The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวทางการบริหารจัดการศูนย์นันทนาการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-06-01 00:44:31

แนวทางการบริหารจัดการศูนย์นันทนาการ

แนวทางการบริหารจัดการศูนย์นันทนาการ

Keywords: การบริหารศูนย์นันทนาการ,ศูนย์นันทนาการ

ข้อมูลทางบรรณานุกรมของส�ำนักหอสมุดแห่งชาติ
กรมพลศึกษา. ส�ำนักนันทนาการ. กลุ่มนันทนาการเด็กและเยาวชน..
แนวทางการบริหารจัดการศูนย์นันทนาการ = Recreation Center.-- กรุงเทพฯ :
กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา, 2562.
248 หน้า.

1. นันทนาการ. I. ช่ือเรื่อง.

790.068
ISBN 978-616-297-559-2

ดาวน์โหลดหนังสือ “แนวทางการบริหารจัดการศูนย์นันทนาการ”
http://bit.ly/362kiAd

ช่ือหนังสือ แนวทางการบริหารจัดการศูนย์นันทนาการ (Recreation Center)
จัดท�ำโดย กลุ่มนันทนาการเด็กและเยาวชน
ส�ำนักนันทนาการ
กรมพลศึกษา
กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา
154 ถนนพระราม 1
แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0 2214 0120
www.dpe.go.th
พิมพ์ครั้งท่ี 1 พ.ศ. 2562
จ�ำนวนพิมพ์ 2,000 เล่ม
สถานท่ีพิมพ์ โรงพิมพ์เอส.ออฟเซ็ทกราฟฟิคดีไซน์
คลังภาพ Freepik (Premium License) ลิขสิทธ์ิถูกต้องตามกฎหมาย
ออกแบบศิลป์ บริษัทแอนิเมเนีย จ�ำกัด
www.animania.co.th

ค�ำน�ำ

องค์กรการใช้เวลาว่างเป็นสถาบันทางสังคมท่ีมีบทบาทและหน้าท่ี
ทางสถาบนั ตอ่ บคุ คล ครอบครวั สงั คม และประเทศชาติ เปน็ สถานทส่ี ง่ เสรมิ ใหค้ วามรู้
ความคิดทางนันทนาการ เพ่ิมพูนสติปัญญา และส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมได้มีชีวิต
ความเป็นอยู่อย่างสุขสมบูรณ์ทั้งกายและใจ รวมท้ังสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง
ได้รับความสนุกสนานและเพลิดเพลิน ตอบสนองความต้องการและความแตกต่างกัน
ของแต่ละบุคคลได้อย่างสมบูรณ์
การจัดนันทนาการเพื่อการบริการและสวัสดิการทางสังคมน้ีกว้างขวางมาก
ผรู้ บั ผดิ ชอบทางนนั ทนาการของชมุ ชน สงั คม ควรเปน็ หนา้ ทขี่ องทกุ ฝา่ ย คอื ประชาชน
หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ชุมชน และกลุ่มต่างๆ โดยการส่งเสริม
ดา้ นนนั ทนาการนนั้ หากจะใหไ้ ดผ้ ลดนี นั้ จะตอ้ งมกี ารจดั และดำ� เนนิ งานอยา่ งเปน็ ระบบ
ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโปรแกรมส�ำหรับประสบการณ์ท่ีจะเกิดข้ึน สิ่งอ�ำนวย
ความสะดวก บุคลากร งบประมาณ และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์
สูงสุด เพ่ือตอบสนองต่อเป้าหมายของการจัดด�ำเนินงานด้านนันทนาการ
กรมพลศึกษา โดยส�ำนักนันทนาการ ได้จัดท�ำหนังสือ “แนวทางการบริหาร
จัดการศูนย์นันทนาการ (RECREATION CENTER)” ข้ึน เพื่อใช้เผยแพร่เป็นต้นแบบ
และแนวทางส�ำหรับผู้รับผิดชอบทางนันทนาการของชุมชน สังคม ท้ังภาครัฐ
และเอกชน ชุมชน และกลุ่มต่างๆ ไปใช้ในการพัฒนา ประชาชน ทุกเพศ ทุกวัย
และทุกกลุ่ม อย่างท่ัวถึงทั้งประเทศ เป็นแนวทางในการด�ำเนินด้านนันทนาการ
อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล
อนึ่ง หากท่านจะกรุณาเป็นส่วนหน่ึงในการพัฒนาหนังสือเล่มน้ี ขอได้โปรด
ตอบแบบประเมินผล ซึ่งอยู่ท้ายหนังสือนี้ แล้วส่งให้กรมพลศึกษา เพื่อจะได้รวบรวม
วิเคราะห์ ใช้เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงส่ือทางนันทนาการต่อไป จักขอขอบคุณ
มา ณ โอกาสน้ี

กรมพลศึกษา
พฤศจิยายน 2562

สารบัญ หนา้
1
3
ส่วนท่ี 1 ศูนยน์ ันทนาการ (Recreation Center) 4
แนวคดิ 5
วัตถุประสงค์ของศูนย์นันทนาการ 5
กลมุ่ เป้าหมาย 7
ประโยชน์ของศูนย์นนั ทนาการ 9
ตัวแบบ (Model) ศนู ย์นันทนาการ
บทสรุป

สว่ นท่ี 2 การใชเ้ วลาว่างและนนั ทนาการ (Leisure and Recreation) 13
การใชเ้ วลาวา่ ง (Leisure) 15
นนั ทนาการ (Recreation) 23
เป้าหมายของนนั ทนาการ 27
ลักษณะพื้นฐานของนันทนาการ 30
ปัจจยั สำ�คัญทที่ ำ�ใหม้ ีส่วนรว่ มในนนั ทนาการ 32
คุณคา่ และประโยชน์ของนันทนาการ 34
ความสมั พันธร์ ะหวา่ งการใชเ้ วลาว่างและนันทนาการ 37
นนั ทนาการและการใช้เวลาว่างในแต่ละช่วงวยั 39
โปรแกรมนันทนาการ 98
การออกแบบโปรแกรมนนั ทนาการ 102
หลกั การจดั โปรแกรมนันทนาการ 106
รปู แบบของโปรแกรมนันทนาการ 110
หลกั การสร้างโปรแกรมนนั ทนาการ 114
บทสรุป 125

สารบัญ

หนา้
ส่วนท่ี 3 การจัดการสง่ิ อำ�นวยความสะดวกทางนันทนาการ 127
(Recreation Facility Management)
ส่งิ อำ�นวยความสะดวกทางนันทนาการ 130
ประเภทของสิ่งอำ�นวยความสะดวกทางนันทนาการ 133
การวางแผนและการจดั การสิ่งอำ�นวยความสะดวก 140
ทางนันทนาการ
การจดั การสิ่งอำ�นวยความสะดวกทางนันทนาการ 143
การบริหารจดั การศูนย์นันทนาการ (Recreation Center) 151
บทสรุป 161

สว่ นท่ี 4 การจัดตง้ั ศูนย์นนั ทนาการ (Recreation Center) 163
องค์กรการใช้เวลาวา่ ง 165
หนา้ ทีส่ ำ�คัญขององคก์ รการใชเ้ วลาวา่ ง 167
รูปแบบการดำ�เนนิ ขององคก์ รการใชเ้ วลาวา่ ง 168
การใหบ้ รกิ ารของหน่วยงานภาครัฐ (Public Sector) 169
การให้บริการของหน่วยงานไม่แสวงหาผลกำ�ไร 185
(Non-Profit Sector)
การใหบ้ รกิ ารของหน่วยงานธุรกจิ 202
(Commercial Sector)
บทสรปุ 217

สว่ นท่ี 5 บทสรปุ การพัฒนาระบบบรหิ ารจัดการ 219
ของศูนย์นนั ทนาการ

บรรณานกุ รม 233



ส่วนท่ี 1
ศูนย์นันทนาการ

(Recreation Center)

ส่วนที่ 1 ศูนย์นันทนาการ

แนวคิด

“มนุษย์” เป็นทรัพยากรบุคคลท่ีมีความส�ำคัญต่อการพัฒนา
ประเทศท่ามกลางสภาพสังคมปัจจุบันที่ก�ำลังไปสู่ทิศทางท่ีหลากหลาย
กระบวนการพัฒนามนุษย์สามารถท�ำได้หลากหลายรูปแบบ หน่ึงในน้ัน
ก็คือ “นันทนาการ” หรือ Recreation ซ่ึงเป็นกระบวนการหนึ่งท่ี
สามารถพัฒนามนุษย์ได้ เนื่องจากนันทนาการเป็นศาสตร์ท่ีว่าด้วย
การพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ของบคุ คลและสงั คม โดยใชเ้ วลาวา่ งหรอื เวลาอสิ ระ
เข้าร่วมกิจกรรมซ่ึงมีรูปแบบที่หลากหลาย บุคคลหรือชุมชนได้มีส่วนร่วม
ในกิจกรรมตามความสนใจของตน ก่อให้เกิดผลการพัฒนาอารมณ์สุข
สนุกสนาน และ/หรือสุขสงบ เป็นกระบวนการในการพัฒนาประสบการณ์
หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลหรือสังคม โดยอาศัยกิจกรรม
นันทนาการต่างๆ เป็นส่ือ
การจัดนันทนาการเพ่ือการบริการและสวัสดิการทางสังคม
ควรเป็นหน้าท่ีของทุกฝ่าย ทั้งประชาชนท่ัวไป หน่วยงานภาครัฐ
และเอกชน ชุมชน รวมไปถึงกลุ่มงานต่างๆ ควรจะมีหน้าที่ให้บริการ
โดยตรง ซ่ึงทรัพยากรทางนันทนาการถือเป็นเคร่ืองมือ หรือส่ือ หรือวิถีทาง
ที่จะน�ำไปสู่การร่วมกิจกรรมนันทนาการ การท�ำกิจกรรมนันทนาการ
หรือการส่งเสริมกิจกรรมนันทนาการท่ีจะท�ำให้มนุษย์เข้าถึงนันทนาการ
ได้ตามความต้องการด้วยความพอใจและสมัครใจ
ศูนย์นันทนาการ (Recreation Center) เป็นสถานท่ีท่ีจัดพื้นท่ี
ไว้ให้บริการด้านนันทนาการส�ำหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป
เพ่ือท�ำกิจกรรมต่างๆ ตามความสนใจและความต้องการในเวลาว่าง
มีการก�ำหนดโปรแกรมนันทนาการต่างๆ ท่ีหลากหลายและน่าสนใจ

