The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชนิสา นาคน้อย. (2556). พระพุทธรูปล้านนาที่มีจารึกกับการแปลความทางด้านประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ทางด้านศิลปกรรม. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by หอมติมนุสรณ์, 2023-04-30 01:41:33

พระพุทธรูปล้านนาที่มีจารึกกับการแปลความทางด้านประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ทางด้านศิลปกรรม - ชนิสา นาคน้อย

ชนิสา นาคน้อย. (2556). พระพุทธรูปล้านนาที่มีจารึกกับการแปลความทางด้านประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ทางด้านศิลปกรรม. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

Keywords: Art,inscribe

33 5. ศิลปกรรมหลังอาณาจักรล้านนา แม้ว่าอาณาจักรล้านนาจะตกอยู่ภายใต้การปกครองพม่า แต่ในช่วงต้นของการ เสียเอกราชนัÊนปรากฏเอกสารหลายชิ Êน ทีÉระบุถึงการอุปถัมภ์ในด้านพระพุทธศาสนาร่วมกัน ระหว่างกษัตริย์ล้านนา และขุนนางพม่า มีทัÊงการบูรณะวัด และการสร้างพระพุทธรูป32 เพืÉอเป็ น การสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างชาวล้านนา และขุนนางพม่าทีÉเข้ามาควบคุมล้านนา อย่างไรก็ตาม การเข้ามามีบทบาทของพม่าในระยะแรกนัÊน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่องานศิลปกรรมในล้านนามาก นัก เพราะยังคงมีการสร้างเจดีย์ตามรูปแบบในล้านนาทีÉมีพัฒนาการมากขึ Êน33 (ภาพทีÉ13) ต่อมา พบกลุ่มเจดีย์แบบพม่า ซึÉงน่าจะสร้างในราวพุทธศตวรรษทีÉ 25 โดยพบอย่างแพร่หลายในล้านนา (ภาพทีÉ14) 32 ประเสริฐ ณ นคร, จารึกล้านนาภาคทีÉ 1, เล่ม 1 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิเจมส์เอช ดับเบิ Êลยูทอมป์ สัน, 2534), 20-21. 33 ศักดิ Í ชัย สายสิงห์, ศิลปะล้านนา, 157-159. ภาพทีÉ 13 เจดีย์วัดผ้าขาวป้ าน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย


34 พระพุทธรูปในระยะทีÉห้า ยังคงเป็นการสืบต่องานช่างจากระยะก่อนหน้า แต่มีการ สร้างพระพุทธรูปสําริดน้อยลงมาก โดยทัÉวไปพบลักษณะการสร้าง 2 ลักษณะ คือ เป็ นการสร้าง พระพุทธรูปในลักษณะเลียนแบบพระพุทธรูปในยุคแรกๆ แต่มีพัฒนาการไปมากกว่าต้นแบบไป ทางฝี มือช่างท้องถิÉน34 เช่น พระพุทธรูปทรงเครืÉอง ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ (ภาพทีÉ 15)และสร้างในลักษณะของงานพื Êนบ้าน เป็นการทําพระพุทธรูปด้วยไม้แก้วและหินสีแทนสําริด ซึÉงพบตามหัวเมืองต่างๆ เช่น เมืองฝาง เมืองเชียงแสน เมืองเชียงของ เมืองแพร่และเมืองน่าน (ภาพทีÉ16, 17) นอกจากนี Êพบการสร้างกลุ่มพระสาวก ทีÉน่าจะเป็ นความนิยมในช่วงการปกครอง ของพม่าซึÉงพบอยู่ไม่มาก โดยจะมีลักษณะคล้ายพระพุทธรูป แต่พระเศียรไม่มีอุษณีษะ และพระ รัศมีเป็นต้น 34 เรืÉองเดียวกัน, 268. ภาพทีÉ 14 เจดีย์วัดพระธาตุช่อแฮ จ.แพร่ ภาพทีÉ 15 พระพุทธรูปทรงเครืÉอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ จ.เชียงใหม่


35 ยังคงพบการจารึกทีÉฐานพระทีÉมีการทํามาอย่างต่อเนืÉอง แม้ว่าความนิยมในการ สร้ างพระพุทธรูปด้วยสําริดจะลดลงไป แต่ยิÉงทําให้การสร้ างพระพุทธรูปด้วยวัสดุธรรมชาติ โดยเฉพาะพระพุทธรูปทีÉทําจากไม้ได้รับความนิยม และใช้ในการจารึกการบุญจํานวนมาก พัฒนาการทางรูปแบบของพระพุทธรูปทางประวัติศาสตร์ศิลปะข้างต้น สะท้อนให้เห็น ถึงความเจริญของบ้านเมืองทีÉมีผลต่อศาสนา ทําให้ศาสนาได้พัฒนาควบคู่ไปกับงานศิลปกรรม และมีการถ่ายทอดอิทธิพลทางวัฒนธรรม รวมทัÊงงานเชิงช่างเกิดเป็ นงานศิลปกรรมทีÉหลากหลาย และมีรูปแบบทีÉเป็นเอกลักษณ์ความสัมพันธ์ทางการเมือง และศาสนาจึงเป็ นปัจจัยหลักของการ แลกเปลีÉยนงานทางด้านศิลปกรรม โดยงานศิลปกรรมจะมีการขยายตัวไปยังเมืองอืÉนๆ และพัฒนา ต่อไปตามรูปแบบเฉพาะของแต่ละท้องถิÉน ภาพทีÉ 16 พระพุทธรูปไม้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย จ.ลําพูน ภาพทีÉ 17 พระพุทธรูปแก้ว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่


36 จารึกโดยสังเขป จารึก คือ เอกสารประเภทหนึÉงทีÉบันทึกเป็ นลายลักษณ์อักษร โดยทําให้รูปอักษรเป็ น ร่องลึกลงไปในเนื Êอวัตถุ35 ถึงแม้ว่าจารึกจะปรากฏอยู่รวมกับภาพสลักก็นับว่าเป็ นการจารึก เช่น ศิลาจารึกภาพชาดกวัดศรีชุม เป็ นภาพเล่าเรืÉองในชาดกทีÉมีการจารึกอักษร เพืÉออธิบายเรืÉองราว เป็นต้น วัสดุทีÉใช้ในการจารึกทีÉพบโดยทัÉวไป เช่น ศิลา ไม้ แก้ว และโลหะ โดยวัสดุดังกล่าวจะ มีวิธีการจารึกทีÉแตกต่างกันตามลักษณะเนื Êอของวัสดุ คือ วัสดุเนื Êอแข็ง จะใช้เหล็กแท่งทีÉมีปลาย แบน หรือแหลม เรียกว่าเหล็กสกัด ตอกสกัดลงไปในเนื Êอวัสดุให้เป็ นร่องลึก หรือวัสดุทีÉมีเนื Êออ่อน กว่าจะใช้เครืÉองมือทีÉทําด้วยเหล็กปลายแหลมคม เรียกว่า เหล็กจาร เขียนลายลักษณ์อักษรลงบน วัตถุให้เป็ นร่องลึก โดยพบวิธีจารึกดังกล่าวบนวัตถุหลากหลายชนิด เช่น แท่งศิลาจารึก ระฆัง พระพุทธรูป ใบลาน ตลอดจนข้าวของเครืÉองใช้ เป็นต้น ซึÉงในการจารึกโดยทัÉวไปมักจะทําพร้อมกับ การสร้างวัตถุนัÊนๆ เพืÉอเป็นการประกาศการบุญทีÉได้กระทํา แต่อาจมีบางช่วงทีÉนิยมการนําวัตถุทีÉมี อายุเก่าแก่ มาสลักภายหลัง 36ซึÉงหากมาเปรียบเทียบอายุสมัยของวัตถุ กับอายุตัวอักษรแล้ว จะไม่ ตรงกัน รูปแบบของจารึกทัÉวไปจะมีรูปทรง และขนาด เป็ นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ให้สร้าง ความชํานาญของผู้สร้าง และสถานทีÉ หรือตําแหน่งทีÉใช้ในการวางจารึก โดยมักจะพบจารึกทรง เสมา เสาแปดเหลีÉยม และเสาสีÉเหลีÉยม ตัÊงบริเวณด้านหน้า หรือภายในศาสนสถาน หรือจารึกทรง สีÉเหลีÉยมผืนผ้า บนตัวศาสนสถาน เช่น เสากรอบประตู เป็นต้น การวางรูปอักษรทีÉพบในจารึกทีÉพบในประเทศไทย มีการวางอักษรเริÉมต้นจากซ้ายไป ขวา และเรียงตามลําดับจากข้างบนลงมาข้างล่างอย่างในปัจจุบัน และมีการตีเส้นบรรทัดในการ เขียนอักษร โดยเป็นการวางตัวอักษรไว้ใต้เส้นบรรทัด เช่น จารึกเจดีย์ วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ปรากฏเส้นบรรทัด ขีดลึกลงไปในเนื Êอศิลา เป็นแนวทุกบรรทัด ลักษณะการเขียนใต้เส้นเช่นนี Êพบมา ตลอดจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนัÉงเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จนกระทัÉงมีการรับ 35 สํานักหอสมุดแห่งชาติ, คู่มือปฏิบัติงานเกีÉยวกับเอกสารโบราณ (กรุงเทพฯ: กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สํานักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร,2548), 19-24. 36 พระพุทธรูปปางทรมานช้างนาราคีรี ศิลปะปาละ มีจารึกหลังกรอบไม้สักว่ามีการ ปฏิสังขรณ์พระพุทธรูป ในปี พ.ศ. 2333 ดูใน ฮันธ์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนคร เชียงใหม่ (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สํานักนายกรัฐมนตรี,2519), 213-216.


37 รูปแบบการเขียนของชาวยุโรป จึงทําให้การเขียนอักษรบนเส้นบรรทัดเป็นทีÉนิยม จนถึงปลายสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ การเขียนอักษรใต้เส้นบรรทัดจึง หมดไปอย่างสมบูรณ์ 1. หลักฐานจารึกรุ่นแรกทีÉพบในประเทศไทย มีการค้นพบจารึกรุ่นแรกในประเทศไทย สันนิษฐานว่ามีอายุราว พ.ศ. 1093 พบทีÉ บ้านวังไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์37 จารึกใช้อักษรปัลลวะ ซึÉงเป็ นอักษรทีÉใช้ในสมัยราชวงศ์ปัลลวะ อินเดียภาคใต้ โดยปรากฏหลักฐานการใช้อักษรปัลลวะร่วมกัน บริเวณแถบเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ โดยจารึกมีเนื ÊอหาเกีÉยวกับหลักธรรมคําสอนของศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ ซึÉงน่าจะเข้า มาพร้อมกับการติดต่อ และการรับวัฒนธรรมจากอินเดีย ต่อมาได้พบการใช้อักษรปัลลวะในภาค กลาง ซึÉงมีอายุสมัยทีÉยังสอดคล้องกับหลักฐานทางด้านศิลปกรรมในประเทศไทย ซึÉงร่วมสมัยกับ ศิลปะสมัยทวารวดี38 อักษรปัลลวะจึงเป็นหลักฐานทีÉบ่งบอกถึงวัฒนธรรมทางด้านการใช้รูปอักษร และ เป็ นต้นแบบให้วิวัฒนาการเป็ นอักษรต่างๆ เช่น อักษรขอมโบราณ อักษรมอญโบราณ และ วิวัฒนาการต่อไป เป็นอักษรไทยโบราณ อักษรไทยล้านนา เป็นต้น39 2. อักษรและภาษา จารึกทีÉพบในประเทศไทยมีรูปแบบอักษรต่างๆราว 30 อักษร40แต่จะมีกลุ่มอักษรทีÉ มีความสําคัญ ซึÉงพบมาก และมีอายุการสร้างทีÉชัดเจน คือ 1. อักษรปัลลวะ พบทัÉวไปบริเวณดินแดนไทย โดยเฉพาะภาคกลางบริเวณลุ่ม แม่นํ Êาเจ้าพระยา ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เช่น จารึกปราสาทเขา น้อย จังหวัดสระแก้ว พ.ศ.1180 2. อักษรหลังปัลลวะ เป็ นอักษรทีÉพัฒนามาจากอักษรปัลลวะ พบทัÉวไปบริเวณ ดินแดนไทยเช่นเดียวกับอักษรปัลลวะ และต่อมาได้เป็ นต้นแบบของอักษรในดินแดนแถบนี Êเช่น จารึกเนินสระบัว จังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ.1304 37 เรืÉองเดียวกัน. 38 คงเดช ประพันธ์ทอง, การวิจัยเอกสารโบราณเบืÊองต้น (กรุงเทพฯ: หอสมุด แห่งชาติ กรมศิลปากร), 2520, 6. 39 สํานักหอสมุดแห่งชาติ, คู่มือปฏิบัติงานเกีÉยวกับเอกสารโบราณ, 19-24. 40 เรืÉองเดียวกัน.


38 3. อักษรมอญโบราณ พบบริเวณภาคกลาง และภาคเหนือในสมัยหริภุญชัย เช่น จารึกเสาแปดเหลีÉยม พบทีÉศาลสูง จังหวัดลพบุรี อายุประมาณต้นพุทธศตวรรษทีÉ14 4. อักษรขอมโบราณ พบบริเวณภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้ของไทย เช่น จารึกปราสาทตาเมือนธม 5 จารึกปีพ.ศ. 1563 พบบริเวณมุขกระสันปราสาทประธาน ปราสาท ตาเมือนธม กิÉงอําเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ 5. อักษรขอม พบบริเวณภาคกลางของไทย ใช้ในสมัยสุโขทัย มักใช้จารึกร่วมกับ ภาษาไทย เช่น จารึกวัดป่ ามะม่วงจังหวัดสุโขทัย พ.ศ. 1904 6. อักษรไทยสุโขทัย เป็ นต้นแบบของภาษาไทยในปัจจุบัน พบบริเวณภาคกลาง ตอนบนของไทย และภาคเหนือตอนล่างในสมัยสุโขทัย เช่น จารึกพ่อขุนรามคําแหง พ.ศ.1835 7. อักษรไทยสมัยอยุธยา วิวัฒนาการมาจากรูปอักษรไทยสุโขทัย ปรากฏใช้อยู่ ทัÉวไป ในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย เช่น จารึกแผ่นดินดีบุก พ.ศ.1917 พบทีÉพระปรางค์วัด มหาธาตุ อําเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 8. อักษรธรรมล้านนา หรือตัวเมือง มีลักษณะใกล้เคียงกับตัวอักษรมอญ และพม่า พบในบริเวณภาคเหนือของไทย เช่น จารึกลานทองสมเด็จพระมหาเถระจุฑามุณี พ.ศ. 1919 พบ บริเวณฐานพระประธาน ในพระอุโบสถ วัดมหาธาตุ อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย 9. อักษรไทยล้านนา หรืออักษรฝักขาม เป็ นรูปอักษรทีÉวิวัฒนาการมาจากรูป อักษรไทยสุโขทัยผสมกับอักษรธรรมล้านนา พบในบริเวณภาคเหนือของไทย จากจารึกลําพูน 9 (จารึกกษัตริย์ราชวงศ์มังราย) พ.ศ.1954 10. อักษรธรรมอีสาน พบเฉพาะในภาคอีสานของประเทศไทย ลักษณะเป็ น รูปอักษรทีÉวิวัฒนาการมาจากรูปอักษรธรรมล้านนา เช่น จารึกวัดถํ Êาสุวรรณคูหา หลักทีÉ1 จังหวัด อุดรธานี พ.ศ.2115 ภาษาทีÉใช้ในการจารึกเป็ นภาษาทีÉใช้ ในดินแดนไทย และภาษาทีÉรับมาจาก ภายนอก โดยมีการใช้ภาษาแบ่งตามกลุ่มบุคคล ภาษาท้องถิÉน และตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ เช่น ภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี ภาษามอญ ภาษาเขมร ภาษาไทยโบราณ ภาษาไทยล้านนา และ ภาษาไทยอีสาน เป็นต้น


39 3. เนืÊอหาในจารึก จารึกสร้ างขึ Êนจากความต้องการของผู้ให้สร้ าง ดังนัÊนเนื ÊอหาทีÉบันทึกลงไปจึงมี ความเกีÉยวข้องกับผู้สร้างเป็นหลัก จากการศึกษาจารึกทีÉผ่านมาสามารถแบ่งเนื Êอหาได้ ดังนี Ê41 1. เรืÉองเกีÉยวกับหลักธรรม หรือ หัวข้ อธรรมะซึÉงเป็ นหัวใจของศาสนา ทัÊง พระพุทธศาสนา และศาสนาฮินดูเช่น จารึกเยธมฺมา จังหวัดนครปฐม 2. เรืÉองกิจกรรมของกษัตริย์ ผู้นํา หรือหัวหน้าท้องถิÉน ในเรืÉองต่างๆ เช่น การสร้างเมือง สร้างรูปเคารพ และศาสนสถาน เช่น เนื ÊอหาของเรืÉองในจารึกบน ฐานพระพุทธรูปยืนวัดมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี กล่าวถึงอธิบดีแห่งชาวเมืองตังคุระได้สร้ าง พระพุทธรูปยืนองค์นี Ê การสร้ างกฎหมาย ระเบียบการ ปกครองในสังคม เช่น จารึกวัดตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวถึงพระราชโองการ ห้ามพวกข้าราชการทีÉออกไปปฏิบัติงานตามชนบท จับกุมคุมขังชิงทรัพย์สินของชาวบ้าน การเผยแพร่และทํานุบํารุงศาสนา เช่น จารึกแผ่นทองแดง เมืองอู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี กล่าวถึง พระเจ้าศรีหรรษวรมัน โปรดฯให้ส่งสีวิกาพร้อมด้วยคนฟ้ อนรํา และดนตรี เป็ น ทักษิณาถวายแด่พระศิวลึงค์ รูปสัญลักษณ์แทนองค์พระอิศวร การเผยแพร่อํานาจการปกครอง เช่น จารึกเมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงพระราชประวัติของพระเจ้าชัยวรมันทีÉ ๕ และพระราชกรณียกิจทีÉทรงปฏิบัติ รวมทัÊงการ สร้างเทวรูป และพระพุทธรูปเป็นจํานวนมาก เพืÉอถวายเป็นเครืÉองสักการะแด่ศาสนสถาน การสร้างสัมพันธภาพระหว่างรัฐ เช่น จารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก จังหวัดเลย เป็ นการ ประกาศความสัมพันธ์ในฐานะมิตรประเทศ ระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่ง อาณาจักรศรีอยุธยากับพระไชยเชษฐาธิราช แห่งอาณาจักรศรีสัตนาคนหุต (ล้านช้าง) ซึÉงได้ ร่วมกัน สร้างพระเจดีย์ศรีสองรักขึ Êนเป็นสักขีพยานว่า กษัตริย์ทัÊงสองพระองค์ทรงรักใคร่สนิทสนม กัน เสมือนกับนามของพระเจดีย์ 3. เรืÉองเกีÉยวกับการเผยแพร่ความรู้ ด้านต่างๆ เช่น ตํารายา กลุ่มจารึกทีÉวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ซึÉงบันทึก เรืÉองความรู้เกีÉยวกับตํารายารักษาโรคชนิดต่างๆ ตํารานวด และตําราฉันทลักษณ์ เป็นต้น 41 คณะกรรมการโครงการสารานุกรมไทยสําหรับเยาวชน, สารานุกรมไทยสําหรับ เยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉบับเสริมการเรียนรู้, เล่มทีÉ 16(กรุงเทพฯ: โครงการสารานุกรมไทยสําหรับเยาวชน, 2535), 107-109.


