135 R2R_023 การด าเนินงานส ารวจสภาวะทันตสุขภาพในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ต าบลเม็กน้อย อ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี วิเชียร ประสมพันธ์ เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขช านาญงาน สกาวรัตน์ ตียาพันธ์, สุดาทิพย์ สุวอ และสุพัตรา ประสมพันธ์ รพ.สต.เม็กน้อย สสอ.เดชอุดม อ าเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ การส ารวจสภาวะทันตสุขภาพในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อศึกษาข้อมูลสภาวะสุขภาพช่องปากและ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนการติดตามประเมินสถานการณ์สุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยโรคฟันผุสามารถพบได้ตั้งแต่ฟันเริ่มขึ้นในช่วงขวบปีแรกและอัตราการผุเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักที่ท าให้เด็กฟันผุมาจากฤติกรรมของมารดาและคนในครอบครัวในการเลี้ยงดู บุตรที่ไม่ถูกต้องรวมถึงการดูแลท าความสะอาดช่องปากที่ไม่ถูกวิธีการเกิดฟันผุในฟันน้ านมนอกจากจะมี ผลเสียโดยตรงต่อสุขภาพของเด็กในขณะนั้นแล้วยังมีผลเสียต่อฟันแท้ของเด็กในอนาคตด้วยการดูแล สุขภาพช่องปากของเด็กนักเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างเหมาะสมแต่ละรายควรเน้นย้ าให้เด็กและ ผู้ปกครองเห็นความส าคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากและการเข้ารับบริการทางทันตกรรมที่ถูกต้องซึ่งจะ เกิดผลดีต่อเด็กที่เอาใจใส่สุขภาพช่องปากของตนเองและเจ้าหน้าที่ทันตบุคลากรจะได้ประเมินสุขภาพช่อง ปากของเด็กนักเรียนที่จะมารับบริการทันตกรรมและการเคลือบฟลูออไรด์วานิชแก่เด็กอย่างเหมาะสมจะ เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครองครูผู้ดูแลเด็กได้รับความรู้อย่างถูกต้องในการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กจะได้มี สุขภาพช่องปากที่ดีไม่มีฟันผุและเด็กรู้จักการแปรงฟันที่ถูกวิธีจากข้อมูลการส ารวจสุขภาพช่องปากเด็กใน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จ านวน 5 แห่ง ในช่วง ปี พ.ศ 2563 - 2565 3 ปีย้อนหลัง ดังนี้ 1) ปี พ.ศ 2563 จ านวน เด็กนักเรียนทั้งหมด 168 คน มีฟันผุ 82 คน คิดเป็นร้อยละ 42.80 ปราศจากฟันผุ จ านวน 86 คน ร้อยละ 51.20 ได้รับการเคลือบฟลูออไรด์ จ านวน 168 คน คิดเป็น ร้อยละ 100 2) ปี พ.ศ 2564 จ านวน เด็กนักเรียนทั้งหมด 184 คน มีฟันผุ 68 คน คิดเป็นร้อยละ 39.95 ปราศจากฟันผุ จ านวน 116 คน ร้อยละ 60.05 ได้รับการเคลือบฟลูออไรด์ จ านวน 184 คน คิดเป็น ร้อยละ 100 3) ปี พ.ศ 2565 จ านวน เด็กนักเรียนทั้งหมด 133 คน มีฟันผุ 50 คน คิดเป็นร้อยละ 37.59 ปราศจากฟันผุ จ านวน 83 คน ร้อยละ 62.41 ได้รับการเคลือบฟลูออไรด์ จ านวน 133 คน คิดเป็น ร้อยละ 100 ต่อไป ค าส าคัญ : การส ารวจ, สภาวะทันตสุขภาพ, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
136 การพัฒนางานการคัดกรองหากลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน ธีนิดา ใจตรง และ ปราณี โสมจันทร์ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ รพ.สต.สะพือ ต าบลสะพือ อ าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ การวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการการคัดกรองหากลุ่มเสี่ยงโรคความ ดันโลหิตสูงและเบาหวานโดย อสม.ต าบลสะพือ อ าเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานีด าเนินการ ใช้แนวคิดวงจรคุณภาพของ Edward Deming (PDCA) กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนที่ได้รับการคัด กรองสุขภาพ จ านวน 344 คน กลุ่มเปูาหมายในการศึกษากระบวนการ เป็น อสม. จ านวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตสูงของส านักงานหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระยะเวลาด าเนินการ ระหว่าง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึง 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการคุณภาพของ Edward Deming (PDCA) มาประยุกต์ใช้ได้กับการด าเนินงาน คัดกรองหากลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานโดย อสม. ต าบลสะพือ ประชาชนที่ได้รับการ คัดกรอง 275 คน คิดเป็น ร้อยละ 79.94 จ าแนกเป็นกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน 44 คน คิดเป็นร้อยละ 12.70 มีการส่งต่อให้มาตรวจซ้ าที่ รพ.สต.สะพือ ความพึงพอใจของประชาชนกลุ่มเสี่ยงโดยรวมร้อยละ 88.17 ความพึงพอใจของ อสม. ที่ให้บริการคัดกรอง โดยรวม ร้อยละ 87.36 อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก กระบวนการที่ได้จากการด าเนินการ คือ ความรู้ใหม่ และปัญหาอุปสรรค คือประชาชนในพื้นที่ขาด ความมั่นใจในการให้ อสม.เจาะเลือด เนื่องจากไม่มั่นใจว่า อสม. จะท าได้ ประชาชนส่วนน้อยที่ไม่ให้ ความร่วมมือ เนื่องจากไม่เล็งเห็นความส าคัญในการเข้ารับการคัดกรอง อสม. บางคนเห็นว่าเป็นหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ทุกครั้งที่ลงปฏิบัติงาน จะต้องมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้ด าเนินการ และ อสม.ขาดความ มั่นใจในการตอบข้อซักถามเกี่ยวกับผลของการคัดกรองและการปฏิบัติตัวในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ค าส าคัญ : การคัดกรอง, กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง, กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน R2R_024
137 การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในต าบลท่าไห อ าเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี วรรณพร ดวงศิลป์ นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ และคณะ สสอ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการด าเนินงานการปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนใน ต.ท่าไห อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บ ข้อมูลโดยการใช้แบบสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นผู้แทนภาคประชาชนที่ด าเนินงาน ด้านการปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดใน ต.ท่าไห อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี 5กลุ่มหลัก ได้แก่ อบต. ผู้น าชุมชน เจ้าหน้าที่ รพ.สต. อสม. ต าบลท่าไห คณะกรรมการชมรม TO BE NUMBER ONE 40 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การด าเนินงานการปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในต าบลท่าไห มีการด าเนินงานประสานกันอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการบางคนมีต าแหน่งในคณะกรรมการมากกว่า 1 กลุ่ม ส่งผลให้การประสานงานภายในได้ อย่างราบรื่น ซึ่งถือว่าเป็นความเข้มแข็งจากภายในชุมชน และมีกิจกรรมการด าเนินการอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกช่วงวัย โดยในแต่ละกิจกรรมมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการด าเนินงาน ประสานการท างานด้วยความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่องและมีการบูรณาการเชื่อมโยงทั้ง 5 กลุ่มหลัก 2) ปัญหาและอุปสรรค พบว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมกิจกรรมค่อนข้างน้อย ซึ่งเห็นได้จาก ผู้ร่วมเวทีประชาคมมีจ านวนน้อย ผู้สนใจสมัครเป็นอาสาสมัครด้านยาเสพติด และจิตอาสาเฝูาระวังภัย และยาเสพติดมีจ านวนน้อย ประชาชนบางส่วนไม่กล้าแจ้งแบะแสแหล่งค้าและผู้เสพยาเสพติดเพราะ เป็นชุมชนแออัดกึ่งเมืองไม่สนใจการเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนและประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ อีก ทั้งมีงบประมาณไม่เพียงพอและขาดความยั่งยืน 3)แนวทางในการด าเนินงานปูองกันและแก้ไขปัญหายา เสพติดในต าบลท่าไห คือ 1) ส่งเสริมและท าความเข้าใจให้ประชาชนที่อาศัยในชุมชนเห็นความส าคัญ ของปัญหายาเสพติดและตระหนักว่าปัญหายา เสพติดเป็นปัญหาของส่วนรวมทุกคนต้องช่วยกันปูองกัน และแก้ไขปัญหาจะท าให้การมีส่วนร่วมของประชาชนมีมากขึ้น 2) จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ 3) ส่งเสริมให้ผู้ปกครองดูแล สังเกต พฤติกรรมของบุตรหลานไม่ให้ไปยุงเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นการปูองกัน ยาเสพติดโดยครอบครัวซึ่งเป็นด่านแรกที่ส าคัญที่สุด 4) สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชนให้มี ทัศนคติที่ห่างไกลยาเสพติด 5.สร้างเครือข่ายกับภาครัฐและเอกชน ในรูปแบบ “THAHAI MODEL” เพื่อให้มีส่วนร่วมในการปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้มากขึ้น ค าส าคัญ : การปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด, การมีส่วนร่วมของประชาชน R2R_025
138 R2R_026 ประสิทธิผลของการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน ต าบลหนองแวง อ าเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ ปุณยาพร พิริยชูสิทธิ์ บทคัดย่อ การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกใน ชุมชนก่อนและหลังการให้สุขศึกษาของอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน ต าบลหนองแวง อ าเภอบ้านใหม่ ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน จ านวน 97 คน เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ข้อมูลทั่วไป ความรู้ และการปฏิบัติตน มีค่า ความเชื่อมั่น อยู่ระหว่าง .60-.61 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และ Paired Samples T-test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีระดับความรู้ ก่อนและหลังให้สุขศึกษา เรื่องโรคไข้เลือดออก อยู่ในระดับ ปานกลาง ร้อยละ 49.30 และระดับต่ า ร้อยละ 46.30 มีคะแนนเฉลี่ยของความรู้ก่อนการให้สุขศึกษา เท่ากับ 8.77 และหลังการให้สุขศึกษาเท่ากับ 11.00 เมื่อทดสอบความแตกต่างทางสถิติพบว่าคะแนนเฉลี่ย ของความรู้หลังการให้สุขศึกษา เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ระดับการปฏิบัติตนก่อนและหลังให้สุขศึกษา ในการปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกพบว่าส่วนใหญ่มีระดับการปฏิบัติตนในการปูองกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออก อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 56.70 และระดับสูงร้อยละ 79.40 มีคะแนนเฉลี่ยของการปฏิบัติตน ก่อนการให้สุขศึกษาเท่ากับ 18.47 และหลังการให้สุขศึกษาเท่ากับ 25.69 เมื่อทดสอบความแตกต่างทางสถิติ พบว่าคะแนนเฉลี่ยของการปฏิบัติตนหลังการให้สุขศึกษา เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน ในเรื่องการปูองกันตนเอง เช่น นอนในมุ้งหรือเปิดพัดลมไล่ยุงเป็นการปูองกันโรคไข้เลือดออก ยังอยู่ในระดับต่ า ควรมีการจัดอบรมให้ความรู้เพิ่มเติม โดยเน้นเนื้อหา เรื่องการปูองกันและลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรค ไข้เลือดออก ค าส าคัญ : โรคไข้เลือดออก, การปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน, อาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน (อสม.)
