จัดทำโดย สำนักงานสื่อสารองคกร เนื่องในโอกาสครบรอบ ๖๕ ป วันคลายวันสถาปนาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบังและพิธีเปดอาคารหอพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราชภูธร ภูมะธน : ผูเขียนผศ.ดร.ทอแสงรัศมี ถีถะแกว : บรรณาธิการ
จัดทำโดย สำนักงานสื่อสารองคกร เนื่องในโอกาสครบรอบ ๖๕ ปวันคลายวันสถาปนาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบังและพิธีเปดอาคารหอพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวพระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราชดาราศาสตรไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาฯภูธร ภูมะธน
ชื่อหนังสือ ดาราศาสตร์ไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯผู้เขียน นายภูธร ภูมะธนบรรณาธิการเล่ม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังออกแบบ/จัดรูปเล่ม นางสาวทัศนีย์ ฟักหอมจัดพิมพ์โดย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังพิมพ์ที่ อันปัน ก๊อปปี้ เซ็นเตอร์ ๒๙๒ ถนนฉลองกรุง แขวงลําปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ๑๐๕๒๐พิมพ์ครังที่ ๒ จํานวน ๔๐๐ เล่ม กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ้เผยแพร่ออนไลน์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) www.kmitl.ac.thวันที่อนุมัติ 27 กุมภาพันธ์ 2568ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติภูธร ภูมะธน. ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระจอมเกล้า.-- กรุงเทพฯ : สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณ ทหารลาดกระบัง, 2568. 232 หน้า. 1. จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2347-2411. 2. ดาราศาสตร์ -- ไทย. I. ชื่อเรื่อง.923.1593ISBN 978-616-338-209-2
อาจารย์อารี สวัสดี คือ ผ้�ผลักดัน ชนี�าำ บังคบั เกลีย�กล่อมใหข�าพเ� จ�าสนใจเรื�องดาราศาสตร์ นานตดติ ่อกว่า ๕๐ ปีขาพเ� จ�าขออุทิศคุณงามความดีทีพ�ึงมีของหนังสือเร�อง ืดาราศาสตร์ไทยสมยัพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯท่�ข้าพเจ้าใช้เวลาค้นคว้านานหลายปีให้กับ อาจารย์อาร่สวัสด่ผ้เ้ปน็ ต้นทางสร้างแรงจ้งใจใหข้ ้าพเจ้าสร้างสรรค์งานชนน่ ้� �“”
คำ�นำ� ประวัติศาสตร์บุคคล โดยเฉพาะเร่�องท่�เป็นการเทิดพระเก่ยรติผ้�เร่ยบเร่ยงนิยมเสนอประเด็นด่งามควรแก่การยกย่องและสร�างความรักศรทั ธาให�กบัพระมหากษัตรยิ ์พระองค์นัน� ด�วยเหตุท่�ข�าพเจ�าเป็นผ้�ถ้กฝึกฝนเล่าเร่ยนมาให�เป็นนักประวัติศาสตร์ซ่�งต�องคำาน่งตลอดว่าการจะสรุปเร่�องราวให�เป็นอย่างหน�่งอย่างใดนั�นต�องรวบรวมหลักฐานท่�เก่�ยวข�องให�ได�มากท่�สุด นาำมาประเมินแล�ว จ่งต่ความเพ่�อหาความหมายจากเหตุการณ์หร่อพฤติกรรมนัน�ๆ ดังนัน�ขาพเจ� �าจ่งอดไม่ได�ท่�จะม่การนาำขอ�ม้ลในประเด็นเด่ยวกันแต่หลากหลายรายละเอ่ยดนาำ มาเสนอในงานประวัติศาสตร์เร่�องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�า ฯ ในท่�น่� แม�นว่าผ้�อ่านบางท่านอาจจะร้�ส่กว่าประวัติศาสตรบ์ างประเด็นท่�นาำเสนอ เป็นเร่�องท่�ไม่ควรจัดเป็นประวัติศาสตร์เทิดพระเก่ยรติแต่เป็นความตั�งใจของข�าพเจ�าท่�จะนำาเสนอให�ผ้�อ่านเข�าใจว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ทรงเป็นชาวสยามท่�ผ่านการอบรมศ่กษา ผ่านประสบการณ์หลากหลายตังแ�ตย่ ังทรงพระเยาว์ ผ่านการหล่อหลอมจากจาร่ตประเพณ่วัฒนธรรมทุกระดับ ฉะนั�น พระองค์ค่อชาวสยามท่�เป็นต�นแบบท่�สมควรนาำมาศ่กษาเร่ยนร้�ทุกแงมุ่มซ่งคน�รุ่นหลังควรจะย่ดถ่อเป็นบุคคลต�นแบบและราล่ ำกถ่งพระปร่ชาสามารถ ความยุ่งยากในการเร่ยบเร่ยงท่�ขาพเจ�า�มิอาจปัดความรบผั ิดชอบได�ค่อการระบุวันและศักราชของการเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ซ่ง�ม่ระบุในหลักฐานภาษาต่างประเทศและภาษาไทยยุคก่อนเปล่�ยนเป็นศักราชสากล รวมทั�งภาษาไทยยุคปัจจุบันท่�วันเวลาของเหตุการณ์จากแต่ละหลักฐานอาจระบุคลาดเคล่�อนไมต่รงกันได� แต่ขาพเจ� าไ� ด�พยายามท่�ระบุใหใก� ล�เค่ยงกบัความจริงมากท่�สุด อ่กทั�งการถ่ายทอดช่�อบุคคลต่างชาติเป็นภาษาไทย มักจะสะกดไมต่รงกัน ขาพเจ� �าย่ดถ่อการสะกดจากต�นฉบบั ท่�ใช�อ�างอิง นอกจากนั�น การใช�หลักฐานท่�พรรณนาตามหนังส่อต่างๆ บางเล่มพิมพ์ตั�งแต่ครั�งสมัยต�นรัตนโกสินทร์โดยใช�อักขรวิธ่การเข่ยนในยุคสมัยนั�น ซ่�งแตกต่างจากอักขรวิธ่การเข่ยนในยุคปัจจุบันข�าพเจ�าได�นำามาอ�างอิงถ่ายทอดให�เหม่อนจริงตามต�นฉบับ ข�าพเจ�าจ่งย่นยันว่าข�าพเจ�าไม่ได�เข่ยนภาษาไทยผิดม่ผ้�สร�างแรงบันดาลใจหลายท่านให�ข�าพเจ�าเร่ยบเร่ยงงานประวัติศาสตร์เร่�องน่�ท่�สาคำ ัญค่อท่านผ้�หญิงบุตร่ ว่ระไวทยะ ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงศ์นายอาร่ สวัสด่ นายบุญรักษา สุนทรธรรมนายวิษณุเอ่�อช้เก่ยรติและนายวรพล ไม�สน
เม่�อสถาบันเทคโนโลย่พระจอมเกล�าเจ�าคุณทหารลาดกระบัง ดำาริจัดสร�างห�องเทิดพระเก่ยรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวด�านดาราศาสตร์และโหราศาสตร์และขอให�ข�าพเจ�าร่วมเป็นคณะทำางานด�วยนั�น ขาพเจ� �าแจ�งว่า ขาพเจ� �าเคยเร่ยบเร่ยงหนังส่อเร่�อง พระบ�ทสมเด็จพระจอมเกล้�เจ�้อย่�หัว : จ�กคว�มสนพระทยัในวิทย�ศ�สตร์ สค่� ว�มเป็นพระมห�กษัตรยิน์ ักด�ร�ศ�สตร์ จัดพิมพ์เผยแพร่โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติเม่�อ พ.ศ. ๒๕๕๕ ข�าพเจ�ายังได�ศ่กษาข�อม้ลเพิ�มเติมให�ช่�อเร่�องใหมว่ ่า ด�ร�ศ�สตร์ไทยสมยัพระจอมเกล้�ฯ แต่ยังไม่ได�พิมพ์เผยแพร่คณะทำางานจัดสร�างหองเ�ทิดพระเก่ยรติฯ ค่อ รศ. ดร.คมสันมาล่ส่ อธิการบด่ ผศ. ดร.ทอแสงรัศม่ ถ่ถะแก�ว ประธานกรรมการฝ่ายหอเทิดพระเก่ยรติร.4 และลานนวัตกรรมดาราศาสตร์และรศ. ดร.จรสวรรณ โกยวานิช กรรมการและเลขานุการโครงการ ฯลฯ สนใจรบัมาพจิารณา และขอจัดพิมพ์เป็นอภินันทนาการในโอกาสสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ�า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร่ เสด็จพระราชดำาเนินเปิดอาคารหอพระราชประวัติพระบาทสมเดจ็พระจอมเกล�าเจาอ� ย้่หว ัพระสยามเทวมหามกุฏวทิยมหาราชวันพฤหัสบด่ท่� ๒๗ กุมภาพันธ พ์ทุธศักราช ๒๕๖๘ ข�าพเจ�าขอขอบคุณผ้�ศ่กษาเผยแพร่ประวัติศาสตร์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ท่�ม่มาก่อนทุกๆ ท่าน ทาำ ใหข�าพเจ�าสะด�วกส่บค�นเพิมเติม�รวมทัง�ขอบคณุ ผ้�ชว่ยเหล่อสนบัสนุนขอ�ม้ลและภาพประกอบเพ่�อนาำ มาใช�ประโยชน์ในการจัดทำาหนังส่อเล่มน่ � แม�นว่าข�าพเจ�าตั�งใจเร่ยบเร่ยงหนังส่อ ด�ร�ศ�สตร์ไทยสมัยพระบ�ทสมเด็จพระจอมเกล้�ฯให�ม่ข�อผิดพลาดน�อยท่�สุดแล�ว แต่ก็เช่�อได�ว่าคงม่ข�อผิดพลาดท่�หลงเหล่อและถ้กมองข�าม ข�าพเจ�าขอรบผั ิดชอบและกราบขออภัย น�ยภธร ภ่มะธ่น ๑ กุมภาพันธ์๒๕๖๘
บทบรรณ�ธิก�ร “ดาราศาสตร์ไทยสมัยสมเด็จพระจอมเกล�าฯ” เป็นผลงานศ่กษาค�นคว�า เข่ยน และเร่ยบเร่ยงโดยอาจารย์ ภ้ธร ภ้มะธน หน�่งในปรมาจารย์ด�านประวัติศาสตร์ไทย ตลอดช่วิตของท่านได�อุทิศตนเพ่�อการทำางานในด�านการนำาเร่�องราวอันทรงคุณค่าของประวัติศาสตร์ไทยมาร�อยเร่ยงนำาเสนอเพ่�อมอบความร้�และชวนคิดต่อยอดองค์ความร้�ในด�านต่างๆ ผ่านการผลิตส่�อในแขนงต่างๆ และโดยเฉพาะบทบาทในการเป็นผ้�อย้่เบ่�องหลังความสาำเรจข็องการสร�างพพิ ิธภณั ฑ์สาคำ ัญของประเทศ อาทิพพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์เป็นต�น ในโอกาสครบรอบ ๖๕ ปีวันคล�ายวันสถาปนาสถาบันเทคโนโลย่พระจอมเกล�าเจ�าคุณทหารลาดกระบังนั�น อธิการบด่ รองศาสตราจารย์ดร.คมสัน มาล่ส่ ได�ม่ดำาริให�จัดสร�างห�องเทิดพระเก่ยรติรัชกาลท่� ๔ ภายในอาคารหอพระราชประวัติพระบาทสมเดจ็พระจอมเกล�าเจาอ� ย้่หว ัพระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช โดยได�เชิญอาจารย์อาร่ สวัสด่ ท่�ปร่กษาสถาบันฯมาให�คำาแนะนำา และอาจารย์อาร่ ได�แนะนาำอาจารยภ้์ธร ใหมาเ� ป็นท่�ปร่กษาโครงการจัดทำาหองเ�ทิดพระเก่ยรติฯ ภายใต�แนวคิด “เม่�อดาราประกายแสงแห่งปัญญา” นำาเสนอพระราชประวัติของพระจอมเกล�ารัชกาลท่� ๔ ท่�เก่�ยวข�องกับด�านวิทยาศาสตร์ดาราศาสตร์และโหราศาสตร์รวมถ่งบริบทสังคมไทยและโลกในเวลานั�น จนสำาเร็จและได�ม่พิธ่เปิดอาคารเม่�อวันท่� ๒๗ กุมภาพันธ์พ.ศ.๒๕๖๘ โดยได�รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ�า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เสด็จเปิดงานฯ ซ่�งพระองค์ท่านได�เสด็จพระราชดำาเนินรบัชมขอ�ม้ลต่าง ๆ ท่�จัดแสดงภายในหองเ�ทิดพระเก่ยรติน่ด�ว�ยความสนพระทัยอย่างยิง�และทางสถาบันได�ท้ลเกล�าถวายหนังส่อ“ดาราศาสตร์ไทยสมัยสมเดจ็พระจอมเกล�าฯ” เล่มน่�ท่�ได�ร�อยเร่ยงเร่�องราวโดยละเอ่ยดมากข่นให�แ�ด่สมเดจ็พระเทพฯอ่กด�วย เหตุการณ์ท่�เกิดข่นในวัน�นัน� ยังความปล่�มปิติให�กบัคณะทำางาน และชาวสจล.อย่างหาท่�สุดมิได� ในฐานะท่�ขาพเจ� าเองไ � ด�รบัเก่ยรติจากท่านอาจารยภ้์ธร ใหมา�รบหน� ั าท่�เป็นบรรณาธิการของหนังส่อเล่มน่นั�น� ถ่อเป็นเก่ยรติอย่างยิงใน� ช่วติการทาำงานของขาพเจ� �า ขาพเจ� �าขอขอบพระคณทุ่านอาจารยภ้์ธรภ้มะธน ท่�ได�สละเวลาอันม่ค่า และได�มอบผลงานศ่กษาค�นคว�าอันทรงคุณค่ายิ�งให�แก่สจล. ได�เผยแพร่ส้่สังคม ขาพเจ� �าเช่�อมัน�ว่า ผ้�ท่�ได�ม่โอกาสอ่านหนังส่อเล่มน่ จ�ะได�รบัความร้�เปิดโลกทัศน์และวิธ่คิดทั�งในด�านพัฒนาการของสังคม เศรษฐกิจ และความเจริญก�าวหน�าของประเทศ และยังสร�างแรงบันดาลใจต่อการมุ่งมัน�ทำาสิงใดเ �พ่�อประโยชนส์ว่นรวมให�กบัคนรุ่นหลัง รวมถ่งความภาคภ้มิใจแก่ชาวพระจอมเกล�าลาดกระบังอ่กด�วย และขาพเจ� �าหวังเป็นอย่างยิง�ว่า“ดาราศาสตร์ไทยสมัยสมเด็จพระจอมเกล�าฯ”ฉบบน่ ั�จะเป็นประโยชน์แก่ท่านผ้�อ่านและเป็นประโยชน์ต่อวงการดาราศาสตร์และประวัติศาสตร์ไทยต่อไปหากม่ขอ�ผิดพลาดประการใดขาพเจ� �าขอน�อมรบั ไว�แต่เพ่ยงผ้�เด่ยว ผ้�ชว่ยศาสตราจารย์ดร.ทอแสงรัศม่ ถ่ถะแก�ว ผ้�ชว่ยอธิการบด่ฝ่ายส่�อสารองค์กร สจล.