40 ดวงชะตา42 เช่น จารึกวัดใต้เทิง จังหวัดอุบลราชธานี ขึ Êนต้นข้อความด้วยดวง ชะตาวันเดือนปี สร้างถาวรวัตถุไว้กับพระพุทธศาสนา การสอนอักขรวิธีจารึกบางชิ Êน บันทึกแบบอักษร และการสะกดคํา มีลักษณะ เป็นแบบเรียนหนังสือชัÊนต้น เช่น จารึกวัด ตระพังนาค จังหวัดสุโขทัย และจารึกแม่อักษร ขอมขุด ปรอท พระราชนิพนธ์เจ้าฟ้ าธรรมธิเบศไชยเชษฐสุริยวงศ์ การติดต่อสืÉอสาร จารึกทีÉบันทึกเรืÉองราว เพืÉอการติดต่อสืÉอสารในลักษณะ จดหมาย โต้ตอบ เพืÉอเชืÉอมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ เช่น จารึกพระราชสาส์นสุพรรณบัฏ ทีÉ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานไปยังพระเจ้านโปเลียนทีÉ 3แห่งประเทศ ฝรัÉงเศส จะเห็นได้ว่าเนื ÊอหาทีÉปรากฏมักเป็นการบันทึกเหตุการณ์ในการกระทําบุญทาง ศาสนา ซึÉงจะเกีÉยวข้องกับผู้สร้างโดยส่วนใหญ่คือ กษัตริย์ ชนชัÊนสูง ผู้นํา หรือพระสงฆ์ เรืÉองราวใน จารึกจึงเป็นการบันทึกเหตุการณ์ทีÉเกิดขึ Êน และมีความเกีÉยวข้องกับผู้ให้สร้างจารึกเท่านัÊน แต่ด้วย กลุ่มผู้สร้างเป็นกลุ่มคนทีÉอยู่ในชัÊนการปกครอง หรือกลุ่มคนสําคัญ ทําให้มีการกล่าวถึงนามบุคคล เช่น ชืÉอของกษัตริย์ ชืÉอสถานทีÉ ชืÉอเมือง หรือศักราช จารึกจึงเป็ นหลักฐานข้อมูลเบื Êองต้น ทีÉใช้ ศึกษาค้นคว้าเรืÉองราวของสังคมในอดีตได้ โดยเลือกศึกษาเนื Êอหาบางส่วนทีÉมีความเกีÉยวข้องมาใช้ 4. วัตถุประสงค์ในการสร้างจารึก เนืÉองจากจารึกจะบันทึกในสิÉงทีÉผู้สร้างต้องการให้บันทึก แสดงให้เห็นถึงเป้ าหมาย ในการระบุเรืÉองราวทีÉได้กระทํา จากเนื ÊอหาในจารึกทีÉปรากฏสามารถแจงวัตถุประสงค์ในการสร้าง จารึกได้43 คือ 1. เพืÉอเป็นกิตติกรรมประกาศ คือ การประกาศการบุญทีÉได้กระทํา หรือกิจกรรมทีÉ ได้กระทําลงไป เพืÉอเป็นการบันทึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ทีÉเกิดขึ Êน โดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นทีÉการกระทํา ของผู้ให้สร้างจารึก 42จารึกบางชิ Êนมีข้อความ ขึ Êนต้นด้วยรูปดวงชะตา ส่วนใหญ่เป็นดวงชะตาของวัด หรือ ถาวรวัตถุทีÉผู้สร้างจารึกเป็นผู้มีส่วนในการสร้างหรือปฏิสังขรณ์ โดยจะบอกวัน เดือน ปี เวลา ฤกษ์ ในการประกอบพิธีนัÊน 43 คณะกรรมการโครงการสารานุกรมไทยสําหรับเยาวชน, สารานุกรมไทยสําหรับ เยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉบับเสริมการเรียนรู้, เล่มทีÉ 16,106-107.


41 2. เพืÉอให้ความรู้ ทางศาสนาและสอนหลักธรรม คือ การจารึกหลักธรรมเพืÉอ เผยแพร่ หรือ การสนับสนุน เพืÉอการคํ Êาชูศาสนาให้ดํารงอยู่ 3. เพืÉอบันทึกประวัติเรืÉองราวและเหตุการณ์ต่างๆ คือ เป็ นการบันทึกเรืÉองราว เฉพาะตัวบุคคล ทีÉมีความเกีÉยวข้องกับผู้ให้สร้างจารึก อาจเป็ นการเล่าเรืÉองประวัติของสายสกุล การเล่าวีรกรรม หรือการปกครอง 5. ระเบียบวิธีการจารึก ระเบียบวิธีการจารึกหมายถึง รูปแบบการบันทึกเรืÉองราวทีÉปฏิบัติสืบต่อกันมา โดย ปรากฏรูปแบบดังกล่าวตัÊงแต่ จารึกสุโขทัย ล้านนา อยุธยาและธนบุรี-รัตนโกสินทร์ระเบียบวิธีการ จารึกมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ 1. ส่วนเริÉมต้นของจารึก มักจะพบเนื Êอหาการขึ Êนต้นจารึกอยู่ 3 เรืÉอง คือ เริÉมต้นด้วย การบอก วัน เดือน ปีศักราช เริÉมต้นด้วยคาถาภาษาบาลีและเริÉมต้นด้วยชืÉอของบุคคลสําคัญทีÉ เป็นเจ้าภาพรวมถึงผู้เกีÉยวข้องในกิจกรรมซึÉงถูกจารึกนัÊน 2. ส่วนเนื Êอหา จารึกส่วนใหญ่มีเนื ÊอหาเกีÉยวกับพระมหากษัตริย์และเกีÉยวข้องกับ การบํารุงพระพุทธศาสนาซึÉงอาจเป็นการบอกเล่าเรืÉองราวเกีÉยวของบุคคลในเชิงประวัติ หรือการ บอกเล่าในกิจกรรมทีÉได้กระทําลงไป และบางครัÊงใช้เป็ นพินัยกรรม เป็ นต้น ทัÊงนี ÊเพืÉอเป็ นการ สรรเสริญ ยกย่องในคุณงามความดีของผู้กระทําการบุญ 3. ส่วนลงท้าย เนืÉองจากจารึกอันเนืÉองในศาสนาในประเทศไทยมีเนื ÊอหาเกีÉยวกับ การถวายสิÉงของแก่พระพุทธศาสนาเพืÉอสร้างสมบุญบารมีและต้องการให้สิÉงทีÉตนถวายนัÊนเป็น สิทธิ Í ขาดแก่พระพุทธศาสนาตลอดพุทธกาลดังนัÊนส่วนลงท้ายของจารึกจึงมีเนื Êอหาการสาปแช่ง หรือคําอธิษฐาน ทัÊงนี ÊจารึกหลักหนึÉงๆจะจารึกเพียงสาระสําคัญประการใดประการหนึÉงหรือครบทุก ประการขึ Êนอยู่กับความต้องการของผู้จารึกเป็นสําคัญ 6. การอ่านแปลและศึกษาข้อมูลจารึก อักษร และภาษาทีÉปรากฏในจารึกเป็ นเอกสารโบราณ ซึÉงไม่ใช่คําทีÉใช้ทัÉวไปใน ปัจจุบัน ทําให้ในส่วนรูปแบบอักษร และภาษา เป็นสิÉงทีÉต้องใช้ความรู้เฉพาะทางในการศึกษา การ ถ่ายถอดจารึกโดยผู้เชีÉยวชาญ ให้เป็นอักษรภาษาไทยปัจจุบันอย่างถูกต้อง ช่วยให้ได้รับประโยชน์ จากจารึกอย่างมาก ซึÉงในกระบวนการการอ่านจารึกจึงมีวิธีดําเนินการหลายขัÊนตอน44 คือ 44 สํานักหอสมุดแห่งชาติ, คู่มือปฏิบัติงานเกีÉยวกับเอกสารโบราณ, 19-24.


42 1. การถ่ายถอดอักษร หรือการปริวรรตอักษร คือ การเปลีÉยนแปลงรูปแบบอักษร ทีÉ ปรากฏในจารึกให้เป็นอักษรไทยปัจจุบัน โดยมีวิธีถอดอักษรตามหลักการศึกษาจารึก45 2. การอ่านตีความ คือ การสรุปความจากเนื Êอหาในจารึก เนืÉองจากสภาพของจารึก ทีÉถูกทําลายไปตามกาลเวลา ทําให้อักษรลบเลือน หรือหักหายไป และประกอบกับเนื Êอหาในจารึก ส่วนใหญ่จะเน้นเรืÉองเฉพาะตัวของบุคคล ดังนัÊนการนําเนื Êอหามาใช้เพืÉอประโยชน์ ในทาง ประวัติศาสตร์ จึงควรวิเคราะห์อยู่บนพื Êนฐานความรู้ทางประวัติศาสตร์ควบคู่ไปกับข้อมูลจากจารึก 3. การแปลเอกสารจารึก คือการแปลคําศัพท์ทีÉใช้ในจารึก ซึÉงอาจเป็ นคําศัพท์ทีÉ ปัจจุบันไม่ใช้แล้ว หรือยังคงใช้อยู่ แต่ใช้ ในเฉพาะกลุ่มย่อย หรือเฉพาะท้ องถิÉน ดังนัÊนการ แปลภาษาไทยโบราณเป็ นภาษาไทยปัจจุบันจะต้องศึกษาคําศัพท์จากวรรณกรรมโบราณ วรรณกรรมท้องถิÉน และภาษาท้องถิÉน เพืÉอให้สามารถรู้ความหมายของศัพท์ได้ถูกต้อง 4. การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจารึก คือการศึกษาข้อมูลต่างๆ ทีÉได้จากจารึกนํามาใช้ ประโยชน์ในการศึกษาประวัติของกลุ่มชนในสังคม ผู้สร้ างจารึกนัÊนๆ และยังเป็ นปัจจัยใน การศึกษาเกีÉยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี รวมทัÊงความเชืÉอของกลุ่มคนในอดีต หลักฐานทีÉได้จากจารึกจัดเป็ นเอกสารเบื Êองต้นทีÉมีความสําคัญ เพราะมีการระบุชืÉอ บุคคล สถานทีÉ และศักราชทีÉแน่นอน ช่วยตรวจสอบพงศาวดาร หรือตํานานทีÉศักราชคลาดเคลืÉอน ได้ ในส่วนงานโบราณคดี และศิลปะ จารึกจะบอกเรืÉองราวการสร้ างศาสนสถาน และยังเป็ น หลักฐานยืนยันอายุสมัยของโบราณวัตถุและโบราณสถานทีÉมีส่วนสัมพันธ์ต่อกันด้วย และทีÉสําคัญ จารึกจะเป็นส่วนช่วย หรือเน้นให้เรืÉองราวใน ประวัติศาสตร์ชัดเจนยิÉงขึ Êน อย่างไรก็ตามการศึกษารวมกันของจารึกและงานโบราณคดีและศิลปะ ยังคงต้อง คํานึงถึงข้อเท็จจริง ซึÉงต้องมีการสอบทานข้อมูลระหว่างกัน46 คือ ต้องมีการนําข้อมูลเอกสารมา สอบทานกับหลักฐานโบราณสถานด้วย เนืÉองด้วยเอกสารจะบันทึกในส่วนทีÉผู้สร้างต้องการ หรือ ส่วนทีÉสําคัญเท่านัÊน 45 งานเกีÉยวกับจารึก (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2525), 25-27. 46 รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง, ประวัติศาสตร์ แนวความคิด และการค้นคว้าวิชา ประวัติศาสตร์ศิลปะไทย (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2551), 18-23.


43 จารึกล้านนา จารึกในประเทศไทยทีÉมีการอ่านและการแปลความ เผยแพร่แล้วในปัจจุบันมี ประมาณ 1,000 หลัก47จารึกล้านนาเป็ นเอกสารโบราณทีÉพบมากทีÉสุด และพบว่ามีการใช้วัสดุทีÉ หลากหลาย อาจเนืÉองด้วยอาณาจักรล้านนามีวัฒนธรรมทีÉสืบเนืÉองมายาวนาน โดยมีพุทธศาสนา เป็นพื Êนฐาน ทําให้มีศรัทธาในการสร้างเพืÉอถวายแก่วัด ในส่วนเนื ÊอเรืÉอง และวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ มีความคล้ายคลึงกับจารึกทัÉวไป วัสดุทีÉใช้ในการบันทึกจารึกล้านนา คือ แผ่นหินทราย ใบลาน พับสา ซึÉงใบลานเป็ น วัสดุทีÉพบมากทีÉสุดในล้านนา เนืÉองจากใบลานเป็ นวัสดุทีÉหาได้ง่าย และมีความคงทน และยังมี ประเพณีการถวายเป็นทานธรรม48ซึÉงนิยมมากในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 22-25 นอกจากนี Êยังพบว่ามี การจารึกบนวัตถุทีÉถวายให้แก่วัด เช่น พระพุทธรูป ระฆัง ฆ้อง และผนังอาคาร เป็นต้น49 โดยพบว่า มีความนิยมจารึกบนฐานพระพุทธรูปจํานวนมาก ทัÊงพระพุทธรูปทีÉทําด้วยสําริด และไม้ 1. ภาษาและตัวอักษรในจารึกล้านนา ภาษาทีÉใช้ในการจารึก คือ ภาษาบาลี ภาษาไทย และภาษาไทยถิÉนเหนือ หรือ ภาษาไทยยวนในส่วนตัวอักษร ล้านนามีการใช้ตัวอักษร 3 ชนิด โดยอักษรแต่ละชนิด มีการแบ่งใช้ งานตามวัตถุประสงค์ทีÉค่อนข้างชัดเจน ตัวอักษรทีÉใช้ในล้านนา คือ 1. อักษรธรรมล้านนา หรือ ตัวเมือง หรือ อักษรไทยยวน พัฒนามาจากอักษรมอญ โบราณ50 ทีÉใช้ในอาณาจักรหริภุญชัย โดยพบจารึกทีÉใช้อักษรธรรมล้านนาทีÉมีอายุเก่าทีÉสุด คือ จารึกลานทอง สมเด็จพระมหาเถรจุฑามุณี พ.ศ. 191951 อักษรธรรมล้านนาใช้ในการบันทึกพระ 47 อ้างอิงจากฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การ มหาชน) และฐานข้อมูลจากคลังจารึกล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 48 ประเพณีของชาวล้านนาทีÉถวายใบลานทีÉมีจารึกให้กับวัด โดยในใบลานจะมีชะตา วัน เดือน ปี เกิด ให้กับวัดตามโอกาสทีÉต้องการ 49ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 2519, 3. 50 ยอร์ช เซเดส์, ตํานานอักษรไทย (พระนคร: คุรุสภา, 2507), 24. 51 เทิม มีเต็ม, “คําอ่านจารึกลานทอง สมเด็จพระมหาจุฑามุณิ,” ใน งานเกีÉยวกับ จารึก, 43.


