The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บีบอัด1.9.66รวมบทความและบทคัดย่อการประชุมวิชาการชมรม_compressed

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by muangubon2023, 2023-08-31 15:28:34

บีบอัด1.9.66รวมบทความและบทคัดย่อการประชุมวิชาการชมรม_compressed

บีบอัด1.9.66รวมบทความและบทคัดย่อการประชุมวิชาการชมรม_compressed

ข ค าน า การประชุมวิชาการชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจ าปี 2566 มิติใหม่ของการประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน ภายใต้บทบาท“นักสาธารณสุข” มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ นวัตกรรม ผลงานวิจัย และความส าเร็จในการ ขับเคลื่อนการประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน รวมทั้งเพื่อสานสัมพันธ์สร้างแรงจูงใจในการ ด าเนินงานของนักสาธารณสุข และเครือข่ายสหวิชาชีพอื่นๆ โดยสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัย พัฒนา นวัตกรรม และการน าเทคโนโลยีดิจิตอลมาใช้ในการท างานเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความรู้และ บริการด้านสาธารณสุขที่ถูกต้อง รวดเร็ว ได้มาตรฐาน ซึ่งการประชุมเป็นรูปแบบ Onsite ประกอบด้วย ปาฐกถาพิเศษ การบรรยายพิเศษ การ อภิปรายทางวิชาการ และในส่วนการประกวดและน าเสนอผลงานวิชาการ 5 ประเภท ประกอบด้วย 1) ผลงานวิจัยประกวดน าเสนอด้วยวาจา (Research : Oral Presentation) จ านวน 11 เรื่อง 2) ผลงานวิจัยประกวดน าเสนอด้วยโปสเตอร์ (Research : Poster Presentation) จ านวน 11 เรื่อง 3) ประเภท R2R (Routine to Research) ประกวดน าเสนอแบบโปสเตอร์ (Routine to Research : Poster Presentation) จ านวน 33 เรื่อง 4) นวัตกรรมประกวดน าเสนอแบบโปสเตอร์ (Innovation : Poster Presentation) จ านวน 25 เรื่อง 5) ผลงานวิจัยน าเสนอด้วยวาจา (Research : Oral Presentation) (เพื่อความก้าวหน้า) จ านวน 5 เรื่อง รวมผลงานที่เข้าร่วมน าเสนอครั้งนี้ จ านวน 85 เรื่อง โดยผลจากการประชุมฯ ครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์และน าไปสู่ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ภาคีเครือข่าย ที่จะร่วมกันผลักดันการขับเคลื่อนการด าเนินงาน และการประกอบวิชาชีพสาธารณสุข ชุมชน ภายใต้บทบาท“นักสาธารณสุข”


ค ผู้จัดท ารวมบทความและบทคัดย่อวิจัยจากการประชุมวิชาการชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจ าปี 2566 มิติใหม่ของการประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน ภายใต้บทบาท “นักสาธารณสุข” วันที่ 16-18 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ณ โรงแรมเนาวาด้า คอนเวนชั่น จังหวัดอุบลราชธานี ที่ปรึกษา ดร.ชูวิทย์ ธานี นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข คณะบรรณาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติ เหลาสุภาพ อาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อารี บุตรสอน อาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภคิน ไชยช่วย รองผู้อ านวยการกลุ่มงานวิจัยและ นวัตกรรม วิทยาลัยการสาธารณสุขสิริธร จังหวัดอุบลราชธานี อาจารย์ ดร. อรุณ บุญสร้าง อาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อาจารย์ ดร. จรูญศรี มีหนองหว้า อาจารย์ประจ า สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสรรพสิทธิประสงค์ อาจารย์ ดร.อภิรดี เจริญนุกูล อาจารย์ประจ า วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ นายอุทัย นิปัจการสุนทร สาธารณสุขอ าเภอเมืองอุบลราชธานี ดร.กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเมืองอุบลราชธานี ดร.ชนาธิป ศรีสุระ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ นางบรรเทิง พลสวัสดิ์ นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการพิเศษ ผู้อ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลดงห่องแห่ นางส าราญ พูลทอง พยาบาลวิชาชีพช านาญการ ผู้อ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลยางลุ่ม อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี นางสาวขนิษฐา หล้ามาชน นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ


ง คณะกรรมการพิจารณาบทความวิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติ เหลาสุภาพ อาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อารี บุตรสอน อาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อาจารย์ ดร. อรุณ บุญสร้าง อาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภคิน ไชยช่วย รองผู้อ านวยการกลุ่มงานวิจัยและ นวัตกรรม วิทยาลัยการสาธารณสุขสิริธร จังหวัดอุบลราชธานี อาจารย์ ดร.ปิยะณัฏฐ์จันทวารีย์ อาจารย์ประจ าวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุลชญา ลอยหา อาจารย์ประจ า คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี อาจารย์ ดร. จรูญศรี มีหนองหว้า อาจารย์ประจ า สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสรรพสิทธิประสงค์ อาจารย์ ดร.อภิรดี เจริญนุกูล อาจารย์ประจ า วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ดร.กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเมืองอุบลราชธานี ดร.ชนาธิป ศรีสุระ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ ผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์การน าเสนอผลงานวิชาการ วิจัย และนวัตกรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติ เหลาสุภาพ อาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อารี บุตรสอน อาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


จ ผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์การน าเสนอผลงานวิชาการ วิจัย และนวัตกรรม อาจารย์ ดร. อรุณ บุญสร้าง อาจารย์วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภคิน ไชยช่วย รองผู้อ านวยการกลุ่มงานวิจัยและ นวัตกรรม วิทยาลัยการสาธารณสุขสิริธร จังหวัดอุบลราชธานี อาจารย์ ดร.ปิยะณัฏฐ์จันทวารีย์ อาจารย์ประจ าวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุลชญา ลอยหา อาจารย์ประจ า คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เด่นดวงดี ศรีสุระ อาจารย์ประจ าภาควิชา สาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี อาจารย์ ดร. จรูญศรี มีหนองหว้า อาจารย์ประจ า สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสรรพสิทธิประสงค์ อาจารย์ ดร.อภิรดี เจริญนุกูล อาจารย์ประจ า วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ดร.กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเมืองอุบลราชธานี ดร.ชนาธิป ศรีสุระ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ นางบรรเทิง พลสวัสดิ์ นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการพิเศษ ผู้อ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลดงห่องแห่ นางส าราญ พูลทอง พยาบาลวิชาชีพช านาญการ ผู้อ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลยางลุ่ม อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี นายนพดล ศุภโกศล นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ ผู้อ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลปากน้ า อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี นางสาวขนิษฐา หล้ามาชน นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ


ฉ รายชื่อคณะกรรมการฝ่ายวิชาการคัดเลือกบทความและตรวจทานเอกสาร นายอุทัย นิปัจการสุนทร สาธารณสุขอ าเภอเมืองอุบลราชธานี ประธานกรรมการ นายอลงกต ตังคะวานิช สาธารณสุขอ าเภอน้ ายืน รองประธานกรรมการ นายเสถียร ปวงสุข ผู้ช่วยสาธารณสุขอ าเภอม่วงสามสิบ กรรมการ นายสากล สีทากุล ผู้ช่วยสาธารณสุขอ าเภอส าโรง กรรมการ ดร.กัญญารัตน์ กันยะกาญจน์ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ กรรมการ ดร.ชนาธิป ศรีสุระ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ กรรมการ นางบรรเทิง พลสวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ กรรมการ นางส าราญ พูลทอง พยาบาลวิชาชีพช านาญการ กรรมการ นายนพดล ศุภโกศล นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ กรรมการ นางสาวขนิษฐา หล้ามาชน นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ กรรมการ นางสุคนธา ไพเราะ นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ กรรมการ นายพัลลภ ไกยะวินิจ นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ กรรมการ นายกัมปนาท ศรีพูล นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กรรมการ นางสาวสุวิมล สาระกาล นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กรรมการ นายชนะชัย ญาวงศ์ นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ กรรมการ นางสาวดลนภา สุขประดิษฐ์ นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ กรรมการ นางสาวยุพา กุลบุตร นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ กรรมการ นางสาวสุพัตรา นามเดช นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ กรรมการ นางสาวยุภาพร คชพรม นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ กรรมการ นางสาวเบญจพรรณ พลสวัสดิ์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ กรรมการ นางสาวพิชญสุดา เชิดสกุล นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กรรมการ นางสาวกนกวรรณ สุขอุทัย พนักงานธุรการ กรรมการ นายสุวิทย์ชัย ทองกูล สาธารณสุขอ าเภอนาตาล กรรมการและเลขานุการ นายธีระยุทธ เผ่ากัณหา ผู้ช่วยสาธารณสุขอ าเภอดอนมดแดง กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ออกแบบปก: นายกัมปนาท ศรีพูล นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ รพ.สต.หนองขอน สสอ.เมืองอุบลราชธานี หมายเหตุ : ทัศนะ แนวคิด และข้อความ ที่น าเสนอในบทความของเอกสารสืบเนื่องจากการประชุมนี้ เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน


ช สารบัญ รหัส/ล าดับ เรื่อง หน้า ผลงานวิจัย น าเสนอด้วยวาจา (Research : Oral Presentation) RO_001 ผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะ พึ่งพิง อ าเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ วิสิฐศักดิ์ พิริยานนท์ 2-12 RO_002 การพัฒนารูปแบบการควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 โดยการมีส่วนร่วม ของชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองปรู อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สุระพงษ์ ฝ่ายเคนา 13-19 RO_003 ผลของโปรแกรมการปูองกันนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา อ าเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี อุไรวรรณ ฐิติวัฒนากูล 20-33 RO_004 รูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไก คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อ.ค้อวัง จ.ยโสธร ธนกร วอทอง 34-42 RO_005 ผลของการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัว มีส่วนร่วม (Triple-P) ต าบลศรีภูมิ อ าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ อัญชลีพร ปาโส 43-51 RO_006 การพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมสุขภาพการออกก าลังกายก้าวท้าใจ โดยใช้พลังบวร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลแก้งเหนือ อ าเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พุทธิดา จันทร์ดอนแดง 52-58 RO_007 ประสิทธิผลของโดมิโนช่วยคิดพิชิตสมองเสื่อมในกลุ่มผู้สูงอายุ ในพื้นที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านหนองหว้าเฒ่า ต าบลหนองบัว อ าเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ธนนัฐ ภูมินา 59-65


ซ รหัส/ล าดับ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า RO_008 รูปแบบศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้มกรณีผู้ปุวยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อ าเภอเมืองอ านาจเจริญ จังหวัดอ านาจเจริญ พะยอม ทองใบ 66-73 RO_009 การพัฒนารูปแบบการปูองกันการเกิดแผลที่เท้าในผู้ปุวยเบาหวาน ต าบลบ้านต้อน อ าเภอรัตนวาปีจังหวัดหนองคาย จิรศักดิ์ วงค์ค า, พนม เพ็งวิชัย และอรรถพล รินทรักษ์ 74-84 RO_010 การพัฒนาศักยภาพพระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจ าวัด เพื่อลดปัจจัย เสี่ยงและสร้างเสริมสุขภาพของพระสงฆ์ต าบลหัวช้าง อ าเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด เฉลิม หงส์สุด 85-93 RO_011 การพัฒนารูปแบบการปูองกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ของเยาวชนในโรงเรียน ผ่านกลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน อ าเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ธวัชชัย ค าป้อง 94-99 ผลงานวิจัย : น าเสนอด้วยโปสเตอร์(Research : Poster Presentation) RP_001 การพัฒนากระบวนการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพต าบล ในประเด็นการ ส่งเสริมสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก พื้นที่ศึกษาต าบลเชียงเพ็ง อ าเภอปุาติ้ว จังหวัดยโสธร สมชาย หาริกะ และคณะ 101 RP_002 รูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ในการปูองกันอุบัติเหตุทางถนน ต าบลนาสวรรค์ อ าเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ สุพัตรา ค าสุวรรณ 102 RP_003 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการปูองกัน ตนเองในผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ปุวยวัณโรค อ าเภอเขาฉกรรจ์จังหวัดสระแก้ว เสกสิทธิ์ บุญพร้อม 103


ฌ รหัส/ล าดับ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า ผลงานวิจัย : น าเสนอด้วยโปสเตอร์(Research : Poster Presentation) (ต่อ) RP_004 การพัฒนาหมู่บ้านและครัวเรือนต้นแบบในการจัดการขยะแบบมีส่วนร่วม ต าบลหนองนกทา อ าเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ภูวนันท์ จันทร์ดอนแดง 104 RP_005 การยกระดับกระบวนการมีส่วนร่วมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจาก รถจักรยานยนต์ต าบลรัตนวาปีอ าเภอรัตนวาปีจังหวัดหนองคาย ปี2566 อภิชาติเมืองไชย , ธงชัย บุตรวงษ์และ พนม เพ็งวิชัย 105 RP_006 การพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนอาเภอฆ้องชัย เมืองอาหารปลอดภัย ภายใต้การด าเนินงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอาเภอ (พชอ.) อ าเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ มยุรีสุวรรณโคตร 106 RP_007 ประสิทธิภาพสมาธิบ าบัด SKTในกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง ต าบลโคกคอน อ าเภอท่าบ่อ จังหวัด หนองคาย ศิริชัย ชาติหนองทอน 107 RP_008 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงจากการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืช ของเกษตร กรต าบลรัตนวาปีอ าเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย เอกพล นิลเกตุ, พรพิมล เนตรแสงศรีและพนม เพ็งวิจัย 108 RP_009 รูปแบบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ปุวยจิตเวชโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุภาพต าบลหาดแพง อ าเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม อัญญารัตน์ อุดมเดชาเวทย์ 109 RP_010 ผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายด้วยการฝึกกิจกรรมแบบ เฉพาะเจาะจงแบบเป็นวงจร (Task-Oriented Circuit Training) ต่อ ความสามารถในการเดินและการทรงตัวในผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง พื้นที่ต าบลบ้านบัว อ าเภอเมืองบุรีรัมย์จังหวัดบุรีรัมย์ ภรณ์ทิพย์เกียรติธนบดี 110 RP_011 ผลของการส่งเสริมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนในเขตรับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลห้วยเหียม อ าเภอปากชม จังหวัดเลย เย็นตา พรหมดี 111


