หวั เชือมตอ่ ทีนาํ มาเชือมตอ่ กบั สายโคแอกเชียลจะเรียกวา่ หวั เชือมตอ่ แบบ BNC ซึงประกอบดว้ ย
ชินส่วนสาํ คญั 3 ชินทีตอ้ งนาํ มาใชง้ านร่วมมือกนั คอื BNC Connector, T-Connector และ Terminator
สายไฟเบอร์ออปติก จะใช้พลงั งานแสงส่งผ่านภายในท่อส่ง ทงั นีความเร็วของแสงจะขึนอยู่กบั
ความเขม้ ของสือกลางทีใชใ้ นการเดินทาง หากสือกลางมีความเขม้ สูงก็จะทาํ ใหค้ วามเร็วลดตาํ ลง
สายไฟเบอร์ออปติกแบบมลั ติโหมด ภายในจะมีเส้นใยแกว้ อยหู่ ลายเส้น และส่งขอ้ มูลแบบหลาย
ลาํ แสงแต่ละลาํ แสงทีวิงผ่านท่อจะมีการสะทอ้ นอยภู่ ายในดว้ ยมุมองศาทีแตกต่าง โดยสายมลั ติโหมดยงั
สามารถแบ่งออกเป็ น 2 ชนิดย่อยตามลักษณะของการหักเหของแสง คือ สายแบบ Step Index และ
Graded Index
สายไฟเบอร์ออปติกแบบซิงเกิลโหมด ภายในจะมีสายใยแกว้ ส่งขอ้ มูลเพียงลาํ แสงเดียว สามารถ
ส่งสญั ญาณไดไ้ กล เนืองจากไมม่ ปี ัญหาเกียวกบั การแตกกระจายของสัญญาณเช่นเดียวกบั แบบมลั ติโหมด
คลืนแม่เหล็กไฟฟ้า มีหน่วยวดั ความยาวเป็นนาโนเมตร หรือไมโครเมตร ส่วนความถีของคลืนจะ
มีหน่วยวดั เป็ นเฮริ ตซ์
ลกั ษณะสําคญั ของคลืนแม่เหล็กไฟฟ้า คือ ความถีแบบต่อเนืองกนั ไปเป็ นช่วงแนวกวา้ ง เรียกวา่
สเปกตรัมคลืนแมเ่ หล็กไฟฟ้า
การแพร่สัญญาณบนสือไร้สาย มีอยู่ 3 วธิ ีดว้ ยกนั คือ 1. คลืนดิน 2. คลืนฟ้า 3. คลืนอวกาศ
Omnidirectional เป็นรูปแบบการกระจายคลืนสัญญาณแบบรอบทิศทาง เช่น คลืนวทิ ยุ
Directional เป็นรูปแบบคลืนทีสามารถกาํ หนดทศิ ทางของสญั ญาณได้ เช่น คลืนไมโครเวฟ
การสือสารโดยอาศยั คลืนวทิ ยุ จะกระทาํ โดยการส่งคลืนไปยงั อากาศเพือเขา้ ไปยงั เครืองรับวทิ ยุ
โดยการใชเ้ ทคนิคการกลาํ สัญญาณทีเรียกวา่ การมอดูเลต
คลืนไมโครเวฟ เป็ นคลืนในระดบั สายตา ดังนันอุปกรณ์รับส่งจะต้องปรับให้ตรงในระนาบ
เดียวกนั โดยปกตคิ ลืนไมโครเวฟสามารถส่งสญั ญาณไดไ้ กลประมาณ 20 ไมล์
แสงอนิ ฟราเรด อยใู่ นช่วงความถีอยูท่ ี 300 GHz - 400 THz มกั นาํ มาใชค้ วบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น
วทิ ยุ โทรทศั น์ ดว้ ยการใชร้ ีโมตคอนโทรล
บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 200
เทคโนโลยีบลูทูธ เริมตน้ ไดถ้ ูกแบบมาเพือมาใชเ้ ป็ นวิธีใหม่ของการเชือมต่อหูฟัง เขา้ กบั เซลล์
โฟนไดเ้ พือให้ใชง้ านไดส้ ะดวกขึน มีขอ้ ดีทีใชท้ ุนตาํ และใช้พลงั งานตาํ สามารถสือสารทะลุสิงกีดขวาง
หรือกาํ แพงได้
บลูทูธสามารถสือสารระหว่างอุปกรณ์หลายอุปกรณ์ด้วยกัน โดยเครือข่ายขนาดเล็กทีมีการ
เชือมโยงต่ออุปกรณ์ 7 ชินหรือน้อยกวา่ จะเรียกเครือข่ายนีว่า Piconet นอกจานียงั สามารถนาํ เครือข่าย
Piconet หลาย ๆ เครือข่ายมาเชือมตอ่ ระหวา่ งกนั ไดใ้ นรูปแบบทีเรียกวา่ Scatternet
WAP เป็ นโพรโทคอลทีใช้งานบนอุปกรณ์พกพาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็ นโทรศัพท์เคลือนที
ปาล์มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พดี ีเอเพือให้สามารถเขา้ สู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ โดยการแสดงผลจะใช้
WAP Browser ทีใชภ้ าษา WML
การพิจารณาสือกลางในการส่งขอ้ มูล จะพิจารณาจาก ตน้ ทุน, ความเร็ว, ระยะทางและการขยาย,
สภาพแวดลอ้ ม, ความปลอดภยั
บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 201
แบบฝึ กหดั ท้ายบทและการค้นคว้า
ตอนที 1 จงตอบคําถามต่อไปนี
1. สือแบบมีสาย กบั สือแบบไร้สายมีความแตกตา่ งกนั อยา่ งไรบา้ ง
2. จงใหเ้ หตุผลวา่ ทาํ ไมสายคู่บิดเกลียวถึงตอ้ งมกี ารนาํ สายมาพนั กนั เป็นเกลียว
3. ปัจจยั ทีส่งผลกระทบต่อความเร็วและระยะทางบนสือกลาง ประกอบด้วยปัจจยั ใดบ้าง
จงอธิบาย
4. สาย UTP สาย STP มีขอ้ แตกตา่ งกนั ในดา้ นใดบา้ ง
5. จงอธิบายขอ้ ดีและขอ้ เสียของสายไฟเบอร์ออปติกมาใหเ้ ขา้ ใจ
6. จงอธิบายความแตกต่างระหวา่ งสายมลั ติโหมดแบบ Step Index และ Grade Index
7. วธิ ีการเผยแพร่สญั ญาณของสือแบบไร้สายมีกีวธิ ี อะไรบา้ ง
8. เพราะเหตุใดสายไฟเบอร์ออปติกถึงต้องมีส่วนทีห่อหุ้มแกนกลาง (Cladding) และความ
หนาแน่นของส่วนนีมีผลอยา่ งไรกบั แสง
9. การเชือมต่อเครือข่าย Piconet และ Scatternet บนบลูทูธ มีรูปแบบอยา่ งไร จงอธิบาย
10. ท่านมีหลกั ในการพจิ ารณาเลือกใชส้ ือกลางนาํ ส่งขอ้ มูลอยา่ งไรบา้ ง จงอธิบาย
บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 202
ตอนที 2 ฝึ กปฏิบัติการเข้าหวั RJ-45 ด้วยตนเอง
. ใหผ้ อู้ ่านจดั เตรียมอุปกรณ์ ดงั นี
1.1 หวั RJ-45 จาํ นวนอยา่ งนอ้ ย 2 หวั
1.2 คีมบีบหวั RJ-45
1.3 สาย UTP ชนิด CAT 5e
ขันตอนในการเข้าหวั ให้ดาํ เนินการ ดงั นี
. ในการกรณีทีเราตอ้ งการจะเขา้ หวั แบบสายตรง (Straight-thru Cable) สายชนิดนีมีคุณสมบตั ิ
เอาไวใ้ ชง้ านในกรณีทีมีการเชือมต่อของอุปกรณ์ ต่างชนิดกนั เช่น การเชือมต่อระหวา่ ง สวิตซ์ กบั เครือง
คอมพิวเตอร์ เป็ นตน้ โดยลกั ษณะของสายนนั ปลายสายทีเขา้ หวั RJ-45 จะตอ้ งเขา้ เหมือนกันทงั 2 โดย
เลือกวา่ จะใชก้ ารเขา้ หวั สายแบบ A หรือแบบ B กไ็ ดเ้ ลือกเอาชนิดใด ชนิดหนึง
2. กรณีทีเราตอ้ งการจะเขา้ หัวแบบไขว้ (Crossover Cable) สายชนิดนีมีคุณสมบตั ิ เอาไวใ้ ชง้ าน
ในกรณี ทีมีการเชือมต่อของอุปกรณ์ชนิดเดียวกัน เช่น การเชือมต่อกันระหว่าง คอมพิวเตอร์ กับ
คอมพิวเตอร์ หรือ สวิตซ์ กบั สวิตซ์ เป็ นตน้ โดยปลายสายทีเขา้ หัว RJ-45 จะตอ้ งแตกต่างกนั คือ ด้าน
หนึงจะเป็ นแบบ A และอีกดา้ นหนึงจะตอ้ งเป็ นแบบ B เท่านนั กล่าวคือ ปลายสายทงั สองขา้ งจะตอ้ งไม่
เหมือนกนั
ภาพที 5.32 ไดอะแกรม ของสายตรงและสายไขว้ หนา้ ที 203
บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล
หากสังเกต จะเห็นวา่ วธิ ีการจดั เรียงของสายตรง กบั สายไขว้ จะสลบั ตาํ แหน่งกนั ระหว่างเส้นที 1
ไปเป็ นเส้นที 3 และเส้นที 2 ไปเป็นเส้นที 6 หรือจาํ ง่าย ๆ วา่ 1 ไป 3 และ 2 ไป 6 กไ็ ด้
เมือเรารู้ถึงชนิดของสายแลว้ เรามารู้ถึงประเภทของการเขา้ หวั RJ-45 กนั ว่าเป็ นอย่างไร ระหวา่ ง
แบบ A และแบบ B ใหด้ ูตามภาพที 5.33
ภาพที 5.33 ประเภทของการเข้าหวั RJ-45
จาํ นวนของสายแพร ใน 1 เส้นของสายชนิด UTP นันมีทงั หมด 8 เส้น ตามภาพที 5.33 โดยจะ
เป็ นเกลียว มาเป็ นคู่ ๆ ของแต่ละสี ได้แก่ ขาวเขียว, เขียว, นาํ เงิน, ขาวนาํ เงิน, ส้ม, ขาวส้ม, ขาวนาํ ตาล,
นาํ ตาล
แบบ A จะเป็ นการเรียงสายจากซา้ ยไปดา้ นขวา โดยจะเริมจาก สีขาวเขียว, สีเขียว, สีขาวส้ม, สีนาํ
เงิน, สีส้ม, สีขาวนาํ ตาล, สีนาํ ตาล ตามภาพที 5.33
แบบ B จะเป็ นการเรียงสายจากดา้ นซา้ ย ไปดา้ นขวา โดยจะเริมจาก สีขาวส้ม, สีส้ม, สีขาวเขียว,
สีนาํ เงิน, สีขาวนาํ เงิน, สีเขียว, สีขาวนาํ ตาล, สีนาํ ตาล ตามภาพที 5.33
3. ปลอกทีหุม้ สายออกประมาณ 2-3 ซม. แลว้ คลีสาย ใหอ้ อกมาเรียงกนั ตามภาพ ที 5.34
บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 204
ภาพที 5.34 ปลอกและคลสี าย
. ทาํ การจดั เรียงสายทงั 8 เส้นใหถ้ ูกตอ้ งตามรูปแบบทีตอ้ งการ โดยจะเลือกเป็ นแบบ A หรือ B ก็
ได้ โดยการตดั แล้วจดั เรียงให้สายทุกดา้ นยาวเท่ากนั โดยให้ยาวออกจากทีหุ้มประมาณ 1.7 ซม. หรือ
มากกวา่ ตามความถนดั
ภาพที 5.35 การจัดเรียงสายเพือทาํ การตัด หนา้ ที 205
บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล
3. นาํ สายทีเราเรียงไวแ้ ลว้ นนั สอดเขา้ ทีหวั RJ-45 โดยควาํ ดา้ นทีมี ตวั กดลงพร้อมกบั ดนั เขา้ ไปให้
สุด หลงั จากนนั นาํ คีมยาํ หัวสายมา เพือจะทาํ การยาํ หัวสายให้ติดกบั หวั RJ-45 โดยการสอดเขา้ ไปในช่อง
ขณะทีเราสอดเขา้ ไปนนั พยายาม ดนั สายไวต้ ลอดเพือความสมบูรณ์ เพราะมีบางกรณีทีเรายาํ หวั RJ-45 ไป
แลว้ แลว้ ใชไ้ มไ่ ดเ้ นืองจากสายเขา้ ไมส่ ุดนนั เอง
. เมือนาํ สายเขา้ หวั สุดแลว้ ใหท้ าํ การยาํ หวั สายแลนทงั สองดา้ น
ภาพที 5.36 จับสายยดั เข้าหวั RJ-45 และทาํ การยาํ หัวสายให้ตดิ กบั หัว RJ-45
5. เมือยาํ หวั RJ-45 เรียบร้อยแลว้ ให้ตรวจสอบสายทีทาํ วา่ สามารถใชง้ านไดห้ รือไม่ โดยการใช้
เครืองวดั สายทีเราทาํ ขึน ซึง(ผอู้ า่ นสามารถหาซือไดต้ ามร้านขายเครืองมือช่างทวั ไป)
ภาพที 5.37 เครืองตรวจสอบการทาํ งานของสายทีเข้าหวั RJ-45
บทที 5 สือทีใชใ้ นการสือสารขอ้ มูล หนา้ ที 206
บทที 6
การส่งผ่านข้อมูลดจิ ติ อลและการอนิ เทอร์เฟซ
(Transmission of Digital Data and Interface)
วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายหลกั การส่งขอ้ มูลแบบขนานและหลกั การส่งข้อมูลแบบอนุกรมได้อยา่ ง
ถูกตอ้ ง
2. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการส่งขอ้ มูลแบบอะซิงโครนสั ซิงโครนัสและ
ไอโซโครนสั ได้
3. อธิบายการเชือมต่อระหวา่ งอุปกรณ์แบบ DTE-DTE และ DTE-DCE ได้
4. สามารถบอกคุณลกั ษณะมาตรฐานอินเทอร์เฟซ EIA-231 ได้
5. เขา้ ใจหลกั การทาํ งานของนลั โมเด็ม และทราบถึงซอฟต์แวร์ทีนาํ มาใช้เพือเชือมต่อ
สือสาร
6. อธิบายรายละเอียดของอินเทอร์เฟซความเร็วสูงระหวา่ ง FireWire และ USB ได้
7. อธิบายหลกั การทาํ งานของโมเด็ม และมาตรการปฏิบตั ิงานของโทรศพั ทไ์ ด้
8. อธิบายรายละเอียดของเทคโนโลยี DSL ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
9. อธิบายรายละเอยี ดของมาตรฐาน SONET ได้
ในบทที 3 เราไดก้ ล่าวถึงสัญญาณทีใช้ในการสือสารโดยอธิบายถึงการแปลงข้อมูลให้อยู่ใน
รูปแบบของสัญญาณทีสามารถส่งผา่ นไปยงั สือกลางและในบทนีจะเป็ นการขยายในส่วนทีไดเ้ กรินเอาไว้
นันคือ กระบวนการส่งผ่านขอ้ มูล หรือ การส่งต่อข้อมูลทีเข้ารหัสจากอุปกรณ์ทีสร้างสัญญาณผ่าน
อุปกรณ์ลิงคเ์ ชือมโยงไปยงั อุปกรณ์ถดั ไปเพือการสือสารในระยะสัน ๆ หรือทีเรียกว่า “การอนิ เทอร์เฟซ
(Interface)”
การอินเทอร์เฟซดว้ ยการลิงค์เชือมโยงระหวา่ งอุปกรณ์ 2 อุปกรณ์โดยอุปกรณ์ทีนาํ มาลิงค์เพือ
เชือมโยงสือสารนันไม่จาํ เป็ นตอ้ งมาจากผูผ้ ลิตรายเดียวกนั เสมอไป กล่าวคือ อาจเป็ นอุปกรณ์ต่างยีห้อ