44 ธรรมคําสอนทางศาสนา และชาดกต่างๆ และใช้บันทึกวรรณกรรมทางโลก เช่น กฎหมาย และ ตํานาน เป็นต้น52 2. อักษรฝักขาม เป็นอักษรทีÉพัฒนามาจากอักษรสุโขทัย53 จากความสัมพันธ์ครัÊง พระเจ้ากือนาแห่งอาณาจักรล้านนา ได้ขออาราธนาพระสุมนเถรมาจากอาณาจักรสุโขทัย เมืÉอ พ.ศ. 1912 โดยพบจารึกทีÉใช้อักษรฝักขามทีÉเก่าทีÉสุด คือ จารึกลําพูน หลักทีÉ 9 จังหวัดลําพูน พ.ศ. 1954 อักษรฝักขามนิยมใช้ในการบันทึกเรืÉองราวในการสร้ างพระพุทธรูป และศาสนาสถาน ตลอดจนการกัลปนาให้แก่วัด54 3. อักษรไทยนิเทศ หรือ อักษรขอมเมือง คือ การนําอักษรฝักขามมาเขียนใน ลักษณะตัวกลม คล้ายอักษรธรรมล้านนา และมีการเติมศกแบบอักษรขอม ไว้ทีÉด้านบนตัวอักษร บางตัว55อักษรไทยนิเทศ นิยมใช้ในการบันทึกทางโลก เช่น โคลง นิราศ และตํานาน โดยจะจารบน ใบลาน และกระดาษสา ซึÉงต่อมาอักษรไทยนิเทศได้รับความนิยม จนเข้ามาแทนทีÉอักษรฝักขาม 2. ระเบียบวิธีในการจารึกล้านนา ระเบียบวิธีทีÉพบในจารึกล้านนาประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักเช่นกัน โดยสามารถ แยกย่อยหัวข้อทีÉใช้ในการบันทึกเป็น 5 ส่วน ดังนี Ê 1. ดวงฤกษ์จะอยู่ด้านบนสุดของหลักจารึก เป็นการบอกวันในการสร้างสิÉงทีÉถวาย ในบางครัÊงจะมีการใส่ยันต์ ซึÉงเป็นความเชืÉอทีÉนิยมในล้านนา โดยในยันต์นัÊนจะมีคาถาภาษาบาลี ทีÉมีใจความเกีÉยวกับการปกป้ องให้พ้นจากความชัÉวร้าย มากกว่าหลักธรรมคําสอนในศาสนาพุทธ 2. ผู้สร้าง ส่วนมากในช่วงแรกของการสร้างจารึก จะปรากฏพระนามของกษัตริย์ หรือคนในชนชัÊนสูง ต่อมาจะพบชืÉอของพระสงฆ์ผู้ครองเมืองและขุนนาง เป็นประธานในการสร้าง โดยอาจร่วมกับชาวบ้าน แสดงให้เห็นว่าการสร้างศาสนสถาน และวัตถุให้แก่วัด ไม่ได้เกิดขึ Êนจาก ชนชัÊนปกครองเท่านัÊน แต่กระจายลงมาสู่ผู้นํากลุ่มย่อยในสังคม และคนทัÉวไปด้วย 52 กรรณิการ์ วิมลเกษม, ตําราเรียนอักษรไทยโบราณ: อักษรขอมไทย อักษร ธรรมล้านนา อักษรธรรมอีสาน (กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2552), 110. 53 กรรณิการ์ วิมลเกษม, อักษรฝักขามทีÉพบในศิลาจารึกภาคเหนือ (กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2526),19-21. 54 เรืÉองเดียวกัน, 18. 55 เรืÉองเดียวกัน, 38.


45 3. สถานทีÉ เป็นการบอกว่าได้สร้างศาสนาสถาน หรือวัตถุให้แก่วัดใด หรือเมืองใด บางครัÊงอาจพบเพียงชืÉอวัด ซึÉงปัจจุบันวัดไม่ได้ใช้ชืÉอนัÊนแล้ว แต่ถ้าจารึกทีÉพบนัÊนตัÊงอยู่บนตําแหน่ง เดิม ไม่ได้ถูกเคลืÉอนย้าย และอยู่ใกล้เคียงกับศาสนสถาน อาจจะสามารถระบุชืÉอ และทีÉตัÊงในจารึก ได้ชัดเจนขึ Êน 4. การกัลปนา การบอกว่าได้สร้าง ถวาย หรือบูรณะสิÉงใดให้กับวัด เช่น สร้างวัด สร้างพระพุทธรูป ถวายทีÉดิน ถวายข้าคน เป็นต้น 5. คําอธิษฐาน หรือคําสาปแช่ง คําอธิษฐานเป็นการขอผลบุญทีÉได้กระทําไป ให้กับ ผู้สร้าง หรือกลุ่มผู้สร้างนัÊนสัมฤทธิ Í ดัÉงปรารถนา โดยส่วนใหญ่จะปรากฏคําอธิษฐานเกีÉยวกับความ เชืÉอในศาสนาพุทธ เช่น ขอให้ได้ไปอยู่สวรรค์ชัÊนฟ้ า อยู่กับพระศรีอาริยเมตไตร หรือไปสู่นิพพาน ใน ส่วนคําสาปแช่ง เป็ นการขอให้มีการลงโทษกับผู้กระทําการใดทีÉพึÉงมิชอบต่อ วัด หรือสิÉงของทีÉ กัลปนา เช่น การทําลายวัตถุ และการขโมยสิÉงทีÉถวาย เป็นต้น หัวข้อในการจารึกจะมีเนื Êอความครบถ้วนหรือไม่นัÊน ขึ Êนอยู่กับพื ÊนทีÉของวัตถุทีÉใช้ในการ จารึก ดังนัÊนในการศึกษาพระพุทธรูปทีÉมีจารึกซึÉงมีพื ÊนทีÉจารึกอย่างจํากัด น่าจะแสดงให้เห็นถึง เนื ÊอความทีÉสําคัญ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเกีÉยวข้องกับพุทธศาสนาเป็ นหลัก แต่ก็อาจแสดงให้เห็นถึง ขอบเขตอํานาจทางการเมืองการปกครอง คติความเชืÉอของกลุ่มคน รวมไปถึงงานศิลปกรรมทีÉ เกีÉยวเนืÉองกับพุทธศาสนา


46 บททีÉ 3 พระพุทธรูปทีÉมีจารึกในล้านนา : แบบแผนจารึก และรูปแบบศิลปะ จารึกบนฐานพระพุทธรูปล้านนา การจารึกบนฐานพระพุทธรูป เป็ นการใช้พื ÊนทีÉบริเวณฐานหน้ากระดานของฐานบัว เพืÉอใช้ในการจารึกข้อความลงไป โดยเนื ÊอหาทีÉปรากฏบนฐานพระพุทธรูป มีความคล้ายคลึงกับ จารึกล้านนาทีÉปรากฏในวัสดุอืÉนๆทุกประการ ทัÊงรูปแบบทีÉใช้ในการจารึก เนื Êอหา รวมไปถึงระเบียบ วิธีการจารึก แต่ด้วยพื ÊนทีÉส่วนฐานมีขนาดหน้าตักพระพุทธรูป และความสูงของฐานไม่มากนัก จึง เกิดข้อจํากัดทางด้านพื ÊนทีÉในการจารึก ทําให้ต้องลดทอนเนื Êอหาในการจารึกลง โดยอาจใช้วิธีการ เลือกสรรข้อความทีÉสําคัญในการจารึกโดยผู้ให้สร้างพระพุทธรูป ส่งผลให้เนื Êอหาในจารึกบนฐาน พระพุทธรูปแต่ละองค์นัÊนแตกต่างกัน ดังนัÊนจารึกฐานพระพุทธรูปจึงทําหน้าทีÉเช่นเดียวกับจารึก ทัÉวไป คือเป็นการบันทึก และการบอกกล่าวให้คนทัÉวไปได้รับรู้ แต่จะเน้นหนักในเรืÉองการประกาศ การบุญโดยเฉพาะ ภาษาทีÉใช้ในการจารึกจะใช้ภาษาไทยยวน หรือไทยถิÉนเหนือ และภาษาบาลี ในส่วน อักษรทีÉใช้ในการจารึกนัÊนพบว่ามีการใช้อักษรฝักขาม และอักษรธรรมล้านนา โดยจะใช้อักษรฝัก ขามในการจารึกชืÉอบุคคล และประโยคทัÉวไป ส่วนอักษรธรรมล้านนาจะใช้จารึกตัวเลข และ หลักธรรมทีÉใช้ภาษาบาลีทัÊงนี Êพบการใช้อักษรทัÊง 2 ประเภทตัÊงแต่พุทธศตวรรษทีÉ 21 ถึงพุทธ ศตวรรษทีÉ 24 แต่จะพบว่ามีความแตกต่างกันเล็กน้อยตามการใช้อักษรในแต่ละเมือง คือ การใช้ อักษรฝักขามหมดไปจากเมืองเชียงใหม่ในราวพุทธศตวรรษทีÉ 23 แต่ยังคงมีการใช้อักษรฝักขาม จารึกอยู่ในบริเวณนอกเมืองเชียงใหม่ฝัÉงตะวันออก และใต้ คือ เมืองน่าน ลําปาง และลําพูน ใน ส่วนอักษรธรรมล้านนานัÊน พบการใช้มาอย่างต่อเนืÉองในเมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงราย เชียงแสน และเมืองฝาง จากการศึกษาจารึกทีÉปรากฏบนฐานพระพุทธรูป พบว่ามีการจารึกเนื ÊอหาทีÉมีความ คล้ายคลึงกัน โดยสามารถนํามาแบ่งตามเนื ÊอหาทีÉพบในจารึกฐานพระพุทธรูปออกเป็ น 4 กลุ่ม ดังนี Ê


47 1. เนืÊอหาทีÉเกีÉยวข้องกับการระบุปี สร้าง 1.1 ปี ทีÉสร้าง บนฐานพระพุทธรูปล้านนา การระบุปี ทีÉปรากฏในฐานพระพุทธรูปมีศักราชทีÉใช้3 แบบ คือ จุล ศักราช1 พุทธศักราช2 และมหาศักราช3 โดยพบว่ามีความนิยมในการใช้จุลศักราชมากทีÉสุด ซึÉงหาก มีการใช้มหาศักราช หรือพุทธศักราช มักจะใช้จุลศักราชควบคู่ไปด้วย วิธีการคํานวณจุลศักราช ให้เป็นพุทธศักราช จะใช้การบวกจํานวน 1181แล้ว จึงจะได้ปี พุทธศักราช เช่น จุลศักราช 843 บวกกับ 1181 เท่ากับ พุทธศักราช 2042 ส่วนมหา ศักราชจะใช้การบวก 621 เช่น มหาศักราช 1398 บวกกับ 621เท่ากับ 2019 เป็นต้น (ตารางทีÉ 4) ตารางทีÉ 4 วิธีคํานวณจุลศักราช และมหาศักราชให้เป็นพุทธศักราช เลขในจารึก พุทธศักราช จุลศักราช 843 + 1181 2042 มหาศักราช 1398 + 621 2019 1.1.1 การจารึกปี จุลศักราช พบการใช้มากทีÉสุดบนจารึกฐานพระพุทธรูป อาจเนืÉองจากอิทธิพลศิลปะพุกามทีÉเข้ามาและความแพร่หลายในดินแดนแถบนี Ê โดยปรากฏการใช้ จุลศักราชในอาณาจักรสุโขทัย และล้านช้างด้วย จากการเก็บข้อมูลจากจารึกฐานพระพุทธรูป สามารถแบ่งการใช้ออกเป็น การจารึกปีรูปแบบเต็ม ตัวอย่างเช่น “...(จุล)ศักราช 843 มาสเกณฑ์4 1 จุลศักราช หรือ ศักราชน้อย เป็ นการนับตามแบบพม่า โดยมีพระสังฆราชชาวพม่า ชืÉอ บุพโสรหัน เป็ นผู้ก่อตัÊงขึ Êน เมืÉอปี กุน ปี พุทธศักราช 1181 ซึÉงเป็ นปี ทีÉท่านได้ชิงราชสมบัติ และ เป็นกษัตริย์แห่งพุกาม 2 พุทธศักราช เริÉมนับหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว โดยการนับ แบบพม่า จะเริÉมนับจากหลังจากปรินิพพาน 1 ปี เป็ น พ.ศ. 1 โดยเริÉมปี ในวัน แรม 1 คํÉา เดือน 6 และสิ Êนปี ในวันขึ Êน 15 คํÉา ในส่วนการับแบบลังกา เริÉมนับ พ.ศ. 1 หลังจากทีÉพระพุทธเจ้ า ปรินิพพาน 3 มหาศักราช เริÉมนับตัÊงแต่วันทีÉพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 621 ปี โดยพระเจ้าสลิ วาหนะ แห่งราชวงศ์ศกะของประเทศอินเดีย ได้ตัÊงขึ ÊนเมืÉอครัÊงทรงปราบอินเดียฝ่ ายใต้ได้แล้ว 4 จํานวนเดือนตัÊงแต่วันตัÊงจุลศักราชมาถึงเวลาทําพิธี


48 10436 หรคุณ5 308211 เดือน 5 ขึ Êน 2 คํÉา วันอาทิตย์ (ตามวิธีนับแบบ) ไทย วันรวงเม็ด..” 6 ซึÉงเป็ น การบอกปี การสร้างรูปแบบเต็ม มีการบอกวัน เดือน ปี ทีÉสร้างอย่างละเอียด ในส่วนการจารึกปี รูปแบบย่อ เช่น “....สักราช 835” 7 และ “859” 8 ในการบอกปี รูปแบบย่อนัÊน บางครัÊงจะใช้คําว่า “สัก ราช หรือศักราช” ในทีÉนี Êหมายถึง จุลศักราช นําหน้าตัวเลข หรือบางครัÊงจะจารึกเพียงตัวเลขเท่านัÊน 1.1.2 การจารึกปี มหาศักราช พบการใช้มหาศักราชเพียง 1 องค์โดยการใช้ มหาศักราชจะมีเพียงตัวเลขเท่านัÊน ไม่มีคําบ่งบอกใดๆเพืÉอแสดงรูปแบบการนับปี แต่จะมีการให้ รายละเอียดเพิÉมเติม เช่น ปี วอก ซึÉงเป็นการเรียกปี นักษัตรทีÉพบในภาคกลาง ตัวอย่างเช่น “(มหาศักราช) 1398 ปี วอก เดือน 3 ขึ Êน 5 คํÉา วันอาทิตย์ อุตตรภัทรนักษัตร ยามเสาร์....” 9 พระพุทธรูปองค์สร้างในปี พ.ศ. 2019 โดยพระยายุธิษฐิระเจ้าเมือง พะเยาในขณะนัÊน โดยตามประวัติพระยายุธิษฐิระทรงมีเชื Êอสายราชวงศ์พระร่วง แห่งอาณาจักร สุโขทัย แต่เดิมทรงปกครองเมืองเชลียง ซึÉงอยู่ภายใต้การปกครองของอยุธยา หลังจากทรงหนีไปพึÉง บรมโพธิสมภารของพระเจ้าติโลกราช โดยความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าติโลกราช และพระยา ยุธิษฐิระ ใกล้ชิดเสมือนเป็นบุตรบุญธรรม และทรงโปรดให้พระยายุธิษฐิระไปปกครองล้านนาฝัÉง ตะวันออก เพราะแต่เดิมสุโขทัยเคยมีอํานาจเหนือเมืองต่างๆ เช่น แพร่ และน่าน พระพุทธรูปองค์นี Êจึงสร้างขึ ÊนในคราวทีÉพระยายุธิษฐิระได้ครองเมือง พะเยา โดยทรงสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิขัดเพชร ซึÉงเป็ นท่าประทับนัÉงทีÉนิยมในล้านนา และใช้ อักษรธรรมล้านนาทีÉเป็ นอักษรของอาณาจักรล้านนา แต่น่าสังเกตว่ามีการใช้ปี ทีÉสร้างเป็ นมหา ศักราช อาจเนืÉองด้วยจารึกทีÉพบในสมัยสุโขทัยส่วนใหญ่ใช้การนับปี แบบมหาศักราช ทําให้พระยา ยุธิษฐิระทรงเคยชินกับการระบุปี สร้างแบบมหาศักราชมากกว่า 1.1.3 การระบุปี พุทธศักราช พบการใช้ปี สร้างแบบพุทธศักราชจํานวน 3 องค์ โดยจะมีคําเรียกแทนพุทธศักราชว่า “พระเจ้านิพพานได้” หรือ “พุทธศาสนาพ้นไป” เพืÉอเป็ น การบอกว่า ตัวเลขนัÊนจะใช้การนับปี แบบพุทธศักราช เช่น“พระเจ้านิพพานได้ 2024 ปี ในปี กด 5 จํานวนวันนับตัÊงแต่วันตัÊงจุลศักราชมา 6 ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่ (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สํานักนายกรัฐมนตรี, 2519), 57-58. 7 ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 60. 8 ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 81. 9 ประชุมจารึกเมืองพะเยา (กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, 2538), 89-92


49 ไจ้” 10 “(จุล) ศักราชได้ 894 พุทธศาสนาพ้น(ไป)แล้วได้ 2076 ปี....” 11 และ “ปี เต่ายีÉ จุลศักราช 964 ตัวเดือนเจียง...อดีตวรพุทธศาสนาอันล่วงแล้วได้ 2146 วัสสา ปลายเดือน 5...” 12 จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มีการใช้คํานําหน้าตัวเลขเพืÉอบอกการใช้ พุทธศักราชทีÉแตกต่างกัน คือ “พุทธศาสนาพ้น(ไป)แล้ว” และ “พระเจ้านิพพานได้” ซึÉงน่าจะมี วิธีการนับปี ทีÉแตกต่างกัน โดยหากนําจารึกทีÉมีทัÊงการระบุจุลศักราช และพุทธศักราชในองค์เดียว มาคํานวณ จะได้พุทธศักราชไม่เท่ากัน เช่น จุลศักราช 894 เท่ากับ พุทธศักราช 2075 โดยในจารึกระบุว่า พุทธ ศาสนาพ้น(ไป)แล้วได้ 2076 ปี ระยะเวลาห่างกัน 1 ปี แสดงว่า การนับแบบจุลศักราชนัÊน เป็ นการ นับตามแบบพม่า ทีÉเริÉมนับ พ.ศ. 1 ตัÊงแต่ปี ทีÉพระพุทธเจ้าปรินิพพาน แต่การใช้พุทธศาสนาพ้น(ไป) แล้ว หรือ พุทธศักราช เป็นการนับตามแบบลังกา ทีÉเริÉมนับ พ.ศ. 1 เมืÉอพระพุทธเจ้าปรินิพพานไป แล้ว 1 ปี ดังนัÊนคําว่า “พระเจ้านิพพานได้” อาจจะใช้การนับแบบพม่า แต่คําว่า “พุทธศาสนาพ้น(ไป)แล้ว” อาจจะใช้การนับแบบลังกา โดยความรู้ หรือความนิยมของการนับแบบ ลังกา น่าจะมาจากการไปศึกษาพระธรรมทีÉลังกา ตัÊงแต่ในสมัยพระเจ้าติโลกราช และสมัยพระ เมืองแก้ว จากการเก็บข้อมูลพบว่า ช่วงเวลาในการสร้างพระพุทธรูปนัÊน จะอยู่ใน เดือน 3 จนถึง เดือน 9 ซึÉงพบว่ามีการสร้างพระพุทธรูปในช่วงเดือน 5 และเดือน 8 มาก อาจเพราะ เป็นวันสําคัญทางศาสนา คือ เดือน 3 เป็นวันมาฆบูชา และเดือน 8 เป็นวันวิสาขะบูชา แม้ว่าการจารึกระบุปีสร้างจะมีการใช้หลายหลายรูปแบบ แต่การระบุปี สร้างส่วนใหญ่เน้นการจารึกปี สร้างในรูปแบบเต็ม ซึÉงสามารถพบได้ตัÊงแต่พุทธศตวรรษทีÉ 21 ถึง พุทธศตวรรษทีÉ 24ในส่วนทีÉระบุปี สร้างรูปแบบย่อพบในช่วง พ.ศ.2030 – 2070 เท่านัÊน อย่างไรก็ 10 ผู้แปลจารึกได้คํานวณปี ทีÉสร้าง คือ ปี กดไจ้ ซึÉงเป็ นการเรียกตามชืÉอ และศกแบบ ไทยโบราณ กับพุทธศักราชทีÉกล่าวถึงนัÊน เป็นการบอกปี ทีÉสร้างปี เดียวกัน ดูใน ประเสริฐ ณ นคร, จารึกล้านนา ภาค 2, เล่ม 1 (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการชําระประวัติศาสตร์ไทย กรมศิลปากร, 2551), 158. 11ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 13 จารึกในจังหวัดเชียงราย (เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2551), 245-256. 12 ประเสริฐ ณ นคร, จารึกล้านนา ภาค 2, เล่ม 1, 227-228.


