The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวทางการบริหารจัดการศูนย์นันทนาการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-06-01 00:44:31

แนวทางการบริหารจัดการศูนย์นันทนาการ

แนวทางการบริหารจัดการศูนย์นันทนาการ

Keywords: การบริหารศูนย์นันทนาการ,ศูนย์นันทนาการ

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาวา่ ง และนนั ทนาการ

การบริหารฟันของทารกด้วย การฝึกหัดให้ทารกขับถ่ายเป็นเวลา
แ ล ะ ถู ก ที่ ถู ก ท า ง ค ว ร เ ร่ิ ม ท� ำ ไ ด ้ แ ล ้ ว ใ น ร ะ ย ะ ป ล า ย วั ย เ ด็ ก ท า ร ก
แต่ก็ต้องค�ำนึงถึงความพร้อมของการบังคับอวัยวะกล้ามเน้ือหูรูด
ของทารกด้วยทั้งนี้เพื่อสร้างสุขนิสัยในการขับถ่าย
พัฒนาการทางการเคล่ือนไหว
ทารกเคลอ่ื นไหวรา่ งกายไดบ้ า้ งแลว้ ตง้ั แตเ่ ปน็ ตวั ออ่ นในครรภ์
เมื่อแรกคลอดออกมาก็แสดงอาการเคล่ือนไหวมือ เท้า ศีรษะ ได้บ้าง
การเคลอื่ นไหวในชว่ งเวลาเหลา่ น้ี เป็นปฏิกริ ิยารีเฟลกชต์ อ่ สงิ่ เร้าชนิดตา่ งๆ
ทั้งที่ถูกใจและไม่ถูกใจ เมื่อทารกมีเวลาปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
พรอ้ มดว้ ยพฒั นาสมองในสว่ นรคู้ ดิ และสว่ นบงั คบั บญั ชากลา้ มเนอื้ ใหเ้ คลอ่ื นไหว
ไดต้ ามเจตนา (ค่อยเป็นค่อยไป) ปฏิกิริยารีเฟลกซ์ก็ค่อยๆ ลดหน้าที่ลง
ให้การแสดงพฤติกรรมที่เกิดจากเจตนาเข้าท�ำหน้าที่แทน โดยอาศัย
ความเจริญทางกายและสมองท่ีพร้อมจะท�ำงานตามหน้าท่ีให้เกิดเป็น
พฤติกรรมใหม่ๆ ข้ึนได้ (วุฒิภาวะ)

44

ส่วนที่ 2 การใชเ้ วลาว่าง และนนั ทนาการ

สถาบันเกเซลล์ ได้ศึกษาวุฒิภาวะแห่งการเคล่ือนไหว
แล้วบันทึกผลการศึกษาไว้อย่างน่าประหลาดใจ ข้อส�ำคัญประการหนึ่ง
คือขั้นตอนพัฒนาการมีความเป็นจริงกับทารกท่ัวโลก ไม่ว่าจะเป็น
เด็กเชื้อชาติใด อาจต่างกันเพียงอายุตามปีปฏิทิน ซึ่งก�ำหนดไว้กลางๆ
ว่าอายุกี่เดือนควรจะท�ำพฤติกรรมอย่างใดได้บ้าง ข้ันตอนดังกล่าว
น�ำมาเขียนไว้ต่อไปน้ี เพื่อประกอบภาพรวมแห่งพัฒนาการ
ของทารกให้เต็มรูป

เด็ก 1 เดือน ชันคอได้เม่ืออุ้มให้นั่ง และอาจจะคว่�ำ และยกคางข้ึนได้

เด็ก 2 เดือน นอนคว�่ำ ยกหน้าอกขึ้นได้
45

ส่วนท่ี 2 การใชเ้ วลาว่าง และนันทนาการ

เด็ก 3 เดือน ยกมือเพื่อจับส่ิงของได้ (ในท่านอน)

เด็ก 4 เดือน นั่งได้เม่ือมีคนช่วย

เด็ก 5 เดือน นั่ง พยายามหยิบจับสิ่งของ

46

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

เด็ก 6 เดือน น่ังเก้าอ้ีท่ีมีกรอบล้อมรอบหยิบวัตถุสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าได้
เด็ก 7 เดือน น่ังเมื่อมีผู้ช่วยจับ รู้จักใช้แขนค้ํายันตัวไม่ให้ล้ม
เด็ก 7 1/2 เดือน นั่งเองตัวตรงได้

47

สว่ นท่ี 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนนั ทนาการ

เด็ก 8 เดือน จับให้ยืนโดยมีผู้ช่วย ขาของทารกจะพยุงตัวได้เอง

เด็ก 9 เดือน ยืนเกาะเครื่องเรือนได้

เด็ก 10 เดือน คลานได้

48

ส่วนที่ 2 การใชเ้ วลาว่าง และนนั ทนาการ

เด็ก 11 เดือน เดินโดยมีผู้จูงได้
เด็ก 12 เดือน คุกเข่าเพ่ือยืน เหน่ียวเคร่ืองเรือนดึงตัวขึ้นยืน ยืนโดยปล่อยมือต้ังไข่

เด็ก 13 เดือน ไต่ขึ้นบันไดได้เอง
49

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ
เด็ก 14 เดือน ยืนด้วยตนเองได้

เด็ก 15 เดือน เดินได้
50

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

พฤติกรรมของทารกด้านการเคล่ือนไหวที่ต้องพัฒนาการ
ไปภายใต้กฎวุฒิภาวะเป็นข้ันตอนดังกล่าวข้างต้นนี้ ถ้าผู้ใดฝึกทารก
เพื่อเร่งให้เร็วโดยไม่ค�ำนึงถึงความพร้อมทางกายและสมองนั้น
จะเป็นโทษแก่ทารก เช่น ทารกท่ีกล้ามเนื้อล�ำตัวยังไม่พัฒนาพอที่จะ
เหนี่ยวยึดกระดูกสันหลังให้อยู่ในรูปท่ีถูกต้อง ถูกคนเล้ียงจับหัด
ให้น่ังนานๆ โดยประสงค์อย่างใดก็ตาม ทารกอาจจะเป็นคนหลังโก่ง
ไปตลอดชีวิต ฉะนั้น ขอได้โปรดก�ำหนดในใจให้แน่นอนว่า
ความก้าวหน้าสามารถเคลื่อนไหวแต่ละขั้นของทารกจะต้องเป็นไป
ตามวุฒิภาวะโดยล�ำดับ ไม่มีการข้ามข้ันได้เลย ต่างกันเพียงแต่บางคน
อาจผ่านไปเร็วบ้าง บางคนช้าไปบ้าง ก�ำหนดอายุท่ีว่าทารกสามารถ
ท�ำพฤติกรรมขั้นหนึ่งขั้นใดได้ดังแสดงไว้ในรายการข้างต้น ขอให้ถือเป็น
เกณฑ์ปานกลางส�ำหรับทารกที่มีอนามัยสมบูรณ์เป็นปกติ
พัฒนาการทางอารมณ์
อารมณ์ของเด็กวัยทารกตอนปลายมีหลายประเภท
เปล่ียนแปลงง่ายรวดเร็วขึ้นอยู่กับสิ่งเร้า (ถ้าหากลักษณะอารมณ์
ของผู้ใหญ่ยังเป็นเช่นนี้อยู่ ก็กล่าวได้ว่ายังติดข้องอยู่ในระยะวัยทารก)
อารมณ์โกรธมีมากกว่าอารมณ์อ่ืนๆ เพราะเป็นระยะที่เด็กพัฒนา
ความเป็นตัวของตัวเอง เด็กก�ำลังพยายามฝึกฝนตนเองเพ่ือให้สามารถ
ช่วยตัวเองทางสมรรถภาพของร่างกาย เช่น การยืน การเดิน
การหยิบฉวยวัตถุ การพูด แต่เด็กไม่สามารถท�ำได้ตามใจตนเอง
หรือสบอารมณ์ของผู้เล้ียงดูเสมอไป อาจถูกขัดขวางจากผู้เล้ียงดู
หรือจากสิ่งแวดล้อม ส่ิงเหล่าน้ีล้วนแต่ยั่วยุให้เด็กโกรธได้ง่ายๆ
ผลที่ตามมาก็คือ ความหงุดหงิด ฉุนเฉียว โยเย เด็กอาจแสดงอารมณ์โกรธ
ออกมาหลายวิธี เช่น ร้องไห้ ไม่สบาย อ้อน ไม่กินอาหาร

51

ส่วนท่ี 2 การใช้เวลาวา่ ง และนนั ทนาการ

อารมณ์กลัว เกิดมากเป็นอันดับรองของอารมณ์โกรธ
อารมณ์กลัวเกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น ความไม่เข้าใจสิ่งแวดล้อม
ก า ร ห ล อ ก ห รื อ ขู ่ ข อ ง ผู ้ ใ ห ญ ่ เ พื่ อ ใ ห ้ เ ด็ ก ห ยุ ด ซุ ก ซ น ห รื อ เ ช่ื อ ง ่ า ย
อาจเป็นผลร้ายต่อการพัฒนาของเด็กในภายหน้า และอาจจะเกิด
จากประสบการณ์ที่เด็กได้ประสบโดยตรงก็ได้ เช่น ความมืด
การถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวโดยล�ำพัง หรือความร้อนของไฟ เป็นต้น
เด็กแสดงอารมณ์กลัวออกมาโดยวิธีร้องไห้จ้า หนี ให้ผู้ใหญ่อุ้ม
ไม่รับประทานอาหาร ฯลฯ
อารมณ์อยากรู้อยากเห็นของเด็กในวัยนี้ค่อนข้างมาก
เพราะสาเหตหุ ลายประการ อาทิ ความตอ้ งการชว่ ยตนเองทางดา้ นรา่ งกาย
ความสามารถช่วยตนเองได้ อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเร่ิมท�ำงานได้
โดยเฉพาะอวัยวะกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัส สามารถเข้าใจส่ิงที่ผู้อ่ืนพูด
และสามารถพูดให้ผู้อื่นเข้าใจได้ รวมท้ังความต้องการรู้จักส่ิงแวดล้อม
อารมณ์อยากรู้อยากเห็นน้ีมีประโยชน์ต่อการพัฒนาการด้านสติปัญญา
ถ้าผู้ปกครองส่งเสริมให้ถูกวิธีจะช่วยพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็ก
ในภายหน้า
อารมณ์ส�ำคัญที่จ�ำเป็นจะต้องให้พัฒนาขึ้นในตัวเด็ก
ยังมีอีก คือ อารมณ์เบิกบาน อารมณ์นี้เป็นเคร่ืองหมายช้ีให้เห็นว่า
เ ด็ ก ค น น้ั น ไ ด ้ มี ก า ร พั ฒ น า ที่ ส ม บู ร ณ ์ ท า ง ก า ย แ ล ะ จิ ต ใ จ อ ย ่ า ง ไ ร
ตลอดจนมีความรู้สึกในแง่ดีต่อบุคคลท่ีอยู่แวดล้อมเขาและต่อโลก
อย่างไรหรือไม่ ถ้าเด็กมีอารมณ์ชนิดนี้น้อยเกินไป อาจน�ำไปสู่
การพัฒนาบุคลิกภาพชนิดซึมเศร้า ถอยหนีชีวิต และมองโลกและชีวิต
ในแง่ร้าย อนึ่ง ถ้าเด็กไม่มีอารมณ์ชื่นบานเพียงพอ จะพลอยท�ำให้
การพัฒนาการทางร่างกาย ทางภาษา ทางสติปัญญา และทางสังคม
พลอยเป็นไปอย่างค่อนข้างช้าด้วย

52

ส่วนที่ 2 การใชเ้ วลาว่าง และนันทนาการ

พัฒนาการทางสังคม
พัฒนาการทางสังคม หมายถึง พฤติกรรมท่ีเด็ก
สร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น วัยทารกและวัยเด็กตอนต้นเป็นระยะ
วางรากฐานของลักษณะพฤติกรรมทางสังคมของบุคคลแต่ละคน
ว่าในภายภาคหน้าเขาจะมีแบบของการเข้าสังคม สร้างสัมพันธภาพ
มีชีวิตกลุ่มในลักษณะใดบ้าง แบบพฤติกรรมสังคมมีหลายๆ อย่าง
อาทิ ก้าวร้าว นุ่มนวล เยือกเย็น รุ่มร้อน เก็บตัว ชอบสังคม คบคนง่าย
คบคนยาก ชอบโทษผู้อื่น ชอบโทษตัวเอง ชอบวางอ�ำนาจใส่ผู้อื่น
ชอบเปน็ ผนู้ ำ� ชอบเปน็ ผตู้ าม ชอบแกต้ วั เปลยี่ นแปลงงา่ ย เปลย่ี นแปลงยาก
ไม่ยอมใครง่ายๆ จู้จี้ ชอบหาเรื่อง ข้ีอิจฉา จริงใจ ไม่จริงใจ ยุติธรรม
ชอบเอาเปรียบ ชอบนินทา ชอบต่อสู้ ฯลฯ บุคคลแต่ละคนมีพฤติกรรม
สังคมแบบใด ข้ึนอยู่กับอิทธิพลต่างๆ หลายประการ ที่เรียนรู้
และได้รับในระยะทั้งวัยทารกและวัยเด็กตอนต้น อาทิ
1) ความรู้สึกที่เกิดข้ึนขณะเด็กได้รับอาหาร มีผลมากกว่า
เพียงสนองความต้องการทางกาย การได้รับอาหารเป็นเร่ืองส�ำคัญมาก
ส�ำหรับระยะวัยเด็กทารก ความสุขของคนในระยะน้ีอยู่ท่ีการได้กินอาหาร
น่ีเอง ดังนั้น ถ้าเด็กไม่มีความสุขอย่างพอเพียงเก่ียวกับการกินอาหาร
จะพลอยกระทบกระเทือนไปถึงพัฒนาการด้านพฤติกรรมสังคม
ในเรื่องนี้ ท่าทีของผู้ให้อาหาร การไม่ปล่อยให้เด็กหิวเกินไป การไม่บังคับ
ให้เด็กกินตรงตามเวลาโดยเด็กไม่หิว มีความส�ำคัญมากต่อการพัฒนาการ
ทางสงั คม และยังรวมไปถึงการพัฒนาทางอารมณ์ด้วย ช่วงเวลาการให้
อาหารเด็กเป็นระยะท่ีส�ำคัญต่อการพัฒนาการทางอารมณ์ การให้นม
จากขวดหรือนมแม่ มีความส�ำคัญน้อยกว่าลักษณะท่าทีและอารมณ์
ของผู้ให้นมแก่เด็ก เด็กจะเรียนและเลียนอารมณ์ต่างๆ อย่างลึกซึ้งมาก
ในระยะดังกล่าวนี้ เช่น โกรธ เกลียด กังวล เจ้าทุกข์เบื่อหน่าย ฯลฯ

