183 การวิเคราะห์จากจารึก จารึกฐานพระพุทธรูปองค์นี ÊระบุชืÉอผู้สร้าง “เจ้าศรีธัมมส…” ซึÉงเป็นชืÉอตามอักษรทีÉ อ่านได้ เมืÉอนําชืÉอดังกล่าวมาเทียบกับจารึก พบการใช้ชืÉอดังกล่าว เช่น “ศรีสัทธัมมมหาสังฆราช” พ.ศ. 2013138 “มหาศรีสัทธรรมคุณ” พ.ศ. 2041139 “สรีธรรมจักรวัติราชา” พ.ศ. 2042140 และ “มหาสัทธัมมะมงคล” พ.ศ.2057141 เป็ นต้น ซึÉงส่วนใหญ่จะเป็ นรายชืÉอของพระสงฆ์ รายชืÉอจึงไม่ สามารถเป็นตัวกําหนดอายุได้ เพราะพบว่ามีการใช้ชืÉอซํ Êา หรือคล้ายคลึงกันเสมอ การวิเคราะห์ทางรูปแบบ ในการวิเคราะห์ด้านรูปแบบ พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะ พระพักตร์ค่อนข้างกลม ขมวดพระเกศาขนาดเล็ก พระเนตรปรือมองเหลือบตํÉา พระนาสิกโด่งสัÊน พระโอษฐ์แย้ม พระ วรกายอวบอ้วน ชายสังฆาฏิเป็ นแผ่นยาวจรดพระนาภี ปลายลายเขี Êยวตะขาบ นิ Êวพระหัตถ์ทัÊงสีÉ 138ฮันส์เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 55-56. 139 ประเสริฐ ณ นคร, จารึกล้านนาภาคทีÉ 1 เล่ม 1 : จารึกจังหวัดเชียงราย น่าน พะเยา แพร่,9. 140 เทิม มีเต็ม, “ลพ. 33 จารึกวัดกลางพยาว,” ใน ประชุมจารึกเมืองพะเยา, 234- 239. 141ฮันส์เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 87. ภาพทีÉ 126 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดศรีดอนแก้ว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (ภาพจาก ศ.ดร. ศักดิ Í ชัย สายสิงห์)
184 ยาวเสมอกัน พระทับนัÉงบนฐานหน้ ากระดานเกลี Êยงสูง (ภาพทีÉ 126) ซึÉงเปรียบเทียบได้กับ พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดศรีดอนแก้ว พ.ศ. 2047 (ภาพทีÉ 127) พระพุทธรูปองค์นี Êจึงน่าจะมีอายุในราวกลางพุทธศตวรรษทีÉ 21 (พ.ศ. 2047 – 2064) เนืÉองจากพบพระพุทธรูปลักษณะทีÉคล้ายคลึงกันในช่วงเวลานี Êหลายองค์ในแถบเมืองฝาง และหลังจากนี ÊลักษณะพระพุทธรูปจะมีรายละเอียดเปลีÉยนแปลงไป เช่น การทําฐานซ้อนชัÊนยก สูงขึ Êน และมีส่วนมุมฐานสะบัดขึ Êน (ภาพทีÉ62) ในการกําหนดอายุจากชืÉอทีÉปรากฏบนจารึก โดยการเปรียบเทียบรายชืÉอในจารึก นัÊน ไม่สามารถใช้ในการกําหนดอายุได้ เนืÉองจากปรากฏการใช้ชืÉอซํ ÊาตัÊงแต่ต้นพุทธศตวรรษทีÉ 21 ถึงพุทธศตวรรษทีÉ 24 ดังนัÊนรายชืÉอจึงทําหน้าทีÉเพียงการบันทึก ไม่สามารถนํามาใช้ในการกําหนด อายุได้ การใช้ชืÉอทีÉปรากฏบนฐานพระพุทธรูปเพืÉอการกําหนดอายุนัÊน แสดงให้เห็นถึง ความคลาดเคลืÉอนในการวิเคราะห์ระยะเวลาการสร้างอย่างมาก เนืÉองจากชืÉอทีÉปรากฏในจารึก มี การใช้ซํ Êากันในทุกช่วงระยะเวลา โดยเฉพาะชืÉอพระสงฆ์ซึÉงถือว่าเป็ นผู้ขับเคลืÉอนหลักในการสร้าง พระพุทธรูป นับว่าเป็นชืÉอทีÉใช้ซํ Êากันมาก จึงทําให้การนําชืÉอมาเพืÉอการกําหนดอายุนัÊนไม่ประสบ ความสําเร็จเท่าทีÉควร แต่ถ้าหากใช้การวิเคราะห์ร่วมกับรูปแบบศิลปะ ก็จะทําให้ข้อสันนิษฐาน ระยะเวลาการสร้างพระพุทธรูปสมบูรณ์มากขึ Êน ภาพทีÉ 127 พระพุทธรูปปางมารวิชัย จารึก พ.ศ. 2047 วัดศรีดอนแก้ว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (ภาพจาก ศ.ดร. ศักดิ Í ชัย สายสิงห์)
185 4. พระพุทธรูปทีÉมีจารึกชืÉออดีตพุทธ และพระสาวก 4.1 การตัÊงชืÉอพระพุทธรูปตามชืÉอพระอดีตพุทธ ความเชืÉออดีตพุทธในล้านนาน่าจะมีมาแล้วตัÊงแต่การรับพระพุทธศาสนาจาก พม่า หลักฐานสําคัญในความเชืÉอดังกล่าว คือ จารึกบนพระพุทธบาทไม้ฝังมุก ในพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ เชียงใหม่ ซึÉงแต่เดิมพระบาทอยู่ทีÉวิหารลายคํา วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ สันนิษฐานจาก รูปแบบของตัวอักษรว่า น่าจะถูกสร้างขึ ÊนราวพุทธศตวรรษทีÉ21 ส่วนจารึกด้านหลังระบุจุลศักราช 1156 ซึÉงตรงกับ พ.ศ. 2337 กล่าวถึงการบูรณะพระพุทธบาทในภายหลัง142 พระอดีตพุทธในภัทรกัลป์ นี Ê มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ แล้ว 4 พระองค์คือ พระ พุทธกกุสันธะ พระพุทธโกนาคมน์พระพุทธกัสสปะ พระพุทธโคดม (องค์ปัจจุบัน) และพระพุทธ เมตไตรย จะมาตรัสรู้ในอนาคต โดยในจารึกมักจะพบคําอธิษฐานเกีÉยวกับอนาคตพุทธ คือ พระ พุทธเมตไตรย ซึÉงจากการเก็บข้อมูลจารึกฐานพระพุทธรูป และศิลาจารึก ไม่ปรากฏจารึกทีÉมีปี สร้าง และกล่าวถึงอดีตพุทธเลย พบเพียงจารึกบนพระพุทธบาทไม้ฝังมุก ซึÉงเป็นหลักฐานเดียวทีÉกล่าวถึง อดีตพุทธ ในการเก็บข้อมูลพบพระพุทธรูปทีÉมีจารึกกล่าวถึงชืÉอของอดีตพุทธ ซึÉงอาจ หมายถึงพระพุทธรูปทีÉเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าในอดีต จํานวน 2 องค์ ดังนี Ê พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ (ภาพทีÉ 128) ใช้ภาษาไทยถิÉนเหนือ ในส่วนอักษรใช้อักษรธรรมล้านนาในการจารึก มีการจารึกด้านหน้า ของส่วนฐานจํานวน 1 บรรทัด มีความว่า “พระ(พุทธ)เจ้าองค์นี Ê (คือพระ) กกุสันโธ แล” พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ (ภาพทีÉ 129) ใช้ภาษาไทยถิÉนเหนือ ในส่วนอักษรใช้อักษรธรรมล้านนาในการจารึก มีการจารึกด้านหน้า ของส่วนฐานจํานวน 1 บรรทัด มีความว่า “พระ(พุทธ)เจ้าองค์นี Ê (คือพระ) โกณาคมโน แล” การวิเคราะห์จากจารึก จากหลักฐานการตัÊงชืÉอพระพุทธรูปในล้านนา พบมาแล้วอย่างน้อยในรัชกาล พระเจ้าติโลกราช ทีÉกล่าวถึงการสร้างพระพุทธสิหิงค์ ในจารึกฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระ เจ้าเม็งราย พ.ศ. 2012 มีความว่า “...รูปพระสิหิงค์นี Êศรีสัทธรรมไตรโลกรัตนจุฬามหาสังฆรา ชา…….ให้หล่อไว้...” 143และปรากฏการตัÊงชืÉอพระพุทธรูปจากตํานานการสร้างพระพุทธรูปหลาย 142ฮันส์เพนธ์, "พระพุทธบาททีÉพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่," ศิลปากร 18, 5 (มกราคม 2518), 49-55. 143ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 57-58.
186 ฉบับ เช่น ตํานานพระแก้วมรกต144 ตํานานพระสิงห์พุทธปฏิมาเจ้า145และตํานานพระพุทธรูปแก่น จันทร์146 เป็นต้น โดยการตัÊงชืÉอนัÊนจะใช้ลักษณะของวัตถุ หรือลักษณะของพระพุทธรูปทีÉปรากฏ เด่นชัดมาใช้ในการตัÊงชืÉอ147ซึÉงน่าจะเป็นการตัÊงชืÉอทีÉเกิดขึ Êนภายหลังการสร้างพระพุทธรูปแล้ว แต่ การตัÊงชืÉอพระพุทธรูปเป็ นชืÉอตามพระอดีตพุทธไม่ปรากฏ จึงไม่สามารถกําหนดอายุการสร้างได้ แต่สันนิษฐานไว้เบื Êองต้นว่า การตัÊงชืÉอพระพุทธรูปปรากฏขึ ÊนตัÊงแต่สมัยพระเจ้าติโลกราช และพบ เรืÉอยมาจนถึงปัจจุบัน 144 สงวน โชติสุขรัตน์, ประชุมตํานานล้านนาไทย,383-398. 145 เรืÉองเดียวกัน, 399-408. 146 เรืÉองเดียวกัน, 417-428. 147อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, พระพุทธรูปในล้านนา (เชียงใหม่: โรงพิมพ์ตะวันเหนือ, 2554), 56-58. ภาพทีÉ 128 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่
187 การวิเคราะห์ทางรูปแบบ จากการวิเคราะห์รูปแบบ พระพุทธรูปทัÊงสององค์มีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกัน ทุกประการ แต่จะมีการแสดงปางเท่านัÊนทีÉแตกต่างกัน คือ แสดงปางมารวิชัย และปางสมาธิ โดย พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะ พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระเนตรเรียวเหลือบตํÉา พระโอษฐ์หนา แย้มเล็กน้อย มีไรพระศก ขมวดพระเกศาขนาดเล็ก ชายสังฆาฏิเป็ นแผ่นใหญ่ ยาวลงมาจรดพระ นาภี นิ Êวพระหัตถ์ทัÊงสีÉยาวเสมอกัน ประทับนัÉงบนฐานบัวปาละ รองรับด้วยฐานหน้ากระดานหก เหลีÉยมประดับด้วยลายดอกไม้ในกรอบสีÉเหลีÉยม และกรอบลายช่องกระจก (ภาพทีÉ 128,129) ซึÉง โดยรวมแล้วรูปแบบพระพุทธรูปมีความคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดปราสาท พ.ศ. 2133 (ภาพทีÉ 86) แต่ในส่วนฐานทีÉมีลายฉลุโปร่ง พบการรูปแบบดังกล่าวมาแล้วอย่างน้อยในสมัย พระเมืองแก้ว พ.ศ. 2053 (ภาพทีÉ 130) และพบความนิยมการทําลวดลายทีÉฐานในช่วงครึÉงหลัง พุทธศตวรรษทีÉ 21 โดยความนิยมหมดไป และพบอีกครัÊงในราวพุทธศตวรรษทีÉ 24 แต่เป็ นทําฐาน ในรูปแบบงานประติมากรรมตกแต่งทีÉแตกต่างออกไป (ภาพทีÉ 106) ดังนัÊนด้วยรูปแบบของ พระพุทธรูปและงานตกแต่ง พระพุทธรูปทัÊงสององค์จึงน่าจะมีอายุการสร้ างในราวปลายพุทธ ศตวรรษทีÉ 21 อนึÉงจากการเก็บข้อมูลครัÊงนี Ê พบพระพุทธรูปอีกองค์หนึÉงทีÉมีร่องรอยการจารึก แต่ลบเลือนจนไม่สามารถอ่านได้ โดยพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวมีรูปแบบทีÉคล้ายคลึงกับองค์ทีÉได้ วิเคราะห์ไว้แล้ว (ภาพทีÉ 131) จึงมีความเป็นไปได้ว่า อาจมีพระพุทธรูปอีกหนึÉงองค์ทีÉมีจารึกแต่ลบ เลือนไป ซึÉงจะครบจํานวนอดีตพุทธทัÊงสีÉพระองค์ แสดงให้เห็นถึงความเชืÉอในเรืÉองพระอดีตพุทธทีÉ ภาพทีÉ 129 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่
188 เกิดขึ Êนในล้านนา ซึÉงพยายามจะทําให้ความเชืÉอดังกล่าวเป็นรูปธรรม โดยการสร้างพระพุทธรูปให้ เป็นตัวแทนพระอดีตพุทธ ภาพทีÉ 130 พระพุทธรูปปางมารวิชัย สมบัติส่วนบุคคล จารึก พ.ศ. 2053 ทีÉมา: Alexander B. Griswold, Dated Buddha images of Northern Siam (Switzerland: Artibus Asiae, 1967), Plate XXXI. ภาพทีÉ 131 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่
189 4.2 พระพุทธรูปทีÉมีจารึกคําอธิษฐาน ขอเกิดเป็ นพระสาวกของพระพุทธเจ้า คําอธิษฐานทีÉพบในจารึกฐานพระพุทธรูป โดยทัÉวไปมักปรากฏคําอธิษฐานทีÉ เกีÉยวข้องกับความเชืÉอทางพระพุทธศาสนา เช่น การนิพพาน ขอเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย ขอ เป็นอัครสาวกของพระเมตไตรย ขออยู่บนสวรรค์ชัÊนฟ้ า และขอให้ศาสนาดํารงอยู่ถึง 5,000 ปี เป็ น ต้น ซึÉงจากการเก็บข้อมูลพบความนิยมการจารึกคําอธิษฐานขอให้ได้เป็ นพระอรหันต์ เหมือนดัÉง พระสาวกทัÊงสองคือ พระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร ซึÉงมีปรากฏการจารึกเกีÉยวกับพระสาวก ในช่วง พ.ศ. 2126 –2269 ตัวอย่างเช่น “...หื Êอ ได้เป็นอรหันตาเทอะ ดังมหาสารีบุตรมห (า)โมคคัล ลานะ ตนใดตนหนึÉงอย่าคลาดอย่าคลา” 148 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดชัยพระเกียรติÍ จ.เชียงใหม่ (ภาพทีÉ 132) ใช้ ภาษาไทยถิÉนเหนือ ในส่วนอักษรใช้อักษรธรรมล้านนาในการจารึก มีการจารึกด้านหน้าของส่วน ฐานจํานวน 2 บรรทัด มีความว่า “พระเจ้าตนนี Êข้าส...นสร้าง ..ะสาว.........ผู้หนึÉง.........เป็ นมหา โมคคัลลานเถรเจ้า....” การวิเคราะห์จากจารึก จารึกทีÉปรากฏบนฐานพระพุทธรูปลบเลือนไปบางส่วน ทําให้ไม่สามารถแปล ความในจารึกได้ทัÊงหมด แต่จากรูปประโยคในจารึก น่าจะกล่าวถึงผู้สร้างพระพุทธรูปองค์นี Ê และ อธิษฐานขอเป็นมหาโมคคัลลานเถรเจ้าซึÉงก็คือพระสาวกของพระพุทธเจ้า ดังนัÊนตามช่วงเวลาทีÉมี ความนิยมในการจารึกคําอธิษฐานขอเป็ นพระสาวก หรือขอให้เหมือนพระสาวก น่าจะเป็ น ช่วงเวลาในการสร้างพระพุทธรูปองค์นี Ê คือในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 22 –23 148 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดปราสาท จ.เชียงใหม่ พ.ศ. 2133 ดูใน ฮันส์ เพนธ์, คํา จารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 103.