139 รายงานการสอบสวนโรคอาหารเป็นพิษ จากการรับประทานกุ้งจ่อมในพื้นที่บ้านน้ าค า หมู่ที่ 6 ต าบลหนองบัว อ าเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ สุภาพ วิชาชัย, นิมิตร์ บุญใส และ คณะอสม.บ้านน้ าค า รพ.สต.บ้านหนองบัว อ าเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ บทคัดย่อ บทน า : วันที่ 6 มีนาคม 2566 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านหนองบัว เวลา 11.30 น. พบผู้ปุวยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านหนองบัว ด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ถ่ายเป็นน้ าหลายราย สาเหตุสงสัยจากการรับประทานกุ้งจ่อมที่ท าขึ้นเองในหมู่บ้าน ทีม SRRT รพ.สต.บ้านหนองบัว ด าเนินการสอบสวนการระบาด เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคและการระบาด ศึกษาขนาดและลักษณะของการระบาด ค้นหาแหล่งโรคที่เป็นสาเหตุของการระบาด และมาตรการ ปูองกันและควบคุมโรค วิธีการศึกษา : รายงานการศึกษาวิทยาเชิงพรรณนา (Descriptive Study) ผลการศึกษา : พบผู้ปุวยที่เข้าได้กับนิยามทั้งหมด จ านวน 16 ราย รับการรักษาที่ รพ.กันทรารมย์ จ านวน 7 ราย รพ.สต. จ านวน 3 ราย (ไม่รวมที่ส่งไปรพ.) รักษาเองที่บ้าน จ านวน 6 ราย (เป็นผู้ปุวย) ผู้ปุวยทุกรายให้ประวัติว่า รับประทานกุ้งจ่อม และพบคนที่รับประทานกุ้งจ่อม แต่ไม่มีอาการ จ านวน 5 ราย ทุกรายรับประทานในช่วงเวลา09.00น.ที่บ้าน จ านวน 7 ราย มีอาการ 2 ราย และรับประทานที่ สวนพริก ในช่วงเวลา 11.30 น. จ านวน 9 ราย มีอาการ 9 ราย สรุปผลการศึกษา : การระบาดของโรคอาหารเป็นพิษครั้งนี้ น่าจะเกิดจากการปนเปื้อนใน อาหาร ลักษณะการระบาดเป็นแหล่งโรคร่วมกัน กุ้งจ่อมเป็นอาหารที่สงสัยว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิด โรคอาหารเป็นพิษครั้งนี้ ตัวอย่างอาหารกุ้งจ่อมที่ส่งตรวจ เวลาตั้งแต่เก็บตัวอย่างจนน าส่งถึง ห้องปฏิบัติการมากกว่า 4-6 ชั่วโมง และตัวอย่างอาหารควรน าส่งภายใน 4-6 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส ท าให้ตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ โอกาสพบเชื้อลดลง และจากสอบถาม สัมภาษณ์ผู้ประกอบอาหารแจ้งว่า จ านวนกุ้งตัวเล็ก ๆที่เอามาท ากุ้งจ่อม พบ ตัวอ่อนลูกคางคกตัวเล็ก ๆ ซึ่งอาจจะเก็บออกไม่หมด ท าให้กุ้งจ่อมมีการปนเปื้อน ซึ่งเมื่อรับประทานแล้วท าให้เกิดอาการอาเจียน ท้องร่วงได้ ค าส าคัญ : รายงานการสอบสวนโรค, อาหารเป็นพิษ, การรับประทานกุ้งจ่อม R2R_027
140 การจัดการด้านอาหารในผู้ป่วยโรคไตเพื่อชะลอภาวะไตเสื่อม วิลาวัลย์ มหาไชย และพิไลพรรณ จันทประสาร งานโภชนศาสตร์กลุ่มงานเภสัชกรรมชุมชน โรงพยาบาลลืออ านาจ จังหวัดอ านาจเจริญ บทคัดย่อ โรงพยาบาลลืออ านาจมีผู้ปุวยโรคเรื้อรังที่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ที่ไม่พึงประสงค์เป็นจ านวนมาก สาเหตุจากวิถีชีวิตและความคุ้นเคยที่ได้ปฏิบัติมานาน จากการเก็บ รวบรวมข้อมูลในคลินิก CKD ด้านโภชนาการพบว่าหลังจากให้สุขศึกษาเรื่องอาหารชะลอไตเสื่อมแล้ว ผู้ปุวยมักปฏิบัติตามค าแนะน าไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น ด้านสุขภาพและการเจ็บปุวย ด้านภาระค่าใช้จ่าย อายุ สภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะของโรค ดังนั้นเพื่อให้ผู้ปุวยกลุ่มนี้มีความเข้าใจและตระหนักถึงสภาวะของโรคและเพื่อชะลอการเสื่อมของไต จึงได้เกิดแนวคิดในการพัฒนางาน วัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ผู้ปุวยที่มีค่าไต Stage 4 ขึ้นไปในเรื่อง การบริโภคอาหารอย่างไรให้ไตไม่เสื่อม และปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง รูปแบบการศึกษา Action Research กลุ่มเป้าหมาย ผู้ปุวยโรคไต Stage 4 ขึ้นไปจ านวน 30 ราย ขั้นตอนการด าเนินการ 1) ให้ความรู้ด้านโภชนาการอาหารเฉพาะโรคไตเรื้อรัง ดังนี้ ความรู้เรื่องโซเดียม ปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับ ต่อวัน เมนูอาหารทืเหมาะสมตามฤดูกาล 2) แจกสมุดบันทึกการฎิบัติตัว 3) ติดตามเข้ากลุ่มเดือนละ 1 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้เป็น สมุดบันทึกการปฎิบัติตัว ระยะเวลาที่ศึกษา มกราคม –พฤษภาคม 2566 สถิติ ที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ผลด าเนินการ ผู้ปุวยสามารถจัดการการรับประทานอาหารให้เหมาะสม ส าหรับตัวเองได้ ร้อยละ 83.33 (25/30 ) สามารถตวงปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงชนิดต่างๆได้ไม่เกิน ปริมาณที่แนะน าต่อวันเพิ่มขึ้นจาก 38.50 (11/30 เป็นร้อยละ76.66 (23 /30 ) และประเมินความรู้ ความเข้าใจด้านโภชนาการอาหารโรคไตคิดเป็นร้อยละ 90.00 (27/30) ประเมินผู้ปุวยมีค่าGFR คงที่ คิดเป็นร้อยละ 33.33 (10/30) และผู้ปุวยที่มีค่า GFR ลดลงคิดเป็นร้อยละ 16.66 (5/30) สรุป ผู้ปุวย ร้อยละ 76.6 มีความรู้ด้านการจัดการอาหารในชีวิตประจ าวันได้ดีโดยการดัดแปลงเมนูอาหารให้ เหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ปัญหาและข้อเสนอแนะ พบว่าผู้ปุวยบางรายค่าไม่มี เวลาดูตนเอง/ ไม่ท าความเข้าใจกับโรคที่เป็นอยู่ต้องเพิ่มระยะเวลาและแผนการปรับพฤติกรรมต่อไป ค าส าคัญ : การจัดการด้านอาหาร, ผู้ปุวยโรคไต, ชะลอภาวะไตเสื่อม R2R_028
141 การพัฒนารูปแบบการด าเนินงานโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ON สู่ความเป็นเลิศ ด้วยหลักการมีส่วนร่วม อ าเภอเมืองอุบลราชธานี Development of TO BE NUMBER ONE to Excellence with the Principle of Participation Muangubonratchathani District Model วรรณวิสา คลังเจริญ, พยาบาลวิชาชีพช านาญการ พัลลภ ไกยะวินิจ, นักวิชาการสาธารณสุขช านาญการ สสอ.เมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ "ยาเสพติด” ปัญหาส าคัญระดับชาติที่รัฐบาลถือเป็นนโยบายที่ต้องเร่งด าเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการด าเนินงานโครงการรณรงค์ ปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ON สู่ความเป็นเลิศ ด้วยหลักการมีส่วนร่วม อ าเภอเมืองอุบลราชธานีด าเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน ดังนี้1) การศึกษาสภาพการด าเนินงานโครงการ รณรงค์ปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE 2) การสร้างรูปแบบการด าเนินงาน โครงการรณรงค์ปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE 3) ด าเนินการตามรูปแบบฯ 4) ประเมินผลรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากร รพ.สต. สังกัด สสอ.เมืองอุบลราชธานี แห่งละ 1 คน รวม 21 คน และคณะกรรมการฯ จ านวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) รวมจ านวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการด าเนินงานโครงการรณรงค์ปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE อ าเภอเมืองอุบลราชธานีส่วนใหญ่ด าเนินการตามนโยบายของกกระทรวง สาธารณสุข และส านักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี การมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายการ ด าเนินงานยังมีส่วนร่วมน้อย และขาดการบูรณาการในการด าเนินการ 2)รูปแบบการด าเนินงาน โครงการรณรงค์ปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ON สู่ความเป็นเลิศ ด้วยหลักการ มีส่วนร่วม อ าเภอเมืองอุบลราชธานีประกอบด้วย 1) การแต่งตั้งคณะกรรมการ 2) การรณรงค์ปลุก จิตส านึกและสร้างกระแสนิยมที่เอื้อต่อการปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 3) การเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่เยาวชน 4) การสร้างและพัฒนาเครือข่ายเพื่อการปูองกันและแก้ไขปัญหายา เสพติด 3) ปัจจัยความส าเร็จคือ Muangubon : Mind ต้องมีจิตสาธารณะ Unity ความสามัคคี Activity กิจกรรมเกิดประโยชน์และสร้างสรรค์Network มีการสร้างและพัฒนาเครือข่าย Grand ท า ทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุดเพื่อก้าวไปสู่หนทางแห่งความส าเร็จที่ยิ่งใหญ่ Understanding พื้นฐานความ เข้าใจ และการยึดวัยรุ่นและเยาวชนเป็นศูนย์กลาง Believe สร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือในตัวเยาวชน Organize มีการท างานอย่างเป็นระบบ ค าส าคัญ : การปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด, TO BE NUMBER ONE, ความเป็นเลิศ, การมีส่วนร่วม R2R_029
142 รูปแบบการด าเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของชุมชน ต าบลหนองขอน จังหวัดอุบลราชธานี The Model of Prevention and Control in Community, Nonghhon subdistrict, Muangubonratchathani district, Muangubon Ratchathani province กัมปนาท ศรีพูล และ อุไรวรรณ หลาทอง รพ.สต.หนองขอน สสอ.เมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการด าเนินงาน ปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของชุมชนต าบลหนองขอน จังหวัดอุบลราชธานี ด าเนินการวิจัยตาม กรอบแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart (1991) 4 ขั้นตอน ดังนี้คือ 1) ขั้นที่ 1 ขั้นวางแผน (Planning) 2) ขั้นที่ 2 ขั้นปฏิบัติการ (Action) 3) ขั้นที่ 3 ขั้นสังเกตการณ์ (Observation) และ 4) ขั้น ที่ 4 ขั้นการสะท้อนผล (Reflection) กลุ่มตัวอย่างในการพัฒนารูปแบบการด าเนินงานปูองกันโรค ไข้เลือดออกของชุมชน จ านวนทั้งสิ้น 50 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างในการประเมินผล รูปแบบฯ เป็นประชาชน และภาคีเครือข่าย จ านวน 50 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย เป็นแบบวิเคราะห์บริบท แนวค าถามในการสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม และแบบประเมินค่าดัชนี ความชุกลูกน้ ายุงลาย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired Samples T-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการด าเนินงานปูองกันโรคไข้เลือดออกของชุมชน ต าบลหนองขอน ประกอบด้วย 7 กิจกรรม ดังนี้ 1) วิเคราะห์สถานการณ์/ปัญหา 2) จัดท าแผนปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 3) สร้าง เครือข่ายการด าเนินงานปูองกันโรคไข้เลือดออกในชุมชน 4) พัฒนาศักยภาพบุคลากรและภาคีเครือข่าย 5) เสริมสร้างสมรรถนะชุมชนในการแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออก 5) จัดกิจกรรมรณรงค์ปูองกันโรค ไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง 6) มาตรการทางสังคม ธงเขียว ธงแดง 7) นวัตกรรมชุมชน หลังการพัฒนา รูปแบบพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก พฤติกรรมการปูองกันโรค ไข้เลือดออก และการมีส่วนร่วมในการปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน ดีขึ้นกว่าก่อนการ พัฒนารูปแบบฯ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P-value<.001) House Index (HI) เท่ากับ 13.50 Container Index (CI) เท่ากับ 8.60 ควรน ารูปแบบฯ ไปใช้ในการด าเนินงานปูองกันโรคไข้เลือดออก ของชุมชนที่มีบริบทคล้ายกัน ค าส าคัญ : โรคไข้เลือดออก, การด าเนินงานปูองกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของชุมชน R2R_030