3

ส่วนท่ี 1 ศนู ย์นนั ทนาการ

ให้บุคคลทุกกลุ่มวัยสามารถเข้าร่วมท�ำกิจกรรมด้วยกันได้ เสริมทักษะ
ความสามารถและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวมถงึ
ชว่ ยสรา้ งเสรมิ ประสบการณ์ เพมิ่ พนื้ ทสี่ รา้ งสรรค์ สรา้ งโอกาสและทางเลอื ก
ในการท�ำกิจกรรมมากข้ึน ท�ำให้มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ ผ่อนคลาย
ความตึงเครียด ลดความวิตกกังวล ฝึกสมาธิ พัฒนาบุคลิกภาพ
และการเข้าสังคม ท�ำให้บุคคลสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
หรือประกอบการงานต่างๆ ได้ดีข้ึน และช่วยส่งเสริมให้รู้จักการควบคุม
อารมณ์ และบุคลิกภาพท่ีดีอีกด้วย
ดังน้ัน การพัฒนามนุษย์ด้วยการด�ำเนินงานในรูปแบบ
“ศูนย์นันทนาการ” จะต้องมีการจัดและด�ำเนินงานอย่างเป็นระบบ
ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโปรแกรมส�ำหรับประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้น
สิ่งอ�ำนวยความสะดวก บุคลากร งบประมาณ และการใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายของการจัดด�ำเนินงาน
ด้านนันทนาการที่ก�ำหนดไว้ เกิดความพึงพอใจและสร้างประสบการณ์
ท่ีดีในการเข้ารับบริการต่อไป

วัตถุประสงค์ของศูนย์นันทนาการ

1. เพ่ือเป็นการสร้างพื้นท่ีในการเรียนรู้ และเผยแพร่องค์ความรู้
ด้านนันทนาการให้แก่ผู้สนใจท่ัวไป
2. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน และประชาชน
ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการจนเป็น
วิถีชีวิต
3. เพื่อให้บริการทางนันทนาการ แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน
และสนับสนุนการจัดกิจกรรมนันทนาการต่างๆ ของชุมชน

4

ส่วนที่ 1 ศูนย์นนั ทนาการ

กลุ่มเป้ าหมาย

กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้บริการศูนย์นันทนาการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ เด็ก เยาวชน และประชาชนที่อาศัย
อยู่ในชุมชนและพ้ืนที่ให้บริการศูนย์นันทนาการ
2. กลุ่มเป้าหมายรอง ได้แก่ สมาชิกกลุ่มองค์กรต่างๆ

ประโยชน์ของศูนย์นันทนาการ

เด็ก เยาวชน และประชาชน
1. เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้ร่วมกิจกรรมนันทนาการ
ท�ำให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และการใช้เวลาว่างอย่างเกิดประโยชน์
2. เด็ก เยาวชน และประชาชน มีพื้นที่ในการเรียนรู้ เข้าใจ
และได้รับองค์ความรู้ด้านนันทนาการ
3. เด็ก เยาวชน และประชาชน เกิดความตระหนักต่อคุณค่า
และศักยภาพของตนเอง
4. เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้ฝึกฝน เรียนรู้ เกิดทักษะ
และมีประสบการณ์ในการใช้เวลาว่างที่ดี
5. เด็ก เยาวชน และประชาชน มีคุณภาพชีวิตท่ีดี และประกอบ
กิจกรรมนันทนาการอย่างสม่�ำเสมอจนเป็นวิถีชีวิต ก่อให้เกิดการพัฒนา
ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม มีความคิดสร้างสรรค์

5

ส่วนท่ี 1 ศนู ย์นนั ทนาการ

องค์กร
1. เพื่อเป็นศูนย์รวมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน องค์กร
เครือข่าย มีสถานท่ีด�ำเนินกิจกรรมต่างๆ
2. เพ่ือส่งเสริมการจัดกิจกรรมนันทนาการส�ำหรับเด็ก เยาวชน
และประชาชนและชุมชนในรูปแบบใหม่ๆ ซ่ึงท�ำให้เกิดการพัฒนา
ความสามารถและทักษะตามความสนใจ
3. เปน็ การยกระดบั และพฒั นารปู แบบการจดั บรกิ ารนนั ทนาการ
เพ่ือการพัฒนาคุณภาพชีวิตท่ีดี
4. ส่งเสริมให้เกิดการระดมทรัพยากร และความร่วมมือ
จากหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกให้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม
และบริการนันทนาการส�ำหรับประชาชน และเชื่อมโยงคนทุกกลุ่มวัย
ให้ได้รับประโยชน์จากการด�ำเนินงานของศูนย์นันทนาการ

6

ส่วนที่ 1 ศนู ย์นนั ทนาการ

ตัวแบบ (Model) ศูนย์นันทนาการ

7

สว่ นท่ี 1 ศนู ยน์ นั ทนาการ
8

สว่ นที่ 1 ศูนยน์ นั ทนาการ

บทสรุป

จากตัวแบบ (Model) ศูนย์นันทนาการ จะเห็นกลไกการบริหาร
จัดการศูนย์ฯ ให้ด�ำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย
คณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ
องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารศูนย์นันทนาการ ได้แก่
• ที่ปรึกษา
• ผู้จัดการศูนย์นันทนาการ
• รองผู้จัดการศูนย์นันทนาการ
• ผู้ฝึกสอน/วิทยากร
• ผู้แทนสมาชิก จ�ำนวน 3 - 5 คน เป็นกรรมการ
• ผู้แทนอาสาสมัคร จ�ำนวน 1 - 2 คน เป็นกรรมการ
• กรรมการและเลขานุการ
โดยมีอ�ำนาจหน้าท่ีของคณะกรรมการศูนย์ฯ มีดังน้ี
• ก�ำหนดแนวทางการด�ำเนินงาน
• จัดท�ำแผนปฏิบัติงาน โครงการ กิจกรรมของศูนย์นันทนาการ
• จัดท�ำระบบข้อมูลสมาชิก
• แสวงหาความร่วมมือจากภาคี องค์กรเครือข่ายในชุมชน
• ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการด�ำเนินงานศูนย์ฯ อย่างต่อเน่ือง
• ด�ำเนินการอื่นๆ ตามท่ีเห็นสมควร เพ่ือให้การด�ำเนินงานศูนย์ฯ
บรรลุวัตถุประสงค์

9

สว่ นท่ี 1 ศูนย์นันทนาการ

งบประมาณศูนย์ฯ
งบประมาณในการขับเคล่ือนการด�ำเนินงานศูนย์ฯ ได้แก่
1. การก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารสถานท่ี
2. การจัดกิจกรรมนันทนาการเพื่อสมาชิกของศูนย์ฯ
นอกจากนี้ยังสามารถขอรับการสนับสนุนจากกองทุนต่างๆ
และรายได้จากแหล่งที่มาอื่นๆ เช่น การจ�ำหน่ายผลิตภัณฑ์ของศูนย์ฯ
การจัดกิจกรรมระดมทุน กิจกรรมหารายได้ การบริจาค การเก็บเงิน
ค่าใช้บริการ การให้เช่าสถานที่จัดงาน เป็นต้น
หน่วยงานท่ีร่วมด�ำเนินการ
1. องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ มภี ารกจิ ในการสง่ เสรมิ และพฒั นา
คุณภาพชีวิตประชาชน อีกท้ังยังเป็นกลไกส�ำคัญในการก�ำหนดนโยบาย
และขับเคล่ือนในระดับพ้ืนท่ี จึงเป็นผู้มีส่วนร่วมการก่อตั้งและสนับสนุน
โดยตรงในการจัดต้ังศูนย์ฯ ร่วมกับชมรมกีฬาและนันทนาการ
2. ชมรมกีฬาและนันทนาการ เป็นการรวมกลุ่มของเด็ก เยาวชน
และประชาชน เพ่ือท�ำกิจกรรมนันทนาการร่วมกัน ซ่ึงมีจ�ำนวนมาก
และกระจายอยู่ทุกพื้นที่ ชมรมชมรมกีฬาและนันทนาการจึงมีบทบาท
ส�ำคัญในการร่วมจัดตั้งศูนย์ฯ มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการงาน
ในระดับชุมชน ชมรมกีฬาและนันทนาการท่ีเข้มแข็งจะมีส่วนร่วมในการ
บริหารจัดการศูนย์ฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ความร่วมมือของหน่วยงานในจังหวัดและพื้นที่ การจัดตั้ง
และด�ำเนินงานศูนย์ฯ จะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในระดับ
พื้นท่ีที่มีภารกิจเกี่ยวกับการให้การสนับสนุนกิจกรรมนันทนาการ
เชน่ หนว่ ยงานดา้ นสงั คม หนว่ ยงานดา้ นวฒั นธรรม หนว่ ยงานดา้ นการศกึ ษา

10

สว่ นที่ 1 ศูนยน์ ันทนาการ

ขั้นตอนการด�ำเนินงาน
1. จัดประชุมหรือจัดเวทีประชาคม เพื่อเผยแพร่แนวคิด
และรปู แบบการจดั ตงั้ ศนู ยฯ์ พรอ้ มทง้ั รว่ มเสนอความเหน็ ในการจดั กจิ กรรม
ของศูนย์ โดยให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน
2. แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ เพื่อท�ำหน้าท่ีในการ
ก�ำหนดแนวทางการด�ำเนินงาน การจัดท�ำแผนงาน โครงการการแสวงหา
ความร่วมมือจากภาคีองค์กรเครือข่ายในชุมชน และการส่งเสริม สนับสนุน
ให้การด�ำเนินงานศูนย์ฯ ต่อเนื่อง การจัดหาสมาชิกจากชมรมกีฬา
และนันทนาการในพ้ืนที่ การจัดหาสถานท่ีต้ังศูนย์ฯ (ก่อสร้างอาคารใหม่
หรือปรับปรุงอาคารเดิมที่มีอยู่แล้ว) เป็นต้น
3. จัดตั้งศูนย์ฯ และด�ำเนินกิจกรรม
4. การติดตามและประเมินผลการ
การจัดกิจกรรมและบริการ
1. ก�ำหนดระเบียบ ข้อปฏิบัติที่เกิดจากข้อตกลงร่วมกัน
จากการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ
2. จัดท�ำแผนการด�ำเนินกิจกรรมประจ�ำสัปดาห์ เดือน ปี
อย่างต่อเน่ืองสมํ่าเสมอ โดยให้บริการ ท้ังในศูนย์ฯ และนอกศูนย์ฯ
เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่ม และสมาชิกทุกวัยในชุมชนได้เข้าร่วมกิจกรรม
3. ก�ำหนดเวลาเปิด-ปิด ท�ำการ
ประเภทกิจกรรม
1. กิจกรรมภายในศูนย์ฯ ประกอบด้วย
(1) การให้บริการกิจกรรมนันทนาการ เช่น ดนตรีไทย
ดนตรีสากล ศิลปะ นาฏศิลป์ เคล่ือนไหวร่างกาย
(2) กิจกรรมพิเศษประจ�ำเดือน
(3) มุมเสริมทักษะ ส่งเสริมความรู้ทางนันทนาการ