ส�รบัญบทท่� ๑ ๒ทรงข่นครองราช�ย์บทท่� ๒ ๑๔สยามใหม่ครังก�รุงรตันโกสินทร์เริม�ตั�งแต่สมัยรัชกาลท่� ๓บทท่� ๓ ๒๐พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ พระเจ�าแผ่นดินพระองค์ใหม่: สยามใหมทั ่�งกายและใจบทท่� ๔๒๖อาณาจักรสยามครัง�ต�นสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯบทท่� ๕ ๔๘ความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ กบัราษฎรสยามบทท่� ๖ ๕๖ยุทธศาสตรตั ์ �งรบัการรุกรานอำานาจอธิปไตยสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯบทท่� ๗ ๗๖วิทยาศาสตร์และเทคโนโลย่สมัยใหมย่ ุคแรกในสยาม
บทท่� ๘ ๑๐๔จาร่ตดาราศาสตร์สยามบทท่� ๙ ๑๑๐ดาราศาสตร์ครัง�รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯบทท่� ๑๐ ๑๕๔ยุคเริมป�ล้กฝังคณคุ่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย่ตะวันตกในสยามบทท่� ๑๑ ๑๖๐พระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯด�านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย่บทท่� ๑๒ ๑๗๒ทรงศ่กษาอะไร อย่างไร ใครสอนบทท่� ๑๓ ๑๗๖จดหมายเหตุคราสสาคำ ัญ วันท่� ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑บทท่� ๑๔ ๑๙๖บทสรุป เม่�อดาราประกายแสงแห่งปัญญา
บทท่� ๑ทรงข้นครองราชย์�2 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัว เสด็จพระราชสมภพในสมัยรัชกาลที� ๑ ณ พระราชวังเดิมของสมเด็จพระเจ�าตากสินมหาราช ด�านใต�วัดอรุณราชวราราม เมื�อวันที� ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๔๗ ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จฯ เจ�าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรกับ สมเด็จฯ เจ�าฟ้าบุญรอด ทรงได�รับการเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระเจ�าหลานเธอ เจ�าฟ้ามงกุฎสมมุติเทววงศ์ฯ ครันสมเด็จฯ เจ�าฟ้ากรมหลวง �อิศรสุนทรข่นครองราชสมบัติเป็นรัชกาลที� ๒ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระราชบิดาและพระราชมารดา �ของสมเด็จฯ เจ�าฟ้ามงกุฎได�รับการเฉลิมพระนามต่อมาว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและ สมเด็จพระศร่สุริเยนทราบรมราชิน่ สมเด็จฯ เจ�าฟ้ามงกุฎฯ ข่นครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์เป็นรัชกาลที� ๔ ต่อจากพระบรมเชษฐา �คือ พระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอย้่หัว � รัชกาลที� ๓ เมื�อวันที� ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๓(๑)เฉลิมพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว ครั�นเสด็จข่�นเถลิงถวัลยราชสมบัติแล�ว โปรดให�สถาปนาสมเด็จพระอนุชา คือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ให�ทรงดำารงพระอิสริยยศเสมอด�วยพระเจ�าแผ่นดินอีกพระองค์หน่ง มีพระนามว่า �พระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล้าเจ้าอย้่หัว เมื�อสมเด็จฯ เจ�าฟ้ามงกุฎยังทรงพระเยาว์ ทรงผนวชเป็นสามเณรตามราชประเพณีแล�วลาผนวช จากนันทรงอุปสมบทเมื�อ พ.ศ. ๒๓๖๗ เป็นพระภิกษุ เสด็จอย้่จำาพรรษา ณ วัดสมอราย (คือวัดราชาธิวาส �ที�กรุงเทพมหานคร) เหตุที�ทรงเลือกจำาพรรษาที�วัดแห่งนี� เพราะเป็นวัดถือลัทธิสมถะซ่งเป็นที�นิยมในยุค �สมัยนัน พอทรงผนวชได�ราวปักษ์หน่ � �ง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล�าฯ เสด็จสวรรคต(๒) เรื�องการสืบราชสมบัติจากรัชกาลที� ๒ ส้่รัชกาลที� ๓ นัน ผ้�สนใจศ่กษาประวัติศาสตร์ไทยรับร้�กัน �โดยทั�วว่า สมเด็จฯ เจ�าฟ้ามงกุฎฯ น่าจะทรงสิทธิข่� �นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล�าฯ เป็นรัชกาลที� ๓ ด�วยทรงเป็นพระราชโอรสฐานันดรศักดิ�ชั�นเจ�าฟ้า คือประส้ติแต่พระอัครมเหสี คือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราฯ แต่เมื�อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล�าฯ สวรรคตโดยมิได�ทรงแต่งตั�งเจ�านายพระองค์ใดดำารงตำาแหน่งรัชทายาท ซ่งในครั�งนั�น เรียกขานตำาแหน่งรัชทายาทว่า �กรมพระราชวังบวรฯ บรรดาพระราชวงศ์ผ้�ใหญ่และมุขอำามาตย์จ่งได�ลงมติเลือก กรมหม่�นเจษฎาบดินทร์ พระราชโอรสอีกพระองค์หน่�งในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล�าฯ ที�ประส้ติแต่เจ�าจอมมารดา ขณะนันมีพระราชอิสริยยศชั� นพระองค์เจ�า แต่ทรงมีวัยวุฒิ และมีความเจนจัดในราชการ ให�ข่ � นเถลิงถวัลย์�ราชสมบัติ ด�วยรัชทายาทที�ทรงสิทธิ�มากกว่าคือเจ�าฟ้ามงกุฎฯ มีพระชนมายุน�อยเพียง ๒๐ พรรษารวมทั�งยังไม่ทรงมีบทบาทในการกำากับราชการใด ๆ มาก่อน และกำาลังทรงผนวชตามประเพณีนิยมและที�สำาคัญคือสมเด็จ เจ�าฟ้ามงกุฎฯ ไม่มีพระประสงค์คัดค�านการตกลงใจใด ๆ จากมติของที�ประชุมด�วยพระองค์เกรงว่าจะเกิดความไม่สงบสุขข่นภายในพระราชอาณาจักร� (๓) ฉะนันกรมหมื�นเจษฎาบดินทร์ �จ่งได�ข่นครองราชย์เป็นรัชกาลที� ๓ �ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๓
ทว่ายังมีหลักฐานประวัติศาสตรที ์ �ไม่ใคร่มีผ้�นามำาอาง� ระบุว่าการผลัดเปลีย�นแผ่นดินจากรัชกาลที�๒ส้่รัชกาลที�๓ ของราชอาณาจักรสยามครัง�นัน� มิได�เรยบร�อย ีสงบนิงจ�ริงดังที�รบรั ้�กัน เช่น พระเจ�าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์พระราชโอรสพระองค์หนงในพระ�่บาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวทรงนิพนธ์เหตุการณ์ครั�งนี�ใน โคลงลิลิตมหามกุฎราชคุณานุสรณ์ซ่�งมีผ้�สรุปเป็นความเรยีงว่า “ในตอนเปลีย�นรัชกาลที�๒เป็นรัชกาลที�๓ นี�มีเหตุการณร�์ายเกียวด�วย�พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หวอย้่ ั ประการหน�ง่คือ ปรากฏว่าได�มีผ้�ไปหลอกลวงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล�านภาลัย พระบรมชนกนาถ มีรับสั�งให�พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวซ่�งในเวลานั�นทรงผนวชอย้่วัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) เข�าเฝ้า ครั�นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หวัเสด็จไปด�วยเข�าพระทัยว่าทรงมีรบสั ั�งจริง แต่ปรากฎว่าทรงถ้กหลอกลวงและผ้�หลอกลวงนั�นได�นาอำงค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวไปควบคุมไว� ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นเวลาหลายวัน จนเมื�อพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าเจ�าอย้่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ�าแผ่นดินเรียบร�อยแล�ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวจ่งทรงถ้กปล่อยให�เสด็จกลับมาประทับ ณ วัดราชาธวิาส (วัดสมอราย) ตามเดิม”(๔) ยังมีหลักฐานจากชาวตะวันตกท่านหนง�่ทีพ�านำ ักอย้่ในกรุงเทพมหานครและใกล�ชิดราชสานำ ักสยามทั�งสองรัชกาลเป็นอย่างดี คือ มุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ (Mgr. Pallegoix) ได�เขียนรายงานเหตุการณ์การผลัดเปลี�ยนแผ่นดินในสยาม พิมพ์เผยแพร่ที�กรุงปารีส เมื�อ ค.ศ. ๑๘๕๔/พ.ศ. ๒๓๙๗ ในหนังสือชื�อเรื�องว่า Description du Royaume Thai ou Siam ซ่งมีผ้�แป�ลเป็นภาษาไทยให�ชื�อว่า เล่าเร่�องกรุงสยาม ระบุรายละเอียดเหตุการณ์ที�ต่างออกไปเช่นกันว่า “เมื�อ (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล�าฯ-ผ้�เขียน)เสด็จสวรรคตแล�ว พระเจ�าล้กยาเธอเจ�าฟ้ามงกุฎ (Chao-Fa-Mongkut) เพิ�งมีพระชนม์ได� ๒๐ พรรษาเท่านัน� ในฐานะที�เป็นพระโอรสพระองค์แรก จากสมเด็จพระอัครมเหสีราชบลัลังกจ่์งตกทอดถ่งพระองค์โดยชอบ แต่พระเชษฐาองค์หน�่ง เกิดแต่พระสนม (หมายถ่งกรมหมื�นเจษฎาบดินทร์-ผ้�เขียน)มีพระชนมายุแก่กว่า ตรัสว่า :เธอยังเยาวน์ ัก ให�พี�ครองแผ่นดินเสยสี ักสีห� �าปีเถิดแล�วพี�จะเวนราชสมบัติให�แล�วพระองคก์ ็ทรงสถาปนาพระองค์เองข่นเ�ป็นกษตรัยิ์ทรงพระนามว่าพระเจ�าปราสาททอง (Phra-ChaoPrasat-Thong- มาจากพระนามเดิมว่าพระองค์เจ�าทับ-ผ้�เขยีน) เมื�อเสด็จข่นเส�วยราชย์แล�ว ด้เหมอืนว่าจะมิได�ทรงถอสื ัจวาจาที�ให�ไว� ดังนันส�มเด็จเจ�าฟ้าจ่งทรงพระดำาริว่า ถ�าพระองค์ทรงรบัภาระตำาแหน่งหนง�่ตำาแหน่งใดในราชการ ไม่เรวก็ ช� ็า พระเชษฐาคงจะหาโอกาสกาจำ ัดเสยีเป็นแน จ่ ่ งได�แอบไปยังวัดวัดหน�ง่และทรงผนวชเสยี”(๕)ข�อม้ลเหตุการณ์ครั�งนี� มุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ระบุไว�บางตอนไม่ถ้กต�อง เช่นระบุว่าสมเด็จเจ�าฟ้าฯ ทรงแอบไปยังวัดวัดหนง�่และทรงผนวชเสย นี ่าจะไม่ใช่เรื�องจริง แตส่าำหรบัเรื�องที�พระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ ทรงส่งสัญญาณว่ามีพระราชประสงค์จะได�ครองราชสมบัติก่อนสักระยะหน�่งแล�วจ่งจะถวายราชสมบัติคืนเป็นข�อม้ลที�ชวนพส้ิจนต์อ่ ไป ๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ขณะที�พระบาทสมเด็จพระนังเกล�าฯ ครองราชย์ นาน ๒๖ ปี (พ.ศ. ๒๓๖๗ - พ.ศ. ๒๓๙๓) สมเด็จฯ �เจ�าฟ้ามงกุฎ ฯ มิได�ทรงลาผนวช ทรงจำาพรรษาอย้่ที�วัดสมอรายบ�าง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์บ�างกระทังถ่ง พ.ศ. ๒๓๗๙ พระบาทสมเด็จพระนั �งเกล�าฯ ทรงเชิญมาครองวัดบวรนิเวศ พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎ�เสด็จจากวัดสมอรายมาอย้่ครองวัดบวรนิเวศวิหารเมื�อวันที� ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๓๗๙ โดยขบวนเรือ(๖) กว่าจะได�ข่�นครองราชย์เป็นรัชกาลที� ๔ พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎทรงอย้่ในร่มกาสาวพัสตร์นานถ่ง ๒๗ ปี เป็นโอกาสดีที�พระองค์จะได�ทรงใช�เวลาให�เกิดประโยชน์กับสิงต่าง ๆ ที�สนพระทัย เช่น การปฏิร้ป �พุทธศาสนา การศ่กษาวิทยาการและภาษาต่าง ๆ การติดต่อกับชาวต่างประเทศเพื�อสืบค�นข�อม้ลการสำารวจบ�านเมืองและโบราณวัตถุสถานเป็นต�น ประสบการณ์เรื�องต่าง ๆ ดังกล่าว มีผลต่อการพัฒนาประชาชาติสังคมสยามเป็นอย่างมากเมื�อพระองค์ข่นครองราชย์� ทรงศ่กษาพุทธศาสนาอย่างล่กซ่งทั�งด�านคันถธุระ คือเรียนคำาสั�งสอนของพระพุทธเจ�า ทรงพยายาม�อ่านพระไตรปิฎกให�รอบร้�พระธรรมวินัย (ที�วัดมหาธาตุฯ) และทรงเรียนวิปัสสนาธุระ คือเรียนวิธีที�จะพยายามชำาระใจของตนเองให�บริสุทธิ� หลุดพ�นจากกิเลส (ที�วัดสมอราย) ทรงศ่กษาพระไตรปิฎกจนเชี�ยวชาญรอบร้�แตกฉาน(๗) พระบาทสมเด็จพระนังเกล�าฯ จ่งทรงแต่งตั� งให�มีตำาแหน่งในคณะมหาเถระ �ผ้�สอบพระปริยัติธรรมในสนามหลวง(๘)เมื�อทรงผนวช พระอุปัชฌาย์ได�ให�พระนามฉายาว่า วชิรญาณโณ แปลว่า “ผ้้ม่ความสามารถอันสว่างประดุจเพชร”(๙) ขณะประทับอย้่ที�วัดสมอราย (วัดราชาธิวาสในปัจจุบัน) ทรงเป็นผ้�นำาในการชำาระวัตรปฏิบัติของสงฆ์ให�เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยยิงข่� น มีภิกษุสามเณรเลื�อมใสปฏิบัติตามเป็นอันมาก รวมตัวจัดตั � �งเป็นพระสงฆ์คณะใหม่ เรียกว่า คณะธรรมยุต หรือ คณะธรรมยุติกนิกาย(๑๐)ทรงมีโอกาสเสด็จไปบ้ชามหาเจติสถานตามหัวเมืองต่าง ๆ เช่น พ.ศ. ๒๓๗๔ (วันพฤหัสบดี ข่�น ๑ คำา เดือน ๓ จุลศักราช ๑๑๙๓) เสด็จข่�นไปทรงประดิษฐานพระพุทธร้ปที�ถำาวิมานจักรีและถำาประทุน พระพุทธบาทสระบุรี(๑๑)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๕