143 การคัดกรองโรคเบาหวาน อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป โดยใช้แบบประเมินความเสี่ยง ต่อโรคเบาหวานชนิดที่2 ในต าบลกุดยาลวน ปราณี โสมจันทร์ , ธีนิดา ใจตรง และ อนุสรณ์ ค าแก้ว รพ.สต.สะพือ สสอ.ตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ จากรายงานการส ารวจสุขภาพประชาชนชาวไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 5 ในปี พ.ศ. 2563 พบว่าความชุกของโรคเบาหวานของประชาชนชาวไทยอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เท่ากับร้อยละ 8.90 ความชุกของผู้ที่มีความผิดปกติของน้ าตาลในเลือดตอนเช้าขณะอดอาหาร (Impaired Fasting Glucose : IFG) เท่ากับร้อยละ 15.60 โดยผู้ปุวยเบาหวานร้อยละ 43.20 ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมา ก่อนและไม่ทราบว่าตนเองปุวยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ผู้วิจัยจึงได้จัดท าระบบการตรวจประเมิน ความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในบุคคลที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ผ่าน Google Form ที่สามารถ สแกนผ่านคิวอาร์โค้ด (QR Code) พร้อมแปรผล และให้ค าแนะน าได้ทันที เนื่องจากผู้ปุวยเบาหวาน ชนิดที่ 2 มักไม่มีอาการและมีการด าเนินของโรคช้าค่อยเป็นค่อยไป และบุคคลที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปมัก มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานในอนาคต เพื่อความสะดวก ลดค่าใช้จ่ายในการตรวจคัดกรองทั่วไป และช่วยให้สามารถตรวจพบผู้ที่เป็นเบาหวานโดยไม่มีอาการ และสามารถให้การรักษาได้ทันท่วงทีผ่า นอสม. ที่รับผิดชอบแต่ละครัวเรือน โดยรายงานผลกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลผ่านทางไลน์ หรือโทร ประสานติดต่อทันทีในกรณีที่เร่งด่วน วิธีนี้เป็นการลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ เข้าถึงปัญหาได้เร็วขึ้น และสามารถให้ค าแนะน าเฉพาะหน้าได้ จากผลการด าเนินการตรวจประเมินความเสี่ยงต่อการเกิด โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ผ่าน Google Form พบว่าแนวโน้มของชุมชนมีความสนใจและเข้าใจระบบที่ เราได้พัฒนาขึ้น ส่งผลให้มีผู้ท าการประเมินเพิ่มมากขึ้น จึงถือว่าการพัฒนาระบบการคัดกรองโดย อสม. สามารถเข้าถึงชุมชนได้อย่างแท้จริง ค าส าคัญ : โรคเบาหวาน, การตรวจคัดกรอง Google Form R2R_031
144 การพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุข สังกัด สสอ.เมืองอุบลราชธานี ในการผลิตสื่อความรู้ด้านสุขภาพด้วยการท าวีดิทัศน์ ชัชชาย เพชรพิมพ์1 และ กฤษณะ บัวเขียว2 1 รพ.สต.ด้ามพร้า อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 2 รพ.สต.หนองแต้ ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเมืองอุบลราชธานี บทคัดย่อ วีดิทัศน์เป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติ ความเชื่อ ความรู้สึกนึกคิดถูกน ามาใช้ในวงการ สาธารณสุข บุคลากรสาธารณสุขส่วนใหญ่ยังขาดองค์ความรู้และทักษะการผลิตสื่อความรู้ด้านสุขภาพ ด้วยการท าวิดีทัศน์ การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุข สังกัด สสอ.เมืองอุบลราชธานี ในการผลิตสื่อความรู้ด้านสุขภาพด้วยการท าวิดีทัศน์โดยการโค้ช กลุ่ม ตัวอย่างเป็น บุคลากรสาธารณสุข ใน รพ.สต. สังกัด สสอ.เมืองอุบลราชธานี จ านวน 21 คน เก็บ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลของการศึกษาพบว่า สถานการณ์ และความต้องการพัฒนาศักยภาพใน การผลิตสื่อความรู้ด้านสุขภาพ พบว่า 1) สื่อสุขภาพน้อยไม่สอดคล้องกับบริบท บุคลากรสาธารณสุขมี ความต้องการพัฒนาศักยภาพจากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญ 2) กระบวนการพัฒนาศักยภาพในการ ผลิตสื่อความรู้ด้านสุขภาพโดยการโค้ช (Coaching) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน 2.1) ส ารวจความ ต้องการจ าเป็นของบุคลากรในการผลิตสื่อความรู้ด้านสุขภาพ 2.2)การโค้ช (Coaching) การผลิตสื่อ 1) การเตรียมการ (Preparation) 2) ด าเนินการผลิตสื่อวีดิทัศน์ (Production) 3) การตัดต่อ (Post Production) 4) การเผยแพร่ 5) ประเมินผลด้วยทักษะการให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) 3) ผล การประเมินทักษะการปฏิบัติเกี่ยวกับการผลิตสื่อด้านสุขภาพด้วยการท าวิดีทัศน์ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีทักษะสามารถร่วมผลิตสื่อสื่อด้านสุขภาพด้วยการท าวิดีทัศน์เผยแพร่ได้ ความพึงพอใจต่อ กระบวนการพัฒนาศักยภาพในการผลิตสื่อความรู้ด้านสุขภาพด้วยการท าวิดีทัศน์ อยู่ในระดับมาก ที่สุด ( =4.58, S.D.= .22) ข้อเสนอแนะควรส่งเสริมและพัฒนาวีดิทัศน์ให้เพิ่มมากขึ้น โดยวิเคราะห์ ประเด็นปัญหาด้านสุขภาพให้เกิดแนวทางในการน าเสนอที่หลากหลายให้วีดิทัศน์มีความน่าสนใจและ มีคุณภาพมากขึ้น ค าส าคัญ : การพัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุข, การผลิตสื่อความรู้ด้านสุขภาพ, การท าวิดีทัศน์ X R2R_032
145 R2R_033 การพัฒนาระบบการประเมินผลงานตามตัวชี้วัด โดยใช้รูปแบบน าเสนอด้วย Data Visualization บนแพลตฟอร์ม Looker Studio ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี กฤษณะ บัวเขียว1 , วาริศิลป์ บัวเขียว1 และ ชัชชาย เพชรพิมพ์2 1 รพ.สต.หนองแต้ ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเมืองอุบลราชธานี 2 รพ.สต.ด้ามพร้า อ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี บทคัดย่อ การพัฒน าระบบการประเมินผลงานตามตัวชี้วัด โดยใช้รูปแบบน าเสนอด้วย Data Visualization มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการรวบรวมแสดงข้อมูลผลการด าเนินงานตามตัวชี้วัด สังกัดส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ด าเนินการวิจัยเชิง ปฏิบัติการ (Action Research) 4 ขั้นตอน ได้แก่ วางแผน (Planning) ปฏิบัติ (Action) สังเกต (Observation) และสะท้อนผล (Reflection) กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 48 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตาม คุณสมบัติ (หัวหน้าฝุาย จ านวน 6 คน, ผู้รับผิดชอบรายงานตัวชี้วัด 21 คน, ผู้บริหาร 21 คน) ด าเนินการในเดือน ตค.2566-กค.2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแพลตฟอร์ม Looker Studio และแบบประมินความพึงพอใจต่อระบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบการรายงานข้อมูลตัวชี้วัดเพื่อการก ากับติดตามใน ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เป็นระบบการประเมินผลงาน ตามตัวชี้วัด โดยใช้รูปแบบน าเสนอด้วย Data Visualization บนแพลตฟอร์ม Looker Studio ซึ่ง รองรับผู้ใช้งาน 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) ผู้บันทึกข้อมูล (2) ผู้ดูแลระบบ (3) ผู้รับผิดชอบงาน และ (4) ผู้บริหาร 2) กระบวนการพัฒนาระบบการประเมินผลงานตามตัวชี้วัด ประกอบด้วย 2.1) วิเคราะห์ สภาพปัจจุบันและปัญหาการประเมินผลตัวชี้วัด 2.2) พัฒนาระบบการรวบรวมแสดงข้อมูลผลการ ด าเนินงานตามตัวชี้วัด โดยใช้รูปแบบน าเสนอด้วย Data Visualization บนแพลตฟอร์ม Looker Studio 2.3) พัฒนาศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขผู้ใช้งานโปรแกรมและผู้บริหาร 2.4) ด าเนินการ ตามระบบการประเมินผลงานตามตัวชี้วัด โดยใช้รูปแบบน าเสนอด้วย Data Visualization บน แพลตฟอร์ม Looker Studio 2.5) ติดตามประเมินผลการด าเนินงานทุกสัปดาห์ 2.6) สรุปและ ประเมินผล 3) หลังการน าระบบการรวบรวมแสดงข้อมูลผลการด าเนินงานตามตัวชี้วัด โดยใช้รูปแบบ น าเสนอด้วย Data Visualization บนแพลตฟอร์ม Looker Studio มาใช้ ท าให้ผู้ใช้งานเกิดความ สะดวก รวดเร็ว ง่าย ในการ ก ากับ ติดตามและประเมินผลการด าเนินงาน ท าให้ผู้บริหารและผู้ใช้งาน สามารถดูข้อมูลได้สะดวกรวดเร็ว น าข้อมูลมาวิเคราะห์ ประเมินผลการปฏิบัติงาน รวมทั้งควบคุม ก ากับงาน น าเสนอข้อมูลการประมวลผลข้อมูลได้ผ่านระบบออนไลน์ สามารถใช้ในการประเมินผล การด าเนินงานได้ ความพึงพอใจต่อรูประบบฯ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.53, S.D.= .26) ค าส าคัญ : ระบบการประเมินผล, การน าเสนอด้วยแพลตฟอร์ม, Looker Studio X
146 ประเภทนวัตกรรม : น าเสนอด้วยวาจา Innovation : Oral Presentation
147 IN_002 นวัตกรรม “Salt Meter บอกรัก แบ่งปันสุขภาวะ” สุชาดา ปุริตานัง กลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CKD) เป็นโรคที่เป็นปัญหา ซึ่งมีจ านวนผู้ปุวย เพิ่มขึ้น มีผู้ปุวยกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตวายเรื้อรัง (Stage 3-5) เพิ่มขึ้นทุกปีต าบลเขมราฐ มีกลุ่ม เสี่ยงต่อการเกิดโรคไตวายเรื้อรัง (Stage 3-5) ปี2564 29 ราย, ปี2565 28 ราย ,ปี2566 27 ราย ส่งผลให้อัตราการเกิดโรคไตวายเรื้อรัง (Stage 5) และจากการส ารวจพฤติกกรรมสุขภาพในเขตต าบล เขมราฐในประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน/โรคความดันโลหิตสูง 60 คน มีพฤติกรรมการปรุงรสใน อาหารที่มีความเค็ม เช่น ปลาร้า น้ าปลา ผงชูรส เกลือ เครื่องปรุงรสต่างๆที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการกิน เค็ม สถิติปี2563 จ านวนร้อยละ 86.2 , ปี2564 จ านวนร้อยละ75.82 ,ปี2565 ร้อยละ78.82 จาก ข้อมูลดังกล่าวถือว่าอัตราการเกิดกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตวายเรื้อรังรายใหม่ที่มีจ านวนเพิ่มมากขึ้น กลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลเขมราฐ จึงได้มีการน านวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ ในการท างานคือเครื่องตรวจความเค็ม Salt Meter บอกรัก แบ่งปันสุขภาวะ เพื่อสร้างความรอบรู้ ด้านพฤติกรรมสุขภาพ (Health Literacy) กระตุ้นเตือนให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการกินเค็ม และแก้ไข ปัญหาการเกิดการเกิดโรคไตวายเรื้อรังรายใหม่และโรคแทรกซ้อนต่างๆจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs.) ในชุมชน ตั้งแต่ปี2565 เป็นต้นมา วัตถุประสงค์: 1) เพื่อลดพฤติกรรมการกินเค็มในผู้ปุวยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุนชน สร้างความรอบรู้ ด้านพฤติกรรมสุขภาพ (Health Literacy) 2) เพื่อลดอัตราการเกิดผู้ปุวยโรคไตวายเรื้อรังรายใหม่ใน ชุมชน วิธีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์: 1. เปลี่ยนแปลงจากการน าตัวอย่างอาหารที่เป็นอาหารรสเค็ม ในการแนะน าให้ความรู้ใน ชุมชนเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง และสร้างความตระหนักให้กลุ่มผู้ปุวยโรคเบาหวาน โรคความ ดันโลหิตสูงใส่ใจการในดูแลสุขภาพของตนเอง 2. คิดหาวิธีการที่สามารถท าให้กลุ่มผู้ปุวยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ได้มีความ ตระหนักถึงการดูแลสุขภาพของไตตนเอง โดยการใช้สีเป็นสัญลักษณ์ ด้วยเครื่องตรวจความเค็ม SALT METER