ญ รหัส/ล าดับ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า ผลงาน R2R (Routine to Research) : น าเสนอด้วยโปสเตอร์(Poster Presentation) R2R_001 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ปุวย 113 เบาหวานชนิดที่ 2 ในคลินิกโรคเรื้อรัง รพ.สต.บ้านห้วยยางดง ปี พ.ศ.2566 ศิริพร ภูพานไร่ R2R_002 การศึกษาประสิทธิผลการติดตามเยี่ยมบ้านผู้ปุวยโควิด 19 ในกลุ่มผู้สูงอายุ 114 ที่กักตัวที่บ้านโดย ทีมสหวิชาชีพในชุมชนอ าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ วิภาวดี นิพลรัมย์ R2R_003 พลิกวิกฤต COVID-19 สู่ค่าชดเชย 1.7 ล้าน ผ่านระบบ E-Claim 115 online สปสช.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านห้วยยางดง อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ ปี พ.ศ.2565 – 2566 วัชรินทร์ พรมขวัญ R2R_004 การพัฒนารูปแบบการปูองกันและแก้ไขปัญหาผู้ปุวยที่มีอาการทางจิต 116 จากการใช้ยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนต าบลหูท านบ อ าเภอปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ สมบูรณ์ แดงดี R2R_005 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ปุวยวัณโรค ผ่าน DOT Line โดยการมีส่วนร่วม 117 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านห้วยยางดง ต าบลโคกเครือ วัชรินทร์ พรมขวัญ และเมธาพร ภูทอง R2R_006 พฤติกรรมการปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ในเขต 118 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านผาแบ่น ต าบลบุฮม อ าเภอเชียงคาน จังหวัดเลย อัชวัฒน์ ค าหวาน R2R_007 ประสิทธิผลของต ารับยาสมุนไพรพอกเข่าของหมอพื้นบ้านต่อระดับความ 119 ปวดเข่าในผู้สูงอายุ สุหัสชา บุญปก R2R_008 ผลของน้ ายาบ้วนปากกระชายต่อความพึงพอใจในการลดกลิ่นปาก 120 สุดารัตน์ สรรพวุธ และปิยธิดา ทองจัตุ R2R_009 การพัฒนารูปแบบการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล 121 หนองพลวงมะนาว อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา วัชระ เกษทองมา,วันเฉลิม ช่อขุนทด และปิยวรรณ สังข์ด่านจาก


ฎ รหัส/ล าดับ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า ผลงาน R2R (Routine to Research) : น าเสนอด้วยโปสเตอร์(Poster Presentation) (ต่อ) R2R_010 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ 122 ส าหรับผู้สูงอายุ ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลวังกางฮุง ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี สุวารี ศรีแสง R2R_011 การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้านโดยการมีส่วนร่วม 123 ของภาคีเครือข่าย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลดงแสนสุข อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ณัฐนวียา จิตต์จันทร์ R2R_012 รูปแบบการปูองกันควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรน่าไวรัส 2019 124 โดยใช้มาตรการชุมชน “ศรีฐานโมเดล” วีรยุทธ แสงส่องและคณะ R2R_013 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่มีภาวะข้อติด 125 กล้ามเนื้อลีบ อ่อนแรงร่วมกับการใช้นวัตกรรมบริหารกล้ามเนื้อมือ อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ณัฐหทัย สิงห์คง R2R_014 การพัฒนารูปแบบการด าเนินงานทันตสาธารณสุขในสถานการณ์ถ่ายโอน 126 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล สู่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เขตอ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ศตวรรษ ศรีสมบัติ R2R_015 การพัฒนาระบบการปูองกันการเกิด Medication Error งานบริการ 127 เภสัชกรรมผู้ปุวยใน ด้วยระบบ IPD Paperless โรงพยาบาลลืออ านาจ จังหวัดอ านาจเจริญ พิไลพรรณ จันทประสาร R2R_016 ผลของการประยุกต์ใช้โปรแกรมการสร้างแรงสนับสนุนทางสังคมต่อการรับรู้ 128 อาการเตือนโดยมีผู้ดูแล เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีภาวะหัวใจขาดเลือด เฉียบพลัน ชนิด STEMI อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ว่าที่ ร.ท.อนุชา โอษะคลัง


ฏ รหัส/ล าดับ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า ผลงาน R2R (Routine to Research) : น าเสนอด้วยโปสเตอร์(Poster Presentation) (ต่อ) R2R_017 การประเมินคุณภาพและความพึงพอใจต่อการใช้แอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. 129 ในการส่งรายงานลูกน้ ายุงลาย วัชรพงศ์ เบญมาตย์ R2R_018 การพัฒนาระบบงานติดตามการด าเนินงานโครงการตามยุทธศาสตร์ 130 โรงพยาบาลลืออานาจ อ าเภอลืออ านาจ จังหวัดอ านาจเจริญ ภคอร ธนูศิลป์ R2R_019 การพัฒนาระบบพิสูจน์ตัวตนเพื่อเข้ารับบริการในโรงพยาบาลลืออ านาจ 131 กัญญาภัค ตุละวรรณ์ R2R_020 ผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจต่อการลดระดับน ้าตาลในเลือด 132 ของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ทรายุทธ์บุญเจริญ R2R_021 การพัฒนาระบบสนเทศเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพผู้ปุวยต่อเนื่อง 133 ที่บ้านในเขตบริการ อ าเภอโพนสวรรค์จังหวัดนครพนม ภาสกร กิติศรีวรพันธุ์ R2R_022 การสร้างและการพัฒนามาตรการชุมชนเพื่อการควบคุมการบริโภค 134 และการจ าหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชน ต าบลเสียว อ าเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ สุระพล นามวงค์และคณะ R2R_023 การด าเนินงานสารวจสภาวะทันตสุขภาพในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 135 ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต าบลเม็กน้อย อ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี วิเชียร ประสมพันธ์และคณะ R2R_024 การพัฒนางานการคัดกรองหากลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง 136 และโรคเบาหวาน โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน ธีนิดา ใจตรง และ ปราณีโสมจันทร์


ฐ รหัส/ล าดับ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า ผลงาน R2R (Routine to Research) : น าเสนอด้วยโปสเตอร์(Poster Presentation) (ต่อ) R2R_025 การปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยการมีส่วนร่วม 137 ของประชาชนในต าบลท่าไห อ าเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี วรรณพร ดวงศิลป์และคณะ R2R_026 ประสิทธิผลของการปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน 138 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้านต าบลหนองแวง อ าเภอบ้านใหม่ไชยพจน์จังหวัดบุรีรัมย์ ปุณยาพร พิริยชูสิทธิ์ R2R_027 รายงานการสอบสวนโรคอาหารเป็นพิษ จากการรับประทานกุ้งจ่อม 139 ในพื้นที่บ้านน้ าค า หมู่ที่ 6 ต าบลหนองบัว อ าเภอกันทรารมย์จังหวัดศรีสะเกษ สุภาพ วิชาชัย, นิมิตร์บุญใส และ คณะอสม.บ้านน้ าค า R2R_028 การจัดการด้านอาหารในผู้ปุวยโรคไตเพื่อชะลอภาวะไตเสื่อม 140 วิลาวัลย์มหาไชย และพิไลพรรณ จันทประสาร R2R_029 การพัฒนารูปแบบการด าเนินงานโครงการรณรงค์ปูองกันและ 141 แก้ไขปัญหายาเสพติด TO BENUMBER ON สู่ความเป็นเลิศ ด้วยหลักการมีส่วนร่วม อ าเภอเมืองอุบลราชธานี วรรณวิสา คลังเจริญ และพัลลภ ไกยะวินิจ R2R_030 รูปแบบการด าเนินงานปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก 142 ของชุมชนต าบลหนองขอน จังหวัดอุบลราชธานี กัมปนาท ศรีพูล และอุไรวรรณ หลาทอง R2R_031 การคัดกรองโรคเบาหวาน อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป โดยใช้แบบประเมิน 143 ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในต าบลกุดยาลวน ปราณีโสมจันทร์, ธีนิดา ใจตรง และ อนุสรณ์ค าแก้ว R2R_032 การพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุข สังกัด สสอ.เมืองอุบลราชธานี 144 ในการผลิตสื่อความรู้ด้านสุขภาพด้วยการท าวีดิทัศน์ ชัชชาย เพชรพิมพ์และ กฤษณะ บัวเขียว R2R_033 การพัฒนาระบบการประเมินผลงานตามตัวชี้วัด โดยใช้รูปแบบน าเสนอด้วย 145 Data Visualization บนแพลตฟอร์ม Looker Studio สสอ.เมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี กฤษณะ บัวเขียว, วาริศิลป์บัวเขียวและ ชัชชาย เพชรพิมพ์


ฑ รหัส/ล าดับ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า ผลงานนวัตกรรมน าเสนอด้วยโปสเตอร์(Innovation : Poster Presentation) IN_002 นวัตกรรม “Salt Meter บอกรัก แบ่งปันสุขภาวะ” 147-148 สุชาดา ปุริตานัง IN_003 นวัตกรรม “ฟันดี มีพัด” 149-150 ธนาพร คงนิล IN_004 นวัตกรรม “การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมในการเฝูาระวังและ 151-152 ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าและการเฝูาระวัง การฆ่าตัวตายด้วย 2Q Plus (3L1R1I) กลุ่มติดบ้าน ต าบลเขมราฐ อ าเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ธนาวัช สุวรรณสุข IN_005 นวัตกรรม “คู่มือหนูน้อยฟันดี” 153 วนาลัย ส าราญเริญ IN_006 นวัตกรรม “Yello line ชี้ช่องทางให้บริการผู้สูงอายุ” 154-155 วัชระ เกษทองมา และวันเฉลิม ช่อขุนทด IN_007 นวัตกรรม “วัดได้ ใช้ดี มีความน่ารัก” 156-157 วัชระ เกษทองมา,กรรณิการ์ทนสันเทียะ และปิยวรรณ สังข์ด่านจาก IN_008 นวัตกรรม “ล้างจมูกง่ายๆ ต้องลองใช้ดู” 158-159 ศิริวรรณ บัตรสูงเนิน และวัชระ เกษทองมา IN_009 นวัตกรรม “ลดเวลาสัญญาใจให้วัคซีนเตือนความจ า” 160-161 กรรณิการ์ทนสันเทียะ และวัชระ เกษทองมา IN_010 นวัตกรรม “ขิงหมักเจ็ดสหายคลายปวดข้อ” 162-163 เสาวนีย์ บุตรวงษ์ IN_011 นวัตกรรม “ท างานได้ทุกที่ด้วย PK Peperless” 164-165 ภฤศ แกมค า และศุภชัย บุญค าภา IN_012 นวัตกรรม “พิกัดจุด หยุดไข้เลือดออก” 166 ทวีวัฒน์ ภัทรวีรโชติสกุล


ฒ รหัส/ล าดับ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า ผลงานนวัตกรรมน าเสนอด้วยโปสเตอร์(Innovation : Poster Presentation) IN_013 นวัตกรรม “มะกรูดน้อยลอยน้ าก าจัดยุงลาย” 167 วาสนา ภูมีค า IN_014 นวัตกรรม “แค่มองก็รู้ แค่ดูก็เข้าใจ รักษาปลอดภัย ไว้ใจการกินยา” 168-169 กรรณิการ์ ทนสันเทียะ และวัชระ เกษทองมา IN_015 นวัตกรรม “อสม.ดิจิทัล ออนไลน์ ยุคโควิด19” 170-171 วงศ์วริศ ไสวภานุพัฒน์ IN_016 นวัตกรรม “สัญญาณไฟ 3 สีชี้ช่องทางเหงือกและฟันดี” 172-173 อนุธิดา ขันทะมูล IN_017 นวัตกรรม “โดมิโนช่วยคิดพิชิตสมองเสื่อม” 174-175 ธนนัฐ ภูมินา IN_018 ลานกระโดดหรรษาพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ 176-177 อุไรรัตน์ ช ารัมย์ IN_019 นวัตกรรม “รอกร่วมใจ เคลื่อนที่ขยับ ADL ผู้ปุวย Stroke” 178-179 อริศรา พนมรัตน์ IN_020 นวัตกรรม“แผ่นพับรักษ์ฟันดี” 180-181 นริสสา สุขเสวย IN_021 นวัตกรรม “สเปรย์สมุนไพรทากันยุง” 182-183 ชฎารัตน์ ชมบุญ และอรอุมา ประสมพันธ์ IN_022 เครื่องพ่นหมอกควัน จากสมุนไพร 184-185 จิระศักดิ์ ชมบุญ IN_023 นวัตกรรม “จับไดตุมเรยส่งความรักช่วยเหลือผู้ปุวยติดเตียงต าบลศรีภูมิ” 186 ศศิธร ทะนงค์ IN_024 นวัตกรรม “Grap Tooth” 187 สุพัตรา ค าสุวรรณ และพรสุภัทรา ชวนอาจ IN_025 นวัตกรรม “ชุดแปรงมหัศจรรย์ดูแลฟันผู้ปุวยติดเตียง” 188-189 นัทษมน อมรสิน


