The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การรักษาความมั่นคง ความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by weerawit.ler, 2021-07-23 23:35:07

Data Communication and Network

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การรักษาความมั่นคง ความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

จากภาพที 4.12 จะแสดงวธิ ีของ TDM เพือให้เขา้ ใจถึงหลกั การทาํ งานใหม้ ากขึน โดยจะสมมติให้
มีกล่องทรงกลม 2 กล่อง แต่ละกล่องทีมีฝาปิ ดอยู่ 3 ด้าน กล่องแรกจะใช้สําหรับมัลติเพล็กซ์ซิง
(Multiplexing) ส่วนอีกกล่องหนึงจะใช้สําหรับดีมลั ติเพล็กซ์ซิง (Demultiplexing) กล่องทงั สองนันจะ
หมุนดว้ ยความเร็วเทา่ กนั แตห่ มุนในทิศทางตรงกนั ขา้ ม กล่องแรกจะรับขอ้ มูลมาจากสายเขา้ เมือฝาดา้ น
ใดหมุนมาถึงสายออกหรือสายส่งกจ็ ะส่งขอ้ มูลออกมา กระบวนการทาํ งานแบบนีเรียกวา่ “อนิ เทอร์เลฟวิง
(Interleaving)” ส่วนอีกกล่องหนึงเมือฝาด้านใดหมุนมาถึงสายเขา้ ก็จะรับขอ้ มูลเข้ามาก่อน แลว้ ค่อย
ส่งออกไปทางสายตอ่ ไป

ภาพที 4.12 Interleaving
ตวั อยา่ ง ถา้ มีสายเขา้ มลั ติเพล็กซ์เซอร์แบบ TDM 4 เส้น แต่ละเส้นมีอตั ราการส่งขอ้ มูล 100 byte/s
และตอ้ งการทีจะผสมสัญญาณจากสายเขา้ ทุกเสน้ ครังละ 1 byte

 จงวาดภาพของเฟรมทีถูกส่งออกจากมลั ติเพลก็ ซ์เซอร์
 คาํ นวณหาขนาดของเฟรมแต่ละเฟรม
 คาํ นวณหาเวลาทีใชใ้ นการสร้างเฟรม 1 เฟรม
 อตั ราการส่งเฟรม
 อตั ราการส่งขอ้ มลู ของสายส่ง

บทที 4 การผสมสญั ญาณทีใชใ้ นการสือสาร หนา้ ที 150

วธิ ีทาํ

ภาพที 4.13 มัลติเพลก็ ซ์เซอร์แบบ TDM และเฟรมข้อมลู ทถี ูกส่งออกไปจากมัลติเพลก็ ซ์เซอร์

จากภาพที 4.13 ทีแสดงถึงมัลติเพล็กซ์เซอร์แบบ TDM และเฟรมข้อมูลทีถูกส่งออกไปจาก
มลั ติเพล็กซ์เซอร์ เนืองจากสายเขา้ แต่ละเส้นจะส่งขอ้ มูลให้กบั มลั ติเพล็กซ์เซอร์ครังละ 1 byte ดังนัน
ขนาดของเฟรมแต่ละเฟรมจะเท่ากบั 4 byte หรือ 32 bit เวลาทีทีใช้ในการสร้างแต่ละเฟรมเท่ากบั 1/100
second

ขณะทีสายส่งสามารถส่งเฟรมดว้ ยอตั รา 100 เฟรมตอ่ วนิ าที อตั ราการส่งขอ้ มูลของสายส่งเท่ากบั
100 * 32 = 3200 bps

ในการผสมสัญญาณโดยแบ่งเวลา (TDM) จะมีความยุ่งยากมากกว่าการผสมสัญญาณโดยแบ่ง
ความถี (FDM) เนืองจากมีทงั มลั ติเพล็กซ์เซอร์และดีมลั ติเพล็กซ์เซอร์จะตอ้ งมีการทาํ งานทีสอดคลอ้ งกนั
ไม่เช่นนนั แลว้ ดีมลั ติเพล็กซ์เซอร์อาจจะเกิดการผิดพลาดในการรับขอ้ มูลได้ ดงั นนั เพือให้การส่งเฟรม
ขอ้ มูลเป็นไปไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งจึงตอ้ งมีการเพิมเฮดเดอร์เขา้ ไปในเฟรมดว้ ย โดยบิตขอ้ มูลทีเพิมเขา้ ไปนนั จะ
เรียกวา่ “ฟาร์มมิง บิต (Framing Bit)” ซึงในแต่ละเฟรมจะเพิมเขา้ ไป 1 บิต (1 หรือ 0) ดงั ภาพที 4.14 ใน
การเพิม framing bit เขา้ ไปนนั จะทาํ ให้ดีมลั ติเพล็กซ์เซอร์สามารถทีจะทราบไดว้ า่ ขอ้ มูลของเฟรมแต่ละ
เฟรมนนั เริมตน้ ทีใดโดยการตรวจสอบทีบิตนีในการเพิมบิตเขา้ ไปนนั จะสลบั ค่าระหวา่ ง “1” และ “0” ไป
เรือย ๆ เช่น ถา้ เฟรมที 1 ใชบ้ ิต “1” เฟรมที 2 จะตอ้ งใชบ้ ิต “0” และเฟรมที 3 จะใชบ้ ติ “1” เป็ นตน้

ภาพที 4.14 Framing bit หนา้ ที 151

บทที 4 การผสมสญั ญาณทีใชใ้ นการสือสาร

การประยกุ ต์ใช้งานการผสมสัญญาณโดยแบ่งเวลา (TDM)
บริษทั ทีให้บริการระบบโทรศพั ท์บางราย ไดน้ ําหลกั การของ TDM ไปใชง้ านสําหรับการส่ง
ขอ้ มูลเสียง โดยจะส่งเป็ นสัญญาณดิจิตอล และเรียกบริการนีวา่ “Digital Signal (DS) Service” ดงั ภาพที
4.15 ซึงแสดงถึงโครงสร้างแบบลําดับชัน (Hierarchy) ของระบบ และอัตราการส่งข้อมูลในแต่ละ

ระดบั ชนั

ภาพที 4.15 โครงสร้างแบบลําดบั ชันของ Digital Signal Service

จากภาพที 4.15 พิจารณาไดว้ า่

 DS-0 เป็นช่องสือสารดิจิตอล (Digital Channel) ทีมีอตั ราการส่ง 64 Kbps
 DS-1 มีอตั ราการส่ง 1.544 Mbps ซึงมีทีมาจากการผสมสัญญาณโดยแบ่งเวลาของ DS-0

ช่องสัญญาณ รวมกบั framing bit ไดด้ งั นี (24 * 64 Kbps) + 8 Kbps = 1.544 Mbps
 DS-2 มีอตั ราการส่ง 6.312 Mbps ซึงมีทีมาจากการผสมสัญญาณโดยแบ่งเวลาของ DS-1

4 ช่องสัญญาณ หรือ DS-0 96 ช่องสัญญาณ รวมกบั framing bit ไดด้ งั นี (96 * 64 Kbps)
+ 168 Kbps = 6.312 Mbps
 DS-3 มีอตั ราการส่ง 44.376 Mbps ซึงมีทีมาจากการผสมสญั ญาณโดยแบ่งเวลาของ DS-2
7 ช่องสัญญาณ หรื อ DS-1 28 ช่องสัญญาณ หรือ DS-0 672 ช่องสัญญาณ รวมกับ
framing bit ไดด้ งั นี (672 * 64 Kbps) + 1.368 Mbps = 44.376 Mbps
 DS-4 มีอตั ราการส่ง 274.176 Mbps ซึงมีทีมาจากการผสมสัญญาณโดยแบ่งเวลาของ
DS-3 6 ช่องสัญญาณ หรือ DS-2 42 ช่องสัญญาณ หรือ DS-1 168 ช่องสัญญาณ หรือ
DS-0 4032 ช่องสัญญาณ รวมกบั framing bit ไดด้ งั นี (4032 * 64 Kbps) + 16.128 Mbps
= 274.176 Mbps

บทที 4 การผสมสญั ญาณทีใชใ้ นการสือสาร หนา้ ที 152

สาย T (T Line)
DS-0, DS-1 และอืน ๆ นันเป็ นชือบริการ (Service) ของบริษัททีให้บริการระบบโทรศัพท์
นอกจากนนั แลว้ จะมีชือเฉพาะสาํ หรับเรียกสายสือสารทีให้บริการต่าง ๆ เช่น สาย T-1 จะใชส้ าํ หรับการ
บริการของ DS-1, สาย T-2 ใช้สําหรับบริการของ DS-2 เป็ นตน้ ภาพที 4.16 จะแสดงถึงสายสือสารของ
บริการแบบตา่ ง ๆ

ภาพที 4.16 อตั ราการส่งข้อมูลของสาย T สําหรับสัญญาณดจิ ิตอล
สาย T กบั สัญญาณอะนาลอ็ ก
สาย T ใชส้ ําหรับการสือสารดิจิตอล แตส่ ามารถนาํ ไปประยุกต์กบั การสือสารอะนาล็อกได้ โดย
จะตอ้ งทาํ การแซมปลิงสัญญาณอะนาล็อก (Analog Signal) ก่อน จากนนั ทาํ การมลั ติเพลก็ ซ์แบบ TDM
บริษทั ทีใหบ้ ริการระบบโทรศพั ทจ์ ะใชห้ ลกั การนีในการส่งขอ้ มูลเสียงผา่ นสาย T ในอดีตนนั ถา้
ตอ้ งการทีจะส่งขอ้ มูลเสียงจะตอ้ งใช้สายทองแดงเท่ากับจาํ นวนของช่องสัญญาณเสียงทีตอ้ งการ เช่น
ตอ้ งการช่องสัญญาณสือสาร 24 ช่อง จะตอ้ งใชส้ ายทองแดง 24 เส้นเช่นกนั แต่เมือมีสาย T-1 ซึงสามารถ
ส่งขอ้ มูลเสียงไดถ้ ึง 24 ช่องสัญญาณโดยใชส้ ายเพียงเส้นเดียว ดงั ภาพที 4.17 ซึงแสดงถึงการมลั ติเพล็กซ์
ช่องสญั ญาณเสียง 24 ช่องสญั ญาณ แลว้ ส่งออกโดยสาย T-1 เพยี งเสน้ เดียวเท่านนั

ภาพที 4.17 การผสมสัญญาณจากสายโทรศัพท์แล้วส่งออกโดยสาย T-1

บทที 4 การผสมสญั ญาณทีใชใ้ นการสือสาร หนา้ ที 153

เฟรมข้อมูลของสาย T-1
จากทีไดก้ ล่าวมาขา้ งตน้ วา่ DS-1 ตอ้ งมี 8 Kbps สําหรับการส่ง framing bit ดว้ ยในหัวขอ้ นีจะได้
อธิบายถึงวธิ ีการคาํ นวณว่าไดม้ าอย่างไร โดยจะเริมจากเฟรมขอ้ มูลสาย T-1 นนั ในแต่ละเฟรมจะมี 193
บิต ซึงคาํ นวณไดจ้ าก 24 ช่องสญั ญาณโดยทีแต่ละช่องสัญญาณจะส่งขอ้ มูลครังละ 8 บิต นอกจากนนั แลว้
ตอ้ งมี framing bit อีก 1 บิต ดงั นนั จะไดเ้ ป็น 24 * 8 + 1 = 193 บิต ดงั ภาพที 4.18

ถา้ สาย T-1 สามารถส่งเฟรมขอ้ มูลได้ 8,000 เฟรมต่อวินาที อตั ราการส่งของสาย T-1 จะเท่ากบั
193 * 8,000 = 1.544 Mbps

ภาพที 4.18 โครงสร้างเฟรมข้อมลู ของสาย T-1

สาย E (E Line)
ในแถบยโุ รปมีระบบทีใชห้ ลกั การเดียวกนั กบั ขา้ งตน้ แตจ่ ะไม่เรียกวา่ สาย T จะเรียกวา่ “สาย E
(E Line) ซึงจะแตกตา่ งกนั ในเรืองของความสามารถและอตั ราการส่งขอ้ มูลของสาย ดงั ภาพที 4.19

ภาพที 4.19 อตั ราการส่งข้อมูลของสาย E หนา้ ที 154

บทที 4 การผสมสญั ญาณทีใชใ้ นการสือสาร

สรุปท้ายบทที 4

มัลติเพลก็ ซ์ซิง (Multiplexing) เป็นการผสมสัญญาณหลาย ๆ สัญญาณ ใหเ้ ป็ นสัญญาณเดียวกนั
แลว้ ส่งออกไปโดยใชส้ ายส่งเพยี งเสน้ เดียว

เทคนิคแบบ FDM และ WDM จะใชก้ บั สัญญาณอะนาล็อก ส่วนเทคนิคแบบ TDM จะใช้กับ
สญั ญาณดิจิตอล

การผสมสัญญาณด้วยเทคนิค FDM จะเป็ นการกลาํ สัญญาณ (Modulate) กบั คลืนพาห์ (Carrier)
ทีมีความถีแตกต่างกนั ไดเ้ ป็ น Modulate Signal จากนนั เมือนาํ Modulate Signal ทงั หมดมารวมกนั จะได้
เป็น Composite Signal แลว้ จึงจะส่งสญั ญาณนีออกไป

การผสมสัญญาณด้วยเทคนิค FDM จะใชม้ ลั ติเพล็กซ์เซอร์ในการกลาํ สัญญาณและรวมสัญญาณ
เขา้ ดว้ ยกนั ในขณะทีดีมลั ติเพล็กซ์เซอร์จะใชส้ ําหรับการแยกสญั ญาณออกจากกนั

การ์ดแบนด์ (Guard bands) มีหนา้ ทีป้องกนั ไม่ให้ Modulate Signal เกิดการรบกวนซึงกนั และ
กนั

เทคนิคของ WDM จะคล้ายกบั FDM แตส่ ัญญาณทีนาํ มามลั ติเพล็กซ์นนั จะเป็นคลืนแสง (Light
wave)

TDM เป็ นเทคนิคหนึงของการมลั ติเพล็กซ์โดยจะทาํ การแบ่งเวลาในการส่งขอ้ มูลใหก้ ับแต่ละ
อุปกรณ์ แลว้ นาํ ขอ้ มูลทีตอ้ งการส่งมาสร้างเป็นเฟรม

Framing Signal (DS) เป็นตวั อยา่ งของโครงสร้างแบบลาํ ดบั ชนั ของ TDM
สาย T (T-1 ถึง T-4) เป็นสายสือสารทีใหบ้ ริการสาํ หรับ DS
สาย T จะใชก้ นั ในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนในยโุ รปจะใชส้ าย E

บทที 4 การผสมสญั ญาณทีใชใ้ นการสือสาร หนา้ ที 155

แบบฝึ กหัดท้ายบทและการค้นคว้า

จงตอบคําถามต่อไปนี
1. จงอธิบายวา่ เทคนิคแบบ FDM นนั มีวธิ ีการผสมสัญญาณอยา่ งไร
2. จงอธิบายวา่ เทคนิค FDM นนั มีวธิ ีการแยกสัญญาณไดอ้ ยา่ งไร
3. จงบอกความเหมือนและความแตกตา่ งระหวา่ งเทคนิคแบบ FDM กบั WDM
4. จงอธิบายวา่ เทคนิคแบบ TDM นนั มีวธิ ีของการผสมสัญญาณอยา่ งไร
5. จงอธิบายภาพดา้ นลา่ งนีวา่ เพราะเหตุใดตอ้ งมีอตั ราการแซมปลิง 8000 samples/s

บทที 4 การผสมสญั ญาณทีใชใ้ นการสือสาร หนา้ ที 156

บทที 5

สือทใี ช้ในการสือสารข้อมูล
(Transmission Media)

วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้

1. สามารถบอกปัจจยั ทีส่งผลกระทบต่อความเร็วและระยะทางบนสือกลางได้
2. สามารถบอกขอ้ ดีและขอ้ เสียของสือกลางส่งขอ้ มลู แบบมีสายชนิดตา่ ง ๆ ได้
3. สามารถบอกชือยา่ นความถีบนสเปกตรัมคลืนแมเ่ หล็กไฟฟ้าไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
4. สามารถอธิบายคลืนไร้สายประเภทต่าง ๆ ทีนาํ มาใชก้ บั ระบบสือสารได้
5. บอกเกณฑพ์ จิ ารณาสือกลางส่งขอ้ มูลในดา้ นตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
6. สามารถพิจารณาและตดั สินใจคดั เลือกสือกลางเพือนาํ มาใช้งานไดอ้ ย่างต่อเนือง

เหมาะสม

การสือสารจะเกิดขึนไดต้ อ้ งประกอบด้วย ผูส้ ่ง สือกลาง ผูร้ ับ หากปราศจากสิงใดสิงหนึงการ
สือสารย่อมไม่สามารถเกิดขึนได้ นอกจากนีการสือสารเมือเกิดขึนแลว้ สารทีส่งจากผูส้ ่งไปยงั ผูร้ ับจะมี
ความผิดเพียนไปจากตน้ ฉบบั หรือไม่ ตลอดจนการสือสารนนั ๆ จะมีประสิทธิภาพสักเพียงใด ปัจจยั ทีมี
ผลกระทบต่อประสิทธิภาพการสือสารนนั ก็ คือ สือกลางนนั เอง ดงั นันในบทนีจะเป็ นการกล่าวถึงสือ
ประเภทตา่ ง ๆ ทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล ซึงสือทงั หมดทีจะไดก้ ล่าวต่อไปนีจะมีความเกียวขอ้ งโดยตรงกบั
แบบจาํ ลองเครือข่าย (Network Model) โดยสือกลางทีนาํ มาใช้เพือการสือสารนนั สามารถแบ่งออกได้
สองประเภท คือ สือกลางส่งข้อมูลแบบมีสาย (Wired) และสือกลางส่งข้อมูลแบบไร้สาย (Wireless)
ดงั แสดงในภาพที 5.1

ในชนั สือสารกายภาพ (Physical Layer) หน้าทีหลกั คือ การเคลือนยา้ ยขอ้ มูลบิตจากโหนดหนึง
ไปยงั โหนดถดั ไป ฉะนนั ในการรับส่งขอ้ มูลนันอุปกรณ์ในชนั นีไม่มีทางทีจะเขา้ ใจถึงความหมายของ
ขอ้ มูลทีส่งเลย เพียงแต่ทาํ หน้าทีแปลงขอ้ มูลใหอ้ ยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้า และส่งสัญญาณจาก ตน้
ทางไปยงั ปลายทาง เมือปลายทางได้รับก็จะแปลงสัญญาณกลบั มาเป็ นขอ้ มูลเพือนําไปใช้งานต่อไป
ฉะนันสือกลางทีใชห้ ากเป็ นชนิดมีสายส่วนใหญ่จะเป็ นเส้นลวดเป็ นตวั นาํ ไฟฟ้า เช่น สายโคแอกเชียล