148 3. ก าหนดสัญลักษณ์สีในรูปแบบในอาหารที่ตรวจ เช่น สีฟูา เป็นไฟกระพริบที่บอกให้ทราบ ว่ามีระดับความเค็ม ต่ ากว่า .30 – .50 เปอร์เซนต์ , สีเขียว ระดับความเค็ม .70 – .90 เปอร์เซนต์ ถือ ว่าอาหารตัวอย่างที่เอามาตรวจเป็นอาหารที่สามารถทานได้ไม่เค็มมาก, สีแดง ระดับความเค็ม 1.10 – 1.50 เปอร์เซนต์ ถือว่าอาหารตัวอย่างเค็มมาก ถ้าผู้ปุวยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ท่าน อาหารรสเค็มเป็นประจ าจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรังได้ ผลการศึกษา จากการใช้นวัตกรรม “ SALE METER บอกรัก แบ่งปันสุขภาวะ ต าบลเขมราฐ ตั้งแต่ปี 2564 – 2566 กลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตวายเรื้อรังมีแนวโน้มลดลงในชุมชน และประชาชนมีความ ตระหนักเพิ่มขึ้นในการดูแลสุขภาพของตนเอง โดยผู้ปุวยที่เข้าร่วมกิจกรรมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ ได้รับการใช้นวัตกรรมเครื่องตรวจความเค็ม SALT METER บอกรัก แบ่งปันสุขภาวะ ได้สร้างความ รอบรู้ด้านพฤติกรรมสุขภาพ (Health Literacy) ในการจัดการสุขภาพของตนเอง และมีการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้เหมาะสม ด้วยการใช้หลัก ลดเค็มลดหวาน ลดมัน ลดโรค ควบคู่กัน และมีการติดตามประเมินผลการท างานของไตในผู้ปุวยในชุมชนทุก 6 เดือน ประโยชน์/การน าไปใช้ : 1. สื่อนวัตกรรมเรื่องนี้ได้มีการให้ความรู้ในการเฝูาระวังพฤติกรรมการกินเค็ม กระตุ้น เตือน โดยใช้เครื่องตรวจความเค็ม SALT METER บอกรัก แบ่งปันสุขภาพวะ ในการปูองกันการเกิดโรคไต วายเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น และเป็นการส่งเสริมสุขภาพของกลุ่มผู้ปุวยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิต สูงและประชาชนทั่วไป 2. ผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจในบริการและท าให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ในการจัดการดูแลสุขภาพของตนเองได้ สามารถปรับพฤติกรรมสุขภาพให้เข้ากับวิถีชีวิต และความเชื่อของประชาชนในชุมชนได้
149 IN_003 นวัตกรรม “ฟันดีมีพัด” ธนาพร คงนิล รพ.สต.นาแวง อ าเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี34000 E–mail : [email protected] บทคัดย่อ จากการออกหน่วยให้ทันตสุขศึกษาในโรงเรียน พบว่าเด็กกลุ่มชั้นอนุบาลไม่ค่อยให้ความ ร่วมมือ ไม่ค่อยตั้งใจฟัง ไม่เข้าใจในเนื้อหา และตอบค าถามไม่ได้ จึงได้เกิดการพัฒนารูปแบบการให้ ความรู้โดยใช้นวัตกรรม ฟันดีมีพัด นี้ขึ้น เพื่อพัฒนารูปแบบการให้ทันตสุขศึกษาในเด็กนักเรียน เป็น การวิจัยแบบ R&D (Research and Development) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 100 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์การสังเกตและแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย กลุ่มตัวอย่างให้ความสนใจตั้งใจฟัง ก่อน ใช้นวัตกรรม จากร้อยละ 52 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 94 มีความเข้าใจ ตอบค าถามได้ จากร้อยละ 45 เพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 75 ความพึงพอใจต่อนวัตกรรม คิดเป็นร้อยละ 85.8 วิธีการพัฒนาและการทดสอบประสิทธิภาพ 1. (R1: Research) วิเคราะห์ปัญหาการให้ทันตสุขศึกษาเด็กไม่ค่อยให้ความสนใจ และไม่เข้าใจในเนื้อหา 2. (D1: Development )พัฒนาต้นแบบ รูปแบบ การสอน สื่อ อุปกรณ์ให้ความรู้ 3. (R2: Research ) ครั้งที่ 1 น านวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 30 คน ประเมินผลโดยการใช้แบบสัมภาษณ์การสังเกต และการตอบค าถาม 4. (D2: Development ) ปรับปรุงรูปแบบ 5. (R3: Research ) ครั้งที่2 น านวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น ไปทดลองใช้ในเด็กนักเรียนชั้น อนุบาล 5 แห่ง ใช้กลุ่มตัวอย่าง 100 คน ประเมินผล 6. (D3: Development ) ปรับปรุงรูปแบบ ครั้งที่ 2 น าข้อมูลและผลการทดลองจาก ขั้น ที่ 3 มาพิจารณาปรับปรุงเพื่อพัฒนาให้มีคุณภาพสามารถน าไปใช้กับทุกโรงเรียนและเผยแพร่ได้
150 ประโยชน์การน าไปใช้ 1. สามารถน าไปใช้ให้ความรู้ทันตสุขศึกษาแก่เด็กในทุกโรงเรียนได้ 2. น าไปประยุกต์ใช้ในการให้ความรู้เรื่องอื่นๆแก่เด็กนักเรียนในทุกโรงเรียนได้ ข้อเสนอแนะ ควรมีนวัตกรรม หรือรูปแบบการให้ความรู้อื่นๆ ที่หลากหลายร่วมด้วย เพื่อให้เด็กมี ความสนใจ และเข้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น ควรมีการศึกษาปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย ในเด็กที่ไม่ให้ความ ร่วมมือและสนใจ ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เพื่อเป็นการปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
151 IN_004 นวัตกรรม “การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า และการเฝ้าระวัง การฆ่าตัวตายด้วย 2Q Plus (3L1R1I) กลุ่มติดบ้าน ต าบลเขมราฐ อ าเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี” ธนาวัช สุวรรณสุข โรงพยาบาลเขมราฐ อ าเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected] บทคัดย่อ โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปท าให้สังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งเป็นช่วงวัยที่ต้อง เผชิญการเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมลงทุกด้านอันส่งผลต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้าใน กลุ่มผู้สูงอายุต าบลเขมราฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปี2563 จ านวน 3 ราย ปี2564 จ านวน 5 ราย ปี 2565 จ านวน 3 ราย ตามล าดับ กลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม จึงได้พัฒนารูปแบบ นวัตกรรมในการคัดกรองภาวะซึมเศร้าผู้สูงอายุ(แบบ 2Q Plus) ผ่าน Google From และจุดสี แบ่งกลุ่มตามปัญหาเสี่ยงภาวะซึมเศร้า เพื่อเป็นการเฝูาระวังผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าได้รับการดูแล ร่วมกับเครือข่ายแบบบูรณาการร่วมกันด้วยการพยาบาลหัวใจด้วย 3L1R1I ขึ้น ด าเนินงาน 2 ช่วง คือ 1) การพัฒนาและทดลองใช้นวัตกรรมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 – 30 กันยายน 2565 2) วัดผล การใช้นวัตกรรมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 – 31 มีนาคม 2566 จากจ านวนผู้สูงอายุที่ได้รับการ ประเมิน 2Q ที่มีภาวะเสี่ยงซึมเศร้าได้รับการส่งต่อ โดยมีขั้นตอนดังนี้1) สร้างแบบฟอร์มในการ ประเมินกลุ่มเปูาหมาย 2) แกนน าเครือข่าย อสม.เชี่ยวชาญ ด าเนินการคัดกรองภาวะซึมเศร้าโดยใช้ 3L1R1I แบเชิงรุก 3) ก าหนดแผนที่และก าหนดสีบอกระดับความผิดปกติของผู้ที่พบภาวะเสี่ยง รายบุคคลในการติดตามเยี่ยมบ้านเฝูาระวังดูแลของเครือข่าย ผลการน านวัตกรรมมาใช้พบว่า การคัด กรองภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุได้อย่างครอบคลุม ปี2565 ร้อยละ 98.23 ปี2566 ร้อยละ 100 และ พบผู้ที่มีภาวะเสี่ยงซึมเศร้าที่ต้องได้รับการรักษา ปี2565 จ านวน 3 ราย ปี2566 (1 ต ค.64 – 31 มีค. 66) จ านวน 0 ราย และเครือข่ายที่ใช้นวัตกรรมมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ยที่ 4.93 และคิดเป็นร้อยละ 98.63 การใช้นวัตกรรมมีความสะดวก รวดเร็วและครบถ้วน ในการเก็บ ข้อมูล จากการใช้นวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาร่วมกันในการคัดกรองภาวะซึมเศร้าผู้สูงอายุ (แบบ 2Q Plus) ผ่าน Google From และจุดสีแบ่งกลุ่มตามปัญหาเสี่ยงภาวะซึมเศร้า ครอบคลุมกลุ่มเปูาหมาย
152 เข้าถึงระบบบริการ สามารถลดค่าใช้จ่ายงบประมาณและเป็นการสร้างเครือข่ายในการดูแลด้าน สุขภาพจิตในชุมชนให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นต่อไป พิกัดที่อยู่กลุ่มเปูาหมายและเส้นทางการค้นหาที่อยู่ GPS น าทางที่อยู่กลุ่มเปูาหมาย
153 IN_005 นวัตกรรม “คู่มือหนูน้อยฟันดี” วนาลัย ส าราญเริญ รพ.สต.ทุ่งเกษม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected] บทคัดย่อ จากผลส ารวจสุขภาวะทันตสุขภาพกลุ่มนักเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในเขตรับผิดชอบของ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลทุ่งเกษม ต าบลโนนผึ้ง อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานีในปี 2566 ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากทั้งหมด 120 คน พบปัญหาด้านทันตสุขภาพทั้งหมด 85 คน คิดเป็นร้อยละ 70.83 ซึ่งแบ่งเป็นปัญหาโรคฟันผุจ านวน 68 คน คิดเป็นร้อยละ 56.66 และโรค เหงือกอักเสบ จ านวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 14.16 ปัญหานี้สามารถปูองกันได้ด้วยการดูแลช่องปาก อย่างถูกวิธีและการเฝูาระวังไม่ให้เกิดโรคฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ จึงเกิดแนวคิดประดิษฐ์“คู่มือหนู น้อยฟันดี” ขึ้น เพื่อให้ผู้ปกครองช่วยดูแลสุขภาพช่องปากนักเรียนและช่วยให้นักเรียนมีสุขภาพช่อง ปากที่ดีขึ้น วิธีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ในคู่มือหนูน้อยฟันดีจะประกอบด้วย แบบบันทึกการตรวจ สุขภาพช่องปาก แผนการรักษา/ส่งต่อ รพ.สต.ทุ่งเกษม แบบบันทึกการแปรงฟันและเนื้อหาความรู้ ด้านทันตสุขภาพ น าคู่มือหนูน้อยฟันดีให้ผู้ปกครองนักเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในเขตรับผิดชอบ ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลทุ่งเกษม จ านวน 120 คน น าไปใช้บันทึกการแปรงฟันของ นักเรียน(แปรงฟันตอนเช้าและก่อนเข้านอน) ถ้านักเรียนแปรงฟันให้1 คะแนน ถ้าไม่แปรงฟันให้0 คะแนน แบบบันทึกการตรวจสุขภาพช่องปากและแผนการรักษา/ส่งต่อ รพ.สต.ทุ่งเกษม (มีเกณฑ์วัด 4 ระดับ แบ่งเป็น 0 คะแนน,1คะแนน,2คะแนน,3คะแนน) ประโยชน์ของการน าคู่มือหนูน้อยฟันดีไป ใช้คือ ช่วยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมให้การดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียน ช่วยให้ผู้ปกครองทราบ ปัญหาสุขภาพช่องปากของนักเรียนและน าไปสู่การรักษาที่ถูกวิธีต่อไป