11

ส่วนท่ี 1 ศนู ย์นนั ทนาการ

(4) กิจกรรมนันทนาการประเพณี
(5) จัดให้มีระบบฐานข้อมูลของสมาชิก
2. กิจกรรมภายนอกศูนย์ฯ ประกอบด้วย
(1) การศึกษารูปแบบการใช้เวลาว่างของคนในชุมชน
(2) กิจกรรมนันทนาการในสถานศึกษา
(3) จิตอาสา
(4) สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในพ้ืนที่ พ้ืนท่ีใกล้เคียง
จากข้างต้นจะเห็นได้ว่า การจัดนันทนาการเพ่ือการบริการ
และสวัสดิการทางสังคม เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย คือ ประชาชน
หนว่ ยงานตา่ งๆ ทง้ั ภาครฐั และเอกชน ชมุ ชน และกลมุ่ ตา่ งๆ เพอ่ื ตอบสนอง
ตอ่ เป้าหมายของการจัดด�ำเนนิ งานดา้ นนันทนาการ เพื่อเป็นการสร้างพ้นื ที่
ในการเรียนรู้ และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนันทนาการให้แก่ผู้สนใจท่ัวไป
ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้ใช้เวลาว่าง
ให้เป็นประโยชน์ในการเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการจนเป็นวิถีชีวิต
และให้บริการทางนันทนาการ แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน รวมถึง
สนับสนุนการจัดกิจกรรมนันทนาการต่างๆ ของชุมชน ซึ่งการด�ำเนินงาน
อย่างเป็นระบบน้ันสามารถจัดและด�ำเนินงานออกมาในรูปแบบของ
“ศูนย์นันทนาการ” (Recreation Center) เน่ืองจากการด�ำเนินงาน
ในรูปแบบของศูนย์นันทนาการจะมีการวางแผน จัดการในทุกส่ิงท่ีเก่ียวกับ
บริการส่ิงอ�ำนวยความสะดวก วัสดุอุปกรณ์ที่เอ้ือต่อการจัดโปรแกรม
กิจกรรม การพัฒนาพื้นที่และสภาพทางกายภาพ มีการจัดบุคลากร
งบประมาณ กิจกรรม ก�ำหนดการ และการบริหาร เพื่อให้ผู้ท่ีเข้ารับ
บริการได้รับการพัฒนาตามเป้าหมายที่ก�ำหนดไว้ เกิดความพึงพอใจ
และประสบการณ์ท่ีดีในการเข้ารับบริการ

12



ส่วนท่ี 2
การใช้ เวลาว่าง
และนันทนาการ

(Leisure and Recreation)

ส่วนที่ 2 การใชเ้ วลาว่าง และนันทนาการ

ในประเทศไทยมีนันทนาการหลากหลายรูปแบบ มีหน่วยงาน
หรือองค์กรให้ความส�ำคัญจัดกิจกรรมนันทนาการต่างๆ เพื่อให้ประชาชน
ได้เข้าร่วม ได้พัฒนาคุณภาพชีวิต มีสุขภาพดี ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
ดังนั้น การที่นักนันทนาการจะท�ำงานนันทนาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และประสบความส�ำเร็จได้นั้น จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจท่ีถูกต้อง
เก่ียวกับการใช้เวลาว่างและนันทนาการ เพราะแนวคิดดังกล่าว
เป็นพ้ืนฐานของการจัดและด�ำเนินงานในด้านต่างๆ ฉะน้ัน ในส่วนน้ี
ขอกลา่ วถงึ ความรเู้ กย่ี วกบั “การใชเ้ วลาวา่ ง” (Leisure) และ “นนั ทนาการ”
(Recreation)

การใช้เวลาว่าง (Leisure)

ค�ำว่า “การใช้เวลาว่าง” (Leisure) มีความจ�ำเป็นอย่างย่ิง
ที่จะต้องศึกษาตั้งแต่ปรัชญาที่อธิบายความจริงเกี่ยวกับการใช้เวลาว่าง
โดยปรัชญาในเรื่องดังกล่าวเป็นการผสมผสานหลักแห่งเหตุผล ความรู้
ความเป็นจริง และความมีสุนทรียะ เพ่ืออธิบายความเป็นมาเป็นไป
ความจริง และธรรมชาติของการใช้เวลาว่าง เป็นพื้นฐานทางความรู้
และช่วยให้เรามองเห็นคุณค่าของการใช้เวลาว่าง

15

ส่วนท่ี 2 การใชเ้ วลาว่าง และนนั ทนาการ

โดยปรชั ญาของ “การใชเ้ วลาวา่ ง” มแี นวคดิ พนื้ ฐานมาจากปรชั ญา
ของ เพลโต (Plato) ซ่ึงเป็นนักปรัชญาชาวกรีกโบราณท่ีมีอิทธิพลอย่างสูง
ต่อแนวคิดตะวันตก ได้กล่าวถึงปรัชญาของการใช้เวลาว่าง ว่า “ควรแยก
กิจกรรมทีด่ อี อกมาจากสงิ่ ท่ีไมด่ ี กจิ กรรมจะตอ้ งถกู ต้องตามหลกั ศีลธรรม”
นอกจากน้ี เพลโต ยังมองว่า การใช้เวลาว่าง หรือ Leisure เป็นเครื่องมือ
ในการเปล่ียนแปลงคุณลักษณะของคนในสังคมอุดมคติ (Utopia) ท่ีเน้น
ความสมบูรณ์แบบของเพลโต (สุวิมล ตั้งสัจจพจน์. 2553; วิพงษ์ชัย
ร้องขันแก้ว. 2556)

เพลโต (Plato) แอริสตอเติล (Aristotle)

ส่วนแนวคิดเก่ียวกับ การใช้เวลาว่าง (Leisure) ของ อริสโตเติล
คล้ายคลึงกับปรัชญาของ เพลโต โดยมุ่งเน้นถึง “ความมีเสรีภาพ
และความอิสระในการเลือกอันเป็นองค์ประกอบส�ำคัญ” อริสโตเติล
ได้กล่าวถึง “การใช้เวลาว่าง” หรือ Leisure ไว้ว่า เป็นสภาวะท่ีเป็นอิสระ
จากสิ่งที่ครอบครองและเป็นการท�ำกิจกรรมด้วยคนๆ น้ัน และส้ินสุดด้วย
คนๆ นั้น ท้ังนี้กิจกรรมดังกล่าวจะต้องตั้งอยู่บนหลักของจริยธรรม

16

สว่ นที่ 2 การใช้เวลาวา่ ง และนนั ทนาการ

ส่วนแนวคิดในเรื่องของการใช้เวลาว่างของชาวโรมัน จะมุ่งเน้น
“คุณลักษณะทางปริมาณ” ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดชาวกรีซ ที่มุ่งเน้นถึง
“คุณลักษณะของความเป็นมนุษย์” โดยที่ชาวโรมันมองว่า การใช้เวลาว่าง
หรือ Leisure เป็นเวลาว่างจากงาน และถ้ามีการจัดท่ีเหมาะสมก็สามารถ
ขจัดความเบื่อหน่าย การฟื้นฟูพลังคนจากการท�ำงานและการท�ำสงคราม
และเพอื่ สนบั สนนุ ชยั ชนะทางการเมอื งจากมวลชนโดยผา่ นการจดั สง่ิ บนั เทงิ
อย่างอิสระ (สุวิมล ตั้งสัจจพจน์. 2553; วิพงษ์ชัย ร้องขันแก้ว. 2556)
จากปรัชญาและแนวคิดดังกล่าวในข้างต้น สามารถอธิบาย
“การใช้เวลาว่าง” หรือ Leisure ว่าหมายถึง การใช้เวลาว่างที่เหลืออยู่
ของมนุษย์อย่างรู้คุณค่า ก่อให้เกิดประโยชน์ และสร้างความสุขให้แก่ชีวิต
โดยมีอิสระในการเลือกและท�ำกิจกรรมต่างๆ และในการใช้เวลาว่าง
จะเกิดจากแรงจูงใจภายในของแต่ละบุคคล นอกจากน้ี การใช้เวลาว่าง
ยังเป็นองค์ประกอบท่ีส�ำคัญของชีวิตมนุษย์ และเป็นพื้นฐานของ
คุณภาพชีวิต ก่อให้เกิดความสุขและช่วยสร้างความสมดุลระหว่าง
จิตวิญญาณ จิตใจ ร่างกาย และพัฒนาการของแต่ละบุคคล
โดยการใช้เวลาว่างน้ันมีความหมายที่แตกต่างไปตามแต่ละบุคคล
แต่ศูนย์กลางค�ำจ�ำกัดความของการใช้เวลาว่างท่ีคนเข้าใจมากที่สุด
คือ ความเป็นอิสระ (Freedom) โดยการใช้เวลาว่างมุ่งเสนออิสรภาพ
ในการท�ำส่ิงที่บุคคลน้ันสนใจให้ส�ำเร็จลุลวง (Pigram; & Jenkin. 2006;
Godbey. 2008; Edginton; et al. 1998; วิพงษ์ชัย ร้องขันแก้ว. 2556)
เคร้าส์ (Kraus. 2001) ได้นิยามความหมายของ การใช้เวลาว่าง
หรือ Leisure ไว้ว่า การใช้เวลาว่างเป็นเวลาที่มีนอกเหนือจากการท�ำงาน
เพื่อการเลี้ยงชีพ บุคคลนั้นมีอิสระในการเลือกและสามารถน�ำเอาเวลา
ไปใช้ได้เพ่ือท่ีจะผ่อนคลาย พัฒนาตนเอง หรือเพ่ือสร้างความเพลิดเพลิน
ให้แก่ชีวิต

17

ส่วนท่ี 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนนั ทนาการ

ส่วน รัสเซลล์ (Russell. 2005) ได้สรุปความหมายของการใช้
เวลาว่าง (Leisure) โดยอธิบายถึงการใช้เวลาว่างออกเป็น 3 รูปแบบ คือ
1. เวลาว่าง (Free Time) คือ เวลาท่ีว่างจากภาระหน้าที่
ความรับผิดชอบ
2. เก่ียวกับกิจกรรมนันทนาการ (Recreational Activity)
เป็นกิจกรรมที่ไม่ใช่การท�ำงาน
3. สภาวะทางใจ (State of Mind) ข้ึนอยู่กับทัศนคติ
และมุมมองของแต่ละบุคคล
โดยแนวคิดของการใช้เวลาว่าง (leisure) สามารถแบ่งออกเป็น
4 บริบท ตามแนวคิดของ ก็อดเบย์ (Godbey. 2008) ดังน้ี
1. เวลา (Time) เป็นเวลาท่ีเหลือจากการท�ำงานหรือการด�ำเนิน
ชีวิตในแต่ละวัน
2. กิจกรรม (Activity) เป็นกิจกรรมท่ีเข้าร่วมอย่างสมัครใจ
หลังจากการท�ำงานหรือหน้าท่ีหลักของตน ซ่ึงกิจกรรมดังกล่าวก่อให้เกิด
ความสุขแก่ชีวิต
3. สภาวะทางใจ (State of Mind) การใช้เวลาว่างเป็นสภาวะ
ทางใจที่มีอิสระในการเข้าร่วมโดยปราศจากการบังคับ ขึ้นอยู่กับทัศนคติ
ของแต่ละบุคคล
4. สภาวะท่ีด�ำรงอยู่ (State of Being) การใช้เวลาว่าง
เป็นสภาวะการด�ำรงอยู่ซ่ึงเกิดขึ้นจากแรงจูงใจภายใน
นอกจากน้ี แบมเมล และ แบมเมล (Bammel; & Bammel.
1996) ยังได้ให้หลักการส�ำคัญของแนวคิดท่ีเก่ียวกับเวลาว่าง ไว้ดังนี้
1. เวลาที่เหลือ (Residual) คือ เวลาท่ีเหลือหลังจากท่ีเราปฏิบัติ
ภารกิจต่างๆ และน�ำมาใช้เป็นเวลาว่าง