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 157

หรือสายคู่บิดเกลียว นอกจากกระแสไฟฟ้าทีสามารถส่งผ่านตวั นาํ แลว้ พลงั แสงก็ถูกนาํ มาใชง้ านเช่นกนั
เช่น เส้นใยนาํ แสง (Fiber optic) ซึงสามารถส่งข้อมูลได้ดีกวา่ และมีระยะทางส่งขอ้ มูลได้ไกลกว่าสือ
ประเภทใช้เส้นลวดเป็ นตวั นาํ ไฟฟ้า ในส่วนของสือกลางส่งขอ้ มูลแบบไร้สาย (Wireless) เช่น คลืนวิทยุ
จะสามารถส่งคลืนสญั ญาณผา่ นอากาศ ทอ้ งฟ้าได้ โดยไมต่ อ้ งใชส้ ายเป็นตวั นาํ ทาง ดงั แสดงในภาพที 5.2

ภาพที 5.1 ประเภทของสือทใี ช้ในการสือสารข้อมูล

ภาพที 5.2 ความสัมพนั ธ์ระหว่างสือทใี ช้ในการสือสารกบั ชันสือสารกายภาพ

5.1 ปัจจยั ทสี ่งผลกระทบต่อความเร็วและระยะทางบนสือกลาง

คุณภาพของขอ้ มูลทีส่งผา่ นในระบบเครือข่าย มีประเดน็ ทีพิจารณาอยู่ 2 เรือง คือ คุณลกั ษณะของ
สือกลาง และสัญญาณ ซึงในบทที 3 ทีผ่านมาได้กล่าวถึงในประเด็นปัจจยั ทีมีผลต่อสัญญาณในการ
ส่งผา่ นขอ้ มูลไวบ้ า้ งแลว้ ฉะนนั ในหวั ขอ้ นี จึงเป็ นการขยายประเดน็ เพือชีนาํ ไปสู่การเลือกใชง้ านสือกลาง
ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกบั งาน เนืองจากการส่งผา่ นขอ้ มลู ในระบบสือสารการทีมีคุณภาพนนั ตอ้ งประกอบดว้ ย
อตั ราความเร็วในการรับส่งขอ้ มูลทีสูง (Data rate) และส่งขอ้ มูลไดใ้ นระยะไกล (Distance) ซึงปัจจยั ทีมี
ผลต่อความเร็วและระยะทางทีมีผลตอ่ สือกลาง ไดแ้ ก่

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 158

แบนด์วดิ ธ์ (Bandwidth)
แบนดว์ ิดธ์ คือ ยา่ นความถีของสัญญาณ หากมีช่องสัญญาณขนาดใหญ่ การจราจรก็จะคล่องตวั
มากขึน ยอ่ มส่งผลใหภ้ ายในหนึงหน่วยเวลา สามารถเคลือนยา้ ยปริมาณขอ้ มูลไดจ้ าํ นวนมากนนั เอง

การอ่อนกาํ ลงั ของสัญญาณ (Transmission Impairments)
การอ่อนกาํ ลังของสัญญาณ จะเกียวข้องกบั ระยะทางในการส่งผ่านข้อมูล ยิงระยะทางไกล
สัญญาณก็จะเบาลง ไมม่ ีกาํ ลงั ส่ง เช่น การใชง้ านสายคูบ่ ิดเกลียวสัญญาณจะมีการอ่อนกาํ ลงั ลง ไดม้ ากกวา่
สายโคแอกเชียล กล่าวคือ หากเลือกใชง้ านสายโคแอกเชียลก็จะเชือมโยงไดไ้ กลกวา่ ในขณะเดียวกนั เส้น
ใยแกว้ นาํ แสง หรือสายไฟเบอร์ออปติก โอกาสทีสัญญาณจะอ่อนกาํ ลงั ลงยอ่ มมีนอ้ ยกว่าสายทงั สองชนิด
ทีกล่าว และการเชือมโยงของสายเขา้ กับระบบหลกั สามารถลากได้ยาวหลายกิโลเมตรโดยไม่ตอ้ งใช้
อุปกรณ์ทวนสัญญาณ

การรบกวนของสัญญาณ (Interference)
การถูกรบกวนของสัญญาณทีคาบเกียวกันในย่านความถี อาจส่งผลให้เกิดการบิดเบือนของ
สัญญาณไดไ้ มว่ า่ จะเป็ นสือกลางส่งขอ้ มูลแบบมีสาย หรือแบบไร้สายกต็ าม เช่น คลืนวทิ ยุทีรบกวนกนั เอง
อุปกรณ์อย่างมอเตอร์ไฟฟ้าทีก่อให้เกิดสนามแม่เหล็ก สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่มีฉนวน ทีภายใน
ประกอบดว้ ยสายทองแดงหลาย ๆ คู่มดั รวมกนั อยู่ ทาํ ให้เกิดสัญญาณรบกวนทีเรียกว่า ครอสทอล์ก ซึง
สามารถแกไ้ ขไดโ้ ดยใชส้ ายคู่บิดเกลียวชนิดมีฉนวนเพือป้องกนั สัญญาณรบกวน เป็นตน้

จํานวนโหนดทีเชือมต่อ (Number of Receivers)
สือกลางส่งขอ้ มูลแบบใชส้ าย สามารถนาํ มาเชือมต่อเครือขา่ ยในรูปแบบจุดต่อจุด หรือแบบหลาย
จุดเพือแบ่งปันการใชง้ านสายส่งขอ้ มูลร่วมกนั สําหรับเครือข่ายทีใชส้ ายส่งขอ้ มูลร่วมกนั ในการสือสาร
นัน มีข้อจาํ กดั ด้านระยะทางและความเร็วทีจาํ กดั ดงั นันหากเครือข่ายประเภทนีมีโหนดและอุปกรณ์
เชือมตอ่ ใชง้ านเป็นจาํ นวนมาก ก็ยอ่ มส่งผลต่อความเร็วทีลดลง

. สือกลางส่งข้อมลู แบบมีสาย (Conducted Media)

สือกลางส่งขอ้ มูลแบบมีสายมีการใช้งานมายาวนาน โดยเป็ นสือทีตอ้ งมีการเดินสายระหว่าง
โหนด ซึงสายมีหลายประเภทแต่ละประเภทก็มีขอ้ จาํ กดั ทีแตกต่างกนั เช่น สือกลางส่งขอ้ มูลแบบมีสาย
อยา่ งสายคู่บิดเกลียว ทีมีขอ้ จาํ กดั ในเรืองของระยะทางการเชือมโยงไม่เกิน 100 เมตร ขณะทีสายไฟเบอร์
ออปติกสามารถเชือมต่อได้หลายกิโลเมตร แต่มีขอ้ จาํ กดั ในเรืองราคาทีสูง ในหวั ขอ้ นีจึงจะกล่าวถึงขอ้ ดี
ขอ้ จาํ กดั ของสือกลางแบบมีสายแตล่ ะประเภท

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 159

สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)
สายโคแอกเชียล หรือทีเราเรียกกนั ทวั ไปวา่ “สายโคแอก” เป็ นสายสญั ญาณประเภทแรกทีใช้ และ
เป็ นทีนิยมมากในเครือข่ายคอมพิวเตอร์สมยั แรก ๆ แต่ปัจจุบนั เครือข่ายส่วนใหญ่นิยมใชส้ ายคู่บิดเกลียว
และสายไฟเบอร์ออปติก จึงถือไดว้ ่าสายโคแอกเป็ นสายสัญญาณทีลา้ สมยั ไปเสียแลว้ สําหรับเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ในปัจจุบนั ผูอ้ ่านคงนึกในใจวา่ เมือลา้ สมยั แลว้ จะมากล่าวถึงทาํ ไม เหตุทียงั ตอ้ งกล่าวถึงนนั
เพราะแมส้ ายโคแอกจะลา้ สมยั แต่กย็ งั คงมีเครือข่ายบางประเภททียงั ใชส้ ายประเภทนีอยู่ เช่น ระบบเคเบิล
ทีวี หรือระบบอินเทอร์เน็ตของบริษทั ทรูทีเรา ๆ ท่าน ๆ ใชง้ านอยตู่ ามบา้ นนนั เอง

สายโคแอกจะมีตวั นาํ ไฟฟ้าอยู่ 2 ส่วน คาํ ว่า “โคแอก” หมายความวา่ “มีแกนร่วมกัน” ซึงชือก็
บอกความหมายว่า ตวั นําทังสองตัวมีแกนร่วมกันนันเอง โครงสร้างของสายโคแอกประกอบด้วย
สายทองแดงเป็นแกนกลาง แลว้ ห่อหุม้ ดว้ ยวสั ดุทีเป็ นฉนวน ชนั ต่อมาจะเป็ นตวั นาํ ไฟฟ้าอีกชนั หนึง ซึงจะ
เป็ นแผน่ โลหะทีถกั เปี ยหุ้มอีกชนั หนึง สุดทา้ ยกห็ ุม้ ดว้ ยชนวนและวสั ดุป้องกนั สายสญั ญาณ ดงั ภาพที 5.3

ภาพที 5.3 โครงสร้างสายโคแอกเชียล

จากภาพที 5.3 ส่วนแกน คือ ส่วนทีนําสัญญาณขอ้ มูล ส่วนชันใยตาข่ายเป็ นชันทีใช้ป้องกนั
สัญญาณรบกวนจากภายนอกและเป็ นสายดินในตวั ดงั นนั สองส่วนนีตอ้ งไมเ่ ชือมต่อกนั มิฉะนนั อาจเกิด
การไฟฟ้าช็อตได้

ถึงแมว้ ่าส่วนใหญ่สายโคแอกจะมีลกั ษณะทีคลา้ ยกนั แต่ก็แบ่งออกได้หลายประเภทขึนอยู่กบั
ชนิดของเครือข่ายทีใช้ สายโคแอกจะถูกแยกเป็ นประเภทต่าง ๆ โดยใช้มาตรา RG (Radio Grade Scale)
เช่น สายโคแอกแบบ RG-58/U จะใชไ้ ดก้ บั เครือข่ายแบบอีเทอร์เน็ต แบบ 10 Base 2 (เครือข่ายอีเทอร์เน็ต
จะไดก้ ล่าวในรายละเอียดอีกครังในบทที 8) ซึงจะมีค่าความตา้ นทานในระบบสายนาํ สัญญาณซึงจะเกิด
จากค่าตวั เก็บประจุและตวั เหนียวนาํ ที 50 โอห์ม ซึงค่าความตา้ นทานดงั กล่าวเราเรียกวา่ “อิมพีแดนซ์
(Impedance)” ส่วนสายโคแอกแบบ RG-8/U จะใชก้ บั 10Base5

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 160

สายโคแอกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

 สายโคแอกเชียลแบบบาง (Thin Coaxial Cable)
 สายโคแอกเชียลแบบหนา (Thick Coaxial Cable)

ตารางด้านล่างแสดงสายโคแอกเชียลประเภทต่าง ๆ พร้อมกบั คุณลกั ษณะทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์

ตารางที 5.1 ชนิดของสายโคแอกเชียล

ประเภท ค่า ขนาดของ Max attenuation@ คุณสมบัติทัวไปและการใช้งาน
อมิ พแี ดนซ์ แกน(มม.) 750MHz
RG-6/U
RG-6UQ 75 1.0 5.65Db/100ft ใชส้ าํ หรับความถีสูง เช่น เคเบิลทวี ี
RG-7 75
75 1.30 5.65Db/100ft มีชีลด์ 4 ชนั ป้องกนั คลืนรบกวน
RG-8/U
RG-8X 50 2.17 4.57Db/100ft ใช้สําหรับความถีสูง เช่น เคเบิลทีวี
RG-9/U 50 1.0
RG-11/U 51 ทีวี ดาวเทียมและเคเบิลโมเด็ม
RG-58/U 75 1.63
RG-59/U 50 0.81 สาํ หรับวทิ ยสุ มคั รเล่นและ Thicknet
RG-60/U 75 1.024
50 ขนาดสายเลก็ กวา่ RG-8/U
RG-62/U 7x0.16
92 7x0.1 3.65Db/100ft สาํ หรับการติดตงั สายใตด้ ิน
RG-62A 6.97Db/100ft สาํ หรับวทิ ยสุ มคั รเล่น Thin Ethernet
RG-174/U 93 สาํ หรับ CCTV หรือวดิ ีโอระดบั HD
RG-178/U 50 สาํ หรับ HD เคเบิลทวี แี ละ
50 อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

สาํ หรับ ARCNET และสายเสาอากาศ
วทิ ยรุ ถยนต์
สาํ หรับ NIM electronics
สาํ หรับ Wi-Fi pigtails & NIM

สาํ หรับคลืนความถีสูง

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 161

ตารางที 5.1 ประเภทของสายโคแอกเชียล (ตอ่ )

ประเภท ค่า ขนาดของ Max attenuation@ คุณสมบัติทัวไปและการใช้งาน
RG-179/U
RG-180B/U อมิ พแี ดนซ์ แกน(มม.) 750MHz

RG-213/U 75 7x0.1(Ag VGA RGBHV
RG-214/U
RG-218 plated Cu)
RG-223/U
RG-316/U 95 0.0120 in VGA RGBHV
RG-400/U
(Ag plated

Cu clad

steel)

90 7x0.0296 สาํ หรับวทิ ยสุ ือสาร

in Cu

50 7x0.0296 สาํ หรับคลืนความถีสูง

in

50 0.195 in Cu

50 0.88

50 7x0.0067

in

50 19x0.20

สายโคแอกเชียลแบบบาง (Thin Coaxial Cable)
สายโคแอกเชียลขนาดเล็กหรือธินโคแอก (Thin Coaxial Cable หรือ Thinnet Cable) เป็ นสายทีมี
ขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ . มม. และมีค่าอิมพีแดนซ์ 50 หรือสายประเภท RG-58/U
เนืองจากสายประเภทนีมีขนาดเล็กและมีความยดื หยุน่ สูง จึงสามารถใชไ้ ดก้ บั การติดตงั เครือข่ายเกือบทุก
ประเภท สายประเภทนีสามารถนาํ สัญญาณไดไ้ กลถึง 185 เมตร ก่อนทีสญั ญาณจะเริมออ่ นกาํ ลงั ลง

บริษทั ผผู้ ลิตสายโคแอกไดล้ งความเห็นร่วมกนั ในการแบ่งประเภทของสายโคแอกดงั แสดงใน
ตารางที 3.1 สายโคแอกแบบบาง (Thinnet Cable) ซึงใชก้ บั เครือข่ายประเภท 10Base2 คือ สายประเภท
RG-58 ซึงสายประเภทนีจะมีค่าอิมพีแดนซ์ ที 50 โอห์ม และมีแกนกลางอยู่สองลกั ษณะ คือ แบบทีเป็ น

สายทองแดงเส้นเดียว และแบบทีเป็นโลหะหลายเส้น

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 162

ภาพที 5.4 สายโคแอคเชียลแบบบาง (Thinnet Cable)

ทีมาของภาพ: https://cewire.en.ec21.com/Thinnet_Cable--894879_894882.html

สายโคแอกเชียลแบบหนา (Thicknet Coaxial Cable)
สายโคแอกเชียลขนาดใหญ่หรือธิคโคแอก (Thicknet Coaxial หรือ Thicknet Cable) เป็ นสาย
โคแอกทีค่อนขา้ งแข็งเพราะมีขนาดใหญ่กวา่ สายโคแอกขนาดเล็ก โดยมีเส้นผ่าศูนยก์ ลางประมาณ 2.17
มม. มคี ่าอิมพีแดนซ์ 50 หรือสายประเภท RG-8/U นนั เอง สายโคแอกแบบนีเป็นสายสัญญาณประเภทแรก
ทีใช้กบั เครือข่ายแบบอีเทอร์เน็ตแบบ 100Base5 ส่วนแกนกลางทีเป็ นสายทองแดงของสายโคแอกแบบ
หนาจะมีขนาดใหญ่กวา่ ดงั นนั สายโคแอกแบบหนานีจึงสามารถนาํ สัญญาณได้ไกลกวา่ แบบบาง โดย
สามารถนําสัญญาณได้ไกลถึง 500 เมตร ด้วยความสามารถนีสายโคแอกแบบหนาจึงนิยมใช้ในการ
เชือมตอ่ เส้นทางหลกั ของขอ้ มูล หรือแบ็กโบน (Backbone) ของเครือข่ายสมยั แรก ๆ แตป่ ัจจุบนั ไดเ้ ลิกใช้
สายโคแอกเพราะส่งขอ้ มูลไดช้ ้า โดยสายแบบใหม่ทีนิยมใช้ทาํ เป็ นแบ็กโบน คือ สายไฟเบอร์ออปติก
เพราะมีความเร็วมากกวา่ และป้องกนั สัญญาณรบกวนไดด้ ีกวา่ ซึงจะกล่าวถึงในรายละเอียดตอ่ ไป

ภาพที 5.5 สายโคแอกเชียลแบบหนา (Thicknet Cable)

ทีมาของภาพ: https://cewire.en.ec21.com/Thicknet_Cable--894879_894881.html

เปรียบเทยี บระหว่าง Thinnet และ Thicknet

ตามกฎการนาํ สายสัญญาณทีใหญ่กว่าย่อมนําสัญญาณได้ดีกว่า แต่สายธิคเน็ต (Thicknet) จะ
ยงุ่ ยากในการติดตงั มากกวา่ เนืองจากเป็นสายทีค่อนขา้ งแขง็ ในขณะทีสายแบบธินเน็ต (Thinnet) มีความ

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 163

ยดื หยุ่นทีดีกวา่ ทาํ ให้ง่ายต่อการติดตงั และราคาถูกกวา่ ความยดื หยุ่นของสายมีผลต่อการติดตงั เมือสาย
ผา่ นทอ่ ขนาดเลก็ ทีติดบนฝ้าเพดานทาํ ใหเ้ ป็ นทีนิยมมากกวา่

หวั เชือมต่อทใี ช้กบั สายโคแอกเชียล (Coaxial Connector)
ทงั สายแบบบาง (Thinnet) และแบบหนา (Thicknet) จะใช้หัวเชือมต่อชนิดเดียวกนั ทีเรียกว่า
“Bayone-Neill-Concelman: BNC” ซึงใชใ้ นการเชือมตอ่ ระหวา่ งสายสัญญาณและเครือข่าย หัวเชือมตอ่
แบบ BNC นีมีหลายแบบ ดงั ต่อไปนี