50 ตามจะเห็นว่าการระบุปี สร้างแสดงถึงการให้ความสําคัญกับการจารึกทีÉต้องระบุปี ทีÉสร้าง อาจเพืÉอ เน้นยํ ÊาการกระทําบุญนัÊน และอาจเกีÉยวข้องกับวันสําคัญทางศาสนาด้วย นอกจากนี Êการระบุปี ทีÉสร้างแบบละเอียด ทีÉให้ความนอกจาก วัน เดือน ปี และเวลา ยังมีการระบุถึงฤกษ์ทีÉเป็นมงคลในการสร้างพระพุทธรูปด้วย เช่น “...ปีเต่าสี เดือน 8 แรม 7 คํÉา (เม็งว่า)วันเสาร์ ไทย (ว่าวัน) กัดไก๊ ได้ฤกษ์ 24 ตัว13 ชืÉอเทวีฤกษ์” 14 ซึÉงมักปรากฏความ ในรูปแบบละเอียดในช่วงครึÉงหลัง พุทธศตวรรษทีÉ 21 อาจจะเกีÉยวข้องกับความเชืÉอทีÉนิยมขณะนัÊน จากจารึกบนฐานพระพุทธรูปทีÉปรากฏ จะสังเกตได้ว่าผู้ให้ สร้ าง พระพุทธรูปจะให้ความสําคัญกับการระบุปี ทีÉสร้างพระพุทธรูปมาก บางครัÊงมากกว่าการจารึกชืÉอ ผู้สร้างแต่ก็มีพระพุทธรูปบางองค์ทีÉไม่ได้ระบุปี ทีÉสร้าง แต่ใช้ดวงฤกษ์ในการบอกปี ทีÉสร้างแทน 1.2 ดวงฤกษ์ หรือดวงชาตา ทีÉปรากฏบนฐานพระพุทธรูปล้านนา ดวงฤกษ์ หรือดวงชาตา เป็นการบอกถึงปี ในการสร้างสิÉงทีÉได้กัลปนาไป โดยใน จารึกฐานพระพุทธรูปก็ปรากฏการใส่ดวงฤกษ์ด้วย ดวงฤกษ์มีจะลักษณะเป็ นวงกลม แบ่งเป็ น 13 ส่วนตามสุริยคติ โดยการ เรียกชืÉอตามสุริยคติ จะเรียกตามชืÉอกลุ่มดาว 12 กลุ่ม เรียกว่า ราศี ได้แก่ กลุ่มดาวเมษ พฤษภา เมถุน กรกฎ สิงห์ กันย์ ตุล พิจิก ธนู มังกร กุมภ์ และมีน ดังนี Ê15 (ภาพทีÉ 18) ภาพทีÉ 18 ตําแหน่งการวางชืÉอกลุ่มดาวในดวงฤกษ์ 13 ฤกษ์ คือ ชืÉอฤกษ์ หรือดาวฤกษ์ มีทัÊงหมด 27 หมู่ 14ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 13 จารึกในจังหวัดเชียงราย, 245-256. 15 กรรณิการ์ วิมลเกษม, “ศักราช ศก ปี วัน เดือน และยามในจารึกล้านนา,” จารึก ล้านนา ภาค 2, เล่ม 2, 465. เมษ กุมภ์ มังกร ธนู พิจิก ตุลย์ กันย์ สิงห์ กรกฎ เมถุน พฤษภ มีน


51 และภายในดวงฤกษ์จะมีตัวเลขอยู่ในแต่ละราศี โดยมากจะพบตัวเลข 1 – 8 ซึÉงตัวเลขดังกล่าวมีความหมายแทนดาวเคราะห์ต่างๆ ดังนี Ê(ตารางทีÉ 5) ตารางทีÉ 5 ตัวเลขแทนราศีในดวงฤกษ์ เลข แทน เลข แทน 1 พระอาทิตย์ 6 พระศุกร์ 2 พระจันทร์ 7 พระเสาร์ 3 พระอังคาร 8 พระอังคาร 4 พระพุธ 9 พระราหู 5 พระพฤหัสบดี 0 พระเกตุ การอ่านดวงฤกษ์จะต้องใช้ตัวเลขทีÉปรากฏอยู่ในแต่ละราศีในการอ่านจารึก เพืÉอบอกการสถิตของนพเคราะห์ต่างๆ และฤกษ์ยามดีทีÉเหมาะแก่การสร้างวัตถุนัÊนๆ ตัวอย่างเช่น จารึกฐานพระพุทธรูป วัดเชียงมัÉน จ.เชียงใหม่ พ.ศ. 2008 โดยภายในดวงฤกษ์จะมีวิธีการอ่านดังนี Ê "321110" เป็นหรคุณ คือจํานวนวันตัÊงแต่ตัÊงจุลศักราช "827" เป็นจุลศักราช ตรงกับ พ.ศ. 2008 เลข 1 พระอาทิตย์ และเลข 4 พระพุธสถิตอยู่ในราศีพฤษภ ภาพทีÉ 19 ดวงฤกษ์บนฐานพระพุทธรูป วัดเชียงมัÉน จ.เชียงใหม่ ทีÉมา : ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่ (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการ จัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สํานักนายกรัฐมนตรี, 2519), 55-56.


52 เลข 2 พระจันทร์สถิตอยู่ในราศีตุล เลข 3 พระพุธสถิตอยู่ในราศีธนู เลข 5 พระพฤหัสบดีสถิตอยู่ในราศีมีน เลข 6 พระศุกร์สถิตอยู่ในราศีเมถุน เลข 7พระเสาร์สถิตอยู่ในราศีกุมภ์ เลข 8 พระเกตุสถิตอยู่ในราศีเมษ ล คือ ราศีทีÉโผล่ขึ Êนจากขอบฟ้ าทางทิศตะวันออกในขณะทีÉทําพิธี จากการศึกษาปรากฏการใช้ดวงฤกษ์ในจารึกฐานพระพุทธรูปในช่วง พ.ศ. 2008 ถึง พ.ศ.2227 จํานวน 12 องค์ แบ่งเป็ นการสร้างในช่วงสมัยพระเจ้าติโลกราช จนถึงสมัย พม่าปกครองล้านนา โดยการจารึกดวงฤกษ์นัÊนน่าจะมีความสัมพันธ์กับกลุ่มพระสงฆ์ เนืÉองจาก ส่วนใหญ่พบรายนามกลุ่มผู้สร้างเป็นพระสงฆ์ ซึÉงมีตําแหน่งเป็นมหาเถร หรือสังฆราช เป็ นผู้สร้าง เพียงองค์เดียว หรือเป็นประธานในการสร้าง นอกจากนี Êการจารึกดวงฤกษ์ยังสัมพันธ์กับขนาดฐาน ของพระพุทธรูป เนืÉองจากต้องใช้พื ÊนทีÉในการจารึกมากกว่าการจารึกอักษร ดังนัÊนจึงต้องคํานึงถึง เรืÉองพื ÊนทีÉเป็นสําคัญ การดูฤกษ์ยามคงเป็นวัฒนธรรมทีÉฝัÉงรากมายาวนาน โดยมีกลุ่มพระสงฆ์เป็ น สิÉงเชืÉอมต่อความศักดิ Í สิทธิ Í ดังเช่ นทีÉพบเห็นในปัจจุบัน 2. เนืÊอหาทีÉเกีÉยวข้องกับงานศิลปกรรม 2.1 ผู้ให้สร้างจารึกฐานพระพุทธรูป จากการศึกษาพบว่า ผู้ให้สร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึกสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 2.1.1. ผู้ให้สร้างบุคคลเดียวจะเป็นการสร้างเพียงคนเดียว ซึÉงผู้สร้างนัÊนจะ อยู่ในฐานะทีÉสามารถสร้างพระพุทธรูปได้ เนืÉองจากต้องใช้กําลังทรัพย์ในการสร้าง โดยส่วนใหญ่จะ อยู่ในกลุ่มของชนชัÊนสูงในสังคม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มชนชัÊนปกครอง เช่น กษัตริย์ เชื Êอพระวงศ์ ตลอดจนเจ้าเมือง และ ข้าราชบริพาร ตัวอย่างเช่น “...หื Êอเจ้าวิมลโพธิหล่อพระพุทธเจ้าตนนี Ê...” 16และ “...ราชา (พรญา) 16ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 8 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ (เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2547), 245-253.


53 ยุธิษฐิระรามราชิสสรบรมสูรวงศ์ ทรงธรรม เจ้ากินเมืองของเชียงใหม่ องค์ทรงไตรปิ ฎก ได้ สร้างพระพุทธรูปองค์นี ÊซึÉงสําเร็จด้วยทอง...” 17 กลุ่มพระสงฆ์ ตัวอย่างเช่น “...รูปพระสิหิงค์นี Êศรีสัทธรรมไตรโลก รัตนจุฬามหาสังฆราชา...ให้หล่อไว้...” 18และ “...เถระรัตนปัญญาเจ้า หล่อไว้...” 19 นอกจากนี Êพบผู้สร้ างระบุชืÉอ “ทิดนนสระสร้ าง..” 20 และ “..พ่อแก้ว สร้ างแล” 21 ซึÉงชืÉอดังกล่าวไม่สามารถระบุตําแหน่ง หรือบทบาททางสังคมได้ แต่ในการสร้ าง พระพุทธรูปสําริดนัÊน มีความเป็ นไปได้ว่าผู้สร้ างน่าจะเป็ นผู้ทีÉมีฐานะสูง จึงสามารถสร้ าง พระพุทธรูปได้ 2.1.2. ผู้ให้สร้ างเป็ นกลุ่ม เป็ นการรวมกลุ่มของผู้ทีÉมีส่วนในการสร้ าง พระพุทธรูปจํานวน 2 คนขึ Êนไป โดยจะมีประธาน หรือกลุ่มประธานเป็ นหลักในการสร้ าง พระพุทธรูป ซึÉงส่วนใหญ่ประธานจะเป็ นกลุ่มชนชัÊนสูง ทําหน้าทีÉรวบรวมคนทีÉจะร่วมกระทําบุญ สามารถแบ่งกลุ่มผู้สร้างแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเจ้าเมือง และชาวบ้าน เช่น “…ทิดพรหมอาจารย์ นายยีÉเขียงน้อย เป็นหัวหน้าคนทัÊงหลาย สร้างพระพุทธรูปองค์นี Ê” 22 กลุ่มพระสงฆ์ และเจ้าเมือง เช่น “...(พระ) มหาสารสิทธิเจ้า เป็ น ประธาน (และ) นายโสมหมืÉนเขาเม เป็นประธาน (ร่วมกัน) สร้าง...” 23 17 ประชุมจารึกเมืองพะเยา, 89-92. 18ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 57-58. 19 สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, วัดเบญจมบพิตรและพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ วัดเบญจมบพิตรพระพุทธรูปสําคัญ ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม (กรุงเทพฯ: สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2551), 80-81. 20 เกรียงศักดิ Í ชัยดรุณ, จารึกทีÉพบใหม่ในเมืองพะเยา (พะเยา: โรงพิมพ์นครนิวส์ การพิมพ์ 2552), 51-53. 21 สุรศักดิ Íศรีสําอาง, เมืองน่าน: โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะ(กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2530), 184-185. 22ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 63. 23 เรืÉองเดียวกัน, 75.


54 กลุ่มพระสงฆ์ และชาวบ้าน เช่น “มหาชวปัญญาณ มหาพุทธญาณ มหาสัทธรรมราชมุนี มหาธรรมกิตติ...มหาเถรอารียเป็ นประธานสร้างพระเจ้าตนนี Ê แลนางเลาคํ Êา ชู” 24 แต่อย่างไรก็ตามชืÉอทีÉปรากฏในจารึกฐานพระพุทธรูปแบบกลุ่มนี Ê อาจจะไม่ได้กล่าวทัÊงหมดว่ามีบุคคลใดบ้าง เช่น “…มหาเถรติปิ ฎกกจณคยะเจ้า...ชวนนักบุญ ทัÊงหลายสร้าง (พระพุทธรูป)” 25 ซึÉงน่าจะเกีÉยวข้องกับขนาดของพื ÊนทีÉทีÉจํากัดในการจารึกบนฐาน พระพุทธรูป นอกจากนี Êพบว่าการสร้ างพระพุทธรูปส่วนใหญ่ มักจะเป็ นการสร้าง โดยผู้สร้างเป็นกลุ่ม อาจเนืÉองด้วยการกระทําการบุญต้องใช้ปัจจัยในการสร้างมาก โดยเฉพาะการ สร้างพระพุทธรูปสําริด ยิÉงต้องใช้ผู้ร่วมสร้างการบุญหลายคน จึงต้องมีการรวบรวมผู้ร่วมกระทํา บุญจํานวนมากในการสร้างพระพุทธรูป 2.2 สถานทีÉประดิษฐานพระพุทธรูปทีÉมีจารึก จากการเก็บข้อมูลจารึกบนฐานพระพุทธรูป พบว่ามีการจารึกชืÉอวัด หรือชืÉอ เมือง ซึÉงเป็นน่าจะมีความสัมพันธ์กับพระพุทธรูปในแง่สถานทีÉทีÉใช้ในการประดิษฐาน ตัวอย่างเช่น “…มหาเถรติปิ ฎกกจณคยะเจ้า อยู่อารามป่ าสัก (ทีÉ) เมืองขาน ชวนนักบุญ ทัÊงหลายสร้าง (พระพุทธรูป)” 26 อาจหมายถึงผู้สร้างอยู่ทีÉอารามป่ าสัก เมืองขาน แต่ไม่จําเป็ นว่า พระพุทธรูปจะอยู่ตามทีÉปรากฏในจารึก “...เถระรัตนปัญญาเจ้า หล่อไว้ในปุพพาราม” 27 หมายถึงผู้สร้างได้หล่อ พระพุทธรูปไว้ในวัดปุพพาราม 24 เรืÉองเดียวกัน, 55-56. 25ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 12 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 4 (เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550), 319-331. 26 เรืÉองเดียวกัน. 27 สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, วัดเบญจมบพิตรและพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ วัดเบญจมบพิตรพระพุทธรูปสําคัญ ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม, 80-81.


55 “...หลานหมืÉนยูพวกหา(ญ) แปลงพระเจ้าตนนี Êไว้กับพันตนเมิงฝาง” 28 ผู้สร้าง ได้สร้างพระพุทธรูปไว้ทีÉเมืองฝาง ซึÉงตรงกับทีÉอยู่ในปัจจุบัน แสดงว่าพระพุทธรูปองค์นี Êไม่ได้ถูก เคลืÉอนย้ายออกไปจากเมือง แต่อาจถูกย้ายมาจากวัดซึÉงเป็นทีÉตัÊงเดิม “...สร้างพระพุทธเจ้าตนนี Ê....ไว้ในอุโบสถวัดดอนมูน (ทีÉ)เมืองปาย แล” 29 ชืÉอ วัดทีÉระบุอาจเป็นชืÉอทีÉปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว หรือพระพุทธรูปอาจย้ายมาจากวัดร้าง ซึÉงอาจเป็ นทีÉตัÊง เดิม “...หล่อไว้วัดยางเกิÊม ชืÉอ ศรีบุญเรือง เป็ นวัดพระเมืองแม่ลูก” 30 ชืÉอวัดทีÉ ปรากฏทัÊงสองชืÉอนัÊน อาจเป็นชืÉอเรียกวัดครัÊงแรกสร้างและชืÉอเรียกวัดใหม่ในขณะนัÊน อย่างเช่นใน ปัจจุบันทีÉวัดจะมีชืÉอเรียกทีÉเป็นทางการ หรือทีÉชาวบ้านท้องถิÉนเรียก การปรากฏชืÉอวัดในฐานพระพุทธรูปนัÊน ทําให้สามารถศึกษา หรือหาตําแหน่ง ทีÉตัÊงเดิมได้ เนืÉองจากจารึกนัÊนติดอยู่กับวัตถุ ทําให้ลดความคลาดเคลืÉอนระหว่างวัตถุ และจารึกได้ แต่อย่างไรก็ตามการจารึกบนฐานพระพุทธรูปก็ยังไม่แน่ชัดเท่าทีÉควร เพราะพระพุทธรูปนัÊน สามารถเคลืÉอนย้ายได้ และชืÉอวัดทีÉปรากฏในจารึก ส่วนมากจะไม่ตรงกับชืÉอวัดทีÉประดิษฐาน พระพุทธรูปในปัจจุบันซึÉงอาจทําให้ความน่าเชืÉอถือลดลงได้ 2.3 นํÊาหนักทีÉระบุในจารึกฐานพระพุทธรูป วัสดุทีÉใช้ในการสร้างพระพุทธรูปทีÉทําการศึกษา คือ พระพุทธรูปสําริด โดยใน จารึกจะใช้ชืÉอเรียกสําริดด้วยคําว่า “ทอง” หรือ “ตอง” ส่วนทองคํา จะเรียกว่า “คํา” ซึÉงในจารึกฐาน พระพุทธรูปนิยมการระบุนํ Êาหนักของทอง หรือสําริดทีÉใช้ในการหล่อเพืÉอการแสดงถึงอํานาจและ บุญบารมี รวมถึงจํานวนผลบุญทีÉยิÉงใหญ่ตามนํ ÊาหนักทีÉใช้ในการสร้างโดยจะมีการใช้ลักษณะนาม ลงท้ายจํานวนนํ ÊาหนักทองทีÉแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น “...การหล่อ แท่นนี Ê 24,000...แล” 31 “... 28 ประเสริฐ ณ นคร, จารึกล้านนา ภาค 2, เล่ม 1, 158. 29ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 11 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 3 (เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2549), 317-326. 30ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 12 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 4, 333-344. 31ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 57-58.