18

สว่ นที่ 2 การใช้เวลาวา่ ง และนนั ทนาการ

2. การด�ำรงอยู่ (Stage of Being) เป็นทัศนคติท่ีเกิดข้ึน
ภายในจิตใจ หรือเกิดขึ้นจากแรงจูงใจภายในของแต่ละบุคคล
3. รปู แบบของการใชเ้ วลาวา่ งนน้ั ขน้ึ อยกู่ บั แตล่ ะบคุ คล (Leisure
Does)
จากความหมายและแนวคิดเกี่ยวกับการใช้เวลาว่าง (Leisure)
มนี กั วชิ าการหลายทา่ นไดส้ รา้ งทฤษฎที เี่ กย่ี วกบั การใชเ้ วลาวา่ ง เพอื่ อธบิ าย
ถึงลักษณะของการใช้เวลาว่าง เช่น
เคลล่ี (Kelly. 1982) ได้พัฒนาทฤษฎีเก่ียวกับการใช้เวลาว่าง
สามารถแบ่งได้ 4 ชนิด คือ
1. การใช้เวลาว่างแบบไม่มีเง่ือนไข (Unconditional Leisure)
คือ กิจกรรมท่ีถูกเลือกและมาจากความพอใจภายใน
2. การใช้เวลาว่างแบบคืนสภาพ (Recuperative Leisure)
คือ กิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อเสริมความสูญเสียอะไรบ้าง
3. การใช้เวลาว่างแบบสัมพันธ์ (Relational Leisure)
คือ กิจกรรมเพื่อสร้างสัมพันธ์กับผู้อ่ืน
4. การใช้เวลาว่างแบบก�ำหนดบทบาท (Role-Determined
Leisure) คือ กิจกรรมท่ีสร้างความพอใจให้กับบุคคลอื่น
นอกจากน้ี เคลลี่ (Kelly. 1996) ได้เสนอทฤษฏีการใช้เวลาว่าง
เรียกว่า A Spiral of Leisure Theory ซึ่งมีลักษณะเชิงตรรกวิทยา
หรือความเป็นเหตุเป็นผลกัน 6 ทฤษฏี ดังน้ี
1. ทฤษฏีประสบการณ์ท่ีเกิดข้ึนทันทีทันใด (Immediate
Experience) เปน็ ขน้ั แรกของคนทพี่ บกบั การใชเ้ วลาวา่ ง โดยประสบการณ์
ท่ีได้รับจะเกิดข้ึนเมื่อเข้าร่วมการใช้เวลาว่าง โดยมีองค์ประกอบ
เข้ามาเก่ียวข้อง คือ พฤติกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม

19

สว่ นท่ี 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนนั ทนาการ

2. ทฤษฏีการด�ำรงชีวิต (Existential Action) คือ การกระท�ำ
ท่ีข้ึนอยู่กับการตัดสินใจ โดยมีปัจจัยท่ีเก่ียวข้อง คือ ทางเลือกกับข้อจ�ำกัด
3. ทฤษฏีการพัฒนา (Developmental) เกิดการพัฒนา
การเรียนรู้จากการเข้าร่วมการใช้เวลาว่าง มี 2 ปัจจัยท่ีเกี่ยวข้อง คือ
การเรียนรู้ตามสภาพจริงกับการบิดเบือน
4. ทฤษฏีความเป็นเอกลักษณ์ (Identity) การพัฒนาตนเอง
มี 2 ปัจจัย คือ การเป็นเอกลักษณ์ของตนเองกับความเส่ียง
5. ทฤษฏีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) เป็นการมีปฏิสัมพันธ์
ร่วมกับผู้อ่ืน หรือไม่มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อ่ืน ซึ่งต้องมีกระบวนการ
การปรับตัว การตัดสินใจในการเลือกมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น
6. ทฤษฏีทางสถาบัน (Institutional) เป็นการใช้เวลาว่าง
ทางสังคมและวัฒนธรรม การท�ำงานร่วมกับผู้อ่ืนในสถาบันมี 2 ปัจจัย
คือ การมีบทบาทในจุดยืนของตนเอง กับ การปฏิบัติตามและอนุโลม
ทฤษฎี Neulinger’s Paradigm ให้ความสนใจเก่ียวกับ
สภาวะทางจิตใจ ซึ่งการจัดกิจกรรมการใช้เวลาว่างของแต่ละบุคคล
จะมีผลในทางจิตใจของแต่ละบุคคลมากกว่า ดังนั้น กิจกรรมท่ีบุคคล
แต่ละคนเลือกที่จะเข้าร่วมอาจจะเป็นการใช้เวลาว่างที่เกิดจาก
“แรงจูงใจภายใน” และ “แรงจูงใจภายนอก” หรือทั้งสองอย่าง
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่มีมุมมองใน 2 ลักษณะ คือ “มุมมองของ
ความเป็นอิสระ” และ “มุมมองของการบีบบังคับ” ซึ่งสามารถแบ่งแยก
ได้ว่า สิ่งใดเป็นการใช้เวลาว่าง และส่ิงใดไม่ใช่การใช้เวลาว่าง ซ่ึงสามารถ
อธบิ ายพฤตกิ รรมของบคุ คลทม่ี เี ปา้ หมายในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมทน่ี อกเหนอื
จากกิจวัตรของตนเอง โดยกระบวนทัศน์ (Paradigm) เพื่ออธิบายถึง
ค�ำว่า เวลาว่าง ที่ให้ความส�ำคัญถึงปัจจัยที่จะท�ำให้เป็นเวลาว่าง
และไม่เป็นเวลาว่าง ทฤษฏีมีช่ือว่า Neulinger’s Theory ซ่ึงจะแบ่งเป็น
6 ด้าน ได้แก่ (Neulinger. 1981)

20

ส่วนที่ 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนนั ทนาการ

1. การใช้เวลาว่างอย่างแท้จริง (Pure Leisure) คือ กิจกรรม
ที่เลือกกระท�ำเพ่ือตัวเอง มีอิสระจากการบังคับภายนอก และน�ำมาสู่
การตอบแทนที่มีคุณค่า
2. การท�ำงานในเวลาว่าง (Leisure-Work) คือ กิจกรรมท่ีเป็น
ประสบการณ์ที่กว้างขวาง มีอิสระในการเลือกต้ังจากเหตุผลภายนอก
และภายใน กิจกรรมไม่เพียงแต่เป็นท่ีพอใจ แต่ยังมีผลตอบแทน
3. อาชพี จากเวลาวา่ ง (Leisure Job) คอื กจิ กรรมการใชเ้ วลาวา่ ง
ท่ีเรายอมรับโดยไม่ต้องบีบบังคับ แต่ความพึงพอใจมาจากเหตุผลภายนอก
ท่ีเป็นค่าตอบแทน
4. การท�ำงานอย่างแท้จริง (Pure Work) คือ ไม่สามารถ
ใช้เวลาว่างได้ เพราะว่าเกิดจากการรู้สึกบีบบังคับเพื่อเหตุผลท่ีมีอยู่ภายใน
เป็นผลสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบและจดจ่อต่อการท�ำงานของเขา
5. งานท่ีต้องท�ำ (Work Job) คือ กิจกรรมท่ีเป็นทั้งงาน
และอาชพี ทอ่ี ยภู่ ายใตก้ ารบบี บงั คบั ทมี่ ผี ลตอบแทนทง้ั ภายในและภายนอก
ความรู้สึกบีบบังคับท�ำให้เกิดพฤติกรรมท่ีไม่ใช่พฤติกรรมการใช้เวลาว่าง
6. งานท่ีแท้จริง (Pure Job) คือ พฤติกรรมที่เป็นอาชีพ
ท่ีแท้จริง ซ่ึงเป็นการคัดค้านการใช้เวลาว่าง เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้น
ด้วยความจ�ำเป็นและการบีบบังคับ เช่น การท�ำงานเพื่อการด�ำรงชีพ

เน่ืองจากแนวคิดของ “การใช้เวลาว่าง” หรือ Leisure นั้น
มคี วามเปน็ ปรชั ญา เปน็ แนวคดิ ทม่ี คี วามเปน็ นามธรรม การใชเ้ วลาวา่ ง
จงึ มคี วามจำ� เป็นทจ่ี ะตอ้ งใช้เครื่องมอื ในการแปลความหมายในสิ่ง
ทเ่ี ปน็ นามธรรมไปสรู่ ปู ธรรม บอ่ ยครงั้ เราจงึ ใชก้ จิ กรรมนนั ทนาการ
ท่ีมีความเป็นรูปธรรมจับต้องได้ เพ่ือแปลความหมายและให้คน
ได้สัมผัสและไปถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของการใช้เวลาว่าง

21

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ

การใชเ้ วลาวา่ ง เปน็ การรบั รถู้ งึ พน้ื ฐานบนความรสู้ กึ ความสามารถ
ในการรับรู้เก่ียวกับการใช้เวลาว่าง การรับรู้การควบคุมการใช้เวลาว่าง
ความพึงพอใจต่อความต้องการในการใช้เวลาว่าง ความเก่ียวพันเชิงลึก
ในการใช้เวลาว่าง และความสามารถที่แสดงถึงความสนุกสนาน
(Anderson; & Heyne. 2012)
การใช้เวลาว่างยังเป็นความต้องการขั้นพ้ืนฐานของมนุษย์
และการทบี่ คุ คลไดเ้ ขา้ ไปมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมการออกกำ� ลงั กาย การเลน่ กฬี า
ศิลปะ วิทยาศาสตร์และธรรมชาติต่างๆ ส่งผลให้เกิดความสนุกสนาน
ผ่อนคลายความตึงเครียด มีโอกาสท่ีจะแสดงความสามารถพิเศษ
และมีอิสระ ซ่ึงส่ิงเหล่าน้ีเป็นความต้องการของมนุษย์ที่อยู่ในสังคม
และการใช้เวลาว่างเป็นการแสดงถึงเวลาอิสระของคนหลังจาก
การกระท�ำส่ิงท่ีจ�ำเป็นและหลังจากเวลาท�ำงานเสร็จส้ินลง ดูมาเซเดียร์
(Dumazedier. 1974) ได้เสนอ 4 ค�ำจ�ำกัดความพื้นฐานของเวลาว่าง
ในสังคมร่วมสมัย ดังน้ี
1. เวลาว่างเป็นรูปแบบของพฤติกรรม เวลาว่างจะอยู่ในทุกๆ
กิจกรรม เช่น การท�ำงาน การเรียน การเล่น โดยทุกๆ กิจกรรมก็จะน�ำ
ไปสู่การมีเวลาว่าง
2. เวลาว่างจะมีความสัมพันธ์กับงานเป็นพันธะทางสังคม
ความรับผิดชอบต่อครอบครัว
3. เวลาว่างเป็นสิทธิของบุคคล เป็นหน้าท่ีของความต้องการ
กิจกรรมการใช้เวลาว่างและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ องค์การที่จะจัด
ให้กับบุคคล
4. เ ว ล า ท่ี อิ ส ร ะ ที่ บุ ค ค ล จ ะ เ ลื อ ก กิ จ ก ร ร ม เ พ่ื อ ใ ห ้ เ กิ ด
ความเพลิดเพลิน

