The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Yeam Arunotivivat, 2020-09-08 00:25:24

การระงับข้อพิพาทในสัญญาทางปกครองโดยอนุญาโตตุลาการ

Alternative Dispute Settlement in Administrative Contract through Arbitration

184

หิน ทราย ท่อประปาท่ีซื้อไปใช้ในกิจการประปาซึ่งเป็นภารกิจในการให้บริการระบบประปาอันเป็น
การจัดทําบรกิ ารสาธารณะ325

อย่างเช่นกรณีคดีพิพาทระหว่างระหว่างห้างหุ้นส่วนจํากัด ส. โจทก์
องค์การบริหารส่วนตําบลบ้านถ่อน จําเลย ซึ่งศาลจังหวัดสว่างแดนดินได้ส่งความเห็นเกี่ยวกับอํานาจ
หน้าท่ีระหว่างศาลมายังศาลปกครองอุดรธานี เพื่อพิจารณาดําเนินการตามมาตรา 10
แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 โดยคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า
เมอ่ื วันท่ี 29 พฤศจิกายน 2556 จาํ เลยได้ทาํ สัญญาซื้อกล้องวงจรปดิ (CCTV) กับโจทก์ พร้อมอุปกรณ์
และตดิ ตงั้ จาํ นวน 14 ชดุ ตู้ควบคุมหลกั สาํ หรับจัดเก็บอปุ กรณข์ องระบบกล้องภายนอก 6 ตู้ อุปกรณ์
แปลงสัญญาณ 14 เคร่ือง เครื่องสํารองไฟฟ้าสําหรับกล้องและอุปกรณ์ภายนอก 6 เครื่อง มิเตอร์ไฟฟ้า
5 แอมป์ 14 เครื่อง เครื่องบันทึกภาพกล้องวงจรปิด 1 เครื่อง สัญญาณคอมพิวเตอร์สําหรับ
ประมวลผลภาพการจราจร 1 เคร่ือง และจอแสดงผลภาพกล้องวงจรปิดขนาด 32 นิ้ว 1 เคร่ือง
เป็นเงินจํานวน 615,860 บาท โดยให้โจทก์ส่งมอบส่ิงของพร้อมดําเนินการติดตั้งให้แล้วเสร็จ
ภายในวันที่ 27 มกราคม 2557 โจทก์ไดด้ าํ เนินการสง่ มอบกลอ้ งวงจรปิดพร้อมอปุ กรณแ์ ละตดิ ต้งั เสร็จ
เรียบร้อยแล้ว และส่งมอบให้แก่จําเลยในวันที่ 23 มกราคม 2557 แต่จําเลยไม่ชําระราคาและค่าติดต้ัง
โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามหลายคร้ังแต่จําเลยเพิกเฉย โจทก์จึงนําคดีมาฟ้องขอให้จําเลยชําระเงิน
จํานวน 637,499 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 615,860 บาท นับถัดจาก
วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ และให้จําเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมอย่างสูงแทนโจทก์
จําเลยย่ืนคําร้องโต้แย้งเขตอํานาจศาลว่า สัญญาระหว่างโจทก์และจําเลยเป็นสัญญาทางปกครอง
ซึ่งอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติ
จัดตง้ั ศาลปกครองและวิธพี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน เห็นว่า สัญญาซื้อขายฉบับพิพาทมิใช่เป็นสัญญา
ทางปกครอง แต่เป็นสัญญาท่ีคู่สัญญาทําขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพ้ืนฐานแห่งความเท่าเทียมกัน
อันเป็นสัญญาทางแพ่งท่ีมีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น คดีนี้จึงอยู่ในอํานาจพิจารณา
พิพากษาของศาลยตุ ิธรรม

ศาลปกครองอุดรธานี เห็นว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครอง
คดพี พิ าทตามสัญญานีจ้ ึงอยู่ในอํานาจพิจารณาพพิ ากษาของศาลปกครอง

โดยคดพี พิ าทดงั กลา่ ว อนกุ รรมการดา้ นวิชาการเกย่ี วกับปัญหาอํานาจหน้าท่ี
ระหว่างศาล (นายเยี่ยม อรุโณทัยวิวัฒน์)326 มีความเห็นว่า กรณีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าสัญญาจัดซื้อ
กล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้งระหว่างโจทก์กับจําเลย มีลักษณะเป็นสัญญา
ทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติ
ดังกลา่ ว หรือไม่ โดยมีข้อพจิ ารณาดงั น้ี

325 คาํ วินิจฉัยชี้ขาดอาํ นาจหนา้ ที่ระหว่างศาลท่ี 106/2556
326 คําสัง่ ประธานศาลปกครองสงู สุด ท่ี 35/2558 ลงวนั ท่ี 25 มนี าคม 2558

185

(1) สัญญาพิพาทเป็นสัญญาท่ีมีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทําการแทนรัฐ หรือไม่ เห็นว่า จําเลยในฐานะ
คูส่ ัญญาฝ่ายหนง่ึ ในสัญญาพิพาท จดั ตงั้ ขึน้ ตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การ
บริหารส่วนตําบล พ.ศ. 2537 และมีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 43
แห่งพระราชบญั ญตั ดิ ังกลา่ ว จําเลยจึงเป็นราชการส่วนท้องถิ่นซ่ึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม
มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีอํานาจ
หนา้ ทตี่ ามท่ีบญั ญัตไิ ว้ในมาตรา 66 และมาตรา 67 แหง่ พระราชบัญญัติสภาตาํ บลและองคก์ ารบริหาร
ส่วนตําบล พ.ศ. 2537 และตามมาตรา 20 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน
และบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ดังนั้น สัญญาพิพาทระหว่างโจทก์กับจําเลยจึงเป็นสัญญา
ที่มีคูส่ ญั ญาฝ่ายหนึ่งเปน็ หน่วยงานทางปกครอง

(2) สัญญาพิพาทมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทํา
บริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
หรือสัญญาอื่นใดท่ีมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพ หรือเป็นสัญญาจัดหาหรือจัดให้มี
เครือ่ งมอื หรอื อปุ กรณท์ ่ีสาํ คญั หรือจาํ เปน็ เพอ่ื ใชใ้ นการจดั ทําบรกิ ารสาธารณะใหบ้ รรลุผล หรือไม่ เห็นว่า

(2.1) สัญญาพิพาทจัดทําข้ึนโดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อกล้อง
วงจรปิด (CCTV) พรอ้ มอปุ กรณแ์ ละตดิ ต้ังจากโจทก์ เพ่ือนํามาติดต้ังภายในอาคารท่ีทําการของจําเลย
ซึง่ เปน็ การทําสญั ญาซือ้ ขายสังหาริมทรัพย์ชนิดหนึ่ง ไม่ใช่สัญญาที่หน่วยงานของรัฐให้เอกชนมาลงทุน
ในโครงการต่าง ๆ หรือให้ก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ท่ีเป็นการจัดทําบริการสาธารณะโดยตรง หรือให้เข้าไป
แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาพิพาทจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญา
จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือสัญญาท่ีให้แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นสัญญา
ทางปกครองตามที่กฎหมายกําหนด ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542

(2.2) ในสัญญาพิพาทข้อ 1 ถึงข้อ 3 กําหนดให้โจทก์เป็นผู้จัดหา
กล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์เพ่ือนํามาขายและติดต้ังให้กับจําเลย และข้อ 4 ถึงข้อ 5
กําหนดให้จําเลยมีหน้าท่ีใช้ราคาทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์เม่ือได้ทําการตรวจสอบความถูกต้อง
ตามทก่ี าํ หนดไวใ้ นสญั ญาแล้ว ส่วนข้อ 6 ถึงขอ้ 11 ก็เป็นการกาํ หนดถึงเรื่องการรับประกันความชํารุด
บกพร่อง หลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา การบอกเลิกสัญญา ค่าปรับ การรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย
และการขอขยายเวลาส่งมอบ ซึ่งเป็นข้อกําหนดตามปกติในสัญญาสินค้ามาตรฐานทั่วไป ไม่ปรากฏว่า
มีข้อสัญญาข้อใดที่มีลักษณะเป็นการมอบหมายให้โจทก์มีหน้าที่ในการเข้ามาจัดทําบริการสาธารณะ
หรือร่วมจัดทําบริการสาธารณะโดยตรงกับจําเลย ตามอํานาจหน้าที่ของจําเลยท่ีบัญญัติไว้
ในมาตรา 66 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. 2537
และตามมาตรา 20 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
พ.ศ. 2550 ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาดําเนินการหรือร่วมดําเนินการจัดให้มีและบํารุงรักษาทางน้ํา
และทางบก รกั ษาความสะอาดของถนน ทางนํ้า ทางเดนิ และท่สี าธารณะ รวมท้ังกําจัดมูลฝอยและส่ิงปฏิกูล
ป้องกันโรคและระงับโรคติดต่อ หรือป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตท้องถ่ินของจําเลยแต่อย่างใด
สัญญาพิพาทจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทําบริการสาธารณะ อันเป็นสัญญาทางปกครองตามท่ี

186

กฎหมายกําหนด ตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซ่ึงกระทําการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง
เข้าดําเนินการหรือเข้าร่วมดําเนินการบริการสาธารณะโดยตรง อันเป็นองค์ประกอบท่ีสําคัญ
ประการหน่ึงของสญั ญาทางปกครองโดยสภาพ ตามมตทิ ี่ประชมุ ใหญ่ตุลาการศาลปกครองสงู สุด

(2.3) กล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์ เป็นสินค้าท่ีประชาชน
ทว่ั ไปสามารถซื้อหามาใช้ติดตัง้ ตามอาคารบา้ นเรอื น อาคาร หรือบริษัทหา้ งรา้ นตา่ ง ๆ เพื่อช่วยอาํ นวย
ความสะดวกในการรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคลหรือผู้มาติดต่อใช้บริการ สินค้าดังกล่าวจึงไม่ใช่
สิ่งของต้องห้ามที่รัฐเท่าน้ันจะมีสิทธิซ้ือได้ หากเอกชนไปทําการซื้อขายสินค้าน้ัน สัญญาซ้ือขายจะตก
เป็นโมฆะทันที เช่น การซ้ือขายอาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นต้น ดังน้ัน สัญญาซื้อขายกล้องวงจรปิด (CCTV)
พร้อมอุปกรณ์จึงไม่มีลักษณะท่ีเป็นสัญญาท่ีมีข้อกําหนดพิเศษท่ีไม่อาจพบได้ในสัญญาตามกฎหมาย
เอกชน (La clause exorbitante du droit commun) ซ่ึงมีลักษณะพิเศษท่ีแสดงถึงเอกสิทธ์ิของรัฐ
อันเป็นองค์ประกอบที่สําคัญอีกประการหน่ึงของสัญญาทางปกครองโดยสภาพ ตามมติท่ีประชุมใหญ่
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

(2.4) ถ้าพิจารณาวัตถุประสงค์ของสัญญาพิพาทตามคํานิยาม
ของสัญญาทางปกครองโดยสภาพ ท่ีถูกนิยามเพิ่มเติมโดยคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด
อาํ นาจหน้าทีร่ ะหว่างศาลแล้วจะสามารถแยกพิจารณาได้เปน็ 2 แนวทาง แนวทางแรก ถ้าเรากําหนด
ขอบเขตของคําว่า “เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สําคัญหรือจําเป็น” ตามความหมายในทางวิชาการแล้ว
กล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์ ไม่อาจอยู่ในขอบเขตของนิยามดังกล่าวได้เลย เนื่องจาก
เคร่ืองมือหรืออุปกรณ์ท่ีสําคัญหรือจําเป็น จะต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ท่ีจําเป็นต้องมีเพื่อให้การจัดทํา
บริการสาธารณะบรรลุผลเท่าน้ัน เช่น อาคารที่ทําการขององค์การบริหารส่วนตําบล เน่ืองจากการ
จัดทําบริการสาธารณะที่อยู่ในอํานาจหน้าท่ีขององค์การบริหารส่วนตําบลน้ันไม่ได้กระทําโดยอาคาร
ที่ทําการเหมือนอย่างถนนหรือสะพาน อาคารท่ีทําการจึงไม่ใช่สิ่งสาธารณูปโภค หากแต่เป็น
อสังหาริมทรัพย์ซ่ึงเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์สําคัญที่จําเป็นต้องมี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาใช้
เป็นสถานที่ทํางานให้การจัดทําบริการสาธารณะบรรลุผล เช่นเดียวกับอาคารโรงพยาบาล ดังน้ัน
กลอ้ งวงจรปดิ (CCTV) พร้อมอุปกรณ์ จึงไมใ่ ชเ่ ครอ่ื งมือหรืออปุ กรณท์ ี่สําคญั หรอื จําเป็นตามแนวทางน้ี
ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลก็เคยมีคําวินิจฉัยไปในทํานองนี้
ส่วนแนวทางที่สอง เป็นกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าท่ีระหว่างศาลได้วินิจฉัย
ในทํานองว่าเคร่ืองมือหรืออุปกรณ์ท่ีสําคัญหรือจําเป็น จะเป็นสังหาริมทรัพย์ก็ได้ แต่จะต้องมี
ความสําคญั และจาํ เปน็ ตอ่ การจัดทาํ บรกิ ารสาธารณะให้บรรลุผล ซึ่งกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์
แม้จะเป็นอุปกรณ์ท่ีใช้ในการสอดส่องดูแลรักษาความปลอดภัย แต่ก็ไม่ได้มีความสําคัญหรือจําเป็น
ถึงขนาดที่เมื่อไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าวแล้วจะทําให้การจัดทําบริการสาธารณะตามอํานาจหน้าท่ี
ของจําเลยไม่บรรลุผล เพราะหากไม่มีกล้องวงจรปิดจําเลยก็ยังคงมีวิธีการอ่ืนในการรักษาความปลอดภัย
การติดต้ังกล้องวงจรปิดเพื่อช่วยอํานวยความสะดวกให้แก่จําเลย อีกท้ัง ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า
สัญญาพิพาทเป็นการซื้อขายกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์เพ่ือติดต้ังในอาคารท่ีทําการ
ของจําเลยเอง จึงมีวัตถุประสงค์ในการดูแลทรัพย์สินของจําเลยเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นการติดต้ังในท่ีชุมชน
เพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้กับประชาชนทั่วไปท่ีอยู่ในเขตท้องที่ของจําเลย ดังนั้น สัญญา

187

พิพาทจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพ ตามคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัย
ชีข้ าดอาํ นาจหนา้ ทรี่ ะหวา่ งศาล

(3) ในส่วนข้อ 8 ของสัญญาพิพาทที่กําหนดว่า “เม่ือครบกําหนด
ส่งมอบส่ิงของตามสัญญานแี้ ลว้ ถา้ ผูข้ ายไม่ส่งมอบสิ่งของท่ตี กลงขายใหแ้ ก่ผู้ซื้อ หรือส่งมอบไม่ถูกต้อง
หรือไม่ครบจํานวน ผู้ซ้ือมีสิทธิบอกเลิกสัญญาทั้งหมดหรือบางส่วนได้...” อันอาจจะเป็นการแสดงถึง
เอกสทิ ธ์ิของรฐั ในการบอกเลิกสญั ญาฝ่ายเดยี วน้ัน ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาในกรณีท่ี
ฝ่ายผู้ขายไม่อาจส่งมอบทรัพย์สิน หรือส่งมอบไม่ถูกต้อง อันเป็นการผิดสัญญาซื้อขายในสาระสําคัญ
โดยทั่วไปคู่สัญญาฝ่ายผู้ซ้ือก็สามารถบอกเลิกสัญญาได้ ตามบรรพ 2 ลักษณะ 2 หมวด 4 ว่าด้วย
การเลิกสัญญาแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้อยู่แล้ว และข้อสัญญาที่มีลักษณะพิเศษนั้น
จะต้องเป็นกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายหน่วยงานของรัฐสามารถแก้ไข เปล่ียนแปลง หรือบอกเลิกสัญญาได้
ฝ่ายเดียวเพื่อประโยชน์สาธารณะ แม้ว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชนจะไม่ได้กระทําผิดสัญญาแต่ประการใด
ดังนนั้ สัญญาขอ้ ดงั กล่าวจึงไมม่ ีลกั ษณะพเิ ศษทแ่ี สดงถึงเอกสิทธ์ขิ องรฐั แตอ่ ยา่ งใด

จากหลักการและเหตุผลท่ีกล่าวมาข้างต้น อนุกรรมการฯ (นายเยี่ยม
อรโุ ณทยั วิวัฒน์) จึงมีความเห็นว่าข้อพิพาทตามสัญญาซื้อกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้ง
ระหวา่ งโจทก์ (ห้างหุ้นส่วนจํากัดสยามชัยรุ่งเรืองกิจ) กับ จําเลย (องค์การบริหารส่วนตําบลบ้านถ่อน)
จึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่เป็นข้อพิพาทท่ีอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
แต่เป็นข้อพิพาทเก่ียวกับสัญญาทางแพ่ง ที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
(เทยี บเคียงกับคําวนิ ิจฉยั ชขี้ าดอํานาจหน้าทรี่ ะหวา่ งศาลที่ 9/2550) 327, 328

327 คําวินิจฉัยช้ีขาดอํานาจหน้าท่ีระหว่างศาลที่ 9/2550 สัญญาจ้างเหมาดูแลรักษา
ความปลอดภัยฯ ฉบับพิพาทมีวัตถุประสงค์หลักให้จําเลยที่ 1 (ห้างหุ้นส่วนจํากัด อ.) มีหน้าที่ดูแล
รักษาความปลอดภัยตัวอาคารสํานักงานเขตสายไหม และดูแลทรัพย์สินของโจทก์ท้ังที่มีที่ต้ังภายใน
สํานักงานเขตสายไหมและบริเวณโดยรอบ ซ่ึงรวมถึงบริเวณท่ีใช้เป็นท่ีจอดรถโดยปกติของโจทก์
(กรงุ เทพมหานคร) โดยกําหนดไว้เฉพาะความรับผิดและข้อยกเว้นความรับผิดของจําเลยท่ี 1 เกี่ยวกับ
ความเสียหายในทรัพย์สินของโจทก์ แต่มิได้กําหนดความรับผิดของจําเลยท่ี 1 เก่ียวกับความเสียหาย
ในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ท่ีเข้าไปในสํานักงานเขตสายไหม จึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาทําขึ้นเพื่อมุ่ง
ประโยชน์ในการดูแลทรัพย์สินของโจทก์เป็นหลัก มิใช่เพ่ือประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย
ของประชาชน ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 89
อันเป็นบริการสาธารณะของโจทก์ ดังน้ัน สัญญาจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัยฯ ฉบับพิพาทนี้
จึงเป็นสัญญาท่ีคู่สัญญาทําข้ึนโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพ้ืนฐานแห่งความเท่าเทียมกัน อันเป็น
สญั ญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเปน็ ค่สู ัญญาเทา่ น้นั ข้อพพิ าทระหว่างโจทก์กับจําเลยท้ังสอง
ในคดนี ้ี จึงมใิ ช่คดีพิพาทเกยี่ วกบั สญั ญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบญั ญัติ
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันจะอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษา
ของศาลปกครอง แต่เปน็ คดที ่ีอยูใ่ นอาํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาของศาลยุตธิ รรม

188

ต่อมา คณะกรรมการวนิ ิจฉยั ชี้ขาดอํานาจหนา้ ที่ระหว่างศาลก็มีคําวินิจฉัยว่า
คดีท่ีเอกชนฟ้องขอให้บังคับจําเลยซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชําระราคาและค่าติดต้ัง
ตามสัญญาซ้ือขายกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้งดังกล่าว มีลักษณะเป็น
สัญญาซื้อขายทั่วไป การกําหนดแบบและรายละเอียดของสัญญาก็เป็นการผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐาน
ความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา ท้ังไม่ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทํา
บริการสาธารณะโดยตรงอันจะถือว่าเป็นสัญญาท่ีให้จัดทําบริการสาธารณะ และไม่มีลักษณะเป็น
สัญญาสัมปทาน หรือสัญญาจัดให้มีส่ิงสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันจะอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็น
สัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับ
การไม่ปฏิบัติตามสัญญาน้ีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษา
ของศาลยตุ ธิ รรม329 ซ่งึ เป็นไปในทํานองเดียวกนั กับความเหน็ ของอนกุ รรมการฯ ข้างต้น

4.2 การนําวิธีการอนุญาโตตุลาการมาใช้ระงับข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญา
ทางปกครองในประเทศไทย

กฎหมายอนุญาโตตุลาการ หากไม่นับเรื่องการระงับข้อพิพาทนอกศาลตามมาตรา 221
แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซ่ึงปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว กฎหมายที่ถูกตราข้ึน
ใช้บังคับในเรื่องน้ีเป็นฉบับแรกก็คือพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 ซ่ึงอนุวัติการมาจาก
อนุสัญญานิวยอร์ก 1958330 ก็มีวัตถุประสงค์ให้ใช้ระงับข้อพิพาทในทางธุรกิจการค้า และอย่างท่ีได้
กล่าวมาแล้วว่า ในขณะนั้นระบบกฎหมายไทยยังไม่ได้มีการแยกสัญญาทางแพ่งออกจากสัญญา
ทางปกครอง ดังน้ัน สัญญาทางปกครองจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งชนิดหน่ึง ซึ่งสามารถระงับ
ข้อพิพาทโดยการอนญุ าโตตุลาการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ต่อมา มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้น
โดยมีการกาํ หนดนิยามของสญั ญาทางปกครองขึ้นต่างหากจากสัญญาทางแพ่ง และในพระราชบัญญัติ
ฉบับน้ีก็ไม่ได้มีการบัญญัติที่กล่าวถึงสัญญาทางปกครอง จนกระท่ังมีการตราพระราชบัญญัติ
อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ขึ้นใช้บังคับ โดยมีบทบัญญัติให้สัญญาทางปกครองสามารถระงับ
ขอ้ พพิ าทโดยการอนุญาโตตลุ าการได้

328 เยี่ยม อรุโณทัยวิวัฒน์, ความเห็นของอนุกรรมการด้านวิชาการเกี่ยวกับปัญหาอํานาจ
หน้าท่รี ะหวา่ งศาล เพ่อื ประกอบการพิจารณาเรอ่ื งท่ี 1088, เสนอต่อประธานอนกุ รรมการดา้ นวิชาการ
เกี่ยวกบั ปญั หาอาํ นาจหนา้ ท่รี ะหวา่ งศาล, 8 มิถนุ ายน 2558. (เอกสารไม่ตพี มิ พเ์ ผยแพร)่ , หน้า 1-15.

329 คําวนิ จิ ฉยั ชข้ี าดอํานาจหนา้ ทรี่ ะหวา่ งศาลท่ี 96/2558
330 Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards
หรือ New York Convention 1958

189

4.2.1 การอนญุ าโตตุลาการในสัญญาของฝา่ ยปกครองกอ่ นมกี ารจดั ต้งั ศาลปกครอง
ในอดีต การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการมีบัญญัติไว้ในมาตรา 221 แห่งประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพียงมาตราเดียว โดยไม่มีการกําหนดรายละเอียด หลักเกณฑ์
และวิธีการเก่ียวกับการอนุญาโตตุลาการไว้เลย จนกระทั่งได้มีการตราพระราชบัญญัติ
อนุญาโตตลุ าการ พ.ศ. 2530 ขึ้น โดยมีผลใช้บังคับในวันที่ 13 สิงหาคม 2530 ซ่ึงเจตนารมณ์ในการตรา
พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เนื่องมาจาก ในขณะน้ันความนิยมของประชาชนในการระงับข้อพิพาท
ทางแพ่งโดยทางอนุญาโตตุลาการนอกศาลมีมากข้ึน เพราะเป็นวิธีท่ีสามารถแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง
ได้โดยสะดวกรวดเร็วไม่ส้ินเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย ท้ังยังเป็นการแก้ปัญหาในลักษณะประนีประนอม
อันจะช่วยลดจํานวนคดีความที่จะขึ้นสู่ศาลอีกด้วย แต่เนื่องจากกฎหมายเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการนอกศาล
ท่ีใช้อยู่ในปัจจุบันมีเพียงมาตรา 221 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตราเดียวเท่าน้ัน
ซ่ึงยังไม่ชัดเจนและรัดกุมพอ โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการยอมรับและการบังคับตามคําช้ีขาด
ของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ อันเป็นผลให้ประชาชนผู้ประสงค์จะใช้วิธีการระงับข้อพิพาททางแพ่ง
โดยทางอนุญาโตตุลาการนอกศาลต้องประสบกับปัญหาข้อขัดข้องอยู่เสมอ ประกอบกับประเทศไทย
ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการต่างประเทศอยู่หลายฉบับ
แต่ยังมิได้มีการบัญญัติกฎหมายภายในรองรับไว้อย่างเป็นระบบ สมควรที่จะมีการบัญญัติกฎหมาย
เร่ืองนี้ให้ละเอียดชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันยิ่งข้ึน
โดยมีหลกั เกณฑ์พอสรุปได้ ดังน้ี

4.2.1.1 สญั ญาอนญุ าโตตุลาการ
สัญญาอนุญาโตตุลาการ หมายถึง สัญญาหรือข้อตกลงในสัญญาที่คู่กรณีตกลงเสนอ
ข้อพิพาททางแพ่งท่ีเกิดข้ึนแล้วหรือท่ีจะเกิดขึ้นในอนาคตให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ไม่ว่าจะมีการ
กําหนดตัวผู้ซึ่งจะเป็นอนุญาโตตุลาการไว้หรือไม่ก็ตาม โดยจะมีผลผูกพันคู่กรณีได้ต่อเมื่อมีหลักฐาน
เป็นหนังสือหรือมีข้อสัญญาปรากฏอยู่ในเอกสารโต้ตอบทางจดหมาย โทรเลข โทรพิมพ์หรือเอกสารอ่ืน
ทีม่ ลี ักษณะทํานองเดียวกนั
ความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการและการตั้งอนุญาโตตุลาการย่อมไม่เสียไป
แม้ในภายหลังคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงตายถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ถูกศาลส่ังให้เป็นคนไร้ความสามารถ
หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ นอกจากนี้ เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องหรือความรับผิดใด สัญญา
อนุญาโตตุลาการทีม่ อี ยเู่ ก่ยี วกับสทิ ธเิ รียกรอ้ งหรือความรบั ผิดนั้นยอ่ มตกแกผ่ รู้ ับโอนด้วย
ในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ สัญญาอนุญาโตตุลาการจะกําหนดให้
ต้องเสนอภายในกําหนดเวลาที่สั้นกว่าอายุความตามกฎหมายก็ได้ แต่การฝ่าฝืนข้อกําหนดดังกล่าว
มีผลเป็นการตัดสิทธิท่ีจะเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเท่านั้น ไม่มีผลเป็นการตัดสิทธิฟ้องคดี
ตามข้อพิพาทน้ันต่อศาล และเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจยื่นคําร้องต่อศาลที่มี
เขตอํานาจให้มีคําสั่งขยายกําหนดเวลาตามดังกล่าวได้ โดยให้ย่ืนก่อนส้ินกําหนดเวลาเช่นว่านั้น
เว้นแต่ในกรณีทม่ี ีเหตุสดุ วิสยั
ในกรณีท่ีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ
โดยมไิ ด้เสนอขอ้ พิพาทน้ันตอ่ อนญุ าโตตลุ าการตามสญั ญา คู่สัญญาฝ่ายท่ีถูกฟ้องอาจยื่นคําร้องต่อศาล
ก่อนวันสืบพยานหรือก่อนมีคําพิพากษาในกรณีท่ีไม่มีการสืบพยานให้มีคําส่ังจําหน่ายคดี เพ่ือให้

190

คู่สัญญาดําเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน และเม่ือศาลทําการไต่สวนแล้วไม่ปรากฏว่ามีเหตุ
ท่ีทําให้สัญญาอนุญาโตตุลาการน้ันเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอ่ืนหรือมีเหตุที่ทําให้
ไมส่ ามารถปฏิบัติตามสญั ญาน้นั ได้ ก็ให้มีคาํ สัง่ จาํ หนา่ ยคดนี น้ั เสีย

4.2.1.2 องคป์ ระกอบของอนุญาโตตุลาการ
อนุญาโตตุลาการอาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ ในกรณีที่มีอนุญาโตตุลาการหลายคน
ให้คู่กรณีตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายละเท่ากัน และในกรณีที่สัญญาอนุญาโตตุลาการมิได้กําหนดจํานวน
อนุญาโตตุลาการไว้ ให้คู่กรณีต้ังอนุญาโตตุลาการฝ่ายละหนึ่งคนและให้อนุญาโตตุลาการดังกล่าว
รว่ มกนั ต้ังบคุ คลภายนอกอกี หนงึ่ คนร่วมเปน็ อนญุ าโตตลุ าการดว้ ย
เม่ือได้ตงั้ อนญุ าโตตุลาการข้ึนโดยชอบแลว้ ห้ามมิให้ถอดถอนการตั้งอนญุ าโตตุลาการนัน้
เว้นแต่คู่กรณีทุกฝ่ายจะได้ยินยอมด้วย แต่อนุญาโตตุลาการซ่ึงได้รับตั้งข้ึนโดยชอบก็อาจถูกคัดค้าน
ตอ่ ศาลที่มีเขตอํานาจได้ ถ้าเป็นอนุญาโตตุลาการที่ศาลหรือบุคคลภายนอกเป็นผู้ตั้งคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
จะคัดค้านก็ได้ ถ้าเป็นอนุญาโตตุลาการซ่ึงคู่กรณีฝ่ายหน่ึงเป็นผู้ต้ัง คู่กรณีอีกฝ่ายหน่ึงจะคัดค้านก็ได้
แต่คู่กรณีฝ่ายใดจะคัดค้านอนุญาโตตุลาการซ่ึงตนเป็นผู้ตั้งหรือร่วมต้ังหาได้ไม่ เว้นแต่คู่กรณีฝ่ายนั้น
จะมไิ ด้รู้หรือควรรถู้ ึงเหตแุ หง่ การคดั คา้ นในขณะท่ีตัง้
คาํ ช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการใหเ้ ป็นไปตามเสียงข้างมาก ถ้าไม่อาจหาเสียงข้างมากได้
ให้อนุญาโตตุลาการตกลงร่วมกันตั้งบุคคลหนึ่งขึ้นเป็นผู้ช้ีขาด ในกรณีที่อนุญาโตตุลาการไม่สามารถ
ตั้งผู้ชี้ขาดได้ ให้อนุญาโตตุลาการคนใดคนหนึ่ง หรือคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงย่ืนคําร้องต่อศาลที่มี
เขตอํานาจใหม้ คี าํ ส่งั ตัง้ ผชู้ ี้ขาด
4.2.1.3 วธิ พี ิจารณาของอนุญาโตตุลาการ
ก่อนอนุญาโตตุลาการจะทําคําช้ีขาด ให้อนุญาโตตุลาการรับฟังคู่กรณีและมีอํานาจ
ทําการไต่สวนตามท่ีเห็นสมควรในข้อพิพาทที่เสนอมานั้น ในกรณีที่สัญญาอนุญาโตตุลาการ
หรือกฎหมายมิได้กําหนดไว้เป็นอย่างอ่ืนให้อนุญาโตตุลาการมีอํานาจดําเนินวิธีพิจารณาใด ๆ ตามท่ี
เหน็ สมควร โดยคาํ นงึ ถงึ หลักแห่งความยุติธรรมเปน็ สําคญั
ในกรณีที่จําต้องอาศัยอํานาจศาลในการออกหมายเรียกพยาน ให้พยานสาบานตน
ให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใด ใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่กรณีในระหว่างการพิจารณา
หรือให้ชี้ขาดเบ้ืองต้นในปัญหาข้อกฎหมายใด อนุญาโตตุลาการคนใดคนหน่ึงอาจยื่นคําร้องต่อศาล
ที่มีเขตอํานาจให้ศาลดําเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่าน้ัน ถ้าศาลเห็นว่ากระบวนพิจารณาน้ันหากเป็น
การพิจารณาของศาลแล้วศาลทําให้ได้ ก็ให้ศาลจัดการให้ตามคําร้องน้ัน โดยให้นําบทบัญญัติ
แหง่ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง่ มาใช้บงั คับโดยอนุโลม
4.2.1.4 คําชีข้ าดและการบงั คบั ตามคําชข้ี าดของอนุญาโตตลุ าการ
คําช้ีขาดต้องทําเป็นหนังสือลงลายมือช่ืออนุญาโตตุลาการหรือผู้ช้ีขาด แล้วแต่กรณี
โดยระบุเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยชัดแจ้งด้วย แต่จะกําหนดหรือชี้ขาดการใดให้เกินขอบเขต
แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคําขอของคู่กรณีไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นการกําหนดค่าธรรมเนียม
และค่าใชจ้ ่ายในช้นั อนญุ าโตตลุ าการหรอื คา่ ป่วยการอนุญาโตตลุ าการให้เปน็ ไปตามข้อตกลง
ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายใดไม่ยอมปฏิบัติตามคําช้ีขาดห้ามมิให้บังคับตามคําช้ีขาดน้ัน
เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหน่ึงจะได้ยื่นคําร้องขอต่อศาลท่ีมีเขตอํานาจและศาลได้มีคําพิพากษาตาม

