85 การพัฒนาศักยภาพพระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจ าวัด เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและสร้างเสริม สุขภาพของพระสงฆ์ต าบลหัวช้าง อ าเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด The potential development of the health promotion volunteer in monks at the temple to reduce risk factors and enhance health at Hua Chang Sub-district, Chaturaphak Phiman District, Roi Et Province เฉลิม หงส์สุด Chalerm Hongsud นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน อ าเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพพระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพ ประจ าวัด เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและสร้างเสริมสุขภาพของพระสงฆ์ต าบลหัวช้าง อ าเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม PAOR กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือพระสงฆ์ใน เขตต าบลหัวช้าง จ านวน 28 รูป ระยะเวลาการศึกษาตั้งแต่ พฤศจิกายน 2565 ถึง เมษายน 2566 ผลการวิจัย พบว่า อายุของพระสงฆ์ ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 41–50 ปี คิดเป็นร้อยละ 42.58 มีสมณศักดิ์เป็นพระสงฆ์ทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 71.21 การพักอาศัยอยู่ที่วัดบ้าน คิดเป็นร้อยละ 60.71 มีจ านวนพรรษาอยู่ระหว่าง 1-10 ปี คิดเป็นร้อยละ 42.85 ใช้สิทธิบัตรทองยกเว้นค่าธรรมเนียม สิทธิย่อยพระสงฆ์ คิดเป็นร้อยละ 50.00 ระดับการศึกษา ป.ธ.4, ป.ธ.5 /มัธยมศึกษาตอนปลาย คิดเป็นร้อยละ 32.14 มีความรอบรู้ทางด้านยารักษาโรคแผนปัจจุบัน คิดเป็นร้อยละ 32.14 ได้รับ ข้อมูลที่มีผลต่อสุขภาพทางด้านการไปพบหมอ คิดเป็นร้อยละ 32.14 ส่วนของระดับความรู้ในการด านการดูแลและส่งเสริมสุขภาพของพระคิลานุปัฏฐาก (พระ อสว.) ในพื้นที่พบว่า ระดับความรู้ในการ ด้านการดูแลและส่งเสริมสุขภาพของพระคิลานุปัฏฐาก (พระ อสว.) พื้นที่อยู่ในระดับสูง มากที่สุด จ านวน 18 รูป คิดเป็นร้อยละ 64.28 รองลงมามีความรู้ระดับปานกลาง จ านวน 7 รูป คิดเป็นร้อยละ 2.50 และมีความรู้ระดับต่ า จ านวน 3 รูป คิดเป็นร้อยละ 10.71 การรับทราบบทบาทของพระคิลานุ ปัฏฐาก โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( X =2.20, S.D.=.30) จากผลการศึกษานี้สนับสนุนการน าแนว การปฏิบัติไปใช้บทบาทของพระคิลานุปัฏฐากในการปูองกันโรคเรื้อรังในพระภิกษุสงฆ์ในชุมชน ค าส าคัญ : การพัฒนาศักยภาพ,พระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจ าวัด, การสร้างเสริมสุขภาพ RO_010
86 บทน า ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีความสะดวกสบาย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ท าให้ พฤติกรรมสุขภาพเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ประชาชนชาวไทยมีปัญหาด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นทั้งสภาวะ ทางจิต โรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ ซึ่งโรคต่างๆ เหล่านี้ ได้พัฒนาขึ้นเป็นเงาตามตัว ได้แก่ โรคความ ดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานเป็น โรคทีมีอัตราการปุวยสูงที่สุด และมีแนวโน้มที่สูงขึ้นทุกปี ปัจจัย เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ส าคัญยิ่ง คือพฤติกรรมสุขภาพและวิถีชีวิตที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม (พิพัฒน์ มั่งบุญตัน, 2560) เช่นเดียวกับพระสงฆ์ จากข้อมูลการตรวจคัดกรองสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ ทั่วประเทศจ านวน 90,250 รูป โดยกรมการแพทย์ในปี พ.ศ. 2559-2560 พบว่า มีภาวะเจ็บปุวย ร้อยละ 30.6 ส่วนใหญ่ปุวยเป็นโรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคปอด และ โรคหัวใจและหลอดเลือด มีภาวะน้ าหนักเกินร้อยละ 4.5(ข่าวสดออนไลน์, 2561) ทั้งนี้เนื่องจาก พฤติกรรมสุขภาพไม่ถูกต้อง สาเหตุที่ส าคัญส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่ใส่บาตรท าบุญของประชาชนที่ยัง ขาดความรู้ ความเข้าใจและความตระหนักถึง ผลเสียต่อ การเจ็บปุวยของพระภิกษุสงฆ์ เช่น แกงกะทิ อาหารที่มีไขมันสูง ขนมหวานต่างๆเป็นต้น พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ ดื่มเครื่องดื่มชูก าลังเกิน กว่า 2 ขวดต่อวัน และดื่มน้ าสะอาดไม่ถึงวันละ 6 แก้ว ฉันอาหารสุกๆ ดิบๆ และมีการออกก าลังกาย ไม่เพียงพอ (มัณฑนา หิรัญประดิษฐ์, 2563) นอกจากนั้นยังพบว่ามีความเครียดถึงร้อยละ 54 เนื่องจากเป็นการเจ็บปุวยด้วยโรคเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง เช่น ค่า รักษาพยาบาลของพระภิกษุสงฆ์ที่เข้ารับการตรวจรักษาโรงพยาบาลสงฆ์ปี พ.ศ. 2549 เป็นจ านวน 56,499,198บาท ซึ่งถ้าพระภิกษุสงฆ์ได้รับการส่งเสริมสุขภาพและมีการดูแลสุขภาพระหว่างเจ็บปุวย ที่ดีจะลดปัญหาเหล่านี้ลงได้มาก (ไทยรัฐฉบับพิมพ์, 2561) ในการฟื้นฟูสภาพหลังการเจ็บปุวยยังพบว่าพระภิกษุสงฆ์จ านวนมากที่เจ็บปุวยด้วยโรคเรื้อรัง และมีปัญหาทางด้านการเคลื่อนไหวของร่างกายยังไม่ได้รับการเยี่ยมและฟื้นฟูสภาพอย่างถูกต้องจาก เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างจริงจัง ท าให้พระภิกษุสงฆ์ ด าเนินชีวิตไปตามล าพังเป็นสาเหตุให้พระภิกษุสงฆ์ขาดการกินยาอย่างต่อเนื่องขาดการท า กายภาพบ าบัด ขาดการส่งเสริมสุขภาพที่จ าเป็น (ปิติณัช ราชภักดี และคณะ, 2561) การดูแล สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการด ารงชีวิต แม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ที่มีญาติพี่น้องอยู่ใกล้วัดก็ขาดการดูแล เช่นกัน ส าหรับการดูแลสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ด้วยกันเองพบว่ามีน้อยมาก ส่วนใหญ่ มีเพียงถาม ทุกข์สุขเท่านั้นและมีค่าใช้จ่ายในการไปพบแพทย์ไปโรงพยาบาลหรือไปรักษาที่คลินิก ซึ่งพระสงฆ์เมื่อ ปุวยเป็นโรคเรื้อรังและเป็นพระสูงอายุ แพทย์ลงความเห็นว่าจ าเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างต่อเนื่องเมื่อ แพทย์ให้กลับไปรักษาต่อที่วัด ในอดีตที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาภิกษุอาพาธจะด าเนินการบ าบัดรักษา ที่สถานีอนามัยและโรงพยาบาลจัดบริการให้เท่านั้น ส่วนการดูแลบ าบัดรักษาด้วยตนเองที่วัดและดูแล ด้วยการสนับสนุนจากชุมชนยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน (สุชา จุลส าลี และคณะ, 2561
87 กลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน (2563) ต าบลหัวช้าง มีประชากรในความรับผิดชอบจ านวน 9,843 คน ปีงบประมาณ 2566 มีวัดในเขตรับผิดชอบ 11 แห่ง 2 ส านักสงฆ์ มีพระภิกษุสงฆ์จ านวน 25 รูป สามเณร 2 รูป ในจ านวนนั้นมีพระภิกษุสงฆ์ที่มีโรค ประจ าตัวเบาหวานและความดันโลหิตสูงจ านวน 5 รูป และมีอาการอาพาธ 2 รูป โดยมีลักษณะติด เตียงเคลื่อนไหวไปมาได้ล าบาก คิดเป็นร้อยละ 19 และ ร้อยละ 7 ตามล าดับ ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ ค่อนข้างสูง สืบเนื่องจากพื้นที่ของต าบลหัวช้างเคยจัดสรรพระภิกษุสงฆ์ไปท าการอบรมแกนน าด้าน การดูแลสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ โดยใช้ขื่อว่าพระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจ าวัด (อสว.) มา ก่อนหน้านี้ ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า พระคิลานุปัฎฐาก มีหน้าที่หลักคือ ดูแลพระภิกษุสงฆ์ ที่ มีปัญหาด้านสุขภาพ แต่ยังปัญหาคือไม่มีการกระจายทั่วถึงทั่วทุกวัดและการด าเนินกิจกรรมยังไม่ ต่อเนื่องและเป็นระบบเท่าที่ควร จากปัญหาดังกล่าวท าให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะการพัฒนาศักยภาพ “พระคิลานุปัฏฐาก” พระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจ าวัด (อสว.) คอยช่วยเหลือและสร้างเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยง คุกคามสุขภาพพระสงฆ์ต าบลหัวช้าง อ าเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด โดยเน้นการมีส่วนร่วม ของเครือข่าย ทั้งนี้เนื่องจากการจัดการกับปัญหาสุขภาพต้องอาศัยการมีส่วนร่วมหลายฝุายที่เกี่ยวข้อง และต้องท างานร่วมกันในรูปแบบเครือข่าย ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งที่เป็นเครื่องมือหรือวิธีการท างานให้มี ประสิทธิภาพ โดยใช้กลไกการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ มีการร่วมมือกันในเรื่องต่าง ๆและยังท าให้มีพลังต่อรองกับอ านาจต่างๆ ได้ดีขึ้น จึงนับว่าการมีส่วนร่วมของเครือข่ายเป็นปัจจัย ส าคัญที่สุดของการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของปัญหาและความต้องการในการดูแลสุขภาพของพระสงฆ์ใน ต าบลหัวช้าง อ าเภอจตุรพักตรพิมานจังหวัดร้อยเอ็ด 2. เพื่อพัฒนาศักยภาพพระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจ าวัด เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและสร้าง เสริมสุขภาพของพระสงฆ์ต าบลหัวช้าง อ าเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (PAOR) ระยะที่ 1 ขั้นก่อนเตรียมการ (Pre-Planning) กิจกรรมที่ 1 ศึกษาบริบทของพื้นที่ สภาพปัญหาและอุปสรรคในการด าเนินงานของพระสงฆ์ ในพื้นที่ 1) เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์พระสงฆ์ภายในวัดและจดบันทึก 2) ท าการเก็บรวบรวมข้อมูลบริบทของพื้นที่ สภาพปัญหาและอุปสรรคในการด าเนินงาน พระสงฆ์ในพื้นที่
88 กิจกรรมที่ 2 เก็บรวบรวมข้อมูลการประเมินตนเอง ก่อนด าเนินการวิจัย ท าการรวบรวมผลการประเมินตนเองตามแบบประเมินระบบ การพัฒนาพระอาสาสมัคร ส่งเสริมสุขภาพประจ าวัด (อสว.) คอยช่วยเหลือและสร้างเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงคุกคามสุขภาพ จากแบบประเมินตนเองที่พระสงฆ์ด าเนินการตอบ กิจกรรมที่ 3 ติดต่อประสานงานกับกลุ่มเปูาหมายเพื่อขอความร่วมมือ และชี้แจง รายละเอียดโครงการวิจัย 1) ประสานงานเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาคุณภาพเพื่อขอ ความร่วมมือ และ 2) ด าเนินการชี้แจงรายละเอียดและวัตถุประสงค์ของโครงการการวิจัย ระยะที่ 2 ขั้นด าเนินการวิจัย 1. ขั้นการวางแผน (Planning) กิจกรรมที่ 4 แต่งตั้งคณะท างานวิจัย จัดประชุมการสนทนากลุ่ม(Focus Group Discussion) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม จัดท าแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อ ร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาเปูาหมาย 1) ประสานงานคณะท างานวิจัยเพื่อท าการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ 2) ประชุมคณะท างานวิจัยเพื่อชี้แจงแนวคิดในการวิจัยและวางแผนการด าเนินการวิจัย 3) ผู้วิจัยน าเสนอข้อมูลการประเมินตนเองตามแบบประเมินระบบ การพัฒนาเครือข่ายของ พระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจ าวัด (อสว.) คอยช่วยเหลือและสร้างเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยง คุกคามสุขภาพ 4) ผู้ร่วมวิจัยร่วมกันเสนอวิเคราะห์ปัญหาและร่วมกันจัดท าแผนปฏิบัติการ 2. ขั้นการปฏิบัติตามแผน (Action) กิจกรรมที่ 5 การพัฒนาตามแผน เพื่อการพัฒนาคุณภาพพระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพ ประจ าวัด (อสว.) คอยช่วยเหลือและสร้างเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงคุกคามสุขภาพ ด าเนินกิจกรรมที่ระบุในแผนปฏิบัติการตามขั้นตอนและบทบาทหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่วิจัย เปูาหมาย เครือข่ายพระคิลานุปัฏฐาก ทุกวัดและส านักสงฆ์ในต าบลหัวช้างขั้นตอนและ วิธีการด าเนินงาน 3. ขั้นการสังเกตผล (Observation) กิจกรรมที่ 6 1) ประเมินผลการด าเนินงานตามแผน 2) สังเกตการณ์ การมีส่วนร่วม 3) ประเมินผลข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบประเมินตนเอง 4) ประเมินผลข้อมูลเชิงปริมาณจาก แบบสอบถาม วัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาพระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจ าวัด (อสว.) คอยช่วยเหลือ และสร้างเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงคุกคามสุขภาพ เปูาหมาย เครือข่ายพระคิลานุปัฏฐาก ทุกวัดและส านักสงฆ์ในต าบลหัวช้าง
89 4. ขั้นการสะท้อนผลการปฏิบัติการ(Reflecting) กิจกรรมที่ 7 สรุปผลการด าเนินงาน วิเคราะห์ปัจจัยความส าเร็จ และ ถอดบทเรียน เปูาหมาย- เครือข่ายพระคิลานุปัฏฐาก ทุกวัดและส านักสงฆ์ในต าบลหัวช้าง การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. จัดท าโครงร่างการวิจัย และเสนอขอพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ จากส านักงาน สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด 2. ขออนุญาตผู้อ านวยการโรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน ต าบลหัวช้าง อ าเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อตรวจสอบรายชื่อพระภิกษุ ตามวัดต่างๆ ในเขตรับผิดชอบต าบลหัวช้าง ในปี พ.ศ. 2566 3. หลังจากผ่านการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ผู้วิจัยและเจ้าหน้าที่ของ โรงพยาบาล จตุรพักตรพิมาน ต าบลหัวช้าง ชวนอาสาสมัครที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าร่วมโครงการวิจัย 4. ทีมวิจัย และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของกลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม ติดต่อ อาสาสมัครที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์โดยตรงเพื่อเชิญชวนเข้าร่วมวิจัย ชี้แจงและให้ข้อมูลเกี่ยวกับ โครงการวิจัยประกอบการตัดสินใจในการเข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ 5. ท าการส ารวจสภาพปัญหาและความต้องการด้านสุขภาพของพระสงฆ์ จากการสัมภาษณ์ 6. ผู้วิจัยชี้แจงรายละเอียดตามโครงการ การพัฒนาศักยภาพ “พระคิลานุปัฏฐาก” พระ อาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจ าวัด (อสว.) คอยช่วยเหลือและสร้างเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยง คุกคามสุขภาพพระสงฆ์ต าบลหัวช้าง อ าเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมทั้งการเก็บ รวบรวมข้อมูลและการประเมินผล แก่อาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการวิจัย 7. ประเมินผลทดสอบความรู้ตามแบบทดสอบที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น 7.1 ประเมินความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติโดยใช้แบบสอบถาม 7.2 ประเมินสภาวะการเจ็บปุวยของพระสงฆ์โดยการตรวจคัดกรองสุขภาพ 7.3 ประเมินสภาวะแวดล้อมของวัดตามแบบประเมินวัดส่งเสริมสุขภาพของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 7.4 จากการจดบันทึกการประชุม 7.5 ข้อมูลบรรยากาศการประชุมจากแบบสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้สถิติเชิงพรรณนา ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลที่ได้จาก การสังเกต จดบันทึกจากพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและผู้รับบริการ เช่น การร่วมประชุม การปฏิบัติตามบทบาทภารกิจ การประสานงาน การสร้างบรรยากาศการท างาน การสังเกตอย่างมี ส่วนร่วม แนวทางการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Work Shop) โดยเน้นแบบบันทึกผลการฝึกงาน และแบบรายงานการคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์แล้วน าเอากิจกรรม
90 ในกระบวนการดังกล่าวน ามาวิเคราะห์ถอดบทเรียนและตีความ เพื่อน ามาสรุปเชื่อมโยงความสัมพันธ์ เชิงเหตุผลในประเด็นที่ศึกษา ผลการวิจัย 1. ระดับความรู้ในการด้านการดูแลและส่งเสริมสุขภาพของพระคิลานุปัฏฐาก (พระ อสว.) พื้นที่ อยู่ในระดับสูง มากที่สุด จ านวน 18 รูป คิดเป็นร้อยละ 64.28 รองลงมามีความรู้ระดับปานกลาง จ านวน 7 รูป คิดเป็นร้อยละ 2.50 และมีความรู้ระดับต่ า จ านวน 3 รูป คิดเป็นร้อยละ 10.71 ดัง ตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ระดับความรู้ในการด้านการดูแลและส่งเสริมสุขภาพของพระคิลานุปัฏฐาก (พระ อสว.) ระดับความรู้ในการดานการดูแล และส่งเสริมสุขภาพของพระคิลานุปัฏฐาก กลุ่มตัวอย่าง (n=28) การแปลผล จ านวน ร้อยละ ความรู้ระดับสูง คะแนนมากกว่า ร้อยละ 80 18 64.28 ความรู้ระดับสูง ความรู้ระดับปานกลาง คะแนนอยู่ระหว่าง ร้อยละ 60-79 7 25.00 ความรู้ระดับ ปานกลาง ความรู้ระดับต่ า คะแนนต่ ากว่า ร้อยละ 60 3 10.71 ความรู้ ระดับต่ า 2. การรับทราบบทบาทของพระคิลานุปัฏฐาก โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( X =2.20, S.D.=0.30) ดังตารางที่ 2
