The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บีบอัด1.9.66รวมบทความและบทคัดย่อการประชุมวิชาการชมรม_compressed

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by muangubon2023, 2023-08-31 15:28:34

บีบอัด1.9.66รวมบทความและบทคัดย่อการประชุมวิชาการชมรม_compressed

บีบอัด1.9.66รวมบทความและบทคัดย่อการประชุมวิชาการชมรม_compressed

35 นวัตกรรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ผลลัพธ์การด าเนินการ พบว่า เด็กอายุ 0 - 5 ปี ทั้งหมด 678 คน ได้รับการตรวจคัดกรอง 675 คน คิดเป็น 99.56 และมีพัฒนาการสมวัย 579 คน ร้อยละ 85.78 ผ่านเกณฑ์ และ มีระดับสติปัญญา (IQ) <ในเด็ก ป.1 >เฉลี่ย 98 ความพึงพอใจของผู้รับการ บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 4.36,S.D.=.69) ปัจจัยแห่งความส าเร็จ คือ Khowang :Knowledge (เสริมสร้างความรู้) Household (ส่งเสริมบทบาทครอบครัว) Observation (การสังเกตและติดตาม) Welfare (สวัสดิการผู้ยากไร้) Activity (กิจกรรมที่ต่อเนื่อง) Notify (บอกกล่าวประชาสัมพันธ์) Goal (เปูาหมายชัดเจน) ค าส าคัญ : คณะกรรมการ พชอ., การพัฒนาคุณภาพชีวิต, การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย Abstract The Action research aims to develop the model for promoting early child : District Health Board (DHB) Mechanism Approach, Khowang district, Yasothorn province. Target groups for the development of the model consisted of 21 district health board who were selected by purposive sampling. The sample group in the model evaluation was 50 people from the life development committee and network partners. Data is collected by group discussions. The tools were a public sector management quality development criteria assessment form and a satisfaction assessment form. Data were analyzed using descriptive statistics. and content analysis. The results showed that: 1. The Model for promoting early child : District Health Board (DHB) Mechanism Approach, Khowang District, Yasothorn Province consists of 7 activities, namely 1) Situation Analysis 2) Build and develop operational network potential 3) Promote participation of all partners 4) Establish an action plan under the framework of the integration of cooperation Develop people throughout their lives. 5 H consists of Heart (Good-hearted, disciplined) Head ( Good at thinking Analyze as ) Hand ( Learn to have skills ) Health ( Good hygiene Healthy ) Hi-tech ( Modern, advanced, knowingly technology) 5) Implement PIRAB Strategy (Partner, Invest, Regulate and Legislate, Advocate, Build Capacity) 6) Develop Maternal and Child Health Services of Public Health Services to Standard 7) Learning exchange forum


36 2. Propulsion of early childhood development promotion Through the mechanism of quality of life development board (PO) Khowang District Yasothon Province found that a common goal was created. Have a strategic plan Listening and gathering public opinion There are plans for personnel development. There is an innovation to promote child development. The results show that all children aged 0 - 5 years 678 people were screened, 675 were 99.56 and 579 were developed. 85.78% passed the criteria and an intelligence level (IQ) < in children P.1 > average 98 The success factor is Khowang: Knowledge, household, observation, welfare, notify, goal. Keywords: District Health Board (DHB), Quality Development, Promoting Early Child บทน า เด็กปฐมวัยเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความส าคัญอย่างยิ่งของประเทศ ปัญหาด้านพัฒนาการ ของเด็กปฐมวัย ย่อมส่งผลต่อคุณภาพของประชากรที่จะเป็นอนาคตของประเทศชาติ การค้นพบ ปัญหาพัฒนาการผิดปกติ ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เพื่อที่จะเร่งให้การช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ให้เด็ก กลับมามีพัฒนาการใกล้เคียงปกติหรือปกติ การดูแลเด็กปฐมวัยจึงเป็นงานที่ส าคัญและมีหน่วยงานที่ ให้การดูแลให้เป็นไปตามนโยบายและแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ จึงท าให้เกิดบันทึก ข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการความร่วมมือการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต (กลุ่มเด็กปฐมวัยและ ผู้สูงอายุ) ขึ้น โดยความร่วมมือ 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงานและ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเปูาประสงค์คือ เด็กปฐมวัยมีการเจริญเติบโตเต็ม ศักยภาพ พัฒนาการสมวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับบริการและคุ้มครองอย่างทั่วถึงเท่าเทียมตาม มาตรฐาน ภายใต้กรอบการบูรณาการความร่วมมือการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต 5 H ประกอบด้วย 1) Heart (จิตใจดี มีวินัย) 2) Head (เก่งคิด วิเคราะห์เป็น) 3) Hand (ใฝุเรียนรู้มีทักษะ) 4) Health (สุขอนามัยดี สุขภาพแข็งแรง) 5) Hi-tech (ทันสมัย ก้าวหน้า รู้เท่าทันเทคโนโลยี) (กระทรวง สาธารณสุข, 2565) กระทรวงสาธารณสุข (2565) มีนโยบายในการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพ ให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาตามวัยอย่างมีคุณภาพและ ต่อเนื่อง โดยก าหนดตัวชี้วัดการด างานเนินงานใน 3 เรื่อง คือ 1) การส่งเสริมการตั้งครรภ์อย่างมี คุณภาพ หญิงตั้งครรภ์ได้รับบริการฝากครรภ์ครบ 5 ครั้ง ตามเกณฑ์ ร้อยละ 80 2) การส่งเสริมการ


37 เจริญเติบโตเต็มศักยภาพ เด็ก 0-5 ปี สูงดีสมส่วน ร้อยละ 72 3) การส่งเสริมให้เด็ก 0-5 ปี มี พัฒนาการสมวัย ร้อยละ 85 อ าเภอค้อวังได้เริ่มด าเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ (พชอ.) ในปี 2561 โดย คณะกรรมการ พชอ. ประกอบดวย ผูแทนสวนราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมก าหนดป ญหาส าคัญ และจัดท าแผนปฏิบัติการแกปญหาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ การด าเนินงานส่งเสริม พัฒนาการเด็กปฐมวัย อ าเภอค้อวัง ปี 2565 กิจกรรมการด าเนินงานที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1) จัดตั้ง คณะกรรมการระดับอ าเภอ MCH / WCC Board 2) พัฒนาศักยภาพบุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 3) พัฒนาระบบบริการคลินิกเด็กดีคุณภาพ 4) สนับสนุนเวชภัณฑ์ ได้แก่ วิตามิน ธาตุเหล็ก และ ไอโอดีนส าหรับหญิงให้นมบุตร วิตามินน้ าเสริมธาตุเหล็กส าหรับเด็ก 6 เดือน – 3 ปี 4) สร้างการมี ส่วนร่วมของเครือข่ายและชุมชน 5) ผลักดันประเด็น “การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก (IQ/EQ)” ผ่าน กลไกคณะกรรมการ พชอ. อ าเภอค้อวัง การท างานในช่วงเวลาที่ผ่านมาจากอดีต ส่วนใหญ่แล้ว หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนงาน กิจกรรมต่างๆ ในการแก้ไข ปัญหาสุขภาพในพื้นที่ พบว่า ผลลัพธ์ของการด าเนินงานไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ เท่าที่ควร หรือปัญหาสาธารณสุขในพื้นที่ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ (ส านักงานเลขานุการ พชอ. อ าเภอค้อวัง, 2565) ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษารูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร เพื่อเป็น แนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) ให้ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาสถานการณ์การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร 2. เพื่อศึกษากระบวนการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการ พัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร 3. เพื่อพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการ พัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร กรอบแนวคิดการวิจัย การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research-PAR) ตามกรอบแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart (1991) ร่วมกับการประยุกต์ใช้ “PIRAB”(Partnership, Investment, Regulate and Legislate ,Advocate , Building Capacity) ภายใต้กรอบการบูรณาการความร่วมมือการพัฒนาคน ตลอดช่วงชีวิต 5 H ประกอบด้วย Heart (จิตใจดี มีวินัย) Head (เก่งคิด วิเคราะห์เป็น) Hand (ใฝุ


38 เรียนรู้ มีทักษะ) Health (สุขอนามัยดี สุขภาพแข็งแรง) Hi-tech (ทันสมัย ก้าวหน้า รู้เท่าทัน เทคโนโลยี) ด าเนินการวิจัยเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาสถานการณ์ 2) พัฒนารูปแบบฯ และน า รูปแบบไปใช้ และ3) การประเมินผลการน ารูปแบบไปใช้ ดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ขอบเขตการวิจัย 1. เนื้อหา มุ่งศึกษาสถานการณ์การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย อ าเภอค้อวัง จังหวัด ยโสธร ศึกษากระบวนการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการ พัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) และพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่าน กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร รูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร ขั้นตอนที่ 1 ขั้นวางแผน (Planning) 1. ศึกษาสถานการณ์การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ปฐมวัย อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร 2. พัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริม พัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการ พัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัด ยโสธร3) 3. จัดท าแผนปฏิบัติการตามรูปแบบ ขั้นตอนที่ 2 ขั้นปฏิบัติ(Action) ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการ 1. การวิเคราะห์สถานการณ์ 2. สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการด าเนินงาน 3. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพันธมิตรทุกภาคส่วน 4. จัดท าแผนปฏิบัติการภายใต้กรอบการบูรณาการ ความร่วมมือการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต 5 H ประกอบด้วย Heart (จิตใจดี มีวินัย) Head (เก่งคิด วิเคราะห์เป็น) Hand (ใฝุเรียนรู้ มีทักษะ) Health (สุขอนามัยดี สุขภาพแข็งแรง) Hi-tech (ทันสมัย ก้าวหน้า รู้เท่าทันเทคโนโลยี) 5. ด าเนินการขับเคลื่อนงานตามกลยุทธ์ PIRAB (Partner, Invest, Regulate and Legislate, Advocate, Build Capacity) 6. พัฒนาระบบบริการอนามัยแม่และเด็ก 7. เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 3 ขั้นสังเกตการณ์ (Observation) การสังเกต ติดตามผลการด าเนินงาน เป็นระยะ ขั้นตอนที่ 4 ขั้นการสะท้อนผล (Reflection) 1. การคืนข้อมูล สู่ชุมชน 2. ถอดบทเรียน/วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความส าเร็จ


39 2. ประชากร เป็นคณะกรรมการ พชอ. จ านวน 21 คน ตัวอย่างในการประเมินผลฯ เป็น พชอ. พชต. และภาคีเครือข่ายจ านวน 50 คน 3. ระยะเวลาด าเนินการ ระหว่างมกราคม 2566 – กันยายน 2566 วิธีด าเนินการวิจัย ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart (1991) ด าเนินการวิจัยเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้คือ 1) ขั้นวางแผน (Planning) 2) ขั้น ปฏิบัติการ (Action) 3) ขั้นสังเกตการณ์ (Observation) และ 4) ขั้นการสะท้อนผล (Reflection) ขั้นตอนที่ 1 ขั้นวางแผน (Planning) 1) ศึกษาสถานการณ์การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ปฐมวัย อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร 2) พัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร 3) จัดท าแผนปฏิบัติ การตามรูปแบบ โดยสนทนากลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงาน จ านวน 10 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลจากระบบติดตามและประเมินผลงานตามตัวชี้วัด และการสัมภาษณ์ผู้มีส่วน เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ขั้นตอนที่ 2 ขั้นปฏิบัติ (Action) ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการ 1) การวิเคราะห์สถานการณ์ 2) สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการด าเนินงาน 3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพันธมิตรทุกภาค ส่วน 4) จัดท าแผนปฏิบัติการภายใต้กรอบการบูรณาการความร่วมมือการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต 5 H ประกอบด้วย Heart (จิตใจดี มีวินัย) Head (เก่งคิด วิเคราะห์เป็น) Hand (ใฝุเรียนรู้ มีทักษะ) Health (สุขอนามัยดี สุขภาพแข็งแรง) Hi-tech (ทันสมัย ก้าวหน้า รู้เท่าทันเทคโนโลยี) 5) ด าเนินการขับเคลื่อนงานตามกลยุทธ์ PIRAB (Partner, Invest, Regulate and Legislate, Advocate, Build Capacity) 6) พัฒนาระบบบริการอนามัยแม่และเด็ก 7) เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 3 ขั้นสังเกตการณ์ (Observation) การสังเกต ติดตามผลการด าเนินงาน เป็น ระยะ กลุ่มตัวอย่างในการประเมินผลรูปแบบฯ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็น คณะกรรมการ พชอ. พชต. และภาคีเครือข่ายจ านวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความ พึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ขั้นตอนที่ 4 ขั้นการสะท้อนผล (Reflection) 1) การคืนข้อมูล สู่ชุมชน 2) ถอดบทเรียน/ วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความส าเร็จ


40 สรุปผลการวิจัย 1. รูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนา คุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร ประกอบด้วย 7 กิจกรรม คือ 1 ) การวิเคราะห์ สถานการณ์ 2) สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการด าเนินงาน 3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ พันธมิตรทุกภาคส่วน 4) จัดท าแผนปฏิบัติการภายใต้กรอบการบูรณาการความร่วมมือการพัฒนาคน ตลอดช่วงชีวิต 5 H ประกอบด้วย Heart (จิตใจดี มีวินัย) Head (เก่งคิด วิเคราะห์เป็น) Hand (ใฝุ เรียนรู้ มีทักษะ) Health (สุขอนามัยดี สุขภาพแข็งแรง) Hi-tech (ทันสมัย ก้าวหน้า รู้เท่าทัน เทคโนโลยี) 5) ด าเนินการขับเคลื่อนงานตามกลยุทธ์ PIRAB (Partner, Invest, Regulate and Legislate, Advocate, Build Capacity) 6) พัฒนาระบบบริการอนามัยแม่และเด็กของสถานบริการ สาธารณสุขให้ได้มาตรฐาน 7) เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2. ผลการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนา คุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร ตามเกณฑ์การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) มีการสร้างเปูาหมายร่วมกัน การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การรับฟังและรวบรวมความคิดเห็น ของประชาชน แผนการพัฒนาบุคลากร การสร้างนวัตกรรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก การ ประเมินผลการด าเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ ตามเกณฑ์ UCCARE ผ่านการประเมิน ระดับ 4 ขึ้นไป มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นจากปีก่อน มีผลลัพธ์ในการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผลลัพธ์การด าเนินการ พบว่า เด็กอายุ 0 - 5 ปี ทั้งหมด 678 คน ได้รับการตรวจคัดกรอง 675 คน คิดเป็น 99.56 และมีพัฒนาการสมวัย 579 คน ร้อยละ 85.78 ผ่านเกณฑ์ และผลการประเมินระดับ สติปัญญา (IQ) 2565 มีระดับสติปัญญา (IQ) <ในเด็ก ป.1 >เฉลี่ย 98 ความพึงพอใจของผู้รับการ บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 4.36,S.D.=.69) 3. ปัจจัยแห่งความส าเร็จ คือ Khowang :Knowledge (เสริมสร้างความรู้) Household (ส่งเสริมบทบาทครอบครัว) Observation (การสังเกตและติดตาม) Welfare (สวัสดิการผู้ยากไร้) Activity (กิจกรรมที่ต่อเนื่อง) Notify (บอกกล่าวประชาสัมพันธ์) Goal (เปูาหมายชัดเจน) ดังภาพที่ 2 ปัจจัยแห่ง ความส าเร็จ Khowang Knowledge (เสริมสร้าง ความรู้) Household (ส่งเสริมบทบาท ครอบครัว) : Observation (การสังเกตและ ติดตาม) Welfare (สวัสดิการ ผู้ยากไร้) Activity (กิจกรรมที่ ต่อเนื่อง) Notify (บอก กล่าว ประชาสัมพันธ์) Goal (เป้าหมาย ชัดเจน) ภาพที่ 2 ปัจจัยแห่งความส าเร็จ


