1. IP Unicast Address เป็ นหมายเลข IP Address ทีใชใ้ นการติดตอ่ สือสารระหวา่ งเครืองตน้ ทาง
และเครืองปลายทางเพียงเครืองเดียวเท่านนั โดยหมายเลข IP Address ทีเครืองตน้ ทางใช้อา้ งอิงถึงเครือง
ปลายทางจะเป็ นหมายเลข IP Address ทีกาํ หนดใหก้ บั เครืองปลายทางนนั ๆ เลย ดงั แสดงในภาพที 12.9
ภาพที 12.9 IP Unicast Address
2. IP Multicast Address เป็ นหมายเลข IP Address ทีเครืองตน้ ทางสามารถเรียกใช้สําหรับการ
ติดตอ่ กบั เครืองปลายทางแบบเป็ นกลุ่ม โดยหมายเลข IP Multicast Address จะมีการกาํ หนดหมายเลขชุด
ที 1 ของ IP Address เป็นค่าตงั แต่ 224-239 เช่น 235.242.61.125
ภาพที 12.10 IP Multicast Address หนา้ ที 450
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง
3. IP Broadcast Address เป็ นหมายเลข IP Address ทีเครื องต้นทางใช้ในจุดประสงค์เพือ
ตอ้ งการส่งขอ้ มูลใหก้ บั โหนดทุกโหนดทีเชือมต่ออยภู่ ายในเครือข่ายเดียวกนั โดยหมายเลข IP Broadcast
Address จะเป็ นหมายเลขทีกาํ หนดให้ส่วนของ Host Address มีค่าเป็ น 1 ทงั หมดสําหรับวงเครือข่ายใด ๆ
เช่น
11.255.255.255/8 สาํ หรับกลุ่ม IP คลาส A
161.16.255.255/16 สาํ หรับกลุ่ม IP คลาส B
203.11.3.255/24 สาํ หรับกลุ่ม IP คลาส C เป็ นตน้
ภาพที 12.11 IP Broadcast Address
การจัดสรร IP Address แบบใช้คลาส (Classful Addressing)
แนวคิดในการจดั สรรไอพีแอดเดรสแบบใชค้ ลาสนนั จะเรียกวา่ “Classful Addressing” ซึงไดม้ ี
การแบ่งคลาสออกเป็ น 5 กลุ่มดว้ ยกนั แต่ละคลาสได้ออกแบบมาเพือรองรับความตอ้ งการทีแตกต่างกนั
ตามแต่ละองคก์ ร คลาส A และคลาส B ถูกนาํ มาใชง้ านจนเตม็ หมดแลว้ ดงั นนั ปัจจุบนั จึงเหลือแตค่ ลาส C
ทีมีการใชง้ านอยู่ ในขณะทีคลาส D ถูกสงวนไวส้ ําหรับเป็ นมลั ติคาสตแ์ อดเดรส (Multicast Address) และ
คลาส E ถูกสงวนไวใ้ ชง้ านในอนาคต และตอ่ ไปนีจะอธิบายรายละเอียดของไอพแี อดเดรสแตล่ ะคลาส
คลาส A
ในคลาสนีจะมีจาํ นวนเน็ตเวิร์คไมม่ ากนกั แต่ทวา่ แตล่ ะเน็ตเวริ ์คสามารถรองรบั กบั จาํ นวนเครือง
ไดจ้ าํ นวนมาก ในคลาสนีจะใชต้ วั เลขชุดที 1 สําหรับแทนจาํ นวนเน็ตเวิร์ค และใชต้ วั เลขอีก 3 ชุดทีเหลือ
สาํ หรับแทนจาํ นวนเครืองทีสามารถมไี ดใ้ นแตล่ ะเน็ตเวิร์คนนั ๆ ดงั ภาพที 12.12
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 451
ภาพที 12.12 รูปแบบ IP Address ของคลาส A
Network Address จากภาพจะเห็นได้วา่ Network Address จะมีบิตทีเปลียนแปลงได้ 7
บิตซึงมีค่าตงั แต่ 00000000-0111111 (0-127) นันคือ สามารถมีจาํ นวนเน็ตเวิร์คได้ 128
วงเน็ตเวริ ์ค ตงั แต่ 0.0.0.0-127.0.0.0
Host Address ในส่วนของ Host Address บนคลาส A ใช้บิต 24 บิต ดังนัน สามารถ
รองรับจาํ นวนเครืองไดท้ งั หมด 224 = 16,777,216 เครือง แตจ่ ะไมน่ าํ มาใช้ 2 หมายเลขใน
แต่ละวงนันคือ หมายเลขที Host Address บิตเป็ น 0 ทงั หมด เพราะถูกนํามาใช้แทน
Network Address และหมายเลขที Host Address บิต เป็ น 1 ทงั หมด จะถูกนาํ มาใชแ้ ทน
Broadcast Address ดงั นนั จาํ นวนหมายเลข IP Address ของคลาส A ทีสามารถนาํ มาใช้
ไดจ้ ริง คือ 224- 2 = 16,777,214 เครือง
Reserved Network Address ในกลุ่ม IP Address คลาส A มี Network Address 128
เน็ตเวริ ์คแต่จะมีบางเน็ตเวริ ์คทีถูกกาํ หนดไวไ้ มใ่ หใ้ ชเ้ ป็นสาธารณะ ซึงมอี ยู่ 6 กลุ่ม คือ
1) 0.0.0.0/8 (0.0.0.0-255.255.255) ไม่นาํ มาใชเ้ นืองจาก Address 0.0.0.0/32 ถูก
กาํ หนดให้เป็ น Address ของแต่โหนดทียงั ไม่มีการกาํ หนดค่า รวมถึง Address
อืนภายในวงเน็ตเวิร์คนีดว้ ย
2) 10.0.0.0/8 (10.0.0.0-10.255.255.255) องค์กร IANA สงวนไวส้ ําหรับเป็ น
Private Network สามารถใชไ้ ดเ้ ฉพาะในองคก์ รเท่านนั
3) 14.0.0.0/8 (14.0.0.0-14.255.255.255) เน็ตเวิร์ควงนีสงวนไวส้ ําหรับเป็ น
Public Data Networks
4) 24.0.0.0/8 (24.0.0.0-24.255.255.255) เน็ตเวริ ์ควงนีสงวนไวส้ าํ หรับเป็ น
Cable Television Network
5) 39.0.0.0/8 (39.0.0.0-39.255.255.255) เน็ตเวิร์ควงนีสงวนไวใ้ ช้สําหรับการ
ทดลองตงั แต่ปี ค.ศ. 1995 แต่หลงั จากการทดลองเสร็จสินแลว้ จึงสงวนต่อไว้
เผอื อนาคต
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 452
6) 127.0.0.0/8 (127.0.0.0-127.255.255.255) สงวนไวไ้ ม่ใหใ้ ช้ เนืองจาก
หมายเลข 127.0.0.1/32 ถูกนาํ มาใชเ้ ป็ น Loopback Address
ตวั อยา่ งเน็ตเวริ ์คคลาส A
หมายเลข จาํ นวน
คลาส A Network Address 11.0.0.0 1
คลาส A Broadcast Address 11.255.255.255 1
คลาส A IP Address Useable 11.0.0.1-11.255.255.254 16,777,214
คลาส B
คลาสนีมีการกาํ หนดใหม้ ีจาํ นวนวงเน็ตเวริ ์คเพิมขึนดว้ ยการใชเ้ ลข 2 ชุด ของ IP Address
เป็ น Network Address และเลขอีก 2 ชุดสําหรับ Host Address ทาํ ใหจ้ าํ นวนเครืองทีรองรับไดใ้ นแต่ละวง
เน็ตเวิร์คลดลง ในส่วนของ Network Address จึงมีขนาดเท่ากบั 16 บิตและ Host Address มีขนาด 16 บิต
เท่ากนั ดงั ในภาพที 12.13
ภาพที 12.13 รูปแบบ IP Address ของคลาส B
Network Address จากภาพที 12.13 จะเห็นว่าในส่ วนของ Network Address มีการ
กาํ หนด 2 บิตแรกเป็ น “10” ดงั นัน จะมีบิตทีเปลียนแปลงได้ 14 บิต ทาํ ให้สามารถมี
จาํ นวนวงเน็ตเวิร์คทีแตกต่างกันได้ 214 = 16,384 วง โดยมีวงเน็ตเวิร์คตงั แต่ 128.0.0.0-
191.255.0.0
Host Address ในส่วนของ Host Address ทีกาํ หนดให้มีขนาด 16 บิต จึงทาํ ให้สามารถ
รองรับจาํ นวนเครืองในแต่ละเน็ตเวิร์คไดท้ งั หมด 216- 2 = 65,534 เครืองโดย 2 หมายเลข
ทีเราลบออกไป คือ หมายเลขของ Host Address บิตเป็ น 0 หรือ 1 ทงั หมด ซึงหมายเลข
ทงั สองนีนาํ ไปใชแ้ ทน Network Address และBroadcast Address ตามลาํ ดบั
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 453
Reserved Network Address ในกลุ่ม IP Address คลาส B มี Network Address 16,384
เน็ตเวิร์คแต่จะมีบางเน็ตเวริ ์คทีถูกกาํ หนดไวไ้ ม่ให้ใชเ้ ป็นสาธารณะ ซึงมีดว้ ยกนั 4 กลุ่ม
ดงั นี
1) 128.0.0.0/16 (128.0.0.0-128.0.255.255) เน็ตเวิร์คกลุ่มนีเป็ นชุดแรกของ IP
Address คลาส B ซึงถูกองคก์ ร IANA ไดส้ งวนไว้
2) 169.254.0.0/16 (169.254.0.0-169.254.255.255) เน็ตเวริ ์คชุดนีถูกกาํ หนดให้
เป็ น Link Local นันคือ หากเครืองใด ๆ แสดงหมายเลข IP Address อยูใ่ นวงนี
โดยอตั โนมตั ิ เราอาจวเิ คราะห์ไดว้ า่ เครืองนีมีการกาํ หนด DHCP Server เพือ
แจก IP Address แต่ไมส่ ามารถติดต่อไดห้ รือ IP Address บน DHCP Server เต็ม
เครืองนนั ๆ จะถูกกาํ หนด IP Address เป็น 169.254.x.x
3) 172.16.0.0/12 (172.16.0.0-172.31.255.255) จาํ นวน 16 เน็ตเวริ ์ค องคก์ ร
IANA สงวนไวส้ าํ หรับเป็น Private Network สามารถใชไ้ ดเ้ ฉพาะภายในองคก์ ร
เท่านนั
4) 191.255.0.0/16 (191.255.0.0-191.255.255.255) เน็ตเวิร์คชุดนีเป็ นชุดสุดทา้ ย
ของ IP Address คลาส B ซึงทางองคก์ ร IANA ไดส้ งวนไว้
ตวั อย่างเน็ตเวริ ์ค คลาส B
หมายเลข จํานวน
คลาส B Network Address 16.16.0.0 1
คลาส B Broadcast Address 161.16.255.255 1
คลาส B IP Address Useable 161.16.0.1-16.16.255.24 65,534
คลาส C
ในคลาส A และ B ทีกล่าวมาข้างต้นนัน เป็ นกลุ่ม IP Address ขนาดใหญ่ทีแต่ละวง
เน็ตเวิร์ครองรับกบั จาํ นวนเครืองไดจ้ าํ นวนมาก เช่น ในคลาส A รองรับไดถ้ ึง 16 ลา้ นเครืองหรือในคลาส
B รองรับได้ 6 หมืนกวา่ เครืองในแต่ละเน็ตเวิร์ค แต่ทว่าหากเรากาํ หนดให้ 1 บริษทั ได้ 1 เน็ตเวิร์คของ
คลาส B ไป ก็จะทาํ ให้ IP Address ทีมีอยไู่ ม่เพียงพอ ดงั นนั กลุ่ม IP Address ในคลาส C นีจึงมีการแบ่ง
Network Address เป็ นตวั เลข 3 ชุด ของ IP Address ซึงมีขนาด 24 บิต ส่วน Host Address มีขนาด 8 บิต
ดงั ในภาพที 12.14
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 454
ภาพที 12.14 รูปแบบ IP Address ของคลาส C
Network Address จากภาพ ที 12.14 จะเห็ นว่า 3 บิตสู งของ Network Address ถู ก
กาํ หนดเป็น “110” ไว้ ดงั นนั จาํ นวนบิตทีสามารถเปลียนแปลงไดข้ อง Network Address
มีเพยี ง 21 บิต ซึงสามารถมีจาํ นวนเน็ตเวริ ์คทีแตกตา่ งกนั ได้ 221 = 2,097,152 วง
Host Address สําหรับ Host Address ทีมีจาํ นวน 8 บิต สามารถรองรับเครืองในแต่ละ
เน็ตเวิร์คได้ 28-2 = 254 เครือง โดยที 2 หมายเลขทีลบออกไปคือหมายเลขที Host
Address บิตเป็ น 0 หรือ 1 ทังหมด ซึงหมายเลขทังสองนีจะนําไปใช้แทน Network
Address และ Broadcast Address ตามลาํ ดบั
Reserved Network Address ใ น ก ลุ่ ม IP Address ค ล า ส C มี Network Address
2,097,152 เน็ตเวิร์คแต่มีการกาํ หนดเน็ตเวริ ์คบางวงไม่ให้ใชเ้ ป็ นสาธารณะ ซึงอยดู่ ว้ ยกนั
6 กลุ่ม ดงั นี
1) 192.0.0.0/24 (192.0.0.0-192.0.0.255) เน็ตเวิร์คชุดนี เป็ นชุดแรกของ IP
Address คลาส C ซึงทางองคก์ ร IANA ไดส้ งวนไว้
2) 192.0.2.0/24 (192.0.2.0-192.0.2.255) เน็ตเวริ ์คสําหรับใชท้ ดสอบ
3) 192.88.99/24 (192.88.99.0-192.88.99.255) เน็ตเวริ ์คสาํ หรับ Relay Anycast
4) 192.168.0.0/16 (192.168.0.0.0-192.168.255.255) จํานวน 256 วงเน็ตเวิร์ค
องค์กร IANA สงวน ไวส้ ําหรับเป็ น Private Network สามารใช้ได้เฉพาะใน
องคก์ รเท่านนั
5) 192.18.0.1/15 (198.18.0.0-198.19.255.255) จําน ว น 512 ว งเน็ ต เวิร์ ค
เน็ตเวริ ์คสาํ หรับการทดสอบเปรียบเทียบสมรรถนะของ Network Interconnect
Device
6) 233.255.255.0/24 (233.255.255.0-233.255.255.255) เน็ตเวิร์คชุดนีเป็ นชุด
สุดทา้ ยของ IP Address คลาส C ทางองคก์ ร IANA ไดส้ งวนไว้
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 455
ตวั อยา่ งเน็ตเวริ ์ค คลาส C
หมายเลข จาํ นวน
คลาส C Network Address 203.11.3.0 1
คลาส C Broadcast Address 203.11.3.255 1
คลาส C IP Address Useable 203.11.3.1-203.11.3.254 254
คลาส D
ในคลาสนีไม่ไดถ้ ูกนาํ มาใชเ้ ป็ น IP สาํ หรับการเชือมต่อของเครืองใด ๆ ทวั ไปแต่ถูกนาํ มาใชเ้ ป็ น
IP Address แบบ Multicast ซึงเป็ น IP ทีใช้ในการส่งหาเครืองปลายทางทีเป็ นกลุ่มดังทีกล่าวมาแล้ว
ขา้ งตน้ สําหรับ IP Address ในคลาสนีไดถ้ ูกกาํ หนดที 4 บิตแรกให้ขึนตน้ ดว้ ย “1110” ทีเหลืออีก 28 บิต
จะนาํ มาใชใ้ นการกาํ หนดกลุม่ ของ IP Multicast ไดถ้ ึง 228 = 268,435,456 กลุ่ม ซึงมีค่าไดต้ งั แต่ 224.0.0.0-
239.255.255.255
สาํ หรับ IP Multicast Address ไดม้ ีการกาํ หนดช่วงของ IP Address ทีสามารถนาํ มาใชไ้ ดด้ งั นี
. . . - . . . ถูกสงวนไวส้ าํ หรับ Well-Know Multicast Address
IP Multicast การนําไปใช้
224.0.0.0 สงวนไวไ้ ม่นาํ มาใช้
224.0.0.1 กาํ หนดใหเ้ ป็ นกลุม่ Multicast สาํ หรับทุก ๆ เครืองในเครือข่าย
224.0.0.2 กาํ หนดใหใ้ ชก้ บั เราทเ์ ตอร์
