่บา้ น และศรทั ธาวดั ท่งุ โป่ง ทาการบรู ณปฏิสังขรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2477 มีประเพณสี รงน้าพระธาตุ
ทกุ วันขึน้ 15 ค่าเดอื น 6 (เดือน 8 เหนือ) ซึ่งเป็นวันวสิ าขบชู าของทุกปี

188
พระธาตดุ อยเตา่ คา

วัดดอยเตา่ คา ตง้ั อยบู่ นเขาทางทิศตะวนั ตกของบา้ นดนิ ดา หมู่ท่ี 3 ตาบลแจซ้ ้อน เป็นวดั
เกา่ แกว่ ดั หนง่ึ ในอาเภอเมอื งปาน โดยมศี าสนสถานทส่ี าคัญคอื “พระธาตุดอยเตา่ คา” และพระนอน
ตามตานานไดก้ ลา่ ว และบันทกึ ไว้ในหนงั สอื ใบลานฉบบั ภาษาล้านนา ว่า ในสถานทน่ี ี้พระพุทธเจา้ กับ
พระอานนท์ และพระอรหนั ตส์ าวกทั้งหลาย ไดพ้ ากันมา ณ บริเวณเชงิ ดอยเต่าคา พระพุทธเจา้ ทรงปิ
ตชิ น่ื ชมยนิ ดี ทรงฉนั ภัตตาหาร และทรงบว้ นพระโอษฐ์ (ปาก) แล้วทรงทานายว่า ในบริเวณน้ี
ในอนาคตกาล จกั เกดิ เปน็ ท่ีทม่ี ีน้าไหลทรายมูล คนทง้ั หลายจักเรียกกันวา่ ปงป่ากลว้ ย ป่ากล้วย ปา่
สาด แมน่ ้ามีช่ือว่าแม่น้ามอญ ประชาชนจักสรา้ งบ้านอยู่ทางทศิ ใต้ รมิ แมน่ า้ คามี หรือสบ “นา้ แม่
ลี” เขา้ เหลา่ น้นั จกั ทาไร่ ไถนา ค้าขาย ต่อจากนนั้ พระพทุ ธเจ้าทรงตรสั กบั พระอานนทว์ า่ “ดูก่อน
อานนท์ เมือ่ ตถาคตปรนิ พิ านแลว้ คนท้งั หลายจกั นบั ถือพระพทุ ธศาสนา จนถึง 5,000 ปี ตราบใดที่
คนทัง้ หลาย จะเปน็ คฤหสั ถ์ก็ตาม บรรพชติ ก็ตาม ตงั้ อย่ใู นศลี 5 ศลี 8 ศลี 227 บา้ นเมอื งก็จัก
รงุ่ เรืองไปดว้ ยสมบัติตา่ ง ๆ จะเป็นข้าวของเงนิ ทอง ก็เพราะว่า ในพระพุทธศาสนา มีเทวบุตร เทวดา
ครุฑ นาค กมุ ภัณฑ์ ปกปกั รกั ษาผูป้ ระพฤติอยใู่ นศลี ธรรม ส่วนบุคคลใดไมต่ งั้ อยู่ในศลี ธรรม ก็พากัน
เดือดรอ้ น วุน่ วายไปดว้ ยอันตรายตา่ ง ๆ ขณะน้นั พระอานนท์ไดก้ ราบทลู ต่อพระพทุ ธเจ้า วา่ ภนั เต
ภะคะวา ขา้ แต่พระองค์ผูเ้ จรญิ ในเมอ่ื พระพทุ ธศาสนาจัดตงั้ อย่ใู นสถานที่ที่นี้ตลอด 5,000 ปี ควรจะ
กระทาประการใดเพื่อเป็นที่กราบไหว้และสกั การบชู าของคนทัง้ หลาย ลาดับนั้นพระพุทธเจ้าทรงเอา
พระหัตถ์ลูบยงั พระเศียร ได้พระเกศามาเสน้ หน่ึง ประทานใหแ้ กพ่ ระอานนท์นาไปบรรจไุ วบ้ นดอยเต่า
คา แลว้ ทรงแยม้ พระโอษฐ์ พระภกิ ษุทง้ั หลายได้เหน็ อาการอย่างน้ันเกิดความสงสยั จงึ กราบทลู ถึง
เหตุที่พระพุทธเจา้ ทรงแยม้ พระโอษฐ์ พระพุทธเจ้าจงึ ตรัสว่า “อะตีตะกาเล ในกาลล่วงพน้ ไปแลว้ สมยั
ทีพ่ ระองค์ยังสงั่ สมบุญปารมีหา้ หมืน่ ชาติแสนกปั พระองคไ์ ดเ้ กิดเป็นเตา่ คาชาตหิ นง่ึ เป็นนกกระสา
สองชาติ กไ็ ดบ้ าเพ็ญบญุ บารมี ไดส้ งั่ สอนคน และสตั ว์เปน็ จานวนมาก” อีกประการหนงึ่ สถานที่บน
ดอยเต่าคา เปน็ สถานที่ศักด์ิสิทธเ์ิ พราะเปน็ ที่บรรจุพระบรมสารีรกิ ธาตขุ องพระพุทธเจา้ ท่ลี ว่ งลับไป
แลว้ ถึงสามพระองค์ คือ พระกกกุ สันธะ พระโกนาคะมะนะ พระกัสสะปะ และเปน็ ท่ตี งั้
พระพทุ ธศาสนาของพระพุทธเจ้า จนมาถงึ สมัยพระองค์ ตลอดถึงพระพุทธเจา้ พระนามว่าอรยิ
เมตไตรย ก็จักเสร็จมาในสถานท่ีน้ี ต่อจากนน้ั พระพุทธเจา้ ทรงรับสั่งกับพระอานนท์ ว่า เม่อื ใดตถาคต
ปรินพิ านไปแล้ว ท่านท้งั หลายจงเอากระดกู ข้อศอกซ้ายมาบรรจุไว้บนดอยเตา่ คานี้ เพ่ือเปน็ ที่กราบ
ไหว้สกั การบชู าแกค่ น และเทวดาทง้ั หลาย ตลอด 5,000 ปี อนึง่ ในบรเิ วณทีต่ ถาคตมานงั่ มานอน ท่าน
ท้ังหลายจงสรา้ งพระพทุ ธรปู ปางปรนิ ิพานไวเ้ ป็นที่สกั การบูชาเทอญเม่อื พระพุทธเจ้าทรงปรารภกบั
พระอานนทแ์ ละพระภกิ ษุทงั้ หลายแลว้ กพ็ ากนั เดินทางกลับไปสเู่ ชตวนั อาราม เม่อื นั้นพระพุทธเจ้ามี
พระชนมายุได้ 80 พรรษาก็ได้เสด็จปรินิพาน พระอานนท์จาเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ ทพ่ี ระพุทธเจา้ ได้ทรง
ตรัสไว้ พระอานนทก์ บั พระภกิ ษทุ ง้ั หลาย จานวน 10,000 รปู กไ็ ดน้ าสารรี กิ ธาตุไปบรรจุไว้ในสถานท่ี
ตา่ ง ๆ หลงั จากพระพทุ ธเจ้าไดป้ รินพิ านไดห้ ้าปีสิบเดือน พระอานนท์กับพระภกิ ษุกไ็ ดน้ าเอาพระบรม
สารีริกธาตมุ ายังบนดอยเตา่ คา ก็ใหน้ ายบ้าน (ผ้ใู หญบ่ า้ น) ประกาศแกค่ นท้งั หลายวา่ ท่านท้ังหลาย
จงนาเอาเคร่ืองสกั การบชู าทั้งหลายมาบชู าพระบรมสารีริกธาตุ ลาดบั นั้นพระอานนทไ์ ด้ไปเอายังพระ
เกศา (ผม) ของพระพุทธเจา้ ทเ่ี ก็บไว้ในคราวที่มาดอยเต่าคาเมือ่ ครัง้ กระน้ัน และใหค้ นทัง้ หลายขดุ
เอายังพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจา้ ทง้ั สามองค์ แลว้ อาราธนามาบรรจรุ วมกนั ไว้ในโกศทองคา
เดยี วกนั ลาดับนั้น ท่าวสกั กะเทวราช (พระอนิ ทร)์ ทรงเนรมิตหลุมลกึ สิบแปดศอก เนรมติ ถ้าไวใ้ ต้
ภเู ขามีประตเู ขา้ ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ เนรมติ เรือเงนิ เรือทองกว้างส่ีศอก ยาวสิบแปดศอก บรรจุ

