The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บีบอัด1.9.66รวมบทความและบทคัดย่อการประชุมวิชาการชมรม_compressed

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by muangubon2023, 2023-08-31 15:28:34

บีบอัด1.9.66รวมบทความและบทคัดย่อการประชุมวิชาการชมรม_compressed

บีบอัด1.9.66รวมบทความและบทคัดย่อการประชุมวิชาการชมรม_compressed

185 นวัตกรรม "มหัศจรรย์เครื่องพ่นหมอกควัน จากสมุนไพร จิระศักดิ์ ชมบุญ รพ.สต.รวมไทย อ าเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected]


186 IN_023 นวัตกรรม “จับไดตุมเรยส่งความรักช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงต าบลศรีภูมิ” ศศิธร ทะนงค์ รพ.สต.ศรีภูมิอ าเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ บทคัดย่อ บทน า: การศึกษานี้เป็นการศึกษาการใช้นวัตกรรมเพื่อช่วยบริหารมือ ลดอาการปวดข้อมือและ อาการชาปลายมือของผู้ปุวยติดเตียงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลศรีภูมิโดยใช้นวัตกรรมในการ บริหารมือในท่าบริหารที่ผู้วิจัยได้ก าหนดขึ้นให้ผู้ดูแลผู้ปุวยภาวะพึ่งพิงเพื่อน าไปดูแลผู้ปุวยติดเตียง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลศรีภูมิ วิธีศึกษา: การศึกษานี้ มีกลุ่มเปูาหมาย คือ ผู้ปุวยติดเตียงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล ศรีภูมิจ านวน 18 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผล ประกอบด้วย 1) แบบประเมินความปวด (Pain Score) ก่อนและหลังใช้นวัตกรรม 2) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ปุวยติดเตียงหลังได้รับ การใช้นวัตกรรม ผลการศึกษา: นวัตกรรมสามารถลดอาการปวดของผู้ปุวยติดเตียงได้จากคะแนนประเมิน ความปวด (Pain Score) ก่อนใช้มีคะแนน 4-6 ปวดระดับปานกลางมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 77.78 หลังใช้มีคะแนน 1-3 ปวดเล็กน้อยหรือไม่ปวดเลยมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 83.33 และผู้ใช้นวัตกรรม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 91.27 วิจารณ์ผลการศึกษา : การศึกษานี้นวัตกรรมมีจุดเด่นคือใช้วัสดุที่จัดหาง่ายและต้นทุนต่ า ใช้ วัสดุที่เหมาะกับการใช้งาน โดยเลือกใช้ใยสังสังเคราะห์เนื่องจากสามารถลดเชื้อราที่เกิดจากเหงื่อออก ขณะที่ใช้งานนวัตกรรมได้ ท าความสะอาดง่ายโดยสามารถซักและน าไปตากแดดให้แห้ง ระบาย อากาศได้ดี ใช้งานได้นาน ค าส าคัญ : จับไดตุมเรย, ผู้ปุวยติดเตียง , ท่าบริหารข้อมือ


187 N_024 นวัตกรรม “Grap Tooth” สุพัตรา ค าสุวรรณ และ พรสุภัทรา ชวนอาจ รพ.สต.บ้านหนองไผ่ อ าเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ E–mail : [email protected] บทคัดย่อ นวัตกรรม Grap Tooth เป็นผลงานที่เกิดจากแนวคิดของอาสาสมัครประจ าหมู่บ้านต าบล นาสวรรค์ร่วมกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลนาสวรรค์ อ าเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัด บึงกาฬ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อให้ผู้ปุวยติดบ้านติดเตียงที่มีปัญหาด้านทันตกรรมสามารถเข้าถึงบริการ ได้2) เพื่อให้ผู้ดูแลผู้ปุวย มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ปุวยติดบ้านติดเตียง 3) ผู้ปุวยติดบ้านติดเตียง มีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น 4) ลดปัญหา และโรคที่จะตามมาจากโรคในช่องปาก ของผู้ปุวยติดบ้าน ผลการศึกษา จากการด าเนินงานแก้ไขประชาชนในกลุ่มผู้ปุวยติดบ้านติดเตียงได้รับการ ตรวจสุขภาพช่องปาก และสามารถแปรงฟันดูแลช่องปากตัวเองได้ถูกวิธี และผลลัพธ์ ของการใช้ นวัตกรรม Grap Tooth คือการเข้าถึงกลุ่มผู้ปุวยที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการที่ รพ.สต. ได้ เช่น ผู้ปุวย หมู่บ้านห่างไกล ยากจน ไม่มีผู้ดูแล และผู้ปุวยติดบ้านติดเตียง ท าให้ ผู้ปุวยกลุ่มเหล่านี้ ได้รับบริการ ทันตกรรม ได้อย่างทั่วถึง และรวดเร็วขึ้น เข้าถึงกลุ่มผู้ปุวยที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการที่ รพ.สต. ได้ เช่น ผู้ปุวยหมู่บ้านห่างไกล ยากจน ไม่มีผู้ดูแล และผู้ปุวยติดบ้านติดเตียง ท าให้ ผู้ปุวยกลุ่มเหล่านี้ ได้รับ บริการทันตกรรม ได้อย่างทั่วถึง และรวดเร็วขึ้น


188 IN_025 นวัตกรรม “ชุดแปรงมหัศจรรย์ดูแลฟันผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง” นัทษมน อมรสิน รพ.สต.หัวดูน อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected] บทคัดย่อ ปัญหาสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงนั้นสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการถดถอยของ สมรรถนะการท างานของอวัยวะต่างๆ ท าให้การแปรงฟันไม่สะดวกและไม่ถูกสุขลักษณะ ดังนั้น เพื่อ สร้างความสะดวกในการดูแลสุขภาพช่องปากแก่กลุ่มผู้อายุที่มีภาวะพึ่งพิง และลดภาระของญาติหรือ ผู้ดูแลในเรื่องการช่วยเหลือด้านสุขภาพช่องปากของกลุ่มผู้อายุที่มีภาวะพึ่งพิง จึงได้คิดวิธีการ แก้ปัญหานี้ โดยการประดิษฐ์ “ชุดแปรงฟันมหัศจรรย์เพื่อฟันแข็งแรง” ขึ้น วิธีด าเนินการ 1) ค้นหาปัญหา วิเคราะห์ความต้องการ 2) จัดชุดแปรงมหัศจรรย์ดูแลฟัน ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง น าไปใช้ในกลุ่มเปูาหมายโดยให้ค าแนะน าแก่ญาติ และ CG 3) สร้างความ ร่วมมือ เตรียมความพร้อม 4) ลงเยี่ยมบ้าน สอนและให้ค าแนะน าในการใช้ชุดแปรงมหัศจรรย์ดูแลฟัน ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแ 5) ติดตามการใช้ชุดแปรงมหัศจรรย์ดูแลฟันผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดย CG 6) ติดตามให้ก าลังใจแก่ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง/ญาติ และประเมินผลความพึงพอใจของนวัตกรรม ผลการศึกษา ค่าเฉลี่ยคราบจุลินทรีย์ภายหลังการใช้นวัตกรรมชุดแปรงมหัศจรรย์ดูแลฟัน ผู้สูงอายุมีภาวะพึ่งพิง ต่ ากว่าค่าเฉลี่ยคราบจุลินทรีย์ก่อนใช้นวัตกรรมชุดแปรงมหัศจรรย์ดูแลฟัน ผู้สูงอายุมีภาวะพึ่งพิง แสดงให้เห็นว่า เพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง มีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น และ จากการสอบถามความพึงพอใจของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและญาติหรือผู้ดูแล พบว่าผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง และญาติหรือผู้ดูแล มีความพึงพอใจระดับดีมากจ านวน ร้อยละ 92 ลดภาวะพึ่งพิงด้านการดูแล สุขภาพช่องปากโดยญาติหรือผู้ดูแลของผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงได้ร้อยละ92 และผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง สามารถใช้ชุดแปรงมหัศจรรย์ดูแลฟันผู้สูงอายุมีภาวะพึ่งพิงได้อย่างเหมาะสม ประโยชน์ที่ได้จากการศึกษา 1) ช่วยอ านวยความสะดวกในการแปรงฟันแก่ผู้สูงอายุที่มี ภาวะพึ่งพิง 2) กระตุ้นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและสุขภาพจิตของผู้สูงอายุที่ภาวะพึ่งพิง 3) ช่วยลดภาวะพึ่งพิงญาติหรือผู้ดูแลของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงด้านสุขภาพช่องปากได้ 4) ช่วยลด อุบัติการณ์ลื่นหกล้มของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้5) ท าให้เกิดการแปรงฟันที่ถูกสุขลักษณะได้


189 นวัตกรรม “ชุดแปรงมหัศจรรย์ดูแลฟันผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง” นัทษมน อมรสิน รพ.สต.หัวดูน อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected]


190 ประเภทวิจัย : น าเสนอด้วยวาจา Research : Oral Presentation


191 รูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี สุวิทย์ชัย ทองกูล นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเดชอุดม บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้าน สุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัด อุบลราชธานี กลุ่มเป้าหมายในการพัฒนารูปแบบฯ เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความรอบรู้ ด้านสุขภาพ 50 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างในการประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นประชาชนในเขตรับผิดชอบอ าเภอเดชอุดม 280 คน กลุ่มตัวอย่างในการประเมินผลรูปแบบ 60 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบบันทึกการสนทนากลุ่มและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนา Paired Samples T-test และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( X = 7.73, S.D. = 1.36) ปัญหาส าคัญ คือ 1) ไม่มีรูปแบบและกิจกรรมที่ชัดเจน 2) ไม่มีคณะท างานเสริมสร้างความรอบ รู้ด้านสุขภาพ 3) ขาดการติดตามประเมินผลความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ชัดเจนและต่อเนื่อง 4) สื่อสุขศึกษา ไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 2. รูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด SMART Model ประกอบด้วย S: Survey การส ารวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ M: Meeting การประชุมจัดตั้งทีม รับผิดชอบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ A: Activity การด าเนินการจัดกิจกรรมเสริมสร้าง ความรอบรู้ด้าน สุขภาพ Reflection เน้นเทคนิคการสะท้อนคิด และ T: Time การก าหนดช่วงเวลา ในการท ากิจกรรมและการประเมินผลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ตาม K-shape 5 ทักษะเพิ่มความรอบรู้ ด้านสุขภาพการเข้าถึง (Access) ทักษะการสร้างความเข้าใจ (Understand) ทักษะการไต่ถาม (Questioning) ทักษะการตัดสินใจ (Make Decision) และทักษะการน าไปใช้ (Apply) 3. ความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบฯ อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (P<.001) ความพึงพอใจต่อรูปแบบ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 4.48, S.D.=.44) ค าส าคัญ : ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ, โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 RSP_001


192 The Enhancement of Health Literacy on Preventive Behaviors of the Coronavirus Disease-2019 Infection Model at Det Udom District, Ubon Ratchathani Province Suwitchai Thongkool Det Udom District Public Health Officer Abstract The action research aimed to develop the enhancement of health literacy on preventive behaviors of the Coronavirus Disease-2019 infection model at Det Udom district, Ubon Ratchathani province. The target group in the development of the model 50 people were involved in the raising of health literacy by selective selection. The sample group in the assessment of health literacy 280 people in the area responsible for Det Udom district. The sample group in the model evaluation consisted of 60 people. The research tools were a group discussion record and questionnaires. Data were analyzed by descriptive statistics, Paired Sample T-test, and content analysis. The research findings were as follows: 1. The sample group were health literacy overall at a moderate level. ( X = 7.73, S.D. = 1.36). The main problems are 1) Lack of clear patterns and activities 2) Lack of health literacy working group 3) Lack of monitoring and evaluation of health literacy 4) Health education media does not cover the target group. 2. The model for enhancing health literacy to prevent coronavirus disease 2019 for people in Det Udom district Ubon Ratchathani province developed under the concept of SMART Model consisted of S: Survey, M: Meeting ,A: Activity , Reflection and T: Time. It was developed accordingly by K-shape 5 Skills to Increase health literacy : Access, Understand, Questioning, Make Decision and Apply. 3. The health literacy of the sample was higher than before the development of the model. statistically significant at .001 level (P<.001).So, their satisfaction was at a high level. Keywords: Health Literacy, Health Literacy Enhancement, Coronavirus Disease-2019


193 บทน า โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coroavirus Disease 2019 : COVID-19) เป็นโรคอุบัติ ใหม่ที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (SARS-CoV-2) (วรรษมน จันทรเบ็ญจกุล, 2563) องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern) และแนะน าทุก ประเทศให้เร่งรัดการเฝ้าระวังป้องกัน และควบคุมโรค ส าหรับประเทศไทยมีมาตรการ ในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคตั้งแต่เริ่มพบการระบาดในประเทศจีน ประเทศไทยตรวจพบผู้ป่วยรายแรก เป็นผู้เดินทางจากประเทศจีนเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2563 ได้รับการตรวจยืนยันผลและแถลง สถานการณ์ในวันที่ 14 มกราคม 2563 ผู้ป่วยช่วงแรกเป็นผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง พบผู้ป่วยกลุ่มถัด มาคือผู้ประกอบอาชีพสัมผัสกับนักท่องเที่ยว จากนั้นพบการระบาดที่เป็นกลุ่มใหญ่ใน สนามมวย ลุมพินี สนามมวยราชด าเนิน ท าให้มีผู้ติดเชื้อ จ านวนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลประกาศให้โรค ติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (Coronavirus Disease 2019: COVID-19) เป็นโรคติดต่ออันตรายตาม พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 และ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามพระราชก าหนดการ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เมื่อ วันที่ 26 มีนาคม 2563 ออกข้อก าหนดและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องด าเนินการ เพื่อให้สามารถแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงโดยเร็วและป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น (กรมควบคุมโรค, 2564) สถานการณ์ผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยืนยันผลแล้วสะสม จ านวน 2,115,872 ราย เสียชีวิตสะสม 20,711 ราย (กรมควบคุมโรค, 2564) จังหวัดอุบลราชธานี พบรายงานผู้ป่วยยืนยันสะสม 22,345 คน หายป่วยแล้ว 22,172 คน ยังรักษาอยู่ 1,494 คน เสียชีวิตสะสม 174 คน อ าเภอเดชอุดม พบผู้ป่วย ยืนยันสะสม จ านวน 1,986 คน (ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (EOC) : โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดอุบลราชธานี, 2564) คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่ออ าเภอเดชอุดมได้ก าหนดนโยบาย แนวทาง และมาตรการ เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามที่กรมควบคุม โรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุขก าหนด แต่ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวัง ของประชาชนในพื้นที่ได้ เนื่องจากเป็นการระบาดของโรคอุบัติใหม่ องค์ความรู้เกี่ยวกับโรคยังมีไม่มาก ปัญหาส าคัญที่พบควบคู่กับการเกิดโรคระบาด คือ ข่าวที่ผิดจากความเป็นจริงของการเกิดโรคระบาด (Infordemic) หรือ ข่าวปลอม (Fage News) เกี่ยวกับโรคและการปฏิบัติตัวในการป้องกันโรค ก่อให้เกิดความตระหนกกลัวแก่ประชาชน โดยซึ่งจะมีผลต่อการเลือกปฏิบัติตนในการดูแลสุขภาพของ ประชาชน