56 สร้างหล่อ พระพุทธรูปองค์นี Ê (หนัก) 250,000 แล” 32 “...พระพุทธรูปองค์นี Ê (หนัก) 35,000 ทอง” 33 และ “...พระพุทธเจ้า ตนนี Ê 150,000 นํÊาทอง” 34 จํานวนสําริดทีÉใช้ในการหล่อพระพุทธรูปจะมีจํานวนในหลักหมืÉน หลักแสน หรือหลักล้าน โดยมีความเกีÉยวข้องกับขนาดของพระพุทธรูปประมาณหนึÉง ตัวอย่างเช่น พระพุทธรูปปางมารวิชัยวัดป่ าตึง อ.สันกําแพง จ.เชียงใหม่ จารึกนํ Êาหนักมีความว่า “...พระ(พุทธ รูป)เจ้าตนนี Ê (มีนํ Êา)หนักแสนทอง...” 35 มีขนาดความสูง 110 ซม. ส่วนพระพุทธรูปปางมารวิชัยวัด ชัยพระเกียรติ Í จ.เชียงใหม่ พ.ศ. 2108 จารึกนํ Êาหนักมีความว่า “...ได้หล่อพุทธรูปองค์นี Êมีคณนา นํ Êาหนักมีพอ 2000000 ทอง...” 36 มีขนาดความสูง 220 ซม. แต่อย่างไรก็ตามพบพระพุทธรูปทีÉมี จารึกระบุนํ ÊาหนักทีÉน้อยกว่า แต่มีขนาดใกล้เคียงกับพระพุทธรูปทีÉจารึกนํ Êาหนักทองมาก เช่น พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดหมอแปง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2044 จารึกนํ Êาหนักมีความว่า “...สร้างรูปพระพุทธเป็นเจ้า ตนนี Ê (มีนํ Êาหนัก) 45,000 ทอง…”37 มีขนาดความสูง 97 ซม. จึงอาจมี ความเป็ นไปได้ว่า นํ ÊาหนักทีÉระบุในจารึกฐานพระพุทธรูปส่วนใหญ่สามารถบอกขนาดของ พระพุทธรูปได้ แต่ก็ต้องคํานึงถึงเทคนิค หรือฝี มือช่างทีÉหล่อพระพุทธรูปด้วย เนืÉองจากเทคนิคการ หล่อมีผลต่อการใช้จํานวนเนื Êอสําริด เพืÉอการขึ Êนรูปหล่อพระพุทธรูป ซึÉงอาจทําให้ใช้สําริดใน ปริมาณน้อย แต่สามารถขึ Êนสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ได้ ดังนัÊนจึงสามารถพบพระพุทธรูปทีÉมีขนาดใหญ่ในล้านนา ซึÉงมักมีการตัÊงชืÉอ พระพุทธรูปตามการปริมาณนํ ÊาหนักทองสําริดทีÉใช้ในการสร้าง อย่างเช่น “พระเจ้าล้านทอง” วัด พระเจ้าล้านทอง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย “พระเจ้าเก้าตื Êอ” วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ เป็นต้น 32 เรืÉองเดียวกัน, 71. 33 เรืÉองเดียวกัน, 85. 34 ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 9 จารึกในจังหวัดแพร่ (เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2548), 301-311. 35ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 10 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 2, (เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2549), 197-212. 36 เรืÉองเดียวกัน, 98-102. 37ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 11 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 3, 317-326.


57 2.4 ศิลปกรรมทีÉพบในจารึกฐานพระพุทธรูป ในจารึกฐานพระพุทธรูปมีการกล่าวถึงลักษณะของการสร้างพระพุทธรูป และ กล่าวถึงกลุ่มช่างทีÉสร้างพระพุทธรูป แต่พบเพียง 2 องค์ เช่น “...สร้างเสร็จพระเจ้า ไว้รอยตีน ด้วยบุญนี Ê...” 38และ“...ไว้กับพระเจ้าตนยืนสร้างใหม่...” 39 ซึÉงแสดงถึงลักษณะของพระพุทธรูปทีÉมี การแสดงอิริยาบถทีÉต่างไปจากความนิยม หรือพบมากในล้านนา โดยการอธิบายลักษณะของ พระพุทธรูปในจารึก อาจเพืÉอการบันทึก หรือเรียกการแสดงลักษณะของพระพุทธรูป นอกจากนี Êพบการระบุถึงกลุ่มผู้หล่อพระพุทธรูป แสดงให้เห็นถึงกลุ่มช่างทีÉทํา การหล่อพระ เป็นการให้ข้าวัดเป็นช่างหล่อ และฝึกให้มีความสามารถ จนสามารถหล่อพระพุทธรูป ให้วัดอืÉนได้ ซึÉงหากสามารถศึกษาถึงทีÉตัÊง หรือตําแหน่งเดิมของวัดนัÊนอาจจะแบ่งเป็ นสกุลช่างจาก วัดได้เช่น “...หล่อพระพุทธเจ้าตนนีÊในวัดกนลาน (แล้วจึง) นํามาไว้ทีÉนีÉ...” 40และ “...พวกข้า วัด (เป็ นผู้) หล่อ (พระพุทธรูปองค์นี Ê)” 41 หรืออาจมีกลุ่มช่าง ซึÉงอาจเป็ นช่างประจําเมือง ทีÉเป็ น ผู้รับผิดชอบในการหล่อพระพุทธรูป เช่น “...พระเจ้าตนนี Êช่างสบลีÊหล่อแล” 42 เป็นต้น 3. เนืÊอหาทีÉเกีÉยวข้องกับความปรารถนา 3.1 การกัลปนาทีÉปรากฏบนฐานพระพุทธรูป การกัลปนา หมายถึง การสร้าง และการถวาย อาคาร ทีÉดิน สิÉงของ เงินทอง คน สัตว์และผลประโยชน์อันเกิดจากสิÉงใดก็ตามให้แก่วัด หรือพุทธสถาน เพืÉอเป็ นการทํานุ บํารุงรักษาวัด ในจารึกฐานพระพุทธรูปส่วนใหญ่เป็ นการกัลปนาพระพุทธรูปทีÉสร้าง ซึÉงต่าง จากการจารึกบนแผ่นศิลา ทีÉจะกล่าวถึงการกัลปนาสิÉงอืÉนด้วย เช่น ข้าวัด ทีÉดิน และสร้างศาสน สถาน เป็นต้น โดยพบการจารึกทีÉกล่าวถึงการกัลปนาพระพุทธรูปทีÉสร้างโดยตรง ตัวอย่างเช่น “... 38 ประเสริฐ ณ นคร, จารึกล้านนา ภาค 1, เล่ม 1 (กรุงเทพฯ: มูลนิธิเจมส์ เอช ดับเบิ Êลยู ทอมป์ สัน, 2534),30-31. 39ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 95-97. 40ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 8 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่, 245-253. 41ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 91. 42 ศักดิ Íสายสิงห์, พระพุทธรูปในประเทศไทย: รูปแบบ พัฒนาการ และความ เชืÉอของคนไทย (กรุงเทพฯ: สมาพันธ์, 2556), 344.


58 ให้หล่อไว้เป็นไต้แก่โลกทัÊงหลายบูชาเป็นโกฐาสบุญ..” 43 “...หล่อพระพุทธรูปองค์นี Ê (หนัก) หนึÉงแสน สามหมืÉน (ต่อจากนัÊนก็อัญเชิญมาประดิษฐาน) ไว้ในโรง (พระพุทธ)..” 44 และ “...อัญเชิญเอา พระพุทธรูป (หนัก) 80,000 ทอง มาประดิษฐานเพืÉอให้ (สักการะ) บูชา...” 45 จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า การกัลปนาพระพุทธรูป เป็นการสร้างถวายให้กับวัด เพืÉอให้เทพยดา รวมไปถึงคนทัÉวไปได้สักการบูชา ทัÊงนี Êการสร้างพระพุทธรูปดังกล่าวอาจทําหน้าทีÉ เป็ นพระประธานของวัด ซึÉงส่วนใหญ่จะพบในศิลาจารึก ทีÉจะกล่าวถึงการสร้ างวัด และถวาย พระพุทธรูปในคราวเดียวกัน แต่ในการจารึกกัลปนาบนฐานพระพุทธรูปนัÊนน่าจะเป็ นการสร้าง ถวายเพืÉอเป็ นพุทธบูชา และเป็ นพระพุทธรูปภายในวัดเท่านัÊน ทัÊงนี Êต้องตรวจสอบประวัติความ เป็นมาของวัด และพระพุทธรูป เพืÉอจะทราบถึงมูลเหตุของการสร้างทีÉนอกเหนือไปจากการกระทํา การบุญ 3.2 คําอธิษฐาน คําอธิษฐาน คือ คําขอผลบุญทีÉได้กระทําลงไปให้สมความปรารถนา โดยส่วน ใหญ่แล้ว มักจะเกีÉยวข้องกับความเชืÉอทางพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 3.2.1 ความปรารถนาเพืÉอดํารงอายุพระพุทธศาสนา เช่น “...เพืÉอจักหื Êอ เจริญบาน (แด) พระพุทธเจ้าต่อเท่า 5000 ปี...” 46 และ “...เพืÉอดํารง (พระศาสนา) ของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าไว้...” 47 3.2.2 ความปรารถนาเพืÉอไปสู่นิพพาน เช่น “...เพืÉอโปรดสัตว์ทัÊงหลาย ตราบห้าพันพรรษา ขอ (ผลบุญ) จงเป็นเครืÉองนํา (ข้าพเจ้า) ไปสู่นิพพาน” 48และ “...อันจักเกิดใน เมืองฟ้ าแล นิพพานอัน บ่รู้เฒ่ารู้ตาย...” 49 43ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 57-58. 44 เรืÉองเดียวกัน, 91. 45 เรืÉองเดียวกัน, 93. 46ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 8 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่, 245-253. 47 ประชุมจารึกเมืองพะเยา, 89-92. 48ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 93. 49 เรืÉองเดียวกัน, 57-58.


59 3.2.3 ความปรารถนาเพืÉอเป็ นสาวกของพระพุทธเจ้า เช่น “...ด้วยบุญนี Ê ขอหื Êอพระเมตเจ้า ทํานายว่าจะเป็ นพระตน 1” 50 “...ปรารถนาว่า (ขอ) เป็ นอัครสาวกเมตไตรย เจ้า...” 51และ “...ปรารถนาเป็นปุริส ภาวะผู้ประเสริฐ หื Êอได้บวชในสํานักพระ (อริย) เมตไตรยเจ้า หื Êอได้เป็ นอรหันตาเทอะ ดังมหาสารีบุตรมห(า) โมคคัลลานะ ตนใดตนหนึÉงอย่าคลาดอย่า คลา” 52 โดยส่วนใหญ่ทีÉนิยมจารึก จะกล่าวถึงการขอไปสู่นิพพาน และการดํารง ศาสนาให้ถึง 5,000 ปี ซึÉงพบตัÊงแต่ตอนต้นพุทธศตวรรษทีÉ 21 ถึง กลางพุทธศตวรรษทีÉ 24 แสดงให้ เห็นถึงผลบุญอันสูงสุดคือการนิพพาน และการดํารงไว้ของพระพุทธศาสนา อันเป็ นการบุญทีÉ ยิÉงใหญ่ ผลบุญทีÉขอนัÊนส่วนใหญ่จะเป็ นการขอให้กับผู้กระทําบุญ และคนใน ครอบครัว หรือ คนในชุมชนทีÉได้ร่วมกระทําบุญร่วมกันในครัÊงนัÊน นอกจากนี Êพบการอุทิศส่วนบุญทีÉ ได้กระทําแก่ผู้อืÉนทีÉไม่ได้ร่วมกระทําบุญครัÊงนี Êด้วย ตัวอย่างเช่น “...บุญอันนี Êจุ่งจําเริญแก่สัตว์ ทัÊงหลาย ในอนันตจักรวาลเทอญ” 53และ “...จุ่งให้พระเมืองแม่ลูก อยู่สุขสวัสสดี มีอายุ 120 ปี มีลาภ ปราบใต้หล้า ฝูงอยู่ลุ่มฟ้ า มาคัลทุกวันทุกคืนอย่าขาด ต่อเท่าสิ Êนร้อยซาวปี สวัสสดีจุ่งมีดีหลี เท่าวัน เจ้าสามบาลริสสนา แล” 54 ซึÉงการถวายบุญให้กับกษัตริย์นัÊน น่าจะเป็ นสัญลักษณ์ของ ความจงรักภักดี และการสร้างขอบเขตของอํานาจกษัตริย์ทีÉมาถึงเมืองนัÊนด้วย ความเชืÉอทางศาสนาทีÉปรากฏนัÊน เป็นความเชืÉอทีÉมีมาแล้วตัÊงแต่แรกรับ ศาสนาพุทธ ดังนัÊนความเชืÉอดังกล่าวก็จะคงอยู่ตราบสิ Êนพระพุทธศาสนา ซึÉงในแต่ละช่วงจะเห็นว่า มีการเปลีÉยนแปลงความเชืÉออยู่ตลอดเวลา โดยช่วงทีÉมีความนิยมในความเชืÉอใดมาก ก็จะเห็น ความเชืÉออืÉนเสืÉอมไป หรือเมืÉอมีความเชืÉอใหม่เพิÉมขึ Êนมา ก็จะทําให้ความเชืÉอเดิมเสืÉอมลงด้วย แต่ อย่างไรก็ตามการนิพพานซึÉงถือว่าเป็นตามความปรารถนาสูงสุดนัÊน ก็จะเป็ นความเชืÉอทีÉควบคู่ไป กับศาสนาพุทธตลอดเวลา 50 ประเสริฐ ณ นคร, จารึกล้านนา ภาค 1, เล่ม 1, 30-31. 51ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 65. 52 เรืÉองเดียวกัน, 103. 53ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 10 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 2, 197-212. 54ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 12 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 4, 333-344.


60 3.3 หลักธรรมคําสอนทีÉปรากฏในจารึกฐานพระพุทธรูป พระพุทธรูปนัÊนสร้ างในฐานะเป็ นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ดังนัÊนจึงพบการ จารึกหลักธรรมลงบนฐานพระพุทธรูป ซึÉงจากการเก็บข้อมูลพบว่า มีการจารึกหลักธรรมทีÉเกีÉยวข้อง กับพระพุทธศาสนาบนฐานพระพุทธรูปจํานวนหนึÉง โดยสามารถแบ่งตามหัวข้อหลักธรรมได้ 3 กลุ่ม คือ 3.3.1 คาถาปฐมัง หรือคาถาหัวใจพระสิงห์55 พบการจารึกคาถาปฐมัง ตัÊงแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษทีÉ 21 จนถึงต้นพุทธ ศตวรรษทีÉ 22 โดยเนื Êอความในจารึกส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกันเกือบทุกประการ จะมีเพียงการ ใช้ตัวสะกดบางคําทีÉแตกต่างไปตามการออกเสียง หรือมีการเว้นวรรคในแต่ละบาทต่างกัน หรือการ จารึกผิด เป็นต้น56 ตัวอย่างจารึกคาถาปฐมังจากจารึกบนฐานพระพุทธรูป คือ “บฐมํสกลกฺขณเมกบทํ ทุติยาทิปทสฺสนิทสฺสนเตา สมนีทุนีมาสมทูสนีทู วิภเชกมโตบฐเมนวินา” 57 สามารถแปลความได้ว่า “บทอันหนึÉงเป็ นปฐม เป็ นลักษณะแห่งตน นักปราชญ์ผู้ประกอบด้วยปัญญา เว้นไว้ซึÉงบทอันเป็ นปฐมแล้วพึงจําแนก (อรรถแห่งจตุราริยสัจ) โดยลําดับ (แห่งอักษร12 ตัวนี Ê) คือ ส.ม.นิ.ทุ.นิ.ม.ส.ม.ทุ.ส.นิ.ทุ. เพราะแสดงซึÉงบท มีบททีÉสองเป็ น อาทิ” 58 สุภาพรรณ ณ บางช้าง ผู้เชีÉยวชาญทางด้านภาษาบาลี ได้อธิบาย ความหมายของคาถาปฐมังไว้ว่า “คาถาดังกล่าวเป็ นการนําอักษรย่อ4 ตัวเป็ นหลัก คือ ทุ. ส. นิ. 55 สุรสวัสดิ Í ศุขสวัสดิ Í, พุทธศิลปะในนิกายสีหฬภิกขุ พ.ศ.1900-2100 (ราว ค.ศ. 1350-1550): ศึกษาจากพระพุทธสิหิงค์และพระพุทธรูปทีÉมีจารึกในประเทศไทย (เน้น ล้านนา) (เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550), 64. อ้างถึงใน Hans Penth, “An inscribed Buddha Image in Wat Ket Si” Indica et Tibetica 30, Bauddha vidyasudhakarah, Studies in Honour of Heinz Bechert On the Occasion of His 65th Birthday, Swisttal-odendorf, 1997, 498. 56 สุภาพรรณ ณ บางช้าง, วิวัฒนาการงานเขียนภาษาบาลีในประเทศไทย: จารึก ตํานาน พงศาวดาร สาส์น ประกาศ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2529), 74-80. 57ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 55-56. 58 กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม 5 อักษรธรรมและอักษรไทย พุทธ ศตวรรษทีÉ 18-24(กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2529),64-67.