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 207
ต่างผูผ้ ลิต ก็ยอ่ มสามารถนาํ มาใชง้ านร่วมกนั ได้ ดงั นนั จึงตอ้ งมีการกาํ หนดมาตรฐานขึนมาเพือระบุเป็ น
ขอ้ กาํ หนดเฉพาะของอินเทอร์เฟซนนั ๆ ซึงประกอบดว้ ยขอ้ กาํ หนดต่าง ๆ ดงั นี
ขอ้ กาํ หนดทางกลไก ทีกล่าวถึงรูปทรงและขนาดของหวั เชือมตอ่ (Connector)
ขอ้ กาํ หนดทางไฟฟ้า ทีกล่าวถึงความถี แอมพลิจูดและเฟสของสัญญาณทีคาดหมายไว้
ขอ้ กาํ หนดดา้ นฟังกช์ นั การทาํ งาน ทีกล่าวถึงสายสญั ญาณแตล่ ะเส้นวา่ มีหนา้ ทีอะไร
ข้อกําหนดด้านขันตอนการทํางาน ทีกล่าวถึงการควบคุมจงั หวะและขันตอนการ
แลกเปลียนขอ้ มูล
โดยขอ้ กาํ หนดทงั หลายเหล่านีถูกอธิบายรายละเอียดลงในมาตรฐานการเชือมตอ่ ของอินเทอร์เฟซ
นนั ๆ และทีสาํ คญั ขอ้ กาํ หนดดงั กล่าวไดจ้ ดั อยใู่ นชนั สือสารกายภาพ (Physical Layer) แลว้
6.1 การส่งผ่านข้อมูลดจิ ติ อล (Digital Data Transmission)
การส่งผา่ นขอ้ มูลเป็ นกระบวนการนาํ ขอ้ มูลขา่ วสารส่งออกจากผสู้ ่ง ผา่ นสือกลางหรือสายสือสาร
เพือไปยงั ผรู้ ับปลายทางไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง ซึงโดยปกติการส่งผา่ นขอ้ มูลดิจิตอลจาํ เป็ นตอ้ งดาํ เนินการกบั สิง
ต่อไปนี
1. การเขา้ รหสั (Encoding) ขอ้ มูลใหเ้ ป็ นสญั ญาณ
2. ส่งสญั ญาณผา่ นสือกลาง เช่น สายสือสาร หรือคลืนวทิ ยุ
3. ปลายทางจะถอดรหสั (Decoding) เป็นสญั ญาณใหก้ ลบั มาเป็นขอ้ มูลตามเดิม
4. สญั ญาณแตล่ ะชนิดจะมีคุณสมบตั ิแตกตา่ งกนั รวมถึงขอ้ กาํ หนดดา้ นการส่งขอ้ มลู
สาํ หรับการส่งผา่ นขอ้ มูลดิจิตอล ขอ้ ดี คือ
(1) มีข้อผิดพลาดตํากว่าการส่ งข้อมูลแบบอะนาล็อก เนืองจากข้อมูลทีส่งอยู่ใน
รูปแบบไบนารี (0,1) สามารถตรวจสอบและแกไ้ ขไดง้ า่ ย
(2) ทนต่อสัญญาณรบกวนไดด้ ีกวา่ สัญญาณอะนาล็อก
(3) การจดั การกบั สัญญาณทาํ ไดง้ ่าย เช่น การเขา้ รหสั ในรูปแบบตา่ ง ๆ
(4) มีอตั ราความเร็วในการส่งขอ้ มูลสูง
(5) มีประสิทธิภาพสูง
(6) มีความปลอดภยั
ในการรับส่งขอ้ มูลจากอุปกรณ์หนึงไปยงั อุปกรณ์หนึงผา่ นสายสือสารนนั จาํ เป็ นตอ้ งมีวธิ ีการส่ง
ไม่วา่ จะเป็ นการส่งขอ้ มูลทีละบิตหรือส่งเป็ นกลุ่มบิต ทงั นีอุปกรณ์ทงั สองฝังทีมีการติดต่อสือสารเพือ
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 208
แลกเปลียนขอ้ มูลกนั นนั จาํ เป็ นตอ้ งมีจงั หวะการรับส่งขอ้ มูลทีสอดคลอ้ งกนั โดยการควบคุมจงั หวะให้
สอดคลอ้ งกนั ในทีนีก็คือ “การซิงโครไนซ์ (Synchronize) ดงั นนั การส่งขอ้ มูลจึงสามารถทาํ ให้สาํ เร็จลง
ไดด้ ว้ ยวิธีใดวิธีหนึง ไม่วา่ จะเป็ นส่งขอ้ มูลแบบขนานหรือการส่งขอ้ มูลแบบอนุกรม โดยการส่งขอ้ มูล
แบบขนานจะมีกลุ่มของบิตทีส่งไปพร้อมกบั จงั หวะสญั ญาณนาฬิกา ส่วนการส่งขอ้ มลู แบบอนุกรมนนั จะ
เป็ นการส่งแต่ละบิตไปกบั จงั หวะสัญญาณนาฬิกา สาํ หรับส่งขอ้ มูลแบบขนานจะมีเพียงวธิ ีเดียว ในขณะที
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ยงั สามารถแบ่งออกได้เป็ น 3 วิธี คือ แบบอะซิงโครนัส ซิงโครนัส และ
ไอโซโครนสั ดงั ภาพที .1
ภาพที 6.1 วธิ ีการส่งผ่านข้อมูลดจิ ติ อล
การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
ขอ้ มูลในรูปแบบไบนารีจะประกอบไปด้วยค่า 0 และ 1 ทีเรียกวา่ “บิต (Bit)” เมือมีการนาํ บิต
หลาย ๆ บิตมารวมกนั เป็ นกลุ่มจาํ นวน n บิต และสามารถส่ง n บิตเหล่านนั ไปพร้อม ๆ กนั ในหนึงรอบ
สัญญาณนาฬิกา จะเรียกวา่ การส่งขอ้ มูลแบบขนาน กลไกในการส่งขอ้ มูลแบบขนานนัน แต่ละบิตจะ
ส่งไปยงั แต่ละช่องทาง (Channel) ขนานกนั ไป พิจารณาจากภาพที 6.2 เป็ นวธิ ีการส่งขอ้ มูลแบบขนานทีมี
กลุ่มบิตจาํ นวน 8 บิต จะพบวา่ แต่ละบติ จะมีสายสือสารเป็ นของตนเอง และสามารถส่งบิตทงั 8 ไปยงั ผรู้ ับ
พร้อม ๆ กนั ได้ ตวั อยา่ งการส่งขอ้ มูลแบบขนาน เช่น การรับส่งขอ้ มูลภายในระบบบสั ของคอมพิวเตอร์
การสังคอมพิวเตอร์ส่งงานไปพิมพท์ ีเครืองพมิ พผ์ า่ นพอร์ต LPT เป็นตน้
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 209
ภาพที 6.2 การส่งข้อมูลแบบขนาน
ข้อดีและข้อเสี ยของการส่ งข้ อมูลแบบขนาน
ข้อดี
มีความรวดเร็ว เนืองจากสามารถส่งกลุม่ บิตจาํ นวนหลาย ๆ บิตไปยงั ปลายทางพร้อมกนั ได้
ข้อเสีย
ตน้ ทุนสูง เนืองจากต้องมีช่องสัญญาณจาํ นวนเท่ากับจาํ นวนบิต เช่น ในหนึงรอบสัญญาณ
นาฬิกามีการส่งกลุ่มบิตจาํ นวน 8 บิตไปพร้อม ๆ กนั ดงั นนั ก็จะตอ้ งมีสายเพือส่งขอ้ มูลจาํ นวน 8
เส้นเชือมตอ่ ระหวา่ งตน้ ทางกบั ปลายทาง เป็นตน้
เหมาะสมกบั การส่งขอ้ มูลระยะใกล้ โดยหากมีการส่งขอ้ มูลระยะไกลดว้ ยวธิ ีนี จะเสียงต่อความ
ผิดพลาดของสัญญาณ เนืองจากสัญญาณขอ้ มูลแตล่ ะบิตทีส่งไปในระยะทางไกล ๆ อาจมีความ
เหลือมลาํ กนั ทาํ ให้ขอ้ มูลแต่ละบิตเดินทางไปยงั จุดหมายปลายทางไม่พร้อมกนั ส่งผลต่อความ
ผดิ พลาดของขอ้ มูลได้
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
วธิ ีการส่งขอ้ มูลแบบอนุกรมนนั สัญญาณขอ้ มูลจะทยอยส่งไปตามสายสือสารเพียงเส้นเดียว ดว้ ย
การส่งทีละบิตในหนึงรอบสัญญาณนาฬิกา พิจารณาจากภาพที 6.3 จะพบวา่ กลุ่มของบิตจะทยอยถูก
ส่งออกมาทีละบิตจากตน้ ทางไปยงั ปลายทาง โดยปลายทางจะทาํ การรวบรวมบิตเพือนาํ ไปใชง้ านต่อไป
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 210
ภาพที 6.3 การส่งข้อมูลแบบอนุกรม
ข้อดแี ละข้อเสียของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม
ข้อดี
ประหยดั สายสือสาร เนืองจากใชส้ ายสือสารเพียงเสน้ เดียว
สามารถส่งขอ้ มูลไดต้ งั แต่ระยะทางสัน ๆ จนถึงระยะทางไกลเป็นไมล์
ข้อเสีย
ความล่าชา้ ในการส่งขอ้ มูล เนืองจากมีช่องสญั ญาณเพียงช่องเดียวเท่านนั
ในการแปลงขอ้ มูลระหว่างแบบอนุกรมและแบบขนานจะอาศยั รีจิสเตอร์เพือเป็ นทีพกั ขอ้ มูล
(Buffers) สําหรับเก็บขอ้ มูลชัวคราว เช่น ขอ้ มูลทีส่งเขา้ มาเป็ นแบบอนุกรมทีส่งบิตเรียงเขา้ มาทีละบิต
ครันเมือมาถึงปลายทาง บิตแตล่ ะบิตก็จะถูกนาํ มาจดั เก็บเรียงลาํ ดบั กนั อยูใ่ นบฟั เฟอร์จนกระทงั ครบตาม
จาํ นวนบิตทีตอ้ งการ เช่น เรียงกนั จนครบ 8 บิต จากนนั รีจิสเตอร์ก็จะส่งขอ้ มูลทงั ชุดนีออกไปดว้ ยการส่ง
สัญญาณให้ซีพียูรับทราบเพือให้โปรแกรมนําไบต์หรือเวิร์ดเหล่านันไปประมวลผล ในขณะทีหาก
ตอ้ งการแปลงขอ้ มูลแบบขนานกลบั ไปเป็นแบบอนุกรม ก็สามารถกระทาํ ไดด้ ว้ ยกระบวนการตรงกนั ขา้ ม
ซึงกระบวนการแปลงสัญญาณขอ้ มูลเหล่านีจะมีวงจรพิเศษทีเรียกวา่ “UART (Universal Asynchronous
Receiver Transmitter)” ทีใชแ้ ปลงขอ้ มูลแบบขนานมาเป็ นแบบอนุกรม หรือแปลงกลบั จากอนุกรมเป็น
แบบขนาน นอกจากนียงั มีวงจรทีเรียกว่า “USART (Universal Synchronous/Asynchronous Receiver
Transmitter) ซึงมคี ุณสมบตั ิเช่นเดียวกบั UART แตจ่ ะมีส่วนการทาํ งานแบบซิงโครนสั ร่วมอยดู่ ว้ ย
ปัญหาของการส่งขอ้ มูลแบบอนุกรม คือ เรืองการแบ่งตวั อกั ขระแต่ละตวั วา่ จะแบ่ง ณ ตาํ แหน่ง
บิตใดซึงทงั ตน้ ทางและปลายทางจะตอ้ งมีขอ้ ตกลงร่วมกนั กล่าวคือ ทงั ฝังตน้ ทางและฝังปลายทางจะตอ้ ง
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 211
รับรู้ร่วมกนั วา่ จะตอ้ งแบง่ แตล่ ะตวั อกั ขระ ณ บิตใด เนืองจากบิตแต่ละบิตจะทยอยส่งมาเป็ นลาํ ดบั เรือย ๆ
สําหรับการส่งขอ้ มูลแบบอนุกรมยงั มีวธิ ีส่งอยู่ 3 วิธีด้วยกนั คือ การส่งขอ้ มูลแบบอะซิงโครนสั การส่ง
ขอ้ มูลแบบซิงโครนสั และการส่งขอ้ มูลแบบไอโซโครนสั
การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนสั (Asynchronous Transmission)
การส่งขอ้ มูลแบบอะซิงโครนสั เป็ นวธิ ีทีหลีกเลียงปัญหาดา้ นเวลาทีฝังรับไม่ทราบเวลาทีแน่ชดั
ของข้อมูลทีส่งมาจากฝังส่ง โดยทงั ฝังส่งและฝังรับไม่ตอ้ งใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกนั ในการควบคุม
จงั หวะการรับส่งขอ้ มูล ดงั นนั ฝังส่งจึงตอ้ งมีกลไกในการแจง้ ให้ฝังรับทราบถึงขอ้ มูลทีจะส่งมา โดยใน
สภาวะนิงเฉย (Idle State) ทีไม่มีการส่งขอ้ มูลใด ๆ จะถูกกาํ หนดใหส้ ญั ญาณมีค่าเป็ น “1” แต่เมือมีการส่ง
ขอ้ มูล ระดบั สัญญาณก็จะถูกกาํ หนดให้มีค่าเป็ น “0” อยูช่ ่วงเวลาหนึง ทาํ ให้เกิดเป็ นบิตขึนมาหนึงบิต
เรียกว่า “บิตเริมต้น (Start Bit)” เพือบ่งบอกให้ทราบว่า นบั จากนีไปจะมีขอ้ มูลส่ง ครันฝังส่งไดส้ ่งบิต
ขอ้ มูลจนครบไบต์ (5-8 บิต) แลว้ เช่น ไดส้ ่งครบ 8 บิตก็จะส่งขอ้ มูลอีกหนึงบิตทีมีค่าระดบั สัญญาณ “1”
เป็ นตวั ปิ ดท้ายทีเรียกว่า “บิตจบ (Stop Bit)” (มีขนาด 1-2 บิต ซึงแล้วแต่ระบบ) เพือบอกให้รู้ว่าได้ส่ง
ขอ้ มูลครบตามจาํ นวนไบต์แลว้ สําหรับขอ้ มูลทีจะส่งในลาํ ดบั ถดั ไป สามารถส่งในเวลาแตกต่างกนั ได้
กล่าวคือ กรณีทีไม่มีขอ้ มูลส่งก็จะมีการส่งสัญญาณว่าง (Idle) ออกไปทําให้เกิดช่องว่างระหว่างไบต์
ตวั อย่างอุปกรณ์ทีใช้สือสารด้วยวิธีนี เช่น คียบ์ อร์ด ซึงจะพบว่าแต่ละอักขระทีผูใ้ ช้พิมพ์ลงไปจะมี
ช่วงเวลาทีต่างกนั และก็เป็ นไปไดว้ า่ ช่วงเวลาหนึงจะอยใู่ นสภาวะ Idle ทีไมม่ ีการพิมพเ์ พือส่งขอ้ มูลใด ๆ
เป็ นระยะเวลานาน
และการมีบิตเริมและบิตจบนีเอง เป็ นกลไกทีทาํ ใหฝ้ ังรับไดท้ ราบถึงจุดเริมตน้ และจุดสินสุดของ
ขอ้ มูลในแต่ละไบต์ สําหรับขอ้ ดีของการส่งขอ้ มูลแบบอะซิงโครนสั คือ ความคล่องตวั สูงและสามารถส่ง
ขอ้ มูลไดท้ นั ทีโดยไมต่ อ้ งรอการเขา้ จงั หวะสัญญาณนาฬิกาของทงั สองฝัง ส่วนขอ้ เสียก็คือการใชโ้ อเวอร์
เฮดสูงนนั เอง เนืองจากตอ้ งมีบิตพิเศษต่าง ๆ มากมายทีตอ้ งพว่ งไปกบั ขอ้ มูล และฝังรับก็ตอ้ งสูญเสียเวลา
กบั การถอดบิตพิเศษเหล่านี อยา่ งไรก็ตาม การส่งข้อมูลด้วยวิธีนีก็มีขอ้ ดีเช่นกนั คือ มีตน้ ทุนตาํ และมี
ประสิทธิภาพสูงสําหรับกรณีสือสารกบั อุปกรณ์ความเร็วตาํ เช่น การสือสารกบั คียบ์ อร์ดทีเชือมต่อกบั
คอมพิวเตอร์ ทีเราไม่สามารถคาดเดาเวลาแน่นอนในช่องวา่ งของแตล่ ะตวั อกั ษรได้