191

คําชี้ขาดน้ัน คําร้องขอนี้ให้ยื่นภายในกําหนดเวลาหนึ่งปี นับแต่วันท่ีได้ส่งสําเนาคําชี้ขาดถึงคู่กรณี
แต่หากศาลเห็นว่าคําชี้ขาดใดไม่ชอบด้วยกฎหมายท่ีใช้บังคับแก่ข้อพิพาทน้ัน หรือเป็นคําช้ีขาด
ท่ีเกิดจากการกระทํา หรือวิธีการอันมิชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมิได้อยู่ในขอบเขตแห่งสัญญา
อนุญาโตตุลาการที่มีผลผูกพันตามกฎหมายหรือคําขอของคู่กรณีให้ศาลมีอํานาจทําคําส่ังปฏิเสธ
ไม่รับบังคับตามคําชี้ขาดนั้น โดยศาลท่ีมีการพิจารณาช้ันอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขต หรือศาลท่ีคู่กรณี
ฝา่ ยใดฝา่ ยหน่งึ มีภูมิลําเนาอยู่ในเขต หรือศาลที่มีเขตอํานาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซ่ึงได้เสนอต่อ
อนญุ าโตตุลาการนัน้

ภายหลังจากที่ศาลได้มีคําพิพากษาแล้ว ห้ามมิให้อุทธรณ์คําส่ังหรือคําพิพากษา
ของศาล เว้นแต่ (1) มีข้ออ้างแสดงว่าอนุญาโตตุลาการหรือผู้ช้ีขาดมิได้กระทําการโดยสุจริต
หรือคู่กรณีฝา่ ยใดฝ่ายหน่ึงใช้กลฉ้อฉล (2) คาํ สั่งหรอื คาํ พิพากษานัน้ ฝา่ ฝืนต่อบทกฎหมายอันเก่ียวด้วย
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คําส่ังหรือคําพิพากษาน้ันไม่ตรงกับคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
(4) ผู้พพิ ากษาซง่ึ ไตส่ วนคดีนน้ั มีความเห็นแยง้ หรือไดร้ บั รองว่ามเี หตอุ นั ควรอุทธรณ์ได้ หรือ (5) เป็นคาํ สัง่
ท่ีเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพ่ือคุ้มครองประโยชน์ของคู่กรณีในระหว่างการพิจารณา
ของอนุญาโตตุลาการ

นอกจากนี้ ก็จะเป็นการบังคับตามคําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ
ซ่ึงเป็นไปตามหลกั เกณฑ์ที่กาํ หนดไวใ้ นอนสุ ญั ญานิวยอร์ก ตามทไ่ี ด้กล่าวมาแล้ว

4.2.2 การอนญุ าโตตุลาการในสญั ญาทางปกครองภายหลงั จดั ตัง้ ศาลปกครอง
ศาลปกครองเปิดทําการครั้งแรกเมื่อวันท่ี 9 มีนาคม 2544 ซ่ึงในขณะน้ันกฎหมาย
อนุญาโตตุลาการท่ีมีผลใช้บังคับ คือ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 แต่เน่ืองจาก
พระราชบัญญัติฉบับนี้ตราขึ้นในขณะท่ียังไม่มีการจัดตั้งศาลปกครอง และระบบกฎหมายในขณะน้ัน
ยังไม่มีการระบบกฎหมายปกครองออกมาอย่างในปัจจุบันน้ี ทําให้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีการ
กล่าวถึงการระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครอง แต่ในทางกลับกันก็ไม่ได้มี
กฎหมายกําหนดห้ามไว้ การเปิดทําการศาลปกครองในขณะน้ันจึงมีผลทําให้คดีพิพาทเก่ียวกับคําชี้ขาด
ของอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครอง อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ตามมาตรา 9 วรรคหน่งึ แห่งพระราชบัญญัตจิ ดั ตั้งศาลปกครองและวธิ พี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542

4.2.3 การอนุญาโตตลุ าการในสญั ญาทางปกครองหลังจากพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ
พ.ศ. 2545 ประกาศใช้

ภายหลังจากที่ได้มีการใช้บังคับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาเป็นระยะเวลา
15 ปี ก็มีการตราพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ขึ้นแทนพระราชบัญญัติเดิม โดยมีผล
ใช้บังคับในวันที่ 30 เมษายน 2545 ซ่ึงเจตนารมณ์ในการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เนื่องมาจาก
ในขณะนั้นการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างย่ิง
การระงับข้อพิพาททางการพาณิชย์ระหว่างประเทศ แต่เน่ืองจากพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ
พ.ศ. 2530 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติของพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงไม่สอดคล้อง
กับสภาพของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายอนุญาโตตุลาการ

192

ของประเทศอื่นด้วย สมควรปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเสียใหม่ โดยนํากฎหมายแม่แบบว่าด้วย
อนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ ของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้า
ระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ ซ่ึงเป็นที่ยอมรับและรู้จักอย่างกว้างขวางมาเป็นหลักเพ่ือพัฒนา
ระบบอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ และส่งเสริมให้มีการใช้
กระบวนการทางอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาททางแพ่งและพาณิชย์ระหว่างประเทศ
ให้แพรห่ ลายยิง่ ข้นึ อันจะเป็นการลดปรมิ าณคดีที่จะข้นึ มาสศู่ าลอีกทางหน่ึง

4.2.3.1 หลกั การพน้ื ฐาน
หลกั การพืน้ ฐานของอนญุ าโตตลุ าการอาจจาํ แนกไดเ้ ปน็ 3 ประการดงั น้ี

1) หลักความเป็นอิสระของคู่สัญญาในการกําหนดกระบวนพิจารณาของ
อนญุ าโตตุลาการ

ดว้ ยเหตุที่อนญุ าโตตลุ าการเปน็ วธิ พี จิ ารณาและช้ีขาดข้อพิพาทอันเป็นระบบ
กฎหมายเอกชน ดังนั้น กฎหมายในประเทศต่าง ๆ จึงพยายามให้เสรีภาพแก่เอกชนมากที่สุดเพื่อให้
คู่พิพาทตกลงกันในเรื่องของวิธีพิจารณาความ การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ และอํานาจหน้าท่ีของ
อนุญาโตตลุ าการ โดยรฐั จะมีบทบาทในฐานะเป็นผู้คอยช่วยเหลือให้การอนุญาโตตุลาการเป็นไปอย่าง
มีประสิทธิภาพ และพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าแทรกแซงโดยไม่จําเป็น ส่วนข้อพิพาทชนิดใดบ้าง
ท่ีจะระงับได้โดยอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนขอบเขตอํานาจของอนุญาโตตุลาการในการพิจารณา
และช้ีขาดข้อพิพาท ก็ต้องเป็นไปตามข้อกําหนดในสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา ดังน้ัน
อนุญาโตตุลาการจะทําการเกินขอบเขตอํานาจท่ีกําหนดไว้โดยสัญญาไม่ได้ ส่วนคู่สัญญาจะมีเสรีภาพ
ในการตกลงกันได้มากน้อยเพียงใดเป็นไปตามกฎหมายอนุญาโตตุลาการ และกฎหมายลักษณะ
นิตกิ รรมสญั ญาของแตล่ ะประเทศ331

2) หลักการปฏบิ ัตติ อ่ คู่สญั ญาอยา่ งเท่าเทียม
บุคคลท่ีทําการระงับข้อพิพาทหรือเป็นอนุญาโตตุลาการน้ันจะต้องไม่ใช่
คู่พิพาท คือเป็นบุคคลภายนอกซ่ึงเป็นคนกลาง จะมีจํานวนหนึ่งท่านหรือหลายท่านก็ได้ โดยได้รับเลือก
จากคู่พิพาท หรือได้รับแต่งตั้งตามวิธีการที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือตามกฎหมายกําหนดให้ทําการ
พจิ ารณาชี้ขาดข้อพพิ าทเรื่องใด ๆ โดยเฉพาะ ซง่ึ หมายความว่า บุคคลผู้เป็นอนุญาโตตุลาการต้องทําการ
ช้ีขาดข้อพิพาทตามกระบวนวิธีพิจารณาความ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องผูกติดอยู่กับกฎหมาย
วิธีพิจารณาความโดยเคร่งครัดดังท่ีศาลปฏิบัติ เพราะเจตนารมณ์ของอนุญาโตตุลาการ คือ
ความต้องการท่ีจะลดขอ้ ยุ่งยากในเรื่องของพิธีการและข้ันตอนที่ซับซ้อนของระบบศาล อย่างไรก็ตาม
อนุญาโตตุลาการจะต้องพิจารณาและชี้ขาดไปตามหลักแห่งความยุติธรรม เป็นต้นว่าให้คู่พิพาท
ทุกฝ่ายมีโอกาสเท่าเทียมกันในการต่อสู้คดี และจะต้องชี้ขาดโดยการรับฟังจากน้ําหนักของ
พยานหลกั ฐานทเี่ สนอโดยคู่พิพาททกุ ฝา่ ย นอกจากนี้ คาํ ช้ขี าดของอนญุ าโตตลุ าการน้ันโดยทั่วไปแล้ว
จะถือว่าเปน็ ท่สี ดุ หมายความวา่ มีผลเป็นการยตุ ิข้อพพิ าททั้งปัญหาข้อเท็จจรงิ และปัญหาข้อกฎหมาย

331 วรรณชัย บุญบํารุง และคณะ, หลักและทฤษฎีกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง,
(กรุงเทพมหานคร: วญิ ญูชน, 2548), หนา้ 83–85.

193

และคพู่ ิพาทจะตอ้ งผกู พันตามคาํ ช้ีขาดนั้น เม่อื คพู่ ิพาทผู้เป็นฝ่ายแพค้ ดไี มป่ ฏิบัติตามคําชี้ขาด คู่พิพาท
อีกฝ่ายกส็ ามารถอาศัยองคก์ รของรฐั โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงคอื ศาลใหท้ ําการบังคบั ตามคําชี้ขาดนั้นได้332

3) หลักการเป็นกฎเกณฑเ์ สริมความสมบูรณ์ของสญั ญาอนญุ าโตตุลาการ
อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า อนุญาโตตุลาการต้องทําการช้ีขาดข้อพิพาท
ตามกระบวนวิธีพิจารณาความ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องผูกติดอยู่กับกฎหมายวิธีพิจารณาความ
โดยเคร่งครัดดังท่ีศาลปฏิบัติ เพราะเจตนารมณ์ของอนุญาโตตุลาการ คือ ความต้องการที่จะลด
ข้อยุ่งยากในเร่ืองของพิธีการและข้ันตอนที่ซับซ้อนของระบบศาล อีกท้ัง การพิจารณาคดีและการทํา
คําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่การใช้อํานาจอธิปไตยทางศาลของรัฐ โดยปกติแล้วศาลจะเข้ามา
เกี่ยวข้องก็เป็นเพียงกรณีจําเป็นเพื่อให้คู่กรณีปฏิบัติตามสัญญาเพ่ือควบคุมกระบวนพิจารณาคดี
และเพ่ือบังคับตามคําช้ีขาดเท่าน้ัน ขอบเขตการแทรกแซงของศาลอาจแตกต่างกันไปตามกฎหมาย
ของแต่ละประเทศ และเมื่อการชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการใช้อํานาจอธิปไตย
ในทางปฏิบัติแล้ว การนําคําช้ีขาดไปให้ศาลต่างประเทศยอมรับหรือบังคับจึงง่ายกว่าการนํา
คําพิพากษาของศาลไปให้ศาลต่างประเทศบงั คับ333
4.2.3.2 หลักเกณฑท์ างกฎหมาย
หลักเกณฑ์ทางกฎหมายของการอนุญาโตตุลาการ ประกอบด้วยหลักเกณฑ์
3 ประการ ดังน้ี
1) สญั ญาอนุญาโตตุลาการ
สัญญาอนุญาโตตุลาการ หมายถึง สัญญาท่ีคู่สัญญาตกลงให้ระงับข้อพิพาท
ทั้งหมดหรือบางส่วนที่เกิดขึ้นแล้วหรือท่ีอาจเกิดข้ึนในอนาคตไม่ว่าจะเกิดจากนิติสัมพันธ์ทางสัญญา
หรอื ไม่ โดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ ท้ังน้ี สัญญาอนุญาโตตุลาการอาจเป็นข้อสัญญาหนึ่งในสัญญาหลัก
หรือเป็นสญั ญาอนุญาโตตุลาการแยกตา่ งหากกไ็ ด้
สัญญาอนุญาโตตุลาการต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือช่ือคู่สัญญา
เว้นแต่ ถ้าปรากฏข้อสัญญาในเอกสารท่ีคู่สัญญาโต้ตอบทางจดหมาย โทรสาร โทรเลข โทรพิมพ์
การแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยมีการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือทางอ่ืนซึ่งมีการบันทึกข้อสัญญาน้ันไว้
หรือมีการกล่าวอ้างข้อสัญญาในข้อเรียกร้องหรือข้อคัดค้านและคู่สัญญาฝ่ายที่มิได้กล่าวอ้างไม่ปฏิเสธ
ให้ถือวา่ มีสัญญาอนุญาโตตลุ าการแล้ว
สัญญาที่มีหลักฐานเป็นหนังสืออันได้กล่าวถึงเอกสารใดที่มีข้อตกลงให้ระงับ
ข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ข้อตกลงน้ันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก
ให้ถอื ว่ามสี ญั ญาอนุญาโตตลุ าการแล้ว
2) ขอบเขตของข้อพิพาทที่จะระงับโดยอนุญาโตตุลาการ
โดยทั่วไปแล้ว สัญญาอนุญาโตตุลาการจะกําหนดขึ้นเพ่ือระงับข้อพิพาท
ในทางแพ่งหรือทางธุรกิจเป็นหลัก แต่ในกฎหมายอนุญาโตตุลาการฉบับปัจจุบันก็ได้กําหนดให้สัญญา
ระหวา่ งหน่วยงานของรัฐกับเอกชนไม่ว่าเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ก็ตาม คู่สัญญาอาจตกลงให้ใช้

332 เรอื่ งเดียวกนั .
333 เรอ่ื งเดยี วกนั .

194

วิธีการอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทได้ และให้สัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมีผลผูกพัน
คสู่ ัญญา

3) คณะอนญุ าโตตลุ าการ
อนุญาโตตุลาการคือผู้ท่ีทําหน้าท่ีวินิจฉัยช้ีขาดข้อพิพาท อาจประกอบด้วย
บคุ คลคนเดียวหรอื หลายคน โดยมีหลักเกณฑต์ ามกฎหมาย ดงั นี้

(1) จํานวนอนญุ าโตตุลาการ
ให้คณะอนุญาโตตุลาการประกอบด้วยอนุญาโตตุลาการเป็นจํานวนเลขคี่
แต่ในกรณีที่คู่พิพาทกําหนดจํานวนอนุญาโตตุลาการเป็นเลขคู่ ให้อนุญาโตตุลาการร่วมกันตั้ง
อนุญาโตตุลาการเพิ่มอีกหนึ่งคนเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ แต่ในกรณีท่ีคู่พิพาทไม่สามารถ
ตกลงกําหนดจํานวนอนญุ าโตตลุ าการได้ ให้มอี นุญาโตตลุ าการเพียงคนเดียว
ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้กําหนดวิธีการตั้งคณะอนุญาโตตุลาการไว้เป็น
อย่างอนื่ กฎหมายกาํ หนดใหค้ ูพ่ ิพาทดาํ เนนิ การดังน้ี

(1.1) ในกรณีท่ีกําหนดให้คณะอนุญาโตตุลาการประกอบด้วย
อนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว ถ้าคู่พิพาทไม่อาจตกลงกันได้ ให้คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงย่ืนคําร้อง
ต่อศาลท่มี ีเขตอํานาจให้มคี าํ สั่งต้ังคณะอนญุ าโตตลุ าการแทน

(1.2) ในกรณีที่กําหนดให้คณะอนุญาโตตุลาการประกอบด้วย
อนุญาโตตุลาการมากกว่าหน่ึงคน ให้คู่พิพาทตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายละเท่ากัน และให้
อนุญาโตตุลาการดังกล่าวร่วมกันต้ังอนุญาโตตุลาการอีกคนหนึ่ง แต่ถ้าคู่พิพาทฝ่ายใดมิได้ตั้ง
อนุญาโตตุลาการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากคู่พิพาทอีกฝ่ายหน่ึงให้ต้ังอนุญาโตตุลาการ
หรือถ้าอนุญาโตตุลาการท้ังสองฝ่ายไม่อาจร่วมกันตั้งประธานคณะอนุญาโตตุลาการได้ภายใน 30 วัน
นับแต่วันที่ผู้นั้นได้รับการตั้งให้เป็นอนุญาโตตุลาการ ให้คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงยื่นคําร้องต่อศาล
ท่มี เี ขตอํานาจใหม้ คี ําสงั่ ตัง้ อนุญาโตตุลาการ หรือประธานคณะอนุญาโตตลุ าการแทน

(2) คุณสมบัติและการคดั คา้ นอนญุ าโตตุลาการ
ผู้เป็นอนุญาโตตุลาการต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกําหนด และอาจ
ถกู คดั คา้ นไดใ้ นเหตุดังตอ่ ไปน้ี

(2.1) อนญุ าโตตุลาการต้องมีความเป็นกลางและเป็นอิสระ รวมท้ัง
ต้องมีคุณสมบัติตามท่ีกําหนดไว้ในสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือในกรณีที่คู่สัญญาตกลงกัน
ให้หน่วยงานซ่ึงจัดตั้งข้ึนเพ่ือดําเนินการระงับข้อพิพาท อนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นผู้ดําเนินการต้องมี
คณุ สมบตั ิตามทห่ี น่วยงานดงั กลา่ วกาํ หนด

(2.2) อนุญาโตตุลาการอาจถูกคัดค้านได้ หากปรากฏข้อเท็จจริง
ซ่ึงเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระ หรือการขาดคุณสมบัติตามที่คู่พิพาท
ตกลงกัน แต่คู่พิพาทจะคัดค้านอนุญาโตตุลาการซ่ึงตนเป็นผู้ตั้งหรือร่วมตั้งมิได้ เว้นแต่คู่พิพาทฝ่ายนั้น
มิได้รูห้ รือควรร้ถู งึ เหตแุ หง่ การคัดคา้ นในขณะทีต่ ้งั อนญุ าโตตลุ าการนน้ั

ในกรณีท่ีคู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอ่ืน คู่พิพาทฝ่ายท่ีประสงค์
จะคัดค้านอนุญาโตตุลาการจะต้องย่ืนหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการ
ภายใน 15 วัน นบั แต่วนั ท่ีได้ร้ถู งึ การตงั้ อนญุ าโตตุลาการ หรือร้ถู ึงข้อเท็จจรงิ ซ่งึ อาจเป็นเหตอุ นั ควรสงสยั

195

ถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระ และหากอนุญาโตตุลาการซึ่งถูกคัดค้านไม่ถอนตัวจากการเป็น
อนุญาโตตุลาการ หรือคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับข้อคัดค้านน้ัน ให้คณะอนุญาโตตุลาการ
เป็นผู้วินิจฉัยคําคัดค้านนั้น แต่ถ้าการคัดค้านโดยวิธีตามท่ีคู่พิพาทตกลงกัน หรือตามวิธีดังกล่าว
ไม่บรรลุผล หรือในกรณีมีอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว คู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านอาจยื่นคําร้องคัดค้าน
ต่อศาลที่มีเขตอํานาจภายใน 30 วัน นับแต่วันท่ีได้รับหนังสือแจ้งคําวินิจฉัยคําคัดค้านน้ัน หรือนับแต่
วันท่ีรู้ถึงการต้ังอนุญาโตตุลาการ หรือรู้ถึงข้อเท็จจริงซ่ึงอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลาง
หรือความเป็นอิสระ แล้วแต่กรณี และเมื่อศาลไต่สวนคําคัดค้านนั้นแล้ว ให้ศาลมีคําส่ังยอมรับหรือยก
คําคัดค้านน้ัน โดยในระหว่างการพิจารณาของศาล คณะอนุญาโตตุลาการซึ่งรวมถึงอนุญาโตตุลาการ
ที่ถูกคัดค้านอาจดําเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไปจนกระท่ังมีคําชี้ขาดได้ ท้ังนี้ เว้นแต่ศาล
จะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น และในกรณีที่มีเหตุจําเป็น คณะอนุญาโตตุลาการอาจขยายระยะเวลา
การคดั คา้ นอนุญาโตตุลาการออกไปได้อีกไม่เกนิ 15 วัน

(3) สิทธิและหน้าทขี่ องอนุญาโตตุลาการ
ผู้เปน็ อนญุ าโตตลุ าการมสี ทิ ธแิ ละหนา้ ทตี่ ามกฎหมายดังตอ่ ไปนี้

(3.1) ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ค่าธรรมเนียม
และค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ แต่ไม่รวมถึง
ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายของทนายความ ให้เป็นไปตามท่ีกําหนดไว้ในคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
ในกรณีท่ีมิได้กําหนดค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในช้ันอนุญาโตตุลาการ หรือค่าป่วยการ
อนุญาโตตุลาการไว้ในคําชี้ขาด คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือคณะอนุญาโตตุลาการอาจย่ืนคําร้องให้
ศาลที่มีเขตอํานาจมีคําส่ังเร่ืองค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในช้ันอนุญาโตตุลาการ หรือค่าป่วยการ
อนุญาโตตุลาการได้ตามที่เห็นสมควร แต่ในกรณีที่มิได้กําหนดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้น
อนุญาโตตุลาการหรือค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการไว้ในคําช้ีขาด คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือคณะ
อนุญาโตตุลาการ อาจยื่นคําร้องให้ศาลที่มีเขตอํานาจมีคําส่ังเรื่องค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้น
อนุญาโตตุลาการและคา่ ป่วยการอนญุ าโตตลุ าการได้ตามที่เหน็ สมควร

(3.2) อนุญาโตตุลาการจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงซ่ึงอาจเป็นเหตุ
อันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของตน และนับแต่เวลาที่ได้รับการต้ังและตลอด
ระยะเวลาท่ีดําเนินการทางอนุญาโตตุลาการ บุคคลดังกล่าวจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงเช่นว่านั้น
ต่อคูพ่ พิ าทโดยไมช่ ักชา้ เว้นแต่จะไดแ้ จง้ ใหค้ ูพ่ ิพาทรูล้ ่วงหนา้ แลว้

(4) ความรบั ผิดของอนุญาโตตุลาการ
อนุญาโตตุลาการไม่ต้องรับผิดทางแพ่งในการกระทําตามหน้าท่ีในฐานะ
อนุญาโตตุลาการ เว้นแต่จะกระทําการโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทําให้คู่พิพาท
ฝ่ายใดฝ่ายหนง่ึ เสียหาย
ในกรณีท่ีอนุญาโตตุลาการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน
หรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อ่ืนโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใด
ในหนา้ ที่ ต้องระวางโทษจําคกุ ไม่เกินสิบปีหรือปรับไม่เกนิ หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําท้ังปรับ

196

4) วิธพี ิจารณาช้นั อนุญาโตตลุ าการ
(1) ในการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้คู่พิพาทได้รับ

การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน และให้มีโอกาสนําสืบพยานหลักฐานและเสนอข้ออ้างข้อต่อสู้ของตนได้
ตามพฤติการณแ์ หง่ ขอ้ พพิ าทน้นั ในกรณที ค่ี ู่พพิ าทมไิ ด้ตกลงกันหรือกฎหมายมไิ ด้บญั ญตั ิไว้เปน็ อยา่ งอ่ืน
ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอํานาจดําเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร อํานาจของ
คณะอนุญาโตตุลาการน้ีให้รวมถึงอํานาจวินิจฉัยในเร่ืองการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ําหนัก
พยานหลักฐาน ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการอาจนําประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วย
พยานหลักฐานมาใช้โดยอนโุ ลม

(2) คู่พิพาทอาจตกลงกําหนดสถานที่ในการดําเนินการทาง
อนุญาโตตุลาการไว้ก็ได้ ในกรณีท่ีไม่มีข้อตกลงเช่นว่านั้น ให้คณะอนุญาโตตุลาการกําหนดสถานที่
โดยคํานึงถึงสภาพแห่งข้อพิพาทและความสะดวกของคู่พิพาท แต่หากคู่พิพาทมิได้มีการตกลงกันไว้
คณะอนุญาโตตุลาการอาจกําหนดสถานที่อ่ืนใดนอกเหนือจากท่ีกําหนดไว้ตามวรรคหน่ึง
เพื่อดําเนินการปรึกษาหารือ เพ่ือสืบพยานบุคคลผู้เช่ียวชาญหรือคู่พิพาท หรือเพ่ือตรวจสอบวัตถุ
สถานทห่ี รือเอกสารใด ๆ กไ็ ด้

(3) ในการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ให้ถือว่ามีการมอบ
ข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาตามมาตรา 193/14 (4) แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณชิ ย์ และการดาํ เนนิ การทางอนญุ าโตตลุ าการจะเร่มิ ตน้ ในกรณใี ดกรณีหนึ่ง ดงั ตอ่ ไปน้ี

(3.1) เมื่อคู่พิพาทฝ่ายหน่ึงได้รับหนังสือจากคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่ง
ขอให้ระงับขอ้ พิพาทน้นั โดยวธิ ีอนญุ าโตตลุ าการ

(3.2) เมื่อคู่พิพาทฝ่ายหนึ่งบอกกล่าวเป็นหนังสือแก่คู่พิพาท
อีกฝ่ายหน่ึงให้ตั้งอนุญาโตตุลาการ หรือให้ความเห็นชอบในการต้ังอนุญาโตตุลาการ เพ่ือระงับ
ข้อพิพาทนัน้

(3.3) เม่ือคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหนังสือแจ้งข้อพิพาทท่ีประสงค์
จะระงับต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ในกรณีที่สญั ญาอนุญาโตตุลาการกําหนดคณะอนญุ าโตตุลาการไว้

(3.4) เม่ือคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสนอข้อพิพาทต่อหน่วยงาน
ซ่งึ จดั ตัง้ ข้นึ เพอ่ื ดําเนินการระงบั ขอ้ พพิ าทโดยวธิ อี นุญาโตตุลาการตามทตี่ กลงกันไว้

(4) คู่พิพาทอาจตกลงกําหนดภาษาท่ีจะใช้ในการดําเนินกระบวน
พิจารณาได้ ในกรณีท่ีไม่มีข้อตกลงเช่นว่าน้ัน ให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้กําหนด และถ้ามิได้
กําหนดไว้โดยเฉพาะเป็นอย่างอื่น ข้อตกลงหรือข้อกําหนดเช่นว่านี้ให้ใช้บังคับถึงข้อเรียกร้อง
คาํ คัดค้าน คํารอ้ งทที่ ําเปน็ หนงั สอื ของคู่พิพาท การสืบพยาน คําช้ีขาด คําวินิจฉัยหรือการสื่อสารใด ๆ
ท่ีทําโดยหรือทําต่อคณะอนุญาโตตุลาการด้วย โดยคณะอนุญาโตตุลาการอาจมีคําส่ังให้แนบคําแปล
เอกสารท่ีคู่พิพาทอ้างเป็นพยานเป็นภาษาตามที่คู่พิพาทตกลงกันไว้หรือตามที่คณะอนุญาโตตุลาการ
กําหนดก็ได้

(5) ภายในระยะเวลาที่คู่พิพาทตกลงกันหรือที่คณะอนุญาโตตุลาการ
กําหนด ถ้าคู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอ่ืน คู่พิพาทฝ่ายท่ีเรียกร้องต้องแสดงข้อเท็จจริง
เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องประเด็นข้อพิพาท และคําขอบังคับของตน ส่วนคู่พิพาทฝ่ายท่ีถูกเรียกร้อง

197

ต้องแสดงในคําคัดค้านถึงข้อต่อสู้ของตน ทั้งน้ี คู่พิพาทอาจแนบเอกสารท่ีเก่ียวข้องหรือบัญชี
ระบุพยานที่ระบุถึงเอกสารหรือพยานหลักฐานอ่ืนที่ประสงค์จะอ้างเป็นพยานมาด้วยก็ได้ และในกรณีที่
คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอแก้ไขเพ่ิมเติมข้อเรียกร้อง
หรือคําคัดค้านในระหว่างพิจารณาก็ได้ เว้นแต่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมนั้น
ไมส่ มควรเม่ือคํานงึ ถึงความล่าช้าท่ีจะเกิดข้ึน

