คุณคิดว่า ‘ความกังวล’ มีรูปร่างแบบใด?
บางที...ก็เกิดขึ้นจาก ‘ความว่างเปล่า’
บางที...ก็เกิดจากจุดเล็กๆ ของความรู้สึกเพียงเล็กน้อย
จากจุดเล็กๆ ของความรู้สึก รวมตัวกันกลายเป็น ‘วงกลม’
จนกลายเป็น ‘กลุ่มก้อนความกังวล’ ที่ค่อยๆ ขยายตัว... ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้น
ตอนนี้ มันใหญ่พอที่จะทำ ให้คุณ...
หันมาสนใจ ความรู้สึกตรงนี้ได้บ้างรึยัง?
หรือบางที ก็เป็นความรู้สึกที่เอ่อล้นออกมา อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนคุณไม่สามารถบรรยาย ได้ว่าตนเองนั้นรู้สึกอย่างไร กับความกังวลในตอนนี้
‘ไม่เป็นไร’ ถ้าหากคุณจะไม่สามารถ ให้คำ ตอบตนเอง ในตอนนี้ได้
กล่าวคือ รูปร่างของความกังวล นั้นมีมากมาย เกินกว่าที่เราจะสามารถนิยามให้กับมันได้
แต่เราจะขอนิยามความกังวลนี้ เป็น ‘เส้นอิสระขยุกขยิก’ ไปมา เหมือนคลื่นที่ม้วนพันกันเป็นปมของความรู้สึก ที่หลากหลายเกินกว่าจะบรรยาย
เพียร์เจต์ กล่าวว่า เด็กทุกคนมักมีช่วงเวลาที่ต้องก้าวผ่าน ในด้านพัฒนาการต่างๆ ทางความคิด การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือการค้นพบตัวเอง ถ้าหากไม่สามารถก้าวผ่านได้จะต้องเผชิญกับ ปัญหาต่างๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหาทางแก้ไขไม่ได้
เพื่อหาทางรับมือ เราจึงต้องปกปิดความกังวลเหล่านั้น ไว้ใต้หมวกทรงสูง ที่แทนการมีอยู่ของตัวตนในสังคม ตาม ‘ทฤษฎีหมวก 6 ใบ’
เด็กทุกคนจะได้รับหมวก 1 ใบ จากหมวก 6 สี ที่บ่งบอกความคิด อุปนิสัย ประสบการณ์ หลอมรวมความหลากหลาย เชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ถึงตัวตนที่เด่นชัด
w หมวกสีฟ้า จะมองเห็นถึงเหตุผลต่างๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจน มักจะยุติข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น หมวกสีขาว มักจะมองหาความจริงของเรื่องราว มีความเป็นกลาง หมวกสีแดง มักจะแสดงออกทางอารมณ์ บอกได้ว่าตนเองนั้นชอบ หรือไม่ชอบอะไร
หมวกสีเหลือง มาพร้อมกับความคิดเชิงบวก แสวงหาทางเลือก และคอยผลักดันเพื่อนๆ หมวกสีเขียว จะมีความคิดสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยจินตนาการ หมวกสีดำ มักสังเกตเห็นข้อบกพร่อง เพื่อเพิ่มความระมัดระวัง ถึงสาเหตุของปัญหา
เด็กเหล่านี้... ได้รับการยอมรับในสังคม เพราะผู้ใหญ่มองไม่เห็นถึงความแปลกแยก และเป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม ‘ว่าทุกอย่างล้วนปกติ’ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหาก หมวกใบนั้นไม่มีสีล่ะ?
คุณคิดว่าเด็กคนนั้น เป็นคนอย่างไรกันล่ะ? หมวกสีโปร่งใส ที่สะท้อนทุกสิ่งอย่าง จนเกิดสีสันที่แปลกตา การปกปิดความคิดและความกังวล ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก เมื่อมีสายตาจับจ้องมากมายมาที่เจ้าของหมวกใบนี้
เจ้าของหมวกใบนี้ ก็เหมือนกับเด็กทั่วๆ ไป จากเด็กเป็นร้อยเป็นพันคน ที่กำ ลังจะก้าวเข้าสู่ การเป็นผู้ใหญ่ เด็กสาวที่ไว้ผมหน้าม้า ถักเปียยาวสองข้าง ประดับด้วยกิ๊บรูปดอกไม้
เธอมักที่จะทำ หน้าเศร้าตลอดเวลา และกระชับหมวกสีใสไว้ในอ้อมกอด ราวกับมีเรื่องบางอย่างในใจ ที่อยากจะพูดออกไป แต่ก็ไม่สามารถพูดออกไปได้ เธอเป็นเด็กที่พูดไม่เก่ง กลัวการเข้าสังคม เพียงเพราะมีหมวกที่ไม่เหมือนใคร แล้วเธอคือใครกันล่ะ?
ชื่อของเธอคือ ‘ลิตเติ้ล’ ความหมายของชื่อคือ การก้าวเดินทีละเล็ก ทีละน้อย พ่อแม่ของเธอหวังว่าชื่อนี้ จะมีความหมาย ที่สามารถทำ ให้เธอได้พบกับเจอกับสิ่งที่เธอตามหา ถึงเธอจะเข้าสังคมไม่เก่ง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เธอจะไม่อยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคนรอบข้าง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว ‘ฉันหวังว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่แสนสำ คัญ ฉันหวังว่าจะมีใครสักคนเห็นฉัน ในสักวัน...’