ณ สารบัญ (ต่อ) รหัส/ล าดับ เรื่อง หน้า ผลงาน งานวิจัยแบบน าเสนอด้วยวาจา (Research :Oral Presentation) RSO_001 รูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อปูองกันโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัด อุบลราชธานี สุวิทย์ชัย ทองกูล 191-207 RSO_002 การพัฒนารูปแบบการปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี สันติศรัทธาพันธ์ 208-225 RSO_003 ความรู้ทัศนคติและพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟูาในนักเรียน มัธยมศึกษา อ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี ประจักษ์สุพรหม 226-236 RSO_004 การพัฒนาแนวทางการเฝูาระวังและปูองกันภาวะคุกคามต่อ สมรรถภาพการมองเห็นของเจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยงด้วยกระบวนการ พยาบาล โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี ราตรี ช่วยสุข และสุพล การกล้า 237-247 RSO_005 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ภาวะพึ่งพิงและกลุ่มเปราะบางของผู้ดูแล อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ชนะชัย ญาวงศ์และวานิช สายยืน 248-261 ภาคผนวก 262 ภาคผนวก ก ผลการประกวดผลงานวิชาการ 263-268 ภาคผนวก ข คณะกรรมการประเมินและตัดสินการประกวดผลงานวิชาการ 269-314 ภาคผนวก ค ภาพกิจกรรมการประกวดผลงานวิชาการ 315-337


1 ประเภทงานวิจัยประกวด น าเสนอด้วยวาจา Research : Oral Presentation


2 ผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง อ าเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ The Effect of Health Literacy Development Program in Caring for the Dependent Elderly in Khun Han District, Sisaket Province วิสิฐศักดิ์ พิริยานนท์ Wisitsak piriyanon สสอ.ขุนหาญ : [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้าน สุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง อ าเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างเป็น นักบริบาลผู้สูงอายุอ าเภอขุนหาญ จ านวน 150 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลระหว่าง เดือน เมษายน – พฤษภาคม 2566 เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ โปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ 5 กิจกรรม และแบบสอบถาม 6 ส่วน ทดสอบความเชื่อมั่นโดยวิธีสัมประสิทธิ์อัลฟุา Cronbach มีค่า เท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และ Paired Samples T-test ผลการวิจัยพบว่า 1) นักบริบาลส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 90.00 (34.62 ,S.D. = 5.12) และมีความรู้ระดับปานกลาง ร้อยละ 93.3 (13.22 ,S.D.= 1.51) 2) หลังใช้โปรแกรมผู้ดูแลมีความรู้ และความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าก่อนใช้โปรแกรมอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P <.001) ค าส าคัญ: ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง, ผู้ดูแลผู้สูงอายุ Abstract The purpose of this quasi-experimental research to study the effect of health literacy development program in caring for the dependent elderly in Khun Han district, Sisaket province. The sample consisted of 150 elderly caregivers in Khun Han district by simple random sampling. Data was collected between Apr. - May. The tools used were health literacy development programs, 5 activities. The 6-part questionnaire was tested by the cronbach alpha coefficient method, equal to .87. RO_001


3 Data were analyzed by descriptive statistics and paired sample t-test. The results showed that : 1) Most of the nurses had overall health knowledge at a high level (90.00%), an average score of 34.62 (S.D. = 5.12) and moderate knowledge (93.3%), an average score of 13.22 (S.D. = 1.51) 2) After using the program, caregivers had more knowledge and health literacy than before using the program at the .05 level of significance (P<.001) Keywords: Health Literacy, Dependent Elderly, Caregiver for the Elderly บทน า ในปัจจุบันโลกก าลังเผชิญกับการเพิ่มสูงอายุประชากรอย่างต่อเนื่อง โดยจากสถิติปี 2563 พบว่ามีจ านวนผู้สูงอายุทั่วโลกมากถึง 703 ล้านคน หรือคิดเป็น 9.1% ของประชากรโลก (United Nations, 2021) โดยประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ในปี 2563 มีจ านวนผู้สูงอายุทั้งหมด ประมาณ 14 ล้านคน หรือคิดเป็น 20.3% ของประชากรทั้งหมด (Department of Older Persons, 2021) สถานการณ์ของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเป็นปัญหาส าคัญ ในปี พ.ศ. 2559 มีผู้สูงอายุที่มี ภาวะพึ่งพิง 3.8% และคาดว่าในปี พ.ศ.2580 สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.7% ของประชากร (Foundation of Thai Gerontology Research and Development Institute, 2016) จากสถานการณ์ ดังกล่าวประเทศไทยได้จัดระบบดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขส าหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดย ส านักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เน้นการให้บริการดูแลผู้สูงอายุและคนพิการในชุมชน โดยมีพยาบาลประจ าโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบลท าหน้าที่เป็นผู้จัดการการดูแล (Care Manager) รับผิดชอบในการจัดท าแผนการดูแล ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้ค าปรึกษาด้านสุขภาพ และอาสาสมัครผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ท าหน้าที่ให้การดูแลตามแผนการดูแล (จิตต์พันธ์กุล สุรชาติ, 2552) กลุ่มผู้สูงอายุที่มี ภาวะพึ่งพิงมีความบกพร่องในการปฏิบัติกิจวัตร ไม่สามารถดูแลตัวเองได้หรือต้องขอความช่วยเหลือ จากคนอื่นในการด ารงชีวิตประจ าวัน จึงจ าเป็นที่จะต้องให้ความส าคัญกับผู้ดูแลผู้สูงอายุให้มีความรู้ และความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อให้ผู้ดูแลมีความรู้ ความรอบรู้ด้าน สุขภาพ ทักษะและศักยภาพในด้านต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง สามารถตอบสนองความต้องการของ ผู้สูงอายุในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ได้(ปาริชาต รัตนราช, 2563) ปัจจุบันความรู้ด้านสุขภาพเพียง อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องทราบถึงความรอบรู้ด้านสุขภาพด้วย ความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือ


4 Health Literacy เป็นความสามารถและทักษะในการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อวิเคราะห์ ตัดสินใจ ประเมินการปฏิบัติ จัดการตนเอง และน าไปใช้ในการดูแลสุขภาพของตนเองและผู้อื่นได้ อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการมีสุขภาวะที่ดี (WHO, 2017) องค์ประกอบของความรอบรู้ด้านสุขภาพมี การพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง Sorensen (2012) ได้เสนอแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ คือ การเข้าถึง การเข้าใจ การประเมิน และการปฏิบัติ ส าหรับประเทศไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้ นิยามของความรอบรู้ด้านสุขภาพส าหรับประชาชน ประกอบไปด้วย 6 องค์ประกอบ คือ การเข้าถึง การเข้าใจ การสอบถาม การประเมิน การตัดสินใจ การปรับใช้ และการส่งต่อความรู้ (วัชราพร เชย สุวรรณ, 2560) จะเห็นได้ว่าความรอบรู้ทางสุขภาพ เป็นปัจจัยส าคัญในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะ ความรอบรู้ของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง มีผลงานวิจัยพบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแล ผู้สูงอายุมีผลต่อคุณภาพการดูแล หากมีความรอบรู้สูงจะท าให้การดูแลดี เช่น การจัดการกับอาการ ของผู้สูงอายุได้ดีและการรับรู้ความต้องการของผู้สูงอายุได้ดี แต่หากมีความรอบรู้ต่ าจะท าให้การดูแล ไม่ดี เช่น ความเครียด ความสับสน และความอ่อนเพลีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดูแลผู้สูงอายุ ดังนั้น การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพส าหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุเป็นสิ่งส าคัญที่จะช่วยให้การดูแลผู้สูงอายุมี ประสิทธิภาพมากขึ้น (Deeken F, Rezo A, Hinz M, Discher R, & Rapp MA, 2019) จากการส ารวจข้อมูลในเขตพื้นที่อ าเภอขุนหาญ พบว่า ปี 2566 มีจ านวนผู้สูงอายุที่มีภาวะ พึ่งพิง 743 ราย และส่วนมากเป็นผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม โรคเบาหวาน และโรคความดัน โลหิตสูง เป็นต้น (HDC, 2566) มีระบบการดูแลแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ประกอบด้วยหลาย หน่วยงานที่มีบทบาทแตกต่างกัน ได้แก่ รพ.สต.ประเมินความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันของ ผู้สูงอายุ และจัดท าแผนการดูแล องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดตั้งศูนย์ผู้สูงอายุที่มี ภาวะพึ่งพิงและการจัดสรรงบประมาณ โรงพยาบาลขุนหาญมีหน้าที่ให้การวินิจฉัยและรักษาผู้สูงอายุ ที่มีโรคประจ าตัวและภาวะแทรกซ้อน ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอขุนหาญ มีหน้าที่ให้ขับเคลื่อน ติดตามผลการด าเนินงาน จะเห็นได้ว่าระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของอ าเภอขุนหาญ ค่อนข้างมีการจัดการอย่างเป็นระบบ จากการจัดกิจกรรมอ าเภอขุนหาญ ปั่นจักรยานเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดย คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ อ าเภอขุนหาญ พบว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้เข้า ระบบดูแลระยะยาวและมีนักบริบาล (Caregiver) ได้เข้าไปดูแลตามแผนการดูแล แต่เป็นการดูแล ตามปัญหาของผู้สูงอายุเท่านั้น ยังขาดการดูแลอย่างเป็นองค์รวม ขาดความรอบรู้ในการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อต่อยอดการดูแลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาระดับความรู้และระดับ


5 ความรอบรู้ด้านในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของนักบริบาลและต้องการพัฒนาความรู้และความ รอบรู้ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุมีศักยภาพในการดูแลมากขึ้น ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีในพื้นที่อ าเภอขุนหาญ วัตถุประสงค์ของการวิจัย วัตถุประสงค์ทั่วไป : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแล ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงอ าเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ วัตถุประสงค์เฉพาะ 1. เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ 2. เพื่อเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุก่อนและหลังใช้โปรแกรม แนวคิด ทฤษฎี กรอบแนวคิด การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยใช้แนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ Sorensen และคณะ ที่กล่าวถึง "แนวคิดบูรณาการความรู้ทางสุขภาพ" โดยมีส่วนประกอบหลัก 4 ด้าน ดังนี้ 1. การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ หมายถึง ทักษะในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพหรือความสามารถใน การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและโรคต่างๆ จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อน าข้อมูลมาใช้ให้เกิด ประโยชน์ในการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองและผู้อื่น 2. การเข้าใจข้อมูลสุขภาพ หมายถึง ทักษะหรือความสามารถในการน าข้อมูลด้านสุขภาพที่ ได้รับจากการอ่านหรือการฟังจากแหล่งต่าง ๆ สามารถเข้าใจข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างตรงประเด็น น า ข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพหรือการแนะน าความรู้ให้กับคนอื่น ๆ 3. การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ หมายถึง ทักษะหรือความสามารถในการประมวลผล วิเคราะห์ และตีความข้อมูลด้านสุขภาพที่ได้จากการอ่าน การฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อให้เข้าใจความหมาย สามารถวิเคราะห์และประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ 4. การประยุกต์ใช้ข้อมูลสุขภาพ หมายถึง ทักษะหรือความสามารถในการน าข้อมูลด้านสุขภาพ ที่ได้รับมาท าความเข้าใจ ประมวลผล ตีความ และน าไปประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาสุขภาพของ ตัวเองและผู้อื่น โดยเริ่มจากผู้วิจัยส ารวจความรู้และความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุเพื่อวิเคราะห์ ข้อมูล ความรู้ และระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุ และออกแบบโปรแกรมพัฒนา ความรู้รอบให้สอดคล้องกับบริบทของผู้ดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ โดยประยุกต์กรอบแนวคิดของ Sorensen (2012) ประกอบไปด้วย การให้ความรู้เกี่ยวกับความรอบรู้4 ด้าน การฝึกทักษะปฏิบัติ การก าหนดเปูาหมาย และการยกย่องให้รางวัลบุคคลต้นแบบ สรุปเป็นกรอบคิดในการวิจัย ตามภาพที่ 1