189
รัตนเจด็ ประการใสเ่ รอื เงิน แล้วเนรมติ โซท่ องคาผูกมดั เรือคา แลว้ เอาพระบรมสารีรกิ ธาตุ
พระพทุ ธเจา้ ท้ังส่ีองคไ์ ว้ในประสาทคา และเนรมิตโยนภัณฑ์ โยนลม โยนนา้ โยนไฟ ต่าง ๆ เพือ่
ไมใ่ หค้ นทงั้ หลายได้กระทาอนั เป็นอันตรายต่อพระบรมสารีรกิ ธาตุ เมื่อน้ันพระอานนทก์ ับพระภกิ ษุ
สงฆ์ และประชาชนจึงได้พร้อมใจกนั กอ่ สร้างเครือ่ งล้อมรอบพระบรมสารริ ิกธาตุ ธาตเุ ตา่ คาดว้ ยอฐิ เงนิ
100 ก่อน และอิฐทองคา 100 ก้อน แล้วเอาแผน่ หนิ ขึ้นมาก่อด้วยดินและอิฐตอ่ จากนน้ั ทา้ วสักกะ
เทวราช กบ็ ัญชาใหเ้ ทวบุตรสีอ่ งค์ เทวดาส่อี งค์ กุมภัณฑ์สี่ตน ได้ทาหนา้ ท่ปี กปกั รกั ษาพระบรม
สารีริกธาตุ และวดั ดอยเต่าคา ลอดถงึ เครือ่ งสกั การบชู าตา่ ง ๆ ตอ่ จากนน้ั ประชาชนจงึ ได้ช่วยกันสร้าง
พระธาตุ (เจดีย์) ขึน้ เมอ่ื น้ันพระอานนทเ์ ถรเจ้ากก็ ลา่ ววา่ ผู้ใดมีจิตเลือ่ มใสศรทั ธาชว่ ยกันสรา้ งพระธาตุ
พระพุทธรูปปางปรนิ พิ าน กุฎิ กาแพง วหิ าร บันใดนาค บอ่ น้า หอธรรม ศาลา ในสถานที่นี้ ก็จกั
ได้อานสิ งส์ มากมายตามจติ ปรารถนาทกุ ประการพระธาตดุ อยเต่าคาและพระนอนแหง่ น้ี เม่อื ปี พ.ศ.
1315 ได้ทาการบูรณะโดยพญาล๊วะ และเม่อื ปี พ.ศ. 2462 – 2463 ได้ทาการบูรณะโดยครูบา
เจา้ ศรีวชิ ยั นกั บญุ แหง่ ลานนา และเมือ่ พ.ศ. 2540 – 2541 ไดท้ าการบูรณะปิดทองพระธาตอุ ีกครั้ง
หนึ่ง ทกุ ปี จะมปี ระเพณีสรงน้าพระธาตดุ อยเต่าคา ในวันแรม 14 ค่า (เดอื นค่)ี หรือ 15 ค่า (เดือนคู่)
6 หรอื เดือน 8 เหนอื
พระธาตหุ ลวงป่ฤู าษี

พระธาตุหลวงปู่ฤาษีต้ังอยู่บนเนินเขาด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดบ้านน้าโจ้ หมู่ท่ี 8
ตาบลเมืองปาน จากการเล่าสืบกันมาว่า ก่อนที่จะมีการสร้างพระธาตุ แต่เดิมบริเวณที่ต้ังพระธาตุ
เป็นปากถ้า มีหลวงปู่ฤาษีจาพรรษาอยู่ ในถ้าดังกล่าวมีทรัพย์สมบัติอยู่มากมาย และเมื่อประมาณ
130 ปี ได้มกี ารก่อสร้างพระธาตปุ ิดปากถ้าไว้ เพอ่ื ปอ้ งกนั ทรพั ยส์ มบัติสูญหาย ต่อมาพระธาตมุ ีสภาพ
ชารุดทรุดโทรมไปมาก จนเม่ือ พ.ศ. 2532 ได้มีสามเณรรูปหนึ่ง จากจังหวัดเชียงราย ชื่อ “สาม
เณรต๋ี” ได้ร่วมกบั ศรัทธาชาวบา้ นนา้ โจ้ และหมูบ่ ้านใกลเ้ คยี ง ทาการบรู ณะซอ่ มแซม จนแล้วเสร็จในปี
2533 ตามประวตั อิ าเภอเมืองปาน ได้เคยอ้างถึงพระธาตทุ ี่ตั้งอยบู่ ริเวณ ทุง่ สามวกหรอื สามงก บา้ น
น้าโจ้ ว่า คือ พระธาตุ “ดวงตาขวา” (ส่วนพระธาตุดวงตา ทต่ี ้ังอยู่ท่ี บ้านน้าจา หมูท่ ่ี 3 ตาบลเมอื ง
ปาน วดั หลวงเมอื งปาน คือ พระธาตุ “ดวงตาซา้ ย” ) ซ่ึงพอ่ ขุนจเรปาน เจ้าผคู้ รองเมืองปาน ในสมัย
นน้ั ได้ใช้พระธาตุท้ังสองแห่งนี้ เปน็ หอสังเกตการณ์ข้าศึกพมา่ ท่ียกทพั เข้ามารุกราน ซึ่งน่าจะเป็นพระ
ธาตอุ งค์เดียวกัน เน่อื งจากบรเิ วณบ้านน้าโจ้ มพี ระธาตอุ งค์นต้ี ั้งอยเู่ พียงองค์เดียว
พระธาตวุ งตา

พระธาตุวงตา ตั้งอยู่บนเขาสูงประมาณ 300 เมตร พื้นท่ีบ้านน้าจา หมู่ท่ี 3 ตาบลเมืองปาน
ตามประวัติผู้สร้างพระธาตุ คือ เจ้าหน้อยใต้ ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดบ้านน้าโจ้ หมู่ท่ี 8
ตาบลเมืองปาน จากการเล่าสืบกันมาว่า ก่อนท่ีจะมีการสร้างพระธาตุ แต่เดิมบริเวณท่ีตั้งพระธาตุ
เป็นปากถ้า มีหลวงปู่ฤาษีจาพรรษาอยู่ ในถ้าดังกล่าวมีทรัพย์สมบัติอยู่มากมาย และเม่ือประมาณ
130 ปี ไดม้ ีการก่อสร้างพระธาตปุ ิดปากถ้าไว้ เพอื่ ป้องกันทรัพย์สมบัติสูญหาย ต่อมาพระธาตุมีสภาพ
ชารุดทรุดโทรมไปมาก จนเมื่อ พ.ศ. 2532 ได้มีสามเณรรูปหน่ึง จากจังหวัดเชียงราย ช่ือ “สาม
เณรตี๋” ไดร้ ่วมกบั ศรทั ธาชาวบา้ นนา้ โจ้ และหมบู่ ้านใกล้เคยี ง ทาการบรู ณะซ่อมแซม จนแล้วเสร็จในปี
2533 ตามประวตั อิ าเภอเมืองปาน ไดเ้ คยอ้างถึงพระธาตุทตี่ งั้ อยบู่ รเิ วณ ทุ่งสามวกหรือสามงก บา้ นน้า
โจ้ ว่า คือ พระธาตุ “ดวงตาขวา” (ส่วนพระธาตุดวงตา ท่ีต้ังอยู่ท่ี บ้านน้าจา หมู่ที่ 3 ตาบลเมือง