ฉันมีกิจวัตรประจำ วันที่ปกติเหมือนเด็กทั่วๆ ไป โดนปลุกด้วยเสียงนาฬิกาที่ร้องเตือน ให้ตื่นในยามเช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน
สวมชุดเครื่องแบบโรงเรียน และส่องกระจกดูความเรียบร้อย พลางถอนหายใจ และกล่าวออกมา “วันนี้ก็เหมือนเดิม” ผมที่ยุ่งเหยิงถูกหวีให้เรียบตรง พร้อมบรรจงถักเปียให้สวยงาม ประดับด้วยกิ๊บรูปดอกไม้ ที่เป็นของขวัญจากคุณแม่
ฉันมีครอบครัวเล็กๆ ที่อบอุ่น ทุกอย่างดำ เนินไปตามปกติ แต่ทุกครั้งเมื่อเดินลงมาข้างล่าง กลับรู้สึกเศร้า เมื่อความรู้สึกอบอุ่นนั้น เป็นเพียงความทรงจำ ในวัยเด็ก ที่จางหายไปตามกาลเวลา
ในทุกเช้าคุณแม่ของฉัน จะทำ อาหารเช้าเมนูโปรดรอไว้ที่โต๊ะอาหาร ‘แซนด์วิชไข่ดาวสีเหลืองทอง’ เป็นมื้อเช้าที่เต็มไปด้วยความตั้งใจของผู้เป็นแม่ ที่ทำ ให้ฉันได้ทาน
เธอจ้องมองจานอาหารบนโต๊ะ ถึงแม้มันจะดูน่าทานมากแค่ไหน เธอก็ยังคงทำ หน้าเศร้าอยู่เหมือนเดิม
เมื่อมองไปที่นั่งฝั่งตรงข้ามของโต๊ะอาหาร ปรากฎให้เห็นจานอาหาร และที่นั่งที่ว่างเปล่า ที่ตรงนั้น... เป็นที่นั่งประจำ ของคุณพ่อ
เหมือนทุกครั้ง ที่คุณพ่อรีบออกไปทำ งาน นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่ได้ทานมื้อเช้าพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว และพูดคุยกันอย่างสดใส ‘นานแค่ไหนแล้วนะ’
“วันนี้ก็พยายามเข้านะลูก เดินทางปลอดภัย เลิกเรียนเจอกันนะ”
เมื่อถึงเวลาไปโรงเรียน คุณแม่มักจะมายืนส่งฉันที่หน้าประตู พร้อมกล่าวคำ อวยพรเสมอ
และสิ่งสุดท้าย ที่จะทำ ก่อนออกจากบ้าน คือการสวมหมวกสีใส ถึงแม้ว่าฉันจะไม่อยากใส่มันเลยก็ตาม
แต่เพื่อปกปิดความรู้สึกบางอย่าง มันก็จำ เป็นที่จะต้องใส่มันไว้ ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับโลกข้างนอกอีกวัน
ทุกก้าวที่เดิน ฉันไม่คิดแม้แต่จะมองหน้าผู้คนบนท้องถนน ใบหน้าเอาแต่ก้มมองเส้นทางที่คุ้นเคย ได้แต่คิดว่าอีกไกลแค่ไหน จะถึงโรงเรียนกันนะ
ฉันหยุดยืนรอสัญญาณไฟคนข้ามถนน ท่ามกลางผู้คนมากมาย
มันทำ ให้รู้สึก ‘อึดอัด’ เหมือนมีสายตาจ้องมองอยู่ตลอดเวลา เพียงเพราะรู้สึกว่าหมวกของฉันนั้นแตกต่าง จากคนรอบข้างในสังคม
ความรู้สึกกังวลผุดขึ้นมา หัวใจเริ่มเต้นเร็ว ฝ่ามือเริ่มชื้นเหงื่อ ฉันพยายามมองหาที่ยึดเหนี่ยวความรู้สึกในตอนนี้ เพื่อที่จะได้ไม่หันหลังเดินกลับบ้านไป มีเพียงสายสะพายกระเป๋าผ้าเท่านั้น ที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้กับฉันได้
ฉันเป็นเด็กที่สดใสร่าเริง ยิ้มเก่ง และมีเพื่อนๆ ที่พร้อมจะเข้าใจ ยอมรับ และคอยให้กำ ลังใจอยู่เสมอ เท่าที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำ เมื่อมองย้อนกลับไป ในวัยประถม ฉันไม่เคยรู้สึกกังวล หรือแปลกแยกจากสังคมเท่าในตอนนี้
แต่เมื่อถึงช่วงขึ้นมัธยมปลาย ความกังวลก็เริ่มก่อตัวขึ้นมา เมื่อฉันเป็นคนเดียวที่ต้องย้ายไปโรงเรียนอื่น ทำ ให้ต้องแยกออกจากกลุ่มเพื่อนที่สบายใจ และสนิทมากที่สุด จากที่รับมือการเข้าสังคม โดยการแทนผู้คนเป็นสิ่งอื่น ที่อาศัยลักษณะ และนิสัยที่เด่นชัดของแต่ละคน แต่ยิ่งนานวันเข้า กลับเริ่มมองเห็นเส้นขยุกขยิกของความกังวล ทำ ไมกันนะ?
ถึงแม้เพื่อนๆ จะบอกไว้ว่า พวกเรายังสามารถพูดคุยกันได้อย่างเคย แต่ก็ยังรู้สึกกังวลไม่น้อย ที่จะพูดคุยกันอย่างสนิทใจ เหมือนกับว่าตอนนี้เราเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน พวกเขายังคอยส่งข้อความหาอยู่เสมอ เพียงแต่ไม่มี ข้อความตอบกลับก็เท่านั้น ...