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 212
ภาพที 6.4 รูปแบบการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนสั
จากภาพที 6.4 การส่งขอ้ มูลแบบอะซิงโครนสั จะไม่มีการควบคุมจงั หวะเวลาใหส้ อดคลอ้ งกนั ใน
ระดบั ไบต์ แตใ่ นระดบั บิตยงั ซิงโครไนซ์กนั อยู่ กล่าวคือ ยงั คงมีการควบคุมจงั หวะเวลาใหส้ อดคลอ้ งกนั
ในระดบั บติ นนั เอง
การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (Synchronous Transmission)
การส่งขอ้ มูลแบบซิงโครนสั เป็ นการส่งกลุ่มขอ้ มูลแบบตอ่ เนืองกนั ไป โดยบิตทีทยอยส่งเขา้ มาจะ
มีการรวมกลุ่มกนั ให้มีขนาดใหญ่ขึนเรียกวา่ “เฟรม” หรือบล็อกขอ้ มูล ทีอาจมีจาํ นวนมากกวา่ 1 พนั บิต
เมือขอ้ มูลส่งมายงั ปลายทาง ฝังรับจะมีหนา้ ทีนบั จาํ นวนบิตและจบั กลุ่มเป็ นไบตเ์ อง การส่งขอ้ มูลวธิ ีนีจะ
ไมม่ ีช่องวา่ ง รวมถึงไม่มีบิตเริมและบิตจบ ซึงการปราศจากช่องวา่ ง บิตเริมและบิตจบ ส่งผลตอ่ การไม่มี
กลไกช่วยเหลือแก่ฝ่ ายรับขอ้ มูลทีจะรับรู้ไดอ้ ยา่ งไรวา่ ขอ้ มูลทีส่งมานนั ครบหนึงตวั อกั ษรแลว้ ดงั นนั การ
ควบคุมจงั หวะเวลาใหส้ อดคลอ้ งกนั ระหวา่ งอุปกรณ์ จึงกลายเป็นสิงสําคญั มากสําหรับการส่งขอ้ มูลดว้ ย
วิธีนี กล่าวคือ ทงั ฝังส่งและฝังรับจะตอ้ งทาํ งานสอดคลอ้ งกนั ตามจงั หวะสัญญาณนาฬิกา โดยฝังรับจะ
ไดร้ ับสัญญาณนาฬิกามาจากฝังส่ง ทงั นีฝังส่งสามารถส่งสัญญาณได้ 2 วธิ ีดว้ ยกนั คือ ส่งสัญญาณนาฬิกา
แยกออกมาต่างหากทีส่งมาพร้อมกันกบั ข้อมูล ซึงเป็ นวิธีแรก ส่วนวิธีทีสอง คือ นําสัญญาณนาฬิกา
รวมเขา้ กบั สัญญาณขอ้ มูล เช่น การเข้ารหัสแมนเชสเตอร์ บนเครือข่ายทอ้ งถิน เป็ นตน้ แต่วิธีแรกจะใช้
งานไดด้ ีกรณีส่งขอ้ มลู ระยะใกล้ เพราะหากส่งในระยะทางไกล ๆ จะเกิดปัญหาของสญั ญาณอ่อนตวั ได้
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 213
ภาพที 6.5 รูปแบบการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส
ในด้านอตั ราความเร็ว การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสจะมีความเร็วสูงกว่าแบบอะซิงโครนัส
เนืองจากขอ้ มูลมีการส่งอยา่ งต่อเนือง ไม่มีบิตพิเศษหรือช่องวา่ งทีถูกส่งมาจากฝังส่ง ทาํ ให้ฝังรับไม่ตอ้ ง
เสียเวลานาํ รหัสเหล่านีออกไป ดงั นันการสือสารดว้ ยวิธีนีจึงมีความเร็วสูง เหมาะกบั อุปกรณ์ทีตอ้ งการ
สือสารดว้ ยความเร็วสูง เช่น การส่งขอ้ มูลไปมาระหวา่ งเครืองคอมพิวเตอร์ รวมถึงระบบเครือข่ายทอ้ งถิน
เป็ นตน้
การส่งข้อมูลแบบไอโซโครนัส (Isochronous Transmission)
คาํ ว่า “Isochronous” มาจากรากศพั ท์ในภาษากรีก 2 คาํ ด้วยกนั คือคาํ ว่า “iso” หมายถึงเท่ากนั
(Equal) และคําว่า “chronous” หมายความว่า ถึงเวลา (Time) ครันเมือนําคําทังสองมารวมกันจึง
หมายความว่าเวลาทีเท่ากนั สําหรับคุณสมบตั ิสําคญั ของการส่งขอ้ มูลแบบไอโซโครนสั คือ การส่งผา่ น
ขอ้ มลู ดว้ ยความเร็วสูงในอตั ราคงทีและรบั ประกนั เวลาในการส่ง
ในระบบเรียลไทม์ (Real-Time) อย่างระบบออดิโอและวิดีโอ การสือสารดว้ ยความเร็วสูงเป็ น
สิงจาํ เป็ นดงั นนั การหน่วงเวลาทีเกิดขึนจากช่องวา่ งระหวา่ งเฟรมจึงเป็นสิงทีไมต่ อ้ งการ ถึงแมจ้ ะส่งขอ้ มูล
แบบซิงโครนสั ก็ยงั คงล้มเหลว เช่น การแพร่ภาพในทีวี จะมีอตั ราความเร็วอยู่ที 30 ภาพต่อวินาที และ
จะตอ้ งใชอ้ ตั ราความเร็วเดียวกนั นีในการแสดงผล แต่ถา้ ภาพทีส่งไปใชง้ านมีจาํ นวนมากกว่าหนึงเฟรม
จะตอ้ งไมม่ ีการหน่วงเวลาระหว่างเฟรม ดงั นนั การประยุกตใ์ ช้งานดว้ ยการซิงโครไนซ์ระหวา่ งตวั อกั ขระ
ยงั ถือวา่ ไม่เพียงพอ จะตอ้ งซิงโครไนซ์กระแสบิตทีหลงั ไหลเขา้ มาอย่างตอ่ เนือง จึงเกิดการส่งขอ้ มูลแบบ
ไอโซโครนสั ขึนมาเพือใชก้ บั งานเรียลไทม์ ทีรับประกนั ขอ้ มูลทีจะส่งมาถึงดว้ ยอตั ราความเร็วคงที โดยไอ
โซโครนสั จะนาํ มาใช้เพือการส่งผา่ นขอ้ มูลบนบสั 1394 หรือทีเรียกกนั วา่ “ไฟร์ไวร์ (FireWire)” ทงั นี
การส่งผา่ นขอ้ มูลของไอโซโครนสั จะตงั อยูพ่ ืนฐานของแพก็ เก็ต โดยขนาดของแพ็กเก็ตจะส่งผา่ นอยูบ่ น
แชนแนลทีใหไ้ ว้ และสามารถแปรผนั จากเฟรมไปยงั เฟรมอืนได้ ส่วนขนาดของแพก็ เก็ตจะถูกจาํ กดั โดย
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 214
แบนดว์ ดิ ธ์เท่าทีมีอยู่ ตวั อยา่ งเช่น ทีความเร็ว 400 Mbps สามารถบรรจุแพก็ เก็ตสูงสุดที 4096 ไบต์ เป็นตน้
โดยรายละเอียดของ FireWire จะกล่าวในหวั ขอ้ อนิ เทอร์เฟซความเร็วสูงต่อไป
6.2 DTE-DCE อนิ เทอร์เฟซ
อุปกรณ์ส่วนใหญ่ทีใชส้ ําหรับประมวลผลขอ้ มูลทางดิจิตอลมกั มีขอ้ จาํ กดั ดา้ นการส่งผา่ นขอ้ มูล
เช่น การสร้างสัญญาณดิจิตอลอยา่ งง่ายตามรูปแบบการเขา้ รหัส NRZ-L จะส่งขอ้ มูลในระยะทางทีจาํ กดั
ดงั นนั การเชือมโยงสือสารระหวา่ งเทอมินลั หรือคอมพวิ เตอร์ใหส้ ามารถส่งผา่ นขอ้ มูลถึงกนั โดยตรง จึงมี
ขอ้ จาํ กดั ดา้ นระยะทาง
อุปกรณ์ทีเรียกว่า DTE (Data Terminal Equipment) ในทีนี คือ เทอร์มินลั หรือคอมพิวเตอร์ใน
ขณะทีอุปกรณ์ DCE (Data Circuit-terminating Equipment) นนั เป็นอุปกรณ์ทีใชเ้ ชือมตอ่ ระหวา่ งอุปกรณ์
DTE กรณีทีตอ้ งการสือสารระยะไกล
Data Terminal Equipment (DTE)
DTE เป็นอุปกรณ์ทีใชส้ ําหรับเป็ นตวั ส่งขอ้ มูลและตวั รับขอ้ มูล หรืออาจเป็ นทงั ตวั ส่งขอ้ มูลและ
ตวั รับขอ้ มูลก็ได้ อุปกรณ์ทีทาํ หนา้ ทีในลกั ษณะ DTE นนั มกั ใชแ้ ทนแหล่งกาํ เนิดขอ้ มูลตน้ ทางแหล่งแรก
หรือแหล่งรับขอ้ มูลปลายทางแหล่งสุดท้าย ตวั อย่างเช่น อุปกรณ์ DTE ทีใชเ้ ป็ นแหล่งกาํ หนดขอ้ มูลต้น
ทางอาจเป็ นเครืองคอมพิวเตอร์ ในขณะทีอุปกรณ์ DTE ทีเป็ นแหล่งรับข้อมูลปลายทางอาจเป็ น
เครืองพิมพ์ จอภาพหรือเทอร์มินลั เป็ นตน้ อุปกรณ์ DTE จะทาํ หน้าทีแปลงขอ้ มูลให้อยูใ่ นรูปแบบของ
สัญญาณเพือใช้สาํ หรับสือสาร เมือสัญญาณดงั กล่าวไดส้ ่งไปยงั อุปกรณ์ DTE ปลายทางทีเป็ นฝ่ายรับ กจ็ ะ
ดาํ เนินการแปลงสัญญาณทีรับมานนั ใหอ้ ยู่ในรูปแบบของขอ้ มูลเหมือนกบั ทีผูส้ ่งไดส้ ่งมา สําหรับขอ้ เสีย
ของการสือสารระหว่าอุปกรณ์ DTE ดว้ ยกนั คือ มีขอ้ จาํ กดั ดา้ นการส่งขอ้ มูลบนระยะทางไกล ๆ ดงั นนั
หากมีความจาํ เป็ นตอ้ งส่งผา่ นขอ้ มูลระยะทางไกล ๆ จาํ เป็ นตอ้ งพึงพาอุปกรณ์ทีเรียกวา่ DCE เขา้ มาช่วย
และโดยปกติอุปกรณ์ DCE มกั จะหมายถึง โมเด็ม
อุปกรณ์ DCE ทงั สองฝังจะมีการแลกเปลียนสัญญาณบนสายทีใช้เป็ นสือกลางส่งขอ้ มูลหรือ
เครือข่ายทีจะตอ้ งทาํ ความเขา้ ใจซึงกนั และกัน โดยฝังรับจะตอ้ งใช้รหัสสัญญาณเดียวกนั รวมถึงอตั รา
ความเร็วของการส่งกระแสไฟฟ้า ในทาํ นองเดียวกนั อุปกรณ์ DTE-DCE แต่ละคู่นันจะตอ้ งได้รับการ
ออกแบบให้สามารถโตต้ อบเพือทาํ งานร่วมกนั ได้ แมว้ า่ จะเป็ นอุปกรณ์ทีมาจากแหล่งผลิตแตกต่างกัน
ดงั นันจึงมีการกาํ หนดมาตรฐานอินเทอร์เฟซขึนมา เพือให้การเชือมต่อดังกล่าวสามารถนาํ มาใช้งาน
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 215
ร่วมกนั ไดอ้ ยา่ งราบรืน และสะดวก โดยคุณลกั ษณะของมาตรฐานอินเทอร์เฟซประกอบดว้ ยขอ้ กาํ หนด
สาํ คญั 4 ประการ คือ
1. ข้อกาํ หนดทางกลไก (Mechanical Specification)
เป็นขอ้ กาํ หนดทางกายภาพทีใชก้ าํ หนดรายละเอียดของปลกั หรือหวั เชือมต่อทีใชส้ าํ หรับเชือมต่อ
วา่ มีรูปทรงและขนาดของหัวเชือมต่อเป็ นแบบใด มีหัวเข็มจาํ นวนกีหัว เพือให้ผูผ้ ลิตสามารถผลิตตาม
มาตรฐานและนาํ ไปเชือมต่อสือสารกนั ได้ หวั เชือมต่อหรือปลกั เหล่านีจะมีทงั แบบตวั ผูแ้ ละตวั เมีย และ
ขอ้ กาํ หนดทางกลไกนี จะแสดงถึงการเชือมต่อทางกายภาพทีแท้จริง ระหว่างอุปกรณ์ DTE และบน
อุปกรณ์ DCE
2. ข้อกาํ หนดทางไฟฟ้า (Electrical Specification)
เป็นขอ้ กาํ หนดเกียวกบั ระดบั สัญญาณเพือใช้แทนขอ้ มูลไบนารี 1 หรือ 0 กล่าวคือ ระดบั สัญญาณ
ตงั แต่ระดบั ใดจนถึงระดบั ใดทีใชแ้ ทนขอ้ มูล 1 หรือ 0 โดยทงั อุปกรณ์ DTE และ DCE จะตอ้ งใช้รูปแบบ
การเขา้ รหัสชนิดเดียวกนั เช่น การเขา้ รหัสแบบ NRZ-L ทงั นีขอ้ กาํ หนดทางไฟฟ้ายงั เกียวขอ้ งกบั อตั รา
ขอ้ มลู (Data Rate) ซึงแทนอตั ราความเร็วในการรับส่งสัญญาณและระยะทางเป็นสาํ คญั ดว้ ย
3. ข้อกาํ หนดด้านฟังก์ชันการทาํ งาน (Functional Specification)
เป็นขอ้ กาํ หนดทีเกียวกบั สายสญั ญาณทีใชเ้ ชือมตอ่ ระหวา่ งอุปกรณ์ DTE และ DCE โดยแต่ละหวั
เข็มจะส่งสัญญาณอะไรบา้ ง ซึงจะปฏิบตั ิตามสิงทีไดร้ ับมอบหมายไวใ้ นวงจรการแลกเปลียนขอ้ มูลของ
แต่ละวงจร ทีมีการจดั แบ่งหมวดหมู่ในส่วนของข้อมูล (Signal Circuit) การควบคุม (Control Circuit)
เวลา (Time Circuit) และอิเล็กทริคลั กราวด์ (Electrical Ground)
4. ข้อกาํ หนดด้านขันตอนการทาํ งาน (Procedural Specification)
เป็นขอ้ กาํ หนดทีเกียวขอ้ งกบั ขนั ตอนและกระบวนการ ทีใช้สาํ หรับติดตอ่ สือสารระหวา่ งอุปกรณ์
DTE และ DCE ว่ามีขันการติดต่อสือสารอย่างไร มีการควบคุมจงั หวะและการแลกเปลียนข้อมูลกัน
อยา่ งไร
อนิ เทอร์เฟซ EIA-232 หรือ RS-232
มาตรฐานอิน เท อร์เฟ ซหนึ งทีสําคัญ คือ EIA-232 ที พัฒ นาโดยสมาคมผู้ผลิตอุปกรณ์
อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Industries Association: EIA) โดย EIA-232 เป็ นอินเทอร์เฟซทีใช้สําหรับ
เชือมตอ่ อปุ กรณ์ DTE และ DCE ซึงแตเ่ ดิมไดใ้ ชช้ ือเรียกวา่ RA-232 (Recommended Standard)
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 216
EIA-232 ไดผ้ ่านการปรับปรุงและพฒั นามาหลายครังดว้ ยกนั จนกระทงั ปี ค.ศ. 1969 ได้มีการ
ประดิษฐ์เวอร์ชนั 3 ขึนมา คือ EIA-232C และไดน้ าํ ไปประกาศใช้เป็ นมาตรฐานบนเครืองคอมพิวเตอร์
ส่วนบุคคลนบั แต่นนั มา ต่อมาในปี ค.ศ. 1987 ไดม้ ีเวอร์ชนั EIA-232D ซึงการปรับปรุงในครังนีไดเ้ พิม
Test Lines จาํ นวน 3 เส้นเขา้ ไปและปัจจุบนั ไดม้ ีการปรับปรุงถึงเวอร์ชนั 6 แลว้ คือ EIA-232 -F เมือปี ค.ศ.