194 สถานการณ์ในปัจจุบันที่เกิดกรณีเรื่อง COVID-19 ท าให้มองเห็นปัญหาได้อย่างชัดเจน เมื่อ มีสถานการณ์เรื่องนี้เกิดขึ้น มีการพูดถึงประเด็นต่าง ๆ มากมาย มีการผลิตและส่งต่อข้อมูลข่าวสาร และความรู้ใหม่ผ่านสื่อกระแสหลัก ได้แก่ โทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต และสมาร์ทโฟน ท าให้ ประชาชนทั่วไปได้รับข้อมูลข่าวสารความรู้เพิ่มมากขึ้นทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง หากประชาชนมี ทักษะการกลั่นกรองและตรวจสอบข้อมูลไม่เพียงพอ อาจเกิดปัญหาในการปฏิบัติตัว ในยุคสังคม ข้อมูลข่าวสารนั้น ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากหลายแหล่ง ซึ่งเป็นข้อมูลใหม่ต้องใช้ความคิด พิจารณาแยกแยะให้ได้ว่าข้อมูลใดเป็นของจริงและถูกต้อง รวมทั้งถูกกระตุ้นรุมเร้าด้วยข้อมูลข่าวสาร ใหม่ตลอดเวลา ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการสื่อสารระหว่างบุคคลและระหว่างกลุ่มคนในวงกว้าง น าไปสู่การปฏิบัติตัวหรือมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง (กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, 2564) จากการศึกษาที่ผ่านมามีการใช้โปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในประเทศไทย โดยใช้ กระบวนการต่าง ๆ เช่น กระบวนการกลุ่ม การให้ค าแนะน า รายบุคคล และการติดตามทาง โทรศัพท์ รวมถึงการ ใช้สื่อหลากหลายประเภท สามารถเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของ ประชาชน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ ในทางที่ดีขึ้น และมีความมั่นใจในการปฏิบัติ ตัวมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมสุขภาพ (อารีย์ แร่ทอง, 2562) การด าเนินงานใช้กลวิธีส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมให้เครือข่ายมีการ ด าเนินงานตามกระบวนการสุขศึกษาเพื่อยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของ ประชาชนเป้าหมายให้ถูกต้องจนสามารถพึ่งตนเองด้านสุขภาพได้ ชุมชนท้องถิ่น มีความเข้มแข็ง สามารถจัดการปัญหาสุขภาพได้ด้วยตนเองจนน าไปสู่สุขภาวะ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษารูปแบบการ เสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอ เดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ตลอดจนเพื่อ พัฒนาพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ค าถามการวิจัย รูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ที่เหมาะสม ควรเป็นอย่างไร วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี


195 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบปฏิบัติ (Action Research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. กลุ่มเป้าหมายในการพัฒนารูปแบบเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชน อ าเภอเดชอุดม จ านวน 50 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) ได้แก่ 1) คณะกรรมการโรคติดต่ออ าเภอเดชอุดม จ านวน 10 คน 2) บุคลากรสาธารณสุขสังกัดส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเดชอุดม จ านวน 10 คน 3) บุคลากร ทางการแพทย์และสาธารณสุข โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม จ านวน 10 คน 4) บุคลากร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จ านวน 5 คน 5) ก านัน/ผู้ใหญ่บ้านจ านวน 5 คน 6) อาสาสมัคร สาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน (อสม.) จ านวน 5 คน 7) ตัวแทนครัวเรือน จ านวน 5 คน 2. การประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนอ าเภอเดชอุดม จ านวน 280 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ 3. การประเมินผลรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 ส าหรับประชาชน อ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานีกลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนใน เขตรับผิดชอบอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานีจ านวน 60 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชน อ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี 1.1 การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) 4 ขั้นตอน (PAOR) ประกอบด้วย 1) การวางแผน (Planning) 2)การปฏิบัติ (Action) 3)การสังเกต (Observation) และ 4)การสะท้อนผล (Reflection) 1.2 แบบบันทึกการสนทนากลุ่มเพื่อศึกษาบริบทการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี 2. เครื่องมือที่ใช้ประเมินผลรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยผู้วิจัยดัดแปลงจากแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพของ วรรณศิริ นิลเนตร (2557) ซึ่ง ใช้แนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพของ Nutbeam (2008) แบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ 1) ข้อมูลทั่วไป 2) ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคติดเชื้อ COVID-19 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความรู้ความ


196 เข้าใจในการป้องกันโรคติดเชื้อ COVID-19 2) ทักษะในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ 3) การสื่อสารเพื่อ การป้องกันโรคติดเชื้อ COVID-19 4) การจัดการตนเอง 5) การตัดสินใจเลือกปฏิบัติเพื่อการป้องกัน โรคติดเชื้อ COVID-19 และ 6) การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ 3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อ รูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับ ประชาชน ลักษณะเป็นข้อค าถามมีให้เลือกตอบ 5 ระดับ คือมากที่สุด (5 คะแนน) มาก (4 คะแนน) ปานกลาง (3 คะแนน) น้อย (2 คะแนน) และน้อยที่สุด (1 คะแนน) 4) ข้อเสนอแนะทั่วไป เป็นค าถาม ปลายเปิดเพื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ขั้นตอนด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบปฏิบัติ ( Action Research) ตามกรอบแนวคิด ของ Stephen Kemmis และ McTaggart (1991) ด าเนินการวิจัยเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้คือ 1) ขั้นที่ 1 ขั้นวางแผน (Planning) 2) ขั้นที่ 2 ขั้นปฏิบัติการ (Action) 3) ขั้นที่ 3 ขั้นสังเกตการณ์ (Observation) และ 4) ขั้นที่ 4 ขั้นการสะท้อนผล (Reflection) ขั้นตอนที่ 1 ขั้นวางแผน (Planning) 1.1 ศึกษาข้อมูลเชิงลึก ประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 ของประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างประชาชนในเขตรับผิดชอบอ าเภอเดชอุดม จ านวน 280 คน โดยการสุ่ม แบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) 1.2 สร้างและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันควบคุม โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยการประชุมสนทนากลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบุคลากรสาธารณสุข และภาคี เครือข่าย จ านวน 50 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 1.3 จัดท าแผนปฏิบัติตามรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกัน ควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ขั้นตอนที่ 2 ขั้นปฏิบัติ(Action) ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติตามรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกัน ควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 60 คน กิจกรรมที่ 1 วิเคราะห์ความต้องการและความสนใจ กิจกรรมที่ 2 ข้อมูล-สารสนเทศ และสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ เกี่ยวข้อง


197 กิจกรรมที่ 3 ฝึกปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 1) ทักษะการเข้าถึง (Access) 2) ทักษะการสร้างความเข้าใจ (Understand) 3) ทักษะการ ไต่ถาม (Questioning) 4) ทักษะการตัดสินใจ (Make Decision) 5) ทักษะการน าไปใช้ (Apply) กิจกรรมที่ 4 การประยุกต์ใช้เทคนิคการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 ขั้นตอนที่ 3 ขั้นสังเกตการณ์ (Observation) ใช้วิธีการสังเกต ติดตามผลการด าเนินงาน เป็นระยะ ขั้นตอนที่ 4 ขั้นการสะท้อนผล (Reflection) การคืนข้อมูล สู่ชุมชน และถอดบทเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลเอง โดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม ด าเนินการวิจัยระหว่าง เดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือน สิงหาคม 2566 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ ใช้ วิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพก่อนและ หลังการพัฒนารูปแบบ โดยใช้ Paired Samples T-test ข้อมูลเชิงคุณภาพ จากแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) จริยธรรมการวิจัย โครงการวิจัยได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ส านักงาน สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี เอกสารรับรองเลขที่ SSJ.UB 096 สรุปผลการวิจัย 1. บริบทการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี`พบประเด็นที่เป็นปัญหาส าคัญ คือ 1) ไม่มี รูปแบบและกิจกรรมที่ชัดเจนเป็นการสอดแทรกกิจกรรมเข้ากับการประชุมและอบรมด้านสาธารณสุข ทั่วไป 2) ไม่มีคณะท างานส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ 3) ขาดการติดตามประเมินผลความรอบรู้ ด้านสุขภาพที่ชัดเจนและต่อเนื่อง 4) สื่อสุขศึกษาไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย


198 2. ผลการประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานีดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการแปลผลความรอบรู้ด้านสุขภาพของ ประชาชน อ าเภอเดชอุดม (n = 280) ด้าน ความรอบรู้ด้านสุขภาพ X S.D. การแปลผล 1 ความรู้ความเข้าใจในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 7.91 .98 ปานกลาง 2 ทักษะในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ในการป้องกันโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 8.32 1.33 ดี 3 ทักษะการสื่อสารเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 7.75 1.51 ปานกลาง 4 ทักษะก า รตัดสินใจเลือกปฏิบัติเพื่อป้องกัน โ รค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 8.10 1.25 ดี 5 ทักษะการจัดการตนเองเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 7.22 1.54 ปานกลาง 6 ทักษะการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศข้อมูล เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 7.05 1.53 ปานกลาง รวม 7.73 1.36 ปานกลาง จากตารางที่ 1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( X = 7.73, S.D. = 1.36) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในระดับดีคือ ด้าน ทักษะในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับดี ( X = 8.32, S.D. = 1.33) รองลงมาคือ ทักษะการตัดสินใจเลือกปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( X = 8.10, S.D. = 1.25) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางคือ ทักษะการสื่อสารเพื่อ ป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( X = 7.22, S.D = 1.54) ทักษะการจัดการตนเองเพื่อป้องกัน โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( X = 7.22, S.D. = 1.54) และ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ข้อมูล เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( X = 7.05, S.D. = 1.53)


199 3. ผลการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี 3.1 กระบวนการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโร นา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี มี 5 ขั้นตอนหลัก ประกอบด้วย (1) ศึกษาข้อมูลเชิงลึก (2) สร้างกรอบแนวคิดโดยใช้ทฤษฎีเป็นฐาน (3) ออกแบบและวางแผน (4) ด าเนินงาน (5) ประเมินผล 3.2 รูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโร นา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด SMART Model ประกอบด้วย 2.2.1 S: Survey หมายถึง การส ารวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2.2.2 M: Meeting หมายถึง การประชุมจัดตั้งทีมรับผิดชอบการเสริมสร้างความรอบรู้ ด้านสุขภาพ 2.2.3 A: Activity หมายถึง การด าเนินการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ตาม K-shape 5 ทักษะเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพการเข้าถึง (Access) ทักษะการสร้างความเข้าใจ (Understand) ทักษะการไต่ถาม (Questioning) ทักษะการตัดสินใจ (Make Decision) และทักษะ การน าไปใช้(Apply) บนพื้นฐานของข้อมูลข่าวสาร (information) และความรู้(knowledge) ที่เป็น จริงและเชื่อถือได้ส าหรับสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติตัวด้านสุขภาพที่ถูกต้อง มีทักษะการไต่ถาม หรือสื่อสารที่ดีเพื่อใช้ความคิด ที่ถูกต้อง สามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม และเกิดการปฏิบัติ ตัวอย่างต่อเนื่องจนน าไปสู่สุขภาวะที่ดี 2.2.4 R: Reflection หมายถึง เน้นเทคนิคการสะท้อนคิด 2.2.5 T: Time หมายถึงการก าหนดช่วงเวลาในการท ากิจกรรมและการประเมินผลเป็น ระยะอย่างต่อเนื่อง 4. ผลการประเมินรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี จากการด าเนินกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการตามรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้าน สุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ได้จากการวิจัยในขั้นตอนที่ 2 โดยน า รูปแบบที่ทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 60 คน ด าเนินกิจกรรมดังนี้ กิจกรรมที่ 1 วิเคราะห์ความต้องการและความสนใจ กิจกรรมที่ 2 ข้อมูล-ข้อสนเทศ และสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เกี่ยวข้อง กิจกรรมที่ 3 ฝึกปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโร นา 20191) ทักษะการเข้าถึง (Access) 2) ทักษะการสร้างความเข้าใจ (Understand) 3) ทักษะการ ไต่ถาม (Questioning) 4) ทักษะการตัดสินใจ (Make Decision) 5) ทักษะการน าไปใช้ (Apply) กิจกรรมที่ 4 การประยุกต์ใช้เทคนิคการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกัน โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019


200 4.1 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง ก่อน และหลังการพัฒนารูปแบบฯ ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง ก่อนและหลัง การพัฒนารูปแบบฯ (n = 60) ความรอบรู้ด้าน สุขภาพ ก่อนการพัฒนา รูปแบบ หลังการพัฒนา รูปแบบ Mean diff (SE) 95%CI t Pvalue X S.D. X S.D. Lower Upper 1.ความรู้ความเข้าใจ ในการป้องกันโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 7.23 1.09 11.25 1.44 .25 3.51 4.52 16.00 <.001 2.ทักษะในการเข้าถึง ข้อมูลสุขภาพ ในการ ป้องกันโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 7.92 1.73 8.55 1.27 .13 .37 .89 4.87 <.001 3.ทักษะการสื่อสาร เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 6.07 .80 6.77 .28 .21 .28 1.12 3.31 <.001 4.ทักษะการตัดสินใจ เลือกปฏิบัติเพื่อ ป้องกันโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 7.20 .95 8.71 1.01 .18 1.16 1.87 8.57 <.001 5.ทักษะการจัดการ ตนเองเพื่อป้องกันโรค ติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 7.93 1.77 9.43 1.05 .25 1.00 1.99 6.06 <.001 6.ทักษะการรู้เท่าทัน สื่อแล ะส า ร สนเทศ ข้อมูล เพื่อป้องกันโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 7.03 1.83 8.63 1.76 .27 1.06 2.14 5.90 <.001 จากตารางที่ 2 พบว่า หลังการพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกัน โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานีความรอบรู้ด้าน สุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง สูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบฯ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05(P<.001)