ฤด้แล�ง พ.ศ. ๒๓๗๔ เสด็จไปนมัสการพระมหาสถ้ปที�เมอืงนครชยัศรีซ่ง�ตอม่ าได�รบั การสถาปนามหาสถ้ปใหม่ทับมหาสถ้ปเดิมและได�รับพระราชทานนามว่า พระปฐมเจดีย์สมเด็จพระมหาสมณเจ�ากรมพระยาปวเรศวรยิาลงกรณ์ได�ทรงนิพนธ์เรื�องนี�ไว�ว่า “ครันฤ�ด้แล�ง เสด็จไปนมัสการพระปฐมเจดีย์พระสงฆ์ได�ตามเสด็จไปด�วยหลายร้ป ครั�นเวลาคำา เสด็จข่�นไปสวดมนตร์บนลานพระ ครั�นสวดจบแล�ว จ่งทรงอธิษฐานด�วยภาษามคธว่า ที�เจดียสถานนี� ข�าพเจ�ามีความเชื�อความเลื�อมใสว่า คงเป็นของเก่าเป็นแท�ในเขตแดนสยามนี�ไม่มีที�ไหนที�จะเป็นของบ้ราณยิง�ข่�นไปกว่าองค์นี�ไม่มีแล�ว เพราะลวดลายนัน�ก็ประหลาดผิดกันกับของทุกวันนี�จนคนเห็นเข�าไม่ร้�จักว่าพระเจดีย์ อีกประการหน�่งผ้�ที�เขาได�ก่อสร�างลงไว�เห็นจะได�ป้ชนยวีตถัุของปณตอีุดมดที ี �ควรจะเชื�อจะเลื�อมใส เขาจ�ง่บริจาคทรัพย์เป็นอันมาก กอ่สร�างลงไว�ให�เป็นของถาวรใหญ่โตมันคง�ตั�งอย้่สินกา�ลนาน”(๑๒) ในคราวเสด็จไปยังหวัเมอืงเหนอืเมื�อ พ.ศ. ๒๓๗๖ ได�เสด็จไปยังเมอืงพิษณุโลก เมอืงสวรรคโลกเมอืงสุโขทัย “เมื�อเสด็จไปถ่งเมอืงสุโขทัยครัง�นัน�ทอดพระเนตรเห็นศลิาจาร่ก ๒ หลัก คอ ศืลิาจาร่กของพ่อขุนรามกาำแหง (หลักที�๑) และศลิาจาร่กภาษาเขมรของพระธรรมราชาลิไทย (หลักที�๔) กบัพระแท่นมนังคศลิาอย้่ที�เนินปราสาท ณ พระราชวังสุโขทยัเก่า...พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าทรงพิจารณาด้เห็นว่าเป็นของสำาคัญทิ�งไว�จะเป็นอันตรายเสีย จ่งโปรดฯ ให�ส่งลงมายังกรุงเทพฯ เดิมเอาไว�ที�วัดราชาธิวาสทั�งสามสิง”� (๑๓) พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎได�ทรงเรยีนวิชาภ้มิศาสตร ฟ์สิ ิกส์เคมีดาราศาสตร์ภาษาฝรังเศสแ�ละภาษาลาตินกบทั ่านปาลเลกวซั ์ขณะนัน�ท่านปาลเลกวซั ์ยังไม่ได�รบัแต่งตั�งให�เป็นมุขนายกมิสซัง ท่านประจำาอย้่ที�วัดคอนเซ็ปชัญซ่ง�อย้่คนละฟากคลองเล็ก ๆ กบวั ัดสมอราย(๑๔) เมื�อพระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯ ทรงเชิญเจ�าฟ้ามงกุฎมาครองวัดบวรนิเวศ ตั�งแต่พ.ศ. ๒๓๗๙เป็นชว่งเวลาทีบ�รรดามิชชันนารอีเมรกิันผ้�ประกาศศาสนาคริสต์โปรแตสแตนท์หลายคน เช่น หมอบรัดเลย์(Dr. Bradley) ศาสนาจารย์คาสเวล (Mr.Caswell) หมอเฮาส์(Dr. House) ได�เข�ามาดำาเนินกิจกรรมต่าง ๆในกรุงเทพ เช่น ตังโรง �พมพิ ส์ุขศาลา (สุขศาลาหมายถ่ง สถานพยาบาลในอดตี )โรงเรยีน นาตำ ำารา ร้ปภาพเข�ามาเผยแพร่ขณะนั�นทรงมีพระชนมายุได� ๓๒ พรรษา และทรงผนวชเป็นพระภิกษุได� ๑๒ พรรษาทรงคบหาสมาคมกับบรรดามิชชันนารีชาวอเมริกันเช่น หมอบรัดเลย์ศาสนาจารย์คาสเวล หมอเฮาส์ทำาให�ทรงสนพระทัยต่อการศ่กษาวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร ภ้ม์ ิศาสตร์คณติศาสตร์ดาราศาสตร์การพมพิ ทั ์ �งหมดคือวิชาและวิทยาการที�ทันสมยัของโลกที�นยมศ่ ิกษาค�นคว�ากันในเวลานัน�๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ทรงศ่กษาภาษาอังกฤษกับหมอบรัดเลย์ก่อนที�วัดสมอราย ต่อมาทรงศ่กษาภาษาอังกฤษและวิทยาศาสตร์กับศาสนาจารย์คาสเวลที�วัดบวรนิเวศ “เล่ากันมาว่ามิสเตอรแคสเวล (คาสเวล) ไม่ยอมรับค่าจ�าง ท้ลขอแต่โอกาสให�สอนคริสตศาสนาได�ที�วัดบวรนิเวศนฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวก็กล�าประทานอนุญาตให�สอนที�ศาลาหน�าวัดหลัง ๑ ตามประสงค์ เป็นทำานองเหมือนท�าให�พิส้จน์ความศรัทธาของพุทธบริษัทวัดบวรนิเวศวิหาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวทรงศ่กษาภาษาอังกฤษกับมิสเตอรแคสเวลจนสามารถจะอ่านเขียนและตรัสภาษาอังกฤษได�สะดวกดียิงกว่าใคร ๆ ที�เป็นไทยด�วยกัน �ในสมัยนันทั� �งสิน”� (๑๕) ทรงเข�าฟังการบรรยายวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ ที�หมอเฮาส์จัดข่นที�บ�านพัก � (๑๖) ได�มีการติดต่อกับคณะสงฆ์ศรีลังกาเพื�อเสาะหาคัมภีร์พระไตรปิฎกที�ยังขาด รวมทั�งส่งสมณท้ตออกไปอุปสมบทตั�งวงศ์ธรรมยุติกาที�ในศรีลังกา(๑๗)ทรงคิดตัวอักษรอริยกะทั�งแบบตัวพิมพ์และตัวเขียนเพื�อการเรียบเรียงตำาราภาษาบาลี(๑๘)ร้ปแบบอักษรใหม่ที�ทรงคิดประดิษฐ์ข่นครั� งนี�คงใช�เพื�อสื�อสารในหม้่ �ผ้�นับถือพุทธศาสนาชาติต่าง ๆ หรืออีกนัยหน่�ง ทรงคิดร้ปแบบตัวอักษรสำาหรับภาษาบาลีซ่�งเป็นภาษาที�ไม่มีอักษรเฉพาะที�จะสื�อสารในหม้่ชาตินับถือพุทธศาสนา ข�อม้ลเหล่านี�ชี�ให�เห็นว่า ขณะที�ทรงผนวช ทรงสังสมประสบการณ์และศ่กษาหาความร้�ทั �งทางธรรม�และทางโลกอย่างหลากหลายยิง � สำาหรับเหตุที�ทรงได�ข่นครองราชยเป็นรัชกาลที� ๔ ต่อจากพระบาทสมเด็จพระนั � งเกล�าฯ เป็นข�อม้ล �ที�เผยแพร่ส่วนใหญ่เก็บความจากพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที� ๓ ของเจ�าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี ระบุว่า “พระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ ประชวรตั�งแต่วันที� ๙ มกราคม (พ.ศ. ๒๓๙๓) พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดี ข�าท้ลละอองธุลีพระบาท ผ้�ใหญ่ ผ้�น�อย ฝ่ายหน�าฝ่ายใน มีความร�อนใจ พร�อมกันปร่กษาให�แพทย์ประกอบพระโอสถถวาย แล�วก็พากันนอนประจำาซองอย้่ ทั�งกลางวันกลางคืนทุกแห่ง พระโรคไม่คลาย พระอาการประทังอย้่ กำาลังพระกายทรุดลงไปทีละน�อย ครั�นถ่งวันที� ๙ กุมภาพันธ์ (พ.ศ. ๒๓๙๓) มีพระราชโองการโปรดให�หาขุนนางที�ทรงใช�สอยสนิทเข�าไปเฝ้าในที�พระบรรทมแล�วดำารัสว่า ทรงพระประชวรครังนี�พระอาการมาก โรคใหญ่เหลือกำาลังแพทย์ ขอมอบให�เจ�าพระยาพระคลัง �พระยาศรีพิพัฒน์ฯ พระยาราชสุภาวดี (นุช บุณยรัตพันธุ์) ว่าที�สมุหนายก กับขุนนางผ้�น�อยทั�งปวงประนีประนอมพร�อมใจกัน ถ�าเห็นว่าพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดมีวัยวุฒิปรีชารอบร้�ราชานุวัตร์ เป็นศาสน้ปถัมภก ยกพระบวรพุทธศาสนา สามารถปกป้องไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎรให�เป็นสุขสวัสดิ�ได�แล�ว ก็สุดแท�แต่จะเห็นดี ยกพระบรมวงศ์องค์นันข่� นเป็นพระเจ�าแผ่นดิน อย่าได�เกรงพระราชอัธยาศัยเลย �เอาแต่ให�ได�เป็นสุขทั�วหน�า อย่าให�เกิดการรบราฆ่าฟันกัน...ครันถ่งวันที� ๑๑ กุมภาพันธ์ รับสั � งให�หาท่าน �พระยาศรีสุริยวงศ์จางวางมหาดเล็กเข�าไปเฝ้าในพระองค์ มีพระราชโองการถามว่า พระยาพิพัฒน์ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๗
ได�เอาจดหมายที�ทรงอนุญาตนั�นออกไปปร่กษาหารอืเสนาบดีแล�วหรอ ื เขาว่ากระไรบ�าง ท่านพระยาศรีสรุยวิงศ์กราบท้ลว่า ได�ทราบเกล�าฯ แล�วทุกคนพากันเศร�าโศก และเห็นว่า โปรดดังนี�เป็นพระเดชพระคุณที�สุดแล�ว ปร่กษากันว่าพระโรคนั�นยังไมถ่่งตัดรอน แพทย์หมอยังฉลองพระเดชพระคุณได�อย้่ ซ่�งจะยกพระวงศานวุงศ์พระองค์ใดพระองค์หนง�่ข่น�ก็ยังไม่สมควร...แล�วดำารัสว่า ร่างกายทรุดโทรมถ่งเพยีงนี�แล�วหมอเขาว่ายังจะหายอย้่ ไม่เห็นด�วยเลย การแผ่นดินไปข�างหน�า ไม่เห็นผ้�ใดจะรักษาแผ่นดินได�กรมขุนเดช(๑๙)เล่า ท่านก็เป็นคนพระกรรณเบา ใครจะพ้ดอะไรท่านก็เชื�อง่าย ๆ จะเป็นใหญ่โตไปไม่ได�กรมขุนพิชิต(๒๐)เล่า ก็ไม่ร้�จักการงาน ปัญญาสอดส่องก็ไม่มี คิดแต่จะเล่นอย่างเดียว ที�สติปัญญาพอจะรักษาแผ่นดินได�อย้่ ก็เห็นแต่ ท่านฟ้าใหญ่(๒๑)ท่านฟ้าน้อย(๒๒)๒ พระองค์ ก็ทรงรังเกียจอย้่ว่าท่านฟ้าใหญ่ถืออย่างมอญ ถ�าเป็นเจ�าแผ่นดินข่�นก็จะให�พระสงฆ์หมผ� ่าอย่างมอญเสยีหมดทั�งแผ่นดินดอกกระมัง ท่านฟ้าน�อยเล่าก็มีสติปัญญาร้�วิชาการช่าง และการทหารต่าง ๆ อย้่ แต่ไม่พอใจทำาราชการรักแต่การเล่นสนุกเท่านัน�เพราะฉะนัน�จ่งไม่ได�ทรงอนุญาต กลัวเจ�านายข�าราชการเขาจะไม่ชอบใจ”(๒๓) เจ�านาย ๔ พระองคส์าคำ ัญที�พระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯทรงระบุพระนามว่าควรแก่การพิจารณาว่าสมควรให�สบืราชสมบัติตอ่จากพระองค์หรอื ไม ค่อ ืกรมขุนเดช กรมขุนพชิต ทิ ่านฟ้าใหญ ท่ ่านฟ้าน�อยทัง�สี�พระองคค์อืพระอนุชาของพระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯ ซ่งทรง�ชี�ให�เห็นถ่งข�อบกพรอ่งหรอข�อ ื ติดขัดต่าง ๆ หากเจ�านาย “พระอนุชา” ทั�งสี�พระองค์ได�ข่�นครองราชย์เรื�องนี�น่าจะเป็นการส่งสัญญาณให�พิจารณาถ่งผ้�เหมาะสมในการสบืราชสมบัติมากกว่า อาจจะเป็นเจ�านายพระองคอื์ �นๆ เช่นพระราชโอรสของพระองค์ เจ�าพระยาทิพากรวงศ์ผ้�ซ่�งเป็นบุคคลร่วมสมัยในเหตุการณ์ครั�งนั�น ได�บันท่กแนวพระราชดำาริการคัดเลือกผ้�สืบราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ ในพงศาวดารสยามไว�อย่างงดงามอีกเช่นกันว่า “สมเด็จพระพุทธเจ�าอย้่หัวทรงพระราชดำาริอนุญาตให�จัดแจงเจ�านายผ้�จะดำารงตำาแหน่งในพระราชอาณาจักรแทนพระองค์ต่อไป โดยตามนาำพระทัยพระบรมวงศานวุงศ์เสนาบดีข�าท้ลละอองธลุีพระบาท และจนถ่งความนยมิชมชื�นแห่งอาณาประชาราษฎรทั�งปวง”(๒๔) ครั�นถ่งวันที�๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๓ คือวันที�พระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ เสด็จสวรรคต พงศาวดารสยาม ระบุว่า วันรุ่งข่�น คือวันที�๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๓ เวลาเช�า เจ�าพระยาพระคลังว่าที�สมุหพระกลาโหม พระยาราชสุภาวดีว่าที�สมุหนายก กบข� ัาราชการอื�นๆ พากันออกไปเชิญเสด็จพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎฯ ซ่�งสถิต ณ วัดบวรนิเวศมายังพระบรมมหาราชวังเพื�อทรงสรงนาำพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯ จากนัน�จ่งเชิญเสด็จประทบ ัณ พระอุโบสถวัดพระศรรีตันศาสดาราม ตั�งกองล�อมวงรอบวัดครันเ�วลายาคำา ำ คณะสงฆ์ฝ่ายข�างพุทธจักรและฝ่ายข�างอาณาจักรซ่งประก�อบด�วย พระบรมวงศานวุงศ์และข�าท้ลละอองธลุีพระบาทขออัญเชิญเสด็จเถลิงถวลยัราชสมบัติ“ทรงพระราชดารำหิ ์ว่าพระวงศานวุงศ์๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
มุขอำามาตย์ พร�อมใจกันเชิญเสด็จโดยความซื�อสัตย์สุจริต ครั�นจะไม่รับปฤกษาอัญเชิญข่�นครอบครองศิริราชสมบัติก็จะเกิดการอุปทวไภยันตรายกับพระบรมวงษานุวงษ เสนาบดี ไพร่ฟ้าข�าแผ่นดินเดือดร�อนต่าง ๆ โดยกำาลังทรงพระมหากรุณาเมตตา แก่คนทังปวงยิ� งนัก จ่งทรงรับคำาปฤกษาที�อัญเชิญข่ �นเถลิงถวัลย�ราชสมบัติ ทำานุบำารุงพระบวรพุทธศาสนา”(๒๕) วันที� ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๓ เป็นวันที�พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎฯ ทรงลาผนวช และทรงเริมว่าราชการ � วันที� ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๔ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เหตุการณ์ของการสืบราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ จ่งเป็นข�อม้ลรับร้�กันว่าสงบเรียบร�อย ด�วยพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ โปรดฯให�บรรดาพระบรมวงศานุวงษ์และมุขอำามาตย์ได�ลงความเห็นกันเอง แต่เรื�องดังกล่าวนี� ชาวตะวันตกในสยามยุคนั�นอย่างน�อยสองคน คือ มุขนายกมิสซังปาลเลกัวซ์ และ หมอบรัดเลย์ ระบุว่าพระบาทสมเด็จพระนังเกล�าฯ มีพระราชประสงค์ให�ราชสมบัติ �ตกแก่พระราชโอรส แต่ไม่ประสบความสำาเร็จ กล่าวคือ มุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ระบุว่า “ตอนต�นคริสต์ศักราช ๑๘๕๑ พระเจ�าแผ่นดิน (หมายถ่งพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าเจ�าอย้่หัว-ผ้�เขียน) ทรงพระประชวรหนัก รับสังให�เรียกประชุมที�ปร่กษาในพระองค์ �เพื�อเสนอพระราชบุตรองค์หน่งข่� นเป็นรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ มีผ้�กราบท้ลว่า : ขอเดชะ พระราชอาญา �มิพ�นเกล�าฯ แผ่นดินนี�มีกษัตริย์แล�ว พระพุทธิเจ�าข�า เมื�อได�ทรงสดับคำากราบบังคมท้ลดังนั�น พระองค์ก็เสด็จเข�าเสียในพระบรมมหาราชวัง และไม่เสด็จออกมาปรากฏพระองค์อีก พระอาการประชวรกำาเริบหนักข่�นและเสด็จส้่สวรรคาลัยเมื�อวันที� ๓ เมษายน ค.ศ. ๑๘๕๑ (แท�จริงคือวันที� ๒ เมษายน-ผ้�เขียน)ในวันเดียวกันนันเอง แม�พระราชบุตรในพระเจ�าอย้่หัวในพระบรมโกศจะก่อร�ายข่ �น เอกอัครมหาเสนาบดี�ก็ระงับเสียได� สมเด็จเจ�าฟ้า(หมายถ่งเจ�าฟ้ามงกุฎฯ-ผ้�เขียน) ทรงลาผนวช และเสด็จข่นครองราชยสมบัติ�ภายใต�พระนามว่า สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎฯลฯ”(๒๖) ส่วนหมอบรัดเลย์มิชชันนารีชาวอเมริกันที�ได�ตังใจลงหลักปักฐานเผยแผ่ศาสนาคริสต์ โปรแตสแตนท์ �ในพระนครหลวงของอาณาจักรสยามตั�งแต่ พ.ศ. ๒๓๗๘ ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯมีพระราชประสงค์อย่างแรงกล�าที�จะให�พระราชโอรสองค์ใดองค์หน่�งในสองพระองค์ได�เสวยราชสมบัติสืบต่อจากพระองค์ แต่ก็ไม่กล�าแต่งตั�งพระราชโอรสองค์ใดดำารงตำาแหน่งรัชทายาท เพราะเกรงว่าบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และปวงมุขอำามาตย์จะพากันคัดค�านเป็นการใหญ่(๒๗)หมอบรัดเลย์ระบุว่าผ้�ที�ทรงอิทธิพลในการเลือกรัชทายาทมากที�สุดคือเจ�าพระยาพระคลัง และท่านผ้�นี�คือผ้�สนับสนุนเจ�าฟ้ามงกุฎฯ ให�ข่นครองราชย์� (๒๘) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๙