 หวั เชือมสาย BNC (BNC Cable Connector) เป็ นหวั ทีเชือมเขา้ กบั ปลายสาย
 หัวเชือมสายรูปตวั ที (BNC T Connector) เป็ นหัวทีเชือมต่อระหว่างสายสัญญาณกบั

การ์ดเครือขา่ ย (NIC)
 หัวเชื อม ส ายแบ บ Barrel (BNC Barrel Connector) เป็ น หัวที ใช้ใน การเชื อม ต่อ

สายสญั ญาณเพือใหส้ ายมีขนาดยาวขึน
 ตวั สินสุดสัญญาณ (BNC Terminator) เป็ นหัวทีใช้ในการสินสุดสัญญาณทีปลายสาย

เพือเป็นการสินสุดสัญญาณไม่ใหส้ ะทอ้ นกลบั ถา้ ไม่เช่นนนั สัญญาณจะสะทอ้ นกลบั ทาํ
ใหร้ บกวนสญั ญาณทีใชน้ าํ ขอ้ มูลจริงซึงจะทาํ ใหเ้ ครือข่ายลม้ เหลวในทีสุด

ภาพที 5.6 ประเภทหัวเชือมต่อ BNC

นอกจากนีสายโคแอกเชียลยงั แบ่งออกไดเ้ ป็น 2 เกรดแลว้ แตก่ ารใช้ คือ

 สายโคแอกเชียลเกรด PVC สายประเภทนีจะใช้พลาสติกเป็ นวสั ดุห่อหุ้ม เป็ นชนิดสายทีใช้ใน
สํานกั งาน เพราะเป็ นสายทีมีความยืดหยุ่นมาก เมือติดไฟ จะทาํ ให้เกิดแก๊สทีเป็ นอนั ตรายต่อ
มนุษย์

 สายโคแอกเชียลเกรด Plenum เป็ นสายทีใช้ติดตงั บนเพดานหรือระหว่างชัน หรือพืนทีทีมี
อุณหภูมิต่างจากอุณหภูมิห้อง เพราะเป็ นสายทีทนไฟ และถ้าไฟไหมส้ าย แก๊สทีเกิดขึนเป็ น
อนั ตรายนอ้ ยกวา่ เกรด PVC

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 164

ข้อดแี ละข้อเสียของสายโคแอกเชียล
ขอ้ ดี

 เชือมต่อไดร้ ะยะทางไกล
 ป้องกนั สญั ญาณรบกวนไดด้ ี

ขอ้ เสีย

 มีราคาแพง
 สายมขี นาดใหญ่
 การติดตงั หวั เชือมตอ่ ค่อนขา้ งยงุ่ ยาก

สายคู่บิดเกลยี ว (Twisted Paired)
สายคู่บิดเกลียว (Twisted Paired) เดิมถูกใชเ้ ป็ นสายนาํ สญั ญาณในระบบโทรศพั ท์ แต่ปัจจุบนั ได้
กลายเป็ นมาตรฐานสายสัญญาณทีเชือมต่อในเครือข่ายแบบท้องถิน (LAN) สายคู่บิดเกลียวหนึงคู่
ประกอบดว้ ยสายทองแดงขนาดเล็ก เส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ 0.016-0.035 นิว หุม้ ดว้ ยฉนวนแลว้ บิดเป็ น
เกลียวคู่ การบิดเกลียวของสายแต่ละคู่มีจุดประสงคเ์ พือช่วยลดคลืนแม่เหล็กไฟฟ้าทีรบกวนซึงกนั และกนั
ดงั ภาพที 5.7 จาํ นวนรอบของการถกั เป็ นเกลียวต่อหนึงหน่วยความยาว (1 เมตร หรือ 1 ฟุต) จะเรียกวา่
“Twist Ratio” ทงั นียิงมีรอบถกั เกลียวกนั หนาแน่นมากเท่าไร ย่อมช่วยลดสัญญาณรบกวนไดด้ ีขึนมีผล
ใหป้ ระสิทธิภาพในการส่งขอ้ มูลสูงขึน

ภาพที 5.7 สายคู่บิดเกลยี ว (Twist Pair Cable)

ผอู้ ่านคงสงสยั วา่ การนาํ สายสองเส้นมาถกั กนั เป็นเกลียวคู่ช่วยลดคลืนแมเ่ หล็กไฟฟ้าทีมารบกวน
ไดอ้ ยา่ งไร ให้พจิ ารณาภาพที 5.8 ทีแสดงถึงผลกระทบของสัญญาณรบกวนภายในสาย โดยภาพที 5.8 (a)
แสดงให้เห็นถึงสัญญาณรบกวนทีเกิดขึนบนสาย 2 เส้นทีวางแบบขนานกนั ซึงปกติสายคู่บิดเกลียว 1 คู่
จะมีเส้นหนึงใช้เป็ นสายตวั นาํ สัญญาณและอีกเส้นหนึงจะเป็ นสายกราวด์ ซึงสายกราวด์มกั จะมีแรงดนั
คงที ในขณะทีสายทีใชเ้ ป็นตวั นาํ สัญญาณอาจถูกสัญญาณคลืนแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนทาํ ให้แรงดนั ลดลง
ดงั นนั จึงเกิดค่าต่างศกั ดิไฟฟ้าทีไม่สมดุลขึน ในขณะภาพที 5.8 (b) เป็ นสายทีนาํ มาถกั เป็ นเกลียวคู่ เมือ
สายสัญญาณเส้นหนึงถูกรบกวนทาํ ให้แรงดนั เปลียนแปลงไป แต่ดว้ ยการบิดเกลียวของสายสัญญาณ จึง

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 165

ทาํ ให้เกิดการเหนียวนาํ ให้สายอีกเส้นมีค่าเปลียนแปลงตาม ทาํ ให้เกิดการหกั ลา้ งเสมือนกบั ไม่มีสัญญาณ
รบกวนเกิดขึนนนั เอง

(a)

(b)

ภาพที 5.8 การลดสัญญาณรบกวนจากคลืนแม่เหลก็ ไฟฟ้าในสายคู่บิดเกลยี ว

สายคู่บิดเกลียวทีมีขายในทอ้ งตลาดมีหลายประเภทดว้ ยกนั ซึงสายสัญญาณอาจะประกอบดว้ ย
สายคู่บิดเกลียวตงั แต่หนึงคู่ไปจนถึง 4,200 คู่ในสายขนาดใหญ่ สายคู่บิดเกลียวทีใชก้ บั เครือข่ายแลน จะ
ประกอบดว้ ย 4 คู่ และทีใชง้ านในเครือขา่ ยแบง่ ออกได้ 2 ประเภท คือ

 สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่มีฉนวน (Unshielded Twisted Pairs: UTP)
 สายคู่บิดเกลียวชนิดมีฉนวน (Shielded Twisted Pairs: STP)

สายคู่บิดเกลยี วชนิดไม่มฉี นวน (Unshielded Twisted Pairs: UTP)
สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่มีฉนวน เป็ นสายทีนิยมเรียกสัน ๆ ว่า สาย “UTP” ซึงสาย UTP นีอาจ
ประกอบดว้ ยจาํ นวนลวดตวั นาํ (Copper Wire) ทีหุ้มดว้ ยฉนวน (Insulation) ตงั แต่ 1 คู่ขึนไป โดยแต่ละคู่
จะบิดกนั เป็นเกลียว และถูกห่อหุม้ ดว้ ยเปลือกพลาสติก (Plastic Jacket) ไมม่ ีฉนวนห่อหุม้ สายสญั ญาณ จึง
ส่งผลให้สายชนิดนีถูกสัญญาณรบกวนไดง้ ่าย ดงั แสดงในภาพที 5.9 โครงสร้างภายในของสาย UTP

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 166

แมว้ า่ สาย UTP จะมีสัญญาณรบกวนไดง้ ่ายก็ตามแต่หากเป็ นสายสัญญาณยอดนิยมทีใชก้ นั มากทีสุดใน
ระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ปัจจุบนั เนืองจากมีราคาไม่สูงมาก แต่การใชง้ านสายชนิดนีมีขอ้ จาํ กดั ในเรือง
ความยาวตอ้ งไม่เกิน 100 เมตร

ภาพที 5.9 โครงสร้างภายในของสาย UTP
สายคู่บิดเกลยี วชนิดมฉี นวน (Shielded Twisted Pairs: STP)
สายคู่บิดเกลียวชนิดมีฉนวน มีส่วนทีเพิมขึนมา คือ ส่วนทีป้องกนั สัญญาณรบกวนจากภายนอก
ซึงชนั ป้องกนั นีอาจเป็ นแผน่ โลหะบาง ๆ หรือใยโลหะทีถกั สานเป็นตาขา่ ยซึงชนั ป้องนีจะห่อหุ้มสายคูบ่ ิด
เกลียวทงั หมดโดยมีจุดประสงค์ของการเพิมชนั ห่อหุ้มนีเพือป้องกนั การรบกวนจากคลืนแม่เหล็กไฟฟ้า
เช่น คลืนจากวทิ ยจุ ากแหล่งตา่ ง ๆ ดงั แสดงในภาพที 5.10 โครงสร้างภายในสาย STP

ภาพที 5.10 โครงสร้างภายในของสาย STP

Foil-shielding Twisted Pairs (FTP)
เป็นสายคู่บิดเกลียวทีใช้แผน่ ฟอยล์เป็นชีลดป์ ้องกนั แทนทีจะเป็นตาข่าย (Braided Screen) เหมือน
ของ STP การชีลด์แบบนีจะป้องกนั คลืนรบกวน EMI จากภายนอกเขา้ มาขา้ งใน และจากขา้ งในออกไป
ขา้ งนอกดว้ ย และป้องกนั คลืนรบกวนระหวา่ งแต่ละคูข่ องสายสัญญาณดว้ ย เนืองจากแผน่ ฟอยล์นนั จะใช้
ห่อหุม้ สายเป็นคู่ ๆ แยกจากกนั ดงั แสดงในภาพที 5.12

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 167

ภาพที 5.11 Foil-shielding Twisted Pairs (FTP)

ทีมาของภาพ: https://www.linkedin.com/pulse/stp-vs-utp-which-one-better-monica-geller

คุณสมบัตขิ องสายคู่บิดเกลยี ว
การทีใชส้ ายคูบ่ ิดเกลียวในการรับส่งสญั ญาณนนั จาํ เป็ นตอ้ งใชส้ ายหนึงคูใ่ นการส่งสัญญาณ และ
อีกหนึงคู่ในการรับสัญญาณ ซึงในแตล่ ะคูส่ ายจะมีทงั ขวั บวกและขวั ลบ ในการทาํ เช่นนีเป็ นเทคนิคอยา่ ง
หนึงในการรับส่งขอ้ มูลทีเรียกวา่ “Differential Signaling” ซึงเทคนิคนีคิดคน้ ขึนมาเพือทีจะกาํ จดั คลืน
รบกวน (Electromagnetic Noise) ทีเกิดกบั สัญญาณข้อมูล ซึงคลืนรบกวนนีเกิดขึนได้ง่าย และเมือเกิด
ขึนกบั สายสัญญาณแลว้ จะทาํ ใหย้ ากตอ่ การอา่ นหรือแปลความหมายจากสัญญาณขอ้ มูล

ตวั ส่งสัญญาณจะส่งสัญญาณสองสญั ญาณ ซึงสญั ญาณหนึงเป็ นสัญญาณบวกบนสาย T+ และอีก
สัญญาณหนึงคือ สัญญาณลบบนสาย T- เมือถึงปลายทางสัญญาณ T- จะถูกผกผนั อีกที ซึงถ้าไม่มีคลืน
รบกวน สัญญาณ T+ และส่วนของสัญญาณ T- ควรจะมีลกั ษณะคล้าย ๆ กนั แต่ถา้ มีคลืนรบกวนสอง
สัญญาณนีจะมีส่วนทีแตกตา่ งกนั ซึงส่วนทีแตกต่างนีเกิดขึนจากคลืนรบกวนนนั เอง ตามทฤษฎีของคลืน
รบกวนแลว้ คลืนรบกวนจะเกิดขึนกบั ทงั สองสัญญาณในขนาดทีเกือบจะเท่ากัน ดังนัน เมือกลับอีก
สัญญาณหนึงแลว้ บวกทงั สองสัญญาณเขา้ ดว้ ยกนั ส่วนทีเป็ นสัญญาณรบกวนก็จะถูกหกั ลา้ งกนั ไป ทาํ ให้
ไดเ้ ฉพาะคลืนสญั ญาณทีตอ้ งการจริง ๆ เท่านนั

มาตรฐานสายสัญญาณ
สมาคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EIA (Electronics Industries Association) และสมาคม
อุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือ TIA (Telecommunication Industries Association) ได้ร่วมกันกาํ หนด
มาตรฐาน TIA/EIA 568 ซึงเป็ นมาตรฐานทีใชใ้ นการผลิตสาย UTP โดยมาตรฐานนีแบ่งประเภทของสาย
ออกเป็ นหลายประเภทโดยแตล่ ะประเภทจะเรียกวา่ Category N โดย N คือ หมายเลขทีบอกประเภท ส่วน
สถาบนั มาตรฐานนานาชาติ (International Organization for Standard) ไดก้ าํ หนดมาตรฐานนีเช่นกนั โดย
จะเรียกสายแตล่ ะประเภทเป็น Class A-G คุณสมบตั ิโดยทวั ไปของสายแต่ละประเภท เป็ นดงั นี

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 168

 CAT 1 (Category 1)

เป็นสาย UTP มาตรฐานทีนาํ มาใชก้ บั ระบบโทรศพั ท์ ไดร้ ับการออกแบบมาเพือนาํ ส่งขอ้ มูลเสียง
หรือขอ้ มูลดิจิตอลดว้ ยความเร็วตาํ (<=9600 Bps) สายชนิดนีนาํ มาใช้งานไดด้ ีสําหรับการส่งขอ้ มูลเสียง
หรือขอ้ มูลดิจิตอลทีมอดูเลตเป็ นสัญญาณอะนาล็อก ซึงสามารถส่งผ่านบนระยะทางหลายไมล์จาก
บ้านเรือนไปยงั ชุมสายโทรศพั ท์ อย่างไรก็ตาม CAT 1 จะไวต่อสัญญาณรบกวนและการอ่อนตวั ของ
สญั ญาณ

 CAT 2 (Category 2)

เป็ นสาย UTP ทีมกั นาํ มาใช้กบั วงจรโทรศพั ท์เช่นกัน ภายในมีสายสัญญาณจาํ นวน 4 คู่ แต่มี
คุณภาพดีกวา่ สาย CAT 1 ดว้ ยการลดสญั ญาณรบกวนลง และเรืองการเบาบางของสัญญาณ สายประเภทนี
พบไดใ้ นสายชนิด T-1 และ ISDN โดย T-1 ไดอ้ อกแบบมาสาํ หรับโทรศพั ทด์ ิจิตอลทีสามารถส่งผา่ นเสียง
หรือขอ้ มูลไดท้ ีความเร็ว 1.544 Mbps ในขณะที ISDN จะเป็ นเทคโนโลยีใหม่กวา่ ทีสามารถส่งผ่านเสียง
หรือขอ้ มูลหรือทงั สองอย่างด้วยความเร็ว 64 Kbps ถึง 1.511 Mbps โดยสาย CAT 2 จะใชล้ วดทองแดง
และฉนวนทีหุม้ ลวดทองแดงทีมีคุณภาพสูงกวา่ แบบ CAT 1

 CAT 3 (Category 3)
สาย UTP ประเภท CAT 3 ภายในจะมีสายสัญญาณจาํ นวน 4 คู่ ซึงในขอ้ กาํ หนดของ CAT 3

ไดร้ ะบุไวว้ า่ สายแต่ละคูจ่ ะตอ้ งนาํ มาบิดเกลียวอยา่ งนอ้ ย 3 รอบต่อ 1 ฟตุ รองรับความเร็วในการส่งขอ้ มูล
ที 10 Mbps สายชนิดนีนํามาใช้กับเครือข่ายอีเทอร์เน็ต (10 Mbps) โทเคนริง (4 Mbps) ทีใช้งานบน
เครือขา่ ยยคุ เก่า แต่ปัจจุบนั สายประเภทนีไดถ้ ูกทดแทนดว้ ยสาย CAT 5 เนืองจากมีประสิทธิภาพเหนือกวา่

 CAT 4 (Category 4)

สาย UTP ประเภท CAT 4 ภายในจะมีสายสัญญาณ 4 คู่ รองรับความเร็วสูงสุดที 20 Mbps ถูก
ออกแบบใหป้ ้องกนั สญั ญาณรบกวนไดด้ ีกวา่ CAT 1, CAT 2, และ CAT 3 รวมถึงส่งขอ้ มูลไดเ้ ร็วกวา่

 CAT 5 (Category 5)

สาย UTP ประเภท CAT 5 ภายในจะมีสายสัญญาณจาํ นวน 4 คู่ รองรับความเร็วได้สูงถึง 100
Mbps ปัจจุบนั สาย CAT 5 นิยมนาํ มาใช้กบั เครือข่ายแลน โดยสายสัญญาณทงั 4 คู่ หรือ 8 เส้นจะถูกหุ้ม
ด้วยฉนวนพลาสติกทีมีสีต่าง ๆ กาํ กบั อยู่ ดังภาพที 5.4 ทีสําคญั สาย CAT 5 นันจดั เป็ นสายสัญญาณที

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 169

ป้องกนั สัญญาณรบกวนไดด้ ี ทงั นีเกิดจากการบิดเกลียวของสายทีมี Twist Ratio จาํ นวนมากถึง 12 รอบ
ต่อความยาว 1 ฟุต ในขณะทีสาย CAT 3 จะบิดเกลียวประมาณ 3 รอบต่อความยาว 1 ฟุตเท่านนั ปัจจุบนั
สาย UTP CAT 5 จดั เป็ นมาตรฐานขนั ตาํ ทีนาํ มาใชบ้ นเครือข่ายแลน

 CAT 5e (Enhanced Category 5)
สาย UTP ประเภท CAT 5e เป็ นสายคุณภาพสูงทีพัฒนาจากสาย CAT 5 โดยใช้ลวดตัวนํา

สัญญาณคุณภาพสูงและมีการบิดเกลียวของ Twist Ratio ทีเพิมขึน จึงสามารถป้องกนั สัญญาณรบกวน
แบบครอสทอล์กไดเ้ ป็ นอยา่ งดี สาย CAT 5e สามารถนาํ มาใชง้ านบนเครือข่ายทอ้ งถินทีรองรับความเร็ว
สูงสุดที 100 Mbps หรือสูงกวา่