53

สว่ นท่ี 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนนั ทนาการ

2) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆ ภายในบ้าน
เป็นไปในรูปลักษณะอย่างใด ถ้าในบ้านมีการแก่งแย่ง แข่งขัน อิจฉา
ริษยา อาทร สนใจซึ่งกันและกัน ทะเลาะเบาะแว้ง ตัวใครตัวมัน
เงียบเฉย วางอ�ำนาจข่มกันและกัน มีผู้อวดอ�ำนาจและมีผู้ต้องยอม
จ�ำนนอยู่ใต้อ�ำนาจ ขยันขันแข็ง เอางาน เรื่อยๆ เฉยๆ ซึมๆ ฯลฯ
เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนในบ้านเหล่าน้ี ท้ังแง่ดีและแง่ไม่ดีเป็นแบบ
ประทับรอยไว้ภายในจิตใจ โดยที่เด็กไม่รู้สึกตัว ไม่สามารถใช้
สติปัญญาเลือกเฟ้น เด็กจะเรียนและเลียนแบบความสัมพันธ์เหล่านี้
ใ น ลั ก ษ ณ ะ ซั บ ซึ ม ลึ ก ไ ป ป ฏิ บั ติ ใ น ชี วิ ต อ น า ค ต ท้ั ง แ ง ่ บ ว ก แ ล ะ ล บ
ส�ำหรับทางใดๆ ท่ีไม่ดี เมื่อพัฒนาแล้วจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข
ในภายหลังน้ันค่อนข้างยากล�ำบากมาก
3) พฤติกรรมสังคมที่จ�ำเป็นในการอยู่รวมเป็นหมู่คณะ
อีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรู้สึกเคารพกฎระเบียบต่างๆ การฝึกเด็ก
ให้รู้จักเคารพกฎเกณฑ์ต่างๆ ตั้งแต่วัยทารก จะเป็นรากฐานม่ันคง
ในภายภาคหน้า พ่อแม่ผู้อบรมและบุคคลในบ้านต้องเป็นแบบอย่าง
ให้แก่เด็ก และต้องมีความสม�่ำเสมอด้วยกฎและระเบียบวินัยต่างๆ
จะต้องไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ จนน่าเวียนหัว และเด็กเข้าใจสับสน
ถ้าเป็นดังกล่าวนี้ ลงท้ายท่ีสุดจะท�ำลายความเชื่อ ความนิยมของเด็ก
ที่มีต่อกฎระเบียบต่างๆ การฝึกให้เด็กเคารพระเบียบข้อวินัย
ควรใช้ท้ังวิธีการให้รางวัลและการลงโทษ (การให้รางวัลและลงโทษ
ในที่น้ีไม่หมายความว่า ต้องให้รางวัลเป็นสิ่งของมีค่าหรือลงโทษด้วย
ทัณฑกรรมอย่างแรงเลย) นักจิตวิทยาเช่ือว่า การฝึกหัดการขับถ่าย
ให้ถูกเวลาและสถานที่แก่เด็กน้ัน นับได้ว่าเป็นวิธีการอันหนึ่งส�ำหรับ
ฝึกฝนให้เด็กรู้จักย�ำเกรงกฎ ระเบียบวินัย แต่การฝึกหัดการขับถ่ายน้ี
จะต้องไม่เร่งเร้าเด็กมากเกินควร และยังต้องค�ำนึงถึงความพร้อม
ทางอวัยวะต่างๆ ท่ีควบคุมด้านการขับถ่ายด้วย อย่างไรก็ตาม

54

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาวา่ ง และนันทนาการ

การฝึกหัดการขับถ่ายให้กับเด็ก ควรจะเร่ิมอย่างจริงจังในระยะ
วัยเด็กตอนต้น เพราะกล้ามเนื้ออวัยวะ ประสาทท่ีควบคุมในด้านน้ี
เริ่มท�ำหน้าท่ีอย่างจริงจังแล้ว การฝึกให้เด็กเคารพกฎเกณฑ์ ระเบียบ
วินัย ต้องท�ำต่อเนื่องสืบไปอีก แต่ช่วงวัยทารกและวัยเด็กตอนต้น
เป็นช่วงที่ส�ำคัญ ส�ำหรับการวางรากฐานพัฒนาการ ในด้านนี้
4) ความสัมพันธ์กับแม่ และ/หรือผู้เลี้ยงดู (Mother-child
relationships) ถือว่าเป็นรากฐานที่ส�ำคัญของแบบแผนทางสังคม
ของเด็กในภายหน้า
พัฒนาการทางภาษา
พัฒนาการทางภาษา เป็นพฤติกรรมที่ส�ำคัญและใหญ่ยิ่ง
ประการหน่ึงในวัยทารก เพราะภาษาเป็นส่ือของการพัฒนาทางสังคม
อารมณ์ สติปัญญา หรือแม้แต่ความเจริญเติบโตทางร่างกาย
กระบวนการพัฒนาภาษาขึ้นกับวุฒิภาวะ สิ่งแวดล้อม และการเรียนรู้
ซึ่งจะขอขยายความเพิ่มเติมตามสมควรดังน้ี
“การเปล่งเสียงร้องเมื่อแรกเกิด” และการเปล่งเสียงร้อง
เม่ือร่างกายได้รับความขัดข้องเดือดร้อน เมื่อเกิดใหม่ๆ เช่น หิว เปียก
และไม่สบาย เหน่ือย เกิดจากปฏิกิริยารีเฟลกซ์ท้ังส้ิน นักภาษาศาสตร์
เช่ือว่า เสียงเปล่งโดยการกระตุ้นจากแรงปฏิกิริยารีเฟลกซ์นี้เอง
เป็นจุด “เร่ิมต้น” ภาษาพูดของมนุษย์ทุกๆ ชาติ เพราะการส่งเสียงร้อง
ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบจากแม่หรือผู้เลี้ยงดู ทารกพัฒนาภาษา
ต้ังแต่ล�ำดับต้นจนตลอดถึงล�ำดับต่อๆ มา ก็ได้อาศัยปฏิกิริยาตอบโต้
ระหว่างองค์ประกอบภายในตัวทารกและองค์ประกอบภายนอกตัวทารก
องค์ประกอบภายในตัวทารก ได้แก่ จักษุสัมผัส โสตสัมผัส สมอง
อวัยวะที่ใช้เปล่งเสียง ฯลฯ ซึ่งต้องบรรลุถึงวุฒิภาวะมากหรือน้อยก็ตาม
จึงจะท�ำหน้าท่ีได้

55

ส่วนท่ี 2 การใชเ้ วลาว่าง และนันทนาการ

ถึงแม้การพัฒนาภาษาต้องอาศัยวุฒิภาวะและส่ิงแวดล้อม
แต่ทารกต้องมี “การเรียนรู้” ภาษาท่ีสื่อสารตอบโต้ต่อกัน ซึ่งเกิดข้ึน
ได้โดยมีผู้พูดด้วย และทารกมีโอกาสใช้ความสามารถของตนฝึกฟัง
พูด เห็น สัมผัส กล่าวคือ ทารกมีประสบการณ์การเรียนรู้ภาษา
ควบคู่ไปกับองค์ประกอบอื่นๆ ในการเรียนภาษา
อนง่ึ พอ่ แมเ่ ดก็ ในปจั จบุ นั อาจมคี วามจำ� เปน็ ในการประกอบอาชพี
ต้องปล่อยให้ผู้อื่นเล้ียงดู (หรือมอบให้สถานท่ีรับเลี้ยงเด็กช่วยดูแล
ระหว่างตนไปท�ำงาน) ฉะน้ัน บุคคลที่ท�ำหน้าที่รับเลี้ยงดูควรค�ำนึงถึง
พัฒนาการภาษาของเด็กท่ีตนรับเลี้ยง ซึ่งเกิดจากการพูดจาปราศรัย
อุ้มชู เล่นหัวกับเด็กด้วย และไม่ควรละเลยการช่วยเด็กให้ได้เรียนรู้
ทางภาษา ทารกจะมีพัฒนาการทางภาษา จนถึงขั้นเข้าใจความหมายของ
ภาษาท่ีใช้ในชีวิตประจ�ำวันโดยช�ำนาญและคล่องแคล่ว ก็จะต้องถึงวัย
ประมาณ 6 ขวบ ซ่ึงทางต�ำราจัดอยู่ในวัยเด็กตอนต้น
พัฒนาการทางความคิด
ผคู้ น้ ควา้ วชิ าการขน้ั ตอนของความคดิ ผมู้ ชี อ่ื เสยี งรจู้ กั กนั ทว่ั โลก
คือ นักจิตวิทยาและชีววิทยาชาวสวิส ช่ือ ฌอน เพียเย่ท์ (Jean Piaget)
เชื่อว่า การพัฒนาภาษา มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาความคิด
อย่างใกล้ชิดจนแยกไม่ออก และเชื่อว่ากระบวนการความคิดข้ันต่างๆ
เป็นพัฒนาการที่ค่อยๆ เจริญขึ้นตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงข้ันเต็มที่
ในระยะวัยรุ่นหลังจากนั้นสืบไป เป็นระยะฝึกฝนอบรมความคิดให้เฉียบคม
ย่ิงขึ้น คุณภาพของความคิดแตกต่างไปในแต่ละคนข้ึนกับปัจจัยต่างๆ เชน่
พนั ธกุ รรม ความสามารถทางภาษา ประสบการณ์ ฯลฯ เพยี เยท่ ์ แบง่ พฒั นาการ
ขั้นตอนความคิดเป็น 4 ข้ันตอนกว้างๆ ตามวัยของเด็กทารกตั้งแต่เกิด
จนถึงอายุ 2 ขวบ อยู่ในระยะรู้จักคิดด้วยประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ
(Sensorimotor period) ขั้นน้ีแบ่งย่อยออกไปอีกดังนี้

56

ส่วนที่ 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนนั ทนาการ

1) ต้ังแต่เกิดจนกระท่ังมีอายุ 1 เดือน ปฏิกิริยารีเฟลกซ์
เร่ิมท�ำหน้าท่ีเรียนรู้ส่ิงต่างๆ
2) ตั้งแต่อายุ 1 เดือน ถึง 4 เดือน ทารกเริ่มเรียนรู้
จากอวัยวะรับความรู้สึกและการเคล่ือนไหวที่ท�ำงานสัมพันธ์กัน
เช่น ตาและมือ เห็นส่ิงของเอ้ือมมือไปหยิบ ต่อมาหยิบแล้วเอาเข้าใส่ปาก
เพ่ือดูด กัด อม เป็นต้น
3) ต้ังแต่อายุ 4 เดือน ถึง 8 เดือน เริ่มรู้จักเลียนแบบ
ท�ำซ�้ำพฤติกรรมท่ีพึงพอใจ ทารกอายุ 4 เดือน รู้จักส�ำรวจตนเอง
อย่างน่าสนใจ เขามองดูมือและนิ้วคราวละหลายๆ นาที เพ่งดูว่า
มันกระดุกกระดิกอย่างไร เอามือประสานก�ำเข้าด้วยกัน ทารกส�ำรวจ
เท้าตัวเอง ท�ำเสียงของตัวเอง และเลียนเสียงของผู้อื่นอย่างจงใจ
รู้จักแสดงกิริยาอาการตอบต่อบุคคลหรือเหตุการณ์ต่างๆ ได้ตามอารมณ์
เร่ิมรู้จักเล่นเข้าสังคมง่ายๆ
4) ต้ังแต่อายุ 8 เดือน ถึง 11 เดือน รู้จักคิดแสวงหาส่ิงที่
พึงใจง่ายๆ เช่น เห็นของเล่นที่ชอบใจอยู่ที่มุมห้อง ก็เคล่ือนไหวเข้าไปหา
ไม่ค�ำนึงถึงความยากล�ำบาก
5) ต้ังแต่อายุ 11 เดือนข้ึนไป เล่นซนมาก ว่องไว
กระฉับกระเฉง มีความคิด อยากรู้อยากเห็น อยากทดลองให้ประจักษ์
ด้วยประสาทสัมผัสของตนเอง เช่น ลองปาขวดนมเพื่อฟังเสียง
6) ตั้งแต่อายุ 12 เดือนขึ้นไป จนเกือบ 2 ขวบ สมรรถภาพ
ทางความคิดก้าวหน้าไปอีกข้ันหน่ึง คือ อาจคิดถึงวัตถุหรือเหตุการณ์
ที่ไม่จ�ำต้องปรากฏเฉพาะหน้าก็ได้


57

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาวา่ ง และนันทนาการ

ความลึกซึ้งของพัฒนาการความคิดและสติปัญญาไม่ว่าวัยใดๆ
ข้ึนอยู่กับพื้นฐานกรรมพันธุ์ท่ีได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ
โอกาสท่ีเด็กจะได้เรียนรู้และสิ่งแวดล้อมส�ำหรับวัยทารก ปัจจัยท่ีมี
อิทธิพลมากในการพัฒนาการทางความคิดเร็วหรือช้าหรือลึกซึ้ง คือ
1) โอกาสท่ีเด็กจะได้เล่น เพราะการเล่นช่วยส่งเสริม
ความเข้าใจสิ่งแวดล้อม ดังค�ำกล่าวท่ีว่า การเล่นคือการเรียน
2) ความสามารถทจี่ ะเขา้ ใจภาษา และใชภ้ าษาใหผ้ อู้ น่ื เขา้ ใจ
3) พฒั นาการของกลา้ มเนอื้ และประสาทสมั ผสั เพราะระยะนี้
เด็กเรียนสิ่งต่างๆ โดยอาศัยกล้ามเน้ือและประสาทสัมผัสเป็นสื่อ
เป็นส่วนใหญ่ ถ้าเด็กได้มีโอกาสแตะต้อง เห็น ได้ยินวัตถุที่ให้การเรียนรู้
จะช่วยพัฒนาความคิดและสติปัญญาอย่างมาก
กิจกรรมนันทนาการและการใช้เวลาว่างของวัยทารก
การเล่นมีหลากหลายรูปแบบส�ำหรับทารก การเล่น
ในช่วงต้นไม่ก่ีเดือนของทารก คือ การรับรู้ทางกลไก โดยการกระตุ้น
ให้เข้าร่วม เนื่องจากยังไม่สามารถนับวัตถุที่เป็นของเล่นได้ หลังอายุ
ครบ 6 เดือน สามารถจับวัตถุเข้าทางปากได้ ช่วงระยะ 6-12 เดือน
มีการพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กิจกรรมอาจจะให้
โยนลูกบอล หยิบกล่องมาซ้อนกัน หยิบของเล่นใส่ในกล่อง ตอนใกล้
2 ขวบ สามารถหยิบกระทะ หม้อ ตีเหมือนตีกลองได้

58

สว่ นที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

2. วัยเด็กตอนต้น (Early Childhood)

ระยะวัยเด็กตอนต้นหรือระยะวัยเด็กก่อนเข้าโรงเรียน
เร่ิมต้นตั้งแต่อายุประมาณ 2 ขวบคร่ึง จนถึงประมาณ 6 ขวบ
ลักษณะเด่นของเด็กวัยน้ี คือ อยากเป็นอิสระ อยากเป็นตัวของตัวเอง
อยากช่วยตัวเอง ชอบปฏิเสธและหัวดื้อ ไม่สู้จะตามใจใครง่ายๆ วัยนี้
จึงได้รับสมญาว่า “วัยช่างปฏิเสธ” (Negativistic period) ที่เป็นเช่นน้ี
เพราะสาเหตุหลายประการ เช่น
1) เพงิ่ พน้ จากความเปน็ ทารก เพง่ิ มคี วามสามารถในการใชภ้ าษา
และในการเข้าใจส่ิงแวดล้อม เพิ่งรู้จักใช้ความสามารถที่เก่ียวกับ
ทางกาย เช่น น้ิว มือ แขน ขา ฯลฯ ดังน้ัน จึงต้องการแสดงความสามารถ
เหล่านี้
2) มีความสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ ในครอบครัวมากข้ึน
และยังขยายวงไปยังเพ่ือนเล่นใกล้บ้าน การติดต่อสังสรรค์กับผู้อ่ืน
เพ่ิมและเร้าให้มีความปรารถนาจะเป็นตัวของตัวเองมากย่ิงข้ึน
มีความประสงค์ทั้งอยากตามใจตัวเองและตามใจผู้อื่นในเวลาเดียวกัน