(6) คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้กําหนดว่าจะสืบพยานหรือฟัง
คําแถลงการณ์ด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือ หรือจะดําเนินกระบวนพิจารณาโดยรับฟังเพียงเอกสาร
หรอื พยานหลักฐานอื่นใดก็ได้ ซึ่งคณะอนญุ าโตตุลาการมีอํานาจดําเนินการสืบพยานในระหว่างดําเนิน
กระบวนพิจารณาในช่วงใด ๆ ตามทเ่ี หน็ สมควรถา้ ไดร้ บั คาํ รอ้ งขอจากคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง เว้นแต่
ในกรณีท่ีคู่พิพาทได้ตกลงไม่ให้มีการสืบพยานด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือ โดยให้คณะอนุญาโตตุลาการ
แจ้งกําหนดนัดสืบพยานและนัดพิจารณาเพื่อตรวจสอบวัตถุ สถานท่ี หรือเอกสารอย่างอ่ืนให้คู่พิพาท
ทราบล่วงหน้าเป็นเวลาพอสมควร ส่วนข้อเรียกร้อง คําคัดค้าน คําร้อง เอกสาร หรือข้อมูลทั้งหมด
ท่ีคู่พิพาทฝ่ายใดเสนอต่อคณะอนุญาโตตุลาการ จะต้องส่งให้แก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ทั้งน้ี
ให้รวมถึงรายงานของผู้เชี่ยวชาญหรือเอกสารหลักฐานใด ๆ ซ่ึงคณะอนุญาโตตุลาการจะต้องใช้
ประกอบการช้ีขาดดว้ ย

(7) คณะอนญุ าโตตลุ าการมีอาํ นาจดําเนินการดังตอ่ ไปน้ี
(7.1) มีคําส่ังยุติกระบวนพิจารณา ถ้าคู่พิพาทฝ่ายที่เรียกร้องไม่ยื่น

ข้อเรยี กรอ้ งมาตรา 29 วรรคหนึ่ง
(7.2) ดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ถ้าคู่พิพาทฝ่ายท่ีถูกเรียกร้อง

ไม่ย่ืนคําคัดค้านตามมาตรา 29 วรรคหน่ึง โดยไม่ถือว่าการไม่ยื่นคําคัดค้านดังกล่าวเป็นการยอมรับ
ตามขอ้ เรยี กร้องน้นั

(7.3) ดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ถ้าคู่พิพาทฝ่ายใดไม่มาในวัน
นัดสืบพยานหรือนัดพจิ ารณา หรือไม่เสนอพยานหลักฐานใด ๆ และให้มีคําช้ีขาดต่อไป

นอกจากนี้ คณะอนุญาโตตุลาการมีอํานาจไต่สวนตามที่เห็นสมควร
ก่อนดําเนินการดังกล่าวข้างต้น โดยให้รวมถึงเหตุที่ทําให้คู่พิพาทฝ่ายท่ีถูกเรียกร้องขาดนัด
ย่นื คําคัดค้านหรือขาดนัดพจิ ารณาดว้ ย

(8) คณะอนุญาโตตุลาการอาจแต่งต้ังผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งหรือหลายคน
เพื่อให้ทําความเห็นเฉพาะในประเด็นใดประเด็นหน่ึงท่ีจะต้องช้ีขาดก็ได้ หรือเรียกให้คู่พิพาท
ให้ขอ้ เทจ็ จริงแก่ผู้เชีย่ วชาญ หรือจัดทาํ หรอื ดําเนินการเพ่ือให้ได้มาซึ่งเอกสารหรือวัตถุใด ๆ ท่ีเก่ียวกับ
ประเด็นข้อพิพาทเพ่ือให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถตรวจสอบได้ และเมื่อผู้เชี่ยวชาญได้ทําความเห็น
เป็นหนังสือหรือด้วยวาจาแล้ว หากคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอหรือคณะอนุญาโตตุลาการ
เห็นสมควร ให้ผู้เชี่ยวชาญนั้นมาให้ข้อเท็จจริงเพื่อให้คู่พิพาทมีโอกาสซักถาม หรือคู่พิพาทฝ่ายนั้น
อาจนําพยานผเู้ ชยี่ วชาญของตนมาสบื ในประเดน็ ดังกลา่ วได้

(9) คณะอนุญาโตตุลาการหรืออนุญาโตตุลาการคนใดคนหน่ึง
หรือคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงโดยความยินยอมของคณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมาก อาจยื่นคําร้อง
ต่อศาลที่มีเขตอํานาจให้ออกหมายเรียกพยาน หรือมีคําสั่งให้ส่งเอกสารหรือวัตถุใดก็ได้ ในกรณีที่ศาล

198

เห็นว่าการดําเนินกระบวนพิจารณาตามคําร้องตามวรรคหน่ึง ถ้าเป็นการพิจารณาของศาลแล้ว
ศาลอาจทําให้ได้ ก็ให้ศาลจัดการให้ตามคําร้องน้ัน ทั้งนี้ ให้นําบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณา
ความของศาลในสว่ นทเี่ ก่ียวกับการน้ันมาใชบ้ ังคบั โดยอนโุ ลม

(10) คําช้ีขาด คําสั่ง และคําวินิจฉัยในเร่ืองใด ๆ ของคณะอนุญาโตตุลาการ
ให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก ถ้าไม่อาจหาเสียงข้างมากได้ ให้ประธานคณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ทํา
คําช้ีขาด มีคําส่ังหรือคําวินิจฉัยเพียงผู้เดียว นอกจากนี้ ให้ประธานคณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด
ในกระบวนวิธพี จิ ารณา ถา้ คูพ่ พิ าทหรืออนญุ าโตตุลาการทุกคนไดใ้ หอ้ ํานาจไวเ้ ช่นนัน้

แต่ทั้งน้ี คู่พิพาทอาจตกลงกําหนดให้วิธีพิจารณาช้ันอนุญาโตตุลาการ
เปน็ ไปตามท่ตี กลงกนั นอกเหนอื จากหลักเกณฑท์ ั้ง 10 ประการนก้ี ็ได้ ท้ังน้ี ตามทีก่ ฎหมายกําหนด

5) กฎหมายและหลักการที่ใช้ในการพจิ ารณา
คณะอนุญาโตตุลาการต้องชี้ขาดข้อพิพาทไปตามกฎหมายที่คู่พิพาท
กําหนดให้นํามาใช้บังคับกับข้อพิพาท ในกรณีท่ีมีการกําหนดถึงกฎหมายหรือระบบกฎหมาย
ของประเทศใด หากข้อความมิได้กําหนดไว้โดยชัดแจ้งให้หมายความถึงกฎหมายสารบัญญัติ
มิใช่กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายของประเทศนั้น และในกรณีท่ีคู่พิพาทมิได้กําหนดถึง
กฎหมายทีจ่ ะนํามาใช้บังคบั กบั ขอ้ พพิ าทไว้ ให้คณะอนญุ าโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทไปตามกฎหมายไทย
เว้นแต่เป็นกรณีที่มีการขัดกันแห่งกฎหมาย ก็ให้พิจารณาจากหลักว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย
ที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นสมควรนํามาปรับใช้ นอกจากนี้ คู่พิพาทอาจกําหนดไว้โดยชัดแจ้ง
ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอํานาจชี้ขาดข้อพิพาทโดยใช้หลักแห่งความสุจริตและเป็นธรรม ทั้งนี้
การวินิจฉัยช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต้องเป็นไปตามข้อสัญญา และหากเป็นข้อพิพาท
ทางการคา้ ให้คาํ นึงถึงธรรมเนียมปฏิบัติทางการคา้ ที่ใช้กบั ธุรกรรมนน้ั ด้วย
6) การคดั คา้ นและการบังคับตามคําชขี้ าด
การคัดค้านคําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทําได้โดยการขอให้ศาล
ท่มี ีเขตอาํ นาจเพกิ ถอนคําช้ีขาด
คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงอาจขอให้เพิกถอนคําชี้ขาดได้ โดยย่ืนคําร้องต่อศาล
ที่มีเขตอํานาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับสําเนาคําชี้ขาด หรือถ้าเป็นกรณีมีการขอให้
คณะอนุญาโตตลุ าการแก้ไขหรือตีความคําช้ีขาด หรือช้ีขาดเพ่ิมเติม นับแต่วันที่คณะอนุญาโตตุลาการ
ได้แก้ไข หรือตีความคําชี้ขาด หรือทําคําชี้ขาดเพ่ิมเติมแล้ว โดยให้ศาลเพิกถอนคําชี้ขาดได้ในกรณี
ดังตอ่ ไปน้ี

(1) คพู่ ิพาทฝา่ ยท่ีขอให้เพกิ ถอนคาํ ช้ขี าดสามารถพิสูจนไ์ ดว้ า่
(1.1) คู่สัญญาตามสัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง

เปน็ ผ้บู กพร่องในเรอื่ งความสามารถตามกฎหมายทใ่ี ชบ้ งั คับแกค่ ู่สญั ญาฝ่ายนัน้
(1.2) สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย

แหง่ ประเทศที่คู่พพิ าทได้ตกลงกนั ไว้ หรือตามกฎหมายไทยในกรณที ี่ไม่มีขอ้ ตกลงดงั กลา่ ว
(1.3) ไม่มีการแจ้งให้คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคําช้ีขาด

รู้ล่วงหน้าโดยชอบถึงการแต่งต้ังคณะอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ
หรือบคุ คลดงั กล่าวไมส่ ามารถเข้าตอ่ ส้คู ดีในชัน้ อนญุ าโตตุลาการได้เพราะเหตปุ ระการอ่ืน

199

(1.4) คําชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญา
อ นุ ญ า โ ต ตุ ล า ก า ร ห รื อ คํ า ช้ี ข า ด วิ นิ จ ฉั ย เ กิ น ข อ บ เ ข ต แ ห่ ง ข้ อ ต ก ล ง ใ น ก า ร เ ส น อ ข้ อ พิ พ า ท
ต่อคณะอนุญาโตตุลาการ แต่ถ้าคําชี้ขาดท่ีวินิจฉัยเกินขอบเขตนั้นสามารถแยกออกได้จากคําชี้ขาด
ส่วนท่ีวินิจฉัยในขอบเขตแล้ว ศาลอาจเพิกถอนเฉพาะส่วนที่วินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งสัญญา
อนญุ าโตตุลาการหรือขอ้ ตกลงนนั้ ก็ได้ หรือ

(1.5) องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณา
ของคณะอนุญาโตตลุ าการมไิ ดเ้ ป็นไปตามท่ีคู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือในกรณีท่ีคู่พิพาทไม่ได้ตกลงกันไว้
เป็นอย่างอนื่ องคป์ ระกอบดงั กล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้

(2) มีกรณีปรากฏตอ่ ศาลวา่
(2.1) คําช้ีขาดนั้นเก่ียวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการ

อนุญาโตตลุ าการไดต้ ามกฎหมาย หรอื
(2.2) การยอมรับหรือการบังคับตามคําชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อ

ความสงบเรยี บรอ้ ยหรือศีลธรรมอนั ดขี องประชาชน
ในการพิจารณาคําร้องให้เพิกถอนคําช้ีขาด ถ้าคู่พิพาทย่ืนคําร้อง

และศาลพิจารณาเห็นว่ามีเหตุผลสมควร ศาลอาจเล่ือนการพิจารณาคดีออกไปตามที่เห็นสมควร
เ พื่ อ ใ ห้ ค ณ ะ อ นุ ญ า โ ต ตุ ล า ก า ร พิ จ า ร ณ า อี ก ค ร้ั ง ห น่ึ ง ห รื อ ดํ า เ นิ น ก า ร อ ย่ า ง ใ ด อ ย่ า ง ห น่ึ ง ที่
คณะอนญุ าโตตุลาการเห็นสมควร เพอ่ื ให้เหตุแหง่ การเพิกถอนนัน้ หมดสน้ิ ไป

7) การยอมรับและบังคบั ตามคาํ ชข้ี าด
(1) คําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะได้ทําข้ึนในประเทศใด

ให้ผูกพันคู่พิพาท และเม่ือได้มีการร้องขอต่อศาลท่ีมีเขตอํานาจย่อมบังคับได้ตามคําชี้ขาดน้ัน ในกรณีท่ี
คําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการกระทําขึ้นในต่างประเทศ ศาลท่ีมีเขตอํานาจจะมีคําพิพากษา
บังคับตามคําช้ีขาดให้ต่อเม่ือ เป็นคําช้ีขาดที่อยู่ในบังคับแห่งสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือความตกลง
ระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าท่ีประเทศไทยยอมตน
เขา้ ผกู พันเท่านั้น

(2) คู่พิพาทท่ีประสงค์จะให้มีการบังคับตามคําชี้ขาดของ
คณะอนุญาโตตุลาการให้ยื่นคําร้องต่อศาลท่ีมีเขตอํานาจภายในกําหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับ
ตามคาํ ชขี้ าดได้ เม่ือศาลได้รบั คาํ ร้องดังกลา่ วใหร้ ีบทําการไตส่ วนและมีคําพิพากษา โดยผู้ร้องขอบังคับ
ตามคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะต้องมีเอกสารมาแสดงต่อศาลดังน้ี 1) ต้นฉบับคําชี้ขาด
หรือสาํ เนาทร่ี บั รองถูกตอ้ ง 2) ต้นฉบับสญั ญาอนญุ าโตตลุ าการหรือสําเนาท่ีรับรองถูกต้อง และ 3) คําแปล
เปน็ ภาษาไทยของคาํ ชีข้ าดและสญั ญาอนุญาโตตุลาการ โดยมีผู้แปลซึง่ ได้สาบานตวั แล้ว หรือปฏญิ าณตน
ต่อหน้าศาลหรือต่อหน้าเจ้าพนักงานหรือบุคคลท่ีมีอํานาจในการรับคําสาบาน หรือปฏิญาณ
หรือรับรองโดยเจ้าหน้าท่ีที่มีอํานาจในการรับรองคําแปล หรือผู้แทนทางการทูตหรือกงสุลไทย
ในประเทศทีม่ ีการทําคําชข้ี าดหรือสัญญาอนุญาโตตลุ าการนั้น

(3) ศาลมีอํานาจทําคําส่ังปฏิเสธไม่รับบังคับตามคําชี้ขาดของ
คณะอนุญาโตตุลาการไม่ว่าคําช้ีขาดน้ันจะได้ทําขึ้นในประเทศใด ถ้าผู้ซ่ึงจะถูกบังคับตามคําชี้ขาด
พสิ ูจนไ์ ด้ว่า

200

(3.1) คู่สัญญาตามสัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง
เปน็ ผูบ้ กพร่องในเรื่องความสามารถตามกฎหมายทใ่ี ช้บงั คับแกค่ ู่สัญญาฝ่ายน้ัน

(3.2) สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย
แห่งประเทศที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ หรือตามกฎหมายของประเทศท่ีทําคําช้ีขาดนั้น ในกรณีที่ไม่มี
ข้อตกลงดังกล่าว

(3.3) ไม่มีการแจ้งให้ผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามคําช้ีขาดรู้ล่วงหน้า
โดยชอบถึงการแต่งต้ังคณะอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ หรือบุคคล
ดังกล่าวไมส่ ามารถเขา้ ต่อสคู้ ดีในช้ันอนญุ าโตตุลาการไดเ้ พราะเหตปุ ระการอ่ืน

(3.4) คําช้ีขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซ่ึงไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญา
อ นุ ญ า โ ต ตุ ล า ก า ร ห รื อ คํ า ชี้ ข า ด วิ นิ จ ฉั ย เ กิ น ข อ บ เ ข ต แ ห่ ง ข้ อ ต ก ล ง ใ น ก า ร เ ส น อ ข้ อ พิ พ า ท
ต่อคณะอนุญาโตตุลาการ แต่ถ้าคําชี้ขาดท่ีวินิจฉัยเกินขอบเขตนั้นสามารถแยกออกได้จากคําช้ีขาด
ส่วนท่ีวินิจฉัยในขอบเขตแล้ว ศาลอาจบังคับตามคําช้ีขาดส่วนท่ีวินิจฉัยอยู่ในขอบเขตแห่งสัญญา
อนุญาโตตลุ าการหรือขอ้ ตกลงนัน้ ก็ได้

(3.5) องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวน
พิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามท่ีคู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือมิได้เป็นไปตาม
กฎหมายของประเทศที่ทาํ คําชีข้ าดในกรณที ่คี พู่ พิ าทมไิ ด้ตกลงกนั ไว้ หรือ

(3.6) คําช้ีขาดยังไม่มีผลผูกพัน หรือได้ถูกเพิกถอน หรือระงับใช้เสีย
โดยศาลทม่ี เี ขตอํานาจหรือภายใต้กฎหมายของประเทศทท่ี าํ คําชขี้ าด เว้นแต่ในกรณีท่ียังอยู่ในระหว่าง
การขอให้ศาลท่ีมีเขตอํานาจทําการเพิกถอนหรือระงับใช้ซ่ึงคําช้ีขาด ศาลอาจเล่ือนการพิจารณาคดี
ที่ขอบังคับตามคําช้ีขาดไปได้ตามที่เห็นสมควร และถ้าคู่พิพาทฝ่ายท่ีขอบังคับตามคําช้ีขาดร้องขอ
ศาลอาจส่ังให้ค่พู ิพาทฝ่ายทจ่ี ะถกู บงั คับวางประกันทีเ่ หมาะสมก่อนก็ได้

(4) ศาลมอี าํ นาจทาํ คาํ ส่งั ปฏเิ สธการขอบงั คับตามคาํ ช้ีขาดตามมาตรา 43
ถา้ กรณปี รากฏต่อศาลว่า คาํ ชีข้ าดน้นั เก่ียวกับข้อพิพาทท่ีไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการ
ได้ตามกฎหมาย หรือถ้าการบังคับตามคําช้ีขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม
อนั ดขี องประชาชน

(5) หา้ มมใิ ห้อุทธรณ์คาํ สงั่ หรอื คาํ พพิ ากษาของศาล เวน้ แต่
(5.1) การยอมรับหรือการบังคับตามคําชี้ขาดน้ันจะเป็นการขัดต่อ

ความสงบเรียบรอ้ ยหรือศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน
(5.2) คําสั่งหรือคําพิพากษาน้ันฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเก่ียวด้วย

ความสงบเรยี บร้อยของประชาชน
(5.3) คําส่ังหรือคําพิพากษานั้นไม่ตรงกับคําช้ีขาดของคณะ

อนุญาโตตุลาการ
(5.4) ผู้พิพากษา หรือตุลาการซ่ึงพิจารณาคดีนั้นได้ทําความเห็น

แย้งไวใ้ นคาํ พิพากษา หรอื
(5.5) เป็นคําส่ังเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการช่ัวคราวเพ่ือคุ้มครอง

ประโยชน์ของค่พู พิ าท

201

การอุทธรณ์คําสั่งหรือคําพิพากษาของศาล ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
หรือศาลปกครองสงู สุด แล้วแตก่ รณี

4.2.4 มติคณะรฐั มนตรวี ่าดว้ ยการทําสญั ญาสัมปทานระหว่างรฐั กับเอกชน
แม้ว่าพระราชบญั ญตั อิ นุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 จะกําหนดให้สัญญาทางปกครองสามารถ
ใช้วิธีการระงับข้อพิพาททางเลือกโดยการอนุญาโตตุลาการ แต่คณะรัฐมนตรีก็มีความพยายามในการ
จํากัดการระงับข้อพิพาทดังกล่าวโดยการอนุญาโตตุลาการ รวมไปถึงความพยายามในการยกเลิก
บทบัญญตั ิน้ี ดงั ทป่ี รากฏในมตคิ ณะรัฐมนตรีถึง 7 ครั้ง ด้วยกนั ได้แก่

1) มติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 27 มกราคม 2547 กําหนดว่า เมื่อสัญญาสัมปทาน
ในกฎหมายปัจจุบันเป็นสัญญาทางปกครอง จึงควรนําคดีพิพาทเหล่าน้ันส่งไปยังศาลปกครอง
หรือศาลยุติธรรม กรณีที่เป็นสัญญาที่รัฐทํากับเอกชนในไทยหรือในต่างประเทศ ไม่ควรเขียนผูกมัด
ในสัญญาให้มอบข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาด แต่หากมีความจําเป็นหรือเป็นข้อเรียกร้อง
ของคู่สัญญาอีกฝา่ ย ให้เสนอคณะรัฐมนตรอี นมุ ัติเปน็ ราย ๆ ไป

2) มติคณะรัฐมนตรีลงวันท่ี 16 มีนาคม 2547 กําหนดให้สามารถนําอนุญาโตตุลาการ
มาใช้กับประเทศท่ีทาํ สญั ญาคมุ้ ครองการลงทุน และ FTA

3) มติคณะรัฐมนตรีลงวันท่ี 4 พฤษภาคม 2547 เห็นชอบกรณีคําว่า สัญญาที่รัฐ
ทํากบั เอกชนไทยหรือตา่ งประเทศ ให้หมายถึง “สัญญาสมั ปทาน” เทา่ นั้น

4) มติคณะรัฐมนตรีลงวันท่ี 28 กรกฎาคม 2552 เห็นชอบให้ปรับปรุง
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2547 ในส่วนของข้อ 1 จากคําว่า “สัญญาสัมปทาน”
เป็น “สัญญาทุกประเภทที่หน่วยงานของรัฐทํากับเอกชนในไทยหรือต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสัญญา
ทางปกครองหรือไม่ ไม่ควรเขียนผูกมัดในสัญญาให้มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ช้ีขาด
แต่หากมีปัญหาหรือความจําเป็น หรือเป็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งท่ีมิอาจหลีกเล่ียงได้
ให้เสนอคณะรฐั มนตรีพิจารณาอนมุ ตั เิ ปน็ ราย ๆ ไป

5) มติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 31 สิงหาคม 2553 เห็นชอบให้กระทรวงยุติธรรม
รับไปพิจารณาแนวทางการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการและมาตรการในการป้องกัน
และแก้ไขปัญหาท่ีอาจเกิดจากการทําสัญญา การบริหารสัญญา และการตั้งอนุญาโตตุลาการในการ
ระงับข้อพิพาทของสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชน ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน
แลว้ นาํ เสนอคณะรัฐมนตรีตอ่ ไป

6) มติคณะรัฐมนตรีลงวันท่ี 7 ธันวาคม 2553 เห็นชอบกรณีการปรับปรุง
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันท่ี 28 กรกฎาคม 2552 โดยมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมเร่งรัดดําเนินการ
หาแนวทางในการปรบั ปรุงกฎหมายว่าด้วยอนญุ าโตตุลาการ ในการระงับข้อพิพาทของสัญญาระหว่าง
หน่วยงานของรัฐกบั เอกชนใหแ้ ลว้ เสร็จ เพ่อื นําเสนอคณะรฐั มนตรีตอ่ ไป

7) มตคิ ณะรัฐมนตรีลงวันท่ี 14 กรกฎาคม 2558 เหน็ ชอบดงั นี้
(1) ให้แก้ไขมติคณะรัฐมนตรีเม่ือวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 ดังนี้ สัญญา

ที่หน่วยงานของรัฐทํากับเอกชนในไทยหรือต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่
ถ้าเป็นกรณดี งั ตอ่ ไปนี้

202

(1.1) สัญญาท่ีต้องดําเนินการตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุน
ในกิจการของรฐั พ.ศ. 2556

(1.2) สัญญาสัมปทานท่ีหน่วยงานของรัฐเปน็ ผ้ใู หส้ ัมปทาน
ห น่ ว ย ง า น ข อ ง รั ฐ ไ ม่ ค ว ร เ ขี ย น ผู ก มั ด ใ น สั ญ ญ า ใ ห้ ม อ บ ข้ อ พิ พ า ท ใ ห้
อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด แต่หากมีปัญหาหรือความจําเป็น หรือเป็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญา
อกี ฝา่ ยหนึง่ ทีม่ ิอาจหลกี เลย่ี งได้ ใหเ้ สนอคณะรฐั มนตรีพจิ ารณาอนุมตั เิ ปน็ ราย ๆ ไป
(2) สําหรบั สัญญาใดทส่ี ว่ นราชการต้องเสนอคณะรฐั มนตรี ตามพระราชกฤษฎีกา
ว่าด้วยการเสนอเร่ืองและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 และสัญญามีข้อระบุให้ใช้
อนญุ าโตตลุ าการโดยมิอาจหลกี เลีย่ งได้ สญั ญาน้ันยงั คงต้องเสนอคณะรฐั มนตรใี ห้ความเห็นชอบด้วย

4.3 การเพิกถอนและการบังคับตามคาํ ชี้ขาดของอนุญาโตตลุ าการโดยศาลปกครอง

ภายหลังจากทีไ่ ดม้ ีการจัดต้งั ศาลปกครองข้ึนในปี พ.ศ. 2542 ศาลที่มีเขตอํานาจในการบังคับ
ให้เป็นไปตามคําชี้ขาด เพิกถอนคําชี้ขาด หรือปฏิเสธไม่รับบังคับตามคําช้ีขาด ตามพระราชบัญญัติ
อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 ของอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองก็กลายมาเป็นศาลปกครอง
และต่อมา เม่ือมีการตราพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ก็มีการบัญญัติให้ศาลท่ีมี
เขตอํานาจหมายถึงศาลท่ีมีเขตอํานาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซ่ึงได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการนั้น
ซ่ึงก็แปลความได้ว่าศาลปกครองท่ีมีเขตอํานาจเหนือสัญญาทางปกครองก็ย่อมมีเขตอํานาจเหนือการ
อนญุ าโตตลุ าการในสญั ญาทางปกครองดว้ ยเชน่ กัน

ที่ผ่านมา ก็มีการย่ืนคําร้องในคดีพิพาทเกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครอง
ตอ่ ศาลปกครองมากมาย ทงั้ การขอบงั คับให้เป็นไปตามคําชี้ขาด เพิกถอนคําช้ีขาด หรือปฏิเสธไม่รับบังคับ
ตามคําชี้ขาด ซ่ึงศาลปกครองก็จะต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคําช้ีขาดเสียก่อน
ท่จี ะมีคาํ ส่ังอย่างหนึ่งอยา่ งใด

4.3.1 การฟ้องเพกิ ถอนและการบงั คบั ตามคาํ ช้ขี าดของอนญุ าโตตลุ าการต่อศาลปกครอง
ด้วยเหตุท่ีมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 กําหนดให้ศาลที่มี
เขตอํานาจในการบังคับให้เป็นไปตามคําช้ีขาด เพิกถอนคําช้ีขาด หรือปฏิเสธไม่รับบังคับตามคําช้ีขาด
หมายถึงศาลที่มีเขตอํานาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซ่ึงได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการ ดังน้ัน
หัวข้อนี้จึงเป็นการศึกษาถึงเขตอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองในคดีพิพาทเก่ียวกับ
อนุญาโตตุลาการ

4.3.1.1 เขตอาํ นาจศาลปกครองในคดพี ิพาทเก่ียวกับอนญุ าโตตุลาการ
มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 กําหนดให้ศาลท่ีมี
เขตอํานาจในการบังคับให้เป็นไปตามคําช้ีขาด เพิกถอนคําชี้ขาด หรือปฏิเสธไม่รับบังคับตามคําช้ีขาด
หมายถึงศาลที่มีเขตอํานาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการ ดังนั้น
เมื่อศาลปกครองเป็นศาลท่ีมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเก่ียวกับสัญญาทางปกครอง
ตามมาตรา 9 วรรคหน่ึง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

203

พ.ศ. 2542 ศาลปกครองจึงเป็นศาลที่มีเขตอํานาจในคดีพิพาทเก่ียวกับอนุญาโตตุลาการในสัญญา
ทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (6) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติ
อนญุ าโตตุลาการ พ.ศ. 2545

ในประเด็นเกี่ยวกับเขตอํานาจศาลปกครองในคดีพิพาทเก่ียวกับอนุญาโตตุลาการ
ศาลปกครองสูงสุดและคณะกรรมการวินิจฉัยช้ีขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลเคยมีคําวินิจฉัย
ทน่ี า่ สนใจ สามารถแยกพจิ ารณาไดเ้ ปน็ 3 กรณี

1) กรณีทห่ี น่งึ ศาลปกครองสูงสดุ เห็นวา่ คดพี พิ าทอยใู่ นเขตอาํ นาจพิจารณา
พิพากษาศาลปกครอง

ในกรณีทีค่ ดีพิพาทเก่ยี วกับอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตอํานาจพิจารณาพิพากษา
ของศาลปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยถึงการตรวจสอบว่า
การยอมรับหรือการบังคับตามคําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการท่ีช้ีขาดข้อพิพาทเก่ียวกับสัญญา
ทางปกครอง จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เพียงใด
โดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า อํานาจของศาลปกครองไม่ได้จํากัดแต่เพียง
การตรวจสอบว่าคําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สํานักงานศาลยุติธรรม
ท่ีช้ีขาดให้ยกข้อเรียกร้องของคู่พิพาทฝ่ายที่เรียกร้อง หรือให้คู่พิพาทฝ่ายที่ถูกเรียกร้องให้ชําระเงิน
ส่งมอบทรัพย์สิน กระทําการหรืองดเว้นกระทําการ โดยสภาพแล้วขัดต่อความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือไม่ เท่าน้ัน หากแต่ยังมีอํานาจท่ีจะตรวจสอบเหตุผล
ท่ีคณะอนุญาโตตุลาการใช้ประกอบการจัดทําคําชี้ขาด ทั้งในปัญหาการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
หรอื ข้อสัญญาว่าเป็นไปตามเจตนารมณข์ องกฎหมายหรอื ความประสงค์334

2) กรณีท่ีสอง ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าคดีพิพาทไม่อยู่ในเขตอํานาจ
พิจารณาพิพากษาศาลปกครอง