 CAT 6 (Category 6)
หน่วยงานมาตรฐาน EIA/TIA ไดป้ ระกาศใชง้ านสาย CAT 6 เมือปี ค.ศ. 2002 ซึงเป็ นมาตรฐานที

รองรับความเร็วสูงถึง 1 Gbps เป็นสายคู่บิดเกลียวทีเพิมส่วนของฉนวนทีเรียกวา่ ฟอยล์ (Foil) ซึงเป็ นแผน่
โลหะบาง ๆ ใชป้ ้องกนั สญั ญาณรบกวนไดด้ ียิงขึน โดย CAT 6 รองรับอตั ราความเร็วที 250 MHz

 CAT 6e (Enhance Category 6)
เป็นสายทีพฒั นาจาก CAT 6 ให้มีประสิทธิภาพสูงขึน โดยสามารถรองรับอตั ราความเร็วไดส้ ูงถึง

550 MHz และสามารถส่งผา่ นขอ้ มลู ไดห้ ลายกิกะบิตต่อวนิ าที
 CAT 7 (Category 7)
เป็ นสายคุณภาพสูง โดยสายแต่ละคู่นอกจากจะมีฉนวนฟอยลป์ ้องกนั สัญญาณรบกวนแลว้ ยงั มี

ชีลดท์ ีเป็ นเส้นใยโลหะถกั ห่อหุ้มเพิมเขา้ ไปอีก อย่างไรก็ตาม CAT 7 ยงั ไม่ไดถ้ ูกรับรองเป็ นมาตรฐานที
ชดั เจน แต่ก็มีบางบริษทั ทีได้ผลิตและนํามาจาํ หน่ายบ้างแลว้ สําหรับขอ้ ดีของสาย CAT 7 คือ รองรับ
ความเร็วสูงสุดที 1 GHz แตจ่ ะใชห้ ัวเชือมต่อทีแตกต่างจากสาย UTP ทวั ไป (RJ-45) เนืองจากภายในสาย
มีฉนวนฟอยลพ์ ร้อมชีลด์ห่อหุม้ จึงทาํ ให้ขนาดของสายใหญ่กวา่ เดิม

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 170

ภาพที 5.12 สายคู่บดิ เกลยี วประเภท CAT 7

ทีมาของภาพ: http://www.comnen.com/a-brief-introduction-of-category-7-cat7-and-category-7a-cat7a-cables/

หวั เชือมต่อ (Connector)
สายคูบ่ ิดเกลียวจะใชห้ วั เชือมต่อแบบ RJ-45 ซึงมลี กั ษณะคลา้ ยกบั หวั เชือมตอ่ แบบ RJ-11 ซึงเป็ น
หวั ทีใช้กบั สายโทรศพั ทท์ วั ๆ ไป ขอ้ แตกตา่ งระหวา่ งหวั เชือมตอ่ สองประเภทนี คือ หัว RJ-45 จะมีขนาด
ใหญ่กวา่ เล็กนอ้ ยและไม่สามารถเสียบเขา้ กบั ปลกั โทรศพั ทไ์ ด้ และอีกอยา่ งหัว RJ-45 จะเชือมสายคู่บิด
เกลียว 4 คู่ ในขณะทีหวั RJ-11 ใชไ้ ดก้ บั สายเพียง 2 คู่เท่านนั โดยในภาพที 5.13 จะแสดงหวั เชือมตอ่ สาย
UTP (RJ-45)

การวดั ประสิทธิภาพของสาย UTP ให้พิจารณาในภาพที 5.14 โดยที Gauge เป็ นหน่วยทีวดั ค่า
ความหนาของสายภายในกราฟจะมีสายทีมีขนาดแตกตางกัน 4 ขนาด ซึงให้แกน x แทนค่าความถี
(Frequency) แกน y เป็ นค่าความเบาบาง (Attenuation) ซึงมีหน่วยเป็ นเดซิเบลต่อไมล์ (Decibels/Mile)
จากกราฟสังเกตเห็นได้ว่าหลังจากช่วงของความถีทีมากกว่า 100 KHz ขึนไป ค่าความเบาบางของ
สญั ญาณจะมีการเพิมขึนอยา่ งรวดเร็ว

ภาพที 5.13 หวั เชือมต่อแบบ RJ-45 หนา้ ที 171

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล

ภาพที 5.14 ประสิทธภิ าพของสาย UTP

ทีมาของภาพ:ดดั แปลงจากหนงั สือ Data Communications and Networking ของ Behrouz a Forouzan

ข้อดีและข้อเสียของสายค่บู ดิ เกลยี ว
ขอ้ ดี

1. ราคาถูก
. ง่ายต่อการนาํ ไปใชง้ าน
ขอ้ เสีย

. มีความเร็วจาํ กดั
2. ใชก้ บั ระยะทางสัน ๆ
3. กรณีเป็นสายแบบไมม่ ีชีลด์ จะไวตอ่ สญั ญาณรบกวนจากภายนอก
สายไฟเบอร์ออปตกิ (Optical Fiber)
สายไฟเบอร์ออปตกิ หรือเส้นใยแกว้ นาํ แสง ทาํ มาจากท่อแกว้ หรือพลาสติก โดยจะส่งสัญญาณใน
รูปของแสง ฉะนนั ก่อนทีจะทราบถึงรายละเอียดของสายไฟเบอร์ออปติก ผูเ้ ขียนขออธิบายถึงธรรมชาติ
ของแสดงเสียก่อน

โดยปกติแลว้ แสงจะเดินทางเป็นเส้นทางตราบเท่าทีตวั กลางทีแสงเดินผา่ นนนั มีความหนาแน่น
คงที แตถ่ า้ ความหนาแน่นของตวั กลางมีคา่ ทีไมเ่ ท่ากนั จะทาํ ใหเ้ กิดการหกั เหของแสงได้ ดงั ภาพที 5.15 ซึง
แสดงถึงการหักเหของแสงเมือตอ้ งเดินทางจากตวั กลางทีมีความหนาแน่นสูงไปยงั ตวั กลางทีมีความ
หนาแน่นตาํ

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 172

ภาพที 5.15 การหักเหของแสง
จากภาพจะเห็นได้ว่า ถ้ามุมตกกระทบ (Angle of incidence) มีค่าน้อยกว่ามุมวิกฤต (Critical
Angle) แสงจะหักเหไปเหมือนดงั ในภาพดา้ นซ้ายมือ ถ้ามุมตกกระทบมีค่าเท่ากบั มุมวิกฤต แสงจะหกั เห
ไปเหมือนรูปตรงกลางและถ้ามุมตกกระทบมีค่ามากกว่ามุมวิกฤต การหักเหของแสงจะเป็ นดังภาพ
ทางดา้ นขวามือ ตวั กลางแตล่ ะชนิดทีแสงสามารถผา่ นไดน้ นั จะมีมุมวิกฤตทีไม่เท่ากนั ดงั นนั มุมวกิ ฤตจึง
เป็ นคุณสมบตั ิอยา่ งหนึงของตวั กลางทีแสงสามารถผา่ นได้
จากหลกั การดงั กล่าวจึงไดน้ าํ มาสร้างเป็ นสายไฟเบอร์ออปติกชนิดต่าง ๆ กนั แกนกลาง (Core)
ของไฟเบอร์ออปติกจะทาํ มาจากแกว้ หรือพลาสติก และถูกห่อหุ้ม (Cladding) ดว้ ยแกว้ หรือพลาสติกทีมี
ความหนาแน่นนอ้ ยกวา่ ความแตกต่างกนั ของความหนาแน่นนีเองทีจะทาํ ใหแ้ สดงสามารถเดินทางภายใน
ท่อแกว้ ไดโ้ ดยทีจะไมเ่ กิดการหกั เหออกไปนอกท่อแกว้ ดงั ภาพที 5.16

ภาพที 5.16 สายไฟเบอร์ออปตกิ

โครงสร้างของสายไฟเบอร์ออปติก
ส่วนประกอบของสายไฟเบอร์ออปติกประกอบดว้ ยส่วนสาํ คญั คือ ส่วนทีเป็ นแกน (Core) ซึงจะ
อยูต่ รงกลางหรือชนั ในหุม้ ดว้ ยส่วนห่อหุ้ม (Cladding) แลว้ ถูกหุ้มดว้ ยส่วนป้องกนั (Coating) อีกนนั หนึง
โดยทีแต่ละเส้นทาํ ด้วยวสั ดุทีมีค่าหักเหของแสงต่างกนั ทังนีก็เพราะตอ้ งคาํ นึงถึงการหักเหและการ
สะท้อนกลับหมดของแสง ส่วนทีเหลือก็จะเป็ นส่วนทีช่วยในการติดตงั สายสัญญาณได้ง่ายขึน เช่น
Strengthening Fiber ก็เป็ นส่ วนทีป้องกันไม่ให้สายไฟเบอร์ขาดเมือมีการดึงสายในตอนทีติดตัง
สายสัญญาณ ดงั แสดงในภาพที 5.17 โครงสร้างภายในของสายไฟเบอร์ออปติก

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 173

ภาพที 5.17 โครงสร้างภายในของสายไฟเบอร์ออปติก

ทีมาของภาพ: https://foconec.com/optical-fiber-cables-construction-and-application/

แกน (Core) เป็ นส่วนตรงกลางของเส้นใยแกว้ นาํ แสง และเป็ นส่วนนาํ แสง โดยดชั นีหกั เหของ
แสงส่วนนีตอ้ งมากกวา่ ส่วนของแคลด ลาํ แสงทีผา่ นไปในแกนจะถูกขงั หรือเคลือนทีไปตามแกนของเส้น
ใยแกว้ นาํ แสงดว้ ยขบวนการสะทอ้ นกลบั หมดภายใน

ส่วนห่อหุ้ม (Cladding) เป็นส่วนทีห่อหุม้ ส่วนของแกนเอาไว้ โดยส่วนนีจะมีดชั นีหกั เหนอ้ ยกวา่
ส่วนของแกน เพือให้แสงทีเดินทางภายในแกน สะทอ้ นอยภู่ ายในแกนตามกฎของการสะทอ้ นด้วยการ
สะทอ้ นกลบั หมด โดยใชห้ ลกั ของมมุ วกิ ฤติ

ส่วนป้องกัน (Coating/Buffer) เป็ นชนั ทีต่อจากแคลดเป็ นทีกนั แสงจากภายนอกเขา้ เส้นใยแก้ว
นาํ แสง และยงั ใชป้ ระโยชน์เมือมีการเชือมต่อเส้นใยแกว้ นาํ แสง โครงสร้างอาจจะประกอบไปดว้ ยชนั ของ
พลาสติกหลาย ๆ ชนั นอกจากนนั ส่วนป้องกนั ยงั ทาํ หนา้ ทีเป็ นตวั ป้องกนั จากแรงกระทาํ ภายนอกอีกดว้ ย
ตวั อยา่ งของค่าดชั นีหกั เห เช่น แกนมีค่าดชั นีหกั เหประมาณ 1.48 ส่วนของแคลดและส่วนป้องกนั ซึงทาํ
หนา้ ทีป้องกนั แสงจากแกนออกไปภายนอกและป้องกนั แสงภายนอกรบกวน จะมีค่าดชั นีหกั เหเป็น 1.46
และ 1.52 ตามลาํ ดบั

ประเภทของสายไฟเบอร์ออปตกิ
ภายในสายไฟเบอร์ออปติกนนั จาํ นวนลาํ แสงทีเดินทางหรือเกิดขึนจะเป็ นตวั บอกโหมดของแสง
ทีเดินทางภายในสายไฟเบอร์ออปติกนนั กล่าวคือ ถา้ มีลาํ แสงอยู่แนวเดียวเรียกวา่ “สายไฟเบอร์ออปติก
โหมดเดียว (Single Mode Fiber)” แต่ถ้าภายในสายไฟเบอร์ออปติกนันมีแนวลาํ แสงอยูห่ ลายลาํ แสง
เรียกว่า “สายไฟเบอร์ออปติกหลายโหมด (Multimode Fiber)” นอกจากการแบ่งชนิดสายไฟเบอร์
ออปติกตามลกั ษณะของโหมดแล้ว ก็ยงั มีวิธีอืนทีแบ่งโดยวสั ดุทีทาํ เช่น เส้นใยทีทาํ จากแกว้ พลาสติก
หรือโพลิเมอร์ ดงั แสดงในภาที 5.18

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 174

ภาพที 5.18 ประเภทของสายไฟเบอร์ออปตกิ

Multimode Fiber Optic (MMF)
สายไฟเบอร์แบบมลั ติโหมด (Multimode Fiber Optic หรือ MMF) เป็ นสายไฟเบอร์ทีนิยมใชง้ าน
ในระบบ LAN มากทีสุด โครงสร้างภายในของเส้นใยแกว้ นาํ แสงจะประกอบดว้ ยแกนและแคลดดงั ได้
กล่าวมาแลว้ ขอ้ งตน้ สําหรับสายไฟเบอร์ออปติกแบบหลายโหมดประเภทนีทีนิยมกนั มากทีสุด มีขนาด
เส้ นผ่าศูนย์กลางของแกนที 62.5 ไมครอน (1 micron = 10-6 m = µm) และส่ วนที เป็ นแคลดมี
เส้นผา่ ศูนยก์ ลางที 125 ไมครอน ซึงส่วนใหญ่จะเรียกสายไฟเบอร์ออปติกปรเภทนีสัน ๆ ว่า “62.5/125
MMF” ส่วนสายไฟเบอร์ขนาดอืนทีนิยมรองลงมา คือ 50/125 MMF

ขนาดของแกนสายมลั ติโหมดจะมีขนาดใหญ่กวา่ สายแบบซิงเกิลโหมด สายไฟเบอร์แบบมลั ติ-
โหมดนียงั แบง่ ยอ่ ยไดอ้ ีกตามลกั ษณะของการหกั เหของส่วนทีแกนและแคลด เช่น

 สายไฟเบอร์ออปตกิ ชนิดดชั นีขนั บนั ใด (Step-index) สายชนิดนีส่วนของแกนจะมีความ
หนาแน่นทีเท่ากนั ตลอดทงั สาย ดงั นนั ลาํ แสงทีมุมตกกระทบทีต่างกนั จะมีมุมหกั เหที
ต่างกนั ดว้ ย โดยส่วนทีห่อหุ้ม (Cladding) แกนกลางจะทาํ หน้าทีในการสะทอ้ นลาํ แสง
ดงั ภาพที 5.19 (a)

 สายไฟเบอร์ออปติกชนิดดชั นีรูปมน (Graded Index) สายชนิดนีแกนกลางจะมีความ
หนาแน่นทีไม่เท่ากนั ส่วนทีอยู่ตรงกลางของแกนกลางจะมีความหนาแน่นมากทีสุด
ดงั นนั ลกั ษณะของการหกั เหของลาํ แสงจะเป็ นดงั ภาพที 5.19 (b)

เนืองจากขนาดของเส้นผ่าศูนยก์ ลางของแกนเส้นใยแก้วนําแสงหลายโหมดนันมีขนาดใหญ่
ดงั นนั แสงทีตกกระทบทีปลายส่งของสายไฟเบอร์ออปติกมีมุกตกกระทบทีต่างกนั หลายคา่ จากหลกั การ
สะทอ้ นกลบั หมดของแสงทีเกิดขึนภายในส่วนของแกน ทาํ ให้มีแนวลาํ แสงทีเกิดขึนหลายแนว ซึงแนว

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 175

การเดินทางของแสงจะนิยมเรียกว่า “โหมด (Mode)” ดงั นนั คาํ วา่ “มัลตโิ หมด (Multimode)” จึงหมายถึง
สายไฟเบอร์ออปติกทีอนุญาตให้แสงเดินทางผา่ นหลายแนวนนั เอง

และจากมุมตกกระทบของโหมดแสงบนผิวระหว่างแกนและแคลดนันไม่เท่ากัน ทาํ ให้ระยะ
ทางการเดินทางของแสงแต่ละโหมดจากตน้ สายไปยงั ปลายสายไม่เทา่ กนั ซึงเหตกุ ารณ์นีเรียกวา่ “การแยก
การกระจายของโหมดแสง (Modal Dispersion)” ซึงเหตุการณ์นีจะมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการ
รับสัญญาณทีปลายสาย ดว้ ยเหตุนีจึงไดม้ ีการพฒั นาสายไฟเบอร์ออปติกแบบดชั นีรูปมน (Graded Index)
ขึนมาเพือแกป้ ัญหานี สายไฟเบอร์แบบดชั นีรูปมน (Graded Index) นีจะสร้างโดยใช้ดชั นีอินเด็กซ์ของ
แสงในส่วนแกนนีมีค่าเปลียนแปลงตามระยะทางจากจุดศูนยก์ ลาง ทาํ ให้ระยะทางเดินของแสงแต่ละ
โหมดมีคา่ ใกลเ้ คียงกนั มาขึน

Single-mode Fiber Optic (SMF)
สายไฟเบอร์ออปติกแบบซิงเกิลโหมด (Single-mode Fiber Optic หรือ SMF) มีเส้นใยแกว้ ส่วน
แกนขนาดเล็กกว่าสายแบบมลั ติโหมด โดยจะมีขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางแกนประมาณ 8-10 ไมครอน และ
ส่วนทีเป็ นแคลดประมาณ 125 ไมครอนสายแบบนีจะอนุญาตให้แสงเดินทางเพียงแนวเดียว กล่าวคือ
ลาํ แสงทีออกจากแหล่งกาํ เนิดแสงนนั จะส่งออกไปเกือบทีจะเป็ นเส้นตรง ดงั ภาพที 5.19 (c) จึงเป็ นทีมา
ของคาํ วา่ “ซิงเกลิ โหมด (Single mode)”

ข้อดีของสายไฟเบอร์ออปติกชนิดซิงเกิลโหมด คือ แสงจะไม่เกิดการแยกกระจาย (Modal
Dispersion) ซึงเกิดขึนกบั สายไฟเบอร์ออปติกชนิดมลั ติโหมด ดงั นนั จึงทาํ ใหก้ ารรับสญั ญาณทีปลายสาย
ดีกวา่ ทาํ ใหส้ ่งสญั ญาณไดไ้ กลกวา่ นนั เอง

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 176

ภาพที 5.19 การส่งแสงโดยสายไฟเบอร์ออปตกิ ชนิดต่าง ๆ

มาตรฐานสายไฟเบอร์ออปติก
สายไฟเบอร์ออปติกทังชนิดซิงเกิลโหมด (Single-mode Fiber Optic) และชนิดมัลติโหมด
(Multimode Fiber Optic) ทีใช้ในวงการอุตสาหกรรมตอ้ งผลิตให้ได้ตามมาตรฐานสากล เพือใชก้ บั การ
ติดตงั สายภายในอาคาร นอกอาคาร แบบแขวนตามเสา แบบติดตงั ใต้นาํ และแบบสําหรับการติดตงั
ระยะไกลมาก ๆ (Long Haul) องคก์ รสากลทีมีหนา้ ทีในการกาํ หนดมาตรฐาน คือ ITU-T (International
Telecommunication Union) ยกตวั อยา่ งเช่น มาตรฐาน G.651 กาํ หนดคุณสมบตั ิเฉพาะในการผลิตสายไฟ
เบอร์ MMF ขนาด 50/1285 m ซึงเป็นแบบเกรดอินเดก็ ซ์ (Graded Index Fiber) เป็ นตน้