201 4.2 ผลการประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อ ป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อน ารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ได้จากการวิจัยในขั้นตอนที่ 2 ไปทดลองใช้ในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้าน สุขภาพแก่ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 60 คน โดยด าเนินกิจกรรม 1) วิเคราะห์ความต้องการและ ความสนใจ 2) น าเสนอข้อมูล-ข้อสนเทศ และสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เกี่ยวข้อง 3) ฝึกปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 3.1) ทักษะการ เข้าถึง (Access) 3.2) ทักษะการสร้างความเข้าใจ (Understand) 3.3) ทักษะการไต่ถาม (Questioning) 3.4) ทักษะการตัดสินใจ (Make Decision) 3.5) ทักษะการน าไปใช้ (Apply) และ 4) การประยุกต์ใช้เทคนิคการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 หลังทดลองให้กลุ่มตัวอย่างท าแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการแปลผลความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ (n = 60) ข้อความ X S.D. แปลผล 1. การด าเนินงานตามรูปแบบฯ ท าให้ท่านเข้าใจเกี่ยวกับความรอบรู้ ด้านสุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 4.58 .31 มาก 2. เนื้อหาของกิจกรรมตามรูปแบบฯ สอดคล้องกับสภาพความ ต้องการในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพของท่าน 4.31 .41 มาก 3. สามารถน าความรู้เกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกัน ควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปใช้ปฏิบัติจริง 4.57 .48 มากที่สุด 4. การด าเนินงานตามรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ฯ เกิดประโยชน์ ต่อตัวท่าน 4.56 .50 มากที่สุด 5. การด าเนินงานตามรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ฯ เกิดประโยชน์ ต่อชุมชน 4.40 .49 มากที่สุด ภาพรวม 4.48 .44 มาก


202 จากตารางที่ 3 พบว่า ความพึงพอใจต่อรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพใน การป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 4.48, S.D.=.44) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุดคือ การด าเนินงานตามรูปแบบฯ ท าให้ ท่านเข้าใจเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( X =4.58, S.D.=.31) รองลงมาคือ สามารถน าความรู้เกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกัน ควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปใช้ปฏิบัติจริง ( X =4.57, S.D.=.48) และ การด าเนินงานตาม รูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เกิดประโยชน์ต่อตัวท่าน ( X =4.56, S.D.=.50) ความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกัน ควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากค าถามปลายเปิด ผู้เข้าร่วมกิจกรรมการเสริมสร้างความ รอบรู้ด้านสุขภาพ มีความรู้สึกพอใจมากที่ได้เข้าร่วมโครงการ (18 คน) สื่อที่ใช้ในการสอนมีความ ทันสมัยเข้าใจง่าย (12 คน) กิจกรรมตามรูปแบบท าให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แสดงความ คิดเห็น ได้รับค าแนะน าในเรื่องเทคโนโลยี การใช้สื่อสาธารณะ (6คน) และได้มีโอกาสเรียนรู้จากบุคลากร สาธารณสุข รู้สึกมีคุณค่าที่ได้รับการยอมรับ (5คน) ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม 1. สื่อที่ใช้ในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพควรมีความหลากหลาย ให้เหมาะสมกับ ทุกกลุ่มอายุ เช่น สื่อส าหรับผู้สูงอายุควรใช้ตัวอักษรใหญ่ สีชัดเจน สื่อส าหรับเด็กอาจเป็นรูปภาพที่ สามารถสื่อความหมายได้ ดังค ากล่าวของผู้ให้สัมภาษณ์ “การเลือกใช้สื่อการสอนมีความส าคัญ หากเป็นคนอายุมากสายตาไม่ค่อยดี หากตัวหนังสือ เล็กก็ไม่มีประโยชน์เพราะอ่านไม่ชัด มองไม่เห็น” (สัมภาษณ์, 2565) “เห็นด้วยกับเรื่องสื่อแผ่นพับหรือเอกสารต่างๆ อย่างเช่นกลุ่มเด็กหากเป็นรูปภาพก็จะสนใจ มากขึ้น หรือหากเป็นวัยรุ่นวัยเรียน สื่อออนไลน์ก็น่าจะเหมาะกว่า” (สัมภาษณ์, 2565) 2. เนื้อหาสาระในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ครอบคลุมทักษะต่างๆ ทั้งการ เข้าถึง การสร้างความเข้าใจ การไต่ถาม การตัดสินใจ ทักษะการน าไปใช้ ดังค ากล่าวของผู้ให้ สัมภาษณ์ “สิ่งส าคัญอีกอย่างคือ เนื้อหาควรมีครบ เพียงพอต่อการสร้างให้เกิดความรอบรู้ด้าน สุขภาพ ทั้งทักษะการเข้าถึง การสร้างความเข้าใจ การไต่ถาม การตัดสินใจ การน าไปใช้ ” (สัมภาษณ์, 2565)


203 อภิปรายผล 1. บริบทการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม พบว่า ประเด็นที่เป็นปัญหาส าคัญ คือ 1) ไม่มีรูปแบบและกิจกรรมที่ ชัดเจน 2) ไม่มีคณะท างานเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ 3) ขาดการติดตามประเมินผลความรอบ รู้ด้านสุขภาพที่ชัดเจนและต่อเนื่อง 4) สื่อสุขศึกษาไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย สอดคล้องกับที่ กองสุขศึกษา (2561) กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ไปสู่ความส าเร็จ จนส่งผลให้ประชาชน สามารถพึ่งตนเองด้านสุขภาพและมีการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพไปสู่สุขภาวะที่ ดีอย่างยั่งยืนต้องเกิดจาก การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มีการบูรณาการที่สอดรับกันและเป็นไปใน ทิศทางเดียวกันเพื่อเป้าหมายคนไทยมีสุขภาพที่ดี 2. ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ ประชาชนอ าเภอเดชอุดม พบว่า จากตารางที่ 1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง ( X = 7.73, S.D. = 1.36) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ย สูงสุดในระดับดีคือ ด้านทักษะในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับดี ( X = 8.32, S.D. = 1.33) รองลงมาคือ ทักษะการตัดสินใจเลือกปฏิบัติเพื่อป้องกันโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( X = 8.10, S.D. = 1.25) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางคือ ทักษะการสื่อสารเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( X = 7.22, S.D = 1.54) ทักษะการ จัดการตนเองเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( X = 7.22, S.D. = 1.54) และ ทักษะการ รู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศข้อมูล เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( X = 7.05, S.D. = 1.53) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นโรคอุบัติใหม่ องค์ความรู้เกี่ยวกับโรค และการระบาดของโรคยังมีไม่มากนัก สอดคล้องกับผลการศึกษาของวิชัย เทียนถาวรและ ณรงค์ ใจเที่ยง (2563) ได้ท าการวิจัยเรื่อง ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 ใน มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ประกอบด้วย ทักษะการเข้าถึง ข้อมูลและบริการสุขภาพท าได้ง่าย ร้อยละ 79.10 ทักษะการเข้าใจท าได้ง่าย ร้อยละ 93.50 ทักษะ การโต้ตอบซักถาม แลกเปลี่ยนท าได้ง่าย ร้อยละ 79.60 ทักษะการตัดสินใจท าได้ง่ายร้อยละ 90 ทักษะ การจัดการตนเองท าได้ง่าย ร้อยละ 81.30 และทักษะการบอกต่อท าได้ง่าย ร้อยละ 87.40 และมี พฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 ในระดับปานกลางร้อยละ 50.00 3. รูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด SMART Model ประกอบด้วย S: Survey การส ารวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ M: Meeting การประชุมจัดตั้งทีมรับผิดชอบการเสริมสร้าง


204 ความรอบรู้ด้านสุขภาพ A: Activity การด าเนินการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรอบรู้ด้าน สุขภาพ Reflection เน้นเทคนิคการสะท้อนคิด และ T: Time การก าหนดช่วงเวลาในการท ากิจกรรมและการ ประเมินผลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง อธิบายได้ว่า รูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ได้จาก การด าเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบเป็นขั้นตอน เริ่มจากการ(1) ศึกษาข้อมูลเชิงลึก (2) สร้างกรอบ แนวคิดโดยใช้ทฤษฎีเป็นฐาน (3) ออกแบบและวางแผน (4) ด าเนินงาน (5) ประเมินผล (ส านักสื่อสาร ความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ, 2564) และการออกแบบกิจกรรมที่คลอบคลุม ตาม Kshape 5 ทักษะเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ ประกอบด้วย ทักษะการเข้าถึง (Access) ทักษะการ สร้างความเข้าใจ (Understand) ทักษะการไต่ถาม (Questioning) ทักษะการตัดสินใจ (Make Decision) และทักษะการน าไปใช้(Apply) การออกแบบกิจกรรมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อ พัฒนาทักษะที่จ าเป็นตามองค์ประกอบหลัก ของความรอบรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งก าหนดขึ้นตามปัญหาของ กลุ่มเป้าหมาย บริบทสังคม และพฤติกรรมสุขภาพ เป้าหมาย เป็นไปตามหลักการข้อที่ 4 “องค์ประกอบส าคัญของความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ต้องพัฒนา ประกอบด้วย เข้าถึง เข้าใจ ไต่ถาม ตัดสินใจ และน าไปใช้” ซึ่งหน่วยงาน สถาบันวิชาการ และนักวิจัย ได้ก าหนดเป็นกรอบแนวคิดการ พัฒนาและใช้ในการประเมินทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศ โดยแสดง องค์ประกอบส าคัญที่ ยอมรับและมีข้อเสนอในการพัฒนาองค์ประกอบเหล่านี้ประกอบด้วย เข้าถึง (Access) เข้าใจ (Understand) ตัดสินใจ (Make Decision) และน าไปใช้ (Apply) (กองสุขศึกษา, 2561 ;กรมควบคุม โรค, 2562; ขวัญเมือง แก้วด าเกิง, 2562) สอดคล้องกับผลการศึกษาของ นิรมล โทแก้ว (2564) ได้ ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพด้วยวิถี บวร.ร. ในประชาชนบ้านหนองหิน ต าบล โคกก่อ อ าเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม การพัฒนามี 9 กิจกรรม ได้แก่ 1) กระบวนการค้นหาปัญหา และศึกษาบริบทของพื้นที่ 2) วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาการด าเนินงาน 3) ประชุมปรึกษาหารือ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอ าเภอเมือง (พชอ.) 4) คัดเลือกและก าหนดพื้นที่น าร่อง 5) จัดท าหลักสูตรการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 6) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ 7) ติดตามผล 8) สรุปและ ทบทวนผลการพัฒนา 9) จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 4. หลังการพัฒนารูปแบบฯ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้น กว่าก่อนการพัฒนารูปแบบฯ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (P<.001) ความพึงพอใจต่อ รูปแบบ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 4.48, S.D.=.44) อธิบายได้ว่า รูปแบบการเสริมสร้างความ รอบรู้ด้านสุขภาพที่พัฒนาขึ้นเน้นกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจ (Needs and Interests) และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ใหญ่ (Life Situation) ตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ ส าหรับผู้ใหญ่สมัยใหม่ (Modern Adult Learning Theory) ของ Malcolm S. Knowles (1978) สอดคล้องกับผลการศึกษาของ นิรมล โทแก้ว (2564) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความรอบรู้ด้าน สุขภาพด้วยวิถี บวร.ร. ในประชาชนบ้านหนองหิน ต าบลโคกก่อ อ าเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม


205 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่าก่อนการพัฒนา ซึ่งมีค่าคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P-value < .05) และสอดคล้องกับผลการศึกษาของรจนารถ ชูใจ, ชลธิชา บุญศิริ และ กมลพร แพทย์ชีพ (2564) ศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคโควิด-19 ต่อความรอบรู้ ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด-19 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน ต าบล ดอนตะโก อ าเภอเมือง จังหวัดราชบุรี พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มทดลอง หลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโควิด-19 ( X =104.69, S.D.=5.34) สูงกว่าก่อนได้รับ ( X =100.89, S.D.=6.73)อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโควิด 19 ของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปแกรมการส่งเสริมความรอบ รู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโควิด 19 ( X =77.11, S.D.=8.210) สูงกว่าก่อนได้รับ ( X =76.60, SD=7.39) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.01 ข้อเสนอแนะ . 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 1.1 หน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องควรน ารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้าน สุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัด อุบลราชธานีที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด SMART Model ไปเป็นแนวทางประกอบการวางแผนพัฒนา ทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชน 1.2 ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเดชอุดม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรด าเนินตามรูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี 1.3 ควรเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยเน้นการเสริมสร้างทักษะการจัดการ ตนเองเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และทักษะการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศข้อมูล เพื่อ ป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 1.4 ควรพัฒนาสื่อที่ใช้ในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้มีความหลากหลาย ให้เหมาะสมกับทุกกลุ่มอายุ เช่น สื่อส าหรับผู้สูงอายุควรใช้ตัวอักษรใหญ่ สีชัดเจน สื่อส าหรับเด็กอาจ เป็นรูปภาพที่สามารถสื่อความหมายได้ 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรศึกษาผลการน ารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานีที่พัฒนาขึ้นภายใต้ แนวคิด SMART Model ไปใช้ในระยะยาว