41 อภิปรายผล รูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนา คุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร ประกอบด้วย 7 กิจกรรม คือ 1 ) การวิเคราะห์ สถานการณ์ 2) สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการด าเนินงาน 3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ พันธมิตรทุกภาคส่วน 4) จัดท าแผนปฏิบัติการภายใต้กรอบการบูรณาการความร่วมมือการพัฒนาคน ตลอดช่วงชีวิต 5 H 5) ด าเนินการขับเคลื่อนงานตามกลยุทธ์ PIRAB (Partner, Invest, Regulate and Legislate, Advocate, Build Capacity) 6) พัฒนาระบบบริการอนามัยแม่และเด็กของสถาน บริการสาธารณสุขให้ได้มาตรฐาน 7) เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้อธิบายได้ว่า การด าเนินงานขับเคลื่อน การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) เปนความ ร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยหนวยงานตางๆ ในการพัฒนา และขับเคลื่อนการดูแลชีวิตความเป็นอยูและสุขภาพของประชาชนในอ าเภอ/พื้นที่ ทั้งสุขภาวะ ทาง กาย จิต และสังคมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ซึ่งประกาศใน พระราชกิจจานุเบกษาในปีพ.ศ. 2561 หน่วยงานเหล่านี้เกี่ยวข้องกับปัจจัยก าหนดด้านสังคมทั้งสิ้น จุดแข็งคือสามารถระดมทรัพยากร จากภาคส่วนต่าง ๆ ให้เข้ามามีบทบาทในการท าหน้าที่แก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการคณะกรรมการ พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ (พชอ.) ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข มีนายอ าเภอเป็น ประธาน (ส านักนายกรัฐมนตรี, 2561) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนหรือชุมชน ผ่าน กระบวนการบูรณาการท าให้เกิดการท างานร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาชนโดยเฉพาะ ภาครัฐ ปัจจัยแห่งความส าเร็จ คือ Khowang :Knowledge (เสริมสร้างความรู้) Household (ส่งเสริมบทบาทครอบครัว) Observation (การสังเกตและติดตาม) Welfare (สวัสดิการผู้ยากไร้) Activity (กิจกรรมที่ต่อเนื่อง) Notify (บอกกล่าวประชาสัมพันธ์) Goal (เปูาหมายชัดเจน) สอดคล้อง กับการศึกษาปจจัยความส าเร็จของการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ พื้นที่เขต สุขภาพที่ 3 ซึ่งผลการศึกษาพบวาเงื่อนไขความส าเร็จ รูปแบบการสรางความรวมมือระหว่างภาคส่วน ผ่านโครงสรางคณะกรรมการ พชอ.ดาน นโยบายมีกฎหมายในการรองรับอ านาจหนาที่ในการ ปฏิบัติงานของคณะกรรมการ พชอ. และมีการสื่อสารนโยบายที่ชัดเจนทั้งในระดับกระทรวงจนถึง ระดับพื้นที่ และมีการก าหนดโครงสรางการบริหาร บทบาท อ านาจหนาที่ของคณะกรรมการและภาคี เครือขายที่ชัดเจน มีกลไก ควบคุม ก ากับ ติดตามการท างานของคณะกรรมการ พชอ. ด้านการ บริหารในพื้นที่ผูน าและคณะกรรมการ พชอ. ตองเห็นความส าคัญเรื่องสุขภาพหรือคุณภาพชีวิต และ มีการแต่งตั้งอนุกรรมการดูแลตามพื้นที่ยอย (Zone Management) ผู้น าและคณะกรรมการต้องมี


42 ทักษะในการโนมนาวและเชื่อมประสานภาคีเครือขาย ภาวะผูน าและทักษะการประสานงานของ เลขานุการ การจัดประชุมที่มีประสิทธิภาพ มีความตอเนื่อง มีระบบขอมูลสารสนเทศ ข้อเสนอแนะ และการน าไปใช้ประโยชน์ 1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถน ารูปแบบการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) อ าเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร ไปใช้ในการ ด าเนินการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยได้ 2. สามารถน ากระบวนการตามรูปแบบฯ ไปใช้ในการขับเคลื่อนงานสาธารณสุข และการพัฒนา คุณภาพชีวิตประชาชนด้วยกลไก พชอ. 3. สามารถน ากระบวนขับเคลื่อนการด าเนินงาน พชอ. ไปใช้ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ภาคีเครือข่าย ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยและงานสาธารณสุขอื่น ๆ ได้ บรรณานุกรม กระทรวงสาธารณสุข. (2558). คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย Developmental Surveillance and Promotion Manual (DSPM). กรุงเทพมหานคร: สยามพิมพ์นานา; 2558. กระทรวงสาธารณสุข. (2565). การบูรณาการความร่วมมือ 6 กระทรวงการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต กลุ่มเด็กปฐมวัย (0-6 ปี) พ.ศ. 2565-2569. นนทบุรี :กระทรวงสาธารณสุข. กระทรวงศึกษาธิการ. (2564). แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 –2570. กรุงเทพฯ. บริษัท พริก หวานกราฟฟิค จ ากัด. กิตติ เหลาสุภาพ, ธานินทร์ ไชยานุกูล. (2565). ปัจจัยการบริหารและกระบวนการบริหารที่ส่งผลต่อ การปฏิบัติงานของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอ จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย. 4(2): 67–76. ส านักนายกรัฐมนตรี. (2561). ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรีด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับ ท้องถิ่น. ส านักนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ส านักเลขาธิการสภาการศึกษา ทวีเกียรติ บุญยไพศาลเจริญ. (2561). รายงานกรณีศึกษา การปฏิรูประบบบริการปฐมภูมิ. นนทบุรี : ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข. Kemmis, S & McTaggart, R. (1991). The Action Research Planer (3rd ed.). Victoria : Deakin University.


43 ผลของการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม (Triple-P) ต าบลศรีภูมิ อ าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ อัญชลีพร ปาโส นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ รพ.สต.บ้านศรีภูมิ ต.ศรีภูมิ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ บทคัดย่อ การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการสร้างวินัย เชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม (Triple-P) ต าบลศรีภูมิ อ าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ปกครองเด็กปฐมวัย จ านวน 30 คน และเด็กปฐมวัย จ านวน 30 คน เข้าร่วมกิจกรรม Triple-P จ านวน 4 ครั้ง แต่ละครั้งใช้ระยะเวลาห่างกัน 1 เดือน เครื่องมือที่ใช้เป็น คู่มือเฝูาระวังและส่งเสริม พัฒนาการเด็กปฐมวัย และแบบบันทึกการคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired Samples t -test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า หลังใช้รูปแบบการพัฒนาการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการสร้างวินัยเชิงบวก โดยครอบครัวมีส่วนร่วม (Triple-P) พบว่า ผู้ปกครองสามารถกระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวก ได้เพิ่มมากขึ้น โดยสามารถกระตุ้นพัฒนาการด้านที่สงสัยล่าช้าในเด็กกลุ่มที่สงสัยล่าช้าในระยะเวลา 1 เดือน และ 2 เดือน ท าให้พัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32.5 เป็นร้อยละ 76.54 และร้อยละ 94.20 สามารถค้นหาเด็กพัฒนาการล่าช้าและส่งพบแพทย์ร้อยละ 3.33 กลุ่มตัวอย่างมีระดับความถี่ ในการสร้างวินัยเชิงบวกสูงกว่าก่อนการเริ่มใช้รูปแบบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P < .001 ) ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย ผู้เกี่ยวข้องควรน ากิจกรรม Triple-P ไปด าเนินการเพื่อเสริมสร้าง ความรู้และทักษะให้กับผู้ปกครองเด็กปฐมวัย ขยายผลสู่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเลี้ยงดูเด็กพื้นที่อื่น ต่อไป ค าส าคัญ : การพัฒนา,การกระตุ้นพัฒนาการ,วินัยเชิงบวก, ครอบครัวมีส่วนร่วม,Triple-P RO_005


44 บทน า เด็กคืออนาคตของชาติ การที่เด็กจะเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้นั้น การปูพื้นฐานในช่วงแรก ของชีวิตเป็นสิ่งที่ส าคัญโดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านสมอง การที่เด็กที่มีพัฒนาการที่ดี จะส่งผลให้ เกิดกระบวนการเรียนรู้และปรับตัวได้ดี มีความยืดหยุ่น สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ดีกว่าเด็กที่มี พัฒนาการที่ล่าช้า พัฒนาการของเด็กปฐมวัยจึงเป็นช่วงวัยที่ส าคัญที่สุดในการสร้างรากฐานของชีวิต และจิตใจ เริ่มตังแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี มีความสาคัญต่อการพัฒนาสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีความ สมบูรณ์ พัฒนาการที่ผิดปกติจะส่งผลกระทบต่อการเสียโอกาสที่จะมีพัฒนาการก้าวหน้าตามวัย ท าให้ เป็นภาระต่อครอบครัวและสังคม ผู้ปกครองคือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด เป็นผู้ช่วยในการดูแล เลี้ยงดูเด็กให้เจริญเติบโตแข็งแรงตามวัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ผู้ปกครองจึงมีบทบาทที่ส าคัญ มากในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยแรกของชีวิต (สิทธิพงศ์ ปาปะกัง, 2565) กระทรวงสาธารณสุข (2560) พัฒนาระบบการเฝูาระวังและคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย ด้วยเครื่องมือเฝูาระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Developmental Surveillance and Promotion Manual; DSPM) เพื่อส่งเสริมให้พ่อแม่ผู้ปกครองเฝูาระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ด้วยตนเองจากการอ่านเล่มคู่มือและบุคลากรสาธารณสุขคัดกรองพัฒนาการเด็กในช่วงอายุ 9, 18, 30 และ 42 เดือน ที่มารับวัคซีน (DSPM 1) หากสงสัยพัฒนาการล่าช้า จะให้ความรู้ในการกระตุ้น พัฒนาการและติดตามประเมินช้ า 1 เดือน (DSPM 2) หากยังพบพัฒนาการล่าช้า จะส่งต่อเพื่อรับการ กระตุ้นพัฒนาการด้วยเครื่องมือ Thai Early Developmental Assessment for Intervention (TEDA4I) ที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้าน' เมื่อสุ่มส ารวจพัฒนาการเด็กโดยกรมอนามัย ในปี 2560 ด้วย เครื่องมือ DSPM พบว่า เด็กพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ78.20 สงสัยล่าช้า ร้อยละ 21.80 ส่วนผลส ารวจในปี 2561 พบพ่อแม่ผู้ปกครองใช้เล่ม คู่มือ DSPM เพียงร้อยละ 32.90 เท่านั้น การ ประเมินผลระบบบริการปกติด้วยการศึกษาเชิงคุณภาพ พบว่า พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ร่วมมือในการพา เด็กมาติดตามส่งเสริมและกระตุ้นพัฒนาการและสะท้อนว่าเกิดจากการที่ผู้ปกครองไม่เชื่อว่าบุตร หลานมีพัฒนาการล่าช้าจึงไม่น าเด็กเข้าสู่ระบบการดูแลรักษา เมื่อทบทวนหลักฐานสนับสนุนทาง วิชาการพบว่า ผู้ที่มีส่วนส าคัญที่สุดในการส่งเสริมพัฒนาการและความฉลาดทางอารมณ์ในเด็กปฐมวัย คือ พ่อแม่ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูเด็ก แต่ด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจปัจจุบันที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้อง ท างานนอกบ้านท าให้มีเวลาในการดูแลเด็กน้อยลง การพัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยเสริมพลังพ่อแม่ ผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการและความฉลาดทางอารมณ์จึงเป็นองค์ประกอบส าคัญในการ แก้ปัญหานี้ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาผลของการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัว มีส่วนร่วม (Triple-P) ต าบลศรีภูมิ อ าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อให้ผู้ปกครองใช้เป็นแนวทางใน ดูแลส่งเสริมพัฒนาการบุตรหลานรวมถึงสร้างวินัยและการสื่อสารทางบวก และให้เด็กปฐมวัยมี พัฒนาการที่ดีซึ่งจะส่งผลให้เด็กเติบโตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ


45 วัตถุประสงค์ของการวิจัย วัตถุประสงค์ทั่วไป : เพื่อศึกษาผลของการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการสร้างวินัยเชิงบวกโดย ครอบครัวมีส่วนร่วม (Triple-P) ต าบลศรีภูมิ อ าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ วัตถุประสงค์เฉพาะ 1. เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาเด็กก่อนและหลังทดลองใช้รูปแบบการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการ สร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม 2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม ผู้ปกครองก่อนและหลังทดลองใช้รูปแบบการ กระตุ้นพัฒนาการด้วยการสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ตัวแปรตาม (Dependent Variables) การกระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวก โดยครอบครัวมีส่วนร่วม (Triple-P) กิจกรรม 4 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 1 เดือน กิจกรรมครั้งที่ 1 สร้างสายใย ได้แก่ กอดสร้างสุข/ นิทานสร้างสรรค์/วาดภาพสร้างจินตนาการ/เล่น เต้น สร้างความสนุก/สร้างสมาธิสร้างความสบาย กิจกรรมครั้งที่ 2 สร้างวินัย ได้แก่ กอดสร้างสุข/นิทาน สร้างวินัย/ศิลปะสร้างจินตนาการ/เล่น เต้นสร้างความ สนุก/สร้างสมาธิสร้างความสบาย กิจกรรมครั้งที่ 3 สร้างเด็กเก่ง 1 ได้แก่ กอดสร้างสุข/ ชมสร้างความภูมิใจ/สร้างเด็กเก่ง/เล่นเต้นสร้างความ สนุก/สร้างสมาธิสร้างความสบาย กิจกรรมครั้งที่ 4 สร้างเด็กเก่ง 2 ได้แก่ กอดสร้างสุข ชมสร้างความภูมิใจ/กิจกรรมตั้งค าถามสมมติ/เล่น เต้น สร้างความสนุก/สร้างสมาธิสร้างความสบาย 1. ผลการกระตุ้นพัฒนาการ 2. ความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม วินัยเชิงบวกของผู้ปกครองเด็ก ปฐมวัย


46 วิธีด าเนินการวิจัย เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Research) แบบศึกษากลุ่ม เดียววัดก่อน-หลังการทดลอง (The One-Group Pretest-Posttest Design) ด าเนินการกระตุ้น พัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 ครั้ง 4 เดือน เดือน เก็บข้อมูลในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2566 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เป็นเด็กปฐมวัยและผู้ปกครองเด็กปฐมวัย ต าบลศรีภูมิ อ าเภอ กระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 60 คน ประกอบด้วย ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย จ านวน 30 คน และเด็กปฐมวัยที่ก าลังศึกษาที่โรงเรียนบ้านโคกสูง ชั้นเรียนอนุบาล 2 และอนุบาล 3 จ านวน 30 คน โดยก าหนดคุณสมบัติเกณฑ์การคัดเข้า (Inclusion Criteria) คือ 1) เป็นกลุ่มผู้ปกครองเด็ก ปฐมวัย 2) เด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มเปูาหมาย เกณฑ์คัดออก (Exclusion Criteria) คือ ผู้ที่ยกเลิกการ สมัครใจ/ของดการให้ข้อมูล การเก็บรวมรวมข้อมูล ผู้วิจัยเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูล โดยเก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างก่อน ด าเนินกิจกรรม และหลังสิ้นสุดกิจกรรม โดยอธิบายรายละเอียดของการวิจัย ขั้นตอน และเครื่องมือ ในการวิจัย เน้นถึงความสมัครใจเข้าร่วม และขอค ายินยอมแก่ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย ผู้วิจัยเก็บรักษา ความลับ และไม่เปิดเผยข้อมูลผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยอย่างเคร่งครัดตามขั้นตอน เครื่องมือการวิจัยและเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล 1. คู่มือเฝูาระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย Developmental Surveillance and Promotion Manual (DSPM) กระทรวงสาธารณสุข 2. แบบบันทึกการคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ตามช่วงอายุ ของกระทรวง สาธารณสุข 3 ส่วน 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมวินัยเชิงบวก ในผู้ปกครองเด็กปฐมวัย 3) แบบบันทึกคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ตามช่วงอายุ โดย อสม. ประกอบด้วยข้อค าถามการประเมินพัฒนาการตามช่วงอายุ 9,18,30 และ 42 เดือน 5 ด้าน ประกอบด้วยด้าน การเคลื่อนไหว ,ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา,ด้านการเข้าใจภาษา,ด้าน การใช้ภาษา,ด้านการช่วยเหลือตนเอง และสังคม ท าการการประเมิน ผ่านเกณฑ์ และไม่ผ่านเกณฑ์ ก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม โดยตรวจประเมินพัฒนาการเด็ก หากเด็กท าได้ทุกข้อตามเกณฑ์ อายุให้ถือว่าเด็กท าได้ผ่านเกณฑ์ มีพัฒนาการสมวัย โดยให้ค าแนะน าฝึกทักษะพัฒนาการในช่วงอายุที่ มากขึ้น หากเด็กท าไม่ได้อย่างน้อย 1ข้อ ให้ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์ คือมีพัฒนาการสงสัยล่าช้า การวิเคราะห์ข้อมูล 1) ข้อมูลทั่วไป วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) 2) การเปรียบเทียบการกระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม ในเด็กปฐมวัย ด้วย Paired Samples T-test