224.0.0.3 สงวนไวไ้ ม่นาํ มาใชง้ าน
224.0.0.4 กาํ หนดใหใ้ ชก้ บั เราทเ์ ตอร์ทุกตวั ทีใช้ DVMRP
224.0.0.5 กาํ หนดใหใ้ ชก้ บั เราทเ์ ตอร์ทุกตวั ทีใช้ OSPF
224.0.0.6 กาํ หนดใหใ้ ชก้ บั เราทเ์ ตอร์ทุกตวั ทีใช้ OSPF
224.0.0.9 กาํ หนดใหใ้ ชก้ บั เราทเ์ ตอร์ทุกตวั ทีใช้ RIP-2
224.0.0.11 กาํ หนดใหใ้ ชส้ าํ หรบั Mobile IP
224.0.0.12 กาํ หนดใหใ้ ชส้ าํ รบั DHCP Server, Relay Agent
224.0.1.0-238.255.255.255 สามารถนาํ มาใชไ้ ดท้ วั ไป
239.0.0.0-239.255.255.255 นาํ มาใชเ้ ฉพาะ Local ภายในองคก์ รเท่านนั
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 456
คลาส E
คลาส E เป็ นคลาสทีสงวนไวส้ ําหรับงานวิจยั หรือการใชใ้ นงานเฉพาะกิจ ซึงจะไม่สามารถนาํ IP
Address ของคลาสนีไปใชใ้ นการเชือมต่อเขา้ กบั อินเทอร์เน็ตได้ สําหรับการกาํ หนดหมายเลข IP Address
ของคลาสนีจะสังเกตได้จาก IP Address ทีมี 4 บิตแรกขึนต้นด้วย “1111” ซึงจะทําให้ได้ค่าตังแต่
. . . - . . . แต่ก็ยงั มีหมายเลข IP Address กลุ่มหนึงทีถูกสงวนไวส้ ําหรับเป็ นหมายเลข
Broadcast ซึงมีคา่ ตงั แต่ 255.0.0.0-255.255.255.255
การแบ่งเครือข่ายย่อย (Subnets)
จากทีเราไดก้ ล่าวถึงกลุ่ม IP Address มาในหัวขอ้ ทีแลว้ ซึงมีวิธีการแบ่งกลุ่ม IP ออกเป็ น 5 กลุ่ม
แต่มีเพียง 3 กลุ่มทีมีการนาํ มาใช้งาน นันคือ กลุ่ม A, B และ C โดยทีกลุ่ม IP Address คลาส A รองรับ
จาํ นวนเครือข่ายไดถ้ ึง 128 เครือข่าย รองรับจาํ นวนเครืองทีเชือมต่อในเครือข่ายไดถ้ ึง 16 ลา้ นเครือง ซึง
หากมีการกระจายขอ้ มูล Broadcast ก็จะส่งไปยงั 16 ลา้ นเครืองดว้ ยเช่นกนั หรือกลุ่ม IP Address คลาส B
ทีรองรับจาํ นวนเครือข่ายได้ 16,384 เครือข่าย รองรับจาํ นวนเครืองทีเชือมต่อในแตล่ ะเครือข่ายได้ 65,534
เครือง แต่ก็ยงั ถือว่าเป็ นเครือข่ายขนาดใหญ่ ซึงการเชือมต่อเครือข่ายขนาดใหญ่นีย่อมตอ้ งมีผลกระทบ
เรืองความหนาแน่นบนเครือข่ายขึนแน่นอน (Traffic) และทีสําคญั ยิงเครือข่ายมีขนาดใหญ่เท่าไรก็ตาม
จาํ นวนวงของเครือข่ายจะมีจาํ นวนลดนอ้ ยลงตามไปดว้ ย ซึงส่งผลให้เครือข่ายทีจะใช้ร่วมกนั ทวั โลกไม่
เพียงพอได้
ดว้ ยเหตุผลนีจึงไดม้ ีวิธีในการแบ่งยอ่ ยเครือข่ายขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง เพือให้ไดจ้ าํ นวนวง
ของเครือขา่ ยมากขึน วธิ ีการดงั กล่าวนีเรียกวา่ “การแบ่งซับเน็ต (Subnets)” โดยในทีนีไดก้ ล่าวถึงการแบ่ง
ซับเน็ตออกเป็ น 2 วิธีคือ Subnet Mask, VLSM (Variable Length Subnet Mask) ดังจะแสดงในหัวข้อ
ถดั ไป
Subnet Mask
ซับเน็ตมาสก์เป็ นวิธีการหนึงในการแบ่งย่อยเครือข่ายทีใช้กันแพร่หลาย วิธีการนีได้มีการ
กาํ หนดค่า Address ค่าหนึงขึนมาเพือใช้เป็ นเกณฑ์ในการแบ่งย่อยเครือข่าย หรือเราเรียกอีกชือหนึงว่า
“เน็ตมาสก์ (Netmask)” ก็ได้ ค่าเน็ตมาสก์นีมีขนาดเท่ากบั IP Address เลยนันคือ 32 บิต แบ่งออกเป็ น
4 ชุด ชุดละ 8 บิตเช่นเดียวกนั
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 457
ใช้ อ้างองิ Network Address Host
เลขฐานสอง 1111 11111 1111 1111 0000 0000 0000 0000
เลขฐานสิบ 255 255 0 0
ภาพที 12.15 ตัวอย่างการกาํ หนดค่าเน็ตมาสก์ (Netmask)
สําหรับกลุ่ม IP Address คลาส A, B, C ได้มีการกาํ หนดค่าเน็ตมาสก์เริมต้นไวด้ ้วยเช่นกนั ซึง
ค่าเน็ตมาสก์เริมต้นนี จะเป็ นค่าเน็ตมาสก์ทียงั ไม่ไดแ้ บ่งย่อยออกมาเป็ น Subnet ซึงจะทาํ ให้ได้จาํ นวน
เครือข่าย และจาํ นวนเครืองตอ่ เครือขา่ ยเท่าเดิม ดงั ภาพที 12.16
ค่าเน็ตมาสก์เริมต้น (ในรูปแบบเลขฐานสอง) ค่าเน็ตมาสก์
(ในรูปแบบ Address)
IP Address คลาส A 1111 1111 0000 0000 0000 0000 0000 0000 255.0.0.0
IP Address คลาส B
IP Address คลาส C 1111 1111 1111 1111 0000 0000 0000 0000 255.255.0.0
1111 1111 1111 1111 1111 1111 0000 0000 255.255.255.0
ภาพที 12.16 ค่าเน็ตมารก์เริมต้นของแต่ละกลุ่ม IP Address
เริมต้นแบ่งย่อยเครือข่ายด้วย Subnet Mask
ในการแบ่งยอ่ ยเครือข่าย หรือการทาํ Subnets เราจะนาํ ส่วนของ Host Address มาแบ่งย่อยเป็ น
Subnetwork ดว้ ยการกาํ หนดค่าบิตเน็ตมาสก์เป็ น “1” และกาํ หนดค่าบิตเน็ตมาสก์เป็ น “0” สําหรับการ
แบ่งเป็ น Subnet Host Address ในแต่ละเครือข่ายย่อย ๆ นัน จากภาพที 12.16 ข้างต้น เราจะนําบิต 0
จากเน็ตมาสกเ์ ริมตน้ ของแตล่ ะกลุม่ IP Address คลาสตา่ ง ๆ มาแบ่งยอ่ ยเป็น Subnets
ภาพที 12.17 รูปแบบการแบ่ง Subnet บนกลุ่ม IP Address คลาสต่าง ๆ หนา้ ที 458
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง
จากภาพที 12.16 IP Address คลาส A มีค่าเน็ตมาสก์เริมตน้ เป็ น 255.0.0.0 ซึงมีค่าบิต 0 ทงั หมด
24 บิต ดังนัน เราสามารถใช้ 24 บิตนีมาแบ่งย่อยเป็ น Subnetwork Address, Sub Host Address ได้โดย
การเซ็ตบิตใหเ้ ป็ น 1 สาํ หรับการกาํ หนด Subnetwork Address ส่วนทีเหลือกจ็ ะเป็ น Subnet Host Address
ตวั อย่างที 1 ตอ้ งการกาํ หนดให้ Subnetwork Address มีขนาด 3 บิต ในแต่ละ IP Address คลาส
A, B, C เราจะตอ้ งกาํ หนดค่าเน็ตมาสก์ (Netmask) เป็ นเท่าไร
จากโจทยก์ าํ หนดให้เซตค่าบิตสําหรับ Subnetwork Address 3 บิต โดยเราจะกาํ หนดจากบิต 0
ของเน็ตมาสกเ์ ริมตน้ ในแตล่ ะ IP Address คลาสตา่ ง ๆ ใหเ้ ป็น “1” ดงั ภาพที 12.18
ค่าเนต็ มาสก์เริมต้น ค่าเน็ตมาสก์ทแี บ่ง Subnets แล้ว
คลาส A 1111 1111 0000 0000 0000 0000 0000 0000 1111 1111 111 00000 0000 0000 0000 0000
255 0 0 0 255 224 0 0
คลาส B 1111 1111 1111 1111 0000 0000 0000 0000 1111 1111 1111 1111 111 00000 0000 0000
255 255 0 0 255 255 224 0
คลาส C 1111 1111 1111 1111 1111 1111 0000 0000 1111 1111 1111 1111 1111 1111 111 00000
255 255 255 0 255 255 255 224
ภาพที 12.18 การเปรียบเทยี บค่า Netmask ก่อนและหลงั การแบ่ง Subnet
การคาํ นวณหาจํานวนเครือข่ายย่อยและจํานวนโฮสต์ต่อเครือข่ายย่อย
ในการแบ่ง Subnets เราสามารถกาํ หนดจาํ นวนเครือข่ายยอ่ ยทีตอ้ งการแบ่งจากคลาสต่าง ๆ และ
สามารถกาํ หนดจาํ นวนโฮสตท์ ีแต่ละเครือขา่ ยยอ่ ยรองรับได้ ดว้ ยวธิ ีการ ดงั นี
จาํ นวนเครือข่ายย่อย = 2จํานวนบิตเน็ตมาสก์ทเี ป็ น 1 โดยเริมนบั ตงั แต่ 0 ของเนต็ มาสก์เริมต้น
จาํ นวนโฮสต์ในแต่ละเครือข่ายย่อย = 2จาํ นวนบติ เน็ตมาสก์ทีเป็ น 0 โดยเริมนบั ตังแต่บติ ทีเป็ น 0 ของเน็ตมาสก์เริมต้น -2
ตวั อยา่ งที 2 แสดงการแบง่ เครือข่ายคลาส A วง 10.0.0.0 ใหม้ ีจาํ นวนเครือข่ายยอ่ ยได้ 256 วง
จากโจทยเ์ ครือข่ายคลาส A วง 10.0.0.0 มีค่าเน็ตมาสก์เริมตน้ = . . . (แสดงในภาพที 12.16)
โดยตอ้ งการจาํ นวนเครือข่ายยอ่ ย 256 วง = แสดงวา่ เราตอ้ งการกาํ หนดค่าบิต 1 จาํ นวน 8 บิตเพิมจาก
ค่าเน็ตมาสกเ์ ริมตน้ โดยนบั ตงั แต่บิต 0 แรก ดงั ภาพที 12.19
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 459
ภาพที 12.19 การกาํ หนด Subnet Mask แบ่งเครือข่ายย่อย 256 วงเครือข่ายของ คลาส A
จากภาพที 12.19 เราจะได้ค่า Netmask หรือ Subnet Mask = . . . ซึงจะทาํ ให้มีจาํ นวน
เครือข่ายย่อยตงั แต่ 10.0.0.0-10.255.0.0 ทงั หมด 256 เครือข่าย และมีจาํ นวนโฮสต์ในแต่ละเครือข่ายยอ่ ย
จาํ นวน 65,536-2 = 65,534 โฮสต์
ตวั อย่างที 3 แสดงการแบ่งเครือข่าย คลาส B วง 172.16.0.0 ให้รองรับจาํ นวนโฮสต์ในแต่ละ
เครือขา่ ยยอ่ ยประมาณ 500 โฮสต์
จากโจทย์กําหนดให้แบ่งเครือข่ายคลาส B วง 172.16.0.0 ซึงมีค่าเน็ตมาสก์เริมต้นเท่ากับ
255.255.0.0 ซึงมีจาํ นวนบิต 0 เท่ากบั 16 จาํ นวนโดยสิงทีโจทย์ตอ้ งการ คือ ให้มีจาํ นวนโฮสต์ในแต่ละ
เครือขา่ ยย่อยประมาณ 500 โฮสต์ จากสูตรการหาจาํ นวนโฮสตใ์ นแต่ละเครือขา่ ยยอ่ ย คือ เราคิดจาก 2 ยก
กาํ ลงั ดว้ ยจาํ นวนบิตที 0 ของเน็ตมาสก์ ดงั นนั เราจะตอ้ งหาก่อนจะตอ้ งกาํ หนดค่าบิต 0 กีจาํ นวน
จากการคาํ นวณไดว้ า่ 28 = 256, 29 = 512, 210 = 1,024 แสดวา่ เราจะตอ้ งกาํ หนดค่าบิต 0 จาํ นวน 9
บิตจะทาํ ให้ไดจ้ าํ นวนโฮสตต์ อ่ เครือข่ายยอ่ ย = 512 โฮสต์ ซึงตรงตามเงือนไขของโจทย์ ดงั นนั บิต 1 ทีจะ
ถูกกาํ หนดจะเป็น 16-9 = 7 จาํ นวน ดงั ภาพที 12.20
ภาพที 12.20 การกาํ หนด Subnet Mask แบ่งเครือข่าย คลาส B ให้รองรับ 500 โฮสต์
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 460
จากภาพเราจะไดค้ ่า Netmask = 255.255.254.0 ซึงจะทาํ ใหม้ ีจาํ นวนเครือข่ายยอ่ ยเท่ากบั 27 = 128
วง โดยทีแต่ละวงรองรับจาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 512-2 = 510 โฮสต์
ตวั อย่างที 4 กาํ หนดให้สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา มีนักศึกษา 100 คน แบ่งเป็ น 10 กลุ่ม
การเรียนเฉลียกลุ่มละ 10 คน แตใ่ นปี การศึกษาหนา้ จะเพิมเป็ น 20 คนต่อกลุ่ม และมีความตอ้ งการจะแบ่ง
เครือขา่ ยแตล่ ะกลุ่มออกจากกนั โดยกาํ หนดใหใ้ ชเ้ ครือขา่ ยในคลาส C วง 192.168.2.0
จากโจทยก์ าํ หนดให้ คือ
เครือข่าย คลาส C แสดงวา่ มีค่าเน็ตมาสก์เริมต้นเป็ น 255.255.255.0 นันหมายความว่า
เราจะมีจาํ นวนบิตทงั หมด 8 บิตทีจะนาํ มาแบง่ เป็น Subnetwork
มี 10 กลุ่มเทียบไดก้ บั 10 เครือข่ายยอ่ ย แต่ละกลุ่มมีไม่เกิน 20 คนก็เทียบไดก้ บั จาํ นวน
โฮสตใ์ นแต่ละเครือขา่ ย
ดงั นนั เรามาลองคาํ นวณดูวา่ จะแบ่งกีบิตเป็ นกีเครือขา่ ยยอ่ ย และเป็นกีจาํ นวนโฮสต์ ดงั นี
Subnetwork Subnet Host Address
จํานวนบิต 1 จํานวนเครือข่ายย่อย จาํ นวนบิต 0 จํานวนโฮสต์ต่อเครือข่ายย่อย
3 23 = 8 5 25 = 32
4 24= 16 4 24 = 16
5 25 = 32 3 23 = 8
ภาพที 12.21 การแบ่งบติ เป็ นเครือข่ายย่อย และจาํ นวนโฮสต์
จากภาพที 12.21 แสดงให้เห็นตวั เลือกที 2 จะเหมาะสมกบั สถานการณ์ตอนนีทีสุด คือ กาํ หนด
บิต 1 จาํ นวน 4 บิต และบิต 0 จาํ นวน 4 บิต ดงั ภาพที 12.22
ภาพที 12.22 การกาํ หนด Subnet MAsk แบ่งเครือข่าย คลาส C หนา้ ที 461
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง
จากภาพที 12.22 เราจะไดค้ ่า Netmask = 255.255.255.240 ซึงทาํ ให้มีจาํ นวนเครือข่ายย่อยเท่ากบั
24 = 16 วง โดยทีแต่ละวงรองรับจาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 16-2 = 14 โฮสต์
แตถ่ า้ หากปี การศึกษาหนา้ จาํ นวนนกั ศึกษามีการขยายตวั การแบง่ เครือขา่ ยย่อยคลาส C นียอ่ มไม่
เหมาะสมแลว้ เราอาจหาทางแกไ้ ขโดยการยุบรวมทงั สาขาเป็ น 1 เครือขา่ ย คลาส C เพือลองรับจาํ นวนคน
200 คน หรือเปลียนมาใชเ้ ครือข่าย คลาส B แลว้ แบ่ง Subnet เอากจ็ ะขยายไดอ้ ีกมาก
การแสดงค่าเน็ตมาสก์แบบย่อ
เนืองจากค่าเน็ตมาสก์โดยปกติจะกาํ หนดค่า “1” ใหเ้ รียงติดกนั ตงั แต่บิตซ้ายสุดมาเรือย ๆ ดงั นนั
เราจึงสามารถแสดงค่าเน็ตมาสก์เป็ นแบบย่อได้ เพือความสะดวกในการอา้ งอิง โดยใชเ้ ครืองหมาย “/”
(จาํ นวนบิตทีเป็น 1)” ดงั ภาพที .
