The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การรักษาความมั่นคง ความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by weerawit.ler, 2021-07-23 23:35:07

Data Communication and Network

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การรักษาความมั่นคง ความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

ประวตั ิของอนิ เทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ต เป็ นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ทีเกิดขึนจากการนาํ เครือข่ายยอ่ ย ๆ มา
เชือมต่อกนั สามารถติดต่อสือสารกนั ไดภ้ ายใตข้ อ้ ตกลงของการสือสารร่วมกนั อินเทอร์เน็ตเป็นเครือขา่ ย
อิสระทีไม่มีใครเป็ นเจา้ ของ แต่จะมีหน่วยงานทีจะรับผิดชอบในการจดั สรรแอดเดรสและบริการต่าง ๆ
บนอินเทอร์เน็ต
ในปี ค.ศ. 1960 เมือครังยงั ใช้งานเครืองเมนเฟรม (Mainframe) ซึงมีข้อจาํ กดั ในเรืองของการ
ติดต่อสื อสาร นักวิจัยในยุคนันไม่สามารถแลกเปลียนข้อมูลระหว่างกันได้โดยสะดวก ดังนัน

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา (Department of Defense: DOD) ไดใ้ ห้หน่วยงานทีเรียกวา่ “อาร์พา
(Advanced Research Projects Agency: ARPA) รับผิดชอบในการวิจัยและพัฒนาระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ทีสามารถแลกเปลียนขอ้ มูลกนั ได้ ซึงจะไดช้ ่วยประหยดั เวลา แรงงานและลดค่าใช้จ่ายใน
การติดต่อระหวา่ งกนั ได้

ปี ค.ศ. 1967 อาร์พาไดน้ าํ เสนอความคิดในการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทีมีชือวา่ “อาร์พาเน็ต
(ARPANET)” ต่อทีประชุมของ Association for Computing Machinery (ACM) โดยหลกั การนันจะทาํ
ให้มีคอมพิวเตอร์หลกั ทีเรียกว่า “Interface message processor (IMP)” ทาํ หน้าทีในการติดต่อสือสาร
ระหวา่ งกนั ดงั นนั ในแตล่ ะองคก์ ารจะตอ้ งมี IMP ส่วนคอมพิวเตอร์ในองคก์ ารนนั ๆ จะถูกเชือมตอ่ เขา้ กบั
IMP อีกทีหนึง เมือตอ้ งการทีจะแลกเปลียนขอ้ มูลกบั องคก์ ารอืน ๆ ก็สามารถทาํ ไดโ้ ดยการส่งขอ้ มูลผา่ น
IMP

ปี ค.ศ. 1969 อาร์พาเน็ตจะประกอบด้วย 4 องค์การทีทําการเชือมต่อ IMP เข้าด้วยกัน คือ
University of California at Los Angeles (UCLA), University of California at Santa Barbara (UCSB),
Stanford Research Institute (SRI) และ University of Utah ในการติดต่อสือสารกนั นนั จะตอ้ งมีขอ้ ตกลง
ของการสือสารร่วมกนั ทีเรียกวา่ Network Control Protocol (NCP) เพือให้เป็นมาตรฐานเดียวกนั

ปี ค.ศ. 1972 นกั วจิ ยั ของอาร์พาเน็ต คือ วินท์ เซอร์ฟ (Vint Cerf) และบอบ คาห์น (Bob Kahn)
ได้คิดโครงการทีมีชือว่า “Internetting Project” ซึงเป็ นการติดต่อสือสารข้อมูลระหว่างกันโดยใช้
Transmission Control Protocol (TCP) หลังจากนันไม่นาน TCP ได้ทําการแยกออกเป็ น 2 ส่วน คือ

Transmission Control Protocol (TCP) และ Internetworking Protocol (IP) ซึ งต่อมาได้กลายเป็ น
มาตรฐานของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบนั ทีเรียกกนั ทวั ไปวา่ TCP/IP

ปัจจุบันเราทาํ การเชือมต่อกับอินเทอร์เน็ต ผ่านองค์การทีเรียกว่า “ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
(Internet Service Provider: ISP” โดยในภาพที 1.28 จะแสดงประเภทของ ISP ซึงได้แก่ ผูใ้ ห้บริการ

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 50

อินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ ผูใ้ ห้บริการอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ ผูใ้ ห้บริการอินเทอร์เน็ตภายใน
ภูมิภาค และผใู้ หบ้ ริการอินเทอร์เน็ตภายในทอ้ งถิน ในการเชือมต่อกนั ระหวา่ ง ISP

ภาพที 1.28 อนิ เทอร์ในปัจจุบัน

จากภาพที 1.28 การเชือมต่อกันระหว่าง ISP แต่ละประเภทนันจะเชือมต่อกนั แบบลําดบั ชัน
(Hierarchy) ดงั นี

ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ (International Service Providers) เป็ นผูใ้ ห้บริการ
อินเทอร์เน็ตระดบั ชันบนสุด ซึง ISP ประเภทนีจะทาํ การเชือมต่อเครือข่ายกันระหว่างประเทศ เช่น
ระหว่าง ISP ในประเทศไทย กับ ISP ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็ นต้น ปัจจุบัน ISP เปิ ดให้บริการ
อินเทอร์เน็ตอยู่ ประเภทหลัก ๆ คือ แบบโทรเข้า (Dial-up) ซึงเหมาะกับผูใ้ ช้ตามบ้านพักอาศัย
ทีตอ้ งการเชือมตอ่ คอมพิวเตอร์ของตนเองเพือเขา้ ใชง้ านอนิ เทอร์เน็ตผา่ นอปุ กรณ์โมเด็ม และแบบสายเช่า
ความเร็วสูง (Leased Line) ทีเชือมต่อแบบ 24 ชวั โมง เหมาะสมกบั องคก์ ารทวั ไปอยา่ งอยา่ งองคก์ ารของ
รัฐบาล สถาบันการศึกษาและบริษทั ทัวไป แต่อยางไรก็ตาม ทางเลือกของผูใ้ ช้อินเทอร์เน็ตตามบ้าน
ซึงเดิมทีมีข้อจํากัดด้านความเร็วเนืองจากระบบ Dial-Up มีความเร็วจํากัดที 56 Kilobyte จึงได้เกิด
เทคโนโลยี ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line) ขึนมาเพือให้ผู้ใช้งานตามพักอาศัยทัวไป
สามารถใชง้ านอินเทอร์เนต็ ความเร็วสูงได้ และอีกเทคโนโลยหี นึงทีคาดวา่ จะมาแทนที เทคโนโลยี ADSL

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 51

คือ เทคโนโลยี Fiber Optic ทีเป็ นเครือข่ายความเร็วสูงทีผา่ นโครงข่ายใยแกว้ นาํ แสง ไร้สัญญาณรบกวน
เนืองจากสายสัญญาณไม่ไดเ้ ป็ นทองแดงเช่นสายสัญญาณของเทคโนโลยี ADSL

ผ้ใู ห้บริการอนิ เทอร์เน็ตภายในประเทศ (National Service Provider: NSP) จะให้บริการสาํ หรับ
ภายในประเทศนนั ๆ โดยจะสร้างเป็ นเครือข่ายหลกั ของแต่ละประเทศ ในแตล่ ะประเทศจะมีผใู้ ห้บริการ
อินเทอร์เน็ตภายในประเทศได้หลายแห่ง เช่น ในสหรัฐอเมริกามีบริษัท SprintLink, PSINet, UUNet
Technology, MCI เป็นตน้ ทงั ในเครือข่ายของผใู้ ชบ้ ริการอินเทอร์เน็ตระหวา่ งประเทศและภายในประเทศ
สามารถเชือมตอ่ เขา้ หากนั ไดโ้ ดยกระทาํ ผา่ น Network Access Point (NAP)

ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตภายในภูมิภาค (Regional Internet Service Providers) ในบางประเทศ
จะมีผูใ้ ห้บริการอินเทอร์เน็ตในแต่ละภูมิภาคดว้ ย ซึงจะเป็ นบริษทั ทีมีขนาดไม่ใหญ่มากนกั เนืองจากจะ
ให้บริการสําหรับภูมิภาคนนั ๆ โดยทีเครือข่ายของผูใ้ ห้บริการอินเทอร์เน็ตภายในภูมิภาคนนั จะตอ้ งทาํ
การเชือมต่อกบั NSP เพือทีจะใหส้ ามารถรับส่งขอ้ มูลกนั ไดท้ งั ระหวา่ งประเทศและภายในประเทศดว้ ย

ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตภายในท้องถิน (Local Internet Service Providers) เป็ นบริษทั ขนาดเล็ก
ทีให้บริการอินเทอร์เน็ตในทอ้ งทีนนั ๆ หรือองคก์ ารต่าง ๆ ภายในพืนทีทีสามารถให้บริการอินเทอร์เน็ต
ได้ เช่น โรงเรียน มหาวทิ ยาลยั โรงแรม เป็นตน้

1.7 การเชือมต่อเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ (Computer Network-Basic Configurations)

หวั ขอ้ นีเป็ นการกล่าวถึงลกั ษณะการเชือมต่อเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ในมุมมองเชิงกายภาพ ทีแสดง
ให้เห็นถึงการเชือมต่อในลกั ษณะต่าง ๆ ทีสามารถพบเห็นไดใ้ นชีวิตประจาํ วนั จาก สํานกั งาน โรงเรียน
มหาวิทยาลยั หรือแมแ้ ตภ่ ายในบา้ น โดยการรูปแบบดงั กล่าวประกอบดว้ ย

) เทอร์มินัลกับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Terminal to Mainframe Computer Configuration)
เป็ นการเชือมต่อเครือข่ายแบบเทอร์มินลั กบั เครืองเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ หรือมีอีกชือหนึงว่า “Dumb
Terminal” โดยคอมพิวเตอร์ทีเป็ นเครืองเทอร์มินลั นนั จะมีเพียงเฉพาะจอภาพและแป้นพิมพเ์ ทา่ นนั และ
มีสายสือสารทีเชือมโยงไปยงั เครืองเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ การเชือมตอ่ ลกั ษณะนี เมนเฟรมคอมพิวเตอร์
จะเป็ นตวั จดั สรรทรัพยากรทังหมด ไม่ว่าจะเป็ นหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) หน่วยความจาํ หลัก
(RAM) โปรแกรม (Application) และแหล่งบันทึกขอ้ มูล (Storage) โดยเครืองเทอร์มินัลจะไม่สามารถ
ป ระมวลผลได้ด้วยตน เอง เนื องจากอาศัย CPU RAM และอุป กรณ์ จัดเก็บ ข้อมูลจากเครื อง
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ ฉะนันเครืองเทอร์มินลั จึงเป็ นเพียงเครืองมือทีใช้การนําขอ้ มูลเขา้ สู่ระบบและ
แสดงผลข้อมูลเท่านัน ในการประมวลผลจะเป็ นหน้ทีของเครืองเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ ซึงใช้เป็ น
ส่วนกลางการประมวลผล สําหรับการสือสารระหว่างเครืองเทอร์มินัลและเมนเฟรมคอมพิวเตอร์

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 52

จาํ เป็นตอ้ งมีโพรโทคอลช่วยในการสือสาร โดยอตั ราความเร็วในการส่งผา่ นขอ้ มูลมกั มีความเร็วค่อนขา้ ง
ตาํ ซึงอยู่ที 9,600 หรือ 19,200 บิตต่อวินาทีเท่านัน โดยภาพการเชือมต่อเครือข่ายแบบเทอร์มินัลกับ
เมนเฟรมคอมพวิ เตอร์แสดงไวใ้ นภาพที 1.29

ภาพที 1.29 การเชือมต่อเครือข่ายแบบ Terminal to Mainframe

ทีมาของภาพ: https://weburbanist.com/2009/05/05/its-terminal-a-dozen-scenes-of-early-office-computing/

ภาพที 1.30 เครือง Terminal

ทีมาของภาพ: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Zenith_Z-19_Terminal.jpg

2) ไมโครคอมพิวเตอร์กับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Microcomputer to Mainframe Computer
Configuration) เป็ นยุคทีมีการนาํ เอาเครืองไมโครคอมพิวเตอร์หรือเครืองคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาใช้
ทดแทนเครืองเทอร์มินลั เนืองจากมีหน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจาํ หลกั และมีส่วนบนั ทึกขอ้ มูล
การเชือมต่อ คือ ผูใ้ ชน้ าํ เครืองไมโครคอมพิวเตอร์ทีติดตงั แผงวงจร Terminal Emulation Cards เพือแปลง
ให้ไมโครคอมพิวเตอร์เป็ นเครืองเทอร์มินลั ทีสามารถสือสารกบั เครืองเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ แต่จะ

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 53

แตกต่างตรงทีเครืองไมโครคอมพิวเตอร์สามารถทีจะคดั ลอกคาํ สังจากเครืองเมนเฟรมมาบนั ทึกไวใ้ น
ตวั เครืองไมโครคอมพวิ เตอร์ รวมถึงการส่งขอ้ มูลจากเครืองไมโครคอมพวิ เตอร์ไปยงั เครืองเมนเฟรมได้

3) ไมโครคอมพิวเตอร์กับเครือข่ายท้องถิน (Microcomputer to LAN Configurations) เป็ นการ
เชือมต่อในรูปแบบของ Client/Server ทีเครืองลูกข่ายสามารถขอใช้บริการขอ้ มูลเพียงบางส่วนจาก
Database Server รวมถึงการติดตังเครืองแม่ข่ายหลาย ๆ เครืองหรือทีเรี ยกว่า “Server Fram” เพือ
รับผิดชอบงานเฉพาะทาง เช่น Web Server, File Server, Application Server และ Mail Server เป็ นต้น
ปัจจุบนั ความเร็วในการรับส่งขอ้ มูลของการเชือมตอ่ เครือข่ายนีอยทู่ ีระดบั กิกะบิตต่อวนิ าที และสามารถ
เชือมโยงสือสารผา่ นสายเคเบิล และแบบไร้สายได้

ภาพที 1.31 การเชือมต่อเครือข่ายแบบ Microcomputer to LAN

ทีมาของภาพ: https://www.slideshare.net/angelgdiaz_ut/introduction-to-computer-networks-and-data-
communications

4) ไมโครคอมพิวเตอร์ กับอินเทอร์เน็ต (Microcomputer to Internet Configurations) เป็ น
พฒั นาการของการเชือมตอ่ เครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยนาํ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของผูใ้ ชต้ ามทีพกั อาศยั
เชือมตอ่ เขา้ กบั อินเทอร์เน็ต ในยุคแรกของการเชือมตอ่ จะใชว้ ธิ ี Dial-Up ดว้ ยการใชค้ อมพิวเตอร์เชือมตอ่
ผ่านอุปกรณ์โมเด็มเขา้ กบั โทรศพั ท์บา้ น มีความเร็วสูงสุดในการรับส่งขอ้ มูลที Kbps ซึงไม่สามารถ
รองรับการดาวน์โหลดขอ้ มูลทีมีขนาดใหญ่ เช่น รูปภาพ วิดีโอคลิป หรือมลั ติมีเดียได้ ต่อมามีการแกไ้ ข
ปัญหาดงั กล่าวภายใตเ้ ทคโนโลยที ีชือวา่ ADSL หรือทีรู้จกั กนั ในนามอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทีมีอตั รา
ความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลในขณะนันอยูท่ ี - Mbps แต่การจะใช้บริการระบบ ADSL ได้นัน
บริษทั ผใู้ ห้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) จะตอ้ งมีการติดตงั ระบบดงั กล่าวครอบคลุมพืนทีทีตอ้ งการใช้งาน
ดว้ ย ลูกคา้ ทีอยใู่ นเขตพืนทีบริการเท่านนั จึงจะสามารถใชบ้ ริการได้ โดยชาํ ระค่าบริการเป็นรายเดือน และ
สามารถเชือมต่อได้ตลอด 24 ชม. ไม่ตอ้ งโทรเขา้ ออกเช่นระบบ Dial-Up ปัจจุบนั การใชง้ านเครือข่าย

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 54

อินเทอร์เน็ตตามทีพกั อาศยั ผใู้ ห้บริการไดเ้ พิมทางเลือกให้กบั ผูใ้ ช้งานทีตอ้ งการความเร็วในการรับส่ง
ขอ้ มูลทีสูงกวา่ ระบบ ADSL นนั คือ เทคโนโลยี Fiber Optic ซึงผูเ้ ขียนคิดวา่ ในเวลาอีกไม่นานทุกบา้ นจะ
เปลียนจากระบบ ADSL เป็นระบบ Fiber Optic เฉกเช่นเดียวกบั การเปลียน Dial-Up มาเป็นระบบ ADSL

อย่างไรก็ตามการนําไมโครคอมพิวเตอร์มาเชือมต่อเขา้ กบั เครือข่ายอินเทอร์เน็ตจาํ เป็ นจะตอ้ ง
อาศยั โพรโทคอลทีชือว่า TCP/IP เพือให้คอมพิวเตอร์สามารถสือสารกันได้ ซึงโพรโทคอล TCP/IP นี
จดั เป็ นมาตรฐานของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รูปแบบการเชือมต่อเครือข่ายแบบไมโครคอมพิวเตอร์กับ

อินเทอร์เน็ต แสดงในภาพที 1.32

ภาพที 1.32 การเชือมต่อเครือข่ายแบบ Microcomputer to Internet

ทีมาของภาพ: https://www.slideshare.net/angelgdiaz_ut/introduction-to-computer-networks-and-data-
communications

4) เครือข่ายท้องถินกับเครือข่ายท้องถิน (LAN to LAN Configurations) เป็ นการเชือมต่อ
เครือข่ายแลนตงั แต่ วงขึนไปเขา้ หากนั เพือแบ่งปันขอ้ มูลและใชท้ รัพยากรร่วมกนั กล่าวคือ ในบริบท
การใช้งานจริงไม่จาํ เป็ นเสมอไปทีองคก์ ารจะต้องมีเครือข่ายแลนเพียง 1 เครือข่ายเท่านัน เพราะด้วย
เหตุผลหลาย ๆ ปัจจยั อาทิเช่น เพือความสะดวกในหน่วยงาน หรือเพือความปลอดภยั จึงทาํ ใหห้ น่วยงาน
ยอ่ ย ๆ ในองค์การจดั ทาํ เครือข่ายแลนของตนเองขึน และมีการแชร์ขอ้ มูลหรือแบ่งปันทรัพยากรของตน
ต่อวงแลนอืนเท่าทีกาํ หนด ตัวอย่างเช่น คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
มีวงแลนอยู่ วงทีแยกกนั ทาํ งานอยู่ โดยวงแรกเป็ นของสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วงที 2 เป็ นของ
สาขาวิชาการบญั ชี สําหรับวงแลนของสาขาวิชาการบญั ชี มีขอ้ มูลจาํ นวนยอดนกั ศึกษาและไฟลเ์ อกสาร
รวมถึงโปรแกรมในการออกประชาสัมพนั ธ์รับนักศึกษาใหม่ และทางสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
จาํ เป็นตอ้ งใชข้ อ้ มูลดงั กล่าว การทีจะให้ส่งขอ้ มูลมาทางอเี มลก็ไม่สะดวกเนืองจากไฟล์มีขนาดใหญ่ หรือ

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 55

จะเดินขึนไปคดั ลอกก็ไม่สะดวกเพราะอาจไม่มีใครอยู่บนห้องพกั ขณะทีเดินขึนไป ดังนนั เราสามารถ
เชือมโยงวงแลนทงั สองวงเข้าด้วยกนั เพือแบ่งปันขอ้ มูลได้ ผ่านอุปกรณ์อย่างบริดจ์ (Bridge) สวิตซ์
(Switch) หรือ เราทเ์ ตอร์ (Router) ในการเชือมโยงวงแลนทงั สองเขา้ ดว้ ยกนั ซึงการสือสารภายในวงแลน
แต่ละวงจะไมเ่ ขา้ ไปรบกวนการจราจรของวงแลนอืน ๆ ทีเชือมต่อกนั

ภาพที 1.33 การเชือมต่อแบบ LAN to LAN

ทีมาของภาพ: https://www.slideshare.net/angelgdiaz_ut/introduction-to-computer-networks-and-data-
communications