91 ตารางที่ 2 การรับทราบบทบาทของพระคิลานุปัฏฐาก การด าเนินกิจกรรมและเข้าถึงบทบาท พระคิลานุปัฏฐาก จ านวน (ร้อยละ) X แปลผล มาก ปาน กลาง น้อย (S.D.) การสื่อสารสาธารณะเรื่องสุขภาพของ พระสงฆ์ เช่น การพัฒนา Line Facebook Chat Application Media ด้านสุขภาพ ต่างๆ 10 (35.70) 9 (32.15) 9 (32.15) .90 (1.30) ระดับน้อย การให้บริการสาธารณสุขเบื้องต้นแก่ พระสงฆ์ในวัดและในพื้นที่ 12 (42.85) 10 (35.73) 6 (21.42) 1.10 (.90) ระดับน้อย รวม X = 2.20 S.D. = .30 ปานกลาง ข้อเสนอแนะ (Suggestion) น าเสนอใน 3 ประเด็น ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1.1 รัฐบาลควรจัดให้เป็นนโยบายหรือข้อก าหนดไว้ในธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ตาม ข้อบัญญัติสุขภาพให้ชัดเจน จากนั้นท าการสื่อสารให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเป็นนโยบาย สาธารณะโดยทั่วกัน 1.2 ควรมีการท าแผนในการพัฒนาสุขภาพของพระสงฆ์ให้เป็นวาระแห่งชาติมีคณะกรรมการ ทุกภาคส่วน ให้มีรูปแบบการด าเนินงานที่ชัดเจนมากขึ้นและระบุหน่วยงานในการรับผิดชอบหลักที่ เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น 1.3 ควรมีการประเมินผลการด าเนินงานด้านสุขภาพพระสงฆ์อย่างต่อเนื่องและมีการสื่อสาร แจ้งให้ภาคฆราวาททราบโดยทั่วกัน 2. ข้อเสนอแนะส าหรับผู้ปฏิบัติ 2.1 ควรจะมีการจัดการรณรงค์ให้ประชาชน ฆราวาท กรรมการหมู่บ้าน ผู้น าในชุมชน ให้ เห็นความส าคัญร่วมกันดูแลสุขภาพพระสงฆ์ โดยการสร้างเจตคติในการถวายภัตราหารที่เป็น ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนเกิดการบูรณาการร่วมกัน ซึ่งได้มีข้อแนะน าส าหรับ การมีส่วนร่วมของประชาชนที่น าเสนอในรูปแบบวัดส่งเสริมสุขภาพ 2.2 วางแผนดูแลสุขภาพของพระสงฆ์โดยก าหนดกิจกรรมและวิธีการดูแลส่งเสริมสุขภาพให้ พระสงฆ์ส่งเสริมสภาพแวดล้อมภายในวัด รวมทั้งสนับสนุนให้พระสงฆ์ใส่ใจในการดูแลสุขภาพตนเอง มากยิ่งขึ้น โดยมีแกนน าเป็นพระคิลานุปัฏฐากหรือพระ อสว.เป็นพี่เลี้ยงแล้วขายผลในวัดต่อไป ซึ่ง
92 เป็นสิ่งที่เจ้าอาวาสและพระผู้ใหญ่ ควรตระหนักถึงความส าคัญและส่งเสริมให้พระลูกวัดพึงปฏิบัติตาม ค าแนะน าดังกล่าวเพื่อให้เหมาะสมตามจริยวัตรและดีต่อสุขภาพ 2.3 ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากที่สุดในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ในปัจจุบัน นอกจากพระส่งเสริม สุขภาพประจ าวัด (อสว.) แล้วยังมีคณะกรรมการวัด ผู้น าชุมชน และชาวบ้าน ร่วมด้วย ดังนั้นการให้ ความรู้และความเข้าใจการดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวมของพระสงฆ์ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก จะช่วยให้การด าเนินงานของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถส่งเสริมสุขภาพของพระสงฆ์ได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2.4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ ทุกภาคส่วนจะต้องมีการทบทวนบทบาทใน ส่วนที่เกี่ยวข้อง และองค์กรสงฆ์เองต้องทบทวนเรื่อง ข้อปฏิบัติ ตลอดจนถึงธรรมะวินัยของสงฆ์และ ส่งเสริมการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกันทุกหน่วยงานควรจะต้องมีการประสานการมีส่วน ร่วมกันอย่างจริงจัง เพื่อเอื้อให้พระสงฆ์เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมและมีสุขภาพดีได้ในที่สุด 3. ข้อเสนอแนะส าหรับการวิจัยต่อไป 3.1 ในการศึกษาพัฒนาเครือข่ายคิลานุปัฏฐากในการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ตลอดทั้งแนะน า ฆราวาส ในการวิจัยครั้งนี้พบว่ามีบางปัจจัยที่ต้องศึกษาในจ านวนที่มากกว่านี้เช่น ประเภทของวัด นิกาย (วัดบ้าน/วัดปุา)เนื่องจากมีบริบทที่แตกต่างกัน เป็นต้น นอกจากนี้ควรศึกษาปัจจัยที่ หลากหลายเพิ่มมากขึ้น และในการศึกษาครั้งต่อไป และควรเก็บรวบรวมข้อมูลของปัจจัยเหล่านี้ให้ มากขึ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนดูแลสุขภาพ ให้เหมาะสม 3.2 ควรมีการเน้นถึงศึกษาและพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในส่วนพระสงฆ์ที่อาพาธ โดยเฉพาะที่อาพาธเรื้อรัง หรือ เป็นระยะสุดท้ายในการด ารงชีพ สมณะ ในแต่ละด้านตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เพื่อลดการกลับเป็นซ้ าหรือความรุนแรงของโรคให้ มีการลดลง 3.3 ควรมีการศึกษาถึงรูปแบบในการส าเร็จในการด าเนินงานของพระคิลานุปัฏฐาก รวมทั้ง ผลลัพธ์ผลกระทบ ในการด าเนินอีกในโอกาสข้างหน้าต่อไป
93 บรรณานุกรม มินตรา สาระรักษ์และคณะ. (2560). ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเจ็บปุวยด้วยโรคเรื้อรังของ พระภิกษุสงฆ์ อ าเภอวารินชาราบ จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. 19(1):37–48. พิพัฒน์ มั่งบุญตัน. (2560). การศึกษาบทบาทพระภิกษุสงฆ์ในการสนับสนุนการพัฒนาสังคมไทย ยุด ประเทศไทย 4.0 ของพระภิกษุสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่. วารสาร มจร.หริภุญชัยปริทรรศน์. 1(1):23–30. ข่าวสดออนไลน์. (2561). มหาเถรสมาคม จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก ส่งเสริมสุขภาพประจ าวัด. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2562 จาก https://www.khaosod.co.th/amulets/news_760688/ มัณฑนา หิรัญประดิษฐ์. (2563). พฤติกรรมการรับประทานอาหารของพระภิกษุสงฆ์ในเขตยานนาวา. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต ส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ. ไทยรัฐฉบับพิมพ์. (2561). มหาเถรสมาคมประกาศขับเคลื่อน “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ” พ.ศ.2560. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2562 จาก https://www.thairath.co.th/news/local/1340087/ ปิติณัช ราชภักดี และคณะ. (2561). พฤติกรรมการดูแลสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ในเขตเทศบาลนคร อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี. 26(3). 199-207. สุชา จุลส าลี และคณะ. (2561). ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการบริโภคกับระดับน้ าตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือดและ ค่าดัชนีมวลกายของพระภิกษุสงฆ์ในจังหวัดสมุทรปราการ. วารสาร มฉก.วิชาการ. 21(42):107-121 กลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน. (2563). รายงานผลการตรวจ สุขภาพพระสงฆ์ ต าบลหัวช้าง. ร้อยเอ็ด: ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด. ศรีเมือง พลังฤทธิ์. (2562). สถานะสุขภาพและแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ อ าเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 37(2):133–42 อรุณ จิรวัฒน์กุล. (2557). ชีวสถิติส าหรับงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ. ภาควิชาชีวสถิติส าหรับ งานวิจัยและด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ. ขอนแก่น: คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
94 การพัฒนารูปแบบการป้องกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของเยาวชนใน โรงเรียน ผ่านกลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน อ าเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น The Development of Model for Preventing Injuries and Death from Road Accidents among Youth in Schools through the Road Safety Operations Center Nong Ruea District, Khon Kaen ธวัชชัย ค าป้อง Thawatchai Kampong รพ.สต.บ้านเหมือดแอ่ อ าเภอหนองเรือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการปูองกันการ บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของเยาวชนในโรงเรียน ผ่านกลไกศูนย์ปฏิบัติการความ ปลอดภัยทางถนน อ าเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น โดยเคลื่อน“จุดจัดการ”ผ่านกลไกการขับเคลื่อน ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอ าเภอ (ศปถ.อ าเภอ) ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบฯ (PAOR) ระยะที่ 3 ประเมินผล ศึกษาใน 1) คณะกรรมการ ศปถ.อ าเภอ อปท. ผู้น า ชุมชน รวม 30 คน 2) ครู สภานักเรียน ผู้น านักเรียน และผู้ปกครอง จ านวน 37 คน ด าเนินการปี 2565-2566 เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินทัศนคติ และข้อมูลจากโรงพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา ผลการศึกษา ปี 2562-2564 เยาวชน 15-19 ปี สัดส่วนเกิดอุบัติเหตุทางถนน ร้อยละ 15.6, 16.8 และ 17.4 ตามล าดับ ใช้รถจักรยานยนต์มาโรงเรียน ร้อยละ 21.1 อายุน้อยกว่า 15 ปี ร้อยละ 27.6 จึงสะท้อนข้อมูลใน ศปถ.อ าเภอ ได้รูปแบบ MOU 1) M=MOU บันทึกข้อตกลงความ ร่วมมือ 3 ร. (โรงเรียน โรงงาน รัฐ) 2) O=Organization: ขับเคลื่อนมาตรการองค์กร 3) U= Unity: ท างานเป็นทีม สร้าง “เจ้าภาพ” คณะอนุกรรมการด้านเด็กและเยาวชน มาตรการความปลอดภัย สถานศึกษา มาตรการรถรับ-ส่งนักเรียน โรงเรียน TSY Program ผลประเมิน 1) อบรมและสอบ ใบอนุญาตขับขี่ในนักเรียน 2) ฐานข้อมูลรถรับ-ส่งนักเรียน 3) ชมรมผู้ประกอบการรถรับ-ส่งนักเรียน 4) กลุ่มไลน์ก ากับติดตาม เยาวชนเกิดอุบัติเหตุปี 2564-2565 ลดลงร้อยละ 10.89 ไม่เสียชีวิต การ ขับเคลื่อน MOU Model ผ่าน ศปถ.อ าเภอ เน้นสร้างเจ้าภาพ สามารถเสริมการปูองกันอุบัติเหตุทาง ถนนของเยาวชนในโรงเรียนได้ ค าส าคัญ: การพัฒนารูปแบบ, อนุกรรมการด้านเด็กและเยาวชน, จุดจัดการ, เจ้าภาพ RO_0011
95 บทน า การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาส าคัญส่งผลต่อความสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจที่ทั่วโลกให้ความส าคัญ อ าเภอหนองเรือเป็นอ าเภอที่มีปัญหาการเสียชีวิตจาก อุบัติเหตุทางถนน เป็นอันดับ 6 ใน 26 อ าเภอของจังหวัดขอนแก่น “จุดจัดการ” ปัญหาอุบัติเหตุทาง ถนนที่ส าคัญได้แก่ ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระดับอ าเภอ (ศปถ.อ าเภอ) (ศูนย์ อ านวยการความปลอดภัยทางถนน, 2554) บูรณาการ การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ(พชอ.) การจัดตั้ง “ศปถ.อปท.” ครบทั้ง 13 แห่ง จากการด าเนินงาน ในปีงบประมาณ 2559-2564 พบว่า จ านวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 55.54 แต่พบว่า กลุ่มอายุเยาวชน 15-19 ปี มี สัดส่วนเกิดอุบัติเหตุทางถนน ร้อยละ 15.6, 16.8 และ 17.4 ตามล าดับ (โรงพยาบาลหนองเรือ, 2566) ซึ่งแนวโน้ม การด าเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในเด็กและเยาวชน จึงมีความ จ าเป็นในการที่จะต้องเคลื่อน “จุดจัดการ” ให้กับ”เจ้าภาพ”ที่มีความเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน กลุ่มดังกล่าวในการแก้ไขปัญหา คือ โรงเรียน ครู และนักเรียน ซึ่งต้องฝึกอบรมเด็กและเยาวชน แต่ อย่างไรก็ตามต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านกลไก ศปถ.อ าเภอ ที่ จึงได้พัฒนารูปแบบ การด าเนินงานแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ในเด็กและเยาวชน ร่วมกันวิเคราะห์สภาพปัญหา ปรับปรุงพัฒนาการ ในการปูองกันและลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน วัตถุประสงค์ของการวิจัย การพัฒนารูปแบบการปูองกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของเยาวชนใน โรงเรียน ผ่านกลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน อ าเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น วิธีด าเนินการศึกษาวิจัย รูปแบบการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาและประเมินผล รูปแบบการปูองกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของเยาวชนในโรงเรียน ประยุกต์ใช้ แนวคิด PAOR (Kemmis S, Mc Taggart R.,1982) ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง คณะกรรมการ ศปถ.อ าเภอ อปท. ผู้น าชุมชน 30 คน 2) ครู สภานักเรียน ผู้ใหญ่บ้าน นักเรียน และกรรมการชมรมผู้ปกครอง จ านวน 37 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง
96 การเก็บรวบรวมข้อมูล เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินทัศนคติการขับขี่ ข้อมูลการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากโรงพยาบาล หนองเรือ ข้อมูล 3 ฐาน (Open Data, 2566) และแบบสอบถามเชิงลึกในการสนทนากลุ่ม โดย อธิบายขั้นตอนการด าเนินงาน ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น และให้แสดงความสมัครใจในการร่วมเป็นกลุ่ม ตัวอย่างด้วยค าพูดตอบรับ ขั้นตอนการด าเนินการวิจัย 1. ระยะที่1 ศึกษาสถานการณ์ปัญหา การวิเคราะห์สภาพปัญหาการบาดเจ็บและเสียชีวิต จากอุบัติเหตุทางถนนในเยาวชนที่ผ่านมาในปีงบประมาณ 2562-2564 2. ระยะที่2 การด าเนินการวิจัย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน การวางแผน ปฏิบัติตามแผน สังเกตการณ์ และสะท้อนผลลัพธ์ (P-A-O-R) 3. ระยะที่ 3 การสรุปและประเมินผล การวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการศึกษา ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหาการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน จ านวนครั้งและจ านวนผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องใน ปีงบประมาณ 2559-2564 ลดลงร้อยละ 55.54และ57.24 จ านวนผู้เสียชีวิตค่อนข้างคงที่ ดังภาพที่ 1 ปีงบประมาณ 2562-2564 พบว่า เยาวชนอายุ 15-19 ปี เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทาง ถนนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ ร้อยละ 15.6, 16.8 และ 17.4 ตามล าดับ ดังภาพที่ 1 และ 2 866 867 737 698 577 385 16 19 17 17 12 12 1125 1124 895 828 716 481 0 500 1000 1500 2559 2560 2561 2562 2563 2564 จ านวนครั้งอุบัติเหตุ จ านวนเสียชีวิต จ านวนบาดเจ็บ เชิงเส้น (จ านวนครั้งอุบัติเหตุ) 0.00 5.00 10.00 15.00 20.00 0-4 5-9 10-14 15-19 20-24 25-29 30-34 35-39 40-44 45-49 50-54 55-59 60ปีขึ้นไป 2561 2562 2563 2564 ภาพที่ 1 จ านวนผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และจ านวนครั้ง การเกิดอุบัติเหตุ ปี 2559-2564 ภาพที่ 2 สัดส่วนการบาดเจ็บและเสียชีวิตจาก อุบัติเหตุทางถนนสูงจ าแนกตามกลุ่ม อายุ ปี 2561-2564
97 การส ารวจการเดินทางมาโรงเรียนของนักเรียน จ านวน 602 คน เพศหญิง ร้อยละ 70.86 อายุเฉลี่ย 14.77 ปี (S.D.61) มัยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 61.96 ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ร้อยละ 75.08 อายุเฉลี่ยที่เริ่มขับขี่รถจักรยานยนต์11.84 ปี (S.D.2.66) สอนการขับขี่รถจักรยานยนต์โดยพ่อ แม่ ร้อยละ 48.45 หัดขับขี่ด้วยตนเอง 128 คน (ร้อยละ 28.32) เดินทางมาโรงเรียนสูงสุดคือรถรับส่งนักเรียน จ านวน 335 คน (ร้อยละ 55.65) ชนิดของรถรับ-ส่งเป็นรถสองแถว 219 คน (ร้อยละ 65.37) จ านวนเพื่อนนักเรียนที่ร่วมเดินทางเฉลี่ย 19.66 คน (Min 2, Max 60) อายุเฉลี่ยคนขับรถรับส่งนักเรียน 51.26 ปี (Min 19, Max 75) ขับขี่รถจักรยานยนต์มาโรงเรียนเอง จ านวน 127 คน (ร้อย ละ 21.10)อายุน้อยกว่า 15 ปี ร้อยละ 27.56 อายุ15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 72.44 มีใบอนุญาตขับขี่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 2.36 สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งร้อยละ 8.33 ค่ามัธยฐานระยะทางจากบ้าน ถึงโรงเรียน ไป-กลับ 20.00 กิโลเมตร (Min 2, Max 70) เคยประสบอุบัติเหตุระหว่างขับขี่ ร้อยละ 29.13 ดัดแปลงสภาพรถ ร้อยละ 7.09 ผู้ปกครองมาส่งด้วยรถจักรยานยนต์ จ านวน 36 คน (ร้อยละ 5.98) ผู้ปกครองสวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง 14 คน (ร้อยละ 38.89) เด็กที่นั่งซ้อนท้ายสวมหมวกทุกครั้ง 10 คน (ร้อยละ 27.78) ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบ ได้น าข้อมูลในระยะที่ 1 มาสะท้อนข้อมูลกลับในการร่วมกันแก้ไขปัญหา เชิงระบบ (คน รถ ถนน สิ่งแวดล้อมทั้งกายภาพและสังคม) โดยวงจร PAOR 2 วงรอบได้รูปแบบ MOU 1. M=MOU จัดท าบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนมาตรการองค์กรใน 53 หน่วยงาน ครอบคลุม 3ร. (โรงเรียน โรงงาน รัฐ) การสร้าง “เจ้าภาพ” โดยศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทาง ถนนอ าเภอหนองเรือ ดังนี้1) สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ และ/หรือซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์2) ไม่ขับ ขี่รถเมื่อดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์3) ไม่ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายก าหนด และ 4) ไม่น า รถจักรยานยนต์ที่มีสภาพไม่ปลอดภัยมาขับขี่บนทาง 2. O=Organization: ขับเคลื่อนมาตรการองค์กร 1) ก าหนดมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา 18 แห่ง โดยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ เสียที่เกี่ยวข้องในกระบวนการก าหนดมาตรการ 2) ก าหนดมาตรการความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน โดยการมีส่วนร่วมของภาคี เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งชมรมผู้ประกอบการรถรับ-ส่งนักเรียน 3. U= Unity: การท างานเป็นทีมทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม โดยมี“เจ้าภาพ” ได้แก่ 3.1) การแต่งตั้งคณะท างาน “อนุกรรมการเด็กและเยาวชน”ขับเคลื่อนกลไกเชื่อมโยงกับ ศปถ.อ าเภอ