คดีพิพาทเก่ียวกับอนุญาโตตุลาการในสัญญาก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ
กบั คสู่ ัญญาฝ่ายเอกชนในบางกรณีหากมองดผู ิวเผนิ อาจมีลกั ษณะคลา้ ยกบั สัญญาทางปกครอง แต่เม่ือ
พิจารณาให้ดีจะพบว่าสัญญาเหล่านั้นแม้จะมีลักษณะเป็นการให้สิทธิแก่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ
โดยไมไ่ ดใ้ ชอ้ าํ นาจตามกฎหมายปกครอง หากแตเ่ ป็นการใชอ้ าํ นาจตามกฎหมายเฉพาะ เช่น กฎหมาย
ระหว่างประเทศ ซงึ่ ศาลปกครองสงู สุดโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเคยมีคําวินิจฉัย
คดีพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทย ที่ 1 กับพวกรวม 3 ราย ผู้ร้อง บริษัท ว. ผู้คัดค้าน ในกรณีของ
กรมทางหลวง (ผู้ร้องท่ี 3) โดยกระทรวงคมนาคม (ผู้ร้องท่ี 2) มีนโยบายท่ีจะจัดให้มีระบบทางหลวง
สัมปทานโดยบริษัทเอกชนเป็นผู้ลงทุน ออกแบบ ก่อสร้าง ประกอบการ บํารุงรักษาจึงได้ประกาศ
เชิญชวนบริษัทท่ีมีคุณสมบัติยื่นคําขอลงทุน ปรากฏว่าผู้ร้องท่ี 3 โดยราชอาณาจักรไทย (ผู้ร้องที่ 1)
และบริษัท ดอนเมืองโทลเวย์ จํากัด ได้ลงนามในสัญญาสัมปทาน เม่ือวันท่ี 21 สิงหาคม 2532
โดยก่อสร้างแล้วเสร็จเปิดใช้ทางหลวงสัมปทานได้เมื่อวันท่ี 14 ธันวาคม 2537 ซ่ึงต่อมาบริษัท
ดอนเมืองโทลเวย์ จํากัด ได้เปล่ียนชื่อเป็นบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จํากัด (มหาชน) ในขณะท่ี

334 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ. 932/2561 (ประชุมใหญ่) และคําพิพากษา
ศาลปกครองสงู สุดท่ี อ. 933/2561 (ประชมุ ใหญ่)

204

บริษัท ว. (ผู้คัดค้าน) เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีภูมิลําเนา
อยู่ ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้เข้าถือหุ้นในบริษัท ดอนเมืองโทลเวย์ จํากัด หรือบริษัท
ทางยกระดับดอนเมือง จํากัด (มหาชน) โดยเม่ือวันท่ี 21 กันยายน 2548 ซ่ึงเป็นวันท่ีผู้บริหาร
และจัดการในกระบวนการล้มละลายของผู้คัดค้านย่ืนคําเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ
ต่างประเทศ ผู้คัดค้านถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว เพียงร้อยละ 9.8 และต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2549
ผ้คู ัดคา้ นไดข้ ายหุ้นทง้ั หมดใหเ้ อกชนรายอน่ื แล้ว

ในกรณีการทําสนธิสัญญาระหว่างผู้ร้องท่ี 1 กับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
เกีย่ วกับการลงทนุ ของผู้คัดคา้ นในราชอาณาจกั รไทยน้ัน ได้มกี ารทําสนธสิ ัญญาเพื่อขยายความร่วมมือ
ทางเศรษฐกิจระหว่างรัฐทั้งสอง ได้แก่ สนธิสัญญาเกี่ยวกับการส่งเสริมและการถ้อยทีถ้อยคุ้มครอง
การลงทุน พ.ศ. 2504 และสนธิสัญญาเก่ียวกับการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน
พ.ศ. 2545 ซึ่งในสนธิสัญญาปี พ.ศ. 2545 กําหนดให้เมื่อสนธิสัญญาปี พ.ศ. 2545 มีผลบังคับใช้
(20 ตุลาคม 2547) ให้สนธิสัญญาปี พ.ศ. 2504 ส้ินสุดลง และมีข้อตกลงว่า หากมีข้อพิพาทระหว่าง
ภาคีคู่สัญญาและผู้ลงทุนของภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหน่ึง ควรระงับข้อพิพาทอย่างฉันมิตร หากข้อพิพาท
ไม่สามารถระงับได้ภายในหกเดือนนับต้ังแต่วันที่คู่กรณีในข้อพิพาทฝ่ายใดได้ยกข้อพิพาทข้ึน ให้เสนอ
ข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการ และให้คําตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมีผลผูกพัน
ต่อมา เม่ือวันท่ี 21 กันยายน 2548 ผู้บริหารและจัดการในกระบวนการล้มละลายของผู้คัดค้าน
ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการต่างประเทศโดยอ้างสิทธิในฐานะนักลงทุนตามสนธิสัญญา
ระหว่างผู้ร้องท่ี 1 กับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน
ต่างตอบแทน พ.ศ. 2545 ให้ระงับข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องท่ี 1 กับผู้คัดค้าน ซ่ึงผู้คัดค้านเรียกร้องให้
ผรู้ อ้ งท่ี 1 ชดใช้คา่ เสียหายโดยอา้ งวา่ ผู้คดั ค้านได้คาดการณ์ผลตอบแทนการลงทุนท่ีคาดว่าจะได้รับไว้
ล่วงหน้าโดยชอบก่อนการลงทุนตามหลักเกณฑ์การวัดผลตอบแทนที่ได้มาตรฐาน และดําเนินการ
โดยทีป่ รกึ ษามืออาชีพที่มีช่ือเสียงในระดับสากล แต่ผู้ร้องท่ี 1 ได้มีการกระทําและการแทรกแซงทําให้
มีผลตอบแทนการลงทุนทไี่ ด้รบั จริงแตกตา่ งไปจากทไ่ี ด้คาดการณไ์ ว้อย่างมาก โดยผู้ร้องท่ี 1 ได้กระทํา
ให้เกิดความล่าช้าในการดําเนินการโครงการ เช่น ความล่าช้าในการอนุมัติแบบก่อสร้าง การส่งมอบ
พ้นื ทก่ี อ่ สรา้ ง เป็นตน้ การไมจ่ ดั หาเงนิ กผู้ ่อนปรนให้กบั บรษิ ทั ผ้รู บั สัมปทานตามทไี่ ดต้ กลงไว้ ผรู้ ้องท่ี 1
แทรกแซงการปรับอัตราค่าผ่านทางของโครงการสัมปทานโดยไม่ชอบ โดยขัดขวางการปรับอัตรา
ค่าผ่านทางตามสัญญาสัมปทานและบังคับให้ลดอัตราค่าผ่านทาง ผู้ร้องที่ 1 ดําเนินการย้ายสนามบิน
นานาชาติดอนเมืองไปยังสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เป็นเหตุให้ปริมาณการจราจรที่ใช้
ทางยกระดับโครงการสัมปทานลดลง นอกจากน้ี การที่ผู้ร้องที่ 1 อนุมัติให้ดําเนินการโครงการการ
ก่อสร้างทางด่วนข้ันที่ 2 การก่อสร้าง Outer Ring Road และการก่อสร้าง Local Road ซึ่งเป็นทาง
ที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโครงการสัมปทาน อันเป็นการปฏิบัติไม่ชอบตามสนธิสัญญา ก่อให้เกิด
ผลเสมือนการเวนคืนการลงทุนของเอกชนโดยไม่มีค่าตอบแทน มีการกระทําท่ีเป็นการเลือกปฏิบัติ
ต ล อ ด จ น เ ป็ น ก า ร ไ ม่ ใ ห้ ค ว า ม คุ้ ม ค ร อ ง ก า ร ล ง ทุ น ข อ ง ค น ช า ติ คู่ สั ญ ญ า ข อ ง ส น ธิ สั ญ ญ า
คณะอนุญาโตตุลาการได้แยกการพิจารณาคดีออกเป็นสองข้ันตอน คือ ข้ันตอนการพิจารณา
เขตอํานาจของคณะอนุญาโตตุลาการ และขั้นตอนการพิจารณาเนื้อหาสาระ ซ่ึงการพิจารณา
ในขั้นตอนการพิจารณาเขตอํานาจของคณะอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการมีคําช้ีขาดว่า

205

ผู้คัดค้านมีสิทธิยื่นข้อพิพาทต่อผู้ร้องท่ี 1 ตามสนธิสัญญา ส่วนการพิจารณาในขั้นตอนการพิจารณา
เนอ้ื หาสาระ อนุญาโตตุลาการไดม้ ีคาํ วินจิ ฉยั ชีข้ าดเมือ่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ให้ผู้ร้องที่ 1 ชําระเงิน
จํานวน 29.21 ล้านยูโร ให้แก่ผู้คัดค้านเป็นค่าเสียหายสําหรับการท่ีผู้ร้องที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามหน้าท่ี
ซ่ึงมีต่อผู้คัดค้านในฐานะนักลงทุนตามสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐ
เยอรมนีเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน พ.ศ. 2545 ซ่ึงมีผลผูกพันนับแต่
วันท่ี 20 ตุลาคม 2547 ให้ผู้ร้องท่ี 1 ชําระเงินค่าใช้จ่ายของผู้คัดค้านในการเสนอข้อพิพาท
ต่ออนญุ าโตตลุ าการเปน็ เงนิ จาํ นวน 1,806,560 ยูโร และใหผ้ ู้รอ้ งที่ 1 ชําระดอกเบย้ี จากเงินตน้ จาํ นวน
29.21 ล้านยูโร และ 1,806,560 ยูโร ตามที่ระบุไว้ในคําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องทั้งสามเห็นว่า
ผู้คัดค้านไม่ใช่ผู้ลงทุนที่จะได้รับการคุ้มครองตามสนธิสัญญาเก่ียวกับการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน
ต่างตอบแทน พ.ศ. 2545 จึงไม่มีสิทธิเสนอเร่ืองต่อคณะอนุญาโตตุลาการได้ คณะอนุญาโตตุลาการ
ไม่มีอํานาจวินิจฉัยชี้ขาด เพราะไม่อยู่ในขอบเขตของสนธิสัญญาดังกล่าว และเป็นเรื่องที่ไม่สามารถ
ระงบั โดยคณะอนญุ าโตตุลาการตามสนธิสัญญาและตามกฎหมาย นอกจากน้ี มูลเหตุที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง
เพื่อขอให้ผู้ร้องที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายนั้น ไม่อยู่ในอํานาจของอนุญาโตตุลาการท่ีจะวินิจฉัยชี้ขาด
และเป็นกรณีเก่ียวกับเรื่องที่ไม่สามารถระงับโดยอนุญาโตตุลาการตามสนธิสัญญาดังกล่าวได้จึงเป็น
คําช้ีขาดท่ีกระทําโดยปราศจากอํานาจและเกินขอบเขตที่ภาคีคู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ในสนธิสัญญา
อีกท้ังเป็นการล่วงละเมิดหลักการและเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาจึงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย
อนุญาโตตุลาการใช้อํานาจโดยมิชอบ เน่ืองจากวินิจฉัยชี้ขาดในเร่ืองท่ีอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษา
ของศาลปกครอง อันมีผลเปน็ การละเมดิ อํานาจอธปิ ไตยทางศาลของราชอาณาจกั รไทย จึงเปน็ การขดั ต่อ
รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย ท่ีกาํ หนดอาํ นาจอธิปไตยทางศาล อีกทั้งผู้คัดค้านดําเนินการต่าง ๆ
โดยมีเจตนาอันไม่สุจริต ดังนั้น การยอมรับหรือการบังคับตามคําช้ีขาดน้ันย่อมเป็นการขัดต่อความ
สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (ก) (ข) (ง) และ (2) (ก) (ข)
แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคําชี้ขาดของ
อนุญาโตตุลาการทั้งสองฉบับ คือ คําชี้ขาด (บางส่วน) ประเด็นเร่ืองเขตอํานาจของคณะอนุญาโตตุลาการ
ลงวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) และคาํ ชี้ขาด ลงวนั ท่ี 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552)

ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่ฯ วินิจฉัยว่า การระงับข้อพิพาทโดยวิธี
อนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเหตุแห่งการมีคําร้องน้ี เกิดขึ้นจากการท่ีผู้คัดค้านในฐานะ
ผู้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทคู่สัญญากับผู้ร้องที่ 3 ตามสัญญาสัมปทาน
ทางหลวงในทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 ถนนวิภาวดีรังสิต ตอนดินแดง – ดอนเมือง พ.ศ. 2532
อ้างเหตุในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการว่า เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการแทรกแซง
และการละเลยตอ่ หนา้ ที่ของผู้รอ้ งที่ 1 ที่มีตอ่ ผคู้ ดั ค้าน ทําให้มูลคา่ การลงทุนและความคาดหวังในการ
ลงทุนของผู้คัดค้านท่ีได้รับจากสัญญาสัมปทานทางหลวงฯ เสียหาย และเป็นผู้ได้รับความคุ้มครอง
ให้มีการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ตามสนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์
สาธารณรัฐเยอรมนี คําช้ีขาดข้อพิพาทดังกล่าวจึงเป็นคําชี้ขาดข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการ
ต่างประเทศเกยี่ วกับสนธิสัญญาเกย่ี วกับการส่งเสรมิ และการถ้อยทถี ้อยคมุ้ ครองการลงทุน พ.ศ. 2504
และสนธิสัญญาเก่ียวกับการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน พ.ศ. 2545 ซึ่งมิใช่คําช้ีขาด
ข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามสัญญาสัมปทานทางหลวงในทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31

206

ถนนวิภาวดีรังสิต ตอนดินแดง – ดอนเมือง พ.ศ. 2532 ศาลปกครองจึงมิใช่ศาลท่ีมีเขตอํานาจ
ท่ีจะรับคําร้องน้ีไว้พิจารณา ตามมาตรา 40 ประกอบกับมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ
พ.ศ. 2545 คดีตามคําร้องนี้จึงไม่อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9
วรรคหนึ่ง (6) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ประกอบกับคดีน้ีผู้ร้องท้ังสามยื่นคําร้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ
คดีตามคําร้องของผู้ร้องทั้งสามจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการคัดค้านคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ
มิใช่คดีพิพาทเก่ียวกับการกระทําละเมิดหรือความรับผิดอย่างอ่ืนของหน่วยงานทางปกครอง
หรอื เจา้ หน้าที่ของรฐั อนั เกิดจากการใชอ้ าํ นาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คําส่ังทางปกครอง หรือคําสั่งอื่น
ตามมาตรา 9 วรรคหน่ึง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และมิใช่คดีพิพาทเก่ียวกับสัญญาทางปกครอง
ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีตามคําร้องของผู้ร้องทั้งสามจึงไม่อยู่ใน
อํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหน่ึง แหง่ พระราชบัญญัติขา้ งต้น335

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยถึงเขตอํานาจของศาลปกครองในการ
รับคําร้องขอให้เพิกถอนคําช้ีขาดอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ไว้พิจารณา โดยท่ีประชุมใหญ่ตุลาการ
ในศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คําช้ีขาดข้อพิพาทนี้เป็นคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ
เก่ียวกับสนธิสัญญาเก่ียวกับการส่งเสริมและการถ้อยทีถ้อยคุ้มครองการลงทุน พ.ศ. 2504
และสนธิสัญญาเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน พ.ศ. 2545 อันเป็นการใช้สิทธิ
ยื่นข้อเรยี กร้องตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งมีฐานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ มิใช่คําช้ีขาด
ข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามสัญญาสัมปทานทางหลวงในทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31
ถนนวิภาวดีรังสิต ตอนดินแดง – ดอนเมือง พ.ศ. 2532 ซ่ึงเป็นสัญญาทางปกครอง ศาลปกครอง
จึงมิใชศ่ าลท่มี ีเขตอํานาจท่จี ะรบั คําร้องนไ้ี วพ้ จิ ารณา

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนมีความเห็นเพิ่มเติมว่า หากคดีพิพาทดังกล่าวเป็นคดีพิพาท
เกี่ยวกับสัญญาทางปกครองท่ีอาจอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองไทย แต่จาก
ข้อเท็จจริงเพ่ิมเติมที่ปรากฏในสํานวนแต่ไม่ได้ถูกหยิบยกไว้ในคําส่ังศาลปกครองสูงสุดฉบับน้ีก็คือ
คําชีข้ าด (บางส่วน) ประเดน็ เร่อื งเขตอาํ นาจของคณะอนญุ าโตตลุ าการฉบับลงวนั ท่ี 5 ตลุ าคม ค.ศ. 2007
(พ.ศ. 2550) ทําข้ึนที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน และคําชี้ขาดฉบับลงวันที่ 1
กรกฎาคม ค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552) ทําขึ้นท่ีกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซ่ึงตามอนุสัญญากรุง
นิวยอร์ก ว่าด้วยการยอมรับและบังคับตามคําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958
(New York Convention 1958) ข้อ 5 (e) ศาลที่มีอํานาจเพิกถอนคําช้ีขาดคือศาลที่มีเขตอํานาจ
เหนือท้องที่ท่ีทําคําช้ีขาดอนุญาโตตุลาการ ซ่ึงในคดีน้ีก็หมายถึงศาลที่ฮ่องกง และศาลที่กรุงเจนีวา
ดังน้ัน ด้วยเหตุผลนี้ แม้ศาลปกครองจะวินิจฉัยว่าข้อพิพาทในคดีน้ีเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญา
ทางปกครอง แต่ศาลปกครองก็ไม่อาจรับคดีพิพาทท่ีร้องขอให้เพิกถอนคําช้ีขาดอนุญาโตตุลาการ
ทง้ั สองฉบับไว้พจิ ารณาและมีคาํ ส่งั ได้อย่ดู ี

335 คําส่ังศาลศาลปกครองสูงสุดที่ 883/2556 (ประชุมใหญ)่

207

3) กรณีที่สาม คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล
มีความเห็นว่าเป็นคดีพิพาทเก่ียวกับอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครอง แต่อยู่ในอํานาจพิจารณา
พพิ ากษาของศาลยุตธิ รรม

กรณีนี้เป็นคดีพิพาทที่เคยมีการโต้แย้งเร่ืองอํานาจศาลในคดีพิพาทเกี่ยวกับ
อนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยช้ีขาดอํานาจหน้าท่ีระหว่างศาล
เพื่อขอให้วินิจฉัยช้ีขาด โดยคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าท่ีระหว่างศาลได้มีคําวินิจฉัย
กรณีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคปฯ ผู้ร้อง ยื่นคําร้องว่า บริษัทปตท.ฯ ผู้คัดค้าน
ทาํ สญั ญาวา่ จา้ งบริษัทนาแคปฯ วางท่อส่งกา๊ ซธรรมชาติ ซ่ึงตามสัญญามขี อ้ ตกลงกนั วา่ ข้อพิพาทใด ๆ
ตามสัญญาที่เกิดขึ้น ให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทผู้คัดค้านเป็นผู้ช้ีขาด และหากผู้รับจ้าง
ประสงค์จะเสนอข้อพิพาทให้แก่อนุญาโตตุลาการ และอนุญาโตตุลาการแต่ละฝ่าย ไม่อาจตกลงกันได้
ก็ใหร้ อ้ งขอตอ่ ศาลยุติธรรมแห่งประเทศไทยแต่งต้งั ประธานอนุญาโตตุลาการ ต่อมา ผู้คัดค้านไม่ชําระ
ค่าจ้าง บริษัทนาแคปฯ เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สํานักระงับข้อพิพาท สํานักงาน
ศาลยุติธรรม ในช้ันพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ศาลแพ่งได้มีหมายเรียกบุคคลมาให้เป็นพยาน
แก่อนุญาโตตุลาการและมีคําส่ังแต่งตั้งประธานอนุญาโตตุลาการ ต่อมา คณะอนุญาโตตุลาการ
วินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชําระค่าจ้างแก่บริษัทนาแคปฯ แต่ผู้คัดค้านไม่ชําระ ผู้ร้องซ่ึงเป็นเจ้าพนักงาน
พิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคปฯ จึงย่ืนคําร้องขอให้ปฏิบัติตามคําวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
ส่วนผู้คัดค้านยื่นคําคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิบังคับตามคําชี้ขาด เน่ืองจากได้โอนสิทธิเรียกร้อง
ตามสัญญาพิพาทให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว การแต่งต้ังอนุญาโตตุลาการไม่เป็นไปตามสัญญา
เน่ืองจากต้องให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของผู้คัดค้านวินิจฉัยช้ีขาดเสียก่อน จึงจะทําการแต่งตั้ง
อนุญาโตตุลาการได้ การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการของผู้ร้องจึงเป็นการข้ามข้ันตอน
นอกจากนี้คําช้ีขาดมีข้อผิดพลาดมากมาย ดังนี้ จึงเป็นกรณีพิพาทเก่ียวกับการคัดค้านอํานาจ
ของคณะอนุญาโตตุลาการในการพิจารณา ข้อพิพาทกับคําชี้ขาดไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญา
อนุญาโตตุลาการและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เม่ือปรากฏว่าในการ
พิจารณาช้ันอนุญาโตตุลาการ ศาลแพ่งได้ออกหมายเรียกบุคคลให้มาเป็นพยานแก่อนุญาโตตุลาการ
และมีคําสั่งแต่งต้ังประธานอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้ร้องและผู้คัดค้านแล้ว ศาลแพ่งจึงเป็นศาล
ที่ใช้อํานาจเหนือคดีน้ีมาโดยตลอด และเป็นศาลท่ีมีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล
ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 คดีจึงอยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษา
ของศาลยุติธรรม336

4.3.1.2 เง่ือนไขการฟ้องคดีตอ่ ศาลปกครอง
การพิจารณาเร่ืองเง่ือนไขการฟ้องคดีที่สําคัญ ศาลปกครองจะวินิจฉัยว่าคู่พิพาท
โดยเฉพาะผู้ร้องเป็นผู้มีความสามารถตามกฎหมายและมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองหรือไม่ และได้ย่ืน
คาํ รอ้ งตอ่ ศาลภายในกําหนดระยะเวลาการฟอ้ งคดหี รือไม่

336 คําวนิ ิจฉยั ชขี้ าดอํานาจหนา้ ที่ระหว่างศาลที่ 24/2559 (และในภายหลังได้มีคําวินิจฉัยชี้ขาด
อํานาจหนา้ ท่ีระหว่างศาลที่ 113/2561 วนิ ิจฉัยไวใ้ นทาํ นองเดียวกนั )

208

1) ประการแรก ความเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีพิพาทเก่ียวกับอนุญาโตตุลาการ
ในสัญญาทางปกครอง โดยหลักแล้วก็จะต้องเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ผู้ท่ีมิใช่คู่สัญญาไม่อาจใช้สิทธิ
เรียกร้องตามสัญญาทางปกครองได้ เว้นแต่ในสัญญาจะกําหนดให้บุคคลภายนอกผู้ซึ่งมิใช่คู่สัญญา
สามารถย่ืนข้อพิพาทให้แก่อนุญาโตตุลาการตามสัญญาได้ นอกจากนี้ คู่พิพาทยังต้องเป็น
ผทู้ ม่ี ีความสามารถตามกฎหมายอีกด้วย

2) ประการท่ีสอง ระยะเวลาในการยื่นคําร้องต่อศาลก็แบ่งออกได้เป็น
2 กรณี คอื

(1) กรณีแรก การย่ืนคัดค้านคําช้ีขาดตามมาตรา 40 วรรคสอง
แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 กําหนดว่า คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอน
คาํ ชข้ี าดได้ โดยยื่นคํารอ้ งตอ่ ศาลท่ีมเี ขตอํานาจภายใน 90 วัน นับแต่วนั ได้รับสําเนาคาํ ช้ีขาด หรอื ถ้าเปน็
กรณีมีการขอให้คณะอนุญาโตตุลาการแก้ไขหรือตีความคําชี้ขาด หรือช้ีขาดเพ่ิมเติม นับแต่วันที่
คณะอนุญาโตตุลาการได้แก้ไขหรือตีความคําช้ีขาดหรือทําคําชี้ขาดเพ่ิมเติมแล้ว ซ่ึงศาลจะต้อง
พจิ ารณาวา่ ผ้รู อ้ งได้ยืน่ คาํ รอ้ งภายในกาํ หนดระยะเวลา 90 วนั ดงั กลา่ ว หรอื ไม่

(2) กรณีท่ีสอง การยื่นขอบังคับตามคําช้ีขาดตามมาตรา 42
แห่งพระราชบัญญัตอิ นุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 กําหนดว่า เม่ือคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให้มีการบังคับ
ตามคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้คู่พิพาทฝ่ายนั้นยื่นคําร้องต่อศาลท่ีมีเขตอํานาจภายใน
กําหนดเวลา 3 ปี นับแต่วนั ทอ่ี าจบงั คบั ตามคําช้ีขาดได้ เมื่อศาลได้รับคําร้องดังกล่าวให้รีบทําการไต่สวน
และมีคําพิพากษาโดยพลัน ซึ่งศาลจะต้องพิจารณาว่าผู้ร้องได้ยื่นคําร้องภายในกําหนดระยะเวลา 3 ปี
ดงั กลา่ ว หรอื ไม่

ประเด็นน้ีมีกรณีศึกษาเกี่ยวกับระยะเวลาการในการย่ืนคําร้อง
ต่อศาลปกครอง กรณีการฟ้องขอให้เพิกถอนคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีพิพาทระหว่าง
กระทรวงคมนาคม ท่ี 1 กับพวกรวม 2 ราย ผู้ร้อง บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ผู้คัดค้าน
ในสัญญาสัมปทานดําเนินการระบบรถไฟชุมชน (Community Train) และสัมปทานสําหรับ
ทางรถยนต์ในเขตของทางรถไฟระหว่างคพู่ ิพาททงั้ สองฝ่าย โดยคณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยช้ีขาด
ให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าตอบแทนท่ีผู้คัดค้านชําระให้แก่ผู้ร้องทั้งสองจํานวน
2,850,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และชดใช้เงินในการก่อสร้างโครงการ
จาํ นวน 9,000,000,000 บาท แก่ผคู้ ัดคา้ น พรอ้ มดอกเบย้ี อัตรารอ้ ยละ 7.5 ต่อปี แก่ผู้คดั คา้ น

ผู้ร้องท้ังสองยื่นคําร้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนคําชี้ขาด
ของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ส่วนผู้คัดค้านยื่นคําร้องต่อศาลปกครองช้ันต้นขอให้บังคับตาม
คําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนี้ โดยศาลปกครองกลางเห็นว่า คําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
ในคดีนี้ได้กระทําขึ้นโดยการเสนอข้อพิพาทที่พ้นกําหนดระยะเวลาแล้ว เน่ืองจากข้อพิพาทเกี่ยวกับ
สัญญาสัมปทานท่ีเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีน้ีเกิดข้ึนตั้งแต่วันท่ีผู้ร้องได้ย่ืนหนังสือบอกเลิกสัญญา
ต่อผ้คู ัดค้านในวันที่ 27 มกราคม 2541 ซ่ึงผู้คัดค้านได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวจากผู้ร้องทั้งสอง
เม่ือวันท่ี 30 มกราคม 2541 กรณีนี้หากนับระยะเวลาตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ัง
ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเติมโดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ
จัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2551 จะต้องเริ่มนับระยะเวลาที่

209

ผรู้ อ้ งทงั้ สองรู้หรอื ควรรู้ถงึ เหตุแหง่ การเสนอข้อพพิ าทต้ังแต่วันที่ 27 มกราคม 2541 ซ่ึงเป็นวันที่ผู้ร้อง
ท้ังสองมีหนงั สือบอกเลิกสัญญาดังกล่าว ซึ่งจะครบกําหนด 5 ปีในวันที่ 27 มกราคม 2546 และต้ังแต่
วันที่ 30 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันท่ีผู้คัดค้านได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าว ซึ่งจะครบกําหนด
5 ปีในวันที่ 30 มกราคม 2546 ดังน้ัน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านย่ืนข้อพิพาท
ตอ่ อนุญาโตตลุ าการเมอ่ื วนั ท่ี 24 พฤศจิกายน 2547 และผู้ร้องทั้งสองย่ืนข้อเรียกร้องแย้งเมื่อวันที่ 20
กันยายน 2548 ทั้งสองกรณี จึงเกินกําหนดระยะเวลาตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ัง
ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพ่ิมเติมโดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ
จดั ตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2551 ดังกล่าว เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการ
รับข้อพิพาทของผู้คัดค้าน และข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสองไว้พิจารณา และต่อมามีคําช้ีขาด
ข้อพิพาทท้ังสอง จึงเป็นกรณีตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ
พ.ศ. 2545 ท่กี ารยอมรบั หรอื การบังคบั ตามคําชข้ี าดของคณะอนญุ าโตตลุ าการจะเปน็ การขัดต่อความ
สงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอํานาจเพิกถอนคําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวได้
ศาลปกครองกลางจึงมีคําพิพากษาให้เพิกถอนคําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีน้ีทั้งหมด
และมคี าํ สง่ั ปฏเิ สธไม่รับบงั คับตามคาํ ชข้ี าดของคณะอนุญาโตตุลาการนีด้ ้วย

ผู้ คั ด ค้ า น ไ ม่ เ ห็ น ด้ ว ย กั บ คํ า พิ พ า ก ษ า ข อ ง ศ า ล ป ก ค ร อ ง ช้ั น ต้ น
จงึ ยน่ื อทุ ธรณต์ อ่ ศาลปกครองสูงสดุ

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยในประเด็นเก่ียวกับระยะเวลาการยื่นข้อพิพาท
ต่ออนุญาโตตุลาการ โดยศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ
มีหลักว่า ข้อพิพาทใดที่อาจเสนอเป็นคดีต่อศาลได้ภายในอายุความการฟ้องคดี ข้อพิพาทนั้น
ก็สามารถเสนอต่ออนุญาโตตุลาการได้ภายในกําหนดระยะเวลาเดียวกันนั้น และเมื่อในคดีน้ี สัญญา
ระหว่างคู่พิพาทลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2533 ไม่ได้กําหนดเร่ืองระยะเวลาการเสนอข้อพิพาท
ต่ออนุญาโตตุลาการเอาไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการจึงกระทําได้
ภายในกําหนดอายุความการฟ้องคดีต่อศาล เม่ือคดีน้ีเป็นการพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิและหน้าท่ี
ระหว่างคู่สัญญาในสัญญาสัมปทาน อันเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเม่ือข้อพิพาทได้เกิดขึ้นก่อนที่
ศาลปกครองเปิดทําการ การนับอายุความการฟ้องคดีต่อศาลปกครองจึงเริ่มนับต้ังแต่วันที่
ศาลปกครองเปิดทําการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 และต้องนับอายุความตามบทบัญญัติท่ีใช้บังคับ
ในขณะท่ีทําการพิจารณาคดี กล่าวคือ ภายใน 5 ปี นับแต่วันรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี
แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันท่ีมีเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ัง
ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้ง
ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2551 ดังน้ัน เม่ือผู้คัดค้านยื่นคําเสนอ
ข้อพิพาทหมายเลขดําที่ 119/2547 ต่ออนุญาโตตุลาการเมื่อวันท่ี 24 พฤศจิกายน 2547 อันเป็นการ
ยื่นภายในกําหนดระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันท่ีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญา ข้อพิพาทน้ีจึงเป็นข้อพิพาท
ทเ่ี สนอตอ่ อนญุ าโตตลุ าการภายในระยะเวลาโดยชอบแลว้ 337, 338