ค่าเน็ตมาสก์ (ในรูปแบบ Address) ค่าเน็ตมาสก์แบบย่อ
IP Address คลาส A 255.0.0.0 /8
IP Address คลาส B 255.255.0.0 /24
IP Address คลาส C 255.255.255.0 /24
ภาพที 12.23 ค่าเน็ตมาสก์เริมต้นของ IP Addtrss คลาสต่าง ๆ แบบย่อ
ตวั อยา่ งที 5 หากกาํ หนดค่าเน็ตมาสกเ์ ป็ น 255.255.240.0 สาํ หรับเครือข่ายวง 192.168.0.0 เราจะ
แสดงหมายเลขเครือข่ายและเน็ตมาสกแ์ บบยอ่ ไดอ้ ยา่ งไร
จากโจทยเ์ ราตอ้ งแปลงค่า Netmask ใหอ้ ยใู่ นรูปของเลขฐานสอง ก่อน ดงั นี
Netmask Netmask ในแบบเลขฐานสอง
255.255.240.0 1111 1111 1111 1111 1111 0000 0000 0000
ภาพที 12.24 การแปลง Netmask ให้อย่ใู นรูปแบบเลขฐานสอง
จากภาพที 12.24 เมือแปลงเป็นเลขฐานสองแลว้ จะไดจ้ าํ นวนบิตเป็น 1 = 20 บิต และเป็ น 0 = 12
บิต ดังนันเมือต้องการแสดงหมายเลขเครื อข่ายพร้อมกับเน็ตมาสก์เราสามารถแสดงได้ดังนี
192.168.0.0/20 เป็ นตน้
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 462
การคาํ นวณหา Network Address และ Broadcast Address
ในการคาํ นวณทีเราไดม้ ีหมายเลข IP Address ค่าหนึง มีหมายเลข Netmask อีกค่าหนึง แต่เราไมร่ ู้
วา่ หมายเลข Network Address หรือหมายเลข Broadcast Address ของเครือข่ายวงทีเราอยู่คืออะไร เรามี
วธิ ีการคน้ หาไดง้ ่าย ๆ ดว้ ยตรรกะทางคณิตศาสตร์โดยมีขนั ตอน ดงั นี
1. แปลงหมายเลข IP Address และหมายเลข Netmask ใหอ้ ยใู่ นเลขฐานสอง
2. ใชต้ รรกะคณิตศาสตร์ “AND10” ระหวา่ งหมายเลข IP Address และหมายเลข Netmask โดย
ผลลพั ธท์ ีไดจ้ ะเป็นหมายเลข Network Address
3. สําหรับการหาหมายเลข Broadcast Address ให้แปลงบิตของ Network Address จากบิต 0 ให้
เป็ น 1 ทงั หมด โดยแปลงเฉพาะบิต 0 ทีอยใู่ นตาํ แหน่งเดียวกนั กบั บิต 0 ของ Netmask
ตวั อย่างที 6 กาํ หนดให้เรามีหมายเลข IP Address เป็ น 131.172.44.109 และมีค่า Netmask เป็ น
255.255.224.0 อยากทราบหมายเลข Network Address และหมายเลข Broadcast Address
1. ขนั ตอนแรกใหแ้ ปลงหมายเลข IP Address และหมายเลข Netmask ใหเ้ ป็ นเลขฐานสอง ก่อน
IP Address 131.172.44.109 1000 0011 1010 1100 0010 1100 0110 1101
Subnet Mask 255.255.224.0 1111 1111 1111 1111 111 00000 0000 0000
ภาพที 12.25 การแปลง IP Address และ Netmask เป็ นเลขฐานสอง
จากโจทย์ IP 131.172.44.109 อยูใ่ นคลาส B ดงั นนั บิตทีจะทาํ หนา้ ทีเป็ นตวั แบง่ Subnets คือ 3 บิต
แรกของตวั เลขชุดที 3 (จากซา้ ย) ซึงมอี ยู่ 3 บิตดว้ ยกนั ทีกาํ หนดคา่ เป็ น 1
2. นาํ ค่าทงั สองมาเขา้ ตรรกะ AND จะไดค้ ่าหมายเลข Network Address
IP Address 137.172.44.109 1000 0011 1010 1100 001 01100 0110 1101
Subnet Mask 255.255.224.0 1111 1111 1111 1111 111 00000 0000 0000
Network Address 131.172.44.109 1000 0011 1010 1100 001 00000 0000 0000
ภาพที 12.26 การ AND เพือหา Network Address
10 ตรรกะคณิตศาสตร์ AND นนั มีขอ้ กาํ หนดพนื ฐาน ดงั นี หนา้ ที 463
. หากคา่ “0” เขา้ ตรรกะ AND กบั คา่ อะไรก็ตามจะไดผ้ ลลพั ธเ์ ป็ นค่า “0”
2. หากค่า “1” เขา้ ตรรกะ AND กบั คา่ “1” จึงไดผ้ ลลพั ธ์เป็นค่า “1”
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง
3. แปลงบิตของ Network Address จากบิต 0 ให้เป็ น ทงั หมด โดยแปลงเฉพาะบิต 0 ทีอยูใ่ น
ตาํ แหน่งเดียวกนั กบั บิต 0 ของ Netmask
IP Address 137.172.44.109 1000 0011 1010 1100 001 01100 0110 1101
Subnet Mask 255.255.224.0 1111 1111 1111 1111 111 00000 0000 0000
Network Address 131.172.44.109 1000 0011 1010 1100 001 00000 0000 0000
Broadcast Address 131.172.63.255 1000 0011 1010 1100 001 11111 1111 1111
ภาพที 12.27 การแปลงบิตของ Network Address
จากภาพที 12.27 จะเห็นว่าจาํ นวนบิต 0 ของ Network Address ทีตรงกันกับบิต 0 ของ Subnet
Mask คื อ 13 บิ ตสุ ด ท้าย ดังนัน เราเป ลี ยน เป็ น 1 ทังห ม ด เราก็ จะ ได้ค่ า Broadcast Address =
131.172.63.255 สําหรับ Network Address . . . / และจากข้อมูลข้างต้นเราสามารถสรุป
เพิมเติมไดว้ า่
IP Address . . . อยู่ในกลุ่ม IP Address คลาส B ทีมีการทํา Subnet Mask
เป็ น 255.255.224.0 ซึงทาํ ให้เกิดเครือข่ายยอ่ ยทงั หมด 23 = 8 วงเครือข่าย โดยมีจาํ นวน
โฮสตใ์ นแตล่ ะเครือข่าย 213 = 8,192 โฮสต์
IP Address 131.172.44.109 อยู่ในเครือข่ายย่อยชุดที 2 ซึงมีค่าตังแต่ 131.172.32.0 –
131.172.63.255
Varies Length Subnet Mask (VLSM)
หลกั ๆ คือ การแบ่งเครือข่ายยอ่ ยอีกทีนัน คือ จากวธิ ีการใช้ Subnet Mask ขา้ งตน้ เราจะสามารถ
แบ่งยอ่ ยเครือข่ายจากวงเครือขา่ ยทีไดม้ าไม่วา่ จะเป็ น เน็ตเวิร์ค คลาส A, B, C โดยทีแตล่ ะเครือข่ายยอ่ ยจะ
มีจํานวนโฮสต์เท่า ๆ กันเท่านัน เช่น เน็ตเวิร์คคลาส C วง 192.168.11.0 แบ่ง Subnet Mask เป็ น
255.255.255.192 (/26) จะทาํ ให้ไดเ้ ครือข่ายยอ่ ยทงั หมด 22 = 4 วงเครือขา่ ยยอ่ ย และในแต่ละเครือขา่ ยยอ่ ย
มีจาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 26 – 2 = 62 โฮสต์
แต่ถา้ เกิดความตอ้ งการกาํ หนดเครือข่ายยอ่ ยใหม้ ีจาํ นวนโฮสต์ไม่เท่ากนั เช่น ตอ้ งการเครือข่าย
ยอ่ ยทงั หมด 4 วงเหมือนกนั แตเ่ ครือข่ายยอ่ ยวงแรกใหร้ องรับจาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 100 โฮสต์ เครือข่ายยอ่ ยวง
ที 2 รองรับจาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 60 โฮสต์ เครือข่ายย่อยวงที 3 และ 4 รองรับจาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 20 โฮสต์ เราจะ
ทาํ อยา่ งไรในเมือวิธีการแบ่ง Subnet Mask นนั ทาํ ไดเ้ ฉพาะการแบ่งยอ่ ยเครือข่ายให้รองรับจาํ นวนโฮสต์
เท่า ๆ กนั
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 464
ดงั นัน จึงเกิดวิธีการทีเรียกว่า “VLSM” หรือ “Varies Length Subnet Mask” ซึงก็คือ การแบ่ง
Subnet Mask ทีสามารถเปลียนแปลงค่าไดต้ ามตอ้ งการในการแบ่งยอ่ ยเครือขา่ ยแต่ละวง โดยจะใชว้ ธิ ีการ
เดียวกนั กบั การแบ่ง Subnet Mask แต่จะต่างกนั ตรงทีจะเปลียนค่า Subnet Mask ตามการรองรับจาํ นวน
โฮสตใ์ นแต่ละเครือขา่ ยยอ่ ย โดยมีหลกั การ ดงั นี
1. กาํ หนด Subnet Mask สาํ หรับเครือข่ายยอ่ ยวงใหญท่ ีสุดก่อน
2. นาํ เครือขา่ ยทีเหลือมาแบ่งยอ่ ยสาํ หรับเครือข่ายวงทีใหญร่ องลงมา
3. กลบั ไปทาํ ขนั ตอนที 2 จนครบตามจาํ นวนเครือขา่ ยยอ่ ยและจาํ นวนโฮสตท์ ีตอ้ งการเป็ นอนั จบ
ทงั นีจาํ นวนโฮสตท์ งั หมดจะตอ้ งไม่เกินจาํ นวนโฮสตท์ ีเครือข่ายวงนนั รองรับได้ จากทงั 3 ขอ้ นี
เราลองมาดูตวั อยา่ งและลองคาํ นวณตามดูวา่ ง่ายจริงหรือไม่
ตวั อยา่ งที 7 จากคาํ ถามขา้ งตน้ ทีวา่ หากเรามีเน็ตเวริ ์ค คลาส C วง 192.168.11.0 และตอ้ งการแบ่ง
เครือข่ายยอ่ ยออกเป็ น 4 วงยอ่ ย โดยทีทงั 4 วงใหร้ องรับจาํ นวนโฮสต์ ทีตา่ งกนั ดงั นี
วงที 1 รองรับจาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 100 โฮสต์
วงที 2 รองรับจาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 60 โฮสต์
วงที 3 รองรับจาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 20 โฮสต์
วงที 4 รองรับจาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 20 โฮสต์
จากโจทยเ์ ราตอ้ งคาํ นวณก่อนว่าจาํ นวนโฮสตท์ ีตอ้ งการในแต่ละเครือข่ายยอ่ ยนันเกิดจาํ นวน
โฮสต์ทีเน็ตเวิร์ค คลาส C รองรับได้หรือไม่ โดยทีเน็ตเวิร์ค คลาส C รองรับได้สูงสุด คือ 256-2 = 254
โฮสต์ ส่วนโจทยต์ อ้ งการทงั หมดอย่างน้อย 100+60+20+20 = 200 โฮสต์ แสดงวา่ เน็ตเวิร์ค คลาส C ยงั
รองรับความตอ้ งการขา้ งตน้ ได้
คราวนีเรามาเขา้ สู่ขนั ตอนการแบง่ เครือขา่ ยยอ่ ยดว้ ย Subnet แบบ VLSM กนั โดยมีขนั ตอน ดงั นี
ขนั ที 1. กําหนด Subnet Mask สําหรับเครือข่ายย่อยวงใหญ่ทีสุดก่อน เครือข่ายย่อยวงแรก
ตอ้ งการจาํ นวนโฮสต์ได้ไม่น้อยกว่า 100 โฮสต์ ดงั นัน เราตอ้ งคาํ นวณก่อนว่าจะกาํ หนดค่าบิต 0 ของ
Netmask กีบิตเพือใหร้ องรับได้ โดยคาํ นวณดว้ ยสูตร
2n-2 = จํานวนโฮสต์ ; โดย n = จํานวนบติ ทีกาํ หนดเป็ น 0
เมือคาํ นวณ จะได้ 25 = 32, 26 = 64, 27 = 128 แสดงว่าจาํ นวนบิต 0 ทีน้อยทีสุดรองรับกบั จาํ นวน
โฮสต์อย่างน้อย 100 โฮสต์ คือ ต้องกําหนดค่าบิต “0” จํานวน 7 บิต ซึงจะทําให้ได้ค่า Network =
255.255.255.128 และทาํ ให้ไดจ้ าํ นวนเครือข่ายยอ่ ย 21 = 2 วง คือ วง 192.168.11.0 – 192.168.11.127/25
รวม 128 IP และวง 192.168.11.128 – 192.168.11.255/25 รวม 128 IP
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 465
เคลด็ ลับ ในการคาํ นวณหาค่า Netmask มกั จะมีการใช้สูตรเกียวกบั 2n โดยที n คือ จาํ นวนบิต 0
หรือ 1 หากเราคาํ นวณบ่อย ๆ ก็จะนึกขึนไดโ้ ดยไม่ตอ้ งคิดเลย แต่ถา้ หากนาน ๆ มาคาํ นวณสักครังก็คง
ตอ้ งอาศยั โปรแกรมหรือเครืองคิดเลข ผเู้ ขียนมีขอ้ เสนอใหล้ องทาํ ตารางเทียบไวด้ ู ดงั เช่นภาพที 12.28
บติ ที 7 บติ ที 6 บิตที 5 บิตที 4 บิตที 3 บติ ที 2 บิตที 1 บิตที 0
ค่าประจาํ บิต 27 26 25 24 23 22 21 20
128 64 32 16 8 4 2 1
Bit “1” Value 128 192 224 240 248 252 254 255
Bit “0” Value 256 128 64 32 16 8 4 2
ภาพที 12.28 สูตรการคาํ นวณหาค่า Netmask
Bit “1” Value = ค่าทีกาํ หนดให้ Netmask ตามจาํ นวนบติ ทีถูกกาํ หนดใหเ้ ป็ น “1”
Bit “0” Value = ค่าทีบอกจาํ นวนโฮสตท์ ีสามารถรองรบั ไดต้ ามจาํ นวนบิตทีกาํ หนดเป็น
“0”
ตวั อยา่ งที 1 มเี น็ตเวริ ์ค คลาส C 1 วงมีคา่ Netmask เป็ น 255.255.255.224 อยากทราบวา่ เน็ตเวริ ์ค
คลาส C นีถูกแบง่ ออกเป็ นกีเครือข่ายยอ่ ย และแตล่ ะเครือขา่ ยยอ่ ยมีกีโฮสต์
จากโจทย์ค่า Network ถูกกําหนดตัวสุ ดท้ายเป็ น 224 เมือเทียบกับภาพที 12.28 แล้วอยู่ใน
ตาํ แหน่งบติ ที 5 นนั หมายความวา่ มีการกาํ หนดคา่ บติ “1” อยู่ 3 บติ และบิต “0” 5 บิต ดงั นี
บิตที 7 บิตที 6 บิตที 5 บติ ที 4 บิตที 3 บิตที 2 บติ ที 1 บิตที 0
Netmask 11100000
Bit “1” Value 128 192 224 240 248 252 254 255
Bit “0” Value 256 128 64 32 16 8 4 2
จากตารางเปรียบเทียบเราสามารถตอบได้ว่าเน็ตเวิร์คคลาส C ทีแบ่ง Subnet ด้วย Netmask
. . . จะมีจาํ นวนเครือข่ายยอ่ ย = 23 = 8 วง และจาํ นวนโฮสตแ์ ต่ละเครือข่ายยอ่ ยเทา่ กบั 32-2 =
30 โฮสต์ (ลบออก 2 เพือหกั คา่ IP Address ทีเป็น Network Address กบั Broadcast Address)
ตวั อย่างที 2 ถ้าเปลียนจากเน็ตเวิร์ค คลาส C เป็ น คลาส B และมีการกาํ หนดค่า Netmask เป็ น
255.255.252.0 อยากทราบวา่ จาํ นวนเครือข่ายยอ่ ยและโฮสตใ์ นแต่ละเครือขา่ ยยอ่ ย
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 466
เนืองจากเครือข่ายทีนํามาแบ่งย่อยเป็ นคลาส B ดังนัน เราจะต้องนําตัวเลข 2 ชุดหลังของ
Netmask มาคิด นนั คือ 252.0 ซึงเมือเทียบกบั ตารางพบวา่ ค่า 252 อยูใ่ นตาํ แหน่งบิตที 2 ดงั นนั เราสามารถ
สรุปไดว้ า่ มีการกาํ หนดค่าบิต 1 อยู่ 6 บิต และเป็นบิต 0 ทงั หมด 10 บิต ดงั นี
252 0
1 1 1 0 0 0 0 0 0 0 000
240 248 252 1024 512 256 128 64 32 16 8 4 2
จากตารางเปรียบเทียบเราสามารถตอบได้ว่า เน็ตเวิร์ค คลาส B ทีแบ่ง Subnet ด้วย Netmask
255.255.252.0 มีจาํ นวนเครือข่ายยอ่ ย = 26 = 64 วง และจาํ นวนโฮสต์ในแต่ละเครือข่ายย่อย = -
โฮสต์ (ลบออก 2 เพือหกั ค่า IP Address ทีเป็น Network Address กบั Broadcast Address)
ขนั ที 2 นําเครือข่ายย่อยทเี หลือมาแบ่งย่อยสําหรับเครือข่ายวงใหญ่รองลงมา จากในขนั ที 1 เราได้
เครือข่ายยอ่ ยมา 2 วงโดยทีแต่ละวงรองรับจาํ นวนโฮสต์ได้ 126 โฮสต์ ดงั นนั เราเลือกมาหนึงวงสําหรับ
เครือข่ายทีตอ้ งการ สมมติวา่ เราเลือกเครือข่ายยอ่ ยชุดแรก คือ 192.168.11.0-127 ซึงเราเขียนออกมาแบบ
Network Address ได้เป็ น 192.168.11.0 /25 (IP Address เบอร์แรกในแต่ละวงเครือข่ายใช้แทน Network
Address ของวงนนั ๆ )
เมือเลือกวงเครือข่ายย่อยไปแลว้ ก็จะเหลือเครือข่ายย่อยอีกวง คือ 192.168.11.128 /25 ทีรองรับ
จาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 126 โฮสต์ ดงั นนั เราจะแบ่งยอ่ ยลงไปอีกตามทีโจทยก์ าํ หนด คือ เครือข่ายยอ่ ยทีรองรับ
จาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 60 โฮสต์ เราสามารถคาํ นวณจากสูตรหรือจะเทยี บกบั ตารางไดด้ งั นี
บิตที 7 บิตที 6 บิตที 5 บติ ที 4 บติ ที 3 บิตที 2 บิตที 1 บิตที 0
11000000
128 192 64 32 16 8 4 2
จากตารางนีพบว่าจาํ นวนบิต 0 ทีนอ้ ยทีสุดทีรองรับจาํ นวนโฮสต์ไดไ้ ม่นอ้ ยกวา่ 60 โฮสต์ คือ 6