98 3.2) โรงเรียน TSY Program ตามหลักสูตร มนุษย์ปัจจัย “ทักษะคิดเอาชีวิตรอดภัยบนท้อง ถนน” Thailand Safe Youth (TSY Program) 3.3) ส านักงานขนส่งจังหวัดขอนแก่น แห่งที่ 2 อบรมหลักสูตรการจัดท าใบขับขี่ให้กับเด็ก และเยาวชนในสถานศึกษาตามโครงการ “นักเรียนรุ่นใหม่ มีใบขับขี่” 3.4) ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)การอบรมหลักสูตร Story telling และ Nudge theory ในแกนน าอนุกรรมการเด็กและเยาวชน 3.5) ชมรมผู้ประกอบการรถรับส่งนักเรียน ก าหนดมาตรการความปลอดภัยของรถรับ-ส่ง นักเรียนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีฯ ระยะที่ 3 การประเมินและสรุปผล สรุปและอภิปรายผล การพัฒนารูปแบบการปูองกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนจากการใช้ รถจักรยานยนต์ในเด็กและเยาวชน ปี 2565-ปัจจุบัน โดยเคลื่อน “จุดจัดการ” จาก ศปถ.อ าเภอที่ เข้มแข็ง เป็น สถานศึกษา ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านกลไก ศปถ.อ าเภอ ประกาศ เป็นมาตรการปูองกันอุบัติเหตุในนักเรียนและนักศึกษา สะท้อนข้อมูลใน ศปถ.อ าเภอ ได้รูปแบบ MOU 1) M=MOU บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 3 ร. (โรงเรียน โรงงาน รัฐ) 2) O=Organization: ขับเคลื่อนมาตรการองค์กร 3) U= Unity: ท างานเป็นทีม สร้าง “เจ้าภาพ” เกิดอนุกรรมการเด็กและ เยาวชน โครงการนักเรียนรุ่นใหม่มีใบขับขี่ มาตรการรถรับ-ส่งนักเรียน ผลประเมิน 1) อบรมและสอบ ใบอนุญาตขับขี่ในนักเรียน 2) การอบรม Nudge Theory และ Story Telling 3) ฐานข้อมูลรถรับ-ส่ง นักเรียน 4) ชมรมผู้ประกอบการรถรับ-ส่งนักเรียน 5) กลุ่มไลน์ก ากับติดตาม เยาวชนเกิดอุบัติเหตุปี 2564-2565 ลดลงร้อยละ 10.89 สอดคล้องกับสุรางค์ศรี ศีตมโนชญ และคณะ (2557) การพัฒนา รูปแบบการแก้ไขปัญหาการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรอย่างมีส่วนร่วมโดยอาศัยทรัพยากรและ ศักยภาพในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต พบจ านวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุบริเวณจุดเสี่ยงที่ได้รับการแก้ไขลดลง จ านวนผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 37.00 เมือเปรียบเทียบกับปี 2550 ดัชนีการเสียชีวิตลดลงจาก 0.0133 เป็น 0.0087 ในการขับเคลื่อนการปูองกันอุบัติเหตุทางถนนด้วย MOU Model ผ่าน ศปถ.อ าเภอ เน้นสร้างเจ้าภาพ ก าหนดเปูาหมาย ทิศทางด าเนินงาน มีการติดตาม นิเทศ เสริมพลัง และสะท้อน ข้อมูลกลับให้ “เจ้าภาพ” สามารถเสริมการด าเนินงานปูองกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ทางถนนของเยาวชนในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
99 ข้อเสนอแนะและการน าไปใช้ประโยชน์ การขยายผลรูปแบบการป้องกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของเยาวชนใน โรงเรียน ไปใช้ในพื้นที่ที่มีบริบทใกล้เคียงกัน ตลอดจนน าเสนอสะท้อนผลการวิจัยต่อที่ประชุม คณะกรรมการ ศปถ.อ าเภอ ศปถ.อปท และคณะกรรมการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับ ท้องถิ่น เพื่อบรรจุไว้ในแผนงาน/ โครงการประจ าปีทุกปีต่อไป บรรณานุกรม ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปูองกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. 2554. (2554). ราชกิจจานุเบกษา 128, ตอนพิเศษ 4ง (ลงวันที่ 14 มกราคม 2554). ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับพื้นที่ พ.ศ.2561. (2561). ราชกิจจา นุเบกษา เล่มที่ 135, ตอนพิเศษ 54ง (ลงวันที่ 9 มีนาคม 2561). โรงพยาบาลหนองเรือ. (2566). รายงานจ านวนครั้งการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน อ าเภอหนองเรือ. เอกสารอัดส าเนา. ศูนย์อ านวยการความปลอดภัยทางถนน. (2554). แผนที่น าทางเชิงกลยุทธ์ทศวรรษแห่งความ ปลอดภัยทางถนน พ.ศ.2554-2563. กรุงเทพฯ: กรมปูองกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝุายเลขานุการคณะกรรมการ ศูนย์อ านวยการความปลอดภัยทางถนน. ส านักโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข. (2559). รายงานประจ าปี 2558. นนทบุรี: ส านัก โรคไม่ติดต่อ. สุรางค์ศรี ศีตมโนชญ์, วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์, ลักขณา ไทยเครือ, อรชร อัฐทวีลาภ. (2557). การพัฒนา รูปแบบการแก้ไขปัญหาการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรอย่างมีส่วนร่วมโดยอาศัยทรัพยากร และศักยภาพในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต. วารสารวิชาการสาธารณสุข; 23(4):580-92. Kemmis S, Mc Taggart R. (1982). The Action Research Planner. Deakin University Press: Victoria. Open Data. (2566). ข้อมูลผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนจากระบบบูรณาการข้อมูลการตายจาก อุบัติเหตุทางถนน. https://data.go.th/dataset/rtddi.
100 ประเภทงานวิจัยประกวด น าเสนอด้วยโปสเตอร์ Research : Poster Presentation
101 การพัฒนากระบวนการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพต าบลในประเด็นการส่งเสริมสุขภาพ อนามัยแม่และเด็ก พื้นที่ศึกษาต าบลเชียงเพ็ง อ าเภอปุาติ้ว จังหวัดยโสธร Development of a process model for driving health constitutions in specific areas on the issue of Promotion of maternal and child health of Chaingpeng Sub-district, Patiu District, Yasothon Province สมชาย หาริกะ2 , วารินทร์ ภูดรม่วง2 , สุกานดา ฟองเมือง1 , และพรพิไล วรรณสัมผัส1 1 ส ำนักงำนสำธำรณสุขอ ำเภอป่ำติ้ว 2 โรงพยำบำลส่งเสริมสุขภำพต ำบลลบ้ำนเซซ่ง บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพต าบล ในประเด็นการส่งเสริมสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก อ าเภอปุาติ้ว จังหวัดยโสธร เพื่อประเมินความพึงพอใจ และรวบรวมข้อเสนอแนะในการพัฒนาธรรมนูญสุขภาพต าบล ในประเด็นการส่งเสริมสุขภาพอนามัยแม่ และเด็ก ของอ าเภอปุาติ้ว จังหวัดยโสธร มีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองเด็กอายุ 0 –5 ปี และหญิงตั้งครรภ์ ทุกคนในพื้นที่ต าบลเชียงเพ็ง อ าเภอปุาติ้ว จังหวัดยโสธร จ านวน 117 คน และกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้มีส่วน ได้ส่วนเสีย จ านวน 20 คน รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ เคมมิส และแม็กแท็กการ์ท จ านวน 3 วงรอบ โดยแต่ละวงรอบประกอบด้วย ขั้นตอน 4 ขั้นตอน ดังนี้คือ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตและการ สะท้อนผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการรวบรวม จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์เนื้อหา จ านวน ร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่าการพัฒนากระบวนการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพต าบล ในประเด็นการส่งเสริม สุขภาพอนามัยแม่และเด็ก พื้นที่ศึกษาต าบลเชียงเพ็ง อ าเภอปุาติ้ว จังหวัดยโสธร เป็นรูปแบบการ ด าเนินงานของภาครัฐที่มีกระบวนการถ่ายทอดสู่การปฏิบัติจริงและเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ โดยการ ขับเคลื่อนผ่านการท างานของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับต าบล (พชต.) ซึ่งมี 5 ขั้นตอนดังนี้ขั้น ที่ 1 การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การบูรณาการความร่วมมือการขับเคลื่อนวาระ : เด็กปุาติ้ว ไอคิวเกิน 100ขั้นที่ 2 พัฒนาความร่วมมือ ผ่าน “กลไก 6 ช.” ขั้นที่ 3 ยกร่างของธรรมนูญสุขภาพต าบล เชียงเพ็งขั้นที่ 4 ประชาคมเพื่อขอความคิดเห็นของคนในพื้นที่ ขั้นที่ 5 ประกาศใช้ธรรมนูญสุขภาพต าบล ในประเด็นการส่งเสริมสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก ด้านความพึงพอใจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจ ภาพรวมต่อการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพต าบล ในประเด็นการส่งเสริมสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก พื้นที่ ศึกษาต าบลเชียงเพ็งอยู่ในระดับมากที่สุด ร้อยละ 93.16 โดยมีข้อเสนอแนะในการพัฒนาคือ ความต่อเนื่อง ในการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะเครือข่าย และผู้ปกครอง รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณ โดยเฉพาะการ ด าเนินการกองทุนอาหารเสริมเพื่อหญิงตั้งครรภ์และเด็ก ค าส าคัญ : ธรรมนูญสุขภาพ, อนามัยแม่และเด็ก, การขับเคลื่อน, การส่งเสริมสุขภาพ RP_001
102 รูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการปูองกันอุบัติเหตุทางถนน ต าบลนาสวรรค์ อ าเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ สุพัตรา ค าสุวรรณ Supattra Kamsuwan โรงพยำบำลส่งเสริมสุขภำพต ำบลนำสวรรค์ บทคัดย่อ กระบวนการขับเคลื่อนการปูองกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายต าบล นาสวรรค์ มีวัตถุประสงค์1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยการเกิดอุบัติเหตุทางถนน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการ จัดการอุบัติเหตุทางถนน และ 3) ทดลองใช้รูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการปูองกัน อุบัติเหตุทางถนน และเพื่อประเมินผลการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการ ปูองกันอุบัติเหตุทางถนนต าบลนาสวรรค์ โดยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย กลุ่มขับเคลื่อนและสร้างรูปแบบในการแก้ไข ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในชุมชน (ภาคีเครือข่าย) 36 คน และกลุ่มต้นแบบการลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อ การเกิดอุบัติเหตุทางถนน (อสม.) 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือ 5 ชิ้น ใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา ก าหนดปัญหา และก าหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา ขับเคลื่อนกลไก คณะท างานสู่ผลลัพธ์ และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบประเมินความรู้ก่อนหลัง เรื่องกฎหมายจราจร และพรบ.รถ และแบบบันทึกการสวมหมวกนิรภัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired Simples T-test ผลการวิจัย พบว่า สถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนต าบลนาสวรรค์ เป็นต าบลทางผ่าน สัญจรระหว่างอ าเภอโซ่พิสัยไปยังตัวเมืองจังหวัดบึงกาฬ และเป็นเส้นทางของรถบรรทุกขนส่งน้ า ยางพาราไปยังโรงงาน ซึ่งมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายครั้งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายทางด้านร่างกาย ทรัพย์สิน และชีวิต มีจุดเสี่ยงส าคัญที่มีอุบัติเหตุบ่อย คือโค้งบ้านหนองตอ-นาแวง และบริเวณสี่แยก หมู่ 1 บ้านนาสวรรค์ ซึ่งสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุเกิดจาก ถนนไม่มีไฟส่องสว่าง ถนนลื่นน้ ายางพารา เป็นบริเวณที่มีการมองเห็นจ ากัด และด้านบุคคลพบว่า ผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็ว และความประมาท และมีพฤติกรรมเสี่ยงคือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อค ร้อยละ 87.27 ผลการประเมิน ความรู้เกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยทางถนนอย่างมีส่วนร่วมของแกนน า อสม. พบว่า หลังการ เข้าร่วมวิจัย ( X =17.75, S.D.=1.23) สูงขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมวิจัย ( X =8.95, S.D.=1.57) อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เกิดรูปแบบการจัดการความปลอดภัยทางถนนอย่างมีส่วนร่วม คือ 6 ก. สู่ความปลอดภัยถนนต าบลนาสวรรค์ ค าส าคัญ : การขับเคลื่อน, ความปลอดภัยทางถนน, การมีส่วนร่วม, ภาคีเครือข่าย RP_002
103 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการปูองกันตนเอง ในผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ปุวยวัณโรค อ าเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว Correlation Between Health Literacy and Self Protective Behavior among Household Contacts of Pulmonary Tuberculosis Patients in Khao Chakan District, SaKaeo Province เสกสิทธิ์ บุญพร้อม Seksit Boonprom ส ำนักงำนสำธำรณสุขอ ำเภอเขำฉกรรจ์ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรม การปูองกันตนเองในผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ปุวยวัณโรค อ าเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เป็นการวิจัยเชิง พรรณนา (Descriptive Research) กลุ่มตัวอย่างคือผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ปุวยวัณโรคปอด อ าเภอเขาฉกรรจ์ จ านวน 192 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุดและค่าต่ าสุด และการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 67.70อายุเฉลี่ย 35.77 ปี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,937.50 บาท ส่วนใหญ่ศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 42.20 มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 54.20ส่วนใหญ่มี อาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 40.10กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในระดับปานกลาง ร้อยละ 90.10รองลงมาคือระดับต่ า ร้อยละ 9.90ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า เพศ และอาชีพ มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการปูองกันตนเองในผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ปุวยวัณโรค อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P-value < .05) การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ ความเข้าใจข้อมูลและบริการสุขภาพที่เพียงพอ และการตัดสินใจด้าน สุขภาพ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปูองกันตนเองในผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ปุวยวัณโรค ในเชิงบวกระดับ น้อยมาก อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P-value < .05 r=.157 r= .16 และ .19) แต่ในส่วนอายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส รายได้ต่อเดือน การตอบโต้ซักถามแลกเปลี่ยนความรู้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และ การบอกต่อและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลสุขภาพข้อมูล ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการปูองกันตนเองในผู้ สัมผัสร่วมบ้านผู้ปุวยวัณโรคควรมีช่องทางให้ผู้สัมผัสร่วมบ้านผู้ปุวยวัณโรค รวมถึงผู้ดูแลผู้ปุวยวัณโรคใน ชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบและระบุช่องทางการสื่อสารข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลสุขภาพสู่ชุมชน โดยเน้นการเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย รวมถึงช่วยตัดสินใจและสามารถน าไปใช้ได้จริง ควรเน้นการกระตุ้นเตือน บ่อยๆในการตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงวัณโรค รวมถึงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในชุมชนในทุกช่องทาง ค าส าคัญ : ผู้สัมผัสร่วมบ้าน, ผู้ปุวยวัณโรค, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, พฤติกรรมการปูองกันตนเอง RP_003
104 การพัฒนาหมู่บ้านและครัวเรือนต้นแบบในการจัดการขยะแบบมีส่วนร่วม ต าบลหนองนกทา อ าเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี Development of Participatory Waste Management Model Nongnoktha Subdistrict, Khemmarat District, Ubon Ratchathani Province ภูวนันท์ จันทร์ดอนแดง Puwanun Chandondaeng รพ.สต.หนองนกทำ อ ำเภอเขมรำฐ จังหวัดอุบลรำชธำนี บทคัดย่อ การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกลไกคณะท างานในการขับเคลื่อนการจัดการขยะที่มุ่งบรรลุ เปูาหมายและผลลัพธ์การด าเนินงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพแกนน า อาสาสมัครในการคัดแยกขยะใน ครัวเรือน และสร้างมาตรการจัดการขยะระดับครัวเรือน ระดับชุมชน และระดับต าบล โดยมีกิจกรรม 1) ประชุมชี้แจงท าความเข้าใจโครงการ บทบาทหน้าที่คณะท างาน 2) ประชุมขับเคลื่อนการ ด าเนินงาน 3) จัดท าและรวบรวมข้อมูลด้านการจัดการขยะในชุมชนและต าบล 4) ประชาคมและ สร้างมาตรการ รายงานปัญหาและประเมินสถานการณ์ขยะ 5) อบรมเชิงปฏิบัติการการคัดแยกขยะใน ระดับครัวเรือน 6) ประเมินผล ติดตามการคัดแยกขยะในครัวเรือนของกลุ่มแกนน าอาสาสมัคร 7) ประชุมสรุปผลการด าเนินงานและก าหนดมาตรการการจัดการขยะในครัวเรือนและชุมชน 8) เวทีสรุป บทเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบฟอร์มการเก็บข้อมูลขยะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า การด าเนินงานและก าหนดนโยบายด้านการ จัดการขยะของท้องถิ่น หลังด าเนินงานโครงการ ได้มีการจัดเก็บปริมาณขยะ ใน 1 สัปดาห์ พบปริมาณ ทั้งหมด 6,928.30 กก/สัปดาห์ จ าแนกเป็น ขยะอินทรีย์ 2,800.20 กก. , ขยะรีไซเคิล 1,583.30 กก., ขยะอันตราย 1,083.40 กก และขยะทั่วไป 1,461 กก. ซึ่งลดลงประมาณ 47.39% เมื่อเทียบกับปริมาณขยะก่อนด าเนินโครงการ หลังสิ้นสุดโครงการทางคณะท างานยังด าเนินการ ประชาสัมพันธ์โครงการต่อเพื่อที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้ เข้าใจ และร่วมมือจัดการและคัดแยก ขยะอย่างเหมาะสมและให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากขยะได้สูงสุด และลดปริมาณขยะในชุมชนลง ค าส าคัญ : ครัวเรือนต้นแบบหมู่บ้าน, การจัดการขยะ, การมีส่วนร่วม RP_004
