ภาพที 9.3 การเชือมต่อแบบ Ad Hoc network
ทีมาของภาพ: https://riverplusblog.com/2011/06/18/wireless-network/
อนิ ฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure)
เครือข่ายไร้สายแบบอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure Network) เป็ นแบบมาตรฐานทีนิยมใช้
ทวั ไป กล่าวคือ การใช้งานนนั จะมีแอ็คเซสพอยต์เป็ นตวั กลางในการสือสารกันระหว่างเครืองลูกข่าย
(Client) หรือเน็ตเวิร์คส่วนอืน ๆ เช่น เราทเ์ ตอร์ (Router) หรือ เซิร์ฟเวอร์ (Server) เครืองลูกข่าย (Client)
ทีตอ้ งการเชือมตอ่ เขา้ เครือขา่ ยกจ็ ะเชือมต่อกบั แอค็ เซสพอยตท์ ีลูกขา่ ยเห็นในบริเวณนนั ซึงหลงั จากนนั ก็
อาจมีการพิสูจน์ทราบตัวตน หรือเข้ารหัสข้อมูลด้วย ภาพที 9.4 การเชือมต่อแบบต่อแบบอินฟรา-
สตรัคเจอร์
ภาพที 9.4 การเชือมต่อ WLAN เข้ากบั เครือข่ายแบบอนิ ฟราสตรัคเจอร์
ทีมาของภาพ: http://www.designintegration.co.uk/technologies/telepresence/polycom/network-infrastructure
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 350
พอยต์ทูพอยต์ (Point-to-Point)
ในการเชือมต่อปกตินนั แอ็คเซสพอยตจ์ ะทาํ หนา้ ทีเป็ นเสมือนเซิร์ฟเวอร์ทีรอรับการเชือมต่อจาก
เครืองลูกข่ายในบริเวณนนั อยา่ งไรก็ตามแอ็คเซสพอยตเ์ องอาจทาํ หนา้ ทีเป็ นเสมือนลูกข่ายทีเชือมต่อไป
ยงั แอ็คเซสพอยต์อืน ๆ ซึงการทาํ หน้าทีเช่นนีบางทีก็เรียกว่า เป็ นบริดจ์ (Bridge) หรือสะพานเชือมต่อ
ระหวา่ งเครือข่ายก็ได้ การใชง้ านเช่นนีบางทีก็เรียกวา่ การสือสารแบบพอยตท์ ูพอยต์ อยา่ งไรก็ตามเครือง
แอค็ เซสพอยตท์ ีทาํ หนา้ ทีเป็นแอ็คเซสพอยตจ์ ริง ๆ อาจอนุญาตให้เครืองลูกข่ายหรือแอค็ เซสพอยต์อืน ๆ
เชือมต่อเข้ามาได้หลายครัง ดังนัน อาจเรียกว่าเป็ นการเชือมต่อแบบพอยต์ทูมลั ติพอยต์อย่างไรก็ตาม
แอค็ เซสพอยตส์ ามารถทาํ หนา้ ทีเป็นลูกขา่ ยไดเ้ ช่นกนั ภาพที 9.5 การเชือมตอ่ แบบพอยตท์ ูพอยต์
ภาพที 9.5 การใช้ WLAN เชือมต่อเครือข่ายแบบพอยต์ทูพอยต์
ทีมาของภาพ: https://www.tp-link.com/us/faq-178.html
. อปุ กรณ์ในเครือข่ายไร้สาย (Wireless Hardware)
เครือข่ายไร้สายประกอบดว้ ยคอมพิวเตอร์ทีติดตงั การ์ดเครือข่ายไร้สายหรือ Wireless Network
Card และเชือมต่อเข้ากับเครือข่ายผ่านแอ็คเซสพอยต์ และเครือข่ายไร้สายจาํ เป็ นต้องเชือมต่อเข้ากับ
เครือขา่ ยหลกั ซึงโดยปกติแลว้ จะเชือมต่อผา่ นเครือขา่ ยอีเทอร์เน็ต องคป์ ระกอบต่าง ๆ ดงั ตอ่ ไปนี
แอค็ เซสพอยต์ (Access Point)
แอ็คเซสพอยต์ หรือ AP (Access Point) เป็ นศูนยก์ ลางการสือสารสําหรับเครือข่ายไร้สายซึง
อุปกรณ์นีจะรับส่งสญั ญาณวทิ ยใุ นช่วงความถีทีใชร้ ะหวา่ งสถานีต่าง ๆ ทีเชือมเขา้ กบั เครือขา่ ยนี
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 351
ภาพที 9.6 Linksys WAP54G Access Point
การ์ดเครือข่ายไร้สาย (Wireless Network Interface Card)
อุปกรณ์ทุกอย่างทีสามารถเชือมต่อเขา้ กับเครือข่ายไร้สายได้จะเรียกว่า สถานี (Station) แต่ละ
สถานีจะมีส่วนทีเชือมต่อกบั เครือข่ายไร้สายซึงเรียกว่า WNIC (Wireless Network Interface Card) โดย
รูปแบบของ WNIC มีหลากหลายเพืออาํ นวยความสะดวกใหก้ บั ผใู้ ช้ ดงั ภาพที 9.7
ภาพที 9.7 ประเภทของ WNIC
ในการเชือมต่อสเตชนั หรือสถานีจะแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ แอ็คเซสพอยต์ และไคลเอนท์
โดยที สเตชันหรือไคลเอนท์ อาจเป็ นโน้ตบุ๊ค PDA IP Phone หรือแม้กระทัง PC ทวั ไปทีติดตงั การ์ด
เครือข่ายไร้สาย BSS (Basic Service Set) เป็ นกลุ่มของสเตชนั ทีสามารถสือกันได้ BSS แบ่งออกเป็ น 2
ประเภท คือ Independent BSS และ Infrastructure BSS แต่ละ BSS จะมีหมายเลขเฉพาะซึงเรียกวา่ BSSID
ซึงกค็ อื หมายเลข MAC Address ของแอค็ เซสพอยตท์ ีใหบ้ ริการใน BSS นนั
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 352
Independent BSS เป็ นเครือข่ายแบบแอดฮอค (Ad Hoc network) ซึงจะไม่มีแอ็คเซสพอยตท์ ีทาํ
หน้าทีเป็ นศูนยก์ ลางสือสาร ซึงทาํ ให้ BSS นีไม่สามารถเชือมต่อเขา้ กบั BSS อืนได้ ส่วน Infrastructure
BSS เป็ นกลุ่มของสเตชนั ทีเชือมตอ่ เขา้ กบั แอค็ เซสพอยต์ การสือสารกบั BSS อืนสามารถทาํ ไดโ้ ดยผ่าน
แอค็ เซสพอยต์
Extended Service Set: ESS เป็ นกลุ่มของ BSS ทีเชือมต่อกัน แอ็คเซสพอยต์ทีอยู่ใน ESS
เดียวกนั จะเชือมต่อผา่ น Distribution System โดยแต่ละ ESS จะมีหมายเลขเฉพาะซึงเรียกวา่ SSID ซึงเป็ น
ตวั อกั ษรทีมีความยาวสูงสุดไม่เกิน 32 ไบต์ ยกตวั อย่างเช่น “Linksys” เป็ นหมายเลข SSID ทีกาํ หนดให้
โดยค่ามาตรฐานจากโรงงานของแอ็คเซสพอยตย์ ีหอ้ Linksys
ระบบดิสทริบิวชนั ซิสเตม็ (Distribution System) เป็ นระบบทีเชือมตอ่ แอ็คเซสพอยตท์ ีอยใู่ น ESS
เดียวกนั โดยปกติระบบนีจะเป็นเครือข่ายทีใชส้ ายสญั ญาณ แต่ก็สามารถใชเ้ ครือขา่ ยไร้สายไดเ้ ช่นกนั
9. มาตรฐานเครือข่ายไร้สาย (Wireless Network Standard)
ในปี ค.ศ. 1997 คณะกรรมการของ IEEE ไดป้ ระกาศมาตรฐาน IEEE 802.11 WLAN ในตอนนนั
ความเร็วสูงสุดของมาตรฐานอยูท่ ี 2 Mbps ซึงค่อนขา้ งชา้ เมือเทียบกบั เครือข่ายแบบใชส้ าย เนืองจากเป็ น
มาตรฐานแรกเกียวกับเครือข่าย WLAN ดงั นัน จึงมีปัญหาหลายอย่าง และอาจเป็ นผลให้ไม่สามารถ
รองรับการทาํ งานร่วมกนั ไดข้ องอุปกรณ์ทีผลิตโดยต่างบริษทั กัน ดงั นนั สถาบนั IEEE 802.11a โดยใช้
ความถีที 5GHz และสามารถรองรับขอ้ มูลที 6, 9, 12, 18, 24, 36, 48 และ 54 Mbps ส่วนทีม TGb พฒั นา
มาตรฐาน IEEE 802.11b โดยใช้ความถี 2.4 GHz โดยสามารถรองรับอตั ราขอ้ มูลอยู่ 4 อตั ราคือ 1, 2, 5.5
และ 11 Mbps
ขอ้ จาํ กดั ของ IEEE 802.11b คือ แบนด์วดิ ธ์ เนืองจากมาตรฐานนีจะรองรับแบนดว์ ดิ ธ์ไดส้ ูงสุดแค่
11 Mbps ส่วน IEEE 802.11a นันสามารถรองรับแบนด์วิดธ์ทีสูงกว่า แต่ข้อจาํ กัดของมาตรฐานนี คือ
ความถี เนืองจากมาตรฐานนีใชค้ วามถีที 5GHz ซึงบางประเทศนนั ตอ้ งขออนุญาตก่อนถึงจะใช้งานได้
ดงั นนั IEEE จึงไดต้ งั ทีมขึนอีกหนึงกลุ่มเพือพฒั นามาตรฐานอีกมาตรฐานหนึง นนั คือ IEEE 802.11g ซึง
ใชค้ วามถี 2.4 GHz และสามารถรองรับแบนด์วดิ ธ์ไดถ้ ึง 54 Mbps
ต่อมาในปี ค.ศ. 2004 IEEE ได้ก่อตังคณะทํางานเพือพัฒนามาตรฐานใหม่สําหรับพัฒนา
มาตรฐาน 802.11 ต่อ โดยตงั ชือวา่ “TGn (Task Group n)” โดยตงั เป้าเอาไวว้ า่ มาตรฐานใหม่นีสามารถ
รองรับอตั ราการรับส่งขอ้ มูลสูงสุดที 540 Mbps หรือประมาณ 10 เท่าของความเร็วสูงสุดในปัจจุบัน
ตารางที 9.1 แสดงมาตรฐานเครือข่ายไร้สาย IEEE 802.11
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 353
เนืองจาก IEEE เป็ นองค์กรทีมีหนา้ ทีกาํ หนดและประกาศมาตรฐานเท่านนั ไม่มีหน้าทีในการ
ทดสอบอุปกรณ์ทีผลิตโดยบริษทั ต่าง ๆ ว่า ไดผ้ า่ นมาตรฐานทีกาํ หนด
หรือไม่ ดงั นัน จึงมีกลุ่มทีจดั ตงั ขึนเพือทําหน้าทีนีซึงเรียกว่า “Wi-Fi
Alliance” ซึงเป็ นองค์กรทีมีหน้าทีตรวจ ทดสอบ และออกใบรับรอง
อุปกรณ์ทีผ่านมาตรฐาน IEEE 802.11 ซึงปัจจุบันจะรวมถึงมาตรฐาน
IEEE 802.11a, b และ g นอกจากนียังรวมถึง WPA (Wi-Fi Protected
Access) และ WPA2 ทีไดก้ าํ หนดในมาตรฐาน IEEE 802.11i
ตารางที 9.1 มาตรฐาน IEEE 802.11 WLAN
มาตรฐาน ปี ที ความถี อตั ราข้อมูล(Mbps) โมดูเลชัน ระยะทาง ระยะทาง
ประกาศ (GHz) Indoor Out door
IEEE 802.11 (M)
IEEE 802.11a 1997 2.4 1, 2 DSSS,FHSS (M)
IEEE 802.11b 20
IEEE 802.11g 1999 5 6,9,12,18,24,36,48,54 OFDM 100
IEEE 802.11n 35
1999 2.4 5.5,11 DSSS 120
38
2003 2.4 6,9,12,18,24,36,48,54 OFMD,DSSS 140
38
2009 2.4/5 20MHz: OFMD 140
70
250
7.2,14.4,21.7,28.9,43.3,
57.8,65,72.2
40MHz:
15,30,45,60,90,120,135
, 150
IEEE 802.11
มาตรฐานเครือข่ายไร้สายแรกทีได้ประกาศใช้ คือ IEEE 802.11 ในปี ค.ศ. 1997 ตามมาตรฐาน
กาํ หนดให้มีอตั ราขอ้ มูลที 1 และ 2 Mbps และใช้คลืนอินฟราเรด หรือ IR (Infrared) ในการส่งสัญญาณ
ซึงสามารถใช้ได้ทงั แบบ Frequency Hopping และ Direct-Sequence Spread Spectrum โดยส่งสัญญาณ
ในช่วงความถี 24 GHz
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 354
ตามมาตรฐานนันมีข้อกาํ หนดเกียวกบั โพรโทคอล CSMA/CA (Carrier Sense Multiple Access
with Collision Avoidance) สําห รับ การเข้าถึ งสื อนําสัญ ญ าณ ซึ งก็ คื ออากาศนัน เอง เนื องจาก
สภาพแวดลอ้ มทีอาจมีคลืนรบกวนมาก ดงั นนั การออกแบบจึงจาํ เป็นตอ้ งใชแ้ บนด์วิดธ์บางส่วนทีตอ้ งใช้
สาํ หรับโพรโทคอล CSMA/CA และเป็ นการเพิมความน่าเชือถือไดข้ องระบบ จึงทาํ ให้แบนดว์ ิดธน์ นั มีคา่
คอ่ นขา้ งตาํ
เนืองจากเป็นมาตรฐานแรกทีออกมา จึงทาํ ให้มีขอ้ บกพร่องหลายอยา่ ง จนทาํ ให้บางครังอุปกรณ์
ทีผลิตจากต่างบริษทั กนั ไม่สามารถทาํ งานร่วมกนั ได้ และทาํ ใหเ้ ครือข่ายไร้สายช่วงแรกนันยงั ไม่ไดร้ ับ
ความนิยมเทา่ ทีควร
IEEE 802.11 a
เป็ นมาตรฐานทีมีการปรับปรุงต่อจากมาตรฐาน IEEE 802.11 ซึงประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1999 ใน
มาตรฐานนียงั คงใชโ้ พรโทคอลเดิมและใช้ช่วงความถี 5GHz แต่มีการใช้ 52 คลืนพาห์ยอ่ ย (Subcarrier)
โดยใช้เทคนิครวมสัญญาณแบบ OFDM (Orthogonal Frequency-Division Multiplexing) ทาํ ให้สามารถ
ส่งขอ้ มูลไดถ้ ึง 54 Mbps ซึงทาํ ให้ค่าเฉลียของอตั ราขอ้ มูลจริงอยูท่ ีประมาณ 20 Mbps ในกรณีทีมีสัญญาณ
รบกวนหรือมีสิงกีดขวางสญั ญาณ แบนดว์ ิดธ์อาจจาํ เป็ นตอ้ งลดลงเป็ น 48, 26, 24, 18, 12, 9 และ 6 Mbps
มาตรฐาน IEEE 802.11a นีช่องสัญญาณทีเลือกใชไ้ ด้ 12 ช่องสญั ญาณ และแต่ละช่องสญั ญาณนนั จะมีช่วง
ความถีทีไม่ทับซ้อนกนั โดยมี 8 ช่องสัญญาณทีกําหนดให้ใช้กบั การติดตงั ภายในอาคาร และอีก 4
ช่องสัญญาณทีเหลือจะใช้กบั การเชือมต่อแบบจุดต่อจุด ซึงส่วนใหญ่จะเป็ นการติดตงั ภายนอกอาคาร
มาตรฐาน IEEE 802.11a จะไม่สามารถทาํ งานร่วมกบั มาตรฐาน IEEE 802.11b ได้ นอกจากอุปกรณ์นัน
จะรองรับไดท้ งั สองมาตรฐาน
เนืองจากช่วงความถี 2.4 GHz มีการใชง้ านอยา่ งแพร่หลายทาํ ใหม้ ีคลืนรบกวนมากดว้ ย ในขณะที
ช่วงความถี 5 GHz นนั ถูกใชง้ านนอ้ ยกวา่ จึงเป็นขอ้ ดีสาํ หรับมาตรฐาน IEEE 802.11a อยา่ งไรก็ตามการใช้
คลืนนาํ สัญญาณทีมีความถีสูงนนั ก็มีขอ้ เสีย คือ ระยะใชง้ านจะไมไ่ กลมากนกั เนืองจากคลืนความถีสูงจะ
ไม่สามารถเดินทางผา่ นสิงกีดขวาง เช่น ผนงั ห้อง ตู้ เป็ นตน้ หากตอ้ งการใหพ้ ืนทีใชง้ านเทา่ กบั ยา่ นความถี
2.4 GHz ก็ตอ้ งใชแ้ อค็ เซสพอยตเ์ พิมมากขึน
แต่ละประเทศก็จะมีกฎหมายเกียวกบั การใช้ช่วงความถีทีแตกต่างกนั ทีใชไ้ ด้โดยถูกตอ้ งตาม
กฎหมายกไ็ ดเ้ ฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาและญีป่ ุนเทา่ นนั ส่วนประเทศอืนซึงรวมถึงประเทศไทยนนั
ยงั ไมไ่ ดร้ ับอนุญาตใหใ้ ชช้ ่วงความถีนี
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 355
สําหรับ 52 ช่องสัญญาณยอ่ ยทีใช้ 48 ช่องสัญญาณจะใช้สําหรับขอ้ มูลในแต่ละช่องสัญญาณจะ
ห่างกัน 0.3125 MHz สัญญาณทีส่งไปในช่องสัญญาณย่อยนันอาจใช้เทคนิคการแปลงสัญญาณแบบ
BPSK, QPSK, 16-QAM หรือ 64-QAM โดยช่องความถีทีใชท้ งั หมด คือ 20 MHz
อุปกรณ์ทีรองรับมาตรฐาน IEEE 802.11a นันออกจาํ หน่ายในปี ค.ศ. 2001 หลังจาก IEEE
802.11b เนืองจากตอ้ งรอการผลิตชินส่วนทีสามารถส่งสัญญาณในช่วงความถี 5 GHz ซึงยงั ไม่มีการผลิต
ทีแพร่หลายเหมือนกบั อุปกรณ์ทีใชช้ ่วงความถี 2.4 GHz มาตรฐาน IEEE 802.11a นนั ไม่ไดร้ ับความนิยม
มากนัก เนืองจากอุปกรณ์เครือข่ายไร้สายทีได้รับรองมาตรฐาน IEEE 802.11b นันมีราคาถูกกว่าและ
ออกวางจาํ หน่ายในทอ้ งตลาดก่อน และอาจเป็ นเพราะรัศมีการให้บริการของ IEEE 802.11a นนั สันกวา่
ดว้ ย
IEEE 802.11b
มาตรฐาน IEEE 802.11b ได้ประกาศใช้เมือปี ค.ศ. 1999 โดยกําหนดให้แบนด์วิดธ์สูงสุดที
11Mbps และใช้โพรโทคอล CAMS/CA เหมือนมาตรฐานแรก เนืองจากโพรโทคอลนีมีโอเวอร์เฮด
คอ่ นขา้ งมาก เลยทาํ ใหแ้ บนดว์ ิดธข์ องขอ้ มูลจริง ๆ อยทู่ ีประมาณ 5.9 Mbps สําหรับโพรโทคอล TCP และ
7.1 Mbps สาํ หรับโพรโทคอล UDP
อุปกรณ์ทีไดร้ ับรองมาตรฐาน IEEE 802.11b นันไดถ้ ูกผลิตออกจาํ หน่ายในตลาดอย่างรวดเร็ว
เนืองจากใชเ้ ทคนิคโมดูเลชนั แบบ DSSS (Direct-sequence spread spectrum) และ CCK (Complementary
code keying) ซึงเป็ นเวอร์ชันหนึงของ CDMA ดงั นัน จึงทาํ ให้การผลิตชิปเพือใช้งานในอุปกรณ์ตาม
มาตรฐาน IEEE 802.11b นนั ง่ายและราคาถูก จึงทาํ ให้มาตรฐานนีไดร้ ับความนิยมมากกวา่ มาตรฐานแรก
ทีออกมา
มาตรฐาน IEEE 802.11b ปกติจะใช้งานแบบแพร่กระจาย โดยมีแอ็คเซสพอยต์ทีแพร่กระจาย
สัญญาณไปโดยรอบเพือให้ไคลเอนท์ทีอยู่ในระยะทีครอบคลุมสามารถเชือมต่อได้ โดยปกติรัศมีการ
ใหบ้ ริการสําหรับภายในอาคาร คือ 30 เมตรทีอตั ราขอ้ มูล 11 Mbps หรือในระยะ 90 เมตรทีระยะ 1 Mbps