59

ส่วนท่ี 2 การใชเ้ วลาว่าง และนันทนาการ

เด็กวัยเด็กตอนต้นมีทั้งความน่ารักและน่าชัง ช่างประจบผู้ใหญ่
ชา่ งอาสาชว่ ยเหลอื แตบ่ างครง้ั กช็ า่ งหวั ดอ้ื จนนา่ เกลยี ด พอ่ แมบ่ างคนอาจมี
ความรสู้ กึ ไมอ่ ยากใหเ้ ดก็ โต เพราะเปน็ วยั ทเี่ ดก็ นา่ เอน็ ดู ระยะวยั เดก็ ตอนตน้
เป็นระยะที่เด็กต้องได้รับการเรียนรู้กฎระเบียบต่างๆ ของสังคม เริ่มเรียน
พฤติกรรมการอยู่รวมกลุ่มกับผู้อื่นทั้งร่วมวัยและต่างวัย เรียนพฤติกรรม
ตามบทบาททางเพศของตน อย่างหญิงหรือชายอย่างจริงจัง รู้จักว่า
ย่อมได้รางวัลเม่ือท�ำตามกฎเกณฑ์ และรู้จักว่าต้องถูกลงโทษเม่ือต่อต้าน
ระเบียบวินัย รู้จักแพ้ชนะ รู้จักให้และรู้จักรับและอื่นๆ พัฒนาการ
ทางกายในช่วงน้ีมีอัตราค่อนข้างช้า พฤติกรรมต่างๆ มีลักษณะแตกต่าง
ไปจากวัยทารกค่อนข้างมาก
พัฒนาการทางกายและอารมณ์
พัฒนาการทางกายในระยะวัยเด็กตอนต้น ยังเป็นไปในแบบ
เจริญเติบโตเพื่อให้ท�ำงานเต็มที่ แต่อัตราการเปล่ียนแปลงค่อนข้างช้า
เมื่อเทียบกับระยะวัยทารก น�้ำหนักและส่วนสูงยังคงเพ่ิมข้ึน แต่ไม่มาก
ส่วนสดั ของรา่ งกายจะคอ่ ยๆ เปลี่ยนไป ช่วงแขนยาวขน้ึ ศรี ษะดูยาว เลก็ ลง
และเร่ิมจะได้สัดส่วนกับล�ำตัว ลักษณะหน้าตาแบบทารกเร่ิมจะหายไป
หน้ายังเล็ก จมูกเล็กและค่อนข้างแบน ฟันน�้ำนมยังไม่เจริญเต็มที่
แม้ว่าฟันจะเริ่มขึ้นมาแล้วต้ังแต่ระยะวัยทารกตอนปลาย ผมซ่ึงนุ่ม
ในวยั ทารกจะหยาบและสเี ขม้ ขนึ้ หวไี มค่ อ่ ยจะเรยี บ ไหลก่ วา้ ง แขนขายาวขน้ึ
ล�ำตัวยาวและกว้างข้ึนเป็นสองเท่าของทารกเกิดใหม่ มือและเท้า
ก็ใหญ่ขึ้นด้วยเช่นกัน กระดูกเพิ่มความแข็งแรงกว่าเดิม กล้ามเน้ือ
และประสาทสมั ผสั ทำ� หนา้ ทไี่ ดด้ ขี น้ึ ฉะนนั้ จงึ เปน็ ระยะทเี่ หมาะทส่ี ดุ ทจ่ี ะฝกึ
ให้เด็กได้เล่นกีฬาประเภทเคล่ือนไหวต่างๆ ที่เหมาะกับก�ำลังของเด็ก
ซงึ่ จะชว่ ยการเรยี นรแู้ ละพฒั นาพฤตกิ รรมดา้ นอารมณ์ สงั คม และสตปิ ญั ญา
เมื่อผ่านพ้นวัยเด็กตอนต้น เด็กต้องสามารถควบคุมอวัยวะเคล่ือนไหว
ทั้งอย่างหยาบและประณีตได้แล้ว (Gross and fine motor control)

60

สว่ นที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

การพฒั นาสมรรถภาพทางกายดา้ นตา่ งๆ ในวยั น้ี เปน็ การเตรยี มเดก็
เพ่ือช่วยตัวเอง และเพื่อการเรียนรู้ด้านต่างๆ ในวัยเด็กตอนกลาง
เมื่อเด็กต้องใช้เวลาและชีวิตกับผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมวัยนอกบ้านมากขึ้น
ถ้าพ่อแม่ผู้เล้ียงดูเด็กไม่สนับสนุนสง่ เสรมิ การชว่ ยตวั เองทางรา่ งกายตา่ งๆ
ของเดก็ เชน่ รบั ประทานอาหารเองใสเ่ สอ้ื ผา้ ถอดเสอื้ ผา้ เอง ฯลฯ เดก็ จะปรบั ตวั
ให้เข้ากับโลกภายนอกและบุคคลอ่ืนๆ นอกสังคมครอบครัวได้ค่อนข้าง
ล�ำบาก เพราะโลกของเด็กเริ่มออกจากสังคมครอบครัวมากยิ่งข้ึน
พัฒนาการทางอารมณ์ มีอารมณ์หงุดหงิดง่ายกว่าเด็ก
ในวัยทารก ด้ือร้ัน เอาแต่ใจตัวเอง เจ้าอารมณ์ ท้ังนี้เพราะอยู่ในวัย
ช่วงปฏิเสธ (Negativistic phase) ชีวิตประจ�ำวันมีเร่ืองย่ัวอารมณ์ให้เด็ก
หงดุ หงดิ วนุ่ วายไมร่ จู้ บสน้ิ ระหวา่ งความตอ้ งการของเดก็ กบั ทา่ ทกี ารปฏบิ ตั ิ
ของผู้ใหญ่และเพื่อนเล่น ตลอดจนมีส่ิงต่างๆ มากมายที่อยู่แวดล้อมตัวเด็ก
ซงึ่ เดก็ อยากรอู้ ยากทดลองใหเ้ ขา้ ใจ บางครง้ั กเ็ ขา้ ใจงา่ ย บางครง้ั กเ็ ขา้ ใจยาก
บางคราวก็เจ็บตัว หรือโดนท�ำโทษ เด็กเริ่มมีลักษณะอารมณ์ประเภทต่างๆ
อย่างท่ีผู้ใหญ่มี เช่น อารมณ์โกรธ อารมณ์อิจฉา อารมณ์อาทรเห็นใจ
อารมณ์อยากรู้ อารมณ์หรรษา อารมณ์ก้าวร้าว อารมณ์อวดด้ือถือดี

61

สว่ นท่ี 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนันทนาการ

พัฒนาการทางสังคม
พัฒนาการทางสังคมได้เริ่มแล้วตั้งแต่วัยทารก แต่ในระยะวัยเด็ก
ตอนต้นนี้มีลักษณะผิดแผกจากวัยทารก มีข้อน่าสังเกตเก่ียวกับลักษณะ
พัฒนาการทางสังคมของเด็กในวัยนี้หลายประการ เช่น
1) ระยะวัยทารก บุคคลอื่นเป็นฝ่ายเข้าหาเด็ก เด็กเป็นฝ่าย
คอยรับและคอยตอบสนองเป็นส่วนมาก พอถึงวัยเด็กตอนต้นนี้
เพราะความอยากเป็นตัวของตัวเอง เพราะสมรรถภาพทางภาษา
ความสามารถทางกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัส และความสามารถ
ในการใช้เหตุผล ท�ำให้เด็กเริ่มรู้จักเข้าหาผู้อื่นบ้าง ไม่คอยแต่เป็นฝ่ายรับ
การเข้าหาจากผู้อ่ืน
2) เด็กเร่ิมเบ่ือหน่ายที่จะคบผู้ใหญ่เป็นเพื่อน เร่ิมแสวงหา
เพอื่ นรว่ มวยั เดก็ สว่ นใหญเ่ ขา้ โรงเรยี นกอ่ นวยั เรยี นหรอื โรงเรยี นอนบุ าลแลว้
ปรัชญาของสถาบันการศึกษาระดับนี้ประการหน่ึง คือ หัดให้เด็กเรียนรู้
การอยู่กับเพ่ือนร่วมวัยและผู้ใหญ่อ่ืนที่ไม่ใช่คนในครอบครัว รู้ระเบียบ
วินัยและกฎเกณฑ์ในสังคม
3) เด็กคบกับเพ่ือนร่วมวัยยังไม่ราบร่ืนดีนัก เพราะยังต้องการ
ให้ผู้อื่นสนใจตนมากกว่าตนสนใจผู้อ่ืน (Self-center) ยังไม่มีประสบการณ์
สังคม ยังไม่รู้จักออมชอม ยังไม่รู้จักการให้และการรับ ฉะน้ัน เด็กจึง
รวมกลมุ่ ไมต่ ดิ ทะเลาะเบาะแวง้ กนั บอ่ ย แตเ่ ดก็ กไ็ มส่ จู้ รงิ จงั กบั การทะเลาะกนั
ประเด๋ียวประด๋าวก็ลมื แล้ว ดีกันงา่ ยๆ การทะเลาะของเด็กแสดงออกหลาย
อาการ เช่น เตะ ต่อย หยิก ข่วน ฟ้อง ร้องไห้ ร้องกรี๊ด ฯลฯ
4) แม้ว่าระยะน้ีจะรวมกลุ่มกันไม่สู้จะได้ และการคบเพ่ือน
ของเด็กมีลักษณะแบบก่อนรวมกลุ่มแท้จริง (Pre-gang age) แต่เด็กก็มี
กลุ่มเล็กๆ ที่ไม่สู้จะยั่งยืน เมื่อมีกลุ่มก็มักจะมีผู้น�ำ ซึ่งอาจอายุมากกว่า
เพ่ือนๆ และฉลาด ต�ำแหน่งผู้น�ำเปลี่ยนบ่อยตามความรู้สึกของสมาชิก

62

สว่ นที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

ในกลุ่มส่วนมาก เด็กบางคนเพื่อนไม่ชอบให้เข้ากลุ่มเลย เพราะสาเหตุ
เช่น ช่างฟ้อง งอแง ชอบรังแก ติดพ่อแม่ ฯลฯ เด็กที่เพื่อนชอบมักเป็นเด็ก
ท่ีตามใจเพื่อน ไม่ดูดาย ฯลฯ
5) เพ่ือนของเด็กยังจ�ำกัดทั้งจ�ำนวนและประเภท นอกจากเพื่อน
ที่เป็นบุคคลจริงๆ แล้ว เด็กยังมีเพื่อนอีกประเภทหนึ่ง คือ เพื่อนสมมติ
(Imaginative friends) ซึ่งเด็กทุกคนต้องประสบพบผ่าน ทั้งนี้เพราะ
เป็นระยะท่ีเด็กอยากมีเพ่ือน แต่ยังไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพที่ดี
กับเพ่ือนได้ จึงสร้างเพ่ือนสมมุติขึ้น ซ่ึงเด็กจะบันดาลให้เป็นไปตาม
ใจตัวเองอย่างไรก็ได้ การสร้างเพื่อนสมมุติอาจมาจากสาเหตุอ่ืนๆ อีก
เช่น เลียนแบบชีวิตจริงที่เด็กได้พบเห็นและอยากเลียนแบบ เพ่ือนสมมุติ
ให้ทั้งคุณและโทษ คือ อาจช่วยลดความตึงเครียดในด้านประสบการณ์
สมาคม แต่ถ้าเด็กเพลินกับเพ่ือนสมมุติเกินไป ก็อาจจะน�ำให้เด็กเพ้อฝัน
เข้าใจชีวิตจริงๆ หรือพฤติกรรมในสังคมจริงๆ ได้ช้า หรือผิดไปจาก
ความเป็นจริง หรือเด็กอาจน�ำวิธีการที่ใช้กับเพื่อนสมมุติไปใช้กับเพ่ือน
จริงๆ ซ่ึงอาจท�ำให้สร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนอย่างราบร่ืนไม่ได้ ระยะที่
เด็กสร้างเพื่อนสมมุติมากที่สุดอยู่ระหว่างอายุ 2 ขวบ ครึ่งถึง 4 ขวบคร่ึง
6) พรอ้ มๆกบั เพอ่ื นสมมตุ ิเดก็ จะสรา้ งโลกสมมตุ หิ รอื เรอ่ื งสมมตุ ขิ นึ้
(Imaginative world or Imaginative play) การสรา้ งโลกสมมตุ เิ ปน็ การเลน่
ชนิดหนึ่งของเด็กในวัยน้ี การเล่นสมมุติเป็นการเล่นเลียนชีวิตจริง เช่น
เล่นขายของ เล่นเป็นแม่ เล่นเลียนละครที่ดูจากโทรทัศน์ ภาพยนตร์
เด็กมักจะมีของเล่น อุปกรณ์การเล่นประเภทต่างๆ ประกอบการเล่นสมมุติ
เช่น ดินน้�ำมัน ไม้ท่อนแท่ง ลูกปัด ตุ๊กตา ดินสอสี กรรไกร สีน�้ำ ใบไม้ ฯลฯ
การเลน่ สมมตุ บิ างอยา่ งอาจเลยี นชวี ติ จรงิ บางสว่ นเทา่ นนั้ ไดแ้ ก่ เรอื่ งเกย่ี วกบั
เทวดา นางฟ้า ยักษ์ ฯลฯ บุคคลเหล่านี้เป็นเพื่อนสมมุติของเด็ก
ซงึ่ เดก็ บางคนรสู้ กึ ใกลช้ ดิ สนทิ สนมมากกวา่ เพอ่ื นในชวี ติ จรงิ ๆ ของเขาเสยี อกี