105 การยกระดับกระบวนการมีส่วนร่วมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ ต าบลรัตนวาปี อ าเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ปี 2566 อภิชาติ เมืองไชย ผอ.รพ.สต.โพนแพง ธงชัย บุตรวงษ์ นายอ าเภอรัตนวาปี พนม เพ็งวิชัย สาธารณสุขอ าเภอรัตนวาปี บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการความปลอดภัยทางถนนแบบมีส่วนร่วมผ่านกลไกต าบลขับขี่ปลอดภัย ของชุมชน โรงเรียน และพัฒนาต าบลต้นแบบและขยายไปต าบลอื่นๆ กระบวนการจัดการสร้างความ ปลอดภัยทางถนนแบบมีส่วนร่วมต าบลรัตนวาปี อ าเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ผู้ร่วมวิจัย ประกอบด้วย นายอ าเภอรัตนวาปี สาธารณสุขอ าเภอรัตนวาปี ผู้อ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบล (ผอ.รพ.สต.) โพนแพง ผู้อ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลรัตนวาปี บุคลากรด้านสาธารณสุข ต ารวจ ก านัน ผู้น าชุมชน โรงเรียนบ้านนาชุมช้าง อาสาสมัครสาธารณสุข ประจ าหมู่บ้าน เก็บข้อมูลโดยการท าแบบทดสอบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ศึกษา ระหว่างเดือน มกราคม พ.ศ.2566 ถึงเดือน เมษายน 2566 ผลการศึกษา พบว่า ต าบลรัตนวาปี อ าเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย แบ่งการปกครอง ออกเป็น 12 หมู่บ้าน 3,164 หลังคาเรือน ประชากร 8,149 คน (เพศชาย 4,128 คน เพศหญิง 4,021 คน) จากการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาจากอุบัติหตุทางถนน ปี 2563 - 2566 พบว่าจ านวน ผู้บาดเจ็บมีแนวโน้มลดลง คือ 3,1,5 และ 2 คน ตามล าดับ จ านวนผู้เสียชีวิต คือ 3, 0, 1 และ 1 ราย ตามล าดับ ผลการเฝูาระวังการบาดเจ็บช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2566 พบการเกิดอุบัติเหตุทางถนน และช่วง 7 วันอันตรายระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2566 เกิดอุบัติเหตุทางถนนจ านวน 2 ครั้ง ผู้บาดเจ็บจ านวน 2 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต สาเหตุที่พบส่วนใหญ่เกิดจากผู้ขับขี่ขาดความตระหนักในการ ปูองกันอุบัติเหตุ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด คือ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 65.10 รองลงมาคือ รถยนต์ ร้อยละ 4.91 ช่วงอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงที่สุด ในช่วงอายุ 16-25 ปี ร้อยละ 41.00 รองลงมาคือช่วงอายุ 0-5 ปี และ 26-35 ปี ร้อยละ 15.00 เวลา ที่เกิดอุบัติเหตุสูงที่สุดคือ ช่วงเวลา 18.00-22.00 น. รถจักรยานยนต์ทั้งหมด 5,543 คัน ท าพรบ.ร้อยละ 10.19 ได้รับค่าสินไหมสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิต ร้อยละ .20 กระบวนการจัดการปูองกันและลด อุบัติเหตุทางถนน และเพิ่มความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งมีการขับเคลื่อนผ่านระบบ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ (พชอ.) โดยมีภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการจัดการ ทุกกระบวนการ ท าให้การด าเนินงานมีประสิทธิภาพ ผลการประเมินความรู้จากแบบทดสอบก่อนและ หลังอบรมพบว่า นักเรียนมีความรู้มากขึ้นสามารถน าไปใช้ในการขับขี่พาหนะ สร้างความปลอดภัยต่อไป ค าส าคัญ : การยกระดับ, กระบวนการมีส่วนร่วม, ผู้ประสบภัยจากรถจักรยานยนต์ RP_005
106 การพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนอ าเภอฆ้องชัย เมืองอาหารปลอดภัย ภายใต้การด าเนินงานการ พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ (พชอ.) อ าเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ Development of moving model of Khong Chai district on the city of food safety under the implementation development quality of life district level operation at Khong Chai district, Kalasin province มยุรี สุวรรณโคตร นักวิชำกำรสำธำรณสุขช ำนำญกำร ส ำนักงำนสำธำรณสุขอ ำเภอฆ้องชัย บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อท าการศึกษาการพัฒนารูปแบบ การขับเคลื่อนอ าเภอฆ้องชัย เมืองอาหารปลอดภัย ภายใต้การด าเนินงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต ระดับอ าเภอ (พชอ.) อ าเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบบ Input – Output Model ในกลุ่มคณะกรรมการ พชอ. ระดับอ าเภอ จ านวน 20 คน โดย คัดเลือกแบบเจาะจง ระยะเวลาในการศึกษาระหว่างเดือน พฤษภาคม - มิถุนายน 2566 (2 เดือน) เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า กระบวนการพัฒนารูปแบบการ ขับเคลื่อนอ าเภอฆ้องชัย เมืองอาหารปลอดภัยฯ ด้วยรูปแบบการด าเนินงาน 7 ขั้นตอน ดังนี้ (1) ศึกษาบริบทและสภาพปัญหาการด าเนินงานด้านอาหารปลอดภัยในพื้นที่ (2) การประชุมเชิง ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (3) การจัดแผนการปฏิบัติการ (4) การด าเนินงานด้วยกิจกรรม ดังนี้ การ คัดกรองตรวจหาระดับสารเคมีในเลือดเกษตรกร การส่งเสริมความรอบรู้ด้านอาหารปลอดภัย และ การพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ต่อการปฏิบัติเพื่อปูองกันอันตรายจากการใช้สารเคมี และ สารพิษในอาหาร (5) การสังเกตการณ ์แบบมีส่วนร่วม พร้อมการติดตามสนับสนุนการด าเนินงานใน พื้นที่ต้นแบบ (6) การประเมินการแบบมีส่วนร่วมในพื้นที่ต้นแบบอาหารปลอดภัย และ (7) การถอด บทเรียนปัจจัยแห่งความส าเร็จ ซึ่งพบว่ามีพื้นที่ต้นแบบในการเข้าร่วมการประเมินอาหารปลอดภัย ภายใต้การด าเนินงานของ พชอ. จ านวน 8 แห่ง การศึกษาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการขับเคลื่อนอ าเภอฆ้องชัย เมืองอาหารปลอดภัย ภายใต้การด าเนินงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ (พชอ.) ภายใต้ข้อสรุปการด าเนินงานด้วย K-FRAMES ซึ่งเกิดจากการถอดบทเรียนแบบมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และให้ผลลัพธ์ด้านอาหาร ปลอดภัย ในพื้นที่อ าเภอฆ้องชัย ค าส าคัญ : การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ (พชอ.), อาหารปลอดภัย RP_006
107 ประสิทธิภาพสมาธิบ าบัด SKTกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง ต าบลโคกคอน อ าเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย Efficiency of meditation (SKT) therapy to reduce blood pressure in People at Risk of Hypertension Khokkhon District , Thabo District, Nong khai Province ศิริชัย ชำติหนอง Sirichai Chatnongton รพ.สต.โคกคอน อ ำเภอท่ำบ่อ จังหวัดหนองคำย บทคัดย่อ ความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส าคัญและถือว่าเป็น“ภัยเงียบ”จากรายงาน สสจ. หนองคาย อัตราปุวยรายใหม่ ปีงบประมาณ 2561 – 2565 เท่ากับร้อยละ 13.0, 14.3, 14.8, 8.48 และ 15.31 ผลการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ปี 2566 ต าบลโคกคอน ประชากร 2,284 คน พบ ปกติ 1,706 (74.70%) เสี่ยง 480 (21.02%) สงสัยปุวย 98 (4.30%) การวิจัยกึ่งทดลอง 2 กลุ่ม เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิตก่อนและหลัง กลุ่มเสี่ยงสูงคือระดับความดันโลหิตค่าบนเกิน 139 มิลลิเมตรปรอท หรือระดับความดันโลหิตค่าล่าง เกิน 89 กลุ่มตัวอย่าง 57 คน โดยกลุ่มควบคุม 22 คน กลุ่มทดลอง 35 คน ใช้สมาธิบ าบัด SKT เป็นเวลา 16 สัปดาห์ กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2566 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมานใช้สถิติ Paired – Samples T-test คุณลักษณะส่วนบุคคล เพศชาย ร้อยละ 50.90 อายุมากกว่า 60 ปี ร้อยละ 25.00 Min 37 Max 80 Mean= 58.30 สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 64.90 ดัชนีมวลกาย ระหว่าง 25-29.9 ร้อย ละ 33.30 พฤติกรรมชอบรสหวานน้อยกว่า 3 วัน ร้อยละ 45.60 รสเค็ม 3-5 วัน ร้อยละ 66.70 ไม่ สูบบุหรี่ ร้อยละ 68.70 ไม่ดื่มสุรา ร้อยละ 61.40 ออกก าลังกาย 3-5 วัน ร้อยละ 71 มี ความเครียด 3-5 วัน ร้อยละ 71.10 ค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิตตัวบน และตัวล่าง ความดันค่าบน และค่าล่างลดลง 5.83 3.48 มิลลิเมตรปรอท อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P-value < .001) ค าส าคัญ : สมาธิบ าบัด, กลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูง RP_007
108 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงจากการใช้สารเคมีก าจัดศัตรูพืชของเกษตรกร ต าบลรัตนวาปี อ าเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย Factors related behaviors from Using pesticides in Rattanawapi Sub-district, Rattanawapi District, Nongkhai Province เอกพล นิลเกตุ, พนม เพ็งวิชัย และพรพิมล เนตรแสงศรี ส ำนักงำนสำธำรณสุขอ ำเภอรัตนวำปี บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาความรู้ การรับรูโอกาสเสี่ยง ความสามารถ ปูองกันตนเองและพฤติกรรมจากการใชสารเคมีก าจัดศัตรูพืชของเกษตรกร และปจจัยที่มีความ สัมพันธกับพฤติกรรมการใชสารเคมีก าจัดศัตรูพืชของเกษตรกร ต าบลรัตนวาปี อ าเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย กลุมตัวอยาง 178 คน เก็บขอมูลโดยใชแบบสอบถาม วิเคราะหขอมูลดวยสถิติเชิง พรรณนา หาค่าร้อยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานหาค่าความสัมพันธ์ ผลการวิจัย พบวา เกษตรกรสวนใหญเปนเพศชาย รอยละ 62.90 อายุ 21-40 ป รอยละ 64.30 รายไดเฉลี่ยตอเดือน 10,001–50,000 บาท รอยละ 36.50 ระดับการศึกษามัธยม รอยละ 48.20 ความรูเกี่ยวกับอันตรายจากการใชสารเคมีก าจัดศัตรูพืชระดับต่ า การรับรูโอกาสเสี่ยงตออันตรายจาก การใชสารเคมีก าจัดศัตรูพืชระดับต่ า การรับรูความสามารถของตนเองในการปองกันอันตรายจากการ ใชสารเคมีก าจัดศัตรูพืชระดับต่ า และพฤติกรรมการปองกันอันตรายจากการใชสารเคมีก าจัดศัตรูพืช ระดับปานกลาง จากการศึกษาความสัมพันธ พบวา ความรู้ การรับรู้โอกาสเสี่ยงและความสามารถใน การปูองกันตนเอง จากสารเคมีก าจัดศัตรูพืชมีความสัมพันธกับพฤติกรรมการใชสารเคมีก าจัดศัตรูพืช ค าส าคัญ : ความรู้, การปูองกันตนเอง, พฤติกรรมเสี่ยงจากสารเคมีก าจัดศัตรูพืช RP_008
109 รูปแบบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ปุวยจิตเวชโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุภาพต าบลหาดแพง อ าเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม อัญญารัตน์ อุดมเดชาเวทย์ โรงพยำบำลส่งเสริมสุขภำพต ำบลหำดแพง บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการส่งเสริมคุณภาพ ชีวิตผู้ปุวยจิตเวชโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อประเมินผลการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมคุณภาพ ชีวิตผู้ปุวยจิตเวชโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และศึกษาปัจจัยแห่งความส าเร็จและโอกาสการพัฒนา รูปแบบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ปุวยจิตเวชโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบลหาดแพง อ าเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม รวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเชิงปฏิบัติการ แบบมีส่วนร่วม จากกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 1 คน ได้มาจาก กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เป็นผู้ปุวย จิตเวชที่ต้องเฝูาระวังสูงสุด ที่มีปัญหาซับซ้อนยุ่งยาก เก็บรวบรวมข้อมูลในปีงบประมาณ 2565 พบว่า 1. กระบวนการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ปุวยจิตเวชโดยการมีส่วนร่วมของ ชุมชนประกอบไปด้วย 1) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนา ตระหนักถึงความส าคัญในการดูแล ผู้ปุวยจิตเวชในชุมชนร่วมกัน 2) การท างานเป็นทีมสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในชุมชน 2. ผลของการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ปุวยจิตเวช 1) การเสริมพลังชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และสังคมในการพัฒนาร่วมกัน 2) การคืนข้อมูลสู่ชุมชน เพื่อร่วมกันระบุปัญหา และถอดบทเรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาร่วมกัน 3) การน างานด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ปุวยจิตเวชไปบูรณาการ กับกิจกรรมและวัฒนธรรมของชุมชน 4) การมีส่วนร่วมในชุมชน ทั้งเครือข่ายจากภาครัฐและ ภาคเอกชน ได้แก่ เทศบาลต าบลหาดแพง, วัด, ชุมชน, โรงเรียน, โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านหาดแพง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหาดแพง 3. ปัจจัยแห่งความส าเร็จ โอกาสการพัฒนา 1) ชุมชนมีความเข้มแข็ง ผู้น า ผู้บริหารให้ ความส าคัญ 2) การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ปุวยจิตเวชมีความสอดคล้องกับวิถี ชุมชน 3) มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการร่วมคิดวางแผน ร่วมท า ร่วม เรียนรู้ ร่วมประเมินผล 4) โอกาสพัฒนาน าไปประยุกต์ใช้กับผู้ปุวยกลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มโรคซึมเศร้า กลุ่มคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ปุวยโรคเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิต ผลการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ปุวยจิตเวชโดยการมีส่วนร่วมของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุภาพต าบลหาดแพง อ าเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ในครั้งนี้ภาคีเครือข่าย เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนา ท าให้เกิดผลส าเร็จ หลังการพัฒนาเกิดเครือข่ายและ ผู้ปุวยจิตเวชมีคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น ค าส าคัญ : คุณภาพชีวิต, การมีส่วนร่วมของชุมชน, ผู้ปุวยจิตเวช RP_009
110 ผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายด้วยการฝึกกิจกรรมแบบเฉพาะเจาะจงแบบเป็นวงจร (Task-oriented Circuit Training) ต่อความสามารถในการเดินและการทรงตัวในผู้ปุวย โรคหลอดเลือดสมอง พื้นที่ต าบลบ้านบัว อ าเภอเมืองบุรีรัมย์จังหวัดบุรีรัมย์ ภรณ์ทิพย์ เกียรติธนบดี นักกำยภำพบ ำบัดปฏิบัติกำร รพ.สต.บ้ำนบัว อ ำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายด้วยการฝึกกิจกรรม แบบเฉพาะเจาะจงแบบเป็นวงจรต่อความสามารถในการเดินและการทรงตัว ในผู้ปุวยโรคหลอดเลือด สมอง วิธีการศึกษา ศึกษาผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง 1 ราย วัดผลก่อนหลังการทดลอง เริ่มเก็บ ข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2566 ถึงเดือน มิถุนายน 2566 เกณฑ์คัดเข้าผู้ปุวยอายุ 40-80 ปี วินิจฉัยว่า เป็นโรคหลอดเลือดสมองอย่างน้อย 6 เดือน เดินได้อิสระโดยใช้หรือไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน สื่อสาร เข้าใจปฏิบัติตามได้ เกณฑ์คัดออกเจ็บปุวยด้วยโรคทางระบบประสาทอื่นๆ มีการผ่าตัดช่วง 6 เดือนที่ ผ่านมา มีภาวะที่เป็นอุปสรรคต่อการออกก าลังกาย ข้ออักเสบรุนแรง มีความบกพร่องด้านการได้ยิน หรือการเห็น จากนั้นเข้าสู่โปรแกรมออกก าลังกายการฝึกกิจกรรมแบบเฉพาะเจาะจงเป็นวงจร แบ่งเป็นส่วนแรกฝึกเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางล าตัวและกล้ามเนื้อขา ส่วนที่ 2 ฝึก สมรรถนะในการเดิน แต่ละสถานีใช้เวลา 3 นาที พักระหว่างสถานี 1 นาที มีการอบอุ่นร่างกาย ก่อนหลัง 5 นาที ทั้งหมด 50 นาทีต่อครั้ง จ านวน 20 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ฝึกโดยนัก กายภาพบ าบัด 2 ครั้งต่อสัปดาห์ อาสาสมัครฟื้นฟูที่บ้าน 3 ครั้ง/สัปดาห์ ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วและ ความซับซ้อน ความหนักของการออกก าลังกาย สามารถหยุดพักได้ตามที่ต้องการ จากนั้นประเมิน ความก้าวหน้าโดยใช้แบบประเมิน 30-STS, TUGTและ10 Meter Walk Test ผลการวิจัย พบว่าผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองมีความแข็งแรงของก าลังกล้ามเนื้อขามากขึ้น เป็น 8, 13 ครั้งตามล าดับ ผู้ปุวยมีการทรงตัวที่ดีขึ้น เสี่ยงต่อการหกล้มลดลง เป็น 16.83, 13.94 วินาที ตามล าดับ ผู้ปุวยสามารถเดินได้เร็วขึ้นและมีแนวโน้มสามารถเดินในชุมชนได้อย่างปลอดภัย เพิ่มมากขึ้น เป็น .42, .78 เมตร/วินาทีสรุปได้ว่าผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองระยะเรื้อรังมี ความสามารถในการเดินและการทรงตัวหลังการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นจากการมีส่วนร่วมของนักกายภาพบ าบัด และอาสาสมัครฟื้นฟูผู้ปุวย ท าให้ผู้ปุวยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง สามารถเดินในบ้านหรือชุมชนได้ อย่างปลอดภัย มั่นใจมากขึ้น และลดจ านวนการล้มขณะเดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ค าส าคัญ : การฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย, การฝึกกิจกรรมแบบเฉพาะเจาะจงแบบเป็นวงจร RP_010