206 2.2 ควรศึกษาผลการน ารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานีที่พัฒนาขึ้นภายใต้ แนวคิด SMART Model ในแต่ละองค์ประกอบไปปฏิบัติจริง 2.3 ควรศึกษาผลการน ารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกัน โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส าหรับประชาชนอ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ที่พัฒนาขึ้น ภายใต้แนวคิด SMART Model ไปใช้ในพื้นที่อื่นเพื่อขยายผลสู่เครือข่ายหน่วยบริการสุขภาพต่อไป เอกสารอ้างอิง กระทรวงสาธารณสุข (2563). แนวทางปฏิบัติด้านสาธารณสุขเพื่อการจัดการภาวะระบาดของโรค โควิด-19 ใน ข้อก าหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชก าหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 1). http://dmsic.moph.go.th กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2560). การเสริมสร้างความรอบรู้ ด้านสุขภาพ จาก อสม. สู่อสค. กองสุขศึกษากรมสนับสนุนบริการ. นนทบุรี: โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2562). แนวทางการด าเนินงานสุข ศึกษาเพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ประจ าปีงบประมาณ 2563. กองสุขศึกษากรมสนับสนุนบริการ. นนทบุรี: โรงพิมพ์กองสุขศึกษา กระทรวง สาธารณสุข. กีรติกร นาคสมภพ เบลาว์. (2563). ชีวิตวิถีใหม่ในประชาคมโลกหลัง COVID-19. วารสารรามค าแหง ฉบับรัฐประศาสนศาสตร์. 3 (2), 133-146. ขวัญเมือง แก้วด าเกิง. (2563). พฤติกรรมของประชากรโลกในช่วงเผชิญภาวะวิกฤติ COVID-19 วารสารสมาคมวิชาชีพสุขศึกษา. 35 (1), 135-142. จิรประภา อัครบวร. สร้างคนสร้างผลงาน. กรุงเทพมหานคร: ก.พลพิมพ์ (1996), 2549. ชญานิศ ลือวานิช. (2563). ความรอบรู้ด้านสุขภาพและการด าเนินชีวิตวิถีใหม่ในการป้องกันตนเอง จากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ของประชาชนที่อาศัยในจังหวัดภูเก็ต. วารสารการ พยาบาลและสุขภาพ. 14 (3),132-148. ธานี กล่อมใจ, จรรยา แก้วใจบุญ และ ทักษิกา ชัชวรัตน์. (2562). ความรู้และพฤติกรรมของ ประชาชนเรื่องการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 วารสาร การพยาบาล การสาธารณสุขและการศึกษา. 21 (2), 29-39.


207 รังสรรค์ โฉมยา และกรรณิกา พันธ์ศรี. (2563). ความตระหนักเกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันโรค, ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ (CoVid-19). วารสารคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. 20 (6) วรรษมน จันทรเบ็ญจกุล. (2563). การป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19). เอกสาร ประกอบการบรรยายเวทีจุฬาเสวนา ครั้งที่ 23 เรื่อง ตระหนักดีกว่าตระหนก เรียนรู้และ ป้องกันโคโรนาไวรัส 2019. ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิชัย เทียนถาวร, ณรงค์ ใจเที่ยง. (2563). ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง. วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 4 (2), 126-137. ศูนย์ข้อมูล COVID จังหวัดอุบลราชธานี. (2564). สรุปสถานการณ์ศูนย์ข้อมูล COVID จังหวัด อุบลราชธานี. อุบลราชธานี : ศูนย์ข้อมูล COVID จังหวัดอุบลราชธานี: ศูนย์ข้อมูล COVID จังหวัดอุบลราชธานี. สิริรัตน์ ช่อฉาย. (2564). พฤติกรรมชีวิตวิถีใหม่ของนักเรียนในช่วงสถานการณ์ COVID-19. วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ร าไพพรรณี. 2 (1) Daniel, W. W. (1995). Biostatistics : A foundation for analysis in the health sciences (8th ed.). John Wiley&Sons. World Health Organization. (2020). Pneumonia of unknown cause – China’, Emergencies preparedness, response, Disease outbreak news, Retrieved February 20, 2020, from https://www.who.int


208 การพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี The Development Model for Prevention and Control of Dengue Fever by Community Participation in Phiboon Mangsaharn District, Ubon Ratchathani Province สันติ ศรัทธาพันธ์ Santi Satthapan นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอพิบูลมังสาหาร บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออก โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างใน การพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นผู้ที่มี บทบาทในการด าเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน จ านวน 65 คน กลุ่มตัวอย่าง ในการประเมินผลการพัฒนารูปแบบ เป็นประชาชน และภาคีเครือข่าย จ านวน 45 คน โดยการสุ่ม อย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบวิเคราะห์บริบท แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม และแบบประเมินค่าดัชนีความชุกลูกน้ ายุงลาย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired Samples T-test และการวิเคราะห์ เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อ าเภอพิบูล มังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย 7 กิจกรรม คือ 1) สร้างความตะหนักรู้/การรับรู้ตาม แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพแก่ประชาชน 2) สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการด าเนินงาน ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน 3) ขับเคลื่อนการด าเนินงานแบบมีส่วนร่วมของทีมระบบ สุขภาพอ าเภอในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก 4) รณรงค์ป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออกในชุมชน โดยใช้หลัก 5 ป 1 ข 5) ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง 6) จัดท านโยบาย สาธารณะในชุมชน 7) การติดตามก ากับอย่างต่อเนื่อง 2. หลังการพัฒนารูปแบบ กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมในการจัดการโรคไข้เลือดออกในชุมชน ดี ขึ้นกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (t=6.63, 95% CI =.56-.30, Pvalue<.001) HI เท่ากับ 6.25 CI เท่ากับ 5.16 ความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ อยู่ในระดับมาก ( X = 4.25, S.D.=.37) ค าส าคัญ : โรคไข้เลือดออก, การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก, การมีส่วนร่วม RSP_002


209 Abstract The Action Research aimed to develop a model of prevent and control DHF dengue fever by community participation Phibun Mangsahan district Ubon Ratchathani province. Sample group for development of dengue prevention and control model by community participation A person who has a role in the prevention and control of dengue fever in the community, totaling 65 people. The sample group in the evaluation of the model development was 45 people and members of the network by simple random sampling. The research tools is a contextual analysis Guidelines for group discussion, questionnaire and assessment form for aedes larval prevalence index. Data were analyzed using descriptive statistics including frequency, percentage, mean and standard deviation, paired samples t-test and content analysis. The results showed that : 1. The Prevention and Control of Dengue Fever by Community Participation model in Phiboon Mangsaharn District, Ubon Ratchathani Province consisting of 7 activities : 1) Create awareness/perception according to the health belief pattern among the people. 2) Build and develop the potential of the network for the prevention and control of dengue fever in the community. 3) Drive participatory operations of district health system teams in the prevention and control of dengue fever. 4) Campaign for prevention and control of dengue fever in the community by using the principle of 5 P. 1 B. 5) Continuous public relations. public in the community 7) continuous monitoring 2. After developing the model The sample group participated in the management of dengue fever in the community. Better than before the development of the model. Statistically significant (t=6.63, 95% CI =.56-.30, Pvalue<0.001) HI equal to 6.25 CI equal to 5.16 at a high level ( X = 4.25, S.D.= .37) Key Words : Dengue Fever, Prevention and Control of Dengue Fever, Community Participation


210 บทน า โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever – DHF) เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสที่มี ยุงลายเป็นพาหะ เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศมายาวนานเป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี่ที่พบเมื่อ 40 ปีที่แล้ว พบระบาดครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์พ.ศ. 2497 ต่อมา ปี พ.ศ.2501 พบระบาดในประเทศ ไทย โดยเริ่มต้นที่ในเขตกรุงเทพฯ ธนบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ในการระบาดครั้งนั้นพบผู้ป่วย 2,158 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 8.80 ต่อประชากรแสนคน และมีอัตราป่วยตาย ร้อยละ 13.90 และใน ปัจจุบันโรคไข้เลือดออกได้แพร่ระบาดไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ (ส านักงานป้องกันและควบคุมโรค ที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี, 2552) การระบาดของโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย มีแนวโน้มที่จะ รุนแรงขึ้น อีกทั้งรูปแบบการระบาดไม่มีความแน่นอนโดยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นแบบปี เว้นปี มาเป็นแบบสูง 2 ปีแล้วลดต่ าลง หรือลดต่ าลง 2 ปี แล้วเพิ่มสูงขึ้น หรืออาจระบาดติดต่อกันนาน 2 ปี ถึง 3 ปี เป็นปัญหาส าคัญทางด้านสาธารณสุขและการแพทย์ เนื่องจากพบรายงานผู้ป่วยในแต่ละปี เป็นจ านวนมาก และผู้ป่วยไข้เลือดออกอาจเกิดจากภาวะช็อก ซึ่งท าให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว หาก ไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึง 1 ตุลาคม 2565 มีจ านวนผู้ป่วย 830 ราย อัตราป่วย 44.40 ต่อประชากรแสนคน ไม่มีรายงาน ผู้เสียชีวิต (ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี, 2565) อ าเภอพิบูลมังสาหาร เป็นอีกพื้นที่ที่มี การระบาดของโรคไข้เลือดออก ปี 2565 (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึง 1 ตุลาคม 2565) มี จ านวนผู้ป่วย 13 ราย อัตราป่วย 10.00 ต่อประชากรแสนคน (ส านักงานสาธารณสุขจังหวัด อุบลราชธานี, 2565) นับได้ว่าโรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาที่ส าคัญที่จะต้องหาแนวทางในการป้องกัน และควบคุม เพื่อไม่ให้เกิดการระบาด การควบคุมโรคที่ได้ผลดีที่สุดคือ การควบคุมยุงลายที่เป็น พาหนะโดยการก าจัดลูกน้ า เน้นความครอบคลุม สม่ าเสมอ และต่อเนื่อง การกระตุ้นเตือนให้ ประชาชนตื่นตัว และสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมผู้วิจัยจึงสนใจที่จะ ศึกษารูปแบบการก าหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก อ าเภอพิบูลมัง สาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อ สุขภาพโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการร่วมคิด 4 ร่วมด าเนินการ ร่วมประเมินผล และร่วมรับผิดชอบ เพื่อให้การด าเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


211 วัตถุประสงค์การวิจัย 1. วัตถุประสงค์ทั่วไป : เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมีส่วนร่วม ของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี 2. วัตถุประสงค์เฉพาะ 2.1 เพื่อศึกษาบริบทและสถานการณ์การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่อ าเภอ พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี 2.2 เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี 2.3 เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมีส่วนร่วม ของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ขอบเขตของการวิจัย 1. เนื้อหา การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาบริบทและสถานการณ์การด าเนินงานป้องกันและควบคุม โรคไข้เลือดออกในอ าเภอพิบูลมังสาหาร ศึกษาและพัฒนารูปแบบการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก อ าเภอ พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี 2. พื้นที่ อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก อย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออกยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน เป็นพื้นที่ชุมชนพร้อมให้ความร่วมมือ เป็นอย่างดีในการพัฒนาชุมชนและพัฒนาสุขภาพ มีความสนใจ ความพร้อม และยินดีที่จะเข้าร่วมในการวิจัย 3. ประชากร คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชนอ าเภอ พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีเป็นประชาชนในเขตอ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี 14 ต าบล จ านวน 129,614 คน กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ตัวแทนจากภาคประชาชน จ านวน 40 คน ภาคการเมือง จ านวน 8 คน ภาควิชาการ 4 คน 3. ระยะเวลาการด าเนินการ เดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือนสิงหาคม 2566 กรอบแนวคิดการวิจัย จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องผู้วิจัยได้ประยุกต์ประยุกต์ทฤษฎีการมีส่วนร่วม แนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) และแนวคิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา โดยการ ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) ซึ่งสามารถก าหนดกรอบแนวคิดการ วิจัยได้ดังภาพที่ 1


212 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน (Planning) 1. วิเคราะห์บริบท และสถานการณ์โรคไข้เลือดออกใน ชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร 2. วิเคราะห์สถานการณ์การด าเนินงานป้องกันและ ควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน โดยการประชุมเชิง ปฏิบัติการ โดยใช้เทคนิค AIC 3. สร้างรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออกในชุมชนอ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานีและ จัดท าแผนปฏิบัติการตามรูปแบบ ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติ(Action) ปฏิบัติการตามแผนปฏิบัติการตามรูปแบบฯ 1. สร้างความตะหนักรู้/การรับรู้ตามแบบแผน ความเชื่อด้านสุขภาพแก่ประชาชน 2. สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่าย 3. ขับเคลื่อนการด าเนินงานแบบมีส่วนร่วมของ ทีมระบบสุขภาพอ าเภอ 4. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้หลัก 5 ป 1 ข 5. ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง 6. จัดท านโยบายสาธารณะในชุมชน 7. การติดตามก ากับ โดยการส ารวจลูกน้ า ยุงลายเดือนละ 2 ครั้ง การก าจัดลูกน้ ายุงลาย ได้แก่ การแจกทรายอะเบท ปลาหางนกยูง ขั้นตอนที่ 3 การสังเกตการณ์ (Observation) ติดตามประเมินผลการด าเนินงานเป็นระยะ 2. ประเมินผล ก่อนและหลังด าเนินการ 1. การมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคไข้เลือดออก 2. ประเมินค่าดัชนีความชุกลูกน้ ายุงลาย ขั้นตอนที่ 4 การสะท้อนผล (Reflection) การคืนข้อมูล สู่ชุมชนและถอดบทเรียน เพื่อเป็น ข้อมูลสะท้อนผลการด าเนินงาน รูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี บริบทและสถานการณ์การด าเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร


213 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( Action Research) ตามกรอบแนวคิดของ Stephen Kemmis และ McTaggart (1991) ด าเนินการวิจัยเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้คือ 1) ขั้นที่ 1 ขั้น วางแผน (Planning) 2) ขั้นที่ 2 ขั้นปฏิบัติการ (Action) 3) ขั้นที่ 3 ขั้นสังเกตการณ์ (Observation) และ 4) ขั้นที่ 4 ขั้นการสะท้อนผล (Reflection) มีรายละเอียดดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ในการวิจัยเป็นประชาชน และภาคีเครือข่าย ในเขตอ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. การศึกษาสภาพปัญหาในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ตัวแทนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจ าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล/ส านักงาน สาธารณสุขอ าเภอ 5 คน ตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน (อสม.) 5 คน ตัวแทนของ ครอบครัว 5 คน ผู้น าชุมชน 5 คน ตัวแทนจากโรงเรียน 5 คน ตัวแทนจากวัด จ านวน 5 คน และ เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนต าบล 5 คน รวมทั้งสิ้น 35 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยวิธี คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2. กลุ่มตัวอย่างในการพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมีส่วน ร่วมของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ที่มีบทบาทในการด าเนินงานป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน ในเขตพื้นที่อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยการ เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จ านวนทั้งสิ้น 65 คน ประกอบด้วย 2.1 เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 18 คน 2.2 เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานสาธารณสุขใน อบต./เทศบาล จ านวน 14 คน 2.3 ผู้ใหญ่บ้าน ผู้น าชุมชน สมาชิกองค์การบริหารส่วนต าบล จ านวน 14 คน 2.4 อาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน จ านวน 14 คน 2.5 ตัวแทนครัวเรือน จ านวน 5 คน 3. กลุ่มตัวอย่างในการประเมินผลการพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร โดยการน ารูปแบบฯ ไปทดลองใช้ เป็น ประชาชน และภาคีเครือข่าย ในเขตพื้นที่ต าบลอ่างศิลา อ าเภอพิบูลมังสาหาร จ านวน 45 คน ค านวณ ขนาดตัวอย่างโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป G Power สุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling)


214 เกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง (Inclusion Criteria) ดังนี้ 1) ประชาชน และภาคีเครือข่าย ในเขตพื้นที่ต าบลอ่างศิลา 2) เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะดี สามารถพูด อ่าน และเขียนได้ไม่มีปัญหาด้านการ สื่อสาร การเคลื่อนไหว ฟังภาษาไทยเข้าใจ สามารถโต้ตอบได้ดี 3) มีความสมัครใจเข้าร่วมการศึกษาจนสิ้นสุดกระบวนการ เกณฑ์ในการคัดกลุ่มตัวอย่างออก (Exclusion Criteria) คือ ขอถอนตัวขณะเข้าร่วมวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. แบบวิเคราะห์บริบท ลักษณะทางนิเวศวิทยา ภาวะเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งในเชิงกายภาพ สังคม วัฒนธรรม 2. แนวทางการสนทนากลุ่มเพื่อศึกษาสภาพปัญหาการป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออก ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) การก าจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง 2) การป้องกัน โรคไข้เลือดออก 3) ความต่อเนื่องในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของชุมชน 2. แนวค าถามในการสนทนากลุ่มเพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี 3. แบบสอบถาม 4 ส่วน ประกอบด้วย1)ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ลักษณะเป็น แบบเลือกตอบและเติมค าในช่องว่าง จ านวน 5 ข้อ ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพการสมรส การศึกษา รายได้ อาชีพ 2) การมีส่วนร่วมในการจัดการโรคไข้เลือดออกในชุมชน เป็นแบบ ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ การแปลความหมายค่าเฉลี่ย ผู้วิจัยใช้เกณฑ์ ดังนี้ (บุญใจ ศรี สถิตนรากูร, 2555) ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.51 – 5.00 หมายถึง การมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคไข้เลือดออกมากที่สุด ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.51 – 4.50 หมายถึง การมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคไข้เลือดออกมาก ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 2.51 – 3.50 หมายถึง การมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคไข้เลือดออกปานกลาง ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 1.51 – 2.50 หมายถึง การมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคไข้เลือดออกน้อย ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 1.00 – 1.50 หมายถึง การมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคไข้เลือดออกน้อยที่สุด 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยชุมชน มีเป็นแบบวัดมาตรประมาณ มี 5 ระดับ คือ ความพึงพอใจระดับน้อยที่สุด ความพึงพอใจระดับน้อย ความพึงพอใจระดับปานกลาง ความพึงพอใจระดับมาก และความพึง พอใจระดับมากที่สุด 4) ข้อเสนอแนะทั่วไป เป็นค าถามปลายเปิด 4. แบบประเมินค่าดัชนีความชุกลูกน้ ายุงลาย การประเมินค่า HI (House index) และ CI (Container index)


215 การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย 1. ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) โดยการน าแบบสอบถามไปให้ ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน พิจารณาตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ท าการหาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อ ค าถาม เป็นรายข้อกับวัตถุประสงค์ในการวัด Index of Item Objective Consistency หรือ IOC มี ค่าระหว่าง .67-1.00 2. ตรวจสอบค่าความเชื่อมั่น(Reliability) โดยการน าแบบสอบถามไปทดลองใช้กับกลุ่มที่มี ลักษณะคล้ายกลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มประชาชนและภาคีเครือข่ายในเขตพื้นที่ต าบลดอนจิก อ าเภอ พิบูลมังสาหาร จ านวน 30 คน น าผลมาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยวิธีการ Cronbach Alpha's Coefficient (Cronbach, 1951) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .82 ขั้นตอนการด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( Action Research) ตามกรอบแนวคิดของ Stephen Kemmis และ McTaggart (1991) ด าเนินการวิจัยเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้คือ 1) ขั้นที่ 1 ขั้น วางแผน (Planning) 2) ขั้นที่ 2 ขั้นปฏิบัติการ (Action) 3) ขั้นที่ 3 ขั้นสังเกตการณ์ (Observation) และ 4) ขั้นที่ 4 ขั้นการสะท้อนผล (Reflection) มีรายละเอียดดังนี้ 1. ขั้นวางแผน (Planning) สร้างรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมี ส่วนร่วมของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีโดยการประชุมเชิงปฏิบัติการด้วย เทคนิค AIC 1) วิเคราะห์บริบท ลักษณะทางนิเวศวิทยา ภาวะเสี่ยงต่าง ๆ 2) คัดเลือกกลุ่มผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียในชุมชน 3) ค้นหาปัญหาในการด าเนินงานป้องกันโรคไข้เลือดออกในชุมชน 4) สร้างรูปแบบ การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร 5)จัดท า แผนปฏิบัติการตามรูปแบบ 2. ขั้นปฏิบัติ (Action) ด าเนินการตามแผนปฏิบัติการตามรูปแบบฯ 1) สร้างความตระหนัก รู้/การรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพแก่ประชาชน 2) สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการ ด าเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน 3) ขับเคลื่อนการด าเนินงานแบบมีส่วนร่วม ของทีมระบบสุขภาพอ าเภอในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก 4) รณรงค์ป้องกันและควบคุม โรคไข้เลือดออกในชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่ กิจกรรมการ รณรงค์ปรับสภาพ แวดล้อมบริเวณบ้านให้สะอาด โดยใช้หลัก 5 ป 1 ข ประกอบด้วย ป ที่ 1: ปิด ภาชนะน้ าขัง ป ที่ 2: ปล่อยปลากินลูกน้ า ป ที่ 3: เปลี่ยนน้ าในภาชนะทุก 7 วัน ป ที่ 4: ปรับปรุง สิ่งแวดล้อมในและรอบบ้าน ป ที่ 5: ปฏิบัติเป็นประจ าจนเป็นนิสัย 1 ข: ขัดภาชนะก่อนเปลี่ยนน้ า ก าจัดไข่ยุงกิจกรรมก าจัดลูกน้ ายุงลายในโรงเรียน/ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในทุกวันพฤหัสบดี และกิจกรรม การรณรงค์ให้ปลูกและใช้สมุนไพร (ตะไคร้หอม) ไล่ยุงรอบบ้าน และมีการน าครอบครัวที่มีสมาชิกป่วย


216 ด้วยไข้เลือดออกมาร่วมในการเดินรณรงค์ ให้ความรู้ และร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เช่น วิธีการ ก าจัดลูกน้ ายุงลาย วิธีการป้องกันตนเอง 5) ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ ความรู้ในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก วงจรชีวิต และการประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย ภายในโรงเรียนทุกวันศุกร์ ระยะเวลา 2 เดือน และการประชาสัมพันธ์ทุกวันพระ 6) จัดท านโยบาย สาธารณะในชุมชน จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้นโยบายสาธารณะในการป้องกันโรคไขเลือดออก ได้แก่ มาตรการทางสังคม ธงแดง การจัดท าสโลแกนหมู่บ้านโดยให้ประชาชนเข้ามาร่วมรับรู้สภาพ ปัญหาและแนวปฏิบัติ และมีการประกวดบ้านต้นแบบ โดยใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ในการติดตามดู ความก้าวหน้า โดย ใช้สีธงเป็นสื่อแสดงความก้าวหน้า เช่น สีเขียวคือบ้านปลอดลูกน้ ายุงลาย สีเหลือง คือบ้านที่ยังมีลูกน้ ายุงลายและมีการก าจัด หรือสีแดงเป็นบ้านที่ยังไม่ก าจัดลูกน้ ายุงลาย โดยเมื่อมีการ ตรวจสอบในแต่ละบ้านทุกเดือนจะสามารถดูได้จากการก าจัดลูกน้ าตามสีธง 7) การติดตามก ากับ โดย การส ารวจลูกน้ ายุงลายเดือนละ 2 ครั้ง การก าจัดลูกน้ ายุงลาย ได้แก่ การแจกทรายอะเบท ปลาหาง นกยูง 3. สังเกตการณ์ (Observation) ใช้วิธีการสังเกต ติดตามผลการด าเนินงาน เป็นระยะ เก็บ รวบรวมข้อมูล ก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบฯ โดยใช้แบบสอบถามและการส ารวจความชุกของ ลูกน้ ายุงลาย (H.I. & C.I.) 4. การสะท้อนผล (Reflection) การคืนข้อมูล สู่ชุมชน และ ถอดบทเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป โดยใช้สถิติ ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไป โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 2. ข้อมูลระดับการมีส่วนร่วม และความพึงพอใจต่อรูปแบบป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออกในชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการมีส่วนร่วม ในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ก่อนและหลังการพัฒนารูปแบบ โดยใช้ Paired Samples T-test 4. ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสนทนากลุ่ม โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยใช้การตรวจสอบสามเส้า (Triangulation)


217 ผลการวิจัย 1. บริบทของการด าเนินงานป้องกันโรคไข้เลือดออกของชุมชนอ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานีในพื้นที่ชุมชนมีปัญหาระบบน้ าประปาในหมู่บ้านไม่เพียง ชาวบ้านจึงต้องเก็บกักน้ าใน ภาชนะ จึงท ายุงลายมาวางไข่ มีระบบคลองระบายน้ าที่มีน าขัง สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในพื้นที่ อ าเภอพิบูลมังสาหาร ปี 2565 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึง 1 ตุลาคม 2565) พบมีผู้ป่วย ด้วยโรคไข้เลือดออก จ านวน 13 คน อัตราป่วย 10.00 ต่อประชากรแสนคน (ส านักงานสาธารณสุข จังหวัดอุบลราชธานี, 2565) นับได้ว่าโรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาที่ส าคัญที่จะต้องหาแนวทางในการ ป้องกันและควบคุม เพื่อไม่ให้เกิดการระบาด ซึ่งวิเคราะห์ถึงสาเหตุแล้วพบว่า ประชาชนยังขาด ความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก และการมีส่วนร่วมยังมีไม่มากเท่าที่ควร ยังไม่เห็นถึงความส าคัญในการก าจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่าคนในชุมชนให้ ความส าคัญในการประกอบอาชีพ มากกว่าการเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน ดังค ากล่าวของผู้ร่วมสนทนา กลุ่มที่ว่า “ แต่ละคนต้องรีบออกไปท ามาหากิน ไม่มีเวลามาร่วมกิจกรรมที่ทางการจัดขึ้น ส่วนใหญ่ จัดในเวลาที่ต้องออกไปท างานนอกบ้าน ” “ ส่วนใหญ่การท าลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ส ารวจลูกน้ า จะเป็น อสม.ท าให้ แต่ก็มีบาง บ้านที่ให้ความร่วมมือส ารวจและท าลายภาชนะกักเก็บน้ ารอเลย “ 2. รูปแบบการด าเนินงานป้องกันโรคไข้เลือดออกของชุมชน ประกอบด้วย 7 กิจกรรม ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 สร้างความตะหนักรู้/การรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพแก่ประชาชน กิจกรรม 2 สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการด าเนินงานป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออกในชุมชน กิจกรรมที่ 3 ขับเคลื่อนการด าเนินงานแบบมีส่วนร่วมของทีมระบบสุขภาพอ าเภอในการ ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก กิจกรรมที่ 4 รณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่ กิจกรรมการรณรงค์ปรับสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านให้สะอาด โดยใช้หลัก 5 ป 1 ข ประกอบด้วย ป ที่ 1: ปิดภาชนะน้ าขัง ป ที่ 2: ปล่อยปลากินลูกน้ า ป ที่ 3: เปลี่ยนน้ าในภาชนะทุก 7 วัน ป ที่ 4: ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในและรอบบ้าน ป ที่ 5: ปฏิบัติเป็นประจ า จนเป็นนิสัย 1 ข: ขัดภาชนะก่อนเปลี่ยนน้ าก าจัดไข่ยุงกิจกรรมก าจัดลูกน้ ายุงลายในโรงเรียน/ศูนย์ พัฒนาเด็กเล็กในทุกวันพฤหัสบดี และกิจกรรมการรณรงค์ให้ปลูกและใช้สมุนไพร (ตะไคร้หอม) ไล่ยุง รอบบ้าน และมีการน าครอบครัวที่มีสมาชิกป่วยด้วยไข้เลือดออกมาร่วมในการเดินรณรงค์ ให้ความรู้ และร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เช่น วิธีการก าจัดลูกน้ ายุงลาย วิธีการป้องกันตนเอง