190
ปาน วดั หลวงเมอื งปาน คือ พระธาตุ “ดวงตาซา้ ย” ) ซึ่งพอ่ ขุนจเรปาน เจ้าผคู้ รองเมืองปาน ในสมัย
นั้นได้ใช้พระธาตุท้ังสองแห่งนี้ เป็นหอสังเกตการณ์ข้าศึกพม่าท่ียกทพั เข้ามารุกราน ซึ่งน่าจะเป็นพระ
ธาตุองคเ์ ดียวกนั เน่อื งจากบริเวณบ้านนา้ โจ้ มพี ระธาตอุ งคน์ ี้ต้ังอยู่เพยี งองค์เดียว
พระธาตุจอมก้อย

พระธาตุจอมก้อย ตง้ั อยู่ทเ่ี นนิ เขาเตีย้ ๆ บรเิ วณด้านทศิ ตะวันตกของหมู่บา้ นม่วง (แตเ่ ดิม
เรยี กบา้ นใหม่)หมทู่ ่ี 8 ตาบลบา้ นขอ อาเภอเมืองปาน จังหวดั ลาปาง นบั วา่ เป็นองคพ์ ระธาตุ
ศกั ดส์ิ ทิ ธอิ์ งคห์ นึ่ง ซ่ึงเป็นท่ีเคารพสกั การบูชาเปน็ มงิ่ ขวัญของศรทั ธาชาวตาบลบ้านขอ และคนต่าง
พนื้ ท่ี ทมี่ ีจิตเคารพเล่ือมใสในบวรพทุ ธศาสนาท้งั ใกล้แลไกล มกี ารจัดงานประเพณีสรงน้าพระธาตเุ ปน็
ประจาทุกปี ในวันเพญ็ ขึน้ 15 คา่ เดือน 6 หรอื เดือน 8 เหนอื (วนั วสิ าขบูชา) จากตานานเร่อื งเลา่
และเปน็ ตานานพงศาวดารจากหนงั สอื ประวัตพิ ระธาตรุ อบโลก ท่ไี ด้กล่าวถงึ องค์พระธาตุจอมกอ้ ย ใน
สมยั สองพนั ห้ารอ้ ยปีกอ่ น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จอบุ ตั ิขนึ้ ในโลก ได้ตรสั ร้อู ุตรสัมมาสมั โพธิญาณ
ในกาลคร้งั นน้ั ไดท้ รงเสดจ็ โปรดเวไนยสัตว์ทกุ หนแหง่ ไดท้ รงมอบให้ศษิ ย์สาวกทุกรูปออกประกาศเผย
แผ่พระศาสนา และไดม้ ีพระอรหนั ต์องค์หนง่ึ มนี ามว่า “พระอัญญาโกณทญั ญะ” พร้อมดว้ ยสอง
ตายายท่ถี ือศลี 8 และพระอินทร์ เป็นผนู้ าทางได้จารกิ โปรดเวไนยสัตว์เร่ือยมา จนมาถงึ บริเวณ
ดังกลา่ ว ซง่ึ ขณะน้ันยังเป็นทอี่ ดุ มสมบรู ณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ไมห้ ลากชนิด และเปน็ ทร่ี ม่ เย็น มีฝูงสัตว์มาก
หลายชนิดที่ได้อาศัยอย่ใู นบรเิ วณนี้ พระอัญญาโกณทัญญะ ไดม้ จี ติ ทีจ่ ะวางรากฐานพระพุทธศาสนา
ขน้ึ ณ ทแ่ี ห่งน้ี และมีจิตเมตตาท่ีจะมสี งิ่ แทนไว้เปน็ ท่สี ักการบชู า จงึ ได้ตง้ั จติ อธิฐานตัดนิว้ กอ้ ยของ
พระองค์บรรจใุ นสถปู เจดยี ์ท่ีให้สองตายายสรา้ งข้ึน และจะเปน็ ทส่ี กั การะบูชาของผมู้ ีจติ ศรัทธา
เลื่อมใสในบวรพทุ ธศาสนาสืบต่อไปจนกระท่ังเวลาไดล้ ่วงพ้นมาจนถงึ พ.ศ. 2459 พระครูบาเจา้ ศรี
วชิ ัย นกั บญุ แหง่ ล้านนา ไดจารกิ แสวงบุญสรา้ งบารมีเร่อื ยมา ได้พบกบั องค์สถูปเจดยี อ์ งค์น้อยนี้ และ
ไดม้ ีจิตศรทั ธาแรงกล้าทจี่ ะบูรณะสรา้ งองค์เจดยี อ์ งคน์ ี้ ให้มั่นคงถาวรยง่ิ ขึ้น พระครบู าเจา้ ศรวี ิชัย ท่าน
ไดต้ ้งั จติ อธิฐานทจ่ี ะบรู ณะสรา้ งองค์เจดยี อ์ งค์น้อยน้ใี หใ้ หญ่ขึน้ พระครบู าเจา้ ศรีวชิ ยั ได้ต้งั จติ วา่ หากมี
ผู้มจี ิตใจเลอ่ื มใสในบวรพระพุทธศาสนา และไดเ้ คยสรา้ งบญุ บารมรี ่วมกนั มา ไมว่ า่ จะอยูส่ ารทศิ ใดก็
ตาม กข็ อใหม้ าชว่ ยบรู ณะสร้าง “องค์พระธาตุจอมก้อย”

ใหถ้ าวรยิ่งขึ้นต่อไป เพ่ือเป็นที่กราบไหว้สักการะของอนุชนคนรุ่นหลัง และเป็นท่ีน่าอัศจรรย์
ได้มผี ู้คนหล่ังไหลกันมาไม่ว่าจะอยู่ใกล้แลไกล ก็มาช่วยสร้างจนสาเร็จสมดังเจตนาของ พระครูบาเจ้า
ศรีวิชัย และหลังจากเสร็จส้ินการสร้างองคพ์ ระธาตุจอมก้อยแล้ว ครูบาเจ้าศรีวิชัยก็ออกเดินทางเพ่ือ
แสวงบุญบารมีของท่านต่อไปพ.ศ. 2539 มีคณะศรัทธาผู้เล่ือมใสในบวรพุทธศาสนาท้ังพระภิกษุ
สามเณร อุบาสก อุบาสิกาโดยการนาของพระบรรจง ปุญญกาโม ได้มาบูรณะศาสนวัตถุที่ทรุดโทรม
ให้ดีข้ึน พร้อมท้งั ก่อสร้างให้เกิดความเจริญข้ึนเร่ือย ๆ ตามกาลงั และแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน
ท่ัวทุกสารทิศ เพอ่ื ใหพ้ ระพทุ ธศาสนาขององค์พระชนิ สีพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เจรญิ ยิง่ ๆ ข้ึนไป
พระธาตดุ อยซางหรือภูซาง