190 การวิเคราะห์ทางรูปแบบ พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะ พระพักตร์รี พระขนงโก่ง พระเนตรเรียวเหลือบตํÉา พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์แย้ม เส้นพระโอษฐ์บนเป็ นหยักคลืÉน มีเส้นขีดเป็ นร่องในส่วนพระปราง ขมวดพระเกศาขนาดเล็ก มีไรพระศก พระวรกายค่อนข้างอวบอ้วน ชายสังฆาฏิเป็ นแผ่นยาวจรด พระนาภี นิ Êวพระหัตถ์ทัÊงสีÉยาวไม่เสมอกัน ประทับนัÉงบนฐานบัวปาละ มีเกสรบัว รองรับด้วยฐาน หกเหลีÉยมซ้อนชัÊน มีมุมฐานสะบัดขึ Êน (ภาพทีÉ 132) ซึÉงลักษณะดังกล่าวเปรียบเทียบได้กับ พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดรัตนาวาส อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ พ.ศ. 2065 (ภาพทีÉ 62) รูปแบบทีÉ คล้ายคลึงนี ÊรวมไปถึงลักษณะการทําลวดลายทีÉชายสังฆาฏิ ทีÉพบในพระพุทธรูปเมืองฝางทีÉนิยมใน พ.ศ. 2065 –2126 ดังนัÊนจึงตัÊงข้อสันนิษฐานในการกําหนดอายุจากรูปแบบศิลปะ ว่าพระพุทธรูป อาจสร้างขึ ÊนในราวปลายพุทธศตวรรษทีÉ 21 ถึงต้นพุทธศตวรรษทีÉ 22 จากการวิเคราะห์ทางด้านจารึก และรูปแบบอาจสรุปได้ว่าพระพุทธรูปสร้างขึ Êน ราวปลายพุทธศตวรรษทีÉ 21 ถึงต้นพุทธศตวรรษทีÉ 22และอาจสร้างภายใต้ฝี มืองานช่างเมืองฝาง ด้วย ในการกําหนดอายุจากความเชืÉอทางพระพุทธศาสนา เป็นการเลือกใช้วิธีวิเคราะห์ ทีÉมีความเป็ นไปได้น้อยมาก เนืÉองจากความเชืÉอทางศาสนามีการถ่ายถอดจากรุ่นสู่รุ่น และเป็ น ความเชืÉอทีÉได้รับการยอมรับ และเผยแพร่อย่างกว้างขวาง แต่จะเห็นว่าความเชืÉอทางศาสนา บางอย่างทีÉมีรายละเอียดปลีกย่อยอย่างเช่น ความเชืÉอเรืÉองอดีตพุทธเจ้า หรือความเชืÉอเรืÉองพระ สาวกของพระพุทธเจ้า เป็ นความเชืÉอหรือความนิยมในระยะเวลาหนึÉงเท่านัÊน ทําให้สามารถนํา ภาพทีÉ 132 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดชัยพระเกียรติ Íจ.เชียงใหม่
191 ความเชืÉอดังกล่าวมาใช้ในการกําหนดอายุทางจารึกได้ และเมืÉอนํามาตรวจสอบกับการกําหนด อายุจากรูปแบบ จะเห็นว่าสอดคล้องกัน ดังนัÊนถ้าเป็ นความเชืÉอเฉพาะ จึงน่าจะนํามาใช้ในการ กําหนดอายุได้ 5. พระพุทธรูปทีÉมีจารึก แต่ไม่สามารถแปลความได้ วัตถุประสงค์ของการจารึกส่วนใหญ่คือการประกาศการบุญเพืÉอให้เป็ นทีÉรับรู้ ดังนัÊนการจารึกมักจะเน้นการจารึกชืÉอ และคําอธิษฐานเป็ นสําคัญ เช่นเดียวกับการจารึกบนฐาน พระพุทธรูปทีÉจะพบการจารึกชืÉอ และคําอธิษฐาน หรือหลักธรรม ซึÉงก็เป็นการประกาศให้คนทัÉวไป ได้รับรู้ด้วย จากการเก็บข้อมูลพบพระพุทธรูปทีÉมีจารึก ทีÉอ่านจารึกได้ แต่ไม่สามารถแปลความ ได้ จํานวน 3 องค์ ซึÉงมีความแตกต่างจากวัตถุประสงค์ทัÉวไปในการจารึก จึงนํามาใช้ในการศึกษา ดังนี Ê พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดเมธังกราวาส จ.แพร่ (ภาพทีÉ 133) ใช้ตัวเลขธรรม ล้านนาในการจารึก มีการจารึกด้านหน้าของส่วนฐานจํานวน 1 บรรทัด มีความว่า “847010478: 309429...9” การวิเคราะห์จากจารึก โดยส่วนใหญ่การจารึกตัวเลขบนฐานพระพุทธรูปทีÉพบนัÊน จะเป็ นการจารึกเพืÉอ บอกปี สร้าง แต่ก็จะมีตัวอักษรกํากับด้วยว่า ตัวเลขนัÊนบอกเดือน ปี ในการสร้าง เช่น “...ปี ดับไส้ เดือน 7 ไทย(ว่า)เดือน 8 ออก (1) คํÉา วัน 6 ไทย(ว่าวัน) เต่าไจ้ ได้ฤกษ์ 2 ตัว ชืÉอ ภรณี...” 149 หรือ การใช้ตัวเลขจารึกในดวงชาตา ซึÉงเป็ นการเขียนตัวเลขภายในวงกลม นอกจากนี Êจะพบการใช้ ตัวเลขอีกประเภทหนึÉง คือ เพืÉอบอกนํ Êาหนัก ซึÉงส่วนใหญ่ตัวเลขจะอยู่ในหลักหมืÉน หรือหลักแสน และเป็นตัวเลขไม่มีเศษ เช่น “...สร้างรูปพระพุทธเป็นเจ้า ตนนี Ê (มีนํ Êาหนัก) 45,000 ทอง...” 150 149ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 11 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 3, 305-316. 150 เรืÉองเดียวกัน, 317-326.
192 การวิเคราะห์ทางรูปแบบ จากจารึกฐานพระพุทธรูปทีÉนํามาศึกษา ระบุเพียงตัวเลข “847010478 : 309429...9” ซึÉงไม่มีส่วนใดบอกความหมายของตัวเลขนัÊน และไม่ได้อยู่ในองค์ประกอบของตัวเลข ในดวงชาตา หรือไม่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นนํ Êาหนักของพระพุทธรูป จึงอาจสันนิษฐานเบื Êองต้น ว่า จารึกตัวเลขดังกล่าว น่าจะมีจุดประสงค์ทีÉแตกต่างไปจากการจารึกฐานพระพุทธรูปทีÉพบ ซึÉงไม่ สามารถตีความได้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 3 หลัก ในส่วนหน้าสุด “847” มีความเป็ นไปได้ว่า อาจเป็ น เลขปี จุลศักราช จึงตัÊงข้อสันนิษฐานไว้ว่า พระพุทธรูปอาจสร้างในปี พ.ศ. 2028 ในการศึกษาด้านรูปแบบศิลปะ พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะ พระพักตร์ค่อนข้างรี ขมวดพระเกศาขนาดกลาง พระขนงโก่ง พระเนตรหรีÉมองตํÉา พระนาสิกโด่งมีขนาดเล็ก พระโอษฐ์ แย้ม เส้นพระโอษฐ์เป็นเส้นตรง มีเส้นขีดเป็นร่องระหว่างปลายพระนาสิกทัÊงสองข้าง เชืÉอมต่อไปถึง มุมพระโอษฐ์ พระวรกายค่อนข้างอวบอ้วน ชายสังฆาฏิเป็นเส้นเล็กยาวลงมาจรดพระนาภี นิ Êวพระ หัตถ์ทัÊงสีÉเสมอกัน ประทับนัÉงบนฐานหน้ากระดานเกลี Êยง (ภาพทีÉ 133) โดยเมืÉอเปรียบเทียบกับ พระพุทธรูปทีÉมีจารึกในสมัยพระเจ้าติโลกราช ไม่มีความคล้ายคลึงในด้านรูปแบบ แต่เมืÉอนํามา เปรียบเทียบกับพระพุทธรูปทีÉมีจารึกในสมัยพระเมืองแก้ว วัดหลวง จ.แพร่ พ.ศ. 2057 (ภาพทีÉ 67) จะเห็นได้ว่ารูปแบบพระพักตร์มีความคล้ายคลึงกันมาก อาจตัÊงข้อสันนิษฐานเบื Êองต้นได้ว่า การ แสดงพระพักตร์เช่นนี Ê เป็นลักษณะเฉพาะทีÉเกิดขึ Êนในเมืองแพร่ ภาพทีÉ133 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดเมธังกราวาส อ.เมืองจ.แพร่ (ภาพจาก ศ.ดร. ศักดิ Í ชัย สายสิงห์)
193 อย่างไรก็ตามรูปแบบของพระพุทธรูปทีÉนําศึกษา น่าจะมีอายุเก่ากว่าพระพุทธรูป ปางมารวิชัย วัดหลวง พ.ศ. 2054 เนืÉองจากรายละเอียดของรูปแบบทีÉใกล้เคียงกับช่วงสมัยพระเจ้า ติโลกราช เช่น ขมวดพระเกศาขนาดปานกลาง ไม่มีไรพระศก และชายสังฆาฏิเป็ นเส้นเล็ก แต่ ลักษณะการแสดงนิ Êวพระหัตถ์ทัÊงสีÉเสมอกัน ก็แสดงให้เห็นว่า พระพุทธรูปองค์นี Êน่าจะสร้างขึ Êนใน ราวรัชกาลพระยอดเชียงราย ถึงกลางรัชกาลพระเมืองแก้ว (พ.ศ. 2031 –2054) ดังนัÊนตัวเลข “847” ทีÉใช้ในการศึกษาอายุการสร้างพระพุทธรูปองค์นี Êอาจจะไม่ใช่ ตัวเลขเพืÉอแสดงปี จุลศักราชทีÉสร้างพระพุทธรูป ซึÉงตัวเลขดังกล่าวยังคงต้องศึกษาต่อไป พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ (ภาพทีÉ 134) ใช้ ภาษาบาลี ในส่วนอักษรใช้อักษรธรรมล้านนาในการจารึก มีการจารึกด้านหน้าของส่วนฐาน จํานวน 1 บรรทัด มีความว่า “พฺยsฺชนรูเบาติ” พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ (ภาพทีÉ 135) ใช้ ภาษาบาลี ในส่วนอักษรใช้อักษรธรรมล้านนาในการจารึก มีการจารึกด้านหน้าของส่วนฐาน จํานวน 1 บรรทัด มีความว่า “พุทฺโธติ พฺยsฺชโน รูโป นาตตุทิ .... สกโตหิโส ญามกคา มกคาม กตฺ ตา ว มคฺคโฐ ว อมิยิโต” การวิเคราะห์จากจารึก ดังทีÉเสนอไปแล้วข้างต้นว่า พบการใช้ภาษาบาลีในการจารึกฐานพระพุทธรูปตัÊงแต่ ราวต้นพุทธศตวรรษทีÉ 21 –24 ซึÉงเน้นการจารึกในเรืÉองหลักธรรม คาถา และคําอธิษฐานในการ จารึก แต่จากการเก็บข้อมูลพบพระพุทธรูปทีÉมีการจารึกภาษาบาลี แต่ไม่สามารถแปลความ หรือ หาความหมายได้ และไม่ได้อยู่ในหลักธรรมข้อใด ซึÉงอาจจะเป็ นคาถาประเภทหนึÉงก็ได้ โดยพบ พระพุทธรูปทีÉจารึกภาษาบาลีข้อความเดียวกัน จํานวน 2 องค์ ดังนี Ê พระพุทธรูปทีÉมีจารึกทัÊงสององค์ มีข้อความในจารึกคล้ายคลึงกัน และไม่สามารถ แปลความได้ ดังนัÊนหากวิเคราะห์อายุการสร้างจากการใช้ภาษาบาลีในจารึกฐานพระพุทธรูป น่าจะมีอายุสร้างในราวต้นพุทธศตวรรษทีÉ 21 –24 อนึÉง การใช้ภาษาบาลีทีÉเป็นคาถาพบในราว พ.ศ. 2008 - 2116 การใช้ภาษาบาลี จารึกหลักธรรมพบในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 21และใช้ภาษาบาลีในคําอธิษฐานพบการใช้มาตลอด ดังนัÊนสิÉงทีÉจะสามารถกําหนดอายุจากจารึกให้แคบลงได้ จําเป็นต้องแปลความให้ได้เสียก่อน แล้ว จึงนํามาใช้ในการสันนิษฐานอายุการสร้าง ซึÉงจากการศึกษาเบื Êองต้น ความในจารึกทีÉปรากฏนัÊน ไม่ได้อยู่ในข้อหลักธรรม หรือเป็ นคําอธิษฐาน จึงอาจเป็ นไปได้ว่า ความในจารึกอาจเป็ นคาถา อย่างหนึÉงทีÉนิยมในขณะนัÊน แต่ก็ยังไม่พบหลักฐานเพิÉมเติม พบการจารึกในพระพุทธรูป 2 องค์นี Ê
194 เท่านัÊน จึงอาจทําให้อนุมานได้ว่า พระพุทธรูปทัÊงสององค์นี Ê จารึกภาษาบาลี ซึÉงเป็ นคาถา ทีÉยังไม่ สามารถแปลความได้ โดยอาจจะมีอายุในราวพุทธศตวรรษทีÉ 21 ถึงต้นพุทธศตวรรษทีÉ 22 ซึÉงเป็ น ช่วงทีÉมีความเจริญทางด้านภาษาบาลี โดยได้รับการสนับสนุนจากพระเจ้าติโลกราช และพระเมือง แก้ว ภาพทีÉ134 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ภาพทีÉ135 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่
195 การวิเคราะห์ทางรูปแบบ จากการวิเคราะห์รูปแบบพระพุทธรูป (ภาพทีÉ 134) มีพุทธลักษณะ พระพักตร์รีรูป ไข่ พระขนงโก่ง พระเนตรเรียวเหลือบตํÉา พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์หนา ขมวดพระเกศาขนาดกลาง มีไรพระศก พระวรกายอวบอ้วนเล็กน้อย ชายสังฆาฏิเป็นแผ่น ปลายเป็นลายเขี Êยวตะขาบ นิ Êวพระ หัตถ์ทัÊงสีÉยาวเสมอกัน ประทับบนฐานหน้ากระดานเกลี Êยง ซึÉงเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปในสมัย พระเมืองแก้ว พ.ศ. 2038(ภาพทีÉ 50) จึงอาจกําหนดได้ว่าพระพุทธรูปองค์นี Êอาจสร้างขึ Êนในราวต้น พุทธศตวรรษทีÉ 21 จากการวิเคราะห์พระพุทธรูปอีกองค์หนึÉง (ภาพทีÉ 135) ซึÉงส่วนพระเศียรต่อใหม่ ทําให้ไม่สามารถวิเคราะห์ในส่วนพระพักตร์ได้ แต่เมืÉอดูจากลักษณะพระวรกายทีÉอวบอ้วน ชาย สังฆาฏิสัÊนเหนือพระถัน ปลายทําลายเขี Êยวตะขาบ ชายผ้าหน้าพระเพลาแยกออกเป็ น 2 ชาย ซึÉง ลักษณะดังกล่าวพบได้ในพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรทุกช่วง แต่ในส่วนลักษณะพระนาภีเป็ นหลุม ลึก และลักษณะการทํานิ Êวพระหัตถ์ทัÊงสีÉยาวไม่เท่ากัน และพระดัชนี (นิ Êวชี Ê) กระดกขึ Êนมาเล็กน้อย ซึÉงเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปในสมัยพระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 2028 (ภาพทีÉ 28) จึงอาจกําหนด ได้ว่าพระพุทธรูปองค์นี Êอาจสร้างขึ Êนในราวต้นพุทธศตวรรษทีÉ 21 จากการศึกษาด้านจารึกและรูปแบบ มีการกําหนดอายุช่วงเวลาทีÉสอดคล้องกัน ในช่วงจึงอาจกําหนดได้ว่าพระพุทธรูปองค์นี Êอาจสร้างขึ Êนในราวต้นพุทธศตวรรษทีÉ 21ซึÉงตรงกับ รัชกาลพระเจ้าติโลกราช ถึงต้นรัชกาลพระเมืองแก้ว ซึÉงทัÊงสองสมัยมีได้รับการสนับสนุนใน การศึกษาหลักธรรม และภาษาบาลีจากกษัตริย์เป็นอย่างมาก จึงอาจมีความเป็ นไปได้ว่า พระพุทธรูปทัÊงสององค์ถูกสร้าง และจารึกคาถาดังกล่าวในระยะนี Ê การใช้วิธีกําหนดอายุจากจารึกทีÉไม่สามารถแปลความได้ จําเป็ นต้นใช้ข้อมูลทีÉได้ บางส่วนมาใช้ในการคาดเดาความเป็ นไปได้ และนํามาวิเคราะห์ เพืÉอหาความเป็ นไปได้ให้มาก ทีÉสุด ซึÉงผลการวิเคราะห์ทีÉได้นัÊน อาจมีความคลาดเคลืÉอนได้สูง แต่อย่างไรก็ตาม หากใช้การ วิเคราะห์ร่วมกับรูปแบบก็จะทําให้การกําหนดอายุนี Ê มีความสมบูรณ์มากขึ Êนด้วย 6. พระพุทธรูปทีÉจารึกลบเลือน การจารึกบนฐานพระพุทธรูปซึÉงเป็ นการทําคราวเดียวกับการหล่อพระพุทธรูปนัÊน ตัวอักษรทีÉจารึกจะมีความชัดเจนหรือไม่ ปัจจัยจะขึ Êนอยู่กับฝี มือ และเทคนิคของช่างทีÉสร้ าง พระพุทธรูป และเมืÉอระยะเวลาผ่านไปตัวอักษรนัÊนย่อมลบเลือน แต่ก็จะสามารถรับรู้จากร่องรอย บนฐานว่าเคยได้รับการจารึกมาก่อน บางกรณีอาจจะอ่านได้บางส่วน หรือสามารถอ่าน หรือแปล ความได้ ซึÉงพบจารึกลักษณะนี Êจากการเก็บข้อมูลจํานวน 5 องค์ โดยการวิเคราะห์เพืÉอกําหนดอายุ