ถา้ ใชเ้ สาอากาศ (Antenna) ทีส่งสญั ญาณไดไ้ กลก็สามารถใชก้ บั การเชือมต่อแบบจุดต่อจุดภายนอกอาคาร
ซึงสามารถส่งขอ้ มูลไดไ้ กลถึง 8 กิโลเมตร แตก่ ็มีบางบริษทั ทีสามารถผลิตอุปกรณ์ทีสามารถส่งไดไ้ กลถึง
80-120 กิโลเมตร แต่แนวสัญญาณนนั ตอ้ งไม่มีสิงกีดขวาง อยา่ งไรก็ตามการออกแบบและติดตงั เสาอากาศ
แบบนอกอาคารนนั จาํ เป็ นตอ้ งปฏิบตั ิตามกฎหมายเกียวกบั การสือสารโทรคมนาคม เช่น ความถีทีใชแ้ ละ
กาํ ลงั ส่งสัญญาณ ซึงแตล่ ะประเทศนนั ตอ้ งแตกต่างกนั
มาตรฐาน IEEE 802.11b นนั สามารถส่งไดท้ ี 11 Mbps แต่ก็สามารถลดลงมาที 5.5 หรือ 2 หรือ 1
Mbps ซึงเป็นการปรับใหเ้ หมาะกบั สภาพแวดลอ้ มซึงอาจมีสัญญาณรบกวนในปริมาณมาก อตั ราขอ้ มูลที
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 356
ตาํ กวา่ จะมีความน่าเชือถือไดม้ ากกวา่ มีการปรับปรุงมาตรฐาน IEEE 802.11b เพือเพิมแบนดว์ ดิ ธ์เป็ น 22,
33 และ 44 Mbps แตก่ ็เป็ นลิขสิทธิเฉพาะของบริษทั ผผู้ ลิตและไม่ไดร้ ับรองโดย IEEE หลายบริษทั ตงั ชือ
ใชก้ บั ส่วนขยายนีว่า IEEE 803.11b+ และส่วนขยายนีต่อมาไดพ้ ฒั นาต่อมาเป็ นมาตรฐาน IEEE 802.11g
ซึงมีแบนดว์ ดิ ธ์สูงถึง 54 Mbps และยงั ทาํ งานร่วมกนั ไดก้ บั มาตรฐาน IEEE 802.11b
IEEE 802.11g
ในปี ค.ศ. 2003 IEEE ได้ประกาศมาตรฐานใหม่ คือ IEEE 802.11g โดยใช้ความถี 2.4 GHz
เหมือนมาตรฐาน IEEE 802.11b แตส่ ามารถส่งขอ้ มลู ไดม้ ากถึง 54 Mbps หรืออตั ราส่งขอ้ มูลจริงทีไดอ้ ยูท่ ี
ประมาณ 24.7 Mbps เท่ากับมาตรฐาน IEEE 802.11a อุปกรณ์ทีได้รับรองมาตรฐาน IEEE 802.11g นี
สามารถใชง้ านร่วมกนั กบั อุปกรณ์ทีได้รับรองมาตรฐาน IEEE 802.11b อยา่ งไรก็ตามถา้ ใชง้ านร่วมกนั ก็
จะทาํ ใหแ้ บนดว์ ดิ ธ์นนั ไดเ้ ท่ากบั ของ IEEE 802.11b ซึงคือ 11 Mbps เท่านนั
เทคนิคการรวมสัญญาณหรือโมดูเลชันทีใช้มาตรฐาน IEEE802.11b คือ OFDM สําหรับอตั รา
ขอ้ มูลที 6, 9, 12, 18, 24, 36, 48 และ 54 Mbps แต่ก็สามารถใชเ้ ทคนิค CCK หรือมาตรฐาน IEEE 802.11b
ซึ งจะรองรับแบนด์วิดธ์ที 5.5 และ 11 Mbps และ DBPSK/DQPSK+DSSS สําหรับอัตราข้อมูล 1
และ 2 Mbps มาตรฐาน IEEE 802.11g จะทํางานทีความถี 2.4 GHz เหมือน IEEE 802.11b แต่จะให้
ระยะทางทีไกลกวา่ เล็กนอ้ ยถา้ อตั ราขอ้ มูลเท่ากนั อยา่ งไรก็ตามทีอตั ราขอ้ มูลสูงสุด คือ 54 Mbps นนั จะได้
ระยะทีสันกวา่ มาตรฐาน IEEE 802.11b ทีอตั ราขอ้ มูล 11 Mbps
บริษัทส่วนใหญ่จะผลิตอุปกรณ์ทีได้มาตรฐาน IEEE 802.11g ก่อนทีจะประกาศใช้งานจริง
เนืองจากผูใ้ ช้ต้องการแบนด์วิดธ์ทีมาก โดยส่วนใหญ่จะผลิตอุปกรณ์ทีรองรับทงั สองมาตรฐาน หรือ
อุปกรณ์ Dual-band IEEE 802.11a/b หรือบางบริษทั ก็ผลิตอุปกรณ์แบบ Dual band/tri-mode ซึงจะรองรับ
ทงั มาตรฐาน IEEE 802.11a/b/g อย่างไรก็ตามมาตรฐาน IEEE 802.11g นีก็มีข้อด้อยในเรืองของคลืน
รบกวน เนืองจากความถีทีใชค้ ือ 2.4 GHz นันมีอุปกรณ์เครืองใช้ไฟฟ้าอืน ๆ ทีใช้ความถีนีเช่นกนั อาทิ
เช่น เตาไมโครเวฟ โทรศพั ทบ์ า้ นแบบไร้สาย และอุปกรณ์บลูทูธ (Bluetooth) เป็นตน้
IEEE 802.11n
ปี ค.ศ. 2004 IEEE ได้ประกาศจดั ตงั ทีมงาน TGn (Task Group n) เพือพฒั นามาตรฐาน IEEE
802.11 ใหม่ โดยกาํ หนดว่า แบนด์วิดธ์สูงสุดอยู่ที 540 Mbps หรือเร็วขึน 10 เท่าของมาตรฐาน IEEE
802.11a และ g และให้รัศมีสัญญาณครอบคลุมประมาณ 50 เมตร มาตรฐานนีพฒั นาต่อจากเดิมโดยเพิม
เทคนิค MIMO (Multiple- Input Multiple-Output) ซึงจะใช้ตัวส่งสัญญาณ (Transmitter Antenna) และ
ตวั รับสัญญาณ (Receiver Antenna) หลายตวั เพือให้ส่งข้อมูลได้ในปริมาณทีมากขึน และเมือเดือน
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 357
มกราคม ค.ศ. 2007 ทีมงาน TGn ก็ไดป้ ระกาศร่าง (Draft) เวอร์ชนั 2.0 ซึงเป็ นมาตรฐานทีมีผูใ้ ชก้ นั มาก
ทีสุด จนกระทงั เดือนตุลาคม ค.ศ. 2009 กไ็ ดป้ ระกาศมาตรฐาน IEEE 802.11n ตวั จริงขึนมา โดยอปุ กรณ์ที
ไดร้ ับรองมาตรฐานนีจะตอ้ งทาํ งานร่วมกบั มาตรฐานเดิม โดยแบ่งโหมดการทาํ งาน ดงั นี
1. Legacy ทาํ งานเฉพาะกบั 802.11a, b และ g
2. Mixed ทาํ งานไดก้ บั 802.11a, b, g และ n
3. Greenfield ทาํ งานเฉพาะในโหมด 802.11n
ชันสือสารย่อย MAC (MAC Sublayer)
ชันกายภาพ (PHY) ในมาตรฐาน 802.11 สามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วแตกต่างกัน เช่น
11 Mbps และ 54 Mbps โดยสามารถใชส้ ือส่งขอ้ มูลอยา่ งคลืนวทิ ยทุ ียา่ นความถี 2.4 GHz และ 5GHz หรือ
อินฟราเรด ในขณะทีชันสือสารยอ่ ย MAC ทีเป็ นส่วนหนึงของชันสือสารเชือมต่อขอ้ มูล (Data Link
Layer) นัน มาตรฐาน IEEE 802.11 ไดก้ าํ หนดออกเป็ นชนั สือสารย่อยลงไปอีก ซึงประกอบดว้ ย DCF
(Distributed Coordination Function) และ PCF (Point Coordination Function) ทีแสดงในภาพที 9.8
ภาพที 9.8 ชันสือสาร MAC ในมาตรฐาน IEEE 802.11
สําห รับ โพรโท คอลตัวแรกที จะกล่าวถึ งนี คือ DCF ซึ งจะใช้วิธี การเข้าถึ งสื อกลาง
แบบ CSMA/CA (Carrier Sense Multiple Access with Collision Avoidance) ขณะที PCF จะมีหน้าทีเป็ น
ส่วนเสริมการทาํ งานของ MAC อยา่ งไรกต็ าม หลายคนอาจสงสัยวา่ ทาํ ไมเครือข่าย WLAN จึงไมส่ ามารถ
ใช้วิธีการเขา้ ถึงสือกลางแบบ CSMA/CD ทีใชง้ านบนอีเทอร์เน็ตแบบมีสายได้ ทงั นีเกิดจากเหตุผลสําคญั
3 ประการดว้ ยกนั คือ
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 358
1. ในการตรวจสอบการชนกันของกลุ่มข้อมูล สถานีจะต้องส่งข้อมูลออกไปและสามารถ
รับทราบถึงสัญญาณการชนกนั ของกลุ่มขอ้ มูลไดใ้ นเวลาเดียวกนั
2. การตรวจสอบการชนกนั ของกลุ่มขอ้ มูล ในบางกรณีไม่สามารถตรวจสอบพบได้ โดยเฉพาะ
ปัญหาของการซ่อนเร้นของสถานี (Hidden Station)
. กรณีทีระยะห่างของสถานีห่างกนั ไกล สถานีหนึง ๆ อาจไม่ไดย้ ินการชนกนั ของกลุ่มขอ้ มูล
อนั เนืองมากจากระยะทางระหว่างสถานีไกลเกิน คลืนสัญญาณอ่อนกาํ ลังหรือถูกสิงกีดขวาง ทาํ ให้ไม่
สามารถเดินทางไปยงั ปลายทางได้
การเข้าถงึ สือกลางด้วยวธิ ี CSMA/CA
กลไกของ CSMA/CA สถานีส่งจะตอ้ งส่งสัญญาณ RTS (Request to Send) ไปยงั สถานีปลายทาง
ในขณะเดียวกนั ก็จะส่งสญั ญาณเตือนไปยงั ทุกสถานีใหห้ ยุดรอการส่งขอ้ มูลชวั คราว ครันสถานีปลายทาง
ส่งสัญญาณ CTS (Clear to Send) กลับมา ก็จะเริมส่งข้อมูล เมือส่งข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว สถานี
ปลายทางก็จะส่งสัญญาณ ACK ตอบกลบั ไป ซึงหมายถึงกระบวนการสือสารไดย้ ุติโดยสมบูรณ์แล้ว
กลไกดงั กล่าวจึงสามารถหลีกเลียงการชนกนั ของกลุ่มขอ้ มูลได้
ภาพที 9.9 กลไกการรับส่งข้อมูลตามวิธี CSMA/CA เพือหลกี เลยี งการชนกนั ของกลุ่มข้อมูล
สําหรับปัญหาการซ่อนเร้นของสถานี ซึงพิจารณาจากภาพที 9.10 ต่อไปนีจะพบว่าสถานี B มี
ขอบเขตสัญญาณอยู่ด้านซ้าย ซึงทุก ๆ สถานีในขอบเขตดงั กล่าวจะได้ยินสัญญาณทีส่งจากสถานี B
ในขณะทีสถานี C มีขอบเขตสัญญาณครอบคลุมอยดู่ า้ นขวา ซึงทุก ๆ สถานีในบริเวณดงั กล่าว ก็จะไดย้ นิ
สัญญาณทีส่งจากสถานี C แต่สถานี C อยนู่ อกขอบเขตสัญญาณของ B ในทาํ นองเดียวกนั สถานี B ก็อยู่
นอกขอบเขตสัญญาณของ C เช่นกนั
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 359
ภาพที 9.10 ปัญหาการซ่อนเร้นของสถานี
ดงั นนั สถานี B สามารถส่งขอ้ มูลไปยงั สถานี A ไดโ้ ดยตรง ในขณะเดียวกนั สถานี A ก็สามารถ
ส่งขอ้ มูลไปยงั สถานี C ได้โดยตรงเช่นกนั เนืองจากต่างก็อยู่ในขอบเขตสัญญาณของกนั และกนั แต่ถา้
กรณีทีสถานี B กาํ ลงั ส่งขอ้ มูลใหก้ บั สถานี A อยู่ และสถานี C ก็ตอ้ งการส่งขอ้ มูลไปยงั สถานี A เช่นกนั
สถานี C จะไม่ได้ยนิ สัญญาณของสถานี ทีกาํ ลงั ส่งอยูใ่ นขณะนนั เพราะวา่ นอกขอบเขตของสัญญาณ จึง
ทาํ ให้เกิดการชนกนั ของกลุ่มขอ้ มูลทีสถานี A ผลทีไดก้ ็คือ ทงั สถานี B และ C ต่างก็ไม่ทราบวา่ มีการชน
กนั ของกลุ่มขอ้ มูลขึน สิงเหล่านี ก็คือ ปัญหาการซ่อนเร้นของสถานีนนั เอง
อย่างไรก็ตาม แนวทางในการแก้ไขปัญหาการซ่อนเร้นของสถานีนัน สามารถใช้ Handshake
Frame (RTS และ CTS) มาช่วยแกป้ ัญหาได้ พิจารณาในภาพทีที 9.11 ต่อไปนี เมือสถานี B ตอ้ งการส่ง
ขอ้ มูลไปยงั สถานี A สถานี B จึงส่งรหสั RTS ไป ครันสถานี A ไดร้ ับ ก็ส่งสัญญาณ CTS ไปยงั สถานี B
และ C รับทราบ เนืองจากทงั สถานี B และ C ต่างก็อยภู่ ายในขอบเขตของสถานี A นนั เอง
ภาพที 9.11 การใช้ Handshaking ในการป้องกนั ปัญหาการซ่อนเร้นของสถานี
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 360
9. การรักษาความปลอดภยั บนเครือข่ายไร้สาย (Wireless Network Security)
การพสิ ูจน์ทราบตัวตนของเครือข่ายไร้สาย (Authentication)
เมือกล่าวถึงการพิสูจน์ทราบตวั ตน (Authentication) ตามมาตรฐาน IEEE 802.11 นนั การพิสูจน์
ทราบตวั ตนของเครืองไคลเอนทห์ รืออุปกรณ์เครือข่ายไร้สายซึงไม่ใช่การพิสูจน์ทราบตวั ตนของผูใ้ ช้ ตาม
มาตรฐานแล้วมีการพิสู จน์ทราบตัวตนอยู่สองวิธี คือ การพิสู จน์ทราบตัวตนแบบเปิ ด (Open
Authentication) และการพสิ ูจนท์ ราบตวั ตนแบบใชแ้ ชร์คีย์ (Shared Key Authentication)
การพสิ ูจน์ทราบตวั ตนของไคลเอนทม์ ีขนั ตอน ดงั นี
1. ไคลเอนทบ์ รอดคาสตก์ ารร้องขอ เพือขอเชือมต่อไปทุกช่องสญั ญาณ
2. แอค็ เซสพอยตท์ ีอยใู่ นพนื ทีตอบกลบั การร้องของไคลเอนท์
3. ไคลเอนทพ์ ิจารณาวา่ แอค็ เซสพอยตไ์ หนทีดีทีสุด และส่งการร้องขอเพือพสิ ูจน์ทราบตวั ตน
4. แอค็ เซสพอยตว์ เิ คราะหข์ อ้ มูลทีไดร้ ับจากไคลเอนท์ แลว้ ส่งผลการไดร้ ับอนุญาตกลบั ไปให้
ไคลเอนท์
5. ถา้ การพสิ ูจน์ทราบตวั ตนสาํ เร็จ ไคลเอนทก์ จ็ ะส่งขอ้ มูลทีเหลือกลบั ใหแ้ อค็ เซสพอยต์
6. แอค็ เซสพอยตต์ อบกลบั การไดร้ ับขอ้ มูลทีเหลือ
7. หลงั จากนีไคลเอนทก์ ็พร้อมทีจะรับส่งขอ้ มูลผา่ นเครือขา่ ย
หลังจากทีไคลเอนท์พร้อมจะเชือมต่อเข้ากับเครือข่ายไร้สาย มนั ก็จะคน้ หาแอ็คเซสพอยต์ใน
ช่องสญั ญาณวทิ ยโุ ดยใชเ้ ฟรมขอ้ มูลทีเรียกวา่ “โพรบรีเควสต์เฟรม (Probe request frame)” ไคลเอนทจ์ ะ
ส่งโพรบเฟรมไปในทุก ๆ ช่องสัญญาณทีไคลเอนท์รองรับ เพือจะค้นหาแอ็คเซสพอยต์ทีอยใู่ นช่วงที
สือสารได้ และทีมีหมายเลข SSID ตรงกนั และมีอตั ราการรับส่งขอ้ มลู ทีไคลเอนทร์ องรับ
ทุก ๆ แอ็กเซสพอยต์ทีอยู่ในระยะและรองรับขอ้ กําหนดของไคลเอนท์ก็จะตอบกลับด้วย
โพรบเรสปอนส์เฟรม (Probe Response Frame) ซึงจะมีขอ้ มูลเกียวกบั การซิงโครไนเซซนั และสถานภาพ
โหลดของแอค็ เซสพอยต์ เมือไคลเอนทไ์ ดร้ ับการตอบกลบั จากทุก ๆ แอ็คเซสพอยตแ์ ลว้ ก็จะพิจารณาว่า
แอ็คเซสพอยตใ์ ดทีดีทีสุดสําหรับการเชือมต่อ โดยจะเลือกใช้อตั ราการรับส่งขอ้ มูลสูงสุดทีรองรับไดท้ งั
ไคลเอนท์และแอ็คเซสพอยซ์ และโหลดของแอ็คเซสพอยต์ หลงั จากทีไคลเอนท์ได้เลือกแล้วว่า จะ
เชือมตอ่ เขา้ กบั แอค็ เซสพอยตใ์ ด ขนั ต่อไปคือ การพิสูจนท์ ราบตวั ตน
แอ็คเซสพอยต์จะบรอดคาสต์ในรูปแบบแพลนแท็กซ์ หรือไม่มีการเขา้ รหัสขอ้ มูลไว้ ถึงแมว้ ่า
ขอ้ ความนีจะเกียวขอ้ งกบั ผูใ้ ชโ้ ดยตรง แต่อาจมีผูแ้ อบดกั ฟังซึงอาจใชโ้ ปรแกรมดกั จบั ขอ้ มูลทีส่งผา่ นใน
อากาศ เช่น Sniffer Pro เพือจบั สัญญาณและทาํ ให้ทราบถึง SSID ไดไ้ มย่ าก อยา่ งไรก็ตามแอ็คเซสพอยต์
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 361
ทีผลิตโดยบางบริษทั อาจมีทางเลือกใหส้ ามารถยกเลิกการบรอดคาสต์ SSID ได้ แต่ก็ยงั สามารถตรวจจบั
ไดจ้ ากโพรบเรสปอนส์เฟรมทีส่งตอบกลบั มาจากแอค็ เซสพอยต์
SSID (Service Set Identifier) เป็ นหมายเลขประจาํ เครือข่ายไร้สาย ซึงเป็ นหมายเลขทีติดอย่บู น
ส่วนเฮดเดอร์ของทุก ๆ เฟรมทีรับส่งภายในเครือข่าย โดย SSID นีจะเป็ นหมายเลขทีใชแ้ ยกแยะระหวา่ ง
เครือข่ายไร้สายแต่ละวงถา้ อย่ใู นพืนทีเดียวกนั แอ็คเซสพอยตจ์ ะอนุญาตให้ไคลเอนท์เชือมต่อไดเ้ ฉพาะ
ไคลเอนทท์ ีรู้จกั หมายเลข SSID เท่านนั อยา่ งไรก็ตาม SSID นนั ไมไ่ ดถ้ ูกออกแบบมาเพือเป็นกลไกในการ
รักษาความปลอดภยั นอกจากนีการยกเลิกการใช้ SSID นันอาจมีผลทางดา้ นลบเกียวกบั การใช้งานใน
กรณีทีมีไคลเอนทท์ ีหลากหลาย
การพสิ ูจน์ตวั ตนแบบเปิ ด (Open Authentication)
ขันตอนการพิสู จน์ทราบตัวตนแบบเปิ ด (Open Authentication) นันค่อนข้างง่าย เพราะ
แอค็ เซสพอยต์จะอนุญาตสัญญาณให้เชือมต่อกบั ทุก ๆ การร้องขอ บางทีอาจดูเหมือนวา่ ไม่มีประโยชน์
เลย แต่ก็ไดก้ าํ หนดไวใ้ นมาตรฐาน 802.11 ทีประกาศในปี ค.ศ. 1997 ซึงกาํ หนดให้เป็ นแบบคอนเน็คชนั
โอเรียนเต็ด (Connection-oriented) การออกแบบเช่นนีก็เพือให้ใช้งานง่ายและสามารถเชือมต่อเขา้ กบั
เครือข่ายไดอ้ ย่างรวดเร็ว เนืองจากอุปกรณ์ทีรองรับมาตรฐาน 802.11 นนั ส่วนใหญ่เป็ นอุปกรณ์ประเภท
มือถือ เช่น PDA ปาล์มพีซี โทรศพั ท์มือถือ เป็ นตน้ อุปกรณ์เหล่านีมี CPU ทีมีประสิทธิภาพตาํ และไม่