337 คาํ พิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. 221–223/2562

210

4.3.1.3 การรอ้ งขอใหศ้ าลปกครองแตง่ ตั้งอนุญาโตตลุ าการ
ในกรณีท่ีสัญญาอนุญาโตตุลาการกําหนดให้มีอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว
และคู่พิพาทไม่อาจตกลงกันได้ คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจย่ืนคําร้องต่อศาลปกครองชั้นต้นให้มีคําสั่ง
ตั้งผู้ทําหน้าท่ีอนุญาโตตุลาการได้ หรือในกรณีที่สัญญาอนุญาโตตุลาการกําหนดให้มีอนุญาโตตุลาการ
มากกว่าหนึ่งคน โดยคู่พิพาทแต่ละฝ่ายต้ังอนุญาโตตุลาการฝ่ายละเท่ากัน และให้อนุญาโตตุลาการ
ดังกล่าวรว่ มกนั ตั้งอนุญาโตตุลาการอีกคนหน่ึง หากคพู่ ิพาทฝ่ายใดมไิ ด้ต้งั อนุญาโตตลุ าการภายใน 30 วัน
นบั แตว่ นั ท่ไี ดร้ บั แจง้ จากคพู่ ิพาทอีกฝ่ายหน่ึงให้ตั้งอนุญาโตตุลาการ หรือถ้าอนุญาโตตุลาการท้ังสองฝ่าย
ไม่อาจร่วมกันต้ังประธานคณะอนุญาโตตุลาการได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ผู้น้ันได้รับการต้ังให้เป็น
อนุญาโตตุลาการ คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถย่ืนคําร้องต่อศาลปกครองให้มีคําส่ังต้ังอนุญาโตตุลาการ
หรอื ประธานคณะอนุญาโตตลุ าการได้
นอกจากน้ี ศาลปกครองอาจตั้งอนุญาโตตุลาการตามที่เห็นสมควรได้ หากปรากฏว่า
(1) คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ดําเนินการตามวิธีการท่ีกําหนดไว้ (2) คู่พิพาทหรืออนุญาโตตุลาการ
ไม่อาจตกลงกันตามวิธีการท่ีกําหนดไว้ได้ หรือ (3) บุคคลท่ีสามหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหน่ึง
มิได้ดําเนนิ การตามวิธกี ารท่ีกําหนดไว้ ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบญั ญัติอนุญาโตตลุ าการ พ.ศ. 2545
ดังเช่นกรณีสัญญาเข้าร่วมงานและดําเนินการวิทยุโทรทัศน์ ระบบ ยู เอช เอฟ
ระหว่างบริษัท อ. (ผู้ร้อง) กับสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี (ผู้คัดค้าน) ซึ่งมีข้อกําหนดในสัญญา
เก่ียวกับกรณีพิพาทและอนุญาโตตุลาการว่า หากมีข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งใด ๆ อันเกี่ยวเนื่องกับ
สัญญาระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน คู่สัญญาตกลงตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายละหนึ่งคน และให้
อนุญาโตตุลาการท้ังสองฝ่ายร่วมกันตั้งบุคคลภายนอกอีกหนึ่งคนเป็นคณะอนุญาโตตุลาการทําการ
วินิจฉัยช้ีขาดข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งดังกล่าว โดยให้คําตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นที่สุด
และผูกพันคู่สัญญาท้ังสองฝ่าย การท่ีผู้ร้องได้เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สํานักระงับ
ข้อพิพาท สํานักงานศาลยุติธรรม ขอให้ชี้ขาดข้อพิพาทเก่ียวกับการปฏิบัติตามสัญญา จึงเป็นกรณีท่ี

338 ในประเดน็ นผี้ ู้เขยี นมขี ้อสงั เกตว่า สทิ ธิในการฟ้องคดีไม่ใช่สิทธิข้ันพ้ืนฐานทั่วไปของบุคคล
หากแต่เป็นสิทธิท่ีจําต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองไว้ ดังน้ัน สิทธิตามกฎหมายของบุคคลจะมีอยู่
เช่นใด ก็ย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะท่ีใช้สิทธินั้น เว้นแต่จะมี
บทเฉพาะกาลของกฎหมายกําหนดไว้เป็นอย่างอื่น ดังน้ัน เมื่อวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้
คือวันที่ 30 มกราคม 2541 ข้อพิพาทน้ีระยะเวลาในการย่ืนข้อพิพาทในคดีน้ีจึงต้องนับอายุความ
ตามกฎหมายท่ีใช้บังคับอยู่ในขณะน้ัน แต่เมื่อข้อพิพาทได้เกิดข้ึนก่อนท่ีศาลปกครองเปิดทําการ
การนับอายุความการฟ้องคดีต่อศาลปกครองจึงเร่ิมนับตั้งแต่วันท่ีศาลปกครองเปิดทําการ คือวันท่ี 9
มีนาคม 2544 ผู้คัดค้านจึงควรต้องยื่นข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการภายใน 1 ปี นับแต่วันเปิดทําการ
ศาลปกครอง ไม่ใช่ 5 ปี ตามท่ีได้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง
ในภายหลัง ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเมื่อวันท่ี 24 พฤศจิกายน 2547
จึงเป็นการย่ืนข้อพิพาทเมื่อพ้นกําหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกําหนด ซ่ึงศาลปกครองสูงสุดชอบที่จะ
เพิกถอนคําช้ีขาดอนุญาโตตุลาการในคดีน้ี ตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติ
อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545

211

ผู้ร้องเสนอให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีทางอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติ
อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และเม่ือผู้ร้องดําเนินการตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายตนแล้ว จึงมีหนังสือ
แจ้งการต้ังอนุญาโตตุลาการฝ่ายตนเพื่อให้ผู้คัดค้านดําเนินการต้ังอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน
ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง แต่ผู้คัดค้านมิได้ดําเนินการตามวิธีการท่ีกําหนดไว้ จึงเป็นกรณีท่ี
ผู้คัดค้านไม่ประสงค์ท่ีจะใช้สิทธิดังกล่าว ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิย่ืนคําร้องต่อศาลที่มีเขตอํานาจ
คือ ศาลปกครอง เนือ่ งจากข้อพิพาทในกรณีนี้เป็นข้อพิพาทเก่ียวกับสัญญาเข้าร่วมงานและดําเนินการ
วิทยโุ ทรทศั น์ ระบบ ยู เอช เอฟ อันมีลกั ษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 และเปน็ คดพี พิ าท
เกี่ยวกับเรื่องท่ีมีกฎหมายกําหนดให้อยู่ในเขตอํานาจศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (6)
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบมาตรา 9
แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ดังนั้น การท่ีศาลปกครองช้ันต้นมีคําส่ังตั้งผู้ซ่ึง
ข้ึนทะเบียนอนุญาโตตุลาการประจําสถาบันอนุญาโตตุลาการ สํานักระงับข้อพิพาท สํานักงาน
ศาลยุติธรรม สาขากฎหมายปกครอง เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน จึงเป็นการดําเนินการ
โดยถูกต้องตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดงั กล่าวแลว้ 339

4.3.1.4 กรณีท่ีคู่สญั ญาฝ่ายหน่งึ นําคดีพิพาทมาฟอ้ งต่อศาลปกครองโดยไมป่ ฏบิ ัติตาม
สญั ญาอนุญาโตตุลาการ

ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ
โดยมไิ ดเ้ สนอข้อพพิ าทน้ันต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องสามารถยื่นคําร้อง
ต่อศาลปกครองช้ันต้นไม่ช้ากว่าวันยื่นคําให้การหรือภายในระยะเวลาที่มีสิทธิย่ืนคําให้การ
ตามกฎหมาย โดยขอให้ศาลมีคําสั่งจําหน่ายคดี เพ่ือให้คู่สัญญาไปดําเนินการทางอนุญาโตตุลาการ
โดยศาลจะต้องทําการไต่สวนให้ได้ความว่ามีเหตุที่ทําให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ
หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทําให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาน้ันได้ หรือไม่ หากไม่มีเหตุดังกล่าว
ศาลจะต้องมีคําสั่งจําหน่ายคดีท่ีย่ืนฟ้องต่อศาลไม่ปฏิบัติตามสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้น ตามมาตรา 14
แหง่ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545

ประเด็นดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยไว้ในกรณีของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงใหม่ (ผู้ฟ้องคดี) ได้ทําสัญญาจ้างให้บริษัท จ. ก่อสร้างกลุ่มอาคารเรียนรวมในมหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงใหม่ ตามสัญญาลงวันที่ 26 กันยายน 2551 ในวงเงิน 155,210,000 บาท ภายหลังบริษัท จ.
ได้รับการขยายระยะเวลาก่อสร้างตามมติคณะรัฐมนตรี ส่งผลให้ระยะเวลาตามสัญญาจ้างสิ้นสุด
ในวันท่ี 22 มีนาคม 2555 ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ตกลงทําบันทึกแนบท้ายสัญญาจ้างเพ่ือให้ความช่วยเหลือ
ผูป้ ระกอบอาชีพรับจา้ งตามมติคณะรัฐมนตรี โดยการเบิกจ่ายเงินล่วงหน้าในอัตราร้อยละ 15 ของเงิน
คา่ จ้าง จาํ นวน 20,023,886.10 บาท ให้แก่บริษัท จ. ซึ่งบันทึกดังกล่าวกําหนดให้บริษัท จ. จะต้องใช้
เงินค่าจ้างล่วงหน้าให้เป็นไปตามแผนการใช้เงินท่ีกําหนดไว้ หากพบว่ามีการนําเงินค่าจ้างล่วงหน้า
ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือมีการทิ้งงานหลังจากรับเงินค่าจ้างล่วงหน้าไปแล้ว ผู้ฟ้องคดีสามารถยึด
หลักประกันเงินค่าจ้างล่วงหน้าได้ทันที หลังจากน้ัน ปรากฏว่า บริษัท จ. ได้ส่งหลักฐานและเอกสาร
การใช้เงินค่าจ้างล่วงหน้าไม่เป็นไปตามกําหนดเวลา และไม่ครบถ้วนตามแผนการใช้เงินล่วงหน้าที่ทําไว้

339 คาํ สงั่ ศาลปกครองสูงสุดที่ 685/2550

212

ผฟู้ อ้ งคดีจงึ มีหนังสอื ลงวนั ท่ี 6 มิถนุ ายน 2554 แจ้งบอกเลิกบันทึกแนบท้ายสัญญาจ้าง และให้คืนเงิน
จํานวน 20,023,886.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
แตบ่ ริษัทดงั กล่าวไม่ไดน้ ําเงนิ มาชําระให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงมีหนังสือลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2554 แจ้งยึด
หลักประกันการรับเงินค่าจ้างล่วงหน้าและขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชําระเงินตามสัญญาคํ้าประกันพร้อม
ดอกเบ้ียให้แก่ผู้ฟ้องคดี ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย จึงเป็นการ
กระทําผิดเง่ือนไขตามสัญญาคํ้าประกัน ทําให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงนําคดีมาฟ้อง
ต่อศาลขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชําระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีจํานวน 27,532,843.39 บาท พร้อมดอกเบี้ย
ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจํานวน 20,023,886.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป
จนกวา่ จะชําระใหแ้ ก่ผฟู้ อ้ งคดีเสรจ็ ส้ิน

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า บันทึกแนบท้ายสัญญาจ้าง ลงวันท่ี 26 กันยายน 2551
ซ่ึงทําเมื่อวันท่ี 25 มีนาคม 2553 เป็นข้อตกลงท่ีผู้ฟ้องคดีตกลงจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่บริษัท จ.
บันทึกดังกล่าวจึงถือเป็นส่วนหน่ึงของสัญญาจ้าง ฉะนั้น สัญญาคํ้าประกันการรับเงินค่าจ้างล่วงหน้า
ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาอุปกรณ์ เม่ือผู้ฟ้องคดีเห็นว่า บริษัท จ. ได้ส่งหลักฐานและเอกสาร
การใช้เงินค่าจ้างล่วงหน้าไม่เป็นไปตามกําหนดเวลา และไม่ครบถ้วนตามแผนการใช้เงินค่าจ้าง
ลว่ งหนา้ ที่ทําไว้ ผฟู้ ้องคดจี ึงบอกเลกิ บันทึกแนบทา้ ยสัญญาจ้างและแจ้งใหบ้ ริษทั ดังกลา่ วคนื เงนิ ค่าจ้าง
ล่วงหน้าที่รับไปแล้วทั้งหมด แต่บริษัท จ. ไม่ได้นําเงินไปชําระให้แก่ผู้ฟ้องคดี และต่อมาได้เสนอ
ข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ตามข้อ 19.1 ของสัญญาจ้างลงวันที่ 26 กันยายน 2551
มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเก่ียวกับข้อกําหนดแห่งสัญญาน้ี หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้ และไม่สามารถ
ตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทน้ันต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ซ่ึงปรากฏ
ข้อโต้แย้งตามคําฟ้องนี้เป็นส่วนหนึ่งของคําเสนอข้อพิพาทดังกล่าวด้วย ซึ่งหากคณะอนุญาโตตุลาการ
ได้มีคําวินิจฉัยช้ีขาดเป็นเช่นไรย่อมต้องผูกพันตามคําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เม่ือข้อพิพาท
ยังไม่มีการชี้ขาดโดยคณะอนุญาโตตุลาการ กรณีจึงยังไม่เป็นท่ียุติว่า บริษัท จ. เป็นผู้ผิดสัญญา
และต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เพียงใด การที่ผู้ฟ้องคดีนําคดีมาฟ้องต่อศาลเพ่ือเรียกร้องให้
ผูถ้ กู ฟอ้ งคดชี ําระหน้ีตามสัญญาคา้ํ ประกนั จึงเปน็ กรณที ย่ี งั ไม่มขี ้อพิพาทหรือขอ้ โต้แย้งเก่ียวกับสัญญา
ทางปกครองที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องใช้สิทธิทางศาล ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน
หรือเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ัง
ศาลปกครองและวธิ พี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลจงึ ไม่อาจรับคําฟ้องนไ้ี วพ้ จิ ารณาได้340

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยยืนยันตามหลักกฎหมายดังกล่าว ในกรณีท่ีปรากฏว่า
คู่พิพาทมีการตกลงไว้ลว่ งหน้าให้ระงับพิพาทท่ีเกิดขึ้นตามสัญญาโดยการอนุญาโตตุลาการ แต่เม่ือเกิด
ข้อพิพาทขึ้นแล้วคู่พิพาทฝ่ายหน่ึงกลับนําคดีมาฟ้องต่อศาลโดยไม่ย่ืนข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ
ตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากกฎต่อศาล ศาลก็มีหน้าท่ีพิจารณาว่ามีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ
หรือไม่ และข้อสัญญาดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ หากข้อสัญญาใช้บังคับได้ศาลจะต้องสั่งให้
จําหน่ายคดีออกจากสารบบความและให้คู่พิพาทไปดําเนินการระงับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ
ตอ่ ไป

340 คาํ สงั่ ศาลปกครองสูงสุดท่ี 611/2560

213

4.3.1.5 กรณีที่คู่สัญญาฝ่ายหน่ึงนําคดีพิพาทมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอน
คําชข้ี าดหรอื ขอให้บังคบั ตามคําชขี้ าดอนญุ าโตตลุ าการ

ภายหลังจากท่ีอนุญาโตตุลาการได้มีคําช้ีขาดให้คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงเป็นผู้ชนะคดี
นั่นก็หมายความว่า คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องถูกผูกพันโดยคําชี้ขาดท่ีกําหนดคําบังคับให้ตนต้องมี
หน้าทใ่ี นการชําระหนี้ให้แก่คู่พิพาทฝ่ายที่ชนะคดี หากปรากฏว่าคู่พิพาทฝ่ายท่ีแพ้คดีบิดพล้ิวไม่ปฏิบัติ
ตามคําบังคับที่กําหนดไว้ในคําชี้ขาดดังกล่าว แต่เมื่อคําช้ีขาดอนุญาโตตุลาการแม้จะมีผลผูกพัน
คู่พิพาทแต่กลับไม่มีสภาพบังคับตามกฎหมาย กล่าวคือ คู่พิพาทฝ่ายท่ีชนะคดีไม่อาจบังคับชําระหน้ี
เอากับว่าคู่พิพาทฝ่ายท่ีแพ้คดีโดยอาศัยอํานาจตามคําช้ีขาดน้ัน หรือในกรณีที่คู่พิพาทฝ่ายที่แพ้
ไมพ่ อใจผลของคําชขี้ าดที่วนิ จิ ฉัยใหต้ นแพ้คดี ท้ังสองกรณีน้ีกฎหมายกําหนดให้คู่พิพาทน้ันต้องใช้สิทธิ
ทางศาลเท่านั้น โดยคู่พิพาทฝ่ายท่ีแพ้คดีสามารถร้องขอต่อศาลเพิกถอนคําช้ีขาด เมื่อศาลรับคําร้อง
ขอให้เพิกถอนคําช้ีขาดดังกล่าวแล้ว ศาลจะต้องพิจารณาว่าคําชี้ขาดน้ันมีเหตุที่ศาลจะต้องเพิกถอน
หรือไม่ หากมีเหตุตามท่ีกฎหมายกําหนดศาลก็จะมีคําส่ังเพิกถอนคําชี้ขาดนั้นเสีย ตามมาตรา 40
แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และคู่พิพาทฝ่ายที่ชนะก็สามารถร้องขอให้ศาล
บังคับตามคําช้ีขาด ซ่ึงศาลจะต้องพิจารณาก่อนว่าการขอให้บังคับตามคําช้ีขาดนั้น มีกรณีที่ศาล
จะปฏิเสธไม่รับบังคับตามคําชี้ขาดหรือไม่ หากไม่ปรากฏว่ามีเหตุดังกล่าว ศาลก็จะออกคําบังคับ
ให้เป็นไปตามคําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 42 มาตรา 43 และมาตรา 44
แห่งพระราชบัญญัติเดยี วกนั

4.3.2 อํานาจศาลในการเพิกถอนและการบังคับตามคําชขี้ าดของอนญุ าโตตลุ าการ
คําช้ีขาดข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครองของอนุญาโตตุลาการ
ก็มีลักษณะคล้ายกับคําช้ีขาดข้อพิพาทเก่ียวกับสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครองของศาล
กล่าวคือ จะมีโครงสรา้ งแยกออกไดเ้ ป็น 4 สว่ น341 คือ
ส่วนท่ีหนึ่ง คือ การตีความกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาและข้อสัญญาท่ีพิพาทว่ามีความหมาย
อย่างไร ท้ังน้ี โดยคํานึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายและความประสงค์หรือเจตนารมณ์ในทางสุจริต
ของสญั ญา (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368)
ส่วนทส่ี อง คอื การรบั ฟังขอ้ เทจ็ จรงิ ซ่งึ กระทําโดยการรวบรวมพยานหลักฐานและช่ังนํ้าหนัก
พยานหลักฐานว่าคู่สญั ญาแตล่ ะฝ่ายไดท้ าํ อะไร ทไี่ หน เม่อื ไร อย่างไร
ส่วนที่สาม คือ การวินิจฉัยว่าตามข้อเท็จจริงที่รับฟังมาเป็นยุติแล้ว ถือได้ว่าคู่พิพาทฝ่ายท่ี
ถูกเรียกร้องประพฤติผิดสัญญาตามที่ได้หยั่งความหมายมาแล้วในส่วนท่ีหนึ่งหรือไม่ และหากคู่สัญญา
ฝ่ายน้ันประพฤติผิดข้อสัญญาดังกล่าว คู่สัญญาฝ่ายนั้นจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายฐานผิดสัญญา
ให้แก่คูพ่ พิ าทฝ่ายทเี่ รยี กรอ้ งเปน็ เงินจาํ นวนเท่าใด

341 วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, บันทึกความเห็นเก่ียวกับขอบเขตอํานาจศาลปกครองในการ
ตรวจสอบว่า การยอมรับหรือบังคับตามคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความ
สงบเรยี บร้อยหรอื ศลี ธรรมอันดขี องประชาชน หรือไม,่ หนา้ 1.

214

ส่วนที่สี่ คือ ผลการช้ีขาด หรืออีกนัยหน่ึง คําบังคับ (ข้อยุติข้อพิพาท) ซึ่งอาจเป็นการ
ยกข้อเรยี กรอ้ งของคูพ่ ิพาทฝา่ ยที่เรียกร้อง ในกรณีที่วินิจฉัยว่าการกระทําของคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกเรียกร้อง
ตามที่รับฟังเป็นยุติแล้วน้ัน ไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญา หรือเป็นให้คู่พิพาทฝ่ายที่ถูกเรียกร้องชําระเงิน
จํานวนหน่ึงให้แก่คู่พิพาทฝ่ายที่เรียกร้อง ในกรณีท่ีวินิจฉัยว่า การกระทําของคู่สัญญาฝ่ายท่ี
ถกู เรียกร้องเป็นการผดิ สญั ญา

พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 บัญญัติกําหนดเหตุท่ีศาลจะมีอํานาจเพิกถอน
คําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการ หรือทําคําส่ังปฏิเสธไม่รับบังคับตามคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้
ไว้อย่างจํากัด บางเหตุคู่พิพาทต้องยกข้ึนมากล่าวอ้างและพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ามีเหตุเช่นน้ันจริง
บางเหตุแค่ปรากฏต่อศาลว่ามเี หตเุ ชน่ นั้นก็เป็นการเพยี งพอแลว้

ในการเพิกถอนและการบังคับตามคําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการ ศาลปกครองจะต้อง
พิจารณาเหตุตามกฎหมายอยู่ 2 กรณี คือ กรณีแรก เหตุในการเพิกถอนคําชี้ขาด และกรณีท่ีสอง
เหตุในการปฏิเสธไม่รับบังคับตามคําชี้ขาด ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 มาตรา 43 และมาตรา 44
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 โดยเหตุตามกฎหมายท้ังสองกรณีดังกล่าวมีความ
คลา้ ยคลึงกันพอสรปุ ได้ ดังน้ี

เมื่อคู่พิพาทฝ่ายท่ีย่ืนขอให้เพิกถอนคําช้ีขาด หรือคู่พิพาทฝ่ายที่อยู่ในบังคับของคําช้ีขาด
ซึง่ โดยส่วนใหญ่แลว้ คูพ่ พิ าทสองประเภทดังกลา่ ว คือ ค่พู พิ าทฝ่ายทเี่ ปน็ ผ้แู พ้คดีในชัน้ อนญุ าโตตุลาการ
สามารถพิสจู น์ได้วา่

(1) คู่สัญญาตามสัญญาอนุญาโตตุลาการฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงเป็นผู้บกพร่องในเร่ือง
ความสามารถตามกฎหมายท่ีใชบ้ งั คับแกค่ ู่สัญญาฝ่ายนัน้

(2) สัญญาอนุญาโตตลุ าการไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแห่งประเทศที่คู่สัญญาได้ตกลง
กันไวห้ รือตามกฎหมายของประเทศท่ที ําคําชข้ี าดนน้ั ในกรณีที่ไม่มขี อ้ ตกลงดังกล่าว

(3) ไม่มีการแจ้งให้ผู้ซึ่งจะถูกบังคับตามคําช้ีขาดรู้ล่วงหน้าโดยชอบถึงการแต่งตั้ง
คณะอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ หรือบุคคลดังกล่าวไม่สามารถ
เข้าตอ่ สูค้ ดีในชัน้ อนญุ าโตตลุ าการไดเ้ พราะเหตปุ ระการอนื่

(4) คําช้ีขาดวินิจฉัยข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ
หรือคําช้ีขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ
แต่ถ้าคําชี้ขาดที่วินิจฉัยเกินขอบเขตนั้นสามารถแยกออกได้จากคําชี้ขาดส่วนที่วินิจฉัยในขอบเขตแล้ว
ศาลอาจบงั คับตามคาํ ชข้ี าดสว่ นท่ีวินิจฉยั อยู่ในขอบเขตแห่งสญั ญาอนญุ าโตตลุ าการหรอื ข้อตกลงนั้นกไ็ ด้

(5) องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนพิจารณาของ
คณะอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามท่ีคู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ หรือมิได้เป็นไปตามกฎหมาย
ของประเทศทีท่ ําคาํ ชีข้ าดในกรณีทีค่ ูพ่ ิพาทมิไดต้ กลงกันไว้ หรือ

(6) คําช้ีขาดยังไม่มีผลผูกพัน หรือได้ถูกเพิกถอน หรือระงับใช้เสียโดยศาลท่ีมี
เขตอํานาจหรือภายใต้กฎหมายของประเทศท่ีทําคําชี้ขาด เว้นแต่ในกรณีที่ยังอยู่ในระหว่างการขอให้
ศาลที่มีเขตอํานาจทําการเพิกถอนหรือระงับใช้ซ่ึงคําชี้ขาด ศาลอาจเลื่อนการพิจารณาคดีท่ีขอบังคับ
ตามคําชี้ขาดไปได้ตามท่ีเห็นสมควร และถ้าคู่พิพาทฝ่ายที่ขอบังคับตามคําชี้ขาดร้องขอ ศาลอาจสั่งให้

215

คู่พิพาทฝ่ายท่ีจะถูกบังคับวางประกันที่เหมาะสมก่อนก็ได้ (เหตุประการนี้ใช้เฉพาะกรณีการพิจารณา
ปฏเิ สธไม่รบั บังคบั คาํ ชีข้ าดเท่านน้ั )

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ปรากฏต่อศาล แม้จะไม่มีคู่พิพาทฝ่ายใดนําเสนอก็ตาม
กล่าวคือ หากปรากฏต่อศาลว่าคําช้ีขาดนั้นเกี่ยวกับข้อพิพาทท่ีไม่สามารถจะระงับโดยการ
อนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย หรือถ้าการบังคับตามคําช้ีขาดน้ันจะเป็นการขัดต่อความสงบ
เรยี บรอ้ ยหรอื ศลี ธรรมอันดีของประชาชน

ประเด็นสําคัญในการศึกษาหัวข้อน้ีคือ เหตุที่ปรากฏต่อศาลอันนําไปสู่การเพิกถอน
คําชี้ขาดหรือการปฏิเสธไม่รับบังคับตามคําช้ีขาด โดยเฉพาะกรณีท่ีการบังคับตามคําชี้ขาดน้ันจะเป็น
การขัดต่อความสงบเรยี บร้อยหรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชน

4.3.2.1 คําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการท่ีไม่สามารถระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้
ตามกฎหมาย

ในการตกลงมอบข้อพิพาทท่ีเกิดข้ึนแล้วหรืออาจจะเกิดข้ึนในอนาคตให้แก่
อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยช้ีขาดจะต้องทําเป็นสัญญาหรือข้อตกลง หากไม่มีสัญญาหรือข้อตกลง
ดังกล่าว อนุญาโตตุลาการก็ย่อมไม่มีอํานาจวินิจฉัยช้ีขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นได้ ดังน้ัน หากปรากฏ
ขอ้ เท็จจริงต่อศาลวา่ คําชขี้ าดของอนุญาโตตุลาการทําขึ้นโดยปราศจากสัญญาหรือข้อตกลงมอบข้อพิพาท
ให้อนุญาโตตุลาการ ทําให้คําชี้ขาดน้ันถูกทําขึ้นโดยปราศจากอํานาจและไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย
การดําเนินการต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนโดยอนุญาโตตุลาการรวมถึงคําช้ีขาดย่อมต้องเสียไป ซ่ึงเป็นเหตุให้ศาล
สามารถเพิกถอนคําชี้ขาดดังกล่าวได้ เน่ืองจากเป็นคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการท่ีไม่สามารถระงับ
โดยการอนุญาโตตลุ าการได้ตามกฎหมาย

นอกจากน้ี แม้ว่าการตกลงมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยช้ีขาดจะได้
ทําข้ึนโดยสัญญาหรือข้อตกลง แต่สัญญาหรือข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลผูกพันแค่ไหนเพียงใดก็จําต้อง
พิจารณาถึงหลักเกณฑ์เก่ียวกับความชอบด้วยของสัญญาหรือข้อตกลงนั้นว่าขัดต่อกฎหมายของ
ประเทศไทยหรือไม่ เชน่ กรณีท่คี สู่ ญั ญาฝ่ายใดฝ่ายหนึง่ มีข้อบกพรอ่ งเร่ืองความสามารถอันเป็นเหตุให้
นิติกรรมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีการทํานิติกรรมของผู้เยาว์ คนเสมือนไร้
ความสามารถ หรือคนไร้ความสามารถ เป็นต้น กรณีท่ีสัญญาทําขึ้นไม่ถูกต้องตามแบบท่ีกฎหมาย
กําหนด หรือคําชี้ขาดท่ีทําข้ึนนอกขอบเขตของสัญญามอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการ แม้กระท่ัง
การท่ีวัตถุประสงค์ของสัญญามีขึ้นเพ่ือระงับข้อพิพาทในมูลหนี้ท่ีขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบ
เรียบร้อยหรอื ศีลธรรมอนั ดีของประชาชน เช่น สญั ญาให้ระงับข้อพพิ าทอนั เกดิ จากการขายยาเสพติด

4.3.2.2 การบังคับตามคําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบ
เรยี บร้อยหรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชน

คําวา่ “ความสงบเรยี บรอ้ ยหรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชน” ยงั ไม่มีการให้คํานิยามไว้
เป็นการเฉพาะในกฎหมายฉบับใดฉบับหน่ึง แต่มีคํานิยามในทางวิชาการที่น่าสนใจของนักกฎหมายท่ี
มชี ื่อเสียงหลายทา่ น ดงั นี้

216

ศาสตราจารย์ ดร.เสาวนีย์ อัศวโรจน์ ใหค้ าํ นิยามไว้ว่า

ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หมายถึง มาตรฐานขั้นพ้ืนฐาน
ของสภาวะความเป็นอยู่ของประชาชนท่ีอยู่ร่วมกันในสังคม โดยมีความปลอดภัย
ในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน และในการดําเนินชีวิตโดยปรกติสุข ในเรื่องที่
เก่ียวกับสิ่งที่จําเป็นและสําคัญในประเทศที่เกี่ยวด้วยผลประโยชน์ของมหาชน
โดยทวั่ ไป เพอ่ื ความเป็นระเบียบเรยี บร้อยของประเทศชาตแิ ละสงั คม เช่น กฎหมาย
ศลี ธรรม เศรษฐกจิ การเมอื ง ศาสนา และสงั คมของประเทศ ซึ่งเป็นเร่ืองที่รัฐใช้เพื่อ
ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะของประเทศโดยส่วนรวมโดยผ่านทางศาล แต่ทั้งนี้
ก็ต้องใช้หลักดังกล่าวด้วยความระมัดระวัง เพราะโดยสภาพแล้ว ความสงบเรียบร้อย
ของประชาชนเป็นแนวความคิดที่มีพลวัต กล่าวคือ มีความเปล่ียนแปลงง่าย
เคลื่อนไหว ไม่หยุดน่ิง มีพัฒนาการเพ่ือตอบสนองต่อความต้องการของสังคม
ทเ่ี ปล่ยี นแปลงไป รวมทัง้ ทางการเมือง วฒั นธรรม ศีลธรรม เศรษฐกจิ และสังคม342

ศาสตราจารยพ์ ิเศษ หม่อมราชวงศ์เสนยี ์ ปราโมช ใหค้ ํานิยามไวว้ ่า

...อะไรเป็นความสงบเรียบร้อยของประชาชนน้ัน อธิบายว่า เป็นข้อห้ามซึ่งสังคม
บังคับแก่เอกชน เป็นการแสดงให้เห็นว่าสังคมย่อมอยู่เหนือเอกชน ท้ังนี้ เพ่ือสังคม
จะได้ดํารงอยู่ได้ และข้อท่ีควรจดจําก็คือที่ต้องการให้สังคมดํารงอยู่ได้นั้น ก็เพื่อให้
ความคุ้มครองปกปกั รกั ษาเอกชนซ่งึ อยใู่ นสังคมน้ันเอง...343

ศาสตราจารย์ ดร.จดี๊ เศรษฐบุตร ให้คํานยิ ามไว้วา่

...การท่ีจะให้คําจํากัดความว่า ความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีความหมาย
อย่างไรนั้นเป็นส่ิงที่ทําได้ยาก และคิดว่าคงไม่มีผู้ใดสามารถให้คําจํากัดความ
ได้อย่างสมบูรณ์ แต่จะกล่าวถึงแต่เพียงวัตถุประสงค์ของคําดังกล่าวนี้ อาจพูดได้ว่า
ความสงบเรียบร้อยของประชาชนมีความมุ่งหมายที่จะให้ยกขึ้นมาใช้ในกรณีที่
ผลประโยชน์ของส่วนรวมของสังคมขัดกับผลประโยชน์ส่วนตัว ผลประโยชน์
ส่วนรวมย่อมมีความสําคัญกว่า และเน่ืองจากเป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครอง
ผลประโยชน์ของสังคม ดังนั้น คู่กรณีจะแสดงเจตนาเป็นอย่างอื่นยกเลิกไม่นํา

342 เสาวนีย์ อัศวโรจน์, รายงานวิจัย เรื่อง แนวทางการตีความของศาลภายใต้หลักความ
สงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545
(กรงุ เทพมหานคร: สถาบันอนุญาโตตุลาการ, 2560), หน้า 14.