47 สรุปผลการวิจัย 1.ข้อมูลส่วนบุคคล 1.1 ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 80.00 ส่วนใหญ่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ร้อยละ 73.33 (Min = 21, Max = 61, ̅=39.20, S.D. = 12.80) ส่วนใหญ่ส าเร็จการศึกษาใน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 43.33 โดยส่วนใหญ่มีสถานภาพเป็นบิดา มารดา ร้อยละ 53.33 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร พ่อบ้าน แม่บ้าน ร้อยละ 50.00 และส่วนใหญ่มีรายได้เพียงพอในการ ใช้จ่าย ร้อยละ 70.00 ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 จ านวนและร้อยละผู้ปกครองเด็ก จ าแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล (n=30) ข้อมูลส่วนบุคคล จ านวน ร้อยละ เพศ หญิง 23 76.67 ชาย 7 23.33 อายุ (ปี) <60 22 73.33 >=60 8 26.66 การศึกษา ประถมศึกษา 3 10.00 มัธยมศึกษาตอนต้น 5 16.66 มัธยมศึกษาตอนปลาย 13 43.33 ปริญญาตรี 7 23.33 ความเกี่ยวข้อง บิดา มารดา 16 53.33 ปูุ ย่า ตา ยาย 10 10.33 ลุง ปูา น้า อา 4 13.33 อาชีพ เกษตร พ่อบ้าน แม่บ้าน 15 50.00 ค้าขาย ธุรกิจส่วนตัว 8 26.66 ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ เอกชน 7 23.33 รายได้ครอบครัว เพียงพอใช้ 21 70.00 ไม่เพียงพอ 9 30.00


48 1.2 เด็กปฐมวัย ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 56.66 อายุระหว่าง 4 – 5 ปี ร้อยละ 60.00 (Min = 2 ปี 7 เดือน, Max = 5 ปี, ̅= 4.3, S.D. = 0.9) ในจ านวนนี้ มีน้ าหนักตามเกณฑ์ (ร้อยละ 90.00) (Min = 10 กิโลกรัม, Max = 22 กิโลกรัม, ̅= 15.4, S.D. = 2.4) แต่พบเด็กน้ าหนักน้อยกว่า เกณฑ์ ร้อยละ 6.66 โดยส่วนใหญ่มีส่วนสูงตามเกณฑ์ ร้อยละ 86.66 (Min = 84 เซนติเมตร, Max = 108 เซนติเมตร, ̅= 99.2, S.D. = 5.60) และพบเด็กค่อนข้างเตี้ยและเตี้ยถึง ร้อยละ 6.66 ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 จ านวนและร้อยละเด็กปฐมวัย จ าแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล (n=30) ข้อมูลบุคคล เด็กปฐมวัย (n = 30) ร้อยละ เพศ หญิง 17 56.66 ชาย 13 43.33 อายุ (ปี) 2-3 ปี 12 40.00 4-5 ปี 18 60.00 น้ าหนัก (กิโลกรัม) ตามเกณฑ์ 27 90.00 ต่ ากว่าเกณฑ์ 2 6.66 เกินเกณฑ์ 1 3.33 ส่วนสูง (เซนติเมตร) ตามเกณฑ์ 26 86.66 ต่ ากว่าเกณฑ์เตี้ยและค่อนข้างเตี้ย 2 6.66 เกินเกณฑ์สูงและค่อนข้างสูง 2 6.66 3. พัฒนาการเด็กปฐมวัย ก่อนใช้รูปแบบกลุ่มตัวอย่างเด็กปฐมวัยพบว่ามีพัฒนาการสงสัย ล่าช้า จ านวน 7 คน ร้อยละ 23.33 ส่วนใหญ่เด็กท าไม่ผ่านเกณฑ์ คือ พัฒนาการด้านภาษา จ านวน 3 คน ร้อยละ 10.00 รองลงมาคือด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม (PS) จ านวน 2 ร้อยละ 6.66 ไม่พบเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าเลยคือด้านด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา (FM) จ านวน 0 คน ส าหรับหลังใช้รูปแบบพบกลุ่มตัวอย่างเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า จ านวน 1 คน โดยมี พัฒนาการล่าช้าคือด้านการเข้าใจภาษา (RL) ร้อยละ 3.33 ดังตารางที่ 3


49 ตารางที่ 3 จ านวนและร้อยละ พัฒนาการสงสัยล่าช้าจ าแนกเป็นรายด้านก่อนและหลังการใช้รูปแบบ พัฒนาสงสัยล่าช้า ก่อนใช้รูปแบบ หลังใช้รูปแบบ จ านวน (คน) ร้อยละ จ านวน (คน) ร้อยละ ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (GM) 1 3.33 0 0.00 ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา(FM) 0 0.00 0 0.00 ด้านการเข้าใจภาษา (RL) 3 10.00 1 3.33 ด้านการใช้ภาษา (EL) 1 3.33 0 0.00 ด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม (PS) 2 6.66 0 0.00 รวม 7 23.33 1 3.33 4. การเปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมวินัยเชิงบวกของผู้ปกครองเด็กปฐมวัย พบว่า หลังการใช้รูปแบบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ทัศนคติ และฤติกรรมวินัยเชิงบวกของผู้ปกครอง เด็กปฐมวัยก่อน สูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ (กระบวนการ Triple-P) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P-value <.001) ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมวินัยเชิงบวกของผู้ปกครอง เด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้รูปแบบ (n = 30) ประเด็น ก่อนใช้ รูปแบบ หลังใช้ รูปแบบ Mean diff (SE) 95%CI t P-value ̅ S.D. ̅ S.D. Lower Upper ความรู้ 6.30 .90 8.40 1.00 1.06 0.71 1.40 9.30 <0.001 ทัศนคติ 6.70 .80 8.30 1.00 0.14 0.10 0.19 9.40 <0.001 พฤติกรรม วินัยเชิงบวก 6.50 .70 8.10 1.00 0.37 0.24 0.51 9.20 <0.001 สรุป การกระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม (Triple-P) ส่งผล ให้ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยเชิงบวกเพิ่มมากขึ้น โดยมี ความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมวินัยเชิงบวกในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยเชิงบวกเพิ่มมากขึ้น และมากกว่าก่อน เข้าร่วมกระบวนการ Triple-P อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P-value <.001)


50 อภิปรายผล หลังใช้รูปแบบการพัฒนาการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมี ส่วนร่วม (Triple-P) พบว่า ผู้ปกครองสามารถกระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกได้เพิ่มมากขึ้น โดยสามารถกระตุ้นพัฒนาการด้านที่สงสัยล่าช้าในเด็กกลุ่มที่สงสัยล่าช้าในระยะเวลา 1 เดือน และ 2 เดือน ท าให้พัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32.5 เป็นร้อยละ 76.54 และร้อยละ 94.20 สามารถ ค้นหาเด็กพัฒนาการล่าช้าและส่งพบแพทย์ร้อยละ 3.33 กลุ่มตัวอย่างมีระดับความถี่ในการสร้างวินัย เชิงบวกสูงกว่าก่อนการเริ่มใช้รูปแบบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P < .001 ) อธิบายได้ว่า การพัฒนาการกระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม (Triple-P) ต าบลศรี ภูมิ อ าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์เกิดขึ้นได้จากการวิเคราะห์ปัญหา หาวิธีแก้ไข โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทีมภาคีเครือข่ายร่วมกันเสนอแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสม ท าให้เกิดกระบวนการพัฒนางาน สามารถกระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วมและค้นหาเด็กพัฒนาการ สงสัยล่าช้า ให้เข้ารับการส่งเสริมและกระตุ้นพัฒนาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการ Triple-P เป็นกลุ่มฝึกทักษะผู้ปกครองเด็กปฐมวัยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและความฉลาดทางอารมณ์ โดย ผู้ปกครองเรียนรู้ผ่านการฝึกปฏิบัติจริงกับบุตรหลานในกลุ่มช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ ตรงและจากประสบการณ์กลุ่ม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความรู้ และทักษะในการเลี้ยงดู เด็กปฐมวัยที่สามารถน าไปใช้ได้จริงในชีวิตประจ าวัน ผลการศึกษาหลังใช้รูปแบบการพัฒนาการ กระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม (Triple-P) พบว่า ผู้ปกครองสามารถ กระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกได้เพิ่มมากขึ้น โดยสามารถกระตุ้นพัฒนาการด้านที่สงสัย ล่าช้าในเด็กกลุ่มที่สงสัยล่าช้าในระยะเวลา 1 เดือน และ 2 เดือน ท าให้พัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 32.5 เป็นร้อยละ 76.54 และร้อยละ 94.20 และสามารถค้นหาเด็กพัฒนาการล่าช้าและส่ง พบแพทย์ร้อยละ 3.33 สอดคล้องกับการศึกษาของสุจินดา สุขก าเนิด (2560) ได้ท าการศึกษาการ พัฒนาระบบเฝูาระวังและส่งเสริมเด็กโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน พบว่า การคัดกรองและส่งเสริม พัฒนาการเด็กที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า เมื่อเด็กได้รับการส่งเสริมและกระตุ้น จะสามารถกลับมามี พัฒนาการสมวัยได้ 46 รายใน 51 ราย คิดเป็นร้อยละ 90.20 ข้อเสนอแนะ ผู้ที่จะน าการกระตุ้นพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีส่วนร่วม (Preschool Parenting Program : Triple P )ควรได้รับการอบรมเพื่อให้เข้าใจวัตถุประสงค์เกิด ความรู้และทักษะ สามารถถ่ายทอดให้ผู้ปกครองเด็กปฐมวัยสามารถน าไปใช้ในการเลี้ยงดูเด็กในชุมชนให้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด


51 ปัจจัยของความส าเร็จ ปัจจัยของความส าเร็จเกิดจากการมองเห็นปัญหาร่วมกันของภาคีเครือข่าย ตลอดจน เจ้าหน้าที่ คุณครู ผู้ปกครอง ที่เล็งเห็นความส าคัญของการกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก โดยการเรียนรู้ ร่วมกันเป็นทีม มีการพัฒนากระบวนการควบคู่กับการวิเคราะห์แก้ไขปัญหาตามสภาพปัญหาจริง สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างเด็ก ผู้ปกครอง และผู้เลี้ยงดูที่ไม่ใช่พ่อแม่ เพื่อให้เด็กๆมีพัฒนาการที่สมวัย เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข บรรณานุกรม กรมสุขภาพจิต. (2565). โปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวก โดยครอบครัวมีส่วน ร่วม Preschool Parenting Program: Triple-P. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาการเด็กราช นครินทร์; 2565. กรมอนามัย. (2557). ส ารวจสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยไทย (0-5 ปี). นนทบุรี: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2563). คู่มือฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM). กรุงเทพฯ : องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. กระทรวงสาธารณสุข.(2558). คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย Developmental Surveillance and Promotion Manual (DSPM). เชียงใหม่: สยาม พิมพ์นานา จ ากัด. ชฎาภรณ์ ชื่นตา และคณะ. (2561). การพัฒนาการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยแบบ บูรณาการ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดยโสธร. ยโสธร : ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดยโสธร. สิทธิพงศ์ ปาปะกัง. (2565). บทบาทของผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กตามคู่มือ DSPM. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม. 19(2) : 176-185. สุจินดา สุขก าเนิด. (2560). การพัฒนาระบบเฝูาระวังและส่งเสริมเด็กโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน. วารสารสุขภาพภาคประชาชน.12(4):16-27. สุมาลี จรุงจิตตานุสนธิ์. (2560). การพัฒนารูปแบบการเฝูาระวังและส่งเสริมเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการ ล่าช้าในจังหวัดบุรีรัมย์. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 35(2):122-132 ส านักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย. (2561). รายงานการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย ครั้งที่ 6 พ.ศ.2560. กรุงเทพฯ: ซีจีทูล.


52 การพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมสุขภาพการออกก าลังกายก้าวท้าใจ โดยใช้พลังบวร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลแก้งเหนือ อ าเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี Model Management Development for Encourage the Kaotajai Exercise by Power of Borworn Kaengnuea Tambon Health Promoting Hospital, Khemmarat District, Ubon Ratchathani Province. พุทธิดา จันทร์ดอนแดง Phutthida Chandondaeng รพ.สต.แก้งเหนือ อ าเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ การพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมสุขภาพการออกก าลังกายก้าวท้าใจ โดยใช้พลัง บวร คือบ้าน วัดและราชการ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ได้ประยุกต์ใช้รูปแบบ การวิจัย PAORเลือกกลุ่มเปูาหมายแบบเจาะจง คือ แกนน าหมู่บ้าน จ านวน 50 คน ศึกษาระหว่างเดือน ธันวาคม 2565 –กรกฎาคม 2566 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามที่สร้างขึ้น และ แบบสัมภาษณ์ เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ วิเคราะห์เนื้อหาส าหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า ขั้นตอนการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการออกก าลังกาย แบ่งเป็น 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เลือกพื้นที่ศึกษา 2) ศึกษาสภาพการณ์ปัญหา 3) ระบุปัญหา 4) วางแผนกิจกรรม 5) ด าเนินการตามแผน 6) ติดตามและประเมินผล เกิดรูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมสุขภาพการ ออกก าลังกาย ที่เรียกว่า “ก้าวท้าใจ โดยใช้พลังบวร” ที่มีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 1) การมีแกน น าเครือข่ายในชุมชนที่เข้มแข็ง (Strength of Network) 2) การมีส่วนร่วมในการออกก าลังกาย (Strength of Participation) และ 3) การจัดการระบบสุขภาพที่ดี (Strength of Management) โดยมีบ้านคือคนในชุมชนมาร่วมกันท ากิจกรรมออกก าลังกาย มีวัดช่วยเชื่อมประสานการประชาสัมพันธ์ ผ่านสถานีวิทยุชุมชนวัดพิชโสภาราม และมีราชการมาร่วมกิจกรรมและบริหารจัดการร่วมกันขับเคลื่อน ท าให้มีแกนน าส่งเสริมการออกก าลังกายในชุมชนที่เหมาะสมตามวัย มีการพัฒนาสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็น ตลาดนัดสุขภาพ ใช้เป็นสถานที่ออกก าลังกายของชุมชนและเกิดศูนย์Wellness ที่ รพ.สต.แก้งเหนือ ให้ค าปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพกายใจ ส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพดี และมีสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อไป ค าส าคัญ : การออกก าลังกาย, การส่งเสริมการออกก าลังกายก้าวท้าใจ, พลังบวร RO_006


53 Abstract Model administration development for encourage the Kaotajai exercise by power of Borworn. This participatory action research was applied was tried out by using PAOR cycle of action research. The samples of this study consisted 50 community leaders using purposive sampling and study during November 2022 – June 2023. The tools were questionnaire and in-depth interview. Statistics used for data analysis were descriptive statistics including percentage, mean, standard deviation and content analysis for qualitative data. The study found 6 procedures to develop an exercise encourage model including 1) choose study area 2) study the problem situation 3) identify the problem 4) plan activities 5) execute according to the plan. 6) Follow up and evaluate. Resulting in a model administration development for encourage “the Kaotajai exercise by power of Borworn”. This model consisted 1) Strength of Network 2) Strength of Participation and 3) Strength of Management. Resulting in a leader promoting exercise in the community that is suitable for age, have a health market fair as a place for community exercise and a wellness center at Kaeng Nuea Subdistrict Hospital and counseling for physical and mental health problems resulting in good health for people and continue to have a good environment. Keyword : Exercise, Encourage the Kaotajai exercise, Power of Borworn บทน า การออกก าลังกายเป็นกลไกส าคัญในการเสริมสร้างสุขภาพ ที่กระทรวงสาธารณสุข พบว่า สามารถช่วยลดอัตราการเกิด โรคอ้วนที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต สูง และโรคหลอดเลือดสมองได้ แต่ปัจจุบันพบว่า วัยท างานมีแนวโน้มการเสียชีวิต ด้วยโรคไม่ติดต่อ เรื้อรังหรือ NCDs เพิ่มมากขึ้น ปัจจัยเสี่ยงส าคัญ ได้แก่ การรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม การดื่ม แอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ซึ่งการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ (Physical Inactivity) ถูกจัดอันดับเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่ 4 ของสาเหตุการเสียชีวิตของประชากร โลก โดยการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอส่งผลให้เกิดการเสียชีวิต 3.2 ล้านคนต่อปีของทั้งโลก และ คนไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สูงถึงร้อยละ 71 ของการเสียชีวิต (จุรีพร คงประเสริฐ และ ธิดารัตน์ อภิญญา, 2558) ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะน าว่าถ้าต้องการมี