196 อาจใช้บางประโยคทีÉอ่านได้ในการวิเคราะห์ทางด้านจารึก หรืออาจจะใช้การกําหนดอายุจาก รูปแบบศิลปะเท่านัÊน 6.1 ช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 21 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดทรายแดง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (ภาพทีÉ 136)จารึกทีÉฐานพระพุทธรูปองค์นี ÊลบเลือนทัÊงหมด โดยมีร่องรอยการจารึกบนฐานทัÊงหมด 6 ด้าน ด้านละ 8 บรรทัด และใช้อักษรธรรมล้านนาในการจารึก ดังนัÊนจึงไม่สามารถกําหนดอายุจากจารึก ได้ การวิเคราะห์ทางรูปแบบ พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะ พระพักตร์รี พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่ง พระเนตร เรียวเหลือบตํÉา พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อย พระโอษฐ์ล่างหนา ขมวดพระเกศาขนาดเล็ก มีไรพระศก พระวรกายบอบบาง บ่าใหญ่ เอวเล็ก ชายสังฆาฏิยาวเป็ นแผ่นใหญ่ยาวลงมาจรดพระนาภี ชาย เป็ นลายเขี Êยวตะขาบ นิ Êวพระหัตถ์ทัÊงสีÉยาวเสมอกัน ประทับนัÉงบนฐานหน้ากระดานหกเหลีÉยม (ภาพทีÉ 136) ซึÉงเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูป วัดศรีเวียง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ พ.ศ. 2083 (ภาพ ทีÉ 137) แต่ลักษณะการทําชายสังฆาฏิเป็นลายเขี Êยวตะขาบรูปแบบนี Ê พบในเมืองฝางราวต้นพุทธ ศตวรรษทีÉ 21 (พ.ศ. 2024) จนถึงกลางพุทธศตวรรษทีÉ 21 (พ.ศ. 2051) เท่านัÊน เพราะหลังจากนี Ê จะมีการทําลวดลายบนชายสังฆาฏิแทน ดังนัÊน จึงกําหนดอายุได้ว่า พระพุทธรูปองค์นี Êสร้างในราว พุทธศตวรรษทีÉ 21 ภาพทีÉ136 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดทรายแดงอ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
197 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดธัมมิกาวาส อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (ภาพทีÉ 138) จารึกทีÉฐานพระพุทธรูปองค์นี ÊลบเลือนทัÊงหมด โดยมีร่องรอยการจารึกบนฐานด้านหน้า จํานวน 2 บรรทัด ดังนัÊนจึงไม่สามารถกําหนดอายุจากจารึกได้ ภาพทีÉ137 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดศรีเวียงอ.แม่อาย จ.เชียงใหม่จารึก พ.ศ. 2083 ภาพทีÉ138 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดธัมมิกาวาส อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
198 การวิเคราะห์ทางรูปแบบ พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะ พระพักตร์รี พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่ง พระเนตร เรียวเหลือบตํÉา พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อย พระโอษฐ์ล่างหนา ขมวดพระเกศาขนาดเล็ก มีไรพระศก พระวรกายบอบบาง บ่าใหญ่ เอวเล็ก ชายสังฆาฏิยาวเป็ นแผ่นใหญ่ยาวลงมาจรดพระนาภี ชาย เป็นลายเขี Êยวตะขาบ นิ Êวพระหัตถ์ทัÊงสีÉยาวเสมอไม่กัน ประทับนัÉงบนฐานหน้ากระดานหกเหลีÉยม (ภาพทีÉ 138) ซึÉงเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูป ซึÉงเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูป วัดธัมมิกาวาส อ. แม่อาย จ.เชียงใหม่ พ.ศ. 2034 (ภาพทีÉ 139) ซึÉงเป็ นพระพุทธรูปทีÉประดิษฐานอยู่ในวัดเดียวกัน ดังนัÊนอาจกําหนดอายุได้ว่าพระพุทธรูปองค์นี Êสร้างในราวพุทธศตวรรษทีÉ 21 พระพุทธรูปประทับยืน ปางเปิ ดโลก วัดพระบาทอุดม อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ (ภาพทีÉ 140) พบร่องรอยการจารึกบนฐานบัว จํานวน 4 บรรทัด โดยใช้ภาษาไทยถิÉน เหนือ และอักษรธรรมล้านนาในการจารึก ซึÉงจารึกลบเลือนมาก สามารถอ่านได้เพียงบางคํา เท่านัÊน ไม่สามารถตีความจารึกได้มีความว่า “………กระ....เมืองถ.นสาม………….………เกิด.. ไท..ได้ ล......เป็ นพระยา….………….(ลบเลือน)…………………. ……………….แลพระ ยา………………………….บ่จําไว้……………..” ภาพทีÉ139 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดธัมมิกาวาส อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่จารึก พ.ศ.2034
199 การวิเคราะห์ทางรูปแบบ พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะ พระพักตร์รี พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่ง พระเนตร เรียวเหลือบตํÉา พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อย ขมวดพระเกศาขนาดเล็ก มีไรพระศก พระวรกายบอบบาง ชายสังฆาฏิยาวลงมาจรดพระนาภี ชายทําลายเขี Êยวตะขาบ ขอบสบงหยักโค้ง มีชายผ้าทับซ้อนจับ จีบกันหน้าพระเพลา ประทับยืนบนฐานบัว รองรับด้วยฐานแปดเหลีÉยมซ้อนชัÊน (ภาพทีÉ 140) ลักษณะดังกล่าวเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปประทับยืน วัดเจดีย์งามงาม อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พ.ศ. 2318 (ภาพทีÉ 109) แต่ข้อสังเกตเรืÉองการทําชายสังฆาฏิเป็ นลายเขี Êยวตะขาบ ซึÉงมีลักษณะ คล้ายคลึงกับชายสังฆาฏิพระพุทธรูปในเมืองเชียงใหม่ (ภาพทีÉ 49) ทีÉจะทําลักษณะคล้ายผ้า ซ้อนทับกัน โดยรูปแบบดังกล่าวปรากฏในช่วงต้นพุทธศตวรรษทีÉ 21 ถึงกลางพุทธศตวรรษทีÉ 21 เท่านัÊน และรูปแบบชายสังฆาฏินี Ê ก็ยังสอดคล้องกับการเปลีÉยนแปลงรูปแบบสังฆาฏิในเมืองฝาง จึงอาจกําหนดอายุได้ว่า พระพุทธรูปองค์นี Êสร้างขึ Êนในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 21 และอาจเป็ นต้นแบบ ให้กับพระพุทธรูปประทับยืนในเมืองฝางด้วย 6.2 ช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 22 พระพุทธรูปประทับยืน ปางอุ้มบาตร วัดท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (ภาพทีÉ 141) พบร่องรอยการจารึกบนฐานบัว จํานวน 4 บรรทัด โดยใช้ภาษาไทยถิÉนเหนือ และ อักษรธรรมล้านนาในการจารึก มีความว่า “พ่อหมู่ฅําผาเมเป็ นเ.าสา.พระเจ้าตนนี Êแล.......ได้ 4 บาท... 1เป็ง...ได้ 22............5.พเดียว 5...................กับนายสามขย...ายได้ขึ Êน.....1..” ภาพทีÉ140 พระพุทธรูปประทับยืน ปางเปิ ดโลก วัดพระบาทอุดม อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
200 จารึกทีÉฐานพระพุทธรูปองค์นี Êลบเลือนบางส่วน แต่ไม่สามารถแปลความได้ แต่ คงจะเป็นการกล่าวชืÉอผู้สร้าง และทรัพย์สินทีÉใช้ในการสร้างพระพุทธรูปองค์นี Ê ดังนัÊนจึงไม่สามารถ กําหนดอายุจากจารึกได้ การวิเคราะห์ทางรูปแบบ พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะ พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระขนงโก่ง พระนาสิก โด่ง พระเนตรเรียวเหลือบตํÉา พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อย ขมวดพระเกศาขนาดเล็ก มีไรพระศก พระ อวบอ้วนเล็กน้อย สวมจีวรห่มคลุม ชายจีวรข้างลําตัวไม่มีลวดลาย (ภาพทีÉ 141) โดยรูปแบบ สามารถเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปประทับยืน ปางอุ้มบาตร วัดทรายแดง อ.แม่อาย จ. เชียงใหม่ พ.ศ. 2116 (ภาพทีÉ 94) ซึÉงลักษณะดังกล่าวนี Êพบมากในราวต้นพุทธศตวรรษทีÉ 22 ดังนัÊน อาจสันนิษฐานช่วงเวลาการสร้างพระพุทธรูปองค์นี Êได้ว่า อยู่ในราวต้นพุทธศตวรรษทีÉ 22 6.3 ช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 24 พระพุทธรูปปางมารวิชัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (ภาพทีÉ 142) ใช้ภาษาไทยถิÉนเหนือ และอักษรธรรมล้านนาในการจารึก โดยพบร่องรอยการจารึกในส่วน ฐานประมาณ 4 บรรทัด และสามารถอ่านได้เพียงบางส่วน มีความว่า “..ศักราช.......(บรรทัดอืÉนลบ เลือน)........” ภาพทีÉ141 พระพุทธรูปประทับยืนปางอุ้มบาตร วัดท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
201 การวิเคราะห์ทางรูปแบบ พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะ พระพักตร์กลม พระรัศมีเป็ นดอกบัวตูม ขมวด พระเกศาขนาดเล็ก มีไรพระศก ชายสังฆาฏิสัÊนเหนือพระถันปลายเป็นรูปเขี Êยวตะขาบ นิ Êวพระหัตถ์ ทัÊงสีÉยาวไม่เสมอกัน ประทับอยู่บนฐานบัวควํÉาบัวหงายมีลายกลีบบัว เกสรบัว มีฐานเขียงหก เหลีÉยมรองรับ (ภาพทีÉ 142) จากรูปแบบสามารถเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปปางมารวิชัย วัด เบญจมบพิตรฯ กรุงเทพฯ (ภาพทีÉ 105) โดยรูปแบบทีÉพบน่าจะเป็ นวิวัฒนาการทีÉเกิดขึ Êนใกล้เคียง กัน คือ การทําชายผ้าหน้าพระเพลาเป็น 3 แถบ ซึÉงไม่พบในพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรในยุคก่อน หน้าเลย จึงอาจสันนิษฐานการสร้างพระพุทธรูปองค์นี Êว่า อยู่ในราวพุทธศตวรรษทีÉ 24 การกําหนดอายุดังกล่าว สอดคล้องกับจํานวนการสร้างพระพุทธรูปขัดสมาธิ เพชรในแต่ละช่วงทีÉมีความนิยมอย่างมากในช่วงรัชกาลพระเจ้าติโลกราช และค่อยๆลดความนิยม ไป ดังนัÊนรูปแบบพระพุทธรูปในระยะหลังจึงมีความแข็งกระด้าง ไม่งดงามเท่าในระยะแรก โดยการ สร้างพระพุทธรูปในระยะหลังหลังนี Êน่าจะเป็ นช่วงหลังจากการขับไล่พม่า และเข้ามาฟื Êนฟูเมือง เชียงใหม่ ในราวสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึÉงการสร้างพระพุทธรูปในระยะนี Êนับเป็นพัฒนาการ และ การรื Êอฟื Êนศิลปกรรมทางศาสนาในเมืองเชียงใหม่ด้วย อนึÉงเป็ นทีÉน่าสังเกตว่า ระยะสุดท้ายของล้านนาหลังจากขับไล่พม่าออกไป จากเชียงใหม่แล้ว ตามหัวเมืองต่างๆ ได้แยกตัวออกเป็นอิสระไม่ขึ Êนตรงกับเมืองเชียงใหม่อีก ทําให้ มีการสร้างงานพระพุทธรูปในระยะนี Ê โดยการสนับสนุนจากผู้ครองเมือง ซึÉงรูปแบบพระพุทธรูปทีÉ ภาพทีÉ142 พระพุทธรูปปางมารวิชัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (ภาพจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)
202 เกิดขึ Êนจึงเป็ นการเลือกสรรจากผู้สร้าง หรือช่าง ทําให้พระพุทธรูประยะนี Êมีความเป็ นเอกลักษณ์ เฉพาะท้องถิÉน หรืออาจจะใช้วิธีการเลือกรูปแบบทีÉเคยปรากฏมาลอกเลียนแบบ การกําหนดอายุพระพุทธรูปทีÉมีจารึก แต่ไม่สามารถอ่าน หรือแปลความได้ จําเป็นต้องใช้การวิธีวิเคราะห์ และเปรียบเทียบรูปแบบศิลปะ โดยทัÉวไปแล้วการศึกษาศิลปะจะใช้ วิธีข้างต้นในการกําหนดอายุ กับศิลปวัตถุทีÉไม่มีทีÉมาในการสร้าง ซึÉงผลการกําหนดอายุทีÉได้จะเป็ น การระบุช่วงเวลาทีÉมีการสร้างอย่างกว้างๆ หรือในช่วงเวลาใดเวลาหนึÉงเท่านัÊน การกําหนดอายุโดยใช้แบบแผนจารึกทีÉปรากฏบนฐานพระพุทธรูป สามารถ นํามาใช้ในการกําหนดอายุได้ในบางกรณี ดังทีÉได้ทําการตรวจสอบไปแล้วข้างต้น คือ พระพุทธรูปทีÉ จารึกเพียงปี ศก และปี นักษัตร พระพุทธรูปทีÉมีจารึกคาถาปฐมัง พระพุทธรูปทีÉจารึกชืÉอผู้สร้าง (ใน กรณีทีÉสามารถตรวจสอบชืÉอได้) และพระพุทธรูปทีÉจารึกเกีÉยวกับความเชืÉอ เช่น ชืÉออดีตพุทธ หรือ การใช้คําบาลี เป็ นต้น ซึÉงผลการกําหนดอายุทีÉได้จากแบบแผนจารึกนัÊน เมืÉอนํามาตรวจสอบ ร่วมกับการวิเคราะห์อายุทางรูปแบบศิลปะ ได้ผลว่า มีการกําหนดอายุทีÉมีความใกล้เคียงกันมาก โดยบางครัÊงการกําหนดอายุจากแบบแผนจารึกทําให้การวิเคราะห์ทางรูปแบบศิลปะแคบลง หรือ การกําหนดอายุจากแบบแผนจารึกนัÊนเป็นหลักฐานสนับสนุนการกําหนดอายุจากรูปแบบศิลปะได้ ในการกําหนดอายุจากแบบแผนจารึกยังคงต้องใช้ตัวอย่างข้อมูลเพิÉมขึ Êน เพืÉอ หาความชัดเจนต่อไป ทัÊงนี Êการกําหนดอายุจากแบบแผนจารึกยังต้องวิเคราะห์ควบคู่ไปกับรูปแบบ ศิลปะ เพราะการกําหนดอายุจากแบบแผนจะทําได้ในบางกรณี และยังเป็ นการกําหนดอายุทีÉไม่ สามารถหาปี การสร้างได้ด้วยตัวเอง ต้องใช้การวิเคราะห์จากส่วนอืÉนประกอบจึงจะได้ระยะเวลาทีÉ ชัดเจน อย่างไรก็ตามวิธีการกําหนดอายุจากแบบแผนจารึก และรูปแบบศิลปะ จะไม่ สามารถตรวจสอบได้ในกรณีจารึกบนฐานพระพุทธรูปลบเลือน หรือไม่สามารถแปลความในจารึก ได้ ซึÉงต้องใช้การวิเคราะห์ทางรูปแบบศิลปะเป็นหลักในการกําหนดอายุ