บิต ซึงจะทาํ ให้ค่า Netmask = 255.255.255.192 (/26) โดยมีการกาํ หนดค่าบิต 1 เพิมจากเดิมอีก 1 บิตทาํ
ให้สามารถแบ่งเครือข่ายย่อยไดเ้ ป็ น 21 = 2 วง โดยในแต่ละวงรองรับจาํ นวนโฮสต์ได้ 64-2 = 62 โฮสต์
คือ 192.168.11.128 - 192.168.11.191 /26 รวม 64 IP และวง 192.168.11.192 - 192.168.11.255 /26 รวม
64 IP จะเห็นไดว้ ่าเมือเราไดแ้ บ่งเครือข่ายย่อย แลว้ จะเหลือเครือข่ายย่อยวง 192.168.11.192/26 ทีรองรับ
ไดอ้ ีก 64 โฮสต์ เพือนาํ ไปแบ่งยอ่ ยสาํ หรบั อีก 2 เครือข่ายทีตอ้ งการ
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 467
ขนั ที 3 กลับไปทําขันที 2 จนครบตามจํานวนเครือข่ายย่อยและจํานวนโฮสต์ทีต้องการ จากนัน
ขนั ที 1 และขนั ที 2 เราไดเ้ ครือข่ายยอ่ ยมา 2 วงแลว้ ยงั เหลืออีก 2 วงตามโจทยซ์ ึงเราตอ้ งการจาํ นวนโฮสต์
อย่างน้อย 20 โฮสต์ต่อวงจากการเปรียบเทียบกบั ตารางพบว่าจาํ นวนบิต 0 ทีน้อยทีสุดทีตรงตามความ
ตอ้ งการคือ 5 บิต ซึงสรุปไดว้ า่ จะมีจาํ นวนบิต 1 ทีตอ้ งกาํ หนดเป็ น 3 บิต ดงั นี
บิตที 7 บติ ที 6 บิตที 5 บติ ที 4 บิตที 3 บติ ที 2 บติ ที 1 บติ ที 0
11100000
128 192 224 32 16 8 4 2
จากตารางนีทาํ ให้เราได้ค่า Netmask เป็ น 255.255.255.224 (/27) โดยมีการกาํ หนดค่าบิต 1 เพิม
จากเดิมอีก 1 บิตทาํ ให้เราสามารถแบ่งเครือข่ายไดเ้ ป็ น 21 = 2 วง โดยในแต่ละวงรองรับจาํ นวนโฮสตไ์ ด้
32-2 = 30 โฮ ส ต์ คื อ 192.168.11.192 - 192.168.11.223 /27 ร ว ม 32 IP แ ล ะ วง 192.168.11.224 -
192.168.11.255/27 รวม 32 IP
ฉะนนั เราไดเ้ ครือข่ายยอ่ ยตามทีโจทยต์ อ้ งการ โดยเครือข่ายย่อยแรกรองรับจาํ นวนโฮสตไ์ ด้ 126
โฮสต,์ เครือข่ายยอ่ ยที 2 รองรับจาํ นวนโฮสต์ได้ 62 โฮสต์, เครือข่ายยอ่ ยที 3 และ 4 รองรับจาํ นวนโฮสต์
ได้ 30 โฮสต์ ดงั ตารางที 12.6
ตารางที 12.6 การแบ่งเครือข่ายย่อย คลาส C จํานวน 4 วง
254 โฮสต์ 192.168.11.0/24 255.255.255.128
126 โฮสต์ เครือข่ายยอ่ ย 1 192.168.11.0/25
126 โฮสต์ เครือข่ายย่อยทีนํามา 192.168.11.128/25 255.255.255.192
แบง่ ตอ่
62 โฮสต์ เครือข่ายยอ่ ย 2 192.168.11.128/26
62 โฮสต์ เครือข่ายย่อยทีนาํ มา 192.168.11.192/26 255.255.255.224
แบ่งต่อ
30 โฮสต์ เครือข่ายยอ่ ย 3 192.168.11.192/27
30 โฮสต์ เครือข่ายย่อยทีนํามา 192.168.11.224/27
แบง่ ตอ่
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 468
Classless Addressing
การอ้างอิง IP Address ทีผ่านมาเป็ นไปตามแบบดังเดิมทีเรียกว่า “Classful Addressing” ซึง
แอดเดรสทีกาํ หนดในรูปแบบนีจะคงทีตายตัว ไม่ยืดหยุ่น ประกอบกับปัจจุบันมีอตั ราการใช้งาน
อินเทอร์เน็ตทีสูงขึนอยา่ งต่อเนือง และการใชว้ ธิ ี Classful นนั มีขอ้ จาํ กดั อยมู่ าก ซึงเป็นเรืองน่าเสียดายเป็ น
อยา่ งยิง ตวั อยา่ งเช่น ไอพแี อดเดรสคลาส B ใช้ 16 บิตแรกแทนหมายเลขเครือข่าย ส่วนทีเหลืออีก 16 บิต
ใชแ้ ทนหมายเลขโฮสต์ จึงทาํ ให้ไอพีแอดเดรส คลาส B สามารถมีจาํ นวนโฮสตเ์ ชือมตอ่ มากกวา่ 60,000
โฮสต์ และใช่วา่ หน่วยงานส่วนใหญจ่ าํ เป็นตอ้ งใชจ้ าํ นวนโฮสตม์ ากขนาดนนั และหากหน่วยงานแห่งหนึง
ต้องการเชือมต่ออินเทอร์เน็ตจาํ นวน 10 โฮสต์เท่านัน แล้วยงั ใช้วิธีการจดั สรรไอพีแอดเดรสแบบ
ตรงไปตรงมาแบบเดิม ก็จะทาํ ให้สูญเสียโฮสตจ์ าํ นวนมากโดยเปล่าประโยชน์ ดงั นันดว้ ยวิธีการจดั สรร
ไอพีแบบ Classless Addressing นีเอง จึงเป็ นแนวทางทีนาํ มาใช้งานในปัจจุบนั ดว้ ยการมุ่งเน้นจาํ นวน
โฮสต์ทีตอ้ งการใช้งานจริงเป็ นสําคญั โดยไม่สนใจว่าจะเป็ นคลาสใด กล่าวคือ หลกั การจดั สรรไอพี
แอดเดรสแบบ Classless นัน จะไม่มีการแบ่งแอดเดรสออกเป็ นคลาสเหมือนแบบ Classful แต่จะมุ่ง
ประเด็นไปทีการจดั สรรจาํ นวนไอพีแอดเดรสให้เหมาะสมกบั จาํ นวนทีนําไปใช้งานจริง จึงส่งผลให้
หมายเลขไอพียงั คงเหลือไวบ้ ริการแก่ลูกคา้ รายอืน ๆ ไดอ้ ีกจาํ นวนมาก
CIDR Notation (Classless Inter-Domain Routing)
CIDR อ่านวา่ “ไซเดอร์ (CI-DER)” เป็ นการแทนค่าในรูปแบบใหม่ทีใชส้ ําหรับการมาสกิง ด้วย
การเพิมสัญลักษณ์ / (Slash) แล้วตามด้วยขนาดของมาสก์ ตัวอย่างเช่น ไอพีแอดเดรส 128.10.0.0
ประกอบด้วย Network Address ซึงอยู่ในส่วนของ 16 บิตแรก ในขณะที 16 บิตหลังก็คือ Host Address
ดงั นนั การแทนแอดเดรสในรูปแบบ CIDR จึงสามารถเขียนไดด้ งั นี คือ 128.10.0.0/16 และดว้ ยแอดเดรสที
เขียนอยใู่ นรูปแบบ CIDR นีเองจงึ ทาํ ใหท้ ราบวา่ แอดเดรสนีมีการมาสกอ์ ยา่ งไรไปในตวั
คราวนีลองพิจารณาดูวา่ การใชห้ ลกั การกาํ หนดไอพีแอดเดรสดว้ ย CIDR นนั จะช่วยใหเ้ กิดความ
ยดื หยุ่นต่อการใช้งานไดอ้ ย่างไร เช่น สมมติวา่ บริษทั ทีบริการอินเทอร์เน็ตหรือ ISP ไดม้ ีหมายเลขไอพี
คลาส B คือ 128.211.0.0 ไวค้ อยบริการแก่ลูกคา้ และหากมีการใชด้ ีฟอลตซ์ ับเน็ตมาสก์ของคลาส B ก็จะ
ทาํ ให้เครือข่ายนีมีเพียงหนึงเครือข่าย จาํ นวนโฮสต์ทีเชือมต่อไดส้ ูงสุด 65,534 โฮสต์ ดงั นนั ISP จึงตอ้ ง
เก็บแอดเดรสนีให้กบั ลูกคา้ เพียงรายเดียวเท่านัน โดยสมมติว่า ISP รายนีได้ลูกค้ารายใหญ่ทีต้องการ
เครือขา่ ยทีเชือมต่อกบั จาํ นวนโฮสตม์ ากมายเหล่านี ก็ถือวา่ ทาง ISP สามารถใหบ้ ริการแอดเดรสนีแก่ลูกคา้
รายนนั ไดท้ นั ที แต่หากบงั เอิญมีลูกคา้ อยู่ 2 รายทีตอ้ งการโฮสตเ์ ชือมต่อเพียง 12 เครืองเท่านนั แอดเดรส
แบบ Classful จะไมส่ ามารถนาํ มาใชเ้ พือกรณีนีได้
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 469
ดงั นันให้ลองพิจารณากนั ใหม่ภายใตห้ ลกั การของ CIDR สําหรับกรณีกาํ หนดแอดเดรสให้กบั
หนึงหน่วยงาน ทาง ISP ก็สามารถใช้ 16 บิต CDIR มาสกไ์ ดเ้ ลย กค็ ือ
กรณีมีลูกคา้ รายเดียวทีโฮสตเ์ ชือมต่อมากกวา่ 60,000 โฮสต์ และไดห้ มายเลขไอพีเบอร์
128.211.0.0/16
สําหรับกรณีทีมีลูกค้าสองรายตอ้ งการจาํ นวนโฮสต์เพือเชือมต่อเพียง 12 โฮสต์ ทาง ISP ก็จะ
สามารถใช้ CIDR ในการแบง่ ส่วนแอดเดรสใหก้ บั ลูกคา้ ทงั สองราย ไดด้ งั นี
ลูกคา้ รายแรก ไดห้ มายเลขไอพีเบอร์ 128.211.0.16/28
ลูกคา้ รายทีสอง ไดห้ มายเลขไอพีเบอร์ 128.211.0.32/28
ถึงแมว้ า่ ลูกคา้ ทงั สองรายจะมีมาสก์ขนาดเดียวกนั (28บิต) แตใ่ นส่วนของค่าพรีฟิ กซ์จะแตกตา่ ง
กนั ซึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาใด ๆ เนืองจากลูกคา้ แต่ละรายนนั จะมีพรีฟิ กซ์ของตวั เองไม่ซาํ กบั ใคร และที
สําคญั ยิงไปกวา่ นนั ก็คือทาง ISP สามารถจดั สรรหมายเลขไอพีทีคงเหลืออยู่เพือบริการให้แก่ลูกคา้ ราย
อืน ๆ ไดอ้ ีกจาํ นวนมาก ดว้ ยการลดจาํ นวนหมายเลขทีตอ้ งสูญเสียไปโดยใช่เหตุ สาํ หรับหน่วยงานทีใช้
หมายเลขไอพไี มเ่ ตม็ จาํ นวนกบั คลาสทีไดร้ ับ ซึงถือวา่ เป็นวธิ ีจดั สรรหมายเลขไอพีทีมีประสิทธิภาพ
ภาพที 12.29 การแอดเดรสด้วย CIDR สําหรับ / 28 พรีฟิ กซ์
ดงั นนั สําหรับลูกคา้ รายแรก ทีไดแ้ อดเดรส 128.211.0.16/28 ก็จะไดข้ นาดจาํ นวนโฮสตเ์ ท่ากบั 4
บิต ซึงสามารถรองรับจาํ นวนโฮสต์ไดส้ ูงสุดเท่ากับ 14 เครือง ซึงได้แสดงไวด้ งั ภาพที 12.29 และเมือ
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 470
พิจารณาจากภาพก็จะพบว่าการมาสก์ด้วย CIDR สําหรับ /28 พรีฟิ กซ์ (ตรงกบั การมาสก์ในรูปแบบ
Dotted Decimal คือ 255.255.255.240) และดว้ ยการมาสก์ดงั กล่าว ทาํ ใหโ้ ฮสตซ์ ัฟฟิ กซ์คงเหลือบิตเพียง 4
บิต ซึงพิจารณาจากภาพก็จะพบวา่ มีการเริมตน้ ตงั แต่บิตที 28 ถึงบิตที 31 โดยเป็ นทีทราบกนั แลว้ ว่าบิต 0
ทงั หมดและบิต 1 ทงั หมดนันจะถูกสงวนไว้ ดงั นันโฮสต์ซัฟฟิ กซ์ขนาด 4 บิตจึงสามารถกาํ หนดค่าได้
ตงั แต่ 1 ถึง 14 (0001 ถึง 1110) นนั เอง อยา่ งไรก็ตาม ขอ้ เสียอีกประการหนึงของการแอดเดรสดว้ ย CIDR
ก็คือโฮสต์ซัฟฟิ กซ์จะมีค่าอยู่ในรูปแบบของ Nonboundary-Level Masking ซึงเป็ นตัวเลขทียากต่อการ
ตีความหมายเพือคาํ นวณหาแอดเดรสซบั เน็ตไดท้ นั ที และจากกรณีลูกคา้ ทงั 2 ราย สามารถสรุปไดว้ า่
ซบั เน็ตของลูกคา้ รายแรก คือ 128.211.0.16 (128.211.0.17 ถึง 128.211.0.30)
ซบั เน็ตของลูกคา้ รายทีสอง คือ 128.211.0.32 (128.211.0.33 ถึง 128.211.0.46)
และจากตวั อยา่ งต่อไปนี จะเป็นแนวทางในการจดั สรรไอพแี อดเดรสตามหลกั CIDR
ตวั อยา่ งที 1 หน่วยงานราชการแห่งหนึง ได้รับหมายเลขไอพี เบอร์ 165.100.0.0 ซึงเป็ นไอพี
แอดเดรส คลาส B โดยมีแผนงาน คือ ต้องการนําหมายเลขไอพีนีมาจดั สรรด้วยการแบ่งเป็ น 1,000
เครือข่ายยอ่ ย แต่ละเครือข่ายยอ่ ยสามารถเชือมต่อจาํ นวนโฮสต์สูงสุดได้ 60 โฮสต์ จงดาํ เนินการจดั สรร
หมายเลขไอพที ีเหมาะสม
Number of needed usable subnets: 1,000
Number of needed usable hosts: 60
Network Address: 165.100.0.0
Address class: B
Default subnet mask: 255.255.0.0
Custom Subnet mask: 255.255.255.192
Total number of subnets: 1024
Number of useable subnets: 1022*
Total number of host address: 64
Number of usable address: 62*
Number of bits borrowed: 10
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 471
12.4 เครือข่ายไอพภี ายใน (Private IP Network)
จากรายละเอียดของไอพีแอดเดรสแต่ละคลาสทีกล่าวมาข้างตน้ มุ่งเน้นถึงการเชือมต่อเขา้ กบั
เครือข่ายระบบสากลหรืออินเทอร์เน็ตเป็ นสําคญั อย่างไรก็ตาม ไอพีแอดเดรสทงั 3 คลาสนนั ยงั มีช่วง
หมายเลขช่วงหนึงทีถูกสงวนไวส้ าํ หรบั ใชภ้ ายใน โดยไม่ยงุ่ เกียวกบั เครือข่ายภายนอกซึงเรียกวา่ “Private
IP Network” หรือเครือข่ายภายใน
เครือข่ายไอพีภายในปกติจะใชง้ านภายในองคก์ ร ทีมิไดเ้ ชือมตอ่ กบั อนิ เทอร์เน็ต ซึงในการเขา้ ถึง
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์อย่างเราทเ์ ตอร์หรือเกตเวยจ์ ะมีการกนั หมายเลขไอพีภายในเหล่านี ไม่ให้
เชือมโยงไปยงั เครือข่ายสาธารณะอยา่ งอินเทอร์เน็ตได้ ทงั นีเราสามารถใชง้ าน Private IP คลาสตา่ ง ๆ บน
เครือข่ายทอ้ งถินทีมีการเชือมโยงดว้ ยโพรโทคอล TCP/IP ได้โดยไม่ตอ้ งขอจดทะเบียนกบั ทางบริษทั ที
บริการอินเทอร์เน็ต สําหรับแอดเดรสของ Private IP แต่ละคลาสมีรายละเอยี ดดงั นี
คลาส A 10.0.0.0 ถึง 10.255.255.255
คลาส B 172.16.0.0 ถึง 172.31.255.255
คลาส C 192.168.0.0 192.168.255.255
นอกจาก Private IP และไอพีแอดเดรสจริง (Public IP) ยงั มี Loopback Address ซึงเป็ นหมายเลข
ไอพีชนิดพิเศษทีนาํ มาใชส้ าํ หรับทดสอบหรือหาขอ้ ผิดพลาด โดยแพก็ เก็ตทีส่งดว้ ย Loopback Address นี
จะไม่มีการส่งผา่ นขา้ มไปยงั เครือข่ายอืน ๆ แต่จะยอ้ นกลบั มายงั ตนเอง สามารถนาํ ไปใชเ้ พือการทดสอบ
การสื อสารบนเครืองคอมพิวเตอร์เดียวกัน สําหรับ Loopback Address ทีนิยมใช้กัน คือ หมายเลข
127.0.0.1
แต่ถึงกระนนั แมห้ ลกั การโดยทวั ไปของเครือข่าย Private IP คือ การเชือมโยงเครือข่ายภายในที
ไม่สามารถเขา้ ถึงเครือข่ายภายนอกอยา่ งอินเทอร์เน็ตได้ แต่ก็มีกระบวนการอินเทอร์เฟซทีเรียกวา่ NAT
(Network Address Translation) ซึงจะแปลง Private IP มาเป็ น Public IP เพือใหเ้ ครือข่ายภายในสามารถ
ติดต่อกบั อินเทอร์เน็ตได้
12.5 Network Address Translation (NAT)
จากจาํ นวนผูใ้ ช้อินเทอร์เน็ตตามบา้ นพกั อาศยั และธุรกิจขนาดเล็กทีมีแนวโนม้ เพิมขึนอยา่ งต่อ
เรืองส่งผลต่อการขาดแคลนไอพีแอดเดรส ซึงในช่วงการใช้งานอินเทอร์เน็ตในยุคเริมตน้ ตามบา้ นพกั
อาศยั มกั จะเชือมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยวิธี Dial-Up ทีเป็ นการเชือมต่อแบบชัวครังชัวคราว ทาง ISP ก็จะ
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 472
บล็อกแอดเดรสในรูปแบบไดนามิกเพือบริการแก่ลูกคา้ กลุ่มนี แต่ปัจจุบนั กลุ่มผูใ้ ชง้ านตามบา้ นเรือนและ
ธุรกิจขนาดเล็กทวั ไปไดห้ ันมาใช้เทคโนโลยี ADSL มากขึน ทงั นี ADSL จะมีการเชือมต่ออินเทอร์เน็ต
แบบตลอดเวลา จึงทาํ ให้ ISP ตอ้ งบล็อกหมายเลขไอพเี พือบริการแก่ลูกคา้ กลุ่มดงั กล่าวทีมีแนวโน้มเพิม
สูงขึนอยา่ งตอ่ เนือง ดงั นนั จึงเกิดวธิ ีการแกไ้ ขปัญหาการขาดแคลนหมายเลขไอพี ดว้ ยการใชเ้ ทคนิค NAT
วตั ถุประสงค์พืนฐานของ NAT ก็คือ การมลั ติเพล็กซ์จราจรจากเครือข่ายภายใน ให้สามารถ
ออกไปยงั เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ซึง NAT เป็ นโปรแกรมทีรันอยใู่ นระบบหรือบรรจุอยูภ่ ายในเราทเ์ ตอร์
นอกจากนียงั สามารถนาํ เทคนิค NAT มาใชเ้ พือแกไ้ ขปัญหาการขาดแคลนไอพแี อดเดรสไดอ้ ีกดว้ ย
ปกติแลว้ องคก์ รทวั ไป ทีมีการสร้างเครือข่ายเชือมโยงสือสารดว้ ยโพรโทคอล TCP/IP จะสามารถ
ใช้ Private IP มาใช้งานบนเครือข่ายภายในองคก์ รได้ และหากองค์กรใดทีมีการเชือมตอ่ เครือข่ายภายใน