พระราชโอรสพระองค์โปรดของพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ ที�หมอบรัดเลย์ระบุพระนามคือ Phra Ong Phra Mane และ Phra Ong Waranop น่าจะหมายถ่งพระราชโอรสที�มีพระนามว่า กรมหมื�นอมเรนทรบดินทร์และ พระองค์เจ�าอรรณพ ตามลาดำ ับ(๒๙) กรมหมื�นอมเรนทรบดินทร์(พระองค์เจ�าคเนจร ต�นราชสกลุ คเนจร-ผ้�เขยีน) นัน�พระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯทรงยกยอ่งตั�งข่นเ�ป็นกรมหมื�นตั�งแต่ครัง�รัชสมยัของพระองค์และเป็นพระบรมวงศานวุงศ์พระองค์หน�่งที�มีพระนามอย้่ในกลุ่มผ้�กราบท้ลอัญเชิญสมเด็จฯ เจ�าฟ้ามงกุฎฯ ข่�นเสวยราชย์(๓๐)สว่นพระองค์เจ�าอรรณพ (ต�นราชสกลอุ รณพ) โปรดเกล�าฯ ตั�งเป็นกรมหมื�นอุดมรตันราษีในต�นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ(๓๑)สาำหรับเจ�าพระยาพระคลังผ้�มีบทบาทในการเลือกรัชทายาทต่อมาคือผ้�ดำารงตำาแหน่งสมเด็จเจ�าพระยาบรมมหาประยุรวงษ์(ดิศ/ดิสบุนนาค)หรอที ืร�้�จักกันในชื�อเรยีกทัว� ไปว่าสมเด็จเจ�าพระยาองค์ใหญ่ข�อม้ลของมุขนายกมซซิ ังปาลเลกวซั ์และหมอบรัดเลยที ์ �ระบุไปในทาำนองว่าการผลัดเปลีย�นแผ่นดินจากรัชกาลที�๓ เป็นรัชกาลที�๔ มีปัญหาเกิดข่�นบ�างเล็กน�อยนั�น หลักฐานฝ่ายไทยระบุว่าไม่ได�เกิดจากพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯแต่เกิดจากพระเจ�าพีย�าเธอของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯเรื�องนี�กรมพระยาดำารงราชานุภาพได�ทรงนิพนธ์ให�รายละเอียดว่า “มีเหตุให�เกิดระแวงหวาดหวั�นกันไปต่าง ๆ จนถ่งกรมขุนพิชิตภ้เบนทร์(คือพระเจ�าพี�ยาเธอของเจ�าฟ้ามงกุฎ) เรียกระดมพวกข�าในกรมเข�ามารักษาพระองค์เจ�าพระยาพระคลังทราบความ จ่งปร่กษากบัพระยาศรสีรุยวิงศ์ฯ รบจั ัดการแก�ไขให�โดยขอให�สงบเรื�องไว�คืนหน�่งก่อน ตัวท่านก็รีบลงเรือเร็วไปบรรทุกทหารข่�นมาจากปากนำา แล�วไปท้ลกรมขุนพชิตภ้ิเบนทร์ให�ปลอยข� ่ าในกรมไปเสยีให�หมด กรมขุนพชิตภ้ิเบนทรก์ ต�อ็งทาตำาม”(๓๒) ยังมีหลักฐานอื�นที�ทำาให�เรื�องการผลัดเปลี�ยนแผ่นดินครั�งนี�อีกว่า ไม่ใช่เรื�องการเมืองภายในของสยามที�ว่ากันว่าปราศจากอุปสรรคใด ๆ เท่านั�น ทว่ายังเป็นเรื�องที�ถ้กจับตามองจากมหาอำานาจ นักล่าอาณานิคมครั�งนั�นคืออังกฤษ ซ่�งกำาลังมีนโยบายสนใจครอบครองดินแดนให�กว�างใหญ่ไพศาล ออกไปเรื�อย ๆ โดยรุกจากอินเดยมี ายังคาบสมุทรเอเชยตีะวันออกเฉยีงใต� และหวังแทรกแซง “เมื�อเซอร์เจมสบร์ุคนักการท้ตอังกฤษเข�ามายังราชสานำ ักสยามในปสีุดท�ายของรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าเจ�าอย้่หวัคือ พ.ศ. ๒๓๙๓ เพื�อเจรจาทำาสนธสิ ัญญาการค�าขายแต่ไมส่าำเร็จ จ่งกลับออกไป ได�รายงานไปให�รัฐบาลอังกฤษหลายข�อหลายประการ แตตอ่นหนงมีค�่วามสาคำ ัญว่า ...ข�าพเจ�าไม่เห็นชอบ ในวธิีการที�จะใช�กาำ ลังบังคับราชสานำ ักกรุงสยามให�ยอมในสิ�งที�เราพ่งประสงค์แท�ที�จริงในขณะนี�มีข่าวลือว่า จะเกิดการเปลีย�นแปลงราชการในแผ่นดินเป็นการใหญ่เราควรต�องเตรยมตีวัรอรบัเหตุการณ์ใหมนี ่�เราควรจะเลือกเฟ้นหาเจ�านายไทยที�เราเห็นว่าเหมาะสมให�ข่นเ�ป็นพระเจ�าแผ่นดิน...และเจ�านายพระองคนั ์น�ซ่ง�ข�าพเจ�าเห็นชอบ กบ็ ังเอิญเป็นรัชทายาทโดยชอบธรรมด�วย เจ�านายพระองคนี ์ �ทรงนยมอริยิธรรมฝรัง�มีความร้�ในภาษาอังกฤษเป็นอย่างดีและทรงรอบรใ้้นวทิยาศาสตรย์ ุโรปเปนอ็นัมาก โดยเฉพาะในวิชาดาราศาสตร์”(๓๓)๑๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
สรุปได้ว่า การผลัดเปลี�ยนแผ่นดินจากรัชกาลที� ๒ เป็นรัชกาลที� ๓ และจากรัชกาลที� ๓ เป็นรัชกาลที� ๔ ซ่งเป็นเรื�องที�เกี�ยวข�องกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�า ฯ โดยตรงทั � �ง ๒ ครัง เป็นเหตุการณ์การเมือง �ภายในราชสำานักสยามที�มีข�อม้ลอันเป็นที�รับทราบกันโดยทั�วไปว่าสงบเรียบร�อย งดงาม แต่ยังมีหลักฐานอื�นซ่งควรแก่การพิจารณาได�เช่นกันว่า เหตุการณ์ดังกล่าว มิได�สงบเรียบร�อยจริง � มีหลักฐานควรแก่การพิจารณาว่า ครังเปลี�ยนเป็นแผ่นดินต่อจากรัชกาลที� ๒ นั � น กรมหมื�นเจษฎา �บดินทร์ทรงแสดงเจตจำานงว่ามีพระราชประสงค์จะข่นครองราชยต่อจากพระราชบิดา (รัชกาลที� ๒) และ �เมื�อข่�นครองราชย์ได�เป็นรัชกาลที� ๓ และใกล�จะเสด็จสวรรคต ยังมีพระราชประสงค์ให�พระราชโอรสพระองค์ใดพระองค์หน่�งสืบราชสมบัติต่อไป แต่ได�รับการทัดทานจากคณะที�ปร่กษาของพระองค์ ยิงไปกว่านั � นนักการท้ต-นักล่าอาณานิคมชาวอังกฤษผ้�หน่� งในยุคนั�นคือเซอร์เยมส์ บรุค ยังระบุว่า อังกฤษ �มีนโยบายแทรกแซงการสืบราชสมบัติสยามรัชกาลต่อจากพระบาทสมเด็จพระนังเกล�าฯ แต่โชคดีที�ผ้�ที�ทาง �อังกฤษเพ่งมองอย้่ว่าสมควรและชอบธรรมได�สืบราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์สยามคือเจ�าฟ้ามงกุฎฯ เรื�องการแทรกแซงจ่งยุติ เข�าใจว่า การผ่านกาลเวลาแห่งอุปสรรคในการข่นครองราชย์ทั�งครั�งแรกและครั� งที�สองของพระบาท �สมเด็จพระจอมเกล�าฯ กระทั�งในที�สุดได�ข่�นครองราชย์จริง น่าจะทำาให�พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ทรงภาคภ้มิพระทัยในกระบวนการที�ทรงได�รับตำาแหน่ง คือการได�รับคัดเลือกจากบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และมุขอำามาตย์ ฉะนั�น ในพระราชหัตถเลขาที�ทรงมีไปถ่งนายพันเอก ดับบลิว เจ. บัตเตอร์เวอร์ธ (W.J. Butterworth) ข�าหลวงอังกฤษประจำาเกาะหมาก ลงวันที� ๒๑ เมษายน ค.ศ. ๑๘๕๑ (พ.ศ. ๒๓๙๔) เป็นเวลาเพียงไม่กี�วันหลังจากได�เสวยราชสมบัติ มีรายละเอียดตอนหน่�งว่า “พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนได�เสด็จสวรรคตเสียแล�วเมื�อวันที� ๒ เดือนนี� พอวันรุ่งข่นข�าพเจ�าก็ได�รับเลือกให�เป็นพระมหากษัตริย์ �พระองค์ใหม่ ข�าพเจ�ามีความสุขสบายดี แต่มีภารกิจยุ่งมาก เพราะต�องว่าราชการทั�วราชอาณาจักร พระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะมีข่นในวันที� ๑๕ พฤษภาคม เพราะจะต�องมีการเตรียมการและการกระทำากัน �เป็นการใหญ่กว่าในรัชกาลก่อน เนื�องว่าบรรดาข�าราชบริพารเห็นว่า ทังข�าพเจ�าและอนุชามีพระราชสมภพ�จากพระราชบิดาและพระราชมารดาที�เป็นเจ�าทั�งสองฝ่าย” พระองค์ทรงลงตำาแหน่งล่างพระปรมาภิไธยในพระราชหัตถเลขาฉบับนี�ว่า newly elect President or Acting King of Siam หมายความว่า ทรงเป็นองค์ประธานผ้้ได้รับเล่อกตั�งใหม่ หร่อเป็นผ้้รักษาการพระมหากษัตริย์แห่งสยาม(๓๔) เมื�อเสร็จพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล�ว ทรงมีพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับพระราชนัดดาพระองค์โปรดของพระบาทสมเด็จพระนังเกล�าฯ คือ พระเจ�าหลานเธอ พระองค์เจ�าโสมนัสวัฒนาวดี เมื�อวันที� ๒ �มกราคม พ.ศ. ๒๓๙๔ โปรดเกล�าฯ สถาปนาพระอิสริยศักดิข่� นเป็นสมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ�าโสมนัส �วัฒนาวดี ดำารงตำาแหน่งที� “สมเด็จพระนางนาฏบรมราชอัครเทวี” ขณะทรงพระครรภ์ ทรงพระประชวร และมีประส้ติกาลเป็นพระราชโอรสซ่งสิ� นพระชนม์ภายหลังประส้ติเพียงไม่นาน ส่วนสมเด็จพระนางเธอ �พระองค์เจ�าโสมนัสวัฒนาวดีเสด็จสวรรคตในเวลาต่อมา ตรงกับวันที� ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๙๕ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ทรงสถาปนาวัดโสมนัสวิหารเป็นพระราชานุสรณ์ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๑
โปรดให�สถาปนาพระเชษฐภคินีสมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ�าโสมนัสวัฒนาวดีคือ หม่อมเจ�ารำาเพยเป็นพระอัครมเหสีเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๕ พระราชทานพระนามว่าสมเด็จพระนางเจ�ารำาเพยภมราภิรมย์และได�มีประกาศเฉลิมพระนามาภิไธยในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล�าเจ�าอย้่หัวว่า สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีพระราชโอรสพระองค์แรกกับพระบรมราชินีคือสมเด็จเจ�าฟ้าจุฬาลงกรณ์(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล�าเจ�าอย้่หวั)(๓๕) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดากับพระอัครเทวีและบาทบริจาริกาทั�งก่อนบรมราชาภิเษกและหลังบรมราชาภิเษกรวม ๘๒ พระองค์(๓๖)เสด็จดำารงอย้่ในราชสมบัติ๑๗ ปีเสด็จสวรรคตเมื�อวันที�๑ ตลุาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ สริิพระชนมายุ๖๔ พรรษา๑๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ภาพปริศนาดาวท่�ปรากฏอย้่ภายในโบสถ์ท่�มาภาพ : วัดบรมนิวาสราชวรวิหารดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๓
บทท่� ๒สยามใหม่ครงก�้รุงร้ตนโกสินทร์เริม�ต�้งแต่สม้ยร้ชกาลท่� ๓14 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
การรับร้�ทั�วไปถ่งคุณสมบัติแตกต่างกันระหว่างรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ และรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ คือ ครังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั � งเกล�าฯ ทรงมีนโยบายจารีตนิยม �ไม่โปรดเรื�องการติดต่อกับชาวต่างชาติตะวันตก รวมทั�งการเปิดรับวิทยาการสมัยใหม่ต่าง ๆ ซ่งเป็นเรื�อง �ตรงข�ามกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ที�ทรงมีนโยบายเปิดประเทศ รวมทั�งเปิดรับวิทยาการสมัยใหม่ต่าง ๆ กระทั�งมีผ้�เชื�อว่าครังรัชกาลที� ๓ คือยุคสยามเก่า ส่วนครั � งถ่งรัชกาลที� ๔ คือ ยุคสยามใหม่ � ศาสตราจารย์ฮอลล์ (D.G. Hall) ระบุถ่งเรื�องดังกล่าวนี�ในหนังสือเล่มสำาคัญของท่านคือประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต� (A History of South-East Asia) ว่า “รัชกาลสมเด็จพระนังเกล�าฯ นี� �กล่าวกันว่า “ไม่ค่อยก�าวหน�า” พระองค์เป็นแบบฉบับของผ้�ที�ถือขนบธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด ซ่�งเป็นการล�าสมัยอย่างน่ากลัวอันตราย...สมเด็จพระนังเกล�าฯ เสด็จสวรรคตในเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๘๕๑ และ �ประเทศไทยก็ก�าวเข�าส้่ยุคใหม่”(๑) ยังมีความเห็นจากนายเอ.บี กริสโวลด์ (A.B. Griswold) ชาวอเมริกันผ้�สนใจค�นคว�าประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทยที�สำาคัญคนหน่�งในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที� ๒๐ ได�วิจารณ์บทบาทพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ ว่า “...อย่างไรก็ดี พระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ ก็ยังคงโปรดนโยบายอย้่อย่างโดดเดี�ยว และคณะท้ตการค�าที�มาจากประเทศอังกฤษ ก็ไม่สามารถทำาข�อตกลงอันใดได� ท่าทีของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ แตกต่างไปอย่างสินเชิง ใน พ.ศ. ๒๓๙๘ พระองค์ทรงต�อนรับคณะท้ตอังกฤษ ซ่ � งมีเซอร์จอห์น �บาวริง เป็นหัวหน�าคณะอย่างชื�นชม และไม่ช�าก็มีการเซ็นสัญญาพระราชไมตรีทางการท้ตและการค�า”(๒) เข�าใจว่าประเด็นที�นักเขียนชาวตะวันตกทั�งสองท่านเขียนประวัติศาสตร์ไทยและลงความเห็นว่า ยุคพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ คือความเป็นสยามเก่า น่าจะเกิดจากนโยบายที�พระบาทสมเด็จพระนังเกล�าฯ ทรงระมัดระวังในการเปิดความสัมพันธ์ทางการท้ตกับชาติตะวันตก ซ่ � งแท�จริงแล�วเป็นเรื�อง �มีเหตุผลเป็นอย่างยิง ด�วยเป็นเวลาของความตื�นตระหนกและเกิดความรับร้�กันทั � วไปในหม้่ประชาชาติต่าง ๆ �ในทวีปเอเชียว่าหากไม่ระมัดระวังอาจจะตกเป็นเบี�ยล่างชาติตะวันตก ในทางตรงข�าม ยังมีนักประวัติศาสตร์อีกท่านคือศาสตราจารย์วอลเตอร์ เอฟ เวลลาสรุปว่า นโยบายต่างประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนังเกล�าฯ น่าจะเป็นเรื�องที�เด่นมาก “ในชั �วระยะเวลา ๑๓ ปี �ตั�งแต่ พ.ศ. ๒๓๖๙-๒๓๘๒ ได�มีจดหมายเหตุบันท่กไว�ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ�าอย้่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล�าฯ ให�ท้ตฝรังเข�าเฝ้าถ่ง ๖ ครั�ง ซ่� งนับได�ว่าไม่มีประเทศเอกราชใด ๆ ในทวีปเอเชียในสมัยนั � นได� �ติดต่อกับต่างประเทศมากเท่ากับประเทศสยาม”(๓) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๕