111 ผลของการส่งเสริมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือน ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลห้วยเหียม อ าเภอปากชม จังหวัดเลย The Effect of Promotion of Household Wastes Management in the Area of Huai Hiam Sub-district Health Promoting Hospital, Pak Chom District, Loei Province. เย็นตา พรหมดี นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ รพ.สต.ห้วยเหียม สสอ.ปำกชม จังหวัดเลย บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการส่งเสริมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนใน เขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลห้วยเหียม อ าเภอปากชม จังหวัดเลย เป็นการวิจัยกึ่ง ทดลอง (Quasi Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest – Posttest Design) เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ (Systematic Sampling) จ านวน 36 คน ด าเนินการระยะเวลา จ านวน 3 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม เกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนตามแนวคิด 3R วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติPaired Samples T-test ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนน ความรู้ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนตามแนวคิด 3R ก่อนและหลังการ ส่งเสริมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล ห้วยเหียม อ าเภอปากชม จังหวัดเลย แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P-value <.001) โดยกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจากก่อนการส่งเสริมการจัดการขยะมูลฝอยใน ครัวเรือน และมีคะแนนพฤติกรรมเกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนตามแนวคิด 3R เพิ่มขึ้น จากก่อนการส่งเสริมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือน ข้อเสนอแนะสามารถน าผลการศึกษาวิจัยไป เป็นข้อมูลส าหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นแนวทาง ปฏิบัติในส่งเสริมการจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือนเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถที่จะจัดการกับ ปัญหาขยะมูลฝอยในครัวเรือนของตนเองได้ อีกทั้งยังมุ่งหวังให้ ปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยในชุมชน ลดลง ค าส าคัญ : การจัดการขยะมูลฝอยในครัวเรือน, แนวคิด 3R, ขยะมูลฝอย RP_011
112 ประเภทงาน R2R ประกวด : น าเสนอด้วยโปสเตอร์ Routine to Research : Poster Presentation
113 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ในคลินิกโรคเรื้อรัง รพ.สต.บ้านห้วยยางดง ปี พ.ศ.2566 ศิริพร ภูพานไร่ รพ.สต.บ้านห้วยยางดง อ าเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ บทคัดย่อ โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส าคัญโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็น ปัญหาสาธารณสุขที่ส าคัญ ส่งผลให้ปุวยเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างมาก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล บ้านห้วยยางดง อ าเภอหนองกุงศรีจังหวัดกาฬสินธุ์มีผู้ปุวยที่เป็นเบาหวานทั้งหมด จ านวน 136 คน ควบคุมระดับน้ าตาลได้ 119 คน คิดเป็นร้อยละ 87.50 ควบคุมระดับน้ าตาลไม่ได้ จ านวน 17 คน คิด เป็นร้อยละ 12.50 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านห้วยยางดง ต าบลโคกเครือ อ าเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ได้เห็นความส าคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ปุวยเบาหวานที่มารับบริการ โดยมีการ ตรวจสุขภาพช่องปากผู้ปุวยเบาหวาน เดือนละ 1 ครั้ง ให้ทันตสุขศึกษาและส่งต่อเพื่อการ รักษาตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตามผู้ปุวยเบาหวาน มีแนวโน้มปัญหาของช่องปากเพิ่ม ขึ้น รวมทั้งมี พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากไม่ เหมาะสม จากการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่อง ปากของผู้ปุวยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านห้วยยางดง อ าเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์พบว่า ผู้ปุวยเบาหวานชนิดที่ 2 จ านวน 136 คน มีค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการดูแล สุขภาพช่องปากของผู้ปุวยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เท่ากับ 4.07 + 0.57 โดยส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมระดับ ดีมาก ร้อยละ 79.41 และ ระดับพอใช้ ร้อยละ 20.59 ตามล าดับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม การดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ปุวยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รพ.สต.บ้านห้วยยางดง อ าเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์รายได้ (r=-.397, P-value<0.001) รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือน (r=.192, Pvalue= .025) ระยะเวลาเป็นเบาหวาน (r=-.305, P-value <.001) การสูญเสียฟันตั้งแต่เป็นเบาหวาน (r=-.416, P-value<.001) ประวัติการเข้ารับบริการทันตกรรม (r=-.364, P-value<.001) และ ความ พึงพอใจในสุขภาพช่องปาก (r=-.632, P-value<.001) ค าส าคัญ : ผู้ปุวยเบาหวานชนิดที่ 2, พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก, คลินิกโรคเรื้อรัง R2R_001
114 การศึกษาประสิทธิผลการติดตามเยี่ยมบ้านผู้ป่วยโควิด 19 ในกลุ่มผู้สูงอายุที่กักตัวที่บ้าน โดยทีมสหวิชาชีพในชุมชนอ าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ วิภาวดี นิพลรัมย์ นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ โรงพยาบาลกระสัง อ าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลการติดตามเยี่ยมบ้าน ผู้ปุวยโควิด 19 ในกลุ่มผู้สูงอายุที่กักตัวที่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปุวยโควิด 19 ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป วินิจฉัยโรค U071-U072 จ านวน 151 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือน ธันวาคม 2565 – พฤษภาคม 2566 เครื่องมือที่ใช้1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบติดตามเยี่ยมบ้านผู้ปุวยโควิด 19 INHOMESSS (ของวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย) 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่ม ตัวอย่างเป็นเพศชาย ร้อยละ 47.68 เพศหญิง 52.32 อายุเฉลี่ย 65 ปีมีโรคประจ าตัวร้อยละ 70.20 ผู้ปุวยโควิด 19 สามารถเคลื่อนไหวท ากิจวัตรประจ าวันได้เองร้อยละ 91.39 สภาพสิ่งแวดล้อมมีที่กักตัว แยกกักได้ร้อยละ 100 ได้รับยาและกินยาถูกต้องร้อยละ 94.70 ผู้ปุวยไม่มีอาการรุนแรงหรือ Readmit ร้อยละ 96.69 และไม่พบผู้ปุวยโควิดเสียชีวิต ซึ่งอัตราการเสียชีวิตของผู้ปุวยโควิดจากตัวชี้วัดของ กระทรวงเปูาหมาย <1% เห็นได้ว่าเป็นผลมาจากการที่ผู้ปุวยได้รับการคัดกรองได้เร็ว รักษาเร็วและมี การติดตามเยี่ยมบ้านอย่างต่อเนื่อง ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 98.86 ดังนั้น การ ติดตามเยี่ยมบ้านผู้ปุวยโควิด19 ในกลุ่มผู้สูงอายุจึงมีความส าคัญอย่างมากต่อการประเมินอาการอย่าง ต่อเนื่องของผู้ปุวย กระบวนการดูแลดังกล่าว เป็นการเฝูาระวังอาการผู้ปุวยโควิด 19 ส่งผลให้ผู้ปุวยโค วิดในชุมชนไม่เกิดอาการรุนแรง หรือหากมีอาการรุนแรงก็สามารถดูแลอย่างรวดเร็วได้ข้อเสนอแนะ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีการเฝูาระวังและดูแลผู้ปุวยโควิดกลุ่มผู้สูงอายุ ที่อยู่ในชุมชนอย่าง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในการปูองกันโรคในพื้นที่ร่วมด้วย โดยจัดกิจกรรม ประชาสัมพันธ์ ให้ทราบถึงสถานการณ์ระบาดในชุมชน ให้ความรู้ เพื่อน าไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในการดูแล ผู้ปุวย และสามารถไปใช้ในการปูองกันโรคอื่น ๆ ได้ ค าส าคัญ : การติดตามเยี่ยมบ้าน, ผู้ปุวยโควิด 19, ผู้สูงอายุที่กักตัวที่บ้าน, ทีมสหวิชาชีพ R2R_002
115 พลิกวิกฤต COVID-19 สู่ค่าชดเชย 1.7 ล้าน ผ่านระบบ E-Claim online สปสช. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านห้วยยางดง อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ ปีพ.ศ.2565 – 2566 วัชรินทร์ พรมขวัญ นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ รพ.สต.บ้านห้วยยางดง ต าบลโคกเครือ อ าเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยแห่งความส าเร็จในการ บันทึกข้อมูลผู้ปุวย COVID-19 ผ่านระบบ E-Claim Online จากระบบรายงาน UC Statement ได้รับ ค่าชดเชย 1.7 ล้าน ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล (รพ.สต.) บ้านห้วยยางดง ต าบลโคกเครือ อ าเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยใช้ทฤษฎีความส าเร็จ (Achievement Needs (nAch)) ของ McClelland และการใช้ทรัพยากรที่มีคือ People Ware, Hardware, Software ระยะเวลาการวิจัย 1 กุมภาพันธ์ 2565 – มกราคม 2566 กรณีศึกษาความส าเร็จในการบันทึกข้อมูลผู้ปุวย COVID-19 ผ่านระบบ E-Claim Online จากระบบรายงาน UC Statement ของ รพ.สต.บ้านห้วยยางดง กลุ่มเปูาหมายและผู้ร่วมวิจัยได้แก่ ผู้ปุวยยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ที่อยู่ใน กลุ่มสีเขียว ที่กลับมาดูแลรักษาตัวที่บ้านจ านวน 455 ราย ผลการวิจัยพบว่า : รวบรวมข้อมูลจาก ทะเบียนผู้มารับบริการ COVID-19 และ Family Folder จ าแนกตามประเภทการเข้ารับบริการ และ บันทึกในระบบ E-Claim Online ของ สปสช. ตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูล และยืนยันข้อมูลโดย การส่งหลักฐาน Pre Audit พร้อมรวบรวมรายงานการจัดสรรค่าชดเชยจาก UC Statement ขั้นตอนที่ 1 : รวบรวมข้อมูลจากทะเบียนผู้มารับบริการ COVID-19 และ Family Folder จ าแนกตามประเภท การเข้ารับบริการ พร้อมบันทึกในระบบ E-Claim Online ของ สปสช. และตรวจสอบข้อมูล โดย รวบรวมได้ทั้งหมดในการศึกษาครั้งนี้พบผู้ปุวยทั้งหมดจ านวน 455 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.19 จาก ประชากรทั้งหมด (ประชากรกลางปีเท่ากับ 10,855 คน) ขั้นตอนที่ 2 : ศึกษาระบบการบันทึกข้อมูล ผ่าน E-Claim Online ของ สปสช. ขั้นตอนที่ 3 : ตรวจสอบรายงานค่าชดเชยบริการ ที่คาดว่าจะได้รับ การจัดสรรจาก ระบบ UC Statement เพื่อน ามาเทียบกับฐานข้อมูลจริงที่มีอยู่รองรับค่าชดเชยที่จะ จัดสรรตามมา ขั้นตอนที่ 4 : เมื่อตรวจสอบรายงานค่าชดเชยบริการ ที่คาดว่าจะได้รับการจัดสรรนั้นไม่ ถูกต้อง น าเข้าสู่กระบวนการขอยื่นอุทธรณ์ หากการจัดสรรนั้นไม่ตรงกับผลงานที่ท าจริง ซึ่งสามารถยื่น อุทธรณ์ได้ตามวัน เวลา ที่ทาง สปสช.ก าหนดไว้ ในการศึกษาครั้งนี้ผลที่ได้กลับมาคือได้รับเงินค่าชดเชย บริการมากถึง 1.7 ล้านบาท สรุปผลการศึกษา : ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ – กันยายน 2565 เป็น ช่วงเวลาที่ทาง สปสช.ให้ รพ.สต.ท าการดูแลผู้ปุวย COVID – 19 ที่เป็นผู้ปุวยในกลุ่มสีเขียวแล้วมากัก ตัวที่บ้านแบบ HI และสามารถบันทึกค่าชดเชยได้ผ่านโปรแกรม E-Claim Online โดยการคีย์แล้วได้ เงินมากถึง 1.7 ล้าน มีทั้งหมด 8 ประเภท ประเภทที่ได้รับการจัดสรรมากสุดคือ ประเภทที่ 1 คือค่า ดูแลรักษาผู้ปุวยในที่พัก (HI) ได้รับเงินมากถึง 790,000 บาท (46.47%) โดยใช้ทฤษฎีความส าเร็จ (Achievement Needs (nAch)) ของ McClelland และการใช้ทรัพยากรที่มีคือ People Ware, Hardware, Software ค าส าคัญ : E-Claim online, UC Statement, People Ware, Hardware, Software R2R_003
116 การพัฒนารูปแบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต จากการใช้ยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนต าบลหูท านบ อ าเภอปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ สมบูรณ์ แดงดี นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ โรงพยาบาลปะค า อ าเภอปะค า จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ สถานการณ์ปัจจุบันที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปรากฏทางสังคมทั้งในครอบครัวหรือ ประชาชนทั่วไป พบว่า ผู้ก่อเหตุส่วนหนึ่งเป็นผู้ปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใช้ยาเสพติด เมื่อกลุ่มคน เหล่านี้อยู่ในชุมชนหรือครอบครัว มีปัญหาขาดการรักษาต่อเนื่อง ขาดยา ไม่ยอมรับการรักษาหรือกลับไป ใช้ยาเสพติดจึงอาจท าให้เกิดอาการก าเริบ มีพฤติกรรมก้าวร้าวและก่อความรุนแรงต่อตนเองหรือผู้อื่น ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สร้างความหวาดกลัวและก่อให้เกิด ความเดือดร้อนในชุมชนซึ่งสถานการณ์ผู้ปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใช้ยาเสพติดท าร้ายตนเอง บุคคล ในครอบครัว และประชาชน ทั่วไปในหมู่บ้าน/ชุมชน สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ท าให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของรัฐ จากการลงพื้นที่ หมู่ 1 7 8 10 16 18 พบว่าจ านวน 11 รายเพศชาย 8 ราย คิดเป็น 72.72 % เพศหญิง 3 ราย คิดเป็น 27.27 % สารเสพติดที่ใช้ยาบ้า 11 ราย คิดเป็น 100% ปัญหาที่พบ ขาดยา + ใช้สารเสพติด 3 ราย ทานยาไม่ต่อเนื่อง + ใช้สารเสพติด 4 ราย ไม่ขาดยา + แต่ยังใช้สารเสพติด 3 คน ไม่ขาดยา ไม่ใช้สาร เสพติด 1 ราย ภาคีเครือข่ายในพื้นที่/ชุมชนที่ผ่านการอบรมมีความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะในการ ปูองกันและแก้ไขปัญหาผู้มีอาการทางจิตจากการใช้ยาเสพติด ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ชุมชนมีระบบกลไก การปูองกันและเฝูาระวังปัญหายาเสพติด รวมทั้งติดตามดูแลผู้ปุวยที่มีอาการทางจิตจากการใช้ยาเสพติด ลดปัญหาการก่อเหตุความรุนแรงต่อตนเองและผู้อื่นเพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชนมีความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สังเกตพฤติกรรมหลังการกินยาแล้วผู้ปุวยมีอาการดีขึ้นหรือไม่ ผู้ปุวยที่มีอาการทางจิต ๑๑ ราย ใน 3 รายที่ ขาดยามีการประสานงานโรงพยาบาลปะค าเพื่อรับยาต่อเนื่อง ในส่วน 4 ราย ที่ ทานยาไม่ต่อเนื่องมีการให้ญาติเป็นคนที่น ายาให้ทานและทานยาต่อหน้าญาติเพื่อให้ความเชื่อมั่นว่าทาน ยาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยส าคัญที่จะท าให้ผู้ปุวยหายจากอาการทางจิตคือการทานยาที่แพทย์สั่งอย่าง ต่อเนื่อง รวมทั้งครอบครัวและชุมชนดูแลเอาใจใส่ไม่ ในกรณีที่ไม่ขาดยา ผู้ขาดยา ผู้ที่ทานยาไม่ต่อเนื่อง และยังใช้สารเสพติดอยู่ก็ให้มีผู้น าชุมชนหรือผู้ได้รับอนุญาติจากญาติให้เป็นผู้ด าเนินการตรวจสารเสพติด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในกรณีที่ยังเลิกไม่ได้ให้ประสานงานมายังภาคีเครือข่ายหรือในกรณีที่มีการ Refer ไป โรงพยาบาลเฉพาะทางก็มีหน่วยงานปกครองอ าเภอในการช่วยรับ-ส่งผู้ปุวย (กรณีไม่มีรถ) ในส่วนของ การฟื้นฟู กรณีที่สามารถควบคุมอาการได้ อปท.ก็มีแหล่งเงินทุนเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพให้มี รายได้และไม่กลับไปใช้สารเสพติดอีก ค าส าคัญ : ผู้ปุวยที่มีอาการทางจิต, การใช้ยาเสพติด, การมีส่วนร่วมของชุมชน R2R_004
117 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรค ผ่าน DOT Line โดยการมีส่วนร่วม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านห้วยยางดง ต าบลโคกเครืออ าเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ วัชรินทร์ พรมขวัญ, เมธาพร ภูทอง นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ รพ.สต.บ้านห้วยยางดง อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการดูแล ผู้ปุวยวัณโรค ผ่าน DOT Line โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านห้วยยางดง ต าบลโคกเครือ อ าเภอ หนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ตามแนวคิดของ Kemmis และ Mctaggart กลุ่มเปูาหมายและผู้ร่วม วิจัยคือ ผู้ปุวยวัณโรครายใหม่ ปี 2565 –2566 14 คน แกนน า อสม. TB 15 คน ผู้ดูแลผู้ปุวยวัณโรค จ านวน 14 คน พยาบาลวิชาชีพที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้ปุวยวัณโรคในชุมชน 1 คน จนท. รพ.สต.บ้านห้วยยางดง 2 คน นักกายภาพโรงพยาบาลหนองกุงศรี 1 คน พยาบาลรับผิดชอบงานวัณโรค 1 คน รวม 48 คน ผลการวิจัย : ในระยะที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์พบว่า จ านวนผู้ปุวยที่ก าลัง รักษาวัณโรค 14 ราย คิดเป็น 119.50 ต่อประชากรแสนคน มีผู้ปุวยวัณโรคลืมกินยาและขาดยา 6 คน ผู้ปุวยวัณโรคดื้อยา 1 คน โดยสาเหตุเกิดจากไม่ใส่ใจไม่เห็นความส าคัญ 2 คน ไม่มีผู้ก ากับดูแลเรื่องการ กินยา 5 คน ขาดการรับยาตามนัด 2 คน ชุมชนยังมีการตรวจคัดกรองน้อย ระยะที่ 2 สร้างรูปแบบ การดูแลผู้ปุวยวัณโรค ผ่าน DOT Line โดยจัดเวทีคืนข้อมูล สร้างความรอบรู้เรื่องวัณโรค สร้าง มาตรการทางสังคมร่วมกัน จัดกิจกรรมรณรงค์ตรวจคัดกรองวัณโรค 7 ครั้ง กิจกรรมคลินิกบ าบัดโดย ใช้ชุมชนเป็นฐาน เดือนละ 1 ครั้ง กิจกรรมปูองกันวัณโรครายใหม่ กิจกรรมติดตามการกินยาผ่านกลุ่ม DOT Line วันละ 1 ครั้งแบบบูรณาการ กิจกรรมการรับ – ส่งยา ผ่าน อสม. TB โดยภาคีเครือข่าย กิจกรรมติดตามเยี่ยมบ้านเชิงรุกในชุมชน ในระยะที่ 3 ประเมินผลการด าเนินงาน เวทีถอดบทเรียน และมอบเกียรติบัตรยกย่องบุคคลต้นแบบการรักษาวัณโรค การติดตามตลอดระยะเวลา 12 เดือน พบว่า มีผู้ปุวยวัณโรคกินยาครบไม่ลืมกินยา 10 คน (ร้อยละ 71.42) มีผู้ปุวยวัณโรคกินยาแต่ลืมส่ง สัญลักษณ์ 2 คน (ร้อยละ14.28) มีผู้ปุวยวัณโรคลืมกินยา 2 คน (ร้อยละ14.28) และค่าใช้จ่ายลดลง ต่อปี จ านวน 4,600 บาท กิจกรรมที่ส่งผลท าให้ผู้ปุวยไม่ขาดยาหรือลืมกินยา คือ กิจกรรมติดตามการ กินยาผ่านกลุ่ม DOT Line วันละ 1 ครั้งแบบบูรณาการ กิจกรรมการรับ – ส่งยา ผ่าน อสม. TB โดย ภาคีเครือข่าย รองลงมา คือ กิจกรรมติดตามเยี่ยมบ้านเชิงรุกในชุมชน การกระตุ้นหนุนเสริม เยี่ยมบ้าน ให้ก าลังใจจากคณะท างานติดตามอย่างต่อเนื่องจึงควรเน้นกิจกรรมให้ความรู้อย่างต่อเนื่องทุกเดือนแก่คนสูบ บุหรี่ที่ยังไม่เลิกสูบ และเน้นย้ าให้คณะท างานติดตามเยี่ยมเป็นระยะต่อเนื่องในกลุ่มคนที่ยังรักษาวัณโรคด้วยยา ค าส าคัญ : DOT Line, การมีส่วนร่วม, การพัฒนารูปแบบ R2R_005