5) เครือข่ายส่วนบุคคลกับเวิร์คสเตชัน (PAN to Workstation Configurations) เครือข่าย PAN
นีจดั เป็ นเครือข่ายในรูปแบบใหม่ทีนํามาใช้งานเมือปี ค.ศ. 1990 โดยมีอุปกรณ์สําคญั ทีสําคญั เรียกว่า
เครืองคอมพิวเตอร์แบบพกพา หรือ PDA (Personal Digital Assistants) เช่น Packet PC, Plam Computer
รวมถึง Laptop และเครืองเล่นเพลงแบบพกพา (Portable Music Players) ทีสามารถเชือมโยงและส่งผ่าน
ขอ้ มูลประเภท เสียง หรือเพลง คลิปวีดีโอ จากเครือง PDA ไปยงั อุปกรณ์อืน ๆ แบบไร้สายไดผ้ า่ นทาง
สัญญาณบลูทูธ (Bluetooth) ในระยะทางไม่เกิน 10 เมตร อตั ราความเร็วในการรับส่งข้อมูลอยู่ที 480
Mbps ซึงถือว่าสูงมาก นอกจากนียงั สามารถนําเครือง PDA เหล่านีมาเชือมโยงแบบไร้สายเข้ากับ
เวิร์คสเตชันได้ ดังภาพที 1.34 เพือทําการดาวน์โหลดหรืออปั โหลดข้อมูลระหว่างกัน ตัวอย่างเช่น
ร้านขายอาหารแห่งหนึงทีมีระบบการสังอาหารผ่านทางแอปพลิเคชนั เมือพนกั งานเสิร์ฟมารับรายการ
อาหาร พนักงานเสิร์ฟก็จะส่งข้อมูลรายการอาหารผ่านทางแอปพลิเคชันของทางร้านไปยงั เครือง
เวิร์ค สเตชนั หลงั ร้าน เวริ ์คสเตชนั ก็จะทาํ การบนั ทึกขอ้ มูลและเปิ ดโปรแกรมประมวลผลคาํ เพือเปิ ดไฟล์
รายการอาหาร และส่งรายการอาหารไปยงั ฝ่ ายแคชเชียร์ผ่านทางเครือข่ายแลน เพือทีแคชเชียจะไดอ้ อก
ใบเสร็จรับเงินใหก้ บั ลูกคา้ เมือลูกคา้ สังใหค้ ิดเงิน

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 56

ภาพที 1.34 การเชือมต่อเครือข่ายแบบ PAN to Workstation

6) ดาวเทียมและไมโครเวฟ (Satellite and Microwave Configurations) เป็ นเทคโนโลยีทีกาํ ลงั
ไดร้ ับความนิยมและมาใชอ้ ยา่ งแพร่หลาย ในกรณีทีระยะทางระหวา่ งสองเครือข่ายไกลกนั มาก และยาก
ต่อการเดินสายสญั ญาณเพือเชือมสัญญาณระหวา่ งกนั หรือไมม่ ีสามารถทีจะเชือมโยงสัญญาณผา่ นสายส่ง
สัญญาณไดแ้ น่นอนเนืองจากติดปัญหาด้านภูมิศาสตร์ ดังนันการส่งผ่านขอ้ มูลดว้ ยการใช้เทคโนโลยี
ดาวเทียมและไมโครเวฟจึงเป็ นแนวทางหนึงทีสามารถเชือมต่อเครือข่ายทงั สองเครือข่ายให้สามารถ
สือสารกนั ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนาํ มาประยุกต์ใช้เพืองานแพร่ภาพทีวีผ่านดาวเทียม
โทรศพั ทเ์ คลือนทีระบบ GPS และวดิ ีโอคอนเฟอร์เร็นซ์

7) เครือข่ายของการติดต่อระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ (Controller Area Network: CAN) ที
ผา่ นมาการเชือมต่อระบบคอมพิวเตอร์เรามกั จะนิยมเชือมต่อเครือข่ายแบบแลน ในกรณีทีมีการรับส่ง
ขอ้ มูลขนาดใหญ่ แตส่ าํ หรับระบบขนาดเลก็ เช่น การสือสารขอ้ มูลระหวา่ งอปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์ Sensor
ต่าง ๆ กบั จุดควบคุมหรือคอมพิวเตอร์ การใช้งานระบบ LAN ดูเหมือนจะเกินความจาํ เป็ น ไม่เหมาะสม
ทงั ดา้ นคุณสมบตั ิและการลงทุนทางดา้ นค่าใชจ้ ่าย ดงั นันระบบเครือข่ายสําหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
เซ็นเซอร์ (Sensor) และตวั ควบคุม (Controller) ต่าง ๆ จึงมีการพฒั นาขึนมาเพือใหม้ ีความเหมาะสมต่อ
การใชง้ าน ซึงเราเรียกระบบนีวา่ “CAN” และนาํ มาใชใ้ นอตุ สาหกรรมรถยนต์ โดยจะพบเห็นไดจ้ ากรถที
ผลิตในปี ค.ศ. เป็นตน้ มา ระบบ CAN จะถูกติดตงั ไวใ้ นส่วนของเครืองยนตเ์ พือช่วยในการควบคุม
การทาํ งานของเซ็นเซอร์(Sensor) เช่น การควบคุมกระจกไฟฟ้า การควบคุมระบบไฟในรถยนต์ เนืองจาก
CAN เป็นระบบเครือข่ายการสือสารทีมีประสิทธิภาพสูง ทาํ งานดว้ ยความรวดเร็วแบบทนั ทีทนั ใด (Real
Time) และมีการรักษาความปลอดภยั ของขอ้ มูลอยู่ในระดบั สูง มีอตั ราในการถ่ายโอนขอ้ มูลไดส้ ูงสุดที
ระดบั 1 Mbps มาตรฐานทีมีการใช้งานระบบเครือข่ายแบบ CAN คือ I2C, CAN Bus, RS-485 ในภาพที
1.35 แสดงจุดการติดตงั ระบบ CAN ในรถยนต์

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 57

ภาพที 1.35 การติดตังระบบ CAN ในรถยนต์

ทีมาของภาพ: http://www.flexautomotive.net /post/2015/09/08/can-bus-for-controller-area-network

8) เครือข่ ายจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ (Storage Area Network: SAN) ปั จจุบันเทคโนโลยี
สารสนเทศมีความกา้ วหนา้ อย่างรวดเร็ว ทุกองคก์ ารมีการแลกเปลียนขอ้ มูลโดยทีชนิดของขอ้ มูลมีความ
หลากหลายกวา่ ในอดีตทีผา่ นมา การจดั เก็บขอ้ มูลในรูปแบบดงั เดิมอาจจะไม่รองรับปริมาณทีเพิมขึนอยา่ ง
ต่อเนือง จาํ เป็ นจะตอ้ งมีการออกแบบและพฒั นาระบบให้รองรับการเติบโตของขอ้ มูลดงั กล่าว ระบบ
SAN จึงเป็ นเทคโนโลยีหนึงทีเป็ นทางเลือกของการบริหารและจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย มีความ
น่าเชือถือ โดย SAN มีโครงสร้างการเชือมตอ่ คือ เป็ นการนาํ เอาอุปกรณ์จดั เก็บขอ้ มูลมาเชือมต่อกนั โดย
แยกดิสก์ (Disk) ออกจากเครืองแม่ข่าย (Server) หลกั เพือเพิมความเร็ว เนืองจากสามารถใส่ดิสก์ (Disk)
ได้มากขึน มีหน่วยประมวลผลในตวั เอง และลดขอ้ จาํ กดั เรืองการขยายพืนทีหรือทรัพยากรสือบันทึก
ขอ้ มลู วตั ถุประสงคห์ ลกั ของการจดั ทาํ ระบบ SAN คือ การสาํ รองขอ้ มูล (Back Up) ทีตอ้ งการความเร็วสูง
ในการบนั ทกึ โดยทีความเร็วในการถ่ายโอนขอ้ มูลสูงสุดทีระดบั 2 Gbps

การเชือมต่อของ SAN มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ
1) Fiber Chanel Protocol (FC) คือ การเชือมโยงโดยใช้สายไฟเบอร์ในการเชือมต่อและจะตอ้ ง
มี SAN Switch โดยทีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที 4 Gbps และ 8Gbps รวมถึงต้องมีการ์ดเชือมต่อ
(Interface Card) เรียกวา่ “Host Bus Adapter (HBA)”
2) iSCSI เป็ นการเชือมต่อโดยใช้สายคู่บิดเกลียว (Twist pair) ทีเข้าหัวสายชนิด RJ45 และ
สามารถใชอ้ ุปกรณ์เดิมทีเชือมตอ่ ในระบบเครือข่ายได้ เช่น การ์ดเชือมตอ่ (Network Interface Card:NIC)

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 58

สวิตซ์ (Switch) เดิมทีมีอยูไ่ ด้ ความเร็วในการรับส่งขอ้ มูลขึนอยกู่ บั เครือข่าย (Network) นอกจากนีการใช้
งาน iSCSI จะตอ้ งติดตงั Software iSCSI Initiator

จากทีกล่าวมาสามารถสรุปไดว้ า่ ระบบ SAN มีขีดความสามารถ ดงั นี

 ประสิทธิภาพ (Performance) ระบบ SAN ช่วยให้สามารถรับ-ส่งขอ้ มูลไปยงั ดิสก์หรือ
เทปของเครืองแม่ขา่ ย (Server) ตงั แต่สองเครืองขึนไปไดใ้ นเวลาเดียวกนั ดว้ ยความเร็วสูง
จึงเทา่ กบั เป็นการเพิมประสิทธิภาพใหแ้ กร่ ะบบ

 ความพร้อมใช้งาน (Availability) ระบบ SAN มีกลไกในการตา้ นทานความลม้ เหลวของ
อุปกรณ์เนืองจากวิบัติภัยเพราะสามารถทาํ ขอ้ มูลสํารองด้วยระบบ SAN ให้อยู่ไกล
ออกไปกวา่ 10 กิโลเมตรได้

 ความสามารถในการขยาย (Scalability) คล้ายกับระบบ LAN/WAN ระบบ SAN
สามารถสร้างขึนมาดว้ ยเทคโนโลยตี ่าง ๆ จึงทาํ ให้สามารถยา้ ยขอ้ มูลสํารอง เคลือนยา้ ย
แฟ้มขอ้ มูล และทาํ ขอ้ มูลซาํ ซ้อนระหวา่ งระบบตา่ ง ๆ ได้

ภาพที 1.36 โครงสร้างการเชือมต่อแบบ SAN

ทีมาของภาพ: http://www.allsan.com/sanoverview.php3

9) โทรศัพท์ ไร้ สาย (Wireless Telephone Configurations) ในช่วง ปี ทีผ่านจะเห็ นได้ว่า
พัฒนาการและจํานวนผู้ใช้โทรศัพท์ไร้สายมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนือง เพราะมีการพัฒนา
แอปพลิเคชนั ต่าง ๆ มารองรับการใช้งานและประหยดั ค่าใชจ้ ่ายในการใช้งานมากกวา่ ในอดีตทีผ่านมา
และดว้ ยเทคโนโลยกี ารสือสารและคุณสมบตั ิของโทรศพั ทไ์ ร้สายหรือโทรศพั ทเ์ คลือนทีสามารถเชือมต่อ
กบั คอมพวิ เตอร์ส่วนบุคคเพือถ่ายโอนขอ้ มูลได้ การส่งผา่ นขอ้ มูลคอมพวิ เตอร์ดว้ ยการใชโ้ ทรศพั ทไ์ ร้สาย

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 59

ส่วนใหญ่เรียกว่า “Cellular Digital Packet Data: CDPD” การส่งผ่านข้อมูลจากโทรศัพท์ไร้สายที
เชือมต่อกบั คอมพิวเตอร์ จะส่งไปยงั ศูนยก์ ลางโทรศพั ท์ไร้สาย (Wireless Telephone Switching Center)
ซึงศูนยก์ ลางนีจะทาํ หนา้ ทีช่วยในการถ่ายโอนขอ้ มูลระหวา่ งเครืองคอมพิวเตอร์ผ่านโครงข่ายโทรศพั ท์
สาธารณะ รวมถึงการเชือมต่อไปยงั เครือข่ายอินเทอร์เนต็

10) ระบบวีพีเอ็น (Virtual Private Network: VPN) เป็ นระบบเครือข่ายเอกชนทีสร้างขึนมา
ซ้อนทับกับระบบเครือข่ายสาธารณะอย่างระบบอินเทอร์เน็ต ตวั อย่างเช่น เมือใช้ระบบวีพีเอ็นแล้ว
Telecommuter (ผูท้ ีทาํ งานให้องคก์ รแต่ใชส้ ถานทีอยทู่ ีบา้ นหรือทีใดทีหนึงทีไม่ไดอ้ ยู่ภายในสํานกั งาน)
สามารถเขา้ ใช้งานระบบเครือข่ายของสํานักงานใหญ่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยการสร้างช่องสือสาร
(Tunnel) ทีปลอดภยั ขึนระหว่างเครืองคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทีบา้ นของ Telecommuter กบั VPN เราท์
เตอร์ทีสาํ นกั งานใหญ่

ระบบวีพีเอ็นเป็ นบริการทีนําเสนอการเชือมต่อทีปลอดภยั และไวใ้ จได้ ผ่านโครงสร้างระบบ
เครือข่ายสาธารณะเช่นระบบอินเทอร์เน็ต ระบบวพี ีเอ็นสามารถรักษาความปลอดภยั และมีความสามารถ
ในการบริหารระบบเครือข่ายไดเ้ ช่นเดียวกบั ระบบเครือข่ายเอกชน จึงเป็นวิธีการทีมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในการจดั ตงั การเชือมตอ่ แบบจุด-ตอ่ -จุด ระหวา่ งระบบเครือข่ายขององคก์ รกบั ผใู้ ชท้ ีอยไู่ กลออกไป

ระบบวพี เี อน็ แบง่ ออกเป็ น 3 ระบบใหญ่ ดงั แสดงในภาพที 1.37

 Access VPN เป็ นระบบทีสนับสนุ นการเชือมต่อสําหรับพนักงานหรื อ
สํานักงานสาขาย่อยขนาดเล็กทีอยู่ไกลออกไปเขา้ กับระบบอินทราเน็ตของ
สํานกั งานใหญ่ ระบบนีใชเ้ ทคโนโลยีการเชือมต่อแบบ Analog Dialup, ISDN,
DSL, mobile IP, และ เคเบิ ล ใน การเชื อม โยงผู้ใช้สั ญ จร (mobile user),
Telecommuter, และสาํ นกั งานสาขาไดอ้ ยา่ งปลอดภยั

 Intranet VPN ทาํ การเชือมโยงสํานกั งานระดบั ภูมิภาคและสํานกั งานยอ่ ยทีอยู่
ไกลออกไปเขา้ กับระบบอินทราเน็ตของสํานกั งานใหญ่ผ่านโครงสร้างระบบ
เครือข่ายสาธารณะแต่เป็ นการใช้สายสือสารแบบเช่าส่วนตวั การใช้ระบบ
อินทราเน็ตร่วมกบั วีพีเอ็นแตกต่างจากระบบเอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet) ตรงที
อนุญาตใหเ้ ฉพาะพนกั งานขององคก์ รเท่านนั ทีจะใชร้ ะบบนีได้

 Extranet VPN เป็ นการเชือมต่อบริษทั คู่คา้ เขา้ กบั ระบบเครือข่ายของสํานกั งาน
ใหญ่ผา่ นโครงสร้างระบบเครือข่ายสาธารณะแต่เป็ นการใชส้ ายสือสารแบบเช่า

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 60

ใช้ส่วนตวั Extranet VPN แตกต่างจากระบบ Intranet VPN ตรงทีอนุญาตให้
บุคคลภายนอกเขา้ มาใชง้ านในระบบได้

ขอ้ ดีของระบบ วพี เี อน็ คือ

 เทคโนโลยวี พี ีเอน็ สามารถสนบั สนุนความเป็ นส่วนตวั ให้กบั โปรแกรมประยกุ ต์
บนระบบ TCP/IP ไดห้ ลายโปรแกรม ซึงเป็ นส่วนทีสาํ คญั มากในสิงแวดลอ้ มที
ตอ้ งการการรักษาความปลอดภยั สาํ หรบั บริษทั คูค่ า้ และ Telecommuter

 การสือสารผ่านระบบ TCP/IP ระหว่างผูใ้ ช้ทีได้รับความไวว้ างใจกบั เครือง
แม่ข่ายวพี ีเอ็นสามารถใชบ้ ริการเขา้ รหสั ขอ้ มูลได้ บริการนีมีขอ้ ดีคือเป็ นบริการ
ทีเกิดขึนโดยทีผูใ้ ช้ไม่ตอ้ งรับรู้หรือเขา้ มาเกียวขอ้ งใด ๆ นอกจากการเลือกใช้
เท่านนั เพราะเป็นหนา้ ทีของเครืองแมข่ ่ายและเครืองคอมพวิ เตอร์ของผใู้ ช้

 ระบบวพี ีเอน็ สนบั สนุนผใู้ ชส้ ัญจรโดยการช่วยใหผ้ ูใ้ ชส้ ญั จรสามารถเขา้ ใชง้ าน
ระบบเครือขา่ ยองคก์ รไดอ้ ยา่ งปลอดภยั

ภาพที 1.37 ลกั ษณะการเชือมต่อในระบบ VPN

ทีมาของภาพ: https://technet.microsoft.com/en-us/library/cc779919(v=ws.10).aspx

11) เทคโนโลยีประมวลผลกลุ่มเมฆ (Cloud Computing Technology) คือ แนวคิดการใช้งาน
ทางดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศทีใช้วธิ ีดึงพลงั และสมรรถนะจากเครืองคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครืองจาก
ต่างสถานทีให้มาทาํ งานสอดประสานกันเพือช่วยขบั เคลือนการบริการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
ประโยชน์ของเทคโนโลยีประมวลผลกลุ่มเมฆ คือ การช่วยลดต้นทุนของโครงสร้างพืนฐานระบบ
คอมพิวเตอร์ อีกทงั องค์กรสามารถเลือกใช้บริการเฉพาะอย่างและเลือกเสียค่าใช้จ่ายให้ตรงกบั ความ
ตอ้ งการเฉพาะดา้ นหรือสอดคลอ้ งกบั งบประมาณของตนเองได้

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 61

ลักษณะทางกายภาพของเทคโนโลยีประมวลผลกลุ่มเมฆ เป็ นการผสมผสานระหว่างการ
ประมวลผลคลัสเตอร์ (Cluster Computing) กับการประมวลผลกริ ด (Grid Computing) โดยการ
ประมวลผลคลสั เตอร์ คือ การเชือมตอ่ ของกลุ่มระบบคอมพิวเตอร์เดียวกนั ภายใตร้ ะบบเครือข่ายจาํ กดั ทีมี
ประสิทธิภาพและความเร็วสูง สามารถกระจายงานไปประมวลผลยงั สมาชิกในกลุ่มได้ ขณะทีการ
ประมวลผลกริด คือ ระบบคอมพิวเตอร์ทีรวมเอาคอมพิวเตอร์ทีอยู่ในสถานทีต่างกนั เชือมต่อกันดว้ ย
เทคนิคการประมวลผลแบบกระจาย หากงานทีมีขนาดใหญจ่ ะถูกแบง่ ยอ่ ยและกระจายไปทาํ งานในเครือง
คอมพวิ เตอร์หลาย ๆ เครืองทีไดเ้ ชือมต่อกนั ไวแ้ ลว้ เสมือนเป็นคอมพวิ เตอร์ขนาดใหญเ่ พียงระบบเดียว

ฉะนันเทคโนโลยีประมวลผลกลุ่มเมฆ จึงเป็ นการนําเอาเครืองคอมพิวเตอร์จาํ นวนมากมา
เชือมต่อกนั โดยคอมพิวเตอร์ทีเชือมต่อกนั นันไม่จาํ เป็ นตอ้ งติดตงั อยู่ในสถานทีเดียวกนั คอมพิวเตอร์
ทงั หมดนันจะเชือมต่อกนั ผ่านเครือข่ายความเร็วสูง แมอ้ ุปกรณ์ภายในเครืองหรือระบบปฏิบตั ิการและ
โปรแกรมอืน ๆ จะไม่เหมือนกนั ก็สามารถทาํ งานร่วมกนั ได้ ผูใ้ ช้ไม่จาํ เป็ นต้องรับรู้ถึงเบืองหลังการ
ทาํ งานทีซบั ซ้อนของระบบ รับเอาแตผ่ ลลพั ธ์ทีระบบประมวลผลใหเ้ ท่านนั ซึงเครืองคอมพิวเตอร์ของผใู้ ช้
ทาํ หนา้ ทีเพยี งเป็ นส่วนติดตอ่ หรือแสดงผลนนั เอง

โครงสร้างการประมวลผลกลุ่มเมฆมีอยู่ 3 ส่วนทีสาํ คญั ๆ ดงั ภาพที 1.38

ภาพที 1.38 โครงสร้างเทคโนโลยปี ระมวลผลกลุ่มเมฆ หนา้ ที 62

ทีมาของภาพ: https://icawaii.files.wordpress.com/2010/10/cloudcomputinglayers1.jpg
บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์