6 ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย วิธีด าเนินการวิจัย การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ประชากรเป็นนักบริบาลผู้สูงอายุที่มีภาวะ พึ่งพิง อ าเภอขุนหาญ จ านวน 156 คน กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 150 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เก็บข้อมูลระหว่างเมษายน – พฤษภาคม 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. โปรแกรมพัฒนาความรู้และความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุ ที่สร้างขึ้นโดย ประยุกต์แนวคิดของ Sorensen (2012) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จ านวน 5 ท่าน ประกอบด้วย 5 กิจกรรม ระยะเวลา 4 สัปดาห์ ได้แก่ สัปดาห์ที่ 1 ผู้วิจัยแนะน าตัวและอธิบายรายละเอียดของแบบสอบถามให้กับกลุ่ม ตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจและสามารถตอบแบบสอบถามก่อนท าการทดลอง (Pre-test) ได้ สัปดาห์ที่ 2 เป็นกิจกรรมบรรยายให้ความรู้ ประกอบไปด้วย (1) กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านความเข้าใจข้อมูลสุขภาพ โดยผู้วิจัย บรรยายประกอบการน าเสนอภาพนิ่ง ให้ความรู้เรื่องการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ภาวะพึ่งพิง และวิธีการปูองกันและลดภาวะพึ่งพิงในผู้สูงอายุ โดยใช้ชุดกิจกรรมประกอบด้วย การให้ ความรู้เรื่องอาหารและโภชนาการส าหรับผู้สูงอายุ, การอ่านฉลากโภชนาการ, การสาธิตการออกก าลัง กายและการค านวณระดับความหนักของการออกก าลังกายโดยการจับชีพจร, การฝึกปฏิบัติจริง, การ ค านวณดัชนีมวลกาย เป็นต้น ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health literacy) ของผู้ดูแลผู้สูงอายุ 1. ด้านการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ 2. ด้านการเข้าใจข้อมูลสุขภาพ 3. ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ 4. ด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูลสุขภาพ โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ในการดูแล สุขภาพผู้สูงอายุของผู้ดูแล ประกอบด้วยกิจกรรม ดังนี้ 1. ให้ความรู้เกี่ยวกับความรอบรู้4 ด้าน 2. การฝึกทักษะปฏิบัติ 3. การก าหนดเปูาหมาย 4. การยกย่อง ให้รางวัล บุคคลต้นแบบ


7 (2) กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ ให้สมาชิก กลุ่มทุกคนร่วมกันสนทนาแลกเปลี่ยนวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุจากแหล่งข้อมูล สรุป สิ่งที่ได้เรียนรู้และเพิ่มเติมประเด็นการเรียนรู้รวมทั้งสรุปกิจกรรมกลุ่ม และบันทึกการสนทนากลุ่ม (3) กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ เพื่อเพิ่มความ สามารถในการเลือกแหล่งข้อมูลด้านการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยผู้วิจัยสาธิตการสืบค้นข้อมูล ทางอินเตอร์เน็ต เช่น Google และ YouTube โดยใช้ค าสืบค้น “การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง” ใน การค้นหาข้อมูลจากคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ มอบหมายให้สมาชิกกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูล เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ (4) กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการประยุกต์ใช้ข้อมูลด้านสุขภาพ ให้ศึกษา กรณีสถานการณ์ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่มีปัญหาสุขภาพในด้านต่างๆ จากนั้นให้สมาชิกกลุ่มช่วยกัน ระดมสมองประยุกต์องค์ความรู้ ในการให้การดูแลผู้สูงอายุและส่งตัวแทนมาน าเสนอการประยุกต์ใช้ ข้อมูลด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุ และประเมินผลจากการน าเสนอ สัปดาห์ที่ 3 กิจกรรมภาคปฏิบัติ โดยให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุได้น าองค์ความรู้เกี่ยวกับ ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุไปใช้ในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่ตนเองรับผิดชอบ จ านวน 3 คน โดยให้เขียนอธิบายการน าความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้ง 4 ด้าน ไปใช้ในการดูแลอย่างไร โดยมี Care manager ของแต่ละโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลเป็นพี่เลี้ยงและมีกลุ่มไลน์ส าหรับ การติดตามการท ากิจกรรม สัปดาห์ที่ 4 สรุปผลการฝึกภาคปฏิบัติ โดยผู้วิจัยจะท าการติดตามเพื่อประเมินและ สรุปผลการท ากิจกรรมโดยนัดพบผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นกลุ่มที่โรงพยาบาลขุนหาญ และอธิบาย รายละเอียดของแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจและสามารถตอบแบบสอบถามได้อย่าง ถูกต้อง (Post-test) จากนั้นสรุปประเมินกิจกรรมภาคปฏิบัติจากเอกสารการใช้ความรอบรู้ด้าน สุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง มอบของรางวัล และสรุปการศึกษาวิจัย 2. แบบสอบถามการวิจัยเรื่องความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุ 6 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่ 3 การเข้าใจข้อมูลสุขภาพ ส่วนที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ ส่วนที่ 5 การประยุกต์ใช้ข้อมูลสุขภาพ และส่วนที่ 6 ความรู้ในการดูแล สุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จ านวน 5 ท่าน และ ทดสอบความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนา โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ยก่อนและหลังด าเนินการด้วยสถิติอนุมาน Paired Sample t-test การศึกษาในครั้งนี้ ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ เอกสารเลขที่ SPPH 2023-037


8 ผลการวิจัย ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 94.00) มีช่วงอายุระหว่าง 40 – 49 ปี (ร้อยละ 49.31) มากที่สุด รองลงมาได้แก่ ช่วงอายุระหว่าง 50 - 59 มี อายุเฉลี่ย 46.63 ปี (S.D. = 8.06) ด้านสถานภาพสมรส พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีสถานภาพคู่มากที่สุด (ร้อยละ 82.0) ระดับการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาสูงสุดในระดับ มัธยมศึกษา/ปวช. (ร้อยละ 67.30) รองลงมาได้แก่ ระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 25.30) ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 74.70) รายได้ของกลุ่มตัวอย่างเฉลี่ยต่อเดือน 5,360 บาท กลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 57.30) รองลงมามีรายได้ระหว่าง 5,001 – 10,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 38.70) มีภูมิล าเนาอยู่ในเขตพื้นที่อ าเภอขุนหาญทั้งหมด (ร้อยละ 100) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการได้รับข้อมูลข่าวสาร (ร้อยละ 96.70) โดยพบว่าได้รับ ข่าวสารจากอินเตอร์เน็ตมากที่สุด (ร้อยละ 86.70) รองลงมาคือ ได้รับข่าวสารจากโทรทัศน์ (ร้อยละ 56.00) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจ าตัว (ร้อยละ 85.30) โดยพบว่ากลุ่มที่มีโรคประจ าตัวส่วน ใหญ่ปุวยเป็นโรคความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 56.00) ส่วนที่ 2 ความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแล พบว่า ผู้ดูแล ส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 90.00 ( X = 34.62, S.D. = 5.12) ด้านการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ พบว่า ผู้ดูแลส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพในระดับมาก ร้อยละ 81.30 ( X = 8.95 , S.D. = 1.44) ความรอบรู้ด้านการเข้าใจข้อมูลสุขภาพ พบว่า ผู้ดูแลส่วน ใหญ่มีความรอบรู้ด้านการเข้าใจข้อมูลสุขภาพในระดับมาก ร้อยละ 82.00 ( X =8.95, S.D. = 1.55) ความรอบรู้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ พบว่า ผู้ดูแลผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านการ วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพในระดับมาก ร้อยละ 79.00 ( X = 8.29, S.D. = 1.97) ความรอบรู้ด้านการ ประยุกต์ใช้ข้อมูลสุขภาพ พบว่า ผู้ดูแลผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูล สุขภาพในระดับมาก ร้อยละ 79.00 ( X = 8.16, S.D. = 1.85) และมีความรู้ในการดูแลสุขภาพ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 93.3( X = 13.22,S.D. = 1.51) ดังตารางที่ 1


9 ตารางที่ 1 จ านวนและร้อยละของระดับความรู้และความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มี ภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแลจ าแนกรายด้านตามระดับความรอบรู้(n=150) ความรอบรู้ ด้านสุขภาพ มาก ปานกลาง น้อย จ านวน ร้อยละ จ านวน ร้อยละ จ านวน ร้อยละ 1. การเข้าถึง 2. การเข้าใจ 3. การวิเคราะห์ 4. การประยุกต์ใช้ 5. ความรอบรู้โดยรวม 6. ความรู้การดูแลผู้สูงอายุ 112 123 117 117 134 10 81.30 82.00 79.00 79.00 89.30 6.70 26 26 32 33 16 140 17.30 17.30 20.30 21.00 10.70 93.30 2 1 1 0 0 0 1.30 .70 .70 0 0 0 ส่วนที่ 3 ความรู้และความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแล ก่อนและหลังใช้โปรแกรม พบว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้าน สุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุของผู้ดูแลในระดับมาก ( X = 34.62, S.D. = 5.12) หลังเข้าร่วม โปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระดับมาก ( X = 38.81, S.D. = 2.74) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ พบ ค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแลหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูง กว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P-value < .001) ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแลก่อนและ หลังเข้าร่วมโปรแกรม (n=150) ความรอบรู้ ด้านสุขภาพ n Mean (S.D.) Mean diff (SE) 95%CI t PLower Upper value ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม 150 34.62 (5.12) .22 2.25 3.28 10.58 <.001 หลังเข้าร่วมโปรแกรม 150 38.81 (2.74)


10 ส่วนที่ 4 ความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุก่อนเข้าร่วมโปรแกรม พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนน เฉลี่ยความรู้ด้านสุขภาพอยู่ในการดูแลผู้สูงอายุของผู้ดูแลในระดับปานกลาง ( X = 13.22, S.D. = 1.51) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความรู้ด้านสุขภาพอยู่ในการดูแลผู้สูงอายุของ ผู้ดูแลในระดับมาก ( X = 18.31, S.D. = 1.55) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย ความรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุ พบว่า ค่าเฉลี่ยความรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุของ ผู้ดูแลหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Pvalue < .001) ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบความรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุของผู้ดูแลก่อนและหลังเข้าร่วม โปรแกรม (n=150) ความรู้ด้านสุขภาพ ในการดูแลผู้สูงอายุ n Mean (S.D.) Mean diff (SE) 95%CI t P-value Lower Upper ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม 150 13.22 (1.51) .17 -5.13 -4.47 28.81 <.001 หลังเข้าร่วมโปรแกรม 150 18.31 (1.55) สรุปและอภิปรายผล ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแลหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูง กว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P-value < .001) เนื่องจาก โปรแกรมที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้พัฒนามาจากแนวคิดของ Sorensen (2012) โดยโปรแกรมพัฒนา ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่ใช้ในการวิจัย ได้ออกแบบกิจกรรมให้ เหมาะสมและหลากหลายในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูล สุขภาพ การเข้าใจข้อมูลสุขภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ และการประยุกต์ใช้ข้อมูลสุขภาพ ผู้ดูแล ได้รับการฝึกทักษะที่ตรงประเด็น ท าให้มีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผลของการศึกษา ยังสัมพันธ์กับงานวิจัยของ เอื้อจิต สุขพูล และคณะ (2562) ที่ศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาความ รอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนกลุ่มวัยท างาน พบว่า หลังทดลองกลุ่มทดลองมี ความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าก่อนทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05


11 ผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแล ใน พื้นที่อ าเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ความรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ของผู้ดูแลหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Pvalue < .001) เนื่องจากโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ ได้มีการแทรกความรู้ในการดูแลสุขภาพของ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจะอยู่ในกิจกรรมการพัฒนาทักษะด้านความเข้าใจข้อมูลสุขภาพ ทักษะด้าน การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ และทักษะด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูลสุขภาพ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ โรค เรื้อรัง ภาวะสมองเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม อุบัติเหตุหกล้ม การนอนหลับพักผ่อน การจัดการอารมณ์ การ ปูองกันภาวะแทรกซ้อน การส่งเสริมสุขภาพ การออกก าลังกาย เป็นต้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างองค์ ความรู้ให้แก่กลุ่มตัวอย่าง เป็นพื้นฐานให้สามารถต่อยอดน าความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการพัฒนาทักษะ ด้านต่าง ๆ ได้ จึงท าให้หลังใช้โปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีความรู้มากกว่าก่อนใช้โปรแกรม สอดคล้องกับ ผลงานวิจัยของพิเชษฐ์ หอสูติสิมา (2562) ซึ่งศึกษาผลของโปรแกรมสุขศึกษาในการปูองกันโรคความ ดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยง ที่ตั้งอยู่ในต าบลจระเข้หิน อ าเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ในปี พ.ศ. 2560 พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงและ พฤติกรรมการปูองกันโรคความดันโลหิตสูงสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P < .05) และภายหลังการทดลองพบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตลดลงกว่าก่อนการทดลองและ ลดลงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P < .05) ข้อเสนอแนะ 1. ควรมีการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ปีละ 1 ครั้ง 2. ควรมีเวทีให้ CM /CG ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการท างาน 3. บุคลากรสาธารณสุขควรน าโปรแกรมและผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบท ของแต่ละพื้นที่ 4. บุคลากรสาธารณสุขสามารถน าผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมที่ เหมาะสมกับระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุหรือใช้ในการศึกษาวิจัยเพื่อต่อยอดองค์ ความรู้ต่อไปได้ 5. ในการวิจัยครั้งต่อไปควรด าเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่มีการมีส่วนร่วม โดยให้ภาคี เครือข่ายด้านสุขภาพมีส่วนร่วมในการท าวิจัย ควรเพิ่มระยะเวลาการติดตามผลเพื่อประเมินความ ยั่งยืนของโปรแกรม 6. ในการวิจัยครั้งต่อไปควรพัฒนาเครื่องมือในการเก็บข้อมูลใหม่ เพิ่มค าถามให้ครอบคลุม มี ความเฉพาะเจาะจงกับประเด็นที่ต้องการศึกษาและปรับค าถามให้เหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่าง