22

สว่ นที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

นันทนาการ (Recreation)

Recreation มาจากภาษาละติน 2 ค�ำ คือ recreatio หมายถึง
ท�ำให้สดชื่นข้ึน และ recreare หมายถึง น�ำกลับมาใหม่ ส�ำหรับค�ำว่า
Recreation ในภาษาไทยเป็นวิชาหนึ่งที่เรียกว่า “วิชาการให้การบันเทิง
การพักผ่อนหย่อนใจ” ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 คณะกรรมการบัญญัติศัพท์
ของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ใชค้ ำ� วา่ สนั ทนาการ เปน็ ภาษาไทยแทนความหมาย
ของ Recreation โดยมาจากค�ำว่า สันทนา+อาการ = สนทนาการ
ซ่ึงหมายถึง กิจกรรมประเภทสนทนา การพูดคุยอันที่จะก่อให้เกิดความสุข
ความเพลิดเพลินใจในเวลาว่าง และเปลี่ยนมาเป็น สันทนาการ เพ่ือให้ค�ำ
สละสลวยน่าฟังข้ึน แต่อย่างไรก็ตาม สันทนาการ ยังมีความหมายไม่ตรง
และครอบคลุมความหมายของค�ำว่า Recreation

ปี พ.ศ. 2510 พระยาอนมุ านราชธน
(เสฐียรโกเศศ) ได้บัญญัติค�ำว่า
“นันทนาการ” ขึ้น (นันท+อาการ)
โดยให้ความหมายตามพจนานุกรม
ว่าหมายถึง อาการแห่งความสนุกสนาน
ร่าเริง หรือการท�ำให้สนุกสนาน
ร่าเริงระทึกใจ (พจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน. 2542)

23

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาวา่ ง และนันทนาการ

ในยุคปัจจุบัน การนันทนาการเปรียบเสมือนอาหารใจ
ที่ท�ำให้เกิดความสมบูรณ์ทางด้านสมองและจิตใจ ดังนั้น การนันทนาการ
จึงมีความส�ำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอาหารท่ีมนุษย์รับประทานเข้าไป
จากการที่มนุษย์ต้องตรากตร�ำท�ำงานหนักตลอดทั้งวันหรือสัปดาห์
จะท�ำให้ร่างกายเหน็ดเหน่ือยเมื่อยล้า สมองตึงเครียด และเบื่อหน่าย
ต่องานท่ีท�ำ จึงจ�ำเป็นท่ีต้องหาเวลาพักผ่อนเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพ
ในการท�ำงานให้ดียิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากวันส้ินสุดสัปดาห์หรือวันหยุด
เทศกาลต่างๆ ประชาชนชาวเมืองจะเดินทางออกไปพักผ่อนในชนบท
ที่อยู่ห่างไกลออกไป ในขณะที่คนในชนบทจะหลั่งไหลกันเข้าเมือง
เพื่อพักผ่อนตามโรงภาพยนตร์ หรือแหล่งท่องเท่ียวทางวัฒนธรรม
และเลือกซื้อสินค้าตามศูนย์การค้าต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การนันทนาการอาจจะท�ำได้หลายวิธี ทั้งนี้
ข้ึนอยู่กับรสนิยม ความถนัด และความต้องการ ในสภาพปัจจุบัน
สถานที่นันทนาการจะเพ่ิมความส�ำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะการเพ่ิมขึ้น
ของจำ� นวนประชากร ความเจรญิ กา้ วหนา้ ทางดา้ นเทคโนโลยี และมเี วลาวา่ ง

24

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาวา่ ง และนนั ทนาการ

นันทนาการ (Recreation) เป็นศาสตร์ท่ีว่าด้วยการพัฒนา
คุณภาพชีวิตของบุคคลและสังคม โดยใช้เวลาว่างหรือเวลาอิสระเข้าร่วม
กิจกรรมในรูปแบบที่หลากหลายตามความสมัครใจและสนใจ นันทนาการ
มีลักษณะหลายประการ พอสรุปได้ดังต่อไปนี้ (สมบัติ กาญจนกิจ. 2542;
วิพงษ์ชัย ร้องขันแก้ว. 2557)
1. นันทนาการ หมายถึง การท�ำให้สดชื่นหรือการสร้างพลัง
ขึ้นมาใหม่ (Re + Fresh, Re + Creation) เป็นความหมายเร่ิมแรก
ที่ได้มีการอธิบายว่า การที่บุคคลได้รับประทานอาหารเข้าไปแล้ว
เปลย่ี นเปน็ พลงั งานโดยแรงขบั ภายใน จะทำ� ใหเ้ ขาตอ้ งใชพ้ ลงั งานในรปู แบบ
ของการเคลื่อนไหวหรือท�ำกิจกรรมต่างๆ แล้วก่อให้เกิดการเหนื่อย
เม่ือยล้า ดังน้ัน บุคคลจึงต้องการนันทนาการเพื่อสร้างพลังขึ้นมาใหม่
หรือสร้างความสดชื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หรือการที่บุคคลมีความต้องการ
เข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการเพื่อสร้างความสดช่ืนและพลังงานข้ึนมาใหม่
ในรูปแบบของการเล่น การแสดงออกในด้านกีฬา ดนตรี ศิลปะ งานอดิเรก
หรือไปท่องป่า เป็นต้น ถือเป็นนันทนาการ

25

ส่วนท่ี 2 การใช้เวลาวา่ ง และนันทนาการ

2. นันทนาการ หมายถึง กิจกรรม (Activities) ซึ่งมีรูปแบบ
กิจกรรมท่ีหลากหลาย การที่บุคคลหรือชุมชนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม
ตามความสนใจของตน แล้วก่อให้เกิดผลการพัฒนาอารมณ์สุข สนุกสนาน
หรือสุขสงบ กิจกรรมในที่นี้หมายถึง กิจกรรมประเภทเกม กีฬา ศิลปะ
ดนตรี การแสดงละคร การเดินทางท่องเท่ียว การอยู่ค่ายพักแรม
งานอาสาสมัคร งานอดิเรก กีฬาท้าทาย เป็นต้น
3. นันทนาการ หมายถึง กระบวนการ (Process) กล่าวคือ
นนั ทนาการเปน็ กระบวนการในการพฒั นาประสบการณ์ หรอื พฒั นาคณุ ภาพ
ชีวิตของบุคคลหรือสังคม โดยอาศัยกิจกรรมนันทนาการต่างๆ เป็นสื่อ
ในช่วงเวลาว่าง เวลาอิสระ โดยท่ีบุคคลเข้าร่วมโดยความสมัครใจ
หรือมีแรงจูงใจ แล้วส่งผลให้เกิดการพัฒนาอารมณ์สุข สนุกสนาน
และสงบสุข
4. นันทนาการ หมายถึง สวัสดิการสังคม (Social Welfare)
รัฐบาลและฝ่ายบริหารท้องถ่ินจะต้องมีหน้าที่จัดการให้บริการแก่ชุมชน
เพื่อสร้างบรรยากาศของเมืองและของประเทศให้น่าอยู่ มีความอบอุ่นใจ
เช่น จัดอุทยานแห่งชาติ วนอุทยานแห่งชาติ ศูนย์เยาวชน สวนสาธารณะ
เป็นต้น

26

สว่ นที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

เป้ าหมายของนันทนาการ

การจัดกิจกรรมมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาบุคลและสังคม เพื่อให้มี
คุณภาพชีวิตท่ีดีขึ้น ท้ังนี้กิจกรรมนันทนาการมีความหลากหลาย ดังนั้น
เป้าหมายของนันทนาการจึงมีความส�ำคัญในการให้บริการต่อบุคคล
และสังคม (สมบัติ กาญจนกิจ. 2544)
1. พัฒนาอารมณ์สุข นันทนาการเป็นกระบวนการที่เสริมสร้าง
และพัฒนาอารมณ์สุขของบุคคลและชุมชน โดยอาศัยกิจกรรมต่างๆ
เป็นสื่อกลางในช่วงเวลาว่างหรือเวลาอิสระ การเข้าร่วมกิจกรรม
ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ และกิจกรรมน้ันจะต้องเป็นกิจกรรม
ท่ีสังคมยอมรับ สามารถก่อความสุข สนุกสนาน เพลิดเพลิน
และหรือความสุขสงบ
2. เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ กิจกรรมนันทนาการหลายอย่าง
ช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้เข้าร่วม ทั้งน้ี เพราะความหลากหลาย
ของกิจกรรม เช่น กิจกรรมท่องเที่ยว ทัศนศึกษา เสริมสร้างประสบการณ์
ใหม่ในสถานที่และทรัพยากรท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านโบราณวัตถุ
ทัศนียภาพ โบราณสถาน ศิลปะประเพณี วัฒนธรรม หรือสิ่งของหายาก
ก็ตาม การเล่นเกมหรือกีฬาพ้ืนเมือง กีฬาสากล ศิลปหัตถกรรม ดนตรี
หรือวรรณกรรม การอ่าน พูด เขียน ตลอดจนนันทนาการนอกเมือง
กลางแจ้ง นันทนาการทางสังคม ซึ่งมีความแตกต่างของกิจกรรมมากมาย
ข้ึนอยู่กับประสบการณ์และพื้นฐานเดิมของบุคคลหรือชุมชน
3. เพิ่มพูนประสบการณ์ กระบวนการทางนันทนาการ ก่อให้เกิด
การพฒั นาทางอารมณส์ ขุ ดงั นน้ั ทศั นยี ภาพ ความซาบซง้ึ ความประทบั ใจ
ความภาคภูมิใจ มุมหนึ่งหรือเสี้ยวหน่ึงแห่งความประทับใจ มุมสงบ