1997 โดยในความเป็ นจริงแลว้ อินเทอร์เฟซ EIA-232F นันไดน้ าํ มาตรฐานยอ่ ยต่าง ๆ มารวมเขา้ ดว้ ยกนั
ซึงขอ้ กาํ หนดต่าง ๆ ไดน้ าํ มาจากมาตรฐานตา่ ง ๆ ดงั นี
ขอ้ กาํ หนดทางไฟฟ้า ไดน้ าํ มาตรฐาน ITU V.28 มาใช้
ขอ้ กาํ หนดทางกลไก ไดน้ าํ มาตรฐาน ISO 2110 มาใช้
ขอ้ กาํ หนดดา้ นฟังก์ชนั การทาํ งานและขนั ตอนการทาํ งาน ไดน้ าํ มาตรฐาน ITU V.24 มา
ใช้
คณุ ลกั ษณะสําคญั ของอนิ เทอร์เฟซ EIA-232/RS-232
อินเทอร์เฟซ EIA-232 แบบดงั เดิมหรืออาจเรียกวา่ แบบคลาสสิกนนั จะเป็ นระบบ 25 เข็มสําหรับ
ปลกั ตวั ผู้ และแบบ 25 ช็อกเก็ตหรือปลกั ตวั เมีย โดยมาตรฐานนีจะครอบคลุมขอ้ กาํ หนดทงั 4 ประการซึง
มีรายละเอยี ด ดงั นี
ข้อกาํ หนดทางกลไก
เป็ นส่วนทางกายภาพของปลัก EIA-232 ทีใช้เชือมต่อ โดยพิจารณาจากภาพที 6.6 ทีเป็ นหัว
เชือมต่อแบบ 25 เข็ม (DB-25) แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม ในปัจจุบนั ส่วนใหญเ่ ปลียนมาเป็ นแบบ 9 เข็ม (DB-9) ซึง
แสดงไวใ้ นรูปที 6.7
ภาพที 6.6 ปลกั และช็อกเกต็ เชือมต่อ EIA-232 แบบ 25 เข็ม หนา้ ที 217
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ
ภาพที 6.7 ปลกั และช็อกเกต็ เชือมต่อ EIA-232 แบบ 9 เขม็
ทีมาของภาพที . - . : http://waranyouzaza.blogspot.com/
ข้อกาํ หนดทางไฟฟ้า
เป็ นขอ้ กาํ หนดทีเกียวขอ้ งกบั รายละเอียดของสัญญาณไฟฟ้า เป็ นเรืองราวของสัญญาณระหว่าง
อุปกรณ์ DTE และ DCE สัญญาณดิจิตอลทีใชจ้ ะมีทงั สายกราวด์ แรงดนั ไฟฟ้าลบทีนอ้ ยกวา่ -3 โวลต์ (-3
ถึง -15) เพอื ใชใ้ นการแปลไบนารี 1 แรงดนั ไฟฟ้าบวกทีมากกวา่ + 3 (+3 ถึง +15) ในการแปลงเป็นไบนารี
0 โดยจะยอมรับสัญญาณทีอยใู่ นช่วงตงั แต่ 12 โวลต์ทงั บวกและลบ ส่วนพืนทีทีจดั เป็ น “Undefine Area”
หรือ “Dead Area” จะอยรู่ ะหวา่ ง +3 ถึง -3 โวลต์ ซึงแสดงไวใ้ นภาพที 6.8 ในการเชือมต่อจะใชค้ วามเร็ว
ในการถ่ายโอนข้อมูลน้อย 20 Kbps (กิโลบิตต่อวินาที) สําหรับความยาวของสายสัญญาณจะถูกจาํ กัด
ระยะทางโดยตอ้ งนอ้ ยกวา่ 15 เมตร หรือ 50 ฟุต อยา่ งไรก็ตาม การเพิมความเร็วและระยทางสามารถทาํ ได้
หากไดร้ ับการออกแบบทีดี
ภาพที 6.8 รายละเอยี ดด้านไฟฟ้าสําหรับการส่งข้อมูลใน EIA-232
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 218
ข้อกาํ หนดด้านฟังก์ชันการทํางาน
ขอ้ กาํ หนดด้านฟังก์ชันการทาํ งานถือเป็ นสิงสําคญั ทีสุดเลยทีเดียว โดยพิจารณาจากรูปที 6.9
ต่อไปนีทีแสดงถึงจาํ นวนหวั เข็มและตาํ แหน่งหวั เข็มของปลกั แบบ DB-25 และ DB-9 ทงั นีหัวเข็มแต่ละ
หวั จะมีการกาํ หนดหนา้ ทีการทาํ งานเฉพาะของตน
ภาพที 6.9 ฟังก์ชันการทํางานของหวั เข็มต่าง ๆ ทังชนิด DB-25 และ DB-9
ทีมาของภาพ: http://jakeky.blogspot.com/2016/
ข้อกาํ หนดด้านขันตอนการทาํ งาน (Procedural)
เป็ นรายละเอียดทีเกียวข้องกับกระบวนการติดต่อสือสารและขนั ตอนการทาํ งาน รวมถึงการ
ควบคุมจงั หวะและขนั ตอนการแลกเปลียนขอ้ มูล
CIRCUIT (EIA signal name) DB25 pin# DB9 Pin# Signal Name
AA 1 - Shield
AB 7 5 Signal Ground
BA 2 3 Transmitted Data
BB 3 2 Received Data
CA 4 7 Request to Send
CB 5 8 Clear to Send
CC 6 6 DCE Ready
CD 20 4 Data Terminal Ready
CE 22 9 Ring Indicator
ภาพที 6.10 รายละเอยี ดของสัญญาณตามมาตรฐาน EIA-232F (DB-25, DB-9)
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 219
CIRCUIT (EIA signal name) DB25 pin# DB9 Pin# Signal Name
CF 8 1 Carrier Detect
CG 21 - Signal Quality Detector
CH/CI 23 - Data Signal Rate Selector
DA 24 - Transmitter Signal Timing (DTE)
DB 15 - Transmitter Signal Timing (DCE)
DD 17 - Receiver Signal Timing
SBA 14 - Secondary TX
SBB 16 - Secondary Rx
SCA 19 - Secondary RTS
SCB 13 - Secondary CTS
SCF 12 - Secondary CD
9 - Reserved Positive Test
12 - Reserved Negative Test
11 - Unsigned
18 - Local Loopback
25 - Test Mode
ภาพที 6.10 รายละเอยี ดของสัญญาณตามมาตรฐาน EIA-232F (DB-25, DB-9) (ต่อ)
จากภาพที 6.10 เป็ นรายละเอียดของสัญญาณต่าง ๆ ตามมาตรฐาน EIA-232F แบบ DB-25 pin
และ DB-9 pin โดยแตล่ ะรายละเซอร์กิตซึงพจิ ารณาจากตวั อกั ษรตวั แรกของเซอร์กิตหรือชือสัญญาณ EIA
จะมีการแบ่งกลุ่มของสัญญาณออกเป็น 5 กลุ่มดว้ ยกนั เพือแสดงถึงความแตกตา่ งในแตล่ ะวงจร โดยที
A = Ground (Common Circuit) B = Data (Signal Circuit)
D = Timing (Timing Circuit)
C= Control (Control Circuit)
S = Secondary Channel
ในทีนีจะขอกล่าวถึงขนั ตอนการทาํ งานเฉพาะกลุ่มเซอร์กิตหลัก ๆ เท่านัน ตามรายละเอียด
ตอ่ ไปนี
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 220
สายกราวด์
เซอร์กติ AB (pin 7)
เป็ น Signal Ground ระหว่างอุปกรณ์ DTE และ DCE ซึงอาจเรียกว่าเป็ น Protective Ground ที
ช่วยป้องกนั การช็อกทางไฟฟ้า (Electric Shock)
การถ่ายโอนข้อมูล (Data Transfer)
เซอร์กติ BA (pin 20) / Transmitted Data เป็ นสัญญาณทีใชส้ ําหรับส่งขอ้ มูลจากอุปกรณ์ DTE
ไปยงั อุปกรณ์ DCE โดยสถานะทางลอจิกจะมีค่าเทา่ กบั 1 เมือไมม่ ีการส่งขอ้ มลู ใด ๆ
เซอร์กติ BB (pin 3) / Received Data เป็ นสัญญาณทีใช้สาํ หรับรับขอ้ มูลจากอุปกรณ์ DCE ไปยงั
อุปกรณ์ DTE โดยสถานะทางลอจกิ จะมีค่าเท่ากบั 1 เมือไม่มีการส่งขอ้ มูลใด ๆ
การโต้ตอบกนั (Handshaking)
เซอร์กติ CA (pin 4) / Request to Send เป็ นสัญญาณจากอุปกรณ์ DTE ทีส่งไปยงั อุปกรณ์ DCE
เพือให้รับรู้วา่ เตรียมพร้อมแลว้ ทีจะส่งขอ้ มูลซึงสัญญาณนีจะทาํ งานควบคูก่ บั เซอร์กิต CB
เซอร์กติ CB (pin 5) / Clear to Send เป็ นสัญญาณตอบรับจากอุปกรณ์ DCE ทีส่งให้กบั อุปกรณ์
DTE วา่ พร้อมรับขอ้ มูลจากอปุ กรณ์ DTE แลว้
การควบคุม (ใช้สําหรับควบคมุ โมเดม็ )
เซอร์กิต CC (pin 6) / DCE Ready เป็ นสัญญาณจากอุปกรณ์ DCE ทีบอกกบั ฝ่ ายส่งวา่ อุปกรณ์
DCE อยูใ่ นสถานะพร้อมทีจะส่งขอ้ มูลไปยงั ปลายทางทีไดท้ าํ การเชือมต่อ กล่าวคือ โมเด็มจะมีการสร้าง
การเชือมตอ่ กบั โมเดม็ ระยะไกลของอีกฝ่ ายหนึงเพอื ส่งผา่ นขอ้ มูลระหวา่ งกนั
เซอร์กิต CF (pin 8) / Carrier Detect เป็ นสัญญาณจากอุปกรณ์ DCE ไปยงั อุปกรณ์ DTE ว่า
ไดร้ บั การตอบรับสญั ญาณจากอปุ กรณ์ทางไกลของอีกฝังหนึงแลว้
เซอร์กิต CD (pin 20) / Data Terminal Ready (DTE Ready) เป็ นสญั ญาณจากอุปกรณ์ DTE วา่
พร้อมแลว้ ทีจะทาํ งาน
นัลโมเดม็ (Null Modem)
การเชือมต่อแบบนัลโมเด็มเป็ นการเชือมต่อในลกั ษณะ DTE -to- DCE โดยปราศจากอุปกรณ์
DCE ตวั อยา่ งเช่น การเชือมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์สองเครืองในระยะทางใกล้ ๆ ซึงอาจเป็ นระหว่าง
เครืองเวิร์คสเตชนั ดว้ ยกนั หรือระหวา่ งเทอร์มินลั ไปยงั เวริ ์คสเตชนั การเชือมต่อดงั กล่าวเป็ นการเชือมต่อ
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 221
โดยตรงระหวา่ งอุปกรณ์รวมถึงสือสารกนั ดว้ ยสัญญาณดิจิตอล ดงั นนั จึงไม่จาํ เป็ นตอ้ งใช้โมเด็มในการ
มอดูเลตสัญญาณเพือส่งไปตามสายโทรศพั ท์ จึงเรียกการเชือมต่อในลกั ษณะนีว่าการเชือมต่อโดยไม่ใช่
โมเด็มหรือนลั โมเด็ม นนั เอง โดยอุปกรณ์ทงั สองฝัง เช่น คอมพิวเตอร์สองเครืองทีมีการเชือมต่อกนั ดว้ ย
อินเทอร์เฟซ EIA-232 จะตอ้ งมีระยะทางไม่เกิน 50 ฟตุ
นลั โมเด็มเป็ นการเชือมตอ่ แบบ DTE-to-DCE โดยปราศจากอุปกรณ์ทีเรียกว่า DCE จากคาํ กล่าว
ขา้ งตน้ ผูอ้ ่านคงมีคาํ ถามขึนมาว่า เมือสามารถเชือมต่ออุปกรณ์ตน้ ทางและปลายทางโดยไม่ใช้โมเด็มก็ได้
แลว้ ทาํ ไมไม่ใชน้ ลั โมเด็มในการเชือมต่อ จะไดไ้ ม่ตอ้ งใชอ้ ุปกรณ์ DCE อยา่ งโมเด็มให้สินเปลือง ผูเ้ ขียน
ตอบประเด็นนีผา่ นภาพที 6.13 ประกอบภาพที 6.13 (a) เป็ นการเชือมต่อระยะไกลดว้ ยการใช้โครงข่าย
โทรศพั ท์ อุปกรณ์ DTE ทงั สองฝังจะแลกเปลียนขอ้ มูลผา่ นอุปกรณ์ DCE แต่ละ DTE จะส่งขอ้ มูลของตน
ผ่าน pin 2 (Transmitted Data: TD) และ DCE ก็จะรับขอ้ มูลจาก pin 2 ซึงแต่ละ DTE ทีเป็ นฝ่ ายรับจะรับ
ข้อมูลผ่าน pin 3 (Received Data: RD) ของ DCE เพือส่งผ่านไปยงั pin 3 ของ DTE จะเห็นได้ว่าการ
เชือมต่อดว้ ยสายเคเบิล EIA-232 ในรูปแบบนีจะเชือมต่อระหว่าง DTE pin 2 ไปยงั DCE pin 2 และ DCE
pin 3 ไปยงั DTE pin 3 การสือสารจะเริมจากการใช้ pin 2 ในการส่งขอ้ มูลออกไปจาก DTE และ pin 3 ก็
จะเป็ นฝ่ ายรับ โดยทีจะมีอุปกรณ์ DCE ทาํ หน้าทีเป็ นตวั กลางรับการเชือมต่อโดยตรงของสัญญาณและ
ผา่ นไปตามเซอร์กิตต่าง ๆ ทีกาํ หนดไว้
ภาพที 6.11 รูปแบบการเชือมต่ออย่างง่ายด้วย pin 2 และ pin 3
ในขณะภาพที 6.11 (b) เป็ นการเชือมต่อระหว่าง DTE ทีเรียกว่านัลโมเด็ม โดยการเชือมต่อ
ดงั กล่าวเป็ นการเชือมต่อในระยะสันซึงปราศจากอุปกรณ์ DCE ในการเปลียนสญั ญาณเพือไปยงั pin ทีตงั
ไวโ้ ดย DTE ทังสองจะพยายามส่งผ่านข้อมูลบน pin-2 และรับข้อมูลบน pin-3 ด้วยการใช้สายไขว้
(Crossing Connections) ดงั นนั การเชือมต่อในลกั ษณะนี ฝ่ ายรบั จะตอ้ งเตรียมรอรับขอ้ มูลก่อนทีฝ่ ายส่งจะ
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 222
ส่งขอ้ มูลมา เพราะหากฝ่ ายส่งทาํ การส่งขอ้ มูลโดยไม่ไดม้ ีการตรวจสอบความพร้อมของฝ่ ายรับ ขอ้ มูลที
ส่งไปก็อาจสูญหายได้
ภาพที 6.12 การเชือมต่อ pin ใน Null Modem
และโดยทวั ไปเครืองคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะอา้ งถึงสญั ญาณ RTS ถา้ พร้อมทีจะรับขอ้ มูล และ
อุปกรณ์ DCE อยา่ งโมเด็มก็จะอา้ งอิงสัญญาณ CTS เมือไดร้ ับขอ้ มูล ดงั นันการเชือมต่อสาย RTS จาก
DTE หนึง จึงเป็ นการจาํ ลองให้เกิดการตรวจสอบสัญญาณโตต้ อบ (Handshake) กนั ได้ หากฝ่ ายรับยงั ไม่
พร้อมก็จะไมม่ สี ัญญาณ RTS ส่งออกมา
สาํ หรับซอฟตแ์ วร์ทีใชใ้ นการสือสาร เมือมีการเชือมต่อคอมพิวเตอร์สองเครืองดว้ ยสายนลั โมเด็ม
ทีนิยมใชก้ นั ไดแ้ ก่ โปรแกรม Laplink, Norton Commander และ FileVan เป็ นตน้
ขอ้ สังเกตอีกประการหนึง คือ สายเคเบิลทีใช้เชือมต่อตามมาตรฐาน EIA-232 ในรูปแบบ DTE-
DTE หรือนลั โมเด็มนนั หัวเชือมต่อของปลายสายทงั สองดา้ น จะเป็ นหวั เชือมต่อแบบตวั ผูท้ ีใชเ้ สียบเขา้
กบั พอร์ตขนานของเครืองคอมพิวเตอร์ ดงั ภาพที 6.13
ภาพที 6.13 สายนัลโมเด็มชนิด DB-25 และ DB-9 หนา้ ที 223
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ
6.3 อนิ เทอร์เฟซความเร็วสูง (High-speed Interface Protocol)
EIA-232 จดั เป็นอินเทอร์เฟซมาตรฐานสากล ทีออกแบบมาเพอื เชือมตอ่ กบั อุปกรณ์โมเด็มเขา้ กบั
เครืองคอมพิวเตอร์ และมีการใช้งานเป็ นระยะเวลานานจนถึงวนั นี อยา่ งไรก็ตาม คอมพิวเตอร์ในปัจจุบนั
ไดม้ ีการออกแบบใหส้ ามารถรองรับอนิ เฟซใหม่ ๆ ทีมีความยดื หยนุ่ สูง รับส่งขอ้ มูลทีรวดเร็ว และใช่วา่ จะ
สนบั สนุนเฉพาะอุปกรณ์โมเด็มเพียงอยา่ งเดียว อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ไม่วา่ จะเป็นเครืองแสกนเนอร์ กลอ้ งวดิ ีโอ
ดิจติ อล กลอ้ งดิจติ อล ตา่ งสามารถเชือมตอ่ กบั คอมพวิ เตอร์ไดด้ ว้ ยผา่ นพอร์ต FireWire และ USB
FireWire
เป็ นชือของบสั ทีใชเ้ ชือมต่ออุปกรณ์ภายนอกทีส่งผา่ นขอ้ มูลดว้ ยความเร็วสูง ส่วนใหญ่มกั นิยม
นาํ มาใชง้ านกบั กลุ่มอุปกรณ์ ทีตอ้ งการอตั ราการส่งผา่ นขอ้ มูลความเร็วสูง เช่น กลอ้ งดิจิตอล กลอ้ งวิดีโอ
อุปกรณ์ตัดต่อวิดีโอ รวมถึงอุปกรณ์ทีนํามาใช้เพือการสํารองข้อมูลขนาดใหญ่ โดย FireWire จะ
สนบั สนุนทงั การเชือมต่อแบบอะซิงโครนัสและไอโซโครนัส และรับประกนั ความเร็วในการส่งผ่าน
ขอ้ มูลในอตั ราคงที ทีมีความเสถียรตงั แตเ่ ริมตน้ ถ่ายโอนขอ้ มูลจนกระทงั จบกระบวนการ
FireWire เป็ นชือจดทะเบียนการคา้ ของบริษทั แอปเปิ ลคอมพิวเตอร์ทีพฒั นาขึนเมือราว ปี ค.ศ.