ตามตานานของพระเจา้ เลียบโลก ได้มพี ระอรหันต์เจ้า “อญั ญาโกณฑญั ญะ” อัครสาวกของ
พระสัมมนสมั พุทธเจ้า (หนงึ่ ในห้าของปัญจวัคคีย)์ ไดเ้ ดนิ ทางโปรดเวไนยสตั ว์ มาถึงภเู ขาสงู ในดินแดน
ของไทยโยนก ได้มอี บุ าสกอุบาสกิ าค่หู นึ่ง อุบาสกชื่อ “ภซู าง” อบุ าสกิ าช่ือ “กาบคา” ไดเ้ หน็
พระอรหันต์เจ้าเดินทางมาพานกั ณ ทน่ี นั้ กม็ ีความปิติยินดีเป็นทยี่ ง่ิ รงุ่ เช้าจงึ พากนั ไปขดุ หนอ่ ไม้

191
ซางมาปรุงอาหารถวาย“พระอญั ญาโกณฑญั ญะ” ฉนั หนอ่ ไมซ้ างไมห่ มด จงึ ได้มอบเส้นเกศา พรอ้ ม
ทง้ั หนอ่ ไมท้ ีเ่ หลือ ประทานใหพ้ ระอนิ ทร์ทม่ี าเฝ้านาไปบรรจไุ วบ้ นภเู ขาลกู หนง่ึ ใกลท้ ี่พานักแหง่ น้นั
เพ่ือตอ่ ไปจกั เป็นทส่ี ักการบูชาแก่มนษุ ยแ์ ละเทวดาทั้งหลาย ณ ท่นี น่ั คอื “พระธาตุดอยซาง” แหง่
นครสยมภูในอดีตกาล ซึง่ อยูใ่ นระหว่างอาเภอแจห้ ่มตดิ ตอ่ ตาบลแจ้ซอ้ น อาเภอเมอื งปาน จังหวัด
ลาปาง ในปัจจุบันปี พ.ศ. 1226 เจ้าอนนั ตยศ เจา้ เมอื งเขลางค์นคร ได้สร้างเมืองอาลัมพางค์นคร
เพอ่ื ให้พระนางจามเทวรี าชชนนีมาประทบั อยดู่ ้วย ในครัง้ นั้น พระนางจามเทวไี ด้ทรงช้างคบู่ ารมี
เสดจ็ มานมสั การพระธาตดุ อยซางแหง่ น้ี และได้ทรงพานกั ค้างแรมเพือ่ บาเพญ็ ญาณสรา้ งสมบารมี
ขณะเม่อื พลบค่าพระเกศาธาตุของ“พระอัญญาโกณฑญั ญะ” พระอรหนั ต์เจา้ กแ็ สดงปารหิ าริยเ์ ปลง่
ฉัพพรรณรังสเี จิดจา้ สว่างไสวไปท่ัวอาณาบริเวณแหง่ นั้น พระนางจามเทวีทรงปิติช่นื ชมโสมนสั
เลือ่ มใสยิ่งนัก จึงไดส้ ละทรัพย์สินที่ติดพระองคม์ าบรรจใุ นพระธาตุดอยซางจนหมดส้นิ ณ สถานที่
อันศกั ดสิ์ ทิ ธ์แิ ห่งนี้ ได้มแี ม่นา้ 6 สาย ไหลมาบรรจบกันทพ่ี ระธาตุดอยซาง คือ1) แม่กา 2) แม่กา
นอ้ ย 3) แม่แวน 4) แม่ปาน 5) แมต่ อ๋ ม 6) แม่มอญต่อมาในปี พ.ศ. 2464 ครบู าเจ้าศรวี ชิ ยั
นกั บุญแหง่ ลานนาไทย ซ่ึงอยวู่ ดั บา้ นบาง อาเภอลี้จังหวัดลาพนู จาริแสวงบุญผ่านเส้นทางนี้ ได้มา
พบพระธาตุดอยซาง ทราบแจง้ โดยญาณว่า เปน็ สถานทีศ่ กั ด์สิ ทิ ธ์ิยิง่ นัก จึงบูรณะและสรา้ งเจดยี ์
ครอบฐานภูซางไว้ เพ่อื ให้ประชาชนทั้งหลายได้สักการบชู าเปน็ บญุ บารมีสืบพระพุทธศาสนาต่อไป ถ้า
ผูใ้ ดได้รว่ มบรู ณะพระธาตุดอยซางแห่งน้อี ีก จักเปน็ บุญบารมีมากลน้ มิอาจประมาณได้
ศูนย์ศลิ ปาชีพบา้ นทงุ่ จี้

ศูนย์ศิลปาชีพบ้านทุ่งจี้ เป็นโครงการพระราชดาริบ้านทุ่งจ้ี เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและ
สง่ เสรมิ อาชีพแก่ราษฎรในพื้นท่ีเป้าหมายรอยต่อสามอาเภอ คือ อาเภอเมืองลาปาง อาเภอแจห้ ่ม
และอาเภอเมืองปาน เป็นศูนย์ประสานงานการอนุรักษ์ป่าต้นน้าแม่วัง ปัจจุบันได้ก่อสร้างโรงฝึก
อาชีพดา้ นเซรามิค ตาบลทุ่งกว๋าว อาเภอเมืองปาน จงั หวัดลาปาง
บ้านป่าเหมย้ี ง

ชมุ ชนบ้านป่าเหม้ียงร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลาปาง จัดเทศกาลวันดอกเส้ียวบาน
ณ ลานดอกเส้ืยว อาเภอเมืองปาน จังหวัดลาปาง เป็นประจาทุกปี สาหรับการจัดงานได้มีการจัด
กิจกรรม เพ่อื ส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงนิเวศอยา่ งหลากหลาย ซึ่งนอกจากนักท่องเท่ยี ว จะไดช้ มความ
สวยงามของดอกเสี้ยวป่าสีขาวบริสุทธิ์จะบานท่ัวหุบเขาและระห่างทางเดิน ดอกเสี้ยวป่าเป็นดอกไม้
พื้นเมือง ลักษณะดอก จะมีสีขาว มี 5 กลีบ มีแต้มสีชมพูท่ีกลีบใหญ่ขึ้นทั่วท้ังภูเขา ท่ีจะทาให้
นักท่องเท่ียวได้ไปสัมผัส อากาศหนาวละความสวยงามของดอกเสี้ยวจานวนมาก และยังมีแหล่ง
ท่องเที่ยวท่ีน่าสนใจได้แก่ เส้นทาง ศึกษาธรรมชาติ จุดชมวิวท่ีดอยล้านเป็นจุดที่สามารถมองเห็น
ทิวทัศน์ท่ีกว้างไกลและจุดชมวิวดอยกิ่วฝิ่น ซึ่ง เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยท่ีสุดแห่งหน่ึงของ
จังหวัดลาปาง และยังจะได้ชิมอาหารพื้นเมืองขึน้ ชื่อของหมู่บ้าน อาทิ ยาไข่แจ้ซ้อน ยาใบเหมี้ยง ชิม
ชาใบเหม้ียง ชิมกาแฟสด นอกจากนี้ บริเวณงาน ยังจะมีการออกบูธจาหนา่ ยสินค้าโอท็อป และเลือก
ซื้อผา้ ทอและผ้ายอ้ มสีอันข้นึ ชอ่ื ของอาเภอเมอื งปานอีกดว้ ย

192

อาเภอวังเหนอื
หม่บู ้านนกั ทอ่ งเทยี่ ว OTOP บา้ นฮา่ งวังแกว้

บ้านฮา่ งวงั แก้ว อาเภอวงั เหนือ มคี วามสวยงามของนา้ ตก 100 ช้ัน อยู่ห่างจากตัวจงั หวัด
100 กิโลเมตร ต้ังอยู่หมู่ที่ 5 ตาบลวังแก้ว อยู่ในอุทยานแห่งชาติท่องเท่ียวชมธรรมชาติ ด้วย
จักรยาน มีโฮมสเตย์ ไว้บริการนักท่องเท่ียว และบริการนวดสปา อาการพ้ืนเมือง อากาศเย็น
สบายตลอดปี
อทุ ยานแห่งชาติดอยหลวง (อาเภอวังเหนือ)

ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2533 ครอบคลุมพื้นที่
บางส่วนของจังหวดั พะเยา เชียงรายและลาปาง สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงมีดอยหลวงเป็นยอด
เขาที่สูงที่สดุ ประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ปา่ ดิบชื้นและป่าเต็งรังปะปนกัน มีสัตว์ปา่ และนกหลาย
ชนิด ทีท่ าการอุทยานต้ังอยบู่ ริเวณน้าตกปแู กง อ.พาน จ.พะเยา
น้าตกวงั แก้ว

เป็นน้าตกทีส่ วยงามที่สุดของจังหวัดลาปาง มีชัน้ น้าตกประมาณ 110 ชัน้ แตเ่ ป็นชน้ั ใหญ่
7-8 ช้ัน เม่ือขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของน้าตกจะพบหมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้าท่ีบ้านป่าคาหลวง และ
บ้านส้าน ทางขึ้นค่อนข้างชัน นอกจากน้ีบริเวณใกล้เคียงยังมี น้าตกวังทอง ซ่ึงมีลักษณะเหมือ
น้าตกวงั แก้ว
วดั บา้ นกอ่

ตัง้ อยู่เลขท่ี 55 หมูท่ ่ี 6 ตาบลวังทรายคา อาเภอวังเหนอื เป็นศนู ย์กลางในการทา กจิ กรรม
ทาง พทุ ธศาสนาของชาวบา้ นก่อและบ้านตน้ ฮา่ ง ชาวบ้านในชมุ ชนได้รว่ มสรา้ งวัดข้นึ เมอ่ื ราวกลาง
พทุ ธศตวรรษท่ี 25 พระพุทธรปู เป็นพระพทุ ธรปู ปางมารวิชยั กอ่ ปนู ปน้ั ทาสีน้ามนั ภายนอก องค์
ประธานนง่ั กลาง อกี องค์หน่งึ เพื่อให้เปน็ คู่กนั ประดิษฐานดา้ นขวา รูปแต้ม ด้วยอายุ ที่มากกว่า 70 ปี
แลว้ ทาให้วัสดโุ ครงสร้างอาคารและรูปแต้มหลายแหง่ ไดผ้ พุ ังและทรุดโทรมลงไป อันเกดิ จากสาเหตุ
จากธรรมชาติและแมลงรบกวน จึงเป็นทม่ี าของ "โครงการอนรุ ักษง์ านจติ รกรรมฝาผนังวดั บ้านกอ่
อาเภอวงั เหนือ จังหวัดลาปาง" รูปแตม้ ในวิหาร มอี ยู่ทงั้ ภายในและบนผนังหนา้ วหิ าร เปน็ เรอื่ งราว
ของพุทธประวัติ ชาดกและชาดกนอกนบิ าต หรือนิทานพ้นื บ้านอิงชาดก (ทางวิชาการมกั แปรวา่ ชาดก
ท่ไี ม่ไดบ้ นั ทกึ ไวใ้ นพระไตรปฎิ ก) ตัววหิ ารหันไปทางทิศตะวันออก มโี ถงกวา้ งด้านหน้ากอ่ นเข้าสู่ภายใน
ซึ่งมีรปู แต้มสีฝุน่ เร่อื ง "หงสห์ นิ " ในวหิ ารมรี ปู แตม้ เรื่อง "พรหมจกั ร" "พระเวสสันดร" "พระเตมยี ์"
"พระมาลัยโปรดโลก" และ "พุทธประวัติ"
วดั พระเกิด

การเดนิ ทางไปวดั พระเกิด คอื เมื่อดนิ ทางถึงหลักกโิ ลเมตรท่ี 8 ของพรช. มองไปทางทศิ
ตะวนั ตกประมาณ 500 เมตร จะเหน็ ยอดพระเจดีย์สงู สงา่ งามเด่น แลระยบิ ระยับเปน็ สที อง อยใู่ น
หม่บู ้านแม่เลียบ หมูท่ ่ี 8 ตาบลทุง่ ฮั้ว อาเภอวงั เหนือ นบั เป็นวัดโบราณและมปี ระวตั คิ วามเปน็ มา
อนั ยาวนาน ซง่ึ แต่กอ่ นเปน็ วัดเอกและเปน็ วัดประจาของชาวเมืองวัง มคี วามศกั ดิ์สิทธ์แิ ละเป็นท่ีเคารพ

193

สกั การะของ พทุ ธศาสนิกชนตั้งแต่อดตี จนถึงปจั จุบนั
วัดพระเกดิ มโี บราณสถานที่สาคัญคอื พระเจดีย์ ซ่ึงมีความสงู ถึง 36 เมตร ฐานกว้าง 18

เมตร สว่ นบนสดุ ของเจดีย์ที่ต่อจากฉตั รจะมแี มก่ าทอง เด่นเปน็ สงา่ ซง่ึ นบั เปน็ สญั ลกั ษณ์ของเจดียว์ ัด
พระเกดิ ทไ่ี มม่ ีท่อี ่นื มี บริเวณพระเจดยี ์ มีขนาดกวา้ งมีกาแพงอยสู่ องชัน้ คือกาแพงช้ันใน (กาแพง
แกว้ ) ส่วนกาแพงช้ันนอกทาดว้ ยศลิ าแลง บริเวณลานพระเจดยี ป์ ดู ้วยหนิ ออ่ น พทุ ธศาสนกิ ชนนิยมมา
ปฏิบตั ธิ รรมและเวยี นเทียนในวันสาคญั ทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิง่ วันขน้ึ 15 คา่ นอกจากน้วี ดั
เจดียว์ ัดพระเกดิ ยงั เปน็ เจดีย์ท่ีประดับดว้ ยแก้วทั้งองค์ มฉี ัตรขา้ งบน และฉัตรล่างอีก 4 ฉัตร แต่
ละฉัตรจะมีกาทองอยู่ทกุ ฉัตร

นอกจากนี้แลว้ ในอาเภอวงั เหนือยังมีหลง่ เรยี นรไู้ มว่ า่ จะเปน็ พิพิธภณั ฑ์นิเวศธรรมรักษ์ (วัด
บ้านใหม่) โบราณสถานสาคัญ ได้แก่ ศาลเจา้ พ่อพญาวงั พระธาตุวดั พระเกิด พระธาตุผาดิน
รอยพระพุทธบาท พระธาตเุ กศาคา และโบราณวตั ถุทส่ี าคัญ ไดแ้ ก่ พระพทุ ธรปู ทองสาริด
(วดั พระเกิด)

พระธาตผุ าดิน
วัดพระธาตผุ าดนิ ตั้งอยู่ที่ บา้ นผาดิน หม่ทู ี่ 3 ตาบลทุ่งฮ้ัว อาเภอวงั เหนอื จังหวัดลาปาง

สนั นษิ ฐานว่า หน้าผาดินนี้เกดิ จากการกัดเซาะของน้า ทาให้เกิดเป็นรูปเจดยี ์ เสาวหิ าร
เส้นทางการเดนิ ทาง
- ถนนลาดยางสายวังเหนือ-ผาดิน ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร
- ถนนคอนกรตี เสริมเหล็กสายทุ่งฮ้ัว-ผาแดง-ผาดิน ระยะทางประมาณ 7 กโิ ลเมตร

ถ้าผาแดง
ท่ตี ง้ั หมู่ 6 บา้ นผาแดง ต.ทงุ่ ฮ้ัว สนั นษิ ฐานวา่ ถูกค้นพบโดยพรานป่าลา่ สตั ว์ ภายในถ้าเป็นโถง