27

ส่วนท่ี 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนนั ทนาการ

สุขใจ อารมณ์สุข สนุกสนานเพลิดเพลิน และอารมณ์สุขสงบ
จึงเป็นประสบการณ์หรือคุณภาพชีวิตของบุคคล หรือชุมชนท่ีจะพึงหาได้
กจิ กรรมหลายอยา่ งตอ้ งมกี ารเตรยี มตวั เตรยี มความพรอ้ ม เชน่ การเขา้ รว่ ม
กิจกรรมเส่ียง ท้าทายความสามารถของผู้เข้าร่วม จะต้องมีการฝึกซ้อม
เสริมสร้างความม่ันใจ ทักษะท่ีสร้างเสริมประสบการณ์ หรือกิจกรรม
บางอย่างเคยเข้าร่วมมาแล้ว แต่ผู้เข้าร่วมอยากสร้างความประทับใจ
หรือความทรงจ�ำเดิม เป็นการเพ่ิมพูนประสบการณ์
4. ส่งเสริมการมีส่วนร่วม นันทนาการให้คุณค่าและส่งเสริม
การมีส่วนร่วมของบุคคลและชุมชน ฝึกให้เข้าร่วมในกิจกรรมของชุมชน
ด้วยความสนใจและสมัครใจ กิจกรรมอาสาสมัครให้คุณค่าการมีส่วนร่วม
อาสาพัฒนาเก่ียวข้องกับชุมชนอื่น ให้กิจกรรมมนุษย์สัมพันธ์
และกลุ่มสัมพันธ์สอนให้ผู้เข้าร่วมท�ำงานเป็นทีม เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
รู้จักหน้าที่ สิทธิ ตลอดจนความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อ่ืนในฐานะ
องค์กรของสังคม เช่นเดียวกับกิจกรรมกีฬา การอยู่ค่ายพักแรม เป็นต้น
5. ส่งเสริมการแสดงออกแห่งตน กิจกรรมนันทนาการหลาย
ประเภท เช่น ศิลปหัตถกรรม กีฬาประเภทต่างๆ ดนตรี ละคร การเล่น
เกมประเพณี เป็นการส่งเสริมให้บุคคลได้แสดงออกในด้านความนึกคิด
สร้างสรรค์ การระบายอารมณ์ การเลียนแบบสถานการณ์
หรือพฤติกรรมต่างๆ ท�ำให้สามารถเรียนรู้และรู้จักตนเองมากขึ้น
สรา้ งความมน่ั ใจ ความเขา้ ใจ และการควบคมุ ตนเอง การรจู้ กั เลอื กกจิ กรรม
หรือพฤติกรรมในการแสดงออก เป็นการส่งเสริมสุขภาพและบุคลิกภาพ
ให้แก่ตนเอง
6. ส่งเสริมคุณภาพชีวิต กระบวนการนันทนาการช่วยส่งเสริม
และพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลและสังคม กิจกรรมนันทนาการ
ช่วยพัฒนาอารมณ์ ความสุข ความสามารถของบุคคล สุขภาพ

28

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

และสมรรถภาพ ส่งเสริมสุขภาพจิต ความสมดุลของกายและจิต
และความสมดลุ ในการแบง่ เวลาทำ� งาน นนั ทนาการเปน็ การลดความเครยี ด
ความวิตกกงั วล สง่ เสรมิ การมีสว่ นร่วมกับกลุ่มสังคม สง่ เสริมการแสดงออก
เพมิ่ พนู ประสบการณ์ สงิ่ เหลา่ นช้ี ว่ ยพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ของสงั คม ทกุ ระดบั วยั
ทุกเพศ นอกจากนี้ นันทนาการยังพัฒนาคุณภาพชีวิตในกลุ่มประชากร
ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชุมชนยากจนแออัด ชุมชนมั่งมี ประชากรพิเศษ
คนพิการ หรือกลุ่มด้อยโอกาสก็ตาม
7. ส่งเสริมความเป็นมนุษยชาติ กิจกรรมนันทนาการส่งเสริม
พฤติกรรมและพัฒนาความเจริญงอกงามของบุคคล ทั้งทางกาย อารมณ์
สังคม สติปัญญา และจิตใจของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ตามความสนใจ
และความต้องการของบุคคล กิจกรรมนันทนาการช่วยสร้างความเข้าใจ
อันดีในหมู่เพื่อนมนุษย์ เข้าใจสภาพสิ่งแวดล้อม เข้าใจความสัมพันธ์
ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ช่วยสืบทอดศิลปวัฒนธรรมของชนชาติ
ต่อไป ให้คุณค่าทางสังคม การอยู่ร่วมกัน การร่วมมือกันอยู่ในสังคม
อย่างมีความสุข นันทนาการนานาชาติ เช่น มหกรรมกีฬา ศิลปวัฒนธรรม
นานาชาติ ช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีและมิตรภาพของมนุษย์ในสังคม
ท่ีมีการปกครองในระบบที่ต่างกัน
8. ส่งเสริมความเป็นพลเมืองดี กิจกรรมนันทนาการ เป็นการ
ให้การศึกษาแก่เยาวชนในด้านการช่วยเหลือตนเอง สิทธิหน้าที่
ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย และการปรับตัวให้เป็นพลเมืองดี ตัวอย่าง
เช่น กิจกรรมกีฬา การอยู่ค่ายพักแรม กิจกรรมอาสาพัฒนา กิจกรรม
กลุ่มสัมพันธ์ กิจกรรมศิลปะ ดนตรี หัตถกรรม และการละเล่นต่างๆ
ช่วยส่งเสริมคุณค่าลักษณะนิสัยความเป็นพลเมืองดี ความไม่เห็นแก่ตัว
และรู้จักช่วยเหลือส่วนรวมเป็นส�ำคัญ จึงช่วยให้สังคมอบอุ่นและเพ่ิมพูน
คุณภาพชีวิต

29

ส่วนท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ

ลักษณะพื้นฐานของนันทนาการ

จากความหมายของนนั ทนาการ สามารถตคี วามหมายไดห้ ลากหลาย
ซึ่งอาจจะมองในเรื่องของประสบการณ์ หรือกระบวนการ หรือกิจกรรม
ทจี่ ะชว่ ยพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ หรอื แหลง่ สถาบนั ทางสงั คม ดงั นน้ั นกั วชิ าการ
หลายท่านได้วางหลักเกณฑ์ในเร่ืองของลักษณะพ้ืนฐานของนันทนาการ
ไว้ดังน้ี (สมบัติ กาญจนกิจ. 2544)
1. นันทนาการเก่ียวข้องกับกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่างๆ
ทั้งที่กระท�ำและถูกกระท�ำ รูปแบบของกิจกรรมนั้นหลากหลาย ต้ังแต่เกม
กีฬา ศิลปหัตถกรรม ดนตรี ละคร กิจกรรมกลางแจ้งนอกเมือง งานอดิเรก
การท่องเท่ียว โยคะ สมาธิ เป็นต้น
2. นันทนาการมีรูปแบบหลากหลาย มีขอบเขตไม่จ�ำกัด ตั้งแต่
ในรูปแบบของกิจกรรมซ่ึงก�ำหนดเป็น 14 หมวดหมู่ใหญ่แล้ว นันทนาการ
ยังมีรูปแบบท่ีจัดบริการเป็นสวัสดิการสังคม เป็นแหล่งนันทนาการบริการ
แก่กลุ่มประชากรทุกระดับวัย และประชากรกลุ่มพิเศษ
3. นันทนาการจะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจและมีแรงจูงใจ
นั่นคือ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการจะต้องเป็นการเข้าร่วม
ด้วยความสนใจ สมัครใจ และมีแรงจูงใจในกิจกรรมท่ีเข้าร่วม โดยมิได้
ถูกบังคับ
4. นันทนาการเกิดขึ้นได้ในเวลาท่ีไม่จ�ำกัด บุคคลและชุมชน
มีอิสระที่เข้าร่วมในส่ิงที่เขาต้องการจะเล่น หรือเข้าร่วมโดยไม่จ�ำกัดเวลา

30

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

5. นันทนาการจะต้องเป็นสิ่งท่ีจริงจังและมีจุดมุ่งหมาย
ประสบการณ์นันทนาการเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอารมณ์สุข
มีคุณค่าสาระ เป็นส่ิงจริงจัง และมีจุดหมายเสมอ
6. นันทนาการเป็นการบ�ำบัดรักษา กิจกรรมนันทนาการ
ช่วยฟื้นฟูและรักษาคนไข้ และเปดิ โอกาสใหค้ นไขเ้ ลือกกิจกรรมในเวลาวา่ ง
กระท�ำเพ่ือพัฒนาสุขภาพกายและจิตใจยามฟื้นไข้ หรือระหว่างการบ�ำบัด
รักษา
7. นันทนาการเป็นกิจกรรมที่สามารถยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้
ตามความเหมาะสม กจิ กรรมนนั ทนาการสามารถจดั ใหต้ ามความเหมาะสม
ตามสภาพแวดล้อม ความต้องการและสนใจของชุมชน ตลอดจนอุปกรณ์
และสถานที่ส่ิงอ�ำนวยความสะดวก
8. นันทนาการจะต้องเป็นกิจกรรมท่ีพึงประสงค์ของสังคม
กิจกรรมนันทนาการของสังคมหรือชุมชนหน่ึง อาจจะไม่เหมาะสม
กับอีกชุมชนหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะความสนใจ ต้องการค่านิยม วัฒนธรรม
ศาสนา ประเพณี สภาพแวดล้อม ความเชื่อ เป็นขอบข่ายวิถีชีวิตของชุมชน
ดังนั้น กิจกรรมนันทนาการจะต้องเป็นท่ียอมรับในสังคมน้ันๆ

31

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ

ปั จจัยส�ำคัญท่ีท�ำให้มีส่วนร่วม
ในนันทนาการ

การทบี่ คุ คลและสงั คมมคี วามสนใจและความตอ้ งการเลอื กกจิ กรรม
การใช้เวลาว่างเพื่อให้เกิดประสบการณ์และคุณภาพชีวิตได้นั้น ขึ้นอยู่กับ
บุคคล ตลอดจนบุคลิกภาพ ลีลาชีวิต และเป้าหมายของเขาเหล่านั้น
(สมบัติ กาญจนกิจ. 2544) ได้แก่
1. เพื่อความสนุกสนานร่าเริง (Fun and Enjoyment)
2. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (Quality of Life)
3. เพลิดเพลินธรรมชาติ เก่ียวกับทัศนียภาพ ทิวทัศน์ที่งดงาม
ตระการตา ได้รับประสบการณ์ การเรียนรู้จากธรรมชาติ เรียนรู้พื้นที่
ของธรรมชาติท่ียังไม่ได้พัฒนา
4. เพ่ือสมรรถภาพทางกาย
5. เพื่อลดความเครียด เก่ียวกับความเครียดทางจิตใจ อารมณ์
สิ่งแวดล้อม เลี่ยงกิจวัตรประจ�ำวัน
6. หนีจากความแออัด หาความสงบจากการรบกวน แยกตัวเอง
อยู่กับป่าธรรมชาติ
7. เพ่ือเรียนรู้เกี่ยวกับนันทนาการกลางแจ้ง/นอกเมือง
• เป็นการเรียนรู้ท่ัวไป
• เพื่อการค้นหาบุกเบิก
• เรียนรู้ภูมิทัศน์ท้องถิ่น
8. เพื่อรับรู้คุณธรรมและสัจธรรม
• ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนอยู่กับครอบครัวคนใกล้ชิด
9. เพ่ือความเป็นอิสระและความเป็นส่วนตัว
10. เพื่อรู้จักครอบครัวในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ

32

สว่ นที่ 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนนั ทนาการ

11. เพ่ือคุณธรรม คุณค่าของบุคคลและน้�ำใจไมตรี
12. อยากประสบความส�ำเร็จ
- เป็นการสร้างความมั่นใจและเช่ือถือตนเอง
- ได้รับการยอมรับทางสังคม
- ได้พัฒนาทักษะ
- ได้ทดสอบความสามารถ
- ได้ความตื่นเต้นสะใจ
13. เพ่ือพักผ่อนกาย
14. เพื่อเป็นผู้สอนและแนะน�ำที่ดี
15. ได้รับการท้าทายและกิจกรรมเส่ียงภัย
16. เป็นการลดและป้องกันความเส่ียงอันตราย
17. เพื่อได้รู้จักเพ่ือนใหม่
18. ได้สะท้อนภาพชีวิตของบรรพบุรุษท่ีอยู่ใกล้ธรรมชาติมาก่อน