1990 แต่บางครังก็อาจเรียกว่า i-Link (เป็ นชือจดทะเบียนการค้าของบริษทั โซนี) โดย FireWire เป็ น
อินเทอร์เฟซทีเป็ นไปตามมาตรฐาน IEEE 1394 (High Performance Serial Bus) และเป็ นสายส่งขอ้ มูล
ดิจติ อลความเร็วสูงทีมีหวั เชือมตอ่ ทงั แบบ 4 pin และ 6 pin ดงั ภาพที 6.14
ภาพที 6.14 รูปแบบของพอร์ต FireWire
สาํ หรับภาพที 6.14 คือ สายภายในแบบ 6 pin ซึงประกอบดว้ ยสายสญั ญาณ 6 เส้น โดยที
สายสญั ญาณ Power จาํ นวน 2 เส้น นาํ ไปใชง้ านสาํ หรับส่งกาํ ลงั ไฟฟ้าขนาด 8-40 โวลต์
ไปยงั อุปกรณ์
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 224
สายสัญญาณคู่ที 1 จะส่งสัญญาณบวก (Positive) ทีเขา้ รหสั แบบ NRZ-L
สายสญั ญาณคูท่ ี 2 จะส่งขอ้ มูลสัญญาณลบ (Negative) ทีเขา้ รหสั แบบ NRZ-L
ภาพที 6.15 สายสัญญาณภายในของสาย FireWire
ทีมาของภาพ: http://oknation.nationtv.tv/blog/DeathGoD/2008/01/26/entry-28
มาถึงตรงนีคงมีคาํ ถามในใจว่า เมือมีสายสญั ญาณส่งขอ้ มูลถึง 2 คู่ ดงั นนั FireWire น่าจะนาํ มาใช้
ส่งขอ้ มูลทีขนานกนั ไปได้ แต่นนั ไม่ใช่เป็ นไปตามอยา่ งทีคิดไว้ กล่าวคือ สายสัญญาณคู่แรกจะนาํ ไปใช้
เพือการส่งขอ้ มูล ส่วนสายสัญญาณคู่ทีสองจะนาํ ไปใช้สําหรับส่งสัญญาณนาฬิกาอย่างต่อเนือง เพือลด
โอกาสในการเกิดขอ้ ผดิ พลาด ซึงจะช่วยลดระดบั สัญญาณรบกวนลงได้ และส่งผลตอ่ สัญญาณทีส่งผ่าน
ไปนนั มีความรวดเร็วไม่มีขอ้ ผดิ พลาด
ในระยะแรก FireWire ถูกนาํ มาใชง้ านบนเครืองแอปเปิ ลแมคอินทอชเป็ นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบนั
อุปกรณ์อย่างคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และกลอ้ งดิจิตอลบางรุ่น ก็ได้ผนวกพอร์ต
FireWire มาใช้งานบ้างแล้ว สําหรับ FireWire ตามมาตรฐาน IEEE-1394a จะมีอัตราความเร็วในการ
ส่งผ่านขอ้ มูลที 400 Mbps ในขณะที IEEE-1394b จะมีความเร็วที 800 Mbps และยงั สามารถขยบั ขยาย
ความเร็วไดส้ ูงสุดทีอตั ราความเร็ว 3.2 Gbps ซึงความเร็วดงั กล่าว สามารถนาํ ไปใช้กบั งานตดั ต่อวดิ ีโอ
งานดา้ นวิดีทศั น์ และงานสตูดิโอกราฟิ กเป็นอยา่ งดี ดงั จะเห็นไดว้ า่ แอปพลิเคชนั เพืองานตดั ต่อวดิ ีโอ ส่วน
ใหญ่ลว้ นออกแบบมาเพือใชง้ านกบั FireWire แทบทงั สิน และทีสําคญั พอร์ต FireWire จะมีขนาดเล็ก ทาํ
ใหไ้ ม่สินเปลืองเนือที อีกทงั ยงั สนบั สนุนคุณสมบตั ิ “Plug and Play” รวมถึง “Hot Plug” ทีสามารถถอด
อุปกรณ์เพือยกเลิกการเชือมต่อไดท้ นั ทีถึงแมว้ า่ บสั ยงั คงทาํ งานอยู่
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 225
ภาพที 6.16 FireWire ตามมาตรฐาน IEEE-1394b
ทีมาของภาพ: https://m.th.aliexpress.com/item/32664983306.html
USB (Universal Serial Bus)
USB จดั เป็นมาตรฐานใหมส่ าํ หรับการเชือมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กบั โมเด็มและอุปกรณ์อืน ๆ
โดยจะพบวา่ คอมพิวเตอร์ในปัจจุบนั จะผนวกพอร์ตมาตรฐาน USB มาให้ รวมถึงอุปกรณ์รอบขา้ งทีนาํ มา
เชือมต่อกบั คอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่ลว้ นเป็ นพอร์ต USB แทบทงั สิน ไม่วา่ จะเป็ นคียบ์ อร์ด เมา้ ส์ จอยสติก
สแกนเนอร์ เครืองอ่าน/บนั ทึกซีดีแบบเชือมตอ่ ภายนอก และโมเด็มแบบภายนอก เป็นตน้
ในทาํ นองเดียวกัน ทัง FireWire และ USB ต่างก็เป็ นอินเทอร์เฟซทีใช้สําหรับการเชือมต่อ
อุปกรณ์ ทีสร้างความสะดวกและความยืดหยุน่ ต่อผใู้ ชง้ านมากทีเดียว และ USB ยงั สนบั สนุนการทาํ งาน
แบบ Plug and Play ซึงช่วยสร้างความสะดวกตอ่ การใชง้ านเป็ นอยา่ งยงิ
ในส่วนของสาย USB ทีใช้เชือมต่อ จะมีหวั เสียบโฮสต์ (Host End) และหวั เสียบอุปกรณ์ (Device
End) ทงั นีหวั เสียบทงั สองจะมีรูปแบบหัวเชือมต่อทีแตกตา่ งกนั เช่น หวั เสียบโฮสตแ์ บบ Type A และหัว
เสียบอุปกรณ์แบบ Type B หรือ Type Mini ซึงแสดงไวด้ งั ภาพที 6.17
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 226
ภาพที 6.17 รูปแบบหวั เชือมต่อของสาย USB
สําหรับขอ้ เสียของ USB ก็คือ การรับส่งขอ้ มูลมีความเร็วตาํ โดย USB เวอร์ชนั 1.1 จะมีความเร็ว
ในการถ่ายโอนขอ้ มูลเพียง 12 Mbps ส่วน USB เวอร์ชนั 2.0 (Hi-Speed USB) มีความเร็วสูงสุดอยูท่ ี 480
Mbps และยงั คงใชง้ านร่วมกบั USB เวอร์ชนั 1.1 ได้ และปัจจุบนั ไดม้ ีการพฒั นาความเร็วในการถ่ายโอน
ขอ้ มูลสูงขึน ใน USB รุ่นที 3 (Super Speed) โดยมีความเร็วสูงสุดอยูท่ ี 5 Gbps ซึงเร็วเป็นสิบเท่าเมือเทียบ
กบั ความเร็วของ USB 2.0 และเช่นเดียวกนั USB 3.0 สามารถใชง้ านร่วมกบั USB 2.0 ไดเ้ ช่นกนั
ในขณะเดียวกนั เมือนาํ USB 2.0 หรือ USB 3.0 มาเทียบกบั FireWire ตามมาตรฐาน 1394 a ทีมี
ความเร็ว 400 Mbps ก็ใช่วา่ USB จะทาํ งานไดร้ วดเร็วกวา่ เนืองจากการใช้งานจริง FireWire กลบั ทาํ งาน
ดว้ ยอตั ราความเร็วทีเหนือกวา่ ทงั นีเนืองซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ทีใช้งานในปัจจุบนั สามารถดึงศกั ยภาพของ
FireWire ออกมาใชไ้ ดเ้ ตม็ ประสิทธิภาพกวา่
โมเด็ม (Modem)
ในยุคแรกของการเชือมต่อคอมพิวเตอร์กบั ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โมเด็มเป็ นอุปกรณ์ที
สําคญั ต่อการใช้งานเนืองจากเป็นอุปกรณ์ทีช่วยในการเชือมตอ่ คอมพิวเตอร์กบั สายโทรศพั ท์ใหส้ ามารถ
เขา้ ใช้งานระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้นันเอง ซึงในหวั ข้อนีจะอธิบายถึงหลกั การทาํ งานของโมเด็ม
และประเภทของโมเด็ม ขอ้ ดีและขอ้ จาํ กดั แมว้ า่ ปัจจุบนั การใชง้ านโมเด็มเป็ นสือกลางเชือมต่อระหวา่ ง
คอมพวิ เตอร์กบั โทรศพั ทใ์ นการเขา้ ถึงอนิ เทอร์เหลือนอ้ ยแลว้ ก็ตามที
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 227
สําหรับโมเด็มทีใช้งานอยู่ในปัจจุบัน จะมีทังแบบการ์ดแผงวงจรทีเสี ยบเข้ากับสล็อตบน
เมนบอร์ดทีเรียกว่า “โมเด็มแบบภายใน (internal Modem)” ในขณะที “โมเด็มแบบภายนอก (External
Modem)” จะมีลกั ษณะเป็ นกล่องเล็ก ๆ ทีอาจมีอินเทอร์เฟซแบบ EIA-232 หรือ USB ไวใ้ ห้เลือกใชง้ าน
โดยขอ้ ดีและขอ้ เสียของโมเด็มแบบภายในและภายนอก คือ
โมเดม็ แบบภายใน
ข้อดี
1. มรี าคาถูก
2. ไมต่ อ้ งมีอะแดปเตอร์ต่อเขา้ กบั ไฟบา้ น เนืองจากใชไ้ ฟฟ้าจากเมนบอร์ดของ
คอมพวิ เตอร์โดยตรง
3. ไม่เปลืองเนือที เพราะการ์ดโมเด็มเสียบไวใ้ นเครืองคอมพิวเตอร์
4. ไมต่ อ้ งใชส้ ายเคเบิลในการเชือมต่อ
ข้อเสีย
1. การติดตงั จาํ เป็ นตอ้ งเซตคา่ IRQ ใหต้ รง ตอ้ งไม่ขดั แยง้ (Conflict) กบั อปุ กรณ์อืน
2. หากตอ้ งการเคลือนยา้ ยโมเดม็ ตอ้ งเปิ ดฝาเครืองคอมพิวเตอร์เท่านนั
3. ไมม่ ีไฟแสดงสถานการณ์ทาํ งานของโมเดม็
4. บนเมนบอร์ดตอ้ งมีสลอ็ ตเหลือเพือใช้ติดตงั การ์ด และตอ้ งเป็ นสล็อตชนิดเดียวกนั กบั
การ์ด
5. หากโมเดม็ หยุดการทาํ งานหรือแฮงก์ จาํ เป็นตอ้ งบูตเครืองใหม่
ภาพที 6.18 โมเด็มแบบภายใน (Internal Modem) หนา้ ที 228
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ
โมเดม็ แบบภายนอก
ข้อดี
1. ไม่ตอ้ งกงั วลเรืองสลอ็ ตภายในเคสวา่ จะมีสลอ็ ตวา่ งหรือไม่
. สะดวกสบายต่อการเคลืนยา้ ย เช่น นาํ ไปใชง้ านกบั คอมพิวเตอร์เครืองอืน
3. ขณะทีโมเดม็ ทาํ งานอยู่ จะมีไฟแสดงสถานะ
4. หากโมเด็มหยุดการทาํ งานหรือแฮงก์ สามารถรีเซตดว้ ยสวิตซ์จากตวั โมเด็มโดยตรง
ไม่จาํ เป็นตอ้ งบตู เครืองหรือปิ ดโปรแกรมใด ๆ บนเครืองคอมพวิ เตอร์
5. ติดตงั ง่ายกวา่ เพราะไมต่ อ้ งกงั วลเรือง IRQ
ข้อเสีย
1. มีราคาสูงกวา่
2. ตอ้ งใชแ้ หล่งจ่ายไฟต่างหาก โดยจะมอี ะแดปเตอร์เสียบตอ่ เขา้ กบั ไฟบา้ น
3. เปลืองเนือทีจะตอ้ งมีสายเคเบิลเพอื เชือมตอ่ กบั พอร์ตทีใชง้ าน
ภาพที 6.19 โมเดม็ แบบภายนอกททีมีอนิ เทอร์เฟซแบบ EIA-232( DB-25) และ แบบ USB
นอกจากนีมีโมเด็มแบบพีซีการ์ด (Personal Computer Memory Card International Association:
PCMCIA) ซึงมีขนาดเท่ากบั บตั รเครคิด ทีนาํ มาใชง้ านบนเครืองคอมพวิ เตอร์โนต้ บุค๊ ดงั ภาพที 6.20
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 229
ภาพที 6.20 โมเดม็ แบบ PC-Card ชนิด Type II
ทีมาของภาพ: http://nattapornaon.blogspot.com/2014/02/7_10.html
หลกั การทํางานของโมเด็ม
หลกั การทาํ งานของโมเด็ม คือ จะแปลงขอ้ มูลดิจิตอลให้เป็ นสัญญาณอะนาล็อกสําหรับภาคส่ง
และแปลงสัญญาณอะนาล็อกกลบั มาเป็ นขอ้ มูลดิจิตอลสําหรับภาครับ พิจารณาจากภาพที 6.21 จะพบวา่
ภาคส่งคอมพิวเตอร์จะส่งขอ้ มูลดิจิตอลไปยงั โมเด็ม จากนนั โมเด็มก็จะแปลงเป็นสญั ญาณอะนาล็อกส่งไป
ตามโครงข่ายโทรศพั ท์เพือไปยงั ปลายทางทีตอ้ งการ เมือโมเด็มปลายทางไดร้ ับข้อมูลแล้ว ก็จะแปลง
สญั ญาณอะนาล็อกกลบั มาไปเป็ นขอ้ มูลดิจิตอลส่งใหก้ บั คอมพวิ เตอร์ปลายทางนาํ ไปใชง้ านต่อไป
ดว้ ยโครงข่ายโทรศพั ทใ์ นประเทศไทยทีส่วนใหญย่ งั คงใชส้ ัญญาณอะนาล็อกอยู่ ดงั นนั ในการส่ง
ขอ้ มูลดิจิตอลจากคอมพิวเตอร์ผา่ นสายโทรศพั ท์ จึงจาํ เป็นตอ้ งไดร้ ับการแปลงขอ้ มูลดิจิตอลเหล่านีใหเ้ ป็ น
สัญญาณอะนาล็อกเสียก่อน โดยมีอุปกรณ์สําคัญทีเรียกว่า “โมเด็ม (Modem)” ซึงมาจากคาํ เต็มว่า
Modulation/Demodulation
กระบวนการ “กระบวนการมอดูเลต” อาจใชเ้ ทคนิค ASK, FSK หรือ PSK ทงั นีก็เพือให้สัญญาณ
ดิจิตอลเหล่านนั สามารถส่งผา่ นสือกลางทีออกแบบมาเพือใชง้ านกบั สัญญาณแบบอะนาล็อกได้ ครันเมือ
สัญญาณส่งมาถึงโมเดม็ ปลายทาง ก็จะมีการถอดรหสั ใหก้ บั มาอยูใ่ นรูปแบบเดิม เราเรียกกระบวนการนีวา่
“การดีมอดูเลต”
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 230
ภาพที 6. การทาํ งานของโมเดม็
ทีมาของภาพ: https://sites.google.com/a/kts.ac.th/it_kts/unit3/subunit3-1
อยา่ งไรก็ตาม การทาํ งานของโมเดม็ จะไมส่ ามารถทาํ งานไดด้ ว้ ยลาํ พงั ตวั เอง ดงั นนั จึงจาํ เป็ นตอ้ ง
ใชซ้ อฟต์แวร์เป็นตวั สงั การทีเรียกวา่ “ซอฟต์แวร์สือสาร” และโดยทวั ไปซอฟตแ์ วร์สือสารมกั จะผนวกมา
พร้อมกับโมเด็มทีซือมา ถึงกระนัน ในระบบปฏิบตั ิการวินโดวส์ได้มีการผนวกซอฟต์แวร์สือสารที
นาํ มาใช้งานกบั โมเด็มไดม้ าให้เรียบร้อยแลว้ เช่น โปรแกรม Hyper Terminal และ Network Connection
เป็ นตน้
ซอฟตแ์ วร์สือสารจะส่งคาํ สงั ไปยงั โมเด็มใหเ้ ริมตน้ ทาํ งาน เช่น ยกหูโทรศพั ทแ์ ละหมุนหมายเลข
ปลายทางทีตอ้ งการติดต่อ โดยผูผ้ ลิตชุดคาํ สังเพือสังงานโมเด็มบนเครืองคอมพิวเตอร์ คือ บริษทั Hayes
Microcomputer และต่อมาก็ไดร้ ับความนิยมเป็ นอย่างสูงจนนาํ มาใชเ้ ป็ นมาตรฐานคาํ สังโมเด็มทีเรียกว่า
“Hay Command หรือ AT Command” สาํ หรับตวั อยา่ งคาํ สัง AT Command เช่น
atz เป็นคาํ สงั รีเซตโมเดม็ ใหอ้ ยใู่ นสถานะเตรียมพร้อม
atdt <หมายเลขโทรศพั ท>์ คาํ สังยกหูโทรศพั ท์และหมุนหมายเลขโทรศพั ทป์ ลายทางที
ตอ้ งการติดตอ่
อตั ราการส่งข้อมูลของโมเด็ม
อีกคุณสมบตั ิหนึงของโมเด็มทีสําคญั คือ อตั ราสูงสุดทีสามารถถ่ายโอนขอ้ มูล โดยแต่เดิมนัน
โมเด็มจะมีความเร็วทีอตั รา 9,600 bps, 14,400 bps, 28,800 bps หรือ 33,600 bps แลว้ แต่มาตรฐานนัน ๆ
แต่ปัจจุบนั ได้มีการกาํ หนดมาตรฐานโมเด็มให้เป็ นไปตามมาตรฐานเดียวกนั เพือความเป็ นสากล และ
สร้างความสะดวกต่อผูใ้ ชง้ าน รวมถึงเพือยตุ ิความสบั สนในเรืองของมาตรฐาน โดยมาตรฐานดงั กล่าว คือ
