The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลงานวิทยานิพนธ์จากของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT)
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ ภาควิชามีเดียอาตส์ เอกกราฟิก ประจำปีการศึกษา 2565
โครงการวิจัย การศึกษาเรื่องภาวะวิตกกังวลกลัวการเข้าสังคมที่เป็นปัญหาของวัยรุ่นในช่วงอายุ16-20 ปี เพื่อนำมาสร้างสื่อชุดหนังสือภาพประกอบที่สามารถสร้างกำลังใจและคุณค่าทางความคิดว่าตนเองนั้นไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by LETTER TO BE YOURSELF, 2023-05-15 02:56:33

LETTER TO BE YOURSELF

ผลงานวิทยานิพนธ์จากของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT)
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ ภาควิชามีเดียอาตส์ เอกกราฟิก ประจำปีการศึกษา 2565
โครงการวิจัย การศึกษาเรื่องภาวะวิตกกังวลกลัวการเข้าสังคมที่เป็นปัญหาของวัยรุ่นในช่วงอายุ16-20 ปี เพื่อนำมาสร้างสื่อชุดหนังสือภาพประกอบที่สามารถสร้างกำลังใจและคุณค่าทางความคิดว่าตนเองนั้นไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว

Keywords: lettertobeyourself

ฉันหันหน้าไปมองแม่ และตอบกลับด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม พร้อมน้ำ เสียงอันสดใส “ไปก่อนนะคะ คุณแม่” เหมือนอย่างเคยที่คุณแม่จะกล่าวอวยพร และส่งฉันที่หน้าประตูบ้าน “วันนี้ก็พยายามเข้านะ อย่าฝืนล่ะคนเก่ง”


ถ้าหากฉันต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง กล้าที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ อย่ารอที่เดินเข้าหาโอกาสนั้น นึกถึงคำ ที่เขียนอยู่บนจดหมาย พร้อมมองไปยังกลุ่มเพื่อนที่พูดคุยกันอยู่ในห้อง


ฉันเดินเข้าไปหากลุ่มเพื่อนที่กำ ลังพูดคุยกันอยู่ ก่อนจะเอ่ยทักทาย พร้อมกล่าวออกไปว่า “ตอนเที่ยงนี้ ฉันขอไปนั่งกินข้าวด้วยได้รึเปล่า”


สีหน้าของเพื่อนๆ เต็มไปด้วยความสงสัย และอึ้งไม่น้อย ฉันมองสีหน้าของพวกเขา ด้วยสายตาที่สั่นไหว กลัวไม่น้อยว่าจะได้รับการตอบรับแบบไหน แล้วถ้าพวกเขาไม่ชอบฉันล่ะ?


ไม่มีคำ ตอบจากปากของพวกเขา นอกจากสีหน้าที่ดูแปลกใจ ‘จะปฏิเสธฉันก็ไม่เป็นไรเพราะในตอนแรก ฉันก็ทำ แบบนั้นกับพวกเธอไป...’


ก่อนที่จะได้หันหลังกลับไป ก็มีมือคว้ามือของฉันเอาไว้ นั่นทำ ให้รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะได้ยินคำ ตอบที่เฝ้ารอมาตลอด


“ได้แน่นอนสิ! นึกว่าเธอจะไม่มาคุยกับพวกเราซะแล้ว! ยินดีมากๆ เลยล่ะลิต” มันคือสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย ฉันเคยถูกพวกเขาเข้าหา และพูดคุยแบบนี้ แต่ในตอนนั้น ฉันไม่กล้าพอที่จะตอบรับพวกเขา แต่ในตอนนี้มันแตกต่างออกไป


ตอนนี้ฉันได้รับความกล้า จากจดหมายปริศนาฉบับนั้น ฉันไม่แน่ใจว่าควรจะเรียกเจ้าของจดหมายนั้นว่าอย่างไร ในใจได้แต่กล่าวขอบคุณ “ขอบคุณคุณจดหมายที่มอบความกล้าให้กับฉัน”