ยิ�งไปกว่านั�น หากได�ติดตามข�อม้ลประวัติศาสตร์ครั�งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯอย่างละเอียดจะทราบว่า ทรงเป็นผ้�นาำ ในความเป็นสยามใหม่กล่าวคือ ทรงให�เสรีภาพการนบถั ือศาสนาอย่างพอควร ไม่ทรงขัดขวางในการเข�ามาตั�งศ้นย์กลางการเผยแพร่คริสต์ศาสนาของมิชชันนารชาวอเมรกิันในภ้มิภาค ทรงให�เสรีภาพตอ่การนาวำ ิทยาการใหม่ๆ ของตะวันตกเข�ามาเผยแพร่ในสังคมสยาม นักประวัติศาสตร์ไทยคอืศาสตราจารย์ขจร สุขพานิช จ่งระบุว่า“ก็ในจาำพวกมิชชันนารอีเมรกิันผ้�บุกเบิกทางให�เกิดสมพั ันธภาพกบันานาชาติโดยสันติวธิีและมีประวัติพอค�นคว�าหาอ่านได�จนทุกวันนี ก� ็มี“หมอกุสลาฟ”เป็นคนแรก เข�ามาเผยแพร่ศาสนาและรักษาโรคอย้่ในกรุงเทพฯ แต่พ.ศ.๒๓๗๑ อันเป็นปที ี�๔ในรัชกาลสมเด็จพระนังเก�ล�าเจ�าอย้่หว ตัอม่าก็มีหมอโยนสก์บับุตรบุญธรรมคอืเด็กชายสมิธซ่ง�ตอม่าก็เป็นทีร�้�จักกันว่าหมอสมิธ ถัดมาก็คือหมอบรัดเลย์หมอหัสกัน หมอจันทเล หมอเหา และหมอมัทท้น พวกหมอสอนศาสนาเหล่านี�เข�ามาในเมอืงไทยในแผ่นดินสมเด็จพระนังเก�ล�าเจ�าอย้่หวทั ัง�สิน� บางคนก็เป็นหมอสอนศาสนาเท่านัน�แตบ่ างคนยังเป็นนายแพทย์เป็นนักวิทยาศาสตร์เป็นคร้บาอาจารย์เป็นนักหนังสอพืมพิอ์ ีกด�วย”(๔) ผ้�ที�มีบทบาทสาคำ ัญและน่าจะเป็นพลังหนุนผลักดันให�ชนชั�นปกครองสยามยุคปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ จนถ่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ต�องปรับตัวและยอมรับแนวทางตะวันตกทั�งด�วยความจำานนหรอชื ื �นชมสมัครใจน่าจะได�แก่หมอบรัดเลย ม์ ิชชันนารีชาวอเมรกิันที�ได�เข�ามาพานำ ักในเมอืงหลวงของสยามตั�งแต่ปลายรัชสมยัพระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯ หมอบรัดเลย์ได�ใช�หนังสอพืมพิ ที ์ต�นออกเผยแพร่ในบางกอกคอืหนังสอืจดหมายเหตุ(The Bangkok Recorder) ตั�งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๔๔ (พ.ศ. ๒๓๘๗) เผยแพรข�อม้ลว ่ ิทยาศาสตร ว์ ิถีสังคมเสรนียมิแบบอเมริกาและการวิพากษ์ราชการ และในหนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ยังได�เผยแพร่ความร้�วิชาวิทยาศาสตร์เช่น ฟิสิกส์เคมีภ้มิศาสตร์ดาราศาสตร ตั ์ �งแต่ฉบบัแรกและฉบบตัอ ่ๆ มาอย่างสมาำเสมอด�วยเช่นกัน อาทิ“ตำาราไฟฟ้าตำาราลมอากาษ เคมซิะตรี(วิชาเคมี)”ตัวอย่างความร้�ดาราศาสตร์ที�หมอบรัดเลย์ลงพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ของตน เช่น “เมื�อมีอีคลิปไทยว่าจันทรุปฆาฏ คือเงาโลกย์เดินไปต�องดวงจันทร์มีร้ปกลมเห็นประจักษต่อตา จ�่งเข�าใจร้�ว่าแผ่นดินโลกเป็นวงกลม ด�วยว่าของอันใดมีร้ปร่างอย่างไรเงาก็เหมอืนกันอย่างนัน� นี�เป็นเหตุให�ร้�อย่างหนง�่จ�่งได�แจ�งว่าไม่แบน เป็นวงกลมดุจผลส�มโอ”(๕) วิทยาการจากตะวันตกที�เด่นที�สุดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าที�มิชชันนารีอเมริกันนำาเข�ามาแนะนำาในสยามและชาวสยามให�ความยอมรบัและความสนใจน่าจะได�แก่เรื�องการแพทย์๑๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
กระแสนิยมวัฒนธรรมตะวันตกในหม้่ชนชันส้งของราชอาณาจักรในนครหลวงเป็นไปอย่างเปิดเผย �และด้เสมือนเป็นเรื�องทันสมัย หมอบรัดเลย์บันท่กว่า วันที� ๒๓ ตุลาคม ค.ศ. ๑๘๓๕ (คือปีแรกที�หมอบรัดเลย์มาถ่งบางกอก) “วันนี�มีข�าราชการหนุ่มผ้�หน่งได�แวะมาเยี�ยมเยียน ร้�ส่กว่าเป็นคนสงบเสงี�ยมและอัธยาศัย �ดีมาก แต่ก็ไม่ได�แนะนำาตัวเองว่าเป็นใคร ได�ออกปากเชิญข�าพเจ�าและแหม่มให�ไปเยี�ยมเยียนท่านที�บ�านในวันรุ่งข่�น...เมื�อลาไปแล�วเราจ่งได�ร้�ว่าขุนนางหนุ่มผ้�นี�คือหลวงนายสิทธิ บุตรคนใหญ่ของเจ�าพระยาพระคลัง...๒๔ ตุลาคม แหม่มและฉันเพิงกลับมาจากบ�านหลวงนายสิทธิ ซ่ � �งปล้กอย้่ไม่ไกลจากบ�านเราเท่าใดนัก เป็นบ�านปล้กตามแบบยุโรป และประดับด�วยเครื�องเรือนอย่างยุโรปทังสิ� น ที�หน�าบ�านมีป้ายใหญ่ �เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “นี�คือบ�านหลวงนายสิทธิ ยินดีต�อนรับเพื�อนทุกคน” (This is Laung Nai Sit’s �house Welcome friends)”(๖) ในจดหมายเหตุลงวันที� ๑๓ มิถุนายน ปีเดียวกัน (ค.ศ. ๑๘๓๕) หมอบรัดเลย์บันท่กว่า “เย็นวันนี�ฉันกำาลังนังเรียนหนังสือไทยเงียบ ๆ อย้่ในห�องแต่ผ้�เดียว ก็ได�ยินเสียงฝรั �งร�องทักมาจากระเบียงหน�าบ�านว่า �“Hallo Doctor! How do you do?” ฉันลุกข่�นไปด้ อยากร้�ว่าคนอังกฤษที�ไหนที�มาแสดงเป็นกันเองกับฉันเช่นนี� ก็แลไปเห็นชายหนุ่มผ้�หน่�ง ร้ปร่างสันทัดแต่ผิวคลำา แต่งกายด�วยชุดนายทหารเรืออังกฤษใหม่เอี�ยม ห�อยกระบี�ด�ามทองยืนท่าทางผ่งผายอย้่ที�ระเบียงหน�าบ�าน ฉันเดินไปหาและกล่าวคำาปฏิสันถาร �แต่นายทหารเรือผ้�นี�กลับหัวเราะลั�นด�วยความชอบใจ ฉันจ่งจำาได�ว่ามิใช่คนอังกฤษใครอื�นเลย ที�แท�คือเจ้าฟ้าน้อย (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล�าฯ-ผ้�เขียน) นันเอง พระองค์ท่านทรงชุดนายทหารเรือ �อังกฤษซ่งทรงสั� งจากนอกมาถ่งใหม่ ๆ และรีบเสด็จมาเยี�ยมฉันทันที ทรงสนทนาปราศรัยกันอย้่พักใหญ่ �แล�วจ่งเสด็จกลับ”(๗) เหตุที�พระบาทสมเด็จพระนังเกล�าฯ ทรงถ้กประทับตราว่าเป็นพวกสยามเก่าโดยนักประวัติศาสตร์ �กลุ่มหน่ง มีผลให�เกิดความเข�าใจต่อมาว่าทรงเป็นผ้�ขัดขวางวิทยาการและเทคโนโลยีตะวันตก จนกระทั � �งทำาให�เกิดความรับร้�ว่า เมื�อเปลี�ยนรัชกาลเป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ แล�ว นโยบายและบรรยากาศย่ดถือจารีตเดิมได�เปลี�ยนไป ยุคสยามใหม่จ่งบังเกิดข่�น ข�อสรุปนี�น่าจะเกิดจากปัญหาของชาวตะวันตกที�ไม่ได�รับประโยชน์จากสยาม กล่าวคือ กรณีราชสำานักสยามซ่�งทำาการค�ากับต่างประเทศ เป็นผ้�ตั�งเงื�อนไขกับพ่อค�าต่างชาติที�เข�ามาทำาการค�าขายด�วย บางครังจ่งเกิดเหตุพิพาทกับพ่อค�าชาวตะวันตก เช่น กรณีหันแตร (โรเบิร์ต ฮันเตอร์/ �Robert Hunter) เป็นพ่อค�าชาวอังกฤษในสยามแต่กลับลักลอบค�าฝิ�น จ่งถ้กขับออกนอกประเทศเมื�อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๓๘๗ ทำาให�หันแตรได�นำาเรื�องไปร�องเรียนต่อทางราชการอังกฤษ(๘) รวมทังความ�ไม่ราบรื�นในการทำาข�อตกลงทางการค�าใหม่ ๆ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษกับราชสำานักสยามดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๗
ในปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯ ทีฝ�่ายสยามไม่เปิดโอกาสให�เจรจาโดยสะดวก ด�วยเกรงว่าจะเป็นการเสยีเปรยบีทางการค�าและอาจจะถ้กแทรกแซงกิจการภายในจนกระทังเ�กิดความไม่พอใจในหม้่พ่อค�าตะวันตกและจากนักการท้ตจากทั�งสองประเทศ จ่งเกิดการลงความเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ ทรงเป็นพวกสยามเก่า หาก “สยามใหม่” แปลว่าการปรบตัวัให�เข�ากบอั ิทธิพลโลกตะวันตกทุก ๆ ด�านไม่ว่าจะด�วยเหตผลุใด ๆ เช่นความศรัทธา โหนกระแส หรอปื ัจจยัการเมอืง บรรยากาศสยามใหม่เกิดข่นในส�ยามประเทศแล�วตั�งแตร่ ัชกาลพระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯ พระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯ ไม่ทรงมีนโยบายจารตนียมสิุดขัว �ฉะนัน�จ่งไม่สมควรประทบตัรายุคพระองคท์ ่านว่าเป็นพวกสยามเก่า ขณะนันเ�จ�าฟ้ามงกุฎยังทรงผนวช ทรงเป็นปัญญาชนสยามและอย้่ในวยัหนุ่มฉกรรจ ด�วย ์ธรรมชาติใฝร่ ้�ใฝศ่่กษาของพระองค์รวมทังประเพ�ณีราชสานำ ักสาำหรบั ผ้�เป็นรัชทายาทที�จะต�องรอบร้�ในศาสตรต์ ่าง ๆ ทั�งเรื�องศลีธรรม จรรยาบรรณ ความร้�ที�ทันโลกและทันคน จ่งเป็นโอกาสให�เจ�าฟ้ามงกุฎฯ ทรงพร�อมในการรบข�อม้ลข ั ่าวสารต่าง ๆได�โดยปราศจากอุปสรรค การปรับร้ปสยามให�เป็นสยามใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ เริ�มต�นที�ประเด็นเล็ก ๆ น�อย ตังแ�ตว่ ันแรก ๆ ของการข่นคร�องราชย์และกอ่นบรมราชาภิเษก เช่นเรื�องการแต่งกาย กล่าวคอ ืเมื�อต�นเดอืนเมษายน พ.ศ.๒๓๙๓มีประกาศแก�ไขธรรมเนยมข� ีาราชการเข�าเฝ้าให�สรวมเสื�อ “เวลาวันหนง�่ข�าราชการเข�าเฝ้าที�พลับพลาโรงแสงพร�อมกัน ครัง�นันยังไ �ม่มีธรรมเนยมที ี �จะสรวมเสื�อเข�าเฝ้า จ่งดารำ ัสว่า“ด้คนที�ไม่ได�สรวมเสื�อเหมอืนเปลือยกาย ร่างกายจะเป็นเกลื�อนกลากก็ดีฤา เหงื�อออกมาก็ดีโสโครกนักประเทศอื�น ๆ ที�เป็นประเทศใหญ่เขาก็สรวมเสื�อหมดทุกภาษา เว�นเสียแต่ว่าลาวชาวป่าที�ไม่ได�บริโภคผ�าผอ่นเป็นมนุษยอย์ ่างตำา ก็ประเทศสยามนี ก� ็เป็นประเทศใหญ ร่ ้�ขนบธรรมเนยมมีากอย้่แล�ว ไม่ควรจะถอืเอาอย่างโบราณที�เป็นชาวป่ามากอ่น ขอท่านทั�งหลายจงพร�อมใจกันสวมเสื�อเข�ามาในที�เฝ้าจงทุกคน”(๙)ตังแ�ตร่ ัชกาลพระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯ อาณาจักรสยามต�องปรบตั วส้่ ัความทันสมย อั ันเนื�องจากปัจจยัภายนอกผลักดัน นัน�คอืลัทธิแสวงหาดินแดนและตลาดการค�าจากชาติตะวันตกและการที�ชาวตะวันตกเข�ามาพานำ ักในสยามเช่นหมอบรัดเลย์มีสว่นชวย่กระตุ�นให�ชนชันปกคร�องสยามตระหนักในความสาคำ ัญของวถิตีะวันตกมากข่น� กอ่ ให�เกิดความเปลีย�นแปลงในสังคมสยามหลายประการ เช่นโลกทัศน ว์ ิทยาการวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การต่างประเทศ ฯลฯ ซ่งมีลักษณะ�ชัดเจนกระทั�งรบรั ้�ได�ว่าเป็นยุค “สยามใหม่”๑๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ความเป็นสยามใหม่เกิดข่�นและหยุดเคลื�อนไหวได�เป็นครั�งคราวในแผ่นดินสยามประเทศตั�งแต่ครังรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑) ราชสำานักสยามเปิดความสัมพันธ์ �ทางการท้ตกับนานาประเทศทั�งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป ให�เสรีภาพในการเผยแผ่ศาสนา อนุญาตให�ผ้�คนต่างชาติเข�ามาตังถิ�นฐานรอบ ๆ เมืองหลวงคือพระนครศรีอยุธยา ส่งเสริมการค�าขายระหว่างประเทศ �และรับวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตก เช่น ดาราศาสตร์ การแพทย์ สถาปัตยกรรม ฯลฯ แต่ภายหลังรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล�ว ความเป็นสยามใหม่ซบเซาลง สาเหตุที�ซบเซาเกิดจากปัจจัยทั�งภายในและภายนอก เช่น สยามต�องทำาสงครามติดพันกับรัฐเพื�อนบ�าน ต่างชาติเปลี�ยนนโยบาย ถ่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ น่าจะเป็นระลอกที�สองของความเป็นสยามใหม่ปรากฏข่�นในสยามประเทศอีกครั�ง ห่างจากคลื�นสยามใหม่ระลอกแรกประมาณ ๑๕๐ ปี เริ�มฝังรากและเติบโตในเมืองหลวงของอาณาจักรคือที�กรุงเทพมหานคร สมเด็จเจ�าฟ้ามงกุฎฯ ทรงได�รับอานิสงส์จากนโยบายเปิดประต้สยามประเทศให�กับโลกตะวันตกด�วยความเต็มใจมาตังแต่ครั� งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั �งเกล�าฯ �อย่างแน่นอน เมื�อถ่งวาระที�สมเด็จเจ�าฟ้ามงกุฎฯ ข่นครองราชย์จ่งทรงเป็นผ้�นำาสยามใหม่ได�เป็นอย่างดี �ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๙
บทท่� ๓พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่: สยามใหมท่�้งกายและใจ20 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