มาตรฐาน V.90 ทีมีอตั ราความเร็วอยยู่ที 56 Kbps หรือเรียกสัน ๆ ว่า โมเด็ม 56K จึงส่งผลให้มาตรฐาน
อืน ๆ จาํ เป็ นตอ้ งอปั เกรดเป็นมาตรฐาน V.90 ทงั หมด
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 231
เกร็ดความรู้ หน่วยวดั ความเร็วในการส่งขอ้ มูลของโมเด็มมีหน่วยเป็ นอตั ราบอด (Baud
Rate) ชือนีตังขึนเพือเป็ นเกียรติแก่ Frenchman Eneli Baudot ซึงถือว่าเป็ นบิดาของการ
สือสารขอ้ มูล โดยอตั ราบอดนีจะวดั จากจาํ นวนครังของการเปลียนระดบั สัญญาณใน 1 วนิ าที
มาตรฐาน V.90 เป็ นมาตรฐานทีนิยมใช้กนั มากสําหรับโมเด็มทีนาํ มาใชเ้ ชือมต่อกบั โทรศพั ทต์ าม
บา้ นทีเป็ นสายแบบอะนาล็อก แต่ปัจจุบนั ทาง ITU ก็มีการนาํ มาตรฐาน V.92 มาใช้ ซึงมาตรฐานดงั กล่าว
ไดบ้ วกคุณสมบตั ิเพิมเติมจากมาตรฐาน V.90 อยู่ 2 ประการ คือ ประการแรก ช่วงส่งขอ้ มลู (Upstream) จะ
สนับสนุนความเร็วที 48 Kbps (ตามมาตรฐาน V.90 ช่วง Upstream จะอยู่ทีความเร็ว 33.6 Kbps) โดย
แนวทางดงั กล่าว ตงั อยู่บนแนวคิดของการลดสัญญาณรบกวนบนสายโทรศพั ท์ ส่วนประการทีสองคือ
คุณสมบตั ิลดปัญหาสายหลุด หากมีสายอืนติดต่อเขา้ มาขณะทีมีการเชือมต่อสือสารดว้ ยโมเด็มอยู่ โดยผใู้ ช้
สามารถยกหูโทรศพั ทเ์ พือรับสายได้ แต่จะอยใู่ นสถานะ Hold Mode และเมือมีการสนทนาจนกระทงั วาง
สายเป็นทีเรียบร้อย ก็สามารถ Resume กลบั คนื สู่การสือสารผา่ นโมเดม็ ไดต้ ามปกติ
อยา่ งไรก็ตามโมเดม็ 56K ในปัจจุบนั จะมีคุณสมบตั ิในการโอนถ่ายขอ้ มูลดว้ ยความเร็วหลายอตั รา
ดว้ ยกนั ถึงแมโ้ มเด็มจะรองรับความเร็วที 56K ก็ตาม แตเ่ มือมีการเชือมต่อก็อาจจะมีความเร็วตาํ หรืออาจ
ใกลเ้ คียงความเร็วที 56K อนั เนืองมาจาก
โมเด็มทงั สองฝังอาจใช้อตั ราความเร็วทีแตกต่างกัน ดงั นันโมเด็มรุ่นใหม่จะสามารถ
สือสารกบั โมเด็มรุ่นเก่าได้ ดว้ ยการออกแบบเพือสนบั สนุนความสามารถในการสือสาร
ดว้ ยความเร็วตาํ กบั โมเดม็ รุ่นเก่า
สายโทรศพั ท์และสภาพแวดลอ้ มของการเชือมต่อภายในชุมสาย ทีส่งผลต่อสัญญาณ
รบกวนสูง เมือโมเด็มทงั สองฝังไดส้ ร้างเส้นทางการเชือมต่อ การยอมรับขอ้ ตกลงดา้ น
ความเร็วในการส่งผ่านขอ้ มูลก็จะขึนอยู่กบั ระดบั ของสัญญาณรบกวนในระหวา่ งการ
สร้างเส้นทางการเชือมตอ่ ดว้ ย
มาตรฐานการปฏิบตั ิงานของโทรศัพท์ (Standard Telephone Operations)
โมเด็มยุคใหม่ในปัจจุบันมีคุณสมบตั ิเป็ นไปตามมาตรฐานของระบบโทรศพั ท์ ซึงมีหน้าที
ปฏิบตั ิการในดา้ นตา่ ง ๆ ดงั นี
1. การตอบรับอัตโนมัติ (Auto Answer) หมายถึง โมเดม็ จะรับสายทีโทรเขา้ มาโดยอตั โนมตั ิเมือ
ไดร้ ับสัญญาณเรียกบนสาย
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 232
2. การหมุนโทรศัพท์อัตโนมัติ (Auto Dial) หมายถึง โมเด็มสามารถหมุนโทรศพั ท์เพือโทรออก
ไดอ้ ตั โนมตั ิ รวมทงั สนบั สนุนรหสั พิเศษเพือใชใ้ นการโทรออก เช่น บางสาํ นกั งานใชโ้ ทรศพั ทภ์ ายในเพือ
การติดต่อสือสารภายในสํานักงาน หากต้องการโทรออกจาํ เป็ นตอ้ งกดเลข 9 เพือตดั สายภายในให้
สามารถโทรออกนอกพืนทีได้ และรวมถึงการใชร้ หสั พืนทีนาํ หนา้ ตวั เลขตามแต่ละจงั หวดั เป็ นตน้
3. การยกเลิกการติดต่ออัตโนมัติ (Auto Disconnect) หมายถึง โมเด็มจะยกเลิกการติดต่อ เมือได้
ตรวจพบวา่ สญั ญาณทีสือสารนนั ไดห้ ลุดจากกนั และสามารถรีเซตตวั เองให้อยใู่ นสถานะพร้อมใชง้ านได้
ตามปกติเช่นเดิม
4. การโทรซําอัตโนมัติ (Auto Redial) กรณีทีโมเด็มไม่สามารถติดตอ่ เลขหมายปลายทางได้ ก็จะ
มีกระบวนการโทรซาํ อตั โนมตั ิ และหากระบบมีการกาํ หนดหมายเลขสํารองไว้ ก็จะติดต่อเขา้ เลขหมาย
สาํ รองในลาํ ดบั ถดั ไปทนั ที ในกรณีทีเลขหมายแรกไม่สามารถติดต่อได้
การเจรจาติดต่อ (Connection Negotiation)
ในการเจรจาติดต่อเพือกาํ หนดอตั ราความเร็วระหว่างโมเด็มทงั สองฝัง จะมีอยู่สองกรณีดว้ ยกนั
คือ การถอยหลัง (Fall Back) และการเดินหน้า (Fall Forward) โดยสมมติวา่ มีโมเด็มอยู่สองตวั ไดส้ ร้าง
เส้นทางการเชือมต่อและตกลงยอมรับอตั ราความเร็วในการส่งผา่ นขอ้ มูล ทีตงั อยูบ่ นความสามารถสูงสุด
ของโมเด็มและระดบั สัญญาณรบกวนในระหว่างการเชือมต่อ ซึงหากโมเด็มทงั สองไม่สามารถตอบรับ
อตั ราความเร็วสูงสุดในช่วงการสือสารขณะนนั ได้ ก็จะทาํ การถอยหลงั ดว้ ยการปรับความเร็วลดลงเป็นขนั
เพือให้ดาํ เนินการสือสารต่อไปได้ การถอยหลงั เพือกลบั มาใชอ้ ตั ราความเร็วทีตาํ ลง จะกระทาํ อยูอ่ ย่าง
สมาํ เสมอจนกระทงั โมเด็มทงั สองตกลงในอตั ราความเร็วดังกล่าวทีสามารถยอมรับได้ แต่ถ้าภายใน
สายโทรศพั ท์มีสัญญาณรบกวนมากจนทาํ ให้ไม่สามารถดาํ เนินการเชือมต่อต่อไปได้ โมเด็มทงั สองก็จะ
ถอยหลังดว้ ยการลดอตั ราความเร็วลงและหากความเร็วลดลงตาํ จนกระทงั เท่ากบั ศูนย์ ก็จะยกเลิกการ
ติดต่อ (Disconnect) ในทีสุด อยา่ งไรก็ตามในขณะทีสือสารกนั อยู่ โมเด็มก็สามารถเดินหน้าด้วยการส่ง
ขอ้ มูลในอตั ราทีเร็วขึนกวา่ เดิมได้ ถา้ ระดบั ของสัญญาณรบกวนภายในสายนนั ลดลง แต่ทงั นีโมเด็มทีดี
จะตอ้ งปรับอตั ราความเร็วทงั แบบถอยหลงั และเดินหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป เพือมิให้เกิดการแกวง่ ของ
อตั ราความเร็วขึนลงอยา่ งเห็นไดช้ ดั
โมเด็มยุคใหม่ได้ผนวกเทคนิคการบีบอัดข้อมูล (Data Compression) และการการแก้ไข
ขอ้ ผิดพลาด (Error Correction) และดว้ ยเทคนิคการบีบอดั ขอ้ มูลนี จึงทาํ ให้ขอ้ มูลมีขนาดเล็กลงประมาณ
1-2 เท่า ส่งผลให้ประหยดั เวลาในการส่งขอ้ มูล รวมทงั การแก้ไขขอ้ ผิดพลาดก็จะสร้างความมนั ใจใน
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 233
ขอ้ มูลทีมีความถูกตอ้ งน่าเชือถือยงิ ขึน และนอกจากการใชง้ านโมเด็มเพือส่งขอ้ มูลหรือส่งแฟกซ์แลว้ ก็ยงั
มีในรูปแบบของเสี ยง ซึงเป็ นคุณสมบัติเพิมเติม โดยเรียกโมเด็มชนิดนีว่า “Data/Fax/Voice โดย
คุณสมบตั ิของ Voice จะสามารถสือสารดว้ ยการพูดผา่ นไมโครโฟนไปยงั ผูร้ ับทีใชห้ ูฟังได้ หรืออาจใช้
บนั ทึกเสียงตอบรับการรับสายอตั โนมตั ิในกรณีทีไม่มีผรู้ ับสาย ซึงกระบวนการทาํ งานเช่นนีจาํ เป็ นตอ้ งมี
ภาคแปลงสัญญาณเสียง ให้เป็ นสัญญาณดิจิตอลทีเรียกว่า “Analog to Digital Converter” โดยฝ่ ายรับก็
ยงั สามารถบนั ทึกเสียงพูดในรูปแบบของไฟลค์ อมพิวเตอร์เพือนาํ ไปเปิ ดฟังในภายหลงั ได้ แต่อยา่ งไรก็
ตาม การใชง้ านโมเดม็ ใหม้ ีประสิทธิภาพก็จาํ เป็นตอ้ งใชง้ านร่วมกบั ซอฟตแ์ วร์เพือการสือสารทีดีดว้ ย
โมเดม็ 56K (The 56K Digital Modem)
เนือหาทีผา่ นมาไดก้ ล่าวถึงโมเด็ม 56K มาบา้ งแลว้ สําหรับโมเด็ม 56K รุ่นใหม่ในปัจจุบนั ไดร้ ับ
การออกแบบใหเ้ ป็ นโมเดม็ แบบไฮบริด (Hybrid) ทีสามารถแปลงรหสั สญั ญาณไดท้ งั แบบอะนาล็อกและ
ดิจิตอล โดยส่วนใหญ่มกั เขา้ ใจกนั วา่ การส่งขอ้ มูลผ่านระบบโทรศพั ทจ์ ะเป็ นแบบอะนาล็อกเท่านนั แต่
ในความเป็ นจริง ศูนยบ์ ริการโครงข่ายโทรศพั ท์ ไดใ้ ชส้ ัญญาณดิจิตอลสือสารบนสายโทรศพั ท์มาเป็ น
ระยะเวลาหลายปี แล้ว โดยสามารถส่งข้อมูลขนาด 8 บิตได้ถึง 8000 ครังต่อวินาที หรือคิดเป็ นอตั รา
ความเร็วที 64 Kbps แตน่ นั ไม่ไดห้ มายความว่าโมเด็มตามบา้ นจะรับส่งขอ้ มูลดว้ ยอตั ราความเร็วดงั กล่าว
กล่าวคือ เมือศูนย์บริการโครงข่ายโทรศัพท์ได้ส่ งสัญญาณดิจิตอลด้วยความเร็ว 64 Kbps ผ่าน
สายโทรศพั ท์ นันคือเป็ นการสวิตชิงจากศูนยบ์ ริการหนึงไปยงั อีกศูนยบ์ ริการหนึง ครันเมือสัญญาณ
โทรศพั ท์ส่งมายงั พืนทีพักอาศัย ก็จะขวางด้วย “โลคัลลูป (Local Loop)” ซึงแสดงไวใ้ นภาพที 6.22
โดยโลคลั ลูปนีเป็ นระยะทางการเชือมต่อระหว่างผูใ้ ห้บริการกบั ผูใ้ ช้บริการ และโลคลั ลูปนีเป็ นระยะ
ทางการเชือมต่อระหว่างผูใ้ ห้บริการกบั ผใู้ ช้บริการ และโลคลั ลูปนีเองจะเป็ นระบบอะนาล็อกทีจะรับส่ง
สญั ญาณแบบอะนาล็อกเทา่ นนั
และก่อนทีสัญญาณโทรศัพท์จะส่งผ่านไปยงั โลคัลลูป ศูนย์บริการโครงข่ายโทรศัพท์จะ
ดาํ เนินการแปลงสัญญาณดิจิตอลมาเป็ นอะนาล็อก และนาํ ส่งสัญญาณอะนาล็อกนีไปยงั บา้ นพกั อาศยั
จากนนั โมเด็ม 56K ก็จะแปลงสญั ญาณอะนาล็อกนีกลบั มาเป็ นขอ้ มูลดิจิตอลเพือส่งให้กบั คอมพวิ เตอร์ใช้
งานต่อไป ซึงเป็ นไปได้ดงั ภาพที . ครันเมือสัญญาณอะนาล็อกไดถ้ ูกแปลงเป็ นขอ้ มูลดิจิตอลแลว้ ก็
จะต้องจดั การกบั สัญญาณรบกวนทีปะปนมากบั ขอ้ มูล ดงั นันจึงเป็ นไปไม่ได้ทีจะรับขอ้ มูลด้วยอตั รา
ความเร็วที 64 Kbps โดยความเร็วจะลดตาํ ลงจนมีคา่ ประมาณ 56 Kbps แลว้ ก็เป็ นไปไดย้ ากมากทีจะไดร้ ับ
อตั ราความเร็วเต็ม 56 Kbps ซึงเป็ นอัตราความเร็วสูงสุดดังนันจึงทาํ ให้ความเร็วตาํ ลงทีไปประมาณ
53 Kbps หรือตาํ ลงกวา่ นีอีกหากมีสญั ญาณรบกวนมาก
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 234
ภาพที 6.22 โลคลั ลปู ซึงเป็ นระบบอะนาล็อก จะวดั จากระยะทางระหว่างผ้ใู ช้ตามบ้านไปยงั ศูนย์บริการ
โครงข่ายโทรศัพท์
ภาพที 6.23 การเชือมต่อโทรศัพท์แบบอะนาลอ็ กและดจิ ิตอล ระหว่างบ้านพกั อาศัยกับศูนย์บริการ
โครงข่าย
โมเด็ม DSL (DSL Modem)
เนืองจากเทคโนโลยขี องโมเด็มในอดีตไดถ้ ึงจุดสูงสุดของอตั ราความเร็วในการรับส่งขอ้ มูลแลว้
เหล่าบรรดาบริษทั ผูใ้ ห้บริการโทรศพั ทจ์ ึงไดม้ ีการพฒั นาเทคโนโลยีใหม่ คือ “Digital Subscriber Line:
DSL)” ซึงเทคโนโลยใี หม่นี โมเด็มจะสามารถสือสารดว้ ยสญั ญาณดิจิตอลความเร็วสูง และสามารถใชก้ บั
โครงข่ายโทรศพั ท์แบบเดิมได้ โดยใช้เทคนิคการมอดูเลตในย่านความถีทีสูงกวา่ ซึงย่านความถีดงั กล่าว
สายโทรศพั ทม์ ิไดน้ าํ มาใชง้ าน จึงทาํ ให้เราสามารถใช้งานโทรศพั ทค์ วบคู่ไปกบั การสือสารผา่ นโมเด็มได้
ในขณะเดียวกนั
สาํ หรับเทคโนโลยี DSL บางครังจะเขียนเป็ น xDSL เนืองจากวา่ เทคโนโลยี DSL นนั มีอยหู่ ลาย
อยา่ งดว้ ยกนั คือ ADSL, VDSL, HDSL, และ SDSL ดงั นนั x จึงเป็นการแทนตวั อกั ษร A, V, H หรือ S
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 235
ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line)
เทคโนโลยี ADSL นนั มีความคลา้ ยคลึงกบั โมเด็ม 56K แต่มีความเร็วสูงกวา่ โดยอตั ราความเร็ว
ในการส่งขอ้ มูล (Upstream) กบั การรับขอ้ มูล (Downstream) จะมีความเร็วไม่เท่ากนั ระบบ ADSL ไดร้ ับ
การออกแบบมาเพือใช้เป็ นทางเลือกให้กบั ผใู้ ชต้ ามบา้ นพกั เป็ นหลกั เพือให้สามารถใชง้ านอินเทอร์เน็ต
ความเร็วสูงได้ โดยยงั ใชส้ ายโทรศพั ทเ์ ดิม และมีอตั ราความเร็วในการส่งขอ้ มูล อยูท่ ี 16-640 Kbps ขณะที
การรับขอ้ มูลมีความเร็วระหวา่ ง 1.5-6.1 Mbps
สาเหตุที ADSL มีอัตราความเร็วทีสูงกว่าการใช้โมเด็มแบบเดิม ทัง ๆ ทีใช้สายโทรศัพท์
เหมือนกนั ก็เนืองมาจากวา่ ระบบโทรศพั ทน์ นั ไดม้ ีการใชต้ วั กรองสัญญาณ (Filter) เพือทีจะจาํ กดั แบนด์-
วดิ ธ์ของผูใ้ ชแ้ ต่ละรายให้อยทู่ ี 4 KHz (ซึงเพยี งพอสําหรับการพดู คุยทางโทรศพั ท)์ ทงั ๆ ทีสายโทรศพั ทม์ ี
แบนด์วิดธ์ทีกวา้ งถึง 1.1 MHz ดงั นนั ถา้ ตดั ตวั กรองสัญญาณออกไปแลว้ จะทาํ ใหก้ ารส่งขอ้ มูลสามารถที
จะใชแ้ บนด์วดิ ธข์ องสายไดอ้ ยา่ งเต็มที
ถึงแมว้ า่ สายโทรศพั ท์จะมีแบนด์วิดธ์ถึง 1.1 MHz แต่ก็เป็ นเพียงตวั เลขทางทฤษฎีเท่านนั ในการ
ใช้งานจริงยงั มีอีกหลายปัจจยั ทีจะทาํ ให้แบนด์วิดธ์มีค่าน้อยกว่า 1.1 MHz เช่น ระยะทางจากบา้ นไปยงั