154 IN_006 นวัตกรรม “Yello line ชี้ช่องทางให้บริการผู้สูงอายุ” วัชระ เกษทองมา และ วันเฉลิม ช่อขุนทด รพ.สต.พลวงมะนาว อ าเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา E–mail : [email protected] การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3-4 ทศวรรษที่ ผ่านมาท าให้ประเทศเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัย ตั้งแต่ประมาณปี2543-2544 คือ มีประชากรอายุ60 ปีคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด รพ.สต.หนองพลวงมะนาว มีผู้มาใช้บริการ 3 เดือน ที่ผ่านมา (มกราคม-มีนาคม 2566) เดือนมกราคม มีผู้รับบริการ 1,485 คน มีผู้สูงอายุมารับ บริการ 856 คน คิดเป็นร้อยละ 57.64 เดือนกุมภาพันธ์มีผู้รับบริการ 1,258 คน มีผู้สูงอายุมารับ บริการ 688 คน คิดเป็นร้อยละ 54.68 และในเดือนมีนาคม มีผู้รับบริการ 1,685 คน มีผู้สูงอายุ802 คน คิดเป็นร้อยละ 47.59 ความคิดเห็นต่อบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองพลวง มะนาว ได้แก่ รอนาน ยังไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแล ไม่เป็นกันเองของเจ้าหน้าที่ ความพึงพอใจ ใน บริการ อยู่ในเกณฑ์ที่ดีแต่เมื่อได้สอบถามความคิดเห็นจากผู้สูงอายุที่มารับบริการตรงข้ามกันกับผลการ ประเมินความพึงพอใจของผู้ที่มารับบริการทั้งหมด จากปัญหาดังกล่าว พบว่าการจัดบริการยังไม่เอื้อต่อผู้สูงอายุและยังไม่ครอบคลุมความ ต้องการของผู้สูงอายุดังนั้นผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะประยุกต์ใช้แนวคิดการดูแลที่เอื้ออาทร กับผู้สูงอายุ คลินิกเบาหวาน โดยใช้กรอบแนวคิดขององค์การอนามัยโลกในการบริการที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุตาม 3 องค์ประกอบ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ต้องมีความรู้และทัศนคติที่ดีในการดูแลผู้สูงอายุ มีการจัดบริการให้กับ ผู้สูงอายุการจัดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยในการให้บริการผู้สูงอายุผู้สูงอายุ โดยใช้กระบวนการจัดการ อย่างมีคุณภาพ PDCA ของ Deming in Mycoted (2004) (หมุน2รอบ) ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนา และแก้ไขปัญหาที่สอดรับกับบริบทของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองพลวงมะนาว
155 2. การด าเนินตามแผน (do) การด าเนินการพัฒนารูปแบบการให้บริการโดย ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี กระบวนการพัฒนา 2. การด าเนินตามแผน (do) การด าเนินการจัดท านวัตกรรม Yello Line ชี้ช่องทางให้บริการ ผู้สูงอายุ บริบท รูปแบบการให้บริการ ของ รพ.สต.หนองพลวงมะนาว 3. การตรวจสอบ (check) 3.1 ตรวจสอบว่ามีการปฏิบัติตามแผนหรือไม่ 3.2 ตรวจสอบแผนว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ 1. การวางแผน (plan) 1.1 วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา 1.2 ประชุมวางแผนการด าเนินงาน 1.3 ก าหนดเปูาหมาย 1.4 ก าหนดรูปแบบกิจกรรม 1.5 ระยะเวลาในการด าเนินการ 4. การปรับปรุงแก้ไข (act) 4.1 ค้นหาปัญหาและอุปสรรคในการจัดท านวัตกรรม 4.2 ปรับปรุงรูปแบบการให้บริการให้สอดคล้องกับบริบท ของ รพ.สต.หนองพลวงมะนาว ผลลัพธ์ 1. ได้นวัตกรรม Yello line ชี้ช่องทางให้บริการผู้สูงอายุ ที่เหมาะสม กับบริบทของ รพ.สต.หนองพลวงมะนาว 2. เพิ่มช่องทางในการรับบริการให้กับ ผู้สูงอายุ 3. ลดระยะเวลาในการรับบริการของ ผู้สูงอายุ 4. ผู้ใช้นวัตกรรม มีความพึงพอใจใน ระดับดีที่สุด
156 IN_007 นวัตกรรม “วัดได้ใช้ดีมีความน่ารัก” วัชระ เกษทองมา, กรรณิการ์ทนสันเทียะ และปิยวรรณ สังข์ด่านจาก รพ.สต.พลวงมะนาว อ าเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา E–mail : [email protected] บทคัดย่อ ก่อนที่จะเข้ารับการตรวจรักษาทุกครั้ง คนไข้จะต้องถูกคัดกรองเบื้องต้นด้วยการวัดค่าต่าง ๆ ของร่างกาย ค่าเหล่านี้ทางการแพทย์เรียกว่าค่าสัญญาณชีพ หรือ Vital Signs โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองพลวงมะนาว อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลขนาดใหญ่ ซึ่งมีผู้มาใช้บริการจ านวนมาก จากข้อมูลผู้มารับบริการ เฉลี่ยต่อวันในปีพ.ศ. 2563 จ านวน 82 คน พ.ศ. 2564 จ านวน 85 คน พ.ศ. 2565 จ านวน 97 คน (Hosxp_Pcu) จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ามีจ านวนผู้ปุวยเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปีและจ านวนผู้มารับบริการ คลินิกทางเดินหายใจ จากข้อมูลผู้มารับบริการเฉลี่ยต่อวันในปีพ.ศ. 2563 จ านวน 10 คน พ.ศ. 2564 จ านวน 13 คน พ.ศ. 2565 จ านวน 15 คน พ.ศ. 2566 จ านวน 13 คน (ข้อมูล ณ วันที่30มิถุนายน 2566) (ข้อมูลจาก Hosxp_Pcu) และจากการตรวจสอบข้อมูลผู้ที่มารับบริการคลินิกทางเดินหายใจ ปีพ.ศ.2565 พบว่า มีเด็กอายุต่ ากว่า 5 ปีมารับบริการ คิดเป็นร้อยละ 50 ของผู้ปุวยที่มารับบริการ คลินิกทางเดินหายใจ และเด็กส่วนใหญ่จะไม่ให้ความร่วมมือในการวัดสัญญาณชีพ เนื่องจากกลัว อุปกรณ์ทางการแพทย์ จากปัญหาดังกล่าวท าให้คณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองพลวงมะนาว ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยใช้กระบวนการจัดการอย่างมีคุณภาพ PDCA ซึ่ง เป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา ที่สอดรับกับบริบทของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล หนองพลวงมะนาว โดยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมวัดได้ใช้ดีมีความน่ารัก เพื่อให้เด็กที่มารับบริการ คลินิกทางเดินหายใจ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองพลวงมะนาว ใช้อุกรณ์วัดสัญญาณชีพ โดยไม่กลัวอุปกรณ์ที่ทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองพลวงมะนาวใช้ ค าส าคัญ : น่ารัก น่าใช้ได้ใจเด็กๆ
157 นวัตกรรม “วัดได้ ใช้ดี มีความน่ารัก” วัชระ เกษทองมา, กรรณิการ์ ทนสันเทียะ และปิยวรรณ สังข์ด่านจาก รพ.สต.พลวงมะนาว
158 IN_008 นวัตกรรม “ล้างจมูกง่ายๆ ต้องลองใช้ดู” ศิริวรรณ บัตรสูงเนิน และวัชระ เกษทองมา รพ.สต.พลวงมะนาว อ าเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา E–mail : [email protected] บทคัดย่อ ภาวะน้ ามูกคั่งค้างในเด็กเล็ก เป็นสาเหตุหนึ่งที่ท าให้เด็กหายใจไม่สะดวกและไม่สุขสบาย สาเหตุ การลางจมูกเด็กเล็กที่มีภาวะ น้ ามูกคั่งคางจึงเปนกิจกรรมการดูแลที่ส าคัญ บุคลากร สาธารณสุขเปนผูที่มีบทบาทในการสงเสริมความสามารถผูดูแลเด็ก ใหมีความเขาใจ สาเหตุการเกิด น้ ามูกคั่งคาง กลไกการเกิดน้ ามูก ประโยชนของการลางจมูก วิธีการลางจมูกและผลกระทบของการมี น้ ามูกคั่งคาง เพื่อชวยใหผูดูแลสามารถจัดการกับอาการน้ ามูกคั่งคางในเด็กเล็กไดอยางเหมาะสม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองพลวงมะนาว อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลขนาดใหญ่ ซึ่งมีผู้มาใช้บริการจ านวนมาก จากข้อมูลผู้มารับบริการ เฉลี่ยต่อวันในปีพ.ศ. 2563 จ านวน 82 คน พ.ศ. 2564 จ านวน 85 คน พ.ศ. 2565 จ านวน 97 คน (Hosxp_Pcu) จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ามีจ านวนผู้ปุวยเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปีและจ านวนผู้มารับบริการ คลินิกทางเดินหายใจ จากข้อมูลผู้มารับบริการเฉลี่ยต่อวันในปีพ.ศ. 2563 จ านวน 10 คน พ.ศ. 2564 จ านวน 13 คน พ.ศ. 2565 จ านวน 15 คน (Hosxp_Pcu) และจากการตรวจสอบข้อมูลผู้ที่มารับ บริการคลินิกทางเดินหายใจ ปีพ.ศ.2565 พบว่า มีการจ่ายยาแก้แพ้ลดน้ ามูก คิดเป็นร้อยละ 85 ของ ผู้ปุวยที่มารับบริการคลินิกทางเดินหายใจ จากปัญหาดังกล่าวท าให้คณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบลหนองพลวงมะนาว ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยใช้กระบวนการ จัดการอย่างมีคุณภาพ PDCA ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา ที่สอดรับกับบริบท โดย การประยุกต์ใช้นวัตกรรมล้างจมูกง่ายๆ ต้องลองใช้ดูเพื่อให้ผู้ปุวยและญาติที่มารับบริการคลินิก ทางเดินหายใจ รู้จักวิธีการล้างจมูกที่ถูกวิธีและประโยชน์ของการล้างจมูก และลดการใช้ยาแก้แพ้ลด น้ ามูก เป็นสิ่งประดิษฐ์เพื่อให้ผู้ปุวยและญาติที่มารับบริการคลินิกทางเดินหายใจ โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบลหนองพลวงมะนาว รู้จักวิธีการล้างจมูกที่ถูกวิธีและประโยชน์ของการล้างจมูก และลด การใช้ยาแก้แพ้ลดน้ ามูก ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้เป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย ประกอบไปด้วย ไซริงค์10 ml. ฝาปิดแก้วน้ าหรือขวดน้ า ชุดให้น้ าเกลือหรือจุกยาง กาว และน้ าเกลือ ค าส าคัญ : ลอง ล้าง แล้ว โล่ง
159 นวัตกรรม “ล้างจมูกง่ายๆ ต้องลองใช้ดู” ศิริวรรณ บัตรสูงเนิน และวัชระ เกษทองมา รพ.สต.พลวงมะนาว อ าเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
160 IIN_009 นวัตกรรม “ลดเวลาสัญญาใจให้วัคซีนเตือนความจ า” กรรณิการ์ทนสันเทียะ และวัชระ เกษทองมา รพ.สต.โคกสูง อ าเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา E–mail : [email protected] บทคัดย่อ รพ.สต.โคกสูง เป็นรพ.สต.ขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ 21 ราย ซึ่งมีผู้มาใช้บริการจ านวน มาก จากข้อมูลผู้มารับบริการเฉลี่ยต่อวันในปีพ.ศ. 2564 จ านวน 79 คน พ.ศ. 2565 จ านวน 93 คน พ.ศ. 2566 (ข้อมูลตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2566-30 มิถุนายน 2566) จ านวน 105 คน (ข้อมูลจาก Hosxp_Pcu) จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ามีจ านวนผู้ปุวยเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปีและจ านวนผู้มารับบริการ คลินิกวัคซีนเด็กอายุ0-4 ปีจากข้อมูลผู้มารับบริการเฉลี่ยต่อวันในปีพ.ศ. 2564 จ านวน 12 คน พ.ศ. 2565 จ านวน 23 คน พ.ศ. 2566 (ข้อมูลตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2566-30 มิถุนายน 2566) จ านวน 32 คน (ข้อมูลจาก Hosxp_Pcu) และจากการตรวจสอบข้อมูลผู้ที่มารับบริการคลินิกวัคซีนเด็กอายุ0-4 ปีในปีพ.ศ.2565 พบว่า เด็กที่มีการขาดนัดรับวัคซีน คิดเป็นร้อยละ 20 และเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล วัคซีนมีปัญหาในการเปิดสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กเนื่องจากสมุดแต่ละรายมีความแตกต่างกันเช่น คลินิกเอกชนรูปแบบการบันทึกข้อมูลไม่เหมือนกับรัฐบาลท าให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการเปิดหา หน้าที่จะบันทึกการรับวัคซีนโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 10 นาทีต่อ 1 ราย จากปัญหาดังกล่าวท าให้คณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลโคกสูง ประชุม ร่วมกันเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยใช้กระบวนการจัดการอย่างมีคุณภาพ PDCA (หมุน2รอบ) ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา ที่สอดรับกับบริบทของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต าบลโคกสูง โดยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมลดเวลาสัญญาใจให้วัคซีนเตือนความจ า เพื่อเตือนความจ า ให้กับผู้ปกครองน าเด็กมารับวัคซีนตามนัดหมาย ของคลินิกวัคซีนเด็กอายุ0-4 ปีโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบลโคกสูง และเพื่อลดระยะเวลาในการค้นหาแบบบันทึกการได้รับวัคซีนในสมุดบันทึก สุขภาพแม่และเด็ก ให้กับเจ้าหน้าที่คลินิกวัคซีนเด็กอายุ0-4 ปีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลโคกสูง ค าส าคัญ : ดูง่าย ใช้สะดวก ลดเวลาลงข้อมูล ปูองกันการลืมวัคซีน