คุณสมบัติเด่นของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ตั�งแต่ก่อนครองราชยและติดต่อมาตลอดพระชนม์ชีพ คือ ทรงเป็นนักปฏิร้ปสังคม ทรงแสวงหาความร้� ทรงแสวงหาความร่วมมือและมิตรภาพกับนานาชาติ และไม่ทรงปิดกันความเปลี�ยนแปลงใหม่ ๆ ที�เกิดข่ � นในโลก นี�คือเหตุผลที�ทำาให�เป็นที�ยอมรับว่า �พระองค์คือสัญลักษณ์สยามใหม่ ตัวตนของความเป็นสยามใหม่ของพระองค์มีผ้�สังเกตเห็นและพรรณนาไว�ในบันท่กเช่น ดร.ซาม้เอล เรโนลด์ เฮาส์ (Samuel Reynolds House) มิชชันนารีชาวอเมริกา เป็นศัลยแพทย์ที�คนไทยร้�จักในนามหมอเหา เดินทางเข�ามาถ่งกรุงเทพมหานครเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๐ บันท่กไว�เมื�อครั�งไปเฝ้าพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎฯ ที�วัดบวรนิเวศวิหารว่า “ข�าพเจ�าได�เหลียวมองไปรอบ ๆ ห�อง แลเห็นพระคัมภีร์ไบเบิลของสมาคมเอ.บี. และพจนานุกรมเวบสเตอร์ตังอย้่เคียงกันบนชั� นที�โต๊ะเขียนหนังสือ นอกจากนี�ยังมีตาราง �ดาราศาสตร์และการเดินเรือวางอย้่ด�วย ส่วนข�างบนอีกโต๊ะหน่�ง มีแผนผังอุปราคาที�จะเกิดข่�นครั�งต่อไปมีรายการคำานวณเขียนไว�ด�วยดินสอ นอกจากนี� ยังมีแบบลอกแผนที�ของนายชานด์เลอร์วางอย้่ด�วยในตอนที�ข�าพเจ�าแนะนำาตัวถวายพระองค์นัน ทรงมีอากัปกิริยาค่อนข�างขวยเขิน ทั� �งยังทรงแสดงอาการไม่ส้�จะพอพระทัยในตอนแรก แต่ต่อมา พระองค์และข�าพเจ�าก็ทรงและเพิมความสนใจต่อกัน เมื�อได�ร้�จัก �กันมากข่น พระองค์ทรงเข�าใจภาษาอังกฤษเมื�อทรงอ่าน แต่ตรัสเป็นภาษาอังกฤษยังไม่ส้�ดีนัก” � (๑) เหตุของการเปิดโลกทัศน์นิยมตะวันตกของพระองค์นันปรากฏอย้่ในพระราชหัตถเลขาลงวันที� ๑๘ �พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๘๔๙ ( พ.ศ. ๒๓๙๒) ขณะทรงผนวชและประทับอย้่ ณ พระอารามวัดบวรนิเวศทรงมีถ่ง “มิสเตอร์แลมิสซิซ เอ๊ดดี แห่งนิวยอร์ก ย้ไนเตตเสตต (Mr.& Ms. Eddy of New York)” มิตรของหมอเฮาส์ มิชชันนารีชาวอเมริกาในกรุงเทพมหานครที�พระองค์ทรงคุ�นเคย ทรงขอให�ช่วยจัดหาเครื�องพิมพ์หิน พร�อมเครื�องประกอบให�ครบชุด ในจดหมายฉบับเดียวกันนัน ทรงระบุถ่งสาเหตุที�ทรงคบหา �กับชาวตะวันตกรวมทั�งการศ่กษาภาษาอังกฤษว่า “...เราติดต่อกับมิตรชาวอังกฤษและอเมริกันเพื�อความร้�ในทางวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์มิใช่ติดต่อเพื�อชื�นชมและอัศจรรย์ในศาสนาธรรมดา ๆนั�นไม่ เพราะเราทราบว่ามีคนเป็นจำานวนมากซ่งมีความร้� เล่าเรียนและเป็นอาจารย์ในวิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ เช่น ดาราศาสตร์ ภ้มิศาสตร์ ไวยากรณ์ �และการเดินเรือ เป็นต�น...บัดนี� ผ้�มีความเฉลียวฉลาดและผ้�มีปัญญาหลายคนในประเทศเรามีความเชื�อทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวมาแล�ว และนิยมยินดีในวิชานัน ๆ กระทั�งบางคนรวมทั� งตัวข�าพเจ�าด�วยได�พากัน �พยายามศ่กษาภาษาอังกฤษเพื�ออ่านและเข�าใจตำาราภาษาอังกฤษเรื�องราวทางวิทยาศาสตร์และวิชาศิลปศาสตร์ ได�อย่างถ่องแท� จะได�คุ�นเคยและเผยแพร่ความร้�นัน ๆ มาส้่ประเทศของเราเท่าที�จะสามารถ �นำามาได�...”(๒) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๒๑
ตัวอย่างของการเป็นนักปฏิร้ปสังคมที�สาคำ ัญของพระองค์คือ การปฏิร้ปพระพุทธศาสนาด�วยการสถาปนาพุทธศาสนาคณะธรรมยุติกนิกาย และการปฏิร้ปขนบและจารีตราชสานำ ักสยามบางประการกล่าวคือ นบตั ังแ�ต่เสด็จออกทรงผนวชตังแ�ต่พ.ศ.๒๓๖๗ ทรงสนพระทยศ่ ักษาพุทธศาสนาทัง�ด�านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ด�วยการศ่กษาคันถธุระที�วัดมหาธาตุฯ และวิปัสสนาธุระที�วัดสมอราย ความแตกต่างของพุทธศาสนาทัง�๒แขนงนัน�คอ ื “คนัถธุระ คอืเรยีนคาสั ำงส�อนของพระพุทธเจ�า ด�วยพยายามอ่านพระไตรปิฎกให�รอบร้�พระธรรมวนิยอยั ่างหนง�่เรยีกว่าวปิ ัสสนาธุระคอืเรยีนวธิที ี �จะพยายามชาำ ระใจของตนเองให�บรสิุทธิ�หลุดพ�นจากกิเลสอย่างหนง�่การเรยีนคันถธุระ ต�องเรยีนหลายปีเพราะต�องเรยีนภาษามคธกอ่น ตอร่ ้�ภาษามคธแล�วจ่งจะอ่านพระไตรปิฎกเข�าใจได� เจ�านายที�บวชพรรษาเดียวไม่มีเวลาพอจะเรยีนคันถธุระ จ่งมักเรยีนวิปัสสนาธุระอันเป็นการภาวนา อาจเรยีนได�ด�วยไมต�อ่งร้�ภาษามคธและถือกันอีกอย่างหน�่งว่า ถ�าเรียนวิปัสสนาธุระชำานาญแล�ว อาจจะทรงคุณวิเศษในทางวิทยาคม เป็นประโยชนอย์ ่างอื�นตลอดจนวิชาพชิยัสงคราม(๓) “ใน พ.ศ. ๒๓๗๒ ซ่งเ�ป็นเวลาหลังจากทรงผนวชได�เพยีง ๕ ปีทรงศ่กษาพุทธศาสนาทั�ง ๒ แขนงจนกระทั�งแตกฉาน ทรงได�กิตติศัพท์เรื�องการประพฤติวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์มอญ ทรงเลื�อมใสด�วยทรงพิจารณาเห็นว่าใกล�เคยีงกบัพระพุทธบัญญัติ“ก็ทรงยินด ด�วยต ีระหนักในพระหฤทยัว่าสมณวงศ์ไม่ส้ญเสียแล�วเหมือนอย่างทรงพระวิตกอย้่แต่ก่อน ก็ทรงเลื�อมใส ใคร่จะประพฤติวัตรปฏิบัติตามแบบพระมอญ แต่มีความขัดข�องด�วยเสด็จประทับอย้่ ณ วัดมหาธาตุฯ อันเป็นที�สถิตของสมเด็จพระสังฆราชจะทรงประพฤติให�ผิดกับระเบยบีแบบแผนของพระสงฆ์ในวัดนั�น ก็จะเป็นการละเมิด และคนทั�งหลายอาจจะเกิดความเข�าใจผิดตอ่ ไป จ่งเสด็จย�ายไปประทับ ณ วัดสมอราย เมื�อปีฉล้ พ.ศ. ๒๓๗๒”(๔) คณะสงฆ์ที�ทรงสถาปนาข่นให�ม่เริมที �ว�ัดสมอรายนี�เรยีกว่าคณะธรรมยตุหรอืคณะธรรมยุติกนิกาย สมเด็จพระมหาสมณเจ�ากรมพระยาวชิรญาณวโรสทรงให�ความหมายคณะสงฆ์ธรรมยุติกาหรอืคณะธรรมยุติกนิกายว่า “พระสงฆ์ออกจากมหานิกายนันเ�อง แต่ได�รบอั ุปสมบทในรามัญนิกายด�วย”(๕) สมเด็จฯ กรมพระยาดำารงราชานุภาพ ทรงระบุว่า “ที�พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หวัทรงตังระเ�บยบวีตั รปฏบิ ัติอย่างธรรมยุติกา จ่งเป็นการฟ้� นพระศาสนาสว่นทีบ�กพรอ่งของพระสงฆ์สยามมาแต่โบราณ หรอืว่าอีกนยัหนง�่กค็อ ืทรงแก�ไขวตั รปฏบิ ัติของพระสงฆ์ไทยให�สมบ้รณทั ์งพระธรร�มและพระวนิย ัเพราะฉะนัน�คติธรรมยุติกาที�ทรงตั�งข่น� จ่งดีกว่าคติเดม ทั ิ�งที�พระมอญและพระไทยถอกื ันมาแตก่อ่ น”(๖)๒๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
แนวพระราชดำาริพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ในการปฏิร้ปพุทธศาสนา น่าจะมาจากปรัชญาพุทธศาสนาของพระองค์ดังที�มีผ้�สรุปไว�ว่า “ด�วยการคัดเลือกอย่างยุติธรรมและการละทิ�ง สมเด็จเจ�าฟ้ามงกุฎได�ทรงสร�างพระพุทธศาสนาข่�นใหม่ หรืออย่างที�พระองค์ทรงคิดอย่างอ่อนน�อมว่าทรงฟ้� นฟ้พระธรรมดั�งเดิม พระองค์มักรับสั�งว่า ไม่มีอะไรในพุทธศาสนาที�ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน พระองค์อาจช่�ถึงกฎทางฟิสิกส์ท่�แสดงว่า เหตุเช่นไรย่อมก่อให้เกิดผลเช่นนั�น ถ�ากฎเช่นนี�ควบคุมวัตถุทั�งหมดในโลก ก็คงควบคุมทางจริยธรรมด�วย คือกรรมทั�งหมดไม่ว่าดีหรือชัวก็ย่อมมีผลเช่นเดียวกัน” � (๗) นอกเหนือจากภาษาบาลี ภาษาละตินและภาษาอังกฤษซ่งเป็นที�ทราบกันดีว่าคือภาษาต่างประเทศ �ที�พระองค์สนพระทัยแล�ว มีผ้�ระบุว่าพระองค์ยังทรงศ่กษาภาษาต่าง ๆ ของชาติเพื�อนบ�าน คือ ภาษาลาว ภาษาเขมร ภาษาเวียดนาม ภาษามอญ ภาษาพม่า ภาษามลาย้ และภาษาฮินดี(๘) ภาษาบาลี (ภาษามคธ) ซ่งเป็นภาษาสำาคัญของศาสนาพุทธเถรวาท คือภาษาที�ทรงชำานาญตั � �งแต่ครังทรงผนวช ทรงภาคภ้มิพระทัยในความร้�เรื�องนี�ถ่งกับข่ � นต�นในพระราชสาส์นพระราชทานไปยังกษัตริย์ �ต่างประเทศว่า “ทรงเป็นผ้�ประจักษ์ในภาษามคธแลคัมภีร์ในพุทธศาสนา” เช่นในพระราชสาส์นถ่งพระเจ�ากรุงเดนมาร์ค พ.ศ. ๒๔๐๒(๙) ความเอาพระทัยในการแสวงหาความร้�บางเรื�อง ถ่งกับทรงมีพระราชหัตถเลขาเมื�อ ค.ศ. ๑๘๕๕ (พ.ศ. ๒๓๙๘) ขอให�เซอร์จอห์น เบาริงจัดหาหนังสืออ�างอิงให� เช่น เรื�องคณะราชท้ตฝรังเศสเข�ามาเจริญ�สัมพันธไมตรีกับสยามครังรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพื�อทรงใช�อ�างอิงในประวัติศาสตร์สยาม �ที�ทรงเรียบเรียง(๑๐) หลักฐานของความเป็นนักวิชาการอย่างเอาใจใส่ คือพระราชนิพนธ์เรื�องต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�า มีหลายลักษณะ เช่น ประกาศ พระราชหัตถเลขาที�ทรงเล่าเรื�องต่าง ๆ ประกอบ ยังมีพระราชนิพนธ์ที�เป็นเรื�องยาวบางเรื�องทรงแต่งเป็นภาษาอังกฤษก็มี คือ ไวยากรณ์อังกฤษ (English Grammar)(๑๑) และ พงศาวดารสยามอย่างย่อ (Brief History of Siam) พิมพ์เผยแพร่ในวารสาร The Chinese Repository ฉบับที� ๒๐ เล่มที� ๗ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๕๑ และพิมพ์อีกครังในภาคผนวกหนังสือ The Kingdom �and People of Siam ค.ศ. ๑๘๕๗ โดยใช�ชื�อใหม่ว่า Brief Notices of the History of Siam พระราชนิพนธ์เรื�องนี�มีเนื�อหาสำาคัญ คือ พยายามอธิบายประวัติศาสตร์สยามว่าเริมครั� งสมัยอยุธยา โดยเกริ � นนำาถ่งที�มา �ของพระนครศรีอยุธยาเมืองหลวงเก่าว่าเคยเป็นดินแดนในความครอบครองของกัมพ้ชามาก่อน จากนัน�ได�ทรงพรรณนาเหตุการณ์สำาคัญ ๆ ตามลำาดับต่อเนื�องนัน เช่น สงครามกับพะโคครั �งรัชสมัยพระมหินทราธิราช�ในที�สุดสยามตกเป็นเมืองข่น ครั� งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีขุนนางชาวตะวันตกคนโปรด �คือ คอนแสตนติน ฟอลคอน เรื�องสงครามเสียกรุงครังที� ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ บทบาทของเจ�าตากในการขับไล่�กองทัพพม่า และการเข�าส้่อำานาจของสองพี�น�องผ้�เป็นต�นวงศ์จักรี(๑๒)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๒๓
ตัวอย่างในเรื�องการที�ไม่ทรงปิดกั�นกับความเปลี�ยนแปลงนั�นคือ ทรงปฏิร้ปขนบและจารีตราชสำานักสยามบางประการ เช่น วันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได�พระราชทานพระบรมราชานุญาตให�ชาวตะวันตกในกรุงเทพฯเข�าเฝ้าในวันเสด็จออกมหาสมาคมในพระที�นั�งอมรินทรวินิจฉัย ซ่�งเป็นการเปลีย�นแปลงประเพณีเก่า(๑๓)มุขนายกมซซิ ังปาลเลกวซั ชื ์ �นชมในพระราชจรยิาวตัร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ว่าแตกต่างจากครั�งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ นั�นคือ “ชาวยุโรปที�ได�รับพระบรมราชานุญาตให�เข�าเฝ้าไมต�อ่งหมอบแตต�อ่งนัง�ขัดสมาธิและพนมมอืถวายบังคม น่าชมพระราชจรยิาวตัรของในหลวงองคป์ ัจจบุัน(หมายถ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ) ที�พระองค์ท่านมิได�ทรงนาำเอาแบบธรรมเนยมีเก่า ๆ มาบังคับใช�แก่ชาวยุโรป พระองค์ท่านทรงปฏิสันถารต�อนรับเกือบจะเป็นแบบยุโรปทีเดียว มีการสัมผัสมือและให�นังเ�ก�าอี�”(๑๔) ทรงตั�งประเพณีเสด็จออกรบฎั ีการาษฎรด�วยพระองค์เองทุกวันโกนเดอืนละ๔ครัง�เวลาเสด็จออกให�เจ�าพนักงานตีกลองวนิ ิจฉยัเภรีเป็นสัญญา(๑๕)มีพระบรมราชานุญาตให�ราษฎรเข�ามาเฝ้าได�ใกล�หนทางและให�เปิดประต้หน�าต่างได�ตามชอบใจ ซ่งเ�รื�องดังกล่าวนี�แต่เดิมเป็นเรื�องต�องห�าม(๑๖) หลักฐานยืนยันถ่งนโยบายเปิดประเทศ คอ ืเมื�อวันที�๑๘ มถิุนายนพ.ศ.๒๓๙๙มีประกาศว่าด�วยเรื�อง“การประพฤติต่อฝรั�งเศส อังกฤษแลอเมรกิ ันที�มาอย้่ในเมอื งไทย” มีใจความสว่นหน�ง่ชี�ให�เห็นนโยบายการต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ว่า “แลคนชาติฝรังเศส� อังกฤษ อเมรกิัน ก็มีวิชาฉลาดในการงานต่าง ๆ เมื�อได�เข�ามาตั�งบ�านเรอืนอย้่ในพระราชอาณาเขต เห็นจะมาประกอบการช่างทำาสิงข�องเครื�องใช�สอยต่างๆประหลาดๆ ดีกว่าสิงข�องที�เคยทำาได�ในกรุงซ่งมี�มาแตก่อ่นบ�างแล�วจะเอาออกจำาหน่ายซื�อขายแก่ราษฎร ราคาของที�ทำาเมอืงนีก� ็จะถ้กกว่าของที�ล้กค�านามำาขายแต่เมอืงอื�น ช่างชาวพระนครนี�เมื�อเห็นดีก็จะราำเรยีนเลยีนทำาตามอย่าง การช่างทั�งปวงก็จะจำาเริญดีข่นกว่าแ�ตก่อ่น อน�ง่ การเพาะปล้กสิ�งของที�มีประโยชน์ในแผ่นดิน คนฝรั�งเศส อังกฤษ อเมริกัน มักเข�าใจวิธีเพาะปล้ก มีตำารับตำาราเข�ามามีอุตสาหะมีเพยีรพยายามทำาไร่นาเรอืกสวนได�มากในที�เป็นป่าและท�องทุ่งที�รกร�างว่างเปล่าอย้่ ก็จะให�จำาเริญสมพักศรอากรภาษีมีมากข่นแ�ก่แผ่นดินโดยลาดำ ับเวลาไปภายหน�า”(๑๗) มุขนายกมซซิ ังปาลเลกวซั ์ระบุในหนังสอที ื�พมพิ ์เผยแพร่ (เล่าเรื�องกรุงสยาม) ตั�งแต่ค.ศ. ๑๘๕๔(พ.ศ. ๒๓๙๗) ว่า “ตลอดเวลา ๒๕ ปีพระมหากษัตรยิ ์พระองค์ใหม่ทรงสนพระทัยในการศ่กษาภาษาสันสกฤต บาลีประวัติศาสตร์ศาสนา ภ้มิศาสตร ฟ์สิ ิกส์เคมีดาราศาสตร์และภาษาอังกฤษด�วยพระวริยิะภาพอันยิง�พอข่นคร�องราชยสมบัติ ก็มีพระราชดำาริให�จัดกองทัพตามแบบยุโรป ขุดคลอง ทำาถนนหนทางสร�างปอม้ ปราการ สร�างเรอ ืและสังเ�รอืไอนาำเข�ามาใช� ทานำบุารำุงศลิปกรรม อตุสาหกรรมและพาณิชยกรรม ตังโรง �พมพิ ์หลวง อนุญาตให�สอนลัทธิศาสนาต่างๆได�โดยเสรีแก่ชาวชาติต่างๆ ที�เข�ามาพงพระ�่บรมโพธิสมภารสรุปได้ว่า รัชกาลนี�เป็นสมยอั ันรุ่งโรจนที ์�สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย”(๑๘)๒๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