สามารถรองรับอลั กอริทึมสาํ หรับการพิสูจนท์ ราบตวั ตนทีซบั ซอ้ นได้
การพสิ ูจน์ทราบตวั ตนแบบเปิ ดนนั จะมีการรับส่งเฟรมขอ้ มูลอยสู่ องประเภท คอื
เฟรมการร้องขอการเชือมตอ่ (Authentication request)
เฟรมการตอบกลบั การร้องขอ (Authentication response)
การพสิ ูจน์ทราบตวั ตนแบบเปิ ดนนั จะอนุญาตให้ทุก ๆ ไคลเอนทเ์ ชือมต่อเครือข่ายได้ ถา้ ไม่มีการ
ใช้การเขา้ รหสั ขอ้ มูลทุก ๆ เครืองไคลเอนทท์ ีทราบหมายเลข SSID ก็สามารถเขา้ ถึงเครือข่ายได้ แต่ถา้ ใช้
WEP ในการเขา้ รหสั ขอ้ มูลคียท์ ีใช้กบั WEP ก็ใช้สําหรับการพิสูจน์ทราบตวั ตนดว้ ย ดงั นันถึงแมว้ า่ การ
พิสูจน์ทราบตวั ตนของเครืองไคลเอนท์ในตอนตน้ จะผ่าน แต่ถ้าเครืองไคลเอนท์ไม่มี WEP คียก์ ็จะไม่
สามารถรับส่งข้อมูลกับแอ็คเซสพอยต์ได้ เนืองจากไคลเอนท์ไม่สามารถถอดรหัสข้อมูลทีได้รับจาก
ตวั แอค็ เซสพอยตไ์ ด้
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 362
ภาพที 9.12 การพสิ ูจน์ตัวตนแบบเปิ ด
การพิสูจน์ทราบตวั ตนแบบเปิ ดนีจะไม่สามารถพิสูจน์ไดว้ ่าไคลเอนท์เป็ นใคร และถา้ ไม่มีการ
เข้ารหัส แลว้ วิธีนีเป็ นช่องโหว่ทีอนั ตรายของเครือข่ายไร้สาย ดงั นันถ้าเลือกทีจะใช้วิธีนีก็ควรใช้การ
เขา้ รหัสด้วย WPA2 ควบคู่กนั ไปดว้ ย แต่ถ้าไม่สามารถใช้ WPA2 ได้ เช่น เครือข่ายสาธารณะ ก็ควรใช้
ระบบการรักษาความปลอดภยั ในชนั การสือสารทีสูงกวา่
การพสิ ูจน์ทราบตัวตนแบบแชร์คยี ์ (Shared-Key Authentication)
การพิสูจน์ทราบตวั ตนแบบแชร์คีย์ เป็ นวธิ ีทีสองทีกาํ หนดในมาตรฐาน IEEE 802.11 โดยวธิ ีนี
ไคลเอนทจ์ ะตอ้ งกาํ หนดคีย์ WEP, WPA, WPA2 แบบตายตวั ในทุก ๆ เครือง ซึงขนั ตอนการพิสูจน์ทราบ
ตวั ตน มีดงั นี
1. ไคลเอนทส์ ่งการร้องขอไปยงั แอค็ เซสพอยต์ และระบุวา่ ตอ้ งการใชก้ ารพิสูจน์ทราบตวั ตนแบบ
แชร์คีย์
2. แอค็ เซสพอยตต์ อบกลบั การร้องขอพร้อมกบั ชาเลนจเ์ ทก็ ซ์ (Challenge Text) ซึงเป็ นขอ้ ความ
แบบสุ่ม
3. ไคลเอนทไ์ ดร้ ับชาเลนตเ์ ทก็ ซ์แลว้ เขา้ รหสั ดว้ ย WEP, WPA หรือ WPA2 คียท์ ีกาํ หนดไวก้ ่อน
หนา้ แลว้ ส่งขอ้ ความนีกลบั ไปใหก้ บั แอค็ เซสพอยต์
4. ถา้ แอ็คเซสพอยตส์ ามารถถอดรหสั ขอ้ ความ และเปรียบเทียบกบั ชาเลนตเ์ ท็กซ์เดิมแลว้ ตรงกนั
แอค็ เซสพอยตก์ จ็ ะส่งการอนุญาตใหเ้ ชือมต่อเครือข่ายไดก้ ลบั ไปยงั ไคลเอนท์
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 363
ภาพที 9.13 การพสิ ูจน์ทราบตัวตนแบบแชร์คยี ์
การพสิ ูจน์ทราบตัวตนแบบใช้หมายเลข MAC Address (MAC Address Authentication)
การพิสูจนท์ ราบตวั ตนแบบใชห้ มายเลข MAC Address ของไคลเอนท์ กเ็ ป็ นอีกวธิ ีหนึงทีนิยม แต่
ไม่ไดก้ าํ หนดไวใ้ นมาตรฐาน IEEE 802.11 การพิสูจน์ทราบดว้ ยวิธีนีนนั แอ็กเซสพอยตจ์ ะมีรายการของ
หมายเลข MAC Address ของไคลเอนท์ทีอนุญาตให้เชือมต่อเข้าได้ โดยอาจเก็บข้อมูลนีไวใ้ นเครือง
แอค็ เซสพอยตเ์ องหรือเก็บไวท้ ีเซิร์ฟเวอร์อืนในเครือข่าย การพิสูจน์ทราบตวั ตนแบบนีจะช่วยทาํ ให้การ
พสิ ูจน์ทราบตวั ตนมีความแขง็ แกร่งมากยงิ ขึน ซึงช่วยลดความเป็ นไปไดข้ องอุปกรณ์ทีไม่ไดร้ ับอนุญาต
สามารถเชือมต่อเขา้ กบั เครือข่ายได้
ภาพที 9.14 MAC Address Authentication หนา้ ที 364
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย
การพิสูจน์ทราบตวั ตนแบบนีนันทีฝังแอ็คเซสพอยต์จะมีลิสต์รายการของหมายเลข MAC
Address ของเครืองไคลเอนท์ทีไดร้ ับอนุญาตใหเ้ ชือมตอ่ ได้ ดงั ภาพที 9.14 หรืออาจเก็บลิสตร์ ายการนีไวท้ ี
RADIUS Server เมือต้องการพิสู จน์ทราบตัวตนของไคลเอนท์ต้องส่ง MAC Address ของตนไป
ให้กบั แอ็คเซสพอยต์ตรวจสอบ แต่ตามมาตรฐานนัน MAC Address นันต้องส่งในรูปแบบของเคลียร์
เท็กซ์จากขอ้ กาํ หนดนีทาํ ให้ผบู้ ุกรุกสามารถแอบดกั ฟังหมายเลข MAC Address ทีใชไ้ ดแ้ ลว้ ใชก้ ารสปูฟิ ง
(Spoofing) หมายเลข MAC Address เพือจะเขา้ ใชเ้ ครือขา่ ยก็ได้
การทําสปูฟิ งนันสามารถทาํ ได้ในเน็ตเวิร์คการ์ดทีรองรับมาตรฐาน IEEE 802.11 ซึงตาม
มาตรฐานแลว้ จะอนุญาตให้หมายเลข UAA (Universally Administered Address) ให้สามารถเขียนทบั ไป
ยงั หมายเลข LAA (Locally Administered Address) ผูบ้ ุกรุกอาจคน้ หาหมายเลข MAC Address ทีถูกตอ้ ง
จาก BSS (Business Support System) แล้วใช้เน็ตเวิร์คการ์ดทีรองรับ LAA เพือสปูฟิ งหมายเลข MAC
Address ทีตอ้ งการ
มาตรฐาน IEEE 802.11i
หลงั จากทีได้มีการพิสูจน์แล้วว่า ระบบพิสูจน์ทราบตวั ตนและการเขา้ รหัสขอ้ มูลทีกาํ หนดใน
มาตรฐาน IEEE 802.11 นนั ไม่ปลอดภยั แลว้ IEEE ก็ไดพ้ ยายามตงั ทมี งานเพือพฒั นาระบบการรักษาความ
ปลอดภยั ใหเ้ ครือข่ายไร้สาย ซึงกไ็ ดม้ าตรฐาน IEEE 802.11i
การเขา้ รหัสขอ้ มูล WEP นันก็เป็ นส่วนหนึงของกลไกของการรักษาความปลอดภยั ซึงถ้ามีแค่
WEP อยา่ งเดียวนนั จะไมเ่ พยี งพอแน่นอน WEP เป็ นการเขา้ รหสั ขอ้ มูลทีรับส่งระหวา่ งสองโหนดเท่านนั
แต่ถา้ กลไกการรักษาความปลอดภยั ทีสมบูรณ์นนั จะประกอบดว้ ยส่วนประกอบ ดงั นี
โครงสร้างในการพสิ ูจนท์ ราบตวั ตน (Authentication Framework)
ขนั ตอนในการพิสูจนท์ ราบตวั ตน (Authentication Algorithm)
การรักษาความลับของข้อมูลและอัลกอริทึมทีใช้ในการเขา้ รหัส (Data Privacy and
Encryption Algorithm)
ทงั สามส่วนนีไดม้ ีการกาํ หนดไวใ้ นมาตรฐาน IEEE 802.11i ซึงมีขอ้ กาํ หนด ดงั นี
ใช้โครงสร้างการพิสูจน์ทราบตวั ตนตามมาตรฐาน IEEE 802.1x ซึงมาตรฐานนีเป็ น
กลไกทีทาํ งานใน MAC Layer ซึงมาตรฐานนีจะใชใ้ นการพิสูจน์ทราบตวั ตนในเครือขา่ ย
LAN และ WLAN ใหม้ ีความปลอดภยั สูงขึน
โพรโทคอล EAP (Extensible Authentication Protocol) ซึงเป็ นโพรโทคอลทีใชส้ ําหรับ
การพิสูจน์ทราบตวั ตนของผใู้ ช้ โดยสามารถรองรับการพสิ ูจน์จากส่วนกลาง เช่น การใช้
RADIUS Server และนอกจากนียงั สามารถสร้าง WEP Key แบบไดนามกิ ไดด้ ว้ ย
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 365
มาตรฐาน IEEE 802.1X
มาตรฐาน IEEE 802.1X เป็ นเฟรมเวิร์คสําหรับการพิสูจน์ทราบตวั ตนของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที
เชือมต่อเขา้ กบั เครือข่ายโดยไม่จาํ กดั เฉพาะเครือข่ายไร้สายเท่านนั โดยกลไกการทาํ งานนนั จะไมอ่ นุญาต
ใหเ้ ขา้ ถึงเครือข่ายจนกวา่ จะผา่ นการพิสูจน์ทราบวา่ อุปกรณ์นนั มีสิทธิจริง นอกจากการพสิ ูจนท์ ราบตวั ตน
แลว้ IEEE 802.1X ยงั เป็นเฟรมเวริ ์คสาํ หรับการแลกเปลียนคียท์ ีใชส้ าํ หรับการเขา้ รหสั ขอ้ มูลดว้ ย
IEEE 802.1X เป็ นมาตรฐานสําหรับการควบคุมการเขา้ ถึงเครือข่ายในระดบั พอร์ต (Port-based
Network Access Control) โ ด ย ใ ช้ โ พ รโ ท ค อ ล EAP (Extensible Authentication Protocol) ใ น ก าร
แลกเปลียนข้อมูล อุปกรณ์เครือข่ายทีรองรับมาตรฐานนีสามารถป้องกันการเข้าถึงเครือข่ายสําหรับ
อุปกรณ์หรือไคลเอนทท์ ีไมไ่ ดร้ ับอนุญาต
ภาพที 9.15 การพสิ ูจน์ทราบตวั ตนของครือข่ายไร้สายโดยใช้ IEEE 802.1x
ทีมาของภาพ: https://www.cisco.com/c/en/us/td/docs/switches/lan/catalyst6500/ios/12-
2SX/configuration/guide/book/dot1x.html
การเข้ารหัสข้อมูลของเครือข่ายไร้สาย (Wireless Network Encryption)
สําหรับการจัดการกับระบบความปลอดภัยในขันต่อไป คือ การเข้ารหัสแพ็กเก็ตข้อมูล
การเขา้ รหสั ลบั จะนาํ แพก็ เก็ตขอ้ มูลผ่านการเขา้ รหัสดว้ ยคียก์ ่อนทีส่งผา่ นไปยงั เครือข่ายไร้สาย สําหรับ
ฝังรับก็จะมีคียใ์ ช้ถอดรหสั ลบั เพือจะได้นาํ แพ็กเก็ตข้อมูลไปใชง้ านต่อไป การเขา้ รหัสลบั ให้กบั ขอ้ มูล
ก่อนทีส่งผา่ นไปยงั เครือข่ายไร้สายนนั จดั เป็ นวธิ ีทีมีระดบั ความปลอดภยั สูงกว่าสองวธิ ีขา้ งตน้ เนืองจาก
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 366
แฮกเกอร์ไม่ทราบคียท์ ีนาํ มาใชเ้ พือการเขา้ รหสั ขอ้ มูลทีถูกลกั ลอบไปก็จะนาํ ไปใชก้ ารไม่ได้ สาํ หรับการ
เขา้ รหสั ลบั จะมีอยู่ 2 วธิ ีดว้ ยกนั คือ
Wire Equivalency Privacy (WEP)
มาตรฐานการเขา้ รหสั ลบั ตามวธิ ี WEP นนั จะใชอ้ ลั กอริทึมในการเขา้ รหสั ลบั ขนาด 64 บิต แต่ใน
ปัจจุบนั ไดข้ ยายเพิมเป็น 128 บิต สาํ หรับเครือข่ายไร้สายทีคาดวา่ เป็ นเครือข่ายทีเสียงต่อการคุมคาม ควร
เลือกเขา้ รหสั ขนาด 128 บิต ซึงจะถอดรหสั ไดย้ ากกวา่
อย่างไรก็ตาม การเขา้ รหัสตามวิธี WEP นัน ถูกนํามาใช้งานบนอุปกรณ์ตามมาตรฐาน IEEE
802.11 ในยคุ แรก ๆ แต่วิธีของ WEP ก็ไม่สามารถเขา้ รหสั ลบั ให้กบั แพก็ เก็ตขอ้ มูลไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ ทงั นี
เนืองจาก WEP นนั ทาํ งานอยูเ่ พียง 2 ชนั การสือสารแรกบนแบบจาํ ลอง OSI เท่านนั ซึงประกอบดว้ ยชนั
สือสารกายภาพ และชันสือสารเชือมต่อข้อมูล รวมถึงเป็ นวิธีการเข้ารหัสลับแบบสเตติก (Static
Encryption) และใช้คียร์ หัสลบั เดียวกนั นีกบั ทุก ๆ โหนดบนเครือข่าย ดงั นนั หากุญแจทีนาํ มาใช้เป็ นคีย์
รหัสลบั เดียวกนั นีกบั ทุก ๆ โหนดบนเครือข่าย ดงั นนั หากกุญแจทีนาํ มาใชเ้ ป็ นคียร์ หสั ลบั ไดถ้ ูกเปิ ดเผย
ใหก้ บั ผไู้ มห่ วงั ดีแลว้ กส็ ามารถถอดรหสั ขอ้ ความเพือนาํ ไปใชง้ านไดท้ นั ที
ภาพที 9.16 การกําหนดการเข้ารหสั ลบั ด้วยวิธีการต่าง ๆ บนอปุ กรณ์แอค็ เซสพอยต์
Wi-Fi Protected Access (WPA)
เนืองจากการเขา้ รหสั ลบั ตามวิธี WEP นนั มีช่องโหวแ่ ละยงั ไม่ปลอดภยั ดงั นนั ทางพนั ธมิตร Wi-
Fi จึงไดร้ ่วมกนั พฒั นาวธิ ีการเขา้ รหัสลบั WPA ขึนมา ซึงในเวลาต่อมา WPA ก็ไดร้ ับการยอมรับและถูก
นาํ มาเป็ นมาตรฐานของ IEEE ดว้ ย
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 367
การเขา้ รหัสลบั ตามวธิ ี WPA เป็ นวิธีแบบไดนามิก (Dynamic Encryption) ซึงกุญแจหรือคียร์ หัส
ลบั จะออกให้ต่อคน ต่อเซสชนั (Per-user and Per-session) ทาํ ให้การถอดรหัสไดย้ ากขึน อย่างไรก็ตาม
การเขา้ รหสั ลบั ตามวธิ ี WPA ไดต้ งั ใจพฒั นาขึนมาเพือใชง้ านชวั คราวเทา่ นนั ซึงเป็ นความเป็ นไปไดข้ อง
ระบบความปลอดภยั ทีดี คงตอ้ งรอการพฒั นาต่อไปบนมาตรฐาน IEEE 802.1i
Wi-Fi Protected Access 2 (WPA2)
เป้าหมายหลกั ของระบบ WPA คือ การพยายามทาํ ใหอ้ ุปกรณ์เก่า ๆ ทาํ งานไดท้ งั หมด เพราะใน
เวลาทีมาตรฐานนีพฒั นาขึนเมือปี ค.ศ. 2003 อุปกรณ์ส่วนใหญ่จะรองรับระบบ WEP หนทางทีทาํ ได้ คือ
การประยุกตใ์ ชฮ้ าร์ดแวร์ทีมีอยใู่ ห้ใช้งานได้ ทงั ตวั เขา้ รหสั ตวั ถอดรหสั โดยจะปรับปรุงในส่วนของการ
สร้าง Key ใหมีความยากขึนทีจะถูกแฮค แตก่ ย็ งั ไม่แขง็ เกร่งเท่ากบั ระบบ WPA2 ทีเป็ นเวอร์ชนั ทีพฒั นามา
จาก WPA ในดา้ นของอลั กอริทมึ สาํ หรับเขา้ รหสั ทีเปลียนมาใชอ้ ลั กริทึมของ AES (Advanced Encryption
System) ทีมีความเขม้ แข็งมากขึน โดยระบบนียงั ใช้ Pairwise Master Key (PMK) ขนาด 256 บิตเท่าเดิม
จากนันก็จะคาํ นวณค่ามาเป็ น Pairwise Transient Key (PTK) ขนาด 384 บิต สาเหตุทีสันกว่าของ WPA
(TKIP) เนืองจากมีการใชค้ ียส์ ําหรับเขา้ รหัสขอ้ มูลและตรวจสอบเป็ นตวั เดียวกนั ขนาด 128 บิต (DATA
Encr/MIC Key) โดยส่วนคยี ท์ ีใชป้ กป้องคียย์ งั มีขนาดเท่าเดิม
ในระบบ WPA2 ได้อพั เกรดค่า IV (Initialize Vector) ให้มีขนาดเป็ น 128 บิต โดยประกอบไป
ด้วยค่า Priority, Source Address และ Packet Number นอกจากนียงั มี Flag และ Data Length ทีเป็ นตวั
บอกความยาวของ MPDU ด้วยค่า Priority, Source Address และ Packet Number ทงั สามจะถูกใส่ไวใ้ น
CCMP Header โดยไมเ่ ขา้ รหสั เพอื ใหป้ ลายทางสามารถเปิ ดอา่ นไวใ้ ชใ้ นขบวนการถอดรหสั
9. บลูทูธ (Bluetooth)
บลูทูธเป็ นเทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สายทีถูกออกแบบมาสาํ หรับรองรับอุปกรณ์ได้หลายประเภท
เช่น โทรศพั ท์ โนต้ บุ๊ค คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล กลอ้ ง พรินเตอร์ และเครืองชงกาแฟ เป็ นตน้ โดยปกติแลว้
เครือข่ายบลูทูธ จะเป็ นเครือข่ายขนาดเล็กและสถาปัตยกรรมของเครือข่ายแบบแอดฮอค (Ad Hoc) ซึง
หมายความวา่ อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถสือสารกนั ไดโ้ ดยไม่จาํ เป็ นตอ้ งมีแอ็คเซสพอยต์ ในบางครังเราจะ
เรียกอปุ กรณ์ในเครือขา่ ยบลูทธู วา่ “แกตเจต (Gadget)”
ในปัจจุบนั ไดม้ ีการนาํ เทคโนโลยีบลูทูธมาใชง้ านกนั อยา่ งแพร่หลาย เช่น
ใชส้ าํ หรับเมา้ ส์และคียบ์ อร์ดแบบไร้สาย
ใชส้ าํ หรับอุปกรณ์แสดงผลทีจะรับสัญญาณมาจากตวั เซ็นเซอร์ (Sensor Device)
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 368
ใชส้ าํ หรับอุปกรณ์รักษาความปลอดภยั ภายในบา้ น
ใชส้ าํ หรับหูฟังโทรศพั ทแ์ บบไร้สาย
บลูทูธได้ถือกาํ เนิดมาจากบริษทั อีริคสัน โดยทีมาของคาํ ว่าบลูทูธนี มาจากนามของกษตั ริย์
ประเทศเดนมาร์ก ทีมีชือว่า Harald Blaatand (ช่วง ค.ศ. 940-981) ซึงในยุคนนั พระองคท์ ่านได้ปกครอง
