ฉันได้กล่าวขอโทษในใจ รู้ว่าไม่สมควรรู้สึกแบบนั้นกับเพื่อนๆ ที่แสนใจดี ‘ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมที่จะพูดออกไป ฉันต้องการเวลาอีกหน่อย เวลาที่จะได้เรียนรู้การรับมือความกังวลเหล่านี้ ได้โปรดรอฉันหน่อยนะ...อย่าทิ้งฉันเลย’ นั่นเป็นเสียงที่คอยย้ำ ในใจของฉัน
การรับมือความกังวลสำ หรับฉันแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร แต่สิ่งที่ยากกว่าก็คือการปรับตัว ให้เข้ากับสังคมใหม่ สถานที่ใหม่ เพื่อนใหม่ๆ ทุกอย่างใหม่ไปหมด ฉันไม่มั่นใจเลยว่าจะเริ่มต้นจากอะไรก่อนดี นอกจากการจดจ่อกับการเรียน สังคม และเพื่อน ก็เป็นเรื่องที่สำ คัญไม่แพ้กัน ถึงแม้การอยู่คนเดียว จะเป็นเรื่องที่เราควรจัดการให้ได้ แต่การมีใครสักคนที่ไว้ใจ และสามารถอยู่เคียงข้างได้อาจจะ ดีกว่าการอยู่อย่างโดดเดี่ยว ...
ไม่ใช่ว่าเพื่อนใหม่จะไม่หยิบยื่นโอกาสนั้นเข้ามา พวกเขาพยายามอยากที่จะรู้จักกับฉันอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นคำ ถามง่ายๆ “ลิต ช่วงพักเที่ยงพวกเราไปนั่งกินข้าวด้วยกันไหม?”
ฉันสัมผัสได้ว่า นั่นคือโอกาสที่จะต้องคว้า แววตาฉันในตอนนั้นเต็มไปด้วยประกายความหวัง ก่อนที่ความกังวลต่างๆ จะฉุดความคิดของฉันไว้ ให้กล่าวตอบกลับไป
“ฉันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ ขอโทษด้วยนะ” ฉันยิ้มออกไปด้วยความกังวล โดยที่เพื่อนๆ นั้นรู้สึกเสียดายไม่น้อย “ถ้าเธอไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร ไม่จำ เป็นต้องขอโทษหรอกนะลิต” “ใช่ ถ้าเธออยากมากินข้าวเที่ยงกับพวกเราก็มาบอกได้ตลอดเลย” “จะรอนะ!”
ที่ปฏิเสธคำ ชวนเหล่านั้น เพราะความกังวล ที่จู่ๆ ก็ปรากฎขึ้นมาในใจกับคำ ถามที่ว่า ‘ตัวเรานั้นจะเข้ากับพวกเขาได้จริงๆ เหรอ?’ จะเหมาะกับที่นี่ หรือเป็นสิ่งที่พวกเขาคาดหวังได้ แล้วถ้าฉันไม่ไ่ด้เป็นอย่างที่พวกเขาคิดล่ะ จะทำ ให้ผิดหวัง จะถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวตามเคยรึเปล่า...? ‘ฉันไม่ได้อยากอยู่อย่างโดดเดี่ยว... แต่ฉันก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าควรทำ ตัวยังไง ถึงจะให้ความกังวลเหล่านี้หายไปได้...’
ความวิตกกังวลยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อในคาบเรียน คุณครูมอบหมายงานให้กับ นักเรียนทุกคน เป็นการเขียนจดหมายถึงผู้อื่น แต่ฉันรู้สึกไม่สบายใจ เลยไปพูดคุยปรึกษากับคุณครูคนนั้น
คุณครูคนนั้นก็ตอบกลับมาเพียงแค่ “คงจะทำ แบบนั้นไม่ได้ มันเป็นการเอาเปรียบเพื่อนๆ” คำ เรียกร้องของฉัน ถูกมองเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สำ คัญ ฉันเข้าใจดี... ว่าครูไม่สามารถเข้าใจนักเรียนทุกคนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมองข้ามความรู้สึกเหล่านี้เลยนี่ จริงไหม?
ฉันไม่รู้ว่าต้องทำ ตัวยังไง ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าต้องเขียนจดหมายถึงใคร ไม่กล้าแม้แต่จะบอกเหตุผล ว่าตัวเองรู้สึกยังไง คิดอะไร หรืออยากทำ อะไรกันแน่ มันเป็นความรู้สึกที่เอ่อล้นออกมา ได้แต่เพียงร้องไห้ในความเงียบที่ดังที่สุด มันน่าเศร้าที่ ณ ที่แห่งนี้ ไม่มีใครอยากจะเข้าใจฉัน...