161 นวัตกรรม “ลดเวลาสัญญาใจให้วัคซีนเตือน”ความจ า กรรณิการ์ ทนสันเทียะ และวัชระ เกษทองมา รพ.สต.โคกสูง อ าเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา สีฟูาแทนกลุ่มเด็กอายุ 0 - 11 เดือน 29 วัน สีเหลืองแทนกลุ่มอายุเด็ก 1 ปี – 4 ปี IN_010
162 นวัตกรรม “ขิงหมักเจ็ดสหายคลายปวดข้อ” เสาวนีย์บุตรวงษ์ รพ.สต.บ้านหนองไผ่อ าเภอหนองกุงศรีจังหวัดกาฬสินธุ์ E–mail : [email protected] บทคัดย่อ นวัตกรรมขิงหมักเจ็ดสหายคลายปวดข้อนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดอาการปวดข้อเข่าใน ผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม ชนิดปฐมภูมิระยะข้อเข่าเสื่อมเล็กน้อย กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 61-70 ปีต าบลเสาเล้า อ าเภอหนองกุงศรีจังหวัดกาฬสินธุ์จ านวน 30 คน และศึกษาประสิทธิผล การใช้ขิงหมักเจ็ดสหายคลายปวดข้อ ในการทดลองใช้นวัตกรรมโดยเปรียบเทียบอาการปวดข้อเข่า ก่อนและหลังใช้และศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้นวัตกรรม มีกระบวนการพัฒนานวัตกรรมอย่างเป็น ระบบเริ่มจากการ 1) ศึกษาค้นคว้าเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง กับอาการ การรักษาของโรคข้อเข่า เสื่อม สมุนไพรเพื่อลดอาการปวดข้อเข่า น าข้อมูลที่ได้มาออกแบบนวัตกรรม 2) น านวัตกรรมไปใช้กับ กลุ่มที่มีอาการปวดข้อเข่า รวมทั้งประเมินความเจ็บปวดข้อเข่าก่อนการใช้3) ติดตามประเมินผลการ ใช้ขิงหมักเจ็ดสหายคลายปวดข้อ ครบ 3 ครั้ง ใน 2 สัปดาห์หลังการใช้ประเมินความ เจ็บปวดและ ความพึงพอใจหลังการใช้4) น าปัญหาที่พบในการใช้นวัตกรรม มาปรับปรุง แก้ไขเพื่อให้มีความ เหมาะสม และสะดวกใช้มากขึ้น จากการใช้นวัตกรรมในกลุ่มตัวอย่างพบว่า ผลการด าเนินงานพบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงมากที่สุดร้อยละ 76.67 มีอาชีพเป็น แม่บ้านมากที่สุด ร้อยละ 56.67 อายุระหว่าง 61 –70 ปีมีอายุเฉลี่ย 65.60 ปีอายุมากสุดคือ 70 ปี อายุต่ าสุด คือ 61 ปีมีอาการปวดข้อเข่าข้างเดียวมากที่สุดร้อยละ 56.67 มีระดับความเจ็บปวดหลัง ใช้นวัตกรรมลดลงที่ค่าเฉลี่ย 2.23 เปรียบเทียบความต่างก่อนและหลังใช้นวัตกรรม พบว่าระดับความ เจ็บปวดแตกต่างกันที่ค่าเฉลี่ย 3.03 กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรม ที่ค่าเฉลี่ย 4.65 คือมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด การใช้ขิงหมักเจ็ดสหายคลายปวดข้อ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใน การรักษาอาการปวดข้อเข่า โดยไม่ใช้ยา ส าหรับผู้สูงอายุที่มีอาการ ปวดข้อเข่า ขิงหมักเจ็ดสหาย คลายปวดข้อ มีความสะดวก ปลอดภัย และ ช่วยลดเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารับการรักษาที่ โรงพยาบาล ค าส าคัญ: ขิงหมักเจ็ดสหายคลายปวดข้อ
163 นวัตกรรม “ขิงหมักเจ็ดสหายคลายปวดข้อ” เสาวนีย์ บุตรวงษ์ รพ.สต.บ้านหนองไผ่ อ าเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์
164 IN_011 นวัตกรรม “ท างานได้ทุกที่ด้วย PK Peperless” ภฤศ แกมค า และศุภชัย บุญค าภา ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ งานบริหารส านักงานสาธารณสุขอ าเภอภูเขียว ได้พัฒนาระบบการรับหนังสือเวียน อิเล็กทรอนิกส์จากส านักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิที่เดิมมีการใช้กระดาษเป็นจ านวนมาก และ ต้องใช้เวลาลงรับหนังสือ เกษียณหนังสือ เสนอผู้บริหาร จนส่งต่อไปถึงกลุ่มเปูาหมายเป็นเวลานาน โดยได้พัฒนาระบบโดยใช้แนวคิด “ประหยัดทรัพยากร ลดเวลาสั่งการ ท างานได้ทุกที่” โดยท าการ ปรับปรุงระบบโดยประยุกต์ใช้Google Drive และ Google Sheet ในจัดเก็บไฟล์เอกสารและลงรับ หนังสือผ่านระบบออนไลน์เชื่อมต่อกับ Line Notify เพื่อส่ง Link ไฟล์เอกสารให้กับกลุ่มเปูาหมายได้ ทันทีโดยหนังสือราชการที่ผ่านระบบนี้ผู้รับผิดชอบจะสามารถเกษียณหนังสือ และผู้บริหารสูงสุด สามารถลงนามสั่งการ ผ่านโทรศัพท์ได้ทุกที่ ส่งผลข้อราชการไปยังกลุ่มเปูาหมายได้อย่างรวดเร็ว เป้าหมาย 1. เพื่อลดใช้กระดาษในงานรับหนังสือราชการ 2. เพื่อลดระยะเวลาในการรับ-ส่ง หนังสือราชการ 3.เพื่อให้สามารถเสนอหนังสือราชการให้กับผู้บริหารได้อย่างรวดเร็ว 4. ผู้รับผิดชอบงานสามารถส่งต่อหนังสือและข้อราชการไปยังกลุ่มเปูาหมายได้อย่างรวดเร็ว กิจกรรมการพัฒนา การรับหนังสือราชการ จากปัญหาดังกล่าว ผู้รับผิดชอบงานจึงได้ออกแบบ ระบบการท างานใหม่ โดยจัดเรียงวิธีการ ท างาน ที่แตกต่างจากการท างานเดิม ดังนี้ รูปแบบการด าเนินงานตามแนวทางเดิม ทีมได้ออกแบบระบบใหม่ เพื่อด าเนินงานในส านักงานสาธารณสุขอ าเภอภูเขียว ดาวน์โหลดไฟล์ ลงเครื่อง ปริ้นท์เอกสารทั้งหมด ลงรับ ใส่แฟูมเสนอ ดาวน์โหลดไฟล์ลงเครื่อง ลงรับผ่านโปรแกรม Fox reader น าข้อมูลลงรับใน (Google Sheet) Link Line notify เกษียณหนังสือผ่าน Clode
165 นวัตกรรม “ท างานได้ทุกที่ด้วย PK Peperless” ภฤศ แกมค า และศุภชัย บุญค าภา ส านักงานสาธารณสุขอ าเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ
166 นวัตกรรม “พิกัดจุด หยุดไข้เลือดออก” IN_012 ทวีวัฒน์ภัทรวีรโชติสกุล รพ.สต.บ้านคันเปือย อ าเภอ สิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี [email protected] บทคัดย่อ การพัฒนานวัตกรรม โดยใช้โปรแกรม Google Form ร่วมกับ Google Sheet และ Microsoft Excel ให้รันบน Google Map เป็นการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการพิกัดบ้านผู้ปุวย และสร้างรัศมี100 เมตร รอบบ้านผู้ปุวยเพื่อใช้ในการควบคุมโรคไข้เลือดออก และถ้าหากมีผู้ปุวยใน หมู่บ้านนั้นเกิดซ้ า ก็จะทราบได้ว่าเป็นการระบาดหรือเปูนผู้ปุวยรายใหม่ได้จากผลการด าเนินงาน พบว่าปีพ.ศ. 2565 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านคันเปือย ทั้งหมด 4 ราย เมื่อใช้นวัตกรรม “พิกัดจุด หยุดไข้เลือดออก” สามารถพิกัดจุดบ้านผู้ปุวยไข้เลือดออก สร้างรัศมี100 เมตร เพื่อใช้ใน การพ่นหมอกควันท าลายตัวแก่ยุงลาย และใช้ในการส ารวจดัชนีลูกน้ ายุงลาย ได้อย่างแม่นย าและไม่ พบผู้ปุวย Gen ต่อไปในหมู่บ้านนั้น ลดการระบาดของโรคไข้เลือดออกได้ วิธีการพัฒนานวัตกรรม 1. พัฒนา Google Form ท าแบบสอบสวนโรคที่สามารถพิกัดจุดได้โดยส่งออกไปยัง Google Sheet 2. ท ารัศมีรอบบ้านผู้ปุวย 100 เมตร เพื่อใช้ในการควบคุมโรค 3. ลงควบคุมโรค และส ารวจลูกน้ ายงลาย
167 IN_013 นวัตกรรม “มะกรูดน้อยลอยน้ าก าจัดยุงลาย” วาสนา ภูมีค า รพ.สต.วังกางฮุง ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected] บทคัดย่อ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการน าผลมะกรูดในการควบคุมลูกน้ า ยุงลายในภาชนะน้ าใช้ด าเนินการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2566 –25 กรกฎาคม 2566 น าไปใช้ในชุมชนโดยทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม กลุ่มทดลอง จ านวน 30 หลังคาเรือน และ กลุ่มควบคุม จ านวน 30 หลังคาเรือน ผลการทดลอง พบว่า ค่า HI และ ค่า BI ในกลุ่มทดลองมีค่า ลดลง ทั้ง 5 ครั้ง และมีค่า HI และ ค่า BI น้อยกว่ากลุ่มควบคุม ทั้ง 5 ครั้งเช่นกัน ภาชนะที่ใส่ผล มะกรูดไม่พบลูกน้ ายุงลาย ส่วนภาชนะที่ไม่ได้ใส่ผลมะกรูด พบว่าการส ารวจการพบลูกน้ ามีผลการ ประเมินความพึงพอใจต่อการใช้ผลมะกรูดในการก าจัดลูกน้ ายุงลาย มีผู้ตอบแบบสอบถามความพึง พอใจต่อการใช้ผลมะกรูดในการก าจัดลูกน้ ายุงลาย จ านวน 30 คน คือ กลุ่มทดลองทั้งหมดที่ใช้ผล มะกรูดในการก าจัดลูกน้ ายุงลาย มีความพึงพอใจต่อการใช้ผลมะกรูดในการก าจัดลูกน้ ายุงลาย ใน ระดับพอใจมาก ร้อยละ 100 จึงสรุปได้ว่า: การน าผลมะกรูด ในการก าจัดลูกน้ ายุงลาย หลักการคือ การน าผลมะกรูดมานวด คลึง จนผิวมะกรูดมีสารที่เป็นน้ ามันซึมออกมา และถ้าน าไปใช้ในปริมาณที่ เพียงพอสามารถฆ่าลูกน้ ายุงให้ตายได้อยู่ได้นาน 5 วัน ซึ่งการน าผลมะกรูดมาใช้ในการปูองกันก าจัด ลูกน้ ายุงลายเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถลดอัตราการใช้ทรายเคมีลดความเสี่ยงผลข้างเคียงต่อสุขภาพ ลดเงินงบประมาณของรัฐบาลได้อีกทางหนึ่ง ค าส าคัญ : มะกรูด, ความพึงพอใจ, ลูกน้ า
168 IN_014 นวัตกรรม “แค่มองก็รู้แค่ดูก็เข้าใจ รักษาปลอดภัย ไว้ใจการกินยา” กรรณิการ์ทนสันเทียะ และวัชระ เกษทองมา รพ.สต.โคกสูง อ าเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา E–mail : [email protected] บทคัดย่อ การวินิจฉัยการรักษาและการรับประทานยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ หลักการใช้ยาส าคัญที่ ถูกต้องและปลอดภัยคือ ใช้ยาให้ถูกคน ใช้ยาให้ถูกโรค ใช้ยาให้ถูกขนาด ใช้ยาให้ถูกวิธีและใช้ ยาให้ถูกเวลา รพ.สต.โคกสูง อ าเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็น รพ.สต.ขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ 21 ราย ซึ่งมีผู้มาใช้บริการจ านวนมาก จากข้อมูลผู้มารับบริการทั้งหมดประจ าปี2564 จ านวน 11,485 ราย มี ผู้รับบริการชาวต่างชาติทั้งหมดจ านวน 110 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.95 ปีพ.ศ. 2565 จ านวน 12,588 ราย มีผู้รับบริการชาวต่างชาติทั้งหมดจ านวน 124 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.98และ ปีพ.ศ. 2566 (ข้อมูล ตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2566-30 มิถุนายน 2566) จ านวน 13,077 รายมีผู้รับบริการชาวต่างชาติ ทั้งหมดจ านวน 240 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.83 (ข้อมูลจาก Hosxp_Pcu) จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ามี จ านวนผู้ปุวยเพิ่มมากขึ้นในทุกๆปีและจ านวนผู้มารับบริการนี้มีชาวต่างชาติจากหลายประเทศที่เข้า มาเป็นแรงงานอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่อีกเป็นจ านวนมาก จากข้อมูลของชาวต่างชาติผู้มารับบริการเฉลี่ย ต่อวันในปีพ.ศ. 2566 (ข้อมูลตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2566-30 มิถุนายน 2566) จ านวน 5 รายต่อวัน (ข้อมูลจาก Hosxp_Pcu) พบปัญหาการใช้ภาษาในการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่เป็นภาษาประจ าชาติ เท่านั้น โดยไม่สามารถสนทนาภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้ซึ่งในการให้บริการอาจจะท าให้เกิด ข้อผิดพลาดในด้านการวินิจฉัย จ่ายยา และการรับประทานยาของผู้ปุวยได้ จากปัญหาดังกล่าวท าให้คณะเจ้าหน้าที่ รพ.สต.โคกสูง ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางการ แก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา ที่สอดรับกับบริบทของโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบลโคกสูง โดยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมแค่มองก็รู้แค่ดูก็เข้าใจ รักษาปลอดภัย ไว้ใจการ กินยา เพื่อให้บุคลากรมีแนวทางการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องและส่งเสริมความมั่นใจในการรับประทาน ยา ให้กับผู้ปุวยที่เป็นชาวต่างชาติและเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบของฉลากช่วยให้เหมาะสม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ปุวยที่มารับบริการของ รพ.สต.โคกสูง ค าส าคัญ : ตรวจโรคง่าย สื่อสารได้ไม่ผิดโรค