ขนาดใหญเ่ กดิ จากภูเขาหินปนู ภายในถา้ ยงั พบค้างคาวจานวนมากอาศัยอยู่ในถ้าแห่งน้ี เส้นทางการ
เดนิ ทาง - เปน็ ถนนลาดยาง ระยะทางห่างจากอาเภอวังเหนือ ประมาณ 12 กิโลเมตร - เป็นถนน
คอนกรีตเสรมิ เหล็ก ระยะทางหา่ งจากองคก์ ารบริหารสว่ นตาบลทุง่ ฮว้ั ประมาณ 6 กิโลเมตร ถนน
ทางเข้าถา้ ผาแดงเปน็ ถนนลกู รงั สามารถนารถยนต์ และรถจกั รยานยนตเ์ ดินทางเข้าไปได้
น้าตก ตาดเหมย (ผาคอก บา้ นไผก่ ลาง)

ต้ังอยูท่ ี่ ตาบลวงั ใต้ อาเภอวังเหนือ ลาปาง เป็นน้าตกทสี่ วย อีกทหี่ นึง่ ของ อาเภอวังเหนอื ถ้า
จะเทียบความสวยงาม กับนา้ ตกวังแก้วแล้ว เป็นรองอยไู่ มก่ ่ีแต้มแตถ่ ้า เทยี บความ หลากหลาย ของ
ธรรมชาติ ระยะเวลาของการพกั ผอ่ นทยี่ าวนาน มสี ง่ิ ใหม่ ๆ ใหเ้ ราได้ ตน่ื ตาตลอดระยะทาง ผา่ นน้าท่ี
ตกกระทบช้นั หิน ชั้นแล้วชัน้ เล่า แล้วทิง้ ห่างกนั เลย เชิญพิสจู นด์ ้วยตัวเองท่ี หมู่ที่ 3 บ้านไผก่ ลาง ต.
วังใต้ คนในหมบู่ า้ นก็ใจดี สมกบั คาขวัญที่วา่ "บา้ นไผ่ กลางไมถ้ ่ิน ดินแดนแหง่ คนงาม สามถ้านา้ ตก
สวย รา่ รวยดว้ ยเกษตรกรรม " เปน็ หมบู่ า้ นทม่ี คี วามงดามทง้ั นา้ ใจ และมารยาท

ถ้าผางาม
ตั้งอย่ทู ี่ ตาบลวงั ใต้ อาเภอวงั เหนือ ลาปาง ถ้าแหง่ น้ีถกู คน้ พบโดยพรานป่าช่ือ
"หนานขัด" เป็นถ้าหนิ ปนู ทีง่ ดงามตระการตา ผนังถา้ เปบ็ สขี าวเตม็ ไปด้วยหนิ งอก หนิ ย้อย มคี วามลึก
ประมาณ 200 เมตร อยูบ่ รเิ วณหน่วยพทิ กั ษ์อุทยานแห่งชาติที่ จซ.3 (ผางาม) หา่ งจากที่ว่าการอาเภอ

194
วงั เหนอื ประมาณ 8 กโิ ลเมตร ห่างจากท่ีทาการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 60 กิโลเมตร และต้องเดิน
เทา้ จากหน่วยพทิ ักษอ์ ทุ ยานแหง่ ชาติประมาณ 800 เมตร
ดอยหนอก

ดอยหนอก ต้ังอยู่ตาบลวงั ทอง อาเภอวงั เหนือ ถือเปน็ มรดกทางธรรมชาตริ ว่ มกันระหวา่ ง
จงั หวัดลาปางและจงั หวดั พะเยา นน่ั คอื ภเู ขาท่ีสูงใหญ่และมแี นวทอดยาวกนั้ ระหว่าง 3 จงั หวดั นั่นคอื
เชยี งราย พะเยา และ ลาปาง ทีม่ ีชอ่ื วา่ ภเู ขาผปี ันน้า โดยมสี ่วนหนงึ่ ของภูเขานี้ ซึง่ มชี ่อื ว่าดอยหนอก
ซง่ึ ถอื เปน็ ดอยสูงสดุ บนสันดอยหลวง หากท่านที่เดนิ ทางสายพะเยา-อาเภอวงั เหนือเปน็ ประจาก็จะ
ค้นุ เคยกบั ดอยนเ้ี ป็นอยา่ งดี เพราะมลี กั ษณะนูนขน้ึ มาคล้ายโหนกววั มองเหน็ ไดช้ ดั เจนแตไ่ กล

บนยอดดอยหนอกจะพบกบั พระธาตุเพ่อื สกั การะเพือ่ ความเปน็ ศิริมงคล เมือ่ ข้นึ ถงึ ยอดดอย
แล้วก็คงหายเหนอ่ื ยเพราะสามารถดทู ิวทัศนไ์ ด้ถึง 360 องศา ไมว่ า่ จะมองมาทิศตะวันตก ชมพระ
อาทิตยต์ กดนิ พรอ้ มกับชมอาเภอวงั เหนือ อาเภอเลก็ ๆ ทอ่ี ยู่ใต้ภูเขาแหง่ นี้ หรือจะมองไป ทางทศิ
ตะวันออกดพู ระอาทิตยข์ ้ึน พร้อมกับดูบรรยากาศ ทางฝัง่ พะเยาดตู วั เมอื งพะเยา และกวา๊ นพะเยา
สามารถดไู ด้ถงึ 2 จงั หวัดในครัง้ เดียวกนั
นา้ ตกธารทอง

น้าตกธารทอง นา้ ตกแหง่ นีต้ ัง้ อยใู่ นอาเภอวงั เหนือของจังหวดั ลาปาง ติดกับทางหลวง
หมายเลข 120 เสน้ ทาง พะเยา-ลาปาง-เชียงใหม่ น้าตกธารทองจึงเปน็ นา้ ตกสวยท่เี ทย่ี วสะดวกสุด
และเท่ียวต่อเนอื่ งไปยงั พะเยาได้อยา่ งสะดวกสบาย

น้าตกธารทอง เป็นน้าตกที่เที่ยวสะดวกแม้จะต้ังอยู่ในป่าใหญ่ จากทางหลวงหมายเลข 120
เลี้ยวเข้าไปไม่ไกลก็จะพบลานจอดรถ จากน้ันเดินเพียงไมก่ ี่ก้าวก็จะพบน้าตกธารทองแล้ว น้าตกธาร
ทองเป็นน้าตกหินปูนขนาดเล็กลดหล่ันเป็นชั้นๆ หลายสิบช้ันรวมกันสูงประมาณ 30 เมตร บริเวณ
น้าตกร่มรน่ื ไปด้วยพรรณไม้ และมีแอ่งน้าให้เล่นน้าประมาณ 4-5 แอ่ง สายน้าเย็นสบายจึงเหมาะแก่
การพกั ผอ่ นเล่นน้า ด้วยความเป็นน้าตกหินปูนจึงไมต่ อ้ งกลัวล่ืน เพราะตัวน้าตกไม่มีตะไคร่น้าเกาะจึง
สามารถเดินเท่ียวชมน้าตกได้เป็นอย่างดี และด้วยบริเวณลานจอดรถมีร้านค้าแผงลอยของชาวบ้าน
และมีห้องน้าของทางอุทยานแห่งชาติดอยหลวง น้าตกธารทองจึงเป็นจุดแวะพักรถพักคนระหว่าง
เดินทางท่ีนิยมที่สุดของเสน้ ทางสายนี้ จากน้าตกธารทองหากคุณเลือกเดินทางไปยังจังหวัดเชยี งใหม่
ระหว่างเส้นทางในเขตอาเภอวังเหนือยังมีเส้นทางแยกให้ไปเท่ียวชม น้าตกวังแก้ว น้าตกหินปูนอัน
สวยงามอกี แหง่ ของอทุ ยานแห่งชาตดิ อยหลวง แต่หากต้องการเดนิ ทางไปยังอาเภอเมืองพะเยา ในตัว
เมืองพะเยามีสถานที่ท่องเท่ียวยอดนิยมให้เลือกไปเที่ยวกันหลายแห่ง เช่น กวา๊ นพะเยา วัดศรโี คมคา
วดั พระธาตุจอมทอง วดั ศรอี ุโมงคค์ า วดั อนาลโยทิพยาราม และนา้ ตกจาปาทอง