54 สุขภาพที่ดีควรมี “กิจกรรมทางกาย” เป็นเวลาอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือการใช้ก าลังกาย อย่างหนักเป็นเวลาไม่ต่ ากว่า 75 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งการใช้เวลาออกก าลังกายนี้สามารถนับรวมจาก การท างาน การเดินทาง และการใช้เวลาออกก าลังกายในเวลาพักผ่อนเข้าด้วยกัน (กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, 2562) การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาถึงการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมการออกก าลัง กายก้าวท้าใจ โดยใช้พลังบวร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลแก้งเหนือ อ าเภอเขมราฐ จังหวัด อุบลราชธานี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) พลังบวร คือบ้านวัดและราชการ เข้า มามีบทบาท การมีส่วนรวมในการส่งเสริมสุขภาพ มีความมุ่งหมายการวิจัย เพื่อการพัฒนารูปแบบ การจัดการส่งเสริมการออกก าลังกายก้าวท้าใจ โดยใช้พลังบวร ได้ประยุกต์ใช้รูปแบบการวิจัย PAQR (Kemmis &. Mc Taggart, 1988) ประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) โดยผู้วิจัยใช้เทคนิคกระบวนการวางแผนแบบ มีส่วนร่วม ( Appreciation Influence Control , AIC) ในการเสริมสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมของ ชุมชน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนของกระบวนการแก้ไขปัญหา จากแนวความคิดและ กระบวนการแก้ปัญหาซึ่งต้องระดมความคิดจากปัญหาในปัจจุบันให้ไปสู่สภาพการณ์ที่พึงปรารถนาใน อนาคต เป็นกระบวนการส าคัญของการสร้างวิสัยทัศน์ในการพัฒนาและเป็นการน าเทคนิคต่างๆ มา เป็นพื้นฐานการรวมพลังความรักและสัมพันธภาพที่ดีสร้างพลังให้กลุ่มคนมีความคิด มีความมุ่งหมาย เดียวกันแล้ววางแผนปฏิบัติการร่วมกันให้เกิดความส าเร็จ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมการออกก าลังกายก้าวท้าใจ โดยใช้พลัง บวร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลแก้งเหนือ อ าเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี รูปแบบการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) พลังบวร คือบ้าน วัดและราชการ เข้ามามี บทบาท การมีส่วนรวมในการส่งเสริมสุขภาพ รายละเอียด ดังนี้ 1. เนื้อหาเพื่อศึกษาการการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมการออกก าลังกายก้าวท้าใจ โดยใช้พลังบวร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลแก้งเหนือ อ าเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี โดย ใช้กระบวนการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตและการสะท้อนผล ในขั้นตอนการวางแผนใช้เทคนิค กระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วม (Appreciation Influence Control , AIC) 2. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นประกอบด้วย ผู้น าชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจ า หมู่บ้าน ผู้น าออกก าลังกาย ผู้น าเยาวชน ผู้น ากลุ่มสตรี ครู พระ ครูศูนย์เด็กเล็ก เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข รพ.สต.แก้งเหนือ


55 3. กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้น าชุมชน จ านวน 5 คน ผู้น าออกก าลังกาย จ านวน 3 คน ผู้น าเยาวชน จ านวน 2 คน ผู้น ากลุ่มสตรี จ านวน 1 คน ครู จ านวน 1 คน ผู้ดูแลเด็กศูนย์เด็กเล็ก จ านวน 1 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลแก้งเหนือ จ านวน 3 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน จ านวน 32 คน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนต าบลแก้ง เหนือ จ านวน 1 คน คณะกรรมการหมู่บ้าน จ านวน 1 คน คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กลุ่มที่ยังไม่ปุวยที่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มได้ รวมทั้งสิ้นจ านวน 50 คน 4. วิธีการศึกษาใช้กลยุทธ์การสร้างเสริมสุขภาพ 3 ประการ คือ 4.1 การชี้น าด้านสุขภาพ (Advocacy) โดยการพัฒนาองค์ความรู้ให้กลุ่มตัวอย่าง 4.1.1 ประโยชน์การออกก าลังกาย หลักการออกก าลังกาย 4.1.2 การวิจัย เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) 4.1.3 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการออกก าลังกายก้าวท้าใจโดยใช้พลังบวร 4.2 การเพิ่มความสามารถ (Enabling) ให้ทุกคนบรรลุถึงศักยภาพสูงสุดด้านการพัฒนา รูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมการออกก าลังกายในชุมชน โดยใช้เทคนิคกระบวนการประชุมแบบมี ส่วนร่วม (Appreciation Influence Control: AIC) 4.3 การไกล่เกลี่ย (Mediating) ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ที่แตกต่างกันในสังคมเพื่อการ พัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมการออกก าลังกายก้าวท้าใจ ตามกิจกรรม 7 ด้าน คือ 4.3.1 ด้านการส่งเสริมด้านตัวบุคคล ความรู้ การบันทึกการเคลื่อนไหวร่างกาย 4.3.2 ด้านการสนับสนุนโดยใช้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข การให้ ค าปรึกษา ฯลฯ 4.3.3 ด้านการสนับสนุนในชุมชน 4.3.4 ด้านการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้เอื้อต่อการออกก าลังกาย 4.3.5 ด้านการสนับสนุนโดยการใช้สื่อ 4.3.6 ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนา 4.3.7 ด้านการสร้างแรงจูงใจในการออกก าลังกาย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. แบบสัมภาษณ์ ซึ่งประกอบด้วย แบบสอบถามการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริม การออกก าลังกายก้าวท้าใจ โดยใช้พลังบวร มี 3 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนที่ 2 แบบสอบถามการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมการออกก าลังกายก้าว ท้าใจ โดยใช้พลังบวร ส่วนที่ 3 แบบสัมภาษณ์ปัจจัยที่มีความส าเร็จของการด าเนินงานการพัฒนา รูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมการออกก าลังกายก้าวท้าใจ โดยใช้พลังบวร


56 2. แบบบันทึกข้อมูลการประชุมเชิงปฏิบัติการ กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกก าลังกาย ก้าวท้าใจ เพื่อวิเคราะห์บริบทชุมชน สภาพปัญหา และสาเหตุของปัญหา ในการพัฒนารูปแบบการ จัดการเพื่อส่งเสริมการออกก าลังกายก้าวท้าใจ โดยใช้พลังบวร การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากการสังเกต การสัมภาษณ์ และ การประชุมเชิงปฏิบัติการ ผลการศึกษา 1. ขั้นตอนการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการออกก าลังกาย แบ่งเป็น 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เลือกพื้นที่ศึกษา 2) ศึกษาสภาพการณ์ปัญหา 3) ระบุปัญหา 4) วางแผนกิจกรรม 5) ด าเนินการตาม แผน 6) ติดตามและประเมินผล 2. รูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมสุขภาพการออกก าลังกาย “ก้าวท้าใจ โดยใช้พลังบวร” ที่ มีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 1) การมีแกนน าเครือข่ายในชุมชนที่เข้มแข็ง (Strength of Network) 2) การมีส่วนร่วมในการออกก าลังกาย (Strength of Participation) และ 3) การจัดการระบบ สุขภาพที่ดี (Strength of Management) โดยมีบ้านคือคนในชุมชนมาร่วมกันท ากิจกรรมออกก าลัง กาย มีวัดช่วยเชื่อมประสานการประชาสัมพันธ์ผ่านสถานีวิทยุชุมชนวัดพิชโสภาราม และมีราชการ มาร่วมกิจกรรมและบริหารจัดการร่วมกันขับเคลื่อน ท าให้มีแกนน าส่งเสริมการออกก าลังกายในชุมชน ที่เหมาะสมตามวัย มีการพัฒนาสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นตลาดนัดสุขภาพ ใช้เป็นสถานที่ออกก าลังกายของ ชุมชนและเกิดศูนย์Wellness ที่ รพ.สต.แก้งเหนือ ให้ค าปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพกายใจ ส่งผลให้ ประชาชนมีสุขภาพดี และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี 3. ผลการตรวจสุขภาพแกนน าก่อนและหลังออกก าลังกาย ปี 2566 รพ.สต.แก้งเหนือจาก ข้อมูลการตรวจสุขภาพกลุ่มแกนน าออกก าลังกาย พบว่า กลุ่มปกติและกลุ่มเสี่ยงมีการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพทุกกลุ่ม แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความรู้และใส่ใจในการดูแลสุขภาพตนเองมาก ขึ้น จากข้อมูลกลุ่มเสี่ยง ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลงมากที่สุด รองลงมาคือ ความดันโลหิตสูง ระดับ น้ าตาลในเลือด ในส่วนรอบเอวเกินลดลงเล็กน้อย ตามล าดับ ดังตารางที่ 1


57 ตารางที่ 1 ผลการตรวจสุขภาพแกนน า ก่อนและหลังออกก าลังกายก้าวท้าใจ โดยใช้พลังบวร ตลาดนัดสุขภาพ กลุ่มแกนน าออกก าลังกาย ศูนย์Wellness ให้ค าปรึกษาสุขภาพ อภิปรายผล ผลการศึกษากระบวนการพัฒนารูปแบบการจัดการเพื่อส่งเสริมการออกก าลังกาย ก้าวท้าใจ โดยใช้พลังบวร ต าบลแก้งเหนือ อ าเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีบ้านคือคนในชุมชนมาร่วม กันท ากิจกรรมออกก าลังกาย มีวัดช่วยเชื่อมประสานการประชาสัมพันธ์ผ่านสถานีวิทยุชุมชนวัดพิชโสภา ราม มีราชการมาร่วมกิจกรรมและบริหารจัดการร่วมกันขับเคลื่อนการด าเนินงาน พบว่า ระดับผลการ ด าเนินการโดยรวม ก่อนการพัฒนาอยู่ในระดับน้อย หลังการพัฒนาอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีการ ด าเนินการอยู่ในระดับมากที่สุด คือด้านการสนับสนุนโดยการใช้สื่อ และการสร้างแรงจูงใจในการออก ก าลังกาย มีการด าเนินการอยู่ในระดับปานกลาง สอดคล้องกับผลการศึกษาของ มยุรา นนทะคุณ (2550) พบว่า การจัดตั้งชมรมออกก าลังกายที่มีคณะกรรมการด าเนินงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม การ สร้างผู้น าในการออกก าลังกาย การจัดกิจกรรมทดสอบสมรรถภาพทางกายทั้งก่อนและหลังเข้าร่วม กลุ่มแกนน า ก่อนด าเนินการ (คน) หลังด าเนินการ (คน) จ านวนกลุ่ม เสี่ยงลดลง (คน) ร้อยละ รายการ ปกติ เสี่ยง ปกติ เสี่ยง BMI 34 16 44 6 10 20.20 รอบเอว 28 22 32 18 4 8.00 ระดับน้ าตาลในเลือด (FBS.) 41 9 47 3 6 12.00 ความดันโลหิต 42 8 48 2 6 12.00


58 กิจกรรมออกก าลังกาย พบว่า ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง และมีความพึงพอใจใน ระดับมาก คือ รูปแบบการจัดตั้งชมรมและมีสถานที่จัดกิจกรรมเหมาะสม ข้อเสนอแนะ 1.ข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัย จากการศึกษาขั้นการสังเกต พบว่าการมาร่วมกิจกรรมการออกก าลังกายในชุมชน กลุ่มของเยาวชนเพศชายมีการออกก าลังกายมากกว่าเพศหญิง โดยส่วนใหญ่เป็นการเล่นกีฬาประเภท ฟุตบอล ตระกร้อที่สนามกีฬาของโรงเรียน แต่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จึงควรดึงเอาเยาวชนกลุ่มนี้ มาร่วมกิจกรรมเพื่อให้เกิดความหลากหลายในรูปแบบของกิจกรรมเพื่อให้เกิดความยั่งยืน 2.ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการศึกษากระบวนการวิจัย ในวงรอบต่อไปเพิ่มเติมอีก รวมถึงติดตามผลใน ระยะยาว ภายหลังจากการใช้รูปแบบการวิจัยนี้ผ่านไป 1-2 ปี เพื่อดูว่ามีปัจจัยอะไรที่มีผลต่อการท า กิจกรรมอย่างต่อเนื่องหรือมีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้ต้องเลิกท ากิจกรรมต่อไปและเพื่อขยาย ศูนย์ Wellness สู่เครือข่ายในชุมชน ต่อไป บรรณานุกรม กระทรวงสาธารณสุข. (2564, 12 สิงหาคม). สบส. เปิดสถิติผู้ออกกำลังกายช่วงโควิด 19. https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/biz2u/279372 จุรีพร คงประเสริฐ และธิดารัตน์ อภิญญา. (2558). คู่มือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในคลินิก NCD คุณภาพ. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจ ากัด มยุรา นนทะคุณ. (2550). การพัฒนากิจกรรมส่งเสริมให้ประชาชนออกก าลังกาย : กรณีศึกษาบ้าน โคกแสง ต าบลคูสะคาม อ าเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร. วิทยานิพนธ์ศิลปศาตร มหาบัณฑิต. (สาขายุทธศาสตร์การพัฒนา). บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร Kemmis, S., & McTaggart, R. (1988). The Action Research Planner (3rd ed.). Geelong, Australia: Deakin University Press.


59 ประสิทธิผลของโดมิโนช่วยคิดพิชิตสมองเสื่อมในกลุ่มผู้สูงอายุ ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านหนองหว้าเฒ่า ต าบลหนองบัว อ าเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ธนนัฐ ภูมินา รพ.สต.บ้านหนองหว้าเฒ่า อ าเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม บทคัดย่อ การวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโดมิโนช่วยคิดพิชิตสมองเสื่อมใน กลุ่มผู้สูงอายุ ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านหนองหว้าเฒ่า ต าบลหนองบัว อ าเภอพยัคฆภูมิ พิสัย จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จ านวน 24 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 12 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ จ านวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบประเมินความสามารถ ใน การประกอบกิจวัตรประจ าวัน ADL 2) แบบประเมินพุทธปัญญา (The Montreal Cognitive Assessment: MoCA) และ 3) แบบทดสอบสมรรถภาพ สมองเบื้องต้น MMSE-Thai 2002) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป ด้วยสถิติWillcoxon Signd Rank Test ที่ระดับนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของผู้สูงอายุกลุ่มทดลองที่ใช้ นวัตกรรมโดมิโนช่วยคิดพิชิตสมองเสื่อมสูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P-value <.01) ข้อเสนอแนะ สามารถน าไปประยุกต์ใช้ในผู้ปุวยกลุ่ม อื่น ๆ และควรมีโปรแกรมส่งเสริมการบริหารสมองอย่างต่อเนื่องในระยะ เวลามากกว่า 8 สัปดาห์ ค าส าคัญ : โดมิโนช่วยคิดพิชิตสมองเสื่อม, ผู้สูงอายุ บทน า สถานการณ์ผู้สูงอายุปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลก ใน 3 ปีที่ผ่านมา ปี 2560 - 2562 คือ 929 962 990 ล้านคนประชากร โดยในปี2593 คาดว่าประชากรโลกที่มีอายุ60 ปีขึ้นไป จะมีทั้งหมด 2 พันล้านคน หรือ ราว ๆ ร้อยละ 22 ของประชากรทั้งหมดทั่วโลกกาลังเผชิญกับปัญหาการเติบโตทั้ง ขนาดและสัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งประเทศไทยด้วย จากสถานการณ์ประชากร RO_007


60 ผู้สูงอายุในปี 2565 นั้นมีมากถึง 12,116,199 คน คิดเป็น 18.30% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก ปีที่แล้ว 0.50 % พื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านหนองหว้าเฒ่ามีผู้สูงทั้งหมด 463 คน(HosxpPCU, 2565) ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุพบสูงสุดในประเทศที่พัฒนา โดยความชุกเพิ่มมากขึ้นตามวัยที่สูงขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2544 ได้มีการส ารวจจ านวนผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมทั่วโลก เป็นครั้งแรก ซึ่งพบความชุกใน ขณะนั้นจ านวน 21 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปอเมริกา รองลงมาคือทวีปยุโรป ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองเสื่อม ได้คาดคะเนว่าจะเกิดภาวะสมองเสื่อม ในผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุก ๆ20 ปีโดยจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านคน และ 81 ล้าน คนในปี พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2593 ตามล าดับ จากการส ารวจ ความชุกขององค์การอนามัยโลก ปี2559 มีผู้ปุวยภาวะสมองเสื่อม 47.5 ล้านคน และพบรายใหม่ปีละ 7.7 ล้านคน โดยปกติเมื่อผู้สูงอายุ อายุมากขึ้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านระบบประสาทและประสาทสัมผัส คือ เซลล์สมองและเซลล์ ประสาทมีจานวนลดลงเรื่อย ๆ ท าให้น้ าหนักสมองลดลงร้อยละ10 จากอายุ25-75 ปี ขนาดสมองลดลงและ มีน้ าหล่อเลี้ยงสมองเพิ่มขึ้นเซลล์สมองและเซลล์ประสาทมีสารไลโปฟัสซินมาสะสมมากขึ้น การเปลี่ยนแปลง ต่าง ๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้น ช้า ๆ ท าให้สังเกตได้ยาก เป็นผลให้ ประสิทธิภาพการทางานของสมองและระบบ ประสาทอัตโนมัติลดลง ส่งผลท าให้ผู้สูงอายุจะมีภาวะความจ าเสื่อมได้(กมลวรรณและคณะ, 2558) ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ รพ.สต.บ้านหนองหว้าเฒ่า มีผู้สูงอายุมีภาวะสมองเสื่อมใน 3 ปี ย้อนหลัง เพิ่มขึ้น และจากการคัดกรองภาวะสมองเสื่อม พบว่าผู้สูงอายุเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม คิดเป็นร้อยละ 1.13 จากการด าเนินงานที่ผ่านมา พบว่าผู้สูงอายุมีความสนใจในการปูองกันภาวะสมองเสื่อม แต่ยังขาดกิจกรรมที่ ช่วยบริหารสมองที่ กระตุ้นให้ผู้สูงอายุอยากฝึกฝนและมีความน่าสนใจ ไม่เพียงพอผู้วิจัยจึงสนใจศึกษา เกี่ยวกับการปูองกันภาวะสมองเสื่อม โดยได้คิดค้น ทบทวนวรรณกรรมเพื่อพัฒนานวัตกรรม “โดมิโนช่วยคิด พิชิตสมองเสื่อม” เพื่อใช้เป็นนวัตกรรมในการปูองกันภาวะสมองเสื่อมในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต าบลบ้านหนองหว้าเฒ่า ต าบลหนองบัว อ าเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม วัตถุประสงค์การวิจัย 1.วัตถุประสงทั่วไป : เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโดมิโนช่วยคิดพิชิตสมองเสื่อมในกลุ่มผู้สูงอายุ ใน พื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านหนองหว้าเฒ่า ต าบลหนองบัว อ าเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัด มหาสารคาม 2.วัตถุประสงค์เฉพาะ 2.1 เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของผู้สูงอายุภายในกลุ่มที่มีการใช้นวัตกรรมก่อน และหลังการทดลอง 2.2 เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของผู้สูงอายุระหว่างกลุ่มที่มีการใช้นวัตกรรม และ กลุ่มที่ไม่มีการใช้นวัตกรรม หลังการทดลอง