61 ม. มาเรียงสลับกัน ทุ. ย่อมาจาก ทุกข์สัจจะ ส. ย่อมาจากสมุทัยสัจจะ นิ. ย่อมาจากนิโรธสัจจะ และ ม. ย่อมาจากมรรคสัจจะ ในแต่ละชุดทีÉนํามารวมกันเพืÉอทําให้รําลึกถึงสัจจะทีÉไม่ได้นํามารวม แล้วเกิดการพิจารณาถึงอริยสัจอย่างต่อเนืÉอง ดังนัÊน ส. ม. นิ. นําให้เห็นทุกข์อริยสัจ ทุ. นิ. ม. นําให้ เห็นสมุทัยอริยสัจ ส. ม. ทุ. นําให้เห็นนิโรธอริยสัจ ส. นิ. ทุ. นําให้เห็นมรรคอริยสัจ” 59 คาถาปฐมังนี ÊพบในจารึกบนฐานพระพุทธรูปทีÉระบุปี สร้างในระหว่าง พ.ศ. 2008 – 2116 ทัÊงหมดจํานวน 10 องค์ โดยพบในพระพุทธรูปประทับยืนอุ้มบาตรจํานวน 2 องค์ พระพุทธรูปประทับนัÉงขัดสมาธิราบจํานวน 3 องค์ และพระพุทธรูปประทับนัÉงขัดสมาธิเพชร จํานวน 5 องค์ จึงมีความเป็ นไปได้ ว่าการจารึกคาถาปฐมังบนฐานพระพุทธรูป ไม่ได้ มี แนวความคิดในเรืÉองการใช้ เป็ นคาถาบูชาพระสิงห์ เนืÉองจากพบการจารึกคาถาปฐมังใน พระพุทธรูปหลากหลายอิริยาบถ โดยไม่จํากัดว่าเป็นพระพุทธรูปประทับนัÉงขัดสมาธิเพชร หรือพระ พุทธสิหิงค์เท่านัÊน การสร้างพระพุทธรูปทีÉมีการจารึก คาถาย่ออริยสัจ 4 นี Ê น่าจะเกีÉยวข้อง กับหลักธรรมทีÉแสดงถึงการหลุดพ้น เพราะอริยสัจ 4 คือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือ การ มีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ซึÉงนําไปสู่การนิพพาน เพืÉอบรรลุเป้ าหมายสูงสุดในศาสนาพุทธ อนึÉง การนําตัวย่อของอักขระต้นของหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาใช้ ในการจารึก พบในจารึกสมัยสุโขทัย ซึÉงมีอายุในราวพุทธศตวรรษทีÉ 2060 ซึÉงวิธีการจารึกดังกล่าวนี Ê เรียกว่า “อาทิสังเกต” พบในพระคัมภีร์วชิรสารัตถสังคหะ ของพระรัตนปัญญา แห่งล้านนา แต่งขึ Êน เมืÉอ พ.ศ. 207861 ดังนัÊนอาจมีความเป็นไปได้ว่า ลักษณะการจารึกแบบย่อหลักธรรมนี Ê น่าจะเป็ น การรับมาจากรูปแบบการจารึกสุโขทัยก็เป็นได้ 59 สุภาพรรณ ณ บางช้าง, วิวัฒนาการงานเขียนภาษาบาลีในประเทศไทย: จารึก ตํานาน พงศาวดาร สาส์น ประกาศ, 75. 60 กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม 5 อักษรธรรมและอักษรไทย พุทธ ศตวรรษทีÉ 18-24, 50-52. 61 สุภาพรรณ ณ บางช้าง, วิวัฒนาการงานเขียนภาษาบาลีในประเทศไทย: จารึก ตํานาน พงศาวดาร สาส์น ประกาศ, 55.


62 3.3.2 คาถาพุทธอุทาน คาถาพุทธอุทานเป็นคาถาอยู่ในพระวินัยปิ ฎก เล่ม 4 มหาวรรค ภาคทีÉ 1 มหาขันธกะ เรืÉองโพธิกถา ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ คือ พุทธอุทานทีÉพระพุทธเจ้าทรงออกพระสุ รเสียงขณะประทับใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ ภายหลังการตรัสรู้แล้ว ในเวลาปฐมยามแห่งราตรี ทรง พิจารณาปฏิจจสมุปบาท (ธรรมทีÉเกิดขึ Êนเพราะอาศัยเหตุปัจจัย) สายเกิด แล้วทรงเปล่งอุทาน ความว่า “เมืÉอธรรมปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เขาย่อมสิ Êนความสงสัย เพราะรู้ ธรรม พร้อมทั Êงต้นเหตุ” ในเวลามัชฌิมยามแห่งราตรี ทรงพิจารณา ปฏิจจสมุปบาทสายดับ แล้ว ทรงเปล่งอุทาน ความว่า “เมืÉอธรรมปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เขาย่อมสิ Êน ความสงสัย เพราะได้ทราบถึงความสิ Êนไปแห่งปัจจัย” ในเวลาปัจฉิมยามแห่งราตรี ทรง พิจารณา ปฏิจจสมุปบาท ทั Êงโดยอนุโลม (ตามลําดับ) และ โดยปฏิโลม (ย้อนกลับ) แล้ว ทรงเปล่งอุทานความว่า “เมืÉอธรรมปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ พราหมณ์นั Êน ย่อมกําจัดมารพร้อมทั Êงเสนาเสียได้ดัÉงดวงอาทิตย์ทําท้องฟ้ าให้สว่างฉะนั Êน” 62 โดยพบการจารึกคาถาพุทธอุทานบนฐานพระพุทธรูป มีความว่า “...ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา อาตาปิ โน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส อถสฺสกงฺขา วปยนฺติ สพฺพา ยโต ปชานาติ สเหตุธมฺมํ ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา อาตา ปิ โน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส อถสฺ สกงฺขา วปยนฺติ สพฺพา ยโต ขยํ ปจฺจยานํ อเวทิยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา อาตาปิ โน ฌาย โต พฺราหฺมณสฺส วิธูปยํ ติฐติ มารเสนํ สุริโยวโอภาส ยมนฺติลิกฺขํ // เทวา ภุมฐกา โลเก สนฺติ ทีฆายุกา กิร สกลํปิ มหากปฺปํ เย เทวา อิธ ติฐเร อิมสฺส โลห พุทฺธสฺส เสเก (มสตํ) มยายํ ปุsฺญมตฺถิ อsฺญมฺปิ ทานสีลาทิกํ ม ม ตตฺถาติ เทวนิกาเย ทีฆายุเก มหิธิเกน ตน สพฺเพน ปุsฺเญน อุปฺปชฺเชยฺโยปปาติโก (โธ ต เมน สุ.ฐ.โต โยค ธมฺมา ……โต เอ …..สงฺฆายนฺโต ยาว เทวาปปชฺเชยฺยํคเม ธนส.ารํ)” 63 แปลเป็นภาษาไทย แปลว่า “เมืÉอใด ธรรมทั Êงหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีสติปัญญาเพียรเพ่งอยู่ เมืÉอนั Êน ความสงสัย ทั Êงปวงของพราหมณ์นั Êนย่อมสิ Êนไป เพราะรู้ชัดแจ้งว่า ธรรมทั Êงหลายย่อมเกิดแต่เหตุเมืÉอใด ธรรมทั Êงหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีสติปัญญาเพียรเพ่งอยู่ เมืÉอนั Êน ความสงสัยทั Êงปวง ของพราหมณ์นั Êนย่อมสิ Êนไป เพราะได้รู้ ถึงความสิ Êนไปแห่งปัจจัยทั Êงหลาย เมืÉอใด ธรรม 62 “โพธิกถา ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ,” ใน พระสูตรและอรรถกถา แปล มหาวรรค เล่มทีÉ 4 ภาคทีÉ 1 (กรุงเทพฯ: มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2525), 1-6. 63 ประเสริฐ ณ นคร, จารึกล้านนา ภาค 1, เล่ม 1, 48-49.


63 ทั Êงหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีสติปัญญาเพียรเพ่งอยู่ พราหมณ์นั Êน ย่อมกําจัดมารและ เสนามาร, ดํารงอยู่ได้ดุจดวงอาทิตย์กําจัดความมืด ส่องสว่างอยู่ ฉันนั Êน” 64 การจารึกคาถาพุทธอุทาน พบมาแล้วตัÊงแต่สมัยทวารวดี มีอายุราวพุทธ ศตวรรษทีÉ 13-14 จารึกด้วยอักษรรุ่นหลังปัลลวะ พบทีÉบ้านพรหมทิน ต.หลุมข้าว อ.โคกสําโรง จ. ลพบุรี65 ดังนัÊนการจารึกพุทธอุทานจึงเป็นการจารึกหลักธรรมทางพุทธศาสนา ทีÉมีความเข้าใจและ รับรู้ร่วมกันในดินแดนแถบนี Ê โดยมีการสืบทอดจากการศึกษาพระวินัย ในพระไตรปิ ฎก ทําให้คาถา ดังกล่าวมีการนํามาใช้ในการจารึกหลักธรรม 3.3.3 คาถาปฏิจจสมุปบาท ความหมายของปฏิจจสมุปบาทนัÊน “ปฏิจจ แปลว่า อาศัยกัน, สํ แปลว่า พร้ อมกัน, อุปปาท แปลว่า เกิดขึ Êน” หมายถึง เกิดขึ Êนพร้ อมกัน หรือพร้ อมกันทําหน้ าทีÉ66 โดยปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมทีÉพระพุทธเจ้าทรงพิจารณา หลังจากทรงตรัสรู้ ดังนัÊนจึงมีความ เกีÉยวข้องโดยตรงกับคาถาพุทธอุทานทีÉกล่าวไปแล้วข้างต้น โดยพบจารึกคาถาปฏิจจสมุปบาทบน ฐานพระพุทธรูป มีความว่า “...อวิชฺชาบจฺจยาสงขาราสงขาร บจฺจยาวิsฺญานํวิsฺญาณบจฺจยา นามรูบํนามรูบบจฺจ ยาสฬายตนํ สฬายตนบจฺจยาผสฺเสาผสสบจฺจยา เวทนาเวทนาบจฺจยาตณฺหาตณฺหา บจฺจ ยาอุบาทานํอุบาทานบจฺจยา ภเวาภวบจฺจยาชาติชาติบจฺจยา ชรามรณเสากบริเทวทุกฺขเทา มนสุบายาสาสมฺภวนฺติเอว เมตสสเกวลสสทุกฺขนฺธสสสมุทเยาเหาติ...” 67 แปลว่า “เพราะอวิชชาเป็ นปัจจัย จึงเกิดมีสังขาร เพราะสังขารเป็ นปัจจัย จึงเกิดมีวิญญาณ เพราะ วิญญาณเป็ นปัจจัย จึงเกิดมีนามรูป เพราะนามรูปเป็ นปัจจัย จึงเกิดมีอายตนะ 6 เพราะ อายตน 6 เป็ นปัจจัย จึงเกิดมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็ นปัจจัยจึงเกิดมีเวทนา เพราะเวทนา เป็ นปัจจัย จึงเกิดมีตัณหา เพราะตัณหาเป็ นปัจจัย จึงเกิดมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็ น ปัจจัย จึงเกิดมีภพ เพราะภพเป็ นปัจจัย จึงเกิดมีชาติเพราะชาติเป็ นปัจจัย จึงเกิดมีชรา 64 เรืÉองเดียวกัน. 65 กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม 1 อักษรปัลลวะ หลังปัลลวะ พุทธ ศตวรรษทีÉ 12-14(กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2529), 123-125. 66 เสฐียรพงษ์ วรรณปก, “ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ 4,” พฤติกรรมศาสตร์2, 1 (พ.ย. 2538): 56 67 ประเสริฐ ณ นคร, จารึกล้านนา ภาค 1, เล่ม 1, 30-31.


64 มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัสและอุปายาสะ เป็ นอันว่ากองทุกข์ทั Êงมวลนั Êนเกิดขึ Êนตาม เหตุปัจจัยดังกล่าว” 68 โดยคาถาปฏิจจสมุปบาทนัÊน พบมาแล้วอย่างน้อยในจารึกสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษทีÉ 12-14 โดยจารึกคาถาปฏิจจสมุปบาททีÉพบนัÊน เป็ นการจารึกหลักธรรม บางส่วนในคาถาปฏิจจสมุปบาท69แต่ต่อมาพบการจารึกคาถาปฏิจจสมุปบาทอย่างครบถ้วน ใน จารึกสมัยสุโขทัย ในราวพุทธศตวรรษทีÉ 2070 การจารึกหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาทีÉพบในจารึกฐานพระพุทธรูป ล้านนา จะใช้ภาษาบาลี เป็นภาษาหลักในการจารึก ทัÊงนี Êกลุ่มผู้มีความรู้ในภาษาบาลี คือ พระสงฆ์ ซึÉงได้รับการสนับสนุนในสมัยพระเจ้าติโลกราช และสมัยพระเมืองแก้ว ให้มีการศึกษาพระธรรม วินัย ทําให้พระสงฆ์มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิ ฎก และภาษาบาลี ซึÉงเมืÉอตรวจสอบช่วงเวลา ความนิยมในการจารึกภาษาบาลีในจารึกฐานพระพุทธรูปแล้วอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 21 ถึงต้น พุทธศตวรรษทีÉ 22จึงอาจกล่าวได้ว่าการสนับสนุนพระสงฆ์ในการศึกษาพระธรรมนัÊน ส่งผลให้การ จารึกบนฐานพระพุทธรูปมีความนิยมในการจารึกหลักธรรมลงไปด้วย เพืÉอเป็ นการบูชา พระพุทธเจ้า และเพืÉอไปสู่นิพพาน แต่อย่างไรก็ตามการจารึกหลักธรรม ได้ปรากฏมาแล้วตัÊงแต่ราวพุทธ ศตวรรษทีÉ 12 โดยมีหลักธรรมบางข้อทีÉสืบต่อมาจนถึงพุทธศตวรรษทีÉ 22 ในล้านนา และบางส่วน พบจนถึงปัจจุบัน จึงอาจสันนิษฐานถึงความเป็ นไปได้ว่า สาเหตุทีÉพบการจารึกหลักธรรมทีÉมีการ สืบทอดมาอย่างยาวนาน เพราะหลักธรรมดังกล่าวเป็ นข้อพระธรรมทีÉปรากฏในพระไตรปิ ฎก ซึÉง เป็นหลักในการศึกษาพระธรรมของศาสนาพุทธ จึงทําให้มีการรับรู้หลักธรรมนัÊนๆมาโดยตลอด 68 เรืÉองเดียวกัน. 69 กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม 1 อักษรปัลลวะ หลังปัลลวะ พุทธ ศตวรรษทีÉ 12-14, 109-111. 70 กรมศิลปากร, จารึกในประเทศไทย เล่ม 5 อักษรธรรมและอักษรไทย พุทธ ศตวรรษทีÉ 18-24, 53-56.


65 4. เนืÊอหาเบ็ดเตล็ด พบการจารึกในฐานพระพุทธรูป คล้ายการบันทึกเป็นพินัยกรรม มีความว่า “...เมียข้าหากตายหื Êอน้องข้าผู้ชืÉอ กิแลพันตวาน แล....คําไสป้ า....แม้นข้าเมือสู่บุญหื Êอเมียข้าอยู่ บ้านแทนข้า...” 71ซึÉงพบการจารึกคล้ายพินัยกรรมเช่นเดียวกันในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย คือ จารึกวัด พระเสด็จ จ.สุโขทัย สร้างใน พ.ศ. 206872 แสดงให้เห็นว่า นอกจากการบุญทีÉคนทัÉวไปนิยมในการจารึกบนฐานพระพุทธรูป แล้ว ยังพบการจารึกเพืÉอเป็นการบันทึกเรืÉองราว ไว้สําหรับเป็นหลักฐานด้วย โดยลักษณะดังกล่าว นี Êพบจํานวนน้อย และไม่ได้เป็นทีÉนิยม แต่ก็เป็นสิÉงยืนยันในการทําหน้าทีÉบันทึกเรืÉองราวทีÉแตกต่าง ไปจากเดิม นับว่าเป็นการบอกข้อมูลทีÉปรากฏบนจารึกฐานพระพุทธรูปได้ จากการศึกษาเนื ÊอความทีÉปรากฏบนฐานพระพุทธรูปทัÊงหมด จะเห็นว่าส่วนใหญ่ จะมีเนื Êอหาใกล้เคียงกัน คือกล่าวถึง ปี ทีÉสร้าง ชืÉอผู้สร้าง และคําอธิษฐาน แต่เมืÉอพิจารณาใน รายละเอียดจะพบว่าการจารึกนัÊนมีแบบแผนทีÉแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง เช่น ความนิยมในการ จารึกคาถาปฐมัง หรือความนิยมในการใช้ภาษาบาลี เป็ นต้น ดังนัÊนหากนําเนื Êอหาจากจารึกบน ฐานพระพุทธรูปมาจัดกลุ่มตามระยะเวลาการสร้างอาจทําให้เห็นเนื ÊอหาในจารึกทีÉสามารถนํามา เป็นแบบแผน หรือเป็นเกณฑ์ในการกําหนดอายุจากจารึกบนฐานพระพุทธรูปทีÉไม่ระบุปี สร้างได้ นอกจากนี ÊการศึกษาแบบแผนในการจารึกบนฐานพระพุทธรูปนัÊน จะนําไปสู่การ วิเคราะห์ในเนื ÊอหาทีÉจารึกต้องการสืÉอสาร โดยอาจเป็นการสืÉอความหมายตรง หรือความหมายแฝง ซึÉงเมืÉอนํามาพิจารณาจะสามารถแสดงให้เห็นถึงบริบททีÉเกิดขึ ÊนในขณะนัÊน หรือช่วงเวลานัÊนได้ 71ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 95-97. 72 ยอร์ช เซเดส์, ประชุมศิลาจารึกภาคทีÉ 1: เป็ นจารึกกรุงสุโขทัยทีÉได้พบก่อน พ.ศ. 2467 (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สํานัก นายกรัฐมนตรี, 2521), 155-163.