เหล่านีดว้ ย Private IP หรืออาจจะเป็ นไอพีแอดเดรสทีมิไดจ้ ดทะเบียนจริงก็ตาม ใหส้ ามารถเชือมโยงเขา้
กบั เครือข่ายภายนอกอยา่ งอนิ เทอร์เน็ตได้ กส็ ามารถทาํ ไดด้ ว้ ยการนาํ เทคนิค NAT มาประยกุ ตใ์ ช้
เทคนิ คของ NAT จะดําเนินการแปลง (Mapping) Private IP หรื อไอพีทีมิได้จดทะเบียน
(Unregistered IP Address) มาเป็ นไอพีแอดเดรสจริงทีไดร้ ับการจดทะเบียน (Registered IP Address) เพือ
เปิ ดทางให้เครือข่ายภายในสามารถเชือมต่อกบั อินเทอร์เน็ตได้ แต่อยา่ งไรก็ตาม NAT ก็มีหลายประเภท
ดว้ ยกนั ซึงลกั ษณะการทาํ งานก็จะแตกต่างกนั ตามแตล่ ะประเภท โดยมีรายละเอยี ด ดงั นี
NAT แบบสเตติก (Static NAT)
หลักการของ NAT แบบสเตติก จะจับคู่ระหว่าง Private IP กับ Public IP แบบหนึงต่อหนึง
ตวั อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ทีใชไ้ อพีหมายเลข 192.168.32.10 เมือมีการเชือมต่อกบั อินเทอร์เน็ตผา่ น NAT
เมือใด ก็จะไดไ้ อพีแอดเดรสหมายเลข 213.18.213.110 จบั คู่ดว้ ยกนั เสมอ ดงั นนั NAT แบบสเตติกจึงมิได้
มีส่วนช่วยประหยดั หมายเลขไอพีแต่อย่างใด ประกอบกบั การจบั คู่แบบตายตวั ระหว่าง Private IP กบั
Public IP ทาํ ให้บุคคลภายนอกสามารถเขา้ ถึงเครือข่ายเพือตรวจสอบร่องรอยการใชง้ านของโฮสตภ์ ายใน
เครือข่ายของเราได้
ภาพที 12.30 หลกั การทาํ งานของ Static NAT หนา้ ที 473
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง
NAT แบบไดนามิก (Dynamic NAT)
หลกั การทาํ งานของ NAT แบบไดนามิกจะมีความแตกต่างจากแบบสเตติก ตรงทีการแปลงไอพี
แอดเดรสภายในมาเป็ นไอพีแอดเดรสจริงทีจดทะเบียน จะจบั คู่แบบไดนามิก ดว้ ยการหมุนเวยี นชนิดไม่
ตายตัวอย่างแบบแรก โดยจะได้ไอพีแอดเดรสทีอยู่ภายในช่วงแบบไม่ซํากันนันเอง ตัวอย่างเช่น
คอมพิวเตอร์ทีใชไ้ อพีแอดเดรส 192.168.32.10 เมือมีการเชือมต่อกบั อินเทอร์เน็ตผา่ น NAT ครังใดเบอร์
ไอพีทีไดส้ ามารถมีค่าภายในช่วง 213.18.123.100 ถึง 213.18.123.150 เป็ นตน้ ดงั นนั ไอพีแอดเดรสจริงที
ได้ในแต่ละครัง อาจเป็ นเบอร์ใดเบอร์หนึงทีอยูใ่ นช่วงก็ได้ และด้วยการที NAT แบบไดนามิกนีเอง จึง
เป็ นความปลอดภยั แนวทางหนึงในการปิ ดบงั โฮสต์ภายในเครือข่าย เพือป้องกันบุคคลภายนอกเขา้ มา
ตรวจอสอบคน้ หาร่องรอยจากโฮสต์ภายในได้ แต่อยา่ งไรก็ตาม NAT แบบไดนามิกก็ยงั ไม่ไดช้ ่วยการ
ประหยดั หมายไอพีเช่นกนั
ภาพที 12.31 หลกั การทาํ งานของ Dynamic NAT
NAT แบบโอเวอร์โหลดดิง (Overloading)
หลกั การทาํ งานของ NAT แบบโอเวอร์โหลดดิงนี คอมพิวเตอร์บนเครือข่ายภายในเมือตอ้ งการ
เชือมต่ออินเทอร์เน็ต จะถูกแปลงมาเป็ นไอพีแอดเดรสจริงเพียงหมายเลขเดียวเท่านัน แต่จะมีหมายเลข
พอร์ตทีแตกต่างกนั ดงั นนั ด้วยหลกั การของ NAT แบบโอเวอร์โหลดดิงนีเอง จึงส่งผลต่อการประหยดั
หมายเลขไอพีไดม้ ากทงั นีเนืองจากเครือข่ายภายในทงั หมด จะใชห้ มายเลขไอพีจริงเพียงหมายเลขเดียว
เท่านนั ในการเชือมต่อกบั อินเทอร์เน็ตนนั เอง สําหรับการทาํ NAT ดว้ ยวธิ ีนีมีชือเรียกอยหู่ ลายชือดว้ ยกนั
เช่น Port Address Translation (PAT), Single Address NAT หรือ Port-Level Multiplexing NAT
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 474
ภาพที 12.32 หลกั การทาํ งานของ Overloading NAT
NAT โอเวอร์แลปปิ ง (Overlapping)
สาํ หรับเครือขา่ ยภายในทีไดน้ าํ ไอพีแอดเดรสจริงมาใช้ ซึงแอดเดรสดงั กล่าวอาจเป็นเครือขา่ ยอืน
หรือกรณีทีองคก์ รไดม้ ีการเปลียน ISP รายใหม่ ทาํ ให้ไดร้ ับหมายเลขไอพีทีจดทะเบียนใหม่แทนของเดิม
ทียกเลิกไป แต่ไม่ตอ้ งการคอนฟิ กหมายเลขไอพีภายในเครือข่ายทงั หมด และดว้ ยเทคนิค NAT แบบโอ
เวอร์แลปปิ งก็จะแปลงไอพีจริงทีไม่ใช่ของเรา มาเป็ นไอพีจริงของเราทีไดจ้ ดทะเบียนไว้ เพือให้สามารถ
ติดตอ่ กบั อินเทอร์เน็ตได้
ภาพที 12.33 หลกั การทาํ งานของ Overlapping NAT
12.6 ไอพเี วอร์ชัน 6 (IPv6)
ด้วยอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตทีนับวนั จะเติบโตขึนทุกวนั จาํ นวนแอดเดรสทีใช้งานอยู่คือ
แอดเดรสขนาด 32 บิต หรือ IPv4 นันก็เริมขาดแคลน จึงส่งผลต่อการรองรับการใชง้ านอินเทอร์เน็ตใน
อนาคตทีเพิมขึนอยา่ งตอ่ เนือง ดงั นนั จงึ มีการพฒั นา IPv6 ขึนมา ซึงปัจจุบนั ถือวา่ เป็ นมาตรฐานแลว้ อีกทงั
ซอฟตแ์ วร์บางตวั และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์บางอุปกรณ์กพ็ ร้อมสนบั สนุน IPv6 แลว้ เช่นกนั
ตอ้ งเป็นทีเขา้ ใจว่า IPv4 ทีใช้งานอยใู่ นปัจจุบนั มีการใชง้ านอยา่ งแพร่หลายทวั โลก ไม่วา่ จะเป็ น
สถาบนั การศึกษา องคก์ รภาครัฐและเอกชนทวั ไป ดงั นนั การทดแทนระบบจาก IPv4 มาเป็ น IPv6 คงเป็ น
เรืองทีไม่ง่าย และแนวทางทีดีทีสุดสาํ หรับการเปลียนจาก IPv4 มาเป็ น IPv6 ก็คือการเปลียนแปลงแบบ
คอ่ ยเป็ นค่อยไป แตอ่ ย่างไรก็ตาม IPv6 ก็ไดร้ ับการออกแบบเพือทาํ งานร่วมกบั IPv4 ได้ โดย IPv6 มีส่วน
การทาํ งานทีคลา้ ยกบั IPv4 ดงั นี
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 475
การส่งขอ้ มูลเป็นแบบ Connectionless
แตล่ ะดาตา้ แกรมบรรจุแอดเดรสฝังปลายทาง
แตล่ ะดาตา้ แกรมมีการวางเส้นทางทีเป็ นอิสระกนั
เฮดเดอร์ในดาตา้ แกรมมีการบรรจุค่าสูงสุดทีให้อยูบ่ นเครือข่ายไดน้ านเท่าใด ก่อนทีจะ
ถูกละทิงไป
IPv6 ไดร้ ับการออกแบบแอดเดรสให้สนบั สนุนซับเน็ตมาสก์ มลั ติคาสต์ และ CIDR ถึงแมว้ ่า
IPv6 จะยงั คงรักษาแนวคิดพืนฐานของ IPv4 อยู่บ้างก็ตาม แต่ IPv6 ก็มีการเปลียนแปลงรายละเอียด
ทงั หมดในบางส่วน ซึงประกอบดว้ ย
มีการใชข้ นาดของแอดเดรสทีใหญข่ ึน
รูปแบบของดาตา้ แกรมเฮดเดอร์ ไดม้ ีการเปลียนโครงสร้างใหม่ทงั หมด
ใชเ้ ฮดเดอร์แบบ Fixed-Length ในการควบคุมขอ้ มลู เฮดเดอร์
ทงั นีคุณลกั ษณะสาํ คญั ของ IPv6 สามารถแจงรายละเอียดได้ ดงั นี
ขนาดแอดเดรส (Address Size) ขนาดแอดเดรสของ IPv4 คือ 32 บิต ในขณะที IPv6 มี
ขนาด 128 บิต จึงส่งผลต่อจาํ นวนแอดเดรสทีเพิมขึน และมีปริมาณแอดเดรสมาก
เพยี งพอตอ่ การใชง้ านเพิมขึนอยา่ งต่อเนืองในอนาคต
รูปแบบของเฮดเดอร์ (Header Format) ดาตา้ แกรมเฮดเดอร์ใน IPv6 มีความสมบูรณ์
ยิงขึน และแตกต่างจากเฮดเดอร์ของ IPv4 ทงั นีฟิ ลด์เกือบทงั หมดในเฮดเดอร์ไดร้ ับการ
เปลียนแปลง ในขณะทีบางฟิ ลดก์ ็ถูกแทนทีดว้ ยฟิ ลดใ์ หม่
ส่ วนขยายของเฮดเดอร์ (Extension Headers) แตกต่างจาก IPv4 โดยจะใช้รูปแบบ
เฮดเดอร์เดียวกันสําหรับดาต้าแกรมทังหมด โดย IPv6 จะแปลงข้อมูลด้วยการแบ่ง
เฮดเดอร์ออกเป็ นส่วน ๆ และดาตา้ แกรมจะประกอบดว้ ยเฮดเดอร์ IPv6 แลว้ ตามส่วน
ขยายของเฮดเดอร์และขอ้ มูล
สนับสนุนข้อมูลออดิโอและวิดีโอ (Support for Audio and Video) IPv6 ไดร้ วมกลไก
ในการจดั การกบั ระบบจราจรบนเครือข่าย เพือให้สามารถส่งขอ้ มูลไดร้ วดเร็วยงิ ขึน จึง
ส่งผลดีต่อการรับส่งขอ้ มูลออดิโอและวิดีโอ เพือให้เกิดการสือสารแบบทันทีทันใด
(Real Time) ได้
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 476
ส่วนขยายของโพรโทคอล (Extensible Protocol) IPv6 มิไดม้ ีการระบุโพรโทคอลชีชัด
ลงไป ทังนีเพือเปิ ดช่องให้ผู้ออกแบบสามารถเตรียมการให้ผู้ส่งเพิมข้อมูลหรื อ
สารสนเทศไปยงั ดาต้าแกรมได้ ส่วนขยายทีจดั ทาํ ขึนในส่วนนี ทําให้ IPv6 มีความ
ยืดหยนุ่ สูงกวา่ IPv4 เป็ นอยา่ งมากนนั หมายความวา่ คุณลกั ษณะใหม่ ๆ สามารถเพิมเขา้
ไปไดต้ ามความตอ้ งการ
เฮดเดอร์แพก็ เกต็ ข้อมูล (Header Packet)
การศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้เกียวกับ IPv6 นันจะเริมต้นด้วยการศึกษาเฮดเดอร์ (Header) ของ
แพ็กเก็ตไอพี ซึงจะแตกต่างไปจาก IPv4 ประการแรก คือขนาดขอ้ มูลทีมีการโพรเซสนันจะเปลียนจาก
ครังละ 32 บิต เป็ นครังละ 64 บิตตามขนาดของ CPU ระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบนั ทีเปลียนมาทาํ งาน
แบบ 64 บิตแทน ดงั ภาพที 12.34 ทีแสดงเฮดเดอร์ของ IPv6 จึงมีขนาดเป็ น 64 บิต อยา่ งไรก็ตาม CPU ที
ทาํ งานที 32 บิตกย็ งั โพรเซสแพก็ เก็ตขอ้ มูลของ IPv6 ไดเ้ ช่นกนั แตอ่ าจจะไมม่ ีประสิทธิภาพมากนกั
ภาพที 12.34 เปรียบเทยี บ Header ของ IPv4 กบั IPv6
ทีมาของภาพ: https://sites.google.com/site/abcgraphic1/ipv4-laea-ipv6-khux
จากภาพที 12.34 แสดงเฮดเดอร์ของ IPv4 และ IPv6 ซึงจะสังเกตไดว้ า่ บางฟิ ลดข์ องเฮดเดอร์ของ
IPv4 หายไปและบางฟิลดเ์ พิมขึนมา โดยฟิ ลดต์ ่าง ๆ ของ IPv6 มีดงั นี
Version: เลขระบุเวอร์ชนั ของ IP ซึงจะมีค่าเป็ น 6 เสมอ
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 477
Traffic Class: หมายถึง ประเภทของการให้บริการ (Type of Service) ซึงขอ้ มูลในส่วน
นีอาจถูกใช้โดยเราท์เตอร์เพือจัดลําดับความสําคัญของแพ็กเก็ต หรือการทํา QoS
(Quality of Service) นนั เอง
Flow Label: เป็ นหลกั การใหม่ทีเพิมเขา้ มาใน IPv6 โดยหลกั การ คือ แพก็ เก็ตจะถูกจดั
กลุ่มใหอ้ ยูใ่ นชุดเดียวกนั เช่น แพก็ เก็ตของสตรีมหรือเซสชนั เดียวกนั กจ็ ะถูกกาํ หนดให้มี
Flow Label เดียวกนั ซึงทาํ ให้การจดั การเซสชนั ง่ายขึน เนืองจากไม่ตอ้ งพิจารณาลึกลง
ไปในแพก็ เก็ตอีก ซึงหลกั การนีก็เป็ นส่วนหนึงของการทาํ QoS นนั เอง
Payload Length: ความยาวของเพยโ์ หลดหรือแพ็กเก็ตยกเวน้ เฮดเดอร์ โดยข้อมูลใน
ส่วนของเฮดเดอร์นนั จะมีความยาวคงทีคือ 40 ไบต์ ซึงแตกตา่ งจากของ IPv4 โดยขอ้ มูล
ส่วนเฮดเดอร์นันอาจแตกต่างกนั ไปในแต่ละแพ็กเก็ต ทาํ ให้ของ IPv4 นันมีฟิ ลด์ Total
Length แทน ซึงค่านีจะรวมทงั ส่วนเฮดเดอร์และส่วนเพยโ์ หลดดว้ ย การไม่รวมความยาว
ของเฮดเดอร์นีก็อาจช่วยลดภาระเกียวกบั การคาํ นวณลงได้ เนืองจากไม่จาํ เป็ นต้องลบ
ความยาวของเฮดเดอร์อออกเพือใหไ้ ดค้ วามยาวของเพยโ์ หลด ขนาดแพก็ เกต็ ทีใหญ่ทีสุด
ทีกาํ หนดในมาตรฐานของ IPv6 คือ 1,280 ไบต์ ถึงแมฟ้ ิ ลด์ Payload length มีขนาด 16
บิตกต็ าม 216=65,536)
Next Header: เป็ นค่าทีกาํ หนดวา่ โพรโทคอลในเลเยอร์ถดั ไปคืออะไร ซึงเทียบไดก้ บั
ฟิ ลด์ Protocol ของ IPv4 ยกตัวอย่างเช่น ถ้าฟิ ลด์นีมีค่าเป็ น 6 ก็จะหมายความว่า
โพรโทคอลในชนั การสือสารชนั ที 4 ทีบรรจุในแพก็ เก็ตนี คือ TCP หรือถา้ มีค่าเป็ น 17 ก็
จะหมายถึง UDP เป็นตน้
Hop Limit: เป็นค่ากาํ หนดจาํ นวนฮอ็ ปหรือเราทเ์ ตอร์ทีแพก็ เก็ตนีสามารถวิงผา่ นได้ โดย
โฮสตท์ ีส่งแพก็ เก็ตจะเป็ นคนกาํ หนดเริมตน้ ให้ แลว้ ทุกครังทีแพก็ เก็ตนีวงิ ผา่ นเราทเ์ ตอร์
ค่านีก็จะถูกลดลงทีละหนึงไปเรือย ๆ จนถา้ มีค่าเป็ น “0” แพ็กเก็ตนีก็จะถูกละทิงไป
หรือไม่มีการส่งต่อ ซึงฟิ ลด์นีใน IPv4 เรียกว่า “TTL (Time to Live)” นันเอง โดยการ
เปลียนชือมาเป็น Hop Limit จะใหค้ วามหมายทีใกลเ้ คียงกบั สิงทีเกิดขึนมากกวา่
Source Address: หมายเลขไอพีตน้ ทาง
Destination Address: หมายเลขไอพีปลายทาง
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 478
ส่วนขยายของเฮดเดอร์
IPv6 อาจมีเฮดเดอร์มากกว่าหนึงเฮดเดอร์ในหนึงแพ็กเก็ต โดยข้อมูลทีระบุอยู่ในฟิ ลด์เน็คซ์
เฮดเดอร์จะเป็ นสิงทีบอกวา่ ส่วนทีตามมานนั เป็นเฮดเดอร์หรือแพก็ เก็ตของโพรโทคอลชนั ทีอยูส่ ูงกวา่ ซึง
ทาํ ใหแ้ พก็ เกต็ IPv6 นนั จะมีเฮดเดอร์แบบเป็ นลูกโซ่ได้ ดงั แสดงในภาพที 12.35
ภาพที 12.35 Extension Header
ทีมาของภาพ: http://www.zytrax.com/tech/protocols/ipv6.html
ในฟิ ลด์เน็คซ์เฮดเดอร์จะระบุถึงว่า ข้อมูลทีบรรจุอยู่ในส่วนเพยโ์ หลดของแพ็กเก็ตนีเป็ นของ
โพรโทคอลใด หรือเป็นส่วนขยายของเฮดเดอร์ ตารางที 12.7
ตารางที 12.7 ค่าต่าง ๆ ของ Next Header
ค่า ความหมาย
0 IPv6 Hop by Hop Option
2 ICMPv4
6 TCP
17 UDP
43 Routing Extension Header
46 Resource Reservation Protocol (RSVP)
60 Destination Options Extension Header
สาํ หรับรายละเอียดเกียวกบั ค่าทีเป็ นไปไดท้ งั หมดสามารถดูเพิมเติมไดท้ ี
http://www.iana.org/assignments/protocol-numbers/protocol-numbers.xml
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 479
การจัดสรร IPv6 (IPv6 Addressing)
หมายเลขไอพีแอดเดรส ของ IPv6 มีขนาด 128 บิตซึงเพิมขึน 4 เท่าเพือแกป้ ัญหาเรืองความไม่
เพียงพอในการใชง้ าน เนืองจากความตอ้ งการนนั เพิมขึนอยา่ งรวดเร็ว โดยใน 128 บิตนีจะแบ่งออกเป็ น
ส่วน ๆ โดยบางส่วนก็จะใช้ระบุหมายเลขเครือข่าย และบางส่วนก็จะใช้ระบุโฮสต์หรืออินเทอร์เฟซใน
เครือข่ายนัน ซึงรายละเอียดการแบ่งส่วนของหมายเลขไอพีจะไดก้ ล่าวในรายละเอียดต่อไป การเขียน
หมายเลข IPv4 นันจะใชแ้ บบ Dot decimal ซึงจะแบ่งหมายเลขไอพีออกเป็ น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 8 บิต แลว้
