ไม่ทันที่จะได้ตอบคำ ถามในใจตัวเอง แรงลมกระโชกทำ ให้ซองจดหมายในมือ ปลิวหลุดไป ด้วยความตกใจจึงพยายามคว้ามันไว้
จดหมายถูกคว้าไว้ได้เกือบทุกซอง ก่อนที่ฉันจะสังเกตเห็น ว่ามีจดหมายซองหนึ่งปลิวขึ้นสูง และลอยหายไปในที่ไกลแสนไกล
เมื่อฉันเปิดซองจดหมายอ่านทุกฉบับ ทำ ให้ฉันได้รู้ว่า จดหมายฉบับสุดท้าย ที่ฉันไม่กล้าเปิดอ่านนั้น มันได้หลุดลอยหายไปแล้ว ถ้าหากฉันมีความกล้าที่จะเปิดอ่านมัน ฉันคงไม่รู้สึกเสียใจขนาดนี้
ความรู้สึกเศร้า กังวลเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้มันมากเกินกว่าที่ฉันจะแบกรับจนร้องไห้ออกมาเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ใบหน้าที่เจ็บปวด แหลกสลายที่สุดเท่าที่ฉันสัมผัสได้
ฉันเดินมาที่โรงเรียน ด้วยสภาพที่เพื่อนๆ ของฉัน ต้องเดินเข้ามาถาม ด้วยความเป็นห่วงว่า “ลิตเป็นอะไรทำ ไมถึงร้องไห้?” “เธอโอเครึเปล่า มีอะไรบอกพวกเราได้นะ”
เพื่อนๆ ของฉันนั้น ช่างแสนใจดี และพร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือฉัน แต่ในตอนนี้ฉันกลับกลัวเกินกว่า ที่จะเอ่ยมันออกไป ว่าได้ทำ สิ่งที่แสนสำ คัญ คำ ตอบของทุกอย่าง ที่ฉันตามหามาโดยตลอด
ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน เอาแต่พึ่งพาพวกเขามากเกินไป ฉันรู้สึกตัวเองไม่สมควรที่จะได้รับความเป็นห่วง จึงได้แต่เงียบ และเดินหนีพวกเขามาทั้งแบบนั้น
เมื่อถึงคาบเรียน คุณครูท่านหนึ่งสังเกตเห็นใบหน้าของฉัน ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยคราบน้ำ ตา รวมไปถึงขอบตาที่แดงช้ำ จากการร้องไห้มาอย่างหนัก และท่าทีเหม่อลอย
จนเขาเดินมาที่โต๊ะของฉัน พร้อมกล่าวด้วยน้ำ เสียงที่เป็นห่วง “ลิตเกิดอะไรขึ้นรึเปล่า ถ้ามีอะไรบอกครูได้นะ ทั้งครูและเพื่อนๆ ของเราเป็นห่วง และพร้อมช่วยเธอเสมอนะ”
ฉันได้แต่เงยหน้ามองตอบ ความเป็นห่วงลึกๆ ด้วยดวงตาที่สั่นไหว มีเสียงในหัวที่ดังก้องขึ้นมา ฉันสมควรได้รับสิ่งนี้จริงๆ เหรอ? ถ้าหากฉันขอความช่วยเหลือ และบอกทุกอย่างออกไป พวกเขาอยากจะยอมรับในสิ่งที่ฉันเป็นรึเปล่า?
ในขณะที่ฉันค่อยๆ หันไปมองหน้า เหล่าเพื่อนๆ ที่มองฉันด้วยสายตาแบบเดียวกับที่คุณครูกำ ลังมองฉันอยู่ ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกเส้นขยุกขยิกของความกังวล บดบังใบหน้าพวกเขาไว้ทั้งหมด
ความรู้สึกนี้ทำ ให้ฉันกลัว จนลุกขึ้น แล้วกล่าวด้วยน้ำ เสียงที่สั่นเครือ “วันนี้หนูรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ ขอตัวกลับก่อนนะคะ ขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะ...”