12 บรรณานุกรม ปาริชาต รัตนราช, กชพงศ์ สารการ และไพรวัลย์ โคตรตะ. (2563). ศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ สอดคล้องกับบริบทวัฒธรรมท้องถิ่นอีสาน. วารสารพยาบาลทหารบก, 21(1),147-156. พิเชษฐ์หอสูติสิมา. (2560). ผลของโปรแกรมสุขศึกษาในการปูองกันโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มเสี่ยง ต าบลจระเข้หิน อ าเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิชาการ สคร.9, 25(2), 56-66. วัชราพร, เชยสุวรรณ. (2560). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ : แนวคิดและการประยุกต์สู่การปฏิบัติการ พยาบาล. วารสารแพทย์นาวี, 44(3), 182-197. เอื้อจิต สุขพูล และคณะ. (2562). ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรม สุขภาพของประชาชนกลุ่มวัยท างาน. สุรินทร์: วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสุรินทร์ Deeken F, Rezo A, Hinz M, Discher R, & Rapp MA. (2019). Evaluation of technologybased interventions for informal caregivers of patients with dementia-a metaanalysis of randomized controlled trials. The American Journal of Geriatric Psychiatry : Official Journal of the American Association for Geriatric Psychiatry, 27(4), 426-445. Department of Older Persons. (2021). สถิติผู้สูงอายุ (Statistics on older persons). https://www.dop.go.th/th/statistics Foundation of Thai Gerontology Research and Development institute. (2016). This report, situation of the Thai elderly. Bangkok: Author. https://thaitgri.org/?p=38427 Sorensen, Kristine, et al. (2012). Health literacy and public health: A systematic review and integration of definitions and models. BMC Public Health, 12(1), 80. United Nations. (2021). World population prospects 2019: Highlights. https://population.un.org/wpp/Publications/Files/WPP2019_10KeyFindings.pdf World Health Organization. (2017). World report on ageing and health. World Health Organization.


13 การพัฒนารูปแบบการควบคุมและป้องกันโรคโควิด-19 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองปรูอ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา Development of Control and Prevention COVID-19 Disease Model by Community Participation in The Area of Nong Pru Sub-district Health Promoting Hospital, Mueang District, Nakhon Ratchasima Province สุระพงษ์ ฝ่ายเคนา Surapong Faikena รพ.สต.หนองปรู: [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนารูปแบบการควบคุมและปูองกันโรคโควิด19 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย คณะท างานประจ าศูนย์ปฏิบัติการ ควบคุมโรคต าบล (ศปก.ต าบล) หนองจะบก และภาคีเครือข่ายในชุมชน จ านวน 88 คน เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการมีส่วนร่วมในการควบคุมและปูองกันโรค 2) แบบ สัมภาษณ์ปัจจัยความส าเร็จ ปัญหาอุปสรรค และข้อจ ากัดในการด าเนินงาน 3) แบบสัมภาษณ์โดย การสนทนากลุ่มเกี่ยวกับข้อเสนอแนะในการด าเนินงาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติ เชิง พรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างด้วย Paired Sample T- test ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ประกอบด้วย 1) การพัฒนาศักยภาพคณะท างานและภาคีเครือข่าย 2) การพัฒนาระบบการดูแลรักษา การส่งต่อ 3) การด าเนินงานในการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 4) การติดตามก ากับและประเมินผล หลังการน ารูปแบบไปใช้ พบว่าการมีส่วนร่วมในการควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 หลังการพัฒนา รูปแบบ สูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ปัจจัยความส าเร็จ ได้แก่ 1) การมีผู้ประสานงานหลัก 2) ความรู้ ความเข้าใจในการบริหารจัดการ 3) การจัดท าแนวทาง ปฏิบัติงานร่วมกัน 4) การสนับสนุนของผู้บริหารของหน่วยงานองค์กรในพื้นที่ 5) การมีส่วนร่วมของ ภาคีเครือข่าย 6) การใช้เครือข่ายระดับหมู่บ้านในการประชาสัมพันธ์ 7) การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย 8) การระดมสมองร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ค าส าคัญ: การพัฒนารูปแบบ, การควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19, การมีส่วนร่วมของชุมชน RO_002


14 Abstract This research is action research aimed to develop control and prevent COVID19 disease model by community participation. The sample consisted of the working group of the sub-district disease control operation center, Nong Cha Bok, and community networks, 88 peoples.The research instruments consisted of 1) a questionnaire relate to participation in disease control and prevention; 2) an interview form on success factors, barriers, and constraints to implementation; 3) an interview form for group discussion on operational proposals. Quantitative data was analyzed by using descriptive statistics such as frequency, percentage, mean, standard deviation, and compared differences by paired sample t-test. Qualitative data was analyzed by content analysis. The research results showed that the control and prevention model of COVID-19 community involvement consists of 1) developing the potential of the subdistrict disease control operation center workgroup and network partners; 2) development of care and referral systems; 3) implementation of proactive screening in the community; 4) monitoring and evaluation of performance. The postimplementation evaluation of the model found that the participation in the control and prevention of COVID-19 is higher after developing the model, statistically significant at the .001 level. The success factors include 1) having main coordinators; 2) knowledge and understanding of how to deal with the COVID-19; 3) establishment of basic operational guidelines; 4) support from local organizational unit leaders; 5) network participation; 6) use of village level networks for outreach; 7) use of modern technology; 8) joint continuous brainstorming. Key words : Model Development, Covid-19 Control and prevention, Community participation


15 บทน า สถานการณ์การระบาดของโรคติดต่ออุบัติใหม่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่คุกคามต่อสุขภาพ ทั้งร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และท าให้เกิดความโกลาหลของประชาชนโดยทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก(กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์,2564)การด าเนินงานในพื้นที่ต าบลหนองจะบก ไม่มีแนวทางการด าเนินงานที่เป็นรูปธรรม การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามสถานการณ์ องค์กรและ เครือข่ายในชุมชนยังไม่มีรูปแบบการท างานในการรองรับสถานการณ์ ทั้งการควบคุมปูองกันโรคและ การส่งต่อผู้ปุวยเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อพัฒนารูปแบบการควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ รับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองปรูอ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา กรอบแนวคิดการวิจัย ขั้นตอนที่ 1 ทบทวนปัญหาวิเคราะห์สถานการณ์ (Problem Analysis) ทีมศปก.ต าบลและภาคีเครือข่าย 1. ศึกษาปัญหาบริบทชุมชน 2. ศึกษาสถานการณ์ระบาดวิทยา 3. ศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคในการด าเนินงาน 4. การก าหนดเปูาหมายร่วมกัน ขั้นตอนที่ 2 การวางแผนปฏิบัติ(Planning) 1. จัดประชุมระดมสมองเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการพัฒนาการ ด าเนินงานควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 2. สรุปแนวทางได้แผนปฏิบัติการ จ านวน 4 แผน ได้แก่ 1) แผนการ พัฒนาศักยภาพทีมศปก.ต าบลหนองจะบกและภาคีเครือข่าย 2) แผนการพัฒนาระบบการดูแลรักษา การส่งต่อ กลุ่มเสี่ยงกลุ่มติดเชื้อ 3) แผนการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 4) แผนการติดตามก ากับและ ประเมินผล ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติตามแผน(Action) 1. การด าเนินงานตามแผนการพัฒนาศักยภาพทีมศปก.ต าบล หนองจะบกและภาคีเครือข่าย 2. การด าเนินงานตามแผนการพัฒนาระบบการดูแลรักษา การส่งต่อ กลุ่มเสี่ยงกลุ่มติดเชื้อ ในพื้นที่ 3. การด าเนินงานตามแผนงานในการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 4. การด าเนินงานตามแผนการติดตามก ากับและประเมินผล ขั้นตอนที่ 4 การสังเกตประเมินผลการปฏิบัติ (Observation) 1.การสังเกตติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามปฏิบัติการควบคุม และปูองกันโรคโควิด-19 2.การประเมินการมีส่วนร่วมในการควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 ของทีมศปก.ต าบลหนองจะบก และภาคีเครือข่ายในชุมชน ขั้นตอนที่ 5 การสะท้อนผลการปฏิบัติ (Reflection) ทีมศปก.ต าบลและภาคีเครือข่ายในชุมชน ได้ร่วมกัน - ถอดบทเรียน วิเคราะห์ สังเคราะห์ กระบวนการ - สรุปบทเรียนเพื่อปรับปรุงการด าเนินงานควบคุมและ ปูองกันโรคโควิด-19 ในพื้นที่ โดยการสนทนากลุ่มย่อย การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก - การสรุปผลการวิเคราะห์ปัจจัยความส าเร็จ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ


16 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) (Kemmis & McTaggart ,1988) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนใน พื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองปรู อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดย ท าการศึกษาตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 ถึง เดือนมิถุนายน 2565 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ คณะท างานประจ าศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคต าบล (ศปก.ต าบล) หนองจะบก และ ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือ คณะท างานประจ าศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคต าบล(ศปก.ต าบล) หนองจะบก และ ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในชุมชน รวมจ านวน 88 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย ได้แก่ 1) คณะท างานประจ าศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคต าบล (ศปก.ต าบล) หนองจะบก จ านวน 12 คน และ 2) ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในชุมชน จ านวน 76 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามการมีส่วนร่วมในการ ด าเนินงานควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 จ านวน 20 ข้อ 2. เครื่องมือประเมินผลการด าเนินงาน จ านวน 3 ชุด ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์การ ด าเนินงานควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 ของคณะท างานประจ าศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคต าบล (ศปก.ต าบล)หนองจะบก 2) แบบสัมภาษณ์การด าเนินงานควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 ของภาคี เครือข่ายที่เกี่ยวข้องในชุมชน และ 3) แบบสังเกตการณ์การประชุม/การจัดกิจกรรมในการควบคุม และปูองกันโรคโควิด-19 การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยด าเนินการสร้างและตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลท าการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มีความสมบูรณ์ชัดเจนของเนื้อหาก่อนน าไปใช้ แบบสอบถามมีค่าความสอดคล้อง ทุกข้อเท่ากับ .97 และความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ Cronbach (1990) เท่ากับ .93


17 การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยก าหนดขั้นตอนไว้2 ระยะดังนี้ 1. ระยะเตรียมการวิจัย ได้แก่ การศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารต าราต่างๆ การศึกษา ข้อมูลเบื้องต้น การส่งโครงร่างการวิจัย เครื่องมือ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในการด าเนินงาน การติดต่อประสานงานคณะท างานประจ าศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคต าบลและโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบลหนองปรู การจัดท าแบบสอบถาม แบบบันทึกการจัดกิจกรรม แบบสัมภาษณ์ แบบ สังเกตและแบบติดตามการด าเนินงาน และวางแผนด าเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2. ระยะปฏิบัติการวิจัย โดยด าเนินการตามขั้นตอนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การประชุมเพื่อชี้แจงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ การประชุมระดมสมองเพื่อการวางแผน การปฏิบัติตามแผน การสังเกตติดตามและประเมินผล และการสะท้อนผลการปฏิบัติโดยการประชุม ถอดบทเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้1) สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าสูงสุดและค่า ต่ าสุด (Max- Min) 2) สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) เปรียบเทียบผลก่อนการพัฒนาและ หลังการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมในการด าเนินงานควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 โดยใช้สถิติ Paired Sample T-test ที่ระดับนัยส าคัญ .05 3) ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จริยธรรมการวิจัย ได้รับการรับรองจริยธรรมการวิจัยจาก คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย ในมนุษย์ ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา รหัส KHE 2021 - 089 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2564 ผู้วิจัยได้ค านึงถึงการพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่างในการเข้าร่วมโดยสมัครใจและแสดงความยินยอม ให้ท าการศึกษาทุกคน ผลการวิจัย การมีส่วนร่วมของคณะท างานประจ าศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคต าบล (ศปก.ต าบล) และ ภาคีเครือข่ายในการควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 ก่อนการพัฒนารูปแบบ พบว่า โดยรวมอยู่ใน ระดับปานกลาง ( =2.14, S.D.= .27) ด้านการค้นหาปัญหาและสาเหตุฯ อยู่ในระดับปานกลาง ( =2.08, S.D.= .31) ด้านการวางแผนการควบคุมและปูองกันโรคฯ อยู่ในระดับปานกลาง ( =2.23, S.D.= .33) ด้านการด าเนินการควบคุมและปูองกันโรคฯอยู่ในระดับสูง ( X =2.38, S.D.= .38) ด้าน การติดตามและประเมินผลอยู่ในระดับปานกลาง ( X =1.87, S.D.=.27) หลังการพัฒนา รูปแบบ พบว่า การมีส่วนร่วมในการควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 โดยรวมเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับสูง ( X =2.43, S.D.= .21) ด้านการค้นหาปัญหาและสาเหตุฯอยู่ในระดับสูง ( =2.38, S.D.= .26) ด้านการ X X X X