ที่ต้งั อทุ ยานแห่งชาติดอยหลวง อาเภอวงั เหนอื จังหวัดลาปาง
การเดนิ ทาง จากอาเภอวังเหนือ ใช้ทางหลวงหมายเลข 120 (วงั เหนือ-พะเยา) ไปทางอาเภอเมือง
พะเยา ถงึ หลกั กิโลเมตรที่ 74 นา้ ตกอยู่ทางด้านซา้ ยมือ
ฤดทู อ่ งเท่ยี ว ตลอดปี สวยสุดเดอื น มิถนุ ายน-ตุลาคม
สิง่ อานวยความสะดวก บริเวณลานจอดรถมรี า้ นค้า รา้ นอาหาร และหอ้ งนา้ ใหบ้ ริการ

195
นา้ ตกวังทอง

เป็นน้าตกหนึ่งในสองแหง่ ท่ีอย่ใู นบริเวณแหล่งตน้ น้าของแม่นา้ วัง อันเกิดจากแนวเขาผีปันน้า
(น้าตกอีกแห่งคือ น้าตกวังแก้ว) อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ตาบลวังแก้ว อาเภอวังเหนือ
จงั หวดั ลาปาง ทางเขา้ หมทู่ ี่ 3 บ้านป่าแหน่ง สภาพทางเป็นทางดินอัดลูกรังระยะทางจากปากทางเข้า
หมู่บ้านถึงน้าตกประมาณ 3.5 กิโลเมตร ทางเลียบไม่ขึ้นเขา สภาพเป็นท่ีนาในหุบเขาเล็กจนถึงชั้น
น้าตกชั้นที่ 1 น้าตกแห่งน้ีไม่มีเจ้าหน้าท่ีอุทยานประจา ไม่มีค่าธรรมเนียมเข้าชม มีท่ีจอดรถก่อนถึง
น้าตกประมาณ 300 เมตร เดนิ ทางถึงช้นั สองของน้าตกใช้เวลาประมาณ 5 นาที นา้ ตกแห่งนี้มจี านวน
กวา่ 10 ชน้ั มชี น้ั สูงๆ กวา่ 200 เมตร มแี อ่งน้าใส ลกึ บางแห่ง
วงั เหนอื สวิตตี้ ลาปาง

วงั เหนือสวทิ ต้ี เปน็ แหลง่ ทอ่ งเท่ยี วเชิงเกษตร หรือเรียกอีกอยา่ งว่าเป็น "มนิ สิ วนสตั ว"์ ทเ่ี ปิด
ให้นกั ท่องเทีย่ ว และเหลา่ นักเรยี น นักศกึ ษาได้เข้ามาสัมผัสและเรียนรกู้ บั สัตวห์ ลากหลายชนดิ ไม่วา่
จะเปน็ แกะ ม้า ปลา ไกง่ วง ไก่ฟ้า กระต่าย หมูป่า กวาง ฯลฯ เยอะแยะมากมาย คือ มาทีน่ ี่เหมอื นได้
เขา้ ชมสวนสตั วเ์ ลก็ ๆ ท่สี ามารถสัมผัสกบั สตั วไ์ ด้จรงิ ๆ

ทีต่ ง้ั 535 ม.4 ถ.วังเหนือ-พะเยา ต.วังเหนอื จ.ลาปาง

196

ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถิ่น

การทาถ้วยก๋าไก่
ชามไก่กาเนดิ ในเมืองจนี เม่ือกว่าร้อยปี ฝีมอื ชาวจีนแคะ ตาบลกอปีอาเภอไทป้ ูมณฑลกวางตุ้ง
แตเ่ ดมิ ชามตราไกไ่ ม่ปรากฏการเขียนลายเปน็ เพียงชามขาวธรรมดา เมื่อผลิตเสรจ็ ไดจ้ ัดส่งมาเขยี นลาย
เผาสีบนเคลือบ ท่ีตาบลปังเคย แตจ้ ว๋ิ หลงั จากนั้นจึงกลายเปน็ ชามตราไกส่ าเรจ็ รปู และสง่ ออก
จาหน่ายในตลาดท่ัวไป
ตอ่ มาราว ปี พ.ศ. 2480 ชาวจีนทท่ี าชามตราไกใ่ นประเทศจีนไดย้ ้ายถน่ิ มาจากเมืองจีนมาต้ัง
บ้านเรอื นท่ีกรงุ เทพมหานครและลาปาง (ในการยา้ ยถนิ่ มาคร้งั นีไ้ ดน้ าช่าง ญาตพิ น่ี ้อง ชาวจีนทม่ี ี
ความสามารถทางการปั้นเครือ่ งป้ันดินเผามาด้วย) พร้อมกนั นไี้ ด้กอ่ สรา้ งโรงงานและเตาเผาชามตราไก่
ข้ึน ทีแ่ ถววงเวยี นใหญ่ จังหวดั ธนบุรี และท่ีถนนเพชรบรุ ี กรุงเทพมหานคร
ในราวปี พ.ศ. 2500 ชาวจนี ทที่ าโรงงาน และเตาเผาชามตราไก่ ไดย้ า้ ยขึน้ มาตั้งโรงงานและ
เตาเผาใน จังหวดั ลาปางท้งั นีเ้ น่อื งจากท่ีจงั หวดั ลาปางมดี นิ ขาวเหมาะที่จะนามาทาการผลติ ชามตรา
ไกม่ ากท่สี ุดหลงั จากพบดนิ ขาวทอี่ าเภอแจ้หม่ ในปีเดยี วกนั ชามไกใ่ น จ.ลาปางเรมิ่ ผลิตขึ้นโดยชาวไท้
ปู4 คน คอื นายซิมหยู นายเซีย่ ะหยุย แซ่อือ้ นายซวิ กิม แซ่กว็อก และนายซือเมน แซเ่ ทน ร่วมกอ่ ตง้ั
“โรงงานร่วมสามคั คี” ท่ีบา้ นป่าขาม อาเภอเมือง กอ่ นแยกตวั เปดิ กจิ การตนเองในอกี 3 ปถี ัดมา
ระหวา่ งปี 2502-2505 ชาวจีนตั้งโรงงานผลติ ถว้ ยชามท่ีลาปางมากข้ึน รวมถึงผลิตชามไก่ท่ีเรมิ่ ดว้ ย
ขว้างดินขาวลาปางหมักเปียกลงบนพมิ พ์ซึ่งหมุนบนลอ้ จกั รยานแล้วใชแ้ ผน่ ไม้ตดั เป็นรปู โคง้ ขนาด
เหมาะมอื (จิ๊กเกอร์มือ) แตง่ ดนิ ให้ได้รูปทรงถ้วย ตอ่ ขา เคลอื บข้เี ถ้าแกลบการเผาใช้เตามังกรโบราณ
แบบกอปฟี นื ไมส้ ว่ นการวาดลายไกก่ ฝ็ ึกคนท้องถ่ินตวดั พู่กันจนี วาดเปน็ สว่ น ๆ ต่อเติมจนเต็มรปู แบบ
ในแต่ละใบแต่ละคนจบั พู่กัน 2-3 ด้ามในเวลาเดียวกนั แลว้ แตค่ วามยงุ่ ยากของกรรมวธิ ี ทาให้
ผลิตภัณฑ์ออกมาไมท่ นั ความตอ้ งการ ชามไก่เร่ิมเปลีย่ นรปู แบบเม่อื โรงงานใชเ้ ครอ่ื งปั้นหรอื เคร่อื ง
จก๊ิ เกอรช์ ามจึงมีรูปกลมไม่เป็นเหล่ียมมีขาในตวั ท่ีสดุ เปลยี่ นแปลงครั้งใหญ่เม่ือโรงงานเสถยี รภาพที่
อ้อมนอ้ ยสมทุ รสาครสร้างเตาอุโมงค์เผาดว้ ยนา้ มันเตา
ในปี 2505 เผาถ้วยชามแบบเผาคร้งั เดยี วไดช้ ามช่วงนต้ี วั ไก่สเี ขยี วหางนา้ เงนิ ดอกไม้ชมพูลด
ความละเอยี ดลงแตท่ าตลาดได้ดีเน่ืองจากราคาถกู และไม่ถลอกง่ายจวบจนปี 2506 โรงงานถ้วยชาม
เริม่ หันไปผลิตถ้วยชามแบบญี่ปนุ่ ซงึ่ เข้ามาแทนท่ี ลาปางเป็นเพยี งจงั หวัดเดยี วที่ผลติ ชามไก่อย่าง
ตอ่ เนอ่ื งแตห่ าช่างฝีมือท่ีคงรูปแบบเดิมยากอกี ทัง้ สที ี่วาดมรี าคาแพงลายไกเ่ ปลีย่ นมาใช้สีชมพหู างน้า
เงินแซมใบไมเ้ ขยี วเขม้ พ.ศ. 2516 ขณะที่ชามไก่ขนาด 6 น้ิว มรี าคาเพียงใบละ 40 สตางค์ เพราะเป็น
ชามในยุคหลังที่เปล่ียนแปลงไปจากเดิมมาก กลายเป็นสนิ ค้าราคาถูก จึงเรมิ่ มกี ารสะสมและกว้านซอ้ื
ชามไก่ในรนุ่ แรกๆจนทาใหช้ ามไกร่ นุ่ นั้นหายไปจากตลาดถงึ ทุกวนั นจ้ี ึงเปน็ สนิ ค้าสงู ค่าเพราะหา (ของ
แท้) ยาก