แปลงเลขฐานสอง จาํ นวน 8 บิตใหเ้ ป็ นเลขฐานสิบ และนาํ มาเรียงต่อกนั และเชือมตอ่ กนั หลงั จุดหรือดอต
การระบุหรือเขียนหมายเลขไอพีจาํ นวนมาก ๆ นนั อาจใชห้ ลกั การเดียวกนั กบั ของ IPv4 ไม่ได้
รูปแบบเลขไอพี (IP Format)
การเขียนเพือแสดงหมายเลขไอพใี น IPv6 นีมีอยู่ 3 รูปแบบดว้ ยกนั คือ แบบทีนิยมมากทีสุดจะอยู่
ในรูปแบบ X:X:X:X:X:X:X:X โดยที X คือ เลขฐาน 16 ของแต่ละ 16 บิต ซึงจะมีทงั หมด 8 เลข แล้ว
ตวั เลขแตล่ ะตวั จะคนั ดว้ ยเครืองหมาย (:) สาํ หรับเลขศนู ยท์ ีนาํ หนา้ นนั ไมจ่ าํ เป็นตอ้ งเขียนกไ็ ด้
ตวั เลขฐานสองแต่ละหลักจะใช้เลข 0 กบั เลข 1 และเลขฐานสิบจะใช้เลขตงั แต่ 0-9 ส่วนหลัก
หน่วยของเลขฐานสิบหกมีค่าตงั แต่ 0-15 แต่จะใชเ้ ลขทงั หมดไม่ได้ เนืองจากเลขตงั แต่ 10-15 จะใชต้ วั เลข
ซาํ กบั เลข 0-5 ดงั นนั เลขฐานสิบหกหากมีค่าตงั แต่ 10-15 ก็จะใช้ตวั อกั ษร A-F แทนค่าตามลาํ ดบั ดงั นนั
เลขฐานสิบหกสามารถเขียนไดโ้ ดยการจดั กลุ่มเลขฐานสองทีละ 4 บิต แลว้ แปลงใหเ้ ป็ นเลขฐานสิบหก
ตวั อยา่ งหมายเลขไอพี IPv6 เช่น
FEDC:18F3:038A:CBF8:197F:BFAD:FEA8:3321
1080:0:0:8:800:200C:2431
เนืองจากหมายเลขไอพีในเวอร์ชันนียาวมาก ดงั นันจึงเป็ นธรรมดาทีจะมีเลขศูนยเ์ รียงต่อกนั
ยาว ๆ หรือหลายฟิ ลดถ์ า้ หากกรณีนีเกิดขึนจะใชเ้ ครืองหมาย “::” แทนค่าเลขศูนยท์ ีเรียงกนั นีกไ็ ด้ ซึงจะทาํ
ใหห้ มายเลขนนั สันลงได้ ตวั อยา่ ง เช่น
1081:0:0:0:8:800:200C:2431 สามารถแทนด้วย 1080::8:800:200C:2431
0:0:0:0:0:0:01254 สามารถแทนด้วย ::1254
บางครังหมายเลขไอพีของเวอร์ชัน 4 (IPv4) ก็อาจถูกใช้ร่วมกบั IPv6 ได้เช่นกัน การเรียกชือจะอยูใ่ น
รูปแบบ X:X:X:X:X:X:d:d:d:d โดยที X จะเป็ นหมายเลขทีใชแ้ ทน 96 บิตแรก ส่วน d:d:d:d เป็ นส่วนเลข
ไอพีเวอร์ชนั 4 ซึงจะเป็นเลขฐานสิบ ตวั อยา่ งเช่น
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 480
0:0:0:0:0:0:129.23.2.254 หรือ ::129:23:2:254
0:0:0:0:0:FFFF:169.27.89.122 หรือ ::FFFF:169:27:98:122
เมือต้องการระบุถึงเฉพาะหมายเลขเครือข่ายหรือซับเน็ต IPv6 จะใช้หลักการเดียวกัน คือ การใช้
เครืองหมาย (/) และตามดว้ ยจาํ นวนบิตทีระบุตาํ แหน่งทีแยกระหวา่ งหมายเลขเครือข่ายกบั หมายเลขโฮสต์
ในเครือข่ายนนั ๆ ยกตวั อย่างเช่น ตวั เลข /48 หรือ /64 ทีอยูห่ ลงั หมายเลข IPv6 นนั หมายถึงความยาวใน
หน่วยบิตของหมายเลขทีระบุหมายเลขของเครือข่าย หากพรีฟิ กซ์มคี ่าเท่ากบั 64 บิต แปลวา่ ทีเหลืออีก 64
บิต (128-64 = 64) เป็ นหมายเลขทีระบุโฮสตแ์ ต่ละโฮสตใ์ นเครือขา่ ยนนั ตวั อยา่ งเช่น
FEC0:103:FE6D:1000::1/64 มี ห ม า ย เล ข เค รื อ ข่ า ย เป็ น 64 บิ ต แ ร ก ซึ ง ห ม า ย ถึ ง
FEC0:103:FE6D:1000 และหมายเลขทีระบุโฮสต์ คือ ::1 (เป็ นเลข 0 จาํ นวน 63 บิตและบิตสุดทา้ ยมีค่า
เป็ น 1) ส่วนอีกตวั อย่างคือ หมายเลขไอพี FEC0:103:FE6D:2000::1/48 มีหมายเลขส่วนทีเป็ นเครือข่าย
จาํ นวน 48 บิตซึงคือ FEC0:103:FE6D และหมายเลขโฮสตจ์ าํ นวน 80 บิต ซึงคือ 2000::1
ประเภทของไอพแี อดเดรส
อินเทอร์เน็ตเวอร์ชัน 6 หรือ IPv6 จะใช้หมายเลขไอพีขนาด 128 บิต โดยจะแบ่งออกเป็ น 3
ประเภทหลกั คอื
Unicast: เป็ นหมายเลขไอพีสําหรับหนึงอินเทอร์เฟซ แพ็กเก็ตทีมีหมายเลขปลายทางนี
จะถูกส่งไปยงั อินเทอร์เฟซนีเทา่ นนั
Anycast: เป็ นหมายเลขไอพีทีกาํ หนดให้กบั กลุ่มอินเทอร์เฟซ โดยปกติอินเทอร์เฟซ
แต่ละอินเทอร์เฟซจะติดตงั คนละโฮสตก์ นั แพก็ เก็ตทีส่งไปยงั หมายเลขนีจะถูกส่งไปยงั
อินเทอร์เฟซหนึงในกลุ่มของอินเทอร์เฟซทีกาํ หนดใหม้ ีหมายเลขนี โดยปกติจะถูกส่งไป
ยงั โฮสตห์ รือโหนดทีอยใู่ กลท้ ีสุด
Multicast: เป็นหมายเลขทีกาํ หนดให้กลุ่มอินเทอร์เฟซเหมือนกบั Anycast แต่แพก็ เก็ตที
ส่งไปยงั หมายเลขนีจะถูกส่งไปยงั ทุก ๆ อินเทอร์เฟซในกลุม่
หมายเลขไอพีในเวอร์ชนั นีจะไม่มีแบบแพร่กระจาย (Broadcast) แต่ฟังก์ชนั ของการส่งขอ้ มูล
แบบนีจะถูกรวมอยูใ่ นการส่งแบบมลั ติคาสต์ การกาํ หนดหมายเลขไอพีนนั จะกาํ หนดใหก้ บั อินเทอร์เฟซ
แทนทีจะกาํ หนดให้โหนดเหมือนในเวอร์ชนั 4 เนืองจากแต่ละอินเทอร์เฟซจะติดตงั ไดก้ ับหนึงโหนด
เท่านนั ดงั นนั หมายเลขไอพแี บบ Unicast ทีกาํ หนดให้กบั อินเทอร์เฟซนนั จึงสามารถใชใ้ นการบ่งชีโหนด
นนั ได้
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 481
ตารางที 12.8 หมายเลข IPv6 รูปแบบต่าง ๆ
ประเภท หมายเลขนาํ หน้า ตวั อย่าง การใช้งาน
ไมไ่ ดก้ าํ หนด 00…0 (เลขศูนย์ 128 บิต) ::/128 สําหรับการทดสอบ
Loopback 00…1 ::1/128 ส่งแพก็ เกต็ กลบั หาตนเอง
IPv4-Compatible 0000…0 (เลขศูนย์ 96 บิต) :202.28.84.52 ช่วยในการปรับเปลียนจาก IPv4
เป็ น IPv6
Global unicast 001 2001:FE01::/32 ใชง้ านทวั ไป
Link-local unicast 1111 1110 10 FE80::/10 ใชเ้ ฉพาะลิงคโ์ ลคลั
Site-local unicast 1111 1110 11 FEC0::/10 ใชเ้ ฉพาะไซตโ์ ลคลั
ULA ( Unique local 1111 110 FD00::/8 มีค่าทีไม่ซํากันเฉพาะในโลคัล
เท่านนั
Address)
Multicast 1111 1111 FF00::/8 ใชง้ านเป็ นกลุ่ม
Unicast
หมายเลขไอพีในเวอร์ชนั 6 นนั แบ่งออกเป็ น 3 ประเภทหลกั คือ ยูนิคาสต์ (Unicast), มลั ติคาสต์
(Multicast) และเอนีคลาสต์ (Anycast) ซึงในเวอรชันใหม่นีจะไม่มีหมายเลขประเภทบรอดคาสต์
(Broadcast) ดงั เช่นเวอร์ชนั 4 สําหรับทีอยูป่ ระเภทยนู ิคาสต์ยงั แบ่งย่อยออกเป็ น 4 ประเภทคือ โกลบอล
(Global Unicast) ลิงค์โลคอล (Link Local) ยูนิคโลคอล (Uni Local) และแบบทีใช้ร่วมกับเวอร์ชัน 4
(IPv4-compatible) ดงั ตารางที 12.8 แสดงหมายเลขนาํ หนา้ ทีระบุหรือแยกแยะไอพแี ต่ละประเภท
Global Unicast
รูปแบบของหมายไอพีแบบโกลบอลยูนิคาสต์ ดังแสดงในภาพที 12.36 ซึงจะเริมต้นด้วย
เลขฐานสอง 001 เสมอและตามดว้ ยหมายเลขทีตอ้ งการแบง่ เป็ น 3 ส่วน คือ
โกลบอลเราท์เราท์ติงพรีฟิ กซ์ (Global Routing Prefig): มีขนาด 45 บิตเป็ นหมายเลขทีระบุ
หมายเลขเครือข่ายขององคก์ ร บริษทั หน่วยงานตา่ ง ๆ ซึงหมายเลขส่วนนีจะถูกใชส้ ําหรบั การทาํ
เราทต์ ิงระดบั สูงสุดของอินเทอร์เน็ต
ซับเน็ตไอดี (Subnet ID): มีขนาด 16 เป็นหมายเลขทีใชร้ ะบซุ บั เนต็ ภายในองคก์ ร
อินเตอร์เฟซ (Interface ID): ขนาด 64 บิตในแต่ละเครือข่ายจะมีหมายเลขโฮสต์ หรือถ้าให้
เจาะจงลงไปอีก คือ อนิ เทอร์เฟซไอดี ซึงโฮสตห์ นึงอาจมหี ลายส่วนทีเชือมต่อ
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 482
ภาพที 12.36 หมายเลขไอพแี บบโกลบอลยตู คิ าสต์
Link-Local Unicast
การใชง้ านหมายเลขไอพีในโลคลั ไซตน์ นั มีอยู่ 2 อยา่ งคือ ลิงค์โลคลั (Link Local) จะใชก้ บั ลิงค์
ของเราทเ์ ตอร์ทีอยตู่ ิดกนั เพอื สาํ หรับการคน้ หาและคอนฟิ กเราทต์ ิงเทเบิลของเราทเ์ ตอร์ ส่วนเลขไอพแี บบ
ไซต์โลคลั (Site Local) จะใชร้ ะหว่างโหนดหรือโฮสต์ทีอยใู่ นไซต์เดียวกนั สือสารกนั ภายใน โหนดจะใช้
ลิงค์โลคลั สําหรับสือสารกบั โหนดทีอยู่ติดกนั หรือเป็ นเพือนบา้ นกนั (Neighbor) ยกตวั อยา่ งเช่น สําหรับ
เครือขา่ ยทีไมม่ ีเราทเ์ ตอร์ โฮสตใ์ นเครือข่ายนนั ก็จะให้เลขไอพแี บบลิงคโ์ ลคลั ในการสือสารกนั กบั โฮสต์
อืน ๆ ทีอยู่ในเครือข่ายเดียวกนั ลิงค์โลคลั ก็เหมือนการใช้หมายเลข Private IP อตั โนมตั ิหรือ APIPA
(Automatic Private IP Addressing) ของ IPv4 ซึงถ้าโฮสต์ไม่ได้รับแจกไอพีจาก DHCP เซิร์ฟเวอร์ตัว
โฮสตเ์ องก็จะคอนฟิกไอพใี หก้ บั อินเทอร์เฟซโดยอตั โนมตั ิ โดยใชเ้ ลขไอพีในกลุ่ม 169.254.0.0/16
เลขไอพีแบบลิงคโ์ ลคลั นนั ถูกบงั คบั ให้ใชส้ ําหรับการคน้ หาเพือนบา้ น (Neibor Discovery) และ
เลขนีจะถูกกาํ หนดให้อินเทอร์เฟซโดยอตั โนมตั ิ ภาพที 12.37 แสดงหมายเลขไอพแี บบลิงคโ์ ลคลั โดยเลข
ไอพีประเภทนีจะอยูใ่ นเครือข่าย FE80::/64 ซึงมีอินเทอร์เฟซไอดีขนาด 64 บิต โดยเราท์เตอร์ในระบบ
IPv6 จะไม่ส่งต่อแพก็ เก็ตทีมีหมายเลขไอพีปลายทางเป็นแบบลิงคโ์ ลคลั ทาํ ให้ทราฟฟิ กประเภทนีจาํ กดั
อยใู่ นเฉพาะโลคอลลิงคเ์ ทา่ นนั
ภาพที 12.37 หมายเลขไอพแี บบลงิ ค์โลคลั (Link Local Address)
Site Local Address
ไซต์โลคลั เปรียบได้กบั หมายเลข Private IP ใน IPv4 ซึงก็คือ 10.0.0.0/8, 172.16.0.0/12 และ
192.168.0.0/16 การใชไ้ ซต์โลคลั นีในกรณีทีไมไ่ ดเ้ ชือมตอ่ กบั อินเทอร์เน็ต ก็จะทาํ ให้ไม่มีเลขไอพีไม่ทบั
ซอ้ นกนั เลขไอพีประเภทนีจะสือสารกบั เครือข่ายอืนไม่ได้ เนืองจากเราทเ์ ตอร์จะไมส่ ่งต่อแพก็ เก็ตทีมีเลข
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 483
ไอพีปลายทางนีอยู่ หมายเลขไซต์โลคลั นีจะไม่ถูกคอนฟิ กให้อินเทอร์เฟซโดยอตั โนมตั ิเหมือนกบั ลิงค์
โลคลั การคอนฟิ กนนั อาจใช้โดยการคอนฟิ กแบบสเตทเลสหรือสเตทฟลูคอนฟิ กกุเรชนั ภาพที 12.38
แสดงหมายเลขไอพีแบบไซตโ์ ลคลั ซึงจะอยู่ในช่วง FEC0::/10 อยา่ งไรก็ตามไซต์โลคลั นีไดถ้ ูกยกเลิก
หรือแนะนําให้เลิกใช้ เนืองจากหลักการของ IPv6 คือ ทุกอุปกรณ์ในเครือข่าย IPv6 ควรจะสามารถ
สือสารกนั ไดไ้ มว่ า่ จะอยทู่ ีใด เนืองจากหมายเลขไอพีนนั เพียงพอตอ่ ความตอ้ งการอยแู่ ลว้
ภาพที 12.38 หมายเลขไอพแี บบไซต์โลคัล (Site Local Address)
IPv4-compatible
เมือตอ้ งการปรับเปลียนจาก IPv4 ไปเป็น IPv6 ในช่วงแรกนนั เครือขา่ ยอาจใชท้ งั IPv4 และ IPv6
หมายเลขไอพีแบบ IPv4-compatible จะมีรูปแบบคือ 0:0:0:0:0:0:w:x:y:z โดยที w.x.y.z คือ เลขไอพีแบบ
เวอร์ชนั 4 แบบดอตเดซิมอล (Dot Decimal) นนั เอง
Multicast
มลั ติคาสต์ของ IPv6 มีหลกั การทาํ งานเหมือนกบั ของ IPv4 โดยโหนดแต่ละโหนดนนั สามารถ
คอนฟิ กให้เขา้ อยใู่ นกลุ่มมลั ติคาสต์ เพือสามารถรับส่งขอ้ มูลกนั ภายในกลุ่มได้ โดยโหนดนนั จะเขา้ ร่วม
หรือออกจากกลุ่มเมือใดก็ได้ มลั ติคาสต์ของ IPv6 จะเริมต้นด้วยเลข 1111 1111 หรือ FF ซึงทาํ ให้แยก
ออกจากทีอยปู่ ระเภทอืนไดง้ า่ ย ทีอยมู่ ลั ตคิ าสตน์ ีไม่สามารถใชส้ ําหรับ Source Address หรือ Intermediate
Destination ของเราท์ติงเฮดเดอร์ เลขทีอยู่ต่อจาก 8 บิตแรกนันจะใช้สําหรับแฟล็ก สโคป หรือกลุ่ม
มลั ติคาสต์ ดงั ภาพที 12.39 แสดงโครงสร้างของทีอยแู่ บบมลั ตคิ าสต์
ภาพที 12.39 ทอี ยู่แบบมัลตคิ าสต์ (Multicast Address) หนา้ ที 484
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง
จากภาพที 12.39 ความหมายแตล่ ะฟิ ลดใ์ นทีอยแู่ บบมลั ตคิ าสต์ คือ
แฟลก็ (Flage): ขนาด 4 บิต ซึงเป็นขอ้ มูล แตก่ ารใชง้ านจริงตามทีระบุใน RFC 3513 นนั
จะใชเ้ ฉพาะบิตสุดทา้ ยเท่านนั ซึงจะเรียกวา่ “แฟล็ก T (Transient)” มีความหมายวา่ ถา้
เซตเป็น 0 ก็จะหมายถึงมลั ติคาสต์กลุ่มนีไดถ้ ูกกาํ หนดให้อยา่ งถาวรโดย IANA (Internet
Assigned Number Authority) หรือถา้ ถูกเซตเป็ น 1 หมายถึง ทีอยขู่ องกลุ่มนียงั ไม่ไดถ้ ูก
กาํ หนดใหเ้ ป็นแบบถาวรโดย IANA
สโคป (Scope): กาํ หนดสโคปของเครือข่าย IPv6 ทีกลุ่มมลั ติคาสตน์ ี ฟิ ลดน์ ีมีขนาด 4 บิต
เราท์เตอร์จะใช้ข้อมูลในส่ วนนี เพือทีจะตัดสิ นใจว่าจะส่งต่อแพ็กเก็ตนีหรื อไม่
ยกตัวอย่าง เช่ น ถ้าค่าที กําหน ดใน ฟิ ลด์นี คือ 1 หมายถึ ง สโคป อยู่ใน เฉพาะ
อินเทอร์เฟซโลคลั 2 หมายถึง ลิงคโ์ ลคลั และ 5 หมายถึง ไซต์โลคลั เป็นตน้ ยกตวั อยา่ ง
เช่น ถา้ ทีอยมู่ ลั ติคาสตค์ ือ FF02::2 ซึงมีค่าสโคป คือ 2 หมายความวา่ เป็ นลิงค์โลคลั ทาํ
ใหเ้ ราทเ์ ตอร์ไมส่ ่งต่อแพก็ เก็ตนีตอ่
Group ID: ระบุกลุ่มของมัลติคาสต์ ซึงฟิ ลด์นีมีขนาด 112 บิต โดยทีอยู่มัลติคาสต์
ระหว่าง FF00:: - FF0F:: จะถูกสํารองไวส้ ําหรับกลุ่มมลั ติคลาสต์ทีรู้จกั กนั โดยทวั ไป
เทา่ นนั
Anycast
ทีอยูแ่ บบเอนีคาสตถ์ ูกกาํ หนดให้กบั หลาย ๆ อินเทอร์เฟซ เราท์เตอร์จะส่งต่อแพ็กเก็ตทีมีทีอยู่
ปลายทางเป็นเอนีคาสตไ์ ปยงั อินเทอร์เฟซทีใกลท้ ีสุด การทาํ เราทต์ ิงนนั ระบบจะตอ้ งจดั เกบ็ ขอ้ มูลเกียวกบั
วา่ อินเทอร์เฟซใดทีถูกกาํ หนดให้เป็ นเอนีคาสตแ์ ละระยะทางหรือเมทริกของเราทต์ ิง ปัจจุบนั เอนีคาสต์
จะถูกใชส้ าํ หรับเป็นทีอยปู่ ลายทางเท่านนั และจะถูกใชโ้ ดยเราทเ์ ตอร์เทา่ นนั
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 485
สรุปท้ายบทที 12
Internet Protocol (IP) เป็ นโพรโทคอลแบบ Connectionless และไม่มีการรับประกันความ
ถูกตอ้ งของขอ้ มลู ใชส้ าํ หรับส่งขอ้ มูลจากตน้ ทางไปยงั ปลายทาง (Destination)
แพก็ เกต็ ทีอยใู่ น IP จะเรียกวา่ ดาตา้ แกรม (Datagram) ซึงประกอบดว้ ยเฮดเดอร์จาํ นวน 20 ถึง 60
ไบต์ และขอ้ มูล
MTU คือจาํ นวนไบตส์ ูงสุดทีโพรโทคอลในชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มลู สามารถเอนแคปซูเลตได้