ประเทศเดนมาร์กและนอร์เวย์ จากพระนาม Blaatand เมือแปลเป็ นภาษาอังกฤษแล้วจะได้เป็ นคาํ ว่า
Bluetooth
ทุกวนั นีเทคโนโลยีบลูทูธได้ใช้โพรโทคอลทีถูกกําหนดไวโ้ ดยมาตรฐาน IEEE 802.15 ซึง
มาตรฐานนีจะถูกสร้างขึนมาสําหรับเครือข่ายไร้สายขนาดเล็กทีมีรัศมีในการทาํ งานไม่กวา้ งมาก เช่น
ภายในหอ้ ง เป็ นตน้
สถาปัตยกรรม (Architecture)
เครือข่ายบลูทูธสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท ไดแ้ ก่ Piconet และ Scatternet ตามทีไดเ้ กรินไว้
บา้ งแลว้ ในบทที 1 ในหวั ขอ้ นีจึงเป็นการอธิบายรายละเอยี ดทางเทคนิค
Piconet คือ เครือข่ายไร้สายขนาดเล็ก โดยจะมีสถานีในเครือข่ายไมเ่ กิน 8 สถานี ซึงตอ้ งมีสถานี
หนึงทาํ หนา้ ทีเป็ นสถานีหลกั เรียกวา่ “มาสเตอร์ (Master)” ส่วนสถานีทีเหลือจะเรียกวา่ “สลาฟ (Slave)”
สาํ หรับการสือสารกนั ระหว่างสถานี Master และ Slave นนั จะเป็ นไปไดท้ งั แบบ one-to-one หรือ one-to-
many ดงั ภาพที 9.17
ภาพที 9.17 เครือข่าย Piconet
ทีมาของภาพ: http://www.careerride.com/ans.aspx?Id=10&type=Mobile-Computing-solved-paper-MCA-2014-
Semester-IV
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 369
Scatternet เป็ นเครือข่ายทีเกิดจากการรวมกันของ Piconet โดยมีสถานี Slave ใน Piconet
สถานีใดสถานีหนึงทาํ หนา้ ทีเป็นสถานี Master ใหก้ บั Piconet อืน ๆ ดงั นนั สถานีจะตอ้ งเป็ นสมาชิกของ
Piconet ทงั สองเครือขา่ ย ดงั ภาพที 9.18
ภาพที 9.18 เครือข่าย Scatternet
อุปกรณ์สําหรับบลูทธู
อุปกรณ์บลูทูธนนั จะใชค้ ลืนวทิ ยรุ ะยะสัน (Short-rang radio) ในการติดต่อสือสาร โดยจะมีอตั รา
การส่งขอ้ มูล 1 Mbps ทียา่ นความถี ISM ที 2.4 GHz ซึงหมายความวา่ มีความเป็ นไปไดท้ ีคลืนของบลูทูธ
จะเกิดการรบกวนกบั คลืนของเครือข่ายไร้สายตามมาตรฐาน IEEE 802.11b
ลาํ ดับชันของบลทู ธู (Bluetooth Layer)
บลูทูธจะมีลาํ ดบั ชันทีไม่เหมือนกบั แบบจาํ ลองอินเทอร์เน็ต (ไดก้ ล่าวไวใ้ นบทที 2) ดงั ภาพที
9.19 ซึงแสดงถึงลาํ ดบั ชนั ของบลูทูธ
ภาพที 9.19 ลาํ ดับชันของบลูทูธ หนา้ ที 370
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย
เรดิโอเลเยอร์ (Radio Layer)
เรดิโอเลเยอร์นีจะเปรียบไดก้ บั ชนั สือสารกายภาพในแบบจาํ ลองของอินเทอร์เน็ต โดยทีอุปกรณ์
สาํ หรับบลูทูธนนั จะมีกาํ ลงั ในการส่งคอ่ นขา้ งตาํ และมีรัศมีของการส่งประมาณ 10 เมตร
ช่ วงความถี
บลูทูธจะมชี ่วงความถีที 2.4 GHz โดยจะแบง่ เป็ นช่องความถียอ่ ย 79 ช่อง ๆ ละ 1 MHz
Frequency Hopping Spread Spectrum: FHSS
บลูทูธใชเ้ ทคนิค FHSS ในการสร้างสัญญาณสําหรับการส่งขอ้ มูลโดยทีอุปกรณ์แต่ละตวั นนั จะมี
การเปลียนความถีในการส่ง 1600 ครังต่อวินาที นนั หมายความวา่ การส่งขอ้ มูลแต่ละครังจะใชเ้ วลา 625 s
(1/1600) ก่อนทีจะเปลียนความถีในการส่งใหม่อีกครัง
มอดูเลชัน (Modulation)
ในการแปลงจากบิตขอ้ มูลให้เป็ นสญั ญาณนนั บลูทูธไดใ้ ชเ้ ทคนิคทีปรับปรุงมาจาก FSK โดยจะ
เรียกเทคนิคนีว่า GFSK (FSK with Gaussian bandwidth filtering) ซึงเทคนิคนีค่อนขา้ งซับซอ้ น แต่จะใช้
หลกั การทีคลา้ ยกนั กบั FSK โดยจะให้บิตขอ้ มูล “1” แทนดว้ ยความถีทีมีค่าสูงกวา่ ความถีของคลืนพาห์
ส่วนบิต “0” จะแทนดว้ ยความถีทีตาํ กวา่ ความถีของคลืนพาห์
ในการสร้างความถีของคลืนพาห์นนั จะใชส้ ูตรดงั ตอ่ ไปนี
Fc= 2402 + n ; n = 0, 1, 2, 3, …, 78
เบสแบนด์เลเยอร์ (Baseband Layer)
เบสแบนด์เลเยอร์จะเปรียบเทียบได้กบั MAC Sublayer ของเครือข่ายแลน โดยจะใช้เทคนิคใน
การเข้าใช้สือกลางแบบ TDMA ซึงการสือสารกันระหว่าง Master และ Slave จะใช้หลักการแบ่งเวลา
ใหก้ บั แตล่ ะสถานีในการส่งเฟรมขอ้ มูล โดยจะกาํ หนดช่วงเวลาสาํ หรับการส่งแตล่ ะครัง 625 µs ส่วนการ
สือสารนนั จะเป็ นการสือสารกนั ระหวา่ ง Master กบั Slave เทา่ นนั เนืองจาก Slave ไมส่ ามารถทีจะสือสาร
กนั เองไดโ้ ดยตรง
TDMA
บลูทูธใช้รูปแบบของ Time Division Duplexing TDMA หรือ TDD-TDMA ซึงเป็ นการสือสาร
แบบฮาลฟ์ ดูเพล็กซ์ ดงั นนั การรับและส่งเฟรมขอ้ มูลจะกระทาํ พร้อมกนั ไม่ได้ หลกั การนีจะคลา้ ยกบั การ
สือสารของวทิ ยตุ าํ รวจ
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 371
การสือสารในกรณีทีมี Slave ตัวเดียว ถา้ ใน Piconet มี Slave เพียงตวั เดียว วธิ ีของการสือสารกนั
นนั จะคอ่ นขา้ งง่าย เนืองจากจะใช้เทคนิค TDMA ซึงจะแบง่ ช่วงเวลาสาํ หรับการส่งแต่ละครัง 625 µs โดย
ให้ Master ใชช้ ่องเวลาทีเป็ นเลขคู่ (0, 2, 4, …) ส่วน Slave จะใชช้ ่องเวลาทีเป็ นเลขคี (1, 3, 5, …) สําหรับ
การสือสารระหวา่ ง Master และ Slave นันจะเป็ นแบบอาล์ฟดูเพล็กซ์ ดงั ภาพที 5.20 จะแสดงหลกั การ
สือสารระหว่าง Master กับ Slave โดยช่องเวลาที 0 นัน Master จะเป็ นผูส้ ่ง ช่องเวลาที 1 Slave จะเป็ น
ผรู้ ับและจะทาํ อยา่ งนีสลบั กนั ไปเรือย ๆ
ภาพที 9.20 การสือสารในกรณมี ี Slave ตัวเดยี ว
การสือสารในกรณีทีมี Slave หลายตวั กระบวนการรับส่งข้อมูลในกรณีทีมี Slave หลายตวั จะ
ซบั ซ้อนเพิมมากขึน โดยที Master จะยงั คงใชช้ ่องเวลาทีเป็ นเลขคู่เหมือนกนั ส่วน Slave ก็ยงั ใชช้ ่องเวลา
ทีเป็ นเลขคี แต่ Slave จะส่งข้อมูลได้ก็ต่อเมือ Master ส่งเฟรมมาให้ก่อนแล้ว Slave ตวั นันจึงส่งเฟรม
ขอ้ มลู ในช่องเวลาถดั ไปได้ ดงั ภาพที 9.21
ภาพที 9.21 การสือสารในกรณที มี ี Slave หลายตวั หนา้ ที 372
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย
จากภาพที 9.21 สามารถอธิบายการสือสารระหวา่ ง Master กบั Slave ไดด้ งั นี
1. ทีช่องเวลา 0 Master จะส่งเฟรมไปยงั Slave 1
2. ทีช่องเวลา 1 จะมีเพยี ง Slave 1 เทา่ นนั ทีสามารถส่งเฟรมไปใหก้ บั Master ได้
3. ทีช่องเวลา 2 Master ส่งเฟรมไปยงั Slave 2
4. ทีช่องเวลา 3 จะมีเพียง Slave 2 เท่านันทีสามารถส่งเฟรมไปให้กับ Master ได้ ส่วน
Slave อืน ๆ จะอยเู่ ฉย ๆ
5. จะกระทาํ ไปอย่างนีเรือย ๆ โดยที Slave จะสามารถส่งเฟรมได้ จะตอ้ งไดร้ ับเฟรมจาก
Master เสียก่อน
ในกรณีของการสือสารทีมี Slave หลายตวั นีจะใช้เทคนิคทีเหมือนกับเทคนิค การโพล/ซิเลค
(Poll/Select) โดยมีการจองเวลาสาํ หรับการส่งขอ้ มูลดว้ ย หลกั การนีจะให้ Master ทาํ การโพลไปยงั Slave
จากนนั ช่องเวลาถดั ไป Slave ทีถูกโพลจะสามารถส่งเฟรมขอ้ มูลได้ แต่ถา้ ไม่ตอ้ งการส่งขอ้ มูล ก็จะปล่อย
ใหช้ ่องเวลานนั วา่ งไป
โครงสร้างของเฟรมข้อมูล (Data Frame Structure)
เฟรมขอ้ มูลในเบสแบนดเ์ ลเยอร์จะมีอยู่ 3 ชนิด ไดแ้ ก่ 1-slot, 3 slot และ 5-slot จากทีไดก้ ล่าวมา
ขา้ งตน้ แล้วว่าช่วงเวลาของการส่งเฟรมขอ้ มูลแต่ละครังจะใช้เวลา 625 µs แต่อย่างไรก็ตามช่วงเวลา
ทงั หมดนีไมไ่ ดใ้ ชส้ าํ หรับการส่งเฟรมขอ้ มูลเท่านนั จะตอ้ งมีช่วงเวลาสาํ หรับการเปลียนความถีในการส่ง
ดว้ ย ซึงจะตอ้ งใชเ้ วลาสาํ หรับการเปลียนความถี 259 µs ดงั นนั
ในการส่งเฟรมขอ้ มูลแบบ 1-slot มีเวลาสําหรับการส่งเฟรมขอ้ มูลจริงเท่ากบั 625-259 =
366 µs ซึงจะส่งขอ้ มูลไดท้ งั หมดครังละ 366 บิต
ในการส่งเฟรมข้อมูลแบบ 3-slot จะมีเวลาสําหรับการส่ งเฟรมข้อมูลจริ งเท่ากับ
(3 * 625) – 259 = 1616 µs ซึงจะส่งขอ้ มูลไดท้ งั หมดครังละ 1616 บิต และการส่งขอ้ มูล
ทงั หมดนีเป็นการส่งโดยทีไมต่ อ้ งมีการเปลียนความถีของคลืนพาห์เลย
ในการส่งเฟรมข้อมูลแบบ 5-slot จะมีเวลาสําหรับการส่งเฟรมข้อมูลจริ งเท่ากับ
(5 * 625) – 259 = 2866 µs ซึงจะส่งขอ้ มูลไดท้ งั หมดครังละ 2866 บิต และการส่งขอ้ มูล
ทงั หมดนีเป็นการส่งโดยทีไมต่ อ้ งมีการเปลียนความถีของคลืนพาห์เลย
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 373
ภาพที 9.22 โครงสร้างเฟรมข้อมูล
จากภาพที 9.22 แสดงถึงโครงสร้างเฟรมขอ้ มูลทงั 3 ชนิด โดยมีรายละเอยี ดของฟิ ลด์ ดงั นี
ฟิ ลด์ Access code ฟิ ลด์นีจะมีขนาด 74 บิต ปกติแล้วจะเก็บบิตทีใช้สําหรับการทํา
ซิงโครนสั (Synchronization bits) และใชส้ าํ หรับแยกความแตกต่างเฟรมของ Master แต่
ละตวั
ฟิ ลด์เฮดเดอร์ (Header) จะมีขนาด 54 บิต โดยจะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ละ 18 บิต ในแต่
ละส่วนจะมีฟิลดย์ อ่ ยทีเหมือนกนั ดงั นี
ฟิ ลด์แอดเดรส มีขนาด 3 บิต ใช้สําหรับแยกความแตกต่างของ Slave
แตล่ ะตวั (1-7) ถา้ ฟิ ลด์นีมีค่าเป็ นศนู ย์ จะใชส้ ําหรับการบรอดคาสต์จาก
Master ไปยงั Slave ทุกตวั
ฟิ ลด์ชนิดของข้อมูล มีขนาด 4 บิต ใช้สําหรับกาํ หนดชนิดของขอ้ มูล
ทีมาจากเลเยอร์ขา้ งบน
ฟิ ลด์ F มีขนาด 1 บิต ใช้สําหรับควบคุมอตั ราการไหล ถ้ามีค่าเป็ น 1
แสดงวา่ อปุ กรณ์ยงั ไมส่ ามารถทีจะรบั ขอ้ มูลได้
ฟิ ลด์ A มีขนาด 1 บิต ใชส้ าํ หรับการตอบรบั (Acknowledgment)
ฟิ ลด์ S มีขนาด 1 บิต ใชส้ าํ หรับเกบ็ หมายเลขลาํ ดบั ของเฟรม
ฟิ ลด์ HEC มีขนาด 8 บิต ใช้สําหรับตรวจสอบความถูกตอ้ งของเฮด
เดอร์
ฟิ ลด์ขอ้ มูล ฟิ ลด์นีจะมีขนาดตงั แต่ 0 ถึง 2740 บิต ซึงในฟิ ลด์นีจะบรรจุขอ้ มูลทีส่งมา
จากเลเยอร์ขา้ งบน
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 374
L2CAP
Logical Link Control and Adaptation Protocol หรื อ L2CAP (L2 มาจาก LL) คล้ายกับ LLC
Sublayer ใน LAN ดงั ภาพที 9.23 โครงสร้างของแพก็ เก็ตในเลเยอร์นี
ภาพที 9.23 โครงสร้างแพก็ เก็ตของ L2CAP
จากภาพที 9.23 จะเห็นได้ว่าฟิ ลด์ความยาวของข้อมูลจะมีขนาด 16 บิต ขอ้ มูลจะถูกส่งลงมา
จากเลเยอร์ข้างบน โดยทีสามารถมีได้ถึง 65,535 ไบต์ ส่วนฟิ ลด์ช่องสัญญาณ จะเก็บหมายเลขของ
ช่องสัญญาณเอาไวห้ น้าทีของ L2CAP คือ มัลติเพล็กซ์ซิง (Multiplexing), การแยกและรวมข้อมูล
(Segmentation and reassembly), คุณภาพการบริ การ (Quality of Service) และการจัดการกลุ่มของ
อุปกรณ์ (Group management)
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 375
สรุปท้ายบทที 9
IEEE ไดน้ ิยามข้อกําหนดเพือนํามาใช้กับเครือข่ายทอ้ งถินไร้สายหรือ WLAN ซึงมาตรฐาน
ดังกล่าวเรียกว่า IEEE 802.11 ทีครอบคลุมชันสื อสารกายภาพและชันสื อสารเชือมต่อข้อมูล บน
แบบจาํ ลอง OSI
การ์ดเครือข่ายแบบไร้สายมีหน้าทีนําส่งเฟรมข้อมูลผ่านสือกลาง ซึงการ์ดเครือข่ายไร้สาย
นอกจากจะเป็ นรูปแบบของแผงการ์ดทีเสียบลงในสล็อตภายในเคสคอมพิวเตอร์แลว้ ยงั มีแบบ USB NIC
และ PC-Card
แอ็คเซสพอยต์ เป็นอุปกรณ์ทีนาํ มาใชเ้ ป็ นจุดรับส่งสัญญาณ ปัจจุบนั แอค็ เซสพอยตไ์ ดม้ ีการรวม
อุปกรณ์หลายอยา่ งเขา้ ดว้ ยกนั เช่น รีพีตเตอร์ สวติ ซ์ บริดจ์ หรือเราทเ์ ตอร์ชนิดไร้สาย
การเชือมต่อเครือข่ายไร้สายดว้ ยวธิ ี Ad-Hoc หรือ Peer-to-Peer เป็ นวิธีการเชือมต่อโดยตรงของ
แตล่ ะโหนด จดั เป็ นวิธีการเชือมต่อแบบพืนฐาน ประหยดั เหมาะกบั เครือข่ายขนาดเล็ก ทีมุ่งเน้นสือสาร
เพือแชร์ทรัพยากรร่วมกนั
การเชือมต่อเครือข่ายไร้สายดว้ ยวิธี Infrastructure นอกจากตอ้ งมีการ์ดเครือข่ายไร้สายแลว้ ยงั
จาํ เป็ นตอ้ งใชอ้ ุปกรณ์แอค็ เซสพอยตเ์ ป็ นจุดรับส่งสัญญาณดว้ ย นอกจากนีบนเครือขา่ ยยงั สามารถมีแอค็
เซสพอยต์ได้มากกว่า 1 เครือง ทีติดตงั ไวต้ ามจุดต่าง ๆ รวมถึงการเชือมต่อแอ็คเซสพอยต์เขา้ เครือข่าย
แบบมสี าย
ความเร็วของเครือข่ายแลนไร้สาย ขึนอยู่กบั มาตรฐานเครือข่ายทีนาํ มาใช้งาน รวมถึงระยะทาง
ของอุปกรณ์ทีสือสารระหว่างกนั ซึงหากอุปกรณ์ทีสือสารกนั อยู่ห่างเกินรัศมีขอบเขตของสัญญาณ จะ
ส่งผลต่อความเร็วทีลดลง นอกจากนีก็มีสัญญาณรบกวน เช่น เสารับส่งคลืนวิทยทุ ีอยู่บริเวณใกลเ้ คียง
รวมถึงอุป กรณ์ อิเล็กท รอนิ กส์ทีใช้ภายในบ้าน เช่น เครื องทําความเย็น มอเตอร์ไฟฟ้ า และ
เครืองปรบั อากาศ เป็นตน้
เราสามารถเชือมโยงเครือข่ายไร้สายให้ครอบคลุมระยะไกลขึน หรือเชือมโยงหลาย ๆ เครือข่าย
เขา้ ดว้ ยกนั ดว้ ยอุปกรณ์บริดจ์ (Bridging Access Point)
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 376
ฮอตสปอต (Hotspot) เป็ นคาํ ทวั ไปทีใช้กบั สถานทีในบริเวณเฉพาะ ทีเปิ ดบริการเครือข่ายไร้สาย
เพือบริการแก่ลูกคา้ ตามจุดทีแอค็ เซสพอยตส์ ามารถส่งคลืนสัญญาณเพือการเชือมตอ่ ไร้สายได้
มาตรฐานเครือขา่ ยไร้สายประกอบดว้ ย 802.11, 802.11a, 802.11b, 802.11g และ 802.11n
ชันสื อสาร PHY ในมาตรฐาน 802.11 สามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วแตกต่างกัน เช่น
11 Mbps และ 54 Mbps โดยสามารถใชส้ ือส่งขอ้ มูลอย่างคลืนวิทยยุ า่ นความถี 2.4 GHz และ 5 GHz หรือ
อินฟราเรด
ชันสือสารย่อย MAC ทีเป็ นส่วนหนึงของชนั สือสารเชือมต่อขอ้ มูล มาตรฐาน IEEE 802.11 ได้
กาํ หนดออกเป็ น 2 ชนั สือสารย่อย ซึงประกอบดว้ ย DCF (Distributed Coordination Function) และ PCF
(Point Coordination Function)
กลไกการทํางานของ CSMA/CA คือ สถานีส่งจะตอ้ งส่งสัญญาณ RTS ไปยงั สถานีปลายทางใน
ขณะเดียวกนั จะส่งสัญญาณเตือนไปยงั ทุกสถานีให้หยุดรอการส่งขอ้ มูลชวั คราว ครันสถานีปลายทางส่ง