จากภาพที 1.38 โครงสร้างเทคโนโลยปี ระมวลผลกลุ่มเมฆ ประกอบดว้ ย
Cluster Computing, Super Computing และ Grid Computing เป็ นการรวบรวมทรัพยากรในการ
ประมวลผล คือ อุปกรณ์และโปรแกรมมาทํางานร่วมกัน เป็ นระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ทีมี
ประสิทธิภาพในการ ประมวลผลสูง
Utility Computing ส่วนนีมีหน้าทีวดั ปริมาณ การทาํ งานของระบบออกมาเป็ นหน่วยของการใช้
บริการ เช่น วดั ปริมาณการใชง้ าน CPU พนื ทีจดั เกบ็ ขอ้ มูล และปริมาณแบนดว์ ดิ ธ์ เป็นตน้

Cloud Computing เป็ นส่วนสําหรับจัดเตรียมบริการต่าง ๆ ทีผู้ใช้ต้องการ กล่าวคือวิธีการ
ประมวลผลจะอา้ งอิงกบั ความตอ้ งการของผูใ้ ช้เป็ นหลกั เมือผูใ้ ชร้ ้องขอใชบ้ ริการ โปรแกรมบนกลุ่มเมฆ
จะจดั สรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกบั ความตอ้ งการของผูใ้ ช้และผูใ้ ช้ระบบสามารถเพิมหรือลด
จาํ นวนของทรัพยากร รวมถึงเสนอบริการทีเหมาะสมให้กบั ผูใ้ ชไ้ ด้ตลอดเวลา ซึงจาํ แนกประเภทของ
บริการ ไดด้ งั นี

Software as a Service: SasS คือ การให้บริการโปรแกรมหรือแอปพลิเคชัน แก่ผูใ้ ช้งานใน
รูปแบบของบริการผา่ นทางเวบ็ บราวเซอร์ โดยผใู้ ช้ไม่ตอ้ งติดตงั โปรแกรมในเครืองคอมพิวเตอร์ของผูใ้ ช้
เช่น Hotmail, Google doc เป็นตน้

Platform as a Service : PaaS คือ การให้ บริ การแพ ลตฟอร์ม ที รองรับการทํางาน ของ
แอปพลิเคชนั โดยผูใ้ ชส้ ามารถแกไ้ ขปรับใช้และจดั การไดเ้ อง PaaS นันประกอบดว้ ยระบบปฏิบตั ิการ
ระบบฐานข้อมูลและ Middleware Systems เช่น Windows Server, Linux Database และ Google App
Engine เป็นตน้

Infrastructure as a Service : IaaS คือ การให้บริการโครงสร้างพืนฐานสําหรับประมวลผลและ
การจดั เก็บขอ้ มูล เช่น ความเร็ว หน่วยความจาํ ฮาร์ดดิสก์ ในรูปแบบเสมือน ทาํ ให้สามารถจดั สรร
ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ไดย้ ืดหยนุ่ เช่น Amazon Elastic Cloud, SunGrid เป็ นตน้

เมือศึกษาจนถึง ณ จุดนี จะพบวา่ จากรายละเอียดของการเชือมต่อเครือข่ายทีผา่ นมา ทาํ ให้เราเห็น
ภาพของการเชือมตอ่ เครือข่ายในมุมมองเชิงกายภาพทีมีความแตกต่างกนั ตามแต่ละรูปแบบ ทีไดอ้ ธิบาย
รายละเอียดพร้อมภาพประกอบเพือใหเ้ กิดความเขา้ ใจในกรอบการทาํ งานโดยคร่าว ๆ เพือเป็ นการปูพืนสู่
การศึกษาในรายละเอียดตอ่ ไป

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 63

สรุปท้ายบทที 1

การสือสารข้อมูล หมายถึง การแลกเปลียนขอ้ มูลระหวา่ งอุปกรณ์โดยผา่ นสือทีใชใ้ นการโอนถ่ายขอ้ มูล
ส่วนประกอบของระบบการสือสาร ประกอบด้วย ข่าวสาร, ผูส้ ่งหรือแห่งกาํ เนิดข่าวสาร, ผูร้ ับหรือ
จดุ มงุ่ หมายปลายทาง, สือกลาง, โพรโทคอล
คุณสมบัติพืนฐาน 3 ประการของการสือสารข้อมูล ไดแ้ ก่ การส่งมอบ (Delivery), ความถูกตอ้ งแน่นอน
(Accuracy), ระยะเวลา (Timeliness)
ทศิ ทางของการสือสาร มี รูปแบบ คือ การสือสารแบบทางเดียว (Simplex) การสือสารแบบทางใดทาง
หนึง (Half-Duplex) และการสือสารแบบสองทาง (Full-Duplex)
การสือสารโทรคมนาคม เกียวขอ้ งกบั การใชง้ านเครืองส่งอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศพั ท์ โทรทศั น์ วทิ ยุ
หรือคอมพิวเตอร์ โดยระบบการสือสารโทรคมนาคมในยุคปัจจุบนั ถือว่ามีบทบาทสําคญั ต่อการพฒั นา
ประเทศชาติ
เครือข่าย หมายถึง กลุ่มของอุปกรณ์ทีใช้สือสาร (ปกติจะเรียกวา่ โหนด) ทีทาํ การเชือมโยงกนั โดยใช้สือ
ในการรับส่งขอ้ มูล
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือ การนาํ เอากลุ่มคอมพวิ เตอร์และอุปกรณ์ตา่ ง ๆ มาเชือมตอ่ กนั เป็ นเครือขา่ ย โดย
ใชส้ ือกลางซึงอาจเป็นสายเคเบิล หรือคลืนวทิ ยเุ ป็นเส้นทางการลาํ เลียงขอ้ มลู เพือสือสารระหวา่ งกนั
การเชือมโยงแบบจุดต่อจุด (Point to Point) เป็ นการเชือมโยงทีตอ้ งใชส้ ือในการส่งขอ้ มูลเพียงสายเดียว
ระหวา่ งอุปกรณ์ 2 ตวั
การเชือมโยงแบบหลายจุด (Multipoint) จะตอ้ งมีอุปกรณ์ตงั แต่ 3 ตวั ขึนไปมาเชือมโยงโดยใชส้ ายเส้น
เดียวกนั
ประโยชน์ของเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ ไดแ้ ก่ การใชท้ รัพยากรร่วมกนั , ช่วยลดตน้ ทุน, เพิมความสะดวกใน
ดา้ นการสือสาร, ความน่าเชือถือและความปลอดภยั ของระบบ
เกณฑ์วัดประสิทธิภาพของเครือข่าย ไดแ้ ก่ สมรรถนะ, ความน่าเชือถือ, ความปลอดภยั

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 64

มาตรฐานเครือข่าย หมายถึง ขอ้ กาํ หนดเพือให้เกิดความแน่นอนของระบบการสือสารระหวา่ งอุปกรณ์
(Hardware) และโปรแกรม (Software) และการกาํ หนดให้เป็ นมาตรฐานก็เพือกาํ หนดแนวทางให้ผูผ้ ลิต
สามารถผลิตหรือพฒั นาผลิตภณั ฑ์ให้เป็ นไปตามมาตรฐานทีกาํ หนดไว้ โดยมาตรฐานแบ่งออกไดเ้ ป็ น 2
ประเภท คือ . มาตรฐานโดยพฤตินยั และ . มาตรฐานโดยนิตินยั

มาตรฐานทีตงั ขึนโดยกลุ่มคณะกรรมการ เช่น องค์การ ISO, ITU-T, ANSI, IEEE และ IEA
เป็ นต้น และนอกจากนียงั มีมาตรฐานทีตงั ขึนโดยกลุ่มคณะกรรมการแล้ว ยงั มีฟอรัม (Forums) และ
ตวั แทนทีไดร้ ับมอบหมายโดยรัฐ (Government Regulatory Agencies)

RFC เป็ นเอกสารทีถูกสร้างขึนจากแนวความคิดและหลักการ ก่อนทีจะนํามาใช้เป็ นมาตรฐานของ
อินเทอร์เน็ต

ประเภทของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบ่งตามขนาด ไดแ้ ก่ เครือข่ายทอ้ งถิน (LAN) เครือข่ายระดบั เมือง
(MAN) เครือขา่ ยระดบั ประเทศ (WAN)

โทโพรโลยี (Topology) เป็ นการเชือมต่อกนั ทางกายภาพของเครือข่าย ซึงสามารถแบ่งออกไดเ้ ป็ นแบบ
Mesh, Star และ Ring

อนิ เทอร์เน็ต (Internet) หมายถึง เครือข่ายชนิดหนึง ทีภายในประกอบดว้ ยเครือข่ายยอ่ ย ๆ มากมาย
ผู้ให้บริ การอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider: ISP) สามารถแบ่งออกได้เป็ น ผู้ให้บริ การ
อินเทอร์เน็ตระหวา่ งประเทศ ผูใ้ ห้บริการอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ ผใู้ หบ้ ริการอินเทอร์เน็ตในภูมิภาค
และผูใ้ หบ้ ริการอินเทอร์เน็ตภายในทอ้ งถิน

การเชื อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีหลายลักษณะ เช่น เทอร์มินัลกับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์,
ไมโครคอม พิ วเตอร์ กับ เม นเฟ รม คอมพิวเตอร์ , ไม โครคอม พิ วเตอร์ กับ เครื อข่ายท้องถิ น ,
ไมโครคอมพิวเตอร์กบั อินเทอร์เน็ต, เครือข่ายทอ้ งถินกบั เครือข่ายทอ้ งถิน, เครือข่ายทอ้ งถินกบั เครือข่าย
ระดบั เมอื ง, เครือขา่ ยทอ้ งถินกบั เครือข่ายอินเทอร์เนต็ , เครือขา่ ยส่วนบุคคลกบั เวริ ์คสเตชนั , ดาวเทยี มและ
ไมโครเวฟ, เครือข่ายส่วนบุคคล (PAN), เครือข่ายไมโครคอนโทลเลอร์ (CAN), เครือข่ายจดั เก็บข้อมูล
ขนาดใหญ่ (SAN), โทรศพั ทไ์ ร้สาย, ระบบวพี ีเอ็น, เทคโนโลยปี ระมวลผลกลุ่มเมฆ

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 65

แบบฝึ กหดั ท้ายบทและการค้นคว้า

จงตอบคําถามต่อไปนี

1. จงอธิบายความหมายของการสือสารขอ้ มูล และความหมายของเครือข่าย พร้อมยกตวั อยา่ งมาให้
พอเขา้ ใจ

2. คุณสมบตั ิพืนฐานของการสือสารขอ้ มูลมีอะไรบา้ ง จงอธิบาย
3. จงอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการเชือมแต่แบบ Mesh และ แบบ Star พร้อม

ขอ้ ดีขอ้ เสียมาใหเ้ ขา้ ใจ
4. สมมติว่ามีเครืองคอมพิวเตอร์อยู่ เครือง และใช้โทโพรโลยีแบบ Mesh ในการเชือมโยง

คอมพิวเตอร์ทงั หมดนีเขา้ ดว้ ยกนั จงบอกวา่ จะตอ้ งใชส้ ายในการเชือมโยงทงั หมดกีเส้น และใน
เครืองคอมพวิ เตอร์แตล่ ะเครืองจะตอ้ งมีพอร์ตในการเชือมต่อเครืองละกีพอร์ต
5. จงเขียนแผนภาพของโทโพรโลยีแบบ Hybrid (Hybrid Topology) ทีเกิดจากการนําโทโพรโลยี
แบบ Star และ Ring มารวมกนั โดยกาํ หนดให้มีโทโพรโลยแี บบ Ring 3 เครือขา่ ยเชือมโยงกนั ได้
โดยให้โทโพรโลยแี บบ Star เป็น Backbone
6. จงหามาตรฐาน (Standard) ทีถูกกําหนดโดย ISO, ITU-T, ANSI, IEEE และ IEA อย่างละ
มาตรฐาน
7. เอกสาร RFC คืออะไร และใหย้ กตวั อยา่ งเอกสาร RFC มาสัก เอกสาร
8. จงบอกประเภทของผใู้ หบ้ ริการอินเทอร์เน็ต (ISP) มีกีประเภทอะไรบา้ ง
9. จากคาํ ถามในขอ้ 8 ผใู้ หบ้ ริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีประเภทใดบา้ ง ไดแ้ ก่องคก์ ารใดบา้ ง
10. จงอธิบายหลกั การทาํ งาน ขอ้ จาํ กดั ของการเชือมตอ่ แบบ PAN มาใหเ้ ขา้ ใจ
11. ในการเขา้ ใชง้ านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยมากแลว้ ท่านจะมีการเชือมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ของท่านในรูปแบบใด จงอธิบายหลักการทาํ งาน ขอ้ ดี และข้อจาํ กดั ในการใช้งาน พร้อมวาด
ภาพประกอบ
12. เทคโนโลยปี ระมวลผลกลุ่มเมฆ คืออะไร มีโครงสร้างการทาํ งานอยา่ งไร ให้อธิบายมาพอเขา้ ใจ
พร้อมยกตวั อยา่ งประกอบคาํ อธิบาย
13. เพราะเหตุใดระบบวพี เี อน็ จึงไดร้ ับความนิยมในองคก์ รขนาดใหญ่และสถาบนั อุดมศึกษา

บทที 1 พนื ฐานการสือสารขอ้ มลู และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หนา้ ที 66

บทที 2

แบบจาํ ลองเครือข่าย
(Network Models)

วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้

1. เขา้ ใจหลกั การทาํ งานของโพรโทคอล
2. บอกวตั ถุประสงคข์ องแบบจาํ ลอง OSI ได้
3. เขา้ ใจแนวคิดของการแบ่งชนั สือสารบนแบบจาํ ลอง OSI
4. บอกชือกาํ กบั ทีอยบู่ นชนั สือสารทงั 7 ของแบบจาํ ลอง OSI ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
5. บอกความแตกตา่ งระหวา่ งการเชือมตอ่ ในรูปแบบ Logical และแบบ Physical ได้
6. อธิบายหนา้ ทีการทาํ งานของแต่ละชนั สือสารบนแบบจาํ ลอง OSI ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
7. เปรียบเทียบความแตกตา่ งระหวา่ งแบบจาํ ลอง OSI และแบบจาํ ลอง Internet ได้
8. อธิบายหนา้ ทีการทาํ งานของแต่ละชนั สือสารบนแบบจาํ ลอง Internet ได้

มนุษยส์ ามารถสือสารกนั ไดโ้ ดยใช้ภาษาเดียวกนั เช่น ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ เป็ นตน้ แตถ่ า้ ใช้
คนละภาษากค็ งจะสือสารกนั ไมร่ ู้เรือง คอมพิวเตอร์ก็เช่นเดียวกนั กบั มนุษย์ การทีคอมพิวเตอร์เครืองหนึง
จะสามารถสือสารกบั คอมพิวเตอร์อีกเครืองหนึงไดจ้ าํ เป็ นทีจะตอ้ งใช้ “ภาษา” เดียวกนั ภาษาทีวา่ นีคือ
ศัพท์ทางคอมพิวเตอร์เรียกว่า “โพรโทคอล (Protocol)” ดังนัน คอมพิวเตอร์ทีสือสารกันได้ต้องใช้
โพรโทคอลเดียวกนั

เมือคอมพิวเตอร์สือสารกนั ไดผ้ ่านโพรโทคอลก็จะเกิดขึนเป็ นระบบเครือข่ายซึงประกอบดว้ ย
ฮาร์ดแวร์และซอฟตแ์ วร์ เพือทีจะทาํ หนา้ ทีในการส่งขอ้ มลู จากตน้ ทางไปยงั ปลายทางไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและ
มีประสิทธิภาพ ในส่วนของฮาร์ดแวร์นนั จะทาํ หนา้ ทีในการประมวลผล และนาํ สัญญาณทางไฟฟ้าต่าง ๆ
จากตน้ ทางไปยงั ปลายทาง ส่วนซอฟต์แวร์นันเป็ นส่วนสําคญั อีกส่วนหนึงทีจะคอยควบคุมการทาํ งาน
ของฮาร์ดแวร์ อีกทงั ยงั เป็นส่วนทีจะติดตอ่ กบั ผใู้ ชด้ ว้ ย

เนืองจากระบบเครือข่ายนนั มีกระบวนการทาํ งานทีซบั ซอ้ น ดงั นนั ในการอธิบายถึงการทาํ งาน
ของระบบเครือข่ายนนั จึงจะตอ้ งแบ่งการทาํ งานออกเป็ นระดบั ชนั ต่าง ๆ เพือให้ง่ายต่อการทาํ ความเขา้ ใจ
ในบทนีจะอธิบายถึงหลกั การทาํ งานของโพรโทคอลและระดบั ชนั ของเครือข่าย (Network Layer) และ
การทาํ งานในแต่ละชนั

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 67

2.1 รู้จกั กบั โพรโทคอล (Protocol)

การรับส่งขอ้ มูลกนั บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์นนั สิงใดก็ตามทีรับหรือส่งขอ้ มูลข่าวสาร
ภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะเรียกวา่ “เอนติตี (Entity)” หรือกล่าวอีกนยั หนึงไดว้ า่ การสือสารขอ้ มูล
ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ก็คือการรับส่งขอ้ มูลระหว่างเอนติตีก็ไม่ผิดนัก และการทีแต่ละเอนติตีจะ
สามารถรับส่งขอ้ มูลกนั ไดน้ นั จะตอ้ งอาศยั สือกลางหรือ “ภาษา” นนั ก็คือ “โพรโทคอล (Protocol)” โดยที
โพรโทคอล หมายถึง ขอ้ กาํ หนด หรือกฎ ของการสือสารขอ้ มูล ดงั นนั เอนติตีจะตอ้ งปฏิบตั ิตามโพรโท-
คอลเสมอ เช่น การรับส่งขอ้ มูลจะตอ้ งทาํ อยา่ งไรบา้ ง หรือเมือไหร่จงึ จะทาํ การรับส่งขอ้ มูลกนั ได้ เป็ นตน้
องคป์ ระกอบหลกั ของโพรโทคอล จะประกอบดว้ ย

 Syntax หมายถึง รูปแบบ (Format) หรือโครงสร้าง (Structure) ของขอ้ มูล เช่น กาํ หนด
ว่าใน 8 บิต แรกจะหมายถึงแอดเดรส (Address) ของผูส้ ่ง อีก 8 บิตถัดมาหมายถึง
แอดเดรสของผูร้ ับ ส่วนทีเหลือจึงจะเป็ นขอ้ มูลจริง ๆ ถา้ ไม่มีการกาํ หนด Syntax แลว้
เอนตติ ีจะไมส่ ามารถทราบไดเ้ ลยวา่ บิตแต่ละบิตทีไดร้ บั มานนั คืออะไร

 Semantics หมายถึง ความหมายของข้อมูลทีได้รับมา เช่น เมือได้รับข้อมูลมาแล้ว
เอนติตีรู้ Syntax แลว้ แต่จะยงั ไม่รู้วา่ บิตแต่ละบิตนนั ทาํ อะไรไดบ้ า้ ง ดงั นนั จึงตอ้ งมีการ
แปลความหมายของบิตเหล่านนั เสียก่อน เช่น เมือทราบแอดเดรสของผูร้ ับแลว้ เอนติตี
จะสามารถทาํ การหาเส้นทางทีสันทีสุดในการส่งขอ้ มูลได้

 Timing เป็ นขอ้ กาํ หนดของเวลาในการรับส่งขอ้ มูล เนืองจากเอนติตีแต่ละตวั นนั มาจาก
ความเร็วในการรับส่งทีไมเ่ ทา่ กนั เช่น ตวั หนึงมีความเร็วของการส่ง 100 Mbps แตอ่ ีกตวั
มีความเร็วในการรับแค่ 1 Mbps ถ้าไม่มีโพรโทคอลแล้วข้อมูลส่วนใหญ่จะหายไป
เนืองจากเอนติตีทีทาํ งานชา้ กวา่ นนั จะไมส่ ามารถรับขอ้ มลู ไดท้ นั ที

โพ รโท คอลของเครื อข่ายบ างครังอาจเรี ยกว่า “ส ถาปั ตยกรรม เครื อข่ าย (Network
Architecture)” เนืองจากระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในปัจจุบนั มีความซับซ้อนมาก ทาํ ให้ยากต่อการ
ออกแบบโดยบุคคลเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว เพือใหก้ ารพฒั นาระบบเป็นอยา่ งมีประสิทธิภาพและง่าย
ขึน จึงมีการแบ่งโพรโทคอลออกเป็นชนั ๆ หรือเลเยอร์ (Layer) การทาํ งานในแตล่ ะเลเยอร์จะไม่ซาํ ซ้อน
กนั ซึงเลเยอร์ทีอยูต่ าํ กว่าจะทาํ หน้าทีให้บริการ (Service) กบั ชนั ทีอยู่สูงกวา่ โดยเลเยอร์ทีอยูส่ ูงกว่าไม่
จาํ เป็ นต้องทราบรายละเอียดว่า เลเยอร์ทีอยู่ตาํ กว่ามีวิธีการให้บริการอย่างไร เพียงแค่รู้ว่ามีบริการ
อะไรบา้ งและแต่ละบริการคืออะไรก็เพียงพอ ซึงแนวความคิดนีจะเรียกวา่ “เทคโนโลยีเลเยอร์ (Layer
Technology)” ซึงผเู้ ขียนไดอ้ ธิบายผา่ นแบบจาํ ลอง OSI ในหวั ขอ้ ถดั ไป