343 เสนีย์ ปราโมช, คําอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมและหน้ี,
เล่ม 1 (พระนคร: โรงพิมพ์อกั ษรสาสน์ , 2509), หน้า 148.

217

บทบัญญัติน้ันมาใช้บังคับไม่ได้ โดยสรุปความสงบเรียบร้อยของประชาชน
จึงหมายถึง ประโยชน์โดยท่วั ไปของประเทศชาติและสงั คม...344

ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ให้คาํ นิยามไว้ว่า

...ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ได้แก่ วินัยข้อบังคับแก่บุคคล เพื่อรักษาไว้
ให้มั่นคงซ่ึงความปลอดภัย และเพื่อรักษาความยุติธรรมให้มีอยู่ในความเก่ียวพัน
ระหว่างประชาชน และยังกินความตลอดถึงรัฐประศาสโนบายหรือความปลอดภัย
ของประเทศและบคุ คลภายในประเทศด้วย...345

ศาสตราจารยพ์ ิเศษ วริ ิยะ เกดิ ศิริ ให้คาํ นยิ ามไวว้ า่

...ความสงบเรียบร้อยของประชาชน คือ เร่ืองที่มิได้เกี่ยวด้วยส่วนได้เสียของเอกชน
ผู้เป็นคู่กรณีโดยเฉพาะ หากแต่เป็นเรื่องเกี่ยวด้วยผลประโยชน์ส่วนได้เสียทั่วไป
ของรัฐและสังคม หรือเกี่ยวด้วยผลประโยชน์ของมหาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ในเรอื่ งเกยี่ วกับการคุม้ ครองความปลอดภัยของประชาชน และการคมุ้ ครองส่วนได้เสีย
ของประชาชนในทางการเมอื งและทางเศรษฐกจิ ...346

อาจกล่าวได้ว่าความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนมีความหมาย
ท่ีมุ่งเน้นไปถึงการดูแลรักษาประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่ให้ผู้หน่ึงผู้ใดกระทําการอันละเมิดต่อกฎหมาย
ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งในการพิจารณาศึกษาเก่ียวกับคดีพิพาทประเภทนี้
มคี าํ พพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ หลายกรณีทนี่ ่าสนใจ

1) กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
ขัดต่อความสงบเรยี บร้อยของประชาชน

(1) กรณีท่ี 1 คดีพิพาทเก่ียวกับการฟ้องเพิกถอนคําชี้ขาดของ
คณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สํานักระงับข้อพิพาท สํานักงานศาลยุติธรรม
ข้อพิพาทหมายเลขดําที่ 29/2545 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 4/2547 ลงวันที่ 30 มกราคม 2547
ระหว่างสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี (ผู้ร้อง) กับ บริษัท ไอทีวี จํากัด (มหาชน) (ผู้คัดค้าน)
สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ทําสัญญาเข้าร่วมงานและดําเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ

344 จี๊ด เศรษฐบุตร, คําอธิบายกฎหมายนิติกรรมและหนี้, เล่ม 1 (พระนคร: โรงพิมพ์แสงทอง
การพมิ พ์, 2512), หนา้ 21.

345 อุกฤษ มงคลนาวิน, “ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน,” บทบัณฑิตย์
32, 1 (2518): 14.

346 วิริยะ เกิดศิริ, คําอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยนิติกรรมสัญญาและหนี้
(พระนคร: โรงพมิ พม์ หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 2517), หนา้ 17.

218

ยู เอช เอฟ มีกําหนดอายุสัญญา 30 ปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2538 โดยข้อ 11 ของสัญญา
เข้าร่วมงานฯ กําหนดว่า ผู้คัดค้านต้องนําเสนอรายการประเภทรายการข่าว สารคดี และสารประโยชน์
รวมกันไม่ตํ่ากว่าร้อยละ 70 ของเวลาออกอากาศท้ังหมด และช่วงเวลาระหว่าง 19.00 นาฬิกา
ถึง 21.30 นาฬิกา (Prime Time) จะต้องใช้สําหรับรายการประเภทดังกล่าวเท่าน้ัน ข้อ 5 วรรคหนึ่ง
ของสัญญาเข้าร่วมงานฯ กําหนดว่า ผู้คัดค้านตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ร้องเป็นอัตราร้อยละ
ของรายไดก้ อ่ นหักค่าใช้จ่ายและภาษอี ากร ดังน้ี ปีที่ 3 อัตราร้อยละ 22.5 ปีท่ี 4 - 6 อัตราร้อยละ 35
ปีท่ี 7 - 30 อตั ราร้อยละ 44 โดยผคู้ ัดคา้ นประกนั ผลประโยชนต์ อบแทนขัน้ ตํ่าให้แก่ผู้ร้อง ดังนี้ ปีที่ 3
ขั้นตํ่า ปีละ 300 ล้านบาท ปีที่ 4 - 10 เงินข้ันตํ่าเพ่ิมขึ้นปีละ 100 ล้านบาท ปีที่ 11 - 30 เงินขั้นต่ํา
รวมจาํ นวน 20,000 ล้านบาท ท้ังนี้ โดยเปรียบเทียบกับจํานวนเงินท่ีคํานวณได้ตามอัตราส่วนร้อยละ
ของรายได้ จํานวนไหนมากกว่าให้ถือตามจํานวนน้ัน นอกจากนี้ ข้อ 5 วรรคสี่ ของสัญญาเข้าร่วมงานฯ
กําหนดถึงกรณีท่ีผู้ร้องหรือหน่วยงานของรัฐให้สัมปทานอนุญาตหรือทําสัญญาใด ๆ กับบุคคลอ่ืน
เข้าดําเนินกิจการให้บริการส่งวิทยุโทรทัศน์ โดยมีการโฆษณาหรืออนุญาตให้โทรทัศน์ระบบบอกรับ
เป็นสมาชิกทําการโฆษณาได้ และเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านได้รับผลกระทบต่อฐานะทางการเงินอย่างรุนแรง
เมื่อผู้คัดค้านร้องขอ ผู้ร้องจะพิจารณาและเจรจากับผู้คัดค้านโดยเร็วเพื่อหามาตรการชดเชย
ความเสียหายท่ีผู้คัดค้านได้รับจากผลกระทบดังกล่าว ต่อมา ในปี พ.ศ. 2542 ผู้คัดค้านได้มีหนังสือ
ถึงผู้ร้องอ้างว่าได้รับผลกระทบต่อฐานะทางการเงินอย่างรุนแรง 3 กรณี ทําให้ผู้คัดค้านขายโฆษณา
ไดน้ อ้ ยลง ดงั น้ี กรณที ีห่ นึง่ กองทพั บกไดท้ ําสญั ญาต่างตอบแทน (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2541)
ลงวันท่ี 15 พฤษภาคม 2541 ให้บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จํากัด เช่าและใช้เวลาออกอากาศ
ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 มีกําหนดระยะเวลา 25 ปี นับแต่วันทําสัญญาและกําหนด
ค่าเช่าเวลาตลอดอายุสัญญา เป็นเงิน 4,670 ล้านบาท กรณีที่สอง บริษัท ยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง
คอร์ปอเรชน่ั จาํ กดั (มหาชน) ใหบ้ รกิ ารโทรทศั นร์ ะบบบอกรับสมาชิกโดยห้ามมีการโฆษณา แต่บริษัท
ดังกล่าวได้มีการให้บริการโฆษณาทางโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกดังกล่าว และกรณีที่สาม
สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งห้ามมิให้มีการโฆษณา ได้ทําการ
โฆษณาในช่วงการถ่ายทอดสดกีฬาซีเกมส์ ครั้งท่ี 20 และการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ปี 2000
และหลังจากน้ันก็ยังคงออกอากาศโดยมีการโฆษณาอย่างต่อเน่ืองจนถึงปัจจุบัน ผู้คัดค้านขอให้ผู้ร้อง
พิจารณาหามาตรการเพ่ือชดเชยความเสียหายแก่ผู้คัดค้านตามข้อ 5 วรรคส่ี ของสัญญาเข้าร่วมงานฯ
โดยปรบั ลดค่าสัมปทานลง และยกเลกิ ขอ้ กาํ หนดในเรื่องสัดส่วนเน้ือหาสาระของรายการและข้อจํากัด
เร่ืองผังรายการ ผู้ร้องพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้คัดค้านมิได้รับความเสียหายทางการเงินอย่างรุนแรง
แต่อย่างใด ผู้คัดค้านไม่เห็นด้วยจึงเสนอข้อพิพาทต่อสํานักงานอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม
หลังจากนั้น คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคําวินิจฉัยชี้ขาดในข้อพิพาทหมายเลขดําที่ 29/2545
หมายเลขแดงท่ี 4/2547 ลงวันที่ 30 มกราคม 2547 ว่า กรณีดังกล่าวนี้ ผู้คัดค้านได้รับผลกระทบต่อ
ฐานะทางการเงินอย่างรุนแรงเข้าเง่ือนไขตามข้อ 5 วรรคสี่ ของสัญญาเข้าร่วมงานฯ ผู้คัดค้าน
ได้ร้องขอให้ผู้ร้องพิจารณาชดเชยความเสียหายแล้ว แต่ผู้ร้องไม่รับพิจารณา ผู้ร้องปฏิบัติผิดสัญญา
จึงวินิจฉัยให้ผู้ร้องชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้คัดค้านกรณีกรมประชาสัมพันธ์ยอมให้สถานีวิทยุ
โทรทศั นแ์ ห่งประเทศไทย ชอ่ ง 11 มกี ารโฆษณา เปน็ เงนิ จํานวน 20 ลา้ นบาท ใหป้ รบั ลดผลประโยชน์
ตอบแทนตามข้อ 5 วรรคหน่ึง ของสัญญาให้เหลือเท่ากับจํานวนค่าเช่าอัตราสูงสุดที่บริษัท กรุงเทพ

219

โทรทัศน์และวิทยุ จํากัด ชําระให้แก่กองทัพบก คือ ปีละ 230 ล้านบาท โดยไม่ต้องชําระเงินขั้นต่ํา
เพิ่มขึ้นในแต่ละปีอีก และให้ปรับลดเงินผลประโยชน์ตอบแทนเป็นอัตราร้อยละจากเดิมลงเหลือ
เท่ากับอัตราสูงสุดท่ีบริษัท ยูไนเต็ด บรอดคาสต้ิงคอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ชําระให้แก่ อ.ส.ม.ท.
ตามสัญญาร่วมดําเนินกิจการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิก คือ อัตราร้อยละ 6.5 ของรายได้
ก่อนหักค่าใช้จ่ายและภาษีอากรใด ๆ แล้วแต่จํานวนใดมากกว่าให้ชําระตามจํานวนท่ีมากกว่าน้ัน
ใหผ้ รู้ ้องคนื เงนิ ผลประโยชน์ตอบแทนขน้ั ตา่ํ ท่ผี คู้ ัดค้านได้ชําระโดยมีเง่ือนไขระหว่างพิจารณาข้อพิพาท
ให้แก่ผู้คัดค้าน จํานวน 570 ล้านบาท ให้ผู้คัดค้านสามารถออกอากาศในช่วงเวลา Prime Time
คือ ช่วงเวลาระหว่าง 19.00 นาฬิกา ถึง 21.30 นาฬิกา ได้โดยไม่ต้องถูกจํากัดเฉพาะรายการข่าว
สารคดีและสารประโยชน์เท่านั้น และให้ปรับสัดส่วนการเสนอรายการข่าว สารคดี และสารประโยชน์
จากเดิมไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของเวลาออกอากาศทั้งหมด เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของเวลา
ออกอากาศทัง้ หมด

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า สัญญาเข้าร่วมงานและดําเนินการสถานี
วิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2538 มีวัตถุประสงค์ในการจัดทําบริการ
สาธารณะ การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวจึงต้องคํานึงถึงขอบเขตอํานาจหน้าท่ีที่ผู้ร้องได้รับ
มอบหมายมา ซึ่งในกรณีน้ี ผู้ร้องมิได้มีอํานาจตัดสินในเร่ืองผลประโยชน์ของรัฐ แต่อํานาจในการ
ตัดสินใจดังกล่าว กฎหมายกําหนดให้คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดของฝ่ายบริหารเป็นผู้มีอํานาจ
ตัดสินใจแทนรัฐได้ อีกทั้งยังต้องคํานึงถึงผลกระทบท่ีมีต่อประโยชน์สาธารณะอีกด้วย การเพ่ิมเติม
สัญญาเข้าร่วมงานฯ ข้อ 5 วรรคส่ี โดยมิได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จึงส่งผลกระทบต่อ
ประโยชน์สาธารณะและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เม่ือได้วินิจฉัยแล้วว่า ข้อ 5 วรรคสี่
ของสัญญาเข้าร่วมงานฯ ไม่มีผลผูกพันรัฐตามกฎหมาย คณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่อาจมีคําช้ีขาดว่า
ผู้ร้องปฏิบัติผิดสัญญาเข้าร่วมงานฯ ข้อ 5 วรรคสี่ ดังนั้น จึงมีกรณีที่ปรากฏต่อศาลว่า การยอมรับ
หรอื การบังคบั ตามคาํ ช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยในประเด็นที่สองของคําชี้ขาดว่า ผู้ร้อง
ปฏิบัติผิดสัญญาเข้าร่วมงานฯ ข้อ 5 วรรคสี่ เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ
ประชาชนตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) แหง่ พระราชบญั ญตั ิอนุญาโตตลุ าการ พ.ศ. 2545

นอกจากน้ี สัญญาเข้าร่วมงานฯ น้ี เป็นสัญญาที่รัฐให้สัมปทานแก่
ผู้คัดค้านในการจัดให้มีสถานีวิทยุโทรทัศน์และดําเนินการส่งวิทยุโทรทัศน์อันเป็นบริการสาธารณะ
โดยมีการกําหนดไว้ในข้อ 11 ของสัญญาเข้าร่วมงานฯ ว่า ผู้คัดค้านต้องนําเสนอรายการประเภทข่าว
สารคดี และสารประโยชน์ รวมกันไม่ต่ํากว่าร้อยละ 70 ของเวลาออกอากาศท้ังหมด และระยะเวลา
ระหว่าง 19 นาฬิกา ถึง 21.30 นาฬิกา นั้น จะต้องใช้สําหรับรายการประเภทนี้เท่าน้ัน ซึ่งสัญญาข้อนี้
ถือว่าเป็นสาระสําคัญของการจัดทําบริการสาธารณะและเป็นวัตถุประสงค์ในการจัดต้ังสถานีวิทยุ
โทรทัศน์น้ีขึ้นมา คําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้จึงมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสาระสําคัญ
ของการจดั ทําบริการสาธารณะ ซง่ึ เป็นเรื่องทอี่ ยู่ในขอบเขตอาํ นาจและความรับผดิ ชอบของรัฐ มิใช่อยู่ใน
อํานาจของคณะอนุญาโตตุลาการซ่ึงเป็นเพียงเอกชนที่ได้รับแต่งตั้งจากคู่สัญญาให้มาทําหน้าท่ี
วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทตามสัญญาเข้าร่วมงานฯ ซึ่งข้อพิพาทตามสัญญาเข้าร่วมงานฯ ระหว่างผู้ร้อง
กับผู้คัดค้านเป็นข้อพิพาทเก่ียวกับความเสียหายของผู้คัดค้านและการชดเชยความเสียหายให้แก่
ผู้คัดค้าน มิใช่เป็นข้อพิพาทเก่ียวกับข้อ 11 ของสัญญาเข้าร่วมงานฯ อันเป็นสาระสําคัญของ

220

การให้สัมปทานการจัดทําบริการสาธารณะในเร่ืองนี้แก่ผู้คัดค้าน คําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ
ในส่วนน้ีจึงเป็นกรณีท่ีปรากฏต่อศาลว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคําช้ีขาดดังกล่าว จะเป็นการ
ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)
แหง่ พระราชบญั ญัตอิ นุญาโตตลุ าการ พ.ศ. 2545347

กล่าวโดยสรุปคือ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญา
เข้าร่วมงานและดําเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2538
ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดทําบริการสาธารณะนั้น กฎหมายกําหนดให้เป็นอํานาจของคณะรัฐมนตรี
เม่ือคณะรัฐมนตรีไม่ได้มอบหมายให้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอํานาจแก้ไขเพ่ิมเติม
สัญญาดังกล่าวแทนคณะรัฐมนตรี ดังน้ัน การแก้ไขเพ่ิมเติมสัญญาดังกล่าว ข้อ 5 วรรคส่ี ท่ีไม่ได้ผ่าน
ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงเป็นการดําเนินการโดยปราศจากอํานาจ อันมีผลกระทบต่อ
ประโยชน์สาธารณะและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยว่า
สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีกระทําผิดสัญญาที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว คําช้ีขาดในส่วนนี้
จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ประกอบกับคณะอนุญาโตตุลาการในคดีน้ียังได้ช้ีขาด
ในประเด็นเก่ียวกับสัดส่วนของรายการประเภทข่าว สารคดี และสารประโยชน์ ท่ีออกอากาศในช่วง
Prime Time อันเป็นสาระสําคัญของการจัดทําบริการสาธารณะและเป็นวัตถุประสงค์ในการจัดต้ัง
สถานีวิทยุโทรทัศน์นี้ข้ึนมา คําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนน้ีจึงมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง
สาระสําคัญของการจัดทําบริการสาธารณะ ซ่ึงเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตอํานาจและความรับผิดชอบ
ของรัฐ มิใช่อยู่ในอํานาจของคณะอนุญาโตตุลาการ คําช้ีขาดในส่วนน้ีจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ของประชาชน อนั เปน็ เหตุให้ศาลต้องเพิกถอนคําชี้ขาดของอนญุ าโตตลุ าการในคดีน้ี

(2) กรณีที่ 2 คดีพิพาทเก่ียวกับการฟ้องขอให้เพิกถอนคําชี้ขาด
อนุญาโตตุลาการ ระหว่าง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ผู้ร้อง กับ ห้างหุ้นส่วนจํากัด
หริตวรรุ่งเรือง โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน โดยมีสาระสําคัญสรุปว่า ผู้ร้องในฐานะผู้ว่าจ้าง
ได้ตกลงทําสัญญาจา้ งกอ่ สร้างระบบชลประทานและโรงไฟฟ้า โครงการห้วยยะโม่ จังหวัดตาก ลงวันที่
30 กันยายน 2539 กับผู้คัดค้านในฐานะผู้รับจ้าง โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้คัดค้านทําการก่อสร้างระบบ
ชลประทานและโรงไฟฟ้าแก่ผู้ร้อง และผู้ร้องจะจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้คัดค้านเป็นการตอบแทน
ตามเนื้องานที่ทําสําเร็จในแต่ละงวดงาน ในการปฏิบัติตามสัญญา เม่ือผู้คัดค้านได้ส่งมอบงานงวดที่ 1
ถึงงวดที่ 9 ต่อผู้ร้อง ผู้ร้องก็ได้เบิกจ่ายเงินค่าจ้างต้ังแต่งวดท่ี 1 ถึงงวดที่ 9 ให้แก่ผู้คัดค้านครบถ้วนแล้ว
สาํ หรบั งานงวดท่ี 10 ผู้คัดค้านส่งมอบงานเมื่อวันท่ี 29 ธันวาคม 2542 และคณะกรรมการตรวจการจ้าง
ได้ตรวจรับงานไว้แล้ว แต่ผู้ร้องไม่สามารถเบิกจ่ายเงินค่าจ้างงวดที่ 10 ให้แก่ผู้คัดค้านได้ ผู้คัดค้าน
จึงได้ติดตามทวงถามให้ผู้ร้องจ่ายเงินค่าจ้างงวดที่ 10 ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แต่ผู้ร้อง
ก็มิได้จ่ายเงินให้แก่ผู้คัดค้านภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงหยุดดําเนินการก่อสร้างพร้อมกับมี
หนังสือบอกเลิกสัญญากับผู้ร้อง ต่อมา ผู้ร้องได้จ่ายเงินค่าจ้างงวดที่ 10 แก่ผู้คัดค้าน ซ่ึงผู้ร้องเห็นว่า
ผู้คัดค้านไม่สามารถทํางานให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาตามสัญญา จึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้าน

347 คาํ พพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อ. 349/2549

221

ชําระเงินค่าปรับตามสัญญานับแต่วันพ้นกําหนดเวลาส่งมอบงาน และมีหนังสือบอกเลิกสัญญา
กับผู้คดั คา้ น หลงั จากน้นั ผู้ร้องได้ว่าจา้ งผู้รับเหมารายใหมม่ าทํางานต่อจากผูค้ ดั คา้ น

ผู้คัดค้านได้ย่ืนเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สํานักระงับ
ข้อพิพาท สํานักงานศาลยุติธรรม เป็นข้อพิพาทหมายเลขดําที่ 62/2543 โดยอ้างว่า ผู้ร้องเป็นฝ่าย
ผิดนัดและผิดสัญญา ทําให้ผู้คัดค้านได้รับความเสียหาย โดยขอให้ผู้ร้องชําระเงินแก่ผู้คัดค้านจํานวน
71,221,215.77 บาท พร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นข้อเรียกร้องจนกว่า
ผู้ร้องชําระเสร็จส้ิน และให้ผู้ร้องคืนหนังสือคํ้าประกันของธนาคารทหารไทย จํากัด (มหาชน) จํานวน
9 ฉบับ หากไม่สามารถคืนหนังสือค้ําประกันได้ ให้ผู้ร้องชดใช้เงินจํานวน 12,000,000 บาท
แก่ผู้คัดค้าน กับให้ผู้ร้องออกหนังสือรับรองผลงานให้กับผู้คัดค้านตามผลงานที่ผู้คัดค้านได้ดําเนินการ
แลว้ เสร็จ

ผู้ร้องไดย้ น่ื คําคัดค้านและเสนอข้อเรียกร้องแย้งต่อคณะอนุญาโตตุลาการว่า
การท่ผี ้รู ้องจ่ายเงินค่าจ้างล่าช้าเกิดจากผู้คัดค้านทําการก่อสร้างไม่ถูกต้องตามสัญญา และการจ่ายเงิน
ค่าจ้างล่าช้ามิได้เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านมีสิทธิบอกเลิกสัญญา เม่ือผู้คัดค้านไม่สามารถทํางานก่อสร้าง
ให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลา ผู้คัดค้านมีหน้าท่ีต้องชําระค่าปรับแก่ผู้ร้องเป็นเงินจํานวน
18,294,640 บาท กับชําระค่าเสียหายจากการที่ผู้ร้องได้ว่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่มาทํางานต่อจาก
ผู้คัดค้านซ่ึงมีเงินค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้นจํานวน 1,455,862.46 บาท แก่ผู้ร้อง โดยผู้ร้องขอให้
คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดและบังคับให้ผู้คัดค้านชําระเงินแก่ผู้ร้องจํานวน 19,750,862.46 บาท
พร้อมกับดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเสนอข้อเรียกร้องแย้ง
จนกว่าจะชาํ ระเสร็จ และขอริบหลกั ประกนั ทั้งหมด

คณะอนุญาโตตุลาการมีคําชี้ขาดเป็นข้อพิพาทหมายเลขแดงท่ี 15/2550 ว่า
ผู้คัดค้านส่งมอบงานงวดท่ี 10 และคณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจรับงานแล้ว ผู้ร้องจึงมีหน้าท่ี
ต้องจ่ายเงินค่าจ้างงวดที่ 10 ให้แก่ผู้คัดค้าน โดยผู้คัดค้านได้มีหนังสือติดตามทวงถามเงินค่าจ้าง
ดังกล่าวโดยให้ผู้ร้องจ่ายเงินภายใน 3 วัน นับแต่วันท่ีได้รับหนังสือ ซ่ึงเจ้าหน้าที่ของผู้ร้องได้รับไว้แล้ว
ผู้ร้องจึงมีหน้าท่ีต้องจ่ายเงินค่าจ้างงวดท่ี 10 ภายในวันท่ี 20 มีนาคม 2543 เมื่อผู้ร้องมิได้จ่ายเงิน
ค่าจ้างงวดที่ 10 ภายในกําหนดเวลาดังกล่าว จึงถือว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดนัดและผิดสัญญา ผู้คัดค้าน
จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 387 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่ผู้คัดค้าน
มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับผูร้ อ้ ง จงึ เป็นการบอกเลิกสญั ญาโดยชอบดว้ ยกฎหมาย เมื่อสัญญาระหว่าง
ผู้ร้องกับผู้คัดค้านเลิกกันแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจําต้องให้อีกฝ่ายหน่ึงกลับคืนสู่ฐานะดังท่ีเป็นอยู่เดิม
ส่วนการงานอันได้กระทําให้แก่กัน ให้ชดใช้คืนด้วยเงินตามควรค่าแห่งการน้ันโดยไม่กระทบกระเทือน
ต่อสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามมาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนหนังสือ
บอกเลิกสญั ญาของผ้รู ้องเป็นการบอกเลิกสัญญาหลงั จากผ้คู ัดค้านไดใ้ ชส้ ทิ ธบิ อกเลกิ สัญญาตามกฎหมาย
โดยชอบแล้ว การบอกเลิกสัญญาของผู้ร้องจึงไม่มีผลทางกฎหมาย โดยคณะอนุญาโตตุลาการ
มีคําช้ีขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมแก่ผู้คัดค้านเป็นเงินจํานวน 29,455,811.94 บาท พร้อมดอกเบ้ีย
ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นข้อเรียกร้องหรือเสนอข้อพิพาท (วันที่ 1 ธันวาคม 2543)
เป็นต้นไปจนกว่าถึงวันชําระเสร็จ และให้ผู้ร้องคืนหนังสือคํ้าประกันของธนาคารทหารไทย จํากัด
(มหาชน) จํานวน 9 ฉบับ ให้แก่ผู้คัดค้าน หากคืนไม่ได้ ให้ชดใช้ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือ

222

ค้ําประกันดังกล่าวเป็นเงิน 530,916.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ย่ืน
ข้อเรียกร้องหรือเสนอข้อพิพาท (เม่ือวันที่ 1 ธันวาคม 2543) เป็นต้นไปจนถึงวันชําระเสร็จ
ใหแ้ กผ่ คู้ ดั คา้ น

ผู้ร้องจึงได้ยื่นคําร้องต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนคําช้ีขาดของ
คณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สํานักระงับข้อพิพาท สํานักงานศาลยุติธรรม
ข้อพิพาทหมายเลขดําที่ 62/2543 หมายเลขแดงท่ี 15/2550 ดังกล่าว ซึ่งศาลปกครองกลาง
มีคําพิพากษาว่า คําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นคําช้ีขาดตามหลักเกณฑ์และขอบเขต
ที่กฎหมายกําหนด และเป็นไปตามประเด็นข้อพิพาทว่าคู่พิพาทฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา
มีความเสียหายเกิดข้ึนมากน้อยเพียงใด อีกท้ังการช้ีขาดเก่ียวกับค่าเสียหายที่ผู้ร้องเห็นว่าไม่ชอบน้ัน
ก็เป็นการพิจารณาตามคําขอของผู้เสนอข้อพิพาท อันเป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทตามขอบเขตของ
สัญญาอนุญาโตตุลาการ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เม่ือคําชี้ขาด
ของคณะอนุญาโตตุลาการไม่มีลักษณะต้องห้ามอันจะทําให้ถูกเพิกถอนตามมาตรา 40
แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 จึงไม่มีกรณีที่ศาลปกครองจะเพิกถอนคําช้ีขาด
ของอนญุ าโตตุลาการ พิพากษายกคําร้อง