ไอพีแอดเดรส ถูกแบ่งออกเป็ น 2 ส่วนได้ คือ Network Address หรือ Net ID และ Host Address
หรือ Host ID โดย Net ID จะชีระบุเครือข่ายทีคอมพิวเตอร์เชือมต่อ ขณะที Host ID จะชีระบุตาํ แหน่งของ
อุปกรณ์
ไอพีแอดเดรสเป็ นเพียงลอจิคลั แอดเดรส ซึงไม่ใช่หมายเลขทีใชอ้ า้ งอิงโฮสตห์ นึงโฮสตใ์ ดจริง ๆ
แต่การอา้ งอิงถึงตาํ แหน่งจริง ๆ ของโฮสต์จะใชห้ มายเลขแมคแอดเดรสบนการ์ดเครือข่ายซึงเป็ นฟิ สิคลั
แอดเดรส
เพือให้ไอพีแอดเดรสง่ายต่อการอ่านและจดจํา จึงมีการแทนเครื องหมายในรูปแบบของ
เลขฐานสิบและใชจ้ ุดทศนิยมเป็นตวั คนั ระหวา่ งไบต์
ไอพีแอดเดรส ทีใชง้ านแบ่งออกเป็นคลาสได้ 5 คลาส ไดแ้ ก่ A, B, C, D และ E
Class A สามารถมีจาํ นวนเครือข่ายได้ 126 เครือข่าย และมีจาํ นวนโฮสตเ์ ชือมต่อได้ 16,777,214
โฮสต์
Class B สามารถมีจาํ นวนเครือข่ายได้ 16,382 เครือข่าย และมีจาํ นวนโฮสต์เชือมต่อ 65,534
โฮสต์
Class C สามารถมีจาํ นวนเครือข่ายกว่า 2,097,150 เครือข่าย และมีจาํ นวนโฮสต์เชือมต่อ 254
โฮสต์
Class D ถูกใชง้ านสําหรับเครือขา่ ยมลั ติคาสต์
Class E ถูกสงวนไวไ้ มใ่ ชง้ าน
การทําซับเน็ต คือ การแบ่งส่วนเครือข่ายออกเป็ นเครือข่ายย่อย ๆ ดงั นันจึงตอ้ งมีการแบ่งไอพี
แอดเดรสออกเป็ น 3 ระดบั ด้วยกนั คือ (1) NetID ใช้ระบุไซต์ (2) SubnetID ใช้ระบุฟิ สิคลั ซบั เน็ตเวิร์ค
และ (3) คือหมายเลขโฮสต์
บทที 12 อินเทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 486
ซบั เน็ตมาสกิง เป็นกระบวนการทีบอกให้รู้วา่ เครือข่ายของเราไดม้ ีการแบ่งเป็ นซบั เน็ต มีบิตทีใช้
แบ่งซบั เนต็ จาํ นวนกีบิต และใชต้ าํ แหน่งใดเพือระบุเป็นหมายเลขเครือขา่ ยยอ่ ย
คา่ ของซบั เน็ตมาสก์ในแต่ละคลาส ปกติจะมีการระบุคา่ ไวอ้ ยแู่ ลว้ ซึงเรียกวา่ ค่า Default
หลกั การจดั สรรไอพีแอดเดรสแบบ Classless จะไม่มีการแบ่งแอดเดรสออกเป็ นคลาสเหมือนกบั
แบบ Classful แต่จะมุ่งประเด็นไปทีการจดั สรรจาํ นวนไอพีแอดเดรส ให้เหมาะสมกบั จาํ นวนโฮสต์ที
ตอ้ งการนาํ ไปใช้งานจริง ๆ เป็ นหลัก เพือให้การจดั สรรเป็ นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยงั คงเหลือ
หมายเลขไอพีสาํ หรบั บริการลูกคา้ รายอืน ๆ ต่อไป
CIDR เป็ นการแทนค่าทีใช้สําหรับการทาํ มาสกิง ดว้ ยการเพิมสัญลกั ษณ์ / (Slash) แลว้ ตามดว้ ย
ขนาดของมาสก์ เช่น 128.211.1.5/27
การคาํ นวณหาแอดเดรสซบั เน็ต จะใชป้ ระโยชน์จากซบั เน็ตมาสก์และไอพีแอดเดรส ทงั นีความ
ยากง่ายในการคาํ นวณขึนอยกู่ บั ค่าซับเน็ตมาสก์วา่ เป็ นค่าดีฟอลต์ หรือเป็ นค่าซับเน็ตมาสก์ทีกาํ หนดขึน
เอง
การมาสก์แบบ Boundary Level เป็ นวิธีการตงั ค่าซับเน็ตมาสก์ตามค่าดีฟอลต์ของแต่ละคลาส
ดงั นนั ค่าทีเป็ นไปไดก้ ็จะตรงกบั เลขฐานสิบ คือ 255 หรือ 0 เท่านนั ซึงทาํ ใหส้ ามารถคาํ นวณหาแอดเดรส
ซบั เน็ตไดง้ ่าย
ไอพีแอดเดรสทงั คลาส A, B และ C จะมีชุดแอดเดรสอยกู่ ลุ่มหนึงทีสงวนไวใ้ ชง้ านบนเครือข่าย
ภายในทีเรียกวา่ Private IP โดยเครือข่ายทีใชง้ านหมายเลขภายในเหล่านี จะไม่สามารถเชือมโยงเขา้ กบั
เครือข่ายภายนอกอยา่ งอินเทอร์เน็ตได้
แมว้ า่ หลกั การโดยทวั ไปของเครือข่าย Private IP คือ การเชือมโยงเครือข่ายภายในทีไม่สามารถ
เขา้ ถึงเครือข่ายภายนอกอยา่ งอินเทอร์เน็ตได้ แตก่ ็มีกระบวนการอินเทอร์เฟซทีเรียกวา่ Network Address
Translation หรือ NAT ทาํ การแปลง Private IP มาเป็ น Public IP หรือ IP จริงเพือให้เครือข่ายภายใน
สามารถติดต่อกบั อินเทอร์เน็ตได้
NAT มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ซึ งได้แก่ Static NAT, Dynamic NAT, Overloading NAT,
Overlapping NAT โดยทีแบบ Overloading NAT จะเป็ นวิธีการทีสามารถประหยดั ไอพีแอดเดรสมาก
ทีสุด
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 487
Loopback Address คือ ชุดหมายเลขไอพี 127.0.0.1 ทีใชส้ าํ หรับทดสอบหรือหาขอ้ ผิดพลาดโดย
แพ็กเก็ตทีส่งดว้ ย Loopback Address นีจะไม่มีการส่งผ่านขา้ มไปยงั เครือข่ายอืน ๆ แต่จะยอ้ นกลบั มายงั
ตนเอง
IPv6 มีโครงสร้างแบ่งออกเป็ น 2 ส่วนหลกั ๆ คือ Base-Header และ Payload ทงั นีในส่วนของ
Payload ยงั ประกอบไปดว้ ยส่วนขยายของเฮดเดอร์ (จะมีหรือไมม่ ีก็ได)้ และตามดว้ ยขอ้ มูล
IPv6 รองรับแอดเดรส 3 ประเภท คือ Unicast, Multicast และ Anycast
เพือใหก้ ารอา้ งอิงแอดเดรสของ IPv6 ง่ายขึน จึงมีการแทนค่าไอพีแอดเดรสของ IPv6 ในรูปแบบ
ของเลขฐานสิบหก โดยมีการแบ่งออกเป็ น 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีขนาด 16 บิต และใช้เครืองหมาย “:”
(Colon) ในการแบง่ ส่วนแต่ละกลุ่ม
IPv6 ต่างจาก IPv4 คือ มีขนาดแอดเดรส รูปแบบของเฮดเดอร์ ส่วนขยายของเฮดเดอร์ การ
สนบั สนุนขอ้ มูลออดิโอและวดิ ีโอ และส่วนขยายของโพรโทคอล
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 488
แบบฝึ กหดั ท้ายบทและการค้นคว้า
จงตอบคาํ ถามต่อไปนี
1. โพรโทคอล IP จดั อยใู่ นชนั สือสารใด มีหนา้ ทีหลกั คอื อะไร
2. แพก็ เกต็ ในชนั สือสารควบคุมเครือขา่ ยหรือไอพี เรียกวา่ อะไร
3. ในไอพีดาตา้ แกรม ฟิ ลด์ใดทีใชส้ าํ หรับระบุความยาวทงั หมดของไอพีดาตา้ แกรม
4. หลกั การของ Fragmentation Offset ในไอพดี าตา้ แกรม มีหลกั การทาํ งานอยา่ งไร
5. ฟิ ลด์ TTL ในไอพดี าตา้ แกรมมีประโยชน์อยา่ งไร
6. ส่วนประกอบของ IPv4 มีอะไรบา้ ง
7. ใหร้ ะบชุ ่วงของไอพีแอดเดรสภายใน (Private IP) ของคลาส A, B และ C
8. จงอธิบายหนา้ ทีหลกั การทาํ งานพร้อมประเภทของ NAT มาใหเ้ ขา้ ใจ
9. จากชุดไอพแี อดเดรสต่อไปนี จงบอกวา่ เป็นไอพีแอดเดรสของคลาสใด
a. 10011101 10001111 11111100 11001111
b. 11011110 10001111 11111100 11001111
c. 01111011 10000111 11111100 11001111
d. 11101011 10001111 11111100 11001111
e. 11110101 10001111 11111100 11001111
10. จงเขียนไอพีแอดเดรสตอ่ ไปนี ใหอ้ ยใู่ นรูปของเลขฐานสิบ (Dotted Decimal Notation)
f. 10011101 10001111 11111100 11001111
g. 11011101 10001111 11111101 00001111
h. 01011101 00011111 00000001 11110101
i. 11111101 10001010 00001111 00111111
j. 11111110 10000001 01111110 00000001
11. จากชุดหมายเลขไอพีแอดเดรส 192.168.32.0/24 ซึงไดม้ ีการแบง่ ออกเป็น 16 ซบั เน็ต โดยแต่
ละซับเน็ตจะประกอบด้วยโฮสต์จาํ นวน 14 โฮสต์ด้วยกนั จงหาช่วงของแอดเดรสแต่ละ
โฮสต์แต่ละแอดเดรส (Host Address Range) และแอดเดรสทีใช้สําหรับบรอดคาสต์
(Broadcast Address)
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 489
192.168.32.0 192.168.32.48 192.168.32.96 192.168.32.144 192.168.32.176
192.168.32.16 192.168.32.64 192.168.32.112 192.168.32.160 192.168.32.192
192.168.32.32 192.168.32.80 192.168.32.128 192.168.32.176 192.168.32.240
12. จงหาเลขเครือข่าย (NetID) และ เลขโฮสต์ (HostID) ของไอพีตอ่ ไปนี
(1) 114.34.2.8
(2) 19.34.21.5
(3) 27.67.11.2
(4) 127.23.2.0
13. จงหาจาํ นวนสูงสุดของเครือข่ายยอ่ ยในคลาส C เมือมีมาสกด์ งั นี
(1) 255.255.255.192
(2) 255.255.255.224
(3) 255.255.255.240
(4) 255.255.255.0
14. จงเขียนมาสกต์ อ่ ไปนีใหอ้ ยใู่ นรูป /n
(1) 255.255.255.0
(2) 255.0.0.0
(3) 255.255.224.0
(4) 255.255.240.0
15. ให้จดั สรร IP Address ให้เหมาะสมและถูกตอ้ งตามหลกั วชิ าการ โดยโจทยค์ ือ หน่วยงาน
แห่งหนึงมเี ครือง PC ทงั หมด 200 เครือง โดยแบง่ ส่วนงานออกเป็ น 3 แผนก ดงั นี
แผนกที 1 มี PC จาํ นวน 70 เครือง
แผนกที 2 มี PC จาํ นวน 20 เครือง
แผนกที 3 มี PC จาํ นวน 50 เครือง
ให้ใช้ IP Private Class C
Network Number, Gateway, IP Range, Broadcast Address และ Subnet
บทที 12 อนิ เทอร์เน็ตเวริ ์คกิง แอดเดรสและการหาเส้นทาง หนา้ ที 490
บทที 13
โพรโทคอลในชันสือสารควบคมุ เครือข่ายและการค้นหาเส้นทาง
Network Layer Protocol and Routing
วตั ถุประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายการทาํ งานของโพรโทคอล ARP และ RARP ได้
2. อธิบายประเภทของเมสเสจได้
3. อธิบายความหมายของการคน้ หาเส้นทางได้
4. อธิบายเทคนิคการหาเส้นทางแบบสเตติกและไดนามกิ ได้
5. อธิบายความแตกต่างระหวา่ งโพรโทคอล Distance Vector กบั Link State Routing ได้
ในบททีผ่านมาเราได้กล่าวถึงการทํางานของอินเทอร์เน็ตโพรโทคอล หรือไอพี ทีเป็ น
โพรโทคอลหลกั ในชนั สือสารควบคุมเครือข่าย ซึงรับผิดชอบในการนาํ ส่งดาตา้ แกรมจากตน้ ทางไปยงั
ปลายทาง (อาจจะตอ้ งผา่ นโหนดหลายโหนด) แต่อย่างไรก็ตามไอพีไม่สามารถทาํ งานได้ถ้าขาดการ
สนับสนุนการให้บริการจากโพรโทคอลอืน ๆ อย่างเช่นโพรโทคอล ARP เพือช่วยในการหา MAC
Address ของโหนดถดั ไปเพราะ MAC Address หรือฟิ สิคลั แอดเดรสนีจะตอ้ งใส่เขา้ ไปในเฟรมขอ้ มมูลใน
ชันสือสารเชือมต่อข้อมูลในระหว่างทีมีการส่งดาต้าแกรมนัน นอกจากนียงั ต้องอาศยั บริการจาก
โพรโทคอล ICMP ในการตรวจจบั ความผดิ ปกติของการส่งขอ้ มลู ดว้ ย เช่น ปัญหาทีเกิดจากสายส่ง โฮสต์
หรือเราทเ์ ตอร์มีปัญหา เป็นตน้
ไอพีไดร้ ับการออกแบบมาสําหรับการส่งขอ้ มูลแบบยูนิคาสต์ (Unicast) ซึงเป็ นรูปแบบการส่ง
แบบ One to One แต่ปัจจุบนั โปรแกรมประเภทมลั ติมีเดียหรือโปรแกรมใหม่ ๆ ในอินเทอร์เน็ตตอ้ งการที
ส่งขอ้ มูลแบบแบบมลั ติคาสต์ (Multicast) ซึงจะส่งแบบ One to many การส่งในลกั ษณะนีไอพีตอ้ งอาศยั
บริการจากโพรโทคอล IGMP และการผ่านแพก็ เกต็ ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจาํ เป็ นตอ้ งอาศยั อุปกรณ์อยา่ ง
เราท์เตอร์จาํ นวนหลายตวั กว่าแพ็กเก็ตนันจะไปถึงปลายทาง เราท์เตอร์ทุกตวั จึงต้องมีตารางการหา
เส้นทางสําหรับการส่งแพก็ เก็ต ซึงในตารางนีจะเก็บเส้นทางทีสันทีสุดทีแพก็ เก็ตจะเดินทางไป ซึงตาราง
บทที 13 โพรโทคอลในชนั สือสารควบคุมเครือข่ายและการคน้ หาเสน้ ทาง หนา้ ที 491
เส้นทางทีกล่าวอยนู่ ีจะแบง่ ออกไดเ้ ป็ น 2 ประเภท คือ ตารางแบบสเตติก (Static Table) และแบบไดนามิค
(Dynamic Table) โดยทีตารางแบบสเตติก จะไม่มีการเปลียนแปลงบ่อยมากนกั ขณะทีตารางแบบไดนา-
มิค จะมีการเปลียนแปลงอยตู่ ลอด ทุกครังทีมีการเปลียนแปลงในอินเทอร์เน็ต ตารางนีก็จะเปลียนตามไป
ดว้ ย
ฉะนันในบทนีส่วนแรกจึงจะเป็ นการอธิบายถึงการทาํ งานของโพรโทคอลอืนทีสนบั สนุนการ
ทาํ งานของอินเทอร์เน็ตโพรโทคอลหรือไอพี อาทิเช่น โพรโทคอล ARP, ICMP และIGMP ในส่วนทีสอง
กล่าวถึงการคน้ หาเส้นทาง เทคนิคทีใช้ในการคน้ หาเส้นทาง เริมจาก ยูนิคาสตเ์ ราทต์ ิง ซึงเป็ นการคน้ หา
เส้นทางจากตน้ ทางไปยงั ปลายทางทีมีเพียงเครืองเดียว และจบทีการคน้ หาเส้นทางจากตน้ ทางไปยงั
ปลายทางหลาย ๆ เครือง หรือมลั ติคาสต์ นนั เอง
13.1 ARP คืออะไร
ARP หรือ Address Resolution Protocol เป็ นโพรโทคอลทีทําหน้าทีในการค้นหาหมายเลข
Hardware Address (48 bit) จากหมายเลข Protocol Address (32 bit) ทีมีอยู่ ซึงหมายเลข “Address” ทงั 2
ประเภทนีจะถูกนาํ มาใชอ้ า้ งอิงแทนตวั ตนของโหนดใด ๆ บนเครือขา่ ยโดยมีความสัมพนั ธ์กนั ในเชิงของ
Network Layer และจะตอ้ งมคี า่ ไมซ่ าํ กนั ดว้ ย สาํ หรับ Address ทีกล่าวมาทงั 2 ประเภทมีความหมาย ดงั นี
1. Protocol Address เป็ นAddress ทีใช้อ้างอิงในระดับโพรโทคอลทีถูกนําไปใช้ในระบบ
ชนั Internet Layer ของแบบจาํ ลอง TCP/IP (เทียบกบั ไดก้ บั ชนั สือสารควบคุมเครือข่ายของแบบจาํ ลอง
OSI) ยกตวั อยา่ งเช่น Protocol Address ของ Internet Protocol (IP) จะใช้เป็ นหมายเลข IP Address ในการ
อา้ งองิ ถึงโหนดอืน ๆ ทีเชือมต่ออยใู่ นเครือขา่ ยเดียวกนั
2. Hardware Address เป็ น Address ทีใช้อา้ งอิงในระดบั อุปกรณ์เครือข่ายซึงอุปกรณ์แต่ละชิน
จะมีค่า Address แตกต่างกนั โดยจะถูกกาํ หนดมาตงั แต่ผลิตจากโรงงาน ยกตวั อย่างเช่น การ์ดเครือข่ายที
คอมพิวเตอร์ใช้ในการเชือมตอ่ เขา้ กบั เครือข่านจะมีหมายเลข Hardware Address ค่าหนึงซึงเรารู้จกั กนั ใน
ชือของ MAC Address นันเอง ค่า Hardware Address นีจะมีการนํามาใช้อ้างอิงในระดับชัน Network
Interface Layer ของ แบบจาํ ลอง TCP/IP (เทียบเทา่ กบั ชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มลู บนแบบจาํ ลอง OSI)
หมายเลข Address ทงั 2 ประเภทนีจะถูกใส่ลงไปในเฟรมขอ้ มูลตามชนั สือสารควบคุมเครือข่าย
(Network Layer) ทีเกียวขอ้ งดว้ ยวิธีการ เอนแคบซูเลชัน (Encapsulation) ซึงจะใส่ค่า Address ทงั ฝังตน้
ทาง (Source) และฝังปลายทาง (destination) ก่อนจึงจะจดั ส่งข้อมูลออกไปยงั เครืองปลายทางได้ การ