61 วิธีด าเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการพัฒนานวัตกรรมภายใต้วิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้นวัตกรรม โดมิโนช่วยคิดพิชิตสมองเสื่อม ต่อการรู้คิดใน ผู้สูงอายุ ที่อาศัยในเขตพื้นที่พื้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านหนองหว้าเฒ่า ต าบลหนองบัว อ าเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคามที่มีอายุ60 ปีขึ้นไป ใช้ระยะเวลาในการศึกษาระหว่างเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ถึง เดือน กุมภาพันธ์พ.ศ. 2566 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทั้งเพศชายและเพศหญิง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ เจาะจง (Purposive sampling) จ านวน 24 คน แบ่งเป็น กลุ่มเปรียบเทียบ 12 คน และกลุ่มทดลอง 12 คน เกณฑ์การคัดเข้า (Inclusion criteria) 1. ผู้สูงอายุ60 ปี ขึ้นไป ภูมิล าเนาอยู่ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านหนอง หว้าเฒ่าเป็นระยะเวลา 5 ปีขึ้น ไป 2. ผู้สูงอายุที่จบการศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 6ขึ้นไป สามารถสื่อสาร และอ่านออกเขียน ภาษาไทยได้ไม่มีความพิการที่ส่งผลต่อการทากิจกรรมตามโปรแกรมในการทดลอง ได้แก่ ตาบอด หูหนวก นิ้วผิดรูปหรือไม่มีนิ้วมือ และการนั่ง และไม่มีโรคประจาตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการทากิจกรรม ตามโปรแกรมในการทดลอง 3. คัดกรองด้วยแบบประเมินกิจวัตรประจาวัน :ADL) มีคะแนน 12 คะแนนขึ้นไป 4. คัดกรองด้วยแบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย (MMSE- Thai 2002) ผู้ที่ เรียนระดับประถมศึกษาได้คะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 17 คะแนน และผู้ที่เรียนสูงกว่าระดับประถม ได้คะแนนมากกว่าหรือ เท่ากับ 22 คะแนน แปลผลว่า ไม่มีภาวะ Cognitive impairment 5. มีความสมัครใจ และยินยอมให้ความร่วมมือในการวิจัย เกณฑ์การคัดออก (Exclusion criteria) 1. การคัดออกในกรณีที่ระหว่างการทดลองมีเหตุดังต่อไปนี้ ย้ายที่อยู่ ท าให้ไม่สามารถเข้า ร่วมการทดลองตลอดระยะเวลาที่ศึกษาได้ 2. การคัดออกในกรณีที่ระหว่างการทดลองมีเหตุดัง ต่อไปนี้ เกิดภาวะ เจ็บปุวย ท าให้ไม่ สามารถเข้าร่วมการทดลองตลอดระยะเวลาที่ศึกษาได้ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1. แบบประเมินความสามารถ ในการประกอบกิจวัตรประจ าวัน ADL 2. แบบประเมินพุทธปัญญา (The Montreal Cognitive Assessment: MoCA) 3. แบบทดสอบสมรรถภาพ สมองเบื้องต้น MMSE-Thai 2002)


62 จริยธรรมในการวิจัย ใน ก า ร วิ จั ย ค รั้ง นี้ ผู้ วิ จั ยไ ด้ ผ่ า น ก า ร อบ ร ม จ ริ ย ธ ร ร ม ก า ร วิ จั ยใ น ม นุษ ย์ จ า ก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผ่านทาง CITI Program Record ID คือ 40121477 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 และได้ค านึงถึงการคุ้มครองและการพิทักษ์สิทธิ์ของผู้ให้ข้อมูล โดยได้ยึดหลักจริยธรรมส าหรับ การวิจัยในมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วย 1) หลักเคารพในบุคคล (Respect for persons) 2) หลัก ผลประโยชน์(Benefit) หรือไม่ก่ออันตราย(Non-maleficence: Do no harm) 3) หลักยุติธรรม (ชาย โพธิสิตา , 2550)และได้รับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์จากโรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลและการด าเนินการวิจัย ขั้นตอนที่ 1 ระยะก่อนการทดลอง : ประชุมชี้แจ้งวัตถุประสงค์และรายละเอียดการวิจัย ให้แก่กับผู้ที่เกี่ยวข้อง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติคัดเข้าตามเกณฑ์ (Inclusion criteria) ผู้วิจัยด าเนินการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างโดยเครื่องในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ADL, MMSEThai2002, ขั้นตอนที่2 ระยะทดลอง : ผู้วิจัยท าการวัดผลการก่อนทดลอง (Pre–test) กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม โดยใช้แบบประเมิน MoCA จ านวน 11 ข้อ ด าเนินการใช้นวัตกรรม ในกลุ่มทดลอง จ านวน 12 คน ซึ่ง ด าเนินกิจกรรมทั้งหมด 6 ครั้ง ครั้งละ 90 นาที ท ากิจกรรมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กลุ่มทดลอง(Experimental Group) กลุ่มเปรียบเทียบ (Control Group) O1 O3 หมายถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการทดลอง O2 O4 หมายถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลหลังการทดลอง ขั้นตอนที่3 ระยะหลังการทดลอง : วัดผลหลังการทดลอง (Post-test) กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม โดยใช้แบบประเมิน MoCA จ านวน 11 ข้อ ท าการการวิเคราะห์ข้อมูล


63 การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป โดยใช้การแจกแจงความถี่เป็นจ านวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนแบบประเมิน MoCA ภายใน กลุ่มทดลองก่อนและหลังการ ทดลอง ด้วยสถิติWillcoxon Signd Rank Test ที่ระดับนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัย 1. ประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจาวัน (Barthel Activities of Daily Living: ADL) กลุ่มตัวอย่างทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบเป็นผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมที่พึ่งตนเอง ได้ ช่วยเหลือผู้อื่น ชุมชนและสังคมได้ 1.1 กลุ่มทดลองมีคะแนน ADL ต่ าสุด 19 คะแนน คะแนน ADL สูงสุด 20คะแนน ค่าเฉลี่ยคะแนน ร้อยละ 19.67 1.2 กลุ่มเปรียบเทียบมีคะแนน ADL ต่ าสุด 18 คะแนน คะแนน ADL สูงสุด 20 คะแนน ค่าเฉลี่ยคะแนน ร้อยละ 19.08 แบบ ประเมิน กลุ่มทดลอง(n=12) กลุ่มเปรียบเทียบ(n=12) Max Min Mean S.D Max Min Mean S.D ADL 20 19 19.67 .65 20 18 19.08 .68 2. แบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องต้น ฉบับภาษาไทย (Mini-Mental State Examination-Thai Version 2002: MMSE-Thai 2002) กลุ่มตัวอย่างทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่ม เปรียบเทียบ พบว่า ไม่มีภาวะ Cognitive Impairment 2.1 ค่าเฉลี่ยคะแนนในกลุ่มทดลองร้อยละ 18.87 คะแนนสูงสุด 24 คะแนน คะแนน ต่ าสุด 17 คะแนน 2.2 ค่าเฉลี่ยคะแนนในกลุ่มเปรียบเทียบร้อยละ 18.46 คะแนนสูงสุด 23 คะแนน คะแนนต่ าสุด 17 คะแนน แบบ ประเมิน กลุ่มทดลอง(n=12) กลุ่มเปรียบเทียบ(n=12) Max Min Mean S.D Max Min Mean S.D MMSE 24 17 18.87 1.94 23 17 18.46 1.79


64 ผลการวิจัยตามสมมติฐาน สมมติฐานข้อที่1 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของผู้สูงอายุของกลุ่มทดลองที่ได้ ใช้นวัตกรรม ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิด ของกลุ่มทดลอง สูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของผู้สูงอายุของกลุ่มทดลองที่ได้ใช้นวัตกรรม ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง กลุ่มทดลอง จ านวน Mean S.D. Z P-Value x 2 - x 1 ก่อนทดลอง 12 23.37 .57 -.577 <.01 2.01 หลังทดลอง 12 25.38 .58 สมมติฐานข้อที่2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดหลังการทดลองของผู้สูงอายุของกลุ่มที่ได้ นวัตกรรมกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้นวัตกรรม พบว่า หลังการทดลองค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของผู้สูงอายุ ของกลุ่มทดลอง สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังตารางที่ 2 ตารางที่2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่ม จ านวน Mean S.D. Z PValue x 2 - x 1 ทดลอง 12 27.46 1.02 -5.645 <.01 2.08 ควบคุม 12 25.38 .58 อภิปรายผล หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของผู้สูงอายุกลุ่มทดลองที่ใช้นวัตกรรมโดมิโนช่วย คิดพิชิตสมองเสื่อมสูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 (P-value <.01) อธิบายได้ว่า โดมิโนช่วยคิดพิชิตสมองเสื่อม เป็นกิจกรรมที่ช่วยปูองกันและ ฟื้นฟูภาวะสมองเสื่อม โดยน าแนวคิดทฤษฎีแก้ปัญหาเชิงประดิษฐ์คิดค้นและสร้างนวัตกรรม (TRIZ) มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานวัตกรรมในข้อ การเลียนแบบ-และลอกแบบ (Copying) การสกัดออก (Extraction) และการรวมเข้าเป็นหน่วยเดียวกัน (Consolidation) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน


65 การรู้คิดของผู้สูงอายุระหว่างกลุ่มที่มีการใช้นวัตกรรม และกลุ่มที่ไม่มีการใช้นวัตกรรม หลังการ ทดลอง พบว่าจากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่ม เปรียบเทียบมี ค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของผู้สูงอายุของกลุ่มทดลองร้อยละ 27.46 และค่าเฉลี่ย คะแนนการรู้คิดของผู้สูงอายุของกลุ่มเปรียบเทียบร้อยละ 25.38 โดยค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของ ผู้สูงอายุของกลุ่มทดลอง สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้อง กับการวิจัยผลของอธิชา มูลเทียนทอง (2566) ศึกษาการใช้โปรแกรมบริหารสมองด้วยเกมกระดาน ต่อการรู้คิดในผู้สูงอายุต าบลอิตื้อ อ าเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ที่พบว่าโปรแกรมบริหารสมองที่ พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิดนิวโรบิคส์ เอ็กเซอร์ไซส์ของของลอว์เรนซ์ ซี คาทซ์(Lawrence, 2010) มีผล ต่อการรู้คิดในผู้สูงอายุกลุ่มทดลอง เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อการรู้คิดของผู้สูงอายุกลุ่มทดลองให้สูงขึ้น ซึ่งในโปรแกรมบริหารสมองมีกิจกรรมการเล่นเกมกระดานจะมีลักษณะกระตุ้นการรู้คิด ผ่านการใช้ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 70ผลของโปรแกรมบริหารสมองต่อการรู้คิดในผู้สูงอายุ และสอดคล้องกับผล การศึกษาของจุฑามาศ วงจันทร์, มยุรี ลี่ทองอิน และสิริมาศ ปิยะวัฒนพงศ์ (2563) ศึกษาผลของ โปรแกรมบริหารสมองต่อการรู้คิดในผู้สูงอายุ พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยการรู้คิดของผู้สูงอายุหลังได้รับ โปรแกรมการบริหารสมองสูงกว่าก่อนการทดลอง (p < .001) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ค่า คะแนนเฉลี่ยการรู้คิดด้านมิติสัมพันธ์/การบริหารจัดการ การเรียกชื่อ ความจดจ่อใส่ใจ และการ ทวนซ้ าของผู้สูงอายุหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ บรรณานุกรม จุฑามาศ วงจันทร์, มยุรี ลี่ทองอิน และสิริมาศ ปิยะวัฒนพงศ์. (2563). ผลของโปรแกรมบริหารสมอง ต่อการรู้คิดในผู้สูงอายุ. วารสารสภาการพยาบาล. 35(2):70-84. อธิชา มูลเทียนทอง. (2566). การใช้โปรแกรมบริหารสมองด้วยเกมกระดานต่อการรู้คิดในผู้สูงอายุ ต าบลอิตื้อ อ าเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์. Alzheimer’s Disease International. (2019). Alzheimer’s disease. Retrieved from https://www.alzint.org Delgado, M. L. (2005). Training program in strategies to improve memory. Revista de Neurologia, 33(4), 365-372. Retrieved form https://www.ncbi.nlm.nih.gov Foundation of Thai Gerontology Research and Development institute. (2016). Current situation in dementia syndrome in Thailand. Retrieved form https://thaitgri.org Robin, L. W., & Thomas, H. C. (2006). Video training of imagery for mature adults. Applied Cognitive Psychology, 6(4), 307-320.


66 RO_008 รูปแบบศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้มกรณีผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อ าเภอเมืองอ านาจเจริญ จังหวัดอ านาจเจริญ THE Model of Quarantine Centers in the Orange Community in the case of Coronavirus Disease 2019 Patents Mueang Amnat Charoen District, Amnat Charoen Province พยอม ทองใบ PAYORM THONGBAI ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเมืองอ านาจเจริญ บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม กรณีผู้ปุวยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อ าเภอเมืองอ านาจเจริญ จังหวัดอ านาจเจริญ กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มที่ 1 เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาพยาบาลในศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม จ านวน 67 คน กลุ่มที่ 2 ผู้ปุวยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ได้รับวินิจฉัยจากโรงพยาบาลอ านาจเจริญ จ านวน 106 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้เชี่ยวชาญน ามา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .92 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 25 และ 75 ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้มกรณีผู้ปุวยโรคติดเชื้อไวรัสโคโร นา 2019 อ าเภอเมืองอ านาจเจริญ จังหวัดอ านาจเจริญ ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการด าเนินงาน จากหลายภาคส่วน 2) ก าหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน 3) วัสดุอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน 4) การรับส่งผู้ปุวย ที่เป็นระบบ 5) การประสานงานที่ดี6) ระบบจัดการเรื่องศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนได้มาตรฐาน 7) ระบบติดตามดูแลคนไข้ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ 8) ผ่านการพูดคุยในระบบ Conference 9) การติดตามอาการพร้อมทั้งมีบริการกิ๊ฟเซตแรกเข้าและได้รับอาหารครบ 3 มื้อ ผู้รับบริการมีความพึง พอใจต่อการให้บริการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการศูนย์แยกกักรักษาตัวใน ชุมชนสีส้มมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สามารถน ารูปแบบที่ได้พัฒนา เป็นต้นแบบในกรณีเกิดโรคระบาดอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันต่อไป