203 สรุปการเปลีÉยนแปลงทางทีÉเกิดขึÊนในจารึกบนฐานพระพุทธรูป จากการจัดกลุ่มพระพุทธรูปทีÉมีจารึกแบ่งออกเป็ น 4 ระยะ จะเห็นว่าในแต่ละช่วงมี การเปลีÉยนแปลงทัÊงทางด้านแบบแผนการจารึก และรูปแบบศิลปะ ซึÉงการเปลีÉยนแปลงดังกล่าวนี Ê เอง นําไปสู่การใช้แบบแผนจารึก และรูปแบบศิลปะ มาเป็นเกณฑ์ในการกําหนดอายุพระพุทธรูปทีÉ มีจารึก แต่ไม่ระบุปี สร้าง หรือจารึกลบเลือน ระยะแรกทีÉพบพระพุทธรูปทีÉมีจารึกทีÉฐานในช่วงต้นพุทธศตวรรษทีÉ 21 รูปแบบ พระพุทธรูปสืบต่อมาจากสมัยก่อนหน้า ในส่วนเนื ÊอหาในจารึกฐานพระพุทธรูปมีแบบแผนทีÉ คล้ายคลึงกับศิลาจารึกทีÉพบทัÉวไป แต่ได้ลดทอนเนื Êอหาบางส่วน ทําให้ทัÊงแบบแผนจารึก และ รูปแบบศิลปะในระยะนี Êได้ส่งไปยังเมืองอืÉนๆ ต่อมาในรัชกาลพระยอดเชียงราย เริÉมเห็นการ เปลีÉยนแปลงทางรูปแบบ และแบบแผนจารึกเล็กน้อย แต่เมืÉอถึงรัชกาลพระเมืองแก้ว ทัÊงแบบแผน จารึก และรูปแบบศิลปะเปลีÉยนไปอย่างเห็นได้ชัด และได้กระจายการเปลีÉยนแปลงไปยังเมืองต่างๆ ซึÉงในระยะนี ÊเองทีÉเป็นต้นแบบให้กับการสร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึกในเมืองต่างๆด้วย ต่อมาในช่วง ปลายพุทธศตวรรษทีÉ 21 การเปลีÉยนแปลงในทุกด้านเป็นไปอย่างช้าๆ จนหมดระยะนี Ê ในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 22 รูปแบบศิลปะในเมืองเชียงใหม่พัฒนาอย่างช้าๆ และหมด ไปในปลายพุทธศตวรรษทีÉ 22 ในส่วนรูปแบบศิลปะนอกเมือง แสดงลักษณะเฉพาะท้องถิÉนให้เห็น มากขึ Êน แต่ยังคงมีเค้าโครงรูปแบบทีÉมาจากเมืองเชียงใหม่ ในส่วนแบบแผนจารึกยังคงสืบต่อมา จากรัชกาลพระเมืองแก้ว แต่ก็พบว่ามีแบบแผนใหม่ๆเกิดขึ Êน โดยใช้ผสมผสานร่วมกันไป เช่น การ จารึกทีÉมีความสัÊน และกระชับ เป็นต้น ในพุทธศตวรรษทีÉ 23 รูปแบบศิลปะแสดงความเป็ นท้องถิÉน อย่างมาก แบบแผนการจารึกเปลีÉยนไปอย่างเห็นได้ชัด เช่น การจารึกทีÉมีความยาว และใส่ รายละเอียดมากๆ เน้นการจารึกคําอธิษฐาน เป็นต้น ในระยะสุดท้ายของช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 24 เป็นช่วงทีÉรูปแบบศิลปะย้อนกลับมาสู่การ ลอกเลียนแบบในยุครุ่งเรือง และตกแต่งรูปแบบศิลปะท้องถิÉนมีความงดงามมากขึ Êน เช่น การสร้าง พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร และการตกแต่งฐานพระพุทธรูปด้วยงานประติมากรรม เป็ นต้น ซึÉงใน ส่วนแบบแผนจารึกก็ปรับเปลีÉยนให้คล้ายคลึงกับระยะรุ่งเรือง เช่น การจารึกให้มีความยาวและใส่ รายละเอียด โดยเน้นคําอธิษฐาน เป็นต้น จากข้อมูลดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า การเปลีÉยนแปลงทางด้านรูปแบบศิลปะ และแบบ แผนจารึกนัÊน มีการเปลีÉยนแปลงทีÉมีความสอดคล้องกันไปตามการช่วงเวลา โดยมีปัจจัยหลักจาก การเมืองทีÉเกิดขึ Êน ซึÉงมีผลต่อพัฒนาการทางด้านศิลปะ และรูปแบบจารึกนัÊนเปลีÉยนแปลงไปด้วย
204 บททีÉ 4 การวิเคราะห์จารึกบนฐานพระพุทธรูป จากการศึกษาแบบแผนจารึกทีÉปรากฏบนฐานพระพุทธรูป ซึÉงประกอบด้วยการจารึกปี สร้าง นามผู้สร้างและคําอธิษฐาน พบว่ามีลักษณะเดียวกันกับศิลาจารึกล้านนาทีÉมีอยู่ทัÉวไป โดย เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ซึÉงทําหน้าทีÉบันทึกเรืÉองราวทีÉเกิดขึ Êนในช่วงเวลานัÊนๆ เพียงแต่จารึก ทีÉฐานพระพุทธรูปจะมีความเฉพาะเจาะจงในเรืÉองศาสนา เนืÉองจากเป็นการจารึกบนศาสนวัตถุอัน สําคัญ นอกจากเรืÉองพุทธศาสนาแล้ว สิÉงสําคัญอีกประการคือการระบุปีสร้างเอาไว้ค่อนข้างชัดเจน ซึÉงประเด็นนี ÊเองทีÉนักวิชาการนํามาใช้ ในการประกอบการกําหนดอายุทางศิลปกรรมของ พระพุทธรูป อย่างไรก็ตาม นอกจากเรืÉองการกําหนดอายุพระพุทธรูปแล้ว ยังสามารถนําเนื Êอหา ของจารึกและรูปแบบทางศิลปกรรมมาวิเคราะห์เพืÉอให้เห็นถึงบริบทต่างๆทีÉสามารถสะท้อนสังคม วัฒนธรรมความเชืÉอ ศาสนา และประวัติศาสตร์ได้ โดยจะแบ่งออกเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี Ê ภาพสะท้อนสภาพสังคมและวัฒนธรรมของชาวล้านนา ในการวิเคราะห์เนื Êอหาจารึกบนฐานพระพุทธรูป ทําให้เห็นปัจจัยหลักทีÉเกีÉยวข้องกับ กระบวนการ และขัÊนตอนการสร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึก ซึÉงเป็นสิÉงเชืÉอมต่อสังคม และวัฒนธรรมใน ล้านนา ให้มีการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างสังคมระดับเมือง และระดับชุมชน ก่อให้เกิดการรับรู้ ยอมรับ และนําไปปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน จนเกิดเป็นแบบแผนทีÉเป็นเอกลักษณะเฉพาะกลุ่ม ปัจจัยทีÉเอื Êออํานวยในการส่งต่อทางวัฒนธรรม และการติดต่อสัมพันธ์ในกลุ่มเมือง ล้านนาทีÉปรากฏในจารึกบนฐานพระพุทธรูป คือ ประการแรก ผู้ให้สร้าง ซึÉงเป็ นผู้ทีÉทําให้เกิดการ สร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึก และเป็นผู้เลือกสรรคําในการจารึกลงไป ประการต่อมาคือกลุ่มช่างเป็น ผู้รับผิดชอบการหล่อสร้างพระพุทธรูป ซึÉงเป็นกลุ่มคนสําคัญทางด้านงานทีÉทําให้เกิดงานศิลปกรรม จากการรับ และการส่งรูปแบบ จนเกิดเป็ นลักษณะทางสกุลช่างต่างๆ ขึ Êนมา ประการสุดท้าย ภาษาและตัวอักษร ทีÉใช้ภายในอาณาจักร ทําหน้าทีÉเป็ นสืÉอในการรับรู้ร่วมกันของคนในสังคม และยังเป็นสิÉงเชืÉอมต่อทางวัฒนธรรมให้สืบเนืÉองจนถึงปัจจุบัน
205 1. ผู้ให้สร้างพระพุทธรูป รายชืÉอส่วนใหญ่ทีÉปรากฏในการสร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึก มักอยู่ในกลุ่มผู้นําของ ชุมชน เช่น เจ้าเมือง ขุนนาง และพระสงฆ์ซึÉงกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็ นผู้ทีÉมีบทบาทสําคัญในการ หล่อสร้างพระพุทธรูปให้เกิดขึ Êน ซึÉงการสร้างพระพุทธรูปนัÊนอาจเป็ นการสร้างแบบเดียว หรือแบบ กลุ่ม แต่ก็จะพบว่ากลุ่มดังกล่าวเป็ นผู้นําหรือผู้ริเริÉมในการสร้างพระพุทธรูป ซึÉงกลุ่มผู้นํานี ÊเองทีÉ น่าจะมีบทบาทสําคัญในการเลือกสรรคําในการจารึกลงบนฐานพระพุทธรูป โดยพบว่าความ เปลีÉยนแปลงทีÉเกิดขึ Êนในเนื Êอหาการจารึก หรือแบบแผนในการจารึกบนฐานพระพุทธรูปนัÊน มีการ กระจายความนิยมจากศูนย์กลางไปยังเมืองต่างๆ อย่างเช่น ในระยะแรกพบการใช้ภาษาบาลีในการจารึกบนฐานพระพุทธรูป โดยใน เนื Êอความจารึกจะใช้ภาษาบาลี คือ คาถาปฐมัง ซึÉงถือว่าเป็นการใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ในการจารึก (กล่าวไปแล้วในบททีÉ 3) ในการจารึกคาถาปฐมัง พบความนิยมอย่างมากในช่วงต้น พุทธศตวรรษทีÉ 21 ถึงต้นพุทธศตวรรษทีÉ 22 โดยในระยะแรกกลุ่มผู้สร้างนัÊนจะอยู่ในกลุ่มพระสงฆ์ ต่อมาพบการใช้ของกลุ่มเจ้าเมือง และขุนนาง ซึÉงในการเลือกคําบาลีมาใช้ในการจารึก ผู้ทีÉมีความ ชํานาญในภาษาบาลีคือกลุ่มพระสงฆ์ ซึÉงเป็นผู้มีความรู้ทางพระพุทธศาสนามากทีÉสุด ได้เลือกสรร เนื Êอหาในการจารึกบนฐานพระพุทธรูป โดยเมืÉอมีผู้ต้องการสร้างพระพุทธรูป อาจจะเลือกใช้คํา จารึกในภาษาบาลีทีÉเคยปรากฏมาแล้วก่อนหน้า มาใช้ในการจารึกบนฐานพระพุทธรูปทีÉตนให้ สร้าง ซึÉงความนิยมดังกล่าวได้กระจายไปตามความนิยมของเนื ÊอหาจารึกทีÉผู้ให้สร้างเลือกสรร ดังนัÊนลักษณะการกระจายความนิยมในเนื Êอหา จะสามารถบอกถึงการปฏิสัมพันธ์กันได้ระหว่าง กลุ่มพระสงฆ์ และผู้ให้สร้าง ซึÉงอาจอยู่ในระดับชุมชน หรือระดับเมือง โดยเป็ นการติดต่อกันผ่าน กลุ่มความนิยมในเนื Êอหาจารึก ในการเลือกสรรคําจารึกของกลุ่มผู้ทีÉให้หล่อสร้างนี Êจะเป็ นตัวกําหนดแบบแผนใน จารึก และความยาวของจารึกด้วย ซึÉงจะมีความแตกต่างกันตามแต่ช่วงเวลา แต่มีข้อน่าสังเกตใน ส่วนการเปลีÉยนแบบแผนจารึกจากเมืองศูนย์กลางมีทิศทางไปในแบบใด เมืองอืÉนๆ ภายใน อาณาจักรก็จะปรับเปลีÉยนไปในทิศทางเดียวกันด้วย ซึÉงส่วนใหญ่น่าจะขึ Êนอยู่กับกลุ่มพระสงฆ์ เพราะเป็ นศูนย์กลางทางการศาสนา และการศึกษา และยังเป็ นกลุ่มทีÉมีบทบาทสําคัญในการ เผยแพร่พระพุทธศาสนาไปยังเมืองต่างๆโดยนอกจากหลักธรรมคําสอนแล้ว อาจนําแบบแผนการ จารึกบนฐานพระพุทธรูปไปเผยแพร่ด้วย นอกจากนี Êการติดต่อสืÉอสารในระดับผู้นําชุมชน หรือเมือง อาจไม่ได้จํากัดอยู่แค่เรืÉองการเมืองการปกครองทัÉวไปเท่านัÊน แต่รวมไปถึงการบุญ การศาสนา หรือ การสร้างศิลปกรรมด้วย
206 2. กลุ่มช่าง ช่างผู้สร้างพระพุทธรูป เป็นผู้ทีÉรับสนองความต้องการของผู้ให้สร้าง โดยช่างอาจมี หน้าทีÉออกแบบ หรือเสนอรูปแบบให้ผู้สร้างเลือกเพืÉอใช้ในการหล่อสร้างพระพุทธรูป ซึÉงรูปแบบนี Ê อาจเป็นงานทีÉออกแบบตามแนวทางพื ÊนฐานพระพุทธรูปทีÉปรากฏมาแล้วก่อนหน้า หรือเป็นรูปแบบ ใหม่ทีÉเกิดขึ Êนจากการพัฒนาของช่างเอง ซึÉงแสดงให้เห็นถึงการรับ และส่งรูปแบบงานศิลปกรรม ทีÉ มีความสัมพันธ์กันระหว่างกลุ่มช่างในระดับชุมชน และระดับเมือง การหล่อพระพุทธรูปทีÉมีจารึก ย่อมต้องอาศัยฝี มือช่างผู้ชํานาญ และมีความรู้ใน การใช้อักษรภาษา ซึÉงพบจารึกบนฐานพระพุทธรูประบุว่า ช่างผู้สร้างพระพุทธรูปคือ ข้าวัด1 ซึÉง เป็ นกลุ่มชาวบ้านทีÉได้ถูกกัลปนาให้อยู่และรับใช้ภายในวัดนัÊนๆ โดยข้าวัดผู้เป็ นช่างคงจะได้รับ ความรู้ทางด้านการเขียนตัวอักษรมาจากพระสงฆ์2 แต่ในด้านทักษะการช่างนัÊน อาจจะมีวัดใดวัด หนึÉงทีÉเป็ นแหล่งการเรียนรู้ หรือสอนทางด้านงานช่าง หรือเป็ นไปได้ว่ามีวัดใดวัดหนึÉงทีÉมีความ ชํานาญพิเศษในการหล่อพระและการจารึก จึงเป็ นศูนย์กลางในการสร้างและส่งพระพุทธรูปทีÉมี จารึกไปยังวัดต่างๆ3 นอกจากนี Êยังพบจารึกบนฐานระบุว่าสร้างโดยช่างล้านช้าง4 ซึÉงพระพุทธรูปก็ ได้แสดงให้เห็นรูปแบบทีÉผสมผสานรูปแบบศิลปะล้านช้างกับล้านนาด้วยเช่นกัน เมืÉอพิจารณารูปแบบศิลปกรรม และลักษณะการกระจายตัวของพระพุทธรูปทีÉมี จารึกในแต่ละช่วงเวลา กล่าวคือรูปแบบพระพุทธรูปในระยะแรกช่วงปลายพุทธศตวรรษทีÉ20 ถึง ต้นพุทธศตวรรษทีÉ21 รูปแบบพระพุทธรูปมีความคล้ายคลึงกับรูปแบบช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 20 อาจ 1 “...พวกข้าวัด (เป็ นผู้) หล่อ (พระพุทธรูปองค์นี Ê)” พระพุทธรูปวัดป่ าพร้ าวใน จ. เชียงใหม่ ดูใน ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่ (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สํานักนายกรัฐมนตรี, 2519), 91. 2 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระผ้าขาว จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2016 ดูใน ฮันธ์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 60. 3 “...หล่อพระพุทธเจ้าตนนี Êในวัดกนลาน (แล้วจึง) นํามาไว้ทีÉนี Ê เพืÉอจักหื Êอเจริญบาน (แด)...” พระพุทธรูปวัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ดูใน ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึก ล้านนา เล่ม 8 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ (เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,2547), 245-253. 4 “...มาแต่เมืองล้านช้างเป็นช่างทอง...” พระพุทธรูปวัดศรีบุญเรือง จ.น่าน ดูใน ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 5 จารึกในพิพิธภัณฑ์ฯ น่าน (เชียงใหม่: คลังข้อมูล จารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,2544), 241-252.