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉันไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ว่าได้วิ่งออกมาจากห้องเรียน ต่อหน้าเพื่อนๆ และคุณครูที่เป็นห่วงจากใจจริง
ได้แต่วิ่งหนีความรู้สึกที่ไม่อยากจะเข้าใจ มันมากไปสำ หรับฉัน มันยากไปสำ หรับฉัน ที่จะเข้าใจมันทั้งหมด ฉันไม่รู้เลยว่าต้องพูดหรือทำ ตัวยังไง
ขอโทษสำ หรับความขี้แยของฉัน ขอโทษที่ฉันกลัวการเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง ที่ฉันพยายามตามหามาโดยตลอด ขอโทษตัวฉันทั้งที่พยายามขนาดนั้น แต่ฉันกลับวิ่งหนีและทิ้งทุกอย่างออกมา ‘ขอโทษนะ’
‘ขอโทษด้วยนะตัวฉัน’ ถ้าหากใครสักคนจะเกลียดหรือไม่ชอบฉัน ฉันก็ยินดีจะรับผลจากสิ่งที่ฉันทำ ลงไป ฉันกลัวที่จะพึ่งพาพวกเขามากเกินไปจึงปฏิเสธไปแบบนั้น เหมือนที่ฉันพึ่งพาคำ ปลอบประโลมจากคุณจดหมาย และยึดติดความห่วงใยนั้นมากเกินไป
จนฉันรู้สึกเกลียดตัวเอง คิดเสมอว่าควรอยู่อย่างโดดเดี่ยวเหมือนที่ผ่านมาเสียกว่า ‘ได้โปรดอย่าโทษตัวเองเลย ถ้าหากแบกรับความรู้สึกเหล่านั้นไม่ไหว ลองขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างบ้าง ก็ไม่เป็นไร เธอไม่จำ เป็นต้องแบกมันไว้คนเดียวนะ’ ฉันคิดถึงคำ ที่คุณจดหมายเขียนไว้เพื่อย้ำ เตือนฉัน
ฉันจึงพาตัวเองกลับมาถึงบ้าน ในสภาพที่ตัวเปียกโชก คุณแม่ของฉันรีบเดินมาดูด้วยท่าทีที่ตกใจ “ลิต! เกิดอะไรขึ้นลูก” “ตายแล้วตัวเปียกหมดเลย”
คุณแม่รีบหาผ้ามาเช็ดตัวฉัน อีกทั้งยังคอยจับมือกุมมือเล็กๆ ที่หนาวสั่นของฉันไว้แน่น ก่อนน้ำ เสียงที่ห่วงใยนั้นจะเอ่ยถามขึ้นมา “ลิต แม่พูดจริงๆ นะ ลูกมีอะไรอยากบอกแม่ไหม แม่รู้ว่าลูกมีเรื่องบางอย่างที่ไม่สามารถพูดได้ และแม่จะไม่บังคับ แต่อยากให้รู้ไว้เสมอว่า แม่อยู่ตรงนี้เสมอ”
“และพ่อด้วย ถึงเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กับเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รักลูก หรือทิ้งลูกไปไหน ขึ้นไปอาบน้ำ แล้วนอนพักก่อนนะ”
ฉันเดินขึ้นมาบนห้อง โดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกไปอย่างที่เคยทำ มาตลอด “วันนี้ก็ปกติ” “ไม่เป็นไรค่ะ หนูสบายดี” ฉันไม่อยากพูดโกหกออกไปอีกแล้ว ฉันไม่อยากพูดแบบนั้นเพื่อทำ ให้ตัวเองสบายใจ และไม่อยากทำ ให้ทุกคนรอบข้างเป็นห่วง
แต่นั่นก็ยิ่งที่ให้ฉันเจ็บปวด มันเป็นเรื่องที่ฉันรับรู้มาตลอด ว่าฉันไม่สามารถทำ ให้ทุกคนรอบข้างชอบฉันได้หรือยอมรับฉันในทันที เพียงเพราะฉัน ไม่อยากอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป ฉันกลัวที่จะแตกต่าง ฉันกลัวที่จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ฉันกลัวทุกสิ่งอย่าง กลัวแม้กระทั่งการสูญเสียตนเองไป ฉันควรทำ ยังไงดีล่ะ คุณจดหมาย?