ชุมสายโทรศพั ท์ ขนาดของสาย สัญญาณทีส่ง เป็ นตน้ ซึงผอู้ อกแบบ ADSL ไดต้ ระหนกั ถึงปัญหาเหล่านี
เป็ นอย่างดี ดงั นัน ADSL จึงไม่ได้กาํ หนดตายตวั ว่าผูใ้ ช้จะมีอตั ราความเร็วในการรับส่งขอ้ มูลเท่าใด
เนืองจากจะตอ้ งมีการทดสอบผลกระทบต่าง ๆ เสียก่อน แลว้ จึงจะทาํ การกาํ หนดอตั ราความเร็วในการ
รับส่งขอ้ มูลใหก้ บั ผใู้ ชต้ อนตดิ ตงั ระบบ
ในส่วนของการแปลงสัญญาณ เทคโนโลยี ADSL จะใช้เทคนิคการมอดูเลชันแบบ “Discrete
Multitone Technique: DMT)” ซึ งเกิ ดจากการรวม กันของเท คนิ ค QAM (Quadrature Amplitude
Modulation) และ FDM (Frequency – Division Multiplexing) โดยเมือสายมีแบนด์วิดธ์ 1.104 MHz จะทาํ
การแบ่งออกเป็ นช่องสัญญาณสือสาร (Channel) ได้ 256 ช่อง แต่ละช่องจะมีแบนด์วิดธ์ 4.312 KHz ดงั
ภาพที 6.24
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 236
ภาพที 6.24 การผสมสัญญาณระหว่าง QAM กบั FDM
จากภาพที 6.24 จะแสดงถึงการแบ่งช่องแบนดว์ ดิ ธ์ทีใหก้ บั สายส่ง ดงั นี
ช่องสญั ญาณสือสาร 0: จะใชส้ ําหรับการส่งขอ้ มลู เสียง
ช่องสัญญาณสือสาร 1-5: จะไม่มีการใช้งาน เนืองจากจะเวน้ เอาไวเ้ พือไม่ให้
สญั ญาณเสียงกบั สัญญาณขอ้ มูลเกิดการรบกวนกนั
ช่องสัญญาณสือสาร 6-30: จะใชส้ าํ หรับการส่งและควบคุมขอ้ มูลทีจะออกไปยงั
อินเทอร์เน็ต โดยจะใช้ 1 ช่องสัญญาณ สําหรับการควบคุม และอีก 24
ช่องสัญญาณสําหรับการส่งขอ้ มูล (ช่องสัญญาณแต่ละช่องจะมีแบนด์วิดธ์ 4
KHz) ดงั นนั ถา้ ใชเ้ ทคนิคการมอดูเลชนั แบบ QAM แล้วจะสามารถมีอตั ราการ
ส่งขอ้ มูลไดถ้ ึง 24 * 4,000 * 15 = 1.44 Mbps
ช่องสัญญาณสือสาร 31-255: จะใช้ 1 ช่องสัญญาณสาํ หรับควบคุม และอีก 224
ช่องสัญญาณสําหรับรับขอ้ มูลจากอินเทอร์เน็ต (Downstream) สําหรับอตั รา
ความเร็วของการรับขอ้ มูลนนั จะเทา่ กบั 224 * 4,000 * 15 = 13.4 Mbps
ภาพที 6.25 การแบ่งแบนด์วดิ ธ์ หนา้ ที 237
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ
จากภาพที 6.25 การจดั แบง่ ยา่ นความถีใน ADSL แบ่งออกเป็ น 3 ช่วง เนืองจากมหี ลายปัจจยั ทีทาํ
ใหอ้ ตั ราความเร็วของการรับส่งขอ้ มูลไมเ่ ป็ นไปตามทฤษฎี ซึงอตั ราความเร็วทีแทจ้ ริงนนั จะนอ้ ยกวา่ ทีได้
กล่าวมาขา้ งตน้ โดยปกติแลว้ อตั ราความเร็วของการรับส่งขอ้ มูลจะเป็นดงั นี
Voice หรือ POTS คือ ยา่ นความถีทีนาํ มาใชก้ บั โทรศพั ท์
Upstream คือ ยา่ นความถีทีนาํ มาใชก้ บั การอปั โหลดขอ้ มูลทางอินเทอร์เน็ต จะมีอตั รา
ความเร็ว 64 Kbps ถึง 1 Mbps
Downstream คือย่านความถีทีนํามาใช้ดาวน์โหลดข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต มีอัตรา
ความเร็ว 500 ถึง 8 Mbps
ADSL Modem
ในภาพที 6.26 แสดงถึงการติดตงั โมเด็ม ADSL ตามบา้ นเรือนของผูใ้ ช้ ซึงผูใ้ ช้จะเชือมโยงกบั
ชุมสายโทรศพั ท์ทีใกลท้ ีสุด ซึงเรียกวา่ โลคลั ลูป (Local Loop) โลคลั ลูปจะเชือมต่อกบั ตวั กรองสัญญาณ
ซึงจะทาํ หน้าทีในการแยกสัญญาณเสียงและสัญญาณข้อมูล ส่วนโมเด็ม ADSL จะใช้หลักในการ
มอดูเลชนั แบบ DMT เพือสร้างช่องสือสารสัญญาณสาํ หรบั การส่งขอ้ มูลออกไปและรับขอ้ มูลเขา้ มา
ภาพที 6.26 แผนภาพการติดตังโมเด็ม ADSL
DSLAM
นอกจากโมเด็ม ADSL ทีต้องติดตงั อยู่ตามบา้ นของผูใ้ ช้แล้ว ทีชุมสายโทรศพั ท์จะต้องติดตงั
อุปกรณ์ทีมีลกั ษณะการทาํ งานทีคล้ายกบั โมเด็ม ADSL ซึงเรียกว่า “Digital Subscriber Line Access
Multiplexer: DSLAM” อุปกรณ์นี ทําหน้าทีในการส่ งข้อมูลทีได้รับมาจากบ้านเรื อนออกไปยัง
อินเทอร์เน็ตตอ่ ไป ดงั แสดงในภาพที 6.27
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 238
ภาพที 6.27 แผนภาพการติดตังโมเดม็ DSLALM
ADSL Lite
เทคโนโลยี ADSL Lite เป็ นเวอร์ชนั ใหม่ของ ADSL โดยจะอนุญาตให้โมเด็มชนิด ADSL Lite
เสียบปลกั เขา้ กบั พอร์ตโทรศพั ทไ์ ดโ้ ดยตรง และเชือมต่อไปยงั คอมพิวเตอร์ ทงั นีอุปกรณ์แยก (Splitter)
จะถูกดาํ เนินการโดยบริษทั โทรศพั ท์ สาํ หรับความเร็วในการรับขอ้ มูลทีอยู่ 1.5 Mbps และความเร็วในการ
ส่งขอ้ มูลอยูท่ ี 512 Kbps ดงั แสดงในภาพที 6.28
ภาพที 6.28 แผนภาพการติดตังโมเดม็ ADSL Lite
ทีมาของภาพ: https://www.tutorialsweb.com/broadband/broadband-4.htm
จากภาพที 6.28 จะพบวา่ การเชือมตอ่ สือสารระหวา่ งโมเด็ม โทรศพั ท์ และคอมพิวเตอร์ สามารถ
เชือมต่อไดโ้ ดยตรงไม่ตอ้ งใช้อุปกรณ์ Splitter เพือแยกสัญญาณ โดยอุปกรณ์ดงั กล่าวทางหน่วยบริการ
โทรศพั ทจ์ ะเป็นผดู้ าํ เนินการเอง ดว้ ยการแยกสัญญาณทีชุมสายก่อนเชือมโยงมายงั โลคลั ลูป
SDSL (Symmetric Digital Subscriber Line)
ในการใช้ ADSL นันอตั ราความเร็วของการรับขอ้ มูลจะสูงกว่าอตั ราความเร็วในการส่งขอ้ มูล
ออกไป ซึงคุณสมบตั ิอยา่ งนีจะเพียงพอสาํ หรับการใชง้ านตามบา้ นเรือนทวั ไป แต่จะไมค่ ่อยเหมาะกบั การ
ใชง้ านเป็ นองคก์ รทีตอ้ งการทงั อตั ราความเร็วในการรับและส่งขอ้ มูลทีสูงพอ ๆ กนั ดงั นนั จึงตอ้ งมีการ
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 239
ออกแบบเทคโนโลยีทีสามารถทาํ ให้แบนด์วิดธ์ของทงั การรับและการส่งเท่ากัน ซึงเหมาะกบั องค์กร
ต่าง ๆ ทีตอ้ งการเชือมตอ่ กบั อินเทอร์เน็ต
HDSL (High-Bit-Rate Digital Subscriber Line)
นอกจากสาย T-1 ทีมีอตั ราความเร็ว 1.544 Mbps แลว้ ยงั มีอีกเทคโนโลยี HDSL ทีไดอ้ อกแบบมา
เพือให้เป็ นอีกทางเลือกหนึงของการรับส่งขอ้ มูลเนืองจากสาย T-1 มีขอ้ จาํ กดั ในเรืองของระยะทางที
สามารถส่งได้เพียง 1 กิโลเมตร ดังนันถ้าต้องการเพิมระยะทางให้มากกว่านีจะต้องติดตังรีพีตเตอร์
(Repeater) เพิมเข้าไป ซึงจะเป็ นการเพิมค่าใช้จ่ายอีกเช่นกนั ในขณะที HDSL ได้ถูกออกแบบมาให้
สามารถมีอตั ราความเร็วในการรับส่งข้อมูลเกือบ 2 Mbps และสามารถส่งไปได้เป็ นระยะทาง 3.6
กิโลเมตร โดยไม่ต้องอาศัยรีพีตเตอร์ นอกจากนัน HDSL จะใช้สายคู่บิดเกลียว (Twisted Pair) เป็ น
สือกลางในการรับส่งขอ้ มูลแบบสองทิศทาง (Full-duplex)
VDSL (Very-High-Bit-Rate Digital Subscriber Line)
จะคลา้ ยกนั กับ ADSL แต่สามารถใช้สือกลางประเภทต่าง ๆ ได้ เช่น สายโคแอกเชียล สายไฟ
เบอร์ออปติก หรือสายคู่บิดเกลียว เทคโนโลยี VDSL จะเหมาะกบั การรับส่งขอ้ มูลในระยะใกล้ ๆ (300-
1800 เมตร) โดยใชเ้ ทคนิคการมอดูเลชนั แบบ DMT และมีอตั ราความเร็วในการรับขอ้ มูลที 50-55 Mbps
ส่วนอตั ราความเร็วในการส่งขอ้ มูล คือ 1.5-2.5 Mbps
หมายเหต:ุ 3,200 ฟตุ = 1 กิโลเมตร
ภาพที 6.29 สรุปรายละเอยี ดของเทคโนโลยี DSL
6.4 มาตรฐาน SONET (Synchronous Optical Network)
ในทุกวนั นีสือทีใช้ในการส่งสัญญาณทีมีแบนด์วิดธ์สูงและเหมาะสมกบั เครือข่ายทีต้องการ
อตั ราเร็วในการรับส่งขอ้ มูล คือ สายไฟเบอร์ออปติก ดงั นนั ในการออกแบบพฒั นาเครือข่ายความเร็วสูง
ของ 2 องคก์ รจึงเลือกใชส้ ายไฟเบอร์ออปติกเป็ นสือกลางในการนาํ ขอ้ มูล สําหรับมาตรฐานของเครือข่าย
ความเร็วสูงทีไดก้ าํ หนดออกมานนั เป็นดงั นี
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 240
American National Standard (ANSI) ได้กําหนดมาตรฐานทีเรี ยกว่า “Synchronous
Optical Network (SONET)”
International Telecommunication Union-Telecommunication Standard Sector (ITU-T)
ไดก้ าํ หนดมาตรฐานทีเรียกวา่ “Synchronous Digital Hierarchy (SDH)”
มาตรฐาน SONET กับ SDH จะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านัน แต่ SONET เป็ น
มาตรฐานทีไดร้ ับการยอมรับและมีการใชง้ านกนั อยา่ งแพร่หลาย เหตุผลทีทาํ ให้ SONET ไดร้ ับความนิยม
เนืองจาก
1. SONET เป็นเครือข่ายแบบซิงโครนสั ทีใช้สัญญาณนาฬิกาหลกั ร่วมกนั ทงั เครือขา่ ย ซึง
ทาํ ใหส้ ามารถกาํ หนดเวลาในการส่งไดอ้ ยา่ งแมน่ ยาํ
2. สามารถใชอ้ ุปกรณ์ของหลาย ๆ บริษทั ทาํ งานร่วมกนั ได้
3. การออกแบบเฟรมขอ้ มูลและกลไกในการทาํ งาน สามารถทาํ ใหต้ ิดต่อกบั เครือขา่ ย
อืน ๆ ได้
SONET เป็ นเครื อข่ายที ใช้เท คนิ คของการผส มสัญ ญ าณ โดยแบ่งเวลา (Time-division
multiplexing: TDM) โดยจะใช้สัญญาณนาฬิกาหลกั (Master Clock) ทีมีความแม่นยาํ สูงในการควบคุม
การส่งขอ้ มูลภายในเครือข่าย
อุปกรณ์ภายใน SONET
ภายใน SONET มีอุปกรณ์ทีสําคัญอยู่ 3 ชนิด คือ STS multiplexer, Regenerator และ add/drop
multiplexer ดงั แสดงในภาพที 6.30 โดยที
ภาพที 6.30 อปุ กรณ์ภายใน SONET
ทีมาของภาพ: http://www.ku.ac.th/e-magazine/january44/it/net_home.html
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 241
Synchronous Transport Signal (STS) Multiplexer เป็นอุปกรณ์ทีมีไวส้ าํ หรบั การรวม
สัญญาณจากแหล่งกาํ เนิดหลาย ๆ แห่งเขา้ ดว้ ยกนั นอกจากนนั ทีปลายทาง อุปกรณ์นีจะ
ทาํ หนา้ ทีในการแยกสัญญาณออกไปตามสายต่าง ๆ เพือส่งไปยงั ผรู้ บั
Regenerator หรือเรียกอีกอย่างว่า “รีพีตเตอร์ (Repeater)” ซึงทาํ หน้าทีในการทวน
สญั ญาณในกรณีทีตอ้ งการส่งไปเป็ นระยะทางไกล ๆ
Add/drop Multiplexer ทาํ หน้าทีรวมสัญญาณ กาํ หนดเส้นทางเดินของสัญญาณ และ
กําจดั ทิงสัญญาณทีไม่ต้องการ โดยทีสัญญาณทีเข้ามานันไม่ต้องถูกดีมัลติเพล็กซ์
(Demultiplex)
เฟรมข้อมูล
โครงสร้างเฟรมขอ้ มูล SONET สามารถมองให้อยู่ในรูปของเมตริกได้ โดยจะมีจาํ นวนแถว 9
แถวและจาํ นวนคอลัมน์ 90 คอลัมน์ ดังภาพที 6.31 เฟรมข้อมูลของ SONET จะไม่มีตําแหน่งของ
จุดเริมตน้ และจุดสินสุด ไม่เหมือนกบั เฟรมขอ้ มูลชนิดอืน ๆ ทีจะมีเฮดเดอร์เพือบ่งบอกถึงจุดเริมตน้ ของ
เฟรม และมีเทเลอร์เพือบอกจุดสินสุดของเฟรม
ภาพที 6.31 โครงสร้างเฟรมข้อมูล SONET
ในเฟรมขอ้ มูล 3 คอลมั น์แรกจะใชส้ ําหรับการบริหารงานของระบบ (Administration Overhead)
ส่วนทีเหลือทงั หมดเรียกว่า “Synchronous Payload Envelope (SPE)” ซึงภายใน SPE จะประกอบไป
ดว้ ยส่วนควบคุมการสือสาร (Transmission Overhead) และส่วนของขอ้ มูลของผูใ้ ช้ ซึงขอ้ มูลของผูใ้ ช้ที
จะถูกจดั เกบ็ ลงใน SPE นนั จะเริมตน้ ตรงไหนก็ไดไ้ ม่จาํ เป็ นทีจะตอ้ งเริมส่งจากแถวที 1 เสมอไป สาเหตุที
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 242
ตอ้ งเป็นอยา่ งนีก็เนืองมาจาก เฟรมขอ้ มูลใน SONET จะถูกส่งอยูใ่ นสายส่งตลอดเวลา ถา้ ไม่มีผสู้ ่งขอ้ มลู ก็
จะเป็ นเฟรมวา่ งเปล่า ดงั นนั ถา้ ผใู้ ช้ตอ้ งการทีจะส่งขอ้ มลู สามารถจะทาํ ไดเ้ ลย โดยไมต่ อ้ งรอจุดเริมตน้ ของ
แตล่ ะเฟรม (ซึงตอ้ งเสียเวลาในการรอ)
กรณีทีขอ้ มูลของผสู้ ่งมมี าก ไมส่ ามารถเก็บไวใ้ นเฟรมเดียว ก็จะขยายไปยงั เฟรมถดั ไปได้ โดยจะ
มีพอยเตอร์ทีจะทาํ หน้าทีในการชีไปยงั จุดเริมตน้ ของขอ้ มูล เนืองจากเฟรมขอ้ มูล SONET จะถูกส่งอยู่
ตลอดเวลาถึงแมว้ ่าจะไม่มีขอ้ มูลอยู่ภายในก็ตาม จึงทาํ ให้ไม่มีช่องว่าง (Gap) ระหว่างเฟรมข้อมูลเลย
ดงั นันจึงกาํ หนดให้ 2 ไบต์แรกของแต่ละเฟรมเก็บตวั เลข F628 (เลขฐานสิบหก) เพือบอกถึงจุดเริมตน้
ของแต่ละเฟรม
Synchronous Transport Signals (STS)
SONET มีโครงสร้างแบบลาํ ดบั ชนั โดยทีแต่ละชนั จะมีระดบั ของสัญญาณทีแตกตา่ งกนั ทีเรียกวา่
“Synchronous Transport Signal (STS)” ซึงระดับชันนีจะมีตังแต่ STS-1 ถึง STS-192 นอกจากนัน