169 นวัตกรรม “แค่มองก็รู้ แค่ดูก็เข้าใจ รักษาปลอดภัย ไว้ใจการกินยา” กรรณิการ์ ทนสันเทียะ และวัชระ เกษทองมา รพ.สต.โคกสูง อ าเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา E–mail : [email protected]
170 IN_015 นวัตกรรม “อสม.ดิจิทัล ออนไลน์ยุคโควิด19” วงศ์วริศ ไสวภานุพัฒน์ รพ.สต.หนองบัว อ าเภอหนองกุงศรีจังหวัดกาฬสินธุ์ E–mail : [email protected] บทคัดย่อ เป็นนวัตกรรมด้านกระบวนการ ใช้อสม.เป็นแกนน าเครือข่ายสุขภาพ ในการแก้ปัญหาการ ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา( COVID – 19 )ที่ประชาชนเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงสูง พื้นที่ เสี่ยง ที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ประกาศล็อกดาวน์10 จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุด และเข้มงวด โดยใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ในติดต่อประสานงานระหว่าง อสม.กับบุคลากรสาธารณสุขใน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองบัว เพื่อเฝูาระวัง ติดตาม ผู้ถูกกักตัว ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และ ส่งต่อไปรักษากรณีที่มีอาการผิดปกติทางเดินหายใจ จากการตรวจวัดเครื่องวัดออกซิเจน เป็น นวัตกรรมด้านกระบวนการ ที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็วแม่นย า เข้าถึงง่าย เป็นการบูรณาการในการ ท างานในช่วงภาวะวิกฤติโควิด19 ด้านการรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ปูองกันโรคและฟื้นฟู สุขภาพ ดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ อสม. ในห้วง เวลาทีมีการระบาดอย่างหนักในชุมชน เป็นการน าเอาแอปพิเคชันไล์ที่อสม.ส่วนใหญ่ใช้ในชีวิตประจ าวันทุกวันอยู่แล้วจึงเป็นเรื่อง ง่ายมีความสะดวก สามารถน ามาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารส าหรับการปฏิบัติงานด้าน สาธารณสุขระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกับภาคีเครือข่าย อสม โดยใช้อุปกรณ์สื่อสารเพียง 1 ชิ้น คือ โทรศัพท์รุ่นสมาร์ทโฟน ในระบบ Android หรือ IOS ในการเชื่อมต่อการใช้งานอินเตอร์เน็ต ด้วยการ แสกนQR code หรือ ID Line ที่มีเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลหนองบัว อ าเภอ หนองกุงศรีเป็นAdmin เป็นช่องทางในการสื่อสารที่ประหยัดใช้งานง่าย สามารถรับส่งข้อมูลได้ หลากหลายรูปแบบ ทั้งข้อความภาพเสียงและวิดีโอ และยังสามารถเข้าร่วมประชุมสนทนากลุ่ม ออนไลน์ได้กับหมอครอบครัว เหมาะสมกับการปฏิบัติงานในช่วงภาวะที่มีการเกิดโรคโควิด19 ได้ ง่ายดายตลอด 24 ชั่วโมง
171 นวัตกรรม “อสม.ดิจิทัล ออนไลน์ ยุคโควิด19” วงศ์วริศ ไสวภานุพัฒน์ รพ.สต.หนองบัว อ าเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์
172 IN_016 นวัตกรรม “สัญญาณไฟ 3 สีชี้ช่องทางเหงือกและฟันดี” อนุธิดา ขันทะมูล รพ.สต.โนนแดง อ าเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected] จากการตรวจสุขภาพช่องปากหญิงตั้งครรภ์ที่เข้ารับการฝากครรภ์ครั้งแรกที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพต าบลโนนแดง จ านวน 31 คน พบว่าหญิงตั้งครรภ์มีปัญหาด้านสุขภาพช่องปาก ได้แก่ เหงือกอักเสบและมีหินน้ าลาย จ านวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 93.55 ฟันผุจ านวน 17 คน คิดเป็น ร้อยละ 54.84 จากการสอบถามหญิงตั้งครรภ์บางรายไม่เคยรับบริการทันตกรรมเนื่องจากมีภาระงาน ท าให้ไม่มีเวลาเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากและไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ ในช่องปาก ก็เลยไม่ได้พบ ทันตบุคลากรเป็นประจ า หญิงตั้งครรภ์บางรายเคยได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากและรับบริการทัน ตกรรมเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากอย่างสม่ าเสมอจึงท าให้มีปัญหาด้าน สุขภาพช่องปาก การจัดล าดับสี“สัญญาณไฟ 3 สีชี้ช่องทางเหงือกและฟันดี” เพื่อจัดระดับความ รุนแรงของโรคใน ช่องปากของกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่มีปัญหาด้านสุขภาพช่องปาก เพื่อให้ง่ายต่อการ ติดตามและส่งต่อเพื่อการรักษาทางทันตกรรม วิธีการพัฒนานวัตกรรม 1. ตรวจสุขภาพช่องปากหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ครั้งแรก จัดระดับความรุนแรงของโรค ใน ช่องปาก โดยสัญญาณไฟ 3 สีโดยการติดสติ๊กเกอร์สีที่สมุดบันทึกการฝากครรภ์หน้าการตรวจ สุขภาพช่องปาก ได้แก่สีเขียว คือ เหงือกปกติไม่พบฟันผุ สีเหลือง คือ เหงือกอักเสบ มีหินน้ าลาย หรือ ฟันผุต้องอุด 1 ซี่ขึ้นไป สีแดง คือ เหงือกอักเสบ มีหินน้ าลาย หรือ ฟันผุต้องถอนหรือรักษารากฟัน 1 ซี่ขึ้นไป ให้ค าแนะน าหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับสติ๊กเกอร์สีต่างๆ ให้รับทราบถึงปัญหาสุขภาพช่องปากตนเอง และ นัดรับบริการทันตกรรมพร้อมทั้งให้ทันตสุขศึกษารายบุคคล 2. ติดตามโดยการเยี่ยมบ้านหรือนัดรับบริการที่ รพ.สต. พร้อมทั้งเปลี่ยนสีสติ๊กเกอร์เมื่อได้รับ การรักษาทางทันตกรรมตามความเหมาะสม
173 นวัตกรรม “สัญญาณไฟ 3 สีชี้ช่องทางเหงือกและฟันดี” อนุธิดา ขันทะมูล รพ.สต.โนนแดง อ าเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected]
174 IN_017 นวัตกรรม “โดมิโนช่วยคิดพิชิตสมองเสื่อม” ธนนัฐ ภูมินา รพ.สต.บ้านหนองหว้าเฒ่า ต าบลหนองบัว อ าเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม บทคัดย่อ รพ.สต.บ้านหนองหว้าเฒ่า มีผู้สูงอายุเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม ร้อยละ 1.13 ผู้สูงอายุมีความ สนใจในการปูองกันภาวะสมองเสื่อม แต่ยังขาดกิจกรรมบริหารสมองที่กระตุ้นให้ผู้สูงอายุสนใจอยาก ฝึกฝน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเกี่ยวกับการปูองกันภาวะสมองเสื่อม ด้วยนวัตกรรม “โดมิโนช่วยคิดพิชิต สมองเสื่อม” โดยใช้ทฤษฎีแก้ปัญหาเชิงประดิษฐ์คิดค้นและสร้างนวัตกรรม (TRIZ) หรือ“ทฤษฎีการ แก้ปัญหาเชิงนวัตกรรม” มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานวัตกรรมในข้อ การเลียนแบบ-และลอกแบบ (Copying) การสกัดออก (Extraction) และการรวมเข้าเป็นหน่วยเดียวกัน (Consolidation) มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้นวัตกรรม โดมิโนช่วยคิดพิชิตสมองเสื่อม ต่อการรู้คิดในผู้สูงอายุ ที่อาศัยในเขตพื้นที่พื้น รพ.สต.บ้านหนองหว้าเฒ่า อายุ60 ปีขึ้นไป 24 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม กลุ่มละ 12 คน ศึกษาระหว่างเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ถึง เดือน กุมภาพันธ์พ.ศ. 2566 สถิติติที่ใช้คือร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ Willcoxon Signd Rank Test ผลการวิจัยพบว่าจากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดหลังการทดลองของกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของผู้สูงอายุของกลุ่มทดลองร้อยละ 27.46 และ ค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของผู้สูงอายุของกลุ่มควบคุมร้อยละ 25.38 โดยค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของ ผู้สูงอายุของกลุ่มทดลอง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และจากการ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดก่อนการทดลองและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ย คะแนนการรู้คิดก่อนการทดลองของกลุ่มทดลองร้อยละ 23.37 และค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดหลังการ ทดลองของกลุ่มทดลองร้อยละ 27.46 โดยค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้คิดของกลุ่มทดลอง สูงกว่าก่อนการใช้ นวัตกรรม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะที่ได้จากการท าวิจัย คือ 1. งานวิจัยนี้นี้ สามารถน าไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นได้และกลุ่มผู้ปุวยกลุ่มอื่น ๆ และ2.ควรมีโปรแกรมส่งเสริมการ บริหารสมองอย่างต่อเนื่องในระยะ เวลามากกว่า 8 สัปดาห์
175 นวัตกรรม “โดมิโนช่วยคิดพิชิตสมองเสื่อม” ธนนัฐ ภูมินา รพ.สต.บ้านหนองหว้าเฒ่า ต าบลหนองบัว อ าเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
176 IN_018 นวัตกรรม “ลานกระโดดหรรษาพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่” อุไรรัตน์ช ารัมย์ รพ.สต.โคกหัวช้าง ต าบลอิสาณ อ าเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ E–mail : [email protected] บทคัดย่อ เด็ก 3-5 ปีเป็นวัยส าคัญมีการพัฒนาสูงสุด เด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติย่อมส่งผลกระทบต่อ การเสียโอกาสที่จะมีพัฒนาการก้าวหน้าตามวัยท าให้เป็นภาระต่อครอบครัวและสังคม จึงได้พัฒนา นวัตกรรมลานกระโดดหรรษาพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นพัฒนาการด้านการ เคลื่อนไหวในเด็กอายุ3- 5 ปีที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า และเพื่อศึกษาผลของการใช้นวัตกรรมลาน กระโดด ใช้พื้นที่โรงเรียนบ้านโคกสะอาด พื้นที่รับผิดชอบรพสต.บ้านโคกหัวช้าง กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็ก อายุ3-5 ปีมีพัฒนาการสงสัยล่าช้าด้านการเคลื่อนไหวที่สมัครใจผู้ปกครองยินยอม 12 คน ผู้ปกครอง 12 คน ครูพี่เลี้ยงเด็ก 5 คน รวมทั้งสิ้น 29 คน เก็บรวบรวมข้อมูลวันที่ 1 ตุลาคม 2565 – 31 มีนาคม 2566 เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมินพัฒนาการเด็ก (DSPM) แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบ ประเมินนวัตกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน พบว่า เด็กกระตุ้นพัฒนาการด้วยนวัตกรรมระยะเวลา 1 เดือนสามารถกระตุ้นพัฒนาการ ด้านการเคลื่อนไหวได้ร้อยละ100 นวัตกรรมใช้งานง่าย (x =4.88 , SD = 0.33) สะดวกใช้(x = 4.88, SD = 0.33) เคลื่อนย้ายได้เล่นได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง สะอาดมีความปลอดภัยต่อเด็ก (x = 4.82, SD = 0.39)ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก และประหยัดการซื้ออุปกรณ์ของเล่น โดยมีต้นทุนการผลิต ราคา 300 บาท ในขณะที่แผ่นเกมส์กระโดดใช้เท้ามีราคาขายในตลาด ราคา 750 บาท ผู้ปกครอง และครูพี่เลี้ยงเด็กมีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมในระดับดีมาก (x = 4.94, SD = 0.24) นวัตกรรมลานกระโดดหรรษา สามารถกระตุ้นพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ เนื่องจากเด็กได้ใช้กิจกรรมการเล่นพื้นบ้านได้ออกก าลังกายใช้ทักษะการกระโดดตามการศึกษา อาชีพา ผดุงผล (2561) รูปแบบการเล่นโดดเด่นท าให้เด็กอยากเล่น การได้เล่นกับเพื่อนเล่น เป็นทีมท าให้เด็กเพลิดเพลินสนุกสนาน นวัตกรรมมีสีสันรูปการ์ตูนดึงดูดความสนใจ ข้อเสนอแนะคือ อาจปรับเปลี่ยนวัสดุและสีสันให้คงทน เพิ่มรูปแบบการ์ตูนใหม่ๆ ให้ดึงดูดความสนใจ นอกจากนี้ยัง น าไปใช้ในกลุ่มเด็กที่มีพัฒนาการสมวัยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการต่อไป ค าส าคัญ : นวัตกรรมลานกระโดด พัฒนาการสงสัยล่าช้า การกระตุ้นพัฒนาการ