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 68

2.2 ความเป็ นมาของแบบจาํ ลอง OSI

ในปี ค.ศ. 1970 องคก์ าร ISO (International Organization for Standard) ซึงจดั เป็ นองคก์ ารหนึงที
ได้รับการยอมรับทวั โลกเกียวกบั การกาํ หนดมาตรฐานสากล ไดจ้ ดั ตงั คณะกรรมการขึนกลุ่มหนึง เพือ
ทาํ การศึกษาจดั รูปแบบมาตรฐาน และพฒั นาสถาปัตยกรรมเครือข่าย และในปี ค.ศ. 1984 องค์การ ISO
ได้ออกประกาศรูปแบบของสถาปัตยกรรมเครื อข่ายมาตรฐานในชือของ “OSI (Open System
Interconnection Model)” เพือใชเ้ ป็นรูปแบบมาตรฐานในการเชือมต่อระบบคอมพวิ เตอร์

คาํ วา่ “Open System” หมายถึง ระบบเปิ ด ทีเปิ ดใหร้ ะบบสามารถสือสารกนั ไดถ้ ึงแมว้ า่ อุปกรณ์
นนั จะมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมระบบทีแตกต่างกนั กล่าวคือ มาตรฐานแบบจาํ ลอง OSI มีจุดประสงค์
เพือใหร้ ะบบทีแตกตา่ งกนั สามารถสือสารร่วมกนั ได้ ดว้ ยการใชม้ าตรฐานการสือสารทีเป็ นสากล โดยไม่
จาํ เป็ นทีจะตอ้ งเขา้ ไปเปลียนแปลงตรรกะใด ๆ บนอปุ กรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟตแ์ วร์

แม้ว่าแบบจาํ ลอง OSI8 จะเป็ นสือกลางในการติดต่อสือสารแต่ก็ไม่ใช่โพรโทคอล เป็ นเพียง
แนวคิดทีช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกียวกบั การทาํ งานของแต่ละชนั สือสาร และอาํ นวยความสะดวก
ให้กบั นักออกแบบระบบสือสาร โดยทีแบบจาํ ลอง OSI ถูกพฒั นาขึนมาบนพืนฐานความยืดหยุน่ และ
คงทนต่อการนําไปประยุกต์ใช้งาน ทังนีในแต่ละชันสือสารยงั สามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่าง
เหมาะสม

แบบจาํ ลอง OSI ทีไดป้ ระกาศออกสู่สาธารณชนมีรูปแบบโครงสร้างทีแบ่งเป็ นชนั ๆ เรียกว่า
“เลเยอร์ (Layer)” แตล่ ะเลเยอร์จะมีชือเรียกทีแตกต่างกนั รวมถึงหน้าทีการทาํ งานทีไดร้ ับมอบหมายใน
เลเยอร์นนั ๆ โดยเฉพาะ ซึงแบบจาํ ลอง OSI นีมีทงั สิน 7 ชนั ดว้ ยกนั ดงั แสดงในภาพที 2.1

8 สาเหตุทีแบบจาํ ลอง OSI ไม่สามารถเป็ นโพรโทคอลได้ เพราะ ไมไ่ ดผ้ นวกเอากรรมวธิ ีของการสือสารเอาไว้
ซึงการสือสารทีแทจ้ ริงนันจะเกิดขึนไดจ้ ากโพรโทคอลทีใชใ้ นการสือสารกนั โดยแต่ละชนั สือสารจะมีโพรโทคอล
ประจาํ ชันทีคอยให้บริการตามส่วนงานของตนทีไดร้ ับมอบหมาย และชันสือสารหนึง ๆ อาจมีโพรโทคอลทีคอย
ใหบ้ ริการมากกวา่ หนึงโพรโทคอลก็ยอ่ มได้ ฉะนนั แบบจาํ ลอง OSI จึงเป็ นเพียงแนวทางปฏิบตั ิทีช่วยสร้างความเขา้ ใจ
เกียวกบั การสือสารระหวา่ งคอมพิวเตอร์ นนั เอง

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 69

ภาพที 2.1 แบบจําลอง OSI

ทีมาของภาพ: https://www.lifewire.com/layers-of-the-osi-model-illustrated-818017

จากภาพที 2.1 จะเห็นไดว้ า่ แบบจาํ ลอง OSI ไดแ้ บง่ ชนั การทาํ งานออกเป็น 7 ชนั ไดแ้ ก่

1) ชนั สือสารกายภาพ (Physical Layer)
2) ชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มลู (Data Link Layer)
3) ชนั สือสารควบคุมเครือขา่ ย (Network Layer)
4) ชนั สือสารจดั การนาํ ส่งขอ้ มลู (Transport Layer)
5) ชนั สือสารควบคุมหนา้ ต่างสือสาร (Seesion Layer)
6) ชนั สือสารนาํ เสนอขอ้ มลู (Presentation Layer)
7) ชนั สือสารการประยุกต์ (Application Layer)

โดยทีชันทงั 7 นันทาํ หน้าทีแตกต่างกันแต่ก็ใช่ว่าเทคโนโลยีเครือข่ายทังหมดจะตอ้ งอา้ งอิง
ชนั สือสารของแบบจาํ ลอง OSI ครบทุกชนั เนืองจากบางเทคโนโลยอี าจจะรวมชนั สือสารบางชนั มาเป็ น
ชนั เดียวกนั ก็ได้ เช่น ชนั สือสารกายภาพ (Physical Layer) รวมกบั ชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล (Data Link
Layer) หรือชนั สือสารนาํ เสนอขอ้ มูล (Presentation Layer) รวมกบั ชนั สือสารการประยุกต์ (Application
Layer) เป็นตน้ หรืออาจจะขา้ มการทาํ งานบางชนั กรณีทีชนั นนั ไม่จาํ เป็นต่อการทาํ งานก็ยอ่ มได้

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 70

2.3 แนวคดิ ของแบบจาํ ลอง OSI ในการแบ่งชันสือสาร

ผอู้ า่ นคงนึกสงสยั วา่ เพราะเหตุใดหรือมีความจาํ เป็ นใด ทีจะตอ้ งแบ่งชนั สือสารออกเป็ นชนั ตา่ ง ๆ
ถึง 7 ชันและการทีมีหลาย ๆ ชันจะไม่ก่อให้เกิดความสับสน หรือยุ่งยากในการใช้งานอย่างนันหรือ
ในความเป็ นจริงการแบ่งชนั สือสารออกเป็ นชนั ๆ นนั ส่งผลดี คือ ช่วยลดความซาํ ซ้อนได้ ทาํ ให้ง่ายต่อ
การทาํ ความเขา้ ใจ ตวั อยา่ งเช่น ในการเขียนโปรแกรมสกั ระบบนนั การออกแบบโปรแกรมทีดีจะไม่เขียน
โปรแกรมรวมอยูใ่ นโมดูลเดียว แต่กลบั เขียนเป็ นโมดูลยอ่ ยทีแยกการทาํ งานออกไปโดยอิสระ และการ
เขียนเป็ นโมดูลยอ่ ย ๆ โปรแกรมหลกั ก็ยงั สามารถเรียกใชง้ านโมดูลเหล่านีเพือนาํ มาประมวลผลร่วมกนั
ได้ ครันโมดูลใดเกิดขอ้ ผดิ พลาด ก็จะหาตาํ แหน่งทีตอ้ งการแกไ้ ขไดง้ ่ายกวา่ อีกทงั ยงั ไม่ส่งผลกระทบต่อ
โมดูลอืน ๆ ทีเกียวข้อง และด้วยหลกั การนีเอง แบบจาํ ลอง OSI จึงมีการแบ่งการทาํ งานออกเป็ นชัน
สือสารทีเรียกวา่ “เลเยอร์ (Layer)”

ฉะนนั แนวคิดในการแบ่งลาํ ดบั ชนั สารแบบจาํ ลอง OSI สามารถสรุปไดเ้ ป็นขอ้ ๆ ดงั ตอ่ ไปนี

1) เพือลดความซบั ซอ้ น ทาํ ใหเ้ รียนรู้และทาํ ความเขา้ ใจไดง้ ่ายขึน
2) เพือให้แต่ละชนั สือสารมีบทบาทหนา้ ทีทีชดั เจน และแตกตา่ งกนั
3) เพือให้แต่ละชันสือสารปฏิบตั ิงานตามฟังก์ชันหน้าทีทีไดร้ ับมอบหมาย และสอดคลอ้ งกบั
มาตรฐานสากล
4) จากขอบเขตความรับผิดชอบในแต่ละชนั สือสาร ทาํ ให้การสือสารเกิดความคล่องตวั และเป็ น
การป้องกนั กรณีทีเกิดการเปลียนแปลงบนชนั สือสารหนึง ๆ แลว้ ส่งผลกระทบต่อชนั สือสารอืน
5) จาํ นวนชนั สือสารจะตอ้ งมีจาํ นวนมากเพียงพอ และเหมาะสมต่อการจาํ แนกหนา้ ทีการทาํ งาน
ใหก้ บั แตล่ ะชนั สือสาร และไม่ควรมีมากจนดูเทอะทะ เกินความจาํ เป็น

. สถาปัตยกรรมชันสือสาร (Layered Architecture)

เพือใหผ้ ูอ้ า่ นสามารถเขา้ ใจและเห็นภาพหลกั การทาํ งานแบบลาํ ดบั ขนั ของแบบจาํ ลอง OSI ทีแบ่ง
การทาํ งานเป็ นชนั ๆ ผเู้ ขียนขอยกตวั อยา่ งเปรียบเทียบกบั ลาํ ดบั ขนั ตอนของการส่งจดหมายทางไปรษณีย์
ดงั ภาพที 2.2 ทีแสดงการไหลของขอ้ มูล

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 71

ภาพที 2.2 การส่งจดหมายทางไปรษณยี ์

จากภาพที 2.2 จะเห็นไดว้ า่ ในการส่งจดหมายนันสามารถแบ่งลาํ ดบั ชนั การทาํ งานได้ 3 ลาํ ดับ
การทีจะส่งจดหมายไดน้ นั จะตอ้ งมีทงั ผสู้ ่ง ผรู้ บั และผนู้ าํ ส่งจดหมาย โดยทีแต่ละคนมีขนั ตอน ดงั นี

ผู้ส่ง มีขนั ตอนการทาํ งานเรียงลาํ ดบั จากชนั ที 3 ไปชนั ที 2 และชนั ที 1 ดงั นี
ชนั ที 3 ผูส้ ่งจดหมายจะตอ้ งเขียนจดหมาย  นาํ จดหมายใส่ซอง  เขียนทีอยู่ของ

ผสู้ ่งและผรู้ ับ  นาํ จดหมายหยอ่ นลงในตูร้ ับจดหมาย
ชนั ที 2 จดหมายจะถูกนาํ ออกจากตไู้ ปยงั ทีทาํ การไปรษณียต์ น้ ทาง
ชนั ที 1 ทีทาํ การไปรษณียต์ น้ ทางจะทาํ การคดั แยกจดหมาย และให้ผูน้ าํ ส่งจดหมาย นาํ

จดหมายไปยงั ไปรษณียป์ ลายทาง
ในการนาํ จดหมายจากตน้ ทางไปยงั ปลายทางนัน สามารถใชร้ ะบบการขนส่งไดห้ ลาย

แบบ เช่น ทางรถยนต์ รถไฟ หรือเครืองบิน

ผู้รับ เมือจดหมายไปยงั ไปรษณียป์ ลายทางแลว้ ผรู้ บั จะมีลาํ ดบั ขนั ตอนจากชนั ที 1 ไปชนั ที 2 และ
ชนั ที 3 ดงั นี

ชนั ที 1 ไปรษณียป์ ลายทางทาํ การรับจดหมาย
ชนั ที 2 จดหมายจะถูกนาํ มาจดั เรียง และส่งไปยงั ผรู้ บั
ชนั ที 3 เมือผรู้ ับไดร้ บั จดหมายแลว้  เปิ ดจดหมาย  อ่านจดหมาย

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 72

เมือพิจารณาแล้วจะเห็นว่าในแต่ละชันของการทํางานนันจะมีหน้าทีทีแตกต่างกันออกไป
ทีตน้ ทางจะตอ้ งทาํ งานจากระดบั ชนั บนสุดไปยงั ระดบั ชนั ล่างสุด ส่วนทีปลายทางจะทาํ งานจากระดบั ชนั
ล่างสุดไปยงั ระดบั ชันบนสุด โดยทีในแต่ละระดบั ชนั จะตอ้ งทาํ ให้เสร็จก่อน จึงจะสามารถทาํ งานใน
ระดับชันถดั ไปได้ และในภาพที 2.3 แสดงการเปรียบเทียบการสือสารระหว่างระบบไปรษณีย์และ
แบบจาํ ลอง OSI เพือให้เห็นภาพการทาํ งานเชิงโครงสร้างของแบบจาํ ลอง OSI ชดั เจนขึน

ภาพที 2.3 การเปรียบเทยี บการสือสารระหว่างระบบไปรษณยี ์และแบบจําลอง OSI

ทีมาของภาพ: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Rm-osi_parallel_cs.svg

จากตวั อย่างการสือสารดว้ ยจดหมายนนั จะเห็นว่า ขนั ตอนของผูส้ ่งกบั ขนั ตอนของผูร้ ับนนั จะ
คล้าย ๆ กันเพียงแต่ลําดับเหตุการณ์นันเกิดขึนในทางตรงกันข้ามกันเท่านัน การสื อสารระหว่าง
คอมพวิ เตอร์ก็จะเป็นไปในลกั ษณะเดียวกนั กล่าวคือ จะแบ่งการทาํ งานออกเป็นขนั ตอนต่าง ๆ เพือใหง้ ่าย
ต่อการจดั การขอ้ ความทีส่ง ฉะนนั สิงสําคญั ทีสุดของแบบจาํ ลอง OSI คือ หากระบบทีสือสารกนั มีความ
แตกต่างกนั ในสถาปัตยกรรม ไม่วา่ จะเป็ นฮาร์ดแวร์หรือซอฟตแ์ วร์ทีเขา้ กนั ไม่ได้ แตน่ นั ไม่ใช่สาเหตุใน

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 73

การสร้างขอ้ จาํ กดั ของการสือสาร การสือสารระหว่างกนั ปล่อยให้เป็นหนา้ ทีของกระบวนการสือสารทีตงั
อยู่บนมาตรฐานแบบจาํ ลอง OSI โดยให้มองผ่านในเรืองของระบบทีแตกต่างกนั ไม่วา่ จะเป็ นเครือง
ระดบั ใด ยหี อ้ อะไร รุ่นอะไรก็ตาม กส็ ามารถสือสารเพือรับส่งขอ้ มูลระหวา่ งกนั ได้ เพียงแต่ใหผ้ พู้ ฒั นายดึ
หลักมาตรฐานการสือสารบนระบบเครือข่ายทีอ้างอิงตามแบบจาํ ลอง OSI ซึงนันคือเป้าหมายของ
แบบจาํ ลอง OSI นนั เอง

เพยี ร์ทเู พยี ร์โพรเซส (Peer – to – Peer Process)

ภาพที 2.4 เพียร์ทูเพยี ร์โพรเซส

ทีมาของภาพ: https://www.slideshare.net/Taimoor_Gondal/layers-and-peer-to-peer-process-dccn

จากภาพที 2.4 จะแสดงถึงเพียร์ทูเพยี ร์โพรเซส ซึงเป็ นกระบวนการทีสือสารขอ้ มูลกนั ระหวา่ ง
เลเยอร์โดยในแต่ละเลเยอร์จะมีโพรโทคอลเป็นของตวั เองถึงแมว้ า่ จะตอ้ งส่งขอ้ มูลไปตามเลเยอร์ตา่ ง ๆ ก็
ตาม แต่กเ็ สมือนกบั วา่ เลเยอร์เดียวกนั นนั จะติดตอ่ กนั เองโดยตรง

ในการส่งขอ้ มูลกนั ระหวา่ งเลเยอร์นนั จะตอ้ งอาศยั “อินเทอร์เฟซ (Interface)” เป็ นตวั กลางใน
การติดต่อระหวา่ งเลเยอร์ ดงั นนั ถึงแมว้ า่ แต่ละเลเยอร์จะมีการเปลียนแปลงวธิ ีการทาํ งานไปอยา่ งไรก็ตาม
ถา้ อินเทอร์เฟซไม่เปลียนไป การเปลียนแปลงนนั กจ็ ะไม่ส่งผลกระทบตอ่ การทาํ งานกนั ระหวา่ งเลเยอร์เลย
นนั หมายความวา่ ผูอ้ อกแบบระบบสามารถเปลียนแปลงหรือเพิมเติมการทาํ งานในแต่ละเลเยอร์ใด ๆ ได้
โดยไม่ตอ้ งแกไ้ ขการทาํ งานของเลเยอร์อืน ๆ ตามไปดว้ ย หรือกล่าวอีกอยา่ งหนึงไดว้ า่ แตล่ ะเลเยอร์จะเป็ น

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 74

อิสระจากกนั กระบวนการสือสารนีเรียกวา่ “เพยี ร์ทูเพียร์โพรเซส (Peer – to – Peer Procees)” ซึงมิใช่
เป็ นการเชือมต่อกันโดยตรงทางกายภาพ แต่เป็ นการเชือมต่อกนั ในเชิงตรรกะหรือลอจิคลั (Logical)
นนั เอง

. การจดั องค์ประกอบของชันสือสาร (Organization of the Layer)

ชนั สือสารทงั 7 บนแบบจาํ ลอง OSI สามารถแบง่ กลุ่มการทาํ งานออกเป็น 3 กลุ่มยอ่ ยดว้ ยกนั คือ

กลุ่มที 1 : ชันสือสารทีสนับสนุนด้านเครือข่าย (Network Support Layers) ประกอบด้วยชัน
สือสารชันที 1, 2 และ 3 ซึงก็คือ ชนั สือสารกายภาพ (Physical Layer), ชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล (Data
Link Layer) และชันสื อสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer) โดยจะมีหน้าทีเคลือนยา้ ยข้อมูลจาก
อุปกรณ์หนึงไปยงั อุปกรณ์หนึง ซึงอาจตอ้ งผ่านโหนดระหว่างทางต่าง ๆ มากมาย กลุ่มย่อยส่วนนีจะ
ทาํ งานเกียวขอ้ งกบั รายละเอียดทางไฟฟ้า การเชือมต่อทางกายภาพ ฟิ สิคลั แอดเดรส (Physical Address)
และเวลาทีใชใ้ นการขนส่งขอ้ มูล ซึงตอ้ งมคี วามแน่นอนและเชือถือได้

กลุ่มที 2 : ชันสือสารเคลือนย้ายข้อมูล (Transport Layers) คือ ชนั สือสารจดั การนาํ ส่งขอ้ มูล ซึง
ทาํ หนา้ ทีในการลิงค์เชือมโยงระหวา่ งกลุ่มที 1 และกลุ่มที 3 และจะตอ้ งสร้างความมนั ใจในการส่งผ่าน
ขอ้ มูลไปยงั จุดหมายปลายทางอยา่ งแน่นอนในลกั ษณะ End - to - End (สาํ หรับชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มูล
(Data Link Layer) จะส่งผา่ นขอ้ มูลในลกั ษณะ Single Link)

กล่มุ ที 3 : ชันสือสารทสี นับสนุนงานผู้ใช้ (User Support Layers) ประกอบดว้ ยชนั สือสารที 5, 6
และ 7 ซึงคือ ชนั สือสารควบคุมหนา้ ต่างสือสาร (Session Layer) ชนั สือสารนาํ เสนอขอ้ มูล (Presentation
Layer) และชนั สือสารการประยกุ ต์ (Application Layer) ในกลุ่มนีจะอนุญาตใหร้ ะบบซอฟต์แวร์ทีมีความ
แตกตา่ งกนั สามารถปฏิบตั งิ านร่วมกนั ไดอ้ ยา่ งไม่มีปัญหา