118 พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชน ในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านผาแบ่น ต าบลบุฮม อ าเภอเชียงคาน จังหวัดเลย อัชวัฒน์ ค าหวาน รพ.สต.บ้านผาแบ่น สสอ.เชียงคาน จังหวัดเลย บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการปูองกันละควบคุมโรคไข้เลือดออก ประชากร ทั้งหมด 1,233 คน กลุ่มตัวอย่าง 249 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอ้างอิง Spearman Rank Correlation Coefficient และ Chi-square Test ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลทั่วไปส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง ร้อยละ 66.3 มีอายุเฉลี่ย 48.82 ปี สถานภาพสมรส สมรสแล้ว ร้อยละ 85.5 ระดับการศึกษา มัธยมศึกษา/ปวช. ร้อยละ 44.6 อาชีพ เกษตรกร ร้อยละ 69.9 รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 8,259.44 บาท และไม่เคยปุวยเป็นโรคไข้เลือดออก ร้อย ละ 93.2 ระดับความรู้ในการปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ย 93.44 ทัศนคติต่อการปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกรวมอยู่ในระดับกลาง มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2.34 – 3.66 ระดับพฤติกรรมการปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกรวมอยู่ในระดับสูง มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2.35 – 3.00 ความรู้ในการปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ระดับการศึกษา กับพฤติกรรมการ ปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค าส าคัญ : พฤติกรรม, โรคไข้เลือดออก, การปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก R2R_006
119 ประสิทธิผลของต ารับยาสมุนไพรพอกเข่าของหมอพื้นบ้านต่อระดับความปวดเข่าในผู้สูงอายุ The effectiveness of herbal knee mask formulations of indigenous healers on knee pain in the elderly สุหัสชา บุญปก แพทย์แผนไทย รพ.สต.วังกางฮุง ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ จากการดูแลรักษาผู้ปุวยภายใน คลินิกแพทย์แผนไทย พบว่าผู้ปุวยหรือผู้มารับบริการต้องการ ความสะดวกและรวดเร็วในการรับบริการ เนื่องจาก บริบทการท างานของคนภายในชุมชน งานการแพทย์ แผนไทยจึงพัฒนารูปแบบการบริการในคลินิกโรคข้อเข่าเสื่อม ของงานแพทย์แผนไทย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อบรรเทาและรักษา อาการปวดเข่าในผู้สูงอายุด้วยยาสมุนไพรที่มารับบริการในคลินิกแพทย์แผนไทย และ เพื่อน าสมุนไพรที่มีในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผู้สูงอายุ คือ ผู้มารับบริการที่คลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลวังกางฮุง และกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้มารับบริการ ที่คลินิกแพทย์แผนไทยที่มี อาการปวดเข่า คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ก าหนดคุณสมบัติ อายุ 60 ปีขึ้นไป พูดคุยรู้เรื่อง มี ภาวะข้อเข่าเสื่อม มีอาการปวดเข่า และผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ จ านวน 30 คน วิธีการด าเนิน การวิจัย ในกลุ่มตัวอย่าง ใช้ต ารับยาพอกสมุนไพรของหมอพื้นบ้าน โดยประกอบด้วยสมุนไพร 8 ชนิด ได้แก่ ย่านาง ลูกเบญกานี เสลดพังพอน ใบสะเดา บอระเพ็ด ลูกกระดอม ใบรางจืด และขมิ้นชั้น น ามาผสมกับ ดินสอพอง พอกให้กับผู้ปุวยที่มีอาการปวดเข่า โดยวัดระดับความเจ็บปวดเข่าของผู้ปุวยก่อนและหลังรับการรักษา โดย ใช้หลักเกณฑ์การวัดระดับความเจ็บปวดแบบ (NRS) ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 80 มีอาการปวดเข่า ลดลง โดยประเมินอาการจากการวัด ระดับความเจ็บปวด (NRS) และผู้ปุวยร้อยละ 93 มีความพึงพอใจในระดับดีถึง ดีมาก จากการศึกษาการน า ต ารับยาของหมอพื้นบ้านมาใช้ในการพัฒนารูปแบบบริการทางการแพทย์แผนไทย โดยการพอกสมุนไพรใน ผู้ปุวยที่มีอาการปวดเข่า พบว่าผู้ปุวยได้รับการรักษาที่สะดวกรวดเร็ว และสามารถดูแลตนเอง ได้ และการ พอกเข่าสมุนไพรที่ท าจากสมุนไพรทั้ง 8 ชนิด ได้แก่ ย่านาง ลูกเบญกานี เสลดพังพอน ใบสะเดา บอระเพ็ด ลูกกระดอม ใบรางจืด และขมิ้นชัน มีฤทธิ์ในการลดอาการปวดบวม ลดอาการอักเสบของข้อต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังพบว่าสามารถถอนพิษ แมลงสัตว์กัดต่อยได้ ทั้งนี้ยังเป็นทางเลือกในการรักษาทางการแพทย์ แผนไทย ของผู้ปุวยต่อไป ค าส าคัญ : พอกเข่า, ปวดเข่า, สมุนไพร R2R_007
120 ผลของน้ ายาบ้วนปากกระชายต่อความพึงพอใจในการลดกลิ่นปาก สุดารัตน์ สรรพวุธ, ปิยธิดา ทองจัตุ รพ.สต.โพธิ์ใหญ่ อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของน้ ายาบ้วนปากกระชายต่อความพึงพอใจในการลด กลิ่นปาก ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล โพธิ์ใหญ่ จ านวน 30 ราย เป็นผู้ที่ปราศจากรอยโรคในช่องปาก ไม่มีฟันผุที่อยู่ในระยะลุกลาม ไม่เป็น โรคปริทันต์ ไม่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา และไม่ใช้น้ ายาบ้วนปากทุกชนิด 24 ชั่วโมงก่อนใช้ โดยให้ใช้น้ ายาบ้วน ปากกระชายปริมาณ 20 มิลลิลิตร อมกลั้วปากให้ทั่ว 1 นาทีแล้วบ้วนทิ้ง จากนั้นท าแบบส ารวจความ พึงพอใจในการใช้ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดระดับความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิง พรรณนา ซึ่งผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 76.67% มีปัญหากลิ่นปาก ร้อยละ 60% กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจต่อความรู้สึกว่ามีกลิ่นปากลดลงหลังใช้น้ ายาบ้วนปากกระชายมาก ที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.10 และความพึงพอใจต่อรสชาติของน้ ายาบ้วนปากกระชายมีน้อยที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.30 โดยความพึงพอใจต่อการใช้น้ ายาบ้วนปากกระชายโดยรวม ค่าเฉลี่ย 4.16 แสดงให้เห็นว่าน้ ายาบ้วน ปากกระชายช่วยลดหรือแก้ปัญหากลิ่นปากได้ ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษาอาจขยายต่อไปสู่การพัฒนา น้ ายาบ้วนปากกระชายและการน าไปใช้ในชุมชนต่อไป ค าส าคัญ : น้ ายาบ้วนปาก, กระชาย, ความพึงพอใจ, การลดกลิ่นปาก R2R_008
121 การพัฒนารูปแบบการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองพลวงมะนาว อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา วัชระ เกษทองมา นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ รพ.สต.หนองพลวงมะนาว อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา บทคัดย่อ รพ.สต.หนองพลวงมะนาว อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมาเป็น รพ.สต.ขนาดใหญ่ ในปีพ.ศ. 2566 มีผู้มารับบริการเฉลี่ยต่อวัน จ านวน 102 คน (ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566-30 มิถุนายน 2566) และเนื่องจากมีนโยบายการลดความแออัดของผู้ปุวยที่ไปรับบริการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ในปีงบประมาณ 2566 ท าให้มีผู้มารับบริการ จ านวนมากขึ้น จากปัญหาดังกล่าวมีการ ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยใช้กระบวนการจัดการอย่างมีคุณภาพ PDCA โดยมี วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล หนองพลวงมะนาว เก็บรวบรวมข้อมูลด าเนินการในระยะเวลา 6 เดือน (มกราคม – มิถุนายน 2566) โดยใช้กระบวนการ PDCA (2วงรอบ) กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้รับบริการ จ านวน 180 ราย (สุ่มประเมิน เดือนละ 30 ราย) และ ผู้ให้บริการ 21 คน ประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนารูปแบบการให้บริการ ผลการศึกษา พบว่า หลังจากมีการพัฒนารูปแบบการให้บริการมีระยะเวลาเฉลี่ยต่อการมารับ บริการแต่ละครั้งอยู่ที่ 30 นาทีซึ่งมีการออกแบบการให้บริการเป็น 2 รูปแบบคือรูปแบบบริการผู้ปุวย ทั่วไปและรูปแบบบริการผู้ปุวยแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) โดยมีอสม.เป็นจิตอาสาช่วยงาน บริการที่รพ.สต. ในส่วนของผลการประเมินความพึงพอใจในการรับบริการอยู่ในระดับมาก ( =4.00) และในส่วนของผู้ที่ให้บริการก็มีความพึงพอใจในการร่วมกิจกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.85) สรุป การพัฒนารูปแบบการให้บริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองพลวงมะนาว ท าให้ได้รูปแบบการให้บริการที่ทันสมัย รวดเร็ว และเป็นระบบ มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การเคลมเงินจาก กองกองทุนต่างๆ ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น ระดับความพึงพอใจของผู้ที่มารับบริการเพิ่มมากขึ้น และได้ อสม. มาเป็นจิตอาสาช่วยในการให้บริการใน รพ.สต. เป็นการแบ่งเบาภาระงานของเจ้าหน้าที่ได้ เป็นอย่างดี ข้อเสนอแนะ ในการพัฒนารูปแบบบริการในครั้งนี้มีระดับความพึงพอใจของผู้ที่มารับ บริการอยู่ในระดับที่มากขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับมาก ดังนั้น จะต้องมีการพัฒนารูปแบบการให้บริการอย่าง ต่อเนื่องและปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับบริบทของรพ.สต. และพัฒนารูปแบบการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น กว่าปัจจุบัน เพื่อเปูาหมายในการประเมินความพึงพอใจในครั้งต่อไปให้อยู่ในระดับที่มากที่สุด ค าส าคัญ : การพัฒนารูปแบบ, การให้บริการ, เทคโนโลยีที่ทันสมัย, ชุมชนมีส่วนร่วม X X R2R_009
122 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ ส าหรับผู้สูงอายุ ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลวังกางฮุง ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี สุวารี ศรีแสง นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ รพ.สต.วังกางฮุง ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้าง ความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ ส าหรับผู้สูงอายุ ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต าบลวังกางฮุง ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุในเขต รับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลวังกางฮุง จ านวน 296 คน ตัวอย่างในการทดลองรูปแบบ จ านวน 45 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถาม และแนวทางการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน Paired Samples T-test และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ ส าหรับผู้สูงอายุ ในเขตรับผิดชอบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลวังกางฮุง ประกอบด้วย 6 กิจกรรม คือ 1) เข้าถึงข้อมูล 3 อ 2) เข้าใจ 3 อ 3)โต้ตอบ ซักถาม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ : เสริมสร้างทักษะการโต้ตอบซักถามและแลกเปลี่ยน เรียนรู้4) ตัดสินใจและการรู้เท่าทันสื่อ 5) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 6) การบอกต่อ สื่อสาร 3 อ ปัจจัยแห่งความส าเร็จ “Wangkanghung” ประกอบด้วย Warmthe กิจกรรมเน้นความอบอุ่น เอื้ออารี Ability ความสามารถของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง Necessary ให้ส าคัญกับผู้สูงอายุ Gain ค านึงถึง ประโยชน์ที่ผู้สูงอายุจะได้รับประโยชน์จากการร่วมกิจกรรม Knowledge การเสริมสร้างความรู้ความ เข้าใจ Academicเน้นหลักการด้านวิชาการ Native เน้นความเป็นธรรมชาติGather การด าเนินการร่วมกัน ของภาคีเครือข่าย Harmless ไม่เป็นอันตราย ปลอดภัยต่อผู้สูงอายุ Understanding ก่อให้เกิดความ เข้าใจในการด าเนินงาน Need ด าเนินกิจกรรมสอดคล้องกับบริบท ความต้องการของผู้สูงอายุ และ Gap สามารถปิดช่องว่างของการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพได้ หลังจากที่เข้าร่วมกิจกรรมตาม รูปแบบกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุมีความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ ดีขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมตาม รูปแบบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 (P<.01)ความพึงพอใจรูปแบบ โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.67, S.D. =0.42) ดังนั้นจึงสามารถน าไปใช้ปฏิบัติในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพตาม หลัก 3 อ ส าหรับผู้สูงอายุ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ต่อไป ค าส าคัญ : ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, หลัก 3 อ, ผู้สูงอายุ, การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ X R2R_010
123 การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้านโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลดงแสนสุข อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ณัฐนวียา จิตต์จันทร์ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ รพ.สต.ดงแสนสุข อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ การวิจัยและพัฒนา (Research and development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มี ภาวะพึ่งพิงที่บ้านโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย รพ.สต.ดงแสนสุข ด าเนินการตามกรอบแนวคิดการแปลงความรู้ สู่การปฏิบัติ(ACE Star Model) ประกอบด้วย การค้นหาความรู้ การสังเคราะห์งานวิจัย การแปลงสิ่งที่สังเคราะห์ลงสู่ การปฏิบัติ การน าความรู้สู่การปฏิบัติจริง และการติดตามประเมินผล ผู้เข้าร่วมการวิจัยมี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญและเป็นภาคีเครือข่ายในการดูแลผู้สูงอายุจ านวน 10 คน 2) กลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุจ านวน 13 คน (พยาบาล CM 2 คน และ CG 11 คน) และ 3) กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ดูแลซึ่งได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติ เป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะ พึ่งพิงตามเกณฑ์คัดเข้าและคัดออก จ านวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลประกอบด้วย แบบบันทึกการ สนทนากลุ่ม แนวทางการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบบูรณาการ แบบประเมินความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวัน (ADL)และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้สูงอายุและผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้านโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุ 2) พัฒนาแนวปฏิบัติในการ ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน 3) คัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุ 4) ขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Long Term Care) 5) ผู้จัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุ (Care Manager : CM) และ ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver :CG) ให้การดูแล ตามแนวปฏิบัติ 6) ส่งต่อเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุ2. แนวปฏิบัติในการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน 2.1 แนวปฏิบัติในการ ดูแลผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน เป็นแนวทางการส่งเสริมความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน 6 ด้าน คือ 1) การออก ก าลังกาย 2) การรับประทานอาหารและยา 3) การชับถ่าย 4) การดูแลผิวหนัง 5) อารมณ์และจิตใจ และ 6) การ ควบคุมปูองกันโรค 2.2 แนวปฏิบัติในการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง เป็นปูองกันภาวะแทรกซ้อนในผู้สูงอายุกลุ่มติด เตียง 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการปูองกันแผลกดทับ 2) ด้านการปูองกันข้อยึดติดและกล้ามเนื้อลีบ 3) ด้านการปูองกัน การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ (4) ด้านการปูองกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ และ 5) ด้านการปูองกัน ภาวะซึมเศร้า 3. ผลการพัฒนาระบบ 3.1 ผู้สูงอายุผู้สูงอายุทั้งหมด 1,079 คน ได้รับคัดกรอง ADL ร้อยละ 97.59 เป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิ่ง จ านวน 35 คน (กลุ่มติดบ้าน 26 คน และกลุ่มติดเตียง 5 คน) ได้รับการดูแลตามแนว ปฏิบัติในการดูแลผู้สูงอายุ จ านวน 35 คน หลังติดตามผลการดูแล 2 เดือน ผู้สูงอายุมีการปฏิบัติกิจวัตรประจ าวันดี ขึ้นท าให้เปลี่ยนกลุ่มจากติดบ้านไปเป็นติดสังคม จ านวน 1 คน ADL คงที่ จ านวน 34 คน ความพึงพอใจของผู้สูงอายุ และญาติอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.61, S.D.=0.32) จากการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้านโดย การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ท าให้พยาบาล (CM) และ CG ผู้ปฏิบัติเกิดความสะดวก ง่ายต่อการปฏิบัติ และท าให้ การปฏิบัติกิจวัตรประจ าวันของผู้ปุวยดีขึ้น ค าส าคัญ : ระบบการดูแลผู้สูงอายุ, ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง, การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย X R2R_011