218 กิจกรรมที่ 5 ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ความรู้ในการป้องกัน และควบคุมโรคไข้เลือดออก วงจรชีวิต และการประชาสัมพันธ์เสียงตามสายภายในโรงเรียนทุกวัน ศุกร์ ระยะเวลา 2 เดือน และการประชาสัมพันธ์ทุกวันพระ กิจกรรมที่ 6 จัดท านโยบายสาธารณะในชุมชน จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้นโยบาย สาธารณะในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ได้แก่ มาตรการทางสังคม ธงแดง การจัดท าสโลแกนหมู่บ้าน โดยให้ประชาชนเข้ามาร่วมรับรู้สภาพปัญหาและแนวปฏิบัติและมีการประกวดบ้านต้นแบบ โดยใช้ธง เป็นสัญลักษณ์ในการติดตามดูความก้าวหน้า โดย ใช้สีธงเป็นสื่อแสดงความก้าวหน้า เช่น สีเขียวคือ บ้านปลอดลูกน้ ายุงลาย สีเหลือง คือบ้านที่ยังมีลูกน้ ายุงลายและมีการก าจัด หรือสีแดงเป็นบ้านที่ยังไม่ ก าจัดลูกน้ ายุงลาย โดยเมื่อมีการตรวจสอบในแต่ละบ้านทุก เดือนจะสามารถดูได้จากพัฒนาการการ ก าจัดลูกน้ าตามสีธง กิจกรรมที่ 7 การติดตามก ากับ โดยการส ารวจลูกน้ ายุงลายเดือนละ 2 ครั้ง การก าจัดลูกน้ า ยุงลาย ได้แก่ การแจกทรายอะเบท ปลาหางนกยูง 3. ผลของการด าเนินงานป้องกันโรคไข้เลือดออกของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานี 3.1 ข้อมูลทั่วไป กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย ร้อยละ 40.00 และเพศหญิง ร้อยละ 60.00 อายุ เฉลี่ย 53 ปี สถานภาพสมรสคู่มากที่สุด ร้อยละ 95.56 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มากที่สุด ร้อยละ 64.44 เมื่อจ าแนกตามอาชีพพบว่า กลุ่มตัวอย่าง ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม มากที่สุด ร้อยละ 46.67 รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 9,366 บาท 3.2 การมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน โดยรวมอยู่ในระดับ มาก ( X =4.44, S.D. =.34) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ ท่านมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ภาวะเสี่ยง ต่อการเกิดโรคไข้เลือดออก ( X =4.62, S.D. =.53) ดังตารางที่ 1


219 ตารางที่ 1 การมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน การมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน X S.D. การแปลผล 1. ท่านมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรค ไข้เลือดออก 4.62 .53 มากที่สุด 2. ท่านมีส่วนร่วมในการการค้นหาปัญหาในการด าเนินงานป้องกัน โรคไข้เลือดออกในชุมชน 4.42 .61 มาก 3. ท่านเข้าร่วมประชาคมเพื่อพูดคุยหรือแสดง ความคิดเห็นในเรื่องโรค ไข้เลือดออกของชุมชน 4.48 .61 มาก 4. ท่านมีส่วนร่วมในการวางแผนงาน/โครงการแก้ไขปัญหาโรค ไข้เลือดออกในชุมชน 4.56 .50 มาก 5. ท่านร่วมแสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการ ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของชุมชน 4.28 .76 มาก 6. ท่านมีส่วนร่วมตัดสินใจในการก าหนดบทบาท หน้าที่/กิจกรรม/ โครงการในการป้องกันโรคไข้เลือดออกในชุมชน 4.44 .61 มาก 7. ท่านมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมป้องกันโรคไข้เลือดออกใน ชุมชน เช่น รณรงค์ป้องกันไข้เลือดออก 4.34 .77 มาก 8. ท่านมีส่วนร่วมในการประเมินผลโครงการป้องกันโรคไข้เลือดออกใน ชุมชน เช่น การเข้าร่วมประชุมสรุปผลการด าเนินงานป้องกันโรค ไข้เลือดออก 4.38 .64 มาก รวม 4.44 .34 มาก ก่อนการพัฒนารูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ในชุมชน อยู่ในระดับมาก ( X = 3.68, S.D.= .44) หลังการพัฒนารูปแบบ การมีส่วนร่วมในการ ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน อยู่ในระดับมาก ( X = 4.24, S.D.= .39) เมื่อ เปรียบเทียบทางสถิติพบว่าการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกหลังการพัฒนา รูปแบบฯ ดีขึ้นกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (t=6.63, 95% CI =.56-.30, Pvalue<.001) ดังตารางที่ 2


220 ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกใน ชุมชนก่อนและหลังการ พัฒนารูปแบบ (n=50) การมีส่วนร่วมในการ ป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออกในชุมชน n Mean S.D. 95% CI t-value df pvalue ก่อนการ พัฒนา 50 4.02 .31 .56-.30 6.63 49 <.001 หลังการ พัฒนา 50 4.24 .39 ค่าดัชนีความชุกของลูกน้ ายุงลาย (House index/ Container index) ผลการส ารวจดัชนี ความชุกของลูกน้ ายุงลายของที่พักอาศัยของกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 128 หลังคาเรือน พบลูกน้ ายุงลาย จ านวน 8 หลังคาเรือนคิดเป็นค่า House Index (HI) เท่ากับ 6.25 และจากผลการส ารวจภาชนะกักเก็บ น้ า ภายในสถานที่พักอาศัย จ านวน 213 ชิ้น พบว่า มีภาชนะกักเก็บน้ า จ านวน 11 ชิ้น ภาชนะที่พบ ลูกน้ ายุงลาย คิดเป็นค่า Container Index (CI) เท่ากับ 5.16 ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3ค่าดัชนีความชุกของลูกน้ ายุงลาย (House index/ Container index) หลังการพัฒนารูปแบบ บ้านที่ส ารวจ ภาชนะที่ส ารวจ จ านวนบ้าน ที่ส ารวจทั้งสิ้น (หลังคาเรือน) หลังคาที่พบ ลูกน้ า ค่า HI จ านวน ภาชนะที่ ส ารวจ (ชิ้น) ภาชนะที่พบลูกน้ า (ชิ้น) ค่า CI 128 8 6.25 213 11 5.16 ความพึงพอใจต่อรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 4.25, S.D.= .37) โดยพบว่าข้อ ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ท่านพึงพอใจต่อการรณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน โดยใช้หลัก 5 ป 1 ข ( X = 4.58, S.D.= .77) ดังตารางที่ 4


221 ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการแปลผล ความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ หลังการ พัฒนารูปแบบ (n=50) ความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ X S.D. การแปลผล 1. ท่านพึงพอใจต่อรูปแบบการสร้างความตะหนักรู้/การรับรู้ตาม แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพแก่ประชาชน 4.18 .74 มาก 2. ท่านพึงพอใจต่อการสร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการ ด าเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน 4.32 .75 มาก 3. ท่านพึงพอใจต่อการขับเคลื่อนการด าเนินงานแบบมีส่วนร่วมของ ทีมระบบสุขภาพอ าเภอในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก 4.02 .87 มาก 4. ท่านพึงพอใจต่อการรณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ในชุมชน โดยใช้หลัก 5 ป 1 ข 4.58 .77 มากที่สุด 5. ท่านพึงพอใจต่อการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง 4.44 .61 มาก 7) ท่านพึงพอใจต่อการจัดท านโยบายสาธารณะในชุมชน มาตรการ ทางสังคมธงเขียว เหลือง แดง 4.46 .73 มาก 8) ท่านพึงพอใจต่อการติดตามก ากับติดตามการด าเนินงาน 3.78 .89 มาก รวม 4.25 .37 มาก 4. ข้อค้นพบที่เกิดขึ้น 4.1 เกิดมาตรการ ธงเขียว ธงเหลือง ธงแดง โดยเจ้าหน้าที่ พร้อม อสม.สุ่มส ารวจถ้าบ้านหลังไหน ไม่พบลูกน้ ายุงลาย จะปักธงเขียวที่หน้าบ้าน สีเหลือง คือบ้านที่ยังมีลูกน้ ายุงลายและมีการก าจัด และถ้า บ้านหลังไหนพบลูกน้ ายุงลาย จะปักธงแดงที่หน้าบ้านพร้อมท าลายแหล่งเพาะพันธุ์ลุกน้ ายุงลาย โดยจะ กลับมาสุ่มซ้ าอีก 1 สัปดาห์ 4.2 ประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วมในการด าเนินการมากขึ้น 4.3 ค่าดัชนีความชุกของลูกน้ ายุงลาย (House index/ Container index) ลดลงอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน โดยสรุป รูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อ าเภอ พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย 7 กิจกรรม ดังนี้ 1) สร้างความตระหนักรู้/การรับรู้


222 ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพแก่ประชาชน 2) สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการด าเนินงาน ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน 3) ขับเคลื่อนการด าเนินงานแบบมีส่วนร่วมของทีมระบบ สุขภาพอ าเภอในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก 4) รณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ในชุมชน โดยใช้หลัก 5 ป 1 ข 5) ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง 6) จัดท านโยบายสาธารณะในชุมชน มาตรการทางสังคม สีเขียวคือบ้านปลอดลูกน้ ายุงลาย สีเหลือง คือบ้านที่ยังมีลูกน้ ายุงลายและมีการก าจัด หรือสีแดงเป็นบ้านที่ยังไม่ก าจัดลูกน้ ายุงลาย โดยเมื่อมีการตรวจสอบในแต่ละบ้านทุก เดือนจะสามารถดู ได้จากพัฒนาการการก าจัดลูกน้ าตามสีธง 7) การติดตามก ากับ โดยการส ารวจลูกน้ ายุงลายเดือนละ 2 ครั้ง การก าจัดลูกน้ ายุงลาย ได้แก่ การแจกทรายอะเบท ปลาหางนกยูง หลังการพัฒนารูปแบบ กลุ่ม ตัวอย่างมีส่วนร่วมในการจัดการโรคไข้เลือดออกในชุมชน ดีขึ้นกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบ อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติ (t=6.63, 95% CI =.56-.30, P-value<.001) HI เท่ากับ 6.25 CI เท่ากับ 5.16 ความ พึงพอใจต่อรูปแบบฯ อยู่ในระดับมาก ( X = 4.25, S.D.= .37) อภิปรายผล รูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อ าเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย 7 กิจกรรม ดังนี้ 1) สร้างความตะหนักรู้/การรับรู้ตามแบบแผนความ เชื่อด้านสุขภาพแก่ประชาชน 2) สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการด าเนินงานป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออกในชุมชน 3) ขับเคลื่อนการด าเนินงานแบบมีส่วนร่วมของทีมระบบสุขภาพอ าเภอในการ ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก 4) รณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน โดยใช้หลัก 5 ป 1 ข 5) ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง 6) จัดท านโยบายสาธารณะในชุมชน มาตรการทางสังคม สีเขียวคือบ้านปลอดลูกน้ ายุงลาย สีเหลือง คือบ้านที่ยังมีลูกน้ ายุงลายและมีการก าจัด หรือสีแดงเป็นบ้าน ที่ยังไม่ก าจัดลูกน้ ายุงลาย โดยเมื่อมีการตรวจสอบในแต่ละบ้านทุก เดือนจะสามารถดูได้จากพัฒนาการ การก าจัดลูกน้ าตามสีธง 7) การติดตามก ากับ โดยการส ารวจลูกน้ ายุงลายเดือนละ 2 ครั้ง การก าจัดลูกน้ า ยุงลาย ได้แก่ การแจกทรายอะเบท ปลาหางนกยูง อธิบายได้ว่า รูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้นจากการวิเคราะห์ บริบทและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้เลือดออกในชุมชน โดยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีการ ด าเนินงานอย่างเป็นขั้นตอน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน สอดคล้องกับผลการศึกษาของค าคูณ แสงสหว่าง (2557) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนารูปแบบการด าเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน กลุ่ม บ้านทุ่งแสงจันทร์ เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว พบว่า กระบวนการพัฒนารูปแบบการด าเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ประกอบด้วย 9 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาวิเคราะห์บริบทพื้นที่ 2) ทบทวนวรรณกรรมและการให้ความรู้3) การเก็บ รวบรวม


223 และวิเคราะห์ข้อมูล 4) การจัดเวทีเสวนาเพื่อร่วมกันวางแผนและตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ไขปัญหา 5) การปฏิบัติตามแผน 6) การติดตามประเมินผลการด าเนินงานสังเกตสัมภาษณ์ 7) จัดเวทีถอดบทเรียน แลกเปลี่ยนความรู้คืนข้อมูล 8) สรุปปัจจัยแห่งความส าเร็จ ปัญหาอุปสรรค ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไข ปัญหา 9) การประเมิน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวได้ส่งผลให้กลุ่มเป้าหมายมีการเปลี่ยนแปลงในด้านความรู้ เรื่องโรคไข้เลือดออก ด้านการปฏิบัติตัว ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนและด้านความพึงพอใจในการดาเนิน งานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีความรู้เพิ่มขึ้น มีการปฏิบัติตัวและ มีส่วนร่วมในการด าเนินงาน ป้องกันโรคไข้เลือดออกมากขึ้น และมีความพึงพอใจที่ดี อย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ (p< .01) และสอดคล้องกับผลการศึกษาของมาธุพร พลพงษ์และคณะ (2560) ได้ศึกษาการ พัฒนารูปแบบ การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ต. โคกสัก อ. บาง แก้ว จ. พัทลุง พบว่า รูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วนร่วม ประกอบด้วย 6 กิจกรรมคือ 1) การมีส่วนร่วมของประชาชน 2) การออกกฎเกณฑ์ของชุมชน 3) การมีผู้น าที่เข้มแข็งและ กรรมการรับผิดชอบที่ชัดเจน 4) การประชาสัมพันธ์5) การสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่ายในชุมชน และ 6) ชุมชนมีความตระหนัก หลังการพัฒนารูปแบบ กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกใน ชุมชน ดีขึ้นกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (t=6.63, 95% CI =.56-.30, Pvalue<.001) HI เท่ากับ 6.25 CI เท่ากับ 5.16 ความพึงพอใจต่อรูปแบบฯ อยู่ในระดับมาก ( X = 4.25, S.D.= .37) อธิบายได้ว่า รูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้นจากการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในชุมชน ร่วม การ วิเคราะห์ปัญหาสาเหตุ และร่วมด าเนินการตามรูปแบบฯ ทั้ง 7 กิจกรรม คือ 17 กิจกรรม ดังนี้ 1) สร้าง ความตะหนักรู้/การรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพแก่ประชาชน 2) สร้างและพัฒนาศักยภาพ เครือข่ายการด าเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน 3) ขับเคลื่อนการด าเนินงานแบบมี ส่วนร่วมของทีมระบบสุขภาพอ าเภอในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก 4) รณรงค์ป้องกันและ ควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน โดยใช้หลัก 5 ป 1 ข 5) ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง 6) จัดท านโยบาย สาธารณะในชุมชน มาตรการทางสังคม สีเขียวคือบ้านปลอดลูกน้ ายุงลาย สีเหลือง คือบ้านที่ยังมีลูกน้ า ยุงลายและมีการก าจัด หรือสีแดงเป็นบ้านที่ยังไม่ก าจัดลูกน้ ายุงลาย โดยเมื่อมีการตรวจสอบในแต่ละบ้าน ทุก เดือนจะสามารถดูได้จากพัฒนาการการก าจัดลูกน้ าตามสีธง 7) การติดตามก ากับ โดยการส ารวจ ลูกน้ ายุงลายเดือนละ 2 ครั้ง การก าจัดลูกน้ ายุงลาย ได้แก่ การแจกทรายอะเบท ปลาหางนกยูง ท าให้เกิด การมีส่วนร่วมของชุมชนมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกในชุมชนได้ ดัชนี ความชุกของลูกน้ ายุงลายอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เกิดความพึงพอใจต่อรูปแบบที่พัฒนาขึ้น สอดคล้องกับผล การศึกษาของ สุรัตน์ ตันศิริ (2562) ศึกษาการพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคไข้เลือดออกในชุมชน พบว่า ประสิทธิผลของรูปแบบการป้องกันโรคไข้เลือดออก ประเมินจากดัชนีความชุกลูกน้ ายุงลาย ความ