207 มีการส่งพระพุทธรูป หรือรูปแบบโดยตรงจากศูนย์กลางคือเชียงใหม่ ไปยังเมืองอืÉนๆเช่น เชียงราย เชียงแสน ฝาง เป็ นต้น แต่ระยะต่อมานับตัÊงแต่กลางพุทธศตวรรษทีÉ21 ลงมา เมืองทีÉรับรูปแบบ จากศูนย์กลางมาก่อนหน้านี Êได้พัฒนาเป็นสกุลช่างท้องถิÉนของตน และส่งอิทธิพลไปยังเมืองอืÉนๆ ซึÉงเป็นเมืองทีÉเกิดขึ Êนใหม่อีกทอดหนึÉง เช่น ในช่วงกลางพุทธศตวรรษทีÉ 21 รูปแบบพระพุทธรูปใน กลุ่มเมืองเชียงราย และเชียงแสน (ภาพทีÉ 143, 122) ได้ส่งอิทธิพลทางศิลปะบางประการไปยัง เมืองเทิง ทําให้ช่วงต้นพุทธศตวรรษทีÉ 22เมืองเทิงมีการรับและนําไปพัฒนาเป็นรูปแบบเฉพาะของ ตัวเอง (ภาพทีÉ 90) ดังนัÊนการจารึกฐานพระพุทธรูปทีÉมีเนื ÊอความเกีÉยวข้องกับช่างผู้สร้างพระพุทธรูป หากนํามาวิเคราะห์ร่วมกับรูปแบบศิลปกรรมทีÉเปลีÉยนแปลงไปพร้อมกับแบบแผนจารึก อาจทําให้ เห็นความชัดเจนในเรืÉองของสกุลช่างในพระพุทธรูปล้านนาได้ ภาพทีÉ 143 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดหลวง อ.เชียงของจ.เชียงราย จารึก พ.ศ. 2051 ทีÉมา: Alexander B. Griswold, Dated Buddha images of Northern Siam (Switzerland: Artibus Asiae, 1967), Plate XXVII.
208 การติดต่อสัมพันธ์ทางด้านงานช่าง น่าจะเป็นสิÉงทีÉเห็นได้ชัดจากรูปแบบพระพุทธรูป ทีÉ ปรากฏจากการเก็บข้อมูลทางด้านรูปแบบศิลปะ ซึÉงมีความคล้ายคลึงกันในแต่ละช่วง แต่ก็จะพบ การเปลีÉยนแปลงในเวลาใกล้เคียงกันด้วย โดยรูปแบบทีÉเกิดขึ Êนแปลผันตามแนวทางศิลปะในเมือง ศูนย์กลาง อันหมายถึงเมืองเชียงใหม่ ไปยังเมืองอืÉนๆ ซึÉงทําให้งานช่างนี Êเป็ นลักษณะการเชืÉอมต่อ ระหว่างสังคมอีกทางหนึÉงด้วย ภาพทีÉ 90 พระพุทธรูปปางมารวิชัยวัดพระเกิดคงคาราม อ.เทิง จ.เชียงราย จารึก พ.ศ. 2129 ทีÉมา: Alexander B. Griswold, Dated Buddha images of Northern Siam (Switzerland: Artibus Asiae, 1967), Plate XLVII. ภาพทีÉ 122 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพระเกิดคงคาราม อ.เทิง จ.เชียงราย จารึก พ.ศ.2057 (ภาพจาก อัญชลี สินธุสอน)
209 3. ภาษาและตัวอักษร กลุ่มเมืองในอาณาจักรล้านนามีการใช้ภาษาทีÉเป็ นลักษณะเฉพาะ โดยภาษาทีÉใช้ ในล้านนาคือ ภาษาไทยยวน หรือ ภาษาถิÉนเหนือ ในการบันทึกสืÉอสารตัÊงแต่อดีตจนปัจจุบันโดย มีการใช้ภาษาไทยถิÉนเหนือใน 8 จังหวัด บริเวณภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ น่าน ลําปาง และลําพูน5 ปัจจัยทางภาษานี ÊเองทีÉช่วยสนับสนุนการ เชืÉอมต่อทางสังคมและวัฒนธรรมในล้านนา ให้มีการรับรู้ ความเข้าใจ และโลกทัศน์ในทิศทาง เดียวกัน จากหลักฐานด้านภาษาศาสตร์ล้านนาซึÉงพบ ทัÊงในเอกสารโบราณ และจารึกต่างๆ ทีÉใช้ภาษาไทยยวนทําให้ทราบว่า คําศัพท์ส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกัน ส่วนหนึÉงยังเป็นภาษาทีÉใช อยู่ในปัจจุบัน6 ภาษาไทยยวนทีÉใช้ในการจารึกจึงเป็นสิÉงยืนยันถึงการถ่ายทอดวัฒนธรรมทางภาษา ซึÉงมีการใช้มาอย่างต่อเนืÉอง และทําให้เห็นความสัมพันธ์ในกลุ่มชาวล้านนาทีÉมีอย่างยาวนาน รวมถึงรูปแบบการธํารงค์เอกลักษณ์เฉพาะไว้ได้ ตัวอักษรทีÉพบในการจารึกฐานพระพุทธรูป คือ อักษรฝักขาม และ อักษรธรรม ล้านนา ซึÉงอักษรทัÊงสองประเภทมีแบบแผน หรือความนิยมในการนํามาใช้ทีÉแตกต่างกัน กล่าวคือ อักษรฝักขาม จะพบในการใช้จารึกชืÉอของบุคคล คําอธิษฐาน และเนื ÊอหาจารึกทัÉวไปซึÉงไม่เกีÉยวข้อง กับพุทธศาสนา โดยพบว่าเริÉมปรากฏว่าใช้ตัÊงแต่ราวพุทธศตวรรษทีÉ20 จนถึงราวต้นพุทธศตวรรษ ทีÉ23 ส่วนอักษรธรรมล้านนา พบว่าจะใช้ในการจารึกปี การสร้างซึÉงเป็ นตัวเลข และคําทีÉใช้ภาษา บาลีเป็ นส่วนใหญ่ โดยพบการใช้อักษรธรรมล้านนาในราวพุทธศตวรรษทีÉ 20 จนถึงราวพุทธ ศตวรรษทีÉ 24 ลักษณะการใช้อักษรทัÊงสองประเภทนี ÊมีการเปลีÉยนแปลงไปตามช่วงเวลา อันเป็ น ผลมาจากการทีÉศูนย์กลางอาณาจักร คือ เมืองเชียงใหม่ เป็ นแหล่งทีÉแพร่หลายความนิยมของ อักษรไปสู่เมืองอืÉนๆเช่น การใช้อักษรฝักขามเริÉมเกิดขึ Êนในเมืองลําพูน ในปี พ.ศ. 1954 ซึÉงเป็ นผล มาจากการนําพระพุทธศาสนามาจากเมืองสุโขทัยโดยพระสุมนเถระ ทําให้มีการนําอักษรไทย สุโขทัย และอักขรวิธีมาใช้ผสมผสานจนเกิดเป็นอักษรฝักขาม7 ซึÉงต่อมาช่วงต้นพุทธศตวรรษทีÉ 21 5 กรรณิการ์ วิมลเกษม, ภาษาไทยถิÉนเหนือ (กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, 2549), 7-8. 6 เรืÉองเดียวกัน, 201-202. 7 กรรณิการ์ วิมลเกษม, อักษรฝักขามทีÉพบในศิลาจารึกภาคเหนือ (กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, 2526),24.
210 พบความนิยมในการใช้อักษรฝักขามจารึกลงบนฐานพระพุทธรูป โดยได้รับความนิยมอย่างมากใน เมืองเชียงใหม่ และเมืองลําพูน ต่อมาช่วงกลางพุทธศตวรรษทีÉ 21 ถึงต้นพุทธศตวรรษทีÉ 22 พบการ ใช้อักษรฝักขามทัÉวทุกเมืองในอาณาจักรล้านนา จนในราวกลางพุทธศตวรรษทีÉ 22 การใช้อักษรฝัก ขามในการจารึกบนฐานพระพุทธรูป และการสร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึกหมดไปจากเมืองเชียงใหม่ รวมทัÊงการใช้อักษรฝักขามในการจารึกบนศิลาก็ไม่ปรากฏด้วย8 แต่อย่างไรก็ตามกลับมาพบการใช้ อักษรฝักขามอีกครัÊงในราวต้นพุศตวรรษทีÉ 24 ซึÉงปรากฏทัÊงในจารึกบนฐานพระพุทธรูป และใน ศิลาจารึก9 แต่พบการใช้อักษรฝักขามในการจารึกบริเวณนอกเมืองเชียงใหม่เท่านัÊน และพบใน จํานวนน้อยมาก จนกระทัÉงหายไปอย่างสมบูรณ์ในราวปลายพุทธศตวรรษทีÉ 2410 จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าลักษณะการใช้ตัวอักษรมีทิศทางการกระจายจาก เมืองทีÉเป็นศูนย์กลาง ไปยังเมืองต่างๆ โดยอัตราการกระจายตัวของอักษรจะขึ Êนอยู่กับอํานาจของ กษัตริย์ในขณะนัÊน หรือ การเผยแพร่ศาสนาในเมืองต่างๆ และจะมีการเปลีÉยนแปลงความนิยม ตามสถานการณ์ทางบ้านเมือง ตัวอักษรจึงทําหน้าทีÉเชืÉอมความสัมพันธ์ระหว่างกันภายใน อาณาจักร ผ่านการสืÉอสารเฉพาะกลุ่ม ซึÉงส่งผลให้การเปลีÉยนแปลงต่างๆสามารถถ่ายทอดไปยัง เมืองอืÉนได้อย่างสมบูรณ์ ดังนัÊนการทีÉจารึกบนฐานพระพุทธรูปมีการใช้ภาษาถิÉนเหนือ และตัวอักษรฝักขาม กับอักษรธรรมล้านนาในการจารึก จึงเป็ นเครืÉองยืนยันการมีวัฒนธรรมร่วมกันทางภาษาภายใน อาณาจักรล้านนาได้อย่างชัดเจน รวมไปถึงการสะท้อนให้เห็นความเปลีÉยนทีÉเกิดขึ Êนจากศูนย์กลาง การปกครอง ซึÉงจะส่งผลกระทบไปยังเมืองต่างๆอันแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติการเชืÉอมต่อกันทาง สังคมของภาษา และอักษรในล้านนาด้วย ปัจจัยทัÊงสามประการ ล้วนสะท้อนให้เห็นกระบวนการขับเคลืÉอนทางสังคม และ วัฒนธรรม ซึÉงเชืÉอมต่อระหว่างกันด้วยศาสนวัตถุ โดยมีขัÊนตอนสัมพันธ์กันอย่างเป็นลําดับ ซึÉงในแต่ ละปัจจัยต่างเป็นส่วนสําคัญทีÉทําให้เกิดการสร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึกขึ Êน ก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ กันภายในอาณาจักร โดยมีการรับ และการส่งขนบการจารึก รวมไปถึงรูปแบบงานศิลปกรรม จน ในท้ายทีÉสุดได้สร้างงานพุทธศิลป์ ทีÉมีเอกลักษณ์เฉพาะเมือง และสืบต่อไปยังสมัยต่อมา 8 เรืÉองเดียวกัน, 37. 9 เรืÉองเดียวกัน. 10 เรืÉองเดียวกัน.
211 บทบาทของศาสนาในล้านนา ดังทีÉกล่าวไปแล้วว่าการศึกษาจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปได้มีการค้นพบประเด็นทีÉชัดเจน ขึ Êนด้านการศาสนาในล้านนาอย่างไรก็ตามในอดีตเรืÉองของศาสนากับการเมืองมักเป็นสิÉงทีÉดําเนิน ไปควบคู่กัน การศาสนาเป็นนโยบายหนึÉงในการแผ่ขยายอํานาจทางการเมืองดังทีÉปรากฏมาแล้ว มาหลายยุคสมัย11 ดังนัÊนการสร้างพระพุทธรูปจึงเป็นการสร้างศาสนวัตถุซึÉงอาจถูกใช้ในการแสดง อํานาจทางการเมืองไปในตัวได้ทางหนึÉง โดยการสังเกตความในจารึกทีÉฐานพระ จึงอาจนําไปถึง ประเด็นของศาสนากับการเมืองได้ด้วย ในรัชกาลพระเจ้าติโลกราช นับว่าเป็ นยุคเริÉมแรกทีÉการสร้างพระพุทธรูปพร้อมการ จารึกทีÉฐานจํานวนมากซึÉงพบว่ามีศูนย์กลางอยู่ทีÉเมืองเชียงใหม่และมีการกระจายตัวอยู่ทีÉเมือง รอบข้างอย่างเชียงราย ลําพูน และแม่ฮ่องสอน โดยนิยมสร้างพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรและมีพุทธ ลักษณะใกล้เคียงกันเป็นส่วนใหญ่และมีส่วนน้อยทีÉแตกต่างกันไปบ้าง กรณีทีÉอาจเป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์ได้คือ โดยปรกติแล้วกลุ่มพระพุทธรูปช่วงต้น พุทธศตวรรษทีÉ21 จะมีรูปแบบทีÉเป็นเอกลักษณ์ชัดเจน คือกลุ่มพระพุทธรูปทีÉสร้างในสมัยพระเจ้า ติโลกราชเช่น กลุ่มทีÉอัญเชิญลงมากรุงเทพฯ ทีÉวัดเบญจบพิตรฯในสมัยรัชกาลทีÉ5 โดยมีจารึกระบุ เวลาการสร้างในปี พ.ศ. 2028(ภาพทีÉ 26) จากการสํารวจได้พบพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร ทีÉวัด หลวง อําเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระบุปี สร้าง พ.ศ. 2028 (ภาพทีÉ 27) อย่างไรก็ตามเมืÉอนํา พระพุทธรูปทีÉวัดหลวงมาไปเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรของวัดหมอแปง อําเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึÉงมีจารึกกล่าวถึงการสร้างโดยเจ้าเมืองปาย ระบุปี การสร้าง พ.ศ. 2044 (ภาพ ทีÉ 66) จะเห็นชัดว่ามีลักษณะทีÉแตกต่างกันมาก โดยพระพุทธรูปวัดหมอแปงนี ÊแสดงรูปแบบทีÉเป็ น ท้องถิÉนอยู่มาก จึงน่าสังเกตว่าพระพุทธรูปว่า พระพุทธรูปทีÉวัดหลวงน่าจะสร้างโดยกลุ่มช่างใน เมืองเชียงใหม่มากกว่า 11 สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา, พิมพ์ครัÊงทีÉ 8 (กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2554), 149.