63

สว่ นท่ี 2 การใชเ้ วลาว่าง และนนั ทนาการ

7) การเล่นเป็นพฤติกรรมส�ำคัญส�ำหรับพัฒนาการด้านต่างๆ
ของเด็ก เพราะช่วยให้เด็กได้พัฒนาอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ช่วยส่งเสริม
ความเข้าใจส่ิงแวดล้อม ช่วยให้รู้จักเล่นและผูกมิตรกับเพ่ือน เป็นทางออก
ของอารมณ์ตึงเครียด ลักษณะการเล่นและเรื่องราวท่ีเด็กเล่น เป็นเคร่ืองชี้
ให้ทราบถึงสติปัญญา บุคลิกภาพ ลักษณะอารมณ์ และความสนใจของเด็ก
พ้ืนฐานของครอบครัว และเพศ การเล่นเกมจะเริ่มเมื่อเด็กพอจะเข้ากลุ่ม
กันได้ยั่งยืนบ้างแล้ว คือ เมื่อเด็กอายุประมาณ 4-5 ขวบ
8) เด็กต้องการสร้างสัมพันธภาพกับเพ่ือนร่วมวัยมากกว่า
สร้างกับผู้ใหญ่ แต่เพราะเด็กยังไม่มีความสามารถสร้างสัมพันธภาพ
กับเพื่อนร่วมวัยได้อย่างราบรื่น เด็กจึงยังคงต้องการความรัก
ความสนใจจากผใู้ หญ่ ซง่ึ เดก็ มวี ธิ กี ารหลายอยา่ งเพอ่ื ใหบ้ รรลถุ งึ ความตอ้ งการ
ดงั กลา่ วน้ี เป็นต้นว่าเคล้าเคลีย ออดอ้อน ซักถาม เรียกร้องให้ดู เม่ือใดเด็ก
เริ่มรู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับจากเพ่ือนรุ่นเดียวกันเป็นท่ีน่าพอใจแล้ว
เด็กจะเริ่มขัดขืนและดื้อดึงกับผู้ใหญ่
9) พัฒนาการทางสังคมตามแนวคิดของแอริคสัน ในระยะวัย
เด็กตอนต้น คือ ความคิดริเริ่มแย้งกับความรู้สึกผิด (Initiative vs guilt)
ซึ่งขยายความได้ว่า ในระยะนี้เด็กเริ่มพัฒนาความสามารถเฉพาะตัว
ในด้านต่างๆ มีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังท�ำอะไร
ไม่ได้เต็มที่สมตามท่ีตนปรารถนา ยังคงมีความต้องการที่จะได้รับการ
อุ้มชูดูแล อยากได้ความสุขสบายซึ่งได้มาจากพ่อแม่และผู้ใหญ่อยู่ด้วย
การผ่อนปรนความขัดแย้งทางใจของเด็กในด้านความคิดริเร่ิมแย้งกับ
ความรู้สึกผิดนี้จะยากล�ำบาก ส�ำหรับเด็กท่ีพ่อแม่ทะนุถนอมมากเกินไป
เด็กกลุ่มนี้มักขาดโอกาสท่ีจะเป็นตัวของตัวเองและภาคภูมิในตนเอง
เพราะพ่อแม่มักตีกรอบความประพฤติไว้ให้มาก

64

ส่วนที่ 2 การใชเ้ วลาว่าง และนันทนาการ

10) เดก็ เรยี นพฤตกิ รรมทางสงั คมดว้ ยการเลยี นแบบ การเลยี นแบบ
พฤติกรรมทางสังคมท่ีเด่นชัดประการหนึ่งของเด็กสมัยปัจจุบัน
ในระยะน้ี คือ เด็กเรียนและเลียนแบบการร่วมมือและการแข่งขันเชิงสังคม
(Cooperative vs competition) มีผู้วิจัยพบว่า เด็กในชนบทและในสังคม
ท่ีไม่ซับซ้อน มักเรียนรู้จักท่ีจะร่วมมือกันมากกว่าที่จะแข่งขันชิงดีชิงเด่น
ในขณะที่เด็กในสังคมเมืองและสังคมไฮเทคไม่ค่อยเรียนรู้ท่ีจะร่วมมือ
เชิงสังคมมากนัก แต่มุ่งท่ีจะแข่งขันชิงดีชิงเด่นมากกว่า
การเล่น
ในช่วงวัยทารก ได้กล่าวถึงการเรียน/เล่นเป็นหัวข้อใหญ่
การเล่น คือ การเรียน ยังเป็นพฤติกรรมท่ีเดน่ มากของเดก็ ในวยั เด็กตอนต้น
การเล่นช่วยเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กนานัปการ เช่น พัฒนาการ
ทางกาย ทักษะความสามารถด้านประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อ
และประสาทสมั ผสั ความสนกุ สนานรนื่ เรงิ มชี วี ติ ชวี า พฒั นาการทางความคดิ
ด้านเข้าใจตนเอง เข้าใจสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ความคิดเชิงภูมิปัญญา
พฒั นาทกั ษะในการสมั พนั ธก์ บั เพอื่ น การรจู้ กั เคารพกฎเกณฑ์ และอนื่ ๆ อกี มาก
การเล่นในช่วงวัยเด็กตอนต้น เป็นการเล่นแบบไม่มีรูปแบบซับซ้อนมากนัก
เด็กเล่นท้ังคนเดียวและเล่นร่วมกันเป็นกลุ่ม การเล่นบางอย่างเป็นการเล่น
ท่ีผนวกความฝันปนกับความจริง เพราะยังไม่สามารถแยกแยะ
โลกแห่งจินตนาการออกจากข้อเท็จจริงได้อย่างเด็ดขาด
เราอาจกล่าวได้ว่า การเล่นของเด็กเป็นธรรมชาติท่ีเป็นไป
อยา่ งทว่ั ถงึ เดก็ ทกุ ชาติ ทกุ ชน้ั ทางสงั คมตอ้ งการเลน่ ของเลน่ และเกมการเลน่
ของเด็กอาจแตกต่างไปตามลักษณะสังคมและวัฒนธรรม แต่ก็มีการเล่น
หลายประเภทท่ีเด็กนานาชาติเล่นเหมือนๆ กัน เช่น เล่นซ่อนหา เล่นต้ังเต
เล่นหมากเก็บ เล่นขายของ เล่นกระโดดเชือก เล่นปาลูกบอล ฯลฯ

65

ส่วนท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ

การเล่นของเด็กในวัยนี้มีความหลากหลายมากกว่าวัยทารก
ตามความเปน็ จรงิ แลว้ การเลน่ ของเดก็ ไมส่ ามารถจะแยกแยะเปน็ ประเภทๆ
ต่างกันชัดเจน เพราะลักษณะการเล่นของเด็กส่วนมากมักปนๆ กันไป
หลายแบบ เช่น เล่นสมมุติเรื่องเดียวอาจเป็นการเล่นเชิงสังคม
เล่นแบบฝกึ ฝนกลา้ มเนือ้ และประสาทสมั ผัสพรอ้ มๆ กนั กไ็ ด้ ซ่งึ อาจจำ� แนก
เป็นประเภทต่างๆ ได้หลายแนวคิด ในท่ีน้ีขอจ�ำแนกเป็น 7 ประเภท ดังนี้
1) เล่นคนเดียว เด็กเล่นคนเดียวกับของเล่น เช่น เล่นกับตุ๊กตา
เล่นต่อบล็อก เล่นตัดกระดาษ เล่นสมมุติ ฯลฯ
2) เล่นสมมุติ โลกของการเล่นสมมุติเป็นการเล่นที่โดดเด่นมาก
ของเด็กวัยเด็กตอนต้น ส�ำหรับเด็ก การเล่นชนิดน้ีเป็นโลกแห่งความจริง
เด็กมักลอกเลียนโลกสมมุติจากเร่ืองราวในชีวิตจริงที่ได้พบเห็น เช่น
เป็นครู นักเรียน พ่อ แม่ ท�ำกับข้าว ขายของ พี่ น้อง ประกวดนางงาม ฯลฯ
หรือบางครั้งก็ลอกเลียนจากเร่ืองราวที่ตนได้ยินได้ฟังจากนิทาน โทรทัศน์
เพ่ือน ฯลฯ
3) เล่นเชิงสังคม เป็นการเล่นท่ีมีเด็กตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
เล่นเชิงสังคมอาจรวมการเล่นประเภทอ่ืนๆ ด้วย (ยกเว้นการเล่นคนเดียว)
เช่น กระโดดเชือก ซ่อนหา อีตัก มอญซ่อนผ้า ฯลฯ
4) เล่น-ดูผู้อ่ืนเล่น เด็กดูผู้อื่นเล่น ไม่ร่วมเล่นด้วยแต่อาจจะถาม
ค�ำถาม ให้ค�ำแนะน�ำ ฯลฯ การดูผู้อื่นเล่นไม่ค่อยปรากฏบ่อยนักในวัยน้ี
5) เล่นอย่างเดียวกันในท่ีเดียวกันแต่ไม่เล่นด้วยกัน (ต่างคน
ต่างเล่น) (Parallel play) เช่น เด็ก 2 คนต่างน่ังเล่นตุ๊กตาของตัว พูดกับ
ตุ๊กตา แต่ไม่ร่วมเล่นตุ๊กตาตัวเดียวกัน
6) เล่นร่วมกัน (Associative play) เม่ือเด็กโตขึ้น เด็กจะชอบ
เล่นร่วมกับเพื่อนมากกว่าเล่นคนเดียว หรือเล่นด้วยกันแต่ต่างคนต่างเล่น
เด็กยังยอมรับกติกาการเล่นร่วมกันไม่ค่อยได้ จึงมักจะทะเลาะกัน
คอ่ นขา้ งบอ่ ยเมอ่ื เลน่ รว่ มกนั แตก่ ารทะเลาะของเดก็ เปน็ ลกั ษณะชวั่ ครชู่ ว่ั ยาม

66

สว่ นที่ 2 การใชเ้ วลาว่าง และนันทนาการ

7) เล่นแบบร่วมมือกัน (Co-operative play) เด็กจะรู้จักเล่น
ด้วยกันอย่างมีกฎเกณฑ์การเล่นท่ีไม่ซับซ้อนเม่ืออายุประมาณ 5-6 ขวบ
โลกแห่งการละเล่นของเด็ก เป็นโลกแห่งความรื่นรมย์ อัศจรรย์
ลึกลับ สนุก หลากรสชาติ น่าเสียดายว่า โลกนี้ได้สูญหายไปเม่ือโต
เป็นผู้ใหญ่ แต่ใครๆ ที่ได้ผ่านโลกน้ีมาอย่างพอเพียง ย่อมนึกถึงวัยเด็ก
ช่วงน้ีด้วยความทรงจ�ำอันปลาบปล้ืม เด็กคนใดขาดโอกาสสนุกเช่นนี้
ย่อมขาดความสุขที่ประทับใจไปอย่างน่าเสียดาย

เนอื่ งจากการเลน่ มคี วามสำ� คญั ตอ่ พฒั นาการดา้ นตา่ งๆ ของเดก็ มาก
การทผี่ ปู้ กครองคอยหา้ มไมใ่ หเ้ ดก็ วง่ิ เลน่ จะเปน็ การสกดั กนั้ การพฒั นาการ
ที่พึงได้จากการเล่นโดยประการต่างๆ ช่างน่าเสียดายว่า ชีวิตสมัยใหม่ได้
เบนการเล่นของเด็กไปสู่วิธีการเล่นแบบลดหย่อนการวิ่งเล่น กลายเป็น
เล่นเกมกดต่างๆ (หรือแม้แต่การน่ังดูทีวีและวิดีโอนานๆ) เด็กใช้เวลา
น่ังนานหลายช่ัวโมง ใช้นิ้วมือกดแป้นในเกมต่างๆ ขัดธรรมชาติตามวัย
มีผลคือ เด็กขาดโอกาสใช้จินตนาการของตนเองและใช้พละก�ำลังว่ิงเล่น
ตามวัย เม่ือหมดความเพลิดเพลินจากการนั่งนานๆ เด็กมีพลังเหลือใช้

67

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ

จึงมักอยู่ไม่สุข มีอารมณ์กดดัน บางคนกลายเป็นเด็กกวน ก้าวร้าว
เรียกร้องความสนใจ เอ็ดตะโรไม่เป็นเร่ือง เป็นต้น
ข้อท่ีควรค�ำนึงอีกประการหน่ึงส�ำหรับสังคมไทยคือ การพัฒนา
บ้านเมือง มักลืมนึกถึงสนามหรือท่ีส�ำหรับให้เด็กว่ิงเล่น เด็กในเมือง
จึงต้องวิ่งเล่นตามถนน ตรอก ซอย ซึ่งเด็กบางคนพลาดพลั้งถึงกับเสียชีวิต
ส�ำหรับเด็กที่มิได้มีโอกาสได้วิ่งเล่นแม้แต่ตามถนน ตรอก ซอย กลายเป็น
เด็กอยู่ไม่สุข ซุกซนไม่เป็นเรื่องเป็นราว ชอบรังแกเพ่ือน หรือกลายเป็น
เด็กเจ้าปัญหาท้ังท่ีบ้านและท่ีโรงเรียน
พัฒนาการทางภาษา
ภาษาเปน็ พฒั นาการทส่ี ำ� คญั มาก เพราะภาษาเปน็ สอ่ื ของความคดิ
ความรู้สึก และความสัมพันธ์เชิงสังคม มีการศึกษามากมายที่ช้ีชัดว่า
พัฒนาการทางภาษาทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ มีความสัมพันธ์
กับพัฒนาการทางสติปัญญาในเชิงบวก
ภาษาและความคดิ วยั เดก็ ตอนตน้ เมอ่ื สน้ิ วยั ทารก เดก็ ใชภ้ าษาพดู
ได้แล้ว แต่ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ดีเท่าผู้ใหญ่ เด็กจะขัดเกลาส�ำนวน
เรียนและเลียนแบบภาษาให้ถูกต้องจนใช้งานได้ดีในช่วงระยะวัยเด็ก
ตอนต้น เมื่อส้ินสุดระยะน้ีไม่ว่าเด็กชาติไหนสามารถพูดภาษาแม่
ของตนได้ดีเท่าผู้ใหญ่ วัย 6 ขวบเป็นระยะสุดท้ายของพัฒนาการภาษาพูด
(Speech) นอกจากภาษาพูดแล้ว เด็กบางคนเริ่มพัฒนาภาษาเขียน
และเร่ิมอ่านหนังสือ เพราะกล้ามเนื้อเล็กของเด็กและสายตาเริ่มพัฒนา
พอใช้งานได้แล้ว การพัฒนาทางภาษาจนมีประสิทธิภาพน้ี เป็นเหตุการณ์
ท่ีส�ำคัญส�ำหรับชีวิตของเด็ก เพราะเป็นเครื่องมือส�ำหรับการเรียนรู้
วิชาต่างๆ เมื่อเข้าโรงเรียน เป็นเคร่ืองมือในการติดต่อสมาคมเก่ียวข้อง
กับผู้อ่ืน เป็นเคร่ืองมือส่ือความรู้ความคิดระหว่างตนเองและกับบุคคลอ่ืนๆ
ช่วยท�ำให้เข้าใจโลก สังคม ชีวิต และบุคคลดีข้ึนกว่าวัยทารก

68

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

การพัฒนาภาษาของเด็กจะเร็วช้าเพียงใด ข้ึนอยู่กับเหตุหลาย
ประการ อาทิ จ�ำนวนพ่ีน้อง เพศ (หญิงพัฒนาทางภาษาเร็วกว่าชาย)
ลักษณะเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว ขนาดของครอบครัว สติปัญญา
ของเด็กเอง ความเอาใจใส่ต่อเด็กจากบุคคลในครอบครัว เด็กในวัยนี้
ชอบพดู ถงึ ตวั เอง และพดู กบั ตวั เอง (ในบางครงั้ ) ชอบพดู ถงึ กจิ วตั รประจำ� วนั
ของเขา กิจกรรมของผู้เก่ียวข้องกับเขา หรือผู้ที่เขารู้จัก
กิจกรรมนันทนาการและการใช้เวลาว่างของวัยเด็กตอนต้น
เด็กวัยน้ีมีการพัฒนาท่ีดีในทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กิจกรรม
นันทนาการท่ีจัดให้ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ว่ิงเหยาะๆ และจับลูกบอล
ที่อ่อนนิ่ม ความทรงจ�ำพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เกมที่มีกฎ
กติกาง่ายๆ สามารถท�ำให้เด็กเกิดความสนุกได้ อย่างไรก็ตาม เด็กปฐมวัยนี้
มีความจ�ำกัดในทักษะท่ีจะเข้าใจกฎระเบียบที่ซับซ้อน นอกจากนี้
นักออกแบบโปรแกรมนันทนาการพึงระวังถึงพิสัยของการใช้พลังงาน
ที่ไม่มีความยาวนานเท่าเด็กวัยโตกว่า โปรแกรมที่จัดให้ต้องมีวัสดุอุปกรณ์
ที่เพียงพอกับจ�ำนวนเด็กทั้งหมด เพ่ือป้องกันการเกิดความอิจฉาริษยา
ความเบ่ือหน่ายและความคับข้องใจ