ผรู้ อ้ งยื่นอทุ ธรณค์ ําพิพากษาศาลปกครองชนั้ ต้นตอ่ ศาลปกครองสูงสดุ
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ร้องได้ตกลงทําสัญญาจ้างก่อสร้างระบบ
ชลประทานและโรงไฟฟ้า โครงการห้วยยะโม่ จังหวัดตาก กับผู้คัดค้าน ซึ่งระบบชลประทาน
และโรงไฟฟ้าที่ผู้คัดค้านทําการก่อสร้างน้ัน ถือว่าเป็นทรัพย์สินท่ีผู้ร้องในฐานะหน่วยงานทางปกครอง
ใช้เป็นเครื่องมือโดยตรงในการจัดทําบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนได้ใช้ในส่ิงอุปโภค
ที่จําเป็นต่อการดําเนินชีวิต สัญญาระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านจึงอยู่ในประเภทของสัญญาจัดให้มี
ส่ิงสาธารณูปโภค อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง
ศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542
การที่ผู้คัดค้านยกเอาเหตุที่ผู้ร้องผิดนัดชําระหนี้มาบอกเลิกสัญญา
ตามมาตรา 387 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยทําให้การจัดทําบริการสาธารณะของผู้ร้อง
ต้องหยุดชะงัก ผู้คัดค้านไม่อาจกระทําได้ ดังน้ัน คําวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ว่า
ผู้คัดค้านมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 387 แห่งประมวลกฎหมายข้างต้น และการที่ผู้คัดค้าน
มีหนังสือลงวันที่ 23 มีนาคม 2543 บอกเลิกสัญญากับผู้ร้อง เป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วย
กฎหมาย จึงเป็นคําช้ีขาดท่ีฝ่าฝืนต่อมาตรา 34 วรรคส่ี แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545
ซ่ึงถือว่าคําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 15/2550 ไม่อยู่ในขอบเขต
ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ และการยอมรับหรือการบังคับตามคําชี้ขาดนั้น จะเป็นการขัดต่อ
ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) และ (2) (ข)
แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อศาลได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา สัญญา
ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านจึงต้องดําเนินต่อไป แต่ผู้คัดค้านกลับหยุดดําเนินการก่อสร้างต้ังแต่วันท่ี 22
มีนาคม 2543 ท้ังที่งานก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จตามสัญญา การหยุดดําเนินการก่อสร้างของผู้คัดค้าน
ดังกล่าวจึงทําให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายเช่นกัน แต่คณะอนุญาโตตุลาการยังมิได้พิจารณา
ความเสยี หายของผรู้ อ้ งตามขอ้ เรยี กร้องแยง้ คดจี งึ มีเหตุอนั สมควรทศี่ าลปกครองจะพพิ ากษาให้เพิกถอน

223

คําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวท้ังหมดเพื่อให้คู่พิพาททั้งสองฝ่ายได้นําข้อพิพาทเข้าสู่
กระบวนการอนุญาโตตุลาการอีกคร้ังหน่ึง พิพากษากลับเป็นให้เพิกถอนคําชี้ขาดของคณะ
อนุญาโตตุลาการ ขอ้ พิพาทหมายเลขแดงท่ี 15/2550348

2) กรณีทศี่ าลปกครองสงู สุดวินิจฉัยว่าคําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ขัดต่อ
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(1) กรณีท่ี 1 คดพี ิพาทระหว่างบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จํากัด ผู้ร้อง
กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผู้คัดค้าน และที่ อ. 933/2561 ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
(กทพ.) ผรู้ ้อง กบั บริษัท ทางดว่ นกรงุ เทพเหนอื จํากดั (NECL) ผูค้ ดั คา้ น ในคดพี ิพาทเก่ียวกับคําช้ีขาด
ของอนุญาโตตุลาการในสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน – ปากเกร็ด ระหว่างคู่พิพาทท้ังสองฝ่าย
กรณีบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จํากัด ได้ย่ืนคําเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการอ้างว่า
กรมทางหลวงได้ตกลงทําสญั ญาจ้างบรษิ ทั อติ าเลียนไทยดเี วล๊อปเมนต์ จาํ กดั (มหาชน) ให้ดําเนินการ
สํารวจ ออกแบบ และก่อสร้างทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ส่วนต่อขยายช่วงอนุสรณ์สถาน
แห่งชาติ – รังสิต โดยเส้นทางดังกล่าวมีลักษณะเป็นทางแข่งขันตามข้อ 16 ของสัญญาดังกล่าว
การเปิดใช้ทางยกระดับดังกล่าวเป็นผลทําให้ผู้คัดค้านได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างรุนแรง ขอให้ผู้ร้อง
ชดเชยรายได้ค่าผ่านทางส่วนท่ีไม่ถึงประมาณการในปี พ.ศ. 2542 และปี พ.ศ. 2543 รวมเป็นเงิน
ท้งั ส้นิ 1,790,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาขอ้ 25.6 จนกวา่ จะชําระเสร็จแกต่ น

คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่า กรมทางหลวงโดยความเห็นชอบของ
คณะรัฐมนตรีได้ดําเนินการต่อขยายทางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์ จากอนุสรณ์สถานแห่งชาติ
ไปจนถงึ ห้างสรรพสินค้าฟวิ เจอร์พารค์ รงั สิต และไดเ้ ปดิ ใหบ้ รกิ ารเมื่อเดือนธันวาคม 2541 อันมีลักษณะ
เป็นทางแข่งขันตามข้อ 16 ของสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน – ปากเกร็ด จึงมีปัญหา
ที่จะต้องพิจารณาว่า การที่ทางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์ถูกทําให้เป็นทางท่ีมีลักษณะแข่งขันกับทางด่วน
สายบางปะอิน – ปากเกร็ด เป็นเหตุให้เกิดผลกระทบอย่างแรงแก่ทางด่วน กล่าวคือ เป็นเหตุให้
ปริมาณการจราจรที่ใช้ทางด่วนสายบางปะอิน – ปากเกร็ด ลดลงเท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5
ของปริมาณรถท่ีประมาณการไว้ในปี พ.ศ. 2542 และปี พ.ศ. 2543 หรือไม่ และหรือรายได้ค่าผ่านทางด่วน
สายบางปะอิน – ปากเกร็ด ลดลงในอัตราเท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5 ของรายได้ค่าผ่านทาง
ที่ประมาณการไวใ้ นปี พ.ศ. 2542 และปี พ.ศ. 2543 หรือไม่ โดยบริษัทผู้ทําหน้าที่วิศวกรอิสระในการ
พิจารณาและรับรองค่าชดเชยตามสัญญาดังกล่าว ได้นําปริมาณการจราจรของทางด่วนสายบางปะอิน –
ปากเกร็ด (จํานวนรถ) ท่ีประมาณการไว้ในปี พ.ศ. 2542 คือ 22.55 ล้านคัน ซึ่งลบด้วยปริมาณรถ
ที่ใช้ทางด่วนจริงคือ 4.03 ล้านคัน ผลลัพธ์ท่ีได้ คือปริมาณรถที่ใช้ทางจริงน้อยกว่าประมาณการ
18.52 ล้านคัน คิดเป็น 82% และทํารายได้ประมาณการในปี พ.ศ. 2542 คือ 902 ล้านบาท ซึ่งลบด้วย
รายได้ทเี่ ก็บได้จรงิ คือ 171.2 ลา้ นบาท ผลลัพธ์ท่ไี ด้คือ รายได้จริงลดลงจากที่ประมาณการ 730.8 ล้านบาท
คิดเป็น 81% ของรายได้ประมาณการ สําหรับปี พ.ศ. 2543 ก็ทําโดยวิธีเดียวกัน คือ ปริมาณ
การจราจรของทางด่วนสายบางปะอิน – ปากเกร็ด ท่ีประมาณการไว้ จํานวน 32.15 ล้านคัน ลบด้วย
ปริมาณรถที่วิ่งบนทางด่วนจริง 6.31 ล้านคัน ผลลัพธ์ท่ีได้ คือ ปริมาณรถที่ว่ิงจริงน้อยกว่าประมาณการ

348 คําพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 676/2554

224

25.8 ล้านคัน คิดเป็น 80% ของปริมาณประมาณการ และรายได้ประมาณการของทางด่วน
สายบางปะอิน – ปากเกร็ด คือ 1,287 ล้านบาท ลบด้วยรายได้จริง 277.8 ล้านบาท ผลลัพธ์ที่ได้
คอื รายได้จริงนอ้ ยกวา่ รายไดป้ ระมาณการ 1,052 ลา้ นบาท คิดเป็น 82% ของรายได้ประมาณการ

คณะอนุญาโตตุลาการเหน็ ว่า ตามสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอนิ –
ปากเกร็ด ได้กาํ หนดไว้วา่ ในกรณที ่ีเกดิ ขอ้ พิพาทใด ๆ อันเนื่องมาจากหรือเก่ียวข้องกับผลกระทบจาก
การลดลงของปริมาณการจราจร กทพ. หรือ NECL จะเสนอเรื่องดังกล่าวต่อวิศวกรอิสระ
เพ่ือพิจารณา โดยให้คําวินิจฉัยของวิศวกรอิสระเป็นที่สุด และมีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ดังน้ัน
ในการพิจารณาและรับรองค่าชดเชยตามสัญญาดังกล่าวจึงต้องถือตามความเห็นของวิศวกรอิสระ
ที่เห็นว่า รายได้ของทางด่วนสายบางปะอิน – ปากเกร็ด สําหรับปี พ.ศ. 2542 น้อยกว่าประมาณการ
730.8 ล้านบาท และรายได้สําหรับปี พ.ศ. 2543 น้อยกว่าประมาณการ 1,059.2 ล้านบาท
คณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สํานักงานศาลยุติธรรม ตามข้อพิพาทหมายเลขดําท่ี
124/2547 หมายเลขแดงท่ี 83/2551 จึงมีคําช้ีขาดให้ กทพ. จ่ายเงินให้ NECL สําหรับปี พ.ศ. 2542
จาํ นวน 730.8 ลา้ นบาท พรอ้ มดว้ ยดอกเบ้ยี ในอตั ราท่กี าํ หนดตามสญั ญาข้อ 25.6 ของต้นเงินดังกล่าว
นับตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไป และสําหรับปี พ.ศ. 2543 จํานวน 1,059.2 ล้านบาท
พร้อมท้ังดอกเบี้ยในอัตราท่ีกําหนดตามสัญญาข้อ 25.6 ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันท่ี 22
มีนาคม 2544 เปน็ ตน้ ไป จนกวา่ จะชําระเสรจ็ สน้ิ

NECL ได้ยน่ื คาํ ร้องตอ่ ศาลปกครองกลางเพ่ือขอให้ศาลบังคับให้เป็นไปตาม
คําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการ ส่วน กทพ. ก็ยื่นคําร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ศาลเพิกถอน
คําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการน้ันเสีย ซึ่งศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วมีคําพิพากษาให้ยกคําร้อง
ของ กทพ. และพพิ ากษาใหบ้ ังคบั ตามคําชีข้ าดของคณะอนุญาโตตุลาการตามคาํ ร้องของ NECL

กทพ. ย่ืนอุทธรณ์คําพิพากษาทั้งสองฉบับของศาลปกครองกลาง
ตอ่ ศาลปกครองสงู สุด

ศาลปกครองสูงสุดโดยท่ีประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด
มคี าํ วนิ ิจฉยั แยกเป็น 3 ประเด็น คอื

ประเด็นที่ 1 ศาลปกครองสูงสุดอาจรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไว้พิจารณา
ไดห้ รือไม่ ซึง่ จะไดน้ าํ มาอธิบายในหัวข้อต่อไป

ประเด็นที่ 2 ขอบเขตอํานาจศาลปกครองในการตรวจสอบว่าการยอมรับ
หรือการบังคับตามคําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการท่ีชี้ขาดข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
จะเป็นการขัดตอ่ ความสงบเรียบรอ้ ยหรอื ศีลธรรมอันดขี องประชาชนหรือไม่ มีเพียงใด ซึ่งได้อธิบายไปแล้ว
ในหวั ขอ้ 4.3.1.1

ประเด็นท่ี 3 การยอมรับหรือการบังคับตามคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ
สถาบันอนญุ าโตตุลาการ สํานักงานศาลยุติธรรม ตามข้อพิพาทหมายเลขดําที่ 124/2547 หมายเลขแดง
ที่ 83/2551 ที่ช้ีขาดให้ผู้คัดค้านชําระเงินค่าชดเชยรายได้ท่ีลดลงจากประมาณการให้แก่ผู้ร้อง
สําหรับปี พ.ศ. 2542 จํานวน 730,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และสําหรับปี พ.ศ. 2543 จํานวน
1,059,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี
ของประชาชน หรือไม่

225

ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดโดยเสียงข้างมากเห็นว่า
การยอมรับหรือการบังคับตามคําชข้ี าดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบนั อนุญาโตตุลาการ สํานักงาน
ศาลยุติธรรม ตามข้อพิพาทหมายเลขดําที่ 124/2547 หมายเลขแดงที่ 83/2551 ไม่เป็นการขัดต่อ
ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดขี องประชาชน

ก า ร ที่ ศ า ล ป ก ค ร อ ง ชั้ น ต้ น พิ พ า ก ษ า ใ ห้ บั ง คั บ ต า ม คํ า ช้ี ข า ด ข อ ง
คณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้คัดค้านชําระเงินค่าชดเชยรายได้ที่ลดลงจากประมาณการแก่ผู้ร้อง
สําหรับปี พ.ศ. 2542 จํานวน 730,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราท่ีกําหนดตามสัญญา
ข้อ 25.6 ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันท่ี 14 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไป และสําหรับปี พ.ศ. 2543
จํานวน 1,059,200,000 บาท พร้อมดอกเบ้ียในอัตราที่กําหนดตามสัญญาข้อ 25.6 ของต้นเงิน
ดังกล่าวนับต้ังแต่วันที่ 22 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จสิ้น โดยให้ชําระให้แล้วเสร็จ
ภายใน 90 วัน นับแต่วันท่ีคดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลท้ังหมดให้แก่ผู้ร้อง น้ัน
ศาลปกครองสูงสุดเหน็ พ้องด้วย พิพากษายืน349

เป็นท่ีน่าสังเกตว่า คดีน้ีมีความเห็นแย้งของตุลาการศาลปกครองสูงสุด
ฝ่ายเสียงข้างน้อยท่ีไม่เห็นพ้องด้วยกับคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวได้ทําความเห็นแย้งเป็น
หนังสือไว้ในสํานวนดว้ ย

คดีนี้ตุลาการเสียงข้างน้อยจํานวน 16 คน ซ่ึงไม่เห็นพ้องด้วยกับ
ความเห็นของเสียงข้างมากในการประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ในการพิจารณาคดีนี้
ได้ทาํ ความเห็นแย้งไว้ท้งั สิน้ 8 ข้อ คอื

ข้อที่ 1 การพิจารณาความรับผิดของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
หรือ กทพ. ในกรณีที่ กทพ. หรือรัฐบาลได้ก่อสร้างหรือปรับปรุงถนนหรือทางหลวงที่มีลักษณะเป็น
ทางแข่งขันตามสัญญา ข้อ 16 ต้องพิจารณาตามวัตถุประสงค์โดยสุจริตของคู่สัญญา ตามท่ีบัญญัติไว้
ในมาตรา 171 ประกอบกบั มาตรา 368 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในขั้นตอนเจรจาก่อนทําสัญญาท่ีพิพาท
บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่เข้าร่วมดําเนินโครงการ ได้เสนอข้อต่อรอง
สุดท้าย 2 ข้อ คือ ข้อ 1 ให้รัฐบาลรับรองว่า ถ้าผลตอบแทนการลงทุนไม่ถึงร้อยละ 14 รัฐบาล
จะชดเชยให้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลประกันรายได้ให้แก่บริษัทดังกล่าว
ข้อ 2 รัฐบาลจะตอ้ งก่อสรา้ งทางยกระดบั ดอนเมือง – โทลล์เวย์ หยุดแค่อนุสรณ์สถานฯ หรือกล่าวอีก
นัยหน่ึงได้ว่า เป็นการเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลสร้างทางแข่งขัน คณะรัฐมนตรียอมรับข้อ 2
โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2539 ว่า รัฐบาลจะไม่ชดเชยรายได้ส่วนที่ขาดให้แก่
บริษัทดังกล่าว โดยรัฐบาลจะพิจารณาก่อสร้างโครงการทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ให้ส้ินสุด
เพียงอนุสรณ์สถานฯ กรณีจะเห็นได้ว่า กทพ. ได้ยืนยันเจตนารมณ์ในการที่จะเข้าทําสัญญากับบริษัท
ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จํากัด (มหาชน)
มาต้งั แตต่ น้ แล้ววา่ กทพ. จะไมใ่ ชว้ ธิ ชี ดเชยรายได้ หรือประกนั รายได้ให้แก่บรษิ ทั แตจ่ ะใชว้ ธิ ไี มส่ ร้างทาง

349 คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ. 932/2561 (ประชุมใหญ่) และคําพิพากษา
ศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. 933/2561 (ประชมุ ใหญ่)

226

แขง่ ขัน ซ่ึงหมายความว่า บริษทั ยงั มีความเสี่ยงว่ารายได้จากค่าผ่านทางอันเป็นผลตอบแทนการลงทุน
ในโครงการทางดว่ นบางปะอิน – ปากเกร็ด จะค้มุ ทุนหรอื ไม่ ความเสยี่ งน้ีอาจจะเกิดจากความผันผวน
ทางเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ เช่น น้ําท่วมเมื่อปี พ.ศ. 2554 ฯลฯ หรือเหตุสุดวิสัยประการอื่นก็ได้
ความเส่ียงท่ีจะได้กําไรหรือขาดทุนจากการลงทุนในโครงการนี้จึงอยู่ในวิสัยที่บริษัท ในฐานะเป็น
ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ จะต้องประเมินความเสี่ยงในส่วนนี้ด้วยความรู้ความสามารถของตน
ก่อนการลงทุน หากมีการประเมนิ ผลตอบแทนผดิ พลาด ก็ย่อมต้องเปน็ ความรบั ผิดชอบของบริษัทเอง

ข้อที่ 2 สําหรับสัญญา ข้อ 16 ทางท่ีมีลักษณะแข่งขัน กําหนดว่า
ถ้าในระหว่างระยะเวลาของสัญญา กทพ. หรือรัฐบาลได้ดําเนินการก่อสร้างหรือปรับปรุงถนน
หรือทางหลวงจนได้มาตรฐานเช่นเดียวกับทางพิเศษ ภายในขอบเขตพื้นท่ีท่ีใกล้เคียงกับทางด่วน
(เว้นแต่งานก่อสร้างหรืองานปรับปรุงซึ่งสามารถเล็งเห็นดังท่ีอ้างถึงในผนวก 15) และการก่อสร้าง
หรอื ปรับปรุงถนนดังกล่าวมีผลกระทบอย่างแรงตามผนวก 15 ท่ีทําให้ปริมาณการจราจรท่ีใช้ทางด่วน
หรือรายได้ท่ีจะได้รับจากการใช้ดังกล่าวลดลงจากประมาณการในผนวก 8 กทพ. จะชดเชยรายได้
ค่าผ่านทางสว่ นท่ลี ดลงหรือชดเชยด้วยวิธีการที่คู่สัญญาเห็นว่าเหมาะสมให้แก่บริษัท ตลอดระยะเวลา
ที่เหลือของระยะเวลาของสัญญาตามท่ีระบุไว้ในผนวก 15 และหากรายได้กลับคงเดิมหรือดีกว่าเดิม
คู่สัญญาจะพจิ ารณาแกไ้ ขใหเ้ หมาะสมใหม่

ผนวก 15 ได้ขยายความผลกระทบอย่างแรงทําให้ปริมาณการจราจร
ท่ีใช้ทางด่วน หรือรายได้ที่จะได้รับจากการใช้ทางดังกล่าวลดลงจากประมาณการว่า ในกรณีท่ีถนน
หรือทางหลวงสายใด ... ถือว่าเป็นทางท่ีมีลักษณะแข่งขันตามเง่ือนไขในข้อ 16 ของสัญญาฯ ส่งผลให้
ปริมาณการจราจรที่ใช้ทางด่วนลดลงหรือรายได้ค่าผ่านทางลดลง ในอัตราเท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5
ของปริมาณการจราจรหรือรายได้ท่ีได้ประมาณการไว้แล้วแต่กรณีในปีน้ัน ดังท่ีระบุในผนวก 8
กทพ. จะชดเชยการสูญเสยี รายได้คา่ ผ่านทางจากที่ได้ประมาณการไวข้ องปนี ้นั ๆ ใหแ้ ก่บริษทั

ในกรณีท่ีเกิดข้อพิพาทใด ๆ อันเนื่องมาจากหรือเกี่ยวข้องกับผลกระทบ
จากการลดลงของปริมาณการจราจร กทพ. หรือ บริษัท จะเสนอเรื่องดังกล่าวต่อวิศวกรอิสระ
เพอ่ื พจิ ารณา ให้คาํ วินจิ ฉยั ของวิศวกรอสิ ระเป็นทส่ี ดุ และมีผลผูกพนั คูส่ ญั ญาท้ังสองฝ่าย

ขอ้ ที่ 3 จากสญั ญา ข้อ 16 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กทพ. จะไม่ชดเชย
รายได้หรือไม่ประกันรายได้ให้แก่บริษัท แต่ กทพ. หรือรัฐบาล ให้สัญญาว่าจะไม่สร้างหรือปรับปรุงทาง
ท่มี ลี ักษณะแข่งขนั กับทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด หาก กทพ. หรือรัฐบาล สร้างทางหรือปรับปรุงถนน
ท่ีมีลักษณะเป็นทางแข่งขันกับทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด กทพ. จะชดเชยรายได้ค่าผ่านทางของ
ทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด ส่วนท่ลี ดลง หรอื ชดเชยด้วยวธิ ีทค่ี สู่ ัญญาเห็นวา่ เหมาะสมให้แก่บริษัท
ตามท่ีระบุในผนวก 15 และหากรายได้ของทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด กลับคงเดิมหรือดีกว่าเดิม
คู่สัญญาจะพิจารณาใหม่ ดังน้ัน วัตถุประสงค์ของสัญญาข้อน้ี จึงกําหนดเพ่ือชดเชยความเสียหาย
ทเ่ี กิดขึ้นจรงิ

ขอ้ ที่ 4 สําหรับเกณฑ์การพิจารณาในกรณีที่ กทพ. หรือรัฐบาลได้ก่อสร้าง
หรือปรับปรุงถนนหรือทางหลวงว่า มีลักษณะเป็นทางแข่งขันท่ีรัฐจะต้องชดเชยความเสียหาย
ตามสัญญา ข้อ 16 หรือไม่ นั้น จะต้องเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 2 ข้อ คือ ข้อ 1 ถนนหรือทางหลวงท่ี กทพ.
หรือรัฐบาลได้ก่อสร้างหรือปรับปรุงขึ้นต้องเป็นทางที่ได้มาตรฐานเช่นเดียวกับทางพิเศษ และอยู่ใกล้เคียง

227

กับทางด่วน และข้อ 2 ถนนหรือทางดังกล่าวจะต้องส่งผลกระทบอย่างแรง คือ ทําให้หรือส่งผลให้
ปริมาณการจราจรท่ีใช้ทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด หรือรายได้ที่จะได้รับจากการใช้ดังกล่าวลดลง
จากประมาณการในอัตราเท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5 หากไม่เข้าเกณฑ์ครบท้ัง 2 ข้อ ก็ไม่เข้า
ข้อสัญญาที่ กทพ. จะต้องชดเชยความเสียหาย ดังน้ัน จึงมิใช่ว่าการก่อสร้างหรือปรับปรุงทาง
นอกเหนือจากที่มีข้อยกเว้นไว้จะเป็นทางแข่งขันที่ กทพ. จะต้องชดเชยความเสียหายไปเสียทั้งหมด
แตอ่ ยา่ งใด

ข้อท่ี 5 สาํ หรบั ปัญหาว่า ทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยาย
ไปถึงรังสิตเป็นทางที่ได้มาตรฐานเช่นเดียวกับทางพิเศษและอยู่ใกล้เคียงกับทางด่วนหรือไม่ นั้น
คณะอนญุ าโตตุลาการวินิจฉัยว่า ทางดังกล่าวก่อสร้างได้มาตรฐานเช่นเดียวกับทางด่วนสายบางปะอิน –
ปากเกร็ด และอยู่ภายในขอบเขตใกล้เคยี งกับทางดว่ น

ส่วนปัญหาต่อมา ทีว่ ่า ทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยาย
ไปถงึ รงั สิต สง่ ผลกระทบอย่างแรง คือ ทําให้หรือส่งผลให้ปริมาณการจราจรที่ใช้ทางด่วนบางปะอิน –
ปากเกรด็ หรือรายได้ที่จะได้รับจากการใช้ดังกล่าวลดลงจากประมาณการในอัตราเท่ากับหรือเกินกว่า
ร้อยละ 5 หรือไม่ มีขอ้ พจิ ารณาเป็นลําดับ ดังน้ี

1. ขอ้ ความในสัญญา ข้อ 16 ระบไุ ว้ชัดเจนว่า
“...การก่อสร้างหรือปรับปรุงถนนดังกล่าวมีผลกระทบอย่างแรง
ตามผนวก 15 ที่ทําให้ปริมาณการจราจรท่ีใช้ทางด่วน หรือรายได้ที่จะได้รับจากการใช้ดังกล่าวลดลง
จากประมาณการในผนวก 8 ...” และในผนวก 15 ยังย้ําอีกว่า “...ในกรณีท่ีถนนหรือทางหลวงสายใด
... ถือว่าเป็นทางทีม่ ีลกั ษณะแข่งขันตามเง่ือนไขในข้อ 16 ของสญั ญาฯ ส่งผลใหป้ ริมาณการจราจรท่ีใช้
ทางด่วนลดลงหรือรายได้ค่าผ่านทางลดลง ในอัตราเท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5 ของปริมาณ
การจราจรหรือรายได้ทไ่ี ดป้ ระมาณการไว้แล้วแต่กรณีในปีนนั้ ...”
ข้อความที่ว่า “มีผล” ก็ดี “ที่ทําให้” ก็ดี “ส่งผลให้” ก็ดี ประกอบกับ
ข้อความในตอนท้ายของสัญญา ข้อ 16 ท่ีว่า “และหากรายได้กลับคงเดิมหรือดีกว่าเดิม คู่สัญญา
จะพิจารณาแก้ไขให้เหมาะสมใหม่” น้ัน แสดงให้เห็นว่า จะต้องมีรายได้เดิมอยู่แล้วส่วนหน่ึง หรือมีรายได้
ทีค่ วรจะเปน็ อยูแ่ ลว้ ส่วนหน่งึ แตเ่ มื่อมกี ารสร้างทางอนั เป็นสาเหตทุ ี่ทาํ ให้ปรมิ าณการจราจรที่ใช้ทางด่วน
บางปะอิน – ปากเกร็ด ลดลง หรือรายได้ค่าผ่านทางบางปะอิน – ปากเกร็ด ลดลง หรือกล่าวให้
เข้าใจง่าย ๆ ได้ว่า ทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต ได้แย่งรถยนต์ส่วนหน่ึง
ซึง่ ควรจะตอ้ งใช้ทางด่วนบางปะอนิ – ปากเกรด็ ให้ไปใช้ทางยกระดับดอนเมอื ง – โทลล์เวย์ ชว่ งต่อขยาย
ไปถึงรังสติ แทน การแย่งรถยนตส์ ว่ นหน่ึงไป จึงเปน็ องค์ประกอบข้อแรกทส่ี ําคญั
2. ทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต ได้แย่ง
รถยนต์ส่วนหนึ่งท่ีควรจะต้องใช้ทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด ไปจนทําให้หรือส่งผลให้ปริมาณ
การจราจรที่ใช้ทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด หรือรายได้ท่ีจะได้รับจากการใช้ดังกล่าวลดลงจาก
ประมาณการในอตั ราเทา่ กบั หรอื เกินกว่าร้อยละ 5
จากข้อความที่วา่ “เกินกว่าร้อยละ 5 ของปริมาณการจราจรหรือรายได้
ท่ีได้ประมาณการไว้” กับ ข้อความที่ว่า “และหากรายได้กลับคงเดิม” นั้นแสดงให้เห็นว่า ในสัญญาน้ี
ในการพิจารณาว่า ทางที่ช่วงต่อขยายมีผลกระทบอย่างแรงหรือไม่ ให้คํานวณจาก ปริมาณการจราจร

228

ทีใ่ ช้ทางดว่ นบางปะอิน – ปากเกร็ด หรือรายได้จากการใช้ทางดงั กล่าวลดลงจากประมาณการในอัตรา
เท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5 โดยมิได้พิจารณาจากปริมาณการจราจรท่ีใช้ทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด
หรือรายได้ท่ีจะได้รับจากการใช้ทางดังกล่าวลดลงจากปริมาณการจราจรเดิมหรือรายได้เดิมในอัตรา
เทา่ กบั หรือเกนิ กว่ารอ้ ยละ 5 แต่อยา่ งใด

ซึ่งตามผนวก 8 ได้ประมาณการรายได้ในปี พ.ศ. 2542 ไว้เป็นเงิน
902 ล้านบาท ประมาณการจราจรไว้ 22.55 ล้านคัน ดังนั้น การลดลงจากประมาณการในอัตราเท่ากับ
หรือเกินกว่าร้อยละ 5 จึงเท่ากับ 45,100,000 บาท หรือ 1,127,500 คัน และดังน้ัน ทางยกระดับ
ดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต จะต้องแย่งรถยนต์ส่วนหนึ่งซ่ึงควรจะต้องใช้ทางด่วน
บางปะอิน – ปากเกร็ด ให้ไปใช้ ทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต แทน
อยา่ งนอ้ ยต้องเป็นเงนิ ตัง้ แต่ 45,100,000 บาท หรือจํานวนรถตง้ั แต่ 1,127,500 คนั ขนึ้ ไปในปี พ.ศ. 2542

ส่วนในปี พ.ศ. 2543 ได้ประมาณการรายได้ไว้เป็นเงิน 1,287 ล้านบาท
ประมาณการจราจรไว้ 32.15 ลา้ นคัน ดังนั้น การลดลงจากประมาณการในอัตราเท่ากับหรือเกินกว่า
ร้อยละ 5 จึงเท่ากับ 64,350,000 บาท หรือ 1,607,500 คัน และดังนั้น ทางยกระดับดอนเมือง –
โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต จะต้องแย่งรถยนต์ส่วนหน่ึงซึ่งควรจะต้องใช้ทางด่วนบางปะอิน –
ปากเกร็ด ให้ไปใช้ทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต แทน อย่างน้อย
ตอ้ งเปน็ เงิน ตั้งแต่ 64,350,000 บาท หรือจาํ นวนรถตง้ั แต่ 1,607,500 คนั ข้นึ ไปในปี พ.ศ. 2543

เงื่อนไขข้อนี้ วิศวกรอิสระจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ความก่อนว่า ทางยกระดับ
ดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงตอ่ ขยายไปถึงรังสิต ได้แย่งรถยนต์ส่วนหน่ึงซ่ึงควรจะต้องใช้ทางด่วนบางปะอิน –
ปากเกร็ด ให้ไปใช้ ทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต แทน เป็นเงินตั้งแต่
45,100,000 บาท หรือจํานวนรถต้ังแต่ 1,127,500 คัน ข้ึนไปในปี พ.ศ. 2542 และเป็นเงินต้ังแต่
64,350,000 บาท หรอื จํานวนรถตง้ั แต่ 1,607,500 คนั ขนึ้ ไปในปี พ.ศ. 2543