สัญญาณ CTS กลบั มา ก็จะเริมส่งขอ้ มูล เมือส่งขอ้ มูลเสร็จเรียบร้อยแลว้ สถานีปลายทางก็จะส่งสัญญาณ
ACK ตอบกลับมา ซึงหมายถึงกระบวนการสือสารได้ยุติโดยสมบูรณ์แล้ว กลไกดังกล่าวสามารถ
หลีกเลียงการชนกนั ของกลุ่มขอ้ มูลได้
เครือข่ายไร้สายอาจเกิดกรณีปัญหาการซ่อนเร้นของสถานีได้ แต่ก็มีวิธีแกไ้ ขปัญหาดว้ ยการใช้
Handshake Frame (RTS และ CTS) มาช่วยแกป้ ัญหาได้
แนวทางการจัดระบบรักษาความปลอดภัยให้กบั เครือข่ายไร้สาย ประกอบด้วย
. ตงั ชือเครือข่าย (SSID)
2. การกลนั กรองหมายเลขแมคแอดเดรส (MAC Address Filtering)
3 การเขา้ รหสั ลบั (Encryption)
การเขา้ รหสั ลบั บนเครือขา่ ยไร้สายทีใชใ้ นการพิสูจนท์ ราบตวั ตนแบบ Open Share Kay ไดแ้ ก่
1. WEP (Wire Equivalency Privacy )
2. WPA (Wi-Fi Protected Access )
3. WPA2 (Wi-Fi Protected Access 2)
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 377
เครือข่ายบลูทูธ จะเรียกวา่ Piconet ส่วน Scatter เป็ นเครือข่ายทีเกิดกจากการรวมกนั ของ Piconet
หลาย ๆ เครือขา่ ย
เรดิโอเลเยอร์จะเปรียบไดก้ บั ชนั สือสารกายภาพในแบบจาํ ลองของอินเทอร์เน็ต และเบสแบนด์
เลเยอร์จะเปรียบไดก้ บั MAC Sublayer ของ LAN
เฟรมขอ้ มูลของบลูทธู มีอยู่ 3 ชนิด คือ 1-slot, 3-slot และ 5-slot
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 378
แบบฝึ กหดั ท้ายบทและการค้นคว้า
1. เครือข่ายทอ้ งถินแบบไร้สาย (Wireless Network) มีขอ้ แตกต่างจากเครือข่ายทอ้ งถินแบบมีสาย
(Wired Network) อยา่ งไร จงอธิบาย
2. การเชือมต่อเครือข่ายแบบ Ad-Hoc แตกตา่ งจาก Infrastructure อยา่ งไร
3. การเขา้ รหสั แบบ WPA2 แตกต่างจากการเขา้ รหสั แบบ WPA อยา่ งไร
4. การส่งคลืนตามวธิ ี DSSS และ FHSS มีความแตกต่างกนั อยา่ งไรบา้ ง
5. สรุปความแตกต่างระหว่างกลไกการเข้าถึงสือกลางแบบ CSMA/CD และ CSMA/MA มาให้
เขา้ ใจ
6. จากตารางดา้ นล่างนี ให้ท่านเปรียบเทียบความแตกต่างของสถานีแต่ละชนิดในเครือข่ายทอ้ งถิน
แบบไร้สาย
Type of Mobility Movement Inside BSS Movement Between BSSs Movement Between ESSs
NO Transition
BSS Transition
ESS Transition
7. บริษทั สิงโตทอง มีพืนทีในการดาํ เนินธุรกิจประมาณ 2.5 งาน โดยพืนทีขนาด 50 ตารางวาถูก
นาํ ไปใชเ้ ป็นสํานกั งาน ซึงเป็นอาคาร 2 ชนั ชนั ที 1 มีห้องทาํ งานอยู่ 3 ห้อง (หอ้ งฝ่ ายบญั ชี, ห้องฝ่ ายบุคคล
และห้องฝ่ ายไอที) ส่วนชัน 2 มีห้องทาํ งาน 2 ห้องนอกจากนีมีซุ้มอาคารชันเดียวขนาด ตารางวา ที
จดั ตงั ขึนเป็ นร้านอาหาร ห่างจากอาคารสํานักงานประมาณ 70 เมตร ทีจดั ไวเ้ พือเป็ นสวสั ดิการแก่
พนกั งาน เพอื ใชเ้ ป็นมมุ พกั ผอ่ น พบปะพดู คุย และใชบ้ ริการลูกคา้ ทีมาติดตอ่ ประสานงาน
ผูจ้ ดั การบริษัท มีความประสงค์ทีจะทาํ การติดตงั ระบบเครือข่ายในบริษัท โดยมีเครืองแม่ข่าย
(Server) 1 เครื อง ทีใช้จัดเก็บฐานข้อมูล และเชือมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตแบบ Leased Line ทังนี
คอมพิวเตอร์ทีใช้งานจะเชือมโยงถึงกนั เป็ นระบบเครือข่าย และเขา้ ถึงอินเทอร์เน็ตได้ นอกจากนีจะเปิ ด
บริการเครือขา่ ยไร้สายดว้ ยการติดตงั ทีซุม้ อาคารร้านอาหารดว้ ย
จากข้อมูลดังกล่าว ให้ท่านทําการออกแบบเครือข่ายข้อมูลข้างต้น โดยให้เขียนเป็ น Network
Diagram โดยใชเ้ ทคโนโลยที ีเหมาะสม
บทที 9 เทคโนโลยเี ครือข่ายไร้สาย หนา้ ที 379
บทที 10
ระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและเครือข่ายดาวเทยี ม
Mobile Network and Satellite Network
วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้
1. รู้และเขา้ ใจววิ ฒั นาการของโทรศพั ทม์ ือถือ
2. อธิบายหลกั การทาํ งานของโทรศพั ทม์ ือถือได้
3. อธิบายเทคโนโลยใี นยคุ ตา่ ง ๆ ของโทรศพั ทม์ ือถือได้
4. อธิบายเทคโนโลยี GSM, EDGE, UMTS, HSPA, LTE และ WiMAX ได้
5. อธิบายหลกั วงโคจรของดาวเทียม และประเภทของดาวเทียมได้
โทรศพั ทม์ ือถือเป็ นอีกเทคโนโลยหี นึงทีสร้างการเปลียนแปลงบนโลกนีเหมือนกบั คอมพิวเตอร์
ปัจจุบนั โทรศพั ท์มือถือพฒั นาไปเป็ นยุคทีเรียกวา่ “สมาร์ทโฟน (Smart Phone)” ซึงมีชือมีความหมาย
เป็ นนัยว่า โทรศพั ท์ทีมีความฉลาด แต่ในความหมายทีแทจ้ ริงนัน คือ โทรศพั ท์ทีมีฟังก์ชันการทาํ งาน
ต่าง ๆ มากมาย และกาํ ลงั พฒั นาไปเป็นคอมพิวเตอร์มือถือนนั เอง มือถือทีไดร้ ับความนิยมมากในปัจจุบนั
ไมว่ า่ จะเป็ นไอโฟน ซมั ซุงหรือ ออปโป ลว้ นแลว้ แต่เป็ นคอมพิวเตอร์เล็ก ๆ เครืองหนึงทีมีแอปพลิเคชนั
หนึงทีใชส้ าํ หรับโทรศพั ทน์ นั เอง อยา่ งไรกต็ ามจากมมุมมองของเครือข่าย ไม่วา่ จะเป็นโทรศพั ท์ แทบ็ เล็ต
โน้ตบุ๊ค พีซี ก็ล้วนแล้วแต่เป็ นไคลเอนท์ของเครือข่ายนันเอง ในอนาคตนันอุปกรณ์เหล่านีจะสามารถ
เชือมต่อเข้ากบั เครือข่ายหรืออินเทอร์เน็ตไดไ้ ม่ว่าจะทางใดก็ทางหนึง รวมถึงเครือข่ายดาวเทียม ซึงมี
ความสัมพันธ์และเกียวโยงกับระบบโทรศัพท์มือถือ ในบทนีจะกล่าวถึงวิวัฒนาการของระบบ
โทรศพั ทม์ ือถือตงั แต่ยคุ แรก คือ ยคุ 1 G มาจนถึงยคุ ปัจจุบนั (4G) ทีเครือขา่ ยโทรศพั ทม์ ือถือรวมเป็นหนึง
เดียวกบั เครือข่ายอินเทอร์เน็ต และความสัมพนั ธ์ระหวา่ งโทรศพั ทม์ ือถือกบั เครือข่ายดาวเทียม
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 380
10.1 ววิ ฒั นาการของโทรศัพท์มือถือ (Mobile Phone Evolution)
วิวฒั นาการของระบบโทรศพั ท์มือถือนนั มกั นิยมเรียกชือ หรือแบ่งเป็ นยคุ ๆ โดยยุคแรกนนั จะ
เรียกวา่ ยคุ 1G และลาํ ดบั ตวั เลขเพิมขึนเรือย ๆ โดยปัจจุบนั อยใู่ นช่วงยุค 4G แตล่ ะยคุ ของโทรศพั ทม์ ือถือ
มีอายุโดยเฉลียราว 10 ปี โดยแต่ละยุคนันจะเปลียนไปใช้ความถีย่านใหม่และมีการเพิมอตั ราขอ้ มูลที
สูงขึน เริมตงั แต่ยุคแรก คือ 1G โดยเริมในปี ค.ศ. 1981 ยคุ 2G ก็เริมราวปี ค.ศ. 1991 และยคุ 3G เริมในปี
ค.ศ. 2001 ส่วนยุค 4G ได้เริมเปิ ดใช้งานได้ในปี ค.ศ. 2011 (ระบบ Pre-4G อย่าง LTE และ mobile
WiMAX ไดเ้ ริมมีการใชง้ านแลว้ ) และยคุ 5G คาดว่าน่าจะออกมาราวปี ค.ศ. 2021 เวอร์ชนั แรกของ LTE
ของ 3GPP ยงั มีคุณสมบตั ิไม่ครบตามมาตรฐาน 4G ของ ITU ซึงถูกจดั วา่ เป็ นยคุ Pre-4G หรือ 3.9G แต่ผู้
ใหบ้ ริการบางรายกเ็ รียกการใหบ้ ริการ LTE ของตวั ตนเองวา่ เป็นยคุ 4G แลว้
ยุค 1G
ปี ค.ศ. 1983 ระบบเซลลูล่าร์เริมพฒั นาขึนใชง้ านโดยระบบแรกทีพฒั นามาใชง้ านเรียกว่าระบบ
“AMPS (Advance Mobile Phone Service)” ระบบดงั กล่าวส่งสัญญาณไร้สายแบบอะนาล็อก โดยใช้
คลืนความถีที 824-894 MHz โดยใช้หลักการแบ่งช่องทางความถีหรือทีเรียกว่า FDMA (Frequency
Division Multiple Access) ต่อมาประมาณปี ค.ศ. 1990 กลุ่มผูพ้ ฒั นาระบบเซลลูล่าร์ไดพ้ ฒั นามาตรฐาน
ใหม่โดยให้ชือว่าระบบ GSM (Global System for Mobile Communication) โดยเน้นระบบเชือมโยง
ติดต่อกนั ได้ทวั โลก ระบบดังกล่าวนีใช้วิธีการเขา้ ถึงช่องสัญญาณดว้ ยระบบ TDMA (Time Division
Multiple Access) โดยใชค้ วามถีในการติดต่อกบั สถานีฐาน (Base Station) ที 890-960 MHz
ภาพที 10.1 โทรศัพท์ในยุค 1G
ทีมาของภาพ: https://www.potentash.com/2016/08/17/try-airtel-unliminet-tariffs/old-mobile-phone/
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 381
กลุ่มทีพฒั นาโทรศพั ท์มือถือมีด้วยกนั สามกลุ่ม คือ กลุ่มอเมริกา ยุโรป และญีป่ ุน โดยใช้ย่าน
ความถีการเชือมโยงกบั สถานีแม่ข่ายทีความถียา่ นไมโครเวฟ หรือประมาณ 1-2 GHz การใช้งานในรุ่น
แรกหรือ 1G (Generation) มีขอ้ จาํ กดั ในเรืองการขยายช่องสัญญาณใหร้ องรับผูใ้ ช้จาํ นวนมาก ดงั นนั จึง
ต้องเปลียนจากระบบอะนาล็อกมาเป็ นดิจิตอลในยุค 2G การพัฒนาเน้นในเรืองการแบ่งเวลาใน
ช่องสัญญาณโดยใชเ้ ทคนิคทีเรียกว่า TDMA หรือ CDMA (Code Division Multiple Access) ซึงเป็ นการ
เรียกเขา้ ถึงช่องสัญญาณ โดยแบ่งช่องสัญญาณออกเป็นสล็อตของเวลาสัน ๆ เพือให้การรับส่งขอ้ มูลผา่ น
ช่องเลก็ ๆ ทางดา้ นเวลานี
การเขา้ รหัสสัญญาณเสียงยงั คงใช้วิธีการบีบอดั สัญญาณเสียงใหเ้ หลือแบนด์วิดธ์ตาํ ๆ โดยช่อง
สัญญาณเสี ยงทีแปลงเป็ นดิจิตอลแล้วจะใช้เพียง 9 Kbps และนีเป็ นเหตุผลทีคุณภาพเสี ยงของ
สัญญาณเสียงในระบบโทรศพั ท์มือถือในยุคแรก ๆ ดอ้ ยลง แต่อยู่ในระดบั ทียอมรับได้ เพราะสัญญาณ
รับส่งเป็ นแบบดิจิตอล จึงมีความเพียนหรือสัญญาณสอดแทรกตาํ การใชโ้ ทรศพั ท์มือถือมีความจาํ เป็ น
และมีตลาดรองรับการใชง้ านสูงมาก บริษทั โดโคโมของญีป่ ุนเพียงบริษทั เดียวทีมีลูกคา้ โทรศพั ทม์ ือถือถึง
30 ลา้ นเครือง และในปัจจุบนั ทวั โลกมีการใชโ้ ทรศพั ท์มือถือกวา่ พนั ลา้ นเครือง และมีแนวโน้มทีเพิมขึน
อีกมากมายมหาศาล
ระบบโทรศัพท์มือถือในยุคแรก (1G) เป็ นระบบโทรศพั ท์ทีใช้สัญญาณวิทยุ ระบบการนํา
สัญญาณเสียงผ่านคลืนวิทยุย่านความถีสูงมาก (VHF และ UHF) และระบบการรับส่งยงั เป็ นแบบ
อะนาล็อก พฒั นาการทางอะนาลอ็ กของโทรศพั ทม์ ือถืออยไู่ ดไ้ ม่กีปี ก็พฒั นาการเขา้ สู่ยคุ ทีสอง (2G) ระบบ
โทรศพั ท์แบบอะนาล็อกนันจะไม่รองรับการส่งผ่านขอ้ มูลใด ๆ นอกจากเสียง หรือแค่โทรออกและ
รับสายเทา่ นนั ไม่มกี ารรองรับการใชง้ านดา้ นขอ้ มูลใด ๆ ทงั สิน แมแ้ ต่การรับส่ง SMS กย็ งั ทาํ ไมไ่ ดใ้ นยุค
1G แต่จริง ๆ แลว้ ในยุคนนั ผบู้ ริโภคก็ยงั ไม่มีความตอ้ งการในการใชง้ านอืน ๆ นอกจากเสียงอยูแ่ ลว้ โดย
ปริมาณผใู้ ชโ้ ทรศพั ทม์ ือถือยงั อยูใ่ นขอบเขตทีจาํ กดั มาก และจะพบวา่ ผใู้ ชม้ กั จะเป็ นนกั ธุรกิจทีมีรายไดส้ ูง
เสียเป็ นส่วนใหญ่
ยคุ 2G
เมือระบบโทรศพั ทม์ ือถือในยุค 2G ใช้รหสั ดิจิตอล การกาํ หนดเส้นทางและการหาเส้นทางเชือม
กบั สถานีฐานจึงทาํ ไดด้ ี ระบบการโรมมิง (Roaming) คือ การนําเอาโทรศพั ท์มือถือไปใชใ้ นเครือข่าย
โทรศพั ทม์ ือถือของผใู้ หบ้ ริการรายอืนโดยเฉพาะในต่างประเทศ และก่อใหเ้ กิดระบบโทรศพั ทม์ ือถือแบบ
GSM หรือระบบโทรศพั ท์มือถือทีใช้ได้ทวั โลกเชือมโยงกนั เป็ นเซลล์แบบรังผึง (Cellular) ทุกครังทีเปิ ด
โทรศพั ทม์ ือถือ เครืองในมือถือเราก็จะติดต่อกบั สถานีฐาน เพือลงทะเบียนตาํ แหน่ง หลงั กจากนนั ก็ติตต่อ
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 382
กบั ระบบได้ การกระจายเซลลฐ์ านจะมีมากมาย โดยเฉพาะปัจจุบนั จาํ นวนเซลล์ฐานไดร้ ับการกาํ หนดใหม้ ี
ขนาดเล็กลง ซึงตอ้ งใชเ้ ซลลฐ์ านจาํ นวนมากขึน และเมือเคลือนทีผา่ นกรอบของเซลลฐ์ านเขา้ สู่เซลลต์ ่อไป
ระบบการโอนสัญญาณติดตอ่ ระหวา่ งเซลลจ์ ะกระทาํ อยา่ งต่อเนืองโดยใหม้ ีการใชง้ านไดโ้ ดยไม่มีปัญหา
มาตรฐาน 2G ได้ประสบความสําเร็จในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจสื อสารได้อย่างมหาศาล
นบั ตงั แต่ปี ค.ศ. 1994 เป็ นตน้ มา ในยคุ นีมีมาตรฐานทีสําคญั ทีนิยมใช้งานอยู่ทวั โลกอยู่ 2 มาตรฐาน คือ
มาตรฐาน GSM (Global System for Mobile Communication) อันเป็ นมาตรฐานของสหภาพยุโรป
ปัจจุบนั มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุด และมาตรฐาน CDMA (Code Division Multiple Access) อนั เป็ น
มาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา มีส่วนแบ่งการตลาดเป็ นอนั ดบั ทีสอง จุดมุ่งหมายของการพฒั นามาตรฐาน
โทรศพั ทเ์ คลือนที 2G ขึน ก็เพือตอบสนองความตอ้ งการใชง้ านระบบสือสารไร้สายส่วนบุคคลในลกั ษณะ
ไร้พรมแดนหรือทวั โลก โดยเปิ ดโอกาสให้ผูใ้ ชบ้ ริการสามารถนาํ เครืองลูกข่ายโทรศพั ท์เคลือนทีไปใช้
งานในทีใด ๆ ก็ไดท้ วั โลกทีมีการใหบ้ ริการโทรศพั ทเ์ คลือนทีดงั กล่าว และยงั เป็ นยคุ ของการนาํ มาตรฐาน
สือสารแบบดิจิตอลสมบูรณ์แบบมาใช้รักษาความปลอดภยั และเสริมประสิทธิภาพในการสือสาร
หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็ นบริการส่งขอ้ ความแบบสันหรือ SMS (Short Message Service) และการ
เริมตน้ ของยุคสือสารขอ้ มูลผ่านเครืองลูกข่ายโทรศพั ท์เคลือนทีเป็ นครังแรก โดยมาตรฐาน GSM และ
CDMA ตอบสนองความตอ้ งการสือสารขอ้ มูลด้วยอตั ราความเร็วสูงสุด 9.6 Kbps ซึงถือว่าเพียงพอเมือ
เปรียบเทียบกบั อตั ราความเร็วของการสือสารผา่ นโมเด็มในเครือข่ายโทรศพั ทพ์ ืนฐานเมือกวา่ สิบปี ก่อน
การตอบรับของกลุ่มผูบ้ ริโภคบริการสือสารไร้สายทวั โลกทาํ ใหม้ าตรฐานโทรศพั ทเ์ คลือนที 2G
สร้างรายได้ให้กบั ผูป้ ระกอบการทัวโลกอย่างมหาศาล
ก่อใหเ้ กิดการเปิ ดสัมปทานและนาํ มาซึงการแขง่ ขนั อยา่ ง
รุนแรงแทบทุกประเทศ ซึงปัจจยั ดงั กล่าวนอกจากจะมีผล
ทําให้เกิดการเพิมจํานวนของผู้ใช้บริ การอย่างก้าว
กระโดดแล้ว ในขณะเดียวกันยงั สร้างผลกระทบต่อ
รายไดโ้ ดยเฉลียต่อเลขหมายของผูใ้ หบ้ ริการเครือข่าย อนั
เนืองมาจากกลยทุ ธ์การแขง่ ขนั ดา้ นราคา และเมือมีการ
ภาพที 10.2 โทรศัพท์ยคุ 2G สามารถส่ง SMS ได้
เปิ ดตวั บริการโทรศพั ทเ์ คลือนทีแบบจ่ายก่อน (Prepaid) ตงั แต่ปี ค.ศ. 1997 เป็ นตน้ มา กท็ าํ ใหเ้ กิด