แลว้ แต่ละระดบั ชนั จะมีอตั ราความเร็วทีแตกต่างกนั ดงั ภาพที 6.32 ส่วนสายทีใชก้ นั ในแตล่ ะระดบั ชนั จะ
เรียกวา่ “Optical Carrier (OC)” ในปัจจุบนั สายทีไดร้ ับความนิยมใช้งานกัน คือ OC-1, OC-3, OC-12
และ OC-48 โดยที STS-1 มีอตั ราความเร็วทีนอ้ ยทีสุด คือ มีอตั ราการส่งขอ้ มูลได้ 8,000 เฟรม/วินาที ดงั
ภาพที 6.32 แสดงถึงอตั ราความเร็วของส่วนตา่ ง ๆ ของเฟรม โดยที
Raw rate คือ อตั ราความเร็วของเฟรมขอ้ มูล
SPE rate คือ อตั ราความเร็วเฉพาะส่วนของ SPE
User rate คือ อตั ราความเร็วของขอ้ มูลจริง
ภาพที 6.32 STS-1 หนา้ ที 243
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ
ภาพที 6.32 STS-1 (ต่อ)
Virtual Tributaries
บริการทีใช้ในการส่งสัญญาณดิจิตอลทีเรียกว่า “Digital Signal (DS) Service” มีอตั ราการส่ง
ขอ้ มูลทีน้อยกวา่ STS เช่น DS-1 ถึง DS-3 จะมีอตั ราการส่งทีน้อยกวา่ STS-1 เป็ นตน้ เนืองจาก DS ไดถ้ ูก
สร้างขึนมาใชง้ านก่อน ดงั นนั ถา้ ตอ้ งการให้ STS สามารถใชง้ านร่วมกบั DS ได้ (ส่งขอ้ มูลระหวา่ งกนั ได)้
จะต้องมีการจัดการในส่วนเฟรมข้อมูลของ SONET เสี ยใหม่ โดยการรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ
ช่องสัญญาณมาบรรจุใน SPE ซึงเราจะเรียกว่า “Virtual Tributaries (VT)” ดังนันภายใน SPE จะมี
ขอ้ มูลจากผูส้ ่งหลายคนได้ เนืองจากจะทาํ การแบ่ง SPE ออกเป็ นส่วนยอ่ ย ๆ เพือให้สามารถทีเก็บขอ้ มูล
ของผสู้ ่งแตล่ ะคนได้
ตวั อยา่ งของ VT ทีสามารถทาํ ให้ SONET สามารถติดต่อสือสารกบั DS ไดด้ งั ภาพที 6.33 โดยที
VT1.5 เหมาะกบั บริการ DS-1 (1.544 Mbps)
VT2 เหมาะกบั บริการ CEPT-1 ของยโุ รป (2.048 Mbps)
VT3 เหมาะกบั บริการ DS-1C (fractional DS-1, 3.152 Mbps)
VT6 เหมาะกบั บริการ DS-2 (6.312 Mbps)
ภาพที 6.33 ชนิดของ Virtual Tributaries
ทีมาของภาพ:ดดั แปลงจากหนงั สือ Data Communications and Networking ของ Behrouz a Forouzan
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 244
สรุปท้ายบทที 6
การส่งผ่านข้อมูล เป็ นกระบวนการนาํ ขอ้ มูลข่าวสารส่งออกจากผูส้ ่ง ผา่ นสือกลางส่งขอ้ มูลหรือ
สายสือสารเพือไปยงั ผรู้ บั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
การส่งผา่ นขอ้ มูลดิจิตอล จาํ เป็นตอ้ งดาํ เนินการกบั สิงต่อไปนี
1. การเขา้ รหสั ขอ้ มูลใหเ้ ป็นสัญญาณ
2. ส่งสญั ญาณผา่ นสือกลาง
3. ปลายทางจะถอดรหสั สญั ญาณใหก้ ลบั มาเป็นขอ้ มูลตามเดิม
4. สญั ญาณแตล่ ะชนิดจะมีคุณสมบตั ิแตกต่างกนั รวมถึงขอ้ กาํ หนดดา้ นการส่งผา่ นขอ้ มูล
การส่งข้อมูลสามารถเป็ นแบบขนานหรือแบบอนุกรม โดยการส่งขอ้ มูลแบบอนุกรม ยงั แบ่ง
ออกเป็น 3 วิธี คือ
1. การส่งขอ้ มูลแบบซิงโครนสั
2. การส่งขอ้ มูลแบบอะซิงโครนสั
3. การส่งขอ้ มูลแบบไอโซโครนสั
DTE เป็นอุปกรณ์ทีใชส้ ําหรับเป็ นตวั ส่งขอ้ มูลและตวั รับขอ้ มูล หรืออาจเป็นทงั ตวั ส่งและตวั รับ
ขอ้ มูลก็ได้ อุปกรณ์ทีทาํ หนา้ ทีในลกั ษณะของ DTE นนั มกั ใชแ้ ทนแหล่งกาํ เนิดขอ้ มูลตน้ ทางแหล่งแรก
หรือแหล่งรับขอ้ มูลปลายทางแหล่งสุดทา้ ย
DCE เป็ นอุปกรณ์ทีทาํ หนา้ ทีใหเ้ กิดการเชือมตอ่ โดยจะรับส่งขอ้ มูลจากอุปกรณ์ DTE แลว้ ส่งไป
ยงั สือส่งขอ้ มูล ซึงปกติแลว้ อุปกรณ์ DCE มกั หมายถึง โมเด็มทีมีหน้าทีเชือมต่อระหว่างอุปกรณ์ DTE
และ DCE เขา้ ดว้ ยกนั
คุณลกั ษณะของมาตรฐานอินเทอร์เฟซประกอบดว้ ยขอ้ กาํ หนดสาํ คญั 4 ประการ คือ
1. ขอ้ กาํ หนดทางกลไก
2. ขอ้ กาํ หนดทางไฟฟ้า
3. ขอ้ กาํ หนดดา้ นฟังกช์ นั การทาํ งาน
4. ขอ้ กาํ หนดดา้ นขนั ตอนการทาํ งาน
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 245
EIA-232 เป็ นมาตรฐานอินเทอร์เฟซทีพฒั นาโดยสมาคมผผู้ ลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดย EIA-
232 เป็นอินเทอร์เฟซทีใชส้ าํ หรับเชือมตอ่ อุปกรณ์ DTE และ DCE ซึงแต่เดิมนนั ไดม้ ีการใชช้ ือวา่ RS-232
อินเทอร์เฟซ EIA-232 แบบดงั เดิมจะเป็ นแบบ 25 เข็มสําหรับปลักตวั ผู้ และแบบ 25 ช็อกเก็ต
สาํ หรับปลกั ตวั เมีย
การเชือมตอ่ แบบนลั โมเดม็ เป็ นการเชือมตอ่ ในลกั ษณะ DTE-to-DTE โดยปราศจากอุปกรณ์ DCE
เช่น การเชือมตอ่ ระหวา่ งคอมพวิ เตอร์สองเครืองในระยะทางใกล้ ๆ ดว้ ยสายนลั โมเด็ม
FireWire เป็ นชือจดทะเบียนการคา้ ของบริษทั แอปเปิ ลคอมพิวเตอร์ ทีเป็ นไปตามมาตรฐาน
IEEE 1394 เป็ นสายส่งข้อมูลดิจิตอลความเร็วสูง ในบางครังอาจเรียกว่า i-link ซึงเป็ นชือจดทะเบียน
การคา้ ของบริษทั โซนี
FireWire ตามมาตรฐาน 1394a มีความเร็วในการส่งขอ้ มูลที 400 Mbps
FireWire ตามมาตรฐาน 1394b มีความเร็วในการส่งขอ้ มูลที 800 Mbps และยงั สามารถ
ขยายขีดความเร็ว รวมถึงอปุ กรณ์วดิ ีทศั น์ เป็นตน้
อุปกรณ์รอบขา้ งทีนาํ มาเชือมตอ่ กบั คอมพิวเตอร์ในปัจจุบนั ส่วนใหญล่ ว้ นเป็นพอร์ต USB แทบ
ทงั สิน
USB Version 1.1 มีความเร็วในการถ่ายโอนขอ้ มูลเพียง 12 Mbps
USB Version 2.0 (Hi-Speed USB) มีความเร็วสูงสุดในการถ่ายโอนขอ้ มูลที 480 Mbps
USB Version 3.0 (Super-Speed USB) มีความเร็วสูงสุดในการถ่ายโอนขอ้ มูลที 10 Gbps
โมเด็ม ทาํ หน้าทีแปลงข้อมูลดิจิตอลให้เป็ นสัญญาณอะนาล็อก เพือส่งข้อมูลระยะไกลผ่าน
โครงข่ายโทรศพั ท์ ครันถึงโมเด็มปลายทาง ก็จะแปลงสัญญาณอะนาล็อกกลบั มาเป็ นขอ้ มูลดิจิตอลเพือส่ง
ใหค้ อมพวิ เตอร์ใชง้ านตอ่ ไป
โมเด็มมีทีอินเทอร์เฟซแบบ EIA-232 จดั เป็ นโมเด็มรุ่นเก่า แต่ในปัจจุบนั จะเป็นแบบ USB แทบ
ทงั สิน
โมเด็มแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โมเดม็ แบบภายใน และโมเด็มแบบภายนอก
มาตรฐานโมเด็มทีใชง้ านในปัจจุบนั คอื มาตรฐาน V.90 และ V.92
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 246
โมเด็มยุคใหม่ในปั จจุบันจะมีคุณสมบัติเป็ นไปตามมาตรฐานของระบบโทรศัพท์ ซึ ง
ประกอบดว้ ยหนา้ ที ดงั นี
1. การตอบรับอตั โนมตั ิ
2. การหมุนโทรศพั ทอ์ ตั โนมตั ิ
3. การยกเลิกการติดตอ่ อตั โนมตั ิ
4. การโทรซาํ อตั โนมตั ิ
การเจรจาเพือตกลงอตั ราความเร็วในการรับส่งขอ้ มูลระหวา่ งโมเด็ม มีความเป็ นไปไดอ้ ยู่ 2 กรณี
ดว้ ยกนั คอื การถอยหลงั ซึงเป็ นการลดอตั ราความเร็วลงมา และการเดินหนา้ ซึงเป็ นการเพิมอตั ราความเร็ว
ใหส้ ูงขึนโมเด็มยงั มีเทคนิคการบีบอดั ขอ้ มูล และการแกไ้ ขขอ้ ผดิ พลาด และดว้ ยเทคนิคการบีบอดั ขอ้ มูลนี
ทาํ ให้ขอ้ มูลมีขนาดเล็กลงประมาณ 1-2 เท่า ส่งผลให้ประหยดั เวลาในการส่งข้อมูล รวมทงั ระบบการ
แกไ้ ขขอ้ ผดิ พลาดก็จะสร้างความมนั ใจในขอ้ มลู ทีมีความถูกตอ้ งและน่าเชือถือยงิ ขึน
โลคัลลูป (Local Loop) คือ ระยะห่างเชือมต่อระหวา่ งผใู้ ชก้ บั ผูใ้ ห้บริการโทรศพั ท์ ซึงยงั คงเป็ น
ระบบอะนาล็อก
ถึงแมข้ ีดความสามารถดา้ นความเร็วของโมเดม็ 56K จะสามารถรับส่งขอ้ มูลทีความเร็วประมาณ
56,000 bps แต่ก็ไม่สามารถใชค้ วามเร็วถึงขีดดงั กล่าวได้ เนืองจากมีขอ้ จาํ กดั ดา้ นสัญญาณรบกวนและ
ระยะทางเป็ นสาํ คญั
DSL (Digital Subscriber Line) คือ เทคโนโลยีโมเด็มทีสือสารดว้ ยสัญญาณดิจิตอลความเร็วสูง
ไดร้ ับการพฒั นาขึนมาเพือใชง้ านควบคู่กบั โครงข่ายโทรศพั ทแ์ บบเดิม โดยใชเ้ ทคนิคการมอดูเลตในยา่ น
ความถีทีสูงกว่า ซึงย่านความถีดังกล่าว สายโทรศพั ท์มิได้นํามาใช้งาน จึงทาํ ให้เราสามารถใช้งาน
โทรศพั ทค์ วบคูไ่ ปกบั การสือสารผา่ นโมเดม็ ไดใ้ นขณะเดียวกนั
เทคโนโลยี DSL จะประกอบดว้ ยหลาย ๆ เทคโนโลยดี ว้ ยกนั คือ
1. ADSL
2. ADSL Lite
3. HDSL
4. SDSL
5. VDSL
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 247
เทคโนโลยี ADSL ถูกนาํ มาใช้งานมากทีสุด โดยอตั ราความเร็วของ ADSL ทงั การส่งขอ้ มูลและ
การรับขอ้ มูลจะมีอตั ราความเร็วไม่เท่ากนั การส่งขอ้ มูลจะมีความเร็วประมาณ 16-640 Kbps ในขณะที
การรับขอ้ มูลจะมีความเร็วสูงถึง 1.5-6.1 Mbps ทงั นีตงั อยใู่ นสมมติฐานวา่ ส่วนใหญ่ผใู้ ชง้ านมกั จะดาวน์
โหลดขอ้ มูลมากกวา่ การอปั โหลดขอ้ มูล
การมอดูเลตดว้ ยเทคนิค DMT ถูกนาํ มาใชก้ บั ระบบ ADSL
ยา่ นความถีของระบบ ADSL แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ประกอบดว้ ย
1. Vice คือ ยา่ นความถีทีนาํ ไปใชส้ าํ หรับการใชง้ านโทรศพั ท์
2. Upstream คือ ยา่ นความถีทีนาํ ไปใชส้ าํ หรับการส่งขอ้ มลู
3. Downstream คือ ยา่ นความถีทีนาํ มาใชส้ ําหรับรับขอ้ มลู
SONET เป็นเครือข่ายทีใชส้ ายไฟเบอร์ออปติก และใชเ้ ทคนิคของการผสมสญั ญาณโดยแบง่ เวลา
TDM จะมีการกาํ หนดระดบั ของสัญญาณออกเป็ นหลาย ๆ ระดบั เรียกว่า STS ซึงเฟรมสามารถมองใหอ้ ยู่
ในรูปของเมตริก ทีมีแถว 9 แถวและคอลมั น์ 90 คอลมั น์
อุปกรณ์ทีสาํ คญั ของระบบ SONET ไดแ้ ก่
Synchronous Transport Signal (STS) Multiplexer เป็นอุปกรณ์ทีมีไวส้ าํ หรับการรวม
สัญญาณจากแหล่งกาํ เนิดหลาย ๆ แห่งเขา้ ดว้ ย นอกจากนนั ปลายทาง อุปกรณ์นีจะทาํ หนา้ ทีในการแยก
สัญญาณออกไปตามสบายตา่ ง ๆ เพือส่งไปยงั ผรู้ บั
Regenerator หรือเรียกอีกอยา่ งวา่ รีพีตเตอร์ ซึงจะทาํ หนา้ ทีในการทวนสัญญาณในกรณี
ทีตอ้ งการส่งไปเป็ นระยะทางไกล ๆ
Add/drop multiplexer ทาํ หน้าทีรวมสัญญาณ, กาํ หนดเส้นทางเดินของสัญญาณ และ
กาํ จดั ทิงสัญญาณทีไม่ตอ้ งการ โดยทีสัญญาณทีเขา้ มาไม่ตอ้ งถูกดีมลั ติเพลก็ ซ์
SONET จะสามารถส่งขอ้ มลู ไปยงั DS ได้ โดยใชห้ ลกั การของ Virtual Tributary (VT)
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอนิ เทอร์เฟซ หนา้ ที 248
แบบฝึ กหัดท้ายบทและการค้นคว้า
จงตอบคาํ ถามต่อไปนี
1. การส่งผา่ นขอ้ มูลดิจิตอล จาํ เป็นตอ้ งดาํ เนินการในเรืองใดบา้ ง
2. ขอ้ ดีของการส่งผา่ นขอ้ มูลดิจิตอลมีอะไรบา้ ง
3. จงอธิบายหลกั การส่งขอ้ มลู แบบขนาน พร้อมบอกขอ้ ดี ขอ้ เสีย มาใหเ้ ขา้ ใจ
4. จงอธิบายหลกั การส่งขอ้ มลู แบบอนุกรม พร้อมบอกขอ้ ดี ขอ้ เสีย มาใหเ้ ขา้ ใจ
5. จงสรุปหลกั การส่งขอ้ มลู แบบอะซิงโครนสั และซิงโครนสั มาใหเ้ ขา้ ใจ
6. อุปกรณ์ DTE และ DCE คืออะไร จงยกตวั อยา่ งอปุ กรณ์ประกอบมาใหเ้ ขา้ ใจ
7. มาตรฐานอนิ เทอร์เฟซตามขอ้ กาํ หนดทางไฟฟ้า เกียวขอ้ งกบั อะไรบา้ ง
8. มาตรฐานอนิ เทอร์เฟซตามขอ้ กาํ หนดดา้ นฟังก์ชนั การทาํ งาน เกียวขอ้ งกบั อะไรบา้ ง
9. อินเทอร์เฟซ EIA-232 คืออะไร และนาํ มาใชเ้ พอื การเชือมตอ่ กบั อปุ กรณ์ใดบา้ ง
10. การเชือมต่อแบบนลั โมเด็ม คืออะไร และจงยกตวั อย่างซอฟต์แวร์ทีนาํ มาใชเ้ พือการสือสาร
แบบนลั โมเด็ม
11. จงยกตวั อย่างอุปกรณ์ทีใช้พอร์ตเชือมต่อความเร็วสูงแบบ FireWire และ USB มาอยา่ งละ 2
ตวั อยา่ ง
12. จงเปรียบเทียบขอ้ ดี และขอ้ เสียระหวา่ งโมเดม็ แบบภายใน และโมเดม็ แบบภายนอก
13. กระบวนการมอดูเลต (Modulation) ในโมเด็ม มีขนั ตอนอยา่ งไร จงสรุปมาใหพ้ อเขา้ ใจ
14. เทคโนโลยี DSL คืออะไร ถูกออกแบบมาเพือกลุ่มเป้าหมายใดเป็ นสําคญั และประกอบดว้ ย
เทคโนโลยใี ดบา้ ง จงสรุปรายละเอียดมาใหเ้ ขา้ ใจ
15. เพราะเหตุใด SONET จึงไดช้ ือวา่ เป็นเครือข่ายซิงโครนสั
16. จงอธิบายความแตกตา่ งระหวา่ ง STS Multiplexer กบั Add/drop Multiplexer
บทที 6 การส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอลและการอินเทอร์เฟซ หนา้ ที 249