ในภาพที 2.5 การสือสารขอ้ มูระหวา่ งเลเยอร์ภายใตแ้ บบจาํ ลอง OSI โดยที D7 หมายถึงหน่วย
ขอ้ มูลบนเลเยอร์ 7 (ชันสือสารการประยุกต์ (Application Layer)) และ D6 หมายถึงขอ้ มูลบนเลเยอร์ 6
(ชนั สือสารนาํ เสนอขอ้ มูล(Presentation Layer)) ในขณะที D5, D4, D3, D2 และ D1 ก็เป็ นไปตามทาํ นอง
เดียวกนั กระบวนการสือสารจะเริมตน้ ณ ชนั สือสารการประยกุ ต์ จากนนั ก็จะเคลือนยา้ ยจากเลเยอร์หนึง
ไปยงั อีกเลเยอร์ถดั ไปคือ 7-6-5-4-3-2-1 ตามลาํ ดบั โดยแต่ละเลเยอร์จะเตรียมส่วนหวั ทีเรียกวา่ “เฮดเดอร์
(Header)” หรืออาจมีส่วนหางทีเรียกวา่ “เทรลเลอร์ (Trailer)” ทีนาํ ไปปะเพิมกบั หน่วยข้อมูล ซึงโดย
ปกติเทรลเลอร์มกั จะถูกปะเพิมเขา้ ไปบนชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล ครันหน่วยขอ้ มูลได้ถูกส่งผา่ นไปยงั

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 75

แต่ละเลเยอร์ตามลาํ ดบั หน่วยขอ้ มูลเหล่านนั ก็จะถูกปะส่วนหัวเพิมเขา้ ไปเรือย ๆ ในแต่ละเลเยอร์ ดงั นัน
เมือหน่วยขอ้ มูลทีส่งมาจากเลเยอร์ขา้ งบนมายงั เลเยอร์ขา้ งล่าง ก็จะถูกปะหรือห่อหุ้มดว้ ยเฮดเดอร์เป็ น
ชนั ๆ เราเรียกกระบวนการนีว่า “ เอนแคปซูเลชัน (Encapsulation)” เมือหน่วยของขอ้ มูลถูกส่งมาถึง
ชนั สือสารกายภาพแล้ว หน่วยขอ้ มูลเหล่านีก็จะถูกเปลียนมาเป็ นสัญญาณไฟฟ้าเพือส่งผ่านไปยงั ลิงค์
ตอ่ ไป

ภาพที 2.5 การสือสารบนแบบจําลอง OSI

ทีมาของภาพ: https://www.slideshare.net/Taimoor_Gondal/layers-and-peer-to-peer-process-dccn

เมือสญั ญาณถูกส่งผา่ นลิงคแ์ ละไปถึงจุดหมายปลายทาง หน่วยขอ้ มูลก็จะเคลือนยา้ ยยอ้ นกลบั ขึน
ไปตามลาํ ดบั 1-2-3-4-5-6-7 บนแบบจาํ ลอง OSI จากนนั แตล่ ะเลเยอร์ก็จะถอดเฮดเดอร์เฉพาะส่วนทีเป็ น
ของตนออก (เฉพาะเลเยอร์ที 2 จะถอดทังเฮดเดอร์และเทรลเลอร์) กระบวนการนีจะดําเนินต่อไป
จนกระทงั ถึงเลเยอร์บนสุด ซึงก็ คือ ชนั สือสารการประยกุ ต์ (Application Layer) เราเรียกกระบวนการนี

วา่ “ดีแคปซูเลชัน (Decapsulation)”

2.6 บทบาทหน้าทีของชันสือสารในแบบจําลอง OSI (Layer in the OSI Model)

หวั ขอ้ นีจะอธิบายถึงหนา้ ทีในแต่ละเลเยอร์วา่ มีการกาํ หนดใหแ้ ต่ละเลเยอร์ทาํ หนา้ ทีอะไรบา้ ง

ชันสือสารกายภาพ (Physical Layer)
ชนั สือสารกายภาพเป็นชนั แรกหรือชนั ล่างสุดมีหนา้ ทีโดยตรงกบั อุปกรณ์สือสารตา่ ง ๆ ทาํ หนา้ ที

ในการกาํ หนดวิธีควบคุมการรับและส่งขอ้ มูลระหว่างเครืองคอมพิวเตอร์ในดบั บิต (Bit) ไดแ้ ก่ การส่ง

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 76

บิต 0 จะแทนดว้ ยกระแสไฟฟ้ากีโวลต์ และบิต 1 จะตอ้ งใช้กีโวลต์, แต่ละบิตจะใช้ระยะเวลาในการ
ส่งนานเท่าใด การส่งเป็ นแบบทางเดียวหรือสองทาง, จะเริมติดต่ออย่างไร, การติดต่อจะสินสุดอย่างไร,
และสายเคเบิลมีกีเส้นแต่ละเส้นใช้เพืออะไร เป็ นตน้ จะเห็นไดว้ ่ากฎระเบียบสําหรับชันนีจะเกียวพนั
โดยตรงกบั การทาํ งานของอุปกรณ์สัญญาณไฟฟ้า (หรือสัญญาณใด ๆ) ขนั ตอนในการใชอ้ ุปกรณ์เหล่านนั
และความสัมพนั ธ์กับสือทีใช้รับ-ส่งสัญญาณ ตัวอย่างเช่น รายละเอียดของปลักเชือมต่อ EIA-232,
รายละเอียดของคอนเน็คเตอร์ทีใชเ้ ชือมต่อเครือข่าย เป็ นตน้ จากในภาพที 2.6 แสดงถึงความสัมพนั ธ์กนั
ระหวา่ งชนั สือสารกายภาพกบั ชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มูลและสือทีใชส้ ่งขอ้ มูล (Transmission Medium)

ภาพที 2.6 ชันสือสารกายภาพ (Physical Layer)

ทีมาของภาพ: https://www.slideshare.net/Taimoor_Gondal/layers-and-peer-to-peer-process-dccn

สาํ หรับภาระหนา้ ทีของชนั สือสารกายภาพ สามารถสรุปได้ ดงั นี

 ลักษณะทางกายภาพของอินเทอร์เฟซและสือกลาง (interface and Medium) เป็ นการ
กาํ หนคุณสมบตั ิของการอินเทอร์เฟซทีเชือมต่อระหว่างอุปกรณ์ และสือทีนํามาใช้ส่งผา่ นขอ้ มูลซึง
รวมถึงการกาํ หนดชนิดของสือส่งขอ้ มลู ดว้ ย

 การแทนค่าของบิตข้อมูล (Representation of Bit) เป็ นเรืองของกระแสบิต (ข้อมูล
ระดบั บิต 0 หรือ 1) ทีไม่ตอ้ งแปลความหมายใด ๆ อกี แลว้ ทงั นีในการส่งผา่ นขอ้ มูล ขอ้ มูลบิตจะตอ้ งถูก
แปลงดว้ ยการเขา้ รหสั ให้เป็ นสัญญาณ (Signal) เช่น สัญญาณไฟฟ้าหรือแสง เป็ นตน้ โดยจะมีเทคนิค
การเขา้ รหสั เพือใชแ้ ปลงขอ้ มูลระดบั บิตใหเ้ ป็ นสญั ญาณไดอ้ ยา่ งไร

 อตั ราการส่งข้อมูล (Data Rate/Transmission Rate) เป็นเรืองของการกาํ หนดบิตขอ้ มูล
ทีสามารถส่งไปไดจ้ าํ นวนเท่าไรตอ่ วนิ าที

 การซิงโครไนซ์ของบิต (Synchronization of Bits) ทงั ฝังส่งและฝังรับจะตอ้ งมีการเขา้
จงั หวะให้สอดคลอ้ งกนั ในการรับส่งขอ้ มูลระดบั บิต กล่าวคือ สัญญาณนาฬิกาของทงั ฝังส่งและฝังรับ
จะตอ้ งทาํ งานสอดคลอ้ งกนั ซึงก็คอื การซิงโครไนซ์นนั เอง

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 77

 เส้นทางการเชือมโยง (Line Configuration) เกียวขอ้ งกบั การเชือมโยงอุปกรณ์เข้ากบั
สือกลาง ซึงอาจเป็นการเชือมโยงแบบจุดตอ่ จุดดว้ ยการนาํ สองอุปกรณ์มาลิงคเ์ ชือมโยงผา่ นสายสือสาร
เพือรับส่งขอ้ มูลกนั โดยตรง หรืออาจเป็ นการเชือมโยงแบบหลายจุด ทีใชส้ ายสือสารเส้นเดียวเชือมต่อ
เขา้ กบั หลาย ๆ อุปกรณ์ และแชร์การรับส่งขอ้ มูลร่วมกนั

 รูปแบบการเชือมต่อทางกายภาพ (Physical Topology) เป็ นรายละเอยี ดเกียวกบั รูปแบบ
การเชือมตอ่ เครือขา่ ยหรือโทโพรโลยี เช่น การเชือมต่อแบบบสั ทีอุปกรณ์ทุกชินจะตอ้ งเชือมต่อกบั สาย
แกนหลักเพียงเส้นเดียว หรือการเชือมต่อแบบดาว ทีทุกอุปกรณ์จะต้องมีสายสัญญาณเชือมไปยงั
อุปกรณ์ฮบั หรืออุปกรณ์สวติ ซ์ เป็นตน้

 ทิศทางการส่ งผ่านข้อมูล (Transmission Mode) เป็ นรายละเอียดเกียวกับทิศทาง
การส่งผา่ นขอ้ มูลระหว่างอุปกรณ์ ซึงอาจใชว้ ิธีการส่งขอ้ มูลแบบทางเดียว (Simplex) แบบทางใดทาง
หนึง (Half-duplex) หรือแบบสองทศิ ทาง (Full Duplex)

ชันสือสารเชือมต่อข้อมลู (Data Link Layer)
ชันสื อส ารเชื อม ต่อข้อมู ลจะรั บข้อมู ลมาจากชันสื อส ารกายภาพ ข้อมู ล ที ได้รับ มานัน อาจมี

สัญญาณรบกวนหรือขอ้ ผิดพลาดใด ๆ (Error) ซึงเกิดจากการเดินทางของขอ้ มูลมาจากตน้ ทาง ดงั นัน
หนา้ ทีของชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มูลจะตอ้ งมีกระบวนการตรวจจบั และแกไ้ ขขอ้ ผดิ พลาดเหล่านี เพือสร้าง
ความน่าเชือถือในการบริการส่งมอบขอ้ มูลแก่ชนั สือสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer) ทีอยชู่ นั ถดั ไป
ซึงในการส่งมอบขอ้ มูลของชันสือสารดาตา้ ลิงค์อยูใ่ นลักษณะของ Hop - to - Hop (Node - to - Node)
โดยหน่วยขอ้ มูลจะถูกจดั เก็บในรูปแบบของ “เฟรม (Frame) ดงั แสดงในภาพที 2.7 ความสัมพนั ธ์ของ
ชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มูลกบั ชนั สือสารควบคุมเครือขา่ ยและชนั สือสารกายภาพ

ภาพที 2.7 ชันสือสารเชือมต่อข้อมูล (Data Link Layer)

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 78

นอกจากนี ในชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มูลยงั แบ่งเป็นชนั ยอ่ ย ๆ อีก 2 ชนั คือ

 ชันสือสารย่อย Logical Link Control หรือ LLC เป็ นชนั สือสารยอ่ ยทีจดั การด้านการสือสาร
ของอุปกรณ์ทีเชือมโยงผ่านลิงค์บนเครือข่าย โดย LLC ถูกกําหนดขึนตามมาตรฐาน IEEE 802.2 ที
สนับสนุนการเชือมต่อแบบคอนเน็คชนั เลส (Connectionless) และคอนเน็คชนั โอเรียนเต็ด (Connection-
Oriented)9

 ชันสือสารย่อย Media Access Control หรือ MAC เป็ นชันสือสารย่อยทีจดั การเกียวกับการ
เขา้ ถึงสือกลางเพือการสือสารบนเครือข่าย โดยวิธีการจดั การควบคุมเพือเขา้ ถึงสือกลางนนั ซึงมีอยู่ 2 วิธี
คือ CSMA/CD และ Token Passing (รายละเอียดจะกล่าวถึงอีกครังในบทที 9)

ภาระหนา้ ทีของชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล (Data Link Layer) สามารถสรุปไดด้ งั นี

 จัดหน่วยข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของเฟรม (Framing) ในชันสือสารเชือมต่อข้อมูลจะแบ่ง
ส่วนขอ้ มูลทีไดร้ ับจากชนั สือสารควบคุมเครือข่ายมาอยใู่ นรูปแบบของเฟรม

 ทีอยู่ทางกายภาพ (Physical Addressing) เนืองจากเฟรมจะถูกส่งไปทัวบนเครื อข่าย จึง
จาํ เป็นตอ้ งรู้วา่ เฟรมนีส่งมาจากทีใดและจะใหส้ ่งไปทีไหน ดงั นนั ชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูลจึงมีการผนวก
เฮดเดอร์ไปพร้อมกบั เฟรมเพือระบุตาํ แหน่งทีอยูข่ องผูส้ ่ง (Source Address) และตาํ แหน่งทีอยู่ของผูร้ ับ
(Destination Address) ตวั อยา่ งเช่นในภาพที 2.8 เป็ นการแสดงถึงเฟรมขอ้ มูลทีส่งกนั ระหวา่ งโหนด ซึงใน
ทีนีไดก้ าํ หนดให้โหนดทีมีทีอยูท่ างกายภาพ (Physical Address) หมายเลข 10 ส่งเฟรมขอ้ มูลใหก้ บั โหนด
ทีมีทีอยทู่ างกายภาพ (Physical Address) หมายเลข 87 จะสังเกตเห็นไดว้ า่ ในเฟรมขอ้ มูลนนั จะมีเฮดเดอร์
ทีบรรจุทีอยู่ของผูส้ ่งและผูร้ ับเอาไว้ นอกจากนันแล้ว ยงั มีส่วนทา้ ยของเฟรมขอ้ มูลหรือเทรเลอร์ ทีได้
บรรจุบิตพิเศษ (Extra bits) เขา้ ดว้ ยกนั ซึงจะช่วยในการตรวจสอบความผดิ พลาดของการส่งขอ้ มูลได้

9 Connectionless คือ การส่งข้อมูลโดยทีขอ้ มูลจะถูกแบ่งออกเป็ นส่วน ๆ ตามทีอยู่ปลายทาง แล้วส่งผ่าน
ตวั กลางไปยงั ปลายทางในการส่งอาจใช้เส้นทางคนละเส้นทางกันก็ได้ รวมทงั ขอ้ มูลแต่ละส่วนอาจจะถึงก่อนหลงั
แตกตา่ งกนั ไปได้ ส่งผลใหก้ ารเริมตน้ ส่งทาํ ไดร้ วดเร็ว ไมต่ อ้ งเสียเวลาสร้างการเชือมต่อ (Connection) ทกุ ครังทีส่งขอ้ มูล
แต่มีขอ้ เสีย คือ ไม่สามารถรับประกนั ไดว้ า่ ขอ้ มูลถึงปลายอยา่ งถูกตอ้ งหรือไม่ ตวั อยา่ งเช่น การส่งสัญญาณภาพและเสียง
ดิจิตอลผ่านโพรโทคอล UDP (User Datagram Protocol) ส่วน Connection-Oriented จะตรงกันข้ามกับทีกล่าวมาใน
ตอนตน้ คือ จะตอ้ งเสียเวลาในการสร้างการเชือมต่อทุกครังโดยการทีผรู้ ับจะตอ้ งส่งคาํ ยนื ยนั วา่ ไดร้ ับขอ้ มลู แลว้ ผูส้ ่งจึง
จะสามารถส่งขอ้ มูลชุดตอ่ ไปให้ได้ ขอ้ ดีคือสามารถรับรองความถูกตอ้ งของขอ้ มูลไดว้ า่ ขอ้ มูลทีส่งส่งถึงผูร้ ับแน่นอน
ตวั อย่างเช่นการส่ง e-mail, การอพั โหลดไฟล์ (File Transfer Protocol) ซึงใช้งานผ่านโปรโตคอล TCP (Transmission
Control Protocol) ซึงกระบวนการที TCP ใชเ้ รียกวา่ Three-way handshake

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 79

ภาพที 2.8 การส่งเฟรมข้อมูลระหว่างโหนดต้นทางไปยงั โหนดปลายทางด้วย Physical Address

ทีมาของภาพ: https://www.slideshare.net/Taimoor_Gondal/layers-and-peer-to-peer-process-dccn

 การควบคุมการไหลของข้อมูล (Data Control) หากความเร็วในการรับส่งขอ้ มูลระหว่างฝังส่ง
กับฝังรับไม่สัมพันธ์ เช่น ฝังส่งได้ส่ งข้อมูลไปอย่างต่อเนือง ในขณะทีฝังรับนันรับข้อมูลไม่ทัน
อนั เนืองมาจากมีหน่วยความจาํ บฟั เฟอร์รองรับขอ้ มูลไดจ้ าํ กดั ดงั นัน จึงตอ้ งมีกลไกควบคุมการไหลของ
ขอ้ มูลใหส้ มั พนั ธ์กนั เพือป้องกนั มใิ หฝ้ ่ายรับ รับขอ้ มลู จนท่วมลน้

 การควบคุมข้อผดิ พลาด (Error Control) หนา้ ทีสําคญั อยา่ งหนึงชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มูล (Data
Link Layer) คือ จะตอ้ งสร้างความน่าเชือถือถึงขอ้ มูลทีส่งไปปลายทางว่าสมบูรณ์หรือไม่ หากขอ้ มูลเกิด
การสูญหายระหว่างทาง ระบบจะตอ้ งสามารถตรวจจบั และดาํ เนินการส่งขอ้ มูลรอบใหม่ได้ รวมถึงมี
กระบวนการป้องกนั การรับขอ้ มูลซํา (Duplicate Frame) กรณีฝังส่งได้ส่งขอ้ มูลมาซาํ เนืองจากขอ้ มูลที
ส่งไปถึงทีหมายล่าชา้ และคิดวา่ สูญหายไประหวา่ งทาง จึงมีการส่งขอ้ มูลรอบใหม่ไปให้ ทาํ ให้เกิดขอ้ มูล
ซาํ ซอ้ นขึน ดงั นนั หากเกิดเหตุการณ์นีขึน จะตอ้ งมีกระบวนการกาํ จดั เฟรมทีซาํ ซ้อนออกไป โดยปกติการ
ควบคุมขอ้ ผดิ พลาดจะดาํ เนินการโดยเพมิ รหสั เขา้ ไปทีส่วนหาง เรียกวา่ “เทรลเลอร์(Trailer)” เพือให้ฝ่ าย
รับสามารถนาํ ไปใชเ้ พือการตรวจจบั ขอ้ ผดิ พลาด

 การควบคุมการเข้าถึง (Access Control) เมือมีอุปกรณ์มากกว่าสองอุปกรณ์ขึนไปเชือมต่อ
ภายในเครือข่ายเดียวกนั อีกทงั ยงั ใชส้ ายสือสารเส้นเดียวเพือการสือสารร่วมกนั ดงั นนั โพรโทคอลในชนั
สือสารเชือมต่อข้อมูล (Data Link Layer) จะตอ้ งตดั สินให้มีเพียงอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึง ทีมีสิทธิเขา้
ควบคุมสือกลางเพือส่งขอ้ มูลในช่วงเวลาหนึง ๆ ดงั แสดงในภาพที 2.9 แสดงการส่งขอ้ มูลในลกั ษณะ
Hop - to - Hop

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 80

ภาพที 2.9 การรับส่งข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง

ทีมาของภาพ: https://www.slideshare.net/Taimoor_Gondal/layers-and-peer-to-peer-process-dccn

จากภาพที 2.9 แสดงถึงการสือสารแบบ Hop - to - Hop หรือ Node - to - Node โดยชันสือสาร
เชือมต่อขอ้ มูล (Data Link Layer) จะสือสารระหวา่ งสองโหนดทีอยปู่ ระชิดกนั เมือตอ้ งการส่งขอ้ มูลจาก
A ไปยงั F จะเกิดการส่งมอบอยู่ 3 ส่วนดว้ ยกนั คือ ส่วนแรก ชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มูลที A ส่งเฟรมไปยงั
ชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล B (เราทเ์ ตอร์) ส่วนที 2 ชนั เชือมต่อขอ้ มูล ที B ส่งเฟรมใหม่ไปยงั ชันสือสาร
เชือมตอ่ ที E และสุดทา้ ยก็คือชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล ที E ส่งเฟรมใหม่ไปยงั ชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มูล F
โดยเฟรมจะมีการแลกเปลียนระหวา่ งโหนด 3 โหนดทีภายในเฮดเดอร์จะบรรจุค่าทีแตกต่างกนั ทงั นีการ
ส่งเฟรมจาก A ไปยงั B จะมี B เป็ นแอดเดรสปลายทางและ A เป็ นแอดเดรสตน้ ทาง การส่งเฟรมจาก B
ไปยงั E จะมี E เป็นแอดเดรสปลายทาง และ B เป็ นแอดเดรสตน้ ทาง และการส่งเฟรมจาก E ไป F ก็จะมี
F เป็นแอดเดรสปลายทาง และ E เป็ นแอดเดรสตน้ ทาง สาํ หรับคา่ ทีบรรจุในส่วนหางหรือเทรลเลอร์ อาจมี
ค่าแตกต่างกนั ไดใ้ นขณะทีขนส่งไปยงั แต่ละโหนด ซึงหากตรวจสอบแล้วเกิดขอ้ ผดิ พลาดก็หมายถึงได้
คน้ พบขอ้ ผดิ พลาดภายในเฟรมนนั แลว้