124 รูปแบบการป้องกันควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรน่าไวรัส 2019 โดยใช้มาตรการชุมชน “ศรีฐานโมเดล” วีรยุทธ แสงส่องและคณะ รพ.สต.ศรีฐาน อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร บทคัดย่อ การศึกษาระบาดวิทยาเชิงพรรณนา (Descriptive Study) มีวัตถุประสงค์ เพื่อยืนยันการ วินิจฉัยโรค/การระบาดของโรค ค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิด เสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ า และเพื่อก าหนดแนวทาง ปูองกันควบคุมการระบาดของโรคในชุมชน ใช้วิธีการศึกษาตามแบบฟอร์ม Novelcorona 3 และค้นหา ผู้ปุวยจากการสัมภาษณ์บุคคล สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การติดตามเยี่ยมบ้าน การติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด (Close Contact Tracing) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ตามแบบรายงาน Novelcorona 3 ของ กองระบาดวิทยา วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา จากการสอบสวนโรคในระหว่าง วันที่ 11 มกราคม 2565 ถึง 24 กุมภาพันธ์ 2565 พบผู้ปุวยติดเชื้อโคโรน่าไวรัส 2019 14 ราย อัตราปุวย 229.50 ต่อพันประชากร โดยจ าแนกเป็นเพศชาย 9 คน เพศหญิง 5 คน อายุสูงสุด 60 ปี อายุต่ าสุด 1 ปี (ค่ามัธยฐาน 37 ปี) ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จ านวน 6 คน (ร้อยละ 42.85) รองลงมา คือรับจ้าง จ านวน 4 คน (ร้อยละ 28.57) นักเรียนนักศึกษาจ านวน 2 คน (ร้อยละ 14.28) ค้าขาย จ านวน 1 คน (ร้อยละ 7.14) และในปกครองไม่ได้ประกอบอาชีพ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 7.14) ผู้ติด เชื้อได้รับวัคซีน 2 เข็มจ านวน 11 ราย (ร้อยละ 78.57) และยังไม่ได้รับวัคซีน 3 ราย (ร้อยละ 21.42) รักษาที่บ้าน Home Isolation (HI) 10 ราย และ Admit ที่โรงพยาบาลปุาติ้ว จ านวน 4 ราย ซึ่งผู้ติด เชื้อมีอาการ Moderate 14 ราย ส่วนใหญ่มีไข้ร้อยละ 92.86 รองลงมาคือ ไอร้อยละ 71.43, เจ็บคอ ร้อยละ 64.29, ปวดศีรษะร้อยละ 57.14, มีน้ ามูกร้อยละ 42.86, อ่อนเพลียและปวดตามร่างกายร้อย ละ 21.43 , จมูกไม่ได้กลิ่นร้อยละ 14.29 และลิ้นไม่รับรสร้อยละ 7.14 ตามล าดับ การระบาดครั้งนี้ เป็นการระบาดถึงวงที่ 3 ผลจากการสอบสวนโรค ด้านเชิงปริมาณ พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง (High Risk Contact) Cluster จ านวน 61 คน ได้รับการแยกกักตัวที่บ้าน ร้อยละ100 ประชาชนเกิดความตระหนัก เข้ารับบริการฉีดวัคซีนปูองกันเพิ่มขึ้นร้อยละ 86 ของประชากรในพื้นที่เชิงคุณภาพ เกิดมาตรการ ชุมชน 8 ด้าน ในรูปแบบ“ศรีฐานโมเดล”โดยใช้กระบวนการ PDCA คือ Plan (ขั้นวางแผน) Do (ขั้น ปฏิบัติตามแผน) Check (ขั้นตรวจสอบการปฏิบัติตามแผน) Act (ขั้นปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา) เพื่อ น าไปใช้ก าหนดแนวทางปูองกันควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรน่าไวรัส 2019 ได้แก่ มาตรการ ด้านสาธารณสุข มาตรการเตรียมความพร้อมภาวะฉุกเฉิน มาตรการเสริมสร้างองค์ความรู้ มาตรการ ส่งเสริมอนามัยส่วนบุคคล มาตรการควบคุมสถานประกอบการ มาตรการเฝูาระวังผู้เดินทางและผู้ที่ กักตัว ณ ที่พักอาศัย มาตรการกักตัวเฉพาะราย ณ วัดสนาม และมาตรการรับรองการกักตัวครบตามก าหนด ค าส าคัญ : โรคติดเชื้อโคโรน่าไวรัส 2019, ผลการสอบสวน, มาตรการปูองกันควบคุมการระบาด R2R_012
125 R2R_013 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่มีภาวะข้อติด กล้ามเนื้อลีบ อ่อนแรง ร่วมกับการใช้นวัตกรรมบริหารกล้ามเนื้อมือ อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ณัฐหทัย สิงห์คง สสอ.วารินช าราบ อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ การวิจัยเชิงการเรียนรู้และพัฒนา (Action Research Evaluation) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา รูปแบบการดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่มีภาวะข้อติด กล้ามเนื้อลีบ อ่อนแรง และบูรณาการ แนวคิดการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยชุมชน (Community Based Rehabilitation : CBR) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นผู้ปุวยติดเตียง ทั้งที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือช่วยเหลือ ตนเองได้น้อย อยู่ในระยะพักฟื้น มีกล้ามเนื้อลีบหรือข้อติด อาศัยในพื้นที่น าร่องอ าเภอวารินช าราบ 3 ต าบล ประกอบด้วย ต าบลบุ่งไหม ต าบลบุ่งหวาย และต าบลท่าลาด 27 คน ใช้แบบบันทึกการฟื้นฟู สภาพระดับบุคคล การปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน ประเมินรูปแบบบริการและการฟื้นฟูสภาพ ด าเนินการ วิจัย 3 ขั้นตอน 1) วิเคราะห์สถานการณ์ใช้ SWOT Analysis ทบทวนรูปแบบการบริการ องค์ความรู้ การฟื้นฟูสมรรถภาพโดยชุมชน 2) พัฒนารูปแบบการบริการและสะท้อนใช้เป็นวงสปริงเก็บข้อมูลจาก การสังเกตบันทึกประชุมกลุ่มและผลการฟื้นฟูสภาพระดับบุคคล 3) ประเมินรูปแบบการบริการเชิง ปริมาณ ด้วย ด้วย Paired Samples T-test ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ข้อมูลคุณภาพประเมินรายประเด็น ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่มีภาวะข้อติด กล้ามเนื้อลีบ อ่อนแรงร่วมกับการใช้นวัตกรรมบริหารกล้ามเนื้อมือเพื่อจัดการปัญหาซับซ้อนเชิงครอบครัวอย่าง ต่อเนื่อง 1) ด้านการจัดบริการตามความพร้อมบริบทชุมชนเป็นฐานด้วยแกนน าชุมชน โดย “ช่าง ชุมชน” ที่มีความพร้อมในการจัดหากายอุปกรณ์ ผลิตนวัตกรรมต่อยอดการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ปุวย ซึ่งมี ความจ าเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องที่บ้าน โดยเปูาหมายหลักคือ ให้ผู้ปุวยสามารถ ฟื้นฟูการช่วยเหลือตนเอง ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ปุวยและครอบครัว อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ยังมีผู้น าชุมชน อสม. นักบริบาลชุมชนและหน่วยงานภาครัฐเป็น คณะท างาน 2) ด้านกระบวนการเกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้วยการใช้สังคมเครือญาติหมุนเวียนท า หน้าที่ และใช้นวัตกรรมบริหารกล้ามเนื้อมือ “ท่อบีบคลาย มือเคลื่อนไหว ฟื้นกายใจ ผู้ปุวย Stroke” ที่ ผู้วิจัยได้รับรางวัลผลงานวิชาการดีเด่นระดับกระทรวงสาธารณสุข ปี 2565 มาพัฒนาต่อยอดขยายผลใน การให้บริการฟื้นฟูสภาพผู้ปุวยในชุมชนน าร่อง 3 ต าบล คณะท างานมีการติดตามเยี่ยมบ้านอย่าง ต่อเนื่อง 3) ด้านการเคลื่อนไหว สามารถประกอบกิจวัตรประจ าวันได้เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ .05 ลดการติดบ้าน ติดเตียง เกิดรูปแบบโมเดลการดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ที่มีภาวะข้อติด กล้ามเนื้อลีบ อ่อนแรง ด้วยเครือข่ายระดับชุมชนร่วมกับการใช้นวัตกรรมบริหารกล้ามเนื้อมือ มี แผนการขยายผล น าแนวทางการจัดบริการฟื้นฟูสภาพด้วยงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ค าส าคัญ :การดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง, การใช้นวัตกรรมบริหารกล้ามเนื้อมือ
126 การพัฒนารูปแบบการด าเนินงานทันตสาธารณสุขในสถานการณ์ ถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล สู่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เขตอ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ศตวรรษ ศรีสมบัติ นักวิชาการสาธารณสุขปฎิบัติการ สสอ.วารินช าราบ อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท สถานการณ์การด าเนินงานทันตสาธารณสุขใน สถานการณ์ถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล สู่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเพื่อศึกษา ผลงานตามตัวชี้วัดทันตสาธารณสุข ปี 2566 เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยใช้ กระบวนการPAOR เก็บข้อมูลในกลุ่มประชากร เจ้าหน้าที่ในและนอกสังกัดรวม 40 คน เก็บรวบรวม ข้อมูลโดย 1.ข้อมูลเชิงคุณภาพ แบบบันทึกการประชุมและแบบสังเกตุ 2.ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้แบบ ประเมินผลงานตามตัวชี้วัด KPI/HDC ปี 2566 โดยใช้สถิติพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า ระยะที่ 1 ขั้น วางแผน บริบทและและสถานการณ์ อ าเภอวารินช าราบ มีปัญหาทันตบุคลากรไม่เพียงพอ ผลงานตาม ตัวชี้วัดระดับอ าเภอไม่ผ่านเกณฑ์ และเกิดความสับสน ในการบริหารงานทันตสาธารณสุข จึงได้มีการ วิเคราะห์ปัญหาและวางแผนร่วมกัน ในรูปแบบ คปสอ. ระยะที่ 2 ขั้นปฎิบัติการ 2.1 ท าทันที การ ด าเนินงานตามแผนการด าเนินงานเครือข่ายทันตสาธารณสุขในทุกกลุ่มวัย ในรูปแบบเครือข่าย คปสอ. วารินช าราบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนในพื้นที่ 2.2 ท าต่อเนื่อง ด้านบุคลากร มีการแก้ไขปัญหา โดยใช้ระบบเวียนให้บริการจาก รพ.แม่ข่าย และรพ.สต.ใกล้เคียง ด้านวัสดุ อุปกรณ์ ให้รพ.สต.ทุกสังกัด สามารถเบิกวัสดุอุปกรณ์ได้โดยได้รับการดูแลจากแม่ข่าย ด้านงบประมาณ คปสอ.ได้สนับสนุน งบประมาณในรูปแบบโครงการ 3 โครงการ 2.3 ท าและพัฒนา รพ.สต.นอกสังกัด ได้รับอนุมัติทันตาภิ บาลเพิ่ม 1 อัตราในเดือนกรกฎาคม ,ได้รับอนุมัติโครงการสนับสนุน จาก อบจ. จ านวน 2 โครงการ, มี ค าสั่งแต่งตั้งผู้รับผิดชอบงาน และ ผอ.รพ.สต.ร่วมก ากับติดตาม ระยะที่ 3 ขั้นสังเกตผล 3.1 นิเทศ ติดตาม ได้มีการนิเทศติดตามจาก คปสอ.,จาก สสจ.ร่วมกับ กองสาธารณสุข อบจ. 3.2 การประชุม ก ากับความก้าวหน้าผลงานทุกเดือน 3.3 มอบหน้าที่ ได้มีการแบ่งหน้าที่งานตามกลุ่มวัย เพื่อสร้างการมี ส่วนร่วม ระยะที่ 4 ขั้นสะท้อนผล ได้มีการสรุปผลการด าเนินงานรอบ 6 เดือน และ 9 เดือน เสนอต่อ ผู้บริหารทั้งทาง แม่ข่าย และ อบจ. รับทราบ เพื่อน าเข้าแผนในปีต่อไป ผลการด าเนินงานตามตัวชี้วัด KPI/HDC ปี 2566 ก่อนการทดลองในรอบ 6 เดือน พบว่า ผลงานตามตัวชี้วัดทันตสาธารณสุข 22 ข้อ ผ่าน 7 ข้อ คิดเป็นร้อยละ 31.5 และหลังการทดลองในรอบ 9 เดือน ผ่าน 18 ข้อ คิดเป็น ร้อยละ 81 การพัฒนารูปแบบการด าเนินงานทันตสาธารณสุขในครังนี้ท าให้เกิดการด าเนินงานร่วมกันใน สถานการณ์การถ่ายโอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน ค าส าคัญ : การด าเนินงานทันตสาธารณสุข, ถ่ายโอน รพ.สต. สู่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด R2R_014
127 การพัฒนาระบบการป้องกันการเกิด Medication Error งานบริการเภสัชกรรมผู้ป่วย ใน ด้วยระบบ IPD paperless โรงพยาบาลลืออ านาจ จังหวัดอ านาจเจริญ พิไลพรรณ จันทประสาร เภสัชกรช านาญการพิเศษ ราพร เทศภูมิ, นายพงษ์พิทักษ์ มิกทา, นายสุเมธ แสงอ่อน, นางภคอร ธนูศิลป์ โรงพยาบาลลืออ านาจ อ าเภอลืออ านาจ จังหวัดอ านาจเจริญ บทคัดย่อ งานบริการเภสัชกรรมผู้ปุวยใน มีตัวชี้วัดการเกิดความคลาดเคลื่อนทางยา (Medication Error: ME) <25 ครั้ง/1,000 วันนอน ในปี 2565 พบ ME มีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้นเกินเปูาหมาย เป็น ระดับ A-B (near miss) ร้อยละ 92.8 ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการส่งเสริมการรายงานความ คลาดเคลื่อนทางยาจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย ME ระดับ B ที่พบบ่อยที่สุดแต่ข้อมูลยัง Under Report มากที่สุด คือ Prescribing Error เนื่องจากได้รับการแก้ไขหน้างาน ประกอบกับภาระงานที่เร่ง รีบ ท าให้ไม่สะดวกในการเก็บข้อมูล ส่วนความคลาดเคลื่อนทางยาที่มีความรุนแรงระดับ C up ยังคง บรรลุเปูาหมายในทุกกระบวนการ (<5 ครั้ง/1,000 วันนอน) และไม่พบความคลาดเคลื่อนทางยาที่มี ความรุนแรงในระดับ F up ในเดือนสิงหาคม 2565 โรงพยาบาลลืออ านาจ มีการน าระบบ IPD Paperless มาใช้ในกระบวนการให้บริการผู้ปุวยในแทนระบบเวชระเบียน เพื่อลดการคัดลอกโดยการ เขียน ซึ่งเป็นการน าเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อลดขั้นตอนในการปฏิบัติงาน (lean process) และช่วยให้มี การจัดเก็บข้อมูลการรักษาอย่างเป็นระบบมากขึ้น ผู้วิจัยเห็นโอกาสในการลด ME ผู้ปุวยในที่เป็นระดับ B จากกระบวนการ Prescribing ซึ่งเป็นกระบวนการเริ่มต้นในระบบจ่ายยา โดยหากสามารถลดความ คลาดเคลื่อนดังกล่าวได้ จะสามารถลดโอกาสการเกิดความคลาดเคลื่อนทางยาที่มีความรุนแรง (ระดับ C up) ในกระบวนการถัดคือ Transcribing, Pre-dispensing, Dispensing และ Administration ได้ ตามล าดับ และการน าระบบดังกล่าวมาใช้จะสามารถช่วยให้ระบบยาผู้ปุวยในมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย วัตถุประสงค์1) เพื่อลดการเกิด MEผู้ปุวยใน ระดับ C up < 5 ครั้ง/1,000 วันนอน 2) เพื่อลด ME ความรุนแรงระดับ E up รูปแบบการวิจัย Action Research ประชากรที่ศึกษา ใบสั่ง ยาผู้ปุวยใน ระหว่างเดือน ส.ค. 2565 - ธ.ค. 2565 เครื่องมือ 1) โปรกรม IPD Paperless 2) แบบ บันทึก ME สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ผลการศึกษา : 1) อัตราความคลาดเคลื่อนทางยาผู้ปุวยใน ที่มีความ รุนแรงระดับ C up บรรลุเปูาหมาย <5 ครั้ง/1,000 วันนอน ในทุกกระบวนการ 2) ไม่พบความ คลาดเคลื่อนทางยาที่มีความรุนแรงระดับ E up ในทุกกระบวนการ สรุป การน าระบบ IPD Paperless มาใช้ในการให้บริการเภสัชกรรมผู้ปุวยในสามารถลดการเกิด ME ที่ส าคัญลงได้ไม่เกินค่าเปูาหมายที่ ก าหนด ข้อเสนอแนะ ระบบ IPD Paperless ต้องอาศัยความช านาญของผู้ปฏิบัติงานและต้องได้รับการ ฝึกทักษะเกิด Work Load ในการปฏิบัติงาน ค าส าคัญ : การด าเนินงานทันตสาธารณสุข, ถ่ายโอน รพ.สต. สู่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด R2R_015
128 ผลของการประยุกต์ใช้โปรแกรมการสร้างแรงสนับสนุนทางสังคมต่อการรับรู้อาการเตือน โดยมีผู้ดูแล เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดSTEMI อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี อนุชา โอษะคลัง นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ รพ.สต.นาโหนนน้อย อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการประยุกต์ใช้ โปรแกรมการสร้างแรงสนับสนุนทางสังคมต่อการรับรู้อาการเตือน โดยมีผู้ดูแลเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีภาวะ หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิด STEMI กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยง สุ่มคัดเลือกพื้นที่ต าบลแบบง่าย โดยการจับสลาก ได้เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลราษฎร์ส าราญ ต าบลท่าลาด อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และใช้เกณฑ์คัดเข้า เกณฑ์คัดออก ได้กลุ่มตัวอย่าง ทั้งหมด 70 คน แยกเป็นกลุ่มทดลอง 35 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 35 คน เครื่องมือที่ใช้การประยุกต์ใช้ โปรแกรมการสร้างแรงสนับสนุนทางสังคมต่อการรับรู้อาการเตือน โดยมีผู้ดูแลเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีภาวะ หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิด STEMI ประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 ท าความรู้จักกันแนะน าตนเอง วิดีทัศน์ สัญญาณเตือนโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน สติกเกอร์ช่วยชีวิต แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านความรู้และ ประสบการณ์ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้ปุวยในชุมชน กิจกรรมที่ 2 แนวทางการช่วยเหลือผู้ปุวย STEMI เบื้องต้น ก่อนน าส่งโรงพยาบาล ซ้อมแผนสถานการณ์เสมือนจริง กิจกรรมที่ 3 เยี่ยมบ้านโดยใช้หลัก INHOMESS และนโยบาย 3 หมอ กิจกรรมที่ 4 คืนข้อมูล ติดตามประเมินผล เก็บข้อมูล ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2565–31 สิงหาคม 2565 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติพรรณนา และสถิติt-test ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงและ สัญญาณเตือนโรคหัวใจ ขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิด STEMI สูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และมีค่าคะแนนเฉลี่ยการเข้าถึงบริการในระบบสุขภาพในการรักษาสูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่า กลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลจากการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการใช้โปรแกรม การสร้างแรงสนับสนุนทางสังคมต่อการรับรู้ความเสี่ยง เพื่อการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีภาวะหัวใจขาดเลือด เฉียบพลัน ชนิด STEMI โดยมีผู้ดูแล ช่วยให้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงและสัญญาณเตือน โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิด STEMI เพิ่มขึ้น และเข้าถึงบริการในระบบสุขภาพในการรักษา กรณี เจ็บปุวยฉุกเฉินเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะว่าควรน าโปรแกรมการสร้างแรงสนับสนุนทางสังคมต่อการรับรู้ ความเสี่ยง เพื่อการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิดSTEMI โดยมีผู้ดูแล ไป พัฒนาให้ความรู้แก่ประชาชนในบริบทพื้นที่อื่น ร่วมกับเพิ่มรูปแบบกิจกรรมให้มีความหลากหลายและ สอดคล้องกับสภาพปัญหาสุขภาพประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ค าส าคัญ : ผู้สูงอายุ, หัวใจขาดเลือด, STEMI R2R_016