พระราชนิยมตะวันตกนั�น เซอร์จอห์น เบาว์ริงบันท่กไว�เมื�อครั�งได�เข�าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯที�พระบรมมหาราชวังเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๘ ว่า “พระเจ�าแผ่นดินทรงนำาข�าพเจ�าไปยังพระที�นัง�ส่วนพระองค์ ซ่งได�รับการตกแต่งด�วยนาฬิกาที�งดงามทั � �งชนิดมีล้กตุ�มและชนิดธรรมดา ร้ปปั�นพระราชินีวิกตอเรียและเจ�าชายอัลเบิร์ต บารอมิเตอร์และเทอร์โมมิเตอร์ซ่งมีร้ปร่างสวยงาม” � (๑๙) มีการวิเคราะห์ตังแต่ยุคสมัยนั� นว่า การรักษาอำานาจอธิปไตยของอาณาจักรสยามประสบความสำาเร็จ �ได�ก็ด�วยนโยบายการสานสร�างสัมพันธไมตรีกับชาติมหาอำานาจตะวันตก บทความของหมอบรัดเลย์นำาลงในหนังสือพิมพ์เมื�อวันที� ๑๖ กุมภาพันธ์ ๑๘๖๗ (พ.ศ. ๒๔๐๙) ว่า “จดหมายเหตุรางกุ�ง แตม,ได�เปรียบเทียบเมืองพม่ากับกรุงสยามเป็นใจความว่า, คนทั�งปวงได�ร้�แล�ว่ากรุงสยามไม่ได�เสียแผ่นดินแก่เมืองอื�น. เพราะได�ยอมเป็นไมตรีกันกับเมืองอังกฤษแลเมืองอเมริกา. แลฝรังเสศแล, พุตเกต แลเมือง�เดนหมาก, แลเมืองฮันเสียอันติดสเตดแลเมืองดัชะ, แต่พม่าได�เสียแผ่นดินมาก, เพราะไม่ยอมเป็นไมตรีกับเมืองอื�นที�เป็นใหญ่กว่าตัว. ได�เสียเมืองอาซำาแลเมืองอาระกัน, แลเมืองมระแมน, แลเมืองเยียแลเมืองทวาย, แลเมืองมะเคว.ในคฤสตศักราช ๑๘๕๒….”(๒๐) จากหลักฐานดังกล่าว ชี�ให�เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ทรงกล�าหาญและจริงจังกับการเปลี�ยนแปลงใด ๆ ก็ตามเพื�อนำามาในสิงที�ถ้กต�องและเป็นประโยชน์แก่ราชอาณาจักรตั �งแต่ก่อนครองราชย �เช่น กรณีการสถาปนาคณะธรรมยุติกา ทรงสนพระทัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรงคบหาชาวตะวันตกเพื�อพัฒนาความร้�ด�านวิทยาศาสตร์ และทรงศ่กษาภาษาอังกฤษเพื�ออ่านตำาราวิทยาศาสตร์ที�เป็นภาษาอังกฤษได�เข�าใจ และนำาความร้�นันมาใช�พัฒนาประเทศ หลักฐานที�ชาวตะวันตกบันท่กไว�ชี�ให�เห็นว่าทรง �เริมการศ่กษาด�วยพระองค์เองก่อน � การเข�ามาพำานักของชาวต่างชาติโดยเฉพาะมิชชันนารีอเมริกันตั�งแต่ครั�งปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนังเกล�าฯ ที�มีบทบาทการนำาข่าวคราวของวิทยาการสมัยใหม่ของโลกตะวันตกเข�ามาเผยแพร่ �เช่น เรื�องการแพทย์ วิทยาศาสตร์ น่าจะมีส่วนในการสร�างแรงบันดาลใจให�พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ สนพระทัยความเป็นสมัยใหม่มากยิงข่�น � ความตั�งพระทัยที�ทรงมีตั�งแต่ก่อนครองราชย์และทรงย่ดมั�นในทิศทางนี�ตลอดมาจนถ่งปีสุดท�ายแห่งพระชนม์ชีพ คือ ทรงมุ่งมั�นการปฏิร้ปสิ�งที�ล�าหลังและผิดพลาด ทรงยอมรับในความเปลี�ยนแปลงการแสวงหาความร้�ให�ทันสมัย และการแสวงหามิตรต่างชาติ ซ่งเป็นยุทธศาสตร์สำาคัญต่อการรักษาอำานาจ �อธิปไตยสยามให�อย้่รอดปลอดภัย ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๒๕
บทท่� ๔อาณาจ้กรสยามครง�้ต้นสม้ยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ26 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ครั�งต�นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ เมื�อปลายพุทธศตวรรษที� ๒๔ ข�อม้ลเรื�องอาณาจักรสยาม ในภาพรวมที�คนทัวไปต�องการทราบ เช่น อาณาเขต จำานวนพลเมือง เมืองหลวง เศรษฐกิจ �และวิถีชีวิตผ้�คน มักจะเป็นข�อม้ลที�ชาวต่างชาติได�บันท่กไว� ด�วยเป็นเรื�องที�น่าสนใจสำาหรับคนภายนอก ชาวต่างชาติที�บันท่กเรื�องราวของสยามนั�นมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มนักท่องเที�ยว นักสำารวจ นักการท้ตน่าเชื�อว่าคนกลุ่มนี�มักได�รับข�อม้ลอย่างรวบรัด ฉาบฉวยและนำามาเขียน แต่ยังมีชาวต่างชาติอีกกลุ่มที�เข�ามารับราชการ เป็นนักบวชหรือมาทำางาน ได�บันท่กเรื�องราวของสยามไว�เช่นกัน ชาวต่างชาติกลุ่มนี�มาพำานักอย้่นาน เห็นความเป็นไปของบ�านเมืองอย่างต่อเนื�อง บันท่กจากคนกลุ่มนี�จ่งน่าเชื�อถือและน่าสนใจ ในจำานวนนี�น่าจะได�แก่บันท่กของมุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ และหมอบรัดเลย์ รวมทังพงศาวดาร�สยามบันท่กโดยชาวสยามร่วมสมัย มีประเด็นต่าง ๆ ที�น่าสนใจคือ อาณาเขตอาณาจักรสยามและจำานวนพลเม่อง เขตแดนอาณาจักรสยามครังรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ไม่ตรงกับเขตแดนประเทศไทย �ในปัจจุบัน ด�วยในกาลเวลาต่อมายังมีการปรับปรุงเขตแดนอีกหลายครัง มุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ระบุ �ว่า “ทิศเหนือจรดเขตหัวเมืองลาวหลายหัวเมือง ซ่งเป็นเมืองข่ �นของละว�าหรือของจีน ทิศตะวันออกจรด�ประเทศญวน ทิศตะวันตกจรดทะเลและอาณานิคมอังกฤษ ทิศใต�จรดรัฐเล็ก ๆ คือปาหังและเประห์”(๑) มุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ระบุว่า พลเมืองอาณาจักรสยามมีทั�งหมดประมาณหกล�านคน ประกอบด�วยชนหลายเชื�อชาติ คือ สยามหรือไทย หน่�งล�านเก�าแสนคน จีน หน่�งล�านห�าแสนคน มลายา หน่�งล�านคน ลาว หน่�งล�านคน เขมร ห�าแสนคน มอญ ห�าหมื�นคน กะเหรี�ยง ชองและละว�า ห�าหมื�นคน(๒) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๒๗
เม่องหลวง : กรุงเทพมหานครหร่อบางกอก เมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๗ ที�เมืองหลวงคือบางกอกมีพลเมืองประมาณสี�แสนคน ในจำานวนนี�คือชาวจีนมีจาำนวนมากทีส�ุดคอืสองแสนคนรองลงมาคอืชาวไทย (สยาม) จาำนวนหนงแสนส�่องหมื�นคน จาำนวนที�เหลอืคือ ชาวญวน เขมร มอญ ลาว พม่า มลายา และชาวคริสตังนานาชาติ(๓) “ในเมอืงหลวงไม่มีรถสักคันเดยว ตี ่างใช�เรอกื ันทัง�นัน�แมน่าำและลาำคลองแทบจะเป็นเส�นทางคมนาคมอย่างเดยว ีเว�นแตตอ่ นใจกลางเมอืงอันมีร�านค�าหรอตลืาดเท่านัน�ที�มีถนนป้ด�วยอิฐแผ่นใหญ่ๆ”(๔)บทความของหมอบรัดเลย์ลงพิมพ์ในหนังสือจดหมายเหตุ วันที�๒๒ ธันวาคม ค.ศ. ๑๘๖๖(พ.ศ. ๒๔๐๙) ซ่งเ�ป็นเวลาหลังจากที�มุขนายกมซซิ ังปาลเลกวซั ์ระบุไว�กอ่นหน�าถ่ง ๑๑ ปียังระบุจำานวนประชากรของกรุงเทพว่ามีจำานวนสี�แสนคน และไม่มีถนนที�จะขี�รถได�กีม�ากน�อย(๕)ด�วยความเป็น “เมืองนาำ” ของเมืองหลวง ประเพณีสาคำ ัญ ๆ ของสังคมเมืองหลวงจ่งเป็นเรื�องเกียวข�อ�งกบนัา ำเช่น พยุหยาตราเรอ ืแข่งเรอ ลอยืกระทงกิจกรรมหนงข�่องพระราชพธิบีรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯในวันที�๒๑พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๔ คอืการเสด็จออกเลยบีพระนครทางชลมารค เพื�อให�ราษฎรที�อย้่แพ อย้่เรอืนรมนิาำได�ชื�นชมพระบรมโพธิสมภาร พระราชพธิีครัง�นันมีเ�รอืในกระบวนมากถ่งสองร�อยหกสบิเก�าลา ำพลพายหมื�นเศษ(๖) ในสมัยต�นรัตนโกสินทร์ราชการมีนโยบายขุดค้คลองเพิ�มเติมเพื�อความสะดวกในการดำารงชีวิตของพลเมอืง ยุทธศาสตร์การขยายตวัเศรษฐกิจ และเพิม�เติมพื�นที�อย้่อาศย ัเช่น ปีแรกที�พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ครองราชย์โปรดฯให�ขุดคลองค้พระนครชันน�อก(คลองผดุงกรุงเกษม) เริมข�ุดเมื�อวันที�๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๙๔(๗) และขุดคลองจากเมืองหลวงเชื�อมต่อกับคลองหรือแม่นำาต่าง ๆ ที�อย้่ไกลออกไป เช่น ขุดคลองมหาสวัสดิ�และคลองภาษีเจริญเชื�อมตอก่บัแมน่าำนครไชยศรีเมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๐ และพ.ศ. ๒๔๐๙ ตามลาดำ ับ(๘) พระบรมมหาราชวังซ่งเ�ป็นศ้นย์กลางความศักดิส�ิทธิแ�ละศ้นย์กลางอาำนาจของอาณาจักร ด�วยเป็นที�สถติของป้ชนยวีตถัสุาคำ ัญสุดของอาณาจักรคอืพระแก�วมรกต (พระพุทธมหามณรีตันปฏมิ ากร) และเป็นที�ประทับของพระเจ�าแผ่นดิน เริ�มได�รับการแปลงโฉมครั�งสำาคัญเป็นครั�งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์เช่น ร้ปแบบสถาปัตยกรรมในพระบรมมหาราชวังแต่เดิมเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตผสมผสานกบัสถาปตยักรรมแบบจีน แต่ในต�นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ โปรดให�สร�างสถาปตยักรรมแบบตะวันตกข่นเ�ป็นครังแรกในพระ �บรมมหาราชวัง หม้่พระที�นัง�ที�ประทับใหมค่ ือ พระอภิเนาว์นิเวศน์สร�างข่�นเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๗ ประกอบด�วยพระที�นั�งองค์สำาคัญคือ ท�องพระโรงชื�อพระทนั ่� �งอนนัตสมาคม พระที�นั�งส้งห�าชั�นสำาหรับทอดพระเนตรไปไกล ๆ ชื�อพระท่�นั�งภ้วดลทัศไนย และพระที�นั�งไว�ของประหลาดต่าง ๆ ชื�อพระทนั ่� �งประพาศพิพิธภัณฑ์(๙)๒๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
น่าเชื�อว่าความเปลี�ยนแปลงร้ปแบบสถาปัตยกรรมพระบรมมหาราชวังจากแบบจารีตมาเป็นแบบตะวันตกเริมครั� งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ น่าจะเป็นสัญญาณยอมรับว่าโลกตะวันตก �คือชาติผ้�ทรงอิทธิพลและเป็นที�ชื�นชมของพระองค์ “พวกผ้�มีอันจะกินจะมีบ�านก่ออิฐหรือฝาไม�กระดานมุงหลังคากระเบื�อง แต่สิงที�เหมือน ๆ กันคือ �ชาวบ�านจะสร�างบ�านด�วยไม�ไผ่และมุงหลังคาจาก ไม่มีใครอาศัยอย้่ในห�องใต�หลังคา เพราะจะอ่ดอัดไม่สบายเลย ทุก ๆ บ�านยกพื�นข่นโดยใช�เสาต�นใหญ่ ๆ แปดต�น และจำาเป็นต�องมีบันไดหรือพาดไม�เป็นขั �น ๆ �เพื�อข่นไปยังตัวเรือนชั �นหน่� �งและเป็นชันเดียวของบ�าน” � (๑๐) “บ�านเรือนของคนไทยนันสะอาด ถ้กสุขลักษณะและปรับปรุงให�เข�ากันดีกับลมฟ้าอากาศ เพราะ �มีช่องลมมาก ที�อย้่อาศัยของคนจนนันสร�างกันแบบง่าย ๆ เป็นเรือนยกพื�นระดับเดียวกันไปหมดทั � �งหลัง ใช�เสาไม�ไผ่ แล�วกันฝาด�วยซีกไม�ไผ่ หลังคามุงด�วยตับจาก ผ้กไว�กับเครื�องบนที�เป็นไม�ไผ่เหมือนกัน ในห�องนอน �มีแผ่นกระดานยกพื�นส้งราวหน่�งเมตร ตามปกติเรือนเหล่านี�มักเป็นเรือนชันเดียว ใช�บันไดไม�ไผ่พาดข่ � �น แบ่งออกเป็น ๓ ห�อง กันด�วยตับจากหรือกระแชง ชั� นล่างหรือใต�ถุนเป็นที�เก็บข�าวเปลือก นำาหรือเครื�องใช� �ในเรือน บุคคลผ้�มีอันจะกินสร�างเรือนเสาไม�เต็ง คานขื�อและพื�นไม�สัก ผ้�ค�ามักชอบอย้่ในนำา อาศัยอย้่ในร�านค�าอันเป็นเรือนไม�ทั�งหลัง ตั�งอย้่บนแพไม�ไผ่”(๑๑) โฉมใหม่ของกรุงเทพมหานครซ่�งมีถนนตัดตรง มีสะพานข�ามคลองหรือมีลักษณะเป็นเมืองดอนเกิดข่�นจากกงสุลชาวยุโรป ๓ ประเทศเข�าชื�อกันมีหนังสือถวายว่า ชาวยุโรปเคยข่�นรถข่�นขี�ม�าไปเที�ยวตากลมอากาศ ได�ความสบายไม่ใครเจ็บไข� เข�ามาอย้่กรุงเทพฯ ไม่มีถนนหนทางที�จะขี�รถขี�ม�าไปเที�ยว พากันเจ็บไข�เนือง ๆ ได�ทรงทราบหนังสือแล�ว โปรดฯ ให�ตัดถนนข่�นสองสาย เริ�มดำาเนินการตั�งแต่ พ.ศ. ๒๔๐๔ ตรงใดที�ถนนต�องตัดข�ามคลอง ได�บอกบุญเจ�านาย ขุนนางและเจ�าสัวศรัทธารับทำาสะพานข�ามคลอง และต่อมามีการตัดถนนเพิมข่� นอีกหลายสาย สร�างต่กแถวสองข�างถนน ถนนที�สร�างข่ �นใหม่กลาย�เป็นทางสัญจรสำาคัญของเมืองหลวงแทนคลอง คือ ถนนเจริญกรุง ถนนบำารุงเมือง และถนนเฟ้� องนคร(๑๒) ชุมชนชาวตะวันตกรวมทั�งชุมชนคริสตังและคริสเตียนในบางกอกมีหลายชุมชนเช่น แถบกุฎีจีน แถบวัดสมอราย แถบริมแม่นำาเจ�าพระยาด�านทิศใต�ของพระบรมมหาราชวัง ชาวตะวันตกมีส่วนสำาคัญผลักดันให�สยามมีนโยบายพัฒนากายภาพเมืองหลวงของตน เศรษฐกิจ บางกอกเป็นทั�งศ้นย์กลางการปกครองและเศรษฐกิจตั�งแต่ไหนแต่ไรมา “ในกรุงสยาม การทำามาค�าขายเป็นไปอย่างใหญ่โต ทุก ๆ ปีในเดือนกุมภาพันธ์ เราจะเห็นเรือสำาเภาเดินสมุทรขนาดมโหฬารเป็นร�อย ๆ ลำา ตกแต่งประดับประดาไปด�วยธงต่าง ๆ เดินทางมาจากเมืองจีน ส่งเสียงหนวกห้ดังตัม ตัม ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๒๙