67 ค าส าคัญ: รูปแบบ, ศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม, ผู้ปุวยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 บทน า องค์การอนามัยโลกมีประกาศแจ้งเตือนเมื่อเดือนธันวาคม 2562 พบการระบาดของโรคโควิด-19 (Coronavirus Disease 2019, COVID-19) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เชื้อซาร์ส-โควี-2 เป็นไวรัสชนิด (+) Single strand RNA อยู่ใน Coronaviridae family จัดอยู่ใน Betacoronavirus เช่นเดียวกับ SARS-CoV และ MERS-CoV มีระยะฟักตัวตั้งแต่ 2-14 วัน สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านละอองฝอยที่เกิดจากการ ไอ จาม เสมหะของผู้ปุวย อัตราการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นเฉลี่ย 2-4 คน (กรมควบคุมโรค, 2564) พบการระบาดครั้งแรกที่เมือง อู่ฮั่น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2562 และได้มีการแพร่ระบาดไปยัง ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย การระบาดทั่วโลก มีผู้ปุวย จ านวน 191, 712, 967 ราย รักษาหาย จ านวน 174, 566, 334 ราย เสียชีวิต จ านวน 4,112,792 ราย ส่วนมากพบการติดเชื้อใน กลุ่มอายุ 50-59 ปี มากที่สุด ร้อยละ 22.4 รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 40-49 ปี ร้อยละ 21.6 และ 60-69 ปี ร้อยละ 19.2 ตามล าดับ ประเทศไทยเริ่มมีการระบาดในช่วงเดือนมกราคม 2563 ผู้ปุวยรายแรกที่รับการรักษาใน ประเทศไทย เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน อายุ 61 ปี ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น และมีการระบาด เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงเดือนธันวาคม 2563 พบการระบาดระลอก 2 ที่จังหวัดสมุทรสาคร มีการค้นหา ผู้ปุวยพบต้นตอการติดเชื้อมาจากแรงงานต่างด้าวจากประเทศเมียนมา และมีการติดต่อในประเทศ ขยายวงกว้างจากจังหวัดสมุทรสาครไปยังจังหวัดอื่น การระบาดระลอก 3 (1 เมษายน-20 กรกฎาคม 2564) พบผู้ปุวยติดเชื้อในประเทศไทย จ านวน 397,612 ราย รักษาหาย จ านวน 268,782 ราย เสียชีวิต จ านวน 3,408 ราย จังหวัดอ านาจเจริญ มีรายงานผู้ปุวยติดเชื้อรายแรกในเดือนมีนาคม 2563 เป็นเพศหญิงเดินทางมาจากประเทศฮอลแลนด์ มาอาศัยอยู่ที่อ าเภอปทุมราชวงศา ผู้ปุวย ระลอก 3 (1 เมษายน-20 กรกฎาคม 2564) จ านวน 443 ราย รักษาหาย จ านวน 140 ราย เสียชีวิต จ านวน 5 ราย ข้อมูล ณ 20 กรกฎาคม 2564 (กลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ ส านักงานสาธารณสุข จังหวัดอ านาจเจริญ, 2564) ผู้ว่าราชการจังหวัดอ านาจเจริญ จึงมีนโยบายให้จัดตั้งศูนย์แยกกักตัวในชุมชนทาง คณะกรรมการ EOC อ าเภอเมืองอ านาจเจริญ ได้ตระหนักถึงผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อการท างานดูแลสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มวัย ดังนั้น เพื่อเป็นการ ลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในชุมชน ให้เกิดการวินิจฉัยโรคให้เร็ว รักษาให้เร็ว ลดการ เสียชีวิต และลดภาระการรับไว้รักษา เพื่อสังเกตอาการในโรงพยาบาล และให้บริการครอบคลุมทั้งใน ส่วนของสุขภาพ รวมถึงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในส่วนบุคคล และส่วนรวม จึงได้ด าเนินการจัดตั้งศูนย์


68 แยกกักตัวใน โดยใช้สนามกีฬากลางจังหวัดอ านาจเจริญ เพื่อแก้ปัญหาไม่มีที่กักตัว และลดการแพร่ ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในชุมชนต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาบริบทศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม อ าเภอเมืองอ านาจเจริญ 2. เพื่อพัฒนารูปแบบศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม อ าเภอเมืองอ านาจเจริญ กรอบแนวคิดการวิจัย ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย วิธีด าเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ กลุ่มที่ 1 เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาพยาบาล ในศูนย์ แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม จ านวน 67 คน กลุ่มที่ 2 ผู้ปุวยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ได้รับ วินิจฉัยจากทีมแพทย์โรงพยาบาลอ านาจเจริญ จ านวน 106 คน สภาพการณ์ สถานการณ์การระบาดของ โรคพบผู้ปุวยจ านวนมากท าให้ โรงพยาบาลเกิดวิกฤตกาลเตียงไม่ พอส าหรับรักษา คนไข้ต้องรอคิว เข้ารับการรักษา ส่งผลให้เกิด ความรุนแรงของโรค เป็นอีกหนึ่ง ส า เ ห ตุ ที่ ท า ใ ห้ ผู้ ปุ ว ย มี ภาวะแทรกซ้อน และเสียชีวิต ผู้ ปุ ว ย แ ล ะ ญ า ติ จึง มี ค ว า ม ประสงค์ขอกลับมารักษาตัวที่ ภูมิล าเนา ประกอบกับมีผู้ปุวยทั้ง ใน และต่างจังหวัดจ านวนมาก เดินทางมายังจังหวัดอ านาจเจริญ ผลของรูปแบบ 1. ผู้รับบริการ 2. ผู้ให้บริการ 3. คณะกรรมการ 4. การด าเนินงาน 5. ภาคีเครือข่าย 6. ปัญหา และ อุปสรรค วิเคราะห์ปัญหา 1. ขั้นตอนการเตรียมการ 1.1 ประชุมแต่งตั้ง คณะกรรมการ 2. ประชุมคณะท างาน (ก าหนดรูปแบบการ ด าเนินงานแต่ละด้าน) 2.1 ด้านการบริหาร จัดการ 2.2 ด้านประสานงาน 2.3 ด้านมาตรฐาน 3. เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 3.1 ด้านอาคารสถานที่ 3.2 ด้านความปลอดภัย 3.3 ด้านติดต่อสื่อสาร 3.4 ด้านระบบส่งต่อ รูปแบบศูนย์ แยกกักรักษา ตัวในชุมชน สีส้ม


69 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เป็นการจดบันทึก การสังเกต ทะเบียนผู้ปุวย/รายงาน ผู้ปุวยศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม แบบสอบถามประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการ และ ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานต่อการปฏิบัติหน้าที่ศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ชุด แบ่งออกชุดละ 3 ส่วน คือ 1) ข้อมูล ทั่วไป ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ รายได้ต่อเดือน 2) ความพึงพอใจของผู้รับบริการในศูนย์แยกกักรักษาตัวชุมชนสีส้ม ลักษณะค าถามเป็นแบบ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) มี5 ระดับ 3) ข้อเสนอแนะทั่วไป การหาคุณภาพเครื่องมือ 1. ความตรงของเนื้อหา (Content Validity) โดยน าเครื่องมือที่สร้างเสร็จแล้วให้ ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านตรวจสอบความตรง ได้ความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา โดยการหา ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) ค่า IOC รายข้อ ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง .67-1.00 2. ความเชื่อมั่น (Reliability) น าแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบ และปรับปรุง แก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มเปูาหมาย จ านวน 30 ชุด หลังจาก นั้นน ามาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูปด้วยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟุาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ .92 การเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการณ์การดูแลผู้ปุวยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อ าเภอเมือง อ านาจเจริญ ขั้นตอนนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ปุวยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยใช้สนามกีฬา กลางจังหวัดอ านาจเจริญ (สนามส้ม) ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้ปุวยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดย ใช้ศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม วิเคราะห์ข้อมูล สถิติเชิงพรรณา (Descriptive Statistics) ผู้วิจัยใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ตัวแปรที่มีระดับการวัดเชิงคุณภาพ พรรณนาโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ส่วนตัวแปรที่มีระดับ การวัดเชิงปริมาณ พรรณนาโดยใช้การค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน กรณีข้อมูลมีการแจกแจงไม่ เป็นปกติ ผู้วิจัยพรรณนาโดยใช้ค่ามัธยฐาน เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 25 และเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 75 จริยธรรมการวิจัย การพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่าง ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างจะถูกเก็บไว้เป็น ความลับ และใช้ข้อมูลเฉพาะการศึกษานี้เท่านั้น ผลการวิจัย 1. บริบทศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม อ าเภอเมืองอ านาจเจริญ สถานการณ์การระบาดของโรคพบผู้ปุวยจ านวนมากท าให้โรงพยาบาลเกิดวิกฤตกาลเตียงไม่ พอส าหรับรักษา คนไข้ต้องรอคิวเข้ารับการรักษา ส่งผลให้เกิดความรุนแรงของโรค เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ


70 ที่ท าให้ผู้ปุวยมีภาวะแทรกซ้อน และเสียชีวิต ผู้ปุวย และญาติจึงมีความประสงค์ขอกลับมารักษาตัวที่ ภูมิล าเนา ประกอบกับมีผู้ปุวยทั้งใน และต่างจังหวัดจ านวนมากเดินทางมายังจังหวัดอ านาจเจริญ 2. รูปแบบศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้มกรณีผู้ปุวยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อ าเภอเมืองอ านาจเจริญ จังหวัดอ านาจเจริญ ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการด าเนินงานจากหลาย ภาคส่วน 2) ก าหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน 3) วัสดุอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน 4) การรับส่งผู้ปุวยที่เป็น ระบบ 5) การประสานงานที่ดี6) ระบบจัดการเรื่องศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนได้มาตรฐาน 7) ระบบติดตามดูแลคนไข้ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ 8) ผ่านการพูดคุยในระบบ Conference 9) การ ติดตามอาการพร้อมทั้งมีบริการกิ๊ฟเซตแรกเข้าและได้รับอาหารครบ 3 มื้อ 3. ผลการน ารูปแบบไปใช้ 3.1 ข้อมูลทั่วไปผู้รับบริการ จ านวน 106 ราย แยกเป็นชาย จ านวน 72 ราย คิดเป็นร้อยละ 67.92 หญิง จ านวน 34 รายคิดเป็นร้อยละ 32.08 มีอายุเฉลี่ย 50.02 ปี (S.D. = 9.03 ปี) สถานภาพ สมรส คิดเป็นร้อยละ 79.25 ส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย คิดเป็นร้อยละ 35.85 มีค่ามัธยฐานของรายได้ของครอบครัวต่อเดือน 5,000 บาท (P25 = 1,000 บาท P75 = 20,000 บาท) รักษาหายครบตามก าหนด จ านวน 103 ราย คิดเป็นร้อยละ 97.17 ส่งต่อเพื่อรับการรักษาที่ โรงพยาบาลอ านาจเจริญ จ านวน 3 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.83 ความพึงพอใจของผู้รับบริการในศูนย์ แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X =3.65, S.D.=.57) เมื่อพิจารณาเป็นราย ด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ มาตรฐาน ( X =3.78, S.D.=.69) รองลงมาคือ ด้านการรักษา และรับส่งต่อ และด้านการประสานงาน ( X =3.73, S.D.=.80) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ าสุดคือด้าน ความปลอดภัย ( X =3.34, S.D.=.74) ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการแปรผล ความพึงพอใจของผู้รับบริการในศูนย์ แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม (n = 106) ความพึงพอใจ ̅ S.D. การแปรผล ด้านการประสานงาน 3.73 .80 มาก ด้านมาตรฐาน 3.78 .69 มาก ด้านอาคารสถานที่ 3.53 .75 มาก ด้านความปลอดภัย 3.34 .74 ปานกลาง ด้านติดต่อสื่อสาร 3.41 .75 ปานกลาง ด้านการรักษาและรับส่งต่อ 3.73 .80 มาก ภาพรวม 3.65 .57 มาก


71 3.2 ความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ข้อมูลทั่วไปเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ จ านวน 67 คน แยก เป็นชาย จ านวน 6 ราย คิดเป็นร้อยละ 8.96 หญิงจ านวน 71 รายคิดเป็นร้อยละ 91.04 มีอายุเฉลี่ย 41.35 ปี (S.D. = 10.43 ปี) สถานภาพสมรส คิดเป็นร้อยละ 49.25 ส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับ ปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 89.55 มีค่ามัธยฐานของรายได้ของครอบครัวต่อเดือน 30,000 บาท (P25 = 8,000 บาท P75 = 100,000 บาท) มีต าแหน่งปฏิบัติงานเป็นพยาบาลวิชาชีพ คิดเป็นร้อยละ 49.25 ส่วนใหญ่มีประสบการณ์การด าเนินงานปูองกัน และควบคุมโรค 10.52 ปี(S.D. = 4.64 ปี) ตามล าดับ เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้มมีความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจใน การปฏิบัติงานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( X =3.65, S.D.=.57) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ที่ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านผู้บังคับบัญชา ( X =3.78, S.D.=.69) รองลงมา คือ ด้านลักษณะงาน และ ด้านเพื่อนร่วมงาน ( X =3.74, S.D.=.59) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ าสุดคือเงินเดือนและสวัสดิการ ( X =3.17, S.D.=.77) ดังตารางที่2 ตารางที่ 5.2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการแปรผล ความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ให้บริการ ศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม (n = 67 คน) ความพึงพอใจ ̅ S.D. การแปรผล เงินเดือนและสวัสดิการ 3.17 .77 ปานกลาง ลักษณะงาน 3.74 .59 มาก สภาพการท างาน 3.51 .75 มาก ความก้าวหน้าในการท างาน 3.34 .74 ปานกลาง ผู้บังคับบัญชา 3.78 .69 มาก เพื่อนร่วมงาน 3.73 .80 มาก ความมั่นคงในการท างาน 3.59 .78 มาก ภาพรวม 3.65 .57 มาก สรุปและอภิปรายผล รูปแบบศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้มกรณีผู้ปุวยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อ าเภอ เมืองอ านาจเจริญ จังหวัดอ านาจเจริญ ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการด าเนินงานจากหลายภาคส่วน 2) ก าหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน 3) วัสดุอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน 4) การรับส่งผู้ปุวยที่เป็นระบบ 5) การ ประสานงานที่ดี6) ระบบจัดการเรื่องศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนได้มาตรฐาน 7) ระบบติดตามดูแล


72 คนไข้ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ 8) ผ่านการพูดคุยในระบบ Conference 9) การติดตามอาการ พร้อมทั้งมีบริการกิ๊ฟเซตแรกเข้าและได้รับอาหารครบ 3 มื้อ ซึ่งรูปแบบดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ปุวยที่ถูก กักกันมีพฤติกรรม และการรับรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และได้รับการส่งเสริมการ สันทนาการระหว่างวัน เพื่อลดความตรึงเครียดให้กับผู้ปุวยได้มีกิจกรรมส่งเสริมสภาพจิตใจในระหว่าง การกักตัวในศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม ภายใต้ปัจจัยแห่งความส าเร็จ คือ ความพร้อมของ บุคลากร การสนับสนุนของผู้บริหารการแบ่งปันข้อมูลการให้ความรู้การท างานเป็นทีม ความร่วมมือ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนการค านึงถึงความเป็นมนุษย์โดยมีคณะกรรมการด าเนินงานจาก หลายภาคส่วนมีการด าเนินงานที่เป็นขั้นตอน การบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีการก าหนด ผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน มีทีมสหวิชาชีพเป็นทีมที่ผ่านการฝึกปฏิบัติในการดูแลผู้ปุวยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีวัสดุอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน การรับส่งผู้ปุวยที่เป็นระบบ การประสานงานที่ดีมีระบบจัดการ เรื่องศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนได้มาตรฐาน มีระบบติดตามดูแลคนไข้ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ ผ่านการพูดคุยในระบบ Conference สามารถซักถาม และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ท า ให้ผู้ปุวยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด มีการติดตามอาการพร้อมทั้งมีบริการกิ๊ฟเซตแรกเข้า และได้รับ อาหารครบ 3 มื้อ การบริหารจัดการของคณะกรรมการศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนสีส้ม และการเบิกจ่าย งบประมาณจาก สปสช. โดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลค าน้อย สอดคล้องไปกับการบริหาร จัดการศูนย์ มีการดูแลกลุ่มเสี่ยงนอกสถานพยาบาลของกรมควบคุมโรคที่ต้องอาศัยความร่วมมือใน การบริหารจัดการทั้งภาครัฐ และเอกชนรวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ปูองกันส่วนบุคคลของบุคลากรที่ ปฏิบัติงาน ตามค าแนะน าการใช้อุปกรณ์ส่วนบุคคลปูองกันการติดเชื้อให้เกิดความเพียงพอ โดยตรง นอกจากนี้การด าเนินการกักตัวรักษาผู้ปุวย ต้องได้รับการจัดการในเรื่องการดูแลสุขภาพตัวเอง การ ดูแลสุขภาพจิต รวมถึงความจ าเป็นด้านอื่น ๆ ได้แก่ อาหาร น้ าดื่ม และการดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยง ควรได้รับการดูแลในระดับต้น ๆ ร่วมด้วย จึงจะส่งผลต่อการด าเนินการที่มีประสิทธิภาพ ปัจจัย ความส าเร็จของรูปแบบการดูแลผู้ปุวยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบไปด้วยความพร้อมของ บุคลากรทางการแพทย์การสนับสนุนของผู้บริหาร การท างานเป็นทีม และเกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐ และเอกชน ซึ่งสอดคล้องกับการบริหารจัดการศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนที่ถือได้ว่าคนเป็น องค์ประกอบที่ส าคัญในการบริหารจัดการอีกทั้งการบริหารจัดการดูแลให้ประสบความส าเร็จนั้นต้องมี ความร่วมมือกันในทุกส่วน โดยเฉพาะบุคลากรทางด้านการการแพทย์ และสาธารณสุข รวมถึงการให้ ความรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อสร้างความตื่นตัว การปฏิบัติตามมาตรการของผู้เข้า รับบริการ