177 นวัตกรรม “ลานกระโดดหรรษาพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่” อุไรรัตน์ ช ารัมย์ รพ.สต.โคกหัวช้าง ต าบลอิสาณ อ าเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
178 IN_019 นวัตกรรม “รอกร่วมใจ เคลื่อนที่ขยับ ADL ผู้ป่วย Stroke” อริศรา พนมรัตน์ รพ.สต.บ้านโคกหัวช้าง ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์จ.บุรีรัมย์ E–mail : [email protected] บทคัดย่อ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่มักพบความพิการทางด้านร่างกาย เรียกว่า อัมพฤกษ์ อัมพาตครึ่งซีกผู้ปุวยกลุ่มนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวลดลง เป็นสาเหตุของภาวะข้อติดกล้ามเนื้อลีบ อ่อนแรง การฟื้นฟูสมรรถภาพจึงเป็นสิ่งส าคัญในการช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การท าสิ่งประดิษฐ์มี วัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง มีโอกาสเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่าง เหมาะสมและต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ปุวยสามารถกลับมาด าเนินกิจวัตรประจ าวันได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ระยะเวลาด าเนินการตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 - 31 พฤษภาคม 2566 ใช้ใน กลุ่มผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ADL<12 คะแนน จ านวน 3 ราย จึงได้ร่วมกับผู้น าชุมชนและ อสม. จัดท า “รอกร่วมใจ เคลื่อนที่ขยับ ADL ผู้ปุวยStroke”นี้ขึ้น อุปกรณ์ได้แก่ 1) รอกด ารางเดี่ยว 1 ตัว 2) เชือกยาว 110 ซม. 3) เหล็กกล่อง 4) เหล็กฉาก 5) บานพับ 6) เครื่องเชื่อม 7) สายยาง 50 เซนติเมตร 2 อัน และ 8) ปลอกผ้านุ่ม พบว่าผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองหลังจากฟื้นฟูด้วย “รอกร่วม ใจเคลื่อนที่ขยับ ADLผู้ปุวยStroke” เป็นเวลา 8 เดือน จ านวน 3 ราย มีค่าคะแนน ADLเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ราย รายที่1 ADL เพิ่มจาก7คะแนนเป็น 15คะแนน Motor Power Grade 3รายที่2 ADLเพิ่มจาก 6คะแนนเป็น 14 Motor Power Grade 3รายที่3 ADL เพิ่มจาก7คะแนนเป็น 16คะแนน Motor Power Grade 4 สามารถหยิบจับสิ่งของ ท ากิจวัตรประจ าวันได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ผู้ปุวยมีระดับความ พึงพอใจต่อการใช้สิ่งประดิษฐ์โดยรวม อยู่ในระดับดีมาก ( X = 4.76, S.D. = .40) โดยข้อที่มีความ พึงพอใจมาก 3 ข้อแรกคือ สิ่งประดิษฐ์มีประโยชน์ต่อผู้รับบริการ, ความต้องการของผู้รับบริการต่อ สิ่งประดิษฐ์, สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้มีความทนทาน ตามล าดับ และข้อที่มีความพึงพอใจระดับปานกลาง คือ นวัตกรรมเหมาะกับผู้รับบริการใช้งานง่าย สรุปได้ว่าผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองหลังจากฟื้นฟูด้วย “รอกร่วมใจ เคลื่อนที่ขยับ ADL ผู้ปุวย Stroke” เป็นเวลา 8 เดือน จ านวน 3 ราย มีความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน เพิ่มขึ้น สามารถน าไปเป็นแนวทางดูแลผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ร่วมกับภาคีเครือข่ายในชุมชน การบูรณาการสนับสนุนงบประมาณทุกภาคส่วน ท าให้ผู้ปุวยโรคหลอดเลือดสมองช่วยเหลือตนเอง เพิ่มขึ้น ลดการพึ่งพิงจากครอบครัวได้ทั้งนี้สามารถน าสิ่งประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ปุวยในกลุ่มอื่นได้เป็นแนวทางพัฒนาต่อไป ค าส าคัญ : สิ่งประดิษฐ์, ADL, โรค Stroke
179 นวัตกรรม “รอกร่วมใจ เคลื่อนที่ขยับ ADL ผู้ป่วย Stroke” อริศรา พนมรัตน์ รพ.สต.บ้านโคกหัวช้าง ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ E–mail : [email protected]
180 IN_020 นวัตกรรม “แผ่นพับรักษ์ฟันดี” นริสสา สุขเสวย รพ.สต.ค าขวาง อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected] บทน า นวัตกรรมชิ้นนี้จัดท าขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการท างานด้านการให้บริการทางทันตกรรม ของฝุายทันตสาธารณสุข หน่วยงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลค าขวาง ด้วยโรคทางช่องปาก สามารก่อให้เกิดความร าคาญ ขาดความมั่นใจในตนเอง ประสิทธิภาพในการทานอาหารลดลง และ หากรุนแรงอาจถึงขั้นติดเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้โรคในช่องปากที่พบได้บ่อยคือ โรคฟันผุซึ่ง ตรวจพบตั้งแต่ในกลุ่มเด็กเล็ก ใระยะแรกจะยังไม่แสดงอาการ หรือแสดงอาการไม่มาก หากปล่อยไว้ ไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลให้เกิดการศูนย์เสียฟันซี่ที่เป็นโรค และสามารถติดต่อไปยังซี่อื่นๆในช่อง ปาก และติดต่อไปยังคนในครอบครัวจากการรับประทานอาหารร่วมกันได้เช่นกัน โรคที่ตรวจพบบ่อย อันดับต่อมาคือ โรคปริทันต์ซึ่งผู้มารับบริการส่วนมากแปรงฟันไม่ทั่ว ใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง และออกแรงแปรงมากเกินไป ท าให้ตรวจพบหินน้ าลาย เหงือกร่น และคอฟันสึก เพื่อสร้างความเข้าใจ และเสริมความรู้และทักษะด้านทันตสาธารณสุขแก่ผู้มารับบริการเพิ่ม มากขึ้น นอกจากการในทันตสุขศึกษาแก่ผู้ที่มารับบริการแล้ว ฝุายทันตสาธารณสุข หน่วยงาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลค าขวางได้จัดท านวัตกรรม “แผ่นพับรักษ์ฟันดี” ขึ้น เพื่อใช้เป็น เครื่องมือในการส่งเสริมและสร้างความตระหนักในการชะลอ และลดการเกิดโรคในช่องปาก ประโยชน์/การน าไปใช้/ผลส าเร็จของนวัตกรรม 1. ผู้มารับบริการความเข้าใจและเสริมความรู้และทักษะด้านทันตสาธารณสุขแก่ผู้มารับ บริการเพิ่มมากขึ้น 2. ผู้มารับบริการมีความความตระหนักในการดูแลสุขภาพช่องปากทั้งตนเองและบุตรหลานที่ อยู่ในปกครองมากขึ้น 3. ผู้มารับบริการสามารถอ่านเพื่อท าความเข้าใจระหว่างนั่งรอคิวรับบริการ
181 นวัตกรรม “แผ่นพับรักษ์ฟันดี” นริสสา สุขเสวย รพ.สต.ค าขวาง อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected]
182 IN_021 นวัตกรรม “สเปรย์สมุนไพรทากันยุง” ชฎารัตน์ ชมบุญ และ อรอุมา ประสมพันธ์ รพ.สต.บ้านค าหนามแท่ง อ าเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected] บทคัดย่อ โรคไข้เลือดออก (Dengue Virus) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็น พาหะน าโรค และโรคนี้ได้กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ส าคัญ ปี พ.ศ.2565 อ าเภอตาลสุม พบผู้ปุวย สะสม 59 ราย (อัตราปุวยสูง เป็นล าดับที่ 1 ของจังหวัดอุบลราชธานีและเป็นล าดับที่ 2 ของเขต สุขภาพที่ 10) หมู่บ้าน ที่พบผู้ปุวยสูงสุด คือ บ้านค าหนามแท่ง โรคไข้เลือดออกนับเป็นปัญหาส าคัญ ของบ้านค าหนามแท่ง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะแพร่ระบาดสูง ความรุนแรงของโรคอาจท าให้เสียชีวิตได้ การ ควบคุมโรคที่ได้ผลดีที่สุด คือ การควบคุมยุงลายที่เป็นพาหนะโดยการก าจัดลูกน้ ายุงลาย เน้นความ ครอบคลุม สม่ าเสมอ และต่อเนื่อง แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีเปูาหมายในการใช้เครื่องพ่นสารเคมี หมอกควันเพื่อก าจัดยุงลาย หากพ่นบ่อยเกินไปจะท าให้ยุงดื้อยา (โดนสารเคมีความเข้มข้นต่ าเข้าไป แล้วสลบ พอผ่านไปชั่วโมงหนึ่งบินต่อ) ดังนั้นควรใช้วิธีนี้ให้น้อยที่สุด คือการท าลายแหล่งเพาะพันธุ์ ยุงลาย ควบคู่ไปกับการปูองกันไม่ให้โดนยุงกัด เช่น เวลานอนให้กางมุ้ง และทายากันยุง การจะกระตุ้นให้ประชาชนเล็งเห็นความส าคัญของการท าลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ควบคู่ ไปกับการปูองกันไม่ให้โดนยุงกัด นั้น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลบ้านค าหนามแท่ง จึงได้พัฒนา นวัตกรรมสเปรย์สมุนไพรทากันยุง ที่ช่วยปูองกันไม่ให้ยุงกัด ควบคู่ไปกับการท าลายแหล่งเพาะพันธุ์ ยุงลาย เพื่อควบคุมและปูองกันโรคไข้เลือดออกได้อย่างครอบคลุม โดยน าสมุนไพรที่หาได้ง่าย สามารถ ท าขึ้นเองได้มาประยุกต์ใช้ตรงตามความต้องการของพื้นที่
183 นวัตกรรม “สเปรย์สมุนไพรทากันยุง” ชฎารัตน์ ชมบุญ และ อรอุมา ประสมพันธ์ รพ.สต.บ้านค าหนามแท่ง อ าเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected] IN_022
184 IN_022 นวัตกรรม "มหัศจรรย์เครื่องพ่นหมอกควัน จากสมุนไพร จิระศักดิ์ ชมบุญ รพ.สต.รวมไทย อ าเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี E–mail : [email protected] บทคัดย่อ จากสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออก ซึ่งมีแนวโน้มในการระบาดที่เพิ่มขึ้น เรื่อยๆ ส าหรับประเทศไทยสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2566 ตั้งแต่ 1 มกราคม – 19 กรกฎาคม 2566 พบว่า มีอัตราปุวย 62.75 ต่อประชากรแสนคน และอัตราการตายร้อยละ 0.09 ส าหรับใน จังหวัดอุบลราชธานี สถานการณ์ของโรคเปรียบเทียบตามช่วงเวลาเดียวกันย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2561 ถึง2565) มีอัตราปุวย 78.87, 282.06, 91.07, 8.37 และ 28.65 ต่อประชากรแสนคน ตามล าดับ และอัตราตายร้อยละ 0.20, 0.21, 0.06, 0.00, 0.00 ตามล าดับ สถานการณ์โรค ไข้เลือดออกของอ าเภอกุดข้าวปุูน ปี 2566 พบอัตราปุวย 41.52 ต่อประชากรแสนคน ส่วนในเขต พื้นที่รับผิดชอบของ รพ.สต.รวมไทย เปรียบเทียบกับปีปัจจุบัน พบผู้ปุวยโรคไข้เลือดออก ปี พ.ศ. 2561–2565 (2 1 0 0 2 ราย ตามล าดับ) และในปี 2566 มีผู้ปุวย 28 ราย ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัญหาโรค ไข้เลือดออกเป็นปัญหาในพื้นที่ ซึ่งการระบาดนี้ก็ได้มีการลงพื้นที่พ่นหมอกควันยุงลาย ในพื้นที่หมู่บ้าน ที่มีการระบาด ได้พบปัญหาในการใช้เครื่องพ่นหมอกควัน โดยมีเสียงสะท้อนกลับจากประชาชนว่า ภายหลังจากการพ่นหมอกควันแล้วนั้น ภายในบ้านมีกลิ่นฉุนของน้ ายาพ่นหมอกควัน และมีคราบ น้ ามันติดเสื้อผ้า ทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลรวมไทย จึงได้ประดิษฐ์เครื่องพ่นหมอกควัน จากสมุนไพร ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากการใช้เครื่องพ่นหมอกควันที่มีส่วนผสมทางเคมี และต่อ ยอดจากการใช้สเปรย์สมุนไพร ขึ้น เพื่อใช้ในการพ่นหมอกควันก าจัดยุงลายตัวแก่ เพื่อลดกลิ่นฉุนและ คราบน้ ามัน เพิ่มความสะดวกและความพึงพอใจต่อการใช้งานของประชาชนมากยิ่งขึ้น ที่ส าคัญ สามารถท าเองได้ เพราะว่าเราเลือกใช้วัสดุที่หาง่ายและไม่ใช้แล้ว และยังสามารถกระจายละอองของ น้ ายาได้มากกว่าการใช้สเปรย์สมุนไพร ราคาต้นทุนการผลิตต่ ากว่าเครื่องพ่นหมอกควัน ถึงเครื่องละ ประมาณ 40,000 บาท และมีต้นทุนการผลิตที่ไม่แพงเพียงชิ้นละ 50 บาท ค าส าคัญ : เครื่องพ่นหมอกควัน, สมุนไพร, โรคไข้เลือดออก