129 การประเมินคุณภาพและความพึงพอใจต่อการใช้แอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. ในการส่งรายงานลูกน้ ายุงลาย วัชรพงศ์ เบญมาตย์ รพ.สต.บ้านหนองหญ้าปล้อง สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร . บทคัดย่อ การศึกษาเรื่องการประเมินคุณภาพการส่งรายงานลูกน้ ายุงลายผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. มีวัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อประเมินการส่งรายานลูกน้ ายุงลายผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. เป็น การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Study) โดยการเก็บข้อมูลจากแอปพลิเคชัน สมาร์ท อสม. ด าเนินการศึกษาในช่วงเดือน มกราคม-พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านหนองหญ้าปล้อง และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน แอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. ผลการศึกษาพบว่าอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านหนองหญ้าปล้อง ต าบลบ้านเหล่า อ าเภอค าชะอี จังหวัดมุกดาหาร มีคุณภาพ การส่งรายงานลูกน้ ายุงลายเท่ากับ 2.95 อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีสาเหตุจากการไม่ส่งรายงานลูกน้ า ยุงลายร้อยละ 26.62 การส่งรายงานลูกน้ ายุงลายไม่ตรงระยะเวลาที่ก าหนดร้อยละ 38.74 การส่ง รายงานลูกน้ ายุงลายซ้ าร้อยละ 6.82 ความพึงพอใจในการใช้แอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. ของอาสาสมัคร สาธารณสุขประจ าหมู่บ้านจากแบบสอบถามพบว่าแอปพลิเคชันสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกและ รวดเร็วระดับพึงพอใจน้อย ขั้นตอนในการใช้งานไม่ยุ่งยากระดับพึงพอใจปานกลาง การจัดวางเมนูใน แอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. ง่ายต่อการจดจ าระดับพึงพอใจน้อยที่สุด สัญลักษณ์ในแอปพลิเคชันง่ายต่อ ความเข้าใจระดับพึงพอใจปานกลาง และสามารถเรียนรู้และใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ความพึงพอใจอยู่ใน ระดับปานกลาง ค าส าคัญ : แอปพลิเคชัน, สมาร์ท อสม., ลูกน้ ายุงลาย R2R_017
130 การพัฒนาระบบงานติดตามการด าเนินงานโครงการตามยุทธศาสตร์ โรงพยาบาลลืออ านาจ อ าเภอลืออ านาจ จังหวัดอ านาจเจริญ ภคอร ธนูศิลป์: นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ วิทวัส แสวงผล, สุภาพร ศรีประชัย, สวรรค์ สายบัว, พงษ์พิทักษ์ มิกทา, อานันท์ ทินนิกร โรงพยาบาลลืออ านาจ จังหวัดอ านาจเจริญ บทคัดย่อ งานแผนงานและยุทธศาสตร์เครือข่ายสุขภาพ รพ.ลืออ านาจ มีหน้าที่ติดตามการ ด าเนินงานโครงการตามแผนยุทธศาสตร์ จากการด าเนินงานพบปัญหาการสรุปผลการด าเนินโครงการ ล่าช้า ไม่เป็นปัจจุบัน การวางระบบงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังขาดความชัดเจน ขาดระบบการ รวบรวมติดตามการบริหารงบประมาณโครงการตั้งแต่กระบวนการจัดสรรงบประมาณ การเบิกจ่าย การสรุปและรายงานผล จึงได้พัฒนาระบบงาน ติดตามและใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารงบประมาณ โครงการ วัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาระบบงาน 2) เพื่อติดตามการด าเนินงานโครงการตามแผน ยุทธศาสตร์รูปแบบการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา สถิติร้อยละ เครื่องมือ 1) ระบบงานการ ด าเนินโครงการ 2) โปรแกรม Back Office แผนงาน 3) ระบบสารสนเทศ Dashboard แผนงาน โครงการ ระยะเวลาด าเนินการ 1 เม.ย.64 – 30 ก.ย. 66 กลุ่มเป้าหมาย โครงการตามยุทธศาสตร์ รพ.ลืออ านาจ ปีงบประมาณ 2566 จ านวน 67 โครงการ วิธีการศึกษา 1) ประชุมสะท้อนปัญหางาน ที่ผ่านมา วางแผนพัฒนา 2) พัฒนาและออกแบบระบบการด าเนินงาน 3) ด าเนินการตามระบบงานที่ ออกแบบ 5) สรุปผลการด าเนินการ 6) ปรับปรุงระบบงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลการศึกษา มี ระบบงานติดตามการด าเนินงานโครงการได้Real Time สามารถสรุปรายงานได้ทันที ข้อมูลมีความ ถูกต้อง ร้อยละ 100 ซึ่งระบบเดิมใช้ระยะเวลา 2 วัน พบความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล ปี 2563- 2565 ร้อยละ 41.66, 33.33 และ 25.00 เปรียบเทียบข้อมูลไตรมาส 3 ผลลัพธ์ความก้าวหน้าการ ด าเนินโครงการ พบว่าด าเนินการเสร็จสิ้น ร้อยละ 42.87, 58.94 และ 65.22 เบิกจ่ายงบประมาณ ร้อยละ 55.48, 68.21 และ 72.07 สรุป การพัฒนาระบบงานสามารถรายงานผลความก้าวหน้า โครงการได้เป็นปัจจุบัน ข้อมูลมีความถูกต้อง ผู้บริหารสามารถน าข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการบริหาร งบประมาณได้ทันทีผ่านช่องทางออนไลน์ ประโยชน์ที่ได้รับ การเบิกจ่ายงบประมาณโครงการเป็นไป ตามแผน สามารถวางแผนงบประมาณของโรงพยาบาล น าผลลัพธ์มาใช้ประกอบการสรุปผลการ ด าเนินงาน ข้อเสนอแนะ ควรมีการพัฒนาระบบ Dash Board แผนงานโครงการให้มีความทันสมัย มากขึ้น สามารถประมวลผลรายไตรมาสและพัฒนาระบบแจ้งเตือนห้วงเวลาด าเนินการ ผ่านช่องทาง Line เพื่อให้งบประมาณด าเนินการตามแผนอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ค าส าคัญ : ระบบงานติดตามการด าเนินงาน, โครงการตามยุทธศาสตร์ R2R_018
131 การพัฒนาระบบพิสูจน์ตัวตนเพื่อเข้ารับบริการในโรงพยาบาลลืออ านาจ กัญญาภัค ตุละวรรณ์: เจ้าพนักงานเวชสถิติช านาญงาน วิทวัส แสวงผล, นางรจนา นาท้าว โรงพยาบาลลืออ านาจ จังหวัดอ านาจเจริญ บทคัดย่อ ส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการรับ ค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ โดยก าหนดให้รายการที่มีการเบิกจ่ายตามรายการที่ ก าหนด มีระบบการพิสูจน์ตัวตน และตรวจสอบก่อนจ่ายชดเชย โรงพยาบาลลืออ านาจมีผู้รับบริการ ประเภทผู้ปุวยนอก ในปี2565 เฉลี่ยวันละ 260 ราย ได้รับการพิสูจน์ตัวตนไม่เกินวันละ53 คน ร้อยละ 20.38 การด าเนินการดังกล่าวเพื่อรองรับเงื่อนไขการเบิกจ่ายของสปสช. แต่พบว่าการการพิสูจน์ตัวตน เพื่อเข้ารับบริการยังไม่ครอบคลุมทุกรายการที่มีการเบิกจ่ายกับสปสช. ผู้ศึกษาจึงมีแนวคิดในการพัฒนางาน วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบพิสูจน์ตัวตนเพื่อเข้ารับบริการในโรงพยาบาลลืออ านาจ วิธีการศึกษา 1) ประชุมทีมผู้เกี่ยวข้อง 2) ออกแบบระบบพิสูจน์ตัวตนเพื่อเข้ารับบริการ 3) ทดสอบระบบ ปรับปรุง แนวทาง 4) เก็บข้อมูลระหว่าง ตุลาคม-พฤษภาคม 2566 และวิเคราะห์ข้อมูล รูปแบบการศึกษา เป็น การวิจัยเชิงพัฒนา สถิติร้อยละ เครื่องมือ 1) ระบบตู้คีออส 2) โปแกรม Hosxp 3) โปรแกรมพิสูจน์ ตัวตนเข้ารับบริการ ERM/ไลน์ออฟฟิเชียล แอคเคาท์/New Authen 4) โปรแกรมยืนยันตัวตนสปสช. (Auto card Luehos) 5) ระบบการพิสูจน์ตัวตนเพื่อเข้ารับบริการ ผลการศึกษา 1) ได้พัฒนาระบบ การพิสูจน์ตัวตนเพื่อเข้ารับบริการในของโรงพยาบาลลืออ านาจอย่างเป็นระบบ ผู้รับบริการได้รับการ พิสูจน์ตัวตนเข้ารับบริการอย่างรวดเร็วและครบถ้วน จากผู้รับบริการทั้งหมด 52,384 คน ได้รับการ พิสูจน์ตัวตน 52,310 คน ร้อยละ 99.86 ข้อมูลที่ไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนเข้ารับบริการได้คือต่างด้าวและ ต่างชาติ 2) จ านวนรายการที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากสปสช.ลดลง สรุป การพัฒนาระบบพิสูจน์ตัวตน เพื่อเข้ารับบริการท าให้ผู้รับบริการได้รับการพิสูจน์ตัวตนได้รวดเร็วและครบถ้วนทุกรายการที่มีการ เบิกจ่ายกับสปสช. ข้อเสนอแนะ ควรมีการพัฒนาระบบอินเตอร์เน็ตให้มีความเสถียรจะท าให้การ ปฏิบัติงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ค าส าคัญ : การพิสูจน์ตัวตน การรับบริการ โรงพยาบาลลืออ านาจ อินเตอร์เน็ต R2R_019
132 ผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจต่อการลดระดับน ้าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุม ไม่ได้Effects of the Motivation Program on lowering blood sugarLevels among Uncontrolled Diabetic Persons ทรายุทธ์ บุญเจริญ รพ.สต.โพนทอง ต าบลโพนทอง อ าเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research Design) โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจต่อการลดระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ปุวย เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองคือ ผู้ปุวยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ าตาลไม่ได้ ที่ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่ก าหนดไว้ จ านวน 40 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยการจับ สลากเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจต่อ การควบคุมและลดระดับน้ าตาลในเลือดของตนเอง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับความรู้จากสถานบริการ สาธารณสุขตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรนณา Paired Samples T-test และ Independent Samples T-test ผลการวิจัย พบว่า ผู้ปุวยเบาหวานที่รับโปรแกรมฯ จะมีคะแนนเกี่ยวกับความรู้เรื่อง โรคเบาหวาน และการปฏิบัติตัวต่อการดูแลสุขภาพของตนเอง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติและระดับ .05 สรุปได้ว่า การใช้โปรแกรมดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ปุวยเบาหวานมีความรู้ จนสามารถ ดูแลตนเองในควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ ค าส าคัญ : การสร้างแรงจูงใจ, การดูแลตนเอง, ผู้ปุวยเบาหวานที่ควบคุมน้ าตาลในเลือดไม่ได้ R2R_020
133 R2R_021 การพัฒนาระบบสนเทศเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน ในเขตบริการอ าเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ภาสกร กิติศรีวรพันธุ์ นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม บทคัดย่อ การดูแลสุขภาพและการติดตามให้ค าปรึกษาผู้ปุวยอย่างต่อเนื่องที่บ้าน เป็นการดูแลที่มี เปูาหมายเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติตัวของผู้ปุวยและครอบครัวในการดูแลตนเอง ตาม ศักยภาพที่มีอยู่โดยเน้นให้ผู้ปุวยได้รับประโยชน์ การใช้หมอพร้อม Station, Line Application, Messenger , สามารถสนทนากับผู้ปุวย Video Call หรือให้ค าปรึกษาผ่าน ช่องทาง Chat กับผู้ปุวย และญาติได้ โดยการพัฒนาระบบเพื่อพัฒนาการสื่อสาร ระหว่างหมอประจ าเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สามารถติดตามการรักษากับผู้ปุวยเป็นราย ๆ ตามสภาพปัญหาของผู้ปุวยรายนั้น อ าเภอโพนสวรรค์ ได้ พัฒนาระบบหมอทางไกลพร้อมขึ้นทะเบียนหน่วยบริการตามหลักเกณฑ์ของ สปสช.ซึ่งได้ก าหนดต้อง ผ่านตามมาตรฐานหน่วยบริการส าหรับการให้บริการโดยเจ้าหน้าที่ ที่มีใบประกอบวิชาชีพ เช่นแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการสาธารณสุข ให้ค าปรึกษาการพร้อมแนะน าการปฏิบัติตัวรายบุคคล ในกลุ่ม โรคเรื้อรัง กลุ่มผู้ปุวยติดเตียง และผู้ดูแลโดยการติดตามต่อเนื่องท าให้ผู้ปุวยได้รับความมั่นใจและ สามารถปฏิบัติตัว ตามค าแนะน าได้ ส าหรับ รพ.สต.ทุกแห่งในสังกัด สสอ.โพนสวรรค์ สามารถเข้ารับ บริการได้ โดยการติดตามผ่านระบบบริการการแพทย์ทางไกล ผ่านทาง Smart Phone/Tablet/IPAD ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและยังมีการเชื่อมโยงกับระบบ GPS ก าหนดพิกัดแผนที่บ้านผู้ปุวยได้ ซึ่งผล การด าเนินการรวมรวมข้อมูล ตั้งแต่ 1 เมษายน 2566 – 1 กรกฏาคม 2566 อ าเภอโพนสวรรค์ มี ผู้ปุวยที่ส่งเข้าสู่ระบบการดูแลต่อเนื่อง 4,921 ราย พบว่าประชาชน กลุ่มผู้ปุวยมีความพึงพอใจ ร้อยละ 87.50 หมอครอบครัว มีความพึงพอใจ ร้อยละ 84.20 ผู้ปุวยมีอาการดีขึ้นหรือคงเดิมร้อยละ 83.80 มี อาการแย่ลง ร้อยละ 3.90 ซึ่งข้อมูลนี้มีความส าคัญต่อการพัฒนาระบบบริการเป็นอย่างยิ่ง ปัญหาใน การด าเนินการสนับสนุนการดูแลสุขภาพผู้ปุวยต่อเนื่องที่บ้านในเขตพื้นที่อ าเภอโพนสวรรค์ คือระบบ เครือข่ายบริการอินเตอร์เน็ตที่ให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งบางพื้นที่มีความห่างไกลท าให้ระบบสัญญา เครือข่ายไม่ครอบคลุมท าให้การสื่อสารมีความยากล าบาก ไม่ต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหาคือให้ อสม. ดูแล เครือข่ายการสื่อสารช่องทางการสื่อสารในพื้นที่ให้สะดวก การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ การแก้ไขปัญหา ผู้ปุวยที่จ าเป็นต้องดูแลต่อเนื่อง เพื่อให้ลดภาวะแทรกซ้อนลดการตาย ส่งผลให้การจัดการผู้ปุวยใน ชุมชน ลดการแอดัด ลดต้นทุนในการดูแลสุขภาพของผู้ปุวย และการขยายกรอบการด าเนินงาน ในกลุ่ม อื่นให้สามารถได้รับการดูแลสุขภาพได้ ค าส าคัญ : ระบบหมอทางไกล, ระบบบริการการแพทย์ทางไกล, หมอพร้อม Station
134 R2R_022 การสร้างและการพัฒนามาตรการชุมชนเพื่อการควบคุมการบริโภคและการจ าหน่ายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ในชุมชน ต าบลเสียว อ าเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ Creating and Developing Community-based Approaches to Control Alcohol Consumption and Distribution : Seaw Subdistrict , Sisaket Province สุระพล นามวงค์และคณะ บทคัดย่อ การสร้างและการพัฒนามาตรการชุมชนเพื่อการควบคุมการบริโภคและการจ าหน่าย เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ในชุมชน ต าบลเสียว อ าเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา สถานการณ์การบริโภคและการจ าหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชนและเพื่อศึกษาการสร้างและการ พัฒนามาตรการชุมชนเพื่อการควบคุมการบริโภคและการจ าหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชน รูปแบบและวิธีวิจัย เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ (1) ศึกษาสภาพปัญหา (2) วาง แผนการพัฒนาแก้ไขปัญหา (3) น ากระบวนการแก้ไขปัญหาสู่การปฏิบัติ(4) ประเมินผลการพัฒนา ผู้มี ส่วนร่วมในการศึกษา ได้แก่กลุ่มตัวอย่างที่เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ จ านวน 576 คน กลุ่มผู้ร่วมวิจัย จ านวน 60 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาและเชิง เนื้อหาผลการศึกษา (1) สถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชน พบว่า ไม่เคยดื่มเลย ร้อยละ 57.70 ยังดื่มอยู่ร้อยละ 29.3 อายุเฉลี่ยที่ดื่มครั้งแรก 22 ปีซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ย เดือนละ 467 บาทต่อเดือน เบียร์มากที่สุด ร้อยละ 52 ความถี่ในการดื่มคือ เดือนละ 1-3 วัน/เดือน ร้อยละ 26.9 ดื่ม ครั้งละประมาณ2 ขวด ผลกระทบที่เกิดขึ้น มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เจ็บปุวย ทะเลาะวิวาท (2.) การสร้างและการพัฒนามาตรการชุมชนในการแก้ไขปัญหา คือ 1) การท าแผน มาตรการชุมชน 2) การท าธรรมนูญสุขภาวะต าบลเสียว 3) รณรงค์และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์4) อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์5) การส่งบ าบัด ในระบบสติบ าบัด (3.) ภาพรวมการมีส่วนร่วมของประชาชนต าบลเสียว อยู่ในระดับมาก ( = 4.34, S.D.= .52 ) ความพึงพอใจในการจัดกิจกรรม อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.71, S.D. = .49) สรุปผล การศึกษา : การสร้างและการพัฒนามาตรการชุมชนเพื่อการควบคุมการบริโภคและการจ าหน่าย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในชุมชน ที่พัฒนาขึ้นสามารถน าไปแก้ปัญหาในชุมชนได้อย่างชัดเจน และมี แนวทางในการท างานร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม ค าส าคัญ : มาตรการชุมชน, การควบคุมการบริโภคและการจ าหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ X X