โพรโทคอลทีอยใู่ นชนั สือสารนี ไดแ้ ก่ Ethernet, Token Ring, PPP, ISDN และ Frame Relay

ชันการสือสารควบคมุ เครือข่าย (Network Layer)
ชนั สือสารควบคุมเครือข่ายมีหน้าทีรับผิดชอบในการควบคุมการติดต่อรับ-ส่งขอ้ มูลระหว่าง

เครืองคอมพิวเตอร์ (โหนด (Node)) ต่าง ๆ ในระบบเครือข่ายหลาย ๆ เครือข่ายดว้ ยกนั ความแตกต่าง
ระหว่างชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล (Data Link Layer) และชนั สือสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer)
คือ หน่วยขอ้ มูลบนชนั สือสารควบคุมเครือข่ายจะถูกแบ่งออกเป็ นส่วน ๆ เรียกว่า “แพ็กเก็ต (Packet)”

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 81

แตล่ ะแพก็ เก็ตจะถูกส่งไปยงั ปลายทางระหวา่ งทางอาจมเี ครือข่ายยอ่ ยทีลิงคเ์ ชือมต่อมากมายรวมถึงการส่ง
ขา้ มเครือข่ายต่างชนิดกนั ในขณะทีชนั สือสารเชือมต่อข้อมูล (Data Link Layer) จะมีหน่วยข้อมูลใน
รูปแบบของเฟรม ทีจดั ส่งไปยงั โหนดปลายทางภายในลิงค์เดียวกนั เท่านัน เครือข่ายแลนซึงเชือมต่อ
เครือข่ายสือสารภายในลิงค์เดียวกนั จึงทาํ งานอยู่ภายใต้ชันสือสาร 2 ชันแรกเท่านัน ซึงโดยปกติหาก
เครือข่ายสองระบบมีการเชือมต่อกันภายใต้ลิงค์เดียวกนั ไม่จาํ เป็ นต้องใช้บริการชันสือสารควบคุม
เครือข่าย (Network Layer) อยา่ งไรก็ตาม หากเครือข่ายสองระบบทีเชือมต่อผ่านลิงค์เป็ นเครือข่ายต่าง
ชนิดกนั จาํ เป็นตอ้ งใชอ้ ปุ กรณ์ทีทาํ งานภายใตช้ นั สือสารควบคุมเครือขา่ ย (Network Layer) ซึงโดยปกติจะ
เป็ นอุปกรณ์เราทเ์ ตอร์ เพือเชือมต่อเครือข่ายทงั สองเขา้ ดว้ ยกนั เพือใหก้ ารส่งมอบขอ้ มูลจากตน้ ทางไปยงั

ปลายทาง (Source - to - Destination) สามารถสาํ เร็จลงไดด้ ว้ ยดี ดงั แสดงในภาพที 2.10 ความสัมพนั ธ์ของ
ชนั สือสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer) ไปสู่ชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล (Data Link Layer) และชัน
สือสารจดั การนาํ ส่งขอ้ มลู (Transport Layer)

ภาพที 2.10 ชันสือสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer)

ทีมาของภาพ: https://www.slideshare.net/Taimoor_Gondal/layers-and-peer-to-peer-process-dccn

ภาระหนา้ ทีของชนั สือสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer) สามารถสรุปได้ ดงั นี

 ลอจิคัลแอดเดรส (Logical Addressing) คือ ตาํ แหน่งของทีอยู่ของโหนดบนเครือข่ายทีถูก
กาํ หนดไวช้ วั คราว หรือชวั ระยะเวลาหนึงโดยไม่ไดย้ ึดติดกบั อุปกรณ์หรือเครืองโหนดใดโหนดหนึงเป็ น
การเฉพาะ และทาํ งานอยู่บนชนั สือสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer) ตวั อย่างเช่น หมายเลขไอพี
แอดเดรส (IP Address) ซึงตรงกนั ขา้ มกบั ฟิ สิคลั แอดเดรส (Physical Address) ทีเป็ นการระบุตาํ แหน่งที
อยู่ของโหนดบนเครือข่าย ซึงมักจะถูกกําหนดหมายเลขไวเ้ รียบร้อยแล้วบนอุปกรณ์ทีไม่สามารถ
เปลียนแปลงค่าได้ เช่น ชุดหมายเลขแมคแอดเดรสของการ์ดเครือข่ายทีใช้งานบนชันสือสารเชือมต่อ
ขอ้ มลู (Data Link Layer)

 การเลอื กเส้นทาง (Routing) เมือเครือข่ายไดม้ ีการเชือมตอ่ กบั เครือขา่ ยขนาดใหญ่ เช่น เครือขา่ ย
อินเทอร์เน็ต ดังนัน เส้นทางการส่งผ่านข้อมูลก็จะมีจาํ นวนมากมาย การส่งข้อมูลจากต้นทางไปยงั

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 82

ปลายทางจึงจาํ เป็ นตอ้ งมีการเลือกเส้นทางการส่งขอ้ มูลทีดีทีสุดหรือเหมาะสมทีสุด เพือให้สามารถส่ง
ขอ้ มลู ไปยงั ปลายทางไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว รวมถึงหากบางเส้นทางเกิดถูกตดั ขาด ก็สามารถเลือกเส้นทางใหม่ที
สามารถใชง้ านได้ โดยการส่งข้อมูลลอจิคลั แอดเดรส เป็ นตวั ชีตาํ แหน่งของคอมพิวเตอร์ต้นทางและ
ปลายทางทีอยูบ่ นเครือข่าย ดงั นันจะเห็นได้ว่าเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงจาํ เป็ นต้องมีอุปกรณ์ ทีเรียกว่า
“เราท์เตอร์ (Router)” ซึงเป็ นอุปกรณ์สําคญั ทีใชส้ ําหรับกาํ หนดเส้นทางการส่งขอ้ มูลบนเครือข่าย ทีมี
การเชือมต่อเขา้ กบั เครือขา่ ยต่าง ๆ มากมายบนโลก ทาํ ให้เราสามารถสือสารอยบู่ นเครือขา่ ยขนาดใหญไ่ ด้
และอุปกรณ์เราทเ์ ตอร์คือหนึงในหน้าทีของชนั สือสารควบคุมเครือข่ายข่าย (Network Layer) ทีไดเ้ ตรียม
กลไกดงั กล่าวเอาไวแ้ ลว้

ภาพที . การส่งมอบขอ้ มูลแบบ Source - to - Destination บน Network Layerทีมาของภาพ:

https://www.slideshare.net/Taimoor_Gondal/layers-and-peer-to-peer-process-dccn

จากภาพที 2.11 เป็นการส่งมอบขอ้ มูลในรูปแบบ Source - to - Destination โดยที

 ชนั สือสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer) ได้ส่งแพก็ เก็ตไปยงั ชนั สือสารควบคุมเครือข่าย
(Network Layer) ที B ซึงเป็ นเราทเ์ ตอร์

 เมือแพก็ เก็ตมาถึงเราทเ์ ตอร์ B เราทเ์ ตอร์ก็จะตดั สินใจเลือกเส้นทางดว้ ยการกาํ หนดเส้นทางการ
ส่งขอ้ มูลขึนมา เพอื ใชใ้ นการลาํ เลียงแพก็ เก็ตไปยงั จุดหมายปลายทาง ซึงก็คือ F

 เราทเ์ ตอร์ B ใชต้ ารางกาํ หนดเส้นทาง (Routing Table) ทีไดส้ ร้างขึน เพือคน้ หาโหนดถดั ไป ซึง
โหนดถดั ไปทีคน้ หาพบ คือ เราทเ์ ตอร์ E

 ชนั สือสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer) ที B ทาํ การส่งแพ็กเก็ตไปยงั ชนั สือสารควบคุม
เครือขา่ ย (Network Layer) ที E

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 83

 ในทํานองเดียวกัน ชันสื อสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer) ที E จะส่งแพ็กเก็ตไปยงั
ชนั สือสารควบคุมเครือขา่ ย (Network Layer) ที F

โพรโทคอลทีอยู่ในชันสือสารนี ได้แก่ Internet Protocol (IP), Internetwork Packet Exchange
(IPX) และ AppleTalk

Note: เครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะมีเส้นทางในการเชือมโยงเครือข่ายระหวา่ งกนั เป็ นจาํ นวนมาก
ดงั นันข้อมูลทีถูกส่งไปยงั ปลายทางอาจไม่จาํ เป็ นต้องใช้เส้นทางเดียวกนั ตลอด และขอ้ มูลทีถูก
นาํ ส่งไปก่อน อาจถึงปลายทางช้ากว่าขอ้ มูลทีส่งไปก่อนหน้าก็ได้ (Out-of-Order) เมือแพ็กเก็ต
ไดม้ าทางปลายทาง ส่วนปลายทางจะตอ้ งมีกระบวนการจดั ลาํ ดบั ขอ้ มูลใหม่ตามเลขลาํ ดบั ขอ้ มูล
(Sequence Number) ซึงเลขลาํ ดบั นี ฝังส่งไดบ้ รรจุลงไปในแตล่ ะแพ็กเก็ตไวแ้ ลว้ ก่อนทีจะส่งออก
ไปและฝังรับกจ็ ะใชป้ ระโยชนจ์ ากเลขลาํ ดบั นีในการเรียงลาํ ดบั แต่ละแพก็ เกต็

ชันสือสารจดั การนําส่งข้อมลู (Transport Layer)
ในชนั สือสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer) ทีผา่ นมาจะนาํ ส่งขอ้ มูลจากตน้ ทาง (Source) ไป

ปลายทาง (Destination) ให้ได้อย่างถูกต้องถ้าตน้ ทางและปลายทางมีโพรเซส (Process) ในการรับส่ง
ขอ้ มูลเพียงโพรเซสเดียว แต่ทงั ตน้ ทางและปลายทางนนั สามารถมีโพรเซสในการรับส่งขอ้ มูลไดห้ ลาย
โพรเซส ดงั นนั ชนั สือสารจดั การนาํ ส่งขอ้ มูลจึงมีหน้าทีส่งมอบขอ้ มูลในลกั ษณะ Process-to-Process ซึง
หมายถึงโปรแกรมประยุกต์ใด ๆ ทีติดตงั และทาํ งานอยู่บนเครืองโฮสต์ (Host) ดงั นันหากมีโปรแกรม
ทาํ งานอยูบ่ นเครืองโฮสตอ์ ยูห่ ลาย ๆ โปรแกรม นนั คือมีหลายโพรเซสทีกาํ ลงั ทาํ งานอยขู่ ณะนนั โดยการ
ส่งขอ้ มูลแบบ Source-to-Destination บนโพรเซสนีได้ ฉะนันชันสือสารจดั การนาํ ส่งขอ้ มูล จึงตอ้ งรับ
หนา้ ทีในการส่งมอบขอ้ มูลระหว่างโพรเซสจากตน้ ทางไปยงั ปลายทางไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง ดงั แสดงในภาพที
2.12 ความสัมพนั ธ์ของชนั สือสารจดั การนําส่งขอ้ มูล ชันสือสารควบคุมเครือข่ายและชันสือสารการ
ประยกุ ต์

ภาพที 2.12 Transport Layer หนา้ ที 84

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย

จากภาพที 2.12 แสดงถึงความสัมพนั ธ์ระหว่างชันสือสารจดั การนําส่งข้อมูล กับชันสือสาร
ควบคุมเครือข่ายและชนั สือสารการประยุกต์ สามารถสรุปหนา้ ทีหลกั ของชนั สือสารจดั การนาํ ส่งขอ้ มูล
ไดด้ งั นี

 ตําแหน่งทีอยู่ของพอร์ต (Port Address) ในชนั สือสารควบคุมเครือข่ายจะมีการกาํ หนดลอจิคลั
แอดเดรส ซึงเป็ นทีอยู่ของเครืองนนั ๆ แต่ถา้ ภายในเครืองนนั มีโพรเซสอยู่หลายโพรเซส การกาํ หนด
ลอจิคลั แอดเดรสเพียงอย่างเดียว จะไม่เพียงพอทีจะทาํ ให้ทราบไดว้ า่ ขอ้ มูลเหล่านนั จะตอ้ งถูกส่งต่อไป
ให้กบั โพรเซสใด ดงั นันจึงตอ้ งมีการกาํ หนด “พอร์ต (Port)” ขึนมาไวค้ อยบริการดา้ นการสือสาร โดย
ชันสือสารจดั การนําส่งข้อมูลจะผนวกเฮดเดอร์ทีถือเป็ นทีอยู่ชนิดหนึงทีเรียกว่า “Service - Point
Address หรือ Port Address เพือให้ชันสื อสารควบคุมเครือข่ายสามารถส่งแพ็กเก็ตต่าง ๆ ไปยัง
คอมพิวเตอร์ปลายทางไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง และชนั สือสารจดั การนาํ ส่งขอ้ มูลก็จะไดร้ บั ข่าวสารอยา่ งครบถว้ น
และมนั ใจไดว้ า่ จะส่งขา่ วสารไปยงั โพรเซสบนคอมพวิ เตอร์นนั ๆ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง

 การแบ่งกลุ่มและการรวบรวม (Segmentation and Reassembly) ข้อมูลทีจะถูกส่งออกจาก
เลเยอร์นีจะถูกแบ่งออกเป็ นกลุ่มย่อย ๆ โดยทีแต่ละกลุ่มจะมีหมายเลขกาํ กบั (Sequence Number) อยู่
ดงั นนั เมือโพรเซสทีรับขอ้ มูลได้รับกลุ่มยอ่ ยเหล่านีแลว้ ก็จะนาํ มารวมกนั อีกครังหนึง ซึงในการรวมกลุ่ม
ยอ่ ยนนั จะใชห้ มายเลขกาํ กบั ในการรวบรวมขอ้ มูลใหเ้ ป็ นเหมือนเดิมก่อนทีจะส่งต่อไปยงั ชนั สือสารการ
ประยุกต์

 การควบคุมการเชือมต่อ (Connection Control) ในการติดต่อกนั ระหว่างโพรเซสนนั สามารถทาํ
ได้ 2 รูปแบบ คือ แบบคอนเน็คชนั เลส (Connectionless) โพรโทคอล UDP และแบบคอนเน็คชนั โอเรียน-
เต็ด (Connection-Oriented) โพรโทคอล TCP โดยทีแบบคอนเน็คชนั เลส นันจะไม่มีตอ้ งมีการสร้างการ
ติดต่อกนั ระหวา่ งโพรเซส เมือตอ้ งการทีจะรับส่งขอ้ มูลก็จะสามารถทาํ ไดท้ นั ที ขณะทีแบบคอนเน็คชนั
โอเรียนเตด็ จะตอ้ งมีการสร้างการติดต่อกนั ระหวา่ งโพรเซสเสียก่อน จึงจะสามารถรับส่งขอ้ มูลกนั ได้

 การควบคุมการไหลของข้อมูล (Flow Control) มีลกั ษณะการทาํ งานคลา้ ยกบั ชนั สือสารเชือมตอ่
ขอ้ มูลเพียงแต่จะเป็ นการควบคุมการไหลของขอ้ มลู ระหวา่ งฝังส่งและฝังรบั โดยการควบคุมการไหลของ
ขอ้ มูลในชันสือสารจดั การนําส่งขอ้ มูลนี จะทําในลกั ษณะ Process-to-Process แตกต่างกับชันสือสาร
เชือมต่อขอ้ มลู ทีมีการส่งผา่ นขอ้ มูลบนลิงคเ์ ดียวกนั ในลกั ษณะ Hop-to-Hop

 การควบคมุ ข้อผดิ พลาด (Error Control) มีลกั ษณะการทาํ งานคลา้ ยกบั ชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มูล
เช่นเดียวกัน ทีใช้ควบคุมขอ้ ผิดพลาดของการรับส่งขอ้ มูลระหว่างฝังส่งและฝังรับ อย่างไรก็ตาม การ
ควบคุมขอ้ ผดิ พลาดในชนั นีจะทาํ ในลกั ษณะ Process-to-Process มากกว่าการส่งผา่ นลิงคเ์ ดียวกนั โดยการ

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 85

รับส่งขอ้ มูลในชนั สือสารนีจะสร้างความมนั ใจถึงข่าวสารทีส่งไปยงั ปลายทางโดยปราศจากขอ้ ผิดพลาด
ใด ๆ ไม่วา่ จะเป็ นขอ้ มูลทีเสีย สูญหายหรือขอ้ มูลซาํ ทงั นีหากพบขอ้ ผดิ พลาด ปกติจะดาํ เนินการดว้ ยการ
ส่งขอ้ มูลรอบใหม่

ภาพที 2.13 การรับส่งข้อมูลระหว่างโพรเซส
จากภาพที 2.13 จะพบวา่ การส่งข่าวสารระหวา่ งฝังตน้ ทางและปลายทางนนั จะดาํ เนินการอยูบ่ น
ชนั สือสารจดั การนาํ ส่งขอ้ มูล อนั เนืองมาจาก แต่ละโหนดอาจมีโพรเซสมากกวา่ หนึงโพรเซสทีทาํ งาน
พร้อมกนั ได้ ดงั นนั จึงตอ้ งมีการกาํ หนดหมายเลขพอร์ตต่าง ๆ ไวค้ อยบริการดา้ นการสือสารให้กบั แต่ละ
โพรเซส
เพือใหผ้ ูอ้ ่านเขา้ ใจการส่งขอ้ มูลในชนั สือสารจดั การนาํ ส่งขอ้ มูลยงิ ขึน ผูเ้ ขียนขอยกตวั อยา่ งการ
แบ่งขอ้ มลู ออกเป็นแพก็ เก็ตยอ่ ย ๆ ดงั ในภาพที 2.14

ภาพที 2.14 การส่งข้อมูลกนั ระหว่างโหนด หนา้ ที 86

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย

จากภาพที 2.14 แสดงถึงการส่งขอ้ มูลกันระหว่างโหนด โดยทีข้อมูลทีต้องการส่งจะมาจาก
ชนั สือสารการประยุกต์ (Application Layer) ถา้ ขอ้ มูลทีส่งมานนั มีขนาดใหญ่เกินไป ในชนั สือสารจดั การ
นาํ ส่งข้อมูล(Transport Layer) จะแบ่งขอ้ มูลนนั ออกเป็ นแพ็กเก็ตยอ่ ย ๆ ก่อน โดยในแต่ละแพ็กเก็ตจะ
บรรจุหมายเลขพอร์ต (Port Address) เขา้ ไปทีเฮดเดอร์ ในทีนีคือพอร์ต j หมายถึง หมายเลขโพรเซสของ
ฝ่ ายส่งข้อมูล ส่วนพอร์ต k หมายถึง หมายเลขโพรเซสของฝ่ ายรับข้อมูล จากนันจะส่งต่อลงไปยงั
ชนั สือสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer) ซึงจะทาํ การใส่ค่าเน็ตเวริ ์คแอดเดรส (A และ P) ให้กบั แต่
ละแพ็กเก็ต แล้วส่งต่อให้กบั ชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล (Data Link Layer) เพือทาํ การใส่ฟิ สิคลั แอดเดรส
และเทรเลอร์ตอ่ ไป

แพ็กเก็ตสามารถทีจะเดินทางไปในเส้นทางเดียวกนั หรือเส้นทางทีแตกต่างกนั ไดจ้ นกระทงั ถึง
ปลายทางเมือเดินทางมาถึงปลายทาง ก็จะทาํ กลบั กนั กบั ตอนส่ง คือ จะส่งขอ้ มูลจากเลเยอร์ล่างขึนไปยงั
เลเยอร์บน โดยในแต่ละเลเยอร์จะทาํ การตรวจสอบเฮดเดอร์และทาํ การถอดเฮดเดอร์ของเลเยอร์ตวั เอง
ออกไป แลว้ ส่งต่อให้กบั เลเยอร์ถดั ไป เมือถึงชนั สือสารจดั การนาํ ส่งขอ้ มูล หลงั จากถอดเฮดเดอร์ออกแลว้
จะทาํ การรวมแพ็กเก็ตทีแยกกนั ให้กลบั ไปเป็ นเหมือนเดิม ก่อนทีจะส่งต่อให้กบั ชนั สือสารการประยุกต์
(Application Layer)