66 การกระจายตัวของพระพุทธรูปทีÉมีจารึกในล้านนา จากการเก็บข้อมูลพระพุทธรูปทีÉมีจารึกในล้านนาครัÊงนี Ê ได้ทําแผนทีÉการสํารวจข้อมูล พระพุทธรูปทีÉพบ แสดงข้อมูลโดยแบ่งตามช่วงพุทธศตวรรษ เพืÉอให้ทราบเรืÉองการกระจายตัว หรือ ความนิยมการจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในล้านนา ตัÊงแต่พุทธศตวรรษทีÉ 21 –24 (ภาพทีÉ 20) จะเห็น ได้ว่ามีการสร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึกจํานวนมากทีÉสุดในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 21 และพบจํานวน น้อยทีÉสุดในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 23 ภาพทีÉ20แผนทีÉแสดงการกระจายตัวของพระพุทธรูปในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ21 - 24 พุทธศตวรรษทีÉ 21 พุทธศตวรรษทีÉ22 พุทธศตวรรษทีÉ23 พุทธศตวรรษทีÉ24


67 ในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 21 พบว่ามีการกระจายตัวในการสร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึกใน เกือบทุกพื ÊนทีÉของอาณาเขตล้านนา ยกเว้นเมืองลําปาง โดยมีแนวทางการในการกระจายจะอยู่ใน บริเวณเมืองเก่า หรือตามแหล่งทีÉราบ หรือมีแหล่งนํ Êาไหลผ่านซึÉงมีการตัÊงชุมชนอยู่ สมัยพระเมือง แก้ว (พ.ศ. 2038 – 2068) เป็นช่วงทีÉพบการสร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึกจํานวนมากทีÉสุด และมีการ กระจายไปทุกเมือง ซึÉงในส่วนเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองทีÉพบพระพุทธรูปทีÉมีจารึกจํานวนมากทีÉสุด จะเห็นได้ว่าทิศทางในการกระจายตัวพื ÊนทีÉทีÉพบพระพุทธรูปทีÉมีจารึกนัÊน จะค่อยๆ ขยายพื ÊนทีÉออกไป โดยพบว่าช่วงรัชกาลพระเจ้าติโลกราช จะพบพระพุทธรูปในเมืองเชียงใหม่ เมืองฝาง เมืองเทิง เมืองปาย และเมืองลําพูน ต่อมาในรัชกาลพระเมืองแก้วได้พบว่าขยายพื ÊนทีÉไป ยังเมืองเชียงราย เชียงแสน เมืองพะเยา เมืองน่าน และเมืองแพร่ ซึÉงเป็ นการเปิ ดพื ÊนทีÉใหม่ในฝัÉง ตะวันออกของเมืองเชียงใหม่ (ภาพทีÉ 21) สมัยพระเจ้าติโลกราช สมัยพระยอดเชียงราย สมัยพระเมืองแก้ว ครึÉงหลังพุทธศตวรรษทีÉ 21 ภาพทีÉ21แผนทีÉแสดงการกระจายตัวของพระพุทธรูปในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ21


68 ในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 22 พบการกระจายตัวของพระพุทธรูปทีÉมีจารึกในเมืองหลัก ซึÉง สืบต่อจากสมัยก่อนหน้า คือ เมืองเชียงใหม่ เมืองลําพูน เมืองลําปาง เมืองฝาง เมืองเทิง และเมือง เชียงแสน โดยพบในจํานวนลดลงอย่างมาก (ภาพทีÉ 22) ในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 23 เป็ นระยะทีÉพบพระพุทธรูปทีÉมีจารึกจํานวนน้อยทีÉสุด โดย พบในบริเวณเมืองลําปาง และเมืองเชียงแสนเท่านัÊน (ภาพทีÉ 22) ในช่วงสุดท้ายในพุทธศตวรรษทีÉ 24 กลับมาพบพระพุทธรูปทีÉมีจารึกจํานวนเพิÉมขึ Êน โดยพบการกระจายตามเมืองต่างๆ คือ เมืองลําพูน เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองเชียงราย เมืองเชียง แสน และเมืองฝาง (ภาพทีÉ 22) ภาพทีÉ22แผนทีÉแสดงการกระจายตัวของพระพุทธรูปในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ22 - 24 พุทธศตวรรษทีÉ 22 พุทธศตวรรษทีÉ 23 พุทธศตวรรษทีÉ 24


69 จากภาพการกระจายตัวในพื ÊนทีÉทีÉพบพระพุทธรูปทีÉมีจารึก แสดงให้เห็นถึงการกระจาย ตัวอย่างสอดคล้องกับเหตุการณ์ทีÉเกิดขึ Êนทางประวัติศาสตร์ คือ ในช่วงทีÉมีความเจริญรุ่งเรืองอย่าง สูงสุดอยู่ในช่วงรัชกาลพระเจ้าติโลกราช จนถึงรัชกาลพระเมืองแก้ว ซึÉงจะพบพระพุทธรูปจํานวน มากทีÉสุด และช่วงครึÉงหลังพุทธศตวรรษทีÉ 21 เกิดปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง จึงพบ พระพุทธรูปจํานวนน้อยลง โดยเฉพาะในช่วงปลายพุทธศตวรรษทีÉ 22 ถึงพุทธศตวรรษทีÉ 23 ซึÉงเป็น ช่วงทีÉตกอยู่ในการปกครองของพม่า ส่งผลให้พบการสร้างพระพุทธรูปจํานวนน้อยทีÉสุด และต่อมา ในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 24 เป็ นช่วงฟื Êนม่าน กลับมาฟื Êนฟูบ้านเมืองอีกครัÊง ทําให้กลับมาพบการ สร้างพระพุทธรูปมากขึ Êนด้วย นอกจากนี Êจะพบว่าการกระจายตัวของพระพุทธรูปในเมืองหลัก เช่น เมืองฝาง เมือง ลําพูน เมืองเชียงราย และเมืองเชียงแสน จะมีการสร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึกอย่างต่อเนืÉอง โดยพบ พระพุทธรูปทีÉมีจารึกตัÊงแต่ราวต้นพุทธศตวรรษทีÉ 21 จนถึงพุทธศตวรรษทีÉ 24 ซึÉงเมืÉอนํามา วิเคราะห์ทางด้านรูปแบบจะทําให้เห็นพัฒนาการทางศิลปะทีÉเป็ นลักษณะเฉพาะ หรือศิลปะทาง สกุลช่างมากขึ Êน อย่างไรก็ตามการทําแผนทีÉดังกล่าว เพืÉอต้องการให้เห็นถึงการกระจายตัวในการสร้าง พระพุทธรูปทีÉมีจารึก ซึÉงเป็นการใช้หลักฐานแหล่งทีÉอยู่ในปัจจุบันของพระพุทธรูป ทําให้มีข้อจํากัด ในเรืÉองการระบุตําแหน่งทีÉพบ โดยพระพุทธรูปอาจมีการเคลืÉอนย้ายมาจากแหล่งเดิมทีÉพบ แต่ก็มี ความเป็นไปได้ว่าการเคลืÉอนย้ายดังกล่าว อาจเป็นการย้ายไปในบริเวณใกล้เคียง หรือเป็นการย้าย ภายในเมืองเดียวกันเท่านัÊน นอกจากนี ÊการทําแผนทีÉข้างต้น จะไม่นําพระพุทธรูปทีÉมีการ เคลืÉอนย้ายลงมากรุงเทพฯ ในครัÊงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ เพราะไม่มีการระบุแหล่งทีÉมา หรือมีหลักฐานถึงทีÉมาของแหล่งทีÉย้ายพระพุทธรูปมา ได้ชัดเจน


70 รูปแบบพระพุทธรูปทีÉมีจารึกทีÉพบในล้านนา จากการเก็บข้อมูลพระพุทธรูปสําริดทีÉมีจารึกในล้านนา พบพระพุทธรูปทีÉระบุปี สร้าง ในระหว่าง พ.ศ. 2008 – 2392โดยมีการกระจายตัวในการสร้างพระพุทธรูปทุกพื ÊนทีÉของภาคเหนือ จากหลักฐานดังกล่าว สามารถจัดกลุ่มพระพุทธรูปทีÉมีจารึกบอกปี สร้ าง โดยการจําแนกตาม ช่วงเวลา ในการวิเคราะห์รูปแบบพระพุทธรูป และวิเคราะห์แบบแผนจารึก เพืÉอจัดกลุ่มพระพุทธรูป ทีÉมีจารึกแต่ไม่ระบุปี สร้างได้โดยสามารถนําพระพุทธรูปมาจัดกลุ่มรูปแบบตามการแบ่งช่วงเวลา ได้4 ช่วง ดังนี Ê 1. พุทธศตวรรษทีÉ 21 เป็นช่วงแรกเริÉมของการปรากฏพระพุทธรูปทีÉมีจารึก โดยเกิด เป็นธรรมเนียมและความนิยมในการจารึกทีÉฐานขึ Êนในล้านนาซึÉงเป็ นไปได้ว่ามีความเกีÉยวข้องกับ การฉลองพระพุทธศาสนาครบ 2,000 ปี73 งานสร้างในระยะนี Êสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 4ระยะ คือ 1.1 รัชกาลพระเจ้าติโลกราช รูปแบบพระพุทธรูปรัชกาลพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1995 – 2030) เป็ น ระยะแรกทีÉพบพระพุทธรูปทีÉมีจารึกเก่าทีÉสุด ในปี พ.ศ. 2008 โดยพระพุทธรูปทีÉสร้างส่วนใหญ่ จะมี รูปแบบทีÉรับอิทธิพลมาจากสมัยก่อนหน้า สามารถแบ่งรูปแบบพระพุทธรูปออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.1.1 กลุ่มพระพุทธรูปประทับนัÉงขัดสมาธิเพชร จากการเก็บข้อมูลพบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรจํานวน 12 องค์ โดย ลักษณะส่วนใหญ่เป็นการสร้างพระพุทธรูปทีÉมีรูปแบบสืบเนืÉองในพุทธศตวรรษทีÉ 19-20และเป็ น รูปแบบทีÉพบมากในเมืองเชียงใหม่ ซึÉงจะมีพุทธลักษณะ พระวรกายอวบอ้วน พระพักตร์กลม พระ เนตรจะเบิกกว้าง แย้มพระโอษฐ์ ขมวดพระเกศาขนาดใหญ่อุษณีษะเป็นตุ่มกลมคล้ายดอกบัวตูม ชายสังฆาฏิสัÊนเหนือพระถัน มีลักษณะนูนหนาคล้ายชายสังฆาฏิซ้อนทับกัน ส่วนปลายคล้ายลาย เขี Êยวตะขาบ และชายผ้าหน้าพระเพลาแยกออกเป็ น 2 ชาย ส่วนพระหัตถ์เน้นการทํานิ Êวพระหัตถ์ ทัÊงสีÉยาวไม่เท่ากัน และพระดัชนี (นิ Êวชี Ê) กระดกขึ Êนมาเล็กน้อยประทับนัÉงบนฐานบัวควํÉา - บัวหงาย มีลายกลีบบัว และเกสรบัวแบบปาละขนาดใหญ่ รองรับด้วยฐานหน้ากระดานในผังหกเหลีÉยม (ภาพทีÉ23) โดยส่วนองค์พระพุทธรูป และส่วนฐานนัÊน จะเป็นการหล่อแบบแยกชิ Êน บางครัÊงจึงพบ พระพุทธรูปทีÉมีส่วนฐานยืÉนออกมาเล็กน้อย (ภาพทีÉ24) ข้อสังเกตคือลักษณะของพระนาภีจะเป็ น หลุมลึก และบางครัÊงมีลักษณะเป็ นเส้นขีดขวาง โดยลักษณะดังกล่าวนี Êจะพบในช่วงต้นพุทธ ศตวรรษทีÉ 21 (พ.ศ. 2012 –2016) 73 ศักดิ Íชัย สายสิงห์, “พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา” (วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2532), 33.


71 นอกจากนี Êพบกลุ่มพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรทีÉเคลืÉอนย้ายมายังวัด เบญจมบพิตร กรุงเทพฯ ในครัÊงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลทีÉ 5 แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีหลักฐานว่าย้ ายมาจากหัวเมืองฝ่ ายเหนือ74 ซึÉงไม่อาจทราบได้ว่านํา พระพุทธรูปมาจากเมืองใด แต่เมืÉอดูจากลักษณะโดยทัÉวไป จะเห็นว่ามีความแตกต่างไปจาก 74 ชลธีร์ ธรรมวรางกูร และทรงวิทย์ แก้วศรี, ผู้รวบรวม, ประมวลเอกสารสําคัญ เนืÉองในการสถาปนาวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราช วิทยาลัย, 2535), 382. ภาพทีÉ 23 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระเจ้าเม็งราย จ.เชียงใหม่จารึก พ.ศ. 2012 ภาพทีÉ 24 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดผ้าขาว จ.เชียงใหม่จารึก พ.ศ. 2016 ทีÉมา : ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่ (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการ จัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สํานักงานนายกรัฐมนตรี, 2519),60.


72 พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในกลุ่มเมืองเชียงใหม่ โดยพระพุทธรูปมีพุทธลักษณะทีÉแตกต่างไปจาก เดิมคือ พระพักตร์ค่อนข้างรีเล็กน้อย เริÉมปรากฏไรพระศก ชายสังฆาฏิสัÊนเหนือพระถัน มีการทํา ลวดลาย ส่วนปลายคล้ายลายเขี Êยวตะขาบ นิ Êวพระหัตถ์ทัÊงสีÉไม่เสมอกัน แต่ในส่วนพระดัชนีเริÉมเป็น เส้นตรง ประทับนัÉงบนฐานหน้ากระดานเรียบในผังกลม หรือฐานบัวควํÉา - บัวหงาย มีลายกลีบบัว และเกสรบัวแบบปาละขนาดใหญ่ รองรับด้วยฐานหน้ากระดานในผังกลม (ภาพทีÉ 25, 26) ภาพทีÉ 25 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วิหารสมเด็จ วัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพฯจารึก พ.ศ. 2024 ทีÉมา: สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, วัดเบญจมบพิตร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัด เบญจมบพิตร(กรุงเทพฯ: สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2551),80. ภาพทีÉ 26 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วิหารสมเด็จ วัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพฯจารึก พ.ศ. 2024 ทีÉมา: สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, วัดเบญจมบพิตร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัด เบญจมบพิตร(กรุงเทพฯ: สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2551), 77.


73 และพบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ อีกกลุ่ม หนึÉง ซึÉงมีรูปแบบทีÉคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปในเมืองเชียงใหม่ แต่มีความคลีÉคลายทางรูปแบบแล้ว คือ พระวรกายอวบอ้วน พระพักตร์ค่อนข้างกลม ขมวดพระเกศาขนาดใหญ่ อุษณีษะเป็ นตุ่มกลม คล้ายดอกบัวตูม ชายสังฆาฏิสัÊนเหนือพระถัน มีการขีดทําลวดลาย ส่วนปลายคล้ายลายเขี Êยว ตะขาบ พระนาภีเป็นหลุมขนาดเล็ก และชายผ้าหน้าพระเพลาแยกออกเป็ น 2 ชาย ส่วนพระหัตถ์ เน้นการทํานิ Êวพระหัตถ์ทัÊงสีÉยาวไม่เท่ากัน และพระดัชนี (นิ Êวชี Ê) กระดกขึ Êนมาเล็กน้อย และมีส่วน เชืÉอมติดกับฐาน ประทับนัÉงบนฐานบัวควํÉา - บัวหงาย มีลายกลีบบัวและเกสรบัวแบบปาละขนาด ใหญ่ รองรับด้วยฐานหน้ากระดานในผังหกเหลีÉยม หรือฐานหน้ากระดานซ้อนชัÊน ในผังหกเหลีÉยม (ภาพทีÉ 27, 28) ภาพทีÉ 27 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วิหารสมเด็จ วัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพฯจารึก พ.ศ. 2027 ทีÉมา: สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, วัดเบญจมบพิตร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัด เบญจมบพิตร(กรุงเทพฯ: สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2551), 82. ภาพทีÉ 28 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วิหารสมเด็จ วัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพฯจารึก พ.ศ. 2028 ทีÉมา: สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, วัดเบญจมบพิตร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัด เบญจมบพิตร(กรุงเทพฯ: สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2551), 84.