การลดถอยของรายไดเ้ ฉลียตอ่ เลขหมายลงอยา่ งตอ่ เนือง พร้อมกบั ปัญหาผใู้ ชบ้ ริการยา้ ยค่ายทีรุนแรงขึน
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 383
เพือเป็ นการสร้างความเชือมนั ในตราสินคา้ และยงั เป็ นการสร้างรายไดเ้ พิมเพือชดเชยรายไดต้ ่อ
เลขหมายทีลดตาํ ลง เนืองจากปรากฎการณ์อิมตวั ของบริการสือสารด้วยเสียง ผูป้ ระกอบการในธุรกิจ
โทรศพั ท์เคลือนทีทวั โลกจึงมีความเห็นตรงกนั ทีจะสร้างบริการสือสารไร้สายรูปแบบใหม่ ๆ ขึน โดย
พฒั นาเครือข่ายโทรศพั ท์เคลือนที 2G ทีเปิ ดใช้งานอยูใ่ ห้มีศกั ยภาพเพิมเติม เพือรองรับบริการสือสาร
ขอ้ มูลแบบทีมิใช่เสียง พร้อมกบั การวางแผนธุรกิจ แผนปฏิบตั ิการทางวิศวกรรม การตลาด และแผนการ
ลงทุน เพือสร้างกระแสความตอ้ งการให้กบั ฐานลูกคา้ ผใู้ ชบ้ ริการทีมีอยเู่ ดิม เพือเพิมรายไดต้ อ่ เลขหมายให้
สูงขึน พร้อม ๆ กับผลกั ดันให้เกิดการบริการรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็ นการรับส่งขอ้ มูลแบบ EMS
(Enhanced Messaging Service) หรือ MMS (Multimedia Messaging Service) รวมถึงบริ การท่องโลก
อินเทอร์เน็ตไร้สายผา่ นอุปกรณ์สือสารรุ่นใหม่ ๆ ซึงมีทงั ทีเป็ นโทรศพั ทเ์ คลือนทวั ๆ ไป อุปกรณ์ไร้สาย
ประเภท PDA (Personal Digital Assistant) และโทรศพั ทเ์ คลือนทีอจั ฉริยะ (Smart Phone)
เพือเป็ นการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายโทรศัพท์เคลือนที 2G ทีได้มีการลงทุนไวแ้ ล้วให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดมาตรฐานเทคโนโลยกี ารสือสารขอ้ มูลในรูปแบบใหม่ ๆ จึงถูกกาํ หนดขึนภายใตแ้ นวคิด
ในการพฒั นาเครือขา่ ยเดิม ไม่วา่ จะเป็นเทคโนโลยี HSCSD (Hight Speed Circuit Switching Data), GPRS
(General Packet Radio Service) หรือ EDGE (Enhanced Data Rate for GPRS Evolution) ของค่าย GSM
และเทคโนโลยี CDMA2000 1xEV-DV หรือ CDMA2000 1xEV-DO ของค่าย CDMA เรียกมาตรฐานต่อ
ยอดดังกล่ าวโดยรวม ว่า เท คโน โลยียุค 2.5G/2.75G ซึ งช่ วงเวลานี เองที ป รากฎ มี ม าตรฐาน
โทรศพั ท์เคลือนที PDC (Packet Digital Cellular) เปิ ดให้บริการสือสารขอ้ มูลในลกั ษณะของเทคโนโลยี
2.5G ภายใตช้ ือเครืองหมายการคา้ I-mode ซึงประสบความสําเร็จอยา่ งมากในการเปิ ดศกั ราชของการ
ให้บริการสือสารขอ้ มูลแบบมลั ติมีเดียไร้สายในประเทศญีป่ ุน และไดก้ ลายเป็ นตน้ แบบของการจดั ทาํ
ธุรกิจขอ้ มูลทีไมใ่ ช่เสียงใหก้ บั ผปู้ ระกอบการโทรศพั ทเ์ คลือนทีทวั โลกในเวลาต่อมา
ตังแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็ นต้นมาอันเป็ นยุคเริมต้นของเทคโนโลยี 2.5G ผู้ให้บริ การเครือข่าย
โทรศพั ทเ์ คลือนทีทวั โลกรวมทงั ประเทศไทยมีการผลกั ดนั บริการสือสารขอ้ มูลรูปแบบใหม่ ๆ ในรูปแบบ
ทีไม่ใช้เสียง เช่น SMS MMS เป็ นตน้ เพือสร้างกระแสนิยมในกลุ่มผูบ้ ริโภคมากขึน ไม่วา่ จะเป็ นการใช้
ประโยชน์จากเครือข่าย 2.5G อย่างเต็มรูปแบบ หรือเป็ นการผลกั ดนั ให้เกิดการยอมรับในบริการทีมีอยู่
แลว้ อนั ไดแ้ ก่ บริการ SMS ซึงในปัจจุบนั จะเห็นวา่ บริการเหล่านีไดก้ ลายเป็ นช่องทางสําคญั ทีเพิมมูลค่า
การใหบ้ ริการของบรรดาผใู้ หบ้ ริการเครือขา่ ยโทรศพั ทเ์ คลือนที
เพือเป็นการเพิมความคล่องตวั ในการเปิ ดให้บริการขอ้ มูลทีไม่ใชเ้ สียงอยา่ งเต็มรูปแบบ พร้อมทงั
ยงั คงรักษาคุณภาพในการให้บริการเสียงดว้ ยระดบั คุณภาพทีทดั เทียมหรือดีกว่าในยุค 2G องค์กรสากล
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 384
3GPP (Third Generation Program Partnership) และ 3GPP2 จงึ ไดก้ าํ หนดมาตรฐานโทรศพั ทเ์ คลือนที 3G
ขึน โดยมีมาตรฐานสาํ คญั อยู่ 2 ประเภท คือ UMTS และ W-CDMA
ขอ้ แตกตา่ งทีเห็นไดช้ ดั ระหวา่ งยุค 2G และ 1G คือ ระบบสัญญาณโทรศพั ทข์ องเครือขา่ ย 1G นนั
จะเป็ นแบบอะนาล็อก ในขณะทียคุ 2G นนั จะเป็ นแบบดิจิตอล แต่ทงั สองเครือข่ายมีความคลา้ ยกนั ตรงที
สัญญาณทีเชือมระหว่างเสาสัญญาณจะเชือมต่อกันด้วยสัญญาณดิจิตอล เทคโนโลยี 2G นันจะแบ่ง
ออกเป็ น 2 ประเภทคือ TDMA (Time Division Multiple Access) และ CDMA (Code Division Multiple
Access) โดยเทคโนโลยหี ลกั ๆ ของยคุ 2G คือ
GSM ใชเ้ ทคนิค TDMA ซึงเป็ นระบบทีนิยมใชก้ นั ทวั โลก
iDen ใชเ้ ทคนิค TDMA เช่นกนั แตใ่ ชเ้ ฉพาะบางระบบในสหรัฐฯ และแคนาดา
IS-136 (D-AMPS) ใชเ้ ทคนิค TDMA นิยมใชง้ านเฉพาะในอเมริกา
IS-95 (cdmaOne) ใชเ้ ทคนิค CDMA นิยมใชง้ านเฉพาะในอเมริกา
PDC ใชเ้ ทคนิค TDMA นิยมใชง้ านในประเทศญีป่ ุน
โดยปกติ 2G จะเรียกเป็ น PCS ในสหรัฐฯ ส่วนยคุ 2.5G นนั จะมีการปรับปรุงเครือข่ายให้รองรับ
การถ่ายโอนขอ้ มูลความเร็วสูง หลงั จากยุค 2G ก็จะเป็ นยุค 3G และ 4G ซึงมีอตั ราขอ้ มูลทีสูงกว่าในยุค
2.5G นนั มีการปรับปรุงเครือข่ายเพือให้รองรับการส่งขอ้ มูลดิจิตอล หรือเป็ นเครือข่ายแบบแพก็ เก็ตสวิตซ์
แทนทีจะเป็นแบบวงจรสวิตซ์อยา่ งเดียว แต่เครือข่ายไม่ไดเ้ ร็วขึน เพราะยงั ใชโ้ ครงขา่ ยพืนฐานเดิมอยู่ โดย
ในยุค 2.5G นีมีการนาํ โพรโทคอลทีใช้ในยุค 3G มาใชค้ ือ GPRS สําหรับระบบ GSM และ CDMA2000
สาํ หรับระบบ CDMA ในเครือข่าย 2.5G นนั GPRS รองรับการถ่ายโอนขอ้ มูลที 144 Kbps
ยุค 3G
เมือเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1998 สหภาพโทรคมนาคมระหวา่ งประเทศ หรือ ITU ไดร้ ่างขอ้ เสนอ
การพฒั นาระบบโทรศพั ทเ์ ซลลูล่าร์ในรูปแบบทีจะพฒั นาต่อเนืองให้เข้าสู่ยุค 3G โครงร่างทีสําคญั คือ
แนวทางการพฒั นาระบบโทรศพั ท์เซลลูล่าร์ทีมีการใช้งานกนั หลายเทคโนโลยี โดยเน้นในเรืองความ
หลากหลายของระบบ เพือเป็ นแนวทางของการรวมระบบจนกระทงั ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1999
แนวทางการเขา้ สู่ยคุ 3G ก็เริมเด่นขึน โดยทุกระบบมีการแนวโนม้ ในการปรับเปลียนเขา้ สู่ระบบ IMIT-
2000
3G คือ โทรศพั ทม์ ือถือยุคที 3 ทีกาํ ลงั จะมาแทนโทรศพั ทม์ ือถือแบบ GSM ซึงจดั อยูใ่ นยุค 2G ที
ใช้งาน อย่างแพ ร่ ห ล ายใน ปั จจุบัน 3G พัฒ น าตาม ม าต รฐาน IMT-2000 (International Mobile
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 385
Telecommunication) ภายใต้กลุ่มของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือ ITU การให้บริการ
ประกอบดว้ ยโทรศพั ทม์ ือถือ อินเทอร์เน็ต โทรศพั ทว์ ดิ ีโอ และทีวบี นมือถือ เพือให้สามารถรองรับการส่ง
ขอ้ มูล ทงั หมดนีมาตรฐาน IMT-2000 กาํ หนดให้ระบบตอ้ งรองรับแบนด์วิดธ์อย่างน้อย 200 Kbpsc แต่
ในทางปฏิบตั ินนั หลาย ๆ บริษทั ผลิตอุปกรณ์ทีรองรับแบนดว์ ดิ ธ์ไดถ้ ึงระบบ Mbps เทคโนโลยที ีจดั วา่ อยู่
ในยคุ 3G เช่น UMTS, CDMA2000, DECT
UMTS (Universal Mobile Telecommunication System) เปิ ดตัวครังแรกเมือปี ค.ศ. 2001 ซึ ง
กาํ หนดเป็ นมาตรฐานโดย 3GPP ซึงใช้งานในแถบยุโรป ญีป่ ุน และจีน โดยใช้โครงสร้างร่วมกนั ระบบ
GSM ซึงเป็ นเทคโนโลยใี นยุค 2.5G และ 3G ในเครืองตวั เดียวกนั ซึงเพิมความสะดวกตามสบายสําหรับ
ผใู้ ชแ้ ละผใู้ หบ้ ริการ เวอร์ชนั แรกของ UMTS ทีนิยมใชม้ ากทีสุด คอื W-CDMA
W-CDMA (Wideband Code Division Multiple Access) เป็ นเทคโนโลยี 3G ทีพฒั นาโดยบริษทั
โดโคโมของญีป่ ุนเป็ นเทคโนโลยี CDMA ทีมีมาตรฐานตามขอ้ กาํ หนดของ ITU และเป็ นทีรู้จกั อย่างเป็ น
ทางการในชือว่า IMT-2000 W-CDMA เป็ นเทคโนโลยีการสื อสารระบบไร้สายในยุค 3G และมี
ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแบบไร้สายผ่านโทรศพั ท์มือถือและอุปกรณ์ไร้สายความเร็วสูง W-
CDMA มีประสิทธิภาพในการสือสารรับส่งสัญญาณเสียง ภาพ ขอ้ มูล และภาพวิดีโอดว้ ยความเร็วสูง 2
Mbps แต่สาํ หรับการให้บริการในปัจจุบนั ความเร็วสูงสุดอยู่ที 384 Kbps โดยสัญญาณขาเขา้ จะถูกแปลง
เป็ นสัญญาณดิจิตอล และส่งไปเป็ นรหัสผ่านแถบคลืนสัญญาณกระจายไปสู่คลืนความถีต่าง ๆ ผู้
ให้บริการเทคโนโลยีนีจะใช้แถบคลืนความถีสัญญาณที 5 MHz ซึงต่างจากผูใ้ ห้บริการทีให้บริการ
เทคโนโลยี CDMA2000 ในย่านความถีแคบทีใช้ช่องสัญญาณที 1.25 MHz พฒั นาการก้าวต่อไปของ
เทคโนโลยี W-CDMA จะนาํ ไปสู่ความสามารถในการส่งขอ้ มูลทีความเร็วสูงขึน ซึงเรียกวา่ HSPA (High
Speed Packer Access) ซึงสามารถส่งขอ้ มูลดว้ ยความเร็วสูงถึง 14 Mbps
CDMA2000 เป็ นมาตรฐานทีกาํ หนดโดย 3GPP2 ใชแ้ ถบอเมริกาเหนือและเกาหลีใต้ เป็ นระบบที
ใชโ้ ครงสร้างพนื ฐานร่วมกบั ระบบ IS-95 ซึงเป็ นเทคโนโลยใี นยคุ 2G โทรศพั ทท์ ีผลิตใช้กบั ระบบนีจะใช้
งานไดท้ งั สองระบบ เวอร์ชนั ล่าสุดของ CDMA2000 คือ EVDO Rev B ซึงสามารถส่งขอ้ มูลไดส้ ูงถึง 14.7
Mbps
ระบบ 3G ทีไดพ้ ฒั นาขึนครังนีเป็นแบบดิจิตอลแพก็ เก็ต โดยเนน้ การรองรบั ระบบมลั ติมีเดียทีให้
ทุกคนเขา้ ถึงขอ้ มูลข่าวสารไดท้ ุกที ทุกเวลา เป้าหมายของความเร็วในการเชือมต่อเครือข่ายแบบ 3G อยูท่ ี
2 Mbps ในอาคารหรือในบา้ นและหากอยู่ในรถยนตท์ ีเคลือนที อตั ราการรับส่งขอ้ มูลอยูท่ ี 144 Kbps แต่
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 386
บริษทั โดโคโมไดป้ ระกาศการใช้งานที 2 Mbps ในอาคาร และ 384 Kbps ในรถยนตท์ ีเคลือนที ซึงเป็ น
มาตรฐานทีสูงกว่าของทวั ไป การรับส่งข้อมูลของโทรศพั ท์มือถือจะรองรับการประยุกต์ใช้งานทุก
รูปแบบ ตังแต่การโทรศพั ท์แบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การส่งโทรสารแบบ G4 (ส่งภาพสีแบบความ
ละเอียดสูง) การเชือมต่อแบบระบบ WAP
ระบบโทรศพั ท์มือถือแบบ 3G นันจะรองรับการสือสารทงั เสียงและวิดีโอพร้อม ๆ กัน หรือ
โทรศพั ทท์ ีสามารถเห็นภาพเคลือนไหวของคู่สนทนาดว้ ย นอกจากภาพแลว้ ยงั รองรบั การถ่ายโอนขอ้ มูล
อืน ๆ เช่น เวบ็ อีเมลเมสเสจ เป็ นตน้
ภาพที 10.3 Smart Phone 3G
ยคุ 4G
4G เป็ นยุคถัดไปของระบบโทรศพั ท์มือถือ ซึงเป็ นระบบเครือข่ายไร้สายความสูงชนิดพิเศษ
เมือปี ค.ศ. 2009 ITU ไดก้ าํ หนดความตอ้ งการสาํ หรับมาตรฐาน IMT-Advanced ซึงเป็นมาตรฐานทีพฒั นา
ต่อจาก IMT-2000 ของยุค 3G โดยหนึงในข้อกาํ หนด คือ ระบบตอ้ งรองรับแบนด์วิดธ์ได้ถึง 100 Mbps
สาํ หรับการสือสารทีมีการเคลือนไหวทีเร็วขึน เช่น อยใู่ นรถ หรือรถไฟ เป็นตน้ และรองรับแบนดว์ ดิ ธ์ที 1
Gbps สาํ หรับการสือสารทีเคลือนทีชา้ เช่น ขณะกาํ ลงั เดิน หรือยนื อยกู่ บั ที
4G จะเป็ นระบบทีให้บริการไดท้ งั สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือโน้ตบุ๊ค ซึงจะรองรับการสือสาร
แบบ IP เหมือนกบั ระบบอินเทอร์เน็ตนนั เอง ระบบทีใชใ้ นยคุ 4G เช่น LTE (Long Term Evolution) และ
WiMAX เนืองจากทงั สองเทคโนโลยียงั รองรับแบนด์วิดธ์แบบดาวน์ลิงคอ์ ยู่แค่เพียง 144 Mbps สําหรับ
LTE และ 100 Mbps สาํ หรับ WiMAX ซึงยงั ไมเ่ พียงพอต่อขอ้ กาํ หนดของ 4G คือ 1Gbps อยา่ งไรก็ตามทงั
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 387
LTE และ WiMAX ก็พยายามทีจะพฒั นาเทคโนโลยีให้เป็ นไปตามมาตรฐาน IMT-Advanced โดยไดเ้ ริม
เป็นโครงการทีชือ LTE-Advanced และ WirelessMAN-Advanced ภาพที 10.4 ววิ ฒั นาการของเทคโนโลยี
โทรศพั ทม์ ือถือ
ภาพที 10.4 ววิ ฒั นาการของเทคโนโลยโี ทรศัพท์มือถือ
ทีมาของภาพ: https://joaogeraldes.wordpress.com/2010/09/07/38-infographic-explores-mobile-phone-evolution-facts-
figures-history-statistics/
ขอ้ กาํ หนดของ IMT-Advanced
เป็นเครือข่ายแบบ IP แพก็ เก็ตสวติ ซ์
รองรับแบนด์วิดธ์ไดถ้ ึง 100 Mbps สําหรับการสือสารทีมีการเคลือนทีเร็ว และ 1 Gbps
สาํ หรับการสือสารทีเคลือนทีชา้
ผใู้ ชส้ ามารถแบ่งปันทรัพยากรในเครือข่ายได้
ขยายแบนดว์ ดิ ธ์ของช่องสัญญาณระหวา่ ง 5-20 MHz และอาจขยายไดถ้ ึง 40 MHz
10.2 โครงสร้างเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (Mobile Phone Infrastructure)
เครือข่ายของระบบโทรศพั ท์มือถือนันค่อนขา้ งซับซ้อน เพือให้สามารถให้บริการกับผูใ้ ช้ได้
ครอบคลุมและทวั ถึงโดยระบบโทรศพั ทม์ ือถือประกอบดว้ ยโทรศพั ทม์ ือถือทีมีซิมการ์ด สถานีฐาน และ
เครือข่ายทีเชือมต่อสถานีฐานเหล่านนั เขา้ ดว้ ยกนั และเชือมตอ่ ไปยงั เครือข่ายอืน ๆ เช่น อินเทอร์เน็ต เป็ น
ตน้
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 388
โทรศัพท์ และซิม (SIM)
สิงหนีงทีเป็นส่วนประกอบทีสําคญั ของระบบมือถือ คือ SIM (Subscriber Identity Module) หรือ
เรียกสัน ๆ วา่ ซิมการ์ด SIM เป็ นสมาร์ทการ์ดทีจดั เก็บขอ้ มูลเกียวกบั ผใู้ ช้และสมุดโทรศพั ท์ ทาํ ให้ผูใ้ ช้
สามารถจดั เก็บขอ้ มลู ส่วนตวั ไวไ้ ดเ้ มือเปลียนเครือง หรือผูใ้ ชส้ ามารถเปลียนผใู้ ห้บริการไดโ้ ดยเปลียนซิม
การ์ด แต่ผูใ้ หบ้ ริการบางรายอาจไม่อนุญาตให้เปลียนซิมการ์ดได้ โดยให้ใชไ้ ดเ้ ฉพาะซิมการ์ดของบริษทั