73 ข้อเสนอแนะ และการน าไปใช้ประโยชน์ 1. ควรศึกษาการพัฒนารูปแบบการด าเนินงานศูนย์แยกกักรักษาตัวในชุมชนให้สอดคล้องกับ บริบทพื้นที่ 2. ควรศึกษาการน านวัตกรรมเพื่อใช้ส่งเสริมสนับสนุนการด าเนินงานรูปแบบการด าเนินงาน ศูนย์แยกกักรักษาตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรค เช่น การใช้แอปพลิเคชัน ระบบรายงาน และส่ง ต่อข้อมูลที่สามารถตอบกลับได้ทุกระดับ 3. การก าหนดมาตรการแนวทางการด าเนินงานร่วมกันแบบมีส่วนร่วม เพื่อเป็นการเพิ่ม ศักยภาพ และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายมากขึ้น และทดสอบประสิทธิผลของนวัตกรรมที่ พัฒนาขึ้นกับรูปแบบอื่นว่าวิธีการไหนมีประสิทธิผลมากกว่ากัน จนสามารถเลือกใช้นวัตกรรมได้อย่าง เหมาะสมกับการศึกษาครั้งต่อไป บรรณานุกรม กนกวรรณ ช.เจริญยิ่ง. (2563). ทัศนคติต่อการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019. วิทยานิพนธ์ ปริญญาบริหารธุรกิจบัณฑิต: มหาวิทยาลัยรามค าแหง. กระทรวงสาธารณสุข. (2564). สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19). สืบค้น 30 มิถุนายน 2564, จาก https://ddc.moph.go.th/ viralpneumonia/index.php. วรัญญา บุญซ้อน. (2558). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ของมารดาเด็ก โรงเรียนอนุบาลแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. โครงการวิจัย หน่วยงานงานส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ. ศิริพร จิรวัฒน์กุล. (2546). การวิจัยเชิงคุณภาพในวิชาชีพการพยาบาล. (พิมพ์ครั้งที่2). ขอนแก่นศิริ ภัณฑ์ ออฟเซ็ท. สมพงษ์ เกษมสิน. (2543). หลักการจัดการองค์กร. (พิมพ์ครั้งที่ 1) กรุงเทพฯ โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์. สมิต สัชฌุกร. (2550). ศิลปะการให้บริการ. (พิมพ์ครั้งที่ 1) กรุงเทพฯ: สายธาร. สิริสา เทียมทัน. (2561). ปัจจัยที่มีผลต่อการด าเนินงานป้องกันและควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับ และ มะเร็งท่อน้ าดี ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล จังหวัด ขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยขอนแก่น.


74 การพัฒนารูปแบบการป้องกันการเกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน ต าบลบ้านต้อน อ าเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย DEVELOPMENT OF DIABETES FOOT ULCER PREVENTION FOR THE DAIBETES PATIENT IN BANTON SUBDISTRIC RATTANAWAPEE DISTRIC NONGKHAI PROVINCE จิรศักดิ์ วงค์ค า, พนม เพ็งวิชัย และอรรถพล รินทรักษ์ รพ.สต.บ้านต้อน อ าเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการปูองกันการ เกิดแผลที่เท้าในผู้ปุวยเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปุวยเบาหวานที่มีระดับความเสี่ยงต่อการเกิดแผล ที่เท้า ที่มารับบริการในคลินิกเบาหวาน รพ.สต.บ้านต้อน จ านวน 28 คน ระยะเวลาด าเนินการตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 31 พฤษภาคม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบการตรวจ คัดกรองและประเมินภาวะเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้าของผู้ปุวยเบาหวาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนา และ Paired Samples T-test ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการปูองกันการเกิดแผลที่เท้า ในผู้ปุวยเบาหวานของ รพ.สต. บ้านต้อน ประกอบด้วย 5 กระบวนการ ได้แก่ 1) NPCU & คลินิกเท้าเบาหวาน เดือนละ 1 ครั้ง 2) ตรวจดูให้รู้ถ่ายภาพเท้า ด้วย DM FOOT PHOTO, ตรวจชา ด้วย MONO FILAMENT ประเมินระดับ ความเสี่ยง 2 เดือนต่อครั้ง 3) เข้าใจ กิน อยู่ ให้ความรู้การปฏิบัติดูแลเท้า การออกก าลังกาย DPAC 3 อ 2 ส การควบคุมระดับน้ าตาลให้ปกติ4) ควบคู่ แผนไทย นวด บริหารเท้า กะลานวดเท้า สวน 3มิติ 5) CG ตามไปในชุมชน (สอนนวดเท้าให้CG ดูแลต่อในชุมชน) หลังการใช้รูปแบบค่าเฉลี่ยความเสี่ยง ของผู้ปุวยเบาหวาน ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและการดูแลเท้า และการปฏิบัติตัวในการปูองกัน การเกิดแผลที่เท้า ลดลงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P-value <. 001) หลังการด าเนินการตามรูปแบบและติดตาม ทุก 2 เดือน พบว่า ไม่พบแผลที่เท้าของผู้ปุวย เบาหวาน จากผลการศึกษารูปแบบที่สร้างขึ้นสามารถน าไปประยุกต์ใช้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนในเชิงนโยบายต่อไป ค าส าคัญ : ผู้ปุวยเบาหวาน, แผลที่เท้า, การพัฒนารูปแบบ RO_009


75 บทน า โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลก และเป็นสาเหตุการตายอันดับ 4 ในประเทศก าลังพัฒนา จากการส ารวจสภาวะสุขภาพของประชาชนไทย โรคเบาหวาน พบว่ามีอัตรา ชุกของการถูกตัดขา ร้อยละ 14 (ส านักโรคไม่ติดต่อ, 2560) ผู้ปุวยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า มักมี พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้า เช่น การเดินเท้าเปล่านอกบ้าน การดูแลแผลที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ (ดวงรัตน์ อินทรแสน, 2560) พฤติกรรมการดูแลเท้านี้ มีความสัมพันธ์ อย่างยิ่งกับสภาวะ เท้า ทั้งนี้เนื่องจากผู้ปุวยเบาหวาน มีความรู้สึกของเท้าลดลง เมื่อเทียบกับคนปกติ ( Mort’ s Susan, 2000) การเกิดแผลที่เท้าในผู้ปุวยเบาหวานสามารถปูองกันได้ด้วยการดูแลเท้าอย่างสม่ าเสมอ ซึ่งจะ ช่วยลดอัตราการถูกตัดเท้าได้ ร้อยละ 44-85 นอกจากนี้ผู้ปุวยเบาหวานควรได้รับการตรวจคัดกรอง ภาวะเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้า เพื่อการเฝูาระวังและค้นหาผู้ปุวยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิด แผลที่ เท้า น าไปสู่การวางแผนให้การดูแลที่เหมาะสมกับผู้ปุวย เพื่อปูองกันการถูกตัดเท้าในผู้ปุวย เบาหวาน (ศิริพร จันทร์ฉาย, 2560) จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาสุขภาพประชาชนในต าบลบ้านต้อนพบโรค เบาหวานี้เป็นปัญหาสุขภาพ และเป็นปัญหา OTOP ของต าบล และสถานการณ์โรคเบาหวานของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านต้อนมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากข้อมูลจ านวนผู้ปุวยที่ได้รับการ วินิจฉัยโดยแพทย์ พบว่า ในปี 2561 - 2565 มีผู้ปุวยจ านวน 175 , 178 , 180 , 184 และ 190 คน คิดเป็นอัตราปุวย 161.84 , 181.04 , 189.65 , 178.22 และ183.26 ต่อพันประชากร ในปี 2566 มี ผู้ปุวย เบาหวาน ทั้งหมด 194 คน ได้รับการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่เท้า 181 คนคิดเป็นร้อยละ 93.29 ประเมินความเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้าในผู้ปุวยเบาหวาน โดยใช้นวัตกรรมเครื่องถ่ายภาพ เท้าเบาหวาน (NAYOR DM FOOT PHOTO) (สุริยา ค าคนซื่อ, 2559) พบว่ามีความผิดปกติของ โครงสร้างเท้าและแรงกด จ านวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 7.73 ตรวจประเมินอาการชาที่ฝุาเท้าด้วย Monofilament พบว่าฝุาเท้าไม่รู้สึก หรือมีอาการชาที่ฝุาเท้าตั้งแต่ 1จุดขึ้นไป จ านวน 28 คนคิดเป็น ร้อยละ 15.56 ผู้ปุวยเบาหวานที่รับบริการคลินิกเบาหวานที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านต้อน (รพ.สต.บ้านต้อน) ในปี 2561 -2565 จ านวน 135 , 140 , 151, 152 และ 160 ( ร้อยละ 77.14,78.65,83.88,82.60 และ84.21) คนตามล าดับ จากการติดตามเยี่ยมบ้านพบว่า ผู้ปุวยและ ผู้ดูแลบางส่วนดูแลเท้าไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมและไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ปุวยมีปัญหาเรื่องเท้า โดยเฉพาะผู้ปุวยเบาหวานที่ควบคุมน้ าตาลได้ไม่ดีมักจะก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบประสาทรับ ความรู้สึกส่วนปลาย ท าให้บริเวณเท้ามีอาการชาไม่มีความรู้สึกถึงแรงกดดัน เมื่อมีแผลเกิดขึ้นที่เท้า ท าให้ไม่มีความรู้สึกว่าเจ็บปวด จนท าให้แผลลุกลามได้โรคเบาหวานนี้เป็นสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดแผลที่


76 เท้า จากข้อมูลพบว่าผู้ปุวยเบาหวานที่เกิดแผลที่เท้า ในปี 2561 - 2565 จ านวน 5,4,3,3 และ3 ราย (ร้อยละ 2.85,2.24,1.66,1.63 และ 1.57) ตามล าดับ พบผู้ปุวยเบาหวานที่เกิดแผลที่เท้าและได้ตัด เท้า ในปี 2561 - 2565 จ านวน 1,0,0,0,1 และ 0 คน (ร้อยละ .57,.00,.00,.00,.53 และ .00) ตามล าดับจากปัญหาการเกิดแผลที่เท้าผู้ปุวยเบาหวานดังกล่าวทางผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะทบทวน หาแนวทางการปูองกันการเกิดแผลที่เท้าส าหรับผู้ปุวยเบาหวาน และพัฒนารูปแบบการปูองกันการ เกิดแผลที่เท้าในผู้ปุวยเบาหวานขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาสถานการณ์ และแนวทางการปูองกันแผลที่เท้าผู้ปุวยเบาหวาน 2. เพื่อพัฒนารูปแบบการปูองกันการเกิดแผลที่เท้าในผู้ปุวยเบาหวาน ของโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านต้อน อ าเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย วิธีด าเนินด าเนินการวิจัย รูปแบบการวิจัยเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยมุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบ การปูองกันการเกิดแผลที่เท้าในผู้ปุวยเบาหวาน ที่มารับบริการในคลินิกเบาหวานโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบลบ้านต้อน อ าเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) กลุ่มตัวอย่างผู้ปุวย เบาหวานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้า ระดับปานกลางขึ้นไป จ านวน 28 คน ที่มารับบริการใน คลินิกเบาหวาน รพ.สต.บ้านต้อน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้ดูแลจ านวน 4 คน ระยะเวลาด าเนินการ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 31พฤษภาคม 2566 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วย 1. แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ความรู้และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในการดูแลเท้าของผู้เข้าร่วม โครงการวิจัยประกอบด้วย ข้อค าถาม 3 ส่วน คือ 1.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 10 ข้อ ได้แก่อายุ เพศ การศึกษา รายได้ อาชีพ ระยะเวลาเป็นเบาหวาน การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ระดับน้ าตาลในเลือดล่าสุด HbA1C ประวัติ การเป็นแผลที่เท้า


77 1.2 แบบสอบถาม ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและการดูแลเท้า จ านวน 10 ข้อ ซึ่งมี ลักษณะเป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิด เลือกค าตอบ 2 ตัวเลือก คือใช้ และไม่ใช้ โดยมีเกณฑ์ให้คะแนน ดังนี้ ถ้าตอบถูกให้คะแนนเท่ากับ 1 ถ้าตอบผิดให้คะแนนเท่ากับ 0 โดยมีเกณฑ์ก าหนดการแปลผล ระดับคะแนนความรู้ 3 ระดับคือระดับต่ า ช่วงคะแนน 0-3, ระดับปานกลาง ช่วงคะแนน 4-7, ระดับ สูงช่วงคะแนน 8-10 1.3 แบบสอบถามพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในการดูแลเท้า ของผู้ปุวยเบาหวาน จ านวน 10 ข้อเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ โดยมีเกณฑ์ให้คะแนน ดังนี้ 1 คะแนน หมายถึง น้อยที่สุด 2 คะแนน หมายถึง น้อย 3 คะแนน หมายถึง ปานกลาง 4 คะแนน หมายถึง มาก 5 คะแนน หมายถึง มากที่สุด เกณฑ์ก าหนดการแปลผลระดับคะแนนเฉลี่ย แปลผลโดยรวม พิจารณาจากคะแนนการ ปฏิบัติแบ่งระดับคะแนนเฉลี่ยออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ ระดับต่ า มีคะแนนระหว่าง 10 - 23 คะแนนระดับสูง ระดับปานกลางมีคะแนนระหว่าง 24-37คะแนนมีคะแนนระหว่าง 38-50 คะแนน 2. แบบการตรวจคัดกรองและประเมินภาวะเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้าของผู้ปุวยเบาหวาน เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้า 4 ระดับ คือเสี่ยงต่ า (Low Risk) เสี่ยงปานกลาง (Moderate Risk) เสี่ยงสูง (High Risk) เสี่ยงสูงมาก (Very High Risk) วิธีการได้มาซึ่งเครื่องมือในการ วิจัยผู้วิจัยใช้การศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็น แนวทางในการสร้างแบบสอบถาม และได้ น าข้อค าถามเหล่านั้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงด้านเนื้อหา หลังจาก นั้นได้มีการแก้ไขข้อค าถามให้มีความเหมาะสม ก่อนน าไปใช้ ส่วนแบบการตรวจคัดกรองภาวะเสี่ยง ของการเกิดแผลที่เท้าและแบบประเมินสภาวะเท้า ได้มีการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา โดย ผู้เชี่ยวชาญในโรคเบาหวาน จ านวน 3 ท่าน และผู้วิจัยได้ท าการปรับแก้ไขแบบการตรวจคัดกรอง ภาวะเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้าและแบบประเมินสภาวะเท้าตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ ก่อนน าไปใช้ เช่นกัน กระบวนการศึกษาวิจัย ผู้วิจัยได้ด าเนินการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ตั้งแต่ เดือน 1 ตุลาคม 2565 ถึง เดือน 31 พฤษภาคม 2566 มี ขั้นตอนกิจกรรม ต่าง ๆตั้งแต่ การวิเคราะห์สถานการณ์ กระบวนการพัฒนารูปแบบการปูองกันการเกิดแผลที่เท้า การพัฒนารูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปใช้ จนถึง ขั้นประเมินผล ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาบริบทและประเมิน สถานการณ์ (Situation Analysis) ผู้วิจัยได้ไปศึกษาข้อมูล เอกสารและทะเบียนของผู้เข้าร่วม โครงการวิจัย ที่ปุวยด้วยโรคเบาหวาน สัมภาษณ์ผู้ปุวยเบาหวาน ที่มารับบริการ ที่คลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านต้อน ระยะเวลาด าเนินการ 1 เดือน (1 ตุลาคม 2565 ถึง 31