ASI/TIA-568-C.3
มาตรฐาน ASI/TIA-568-C.3 กาํ หนดมาตรฐานทีเกียวกับสายไฟเบอร์ไวโ้ ดยกาํ หนดรหัส OM
สาํ หรับสายประเภทมลั ติโหมด และ OS สาํ หรับสายซิงเกิลโหมด โดย OM1 เป็ นสายไฟเบอร์แบบ MMF
ทีมีขนาดเส้นผ่าศูนยก์ ลาง (Core) คือ 62.5 µm และขนาดของแคลดดิง (Cladding) อยทู่ ี 125 µm โดยส่วน
ใหญ่จะเรียกสายประเภทนีวา่ “62.5/125 MMF”ส่วน OM2-OM4 เป็ นสายมลั ติโหมดทีมีขนาด 50/125 µm

G.651
มาตรฐาน ITU-T G.651 กาํ หนดคุณสมบตั ิของสายไฟเบอร์แบบ MMF ทีมีขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลาง
ของคอร์ 50 µm และขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลางของเคลดดิง 125 µm และการสะทอ้ นแสงแบบเกรดอินเด็กซ์
(Graded Reflective Index) ค่าลดทอนสัญญาณปกติ คือ 0.8 dB/km ทีความยาวคลืน 1310 nm การใช้งาน
สายทีผลิตตามมาตรฐานนีก็เพือสาํ หรับการเชือมตอ่ ในระยะใกล้ ๆ โดยสายนนั จะถูกออกแบบใหท้ าํ งาน

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 177

ไดด้ ีทีสุดกบั แสงทีมีความยาวคลืนในยา่ น 1300 nm แต่ก็สามารถใชง้ านไดก้ บั แสงทีมีความยาวคลืนย่าน
850 nm

G.652
มาตรฐาน G.652 เป็นมาตรฐานการผลิตสายไฟเบอร์แบบ SMF ทีนิยมมากทีสุด เป็นสายไฟเบอร์
แบบสเตป็ อินเด็กซ์ (Step-Index) และออกแบบให้ทาํ งานไดด้ ีทีสุดกบั แสงทีความยาวคลืนยา่ น 1310 nm
เนืองจากมีค่ากระจายแสงเป็ นศูนย์ (Zero-Dispersion) ทีมีความยาวคลืน 1310 nm และสามารถใชง้ านได้
กบั แสงทีความยาวคลืน 1550 nm ได้เช่นกนั ค่าลดทอนของสัญญาณตามมาตรฐานนีอยูท่ ี 0.2 dB/km ที
ความยาวคลืน 1550 nm

G.652.C
สายไฟเบอร์ออปติกแบบ SMF ทีผลิตตามมาตรฐาน G.652 นันไม่ไดอ้ อกแบบให้ทาํ งานได้ดี
ทีสุดสําหรับการใช้หลายความยาวคลืนพร้อม ๆ กนั หรือ WDM (Wavelength Division Multiplexing)
เนืองจากมีค่าลดทอนสูงในบางความยาวคลืนมาตรฐาน G.652C จึงเป็ นมาตรฐานสายไฟเบอร์ทีมีค่า
ลดทอนทีจุดสูงสุด OH ให้ตาํ มากทีสุด ซึงทาํ ให้สามารถส่งสัญญาณโดยใชแ้ สงทีมีความยาวคลืนหลาย
ขนาด โดยมาตรฐานนีออกแบบสําหรับความยาวคลืนในช่วง 1285-1625 nm ค่าลดทอนสัญญาณจะอยูท่ ี
0.2 dB/km ทีความยาวคลืน 1550 nm

G.652.D
สายไฟเบอร์ออปติกแบบ SMF ตามมาตรฐานนีจะถูกออกแบบให้มีค่าการกระจาย (Dispersion)
ตาํ สุดทีความยาวคลืน 1383 nm ซึงจะทาํ ให้สามารถใช้ความยาวคลืนระหว่าง 1310-1550 nm ได้อย่าง
ต่อเนือง สายไฟเบอร์ประเภทนีออกแบบเพือการใชใ้ นเครือข่ายสือสาร สายเคเบิลทวี ี และอืน ๆ

G.653
โดยปกติแลว้ สายไฟเบอร์ออปติกแบบ SMF จะถูกออกแบบให้ทาํ งานไดด้ ีทีสุดกบั แสงทีมีความ
ยาวคลืน 1310 nm ซึ งสายประเภทนี จะมีค่ากระจายแสง (Dispersion) สู งในช่วงความยาวคลืน
1500-1600 nm เนืองจากความตอ้ งการใช้งานในช่วงนีเพิมขึนจึงมีการกาํ หนดมาตรฐานสายไฟเบอร์ที
ออกแบบสําหรับการทาํ งานไดด้ ีในช่วงความถีใหม่นี ซึงเรีกวา่ “สายไฟเบอร์แบบเลือนค่ากระจายแสง
(Dispersion-shifted Fiber: DSF)” โดยสายประเภทนีจะมีค่า Zero-Dispersion อยู่ทีระดบั ความยาวคลืน
1550 nm ซึงหมายความวา่ ค่าลดทอนสัญญาณตาํ สุดในช่วงนี

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 178

G.654
สายไฟเบอร์ตามมาตรฐาน G.654 ถูกออกแบบให้ทาํ งานไดด้ ีสุดกบั แสงทีมีความยาวคลืนช่วง
1500-1600 nm โดยค่าลดทอนสัญญาณตาํ สุดที 1550 nm ซึงออกแบบโดยใช้ซิลิคาบริสุทธิสําหรับคอร์
(Silica)

G.655
ส าย สั ญ ญ าณ ที มี ค่ า Nonzero Dispersion-Shifted Fiber (NZDSF) คื อ ก ารเลื อ น ค่ า Zero
Dispersion ออกจากช่วงความยาวคลืน 1550 nm ซึงจะมีผลดีกบั การใช้หลายความยาวคลืนในการส่ง
สญั ญาณแบบ Dense Wavelength Division Multiplexing (DWDM)

การลดทอนสัญญาณ (Attenuation)
การลดทอนสัญญาณ (Attenuation) เป็ นการสูญเสียพลงั งานของแสงในสายไฟเบอร์ออปติกจาก
หลายสาเหตุ ดงั นี

 การดูดกลืนแสง (Light Absorption) หมายถึง การทีแสงเปลียนพลงั งานไปเป็นพลงั งาน
ความร้อน การดูดกลืนนีจะขึนอยู่กบั คุณสมบตั ิของสายไฟเบอร์ ซึงแบ่งออกไดจ้ าก 2
สาเหตุ คือ อินทรินสิก (Intrinsic) คือ เกิดจากเนือสารทีใชท้ าํ สายไฟเบอร์ออปติก และ
เอ็กซ์ทรินสิก (Extrinsic) ซึงเกิดจากความไม่บริสุทธิของสายไฟเบอร์ออกติก เช่น
มีโมเลกุล OH ซึงจะมีผลมากทีความยาวคลืนแสงประมาณ 1240 nm และ 1390 nm
การสูญเสียทีเกิดจากเอก็ ซท์ รินสิกจะมีคา่ นอ้ ยมากสาํ หรบั สายไฟเบอร์ทีใชป้ ัจจบุ นั

 การแตกกระจายของแสง (Rayleigh Scattering) การแตกกระจายของแสงก็มีผลต่อการ
สูญเสียพลงั งานของแสงเช่นกนั การแตกกระจายของแสงเกิดจากการทีโฟตรอนของ
แสงวิงชนโมเลกุลของสายไฟเบอร์ออปติก ทาํ ใหเ้ กิดแสงแตกกระจายไปทวั ทุกทิศทาง
ซึงบางส่วนอาจจะเดินทางออกนอกคอร์ของไฟเบอร์หรือมีบางส่วนทีสะทอ้ นกลบั

 การโค้งงอของสายไฟเบอร์ออปติก (Bending Loss) เกิดจากการทีสายไฟเบอร์ออปติก
โคง้ งอทาํ ให้แสงบางส่วนหลุดออกจากส่วนคอร์ของสายไฟเบอร์ออปติก ตวั อยา่ งเช่น
สายซิงเกิลโหมด อาจโคง้ งอไดโ้ ดยรัศมีไม่เกิน 10 ซม. ถา้ การโคง้ งอเกินนีการสูญเสีย
สัญญาณจะเพิมขึนเป็ นค่าทวีคูณ รัศมีการโค้งงอของสายไฟเบอร์ จะขึนอยู่กับการ
ออกแบบสายไฟเบอร์และความยาวคลืนแสงทีใช้

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 179

ค่าลดทอนสัญญาณ (Attenuation) สําหรับความยาวคลืนแสงทีใชจ้ ะคาํ นวนไดจ้ ากอตั ราส่วน
ระหวา่ งกาํ ลังสัญญาณแสงทีส่องเข้าสายไฟเบอร์กับกาํ ลงั สัญญาณแสงทีไดร้ ับทีปลายสาย ซึงค่านีจะ
แสดงในหน่วยเดซิเบล (Decibel หรือ dB) การวดั ค่าลดทอนสัญญาณนันจะต้องรวมเอาค่าลดทอน
สัญญาณจากทุก ๆ สาเหตุเขา้ ดว้ ยกนั ภาพที 5.20 เป็ นกราฟแสดงค่าลดทอนสัญญาณ (Attenuation) กบั
ความยาวคลืนแสง (Wavelength)

ภาพที 5.20 ความลดทอนของแสงตามความยาวคลืนแสง

ทีมาของภาพ: https://www.extremepc.in.th/blue-light-effect-your-eyes/

อีกสาเหตุหนึงทีมีผลต่อการส่งสัญญาณ คือ การแยกกระจาย (Dispersion) ซึงจะมีผลทาํ ใหแ้ บนด์
วดิ ธ์ของช่องสัญญาณลดลง การแยกกระจายจะมีหลายประเภทหลกั ๆ ดงั นี

 Model Dispersion: เมือแสงทีมีความยาวคลืนสันถูกส่องเขา้ ไปในใยแกว้ พลงั งานของ
แสงจะไม่ถูกส่งไปถึงสายทงั หมด เนืองจากแสงทีส่องเขา้ ไปจะเดินทางในใยแกว้ หลาย
แนว หรือหลายโหมด (Mode) ซึงแสงแต่ละโหมดจะแบ่งพลังงานกนั บางโหมดอาจ
เดินทางโดยใชเ้ วลามากกวา่ โหมดอืน ทาํ ใหเ้ สียพลงั งานของแสงทีปลายสายลดลง

 Chomatic Dispersion: แสงทีส่งเขา้ ไปจะประกอบดว้ ยสเปกตรัมเล็ก ๆ ของความยาว
คลืนแสง ดว้ ยเหตุนีแสงจึงเดินทางด้วยความเร็วทีต่างกนั เนืองจากความเร็วของแสง
ขึนอยกู่ บั ดชั นีหกั เห ความยาวคลืนก็เช่นกนั

การเชือมต่อสายไฟเบอร์ออปติก
การส่ งสัญ ญาณ แส งไป ใน ส ายไฟ เบ อร์ ออป ติก จะต้องแ ป ลงสั ญญ าญ าณ ไ ฟฟ้ าจาก อุ ป ก รณ์
ตน้ กาํ เนิดสัญญาณให้เป็นสัญญาณแสงก่อน จึงจะสามารถส่งสัญญาณผ่านไปในสายไฟเบอร์ออปติกได้

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 180

ระบบสือสารไฟเบอร์ออปติกโดยทวั ไปจะตอ้ งมีการเชือมต่อในส่วนใยแกว้ นาํ แสงเสมอ โดยการเชือมต่อ
สายไฟเบอร์ออปติกนนั อาจมีการคลาดเคลือน ซึงทาํ ให้เกิดการสูญเสียสญั ญาณไดจ้ ากลกั ษณะต่าง ๆ ของ
ใยแกว้ เช่น จากการทีตาํ แหน่งของแกนวางไม่ตรงกนั หรือการมีระยะห่างระหวา่ งแกน เป็นตน้ จึงไดม้ ีการ
คิดคน้ วธิ ีการตา่ ง ๆ ทีนาํ มาใชเ้ ชือมต่อสายไฟเบอร์ออปติก เพือใหม้ ีการสูญเสียทีนอ้ ยทีสุด

การเชือมต่อสายไฟเบอร์ออปติกมีหลายวิธี ซึงการทีจะเลือกใชว้ ธิ ีใดก็ตามแตค่ วามเหมาะสมกบั
งานตา่ ง ๆ ทีตอ้ งการติดตงั ในระบบสือสาร หรือเครือข่ายสือสารดงั รายละเอียดต่อไปนี

การเชือมต่อเชิงกล (Mechanic Splice)
หลักการทวั ๆ ไปของการเชือมต่อเชิงกลก็คือ การวางเส้นใยแก้วนําแสงให้อยู่ในแนวแกน
เดียวกนั โดยใชอ้ ุปกรณ์ทีเหมาะสม และพยายามทาํ ให้ปลายทงั สองของเส้นใยแกว้ นาํ แสงอยู่ชิดกนั มาก
ทีสุด ซึงการออกแบบอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการเชือมต่อนีจะช่วยลดการสูญเสียเอง เนืองจากการติดตงั จาก
การเบียงเบนในแนวตา่ ง ๆ ลง ตวั อยา่ งเช่น การทีจะส่งผา่ นสัญญาณแสงจากเส้นใยแกว้ เส้นหนึงไปยงั อีก
เส้นหนึงให้มีการสูญเสียน้อยทีสุด ตรงรอยต่อระหว่างเส้นใยแก้วทงั สองอาจมีการใช้เจลเชือมต่อดว้ ย
(Index Matching Gel) เป็นของเหลวใสทีมีคา่ ดชั นีหกั เหใกลเ้ คียงกบั ค่าดชั นีหกั เหของเส้นใยแกว้ นาํ แสง
การเชือมตอ่ วธิ ีนีอาจทาํ ใหเ้ กิดการสูญเสียสัญญาณอยใู่ นช่วง 0.1- 0.5 dB

การเชือมต่อด้วยวิธีหลอมรวม (Fusion Splice)
การเชือมต่อดว้ ยวิธีการหลอมรวมเป็ นวธิ ีการเชือมต่อเส้นใยแกว้ นาํ แสงสองเส้นดว้ ยการให้ความ
ร้อนปลายเส้นใยแกว้ จากนนั ปลายเส้นใยแกว้ ก็จะถูกดนั มาเชือมต่อกนั การเชือมตอ่ ในลกั ษณะนีเป็ นการ
เชือมต่อแบบถาวรเส้นใยแกว้ นาํ แสงทีเชือมต่อกนั แลว้ ดูเสมือนวา่ เป็ นเส้นเดียวกนั การสูญเสียทีเกิดจาก
เชือมต่อดว้ ยวธิ ีนีมีค่าอยูร่ ะหวา่ ง 0.01-0.2 dB ในขนั ตอนของการเชือมต่อนนั ความร้อนทีทาํ ให้ปลายเส้น
ใยแกว้ นาํ แสงอ่อนตวั นนั มาจากประกายไฟทีเกิดจากการอาร์คระหวา่ งขวั อิเล็กโทรดในการหลอมรวม

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 181

ภาพที 5.21 เครืองสไปลซ์สายไฟเบอร์ออปติก

ทีมาของภาพ: http://hpt-fiberoptic.yellowpages.co.th/catalog/item/523706330001

สําหรับการเชือมต่อแบบหลอมรวมแบบเดิมนนั การปรับตาํ แหน่งการวางตวั ของเส้นใยแกว้ นาํ
แสง 2 เส้น อาศยั วธิ ีการปรับฐานรองดว้ ยการสงั เกตผา่ นกลอ้ งขยาย แต่ในปัจจุบนั มีการใชว้ ธิ ีการทางแสง
มาช่วยในการจดั วางดงั กล่าว ทงั นีเพือใหก้ ารดาํ เนินการเป็ นไปอยา่ งอตั โนมตั ิ วธิ ีการนีมีชือวา่ “แอลไอดี
(Light Injection and Detection: LID)” โดยอาศยั หลกั การตรวจวดั ปริมาณแสงทีไดจ้ ากเส้นใยแกว้ นาํ
แสงเส้นทีสอง ซึงส่งผ่านมาจากเส้นใยแก้วเส้นที 1 ถ้าพบว่า การวางตวั ของเส้นใยแก้วทงั สองอยู่ใน
ตาํ แหน่งทีเหมาะสม ปริมาณแสงทีตรวจวดั ไดจ้ ะให้ค่ามากทีสุดพร้อมทีจะหลอมรวม แสงทีใช้ในการ
ตรวจสอบมาจากการส่งผ่านแสงของแอลอีดีเข้าไปในบริเวณทีเส้นใยแก้วถูกทําให้โค้ง โดยท่อ
ทรงกระบอกซึงมีรัศมีเล็ก (ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร) และการตรวจวดั แสงก็อาศยั อุปกรณ์รับแสง ซึงวาง
ชิดกบั บริเวณทีถูกทาํ ใหโ้ คง้ ของเส้นใยแกว้ นาํ แสง วธิ ีการตรวจวดั แสงดงั กล่าวอาศยั คุณสมบตั ิของใยแกว้
นาํ แสงเกียวกบั การโคง้ งอของเส้นใยแกว้ ทีทาํ ใหเ้ กิดการสูญเสียขึน

หัวเชือมต่อ (Connectors)
นอกจากการเชือมต่อเส้นใยแกว้ นาํ แสงเขา้ ดว้ ยกนั ตามวิธีการหลอมรวมดังทีกล่าวมาแลว้ การ
เชือมต่อเส้นใยแกว้ นาํ แสงยงั สามารถทาํ ไดโ้ ดยใชห้ ัวเชือมต่ออีกดว้ ย การเชือมต่อเส้นใยแกว้ นาํ แสงดว้ ย
หัวเชือมต่อทําให้ผูใ้ ช้มีความสะดวกสามารถถอดเปลียนได้ตามความจาํ เป็ น ในปัจจุบันมีการผลิต
หวั เชือมต่อสาํ หรับเส้นใยแกว้ นาํ แสงออกมาหลายแบบ การเลือกใชแ้ บบใดก็ขึนอยูก่ บั สภาพการใชเ้ ป็ น
งานเป็ นหลกั โดยทวั ไปแลว้ หวั เชือมตอ่ ไดถ้ ูกออกแบบมาเพือช่วยให้ปลายเส้นใยแกว้ นาํ แสงอย่ใู กลก้ นั
มากทีสุดเท่าทีจะทาํ ได้ นอกจากนีหัวเชือมต่อยงั ต้องมีคุณสมบัติอืน ๆ อีก เช่น แข็งแรงทนทาน