18 วางแผนการควบคุมและปูองกันโรคฯ อยู่ในระดับสูง ( X =2.48, S.D.= .30) ด้านการด าเนินการ ควบคุมและปูองกันโรคอยู่ในระดับสูง ( =2.56, S.D.= .27) ด้านการติดตามและประเมินผลอยู่ใน ระดับปานกลาง ( =2.30, S.D.= .25) และผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมในการควบคุมและ ปูองกันโรคโควิด-19 ของคณะท างานประจ าศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคต าบล(ศปก.ต าบล)หนองจะบก และภาคีเครือข่ายในชุมชน ก่อนและหลังการพัฒนา พบว่าระดับการมีส่วนร่วมในการด าเนินงาน ควบคุมและปูองกันโรคโควิด–19 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P-value <.001) ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการมีส่วนร่วมในการด าเนินงานควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 ของคณะท างานประจ าศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคต าบล (ศปก.ต าบล) หนองจะบก และ ภาคีเครือข่าย การมีส่วนร่วม ในการ ด าเนินงาน ควบคุมและ ป้องกันโรค ก่อนการ พัฒนา หลังการ พัฒนา Mean diff (SE) 95%CI t P-value S.D. S.D. Lower Upper ด้านการค้นหา ปัญหาและ สาเหตุของโรค 2.08 .31 2.38 .26 .03 .36 .25 .60 <.001 ด้านการวาง แผนการ ควบคุมและ ปูองกันโรค 2.23 .33 2.48 .30 .03 .30 .19 .72 <.001 ด้านการ ด าเนินการ ควบคุมและ ปูองกันโรค 2.38 .38 2.56 .27 .03 .23 .13 .74 <.001 ด้านการติดตาม และประเมินผล การควบคุมและ ปูองกันโรค 1.87 .27 2.30 .25 .03 .49 .37 .41 <.001 X X X X


19 อภิปรายผล ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการด าเนินงานการพัฒนาคณะท างานและภาคีเครือข่ายสุขภาพ ในชุมชนโดยการกระตุ้นให้เกิดความตระหนัก ในกระบวนการวางแผน การด าเนินงานตามแผน การติดตามประเมินผลการด าเนินงาน การปรับปรุงแผน ดังกล่าว ส่งผลให้การมีส่วนร่วมในการ ควบคุมและปูองกันโรคโควิด-19 ของคณะท างานประจ า ศปก.ต าบล และภาคีเครือข่ายเพิ่มสูงขึ้นใน ทุกด้าน สอดคล้องกับผลการศึกษาของ บัณฑิต เกียรติจตุรงค์ (2564) ซึ่งได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบ การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการปูองกันและควบคุมโรคโควิด-19 อ าเภอเมืองยาง จังหวัด นครราชสีมา การน าผลการวิจัยไปใช้ สามารถน ารูปแบบการด าเนินงานโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ไปประยุกต์ใช้ในการ ด าเนินงานควบคุมและปูองกันโรคและส่งเสริมให้มีการประสานงานกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกมิติ ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อ ควรมีการศึกษาและพัฒนารูปแบบการด าเนินงานปูองกันและควบคุมโรคโควิด-19 โดยการมี ส่วนร่วมของเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิในระดับอ าเภอ บรรณานุกรม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. คู่มือการตรวจวินิจโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทางห้องปฏิบัติการ. [ออนไลน์]. (2564). [เข้าถึงเมื่อ 20 ตุลาคม 2564]. เข้าถึงได้จาก : https://www3.dmsc.moph.go.th/post-view/700 บัณฑิต เกียรติจตุรงค์. (2564). การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการปูองกันและ ควบคุมโรคโควิด-19 อ าเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา. วารสารส านักงานสาธารณสุข จังหวัดขอนแก่น. 3(2) ; 193-206. Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing(5th ed.). New York : Harper Collins. Kemmis S. & McTaggart, R. (1988). The action research planner (3rded.). Victoria: Deakin University Press.


20 ผลของโปรแกรมการป้องกันนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา อ าเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี The Effects of New E-cigarette Smoking Prevention Program amongSecondary School Students, Nachaluai District, Ubon Ratchathani Province. นางอุไรวรรณ ฐิติวัฒนากูล Mrs.Uraiwan Tithiwattanakul รพ.สต.โคกเทียม อ าเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี Email [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาทุนชีวิตในการ ปูองกันนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา อ าเภอนาจะหลวย จังหวัด อุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประจ าปีการศึกษา 2566 โรงเรียนใน พื้นที่อ าเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี จ านวน 94 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่ม ทดลอง 47 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 47 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมพัฒนาทุน ชีวิตในการปูองกันนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ โดยใช้แนวคิดทุนชีวิต ของ สุริยเดว ทรีปาตี (2559) ซึ่งประกอบด้วย พลัง 5 ด้าน ได้แก่ พลังตัวตน พลังครอบครัว พลังสร้างปัญญา พลังเพื่อน และกิจกรรม และพลังชุมชน ร่วมกับการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของกรมสุขภาพจิต มีระยะเวลา ด าเนินการ 7 สัปดาห์ และ 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ทุนชีวิต การรับรู้ และทัศนคติต่อบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนมัธยมศึกษา มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ .98, .77 และ .88 และค่า ความเชื่อมั่นเท่ากับ .82, .85 และ .89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบ Paired Samples T-test และ Independent Samples T-test ผลการศึกษา พบว่า หลังการทดลอง นักเรียนในกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทุนชีวิต การ รับรู้ และทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์สูงกว่าก่อนทดลอง และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P <.001) ค าส าคัญ : ทุนชีวิต, บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์, นักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ RO_003


21 Abstract The purpose of this quasi-experimental research was to study the effects of a life assets development program using participatory learning on new e-cigarette smokers preventive behaviors in teenagers Na Chaluai District, Ubon Ratchathani Province.The sample population consisted of 94 students who were studying at grade Mattayom 2 in the 2023 academic year in Nachaluai District, Ubon Ratchathani Province, selected by simple random sampling. They were divided into an experimental group of 47 students and a comparative group of 47 students. The research instruments included: 1) The life assets development program by using participatory learning which was developed based on the life assets concept of Suriyadew Trepati (2009) and consisted of 5 powers: personal image power, family power, wiS.D.om building power, peer and activities power, and community power. The duration of the program was 7 weeks; and 2) A questionnaire for general information, the life assets, perception and attitude toward e-cigarettes among secondary school students. Content validity index were .98, .77, and .88 and the reliability were .82, .85 and .89 Data were analyzed by descriptive statistics, Paired Samples T-test and independent t-test. The results revealed as follows: After attending the program, the life assets, perception and attitude of students in the experimental group were significantly higher than before attending the program, and higher than the comparative group (P<.001) Keywords : Life assets, Electronic Cigarette, New Electronic CigaretteSmoking


22 บทน า บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ หรือ ที่รู้จักกันในชื่อว่า บุหรี่ไฟฟูา (Electronic Cigarette) เป็น ผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทบุหรี่ที่ไม่ใช้ยาสูบในการท าให้เกิดควันแต่ใช้ไอน้ าขนาดเล็กในการส่งผ่าน นิโคติน เป็นสินค้าผิดกฎหมายในประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 มาตรา 4 ว่าด้วยความหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบ และยังครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นใดที่มีสาร นิโคตินเป็นส่วนประกอบ โดยบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นอุปกรณ์ ที่ผลิตไอน้ าเล็กๆ และใช้วิธีการสูบ ดูดควันเข้าปาก หรือจมูกและมีส่วนผสมของนิโคติน ซึ่งเข้านิยาม ความหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบ ส าหรับประเทศไทย ไม่อนุญาตให้น าเข้าผลิตภัณฑ์บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ แต่พบว่า มีการค้าขายบุหรี่ อิเลกทรอนิกส์อย่างผิดกฎหมายตามสถานที่ต่างๆ และในสื่อเครือข่ายสังคม โดยพบว่า ผู้ค้าบุหรี่อิเลก ทรอนิกส์ส่วนใหญ่ใช้สื่อFacebook เป็นช่องทางค้าขายและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่อิเลกทรอนิกส์จาก การส ารวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเยาวชนในประเทศไทย พ.ศ. 2562 โดยหน่วยปฏิบัติการ วิจัย และวิชาการด้านการควบคุมยาสูบภาคเหนือมหาวิทยาลัยนเรศวร พบว่าในระดับประเทศประเภทของ บุหรี่ที่สูบมีผู้สูบบุหรี่นิยมสูบ บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 18.11 จากอีก 3 ประเภท ได้แก่ บุหรี่ (ร้อยละ 55.12) ยาเส้น(ร้อยละ 18.11) บารากู่ (ร้อยละ 8.66) (รณชัย คงสกนธ์ และ อนุตเชษฐ์ พัฒนธีร์ปพน, 2563) วัยรุ่นเป็นวัยที่เข้าสู่เทคโนโลยีได้ง่าย บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่มีจ าหน่าย บนโลกออนไลน์ และ มีวางจ าหน่ายในห้างสรรพสินค้าทั่วไป (Grana, 2013) กลวิธีทางการตลาดใช้ คนดังในสังคมในการส่งเสริมการขาย การออกแบบรูปลักษณ์ สี และกลิ่น เป็นสิ่งดึงดูดวัยรุ่นให้มี มุมมองที่ดีต่อสินค้า และ ท าให้วัยรุ่นรับรู้ว่าสามารถใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในที่สาธารณะได้ โดยที่ วัยรุ่นไม่ได้ตระหนักเลยว่าจะท าให้เขาติดนิโคตินได้ อีกทั้งวัยรุ่นที่สูบบุหรี่เต็มใจที่จะลองบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์มากกว่าวัยรุ่นที่ไม่สูบ และพบว่ามีเกือบ 1 ใน 5 คิดเป็นร้อยละ 18.0 ของวัยรุ่นมีความ เต็มใจที่จะทดลองสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ (Pepper., et al., 2013) อีกทั้งวัยรุ่นไทยยังมีความเชื่อที่ผิด ว่ามีความโก้เก๋ ทันสมัย เนื่องจากรูปลักษณ์สวยงาม ราคาแพง ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและไม่เป็นที่ รังเกียจของคนรอบข้าง เพราะไม่มีการเผาไหม้และไม่มีกลิ่นจากการเผาไหม้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์สามารถท าให้ผู้สูบติดได้และสารนิโคตินจะถูกสูบเข้าสู่ปอดด้วยปริมาณที่มากกว่า บุหรี่ทั่วไปย่อมมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูบมากขึ้นด้วย วัยรุ่น มีการรับรู้ และทัศนคติ ต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในเชิงบวกหรือยอมรับบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่ากังวล เยาวชนมีช่องทางในการเข้าถึงบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ได้ง่ายทาง อินเทอร์เน็ต และยังคงพบเห็นกลุ่มวัยรุ่นใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ดังนั้น จึงควรมีการปูองกัน ปัญหาการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มวัยรุ่น จึงได้จัดท าโปรแกรมพัฒนาทุนชีวิตในการปูองกันนักสูบ


23 บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ขึ้น เพื่อเป็นการให้ข้อมูล เพื่อการรับรู้เกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ที่ ถูกต้อง ปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการไม่สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ที่จะน าไปสู่การไม่สูบบุหรี่ และไม่ใช้สาร เสพติดชนิดอื่นๆ อันจะส่งผลเสียต่อวัยรุ่นและสังคมต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย วัตถุประสงค์ทั่วไป : เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการปูองกันนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา อ าเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี วัตถุประสงค์เฉพาะ 1. เพื่อเปรียบเทียบทุนชีวิต การรับรู้ และทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนมัธยมศึกษา ภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ 2. เพื่อเปรียบเทียบทุนชีวิต การรับรู้ และทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนมัธยมศึกษา ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ตัวแปรตาม (Dependent Variables) 1. โปรแกรมพัฒนาทุนชีวิตในการป้องกันนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ จัดกิจกรรมตามแนวคิด ทุนชีวิตของ สุริยเดว ทรีปาตี (2559) และการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วยกิจกรรม ดังนี้ 1.1 การปฐมนิเทศ และสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ความรู้เรื่องพฤติกรรม เสี่ยงในวัยรุ่นและทุนชีวิต 1.2 กิจกรรมเสริมสร้างพลังตัวตน “Who are You”และ “ค่าของตน สร้างคนให้ สมดุล” 1.3 กิจกรรมเสริมสร้างพลังครอบครัว “สร้างความเข้าใจ สร้างสายสัมพันธ์” และ “รู้อารมณ์รับความรู้สึก” 1.4 กิจกรรมการสร้างเสริมพลังสร้างปัญญา “ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์” และ“สถานการณ์ และผลกระทบของการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์” 1.5 การสร้างเสริมพลังเพื่อนและกิจกรรม “ทักษะการปฏิเสธ” และ “การให้ ค าปรึกษาเพื่อนช่วยเพื่อน” 1.6 การสร้างเสริมพลังชุมชน กิจกรรมจิตอาสา พัฒนาสิ่งแวดล้อม ที่วัดปุาโนนนิเวศน์ 2. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วย - การใช้ประสบการณ์เดิม การสะท้อนคิด ความคิดรวบยอด และการน าไปปฏิบัติ - ใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย เช่น เกม การอภิปรายกลุ่ม การระดมสมอง การแสดงบทบาทสมมุติ และกรณีศึกษา 1. ทุนชีวิต 2. การรับรู้ 3. ทัศนคติ ต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ของนักเรียนมัธยมศึกษา