ขณะที�แล่นเข�ามาทอดสมอเรยีงรายกันอย้่เป็นแถวแม�ในใจกลางเมอืงหลวง ทั�งยังมีเรอกื าปั ำ�นเดินสมุทรจากอาหรบัเป็นสบ ิๆ ลา ำเรอืพายขนาดใหญจ่าำนวนมากมายจากนครศรีธรรมราชและรัฐต่างๆของมาเลย์เข�ามาอีกด�วย ส่วนทางด�านกรุงสยามเอง ในแต่ละปี องค์พระมหากษัตริย์และบรรดาเจ�าใหญ่นายโตได�ส่งเรอสืาำเภาหรอืเรอืเดินสมุทรแบบยุโรปประมาณ ๕๐ ลา ำ ไปค�าขายยังจีน ปตตัาเวย ี โดยเฉพาะอย่างยิง�สิงคโปร์แต่หาได�ยากนักที�จะเห็นเรอืเดินทะเลยุโรปมาที�กรุงสยาม ทั�งนี�เนื�องมาจากอัตราค่าธรรมเนยมีในการเข�าทอดสมอยังคงเกินกว่าเหตอย้่ ุจนกระทั�งปี๑๘๕๑”(๑๓) “พื�นดินที�นี�มีความอุดมสมบ้รณอย์ ่างน่าพิศวง บริเวณรอบ ๆ เมอืงหลวงเนื�อที�ประมาณ ๓๐ ไมล์เตม็ ไปด�วยสวนผลไม� ซ่งไ�ด�รบนัาตำามธรรมชาติจากนาำในแมน่ าข่ ำน�ลงสองครัง�ตอว่ ัน อันเป็นผลของนาข่ ำน�นาลำ งในทะเล ทั�งนีอ�าศยบัรรดาคลองเล็ก ๆ นานำาำเข�าไปยังสวน ผลไม�และผักมีอย้่ในที�แห่งนีอย�่างอุดมสมบ้รณ์และมีคุณภาพเยียม� ...ปลาทั�งนาจำ ืดนาำเค็มมีอย้่มากมายจนกระทั�งแทบจะไม่มีราคาเลยในสยาม ปลาเหล่านี�กลายเป็นสินค�าออกที�สาคำ ัญมากสาำหรบสั ่งไปขายที�เมอืงจีนและเกาะชวา”(๑๔) มุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ระบุเรื�องเศรษฐกิจของอาณาจักรสยามว่า “ราชอาณาจักรสยามน่าจะเป็นประเทศแห่งการค�าโดยธรรมชาติเพราะเมืองท่าและแม่นำาใหญทั ่�งสี�สายนั�นล�วนเป็นแหล่งเปิดสาำหรบผลัตผลิภายในประเทศ ตั�งแต่พรมแดนจรดเขตประเทศจีนนัน�ลงมาทีเดยว ีเพราะฉะนัน�จ่งสังเกตได�ว่า มีหัวการค�าอย้่ด�วยกันทั�งสิ�น จากเหนือจรดใต� ล�วนแต่มีการเคลื�อนไหวไปทั�ว ลำาคลอง แม่นำาเป็นเส�นทางจราจรของเรือเป็นอันมากสับสน ซ่�งนำาสินค�ามาถ่ายลงในร�านค�าหรือคลังสินค�าในพระนครภายในประเทศการค�ามักจะดาำเนินไปด�วยการแลกเปลีย�นสินค�ากันเสยีเป็นสว่นมาก โดยเฉพาะพวกคนจีนระบาดไปตามทุ่งท่าและป่าเขา นาำเอาผ�าเครื�องถ�วยชามลามไหและของใช�เบ็ดเตล็ดจากเมอืงจีนไปแลกข�าว ฝ้ายและผลิตผลอย่างอื�น ๆ จากจังหวัดต่าง ๆ ที�ตนผ่านไป พ่อค�าที�สำาคัญ ๆ คือ พระเจ�าแผ่นดินพวกเจ�านาย พวกเสนาบดีพวกพ่อค�าจีน ขุนนางชั�นผ้�ใหญ่ชาวมลายาและชาวอาหรับ มีพ่อค�าชาวอังกฤษ ๑ คน ฮอลันดา ๑ คน และปอรตุเกศ ๑ คน ทุก ๆ ปีพระเจ�าแผ่นดินส่งเรอสื ินค�า ๑๕ ถ่ง ๒๐ ลาำไปยังสิงคโปร์ชวาและเมืองจีน พวกข�าราชการชั�นผ้�ใหญ่ส่งไปบ�างคนละ ๒ ถ่ง ๓ ลำาสำาเภา พ่อค�าจีนที�เป็นเจ�าสวบั างคนมีเรอค� ืาตั�ง ๕ หรอ ื๖ ลาำ ”(๑๕)ท่านได�ระบุสินค�าขาออกสาคำ ัญคือข�าวสาร ไม�สัก ไม�ฝาง นามำ ันมะพร�าว นาตำาลทราย ฯลฯสว่นสินค�าเข�าที�สาคำ ัญคือ ผ�านุ่ง ผ�าฝ้าย เครื�องแก�ว เครื�องกระเบื�อง เครื�องลายคราม เครื�องเหล็กจากยุโรป...”(๑๖)มุขนายกมซซิ ังปาลเลกวซั ์ระบุว่า “พระเจ�าแผ่นดินสยามทรงราำรวยมาก ซ่ง�อาจจะเห็นได�โดยง่ายเมื�อทราบจำานวนภาษีอากรและอากรต่าง ๆ ที�เข�าส้่ท�องพระคลัง...เป็นความจริงที�ว่าพระองค์ท่านก็ทรงต�องใช�สอยพระราชทรัพย์มากเหมือนกัน เพราะพระองค์ท่านเป็นผ้�จ่ายเงินปีแด่พระบรมวงศานุวงศ์ขุนนางและทหาร โดยไมน่บคั ่าใช�จ่ายอันส้งในราชสานำ ักอีกด�วย”(๑๗)๓๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
สังคมสยาม “พวกเจ�าเมืองมีอำานาจมาก ฉะนันจ่งมักฉวยโอกาสทำาการบีบคั � �นราษฎรที�ยากจน”(๑๘) “ราษฎรที�เป็นชายฉกรรจ์ทุกคนต�องทำางานหลวง เรียกว่าราชการ แต่ทั�งนี�ยกเว�นชาวจีนที�มาจากเมืองจีนโดยตรง ส่วนล้กหลานที�เกิดในประเทศสยามนันต�องทำางานหลวงเช่นเดียวกับชาวพื�นเมือง” � (๑๙) “ราษฎรชายทุกคนที�มีอายุนับตั�งแต่ ๒๐ ปี ข่นไป มีหน�าที�ต�องทำางานรับใช�พระเจ�าแผ่นดิน ราษฎร �ส่วนหน่�งรับใช�หลวงด�วยการทำางานให�แก่พระเจ�าแผ่นดินเป็นระยะเวลา ๓ เดือนต่อปี คนพวกนี�จะถ้กใช�ให�ทำางานนานาชนิด นับตังแต่สร�างวัดหรือสิ� งก่อสร�างอื�น ๆ สร�างป้อมปราการ ขุดคลองต่อเรือ ฯลฯ คนอื�น ๆ �นอกนันมีหน�าที�ต�องเสียส่วยทดแทน เป็นกระเบื�องมุงหลังคาบ�าง เป็นอิฐบ�าง ไม�ฝางบ�าง ขี�ผ่ � �ง ไม�กฤษณา ไม�แผ่นกระดาน เสาไม�หรือของอื�น ๆ บ�าง คนที�ไม่สามารถเข�าทำางานหรือไม่สามารถจ่ายส่วยเป็นสิงของ�ได�ก็จะชำาระเป็นเงิน...”(๒๐) การแต่งกาย ชาวสยาม “นุ่งห่มเป็นแบบพื�น ๆ เหมือนกันทังหญิงชาย เป็นผ�านุ่งผืนยาวแบบอินเดียซ่ � งจะขมวดไว� �ด�านหน�าและทบชายผ�าไปด�านหลัง นอกจากนั�นก็จะมีผ�าแพรพันไขว�กันไว�ซ่�งบรรดาสตรีจะใช�ปกปิดทรวงอก แต่สำาหรับผ้�ชายก็ดัดแปลงใช�อีกแบบหน่�ง ในราวเดือนพฤศจิกายน ธันวาคมและมกราคม นาน ๆ ครังที�ทุกคนทั � �งชายหญิงจะสวมเสื�อชันนอกอีกตัวหน่� �งปกคลุมติดกาย”(๒๑) “การแต่งเนื�อแต่งตัวของคนไทยนันง่าย ๆ เขาเดินเท�าเปล่า และศีรษะเปล่า เครื�องนุ่งห่มก็เป็น �ผ�าลายอินเดียน ใช�เข็มขัดคาดทับ ทบชายทั�งสองข�างแล�วโจงย�อนไปเหน็บไว�เบื�องหลัง นุ่งกันด�วยวิธีนี�ทั�งสองเพศ หญิงสาวกับหญิงทั�วไปใช�ผืนแพรคล�องคอมาข�างหน�า ตลบชายให�ตกไหล่ไปทางเบื�องหลัง ส่วนผ้�ชายนันมีผ�าขาวชิ� นเดียว ใช�เป็นผ�าคาดพุงก็ได� เช็ดนำาม้กนำาลายก็ได� ซับเหงื�อก็ได� และบางทีก็ใช� �โพกหัวป้องกันแสงแดด”(๒๒) อุปนิสัยของคนสยาม มุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ระบุว่า “ชาวประชาชาตินี�มีที�น่าสังเกตตรงอัธยาศัยอันอ่อนโยนและมีมนุษยธรรม ในพระนครซ่งมีพลเมืองค่อนข�างคับคั� ง ไม่ค่อยปรากฏว่ามีการทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง �ส่วนการฆาตกรรมนันเห็นกันว่าเป็นกรณีพิเศษมากทีเดียว บางทีตลอดทั � งปีไม่มีการฆ่ากันตายเลย คนไทย �ต�อนรับชาวต่างประเทศด�วยความอารีอารอบ และขะมักเขม�นที�จะอำานวยความอย้่ดีกินดีให�แก่อาคันตุกะมาก เอกชนออกเงินส่วนตัวทำาถนนป้อิฐและสะพานไม� สร�างศาลาพักร�อนเรียงรายเป็นระยะ ๆ ไปตามริมแม่นำาซ่งผ้�เดินทางอาจเข�าอาศัยหลบแดดหลบฝนได� จะหุงหากินหรือแรมคืนด�วยก็ได� พวกผ้�หญิงถ่งแก่ลงแรง �ตักนำาใส่ตุ่มตั�งเรียงรายไปตามถนนทุกวันเพื�อบรรเทาความกระหายนำาของผ้�เดินทาง ไม่เพียงแต่มนุษย์ด�วยกันเท่านันที�คนไทยมีมนุษยธรรม ยังเผื�อแผ่ไปถ่งสัตว์เดียรัจฉานอีกด�วย” � (๒๓) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๓๑
“คนไทยเป็นคนมีความนอบน�อมมาก และแสดงความเคารพนบถั ือพนักงานเจ�าหน�าที�เป็นพิเศษโดยไม่กล่าวถ่งความเคารพบ้ชาตออ่งค์พระมหากษตรัยิ ที ์ �พวกเขายกยอ่ งให�เป็นสมมุติเทพเขามีความเคารพอย่างล่กซ่งแ�ละนอบน�อมอย่างยิง�ตอ่พระบรมวงศานวุงศ ข์ุนนาง และโดยเฉพาะอย่างยิงบุคค�ลชันผ้� �บังคบับัญชาทั�วไปคนชราได�รบัการยกยอ่งมาก ผ้�เยาว์เอาใจใส่ให�ความเคารพและปรนนบิ ัติวัฏฐากบิดามารดาเป็นอันดี...”(๒๔) “คนไทยรักความตรงไปตรงมาและความสัตย์สุจริต แต่ไม่หมายความว่าพวกเขาไม่ร้�จักพ้ดเท็จตรงกันข�ามกลับจะต�องพ้ดเท็จอย้่บ่อย ๆ แต่ไม่ค่อยมีในระหว่างบุคคลชั�นเสมอกัน มักจะกล่าวเท็จตอ่ ผ้�ใหญ่หรอืผ้�บังคับบัญชาเพื�อแก�ตัวหรอืเอาตัวรอดจากระวางโทษ”(๒๕) “เราอาจจะกล่าวได�เป็นการทัว� ไปว่า คนไทยนัน�รังเกยีจการลักทรัพย์แตก่ ็ไม่หมายความว่า จะไม่มีขโมยในเมอืงไทย เพราะเจ�านายหรอข� ืาราชการมักจะข้่เข็ญเอาทรัพย์จากผ้�น�อยอย้่เสมอ หวัหน�ารีดล้กน�องล้กน�องก็ไปรีดเอากบัราษฎรตอ่ ไป ในประเทศมีคนคเนจร ทาสที�หลบหน นี ักการพนัน คนขี�เมาและเด็กกลางถนนเป็นอันมาก ที�คอยหาโอกาสลักผลไม�ในสวน เรอที ืผ้�กไว�ใกล�บ�านและทรัพยส์ ินของพอค� ่าแมค�่าเร่สว่นพวกโจรนันไ �ม่กล�าเข�ามาแสดงตนกลางใจเมอืง คงทำาการปล�อนสะดมในป่า”(๒๖) ความพิเศษของสังคมสยามค่อดินแดนเสร่ภาพในการนับถ่อศาสนา “นบัแต่โบราณกาล ผ้�ปกครองของไทยมีเจตนารมณอ์ ันดีงามที�จะปลอย่ ให�แตล่ ะชาติปฏบิ ัติพธิีการทางศาสนาของตนได�อย่างเสรีชาวมลาย้มีสุเหร่าของตนเอง และระหว่างระยะเวลาการถือศล กี ็จะส่งเสยีงสวดมนต์ยามคำาคืนได�ตามอัธยาศย ัชาวจีนแห่ขบวนส่งเสยีงดังหนวกห้ได�เหมอืนกับอย้่ในเมอืงจีนชาวคริสต์มีโบสถ์ของตน มีระฆังและกลอง มีการจัดขบวนแห่โดยเฉพาะในเทศกาลฉลองพระผ้�เป็นเจ�าโดยใช�อุปกรณ์ใหญ่โต เหล่าฝ้งชนนอกศาสนาซ่ง�ถ้กด่งด้ดเข�ามาด�วยความอยากร้�อยากเห็นได�เข�ารวมพ่ธิีโดยความสงบเรียบร�อย และด�วยท่าทางเคารพนับถือ หากมีใครในบรรดาพวกเขาทำาความวุ่นวายของตนได� หัวหน�าคนนั�นกลับลงโทษเขาเพิ�มมากข่�นอีกสิบเท่า นี�เองคือเสรีภาพในส่วนที�เกี�ยวกับการนบถั ือศาสนาอันเป็นสิง� ที�คนทั�งหลายได�ชื�นชมกันอย้่ในราชอาณาจักรนี�”(๒๗)สรุปไดว้ ่า ข�อม้ลเกียวก�บอัาณาจักรสยามในต�นรัชสมยัพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ โดยเฉพาะที�ชาวต่างชาติได�พรรณนาไว�นัน� ไม่มีเรื�องทีด้ต� ำาต�อยหรอนื ่าอดส้แตอย่ ่างใด บางเรื�องเป็นทีน�่ายินดด�วยซ ีาำโดยเฉพาะความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจ และที�สาคำ ัญคือเป็นดินแดนที�ให�เสรีภาพในการนบถั ือศาสนา๓๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัว ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๑๑ทรงเครื�องบรมขัติยราชภ้ษิตาภรณ์ ตามโบราณราชประเพณี ท่�มาภาพ : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๓๓
พระราชลัญจกรองค์ใหญ่ประจำาพระองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัว “ร้ปพระมหามงกุฎ มีความหมายตามพระปรมาภิไธยว่า มงกุฎ ประกอบด�วยฉัตรบริวารสองข�าง มีพานทองสองชั�นวาง พระแว่นสุริยกานต์ ข�างหน่�ง หมายถ่งพระฉายาเมื�อทรงผนวชว่า วชิรญาณส่วนพานทองสองชั�นอีกข�างหน่�งวาง สมุดตำารา หมายถ่งทรงศ่กษาเชี�ยวชาญอักษรศาสตร์และดาราศาสตร์”ท่�มาข้อมูล: สมุดภาพเหตุการณ์สำาคัญของกรุงรัตนโกสินทร์, กรุงเทพฯ : สำานักราชเลขาธิการ, ๒๕๒๕, หน้า ๔๗.ท่�มาภาพ : ส. พลายน้อย, ความรู้เรื�องตราต่าง ๆ พระราชลัญจกร, กรุงเทพ : บำารุงสาส์น, ๒๕๒๗, หน้า ๒๖.๓๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ลายพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัวท่�มาภาพ : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๓๕
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัวทรงศ่ลทม่�าภาพ : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิปากร ๓๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ คือวัดที�พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎทรงศ่กษาพุทธศาสนาด�านคันถธุระ คือเรียนคำาสังสอนของพระพุทธเจ�า พยายามอ่านพระไตรปิฎกให�รอบร้�พระธรรมวินัย �ท่�มาภาพ : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๓๗
เขตพุทธาวาสวัดราชาธวิาส กรุงเทพมหานคร กอ่นที�จะรื�อสร�างใหม่เป็นพระอารามที�พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎพานำ ักและใช�เป็นสถานที�ทรงศ่กษาวิปัสสนาธุระและวิทยาการสมยั ใหมต่ ่าง ๆ กบัคร้ต่างชาติทม่�าภาพ : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิปากร ๓๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัว ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๑๑ท่�มาภาพ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุร่ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๓๙
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัว (เจ้าฟ้าใหญ่ เจ้าฟ้ามงกุฎ)ทม่�าภาพ : พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติปราสาทฟองแตนโบล (Château de Fontainbleau) ประเทศฝรั�งเศสนายภูธร ภมูะธน ผู้ทาสำาำเนา๔๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