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 182

เมือใช้งานทาํ ให้เกิดการสูญเสียของแสงตาํ และมีราคาถูก เป็ นตน้ ซึงในหนงั สือนีจะนาํ เสนอถึงวิธีการ
เชือมตอ่ สายใยแกว้ นาํ แสงวธิ ีนี

หวั ตอ่ แบบ ST นีไดร้ ับการออกแบบโดยบริษทั AT&T ซึงเป็นหวั เชือมต่อทีนิยมมากทีสุดสาํ หรับ
สายไฟเบอร์แบบมลั ติโหมด รูปขา้ งล่างแสดงหัวเชือมต่อแบบ ST ส่วนหัวเชือมต่อแบบ FC/PC จะมี
ลกั ษณะคลา้ ย ๆ กบั หัวเชือมตอ่ แบบ ST และเป็ นหวั เชือมต่อทีเคยเป็ นทีนิยมใชก้ บั สายซิงเกิลโหมดมาก
ภาพที 5.22 แสดงลกั ษณะของหวั เชือมตอ่ เนืองจากหวั เชือมตอ่ ทีกล่าวมาขา้ งตน้ เป็นหวั เชือมต่อทีมีขนาด
ใหญ่ ทาํ ให้เปลืองพืนทีบนอุปกรณ์เครือข่าย เช่น สวิตซ์ ดงั นนั จึงไดม้ ีการออกแบบหัวเชือมต่อใหม่ทีมี
ขนาดเล็ก เช่น หวั เชือมต่อแบบ MT-RJ ออกแบบโดยบริษทั AMP ซึงปัจจุบนั เปลียนชือเป็น Tyco เป็ นหวั
เชือมตอ่ ประเภท Small Form Factor ทีออกแบบใหม้ ขี นาดเลก็ และใชง้ านไดง้ ่าย

นอกจากหวั เชือมตอ่ ทีไดก้ ล่าวขา้ งตน้ แลว้ ยงั มีหวั เชือมตอ่ แบบอืน ๆ ซึงความนิยมนนั ก็ขึนอยกู่ บั
ประเภทของสายไฟเบอร์ออปติกว่า เป็ นสายมลั ติโหมดหรือสายซิงเกิลโหมด และอุปกรณ์เครือข่ายที
รองรับการเชือมต่อนนั ๆ ดว้ ย

ภาพที 5.22 หวั เชือมต่อสายไฟเบอร์ออปติกแบบต่าง ๆ หนา้ ที 183

ทีมาของภาพ: http://www.comsiam.com/fusion-splice-fiber/

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล

ข้อดี ข้อเสียของสายไฟเบอร์ออปตกิ
ขอ้ ดี
1. มีแบนด์วิดธ์ทีกวา้ งมาก ทาํ ให้สามารถส่งขอ้ มูลไดด้ ว้ ยอตั ราความเร็วสูง แต่ปัจจุบนั

เรายงั ไม่สามารถทีจะใช้งานสายไฟเบอร์ออปติกได้อย่างเต็มที เนืองจากยงั มีข้อจาํ กัดในเรืองของ
เทคโนโลยที ีใชใ้ นการผลิตอุปกรณ์ทีทาํ ใหเ้ กิดสญั ญาณและอุปกรณ์สาํ หรับการรับสัญญาณ

2. สูญเสียพลงั งานนอ้ ย ทาํ ให้สามารถทีจะส่งสัญญาณได้ไกลกว่าสายคู่บิดเกลียวและ
สายโคแอกเชียล เช่น สามารถเชือมโยงสญั ญาณไดไ้ กลถึง 50 กิโลเมตร โดยไม่จาํ เป็นตอ้ งใชร้ ีพตี เตอร์

3. ไม่ถูกรบกวนจากคลืนแม่เหล็กไฟฟ้า ทาํ ใหข้ อ้ มูลมีความถูกตอ้ งมากยิงขึน
4. มีนาํ หนกั เบา
5. การดกั จบั สัญญาณ (TAP) ทาํ ไดย้ ากมาก ดงั นนั จึงปลอดภยั จากการลอบแทบ็ สาย

ขอ้ เสีย
1. การติดตงั และบํารุงรักษาทาํ ได้ยาก ต้องอาศยั ผูเ้ ชียวชาญและมีประสบการณ์งาน
ทางดา้ นนีโดยตรง
2.แสงจะเดินทางเพียงทิศทางเดียว ดังนันถ้าตอ้ งการทีจะให้สามารถส่งข้อมูลทัง 2
ทิศทาง จะตอ้ งใชส้ าย 2 เสน้
3. ราคาแพง

. สือกลางส่งข้อมลู แบบไร้สาย (Wireless Media)

การสือสารแบบไร้สาย (Wireless Communication) คือ วิธีการพืนฐานในระบบสือสารขอ้ มูลโดย
ไม่ตอ้ งอาศยั สายส่งขอ้ มูล แต่ใชค้ ลืนแม่เหล็กไฟฟ้าไปยงั อากาศ ซึงส่วนใหญ่แลว้ จะเป็ นการกระจายไป
รอบทิศทาง

คลืนแม่เหล็กไฟฟ้ามีหน่วยวดั ความยาวเป็นนาโนเมตร หรือไมโครเมตร ส่วนความถีของคลืนจะ
มีหน่วยวดั เป็ นเฮิรตซ์ โดยลักษณะสําคญั ประการหนึงของคลืนแม่เหล็กไฟฟ้า คือ จะมีความถีแบบ
ตอ่ เนืองกนั ไปเป็ นช่วงกวา้ ง ทีเรียกวา่ “สเปกตรัมคลืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า (Electromagnetic Spectrum)” ซึง
ในแต่ละช่วงความถีก็จะมีชือเรียกแตกตา่ งกนั ไป เช่น ช่วงความถีระหวา่ ง 300 GHz – 400 THz จะเรียกวา่
“อินฟราเรด” เป็ นตน้ จากภาพที 5.23 แสดงถึงสเปกตรัมของคลืนแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถีระหวา่ ง
3 KHz ถึง 900 THz ซึงใชส้ าํ หรับการสือสารแบบไร้สาย

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 184

ภาพที 5.23 สเปกตรัมของคลืนแม่เหลก็ ไฟฟ้าสําหรับการสือสารแบบไร้สาย

วธิ ีการแพร่สัญญาณ (Propagation Method)
สือสัญญาณแบบไร้สายสามารถเดินทางจากตน้ ทางไปยงั ปลายทางได้ ซึงการเดินทางของคลืนจะ
แพร่กระจาย (Propagation) ในรูปแบบต่างกนั ตามประเภทของคลืนนนั ซึงสามารถสรุปได้ 3 วิธี ไดแ้ ก่
คลืนดิน (Ground Wave Propagation) คลืนฟ้า (Sky Wave Propagation) และคลืนอวกาศ (Space Wave
Propagation) ดงั แสดงในภาพที 5.24 วธิ ีการแพร่สัญญาณของสือแบบไร้สาย

ภาพที 5.24 วธิ ีการแพร่สัญญาณของสือแบบไร้สาย
1. คลืนดิน (Ground Wave Propagation) เป็ นวิธีการแพร่คลืนวทิ ยุ (Radio Wave) ออกไปโดย
จะแพร่คลืนในระดบั ล่างสุดของชนั บรรยากาศ สัญญาณทีส่งออกไปนนั จะเป็ นสัญญาณความถีตาํ (Low
Frequency) และจะคลืนทีไปตามแนวความโคง้ ของโลก ส่วนระยะทางทีสัญญาณสามารถเดินทางไปนนั
จะขึนอยกู่ บั กาํ ลงั ส่งของเครืองส่งวา่ มีจะมีกาํ ลงั ส่งมากน้อยเพียงใด เช่น ถา้ ตวั ส่งสัญญาณมีกาํ ลงั ส่งสูง ก็
จะสามารถส่งสัญญาณออกไปไดเ้ ป็นระยะทางไกล ๆ
2. คลืนฟ้า (Sky Wave Propagation) เป็ นการส่งคลืนวทิ ยขุ ึนไปบนชนั บรรยากาศชนั ไอโอโนส
เฟี ยร์ (Ionosphere) ซึงเป็ นชนั บรรยากาศทีมีอิออนอยู่มาก และบรรยากาศในชันนีจะทาํ หน้าทีสะทอ้ น

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 185

คลืนนนั กลบั มายงั พืนโลกอีกครังความถีของสญั ญาณในการส่งแบบนีจะสูงกวา่ แบบแรก และถา้ ใชก้ าํ ลงั
ส่งทีเทา่ กนั แลว้ จะสามารถส่งไปไดใ้ นระยะทางทีไกลกวา่

3. คลืนอวกาศ (Space Wave Propagation) หรื อ Line-of-Sight, Tropospheric ซึ งล้วนแทน
ความหมายเดียวกนั ทงั สิน คลืนวทิ ยุชนิดนีเป็ นคลืนวิทยุความถีสูงมาก สัญญาณจะส่งเป็ นแนวเส้นตรง
ระดบั สายตาระหวา่ งเสาอากาศรับส่งดว้ ยกนั และเนืองจากคลืนสญั ญาณชนิดนีจะไมเ่ คลือนทีไปตามส่วน
โคง้ ของเปลือกโลก ระยะทางจึงถูกจาํ กดั ด้วยความโคง้ ของเปลือกโลก ดงั นนั เสาอากาศทีนาํ มาใชเ้ พือ
รับส่งตอ้ งหนั หนา้ ชนกนั รวมถึงตอ้ งมีระดบั ความสูงพอและปรับแหงนใหต้ รงแนว

และจากแนวสเปกตรัม คลื น แม่เหล็กไฟฟ้ าในส่ วนของคลื นไฟฟ้ าใน ส่ วนของคลื น วิท ยุและ
ไมโครเวฟนนั ยงั สามารถแบ่งออกเป็ น 8 ช่วงดว้ ยกนั เรียกวา่ “ย่านความถี (Band)” ทงั นีแตล่ ะย่านความถี
จะถูกจดั สรรและออกกฎระเบียบบงั คบั ใช้โดยองค์กรรัฐของประเทศนัน ๆ โดยคลืนความถีบางย่าน
สามารถนาํ ไปใชง้ านไดโ้ ดยไม่ตอ้ งขออนุญาต ในขณะทีคลืนความถีบางยา่ น หากตอ้ งการใชง้ าน จะตอ้ ง
ไดร้ ับอนุญาตก่อน สําหรับย่านความถีทงั 8 นีจะเริมต้นจากย่านความถีตาํ ไปยงั ย่านความถีสูง (VLF –
EHF) ซึงแสดงไวด้ งั ภาพที 5.25

ภาพที 5.25 ย่านความถี (Band) หนา้ ที 186

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล

สาํ หรับการสือสารแบบไร้สายทีรับส่งขอ้ มูลผา่ นอากาศ จาํ เป็นตอ้ งมีอุปกรณ์ทีไวค้ อยจดั การกบั
คลืนซึงโดยปกติจะมอี ยู่ 2 ชนิดดว้ ยกนั คือ

1. แบบแพร่สัญญาณรอบทิศทาง (Omnidirectional)
เป็ นรูปแบบการกระจายคลืนสัญญาณรอบทิศทาง ตวั อย่างก็คือคลืนวิทยุนนั เอง โดยสัญญาณที
ส่งออกไปนนั จะกระจายหรือแพร่ไปทวั ทิศทางในอากาศ ทาํ ใหส้ ามารถรบั สัญญาณเหล่านีไดด้ ว้ ยการตงั
เสาอากาศคลืนวิทยุจะอยู่ในช่วงความถี 3 KHz - 1 GHz ซึงช่วงความถีนีเหมาะสมกบั การการกระจาย
สัญญาณแบบรอบทิศทาง เช่น คลืนวิทยุ AM/FM หรือการแพร่ภาพสัญญาณโทรทศั น์ ซึงสามารถทาํ ได้
ดว้ ยการติดตงั เสาอากาศทวี เี พือรับภาพสัญญาณโทรทศั น์ทีแพร่มาตามอากาศ เป็ นตน้ ขอ้ ดีของคลืนวทิ ยกุ ็
คือ เป็ นสัญญาณทีสามารถทะลุสิงกีดขวางได้ดี ส่วนข้อเสียก็คือเนืองจากคลืนมีการแพร่กระจายทวั
ทิศทาง จึงไมส่ ามารถควบคุมการแพร่สญั ญาณให้จาํ กดั อยเู่ ฉพาะบริเวณได้

2. แบบชนิดกาํ หนดทศิ ทาง (Directional)
เป็ นแบบกาํ หนดทิศทางของสัญญาณดว้ ยการโฟกสั คลืนนนั ๆ ตวั อย่างก็คือคลืนไมโครเวฟใน
การสือสารดว้ ยคลืนไมโครเวฟ อุปกรณ์รับส่งสญั ญาณจาํ เป็ นตอ้ งปรับใหอ้ ยแู่ นวระนาบเดียวกนั หรือเป็น
แนวเส้นตรงระดบั สายตา โดยคลืนทีสามารถกาํ หนดทิศทางของสญั ญาณไดด้ ี จะเป็นคลืนความถีสูงทีอยู่
ในช่วงระหวา่ ง 1-300 GHz ซึงเป็ นคลืนความถีไมโครเวฟ ทาํ ให้สามารถสือสารในลกั ษณะแบบจุดต่อจุด
ได้
ดงั นนั จากทีกล่าวมาสรุปไดว้ า่ เราสามารถแบ่งคลืนการสือสารแบบไร้สายออกไดเ้ ป็ น 3 ประเภท
คือ คลืนวทิ ยุ ไมโครเวฟ และ อินฟราเรด ดงั ภาพที 5.26

ภาพที 5.26 คลืนทใี ช้ในการสือสารแบบไร้สาย หนา้ ที 187

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล

ประเภทของคลืนทใี ช้ในการสือสารแบบไร้สาย (Wireless Transmission Wave)

คลืนวทิ ยุ (Radio Frequency: RF)
คลืนวิทยุไดม้ ีการคน้ พบในเชิงทฤษฎีโดยนกั ฟิ สิกส์ชาวสกอตแลนด์ ชือ James Clerk Maxwell
ในราวปี ค.ศ. 1864 โดยไดก้ ล่าวไวว้ า่ คลืนวทิ ยกุ ็คือคลืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าซึงมีความเร็วของแสง และนบั แต่
นนั เป็ นตน้ มา ก็ไดม้ ีการพสิ ูจนแ์ ละศึกษาคน้ ควา้ กบั คลืนวทิ ยจุ นกระทงั ปัจจุบนั
คลืนวทิ ยุมีช่วงความถีอยทู่ ี 3 KHz – 1 GHz โดยคลืนในช่วงดงั กล่าวสามารถนาํ ไปใช้สาํ หรับการ
ส่งข่าวสาร โดยการสือสารไร้สายได้มีการเริมตน้ ใชง้ านกบั คลืนวิทยุ AM (Amplitude Modulation) และ
คลืนวิทยุ FM (Frequency Modulation) รวมถึงโทรทศั น์ในช่วงปี ค.ศ. 1950 โดยคลืน AM จะอย่ใู นช่วง
ความถีที 530-1600 KHz และคลืน FM จะอยใู่ รช่วงความถีที 88-108 MHz
การสือสารโดยอาศยั คลืนวทิ ยุ จะกระทาํ โดยการส่งคลืนไปยงั อากาศเพือเขา้ ไปยงั เครืองรับวิทยุ
โดยการใชเ้ ทคนิคการกลาํ สัญญาณหรือทีเรียกวา่ การมอดูเลต ดว้ ยการรวมกบั คลืนเสียงทีเป็ นคลืนไฟฟ้า
ความถีเสียงรวมกนั ทาํ ใหก้ ารสือสารดว้ ยวิทยกุ ระจายเสียงนนั ไม่จาํ เป็ นตอ้ งใชส้ าย อีกทงั ยงั สามารถส่ง
ส่งคลืนไดใ้ นระยะทางทีไกลออกไปไดต้ ามประเภทของคลืนนนั รวมถึงเทคนิควิธีการผสมคลืนก็จะใช้
เทคนิคทีต่างกนั ดงั ทีกล่าวมาในบทที 4 ดงั นนั เครืองรับวิทยทุ ีใชง้ านจาํ เป็ นตอ้ งปรับให้ตรงกบั ชนิดของ
คลืนทีส่งมาดว้ ย
ขอ้ ดีของคลืนวทิ ยุ

 สามารถทีจะเดินทางผา่ นกาํ แพงได้
ขอ้ เสียของคลืนวทิ ยุ

 เนืองจากมีการแพร่กระจายสัญญาณรอบทิศทาง ดงั นนั ถา้ มีตวั ส่งสัญญาณ จาก 2 แห่งที
ใชค้ วามถีเทา่ กนั แลว้ จะทาํ ใหเ้ กิดการรบกวนกนั ของสัญญาณได้
 ไม่สามารถควบคุมการแพร่ของสัญญาณให้อยู่เฉพาะภายในหรือภายนอกอาคาร
เนืองจากสัญญาณสามารถผา่ นกาํ แพงได้
ส่วนเสาอากาศสําหรับการส่งคลืนวิทยุ จะใช้หลกั การของการกระจายสัญญาณออกไปรอบ
ทิศทาง ดงั นนั ในการส่งสัญญาณทีอยูใ่ นบริเวณทีสัญญาณเดินทางไปถึง เสาอากาศเหล่านนั สามารถรับ
สัญญาณไดท้ งั หมด ตวั อยา่ งระบบทีใชค้ ลืนวทิ ยุ เช่น เครือข่ายวทิ ยุ ตวั อยา่ งระบบทีไดค้ ลืน เช่น เครือข่าย
วทิ ยรุ ะบบ AM และ FM
ส่วนเสาอากาศสําหรับการส่งคลืนวิทยุ จะใชห้ ลกั การของการกระจายออกไปรอบทิศทาง ดงั นนั
ในการส่ง ดงั ภาพที 5.27

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 188

ภาพที 5.27 เสาอากาศสําหรับส่งคลืนวทิ ยุ
ทีมาของภาพ: http://thaitelecomkm.org/TTE/topic/attach/Fundamental_of_Radio_Antenna/index.php