33

ส่วนท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ

คุณค่าและประโยชน์ของนันทนาการ

เมื่อบุคคลและชุมชนได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ
ในช่วงเวลาว่างด้วยความสมัครใจ ก็จะก่อให้ผลที่ได้รับในเร่ืองของคุณค่า
และประโยชน์ต่างๆ (สมบัติ กาญจนกิจ. 2535) ได้แก่
1. ช่วยให้บุคคลและชุมชนได้รับความสุข สนุกสนาน มีความสุข
ในชีวิต และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
2. ช่วยให้บุคคลและชุมชนพัฒนาคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพ
ทางกายที่ดี เกิดความสมดุลของชีวิต
3. ช่วยป้องกันปัญหาอาชญากรรมและพฤติกรรมเบ่ียงเบน
ในทางไม่พึงประสงค์ของเยาวชนและเด็ก การพัฒนาพฤติกรรมของเด็ก
และเยาวชนนบั วา่ เป็นส่งิ ส�ำคัญในการเสรมิ สรา้ งลกั ษณะนสิ ัยทีพ่ ึงประสงค์
และเป็นก�ำลังคนที่มีประสิทธิภาพในอนาคต กิจกรรมนันทนาการประเภท
ต่างๆ ช่วยให้เด็กและเยาวชนเลือกได้ฝึกฝนตามความสนใจ และได้ใช้
เวลาว่างในการพัฒนาลักษณะนิสัยท่ีพึงประสงค์ได้
4. ส่งเสริมความเป็นพลเมืองดี การท่ีชุมชนมีโอกาสใช้เวลาว่าง
ให้เป็นประโยชน์โดยเข้าร่วมในกิจกรรมนันทนาการ จะได้เรียนรู้
ในเรื่องของหน้าท่ีความรับผิดชอบ คุณค่าทางสังคมเสรีประชาธิปไตย
ลดความเห็นแก่ตัว สร้างคุณค่าจริยธรรมความมีน�้ำใจ การให้บริการ
รู้จักอาสาสมัครช่วยเหลือสังคม ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมของความเป็น
พลเมืองดีของประชาชาติ

34

สว่ นที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ

5. ส่งเสริมการพัฒนาอารมณ์สุข กิจกรรมนันทนาการจะช่วย
พัฒนาอารมณ์สุข รวมท้ังความสุข สนุกสนาน และความสุขสงบ
ลดความเครียด ความวิตกกังวล ท�ำให้อารมณ์แจ่มใส และช่วยส่งเสริม
ให้รู้จักการพัฒนาการควบคุมอารมณ์และบุคลิกภาพที่ดีอีกด้วย
6. ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติ กิจกรรมนันทนาการ
เชน่ การเลน่ พนื้ เมอื ง วถิ ชี วี ติ ประเพณี พน้ื บา้ น ตลอดจนแหลง่ นนั ทนาการ
ประเภทอุทยานประวัติศาสตร์ โบราณสถาน และโบราณวัตถุ ช่วยส่งเสริม
ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ส่งเสริมการเรียนรู้ทัศนคติและความซาบซ้ึง
อันจักก่อให้เกิดการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติต่อไป
7. ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กิจกรรมนันทนาการ
กลางแจ้งและนอกเมือง ได้แก่ กิจกรรมการอยู่ค่ายพักแรม เดินป่า
ศึกษาธรรมชาติ ไต่เขา เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ช่วยสอนผู้ที่เข้าร่วม
ได้รู้จักคุณค่าของธรรมชาติ ซาบซึ้งและสามารถดูแลอนุรักษ์ธรรมชาติ
อันจักเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประชาชาติของโลก
8. ส่งเสริมในเรื่องการบ�ำบัดรักษา กิจกรรมนันทนาการ
เพื่อการบ�ำบัด เป็นกรรมวิธีและกิจกรรมท่ีจะช่วยรักษาคนป่วย
ท้ังทางด้านร่างกายและสุขภาพจิต เช่น งานอดิเรกประเภทประดิษฐ์
สร้างสรรค์ และช่วยส่งเสริมความหวัง ความคิด และการใช้เวลาว่าง
แก่คนป่วยซึ่งก�ำลังต่อสู่กับความทุกข์ทางกายหรือจิต กิจกรรม
นันทนาการประเภทกีฬานันทนาการช่วยส่งเสริมการพัฒนาร่างกาย
กิจกรรมนันทนาการทางสังคมช่วยสร้างขวัญก�ำลังใจของคนป่วย
9. ส่งเสริมมนุษย์สัมพันธ์และการท�ำงานเป็นทีม กิจกรรม
กลุ่มสัมพันธ์ช่วยให้บุคคลได้แสดงออกและละลายพฤติกรรมของกลุ่ม
สรา้ งเสรมิ คณุ คา่ ทางสงั คม ฝกึ การอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ กจิ กรรมเกมกฬี า

35

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาวา่ ง และนนั ทนาการ

และกีฬาเพื่อการแข่งขัน และการอยู่ค่ายพักแรมช่วยฝึกการท�ำงาน
เป็นหมู่คณะ ลดความเห็นแก่ตัว เสริมสร้างความสามัคคีและความเข้าใจ
อันดีในหมู่คณะ
10. ส่งเสริมและบ�ำรุงขวัญทหารและต�ำรวจ ปฏิบัติหน้าที่
ตามชายแดน กิจกรรมนันทนาการท่ีจัดขึ้นเพ่ือส่งเสริมขวัญก�ำลังใจ
ของทหาร ต�ำรวจชายแดน เป็นสิ่งจ�ำเป็น และส�ำคัญยิ่งในการตอบแทน
ให้ก�ำลังใจในกิจกรรมเวลาว่างแก่กองทหารและต�ำรวจชายแดน
11. ส่งเสริมและบ�ำรุงขวัญบุคลากรในหน่วยงาน การจัดกิจกรรม
นนั ทนาการขน้ึ ในหนว่ ยงานตา่ งๆ ยอ่ มสง่ ผลดตี อ่ บคุ ลากรในหนว่ ยงาน นน้ั ๆ
ให้เกิดความรัก ความสามัคคี มีขวัญและก�ำลังใจต่อการที่จะปฏิบัติ
หน้าท่ีการงานต่อไป ถือว่าเป็นสิ่งจ�ำเป็นและมีความส�ำคัญอย่างย่ิง
ที่ไม่ควรละเลย

36

สว่ นที่ 2 การใชเ้ วลาว่าง และนันทนาการ

ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้
เวลาว่างและนันทนาการ

เนื่องจากแนวคิดของ “การใช้เวลาว่าง” หรือ Leisure น้ัน
มีความเป็นปรัชญา เป็นแนวคิดที่เป็นนามธรรม ประสบการณ์
ของการใช้เวลาว่าง (Leisure Experience) อันได้แก่ ความพึงพอใจ
ในชีวิตหรือความสุขน้ัน ไม่สามารถจับต้องได้ จึงมีความจ�ำเป็นท่ีจะต้อง
ใช้เครื่องมือในการแปลความหมายในส่ิงที่เป็นนามธรรมไปสู่รูปธรรม
จึงมีการใช้นันทนาการ (Recreation) ซ่ึงเป็นกิจกรรม (Activity)
ทม่ี คี วามเปน็ รปู ธรรม มองเหน็ และจบั ตอ้ งได้ เพอื่ ใชใ้ นการแปลความหมาย
และให้แต่ละบุคคลได้สัมผัสถึงประสบการณ์ของการใช้เวลาว่าง
นั่นก็คือ ประสบการณ์แห่งความสุขและความสมดุลระหว่างจิตวิญญาณ
จิตใจ ร่างกาย และพัฒนาการของแต่ละบุคคล (Pigram; & Jenkin.
2006; วิพงษ์ชัย ร้องขันแก้ว. 2556)
ถึงแม้ว่านันทนาการจะเป็นเครื่องมือที่ท�ำให้บุคคลได้สัมผัส
ถึงประสบการณ์ของการใช้เวลาว่าง อันก่อให้เกิดความสุข สนุกสนาน
เพลิดเพลิน และส่งผลให้เกิดความสุขและความพึงพอใจในชีวิต
และน�ำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม
และสติปัญญา แต่ท้ังน้ีก็ขึ้นอยู่กับสภาวะทางใจ แรงจูงใจ การรับรู้
ประสบการณ์ และทัศนคติท่ีมีต่อการใช้เวลาว่างด้วยกิจกรรมนันทนาการ
ของแต่ละบุคคล (วิพงษ์ชัย ร้องขันแก้ว. 2556) ดังที่ แมนเนลล์
และ เคลเบอร์ (Mannell; & Kleiber. 1997) ได้กล่าวเอาไว้ว่า

37

สว่ นท่ี 2 การใชเ้ วลาว่าง และนันทนาการ

“ การใช้เวลาว่างนั้น
มีความแตกต่างกันไปตามแต่มุมมองของแต่ละคน
หรือหมายถึงการมีอิสระในการเลือก (Freedom of Choice)
หรือการเลือกอย่างมีอิสระ
และเกิดจากแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation)
ซ่ึงพฤติกรรมที่จะแสดงให้เห็นหรือท่ีสะท้อนกลับมาก็คือ
ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และความพึงพอใจที่แต่ละคนได้รับ

” กิจกรรมนันทนาการท่ีบางคนได้เลือกกระท�ำ อาจน�ำให้คนๆ นั้น
ได้สัมผัสถึงประสบการณ์ของการใช้เวลาว่าง (Leisure Experience)
แต่กับอีกคนหนึ่งอาจไม่เป็นอย่างนั้น นันทนาการจึงเป็นเครื่องมือส�ำคัญ
ท่ีท�ำให้บุคคลได้สัมผัสถึงประสบการณ์ของการใช้เวลาว่าง แต่ทั้งนี้
กข็ นึ้ อยกู่ บั อสิ ระในการเลอื ก สภาวะทางใจ แรงจงู ใจ การรบั รู้ ประสบการณ์
มุมมองความคิด ค่านิยม และทัศนคติ ท่ีมีการใช้เวลาว่างด้วยกิจกรรม
นันทนาการของแต่ละบุคคล (วิพงษ์ชัย ร้องขันแก้ว. 2556)

38

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาวา่ ง และนันทนาการ

นันทนาการและการใช้เวลาว่าง
ในแต่ละช่ วงวัย

โดยปกติแล้ว การเจริญเติบโตและพัฒนาการต่างๆ จะเกิด
การเปล่ียนแปลงตามวัย ท้ังด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม
และสติปัญญา นับตั้งแต่วัยทารก วัยก่อนเรียน วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่
ไปจนกระท่ังถึงวัยสูงอายุ การเข้าใจถึงการเปล่ียนแปลงดังกล่าว
จะช่วยให้เราสามารถวางแผนในการจัดกิจกรรมนันทนาการแต่ละช่วงวัย
ของชีวิตได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม จึงจะถือได้ว่ามีการเจริญเติบโต
และมีพัฒนาการท่ีเป็นไปอย่างเหมาะสม ประกอบด้วย (ศรีเรือน
แก้วกังวาล. 2549ก; 2549ข; Murray; & Zentner. 1985)
1. วัยทารก
วัยทารกเป็นระยะแรกของชีวิต ซ่ึงประกอบด้วย วัยทารก
แรกเกิด และวัยทารกตอนปลาย โดยสามารถอธิบายพัฒนาการ
ของวัยทารก ได้ดังนี้