ตวั เองกบั โทรศพั ทป์ ระเภทหนึงซึงกรณีนีจะเรียกวา่ “SIM Locking” และประเด็นนีอาจผิดกฎหมายใน
บางประเทศดว้ ย
ภาพที 10.5 SIM Card
ใน SIM จะบันทึกหมายเลขซีเรียลเฉพาะทีไม่ซํากัน หรือรู้จกั ในชือ “IMSI (International
Mobile Subscriber Identity)” ซึงมีขนาด 64 บิต ซึงหมายเลขนีจะถูกส่งโดยโทรศพั ทเ์ พือไปลงทะเบียน
กบั เครือข่ายทีเชือมต่ออยู่ นอกจากนี SIM ยงั บนั ทึกขอ้ มูลอืน ๆ เช่น คียท์ ีใช้สําหรับการเขา้ รหัสขอ้ มูล
ขอ้ มูลเกียวกบั ผใู้ ห้บริการ หมายเลขโทรฉุกเฉิน และขอ้ มูลอืน ๆ ทีจาํ เป็น
สถานีฐาน (Base Station)
สถานีฐาน เป็ นส่วนหนึงของเครือข่ายทีเชือมต่อกบั โทรศพั ท์มือถือของผูใ้ ชผ้ ่านคลืนความถีที
กาํ หนดไว้ จริง ๆ แลว้ ในส่วนทีเชือมต่อกบั ผใู้ ชป้ ระกอบดว้ ยหลายส่วน โดยรวมจะเรียกวา่ “ระบบสถานี
ฐาน หรือ BSS (Base Station Sub-System)” ซึงประกอบดว้ ย BSC (Base Station Controller) และ BTS
(Base Transceiver Station) เชือมต่อเขา้ หากนั โดยใช้ A-bis interface ส่วน PCU (Packet Control Unit) ก็
เชือมต่อเขา้ หา BTS เช่นกนั ส่วนตาํ แหน่งทีแน่นอนนนั กแ็ ลว้ แตบ่ ริษทั
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 389
เครือข่ายแบ็กโบน (Back Bone)
เครือข่ายแบ็กโบน หรือ NSS (Network and Switch Subsystem) เป็ นเครือข่ายแบ็กโบนของ
ระบบ GSM ซึงมีการเชือมต่อเขา้ กบั ระบบโทรศพั ทพ์ ืนฐานหรือ PSTN และระบบ GPRS Core Network
ซึงจะเชือมต่อเข้ากบั BSS โดยใช้ Gb Interface ซึงระบบนีก็จะเชือมต่อเข้ากับเครือข่าย IP อย่างเช่น
อินเทอร์เน็ต
ภาพที .6 เครือข่าย GSM
ทีมาของภาพ: https://www.novabizz.com/CDC/System/Telephone_System.htm
องคป์ ระกอบทีสาํ คญั ของระบบโทรศพั ทม์ ือถือ ประกอบดว้ ย
SIM/UICC: Subscriber Identity Module/Universal Integrated Circuit Card
BTS: Base Transceiver Station
BSC: Base Station Controller
MSC: Mobile Service Switching Centre
VLR: Visitor Location Register
HLR: Home Location Register
AUC: Authentication Register
EIR: Equipment Identity Register
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 390
10.3 เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ (Mobile Phone Technology)
ในแต่ละยคุ ของโทรศพั ท์มือถือนนั ก็จะมีมาตรฐาน หรือเทคโนโลยีทีพฒั นาเพือใชใ้ นระบบมือ
ถือในยคุ นนั ซึงจะมีขอ้ แตกต่างในเรืองยา่ นความถีทีใช้ ขนาดแบนด์วดิ ธ์ทีรองรับ การให้บริการรูปแบบ
ต่าง ๆ เป็ นตน้ ตารางที 10.1 เป็นรายการมาตรฐานหรือเทคโนโลยีในยคุ ตา่ ง ๆ ของโทรศพั ทม์ ือถือ
ตารางที 10.1 มาตรฐานเทคโนโลยแี ต่ละยคุ ของโทรศัพท์มือถือ
ยคุ มือถือ มาตรฐาน
1G NTM, AMPS, Hicap, CDPD, Mobitex, DataTAC, TACS, ETACS
2G GSM, iDEN, D-AMPS, IS-95, PDC, CSD, PHS, HSCSD, WiDEN
2.5G GPRS
2.75G EDGE/EGPRS, CDMA2000 (1xRTT)
3G UMTS (W-CDMA), CDMA2000 (1xEV-DO/IS-856), FOMA, TD-SCDMA, GAN/UMA
3.5G UMTS (HSDPA), UMTS (HSUPA), CDMA2000 (EV-DO Rev.A)
3.75G UMTS (HSPA+), CDMA2000 (EV-DO Rev.B/3xRTT)
4G WiMAX, Flash-OFDM, 3GPP LTE
Global System for Mobile Communication: GSM
GSM เป็ นมาตรฐานโทรศพั ท์เคลือนทีซึงไดร้ ับความนิยมมากทีสุด โดยบริการของ GSM นัน
ได้รับความนิยมมากว่า 2 พันล้านคนทัวโลก เนืองจากความนิยมนีจึงทําให้การให้บริการโรมมิง
(Roaming Service) ซึงทําให้ผูใ้ ช้สามารถใช้โทรศพั ท์มือถือได้หลายประเทศทัวโลก GSM นันมีการ
พฒั นาปรับปรุงจากเทคโนโลยกี ่อนหนา้ โดยการใชเ้ ทคโนโลยดี ิจิตอล ซึงถือวา่ เป็ นเทคโนโลยี 2G
ในการพฒั นามาตรฐาน GSM นันก็มีการทาํ ให้ระบบใหม่สามารถทาํ งานร่วมกบั เวอร์ชนั ก่อน
หน้าดว้ ย ยกตวั อย่างเช่น แพก็ เก็ตขอ้ มูลทีเพิมในเวอร์ชันปี ค.ศ. 1997 ซึงรู้จกั ในชือ “GPRS (General
Packet Radio Service)” และในเวอร์ชนั ปี ค.ศ. 1999 ซึงพฒั นามาเป็ น “EDGE (Enhanced Data Rate
for GSM Evolution)”
โทรศพั ทม์ ือถือเริมใชง้ านในช่วงทศวรรษ 1980s โดยเฉพาะประเทศในแถบยโุ รป ในช่วงแรกนนั
ยงั ไม่มีหน่วยงานใดทีออกมากําหนดมาตรฐานจนทําให้ CEPT (European Conference of Postal and
Telecommunication Administrations) ตงั คณะทาํ งาน GSM (Group Special Mobile) ในปี ค.ศ. 1982 โดย
มีจุดประสงคเ์ พือพฒั นามาตรฐานสําหรับระบบโทรศพั ทม์ ือถือทีสามารถใชไ้ ดท้ วั ยโุ รป
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 391
เครือข่าย GSM ไดถ้ ูกติดตงั และใชง้ านครังแรกโดยบริษทั Radiolinja ในประเทศฟิ นแลนด์ ในปี
ค.ศ. 1989 ความรับผิดชอบ GSM ได้ถูกโอนไปให้กบั ETSI (European Telecommunication Standards
Institute) และเฟสแรกของมาตรฐาน GSM ได้ตีพิมพ์และประกาศใช้เมือปี ค.ศ. 1990 ในปลายปี ค.ศ.
1993 มีผูใ้ ชใ้ นระบบ GSM กวา่ ลา้ นคน ดูแลโดยกวา่ 70 บริษทั ใน 48 ประเทศ
ระบบ GSM ถูกออกแบบให้มีระบบรักษาความปลอดภยั ระดับหนึง โดยในการพิสูจน์ทราบ
ตวั ตนนันจะใชแ้ ชร์คียค์ ริพโตกราฟี (Shared-secret Cryptography) โดยการสือสารระหวา่ งเครืองมือถือ
ของผูใ้ ช้ และสถานีฐานสามารถเขา้ รหสั ขอ้ มูลได้ ในการเขา้ รหสั ขอ้ มูลนนั อาจใช้อลั กอริทึม เช่น A5/1
และ A5/2 Steam Ciphers เพือเขา้ รหัสขอ้ มูลทีส่งผา่ นอากาศ A5/1 นันจะมีความแข็งแรงแกร่งมากกว่า
A5/2 ส่วนคียท์ ีใชเ้ ขา้ รหสั ขอ้ มูลนนั จะจดั เก็บในซิมการ์ดและไม่มีการส่งผา่ นอากาศเลย
General Packet Radio Service: GPRS
GPRS เป็ นบริการสือสารขอ้ มูลดิจิตอลของโทรศพั ทม์ ือถือทีใหบ้ ริการกบั ผใู้ ช้ระบบ GSM และ
IS-136 โดยปกติการใหบ้ ริการ GPRS จะคิดค่าบริการต่อปริมาณขอ้ มูลทีถ่ายโอนในหน่วย Mbps ในขณะ
ทีการสือสารผา่ นเครือข่ายปกติก็จะคิดคา่ บริการต่อนาทีทีอยรู่ ะหวา่ งการเชือมต่อ โดยทีไม่สนใจว่าจะมี
การสือสารกนั หรือไม่ GPRS อาจถูกใช้สําหรับบริการอืน ๆ เช่น WAP (Wireless Application Protocol),
SMS (Short Message Service) และ MMS (Multimedia Messaging Service) นอกจากนี GPRS ยงั ถูกใช้
สาํ หรับการเชือมตอ่ กบั อินเทอร์เน็ตเพือใชบ้ ริการ อยา่ ง เวบ็ เมล เป็นตน้ ในอนาคตนนั อาจมีการใช้ VoIP
(Voice over IP) ผ่านเครื อข่ายโทรศัพท์มือถือได้เช่นกัน ระบบโทรศัพท์มือถือยุค 2G บวกกับการ
ให้บริการ GPRS นนั นิยมเรียกวา่ เทคโนโลยี 2.5G ซึงเป็ นเทคโนโลยีระหว่างยคุ 2G กบั 3G เคยมีความ
พยายามทีจะพฒั นาระบบ GPRS ใหใ้ ช้กบั โทรศพั ทร์ ะบบอืน แต่เนืองจากแนวโนม้ จะมีการเปลียนมาใช้
ระบบ GSM หมด ดงั นนั เทคโนโลยี GPRS ก็เลยใชไ้ ดก้ บั เฉพาะ GSM เท่านนั ความเร็วสูงสุดของ GPRS
นันพอ ๆ กับการเชือมต่อโดยโมเด็มซึ งอยู่ประมาณ 32-40 Kbps แต่ค่าหน่ วงเวลา (Delay) นัน
คอ่ นขา้ งมากโดยอยทู่ ีประมาณ 600-700 ms ซึงทาํ ให้เวลาไปกลบั (Round trip time) นนั อยทู่ ีประมาณกวา่
1 วินาที ระบบ GPRS จึงถูกเซตให้มีระดบั ความสําคญั น้อยกวา่ การสือสารดว้ ยเสียง ทาํ ให้บริการนนั มี
ความเชือถือไดค้ ่อนขา้ งตาํ
อยา่ งไรก็ดี GPRS ไม่ไดเ้ ป็นลกั ษณะทีจะสามารถใหบ้ ริการไดด้ ว้ ยตวั ของระบบเอง แต่ตวั มนั เอง
เป็ นเพียงแค่ช่องทางการสือสารให้กบั แอปพลิเคชนั ต่าง ๆ ทีตอ้ งการใช้ความเร็วทีเพิมมากกวา่ ปกติใน
ระบบ GSM ทีเคยรองรับอยู่เดิมมาก่อน และระบบ GPRS จะต้องต่อไปยงั เครือข่ายขอ้ มูล อย่างเช่น
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 392
อินเทอร์เน็ตอีกต่อหนึง ดงั นนั ผใู้ ห้บริการเครือข่ายโทรศพั ทเ์ คลือนทีทีจะเปิ ดให้ใชใ้ นระบบ GPRS ได้
นนั จะตอ้ งตดิ ตงั ระบบเครือขา่ ยทีประกอบดว้ ยอุปกรณ์หลกั ๆ 2 ประเภท คือ
Serving GPRS Supports Node: SGSN
Gateway GPRS Supports Node: GGSN
โดยทงั สองอุปกรณ์นีจะถูกเชือมต่อเขา้ ดว้ ยกนั กบั เครืองรับส่งวิทยุจากสถานีฐานโดยผ่านตวั
ควบคุมทีเรียกวา่ PCU (Packet Control Unit) ทีติดตงั ไวท้ ี BSC (Base Station Controller) ทงั นีอาจมองได้
วา่ เครือข่าย GPRS เป็ นอีกเครือข่ายหนึง ซึงเชือมต่อเขา้ กบั เครือข่ายโทรศพั ท์มือถือผ่านทางเสาอากาศ
ของระบบ GSM เดิม โดยเป็นบริการทีเกียวเนืองกบั การส่งขอ้ มูลเป็ นแพก็ เก็ตโดยตรง
GPRS เป็ นอีกบริการหนึงทีบริษัทโทรศัพท์มือถือเสนอให้กบั ลูกคา้ เนืองจากเป็ นเครือข่ายที
รองรับการส่งแพ็กเก็ตขอ้ มูลโดยตรง และสามารถเชือมต่อกบั อินเทอร์เน็ตได้ จึงสามารถให้บริการ
ดงั ต่อไปนีได้
การเชือมตอ่ กบั อินเทอร์เน็ตแบบตลอดเวลาได้ (Always On)
การรับส่งขอ้ มูลมลั ติมเี ดีย MMS เช่น ภาพ วดิ ีโอ เป็นตน้
บริการสนทนาผา่ น PoC/PTT (Push to Talk over Cellular)
บริการส่งขอ้ ความสัน SMS
บริการอินเทอร์เน็ตแอปพลิเคชนั สาํ หรับสมาร์ทโพนผา่ นโพรโทคอล WAP
บริการเชือมต่อกบั อินเทอร์เน็ตแบบ Point to Point
Enhanced Data Rates for GSM Evolution: EDGE
EDGE หรือ EGPRS (Enhanced GPRS) เป็ นเทคโนโลยีสําหรับโทรศพั ท์มือถือดิจิตอลทีมีการ
ปรับปรุง เพือเพิมแบนดว์ ดิ ธ์และความเสถียรของระบบ ซึง EDGE ถือไดว้ า่ เป็ นเทคโนโลยยี คุ 2.75G ซึง
ไดเ้ ริมมีการใชง้ านในปี ค.ศ. 2003 โดยทีสหรัฐอเมริกาก่อน เมือปี ค.ศ. 2007 บริษทั อีริคสันไดป้ ระกาศวา่
จะอพั เกรดเป็ น EDGE ทีมีแบนด์วิดธ์ที 236.8 Kbps ซึงเร็วกว่า GPRS ถึง 4 เท่า และลดค่าหน่วงเวลาไม่
เกิน 150 ms โดยใชเ้ ครือข่ายโทรศพั ทเ์ ดิมทีใชอ้ ยู่ พฒั นาการต่อมากลายเป็ น Evolved EDGE ซึงปรับปรุง
ในหลายส่วน เช่น เพิมอัตราข้อมูลเป็ น 1 Mbps และค่าหน่วงเวลาลดลงเหลือแค่ 80 ms เมือใช้สอง
ช่องสัญญาณพร้อมกนั
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 393
EGDE กาํ หนดมาตรฐานโดย 3GPP ซึงเป็ นส่วนหนึงของมาตรฐาน GSM โดยมาตรฐาน EDGE
เป็ นส่วนขยายของ GPRS ทาํ ให้เครือข่ายโทรศพั ท์มือถือทีรองรับ GPRS อยู่แล้วสามารถอพั เกรดให้
รองรับ EDGE เป็ นส่วนขยายของ GPHS ทาํ ใหเ้ ครือข่ายมือถือทีรองรับ GPRS อยูแ่ ลว้ สามารถอพั เกรดให้
รองรับ EDGE ไดไ้ มย่ าก
IMT-2000
FPLMTS (Future Public Land Mobile Telecommunication System) เป็ นชือเรียกเดิมของ
โครงการระบบ 3G แต่เนืองจากชือเดิมมีความไม่สะดวกในการเรียกชือ จึงได้เป็ นเชือใหม่เป็ นคาํ ว่า
“IMT-2000 (International Mobile Telecommunication 2000)” โด ยเป็ น ที ค าด ก ารณ์ ว่าจะ เปิ ด
ใหบ้ ริการโทรศพั ทเ์ คลือนทีรุ่นที 3 นีสามารถใหบ้ ริการไดห้ ลงั จากปี ค.ศ. 2000 และใชง้ านในแถบความถี
ช่วง 2000 MHz โดยมีจุดมงุ่ หมาย ดงั นี
สามารถรองรับแบนด์วิดธ์ได้ถึง 2 Mbps สําหรับการอยู่กบั ที หรือเคลือนทีอย่างชา้ ๆ
เช่น การเดินไปมา และแบนด์วิดธ์ที 384 Kbps สําหรับผูใ้ ช้ทีเคลือนทีภายนอกอาคาร
และแบนด์วิดธ์ที 144 Kbps สําหรับผูใ้ ชท้ ีเคลือนทีดว้ ยความเร็วสูง เช่น ขบั รถ หรือนัง
รถไฟ
เป็ นระบบทีไร้รอยต่อ (Global Roaming) คือ จะไม่เกิดปัญหาเมือมีการเปลียนจากระบบ
หนึงไปยงั อีกระบบหนึง ไม่วา่ ผูใ้ ชจ้ ะเดินทางไปทีใดก็ตาม ก็ยงั คงสามารถใชโ้ ทรศพั ท์
ไดท้ ุกสถานทีทุกเวลา
สามารถให้บริการมลั ติมีเดียแบบเคลือนทีได้ เช่น ขอ้ ความ ภาพนิง และวิดีโอ ให้บริการ
ทางดา้ นอินเทอร์เน็ต เช่น อเี มล การประชุมทางวดี ีทศั น์ เป็ นตน้
ระบบสามารถให้บริการหลาย ๆ บริการได้พร้อมกนั ในเวลาเดียวกนั คือ เสียง ขอ้ มูล
และมลั ติมีเดีย อีกทงั ระบบจะตอ้ งมีความยืดยุ่นสูงเพือรองรับกบั การบริการใหม่ทีจะ
เกิดขึนในภายหลงั
อุปกรณ์มีนาํ หนกั เบา และราคาไมแ่ พง
ITU-R (ITU-Radio Communication Standardization Sector) จึงให้แต่ละประเทศส่งข้อเสนอ
สําหรับการพัฒนามาตรฐานของเทคโนโลยีสื อสัญญาณทางด้านคลืนวิทยุ IMT-2000 RTT (Radio
Transmission Technology) ต่อมา ITU-R ได้รับขอ้ เสนอเป็ นจาํ นวนทังหมด 15 ข้อเสนอ ซึงแบ่งเป็ น
ระบบภาคพืน 10 ขอ้ เสนอ และระบบดาวเทียม 5 ขอ้ เสนอ สาํ หรับขอ้ เสนอแบบภาคพืนใชเ้ ทคโนโลยใี น
การเขา้ ถึงขอ้ มูลสามารถแบ่งได้ 2 รูปแบบ คือ TDMA และ CDMA สําหรับขอ้ เสนอทีใชแ้ บบ TDMA
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 394
เป็ นการพฒั นาจากระบบเดิม เพือสามารถใหบ้ ริการระบบ 3G ได้ ส่วนขอ้ เสนอทีใชแ้ บบ CDMA สามารถ
แบง่ เป็ นกลุ่มใหญ่ คือ CDMA2000 และ W-CDMA (Wideband-CDMA)
W-CDMA มีความหมายคือ ในระบบเดิมทีใช้พืนฐานของ CDMA จะมีความกวา้ งของแถบ
ความถีเท่ากบั 1.25 MHz เมือมีการพฒั นาไปสู่ระบบ 3G จงึ เพมิ ความกวา้ งของแถบความถีเป็ น 5 MHz ซึง
ทาํ ให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงขึนในประเทศต่าง ๆ ไดม้ ีการจดั ตงั ระบบโทรศพั ท์ 3G ขึน เช่น ประเทศ
แถบยุโรปได้จดั ตงั ระบบทีชือว่า “UMTS (Universal Mobile Telecommunications System)” โดยใช้
เทคโนโลยีทางดา้ น W-CDMA ซึงมีมาตรฐานทีกาํ หนดอยูใ่ น IMT-2000 เพือให้เกิดความมนั ใจไดว้ า่ ไม่