ฉันขังตัวเองไว้ในห้องเป็นเวลานาน แม้คุณแม่ของฉันจะมาเคาะประตูเรียกฉัน และถามด้วยความเป็นห่วง ฉันก็ไม่ยอมตอบอะไรกลับไป “ลิต ทานข้าวหน่อยไหมลูก ลูกยังไม่ได้ทานอะไรเลย ถ้าหิวเมื่อไหร่ลงมาหาแม่นะ”
จนคุณแม่ติดสินใจที่จะทำ บางสิ่งเพื่อฉัน “คุณคะ รีบกลับบ้านมาดูลูกหน่อยได้ไหม” “ตอนนี้ฉันต้องการให้คุณช่วย” “ฉันรู้ว่าคุณยุ่งกับงานมากแค่ไหน แต่คุณสัญญากับลูกแล้ว วันนี้ทำ เพื่อลูกหน่อยได้ไหมคะ”
“ฉันไ่ม่สามารถทำ เรื่องนี้ด้วยตัวคนเดียวได้ ลูกต้องการเราทั้งคู่ รีบกลับมานะคะ”
สิ้นปลายสาย คุณพ่อรีบออกจากที่ทำ งานเพื่อกลับบ้านมาหาฉัน ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เดินขึ้นมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องนอน แล้วเคาะประตู “ลิต...นี่พ่อเองนะ”
“เปิดประตูให้พ่อหน่อยได้ไหม? ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร มีอะไรบอกพ่อกับแม่ได้นะ พวกเราอยู่ตรงนี้เพื่อลูกเสมอ”
“พ่อรู้ว่าพ่อไม่ควรพูดแบบนี้ พ่อเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องสักเท่าไหร่ ที่จะบอกความรู้สึกออกไปว่าเป็นห่วง และรู้มาตลอดว่าลูกพยายามมากแค่ไหน”
“ลิตรู้ตัวไหม ว่าลูกน่ะพยายามได้ดีที่สุดแล้ว ลูกเก่งเสมอและเป็นตัวของตัวเอง ถึงลูกจะไม่เห็นในตอนนี้ แต่ทั้งพ่อและแม่ เห็นมันมาตลอด ให้เวลากับตัวเอง สักวันลูกจะเห็นสิ่งนั้น พ่อจะรอนะ”
ฉันที่ได้ฟังทุกคำ ปลอบประโลมนั้นน้ำ ตาที่เคยกลั้นเอาไว้ ก็เอ่อล้น หยดที่ข้างแก้มทีละนิด ฉันได้แต่คิดว่า ทำ ไมพวกเขาถึงพยายามเพื่อฉันขนาดนี้ ขณะที่คุณพ่อกำ ลังจะเดินออกไป ฉันรีบลุกขึ้นไปเปิดประตู
พร้อมโผเข้ากอดเขาไว้ ก่อนที่ฉันจะร้องไห้ออกมา กลัวที่เขาจะหายไปไหนอีก กลัวที่สูญเสียโอกาสนี้ไป จากนี้ไปฉันจะไม่กลัวอีกแล้ว ฉันจะคว้าทุกอย่างเอาไว้ และทำ ให้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้
หลังจากการร้องไห้อย่างหนัก ฉันค่อยๆ เล่าเรื่องทุกอย่างที่ผ่านมา และเกิดขึ้นให้คุณพ่อฟัง ทั้งเรื่องตอนย้ายโรงเรียน เพื่อนสมัยเด็ก เพื่อนใหม่ รวมไปถึงคุณจดหมาย เขาฟังอย่างใจจดใจจ่อโดยไม่พูดอะไรขึ้นแทรกฉัน รู้สึกแปลกไม่น้อยที่มีคนนั่งฟังอยู่ใกล้ๆ แบบนี้โดยที่ไม่ตัดสินว่าฉันเป็นแบบไหน
เมื่อฉันเล่าจบ ฉันได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าที่จะสบตากับคุณพ่อ เขาไม่ได้พูดอะไร ก่อนที่ฝ่ามือที่อบอุ่นจะค่อยๆ ลูบหัวฉันอย่างแผ่วเบา ก่อนกล่าวด้วยเสียงทุ้มที่แสนสบายใจ “พ่อเข้าใจความรู้สึกของลิตนะ อาจจะไม่สามารถเข้าใจมันทั้งหมดได้ในตอนนี้ แต่พ่อพยายามที่จะเข้าใจมันทุกอย่าง พ่อจะไม่ตัดสินว่าลูกเป็นแบบไหน แต่พ่อจะคอยแนะนำ และรับฟังลูกเหมือนตอนนี้”
“ แม้มันจะเล็กน้อยแค่ไหน ถ้าเป็นการทำ เพื่อตัวเอง นั่นนับเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนพักเสียหน่อย ให้เวลากับตัวเอง มีหลายๆ อย่าง ที่ลูกต้องเรียนรู้อีกเยอะ แต่ตอนนี้พ่ออยากให้ลูกมีความสุขก็พอ ค่อยเป็นค่อยไปนะลิต พวกเราจะอยู่ตรงนี้รักลูกนะ ”
เมื่อคุณพ่อพูดจบ เขาก็กอดฉันเอาไว้ พร้อมกับคุณแม่ที่เดินเข้ามา อ้อมกอดของพวกเขานั้นอบอุ่น และปลอดภัย มันทำ ให้ฉันรู้สึกสบายใจ และมีความสุข ความกังวลในใจเริ่มค่อยๆ หายไป สีที่สดใส และชัดเจนมากยิ่งขึ้นปรากฏ