เรื่องราวของฉัน และเพื่อนทางจดหมายดำ เนินต่อไปเรื่อยๆ พวกเราเริ่มเขียนแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ มันเต็มไปด้วยความสนุก และสิ่งที่อยากให้พบได้เจอ บางครั้งก็สงสัยไม่น้อย ที่เรื่องราวบางอย่าง ของเราทั้งคู่นั้นช่างคล้ายคลึงกัน ราวกับว่าเป็นคนเดียวกัน


เมนูที่พวกเราทั้งคู่ชอบทานนั้น เต็มไปด้วยความอบอุ่น และเปี่ยมล้นด้วยพลัง ที่คอยผลักดันให้ฉันใช้ชีวิตในแต่ละวันจากผู้เป็นที่รัก มีหลายๆ อย่างที่เราชอบเหมือนกัน โดยเฉพาะแซนด์วิชไข่ดาว ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญจนน่าตลก


อย่างการได้ไปทุ่งดอกไม้ ที่คุณแม่พาไปในตอนเด็ก มันเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีนานาชนิด อีกทั้งมันยังให้ความหมายหลายๆ อย่าง เกี่ยวกับการเติบโต


และผลิบานอย่างสวยงาม ก้าวเดินอย่างเป็นตัวของตัวเอง ถึงแม้จะเล็กน้อยแค่ไหน แต่ถ้าได้พยายามแล้ว นั่นคือสิ่งที่มีค่าที่สุด


หรือไม่ว่าจะเป็นทะเลสีฟ้าคราม ชายหาดที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยสีขาว ปนสีสันที่สะท้อนแสง ยามพระอาทิตย์ตกดิน พร้อมกับครอบครัว


รอยเท้าที่หลงเหลือไว้เป็นเส้นทาง ราวกับเตือนให้ฉันนั้นเดินอย่างระมัดระวัง ทิ้งความกังวลไว้ที่นี่ อยู่กับสิ่งที่สบายใจเหมือนเสียงคลื่น


สิ่งที่ใครสักคนทำ ให้กับฉัน จะมีความหมายมากเพียงนี้ได้ แต่ขอกล่าวคำ ขอบคุณอีกครั้ง และอีกครั้ง... “ตอนนี้ฉันเริ่มที่จะปรับตัว และเข้ากับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนใหม่ได้แล้ว มันวิเศษมากๆ เลยล่ะที่เราได้พูดคุยในเรื่อง ที่ชอบและสนใจร่วมกัน ฉันได้ออกไปเที่ยวสนุกกับพวกเขา ตามประสาเด็กมัธยมปลาย”


ในที่สุด ฉันก็มีความกล้า ที่จะตอบข้อความกลับไปหาเพื่อนสมัยเด็กของฉัน “ไว้ปิดเทอมพวกเราไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ศิลปะด้วยกันนะ”


ฉันลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ ตื่นเช้าให้มากขึ้นก่อนเวลา เพื่อพบเจอกับเขาแทน แน่นอนสีหน้าของพ่ออึ้งไปอย่างบอกไม่ถูก


คุณพ่อยังได้ทานมื้อเช้า ที่ฉันเป็นคนทำ อีกด้วย นั่นทำ ให้เขาพูดออกมาว่า “พ่อคิดว่า... พ่ออยากจะกลับบ้านมาให้เร็วขึ้น เราจะได้มีเวลาด้วยกันมากขึ้นดีไหม?”


ทุกสิ่งทุกอย่างกำ ลังเป็นไปด้วยดี ได้พูดคุยกับเพื่อนใหม่ ได้กลับไปหาเพื่อนสมัยเด็ก ได้ทานข้าวเช้าพร้อมหน้า กับคุณพ่อและคุณแม่ ได้ใช้ชีวิตตามที่คาดหวัง ได้รับแรงบันดาลใจและแรงผลักดัน จากคุณจดหมายที่แสนสำ คัญ


ทุกๆ ครั้งที่ได้อ่าน ทุกตัวอักษรบนจดหมายแต่ละฉบับ มันทำ ให้ฉันมีความสุขมาก เกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำ พูด ไม่อยากให้เวลาเหล่านี้เป็นเพียงแค่ สิ่งชั่วคราวที่จางหายไปตามกาลเวลา รู้สึกทุกครั้งเหมือนมีใครสักคน คอยอยู่เคียงข้าง และเฝ้ามองการเติบโต จนอยากจะบอกเล่าเรื่องราว เหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น แต่เมื่อหันมองไป