39

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

1.1 วัยทารกแรกเกิด (Infancy)
วัยทารกแรกเกิดกินเวลาประมาณ 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด
เป็นระยะที่ทารกต้องปรับตัวให้เข้ากับส่ิงแวดล้อมใหม่รอบตัวเขา
ซึ่ ง ผิ ด กั บ ส่ิ ง แ ว ด ล ้ อ ม เ ดิ ม ใ น ม ด ลู ก ต ้ อ ง เ ป ล่ี ย น วิ ธี ก า ร ด� ำ ร ง ชี วิ ต
การพัฒนาการในระยะนี้เป็นไปอย่างช้าๆ น้�ำหนักของทารกอาจจะลด
อาจจะมีความเจ็บไข้เกิดข้ึนได้ ทารกต้องปรับตัวให้เข้ากับส่ิงแวดล้อม
หลายประการ อาทิ
1) ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง อุ ณ ห ภู มิ จ า ก อุ ณ ห ภู มิ ร า ว
100 องศาฟาเรนไฮต์ในครรภ์มารดา มาเป็นอุณหภูมิระดับต่างๆ
แล้วแต่ความผันแปรของอากาศในภูมิประเทศสถานที่ที่ทารกเกิด
2) การหายใจ จากการรับออกซิเจนทางรก มาเป็นทางปอด
ด้วยการหายใจ
3) การดูดกลืนและการย่อยอาหาร ต้องท�ำด้วยตนเอง
แทนการรับอาหารท่ีย่อยแล้วจากผนังมดลูกท่ีติดต่อโดยสายสะดือ
4) การขับถ่าย ต้องขับถ่ายออกทางอวัยวะขับถ่าย
แทนทางสายสะดือ
ถ้าทารกไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
และการด�ำรงชีวิตอย่างใหม่ อาจตายในช่วงน้ี มีค�ำพังเพยของไทยว่า
“สามวันลูกผี ส่ีวันลูกคน” ส่อให้เห็นว่า ทารกแรกเกิดที่ปรับตัว
เข้ากับสภาพใหม่ๆ ไม่ได้ มักตายภายใน 3 วัน ทารกปรับตัว
ได้มากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เป็นต้นว่า
กระบวนการพัฒนาการระหว่างอยู่ในมดลูก ลักษณะการคลอด การคลอด
ก่อนหรือหลังก�ำหนด วิธีการดูแลทารกหลังคลอด ภาวะอารมณ์
ของแม่ก่อนและหลังคลอด การบ�ำรุงรักษาตัวของแม่หลังคลอด

40

ส่วนที่ 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนันทนาการ

พัฒนาการทางกาย
ขนาดและน�้ำหนักของทารกแตกต่างไปตามความแข็งแรง
เม่ือเด็กแรกเกิดตามลักษณะกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม และลักษณะ
การคลอด 2-3 วันหลังคลอด น�้ำหนักตัวของทารกลดลงเล็กน้อย
ถ้ามีการปรับตัวที่ดี จะเพิ่มข้ึนในปลายสัปดาห์ที่สอง ลักษณะกล้ามเนื้อ
และกระดูกเล็ก ควบคุมไม่ได้ จึงอาจเสียรูปได้ง่าย ผิวหนังอ่อนนุ่ม
เป็นสีชมพู เน้ือแน่นและยืดหยุ่น ศีรษะมักใหญ่ไม่ได้สัดส่วนกับร่างกาย
ลำ� คอสน้ั จนแทบมองไมเ่ หน็ แขนและขาไมไ่ ดส้ ดั สว่ น มอื แขน เทา้ เลก็ มาก
สายตาซ้ายขวายังเล็งไปจุดเดียวกันไม่ได้ ฉะน้ันบางทีจะจ�ำกัดการเห็น
ทางลึก ภาวะนี้มีอยู่จนสิ้นเดือนท่ีสอง
พัฒนาการทางอารมณ์
เด็กทารกยังไม่มีอารมณ์อะไรมากมายนัก เม่ือแรกเกิด
มีอารมณ์ตื่นเต้น โดยท่ัวไปแล้วอาจแบ่งอารมณ์ของทารกออกเป็น
2 ประเภทกว้างๆ คือ อารมณ์ไม่แจ่มใส กับ อารมณ์ช่ืนบาน
ทารกรู้สึกแจ่มใสเม่ือได้รับการตอบสนองทางด้านความต้องการ
ทางร่างกาย ไม่แจ่มใสและโยเยเม่ือไม่ได้รับการตอบสนอง
ความต้องการทางร่างกาย ไม่ได้รับการอุ้มชู หรือเจ็บป่วย
พัฒนาการทางบุคลิกภาพ
นักจิตวิทยาบางกลุ่มเช่ือว่า บุคลิกภาพพัฒนามาแล้ว
ต้ังแต่พัฒนาการในระยะวัยก่อนเกิด ฉะนั้น เมื่อทารกเกิดออกมา
จงึ เหน็ ความแตกตา่ งของทารกไดแ้ ลว้ เชน่ ทารกบางคนจจู้ ้ี กวน ทารกบางคน
เล้ียงยาก ทารกบางคนเล้ียงง่าย เป็นต้น จากรากฐานบุคลิกภาพนี้
ทารกจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบสิ่งแวดล้อม และจะพัฒนาบุคลิกภาพ
ให้เป็นไปในแบบต่างๆ สืบไป

41

ส่วนท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ

1.2 วัยทารกตอนปลาย (Babyhood)
วัยทารกตอนปลาย เร่ิมต้นแต่ปลายสัปดาห์ที่สองหลังคลอด
จนกระท่ังถึง 2 ขวบ หรือ 2 ขวบคร่ึง เม่ือสิ้นสุดระยะนี้
ท า ร ก มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ช ่ ว ย ตั ว เ อ ง ไ ด ้ อ ย ่ า ง ม า ก ม า ย เ มื่ อ เ ที ย บ กั บ
ระยะวัยทารกตอนต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการทางด้านร่างกาย
โ ด ย ท่ั ว ไ ป ร ะ ย ะ วั ย ท า ร ก ต อ น ป ล า ย มี ก า ร พั ฒ น า ก า ร ท า ง ก า ย
ในด้านต่างๆ เป็นลักษณะเจริญเติบโตท�ำงานตามหน้าท่ีของมันได้
เช่น ทารกเรียนรู้ที่จะควบคุมความสมดุลของการเคลื่อนที่ น่ัง ยืน
เดิน หยิบ ฉวย ถือสิ่งของได้ พูดภาษาได้บ้าง แม้จะไม่ถูกต้องสมบูรณ์
เป็นระยะวางรากฐานของพฤติกรรมท่ีส�ำคัญๆ หลายประการ
อาทิ ทัศนคติต่อตัวเองและบุคคลอื่น ลักษณะการแสดงอารมณ์
และลักษณะนิสัย เม่ือสิ้นสุดระยะน้ี ผู้ท่ีเล้ียงดูเด็กมักมองเห็นบุคลิกภาพ
เฉพาะตัวของทารกได้เด่นชัดแล้ว ในขณะท่ีทารกก�ำลังพัฒนา
ความสามารถทางกายและภาษา เพื่อท�ำอะไรๆ ด้วยตัวเองในด้านต่างๆ
ผู้เลี้ยงดูทารกต้องระวังมาก หากผิดพลาดแล้ว บางอย่างแก้ไขให้ดีได้ยาก
เช่น ถ้าเด็กล้มศีรษะฟาดพ้ืนบ่อยๆ อาจท�ำให้เด็กปัญญาอ่อนได้

42

สว่ นที่ 2 การใชเ้ วลาว่าง และนนั ทนาการ

พัฒนาการทางกาย
มีความเจริญเติบโตในด้านโครงสร้างของร่างกาย
(Structure) การรู้จักใช้อวัยวะต่างๆ ตามหน้าท่ี (Function)
โดยเฉพาะอย่างย่ิงกล้ามเน้ือและประสาทสัมผัส (Sensorimotor)
การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็ว (เทียบได้ว่าคล้ายคลึงกับระยะวัยแรกรุ่น)
ทารกจึงไม่ค่อยอยู่น่ิง ชอบส�ำรวจสิ่งแวดล้อม ประสบอุบัติเหตุได้ง่าย
โดยเฉพาะในปลายปีท่ีสอง ส่วนในระยะขวบปีแรก อัตราการเจ็บป่วย
ค่อนข้างสูง น�้ำหนักตัวเพ่ิมข้ึนรวดเร็วมาก ส่วนสูงเพ่ิมข้ึนในอัตราช้ากว่า
การเพมิ่ ของนำ้� หนกั ตวั แตก่ ข็ นึ้ อยกู่ บั องคป์ ระกอบอน่ื ๆ เชน่ เพศ กรรมพนั ธ์ุ
เช้ือชาติ อาหาร ในระยะ 6 เดือนแรก สัดส่วนของร่างกายไม่เปล่ียนแปลง
มากนัก แต่ต่อจากนั้น การเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะปรากฏเด่นชัด
ศีรษะท่ีโตค่อยๆ ดูเล็กลง ล�ำตัวและขายาวใหญ่ขึ้น เม่ือใกล้จะพ้นสองขวบ
ทารกในวัยทารกตอนต้นแทบจะไม่ปรากฏช่วงคอให้เห็น แต่ในวัยทารก
ตอนปลายช่วงคอเริ่มเห็นชัดข้ึนบ้าง แต่ยังคงสั้นอยู่ โครงกระดูก
เจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดในระหว่างขวบแรก แขนและขาจึงแข็งแรงข้ึน
ท�ำให้มีพัฒนาการมากมายทางการเคล่ือนไหวและการใช้กล้ามเน้ือ
ตลอดจนการใช้ประสาทสัมผัส ความแข็งแรงของกระดูกเกิดจาก
อาหารที่ได้รับ มีการขับฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ ถ้ารู้สิ่งผิดปกติ
เกิดขึ้นเก่ียวกับความเจริญของกระดูก การเคล่ือนไหว และประสาทสัมผัส
จะพัฒนาอย่างเชื่องช้า ถ้าผิดปกติรุนแรงอาจเป็นโรคกระดูก
กระดูกพิการ ทั้งในระยะวัยทารกหรือวัยอ่ืนๆ ในอนาคตได้จมูกเป็นรูป
เม่ือโครงกระดูกอ่อนเจริญ การพัฒนากล้ามเน้ือตาจะประสานกันดีข้ึน
ทำ� ใหส้ ามารถมองดสู ง่ิ ตา่ งๆ รอบตวั ไดช้ ดั เจน สว่ นในดา้ นการกนิ ตอนแรกๆ
ทารกต้องกินอาหารด้วยวิธีดูดกลืนอาหารจึงต้องมีลักษณะเหลว
ละเอียดและอ่อน เน่ืองจากฟันงอกในระยะนี้ ผู้เล้ียงดูอาจให้อาหาร
ที่ทารกสามารถเคี้ยวได้ แต่ต้องไม่แข็งเกินไป และจะเป็นการช่วย

43


Click to View FlipBook Version