24 วิธีด าเนินการวิจัย รูปแบบวิจัย เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบสองกลุ่มวัดก่อน และหลังการทดลอง (Two Group Pretest-Posttest Design) ประชากร ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาที่ก าลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนมัธยมศึกษา พื้นที่อ าเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประจ าปีการศึกษา 2566 ในอ าเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี จ านวน 2 โรงเรียน การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากแบบไม่คืนที่ ได้โรงเรียนนาจะหลวยเป็นกลุ่มทดลอง และ โรงเรียนดงสว่างวิทยาเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ ก าหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ Power Analysis (Cohen, 1988) ก าหนดขนาดอิทธิพล ซึ่งอ้างอิงจากงานวิจัยที่ใกล้เคียงกัน (บุษกร กนแกม, 2562) เรื่อง “ผลของโปรแกรมส่งเสริมทักษะชีวิตแบบมีส่วนร่วมในการปูองกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น ตอนต้น” ซึ่งมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการปูองกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของกลุ่มทดลองเท่ากับ 23.33 (S.D. = 3.64) และกลุ่มเปรียบเทียบเท่ากับ 18.96 (S.D. = 5.79) มาค านวณค่าขนาดอิทธิพล (Effect Size) ได้เท่ากับ .90 ก าหนดให้ระดับความเชื่อมั่นที่ Alpha เท่ากับ .05 อ านาจการทดสอบ เท่ากับ .80 ค านวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป G*Power กลุ่มละ 16 คน เพื่อ ปูองกันการสูญหายและเพื่อให้นักเรียนทั้งห้องได้ร่วมกิจกรรม จึงได้เพิ่มกลุ่มตัวอย่างกลุ่มละ 2 ห้อง แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 47 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 47 คน รวมทั้งสิ้น 94 คน Inclusion Criteria ได้แก่ ยังไม่ได้รับการพัฒนาทุนชีวิต และสมัครใจและยินยอมเข้าร่วมการวิจัย Exclusion Criteria ได้แก่ ขอถอนตัวหรือบอกเลิกระหว่างเข้าร่วมการวิจัย เจ็บปุวยระหว่างการวิจัย และเข้าร่วมกิจกรรม ไม่ครบทุกกิจกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องมือด าเนินการทดลองและ เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการด าเนินการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมพัฒนาทุนชีวิตในการปูองกันนัก สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น โดยใช้แนวคิดทุนชีวิต (Life Assets) (สุริยเดว ทรีปาตี, 2559) ประกอบด้วย ทุนชีวิต จ านวน 5 ด้าน ได้แก่ พลังตัวตน พลังครอบครัว พลังสร้างปัญญา พลัง เพื่อนและกิจกรรม และพลังชุมชน ร่วมกับการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (กรมสุขภาพจิต, 2543) โดยจัด กิจกรรมพัฒนาทุนชีวิต 6 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง สื่อและอุปกรณ์ ได้แก่ สไลด์ประกอบค าบรรยาย ตัวแบบมีชีวิต วีดีทัศน์ กระดาษฟลิบชาร์ด สี ปากกาเคมี เป็นต้น


25 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ทุนชีวิต การรับรู้ และทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งผู้วิจัยดัดแปลงมาจาก แบบสอบถาม เรื่อง “การรับรู้ ทัศนคติ การเข้าถึงบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจที่จะใช้บุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ของเยาวชนในระบบการศึกษาภาคเหนือ ประเทศไทย” ของปริมประภา ก้อนแก้ว และ กู้เกียรติ ก้อนแก้ว (2564) รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ โดยแบ่งได้4 ส่วน ดังนี้ ข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ แบบสอบถามทัศนคติที่มีต่อการสูบบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และแบบสอบถามทุนชีวิต (ASSETS) ตามคู่มือการใช้เครื่องมือแบบส ารวจทุนชีวิตเด็ก และเยาวชนไทย (สุริยเดว ทรีปาตรี, 2553) การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content validity) น าเครื่องมือวิจัยให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จ านวน 5 ท่าน ตรวจสอบความเหมาะสมของโปรแกรมเกี่ยวกับรูปแบบ ความเหมาะสมของระยะเวลา และกิจกรรม แบบสอบถาม ตรวจสอบความครอบคลุมของเนื้อหา ความสอดคล้องกับการวัดตัวแปร และความเหมาะสมของส านวนภาษา ผู้วิจัยได้น าข้อมูลการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิมาค านวณหาค่า ดัชนีความตรงตามเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) โดยใช้เกณฑ์ คือ .80 ขึ้นไป (Polit & Beck, 2012) ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาของเครื่องมือวิจัย ดังนี้ 1) โปรแกรมพัฒนาทุนชีวิตโดย ใช้การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีค่าเท่ากับ .97 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป มีค่าเท่ากับ .97 3) แบบสอบถามทุนชีวิต การรับรู้ และทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ มีค่าเท่ากับ .98, .77 และ .88 หลังจากนั้นผู้วิจัยได้น าข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิมาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ก่อน น าไปทดลองใช้และน าไปด าเนินการหาความเที่ยงของเครื่องมือต่อไป การหาค่าความเที่ยงของเครื่องมือ (Reliability) น าเครื่องมือวิจัยไปทดลองใช้ (try out) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง และน าโปรแกรมพัฒนาทุน ชีวิตในการปูองกันนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ไปทดลองใช้กับวัยรุ่นตอนต้นจ านวน 5 คน เพื่อ ทดสอบความเข้าใจของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจในแต่ละกิจกรรมตรงกัน น า แบบสอบถามทุนชีวิต การรับรู้ และทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ไปใช้กับวัยรุ่น 30 คน และน า คะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาความเที่ยง โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ได้เท่ากับ .82, .85 และ .89 การด าเนินการทดลอง วิธีรวบรวมข้อมูล 1) ระยะก่อนทดลอง เตรียมสถานที่ และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย จัดเตรียมเอกสาร คู่มือ สื่อ/ อุปกรณ์ และเตรียมผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย เสนอโครงการวิจัยและเครื่องมือการวิจัยเพื่อรับรองการวิจัย ในมนุษย์ ขอความอนุเคราะห์ทดลองใช้เครื่องมือวิจัย และภายหลังได้รับอนุมัติให้เก็บรวบรวมข้อมูล


26 ประสานงาน ชี้แจงวัตถุประสงค์การเก็บข้อมูล แนวทางการด าเนินการ นัดพบกลุ่มทดลองและกลุ่ม เปรียบเทียบชี้แจงวัตถุประสงค์ หลังจากนั้นขอความร่วมมือในการท าวิจัย มีการพิทักษ์สิทธิ์กลุ่ม ตัวอย่าง 2) ระยะด าเนินการทดลอง กลุ่มเปรียบเทียบนัดพบในสัปดาห์ที่ 1 และสัปดาห์ที่ 7 เพื่อ ประเมินผลการทดลอง ส่วนสัปดาห์ที่ 2-6 เข้าเรียนและท ากิจกรรมของโรงเรียนตามปกติ กลุ่มทดลอง ด าเนินการทดลองตามโปรแกรมพัฒนาทุนชีวิตในการปูองกันนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ 6 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง ณ ห้องประชุมโรงเรียนนาจะหลวย และที่วัดปุาโนนนิเวศ อ าเภอนาจะหลวย 3) ระยะหลังการทดลอง สัปดาห์ที่ 7 เพื่อประเมินผลหลังการทดลองและปิดการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป ดังนี้ 1) ข้อมูลทั่วไป วิเคราะห์โดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) ทดสอบ ข้อตกลงเบื้องต้นของการใช้สถิติการทดสอบที พบว่า มีการกระจายของประชากรทั้งสองกลุ่มเป็นโค้ง ปกติ เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนและหลัง การทดลอง โดยใช้สถิติ Paired Samples T-test และ เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย คะแนนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้สถิติ Independent Samples T-test การพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลหลังจากได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรม การวิจัยในมนุษย์ ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี เลขที่ SSJ.UB 2566 - 053 ค านึงถึงสิทธิ ของกลุ่มตัวอย่าง น าเสนอผลงานในภาพรวมเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น และให้กลุ่มตัวอย่าง และผู้ปกครองได้ให้ความยินยอม ผลการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไป พบว่า กลุ่มทดลองเป็นเพศชาย ร้อยละ 40.40 และเพศหญิง ร้อยละ 59.60 อายุ ต่ าสุด 13 ปี สูงสุด 14 ปี อายุเฉลี่ย 13 ปี 7 เดือน มีบุคคลรอบข้างสูบบุหรี่มวนหรือบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 44.70 ส่วนใหญ่เคยได้รับข่าวสารเกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 61.70 และพฤติกรรมการสูบบุหรี่มวน ส่วนใหญ่ไม่สูบ ร้อยละ 83.00 ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบเป็นเพศชาย ร้อยละ 40.40 และเพศหญิง ร้อยละ 59.60 อายุต่ าสุด 13 ปี สูงสุด 14 ปี อายุเฉลี่ย 13 ปี 7 เดือน ส่วนใหญ่ไม่มีบุคคลรอบข้างสูบบุหรี่มวนหรือบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 97.90 ส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับ ข่าวสารเกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 78.70 และพฤติกรรมการสูบบุหรี่มวน ส่วนใหญ่ไม่สูบ ร้อยละ 87.20 ดังตารางที่ 1


27 ตารางที่ 1 จ านวนและร้อยละ ของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ จ าแนกตามข้อมูลทั่วไป ข้อมูลทั่วไป กลุ่มทดลอง (n=47) กลุ่มเปรียบเทียบ (n=47) จ านวน ร้อยละ จ านวน ร้อยละ 1. เพศ - ชาย 19 40.40 19 40.40 - หญิง 28 59.60 28 59.60 2. อายุ (ปี) - 13 ปี 18 38.30 19 40.40 - 14 ปี 29 61.70 28 59.60 Min 13 ปี, Max = 14 ปี= 13 ปี 7 เดือน, S.D.=.50 Min 13 ปี, Max = 14 ปี X = 13 ปี 7 เดือน, S.D.=.50 3. การมีบุคคลรอบข้างสูบบุหรี่มวนหรือบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ - มี 21 44.70 20 42.55 - ไม่มี 26 55.30 27 57.44 4. การได้รับข่าวสารเกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ - เคยได้รับ 29 61.70 30 63.82 - ไม่เคยได้รับ 18 38.30 17 36.17 5. พฤติกรรมการสูบบุหรี่มวน - สูบ 8 17.00 6 12.80 - ไม่สูบ 39 83.00 41 87.20 2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับทุนชีวิต การรับรู้ และทัศนคติต่อ บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ 2.1 ทุนชีวิต พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยทุนชีวิตของกลุ่มทดลอง สูงกว่าก่อนการ ทดลอง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P-value <.001,t=13.79, 95%CI=26.74-35.26) ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยทุนชีวิตของกลุ่มเปรียบเทียบไม่แตกต่างกัน ดังตารางที่ 2


28 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยทุนชีวิต ภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนและหลังเข้า ร่วมโปรแกรม ทุนชีวิต ก่อนเข้าร่วม โปรแกรม หลังเข้าร่วม โปรแกรม Mean diff (SE) 95%CI t Pvalue X S.D. X S.D. Lower Upper กลุ่มทดลอง (n=47) 66.89 14.08 97.65 17.27 30.77 26.27 35.26 13.79 <.001 กลุ่มเปรียบเทียบ (n=47) 65.17 15.68 66.61 13.99 1.45 -.122 3.01 1.85 .070 2.2 การรับรู้ต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยการรับรู้ต่อบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Pvalue =.003,t=3.17, 95%CI=1.39-6.22) ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยการ รับรู้ต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มเปรียบเทียบไม่แตกต่างกัน ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการรับรู้ต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ภายในกลุ่มทดลองและ กลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม การรับรู้ต่อบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ ก่อนเข้าร่วม โปรแกรม หลังเข้าร่วม โปรแกรม Mean diff (SE) 95%CI t Pvalue X S.D. X S.D. Lower Upper กลุ่มทดลอง (n=47) 71.38 6.41 75.19 6.18 3.808 1.39 6.22 3.17 .003 กลุ่มเปรียบเทียบ (n=47) 71.38 6.41 71.21 6.33 -.170 -.37 .03 -1.74 .088 2.3 ทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยทัศนคติต่อบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Pvalue <.001,t=6.48, 95%CI=3.39-6.48) ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ย ทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มเปรียบเทียบไม่แตกต่างกัน ดังตารางที่ 4


29 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ภายในกลุ่มกลุ่มทดลองและ กลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ทัศนคติต่อบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ ก่อนเข้าร่วม โปรแกรม หลังเข้าร่วม โปรแกรม Mean diff (SE) 95%CI t Pvalue X S.D. X S.D. Lower Upper กลุ่มทดลอง (n=47) 56.04 4.42 60.97 5.01 4.93 3.39 6.48 6.48 <.001 กลุ่มเปรียบเทียบ (n=47) 56.04 4.52 56.04 4.52 .000 -.136 .14 1.86 .070 3. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของทุนชีวิต การรับรู้ และทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกลุ่ม ทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนและหลังการทดลอง 3.1 ทุนชีวิต พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยของทุนชีวิตของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่ม เปรียบเทียบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P-value <.001, t=9.58, 95%CI=24.60-37.49) ดังตารางที่ 5 ตารางที่ 5 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของทุนชีวิต ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อน และหลังเข้าร่วมโปรแกรม ทุนชีวิต กลุ่มทดลอง (n=47 กลุ่ม เปรียบเทียบ (n=47) Mean diff (SE) 95%CI t Pvalue X S.D. X S.D. Lower Upper ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม 66.89 14.08 65.17 15.68 1.72 -4.39 7.83 .56 .577 หลังเข้าร่วมโปรแกรม 97.65 17.27 66.61 13.99 31.04 24.60 37.49 9.58 <.001 3.2 การรับรู้ต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยการรับรู้ต่อบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Pvalue =.003, t=5.08, 95%CI=1.41-6.54) ดังตารางที่ 6