78 ตุลาคม 2565) ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการปูองกันการเกิดแผลที่เท้า (Model Development) โดยผู้วิจัยได้จัด เวทีกลุ่มย่อย (Focus Group) กับกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลผู้ปุวย โรคเบาหวาน ได้แก่ เจ้าหน้าสาธารณสุข อาสมัครผู้ดูแล และผู้ปุวยโรคเบาหวาน เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหาของการมารับบริการและความต้องการของ ผู้รับบริการ ความคิดเห็นในการพัฒนารูปแบบการ ตรวจคัดกรองภาวะเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้า ระยะเวลา ด าเนินการ 1 เดือน (1 พฤศจิกายน 2565 ถึง 30 พฤศจิกายน 2565) ระยะที่ 3 การน ากระบวนการปูองกันการเกิดแผลที่เท้าในผู้ปุวยเบาหวาน ที่พัฒนาขึ้นไปสู่ การปฏิบัติจริง (Implementation) ในคลินิกเบาหวาน NPCU โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบลบ้านต้อน โดยคัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่างที่ได้จากการตรวจประเมินความเสี่ยงต่อการเกิด แผลที่เท้าเบาหวาน โดยคัดเลือกผู้ปุวยที่มีระดับความเสี่ยง ต่อการเกิดแผลที่เท้าเบาหวาน ระดับเสี่ยง ปานกลางขึ้นไปถึงระดับเสี่ยงสูงมาก จ านวน 28 คน ระยะเวลา ในการด าเนินการ 6 เดือน (1 ธันวาคม 2565-31พฤษภาคม 25566) ระยะที่ 4 การรวบรวมข้อมูลผลลัพธ์กระบวนการพัฒนาการปูองกันการเกิดแผลที่เท้าใน ผู้ปุวยเบาหวาน (Evaluation) ผู้วิจัยได้สอบถามผู้ปุวยโรคเบาหวานที่เข้าร่วมโครงการเพื่อประเมิน ความพึงพอใจ ข้อคิดเห็นต่อรูปแบบการปูองกันการเกิดแผลที่เท้า และผู้วิจัยประเมินสภาวะเท้าของผู้ มารับบริการ ตามแผนผังระบวนการพัฒนารูปแบบพัฒนารูปแบบการปูองกันการเกิดแผลที่เท้าใน ผู้ปุวยเบาหวาน ต าบลบ้านต้อน อ าเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวกับผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลแบบบรรยายเชิง พรรณนา (Descriptive Research) ด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ ส่วนข้อมูลเปรียบเทียบคะแนนความรู้ และพฤติกรรมการดูแลเท้าก่อนและหลังการร่วมกิจกรรมด้วยสถิติ Paired Samples T-test ผลการวิจัย ข้อมูลทั่วไป ผู้ปุวยเบาหวานที่เข้าร่วมโครงการวิจัย ร้อยละ 64.29 เป็นเพศหญิง ส่วนใหญ่มี อายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป (ร้อยละ 53.57) สถานภาพสมรสคู่ (ร้อยละ 64.29) และการศึกษาอยู่ใน ระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 57.14) อาชีพส่วนใหญ่คือเกษตรกรรม (ร้อยละ 57.41) ผู้เข้าร่วม โครงการวิจัยส่วนใหญ่ปุวยเป็นเบาหวาน มาแล้วเกิน 5 ปี (ร้อยละ 71.43) สามารถควบคุมระดับ น้ าตาลในเลือดได้ดี (ร้อยละ 64.81) ไม่สูบบุหรี่ (75.00) ไม่ดื่มสุรา (92.86) ประวัติการเคยเป็นแผล ที่เท้า (53.54) ดังตารางที่ 1


79 ตารางที่ 1 จ านวน และร้อยละของผู้ปุวยเบาหวานจ าแนกตามคุณลักษณะทางประชากร สังคม และ เศรษฐกิจของ ผู้ปุวยเบาหวาน (n=28) ข้อมูลทั่วไป จ านวน ร้อยละ เพศ ชาย หญิง 10 18 35.71 64.29 กลุ่มอายุ ต่ ากว่า 40 ปี 1 3.57 40-49 ปี 3 10.71 50-59 ปี 9 32.14 60 ปีขึ้นไป 15 53.57 สถานภาพสมรส สมรส 18 64.29 โสด 0 0.00 หม้าย/หย่า/แยก 10 35.71 การศึกษา ประถมศึกษาหรือต่ ากว่า 16 57.14 มัธยมศึกษาหรือ อนุปริญญา 8 28.57 ปริญญาตรีหรือสูงกว่า 4 14.29 อาชีพ ไม่มีอาชีพ 2 7.14 เกษตรกรรม 16 57.14 รับจ้าง 3 10.71 ค้าขาย 4 14.29 รับราชการ 3 10.71 ระยะเวลาปุวย ต่ ากว่า 5 ปี 8 28.57 มากกว่า 5 ปี 20 71.43 การสูบบุหรี่ ไม่สูบ 21 75.00 สูบหรือเคยแต่เลิกแล้ว 7 25.00 การดื่มสุรา ไม่ดื่ม 26 92.86 ดื่ม 2 7.14


80 ผลการตรวจเท้าของกลุ่มตัวอย่าง ผู้ปุวยเบาหวานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้าระดับปานกลางขึ้นไป ลักษณะ โครงสร้างเท้าปกติ ก่อนการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 53.57 หลังการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 53.57 เคยเป็นแผลที่เท้า เคยมีแผลที่เท้า ก่อนการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 14.29 ผิวหนัง ปกติ ก่อนการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 14.29 ชีพจร คล าได้ก่อนการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 92.86 หลังการใช้รูปแบบการวิจัยเท่าเดิม ร้อยละ 92.86 เล็บ ปกติ ก่อนการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 71.43 หลังการใช้รูปแบบการวิจัยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 82.14 มีแผลที่เท้า ไม่มีแผลที่เท้า ก่อนการใช้ รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 96.43 หลังการใช้รูปแบบการวิจัยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 100 ประสาทสัมผัส ผิดปกติก่อนการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 100.00 หลังการใช้รูปแบบการวิจัยลดลง ร้อยละ 71.43 การสวมรองเท้า ไม่เหมาะสม ก่อนการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 28.57 หลังการใช้รูปแบบการวิจัย เท่าเดิม ร้อยละ 28.57 พื้นรองเท้า ไม่เหมาะสม ก่อนการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 25.00 หลังการ ใช้รูปแบบการวิจัยเท่าเดิม ร้อยละ 25.00 การประเมินความเสี่ยง เสี่ยงปานกลาง ก่อนการใช้รูปแบบ การวิจัย ร้อยละ 53.57 หลังการใช้รูปแบบการวิจัยเท่าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 71.43 เสี่ยงสูง ก่อนการใช้ รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 35.71 หลังการใช้รูปแบบการวิจัยเท่าลดลง ร้อยละ 21.43 เสี่ยงสูงมาก ก่อน การใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 10.71 หลังการใช้รูปแบบการวิจัยลดลง ร้อยละ 7.14 ดังตารางที่ 2 ตารางที่2 จ านวนและร้อยละข้อมูลการตรวจเท้าของกลุ่มตัวอย่างจ าแนกตามตัวแปร รายการตรวจเท้าผู้ปุวยเบาหวาน ก่อนใช้รูปแบบ (n=28) หลังใช้รูปแบบ (n=28) จ านวน ร้อยละ จ านวน ร้อยละ ลักษณะโครงสร้างเท้า ปกติ 15 53.57 15 53.57 ผิดปกติ 13 46.43 13 46.43 เคยเป็นแผลที่เท้า ไม่เคยมีแผล 24 85.71 24 85.71 เคยเป็นแผล 4 14.29 4 14.29 ผิวหนัง ปกติ 18 64.29 21 75.00 ผิดปกติ 10 35.71 7 25.00 ชีพจร คล าได้ 26 92.86 26 92.86 คล าไม่ได้ 2 7.14 2 7.14 เล็บ ปกติ 20 71.43 23 82.14 ผิดปกติ 8 28.57 5 17.86


81 ตารางที่2 จ านวนและร้อยละข้อมูลการตรวจเท้าของกลุ่มตัวอย่างจ าแนกตามตัวแปร (ต่อ) รายการตรวจเท้าผู้ปุวยเบาหวาน ก่อนใช้รูปแบบ (n=28) หลังใช้รูปแบบ (n=28) จ านวน ร้อยละ จ านวน ร้อยละ มีแผลที่เท้า ไม่มีแผล 27 96.43 28 100.00 มีแผล 1 3.57 0 .00 ประสาทสัมผัส ปกติ 0 0.00 8 28.57 ผิดปกติ 28 100.00 20 71.43 การสวมรองเท้า เหมาะสม 20 71.43 22 78.57 ไม่เหมาะสม 8 28.57 6 21.43 พื้นรองเท้า เหมาะสม 21 75.00 21 75.00 ไม่เหมาะสม 7 25.00 7 25.00 การประเมินความเสี่ยง ปานกลาง 15 53.57 20 71.43 สูง 10 35.71 6 21.43 สูงมาก 3 10.71 2 7.14 ผลลัพธ์ของกระบวนการพัฒนา คือรูปแบบการปูองกันการเกิดแผลที่เท้า ในผู้ปุวยเบาหวาน ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านต้อน ประกอบด้วย 5 กระบวนการ ได้แก่ 1. NPCU & คลินิกเท้าเบาหวาน เดือนละ 1 ครั้ง 2. ตรวจดูให้รู้ถ่ายภาพเท้า ด้วย DM FOOT PHOTO, ตรวจชา ด้วย MONO FILAMENT ประเมินระดับความเสี่ยง 2 เดือนต่อครั้ง 3. เข้าใจ กิน อยู่ ให้ความรู้การปฏิบัติดูแลเท้า การออกก าลังกาย DPAC 3อ 2 ส การ ควบคุมระดับน้ าตาลให้ปกติ 4. ควบคู่ แผนไทย นวด บริหารเท้า กะลานวดเท้า สวน 3มิติ 5. CG ตามไปในชุมชน (สอนนวดเท้าให้CG ดูแลต่อในชุมชน) ผู้วิจัยด าเนินการตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นดูแลกลุ่มตัวอย่าง 28 คน 2 เดือนต่อครั้ง เป็น ระยะเวลา 6 เดือนแล้วประเมินผลการด าเนินการโดยวัดความรู้ การปฏิบัติตัวในการปูองกันการเกิด แผลที่เท้า และประเมินระดับเสี่ยงการเกิดแผลที่เท้าก่อนหลังการด าเนินการผลดังตารางที่ 3 และ 4


82 ผลการประเมินความรู้ของกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้า พบว่า มีความรู้ระดับต่ า ก่อนการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 3.57 หลังการใช้รูปแบบการวิจัยลดลง ร้อยละ .00 ความรู้ระดับปานกลาง ก่อนการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 71.43 หลังการใช้รูปแบบการ วิจัยลดลง ร้อยละ 28.57 ความรู้ระดับสูง ก่อนการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 35.71 หลังการใช้ รูปแบบการวิจัยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 67.86 การประเมินการปฏิบัติตนของกลุ่มตัวอย่างผู้ปุวยเบาหวานที่มี ความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้า พบว่า มีการปฏิบัติตนระดับต่ า ก่อนการใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 3.57หลังการใช้รูปแบบการวิจัยลดลง ร้อยละ .00 การปฏิบัติตนระดับปานกลาง ก่อนการใช้รูปแบบ การวิจัย ร้อยละ 60.71 หลังการใช้รูปแบบการวิจัยลดลง ร้อยละ 32.14 การปฏิบัติตนระดับสูง ก่อน การใช้รูปแบบการวิจัย ร้อยละ 35.71 หลังการใช้รูปแบบการวิจัยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 67.86 ดังตารางที่ 3 ตารางที่3 ระดับความรู้การดูแลเท้าและความสามารถในปฏิบัติตัวการดูแลเท้าก่อนและหลังพัฒนา รูปแบบ (n=28) ระดับความรู้และการปฏิบัติตน ก่อนการวิจัย (n=28) หลังการวิจัย (n=28) จ านวน ร้อยละ จ านวน ร้อยละ ระดับความรู้ ระดับต่ า 1 3.57 0 .00 ระดับปานกลาง 20 71.43 8 28.57 ระดับสูง 7 25.00 20 71.43 ระดับการปฏิบัติตน ระดับต่ า 1 3.57 0 .00 ระดับปานกลาง 17 60.71 9 32.14 ระดับสูง 10 35.71 19 67.86 ผลการเปรียบเทียบความเสี่ยงของผู้ป่วยเบาหวาน ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและการ ดูแลเท้าและการปฏิบัติตัวในการป้องกันการเกิดแผลที่เท้าก่อนและหลังการใช้รูปแบบ พบว่า หลัง การใช้รูปแบบค่าเฉลี่ยความเสี่ยงของผู้ปุวยเบาหวาน ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและการดูแลเท้า และการปฏิบัติตัวในการปูองกันการเกิดแผลที่เท้า ลดลงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ อย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 (P-value <.001)


83 อภิปรายผลการวิจัย รูปแบบการปูองกันการเกิดแผลที่เท้า ในผู้ปุวยเบาหวานของ รพ.สต.บ้านต้อน ประกอบด้วย 5 กระบวนการ ได้แก่ 1) NPCU & คลินิกเท้าเบาหวาน เดือนละ 1 ครั้ง 2) ตรวจดูให้รู้ถ่ายภาพเท้า ด้วย DM FOOT PHOTO, ตรวจชา ด้วย MONO FILAMENT ประเมินระดับความเสี่ยง 2 เดือนต่อ ครั้ง 3) เข้าใจ กิน อยู่ ให้ความรู้การปฏิบัติดูแลเท้า การออกก าลังกาย DPAC 3อ 2 ส การควบคุม ระดับน้ าตาลให้ปกติ4) ควบคู่ แผนไทย นวด บริหารเท้า กะลานวดเท้า สวน 3มิติ5) CG ตามไปใน ชุมชน (สอนนวดเท้าให้CG ดูแลต่อในชุมชน) หลังการใช้รูปแบบค่าเฉลี่ยความเสี่ยงของผู้ปุวย เบาหวาน ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและการดูแลเท้า และการปฏิบัติตัวในการปูองกันการเกิดแผล ที่เท้า ลดลงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (P-value <.001) หลังการ ด าเนินการตามรูปแบบและติดตาม ทุก 2 เดือน พบว่า ไม่พบแผลที่เท้าของผู้ปุวยเบาหวาน อธิบายได้ ว่า รูปแบบการตรวจคัดกรองภาวะเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้าของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล บ้านต้อน ที่ได้พัฒนาขึ้นในการศึกษาครั้งนี้ได้พัฒนาขึ้นจากกระบวนการศึกษาบริบท สถานการณ์ การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อระบุปัญหา การวิเคราะห์ปัญหา การวาง แผนพัฒนา การพัฒนา การ น าไปใช้ และการประเมินผล จนเกิดเป็นนวัตกรรม ในการปูองกันการเกิด แผลที่เท้าในผู้ปุวย เบาหวาน ตามบริบทของ รพ.สต.บ้านต้อน ท าให้ผู้ปุวยเบาหวานได้รับการตรวจ ประเมินเท้า และ ทราบสภาวะเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้า ได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่เริ่มมีภาวะเสี่ยง ตาม สภาพปัญหา ของเท้า และติดตามต่อเนื่อง ท าให้สภาพเท้าของผู้ปุวยเบาหวานดีขึ้น ดังผลสรุปเล็บปกติเพิ่มขึ้น ไม่มี แผลที่เท้าเพิ่มขึ้น ผิวหนังผิดปกติลดลง ประสาทสัมผัสผิดปกติลดลง และผลการทดสอบความแตกต่าง ค่าเฉลี่ยของก่อนและหลังการใช้รูปแบบการวิจัยจะเห็นได้ว่าค่าเฉลี่ยของระดับน้ าตาลในเลือด, ความเสี่ยง ต่อการเกิดแผลที่เท้า, ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน, และการปฏิบัติตนของผู้ปุวยเบาหวานแตกต่าง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้ปุวยเบาหวานควรได้รับการตรวจคัดกรองภาวะ เสี่ยงของ การเกิดแผลที่เท้า บรรณานุกรม กุสุมา กังหลี. (2557). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่สอง โรงพยาบาลพระมงกฎเกล้า. วารสารพยาบาลทหารบก. 15 (3) : 256-268. ไกรสิงห์ รุ่งโรจน์สกุลพร. (2549). การนวดกดจุดสะท้อนเท้า (เพื่อสุขภาพ) หลักสูตร์ 60 ชั่วโมง. เอกสารประกอบการอบรมนวดกดจุดสะท้อนเท้า (อัดส าเนา). ชุภาศิริ อภินนท์เดชา (2551). แนวทางการดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน. กรุงเทพมหานคร : ส านักอนามัย.


84 ณัฏฐิน จารุชัยนิวัฒน์ . (2546). การพัฒนารูปแบบประเมินภาวะเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วย เบาหวานชนิดที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่ บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ดวงรัตน์ อินทรแสน. (2545). การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการเกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. เทพ หิมะทองค า และคณะ. (2557). ความรู้เรื่องเบาหวาน ฉบับสมบูรณ์. พิมพ์ครั้งที่ 13. บริษัท วิทยพัฒน์ จ ากัด. กรุงเทพฯ. อัจฉรา สุวรรณนาคินิทร. (2559). คู่มือการพยาบาลการดูแลเท้าเพื่อป้องกันการเกิดแผลในผู้เป็น เบาหวาน. สืบค้นวันที่ 1 พฤษภาคม 2565,จาก http:// www2.si.mahidol .ac.th อ าไพ ชัยชลทรัพย์และคณะ. (2562). คู่มือกดจุดสะท้อนเท้า (Foot Reflexology) เพื่อสุขภาพ ผู้สูงอายุ. นนทบุรี : กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. ศิริพร จันทร์ฉาย. (2548). การดูแลเท้าเบาหวาน : การปูองกันการถูกตัดขา. จุฬาลงกรณ์เวชสาร. 49(3), 30- 42.


Click to View FlipBook Version