212 ภาพทีÉ 28 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วิหารสมเด็จ วัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพฯจารึก พ.ศ. 2028 ทีÉมา: สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ.วัดเบญจมบพิตรและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดเบญจมบพิตรพระพุทธรูปสําคัญ ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม (กรุงเทพฯ: สํานัก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2551), 84. ภาพทีÉ 29 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดหลวง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จารึก พ.ศ. 2028
213 แต่ในขณะทีÉเมืÉอนําพระพุทธรูปวัดหลวงมาเทียบกับพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรอีกองค์ ทีÉวัดศรีดอนชัย อําเภอปาย (ภาพทีÉ 28) ซึÉงมีประวัติความเชืÉอในท้องถิÉนว่าในปีพ.ศ. 2023 พระเจ้า ชัยสงคราม เจ้าเมืองปายได้นําพระพุทธสิหิงค์มากจากวัดเจ็ดยอด เมืองเชียงใหม่และเปรียบเทียบ กับพระพุทธรูปทีÉวัดเบญจมบพิตรฯแล้ว กลับเห็นได้ชัดว่าทัÊงสามองค์มีความคล้ายคลึงกันอย่างยิÉง โดยเฉพาะการทําฐานหน้ากระดานเกลี ÊยงในผังหกเหลีÉยม ซึÉงพบการสร้างครัÊงแรกในระยะนี Êด้วย จึงทําให้สันนิษฐานได้ว่ากลุ่ม กลุ่มพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรทีÉมีการทําฐานหน้ากระดานเกลี Êยงใน ผังหกเหลีÉยม ซึÉงมีจากรึกระบุปี สร้างในช่วง พ.ศ. 2017 - 2029 อาจสร้างขึ Êนในเมืองเชียงใหม่โดย ช่างกลุ่มเดียวกัน แล้วจึงมีการส่งไปยังเมืองต่างๆ อย่างเช่นเมืองปาย เป็ นต้น ดังนัÊนพระพุทธรูป ขัดสมาธิเพชรทีÉมีจารึกองค์นี Êอาจเป็นสัญลักษณ์ของการเข้าไปมีบทบาทของพระพุทธศาสนาจาก ศูนย์กลางอาณาจักร คือเชียงใหม่ซึÉงได้รับการสนับสนุนจากพระเจ้าติโลกราช และอาจเป็ นการ แสดงอํานาจของพระองค์เหนือเมืองต่างๆ ก็เป็นได้ ภาพทีÉ 66 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดหมอแปง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จารึก พ.ศ. 2044 ทีÉมา: ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 11 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 3 (เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2549), 317-326.
214 ในส่วนของข้อความทีÉจารึกลงไปในฐานพระพุทธรูป ก็เป็ นส่วนหนึÉงทีÉแสดงถึงการยก ย่องจากผู้สร้ างพระพุทธรูป โดยพบว่ามีการจารึกคําอธิษฐานทีÉกล่าวถึงการถวายการบุญแก่ กษัตริย์12ซึÉงโดยปรกติแล้วมักจะพบการขอคําอธิษฐานสําหรับผู้สร้างเท่านัÊน อันหมายถึงผู้สร้างให้ การเคารพ และจงรักภักดีต่อกษัตริย์ซึÉงเป็นการแสดงให้เห็นพระราชอํานาจในการปกครองอีกทาง หนึÉงด้วย ความเชืÉอตามแนวทางพระพุทธศาสนา พระพุทธรูปซึÉงสร้างขึ Êนภายใต้ความเชืÉอทางพระพุทธศาสนา โดยได้จารึกความเชืÉอ ส่วนใหญ่ผ่านการจารึกคําอธิษฐาน และจารึกหลักธรรม ซึÉงความนิยมในการจารึกนี Êมีความ แตกต่างกันไปในแต่ละช่วง ดังนัÊนคําอธิษฐานทีÉปรากฏบนฐานพระพุทธรูปนี Êจะช่วยให้เข้าใจความ เชืÉอทีÉเข้ามามีอิทธิพลในล้านนาได้มากขึ Êน นอกจากนี Êได้พบการใช้คาถาบาลีในการจารึก ซึÉงแสดง ถึงกลวิธีการจารึกทีÉมีความนิยมอย่างมากในล้านนาจนกลายเป็นความเชืÉอแบบใหม่ทีÉเกิดขึ Êน 12 “...จุ่งให้พระเมืองแม่ลูกอยู่สุขสวัสสดี มีอายุ 120 ปี มีลาภ ปราบใต้หล้า ฝูงอยู่ลุ่ม ฟ้ า มาคัลทุกวันทุกคืนอย่าขาด ต่อเท่าสิ Êนร้อยซาวปี สวัสสดีจุ่งมีดีหลี เท่าวัน...” พระพุทธรูปวัดวัด ทุ่งตูม อ.สันป่ าตอง จ.เชียงใหม่ ดูใน ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 12 จารึก ในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 4 (เชียงใหม่: คลังข้ อมูลจารึกล้ านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,2550), 333-344. ภาพทีÉ 30 พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดศรีดอนชัย อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน (ภาพจากแผ่นพับประวัติวัดศรีดอนชัย)
215 คําอธิษฐานทีÉปรากฏบนฐานพระพุทธรูปส่วนใหญ่นัÊน จะเกีÉยวข้องกับการชีวิตหลัง ความตาย หรือการใช้ชีวิตในโลกหน้าแสดงให้เห็นถึงความเชืÉอในเรืÉองการเวียนว่ายตายเกิด หรือ วัฏสงสารซึÉงเป็ นความเชืÉอตามหลักพุทธศาสนา ดังนัÊนการกระทําบุญโดยการสร้างพระพุทธรูป และจารึกลงไป จึงเป็นการบอกการกระทําบุญให้เป็นทีÉรับรู้และเป็นการบันทึกการบุญทีÉได้ทําไป เนื ÊอหาในการจารึกคําอธิษฐานทีÉพบส่วนใหญ่จะเกีÉยวข้องกับการนิพพาน อันเป็ น ความเชืÉอสูงสุดของผู้นับถือศาสนาพุทธ คือเป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลส และความทุกข์โดยความเชืÉอ เรืÉองการขอให้ถึงการนิพพานนี Êพบบนฐานพระพุทธรูปล้านนาตัÊงแต่แรกเริÉม ในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 20 จนถึงพุทธศตวรรษทีÉ24 ซึÉงในแต่ละช่วงจะมีลักษณะการจารึกทีÉแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย คือ ส่วนมากการจารึกการขอนิพพานนัÊน จะจารึกลงไปเป็ นภาษาไทยถิÉนเหนือว่า “ขอไปสู่การ นิพพาน” 13แต่จะมีบางช่วงทีÉจารึกการขอนิพพานด้วยภาษาบาลีว่า “นิพฺพานปจฺจโยโหตุ” 14 พบ ในช่วงปลายพุทธศตวรรษทีÉ20 และไม่พบการจารึกด้วยภาษาบาลีอีกเลย จนกระทัÉงมาพบในราว ปลายพุทธศตวรรษทีÉ 23 ถึงพุทธศตวรรษทีÉ 24 แสดงให้เห็นว่าความเชืÉอเรืÉองการนิพพานนี Êอยู่ ควบคู่กับการจารึกคําอธิษฐานบนฐานพระพุทธรูปมาโดยตลอด แม้ว่าจะเปลีÉยนลักษณะการจารึก ไปก็ตาม การอธิษฐานขอการดํารงพระศาสนาให้มีอายุถึง 5,000 ปีก็เป็ นความเชืÉอหนึÉงทีÉพบ มาตลอดควบคู่ไปกับการขอไปสู่นิพพาน โดยคําอธิษฐานดังกล่าวในล้านนา น่าจะมาจากความ เชืÉอเรืÉองศาสนาจะหมดสิ Êนไปก่อน 5,000 ปีหรือก่อนทีÉยุคอนาคตพุทธเจ้าจะมาถึง ซึÉงตรงกับความ เชืÉอทีÉปรากฏในตํานานมูลศาสนา15 ซึÉงแต่งขึ Êนโดยพระพุทธญาณเถร (พ.ศ. 1960 – 1972) และ พระพุทธพุกาม (พ.ศ. 2032 –2042) โดยน่าจะเป็นความเชืÉอทีÉเกิดขึ Êน และได้รับการเผยแพร่นับแต่ นัÊนมา ดังนัÊนด้วยความเชืÉอว่าพระพุทธศาสนาจะสูญสิ Êนไปก่อน 5,000 ปีจึงทําให้มีการสร้างวัตถุทีÉ เกีÉยวเนืÉองกับพระพุทธศาสนาเพืÉอให้ศาสนาดํารงอยู่และเป็นการสร้างการบุญกุศลทางหนึÉงด้วย 13 “...อันจักไปเกิดในเมืองฟ้ าแล นิพพานอัน บ่รู้เฒ่ารู้ ตาย...” พระพุทธรูปวัดพระเจ้า เม็งราย จ.เชียงใหม่ จารึก พ.ศ. 2012 ดูใน ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนคร เชียงใหม่, 57-58. 14 “...สัตว์ทัÊงหลาย ตราบห้าพันพรรษา นิพฺพานปจฺจโยโหตุ...” พระพุทธรูปวัดผาบ่อง จ.เชียงใหม่ จารึก พ.ศ. 2078 ดูใน ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 93. 15 พระพุทธพุกาม และพระพุทธญาณเจ้า, ตํานานมูลศาสนา (กรุงเทพฯ: กรม ศิลปากร, 2519),223.
216 มีคําอธิษฐานแบบหนึÉงทีÉมีความสัมพันธ์กับความเชืÉอว่าศาสนามีอายุ5,000 ปีคือ ความเชืÉอว่าจะมีอนาคตพระพุทธเจ้าภายหลังจากอายุพระพุทธศาสนาได้ครบ 5,000 ปีไปแล้ว โดยจะสิ Êนสุดพระพุทธศาสนายุคพระสมณโคดม และเข้าสู่ยุคพระศรีอาริยเมตไตรย ซึÉงความเชืÉอ ดังกล่าวคงจะเผยแพร่มาจากความเชืÉอพุทธศาสนานิกายรามัญทีÉรับจากสุโขทัย16 โดยความเชืÉอ เรืÉองอนาคตพระพุทธเจ้านี Êก่อให้เกิดความเชืÉอเรืÉองการขอเกิดเป็ นพระสาวกขึ Êน และมักจะพบการ จารึกควบคู่ไปกับการขอเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย ซึÉงการจารึกดังกล่าวมักจะอ้างถึงการขอ เกิดเป็นอย่างพระอริยสาวกของพระพุทธเจ้าสมณโคดม คือพระสารีบุตรและโมคคัลลานะโดยพบ ความเชืÉอเรืÉองอนาคตพระพุทธเจ้า และการเกิดเป็ นพระสาวกทีÉปรากฏในจารึกฐานพระพุทธรูป ในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 20 แต่พบในจํานวนน้อย แต่ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ 22 เป็ นต้นมา พบว่าได้รับความนิยมในการจารึกอย่างมาก ซึÉงอาจเกีÉยวข้องกับสภาวะบ้านเมืองทีÉมีความวุ่นวาย ในขณะนัÊน หรือมีเหตุการณ์ทีÉเกีÉยวข้องกับพุทธศาสนาในล้านนา อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าคําอธิษฐานทีÉปรากฏในจารึกฐานพระพุทธรูป มีความ เกีÉยวข้องซึÉงกันและกัน โดยมีความเชืÉอหลักตามแนวทางพระพุทธศาสนาเป็นทีÉยึดมัÉน ดังนัÊนความ เชืÉอดังกล่าวจึงทําให้เกิดเป็ นแรงผลักดัน ให้เกิดการสร้างพระพุทธรูปในล้านนา อันเป็ นการ ทะนุบํารุงศาสนาเพืÉอเป็นการทําบุญเสริมสร้างบุญบารมีและให้เป็นไปตามคําอธิษฐาน ประวัติศาสตร์ล้านนาจากจารึกฐานพระพุทธรูป การศึกษาจารึกบนฐานพระพุทธรูปล้านนาครัÊงนี Êได้นําไปสู่การวิเคราะห์ประเด็น เพิÉมเติมด้านต่างๆ ดังทีÉกล่าวมาในส่วนต้นของบทวิเคราะห์เช่น สภาพสังคม ศาสนา และความ เชืÉอซึÉงข้อมูลเหล่านี Êสามารถทําให้เห็นภาพเกีÉยวกับประวัติศาสตร์ของล้านนาได้อีกแง่มุมหนึÉงผ่าน ตัวศิลปกรรม ดังนี Ê 1. ด้านการเมือง และการปกครอง จากข้อมูลการกระจายตัวการสร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึก ทําให้ทราบถึงขอบเขต ของอํานาจทีÉกระจายไปยังเมืองต่างๆ รวมทัÊงจารึกฐานพระพุทธรูปทีÉกล่าวถึงการขอถวายผลบุญ ให้กับกษัตริย์ล้านนา ยังเป็ นสิÉงทีÉช่วยยืนยันการยอมรับอํานาจของเมืองเชียงใหม่ ทีÉไปยังเมือง ต่างๆ 16จารึกนครชุม (กพ.1) พ.ศ. 1900 กล่าวถึงศาสนาจะสิ Êน ให้เร่งทําบุญ จะได้เกิดใน ยุคพระศรีอาริยไมตรีดูใน จตุพร ศิริสัมพันธ์ และคณะ, ประชุมจารึก ภาคทีÉ 8 จารึกสุโขทัย (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2548), 32-33.