ตวั อย่างโพรโทคอลทีทาํ งานอยู่ในชันนี ได้แก่ Transmission Control Protocol (TCP), User
Datagram Protocol (UDP) และ Sequential Packet Exchange

ชันสือสารควบคมุ หน้าต่างสือสาร (Session Layer)
ชนั ควบคุมหน้าต่างสือสารเป็ นผูก้ าํ หนดวิธีการควบคุมการเชือมต่อระหวา่ งผูร้ ับขอ้ มูลและผสู้ ่ง

ขอ้ มูลตงั แต่เริมตน้ การสือสารไปจนยตุ ิการสือสาร โดยการสือสารทีกาํ ลงั ดาํ เนินอยู่ ณ ขณะใด ขณะหนึง
จะเรียกวา่ “เซสชัน (Session)” ทงั นีหลาย ๆ เซสชนั ทีเกิดขึนอาจเกิดจากการทาํ งานของคนเพียงคนเดียว
หรือหลายคนก็ได้ เช่น การติดต่อขอใช้โฮสต์จากเครืองคอมพิวเตอร์ทีอยูไ่ กลออกไป (Remote Login)
หรือการส่งแฟ้มขอ้ มลู ระหว่างเครืองคอมพวิ เตอร์ผา่ นระบบเครือข่ายในแตล่ ะครัง กถ็ ือเป็นเซสชนั หนึงที
ประกอบดว้ ยขนั ตอน ดงั นี

Log in  กรอกรหสั ผา่ น  การใชโ้ ฮสต์  การออกจากระบบ

หรือเซสชนั ของการสนทนาทีประกอบดว้ ยขนั ตอน

เริมสนทนา  สนทนาเพือแลกเปลียนขอ้ มูล  จบการสนทนา

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 87

หลงั จากทีไดส้ ร้างเซสชันเป็ นทีเรียบร้อยแลว้ การรับส่งขอ้ มูลก็จะเป็ นหน้าทีของชันสือสาร
จดั การนาํ ส่งขอ้ มูล (Transport Layer) สาํ หรับหนา้ ทีของชนั สือสารควบคุมหนา้ ตา่ งสือสาร สรุปไดด้ งั นี

 การควบคุมไดอะล็อก (Dialog Control) ในชันสือสารนีจะอนุญาตให้สองระบบแลกเปลียน
ข่าวสารกนั ตงั แต่เริมตน้ สือสารจนกระทงั ยุติการสือสาร กล่าวคือ จะมีขนั ตอนเริมต้นตงั แต่การเปิ ด
เซสชนั เพือแลกเปลียนข่าวสารในเซสชนั นัน ๆ อย่างต่อเนือง จนกระทงั ยุติการสือสารดว้ ยการยกเลิก
เซสชนั นนั ไป ทงั นีการสือสารระหวา่ งสองโพรเซสสามารถโตต้ อบกนั ในรูปแบบทางใดทางหนึง (Half-
Duplex) ทีผลดั กนั รับส่งขอ้ มลู หรือแบบสองทิศทาง (Full Duplex) ทีรับส่งขอ้ มูลไดใ้ นเวลาเดียวกนั

 การซิงโครไนซ์ (Synchronization) การสือสารภายในเซสชันอาจเกิดความล้มเหลวขึนมา
กลางคนั ก็เป็นได้ ทาํ ใหต้ อ้ งมีการเปิ ดเซสชนั เพอื สือสารกนั รอบใหม่ อยา่ งไรก็ตามชนั สือสารนียงั อนุญาต
ให้โพรเซสสามารถเพิมจุดตรวจสอบ (Check Points หรือ Synchronization Points) เขา้ ไปพร้อมกบั ขอ้ มูล
ทีส่งไป ตวั อยา่ งเช่น สมมติวา่ ระบบมีการส่งไฟล์ไปจาํ นวน 1,700 หนา้ และมีการแทรกจุดตรวจสอบไป
ทุก ๆ 70 หนา้ เพอื ใหม้ นั ใจวา่ แต่ละ 70 หนา้ จะไปยงั ถึงฝังรับและไดร้ ับการยนื ยนั ตอบรับ ตอ่ มาระบบการ
ส่งขอ้ มูลเกิดลม้ เหลวขึนมาระหวา่ งการส่งไฟลท์ ีหน้าที 512 การกูค้ ืนไฟล์ขอ้ มูลก็จะดาํ เนินด้วยการเปิ ด
เซสชันใหม่เพือส่งข้อมูลทีผิดพลาดเท่านัน ซึงก็คือไฟล์หน้า 501-512 โดยไฟล์ก่อนหน้า 501 ไม่
จาํ เป็ นตอ้ งส่งรอบใหม่

โพรโทคอลทีทาํ งานอยู่ในชันนี ได้แก่ Network File System (NFS), X-Window System และ
AppleTalk Session Protocol (ASP)

ชันสือสารนําเสนอข้อมูล (Presentation Layer)
เป็ นชันสือสารทีนาํ เสนอเกียวกบั การเปลียนแปลงขอ้ มูลให้มีรูปแบบและความหมายเดียวกนั

กล่าวคือ ระบบคอมพิวเตอร์แต่ละระดับ อาจใช้รหัสแทนข้อมูลทีแตกต่างกันได้ เช่น บนเครื อง
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะใช้รหัส ASCII หรือ Unicode ในขณะทีเมนเฟรมคอมพิวเตอร์จะใช้รหัส
EBCDIC ซึงหากปราศจากกระบวนการจดั การกบั รหสั แทนขอ้ มูลทีแตกต่างกนั จะส่งผลตอ่ การนาํ เสนอ
ขอ้ มูลระหวา่ งสองระบบผิดพลาดได้ เนืองจากใชร้ หัสแทนขอ้ มูลทีแตกต่างกนั นนั เอง ดงั นนั ดว้ ยหน้าที
รับผดิ ชอบของชนั สือสารนาํ เสนอขอ้ มูล จะทาํ ให้ทงั สองระบบทีถึงแมจ้ ะใชร้ หสั แทนขอ้ มูลทีแตกต่างกนั
สามารถนาํ เสนอข้อมูลได้อย่างเขา้ ใจทังสองฝ่ าย โดยจะมีกระบวนการแปลงข้อมูล (Translation) ให้
สามารถนาํ เสนอไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง กล่าวคือ ฝังส่งจะส่งขอ้ มูลอะไรไปก็ตาม ฝังรับก็จะไดร้ บั ขอ้ มูลตามนนั
ดว้ ย พิจารณาภาพที 2.15 ต่อไปนีแสดงถึงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งชนั สือสารนาํ เสนอขอ้ มูล ชนั สือสารการ
ประยกุ ต์ และชนั สือสารหนา้ ตา่ งควบคุมการสือสาร

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 88

ภาพที 2.15 Presentation Layer

ทีมาของภาพ: https://www.slideshare.net/Taimoor_Gondal/layers-and-peer-to-peer-process-dccn

ภาระหนา้ ทีของชนั สือสารนาํ เสนอ สามารถสรุปไดด้ งั นี

 การแปลงข้อมูล (Translation) โพรเซสหรือโปรแกรมทีรันอยใู่ นสองระบบ เมือมีความตอ้ งการ
แลกเปลียนขอ้ มูลระหวา่ งกนั ซึงตามปกติจะตอ้ งนาํ ขอ้ มูลมาแปลงเป็ นสญั ญาณเพือส่งผา่ นสือกลาง และ
ดว้ ยระบบทงั สองทีสือสารกนั อาจใช้คอมพิวเตอร์ต่างระดับกัน และใช้รหัสแทนขอ้ มูลทีแตกต่างกนั
ดงั นันชนั สือสารนาํ เสนอขอ้ มูลจึงตอ้ งรับหน้าทีในการเปลียนแปลงรหัสทีแตกต่างกนั เหล่านีให้อยู่ใน
รูปแบบเดียวกนั เพือนาํ เสนอขอ้ มูลใหต้ รงกนั ทงั สองฝัง

 การเข้ารหัส (Encryption) การนาํ ส่งขอ้ มูลผา่ นเครือข่าย จาํ เป็นตอ้ งมีระบบความปลอดภยั ของ
ข้อมูลทีดี ดงั นันการเข้ารหัสข้อมูลด้วยการเปลียนรูปขอ้ มูลเดิมให้อยู่ในรูปแบบของขอ้ มูลทีรับการ
เขา้ รหัส (Encryption) ทาํ ให้อ่านไม่รู้เรืองก่อนทีจะถูกนําส่งไปยงั เครือข่ายถือเป็ นเรืองมาตรการความ
ปลอดภยั เพือป้องกนั การดกั ลกั ลอบเอาขอ้ มลู ไปใชง้ านจากผูไ้ ม่หวงั ดี ครันขอ้ มูลไดส้ ่งถึงปลายทางก็จะมี
การถอดรหสั (Decryption) กลบั มาเป็นขอ้ มลู ตามตน้ ฉบบั

 การบีบข้อมูล (Compression) การใช้เทคนิคบีบอดั ขอ้ มูล (Data Compression) เพือให้ขอ้ มูลมี
ขนาดเล็กลง จะส่งผลดีต่อความรวดเร็วในการสือสาร และช่วยลดแบนด์วดิ ธ์ในระบบสือสารลงได้ โดย
การใชเ้ ทคนิคการบีบอดั ขอ้ มูลเป็นสิงสําคญั สาํ หรับการส่งขอ้ มูลมลั ติมีเดีย ทีประกอบดว้ ย ขอ้ ความ เสียง
และวดี ีโอ

รูปแบบมาตรฐานของขอ้ มูลกราฟฟิ ก ไดแ้ ก่ PICT, TIFF, และ JPEG ตวั อยา่ งของมาตรฐานในชัน
สือสารนีทีนาํ เสนอขอ้ มลู เสียงและวดิ ีทศั น์ ไดแ้ ก่ MIDI และ MPEG

ชันสือสารการประยุกต์ (Application Layer)
เป็ นชันสือสารระดบั ประยุกต์ทีมุ่งเน้นการติดต่อกับผูใ้ ช้ ทีอนุญาตให้ผูใ้ ช้ซึงเป็ นบุคคลหรือ

ซอฟต์แวร์สามารถเข้าถึงเครือข่ายได้ โดยจะมียูสเซอร์อินเทอร์เฟซ (User Interface: UI) เพือสนับสนุน
งานบริการต่าง ๆ เช่น การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การติดต่อเครือข่ายแบบระยะไกลเพือเขา้ ถึงขอ้ มูล
และถ่ายโอนขอ้ มูล การแชร์ฐานขอ้ มูลและการบริการอืน ๆ เป็ นตน้

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 89

พิจารณาจากภาพที 2.16 ทีแสดงความสัมพนั ธ์ของชนั สือสารการประยกุ ตก์ บั ผูใ้ ช้ และชนั สือสาร
นาํ เสนอขอ้ มูล โดยมีโปรแกรมประยุกต์มากมายทีสามารถนาํ มาใช้งาน ซึงจากภาพจะพบว่ามีการใช้
บริการ 3 โปรแกรมด้วยกนั คือ โปรแกรม X.400 ทีบริการรับส่งข่าวสาร โปรแกรม X.500 ทีบริการ
ไดเรกทอรี และ FTAM ทีบริการการเขา้ ถึงและจดั การไฟล์ขอ้ มูล โดยจากภาพผใู้ ชไ้ ดใ้ ชบ้ ริการโปรแกรม
ประยุกต์

ภาพที 2.16 Application Layer

ตวั อยา่ งของโพรโทคอลทีทาํ งานอยใู่ นเลเยอร์นี คอื

 File Transfer, Access and Management (FTAM): ให้บริ การเกียวกับการถ่ายโอนไฟล์
ระหวา่ งคอมพวิ เตอร์และการอา่ น การเขียน หรือแมก้ ระทงั การลบไฟลท์ ีอยใู่ นอกี เครืองหนึงได้

 Virtual Terminal Protocol (VTP): ให้บริการเกียวกบั การเข้าใช้แอปพลิเคชนั ทีอยู่อีกเครือง
หนึง โดยการจาํ ลองเทอร์มินลั ของเครืองอยหู่ ่างไกลให้กบั ผใู้ ช้

 Message Handing Service (MHS): ใหบ้ ริการเกียวกบั การรับส่งอีเมล
 Directory Service (DS): ใหบ้ ริการเกียวกบั การจบั คูร่ ะหวา่ งชือและทีอยขู่ องคอมพิวเตอร์
 Common Management Information Protocol (CMIP): ให้บริการข้อมูลเกียวกับการจดั การ
เครือข่าย

ภาระหนา้ ทีโดยสรุปของชนั สือสารการประยุกต์ (Application Layer) มีดงั นี

 โปรแกรมจําลองเทอร์ มินั ลบนเครื อข่ ายเสมือนจริง (Network Virtual Terminal) เป็ น
โปรแกรมทีจาํ ลองเทอร์มินัลเพือเขา้ ถึงเครือข่ายแบบเสมือนจริงทีคล้ายกับโปรแกรมประเภทวิชวล

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 90

แมชชีน (Virtual Machine) ตวั อย่างเช่น ตอ้ งการให้ผใู้ ชล้ ็อกออน (Logon) เขา้ ระบบจากโฮสตร์ ะยะไกล
ซึงตามปกติอาจจาํ เป็ นตอ้ งดาํ เนินการทดสอบการล็อกออน (Logon) ระยะไกลต่างพืนทีบนสถานการณ์
จริง แตท่ งั นีโปรแกรมดงั กล่าวจะลอกเลียนการใชง้ านเสมือนจริง เสมือนกบั มีเครืองอกี เครืองหนึงทีตงั อยู่
ระยะไกลกาํ ลงั ล็อกออน (Logon) เข้ามาในระบบ ทงั ๆ ทีเครืองโฮสต์และรีโมตนันทาํ งานอยู่ภายใน
เครืองเดียวกนั โดยโปรแกรมดงั กล่าวจดั เป็ นโปรแกรมทีมกั นาํ มาใชเ้ พือการทดสอบเครือข่าย

 การจัดการไฟล์ข้อมูล (File Transfer, Access and Management: FTAM) เป็ นโปรแกรมที
อนุญาตให้ผูใ้ ชส้ ามารถเขา้ ถึงไฟลแ์ บบระยะไกล เพือสามารถดาํ เนินการเกียวกบั ไฟลไ์ มว่ า่ จะเป็ นการอา่ น
การเปลียนแปลง รวมถึงการติดต่อโฮสต์คอมพิวเตอร์แบบระยะไกลเพือคดั ลอกขอ้ มูลจากโฮสต์มายงั
เครืองของตน และการจดั การควบคุมไฟลข์ อ้ มูลแบบระยะไกล เป็นตน้

 การบริการเมล (Mail Services) เป็ นโปรแกรมทีนาํ มาใชเ้ พือการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
หรืออีเมล และการจดั เกบ็ เมล

การบริการไดเรกทอรี (Directory Services) เป็ นโปรแกรมทีใชส้ ําหรับจดั การฐานขอ้ มูลแบบ
กระจาย (Distributed Database) การจดั การดูแลทรัพยากร การเขา้ ถึงขอ้ มลู แบบออบเจ็กตต์ ่าง ๆ

จากชนั สือสารทงั 7 ทีไดก้ ลา่ วมาขา้ งตน้ จะพบวา่ แต่ละชนั สือสารตา่ งมีฟังกช์ นั หน้าทีของตนเอง
ทีตอ้ งรับผิดชอบโดยฝังส่งจะสือสารดว้ ยการส่งผา่ นหน่วยขอ้ มูลไปยงั ชนั สือสารทีตาํ กวา่ ในขณะทีฝังรับ
ก็จะมีการบริการหน่วยขอ้ มูลให้กบั ชนั สือสารทีอยเู่ หนือกวา่ ซึงการศึกษาเกียวกบั หน้าทีการทาํ งานและ
การสือสารระหวา่ งชนั สือสารบนแบบจาํ ลอง OSI จะทาํ ให้เขา้ ใจถึงกระบวนการสือสารภายในเครือข่าย
ไดช้ ดั เจนยงิ ขึนโดยสรุปหนา้ ทีของแต่ละชนั สือสารบนแบบจาํ ลอง OSI ไดด้ งั ภาพที 2.17

ภาพที 2.17 สรุปฟังก์ชันหน้าทขี องแต่ละชันสือสารบนแบบจําลอง OSI

ทีมาของภาพ: https://www.slideshare.net/Taimoor_Gondal/layers-and-peer-to-peer-process-dccn

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 91

2.7 แบบจําลองอนิ เทอร์เน็ต (Internet Model)

แบบจาํ ลองอินเทอร์เน็ต หรือชุดโพรโทคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet
Protocol) ได้ถูกพฒั นาขึนมาก่อนแบบจาํ ลอง OSI ดงั นันชนั สือสารของแบบจาํ ลองอินเทอร์เน็ตจึงไม่
เหมือนกนั กบั แบบจาํ ลอง OSI แต่มีหลักการทาํ งานทีคล้ายคลึงกนั กล่าวคือ แบบจาํ ลองอินเทอร์เน็ต
ประกอบดว้ ย 4 ชนั สือสาร ไดแ้ ก่

1) ชนั สือสารโฮสตท์ ูเน็ตเวริ ์ค (Host-to-Network Layer)
2) ชนั สือสารอินเทอร์เน็ต (Internet Layer)
3) ชนั สือสารทรานสปอร์ต (Transport Layer)
4) ชนั สือสารแอปพลิเคชนั (Application Layer)

โดยทีชันสื อสารโฮสต์ทูเน็ตเวิร์คเป็ นการรวบชันสื อสารกายภาพ (Physical Layer) และ
ชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล (Data Link Layer) เขา้ ดว้ ยกนั ชันสือสารอินเทอร์เน็ต คือ ชนั สือสารควบคุม
เครือข่าย (Network Layer) และชนั แอปพลิเคชนั จะรวบชนั สือสารหนา้ ต่างควบคุมการสือสาร (Session
Layer) ชันสือสารนาํ เสนอ (Presentation Layer) และชันสือสารการประยุกต์ (Application Layer) เข้า
ดว้ ยกนั อยา่ งไรก็ตาม หนงั สือเล่มนีจะอา้ งอิงแบบจาํ ลองอินเทอร์เนต็ ทีประกอบดว้ ย 5 ชนั สือสารดว้ ยกนั
คือ ชนั สือสารกายภาพ (Physical Layer) ชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล (Data Link Layer) ชนั สือสารควบคุม
เครือข่าย (Network Layer) ชนั สือสารจดั การนาํ ส่งขอ้ มูล (Transport Layer) และชนั สือสารการประยกุ ต์
(Application Layer) ดงั ภาพที 2.18 เปรียบเทียบแบบจาํ ลอง OSI กบั แบบจาํ ลอง Internet

ภาพที 2.18 เปรียบเทียบแบบจําลอง OSI กบั แบบจําลอง Internet

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 92

จากภาพที 2.18 ชนั สือสารไดถ้ ูกพฒั นาขึนดว้ ยมุมมองทีแตกต่างกนั แตป่ ัจจุบนั มีความชดั เจนขึน
เนืองจากคณะทาํ งานอินเทอร์เน็ต (Internet Community) ได้พิจารณาและกาํ หนดมุมมองแบบจาํ ลอง
อินเทอร์เน็ต ดว้ ยการแบ่งออกเป็น 5 ชนั สือสาร (Five-Layer View) แตท่ งั นี ในรูปแบบดงั เดิมทีแบ่งเอาไว้
เป็ น 4 ชนั สือสารก็ยงั คงใช้ไดอ้ ยู่และยงั คงมีใช้ในบางอะคาเดมี (Academy) เช่น การสอบวุฒิบตั ร ไอที
ด้านเครือข่ายของค่ายไมโครซอฟต์ จะใช้การอ้างอิงแบบจาํ ลองอินเทอร์เน็ตแบบดังเดิมในมุมมอง
แบบ 4 ชนั สือสาร (Four-Layer View)

แบบจาํ ลอง OSI มีการระบุฟังกช์ นั หนา้ ทีทีชดั เจนลงไปในแตล่ ะชนั สือสาร โดยแต่ละชนั สือสาร
จะมีโพรโทคอลคอยบริการงานเฉพาะและทาํ งานโดยอิสระ แต่สําหรับชนั สือสารของชุดโพรโทคอล
TCP/IP หรือแบบจาํ ลองอินเทอร์เน็ตจะนาํ โพรโทคอลทีทาํ งานโดยอิสระเหล่านี มาผสมผสานและจบั คู่
เพือทาํ งานร่วมกนั กบั โพรโทคอลอืน ๆ อยา่ งเหมาะสม ซึงตงั อยูบ่ นความตอ้ งการของระบบ สาํ หรับคาํ วา่
ทาํ งานเป็ นลําดับชัน (Hierarchical) ของแบบจาํ ลองอินเทอร์เน็ต หมายถึง โพรโทคอลทีอยู่ระดับ
เหนือกวา่ จะไดร้ ับการบริการจากโพรโทคอลหนึงตวั หรือมากกวา่ จากระดบั ทีตาํ ลงมา