30 ตารางที่ 6 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการรับรู้ต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่ม เปรียบเทียบ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ระดับการรับรู้ต่อ บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มทดลอง (n=47 กลุ่มเปรียบเทียบ (n=47) Mean diff (SE) 95%CI t Pvalue X S.D. X S.D. Lower Upper ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม 71.38 6.41 71.38 6.41 .00 -2.63 2.63 .00 1.000 หลังเข้าร่วมโปรแกรม 75.19 6.18 71.21 6.33 3.98 1.41 6.54 5.08 .003 3.3 ทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยของทัศนคติต่อบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Pvalue <.001, t=5.06, 95%CI=2.99-6.88) ดังตารางที่ 7 ตารางที่ 7 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ระหว่าง กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ทัศนคติต่อบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มทดลอง (n=47 กลุ่มเปรียบเทียบ (n=47) Mean diff (SE) 95%CI t Pvalue X S.D. X S.D. Lower Upper ก่อนเข้าร่วมโปรแกรม 56.04 4.42 56.04 4.52 .000 -1.84 1.84 .00 1.000 หลังเข้าร่วมโปรแกรม 60.97 5.01 56.04 4.52 .000 2.99 6.88 5.06 <.000 สรุปการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไป พบว่า กลุ่มทดลองเป็นเพศชาย ร้อยละ 40.40 และเพศหญิง ร้อยละ 59.60 อายุต่ าสุด 13 ปี สูงสุด 14 ปี อายุเฉลี่ย 13 ปี 7 เดือน มีบุคคลรอบข้างสูบบุหรี่มวนหรือบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 44.70 ส่วนใหญ่เคยได้รับข่าวสารเกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 61.70 และพฤติกรรมการสูบบุหรี่มวน ส่วนใหญ่ไม่สูบ ร้อยละ 83.00 ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบเป็นเพศชาย ร้อยละ 40.40 และเพศหญิง ร้อยละ 59.60 อายุต่ าสุด 13 ปี สูงสุด 14 ปี อายุเฉลี่ย 13 ปี 7 เดือน ส่วนใหญ่ไม่มีบุคคลรอบข้างสูบบุหรี่มวนหรือบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 97.90 ส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับ


31 ข่าวสารเกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ร้อยละ 78.70 และพฤติกรรมการสูบบุหรี่มวน ส่วนใหญ่ไม่สูบ ร้อยละ 87.20 2. ทุนชีวิต พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยทุนชีวิตของกลุ่มทดลอง สูงกว่าก่อนการ ทดลอง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P-value <.001,t=13.79, 95%CI=26.74-35.26) และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P-value <.001, t=9.58, 95%CI=24.60-37.49) 3. การรับรู้ต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยการรับรู้ต่อบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Pvalue =.003,t=3.17, 95%CI=1.39-6.22) และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 (P-value =.003, t=5.08, 95%CI=1.41-6.54) 4. ทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยทัศนคติต่อบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Pvalue <.001,t=6.48, 95%CI=3.39-6.48) และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 (P-value <.001, t=5.06, 95% CI=2.99-6.88) สรุปได้ว่า โปรแกรมพัฒนาทุนชีวิตในการปูองกันนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ สามารถน ามาใช้ในการปูองกันพฤติกรรมการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในนักเรียนมัธยมศึกษาได้ โดย ส่งผลให้นักเรียนมัธยมศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ รับรู้ถึงผลกระทบจากการ สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ตระหนักถึงความส าคัญในการปูองกันตนเองเพื่อไม่สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ และ ได้รับการเสริมสร้างทุนชีวิตให้เข้มแข็งขึ้น น าไปสู่การไม่เป็นนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์น้าใหม่ได้จริง โดยพบว่า หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลอง จ านวน 47 คน มีคะแนนเฉลี่ยทุนชีวิต การรับรู้ และ ทัศนคติต่อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์สูงขึ้นทุกคน อภิปรายผลการวิจัย โปรแกรมพัฒนาทุนชีวิตในการปูองกันนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ สามารถ น ามาใช้ในการปูองกันพฤติกรรมการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในนักเรียนมัธยมศึกษาได้ โดยส่งผลให้ นักเรียนมัธยมศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ รับรู้ถึงผลกระทบจากการสูบบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ตระหนักถึงความส าคัญในการปูองกันตนเองเพื่อไม่สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ และได้รับการ เสริมสร้างทุนชีวิตให้เข้มแข็งขึ้น น าไปสู่การไม่เป็นนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์น้าใหม่ได้จริง โดยพบว่า หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลอง จ านวน 47 คน มีคะแนนเฉลี่ยทุนชีวิต การรับรู้ และทัศนคติต่อ บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์สูงขึ้นทุกคน แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมพัฒนาทุนชีวิตในการปูองกันนักสูบบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น สามารถเพิ่มระดับทุนชีวิต การรับรู้ และ ทัศนคติต่อการ


32 ไม่สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นได้ มีความน่าเชื่อถือจากการใช้แนวคิดเกี่ยวการพัฒนาทุนชีวิต (สุริยเดว ทรีปาตี, 2552) แนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของกรมสุขภาพจิต (2543) ท าให้นักเรียนกลุ่มทดลอง ได้เรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้วยการประสบการณ์เดิมของวัยรุ่น การสะท้อนคิดเพื่อให้เกิดความเข้าใจ น าไปสู่ความคิดรวบยอด และน าความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ไปทดลองใช้จนเกิดเป็นแนวทางปฏิบัติของ ตนเอง ที่จะเป็นเกราะปูองกันตนเองในการที่จะไม่มีพฤติกรรมการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้อง กับงานวิจัยของ อรณิช ช านาญศิลป์ (2564) ที่พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของ คะแนนทัศนคติในการปูองกันการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการปูองกันการสูบ บุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ สูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .001 สอดคล้องกับงานวิจัยของ พิราวัลย์ พิมพาเรือ (2554) ที่พบว่า หลังจัดกิจกรรม วัยรุ่นมี ทุนชีวิตเพิ่มขึ้นทั้ง 5 ด้าน ส่งผลให้ลดพฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่น และ สอดคล้องกับการศึกษาของ ชาริน สุวรรณวงศ์ และศรัณย์ พิมพ์ทอง (2560) ที่พบว่า โปรแกรมการพัฒนาทักษะชีวิตโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ การสนับสนุนทางสังคมจากผู้ปกครอง ครู และเพื่อน มีผลต่อพฤติกรรมปูองกันการสูบบุหรี่ใน กลุ่มวัยรุ่น และโปรแกรมสร้างเสริมสมรรถนะแห่งตน และทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ มีผลต่อพฤติกรรม หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น และผลการสังเคราะห์แก่นเรื่อง พบว่า มี 4 แก่นเรื่องที่ส าคัญที่มี ผลต่อพฤติกรรมปูองกันการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น ได้แก่ การด าเนินนโยบายปูองกันการสูบบุหรี่ใน โรงเรียน บทบาทในการปูองกันการสูบบุหรี่ของครู บรรทัดฐานการไม่สูบบุหรี่ และการท าหน้าที่ของ ครอบครัว โดยพบว่า ปัจจัยหลัก ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมปูองกันการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น คือ ปัจจัย ภายในบุคคล ปัจจัยระหว่างบุคคล และปัจจัย วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอแนะและการในการน าไปใช้ประโยชน์ 1. เสนอนโยบาย และน าโปรแกรมพัฒนาทุนชีวิตในการปูองกันนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ ถ่ายทอดให้กับครู โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ครู เพื่อน าไปใช้ในการเพิ่มทุนชีวิตแก่นักเรียน 2. จัดท าคู่มือการใช้โปรแกรมพัฒนาทุนชีวิตในการปูองกันนักสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หน้าใหม่ มอบ แก่โรงเรียนมัธยม ในเขตพื้นที่อ าเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี 3. ควรมีการศึกษาด้านพฤติกรรมการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์และพัฒนาด้านสื่อการสอนเรื่องบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์ 4. ควรมีการติดตามพฤติกรรมการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในนักเรียนมัธยมศึกษาในระยะ 6 เดือน และ 1 ปี เพื่อดูพฤติกรรมการปูองกันตนเองจากการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง


33 บรรณานุกรม กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2543). คู่มือฝึกอบรมแบบมีส่วนร่วม. พิมพ์ครั้งที 3. วงศ์กมล โปรดักชั่น. ชาริน สุวรรณวงศ์. (2560). ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น : การ สังเคราะห์งานวิจัยด้วยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฏี บัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ]. https://so06.tci-thaijo.org/index บุษกร กนแกม. (2562). ผลของโปรแกรมส่งเสริมทักษะชีวิตแบบมีส่วนร่วมในการป้องกันการตั้งครรภ์ ไม่พร้อมในวัยรุ่นตอนต้น [วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช]. https://he01.tci-thaijo.org/index.php ปริมประภา ก้อนแก้ว และกู้เกียรติ ก้อนแก้ว. (2564). การรับรู้ ทัศนคติ การเข้าถึงบุหรี่ อิเล็กทรอนิกส์และความตั้งใจที่จะใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ของเยาวชนในระบบการศึกษา ภาคเหนือ ประเทศไทย. วารสารควบคุมโรค, 48(3), 551-562. พิราวัลย์ พิมพาเรือ. (2554). การเพิ่มทุนชีวิตเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยง ในวัยรุ่นโดยชุมชนมีส่วนร่วมของ ชุมชนหนองผักก้าม เทศบาลเมืองเลย อ าเภอเมืองจังหวัดเลย [รายงานการศึกษาอิสระ ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยขอนแก่น]. รณชัย คงสกนธ์ และ อนุตเชษฐ์ พัฒนธีร์ปพน. (2563). รายงานสถานการณ์การบริโภคยาสูบของ ประเทศไทย พ.ศ.2562. หจก.สินทวีกิจพริ้นติ้ง. สุริยเดว ทรีปาตี. (2559). ต้นทุนชีวิตเด็กและเยาวชนไทย. แผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน. กระทรวงสาธารณสุข. อรณิช ช านาญศิลป์. (2564). ประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมสุขศึกษาตามทฤษฎีความสามารถของ ตนเองต่อพฤติกรรมปูองกันการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดนนทบุรี. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา., 30(1), 88-100. Cohen J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences. https://www.utstat.toronto.edu/~brunner/oldclass/378f16/readings Grana, R.A. (February 2013). Electronic cigarettes: Anew nicotine gateway?. Journal of Adolescent Health, 52(2),/135-136. Pepper, J. K., Reiter, P. L., McRee, A. L., Cameron, L. D., Gilkey, M. B., & Brewer, N.T. (2013) Aldolescent males’Awareness of and Willingness to Try Electronic Cigaretts. Journal of Adolescent Health, 529(2), 144-150. Polit DF, Beck CT. (2012). Nursing research: generating and assessing evidence for nursing practice. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins.


34 รูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการ พัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร The Model for Promoting Early Child : District Health Board (DHB) Mechanism Approach, Khowang District, Yasothorn Province ธนกร วอทอง Thanakorn Wothong นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอค้อวัง [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริม พัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัด ยโสธร กลุ่มเปูาหมายในการพัฒนารูปแบบ เป็นคณะกรรมการ พชอ. จ านวน 21 คน โดยการเลือก แบบเจาะจง ตัวอย่างในการประเมินผลรูปแบบฯ เป็น พชอ. และภาคีเครือข่าย 50 คน เก็บรวบรวม ข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม แบบประเมินเกณฑ์การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และแบบ ประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนา คุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร ประกอบด้วย 7 กิจกรรม คือ 1 ) การวิเคราะห์ สถานการณ์ 2) สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการด าเนินงาน 3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ พันธมิตรทุกภาคส่วน 4) จัดท าแผนปฏิบัติการภายใต้กรอบการบูรณาการความร่วมมือการพัฒนาคน ตลอดช่วงชีวิต 5 H ประกอบด้วย Heart (จิตใจดี มีวินัย) Head (เก่งคิด วิเคราะห์เป็น) Hand (ใฝุ เรียนรู้ มีทักษะ) Health (สุขอนามัยดี สุขภาพแข็งแรง) Hi-tech (ทันสมัย ก้าวหน้า รู้เท่าทัน เทคโนโลยี) 5) ด าเนินการขับเคลื่อนงานตามกลยุทธ์ PIRAB (Partner, Invest, Regulate and Legislate, Advocate, Build Capacity) 6) พัฒนาระบบบริการอนามัยแม่และเด็กของสถานบริการ สาธารณสุขให้ได้มาตรฐาน 7) เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2. ผลการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนา คุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร พบว่า มีการสร้างเปูาหมายร่วมกัน มีการวางแผน เชิงกลยุทธ์ การรับฟังและรวบรวมความคิดเห็นของประชาชน มีแผนการพัฒนาบุคลากร มีการสร้าง RO_004


Click to View FlipBook Version