เป็นเวลาสักพักที่ฉันจ้องมองแผ่นกระดาษอันว่างเปล่า ก่อนที่จะตัดสินใจครั้งสำ คัญ ว่าตัวเองนั้นจะเขียนจดหมายถึงใคร แล้วสิ่งนี้มันจะมีความหมายมากแค่ไหนกัน
“ถึงตัวฉันในวันข้างหน้า... ฉันหวังว่ามันจะมีความหมายต่อใครสักคน ที่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ฉันหวังว่าเธอจะได้พบกับสิ่งที่เธอตามหา ใครสักคนที่เห็นความพยายามของเธอและช่วยปลอบประโลมโอบกอด ในวันที่เธอจมดิ่งกับความรู้สึกเศร้า ที่ยากจะเอื้อมมือขึ้นมา” “มันไม่ใช่ความผิดของใคร ทั้งเธอหรือฉันใครก็ตาม ผู้คนรอบข้างต่างเป็นปัจจัยที่ทำ ให้เธอตัดสินใจที่จะก้าวเดิน ไม่เป็นไร ถึงแม้จะใช้เวลานานแค่ไหน ฉันก็อยู่ตรงนี้เสมอ เธอจะไม่เด่ียวดาย ฉันอยากให้เธอเจอสิ่งที่สำ คัญที่สุด นั่นก็คือ...”
สิ้นสุดเนื้อหาของจดหมาย ฉันพับกระดาษใส่ซอง ติดด้วยแสตมป์ดอกไม้ ที่ถูกวาดขึ้นมา และตัดด้วยความประณีต ในขณะที่ยืนอยู่หน้าตู้ไปรษณีย์ และจ้องมองสักพักเพื่อขบคิดถึงเนื้อหาในจดหมาย
ก่อนหย่อนจดหมายลงในตู้ ที่จ่าหน้าถึง ‘ตัวฉันเอง’
ด้วยคำ อธิษฐานอันแรงกล้า ขอให้จดหมายฉบับนี้ พาตัวของฉันไปพบกับสิ่งที่ฉันกำ ลังตามหา
เมื่อถึงเวลากลับบ้าน ไม่นานนัก ฉันก็มายืนอยู่หน้าประตูบ้าน มือเล็กจับที่ลูกบิดประตู ใบหน้าแสดงออกถึงความลังเล ฉันสมควรเข้าไปในนั้นรึเปล่า?
ประตูถูกเปิดเข้าไปอย่างช้าๆ แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามา ปรากฏให้เห็นภายในตัวบ้าน ถึงมันจะอบอุ่นมากเพียงใด แต่ในความรู้สึก ที่แห่งนี้ก็เต็มไปด้วย ‘ความรู้สึกเหงา’
ก่อนที่ตัวฉันจะสังเกตเห็นบาง อย่างที่วางอยู่บนตู้
เป็นจดหมายที่จ่าหน้าถึงตัวเอง จึงรู้สึกแปลกใจไม่น้อย ทั้งๆ ที่เพิ่งจะส่งจดหมายไป แต่มันกลับมาวางอยู่ที่บ้าน ยังไงก็ตาม สิ่งนี้กลับให้ความรู้สึก ว่าเป็นจดหมายฉบับที่เก่ากว่า
ฉันจึงค่อยๆ ลองเปิดดูจดหมายฉบับนั้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ เนื้อหาในจดหมายแตกต่างจากที่เขียนก่อนหน้า ฉันไม่มั่นใจว่าใครส่งมาให้
ระหว่างที่กำ ลังจะอ่านจดหมายปริศนา เสียงเรียกของแม่ก็ดังขึ้น จนทำ ให้ฉันต้องรีบซ่อนจดหมายในมือ
คุณแม่กล่าวต้อนรับกลับบ้าน พร้อมถามด้วยน้ำ เสียง และสีหน้าที่ห่วงใย “วันนี้เป็นยังไงบ้างลูก”
ฉันมองตอบผู้เป็นแม่ ก่อนจะระบายยิ้มบางออกมา “วันนี้ก็ปกติดีค่ะ” โดยที่ในใจนั้นไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย
ฉันล้มตัวนอนบนเตียงด้วยความอ่อนล้า แล้ววันนี้ก็จบไปอีกวัน...