217 นอกจากนี Êลักษณะความยาวของจารึกบนฐานพระพุทธรูป ยังเป็นส่วนทีÉบอกได้ถึง สถานะภาพทางการเมืองได้ตัวอย่างเช่น ในช่วงพุทธศตวรรษทีÉ21 ถึงต้นพุทธศตวรรษทีÉ22 เน้น การจารึกทีÉข้อความสัÊนๆโดยเน้นการจารึกเพียงปี ทีÉสร้างและชืÉอผู้สร้าง แต่ในระยะต่อมา จารึกมี ความยาวมากขึ Êน โดยเพิÉมการจารึกคําอธิษฐานลงไป ซึÉงดังทีÉกล่าวไปแล้วว่า การจารึกคําอธิษฐาน ขอทีÉมีความยาวนัÊน มีความสัมพันธ์กับสภาพบ้านเมืองทีÉวุ่นวาย ทําให้ผู้สร้ างใช้การสร้ าง พระพุทธรูป และจารึกลงไป เพืÉอขอให้เป็นไปตามคําอธิษฐาน ส่งผลให้การขอมีความยาวมากขึ Êนก็ เป็นได้ 2. สภาพเศรษฐกิจ เนืÉองจากในการสร้างพระพุทธรูป ซึÉงต้องใช้วัตถุดิบทีÉมีค่าอย่างสําริดเป็ นหลักใน การสร้าง ดังนัÊนการสร้างพระพุทธรูปนัÊน ย่อมต้องใช้เงินทุนในการสร้าง เพราะฉะนัÊนจะเห็นว่าช่วง ทีÉมีการสร้างพระพุทธรูปจํานวนมาก อย่างเช่น สมัยพระเจ้าติโลกราช หรือสมัยพระเมืองแก้ว จะ สอดคล้องกับช่วงทีÉล้านนามีความเจริญรุ่งเรือง ซึÉงแสดงให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจทีÉมัÉงคัÉงใน ขณะนัÊน นอกจากนี Êการจารึกบนฐานพระพุทธรูป ทีÉมีการจารึกนํ ÊาหนักของสําริดทีÉใช้ในการ สร้างพระพุทธรูป แสดงให้เห็นถึงมูลค่าของสําริด หรือความยิÉงใหญ่ของพระพุทธรูป ซึÉงหมายถึง การใช้เงินจํานวนมากในการสร้างพระพุทธรูปด้วย
218 บททีÉ 5 บทสรุป จากการศึกษาถึงแหล่งทีÉพบพระพุทธรูปทีÉมีจารึก สามารถแสดงให้เห็นถึงการกระจาย ตัวของงานศิลปกรรม รวมถึงขอบเขตพื ÊนทีÉทีÉมีการสร้ างพระพุทธรูปในแต่ละช่วงเวลา ซึÉงมี ความสัมพันธ์กับอํานาจทางการเมือง และเศรษฐกิจตามช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์โดยในราว กลางพุทธศตวรรษทีÉ 20 ถึงปลายพุทธศตวรรษทีÉ 21 ซึÉงถือว่าเป็ นยุคทองของล้านนา อันได้แก่ รัชกาลพระเมืองแก้วนัÊนเป็นช่วงทีÉมีการสร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึกมากทีÉสุด แต่ในทางกลับกันช่วง ต้นพุทธศตวรรษทีÉ 22 เมืÉอครัÊงอาณาจักรล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า พบว่ามีการ สร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึกน้อยลงอย่างมาก เป็ นต้น แสดงให้เห็นว่าความมัÉนคงของอาณาจักร ส่งผลต่องานศิลปกรรมอย่างมาก เมืÉอนํากลุ่มพระพุทธรูปทีÉมีจารึกระบุปี สร้าง มาแบ่งกลุ่มตามช่วงเวลาการสร้าง จะ เห็นถึงพัฒนาการทางด้านรูปแบบทีÉเปลีÉยนแปลงไปตามช่วงเวลาได้อย่างละเอียด และนํามาใช้ เป็นเกณฑ์ในการกําหนดรูปแบบศิลปกรรมทีÉมีความชัดเจนมากขึ Êน โดยสามารถนํามาใช้ในการ กําหนดอายุพระพุทธรูป และยังแสดงเห็นถึงพัฒนาการทางด้านรูปแบบทีÉเกิดขึ Êน รวมไปถึงอิทธิพล ทางรูปแบบศิลปกรรมทีÉมีการรับ และการส่งจากเมืองหลวงไปยังเมืองโดยรอบๆได้อีกด้วย ส่วนสําคัญของการจัดกลุ่มตามช่วงเวลานี Ê ยังแสดงให้เห็นถึงแบบแผนจากจารึกทีÉมี การเปลีÉยนแปลง ซึÉงสัมพันธ์กับช่วงเวลาทีÉมีการปรับเปลีÉยนรูปแบบของงานศิลปกรรม จึงนําแบบ แผนจารึกมาเป็นเกณฑ์ในการกําหนดอายุพระพุทธรูปทีÉมีจารึกแต่ไม่ระบุปี สร้าง โดยเมืÉอนําแบบ แผนจารึก มาใช้ในการกําหนดอายุร่วมกันกับเกณฑ์ในการกําหนดอายุจากรูปแบบแล้ว เห็นว่ามี ความใกล้เคียง และสอดคล้องกัน ดังนัÊนแนวทางการกําหนดอายุร่วมกันระหว่างแบบแผนจารึก และรูปแบบศิลปะ สามารถนํามาใช้ในการวิเคราะห์ร่วมกันได้เป็นอย่างดี นอกจากนี Êแนวทางการนําแบบแผนจารึกมาเป็ นวิธีหนึÉงในการร่วมตรวจสอบอายุ พระพุทธรูป สามารถนําไปใช้ได้อย่างดีในหลายกรณี โดยหากมีตัวอย่างทีÉใช้จํานวนมากพอทีÉจะ สามารถนํามาเปรียบเทียบได้ เช่น การกําหนดอายุด้วยช่วงเลาทีÉมีความนิยมใช้คาถาปฐมังในการ จารึกบนฐานพระพุทธรูป โดยจะพบในช่วง พ.ศ. 2008 –2116 ซึÉงสามารถกําหนดอายุจารึกทีÉใช้
219 คาถาปฐมังให้อยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวได้ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม พบว่าการกําหนดอายุจารึกบน ฐานพระพุทธรูปโดยใช้วิธีวิเคราะห์จากแบบแผนจารึก ไม่สามารถกําหนดอายุจารึกจากชืÉอทีÉ ปรากฏในจารึกบนฐานพระพุทธรูปได้อย่างสมบูรณ์ เนืÉองจากชืÉอทีÉพบส่วนใหญ่เป็ นชืÉอตําแหน่ง ทางการเมือง หรือ สมณะศักดิ Í ของพระสงฆ์ ทําให้ไม่สามารถเทียบหาชืÉอบุคคล เพืÉอกําหนดอายุได้ นอกจากว่ามีการให้ข้อมูลมากพอทีÉจะสืบค้นชืÉอบุคคลนัÊนได้ ซึÉงจากการนําแนวทางการกําหนดอายุดังกล่าวมาใช้กับกลุ่มพระพุทธรูปทีÉมีจารึก แต่ ไม่ระบุปี สร้างบางองค์ พบว่า การจารึกบนฐานพระพุทธรูปนัÊน น่าจะมีมาแล้วอย่างน้อยในราว พุทธศตวรรษทีÉ 20 คือเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับพระพุทธรูปทีÉมีจารึกในศิลปะสุโขทัย เพราะแบบ แผนการจารึกทีÉไม่มีการระบุปี สร้างนัÊน มีความนิยมมาก่อนการจารึกทีÉระบุปี สร้าง อย่างทีÉพบใน ศิลาจารึกสุโขทัย พระพุทธรูปทีÉมีจารึกศิลปะสุโขทัย หรือศิลาจารึกล้านนา ก็พบว่าในระยะต้นนัÊน ไม่นิยมจารึกปี สร้างเช่นกัน ดังนัÊน อาจต้องทบทวนใหม่ว่า ตํานานมูลศาสนาทีÉกล่าวว่า พระสงฆ์ นิกายป่ าแดง ให้ทําลายพระพุทธรูปนัÊน อาจไม่เป็ นความจริง หรือ พระพุทธรูปล้านนาสร้างขึ Êน ภายหลังปี พ.ศ. 2000 นัÊนเป็ นไม่ถูกต้อง แต่เหตุทีÉพบพระพุทธรูปทีÉมีจารึกหลัง พ.ศ. 2000 นัÊน เกีÉยวกับความนิยมการจารึกทีÉระบุปี สร้างนัÊนเอง ดังนัÊนการกําหนดอายุโดยแบบแผนจารึก น่าจะเป็ นแนวทางการวิเคราะห์ทางหนึÉงทีÉ จะช่วยสนับสนุนการกําหนดอายุได้ชัดเจนยิÉงขึ Êน และสามารถนําแนวทางการวิเคราะห์ดังกล่าวไป ใช้ในการกําหนดอายุศิลปวัตถุอืÉนๆได้ การสร้างพระพุทธรูปทีÉมีจารึกในล้านนา เป็ นสิÉงทีÉเชืÉอมต่อการเกิดวัฒนธรรมร่วมกัน ระหว่างสังคมในล้านนาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีภาษา และอักษรทีÉใช้ร่วมกันอย่างเป็ น เอกลักษณะเฉพาะ และการคัดสรรเนื Êอหาในจารึกผ่านผู้ให้สร้าง ซึÉงจะนําไปสู่ความนิยมในการ จารึก และสุดท้ายช่างผู้สร้ างทีÉจะช่วยสร้ างสรรค์งานศิลปะ เพืÉอให้เกิดรูปแบบพระพุทธรูปซึÉง กระจายไปยังเมืองต่างๆ ปัจจัยเหล่านี ÊเองทีÉจะนําไปสู่การปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสังคมในล้านนา อย่างมีเสถียรภาพ การสร้างพระพุทธรูปจึงเป็ นตัวแทนของการใช้ศาสนาเข้าไปมีบทบาทในเมืองต่างๆ เพืÉอเป็นการสร้างวัฒนธรรมร่วมกันของสังคม ซึÉงเป็ นกลวิธีในการแสดงอํานาจทางการปกครอง ดังนัÊนการสร้ างพระพุทธรูปทีÉมีรูปแบบคล้ายคลึงกับเมืองศูนย์กลาง และมีการจารึกบนฐาน พระพุทธรูปทีÉเกีÉยวกับการยกย่องกษัตริย์ ย่อมหมายถึงการยอมรับการอยู่ใต้อํานาจจากเมือง เชียงใหม่
220 จารึกบนฐานพระพุทธรูป ซึÉงมีการเลือกสรรคําทีÉจารึกจากผู้ให้สร้าง แสดงให้เห็นถึง กลุ่มความเชืÉอทีÉมีการเปลีÉยนแปลงตามมิติของเวลา ซึÉงเปลีÉยนไปตามสถานการณ์ หรือความนิยม และความเชืÉอในช่วงขณะนัÊน โดยความเชืÉอทีÉส่วนใหญ่ใช้ในการจารึกล้วนหลักเกีÉยวข้องกับหลัก ความเชืÉอในพุทธศาสนา ซึÉงมักเกีÉยวกับชีวิตในโลกหน้าทีÉดีขึ Êน เป็ นต้น ความเชืÉอดังกล่าวเกิดขึ Êน และมีความนิยมในเมืองศูนย์กลางก่อน แล้วจึงขยายไปยังเมืองต่างๆโดยความเชืÉอแต่ละช่วงอาจ นิยมอย่างมากและหายไปในเวลาอันรวดเร็ว หรือบางความเชืÉอนัÊนได้รับความนิยมมาโดยตลอด จากการวิเคราะห์เนื Êอหาจารึกบนฐานพระพุทธรูป แสดงให้เห็นถึงเรืÉองราวทาง ประวัติศาสตร์ทีÉแฝงอยู่ อย่างเช่น เรืÉองขอบเขตอํานาจการเมืองดังทีÉไปถึงยังเมืองต่างๆดังทีÉกล่าว ไปแล้ว นอกจากนี Êยังแสดงให้เห็นสภาพทางเศรษฐกิจ เช่น การจารึกนํ ÊาหนักของสําริดทีÉใช้สร้าง พระพุทธรูป เป็นการแสดงถึงมูลค่าของการสร้างพระพุทธรูปนัÊนๆได้ ในการนําจารึกบนฐานพระพุทธรูปมาวิเคราะห์ แสดงให้เห็นว่าจารึกดังกล่าวทําหน้าทีÉ บันทึก และบอกเล่าเรืÉองราวทีÉเกิดขึ Êนได้ เช่นเดียวกับศิลาจารึก และเอกสารโบราณทัÉวไป ดังนัÊน จารึกบนฐานพระพุทธรูปนัÊนไม่ได้เป็นการจารึกทีÉเกีÉยวข้องกับศาสนาเท่านัÊน แต่สามารถบอกเล่า เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และสภาพสังคมล้านนาในขณะนัÊนได้ ซึÉงในการวิเคราะห์ครัÊงนี Ê แสดง ให้เห็นถึงสภาพสังคม ศาสนา ความเชืÉอ และเรืÉองราวทางประวัติศาสตร์ ผ่านเนื ÊอหาทีÉแฝงอยู่ใน จารึกฐานพระพุทธรูปเป็นสําคัญ
221 รายการอ้างอิง กรมศิลปากร. จารึกในประเทศไทย เล่ม 1 อักษรปัลลวะ หลังปัลลวะ พุทธศตวรรษทีÉ 12- 14. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร,2529. __________. จารึกในประเทศไทย เล่ม 5 อักษรธรรมและอักษรไทย พุทธศตวรรษทีÉ 18- 24. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร,2529. __________. กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เล่ม 4 ชินกาลมาลีปกรณ์. กรุงเทพฯ: กรม ศิลปากร,2539. __________. ทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในครอบครองของวัดและเอกชน พ.ศ. 2521- 2539. เล่ม 1. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2542. __________. ทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในครอบครองของวัดและเอกชน พ.ศ. 2521- 2539. เล่ม 2. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2542. กรรณิการ์ วิมลเกษม. อักษรฝักขามทีÉพบในศิลาจารึกภาคเหนือ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษา ตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, 2526. __________. ภาษาไทยถิÉนเหนือ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, 2549. __________. ตําราเรียนอักษรไทยโบราณ: อักษรขอมไทย อักษรธรรมล้านนา อักษรธรรม อีสาน. กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, 2555. เกรียงศักดิ Í ชัยดรุณ. จารึกทีÉพบใหม่ในเมืองพะเยา. พะเยา: โรงพิมพ์นครนิวส์, 2552. คงเดช ประพันธ์ทอง. การวิจัยเอกสารโบราณเบืÊองต้น. กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ กรม ศิลปากร,2520. คณะกรรมการโครงการสารานุกรมไทยสําหรับเยาวชน. สารานุกรมไทยสําหรับเยาวชนโดย พระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉบับเสริมการเรียนรู้, เล่มทีÉ 16. กรุงเทพฯ: โครงการสารานุกรมไทยสําหรับเยาวชน, 2535. งานเกีÉยวกับจารึก. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2525. จตุพร ศิริสัมพันธ์ และคณะ. ประชุมจารึก ภาคทีÉ 8 จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2548. จําปา เยื Êองเจริญ. วิเคราะห์ศิลาจารึกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2533.
222 ชลธีร์ ธรรมวรางกูร และทรงวิทย์ แก้วศรี. ผู้รวบรวม. ประมวลเอกสารสําคัญเนืÉองในการ สถาปนาวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, 2535. เซเดส์, ยอร์ช. ตํานานอักษรไทย. พระนคร: คุรุสภา, 2507. ทวี สว่างปัญญางกูร. ศักราชเทียบหนไทย. เชียงใหม่: สมาคมวาย เอ็ม ซี เอ, 2531. บ็อค, คาร์ล. ท้องถิÉนสยามยุคพระพุทธเจ้าหลวง. แปลโดย เสถียร พันธรังสี และอัมพร ทีระขะ. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, 2550. ประชากิจกรจักร์(แช่ม บุนนาค), พระยา. พงศาวดารโยนก. พิมพ์ครัÊงทีÉ7. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์ คลังวิทยา, 2516. ประชุมจารึกเมืองพะเยา. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, 2538. ประชุมศิลาจารึกภาคทีÉ3: ประมวลจารึกทีÉพบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาค ตะวันออก และภาคกลางของประเทศไทย อันจารึกด้วยอักษร และภาษาไทย, ขอม, มอญ, บาลีสันสกฤต. พระนคร: คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี สํานักนายกรัฐมนตรี, 2508. ประเสริฐ ณ นคร. จารึกล้านนา ภาค 1. 2เล่ม. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเจมส์เอช ดับเบิ Êลยูทอมป์ สัน, 2534. __________. จารึกล้านนา ภาค 2. 2 เล่ม. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการชําระประวัติศาสตร์ไทย กรมศิลปากร, 2551. พระพุทธพุกาม และพระพุทธญาณเจ้า. ตํานานมูลศาสนา. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2519. พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. “หลวงพ่อนาก พระพุทธรูปพระเจ้ายุธิษฐิระ.” ศิลปากร 46, 1 (มกราคมกุมภาพันธ์ 2546): 104-114. เพนธ์, ฮันส์. "คําอ่านจารึกบนแผ่นไม้กระดาน วัดพระนอน อําเภอป่ าซาง จังหวัดลําพูน พ.ศ. 2339." ศิลปากร18,1 (2517):59-65. __________. "พระพุทธบาททีÉพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่." ศิลปากร 18, 5 (มกราคม 2518):49-55. __________. คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการจัดพิมพ์ เอกสารทางประวัติศาสตร์ สํานักนายกรัฐมนตรี, 2519. เพนธ์, ฮันส์, พรรณเพ็ญ เครือไทย และศรีเลา เกษพรหม. ประชุม จารึกล้านนา เล่ม 3 จารึกใน พิพิธภัณฑ์ฯ ลําพูน. เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2542.
223 เพนธ์, ฮันส์ และคณะ. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม จารึกในพิพิธภัณฑ์ฯ น่าน 5. เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2544. เพนธ์, ฮันส์ และคณะ. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ 8. เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2547. __________. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม จารึกในจังหวัดแพร่ 9. เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึก ล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2548. __________. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 10 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 2. เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2549. __________. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 11 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 3. เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2549. __________. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 12 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 4. เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,2550. __________. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 13 จารึกในจังหวัดเชียงราย. เชียงใหม่: คลังข้อมูล จารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2551. ภาษา – จารึก ฉบับทีÉ 11: การประชุมทางวิชาการเนืÉองในวาระฉลองอายุครบ 90 ปี ของ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร เรืÉองสารัตถะจากจารึกและวรรณกรรม ท้องถิÉน. กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2552. __________. ประชุมศิลาจารึกภาคทีÉ 1: เป็ นจารึกกรุงสุโขทัยทีÉได้พบก่อน พ.ศ. 2467. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สํานัก นายกรัฐมนตรี, 2521. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. ประวัติศาสตร์ แนวความคิด และการค้นคว้าวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ไทย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2551. รัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. แปลโดย แสง มนวิทูร. พระนคร: มิตรนราการพิมพ์,2510. ศักดิ Í ชัย สายสิงห์. “พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา.” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2532. ศักดิ Í ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี วัฒนธรรมพุทธศาสนายุคแรกเริÉมในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2547. __________. ศิลปะเมืองเชียงแสน: วิเคราะห์งานศิลปกรรมร่วมสมัยกับหลักฐานทาง โบราณคดีและเอกสารทางประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2551.