กรณีท่ีต้องพิจารณาต่อไปมีว่า หากทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์
ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต มีผลกระทบอย่างแรงตามที่กล่าวแล้ว กทพ. จะต้องชดเชยรายได้ค่าผ่านทาง
ให้แก่บริษัท อย่างไร ซึ่งหากพิจารณาความตามสัญญา ข้อ 16 ที่กําหนดว่า “...และการก่อสร้าง
หรอื ปรับปรุงถนนดังกล่าวมีผลกระทบอย่างแรงตามผนวก 15 ท่ีทําให้ปริมาณการจราจรที่ใช้ทางด่วน
หรือรายได้ท่ีจะได้รับจากการใช้ดังกล่าวลดลงจากประมาณการในผนวก 8 กทพ. จะชดเชยรายได้
ค่าผ่านทางส่วนท่ีลดลงหรือชดเชยด้วยวิธีการที่คู่สัญญาเห็นว่าเหมาะสมให้แก่บริษัท ตลอดระยะเวลา
ท่ีเหลือของระยะเวลาของสัญญาตามที่ระบุไว้ในผนวก 15...” ก็จะเห็นได้ว่า กทพ. จะชดเชยรายได้
ค่าผ่านทางส่วนที่ลดลงจากประมาณการ ซ่ึงได้กล่าวไว้แล้วว่า ส่วนท่ีลดลงน้ันก็คือส่วนท่ีถูกทาง
ที่กอ่ สรา้ งหรอื ปรบั ปรงุ แย่งรถยนต์ส่วนหนึ่งไป สําหรับคดีนี้ก็คือ ส่วนของรถยนต์ส่วนหน่ึงซึ่งควรจะต้อง
ใช้ทางด่วนบางปะอนิ – ปากเกรด็ แตก่ ลับไปใชท้ างยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึง
รังสติ แทน น่นั เอง

แม้จะเป็นความจริงว่า ในผนวก 15 ได้กําหนดว่า “...กทพ. จะชดเชย
การสูญเสียรายได้ค่าผ่านทางจากท่ีได้ประมาณการไวข้ องปนี ั้น ๆ ให้แก่ บริษัท...” ก็ตาม ซ่ึงหากอ่านเพียง
ผิวเผินแล้วดูเหมือนว่า กทพ. จะต้องชดเชยรายได้ทั้งหมดให้เท่ากับท่ีได้ประมาณการไว้ แต่หาก
พิจารณาความทั้งหมดท่ีกําหนดว่า ในกรณีที่ถนนหรือทางหลวงสายใด ... ถือว่าเป็นทางที่มีลักษณะ

229

แข่งขันตามเง่ือนไขในข้อ 16 ของสัญญาฯ ส่งผลให้ปริมาณการจราจรที่ใช้ทางด่วนลดลงหรือรายได้
ค่าผ่านทางลดลง ในอัตราเท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5 ของปริมาณการจราจรหรือรายได้ที่ได้
ประมาณการไวแ้ ล้วแต่กรณีในปนี น้ั ดงั ที่ระบใุ นผนวก 8 กทพ. จะชดเชยการสูญเสียรายไดค้ ่าผ่านทาง
จากที่ได้ประมาณการไว้ของปีนั้น ๆ ให้แก่บริษัท ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ข้อกําหนดท่ีเขียนไว้ใน
ผนวก 15 ก็มีความสอดคล้องกับที่กําหนดไว้ในสัญญา ข้อ 16 คือ กทพ. จะต้องชดเชยรายได้
เฉพาะส่วนที่ทางที่ก่อสร้างปรับปรุงแย่งไปเท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5 ของปริมาณการจราจร
หรือรายได้ท่ีได้ประมาณการไว้เท่านั้น ไม่รวมถึงการท่ีบริษัทไม่สามารถจัดเก็บค่าผ่านทางได้ตาม
ประมาณการอันเกิดจากสาเหตุอ่ืน ๆ ข้อความที่ว่า “...กทพ. จะชดเชยการสูญเสียรายได้ค่าผ่านทาง
จากที่ได้ประมาณการไว้ของปีน้ัน ๆ ให้แก่บริษัท...” จึงมีความหมายเพียงว่า รายได้ท่ีนํามาคํานวณ
ร้อยละ 5 ที่จะต้องชดเชยกันนี้ คือ รายได้ตามประมาณการมิใช่รายได้คงเดิมหรือรายได้เดิมของ
ทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด ตามทก่ี ล่าวไว้แลว้ ขา้ งต้นเท่านนั้

การประเมินผลกระทบอันเกิดจากการสร้างทางยกระดับดอนเมือง –
โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายถึงรังสิต ท่ีทําให้ปริมาณรถยนต์ที่ควรจะใช้ทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด
ไม่มาใช้ทางด่วนบางปะอิน - ปากเกร็ด กล่าวคือ ทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยาย
ถึงรังสิต ได้แย่งรถยนต์ส่วนหน่ึงไป อย่างหยาบท่ีสุดอาจทําได้โดยการเอาปริมาณรถท่ีใช้ทางยกระดับ
ดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายถึงรังสิตทั้งหมดมาคํานวณว่ามีอัตราเท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5
ของปรมิ าณการจราจรหรอื รายไดท้ ไ่ี ดป้ ระมาณการไว้ของทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด ในปี พ.ศ. 2542
หรอื ปี พ.ศ. 2543 แล้วแตก่ รณหี รือไม่ ซ่งึ หากพบวา่ ปรมิ าณรถทีใ่ ช้ทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์
ช่วงต่อขยายถึงรังสิตท้ังหมดมีอัตราเท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5 ของปริมาณการจราจรหรือรายได้
ท่ีได้ประมาณการไว้ของทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด ในแต่ละปี กทพ. ก็มีหน้าที่ชดเชยรายได้
เท่ากับส่วนของปริมาณรถท่ีใช้ทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต เท่านั้น
(เมอ่ื นํามาคาํ นวณตามคา่ ผ่านทางของทางดว่ นบางปะอิน – ปากเกรด็ )

กล่าวโดยสรุป วัตถุประสงค์ของสัญญาท่ีพิพาทจึงมีว่า ทางด่วนบางปะอิน –
ปากเกร็ด จะต้องมีรายได้เดิมอยู่แล้วส่วนหน่ึง หรือมีรายได้ตามความเป็นจริงอยู่แล้วส่วนหน่ึง
แต่เม่ือมีการสร้างทางท่ีได้มาตรฐานเดียวกันทําให้รายได้ท่ีได้รับอยู่เดิมหรือท่ีควรได้รับจริงน้ันลดลง
หรอื กล่าวอีกนัยหนง่ึ กค็ อื ทางทีส่ ร้างใหมท่ ่ีไดม้ าตรฐานเดียวกันได้แย่งรายได้เดิมไปส่วนหนึ่ง และการแย่ง
รายไดส้ ว่ นหน่ึงไปนีจ้ ะตอ้ งสง่ ผลกระทบอยา่ งแรงดว้ ย จึงเข้าลักษณะเป็นทางแข่งขัน โดยการจะถือว่า
ส่งผลกระทบอย่างแรงเม่ือใด ในผนวก 15 กําหนดว่า ส่วนที่ลดลงน้ีหรือส่วนท่ีได้แย่งไปน้ีต้องมีอัตรา
เท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5 ของปริมาณการจราจร หรือรายได้ที่ได้ประมาณการไว้ ดังน้ัน ในทาง
คณิตศาสตร์หรือตรรกะวิทยา ก็คือ มีรถจํานวนหนึ่งที่เคยใช้หรือควรใช้ทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด
แตเ่ มอ่ื มีทางทีไ่ ดม้ าตรฐานเดยี วกนั ใหมร่ ถยนต์จาํ นวนนี้ไดไ้ ปใชท้ างใหม่ และรถยนต์จาํ นวนนม้ี ีจาํ นวนถึง
หรอื มากกว่าร้อยละ 5 ของปรมิ าณการจราจร หรือรายได้ท่ีได้ประมาณการไว้ (ไม่ได้คํานวณร้อยละ 5
จากปรมิ าณรถหรือรายได้ทม่ี อี ยู่เดิมของทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด) ก็จะถือว่าส่งผลกระทบอย่างแรง
และเมื่อกระทบอย่างแรง กทพ. ก็จะชดเชยรายได้ในจํานวนร้อยละ 5 ข้ึนไปนี้ ที่พิสูจน์ได้ว่ารถยนต์
ได้หนีไปข้ึนทางใหม่ เพราะสัญญา ข้อ 16 ได้เขียนไว้ชัดเจนแล้วว่า จะชดเชยรายได้ค่าผ่านทางส่วนที่
ลดลง ดังนั้น เม่ือลดลงไปเท่าไหร่ก็ชดเชยเท่ากับส่วนท่ีลดลง แม้ในผนวก 15 จะกําหนดว่า

230

“กทพ. จะชดเชยการสูญเสียรายได้ค่าผ่านทางจากท่ีได้ประมาณการไว้” ก็ย่อมต้องอยู่ในความหมาย
ของสัญญา ข้อ 16 คือ บริษัทเสียรายได้จากการถูกแย่งรถยนต์ส่วนหน่ึงไปและทําให้รายได้ลดลงเท่านั้น
มิได้รวมถึงการสูญเสียรายได้จากเหตุอื่น เช่น ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ หรือเหตุสุดวิสัย
ประการอน่ื แตอ่ ยา่ งใด

ข้อ 6 สําหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ วิศวกรอิสระได้ประเมินผลกระทบ
ด้วยวิธีการตามท่ีปรากฏในหนังสือที่แจ้งบริษัทว่า ในปี พ.ศ. 2542 รายได้ท่ีประมาณการไว้ท้ังสิ้น
ตามทร่ี ะบุในผนวก 8 เท่ากบั 902 ล้านบาท รายได้ทง้ั ส้นิ ตามจริงเทา่ กับ 171.2 ล้านบาท รายไดต้ ามจรงิ
น้อยกว่าที่ประมาณการไว้เท่ากับ 730.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงร้อยละ 81 การประมาณการจราจร
ในปี พ.ศ. 2542 ปริมาณรถยนต์ 22.55 ล้านคัน ปริมาณรถยนต์ตามจริงคือ 4.03 ล้านคัน ตํ่ากว่า
ประมาณการ 18.52 ล้านคัน ซึ่งเป็นการลดลงร้อยละ 82 ในปี พ.ศ. 2543 รายได้ท่ีประมาณการไว้
ทั้งสิ้นตามท่ีระบุในผนวก 8 เท่ากับ 1,287 ล้านบาท รายได้ท้ังสิ้นตามจริงเท่ากับ 227.8 ล้านบาท
รายได้ตามจริงน้อยกว่าที่ประมาณการไว้เท่ากับ 1,059.2 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงร้อยละ 82
การประมาณการจราจรในปี พ.ศ. 2543 ปริมาณรถยนต์ 32.15 ล้านคัน ปริมาณรถยนต์ตามจริง
คอื 6.31 ล้านคนั ตํา่ กวา่ ประมาณการ 25.8 ลา้ นคนั ซึ่งเปน็ การลดลงรอ้ ยละ 80

จะเห็นได้ว่าการพิจารณาของวิศวกรอิสระเป็นแต่เพียงการหาส่วนต่าง
ระหว่างปริมาณการจราจรท่ีใช้ทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด หรือรายได้ท่ีจะได้รับจากการใช้ทาง
ดังกล่าวตามท่ีได้ประมาณการไว้ในผนวก 8 กับปริมาณรถที่ว่ิงจริงหรือรายได้ท่ีได้รับจริงของทางด่วน
บางปะอิน – ปากเกร็ด ในปี พ.ศ. 2542 และปี พ.ศ. 2543 โดยการนําเอาปริมาณการจราจรที่ใช้ทางด่วน
บางปะอนิ – ปากเกร็ด หรือรายได้ที่จะได้รับจากการใช้ทางดังกล่าวตามท่ีประมาณการไว้ในผนวก 8 ตั้ง
ลบด้วยปริมาณรถท่ีวิ่งจริงหรือรายได้ท่ีได้รับจริงของทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด ในปี พ.ศ. 2542
และปี พ.ศ. 2543 เทา่ นน้ั โดยวศิ วกรอิสระมไิ ด้มีการหาขอ้ มูลการจราจรท่ีใชท้ างยกระดับดอนเมือง –
โทลล์เวย์ ในช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต หรือรายได้ค่าผ่านทางของทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์
ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต ในช่วงเวลาดังกล่าวมาคํานวณเปรียบเทียบกับประมาณการท่ีกําหนดไว้ใน
ผนวก 8 ดังทกี่ ล่าวไว้ขา้ งต้นเลยแมแ้ ตน่ อ้ ย

ข้อ 7 การที่วิศวกรอิสระใช้รายได้จากท่ีได้ประมาณการไว้ในผนวก 8
แล้วลบด้วยรายได้จริงของทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด จึงมิได้เป็นการพิสูจน์หรือยืนยันได้เลยว่า
ทางยกระดบั ดอนเมอื ง – โทลลเ์ วย์ ช่วงตอ่ ขยายไปถงึ รังสิต ไดแ้ ย่งรถยนต์ไปในอตั ราเท่ากับหรือเกินกว่า
ร้อยละ 5 ของปริมาณการจราจรหรือรายได้ที่ได้ประมาณการไว้ในผนวก 8 แล้วแต่กรณี ท้ังวิธีการ
คํานวณดังกล่าวก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า ส่วนต่างระหว่างปริมาณรถหรือรายได้ดังกล่าวเกิดจากปัจจัย
อะไรบ้าง เช่น เกิดจากทางแข่งขันแย่งผู้ใช้ทางไป เกิดจากการประมาณการที่สูงเกินไปของบริษัท
เกิดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่าํ ในช่วงเวลานน้ั เกิดจากภยั ธรรมชาติ หรือเกิดจากเหตุสุดวิสัยประการอ่ืน
เป็นต้น ท้ังท่ีฝ่าย กทพ. ก็ได้โต้แย้งมาตลอดว่า การคํานวณของวิศวกรอิสระดังกล่าวไม่ถูกต้อง
โดยฝ่าย กทพ. ได้อ้างว่า ปริมาณการจราจรของทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด มีปริมาณตํ่ากว่า
ประมาณการอยู่แล้วประมาณร้อยละ 79.5 และเม่ือนําตัวเลขปริมาณการจราจรของทั้งทางด่วน
บางปะอิน – ปากเกร็ด และทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต มารวมกัน
ก็จะไดป้ ริมาณการจราจรในปี พ.ศ. 2542 ประมาณ 23,940 คันต่อวัน และในปี พ.ศ.2543 ประมาณ

231

29,938 คันต่อวัน ในขณะท่ีบริษัทได้ประมาณการจราจรเฉพาะของทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด
ในปี พ.ศ. 2542 ไว้ท่ี 63,600 คันต่อวัน ในปี พ.ศ. 2543 ไว้ท่ี 80,343 คันต่อวัน อันเป็นข้อพิสูจน์ได้
เบ้ืองต้นว่า บริษัทได้ประมาณรายได้จากค่าผ่านทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด ไว้สูงกว่าความเป็นจริง
อยา่ งมาก แม้จะนําปริมาณรถทั้งหมดที่ใช้ทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต
มารวมคํานวณด้วยก็ยังมีปริมาณรถตํ่ากว่าประมาณการในปี พ.ศ.2542 ถึงวันละ 39,660 คัน และในปี
พ.ศ. 2543 ถึงวันละ 50,405 คนั

ข้อ 8 ดังนั้น การประเมินของวิศวกรอิสระในคดีน้ีจึงไม่ใช่การประเมิน
ผลกระทบท่ีเกิดจากการสร้างทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต จึงกล่าวได้ว่า
การประเมินของวิศวกรอิสระไม่เป็นไปตามสัญญาท่ีว่า การก่อสร้างหรือการปรับปรุงถนนดังกล่าว
มีผลกระทบอย่างแรง ทําให้ปริมาณการจราจรที่ใช้ทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด หรือรายได้ที่จะ
ได้รับจากการใช้ทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด ดังกล่าวลดลงในอัตราเท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5
ของปริมาณการจราจรหรือรายได้ที่ได้ประมาณการไว้ในผนวก 8 ประกอบกับการให้ กทพ. ชดใช้เงิน
ส่วนต่างนั้นเต็มจํานวนตามท่ีประมาณการไว้ ยังเป็นการให้ กทพ. จ่ายค่าชดเชยค่าผ่านทางท่ีบริษัท
ไม่สามารถจัดเก็บได้ตามประมาณการอันเกิดจากสาเหตุอ่ืนท่ีไม่ได้เกิดจากการแย่งรถหรือการแย่ง
ค่าผ่านทางของทางยกระดับดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิตอีกด้วย เป็นท่ีเห็นได้
อย่างชัดเจนว่า การกระทําเช่นนี้ เป็นการฉวยเอาการท่ีรัฐบาลปรับปรุงหรือสร้างทางที่ได้มาตรฐานเดียวกัน
และภายในพ้ืนท่ีใกล้เคียงกับทางด้วยบางปะอิน – ปากเกร็ด มาใช้เป็นเหตุผลเพ่ือนําเอาระบบ
การประกันรายได้ค่าผ่านทางที่ฝ่ายบริษัทเรียกร้อง แต่ถูกฝ่าย กทพ. ปฏิเสธอย่างชัดแจ้งมาก่อนแล้ว
ในขั้นตอนการเจรจาทําสัญญากลับมาใช้น่ันเอง (เพราะเป็นการชดเชยรายได้โดยไม่ต้องคํานึงถึง
สาเหตทุ ท่ี าํ ให้รายได้ลดลงแตอ่ ย่างใด) ไม่เปน็ ไปตามสัญญา ข้อ 16 ประกอบกบั ผนวก 15 การวินิจฉัย
ของวิศวกรอิสระที่ไม่เป็นไปตามข้อสัญญาอย่างชัดแจ้งเช่นนี้ จึงไม่อาจถือว่าเป็นที่สุดตามที่กําหนดไว้
ในผนวก 15 ได้เลย

เม่ือวิศวกรอิสระยังมิได้ทําการพิจารณาว่า ทางยกระดับดอนเมือง –
โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิต ได้แย่งรถส่วนหน่ึงไปจากทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด จนทําให้
ปริมาณการจราจรที่ใช้ทางด่วนบางปะอิน – ปากเกร็ด หรือรายได้ที่จะได้รับจากการใช้ทางด่วน
บางปะอิน – ปากเกร็ด ลดลงในอัตราเท่ากับหรือเกินกว่าร้อยละ 5 ของปริมาณการจราจรหรือรายได้
ที่ได้ประมาณการไว้ในปี พ.ศ. 2542 และปี พ.ศ. 2543 หรือไม่ กรณีก็ยังไม่อาจถือได้ว่าทางยกระดับ
ดอนเมือง – โทลล์เวย์ ช่วงต่อขยายไปถึงรังสิตเป็นทางที่มีลักษณะแข่งขันท่ีมีผลกระทบอย่างแรง
ตามสัญญา ข้อ 16 การท่ีอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดให้ กทพ. ชําระเงินค่าชดเชยรายได้ท่ีลดลง
จากประมาณการให้แก่บริษัท สําหรับปี พ.ศ. 2542 จํานวน 730.8 ล้านบาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย
ในอัตราท่ีกําหนดตามสัญญาข้อ 25.6 ของต้นเงินดังกล่าว นับต้ังแต่วันท่ี 14 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไป
และสําหรับปี พ.ศ. 2543 จํานวน 1,059.2 ล้านบาท พร้อมด้วยดอกเบ้ียในอัตราที่กําหนดตามสัญญา
ข้อ 25.6 ของต้นเงินดังกล่าว นับต้ังแต่วันท่ี 22 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จส้ิน
ตามคาํ วินิจฉยั ของวิศวกรอสิ ระจงึ เข้าขา่ ยการวินจิ ฉยั ชีข้ าดท่ีไม่เป็นไปตามข้อสัญญา ขัดกับมาตรา 34
วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ท่ีบัญญัติว่า การวินิจฉัยชี้ขาดของ
อนุญาโตตุลาการต้องเป็นไปตามข้อสัญญา และหากเป็นข้อพิพาททางการค้าให้คํานึงถึงธรรมเนียมปฏิบัติ

232

ทางการค้าท่ีใช้กับธุรกรรมนั้นด้วย และยังผลให้ กทพ. ต้องชําระเงินชดเชยรายได้ค่าผ่านทาง
ส่วนท่ีลดลงให้แก่บริษัท ทั้ง ๆ ที่ กทพ. ยังไม่มีหน้าท่ีตามสัญญาท่ีจะต้องชําระ อันเป็นการขัดต่อ
หลักกฎหมายมหาชนทั่วไปท่ีว่า หน่วยงานของรัฐไม่อาจจะถูกบังคับให้ชําระเงินให้แก่ผู้อื่น
โดยที่หน่วยงานของรัฐน้ันไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายหรือสัญญาท่ีจะต้องชําระให้แก่ผู้น้ัน และโดยท่ีเงิน
หรือทรัพย์สินของรัฐนั้น ย่อมเป็นทุนหรือเคร่ืองมือที่หน่วยงานของรัฐจําเป็นต้องใช้ในการดําเนิน
กิจการทางปกครอง หรือการจัดทําบริการสาธารณะ ดังนั้น การดูแลรักษาตลอดจนการจําหน่าย
จ่ายโอนเงินหรือทรัพย์สินของรัฐ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงไม่อาจจะกระทําได้ด้วย
ดลุ พินจิ อิสระตามความพึงพอใจของตนเหมือนดงั เชน่ ทเ่ี อกชนกระทาํ ไดแ้ ต่อยา่ งใด

โดยการดูแลรักษาตลอดจนการจําหน่ายจ่ายโอนเงินหรือทรัพย์สิน
ของรัฐ จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอํานาจตามกฎหมาย
อยา่ งเครง่ ครดั ทั้งยังตอ้ งมีการควบคุมตรวจสอบการจาํ หน่ายจ่ายโอนเงินหรือทรัพย์สินของรัฐนั้นด้วยว่า
เป็นไปตามท่ีกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับกําหนดอย่างเคร่งครัดหรือไม่อีกด้วย ดังจะเห็นได้จาก
บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับ รวมท้ังรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศักราช 2560 ซึง่ ใช้บังคบั อย่ใู นปัจจุบนั ที่ใหค้ วามสาํ คญั กับการที่หนว่ ยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
จะต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด กรณีจึงย่อมถือได้ว่า หลักกฎหมายมหาชนทั่วไปที่ว่า
หน่วยงานของรัฐไม่อาจจะถูกบังคับให้ชําระเงินให้แก่ผู้อื่น โดยที่หน่วยงานของรัฐนั้นไม่มีหน้าท่ีตาม
กฎหมายหรือสัญญาท่ีจะต้องชําระให้แก่ผู้น้ัน เป็นหลักกฎหมายอันเก่ียวด้วยความสงบเรียบร้อย
ของประชาชน

เม่ือคําชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อหลักกฎหมายอันเกี่ยวกับ
ความสงบเรียบร้อยของประชาชนเช่นน้ีแล้ว การยอมรับหรือการบังคับตามคําชี้ขาดของ
คณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามนัยมาตรา 40
วรรคสาม (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ตุลาการเสียงข้างน้อยจึงเห็นว่า
ศาลปกครองสูงสุดชอบที่จะมีคําส่ังปฏิเสธการขอบังคับตามคําชี้ขาดดังกล่าวตามมาตรา 44
แห่งพระราชบญั ญตั ิเดยี วกนั

(2) กรณีท่ี 2 คดพี ิพาทเกย่ี วกบั คาํ ช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการในสัญญา
สัมปทานดาํ เนินการระบบรถไฟชมุ ชน (Community Train) และสัมปทานสาํ หรับทางรถยนต์ในเขตของ
ทางรถไฟ ระหว่างกระทรวงคมนาคม ที่ 1 กบั พวกรวม 2 ราย ผรู้ อ้ ง บริษทั โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด
ผู้คัดค้าน กรณีผู้ร้องได้บอกเลิกสัญญาสัมปทานดังกล่าว ด้วยเหตุว่า โครงการนี้ได้ใช้เวลาในการ
ดําเนินการมาประมาณ 6 ปี แต่ผลการดําเนินงานก่อสร้างต่ํากว่าเป้าหมายท่ีกําหนดในแผนงานมาก
และไม่อาจดําเนินการให้แล้วเสร็จตามกําหนดเวลาที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้ได้ ซึ่งจะมีผลกระทบ
ต่อแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาการจราจรโดยรวมของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้ง
อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อแผนการพัฒนากิจการของผู้ร้องในอนาคต โดยห้ามมิให้ผู้คัดค้าน
และบรวิ ารเข้าไปครอบครองบรรดาสิ่งปลูกสร้างและพื้นท่ีในสัญญาสัมปทานอีกต่อไป และห้ามเข้าไป
เกย่ี วข้องหรอื ดําเนินการใด ๆ ในเขตสมั ปทาน และให้ขนยา้ ยเครอ่ื งมือ เครอื่ งจักร และอุปกรณ์ต่าง ๆ
ออกไปให้พ้นจากพ้ืนท่ีในเขตสัมปทานภายใน 15 วัน นับจากวันท่ีได้รับหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญา
ผคู้ ัดค้านเห็นวา่ การบอกเลิกสัญญาดงั กล่าวไม่เป็นไปตามข้อกําหนดในสัญญาสัมปทาน ผู้คัดค้านจึงได้

233

ยื่นคําเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเป็นข้อพิพาทหมายเลขดําท่ี 119/2547 โดยอ้างว่า
การบอกเลิกสัญญาของผู้ร้องทั้งสองทําให้ผู้คัดค้านได้รับความเสียหาย และผู้ร้องท้ังสองเป็นฝ่าย
ผิดสัญญา จึงขอให้ผู้ร้องทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจํานวน 28,334,661,425 บาท
และผู้รอ้ งทงั้ สองได้ยน่ื ข้อเรียกรอ้ งแยง้ ตอ่ คณะอนญุ าโตตลุ าการ เป็นข้อพพิ าทหมายเลขดําที่ 44/2550

โดยข้อพิพาทนี้ คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคําช้ีขาดให้ยกคําเสนอ
ข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสอง เป็นข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 70/2551 และได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท
ของผู้คัดคา้ น เป็นข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันท่ี 30 กันยายน 2551 โดยให้ผู้รอ้ งทั้งสอง
ร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าตอบแทนท่ีผู้คัดค้านชําระให้แก่ผู้ร้องทั้งสองจํานวน 2,850,000,000 บาท
พร้อมดอกเบ้ียในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจํานวนดังกล่าว นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสองได้รับเงิน
ในแต่ละงวดจากผู้คัดค้านจนกว่าจะชําระเสร็จ ให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนหนังสือ
ค้ําประกันของธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) หมายเลข 10/34/51881 ให้แก่ผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องทั้งสอง
รว่ มกันหรอื แทนกันคืนเงินค่าธรรมเนยี มในการออกหนังสือคํ้าประกัน คิดถึงวนั เสนอขอ้ พิพาท จํานวน
38,749,800 บาท ให้แก่ผคู้ ัดค้าน พรอ้ มดอกเบ้ียในอัตรารอ้ ยละ 7.5 ตอ่ ปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่
วันที่ผู้คัดค้านได้จ่ายเงินค่าธรรมเนียมแต่ละงวดให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) จนกว่า
จะชําระเสร็จ แต่ท้ังนี้ดอกเบ้ียต้องไม่เกินห้าปี ในแต่ละงวดท่ีผู้คัดค้านชําระให้แก่ธนาคาร และให้
ผูร้ ้องท้ังสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินในการก่อสร้างโครงการ จํานวน 9,000,000,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน
พรอ้ มดอกเบี้ยอตั รารอ้ ยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงนิ 9,000,000,000 บาท นบั แตว่ นั ชข้ี าดจนกวา่ จะชาํ ระเสรจ็

ผู้ร้องทั้งสองย่ืนคําร้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนคําชี้ขาด
ของคณะอนุญาโตตุลาการดงั กล่าว ส่วนผูค้ ดั คา้ นยนื่ คาํ ร้องตอ่ ศาลปกครองชัน้ ต้นขอใหบ้ งั คับตามคําชี้ขาด
ของคณะอนุญาโตตุลาการน้ี ซึ่งศาลปกครองกลางมีคําพิพากษาให้เพิกถอนคําชี้ขาดของ
คณะอนญุ าโตตลุ าการในขอ้ พิพาทหมายเลขดาํ ที่ 119/2547 ข้อพพิ าทหมายเลขแดงที่ 64/2551 ลงวันท่ี
30 กันยายน 2551 ท้ังหมด และมีคาํ สงั่ ปฏิเสธไม่รับบังคับตามคาํ ชข้ี าดของคณะอนญุ าโตตุลาการนด้ี ้วย

ผู้คัดค้านไม่เห็นพ้องด้วยกับคําพิพากษาดังกล่าว จึงยื่นอุทธรณ์
ตอ่ ศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสงู สุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คดมี ปี ระเด็นท่ีตอ้ งวนิ จิ ฉยั ดงั น้ี
1. ประเด็นที่หน่ึง ผู้คัดค้าน (บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด)
ยน่ื ขอ้ พพิ าทเมอ่ื พ้นกําหนดระยะเวลาทอี่ าจย่ืนข้อเรียกร้องตอ่ อนญุ าโตตลุ าการ หรือไม่ โดยประเด็นนี้
ผู้เขียนไดก้ ลา่ วถงึ ไปแล้วในหัวขอ้ 4.3.1.2
2. ประเด็นที่สอง ผู้คัดค้านเสนอให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ
ไดห้ รือไม่
ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ
ในประเด็นน้ไี ดพ้ ิจารณาจากข้อเทจ็ จริงที่ว่า คู่สัญญามีข้อพิพาทระหว่างกันเกิดข้ึนแล้ว และปรากฏว่า
ได้มกี ารดาํ เนินการเพ่ือขอให้มีการเจรจาประนีประนอมหรือระงับข้อพิพาทระหว่างกันเองแล้ว แต่ก็ไม่มี
การประนปี ระนอมข้อพพิ าทกนั จนพน้ กาํ หนดระยะเวลาหกสบิ วนั ผ้คู ดั ค้านจงึ นาํ ข้อพิพาทนั้นเสนอให้
อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ตามข้อ 31.1 ของสัญญาสัมปทาน อันเป็นกรณีท่ีคณะอนุญาโตตุลาการ
ได้พิจารณาไปตามเง่ือนไขที่กําหนดในสัญญาดังกล่าวแล้ว ดังนั้น คําช้ีขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ


Click to View FlipBook Version