วา่ ผูใ้ ช้บริการจะเดินทางไปทีใดก็สามารถใช้โทรศพั ท์ของตนได้ทวั โลก โดยไม่ตอ้ งกงั วลกบั ระบบที
แตกตา่ งกนั
ในการจดั ทาํ มาตรฐานสําหรับระบบ 3G นัน ยงั คงตอ้ งคาํ นึงถึงการเขา้ กนั ไดก้ บั เทคโนโลยเี ดิม
ITU-R ไดม้ ีการจดั ตงั คณะพฒั นามาตรฐานโดยแบง่ เป็ น 2 คณะ คือ
3GPP (The Third Generation Partnership Project) เป็ นโครงการที จัดทํามาตรฐาน
สาํ หรับขอ้ เสนอทีใช้ W-CDMA
3GPP2 สาํ หรับขอ้ สนอทีใชพ้ นื ฐานของ CDMA2000
ก ารทํางาน ข อง 3GPP แล ะ 3GPP2 นัน อยู่ภ ายใต้ก ารส นับ ส นุ น ข อง OHG (Operator
Harmonization Group) และจากโครงการ 3GPP และ 3GPP2 ก็จะตอ้ งนาํ มารวมกนั อีกครัง เพือจดั ทาํ เป็ น
มาตรฐานเดียวกนั แลว้ นาํ เชือมโยงกบั โครงข่ายหลกั ANSI-41 และ GSM MAP สุดทา้ ยแลว้ ระบบต่าง ๆ
เหล่านีจะถูกเชือมตอ่ เป็ นโครงขา่ ยเดียวกนั เรียกวา่ “ระบบโทรศัพท์ 3G”
Universal Mobile Telecommunication Service: UMTS
UMTS เป็นมาตรฐานทีออกแบบมาสาํ หรับผใู้ หบ้ ริการเครือขา่ ยโทรศพั ทเ์ คลือนทีไดน้ าํ ไปพฒั นา
จากยุค 2G/2.5G/2.75G ไปสู่มาตรฐานยุค 3G อยา่ งเต็มตวั รับผิดชอบการพฒั นามาตรฐานโดย 3GPP มี
เทคโนโลยีหลกั ทีปัจจุบนั มีการยอมรับใช้งานทวั โลกคือ มาตรฐาน W-CDMA โดยในอนาคตจะมีการ
พฒั นาตอ่ เนืองไปสู่มาตรฐาน HSPA ซึงรองรบั การสือสารดว้ ยอตั ราความเร็วสูงถึง 14 Mbps หรือเร็วกวา่
การสือสารแบบ 2.75G ถึง 36 เท่า มาตรฐาน W-CDMA ยงั ไดร้ บั การยอมรับจากผใู้ ห้บริการรายใหญอ่ ยา่ ง
บริษทั NTT DoCoMo ผูเ้ ปิ ดใหบ้ ริการโทรศพั ทเ์ คลือนที I-mode ซึงใชเ้ ทคโนโลยี PDC ให้เป็นมาตรฐาน
3G สําหรับใชง้ านภายใตเ้ ครืองหมายการคา้ “FOMA” โดยไดเ้ ปิ ดให้บริการในประเทศญีป่ ุนตงั แต่เดือน
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 395
พฤศจิกายน ค.ศ. 2001 เป็ นตน้ มา และปัจจุบัน W-CDMA ได้กลายเป็ นเครือข่าย 3G ทีใหญ่ทีสุดใน
ประเทศญีป่ ุน
ส่วนมาตรฐาน CDMA2000 เป็ นการพฒั นาเครือข่าย CDMA ให้รองรับการสือสารในยุค 3G
รับผิดชอบการพัฒนามาตรฐานโดยองค์กร 3GPP2 มีเทคโนโลยีหลักคือ CDMA2000-3xRTT ทีมี
ศกั ยภาพเทียบเท่ากบั มาตรฐาน W-CDMA ของค่ายยุโรป แต่ปัจจุบนั ยงั ไม่มีกาํ หนดความพร้อมสําหรับ
ใหบ้ ริการเชิงพาณิชยท์ ีชดั เจน สาํ หรับในประเทศไทย บริษทั ฮทั ชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มลั ติมีเดีย จาํ กดั เปิ ด
ให้บริการเฉพาะเครือข่าย CDMA2000 1xEV-DO ซึงยงั มีขีดความสามารถเทียบเท่าเครือข่าย 2.75G
เท่านนั
CDMA2000
CDMA2000 1x เป็ น เท คโน โลยีที ได้รับ การพัฒ น าขึน ม าจาก CDMA เดิม โดยได้เพิ ม
ความสามารถในดา้ นการรองรับการใชง้ านโทรศพั ท์ และการรับส่งขอ้ มูลให้มีความเร็วเพิมขึนเป็ น 153
Kbps ทาํ ให้สามารถใช้งานมลั ติมีเดียได้สะดวกมากขึน ส่วน CDMA 2000 1xEV เป็ นอีกเทคโนโลยีที
พฒั นาขึนมาจาก CDMA 2000 1x เดิม โดยไดแ้ บ่งออกเป็ นสองแบบ คือ CDMA 2000 1xEV-DO หรือ
Data Optimized ซึงเป็ นการพฒั นาความสามารถในดา้ นการใชง้ านรับส่งขอ้ มูลให้มีความเร็วสูงขึนถึง 2.4
Mbps และอีกแบบหนึง คือ CDMA2000 1xEV-DV หรือ Data and Voice ซึงเป็ นการพฒั นาให้รองรับทงั
การใชง้ านเสียงและขอ้ มูลทีดียงิ ขึน
โทรศัพท์เคลือนทีระบบ CDMA2000-1x หรือเรี ยกเต็ม ๆ คือ CDMA20001xEV-DO (First
Evolution Data Optimized) เป็ นเทคโนโลยีทีพฒั นามาจากเทคโนโลยี CDMA2000 และเป็ นเทคโนโลยีที
ได้มาตรฐานการสือสารไร้สายยุค 3G จากการอนุมตั ิของสมาพนั ธ์โทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ
ITU ซึงเป็ นเทคโนโลยีการสือสารไร้สายทีมีการส่งผ่านขอ้ มูลแบบแพก็ เก็ตสวิตซ์ดว้ ยประสิทธิภาพและ
ความเร็วสูง ประกอบกบั ตน้ ทุนตาํ จึงนบั ไดว้ า่ เป็ นเทคโนโลยีทีผูบ้ ริโภคให้ความสนใจเป็ นอยา่ งมากใน
การเขา้ ถึงขอ้ มูลต่าง ๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์ เนืองจากสามารถรับส่ง
ขอ้ มูลไดด้ ว้ ยความเร็วสูงถึง 2.4 Mbps พร้อมทงั รองรับกบั อุปกรณ์เคลือนทีไดห้ ลากหลายรูปแบบ อาทิ
เช่น โทรศพั ท์มือถือ โน้ตบุ๊ค และพีดีเอ เป็ นตน้ นอกจากนันยงั มีข้อดีในการทีเป็ นระบบการทาํ งาน
เครือข่ายแบบเชือมต่อตลอดเวลา (Always On) ซึงทาํ ให้สามารถโรมมิงสัญญาณไดต้ ลอดเวลา และช่วย
ให้เกิดการส่งผ่านข้อมูลผ่านระบบไร้สายเพิมมากขึน สามารถทาํ งานร่วมกับระบบปฏิบตั ิการและ
ซอฟต์แวร์ยอดนิยมตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งดีเยียม ทาํ ให้ผใู้ ชส้ ามารถรับ-ส่งขอ้ มูลทางอินเทอร์เน็ตและอนิ ทราเน็ต
ภายในองคก์ รไดแ้ บบไร้สายในทุกทีทุกเวลาทีตอ้ งการ
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 396
CDMA2000 1xEV-DO ใช้ช่องสัญญาณคลืนความถี 1.25 MHz ทีแยกจากกันเพือรับ-ส่ ง
สัญญาณเสียงและขอ้ มูลแบบแพก็ เก็ต ซึงจะส่งผลให้ระบบมีประสิทธิภาพในการทาํ งานทีดียิงขึน ทาํ ให้
การดูแลระบบทาํ ไดง้ า่ ย ลดความยงุ่ ยากในการปรับสมดุลในการกระจายการทาํ งานผสมผสานการสือสาร
ทางเสียง และขอ้ มูลให้ทาํ งานอย่างราบรืนบนระบบเดียวทาํ ใหอ้ ุปกรณ์สามารถรองรับการใช้งานไดท้ งั
ทางเสียงและข้อมูล รวมทังผนวกการทํางานของระบบ CDMA2000 และ CDMA 1x EV-DO ไวใ้ น
อุปกรณ์เดียว
อุปกรณ์สือสารไร้สายระบบสองโหมดทีรองรับการสือสารระบบ CDMA2000 จะสามารถ
ให้บริการไดท้ งั เสียงและการรับส่งขอ้ มูลความเร็วสูง โดยระบบ CDMA2000 1xEVO-DO จะให้บริการ
ไดท้ งั เสียงและขอ้ มูลในเวลาเดียวกนั ขณะทีระบบ CDMA2000 1x จะสามารถให้บริการขอ้ มูลเพยี งอยา่ ง
เดียว อุปกรณ์สือสารไร้สายจะคน้ หาสัญญาณบริการรับส่งข้อมูลในระบบ CDMA2000 ทีเร็วทีสุดที
สามารถใหบ้ ริการไดใ้ นบริเวณนนั ๆ โดยอตั โนมตั ิ กล่าวคือ หากมีสายเรียกเขา้ ในขณะทีกาํ ลงั ใชง้ านส่ง
ขอ้ มลู ระบบการทาํ งานจะแจง้ ใหผ้ ใู้ ชท้ ราบวา่ กาํ ลงั มีสายเรียกเขา้ อยู่ แตจ่ ะมีอตั ราความเร็วลดลง ดว้ ยเหตุ
นีผใู้ ชจ้ ะไม่พลาดการติดต่อสือสารในขณะทีรับ-ส่งขอ้ มูลทงั ยงั สามารถใชบ้ ริการขอ้ มลู และเสียงไดอ้ ยา่ ง
ราบรืนในเวลาเดียวกนั
W-CDMA
มาตรฐานโทรศพั ท์เคลือนที W-CDMA ไดร้ ับการออกแบบมา เพือให้รองรับการสือสารแบบ
มัลติมีเดียสมบูรณ์แบบโดยเปลียนแปลงรูปแบบการสื อสารชนิด TDMA ทีปรากฎอยู่ในเครือข่าย
โทรศพั ท์เคลือนทียุค 2G/2.5G/2.75G ไปเป็ นการสือสารแบบแพ็กเก็ตสวิตซ์ชิงเต็มรูปแบบ สามารถ
รองรับทงั การสือสารทงั เสียง และขอ้ มูลทีไม่ใช่เสียงโดยมีมาตรฐานการรองรับและควบคุมคุณภาพของ
ข้อมูลทีสมบูรณ์แบบ อันเป็ นผลต่อเนืองมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล
(Information Coding) จึงทาํ ให้ผใู้ ห้บริการเครือข่าย 3G กา้ วพน้ จากขอ้ จาํ กดั ในการบริหารจดั การขอ้ มูล
ประเภทเสียงและขอ้ มูลทีไมใ่ ช่เสียงทีปรากฎอยใู่ นมาตรฐาน 2G/2.5G/2.75G ไดอ้ ยา่ งเดด็ ขาด
อย่างไรก็ตามเพือให้เครือข่าย W-CDMA สามารถรองรับการสือสารขอ้ มูลไดอ้ ย่างถูกตอ้ งเต็ม
รูปแบบ และให้เกิดความคล่องตวั ในการจดั สรรทรัพยากรความถีวิทยุ จึงจาํ เป็ นตอ้ งมีการกาํ หนดย่าน
ความถีสาํ หรบั ใชเ้ ปิ ดใหบ้ ริการ โดยเป็นไปตามแผนผงั การจดั วางความถีสากลทวั โลก ดว้ ยเหตุดงั กล่าวจึง
ทาํ ใหก้ ิจการร่วมคา้ ไทย-โมบายเป็นเพียงผใู้ ห้บริการโทรศพั ทเ์ คลือนทีรายเดียวในประเทศไทยทีสามารถ
เปิ ดให้บริการเครือข่าย 3G แบบ W-CDMA ได้ในทนั ที เนืองจากมีสิทธิใช้คลืนความถีวิทยุยา่ น 1965-
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 397
1980 MHz และ 2155-2170 MHz ขณะทีผูใ้ ห้บริการรายอืน ๆ จาํ เป็ นตอ้ งยืนคาํ ร้องผ่านกระบวนการ
จดั สรรคลืนความถีวทิ ยโุ ดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทศั น์แห่งชาติ (กสทช.)
High Speed Packet Access: HSPA
HSPA เป็ นเทคโนโลยที ีพฒั นาตอ่ ยอดจากเทคโนโลยี W-CDMA ซึงเป็นเทคโนโลยี UMTS ภาย
การพฒั นาของ 3GPP โดยเทคโนโลยีแบง่ ยอ่ ยออกเป็น 3 ประเภท คือ
HSDPA (High Speed Downlink Packet Access): โดยการปรับปรุ ง W-CDMA ให้
สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้สูงสุดที 14.4 Mbps (ปัจจุบันผูใ้ ห้บริการทัวโลกยงั ให้
บริการอยทู่ ี 7.2 Mbps เทา่ นนั )
HSUPA (High Speed Uplink Packet Access): จะเหมือนกบั HSDPA ทุกอยา่ ง แต่การ
อพั โหลดขอ้ มูลจะวงิ ทีความเร็วสูงสุด 5.76 Mbs
HSPA+หรือ Evolved HSPA (Evolved High Speed Packet Access): เป็ นเทคโนโลยีที
พฒั นาต่อยอดไปอีกโดยมีการเพิมการดาวน์โหลดขอ้ มูลไปอยูท่ ี 84 Mbps/อพั โหลด 22
Mbps
Long Term Evolution: LTE
LTE เป็ นหนึงมาตรฐานจากกลุ่ม 3GPP เพือกาํ หนดการเชือมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบน
ระบบโมบายไปสู่ระบบโมบายยุคต่อไปทีอาจเรียกไดว้ ่า เป็ นยุค 4G ทางเทคนิค LTE ถูกสร้างอยู่บน
พนื ฐานของ GSM, GPRS, EDGE, W-CDMA และ HSPA จึงววิ ฒั นาการทีต่อเนือง เพือรองรับการสือสาร
ขอ้ มูลความเร็วสูง นอกจากในมุมมองของผูใ้ หบ้ ริการทีจะไดใ้ ชบ้ ริการทีหลากหลายมากขึนแลว้ ยงั เป็ น
เทคโนโลยที ีใชช้ ่องความถีทีมีอยูจ่ าํ กดั ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพมากขึนดว้ ย
สิงทีเปลียนแปลงใน LTE นนั นอกจากจะเป็ นเทคนิคใหม่ในส่วนการสือสารไร้สายระหวา่ งมือ
ถือกบั สถานีฐานแล้ว ยงั มีการปรับปรุงส่วนโครงข่ายหลกั เดิมทีผสมกนั ระหว่างเครือข่ายแบบแพ็กเก็ต
สวติ ซ์และวงจรสวติ ซ์ให้กลายมาเป็ นเครือข่ายไอพี (IP Network) เพียงอยา่ งเดียว การพฒั นานีจะช่วยลด
ตน้ ทุนของโอเปอเรเตอร์สาํ หรับการให้บริการทีหลากหลายทงั เสียง วดิ ีโอ ดาตา้ และยงั ทาํ ให้การเชือมต่อ
กบั โครงข่ายเดิมง่ายขึนอีกดว้ ย
LTE ถูกกําหนดอยู่ในมาตรฐาน 3GPPRelease8 โดยรวมเอา HSPA+ ซึงเป็ นตวั เชือมระหว่าง
HSPA กบั LTE เอาไวด้ ว้ ย HSPA+ ให้ความเร็วสูงถึง 24 Mbps จากเทคโนโลยีสายอากาศแบบ MIMO
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 398
(Multiple-Input Multiple-Output) และใชว้ ธิ ีโมดูเลตแบบ 16 QAM อยา่ งไรกต็ ามสามารถเพิมความเร็วได้
ถึง 44 Mbps เมือเปลียนไปใชโ้ มดูเลชนั ทีซบั ซอ้ นขึน
จุดประสงค์พืนฐานหลักของ LTE ก็คือ การเพิมความเร็วในการส่งข้อมูลทงั ดาวน์โหลดและ
อพั โหลด นอกจากนันยงั ค่าหน่วงเวลา (สําหรับ Round-tip ตาํ ว่า 10 ms) ซึงทาํ ให้สามารถให้บริการ
หลากหลายมากขึน เช่น เกมส์ออนไลน์ VoIP วดี ีโอ และวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ โดยใช้เสาอากาศ 4 หรือ
150 Mbps ถา้ ใช้เสาอากาศ 2 เสา และอพั โหดไดม้ ากถึง 75 Mbps เมือใชเ้ สาอากาศเสาเดียว และทีสําคญั
LTE ใชเ้ ครือข่ายแบบไอทีทงั หมด
Worldwide Interoperability for Microwave Access: WiMAX
WiMAX เริมขึนในปี ค.ศ. 2001 โดย WiMAX ฟอรัมเพือส่งเสริมมาตรฐาน IEEE 802.16 ซึงชือ
ทางการ คือ ไวร์เลสแมน (WirelessMan) ซึงมคี วามคลา้ ยกบั ชือไวไฟ (Wi-Fi) ซึงเป็นองคก์ รทีตงั ขึนเพอื
ส่งเสริมมาตรฐาน IEEE 802.11 หรือ เครือข่ายไร้สาย นนั เอง WiMAX เป็ นเทคโนโลยที ีพฒั นาขึนเพือใช้
กบั การเชือมตอ่ ในระยะไมลส์ ุดทา้ ย (Last Mile) ก่อนถึงบา้ นเหมือนเทคโนโลยเี คเบิลโมเดม็ และ DSL
ตามข้อกาํ หนดในมาตรฐานนัน WiMAX มีแบนด์วิดธ์ 70 Mbps ทีระยะทาง 70 ไมล์ (112.6
กิโลเมตร) แต่สภาพแวดลอ้ มตอ้ งไมม่ ีคลืนรบกวนแต่ในการใชง้ านจริงนนั จุดเชือมต่อตอ้ งอยใู่ นแนวทีไม่
มีสิงกีดขวางซึงจะสามารถรบั ส่งขอ้ มูลเทา่ กนั ได้ 10 Mbps ทีระยะ 2 กิโลเมตร WiMAX มีความคลา้ ยคลึง
กบั เทคโนโลยี DSL ตรงทีวา่ แบนด์วดิ ธ์นนั จะแปรผกผนั กบั ระยะทาง หมายความวา่ ถา้ การการแบนดว์ ดิ ธ์
ทีสูงขึน ก็ตอ้ งลดระยะทางให้นอ้ ยลง หรือในทางกลบั กนั ขอ้ จาํ กดั อีกอยา่ งหนึงของ WiMAX คือ แบนด์
วดิ ธ์นนั จะถูกแชร์โดยผูใ้ ชท้ ีอยใู่ นเซ็กเตอร์หรือบริเวณเดียวกนั ดงั นนั ยิงมีผใู้ ช้หรือไคลเอนท์ทีเชือมต่อ
เขา้ ระบบมาก ก็ยิงทาํ ใหแ้ บนดว์ ิดธ์โดยเฉลียต่อผูใ้ ช้ลดลงตามไปดว้ ย โดยปกติผใู้ ชจ้ ะไดแ้ บนด์วิดธ์ที 2,
4, 6, 8 หรือ 10 Mbps ซึงเป็ นแบนดว์ ิดธ์ทีตอ้ งแชร์กนั WiMAX และ Wi-Fi มีความคลา้ ยคลึงกนั อยูห่ ลาย
ประการ เช่น เป็ นมาตรฐานของ IEEE 802 เหมือนกนั และเป็ นมาตรฐานสําหรับการสือสารแบบไร้สาย
หรือไวร์เลสเหมือนกนั แต่จุดประสงค์นันแตกต่างกนั กล่าวคือ WiMAX ออกแบบสําหรับการสือสาร
ระยะไกล (หลายกิโลเมตร) โดยใช้ช่วงความถีทีจาํ เป็ นต้องได้รับอนุญาต และผูใ้ ช้นันอาจเป็ นแบบ
โมบายทีมีการเคลือนทีก็ได้ หรืออาจเป็ นแบบอยทู่ ี ส่วน Wi-Fi นนั เป็ นการสือสารระยะใกล้ (หลายเมตร)
และใชช้ ่วงความถีทีไม่ตอ้ งขออนุญาต เพือเป็นการเชือมต่อเขา้ กบั เครือข่าย LAN ซึงอยนู่ ิงกบั ที
บทที 10 ระบบเครือข่ายโทรศพั ทม์ ือถือและเครือข่ายดาวเทียม หนา้ ที 399