สามารถอธิบายไดต้ ามภาพที 2.19 จะพบว่าได้มีการกาํ หนดโพรโทคอลต่าง ๆ ไวใ้ นแต่ละชัน
สือสาร โดยชนั สือสารทรานสปอร์ตมีโพรโทคอลอยู่ 3 ตวั ไดแ้ ก่ TCP (Transmission Control Protocol),
UDP (User Datagram Protocol) และ SCTP (Stream Control Transmission Protocol) ส่ วนชันสื อสาร
เน็ตเวิร์คมีโพรโทคอลหลักคือ IP (Internetworking Protocol) และยงั มีโพรโทคอลอืน ๆ อีกทีคอย
สนบั สนุนการเคลือนยา้ ยขอ้ มูลในชนั สือสารนีอีกดว้ ย

ภาพที 2.19 เปรียบแบบจําลอง OSI กบั แบบจําลอง Internet ด้านรายละเอียดของโพรโทคอลใน

แต่ชันสือสาร

ทีมาของภาพ: http://fiberbit.com.tw/tcpip-model-vs-osi-model/

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 93

ภาระหนา้ ทีของแต่ละชนั สือสารในแบบจาํ ลองอินเทอร์เน็ต สามารถอธิบายรายละเอียดได้ ดงั นี

ชันสือสารกายภาพและชันสือสารเชือมต่อข้อมลู (Physical and Data Link Layer)
TCP/IP มิได้กาํ หนดโพรโทคอลเฉพาะเจาะจงในชันสือสารกายภาพและชันสือสารเชือมต่อ

ขอ้ มูล แตจ่ ะสนบั สนุนโพรโทคอลมาตรฐานทงั หมดบนชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มูล ไมว่ า่ จะเป็นอีเทอร์เน็ต
(Ethernet) โทเคนริง (Token Ring) หรือ FDDI ดงั นันจึงมีเครือข่ายหลายประเภททีสามารถสือสารกบั
โพรโทคอล TCP/IP ได้ ดังแสดงในภาพที 2.20 ต่อไปนีจะพบว่ามีการเอนแคปซูเลต (Encapsulate)
ระหวา่ งโพรโทคอล TCP/IP และโพรโทคอล Ethernet ดงั นนั TCP/IP ทีใชง้ านบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
จงึ สามารถนาํ มาเชือมตอ่ กบั เครือข่ายทอ้ งถิน (LAN) หรือเครือข่ายระดบั ประเทศได้ (WAN)

ภาพที 2.20 แสดงการเอนแคปซูเลตและดแี คปซูเลตของชุดโพรโทคอล TCP/IP

ทีมาของภาพ: http://what-when-how.com/data-communications-and-networking/network-models-data-
communications-and-networking/

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 94

ชันสือสารควบคุมเครือข่าย (Network Layer)
ทาํ หนา้ ทีเลือกเส้นทางเพือจดั ส่งขอ้ มูลในรูปแบบของแพ็กเก็ต โดยจะมีการใชอ้ ลั กอริทึมในการ

กาํ หนดเส้นทาง (Routing Algorithms) ทีเหมาะสมเพอื นาํ ส่งขอ้ มูลไปถึงปลายทาง โพรโทคอลทีสาํ คญั ใน
ชนั สือสารควบคุมเครือข่าย คือ IP ซึงจะทาํ งานร่วมกบั อุปกรณ์เราทเ์ ตอร์ในการส่งขอ้ มูลไปตามเครือข่าย
ต่าง ๆ จนถึงปลายทางดว้ ยวธิ ีการส่งขอ้ มูลแบบแพก็ เก็ตสวติ ชิง (Packet Switching) นอกจากโพรโทคอล
IP แล้ว ก็ยงั มีโพรโทคอลทีสําคญั 4 ตัวด้วยกัน คือ โพรโทคอล ARP, RARP, ICMP และ IGMP ซึง
รายละเอียดเหล่านีจะกล่าวในบทที 13 ต่อไป อยา่ งไรก็ตามการทาํ งานของชนั สือสารนี จะเป็ นเพียงการ
ตดั สินใจว่าจะส่งขอ้ มูลไปยงั ปลายทางดว้ ยเส้นทางใดเท่านนั ยงั มิไดห้ มายรวมถึงการรับประกนั การส่ง
ขอ้ มูลถึงปลายทาง โดยการรับประกนั การส่งข้อมูลจะเป็ นหน้าทีของชันสือสารจัดการนําส่งขอ้ มูล
(Transport Layer) หรือโพรโทคอล TCP

ชันสือสารจัดการนาํ ส่งข้อมูล (Transport Layer)
แต่เดิมนัน ชันสือสารจดั การนาํ ส่งขอ้ มูลบนแบบจาํ ลองอินเทอร์เน็ตจะมีโพรโทคอลอยู่ 2 ตวั

ไดแ้ ก่ TCP และ UDP โดยที IP เป็นโพรโทคอลแบบ Hot-to-Host ซึงหมายความวา่ สามารถส่งมอบแพก็ -
เก็ตจากอุปกรณ์หนึงไปยงั อุปกรณ์อืน ๆ แต่ UDP และ TCP เป็ นโพรโทคอลในระดบั ชนั สือสารจดั การ
นาํ ส่งขอ้ มูล (Transport Layer) ทีรับผิดชอบเกียวกบั การส่งมอบข่าวสารจากโพรเซสหนึงไปยงั โพรเซส
อืน ๆ นอกจากนีก็ยงั มีโพรโทคอลตวั ใหม่บนชันสือสารจดั การนําส่งขอ้ มูล (Transport Layer) ซึงคือ
SCTP ทีนาํ มาใชส้ นบั สนุนงานประยกุ ตด์ า้ นเสียงบนอินเทอร์เน็ต

TCP เป็ นโพรโทคอลแบบคอนเน็คชันโอเรียนเต็ด (Connection-Oriented) ทีมีการรับประกัน
การส่งข้อมูลถึงปลายทาง กล่าวคือ ก่อนทีจะส่ งข้อมูลจะมีการสร้างคอนเน็คชันก่อน การสร้าง
คอนเน็คชนั เป็ นการยอมรับขอ้ ตกลงในขอ้ กาํ หนดดา้ นการสือสาร ไม่วา่ จะเป็ นความเร็วหรือแบนดว์ ิดธ์
(Bandwidth) ในการส่งขอ้ มูล จากนนั ก็จะมีการสร้างเส้นทางขึนมาเพือลาํ เลียงขอ้ มูลจากตน้ ทางไปยงั
ปลายทาง และจะยุติการเชือมต่อเมือรับส่งข้อมูลเสร็จสมบูรณ์ นอกจากนี TCP ยงั มีกลไกในการ
ตรวจสอบข้อมูลทีส่งไปวา่ ส่งไปถึงมือผูร้ ับหรือไม่ มีกระบวนการส่งแพ็กเก็ตรอบใหม่ กรณีแพ็กเก็ต
สูญหาย รวมถึงการกาํ จดั แพ็กเก็ตซาํ ซ้อนออกไป ตวั อย่างเช่น การใชโ้ พรโทคอล FTP ในการถ่ายโอน
ขอ้ มูล ซึงจะรับประกนั ถึงขอ้ มลู ทีส่งผา่ นเครือขา่ ยวา่ ขอ้ มูลตอ้ งไม่มีการสูญเสีย และแพก็ เกต็ จะตอ้ งส่งไป
ถึงปลายทางตามลาํ ดบั

UDP เป็ นโพรโทคอลแบบคอนเน็คชนั เลส (Connectionless) ทีทาํ งานตรงกนั ขา้ มกบั โพรโทคอล
TCP กล่าวคือ จะไม่มีการสร้างคอนเน็คชนั เพือการเชือมต่อระหวา่ งโฮสต์ แต่จะส่งขอ้ มูลทนั ทีทีตอ้ งการ

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 95

ภาพที 2.21 แสดงถึงโพรโทคอล UDP ทีมีหลกั การทาํ งานแบบง่าย ๆ โดยจะดาํ เนินการส่งขอ้ มูลทนั ที
และคาดหวงั ว่าขอ้ มูลทีส่งไปนี ฝังปลายทางคงไดร้ ับ ในขณะทีภาพที 2.22 เป็ นโพรโทคอล TCP ทีจะ
สร้างคอนเน็คชนั เพือการเชือมตอ่ ระหวา่ งโฮสตต์ น้ ทางกบั โฮสตป์ ลายทางก่อนทีจะมีการส่งขอ้ มูลจริง อีก
ทงั ยงั มีการรับประกนั ถึงขอ้ มลู ทีส่งไปดว้ ยวา่ ถึงมือผรู้ ับอยา่ งแน่นอน

ภาพที 2.21 หลกั การส่งข้อมูลของโพรโทคอล UDP

ภาพที 2.22 หลกั การส่งข้อมูลของโพรโทคอล TCP

ชันสือสารจดั การนําส่งข้อมูลเปรียบเสมือนเป็ นสะพานระหว่างกลุ่มย่อยของชันสือสารที
สนับสนุนงานเครือข่ายกับกลุ่มย่อยของชันสื อสารทีสนับสนุนงานผู้ใช้ (สามารถย้อนกลับไปดู
รายละเอียดในหัวขอ้ การจดั องค์ประกอบของชนั สือสาร) นอกจากนียงั มีส่วนเพิมในเรืองระบบความ
ปลอดภยั คือ การสร้างคอนเน็คชนั ระหวา่ งกนั ดว้ ยพอร์ต (Port) เช่น หมายเลขพอร์ต 80 คือ พอร์ตสาํ หรับ

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 96

การบริการ World Wide Web (www) หรือ หมายเลขพอร์ต 21 ทีไวค้ อยบริการ File Transfer Protocol:
FTP เป็นตน้

ภาพที 2.23 ตัวอย่างหมายเลขพอร์ต และโพรโทคอลทีบริการในแต่ละพอร์ต

การติดต่อหรื อการสร้างคอนเน็คชัน จะมีอยู่ 3 ขันตอนด้วยกัน ซึงเรี ยกว่า “Three-way
handshake”

1) การสถาปนาการเชือมต่อ (Connection Establishment)
2) การถ่ายโอนขอ้ มลู (Data Transfer)
3) การยกเลิกการติดต่อ (Connection Release)

ชันสือสารการประยุกต์ (Application Layer)
การบริการตา่ ง ๆ ในชนั สือสารการประยกุ ตน์ ี มุ่งเนน้ การอาํ นวยความสะดวกแก่ผใู้ ชด้ ว้ ยโพรโท-

คอลต่าง ๆ ในรูปแบบของโปรแกรมประยกุ ต์ ทาํ ให้เราสามารถส่งไฟล์ ส่งอีเมล หรือบริการอืน ๆ โดยไม่
จาํ เป็ นตอ้ งเขียนโปรแกรมขึนมาดว้ ยตนเอง เช่น กรณีทีมีการถ่ายโอนขอ้ มูลระหวา่ งกนั ก็เพียงใชบ้ ริการ
โพรโทคอล FTP (File Transfer Protocol) ก็ทาํ ให้เราสามารถส่งไฟลร์ ะหวา่ งกนั ไดแ้ ลว้ หรือการส่งอีเมล
ก็ใชบ้ ริการ SMTP (Simple Mail Transfer Protocol) หรือการท่องเวบ็ ดว้ ยโพรโทคอล HTTP (Hyper Text
Transfer Protocol) สิงเหล่านีถือเป็ นการบริการทางเครือข่ายบนชันสือสารการประยุกต์ (Application
Layer) ของโพรโทคอลนนั ๆ

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 97

2.8 การเปรียบเทียบระหว่างมาตรฐาน OSI และ TCP

รูปแบบระบบเครือข่าย TCP/IP มีลกั ษณะทวั ไปคลา้ ยคลึงกบั รูปแบบระบบเครือข่าย OSI อยา่ ง
มาก รูปแบบระบบทงั สองมีรากฐานบนแนวความคิดเดียวกนั คือ การสร้างชนั สือสารทีเป็ นอิสระแก่กนั
และกนั อยา่ งสินเชิง รวมทงั หนา้ ทีการทาํ งานในชนั สือสารต่าง ๆ ก็มีความใกลเ้ คียงกนั มากดงั จะเห็นได้
จากชนั สือสารทีอยู่ในระดับบนสุดลงมาถึงชันจดั การนาํ ส่งขอ้ มูลจะมีการติดต่อจากผูส้ ่งถึงผูร้ ับแบบ
เสมือนวา่ เป็ นการตดิ ตอ่ กนั โดยตรง ซึงความแตกต่างของระบบเครือขา่ ยยอ่ ยตา่ ง ๆ จะถูกปรับให้สามารถ
สือสารกนั ไดอ้ ย่างเรียบร้อย ในขณะทีชนั สือสารทีสูงกวา่ ชันจดั การนาํ ส่งขอ้ มูลจะมีความเกียวขอ้ งกบั
โปรแกรมประยกุ ตม์ ากวา่ ชนั สือสารอืน ๆ

อยา่ งไรก็ตาม มาตรฐานทงั สองแบบกม็ ีขอ้ แตกตา่ งกนั อยพู่ อสมควร ในทีผูเ้ ขียนจะอภปิ รายความ
แตกต่างของมาตรฐานทงั สองแบบ ดงั นี

องคป์ ระกอบความคิดพืนฐานทีสาํ คญั ของรูปแบบระบบเครือขา่ ย OSI คือ
1) ส่วนการให้บริการ (Service)
2) ส่วนการติดตอ่ (Interface)
3) โพรโทคอล (Protocol)

วตั ถุประสงคห์ ลกั ของรูปแบบเครือขา่ ย OSI คือ การแยกขอบเขตความรับผดิ ชอบและหนา้ ทีของ
องค์ประกอบทงั สามออกจากกนั อยา่ งเด็ดขาด โดยทีแต่ละชันสือสารจะทาํ หนา้ ทีให้บริการแก่ชันทีอยู่
เหนือขึนไปหนึงชนั การให้บริการจะบอกใหท้ ราบวา่ ชนั สือสารนนั ๆ ใหบ้ ริการอะไรบา้ ง แต่ไม่ไดบ้ อก
รายละเอยี ดในวิธีการใหบ้ ริการและวธิ ีการติดต่อขอใชบ้ ริการ

ส่วนการติดตอ่ เป็ นการอธิบายถึงวิธีการทีผูใ้ ช้ คือ โปรแกรมใชช้ นั สือสารทีอยูเ่ หนือขึนไปหนึง
ชนั จะสามารถเรียกใชบ้ ริการทีมีอยไู่ ดอ้ ยา่ งไร โดยจะตอ้ งมีการกาํ หนดชือบริการ ประเภทและจาํ นวน
พารามิเตอร์ หรือขอ้ มูลทีส่งเขา้ มา และประเภทและจาํ นวนของผลลพั ธ์

กฎการสือสาร หรือโพรโทคอล เป็ นการกาํ หนดรายละเอียดการทาํ งานของบริการแต่ละชนิดซึง
จะมีอิสระเตม็ ทีในการเลือกวธิ ีการทาํ งานอยา่ งไรก็ไดเ้ พือทาํ งานใหบ้ รรลุตามวตั ถุประสงคท์ ีกาํ หนดไว้

องค์ประกอบทีกล่าวถึงนี แม้ว่าจะเกิดมานานมากแล้ว เมือเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีใหม่
ในปัจจุบัน เช่น เทคโนโลยีการโปรแกรมเชิงวตั ถุ (Object-Oriented Programing: OOP) กลับมีความ
สอดคลอ้ งกนั อยา่ งกลมกลืน นนั คือ วตั ถุ (Object) สามารถเปรียบเทียบไดก้ บั ชนั สือสารแต่ละชนั ซึงจะมี

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือข่าย หนา้ ที 98

ฟังกช์ นั ในการบริการต่าง ๆ ทีวตั ถุอืน (ชนั สือสารทีอยเู่ หนือขึนไปหนึงชนั ) สามารถเรียกใชไ้ ด้ วตั ถุมีการ
กาํ หนดความหมายของฟังกช์ นั ทีใหบ้ ริการ ตวั แปรสําหรับฟังก์ชนั รวมทงั ผลลพั ธ์ทีได้ ซึงก็เปรียบไดก้ บั
ส่วนการติดต่อ ทา้ ยทีสุดกฎการสือสารหรือโพรโทคอลก็คือการกาํ หนดรายละเอียดคาํ สังต่าง ๆ สําหรับ
แต่ละฟังกช์ นั ซึงจะไมม่ ีวตั ถุอืนเขา้ มากา้ วก่ายนอกจากตวั วตั ถุนนั เอง

ในส่วนของรูปแบบ TCP/IP นันไม่ไดม้ ีการแยกความหมายและหนา้ ทีของส่วนการให้บริการ
ส่วนการติดต่อ และโพรโทคอลให้ชดั เจนตงั แต่เริมตน้ มีความพยายามทีจะกาํ หนดนิยามทีชดั เจนให้กบั
รูปแบบ TCP/IP ให้เหมือนกบั รูปแบบ OSI แต่ก็สามารถทาํ ไดก้ บั บริการเพียงสองชนิด คือ บริการส่ง IP
Packet และบริการรับ IP Packet ความแตกต่างในขอ้ นีทาํ ให้เห็นว่า OSI นนั มีการจดั โครงสร้างภายในที
ดีกว่า TCP/IP ซึงทาํ ให้การหาโปรแกรมทีใชเ้ ทคโนโลยีใหม่มาทดแทนโปรแกรมทีใช้อยู่เดิมในระบบ
OSI นนั สามารถทาํ ไดง้ ่ายมาก

รูปแบบ OSI ไดร้ ับการออกแบบมาก่อนทีโพรโทคอลหลายอยา่ งจะไดร้ ับการออกแบบทีสมบรู ณ์
และสร้างโปรแกรมขึนมาใช้งานจริง รูปแบบของ OSI จึงไดร้ ับการออกแบบมาอย่างมีอิสระทางดา้ น
ความคิดอยา่ งเตม็ ทีโดยไมผ่ กู ติดกบั แนวความคิดของโพรโทคอลใด ๆ อยา่ งก็ตาม ผลเสียทีเกิดขึนจากการ
ไม่คาํ นึงถึงโพรโทคอลอืน ๆ ทาํ ให้การกาํ หนดหนา้ ทีการทาํ งานหลายส่วนไม่มีความเหมาะสมในการใช้
งานจริง ตวั อย่างทีเกิดได้แก่ ปัญหาในชันสือสารเชือมต่อขอ้ มูล แรกเริมเดิมทีชันสือสารนีกาํ หนดไว้
สาํ หรับการสือสารแบบจุด-ต่อ-จุด ต่อมาวิธีการสือสารแบบกระจายข่าว (Broadcast) เริมเป็ นทีนิยมมาก
ขึน แตก่ ็ไม่อาจจะนาํ เทคโนโลยีการสือสารแบบนีแทรกเขา้ ไปในรูปแบบ OSI ได้ จึงจาํ เป็ นตอ้ งสร้างชัน
สือสารย่อย (Sublayer) เพิมเติม หรืออีกปัญหาหนึง คือ การที OSI คาดวา่ จะมีระบบเครือข่ายย่อยเพียง
หนึงเครือข่ายภายในแตล่ ะประเทศ แต่ความจริงทีปรากฎ คือ ประเทศทีมีประสบการณ์การใชง้ านระบบ
เครือข่ายจะจดั ตงั ระบบเครือข่ายยอ่ ยขึนใช้งานมากมาย ทาํ ให้วธิ ีการตงั ชือโฮสต์แต่ละโหนดต่าง ๆ ตอ้ ง
ไดร้ ับการปรับปรุงใหม่

ทางด้าน TCP/IP นันกลบั อยู่ในสถานการณ์ตรงกันขา้ ม นันคือโพรโทคอลต่าง ๆ ได้รับการ
พัฒนามาเป็ นอย่างดีก่อนทีรูปแบบเครือข่าย TCP/IP จะได้รับการพัฒนาขึนมาใช้งาน ดังนันการ
ผสมผสานโพรโทคอลตา่ ง ๆ เขา้ กบั รูปแบบ TCP/IP จึงทาํ ไดอ้ ยา่ งง่ายดาย อยา่ งไรก็ตามความออ่ นตวั ทีมี
อยู่นีทาํ ให้รูปแบบ TCP/IP ไม่มีการกาํ หนดโครงสร้างทีชัดเจน การเปรียบเทียบ TCP/IP กับรูปแบบ
เครือข่ายอืน ๆ จึงเป็นเรืองทีเป็นไปไม่ได้

บทที 2 แบบจาํ ลองเครือขา่ ย หนา้ ที 99


Click to View FlipBook Version