69

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ

3. วัยเด็กตอนกลาง (Middle Childhood)

วัยเด็กตอนกลางอยู่ในช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี หรือ 13 ปี
เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วมา ช่วงวัยเด็กตอนกลางเป็นช่วงท่ีเด็ก
เริ่มเข้าโรงเรียน แต่ในโลกสังคมเศรษฐกิจปัจจุบัน ช่วงวัยเด็กตอนกลาง
มักเป็นช่วงที่เด็กได้ผ่านการเรียนนอกบ้านจากสถาบันการศึกษา
แห่งใดแห่งหน่ึงมาบ้างแล้ว
นักจิตวิทยาพัฒนาการรุ่นปัจจุบัน มักเรียกเด็กในวัยนี้ว่าเป็น
“เด็กวัยเด็กตอนกลาง” มากกว่าวัยเด็กเข้าโรงเรียน (School age)
และถ้าหากเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า วัยเข้าโรงเรียน ก็มักใช้ในความหมายว่า
เป็นช่วงวัยที่เด็กเริ่มเรียนวิชาการที่โรงเรียนอย่างจริงๆ จังๆ เป็นเร่ือง
เป็นราววัยเด็กตอนกลาง
พัฒนาการทางกายของเด็กวัยนี้มีประสิทธิภาพดีย่ิงข้ึน พัฒนาการ
ทางสติปัญญาเจริญเติบโตไปอีกล�ำดับขั้นหน่ึง พัฒนาการทางสังคม
ขยายขอบข่ายกว้างขวาง เด็กๆ มักใช้เวลากับผู้ใหญ่อ่ืนๆ ท่ีมิใช่พ่อแม่
หรือและบุคคลในบ้านยาวนานขึ้น รู้จักคบหากับเพื่อนร่วมรุ่นได้ดีกว่า

70

สว่ นที่ 2 การใชเ้ วลาว่าง และนนั ทนาการ

ในวัยเด็กตอนต้น แม้ว่าพ่อแม่ยังคงมีบทบาทส�ำคัญในการอบรมดูแลบุตร
แต่บุคคลท่ีเป็นผู้ใหญ่อ่ืนๆ นอกบ้าน ก็เริ่มมีบทบาทส�ำคัญในการอบรม
ดูแลเด็กพอๆ กับพ่อแม่ผู้ปกครองที่บ้านหรือยิ่งกว่าส�ำหรับเด็กบางคน
พัฒนาการทางสังคม
พัฒนาการทางสังคมในระยะนี้ มีลักษณะแตกต่างจากวัยเด็ก
ตอนต้นหลายประการ อาทิ
1) เด็กคบเพ่ือนร่วมวัยและผู้ใหญ่มากขึ้น
2) พฒั นาการดา้ น Egocentric ลดลง ทำ� ใหเ้ ดก็ สามารถรวมกลมุ่
เล่นกับเพ่ือนได้ดียิ่งขึ้น สมรรถภาพทางความคิดนึกและพัฒนาการด้าน
ศีลธรรมจรรยา ท�ำให้เด็กร่วมเล่น เรียน ท�ำกิจกรรมต่างๆ เป็น “กลุ่ม” ได้ดี
3) ความส�ำคัญของการเรียนที่มีต่อชีวิต ค่านิยมของการเรียน
ในโรงเรียนในสังคมปัจจุบัน ท�ำให้เด็กผูกพันกับเพ่ือนที่โรงเรียนและครู
ท�ำให้เด็กห่างเหินจากผู้ใหญ่ในบ้าน

71

สว่ นท่ี 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนันทนาการ

การเล่น
การเล่นในระยะนี้ เป็นการเล่นเชิงสังคมส่วนใหญ่ การเล่น
ยังคงเป็นพฤติกรรมท่ีส�ำคัญและจ�ำเป็นส�ำหรับเด็กวัยน้ี ซ่ึงควรได้รับ
การส่งเสริมสนับสนุน สถานท่ีอบรมและเล้ียงดูเด็กไม่ว่าอยู่ในรูปใด
จะตอ้ งจดั ทสี่ ำ� หรบั ใหเ้ ดก็ ไดม้ โี อกาสเลน่ เพราะการเลน่ สนองความตอ้ งการ
และช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็กในหลายด้าน ดังเช่น
1) สนองความต้องการรวมกลุ่ม ซ่ึงดังได้บรรยายมาแล้วว่า
ส�ำคัญต่อชีวิตจิตใจเด็กอย่างไร อาทิ ช่วยส่งเสริมทักษะในการอยู่ร่วมกลุ่ม
เล่นเป็นกลุ่ม และจะช่วยให้เข้าใจการท�ำงานเป็นกลุ่มในอนาคต
เช่น การรู้จักเป็นผู้น�ำ เป็นผู้ตาม เคารพกฎวินัย รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักอภัย
2) ช่วยพัฒนาความแข็งแรงของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ท�ำให้
เด็กมีสุขภาพดี
3) การเล่นเป็นหนทางระบายอารมณ์เคร่งเครียด อารมณ์ท่ี
ไม่พึงปรารถนา
4) ช่วยส่งเสริมความคิดนึก การเข้าใจโลก สังคม และชีวิต
5) เปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ ไดแ้ สดงตวั ในดา้ นตา่ งๆ การไดม้ โี อกาสเชน่ น้ี
เป็นสิ่งส�ำคัญส�ำหรับสุขภาพจิตท่ีดี
6) การเล่นช่วยให้เด็กเข้าใจตนเอง ระยะนี้เด็กเร่ิมต้องการรู้จัก
ตวั เองแลว้ จากการเลน่ กบั เพ่อื น เดก็ จะเรยี นรู้ว่าเพอ่ื นเข้าใจตวั เขาอยา่ งไร
เขาเข้าใจเพื่อนอย่างไร อะไรท่ีเขาชอบและไม่ชอบเก่ียวกับเพื่อน
อะไรท่ีเพ่ือนชอบและไม่ชอบเก่ียวกับตัวเขา
7) การเล่นช่วยพัฒนาการรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นที่มีต่อเขา
และที่เขามีต่อเพ่ือน แม้ว่าเด็กยังรับรู้ไม่ได้มาก แต่ก็มีความแตกต่าง
ไปในแต่ละบุคคล เป็นสิ่งท่ีจ�ำเป็นจะต้องให้เกิดมีข้ึนในกระบวนการ
บุคลิกภาพของเด็ก เพื่อชีวิตทางการงานและสังคมในภายหน้า

72

สว่ นที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

เพราะการเลน่ มคี ณุ คา่ นานาประการดงั ไดก้ ลา่ วมาแลว้ นกั จติ วทิ ยา
และจิตแพทย์ จึงได้ใช้การเล่นเป็นเคร่ืองมือหรือวิธีการอย่างหน่ึง
ในการช่วยแก้ไขความบกพร่องและปัญหาทางอารมณ์และจิตใจของเด็ก
(Play therapy) การเล่นของเด็กในระยะน้ี มีลักษณะดังต่อไปนี้
1) เด็กหญิงและเด็กชายนิยมเล่นแยกกัน เล่นรวมกันบ้าง
เป็นคร้ังคราวในชนิดของการเล่นท่ีรวมกลุ่มได้ เกมที่เล่นบางประเภท
เป็นเกมที่นิยมเฉพาะชาย บางประเภทเป็นเกมที่นิยมเฉพาะหญิง
เด็กชายนิยมเล่นเกมที่ต้องใช้พละก�ำลังมากๆ มีความตื่นเต้น
และต้องใช้การต่อสู้มากๆ
2) เกมที่เล่นมีกฎระเบียบซับซ้อนมากข้ึน ไม่สู้จะนิยมเกมง่ายๆ
3) ระยะน้ีเด็กเล่นคนเดียวน้อยลง การเล่นสมมุติ เพื่อนสมมุติ
ซึ่งมีมากในระยะวัยเด็กตอนต้นจะค่อยๆ หายไป เพราะเด็กมีโอกาส
ได้เล่นกับเพ่ือนจริงๆ มากข้ึน ซึ่งสนุกสนานกว่า แต่เด็กบางคนที่ไม่สามารถ
เข้ากลุ่มได้ อาจยังคงเล่นสมมุติและมีเพื่อนสมมุติ ลักษณะเช่นนี้ไม่เป็นไป
สมตามวัย จ�ำต้องท�ำการแก้ไขปรับปรุง
4) ลกั ษณะการเลน่ และเกมทเี่ ดก็ เลอื กเลน่ ชใ้ี หเ้ หน็ ความแตกตา่ ง
ระหว่างเพศ ความถนัด ความสนใจ สติปัญญา บุคลิกภาพของเด็ก
5) เด็กบางคนอาจเร่ิมเล่นประเภทงานอดิเรกบ้างแล้วในระยะน้ี
พัฒนาการทางอารมณ์
เด็กรู้จักกลัวส่ิงที่สมเหตุสมผลมากกว่าวัยเด็กตอนต้น
เพราะความสามารถใช้เหตุผลของเด็กพัฒนามากข้ึน มีความรู้สึกสงสาร
และเหน็ อกเหน็ ใจ เขา้ ใจอารมณค์ วามรสู้ กึ ของบคุ คลอนื่ รวมทง้ั สตั วเ์ ลยี้ งดว้ ย
เพราะขอบเขตชีวิตสังคมของเด็กขยายวงกว้างขวางออกไป
ส่ิงท่ีต้องพัฒนาในด้านอารมณ์ของเด็กในระยะนี้ คือ การเข้าใจ
อารมณ์ของตัวเอง อารมณ์ของบุคคลอ่ืน การรู้จักควบคุมอารมณ์

73

ส่วนท่ี 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนันทนาการ

และการรจู้ กั แสดงอารมณอ์ อกมาอย่างเหมาะสม พฒั นาการเหลา่ นี้ จำ� เป็น
ส�ำหรับสุขภาพจิตท่ีดีของเด็ก และเป็นหนทางให้เด็กได้มีโอกาสเข้ารวม
กลุ่มกับเด็กอ่ืนๆ การพัฒนาการด้านนี้ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ
ตัวเด็กจะต้องช่วยเหลือเด็กด้วย โดยการพัฒนาการทางอารมณ์
1) เปิดโอกาสให้เด็กเข้ากลุ่ม กลุ่มจะบีบบังคับให้เด็กเรียนรู้
และปรับปรุงการควบคุมอารมณ์ และแสดงออกอารมณ์ในลักษณะที่
สังคมยอมรับ
2) ให้ได้เล่นออกก�ำลังกาย โดยการเล่นท่ีใช้พละก�ำลังแบบต่างๆ
เช่น ฟุตบอล ว่ายน้�ำ หมากเก็บ ต่ีจับ งูกินหาง ลิงชิงหลัก ปิงปอง ฯลฯ
3) ใหม้ กี จิ กรรมสรา้ งสรรคต์ า่ งๆ เชน่ ปน้ั รปู วาดรปู เขยี นเรอ่ื ง ฯลฯ
พัฒนาการทางความคิด
เดก็ มอี ารมณต์ า่ งๆ มากมาย ทง้ั อารมณใ์ นแงด่ นี า่ พงึ ใจ เชน่ ความรกั
ความเห็นใจ ความรู้สึกสงสาร ความรู้สึกเบิกบานร่ืนรมย์ และอารมณ์
ในแงไ่ มน่ า่ พงึ ใจ เชน่ เกลยี ด โกรธ อจิ ฉา รษิ ยา ฯลฯ อารมณไ์ มว่ า่ ประเภทใด
ถ้าไม่ได้รับการรับรู้ ไม่มีโอกาสแสดงออกและถูกเก็บกดเอาไว้มากเกินไป
เด็กจะเกิดความรู้สึกเคร่งเครียด อาจน�ำไปสู่ความเจ็บป่วยทางกาย
ที่เนื่องมาจากทางอารมณ์ได้ หรือรู้สึกผิดจนท�ำร้ายตนเองและผู้อื่นได้
ในระยะวัยนี้ เด็กมีความพร้อมที่จะรับทราบเรื่องอารมณ์ ควบคุม
อารมณ์ และปลดปล่อยอารมณ์ของเขาออกมา อย่างที่สังคมยอมรับ
ตามควรแก่วัย กรณีเหล่านี้เป็นการเรียนรู้ที่ส�ำคัญและจ�ำเป็น
สำ� หรบั การปรบั ตวั ดา้ นอารมณ์ ถา้ เตรยี มอยา่ งเหมาะสมไปตง้ั แตร่ ะยะวยั น้ี
เขาจะเติบโตเป็นเด็กวัยรุ่นท่ีค่อนข้างมีความสุข การละเลยหรือล้มเหลว
กรณีนี้ ท�ำให้เขาเป็นเด็กวัยรุ่นท่ีมีความสับสนทางอารมณ์มากกว่า
ที่ควรจะเป็น ฉะน้ัน การเรียนรู้เรื่องอารมณ์มีความส�ำคัญทัดเทียมกันกับ
การพัฒนาทางความรู้และทักษะอื่นๆ อันไม่ควรมองข้าม

74

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาวา่ ง และนันทนาการ

เนื่องจากวัยเด็กตอนกลางเป็นระยะเวลาที่เป็นการ “วางรากฐาน
ทางการศึกษา” ด้านความรู้พ้ืนฐาน ด้านการอ่าน การเขียน การคิดเลข
การพัฒนาทักษะท่ีประณีตข้ึน (Fine motor) (เช่น การท�ำการฝีมือ
การวาดเขียนท่ีมีรายละเอียดมากขึ้น ฯลฯ) ซึ่งการพัฒนาการต่างๆ
เหล่านี้ ต้องอาศัยเชาวน์ปัญญาและต้องมีวิธีการเรียนรู้ จึงจะมีสัมฤทธิผล
เดก็ ทพ่ี ฒั นาสมวยั ยอ่ มสามารถนบั เลขยอ้ นหลงั ได้ ทอ่ งสตู รคณู ได้
รู้จักดูนาฬิกา ความสามารถใช้เหตุผลเจริญย่ิงขึ้น รู้จักใช้ความคิดว่าอะไร
เป็นต้นเหตุและจะเกิดอะไรเป็นผล เด็กฉลาดบางคนยังรู้จักวิพากษ์วิจารณ์
อีกด้วย สามารถเข้าใจกฎระเบียบและค�ำส่ังดีข้ึน เป็นเวลาเหมาะท่ีจะสอน
และฝึกระเบียบวินัย
พฒั นาการทางสตปิ ญั ญาซงึ่ เกยี่ วเนอื่ งกนั กบั ความคดิ ตง้ั อยบู่ นรากฐาน
ของการปรับตัวในการเข้ากลุ่ม ถ้าเด็กมีกลุ่มดี เข้ากับกลุ่มเพื่อนร่วมวัยได้
และไม่มีความขัดแย้งกับบิดามารดาและครู เด็กก็มีโอกาสฝึกฝนพัฒนาการ
ทางด้านสติปัญญาโดยปลอดโปร่ง จึงกล่าวได้ว่า พัฒนาการทางด้านสังคม
และพัฒนาการทางสติปัญญามีอิทธิพลส่งเสริมซึ่งกันและกัน
เด็กคนใดที่มีฐานไม่มั่นคงทางวิชาการด้านต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็ก
ตอนกลาง จะเป็นเด็กท่ีมีปัญหาด้านบุคลิกภาพ ด้านอารมณ์ ด้านสังคม
ด้านการเรียนรู้ และด้านอ่ืนๆ ในอนาคตเป็นอันมาก อน่ึง มีการแข่งขัน
สูงมากทางวิชาการในสังคมสมัยใหม่ นักจิตวิทยาพัฒนาการสมัยปัจจุบัน
จึงให้ความสนใจศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการด้านความคิด สติปัญญา
ของเด็กวัยน้ี รวมทั้งเด็กท่ีมีปัญหาการเรียน เด็กพิเศษประเภทต่างๆ
วิธีการช่วยเหลือเด็กพิเศษ และวิธีช่วยเพ่ิมสมรรถภาพในการเรียนรู้
อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนปี ค.ศ. 1980