ไมโครเวฟ (Terrestrial Microwave Transmission)
ไมโครเวฟ เป็ นคลืนแมเ่ หล็กไฟฟ้าทีมีความถีอยรู่ ะหวา่ ง 1 ถึง 300 GHz เป็ นช่วงความถีของคลืน
โทรทศั น์และไมโครเวฟ ตลอดจนใช้วิธีการส่งสัญญาณทีแตกต่างกบั คลืนวิทยุ โดยการส่งสัญญาณ
ไมโครเวฟนนั จะส่งออกไปในแนวเส้นตรง สามารถทะลุผา่ นชนั บรรยากาศไปยงั นอกโลก สําหรับช่วง
ความถีทีนิยมใช้นาํ มาใช้ส่งคลืนโทรทัศน์ คือ คลืน VHF (30-300 MHz) และคลืน UHF (300-3 GHz)
คลืนไมโครเวฟสามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 20 ไมล์ ดงั นันจึงจาํ เป็ นจะต้องมีจานรับส่งทีทาํ
หนา้ ทีทวนสญั ญาณเพือส่งต่อในระยะไกลออกไปได้
การตงั เสาสัญญาณ ถา้ เสาอากาศมีความสูงไม่เท่ากนั เสาอากาศทีอยูต่ าํ จะตอ้ งหงายขึน ส่วนเสาที
อยสู่ ูงกวา่ จะตอ้ งควาํ ลงมา เพือทีจะใหส้ ัญญาณเดินทางเป็นเป็ นเส้นตรงระหวา่ งเสาอากาศทงั สองได้

ข้อดีและข้อเสียของไมโครเวฟ
ขอ้ ดี

1. มีช่วงของความถีทีกวา้ งประมาณ 299 GHz ดงั นนั จึงสามารถจดั สรรความถีทีให้เป็ น
ช่องสญั ญาณยอ่ ย ๆ ได้ เช่น เป็ นช่องสัญญาณสาํ หรับงานดา้ นราชการ หรือช่องสัญญาณ
สาํ หรับโทรทศั น์ เป็นตน้
2. สามารถใชใ้ นพืนทีทุรกนั ดานไม่สามารถเดินสายเขา้ ไปได้

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 189

ขอ้ เสีย
1. ความโคง้ ของโลกจะเป็นอุปสรรคในการส่งสญั ญาณ เนืองจากสัญญาณจะไม่สามารถ
ผา่ นไปได้
2. เนืองจากสญั ญาณมีความถีสูงจึงไม่สามารถเดินทางผา่ นกาํ แพงได้ ดงั นนั จึงไม่
สามารถวางอปุ กรณ์สาํ หรับการรบั สัญญาณภายในอาคาร

เสาอากาศสําหรับส่ งคลืนไมโครเวฟ
ลกั ษณะของเสาอากาศทีใชใ้ นการส่งคลืนไมโครเวฟนนั จะแตกต่างไปจากเสาอากาศทีใชใ้ นการ
ส่งคลืนวิทยุ เนืองจากเสาไมโครเวฟนนั จะส่งสัญญาณออกไปในทิศทางใดทางหนึงเท่านนั ไม่ไดก้ ระจาย
ออกรอบทิศทาง ดงั นนั ลกั ษณะของเสาอากาศแบบนีจงึ คลา้ ย ๆ กบั จานทรงโคง้ ซึงสามารถแบ่งออกได้ 2
แบบ ดงั ภาพที 5.28 คือ

 Parabolic dish antenna เป็ นจานรบั สญั ญาณรูปพาลาโบรา เมือมีสัญญาณทีเดินทางเป็น
เส้นทางเขา้ มา จะเกิดการสะทอ้ นทีตวั จานรับ สัญญาณทีสะทอ้ นมานนั จะออกมารวมกนั
ทีจุด ๆ หนึงทีเรียกว่า “จุดโฟกัส” ส่วนการส่งสัญญาณออกไปนันจะทาํ กลับกัน คือ
ส่งสญั ญาณไปทีจานแลว้ ใหจ้ านทาํ หนา้ ทีสะทอ้ นสัญญาณออกไปสู่ภายนอก

 Horn antenna ลักษณะคลา้ ยกบั แบบแรก แต่แตกต่างกนั ทีไม่มีจุดโฟกสั เมือจานรับ
สญั ญาณเขา้ มา ก็จะสะทอ้ นสญั ญาณเขา้ ไปในส่วนของ Stem ส่วนการส่งสัญญาณออกก็
จะทาํ กลบั กนั

ตวั อย่างระบบทีใช้งานไมโครเวฟ เช่น ระบบโทรศพั ท์เซลล์ลูลาร์ (Cellular phone) เครือข่าย
ดาวเทียม และเครือข่ายแลนไร้สาย (Wireless LAN) เป็ นตน้

ภาพที 5.28 เสาอากาศสําหรับการส่งคลืนไมโครเวฟ หนา้ ที 190

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล

อนิ ฟราเรด (Infrared Transmission)
แสงอินฟราเรดจะมีช่วงความถีอยทู่ ี 300 GHz - 400 THz มกั นาํ มาใช้ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น
วทิ ยุ โทรทศั น์ ดว้ ยการใชร้ ีโมตคอนโทรล ลาํ แสงอินฟราเรดจะเดินทางในแนวเส้นตรง สามารถสะทอ้ น
วตั ถุผิวเรียบได้ สําหรับการใช้รีโมตคอนโทรลในการควบคุมปรับเปลียนช่องโทรทศั น์ ระยะห่างที
สามารถควบคุมใช้งานได้ปกติจะอยู่ในช่วงระยะเพียงไม่กีเมตร แต่อย่างไรก็ตาม แสงอินฟราเรดก็
สามารถมีกาํ ลงั ส่งในระยะทางไกลกว่า 1-1.5 ไมล์ สาํ หรับขอ้ เสียของอินฟราเรด ก็คอื ไม่สามารถสือสาร
ทะลุวตั ถุทึบแสงทีกีดขวางได้

บอ่ ยครังทีเดียวทีมกั มีการนาํ แสงอนิ ฟราเรดมาใชง้ านบนเครืองคอมพิวเตอร์โนต้ บุ๊ค คอมพวิ เตอร์
มือถือ อุปกรณ์รอบขา้ งตา่ ง ๆ เช่น เครืองพิมพ์ เครืองแฟกซ์ และรวมถึงกลอ้ งดิจิตอล ซึงปกติการสือสาร
ระหวา่ งกนั เพือรับส่งขอ้ มูลดว้ ยลาํ แสงอินฟราเรดนนั จาํ เป็ นตอ้ งอยใู่ นบริเวณห้องเดียวกนั และมรี ะยะห่าง
กนั ไมม่ าก และมกั เป็ นการสือสารเพือรับส่งระหวา่ งสองอุปกรณ์ อตั ราความเร็วปกติในการรับส่งขอ้ มูล
จะไม่สูงกว่า 4 Mbps แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไดม้ ีการพฒั นาความเร็วในการรับส่งขอ้ มูลได้สูงถึง 16 Mbps
และ ร้อยละ 80 ของเครืองคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ได้มีการบรรจุช่องสือสารอินฟราเรด (Infrared Data
Association: IrDA) เพือเตรียมไวส้ ําหรับการใช้งานสือสารแบบไร้สายดว้ ยแสงอินเฟราเรด ไม่วา่ จะเป็ น
การเชือมต่อเขา้ กับอุปกรณ์อย่างเม้าส์แบบอินฟราเรด แป้นพิมพ์แบบอินฟราเรด หรือเครืองพิมพ์
อินฟราเรด แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการสื อสารไร้สายบนระยะห่างสัน ๆ จะถูกแทนทีด้วย
เทคโนโลยบี ลูทธู (Bluetooth Technology)

บลทู ธู (Bluetooth)

เทคโนโลยีบลูทูธ เกิดขึนเมือประมาณ ค.ศ. 1998 ซึงแต่เดิมนนั ถูกออกแบบมาเพือใชเ้ ป็ นวิธีใหม่
ของการเชือมต่อหูฟังเขา้ กบั เซลล์โฟนให้สะดวกขึน มีข้อดีตรงทีใช้เงินลงทุนตาํ และใช้พลงั งานน้อย
ต่อมาไดม้ ีการนาํ มาพฒั นาต่อยอดเพือใชส้ ําหรับการสือสารไร้สายในระยะสัน ๆ ตงั แต่ช่วงระยะ 10 ซม.
ถึง 10 เมตร มีความแตกต่างเมือเทียบกบั การสือสารดว้ ยแสงอินฟราเรดตรงทีสามารถสือสารทะลุสิงกีด
ขวางหรือกาํ แพงได้ อีกทงั ยงั เป็ นการสือสารไร้สายดว้ ยการแผ่คลืนออกเป็ นวงรัศมีรอบทิศทางดว้ ยคลืน
ความถีสูงทีมีความถี 2.45 GHz

บลูทูธสามารถสือสารระหว่างอุปกรณ์หลาย ๆ อุปกรณ์ด้วยกัน เช่น เครืองคอมพิวเตอร์
เครืองพิมพ์ แฟกซ์ และรวมถึงเครืองพีดีเอ โดยเครือขา่ ยขนาดเล็กทีมีการเชือมต่ออุปกรณ์ 7 ชินหรือนอ้ ย
กวา่ เราจะเรียกเครือข่ายนีวา่ “พิโค่เน็ต (Piconet)” โดยคาํ วา่ “Piconet” คือเครือข่าย PAN (Personal Area

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 191

Network) นันเอง ซึงได้เกรินไวแ้ ล้วในบทที 1 นอกจากนีเรายงั สามารถนําเครือข่าย Piconet หลาย ๆ
เครือข่ายมาเชือมตอ่ ระหว่างกนั ไดใ้ นรูปแบบทีเรียกวา่ “สเก็ตเทอร์เน็ต (Scatternet)” ซึงเป็ นรูปแบบดงั
แสดงในภาพที 5.29-5.30

สาํ หรับความเร็วในการถ่ายโอนขอ้ มูลอยทู่ ี 722 Kbps เมือมีการเชือมต่อโดยตรงหรือแบบจุดต่อ
จุดในขณะทีการเชือมต่อแบบตรงกนั ขา้ มหรือแบบหลายจุด ก็จะทาํ ให้ความเร็วลดลงเหลือเพียง 57.6
Kbps โดยปัจจุบนั บลูทูธมกั นาํ ไปใช้งานกบั อุปกรณ์สือสารต่าง ๆ ไมว่ า่ จะเป็ นเครืองพีดีเอ คอมพิวเตอร์
โนต้ บุ๊ค เครืองพิมพ์ รวมทงั โทรศพั ทเ์ คลือนที

เทคโนโลยีบลูทูธ ในปัจจุบนั ไดร้ ับการสนบั สนุนจากกลุ่มทีสนใจ (Special Interest Group: SIG)
จาํ นวนมาก ซึงประกอบดว้ ยกลุม่ บริษทั Ericson, IBM, Nokia, Toshiba และ Intel รวมทงั กลุม่ ผสู้ นบั สนุน
ทีตอ้ งการโปรโมตและพฒั นาโพรโทคอลให้มีประสิทธิภาพสูงขึน ซึงประกอบดว้ ยบริษทั Motorola,
3Com, Lucent, Microsoft และอีกกวา่ 2000 บริษทั ทีพร้อมรวมกลุ่มเขา้ ดว้ ยกนั เพือสนบั สนุนโพรโทคอล
ดงั กล่าว จึงทาํ ใหด้ ูเหมือนวา่ ในอนาคตอนั ใกลน้ ี เทคโนโลยีบลูทูธจะไดร้ ับความนิยมสูงมากสําหรับการ
สือสารไร้สายบนระยะทางสัน ๆ รวมถึงมีการวางแผนเพือพฒั นาความเร็วในการถ่ายโอนขอ้ มูลทีสูงขึน
และความสามารถในการสือสารบนระยะทางทีครอบคลุมพืนทีไดไ้ กลกวา่ 100 เมตร ซึงขอ้ กาํ หนดความ
ตอ้ งการของบลูทูธไดม้ ีการระบุไวว้ า่

 ระบบตอ้ งสามารถนาํ ไปใชง้ านไดท้ วั โลก
 รองรับการใชง้ านทงั ขอ้ มลู และเสียง หรือเป็นมลั ติมเี ดียได้
 อุปกรณ์รับส่งคลืนสัญญาณวิทยุ จะต้องใช้พลงั งานไฟฟ้าตาํ และมีขนาดเล็ก เพือให้

สามารถนาํ ไปบรรจุไวใ้ นอุปกรณ์เคลือนทีอยา่ งโทรศพั ทเ์ คลือนที หูฟัง หรือเครืองพีดีเอ
ได้

แตป่ ัญหาของบลูทูธก็มีในเรืองของการสือสารกบั อุปกรณ์หลาย ๆ อุปกรณ์พร้อมกนั ในดา้ นของ
การซิงโครไนซ์ขอ้ มูลกบั อุปกรณ์แต่ละตวั ทียงั คงทาํ งานไดไ้ ม่ดีนกั อยา่ งไรก็ตาม ดว้ ยความสามารถของ
การสือสารไร้สายระยะใกล้ของบลูทูธ ก็ได้มีแนวทางการพฒั นาประสิทธิภาพให้สูงขึน จึงทําให้
เทคโนโลยบี ลูทูธเป็ นเทคโนโลยที ีน่าจบั ตามองทีเดียว

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 192

ภาพที 5.29 การสือสารไร้สายระยะใกล้ด้วยเทคโนโลยีบลูทูธ

ทีมาของภาพ: http://www.siamphone.com/news/bluetooth/page.htm

ภาพที 5.30 การเชือมต่อแบบ Scatternet ซึงประกอบด้วยหลาย ๆ Piconet โดยทแี ต่ละ Piconet สามารถ

สือสารกนั ระหว่างกนั ได้
ทีมาของภาพ: http://itlaw.wikia.com/wiki/Scatternet

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 193

Wireless Application Protocol: WAP
WAP เป็นมาตรฐานสากลทีใชส้ าํ หรับการสือสารขอ้ มูลแบบไร้สาย โดย WAP เป็ นโพรโทคอลที
ใช้งานบนอุปกรณ์พกพาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็ นโทรศพั ท์เคลือนที ปาล์มคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์พีดีเอ
เพือให้สามารถเขา้ สู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ปกติอินเทอร์เน็ตทีเราใชง้ านอยู่บนเครืองคอมพิวเตอร์ส่วน
บุคคลทัวไป จะใช้ภาษา HTML เพือแสดงผลในรู ปแบบของเบราเซอร์เพือให้สามารถท่องไปยงั
อินเทอร์เน็ตได้ แต่สําหรับ WAP ได้ออกแบบมาเพือใช้งานบนอุปกรณ์พกพา ซึงอุปกรณ์ดังกล่าวมี
ข้อจํากัดมากกว่าเครืองคอมพิวเตอร์ทัวไป เนืองจากจอภาพมีขนาดเล็ก มีหน่วยประมวลผลและ
หน่วยความจาํ ทีนอ้ ยกวา่ หนา้ จอมีขนาดจาํ กดั ในการแสดงผลขอ้ มูล และรวมถึงมีขนาดแบนดว์ ิดธ์ทีจาํ กดั
ดว้ ยเหตุผลดงั กล่าวโพรโทคอลและบราวเซอร์ทีใช้งานบนเครืองคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลคงไม่สามารถ
นาํ มาใชง้ านได้ ดงั นนั จึงมีการพฒั นาภาษา WML (Wireless Markup Language) เพือแสดงผลในรูปแบบ
ของ WAP Browser บนโทรศพั ท์เคลือนทีหรือเครืองพีดีเอ ดังนัน WML ก็คลา้ ยกับการนํา HTML มา
ยอ่ ส่วนเพอื ให้มีขนาดเล็ก และนาํ มาใชง้ านบน WAP เพือความเหมาะสมและประหยดั นนั เอง

5.4 การพจิ ารณาสือกลางส่งข้อมลู

ในการออกแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เรืองการพิจารณาเลือกสรรชนิดสือกลางส่งขอ้ มูลถือเป็ น
สิงทีสําคญั ทีเดียว โครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์อาจไม่สมบูรณ์หรือไปสู่ความลม้ เหลวได้ หากมีการ
พิจารณาเลือกสือกลางส่งขอ้ มูลทีไม่เหมาะสม โดยปกติตน้ ทุนในการเดินสายเพือการติดตงั เครือข่าย
คอมพิวเตอร์มกั มีตน้ ทุนทีสูงโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ทีมีการเดินสายจาํ นวนมากให้มีการเชือมโยงกนั
ในแต่ละชนั หรือเชือมโยงระหว่างอาคาร รวมถึงเชือมโยงขา้ มประเทศ และหากวนั ใดวนั หนึงมีความ
จาํ เป็ นตอ้ งเปลียนแปลงถือเป็ นเรืองใหญ่ทีเดียว ดงั นนั การพิจารณาสือกลางในการส่งขอ้ มูลนันจาํ เป็ น
อยา่ งยิงทีจะตอ้ งพิจารณาถึงเทคโนโลยที ีรองรับในอนาคต รวมถึงปัจจยั ดา้ นอืน ๆ ประกอบ ซึงพิจารณา
เกียวกบั ดา้ นต่าง ๆ ไดด้ งั นี

1. ต้นทุน (Cost) ในการพิจารณานนั จะเกียวขอ้ งกบั สือกลางทุกชนิด ราคาของสือกลางแต่ละ
ชนิดจะมีความแตกตา่ งกนั รวมถึงราคาแตกตา่ งกนั ตามชนิดของวตั ถุดิบและวสั ดุทีนาํ มาผลิตสือกลางชนิด
นัน ๆ ตวั อย่างเช่น สายคู่บิดเกลียว จดั เป็ นสือกลางราคาถูกมากเมือเทียบกบั สายไฟเบอร์ออปติกและ
สายโคแอกเชียล แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม ยงั มีความจาํ เป็นดา้ นอืนตอ่ การพจิ ารณาดา้ นตน้ ทุนเพียงอยา่ งเดียว เช่น

 พิจารณาตน้ ทนุ ของอปุ กรณ์สนบั สนุนของสายเคเบิลชนิดนนั
 พจิ ารณาตน้ ทนุ การตดิ ตงั อุปกรณ์