ก็ต้องพบกับความเป็นจริงที่ว่า ‘ไม่มีใครอยู่ข้างๆ ตัวฉัน’ มันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่ได้รับ จากจดหมายที่แสนวิเศษฉบับนี้


เรื่องนั้นฉันเองก็รู้ดีเสมอ การที่มีใครสักคนคอยอยู่เคียงข้าง ได้รับการยอมรับจากเพื่อน ที่ไม่เคยเห็นหน้า มันเป็นความสุขที่ปนเศร้าไม่น้อย เพราะในวันพรุ่งนี้ ฉันจะได้รับจดหมายฉบับสุดท้าย จากเพื่อนที่แสนสำ คัญคนนั้น เข้มแข็งไว้นะลิตเติ้ล เธอต้องผ่านไปได้อย่างแน่นอน


ฉันตื่นมาในยามเช้าเหมือนทุกๆ วัน เพียงแต่ว่าวันนี้มีบางอย่างแปลกไป กระจกสะท้อนภาพใบหน้าของฉัน ที่มีเส้นขยุกขยิกไปมา นั่นทำ ให้ฉันตกใจมาก และเมื่อพยายามมองอีกครั้ง มันก็หายไปแล้ว


เมื่อฉันเดินลงมาข้างล่างด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ท่าทีของคุณแม่ ทั้งสีหน้าและแววตา ที่เป็นห่วงจากก้นบึ้งของหัวใจ


“ช่วงนี้เป็นอะไรรึเปล่า ที่โรงเรียนโอเคไหม?” “อยากบอกอะไรแม่รึเปล่า คนเก่งของแม่”


ฉันรู้ว่าคุณแม่คอยสังเกต หลายสิ่งหลายอย่างของฉัน ความเป็นห่วงจากผู้เป็นแม่นั้นชัดเจน เกินกว่าที่จะทำ เป็นไม่สนใจ แต่ก็ไม่อยากทำ ให้ใครต้องมากังวล เกี่ยวกับตัวเองมากไปกว่านี้


“หนูโอเคดีค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ เจอกันตอนเย็นนะคะ คุณแม่”


สิ้นประโยคนั้น ฉันก็รีบเปิดประตูเดินออกจากบ้านไป โดยที่หลังประตูบานนั้นผู้เป็นแม่ ยังคงยืนอยู่ด้วยความกังวลใจไม่น้อย เธอรู้ดีว่าลูกของตนนั้นเป็นอย่างไร บางอย่างที่เด็กคนนั้นแบกรับเอาไว้ “น่าเป็นห่วงจริงๆ เลย ลูกคนนี้”


ฉันเดินไปตามท้องถนนอย่างเคย แต่ด้วยท่าทีที่เหม่อลอย ความคิด และความรู้สึกหลายอย่าง ตีกันอยู่ในหัวนี้มันช่าง...


เธอกำ ลังกังวลอะไร อยู่อย่างนั้นเหรอลิตเติ้ล?


ฉันไม่ได้รีบตรงไปที่โรงเรียนเหมือนทุกที แต่หยุดยืนอยู่หน้าตู้จดหมาย เหมือนกับครั้งแรก


‘จดหมายฉบับสุดท้าย’ จากเพื่อนคนนั้น ฉันกลัวที่จะเปิดอ่านมัน


ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่อยู่ในนั้น จะมีเนื้อหาแบบไหน


ไม่ใช่ว่าไม่อยากอ่าน แต่เพียงกังวลและกลัว เรื่องที่ว่าเพื่อนคนนั้นจะคิดยังไงกับฉัน ถ้าหากมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดล่ะ ถ้าหากส่งจดหมายทุกฉบับ กลับไปหาคนคนนั้น เรื่องทุกอย่างมันจะเหมือนกับว่า ไม่เคยเกิดขึ้นรึเปล่านะ?


Click to View FlipBook Version