75

ส่วนท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ

พัฒนาการทางกาย
พัฒนาการทางกายของเด็กในระยะวัย 6 ถึง 12 ขวบ เป็นแบบ
ค่อยเป็นค่อยไป ช้าๆ แต่สม่�ำเสมอ พัฒนาการทางกายไม่มีลักษณะเด่น
พิเศษเหมือนระยะวัยทารกตอนปลาย ในระหว่างนี้เป็นระยะที่เด็กหญิง
โต “เร็วกว่า” เด็กชายวัยเดียวกัน ในด้านความสูงและน�้ำหนัก ลักษณะ
เช่นนี้ยังคงด�ำรงสืบไป จนกระท่ังย่างเข้าสู่วัยรุ่นตอนปลาย เด็กชายจึงโต
ทันเด็กหญิงและล�้ำหน้าเด็กหญิง ร่างกายขยายทางสูงมากกว่าทางกว้าง
รูปร่างเร่ิมเปล่ียนแปลงเข้าลักษณะผู้ใหญ่ ระบบการหมุนเวียนของโลหิต
เจริญเติบโตอย่างเต็ม ที่ ฟันแท้ข้ึนแทนท่ีฟันน้�ำนม อวัยวะเพศเติบโตช้า
เนื่องจากก�ำลังกายทวีมาก เด็กในวัยน้ีจึงไม่อยู่น่ึง ชอบเล่น และท�ำ
กิจกรรมต่างๆ ที่ใช้ความรวดเร็ว ไม่สู้มีความระมัดระวังมากนัก
จึงประสบอุบัติเหตุง่ายและบ่อยวัยเด็กตอนกลาง
การท�ำงานประสานกันของกลา้ มเนื้อใหญน่ อ้ ยและประสาทสัมผัส
ละเอียดอ่อนดีขึ้นมาก การพัฒนาทางสติปัญญาท่ีต้องใช้อวัยวะประเภทนี้
เป็นส่ือจึงท�ำได้แล้ว เด็กสามารถเล่นเกมที่ซับซ้อน และท�ำกิจกรรม
การเล่นชนิดสร้างสรรค์ได้ (Creative plays) เช่น การวาดภาพ การปั้นรูป
การท�ำการฝีมือ การแกะสลัก การดนตรี ฯลฯ
การเติบโตทางกายและการตระหนักถึงบทบาททางเพศ ท�ำให้เด็ก
เกิดความอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวทางกายของเพศตรงข้าม เริ่มสนใจ
รูปร่างหน้าตา ความอยากรู้อยากเห็นเก่ียวกับร่างกายน้ี จะสืบไปจนถึง
ขีดสูงสุดในระยะวัยรุ่น
ความเจรญิ เตบิ โตแข็งแรงทางกายขึ้นอยกู่ บั อิทธิพลหลายประการ
เช่น ลักษณะกรรมพันธุ์ อาหาร การออกก�ำลังกาย ความมั่นคงทางอารมณ์
การพักผ่อนหลับนอน ความมีสุขภาพดีเป็นฐานของความเจริญเติบโต
ด้านอารมณ์ สังคม และสติปัญญา

76

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาวา่ ง และนันทนาการ

กิจกรรมนันทนาการและการใช้เวลาว่างของวัยเด็กตอนกลาง
โปรแกรมของเด็กวัยน้ีง่ายต่อการเปรียบเทียบกับโปรแกรม
ของวัยอื่น เน่ืองจากมีการพัฒนามาและบูรณาการทักษะการรับรู้
และทางกาย เด็กวัยนี้สามารถพิจารณาหลายมุมมองในสถานการณ์
เดียวกันได้ และกล้าเผชิญกับความท้าทาย มีความพากเพียรในการท�ำ
มากกว่าการเกิดความคับข้องใจและหมดก�ำลังใจที่จะท�ำ องค์กรไม่หวัง
ผลก�ำไร เช่น ลูกเสือ ยุวกาชาด กีฬาเชิงนันทนาการ และสโมสรที่สนใจ
เฉพาะอย่าง สามารถดึงดูดเด็กวัยนี้ได้ เน่ืองจากเป็นวัยท่ีชอบผูกพัน
กลุ่มคนในสังคมอย่างเป็นฝ่ายกระท�ำและแสดงความคิดท่ีสร้างสรรค์
กิจกรรมที่จัดควรเปิดโอกาสพัฒนาทักษะทางสติปัญญา เช่น การประสาน
งานระหว่างตากับมือ ความสมดุล ความเร็ว พัฒนาทักษะทางสติปัญญา
เช่น เข้าใจกระบวนการท�ำงาน กฎกตกิ าและพัฒนากลยุทธ์ตา่ งๆ โปรแกรม
อาจจะเป็น Day Camps ซึ่งเป็นท่ีนิยมของเด็กประถมศึกษา เน่ืองจาก
มีกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น กีฬา เกม ศิลปะและหัตถกรรม และให้โอกาส
ให้มีสังคมกับบุคคลอื่นๆ

77

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนนั ทนาการ

4. วัยรุ่น (Adolescence)

พัฒนาการของวัยรุ่น
วัยรุ่น หมายถึง ช่วงชีวิตที่เร่ิมมีการเปลี่ยนแปลงทางด้าน
ร่างกายเพื่อเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ คือ ชายเริ่มมีการผลิตน้�ำอสุจิ
และหญิงเริ่มมีประจ�ำเดือน ไปจนกระท่ังร่างกายและจิตใจมีวุฒิภาวะ
(maturity) พร้อมท่ีจะเข้าสู่ความรับผิดชอบในวัยผู้ใหญ่ และพอใจ
จากการเปลี่ยนแปลงตนเอง ด้านสติปัญญา เจตคติ และความสนใจ
(Murray; & Zentner. 1985) ซึ่งนักจิตวิทยาพัฒนาการถือว่า
เป็นวัยหัวเล้ียวหัวต่อ การเปลี่ยนแปลงประกอบด้วยการเปล่ียนแปลง
ทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ดังนี้
1) การเปลย่ี นแปลงทางดา้ นรา่ งกาย จากอทิ ธพิ ลของฮอรโ์ มนเพศ
ท�ำให้ร่างกายของวัยรุ่นมีการเปล่ียนแปลงไปสู่วัยผู้ใหญ่ อวัยวะเพศ
เร่ิมท�ำหน้าที่ได้ เพศหญิงมีลักษณะภายนอกที่แตกต่างไปจากเดิม
คือ มีสะโพกผายข้ึน มีขนบริเวณอวัยวะเพศ เต้านมมีการเจริญเติบโตข้ึน
จนบางรายมีอาการเจ็บบริเวณเต้านม และเร่ิมมีประจ�ำเดือน

78

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาวา่ ง และนนั ทนาการ

ส่วนชายมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย คือ เสียงจะห้าวข้ึน มีหนวด เครา
มีขนบริเวณรักแร้และอวัยวะเพศ อวัยวะเพศเริ่มแข็งตัวได้ และอาจมี
ฝันเปียกขณะนอนหลับ
2) การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจและอารมณ์ จากอิทธิผล
ของฮอร์โมนเพศและภาวะเครียดในการปรับตัวต่อการเปล่ียนแปลง
ของร่างกาย ท�ำให้วัยรุ่นมีลักษณะอารมณ์ที่อ่อนไหวง่าย อารมณ์บางครั้ง
รุนแรง เอาใจยาก และบางครั้งก็เก็บกด บางครั้งลักษณะฉุนเฉียวเอาแต่ใจ
ตนเอง แต่บางคร้ังมีความอ่อนหวานเอ้ืออาทรต่อผู้อ่ืน พฤติกรรมต่างๆ
จะแตกต่างไปจากวัยเด็กที่ชอบว่ิงเล่น กลับเป็นสุภาพเรียบร้อย
และสงบเสง่ียมมากข้ึนกว่าเดิม
3) การเปล่ียนแปลงทางสังคม สังคมของวัยรุ่นเปล่ียนแปลง
ไปจากวัยเด็ก คือ ในวัยเด็กน้ันสังคมมักจะแคบอยู่เฉพาะในครอบครัว
ซ่ึงมีพ่อแม่ พี่น้อง แต่ในวัยรุ่นจะสนใจตัวเองมากข้ึน ต้องการเป็นอิสระ
ไมช่ อบรว่ มกจิ กรรมกบั ครอบครวั ใหค้ วามสำ� คญั กบั กลมุ่ เพอ่ื นวยั เดยี วกนั มาก
มักจะมีเพื่อนสนิทเป็นกลุ่มหลายๆ คน ในระยะแรกส่วนใหญ่เป็น
เพศเดียวกัน แต่มีแนวโน้มที่จะคบเพื่อนต่างเพศมากขึ้น จากการท่ี
ชอบรวมกลุ่มระหว่างเพ่ือนรุ่นเดียวกันนี้ ท�ำให้ถูกชักจูงให้ร่วมมือกัน
เพ่ือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ได้ง่าย จากลักษณะทางสังคมดังกล่าว จึงเหมาะ
ที่จะส่งเสริมลักษณะนิสัยต่างๆ หรือสร้างเจตคติที่ถูกต้องเพ่ือเป็นผู้ใหญ่
ที่สมบูรณ์ในอนาคต
วัยรุ่นมีความต้องการให้ผู้อ่ืนเข้าใจตนเอง ความต้องการทางจิตใจ
ของวัยรุ่น ได้แก่ ต้องการอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ต้องการค�ำยกย่อง
และการยอมรับจากเพ่ือน ต้องการมีประสบการณ์ใหม่ๆ ชอบลองส่ิงใหม่ๆ
และสิ่งท่ถี ูกห้ามปรามวา่ อย่าท�ำ ท�ำใหเ้ กดิ ปัญหาทั้งสขุ ภาพกาย สุขภาพจิต
และปัญหาสังคมตามมาได้ง่าย

79

ส่วนท่ี 2 การใชเ้ วลาว่าง และนันทนาการ

ลกั ษณะอกี ประการหนงึ่ ของวยั รนุ่ ซง่ึ มคี วามสำ� คญั คอื การเลยี นแบบ
เนื่องจากเป็นช่วงของวัยที่มีการพัฒนาบุคลิกภาพ จึงมีการเลียนแบบ
บุคคลที่ตนชอบ ซึ่งแสดงถึงความพร้อมจะเข้าสู่ภาวะความเป็นผู้ใหญ่
(ศรีเรือน แก้วกังวาน. 2521) วัยรุ่นจะแสวงหาแม่แบบ (model)
ตามแนวทางที่ตนคิดว่าเป็นผู้ใหญ่ท่ีดี ท่ีถูกต้อง แต่การเลือกแม่แบบข้ึน
อยู่กับอิทธิพลของกลุ่มเพื่อนค่อนข้างมาก ผู้ปกครองจึงควรให้ความสนใจ
กับการเลือกแม่แบบของเด็กด้วย
กิจกรรมนันทนาการและการใช้เวลาว่างของวัยรุ่น
วัยรุ่นมีความท้าทายต่อนักออกแบบโปรแกรมนันทนาการมาก
คนที่ชอบหรือเบื่ออะไรง่ายๆ จะเป็นตัวหน่วงเหน่ียวพัฒนาการท่ีมีต่อ
สุขภาพ ความเบื่อหน่ายจะน�ำไปสู่การเข้าร่วมพฤติกรรมที่เส่ียง
เช่น การใช้สารเสพติด พฤติกรรมทางเพศและการท�ำลาย นักออกแบบ
โปรแกรมนันทนาการมีความยุ่งยากในการออกแบบโปรแกรม วัยรุ่นชอบ
ผู้ร่วมงานท่ีเข้ากัน อยู่ได้นานและรูปแบบไหนที่เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสม

80

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาวา่ ง และนันทนาการ

นักจัดโปรแกรมควรให้วัยรุ่นเข้าร่วมในกระบวนการวางแผน
จัดต้ังคณะกรรมการที่ปรึกษา ซึ่งเป็นวิธีหน่ึงท่ีจะได้เข้าถึงวัยรุ่น และเลือก
ผู้น�ำของเด็กแต่ละกลุ่มสังคมมาเป็นคณะกรรมการนี้ วัยรุ่นควรมีโอกาส
เสนอการเลือกสถานท่ีในสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การเลือกงานที่เป็นศิลปะ
การจัดเรียงเฟอร์นิเจอร์และสร้างสิ่งแวดล้อม ส่ิงแวดล้อมเหล่าน้ีต้อง
อิสระจากการควบคุมของผู้ปกครองและครอบครัว ความสุภาพอ่อนโยน
ควรมีดนตรี แสงไฟเล็กน้อย วีดีโอเกม กระดานเกมขว้าง มีเก้าอี้น่ัง
แล้วสบาย ท่ีน่ังขายอาหารเบาๆ
ในการวางแผนรูปแบบโปรแกรมและเน้ือหา ควรระลึกถึง
กลุ่มอายุท่ีซาบซ้ึงในโอกาสที่บังเอิญมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมท่ีพัฒนา
ท่ีมีความเป็นเอกลักษณ์ของเอกัตบุคคล และเอกลักษณ์ของกลุ่ม การเดิน
ลอยตัวไปเร่ือยๆ และพูดทางโทรศัพท์ ถือเป็นกิจกรรมการใช้เวลาว่าง
ท่ีนิยมมากท่ีสุดของวัยรุ่น เด็กวัยรุ่นต้องการเข้าร่วมในกิจกรรมที่แสดงถึง
ความสามารถที่คงท่ีในการประสบความส�ำเร็จในงาน สิ่งส�ำคัญ โปรดจ�ำไว้
ไม่ใช่วัยรุ่นทุกคนท่ีมีความช�ำนาญหรือสนใจในกีฬา ดังนั้น ในการวางแผน
โปรแกรมให้เสนอรายการต่างๆ ที่น่าสนใจและการใช้ทักษะต่างๆ
ในการประกอบกิจกรรม

81

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ

5. วัยผู้ใหญ่ตอนต้น (Early adulthood)

พัฒนาการของวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
วัยผู้ใหญ่ตอนต้น หรือ วัยหนุ่มสาว หมายถึง บุคคลท่ีมีอายุ
ระหว่าง 18-35 ปี ซึ่งเป็นช่วงของชีวิตท่ีร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม
มีพัฒนาการท่ีค่อนข้างสมบูรณ์ ได้แก่
1) พัฒนาการทางด้านร่างกาย ร่างกายหยุดเจริญเติบโต
การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายจะช้ากว่าในวัยเด็ก ระบบต่างๆ
ของร่างกายท�ำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์เต็มท่ี กล่าวได้ว่า เป็นช่วงท่ีร่างกาย
มีสมรรถภาพสูงสุด ผิวหนังเรียบเต่งตึง สิวจะปรากฏน้อยลง กล้ามเน้ือ
มีการตึงตัว และมีความแข็งแรง กระดูกจะมีความแข็งแรงที่สุดเม่ืออายุ
30 ปี จึงเป็นช่วงอายุที่นักกีฬาประสบความส�ำเร็จสูง และจะยังคง
ความแข็งแรงไว้จนกระทั่งอายุ 39 ปี และเมื่ออายุ 40 ปี ก็ยังคง
มีความแข็งแรงอยู่ ถ้ามีการออกก�ำลังกายสม�่ำเสมอและได้อาหารที่
พอควร การแบ่งตัวของเซลล์และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อยังไม่เสียไป
(Murray; & Zentner. 1985)

82

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาวา่ ง และนันทนาการ

ระบบทางเดินอาหารท�ำงานอย่างสม�่ำเสมอ ฟันมีการเจริญเต็มท่ี
เมื่ออายุ 20 ปี โดยมีฟันกราม 4 ซี่สุดท้ายงอก ค่าผลตรวจทางชีวเคมี
เชน่ นำ�้ ตาลในเลอื ด ความเปน็ กรดดา่ ง ใหผ้ ลปกตเิ ทา่ กบั วยั ผใู้ หญ่ ประสาท
รับความรู้สึก ได้แก่ การเห็น การได้ยิน ท�ำงานมีประสิทธิภาพสูงสุดเช่นกัน
แต่บางคนอาจสวมแว่นตา ใส่เลนส์สัมผัส หรือเคร่ืองช่วยฟัง
ระบบหายใจและการบีบตัวของหัวใจจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง
เม่ืออายุมากขึ้น ขึ้นอยู่กับการออกก�ำลังกาย นิสัยการกินโดยท่ัวไป
การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจจะลดลงหลังอายุ 30 ปี หลอดเลือดแดง
จะมีความยืดหยุ่นน้อยลง บางรายอาจมีหลอดเลือดขอดหรือเป็นโรค
ริดสีดวงทวาร ความจุอากาศหายใจ (breathing capacity) จะค่อยๆ
ลดลงในช่วงอายุ 20-40 ปี แต่สามารถท�ำให้การท�ำงานของปอดและหัวใจ
ดีขึ้นได้ด้วยการออกก�ำลังกายอย่างสม�่ำเสมอ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ โดยไม่สามารถสังเกตเห็นได้
และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ท�ำให้การท�ำงานท้ังหมดของร่างกายเส่ือม
ลงไป ความสมบูรณ์ของอวัยวะเพศยังคงมีความคงที่ โดยจะมีประจ�ำเดือน
สม่�ำเสมอและพร้อมท่ีจะมีบุตรได้โดยไม่มีอันตรายมากเท่าในวัยรุ่น
2) พัฒนาการทางด้านจิตใจและอารมณ์ ผู้ใหญ่วัยน้ีเป็นระยะ
ของการทดลองเพื่อหาแนวทางชีวิตท่ีตนต้องการและพอใจสืบต่อเน่ือง
มาจากวัยรุ่น เช่น อาชีพ เพื่อน คู่ครอง (ศรีเรือน แก้วกังวาน. 2521)
ในด้านอารมณ์นั้นสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีข้ึน มีความม่ันคงทางจิตใจ
มากกว่าวัยรุ่น มีความเช่ือมั่นและภาคภูมิใจในตัวเอง ไม่ยึดเกาะติดใคร
อยู่ตลอดเวลา แก้ไขปัญหาและทนต่อความผิดหวังได้ มีการค�ำนึงถึง
ความต้องการของผู้อื่น

83

ส่วนท่ี 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนันทนาการ

3) พัฒนาการทางด้านสังคม การเปลี่ยนแปลงท้ังหลาย
ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นเกิดจากแรงผลักดันทางสังคมและวัฒนธรรม วัยผู้ใหญ่
ตอนต้นถูกสังคมคาดหวังว่าจะต้องมีบทบาทของความรับผิดชอบ
ในการทำ� งานประกอบอาชพี และพฒั นาความสนใจ เจตคติ และคา่ นยิ มตา่ งๆ
เพื่อปรับตัวต่อบทบาทใหม่ได้ การเป็นสามี ภรรยา เป็นพ่อ แม่ เป็นเพื่อน
ร่วมงาน ลูกน้อง หรือหัวหน้างาน ซึ่งผู้ใหญ่ตอนต้นต้องสามารถปรับตัว
ให้ท�ำงานร่วมกับผู้อ่ืนอย่างมีความสุขจึงสร้างความสัมพันธ์กับบุคคล
ท่ีเก่ียวข้องได้ มีความเต็มใจในการเสียสละและกล้าหาญพอที่จะ
ช่วยรับผิดชอบต่อส่วนรวม สามารถท�ำตัวให้เป็นที่ยอมรับของผู้ใหญ่
ที่มีอายุมากกว่าตนได้ ความส�ำเร็จทางสังคมเหล่านี้จะช่วยให้วัยผู้ใหญ่
ตอนต้นมีความม่ันคงทางอารมณ์มากยิ่งขึ้น เมื่อสิ้นสุดวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
ผู้ใหญ่ทุกคนควรจะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
กิจกรรมนันทนาการและการใช้เวลาว่างของวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
งานพัฒนาของผู้ใหญ่ตอนต้นที่เน้นถึงการพัฒนาอาชีพ
และการสร้างความสัมพันธ์ส่วนบุคคล กิจกรรมการใช้เวลาว่างท่ีสะท้อนถึง
ประเดน็ นคี้ วรเนน้ ไปทกี่ ารสรา้ งเครอื ขา่ ยทางสงั คม เนอื่ งจากความสามารถ
ทางกายมีจุดสูงสุดของชีวิตในวัยน้ี สุขภาพยังอยู่ช่วงที่ดีท่ีสุดของชีวิต
ฉะนั้น กิจกรรมที่ท้าทายทางร่างกายควรจัดให้กับวัยนี้ ยังมีผู้ใหญ่อีกมาก
ท่ีเข้าสู่ตลาดแรงงาน มีเงินเหลือใช้ กิจกรรมการเดินทางและวัฒนธรรม
ควรจดั ใหเ้ ขา เชน่ การใหช้ มการแสดงดนตรี การเลน่ การไปรบั ประทานอาหาร
ในภัตตาคาร เป็นต้น
การแขง่ ขนั จดั เปน็ กจิ กรรมพฒั นาการทางกายทเ่ี ปน็ ทนี่ ยิ มในผใู้ หญ่
ตอนต้น กีฬาประเภททีมมีแนวโน้มไปที่การมีสังคมปกติและกีฬาช่วยลด
ความเครียดทางกายท่ีเก่ียวข้องกับงานอาชีพ และเปิดโอกาสในการพัฒนา
ทกั ษะทางกายดว้ ย สว่ นผใู้ หญท่ หี่ นั ไปออกกำ� ลงั กายและสมรรถภาพ รวมทง้ั

84

สว่ นที่ 2 การใช้เวลาวา่ ง และนันทนาการ

กิจกรรมนันทนาการกลางแจ้ง เน่ืองจากมีความปรารถนาโอกาสทางสังคม
เข้าร่วมทักษะการรับรู้และทางกาย และมีเงินรายได้เหลือใช้ จะลงทุนซื้อ
อุปกรณ์นันทนาการพิเศษไว้ใช้ที่บ้าน กิจกรรมสร้างเครือข่ายและสังคม
มีความส�ำคัญต่อผู้ใหญ่วัยนี้เหมือนกับการท�ำงานเพื่อขยายงานและพัฒนา
มติ รภาพระหวา่ งเพอื่ นๆ สมยั ทเี่ รยี นอยมู่ ธั ยมศกึ ษาหรอื มหาวทิ ยาลยั ดว้ ยกนั
กิจกรรมอาสาสมัครก็เป็นอีกรูปแบบหน่ึงท่ีสร้างเครือข่าย เช่น องค์กร
การกุศล มักจะเข้าร่วมกิจกรรมท่ีท�ำกุศลให้แก่คนยากจน

เนอื่ งจากมหี ลากหลายในวถิ ชี วี ติ ของผใู้ หญต่ อนตน้ นกั จดั โปรแกรม
ควรมคี วามไวตอ่ ความตอ้ งการของแตล่ ะกลมุ่ เนอื้ หา เวลา และสง่ิ แวดลอ้ ม
เป็นสิ่งท่ีจ�ำเป็นต่อโปรแกรมนันทนาการท่ีจะต้องออกแบบให้เหมาะสม
กับวิถีชีวิตของผู้เข้าร่วมกับวิถีชีวิตของผู้เข้าร่วม เช่น โปรแกรมท่ีจัดให้เล่น
อยา่ งไร เมอ่ื ไร ใครเปน็ ผนู้ ำ� สดั สว่ นของกจิ กรรมควรเลน่ ไดท้ ง้ั ชายและหญงิ

85

สว่ นท่ี 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนนั ทนาการ

6. วัยผู้ใหญ่ตอนกลาง (Middle adulthood)

พัฒนาการของวัยผู้ใหญ่ตอนกลาง
วัยผู้ใหญ่ตอนกลาง หมายถึง ผู้ท่ีอายุระหว่าง 35-60 ปี ผู้ใหญ่
ตอนกลางหรือวัยกลางคน เป็นช่วงของชีวิตท่ีผ่านความเป็นผู้ใหญ่มานาน
พอสมควร ส่วนใหญ่มีการเปล่ียนแปลงไปในทางเสื่อม ซึ่งมีผลกระทบ
ต่อลักษณะอารมณ์ ในระยะน้ีบุคคลจะเริ่มประเมินผลการด�ำเนินชีวิต
ในช่วงที่ผ่านมาในด้านต่างๆ จึงเรียกระยะนี้ว่า ระยะทดสอบพัฒนาการ
ของวัยผู้ใหญ่ตอนกลาง ได้แก่
1) การเปล่ียนแปลงทางด้านร่างกาย จะมมี ากจนทำ� ให้รสู้ กึ ตกใจ
และเปน็ กงั วล เนอื่ งจากมองเหน็ เงาตวั เองในกระจกทมี่ รี อยตนี กาขน้ึ ทหี่ างตา
ผมเป็นสีเทาและบาง มีลักษณะแตกหักและหยาบ การเปล่ียนแปลงที่เห็น
ได้ชัด คือ ความคล่องแคล่วว่องไวทางกายและความฉับไวของสมองซึ่งเร่ิม
จะคิดช้าลง ความจ�ำเส่ือมลง โดยเฉพาะความจ�ำในเหตุการณ์ปัจจุบัน
ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปจะมีความสามารถในการจ�ำต�่ำกว่าผู้มีอายุน้อย
(นงลักษณ์ ช่ืนจิตร์. 2527: บทคัดย่อ) มีการเปล่ียนแปลงของการ
มองเห็น คือ สายตาจะยาวขึ้น เนื่องจากความยืดหยุ่นของแก้วตา
น้อยลง และพลังในการเพ่งลดลง การได้ยินก็ค่อยๆ เสียไป โดยเฉพาะเสียง

86

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาวา่ ง และนันทนาการ

ท่ีมีความถ่ีสูง ปฏิกิริยาการตอบสนองจะช้าลง หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น
ได้น้อยลง โดยเฉพาะหลอดเลือดโคโรนาร่ี เป็นเหตุให้วัยกลางคนเสี่ยง
ต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะเพศหญิงท่ีอยู่ในวัยหมดประจ�ำเดือน
จะขาดเอสโตรเจนซึ่งเป็นเสมือนตัวป้องกันระดับโคเลสเตอรอลในเลือด
ไมใ่ หส้ งู นอกจากนี้ เลอื ดทบี่ บี ออกจากหวั ใจลดนอ้ ยลง และอตั ราการกรอง
ของไตก็น้อยลงด้วย
ร่างกายมีการเผาผลาญลดลง วัยนี้จึงมักจะอ้วนกว่าวัยหนุ่มสาว
มีการหลุดของแคลเซียมออกจากกระดูก ท�ำให้กระดูกบางลงและค่อยๆ
เกิดกระดูกพรุนข้ึน จากการท่ีกระดูกพรุนท�ำให้หมอนรองกระดูกค่อยๆ
ยุบตัวลง มักจะเกิดท่ีกระดูกคอและช่วงอกส่วนบน ซ่ึงมีผลท�ำให้ร่างกาย
เตี้ยลงกว่าเดิม และหลังค่อม หญิงที่มีอายุ 55 ปี จะเสี่ยงต่อกระดูกหัก
มากกว่าชายท่ีอายุเท่ากัน 10 เท่า กระดูกที่เส่ียงต่อการหักมากที่สุด
คือ กระดูกแขน กระดูกสะโพก และกระดูกสันหลัง ฟันมักจะผุ
แต่บางรายฟันโยกและหลุดโดยไม่ผุ
การเปลย่ี นแปลงของระดบั ฮอรโ์ มนจะทำ� ใหห้ ญงิ หมดประจำ� เดอื น
โดยเรมิ่ จากมเี ลอื ดออกในแตล่ ะรอบเดอื นคอ่ ยๆ นอ้ ยลง และสภาพของตอ่ ม
ซงึ่ ผลติ ฮอรโ์ มนเพศคอ่ ยๆ ฝอ่ ลง หญงิ อาจมอี าการของการหมดประจำ� เดอื น
เช่น อาการร้อนวูบวาบ บริเวณใบหน้ามีเหง่ือออกมาก ปวดศีรษะ ใจสั่น
หงุดหงิด อาการเหล่านี้เกิดจากการเสียความสมดุลของฮอร์โมน
กล่าวคือ ต่อมพิทูอิทารี (pituitary gland) ยังคงผลิตฮอร์โมน เอฟ เอส เอช
(F S H) และ แอล เอช (LH) แต่รังไข่ไม่สามารถตอบสนองได้ จึงไม่มี
ผลย้อนกลับไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนของต่อมพิทูอิทารี ต่อมน้ีจึงหลั่ง
ฮอร์โมนออกมามากข้ึนเร่ือยๆ จนท�ำให้เกิดอาการดังกล่าว เมื่อรังไข่
ผลิตฮอร์โมนน้อยลง แต่ต่อมหมวกไตยังคงผลิตฮอร์โมนบางอย่างอยู่
จึ ง ท� ำ ใ ห ้ ห ญิ ง วั ย ก ล า ง ค น มี ลั ก ษ ณ ะ ค ว า ม เ ป ็ น เ พ ศ ห ญิ ง ต ่ อ ไ ป ไ ด ้