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 194

 ราคาและประสิทธิภาพ มีอตั ราส่วนทีเหมาะสมหรือมีความคุม้ ค่าเพียงไร

ตวั อยา่ งเช่น สาย UTP ซึงราคาต่อฟุตของสายชนิดนีมีราคาถูกมากเมือเทียบกบั สายเคเบิลชนิดอืน
สายดงั กล่าวจาํ เป็นตอ้ งมีปลกั หรือหวั เชือมต่อ (Connector) แบบ RJ-45 ซึงมีลกั ษณะคลา้ ยกบั ปลกั ทีนาํ มา
เชือมต่อเขา้ กบั โทรศพั ท์บา้ น วสั ดุดงั กล่าวทาํ จากพลาสติกทีมีราคาถูกมาก รวมทงั การติดตงั หัวเชือม
ดงั กล่าว ก็ไม่ไดม้ ีความยุ่งยากใด ๆ ส่วนการติดตงั สายนนั ตามปกติก็จะเดินในลกั ษณะแนวเส้นตรง ซึง
ตน้ ทุนการติดตงั จดั ได้วา่ ไม่สูงเลย แต่อาจจะสูงขึนอีกเล็กน้อยซึงขึนอยู่กบั สภาพแวดล้อมของแต่ละ
สถานที รวมถึงรูปแบบของการติดตงั

ส่วนสายโคแอกเชียล ราคาต่อฟุตสายชนิดนีมีราคาทีสูงกวา่ สาย UTP มากพอสมควรหวั เชือมตอ่
(Connector) ทีใชก้ บั สายโคแอกเชียล เป็นวสั ดุทีทาํ มาจากเหล็ก ซึงยอ่ มมีตน้ ทุนสูงกวา่ หวั เชือมตอ่ ทีทาํ มา
จากพลาสติก และการติดตงั หวั เชือมตอ่ เขา้ กบั ตวั สายนนั ก็จะมีความยุง่ ยากมากกวา่ เมือเทียบกบั สายคู่บิด
เกลียว

ทีกล่าวมานนั เป็ นสายสัญญาณทีเราสามารถทาํ การติดตงั หัวเชือมต่อไดด้ ว้ ยตนเอง ในกรณีทีมี
อุปกรณ์และพอมีความรู้หรือฝึ กฝนจนเชียวชาญและสามารถทาํ เองได้ แต่หากเป็ นสายไฟเบอร์ออปติก
แลว้ ตน้ ทุนการเชือมต่อหัวเชือมต่อนนั จะสูงมาก และจาํ เป็ นตอ้ งพงึ พาผเู้ ชียวชาญในการติดตงั โดยเฉพาะ
ทีสําคญั หากมีการเชือมต่อเครือข่ายดว้ ยดว้ ยสายไฟเบอร์ออปติกกบั สายเคเบิลชนิดอืน ๆ อยา่ งสาย UTP
หรือสายโคแอกเชียล ตน้ ทุนอุปกรณ์ก็จะเพิมขึนโดยปริยาย เนืองจากจะตอ้ งมีอุปกรณ์แปงสัญญาณแสง
ให้เป็ นสัญญาณไฟฟ้า อุปกรณ์ดงั กล่าวจะมีเทคโนโลยีทีค่อนขา้ งซบั ซ้อนจึงมีราคาค่อนขา้ งสูง ส่วนใน
ดา้ นของการติดตงั สายไฟเบอร์ออปตกิ กจ็ ะมตี น้ ทุนสูงสุดในกลุ่ม อยา่ งไรกต็ าม เมือพิจารณาถึงอตั ราส่วน
ระหวา่ งราคากบั ประสิทธิภาพของสายไฟเบอร์ออปติกแลว้ สายไฟเบอร์ออปติกอาจมตี น้ ของสายและการ
ติดตงั ทีสูง แตก่ ็ไดม้ าซึงประสิทธิภาพในการส่งผา่ นขอ้ มูลความเร็วสูงรวมถึงมีสัญญาณรบกวนน้อยมาก
เพราะฉะนันสิงใดสําคญั ทีสุด ระหว่างการประหยดั ตน้ ทุนกบั ชนิดสือกลาง หรือตอ้ งการสือกลางทีมี
ความเร็วสูงและมีประสิทธิภาพ

ดา้ นสือกลางแบบไร้สาย เช่น ระบบไมโครเวฟภาคพืนดินทีสามารถขยายระยะทางไกล ๆ ไดเ้ ป็ น
อย่างดี รวมถึงระบบดาวเทียม จัดเป็ นตัวกลางส่งข้อมูลทีมีต้นทุนมาก หน่วยงานหรือภาคธุรกิจ
อุตสาหกรรมต่าง ๆ มีจาํ นวนนอ้ ยมากทีจะมีไมโครเวฟภาคพืนดินและมีดาวเทียมในการสือสารเป็ นของ
ตนเอง เนืองจากไม่คุม้ ค่ากบั การลงทุน ซึงส่วนใหญ่มกั จะเช่าสัญญาณสือสารระบบไมโครเวฟกับ
หน่วยงานทีเปิ ดใหบ้ ริการมากกวา่ ลงทนุ เอง

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 195

นอกจากการพิจารณาตน้ ทุนของสือกลางส่งขอ้ มูลแลว้ สือกลางแต่ละชนิดจาํ เป็ นตอ้ งมีตน้ ทุน
ดา้ นการบาํ รุงรักษาดว้ ย เช่น สือกลางแบบมีสาย สายสัญญาณดงั กล่าวจะมีอายุการใช้งานกีปี คาํ ถามนี
ตอบไดย้ ากมากคงตอ้ งพิจารณาถึงคุณภาพของสายสัญญาณ รวมถึงสภาพแวดลอ้ มทีตงั สายเหล่านนั ซึง
สามารถสอบถามขอ้ มูลจากบริษทั ผูผ้ ลิต และบ่อยครังทีเดียวทีมกั นาํ ปัจจยั ดา้ นตน้ ทุนเป็ นปัจจยั หลกั ใน
การพจิ ารณาชนิดของสือกลาง โดยมิไดค้ าํ นึงถึงตน้ ทุนการบาํ รุงรกั ษาในระยะยาว

2. ความเร็ว (Speed) ในการประเมินคุณสมบัติด้านความเร็วของสือกลาง จะพิจารณาจาก
ความเร็ว 2 ดา้ น คือ

 ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล (Data Transmission Speed) เป็ นความเร็วในการส่งผา่ น
ขอ้ มูล คาํ นวณไดจ้ ากจาํ นวนบิตต่อวินาที (bps) ซึงจาํ นวนบิตต่อวินาทีสูงจะขึนอยูก่ บั
แบนด์วิดธ์ทีเหมาะสมของสือกลางประเภทนัน ๆ รวมถึงระยะทางทีข้อมูลจะต้อง
เดินทางบนสภาพแวดลอ้ มทีสือกลางนนั จะตอ้ งลากสายผา่ น เช่น สือกลางอาจถูกลากไป
ยงั พืนทีทีเต็มไปดว้ ยสัญญาณรบกวน เป็นตน้ นอกจากนีควรคาํ นึงถึงสือกลางทีสามารถ
ขยายแบนดว์ ดิ ธ์สูงได้ เพอื จะไดร้ องรับเทคโนโลยใี หม่ ๆ

 ความเร็วในการเดินทางของข้อมูล (Propagation Speed) เป็นความเร็วของสัญญาณทีมี
การเคลือนทีผ่านสื อกลาง สําหรับสายไฟเบอร์ออปติก จะมีความเร็วใกล้เคียงกับ
ความเร็วแสง ส่วนสือกลางไร้สายจะมีความเร็วที 3x108 เมตรต่อวินาที และสือกลางทีส่ง
สัญญาณไฟฟ้าอยา่ งสายโคแอกเชียลและสายคู่บิดเกลียวจะมีความเร็วทีประมาณ 2x108
เมตรต่อวินาที ถึงแมว้ า่ ความเร็วดงั กล่าวจะดูเหมือนว่าเพียงพอต่อการนาํ ไปใช้งาน แต่
ความเร็วในการเดินทางของขอ้ มูลในกรณีส่งสัญญาณไปยงั ดาวเทียมทีอยูน่ อกโลกและ
ส่งกลับมา จะมีความเร็วโดยประมาณ 0.25-0.75 วินาที ซึงขึนอยู่กับระยะทางและ
จาํ นวนอุปกรณ์ทีสัญญาณตอ้ งส่งผา่ น ดงั นนั ในกรณีทีตอ้ งการส่งผา่ นขอ้ มูลจากจุดหนึง
ไปยงั อีกจุดหนึง หากเป็ นไปไดค้ วรพจิ ารณาสือกลางแบบมีสายมากกวา่ การสือสารผา่ น
ดาวเทียม ทงั นีเนืองจากหากระยะทางไม่ไกลมากจนเกินไป สือกลางแบบมีสายจะมีค่า
หน่วงเวลาทีตาํ มากกวา่

3. ระยะทางและการขยาย (Distance and Expandability) ตามปกติแลว้ สือกลางส่งขอ้ มูลชนิดมี
สายต่างก็สามารถขยายระยะทางได้ แต่ระยะทางในทีนีจะจาํ กดั ตามแต่ชนิดของสือกลาง เช่น สาย UTP
สามารถเชือมต่อระยะทางไดไ้ มเ่ กิน 100 เมตร ซึงหากตอ้ งการขยายระยะทางไปอีก จาํ เป็ นตอ้ งมีอุปกรณ์
ทวนสัญญาณเพือให้สัญญาณสามารถส่งทอดออกไปได้ในระยะทางทีไกลขึนไปอีก ในขณะที

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 196

สายโคแอกเชียลสามารถเชือมโยงไดใ้ นระยะทางทีมากกวา่ หนึงร้อยเมตร และสายโคแอกเชียลบางชนิด
สามารถเชือมโยงได้มากกว่าหนึงกิโลเมตร สําหรับไฟเบอร์ออปติกนันสามารถเชือมโยงไดใ้ นระยะ
ทางไกลทีสุดเมือเทียบกบั สายสองชนิด โดยสามารถเชือมโยงไดใ้ นระยะทางหลายกิโลเมตรหรือไกลเป็น
ไมล์ ดงั นนั หากมีการนาํ สาย UTP มาเชือมโยงระยะทางทีไกลหลายกิโลเมตรจึงเป็ นสิงทีสินเปลืองมาก
เนืองจากทุก 100 เมตรจาํ เป็ นตอ้ งมีอุปกรณ์ทวนสัญญาณ ในขณะทีหากใชส้ ายไฟเบอร์ออปติก สามารถ
เชือมโยงไดเ้ พียงเส้นเดียวโดยทีไม่ต้องมีอุปกรณ์ทวนสัญญาณแต่อยา่ งใด ดงั นันระบบเครือข่ายข่ายที
ตอ้ งการเชือมโยงระยะไกล จึงมกั ใช้สายไฟเบอร์ออปติกเป็ นแบ็กโบน เพราะสามารถเชือมโยงได้ใน
ระยะไกลอีกทงั ยงั มคี วามเร็วในการส่งผา่ นขอ้ มูลทีสูงดว้ ย

4. สภาพแวดล้อม (Environment) เป็ นปัจจยั สําคัญเนืองจากสถานทีทีเต็มไปด้วยสัญญาณ
รบกวน เช่น โรงงานอุตสาหกรรม มอเตอร์และเครืองจกั กลหนกั ทีเต็มไปดว้ ยคลืนแม่เหล็กไฟฟ้า รวมถึง
รังสีต่าง ดงั นันสือกลางทีนํามาใช้งานบนสภาพแวดลอ้ มดงั กล่าวจึงจาํ เป็ นตอ้ งเป็ นสือกลางทีมีความ
ทนทานต่อสัญญาณรบกวนไดเ้ ป็ นอยา่ งดี เช่น หากใชส้ ายคู่บิดเกลียวก็จาํ เป็นตอ้ งเลือกสายชนิดทีมีชีลด์
อย่างสาย STP เนืองจากป้องกนั สัญญาณรบกวนไดด้ ีกว่าสาย UTP หรือหากใช้สายไฟเบอร์ออปติกก็
จะตอ้ งเลือกวสั ดุทีทนทานต่อความร้อน ส่วนสือกลางส่งข้อมูลแบบไร้สาย เช่น คลืนวิทยุ หรือคลืน
ไมโครเวฟ ไม่ขอแนะนาํ เมือใชง้ านกบั สภาพแวดลอ้ มดังกล่าว เนืองจากคลืนความถีจะถูกรบกวนดว้ ย
คลืนแม่เหล็กไฟฟ้าและรังสีตา่ ง ๆ มากมายในโรงงาน ซึงจะทาํ ใหก้ ารสือสารมีประสิทธิภาพตาํ ลงทนั ที

5. ความปลอดภัย (Security) การเดินทางของขอ้ มูลอยา่ งปลอดภยั ในระหวา่ งการส่งจนกระทงั ถึง
จุดหมายปลายทาง ถือเป็ นสิงสําคญั เนืองจากอาจมีบุคคลไม่หวงั ดีพยายามต่อสายดักฟังสัญญาณและ
ลกั ลอบนาํ ขอ้ มูลไปใชง้ านในทางมิชอบ สาํ หรับสือกลางทีนาํ มาใชเ้ พอื การส่งผา่ นขอ้ มูลแต่ละชนิด กจ็ ะมี
ความยากง่ายต่อการดกั ฟังขอ้ มูลแตกต่างกนั โดยสือกลางทงั หมดยกเวน้ สายไฟเบอร์ออปติก จะมีการดกั
ฟังสญั ญาณไดง้ ่าย ส่วนการสือสารแบบไร้สาย สัญญาณอาจถูกสกดั กนั ไดง้ ่าย เนืองจากคลืนไดแ้ พร่ไปใน
อากาศแบบวงกวา้ ง ดงั นนั ในปัจจุบนั จึงมีเทคนิคการเขา้ รหสั ขอ้ มลู ดว้ ยซอฟตแ์ วร์ก่อนส่งสัญญาณไปตาม
สือกลาง ทงั นีหากฝ่ ายรับไม่มีโปรแกรมถอดรหสั ก็จะไม่สามารถนาํ ขอ้ มูลเหล่านนั ไปใชง้ านได้

เมือผูอ้ ่าน อา่ นมาถึงตรงนีคงจะพอมองภาพออกถึงลกั ษณะทางกายภาพของสือกลางแต่ละชนิด
วา่ มีขอ้ ดีหรือขอ้ จาํ กดั อยา่ งไรบา้ งในการนาํ ไปใช้งาน และสามารถเลือกใชใ้ ห้เหมาะสมกบั ลกั ษณะงาน
ของผูอ้ ่าน นอกจากนีผูเ้ ขียนไดท้ าํ ตารางเปรียบเทียบรายละเอียดดา้ นต่าง ๆ ของสือกลางทงั สองประเภท
เพือใหผ้ อู้ า่ นสะดวกในการทบทวนดงั ภาพที 5.31

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 197

ภาพที . ตารางเปรียบเทยี บรายละเอยี ดในด้านต่าง ๆ ของสือกลางแบบมีสายและแบบไร้สาย

Media Network Conducted Media Speed
Type
Twisted Pair LAN Cost Transmission Security Error Rate Low
Coaxial LAN Distance Low-High
Cable
Fiber Optic LAN LAN Short Good Low High-Very
High
Media Network Moderate Moderate-Long Good Low
Type Speed
Radio LAN High - Very Very Low
Infrared LAN Good Moderate
Microwave WAN Cost Wireless Media Low
Transmission Security Error Rate
Satellite WAN Low Moderate
Low Distance Poor Moderate
Moderate Short Poor Moderate Moderate
Short Poor Low-
Moderate Long
Moderate
Long Poor Low-

Moderate

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 198

สรุปท้ายบทที 5

สือกลาง ทีนาํ มาใชเ้ พือการสือสายนนั สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดว้ ยกนั คือ สือแบบมีสาย
และสือแบบไร้สาย

สือกลางทีนาํ มาใชเ้ พือการส่งผา่ นขอ้ มูล จะทาํ งานอยใู่ นชนั สือสารกายภาพ (Physical Layer) บน
แบบจาํ ลอง OSI

อุปกรณ์ในระดบั ชนั สือสารกายภาพ จะไม่เขา้ ใจถึงความหมายของขอ้ มูลทีส่ง เพียงแต่ทาํ หน้าที
แปลงขอ้ มูลใหอ้ ยใู่ นรูปของสัญญาณทีเหมาะสม และส่งสญั ญาณจากตน้ ทางไปยงั ปลายทาง

ปัจจยั ทมี ผี ลกระทบต่อความเร็วและระยะทางบนสือกลาง ประกอบดว้ ย แบนดว์ ิดธ์ ความสูญเสีย
ต่อการส่งผา่ น การรบกวนของสัญญาณ จาํ นวนโหนดทีเชือมตอ่

สายคู่บิดเกลียว ทีมีการนาํ สาย 2 เส้นมาถกั เป็ นเกลียว มีจุดมุ่งหมายเพือลดสัญญาณการรบกวน
จากคลืนแมเ่ หล็กไฟฟ้า โดยมีสายเส้นหนึงจะนาํ มาใชเ้ ป็นตวั นาํ สญั ญาณ ในขณะทีอีกเส้นหนึงจะเป็นสาย
กราวด์

มาตรฐาน ANSI/TIA/EAI 568 ได้ผนวกประเภทของสาย UTP ไว้ 7 ประเภทด้วยกัน ซึ ง
ประกอบดว้ ยสายประเภท CAT 1, CAT 2, CAT 3, CAT 4, CAT 5, CAT 5e, CAT 6, CAT 6e และ CAT7

สายประเภท CAT 6 และ CAT 7 จะเป็นสายทีเพิมฉนวนและชีลดเ์ พือป้องกนั สญั ญาณ

สาย UTP ทีใชง้ านบนระบบเครือขา่ ย โดยทวั ไปจะใชห้ วั เชือมตอ่ หรือหวั เชือมต่อแบบ RJ-45

บริษทั IBM ไดพ้ ฒั นาเวอร์ชนั ของสายคูบ่ ิดเกลียวขึนมาใชง้ านเองโดยใชช้ ือวา่ สาย STP ดว้ ยการ
นาํ มาใชบ้ นเครือข่ายไอบีเอม็ โทเคนริง โดยทางบริษทั IBM ไดก้ าํ หนดเกรดของสาย STP เป็ นชนิด Type
1, Type 2, Type 6, Type 7 และ Type 9 เป็นตน้

สายโคแอกเชียล จะมีแบนด์วิดธ์ทีสูงกวา่ สายคู่บิดเกลียว และเป็นสายทีป้องกนั สัญญาณรบกวน
จากคลืนแม่เหล็กไฟฟ้าไดด้ ี เนืองจากมีชีลดแ์ ละเปลือกนอกทีแน่นหนา

สายโคแอกเชียล ถูกจดั ประเภทดว้ ยการใชร้ หสั RG นาํ หน้าแล้วตามด้วยตวั เลข เช่น RG-8 และ
RG-58

บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 199


Click to View FlipBook Version