ไดม้ าซึงค่า Address ทงั 2 นีถา้ เป็ นฝังตน้ ทางยอ่ มจะรู้ค่า IP Address และ MAC Address เครืองตนเองอยู่
บทที 13 โพรโทคอลในชนั สือสารควบคุมเครือข่ายและการคน้ หาเสน้ ทาง หนา้ ที 492
แลว้ แต่สําหรับค่า Address ของเครืองปลายทางถา้ หากมีเครืองในเครือข่ายเดียวกนั ไม่กีเครืองก็คงไม่ยาก
ทีจะมีการเก็บบนั ทึกไวใ้ นคอนฟิ กไฟล์ของเครืองตน้ ทางได้ แตถ่ า้ หากเครืองปลายทางเป็นเครืองทีอยตู่ ่าง
เครือขา่ ยกนั คงจะเป็นไปไมไ่ ดท้ ีเราจะไปจดบนั ทึกทงั คา่ IP Address และ MAC Address มาเกบ็ ไว้
ในส่วนของ Destination IP Address ปัจจุบนั เรามีวธิ ีการในการสืบคน้ ไดไ้ ม่วา่ จะมีการเก็บบนั ทึก
ไวเ้ องในไฟล์ /etc/hosts หรือเราจะใชว้ ิธีการของ DNS (Domain Name Service) ช่วยในการสืบคน้ ก็จะ
สามารถรู้ IP Address เครืองปลายทางได้ แต่สําหรับค่า Destination MAC Address นันไม่ได้มีวิธีการ
คน้ หา หรือจดั เก็บบนั ทึกแบบ IP Address แต่เราจะใช้โพรโทคอลทีเรียกวา่ “ARP (Address Resolution
Protocol)” ซึงทาํ งานอยรู่ ะหวา่ งชนั Internet Layer กบั ชนั Network Interface Layer ดงั ภาพที 13.1
ภาพที 13.1 ชันเครือข่ายสําหรับโพรโทคอล ARP
ในการคน้ หาหมายเลข MAC Address ปลายทาง ของโพรโทคอล ARP จะมีการนาํ เอาค่าไอพี
แอดเดรส ปลายทาง มาใชใ้ นกระบวนการคน้ หาดว้ ยเช่นกนั ดงั จะกล่าวในรายละเอียดต่อไปนี
การทาํ แมปปิ ง (Mapping)
การทาํ แมปปิ ง แบง่ ออกเป็ น 2 ประเภท คือ แบบ Direct Mapping และ Dynamic Mapping
Direct Mapping Resolution
วิธีการนีเป็ นวิธีการทีง่ายไม่ซับซ้อนแต่มีขอ้ จาํ กดั ค่อนขา้ งมาก กล่าวคือ จะตอ้ งมีการกาํ หนด
รูปแบบทีแน่นอนในการหาค่า MAC Address จากค่าไอพีแอดเดรส เช่น กาํ หนดให้ค่า MAC Address
เป็ นส่วนหนึงของ IP Address เมือไรก็จะไดค้ ่า Destination MAC Address เป็ นส่วนหนึงของ IP Address
นนั คือ ถา้ เรารู้ Destination IP Address เมือไรกจ็ ะไดค้ ่า Destination MAC Address มาดว้ ยเช่นกนั
ยกตวั อยา่ งเช่น เครือข่ายแลน แบบ ARCNet ทีมีการใชห้ มายเลข MAC Address ขนาด 8 บิต แต่
หมายเลข IP Address มีขนาด 32 บิต ซึงวิธีการแมปค่า MAC Address ก็คือ การกําหนดให้หมายเลข
บทที 13 โพรโทคอลในชนั สือสารควบคุมเครือข่ายและการคน้ หาเสน้ ทาง หนา้ ที 493
MAC Address มีค่าเท่ากับไบต์สุ ดท้ายของ IP Address ดังนัน เมือชันแอปพลิเคชันระบุ IP Address
ปลายทางทีจะติดต่อ เราก็จะรู้คา่ MAC Address ปลายทางมาดว้ ยเสมอ ดงั แสดงในภาพที 13.2
ข้อจํากดั
1. IP Address จะต้องเป็ นคลาส C เท่านัน เนืองจากหาเป็ นคลาสอืน ๆ จะทําให้มีค่า MAC
Address ซาํ กนั ได้ เช่น ถา้ ใชเ้ ครือข่ายคลาส B วง 141.12.0.0/16 และมีเครืองบนเครือข่าย 2 เครืองทีมีไบต์
สุดท้ายเหมือนกนั เช่น 141.12.11.233/16 และ 141.12.44.233/16 ค่าของ MAC Address ของเครืองทงั 2
เครืองนีจะเป็น 233 เหมือนกนั ทาํ ใหเ้ ครืองตน้ ทางไม่สามารถส่งหาเครืองปลายทางไดถ้ ูกตอ้ งเป็ นตน้
2. คา่ ของ MAC Address มีไดเ้ พยี งค่า 0-255 ถึงจะไดค้ ่า MAC Address ทีไมซ่ าํ กนั
ภาพที 13.2 ตวั อย่างวธิ ีการ Direc Mapping ของ ARCNet
จากภาพที 13.2 เป็ นกรณีทีหมายเลข MAC Address มีขนาดเล็กกวา่ IP Address ในการเชือมต่อ
เครือข่ายแบบ ARCNet แต่ถา้ หากเราใชเ้ ทคโนโลยีการเชือมต่อเครือข่ายภายในแบบ Ethernet ค่า MAC
Address ทีใช้จะมีขนาด 48 บิต ซึงจะมีขนาดใหญ่กวา่ IP Address บิต จะทาํ ให้ไม่สามารถกาํ หนดค่า
MAC Address เป็ นส่วนซึงของ IP Address ไดด้ งั นัน วิธีการคน้ หาแบบ Direct Mapping จึงไม่สามารถ
นาํ มาพฒั นาใชก้ บั Ethernet LAN ได้
Dynamic Mapping Resolution
การทาํ ไดนามกิ แมปปิ งจะมกี ารออกแบบโพรโทคอล 2 โพรโทคอล คือ
ARP (Address Resolution Protocol) เป็ นโพรโทคอลทีใช้การแมปไอพีแอดเดรสเป็ น
MAC Address
RARP (Reverse Address Resolution Protocol) เป็ นโพรโทคอลทีใช้สําหรับแมปปิ ง
MAC Address เป็นไอพแี อดเดรส
เมือใดก็ตามทีโฮสตห์ รือเราท์เตอร์ตอ้ งการทีจะหา MAC Address ของโฮสต์หรือเราทเ์ ตอร์อืน ๆ
จะมีการส่งแพ็กเก็ต ARP Request ออกไป ซึงในแพก็ เก็ตจะประกอบดว้ ยไอพีแอดเดรสพร้อมกบั MAC
บทที 13 โพรโทคอลในชนั สือสารควบคุมเครือข่ายและการคน้ หาเสน้ ทาง หนา้ ที 494
Address ของผูส้ ่งและไอพีแอดเดรสของผูร้ ับ เนืองจากผูส้ ่งยงั ไม่รู้จกั MAC Address ของผูร้ ับนันเอง
แพก็ เก็ตนีจะถูกบรอดคาสตไ์ ปในเครือข่าย ดงั ภาพที 13.3
ภาพที 13.3 กระบวนการของ ARP
โฮสตแ์ ละเราทเ์ ตอร์ทกุ ตวั ภายในเครือขา่ ยจะไดร้ ับ ARP request นี และจะทาํ การประมวลผล แต่
จะมีเครืองปลายทางทีถูกระบุไอพีแอดเดรสเพียงเครืองเดียวเท่านนั ทีจะตอ้ งตอบกลบั ซึงแพ็กเก็ตทีตอบ
กลับไปนันจะบรรจุ MAC Address ของเครืองไปด้วย การส่งแพ็กเก็ตตอบกลบั นีจะเป็ นการส่งแบบ
ยนู ิคาสต์ จากภาพที 13.3 a เครือง A ตอ้ งการส่งแพก็ เก็ตให้กบั เครือง B ซึงมีไอพแี อดเดรส 141.23.56.23
ในการส่งแพก็ เก็ตขอ้ มูลกนั ระหวา่ งเครืองนนั เครืองทงั 2 จะตอ้ งทราบฟิ สิคลั แอดเดรสกนั ก่อน เมือเครือง
A ส่งแพ็กเก็ตจากชันสือสารควบคุมเครือข่ายลงมายงั ชันสือสารเชือมต่อขอ้ มูล แต่ถ้าในชันสือสาร
เชือมต่อขอ้ มูลยงั ไม่ทราบถึงฟิ สิคลั แอดเดรสของเครือง B ก็จะไม่สามารถส่งแพ็กเก็ตขอ้ มูลนีไปให้กบั
เครือง B ได้ ดังนันจะต้องใช้บริการของ ARP โดยจะบรอดคาสต์ ARP request ไปยงั ทุกเครืองใน
เครือข่าย เพือถามหาฟิ ดสิคลั แอดเดรสของเครืองทีมีไอพีแอดเดรส 141.23.56.23 ทุกเครืองในเครือข่ายก็
จะไดร้ ับแพ็กเก็ตนี แต่จะมีเพียงเครือง B เท่านนั ทีจะตอบกลบั ดงั ภาพที 13.3 b โดยเครือง B จะส่งแพ็ก
เก็ต ARP reply ซึงจะบรรจุฟิ สิคลั แอดเดรสของเครืองตวั เองตอบกลบั ไป เมือเครือง A ได้รับแพ็กเก็ตนี
แล้ว จะทาํ ให้ทราบถึงฟิ ดสิคลั แอดเดรสเครือง B ได้ ดงั นันในการส่งแพ็กเก็ตขอ้ มูลระหวา่ งกนั นนั จะ
สามารถกระทาํ ไดแ้ ลว้ เนืองจากในชนั สือสารเชือมตอ่ ขอ้ มลู จะใชฟ้ ิสิคลั แอดเดรสในการติดตอ่ สือสารกนั
บทที 13 โพรโทคอลในชนั สือสารควบคุมเครือข่ายและการคน้ หาเสน้ ทาง หนา้ ที 495
ภาพที 13.4 แพก็ เกต็ ของโพรโทคอล ARP
จากภาพที 13.4 จะแสดงใหเ้ ห็นถึงโครงสร้างของแพก็ เกต็ ARP ซึงประกอบดว้ ยฟิ ลดต์ า่ ง ๆ ดงั นี
ฟิ ลด์ HTYPE (Hardware type): ฟิ ลด์นีจะมีขนาด 16 บิต จะใช้สําหรับบอกถึงชนิด
ของเครือข่ายทีตอ้ งใช้ ARP ดงั นนั แลนแต่ละแบบจะมีหมายเลขทีแตกต่างกนั
ฟิ ลด์ PTYPE (Protocol type): จะมีขนาด 16 บิต ใชส้ ําหรับกาํ หนดโพรโทคอลทีมีการ
ใชง้ าน ARP เช่น ถา้ ใชโ้ พรโทคอล IPv4 จะมีหมายเลขเป็ น 080016
ฟิ ลด์ HLEN (Hardware length): มีขนาด 8 บิตใช้สําหรับเก็บขนาดของฟิ สิ คัล
แอดเดรส โดยจะใชห้ น่วยเป็ นไบต์ เช่น ถา้ เป็นอีเทอร์เน็ต คา่ ของฟิ ลดน์ ีจะเท่ากบั 6 เป็ น
ตน้
ฟิ ลด์ PLEN (Protocol length): มีขนาด 8 บิต ใช้สําหรับเก็บขนาดของไอพีแอดเดรส
โดยจะใชห้ น่วยเป็นไบต์ เช่น ถา้ เป็น IPv4 ค่าของฟิ ลดน์ ีจะเท่ากบั 4 เป็ นตน้
ฟิ ลด์ OPER (operation): มีขนาด 16 บิต ใชส้ าํ หรับกาํ หนดชนิดของแพก็ เก็ต ซึงจะมีอยุ่
ดว้ ยกนั 2 ชนิด คือ ARP request (1) และ ARP reply (2)
ฟิ ลด์ SHA (Sender hardware address): ฟิ ลด์นีจะมีขนาดทีไม่แน่นอน ใช้สําหรับเก็บ
คา่ ฟิ สิคลั แอดเดรสของผสู้ ่ง เช่น ถา้ เป็นอีเทอร์เนต็ ค่าในฟิลดน์ ีจะมีขนาด 6 ไบต์ เป็นตน้
ฟิ ลด์ SPA (Sender protocol address): ฟิ ลด์นีจะมีขนาดทีไม่แน่นอน ใช้สําหรับเก็บ
ค่าลอจิคลั แอดเดรสของผูส้ ่ง เช่น ไอพีแอดเดรส เป็ นตน้ สาํ หรับโพรโทคอล IP ฟิ ลด์นี
จะมีขนาด 4 ไบต์
บทที 13 โพรโทคอลในชนั สือสารควบคุมเครือข่ายและการคน้ หาเสน้ ทาง หนา้ ที 496
ฟิ ลด์ THA (Target hardware address): ฟิ ลด์นีจะมีขนาดทีไม่แน่นอน ใชส้ ําหรับเก็บ
ค่า ฟิ สิคลั แอดเดรสของผูร้ ับ เช่น ถ้าเป็ นอีเทอร์เน็ตฟิ ลด์นีจะมีขนาด 6 ไบต์ เป็ นตน้
สาํ หรับแพก็ เก็ต ARP request ในฟิ ลด์นีจะมีค่าเป็ น 0 เนืองจากผูส้ ่งยงั ไม่ทราบถึงฟิ สิคลั
แอดเดรสของผรู้ ับ
ฟิ ลด์ TPA (Target protocol address): ฟิ ลด์นีจะมีขนาดไม่แน่นอน ใช้สําหรับเก็บ
ค่าลอจิคอลแอดดเดรสของผูร้ ับ เช่น ไอพีแอดเดรส เป็ นตน้ สําหรับโพรโทคอล IPv4
ฟิ ลดน์ ีจะมีขนาดเท่ากบั 4 ไบต์
การเอนแคปซูเลต (Encapsulation)
แพ็กเก็ต ARP จะถูกเอนแคปซูเลตเป็ นเฟรมในชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล (Datalink Layer) เช่น
ภาพที 13.5 แพก็ เก็ต ARP ถูกเอนแคปซูเลตในเฟรมอีเทอร์เน็ต เราจะสังเกตุเห็นวา่ ในฟิ ลด์ Type แสดงถึง
ชนิดขอ้ มูลทีอยใู่ นเฟรม
ภาพที .5 การเอนแคปซูเลตแพก็ เกต็ ARP
ลกั ษณะการทาํ งานของ ARP Protocol
ARP Protocol ใช้วิธีการค้นหา Destination MAC Address แบบ Dynamic Mapping มีขันตอน
การทาํ งานดงั นี
1. ในการส่งแพก็ เก็ตขอ้ มูล ผสู้ ่งจะตอ้ งรู้ไอพีแอดเดรสของผรู้ ับก่อน
2. IP จะบอกให้ ARP ทาํ การสร้าง Massage ARP request ซึงจะตอ้ งใส่ฟิ สิคลั แอดเดรสของผสู้ ่ง
ไอพแี อดเดรสของผสู้ ่ง และไอพแี อดเดรสของรับ ส่วนฟิสิคลั แอดเดรสของผรู้ ับนนั ใหส้ ่งค่าเป็น 0 ไว้
3. ข้อความนี จะถูกส่ งผ่านชันสื อสารเชือมต่อข้อมูล (Datalink Layer) เพือทีจะทําการ
เอนแคปซูเลตให้เป็ นเฟรม โดยใช้ฟิ สิคลั แอดเดรสของผูส้ ่งเป็ นแอดเดรสตน้ ทาง และฟิ สิคลั แอดเดรส
สาํ หรับบรอดคราสตเ์ ป็นแอดเดรสปลายทาง
บทที 13 โพรโทคอลในชนั สือสารควบคุมเครือข่ายและการคน้ หาเสน้ ทาง หนา้ ที 497
4. โฮสต์และเราท์เตอร์ทุกตวั ในเครือข่ายจะไดร้ ับเฟรมนี เนืองจากในเฟรมนีจะระบุแอดเดรส
ปลายทางเป็ นบรอดคาสต์แอดเดรส เมือได้รับเฟรมนีแลว้ จะส่งไปให้กบั ARP ซึงภายในเครือข่ายจะมี
เพยี งเครืองเดียวเท่านนั ทีจะไดร้ ับแพก็ เก็ตนี ส่วนเครืองอืน ๆ จะทิงแพก็ เก็ตนีไปเพราะไอพีแอดเดรสของ
ตวั เองไมต่ รงกนั
5. ผรู้ ับจะทาํ การตอบกลบั โดยใช้ Massage ARP replay ซึงบรรจคุ ่าฟิ สิคลั แอดเดรสของตวั เองไป
ดว้ ย Massage นีจะใชว้ ิธีการส่งแบบยนู ิคาสต์
6. เมือผสู้ ่งไดร้ ับ Massage ตอบกลบั แลว้ จะทาํ ใหผ้ สู้ ่งทราบถึงฟิ สิคลั แอดเดรสของผรู้ ับ
7. ผสู้ ่งสามารถทีจะส่งไอพดี าตา้ แกรมไปใหก้ บั ผรู้ ับไดแ้ ลว้ โดยการเอนแคปซูเลตเป็นเฟรม และ
ส่งแบบยนู ิคาสตไ์ ปยงั ปลายทางได้
การใช้ ARP Protocol
ภาพที 13.6 การใช้งาน ARP Prtocol ทงั 4 กรณี
จากภาพที 13.6 เราสามารถแบ่งการใชง้ าน ARP ของโฮสตห์ รือเราทเ์ ตอร์ได้ 4 กรณีคือ
1. โฮสต์ตน้ ทางตอ้ งการทีจะส่งแพ็กเก็ตให้กบั โฮสตป์ ลายทางทีอยูภ่ ายในเครือข่ายเดียวกนั ใน
กรณีนีไอพีแอดเดรสของโฮสตป์ ลายทางจะถูกแมปปิ งเป็นฟิ ดสิคลั แอดเดรส
บทที 13 โพรโทคอลในชนั สือสารควบคุมเครือข่ายและการคน้ หาเสน้ ทาง หนา้ ที 498
2. โฮสตต์ น้ ทางตอ้ งการทีจะส่งแพ็กเก็ตให้โฮสตป์ ลายทางทีอยตู่ ่างเครือข่ายกนั ในกรณีนีโฮสต์
ตน้ ทางจะตรวจสอบไอพแี อดเดรสของโหนด (เราทเ์ ตอร์) ถดั ไปทีจะตอ้ งส่งแพก็ เก็ตไปให้จากตารางหา
เส้นทาง (Routing Table) ก่อน จากนนั จะทาํ การแมปปิ งไอพีแอดเดรสของโหนดนนั เป็นฟิ สิคลั แอดเดรส
3. เราท์เตอร์ตน้ ทางตอ้ งการทีจะส่งแพ็กเก็ตให้กบั โฮสตป์ ลายทีอยู่ต่างเครือข่าย ในกรณีนีเราท์
เตอร์จะตอ้ งตรวจสอบไอพีแอดเดรสของเราทเ์ ตอร์ถดั ไปทีตอ้ งส่งแพ็กเก็ตไปให้จากตารางหาเส้นทาง
เสียก่อน จากนนั จึงจะทาํ การแมปไอพีแอดเดรสของเราทเ์ ตอร์ถดั ไปเป็นฟิ สิคลั แอดเดรส
4. เราทเ์ ตอร์ตน้ ทางตอ้ งการทีจะส่งแพก็ เก็ตใหก้ บั โฮสตป์ ลายทางทีอยภู่ ายในเครือขา่ ยเดียวกนั ใน
กรณีนีจะทาํ การแมปไอพีแอดเดรสปลายทางของดาตา้ แกรมเป็นฟิ สิคลั แอดเดรส
ตัวอย่าง สมมติให้โฮส ต์ตัวหนึ งมีไอพีแอดเดรส 130.23.3.20 และมีฟิ สิ คัลแอดเดรส
B23455102210 ต้องการทีจะส่ งแพ็กเก็ตไปยังโฮสต์ทีมีไอพีแอดเดรส 130.23.43.25 และมีฟิ สิ คัล
แอดเดรส A46EF45683AB โดยทีโฮสต์ทัง
สองตัวอยู่ภายในเครือข่ายเดียวกัน ซึงเป็ น
เครื อข่ายอีเท อร์ เน็ ต จงแส ดงให้ เห็ น ถึ ง
แพ็กเก็ต ARP request และ ARP reply ทีถูก
เอนแคปซูเลตในเฟรมขอ้ มูล
วิธีทาํ ในภาพที 13.7 แสดงให้เห็นถึง
ARP request และ ARP reply ซึงเราจะเห็นได้
วา่ ในกรณีนีฟิ ลด์ขอ้ มูล (Data field) จะมีขนาด
28 ไบต์ และในฟิ ลด์ของฟิ สิคลั แอดเดรสของ
ผูร้ ับจะมีค่าเป็ น 0 ทงั หมดนอกจากนนั แลว้ ใน
ทีนีค่าในฟิ ลด์ต่าง ๆ จะใช้เลขฐานสิ บหก
ยกเว้นไอพีแอดเดรสทีจะใช้เลขฐานสิ บ
เพือใหง้ า่ ยตอ่ ความเขา้ ใจ
ภาพที 13.7 ARP request & ARP Reply
บทที 13 โพรโทคอลในชนั สือสารควบคุมเครือข่ายและการคน้ หาเสน้ ทาง หนา้ ที 499