224 ศักดิ Í ชัย สายสิงห์. รายงานการวิจัยพระพุทธรูปในประเทศไทย: รูปแบบ พัฒนาการ และ ความเชืÉอของคนไทย. เล่ม 2. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2553. __________. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ,2556. __________. พระพุทธรูปในประเทศไทย รูปแบบ พัฒนาการ และความเชืÉอของคนไทย. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์สมาพันธ์,2556. ศรีเลา เกษพรหม. ดรรชนีจารึกล้านนา ภาคทีÉ 1 ชืÉอและตําแหน่งบุคคล. พิมพ์ครัÊงทีÉ 3. เชียงใหม่: คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2547. สงวน โชติสุขรัตน์. ประชุมตํานานล้านนาไทย. พิมพ์ครัÊงทีÉ 2. กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา, 2555. สงวน รอดบุญ. “ข้อเสนอใหม่เกีÉยวกับพระพุทธรูปเชียงแสน.” ศิลปากร 23, 6 (มกราคม 2523): 32-47. สํานักหอสมุดแห่งชาติ. คู่มือปฏิบัติงานเกีÉยวกับเอกสารโบราณ. กรุงเทพฯ: กลุ่มหนังสือ ตัวเขียนและจารึก สํานักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร,2548. สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. วัดเบญจมบพิตรและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดเบญจม บพิตรพระพุทธรูปสําคัญ ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม. กรุงเทพฯ: สํานัก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2551. สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะภาคเหนือ: หริภุญชัย – ล้านนา. พิมพ์ครัÊงทีÉ2. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2549. __________. ประวัติศาสตร์ศิลปะไทย (ฉบับย่อ): การเริÉมต้นและการสืบเนืÉองงานช่างใน ศาสนา. พิมพ์ครัÊงทีÉ4. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2552. สุภาพรรณ ณ บางช้าง. วิวัฒนาการงานเขียนภาษาบาลีในประเทศไทย: จารึก ตํานาน พงศาวดาร สาส์น ประกาศ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2529. สุภัทรดิศ ดิศกุล,หม่อมเจ้า. “ทฤษฎีใหม่ เกีÉยวกับศิลปะทางภาคเหนือของประเทศไทย,” ศิลปากร 4, 5 (2504): 54-61. __________. ศิ ล ป ะ ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย . พิ ม พ์ ค รัÊง ทีÉ 1 1. ก รุ ง เ ท พ ฯ: โ ร ง พิ ม พ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2539. สุรศักดิ Í ศรีสําอาง. เมืองน่าน โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะ. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2530. __________. ล้านนา สุโขทัย จารึก : สารัตถะทางโบราณคดี และประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์ การพิมพ์, 2553.
225 สรัสวดีอ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครัÊงทีÉ8. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์อมรินทร์, 2554. สุรสวัสดิ Í ศุขสวัสดิ Í. พุทธศิลปะในนิกายสีหฬภิกขุพ .ศ .1900-2100 (ราว ค .ศ .1350-1550): ศึกษาจากพระพุทธสิหิงค์และพระพุทธรูปทีÉมีจารึกในประเทศไทย เน้น ) ล้านนา. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550. __________. รายงานการวิจัยนิกายพุทธศาสนาในล้านนาระหว่างสมัยพระเจ้าติโลกราชพญาแก้ว (พ.ศ.1984-2068 / A.D. 1441-1525). เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2555. เสฐียรพงษ์ วรรณปก. “ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ 4.” พฤติกรรมศาสตร์ 2, 1 (พฤศจิกายน 2538): 49-56. อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และเดวิด เควัยอาจ . ตํานานพืÊนเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: ซิลค์เวอร์ม บุคส์, 2547. อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. พระพุทธรูปในล้านนา. เชียงใหม่: โรงพิมพ์ตะวันเหนือ, 2547. Griswold, A. B., Dated Buddha Images of Northern Siam. Switzerland: Artibus Asiae, 1967.
ภาคผนวก
227 ตารางทีÉ 25 พระพุทธรูปทีÉมีจารึก ในสมัยพระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 2008-2030 จารึก (คําปัจจุบัน) **ดวงฤกษ์** 1. บฐมํสกลกขณเมกบทํ ทุติยาทิปทสสนิทสสนเตา 2. สมนีทุนิมาสมทูสนิทู วิภเชกมเตาบฐเมน วินา 3. มหาชวปัญญาณ มหาพุทธญาณ มหาสัทธรรมราชมุนี มหาธรรมกิตติ 4. บงหวา (น) มหาเถรอารียเป็ นประธานสร้างพระเจ้าตนนี Ê แลนางเลาคํ Ê าชู ทีÉมา: ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 55-56. **ดวงฤกษ์** 1 – 2. (เฉพาะภาษาบาลี) ศรีสัทธรรมมหาสังฆราชให้สร้ าง พระพุทธรูปสิหิงค์ขึ Ê นประทับนัÉงบน บัลลังก์อันประเสริฐ เหมือน พระอาทิตย์ปรากฏเหนือเขายุคันธร และเหมือนพระจันทร์งาม เด่นอยู่ บนท้องฟ้ า… 4. ……………….II รูปพระสิหิงค์นี Ê ศรีสัทธรรมไตรโลกรัตนจุฬามหาสังฆราชา…….ให้หล่อไว้ให้เป็ น ไต้แก่โลกทั Ê งหลายบูชาเป็ นโกฐาสบุญ อันจักไปเกิดในเมืองฟ้ าแล นิพพานอัน บ่รู้เฒ่ารู้ ตาย IIมหา...ในกุศล…….การหล่อแล II แท่น นี Ê ๒๔, ๐๐๐ ……แล ทีÉมา: ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 57-58. บทมสกลกฺขณเมกบทํ ทุติยาทิบ...สมนิทุนิมาสมทูสนิทู วิภเชกมเตาบถเมนวินา ศักราช 835 ทีÉมา: ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 60. พ.ศ. 2008 2012 2016 ข้อมูล วัดเชียงมัÉน อ.เมืองเชียงใหม่จ.เชียงใหม่ ปาง: ประทับยืน / อุ้มบาตร สูง: 176 ซม. อักษรธรรมล้านนา ภาษาบาลี, ไทย วัดพระเจ้าเม็งราย อ.เมืองเชียงใหม่จ.เชียงใหม่ ปาง: มารวิชัย /ขัดเพชร สูง: 86 ซม. อักษรธรรมล้านนา ภาษาบาลี, ไทย วัดผ้าขาว อ.เมืองเชียงใหม่จ.เชียงใหม่ ปาง: มารวิชัย /ขัดเพชร สูง: 86 ซม. อักษรธรรมล้านนา ภาษาบาลี, ไทย ภาพ 1 2 3
228 ตารางทีÉ 25 พระพุทธรูปทีÉมีจารึก ในสมัยพระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 2008-2030 (ต่อ) จารึก (คําปัจจุบัน) ทีÉมา: Alexander B. Griswold, Dated Buddha images of Northern Siam, Plate II. 1. แกเป็นใหญ่แก.....หลาย.....ตญาณ หื Ê อเจ้าวิมลโพธิ หล่อพระพุทธเจ้าตนนี Ê ในวัดกนลาน (แล้วจึง) นํามาไว้ทีÉนี Ê เพืÉอจักหื Ê อเจริญบาน (แด)พระพุทธเจ้าต่อเท่า 5000 ปี ปฐมํ สกลกฺขณเมกปทํ ทุติยา ทิปทสฺส นิทสฺสนโตสมนิ ทุนิมา สมทู สนิทู วิภเช กมโต ปฐเมน วินา 2. สักราข 838 ทีÉมา: ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 8 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่, 245-253. มหาศักราช } 1398ปี วอก เดือน 3ขึ Ê น 5คํÉา วันอาทิตย์อุตตรภัทรนักษัตร ยามเสาร์ ราชา (พรญา) ยุธิษฐิระรามราชิสสรบรมสูรวงศ์ ทรงธรรม เจ้ากินเมืองของเชียงใหม่องค์ทรงไตรปิฎก ได้ทรงสร้าง พระพุทธรูปนี Ê ซึÉงสําเร็จด้วยทองหนักประมาณหมืÉนสีÉพันเพืÉอดํารง (พระศาสนา)ของพระสัมมาสัม พุทธเจ้าไว้ ทีÉมา:ประชุมจารึกเมืองพะเยา, 89-92.พ.ศ. 2017 2019 2019ข้อมูลวัดแม่คืออ.ดอยสะเก็ดจ.เชียงใหม่ปาง: มารวิชัย /ขัดเพชรสูง: 100ซม. วัดพระธาตุดอยสุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่จ.เชียงใหม่ปาง: สมาธิ/ขัดเพชรสูง: 130ซม. อักษรธรรมล้านนา ภาษาบาลี, ไทย พิพิธภัณฑ์ฯ พระนคร กรุงเทพฯ ปาง: สมาธิ/ขัดเพชรสูง: 48ซม. อักษรธรรมล้านนา ภาษาบาลี, สันสกฤต ภาพ 4 5 6
229 ตารางทีÉ 25 พระพุทธรูปทีÉมีจารึก ในสมัยพระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 2008-2030 (ต่อ) จารึก (คําปัจจุบัน) 20000 839 วิสาขปุณมี วันอาทิตย์ 20000 ทีÉมา: ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่, 61. 1. …ศักราช____ 2. …ห้าสิบสา____ (อ่านโดยนายชัชพิสิฐ ปาชะนี ตรวจทานโดย รองศาสตราจารย์ กรรณิการ์ วิมลเกษม) ศักราชได้ 841 พระเจ้าตนนี Ê ชาวสบลีหล่อแล ทีÉมา: ศักดิÍ ชัยสายสิงห์, พระพุทธรูปในประเทศไทย: รูปแบบ พัฒนาการ และความเชืÉอของ คนไทย(กรุงเทพฯ: สมาพันธ์, 2556), 344. พ.ศ. 2020 2021 2032 ข้อมูล วัดพระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่จ.เชียงใหม่ ปาง: มารวิชัย /เพชร สูง: 53ซม. อักษรธรรมล้านนา ภาษาไทย วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพฯ ปาง: มารวิชัย /ขัดราบ สูง: 53ซม. วัดพระธาตุหริภุณชัย อ.เมืองจ.ลําพูน ปาง: มารวิชัย /ขัดราบ สูง: 130 ซม. อักษรฝักขาม ภาษาไทย ภาพ 7 8 9
230 ตารางทีÉ 25 พระพุทธรูปทีÉมีจารึก ในสมัยพระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 2008-2030 (ต่อ) จารึก (คําปัจจุบัน) **ดวงฤกษ์** 1. ปางเมืÉอมหาเถรอินทปัญญา______ 2. ..าราทีÉนี Ê แลทีÉนี Ê ______________ 3. เจ้าใ.เจ็ดปี__________________ (อ่านโดยนายชัชพิสิฐ ปาชะนีตรวจทานโดย รองศาสตราจารย์ กรรณิการ์ วิมลเกษม) (จุล)ศักราชได้ 842 มหาเถรติปิฏกจณคยะเจ้า อยู่อารามป่ าสัก (ทีÉ)เมืองขานชวนนักบุญทั Ê งหลาย สร้าง(พระพุทธรูป) ทีÉมา: ฮันส์ เพนธ์ และคณะ, ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 12 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 4, 319-331. บฐมสกลกขณเมกบท ทุติยาทิบทสสนิทสสนเตา สมนีทูนิมาสมทุสนิทุ วิภเชกมเตาบฐเมนวินา(จุล) ศักราช 843 มาสเกณฑ์ 10436 หรคุณ 308211 เดือน 5 ขึ Ê น 2 คํÉาวันอาทิตย์ (ตามวิธีนับแบบ) ไทย วัดร้วงเม็ด ทิดพรหมอาจารย์ นายยีÉเขียงน้อยเป็ นหัวหน้าคนทั Ê งหลาย สร้ างพระพุทธรูปองค์นี Ê ทีÉมา: ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่,63. พ.ศ. 2022 2023 2024 ข้อมูล วัดปัณณาราม อ.ฝางจ.เชียงใหม่ ปาง: มารวิชัย /ขัดราบ สูง: 126ซม. อักษรธรรมล้านนา ภาษาบาลี, ไทย วัดหัวริน อ.สันป่ าตองจ.เชียงใหม่ ปาง: มารวิชัย /ขัดราบ สูง: 112 ซม. อักษรธรรมล้านนา ภาษาบาลี, ไทย วัดพระเจ้าเม็งราย อ.เมืองเชียงใหม่จ.เชียงใหม่ ปาง: มารวิชัย /ขัดราบ สูง: 90 ซม. อักษรธรรมล้านนา, ฝักขาม ภาษาบาลี, ไทย ภาพ 10 11 12
231 ตารางทีÉ 25 พระพุทธรูปทีÉมีจารึก ในสมัยพระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 2008-2030 (ต่อ) จารึก (คําปัจจุบัน) 1. แม้เพราะเหตุนี Ê พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั Ê นเป็นผู้ห่างไกลกิเลส ตรัสรู้ชอบเอง ทรงถึงพร้อม ด้วยวิชชาและจรณะเสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็ นผู้ฝึ กบุรุษทีÉควรฝึ กอย่างยอดเยีÉยม หาผู้ยิÉงกว่า ไม่มี เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั Ê งหลาย เป็นผู้เบิกบาน เป็ นผู้จําแนกธรรม ตามทีÉกล่าวมา 2 -4. เพราะอวิชชาเป็ นปัจจัย จึงเกิดมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดมีวิญญาณ เพราะ วิญญาณเป็ นปัจจัย จึงเกิดมีนามรูป เพราะนามรูปเป็ นปัจจัย จึงเกิดมีอายตนะ 6 เพราะอายตน 6 เป็นปัจจัย จึงเกิดมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็ นปัจจัยจึงเกิดมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดมี ตัณหาเพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดมีภพ เพราะภพ เป็นปัจจัย จึงเกิดมีชาติเพราะชาติเป็ นปัจจัย จึงเกิดมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปา ยาสะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั Ê งมวลนั Ê นเกิดขึ Ê นตามเหตุปัจจัยดังกล่าว 5. ศักราชได้ 843 ในปี เต่ายี เจ้าวิเชียรปัญโญ สร้ างเสร็จพระเจ้า ไว้รอยตีน ด้วยบุญนี Ê ขอหื Ê อ พระเมต เจ้า ทํานายว่าจะเป็ นพระตน 1 ทีÉมา: ประเสริฐ ณ นคร, จารึกล้านนา ภาค 1, เล่ม 1, 30-31. (จุลศักราช) 843 ปี เถระรัตนปัญญาเจ้า หล่อไว้ในปุพพาราม ทีÉมา: สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, วัดเบญจมบพิตรและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัด เบญจมบพิตรพระพุทธรูปสําคัญ ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม, 80-81. พ.ศ. 2024 2024 ข้อมูล พิพิธภัณฑ์ฯ พระนคร กรุงเทพฯ ปาง: ประทับรอยพระบาท สูง: 46.5ซม. อักษรฝักขาม ภาษาไทย วัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพฯ ปาง: มารวิชัย /ขัดเพชร สูง: 67 ซม. อักษรธรรมล้านนา ภาษาไทย ภาพ 13 14
232 ตารางทีÉ 25 พระพุทธรูปทีÉมีจารึก ในสมัยพระเจ้าติโลกราช พ.ศ. 2008-2030 (ต่อ) จารึก (คําปัจจุบัน) ทีÉมา: สํานักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, วัดเบญจมบพิตรและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัด เบญจมบพิตรพระพุทธรูปสําคัญ ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม, 77. 1. พระเจ้านิพพานได้ 2024 ปี ในปี กดไจ้ ยังมีเจ้าภิกษุ ต- 2. นหนึÉงชืÉอสุมังคะละเมธาวีชวนบาสิกาผู้หนึÉงชืÉอนาง(เ..)1. .าวหลานหมืÉนยูพวกหา (ญ) แปลงพระ เจ้าตนนี Ê ไว้กับพระพันตนเมิงฝาง ทีÉมา: ประเสริฐ ณ นคร, จารึกล้านนา ภาค 2, เล่ม 1, 158. 1. บถมํสกลกขณเมกบทํ ทุติยาทิบทสสนิทสสนเตาสมนีทูนิมาสมทูสนิทู วิภเชกมเตาบถเมนวินาพระ แสนทอง (องค์) นี Ê ….(นาย) ธันบี (?) ปรารถนาว่า (ขอ)เป็นอัคคสาวกเมตไตรยเจ้า 2. ในปี เต่ายี ศักราชได้ 844 แล ทีÉมา: ฮันส์ เพนธ์, คําจารึกทีÉฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่,65.พ.ศ. 2024 2024 2025ข้อมูล วัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพฯ ปาง: มารวิชัย /ขัดเพชรสูง: 73ซม. วัดศรีบุญเรือง อ.ฝางจ.เชียงใหม่ปาง: มารวิชัย /ขัดราบสูง: 75ซม. อักษรฝักขาม ภาษาไทย วัดเจดีย์หลวง อ.เมืองเชียงใหม่จ.เชียงใหม่ปาง: มารวิชัย /ขัดราบสูง: 111ซม. อักษรธรรมล้านนา, ฝักขาม ภาษาบาลี, ไทย ภาพ 15 16 17