ก่อนที่จะฉุกคิดขึ้นได้ และมองไปยังจดหมายปริศนาฉบับนั้น ได้แต่สงสัย ว่าใครกันนะที่เป็นคนส่งมาฉัน ควรจะเปิดอ่านมันจริงๆ รึเปล่า ถ้ามัวแต่คิดคงไม่ได้อะไร ถ้าอยากจะรู้คำ ตอบที่ตัวเองต้องการ เพียงแค่เปิดจดหมายขึ้นอ่านก็พอ
ถึง เด็กสาวขี้แย และตัวตนเยาว์วัยที่เคยสดใส “สวัสดี ลิตเติ้ล เป็นยังไงบ้าง ถึงฉันจะถามไปแบบนั้น ฉันก็รู้ว่าเธอมีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิตที่แสนเปราะบาง ความสุขที่เอ่อล้นจนตัวเธอนั้น ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้จางหายไป จึงพยายามมอบสิ่งต่างๆ ที่เป็นตัวตนให้กับผู้คนรอบกายเพียงเพื่อ จะได้รับการยอมรับ และการทะนุถนอม อย่างจริงใจ”
“เธอจะรู้ไหมว่า ตัวเธอนั้นช่างแสนกล้าหาญเพียงใด ในการก้าวเดินเล็กๆ ฉันเห็นเธอเสมอ ไม่ว่าเธอจะทำ อะไร ฉันอยากบอกให้รู้ว่าตัวเธอนั้นมีเพียงคนเดียวในโลก โปรดใจดีกับตัวเอง ขอบคุณตัวเอง และรักตัวเองให้มากที่สุด ฉันรู้ว่าฉันในตอนนี้เป็นคนแปลกหน้าสำ หรับเธอ เธอมีคำ ถามมากมายในใจที่อยากจะถามว่า ฉันเป็นใคร มาจากไหน ทำ ไมถึงรู้ชื่อ และเรื่องราวของเธอ มากมายขนาดนี้”
“ตอนนี้ฉันยังบอกเธอไม่ได้ ฉันรู้ว่ามันออกจะแปลกไปเสียหน่อย ได้โปรดให้โอกาสฉันได้ทำ บางสิ่งเพื่อเธอ กำ ลังใจเพียงเล็กน้อยของฉันจะคอยปลอบโยนเธอทุกวันต่อจากนี้ เธอจะไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยว ลิตเติ้ล เมื่อถึงเวลาฉันจะบอกทุกอย่างเกี่ยวกับฉันให้เธอได้รับรู้ สิ่งสำ คัญไม่อาจมองเห็นด้วยตา ใช้เวลาค่อยๆ เรียนรู้ และก้าวเดินอย่างที่ใจเธอหวัง สักวันเราจะได้เจอกันในที่สักแห่งหนึ่ง” จากใครสักคนที่มองเห็นเธอในที่ที่แสนคุ้นเคย
ราวกับหลุดเข้าไปในโลกที่เต็มไปด้วยถ้อยคำ แห่งการเยียวยา ฉันรู้สึกเหมือนมีใครสักคน คอยเฝ้ามองด้วยความอบอุ่นอยู่เสมอ
เหมือนมนต์วิเศษ ที่ได้ขอพรไปครั้งหนึ่ง และมีคนตอบรับคำ ปรารถนานั้น
รู้ตัวอีกที ใบหน้าก็อาบไปด้วยน้ำ ตาของความสุข ที่ฉันเพิ่งเคยได้รับจากจดหมายฉบับนี้
ความสุขที่ได้สัมผัสอีกครั้ง มันยาวนานมากๆ พอที่จะทำ ให้ผล็อยหลับไป นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ได้นอนหลับ โดยไม่ต้องกังวลอะไร นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องฝันร้ายรึเปล่า
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ความหวังเล็กๆ เริ่มปรากฏให้เห็น หวังว่า พรุ่งนี้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป หวังว่า จะได้เจอบางสิ่งที่ตามหา หวังว่า จะได้เป็นบางสิ่งที่แสนสำ คัญ ฝันดีนะลิตเติ้ล
เช้าวันใหม่มาเยือน ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สดชื่นกว่าทุกที กล้าที่จะมองตัวเองในกระจก ด้วยแววตาที่มีประกายความสุข มื้อเช้าที่แสนอร่อยจากฝีมือคุณแม่ พูดคุยและทักทายกัน