224 ตระหนักรู้เรื่องโรคไข้เลือดออก พฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก และความพึงพอใจในรูปแบบการ ป้องกันโรคไข้เลือดออกในชุมชนของกลุ่มตัวอย่าง หลังเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า ดัชนีความชุกลูกน้ ายุงลาย ลดลง นอกจากนี้พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความตระหนัก รู้เรื่องโรคไข้เลือดออกและมีพฤติกรรมการ ป้องกันโรคไข้เลือดออก ในระดับมาก ร้อยละ99.50 และมีความพึงพอใจในรูปแบบการป้องกันโรค ไข้เลือดออกในชุมชน อยู่ในระดับมากร้อยละ 99.00 และสอดคล้องกับผลการศึกษาของพลอยประกาย ฉลาดล้น และคณะ (2563) ศึกษาการพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมี ส่วนร่วมของชุมชน ในต าบลสวนกล้วย จังหวัดราชบุรี พบว่า 1) ประชาชนไม่เห็นถึงความส าคัญในการ ก าจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง มีการป้องกันยุงกัดมากกว่าการท าลายลูกน้ ายุงลาย ครอบครัวที่มีประวัติป่วย เป็นไข้เลือดออกจะตื่นตัวในการป้องกันและควบคุมโรค และการด าเนินงานขาดความต่อเนื่อง 2) รูปแบบ การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยชุมชนมีส่วนร่วม คือ การมีส่วนร่วมของชุมชน การออก นโยบายสาธารณะ การประชาสัมพันธ์ การก าจัดลูกน้ ายุงลาย และการติดตามก ากับ และ 3) ผลการใช้ รูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยชุมชนมีส่วนร่วม ค่าดัชนีลูกน้ ายุงลายจาก 80 เหลือ 7.27 ความพึงพอใจต่อรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยชุมชนมีส่วนร่วม อยู่ในระดับ มากที่สุดค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 ข้อเสนอแนะ 1.ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 1.1 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรน ารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยการมีส่วน ร่วมของชุมชน ไปใช้การด าเนินงานป้องกันโรคไข้เลือดออกของชุมชนที่มีบริบทคล้ายกัน 1.2 ควรประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในชุมชน แก้ไขภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรค ไข้เลือดออก 1.3 ควรน าผลการวิจัย มาประกอบการพิจารณาปรับกลยุทธ์ในการด าเนินงานสุขศึกษาและ ประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงประชาชน ทุกกลุ่มมากขึ้น เช่น การจัดรณรงค์โดยเน้นให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม มากยิ่งขึ้น 1.4 ควรส่งเสริมการด าเนินการตามมาตรการทางสังคม เพื่อการป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพ 2.ข้อเสนอแนะส าหรับการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาวิจัยในรูปแบบเชิงทดลอง โดยการใช้กระบวนการ F.S.C. (Future Search Conference) หรือการสร้างอนาคตร่วมกัน ซึ่งเป็นเทคนิคการท าความเข้าใจอดีต ปัจจุบันและเชื่อมโยงสู่ อนาคต ร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ของอนาคต และจัดท าแผนปฏิบัติการรองรับ เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วม ของชุมชน


225 2.2 ควรมีการศึกษารูปแบบที่เหมาะสมในการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อ การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป 2.3ควรมีการศึกษานโยบายสาธารณะในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน บรรณานุกรม กรมควบคุมโรค. (2558). คู่มือวิชาการโรคติดเชื้อเดงกีและโรคไข้เลือดออกเดงกีด้านการแพทย์ และสาธารณสุข. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ ดีไซน์. กรมควบคุมโรค. (2558). แนวทางด าเนินงานเพื่อเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก. (พิมพ์ครั้งที่ 1). นนทบุรี: ส านักโรคติดต่อน า โดยแมลง. บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร. (2555). การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย : คุณสมบัติการวัดเชิง จิตวิทยา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พลอยประกาย ฉลาดล้น และคณะ. (2563). การพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในต าบลสวนกล้วย จังหวัดราชบุรี. วารสารสังคมศาสตร์และ มานุษยวิทยาเชิงพุทธ, 5 (12),324-340 มาธุพร พลพงษ์ และคณะ. (2560). การพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โดยการมี ส่วนร่วมของชุมชน ต.โคกสัก อ.บางแก้ว จ.พัทลุง. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการ สาธารณสุขภาคใต้, 4 (ฉบับพิเศษ), 243-259. สุจิตรา นิมมานนิตย์. (2540). ไข้เลือดออก. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ดีไซร์. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2551). ต าราการตรวจโรคทั่วไป 2 : 350 โรคกับการดูแลรักษาและการ ป้องกัน. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : โฮลิสติกพับลิชชิ่ง. สุรัตน์ ตันศิริ และคณะ. (2561). สถานการณ์ปัญหาโรคไข้เลือดออก อ าเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี. บูรพาเวชสาร. 5,1 :1-12. ส านักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค. (2565). ไข้เลือดออก (Dengue Fever). (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 16 กรกฎาคม 2565 จาก https://ddc.moph.go.th/brc Cohen.John.M.and Uphoff.N.T. (1977). Rural development participation. Newyork: Cornell University. Cronbach, L.Lee. (1990). Essentials of Psychological Testing. New York : Harper Collins. Kemmis, S & McTaggart, R. (1988). The Action Research Planer (3rd ed.). Victoria : Deakin University.


226 ความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษา อ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี Knowledge, Attitudes and behaviors of e-cigarette smoking among high school students, NamYuen District, Ubon Ratchathani Province ประจักษ์ สุพรหม สสอ.นาจะหลวย บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง และ เปรียบเทียบ ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาก่อนและหลัง การใช้แนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยการมี ส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการ พัฒนากระบวนการ ได้แก่ บุคลกรสุขภาพ และภาคีเครือข่าย 2) กลุ่มที่ใช้ศึกษาผลลัพธ์ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวทางสนทนากลุ่มและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติทดสอบ Paired Samples T-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการ สูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ 1) การเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า 2) การเยี่ยมบ้านของ ครูประจ าชั้น 3) การท าข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) 4) การส่งเสริมการท ากิจกรรมร่วมกับชุมชน หลัง น าแนวทางการพัฒนาฯ ไปทดลองใช้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้ ทัศนคติ และการ ปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยที่ พัฒนาขึ้น สามารถใช้เป็นแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้ และควรน าไปใช้ใน เยาวชนในชุมชน ค าส าคัญ : บุหรี่ไฟฟ้า, ภาคีเครือข่าย, การมีส่วนร่วม RSP_003


227 Knowledge, Attitudes and behaviors of e-cigarette smoking among high school students, NamYuen District, Ubon Ratchathani Province Prajak Suprom, B.P.H Na Chaluai District Public Health Office Ubon Ratchathani Province Abstract This action research aims to study the characteristics of the sample and compare Knowledge, attitudes and behaviors in e-cigarette prevention among secondary school students before and after using the guidelines for enhancing knowledge, attitudes and behaviors in e-cigarette prevention with participation NamYuen District, Ubon Ratchathani Province. The sample groups were 1) Informants in process development, including health professionals and network partners, 12 people. 2) groups used to study the results 30 students. The research instruments included : focus groups and questionnaires. Data were analyzed by descriptive statistics, Paired t-test and content analysis. The results revealed as follows: guidelines for enhancing knowledge, attitudes, and behaviors in preventing e-cigarettes among secondary school students with network participation consisted of 4 activities: 1) enhancement approaches knowledge, attitudes, and behaviors in preventing e-cigarettes electronic cigarette. 2) Home visits. 3) MOU among network partners. 4) Promotion of activities with the community. After applying the development guidelines to trial was found that the sample group had the mean scores of knowledge, attitude and behavior in preventing e-cigarette smoking significantly (p<0.05). The developed research results. It can be used as a prevention and remedy for e-cigarette smoking problems. and should be used in youth in the community as well. Keywords: E-cigarette, Network Partners, Participation


228 บทน า ประเทศไทยเริ่มมีการบริโภคบุหรี่ไฟฟ้า ประมาณปี พ.ศ. 2550 โดยในขณะนั้นผู้บริโภคได้ให้ ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยความแปลกใหม่ และเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีความปลอดภัยในการสูบ มากกว่าบุหรี่มวน และการพัฒนาของรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่นัก สูบรุ่นใหม่ให้ความสนใจ และนิยม สามารถจ าแนกได้เป็น 4 ประเภทดังนี้ 1. บุหรี่ไฟฟ้าแบบผลิตเอง หรือ Do-it-yourself (DIY) 2. น้ ายาบุหรี่ไฟฟ้า DIY โดยจะบอกทั้งขั้นตอนการผลิต มีจ าหน่ายทั้งนิโคตินเหลว ในความเข้มข้นต่าง ๆ กลีเซอรีนและโพรเพลีนไกลคอลเหลว (เบสน้ ายาบุหรี่ไฟฟ้า) และหัวเชื้อกลิ่นรส ต่างๆ 3. น้ ายาแบบเกลือนิโคติน หรือ Salt Nic เพื่อลดการระคายคอ 4. บุหรี่ไฟฟ้าแบบ Smart Watch ซึ่งมีขนาดเล็ก สามารถพกพาได้สะดวก และไม่สะดุดสายตา สามารถดูเวลาได้เหมือนนาฬิกาข้อมือทั่วไป สามารถปรับปริมาณควัน แรงดันในการสูบได้ตามความชอบของผู้บริโภค ซึ่งผู้ผลิตนิยมเผยแพร่ขั้นตอน การผลิตผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ จึงก่อให้เกิดการน าเข้ามาจ านวนมาก เพื่อสนองความต้องการสินค้าที่ มากขึ้นของผู้บริโภค และกระแสนิยมที่มีมากขึ้น (รายงานสถานการณ์การบริโภคยาสูบของประเทศไทย พ.ศ. 2562, 2562) จากการส ารวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเยาวชนในประเทศไทย พ.ศ. 2562 โดยหน่วย ปฏิบัติการ วิจัยและวิชาการด้านการควบคุมยาสูบภาคเหนือ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้น ม.2 อายุระหว่าง 13-15 ปี 3,982 คน และผู้ปกครองของนักเรียน 3,982 คน จาก 12 จังหวัดใน 4 ภูมิภาค ของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูบบุหรี่นิยมสูบบุหรี่ไฟฟ้าร้อยละ 18.11 จากอีก 3 ประเภท ได้แก่ บุหรี่ (ร้อยละ 55.12) ยาเส้น(ร้อยละ 18.11) บารากู่ (ร้อยละ 8.66) จากผลการส ารวจ กลุ่มเยาวชนผู้สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์โดยศรีรัช ลอยสมุทร พ.ศ. 2561 พบว่า ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าที่อยู่ในวัย อุดมศึกษามีร้อยละ 44 หรือ 924 คน ทั้งนี้ร้อยละ 27 เป็นผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามาแล้วไม่ต่ ากว่า 1 ปี และ ร้อยละ 16.8 เป็นผู้ที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้ามาไม่ถึง 1 ปี เหตุผลโดยส่วนใหญ่ คือ ชอบกลิ่นหอม (ร้อยละ 30.8), สูบแล้วคลายเครียดได้ (ร้อยละ 29.7), คิดว่าสูบแล้วปลอดภัย (ร้อยละ 21.1), เพื่อนแนะน า/ท า ตามเพื่อน (ร้อยละ 17.8), ทันสมัยและตามแฟชั่น (ร้อยละ 14.9) อ าเภอน้ ายืน เป็นอ าเภอติดชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา และลาว หรือ สามเหลี่ยมมรกต ซึ่งมีการลักลอบติดต่อค้าขายบุหรี่ไฟฟ้า ท าให้เยาวชนมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาการ สัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า มีนักเรียนมัธยมศึกษา มากกว่าร้อยละ 50 เคยทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า และร้อยละ 8 ของนักเรียนมัธยมศึกษามีบุหรี่ไฟฟ้าเป็นของ ตนเองเพื่อสูบ จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ไฟฟ้า และแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าใน


229 นักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ไฟฟ้าใน นักเรียนมัธยมศึกษา เยาวชน และนักสูบหน้าใหม่ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลองสูบและการกลายเป็น ผู้ติดบุหรี่ไฟฟ้าในอนาคตต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่างในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษา โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี 2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียน มัธยมศึกษาก่อนและหลังการใช้แนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกัน การสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น (Independent Variables) ตัวแปรตาม (Dependent Variables) วิเคราะห์สถานการณ์ -สถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนมัธยมศึกษา -การป้องกันและแก้ไขปัญหาการ สูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษา -ปัญหาที่พบจากการด าเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูบ บุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนมัธยมศึกษา แนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบ บุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดยการ มีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน พัฒนาแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติ ตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดย การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน ทดลองใช้แนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการ ปฏิบัติตนในก ารป้องกันกา รสูบบุห รี่ไฟฟ้ าในนักเรียน มัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน ประเมินผลของแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และ การปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียน มัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน ผลการใช้แนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติแล ะกา รปฏิบัติตนในกา ร ป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียน มัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคี เครือข่ายอ าเภอน้ ายืน -ความรู้ -ทัศนคติ -การปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบ บุหรี่ไฟฟ้า -ความพึงพอใจ ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดการวิจัย


230 วิธีด าเนินการวิจัย รูปแบบวิจัย เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research) โดยใช้กระบวนการ PAOR ตาม แนวคิดของ เคมมิสและแมกทากาด (Kemmis & Mc Taggart,1992) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้น วางแผน (Plan) ขั้นลงมือปฏิบัติ (Action) ขั้นสังเกตการณ์ (Observe) และขั้นสะท้อนผล (Reflection) ประชากร ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 พื้นที่อ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่าง่ายด้วยการจับฉลากจาก 7 ต าบล ได้ ต าบลยาง ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการพัฒนากระบวนการ ประกอบด้วย ทีมสุขภาพ และภาคีเครือข่าย ได้แก่ ครู ผู้น าชุมชน ส.อบต. อสม. ผู้ปกครอง และนักเรียนมัธยมศึกษา รวม 12 คน 2) กลุ่มที่ใช้ศึกษาผลลัพธ์ คือ นักเรียน มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านปลาขาว ก าหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ก าหนดตามเกณฑ์การคัด เข้าและคัดออก ดังนี้ Inclusion criteria คือ 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการพัฒนากระบวนการ ประกอบด้วย ทีมสุขภาพ และภาคีเครือข่าย รวม 12 คน 2) กลุ่มที่ใช้ศึกษาผลลัพธ์ ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านปลาขาว จ านวน 30 คน โดยก าหนดให้นักเรียนทั้งห้องได้ร่วมกิจกรรม Exclusion criteria คือ ขอถอนตัวออกจากการวิจัย และเข้าร่วมกิจกรรมไม่ครบตามกระบวนการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ชุด ได้แก่ 1) แนวทางสนทนากลุ่ม เพื่อวิเคราะห์ สถานการณ์ และหาแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ ไฟฟ้าฯ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2) แบบประเมินผลลัพธิ์ เป็นแบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ การปฏิบัติตนเพื่อ ป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ความพึงพอใจของนักเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งผู้วิจัยดัดแปลงมาจากแบบสอบถาม ของ นางสาวพรทิพา สุวัฒภิญโญ (2564) และ ทิพยรัตน์ บุญมา, บุญวัฒน์ สว่างวงศ์, และวันจักร น้อยจันทร์(2561) รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ แบบสอบถาม แบ่งเป็น 5 ส่วน ดังนี้ ข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ การปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า และความพึงพอใจของ นักเรียนมัธยมศึกษาที่มีต่อแนวทางฯ การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content validity) น าเครื่องมือวิจัยให้ผู้ทรงคุณวุฒิจ านวน 5 ท่าน หาค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) โดยใช้เกณฑ์ คือ .80 ขึ้นไป (Polit & Beck, 2012) ได้ค่าเท่ากับ .85, .87, .82 และ .95 ตามล าดับ น าข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ก่อนน าไปทดลองใช้ต่อไป การหาค่าความเที่ยงของเครื่องมือ (Reliability) น าเครื่องมือวิจัยไปทดลองใช้ (Try Out) ใน นักเรียนมัธยมศึกษาที่คล้ายคลึงกัน 30 คน และน าคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาความเที่ยง โดย การหาค่า สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha Coefficient) เท่ากับ .82, .71,.75 และ .90 ตามล าดับ


231 การด าเนินการทดลอง วิธีรวบรวมข้อมูล 1) ขั้นเตรียมการ เตรียมสถานที่ และเครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย เสนอโครงการวิจัยให้คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์พิจารณารับรอง และด าเนินการ ภายหลังได้รับอนุมัติ2) ขั้นการด าเนินการวิจัย ระยะที่ 1 การศึกษาสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดย การสนทนากลุ่ม (Focus group) ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการ ปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ระยะที่ 3 น าแนวทางพัฒนาแล้วไปทดลองใช้ในชุมชน ระยะที่ 4 ประเมินผล และระยะที่ 5 การสรุปผล การด าเนินการตามแนวทางฯ การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป ดังนี้ 1) ข้อมูลทั่วไป วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) ทดสอบข้อตกลงเบื้องต้น ของการใช้สถิติ การทดสอบที พบว่า มีการกระจายของประชากรเป็นโค้งปกติ เปรียบเทียบความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ย ก่อนและหลังด าเนินการ โดยใช้สถิติ Paired Samples T-test การวิเคราะห์ข้อมูลเชิง คุณภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์ตีความจากข้อมูลการสนทนากลุ่ม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) การพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลหลังจากได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรม การวิจัยในมนุษย์ ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี เลขที่ SSJ.UB 001 น าเสนอผลงานใน ภาพรวมเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น และให้กลุ่มตัวอย่าง และผู้ปกครองได้ให้ความยินยอม ผลการวิจัย 1. การพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบ บุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี จากการศึกษาสถานการณ์ พบว่า มีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษา โดยส่วนใหญ่จะได้ทดลองสูบ บุหรี่ไฟฟ้าของเพื่อนหรือคนใกล้ชิดที่มีบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนใหญ่มีความชอบในรสและกลิ่นของบุหรี่ไฟฟ้า หลังจากได้ทดลองใช้ในครั้งแรก รวมทั้งมีการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มวัยรุ่นด้วยกัน และยังไม่มีการ ด าเนินการตามที่กฎหมาย นักเรียนมัธยมศึกษาจะพกบุหรี่ไฟฟ้าไปสูบที่โรงเรียน และ ยังพบว่าในพื้นที่ยัง ไม่มีแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ขั้นตอนการพัฒนาแนวทางฯ ผู้วิจัย สรุป สังเคราะห์ข้อมูลการศึกษาสถานการณ์ฯ คณะท างานร่างแนวฯ น าเสนอต่อภาคีเครือข่าย และ ทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 2. แนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าใน นักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี มีดังนี้


232 1) การเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าใน นักเรียนมัธยมศึกษา การให้ความรู้ทางหน้าเสาธง และในชั้นเรียน อบรมให้ความรู้นักเรียนร่วมกับภาคี เครือข่าย บูรณาการร่วมกับการประชุมผู้ปกครอง 2) ครูประจ าชั้นมีการเยี่ยมบ้านและประเมินพฤติกรรมเสี่ยง 3) ท าข้อตกลงร่วมมือ (MOU) ระหว่างภาคีเครือข่ายเพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหา 4) ส่งเสริมการท ากิจกรรมร่วมกับชุมชน และการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ด าเนินการวิจัยตามวงรอบ โดยทุกวงรอบจะท าตามขั้นตอนเหมือนวงรอบที่ 1 อีก 2 วงรอบ จนกระทั่งได้แนวทางฯ ที่เหมาะสมกับบริบทและตรงตามความคาดหวัง น าแนวทางที่ได้พัฒนาแล้วไป ทดลองใช้กับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนปลาขาว โดยวัดความรู้ ทัศนคติ การปฏิบัติตนเพื่อ ป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ก่อนและหลังการใช้แนวทางฯ ด าเนินกิจกรรมตามแนวทางฯ และวิเคราะห์ ผลลัพธ์ของแนวทางฯ 3. ผลการพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในนักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย สรุปแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าใน นักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน ประกอบด้วย 4 กิจกรรมดังนี้ กิจกรรมที่ 1 การเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า กิจกรรมที่ 2 ครูประจ าชั้นเยี่ยมบ้านและประเมินพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและ รายงานผล รวมทั้งร่วมมือช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหา หรือพฤติกรรมเสี่ยง กิจกรรมที่ 3 ท าข้อตกลงร่วมมือ (MOU) ระหว่างภาคีเครือข่ายป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูบ บุหรี่ไฟฟ้า กิจกรรมที่ 4 ส่งเสริมการท ากิจกรรมร่วมกับชุมชน และการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การประเมินผลความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียน มัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง เป็นเพศชาย 18 คน คิดเป็น ร้อยละ 60.0 เพศหญิง 12 คน คิดเป็น ร้อยละ 40.00 อายุ 14 ปี 23 คน คิดเป็น ร้อยละ 76.70 อายุ 15 ปี 7 คน คิดเป็นร้อยละ 23.30 สถานภาพ สมรสของบิดาและมารดา คือ อยู่ด้วยกัน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 63.30 แยกกันอยู่ 4 คน คิดเป็นร้อยละ 14.4 หม้าย 1 คน คิดเป็นร้อยละ 3.30 และหย่าร้าง 4 คน คิดเป็นร้อยละ 20.00 นักเรียนพักอาศัยอยู่


233 บ้านทั้งหมด ร้อยละ 100.00 นักเรียนมีบุคคลรอบข้างหรือคนสนิทที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า 18 คน คิดเป็นร้อยละ 60.00และไม่ใช้ 12 คน คิดเป็นร้อยละ 40.00 เคยได้รับข่าวสารหรือโฆษณาเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า 14 คน คิด เป็นร้อยละ 46.70และไม่เคยได้รับข่าวสารหรือโฆษณาเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า 16 คน คิดเป็นร้อยละ 53.30 ระดับความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า ก่อนการพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของ ภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง มีระดับของความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของบุหรี่ ไฟฟ้า อยู่ในระดับต่ ามากที่สุด คือ จ านวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ ร้อยละ 80.0 รองลองมาคือ ระดับปาน กลาง คือ จ านวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ ร้อยละ 16.70 และระดับสูง จ านวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 3.30 หลังการพัฒนาแนวทางฯ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีระดับของความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ระดับ ปานกลางมากสุด คือ จ านวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 56.7 รองลองมาคือ ระดับสูง คือ จ านวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ ร้อยละ 40.00 ตามล าดับ ระดับทัศนคติต่อบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า ก่อนการพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคี เครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง มีระดับทัศนคติต่อบุหรี่ไฟฟ้า อยู่ในระดับปาน กลางมากที่สุด คือ จ านวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ ร้อยละ 50.0 รองลองมาคือ ระดับสูง คือ จ านวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ ร้อยละ 33.30 และระดับต่ า จ านวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 16.70 หลังการพัฒนา แนวทางฯ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีระดับทัศนคติต่อบุหรี่ไฟฟ้า อยู่ในระดับปานกลางมากที่สุด คือ จ านวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ ร้อยละ 53.30 รองลองมาคือ ระดับสูง คือ จ านวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ ร้อย ละ 46.70 และไม่มีระดับต่ า ตามล าดับ ระดับการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า ก่อนการพัฒนาแนวทางการ เสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดย การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่าง มีระดับการปฏิบัติตนใน การป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า อยู่ในระดับปานกลางมากที่สุด คือ จ านวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ ร้อยละ 66.70 รองลองมาคือ ระดับสูง คือ จ านวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ ร้อยละ 30.0 และระดับต่ า จ านวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 3.30 หลังการพัฒนาแนวทางฯ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีระดับการปฏิบัติตนในการ ป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในระดับสูงมากที่สุด คือ จ านวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ ร้อยละ 80.00 รอง ลองมาคือ ระดับปานกลาง คือ จ านวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ ร้อยละ 20.00 เมื่อเปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนใน การป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของกลุ่มตัวอย่าง ก่อนและหลังการพัฒนาแนวทางฯ พบว่า หลังการพัฒนา


234 แนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียน มัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ เรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ( X = 15.67, S0D. = 1.98) สูงขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาแนวทางฯ ( X = 8.5, S.D. = 4.49) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทัศนคติต่อบุหรี่ไฟฟ้าหลังการพัฒนาแนวทางฯ ( X = 74.36, S.D. = 9.72) สูงขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาแนวทางฯ ( X = 66.03, S.D. = 13.93) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าหลังการพัฒนาแนวทางฯ ( X = 39.00, S.D. = 3.34) สูงขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาแนวทางฯ หลังการพัฒนาแนวทางฯ ( X = 35.90, S.D. = 4.55) อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการประเมินความพึงพอใจต่อแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการ ป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัด อุบลราชธานี พบว่า หลังการพัฒนาแนวทางฯ กลุ่มตัวอย่าง มีความพึงพอใจต่อแนวทางฯ อยู่ในระดับมาก มากที่สุด ( X =4.40, S.D.=.62) สรุปและอภิปรายผล จากสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในอ าเภอน้ ายืน พบว่า กลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษา เริ่มมี การทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า ถึงแม้จะรู้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย แต่ไม่มีฝ่ายใดออกมาจับและปรับตามที่ กฎหมายเขียนเอาไว้ การพัฒนาแนวทางเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ไฟฟ้าจึงเป็นช่องทางหนึ่ง ที่จะป้องกันและแก้ไขได้ โดยการพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการ ป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนมัธยมศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอ าเภอน้ ายืน จังหวัด อุบลราชธานี จ านวน 3 วงรอบ จนได้แนวทางฯ ซึ่งประกอบด้วย 4 กิจกรรมดังนี้ 1) การเสริมสร้าง ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ด้วยกิจกรรม การอบรมให้ความรู้ ให้ ความรู้ทางหน้าเสาธง การรณรงค์ในวันต่อต้านยาเสพติด และ รณรงค์ในวันงดสูบบุหรี่โลก กิจกรรม “ลูกเสือต่อต้านยาเสพติด” จัดท าบอร์ดให้ความรู้ และติดป้ายห้ามสูบบุหรี่ 2) การเยี่ยมบ้านและประเมิน พฤติกรรมเสี่ยง 3) ท าข้อตกลงร่วมมือ (MOU) ระหว่างภาคีเครือข่าย 4) ส่งเสริมการท ากิจกรรมร่วมกับ ชุมชน และการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เช่น การร่วมท าบุญประเพณีต่างๆ ของชุมชน จากการ ประเมินผลของแนวทางฯ ในกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จ านวน 30 คน พบว่า กลุ่ม ตัวอย่าง มีระดับของความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ระดับทัศนคติต่อบุหรี่ไฟฟ้า ระดับการปฏิบัติ ตนในการป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้า สูงขึ้นกว่าก่อนการพัฒนาแนวทางอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ


Click to View FlipBook Version