197

การทากอ่ งขา้ ว
ท่ีหมู่บ้านไผ่ปง ตาบลเมืองมาย อาเภอแจ้หม่ จงั หวัดลาปาง เปน็ หมู่บ้านท่มี ีช่ือในการทากอ่ ง
ขา้ วเป็นอยา่ งมาก กว่าร้อยปมี าแล้วทช่ี าวบา้ นที่นี่สืบสานภมู ิปัญญาดง้ั เดมิ ในการทาก่องขา้ วเหนียวมา
จากบรรพบุรษุ แตเ่ ดิมพวกเขาจะสานเพ่อื แลกกับขา้ วสารจากหมู่บ้านอื่น ทวา่ ในปัจจบุ ันเรม่ิ มีการซื้อ
ขายแลกเปล่ียนกันดว้ ยเงนิ การสานก่องขา้ วของบ้านไผป่ งจะนิยมใช้ไผ่ในการสานที่ค่อนขา้ งหนากว่า
การสานอย่างอื่น ซ่ึงมีสว่ นประกอบด้วยกันสามส่วนคือ ฝากอ่ ง ตัวก่องข้าวและฐานกอ่ งข้าวท่ีทาจาก
ไม้สองแผ่นไขวก้ ันเป็นรูปกากบาท ผูกติดไว้กับมุมส่วนก้นของกอ่ งข้าวด้วยหวาย สว่ นตัวก่องข้าวตรง
กลางจะมีมุมสี่เหลี่ยมข้ึนมาตรงชว่ งกลางจะเปน็ กระเปาะ ช่วงปากก่องจะก่ิว ฝาปดิ กอ่ งขา้ วทาเป็นมุม
สี่เหลี่ยมในแต่ละมุมเพื่อให้รับกับส่วนก้นและมีไม้ไผ่ขัดตรงฝาเป็นรูปกากบาท ปัจจุบันการทาก่อง
ข้าวของชาวบ้านไผ่ปงยังคงทากนั อย่แู ละไปมกี ารพัฒนาการสานจากก่องข้าวมาเปน็ ผลิตภัณฑช์ นิดอ่ืน
เชน่ เส่ือ กระเปา๋ ของเล่นเด็ก เป็นตน้ ซ่ึงชาวบ้านบอกวา่ มีการพัฒนาไปตามยุคสมยั แตย่ ังคงการใชไ้ ม้
ไผ่เป็นวัสดหุ ลักก่องข้าวบ้านไผ่ปงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมคู่ นเมืองทั่วไปที่รับประทานข้าว
เหนียว โดยเฉพาะเอกลักษณ์อันสวยงามของ ลวดลายที่ไม่เหมือนใครยังคงทาให้ก่องข้าวที่น่ีได้รับ
ความนยิ มอยา่ งไม่เสอื่ มคลาย
ดนตรพี ิณเปยี๊ ะ
พ่อครูบุญมา ไชยมะโน เป็นผูส้ อนการเล่นพิณเปี๊ยะ สะล้อ และซงึ แก่ผู้ท่ีมาฝากตัวเป็น
ศิษย์ และเป็นวิทยากรดนตรีพ้ืนบ้านตามสถาบันการศึกษาตา่ ง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ
สถาบนั การศึกษาตา่ ง ๆ ในภาคเหนอื
ฟ้อนเมืองเผียไหมลาปาง

นายสักเสรญิ (ศกั ดิ)์ รัตนชัย เป็นผูป้ ระดษิ ฐ์ท่าราฟ้อนเมืองเผียไหมลาปาง ประกอบดนตรี
เพลงเผยี ไหมลาปาง จากภาพจติ รกรรมฝาผนงั ภายในวดั เผยแพรใ่ นจังหวดั ลาปางปจั จุบนั มี
สถานศึกษาจานวน 19 แหง่ จัดการเรียนการสอนฟ้อนเมืองเผียไหมลาปางแก่ผ้สู นใจทัว่ ไป
ปวน สุวรรณสงิ ห์ หรอื ป. สวุ รรณสงิ ห์

เมื่อเอ่ยถงึ จังหวัดลาปาง หลายคนอาจนกึ ถงึ รถมาและชามตราไก่เป็นลาดบั แรก แต่หากใครมี
โอกาสได้เดนิ เลน่ ตามถนนหนทางในตวั เมืองลาปาง ลองสงั เกตดจู ะพบเหน็ ป้ายชื่อของร้านค้าและ
กิจการเก่าแกจ่ านวนมากท่ีสวยงาม โดดเด่น แปลกและมีเอกลักษณ์ไมเ่ หมอื นทีอ่ น่ื นบั เปน็ หนึ่งใน
มรดกทางศิลปวฒั นธรรมทรงคุณค่าของลาปาง

ปวน สวุ รรณสิงห์ หรอื ป. สุวรรณสิงห์ (2440-17 เมษายน 2508 อายุ 68 ปี) เปน็ ชาว
ลาปางทม่ี เี ชือ้ สายพมา่ เคยเปน็ ลกู ศิษย์ของมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร ชา่ งหลวงและ
ช่างภาพประจาพระองคใ์ นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยูห่ วั ในชว่ งแรก ป. สุวรรณสิงห์ จึงมี
ผลงานเขยี นภาพจติ รกรรมฝาผนงั ตามวัดต่างๆ ของลาปาง เช่น พระอุโบสถวัดเกาะวาลกุ าราม พระ


Click to View FlipBook Version