87

ส่วนท่ี 2 การใชเ้ วลาว่าง และนนั ทนาการ

ในเพศชาย การเปลย่ี นแปลงมองไมเ่ หน็ ชดั เจน ความสามารถในการสบื พนั ธ์ุ
ยังมีอยู่ การหลั่งฮอร์โมนเพศจะน้อยลง ลูกอัณฑะจะนุ่มและขนาดเล็กลง
การสรา้ งอสจุ นิ อ้ ยลงฮอรโ์ มนเทสโทสเตอโรนนอ้ ยลงชายอาจตอ้ งใชเ้ วลานานขน้ึ
ในการท�ำให้อวัยวะเพศแข็งตัว และอาจรู้สึกว่าน้�ำอสุจิไหลพุ่งน้อยลง
พบว่าระดับเทสโทสเตอโรนจะลดลงในคนท่ีมีความวิตกกังวลสูง
ความยอมรับนับถือตนเองต�่ำ หรือมีอาการซึมเศร้า ประมาณร้อยละ 20
อาจมีต่อมลูกหมากโต มักเริ่มในวัยกลางคนและค่อยๆ โตข้ึนเร่ือยๆ
ท่ีบริเวณรอบท่อปัสสาวะ ท�ำให้ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะขัด และปัสสาวะค่ัง
2) การเปลย่ี นแปลงทางดา้ นจติ ใจและอารมณ์ ในหญงิ วยั กลางคน
มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายหลายอย่าง โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศ
ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง เ ห ล ่ า น้ี มี ผ ล ต ่ อ จิ ต ใ จ ข อ ง ห ญิ ง วั ย ก ล า ง ค น ม า ก
ท่ีเรียกว่า ช่วงวิกฤต คือ ถ้าปรับตัวได้ดี ชีวิตก็จะมีความสุข ถ้าปรับตัวไม่ได้
จะกระทบกระเทือนต่อลักษณะอารมณ์และจิตใจจนอาจท�ำให้กระทบ
กระเทือนถึงหน้าที่การงานด้วย การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจมากเพียงใดน้ัน
ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปมีความหมายต่อบุคคลน้ันเพียงใด
อาการอาจจะน้อยมากจนไม่อาจสังเกตเห็น บุคลิกภาพและเจตคติต่อการ
เปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดข้ึนมีความส�ำคัญมากกว่าการเปล่ียนแปลง
ของฮอร์โมน อาการรุนแรงปรากฏได้ร้อยละ 10 ของหญิงกลางคน
หญงิ ทยี่ อมรบั นบั ถอื ตนเองตำ�่ และมคี วามพงึ พอใจในตนเองตำ�่ มกั จะปรบั ตวั
ต่อวัยหมดประจ�ำเดือนได้ยากกว่า วัยนี้จึงจ�ำเป็นต้องประเมินแนวคิด
เก่ียวกบั ตนเอง (self-concept) ใหม่ แล้วปรับปรุงสภาวะการเปล่ียนแปลง
ตามวัย ถ้าไม่ปรับปรุง ชีวิตสมรสอาจต้องสิ้นสุดลงหลังจากที่อยู่ด้วยกัน
มานาน

88

ส่วนที่ 2 การใช้เวลาว่าง และนันทนาการ

3) การเปล่ียนแปลงทางด้านสังคม การเปล่ียนแปลงทางสังคม
ในผู้ใหญ่วัยกลางคนเกิดขึ้นมากพอๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
วัยน้ีมักจะมฐี านะทางสังคมคอ่ นข้างดี เนอ่ื งจากมีฐานะทางเศรษฐกิจมัน่ คง
ต�ำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น มีเวลาให้กับสังคมมากข้ึน เพราะภารกิจ
ในครอบครัวลดลง ลูกบางคนอาจแต่งงานและแยกครอบครัวไป ผู้ใหญ่
วัยกลางคนบางคนอาจเปลี่ยนบทบาทเป็นปู ย่า หรือ ตา ยาย บทบาท
ในการอบรมเล้ียงดูบุตรมีน้อยลง สังคมภายในบ้านมักจะเปลี่ยนแปลง
ด้วยเน่ืองจากลูกโต เสียงทะเลาะกันระหว่างลูกๆ หมดไป กลายเป็น
ความเงียบเข้ามาแทนที่ บทบาทของสามีภรรยาอาจจะต้องเปลี่ยนมาเป็น
เพ่ือนร่วมทุกข์ร่วมสุข บทบาททางสังคมอีกประการหนึ่งที่ผู้ซึ่งอยู่ใน
วัยกลางคนอาจต้องปฏิบัติ คือ การเล้ียงดูพ่อแม่ซ่ึงอยู่ในวัยสูงอายุ
เนื่องจากวัยกลางคนเป็นวัยท่ีอยู่ท่ามกลางส่ิงต่างๆ หลายอย่าง รวมถึง
ท่ามกลางรุ่น คือ รุ่นก่อนและรุ่นหลัง แม้ภาระรับผิดชอบเลี้ยงลูกน้อยลง
แต่ต้องเล้ียงพ่อแม่ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ และอาจมีน้า อา หรือ ป้าด้วย เน่ืองจาก
วัยกลางคนมักมีความม่ันคงทางเศรษฐกิจ จึงเป็นที่พ่ึงพาของพ่อแม่
และญาติ และถ้าท�ำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์อาจท�ำให้เกิดความวิตกกังวล
ส่วนใหญ่ถ้าพ่อแม่มีลูกหลายๆ คน ผู้ที่มักจะรับภาระเลี้ยงดูพ่อแม่
คือ ลูกที่ยังเป็นโสด เพราะพ่ีๆ น้องๆ คนอ่ืนๆ เข้าใจว่ามีภาระรับผิดชอบ
อย่างอ่ืนน้อยกว่าคนอ่ืนๆ
กจิ กรรมนนั ทนาการและการใชเ้ วลาวา่ งของวยั ผใู้ หญต่ อนกลาง
ผู้ใหญ่ตอนกลางเป็นวัยท่ีชีวิตต้องต่อสู้กับการสร้างครอบครัว
กิจกรรมการใช้เวลาว่างควรเน้นกิจกรรมการแสดงออกด้วยตนเอง
การส�ำรวจด้วยตัวเอง และกิจกรรมท่ีทดแทนบทบาทท่ีสูญเสีย หรือการ
สูญเสียของพ่อแม่ วัยกลางคนเป็นเวลาที่ร่างกายมีการเปล่ียนแปลง
ไปสู่วัยสูงอายุท่ีเห็นได้ชัดขึ้น

89

สว่ นท่ี 2 การใช้เวลาวา่ ง และนนั ทนาการ

ตัวอย่างโปรแกรมท่ีจัดให้บริการแก่ผู้ใหญ่วัยกลางน้ี
1) กิจกรรมทางกายและการเคล่ือนไหวท่ีเป็นการแสดงออก
เช่น การเดิน-ว่ิง เป็นกิจกรรมที่พัฒนาเครือข่ายการสนับสนุนทางสังคม
และสร้างมิตรภาพ
2) กิจกรรมที่แสดงออกและกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เช่น งานศิลป์
การถ่ายรูป การท�ำสวน การชมนก ซึ่งเป็นกิจกรรมสร้างโอกาสการมีเพ่ือน
ท้าทายการรับรู้ถึงความสัมฤทธิผลและความสนุกสนาน
3) กิจกรรมอาสาสมัครและความเป็นพลเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่
วัยน้ีสามารถหาส่ิงที่ท้าทาย การได้รับรางวัลและความสนุก อาสาสมัคร
อาจจะพอใจในความต้องการท่ีจะอุทิศให้กับสังคม และให้การสนับสนุน
การพัฒนาขององค์กรหรือกลุ่มบุคคลเยาวชน
โปรแกรมท่ีเหมาะสมกับผู้ใหญ่วัยนี้ต้องเน้นท่ีการแสดงออก
ของตวั เอง กจิ กรรมทางกายและงานอาสาสมคั รทธ่ี ำ� รงไวซ้ งึ่ การมสี ขุ ภาพทดี่ ี

90

ส่วนที่ 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนันทนาการ

7. วัยสูงอายุ (Later maturity)

พัฒนาการของวัยสูงอายุ
ผู้สูงอายุ คือ บุคคลที่มีอายุ 60 ปีข้ึนไป (บรรลุ ศิริพานิช. 2533)
ซึ่งบางคนอาจจะดูยังไม่แก่ และยังสามารถปฏิบัติงานต่างๆ ได้ดีเช่นเดียว
กับวัยกลางคน บางคนคงความเป็นผู้สูงอายุท่ียังแข็งแรงอยู่ได้จนกระทั่ง
อายุ 75 หรือ 80 ปี หลังจากนั้นความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง
จะค่อยๆ ลดลง จึงมีผู้นิยมแบ่งวัยสูงอายุออกเป็น 2 ช่วงวัย คือ
1) วัยสูงอายุระยะแรก (young old) คือ ผู้ท่ีมีอายุ 60-75 ปี
(หรือ 80 ปี) เป็นผู้สูงอายุท่ีมีความแข็งแรง สามารถช่วยเหลือตนเอง
และสังคมในกิจการต่างๆ ได้
2) วยั สงู อายรุ ะยะหลงั (old old) คอื ผสู้ งู อายทุ มี่ กี ารเปลย่ี นแปลง
ของร่างกายมากจนขาดความคล่องแคล่วว่องไวในการเดิน ความสามารถ
ในการช่วยเหลือตนเองเก่ียวกับชีวิตประจ�ำวันลดลง ต้องมีคนคอยดูแล
ช่วยเหลือ
ผู้ที่มีโอกาสก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ควรได้รับการยกย่องว่าเป็น
ผู้ท่ีมีชัยชนะในการประคับประคองสุขภาพของตนเองเข้าสู่เส้นชัย
โดยสามารถฟันฝ่าอุปสรรคแห่งการเปลี่ยนแปลงในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น

91

ส่วนท่ี 2 การใชเ้ วลาว่าง และนนั ทนาการ

และผู้ใหญ่ตอนกลางมาได้ และการเปล่ียนแปลงนี้ก�ำลังจะเกิดขึ้น
อย่างต่อเน่ืองกันไป
พัฒนาการทางด้านร่างกาย
การเปล่ียนแปลงทางด้านร่างกายโดยทั่วไปของวัยนี้จะเป็นไป
ในทิศทางของความเสื่อม อย่างไรก็ตามจะมีความแตกต่างระหว่าง
บุคคลเป็นอย่างมากในสภาพของความเส่ือม แม้แต่ในคนเดียวกันก็ยังมี
ความแตกต่างในอัตราของความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ดั้งน้ี
1) โฉมภายนอก มีการเปล่ียนแปลงตามวัย เช่น ผิวหนังเหี่ยวย่น
มีจุดตกกระเพิ่มขึ้น ผมจะบางและจะเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือสีขาว หลังโกง
การเคลื่อนไหวเช่ืองช้า พละก�ำลังน้อยลง
2) อวัยวะเก่ียวกับการรับความรู้สึก ดูเหมือนหน้าท่ีได้รับความ
รู้สึกจะเป็นอวัยวะหนึ่งที่เสื่อมเป็นอันดับแรกในระยะเร่ิมชรา ผนังเส้น
โลหิตแดงในหูจะแข็งตัวท�ำให้ได้ยินเสียงไม่ชัดเจน เสียงที่มักไม่ได้ยินก่อน
คือเสียงแหลมหรือเสียงที่มีความถี่สูง
3) เสียง การเปล่ียนแปลงของเสียงมีสาเหตุหน่ึงมาจากการ
แข็งตัวและการขาดความยืดหยุ่นของกระดูกอ่อนบริเวณกล่องเสียง
ท�ำให้มีน�้ำเสียงสูงแต่ไม่มีพลังและเปล่ียนแปลงได้น้อย
4) ฟัน ฟันธรรมชาติในผู้สูงอายุจะเปล่ียนไป โดยเฉพาะ
ส่วนมากมักจะมีเหงือกร่น รากฟันโผล่พ้นขอบเหงือก ซ่ึงอาจท�ำให้มีอาการ
เสียวหรือผุได้ง่าย
5) ภาวะสมดุลร่างกาย (homeostasis) โดยปกติร่างกาย
ของมนุษย์จะพยายามปรับอุณหภูมิและสภาพทางชีวเคมีให้เกิด
ความสมดุลตลอดเวลา
6) ระบบประสาท เซลล์ประสาทจะมีอายไุ ดน้ าน แตเ่ มอ่ื มอี าการ
เสื่อมสลายแล้ว จะไม่มีการแทนทีใหม่ อัตราการเส่ือมสลายหรือการตาย
ของเซลล์ประสาทโดยเฉล่ียมีประมาณ 1 ต่อปีหลังอายุ 50 ปีไปแล้ว

92

สว่ นที่ 2 การใชเ้ วลาวา่ ง และนนั ทนาการ

7) กระดกู กระดกู ในผสู้ งู อายเุ รมิ่ ผกุ รอ่ น เปน็ ผลใหก้ ระดกู หกั ไดง้ า่ ย
8) กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อจะเล็กและลีบลง จะมีไขมันเข้าไปแทรก
ในกล้ามเน้ือ
9) ระบบทางเดินอาหาร อาหารท่ีทานเข้าไปจะย่อยและดูดซึม
ได้ช้าลง
10) ระบบการไหลเวียนโลหิต ผนังเส้นโลหิตแดงแข็ง
และขาดความยืดหยุ่น
พัฒนาการทางด้านอารมณ์
โดยธรรมชาติแล้ว วัยสูงอายุเป็นวัยท่ีมีความสงบเยือกเย็น
หมดความกระตอื รอื รน้ ในชวี ติ เปน็ วยั ทต่ี อ้ งการความสงบ ตอ้ งการพกั ผอ่ น
แตส่ ภาพสังคมในปัจจุบันผ้สู งู อายุต้องเผชิญกับเหตุการณ์ทบ่ี บี คัน้ ประสาท
และจิตใจมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ควรทราบเก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ
ของคนวัยนี้ วัยนี้เป็นวัยท่ีต้องปรับตัวต่อโลกภายนอกและปรับตัวต่อการ
สูญเสียตามวัย เช่น สูญเสียความสามารถทางร่างกาย สูญเสียมรรควิธี
ในการปลดปล่อยแรงขับพ้ืนฐาน สูญเสียในวัฒนธรรมที่สนใจแต่อนาคต
ของคนหนุ่มสาว ผู้สูงอายุมักหวาดกลัวความเจ็บไข้ได้ป่วย กลัวความตาย
กลัวความสูญเสียเพื่อน ฉะนั้น จึงเป็นการยากที่จะให้ผู้สูงอายุเหล่านี้
แสดงความแจ่มใสร่าเริงเป็นนิจสินได้ในเม่ือจิตใจของเขาเต็มไปด้วย
ความวิตกกังวล นอกจากนี้ ผู้สูงอายุมักจะยึดถือตนเองเป็นส่วนใหญ่
นิยมชมชอบแต่เรื่องและความคิดสมัยตนเอง จึงท�ำให้เข้ากับวัยอ่ืนๆ
ได้ยาก โดยเฉพาะกับวัยรุ่น ซ่ึงเป็นสาเหตุหนึ่งท่ีผู้สูงอายุเกิดความอ้างว้าง
ย่ิงถ้าถูกทอดทิ้งหรือปล่อยให้อยู่ตามล�ำพังสามีภรรยา เพราะลูกหลาน
ตา่ งแยกยา้ ยไปมคี รอบครวั หรอื ไปประกอบอาชพี ตามความถนดั พฒั นาการ
ดา้ นอารมณข์ องผสู้ งู อายจุ ะขน้ึ อยกู่ บั ลกั ษณะและรปู แบบทเ่ี ปน็ มาตง้ั แตเ่ ดมิ
ของบุคลิกภาพจะยังคงไว้ได้ รูปแบบบุคลิกที่มนุษย์ปรับตนเองเมื่อเข้าสู่
วัยสูงอายุแบ่งได้ดังนี้

93


Click to View FlipBook Version