74 ซึÉงจากการเก็บข้อมูลพบว่ามีพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรทีÉพบในเมือง ปาย มีลักษณะโดยรวมทีÉคล้ายคลึง และมีจารึกระบุปี สร้างในเวลาใกล้เคียงกัน แต่จะมีลักษณะทีÉ แตกต่างออกไปเล็กน้อยในส่วนการเจาะช่องกระจกลายเมฆทีÉฐาน (ภาพทีÉ29) โดยลักษณะ ดังกล่าวนี Êน่าจะเป็ นรูปแบบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรทีÉเกิดขึ Êนในระยะนี Ê และได้ส่งต่อรูปแบบ ดังกล่าวไปยังเมืองต่างๆ หรืออาจเป็ นการสร้างพระพุทธรูปในเมืองเชียงใหม่ และส่งไปในเมือง ต่างๆ อนึÉงพบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรทีÉไม่มีจารึกองค์หนึÉงในเมืองปาย75 ซึÉงมีรูปแบบส่วนใหญ่ คล้ายคลึงกันมาก อาจสันนิษฐานได้ว่ามีอายุการสร้างใกล้เคียงกันด้วย (ภาพทีÉ30) 75 ตามประวัติการสร้างวัดศรีดอนชัยทีÉปรากฏในเอกสารประวัติวัด ระบุว่าพระพุทธรูป องค์นี Êนํามาจากเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2023 ภาพทีÉ 29 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดหลวง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จารึก พ.ศ. 2028 ภาพทีÉ 30 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดศรีดอนชัย อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน (ภาพจากแผ่นพับประวัติวัดศรีดอนชัย)


75 นอกจากนี ÊพบพระพุทธรูปประทับนัÉงขัดสมาธิเพชรในเมืองพะเยา ซึÉง จารึกด้วยอักษรธรรมล้านนา ระบุว่าสร้างโดยพระยายุธิษฐิระเจ้าเมืองสองแคว(พิษณุโลก) ซึÉงเป็ น เจ้านายฝ่ ายเชื Êอสายสุโขทัย ซึÉงแต่เดิมอยู่ภายใต้ปกครองของกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจึงได้เข้ามา ขอพึÉงบรมโพธิสมภารพระเจ้าติโลกราช พระองค์รับพระยายุธิษฐิระให้มีฐานะเป็ นบุตรบุญธรรม76 และมอบหมายให้ไปครองเมืองพะเยา และเมืองภูคา77 โดยพระพุทธรูปมีพุทธลักษณะ คือ พระ พักตร์รีรูปไข่ พระวรกายเพรียว และชายสังฆาฏิยาวจรดพระนาภีแบบทีÉปรากฏในพระพุทธรูป สุโขทัย แต่กลับประทับนัÉงขัดสมาธิเพชร (ภาพทีÉ31) โดยหากเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปประทับ นัÉงขัดสมาธิเพชร ศิลปะสุโขทัย ทีÉมีอายุราวกลางพุทธศตวรรษทีÉ 20 – ต้นพุทธศตวรรษทีÉ 2178 (ภาพทีÉ32) จะเห็นว่ามีความใกล้เคียงกันในส่วนกรอบพระพักตร์ พระโอษฐ์ สัดส่วนพระวรกาย และการขัดพระบาทสูง ทําให้เห็นฝ่ าพระบาททัÊงสองข้างชัดเจน ซึÉงแตกต่างจากพระพุทธรูปทัÉวไป ในล้านนา ทีÉจะขัดสมาธิเพชรแนบกับฐานมากกว่า 76 ประชุมจารึกเมืองพะเยา, 83 –86. 77อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และเดวิด เค.วัยอาจ, ตํานานพืÊนเมืองเชียงใหม่ (เชียงใหม่: ซิลค์เวอร์มบุคส์, 2547),84-85. 78 สุรศักดิ Íศรีสําอาง, ล้านนา – สุโขทัย จารึก: สารัตถะทางโบราณคดี และ ประวัติศาสตร์(กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์ การพิมพ์, 2553), 13. ภาพทีÉ 31 พระพุทธรูปปางมารวิชัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯจารึก พ.ศ. 2019 (ภาพจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)


76 จุดประสงค์การสร้างพระพุทธรูปในปางขัดสมาธิเพชรของพระยา ยุธิษฐิระนี Ê น่าจะเกีÉยวข้องกับการเอาใจ หรือยกย่องพระเจ้าติโลกราช โดยการสร้างรูปแบบ ขัดสมาธิเพชรทีÉนิยมในล้านนา และมีการใช้อักษรธรรมล้านนาในการจารึก แต่อย่างไรก็ตามจาก คําแปลจารึก มีความว่า “...พระราชาผู้เป็นใหญ่ ทรงพระนามว่าพระเจ้ายุธิษฐิรราม เป็ นพระราชา ผู้ครองเมือง “อภินว” ทรงประสูติในวงศ์ของนักรบผู้กล้าหาญเป็ นเยีÉยม ทรงประกอบด้วย (ทศพิธ ราช) ธรรม แตกฉานพระไตรปิ ฎก ได้ทรงสร้างพระพุทธรูป...” 79 จึงได้มีผู้เสนอความคิดว่า ด้วย เหตุการณ์ยกตนของพระยายุธิษฐิระในครัÊงนี Ê ส่งผลให้พระเจ้าติโลกราชไม่พอพระทัย และปลดพระ ยุธิษฐิระออกจากการเป็นเจ้าเมือง80 จากหลักฐานด้านเอกสารระบุว่า มีการนําไพร่พลย้ายมาพร้อมพระยา ยุธิษฐิระจึงมีความเป็นไปได้ว่าพระองค์อาจทรงนํากลุ่มช่างมาจากเมืองสองแคว ซึÉงมีพื Êนฐานใน งานศิลปะสุโขทัย ซึÉงเป็นปัจจัยทําให้มีการสร้างพระพุทธรูปตามอิทธิพลศิลปะสุโขทัย นอกจากนี Ê ในด้านจารึกยังมีความสอดคล้องในเรืÉองระบบการนับปีแบบมหาศักราชซึÉงเป็นการนับแบบสุโขทัย และอยุธยา แต่ทัÉวไปกลับไม่พบการนับปี แบบมหาศักราชในจารึกฐานพระพุทธรูปล้านนาเลย เพราะส่วนใหญ่ในวัฒนธรรมการจารึกในล้านนาจะพบการใช้ปี นับแบบจุลศักราชมากกว่า 79 เทิม มีเต็ม และบุญเลิศ เสนานนท์, ประชุมจารึกเมืองพะเยา, 89-92. 80 พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, “หลวงพ่อนาก พระพุทธรูปพระเจ้ายุธิษฐิระ,” ศิลปากร 46, 1(มกราคม-กุมภาพันธ์ 2546): 104-114. ภาพทีÉ 32 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดเชตุพลวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ ทีÉมา: นิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, บรรณาธิการ, ลักษณะไทย, เล่ม 1 (กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนา พานิช, 2552), 327.


77 การกระจายตัวของพระพุทธรูปประทับนัÉงขัดสมาธิเพชรนี Êพบความ นิยมมากโดยเฉพาะอย่างยิÉงในเมืองเชียงใหม่ โดยพระพุทธรูปจะมีรูปแบบโดยรวมทีÉคล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ตามเป็นทีÉน่าสังเกตว่า มีพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรบางองค์บริเวณนอกเมืองทีÉมีรูปแบบ คล้ายคลึง และจารึกระบุปี สร้างระยะเวลาใกล้เคียงกับกลุ่มพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในเมือง เชียงใหม่ จึงอาจเป็นไปได้ว่า มีการหล่อขึ Êนในเมืองเชียงใหม่ แล้วจึงส่งไปยังเมืองต่างๆ พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรทีÉมีจารึกในเมืองเชียงใหม่ระยะแรก (พ.ศ. 2012 – 2020) จะมีลักษณะโดยรวมทัÉวไปคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในราวพุทธ ศตวรรษทีÉ 19 –20 ต่อมาพบการทําพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในเมืองพะเยา ซึÉงมีลักษณะศิลปะ สุโขทัยมาผสมผสาน หลังจากนัÊนพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในเมืองเชียงใหม่มีรูปแบบทีÉเริÉม คลีÉคลายออกไป และในระยะสุดท้ายของรัชกาลพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 2027 – 2028) กลับมามี รูปแบบทีÉคล้ายคลึงในช่วงระยะแรกอีกครัÊง (ตารางทีÉ6) ตารางทีÉ6 ตารางเปรียบเทียบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในรัชกาลพระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 2012 - 2028 สกุล ช่าง ปี พ.ศ. เศียร พระวรกาย ฐาน เชียง ใหม่ 2012 - 2020 พะเยา 2019


78 ตารางทีÉ6 ตารางเปรียบเทียบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในรัชกาลพระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 2012 – 2028 (ต่อ) สกุล ช่าง ปี พ.ศ. เศียร พระวรกาย ฐาน เชียง ใหม่? 2024 เชียง ใหม่ / ฝาง ? 2027 - 2028 1.1.2 กลุ่มพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ จากการเก็บข้อมูลพบพระพุทธรูปขัดสมาธิราบจํานวน 12องค์ ซึÉงเป็ น การทําสืบเนืÉองจากสมัยก่อนหน้าเช่นเดียวกับพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร โดยรับอิทธิพลมาจาก ศิลปะหริภุญชัย และสุโขทัย พระพุทธรูปขัดสมาธิราบในระยะนี Êพบมากในเมืองเชียงใหม่ และมี พัฒนาการทางรูปแบบเปลีÉยนแปลงตลอดระยะเวลา โดยพบพระพุทธรูปขัดสมาธิราบทีÉมีจารึกทีÉ เก่าทีÉสุดใน พ.ศ. 2019 มีพุทธลักษณะ พระวรกายบอบบางกว่าพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร พระ พักตร์รูปไข่ ขมวดพระเกศาปานกลาง พระรัศมีเป็ นเปลว พระเนตรหรีÉเหลือบลงตํÉา พระขนงโก่ง ปานกลาง พระนาสิกโด่งเล็กน้อย แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย เส้นพระโอษฐ์เป็ นเส้นตรง ชายสังฆาฏิ


79 เป็นแผ่นขนาดกลางนูนหนา คล้ายผ้าทบซ้อนกัน ยาวลงมาจรดพระนาภี ปลายหยักเล็กน้อยคล้าย เขี Êยวตะขาบ ประทับนัÉงบนฐานบัวขนาดใหญ่ รองรับด้วยฐานหน้ากระดานเกลี Êยง (ภาพทีÉ33) หลังจากนัÊนพระพุทธรูปขัดสมาธิราบในเมืองเชียงใหม่ ยังคงมีลักษณะ โดยรวมคล้ายคลึงจากระยะก่อนหน้า แต่จะเห็นพัฒนาการทางด้านรูปแบบทีÉแตกต่างไป คือ การ ทําไรพระศก การทําชายสังฆาฏิเป็นเส้นเล็ก ส่วนปลายคล้ายลายเขี Êยวตะขาบโดยการทําเส้นนูน คดโค้งไปมา และการเจาะช่องกระจกคล้ายลายเมฆทีÉฐานพระพุทธรูป (ภาพทีÉ 34) โดยรูปแบบทีÉ เริÉมเกิดขึ Êนนี Êจะส่งอิทธิพลไปถึงยุคต่อมาด้วย ภาพทีÉ 34 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระเจ้าเม็งราย จ.เชียงใหม่ จารึก พ.ศ. 2024 ทีÉมา: ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่ (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการ จัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สํานักงานนายกรัฐมนตรี, 2519),63. ภาพทีÉ 33 พระพุทธรูปปางสมาธิวัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่จารึก พ.ศ. 2019


80 รูปแบบพระพุทธรูปขัดสมาธิราบในเมืองเชียงใหม่ในช่วงท้ายรัชกาล พระเจ้าติโลกราช ได้ส่งอิทธิพลไปยังเมืองเชียงราย โดยรูปแบบพระพุทธรูปส่วนใหญ่จะคล้ายคลึง กัน คือ พระพักตร์รูปไข่ ขมวดพระเกศาปานกลาง มีไรพระศก พระรัศมีเป็ นเปลว พระเนตรหรีÉ เหลือบลงตํÉา พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่ง แย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย ชายสังฆาฏิเป็ นเส้นเล็ก ส่วน ปลายคล้ายลายลายเขี Êยวตะขาบ แต่จะแตกต่างในส่วนการทําฐานรองรับพระพุทธรูป ทีÉจะพบ เพียงลักษณะการทําฐานหน้ากระดานเกลี ÊยงในผังหกเหลีÉยม (ภาพทีÉ35) ได้พบกลุ่มพระพุทธรูปขัดสมาธิราบในเมืองฝาง ซึÉงมีลักษณะเฉพาะ คือ มีพระวรกายค่อนข้างอวบอ้วนสัÊน พระพักตร์รีขมวดพระเกศาปานกลาง พระเนตรปรือเหลือบลง ตํÉา และเป็ นเบ้าลึก พระขนงโก่งเป็ นสันนูน ส่วนบนระหว่างพระโอษฐ์และพระนาสิกนูนเป็ นสัน เหลีÉยม ชายสังฆาฏิเป็นแผ่นขนาดใหญ่ ปลายทําลายหยักเล็กน้อย คล้ายเขี Êยวตะขาบ และประทับ นัÉงบนฐานกลมหน้ากระดานเกลี Êยง (ภาพทีÉ36) สิÉงทีÉน่าสังเกตคือมีการหล่อส่วนพระหัตถ์แยกชิ Êน กับพระกรแล้วนํามาสวมเข้าในภายหลัง ซึÉงน่าจะเป็ นลักษณะการหล่อของช่างในเมืองฝาง อาจ เกีÉยวข้องกับเทคนิค หรือความสะดวกในการเคลืÉอนย้าย ภาพทีÉ 35 พระพุทธรูปปางมารวิชัย จารึก พ.ศ. 2026 วัดศรีสุทธาวาส อ.เวียงป่ าเป้ า จ.เชียงราย ทีÉมา: ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 13 จารึกในจังหวัดเชียงราย (เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2551),213-221.


81 อย่างไรก็ตาม พบว่าพระพุทธรูปในเมืองฝางมีการรับรูปแบบตามการ ปรับเปลีÉยนศิลปะในเมืองเชียงใหม่ ซึÉงการเปลีÉยนแปลงดังกล่าว เกิดขึ Êนในระยะเวลาเดียวกัน หรือ ใกล้เคียงกัน รูปแบบดังกล่าวคือ การทําไรพระศก ซึÉงพบในเมืองเชียงใหม่ในช่วง พ.ศ. 2023 และ มาพบในเมืองฝางในปี พ.ศ. 2024 (ภาพทีÉ37)จากลักษณะทีÉเปลีÉยนแปลงนี Ê อาจสันนิษฐานได้ว่า การเปลีÉยนแปลงทางรูปแบบศิลปะ เป็ นการส่งรูปแบบ และอิทธิพลจากส่วนกลาง คือเมือง เชียงใหม่ ไปยังเมืองโดยรอบ ภาพทีÉ 36 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดปัณณาราม อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ จารึก พ.ศ. 2022 ภาพทีÉ 37 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดศรีบุญเรือง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ จารึก พ.ศ. 2024 ทีÉมา: Alexander B. Griswold, Dated Buddha images of Northern Siam (Switzerland: Artibus Asiae, 1967), Plate V.


82 นอกจากนี Êยังพบพระพุทธรูปในเมืองฝาง ทีÉมีรูปแบบคล้ายคลึงกับ พระพุทธรูปขัดสมาธิราบในช่วงปลายรัชกาลพระเจ้าติโลกราช ซึÉงมีลักษณะการทําส่วนฐานทีÉ แตกต่างออกไป คือการทําฐานหน้ากระดานในผังกลม และมีห่วงยืÉนออกมาจากด้านข้างทัÊงสอง ด้าน (ภาพทีÉ38) โดยลักษณะของห่วงนี Êอาจทําขึ ÊนเพืÉอความสะดวกในการเคลืÉอนย้าย จึงทําให้น่า สังเกตว่า รูปแบบของพระพุทธรูปในเมืองฝางกลุ่มทีÉมีความคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ในเมืองเชียงใหม่นี Ê อาจสร้าง และย้ายมาจากเมืองเชียงใหม่ เพราะรูปแบบดังกล่าวแตกต่างไปจาก รูปแบบทีÉพบส่วนใหญ่ในเมืองฝาง ซึÉงมีลักษณะเฉพาะตัวเอง พบพระพุทธรูปขัดสมาธิราบทีÉมีความแตกต่างไปจากกลุ่มข้างต้นอย่าง เห็นได้ชัด คือมีการทําแข้งเป็นสันนูนขึ Êนมา หรือเรียกว่า แข้งคม ในส่วนพุทธลักษณะ ทําพระพักตร์ สีÉเหลีÉยม พระเนตรเปิ ด และมองตรง พระโอษฐ์หนา ขอบพระโอษฐ์ซ้อนกันสองเส้น มีไรพระศก ขมวดพระเกศาขนาดเล็ก พระรัศมีเป็นเปลวสูง สังฆาฏิเป็นแผ่นขนาดใหญ่ยาวลงมาจรดพระนาภี ปลายเป็นริ Êวซ้อนทับกัน พระหัตถ์ขวาวางอยู่กึÉงกลางพระชงฆ์ นิ Êวพระหัตถ์ยาวไม่เสมอกัน และนิ Êว พระอังคุฐ (นิ Êวหัวแม่มือ) จะแยกห่างจากนิ Êวพระหัตถ์ทัÊงสีÉเล็กน้อย และประทับบนฐานบัวหงายมี เกสร รองรับด้วยฐานหน้ากระดานทีÉส่วนล่างโค้งเว้าแบ่งเป็น 3 ส่วน และมีลวดลายประดับ (ภาพทีÉ 39) สามารถเปรียบเทียบรูปแบบดังกล่าวกับพระพุทธรูปทีÉปรากฏหลักฐานว่าสร้างในสมัยพระ ภาพทีÉ 38 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดดอยแก้วอ.ฝาง จ.เชียงใหม่จารึก พ.ศ. 2025 ทีÉมา: Alexander B. Griswold, Dated Buddha images of Northern Siam (Switzerland: Artibus Asiae, 1967), Plate VII.


Click to View FlipBook Version